<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Culture &amp; Entertainment &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/culture-entertainment/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/culture-entertainment/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Nov 2022 05:49:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เหรียญอีกด้านของการควบรวมสองสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ Penguin Random House และ Simon &#038; Schuster</title>
		<link>https://adaymagazine.com/penguin-random-house-simon-schuster-merger/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Nov 2022 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[report]]></category>
		<category><![CDATA[Penguin Random House]]></category>
		<category><![CDATA[Simon & Schuster]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162670</guid>

					<description><![CDATA[<p>Monopoly หรือ การผูกขาด เป็นคำที่ออกจะมีความหมายเชิงลบ หลายธุรกิจมีคำนี้เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย อันรวมถึงอุตสาหกรรมหนังสือเช่นกัน ราวสองอาทิตย์ที่ผ่านไปเราคุ้นเคยกับข่าวความพยายามในการเข้าควบรวมกิจการของสองบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอย่าง Penguin Random House และ Simon &#38; Schuster ในที่นี้ผมจะพูดถึงมุมมองอีกด้านว่าทำไมการควบรวมของดีลนี้น่าจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรม ก่อนอื่นในอุตสาหกรรมหนังสือต่างประเทศจะมียักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอยู่ 5 บริษัท (Big Five) คือ Penguin Random House, Simon &#38; Schuster, HarperCollins, Macmillan และ Hachette ทั้ง 5 บริษัทจะแตก imprint ออกไปตามความถนัดและแนวทางการทำหนังสืออีกหลายร้อย imprint นอกจากการจำหน่ายหนังสือที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เองแล้ว ยังรับจัดจำหน่ายให้กับสำนักพิมพ์ด้วย ทั้งส่วนของการใช้สิ่งที่เรียกว่า Sale-Force Facility และ Distribution Facility ซึ่งอธิบายได้ดังนี้ Sale-Force Facility คือการที่สำนักพิมพ์เหล่านั้นให้ทีมงานขายของ Big Five ทำหน้าที่นำเสนอ อธิบายหนังสือ รับออร์เดอร์การสั่งซื้อ ตลอดไปจนถึงการจัดส่งซึ่งเป็น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/penguin-random-house-simon-schuster-merger/">เหรียญอีกด้านของการควบรวมสองสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ Penguin Random House และ Simon &#038; Schuster</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>Monopoly หรือ การผูกขาด เป็นคำที่ออกจะมีความหมายเชิงลบ หลายธุรกิจมีคำนี้เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย อันรวมถึงอุตสาหกรรมหนังสือเช่นกัน ราวสองอาทิตย์ที่ผ่านไปเราคุ้นเคยกับข่าวความพยายามในการเข้าควบรวมกิจการของสองบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอย่าง Penguin Random House และ Simon &amp; Schuster ในที่นี้ผมจะพูดถึงมุมมองอีกด้านว่าทำไมการควบรวมของดีลนี้น่าจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรม</p>



<p>ก่อนอื่นในอุตสาหกรรมหนังสือต่างประเทศจะมียักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอยู่ 5 บริษัท (Big Five) คือ Penguin Random House, Simon &amp; Schuster, HarperCollins, Macmillan และ Hachette ทั้ง 5 บริษัทจะแตก imprint ออกไปตามความถนัดและแนวทางการทำหนังสืออีกหลายร้อย imprint นอกจากการจำหน่ายหนังสือที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เองแล้ว ยังรับจัดจำหน่ายให้กับสำนักพิมพ์ด้วย ทั้งส่วนของการใช้สิ่งที่เรียกว่า Sale-Force Facility และ Distribution Facility ซึ่งอธิบายได้ดังนี้</p>



<p>Sale-Force Facility คือการที่สำนักพิมพ์เหล่านั้นให้ทีมงานขายของ Big Five ทำหน้าที่นำเสนอ อธิบายหนังสือ รับออร์เดอร์การสั่งซื้อ ตลอดไปจนถึงการจัดส่งซึ่งเป็น อันเข้าใจว่าผู้ทำหน้าที่ขายนั้นหลายครั้งที่ overload มาก ด้วยข้อมูลขนาดมหาศาล หนังสือที่มีตารางพิมพ์ออกมาแทบจะทุกวัน การส่งข้อมูลให้ลูกค้าเป็นเรื่องที่ต้องทำทุกวันและวันละหลายครั้งมาก บ่อยครั้งพบว่าในการประชุมแต่ละครั้งไม่สามารถนำเสนอรายละเอียดหนังสือได้ครบ ทุก imprint, publisher เพราะเวลาและปริมาณข้อมูลไม่สมดุลกัน</p>



<p>Distribution Facility คือการที่สำนักพิมพ์เล็กใช้ทีมงานขายของตัวเอง แต่เมื่อได้รับคำสั่งซื้อก็จะส่งออร์เดอร์ไปให้ทีม Order Processing ของ Big Five ทำการใส่ข้อมูลลงระบบ ซึ่งจะวิ่งตรงไปที่โกดังเพื่อจัดหนังสือส่งออกมาให้ลูกค้าต่อไป ในส่วนนี้การลงทุนทางด้านระบบ logistic จึงเป็นส่ิงสำคัญอย่างมาก ต้องใช้งบประมาณที่สูง บางแห่งถึงกับเป็น Fully Automated Warehouse คือไม่ใช้คนในการหยิบหนังสือเลย บ้างลงทุนสูงด้วยเทคโนโลยีจนได้รับการขนานนามว่า State of the Art Warehouse ก็มี อาทิ Hachette ที่อังกฤษ</p>



<p>ย้อนกลับมาถึงการควบรวมกิจการของ Penguin Random House และ Simon &amp; Schuster เป็นดีลที่ควรเกิดขึ้นอย่างมากในทัศนะของผม เรื่องของการผูกขาดนั้น จำต้องเข้าใจโครงสร้างที่แท้จริง เทียบกับคำให้การของสำนักพิมพ์อื่นที่อาจเสียประโยชน์ Penguin Random House และ Simon &amp; Schuster จะแข็งแกร่งขึ้นจากการควบรวมแน่ๆ ส่วนแนวคิดเรื่อง &#8216;การผูกขาด&#8217; และ &#8216;รายได้ที่ลดลงของนักเขียน&#8217; ก็เป็นอิทธิพลจากคำให้การของผู้เสียประโยชน์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162694" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/report_Content-01-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทำไมผมถึงคิดว่าดีลนี้ควรจะเกิดขึ้น.. ?&nbsp;</p>



<p>Simon &amp; Schuster เป็นสำนักพิมพ์ที่มีหนังสือดีเยอะมาก มีหนังสือที่หลายสำนักพิมพ์ไม่มี &#8216;แต่&#8230;.ไม่เคยมีใครรู้ว่าเขามีอะไรบ้าง&#8217; ยกตัวอย่าง Simon &amp; Schuster มีหนังสือเกี่ยวกับ Canabis ที่สำนักพิมพ์อื่นไม่มี แต่ไม่เคยถูกนำมาเสนอตามแนวทางการตลาดตามสถานการณ์ปัจจุบันอันสะท้อนความสนใจของโลก ทุกอย่างถูกบริหารจัดการตามแบบที่เคยเป็นมาหลายสิบปี ปล่อยให้ดำเนินไปแบบ as-is มากกว่า ในฐานะคนขายเราจึงไม่เห็น catalogue, marketing portal หรืออื่นๆ อีกมากที่จะทำให้โอกาสในการขายหนังสือของนักเขียนและร้านหนังสือจะง่ายขึ้นแต่อย่างใด สวนทางกับวิธีการทำ Book Marketing ในปัจจุบันที่ Informations Flow มีการหมุนเวียนในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หลายสำนักพิมพ์กระโดดเข้าสู่ขบวนรถไฟของการใช้เทคโนโลยี</p>



<p>Marketing Portal หรือบางที่จะเรียกว่า Digital Asset Portal หรือ Book Huddle ที่ส่งมาประจำทุกอาทิตย์ เหล่านี้คืออะไร สำนักพิมพ์จะเตรียมข้อมูลหนังสือแบบสมบูรณ์รวมถึงเตรียมภาพประกอบการใช้งานทั้ง Cover Shots ภาพปก, Lifestyle Shots คือภาพที่มีการถ่ายภาพหนังสือท่ามกลางบรรยากาศหลากหลาย ทั้งหมดนี้มีการปรับขนาดสำหรับคนขาย สามารถเลือกเอาไปลงใช้งานได้ตามขนาดของ Facebook, IG, Twitter, Tik Tok ทั้งรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ ยังไม่รวมถึงการส่ง printed catalogue หรือ digital catalogue การทำ Sale Conference Online ทั้ง World และ Regional Conference ทั้งยังมี POP ของหนังสือแต่ละเล่มที่สามารถให้สั่งแบบพิมพ์แล้วจากสำนักพิมพ์ หรือแบบ download ออกจากระบบมาจัดพิมพ์เอง อาทิ ที่คั่นหนังสือ Poster ธงราวแต่งร้าน ฯลฯ แต่สำหรับ Simon &amp; Schuster เราจะได้เพียงข้อมูลที่มาในรูปแบบ excel&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ Penguin Random House คือหนึ่งในสองของ Big Five ที่ทำงานหนักในเรื่องข้างต้น ข้อมูลหนังสือจะถูกส่งมาอย่างเป็นระบบ ทั้งสามารถเข้าระบบเชื่อมต่อในการดูข้อมูล real time สามารถทำการสั่งหนังสือเองได้จากระบบที่อนุญาตให้เข้าทำงาน จึงเป็นความสะดวก และนำมาสู่ยอดการสั่งซื้อ ยอดการขายที่เพิ่มขึ้น ในมิติของหนังสือจากสำนักพิมพ์เองยังมีหนังสือของสำนักพิมพ์อื่นที่ให้จัดจำหน่ายดังที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ในช่วงปีหลังเราเริ่มเห็นหลายสำนักพิมพ์ที่เคยออกไปจาก Penguin Random House ไปให้สำนักพิมพ์อื่นจัดจำหน่าย หลายที่เร่ิมทยอยกลับเข้ามาสู่การจัดจำหน่ายของ Penguin Random House เพราะที่ผ่านมาอาจเป็นการหนีเสือปะจระเข้ที่หลายแห่งพบว่ายอดขายของตัวเองไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด ในส่วนนี้ก็ต้องยุติธรรมสำหรับ Simon &amp; Schuster เพราะมีหลายสำนักพิมพ์เข้าให้เขาจัดจำหน่ายเช่นกัน</p>



<p>ทีนี้ในมุมของนักเขียน ในระบบที่ผมเข้าใจเพียงเล็กน้อย การจะได้ลิขสิทธิ์จัดพิมพ์ ในต่างประเทศจะเป็นระบบการประมูลต้นฉบับ ดังนั้นโอกาสที่คาดว่ารายได้ หรือมาตรฐานรายได้ของนักเขียนจะถูกบีบให้ลดลงนั้น ในส่วนนี้ยังมองได้ไม่ชัดเจน เพราะถ้าเรากลับไปดูโครงสร้างโดยรวมของอุตสาหกรรม จะเห็นว่าทั้งหมดไม่ได้มีเพียง Big Five แต่ยังขับเคลื่อนด้วยสำนักพิมพ์เล็ก หรือที่เรียกว่า Independent Publisher อีกหลายพันหลายหมื่นแห่ง การแข่งขันการประมูลเป็นการต่อสู้กันแบบเอาผลประโยชน์ของนักเขียนเป็นที่ตั้ง และอยู่ที่ตาใครถึงกว่ากัน ลองดูสิครับว่ารางวัล The Booker Prize หรือตั้งแต่สมัยเป็น Man Booker Prize หนังสือที่ได้รางวัลจะมีสัดส่วนที่มาจาก Independent Publisher ไม่น้อยไปกว่าหนังสือจาก Big Five อาทิ The Seven Moons of Maali Almeida หนังสือรางวัล Booker Prize 2022 ก็เป็นหนังสือของ Sort of Books Publisher ที่ก่อตั้งเมื่อ 1999 ก่อตั้งโดย Mark Eillingham และ Natania Jansz ซึ่งทั้งสองยังเป็นผู้ก่อตั้ง Rough Guide อีกด้วย ตอนที่ตั้ง Sort of Books นั้นทั้งสองตั้งใจเพียงจะช่วยเพื่อน Chris Stewart ออกหนังสือใหม่เรื่อง <em>Driving Over Lemons </em>เท่านั้น แต่กลายเป็นว่าหนังสือประสบความสำเร็จอย่างมาก ตั้งแต่นั้น Sort of Books จะเลือกหนังสือปีละ 3-4 เล่มในการจัดพิมพ์ หรือที่พวกเขาเรียกว่า hand-picked แบบพิถีพิถัน จะเห็นได้ว่ารายได้ของนักเขียน หรือรางวัลหนังสือนั้น ไม่ได้ถูกวัดในมิติของขนาดสำนักพิมพ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังประกอบไปด้วยอีกหลายปัจจัย&nbsp;</p>



<p>ที่สำคัญ นักเขียนไม่ได้ต้องติดอยู่กับสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่งเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่หมดสัญญาผูกมัด นักเขียนสามารถจะเปลี่ยนไปออกหนังสือกับสำนักพิมพ์ใดก็ได้ตามที่คิดว่าพึงพอใจทั้งด้านการทำงานและรายได้ สำนักพิมพ์ต่างหากที่ต้องพยายามดึงนักเขียนเอาไว้ อันมักจะสะท้อนถึงตัวเลขการประมูลต้นฉบับที่สูง การมีทีมงานพิเศษคอยให้การสนับสนุน ทั้งด้านการตลาด และกิจกรรมต่างๆ</p>



<p>การควบรวมนี้อาจฟังดูน่าตกใจถ้าสัดส่วนของตลาดจะทำให้สองสำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น กลับเป็นโอกาสของหนังสืออีกหลายเล่ม imprint อีกหลายแห่งที่จะได้เปิดตัวเองออกสู่ตลาดให้เป็นที่รู้จัก มีโอกาสทางการขายมากขึ้น อันเป็นมิติที่ยั่งยืนสำหรับทุกส่วนนับแต่นักเขียน สำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และคนอ่าน ดีกว่าพิมพ์มาแล้วเก็บไว้ไม่มีใครรู้จัก รอวันที่จะค่อยๆ หายออกไปจากอุตสาหกรรม หลายปีก่อน Barron’s เป็นสำนักพิมพ์ที่เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งด้านการสอบ SAT, GRE, TOEFL ฯลฯ อันมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลก แต่หลังจากที่ถูกซื้อไปโดย Simon &amp; Schuster ข่าวคราวของ Barron’s ค่อยๆ หายออกไปจากเรดาห์ ประกอบกับวิธีการเข้าถึงแบบ digital จึงทำให้ Barron’s ยิ่งเงียบมากขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>การควบรวมแท้จริงอาจเป็นการช่วยต่อลมหายใจของหนังสือให้ไปอยู่กับผู้ที่พร้อมกว่าในการทำธุรกิจ ด้วยความใหญ่ของ Penguin Random House อาจจะบอกได้ว่าบริษัท Too Big to Fail และรายได้ของบริษัทคือรายได้จากการขายหนังสือ ดังนั้นจึงน่าจะวางใจได้ว่า อุตสาหกรรมหนังสือจะยังสามารถเดินไปต่อได้ ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการควบรวมนี้ เพราะอดตื่นเต้นกับข้อมูลใหม่ๆ วิธีการนำเสนอ และการจัดการที่สะดวกในการทำงานมากขึ้น คงต้องรอดูว่ายกต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/penguin-random-house-simon-schuster-merger/">เหรียญอีกด้านของการควบรวมสองสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ Penguin Random House และ Simon &#038; Schuster</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bank in Bangkok หลักฐานการสร้างเมืองที่กำลังหายไปและโอกาสสร้างชีวิตใหม่ในพื้นที่เดิม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bangkok-bank/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2021 13:51:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[Little Thoughts]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120968</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร มีใครยังจำได้บ้างไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เดินเข้าไปใช้บริการธนาคารหน้าปากซอยคือเมื่อไหร่ และถ้าวันหนึ่งมันพร้อมใจกันหายไป เราจะใจหายเหมือนกับการจากไปของสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าอย่างอาคารโรงแรมดุสิตธานีหรือโรงภาพยนตร์สกาล่าหรือไม่ มันจะเป็นความทรงจำที่เว้าแหว่งของใครของมัน หรือเป็นอดีตร่วมกันของเราทุกคน? หลักฐานของการก่อร่างสร้างความสมัยใหม่ ธนาคาร ธนาคารไทยที่เคยมีสาขาอยู่ทุกแห่งหน นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนแล้ว มันยังมีบทบาทในการก่อร่างสร้างกรุงเทพมหานครด้วย ไม่เพียงกระปุกออมสินกับสมุดเงินฝากธนาคารเล่มแรกที่เป็นความทรงจำร่วมกันในวัยเด็กของหลายคน แต่ธนาคารสาขาต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญประจำย่าน และเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบร่างสร้างผังเมืองขึ้นมา แม้จะเติบโตมาด้วยกัน แต่สาขาธนาคารหลายแห่งกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการล้มตายจากไปก่อนเราหลายคน ไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนที่เคยเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนในวันที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเฟื่องฟู ความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นคือเป็นเครื่องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด สังคม และเทคโนโลยีอันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นการหันหลังให้กับความเกินจำเป็นที่ปราศจากฟังก์ชั่น การก้าวสู่โลกอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบที่หมายถึงการรับใช้มวลชน ซึ่งสนับสนุนโดยวัสดุใหม่อย่างเหล็กกล้าและคอนกรีต สำหรับกรุงเทพมหานคร ธนาคารยังเป็นหลักฐานของการพัฒนาทุนไทย (ไปจนถึงระบบทุนนิยมไทย) และการขยายเมือง นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ในปี 2523 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า และนับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยทำกำไรสุทธิแตะหลักหมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของธนาคารซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของไทยในเวลานั้น ทำให้ธนาคารกรุงเทพถูกจัดอยู่ใน 200 ธนาคารชั้นนำของโลก นำมาสู่ความคิดในการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนถนนสีลมอันเป็นศูนย์กลางธุรกิจในขณะนั้น สถาปนิกผู้ออกแบบคือปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นของไทยอย่างกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา และสุธัญญะ วิจิตรานนท์ โดยอาคารรูปทรงคล้ายซีพียูคอมพิวเตอร์นี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยในปี 2525 ที่เปิดใช้งาน แต่เอาเข้าจริงสำนักงานใหญ่ของธนาคารในบ้านเราที่กลายเป็นตึกสูงแทบทั้งหมดคงไม่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทุบทิ้งสักเท่าไหร่ สาขาธนาคารต่างหากคือประเด็นที่อยากหยิบยกมาพูดก่อนที่มันจะหายจากเราไป ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในเชิงสถาปัตยกรรม คุณค่าในเชิงสังคมในฐานะพื้นที่สำคัญของย่าน ไปจนถึงคุณค่าทางจิตใจอันหมายถึงความทรงจำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-bank/">Bank in Bangkok หลักฐานการสร้างเมืองที่กำลังหายไปและโอกาสสร้างชีวิตใหม่ในพื้นที่เดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;"> ธนาคาร </span>มีใครยังจำได้บ้างไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เดินเข้าไปใช้บริการธนาคารหน้าปากซอยคือเมื่อไหร่</p>
<p>และถ้าวันหนึ่งมันพร้อมใจกันหายไป เราจะใจหายเหมือนกับการจากไปของสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าอย่างอาคารโรงแรมดุสิตธานีหรือโรงภาพยนตร์สกาล่าหรือไม่</p>
<p>มันจะเป็นความทรงจำที่เว้าแหว่งของใครของมัน หรือเป็นอดีตร่วมกันของเราทุกคน?</p>
<p><img decoding="async" class="size-large wp-image-121035 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-1024x639.jpg" alt="" width="1024" height="639" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-1024x639.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-300x187.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-768x479.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><strong>หลักฐานของการก่อร่างสร้างความสมัยใหม่</strong><span style="display: none;"> ธนาคาร </span></h3>
<p>ธนาคารไทยที่เคยมีสาขาอยู่ทุกแห่งหน นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนแล้ว มันยังมีบทบาทในการก่อร่างสร้างกรุงเทพมหานครด้วย</p>
<p>ไม่เพียงกระปุกออมสินกับสมุดเงินฝากธนาคารเล่มแรกที่เป็นความทรงจำร่วมกันในวัยเด็กของหลายคน แต่ธนาคารสาขาต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญประจำย่าน และเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบร่างสร้างผัง<a href="https://adaymagazine.com/?s=cities" target="_blank" rel="noopener">เมือง</a>ขึ้นมา</p>
<p>แม้จะเติบโตมาด้วยกัน แต่สาขาธนาคารหลายแห่งกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการล้มตายจากไปก่อนเราหลายคน ไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนที่เคยเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนในวันที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเฟื่องฟู</p>
<p>ความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นคือเป็นเครื่องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด สังคม และเทคโนโลยีอันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นการหันหลังให้กับความเกินจำเป็นที่ปราศจากฟังก์ชั่น การก้าวสู่โลกอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบที่หมายถึงการรับใช้มวลชน ซึ่งสนับสนุนโดยวัสดุใหม่อย่างเหล็กกล้าและคอนกรีต</p>
<p>สำหรับกรุงเทพมหานคร ธนาคารยังเป็นหลักฐานของการพัฒนาทุนไทย (ไปจนถึงระบบทุนนิยมไทย) และการขยายเมือง นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา</p>
<p><div id="attachment_121039" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121039" class="wp-image-121039 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม.jpg" alt="ธนาคาร" width="450" height="672" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม-201x300.jpg 201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-121039" class="wp-caption-text">ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม via docomomothailand.org</p></div></p>
<p>ในปี 2523 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า และนับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยทำกำไรสุทธิแตะหลักหมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของธนาคารซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของไทยในเวลานั้น ทำให้ธนาคารกรุงเทพถูกจัดอยู่ใน 200 ธนาคารชั้นนำของโลก นำมาสู่ความคิดในการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนถนนสีลมอันเป็นศูนย์กลางธุรกิจในขณะนั้น สถาปนิกผู้ออกแบบคือปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นของไทยอย่างกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา และสุธัญญะ วิจิตรานนท์ โดยอาคารรูปทรงคล้ายซีพียูคอมพิวเตอร์นี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยในปี 2525 ที่เปิดใช้งาน</p>
<p>แต่เอาเข้าจริงสำนักงานใหญ่ของธนาคารในบ้านเราที่กลายเป็นตึกสูงแทบทั้งหมดคงไม่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทุบทิ้งสักเท่าไหร่ สาขาธนาคารต่างหากคือประเด็นที่อยากหยิบยกมาพูดก่อนที่มันจะหายจากเราไป ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในเชิงสถาปัตยกรรม คุณค่าในเชิงสังคมในฐานะพื้นที่สำคัญของย่าน ไปจนถึงคุณค่าทางจิตใจอันหมายถึงความทรงจำ</p>
<p><div id="attachment_121038" style="width: 510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121038" class="wp-image-121038 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali.jpg" alt="ธนาคาร" width="500" height="333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><p id="caption-attachment-121038" class="wp-caption-text">ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสวนมะลิ via docomomothailand.org</p></div></p>
<p>ก่อนจะกลายเป็นสาขาของธนาคารกรุงไทยในปัจจุบัน อาคารสวนมะลิที่สร้างเสร็จในปี 2513 เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคารไทยพัฒนา ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารมหานคร ก่อนจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง กลายเป็นธนาคารกรุงไทยสาขาสวนมะลิในปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ออกแบบโดยอมร ศรีวงศ์ โดดเด่นด้วยฟาซาดที่ออกแบบให้เหมือนตาข่ายปกคลุมอาคาร ในขณะที่ล็อบบี้ภายในอาคารไม่มีเสาเกะกะสายตาเลยสักต้น</p>
<p><div id="attachment_121037" style="width: 340px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121037" class="wp-image-121037 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน.jpg" alt="ธนาคาร" width="330" height="494" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน.jpg 330w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 330px) 100vw, 330px" /><p id="caption-attachment-121037" class="wp-caption-text">ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน via docomomothailand.org</p></div></p>
<p>ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือสถาปัตยกรรมรวงข้าวคอนกรีตของสาขาธนาคารกสิกรไทยที่เราทุกคนคุ้นเคย ซึ่งออกแบบโดยรังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหน้าตาของเมืองกรุงเทพมหานคร โดยรังสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลโก้ของธนาคารที่เป็นรวงข้าว พัฒนาจนกลายเป็นสาขาธนาคารกสิกรไทยในรูปลักษณ์ที่เราคุ้นชิน โดยเฉพาะสาขาสาทรที่ผ่านทีไรก็อดชื่นชมความงดงามไม่ได้เสมอ ที่สำคัญมันคืองานออกแบบที่สร้างอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมให้กับธนาคารสมัยนั้น และเป็นต้นแบบให้กับการออกแบบสาขาธนาคารกสิกรไทยในเวลาต่อมา ก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอาคารกระจก</p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าทั้งรวงข้าว ดอกบัวหลวง ใบโพธิ์ ฯลฯ คือภาพคุ้นตาที่หลายคนเติบโตมาด้วย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม</p>
<p><div id="attachment_121041" style="width: 510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121041" class="wp-image-121041 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม.jpg" alt="" width="500" height="333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><p id="caption-attachment-121041" class="wp-caption-text">ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานชิดลม via docomomothailand.org</p></div></p>
<h3><strong>ยุคใหม่ ความต้องการใหม่</strong></h3>
<p>แต่ยุคโมเดิร์นก็ผ่านไปนานแล้ว</p>
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อ</p>
<p>แน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-121036 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-1024x697.jpg" alt="" width="1024" height="697" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-1024x697.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-768x523.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-600x408.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
<hr />
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="http://www.docomomothailand.org/pages/buildings.html" target="_blank" rel="noopener">docomomo Thailand</a></p>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-bank/">Bank in Bangkok หลักฐานการสร้างเมืองที่กำลังหายไปและโอกาสสร้างชีวิตใหม่ในพื้นที่เดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหนื่อยไปไหมผู้ใหญ่วัย 30? ‘18 Again’ ซีรีส์ที่สะท้อนภาพการล้มแล้วลุกของคนอายุขึ้นเลขสาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/18-again/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อิสริยา พาที]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Feb 2021 06:55:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำซีรีส์]]></category>
		<category><![CDATA[Romance Is a Bonus Book]]></category>
		<category><![CDATA[ยุนซังฮยอน]]></category>
		<category><![CDATA[คิมฮานึล]]></category>
		<category><![CDATA[อีโดฮยอน]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาบยองฮุน]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[17 again]]></category>
		<category><![CDATA[18 Again]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120887</guid>

					<description><![CDATA[<p>18 Again “ลูกสุดท้ายแล้วนะ ถ้าลูกนี้ลงห่วง คำขอจะเป็นจริง ฮงแดยอง กลับไปตอนนั้นกันเถอะ!” นักกีฬาบาสเกตบอลดาวรุ่งอนาคตไกลมีเหตุให้ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่จนชีวิตพลิกผัน ต้องแบกภาระมากมาย ความฝันหลุดลอย ชีวิตล่มไม่เป็นท่า จนเวลาล่วงเลยมาอีกทีก็อยู่ในวัยสามสิบกว่าๆ และไม่มีความสุขกับชีวิตเอาเสียเลย ในวันที่รู้สึกล้มเหลวที่สุด เขากลับไปที่โรงเรียนเพื่อชูตบาสแก้เซ็ง แต่เมื่อชู้ตบาสลูกสุดท้ายกลับมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เขาได้กลับไปอยู่ในร่างหนุ่มวัยสิบแปดอีกครั้ง!&#160; นี่คือพล็อตเรื่องคร่าวๆ ของ 18 Again (18 어게인) ซีรีส์เกาหลีที่เพิ่งออกอากาศเมื่อปลายปี 2020 และขึ้นแท่นซีรีส์ในใจของใครหลายคนอย่างรวดเร็ว ถ้าฟังพล็อตแล้วรู้สึกคุ้นๆ ก็ไม่แปลก เพราะซีรีส์เรื่องนี้รีเมคจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง 17 Again (2009) นำแสดงโดย Zac Efron ซึ่งเหตุผลที่เวอร์ชั่นเกาหลีได้เพิ่มอายุมาเป็นสิบแปดปีนั้นคงเป็นเพราะว่าวิธีการนับอายุของคนเกาหลีแตกต่างจากการนับอายุโดยทั่วไป คือจะนับอายุเป็นหนึ่งขวบตั้งแต่วันแรกที่เกิด ชื่อเรื่องของซีรีส์จึงได้บวกอายุเพิ่มไปอีกหนึ่งปีเป็น 18 ปีนั่นเอง พรวิเศษที่เสกขึ้นเองได้ เพราะ 18 Again ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบซีรีส์ 16 ตอนซึ่งยาวกว่าต้นฉบับ เราจึงได้เห็นรายละเอียดและมิติต่างๆ ของตัวละครมากขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้ยังได้ คิมฮานึล นักแสดงหญิงมากประสบการณ์ผู้เคยได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากหลากหลายเวทีมารับบทนำ&#160; มากกว่านั้น ความน่าติดตามของซีรีส์ยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องของ ‘ฮงแดยอง’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/18-again/">เหนื่อยไปไหมผู้ใหญ่วัย 30? ‘18 Again’ ซีรีส์ที่สะท้อนภาพการล้มแล้วลุกของคนอายุขึ้นเลขสาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="display: none;"> 18 Again </span>“ลูกสุดท้ายแล้วนะ ถ้าลูกนี้ลงห่วง คำขอจะเป็นจริง ฮงแดยอง กลับไปตอนนั้นกันเถอะ!”</p>



<p>นักกีฬาบาสเกตบอลดาวรุ่งอนาคตไกลมีเหตุให้ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่จนชีวิตพลิกผัน ต้องแบกภาระมากมาย ความฝันหลุดลอย ชีวิตล่มไม่เป็นท่า จนเวลาล่วงเลยมาอีกทีก็อยู่ในวัยสามสิบกว่าๆ และไม่มีความสุขกับชีวิตเอาเสียเลย ในวันที่รู้สึกล้มเหลวที่สุด เขากลับไปที่โรงเรียนเพื่อชูตบาสแก้เซ็ง แต่เมื่อชู้ตบาสลูกสุดท้ายกลับมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เขาได้กลับไปอยู่ในร่างหนุ่มวัยสิบแปดอีกครั้ง!&nbsp;</p>



<p>นี่คือพล็อตเรื่องคร่าวๆ ของ <i>18 Again</i> (18 어게인) <a href="https://adaymagazine.com/?s=home+theater" target="_blank" rel="noopener">ซีรีส์</a>เกาหลีที่เพิ่งออกอากาศเมื่อปลายปี 2020 และขึ้นแท่นซีรีส์ในใจของใครหลายคนอย่างรวดเร็ว ถ้าฟังพล็อตแล้วรู้สึกคุ้นๆ ก็ไม่แปลก เพราะซีรีส์เรื่องนี้รีเมคจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง <i>17 Again</i> (2009) นำแสดงโดย Zac Efron ซึ่งเหตุผลที่เวอร์ชั่นเกาหลีได้เพิ่มอายุมาเป็นสิบแปดปีนั้นคงเป็นเพราะว่าวิธีการนับอายุของคนเกาหลีแตกต่างจากการนับอายุโดยทั่วไป คือจะนับอายุเป็นหนึ่งขวบตั้งแต่วันแรกที่เกิด ชื่อเรื่องของซีรีส์จึงได้บวกอายุเพิ่มไปอีกหนึ่งปีเป็น 18 ปีนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-image wp-image-120894 size-large"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-1024x683.jpg" alt="18 Again" class="wp-image-120894" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_06.jpg 1890w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Netflix</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พรวิเศษที่เสกขึ้นเองได้</strong></h2>



<p>เพราะ<em> 18 Again</em> ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบซีรีส์ 16 ตอนซึ่งยาวกว่าต้นฉบับ เราจึงได้เห็นรายละเอียดและมิติต่างๆ ของตัวละครมากขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้ยังได้ คิมฮานึล นักแสดงหญิงมากประสบการณ์ผู้เคยได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากหลากหลายเวทีมารับบทนำ&nbsp;</p>



<p>มากกว่านั้น ความน่าติดตามของซีรีส์ยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องของ ‘ฮงแดยอง’ (รับบทโดย ยุนซังฮยอน) ชายวัย 30 ปีที่จู่ๆ ก็กลายเป็นหนุ่มหล่อหน้าใสอีกครั้งในนามสมมติว่า ‘โกอูยอง’ (รับบทโดย อีโดฮยอน ผู้เคยขโมยหัวใจหลายคนมาแล้วจากบทหนุ่มนักศึกษาแพทย์มาดขรึมใน <em>Sweet Home</em>) แต่ยังมีเรื่องราวของ ‘จองดาจอง’ (รับบทโดย คิมฮานึล) ภรรยาของฮงแดยองที่ต้องฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตมาไม่น้อยกว่าสามี และเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่ได้มีโอกาสกลับไปเป็นวัยรุ่นอายุสิบแปดอีกครั้งแบบที่สามีของเธอได้รับ แต่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เหมือนกัน</p>



<p>ตลอดเรื่อง คนดูจึงจะได้ติดตามความเป็นไปของฮงแดยองที่เริ่มต้นใหม่ในร่างหนุ่มแน่น ในขณะเดียวกันเราจะได้เห็นเรื่องราวของจองดาจองที่พยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัย 37 ด้วยการสมัครเป็นผู้ประกาศข่าว แม้จะอายุเยอะกว่าใครในบรรดาผู้สมัครทั้งหมด แต่เพราะความสามารถอันโดดเด่นของเธอ ประกอบกับบริษัทเลือกที่จะให้ผู้สมัครไม่ต้องเปิดเผยอายุ จองดาจองจึงทำตามฝันสำเร็จ เรื่องยังพลิกผันกว่านั้นเมื่อทุกคนรู้ว่าเธอมีลูกตั้งแต่มัธยมปลายและกำลังจะหย่ากับสามี จึงเกิดกระแสต่อต้านขึ้นเป็นมรสุมถาโถมผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามจะเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง</p>



<p>หากพายุลูกนี้โหมกระหน่ำหญิงสาววัย 18 เธอคงเสียน้ำตาและเสียหลักไปไม่น้อย แต่สำหรับหญิงวัย 37 เธอคือผู้หญิงที่แข็งแกร่ง มีไหวพริบ และความสามารถของเธอที่ไม่ได้เกิดเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะการบ่มเพาะ ฝึกฝนด้วยตัวเองซ้ำ ๆ จนได้เป็นผู้ประกาศข่าว แม้จะไม่ได้รับพรวิเศษใดๆ แบบตัวละครสามี แต่ซีรีส์ทำให้คนดูได้เห็นว่าเวิร์คกิ้งมัมคนนี้ก็สามารถผ่านบทพิสูจน์ต่างๆ มาได้ด้วยสองขาของตนเอง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-131937" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-2048x1364.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_08-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Netflix</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เหนื่อยไปไหม ผู้ใหญ่วัย 30?</strong></h2>



<p>ซีรีส์เรื่อง <em>18 Again</em> ทำให้เราเห็นความลำบากของตัวละครเอกวัยเลขสาม แล้วในความเป็นจริงมีคนเกาหลีรู้สึกอย่างไรกันบ้าง?</p>



<p>จาก<a href="https://www.trendmonitor.co.kr/tmweb/trend/allTrend/detail.do?bIdx=1785&amp;code=0401&amp;trendType=CKOREA" target="_blank" rel="noopener">ผลสำรวจ</a>คนเกาหลีจำนวน 1,000 คน บอกว่าช่วงอายุวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลขสามคือวัยที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่สุด มีคนเกาหลีประมาณ 63 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังทำงานที่ไม่ได้ตรงกับงานที่เคยฝันไว้ในวัยเด็ก และมีคนที่พึงพอใจกับงานที่กำลังทำอยู่หรือสิ่งที่กำลังเรียนอยู่เพียง 38 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น</p>



<p>ด้วยคาแร็กเตอร์และเรื่องราวทำนองนี้ทำให้นึกถึง ‘คังดันอี’ (รับบทโดย อีนายอง) จากซีรีส์เรื่อง <i>Romance Is a Bonus Book</i> (로맨스는 별책부록) อดีตนักเขียนคำโฆษณาที่ผันตัวเป็นแม่บ้านมาดูแลสามีและลูก วันหนึ่งได้เลิกลากับสามีและต้องเริ่มต้นหางานทำใหม่อีกครั้งในวัยสามสิบปลายเช่นกัน ซีรีส์ทั้งสองสะท้อนให้เห็นความพยายามของผู้กำกับซีรีส์เกาหลีที่ต้องการให้กำลังใจคนอายุหลักเลขสามที่เริ่มต้นชีวิตช้ากว่าคนทั่วไปว่ายังพอมีหนทางให้เดินต่อ</p>



<div class="wp-block-image wp-image-120897 size-large"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-1024x682.jpg" alt="18 Again" class="wp-image-120897" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_09-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Netflix</figcaption></figure></div>



<p>แต่จากในเรื่อง จะเห็นว่าวัยไม่ใช่ปัญหาหลักที่คอยขัดขวางไม่ให้จองดาจองทำงานได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือการที่บริษัทรับสมัครพนักงานโดยไม่พิจารณาอายุตั้งแต่แรกเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนได้ใช้ความสามารถมาแข่งกัน แต่จุดพลิกผันที่ทำให้จองดาจองกลับกลายเป็นมวยรองและถูกสังคมที่ทำงานตั้งแง่อยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะเธอมีประวัติท้องในวัยเรียนหรือท้องก่อนแต่ง ซึ่งยังถือว่า<a href="http://english.hani.co.kr/arti/english_edition/e_national/830741.html" target="_blank" rel="noopener">เป็นเรื่องน่าอับอาย</a>ในค่านิยมของคนเกาหลี</p>



<p>เมื่อเรื่องการท้องในวัยเรียนกลายมาเป็นจุดอ่อนหลักในชีวิตการทำงานของทั้งฮงแดยองและจองดาจอง ประเด็นเรื่องครอบครัวและการหย่าร้างจึงได้รับการขับเน้นขึ้นมาในเวอร์ชั่นเกาหลี เพราะหากย้อนมองสถิติการหย่าร้างจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกับหลายประเทศ คือมีจำนวนการหย่าร้างมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับจำนวนการแต่งงานที่ลดลง ทั้งนี้คู่ที่หย่าร้างมักจะอยู่ในวัยเลขสี่</p>



<p>หากมองไปที่สาเหตุของการหย่าร้าง ตาม<a href="http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20160617000753&amp;fbclid=IwAR12MWtT3zIZ2L2K9AVw0qX1iU542Z8IdCic143-2UlT1rYVAhWBfTaUfsw" target="_blank" rel="noopener">แบบสำรวจของศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว</a> เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมเกาหลีได้ชัดเจน ในยุค 70s สาเหตุของการหย่าคือคู่สมรสหายตัวไปนานเกินกว่าสามปี ซึ่งผู้ทำแบบสำรวจนี้คาดว่าเป็นผลมาจากสงครามเกาหลีที่ทำให้คนพลัดพราก และผลจากสงครามเวียดนามซึ่งมีทหารเกาหลีหลายนายที่ถูกส่งไปรบได้สูญหายไป ส่วนยุค 80s สามีมักขอหย่ากับภรรยาด้วยเหตุผลว่า “ไม่ทำหน้าที่ของคู่สมรส” หรือหนีไป ส่วนฝ่ายภรรยาฟ้องหย่าเพราะโดนทำร้ายหรือถูกปฏิบัติแบบแย่ๆ ซึ่งนั่นก็อธิบายว่าทำไมภรรยาที่ไม่ได้ฟ้องหย่าถึงได้เป็นฝ่ายหนีไป สาเหตุการทำร้ายร่างกายนี้ยังเป็นเหตุผลที่ปรากฏอยู่เรื่อยๆ และถือว่าเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งของการหย่าในช่วงทศวรรษ 1990</p>



<p>แต่เหตุผลการหย่าร้างในยุคหลังๆ เริ่มขยับมาเป็นเรื่องที่คนรุ่นก่อนมองว่าเป็นปัญหาหยุมหยิมเกินกว่าจะหย่ากัน เช่น นิสัยเข้ากันไม่ได้ ไม่มีความสุขกับชีวิตคู่ หรือปัญหาทางการเงินที่ฝ่ายหนึ่งต้องส่งเสียพ่อแม่ของตัวเองไปด้วย</p>



<div class="wp-block-image size-large wp-image-120888"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Type-F_Front-page_16x9-18-Again-1024x576.jpg" alt="18 Again" class="wp-image-120888" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Type-F_Front-page_16x9-18-Again-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Type-F_Front-page_16x9-18-Again-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Type-F_Front-page_16x9-18-Again-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Type-F_Front-page_16x9-18-Again-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Type-F_Front-page_16x9-18-Again.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Netflix</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยิ่งใกล้ยิ่งต้องดูแลหัวใจกันให้มาก</strong></h2>



<p>นอกจากจะเห็นเรื่องราวของจองดาจองแล้ว&nbsp;ซีรีส์เรื่องนี้ยังทำให้เราได้เห็นมุมมองของฮงแดยองว่าที่ผ่านมาระหว่างการฝ่าฟันอุปสรรคของชีวิตเพื่อครอบครัว เขารู้สึกอดทนอดกลั้นมากแค่ไหน และความอดกลั้นนั้นเองที่กลายเป็นสาเหตุให้สามีภรรยาไม่เข้าใจกัน</p>



<p>ประเด็นนี้สร้างกระแสตอบรับที่ดีให้กับซีรีส์เรื่องนี้ในกระทู้ต่างๆ ของเว็บไซต์ Naver เว็บไซต์ยอดนิยมอันดับ 1 ของเกาหลี โดยเสียงส่วนใหญ่ชื่นชมที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้ตัวเองเข้าใจคู่ชีวิตมากขึ้น เช่น <a href="https://cafe.naver.com/myungjimom/936651?art=ZXh0ZXJuYWwtc2VydmljZS1uYXZlci1zZWFyY2gtY2FmZS1wcg==.eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJjYWZlVHlwZSI6IkNBRkVfVVJMIiwiY2FmZVVybCI6Im15dW5namltb20iLCJhcnRpY2xlSWQiOjkzNjY1MSwiaXNzdWVkQXQiOjE2MTIyMzgyNDE2ODd9.MH2fKFdhgrCow1U5ez4CZoJ-toX6vOs31uY6t5JT7ak=" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความเห็น</a>ที่ว่าตอนแรกตนเริ่มดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วเข้าใจหัวอกฝ่ายหญิง แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ชายด้วย ทำให้บางครั้งพอหันไปมองสามีก็รู้สึกเห็นใจและมองว่าเขาน่ารักมากขึ้น&nbsp;</p>



<p><a href="https://cafe.naver.com/2008bunsamo/1712446?art=ZXh0ZXJuYWwtc2VydmljZS1uYXZlci1zZWFyY2gtY2FmZS1wcg==.eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJjYWZlVHlwZSI6IkNBRkVfVVJMIiwiY2FmZVVybCI6IjIwMDhidW5zYW1vIiwiYXJ0aWNsZUlkIjoxNzEyNDQ2LCJpc3N1ZWRBdCI6MTYxMjIzODI0MTY4OX0=.8hdqeMdyBGLhhjVK8G8L5lEjRZPfoaA6XA8B6ddRjHk=" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความเห็น</a>หนึ่งกล่าวว่า ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้กลับมาคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาอีกครั้ง ว่าคำพูดและการเปิดใจคุยกันระหว่างคนรักมันสำคัญขนาดไหน อีก<a href="https://cafe.naver.com/usem/1531764?art=ZXh0ZXJuYWwtc2VydmljZS1uYXZlci1zZWFyY2gtY2FmZS1wcg==.eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJjYWZlVHlwZSI6IkNBRkVfVVJMIiwiY2FmZVVybCI6InVzZW0iLCJhcnRpY2xlSWQiOjE1MzE3NjQsImlzc3VlZEF0IjoxNjEyMjM4MjYyMjUzfQ==.wAwAtGCftxo7T8b9A8SfI_aTBsodcVEwP4vg3ilpvmE=" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความเห็น</a>หนึ่งกล่าวว่าดูแล้วรู้สึกว่าตัวเองต้องใส่ใจสามีให้มากกว่านี้และให้ความสำคัญกับครอบครัวให้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-120891" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Netflix</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อย่าเสียใจกับเรื่องที่ทำให้ยิ้มได้</strong></h2>



<p>นอกจากความเข้าใจกันระหว่างสามีภรรยาแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังได้เสนอมุมมองระหว่างพ่อ-ลูก ไม่ว่าจะเป็นฮงแดยองกับพ่อของเขาหรือฮงแดยองกับลูกๆ มีฉากการดูแลซึ่งกันและกันระหว่างลูกสะใภ้กับพ่อสามี ระหว่างลูกเขยกับแม่ยาย และทำให้เห็นความรักระหว่างนักเบสบอลชื่อดัง ‘เยจีฮุน’ (รับบทโดย วีฮาจุน) กับหลานตัวน้อยอีกด้วย</p>



<p>‘ฮาบยองฮุน’ ผู้กำกับ <em>18 Again</em> ได้<a href="https://www.mk.co.kr/star/hot-issues/view/2020/08/848478/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ให้สัมภาษณ์</a>ไว้ว่าครั้งแรกที่เขาดูภาพยนตร์เรื่อง <em>17 Again</em> ตอนนั้นเขายังไม่ได้แต่งงานและยังไม่มีลูก จึงเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียงแค่หนังคอเมดี้เรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งหลังจากแต่งงานและมีลูกแล้วก็รู้สึกต่างออกไปจากเดิม เขาเห็นว่าพล็อตของเรื่องนี้ยังสามารถสอดแทรกรายละเอียดต่างๆ ที่เขาอยากนำเสนอเสริมเข้าไปได้อีก จึงเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้มารีเมกเป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องปัญหาชีวิตวัยสามสิบและความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างกลมกล่อม</p>



<p><a href="https://www.chosun.com/site/data/html_dir/2020/08/18/2020081802132.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ผู้กำกับได้กล่าวอีกว่า</a> หวังว่าละครเรื่องนี้จะช่วยทำให้ผู้ชมได้ตระหนักรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัจจุบัน’ ได้มากขึ้น</p>



<p>นั่นอธิบายว่าทำไมทุกครั้งที่ฮงแดยองรู้สึกเหนื่อยล้า เขาจะนึกถึงประโยคหนึ่งของ&nbsp;Audrey Hepburn (นักแสดงที่จองดาจองชื่นชอบ) ที่พูดว่า “ถึงจะต้องเจอกับความยากลำบากเพียงใด ก็อย่าได้เสียใจเป็นอันขาดกับสิ่งที่ทำให้เรายิ้มได้”</p>



<p>จากคำกล่าวนี้คงจะเดาได้ว่า ถึงฮงแดยองและจองดาจองจะรู้สึกเสียดายกับชีวิตก่อนมีลูกที่เต็มไปด้วยโอกาสและความฝันอันสดใส แต่เขาจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำให้พวกเขายิ้มได้ นั่นคือครอบครัว</p>



<p>แล้วคุณล่ะ จะรู้สึกเสียใจไหมหากไม่ได้ย้อนกลับไปวันวานอันหอมหวานอีกต่อไปแล้ว?</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-1024x683.jpg" alt="18 Again" class="wp-image-120889" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/18-Again_01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Netflix</figcaption></figure></div>



<p><span>อ้างอิง<br><a href="https://www.chosun.com/site/data/html_dir/2020/08/18/2020081802132.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">chosun.com</a><br><a href="https://cafe.naver.com/usem/1531764?art=ZXh0ZXJuYWwtc2VydmljZS1uYXZlci1zZWFyY2gtY2FmZS1wcg==.eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJjYWZlVHlwZSI6IkNBRkVfVVJMIiwiY2FmZVVybCI6InVzZW0iLCJhcnRpY2xlSWQiOjE1MzE3NjQsImlzc3VlZEF0IjoxNjEyMjM4MjYyMjUzfQ==.wAwAtGCftxo7T8b9A8SfI_aTBsodcVEwP4vg3ilpvmE=" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cafe.naver.com</a><br><a href="http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20160617000753&amp;fbclid=IwAR12MWtT3zIZ2L2K9AVw0qX1iU542Z8IdCic143-2UlT1rYVAhWBfTaUfsw" target="_blank" rel="noreferrer noopener">koreaherald.com</a><br><a href="https://cafe.naver.com/myungjimom/936651?art=ZXh0ZXJuYWwtc2VydmljZS1uYXZlci1zZWFyY2gtY2FmZS1wcg==.eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJjYWZlVHlwZSI6IkNBRkVfVVJMIiwiY2FmZVVybCI6Im15dW5namltb20iLCJhcnRpY2xlSWQiOjkzNjY1MSwiaXNzdWVkQXQiOjE2MTIyMzgyNDE2ODd9.MH2fKFdhgrCow1U5ez4CZoJ-toX6vOs31uY6t5JT7ak=" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cafe.naver.com</a><br><a href="https://www.mk.co.kr/star/hot-issues/view/2020/08/848478/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">mk.co.kr</a><br><a href="https://cafe.naver.com/2008bunsamo/1712446?art=ZXh0ZXJuYWwtc2VydmljZS1uYXZlci1zZWFyY2gtY2FmZS1wcg==.eyJhbGciOiJIUzI1NiIsInR5cCI6IkpXVCJ9.eyJjYWZlVHlwZSI6IkNBRkVfVVJMIiwiY2FmZVVybCI6IjIwMDhidW5zYW1vIiwiYXJ0aWNsZUlkIjoxNzEyNDQ2LCJpc3N1ZWRBdCI6MTYxMjIzODI0MTY4OX0=.8hdqeMdyBGLhhjVK8G8L5lEjRZPfoaA6XA8B6ddRjHk=" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cafe.naver.com</a><br><a href="https://www.trendmonitor.co.kr/tmweb/trend/allTrend/detail.do?bIdx=1785&amp;code=0401&amp;trendType=CKOREA" target="_blank" rel="noreferrer noopener">trendmonitor.co.kr</a></span></p>


<p><!-- /wp:paragraph --></p>
<div style="display: none;">
<p>มากกว่านั้น ความน่าติดตามของซีรีส์ยังไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงเรื่องของ ‘ฮงแดยอง’ (รับบทโดย ยูนซังฮยอน) ชายวัย 30 ปีที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นหนุ่มหล่อหน้าใสอีกครั้งในนามสมมติว่า ‘โกอูยอง’ (รับบทโดย อีโดฮยอน ผู้เคยขโมยหัวใจหลายคนมาแล้วจากบทหนุ่มนักศึกษาแพทย์มาดขรึมใน Sweet Home) แต่ยังมีเรื่องราวของ ‘จองดาจอง’ (รับบทโดย คิมฮานึล) ภรรยาของฮงแดยองที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตมาไม่น้อยกว่าสามี และเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่ได้มีโอกาสกลับไปเป็นวัยรุ่นอายุ 18 อีกครั้งแบบที่สามีของเธอได้รับ แต่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เหมือนกันตลอดเรื่อง คนดูจะได้ติดตามความเป็นไปของฮงแดยองที่เริ่มต้นใหม่ในร่างชายหนุ่มแน่น ในขณะเดียวกันเราจะได้เห็นเรื่องราวของจองดาจองที่พยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัย 37 ด้วยการสมัครเป็นผู้ประกาศข่าว ซึ่งแม้จะอายุเยอะกว่าใครในบรรดาผู้สมัครทั้งหมด แต่เพราะความสามารถอันโดดเด่นของเธอ ประกอบกับการที่บริษัทเปิดรับผู้สมัครโดยไม่ต้องเปิดเผยอายุ จองดาจองจึงทำตามฝันสำเร็จ เรื่องยังพลิกผันกว่านั้นเมื่อทุกคนรู้ว่าเธอมีลูกตั้งแต่มัธยมปลายและกำลังจะหย่ากับสามี จึงเกิดกระแสต่อต้านขึ้นเป็นมรสุมถาโถมผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามจะยืนหยัดขึ้นมาอีกครั้ง</p>
<p>หากพายุลูกนี้โหมกระหน่ำหญิงสาววัยสิบแปด เธอคงเสียน้ำตาและเสียหลักไปไม่น้อย แต่สำหรับหญิงวัยสามสิบเจ็ด เธอคือผู้หญิงที่แข็งแกร่ง มีไหวพริบ และความสามารถของเธอที่ไม่ได้เกิดเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะการบ่มเพาะ ฝึกฝนด้วยตัวเองซ้ำๆ จนได้เป็นผู้ประกาศข่าว แม้จะไม่ได้รับพรวิเศษใดๆ แบบสามี แต่ซีรีส์ทำให้คนดูได้เห็นว่า&nbsp;working mom คนนี้ก็สามารถผ่านบทพิสูจน์ต่างๆ มาได้ด้วยสองขาของตนเอง</p>
</div>
<p><!-- /wp:paragraph --></p><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/18-again/">เหนื่อยไปไหมผู้ใหญ่วัย 30? ‘18 Again’ ซีรีส์ที่สะท้อนภาพการล้มแล้วลุกของคนอายุขึ้นเลขสาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นั่งมองฟ้า ดูพระอาทิตย์ แกล้งๆ เก็บกระเป๋าไปพิชิต bucket list ผ่านหน้าจอ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/recommended-travel-shows/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2021 15:16:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[รายการท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[bucket list]]></category>
		<category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120586</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายการท่องเที่ยว รายการสิ่งที่ต้องทำในชีวิตของคุณมีอะไรบ้าง ดูพลุที่ญี่ปุ่น กระโดดร่มดิ่งพสุธา นั่งรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียน แล้วออกตามล่าหาพระอาทิตย์กันที่ขอบโลก&#160; ไม่ว่าทริปในฝันของคุณจะผจญภัยจนน่าหวาดเสียวหรือเป็นแค่การเที่ยวชิลล์ๆ หาของกินอร่อยๆ จนพุงกางกับแก๊งเพื่อน รายการท่องเที่ยวที่เราคัดสรรมาให้เหล่านี้ก็มีครบหมดทุกแนว&#160; ไหนๆ ก็คงไม่ได้เดินทางไปไหนอีกนาน เอา 6 รายการเหล่านี้ไปดูแก้เซ็งก่อน ไม่แน่ ออกเดินทางได้เมื่อไหร่ คุณอาจมีลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวในใจเพิ่มอีกเป็นกระบุง 01 สะบัดเท้าเต้นแทงโก้ นั่งเรือโผล่น้ำตกยักษ์ เที่ยวอาร์เจนตินาผ่าน ‘Traveler 2’&#160; หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจที่ใครๆ ก็อยากไปเยือน เดาว่าคงมีไม่มากนักที่จะบรรจุ ‘อาร์เจนตินา’ เอาไว้ในรายการ เพราะหากไม่ได้รู้จักรายการท่องเที่ยวสัญชาติเกาหลีอย่าง ‘Traveler 2’ เราก็ขอยอมรับตรงนี้ว่าชีวิตนี้คงไม่รู้เลยว่าอาร์เจนตินาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์รอให้คนไปสัมผัสมากมายขนาดนี้&#160; สำหรับคนที่รักการพบปะ พูดคุย โยกสะโพก และขยับเท้าไปตามจังหวะดนตรี เมืองแห่งแทงโก้อย่างบัวโนสไอเรสคงทำให้คุณถูกใจได้ไม่ยาก หรือถ้าคุณมีการกระโดดร่มเป็นเหมือนภารกิจที่ชีวิตนี้ต้องพิชิตให้ได้ เมืองปูเอร์โตอีกัวซูก็คงไม่ทำให้คุณผิดหวัง&#160; นอกจากการได้เห็นบรรยากาศอันน่าตื่นตาของน้ำตกขนาดใหญ่ที่ติดหนึ่งในสามของโลก เห็นเมืองแห่งสายลมที่แค่ยืนชมวิวเฉยๆ ก็เหมือนได้หอบความทุกข์ออกจากใจ เห็นธารน้ำแข็งยักษ์ร่วงหล่นลงตรงหน้า และเห็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราไม่รู้จักมาก่อนอีกหลากหลายที่จะทำให้รายการนี้สนุกและน่าติดตามแล้ว อีกสิ่งที่สนุกไม่แพ้กันคือมิตรภาพระหว่างนักร้องนักแสดงของประเทศเกาหลีใต้อย่างอันแจฮง จากซีรีส์ Reply 1988, คังฮานึล องค์ชายแปดจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Moon Lovers: Scarlet Heart [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/recommended-travel-shows/">นั่งมองฟ้า ดูพระอาทิตย์ แกล้งๆ เก็บกระเป๋าไปพิชิต bucket list ผ่านหน้าจอ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="display: none;">รายการท่องเที่ยว</p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายการสิ่งที่ต้องทำในชีวิตของคุณมีอะไรบ้าง ดูพลุที่ญี่ปุ่น กระโดดร่มดิ่งพสุธา นั่งรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียน แล้วออกตามล่าหาพระอาทิตย์กันที่ขอบโลก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าทริปในฝันของคุณจะผจญภัยจนน่าหวาดเสียวหรือเป็นแค่การเที่ยวชิลล์ๆ หาของกินอร่อยๆ จนพุงกางกับแก๊งเพื่อน รายการท่องเที่ยวที่เราคัดสรรมาให้เหล่านี้ก็มีครบหมดทุกแนว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไหนๆ ก็คงไม่ได้เดินทางไปไหนอีกนาน เอา 6 รายการเหล่านี้ไปดูแก้เซ็งก่อน ไม่แน่ ออกเดินทางได้เมื่อไหร่ คุณอาจมีลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวในใจเพิ่มอีกเป็นกระบุง</span></p>
<h3 style="text-align: center;">01</h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>สะบัดเท้าเต้นแทงโก้ นั่งเรือโผล่น้ำตกยักษ์ เที่ยวอาร์เจนตินาผ่าน ‘Traveler 2’&nbsp;</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-120641 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_.jpeg" alt="รายการท่องเที่ยว" width="1080" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_.jpeg 1080w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EW5XFioUcAETtjw-_1_-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจที่ใครๆ ก็อยากไปเยือน เดาว่าคงมีไม่มากนักที่จะบรรจุ ‘อาร์เจนตินา’ เอาไว้ในรายการ เพราะหากไม่ได้รู้จักรายการท่องเที่ยวสัญชาติเกาหลีอย่าง ‘Traveler 2’ เราก็ขอยอมรับตรงนี้ว่าชีวิตนี้คงไม่รู้เลยว่าอาร์เจนตินาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์รอให้คนไปสัมผัสมากมายขนาดนี้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่รักการพบปะ พูดคุย โยกสะโพก และขยับเท้าไปตามจังหวะดนตรี เมืองแห่งแทงโก้อย่างบัวโนสไอเรสคงทำให้คุณถูกใจได้ไม่ยาก หรือถ้าคุณมีการกระโดดร่มเป็นเหมือนภารกิจที่ชีวิตนี้ต้องพิชิตให้ได้ เมืองปูเอร์โตอีกัวซูก็คงไม่ทำให้คุณผิดหวัง&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120638 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK.jpg" alt="รายการท่องเที่ยว" width="1080" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK.jpg 1080w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EnWUU27W4AQCnEK-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการได้เห็นบรรยากาศอันน่าตื่นตาของน้ำตกขนาดใหญ่ที่ติดหนึ่งในสามของโลก เห็นเมืองแห่งสายลมที่แค่ยืนชมวิวเฉยๆ ก็เหมือนได้หอบความทุกข์ออกจากใจ เห็นธารน้ำแข็งยักษ์ร่วงหล่นลงตรงหน้า และเห็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราไม่รู้จักมาก่อนอีกหลากหลายที่จะทำให้รายการนี้สนุกและน่าติดตามแล้ว อีกสิ่งที่สนุกไม่แพ้กันคือมิตรภาพระหว่างนักร้องนักแสดงของประเทศเกาหลีใต้อย่างอันแจฮง จากซีรีส์ </span><i><span style="font-weight: 400;">Reply 1988</span></i><span style="font-weight: 400;">, คังฮานึล องค์ชายแปดจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo</span></i><span style="font-weight: 400;"> และองซองอู สมาชิกวงไอดอลเกาหลีชื่อดังอย่าง Wanna One ที่แม้ทั้งสามคนจะไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมกันมาก่อนแต่เคมีความเป็นพี่น้องก็เข้ากันได้ดีมากจนเห็นแล้วก็อดคิดถึงชีวิตตอนออกไปตะลอนเที่ยวไกลๆ ไม่ได้ อยากจะโทรหาเพื่อนจองตั๋วบินตามไปเที่ยวด้วยกันเดี๋ยวนั้นเลย</span></p>
<p style="display: none;">รายการท่องเที่ยว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120639 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EbRpkz8U8AElr4P.jpg" alt="" width="1080" height="810" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EbRpkz8U8AElr4P.jpg 1080w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EbRpkz8U8AElr4P-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EbRpkz8U8AElr4P-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EbRpkz8U8AElr4P-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/EbRpkz8U8AElr4P-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และอันนี้อาจจะส่วนตัวไปหน่อย แต่การได้เห็นตัวตนจริงๆ ของเหล่าซูเปอร์สตาร์ที่ก่อนหน้านี้อาจจะเคยรับบทบาทที่แตกต่างกับตัวจริงไปบ้างก็ช่วยเพิ่มคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดู จนเราอยากจะเอาใจช่วย เฝ้าหน้าจอดูละครเรื่องต่อไปของทั้งสามคนขึ้นมาเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครกำลังหารายการสั้นๆ ดูเพลินๆ ลิสต์รายการนี้ไว้แล้วดูด้วยกันวันหยุดนี้สิ ไม่แน่ อาร์เจนตินาอาจจะกลายเป็นประเทศต่อไปที่คุณอยากไปเยือนเหมือนเราก็ได้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าใครดูแล้วติดใจ จะกดย้อนดูรายการซีซั่นแรกอย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">Traveler</span></i><span style="font-weight: 400;"> เพิ่มเติมก็ได้นะ รยูจุนยอล พระเอกจาก </span><i><span style="font-weight: 400;">Reply 1988</span></i><span style="font-weight: 400;"> รอพาคุณไปบุกประเทศคิวบาอยู่ล่ะ</span></p>
<h3 style="text-align: center;">02</h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>ชวนแก๊งเพื่อนจองตั๋วขึ้นรถไฟเที่ยวรัสเซียที่สถานี ‘Trans-Siberian Pathfinders’</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120644 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296587914.jpg" alt="รายการท่องเที่ยว" width="936" height="485" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296587914.jpg 936w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296587914-300x155.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296587914-768x398.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296587914-600x311.jpg 600w" sizes="(max-width: 936px) 100vw, 936px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะมีการเดินทางแบบไหนอีกที่ไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าก็ยกให้เป็นที่สุด ชีวิตนี้อยากจะขอออกตะลุยท่องเที่ยวแบบนี้ดูสักครั้ง ถ้าไม่ใช่ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นของทริปนี้มาจากทีมงานรายการชักชวนอีซอนกยุน (พระเอกสุดโหดในเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">Pasta</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่ดูจบทำเอาเราพูดว่า yes, chef ไปค่อนอาทิตย์) มาก่อน จากนั้นเขาจึงชักชวนเพื่อนและรุ่นน้องนักแสดงมาร่วมทริปอีก 4 คน กลายเป็นทริปเดินทางแสนอลหม่านที่มีจุดสตาร์ทที่วลาดิวอสตอก เมืองท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศรัสเซีย และไปสิ้นสุดที่มอสโก ตลอด 12 วันนี้เราจะได้เห็นพวกเขานั่ง นอน กิน ใช้ชีวิตบนรถไฟ สานสัมพันธ์กับคนเบาะข้างๆ และท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ เสมือนได้ไปร่วมทริปเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120643 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296717797.jpg" alt="รายการท่องเที่ยว" width="932" height="483" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296717797.jpg 932w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296717797-300x155.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296717797-768x398.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1612296717797-600x311.jpg 600w" sizes="(max-width: 932px) 100vw, 932px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความตลกคือแค่เริ่มต้นก็เห็นแววของโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งทริป ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น การที่คิมมินชิกวิ่งหาตั๋วรถไฟที่ทำหายกันให้วุ่นตั้งแต่วันแรก หรือการที่โกคยูพิลต้องแบกกระเป๋าใบโตที่เต็มไปด้วยของที่อาจจะไม่ได้ใช้เพราะก่อนวันเดินทางพวกเขาไปเหมาเกมกระดานพกไปเที่ยวด้วยซะเต็มกระเป๋า&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงอย่างนั้นในรายการก็ยังมีสาระอยู่เพียบ ใครที่มีฝันอยากจะนั่งรถไฟสายนี้ดูสักครั้งห้ามพลาดเลย เพราะหลายๆ อย่างที่ถ่ายมาเกิดมาจากความตั้งใจที่อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ให้ทุกคนเที่ยวตามกันได้จริงๆ&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">03</h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>ไปเวียดนามแบบพุงกาง กินแหลกล้างโลก Ho Chi Minh City</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120646 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596395.jpg" alt="รายการท่องเที่ยว" width="960" height="540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596395.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596395-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596395-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596395-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’ เคยได้ยินกันใช่ไหม รายการท่องเที่ยวจาก <a href="https://www.youtube.com/user/SangdadGastronomie">krua.co</a> หรือแสงแดด สำนักพิมพ์อาหารที่อยู่คู่ครัวคนไทยมานานจึงพาเราไปเที่ยวประเทศใกล้บ้านซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักหัดท่องเที่ยวอย่างประเทศเวียดนาม ตะลุยกินอาหารท้องถิ่นกันให้พุงกาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นจากสตรีทฟู้ดขึ้นชื่อทั้งบั๋นแจร่งเนื้อง บั๋นแจร่งจ่อม บั๋นหมี่ชื่อดัง พิซซ่า ไปจนถึงคาเฟ่เก๋ในซอยลับ และอาหารอีกสารพัด ชนิดที่คาดไม่ถึงว่าจะอร่อย ซึ่งต้องขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเมนูอาหารในคลิปมันยั่วสุดๆ ใครใจไม่ถึงอาจจะเกิดอาการหน้ามืดตาลาย หิวข้าวได้ (นี่ขนาดเปิดย้อนดูพอกรุบกริบเรายังน้ำลายสอ)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120645 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596396.jpg" alt="" width="960" height="606" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596396.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596396-300x189.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596396-768x485.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596396-600x379.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จบโควิดแล้วใครมีแพลนจะไปโฮจิมินห์ เตรียมจดชื่อร้านแล้วลอกได้เลย รับรองว่าอร่อยทุกร้านจริงๆ ขอคอนเฟิร์มในฐานะคนที่ตามรอยมาแล้ว!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนอกจากจะมีทริปเวียดนามให้ติดตาม ก่อนหน้านี้ทั้งสามสาวก็เคยพาเราไปตะลุยกินของหวานที่ญี่ปุ่นกันมาก่อน รับประกันความสนุกไม่แพ้กัน หรือถ้าใครอยากหาของกินที่จังหวัดตรัง พวกเขาก็เคยไปเปิดแมปของกินมาให้แล้วนะ ติดตามต่อได้เลย&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่าลืมจำคำแนะนำของเราไว้ หาอะไรกินให้อิ่มท้องซะหน่อย ไม่อย่างนั้นเสียงร้องโคกครากจากกระเพาะอาจดังกลบเสียงพิธีกรได้!</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">04</h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>เก็บกระเป๋าไปดูพลุ เที่ยวญี่ปุ่นกับ ‘<a href="https://www.youtube.com/channel/UCpxZHmTHeMJJUD-nz85rE5w">Together Festival</a>’</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-120651" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596406.jpg" alt="" width="1704" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596406.jpg 1704w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596406-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596406-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596406-1024x577.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596406-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1704px) 100vw, 1704px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนึ่งวันที่ปัดหน้าจอเล่นโทรศัพท์ เราพบว่ามีคนบ่นคิดถึงประเทศญี่ปุ่นไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของชั่วโมงการเล่น&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแบบนั้นเราเลยนึกถึงรายการนี้ขึ้นมา&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120652 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407.jpg 1568w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/S__3596407-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือรายการที่กันต์ ชุณหวัตร และเบล สุพล ออกเดินทางขับรถ แวะพักไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น โดยที่เป้าหมายหลักของทริปนี้อยู่ที่การชมพลุที่ Sumidagawa Fireworks Festival ด้วยความที่รายการไม่ยาวมาก อารมณ์เหมือนดู vlog แป๊บเดียวจบ ดูปุ๊บเลยคล้ายได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบไวๆ ให้คลายความคิดถึง แถมยังสนุกตรงที่ต้องลุ้นกันว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะได้ไปเห็นพลุกันจริงๆ หรือเปล่าด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120647 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/together-festival-10.jpg" alt="" width="850" height="550" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/together-festival-10.jpg 850w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/together-festival-10-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/together-festival-10-768x497.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/together-festival-10-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">05</h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>จัดทริปเป็น ‘The Sun Hunter’ ออกล่าพระอาทิตย์ในยุโรป</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120653 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/26219851_537977339912929_474085546892101385_n.jpg" alt="" width="958" height="578" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/26219851_537977339912929_474085546892101385_n.jpg 958w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/26219851_537977339912929_474085546892101385_n-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/26219851_537977339912929_474085546892101385_n-768x463.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/26219851_537977339912929_474085546892101385_n-600x362.jpg 600w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายการท่องเที่ยวที่มีสองคู่หูคู่ฮาอย่าง<a href="https://adaymagazine.com/year-2019-sunny/" target="_blank" rel="noopener">ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์</a> และ เคนจิ–วันสว่าง บุญพิพัฒนาพงศ์ คอยพาเราออกเดินทางแบบโร้ดทริปไปตามล่าหาพระอาทิตย์กันที่เมืองต่างๆ ในทวีปยุโรป เริ่มจากฝรั่งเศส ไปสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงอังกฤษ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานนี้นอกจากจะแวะเที่ยวตามหัวเมืองใหญ่ ทั้งคู่ยังพาเราแวะเที่ยวในเมืองเล็กเมืองน้อยที่อาจไม่ใช่จุดท่องเที่ยวหลักด้วย เราจึงได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่หลากหลาย มองดูการขึ้น-ลงของพระอาทิตย์แบบไม่ซ้ำวิวกันเลยในแต่ละวัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120623 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/25594316_528745524169444_6657227567364664188_n.jpg" alt="" width="960" height="540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/25594316_528745524169444_6657227567364664188_n.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/25594316_528745524169444_6657227567364664188_n-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/25594316_528745524169444_6657227567364664188_n-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/25594316_528745524169444_6657227567364664188_n-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากติดตามการล่าหาพระอาทิตย์ของทั้งสองคน อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เอนจอยกับรายการมากๆ ก็คือความกวนที่เข้าขากันได้ดีของทั้งคู่ สาระอาจจะไม่ค่อยมากแต่มุกฮาๆ เพียบแน่นอน&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">06</h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>เรียนรู้วัฒนธรรมเอเชียกับสองซูเปอร์สตาร์ต่างชาติใน ‘Twogether’&nbsp;&nbsp;</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120655 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Twogether_03.jpg" alt="" width="696" height="522" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Twogether_03.jpg 696w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Twogether_03-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Twogether_03-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าต้องไปเที่ยวกับเพื่อนต่างชาติ ต่างภาษาจะเป็นยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องเสียเวลาจินตนาการ เพียงแค่เปิดดู </span><i><span style="font-weight: 400;">Twogether</span></i><span style="font-weight: 400;"> รายการท่องเที่ยวจากเน็ตฟลิกซ์ที่จับเอาซูเปอร์สตาร์จากประเทศเกาหลีใต้และไต้หวันอย่างอีซึงกิและอี้หาวมาเจอกันก็เห็นความปวดหัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คอนเซปต์พิเศษของรายการนี้อยู่ตรงที่จะให้ทั้งสองคนออกเดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมทำภารกิจตามหาแฟนคลับซึ่งเป็นคนแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ มา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120648 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/news-full-115285.jpg" alt="" width="700" height="394" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/news-full-115285.jpg 700w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/news-full-115285-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/news-full-115285-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากจะได้เห็นความน่าตื่นตะลึงของสถานที่ท่องเที่ยวแถบเอเชียในประเทศอินโดนีเซีย เนปาล และประเทศไทยเราเอง ทั้งถ้ำ น้ำตก โบราณสถาน ตลาดน้ำ ไปจนถึงยอดเขาสูงแล้ว ความรักที่แฟนคลับมีให้ทั้งสองหนุ่มก็ทำเอาซาบซึ้งไม่น้อย ดูจบแล้วอยากมีโอกาสจัดทริปแบบนี้ให้ไอดอลในดวงใจบ้างเลย</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/recommended-travel-shows/">นั่งมองฟ้า ดูพระอาทิตย์ แกล้งๆ เก็บกระเป๋าไปพิชิต bucket list ผ่านหน้าจอ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;วันนี้วันพุธเองเหรอ&#8221; Blursday อาการหลงวันลืมคืนเมื่อวันหยุดและวันทำงานหลอมเป็นหนึ่งเดียว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/blursday/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2021 19:50:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประสาทวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ล็อกดาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[Blursday]]></category>
		<category><![CDATA[ความเบลอ]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงวันคืน]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[กักตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120548</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณรู้สึกว่าปี 2020 ผ่านไปเร็วหรือช้า? เกิดการสับสนในวันเวลาบ้างไหม? หากคุณรู้สึกว่าทุกๆ วันช่างเหมือนกันจนรู้สึกหลงเวลา ลืมวันลืมคืน คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ หนึ่งในคำที่น่าสนใจในรายชื่อคำประจำปีของ Oxford คือคำว่า Blursday ก่อนจะรู้จักคำใหม่ เราขอชวนย้อนกลับไปมองเรื่องราวไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นมากมายในปี 2020 ก่อน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่รุนแรงไปจนถึงโรคระบาดที่แทบจะทำให้ทั้งโลกหยุดลงชั่วคราว เพื่อให้มี ‘คำ’ ที่ตอบรับกับสถานการณ์ สภาพสังคม พฤติกรรม และกิจกรรมที่เกิดขึ้นแบบเฉพาะเจาะจงที่สุด นักพจนานุกรมจึงต้องคอยสังเกตการณ์และวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนแบบเกือบจะเรียลไทม์ จากเหตุการณ์มากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น รายงาน Word of the Year 2020 โดย Oxford Dictionary พบว่ามีการใช้คำใหม่ๆ เกิดขึ้นในปีที่แล้วเยอะมากจนไม่สามารถเลือกแค่หนึ่งคำให้เป็นคำแห่งปีได้ ดังตัวอย่างคำในลิสต์ด้านล่างนี้ Covidiot (n.) ผู้ที่ไม่ยอมทำตามข้อปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 เช่น ไม่ยอมใส่หน้ากาก ไม่ยอมล้างมือ ไม่เชื่อในการ social distancing ไม่ว่าจะด้วยความขี้เกียจ ความไม่รู้ หรือไม่เชื่อว่าโควิด-19 เป็นเรื่องจริงซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลก Mask Shaming (n.) การประณามหยามเหยียดคนที่ไม่ยอมใส่หน้ากากหรือเหยียดคนที่ใส่หน้ากากเพื่อให้รู้สึกอับอาย คำนี้มีความน่าสนใจเพราะมีความหมายตรงกันข้ามจากคนสองฝั่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blursday/">&#8220;วันนี้วันพุธเองเหรอ&#8221; Blursday อาการหลงวันลืมคืนเมื่อวันหยุดและวันทำงานหลอมเป็นหนึ่งเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">คุณรู้สึกว่าปี 2020 ผ่านไปเร็วหรือช้า? เกิดการสับสนในวันเวลาบ้างไหม?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณรู้สึกว่าทุกๆ วันช่างเหมือนกันจนรู้สึกหลงเวลา ลืมวันลืมคืน คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ หนึ่งในคำที่น่าสนใจในรายชื่อคำประจำปีของ Oxford คือคำว่า <strong>Blursday</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะรู้จักคำใหม่ เราขอชวนย้อนกลับไปมองเรื่องราวไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นมากมายในปี 2020 ก่อน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่รุนแรงไปจนถึงโรคระบาดที่แทบจะทำให้ทั้งโลกหยุดลงชั่วคราว เพื่อให้มี ‘คำ’ ที่ตอบรับกับสถานการณ์ สภาพสังคม พฤติกรรม และกิจกรรมที่เกิดขึ้นแบบเฉพาะเจาะจงที่สุด นักพจนานุกรมจึงต้องคอยสังเกตการณ์และวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนแบบเกือบจะเรียลไทม์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเหตุการณ์มากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น รายงาน </span><a href="https://languages.oup.com/word-of-the-year/2020/"><span style="font-weight: 400;">Word of the Year 2020</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดย Oxford Dictionary พบว่ามีการใช้คำใหม่ๆ เกิดขึ้นในปีที่แล้วเยอะมากจนไม่สามารถเลือกแค่หนึ่งคำให้เป็นคำแห่งปีได้ ดังตัวอย่างคำในลิสต์ด้านล่างนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Covidiot (n.)</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ที่ไม่ยอมทำตามข้อปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 เช่น ไม่ยอมใส่หน้ากาก ไม่ยอมล้างมือ ไม่เชื่อในการ social distancing ไม่ว่าจะด้วยความขี้เกียจ ความไม่รู้ หรือไม่เชื่อว่าโควิด-19 เป็นเรื่องจริงซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Mask Shaming (n.)</b><span style="font-weight: 400;"> การประณามหยามเหยียดคนที่ไม่ยอมใส่หน้ากากหรือเหยียดคนที่ใส่หน้ากากเพื่อให้รู้สึกอับอาย คำนี้มีความน่าสนใจเพราะมีความหมายตรงกันข้ามจากคนสองฝั่ง แล้วแต่ว่าอยู่ฝั่งไหน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Infit (n.)</b><span style="font-weight: 400;"> ชุดนอกบ้านที่เราต้องใส่อยู่บ้านให้เรียบร้อยเพื่อประชุมทางออนไลน์ ทำให้เกิดพฤติกรรมการแต่งชุดทำงานหรือชุดสุภาพแค่ท่อนบนเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://adaymagazine.com/infodemic/" target="_blank" rel="noopener"><b>Infodemic (n.)</b></a><span style="font-weight: 400;"> ภาวะการระบาดของข่าวปลอมที่กระจายไปทั่วในช่วงที่มีโรคระบาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://adaymagazine.com/doomscrolling/" target="_blank" rel="noopener"><b>Doomscrolling (n.)</b></a><span style="font-weight: 400;"> อาการเลื่อนหน้าจอไถฟีดไปเรื่อยๆ อย่างหมดหวังในช่วงเวลาเลวร้ายเหมือนจะสิ้นโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Zoombomb (n.) </b><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมก่อกวนการประชุมออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom โดยตั้งใจเปิดภาพที่สร้างความรำคาญ&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">กระอักกระอ่วนใจ เช่น เปิดเสียงดังรบกวน ส่งภาพวาบหวิว ฯลฯ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Blursday อาการสับสนในการรับรู้เวลาจนจำวันผิด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในคำที่เกิดขึ้นในปี 2020 ที่น่าสนใจคือคำว่า Blursday ที่เกิดจากคำว่า Blur (เบลอ พร่ามัว ไม่ชัดเจน) + Day (วัน) รวมกันได้คำที่หมายความว่า <strong>‘</strong></span><b>วันใดๆ ที่ไม่สามารถระบุแยกได้จากวันอื่นๆ ในสัปดาห์’</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Oxford อธิบายสาเหตุไว้เพิ่มเติมว่าอาการนี้ <em>&#8220;</em></span><i><span style="font-weight: 400;"><em>&#8230;เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงกักตัวที่บ้านจนเกิดอาการไม่รู้วันไม่รู้คืน สับสนว่าวันนี้เป็นวันอะไร ชีวิตแต่ละวันซ้ำซากจำเจอยู่ในสถานที่เดียวจนแยกแต่ละวันที่ผ่านไปให้แตกต่างจากกันได้ยาก วันหยุดและวันทำงานได้หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ฯลฯ&#8221;</em>&nbsp;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ในปีนี้ หลายๆ คนอาจเริ่มปรับตัวกับชีวิตทำงานทางไกลได้แล้ว แต่เมื่อผู้เขียนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนชีวิตกับคนรอบตัวก็พบว่า Blursday ยังเป็นสิ่งที่เราประสบร่วมกัน เช่น เมื่อคุยงานนัดหมายกันแล้วจำวันผิด คิดว่าวันที่คุยกันเป็นวันพฤหัสบดีทั้งที่เป็นวันอังคาร หรือบางทีทำงานไปเรื่อยๆ ก็ต้องตกใจเมื่อถึงวันศุกร์โดยไม่รู้ตัว หรือต่อให้ไม่ถึงหลักวัน หลายคนก็ทำงานไปเรื่อยๆ จนดึกโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่ต้องเดินทางกลับบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาไม่ปกติเช่นนี้ที่คนจำนวนมากต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปลี่ยนชีวิตประจำวัน เป็นโอกาสอันดีของนักวิทยาศาสตร์ที่จะสำรวจการรับรู้เวลาของคนในวงกว้าง Philip Gable นักวิชาการด้านจิตวิทยาจาก The University of Alabama at Birmingham ทำแบบสำรวจในคำถามนี้เหมือนกันโดยไปสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,100 คน พบว่าในช่วงล็อกดาวน์แบบนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ส่วนคนอีกประมาณ​ 25 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าเวลาในช่วงโรคระบาดผ่านไปไวกว่าที่ควรจะเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sophie Herbst นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาจากเบอร์ลินให้ความเห็นว่า ผู้คนได้สูญเสีย ‘temporal cues’ หรือ ‘ตัวชี้นำในการรับรู้เวลา’ โดยทั่วไป ชีวิตของคนยุคปัจจุบันมักถูกแบ่งประเภทเป็นวันธรรมดาและวันหยุดซึ่งช่วยให้เราสามารถรับรู้ถึงเวลาที่ผ่านไปได้ แต่ในช่วงเวลากักตัวหลายคนอาจทำงานข้ามไปวันเสาร์-อาทิตย์จนทำให้เส้นแบ่งเวลาผิดเพี้ยนไปจากปกติ ทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปไม่กี่เดือนนั้นเหมือนเกิดขึ้นแสนนาน นอกจากนี้ความเบื่อหน่าย ความกังวล หรือความกลัวก็ทำให้เรารู้สึกว่าเวลานั้นยาวนานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอยากหลุดจากภาวะ Blursday อาจทำได้ด้วยการพยายามเรียก temporal cues กลับคืนมาด้วยการสร้างเส้นแบ่งของเวลาในแต่ละวันให้ตัวเอง สร้างความแตกต่างหลากหลายในแต่ละวัน สร้างกิจวัตรใหม่ๆ ให้เช้า กลางวัน เย็นแตกต่างกัน กำหนดวันพักผ่อนให้ตัวเอง หรือกำหนดวันที่จะทำกิจกรรมบางอย่างโดยเฉพาะ เช่น จะวิ่งทุกๆ วันเสาร์ จะออกไปเดินข้างนอกทุกเย็น หรือจะออกกำลังกายวันเว้นวัน เพื่อให้จดจำและแยกแยะวันต่างๆ ได้ดีขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>รับรู้เวลาด้วยเรื่องราวรอบตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะรู้สึกว่า ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้และแน่นอน หากแต่การรับรู้เวลาของมนุษย์นั้นไม่แม่นยำและมีความรู้สึกมาเกี่ยวข้องเสมอ นอกจากความรู้สึกส่วนตัว การรับรู้ถึงเวลายังข้องเกี่ยวกับปัจจัยทางสถานที่และวัฒนธรรมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือ</span> <b><i>A Geography Of Time </i></b><span style="font-weight: 400;">นักสังคมจิตวิทยา</span> Robert V. Levine ได้<span style="font-weight: 400;">พาเราไปสำรวจการรับรู้ของผู้คนในต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม และต่างยุคสมัย เช่น ยุคก่อนที่จะมีนาฬิกาเป็นมาตรฐานสากลในการวัดเวลา จากการสำรวจ เลวีนสรุปว่าตัวแปรที่มีผลต่อ psychological time หรือเวลาทางจิตวิทยามี 5 ปัจจัย คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Pleasantness (ความพึงพอใจ) </b><span style="font-weight: 400;">หากเรารู้สึกมีความสุข อิ่มเอม เวลามักจะผ่านไปไวกว่าปกติเสมอ ความเบื่อหน่ายหรือกิจกรรมที่ซ้ำซากทำให้เรารับรู้ระยะเวลาได้ช้ากว่าปกติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Urgency (ความรีบเร่งฉุกเฉิน) </b><span style="font-weight: 400;">หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรีบก็ดูเหมือนเวลาจะเดินช้าลงไปอีก เช่น หากต้องนำคนที่เรารักส่งโรงพยาบาลด้วยเหตุฉุกเฉิน เวลาไม่กี่นาทีก่อนจะถึงแผนกฉุกเฉินนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน&nbsp;</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Amount of activity (ปริมาณของกิจกรรมในแต่ละวัน)</b><span style="font-weight: 400;"> หากเรามีกิจกรรมต้องทำมากมาย เราย่อมรู้สึกว่าเวลานั้นน้อย เดินไว และไม่เพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><strong>Variety (ความหลากหลาย)</strong> หากเผชิญชีวิตที่ซ้ำซากจำเจจนแยกแต่ละชั่วโมงและวันออกจากกันได้ยาก เวลาอาจเดินช้าในความรู้สึก เช่น คนที่ชีวิตที่คุ้นชินกับความไวและความหลากหลายในเมือง เมื่อเข้าสู่โหมดชีวิตช่วงกักตัวอยู่บ้าน กินอาหารเมนูเดิมทุกวันในสภาพแวดล้อมที่จำกัดอาจรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลงจนแทบทนไม่ได้</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="color: #333333;"><b>Time-free tasks (งานประเภทที่ไม่กำหนดเวลา) </b><span style="font-weight: 400;">งานบางประเภทไม่อาจทำตามกำหนดเดดไลน์ได้โดยง่าย โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพสักภาพหรือการเขียนหนังสือสักเล่ม เมื่อศิลปินจดจ่อกับงานจนตัดขาดจากโลกจึงบิดเบือนการรับรู้เวลาของเขาไป เช่นที่นักจิตวิทยา Mihaly Csikszentmihalyi กล่าวว่า &#8220;ชั่วโมงหนึ่งๆ ผ่านไปราวกับนาที แต่บางที หนึ่งวินาทีก็ดูเหมือนจะยืดยาวเป็นนิรันดร์&#8221;</span></span></li>
</ul>
<p><div id="attachment_120562" style="width: 421px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120562" class="wp-image-120562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-624x1024.jpg" alt="" width="411" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-624x1024.jpg 624w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-183x300.jpg 183w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-768x1261.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-600x985.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL.jpg 1559w" sizes="(max-width: 411px) 100vw, 411px" /><p id="caption-attachment-120562" class="wp-caption-text">ภาพ amazon.com</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Oliver Sacks นักประสาทวิทยาผู้ล่วงลับเล่าถึงประสบการณ์การรักษาคนไข้ลงในความเรียงชื่อ ‘Speed’ หรือ ‘ความไว’ จากหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">The River of Consciousness</span></i><span style="font-weight: 400;">&nbsp;เขาสังเกตว่าคนเราต่างมีนาฬิกาการรับรู้เวลาฝังอยู่ในร่างโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น คนไข้ผู้เคลื่อนไหวช้าจนแทบหยุดนิ่งรู้สึกว่าเวลานาฬิกาบนผนังผ่านไปเร็วผิดปกติ กลับกันบางโรคทำให้คนไข้รับรู้เวลาผิดเพี้ยนถึงขนาดที่สามารถจับแมลงวันได้ด้วยมือเปล่าเพราะเขารู้สึกว่าแมลงวันบินช้าเหลือเกิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้คนจะบอกว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วขึ้นเมื่อเราแก่ชราลง แซกส์กลับยืนยันว่าเมื่ออายุมากขึ้น แต่ละวินาที แต่ละนาทียังให้ความรู้สึกเหมือนเดิม หนึ่งชั่วโมงยังยาวเท่าเดิมเมื่อเราเบื่อหน่าย หรืออาจรวดเร็วผ่านไปไวในห้วงที่เรากระตือรือร้นสนใจ และบางครั้งเวลาเพียงชั่วครู่ก็ถูกยืดขยายขึ้นในความทรงจำ เช่น ในวินาทีใกล้ตายสมองของเราจะยืดขยายรายละเอียดที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่ววูบได้อย่างไม่น่าเชื่อ</span></p>
<p><div id="attachment_120561" style="width: 464px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120561" class="wp-image-120561" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-689x1024.jpg" alt="" width="454" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-689x1024.jpg 689w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-202x300.jpg 202w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-768x1141.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-600x891.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L.jpg 1723w" sizes="(max-width: 454px) 100vw, 454px" /><p id="caption-attachment-120561" class="wp-caption-text">ภาพ amazon.com</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>อย่าหวาดกลัวที่จะหลงทางในเวลา เพราะเราต่างรับรู้เวลาต่างกัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้อยู่บ้านนานๆ และได้ประสบอาการ Blursday เข้ากับตัว ผู้เขียนรู้สึกเหมือนได้รับประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่หลังใช้ชีวิตที่แยกวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อย่างชัดเจนมาตลอด ทำงานในสายอาชีพที่ถูกวัดด้วยเวลาอยู่เสมอจนเวลาที่เสียไปคือความสูญเสียทางโอกาสและรายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ชีวิตแบบเบลอๆ แยกวันธรรมดากับสุดสัปดาห์ไม่ออกทำเอาหลายคนเครียด พานคิดไปว่าชีวิตตัวเองไม่มีคุณภาพอย่างใครๆ หากที่จริงแล้วชีวิตรูปแบบนี้เป็นผลพลอยได้หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่การใช้ชีวิตเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง และการมีวันหยุด 2 วันให้พักต่อสัปดาห์ก็เกิดจากการเรียกร้องของการเคลื่อนไหวทางแรงงานที่ทำให้มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์มาแต่โบร่ำโบราณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองออกไปจากชีวิตตัวเอง ยังมีคนอีกมากที่อยู่บ้านสม่ำเสมอตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จะระบาด เช่น คุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลลูกที่บ้าน คนที่เกษียณอายุ คนที่ว่างงาน หรือผู้ป่วยเรื้อรัง ความรู้สึกสับสนว่าเป็นวันอะไรนี้จึงอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนเหล่านี้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือหากมองดูคนในวัฒนธรรมอื่นๆ ที่อยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างออกไป ‘เวลา’ สำหรับผู้คนในสังคมเกษตรกรรม สังคมที่อยู่ในป่าหรือบนเกาะอาจข้องเกี่ยวกับฤดูกาล สภาพอากาศ มากกว่าสนใจว่าวันนั้นคือวันจันทร์หรืออังคาร วัฒนธรรมที่ต่างไปเหล่านี้ทำให้เขาอาจรับรู้เวลาและดำเนินชีวิตโดยอาศัยตัวแปรจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ปริมาณแสงอาทิตย์ น้ำขึ้น-น้ำลง ระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ฯลฯ หากเรายึดติดกับคติที่ว่าการไม่รับรู้เวลาแบบในสังคมสมัยใหม่คือการไร้ความสามารถก็อาจเป็นการตีกรอบเวลาที่แคบเกินไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อลองพิจารณาดู ‘เวลา’ ที่เรารับรู้อาจไม่ได้เป็นเส้นตรงหรือเที่ยงตรงสม่ำเสมอตลอดไปจนวันตาย แต่เป็นเหมือนการเดินทางบนถนนที่บางครั้งเรียบลื่น บางช่วงก็ขรุขระ บางช่วงอาจรู้สึกเร็ว บางช่วงอาจรู้สึกช้าจนทนไม่ไหว ที่สำคัญ ในแต่ละช่วงชีวิตเราอาจให้คุณค่าและความหมายกับเวลาต่างกันไปก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมองไปให้ไกลจากตัวเอง อาการ Blursday จึงอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก หรือเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขขนาดนั้น แค่เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนจำนวนมากพร้อมๆ กันในช่วงโควิด-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อประสบกับอาการ Blursday ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้สำรวจและทำความเข้าใจว่าปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อการรับรู้เวลาของเรา รวมถึงลองออกไปสำรวจผู้คนที่รับรู้เวลาต่างจากเรา ไม่แน่เราอาจเจอวิธีรับรู้และใช้เวลาแบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจก็ได้</span></p>
<hr>
<p><span style="font-weight: 400;">A Geography Of Time: The Temporal Misadventures of a Social Psychologist</span></p>
<p><a href="http://languages.oup.com/word-of-the-year/2020" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">languages.oup.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The River of Consciousness: Sacks, Oliver: 9780385352567</span></p>
<p><a href="https://www.webmd.com/lung/news/20200507/what-day-is-it-this-it-your-brain-on-quarantine" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">What Day Is It? This Is Your Brain on Quarantine</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blursday/">&#8220;วันนี้วันพุธเองเหรอ&#8221; Blursday อาการหลงวันลืมคืนเมื่อวันหยุดและวันทำงานหลอมเป็นหนึ่งเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Teemana Books คนทำหนังสือเด็กที่เชื่อเรื่องการคอนเนกต์ความเป็นเด็กในตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/teemana-books/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Feb 2021 11:05:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Book Maker]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Flying Whale]]></category>
		<category><![CDATA[The Moon Was Too Bright]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[Sho’s Magic Fart]]></category>
		<category><![CDATA[A Squid’s Journey to the Moon]]></category>
		<category><![CDATA[ChakC]]></category>
		<category><![CDATA[Teemana Books]]></category>
		<category><![CDATA[Bookmaker]]></category>
		<category><![CDATA[จักร์ เชิดสถิรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Kaomai Estate 1955]]></category>
		<category><![CDATA[A Little Elf]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์อิสระ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120433</guid>

					<description><![CDATA[<p>Teemana Books Just smile! My magic will bring all of you happiness. ถ้าเลือกที่จะยิ้มกับสิ่งที่เป็นอยู่ เวทมนตร์ของผมจะพาความสุขไปหาทุกคน &#160; ไม่รู้ว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เผลอดึงเราออกจากรอยยิ้มที่เคยเกิดขึ้นเพราะเรื่องง่ายๆ ไปตอนไหน ที่แน่ๆ ประโยคสุดท้ายในหนังสือเด็ก A Little Elf จากสำนักพิมพ์อิสระนามว่า Teemana Books ดึงรอยยิ้มนั้นกลับคืนมาให้คนวัยยี่สิบกว่าๆ แบบเราได้เสียอย่างนั้น นอกจาก A Little Elf แล้ว จุดร่วมที่เราค้นพบจาก Flying Whale, The Moon Was Too Bright, Sho’s Magic Fart และ A Squid’s Journey to the Moon หนังสืออีก 4 เล่มฝีมือนักเขียนคนเดียวกันนี้คือมันแฝงไปด้วยแนวคิดที่คนเป็นผู้ใหญ่สามารถอินกับมันได้ ตั้งแต่การเข้าใจตัวเองและความเป็นไปของสิ่งรอบตัว แถมเนื้อหาและภาพประกอบยังมีความเป็นสากลค่อนข้างสูง สิ่งนี้มาจากความตั้งใจที่อยากจะสร้างความหลากหลายให้กับวงการหนังสือเด็กในไทยของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/teemana-books/">Teemana Books คนทำหนังสือเด็กที่เชื่อเรื่องการคอนเนกต์ความเป็นเด็กในตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;"> Teemana Books </span></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">Just smile!</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">My magic will bring all of you happiness.</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ถ้าเลือกที่จะยิ้มกับสิ่งที่เป็นอยู่ เวทมนตร์ของผมจะพาความสุขไปหาทุกคน</span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่รู้ว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เผลอดึงเราออกจากรอยยิ้มที่เคยเกิดขึ้นเพราะเรื่องง่ายๆ ไปตอนไหน ที่แน่ๆ ประโยคสุดท้ายในหนังสือเด็ก </span><i><span style="font-weight: 400;">A Little Elf </span></i><span style="font-weight: 400;">จากสำนักพิมพ์อิสระนามว่า </span><b>Teemana Books</b><span style="font-weight: 400;"> ดึงรอยยิ้มนั้นกลับคืนมาให้คนวัยยี่สิบกว่าๆ แบบเราได้เสียอย่างนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120459 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก </span><i><span style="font-weight: 400;">A Little Elf </span></i><span style="font-weight: 400;">แล้ว จุดร่วมที่เราค้นพบจาก </span><i><span style="font-weight: 400;">Flying Whale, The Moon Was Too Bright, Sho’s Magic Fart และ A Squid’s Journey to the Moon</span></i><span style="font-weight: 400;"> หนังสืออีก 4 เล่มฝีมือนักเขียนคนเดียวกันนี้คือมันแฝงไปด้วยแนวคิดที่คนเป็นผู้ใหญ่สามารถอินกับมันได้ ตั้งแต่การเข้าใจตัวเองและความเป็นไปของสิ่งรอบตัว แถมเนื้อหาและภาพประกอบยังมีความเป็นสากลค่อนข้างสูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้มาจากความตั้งใจที่อยากจะสร้างความหลากหลายให้กับวงการหนังสือเด็กในไทยของ </span><b>จักร์ เชิดสถิรกุล</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ก่อตั้งโครงการ Kaomai Estate 1955 ที่มีงานพาร์ตไทม์เป็นนักเขียนนามปากกา Chak C. และเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งที่ว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสิ่งพิมพ์ การทำสำนักพิมพ์ Teemana Books ต้องใช้ความมานะขนาดไหน และการขลุกตัวในโลกหนังสือเด็กตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาพาชายตรงหน้าเราพบเจอเรื่องราวแบบไหนบ้าง ฟังเจ้าตัวเล่าดีกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120464 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-1024x683.jpg" alt="Teemana Books" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>1</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“เด็กๆ ผมชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะหนังสือเด็กที่เป็นหนังสือแปล เช่น </span><i><span style="font-weight: 400;">โต๊ะโตะจัง</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ นอกจากจะเอนจอยเรื่องอ่านแล้วเรายังเอนจอยเรื่องเขียน สมัยเด็กๆ บ้านผมรับนิตยสารก็เลยเขียนเรื่องสั้นๆ เขียนประสบการณ์หมาวิ่งตกน้ำส่งไปตีพิมพ์ แล้วก็พับไปยาวจนกระทั่งผมได้กลับมาเขียนสารคดีท่องเที่ยว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงรอยต่อระหว่างเรียนจบด้านการจัดการเชิงยั่งยืน (Sustainability Management) จาก Columbia University สหรัฐอเมริกา และกลับเชียงใหม่เพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัว จักร์กลับมานับหนึ่งกับศาสตร์ของการเขียนอีกครั้งโดยเริ่มต้นจากการเล่าประสบการณ์ที่ตัวเองประทับใจ นอกจากการลงมือทำ จักร์ยังพาตัวเองเข้าคลาส writing เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานของนักเขียนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีเซสชั่นหนึ่งเป็นคลาสของคุณเอ๋ นิ้วกลม เขาไม่ได้พูดอะไรเรื่องการเขียนนะ แต่พูดถึงฟีลลิ่งข้างในเวลาที่เราลงมือเขียน ผมรู้จากตอนนั้นว่านี่น่าจะเป็นวิธีการที่มันใช่กับตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากเขียนหนังสือและผมชอบวาฬ อยากเล่าเรื่องวาฬมาก ช่วงนั้นเป็นเดือนมีนาคม ที่เชียงใหม่เจอปัญหาหมอกควันจากไฟป่าพอดี ถ้าเราเอาสองอย่างนี้มารวมกันได้ก็น่าสนใจดี ผมได้อ่านหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Snail and the Whale </span></i><span style="font-weight: 400;">และ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Gruffalo</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของ Julia Donaldson เธอทำให้ผมรู้ว่าหนังสือเด็กก็สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลยากๆ ได้นะ แถมยังเป็นหนังสือเด็กที่ภาพประกอบเจ๋งมาก ผมเห็นแล้วชอบมาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักเขียนชาวอังกฤษคนนี้ไม่เพียงแต่จุดประกายให้จักร์อยากทำหนังสือภาพสำหรับเด็กอย่างเดียว แต่ยังทำให้เขาอะเมซิ่งกับวิธีการเล่าเรื่องแบบ rhyme ที่เป็นการร้อยเรื่องด้วยคำที่มีเสียงคล้องจอง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากลองแต่งไรม์ดู แม้จะท้าทายสำหรับคนแต่งเรื่อง แต่มันถือเป็นประโยชน์กับเด็กๆ ที่จะได้เรียนรู้เรื่องคำศัพท์และการออกเสียงไปด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120463 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1024x683.jpg" alt="Teemana Books" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเขียนหนังสือเด็กมันไม่มีคนทำคู่มือหรือคลาสที่จะสอนเราเยอะขนาดนั้น ส่วนใหญ่ผมก็เสิร์ชหาเอง อย่างไรม์ก็ต้องไปหาว่ามันคืออะไร บ้านเรายังไม่มีคอมมิวนิตี้คนทำหนังสือเด็กที่แข็งแรงและเปิดกว้างเท่าประเทศอื่นๆ คนที่อยากทำก็ต้องดิ้นรนมากหน่อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างทุกปีที่สิงคโปร์จะมีนิทรรศการ </span><a href="https://afcc.com.sg/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Asian Festival of Children&#8217;s Content</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่รวมคนทำคอนเทนต์หนังสือเด็กทั้งฝั่งนักเขียนและนักวาดภาพประกอบ ผมก็ตัดสินใจบินไปดูเองเลยว่ามันเป็นยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในงานจะมีการ submit manuscript คือส่งสิ่งที่เราเขียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญรีวิว ผมอยากรู้ว่าไรม์ที่ตัวเองเขียนมันโอเคไหมก็เลยส่งไป เขาบอกว่าของผมอาจจะไม่ถึงขั้นเป็นไรม์ขนาดนั้น เหมือนเป็นเพลงที่เล่นกับคำคล้องจองบ้าง ช่วงไหนปล่อยได้ก็ปล่อย ไม่อยากจะบังคับมันมาก” จักร์สรุปการเดินทางในปีแรก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">One day after the sun went down, </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">High above the town, there came a big grey whale, </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">Rising up from the ocean to the sky with no wings. </span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสนุกเวลาอ่านเหล่าคำคล้องจองใน </span><i><span style="font-weight: 400;">Flying Whale</span></i><span style="font-weight: 400;"> หนังสือเล่มแรกจาก Teemana Books แบบออกเสียง คือหลักฐานยืนยันความตั้งใจของชายคนนี้ได้สวยงามมากทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120470 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/11.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>2</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการเป็นนักเขียน เขายังควบตำแหน่งบรรณาธิการในสำนักพิมพ์ที่ตัวเองก่อตั้งด้วย นั่นแปลว่าหน้าที่ในการคิดภาพรวมของหนังสือทุกเล่มและกำหนดทิศทางในโลกธุรกิจหนังสือก็ต้องเป็นหน้าที่เขาทั้งหมด เจ้าตัวสารภาพกับเราว่ามันไม่ง่ายเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมทำงานค่อนข้างลำบากกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์อื่นนะ ผมเคยส่งไปทั้งในและต่างประเทศ สุดท้ายผมพบว่าทุกวันนี้ต้นฉบับหนังสือดีๆ มันกองเต็มโต๊ะบรรณาธิการไปหมดเลย มุมหนึ่งธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำกำไรมากแล้วในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องเลือกลงทุนกับสิ่งที่สร้างชื่อเสียงหรือให้ผลตอบแทนกับเขาได้ดีกว่า หนังสือเด็กที่ผมอยากจะทำมันเลยยากมากที่จะเข้าไปอยู่ในระบบกับหนังสือทั่วไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จักร์หมายมั่นว่าหนังสือของ Teemana Books หรือ ‘หนังสือเด็กที่อยากจะทำ’ ต้องมีความเป็นสากล เริ่มต้นจากการใช้ภาษาอังกฤษในการเล่าเรื่อง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120458 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ถ้าผมเลือกทำหนังสือภาษาไทย ในแง่การขายมันน่าจะง่ายกว่านี้ แต่อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนให้ลูกๆ ใช้ภาษาอังกฤษหรือหลายๆ ภาษา มองอีกมุมมันก็อาจจะเป็นโอกาสได้เหมือนกัน แต่พอสิ่งที่เราตัดสินใจทำมันดูไม่ได้สร้างกำไรมาก ยิ่งเราไปให้ภายนอกช่วยทำเยอะต้นทุนก็จะยิ่งบานออก สิ่งไหนที่พอจะทำเองได้ก็ทำ ผมดีลเองหมดเลยตั้งแต่นักวาดภาพประกอบ คนทำรูปเล่ม อย่างเล่มแรกๆ ที่ปล่อยก็แพ็กส่งเองกับมือ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะบ่นว่ายากลำบากแต่ทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นในการทำหนังสือก็สอนให้เขาเข้าใจโลกธุรกิจมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">มาถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มขมวดคิ้วสงสัยว่า ทำไมเขาถึงเลือกที่จะทำทุกอย่างคนเดียว เหนื่อยคนเดียวแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้านี้ผมเคยเอาต้นฉบับไปให้คนอื่นช่วยทำ ปรากฏว่าตอนนั้นเขาไปจ้าง editor มาแก้ภาษาผม ซึ่งจริงๆ เขาเจตนาดีนะ แต่มันเหมือนเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพยายามกับเด็กเท่าไหร่ มันกลายเป็นการโฟกัสการใช้ไวยากรณ์หรือคำศัพท์มากกว่า หรือการมีจุดสามจุดเขาก็ตัดออกเพราะคิดว่าถ้าไม่มีมันอาจจะเหมาะกว่า แต่สำหรับเรามันเป็นสิ่งที่เราจงใจอยากให้มี ช่วงหลังๆ ผมก็โอเค คิดว่าผมทำเองก็ได้” เขาหัวเราะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120471 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/16.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>3</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ต้องให้น้ำหนักมากพอๆ กับเนื้อหาที่ย่อยง่ายคือการใช้ภาพประกอบที่ดึงดูดความสนใจเด็กๆ จักร์รู้ความจริงข้อนี้ดี หนังสือทั้ง 5 เล่มที่ออกมาเขาจึงตั้งใจคัดเลือกเพื่อนร่วมงานอย่างนักวาดภาพประกอบมากๆ ทั้งนักวาดที่อาจจะเคยหรือไม่เคยทำหนังสือเด็กมาก่อน เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้หนังสือของเขาเป็นที่สนใจของเด็กๆ หรือโดดเด้งเข้าตาคนซื้ออย่างคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น แต่การทำหนังสือเด็กที่หลุดจากลายเส้นแบบเดิมๆ คือการเพิ่มความหลากหลายให้เชลฟ์หนังสือเด็กในบ้านเราด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอีกมุมหนึ่ง ความตั้งใจของเขาถือเป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานให้กับนักวาดภาพประกอบบ้านเราด้วยเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติผมใช้เวลาเขียนเทกซ์ไม่นาน บางเล่มก็เขียนคืนเดียวเสร็จ พอมีเทกซ์แล้วก็ต้องหานักวาดที่เหมาะกับเรื่อง ซึ่งนักวาดนิทานในไทยหาค่อนข้างยาก ยิ่งเป็นนักวาดที่เหมาะกับเราด้วยแล้วแค่มองหาก็กินเวลาเยอะเหมือนกัน อย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">Flying Whale</span></i><span style="font-weight: 400;"> ก็มีทั้งคนที่ปฏิเสธหรือวาดแล้วทิ้งกลางทาง ผมใช้เวลาเกือบปีจนกว่าจะเจอเบลล์ (<a href="https://adaymagazine.com/people-doro-painterbell/" target="_blank" rel="noopener">เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล</a>–นักวาดภาพประกอบหนุ่ม เจ้าของคาแร็กเตอร์เด็กชายและเด็กสาวหัวทอง John and Lulu) เขาเป็นนักวาดที่โอเคกับวาฬและอยากลองวาดหนังสือให้เด็กมากๆ พอเป้าหมายเราแมตช์กันงานมันก็เสร็จเร็วมาก เบลล์ใช้เวลาวาดแค่ 2 อาทิตย์ก็เสร็จแล้ว แทบไม่แก้อะไรเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เราเรียนรู้จากคนทำหนังสือเด็กคนนี้คือการทำงานของนักเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็ก ส่วนใหญ่เทกซ์กับภาพมักจะปรากฏมาพร้อมๆ กัน พอเป็นแบบนี้นักวาดที่รับงานต่อก็จะทำงานง่ายขึ้น แต่จักร์กลับบอกเราว่าในขวบปีหลังๆ เขาพยายามจะจินตนาการเรื่องภาพให้น้อยลง และปล่อยให้นักวาดทำงานอย่างมีอิสระมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120462 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120457 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-1024x683.jpg" alt="Teemana Books" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก </span><i><span style="font-weight: 400;">Flying Whale</span></i><span style="font-weight: 400;"> แล้ว เล่มล่าสุดอย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">Sho’s Magic Fart</span></i><span style="font-weight: 400;"> ก็เป็นอีกเล่มที่จักร์ได้ทำงานกับนักวาดภาพประกอบที่ไม่เคยมีประสบการณ์วาดภาพหนังสือเด็กมาก่อน แถมผลงานที่ออกมาเจ้าตัวก็รู้สึกแฮปปี้สุดๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><i><span style="font-weight: 400;">Sho’s Magic Fart </span></i><span style="font-weight: 400;">เล่มนี้แปลกกว่าเรื่องอื่นๆ คือผมไม่ได้เน้นไอเดียเบื้องหลังในการเขียน เน้นอย่างเดียวคืออยากให้เด็กๆ หัวเราะ แต่นักวาดไทยที่ลายเส้นน่าสนใจ ตลก และกล้าพอยังไม่ค่อยมี กว่าจะได้คุยกับน้อง<a href="https://adaymagazine.com/note-panayanggool/" target="_blank" rel="noopener">นท พนายางกูร</a> ก็รอเกินปีเหมือนกัน น้องนทไม่เคยวาดภาพประกอบหนังสือเด็กมาก่อน ดราฟต์แรกที่ส่งมามันหลุดจากที่ผมคิดไว้มาก แล้วภาพในเล่มที่ออกมามันก็เป็นลายเส้นที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">The Moon Was Too Bright </span></i><span style="font-weight: 400;">เล่มที่ว่าด้วยค่ำคืนที่แสนวุ่นวาย(ใจ)ของเด็กชายโช เป็นอีกเล่มที่เราชอบทั้งในแง่เนื้อหาที่ให้บทเรียนบางอย่างกับคนในวัยผู้ใหญ่ และภาพประกอบน่ารักๆ ฝีมือ Chorkung (ฉ่อกุง) นักวาดภาพประกอบสาวที่เคยฝากผลงานในหนังสือเด็กมาแล้วหลายเล่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีคนบอกผมว่าการเขียนหนังสือเด็กแบบที่พยายามยัดเยียดบทเรียนเข้าไปมันจะทำให้หนังสือออกมาไม่เป็นธรรมชาติ ผมเลยไม่อยากบังคับเนื้อหาสาระเข้าไปมากเท่าไหร่ อย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">The Moon Was Too Bright</span></i><span style="font-weight: 400;"> มันเกิดจากวันที่ผมรำคาญตัวเองที่นอนไม่หลับ รำคาญคนนั้นคนนี้ที่ทำเสียงดัง พอทบทวนดูแล้วจริงๆ มันไม่ใช่ความผิดของอะไรเลย ถ้าเราทำใจให้ปล่อยวาง ทุกอย่างก็จบ พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตเรามีความสุขขึ้นเยอะเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ละเล่มทำงานไม่เหมือนกันเลย รายทางมักจะมีเหตุนั้นเหตุนี้เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลา”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120465 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-1024x683.jpg" alt="Teemana Books" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/19.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>4</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะพอเดาออกว่าหมุดปลายทางของ Teemana Books มีสองเรื่องหลักๆ หนึ่ง–คือพื้นที่ปล่อยของของจักร์ และสอง–คือการทำหนังสือเนื้อหาย่อยง่ายให้เด็กๆ อ่าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนเด็กๆ ผมเคยอ่าน </span><i><span style="font-weight: 400;">The Neverending Story</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของ Michael Ende ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือเด็กที่สนุกดี แต่พอกลับมาอ่านตอนโตปุ๊บ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังสือเด็กธรรมดาๆ แล้ว คือไม่ว่าจะอ่านตอนไหนเราจะได้อะไรบางอย่างที่มันต่างกันออกไปกลับมาทุกครั้ง ผมอยากเขียนอะไรแบบนี้ให้คนอ่าน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วงานพาร์ตไทม์นี้ให้อะไรกับคุณบ้าง” เราให้คำถามที่เรียบง่ายที่สุดเป็นคำถามปิดท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเชื่อว่าสกิลที่ทุกคนมีมันเหมือนดินสอที่ต้องการการเหลาไส้ให้คมตลอดเวลา การทำ Teemana Books เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ทำให้สกิลของผมแหลมคมขึ้น นอกจากจะพัฒนาสกิลแล้วมันยังทำให้ผมไม่ลืมตัวตนเด็กๆ ที่เราเก็บมันไว้ข้างใน คือการงาน ความเครียด หรือการเป็นผู้ใหญ่มันทำให้เรื่องพวกนี้หายไปเรื่อยๆ การเขียนทำให้ผมได้เห็นประโยชน์จากการใช้จินตนาการ และได้คอนเนกต์กับเด็กคนนั้นตลอดเวลาไม่ว่าตัวเองจะแก่แค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับผม ‘ความเป็นเด็ก’ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรจะเป็นเหมือนผมนะ เวลาที่ผมคุยกับคนทั่วไปหรือเพื่อนๆ บางคนเขาอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นเด็กหรือจินตนาการมันจำเป็นในการใช้ชีวิตมากขนาดนั้น แค่โฟกัสกับงาน กับครอบครัว แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว แต่ผมมีความสุขที่ตัวเองเป็นแบบนี้” จักร์ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม</span></p>
<hr />
<p>ใครอยากรู้จัก Teemana Books เพิ่มมากขึ้น ติดตามต่อได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/TeeMaNaBooks/">เฟซบุ๊กสำนักพิมพ์</a> เลย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/teemana-books/">Teemana Books คนทำหนังสือเด็กที่เชื่อเรื่องการคอนเนกต์ความเป็นเด็กในตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใน &#8216;สีขาว&#8217; มีสีดำ ฟังเรื่องราวมืดดำในประวัติศาสตร์ของสีที่สว่างที่สุดในโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/white-color/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Jan 2021 06:35:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[สีดำ]]></category>
		<category><![CDATA[สีขาว]]></category>
		<category><![CDATA[color]]></category>
		<category><![CDATA[รูปปั้น]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[The White Man's Burden]]></category>
		<category><![CDATA[สี]]></category>
		<category><![CDATA[เหยียดเชื้อชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สีสัน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรวรรดิอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120307</guid>

					<description><![CDATA[<p>สีขาว ทุกวันนี้เราเห็นสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด ความบริสุทธิ์ และการปล่อยวาง แต่ในประวัติศาสตร์สีขาวไม่ได้ไร้เดียงสาอย่างที่เข้าใจ เพราะผ่านกาลเวลายาวนานหลายร้อยปีและผ่านการใช้สีในศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่วรรณกรรม สีขาวถูกใช้เพื่อบ่งบอกและแบ่งแยกสถานะ เป็นสัญลักษณ์ของความตื่นรู้ เป็นเครื่องหมายของยุคแห่งปัญญา ไปจนถึงใช้สื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ความดำมืดของสีขาวหลบเร้นอยู่ในการใช้สีเพื่อแบ่งแยก ควบคุม และเป็นสัญลักษณ์ของการตีกรอบเพื่อครอบงำ &#160; แยกอดีตจากความจริง เมื่อสีขาวถูกใช้เพื่อย้อมประวัติศาสตร์ ปี 1938 มีการทำความสะอาดรูปปั้นครั้งใหญ่ใน British Museum สารคาร์โบรันดัมถูกนำมาใช้เพื่อขัดผิวของรูปปั้นให้มีสีขาวสะอาด หนึ่งในนั้นคือรูปปั้นแสนล้ำค่าจากวิหารพาร์เธนอนในประเทศกรีซ ผู้ที่ริเริ่มไอเดียการขัดสีฉวีวรรณครั้งนี้มีชื่อว่า&#160;Joseph Duveen ขุนนางอังกฤษและนักสะสมของเก่าแสนมั่งคั่ง ผู้บริจาคเงินจำนวนมากให้พิพิธภัณฑ์โดยมีเงื่อนไขว่าต้องขัดรูปปั้นทั้งหมดให้เป็นสีขาว (กว่านี้)&#160; สีขาว ทำไมน่ะเหรอ? ดูวีนเชื่อว่ารูปปั้นทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้มีสีที่ถูกต้อง และทุกสิ่งที่ก่อสร้างในยุคกรีกโรมันจำเป็นต้องมีสีขาวสะอาดเช่นเดียวกับหินอ่อน ความเชื่อของดูวีนฟังดูแปลกประหลาดและไม่เข้าท่า แต่มันมีที่มาย้อนกลับไปหลายศตวรรษ ย้อนกลับไปในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13-16) บรรดาศิลปินจำนวนมากเริ่มศึกษาศิลปะคลาสสิกจากอารยธรรมกรีก-โรมัน และเริ่มสร้างสรรค์งานใหม่โดยอ้างอิงหลักฐานยุคก่อนที่มองเห็นด้วยตา ไม่น่าแปลกใจที่ศิลปินยุคนั้นเข้าใจกันไปเองว่างานศิลปะแบบกรีก-โรมันไม่นิยมการลงสี เนื่องจากสีสันที่เคยถูกทาทับไว้ได้หลุดลอกไปตามกาลเวลา (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยากับยุคกรีก-โรมันทิ้งช่วงเวลาห่างกันร่วมพันปี) Johann Joachim Winckelmann เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องรับผิดชอบความเข้าใจผิดครั้งใหญ่นี้ เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะที่มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 18 และเขียนหนังสือหลายเล่มซึ่งต่อมากลายเป็นตำราสำหรับผู้นิยมศิลปะยุคคลาสสิก วิงเคิลมันน์เคยทำงานในกรุงโรม เขาถูกใจรูปปั้น Apollo Belvedere [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/white-color/">ใน &#8216;สีขาว&#8217; มีสีดำ ฟังเรื่องราวมืดดำในประวัติศาสตร์ของสีที่สว่างที่สุดในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="display: none;">สีขาว</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้เราเห็นสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด ความบริสุทธิ์ และการปล่อยวาง แต่ในประวัติศาสตร์สีขาวไม่ได้ไร้เดียงสาอย่างที่เข้าใจ เพราะผ่านกาลเวลายาวนานหลายร้อยปีและผ่านการใช้สีในศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่วรรณกรรม สีขาวถูกใช้เพื่อบ่งบอกและแบ่งแยกสถานะ เป็นสัญลักษณ์ของความตื่นรู้ เป็นเครื่องหมายของยุคแห่งปัญญา ไปจนถึงใช้สื่ออุดมการณ์ทางการเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความดำมืดของสีขาวหลบเร้นอยู่ในการใช้สีเพื่อแบ่งแยก ควบคุม และเป็นสัญลักษณ์ของการตีกรอบเพื่อครอบงำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>แยกอดีตจากความจริง เมื่อสีขาวถูกใช้เพื่อย้อมประวัติศาสตร์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 1938 มีการทำความสะอาดรูปปั้นครั้งใหญ่ใน British Museum สารคาร์โบรันดัมถูกนำมาใช้เพื่อขัดผิวของรูปปั้นให้มีสีขาวสะอาด หนึ่งในนั้นคือรูปปั้นแสนล้ำค่าจากวิหารพาร์เธนอนในประเทศกรีซ ผู้ที่ริเริ่มไอเดียการขัดสีฉวีวรรณครั้งนี้มีชื่อว่า&nbsp;Joseph Duveen ขุนนางอังกฤษและนักสะสมของเก่าแสนมั่งคั่ง ผู้บริจาคเงินจำนวนมากให้พิพิธภัณฑ์โดยมีเงื่อนไขว่าต้องขัดรูปปั้นทั้งหมดให้เป็นสีขาว (กว่านี้)&nbsp;</span></p>
<p><div id="attachment_120355" style="width: 970px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120355" class="size-full wp-image-120355" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum.jpg" alt="" width="960" height="640" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Greece-and-Rome-British-Museum-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /><p id="caption-attachment-120355" class="wp-caption-text">ภาพ hisour.com</p></div></p>
<p style="display: none;">สีขาว</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมน่ะเหรอ? ดูวีนเชื่อว่ารูปปั้นทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้มีสีที่ถูกต้อง และทุกสิ่งที่ก่อสร้างในยุคกรีกโรมันจำเป็นต้องมีสีขาวสะอาดเช่นเดียวกับหินอ่อน ความเชื่อของดูวีนฟังดูแปลกประหลาดและไม่เข้าท่า แต่มันมีที่มาย้อนกลับไปหลายศตวรรษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13-16) บรรดาศิลปินจำนวนมากเริ่มศึกษาศิลปะคลาสสิกจากอารยธรรมกรีก-โรมัน และเริ่มสร้างสรรค์งานใหม่โดยอ้างอิงหลักฐานยุคก่อนที่มองเห็นด้วยตา ไม่น่าแปลกใจที่ศิลปินยุคนั้นเข้าใจกันไปเองว่างานศิลปะแบบกรีก-โรมันไม่นิยมการลงสี เนื่องจากสีสันที่เคยถูกทาทับไว้ได้หลุดลอกไปตามกาลเวลา (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยากับยุคกรีก-โรมันทิ้งช่วงเวลาห่างกันร่วมพันปี)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Johann Joachim Winckelmann เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องรับผิดชอบความเข้าใจผิดครั้งใหญ่นี้ เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะที่มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 18 และเขียนหนังสือหลายเล่มซึ่งต่อมากลายเป็นตำราสำหรับผู้นิยมศิลปะยุคคลาสสิก วิงเคิลมันน์เคยทำงานในกรุงโรม เขาถูกใจรูปปั้น Apollo Belvedere เป็นพิเศษ และได้กล่าวว่างานชิ้นนี้เป็นศิลปะที่สวยงามที่สุดเพราะมันสะท้อนความสวยงามของมนุษย์ผ่านภาพลักษณ์ของอพอลโล–เทพแห่งดวงอาทิตย์</span></p>
<p><div id="attachment_120357" style="width: 430px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120357" class="wp-image-120357" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Apollo-Belvedere.jpg" alt="" width="420" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Apollo-Belvedere.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Apollo-Belvedere-187x300.jpg 187w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Apollo-Belvedere-768x1235.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Apollo-Belvedere-637x1024.jpg 637w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Apollo-Belvedere-600x965.jpg 600w" sizes="(max-width: 420px) 100vw, 420px" /><p id="caption-attachment-120357" class="wp-caption-text">รูปปั้น Apollo Belvedere</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Apollo Belvedere นำเสนอภาพเทพอพอลโลในวัยเยาว์ ผมของเขาปลิวไสว แต่ที่ถูกใจวิงเคิลมันน์มากที่สุดคือผิวพรรณขาวผ่องของเทพเจ้า เขาเชื่อว่าสีขาวคือสัญลักษณ์ของความเจริญทางปัญญาของชาวกรีก-โรมัน มันนำเสนอความสง่างาม ความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย และความมีอารยะ งานเขียนของเขาจุดประกายให้สีขาวกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงยุคปัจจุบันเข้ากับความรุ่งเรืองแบบอารยธรรมในอดีต และแนวคิด White Utopia ของเขาก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สิ่งก่อสร้างที่ทำเลียนแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกต้องมีสีขาวสะอาดในเวลาต่อมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิด ‘ยิ่งขาวยิ่งสวย’ ของวิงเคิลมันน์ทำให้เขาปฏิเสธหลักฐานสำคัญร่วมสมัยที่แย้งว่าศิลปะยุคคลาสสิกอาจไม่ได้มีสีขาวบริสุทธิ์อย่างที่เข้าใจ ในศตวรรษที่ 18 เมืองปอมเปอีถูกค้นพบขึ้นทางตอนใต้ของอิตาลี เมืองนี้ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าลาวาจากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสจึงถูกเก็บรักษาในสภาพเกือบสมบูรณ์ หากมองกันด้วยตา งานศิลปะที่พบในเมืองปอมเปอีเต็มไปด้วยสีสัน มีหลักฐานกระทั่งภาพวาดของศิลปินที่กำลังใช้พู่กันลงสีงานประติมากรรมต่างๆ วาดไว้บนผนัง เราจึงตีความกันได้ว่าชาวโรมันไม่ได้ทิ้งรูปปั้นไว้ขาวๆ เปล่าๆ อย่างที่คิด หากพวกเขาลงสีตกแต่งพวกมันให้มีสีหน้าและท่าทางใกล้เคียงกับบุคคลในชีวิตจริงมากที่สุด</span></p>
<p><div id="attachment_120358" style="width: 2570px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120358" class="size-full wp-image-120358" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันอันที่จริงมีสี.jpg" alt="" width="2560" height="2098" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันอันที่จริงมีสี.jpg 2560w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันอันที่จริงมีสี-300x246.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันอันที่จริงมีสี-768x629.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันอันที่จริงมีสี-1024x839.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันอันที่จริงมีสี-600x492.jpg 600w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /><p id="caption-attachment-120358" class="wp-caption-text">หุ่นจำลองรูปปั้นโรมันมีสี</p></div></p>
<p><div id="attachment_120360" style="width: 1610px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120360" class="size-full wp-image-120360" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี.jpg" alt="" width="1600" height="1600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี.jpg 1600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /><p id="caption-attachment-120360" class="wp-caption-text">รูปปั้นโรมันที่ถูกพบแบบมีสี</p></div></p>
<p><div id="attachment_120359" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120359" class="wp-image-120359" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/david-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-120359" class="wp-caption-text">รูปปั้น David ของ Michelangelo นำเสนอรูปปั้นกรีกแบบไม่มีสีตามที่ศิลปินในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเข้าใจ</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าบรรดารูปปั้นที่ถูกพบแบบลงสีแล้วถูกปฏิเสธจากวิงเคิลมันน์และนักประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย พวกเขากล่าวว่างานศิลปะที่มีสีเป็นศิลปะที่ถูกทำขึ้นก่อนหน้ายุคกรีก-โรมันเลยยังไม่พัฒนาจนมีสีขาวสะอาดต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่ค้นพบไม่เพียงถูกวิงเคิลมันน์และพรรคพวกปัดตก หลักฐานบางอย่างยังถูกทำลายเพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ขาวสะอาดอย่างที่ต้องการ เช่น รูปปั้น Augustus of Prima Porta ที่ทุกวันนี้เราเห็นว่าเป็นสีขาว แต่หลักฐานแรกเริ่มกล่าวว่ารูปปั้นนั้นมีสีแดง สีเหลือง และสีม่วง เราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับรูปปั้นหลังถูกค้นพบในศตวรรษที่ 19 เป็นไปได้ว่าสีที่ติดมาอาจจางลงหลังพบเข้ากับความชื้นในอากาศ หรือไม่แน่ว่ารูปปั้นอาจถูกขัดขาวด้วยความเชื่อใน White Utopia เช่นเดียวกับโบราณวัตถุจำนวนมากของ British Museum</span></p>
<p><div id="attachment_120361" style="width: 1450px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120361" class="size-full wp-image-120361" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Rome.jpg" alt="" width="1440" height="810" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Rome.jpg 1440w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Rome-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Rome-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Rome-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Rome-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1440px) 100vw, 1440px" /><p id="caption-attachment-120361" class="wp-caption-text">ภาพกรุงโรมที่วาดโดยศิลปินยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาซึ่งคิดว่าเมืองคงมีสีขาว แต่จริงๆ สถาปัตยกรรมของเมืองมีการทาสีแต่สีหลุดออกตามกาลเวลา</p></div></p>
<p><div id="attachment_120362" style="width: 810px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120362" class="size-full wp-image-120362" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/temple-of-saturn-forum-rome_orig.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/temple-of-saturn-forum-rome_orig.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/temple-of-saturn-forum-rome_orig-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/temple-of-saturn-forum-rome_orig-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/temple-of-saturn-forum-rome_orig-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><p id="caption-attachment-120362" class="wp-caption-text">ซากอารยธรรมโรมันที่ปรากฏในปัจจุบัน / ภาพ walksinrome.com</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>แยกคนขาวจากคนดำ วรรณกรรมที่ฉาวโฉ่ที่สุดในยุคล่าอาณานิคม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สีขาวได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเมื่อประเทศในยุโรปเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อควีนวิกตอเรีย ราชินีแห่งอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ริเริ่มแฟชั่นชุดแต่งงานสีขาวและทำให้มันกลายเป็นที่นิยมของชนชั้นสูง สีขาวในความหมายของควีนวิกตอเรียหมายถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของหญิงสาวที่กำลังก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ทั้งยังแสดงว่าครอบครัวของเจ้าสาวมีฐานะจึงสามารถซื้อชุดแต่งงานที่อาจเปื้อนง่ายให้ลูกสาวได้ ส่วนการใส่สีขาวในชีวิตประจำวันก็ย้ำเตือนสถานะความเป็นชนชั้นสูงผู้ไม่ต้องหยิบจับงานอะไรที่อาจทำให้ชุดสกปรก หรือแม้จะสกปรกก็มีคนดูแลรักษาชุดให้ นั่นเป็นเหตุผลที่เกิดคำว่า White Collar ที่สื่อถึงบุคคลที่ทำงานนั่งโต๊ะหรือมีตำแหน่งในสังคมค่อนไปทางสูงนั่นเอง</span></p>
<p><div id="attachment_120364" style="width: 508px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120364" class="wp-image-120364" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียในชุดแต่งงานสีขาว.jpg" alt="" width="498" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียในชุดแต่งงานสีขาว.jpg 756w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียในชุดแต่งงานสีขาว-221x300.jpg 221w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียในชุดแต่งงานสีขาว-600x813.jpg 600w" sizes="(max-width: 498px) 100vw, 498px" /><p id="caption-attachment-120364" class="wp-caption-text">ควีนวิกตอเรียในชุดแต่งงานสีขาว</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการแสดงถึงฐานะ สีขาวยังแฝงไว้ด้วยนัยยะด้านชาติพันธุ์และการกดขี่ ในปี 1899 <em>ภาระคนขาว</em> หรือ <em>The White Man&#8217;s Burden</em> ของ&nbsp;Rudyard Kipling คือหนึ่งในบทกวีที่ทรงอิทธิพล สะเทือนความคิดคนในสังคม และกลายเป็นนโยบายรัฐที่สร้างความเสียหายให้ชนพื้นเมืองจำนวนมาก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">“จงรับภาระของคนขาว&nbsp;</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ส่งคนที่ดีที่สุดในเผ่าพันธุ์ออกไป&nbsp;</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">จงไป ส่งบุตรของคุณออกไป</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อสนองความต้องการของผู้ถูกจับ</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">คอยบริการในบังเหียนที่แสนหนักอึ้ง&nbsp;</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ผู้คนที่กระวนกระวายและป่าเถื่อน</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">บรรดาผู้คนแสนเศร้าสร้อยที่เพิ่งจับได้</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ครึ่งปีศาจครึ่งเด็ก”</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">(สำนวนแปลโดย สุรเดช โชติอุดมพันธ์)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">คิปลิงซึ่งเป็นคนอังกฤษเขียนบทกวี <em>The White Man&#8217;s Burden</em> หรือชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า <em>The White Man&#8217;s Burden: The United States and the Philippine Islands.</em> เพื่อให้คนอเมริกันรวมถึงภรรยาชาวอเมริกันของเขาอ่าน ส่วนคำว่า ‘ครึ่งปีศาจครึ่งเด็ก’ ที่ปรากฏในกวีนั้นหมายถึงชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังต่อสู้ทวงคืนอิสรภาพจากสหรัฐอเมริกา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานของคิปลิงถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์</span><i><span style="font-weight: 400;"> The Time </span></i><span style="font-weight: 400;">(London)&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ในเช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1899 ตามมาด้วย หนังสือพิมพ์ </span><i><span style="font-weight: 400;">The New York Sun</span></i><span style="font-weight: 400;"> ในเช้าวันต่อมา กวีบทนี้ถูกนำไปอ่านในที่ประชุมอภิปรายวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการเดินหน้าใช้กำลังควบคุมฟิลิปปินส์ ส่วนในอังกฤษ กวีของคิปลิงถูกตีความว่าชาวอังกฤษนั้นเป็นผู้รับภาระจากพระเจ้าให้ขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก เป็นการกระทำเพื่อนำ ‘ความซิวิไลซ์’ ไปสู่ประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนของประเทศนั้นๆ ในท้ายสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 อังกฤษซึ่งเป็นผู้นำของแนวคิดนี้สามารถขยายเขตอำนาจจากเส้นเมดิเตอเรเนียนที่เมืองกรีนิช ข้ามไปยังแอฟริกา ปาเลสไตน์ อินเดีย ไปจนถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีกมากมาย จนทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในยุคของควีนวิกตอเรียซึ่งดินแดนในปกครองของจักรวรรดิอังกฤษกว้างใหญ่ไพศาลจนแม้แต่อาณาจักรโรมันโบราณก็ไม่สามารถทาบรัศมีได้</span></p>
<p><div id="attachment_120366" style="width: 574px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120366" class="wp-image-120366" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียกับคนรับใช้ชาวอินเดีย.jpg" alt="" width="564" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียกับคนรับใช้ชาวอินเดีย.jpg 634w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียกับคนรับใช้ชาวอินเดีย-251x300.jpg 251w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/ควีนวิกตอเรียกับคนรับใช้ชาวอินเดีย-600x718.jpg 600w" sizes="(max-width: 564px) 100vw, 564px" /><p id="caption-attachment-120366" class="wp-caption-text">ควีนวิกตอเรียกับคนรับใช้ชาวอินเดีย</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คิปลิงเชื่อว่าเมื่ออังกฤษหมดรัศมีไป ประเทศที่ขึ้นมายิ่งใหญ่เป็นผู้นำโลกแทนที่จะต้องเป็นสหรัฐอเมริกาโดยมีอังกฤษเป็นพันธมิตร ซึ่งหากไม่ใช่พันธมิตรที่เป็นรองก็ต้องเป็นพันธมิตรที่เป็นมิตร ทั้งสองประเทศจะควบคุมโลกในฐานะเจ้านายผู้อารี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดของคิปลิงพัฒนามาจากประสบการณ์ตรง เขาเกิดในประเทศอินเดียซึ่งตอนนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ คิปลิงมองว่าจักรวรรดิของคนขาวมีพันธกิจคือการมอบอารยธรรมให้กลุ่มคนล้าหลังที่มีสภาพไม่ต่างจาก ‘ครึ่งปีศาจครึ่งเด็ก’ การสร้างจักรวรรดินั้นจึงมาจากความหวังดี เป็นภารกิจที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชาติใดชาติหนึ่ง และไม่ได้หวังคำขอบคุณจากชาวพื้นเมืองซึ่งไม่ตระหนักว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้อยู่ใต้การปกครองของคนขาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภารกิจของคนขาวในยุคที่บทกวีนี้ถูกเขียนอาจแทนความรู้สึกที่มีเกียรติของคนทั้งประเทศ หากปัจจุบันที่โลกกระแสหลักเชื่อในความหลากหลาย บทกวีของคิปลิงก็คือความอับอายดีๆ นี่เอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>แยกคนทั่วไปออกจากงานศิลป์ เมื่อศิลปินบูชาทุกสิ่งที่เป็นสีขาว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">James Abbott McNeill Whistler ศิลปินผู้ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 19 เจ้าของวาทกรรม ‘ศิลปะเพื่อความเป็นศิลปะ’ (Art for Art&#8217;s Sake) เป็นอีกหนึ่งคนที่นำสีขาวมาใช้เพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่างโลกของคนธรรมดากับโลกของคนที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณงานศิลป์ ในปี 1862-1867 วิสต์เลอร์วาดภาพสตรีในชุดขาวจำนวนสามภาพโดยใช้ชื่อซีรีส์ว่า Symphony in White ภาพวาดของวิสต์เลอร์เป็นที่โด่งดังในวงสังคมชั้นสูง หลายคนคิดว่าศิลปินอาจนำแรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมที่กำลังโด่งดังของ&nbsp;Wilkie Collins เกี่ยวกับผู้หญิงปริศนาในชุดขาว เรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">The Woman in White</span></i></p>
<p><div id="attachment_120367" style="width: 347px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120367" class="wp-image-120367" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_1_The_White_Girl_1862.jpg" alt="" width="337" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_1_The_White_Girl_1862.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_1_The_White_Girl_1862-150x300.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_1_The_White_Girl_1862-768x1539.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_1_The_White_Girl_1862-511x1024.jpg 511w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_1_The_White_Girl_1862-600x1203.jpg 600w" sizes="(max-width: 337px) 100vw, 337px" /><p id="caption-attachment-120367" class="wp-caption-text">James Whistler&#8217;s Symphony in White no.1 (The White Girl), 1862</p></div></p>
<p><div id="attachment_120368" style="width: 441px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120368" class="wp-image-120368" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_2_The_Little_White_Girl_1864.jpg" alt="" width="431" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_2_The_Little_White_Girl_1864.jpg 710w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_2_The_Little_White_Girl_1864-192x300.jpg 192w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_2_The_Little_White_Girl_1864-654x1024.jpg 654w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_James_Symphony_in_White_no_2_The_Little_White_Girl_1864-600x940.jpg 600w" sizes="(max-width: 431px) 100vw, 431px" /><p id="caption-attachment-120368" class="wp-caption-text">James Whistler&#8217;s Symphony in White no.2 (The Little White Girl), 1864</p></div></p>
<p><div id="attachment_120369" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120369" class="wp-image-120369" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_Symphony_in_white_3.jpg" alt="" width="675" height="446" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_Symphony_in_white_3.jpg 2560w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_Symphony_in_white_3-300x198.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_Symphony_in_white_3-768x507.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_Symphony_in_white_3-1024x676.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler_Symphony_in_white_3-600x396.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-120369" class="wp-caption-text">James Whistler&#8217;s Symphony in White no.3</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไงก็ดี หลายคนมองภาพนี้แล้วบอกว่าไม่ใช่ ผู้หญิงในภาพไม่ใช่สตรีที่ได้รับคำบรรยายไว้ในวรรณกรรม ถ้าอย่างนั้นเธอเป็นใคร? ทำไมถึงสวมเสื้อผ้าสีขาว? เธอกำลังคิดอะไรอยู่? ผู้หญิงคนนี้แต่งงานหรือยัง? หรือกำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน? ชุดสีขาวกับดอกไม้ที่หล่นอยู่บนพื้นต้องการสื่อถึงอะไร? หรือศิลปินกำลังเปรียบเทียบเธอกับพระแม่มารี?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงวิพากษ์วิจารณ์ภาพวาดสตรีในชุดขาวเป็นกระแสไปไกล ในขณะที่ทุกคนต้องการคำตอบ วิสต์เลอร์กลับเงียบ ความเงียบของเขาทำให้ภาพที่ว่าถูกตีความไปมากกว่าเดิม&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความจริงแล้วภาพวาดของวิสต์เลอร์ต้องการสื่อถึงอะไร คำอธิบายหนึ่งในวงการศิลปะกล่าวว่าศิลปินอาจไม่ได้ต้องการกล่าวถึงชีวิตของผู้หญิงในภาพ ในทางกลับกันหัวข้อที่วิสต์เลอร์สนใจคือการนำสีขาวมาบอกเล่าผ่านเฉดสีต่างๆ บนผืนผ้าใบโดยใช้สตรีเป็นแค่ส่วนประกอบ&nbsp;</span></p>
<p><div id="attachment_120370" style="width: 506px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120370" class="wp-image-120370" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler.jpg" alt="" width="496" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler-220x300.jpg 220w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler-768x1046.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler-752x1024.jpg 752w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Whistler-600x817.jpg 600w" sizes="(max-width: 496px) 100vw, 496px" /><p id="caption-attachment-120370" class="wp-caption-text">James Whistler</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหลงใหลในสีขาวกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิสต์เลอร์ เขาไปไหนมาไหนในชุดสีขาว สวมถุงเท้าขาว เลี้ยงหมาพันธุ์ปอมเมอเรเนียนสีขาว และยังมีผมขาวกระจุกใหญ่อยู่บนศีรษะ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือวิสต์เลอร์เป็นศิลปินคนแรกๆ ที่แบ่งแยกสถานที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะออกจากอาคารทั่วไปโดยใช้พื้นที่สีขาว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1883 วิสต์เลอร์เปิดนิทรรศการใหม่โดยใช้สีขาวเป็นธีมหลัก ห้องสำหรับจัดงานถูกทาด้วยสีขาว กรอบรูปทั้งหมดมีสีขาว ภาพวาดทั้งหมดอยู่ในโทนสีโมโนโทน เขาจัดวางผลงานให้อยู่ห่างกันมากเพื่อให้สถานที่จัดงานดูเหมือนว่างเปล่า วิสต์เลอร์สนุกกับการควบคุมพื้นที่ของเขามากถึงขนาดจัดให้สตาฟในงานทุกคนต้องสวมชุดสีเหลือง สั่งทำเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับห้องสีเหลืองเข้าชุดกัน และเมื่อเห็นสีเหลืองเดินไปเดินมาในห้องสีขาวเขาก็เลยเรียกบรรดาสตาฟของเขาว่ามนุษย์ไข่ลวก (the poached egg man)&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าผู้เข้าชมงานศิลปะต้องรู้สึกแปลกแยกและอาจไม่สบายใจที่ต้องเดินไป-มาในห้องบรรยากาศแปลกประหลาด แต่นั่นคือสิ่งที่ศิลปินต้องการ เขาเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้เป็นงานศิลปะ แยกมันออกจากโลกแห่งความจริงเพื่อต้อนรับเฉพาะแขกพิเศษที่มีรสนิยมเข้าใจงานศิลป์เพียงเท่านั้น แนวคิดการจัดพื้นที่สำหรับงานศิลป์โดยใช้สีขาวกลายเป็นแรงบันดาลใจของอาร์ตแกลเลอรีในยุคต่อมา ต้องยอมรับว่าสีขาวสามารถสร้างบรรยากาศบันดาลใจ มันเป็นสีแห่งความว่างเปล่าจึงเปิดกว้างให้จินตนาการและความเป็นไปได้ แต่ในทางกลับกัน แม้สีขาวจะดูสะอาด สงบ สบายตา แต่ก็ตามมาด้วยความรู้สึกกดดันและเย็นชาด้วยเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีขาวกลายเป็นสีแห่งโลกศิลปะ มันกลายเป็นสีหลักของการสร้างงานศิลป์ในยุคต่อมา ศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาที่ผลงานศิลปะจำนวนมากถูกสร้างมาให้เป็นสีขาวโดยมีรูปลักษณ์และเรื่องราวที่น้อยคนจะเข้าใจ Marcel Duchamp ศิลปินชื่อดังถึงขั้นล้อเลียนวงการศิลปะนิยมสีขาวด้วยการนำ ‘โถส้วม’ สีขาวไปจัดแสดง สร้างความสับสนให้ผู้คนที่ไม่แน่ใจว่าสิ่งของตรงหน้าพยายามสื่ออะไร ดูว์ช็องเล่นตลกกับภาวะอัตวิสัยของศิลปินและการตัดสินใจให้อะไร ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ งานศิลปะ ในขณะที่จัดแสดงผลงานชิ้นนี้ก็มีข้อความน่าสนใจที่ศิลปินซ่อนไว้ คือการล้อเลียนประวัติศาสตร์แสนยิ่งใหญ่ในวงการศิลปะของสีขาว</span></p>
<p><div id="attachment_120371" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120371" class="size-full wp-image-120371" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/งานศิลปะเสียดสีของMarcel-Duchamp.jpg" alt="" width="730" height="638" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/งานศิลปะเสียดสีของMarcel-Duchamp.jpg 730w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/งานศิลปะเสียดสีของMarcel-Duchamp-300x262.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/งานศิลปะเสียดสีของMarcel-Duchamp-600x524.jpg 600w" sizes="(max-width: 730px) 100vw, 730px" /><p id="caption-attachment-120371" class="wp-caption-text">Marcel Duchamp&#8217;s Fountain (1917)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>แยกเขาออกจากเรา สีขาวในอุดมคติของฟาสซิสต์ยุคมุสโสลินี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“I found Rome a city of bricks and left it a city of marble.”&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำกล่าวดังของจักรพรรดิออกัสตุสผู้ปกครองอาณาจักรโรมันราว 63 ปีก่อนคริสต์ศักราช กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำของอิตาลีหลายพันปีให้หลังอย่าง&nbsp;Benito Mussolini ในปี 1934 หลังมุสโสลินีขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จเขามองตัวเองเป็นร่างทรงของระบบจักรพรรดิในศตวรรษที่ 20 และต้องการนำอิตาลีกลับไปสู่วันวานแห่งความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันอีกครั้ง เขาหลงใหลในภาพลักษณ์เมืองหินอ่อนสีขาวและเริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างมากมายในกรุงโรมเพื่อเชิดชูศิลปะแบบโรมัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในสิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุดในยุคมุสโสลินีคือเสาโอเบลิสก์หินอ่อนสีขาวล้วนทำจากหินอ่อนไวต์คาร์ราร่าจากแถบทัสคานีของอิตาลี และสลักชื่อของเขาต่อท้ายด้วยคำว่า dyx หมายถึงผู้นำ หินอ่อนที่ว่านี้มีสีขาวบริสุทธิ์เพราะมีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นส่วนผสมมากถึง 98 เปอร์เซ็นต์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120374" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/เสาโอเบลิกของมุโสลินีที่มีตัวอักษร-dyx-ต่อท้ายหมายถึงผู้นำ.jpg" alt="" width="506" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/เสาโอเบลิกของมุโสลินีที่มีตัวอักษร-dyx-ต่อท้ายหมายถึงผู้นำ.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/เสาโอเบลิกของมุโสลินีที่มีตัวอักษร-dyx-ต่อท้ายหมายถึงผู้นำ-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/เสาโอเบลิกของมุโสลินีที่มีตัวอักษร-dyx-ต่อท้ายหมายถึงผู้นำ-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/เสาโอเบลิกของมุโสลินีที่มีตัวอักษร-dyx-ต่อท้ายหมายถึงผู้นำ-600x800.jpg 600w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></p>
<p><div id="attachment_120373" style="width: 910px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120373" class="size-full wp-image-120373" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/มุโสลินีเปรียบตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันยุคใหม่.jpg" alt="" width="900" height="726" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/มุโสลินีเปรียบตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันยุคใหม่.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/มุโสลินีเปรียบตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันยุคใหม่-300x242.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/มุโสลินีเปรียบตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันยุคใหม่-768x620.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/มุโสลินีเปรียบตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันยุคใหม่-600x484.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><p id="caption-attachment-120373" class="wp-caption-text">มุสโสลินีเปรียบตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันยุคใหม่</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือการสร้างสนามกีฬาหินอ่อนสีขาวเพื่อเชิดชูความสามารถด้านการกีฬาของอาณาจักรโรมัน ภายในติดตั้งรูปปั้นถึง 59 ชิ้นเพื่อสื่อถึงจังหวัดต่างๆ ของอิตาลี รูปปั้นนักกีฬาเหล่านี้คือประชากรอิตาลีที่มุสโสลินีคาดหวัง พวกเขากำยำ แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ‘มีผิวสีขาว’ ดังที่มุสโสลินีกล่าวถึงคนอิตาลีในสุนทรพจน์เมื่อปี 1935&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อิตาลีเป็นชาติแห่งบทกวี ศิลปะ วีรบุรุษ นักบุญ นักคิด นักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจ และผู้ค้นพบ”</span></p>
<p style="display: none;">สีขาว</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้นำผู้ทะเยอะทะยานจนบ้าคลั่ง อะไรล่ะที่จะสื่อถึงชนชาติยิ่งใหญ่อย่างอิตาลีที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรโรมันได้ดีไปกว่าหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-120375" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium-.jpg" alt="" width="1198" height="718" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium-.jpg 1198w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium--300x180.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium--768x460.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium--1024x614.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium--600x360.jpg 600w" sizes="(max-width: 1198px) 100vw, 1198px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-120376" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium2.jpg" alt="" width="1600" height="1035" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium2.jpg 1600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium2-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium2-768x497.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium2-1024x662.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Foro-Italico-หรือ-Mussolini-stadium2-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงตรงนี้ คำว่า ‘บริสุทธิ์’ อาจไม่ใช่คำจำกัดความที่ดีที่สุดสำหรับสีขาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีขาวแปดเปื้อนไปด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองในยุคหนึ่ง ถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการตื่นรู้ทางปัญญา และเคยถูกมองว่าเป็นของชนชั้นสูงเท่านั้น มีไว้สำหรับผู้เข้าใจศิลปะจนถูกนำมาล้อเลียนเสียดสี สีขาวของมุสโสลินีสื่อถึงคนอิตาลีตามอุดมคติ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม แต่เหมือนๆ กันไปหมด แถมเต็มไปด้วยข้อจำกัดและออกจะน่าอึดอัดด้วยซ้ำไป&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้เห็นพัฒนาการและเรื่องราวของสีขาวผ่านประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน สีที่ดูเหมือนจะว่างเปล่าแต่แฝงด้วย<a href="https://adaymagazine.com/history-of-the-color-black/" target="_blank" rel="noopener">สีดำ</a>หรือเรื่องเลวร้ายในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการได้มาซึ่งสีที่ขาวที่สุดที่จำเป็นต้องกำจัดและกีดกันสิ่งใดก็ตามที่สร้างรอยด่างให้หมดไป สีขาวคือเรื่องราวและภาพสะท้อนของความเป็นมนุษย์ มันเห็นแก่ตัว แบ่งแยก และเต็มไปด้วยอคติ แต่ก็มีมิติที่น่าศึกษา ค้นหา และที่สำคัญที่สุดคือน่าจดจำ</span></p>
<hr>
<h4><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ซัตเทอร์แลนด์, จอห์น. วรรณกรรม: ประวัติศาสตร์เรื่องเล่าแห่งจินตนาการ. กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป, 2561. (273-276)&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><a href="https://asia.si.edu/press-release/mr-whistlers-galleries-avant-garde-in-victorian-london-opens-this-fall-at-the-smithsonians-freer-gallery-of-art/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">asia.si.edu</span></a></p>
<p><a href="https://www.enotes.com/homework-help/who-kipling-referring-first-stanza-white-mans-648145?fbclid=IwAR1hOgwXfAfEUoatq8KGVN0G40DjZ25s_juubuc3gsj2jkpcV0HQjW7pzyA" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">enotes.com</span></a></p>
<p><a href="https://fiveminutehistory.com/10-facts-about-the-victorian-tradition-of-white-weddings/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">fiveminutehistory.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.hisour.com/white-color-in-history-and-art-26770/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hisour.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.openculture.com/2019/12/roman-statues-werent-white-they-were-once-painted-in-bright-colors.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">openculture.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.shutterstock.com/blog/history-theory-palettes-color-white" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">shutterstock.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.smithsonianmag.com/smart-news/color-white-dark-past-180956274/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">smithsonianmag.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/white-color/">ใน &#8216;สีขาว&#8217; มีสีดำ ฟังเรื่องราวมืดดำในประวัติศาสตร์ของสีที่สว่างที่สุดในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงหายไป ใช่ว่าจะลืม ‘ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน’ นิยายที่บอกว่าสุดท้ายแล้วชีวิตต้องไปต่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/last-nights-curry-tomorrows-bread/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Jan 2021 06:13:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายแปล]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ความตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิยาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120174</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน ‘นิยายที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจกับความสัมพันธ์ของคนกลุ่มหนึ่งที่ผูกพันด้วยการจากไปของคนรัก ท่ามกลางความมืดมิดของการสูญเสียก็ยังมีแกงกะหรี่และขนมปังปิ้งยามเช้า’ นอกจากปกหนังสือสีน้ำตาลอ่อนชวนนึกถึงสีของขนมปังและภาพวาดน่ารักๆ โดย Jiranarong แล้ว คำโปรยบนปกหลังของหนังสือจำนวน 250 กว่าหน้านี้ก็ส่งกลิ่นยั่วยวนชวนอ่าน ทั้งที่ความจริงเมื่อพลิกหน้ากระดาษแล้วละเลียดตัวอักษรไปทีละหน้า จะพบว่าของกินในชื่อเรื่องกลับไม่ได้เป็นตัวชูโรงขนาดนั้น ทว่าเป็นความตาย การสูญเสีย การแตกสลาย และความหมายของชีวิตต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญของนิยายเรื่องนี้ หลังจากอ่านหนังสือแปลญี่ปุ่นแนวอบอุ่นหัวใจมาไม่น้อย ฉันค้นพบว่าส่วนใหญ่เรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนเป็นหลัก อาจเป็นแง่งามของชีวิต สิ่งละอันพันละน้อยที่ชี้ชวนให้เห็นถึงสัจธรรมและธรรมชาติของความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องจะถ่ายทอดออกมาได้ดีนัก หลังๆ มานี้ก็มีหนังสือหลายเล่มที่ฉันอ่านแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไร จนได้มาเจอ ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน นี่แหละ ที่เมื่ออ่านจบแล้วก็คิดทันทีว่าน่าจะเป็นเล่มที่หยิบมาอ่านซ้ำอีกเรื่อยๆ เป็นหนังสือประเภทที่ยิ่งอ่านยิ่งรัก ยิ่งอ่านยิ่งได้ทบทวนตัวเอง หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของนักเขียนที่เป็นคู่สามีภรรยาที่สร้างชื่อมาจากการเขียนบทละครโทรทัศน์ อิสึมุ สึโตมุ และ เมกะ โทคิโกะ โดยใช้นามปากร่วมกันว่า ‘คิซาระ อิซึมิ’ ซึ่งได้รับความนิยมมากจนนำไปสร้างเป็นซีรีส์ในช่วงปลายปี 2014 ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน เป็นเรื่องราวอันเรียบง่ายแต่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะก้าวผ่าน หนังสือเล่าถึงชีวิตของผู้คนรอบตัว &#8216;คาซึกิ&#8217; ชายหนุ่มที่จากไปด้วยโรคร้ายก่อนวัยอันควร ทำให้ &#8216;เท็ตสึโกะ&#8217; ผู้เป็นภรรยาต้องกลายเป็นหม้าย อยู่กับ &#8216;เร็นทาโร่&#8217; พ่อสามีที่ภรรยาของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว และแม้ว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตด้วยกันหลังจากคาซึกิไม่อยู่มาได้ถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/last-nights-curry-tomorrows-bread/">ถึงหายไป ใช่ว่าจะลืม ‘ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน’ นิยายที่บอกว่าสุดท้ายแล้วชีวิตต้องไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="display: none;">ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘นิยายที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจกับความสัมพันธ์ของคนกลุ่มหนึ่งที่ผูกพันด้วยการจากไปของคนรัก ท่ามกลางความมืดมิดของการสูญเสียก็ยังมีแกงกะหรี่และขนมปังปิ้งยามเช้า’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากปกหนังสือสีน้ำตาลอ่อนชวนนึกถึงสีของขนมปังและภาพวาดน่ารักๆ โดย Jiranarong แล้ว คำโปรยบนปกหลังของหนังสือจำนวน 250 กว่าหน้านี้ก็ส่งกลิ่นยั่วยวนชวนอ่าน ทั้งที่ความจริงเมื่อพลิกหน้ากระดาษแล้วละเลียดตัวอักษรไปทีละหน้า จะพบว่าของกินในชื่อเรื่องกลับไม่ได้เป็นตัวชูโรงขนาดนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าเป็นความตาย การสูญเสีย การแตกสลาย และความหมายของชีวิตต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญของนิยายเรื่องนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120328 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742.jpg" alt="ขนมปังของพรุ่งนี้" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07742-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากอ่านหนังสือแปลญี่ปุ่นแนวอบอุ่นหัวใจมาไม่น้อย ฉันค้นพบว่าส่วนใหญ่เรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนเป็นหลัก อาจเป็นแง่งามของชีวิต สิ่งละอันพันละน้อยที่ชี้ชวนให้เห็นถึงสัจธรรมและธรรมชาติของความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องจะถ่ายทอดออกมาได้ดีนัก หลังๆ มานี้ก็มีหนังสือหลายเล่มที่ฉันอ่านแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนได้มาเจอ </span><i><span style="font-weight: 400;">ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน</span></i><span style="font-weight: 400;"> นี่แหละ ที่เมื่ออ่านจบแล้วก็คิดทันทีว่าน่าจะเป็นเล่มที่หยิบมาอ่านซ้ำอีกเรื่อยๆ เป็นหนังสือประเภทที่ยิ่งอ่านยิ่งรัก ยิ่งอ่านยิ่งได้ทบทวนตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของนักเขียนที่เป็นคู่สามีภรรยาที่สร้างชื่อมาจากการเขียนบทละครโทรทัศน์ </span><b>อิสึมุ สึโตมุ</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>เมกะ โทคิโกะ</b><span style="font-weight: 400;"> โดยใช้นามปากร่วมกันว่า ‘คิซาระ อิซึมิ’ ซึ่งได้รับความนิยมมากจนนำไปสร้างเป็น<a href="https://mydramalist.com/10706-yuube-no-curry-ashita-no-pan" target="_blank" rel="noopener">ซีรีส์</a>ในช่วงปลายปี 2014</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120329 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07811-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120330 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818.jpg" alt="ขนมปังของพรุ่งนี้" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07818-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นเรื่องราวอันเรียบง่ายแต่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะก้าวผ่าน หนังสือเล่าถึงชีวิตของผู้คนรอบตัว &#8216;คาซึกิ&#8217; ชายหนุ่มที่จากไปด้วยโรคร้ายก่อนวัยอันควร ทำให้ &#8216;เท็ตสึโกะ&#8217; ผู้เป็นภรรยาต้องกลายเป็นหม้าย อยู่กับ &#8216;เร็นทาโร่&#8217; พ่อสามีที่ภรรยาของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว และแม้ว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตด้วยกันหลังจากคาซึกิไม่อยู่มาได้ถึง 7 ปีอย่างปกติสุขก็จริง แต่ลึกๆ แล้วความตายของชายหนุ่มกลับหยิบฉวยบางสิ่งบางอย่างภายในตัวพวกเขาไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เร็นทาโร่ที่สูญเสียลูกชายไป จากที่เคยทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศ อยู่ๆ ก็ไม่อาจคาดเดาฟ้าฝนของชีวิตตัวเองได้ ไม่ต่างกับเท็ตสึโกะที่เสียศูนย์จากความตายของสามี เธอพยายามอย่างมากในการประคับประคองบ้านหลังนี้กับสมาชิกที่ยังเหลืออยู่ แต่กลับไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง ราวกับทั้งคู่กลายเป็นคนเว้าแหว่งไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนเมื่อความทรงจำเกี่ยวกับคาซึกิของทั้งคู่ได้รับการกระตุ้นโดยตัวละครอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านผู้เป็นแอร์โฮสเตสที่อยู่ๆ ก็ยิ้มไม่ได้ สาวนักไต่เขาที่พยายามหลบหนีบางอย่างในชีวิต ชายหนุ่มที่คิดว่าการแต่งงานคือความสำเร็จ หรือเด็กหนุ่มร่างสูงที่ฝันอยากมีเซ็กซ์ในรถสักครั้ง พวกเขาต่างเชื่อมโยงกันด้วยสายใยความตายของคาซึกิ ก่อนจะค่อยๆ พบกับสิ่งที่ช่วยปลดล็อกหัวใจให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120331" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007.jpg" alt="ขนมปังของพรุ่งนี้" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08007-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เรื่องจะเปิดมาในช่วงเวลาที่คาซึกิไม่อยู่แล้ว แต่เราสามารถรับรู้ถึงตัวตนของเขาผ่านเรื่องราวของตัวละครในแต่ละบทด้วยความแนบเนียน คนนั้นเชื่อมต่อกับคนนี้ คนนี้มีความสัมพันธ์กับคนโน้น โยงใยกันไปเรื่อยๆ และถึงแม้จะจั่วหัวว่าเป็นนิยายที่พูดถึงประเด็นของผู้คนที่ยังไม่มูฟออนจากความตายหรือการหายไปของใครสักคน ซึ่งฟังดูเป็นโทนเรื่องที่หนักหนาสาหัส แต่นักเขียนกลับเล่าออกมาได้อย่างนุ่มนวล ลึกซึ้ง ทั้งยังแทรกอารมณ์ขันให้เราแอบยิ้มไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ด้วยความที่นักเขียนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่เรียงตามไทม์ไลน์ จึงอาจทำให้คนอ่านสับสนนิดหน่อย ซึ่งถ้าจับจุดที่ทุกเรื่องมีร่วมกันได้ก็ไม่ค่อยมีปัญหานัก อีกอย่างฉันรู้สึกว่าถ้าใครที่เคยมีประสบการณ์รักใครสักคนอย่างสุดหัวใจน่าจะยิ่งอินกับหนังสือเล่มนี้ได้ไม่ยาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120332 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07882-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดที่ฉันประทับใจมากๆ ของหนังสือเล่มนี้คือการที่หนังสือเล่าถึงความสุขได้โดยไม่ต้องบอกว่าตัวละครนี้มีความสุขแบบโต้งๆ หรือกระทั่งความเศร้าก็เช่นกัน ใช้เพียงบางเหตุการณ์และการกระทำของตัวละครที่อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เป็นแค่การคีบเม็ดแปะก๊วย การซื้อชามข้าว หรือการตัดสินใจส่งรถเข้าเซียงกง แต่กลับบอกเล่าความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งละเอียดอ่อน เหมือนเห็นแสงที่สว่างวาบขึ้นมาราวกับใครกดเปิดสวิตช์ไฟ ทำให้เราเข้าใจชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่อ่านฉันอดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงตัวเองตอนที่พยายามทำเป็นหลงลืมหรืออยากให้ใครสักคนกลับมา แม้เป็นความรู้สึกที่ค่อนไปทางสับสนหม่นเศร้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองก็เสพติดห้วงเวลาแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ถึงเป็นความทรงจำที่อยากลืมแต่หลายครั้งฉันกลับใช้มันเป็นเครื่องทบทวนตัวเอง ค่อยๆ ละเลียดระลึกถึงอย่างละเอียด แน่นอนว่าอาจลืมเลือนไปได้บ้างแต่มันก็ไม่เคยหายไปไหน คงเหมือนที่เร็นทาโร่พูดกับเท็ตสึโกะว่า “คนเราล้วนมีชีวิตอยู่โดยถูกครอบงำด้วยอะไรบางอย่างอยู่เสมอนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นความริษยา ความโกรธ ความโลภ หรือความเศร้าก็ตาม”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120333 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117.jpg" alt="ขนมปังของพรุ่งนี้" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08117-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120337 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC08126-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสรุป </span><i><span style="font-weight: 400;">ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน</span></i><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้ต้องการบอกให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นหรืออยู่กับปัจจุบันแล้วปล่อยอดีตทิ้งไป แต่หนังสือพยายามบอกว่าทุกคนล้วนไม่เพอร์เฟกต์สมบูรณ์ มนุษย์ต่างมีความเว้าแหว่งและอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านได้ทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่จำเป็นต้องลืมใครหรือผลักไสไล่ส่งความทรงจำของวันวานไป เราสามารถอยู่กับมันพร้อมกับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้ ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นตัวเองให้ฝังติดกับอดีต เหมือนที่สุดท้ายแล้วภรรยาและพ่อของคาซึกิก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป โดยคิดถึงคนที่จากไปและเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุขได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถึงจะเอาไปทิ้งไว้ในที่ที่มองไม่เห็น แต่สุดท้ายก็ใช่ว่าจะหายไปจากโลกนี้ และก็มีคนที่ถึงจะตายไปแล้วแต่ก็ยังอยู่เหมือนกันนะคะ ถึงจะมองไม่เห็น แต่เขาก็ยังอยู่ค่ะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความตายสอนอะไรเราเสมอ แต่การใช้ชีวิตต่อไปก็สอนอะไรเรามากมายเหมือนกัน ดังนั้นฉันคิดว่าเราน่าจะใช้ชีวิตให้ดี เพื่อที่จะตายไปอย่างไม่ติดค้างหรือมีเรื่องให้เสียดาย</span></p>
<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com" target="_blank" rel="noopener">aday</a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเห็นด้วยไหม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120334 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897.jpg" alt="ขนมปังของพรุ่งนี้" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/DSC07897-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/last-nights-curry-tomorrows-bread/">ถึงหายไป ใช่ว่าจะลืม ‘ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน’ นิยายที่บอกว่าสุดท้ายแล้วชีวิตต้องไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ฉันก็ฝันถึงเธอเหมือนกัน” Moonlit Winter หนังที่ว่าด้วยจดหมาย หิมะ พระจันทร์ และเพศหลากหลาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/moonlit-winter-movie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2021 09:21:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Moonlit Winter]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[เกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิวภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เพศหลากหลาย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังเกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[ชายเป็นใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=119981</guid>

					<description><![CDATA[<p>Moonlit Winter ถึงคุณ สบายดีไหม? ฉันอยากถามคุณมานานแล้ว คุณอาจลืมฉันไปแล้วก็ได้ อยู่ดีๆ ฉันก็อยากส่งข่าวคราวให้คุณได้รับรู้ อาจเป็นเพราะเมื่อคืนฉันฝันถึงคุณก็ได้นะ เวลาที่ฝันถึงคุณ ฉันมักเขียนจดหมายถึงคุณเสมอเลย ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่ทำให้ฉันโกรธ เศร้า และหดหู่แทบทุกวัน นอกจากอ่านหนังสือ ฉันพยายามพาตัวเองหลีกหนีโลกแห่งความจริงด้วยการดูหนังดีๆ สักเรื่อง ล่าสุดฉันเพิ่งดู Moonlit Winter หนัง LGBTQ+ ของเกาหลีที่เข้าโรงตั้งแต่ปี 2019 และเข้าฉายทาง Viu เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คุณเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้บ้างไหม ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทั้งหมด 7 รางวัลใน Blue Dragon Film Awards ครั้งที่ 41 งานประกาศรางวัลแวดวงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ถ้าให้เทียบก็คงคล้ายๆ รางวัลออสการ์ของอเมริกา อีกทั้งนักแสดงและหนังเองยังได้รางวัลส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีด้วย อีกอย่าง คิมฮีแอ นักแสดงนำเรื่องนี้ยังเป็นดาราหญิงยอดฝีมือที่รับบทมาหลากหลาย เรื่องหนึ่งที่เธอแสดงได้ประทับใจฉันมากๆ คือซีรีส์ตีแผ่ชีวิตคู่ A World of Married Couple ที่เธอรับบทเป็นคุณหมอผู้ทุกข์ระทมจากสามีและลูกชาย ครั้งนี้เธอรับบทเป็น &#8216;ยุนฮี&#8217; ผู้หญิงที่หย่าร้างกับสามี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/moonlit-winter-movie/">“ฉันก็ฝันถึงเธอเหมือนกัน” Moonlit Winter หนังที่ว่าด้วยจดหมาย หิมะ พระจันทร์ และเพศหลากหลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;"> Moonlit Winter </span><span style="font-weight: 400;">ถึงคุณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สบายดีไหม? ฉันอยากถามคุณมานานแล้ว คุณอาจลืมฉันไปแล้วก็ได้ อยู่ดีๆ ฉันก็อยากส่งข่าวคราวให้คุณได้รับรู้ อาจเป็นเพราะเมื่อคืนฉันฝันถึงคุณก็ได้นะ เวลาที่ฝันถึงคุณ ฉันมักเขียนจดหมายถึงคุณเสมอเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่ทำให้ฉันโกรธ เศร้า และหดหู่แทบทุกวัน นอกจากอ่านหนังสือ ฉันพยายามพาตัวเองหลีกหนีโลกแห่งความจริงด้วยการดูหนังดีๆ สักเรื่อง ล่าสุดฉันเพิ่งดู </span><i><span style="font-weight: 400;">Moonlit Winter</span></i><span style="font-weight: 400;"> หนัง LGBTQ+ ของเกาหลีที่เข้าโรงตั้งแต่ปี 2019 และเข้าฉายทาง <a href="https://www.viu.com/ott/th/th/vod/314918/Moonlit-Winter" target="_blank" rel="noopener">Viu</a> เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คุณเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้บ้างไหม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120182 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/photo1123038.jpg" alt="" width="640" height="916" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/photo1123038.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/photo1123038-210x300.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/photo1123038-600x859.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทั้งหมด 7 รางวัลใน Blue Dragon Film Awards ครั้งที่ 41 งานประกาศรางวัลแวดวงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ถ้าให้เทียบก็คงคล้ายๆ รางวัลออสการ์ของอเมริกา อีกทั้งนักแสดงและหนังเองยังได้รางวัลส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกอย่าง <strong>คิมฮีแอ</strong> นักแสดงนำเรื่องนี้ยังเป็นดาราหญิงยอดฝีมือที่รับบทมาหลากหลาย เรื่องหนึ่งที่เธอแสดงได้ประทับใจฉันมากๆ คือซีรีส์ตีแผ่ชีวิตคู่ <em><a href="https://adaymagazine.com/a-world-of-married-couple/" target="_blank" rel="noopener">A World of Married Couple</a></em> </span><span style="font-weight: 400;">ที่เธอรับบทเป็นคุณหมอผู้ทุกข์ระทมจากสามีและลูกชาย ครั้งนี้เธอรับบทเป็น &#8216;ยุนฮี&#8217; ผู้หญิงที่หย่าร้างกับสามี มักเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน พูดน้อย ไม่ยิ้ม ทำงานหนัก และใช้ชีวิตเพื่อลูกเท่านั้น โดยหนังยังได้ <strong>คิมโซฮเย </strong>อดีตไอดอลวง I.O.I ที่มารับบท &#8216;แซบม&#8217; ลูกสาวของยุนฮี นับเป็นการแสดงหนังยาวเรื่องแรกของเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตายล่ะ</span><span style="font-weight: 400;">! </span><span style="font-weight: 400;">ฉันพร่ำบ่นอะไรตั้งยืดยาว แค่อยากชวนคุณดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันก็เท่านั้นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-120183 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f.jpg" alt="" width="5000" height="3333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f.jpg 5000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/b2c40302ae8e4df983dd7c810f590a7f-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 5000px) 100vw, 5000px" /></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">Moonlit Winter</span></i><span style="font-weight: 400;"> คือผลงานเขียนบทและกำกับของอิม แดฮยอง ผู้เคยทำหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกชายมาก่อน โดยเรื่องนี้นับเป็นผลงานลำดับที่ 2 ของเขาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าในวัยเด็กของแม่ เขาจึงเลือกทำหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแม่กับลูกสาวบ้าง ที่น่าสนใจคือแม้จะเป็นหนังที่เล่าเรื่องผู้หญิงกับความรักของเพศหลากหลายเป็นหลัก แต่อิม แดฮยองกลับถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดี ไม่มีกลิ่นของ male gaze แบบที่หนังแนวนี้ของฮอลลีวูดหลายเรื่องเป็น (ฉันเปล่าโจมตีเรื่องไหนเป็นพิเศษนะ) เขาเล่าว่าได้ไถ่ถามความเห็นจากผู้หญิงรอบตัวมากมาย และต้องแก้ไขบทหลายตลบกว่าจะออกมาให้ทุกคนได้ชมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็นหิมะขาวโพลนดูเย็นเยียบขนาดนี้ แต่ที่จริงแล้ว </span><i><span style="font-weight: 400;">Moonlit Winter</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นหนังที่อบอุ่นหัวใจเหมือนดื่มกาแฟในยามเช้าหน้าหนาวเชียวล่ะ ตัวละครหลักๆ ของเรื่องมีสองตัวคือยุนฮีกับแซบม แม่-ลูกที่อาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งของเกาหลี ในฤดูหนาวอยู่ๆ ยุนฮีก็ได้รับจดหมายของหญิงสาวผู้เป็นรักแรกจากเมืองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าลูกสาวแอบอ่านไปแล้วเรียบร้อย และได้วางแผนชวนแม่ไปเที่ยวที่นั่นด้วยเหตุผลที่อยากให้แม่เดินทางไปหาความสุขที่ปิดกั้นตัวเองไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเดินทางข้ามจากเกาหลีไปยังญี่ปุ่นทำให้หนังน่าสนใจมากขึ้นด้วยโลเคชั่นอันสวยงาม บทพูดที่มีทั้งภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษนิดหน่อย รวมทั้งสภาพสังคมที่แตกต่างกัน เนื่องจากโอตารุเป็นเมืองที่หิมะตกหนักในฤดูหนาว ทำให้ภาพออกมาสวยงามราวกับภาพวาด เรียกว่าแคปจอฉากไหนก็นำมาตั้งเป็นวอลเปเปอร์ได้สบายๆ ถ้าคุณได้ดูรับรองว่าต้องอยากเก็บกระเป๋าไปเที่ยวที่เมืองนี้แน่ๆ (แม้ตอนนี้จะยังทำไม่ได้ก็เถอะ)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120184 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/af2dd67c46af47db9c3a7eb1dc18773d-e1611911988158.jpg" alt="" width="600" height="836" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการนำเสนอประเด็น LGBTQ+ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในแวดวงสื่อบันเทิงเกาหลีแล้ว ฉันยังชอบการก้าวพ้นช่วงสำคัญของชีวิต (coming of age) ของตัวละครยุนฮีที่มีลูกสาวเป็นคนช่วยซัพพอร์ต (ฉันมักพ่ายแพ้ให้กับสายสัมพันธ์แม่-ลูกแบบนี้) เท่านั้นยังไม่พอ ฝั่งของจุนผู้เป็นรักแรกของยุนฮีที่อยู่ญี่ปุ่นก็มีคุณป้าของเธอคอยปลอบประโลมอยู่เสมอ เอาเป็นว่าถ้าไม่มีสองคนนี้ ยุนฮีกับจุนคงได้แต่คิดถึงกันเงียบๆ แล้วปล่อยให้หิมะละลายผ่านพ้นไปปีแล้วปีเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอได้เห็นเหล่าผู้หญิงที่ซัพพอร์ตกันแบบนี้แล้วทำให้นึกถึงนิยายแปลญี่ปุ่นเล่มโปรดของฉันอย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง </span></i><span style="font-weight: 400;">ของสำนักพิมพ์ Sunday Afternoon ตัวละครหญิงในเรื่องต่างพูดคุยปรึกษาและช่วยเหลือกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ อีกทั้งมู้ดแอนด์โทนก็ค่อนไปทางสบายๆ เนิบๆ คล้ายกับได้จิบเครื่องดื่มอร่อยๆ ในวันหยุด ถ้าคุณพอมีเวลา จะลองไปหามาอ่านบ้างก็ได้นะ รับรองว่าต้องชอบแน่ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับมาที่หนังกันต่อดีกว่า ขอโทษทีที่พาคุณเถลไถลไปไกล หวังว่าคงไม่ถือสากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากจดหมายของจุนฉบับนั้น เรื่องค่อยๆ พาเราไปพบกับรักแรกของผู้หญิงทั้งสองคน ที่แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปีแล้วพวกเธอก็ยังคงจดจำความรู้สึกนั้นได้อย่างแจ่มชัด เพียงแต่ต้องกลบฝังความสัมพันธ์และความทรงจำนั้นไว้ไม่ให้สังคมรู้ นั่นทำให้ตัวละครยุนฮีที่แต่งงานไปแล้วต้องเลิกรากับสามีและปฏิเสธที่จะเล่าเรื่องราวความหลังให้ใครฟัง สีหน้าของเธอดูเศร้าและครุ่นคิดถึงใครบางคนตลอดเวลา ไม่มีใครรู้เลยว่าเบื้องหลังสีหน้านั้นมีตัวตนที่บอกใครไม่ได้ของเธอซ่อนอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120185 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db.jpg" alt="Moonlit Winter" width="5000" height="3333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db.jpg 5000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/58bab60d304c42328c7932e63fcb46db-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 5000px) 100vw, 5000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนจุนที่แม้จะย้ายจากเกาหลีมาอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 ปีแล้ว และมีหญิงสาวอีกคนที่เข้ามาสานสัมพันธ์ เธอก็เลือกที่จะยึดติดกับอดีต ฝังใจกับยุนฮีต่อไป เพื่อหวังว่าสักวันจะได้พบกันและรับรู้ว่าคนที่เฝ้าฝันถึงมาตลอดเป็นยังไงบ้าง ขนาดจดหมายที่ส่งให้ยุนฮีเธอก็เขียนขึ้นเพราะฝันถึงรักแรกอยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้หลักๆ แล้ว </span><i><span style="font-weight: 400;">Moonlit Winter</span></i><span style="font-weight: 400;"> จะนำเสนอความรักของผู้หญิงสองคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยเก่า แต่ขณะเดียวกันหนังก็วิพากษ์แนวคิดปิตาธิปไตยที่ฝังลึกในสังคมเกาหลีอย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ยุนฮีไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องเสียสละให้พี่ชายได้เรียนมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งการกระทำของตัวละครชายที่มองว่าผู้หญิงต้องมีผู้ชายมาเติมเต็ม หรือผู้หญิงไม่สามารถใช้ชีวิตตัวคนเดียวได้ และอาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ผู้กำกับจึงวางให้มีฉากที่ยุนฮีกับจุนสูบบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นการท้าทายต่อขนบสังคมที่มักกำหนดคุณค่าของผู้หญิงผ่านการแสดงออกและการกระทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับฉัน การตัดสินใจไปญี่ปุ่นของยุนฮีถือเป็นการปลดล็อกความทรงจำที่ถูกกาลเวลาพันธนาการไว้ รวมถึงตัวตนที่พยายามซุกซ่อนมาตลอด ฉากที่เธอพบกับจุนนั้นแสนเรียบง่ายทว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมายจนฉันเองถึงกับอยากร้องไห้ออกมา เพราะตั้งแต่ต้นจนจบยุนฮีคือตัวละครที่ฉันเห็นใจมากที่สุด และปรารถนาที่จะเห็นเธอมีความสุขเหมือนคนอื่นบ้าง ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเธอจะเป็นยังไง ฉันคงทำได้แค่แนะนำให้คุณไปติดตามชมเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-120187 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/EsZwpGDUwAcRbFW.jpg" alt="Moonlit Winter" width="1280" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/EsZwpGDUwAcRbFW.jpg 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/EsZwpGDUwAcRbFW-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/EsZwpGDUwAcRbFW-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/EsZwpGDUwAcRbFW-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/EsZwpGDUwAcRbFW-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีจะเริ่มหยิบประเด็นเพศหลากหลายมานำเสนอตามสื่อต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในซีรีส์ที่มีการสอดแทรกตัวละครกลุ่มนี้เข้าไปด้วย เช่น </span><i><span style="font-weight: 400;">My Unfamiliar Family, Graceful Family</span></i><span style="font-weight: 400;"> และ </span><a href="https://adaymagazine.com/itaewon-class-lgbtq/" target="_blank" rel="noopener"><i><span style="font-weight: 400;">Itaewon Class</span></i></a><i><span style="font-weight: 400;"> </span></i><span style="font-weight: 400;">แต่สังคมบ้านเขาก็ยังไม่เปิดรับเท่าที่ควร ฉันคิดเอาเองว่าถ้าฝ่าด่านมุมมองเรื่องเพศของสังคมเกาหลีไปได้ เราคงได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอศิลปะรูปแบบใหม่ๆ ที่มีเนื้อหาหลากหลายมากขึ้น ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนมูฟเมนต์เพศหลากหลายระดับโลกอีกด้วย คุณเห็นด้วยไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็นทีฉันต้องไปแล้วล่ะ หวังว่าจะชอบหนังที่แนะนำไป หรือถ้ายังไม่ว่างดู ฉันแนบเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ร้องโดยวง Se So Neon มาให้ด้วย เผื่อจะทำให้คุณอยากดูมากขึ้น ดูแลสุขภาพด้วยนะ จะตั้งใจรอจดหมายจากคุณอย่างใจจดใจจ่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ป.ล. </span><i><span style="font-weight: 400;">Moonlit Winter</span></i><span style="font-weight: 400;"> กำหนดฉายครั้งแรกในวันพระจันทร์เต็มดวง เข้ากับชื่อเรื่องพอดี เป็นกิมมิกที่น่ารักดีเนอะ</span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;">ฉันเอง</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-69e89adc32e92" data-id="vP4-JvABTK4" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-vP4-JvABTK4-69e89adc32e92" data-vid="vP4-JvABTK4" data-src="https://www.youtube.com/embed/vP4-JvABTK4?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/vP4-JvABTK4/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<div style="display: none;">
<p>ส่วนจุนที่แม้จะย้ายจากเกาหลีมาอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 ปีแล้ว และมีหญิงสาวอีกคนที่เข้ามาสานสัมพันธ์ เธอก็เลือกที่จะยึดติดกับอดีต ฝังใจกับยุนฮีต่อไป เพื่อหวังว่าสักวันจะได้พบกันและรับรู้ว่าคนที่เฝ้าฝันถึงมาตลอดเป็นยังไงบ้าง ขนาดจดหมายที่ส่งให้ยุนฮีเธอก็เขียนขึ้นเพราะฝันถึงรักแรกอยู่เสมอแม้หลักๆ แล้ว จะนำเสนอความรักของผู้หญิงสองคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยเก่า แต่ขณะเดียวกันหนังก็วิพากษ์แนวคิดปิตาธิปไตยที่ฝังลึกในสังคมเกาหลีอย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ยุนฮีไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องเสียสละให้พี่ชายได้เรียนมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งการกระทำของตัวละครชายที่มองว่าผู้หญิงต้องมีผู้ชายมาเติมเต็ม หรือผู้หญิงไม่สามารถใช้ชีวิตตัวคนเดียวได้ และอาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ผู้กำกับจึงวางให้มีฉากที่ยุนฮีกับจุนสูบบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นการท้าทายต่อขนบสังคมที่มักกำหนดคุณค่าของผู้หญิงผ่านการแสดงออกและการกระทำ</p>
<p>สำหรับฉัน การตัดสินใจไปญี่ปุ่นของยุนฮีถือเป็นการปลดล็อกความทรงจำที่ถูกกาลเวลาพันธนาการไว้ รวมถึงตัวตนที่พยายามซุกซ่อนมาตลอด ฉากที่เธอพบกับจุนนั้นแสนเรียบง่ายทว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมายจนฉันเองถึงกับอยากร้องไห้ออกมา เพราะตั้งแต่ต้นจนจบยุนฮีคือตัวละครที่ฉันเห็นใจมากที่สุด และปรารถนาที่จะเห็นเธอมีความสุขเหมือนคนอื่นบ้าง ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเธอจะเป็นยังไง ฉันคงทำได้แค่แนะนำให้คุณไปติดตามชมเอง<br />
ส่วนจุนที่แม้จะย้ายจากเกาหลีมาอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 ปีแล้ว และมีหญิงสาวอีกคนที่เข้ามาสานสัมพันธ์ เธอก็เลือกที่จะยึดติดกับอดีต ฝังใจกับยุนฮีต่อไป เพื่อหวังว่าสักวันจะได้พบกันและรับรู้ว่าคนที่เฝ้าฝันถึงมาตลอดเป็นยังไงบ้าง ขนาดจดหมายที่ส่งให้ยุนฮีเธอก็เขียนขึ้นเพราะฝันถึงรักแรกอยู่เสมอ</p>
<p>แม้หลักๆ แล้ว จะนำเสนอความรักของผู้หญิงสองคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยเก่า แต่ขณะเดียวกันหนังก็วิพากษ์แนวคิดปิตาธิปไตยที่ฝังลึกในสังคมเกาหลีอย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ยุนฮีไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องเสียสละให้พี่ชายได้เรียนมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งการกระทำของตัวละครชายที่มองว่าผู้หญิงต้องมีผู้ชายมาเติมเต็ม หรือผู้หญิงไม่สามารถใช้ชีวิตตัวคนเดียวได้ และอาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ผู้กำกับจึงวางให้มีฉากที่ยุนฮีกับจุนสูบบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นการท้าทายต่อขนบสังคมที่มักกำหนดคุณค่าของผู้หญิงผ่านการแสดงออกและการกระทำ</p>
<p>สำหรับฉัน การตัดสินใจไปญี่ปุ่นของยุนฮีถือเป็นการปลดล็อกความทรงจำที่ถูกกาลเวลาพันธนาการไว้ รวมถึงตัวตนที่พยายามซุกซ่อนมาตลอด ฉากที่เธอพบกับจุนนั้นแสนเรียบง่ายทว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมายจนฉันเองถึงกับอยากร้องไห้ออกมา เพราะตั้งแต่ต้นจนจบยุนฮีคือตัวละครที่ฉันเห็นใจมากที่สุด และปรารถนาที่จะเห็นเธอมีความสุขเหมือนคนอื่นบ้าง ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเธอจะเป็นยังไง ฉันคงทำได้แค่แนะนำให้คุณไปติดตามชมเอง<br />
ส่วนจุนที่แม้จะย้ายจากเกาหลีมาอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 ปีแล้ว และมีหญิงสาวอีกคนที่เข้ามาสานสัมพันธ์ เธอก็เลือกที่จะยึดติดกับอดีต ฝังใจกับยุนฮีต่อไป เพื่อหวังว่าสักวันจะได้พบกันและรับรู้ว่าคนที่เฝ้าฝันถึงมาตลอดเป็นยังไงบ้าง ขนาดจดหมายที่ส่งให้ยุนฮีเธอก็เขียนขึ้นเพราะฝันถึงรักแรกอยู่เสมอ</p>
<p>แม้หลักๆ แล้ว จะนำเสนอความรักของผู้หญิงสองคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยเก่า แต่ขณะเดียวกันหนังก็วิพากษ์แนวคิดปิตาธิปไตยที่ฝังลึกในสังคมเกาหลีอย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ยุนฮีไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องเสียสละให้พี่ชายได้เรียนมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งการกระทำของตัวละครชายที่มองว่าผู้หญิงต้องมีผู้ชายมาเติมเต็ม หรือผู้หญิงไม่สามารถใช้ชีวิตตัวคนเดียวได้ และอาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ผู้กำกับจึงวางให้มีฉากที่ยุนฮีกับจุนสูบบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นการท้าทายต่อขนบสังคมที่มักกำหนดคุณค่าของผู้หญิงผ่านการแสดงออกและการกระทำ</p>
<p>สำหรับฉัน การตัดสินใจไปญี่ปุ่นของยุนฮีถือเป็นการปลดล็อกความทรงจำที่ถูกกาลเวลาพันธนาการไว้ รวมถึงตัวตนที่พยายามซุกซ่อนมาตลอด ฉากที่เธอพบกับจุนนั้นแสนเรียบง่ายทว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมายจนฉันเองถึงกับอยากร้องไห้ออกมา เพราะตั้งแต่ต้นจนจบยุนฮีคือตัวละครที่ฉันเห็นใจมากที่สุด และปรารถนาที่จะเห็นเธอมีความสุขเหมือนคนอื่นบ้าง ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเธอจะเป็นยังไง ฉันคงทำได้แค่แนะนำให้คุณไปติดตามชมเอง ฉันคงทำได้แค่แนะนำให้คุณไปติดตามชมเอง ฉันคงทำได้แค่แนะนำให้คุณไปติดตามชมเอง</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/moonlit-winter-movie/">“ฉันก็ฝันถึงเธอเหมือนกัน” Moonlit Winter หนังที่ว่าด้วยจดหมาย หิมะ พระจันทร์ และเพศหลากหลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับเจ้าของหนังสือ Accidentally Wes Anderson &#8216;Wally Koval&#8217; ผู้ทำให้โลกนี้กลายเป็นหนังเวส</title>
		<link>https://adaymagazine.com/accidentally-wes-anderson/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Jan 2021 15:00:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Wes Anderson]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Accidentally Wes Anderson]]></category>
		<category><![CDATA[Wally Koval]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=119987</guid>

					<description><![CDATA[<p>Accidentally Wes Anderson ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเทกซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือ Accidentally Wes Anderson โดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงใหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรม @accidentallywesanderson เล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนเดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น ดูโพสต์นี้บน Instagram โพสต์ที่แชร์โดย AWA (@accidentallywesanderson) แต่อินสตาแกรมที่เปิดเล่นๆ กลับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป เมื่อจู่ๆ โปรเจกต์ ‘จู่ๆ โลกนี้ก็กลายเป็นหนังเวส แอนเดอร์สัน’ ของทั้งคู่ก็โด่งดังโดยเฉพาะในหมู่แฟนหนังเวส จนวอลลี่คิดว่ามันน่าสนุกดีถ้าเปิดรับภาพสถานที่เหล่านี้จากคนทั่วโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/accidentally-wes-anderson/">คุยกับเจ้าของหนังสือ Accidentally Wes Anderson &#8216;Wally Koval&#8217; ผู้ทำให้โลกนี้กลายเป็นหนังเวส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;"> Accidentally Wes Anderson </span>ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับ<a href="https://adaymagazine.com/?s=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E" target="_blank" rel="noopener">หนังสือภาพ</a>เพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเทกซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120100 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0625.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>หนังสือเล่มที่ว่าคือ <em>Accidentally Wes Anderson</em> โดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงใหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว</p>
<p>ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรม <a href="https://www.instagram.com/accidentallywesanderson/" target="_blank" rel="noopener">@accidentallywesanderson</a> เล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนเดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</p>
<blockquote class="instagram-media" align="center" style="background: #FFF; border: 0; border-radius: 3px; box-shadow: 0 0 1px 0 rgba(0,0,0,0.5),0 1px 10px 0 rgba(0,0,0,0.15); margin: 1px; max-width: 540px; min-width: 326px; padding: 0; width: calc(100% - 2px); text-align: center;" data-instgrm-permalink="https://www.instagram.com/p/CGkQ0-ynZId/?utm_source=ig_embed&amp;utm_campaign=loading" data-instgrm-version="13">
<div style="padding: 16px;">
<div style="display: flex; flex-direction: row; align-items: center;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; flex-grow: 0; height: 40px; margin-right: 14px; width: 40px;"></div>
<div style="display: flex; flex-direction: column; flex-grow: 1; justify-content: center;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; margin-bottom: 6px; width: 100px;"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; width: 60px;"></div>
</div>
</div>
<div style="padding: 19% 0;"></div>
<div style="display: block; height: 50px; margin: 0 auto 12px; width: 50px;"></div>
<div style="padding-top: 8px;">
<div style="color: #3897f0; font-family: Arial,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-weight: 550; line-height: 18px;">ดูโพสต์นี้บน Instagram</div>
</div>
<div style="padding: 12.5% 0;"></div>
<div style="display: flex; flex-direction: row; margin-bottom: 14px; align-items: center;">
<div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; height: 12.5px; width: 12.5px; transform: translateX(0px) translateY(7px);"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; height: 12.5px; transform: rotate(-45deg) translateX(3px) translateY(1px); width: 12.5px; flex-grow: 0; margin-right: 14px; margin-left: 2px;"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; height: 12.5px; width: 12.5px; transform: translateX(9px) translateY(-18px);"></div>
</div>
<div style="margin-left: 8px;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; flex-grow: 0; height: 20px; width: 20px;"></div>
<div style="width: 0; height: 0; border-top: 2px solid transparent; border-left: 6px solid #f4f4f4; border-bottom: 2px solid transparent; transform: translateX(16px) translateY(-4px) rotate(30deg);"></div>
</div>
<div style="margin-left: auto;">
<div style="width: 0px; border-top: 8px solid #F4F4F4; border-right: 8px solid transparent; transform: translateY(16px);"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; flex-grow: 0; height: 12px; width: 16px; transform: translateY(-4px);"></div>
<div style="width: 0; height: 0; border-top: 8px solid #F4F4F4; border-left: 8px solid transparent; transform: translateY(-4px) translateX(8px);"></div>
</div>
</div>
<div style="display: flex; flex-direction: column; flex-grow: 1; justify-content: center; margin-bottom: 24px;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; margin-bottom: 6px; width: 224px;"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; width: 144px;"></div>
</div>
<p style="color: #c9c8cd; font-family: Arial,sans-serif; font-size: 14px; line-height: 17px; margin-bottom: 0; margin-top: 8px; overflow: hidden; padding: 8px 0 7px; text-align: center; text-overflow: ellipsis; white-space: nowrap;"><a style="color: #c9c8cd; font-family: Arial,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-weight: normal; line-height: 17px; text-decoration: none;" href="https://www.instagram.com/p/CGkQ0-ynZId/?utm_source=ig_embed&amp;utm_campaign=loading" target="_blank" rel="noopener">โพสต์ที่แชร์โดย AWA (@accidentallywesanderson)</a></p>
</div>
</blockquote>
<p><script async="" src="//www.instagram.com/embed.js"></script></p>
<p>แต่อินสตาแกรมที่เปิดเล่นๆ กลับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป เมื่อจู่ๆ โปรเจกต์ ‘จู่ๆ โลกนี้ก็กลายเป็นหนังเวส แอนเดอร์สัน’ ของทั้งคู่ก็โด่งดังโดยเฉพาะในหมู่แฟนหนังเวส จนวอลลี่คิดว่ามันน่าสนุกดีถ้าเปิดรับภาพสถานที่เหล่านี้จากคนทั่วโลก</p>
<p>ตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2017 จนถึงตอนนี้ อินสตาแกรม Accidentally Wes Anderson มีรูปแบบเวสๆ กว่าพันรูปและมีผู้ติดตามมากกว่า 1,300,000 วอลลี่ยังขยายพื้นที่ไปสู่เว็บไซต์ที่เป็นดั่งคอมมิวนิตี้รวมตัวแฟนหนังเวส มีการต่อยอดรูปภาพเป็นสินค้าอย่างโปสเตอร์ กระเป๋า สติ๊กเกอร์ และล่าสุดคือหนังสือภาพที่อยู่ในมือเราตอนนี้</p>
<p>เช้าวันอากาศสดใส ใต้อาคารรูปทรงสมมาตร เรามีโอกาสสนทนากับวอลลี่ถึงเบื้องหลังการทำหนังสือภาพเล่มนี้ที่แม้กระทั่งเวส แอนเดอร์สัน ตัวจริงเสียงจริงยังขอคารวะด้วยการเขียนคำนิยมให้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120107 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0668.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h5>ประสบการณ์ครั้งแรกที่คุณได้ดูหนังของเวส แอนเดอร์สัน เป็นยังไง</h5>
<p>มันน่าทึ่งและช่างน่าหลงใหล จำได้ว่าผมเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นและพ่อกำลังดูเรื่อง Rushmore อยู่ ผมหยุดดูกับพ่อ แล้วหลังจากนั้นก็หยุดดูหนังของเวสไม่ได้เลย</p>
<h5>หลงเสน่ห์หนังเวสทันที?</h5>
<p>ใช่ (ยิ้ม)</p>
<h5>คุณมีหนังเวสเรื่องโปรดไหม <span style="display: none;"> Accidentally Wes Anderson </span></h5>
<p>ตอบยากมากเลย! ผมรักทุกเรื่อง แต่ถ้าให้เลือกสักเรื่องก็คงขึ้นอยู่กับมู้ดของผมในแต่ละวันล่ะมั้ง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-120108" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0677.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120113 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0751-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h5>แล้วโปรเจกต์ Accidentally Wes Anderson เริ่มต้นขึ้นได้ยังไง</h5>
<p>ผมกับอแมนด้า ภรรยาของผมสร้างแอ็กเคานต์ส่วนตัวในอินสตาแกรมเพื่อทำภารกิจติ๊ก bucket list (ลิสต์ที่ต้องพิชิตให้ได้ก่อนตาย) ในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไป จากนั้นโปรเจกต์ของเราก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเพราะมีผู้ติดตามทางบ้านส่งรูปในคอนเซปต์เดียวกันมา</p>
<p>ผมทำงานกับช่างภาพกว่า 180 คนจาก 50 ประเทศ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทุกภาพไม่ได้ตั้งใจถ่ายเพื่อนำมาลงในหนังสือหรือเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Accidentally Wes Anderson เลย แต่ภาพพวกนั้นดันถูกถ่ายแล้วดูเป็นสไตล์ของเวส แอนเดอร์สัน เท่านั้นเอง</p>
<h5>ฟีดแบ็กหลังจากคุณลงรูปในอินสตาแกรมเป็นยังไงบ้าง</h5>
<p>ชาวเน็ตชอบมาก แต่ผู้ติดตามของเราไม่ได้เติบโตเร็วนักหรอก ตอนแรกเริ่มเรามีกันแค่กลุ่มเล็กๆ อยู่นาน แต่ผมไม่ซีเรียสนะตอนนั้น สำหรับผมการตอบโต้กับผู้ติดตามในแอ็กเคานต์ไม่ต่างอะไรกับการคุยกับเพื่อนในห้องนั่งเล่น</p>
<h5>คุณคัดรูปที่จะลงในอินสตาแกรมยังไง นิยามของภาพแบบ Accidentally Wes Anderson เป็นแบบไหน <span style="display: none;"> Accidentally Wes Anderson </span></h5>
<p>เกณฑ์ในการคัดเลือกรูปของเรามีหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นความสมมาตรของรูป โทนสี หรือบางสิ่งบางอย่างที่คุณไม่สามารถปรับแต่งขึ้นเองได้ ยังไงก็ตาม องค์ประกอบของภาพแบบเวส แอนเดอร์สัน จะมีลักษณะพิเศษ ซึ่งคุณจะรู้ว่ามันใช่ก็ต่อเมื่อคุณได้เห็นมันกับตาเท่านั้น</p>
<p><div id="attachment_119997" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-119997" class="wp-image-119997" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-1024x1024.jpg" alt="Accidentally Wes Anderson" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/070-hotel-opera-@valentina_jacks.jpg 2048w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-119997" class="wp-caption-text">HOTEL OPERA Prague, Czech Republic : @valentina_jacks</p></div></p>
<p><div id="attachment_119994" style="width: 655px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-119994" class="wp-image-119994" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg-979x1024.jpg" alt="Accidentally Wes Anderson" width="645" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg-979x1024.jpg 979w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg-287x300.jpg 287w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg-768x803.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg-600x628.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/034-glenorchy-wharf-shed-@friiidaberg.jpg 1958w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /><p id="caption-attachment-119994" class="wp-caption-text">WHARF SHED Glenorchy, New Zealand: @friiidaberg</p></div></p>
<h5>นอกจากภาพที่สวยและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ แต่ละภาพยังมีประวัติศาสตร์ขนาดย่อ ข้อมูลเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม หรือข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับสถานที่นั้นอยู่ในแคปชั่นด้วย ทำไมถึงอยากเล่าข้อมูลพวกนี้ให้ผู้ติดตามของคุณฟัง</h5>
<p>โปรเจกต์ Accidentally Wes Anderson คือส่วนผสมของดีไซน์ที่โดดเด่นและเรื่องราวที่คาดไม่ถึง ภาพในแอ็กเคานต์ของเราต้องมีองค์ประกอบทั้งสองอย่าง แค่เพราะสถานที่นั้นสวย สมมาตร และเป็นสีชมพูไม่ได้หมายความว่ามันจะลงอินสตาแกรมเราได้เลย สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นคือเรื่องราวที่มีเนื้อหาสาระ บริบท รวมทั้งความจริงเบื้องหลังว่าสถานที่นั้นเป็นอย่างที่มันเป็นในปัจจุบันได้ยังไง</p>
<h5>มีภาพไหนที่คุณชอบเป็นพิเศษบ้างไหม</h5>
<p>คำถามนี้เหมือนถามว่าผมรักลูกคนไหนมากที่สุดเลย ตอบไม่ได้หรอก! (ยิ้ม)</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-120089" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0784.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120112 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0804.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h5>เราเคยอ่านเจอว่าสถานที่ที่ถูกเลือกให้ตีพิมพ์ในเล่มคือที่ที่ ‘น่าสนใจ’ และ ‘แปลกประหลาดแต่มีเอกลักษณ์’ ที่สุดในโลก คุณคัดเลือกสถานที่ทั้งหมดจากอินสตาแกรมให้เหลือแค่ 200 ที่ในหนังสือได้ยังไง</h5>
<p>เราเริ่มต้นจากการดูภาพกว่า 15,000 ภาพ ค่อยๆ คัดมันลงทีละนิดในระยะเวลายาวนาน เราสืบค้นและสำรวจเรื่องราวเบื้องหลังของทุกภาพจนมั่นใจว่าเราได้ภาพที่ดีพอในสายตาของเราและคนอ่านทั่วโลก เป้าหมายของเราคืออยากให้มันเป็นหนังสือผจญภัยระดับโลกเลยล่ะ</p>
<h5>เห็นว่าได้เวส แอนเดอร์สัน มาเขียนคำนิยมให้ด้วย</h5>
<p>ใช่ การได้เวสมาเขียนคำนิยมให้เราเหมือนได้โรยน้ำตาลไอซิ่งลงบนเค้กแสนอร่อย หลังจากอ่านต้นฉบับไฟนอลจบ เขายินดีจะเขียนข้อความเล็กๆ น้อยๆ ที่สำหรับเราแล้วมันคือตราปั๊ม ‘ให้ผ่าน’ อันเดียวที่อยากได้ หลังจากอ่านคำนิยมนั้นจบ เราประทับใจมากเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120115 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0706.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120101 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0862.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h5>ตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งอินสตาแกรมในปี 2017 จนถึงตอนนี้ที่ได้ออกหนังสือเป็นรูปเล่ม ระหว่างทางที่ผ่านมาสอนอะไรคุณบ้าง</h5>
<p>ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง มากเกินกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก ส่วนใหญ่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง ทั้งความอดทน การจัดการ ความสัมพันธ์ การท่องเที่ยว และเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของเราในภาพใหญ่ ผมเติบโตอย่างมีความหมายตลอดการเดินทางแสนยาวนาน และผมหวังว่าคนในคอมมิวนิตี้ที่รักเวส แอนเดอร์สัน ทั้งหลายจะพบแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่มอบพลังบวกให้พวกเขาจากหนังสือเล่มนี้นะ</p>
<h5>ในอนาคต เราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ จาก Accidentally Wes Anderson อีกไหม</h5>
<p>ตอนนี้เราโฟกัสกับเว็บไซต์ใหม่ (accidentallywesanderson.com) ให้มันพร้อมรองรับคอมมิวนิตี้คนรักเวสที่จะก้าวเท้าเข้ามา เราสร้างฐานข้อมูลภาพที่เหล่านักเดินทางสามารถค้นหาได้ง่ายๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตื่นเต้นกับมันมากๆ และเรามั่นใจว่าคนรักเวส แอนเดอร์สัน จะต้องรักมันแน่นอน!</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-120091 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_0910.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<hr>
<p>เอื้อเฟื้อสถานที่ คุณสราลี อุรุพงศา</p>
<p>ติดตาม Accidentally Wes Anderson เพิ่มเติมได้ทาง <a href="https://www.instagram.com/accidentallywesanderson/" target="_blank" rel="noopener">อินสตาแกรม</a> และ <a href="https://accidentallywesanderson.com/" target="_blank" rel="noopener">เว็บไซต์</a></p>
<h5 style="display: none;">คุณมีหนังเวสเรื่องโปรดไหม</h5>
<p><span style="display: none;"> ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span></p>
<h5 style="display: none;">คุณมีหนังเวสเรื่องโปรดไหม</h5>
<p><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span></p>
<p><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span><span style="display: none;">ตามประสาคนชอบเสพหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยตัวอักษร ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะกรี๊ดกับหนังสือภาพเพียงเพราะได้เห็นแค่หน้าปกกับคอนเซปต์ แถมตอนเปิดยังต้องค่อยๆ กรีดกระดาษ ใช้เวลาไปกับการอ่านเท็กซ์สลับกับดูภาพจนหนำใจแล้วค่อยพลิกหน้า ราวกับกำลังกินอาหารคอร์สพิเศษที่ต้องค่อยๆ ละเลียดให้ได้ครบทุกรสชาติยังไงยังงั้น หนังสือเล่มที่ว่าคือโดย Wally Koval ชายชาวอเมริกันที่ทำงานด้านอีเวนต์และการตลาด ผู้รักหนัง Wes Anderson เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากแฟนหนังเวสทั้งหลาย วอลลี่หลงไหลในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โลเคชั่นแสนตื่นตา สีภาพแสบสัน รวมไปถึงความสมมาตรที่เป๊ะไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว ในยามว่างวอลลี่คือนักเดินทางตัวยง เขาจึงชวนอแมนด้า ภรรยาของเขาที่เป็นแฟนคลับเวสเหมือนกันเปิดแอ็กเคานต์อินสตาแกรมเล่นๆ โดยตั้งธงว่าต่อจากนี้จะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป และถ้าสถานที่ไหนมี ‘ความเวส แอนด์เดอร์สัน’ อยู่ทั้งคู่จะแชะภาพมาแชร์ลงไอจี พร้อมพกความเชื่อหนึ่งติดกระเป๋าไปว่า โลเคชั่นแบบหนังเวสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ต้องมองให้เห็นเท่านั้น</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/accidentally-wes-anderson/">คุยกับเจ้าของหนังสือ Accidentally Wes Anderson &#8216;Wally Koval&#8217; ผู้ทำให้โลกนี้กลายเป็นหนังเวส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
