<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>a day with a view &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/a-day-with-a-view/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/a-day-with-a-view/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Aug 2023 10:21:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>การเกิดใหม่บนรันเวย์ของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ด้วยการคืนชีพแบรนด์แฟชั่นไทย FLYNOW</title>
		<link>https://adaymagazine.com/somchai-songwattana-flynow/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศิวะภาค เจียรวนาลี]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Oct 2022 06:32:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างชุ่ย]]></category>
		<category><![CDATA[สมชัย ส่งวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[Flynow]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160732</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกบางใบ สีดำไม่เท่ากับความน่ากลัว ไม่เท่ากับความมืดมิด แต่หมายถึงการเกิดใหม่อันเต็มไปด้วยแสงสว่าง เสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ของ FLYNOW ในงาน Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2022 ส่วนใหญ่เป็นสีดำ พนักงานหลายคนในบริษัท At Bangkok และ ช่างชุ่ย ใส่ชุดสีดำ อาจเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ แต่มันช่างเข้ากันดีกับตัวตนของแบรนด์ อย่างที่ไม่ต้องประดิดประดอยใดๆ หลายปีมานี้ หลายคนจดจำ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ในฐานะผู้ก่อตั้ง ช่างชุ่ย พื้นที่สร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้ประกอบการที่มีความฝัน แต่คนในวงการแฟชั่นจะรู้จักสมชัยในฐานะนักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ฟลายนาว แบรนด์เสื้อผ้าไทยในตำนาน เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน นำผลงานของคนไทยให้โลกชื่นชมมาต่อเนื่องยาวนาน เป็นรุ่นใหญ่ในวงการแฟชั่นไทยอย่างไร้ข้อกังขา ช่วงหลังโควิด วงการแฟชั่นค่อยๆ ฟื้นคืน ในวิธีการที่แต่ละแบรนด์ถนัด สำหรับสมชัย เขาเลือกฟื้นฟูฟลายนาว ด้วยการลงสวมบทบาทนักออกแบบเสื้อผ้าอีกครั้ง เหมือนครั้งที่ร่วมบุกเบิกแบรนด์นี้ในวัยหนุ่ม และโชว์ผลงานในงานคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน ที่สยามพารากอน บ่ายวันหนึ่ง สมชัยนั่งคุยกับเราที่ออฟฟิศ เล่าเบื้องหลังการกลับคืนสังเวียนออกแบบในรอบหลายสิบปี ด้วยความอยากส่งต่อบางสิ่งบางอย่างให้คนในวงการแฟชั่นรุ่นลูก (และ …เอ่อ รุ่นหลาน) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/somchai-songwattana-flynow/">การเกิดใหม่บนรันเวย์ของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ด้วยการคืนชีพแบรนด์แฟชั่นไทย FLYNOW</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในโลกบางใบ สีดำไม่เท่ากับความน่ากลัว ไม่เท่ากับความมืดมิด</p>



<p>แต่หมายถึงการเกิดใหม่อันเต็มไปด้วยแสงสว่าง</p>



<p>เสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ของ FLYNOW ในงาน Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2022 ส่วนใหญ่เป็นสีดำ พนักงานหลายคนในบริษัท At Bangkok และ ช่างชุ่ย ใส่ชุดสีดำ อาจเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ แต่มันช่างเข้ากันดีกับตัวตนของแบรนด์ อย่างที่ไม่ต้องประดิดประดอยใดๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160738" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c5_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลายปีมานี้ หลายคนจดจำ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ในฐานะผู้ก่อตั้ง ช่างชุ่ย พื้นที่สร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้ประกอบการที่มีความฝัน แต่คนในวงการแฟชั่นจะรู้จักสมชัยในฐานะนักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ฟลายนาว แบรนด์เสื้อผ้าไทยในตำนาน เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน นำผลงานของคนไทยให้โลกชื่นชมมาต่อเนื่องยาวนาน เป็นรุ่นใหญ่ในวงการแฟชั่นไทยอย่างไร้ข้อกังขา</p>



<p>ช่วงหลังโควิด วงการแฟชั่นค่อยๆ ฟื้นคืน ในวิธีการที่แต่ละแบรนด์ถนัด สำหรับสมชัย เขาเลือกฟื้นฟูฟลายนาว ด้วยการลงสวมบทบาทนักออกแบบเสื้อผ้าอีกครั้ง เหมือนครั้งที่ร่วมบุกเบิกแบรนด์นี้ในวัยหนุ่ม และโชว์ผลงานในงานคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน ที่สยามพารากอน</p>



<p>บ่ายวันหนึ่ง สมชัยนั่งคุยกับเราที่ออฟฟิศ เล่าเบื้องหลังการกลับคืนสังเวียนออกแบบในรอบหลายสิบปี ด้วยความอยากส่งต่อบางสิ่งบางอย่างให้คนในวงการแฟชั่นรุ่นลูก (และ …เอ่อ รุ่นหลาน)</p>



<p>มันไม่ใช่แค่การกลับมาทำงานอย่างเดียว</p>



<p>แต่สำหรับเขา มันคือการเกิดใหม่</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c24_20220930-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160758" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c24_20220930-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c24_20220930-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c24_20220930-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c24_20220930.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">1</h3>



<p>เราเข้าไปหาสมชัยเพื่อคุยเรื่อง FLYNOW</p>



<p>เขาชิงตัดหน้าเล่าเรื่องหลานของเขาก่อน</p>



<p>เธอฟ้า ส่งวัฒนา เป็นทั้งหลานและเพื่อนสนิทของอากงวัย 63 ปี การที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกว่า คุยกับคนรุ่นหลานเหมือนเพื่อนนั้นไม่แปลก ที่แปลกกว่าคือ การที่หลานยินดีเล่าเรื่องลึกๆ ของชีวิตตัวเองให้ผู้ใหญ่ฟัง ยุคนี้ความเชื่อใจของคนระหว่างวัยเป็นสิ่งที่ไม่ได้ซื้อหากันง่ายๆ</p>



<p>สมชัยให้เวลาหลานเยอะ ส่วนหนึ่งเพราะความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ให้เวลากับลูกเยอะ ในวัยหนุ่มเขาต้องทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะ ปูทางให้คนรุ่นหลังอยู่สบาย สิ่งนี้แลกมากับการกลับบ้านในเวลาที่ลูกหลับ กอดแฟ้มงานมากกว่าโอบไหล่ลูก</p>



<p>“ดีแค่ไหนที่หลานเราอายุห่างกว่าเกือบห้าสิบปี แต่ยังป๊ะกันได้ ผมคิดว่ามันโคตรคุ้มเลย” อากงวัยหกสิบกว่าเล่า</p>



<p>อย่างที่บอก อากงและหลานคู่นี้คุยกันได้ทุกเรื่อง วันหนึ่ง สมชัยถามเธอฟ้าว่าคิดยังไงกับแบรนด์ที่เขาทุ่มเทชีวิตวัยหนุ่มสร้างมันมาอย่างฟลายนาว</p>



<p>“เธอฟ้าบอกว่า มันเก่าไปสำหรับคนรุ่นใหม่ มันเป็นสวยที่ไม่ได้มีความรู้สึก”</p>



<p>“ความอ่อนแอของฟลายนาวคือ มันซ้ำความสำเร็จ ซ้ำการสร้าง แล้วเมื่อมันซ้ำ ถึงจุดนึง มันน่าเบื่อ เคยเห็นผู้หญิงสวยที่มันน่าเบื่อมั้ย หรือมีชีวิตที่ดีหมดทุกอย่าง แต่โคตรเบื่อชีวิตเลย วันนี้ผมคิดว่าโลกมัน disrupt ตัวเองแรงมาก ไม่ว่าผมจะออกไปสู้หรือไม่ออกไปสู้ ความเปลี่ยนแปลงก็มาถึงที่”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c9_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เหตุผลหลักที่สมชัยกลับมาทำฟลายนาวมีหลายข้อ หลักๆ เกิดจากโควิด ฟลายนาวอยู่ในสถานะจำศีล แบรนด์ยังอยู่แต่ต้องรัดเข็มขัด กิจกรรมที่เต็มไปด้วยสีสันหดหายไป ไม่มีสินค้าใหม่ ไม่มีความเคลื่อนไหว</p>



<p>ผิดกับช่างชุ่ย แม้จะได้รับผลกระทบ กิจการก็ยังดำเนินต่อได้ พลิกฟื้นตัวเองจนกลายเป็นสถานที่อันดับหนึ่งสำหรับครอบครัวย่านจรัญสนิทวงศ์ มีอนาคตที่ดี มีคนหนุ่มสาวคอยขับเคลื่อนดูแล</p>



<p>มองกลับมา สมชัยรู้ดีว่าหากไม่กลับมาทำอะไรกับฟลายนาว แบรนด์ที่เขาสร้างคงตายไปในไม่ช้า เมื่อได้รับการเทียบเชิญจากสยามพิวรรธน์ ชวนฟลายนาวไปร่วมโชว์ในงาน Bangkok Internationl Fashion Week 2022 ที่สยามพารากอน นี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะทำอะไรสักอย่าง</p>



<p>“การเป็นผู้บริหาร มันไม่ควรอยู่ออฟฟิศทั้งวัน เพราะการอยู่ออฟฟิศทั้งวัน เรากำลังเป็นผู้บริหารที่ทำหน้าที่เสมียน เราจะประชุมแบบเดิมๆ แต่เวลาออกไปข้างนอก วิสัยทัศน์หรือมุมมองบางอย่างจะทำให้การประชุมมันเปลี่ยนไป”</p>



<p>เขาพูดขึ้นมา เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่การออกไปทำช่างชุ่ยสำหรับเขาก็เหมือนการออกไปข้างนอก ความคิดที่เขามีต่อฟลายนาวค่อยๆ เปลี่ยนไป</p>



<p>“โควิดทำให้เราเห็นอะไรเยอะ เห็นว่ากับงานแฟชั่น ถ้าผมไม่กลับมา วางมือ มีหนี้เท่าไหร่ เหลือทุนเท่าไหร่ เคลียร์ให้หมด แล้วบอกว่ากูเลิก ปัญหาของการเลิกก่อนเวลาอันควร ขณะที่หัวใจยังปรารถนา ผมคิดว่ามันโคตรทุกข์เลยนะ</p>



<p>“ผมมีโอกาสถามเพื่อนตรงๆ ว่ารีไทร์ไปแล้วมีความสุขหรือทุกข์มากกว่ากัน เพราะบางครั้งผมก็ทำงานเยอะ อยากพัก เจอวันหยุดหลายวันก็แอบดีใจ แต่พักไปสองวัน กูเริ่มไม่ไหว คือมันรู้สึกฟุ้งซ่าน ช่วงโควิดฟุ้งกว่านั้นอีก ไปวิ่งก็ไม่ได้ อยู่คอนโดห้องฟิตเนสก็ปิด ว่ายน้ำก็ไม่ได้ จะไปเดินซี้ซั้วก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทำอะไรก็มานั่งออฟฟิศ นั่งแต่เช้าถึงเย็น มีคนไม่มีคนก็มานั่ง อย่างน้อยเวลามานั่งก็เหมือนผมทำงาน ความจริงผมไม่ทำงาน” เขาเล่ายาว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160753" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c19_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160752" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c18_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อนักออกแบบเสื้อผ้าอยู่คนเดียว กิจกรรมมันจะหนีเรื่องไหนไปได้ถ้าไม่ใช่การสเกตช์เสื้อผ้า ในห้องทำงานสีดำของสมชัย มีสมุดสเกตช์ซ่อนอยู่ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่สมชัยลุกขึ้นมาวาดสเกตช์ชุดด้วยตัวเอง ความรู้สึกอยากกลับมาทำฟลายนาวอีกครั้งในฐานะนักออกแบบเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ ในที่สุดเขาตกผลึกและตกลงใจ ทำงานร่วมกับนักออกแบบรุ่นลูก ปิยพร พงษ์ทอง, ลลิตา นริสรานนท์ รวมถึงหลานอย่างเธอฟ้าก็มาร่วมทำงานชิ้นนี้ด้วย</p>



<p>ในข้อมูลประชาสัมพันธ์ คอนเซปต์ของคอลเลกชั่นนี้คือ Reincarnation ว่าด้วยการเกิดใหม่ แต่ถ้าถามสมชัย เขาจะบอกว่าคอนเซปต์ของมันคือไม่มีคอนเซปต์ ทุกอย่างดูมั่ว แต่ผสมผสานกันได้อย่างน่าประหลาด</p>



<p>“การเกิดใหม่ สิ่งที่ยากที่สุดคือ หนึ่ง คุณต้องทำลายตัวเองก่อน ถ้าไม่ทำ ไม่มีประโยชน์ สอง คุณต้องมีเพื่อนคู่คิดที่เป็นคนรุ่นลูกหรือหลาน โชคดีที่มีเด็กทำงานกับเราเกิน 5 ปีอยู่หลายคน เราก็ดูจริตคนไหนที่จะไปกับแบรนด์นี้ได้ ก็ทาบทาม โควิดทำให้ทุกอย่างหยุดหมด เราก็เอาทุนของเราที่มีอยู่มาใช้”</p>



<p>ทุนที่สมชัยหมายถึง คือทุนทางปัญญา ฟลายนาวโชคดีมากที่ยังมีสิ่งนี้ ไม่เคยหายไปไหน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160735" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c2_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">2</h3>



<p>หลายปีที่ผ่านมา สื่อมักสัมภาษณ์สมชัยเกี่ยวกับช่างชุ่ย น้อยมากที่จะพูดถึงเรื่องฟลายนาว</p>



<p>แม้ภาพภายนอก ดูเหมือนเขาไม่ได้แตะฟลายนาวเลย แต่สมชัยก็ยังเข้าออฟฟิศ At Bangkok บ่อยพอๆ กับช่างชุ่ย แม้ไม่อยู่ในสปอตไลต์ แต่เจ้าตัวยังใกล้ชิดสิ่งที่รักอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>“กลับมาทำฟลายนาวรอบนี้ ต่างจากตอนบุกเบิกแบรนด์ยุคแรกมั้ย สนุกเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า”</p>



<p>“ความต่างชัดเจนมากคือ ผมไม่ได้คิดว่าจะทำเสื้อให้ขายได้” เขาระเบิดหัวเราะ</p>



<p>“ตอนหนุ่มมันมีความทะเยอะทะยาน เต็มไปด้วยแพสชั่นของการอยากจะไปเป็นเด็กหนุ่มที่ประสบความสำเร็จในการมีแบรนด์ มีวิชาชีพที่มันทำมั่นคง แล้วก็มันก็หนุ่ม ความหนุ่มมันมีแรงเยอะ ความฉลาดมี ความโง่ก็เยอะ มันก็ดีที่ว่าแรงเยอะ โง่ก็แก้ เดี๋ยวแก้ไปเยอะมันก็จะกลายเป็นความฉลาด มันก็ ในวิถีแบบหนุ่ม</p>



<p>“เราทำเสื้อเพื่อจะบอกว่านี่คือเสื้อฉัน กูจะทำแบบนี้ ส่วนน้องๆ ที่เขามาช่วยทำ ผมก็บอกว่าเป็นฟลายนาวในแบบของน้อง เขาอาจจะรักทีมกว่าเราอีกเพราะเสื้อเขาควรจะขายได้ แต่เสื้อผมขายได้ก็ดีใจ</p>



<p>“การออกแบบครั้งนี้ผมคิดว่า ถ้ามันเหลือ หรือถ้าขายได้ ผมจะเก็บไว้หนึ่งชิ้น ในคอลเล็กชั่นนึง มันต้องมีความเป็น museum piece หมายถึงมันอาจไม่มีค่าในวันนี้ แต่จะมีค่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว และองค์กรนี้ยังดำเนินการอยู่</p>



<p>“ประเทศเราไม่ชอบจดบันทึก ไม่มี archive แต่เมืองนอกคุณจะสิ่งของอายุพันปียังมีให้ดูเลยนะ 400-500 ปี เป็นเรื่องปกติเลย คุณไปอังกฤษหรือฝรั่งเศส สามารถดูเสื้อตั้งแต่ยุคที่เขาเริ่มทำได้หมด เราไม่ได้บอกว่าเสื้อพี่ลิ้มดีเลิศเลอ แต่ว่าเมื่อเราคิดอย่างนี้ได้ ความกดดันไม่มีแล้ว เมื่อความกดดันไม่มี เรามา เราไป จะมา จะไป ก็อิสระ นั่นคือความอิสระที่แท้จริงในดวงจิตของเรา ผมเชื่อว่าคุณจะมีพลังงานบางอย่างที่สะท้อนความกล้าของคุณ</p>



<p>“ถ้าคุณพยายามจะทำเสื้อให้ขายได้ มันจะขายไม่ค่อยได้ เพราะคนเบื่อ เขาจะจำตัวที่มันขายได้ ศิลปินหรือนักร้องบางครั้งชอบก๊อปงานตัวเอง ทั้งที่คนฟังโคตรเบื่อเลย ถ้าคุณทำเสื้อจากหัวใจของคุณจริงๆ และแรงปรารถนาที่อยากเห็นเสื้อตัวนี้มันดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำเขาได้ กำไรแรกที่จะได้คือมีความสุข สอง ถ้ามันขายได้ เราก็มีเรื่องเล่ากับลูกค้า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c23_20220930-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160757" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c23_20220930-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c23_20220930-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c23_20220930-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c23_20220930.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>สมชัยเป็นหนึ่งในคนแฟชั่นที่เชื่อมโยงกับโลกภายนอกมาก มีเพื่อนพ้องอยู่ในหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่าเขามักจะเจอคำถามจากคนนอกวงการที่มองเข้ามาในโลกอันมีแสงสีบนรันเวย์</p>



<p>มันอาจเป็นเรื่องปกติของคนในวงการแฟชั่น ไม่ต้องถาม แต่สำหรับคนนอก เขายินดีเล่าให้ฟังถึงที่มาและเส้นทางของเสื้อผ้าสวยๆ ที่เราเห็นบนรันเวย์</p>



<p>“ผมไม่ได้คิดว่าเสื้อที่อยู่บนรันเวย์ผมต้องขายร้อยตัว โน ผมอาจจะทำแค่ตัวเดียว ถ้าสนใจเยอะๆ จัดงานประมูลมั้ย เพื่อความแฟร์ บางคนก็อาจจะหมั่นไส้ เสื้อบางตัวผมใช้ช่างรวมกันสามคน ยังไม่พูดถึงแพทเทิร์นชั้นเยี่ยม ไม่พูดถึงสเกตช์ที่คิดแล้วคิดอีก เสื้อผมมีค่ากว่า คนอาจเข้าใจว่าแฟชั่นคือการทำซ้ำๆ กัน แต่ต้องบอกว่ามันมีแค่ชิ้นเดียวนะ เสื้อจำเป็นเหรอ คุณอยากใส่คุณก็ใส่สิ หรือผมทำตู้อะคลีลิกให้คุณไปตั้งรับแขกก็ได้ มันก็เป็นอาร์ตพีซชิ้นนึงไม่ใช่เหรอ เหมือนคุณซื้องานปะติมากรรม แต่นี่คุณเอาเสื้อไปโชว์ ก็ไม่เห็นผิดตรงไหน</p>



<p>นักออกแบบฟลายนาวเปรียบเทียบว่า ถ้าเสื้อผ้าเป็นรถยนต์ ผลงานของเขาก็เหมือน concept car รถประเภทนี้ครั้งแรกจะทำเพื่อโชว์แนวคิดของนักออกแบบมากกว่าจะเน้นทำให้ขับได้จริง แต่หลังจากนั้นมันจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นรถที่เราใช้ในชีวิตประจำวันได้</p>



<p>จะพูดว่าเสื้อของเขาคือ concept cloth ก็ไม่ผิดนัก</p>



<p>“ในอดีตมีคนถามผมว่า เสื้อที่โชว์ในช่อง chic channel หรือช่อง f มันมีคนใส่จริงเหรอ ถ้าถามผม ลุงไปอยู่ที่ไหนมา เมืองนอกเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>“เรามีเสื้อที่เป็นคอนเซปต์บนรันเวย์ ถ้าคุณสนใจ ต้องสั่งตัดเท่านั้น คุณมีสิทธิที่จะบอกผมได้ว่าตรงนี้ขอมากขึ้นอีกหน่อย ลดไอ้นี่อีกหน่อยได้มั้ย ผมทำให้คุณได้ เสื้อผ้าตัวแม่มาจากการทำให้เป็น art piece ถ้าเป็นเสื้อผ้าตัวลูก เราก็คลี่คลายให้มันใช้ได้จริงๆ ในชีวิตประจำวัน ผมไม่มีแนวคิดนี้สมัยตอนหนุ่มเลย มันเป็นสมการซื่อๆ” สมชัยเล่า</p>



<p>“โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คุณค่าของแฟชั่นเปลี่ยนไปมั้ย” เราถาม</p>



<p>สมชัยไม่ได้ตอบตรงไปตรงมานัก เขาเล่าภาพรวมว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือรูปแบบ โลกของแฟชั่นตอนนี้มีรูปแบบที่หลากหลายมาก</p>



<p>“ถ้าเราพูดตามศัพท์ที่เข้าใจง่าย คือ physical และ digital ในอดีตเราเขียนจดหมาย ยกหูโทรศัพท์แบบหมุน ใช้โทรเลข จะเห็นว่ามันเป็น physical ทั้งหมด แล้วมัน disrupt ตัวเองตลอดเวลา</p>



<p>“เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนถ่าย ถ้าพ้นจากตรงนี้ไป คนรุ่นต่อจากเรา เด็กที่โตมากับคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เรื่องเสมือนจริงทั้งหมด เขาจะไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้แปลกตรงไหน แต่เรายังเห็นว่าแปลกอยู่ ยอมรับว่าบางเรื่องผมไม่ไปนะ เช่น NFT ผมเล่นงานศิลปะ คนก็บอกว่าเสื้อพี่ลิ้มทำ NFT Art ได้นะ หลานก็สอนว่าอากงทำช็อปตัวเองใน metaverse ได้นะ ผมบอกว่าจริงลูก อากงเห็นด้วยหมดเลยนะ แต่ขอให้เธอฟ้าเป็นคนทำนะ” เขาเล่าพลางยิ้ม</p>



<p>นักกีฬาที่ร้างการลงสนามไปนาน มักไม่มั่นใจ เราถามว่ากลับมาทำงานเองรอบนี้ เขากลัวอะไรมากที่สุด</p>



<p>“แทบไม่มีเลยนะ เพราะผมพูดถึงความจริง ความจริงที่บอกว่าโชว์นี้กำลังจะจ่ายเงินเท่าไหร่ เราจะทำได้แค่ไหน ต้องเตรียมพร้อมแค่ไหน จะเกิดข้อบกพร่องอะไรบ้าง แต่ความจริงที่ชัวร์ที่สุดคือ คุณทำมันด้วยหัวใจของคุณจริงๆ หรือเปล่า ถ้าใช่ ไม่ต้องกลัวอะไร ไม่ว่าคนจะชอบ ไม่ชอบ ต้องขอบคุณคนนั้น ถ้าเขาไม่พูด อันนั้นน่ากลัว คือแก่แล้ว</p>



<p>“เราทำโชว์เพื่อให้คนพูด ไม่ได้ทำเพื่อให้คนเงียบ เสียงพูดตรงนั้นสำหรับพี่ลิ้มมันน่าสนใจ มีบางชุดเด็กก็มาเตือนๆ ว่ามันจะเกิดดราม่ามั้ย ผมบอกว่าเจตนาเราเป็นยังไงล่ะ ถ้าเจตนาเราไม่ดี เกิดดราม่าขึ้นมาเราต้องพูดโกหกมั้ย เพราะเราคิดไม่ดีตั้งแต่ต้น แต่ถ้าเจตนาเราดีแล้วมันเกิดดราม่าขึ้นมา กลัวอะไรล่ะ</p>



<p>“ช่างชุ่ยเปิดวันแรก คนด่าผมย่อยยับ ความจริงช่างชุ่ยดังเพราะถูกด่านะ พี่แหม่ม (วีรพร นิติประภา นักเขียน) ยังบอกเลยว่า คุณลิ้มก็ควรจะให้เขาด่าได้ บางช่วงเราติดอันดับการพูดถึงใน facebook ต้นๆ มีน้องคนหนึ่งถามผมว่า คุณใช้หัวใจดวงไหนในการอดทนคำด่า ผมก็บอกว่า ผมใช้หัวใจปกติ คือเรารับฟังอย่างมีสติ เราก็แยกได้นี่ใครด่าจริงใครด่าปลอม คนด่าปลอมกลัวอะไรล่ะ แต่คนด่าจริงต้องไปเชิญเขานะ ให้มาช่วยชี้แนะ”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160747" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c13_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">3</h3>



<p>ห้องทำงานของสมชัยเป็นสีดำ เดินถัดไปไม่ไกลกันเป็นห้องตัดเย็บ พื้นและเพดานสีขาว เพื่อให้เห็นเสื้อผ้าที่กำลังทำงานอย่างชัดเจน</p>



<p>กวาดสายตาในห้อง เราเห็นเสื้อผ้าที่ยังทำไม่เสร็จ ภาพสเกตช์เสื้อผ้าในหลากหลายมุม แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือจำนวนทีมงานตัดเย็บที่นั่งกันเต็มห้อง แม้ไม่เยอะจนแออัด แต่ก็เต็มเปี่ยม ดูออกว่าทุกคนกำลังง่วนกับงานตรงหน้าอย่างจริงจัง</p>



<p>ทีมงานทุกคน (เท่าที่เราเห็น) เป็นผู้หญิง อายุราววัยกลางคน ภาพนี้ดูจะแตกต่างเมื่อครั้งเราสัมภาษณ์สมชัยที่ช่างชุ่ย พื้นที่สร้างสรรค์เหล่านั้นเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว แนน-พัชราภรณ์ วัฒกวณิชย์ ผู้ช่วยของสมชัยเล่าให้ฟังว่า เมื่อช่างชุ่ยเริ่มอยู่ตัว สมชัยเริ่มนำทีมงานหนุ่มสาวจากช่างชุ่ย นำโดย เลียว-โอมา ส่งวัฒนา เต้-ภูษิต ช่วยชูฤทธิ์ และอีฟ-กีรดา ส่งวัฒนา เทเล่อร์มาร่วมทำงานกับฟลายนาวมากขึ้น</p>



<p>ทั้งช่างชุ่ย ฟลายนาว และหลาน ดูเหมือนสมชัยจะใช้ชีวิตเชื่อมโยงกับคนต่างวัยอยู่เสมอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c12_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160739" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c6_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“วันแถลงข่าว bangkok fashion week ที่พารากอน ตอนถ่ายรูป คนแถวหลัง ดันให้ผมไปอยู่ข้างหน้า ส่วนมากคือรุ่นน้องผมหมด อย่างเก่งอายุก็ 40 ปลายๆ มันบอกคุณลิ้มยืนหน้าเลยดีกว่า อาวุโสแล้ว ปรากฏว่าแถวหน้าดันกลายเป็นเด็กทั้งหมด กลุ่ม Young designer ผมก็ยืนนิ่งๆ ผู้ติดตามที่มาถ่ายรูปก็บอกกลมกลืน แสดงว่าคุณลิ้มไม่ได้เป็นสิ่งแปลกปลอม” เขายิ้ม</p>



<p>สมชัยอายุเลยแซยิดมาไม่นาน (63 ปี) เราถามว่าการออกแบบเสื้อผ้าในวัยนี้ กลัวตามเด็กไม่ทันมั้ย</p>



<p>“ถ้าผมหนุ่มกว่านี้ เราจะคิดอีกแบบว่า อย่ามายุ่ง เดี๋ยวแย่งซีนกู แต่วันนี้เราคิดว่าถ้าได้ลูกน้องเก่ง เราต้องดีใจมากกว่าเสียใจนะ เพราะความยั่งยืนมันจะเกิด</p>



<p>“ผมบอกทีมว่าให้ทำเสื้อเด็กก่อน (หมายถึงเสื้อของปิยพร, ลลิตา และเธอฟ้าที่ร่วมงานในคอลเลกชั่นนี้) เสื้อคุณลิ้มไว้ปิดท้าย แต่งานของน้องๆ ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากผมก่อน มานั่ง discuss กันว่าสัดส่วนสมดุลเป็นอย่างไร แล้วก็ให้เด็กไปทำก่อน ถ้าไปอิจฉาเด็ก อนาคตเราไม่มีแล้ว แต่ถ้าเรายินดีกับความสำเร็จของเขา แล้วถ้าเด็กทำเสื้อได้สวยกว่าเรา เราก็ดีใจมากที่สุดแล้วนะ เพราะคุณมีอนาคตแล้ว</p>



<p>“อาจจะด้วยความที่อายุมากขนาดนี้แล้ว ผ่านการอยากเป็น อยากไป อยากดัง อยากอะไรมาเยอะแยะ สุรชัย (พุฒิกุลางกูร นักทำภาพประกอบโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก) ถามว่า คุณลิ้ม กลับมาครั้งนี้คุณจะพิสูจน์อะไรอีก คุณไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ผมไม่กล้าบอกเขาตรงๆ ว่าถ้าไม่พิสูจน์ครั้งนี้ กูเจ๊ง ก็ต้องปิดบริษัท แต่ถึงวันนี้เขาคงเข้าใจผม</p>



<p>“มันมีเรื่องที่ต้องบอกกับชีวิตว่า คุณต้องพิสูจน์ตัวเองไปถึงเมื่อไหร่ วันนี้ถ้าเราต้องปล่อยวางกับบริษัท at bangkok ที่ทำฟลายนาวแบบสง่างาม คุณต้องมีคนที่ยั่งยืนพอ แล้วสิ่งที่ผมทำวันนี้ มันก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะต้องมีคู่มือเป็นลักษณะแนวทางของวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้คนรุ่นหลังปฏิบัติต่อ เช่น เด็กเข้ามาเขาต้องฝึกเรื่องอะไรบ้าง ก่อนจะเป็นดีไซเนอร์ ไม่ใช่มาถึงปุ๊บออกแบบเลย ไม่ใช่ เขาต้องมีสเต็ป หนึ่งปีทำอะไร สองปีทำอะไร สามปีทำอะไร ระบบแบบแผนต้องมี แล้วก็เขียนสังคายนาได้ทุกสามปี เมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้และเดินทางมาถึงจุดนี้ ผมจะใช้เวลาในชีวิตก่อนรีไทร์เพื่อสร้างระบบขึ้นมา มันไม่ได้มีความยั่งยืนเป็นอมตะหรอก แต่เราก็คิดว่า ระบบการคัดสรรการเลือก มันเป็นเรื่องสำคัญ” ผู้สร้างแบรนด์ฟลายนาวเล่า</p>



<p>เรื่องหนึ่งที่สมชัยเก่ง แต่อาจไม่เคยมีใครบอกเขา คือเป็นนักออกแบบรุ่นใหญ่ที่ยินดีฟังคนรุ่นใหม่อย่างเต็มใจ ความสามารถข้อนี้ไม่ง่ายเมื่อคุณถูกยกให้เป็น ‘รุ่นใหญ่’ เหมือนที่สมชัยเป็น</p>



<p>การยอมรับความจริงว่ามีคนที่หนุ่มกว่า เก่งกว่า ยินดีกับความสำเร็จของเขา นี่คือสิ่งที่สมชัยทำได้สำเร็จแล้วในวันนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160749" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c15_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ถ้าเราอยากสบาย อยากให้มันยั่งยืน เราต้องส่งเสริมคนดีที่พร้อม ให้เขาได้ทำงานที่สมบูรณ์แบบ และถ้าเอาประสบการณ์ของเราไปเชื่อมโยง เพื่อให้เขาเก่งกว่าเรา สำหรับผม ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้วสำหรับการสร้างคน</p>



<p>“มันเป็นเรื่องทำใจยาก เพราะเราไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ที่แท้จริงของความยั่งยืน มันมีวัฒนธรรมหรือ Norm ของครอบครัวและสังคมที่มักจะบอกว่า เราต้องควบคุมเพื่อการปกครอง เราเข้าใจว่าประเทศหรือองค์กรจะเจริญได้เร็ว ต้องให้คนเก่งขึ้นมาใหญ่ เก่งไม่พอ คุณต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม แล้วองค์กรนี้จะใหญ่โตขนาดไหน ใหญ่เพื่ออะไร</p>



<p>“ผมไม่เห็นว่าคนรวยจะมีความสุขที่แท้จริง และก็ไม่ได้บอกว่าคนจนจะมีความสุข มันก็เท่ากันหมด แต่ถ้ารวยมากๆ ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าจะมีความสุข เพราะมันมีการแข่งขันเยอะแยะไปหมด ผมคงจะเป็นนักธุรกิจที่ถือว่าดี แต่จะดีขนาดไหนยังไงก็ไม่ได้ไปแข่งขันกับใคร สุรชัยพูดว่าพอก็พอ แต่เราก็อยากพิสูจน์ เพราะตานี้เราก็อยากเล่นมัน ถ้าตานี้ไม่ถนัดก็จะยอมรับว่าไม่ต้องพิสูจน์</p>



<p>“เราเหมือนมาเที่ยว เดี๋ยวเราก็กลับ ในการมาและไป คุณต้องการอะไรมากที่สุดล่ะ อิสรภาพใช่มั้ย สำหรับผม ใช่ อิสรภาพจะเกิดก็ต่อเมื่อคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c25_20220930-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160759" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c25_20220930-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c25_20220930-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c25_20220930-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c25_20220930.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">4</h3>



<p>Bangkok fashion week ที่สยามพารากอน ไม่ได้เป็นแค่งานใหญ่ของฟลายนาว แต่เป็นกิจกรรมฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนแทบทั้งอุตสาหกรรม</p>



<p>ลาน Parc Paragon ถูกเนรมิตให้เป็นรันเวย์ที่มิดชิด เข้มขรึม พื้นที่ใกล้เคียงเป็นบูทสปอนเซอร์ และจุดแสดงสินค้าแฟชั่นจากแบรนด์รุ่นใหม่ที่น่าจับตา</p>



<p>คืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน จะเป็นคิวโชว์ของฟลายนาว การถูกจัดให้เป็นโชว์คืนสุดท้ายสะท้อนความเป็นรุ่นใหญ่ของแบรนด์ไม่น้อย ผู้คนที่มาร่วมงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันมีความหมายมากกว่างานปกติ เพราะเป็นกิจกรรมแฟชั่นครั้งใหญ่ที่ได้กลับมาจัดอีกครั้ง หลังจากเงียบงันไปนานเพราะโควิด</p>



<p>เมื่อถึงเวลา เราทั้งหมดเข้าไปในรันเวย์ ที่นั่งเต็ม สื่อมวลชนตั้งแถวเบียดกันรอถ่ายรูป ลานว่างเปล่าถูกกั้นเป็นโถงมิดชิด</p>



<p>เมื่อถึงเวลา ไฟก็มืดลง สีดำที่ปกคลุมทั่วห้อง กระตุ้นให้เราตื่นเต้นที่จะได้เห็นผลงานแห่งการเกิดใหม่ของสมชัย นางแบบในชุดของฟลายนาวทยอยปรากฏตัว ภาพสเกตช์ที่เราเห็นในห้องทำงานสีดำ ก่อกำเนิดเป็นเสื้อผ้าสู่สายตาผู้ชม</p>



<p>เมื่อเห็นนางแบบเดินเข้ามาและออกไปจากรันเวย์ สวนกันไปมาอย่างเป็นระเบียบ คนหนึ่งเดินเข้า อีกคนเดินออก เราคิดถึงเรื่องสุดท้ายที่คุยกับสมชัยก่อนร่ำลา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160736" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/a-day-with-a-view_Flynow_Content_c3_20220930.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เขาเล่าเปรียบเทียบการทำงานของตัวเองในวัยนี้ว่า เหมือนคลื่นที่ซัดชายหาดแห่งเดิมมาเป็นเวลานานและต่อเนื่อง</p>



<p>“เราเป็นได้สองอย่าง คือเป็นคลื่นที่ซัดมาแล้วหายไปเลย หรือเราจะเป็นคลื่นใต้น้ำ ตอนนี้ผมเป็นคลื่นใต้น้ำ ในที่สุดวันหนึ่งมันต้องหายไป ไหลรวมกับคลื่นลูกอื่น กลายเป็นคลื่นลูกเดียวกัน”</p>



<p>เมื่อการโชว์สิ้นสุด คลื่นใต้น้ำที่ชื่อสมชัยเดินออกมาในชุดสีดำ โชว์ตัว ถ่ายรูป ขอบคุณผู้ชมทุกคน</p>



<p>ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะออกแบบเสื้อผ้าไปถึงเมื่อไหร่ แต่วันนี้สมชัยสนุกสนานดี ยังรักในการวาดรูป ชื่นชมความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ และหลงใหลสีดำ</p>



<p>ในโลกบางใบ สีดำไม่เท่ากับความน่ากลัว ไม่เท่ากับความมืดมิด</p>



<p>แต่หมายถึงการเกิดใหม่ อันเต็มไปด้วยแสงสว่าง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/somchai-songwattana-flynow/">การเกิดใหม่บนรันเวย์ของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ด้วยการคืนชีพแบรนด์แฟชั่นไทย FLYNOW</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่มีอาหารอยู่เต็มหัวใจของ ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/taweetong-krua/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศิวะภาค เจียรวนาลี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2022 10:55:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ครัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=157392</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้ามีการประกวดชื่อหนังสือไทยยอดเยี่ยมประจำปี&#160; หนังสือ อาหารปรุงคน ของศาสตราจารย์ ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ น่าจะเข้าถึงรอบลึกๆ ได้ไม่ยาก คนรอบตัวเรียกเขาว่าอาจารย์ ด้วยบทบาทการเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่งานที่เขารักมากที่สุด คือการทำนิตยสาร ครัว ร่วมกับภรรยา นิดดา หงษ์วิวัฒน์ บรรณาธิการบริหาร รวมถึงเว็บไซต์ krua.co ที่นำเนื้อหาของครัวที่โดดเด่นมาทำเป็นรูปแบบออนไลน์ ดูแลโดยลูกสาวฝาแฝด แวววรรณ และ วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์&#160; หนังสือเล่มล่าสุดของทวีทองก็รวบรวมมาจากบทความในเว็บไซต์ ถือเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องในยุคสมัยได้อย่างสวยงาม ใครเป็นแฟนตัวหนังสือในอดีตคงตกใจกับงานเขียนของเขาตอนนี้ ในวัยหนุ่มทวีทองคือนักเขียนสำนวนวิพากษ์วิจารณ์อันเผ็ดร้อน ทวีทองในวันนี้เป็นคนสูงวัยที่สนุกกับชีวิตวัยเกษียณ เขียนเรื่องอาหารโดยเน้นเรื่องราวในครอบครัว แบ่งปันประสบการณ์จากชีวิตตัวเองมาเล่าด้วยท่าทีสุขุม ไม่ตัดสิน และเล่าสู่กันฟังด้วยมิตรภาพ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยของทวีทอง คือการเขียนถึงอาหารที่ลึกซึ้ง เขาคือผู้บุกเบิกการทำเนื้อหาด้านอาหารที่ลงลึก นำมิติทางวัฒนธรรมและสังคมมาเชื่อมโยงกับเรื่องอาหาร ในยุคที่นิตยสารอาหารยังมีหน้าที่บันทึกวิธีทำ ไม่มีนักรีวิวอาหารออกตามล่าร้านที่เป็น hidden places มาถ่ายลง Instagram  ครัว เป็นสื่อเจ้าแรกที่นำองค์ความรู้ในครัวเรือนท้องถิ่นมานำเสนอสู่สาธารณะ ทำให้นักเดินทางรู้ว่าการเดินทางไปกินร้านในท้องถิ่นน่าสนุกแค่ไหน ในงานเขียนของทวีทอง เขามักเล่าว่า การรู้ที่มาของอาหาร ทำให้ความอร่อยเพิ่มขึ้นทวีคูณ&#160; อีกด้านหนึ่ง เราคิดเหมือนกันว่า ถ้าได้รู้จักที่มาของนักเขียนสายอาหารคนนี้มากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/taweetong-krua/">ชีวิตที่มีอาหารอยู่เต็มหัวใจของ ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้ามีการประกวดชื่อหนังสือไทยยอดเยี่ยมประจำปี&nbsp;</p>



<p>หนังสือ <em>อาหารปรุงคน</em> ของศาสตราจารย์ ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ น่าจะเข้าถึงรอบลึกๆ ได้ไม่ยาก</p>



<p>คนรอบตัวเรียกเขาว่าอาจารย์ ด้วยบทบาทการเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่งานที่เขารักมากที่สุด คือการทำนิตยสาร <em>ครัว</em> ร่วมกับภรรยา นิดดา หงษ์วิวัฒน์ บรรณาธิการบริหาร รวมถึงเว็บไซต์ <a href="http://krua.co">krua.co</a> ที่นำเนื้อหาของครัวที่โดดเด่นมาทำเป็นรูปแบบออนไลน์ ดูแลโดยลูกสาวฝาแฝด แวววรรณ และ วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์&nbsp;</p>



<p>หนังสือเล่มล่าสุดของทวีทองก็รวบรวมมาจากบทความในเว็บไซต์ ถือเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องในยุคสมัยได้อย่างสวยงาม</p>



<p>ใครเป็นแฟนตัวหนังสือในอดีตคงตกใจกับงานเขียนของเขาตอนนี้ ในวัยหนุ่มทวีทองคือนักเขียนสำนวนวิพากษ์วิจารณ์อันเผ็ดร้อน ทวีทองในวันนี้เป็นคนสูงวัยที่สนุกกับชีวิตวัยเกษียณ เขียนเรื่องอาหารโดยเน้นเรื่องราวในครอบครัว แบ่งปันประสบการณ์จากชีวิตตัวเองมาเล่าด้วยท่าทีสุขุม ไม่ตัดสิน และเล่าสู่กันฟังด้วยมิตรภาพ</p>



<p>สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยของทวีทอง คือการเขียนถึงอาหารที่ลึกซึ้ง เขาคือผู้บุกเบิกการทำเนื้อหาด้านอาหารที่ลงลึก นำมิติทางวัฒนธรรมและสังคมมาเชื่อมโยงกับเรื่องอาหาร ในยุคที่นิตยสารอาหารยังมีหน้าที่บันทึกวิธีทำ ไม่มีนักรีวิวอาหารออกตามล่าร้านที่เป็น hidden places มาถ่ายลง Instagram </p>



<p><em>ครัว </em>เป็นสื่อเจ้าแรกที่นำองค์ความรู้ในครัวเรือนท้องถิ่นมานำเสนอสู่สาธารณะ ทำให้นักเดินทางรู้ว่าการเดินทางไปกินร้านในท้องถิ่นน่าสนุกแค่ไหน</p>



<p>ในงานเขียนของทวีทอง เขามักเล่าว่า การรู้ที่มาของอาหาร ทำให้ความอร่อยเพิ่มขึ้นทวีคูณ&nbsp;</p>



<p>อีกด้านหนึ่ง เราคิดเหมือนกันว่า ถ้าได้รู้จักที่มาของนักเขียนสายอาหารคนนี้มากขึ้น จะทำให้งานเขียนของเขาอ่านอร่อยขึ้นเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">การทำอาหารทุกอย่างเริ่มต้นที่บ้าน</h3>



<p>ถ้าจะเล่าชีวิตของทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ เป็นไปไม่ได้เลยถ้าจะไม่เขียนถึงอาหาร</p>



<p>ช่วงโควิด เช่นเดียวกับบ้านอื่น ครอบครัวหงษ์วิวัฒน์เจอสถานการณ์เดียวกันกับหลายครอบครัว บางคนติดโควิด (ทวีทองก็เช่นเดียวกัน) ต้องเผชิญหน้าการกักตัว&nbsp;</p>



<p>ในสถานการณ์อันเลวร้าย เรื่องเดียวที่ดูจะเข้าทางครอบครัวนี้ คือการได้อยู่บ้าน ทำอาหารกินในครอบครัว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-157407" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c1_20220622.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทวีทองเขียนในหนังสือเล่มล่าสุดว่า เขาทำอาหารในบ้านหลายเมนู ด้วยความที่บ้านมีเด็ก เขาต้องคิดหาเมนูที่นักชิมตัวน้อยจะไม่เบื่อ หนึ่งในนั้นคือ ฮิยะ โซเมน หรือบะหมี่เย็นแบบญี่ปุ่น สูตรเฉพาะของบ้านหงษ์วิวัฒน์</p>



<p>“ช่วงโควิด สิ่งที่เราอยากจะเห็นก็คือการพึ่งพาตัวเอง ทำอาหารกินเอง จริงๆ ช่วงนั้นผมก็เขียนบทความอยู่ชิ้นหนึ่ง เกี่ยวข้องกับเรื่องการทำอาหารกินเองที่บ้าน ช่วงแรกๆ ดูเหมือนคนจะหันมาทำอาหารกินเอง ดูจากหลายๆ อย่าง การซื้อขายวัตถุดิบคึกคักมากขึ้น รวมทั้งสื่อทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารได้รับความสนใจ ยอดวิวก็สูงขึ้น ตอนแรกเรารู้สึกว่าก็ดีนะเพราะปัญหาของคนในปัจจุบันนี้คือไปฝากท้องไว้กับนอกบ้านเยอะเกินไป ที่จริงตัวที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีคือการทำอาหารกินเอง&#8221;&nbsp;</p>



<p>ในงานเขียนแทบทุกชิ้นของทวีทอง เขามักพูดถึงอาหารในแง่มุมที่เชื่อมโยงกับสุขภาพเสมอ เขาเชื่อว่ากายและใจเชื่อมกันด้วยเครื่องมือหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคืออาหาร</p>



<p>“อาจารย์คิดว่าพอคนไทยสั่งอาหารจากนอกบ้านมากินที่บ้านบ่อยขึ้นมันมีผลทำให้บ้านหรือครอบครัวเปลี่ยนไปไหม” เราถาม</p>



<p>“ด้วยตัวของมันเอง ผมคิดว่าไม่เปลี่ยน อย่างบ้านผมไม่ได้อิงกับอาหารที่ซื้อเข้ามากินเองทั้งหมด เราก็มีส่วนที่เราทำเองที่บ้านด้วย อาหารที่สั่งเข้ามาเป็นส่วนประกอบหรือตัวเสริมที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารมีความหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด คนที่เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานเขาเคยชินกับไลฟ์สไตล์การออกไปกินข้าวข้างนอกมากขึ้น เมื่อภาวะที่ออกไปนอกบ้านทำให้เขาเสี่ยง อาหาร delivery ก็เป็นส่วนช่วยที่ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ในระดับหนึ่ง</p>



<p>“ผมคิดว่าอาหารที่เขาขายส่งตามหมู่บ้าน เป็นการตอบสนองความจำเป็น แต่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของครอบครัวขนาดไหน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวนั้นมากกว่า ถ้ามีกิจกรรมเรื่องการกินอาหารด้วยกัน ทำอาหารด้วยกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว การสั่งอาหารเข้ามากินที่บ้านมันก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง”&nbsp;</p>



<p>การทำอาหารเองที่บ้าน หลายครอบครัวเกิดจากความจำเป็น เป็นสัญชาตญาณในการช่วยเหลือตัวเอง เมื่อถึงจุดนั้นเราก็จะคิดถึงความทรงจำที่เคยเห็นการทำอาหาร เขาทำอะไร ใส่อะไรก่อนและหลัง เราขุดความทรงจำนั้นขึ้นมาทำ</p>



<p>เช่นเดียวกัน บรรณาธิการและนักเขียนอาหารเริ่มเข้าครัวจากความจำเป็นสมัยเรียนต่อที่ต่างประเทศ หลังจากนั้นลูกสาวและหลานชายก็เจอประสบการณ์นี้เช่นเดียวกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-157408" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c6_20220622.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&#8220;ผมยังเชื่อว่าเรื่องอาหารการกินกับความเป็นคน มันคงเป็นพื้นฐานอะไรบางอย่าง พื้นฐานตรงนี้มันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในครอบครัว”</p>



<p>“เงื่อนไขครอบครัวสำคัญที่สุดตั้งแต่แรก ถามว่าเด็กๆ ได้มีโอกาสกินอาหารที่พ่อแม่ทำ ทำที่บ้านหรือปู่ย่าตายาทำให้ ถ้าเขามีประสบการณ์เหล่านั้นก็มีส่วนหนึ่งของชีวิต ที่มันอยู่ในตัวเขา พอเขาโตขึ้นก็อยู่ในเงื่อนไขการใช้ชีวิตของเขาจริงว่ามีเงื่อนไขที่ทำให้เป็นพื้นฐานได้มีโอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดหรือเปล่า ผมว่าชีวิตคนแตกต่างกันตรงนี้แล้วแต่ประสบการณ์”&nbsp;</p>



<p>ทวีทองในวัยเด็กไม่ได้เข้าครัวทำอาหารบ่อยนัก เขาใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป ไม่ค่อยได้ทำเองแต่ได้กินอาหารที่บ้าน ในยุคสมัยที่การกินข้าวนอกบ้านเป็นเรื่องใหญ่</p>



<p>เมื่อเริ่มทำอาหารในต่างประเทศ ตัวช่วยของทวีทองคือตำราอาหาร เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือขนาดใหญ่ ตำรานั้นชื่อว่า <em>COOKING FOR EVERY OCCASION</em> ซึ่งมีสูตรอาหารฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ และมีอาหารจีนเป็นน้ำจิ้ม</p>



<p>การอ่านหนังสือตำราอาหารนี่เอง ที่กลายเป็นพื้นฐานในการทำงานอาหารจนถึงทุกวันนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">จากวิกฤตวัยกลางคนสู่โลกใหม่ในนิตยสาร</h3>



<p>อาชีพของทวีทองอยู่ในโลกวิชาการมากกว่าหน้าเตา เมื่อกลับจากเรียนต่างประเทศ เขากลับมายึดหน้าที่เป็นอาจารย์ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>



<p>อย่างไรก็ดี อาชีพอาจารย์นี่เองที่ทำให้เขาได้เข้าสู่โลกของอาหารและวัฒนธรรม &nbsp;</p>



<p>นอกจากสอนหนังสือ ทวีทองต้องทำงานวิจัย บังเอิญว่าเขาต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพซึ่งในทางวิชาการเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่ด้านกายภาพ แต่ยังมีเรื่องวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-157409" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c8_20220622.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ในชีวิตของผมที่เป็นอาจารย์มหา&#8217;ลัย โดยเงื่อนไขที่ถูกขีดเส้นมา คุณต้องดูเรื่องสุขภาพ ความเจ็บป่วยว่ามีประเด็นเกี่ยวข้องทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างไร แล้วเอาสิ่งเหล่านี้กลับมาสอนนักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาขาด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์” งานวิจัยหลักๆ คือการหาคำตอบว่าการดำเนินการนโยบายของกระทรางสาธารณสุข ต้องคำนึงเงื่อนไขชีวิตผู้คนอย่างไร</p>



<p>ทำไมคนจนจึงมีอายุไขเฉลี่ยแตกต่างจากคนรวย มันเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง นี่คือตัวอย่างการหาคำตอบของทวีทอง เขาทำงานเป็นอาจารย์ 20 กว่าปี ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ตอนอายุ 50 ปีต้นๆ มีบทบาททางวิชาการในงานระหว่างประเทศ ทำงานกับองค์การอนามัยโลก&nbsp;</p>



<p>แต่ถึงจุดนี้ ความเบื่อหน่ายในอาชีพก็เริ่มมาเยือน</p>



<p>“ประมาณ 5-6 ปีสุดท้าย ผมไปเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ตำแหน่งรองอธิการบดี ซึ่งอันที่จริงอธิการบดีจะเป็นแพทย์ นี่เป็นครั้งแรกที่เอาคนไม่ใช่แพทย์ไปทำตำแหน่งนี้ อาจจะเป็นเพราะผมมีผลงานที่เป็นปัญหาทางการเเพทย์และสาธารณะสุข มีมิติของสังคมศาสตร์ ก็ไม่เลวที่จะมีคนแปลกๆ เข้ามาร่วมด้วย”</p>



<p>ด้วยการทำงานสายวัฒนธรรม สังคมศาสตร์ ที่คุ้นเคยกับการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เพื่อค้นหาคำตอบ ทำให้ทวีทองเกิดอุปสรรคบ้างในการทำงานสายบริหาร</p>



<p>ช่วงพฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ.2535 ตอนที่เขาทำงานตำแหน่งนี้ได้ 4 ปี ทวีทองรู้สึกว่าพอแล้ว เกิดวิกฤตชีวิตวัยกลางคนอายุย่าง 49-50 ปี&nbsp;</p>



<p>ในขณะเดียวกัน ภรรยาของทวีทองซึ่งทำงานสำนักพิมพ์แสงแดดมานาน เริ่มตั้งหลักได้ และกำลังจะสร้างงานในรูปแบบใหม่&nbsp;</p>



<p>เมื่อเกิดวิกฤตในชีวิตการทำงาน ทวีทองเลือกที่จะมาทำงานสายที่เขาไม่คุ้นเคย แต่ได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">มองอาหารด้วยสายตานักสังคมศาสตร์</h3>



<p>นิตยสาร <em>ครัว </em>เริ่มจากการเป็นสิ่งพิมพ์แจกฟรี ทำมาประมาณ 6 เดือน เมื่อเห็นลู่ทางจึงเริ่มทำเป็นนิตยสารเต็มรูปแบบ</p>



<p>ในยุคนั้น สื่อด้านอาหารจะมีเนื้อหาลงเฉพาะสูตรอาหารอย่างเดียว ยึดตามหลักคหกรรมศาสตร์ จุดประสงค์คือให้คนอ่านทำตามได้ มีโฆษณาจากสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารเป็นรายได้หล่อเลี้ยงธุรกิจ&nbsp;</p>



<p>“เนื่องจากผมเป็นนักสังคมศาสตร์ เอาความรู้ด้านสังคมวัฒนธรรมมาทำความเข้าใจเรื่องความเจ็บป่วยของมนุษย์ พอเห็นเขามาทำเกี่ยวกับเรื่องอาหาร เรารู้สึกว่ามันมีพื้นที่ของสังคมวัฒนธรรมให้เล่าเยอะมาก ทำไมมิตินี้ถึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ พอเรามีทัศนคติแบบนี้ เลยทำให้กลายเป็นเรื่องท้าทาย ลองมองอาหารในเชิงวัฒนธรรมเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ทำให้เรื่องของอาหารน่าติดตามมากขึ้น” ทวีทองเล่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c20_20220622-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-157410" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c20_20220622-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c20_20220622-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c20_20220622-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c20_20220622.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c19_20220622-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-157414" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c19_20220622-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c19_20220622-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c19_20220622-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c19_20220622.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>เราถามถึงวิธีการเล่าเรื่องวัฒนธรรมผ่านอาหารอย่างไรให้สนุก อดีตอาจารย์ที่ผันตัวมาทำหนังสือบอกว่า ทุกอย่างต้องเข้าไปเรียนรู้กับชาวบ้าน</p>



<p>&#8220;เราแทบจะเป็นนิตยสารฉบับแรกๆ ที่เน้นเรื่องการแนะนำร้านอาหารอร่อยในท้องถิ่น สมัยนั้นบนแผงหนังสือจะมีนิตยสารผู้หญิงและดารา การทำนิตยสารที่ต้องลงพื้นที่ด้วยไม่ได้อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนทำนิตยสารช่วงนั้นเท่าไหร่ ผมวางแนวคิดเกี่ยวกับนิตยสาร <em>ครัว</em> ว่าต้องมีอาหารที่แสดงออกซึ่งวัฒนธรรม ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องไปดูในระดับชุมชน สัมผัสวัฒนธรรมในอาหารอย่างเป็นรูปธรรมตามคำบอกเล่าของผู้คน&#8221;</p>



<p>“สมมติว่าอาจารย์จะให้นักเขียนมาเขียนอาหารสักเมนูหนึ่ง หรือแนะนำอาหารท้องถิ่นสักร้าน อาจารย์ให้นักเขียนทำอะไรบ้าง ลงพื้นที่ทำอะไรบ้าง”</p>



<p>“คุณต้องเข้าใจที่มาของอาหารคืออะไร มีความประณีตบรรจงที่ทำให้รสชาติอาหารออกมาเป็นแบบนี้มันอยู่ที่ตรงไหน ต้องไปเจาะมาให้ได้ ถ้ารู้ว่าอยู่ตรงไหน หน้าที่ของคุณคือต้องเชื่อมโยงความประณีตบรรจงนั้นมันมาอย่างไร วิธีคิดในการทำอาหารทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด เรามีจุดเริ่มต้นตรงไหน ต้องมองให้ออก เราก็สาวต่อไป อย่างเราไปทำเรื่องปลาส้ม เป็นสื่อแรกๆ เลยที่เขียนถึง ปลาส้มทำที่ไหน เราก็ลงไปเจาะ เขาหมักปลาอย่างไร ปลาส้มที่เราทำเป็นปลาอะไร</p>



<p>ฟีดแบ็กของคนอ่านยุคนั้นที่น่ายินดีที่สุดสำหรับทวีทอง คือการที่นิตยสารกระตุ้นให้คนอ่านสนใจงานแขนงนี้ต่อเนื่องออกไป&nbsp;</p>



<p>เวลาเขียนถึงอาหารและวัฒนธรรม ทวีทองมีเคล็ดลับว่าเขาไม่ได้เล่าแค่มิติวัฒนธรรมชาวบ้านอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องในระดับสังคมที่กว้างใหญ่ขึ้น เห็นภาพใหญ่มากขึ้น เขายกตัวอย่างสกู๊ปเรื่องปลาส้มว่ามันคือการถนอมอาหารด้วยการหมักที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก&nbsp;</p>



<p>“เราค่อยๆ ซึมซับความรู้ ไม่ใช่ว่าผมเก่งมาก รู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ เราทำไปเรียนรู้ไป คนที่เคยมีแนวคิดในลักษณะแบบนี้เพียงแต่มีการนำเสนอที่เเตกต่างกัน นักเขียนอาหารรุ่นเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เสน่ห์ อาจารย์ประเวศ วะสี อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ คือคนระดับที่มีความรู้ ประสบการณ์ชีวิตเขาจะมองออกว่าทุกอย่างมันเชื่อมโยงกัน ผมเองต้องอาศัยอาจารย์ผู้ใหญ่เหมือนกัน ถือว่าเป็นอาจารย์ของผมอีกที&nbsp;</p>



<p>“บางครั้งผมไปเจอวลีอะไรบางอย่างของคนที่ไม่ได้เป็นนักวิชาการด้วยซ้ำ แต่เขามีประสบการณ์ชีวิต มีอะไรบางอย่างที่พูดออกมาแล้วโดนใจเรา ตอนแรกที่เราทำประเด็นเรื่องวัฒนธรรมใหม่ๆ อาจารย์บุญนำ ทานสัมฤทธิ์ เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้อาจารย์มาเขียนคอลัมน์ประจำ อาจารย์ใช้วลีว่า ‘รู้ที่มา อาหารอร่อย’ มันเป็นวลีสั้นๆ แต่เรารู้สึกว่ามันโดนใจ ถ้าเราจะทำสื่อหรือทำเรื่องราวเกี่ยวกับอาหาร การรู้ที่มาทำให้คนที่จะมากินรู้สึกอร่อย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-157411" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c13_20220622.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-157412" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c5_20220622.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การเขียนเรื่องอาหารในนิตยสาร <em>ครัว</em> เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ลึกและน่าสนใจ</p>



<p>อีกหนึ่งตัวอย่างคลาสสิกที่ทวีทองพูดถึงบ่อย คือเรื่องของแกงพะแนงเนื้อ</p>



<p>“ผมชอบศึกษาอาหารของประเทศอื่นๆ ผมดูจากตำราอาหารก่อน ทางมาเลเซีย ทางชวา ตอนแรกก็มีความรู้สึกว่ามันไปเหมือนกับเเกงของมลายูหรือชวา แต่เครื่องแกงเขาจะต้มจนแห้งหรือขลุกขลิก รสชาติของเครื่องแกงเข้าไปอยู่ในเนื้อ ผมก็พยายามหาข้อมูลเท่าที่จะหาได้ แต่ว่ามันสรุปไม่ได้ หลักฐานที่สืบค้นมันก็ไม่มีอะไรให้เราสรุปได้ว่าพะแนนเนื้อได้รับอิทธิพลมาจากมลายูหรือชวา&nbsp;</p>



<p>“ความรับผิดชอบของการทำสื่อหรือการเขียน เราต้องตรวจสอบ เรามีสมมติฐานว่ามันเป็นยังไงก็ไปตรวจสอบว่าใกล้เคียงไหม ไม่ต้องพูดว่ามันถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มีหลักฐานแต่ดื้อดึงว่าจะต้องเป็นแบบนี้แล้วนำเสนอออกไปมันผิด ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของจริยธรรม”</p>



<p>“ตอนนี้มันมีแหล่งข้อมูลหลักหลายที่มาก อาจารย์มีวิธีการตรวจสอบยังไงว่าใช่หรือไม่ใช่” เราถาม</p>



<p>“ผมเป็นคนชอบซื้อหนังสือ สมัยที่ทำ <em>ครัว</em> ผมมีหนังสือเยอะมากเลย กลายเป็นคลังข้อมูลที่สำคัญของผม ตอนหลังถึงแม้จะมีอินเทอร์เน็ต มี Google แต่ว่าการครอบคลุมและระดับความลึกของข้อมูลก็ไม่เท่ากับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ”</p>



<p>ทวีทองเล่าว่า เนื้อหาส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของงานเขียนเกี่ยวกับอาหาร คือสิ่งที่เรียกว่า head note มันคือเนื้อหาท่อนแรกๆ ประมาณ 10-20 บรรทัดก่อนจะเข้าสูตรอาหาร คนเขียนควรบอกเล่าที่มาที่ไปของอาหาร นักเขียนอาหารไทยในสมัยนั้นมักไม่ค่อยให้ความสำคัญ ผิดกับ <em>ครัว</em> ที่ซีเรียสเรื่องนี้มาก</p>



<p>หลายครั้งการเขียนเรื่องอาหารไม่สามารถหาข้อมูลมาอ้างอิงได้โดยตรง ต้องใช้วิธีเชื่อมโยงเพื่อให้คนเข้าใจที่มาของมันมากที่สุด</p>



<p>“ผมไม่สามารถไปตรวจสอบหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงได้ แต่ใช้วิธีตรวจสอบในเชิงของความเป็นเหตุผล เช่น การทำไก่พะแนง คุณขัดขาไก่&nbsp;เอาน้ำพริกทา แล้วก็เอาไปย่าง ไก่พะแนงแบบดั้งเดิมเป็นแบบนี้ ผมก็มาวิเคราะห์ตามหลักเหตุผลว่าจากไก่พะแนง ตอนหลังการทำไก่ยุ่งยาก เลยมาเป็นพะแนงเนื้อ เป็นการกระโดดที่ฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่มีอะไรที่มาหักล้างโดยตรง&nbsp;</p>



<p>“เราไปอ่านประวัติเเกงพะแนงโดยพยายามเทียบให้เห็นว่าแกงของทางมุสลิม ลักษณะของเขาเป็นยังไง มีการใช้เนื้อเป็นวัตถุดิบสำคัญของพวกแกงมุสลิม แกงเขาก็จะเป็นแกงข้น ไม่ใช่เป็นแกงที่ออกน้ำเยอะๆ สิ่งที่ทำให้แกงข้นคือถั่ว มลายูชวาได้อิทธิพลมาจากมุสลิมค่อนข้างเต็มตัว เราก็จะเห็นแนวทางของอาหารฝั่งมาเลเซียมีเเนวที่ใกล้เคียงกัน ผมเอาเรื่องนี้มาค่อยๆ ดู เเกงพะแนงเนื้อน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากเเกงมุสลิม ซึ่งทำให้ผมต้องหาข้อมูลต่อในงานวิชาการของคนไทยที่ไปศึกษาที่มาของแกงมัสมั่น ซึ่งสรุปว่าได้มาจากทางสายของประเทศอิหร่าน&nbsp;</p>



<p>“สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิธีการทำงานที่เราจะตรวจเช็กข้อมูลมันมีวิธีการอยู่ ขึ้นอยู่กับเราเป็นนักค้นคว้าขนาดไหน นักข่าวที่ไม่มีประสบการณ์มากพอก็จะขาดความสามารถในการค้นคว้าไป”</p>



<p>เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในงานเขียนของทวีทอง คือการเขียนแนววิเคราะห์และวิจารณ์ โดยเฉพาะเนื้อหาส่วนที่เรียกว่า cover story หรือสกู๊ปปกประจำเล่ม เขาถือมากว่างานเขียนส่วนนี้ต้องเป็นบทความวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่เสนอประเด็นเล็กๆ อย่างเดียว</p>



<p>ในฐานะบรรณาธิการ ทวีทองพยายามฝึกนักเขียนในการหาประเด็นเพียงเรื่องเดียว เรื่องที่คนอ่านจะสนใจที่สุด สามารถสืบสาวไปสู่ประเด็นย่อยๆ และทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร ลำดับเรื่องราวหลักฐานเพื่อทำให้ประเด็นมันมีความคมชัด น่าอ่าน น่าเชื่อถือ</p>



<p>นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้งานเขียนอาหารของ <em>ครัว</em> น่าสนใจ เป็นหลักการที่ผสมผสานระหว่างความเป็นนักวิชาการ และศาสตร์การเขียนบทความสารคดี&nbsp;</p>



<p>“ผมเรียนวิธีการเขียนจากตัวเอง การที่ผมมีพื้นฐานเป็นนักวิจัย มีส่วนช่วยทำให้รู้ระบบข้อมูลว่าจะต้องเชื่อมโยงยังไง ส่วนนักข่าวหรือ journalist มีหน้าที่ค้นคว้าหาข้อมูล เลือกขึ้นมาใช้ ในฐานะที่คุณเป็นนักสื่อ ต้องสื่อให้คนสนใจ จะสื่อ 10 ประเด็นในที่เดียวเป็นไปไม่ได้ ถามว่ารายงานวิจัยหรือบทความวิจัยของวิชาการมีคนอ่านกี่คน ก็เพราะข้อมูลมันเยอะ หน้าที่เราคือสื่อประเด็นเพื่อให้คนเข้าใจให้ดีที่สุด”</p>



<h3 class="wp-block-heading">รู้ที่มาอาหารอร่อย</h3>



<p>คุยกันมานานจนใกล้เที่ยง ทวีทองก็ชวนเรากินอาหารจากครัวเรือนหงษ์วิวัฒน์</p>



<p>ละเพ็ดโตะ (ยำใบชา) จาย กรานิตาสารพัดรส และอีกหลายเมนูที่เราลืมจดเพราะมัวแต่กิน ทยอยออกมาจากครัวอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>การได้กินอาหารจากคนทำนิตยสาร <em>ครัว</em> ในฐานะแฟนหนังสือ ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-157413" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c14_20220622.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>ครัว </em>ทำในรูปแบบนิตยสารมาหลายปี ในช่วงปีหลังๆ ทวีทองส่งต่อให้ลูกสาวทั้งสองคน วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ขึ้นมาช่วยปรับปรุงนิตยสาร <em>ครัว</em> พร้อมกับทำเนื้อหาออนไลน์บนเว็บไซต์ <a href="http://krua.co">krua.co</a> ให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น&nbsp;</p>



<p>น่าเสียดายที่<em> ครัว </em>ในรูปแบบนิตยสารต้องปิดตัวในปี 2017 แต่งานออนไลน์ของ <em>ครัว </em>ยังอยู่ ธุรกิจของครอบครัวหงษ์วิวัฒน์ยังดำเนินต่อไป ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นบริษัทที่รับจ้างทำงานภาพเกี่ยวกับอาหารมากขึ้น ทั้งการทำโปรดักชั่นเพื่องานสายโฆษณา รับจ้างทำสิ่งพิมพ์พิเศษ ทั้งหมดยังเกี่ยวข้องกับอาหารซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ <em>ครัว </em>มาตั้งแต่วันแรก</p>



<p>เราถามทวีทองว่า เขาทำใจยากมั้ย ว่างานเขียนบทความอาหารเชิงวิเคราะห์ที่เคยเป็นจุดเด่น โดนเนื้อหารีวิวอาหารสั้นๆ แบบที่เห็นในโซเชียลมีเดียกลบจนหมด</p>



<p>“ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า งานเขียนแนวเดิมก็โอเคในยุคสมัยนั้น แต่พอโลกเปลี่ยนลักษณะของสื่อก็เปลี่ยน ถ้าเขียนในแนวเก่าก็ช่วยไม่ได้ คนก็อ่านน้อยลง อีกด้านหนึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่ผมจะต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ปีสุดท้ายของการทำนิตยสารผมก็เปลี่ยนสไตล์การเขียน เหมือนกับเป็นบทเรียนครั้งที่หนึ่ง พอเป็น Krua.co เราต้องคิดมากกว่านั้นว่าการที่เราจะเขียนอะไรที่เป็นรูปธรรมน่าสนใจ แฝงสาระที่มีการเชื่อมโยง มันมีรูปแบบอื่นไหมนอกเหนือจากแบบที่เราคุ้นเคย ผมรู้สึกว่ามันก็มี&nbsp;</p>



<p>“เราได้เปรียบตรงที่ชอบซื้อหนังสือ ก็จะเห็นแนวทางการเล่าเรื่องในสูตรอาหาร แต่รู้สึกว่าการเล่าเรื่องของเขายังไม่เล่าในลักษณะที่ครอบคลุม การเชื่อมโยงยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีประโยชน์ งานที่เขียนให้ครัวดอทโคเปลี่ยนแนวของผมเลย เราไม่เคยเขียนสูตรอาหารที่ทำด้วยตัวเองมาก่อน ไม่ได้คิดว่าประสบการณ์ของตัวเองเป็นที่น่าสนใจหรือมีคุณค่าที่เอามาเขียน แต่ตอนหลังมาการเขียนเรื่องราวที่มาจากตัวเรา ชีวิตเราเองดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจ&#8221;&nbsp;</p>



<p>งานเขียนของทวีทองในช่วงหลังมีลักษณะของบทความท่องเที่ยว เมื่อบวกกับช่วงโควิดที่ทำให้อดีตบรรณาธิการทำอาหารเองมากขึ้น ก็เริ่มนำชีวิตของตัวเองมาเล่าผ่านงานเขียน</p>



<p>“พอเริ่มทำไปหลายชิ้นก็รู้สึกว่ามันดี คนอ่านก็อ่านง่าย ได้สาระ ถึงจะไม่ต้องลงรายละเอียดมากมาย เราก็เขียนสรุป แต่สรุปของเราก็เป็นแบบมีเหตุผล ไม่ต้องมาบรรยายมากมาย เเค่อธิบายเชิงเหตุผลได้ พอเราเขียนแบบนี้ไปการตอบสนองมันก็ดีขึ้น ตอนที่เขียนครัวดอทโคในเชิงวิเคราะห์นั้นยอดวิวน้อยมาก แต่พอมาเขียนในลักษณะเป็นเรื่องเล่าเป็นสูตรอาหาร ปรากฏว่าการตอบสนองดี ยอดวิวขึ้นสูง เป็นกำลังใจให้เราอย่างต่อเนื่อง” ทวีทองเล่า</p>



<p>“อาจารย์คิดว่าการเล่าสูตรอาหารผ่านตัวหนังสือ มันยังจำเป็นต่อยุคนี้ไหมครับ” เราถาม</p>



<p>“ผมว่าจำเป็นนะ มันทำให้การทำอาหารของเรา ทำไปอย่างเป็นคนที่มีความสมบูรณ์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c18_20220622-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-157415" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c18_20220622-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c18_20220622-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c18_20220622-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/a-day-with-a-view_ทวีทอง_Content_c18_20220622.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>“สมัยก่อน คนในวงการการศึกษามักจะพูดอยู่เสมอว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ใช่ที่ที่คุณเรียนมาเพื่อให้คุณมีอาชีพอย่างเดียว เขาต้องการทำให้คุณเป็นบัณฑิต เป็นคนที่สมบูรณ์ เต็มตัว มีพื้นฐาน มีความรอบรู้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่ว่าคุณจะเรียนเป็นหมอ นักวิทยาศาสตร์ หรืออาชีพต่างๆ คุณก็ต้องเรียนวิชาทางด้านประวัติศาสตร์ สังคม หรือวิชาอื่นๆ ด้วย เพื่อให้คุณได้มีพื้นฐานของความเป็นคนที่รอบรู้และสมบูรณ์</p>



<p>“การทำอาหารผมพบว่าเหมือนกันนะ ถ้าคุณได้อ่านในรายละเอียด มันจะทำให้คุณอยากทำด้วยความรู้สึกที่มันเป็นตัวคุณ ต่างกับเวลาไปดูวิดีโอ บางทีเชฟน่านลูกชายผมก็เอาบางสูตรที่ผมเขียนไปทำเป็นวิดีโอเหมือนกัน แต่ผมว่าผลลัพธ์ไม่เหมือนกันนะ ทำตามวิดีโอง่ายก็จริง แต่คุณไม่รู้ที่มาที่ไป ขาดมิติความลึกซึ้งของเรื่องราวในจานอาหาร แต่ถ้าคุณอ่าน มันจะมีมิติของเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง บางคนอาจจะอ่านแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องราวทำให้เวลาลงมือทำอาหารจานนี้มีแรงจูงใจที่จะทำ</p>



<p>“ผมเห็นการรีวิวอาหารหลายที่พยายามให้มีเรื่องราวลึกขึ้น ซึ่งผมคิดว่าดี เป็นความพยายามที่ดี แต่ในงานรีวิว มันแค่พูดว่าอร่อย ตอบคำถามคนดูแค่เพียงรู้วิธีทำ แต่ไม่รู้ที่มา”</p>



<p>การรู้ที่มาของสิ่งสิ่งหนึ่ง ฟังดูสำคัญน้อยในโลกที่ตะโกนบอกมนุษย์ว่าต้องปรับตัวถ้าไม่อยากตกยุค</p>



<p>บางที ความงดงามของอดีต ได้เรียนรู้ที่มา คือทำให้เราเข้าใจโลกและมนุษย์ที่แตกต่างจากเรา</p>



<p>อาหารบันทึกประวัติศาสตร์ บันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวโยงกับชีวิตคน การได้รับรู้ที่มา ยิ่งทำให้เราเข้าอกเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น</p>



<p>นี่คือสิ่งที่อดีตนักสังคมศาสตร์ที่มาเขียนเรื่องอาหาร พยายามบอกคนอ่านมาตลอดชีวิต</p>



<p>(ขอบคุณภาพถ่ายจาก วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/taweetong-krua/">ชีวิตที่มีอาหารอยู่เต็มหัวใจของ ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บัคเก็ตลิสต์ก่อนตายและความหมายของชีวิตที่ ‘ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์’ เรียนรู้จาก One for the Road</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ice-natara/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Feb 2022 12:39:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[gdh]]></category>
		<category><![CDATA[One For The Road]]></category>
		<category><![CDATA[ไอซ์ซึ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154730</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรามาพบ&#160;ไอซ์–ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์&#160;หรือ ‘ไอซ์ซึ’ ด้วยคำถามชุดใหญ่ว่าด้วย One for the Road หนังใหม่ของ&#160;บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ&#160;ที่เขาแสดงนำ และได้ผู้กำกับดังอย่าง หว่องกาไว มานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ ไอซ์ซึนัดเราที่บ้านของเขาในบ่ายของวันแดดจ้าวันหนึ่ง เขาปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้ากับบรรยากาศบ้านที่ร่มรื่น สงบ และเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ก้าวเข้าบ้านไม่ทันไร ไอซ์แนะนำให้เรารู้จักกับแมวสองตัวที่วิ่งมาต้อนรับ ตัวแรกพันธ์ุอเมริกันชอร์ตแฮร์ชื่อ ‘เอพริล’ อีกตัวเป็นพันธุ์เมนคูนชื่อ ‘ตัวโต’ ที่ตัวโตสมชื่อ สิ่งที่เราจะไม่มีวันรู้เลยถ้าไม่ได้สนทนากันคือไอซ์แพ้ขนแมว แต่ถึงจะออกตัวอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังอุ้มมันขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน อาจเพราะสำหรับเขา เจ้าสองตัวนี้คือสิ่งสำคัญที่ตอนนี้มีความหมายกับเขาพอๆ กับบ้าน แฟน ครอบครัว และการแสดงที่เขาหลงใหล หลายคนอาจรู้จักไอซ์ในฐานะนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย ถ้าใครติดตามเขาตั้งแต่&#160;แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง&#160;ผลงานเดบิวต์บทพระเอกครั้งแรกกับค่าย GDH จนถึง&#160;Voice สัมผัสเสียงมรณะ&#160;ซีรีส์รีเมกที่ไอซ์เล่นเป็นฆาตกรโรคจิต คงรู้กันดีว่าบทบาทของไอซ์ในแต่ละเรื่องนั้นจัดจ้านและหลากหลาย หากแต่ละเรื่องล้วนขับเคี่ยวให้เขาพัฒนาฝีมือจนใครหลายคนยกให้ไอซ์เป็นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิงไทย One for the Road&#160;ผลงานล่าสุดคือความท้าทายครั้งใหม่ของไอซ์ที่คนดูอย่างเราตื่นเต้นตาม เพราะเขารับบท ‘อู๊ด’ ชายหนุ่มที่ป่วยเป็นมะเร็งผู้มี bucket list คือการเดินทางไปพบแฟนเก่า (ส์) เพื่อขอโทษ ขอบคุณ และบอกลา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ice-natara/">บัคเก็ตลิสต์ก่อนตายและความหมายของชีวิตที่ ‘ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์’ เรียนรู้จาก One for the Road</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรามาพบ&nbsp;<strong>ไอซ์–ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์</strong>&nbsp;หรือ ‘ไอซ์ซึ’ ด้วยคำถามชุดใหญ่ว่าด้วย <em><a href="https://adaymagazine.com/one-for-the-road-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87/">One for the Road</a> </em>หนังใหม่ของ&nbsp;<strong>บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ</strong>&nbsp;ที่เขาแสดงนำ และได้ผู้กำกับดังอย่าง หว่องกาไว มานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์</p>



<p>ไอซ์ซึนัดเราที่บ้านของเขาในบ่ายของวันแดดจ้าวันหนึ่ง เขาปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้ากับบรรยากาศบ้านที่ร่มรื่น สงบ และเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ก้าวเข้าบ้านไม่ทันไร ไอซ์แนะนำให้เรารู้จักกับแมวสองตัวที่วิ่งมาต้อนรับ ตัวแรกพันธ์ุอเมริกันชอร์ตแฮร์ชื่อ ‘เอพริล’ อีกตัวเป็นพันธุ์เมนคูนชื่อ ‘ตัวโต’ ที่ตัวโตสมชื่อ</p>



<p>สิ่งที่เราจะไม่มีวันรู้เลยถ้าไม่ได้สนทนากันคือไอซ์แพ้ขนแมว แต่ถึงจะออกตัวอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังอุ้มมันขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน อาจเพราะสำหรับเขา เจ้าสองตัวนี้คือสิ่งสำคัญที่ตอนนี้มีความหมายกับเขาพอๆ กับบ้าน แฟน ครอบครัว และการแสดงที่เขาหลงใหล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154739" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลายคนอาจรู้จักไอซ์ในฐานะนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย ถ้าใครติดตามเขาตั้งแต่&nbsp;<em>แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง&nbsp;</em>ผลงานเดบิวต์บทพระเอกครั้งแรกกับค่าย <a href="https://www.gdh559.com/">GDH</a> จนถึง&nbsp;<em>Voice สัมผัสเสียงมรณะ</em>&nbsp;ซีรีส์รีเมกที่ไอซ์เล่นเป็นฆาตกรโรคจิต คงรู้กันดีว่าบทบาทของไอซ์ในแต่ละเรื่องนั้นจัดจ้านและหลากหลาย หากแต่ละเรื่องล้วนขับเคี่ยวให้เขาพัฒนาฝีมือจนใครหลายคนยกให้ไอซ์เป็นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิงไทย</p>



<p><em>One for the Road</em>&nbsp;ผลงานล่าสุดคือความท้าทายครั้งใหม่ของไอซ์ที่คนดูอย่างเราตื่นเต้นตาม เพราะเขารับบท ‘อู๊ด’ ชายหนุ่มที่ป่วยเป็นมะเร็งผู้มี bucket list คือการเดินทางไปพบแฟนเก่า (ส์) เพื่อขอโทษ ขอบคุณ และบอกลา โดยขอให้บอส (ต่อ–ธนภพ ลีรัตนขจร) เพื่อนสนิทไปด้วยกันด้วยเหตุผลบางอย่าง</p>



<p>“หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิต ความรัก มิตรภาพ ความสัมพันธ์ ความรู้สึกผิด และความหมายของชีวิต เป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนมี” เขาอธิบายอย่างย่นย่อ พร้อมอุบว่าที่เหลือต่อจากนั้นให้ไปติดตามในโรงหนังเองดีกว่า</p>



<p>เราพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง อันที่จริงดีใจนิดๆ ด้วยซ้ำกับใจความที่เขาสรุปให้ฟัง</p>



<p>เพราะนอกจากหนัง ใจความเหล่านั้นคือเรื่องที่เราอยากคุยกับเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154740" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คนทั่วไปมักจะจำคุณได้ในฐานะนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่ง แล้วจริงๆ ไอซ์ที่ไม่ได้อยู่บนจอเป็นคนยังไง</strong></h4>



<p>ถ้าเป็นตอนนี้ เรารู้สึกว่าเป็นคนอยู่ไม่สุข (หัวเราะ) ตื่นมาก็จะพยายามหาอะไรทำตลอดเพื่อไม่ให้ตัวเองอยู่เฉยๆ ถึงแม้กิจกรรมที่เราทำจะเป็นการนั่งนิ่งๆ อย่างนั่งสมาธิ เราก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยเราได้ทำอะไรแล้ว</p>



<p>อีกอย่างที่ชอบมากคือดูหนัง พอได้ทำงานเกี่ยวกับการแสดงก็ยิ่งทำให้เราดูหนังในหลายมุมมองมากขึ้น ดูเพื่อศึกษา ดูเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับงานของเราเอง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หนังเรื่องล่าสุดที่ดูแล้วรู้สึกชอบคือเรื่องอะไร</strong></h4>



<p><em>The Tragedy of Macbeth</em>&nbsp;เป็นโปรเจกต์ที่เรารอมานานมาก เพราะเป็นบทละครชื่อดังของ William Shakespeare ซึ่งมาอยู่ในวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่เราชื่นชอบอย่าง Joel Coen มีนักแสดงนำเก่งๆ อย่าง Denzel Washington, Frances McDormand และคนที่ผมประทับใจ Kathryn Hunter ที่รับบทเป็น Witches พอดูจบก็ทึ่งไปกับองค์ประกอบทั้งหมดของหนัง โดยเฉพาะการแสดงในเรื่องที่เราเหมือนได้ดู master class of acting เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ฟังดูแล้วไอซ์เนิร์ดเรื่องการแสดงมากเลย ความเนิร์ดของคุณมันเริ่มต้นมาจากไหน</strong></h4>



<p>น่าจะเริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆ เราชอบเล่นเกม พอเล่นแล้วก็สนุกและอยากเล่นให้เก่งที่สุด ชอบศึกษาว่าจะเล่นยังไงให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด จนวันหนึ่งเกมที่เราเล่นเขามีจัดการแข่งขัน เราก็อยากได้แชมป์ เลยไปฟอร์มทีมกับเพื่อนและทุ่มเทเวลาทั้งหมดในช่วงนั้นจนเราและเพื่อนทำได้สำเร็จ ถ้าให้มองโดยภาพรวม ความเนิร์ดของเราน่าจะเริ่มมาจากความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พอเราชอบก็เลยใส่ใจกับสิ่งนั้น สนุกไปกับมัน จนมารู้ตัวอีกทีสิ่งนั้นก็กลายมาเป็นสิ่งที่เรารักไปแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154741" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนเด็กๆ ไอซ์เป็นเด็กแบบไหน</strong></h4>



<p>เป็นเด็กที่ตามใจตัวเอง ถ้าเราอยากทำอะไร ใครจะพูดอะไรหรือกำหนดกฎเกณฑ์ยังไง เราไม่สน อย่างในโรงเรียนถ้ามีกฎระเบียบอะไรที่เราไม่เห็นด้วยเราก็จะไม่ทำ เช่นถ้าครูบอกให้ต้องตัดผม เราไม่ตัด ถ้าบังคับให้ตัดอีกก็จะตัดทรงที่กวนๆ เขา (หัวเราะ) เป็นเด็กที่ทำอะไรตามใจตัวเองคนหนึ่ง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มองย้อนกลับไป การตามใจตัวเองตอนนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี</strong></h4>



<p>มันก็มองได้ทั้งดีและไม่ดีนะ ตอนนั้นเราหัวชนฝามาก ไม่ทำคือไม่ทำ อยากทำอะไรก็ทำแบบไม่แคร์ด้วยว่าผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเป็นยังไง ซึ่งถ้ามองในมุมที่ดี การเป็นคนสุดโต่งมันทำให้เราเป็นคนกล้า กล้าที่จะทำสิ่งที่เราเชื่อ แล้วไอ้สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรามีวันนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154742" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รู้มาว่าก่อนจะมาเป็นนักแสดงแบบทุกวันนี้ คุณเคยไปทำงานนายแบบที่เกาหลีมาด้วย บทบาทนั้นเริ่มต้นตอนไหน</strong></h4>



<p>เราเคยเป็นนายแบบที่ไทยมาก่อน ทำอยู่ประมาณ 5 ปีแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่วงการแฟชั่นในไทยฮิตการใช้งานนายแบบชาวต่างชาติ แล้วงานเราก็น้อยลง ทั้งๆ ที่นายแบบพวกนั้นลุคคล้ายเรา บางทีเป็นคนเกาหลีที่บินมาทำงานที่ไทย ตอนนั้นเราก็เหมือนโดนชาวต่างชาติแย่งงาน แล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้สิ เราแพ้ชาวต่างชาติไม่ได้ ก็เลยลองส่งพอร์ตฟอลิโองานที่เคยทำไปให้เอเจนซี่นายแบบในหลายๆ ประเทศ</p>



<p>ปรากฏว่าภายในสัปดาห์เดียวก็มีคนตอบรับมาหลายชอยส์ สุดท้ายก็เลือกเกาหลีเพราะตอนนั้นวงการแฟชั่นเกาหลีมาแรงมาก นายแบบเกาหลีไปเป็นนายแบบระดับโลกกันเยอะ เราลองไปออดิชั่นแล้วก็ได้รับเลือกเข้าสังกัดชื่อ Agency Garten ที่มีเด็กในสังกัดแค่ 15 คน เราเคยถามเขาว่าทำไมถึงรับเรา เขาบอกมาสองคำคือ passion (ความคลั่งไคล้) กับ wonder (ความสงสัยใคร่รู้) การที่เราแสดงออกว่าอยากทำมันมากๆ ตอนออดิชั่นทำให้เขาเห็น potential ของเรา เพราะว่าสุดท้ายแล้วนายแบบที่เกาหลีก็หน้าตาคล้ายๆ กัน มีนายแบบบางคนที่สูงกว่าเรา หล่อกว่าเรา แต่เขาบอกว่าเวลาทำงานมันจะไม่ได้แข่งกันตรงนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องแข่งกันคือคุณรักสิ่งที่ทำมากขนาดไหน เพราะว่าถ้าคุณรัก มันจะทำให้คุณเก่งขึ้น ได้ทุ่มเทกับการฝึกฝนตัวเองมากขึ้น</p>



<p>จากตอนแรกที่แค่อยากได้งานให้รู้ว่าเราสู้คนต่างประเทศได้ แต่พอเข้าไปแล้วเจ้าของสังกัดถามว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้าง เราก็งง คืออะไรวะ เพราะเราเข้ามาด้วยความอยากพิสูจน์ตัวเองแค่นั้น (หัวเราะ) เราเลยกลับมาคิดดูว่าจริงๆ แล้วอยากทำอะไร แล้วได้คำตอบว่าอยากถ่ายแบบในนิตยสารที่นายแบบดังๆ ได้ถ่ายกัน อย่าง&nbsp;<em>OhBoy!, Esquire, GQ&nbsp;</em>อยากเดินแฟชั่นโชว์ดังๆ ที่ใครได้เดินคือดีมาก ก็มีนิตยสารประมาณ 10 เล่มกับแฟชั่นโชว์ที่เราชอบอีก 3 โชว์ ก็ได้ทำทั้งหมดเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทั้งๆ ที่เส้นทางการเป็นนายแบบที่นั่นดูไปได้สวย ทำไมถึงเลือกกลับมาประเทศไทย</strong></h4>



<p>มีเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือเรารู้สึกอิ่มตัวเหมือนตอนทำงานนายแบบที่เมืองไทย พอทำไปได้ 2-3 ปีมันก็เริ่มวนแล้ว ถ่ายแบบให้เล่มเดิมๆ ข้อที่สองคือเราอยู่ห่างบ้าน ห่างแฟน และสิ่งที่เราอยากทำก็ได้ทำหมดแล้ว สุดท้ายเราเลยเลือกไม่ทำงานที่นั่นต่อแล้วกลับเมืองไทย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-154744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนไหนที่จุดประกายให้คุณอยากเป็นนักแสดง</strong></h4>



<p>ตอนอยู่เกาหลีเราเคยได้งานมิวสิกวิดีโอกับโฆษณา จริงๆ ก่อนหน้านั้นที่อยู่ไทยเราก็เคยไปแคสงานภาพเคลื่อนไหวแต่ไม่เคยได้ เราก็คิดว่ามันคงไม่ใช่ทางเรา แต่พอได้เล่นเอ็มวีกับโฆษณาที่เกาหลี มันทำให้เรามองว่าเราก็ทำได้เว้ย ก็เลยจุดประกายมาตั้งแต่นั้น พอกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่เมืองไทยเราเลยอยากลองไปสายที่เราไม่เคยทำดูบ้าง เลยไปสายงานแสดงดู&nbsp;</p>



<p>เราใช้วิธีการเดียวกับตอนที่ส่งพอร์ตไปเกาหลี คือหาดูว่าในไทยเรามีค่ายหนังค่ายไหนที่เราชอบ ตอนนั้นจำได้ว่า&nbsp;<em>พี่มาก..พระโขนง</em>&nbsp;ดังมาก รายได้เป็นพันล้านและเราเองก็ชอบมาก โอเค หาทางเข้าไปยังไงดีวะ พอดีว่าเรารู้จักพี่ก้อง Hive Salon ที่เขาเคยทำงานกับเอเจนซี่ของเราที่เกาหลี เราก็แอบถามว่าพี่ก้อง มีทางไหนที่ผมจะยื่นโปรไฟล์งานที่เกาหลีไปขายกับทาง GTH บ้างไหมครับ บังเอิญกับช่วงนั้น GTH กำลังหานักแสดงซีรีส์เรื่อง<em> ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์</em>&nbsp;กันอยู่ พี่ก้องก็นัดเรามาเจอแล้วพาไปแคสต์ที่ GTH ด้วยกัน แต่ตอนนั้นเราแคสต์ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร</p>



<p>โชคดีมากที่ตอนนั้น พี่แจน ภุชงค์ ที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์ของ&nbsp;<em>ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์</em>&nbsp;เขาชอบเรา ก็เลยจับเราเซ็นสัญญาไว้ก่อนเผื่อในอนาคตจะได้ร่วมงานกัน หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นบทรับเชิญใน&nbsp;<em>มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร</em>&nbsp;แล้วก็ได้เล่นบทหลักจริงๆ ตอน&nbsp;<em>แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง</em></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เห็นว่าเรื่องนั้นทุ่มเทมาก ถึงขนาดว่าขึ้นดอยไปอยู่กับชาวลาหู่ แล้วไปสมัครเป็นเด็กปั๊มเพื่อเรียนรู้การทำงานอีก ทำไมต้องทำขนาดนั้น</strong></h4>



<p>อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เด็กๆ เราเป็นคนเนิร์ด หรือจะบอกว่าหมกมุ่นก็ได้ เราอยากทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็อยากจะเรียนรู้ให้มากที่สุด ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้รักงานแสดงเลยนะ เราแค่อยากจะทำ อยากจะพิสูจน์ว่าเราแสดงได้เว้ย การเรียนรู้ทุกอย่างมันถูกผลักดันจากการอยากพิสูจน์ตัวเองนั่นแหละ</p>



<p>บทของเราเป็นเด็กปั๊ม ซึ่งก่อนเปิดกล้องเราพอมีเวลาเลยไปขอฝึกงานที่ปั๊มแถวบ้าน เข้างานจริงจัง ฝึกเติมน้ำมัน ก็จะเรียนรู้ว่าท่าการเติมที่ถูกต้องเป็นยังไง อีกด้านของตัวละครคือเขาเป็นชาวเผ่าลาหู่ เราก็บินขึ้นเชียงใหม่ไปสัมภาษณ์เด็กชาวเผ่าลาหู่จริงๆ เพื่อจะเก็บสำเนียงเขามาใช้ ปรากฏว่าพอได้นั่งคุยกับน้องๆ มันทำให้เราคิดได้ว่างานที่เราทำอยู่มันมีความหมายมากกว่าการพิสูจน์ว่าเราแสดงได้ แต่มันคือการถ่ายทอดชีวิตของคนในเผ่านี้ที่มีอยู่จริงในเมืองไทย แต่เขาไม่สามารถเดินทางออกจากเขตแดนของเขาได้เพราะจะโดนตำรวจจับ ถึงแม้ว่าจะเป็นซีรีส์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ แต่สุดท้ายใจความของมันคือเรื่องของชนเผ่านี้</p>



<p>ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้สึกว่าไอ้งานแสดงเป็นสิ่งที่มีค่าว่ะ เรากำลังถ่ายทอดเรื่องราวปัญหาที่คนเผ่านี้ต้องเจอ ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราเห็นความสำคัญของการแสดง ทำให้เรามองไปไกลกว่าที่เราอยากจะพิสูจน์ตัวเอง การแสดงของเราคือสิ่งที่มีความหมาย</p>



<p>หลังจากนั้นในทุกเรื่อง เรายึดแนวคิดนี้เป็นที่ตั้งหมดเลย ไม่ว่าบทของเราจะเป็นคนชนชั้นไหนหรือปัญหาเขาคืออะไร เราเทกว่ามันสำคัญหมด ต่อให้บทที่เราเล่นมามันเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่สำหรับเราเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเราก็ให้เกียรติเขา&nbsp;</p>



<p>เมื่อเรามีโอกาสได้เป็นเขาแล้ว เราก็อยากจะถ่ายทอดเขาออกมาให้ดีที่สุด มันเป็นหัวใจในการทำงานของเราเลย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การรับบทที่แตกต่างกันมากๆ ในหลายเรื่องที่ผ่านมา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอที่ต้องชาเลนจ์ตัวเองตลอด</strong></h4>



<p>ตอบตรงๆ นะ เหนื่อย</p>



<p>เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่เราพร้อมจะทำ เราชอบที่จะเข้าไปรู้จักใครสักคน ชอบอยู่ในห้วงอารมณ์ของตัวละคร ชอบถ่ายทอดเขาให้ดีที่สุด และเรารู้ว่าสิ่งที่เราเหนื่อยไปมันมีความหมายว่ะ เราได้เล่าเรื่องชาวเผ่าลาหู่นะ หรืออย่าง&nbsp;<em>One for the Road&nbsp;</em>เราได้เล่ามุมมองของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนะ มันเลยเป็นความเหนื่อยที่เราพร้อมจะทำมัน</p>



<p>แต่เราไม่ได้มองการแสดงว่ามันเป็นความท้าทายนะ เรามองในแง่ของความอยากรู้มากกว่า อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง คิดยังไง ทำไมเขาถึงเลือกทำแบบนั้นในจุดนั้นของชีวิตเขา พอเราอยากรู้เราก็เริ่มศึกษา จนเรารู้ เราเข้าใจเขา พอเราเข้าใจเขาเราก็มีความสุขในการถ่ายทอดเขาออกมา มันก็ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่</p>



<p>สิ่งนี้ยิ่งทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ตัดสินคนอื่น เวลาเราเจอใครทำอะไร เราก็เริ่มมองเขาแบบเข้าใจ เขามีวิธีคิดของเขา ความอยากรู้จากการแสดงทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไอซ์เลือกรับงานไหม</strong></h4>



<p>เลือกครับ เกณฑ์ในการรับงานของเรามันมีหลายด้านมาก แต่สิ่งแรกคือบท&nbsp;</p>



<p>ไม่ได้หมายถึงบทที่เราจะได้เล่นแต่หมายถึงเรื่องโดยรวม เขากำลังถ่ายทอดเรื่องอะไรอยู่ แล้วเราอิน เราอยากรู้ อยากถ่ายทอดด้วยกันไหม พอเราอินแปลว่าเราเริ่มสนใจ แล้วค่อยถอยกลับมาดูว่าพอยต์ของบทที่เราจะเล่นในเรื่องนี้เราสามารถถ่ายทอดมันออกมาได้ไหม ถ้ารู้สึกว่าทำไม่ได้เราจะไม่รับ แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำได้แน่ๆ เราอยากรู้มากๆ อยากค้นคว้าจนทำได้ เราค่อยโอเคกับบทนั้น&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง One for the Road มันเป็นเรื่องของเพื่อน ความสัมพันธ์ เรื่องของสิ่งที่มนุษย์มี แล้วยิ่งบทเราเป็นผู้ป่วยและพูดถึงเรื่องความตาย เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เลยสนใจมากว่ามันจะเป็นยังไงวะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-154745" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เล่าเกี่ยวกับคาแรกเตอร์ ‘อู๊ด’ ให้ฟังหน่อย</strong></h4>



<p>อู๊ดเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ฝันอยากไปใช้ชีวิตอิสระที่นิวยอร์ก แล้วก็บินไปแบบลุยเดี่ยวเลย เป็นคนที่ไม่มีความฝัน ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องทำอะไร ซึ่งการไม่มีความฝันนี้แหละจะผลักดันเขาไปทำชอยส์ต่างๆ ในเรื่อง แล้วพอมาช่วงที่เขาเริ่มเป็นมะเร็ง อู๊ดก็จะมีความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำไปในอดีต และเริ่มรำลึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำไปในอดีตทั้งหมด เราไม่ตัดสินนะว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เขาเป็นคนมีอดีตเหมือนคนทุกคน&nbsp;</p>



<p>เราว่าสิ่งที่อู๊ดเป็นมันคือสิ่งที่ทุกคนเชื่อมโยงได้แน่ๆ หมายถึงว่าเราทุกคนต่างก็เคยทำสิ่งที่เราคิดว่าดี แต่จริงๆ มันทำร้ายคนอื่นนะ แต่พอวันหนึ่งที่เรามานั่งตกตะกอนดู เราก็รู้ว่าเราไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้น มันมีสิ่งแย่ๆ ที่เราเคยทำบ้าง และมันก็มีสิ่งที่ดีๆ บ้าง มันเป็นความธรรมดาของมนุษย์มั้ง&nbsp;</p>



<p>เออ มันคือความเป็นมนุษย์เลย มันคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนเป็นกัน นี่แหละคือตัวละครอู๊ด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วที่บอกว่าก่อนจะรับเล่นในทุกบทคุณต้องอยากรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเขาก่อน กับตัวละครอู๊ด ไอซ์อยากรู้เรื่องอะไร</strong></h4>



<p>อยากรู้พาร์ตของการเป็นมะเร็ง อยากรู้ว่าการที่คนคนหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเขารู้สึกยังไง ถ้าเขารู้ว่าเขามีเวลาที่เหลืออยู่ในโลกนี้จำกัด มันส่งผลต่อชีวิตเขาและวิธีคิดของเขายังไง เราอยากเข้าใจสิ่งนี้มากๆ และรู้สึกดีมากที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำความเข้าใจจริงๆ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำยังไง</strong></h4>



<p>เริ่มจากการหาข้อมูลว่ามีที่ไหนบ้างที่เราสามารถเข้าไปศึกษาได้ ก็ได้เจอโรงพยาบาลรามาธิบดีกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งมีแผนกเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เราก็เข้าไปสำรวจว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเป็นยังไง ศึกษาว่าเขามีญาติมาเยี่ยมไหม ญาติเขาเป็นยังไง คือไม่ได้มองแค่ด้านของผู้ป่วยมะเร็งอย่างเดียวแต่มองรอบๆ ถึงบริบททั้งหมดของคนที่เป็นมะเร็งด้วย</p>



<p>อีกทางคือพี่บาสผู้กำกับเรื่องนี้เขามีเพื่อนที่เป็นมะเร็งเหมือนกัน ชื่อพี่ลอยด์ (สรพล ฉัตรชัยยัญ) เขาก็ให้พี่ลอยด์มาช่วยเป็น role model ของเราในการเล่นตัวละครตัวนี้ เราได้นั่งคุยกับพี่ลอยด์หลายชั่วโมง ให้พี่ลอยด์มาช่วยดูเรื่องรอยแผล ทรงผม ลุคทั้งหมด ซึ่งเขาให้ความร่วมมือดีมาก น่ารักมาก ซึ่งวันนี้เราก็เสียใจมากที่พี่ลอยด์ไม่ได้อยู่ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันออกฉาย</p>



<p>พอเรารู้เรื่องกายภาพแล้วก็ไปทำการบ้านด้านจิตใจเพิ่ม เพราะตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าทำไมอู๊ดป่วยแล้วถึงอยากกลับไปขอโทษและขอบคุณแฟนเก่า คิดว่าคงเล่นไม่ได้แน่ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจ ก็ไปรีเสิร์ชเจอว่ามีเสถียรธรรมสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม่ชีศันสนีย์ท่านทำกิจกรรมเกี่ยวกับการบำบัดโรคป่วยทางกายด้วยใจ เราก็ไปทำกิจกรรมกับผู้ป่วยจริงๆ และได้เรียนรู้ว่าเขามีมุมมองยังไง&nbsp;</p>



<p>อีกที่คือกิจกรรม ‘เตรียมตัวก่อนตาย’ ขององค์กร Peaceful Death ซึ่งจัดที่ลำปางพอดี เราก็บินไปเข้าร่วม ซึ่งวันนั้นก็ดีมากเพราะพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ท่านมาเป็นผู้บรรยาย เราก็เอาเรื่องของตัวละครไปปรึกษาพระอาจารย์ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้พระอาจารย์จะแนะนำยังไงได้บ้าง เพื่อหวังว่าเราจะสามารถเอาสิ่งที่พระอาจารย์บอกไปประยุกต์ใช้กับตัวละครที่เราเล่น และพระอาจารย์ท่านก็ให้คำแนะนำดีมาก จนสุดท้ายเราก็เข้าใจสภาวะของตัวละครและพร้อมถ่ายทอดเขา</p>



<p>ไม่บอกนะว่าท่านแนะนำว่าอะไร เพราะถ้าบอก เราอาจจะปิดโอกาสที่คนดูจะได้ลองสัมผัสและวิเคราะห์กันเอง สำหรับเรา หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังที่อยากชวนตั้งคำถามกับการกระทำของอู๊ดด้วย และเราไม่อยากไปตัดสินว่าคนดูควรจะคิดแบบที่เราคิดนะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>งานที่ผ่านๆ มา ไอซ์มีความอยากพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ กับ&nbsp;<em>One for the Road</em>&nbsp;เป็นเหมือนกันไหม</strong></h4>



<p>เป็นเหมือนกันนะ แต่หลังจากที่เราเริ่มทำความเข้าใจกับบทนี้และเล่นเรื่องนี้เสร็จ เราก็ตกตะกอนและเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองไปเลย เราไม่ได้อยากพิสูจน์อะไรแล้ว &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อะไรทำให้คิดได้แบบนี้</strong></h4>



<p>ตอนเล่นเรื่องนี้มีจุดที่ทำให้เราจินตนาการไปตามตัวละคร คล้ายเป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการในชีวิตมันคืออะไรกันแน่ เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร เราก็ย้อนกลับไปคิดว่าปมของเรามันคืออะไรวะ การพิสูจน์ตัวเองเนี่ยพิสูจน์ไปทำไม เราได้คำตอบว่าพอถึงจุดนี้ ในวันที่เราอายุเท่านี้ พิสูจน์ตัวเองมาสิบกว่าปีและเราก็ทำเต็มที่ของเราแล้ว เราก็เลยอยากลองวิธีใหม่ๆ บ้าง</p>



<p>เพราะตัวละครอู๊ดรำลึกได้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดีต่อคนรอบข้างและตัวเขาเอง ถ้าเขามีโอกาสใช้ชีวิตอยู่เขาก็อยากเปลี่ยนไปเลือกวิธีอื่น จุดนี้แหละที่เราอยากเก็บมาใช้ในชีวิตของตัวเอง ถ้าวันนี้เราสามารถเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานของเราได้ เราจะเปลี่ยนไปใช้วิธีไหนมันเลยเปิดให้เราลองดูว่าเราไม่พิสูจน์ตัวเองบ้างซิ ลองทำงานด้วยความรัก เจอสิ่งที่เรารักแล้วทำให้มันดีบ้างซิ มันจะเป็นยังไงวะ ไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไงด้วยนะ แต่ลองดูก็ไม่เห็นเป็นไร&nbsp;</p>



<p>ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่ได้หมายความว่าวิธีพิสูจน์มันไม่ดีนะ เพราะมันทำให้เรามีวันนี้และเราก็ภูมิใจกับมัน แต่เราอยากลองหนทางอื่นๆ ในการผลักดันตัวเองดูบ้าง นี่คือสิ่งที่เราได้จากการเล่นเรื่องนี้เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอู๊ด ไอซ์อยากทำอะไรที่สุด</strong></h4>



<p>คงอยู่กับคนที่เรารักให้ได้มากที่สุด&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไม่อยากกลับไปแก้ไขอดีตเหมือนอู๊ดเหรอ</strong></h4>



<p>ไม่ เพราะตัวอู๊ดมีแฟนเก่า แต่เราไม่มี (หัวเราะ) เราอยู่กับแฟนคนนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วถ้าให้มองย้อนกลับไปในชีวิตตัวเอง ไอซ์มีเรื่องอยากกลับไปแก้ไขไหม</strong></h4>



<p>เคยมานั่งคิดเหมือนกัน แล้วสุดท้ายคำตอบคือเราไม่อยากกลับไปแก้ไขอะไรเลย เพราะเรารู้ว่าถ้าเราไปแก้ไขปมปมหนึ่งในตอนนั้น ตัวเราในตอนนี้ก็จะไม่เหมือนเดิม&nbsp;</p>



<p>วันนี้ถึงแม้ชีวิตเราอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์สมบูรณ์แบบ แต่มันคือชีวิตเรา และทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เราภูมิใจกับตัวเองที่ผ่านอดีตมาจนมีวันนี้ได้ และพอใจกับตรงนี้ และหวังว่าเราจะทำอย่างนี้ต่อไปแล้วให้ดีในอนาคตให้ได้ การแก้ไขอาจทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเองในวันนี้ เราเลยมองว่าสู้เราทำปัจจุบันนี้ให้อนาคตมันโอเคดีกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามีเวลาจำกัดเหมือนอู๊ด มีอะไรที่อยากทำก่อนตายไหม</strong></h4>



<p>ณ วันนี้ที่คุยกัน bucket list ของเราคือการไปเที่ยวรอบโลกกับคนที่รัก อยากไปเห็น ไปดู ไปเจอ ไปสัมผัสประสบการณ์ในสถานที่ต่างๆ รอบโลก น่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้คิดแบบนี้ ทั้งการเล่น&nbsp;<em>One for the Road</em>&nbsp;และโควิดที่ทำให้เราไปไหนไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154749" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การเล่นหนังเรื่องนี้ทำให้ไอซ์เข้าใจชีวิตมากขึ้นไหม</strong></h4>



<p>(นิ่งคิด) เราว่ามันทำให้เราเข้าใจชีวิตแตกต่างไปจากเดิมเลย มันทำให้เราขบคิดกับชีวิตตัวเอง และได้มองชีวิตในมุมอื่นๆ มากขึ้น เราได้ถามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำสิ่งต่างๆ ไปเพื่ออะไร ทำทำไม และชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองรักและทำมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้าที่จะเล่นเราไม่ได้เป็นแบบนี้แน่ๆ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้ววินาทีนี้ ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของไอซ์คืออะไร</strong></h4>



<p>คือการได้ appreciate กับสิ่งต่างๆ ในชีวิต อยู่กับปัจจุบันและชื่นชมกับสิ่งที่เราได้รับ ได้ชื่นชมยินดีกับทุกสิ่งรอบตัวในทุกวินาทีของชีวิต นี่คือความหมายในการใช้ชีวิตของเรา และเราก็หวังว่าเราจะได้ทำแบบนี้ต่อไปจนเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว&nbsp;</p>



<p>พอเล่นเรื่องนี้เรารู้ว่าถ้าเราไม่ได้ appreciate ชีวิต ณ ปัจจุบันนี้ มันเสียดายเหมือนกันนะ&nbsp;<em>One for the</em>&nbsp;Road ทำให้เราคิดได้ว่าเราจะใช้ชีวิตโดยไม่เสียดายในวันหลังแน่ๆ จะต้องซึมซับกับมัน และไม่ได้ตัดสินมันว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี เก็บไว้หรือไม่เก็บไว้ แค่ appreciate เลย แค่นั้นมันคือความสวยงามของชีวิตแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จนถึงตอนนี้คุณมองว่าตัวเองใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง</strong></h4>



<p>ถ้านับตั้งแต่เด็กๆ จนถึงตอนนี้ที่อายุ 31 เราใช้ชีวิตคุ้มค่ามากๆ นะ และพอใจมากๆ ว่า ณ วันนี้พอใจแล้ว แล้วหวังว่าในอนาคต ถ้าเรามีโอกาสมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 80 เราก็หวังว่าเราจะมองแบบเดียวกันว่าเรายังใช้ชีวิตแบบคุ้มค่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้ยกแก้วสุดท้ายหรือ one for the road เพื่อ ​cheers ให้กับสักโมเมนต์ของชีวิต อยากยกแก้วให้โมเมนต์ไหน</strong></h4>



<p>&nbsp;โมเมนต์ของการนั่งอยู่ในห้องดูหนังแล้วแฟนนั่งอยู่ข้างๆ และมีแมวสามตัวนอนระเกะระกะอยู่ตามมุมห้อง บนจอทีวีมีหนังที่เราชอบฉายอยู่ บวกกับอากาศเย็นๆ เป็นโมเมนต์ที่ง่ายๆ แบบนี้แหละ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ice-natara/">บัคเก็ตลิสต์ก่อนตายและความหมายของชีวิตที่ ‘ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์’ เรียนรู้จาก One for the Road</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“คุยกันวัน (กำลังจะ) หยุด” กับมาเฟียรี่ อุไร ปทุมมาวัฒนา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urai-patoomawatana/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จักรพันธุ์ ขวัญมงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2021 12:59:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[กีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[คอลัมนิสต์]]></category>
		<category><![CDATA[มาเฟียรี่]]></category>
		<category><![CDATA[อุไร ปทุมมาวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[สยามกีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[คุยกันวันหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าวกีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สยามสปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอล]]></category>
		<category><![CDATA[บัลลงดอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=152197</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลมานานและเติบโตขึ้นในยุคที่หนังสือพิมพ์อย่าง สยามกีฬา สตาร์ ซอคเก้อร์ ยังเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารยักษ์ใหญ่ให้ได้ติดตามเกมลูกหนังและเชียร์ทีมในดวงใจ เชื่อว่าน่าจะรู้จักคอลัมนิสต์ที่ชื่อ “มาเฟียรี่” จากคอลัมน์ “คุยกันวันหยุด” ที่ชวนผู้อ่านคุยเรื่องทั่วๆ ไปในแง่มุมต่างๆ กันเป็นอย่างดี มากไปกว่านั้น “มาเฟียรี่” หรือ อุไร ปทุมมาวัฒนา ยังเป็นนักข่าวกีฬาระดับต้นของสยามสปอร์ตที่อยู่กับองค์กรนี้มากว่าสามทศวรรษ เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้สื่อกีฬาของไทยอย่างเครือสยามสปอร์ตได้ยืนหยัดเคียงข้างสื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของโลก ผ่านทัวร์นาเมนต์แล้วทัวร์นาเมนต์เล่า งานเขียนชิ้นแล้วชิ้นเล่า จนทำให้เธอได้กลายเป็นหนึ่งโหวตเตอร์ของ บัลลงดอร์ เป็นคนไทยคนแรกและ (ยัง) เป็นคนเดียวมาจนทุกวันนี้ แต่ใดๆ ในโลกล้วนต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง สื่อสิ่งพิมพ์อย่าง “สตาร์ ซอคเก้อร์ รายวัน” ขวัญใจนักดูบอลทั่วประเทศ หรือแม้แต่สิ่งพิมพ์อื่นๆ ในเครือสยามสปอร์ตฯ ก็เช่นกัน ไม่อาจต้านทานกระแสแห่งกาลเวลาได้ เมื่อภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน หนังสือพิมพ์ยอดตกถ้วนหน้า คนเริ่มละทิ้ง “สื่อกระดาษ” ทุกหัว องค์กรสื่อก็ต้องปรับตัวรับแรงกระแทกครั้งใหม่ อุไร ก็ไม่อาจต้านทานกระแสนั้น เธอจึงเป็นหนึ่งในนักข่าวรุ่นใหญ่ที่บริษัทขอให้ออกก่อนกำหนดหรือ “early retire” เพื่อปรับองค์กรให้ “เพรียว” ขึ้น สามสิบกว่าปีแห่งการทำงานในฐานะนักข่าว “สยามสปอร์ตฯ” ของเธอจึงกำลังจะจบลงในปีนี้ (พร้อมออปชั่นฟรีแลนซ์พ่วงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urai-patoomawatana/">“คุยกันวัน (กำลังจะ) หยุด” กับมาเฟียรี่ อุไร ปทุมมาวัฒนา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลมานานและเติบโตขึ้นในยุคที่หนังสือพิมพ์อย่าง สยามกีฬา สตาร์ ซอคเก้อร์ ยังเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารยักษ์ใหญ่ให้ได้ติดตามเกมลูกหนังและเชียร์ทีมในดวงใจ เชื่อว่าน่าจะรู้จักคอลัมนิสต์ที่ชื่อ “มาเฟียรี่” จากคอลัมน์ “คุยกันวันหยุด” ที่ชวนผู้อ่านคุยเรื่องทั่วๆ ไปในแง่มุมต่างๆ กันเป็นอย่างดี</p>



<p>มากไปกว่านั้น <a href="https://web.facebook.com/urai.patoommawatana" target="_blank" rel="noreferrer noopener">“มาเฟียรี่”</a> หรือ อุไร ปทุมมาวัฒนา ยังเป็นนักข่าวกีฬาระดับต้นของสยามสปอร์ตที่อยู่กับองค์กรนี้มากว่าสามทศวรรษ เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้สื่อกีฬาของไทยอย่างเครือสยามสปอร์ตได้ยืนหยัดเคียงข้างสื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของโลก ผ่านทัวร์นาเมนต์แล้วทัวร์นาเมนต์เล่า งานเขียนชิ้นแล้วชิ้นเล่า จนทำให้เธอได้กลายเป็นหนึ่งโหวตเตอร์ของ บัลลงดอร์ เป็นคนไทยคนแรกและ (ยัง) เป็นคนเดียวมาจนทุกวันนี้</p>



<p>แต่ใดๆ ในโลกล้วนต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง สื่อสิ่งพิมพ์อย่าง “สตาร์ ซอคเก้อร์ รายวัน” ขวัญใจนักดูบอลทั่วประเทศ หรือแม้แต่สิ่งพิมพ์อื่นๆ ในเครือสยามสปอร์ตฯ ก็เช่นกัน ไม่อาจต้านทานกระแสแห่งกาลเวลาได้</p>



<p>เมื่อภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน <a href="https://adaymagazine.com/global-modmag2017/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หนังสือพิมพ์</a>ยอดตกถ้วนหน้า คนเริ่มละทิ้ง “สื่อกระดาษ” ทุกหัว องค์กรสื่อก็ต้องปรับตัวรับแรงกระแทกครั้งใหม่ อุไร ก็ไม่อาจต้านทานกระแสนั้น เธอจึงเป็นหนึ่งในนักข่าวรุ่นใหญ่ที่บริษัทขอให้ออกก่อนกำหนดหรือ “early retire” เพื่อปรับองค์กรให้ “เพรียว” ขึ้น</p>



<p>สามสิบกว่าปีแห่งการทำงานในฐานะนักข่าว <a href="https://www.siamsport.co.th/home" target="_blank" rel="noreferrer noopener">“สยามสปอร์ตฯ”</a> ของเธอจึงกำลังจะจบลงในปีนี้ (พร้อมออปชั่นฟรีแลนซ์พ่วงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า)</p>



<p>วันนี้เราคุยกับ “มาเฟียรี่” ถึงทุกเรื่องที่ผ่านมาและอนาคตที่รออยู่ของเธอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-152224" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c3_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">สรุปว่าตอนนี้สถานะการทำงานของคุณเป็นอย่างไร</h4>



<p>เป็นคนตกงานที่ยุ่งฉิบหายเลย (หัวเราะ) จริงๆ มีงานใหม่แล้วนะคะ แต่ยังไม่อยากจะพูด เดี๋ยวรอหลังปีใหม่ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้สถานะคือไม่ได้เป็นพนักงานของสยามสปอร์ตตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพียงแต่ว่านายขอให้เขียนลงในสตาร์ ซอคเก้อร์ อีกสักประมาณปีหนึ่งในฐานะฟรีแลนซ์ ตอนนี้ก็เขียนคอลัมน์ “ตอกไข่ใส่สตั๊ด” อยู่สัปดาห์ละสองครั้ง เวิลด์ ซอคเก้อร์ แล้วก็คอลัมน์ “คุยกันวันหยุด” ก็ยังเขียนอยู่</p>



<h4 class="wp-block-heading">ขออนุญาตถามตรงๆ ว่าคุณโดน early retire หรือเปล่า</h4>



<p>ก็คือโดน early retire นั่นแหละค่ะ แต่ดิฉันขอใช้คำของคุณซูม ไทยรัฐ (สมชาย กรุสวนสมบัติ คอลัมนิสต์ระดับตำนานของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ-ผู้เขียน) ซึ่งตัวแกเองก็ early retire มาหลายปีแล้ว อายุ 80 แล้วด้วย แกบอกว่าพวกเราที่เป็นสื่อกระดาษเนี่ยก็รอวันนี้ รอวันที่รู้ว่าตัวเองโดน early retire หรือ volunteer early retire ก็แล้วแต่ เพื่อที่จะได้แพลนอนาคตต่อไปได้ ทีนี้พอโดน early retire เจ้านายก็ให้ดิฉันเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ของสยามสปอร์ต แต่ก็ไม่ใช่เราคนเดียวที่โดนนะคะ มีรุ่นพี่อีกหลายคน รุ่นพี่ที่มาด้วยกันจากสมัยโรงพิมพ์ที่คลองเตย ก็กลายเป็นฟรีแลนซ์กันไป เขียนให้อีกปีนึง หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับหนังสือพิมพ์เองแล้วว่ามันจะยังมีชีวิตอยู่ถึงเมื่อไหร่</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในฐานะที่เป็นนักข่าวที่อยู่ในวงการมานาน เห็นการถดถอยของสื่อสิ่งพิมพ์ คุณเตรียมใจเจอสิ่งเหล่านี้ไว้บ้างหรือเปล่า</h4>



<p>พร้อมตลอดค่ะ แล้วก็บอกลูกน้องให้พร้อมเสมอ ถ้าใครที่อ่านคอลัมน์ “คุยกันวันหยุด” ของดิฉันมาตลอด ก็จะรู้ว่าดิฉันเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในแวดวงสื่อโลกมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ Newsweek ยังมีการเปลี่ยนแปลงแปลว่ามันส่งสัญญาณมานานแล้วนะคะ ซึ่งเราก็ไม่ได้เพิ่งมาคิดว่าจะต้องลดหน้า หรือว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงในปีนี้ เพราะเราก็ขยับมานานแล้ว อย่างเว็บไซต์สยามสปอร์ต เราก็เป็นสื่อเจ้าแรกที่ทำก่อนใคร มีช่วงหนึ่งที่ดิฉันต้องปลีกตัวจากแผนกต่างประเทศขึ้นไปทำที่ศูนย์ข่าวเพื่อป้อนเข้าเว็บไซต์ จริงๆ เราปรับตัวมานานแล้ว เราปรับมาตลอด แต่ในฐานะคนทำสื่อกระดาษด้วยกันก็จะทราบว่าสถานการณ์ปีนี้มันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง “โควิด-19” มันก็เป็นสถานการณ์หนึ่งที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจกันมาก่อน เพราะอยู่ๆ คนออกจากบ้านไม่ได้ ร้านค้าขายส่งต่างๆ ก็วุ่นวายไปหมด</p>



<h4 class="wp-block-heading">กล่าวเฉพาะเจาะจงไปที่เครือสยามสปอร์ตฯ สัญญาณนี้มันเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่</h4>



<p>เราเริ่มปรับโครงสร้างในบริษัทมา 6-7 ปีแล้ว ลดจำนวนคนลงเรื่อยๆ ถ้าโดนให้ออกก็ได้ค่าตอบแทน แต่ถ้าลาออกเองก็จะไม่ได้เงินชดเชย ก็จะบอกเด็กๆ ไว้ตั้งแต่ที่เริ่มมีการ lay off ล็อตแรกว่าให้หางานใหม่ด่วนก่อนที่จะถึงวันที่ต้องโดนจิ้มให้ออก หรืออยากอยู่เพื่อโดนจิ้มก็ได้ เพียงแต่มันจะเซ็ง เพราะในอารมณ์คนที่รอวันโดนจิ้ม รอเงินชดเชย ความรู้สึกมันไม่โอเค แต่ก็จะบอกว่าพวกมึงห้ามไปตายเอาดาบหน้าเด็ดขาด</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมบอกอย่างนั้น</h4>



<p>เพราะดาบหน้ามีคนตายนอนกองอยู่เยอะแล้ว คนอาชีพอย่างเราๆ เงินมันไม่ได้สูง พวกทำทีวีก็เหมือนกัน ได้ออกจอแล้ว เป็นที่รู้จักก็จริง แต่เงินเดือนไม่ได้สูงอย่างที่คนอื่นคิด เราก็จะบอกว่าเงินไม่กี่แสนเนี่ย มันอยู่ไม่ได้ทั้งชีวิตหรอก เงินล้านยังอยู่ไม่ได้เลยทุกวันนี้ ก็ต้องให้ทุกคนเตรียมตัว เพราะว่าทุกคนมีครอบครัว ผ่อนรถผ่อนบ้าน มันก็ต้องคิดเผื่อ ไอ้ประเภทที่ตื่นขึ้นมา มาโรงพิมพ์ วิจารณ์บอลเสร็จ เขียนเกม แปลข่าว กลับบ้าน สบายๆ ไม่มีแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading">หนังสือพิมพ์จะเอาตัวไม่รอดแล้ว</h4>



<p>หนังสือพิมพ์รายวันมันจะอยู่ไม่ได้แล้ว มันอยู่ได้เพราะมีคนอ่าน แต่คนเดี๋ยวนี้แทบไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว คุณจำได้ไหม เมื่อเร็วๆ นี้ไทยรัฐเขาขายหน้าโฆษณาบนปกหน้าปกหลัง wrap หนังสือพิมพ์เลย ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเกิดขึ้น เป็นสัญญาณที่เราเห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้คนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงมาก ไม่ต้องพูดถึง E-Book หรือ E-Papers เพราะเราเคยทำแล้วก็โดนก๊อปทุกหน้าเลย ไม่ค่อยยอมเสียเงินอ่าน พอทำแล้วก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าเป็นต่างประเทศมันยังขายได้นะ แล้วยอดมันโตขึ้นด้วย สื่อกีฬารายวันของเมืองนอกเขาก็ปรับตัว อย่าง ลา กัตเซตตา (La Gazzetta dello Sport หนังสือพิมพ์กีฬารายวันยักษ์ใหญ่ของอิตาลี-ผู้เขียน) นี่ก็ปรับมาหลายปีแล้ว ปรับจากกระดาษสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์มาเป็นกระดาษขาวดำ ลดสีเพื่อลดต้นทุน หรืออย่าง เลกิ๊ป (L&#8217;Équipe) หนังสือพิมพ์กีฬาเจ้าใหญ่ของฝรั่งเศสเขาก็ปรับจากขนาด broadsheet ลดมาเป็น tabloid ก็เป็นการลดกระดาษ ลดต้นทุน เรารู้ได้จากการเห็นหนังสือพิมพ์ในวงการเปลี่ยนไป โดยที่เราไม่ต้องถามว่าปรับทำไมหรือเปลี่ยนทำไมด้วยช้ำ</p>



<h4 class="wp-block-heading">พอมาถึงเราก็เลยไม่เซอร์ไพรส์</h4>



<p>ไม่เซอร์ไพรส์ ถ้าจะเซอร์ไพรส์ คงเซอร์ไพรส์ในความปัจจุบันทันด่วนมากกว่า แต่ตัวเองไม่ใช่คนแรกที่โดนแบบนี้ คือเขาตัดกันด้วยตัวเลข ซึ่งเราก็เข้าใจคนที่ตัดสินใจ ทำงานมาถึงป่านนี้ก็ไม่ได้มีอะไรให้อยากโกรธเคืองกันหรอก</p>



<h4 class="wp-block-heading">ขออนุญาตถามตอนที่ทราบเรื่องนี้จากเจ้านาย รู้สึกยังไง</h4>



<p>ก็บอกว่าแล้วแต่พี่วิ (ระวิ โหลทอง ผู้ก่อตั้ง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด) ยังไงก็ได้ แล้วแต่พี่วิเลย (หัวเราะ) ไม่รู้จะตอบอะไร เพราะชีวิตพวกเราก็แล้วแต่พี่วิ หมายถึงว่าชีวิตการทำงานนะคะ “แล้วแต่พี่วิ” ด้วยความที่เราโตมากับเขาเนอะ เราก็คงอยู่ตามที่คุณระวิเขาอยากจะให้เราอยู่ช่วยงานตรงนี้ค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ใจหายไหม</h4>



<p>ไม่เชิง เพราะว่าความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้นตลอด</p>



<h4 class="wp-block-heading">ตอนนี้ยังต้องเข้าออฟฟิศอยู่หรือเปล่า</h4>



<p>ตอนนี้ก็ยังเข้าไปเขียนงานอยู่เป็นบางวัน นั่งเขียนงานจากบ้านทุกวันก็เบื่อ ก็ไปเปลี่ยนบรรยากาศแล้วก็ไปทยอยเก็บของบ้าง หนังสือมันเยอะ ต้องทยอยเก็บ แล้วมันยังมีทรัพย์สมบัติที่หอบมาจากคลองเตย สตาร์ ซอคเก้อร์ รายสัปดาห์เข้าเล่มไว้ตั้งแต่คลองเตย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-1024x683.jpg" alt="มาเฟียรี่" class="wp-image-152232" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c17_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">รวมอายุการทำงานของคุณสามสิบปีใช่ไหม</h4>



<p>สามสิบเอ็ดกว่าๆ เราเข้ามาปี 2533 ปีฟุตบอลโลก 1990 ค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ตอนนั้นคิดไหมว่าเราจะอยู่ได้ยาวนานถึงสามทศวรรษ</h4>



<p>เอ่อ ไม่ได้คิดนะว่าจะอยู่นานเท่าไหร่ ก็อยู่ไปเพราะว่าเรารักทางนี้ เพื่อนที่จบอักษรฯ จุฬาฯ มาด้วยกัน ตอนนั้นเขาก็จะสตาร์ทเงินเดือนกันที่หลักหมื่น แล้วเราก็ยังสตาร์ทสี่พันอยู่ (หัวเราะ) เราก็อยู่ไป เพราะตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำงานแบบ nine to five (เข้าเก้าโมงเช้า กลับห้าโมงเย็น หมายถึงทำงานเป็นเวลาแน่นอนเป็นกิจวัตร-ผู้เขียน)</p>



<h4 class="wp-block-heading">ก็เลยได้ทำงานทั้งวันทั้งคืนเลยคราวนี้</h4>



<p>(หัวเราะ) ก็ไม่เชิง คือที่ไม่ทำงาน nine to five เพราะว่ามันเป็นปีฟุตบอลโลก แล้วเราก็คิดว่าเราจะดูบอลโลกก่อน เดี๋ยวตื่นไปทำงานไม่ทัน ตอนนั้นอิตาลีเตะเสร็จ บ้านเราก็จะตีสี่ตีห้า ตื่นไปทำงานไม่ทันแน่ๆ ขนาดตื่นไปเรียนยังลำบากเลย แล้วพอดีที่นี่เขาเปิดรับคนที่มาแปลภาษาอื่นๆ คือ อิตาลี แต่เราได้ฝรั่งเศส เราก็เลยมาทำงานไปด้วยแล้วก็ดูบอลไปด้วย ไม่ได้กะเกณฑ์ว่าต้องอยู่ยืดยาวหรือจะทำอาชีพนี้ตลอดไป ก็ทำไปเรื่อยๆ แล้วก็กลายมาเป็นอย่างนี้ค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">การเป็นนักข่าวฟุตบอลผู้หญิงของสตาร์ ซอคเก้อร์ ในช่วงนั้นมันยากลำบากไหม</h4>



<p>อยู่ในออฟฟิศยังไม่รู้สึกถึงความยากลำบาก ความยากลำบากในยุคนั้นอยู่ที่ตอนไปทำข่าวทัวร์นาเมนต์แรกๆ มากกว่า อย่างตอนไปฟุตบอลโลก 2002 เนี่ย…ขนาดว่าจัดในเอเชียแล้วนะ เราประจำที่เกาหลีใต้ ก็ยังถูกนักข่าวสเปนที่เด็กกว่าเราถามว่า “อ้อ เป็นผู้หญิงมาทำงานนี้เหรอ? เอ่อ…ชอบฟุตบอลเหรอ?” เราก็บอกว่า “เอ้า ไม่ชอบแล้วจะทำทำไม” สุดท้ายแล้วหัวหน้าเขาซึ่งทุกวันนี้คือเป็นผู้อำนวยการของ มุนโด้ เดปอร์ติโบ (Mundo Deportivo หนังสือพิมพ์กีฬารายวันของสเปน-ผู้เขียน) เขาต้องบอกหมอนั่นว่าคุณเพิ่งมา เงียบไปก่อน อีนี่ไปทำข่าวแรลลีที่แอฟริกามาก่อนมึงเรียนจบซะอีก (หัวเราะ) มันก็จะมีเรื่องแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นสายตาที่มองเรามากกว่า คำถามตรงๆ มีน้อย</p>



<h4 class="wp-block-heading">จำได้ว่าคุณเป็นคอลัมนิสต์คนแรกๆ ที่บุกเบิกการนำเสนอเรื่องราวของลีกเอิงฝรั่งเศส</h4>



<p>ค่ะ ให้เราทุกคนอ่านชื่อลำบากไปด้วยกัน (หัวเราะ) เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนอ่านเป็นภาษาอังกฤษ เรากับ โมนาลิซ่า คอลัมนิสต์อีกคนช่วยกันเขียนเรื่องลีกเอิงแล้วก็สะกดคำอ่านเป็นภาษาฝรั่งเศส ตอนนั้นปี 1992-1994 เราอยู่ที่ฝรั่งเศส เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย สมัยนั้นยังเป็นการทำงานด้วยพิมพ์ดีด เราพิมพ์เสร็จก็ส่งแฟกซ์ที่เป็นต้นฉบับมาที่ไทย เสาร์อาทิตย์ก็ออกไปดูบอล เป็นวิธีการแบบแอนะล็อกมาก</p>



<h4 class="wp-block-heading">นักข่าวสมัยนี้คงไม่รู้จักเครื่องแฟกซ์แล้ว</h4>



<p>(หัวเราะ) ตอนนั้นเขียนเรื่อง ราอูล กอนซาเลซ เราเขียนเป็นคนแรก เขาเพิ่งเริ่มแจ้งเกิดที่ เรอัล มาดริด แล้วแจ๊คกี้ (อดิสรณ์ พึ่งยา) ซึ่งเป็นคนปิดเล่มสตาร์ ซอคเก้อร์ รายวัน โทรมาบอกว่าทั้งประเทศไม่มีรูป ราอูล กอนซาเลซ เลยพี่ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง มันเป็นหนังสือพิมพ์จะตัดแล้วแฟกซ์ไปเหรอ มันก็ไม่ได้ อีเมลตอนนั้นก็ยังไม่มี เอามือถือถ่ายรูปเหรอ ตอนนั้นอีเมลยังไม่มีเลย ก็เลยบอกว่าเอารูป (เรอัล) มาดริด อะไรก็ได้ลงไปก่อน มันหาไม่ได้น่ะ ให้ทำยังไง</p>



<h4 class="wp-block-heading">เทคโนโลยีตอนนั้นได้เท่านั้น</h4>



<p>เหมือนตอนบอลโลก 1990 น่ะ เราเตรียมรูปคู่เปิดสนาม แคเมอรูนกับอาร์เจนตินา เราเตรียมรูปไว้เต็มเลย รูปนักเตะอาร์เจนตินามีเพียบเลย เพราะว่าชนะแน่ๆ เป็นแชมป์เก่า ปรากฏว่าคนยิงประตูเดียวในเกมนั้นคือ ฟร็องซัวส์ โอมัม-บียิก (Francois Omam-Biyik) นักเตะแคมเมอรูน</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วทำไง</h4>



<p>เรามีรูปเห็นหน้าที่เป็นบัตรประชาชนอยู่รูปเดียว ทั้งโรงพิมพ์มีรูปนี้รูปเดียว ก็ลงรูปบัตรประชาชนไป (หัวเราะ) ทำเท่าที่มีน่ะ ช่วยอะไรไม่ได้ ถึงบอกว่ายุคนี้ source มันมหาศาลมาก ถ้าเรามีเทคโนโลยียุคนี้นะ จะบรรเจิดกว่านี้มาก</p>



<h4 class="wp-block-heading">ช่วงนั้นเราได้ตั๋วเพื่อดูบอลยังไง ใช้สิทธิ์สยามสปอร์ตเหรอ</h4>



<p>ค่ะ เพราะเราไปในนามสยามสปอร์ต มีป้ายพนักงานอยู่แล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading">ได้ตระเวนทั่วฝรั่งเศสไหม</h4>



<p>ตอนนั้นยัง เพราะงบประมาณจำกัด แต่มีครั้งนึงที่เราได้เดินทางไกลหน่อย คือไปมิวนิกเพื่อดูนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกส์ ครั้งแรกหลังจากเปลี่ยนชื่อจากยูโรเปี้ยน คัพ ระหว่าง มาร์กเซย์ กับ มิลาน เรานั่งรถทัวร์ไป ดูบอลจบแล้วกลับเลย ก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่ง ตอนนั้นกับยูฟ่าเรายังไม่ได้เริ่มติดต่อเลยนะ ก่อนหน้านั้นก็มีทางสมาคมฟุตบอลที่เขาจัดการเรื่องตั๋วอะไรพวกนี้ให้บ้าง แต่พอฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ เราเริ่มจัดการขอลงทะเบียนตั๋วเพื่อเข้าไปดูบอลทำข่าวเองบ้าง เพราะตอนนั้นชื่อของสยามสปอร์ตเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสายตาองค์กรอย่างฟีฟ่าหรือยูฟ่า</p>



<h4 class="wp-block-heading">ยกระดับการทำงานของนักข่าวกีฬาในเมืองไทย พูดอย่างนั้นได้ไหม</h4>



<p>อืม…ถามว่ายกระดับไหมก็ไม่เชิงหรอกค่ะ เรียกว่ารู้ว่าต้องทำอะไรดีกว่า เพื่อให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-1024x683.jpg" alt="มาเฟียรี่" class="wp-image-152228" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c13_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ตอนที่อยู่ในฝรั่งเศสมีอุปสรรคอะไรบ้างไหม ทั้งการเป็นนักข่าวกีฬาผู้หญิง การเป็นคนเอเชีย หรือแม้แต่การเรียนไปทำงานไปด้วย</h4>



<p>เป็นบางคนมากกว่า เพราะคนฝรั่งเศสที่มันนึกว่าคนไทยยังขี่ช้างอยู่ก็ยังมีนะ (หัวเราะ) หรืออีกอย่างก็ พอเราบอกว่าไทยแลนด์ มันก็ถามว่า “ไต้หวันเหรอ?” เราถึงบอกว่าที่ผ่านมาเรารักฝรั่งเศสจากที่เราเรียนมา เราอินกับมัน วัฒนธรรมของมัน ความเจริญของมัน แต่เราไม่ได้รักคนฝรั่งเศส ยกเว้นนักฟุตบอล อันนี้เราชื่นชอบเพราะความเป็นนักฟุตบอล เป็นนักกีฬา แต่ถ้าโดยทัศนคติเราไม่ค่อยปลื้ม มันก็อย่างนี้แหละ มันก็ถามอะไรแรงๆ หรือเรื่องอาชีพโสเภณีอะไรอย่างนี้ ถามแบบกว้างๆ ว่า “เป็นกันหมดเหรอ?” “บ้าเหรอ ประเทศอะไรผู้หญิงจะเป็นหมด” คือความที่เรามีชื่อเสียงในทางนั้น นี่คือสมัยนู้นเลยนะ แต่สมัยนี้เชื่อว่าดีขึ้น แต่ยังไม่หมดไปหรอก เขายังเชื่อว่าเราต้องด้อยกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในตอนนั้นสื่ออย่างสยามสปอร์ตเริ่มเป็นที่รู้จักของฟีฟ่าหรือยูฟ่า หรือแม้แต่สื่อกีฬานานาชาติ กว่าจะถึงจุดนั้นมันยากเย็นสำหรับคุณไหม</h4>



<p>ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเย็นนะ เราก็แค่ keep contact รักษาความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ เวลามีทัวร์นาเมนต์ในยุโรปก็มีน้องที่ประจำการอยู่ที่อังกฤษเขาไปนะ คือมันเป็นเรื่องของความสม่ำเสมอ คุณต้องติดต่อเขาสม่ำเสมอ ไม่ใช่คุณจะไปขอตั๋วแชมเปียนส์ ลีกส์ นัดชิงนัดเดียว แล้วระหว่างทัวร์นาเมนต์หรือซีซันคุณไม่ได้ไปทำข่าวเลย แบบนี้มันก็ยาก เขาก็จะให้คนที่มีการลงทะเบียน คนที่มีการติดต่อกันเป็นประจำ อย่างเครือสยามสปอร์ตนี่พอเรามีหลายหัว ทุกอย่างก็พุ่งกลับมาที่เรา เขาก็จะปรับเราเป็น corporate user เป็นคน manage account ว่าเราอยากสมัครใครในหัวไหน ซึ่งอันนี้ดิฉันเองก็ยังทำให้เจ้านายอยู่นะคะ ถ้าเกิดว่ามี assignment มาว่าจะให้ใครไปทัวร์นาเมนต์อะไร ดิฉันยังต้องทำให้อยู่</p>



<h4 class="wp-block-heading">พูดง่ายๆ ก็คือ connection หลักของสยามสปอร์ตกับต่างประเทศในยุคหนึ่งคือคุณ</h4>



<p>ค่ะ เพราะเวลาเปลี่ยนคนติดต่อมันยุ่งยาก ต้องรอ approve ต้องส่งผลงานไปใหม่ ทุกวันนี้ถ้าเกิดคนที่จะเปิด account กับฟีฟ่าใหม่ ต้องมีผลงาน มีคอลัมน์ เห็นหน้าเห็นตามีอะไรอย่างนี้ แต่ว่าเขาก็อัพเดตนะ อย่างยูฟ่าเขาก็จะปรับว่าเราต้องส่งผลงานใหม่ๆ ให้เขา ต่อให้เขาอ่านภาษาไทยไม่ออกก็จะต้องส่งคอลัมน์ที่ lay-out เป็นไฟล์ pdf ไปให้เขา ที่ดูรู้ว่าเป็นเรื่องปัจจุบันไปด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">การได้ติดต่อหรือการมีคอนเนกชันกับสื่อ กับยูฟ่าหรือฟีฟ่าก็ดี ทำให้สยามสปอร์ตเป็นที่รู้จักในสื่อกีฬาทั่วโลกมากยิ่งขึ้น และก็ทำให้ตัวคุณเองมีส่วนเข้าไปเป็นหนึ่งสื่อมวลชนที่มีสิทธิ์โหวตเรื่องรางวัลบัลลงดอร์ (ballon d&#8217;or รางวัลลูกบอลทองคำ) ด้วย มันเริ่มต้นได้อย่างไร</h4>



<p>ปี 2010 เขาควบรวมรางวัลนี้เข้ากับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี (FIFA World Player of the Year award) เป็นฟีฟ่า บัลลงดอร์ แล้วก็ก่อนหน้านั้นสักสองปีเขาปรับรางวัลจากนักเตะยอดเยี่ยมยุโรปเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของโลก เมื่อก่อนให้แค่ในสื่อยุโรปเขาโหวตกันอยู่ ต่อมาก็เริ่มมีการปรับว่าเขาอยากให้มันเป็นทั่วโลกจริงๆ อยากให้กรรมการและผู้สื่อข่าวทั่วโลกได้มีส่วนร่วมในการโหวต มีนักข่าวญี่ปุ่นรู้จักกันชื่อคุณทามูระได้ติดต่อพูดคุยกับหนังสือพิมพ์ เลกิ๊ป กับ ฟร้องซ์ ฟุตบอล เพื่อหาผู้สื่อข่าวจากประเทศต่างๆ มาร่วมโหวต คุณทามูระเขาก็ถามเราว่าสนใจไหม เดี๋ยวให้ทีมงานทางฟร้องซ์ ฟุตบอล เขาติดต่อ หลังจากนั้นทางฟร้องซ์ ฟุตบอล ก็ติดต่อมา ขอดูโปรไฟล์หน่อยว่าทำอะไร ที่ไหน มี reference ไหม เพื่อยืนยันว่าเราเป็นผู้สื่อข่าวเฉพาะทางนี้จริงๆ เราก็ส่งไปให้เขาพิจารณา รวมถึงป้ายที่ไปทัวร์นาเมนต์ต่างๆ เขาก็ตอบรับมาว่าให้เราร่วมโหวตด้วยค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">เป็นนักข่าวไทยคนแรกและเป็นคนเดียวที่ได้เข้าร่วมใช่ไหม</h4>



<p>คนเดียว แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่ตัวแทนประเทศไทยนะ แต่ละประเทศก็จะมีหนึ่งสื่อ แล้วแต่บางสื่อ ยิ่งต่างประเทศบางคนทำให้หลายสื่อ ก็แล้วแต่ว่าเขาจะลงว่าเขาเป็นอะไร เราก็ลงในนามของสยามสปอร์ต</p>



<h4 class="wp-block-heading">ความรู้สึกเป็นยังไง เหมือนคุณได้รับการยอมรับจากนานาชาติ</h4>



<p>เรารู้สึกดีใจในนามองค์กร ไม่ได้รู้สึกดีใจในนามชื่อเราเอง เพราะว่าแต่ละครั้งที่พอโหวตเสร็จแล้วประกาศผลทางแมกกาซีนของเขา มันจะมีชื่อของคนโหวตและต้นสังกัดอยู่ในวารสารของเขา ได้มีชื่อสยามสปอร์ต สตาร์ ซอคเก้อร์ สู่สายตาชาวโลก ซึ่งบางคนที่เขาไม่รู้จักเราก็ได้รู้จัก ตอนที่แจ้งเจ้านายว่าทางฟร้องซ์ ฟุตบอล เขาเชิญมา แล้ว approve โปรไฟล์การทำงานแล้วนะ เจ้านายก็ดีใจ เราบอกว่าไม่ต้องดีใจมาก เพราะว่าไม่ได้ไปแย่งชิงค่ะ เขาเชิญมา</p>



<h4 class="wp-block-heading">แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสยามสปอร์ตก็เป็นสื่อไทยเจ้าเดียวที่ได้เข้าร่วมในการคัดเลือกนี้และคุณก็เป็นหนึ่งเดียวขององค์กร ในฐานะคนไทยมันก็ภาคภูมิใจได้แหละ คิดว่าอย่างนั้นไหม</h4>



<p>ไม่ได้คิดว่าภาคภูมิใจ คิดว่าเขาคงยอมรับเรา ใช้ว่าเป็นที่รู้จักดีกว่า เพราะยังมีอีกหลายเจ้าที่เรายัง keep contact กันจนปัจจุบัน แต่กับพวกเกรียนคีย์บอร์ดนี่ก็อีกเรื่องหนึ่งนะ แบบ “อีนี่เป็นใคร!!” อะไรอย่างนี้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่เปิดเพจส่วนตัว เพราะเรารับความเห็นพล่อยๆ ของใครสักคนที่ไม่รู้ภูมิหลัง หรือไม่รู้การทำงาน และไม่ได้เก่งในทางนี้ไปกว่าเราไม่ได้ ก็เพียงแค่ดูฟุตบอลแล้วคุณด่าๆ ไปแบบนี้ไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-1024x683.jpg" alt="มาเฟียรี่" class="wp-image-152229" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c8_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">นามปากกา “มาเฟียรี่” นี่มาได้ยังไง</h4>



<p>เพื่อนตั้งให้ เพื่อนที่อักษรฯ จุฬาฯ เขาแต่งกลอน แต่งโคลงแปะบอร์ดเล่นๆ แล้วมีเพื่อนคนนึงเขียนถึงแก๊งเรา แบบทะโมนๆ หน่อย เพราะอักษรฯ จะมีแต่ผู้หญิงเรียบร้อยเยอะ เขาก็เขียนว่า “เปรียบพวกเราคล้ายดั่งมาเฟียรีนา” ก็เป็นมาเฟียนี่แหละ แต่เติม “รี่” เข้าไปให้มีความเป็นผู้หญิง พอตอนที่มาทำงาน แปลงานชิ้นแรกเสร็จแล้วพี่โย่งบอกว่าให้เอาลงพรุ่งนี้เลย ให้คิดนามปากกา เราก็เลยคุยกับเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันเนี่ย “เอาไงดีวะ เขาให้คิดนามปากกา แล้วยังคิดไม่ได้” พี่ที่รับเราเข้ามาทำงานเขาบ้าหนังจีน แล้วงานชิ้นแรกเขาลงนามปากกาให้เราว่า “บุปผาพิรุณ” เรารับไม่ได้ จะบ้าตาย (หัวเราะ) คือให้มีความเป็นผู้หญิง มีความเป็นดอกไม้ แต่เราบอกเพื่อน “เนี่ย กูรับไม่ได้แล้ว กูรับไม่ได้แล้ว มึงช่วยคิดหน่อย” “เอางี้แล้วกัน มาเฟียรี่” โอเค ใช้ไปก่อน ใจอยากได้ชื่อไทยมากกว่า ไม่ได้อยากได้ชื่ออะไรที่มันดูกระแดะ แต่ว่าโอเค อันนี้มันไกด์อยู่ว่าเป็นผู้หญิง มันไกด์ตรง “รี่” ว่าเป็นผู้หญิง</p>



<h4 class="wp-block-heading">เลยเป็นมาเฟียรี่มาจนทุกวันนี้</h4>



<p>แต่กับการเขียนคอลัมน์คนก็จะคิดว่าเป็นทอมอยู่แล้ว คือเมื่อก่อนใครเรียกเราก็ “ครับผม ครับพี่” อะไรอย่างนี้ เวลาเราเขียนคอลัมน์เหมือนคุยกับคนอ่าน ไม่สามารถใช้คำว่าดิฉันน่ะ เป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ ถ้าเป็นฝรั่งเขียนด้วยคำว่า I (ไอ) ก็ไม่มีปัญหา คุณไม่จำเป็นต้องรู้เพศของคนเขียนก็ได้ แต่พอคุณรู้เพศขึ้นมา จะมีปัญหาขึ้นมาทันทีว่าอันนี้ผู้หญิงเขียนนี่นา เขียนเรื่องฟุตบอลน่ะ แล้วเขียนสไตล์คุยกันซะมาก เพราะวันธรรมดาเราไม่ได้เขียนเป็นสกู๊ป เราไม่ได้เป็นเรื่องแปล เราไม่ได้ต้องมาคุณ ผม ฉัน เขา เธอ อะไรอย่างนี้ เรื่องแปลเราก็แปลไป พอเขียนใน “คุยกันวันหยุด” เรารู้สึกว่าติดกับการที่เราคุยกับคนอื่นในบริษัทซึ่งเป็นผู้ชายทั้งนั้นน่ะ “ครับพี่” “ครับผม” “ได้ครับพี่” อะไรอย่างนี้ เรารู้สึกว่ามันสะดวกใจกว่าในการใช้… “ดิฉันว่านะคะ บอลคู่นี้มันจะ…” คือมันไม่เข้ากับคาแรกเตอร์ของหนังสือ กับอาชีพ กับกีฬาที่เรากำลังเขียนถึงอยู่ จะใช้ว่า “ตัวเอง เค้า” มันก็ไม่ได้ไงคุณ ผู้หญิงมีให้เลือกแค่นี้แหละ อ้อมี “ผู้เขียน” อีกคำหนึ่ง ซึ่งมันก็มีระยะห่างขึ้นมาอีก</p>



<h4 class="wp-block-heading">คอลัมน์ “คุยกันวันหยุด” ซึ่งมันจะมาวันอาทิตย์ โทนมันก็จะเหมือนกับการพูดคุยทั่วไป บางทีก็เป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลเลย เรื่องสังคม เรื่องทั่วๆ ไปบ้าง นี่เป็นความตั้งใจของคุณหรือเปล่า</h4>



<p>เขียนเรื่องทั่วไปค่ะ แล้วก็เป็นประเด็นในสุดสัปดาห์นั้น สมมติวันนี้วันศุกร์ พรุ่งนี้จะเขียนอะไรยังไม่รู้เลย เพราะต้องตื่นนอนวันเสาร์แล้วค่อยนึกว่าอยากจะเขียนถึงอะไรก่อน</p>



<h4 class="wp-block-heading">ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องฟุตบอล</h4>



<p>ไม่ ระยะหลังปีกว่ามานี้ดิฉันเขียนเรื่องโควิดในมุมมองต่างๆ โควิดนี่น่าจะเขียนคนแรกของประเทศเลย เพราะว่าเขียนช่วงปีใหม่ต่อ 2019 เข้า 2020 เนื่องจากอยู่แต่กับข่าวต่างประเทศ เราก็เห็นว่ามันมาแล้ว แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นโควิดในมุมต่างๆ ในมุมฟุตบอล สังคม กีฬา ผู้คน แล้วก็มีสลับบ้าง อย่างเมสซี่ย้ายทีมแล้ว เรายังคิดว่ามีเรื่องที่เขียนได้อีกจากกลางสัปดาห์ เราก็เขียนในแง่มุมอื่นในวันเสาร์ ในแง่มุมการใช้ชีวิต ถ้าอย่างช่วงนี้ก็ยังเป็นโควิดบวกกับฟุตบอล แต่เป็นโควิดในแง่ที่เราต้องการให้ผู้อ่านของเรารู้ก่อนที่เขาจะอ่านภาษาไทยจากการแปลของแต่ละสำนักข่าว บางทีจะแปลช้ากว่าเรา เราก็อ่านหลายๆ ภาษา ก็จะเอามารวมๆ ให้ ยกตัวอย่างเช่นระลอก 4-5 มาอีกแล้วนะ เนเธอร์แลนด์ปิดสนามอีกแล้วนะ อาทิตย์นี้ปิดอีกแล้วสามสัปดาห์ เรื่องแบบนี้ไม่มีคนพูดถึงไง แล้วก็พยายามจะให้คนไทยรู้ว่าอย่างโมเดอร์นามันมีปัญหาอะไร ไม่ได้มีปัญหาแต่ปลายทางอย่างเดียว แต่มีปัญหาที่ต้นทางด้วย แต่เราจะไม่บอกทั้งหมด คุณที่สนใจ ไปหาอ่านเพิ่มเอานะ ข่าวนี้มันยาว ลิงก์มันยาว มันถกเถียงกันยาว เรื่องคนฉีด คนไม่ฉีด แล้วเราก็พยายามจะเข้าเรื่องฟุตบอลให้ เพื่อไม่ให้หลุดกรอบจนเกินไป</p>



<h4 class="wp-block-heading">เพราะมันก็ยังเป็นนิตยสารฟุตบอลอยู่ดี</h4>



<p>ใช่ บางคนอาจจะไม่อยากอ่านเรื่องนอกสนาม แต่ส่วนใหญ่คนชอบให้เขียนเรื่องอื่นมากกว่า เขาจะมองว่าทั้งเล่มมันฟุตบอลเยอะไปหมดแล้ว แล้วดิฉันเขียนโลกสวยไม่เป็นด้วย เขียนผดุงคุณธรรมก็ทำไม่เป็น ถ้าเกิดว่าเขียนแล้วต้องด่าแน่นอนอะไรอย่างนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">หลายครั้งที่อ่านก็จะกึ่งๆ บ่นการบ้านการเมืองไปถึงบางช่วงอาจจะวิพากษ์วิจารณ์เลยด้วย</h4>



<p>ถ้าสมัยก่อนนะ แต่พอมีเรื่องเสื้อนี่ไม่บ่นค่ะ ไม่พูดถึงเลยดีกว่าเพราะว่ามันเปราะบางเกินไป ถ้าเกิดครั้งหนึ่งคุณไปแตะเรื่องพวกนี้ มันเอาทั้งองค์กรของคุณไปอยู่ในนั้นด้วย ยิ่งโดยเฉพาะมีเว็บไซต์ มีเพจเฟซบุ๊กขึ้นมาของบริษัท เอาแค่เรื่องนายกสมาคมฟุตบอลเนี่ยแหละ หลังจากนั้นมันก็ตีกันเละไปหมด แม้ว่าตัวละครจะเฟดตัวเองไปแล้ว แต่คนก็ยังมีภาพจำอยู่ ก็ยังมาด่า ด่าเรื่องเมื่อชาติที่แล้วกันอยู่ เราไม่อยากให้เจอเรื่องแบบนั้นทั้งกับตัวเองและกับองค์กรของเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading">ความที่ยังมีองค์กร มันมีข้อจำกัดของมันอยู่ใช่ไหม ว่าเราจะแตะเรื่องไหน ไม่แตะเรื่องไหน</h4>



<p>ใช่ๆ เราเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ เหมือนที่เราไม่เปิดเพจ เราเลือกที่จะสบายใจขึ้นนิดหนึ่งดีกว่า เพราะมันทนไม่ได้จริงๆ ขนาดเป็นเฟซบุ๊กตัวเอง มันก็จะมีคนหนึ่งที่มันเข้ามาให้เรารู้สึกว่า “กูต้องโทรหาทนายอีกแล้ว” มันด่าเราหยาบคาย มันเมา…เรารู้เลย พฤติกรรมแบบนี้เนี่ย ถ้ามาคอมเมนต์ตีสี่ถึงตีห้าแล้วเดี๋ยวมันต้องลบ เพราะมันเมา อันนี้เรารู้ พิมพ์ผิดพิมพ์ถูก ด่าหยาบๆ คายๆ โดยที่ไม่เป็นคู่กรณีกันมาก่อน เป็นแค่คนกดติดตาม เพราะดิฉันจะจำ ใครที่มาคอมเมนต์นี่ค่อนข้างจำว่าใครเชียร์ทีมอะไรด้วย พยายามจำ เพื่อที่เราจะได้คุยกันแบบต่อเนื่องได้ แล้วคุยกันดีๆ ด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-1024x683.jpg" alt="มาเฟียรี่" class="wp-image-152233" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c11_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมดูฟุตบอลทำให้เราต้องทะเลาะกันขนาดนั้น</h4>



<p>ฟุตบอลไม่ได้ทำให้เราทะเลาะกันหรอก นิสัยคนมากกว่า เรียกว่าเป็นฟุตบอลไม่ได้ การเมืองหรือนิสัยคนทำให้ทุกคนลากไปทะเลาะกันได้ทุกเรื่อง อันนี้มันเป็นทุกหัวข้อ ไม่ใช่เฉพาะฟุตบอล แต่ทีนี้พอเห็นต่างขึ้นมา ด้วยความที่โลกนี้มีโซเชียลมีเดีย ใครก็เป็นสื่อและเราก็ระบายความรู้สึกตัวเองได้ มันก็เลยวุ่นวายขึ้น ถ้าเกิดว่าต้องมีการกำราบ กำจัด หรือทำให้แพลตฟอร์มมันสะอาดขึ้น แบบที่นักฟุตบอลผิวสีกำลังพยายามเรียกร้องกันอยู่ แต่นี่มันห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ เราจึงต้องปิดช่องทางให้มันเข้าถึงเราได้น้อยหน่อย (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าการเมืองพอเข้าใจ แต่ความขัดแย้งกันในแง่ของฟุตบอล ทำไมเราถึงมองเป็นสีสันไม่ได้ ทำไมมันถึงเลยเถิดได้ขนาดนั้น</h4>



<p>อยู่ที่ภาษาของเขาไงคะ เพราะว่าถ้าเราคุยกันดีๆ ก็โอเค มีคนที่คุยกันดีๆ เยอะแยะไป เฟซบุ๊กส่วนตัวเองมีแฟนแมนฯ ยูฯ เยอะมาก แต่ก็ไม่มีใครมา “หมาแดง” “เป็ดแดง” อะไรอยู่ในเฟซบุ๊กของดิฉัน เพราะถ้าครั้งหนึ่งเราไม่เรียกพวกเขาว่าเป็นหมาแดง คุณก็อย่ามาเรียกเราว่าเป็นเป็ดแดง เราสกรีนตรงนี้ แต่ถ้าเป็นเพจ พวกเขาอยากตบตีกันก็ต้องทำใจ ภาษามันก็สะท้อนตัวตนของคนคนนั้นอย่างที่โบราณว่านั่นแหละ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ดูเหมือนคุณท็อกซิกกับมัน</h4>



<p>ไม่เชิง เพราะอันไหนที่มันท็อกซิก ตอนนี้เราสามารถเดาได้จากเทรนด์ทวิตเตอร์นะ เวลามันขึ้น Trending เราก็เดาได้ว่าถ้าเราคุ้ยเข้าไปแล้วเราจะเจออะไร ถ้ายังอารมณ์ไม่ดีก็ยังไม่พร้อมเข้าไป เรารู้อยู่แล้วว่ามันท็อกซิกทุกแพลตฟอร์ม แต่สำหรับเรา เรารู้สึกว่าทวิตเตอร์มันท็อกซิกกว่าในแง่ที่การยืนยันตัวตนว่าใครเป็นใครที่มาเปิดแอ็กเคานท์ มันน้อยกว่าเฟซบุ๊ก</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วมันก็รวดเร็ว รุนแรง</h4>



<p>ใช่ มันจะรุนแรง ด่าใครก็ได้ อย่างนี้คุณด่าใครก็ได้แต่พอคุณโดนแตะทีหนึ่ง ก็อย่ามาบูลลี่คนที่เขาชอบ กระทั่งเรื่องดาราเกาหลี เป็นแบบนี้หมด เพราะฉะนั้นถึงต้องระวังว่าเราไม่อยากให้ใครมาว่าอะไรเราที่เราชอบ หรือตัวเรา ที่เราเคารพ เราก็อย่าไปว่าคนอื่นแบบนั้น เบื้องต้นสำหรับตัวเองนะคะ เหมือนที่บอกว่าไม่เรียกแมนฯ ยูฯ เป็นหมาแดง ไม่เคยสักครั้ง เพราะถ้าเราไม่อยากให้ใครมาเรียกลิเวอร์พูลเป็นเป็ดแดง เราก็ไม่ควรเริ่ม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-152230" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c2_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ถามเรื่องภูมิทัศน์สื่อของสื่อในปัจจุบัน สิบปีหลัง มันค่อยๆ ถดถอยลงมาตามลำดับ ขณะเดียวกันสื่อออนไลน์ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เราจะสังเกตได้ว่ามันก็มีสื่อออนไลน์ทางฟุตบอล ทางเพจกีฬา เว็บไซต์กีฬาต่างๆ มากขึ้น มองกระแสตรงนี้อย่างไร</h4>



<p>ถึงจุดหนึ่ง เราก็ว่ามันไม่มีอะไรจะอยู่ยั้งยืนยง อาจจะมีบางสิ่งมาทดแทน แต่ตอนนี้เรายังมองไม่ออกเพราะเขาก็ซื้อไว้หมดแล้ว และเขาพยายามคิดเผื่ออนาคต คนไทยอยู่กับเฟซบุ๊กเยอะ แล้วเว็บไซต์ที่มีเรื่องหลากหลายให้เขาได้อ่าน ได้รู้ จริงๆ เขาอาจจะไม่ค่อยเข้า ตอนนี้เราเข้าใจว่าเขาอยู่กับโซเชียลมีเดียมากกว่าเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์มันคือออนไลน์ที่ไม่ได้เน้นว่าต้องมาแสดงคอมเมนต์ตบตีกัน มันก็คงไปได้ถึงจุดหนึ่งแล้วก็ลงมา เหมือนเพจน่ะ ใครบอกว่าออกจากงานแล้วไปเปิดเพจสิ เพจฟุตบอลมีเป็นล้าน การจะทำให้คนมาติดตามเพจคุณ โอเค ดีจริงไม่พอ ต้องมีสปอนเซอร์สนับสนุน ถ้าเกิดจะทำเพื่อทำมาหากิน แล้วทีนี้ในวงการนี้มีสักกี่เจ้าที่จะลงแอด ถ้าไม่ใช่แอดสีเทา พูดง่ายๆ เพราะว่าโดยแบ็กอัพของวงการ ขนาดว่าเป็นในต่างประเทศก็คือสีเทาๆ แต่มันถูกกฎหมายทางนู้น แต่ไม่ถูกในบ้านเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading">พอสื่อออนไลน์มันเยอะขึ้น เพจฟุตบอลมันเยอะขึ้นอย่างที่คุณบอก ในขณะเดียวกันมันถามหาความรับผิดชอบในฐานะสื่อมวลชนมากขึ้นด้วย ในฐานะที่เราอยู่ในวงการสื่อมานาน คุณคิดว่าการเกิดขึ้นโดยง่ายดายของสื่อใหม่เหล่านี้มีคุณภาพและความรับผิดชอบแค่ไหน</h4>



<p>จะใช้คำว่าบางคนก็ไม่ได้นะ ตอนนี้ทุกคนเป็นสื่อ คนมีสมาร์ทโฟน มีโซเชียลมีเดีย ทุกคนเป็นสื่อได้ บางคนเปิดเพจเล่าเรื่องกีฬา หลายครั้งที่เราอ่านแล้วมันอึดอัด มันหงุดหงิดโดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่ใช่ความจริง แล้วก็ข้อมูลที่คิดเอาเองอะไรแบบนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">เมื่อเร็วๆ นี้มีการแชร์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเรื่องร้านสตาร์ ซอคเก้อร์สาขาสุดท้าย ในฐานะที่ติดตามมานาน ขออนุญาตพูดตรงๆ ว่ามันเหมือนกับยุครุ่งเรืองของสตาร์ ซอคเก้อร์ กำลังจะผ่านไป คุณรู้สึกแบบนั้นไหม</h4>



<p>ในความรู้สึกจริงคือผ่านไปแล้วต่างหาก บางคนถ้าไม่มีเรื่องนี้ในวันปิดร้านเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คนก็ไม่รู้ว่าร้านสตาร์ ซอคเก้อร์ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งสาขา โดยเฉพาะพวกที่เดินเซ็นทรัลลาดพร้าวบ่อยๆ คนไปสาขาพันธุ์ทิพย์กับเซ็นทรัลลาดพร้าวเยอะ คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังเหลืออยู่อีกสาขาหนึ่ง (ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์) เผอิญหมดสัญญาพอดี แล้วทุกวันนี้คนเข้าไปดูแต่ไม่ซื้อแล้ว เดี๋ยวไปสั่งออนไลน์เอา มีกลุ่มแฟนบอลขายกันเองเยอะแยะ ถ้าทุนทรัพย์ไม่ถึงก็ซื้อก็อปเกรดเอเอาอะไรอย่างนี้ คือมันเปลี่ยนไปทุกอย่าง ไม่ใช่เปลี่ยนเฉพาะสิ่งพิมพ์ เปลี่ยนทุกอย่างในยุคสมัยของเรา มันก็ไม่มีประโยชน์ในการต่อสัญญาเช่าหรืออะไรออกไปอีก แล้วด้วยตัวธุรกิจนี้เมื่อก่อนมันมีการเช่าเทป ทีมข่าวที่อังกฤษต้องอัดเทปส่งมาเพื่อให้คนมาเช่าวิดีโอไฮไลทต์ฟุตบอล เกมฟุตบอลไปดู ไอ้ตรงนี้มันหายไปเป็นชาติแล้ว ธุรกิจตรงนี้มันก็จะไปต่อไม่ได้</p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณคิดว่าจะไปทำอะไรต่อ</h4>



<p>คงอยู่ในวงการนี้แหละ เพียงแต่ว่าจะเราเปลี่ยนไปทางไหน เพราะว่าเอาจริงๆ ได้งานตั้งแต่อาทิตย์แรกที่ออกแล้ว แต่ว่าสิ่งแรกที่เลือกปฏิเสธก็คืองานหนังสือ ออกพ็อกเก็ตบุ๊ก มีสำนักพิพม์ติดต่อมาให้เราเขียนเรื่องราวของเรา ประสบการณ์ของเรา แต่เราขอปฏิเสธ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมล่ะ</h4>



<p>เพราะว่าดิฉันไม่สามารถทำสิ่งพิมพ์ให้ที่อื่นนอกจากสยามสปอร์ตได้ ไม่มีใครมาบังคับ แต่ว่ามันเป็นเรื่องสมควร ถ้าดิฉันอยากจะเขียนขึ้นมาวันไหน ก็ต้องเอากลับไปให้สยามสปอร์ตพิมพ์ ไม่ว่าค่าตอบแทนมันจะถูกแพงกว่ากันแค่ไหนก็แล้วแต่</p>



<h4 class="wp-block-heading">รู้สึกอย่างไรที่จะไม่ต้องแบกอะไรไว้หนักๆ เหมือนเดิมแล้ว</h4>



<p>ในอีกหนึ่งปีข้างหน้ามากกว่าที่จะบอกได้ว่าจะเบาหรือไม่เบา เพราะว่าออกแล้วก็จริง แต่รับปากเขาว่าจะเขียนให้เป็นฟรีแลนซ์อีกปีหนึ่ง แต่เรายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าถึงตอนนั้น หนังสือพิมพ์จะอยู่ได้หรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องเดาไม่ได้ เพียงแต่ว่าก็ตีกรอบไว้ประมาณหนึ่งปี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-1024x683.jpg" alt="มาเฟียรี่" class="wp-image-152231" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c15_20211216.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-1024x683.jpg" alt="มาเฟียรี่" class="wp-image-152234" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/a-day-with-a-view_Mafiary_Content_c10_20211216-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">มองย้อนกลับไป อะไรคือสิ่งที่รู้สึกว่ามันมีคุณค่ากับชีวิตการทำงานมากว่าสามสิบกว่าปี</h4>



<p>การที่เราเขียนงานแล้วมีคนอ่าน แล้วมีฟีดแบ็กกลับมา ชอบ พอใจ เราคิดว่าโอเคแล้วแหละ ส่วนการที่เรื่องบัลลงดอร์หรือการที่ได้รู้จักสื่อ เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศที่เป็นตัวจริงในวงการนี้ มันเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น มันอยู่ในตัวเรา แต่ไอ้การที่คนอื่นยอมรับงานของเรา ชื่นชมเรา คนอ่านด้วยกันที่เขามาคอมเมนต์ คนอื่นเขาเห็น อันนี้เราก็โอเค ก็รู้สึกว่าภูมิใจ แล้วอีกอันหนึ่งก็คือทำให้สยามสปอร์ตได้มีส่วนร่วมในการโหวต ได้มีชื่ออยู่ให้สื่อต่างชาติด้วยกันได้รู้จักในนามว่ามือหนึ่งของกีฬาของบ้านเราคือสยามสปอร์ต</p>



<h4 class="wp-block-heading">นี่ใช่สิ่งที่เคยคิดไว้ตอนจบอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมาแปลข่าวชิ้นแรกให้พี่โย่งไหม คิดไหมว่ามันจะพาคุณมาไกลได้ขนาดนี้</h4>



<p>ไม่ได้คิด เราเชื่อว่าคนทำงานวันแรกไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น พอทำไปสักพักหนึ่ง รายได้จะเป็นตัวบอกว่าจะต้องคิดอะไรต่อหรือเปล่า</p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังจากที่ early retire แล้ว ฟุตบอลจะสนุกเหมือนเดิมสำหรับคุณไหม</h4>



<p>ปกติ บางวันที่ไม่ได้ส่งคอลัมน์ก็ดี ตื่นมาแล้วไม่ต้องรีบ ดิฉันอยู่กับเดดไลน์มาตลอดชีวิต เพราะว่าอย่างดิฉันมันเป็นรายวัน แล้วหนังสือพิมพ์มันต้องปิดเร็วขึ้นเรื่อยๆ น่ะ ทุกวันนี้สามทุ่มก็ปิดแล้ว จากที่เราถอยมาจากหกโมงเช้า ถอยขึ้นมาเป็นตีสี่ ตีสอง เที่ยงคืน สี่ทุ่ม สามทุ่ม ตอนนี้กรอบต่างจังหวัดสามทุ่มต้องปิดแล้ว เพราะเราต้องไปพร้อมกับหนังสือพิมพ์ของเจ้าอื่น เพื่อลดต้นทุน ตอนนี้ทำให้รู้สึกคลายตัวนิดหนึ่ง แม้ยังไม่ชัดเจน เพราะว่าตอนนี้เราต้องส่งต้นฉบับสี่ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้มันเหลือวันพฤหัส ศุกร์ เอาเวลาให้ตัวเองนิดหนึ่ง เพราะเดี๋ยวเสาร์-อาทิตย์ก็เป็นอีกชีวิตหนึ่งแล้ว ต้องไปดูแม่ ก็รู้สึกว่ามันเบาขึ้น</p>



<p>ส่วนบอลสนุกขึ้นไหม ไม่เชิง ด้วยความที่เราเคยเขียนทุกวัน บางเรื่องมีเรื่องแปลมาอย่างนี้ กว่าจะถึงอาทิตย์หน้าที่ปลายสัปดาห์เราเว้นวรรคไป เรื่องนี้มันอาจจะเอาต์ไปแล้ว อาจจะไม่ทันเหตุการณ์ ไม่ทันสมัย บางทีเราก็เสียดาย บางเรื่องเราก็ยังไม่ได้เอามาใช้งานให้มันเต็มที่ แต่ว่าตอนนี้ก็เลยย้ายไปลงสตาร์ ซอคเก้อร์ รายสัปดาห์ เพราะว่าถ้าเป็นสกู๊ปที่เขาเรียกว่าเรื่องแห้ง มันก็โอเค แล้วเรื่องที่เราคิดว่ามันน่าอ่าน น่าแปล ก็เอาไปลงรายสัปดาห์</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำสื่อสิ่งพิมพ์รายวันเป็นงานที่หนักมาก ยิ่งว่าด้วยคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นคนละซีกโลกกับเรา ซึ่งมันก็ทำให้นอนผิดเวลามาตลอด การทำแบบนั้นมาสามทศวรรษ การทำงานหนัก นอนกินผิดเวลา มันเอาอะไรไปจากคุณบ้าง</h4>



<p>มันเอาสังคมอื่นของเราไปทั้งหมด เราก็เหลือสังคมแค่คนในโรงพิมพ์ เสร็จแล้วตีห้าหกโมงไปกินข้าว กินก๊งกันก่อนเข้านอน นานๆ เข้าเราก็จะห่างกับเพื่อนไปเรื่อยๆ เพื่อนในชีวิตจริง เพื่อนเรียน ครอบครัว ก็ต้องหาวันที่มันลงตัว เป็นอาชีพที่เหมือนนักข่าวทีวี วันหยุดนักขัตฤกษ์ไม่มี เทศกาลไม่มี ยิ่งเป็นหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ออกทุกวันห้ามหยุด ฝรั่งมันยังมีวันหยุดนะ คริสมาสต์มันไม่ออกดื้อๆ ปีใหม่มันก็ไม่ออก วันดีคืนดีเดี๋ยวมันประท้วงสหภาพแรงงานมันก็ไม่ออกดื้อๆ อีก ของเราไม่ได้เลย ไม่มีใครเคยประท้วงอะไรทั้งสิ้น จะวันอะไรก็ต้องออก มันทำให้รู้สึกว่าวันที่เราหยุด พักผ่อนสบายๆ มากกว่าที่มันไม่ค่อยมี โดยเฉพาะระยะหลังที่คนก็เหลือน้อยอย่างนี้ เราลา ต่อให้เราลาเราก็ส่งคอลัมน์เข้ามา แต่ตัวเราไม่ได้มาตอกบัตร เพราะงานนี้มันเป็นความรับผิดชอบของเรา ถ้าเราลาไปน้องมันต้องหาเรื่องมาใส่ ซึ่งหาคนมาเขียนแทนได้ยาก จนกระทั่งโลกมีโซเชียลมีเดีย มีไลน์ มีเฟซบุ๊ก มันก็ทำให้เราใกล้ชิดเพื่อนเก่ามากขึ้น เราเลยไม่รู้สึกว่าที่ผ่านมามันจะมีช่องว่างที่คิดว่าการทำงานมันทำให้เราไม่มีตรงนี้ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเคยไปไหน ทำอะไรมา ยิ่งพอเพื่อนเรียนอักษรฯ ไม่รู้จักหรอก เพื่อนสนิทเราไม่ดูกีฬาเลย มันยังไม่รู้เลยว่าเราพูดเรื่องอะไรเลยแต่ละวัน แต่ว่าถามว่าเราเสียพวกเขาไปไหม โดยกาลเวลากลายเป็นว่าทำให้ไม่เสียนะ เนื่องจากสื่อออนไลน์เข้ามาทำให้มันต่อกันติดมากขึ้น แต่ระหว่างทางเนี่ย เราเสียสังคมแวดล้อมที่เราเคยอยู่ไปเพราะว่าทำงานคนละเวลา ถึงเวลาทัวร์นาเมนต์ เราไม่อยู่เป็นเดือนๆ เพื่อนเขาก็นัดเจอกันหรือครอบครัวไปเที่ยวกัน เราก็ไม่ได้อยู่ แต่เป็นสิ่งที่เราเลือก ไม่ได้มีอะไรมาให้เรารู้สึกเสียดาย</p>



<h4 class="wp-block-heading">ไม่ suffer ใช่ไหม</h4>



<p>ไม่ จะ suffer แค่เฉพาะตอนนี้แหละ พอเหมือนว่านอนได้น้อยลง แล้วก็ยังติดเวลาเดิมอยู่ ซึ่งก็คงจะเป็นแบบนี้ไปเพราะว่าต่อให้เราเลิกเขียนหนังสือก็ยังต้องดูบอล ดูกีฬา เทนนิสต่างประเทศ รายการใหญ่ก็ยังเป็นกลางคืนของบ้านเราอยู่ เรายังมีความสุขกับการดูกีฬา ดูฟุตบอล มันก็เลยไม่รู้สึก suffer อะไร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urai-patoomawatana/">“คุยกันวัน (กำลังจะ) หยุด” กับมาเฟียรี่ อุไร ปทุมมาวัฒนา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบสท์ บุษยาภา นักสิทธิมนุษยชนไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก ผู้เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/best-busayapa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Oct 2021 08:51:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[domestic violence]]></category>
		<category><![CDATA[SHero]]></category>
		<category><![CDATA[feminist]]></category>
		<category><![CDATA[เบสท์ บุษยาภา ศรีสมพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[gender-based violence]]></category>
		<category><![CDATA[เฟมินิสต์]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรงในครอบครัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=149125</guid>

					<description><![CDATA[<p>นึกออกไหม&#160; เห็นภาพไหม&#160; เข้าใจไหม ตลอดเวลาที่คุยกัน เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์ เอ่ยประโยคเหล่านี้กับเราบ่อยครั้ง อาจเพราะขณะที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เธออยากแน่ใจว่าเรากำลังเห็นภาพเดียวกันอยู่ หรืออาจเพราะเรื่องที่เธอเล่าคือหัวข้อที่เราคุ้นเคย แต่มีแง่มุมบางอย่างที่เราไม่เคยมองเห็นหรือทำความเข้าใจ พูดคำว่าความรุนแรง ภาพในหัวของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เราเห็นความรุนแรงในข่าว สื่อบันเทิง โรงเรียน ชุมชน ใกล้ตัวที่สุดคือในบ้าน แม่ตีลูก ครูตีนักเรียน ผัวเมียตีกันก็เรื่องธรรมดา หลายคนเติบโตมากับค่านิยมแบบนั้น แต่ถึงจะเติบโตมาด้วยค่านิยมเดียวกัน บุษยาภายืนกรานว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติ&#160; หลายคนรู้จักบุษยาภาในฐานะนักสิทธิมนุษยชน บ้างก็รู้จักในฐานะหญิงสาวที่เคยเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความรุนแรงของคนรักเก่า ผู้ลุกขึ้นมาก่อตั้ง SHero องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่คอยให้ข้อมูล ช่วยเหลือผู้เสียหาย และปั้นนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อซัพพอร์ตคดีความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) มาตั้งแต่ปี 2016&#160; จนถึงวันนี้ SHero ช่วยผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวไปมากกว่า 329 เคส ให้คำปรึกษาและอบรมคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งนักกฎหมาย นักกิจกรรม และผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงไปแล้วกว่า 2,725 คน เมื่อเร็วๆ นี้ บุษยาภาก็เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Woman of the Future Awards [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/best-busayapa/">เบสท์ บุษยาภา นักสิทธิมนุษยชนไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก ผู้เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นึกออกไหม&nbsp;</p>



<p>เห็นภาพไหม&nbsp;</p>



<p>เข้าใจไหม</p>



<p>ตลอดเวลาที่คุยกัน <strong>เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์</strong> เอ่ยประโยคเหล่านี้กับเราบ่อยครั้ง อาจเพราะขณะที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เธออยากแน่ใจว่าเรากำลังเห็นภาพเดียวกันอยู่ หรืออาจเพราะเรื่องที่เธอเล่าคือหัวข้อที่เราคุ้นเคย แต่มีแง่มุมบางอย่างที่เราไม่เคยมองเห็นหรือทำความเข้าใจ</p>



<p>พูดคำว่าความรุนแรง ภาพในหัวของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เราเห็นความรุนแรงในข่าว สื่อบันเทิง โรงเรียน ชุมชน ใกล้ตัวที่สุดคือในบ้าน แม่ตีลูก ครูตีนักเรียน ผัวเมียตีกันก็เรื่องธรรมดา หลายคนเติบโตมากับค่านิยมแบบนั้น</p>



<p>แต่ถึงจะเติบโตมาด้วยค่านิยมเดียวกัน บุษยาภายืนกรานว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-149145" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หลายคนรู้จักบุษยาภาในฐานะนักสิทธิมนุษยชน บ้างก็รู้จักในฐานะหญิงสาวที่เคยเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความรุนแรงของคนรักเก่า ผู้ลุกขึ้นมาก่อตั้ง <a href="https://web.facebook.com/SHeroThailand" target="_blank" rel="noreferrer noopener">SHero</a> องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่คอยให้ข้อมูล ช่วยเหลือผู้เสียหาย และปั้นนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อซัพพอร์ตคดีความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) มาตั้งแต่ปี 2016&nbsp;</p>



<p>จนถึงวันนี้ SHero ช่วยผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวไปมากกว่า 329 เคส ให้คำปรึกษาและอบรมคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งนักกฎหมาย นักกิจกรรม และผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงไปแล้วกว่า 2,725 คน</p>



<p>เมื่อเร็วๆ นี้ บุษยาภาก็เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Woman of the Future Awards Southeast Asia เป็นคนทำงานสายสิทธิมนุษยชนหนึ่งเดียวในสาขา Professions ที่มีสิทธิได้รางวัลสูง แต่เธอก็ออกปากกับเราว่าไม่คาดหวัง (ล่าสุดในวันที่บทความนี้เผยแพร่ เธอ<a href="https://web.facebook.com/WOFAwardsSEAsia/photos/a.144325002817008/977929516123215/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ชนะ</a>รางวัลนี้เรียบร้อย)</p>



<p>อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่เราคุยเรื่องความรุนแรงกันในเดือนที่สหรัฐอเมริกายกให้เป็น National Domestic Violence Awareness Month และหากหันกลับมามองที่ประเทศไทย แม้คนรุ่นใหม่จะตระหนักเรื่องความรุนแรงมากขึ้น บุษยาภาก็ยังยืนยันว่า เส้นทางการต่อสู้ให้ปัญหาความรุนแรงหมดไปจากสังคมไทยยังอีกยาวไกล</p>



<p>“เพราะต้นตอของปัญหาคือวัฒนธรรมอำนาจนิยม” เธอว่าอย่างนั้น</p>



<p>นึกออกไหม&nbsp;</p>



<p>เห็นภาพไหม&nbsp;</p>



<p>เข้าใจไหม</p>



<p>ถ้าไม่ ถ้อยคำระหว่างเราในบรรทัดถัดไปจะเฉลยให้ฟัง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมถึงไม่คิดว่าตัวเองจะได้รางวัล Woman of the Future Awards</h4>



<p>รางวัลนี้เป็นของอังกฤษ ซึ่งปีที่ผ่านมาคนที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นสายนักธุรกิจ แล้วตอนสัมภาษณ์เราก็เป็นตัวเองเหลือเกิน เพราะเพื่อนบอกว่า ถ้ามึงเป็นตัวเองจะดีที่สุด (หัวเราะ) ฉันก็ด่าปิตาธิปไตย เล่าปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ วิจารณ์ระบบและรัฐบาลแบบไม่เซนเซอร์ให้เขาฟัง เลยไม่คิดว่าจะได้ แค่มีคน recognize ผ่านเข้ารอบนี่ก็ดีใจแล้ว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดไหมว่าเราก็เก่งเหมือนกัน ทำสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว</h4>



<p>(นิ่งคิด) ไม่ จริงๆ รู้สึกดีใจที่เขามองว่างานของเราสำคัญ เพราะเรารู้สึกมาตลอดว่างานที่เกี่ยวกับประเด็นต่อต้านความรุนแรงหรืองานที่มันต้าน status quo (ค่านิยมที่มีอยู่ในสังคม) จะถูกด้อยค่า ไม่ค่อยมีคนไฮไลต์ประเด็นเหล่านี้เท่าไหร่ เราเลยรู้สึกว่าตรงนี้คือโอกาสหนึ่งที่เราจะได้พูดถึงงานที่ทำ พูดถึงปัญหาที่คนควรจะมอง ซึ่งไม่ใช่แค่คนในประเทศไทยด้วยซ้ำ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศหรือเลือกปฏิบัติมันก็ยังมีอยู่</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมงานที่ต่อต้านค่านิยมในสังคมถึงโดนด้อยค่า</h4>



<p>ระบบของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ราชการ สังคม ชุมชน ครอบครัว มันมาในลักษณะของอำนาจนิยม ต้องมีคนตัวเล็กๆ สยบยอม เช่น เด็กที่ต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้ใหญ่บอก หรือในบ้าน คนเป็นเมียต้องพับผ้า เลี้ยงลูก เหมือนกับมีการเซตค่า default ของสังคม&nbsp;</p>



<p>พอถูกเซตมาแบบนี้ทุกคนจะมีความเชื่อฝังหัว แล้วพอเห็นอะไรที่ผิดแปลกไปจากนั้น ถ้าเขาไม่ได้มีแหล่งข้อมูลพอ มี critical thinking หรือพลังภายในพอ มันจะไม่เกิดการเปิดใจรับฟัง เมื่อวัฒนธรรมเรามีความผิดปกติแบบนี้ทำให้เวลามีคนมาต้าน status quo กระแสต่อต้านเลยค่อนข้างแรง</p>



<p>เราเองในฐานะผู้หญิงที่ออกมาพูดเรื่องความรุนแรง ตอนไปทำงานหรือไปประชุมแลกเปลี่ยนอะไรก็ตาม เรามักเจอคนที่เขารู้สึกว่า intimidated (โดนข่ม) โดยเรา เวลาเราวิจารณ์อะไร คนที่เป็น misogynist (ผู้เกลียดชังผู้หญิง) เขาก็จะไม่ชอบ เขาไม่ฟังหรอกว่าเนื้อหาที่เราพูดคืออะไร แต่เขาจะมองว่า อีนี่เป็นผู้หญิง ทำไมพูดเยอะ ทำไมเสียงดัง ทำไมถึงมีรอยสัก ทำไมถึงไม่อยู่ในกรอบที่มึงควรจะอยู่ กล้าดียังไง เราโดนแบบนี้จนบางครั้งเราต้องสร้างกลยุทธ์ว่า ถ้าฉันไปพูดหรือทำงานที่ไหน ฉันต้องทำอะไรบ้างเพื่อสื่อสารจุดยืนได้ชัดเจน แต่ความยากคือพอโดนบ่อยๆ มันทำให้ความเชื่อเราแกว่ง บางครั้งเราเจอคำพูดเหยียดเพศ เราเอ๋อไปนิดหนึ่งเลย เพราะคนใกล้ตัวเรามองไม่ออกว่าคือการเหยียด กระทั่งว่าหลังๆ เราต้องใช้วิธีโทรปรึกษานักสิทธิสตรีที่เรานับถือว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันควรทำยังไงต่อ เพื่อให้เรากลับมาฟังเสียงตัวเองได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-149148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมองเห็นอำนาจที่ไม่เท่ากันในสังคม</h4>



<p><strong></strong>ตั้งแต่เด็ก สิ่งที่รับรู้ได้ชัดมากๆ คือเราไม่ชอบความอยุติธรรม เห็นอะไรที่มันไม่ยุติธรรมแล้วจะโกรธ&nbsp;</p>



<p>บ้านเรามีลูกสามคน เราเป็นลูกสาวคนเดียว โตในค่ายทหารแต่เด็กเพราะคุณพ่อเป็นอนุศาสนาจารย์ที่ย้ายไปหลายๆ จังหวัดเพื่อไปเอาตำแหน่ง เราใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศที่เห็นคนยศนั้นยศนี้ เห็นความไม่เท่ากัน พ่อของเราไม่ได้จบนายร้อย เขาก็จะโดนเลือกปฏิบัติ&nbsp;</p>



<p>คุณพ่อเป็นคนใจเย็น น่าจะไม่สนใจหรือไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ในสายตาของลูกที่มองขึ้นไปก็คิดว่า เฮ้ย ทำไมคนนี้ไม่เคารพพ่อเรา เราเลยไม่ชอบคำว่าระบบศักดินา ถึงขนาดบอกพี่ชายกับน้องชายว่าอย่าเป็นทหารหรือรับราชการ&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วตอนไหนที่รู้สึกอยากต่อต้าน</h4>



<p>จริงๆ ก็ต่อต้านอะไรบางอย่างมาตั้งแต่เด็กแล้ว เช่น ระเบียบในโรงเรียนที่เรารู้สึกว่ามันงี่เง่า อย่างเรื่องทรงผมเราผิดระเบียบมาตลอด (หัวเราะ) หรือระบบศาสนาที่แต่ก่อนมันจะมีเข้าค่ายคุณธรรม จำได้เลยว่าช่วงอายุ 13-14 เคยฟังพระพูดบางอย่างแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็เดินไปเถียง คนก็จะมองว่าทำไมคนนี้ขี้เถียงจัง กลายเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่น&nbsp;</p>



<p>หรือเรื่องเพศ ช่วงมัธยมเราเคยเป็นเด็กเรียน แต่พอมีรุ่นพี่ผู้ชายมาชอบก็โดนคนหมั่นไส้ ซึ่งด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลามีผู้ชายมาชอบผู้หญิง คนโดนด่าคือผู้หญิงนะ หลังจากนั้นเราเลยพยายามจะทำตัวคูล ไปเล่นกีฬา แต่งตัวเป็นผู้ชายแล้วคบผู้หญิงไปเลยจะได้ไม่โดนบูลลี่&nbsp;</p>



<p>มันมีความรู้สึกงงๆ มาตลอดว่า ทำไมเราถึงโดนอะไรแบบนี้ ไม่อยากเป็นผู้หญิงเลย จนโตขึ้นและได้เข้าใจเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศจริงๆ ตอนที่ตัวเองถูกแฟนเก่าทำร้ายร่างกาย เรารู้สึกว่าทำไมถึงแย่ขนาดนี้ แล้วทำไมการสู้เรื่องนี้ถึงยากจัง ทั้งๆ ที่เราเรียนกฎหมายมา มันก็ต้องคุ้มครองเราไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนสู้คดีเราถึงได้โดนตีตราและกล่าวโทษล่ะ จุดนั้นทำให้สนใจเรื่อง gender-based violence (ความรุนแรงอันเกิดจากเหตุแห่งเพศ) แล้วก็ได้มาทำ SHero ช่วยเหลือผู้เสียหายจากคดีความรุนแรง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเปลี่ยนการมองโลกของคุณไปยังไงบ้าง</h4>



<p>เรามองเห็นคำว่าสิทธิมนุษยชนในทุกอย่าง แต่ก่อนเราทำเรื่องคนไม่มีสัญชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ เด็ก ผู้หญิง ก็จะมีคนมาขอปรึกษาเราหลายๆ เรื่องในวันเดียว ซึ่งบางครั้งก็ทำพร้อมกันไม่ไหว แต่ถามว่าเรื่องสิทธิมันอยู่ในหัวเราตลอดเวลาไหม ใช่&nbsp;</p>



<p>อย่างล่าสุดเราไป work from home ที่เกาะเกาะหนึ่งกับแฟน เจอแรงงานข้ามชาติเยอะมาก สิ่งที่เรานั่งคุยกับแฟนคือคุณคิดว่าพวกนี้จะได้ค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ เขาได้สิทธิอะไรบ้าง สมมติมีเอ็นจีโอมาเปิดในพื้นที่นี้ พวกนายทุนจะไม่ชอบใช่ไหม เพราะแรงงานก็จะรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ</p>



<p>กลายเป็นว่าเราไปทุกที่ เราจะมีเลนส์ที่มองเรื่องนั้นตลอด เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องสิทธิเป็นเรื่องที่ทุกคนแม่งต้องเข้าใจ และมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดเรื่องนี้ตลอดเวลา ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ</h4>



<p>เหนื่อยสิ เคยคิดเหมือนกันว่ามันจะดีไหมถ้าเรากลายเป็นคนที่อิกนอแรนต์ ไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ไปเลย ชีวิตเราจะมีความสุขไหมวะ มันก็คงจะมีความสุขแหละ แต่มันก็จะไม่ใช่ตัวเราไง&nbsp;</p>



<p>ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อย แต่เชื่อว่ามีคนอื่นที่เหนื่อยแบบนี้เยอะเหมือนกัน เรารู้สึกว่าการมองเห็นปัญหาเยอะๆ จะทำให้ปัญหาโดนแก้ ถ้าเรามองไม่เห็นปัญหาก็จะไม่มีใครแก้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-683x1024.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149160" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในฐานะที่เคยถูกกระทำความรุนแรงมา การทำงานกับผู้เสียหายเยอะๆ กระทบจิตใจคุณบ้างไหม</h4>



<p>เคยทริกเกอร์ช่วงแรกๆ แบบดิ่งไปเลย แต่เป็นทริกเกอร์ในลักษณะว่าเสียใจกับผู้เสียหาย เพราะแต่ละด่านมันยากเหลือเกิน คือเราจำได้ว่าของตัวเองมันไม่ง่าย แต่พอมาเจอคนที่ไม่มีทรัพยากร ไม่มีเงินแม้แต่ค่าเดินทางไปสถานีตำรวจก็จะมีความรู้สึกแบบ เชี่ย ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ทำไมระบบมันต้องใจร้ายขนาดนี้&nbsp;</p>



<p>แต่ช่วงหลังๆ เราก็พยายามสำรวจสภาพจิตใจตัวเองมากขึ้น เมื่อไหร่ที่ไม่ไหวก็จะพัก จริงๆ คนทำเคสความรุนแรงเบิร์นเอาต์บ่อยนะ เราเคยเป็นคนที่ไม่จัดสรรเวลามันก็เหนื่อย พอเหนื่อยภาพเก่าๆ ก็กลับมา ก็เลยเริ่มมาศึกษาด้าน well-being เพราะอาจารย์อวยพร เขื่อนแก้ว อาจารย์ที่เรานับถือเคยบอกว่า การดูแลตัวเองคือยุทธศาสตร์ที่ทำให้เราสามารถทำงานได้ในระยะยาว มันไม่ใช่การเห็นแก่ตัว เรามีสิทธิดูแลตัวเองเพื่อที่จะไปช่วยคนอื่นต่อได้&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณดูแลตัวเองยังไง</h4>



<p>ควรจะออกกำลังกายแต่เราขี้เกียจ (หัวเราะ) ช่วง pause บางทีเราเลยอ่านหนังสือเพราะจะได้ไม่ต้องดูมือถือ ไม่ก็นอนเปื่อยๆ อยู่บนเตียง ดูเน็ตฟลิกซ์ ดูดิสนีย์พลัส โหลดมาให้ดูไม่เครียด&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ช่วยทำคดีความรุนแรงเป็นร้อยๆ เห็นความรุนแรงบ่อยๆ ทำให้หมดศรัทธาในเพื่อนมนุษย์บ้างไหม</h4>



<p>มันไม่ถึงขนาด lose trust in humanity (สูญเสียความเชื่อในมนุษย์) ในทางตรงกันข้าม มันทำให้เราเข้าใจความซับซ้อนของคนและสังคมมากขึ้น เราคิดว่าคนเราเปลี่ยนได้เมื่อสังคมเปลี่ยน เช่น ผู้เสียหายสามารถเอาตัวเองออกมาจากความรุนแรงได้เมื่อสังคมรอบตัวซัพพอร์ตเขา ผู้กระทำจะหยุดใช้ความรุนแรงเมื่อสังคมไม่อนุญาตให้เขากระทำ</p>



<p>แต่บางครั้งก็มีเหมือนกันที่รู้สึกสิ้นหวัง เพราะยิ่งเราเห็นปัญหาเยอะก็ยิ่งเห็นความฉิบหายเยอะ&nbsp;เราก็จะเซ็ง โอ๊ย ไม่ทำแล้ว ไม่อยู่แล้วสังคมนี้ มันมีความรู้สึกนั้นเหมือนกัน ในขณะเดียวกันมันก็รู้สึกว่า ถ้าเราเห็นมาขนาดนี้แล้วก็ทำต่อเถอะ ทำให้มันเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนดีกว่า เพราะตอนนี้เรายังมีเอเนอร์จี้ทำได้อยู่ แล้ววันหนึ่งถ้าเรารู้สึกว่าพอแล้ว มันก็อาจจะพอแล้วมั้ง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรทำให้คุณอยากสู้ต่อ</h4>



<p>บอกยากเหมือนกัน เอาจริงๆ ตอนแรกที่ทำ SHero เราแค่เขียนโปรเจกต์ สร้างเฟซบุ๊ก มันทำก๊อกแก๊กมาก แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาสัมภาษณ์ ให้ความสนใจ มีผู้เสียหายมาอ่านโพสต์ของเรา มานั่งฟังบรรยายแล้วเขารู้สึก empower หรือช่วยใครสักคนหนึ่งได้ เหมือนกับว่าเรากำลังค่อยๆ มีเครือข่ายของคนที่แคร์เรื่องนี้แล้วไม่นิ่งเฉยและไปช่วยคนอื่น</p>



<p>เราเลยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันอิมแพกต์ วิธีการทำมันเวิร์กนะ แล้วก็อยากทำต่อ แต่ถ้าสมมติว่า เวลาผ่านไป 10 ปี 15 ปี หรือแม้กระทั่ง 5 ปีข้างหน้า แล้วเราเห็นว่ามีคนขึ้นมาทำบางอย่างทดแทนแล้ว ระบบดีขึ้นแล้ว SHero ไม่จำเป็นต้องทำเยอะเท่าตอนนี้ แค่สแตนด์บายหรือจะหายไปเลย เราก็โอเค แต่ตอนนี้มันยังไม่จบ ยังต้องเดินไปอีก</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เคยมีผู้ถูกกระทำเดินมาขอบคุณไหม</h4>



<p>มี ส่วนใหญ่ก็จะขอบคุณทุกครั้งที่เราช่วยเขาไปในแต่ละสเตป แต่ที่ไม่ขอบคุณก็มีเหมือนกัน ซึ่งไม่เป็นไรเพราะเราก็รู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่เขาควรจะได้รับอยู่แล้ว</p>



<p>อย่างเคยมี survivor ที่มาฟังเรื่องที่เราพูดหรือเห็นสิ่งที่เราเขียนไว้ในเว็บไซต์ เขาเขียนมาขอบคุณว่า เรื่องของเราทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว บางคนเดินมากอด บอกว่าเขาก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายเหมือนกัน เราก็ดีใจที่ได้มองเห็นกัน พอเราบอกว่า I’ve been there too. (ฉันเคยผ่านเรื่องนี้มาเหมือนกัน) มันทำให้คนที่รู้สึกว่าต้องอยู่ในเงามืดหรือต้องเงียบกล้าออกมาขอความช่วยเหลือมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-1024x683.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149143" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เท่าที่คลุกคลีกับ SHero มาหลายปี คิดว่ารากของปัญหาความรุนแรงในไทยคืออะไร</h4>



<p>ปิตาธิปไตย ระบบเพศแบบ binary และวัฒนธรรมอำนาจนิยม&nbsp;</p>



<p>ในสังคม บุคคลแต่ละอัตลักษณ์ทางเพศมีอภิสิทธิ์ไม่เท่ากัน ผู้หญิงและ LGBTQIAN+ จะถูกทำให้เป็นอัตลักษณ์ชายขอบในสังคมปิตาฯ ในขณะที่ผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า เขาสามารถจะกระทำการบางอย่างได้แล้วถูก justify (รับรอง) โดยระบบ ถึงทุกวันนี้จะมีโซเชียลมีเดียทำให้หลายคนได้รับรู้ว่าความผิดปกติมันมีอยู่ แต่ในระบบสังคมและระบบรัฐ ปัญหาบางอย่างถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>ยกตัวอย่างคดีโจ้ถุงดำ เห็นได้ชัดเลยว่าคนในสังคมไม่โอเค แต่ด้วยความที่ระบบตำรวจมันทั้งอำนาจนิยมและมีความเข้มข้นของปิตาธิปไตย มีหลายคนมากที่ออกมาพูดว่าเรื่องแบบนี้มันปกติ การซ้อมทรมานเป็นเรื่องที่ ‘ลูกผู้ชาย’ เขาทำกัน (เน้นเสียง) ปัญหาคือไอ้สิ่งเหล่านี้มันฝังลึกจนระบบมันหล่อหลอมมาเรื่อยๆ ผ่านสถาบันต่างๆ ซึ่งเริ่มมาจากบรรทัดฐานและวัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยนในสังคมไทย จนทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียอย่างนั้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในมุมมองคุณ อะไรคือสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับความรุนแรง</h4>



<p>เราว่าคนส่วนใหญ่มองไม่ออกเรื่องอำนาจที่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ คนจะชอบมองว่าถ้าเป็นคดีข่มขืนคนที่ทำต้องหื่นกาม แล้วพอผู้กระทำเป็นคนที่ไม่ได้ดูหื่นกาม คนก็จะงง แต่ความจริงคือการที่คนคนหนึ่งจะมาคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศอีกคน มันไม่ใช่แค่เรื่องของความหื่นกามอย่างเดียว มันมากับเรื่องการควบคุม การใช้อำนาจเหนือกว่า การอยากทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกต่ำต้อย มันคือความอยากใช้ชีวิตเหนือคนอื่น คือการกดขี่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p>



<p>เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ต้องท้าทายอำนาจพวกนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยืนอยู่ข้างผู้เสียหาย คุณต้องไป empower คนที่ถูกเหยียบอยู่ให้ขึ้นมา อีกอย่างคือคนยังติดกับภาพ perfect victim ในหนังที่ผู้เสียหายจะต้องมีแผลเต็มตัว แล้วถ้ามีผู้ถูกกระทำมาแจ้งความและไม่ได้มีแผลเยอะ คนก็จะคิดว่าไม่เป็นไรหรอก แต่ความจริงบางแผลเรามองไม่เห็น เป็นแผลฟกช้ำ ไหนจะบาดแผลใจที่รักษายากกว่าแผลกาย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-1024x683.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149144" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>เราเคยไปสอนเยาวชนหรือนักศึกษามหา’ลัยที่เป็นวัยรุ่น เขาก็จะไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง gender analysis พอเราบอกว่าในสังคมผู้ชายมีพริวิเลจมากกว่านะ เขาก็จะงงและโกรธ มาบอกว่าผู้ชายมีพริวิเลจได้ยังไง เราก็ต้องอธิบายว่า คำว่าพริวิเลจไม่ใช่สิ่งไม่ดี พริวิเลจไม่ผิด แต่การไม่ยอมรับว่าตัวเองมีพริวิเลจน่ะผิด เวลาเราถูก ปัญหาพวกนี้เราไม่ได้พูดถึงแค่ระดับปัจเจก เราพูดถึงระดับโครงสร้าง ปิตาธิปไตยมันทำร้ายทุกคนนะ ทำร้ายผู้ชายด้วย ไม่ได้บอกว่า masculinity (ความเป็นชาย) ไม่ดี แต่ toxic masculinity (ความเป็นชายที่เป็นพิษ) น่ะมีปัญหา ทำไมแค่นี้แยกไม่ออก ทำไมเปราะบางเหลือเกิน&nbsp;</p>



<p>หรือเวลาเราพูดเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ก็ต้องมีคนลุกขึ้นมา อ้าว แล้วผู้ชายล่ะ แต่เวลาเราพูดถึงปัญหาที่เกิดกับผู้ชายก็จะเงียบ หรือตอนบอกว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า gender-based violence นะ ก็จะมีผู้ชายมาบอกว่าผมเป็นลูกผู้ชาย ไม่ทำร้ายผู้หญิงครับ เราก็โอ๊ย ตายละ เมื่อไหร่จะก้าวผ่านกรอบเพศพวกนี้สักที เพราะ gender norm (บรรทัดฐานทางเพศ) หรือ gender stereotype (การเหมารวมทางเพศ) พวกนี้แหละคือรากของ gender-based violence ซึ่งมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน&nbsp;</p>



<p>เราพยายามจะบอกว่า ไอ้กรอบเพศที่มีอยู่นี่คือเหตุผลว่า ทำไมผู้ชายบางคนถึงรู้สึกว่ามีสิทธิไปคุกคามคนอื่นได้ หรือการที่ผู้หญิงบางคนต้องรู้สึกตัวเล็ก ไม่กล้าแสดงออก ก็เพราะเขาถูกหลอมมาแบบนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชวนทำมากที่สุดคือการเช็กพริวิเลจของตัวเอง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ต้องโดนแบบไหนถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรง</h4>



<p>จริงๆ การกระทำความรุนแรงมีหลายเลเวล แน่นอนว่าการทำร้ายร่างกายก็คือความรุนแรง แต่มันจะมีความรุนแรงทางจิตใจซึ่งกฎหมายประเทศไทยก็นับว่าผิดเหมือนกัน อย่างเคสความรุนแรงในครอบครัว แรกๆ ผู้ใช้ความรุนแรงมักดูเป็นคนดี ประเสริฐแทบทุกคน หลังจากนั้นอาจห้ามไปเจอเพื่อน ตัด support system ของอีกฝ่าย ต่อมาจะเริ่มควบคุมชีวิต ห้ามทำงานนะ มาอยู่บ้านเลี้ยงลูกดีกว่า ต้องใส่เสื้อผ้ายังไง ซึ่งจะเป็นอะไรที่เล็กๆ มากจนผู้เสียหายมองไม่ค่อยออก กว่าจะรู้ตัวคือสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว ทุกการตัดสินใจในชีวิตต้องให้ผู้กระทำเลือกหมดเลย มันก็ถือว่าเป็นความรุนแรงในครอบครัว แต่ศาลบางที่ยังไม่เข้าใจและตัดสินให้ไม่เป็นเพราะเขาขาดความเข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน</p>



<p>เพราะฉะนั้นความรุนแรงมันไม่ใช่แค่การกระทำโหดร้ายทารุณ แต่มันคือการควบคุม (coercive control)</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เวลาสื่อลงข่าวความรุนแรงในครอบครัว หลายคนมักมองว่าโดนขนาดนั้นแล้วทำไมถึงทน จริงๆ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้เสียหายออกมาจากวงจรความรุนแรงไม่ได้&nbsp;</h4>



<p>วงจรความรุนแรงจะมี 3 ระยะ คือระยะที่ทะเลาะกันแรงๆ ระยะต่อมาคือเงียบ แล้วก็ระยะฮันนีมูน หลังจากผู้กระทำใช้ความรุนแรง เขาก็จะทำดีกับผู้เสียหายเพื่อให้ได้โอกาสอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>ภาพที่เราเห็นบ่อยๆ ในเคสความรุนแรงในครอบครัวคือการอ้อนวอนกันกลางศาล <em>กลับมาเถอะ ฟังพี่เถอะ</em> แต่พอกลับบ้านมาเป็นอีกคนหนึ่งเลย <em>มึงฟ้องคนอื่นใช่ไหม</em> แล้วพอผู้หญิงไปก็จะขอโทษใหม่ สังเกตดีๆ ผู้กระทำจะไม่ร้ายตลอดเพราะแฟนที่ควรจะอยู่ใต้เขาจะหนีไปเลย สิ่งที่เขาต้องการคือคนคนหนึ่งที่เชื่อฟังเขาแล้วยอมให้ควบคุมได้ เหมือนการเลี้ยงสัตว์ให้อยู่ใต้อำนาจ</p>



<p>อีกอย่างคือรัฐพยายามสร้างวัฒนธรรมแบบ family centric ต้องให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน เวลามีเคสความรุนแรงที่ไม่ว่าจะไปถึงสถานีตำรวจหรือศาลเขาก็จะให้ไกล่เกลี่ย เราก็ต้องอธิบายตลอดว่า คำว่าไกล่เกลี่ยคือการบาลานซ์ เหมือนนักธุรกิจที่มีอำนาจพอๆ กันแล้วมาหา win-win situation แต่ความรุนแรงในครอบครัวอำนาจมันไม่เท่ากัน คุณจะหา win-win situation ได้ยังไง แล้วแน่นอนว่ายิ่งผู้เสียหายกำลังรู้สึกเปราะบาง เขายอมอยู่แล้ว เพราะเขารู้สึกว่ามาแจ้งความแล้วก็ไม่มีใครฟังเขาเลย เขาโทษตัวเองมาตลอดเพราะผู้กระทำบอกว่าเป็นความผิดของเขา ยิ่งมาเจอเจ้าหน้าที่ที่ควรจะช่วยเขาบอกว่าเธอต้องนึกถึงครอบครัว เขาก็คิดสิว่ากูต้องทนใช่ไหม เขาก็จะทน แต่พอผู้หญิงคนหนึ่งทนจนตาย ทนจนฆ่าแฟน สังคมก็จะบอกว่าอีนี่ชั่ว แต่คุณไม่เคยรู้เลยว่าการจะก้าวออกมามันยากแค่ไหน มีสถิติบอกว่าผู้หญิงที่โดนฆ่าตายเคยแจ้งความอย่างน้อย 8 ครั้ง บางคนทนมา 10-20 ปี จนวันหนึ่งแทงสามีตาย ไม่ว่าจะจงใจหรือพลาดก็ตาม เขากลายเป็นคนที่ต้องติดคุก 25 ปี&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-683x1024.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149150" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>เพราะฉะนั้นการเอาตัวเองออกมามันไม่เคยง่าย คิดดูสิขนาดตอนที่เราโดนแฟนเก่าทำร้ายร่างกาย เรารู้กฎหมายด้วยซ้ำ แต่พอเราโดนกระทำ กฎหมายกลับไม่ใช่สิ่งแรกที่เรานึกถึง เรากลับกลัวว่าความสัมพันธ์จะล้มเหลว คิดว่าปรับตัวแล้วเขาจะเปลี่ยน ซึ่งมันไม่จริง สุดท้ายแล้วความรุนแรงจะหยุดลงได้ไม่เกี่ยวกับผู้เสียหายเลย มันจะหยุดหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้กระทำล้วนๆ แต่เราถูกทำให้ติดกับดักความคิดว่ามันคือความผิดของมึงเอง ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้กระทำเท่านั้นที่สร้างมันขึ้นมา แต่คนใกล้ตัว เจ้าหน้าที่ สื่อ สังคมช่วยกันสร้าง&nbsp;</p>



<p>อย่างเวลาผู้เสียหายออกมาบอกว่าออกมาไม่ได้ คนก็จะด่าว่าทำไมมึงโง่วะ แต่เวลาเขาไปขอคำปรึกษาจากเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าอย่าแจ้งความเลย สงสารเขา มึงไปทำอะไรเขาหรือเปล่า ไปโรงพยาบาลบอกว่าจะเบิกค่ารักษาฟรีของ OSCC (One Stop Crisis Center หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคม) โรงพยาบาลก็ถามว่า OSCC คืออะไร ไม่รู้จัก ไปสถานีตำรวจก็ให้ไกล่เกลี่ย ไปวัดพระก็บอกว่าเป็นเวรกรรมของชาติที่แล้ว ยิ่งเดินเข้าไปประตูที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจ สมมติว่าผู้หญิงคนนี้ถูกสั่งไม่ให้ทำงานมาหลายปีเพื่อให้เลี้ยงลูก เขาจะไปเริ่มต้นหางานใหม่ได้ยังไง แล้วพอยื่นขอสิทธิเลี้ยงดูลูก ศาลก็ถามว่ามีเงินไหม มีอาชีพไหม อ๋อไม่มี งั้นเอาลูกให้ผัวแล้วกัน เขาก็ไม่เลิกสิ นี่มันคือ systemic barrier คือทุกคนกำลังทำงานร่วมกันเป็นระบบเพื่อผลักคนนี้กลับเข้าไปในวงจรความรุนแรง&nbsp;</p>



<p>เขาไม่ได้ทนอยู่เว้ย เขาพยายามออกมาแล้ว แต่ทุกคนตบเขาเข้าไป</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในทางกลับกัน มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้กระทำยังก่อความรุนแรงซ้ำๆ</h4>



<p>ยกตัวอย่างแฟนเก่าเรา มันเคยมีเหตุการณ์ที่เขาใช้ความรุนแรงกับเราที่บ้านเขา พอแม่เขากลับมาเห็นเรานั่งร้องไห้ แม่เขาก็พาเราไปเดินคุย คุยกับเราว่ารู้ไหมว่าแฟนเก่าเราโตมายังไง เขาน่าสงสารนะ พ่อเขาก็ดุเขานะ แต่เขาไม่ใช่คนแบบนี้หรอก ที่แฟนโมโหเราบ่อยๆ เพราะเขาเครียด ยูต้องยิ้มบ่อยๆ อย่าไปทำให้เขาเครียดสิ ตอนนั้นเราก็เบลอไปเลย จำได้เลยว่ากลับมาไทยแล้วก็ทำกับข้าวเอาใจเขาทุกวัน ฝึกยิ้มหน้ากระจก ทำตัวน่ารักกับแฟน&nbsp;</p>



<p>พอเราหลุดออกจากวงจรนั้นมาได้ เราเขียนกลับไปหาแม่เขาเลยนะว่า ยูรู้ไหม ที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะยูให้ท้ายเขานะ สาเหตุหนึ่งที่ผู้กระทำทำได้เพราะคนรอบตัวอนุญาตให้เขาทำ&nbsp;</p>



<p>หรือจากเคสอื่นๆ ก็เห็นได้ชัดว่าระบบสังคมทำให้ผู้กระทำตัวพอง ลองนึกภาพตามนะ ไปศาล ศาลบอกว่า อ๋อ ไกล่เกลี่ยได้ไม่มีโทษ ไปบอกเพื่อน เพื่อนบอกว่าปกติแหละความรุนแรงในครอบครัว บริษัทที่จ้างงานเขาอยู่ นายจ้างไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไปถึงระบบศาสนา อ๋อ ใช้ความรุนแรงมาเหรอ มาบวชสักเดือนไหม ไม่ต้องไปติดค้งติดคุก อยู่กับพระหายเลย เปิดทีวีดู สื่อบอกว่าผู้ชายใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าผู้กระทำคนนี้ก็จะคิดว่า I can do it. นี่หว่า มันชัดมากเลยนะ เขาใช้ความรุนแรงต่อได้เพราะว่าทุกคนแม่งอนุญาตเขาหมดเลย</p>



<p>เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องช่วยกันทำคือเปลี่ยน norm ว่าไม่อนุญาตแล้วนะเว้ย เมื่อไหร่ที่ศาลบอกว่าใช้ความรุนแรงไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจไม่รองรับ ระบบศาสนาบอกว่าความรุนแรงคือบาปของผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้เสียหาย ระบบเลิกโทษเหยื่อแต่หันไป blame ผู้กระทำ เขาก็จะหยุด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-1024x683.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149147" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วในมุมคนนอก ถ้าเราพบเห็นว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น เราจะช่วยผู้เสียหายได้ยังไง</h4>



<p>ถ้าเป็นเพื่อนก็พูดได้ว่าฉันรออยู่ตรงนี้นะ มีอะไรก็มาบอก ไม่ตัดสิน ให้ผู้เสียหายรู้ว่ามีคนอยู่ข้างๆ หรือบางทีก็อาจจะแนะนำว่าลองโทรสายด่วนไหม ถ้าเป็นเพื่อนบ้านหรืออยู่คอนโดที่เราอาจไม่ได้รู้จักผู้เสียหายขนาดนั้น บางทีอาจใช้วิธีแนะนำให้ชุมชนติดใบปลิวสายด่วน หรือลองจัดเซสชั่นสนทนาชวนคุยเรื่องความรุนแรงในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ดี ให้ผู้ถูกกระทำรู้ว่า There’s someone looking out for me. (มีคนที่คอยดูแลฉันอยู่)</p>



<p>แต่ถ้าเป็นอะไรที่ฉุกเฉินจริงๆ อาจโทรเรียกตำรวจมาช่วย หรือบางครั้งถ้าอยากให้ความรุนแรงนั้นหยุดลงชั่วคราวอาจใช้วิธี<a href="https://www.youtube.com/watch?v=zmNz0cTcxFU">กดกริ่ง</a> เอาผลไม้มาให้ค่ะ ทำเป็นอินโนเซนส์ว่ากูไม่ได้เสือกนะ แต่มันคือการ interrupt (รบกวน) ให้ความรุนแรงชะงัก บอกเป็นนัยๆ ว่าฉันรู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในภาพกว้างกว่านั้น เราจะสร้างสังคมที่เป็น support system ให้กับผู้เสียหายได้ยังไง</h4>



<p>เราจะพูดเสมอว่า แค่การเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องนี้ก็เป็นจุดสตาร์ทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เพราะมันคือสัญญาณว่าคนเริ่มตกตะกอนถึงปัญหาและทางแก้ แต่ก่อนจะแก้ปัญหาเราต้องสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องก่อน แล้วค่อยไปถึงการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในระดับผู้เสียหายเองหรือระดับสังคม</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้เสียหายออกมาพูด คำว่าออกมาพูดอาจไม่ใช่การให้ไปพูดในที่สาธารณะ แต่คือการที่เขากล้าเล่าให้คนคนหนึ่งฟัง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องเป็นคนรอบตัวที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาก่อน รับฟังโดยไม่ตัดสิน ให้เวลาและทำให้เขารู้ว่าคุณมีทางเลือกที่จะออกมานะ คุณมีอำนาจในการเลือกนะ แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เสียหายต้องการมากๆ แล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/best-busayapa/">เบสท์ บุษยาภา นักสิทธิมนุษยชนไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก ผู้เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวสู่ ส.ส. : ชีวิตทะลุจักรวาลของรังสิมันต์ โรม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rangsiman-rome-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2021 12:54:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[รังสิมันต์ โรม]]></category>
		<category><![CDATA[อภิปรายไม่ไว้วางใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั๋วช้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่ารอยต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=145191</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘จากขุนศึกป่ารอยต่อ ถึงศักดินาตั๋วช้าง สู่นายทุนผูกขาด’ คือหัวข้อการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาของ รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ต่อให้คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายเหล่านั้น แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ไม่เคยมี ส.ส.หน้าใหม่ที่ซักฟอกรัฐบาลและผู้มีอำนาจได้ ‘สะเทือนเพดานสภา ทะลุฟ้าไปจนถึงจักรวาล’ แบบนี้มาก่อน แม้เขาจะเป็น ‘น้องใหม่’ ในวงการนักการเมืองก็จริง แต่เส้นทางการเมืองของรังสิมันต์ โรม ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่ต่างจากคนไทยที่ตื่นตัวทางการเมือง ใครหลายคนจดจำเขาในฐานะ ‘นักเคลื่อนไหว’ ที่โดดเด่นเข้มแข็ง กล้าสู้กับความอยุติธรรม ไม่อ่อนข้อต่อความผิดปกติ เป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งกับ คสช. จนถูกแจ้งข้อกล่าวหาไป 9 คดี และถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจ ค่ายทหาร และกรงขังเรือนจำมาแล้ว แม้วันนี้เจ้าตัวจะยอมรับว่าลึกๆ ตัวเองเป็นคน ‘ปากกล้าขาสั่น’ มากกว่าภาพจำเหล่านั้น เพราะตั้งแต่ก้าวขาเข้าสู่ถนนการเมืองเส้นนี้ หลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาวางแผนเอาไว้ แต่มันเกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่าสังคมนี้ต้องมีความถูกต้อง เขาจึงเอาชีวิตมาเสี่ยงกับการพูดความจริง&#160; ถ้าเปรียบชีวิตและเส้นทางการเมืองของโรมเป็นซีรีส์สักเรื่อง เนื้อหาในซีรีส์เรื่องนั้นอาจจะทำให้เราเห็นที่มาที่ไปว่าทำไมตัวละครนี้คิดและลงมือทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละฉากของชีวิต เขาผ่านความรู้สึกแบบไหนในฐานะแอ็กทิวิสต์ที่เข้าไปสัมผัสกรงขังจนมาสู่การเป็นนักการเมืองชื่อดังผู้สร้างมาตรฐานใหม่และภาพจำ ส.ส.ทะลุเพดานให้สังคมไทย&#160; และนี่คือเหตุผลที่เราอยากชวนเขามานั่งคุยในวันนี้ ซีซั่น 0&#160; วงน้ำชาและการเมือง&#160; อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชคือฉากแรกในชีวิตที่ทำให้เด็กชายรังสิมันต์พบเจอกับการเมือง&#160; บทสนทนาในบ้าน วงน้ำชาในร้านเครื่องดื่มไปจนถึงงานศพ ล้วนมีเนื้อหาการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับประเทศให้โรมได้สัมผัส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rangsiman-rome-interview/">จากนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวสู่ ส.ส. : ชีวิตทะลุจักรวาลของรังสิมันต์ โรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘จากขุนศึกป่ารอยต่อ ถึงศักดินาตั๋วช้าง สู่นายทุนผูกขาด’ คือหัวข้อการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาของ<strong> รังสิมันต์ โรม</strong> ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล</p>



<p>ต่อให้คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายเหล่านั้น แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ไม่เคยมี ส.ส.หน้าใหม่ที่ซักฟอกรัฐบาลและผู้มีอำนาจได้ ‘สะเทือนเพดานสภา ทะลุฟ้าไปจนถึงจักรวาล’ แบบนี้มาก่อน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145195" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แม้เขาจะเป็น ‘น้องใหม่’ ในวงการนักการเมืองก็จริง แต่เส้นทางการเมืองของรังสิมันต์ โรม ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่ต่างจากคนไทยที่ตื่นตัวทางการเมือง ใครหลายคนจดจำเขาในฐานะ ‘นักเคลื่อนไหว’ ที่โดดเด่นเข้มแข็ง กล้าสู้กับความอยุติธรรม ไม่อ่อนข้อต่อความผิดปกติ เป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งกับ คสช. จนถูกแจ้งข้อกล่าวหาไป 9 คดี และถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจ ค่ายทหาร และกรงขังเรือนจำมาแล้ว</p>



<p>แม้วันนี้เจ้าตัวจะยอมรับว่าลึกๆ ตัวเองเป็นคน ‘ปากกล้าขาสั่น’ มากกว่าภาพจำเหล่านั้น เพราะตั้งแต่ก้าวขาเข้าสู่ถนนการเมืองเส้นนี้ หลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาวางแผนเอาไว้ แต่มันเกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่าสังคมนี้ต้องมีความถูกต้อง เขาจึงเอาชีวิตมาเสี่ยงกับการพูดความจริง&nbsp;</p>



<p>ถ้าเปรียบชีวิตและเส้นทางการเมืองของโรมเป็นซีรีส์สักเรื่อง เนื้อหาในซีรีส์เรื่องนั้นอาจจะทำให้เราเห็นที่มาที่ไปว่าทำไมตัวละครนี้คิดและลงมือทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละฉากของชีวิต เขาผ่านความรู้สึกแบบไหนในฐานะแอ็กทิวิสต์ที่เข้าไปสัมผัสกรงขังจนมาสู่การเป็นนักการเมืองชื่อดังผู้สร้างมาตรฐานใหม่และภาพจำ ส.ส.ทะลุเพดานให้สังคมไทย&nbsp;</p>



<p>และนี่คือเหตุผลที่เราอยากชวนเขามานั่งคุยในวันนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145217" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/26.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ซีซั่น 0&nbsp;</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>วงน้ำชาและการเมือง&nbsp;</strong></h3>



<p>อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชคือฉากแรกในชีวิตที่ทำให้เด็กชายรังสิมันต์พบเจอกับการเมือง&nbsp;</p>



<p>บทสนทนาในบ้าน วงน้ำชาในร้านเครื่องดื่มไปจนถึงงานศพ ล้วนมีเนื้อหาการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับประเทศให้โรมได้สัมผัส เขาว่าคนใต้อินการเมืองมากหน่อย แต่จะเลือกฝั่งไหนก็ว่ากันอีกที และสารกระตุ้นให้เขาทำอะไรหลายอย่างในชีวิต ทั้งการเลือกเรียนมหาวิทยาลัยและเคลื่อนไหวการเมืองก็มาจากส่วนผสมสิ่งแวดล้อมที่โรมในวัยเด็กพบเจอ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากให้คุณเล่าถึงบรรยากาศตอนเด็กให้ฟังหน่อย ทำไมการเป็นคนใต้ถึงทำให้คุณสนใจการเมืองได้&nbsp;</h3>



<p>ผมว่ามันเป็นคัลเจอร์ คนใต้ชอบพูดเรื่องการเมือง ในวงน้ำชา วงไพ่ มีวงแฮงเอาต์ต่างๆ ซึ่งหลายครั้งก็จะมีบทสนทนาการเมืองในวงเหล่านี้</p>



<p>ผมจำได้ว่าตอนเด็กเดินไปบ้านตรงข้าม ไปกินข้าวเมาท์มอยตามประสาผู้ใหญ่ ผมตัวเล็กมากนอนหนุนตักแม่ฟังที่บ้านคุยเรื่องการเมืองว่าทักษิณขึ้นมาเป็นนายกฯ มันแย่ยังไง ทักษิณรวยผิดปกติไหม เราไม่ควรที่จะสนับสนุนคนแบบนี้ หรือพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองของคนใต้ เราต้องสนับสนุนพวกพ้อง&nbsp;</p>



<p>ถ้าคุณไปดูหนังตะลุง คุณจะเห็นเขาล้อเลียนนายกรัฐมนตรี ยุคทักษิณโดนหนักเลย หนังตะลุงเชิดด่าเละ รอบล่าสุดที่ผมไปนครศรีธรรมราชเขาก็ล้อเลียนพลเอก ประยุทธ์เหมือนกันนะ หรืออย่างในงานศพ ปกติในสังคมภาคกลางก็อาจจะมีนักการเมืองมานั่งเป็นประธานในงานใช่ไหม แต่ถ้าคุณไปงานศพภาคใต้ คุณต้องจับไมโครโฟน แล้ว ส.ส.ก็จะพูดเรื่องการเมือง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>มันเลยทำให้ทุกจุดทุกเวลาคุณอยู่กับการเมืองตลอด ตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ กินน้ำชากับเพื่อน คุยเรื่องการเมือง ถ้าอยากผ่อนคลายไปดูหนังตะลุง ไปดูพรานบุญ ก็จะเจอการแซะหรือล้อเลียนการเมือง ไปจนถึงงานศพ ผมคิดว่าความเป็นการเมืองหล่อหลอมให้คนใต้คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ เราเลยรู้สึกว่าถ้าคุณสนใจมันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ว่าถ้าคุณไม่สนใจเลยอาจจะเป็นเรื่องแปลกก็ได้&nbsp;</p>



<p>แต่พอผมย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนทวีธาภิเษก ที่กรุงเทพฯ กลายเป็นว่าเจอคัลเจอร์ช็อกเลย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">คัลเจอร์ช็อกยังไง</h3>



<p>ผมกลายเป็นคนแปลกที่สนใจแต่เรื่องการเมือง เพราะเพื่อนไม่พูดเรื่องการเมืองกันเลย ผมอึดอัดมากนะ ไม่รู้จะคุยการเมืองกับใคร มันทำให้รู้สึกว่าทำไมสังคมต่างกันจังเลย คนที่นี่ชอบพูดเรื่องสิ่งบันเทิงมากกว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดนะ พูดได้ แต่ทำไมไม่มีเรื่องการเมืองเลย&nbsp;</p>



<p>แล้วเพื่อนจะรู้สึกว่าเวลาเราพูดเรื่องการเมืองดูหัวรุนแรง ดูเป็นคนแปลกแยกไปกับสังคมที่เขาอยู่ เรื่องนี้สืบต่อมากระทั่งเรียนที่ธรรมศาสตร์ด้วยซ้ำ เทอมแรกผมมีปัญหามาก เพราะจนถึงตอนนั้นผมก็ยังไม่มีเพื่อนพูดเรื่องการเมืองเลย&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145198" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">แต่คนนอกมักมองว่าเด็กธรรมศาสตร์ต้องสนใจการเมือง</h3>



<p>ไม่จริง ในบริบทตอนนั้นนะครับ คุณลองคิดภาพแรกที่เข้าไปมหาวิทยาลัยที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของนักศึกษายุค 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ แต่พอเปิดเรียนมาปุ๊บสิ่งแรกที่เขาทำคือรับน้อง ก็ไม่ได้ถึงระดับโซตัสเท่าที่อื่นๆ นะ แต่ก็ทำในสิ่งที่ไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p>แล้วผมเข้ามาเรียนที่นี่เพราะเห็นว่าเป็นมหาวิทยาลัยการเมือง ทุกคนคงสนใจการเมือง แต่พอเราเริ่มเปิดปากพูด เรากลายเป็นตัวประหลาดอีกแล้ว กิจกรรมของคณะยังไม่มีอะไรการเมืองเลย เห็นหน้าแบบนี้ผมเคยไปลงชมรมร้องเพลงประสานเสียงนะครับ (หัวเราะ)</p>



<p>ดังนั้นความเป็นการเมืองในธรรมศาสตร์ที่ผมสัมผัสได้ในตอนนั้นมันน้อยมาก (เน้นเสียง)</p>



<h3 class="wp-block-heading">ผิดหวังไหมที่มหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อเรื่องการเมืองไม่ได้เป็นอย่างที่คิด</h3>



<p>แรกๆ ผิดหวังมาก ผมสับสนเลยว่าเรามาทำอะไรที่นี่วะ ทำไมไม่เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ หรือเราบ้าวะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>พอคุณอยู่กับความคิดแบบนี้คนเดียว มันทำให้คิดว่า เออ หรือเราผิดปกติ จริงๆ แล้วเราไม่ควรสนใจการเมือง ไปสนใจเล่นกีฬา ฟิตหุ่นให้เฟิร์มๆ ก็ได้ หรือไปเต้นลีดไหม (หัวเราะ)</p>



<p>ซึ่งโชคดีที่ผมไม่ต้องรอนานจนเกินไป แค่เทอมเดียวมันก็ทำให้ผมสามารถกลับมาเห็นว่ามีคนสนใจการเมืองเหมือนกัน แล้วจำนวนก็ไม่ได้น้อยจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>และนั่นคงเป็นประตูบานแรกที่ผมได้มีโอกาสเปิดเข้าสู่โลกของการเมือง และนักเคลื่อนไหวในแบบที่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145238" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1SMM2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Pro-democracy activist Rome Rangsiman (C) holds up a Thailand flag as anti-government protesters gather during a protest to demand that the military government hold a general election by November, in Bangkok, Thailand, May 22, 2018. REUTERS/Athit Perawongmetha &#8211; RC1CA4507CE0</figcaption></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ซีซั่น 1&nbsp;</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>จุดเปลี่ยนของนักเรียนกฎหมายสู่นักเคลื่อนไหว</strong></h3>



<p>แม้จะรู้ว่าการเมืองเป็นหัวข้อที่ตัวเองติดตามและสนใจในชีวิต แต่ภาพการเป็นแอ็กทิวิสต์ไม่ใช่สิ่งที่โรมมองเห็นตัวเองบนเส้นทางตั้งแต่แรก เขาเพียงอยากหาเพื่อนคุย ร่วมถกเถียงประเด็นต่างๆ ไปด้วยกันเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>จนกระทั่งเดือนมกราคม ปี 2555 เกิดเหตุการณ์ระดับ ‘<a href="https://www.bbc.com/thai/thailand-53103498" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์</a>’ เมื่อมีผู้ร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 กับคณะนิติราษฎร์กว่า 30,000 คน โดยก่อนหน้านั้นคณะนิติราษฎร์พยายามขออนุญาตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดกิจกรรม แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยระดับสูงกลับปฏิเสธไม่ให้เคลื่อนไหวในรั้วสถาบัน&nbsp;</p>



<p>และจากเหตุการณ์นี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ชื่อของรังสิมันต์ โรม กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแนวหน้าของนักเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา</p>



<h3 class="wp-block-heading">หลังผ่านไปหนึ่งเทอม คุณเจออะไรที่ทำให้รู้ว่าในธรรมศาสตร์ยังมีคนสนใจการเมืองอยู่</h3>



<p>บอกก่อนว่าแม้ตอนแรกจะไม่มีใครพูดการเมืองกับผม แต่ลึกๆ ผมก็คิดนะว่าจะต้องมีกลุ่มใต้ดินสักกลุ่มในธรรมศาสตร์ที่พูดเรื่องนี้&nbsp;</p>



<p>จนวันหนึ่งมีการจัดกิจกรรมแต่งชุดดำ วางพวงหรีดไว้หน้าอนุสาวรีย์อาจารย์ป๋วย เพื่อคัดค้านเรื่องที่มหาวิทยาลัยห้ามคณะนิติราษฎร์จัดงานเกี่ยวกับการรณรงค์ 112 ในธรรมศาสตร์ วันที่เขาจะรวมตัวกัน ผมก็ใส่เสื้อสีดำด้วย แล้ววางแผนไว้ว่าจะไปตัดผม แต่ขอแวะดูสักแป๊บหนึ่งก่อน คือไม่กล้าที่จะเข้าไปเต็มตัว หรือไม่ได้คิดว่าจะไปแนะนำตัวเองเพื่อบอกว่าผมสนับสนุนนะ ผมอยากจะเข้าร่วมด้วย</p>



<p>แต่พอไปถึง อยู่ๆ มีคนหนึ่งหยิบป้ายขึ้นมา ซึ่งผมไม่รู้ว่าข้อความในป้ายคืออะไร แล้วเขาบอกให้ผมถือ คนคนนั้นคือก้านธูป (อภิญญา สวัสดิ์วรากร) เขาน่าจะเป็นคนยุคแรกๆ ที่โดนล่าแม่มดเรื่อง 112 หนักมาก&nbsp;</p>



<p>ผมก็ได้รับป้ายมา ตอนนั้นแค่คิดว่าเขาคงฝากถือ ปรากฏว่าเขาสั่งให้เดิน ผมก็เอ๊ะ เดินไปไหนวะ (หัวเราะ) สักพักก็คิดว่าเอาแล้วๆ แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ กลัวเสียหน้า ไม่อยากจะโชว์ว่าเขินอาย กลัว เพราะคนใต้ต้องรักศักดิ์ศรี</p>



<p>ตอนเริ่มเดินไปอนุสาวรีย์อาจารย์ป๋วย กางป้ายที่ผมถือออกมามีข้อความว่า ‘ธรรมศาสตร์ตายแล้ว’ ในใจคือชิบหายแล้ว สงสัยได้โดนรีไทร์ (หัวเราะ) แล้วก็มีคนสั่งให้ตะโกน ‘ธรรมศาสตร์ตายแล้ว’ ในใจผมคิดเลยว่า กูอะตายแล้ว (หัวเราะ)</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมตอนนั้นคุณกลัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมขนาดนี้</h3>



<p>เพราะแม่ผมเชียร์เสื้อเหลือง ถึงแม้เราจะสนใจงานการเมือง แต่เราก็กังวลใจกับการเข้าไปในกิจกรรมนี้เต็มตัว เพราะในจุดยืนของกลุ่มคนที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 มันออกไปทางโทนแดงในตอนนั้น แต่ครอบครัวผมอยู่โทนเหลือง ซึ่งผมไม่สนับสนุนทางเหลืองนะ แต่ว่าการจะเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับแดง แล้วผมจะคุยกับที่บ้านยังไง</p>



<p>สุดท้ายกิจกรรมนั้นมันออกสื่อหลายช่องมาก น่าจะขึ้นหน้าหนึ่งด้วย เป็นครั้งแรกในชีวิตเลย ซึ่งแน่นอน แม่ผมเห็น ไม่มีทางเหลือ แม่ก็ตำหนิด้วยประโยคเชือดเฉือนประเภทว่า ‘เครียดจะตายแล้ว อย่าทำให้แม่กังวลใจได้ไหม มีหน้าที่เรียนก็เรียน’ ประโยคคลาสสิก&nbsp;</p>



<p>ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอื่นๆ ที่เห็นว่าผมออกสื่อจากกิจกรรมนั้น มีบางคนมาทักว่า ‘เห็นนะ ออกข่าว’ ไม่รู้ว่าชื่นชมหรือด่าอยู่ในใจ แต่มันทำให้เราถอนตัวไม่ได้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นไฟต์บังคับ ก็อยู่อย่างนี้แหละ หลังจากนั้นกลุ่มนี้ก็พยายามชวนไปทำกิจกรรมนู่นนี่นั่นตลอด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145197" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วการไปร่วมกิจกรรมที่มีแนวคิดตรงข้ามกับที่บ้าน มันทำให้คุณเชื่อข้อมูลของพวกเขาได้ทันทีเลยเหรอ</h3>



<p>จริงๆ ตอนผมเข้ามาปี 1 ผมก็ไม่รู้จักนิติราษฎร์ ไม่เคยไปสิงสถิตในเว็บบอร์ด<a href="https://adaymagazine.com/thanapol-eawsakul-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ฟ้าเดียวกั</a>นแบบที่คนอื่นๆ ทำ ผมก็เสพการเมืองจากข่าวอย่างเดียว&nbsp;</p>



<p>พอการเมืองเริ่มแรงจำได้ว่ามันมีการดีเบตกันระหว่างอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ และนิติราษฎร์ ขอเล่านิดหนึ่งว่า อาจารย์กิตติศักดิ์เป็นไอดอลผมเลย ตอนมาเรียนแรกๆ อาจารย์ทำให้ผมประทับใจมากกับประโยคที่ว่า ‘การเป็นอาจารย์คือการทำงานกับอนาคต’ จนทำให้ผมอยากเรียนแล้วมาเป็นอาจารย์</p>



<p>ตอนนั้นผมยังคิดเลยนะว่าฝั่งนั้นคุณจะแน่กว่าอาจารย์กิตติศักดิ์ได้ยังไง แต่ว่าพอเราดูข้อมูลการดีเบต มันมีความรู้สึกสับสนบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเองว่าเราควรจะเลือกเชื่อใครดี คำอธิบายหลายๆ อย่างของนิติราษฎร์วางอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน ซึ่งมันสมเหตุสมผลมากกว่า แต่อีกฝั่งไม่ได้เป็นแบบนั้น&nbsp;</p>



<p>ประกอบกับเวลาเราคุยข้อมูลกับรุ่นพี่หลายๆ คน เขามีข้อมูลบางอย่างที่โต้ประเด็นเราได้ มันเริ่มทำให้เห็นน้ำหนักของอีกฝั่งหนึ่งมากขึ้น ผมเลยตัดสินใจว่าผมเลือกเชื่อว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">พูดได้ไหมว่าตอนนั้นคุณอยู่ในภาวะ ‘ตาสว่าง’</h3>



<p>ผมไม่เคยนิยามตัวเองว่าตาสว่าง เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่เคยตาบอด คือโอเค อาจจะไม่เข้าใจบางอย่างทั้งหมด และอาจจะมีความคิดบางอย่างที่ย้อนแย้งอยู่ในใจบ้าง แต่ว่าพอเราเรียนสูงขึ้น เราก็มองเห็นสถาบันเป็นตามองค์กรรัฐธรรมนูญมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>อีกอย่าง เรารู้ว่าคนไทยก็เคยพูดเรื่องสถาบันฯ ในบ้าน ผมมาจากครอบครัวที่คุยเรื่องการเมืองในภาคใต้ เราได้ฟังการสนทนากันในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ทำให้เราเห็นเหรียญสองด้านมานานแล้ว ผมเลยไม่ได้รู้สึกว่าตาสว่างขนาดนั้น มันเหมือนเราอยู่ในห้องหนึ่งซึ่งมีแสงไฟแหละ แต่แค่ไฟอาจจะไม่สว่างมากพอ หรือเราอาจจะสายตาสั้น ก็แค่มีแว่นตาทำให้เห็นบางสิ่งบางอย่างชัดมากขึ้น แต่หลายๆ เรื่องที่ผมเคยตั้งคำถาม หรือเคยคิดมันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>แต่โอเคอาจจะมีบางแง่ มองสถาบันศักดิ์สิทธิ์กว่านี้ แต่การที่เรามาเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เราก็มองเรื่องแบบนี้บนพื้นฐานของความเป็นคน ไม่ใช่บนพื้นฐานของความเชื่อหรือความรู้สึกว่านี่คือ God ของเรา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145211" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/20.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วจากกิจกรรมกับกลุ่มในรั้วมหาวิทยาลัย คุณกลายเป็นแนวหน้าการเคลื่อนไหวในระดับประเทศได้ยังไง</h3>



<p>พอมีรัฐประหาร มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ช่วงเดือนแรกของการรัฐประหารเราเองก็ไม่ได้ถึงขนาดจะต้องอยู่ในแนวหน้าอะไรขนาดนั้น แต่พอภาคการเมืองที่เราเคยเห็นตามหน้าสื่อทีวีเขาไม่สามารถขยับได้ ทุกคนถูกจับหมด วันหนึ่งคุณก็กลายเป็นแกนนำที่จะต้องมานั่งทำกิจกรรมเรียกร้องแล้วเอาประชาธิปไตยที่ถูกทหารยึดอำนาจไปกลับคืนมา&nbsp;</p>



<p>ผมพูดจริงๆ ผมไม่พร้อมเลยนะ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย เรามีกันมากที่สุดเต็มที่คือ 50 คน ไม่เคยไปสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยอื่นแต่เรามีภารกิจใหญ่โตมาก คือเอาประชาธิปไตยคืนมา มันก็เลยทำให้บางทีการเป็นแกนนำ มันอาจจะไม่ใช่เพราะเราอยากจะทำ แต่เพราะเราก็อยู่ที่เดิม แต่คนอื่นเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แล้วมันทำให้เรากลายเป็นคนนั้นที่ถูกทุกคนจับตามอง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04-1024x768.jpeg" alt="" class="wp-image-145240" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04-1024x768.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04-1536x1153.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04-600x450.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/WhatsApp-Image-2019-03-06-at-17.12.04.jpeg 1599w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพ : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">นับเป็นเรื่องไม่ได้ตั้งใจอีกอย่างที่ทำให้คุณต้องกลายมาเป็นแกนนำ</h3>



<p>มันเป็นการตกกะไดพลอยโจนครั้งที่ 2 แต่จริงๆ ช่วงจัดงานครบรอบ 1 ปีรัฐประหารที่หอศิลป์ผมก็คิดไว้แล้วว่าจะเลิก</p>



<p>คือในกลุ่มเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์ เราจะวางบทบาทกันว่าแต่ละชั้นปีใครจะทำอะไรบ้าง เช่น ปี 1 เป็นเพื่อนใหม่ หลายอย่างเขายังไม่รู้ พวกปี 2 ก็จะคอยช่วยเหลือ ปี 3 ดูภาพรวม ปี 4 ติดต่อประสานงานคนนอก ฟังแล้วจะดูเหมือนแบ่งตามความอาวุโส แต่โดยการปฏิบัติไม่ได้เป็นแบบนั้น และเราทำแบบนี้เพื่อกันไม่ให้คนเรียนจบไปแล้วมาบัญชาการการทำงานของนักศึกษา</p>



<p>ทีนี้ผมเรียนปีสุดท้ายก็คิดว่าต้องพอ ไม่อย่างนั้นคนอื่นเขาจะไม่สามารถมีบทบาทอย่างที่ผมเป็น ตั้งใจว่าซีซั่น 2 ของโรมจะเป็นบทบาทซัพพอร์ตแอ็กทิวิสต์ ในรูปแบบทนายความสิทธิมนุษยชน เป็นทนายโรม</p>



<p>พอวันเกิดเหตุที่หอศิลป์ ผมสอบวิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย เป็นวิชาสุดท้ายของมหาวิทยาลัย เพิ่งอ่านหนังสือมาอินๆ เลย สอบเสร็จ คุยกันว่าจะรวมตัว 15 นาทีหน้าหอศิลป์ แล้วตะโกนคำว่าอะไรก็ได้ที่เราอยากจะตะโกน เสร็จแล้วเราจะไปกินเหล้ากัน</p>



<p>ปรากฏไปถึงผมยืนอยู่บนสกายวอล์ก ภาพที่มองลงไปเห็นเพื่อนโดนตำรวจลากเข้าไปในหอศิลป์ บางคนเกาะไม้ที่เป็นเหมือนโครงตั้งอยู่หน้าหอศิลป์ ตำรวจก็เอามือทุบให้ออก เฮ้ย มันทำอย่างนี้ได้ยังไง</p>



<p>พอลงไปถึงก็ไม่รู้ว่าเลือดร้อนมาจากไหน ผมบอกเพื่อนไปว่า ‘ตามผมมาเราจะไปช่วยเพื่อนเรา’ มันเลยกลายเป็นภาพที่หลายคนเห็น&nbsp;</p>



<p>วันนั้นผมไม่ได้อยากจะปะทะอะไรนะ แต่ตำรวจและทหารในเวลานั้นทำผิดกฎหมาย จับเพื่อนเราและทำร้ายร่างกาย เรายังไม่ทำอะไรเลยคุณจะมาสลายการชุมนุมไม่ได้ สุดท้ายผมสู้ไม่ได้ ถูกจับไปขังอยู่ สน.ปทุมวัน 12 ชม. หลังจากปล่อยตัวมาได้ 2-3 วันก็ได้รับคดีความ</p>



<p>เรื่องนี้เลยกลายเป็นการตกกระไดพลอยโจนครั้งที่ 3 เราจะวางมืออยู่แล้ว ซีซั่นนั้นควรจบในวันนั้น ซึ่งวันนี้อาจจะต้องเรียกว่าทนายโรม แต่มันก็เลยกลายเป็นบทบาทอีกแบบที่เปลี่ยนไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="902" height="677" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/photo_2016-05-18_18-57-06.jpeg" alt="" class="wp-image-145236" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/photo_2016-05-18_18-57-06.jpeg 902w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/photo_2016-05-18_18-57-06-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/photo_2016-05-18_18-57-06-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/photo_2016-05-18_18-57-06-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 902px) 100vw, 902px" /><figcaption>ภาพ : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน</figcaption></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ซีซั่น 2&nbsp;</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อาชีพแรกของนักเรียนกฎหมายคือการเป็นนักโทษ</strong></h3>



<p>9 คือจำนวนคดีทั้งหมดที่โรมถูกแจ้งข้อกล่าวหาหลังจากโดนคดีแรกเมื่อปี 2558 ในตัวเลขนี้ยังมีข้อหาที่ทำให้เขาต้องขึ้นศาลทหาร ฝากขังในเรือนจำเป็นเวลา 12 วัน แต่เขาก็ยังคงจัดการชุมนุมทุกปีอย่างที่ได้ติดตามภาพกันในหน้าสื่อจนชื่อ ‘รังสิมันต์ โรม’ กลายเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้คน ไม่ว่าจะในสายตาตำหนิหรือชื่นชมก็ตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเรียนกฎหมายมา แต่ละครั้งที่ทำกิจกรรมคุณต้องคอยประเมินไหมว่าทำกิจกรรมระดับไหนถึงจะไม่ทำให้เกิดคดี</h3>



<p>แรกๆ เราไม่คิดว่าเราจะโดนคดีอะไรอยู่แล้ว ตั้งแต่ทำกิจกรรมปี 1 เทอม 2 จะพบว่ามันไม่ผิดกฎหมาย มันทำได้อยู่นะ แล้วแต่ละกิจกรรมที่ผมทำมาคิดแล้วก็แซบอยู่ เช่น ปิดเทอมปี 1 เราจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ซ้ำ คือผมและเพื่อนอีก 6 คน แต่งตัวเหมือนเป็นคณะราษฎร ไปเดินรณรงค์เพื่อรำลึกถึงวันที่ 24 มิถุนาฯ พอถึงหน้ากองทัพบกเราขอยืมรถถัง เนื่องจากทหารในยุคนั้นเป็นทหารที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้คณะราษฎรสามารถอภิวัฒน์ได้ วันนี้เราก็ขอเรียกร้องกองทัพบกให้มาร่วมอภิวัฒน์ด้วยกันอีกครั้ง เปรี้ยวเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้โดนคดีอะไร</p>



<p>แต่พอเกิดรัฐประหารมันต่างออกไป เราเริ่มกลับมาคุยกันเองกับเพื่อนๆ ว่าเรามีสิทธิโดนดำเนินคดี เราวางแผนกันว่าผมจะเป็นตัวหลัก ถ้าถูกดำเนินคดี ผมรับผิดชอบเองเพื่อที่จะได้เซฟคนอื่นให้ยังทำงานต่อได้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">จำได้ไหมว่าตอนโดนคดีแรกๆ ความรู้สึกมันเป็นยังไง</h3>



<p>กลัวนะ รู้สึกว่า ไอ้เหี้ย กูเพิ่งเรียนจบนิติศาสตร์ สิ่งแรกที่ได้คือคดี (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>คือผมเล่าให้ฟังก่อนว่าที่เลือกเรียนสาขานี้ เพราะตั้งแต่มัธยมผมใช้กฎหมายป้องกันตัวเองมาโดยตลอด พูดง่ายๆ คือหัวหมอ แม่จะตีผม ผมเปิดรัฐธรรมนูญกับกฎหมายอาญา บอกแม่เลยว่าทำไม่ได้นะ แม่ตีคือการทำร้ายร่างกาย ผิดกฎหมายนะ ประกอบกับผมเติบโตมาเห็นคนในครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรมในสังคม ผมก็คิดว่าอยากจะเรียนกฎหมายเพื่อมาป้องกันตัวเองและครอบครัวจากการดำเนินคดี&nbsp;</p>



<p>แต่เรียนจบมาเจอคดีเลย <a href="https://adaymagazine.com/tlhr2014-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ศูนย์ทนายความฯ</a> ก็มาช่วยดูแล ถามผมว่าจะสู้คดียังไง ผมบอกว่าจะไม่ไปรายงานตัว แต่จะไป สน.เพื่อแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ เพราะในเมื่อเราไม่ได้ผิดอะไร ทำไมเราต้องไปรายงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการที่ไม่ชอบธรรมด้วย</p>



<p>ทนายก็อึ้ง ในเวลาที่ผมพูดประโยคนี้ ผมก็อึ้งตัวเองเหมือนกัน บางทีผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้อง ถ้าเขาดำเนินคดีกับเราก็ต้องสู้เพื่อปกป้องตัวเองจากความอยุติธรรมสิ แล้วมันเป็นกระบวนการหนึ่งที่ผมพยายามทำเพื่อไม่ให้ความอยุติธรรมมันเกิดขึ้น</p>



<p>แต่ในใจลึกๆ ก็ตั้งคำถาม เราจะทำแบบนั้นได้จริงไหม รู้สึกกลัวเหมือนกัน สู้แล้วจะได้คดีเพิ่มหรือยุติ ซึ่งสุดท้ายมันได้คดีเพิ่ม ก็มีคดีที่ 2 ต่อมา เราก็ยังคิดแบบเดิม แต่เราก็ต้องสู้ต่อ กลายเป็นคดีที่ 3 ที่ 4 จนวันหนึ่งเขายกระดับเอาผมไปขังในเรือนจำ วันนั้นเป็นความรู้สึกที่ดิ่งมากเลยนะ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145239" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS18NKZ-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Rome Rangsiman, pro-democracy activist, is escorted by police officers as he arrives at a military court in Bangkok, Thailand June 26, 2017. REUTERS/Panu Wongcha-um &#8211; RC1BE4D12AC0</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">มันเป็นยังไง</h3>



<p>เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นก่อนว่าหลังจากผมเรียนจบ ตั้งใจจะไปสอบตั๋วทนาย ผมไปจัดกิจกรรมกับกลุ่มดาวดินก็ถูกดำเนินคดี ถูกจับกุม พาไปขึ้นศาลทหาร กว่าจะพิจารณาและมีคำวินิจฉัยออกมาว่าให้ไปอยู่ในเรือนจำก็ตอนเที่ยงคืน ไปถึงเรือนจำอีกทีตอนตี 2 สิ่งแรกที่เราโดนคือต้องเปลื้องผ้าถูกตรวจค้น เช็กทวารหนักว่าเราซ่อนอะไรไหม</p>



<p>นี่คืออาชีพแรกที่ผมได้รับหลังเรียนจบ คือการเป็นนักโทษ ผมไปอาบน้ำ เขาก็ถ่ายคลิปเอาไว้หมด ไม่รู้จะมีใครแอบเอามาปล่อยตอนไหน นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เข้าใจว่ามันเป็นคดีดัง เขาก็คงจะถ่ายไว้ยืนยันว่าไม่ได้ทำร้ายร่างกายเรา</p>



<p>พอมาถึงตอนนอนรวมกับนักโทษคนอื่นๆ หัวถึงหมอน คิดกับตัวเองว่า เฮ้ย ชีวิตมันพาเรามาขนาดนี้เลยเหรอ ถามว่ากลัวไหม ผมกลัวมาก พอตื่นเช้ามาก็มีคนมาเยี่ยม ผมร้องไห้เลยนะ ไม่ใช่เพราะอยากจะออกไป แต่มันเป็นความอัดอั้นตันใจที่ทำไมกูต้องมาโดนแบบนี้วะ</p>



<p>วันนั้นผมไม่ยอมประกันตัวด้วย เพราะรู้สึกว่าถ้ามึงเอากูเข้ามาได้ มึงต้องเอากูออก เราจะไม่ยอมเสียเงินสักบาทเดียวเพื่อประกันตัว หน้าที่ของคุณคือ คุณต้องยอมจำนนต่อความยุติธรรมที่เราสมควรจะได้</p>



<p>สุดท้ายแล้วพออยู่ครบ 12 วันศาลก็ปล่อย โดยที่เราไม่ต้องประกันตัว ในมุมของเราคือชนะ พิสูจน์ให้ผู้มีอำนาจเห็นได้แล้วว่ากูไม่กลัวมึง ถ้าขังเรา คุณก็โดนประชาชนไม่พอใจ เขาประท้วงแล้วสุดท้ายคุณก็ต้องปล่อยออกอยู่ดี</p>



<h3 class="wp-block-heading">การจับไปขังมันเป็นสงครามจิตวิทยาระหว่างคุณกับรัฐด้วยไหม</h3>



<p>ใช่ เหมือนฝึกการกลั้นหายใจ ใครทนไม่ไหวก่อนก็แพ้ ตอนผมเข้าไปราชทัณฑ์ยกเลิกไม่ให้มีหนังสือพิมพ์ในเรือนจำ และถ้าเปิดทีวีแล้วมีข่าว เขาจะเปลี่ยนช่องทันที เขาพยายามทำให้รู้สึกเหมือนเราโดดเดี่ยว ถ้าเรารู้สึกว่าไม่มีใครพยายามพูดถึงเรา เดี๋ยวเราจะยอมแพ้ไปเอง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145237" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/RTS1LCLO-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Rangsiman Rome (C) speaks during a protest against junta delaying polls in Bangkok, Thailand January 27, 2018. REUTERS/Athit Perawongmetha &#8211; RC1D5D279080</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">จากการลงมือทำทั้งหมด คุณนิยามตัวเองเป็นคนแบบไหน กล้าได้กล้าเสียหรือเป็นคนพร้อมเสี่ยงไหม</h3>



<p>ปากกล้าขาสั่นอาจจะตรงกว่า (หัวเราะ) โอเค มันก็คงมีเรื่องของอีโก้ด้วยนะ ต่อให้กลัวยังไง แต่เราจะไม่ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่ากลัว เป็นคนปากหนักที่จะไม่พูดว่ากลัว แล้วก็ทำตัวหรอย (หรอย–ภาษาใต้ ในบริบทนี้หมายถึง คนเจ๋ง)</p>



<p>ในอีกมุมแค่คิดว่าถ้าไม่ทำเรื่องนี้ ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมไม่ทำ คือผมรู้สึกว่าเราจะเอาความกลัวมาบอกว่าเราไม่ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง ผมไม่สามารถส่องกระจกมองตัวเองได้ มันอาจจะเป็นความรู้สึกตรงนี้มากกว่าจะมาบอกว่ากล้าได้กล้าเสีย เพราะผมรู้สึกว่าไม่ค่อยจะได้ เจ็บตัวซะเยอะ เสียซะเยอะ แต่แค่รู้สึกว่าเราต้องทำ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเลยต้องทำ</h3>



<p>ผมไม่เคยคิดว่าจะเลิกอย่างสิ้นเชิง แค่อยากเปลี่ยนบทบาทเฉยๆ จนกระทั่งครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำแบบนี้มานานมาก สุดท้ายเรียกร้องอะไรมาไม่สำเร็จสักเรื่อง</p>



<p>ประกอบกับช่วงนั้นผมเริ่มนึกถึงบทบาทนักการเมือง เพราะมันเริ่มมีสัญญาณว่าจะได้เลือกตั้งแล้ว คำถามคือ ผมเรียกร้องมาขนาดนี้ แต่ยังไม่มีนักการเมืองคนไหนลุกขึ้นมาเลย แล้วพอจะมีการเลือกตั้งคุณกลับมาเป็น ส.ส. มีเงินเดือนเป็นแสน คุณจะรออย่างนี้ไม่ได้ คุณต้องมาร่วมกับเราด้วย</p>



<p>แต่ก็ผิดหวังนั่นแหละ ไม่มีพรรคการเมืองไหนเปลี่ยนแนวทาง จนอาจารย์ปิยบุตรมาคุยกับผม ชวนเข้าร่วมพรรคอนาคตใหม่อยู่ 3 ครั้ง บอกผมว่าจะเป็นแอ็กทิวิสต์อย่างนี้ต่อไปเหรอ วันหนึ่งในห้องขัง สน.ชนะสงคราม หลังจากโดนจับข้อหาจัดชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ผมก็ตัดสินใจในวันนั้นเลยว่าซีซั่นต่อไปผมอาจจะต้องเปลี่ยนแนวทางมาสู้อยู่กับพรรคอนาคตใหม่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145230" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ซีซั่น 3&nbsp;</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ผู้แทนประชาชน</strong></h3>



<p>ชื่อรังสิมันต์ โรม กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อเขามีรายชื่ออยู่ในผู้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่</p>



<p>แม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งด้านลบและด้านบวกที่คนมองต่อเขา อย่างเช่น จากนักเคลื่อนไหวมาสู่นักการเมืองภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ทำให้เกิดการคลางแคลงใจว่าเขารับเงินจากใครหรือเปล่า หรือเขาหวังผลประโยชน์ใดๆ ในบทบาทนักการเมืองหรือไม่ แต่อีกด้านหนึ่ง คนก็หวังว่าคู่กัด คสช.อย่างโรมจะเป็นนักการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ ให้กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บ้าง </p>



<p>เราคิดว่าในระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่เขาทำหน้าที่นี้มา หลายอย่างช่วยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเลือกทำให้ทุกคนรับรู้ในทางไหน</p>



<h3 class="wp-block-heading">ตอนคุณมาเป็นนักการเมือง คุณวางมาตรฐานไว้ไหมว่าอยากจะเป็น ส.ส.แบบไหน</h3>



<p>ถ้าถามว่าจะไม่เป็นแบบไหน ผมอาจจะตอบได้ง่ายกว่า (หัวเราะ) แต่ถ้าอธิบายผมอาจจะต้องพาดพิงคนอื่น พยายามไม่ทะเลาะกับทุกคนมากเกินไป&nbsp;</p>



<p>แต่ก็เอาเป็นว่ามันมีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เราหลายๆ คนนึกออก ผมก็ไม่อยากเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ไม่อยากเป็นคนที่พูดอย่างทำอย่าง ไม่อยากเป็นคนที่เข้ามาแล้วทำให้คนรู้สึกว่าผมเปลี่ยน ผมไม่สามารถรับกับตัวเองในมุมนั้นได้ แล้วผมพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าผมไม่ได้เป็นแบบนั้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">แต่หลายครั้งเวลาคุณลุกขึ้นพูดในสภา หรือสิ่งที่คนในพรรคก้าวไกลลงมือทำไปก็มีบางเสียงวิจารณ์ว่าวิธีการแบบนี้ ‘อ่อนต่อเกมการเมืองไทย’ คุณมองประเด็นนี้ยังไง</h3>



<p>โอเค ผมพยายามสรุปเป็นประโยคสั้นๆ ว่าสิ่งที่ผมพยายามทำทั้งหมด ผมทำแบบไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมไม่รู้ว่าจะได้เป็น ส.ส.หรือไม่ พยายามทำเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย ทำให้เต็มที่ ส่วนมันจะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเรื่องที่ก็ไปว่ากันอีกที</p>



<p>ซึ่งพอมองแบบนี้จะมีคนบอกว่า เฮ้ย คุณไม่ได้มองเกมยาว คุณไม่ได้คิดถึงการเมืองที่เป็นจริง คุณอ่อนการเมือง โอเค ผมอ่อนการเมืองก็ได้นะ เราไม่ได้มีปัญหากับการถูกมองว่าเป็นเด็กอ่อนหัด ถ้าการอ่อนหัดนั้นมันคือการซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราเชื่อ ก็ขอเป็นแบบนั้นดีกว่า แล้วเราเชื่อว่าวิธีแบบนี้แหละที่มันจะเปลี่ยนประเทศได้&nbsp;</p>



<p>ก็ให้ถือซะว่าวิธีการเก่าๆ เขามีเวลาในการพิสูจน์ตัวเองมานานพอแล้ว แล้วผมก็คิดว่ามันเป็นข้อสรุปแล้วแหละว่ามันไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร มันอาจจะถึงเวลาของวิธีการใหม่ๆ ที่อนาคตใหม่ รวมถึงก้าวไกลในวันนี้พยายามเสี่ยง แล้วเราเชื่อว่าถ้าวิธีการแบบนี้มันปฏิบัติในพรรคการเมืองอื่นๆ ผมว่าเราเปลี่ยนประเทศนี้ได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145214" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/23.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">วิธีการของคุณแทบจะเป็นการเอาชีวิตเข้าแลก เสี่ยงจากการถูกคุกคามด้วย คุณมองเห็นคุณค่าอะไรในการลงมือทำแบบนี้</h3>



<p>ผมคิดว่าคุณูปการอันหนึ่งที่ผมเป็น ส.ส.แล้วมันเกิดขึ้น คือการที่เราได้ข้อมูลต่างๆ ใช้ในการตรวจสอบรัฐบาลได้จริง เช่น ตั๋วช้าง ในขณะที่ประชาชนเข้าถึงเรื่องพวกนี้ยากมาก </p>



<p>หรือมากไปกว่านั้น คือผมเชื่อว่าประชาชนมีสิทธิในการชุมนุม แต่ผมก็ไม่ได้มานั่งคิดว่าประชาชนต้องออกมาเรียกร้องตลอดเวลา ถ้าเลือกได้ ผมอยากให้เราใช้กลไกตามโครงสร้างทางการเมืองที่เรามีเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งโอเค มันไม่ได้ดีไปทั้งหมด แต่เพราะผมไม่อยากโยนภาระให้ประชาชนเลย พอเราสามารถพูดแทนประชาชนได้ มันก็อาจจะดีกว่าให้พวกเขามาชุมนุมแล้วเสี่ยง ยิ่งระยะหลังกลไกมันมีปัญหา สุดท้ายเขาก็ต้องออกมา&nbsp;</p>



<p>พอคนไปชุมนุมผมก็ไปประกันตัว หลายครั้งที่ประเด็นของผู้ชุมนุมมันถูกพูดถึงในสภา ฝ่ายรัฐบาลพูดโจมตีผู้ชุมนุมหลายอย่าง แล้วบางเรื่องเป็นเรื่องเท็จ อย่างน้อยที่สุด เราเป็นปากเป็นเสียงในส่วนเหล่านี้ได้</p>



<p>ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันพอไหมนะ แต่เราพยายามทำให้มันดีที่สุดที่สติปัญญาที่เรามีจะทำได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145223" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/32.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">ทุกวันนี้เวลาคุณต้องลุกขึ้นพูดอะไรที่รัฐพยายามกีดกัน หรือพูดอภิปรายกลางสภามันยังเป็นลักษณะ ‘ปากกล้าขาสั่น’ อยู่อีกไหม</h3>



<p>มีแหละ ตอนอนาคตใหม่ ผมจะอภิปรายพลเอก ประวิตร ธนาธรถามผมว่า เอาจริงเหรอ แน่นะ อาจจะอันตราย ตอนนั้นผมก็คิดว่า อ้าวเหรอ ต้องกลัวด้วยเหรอ (หัวเราะ) คงไม่เป็นไรมั้ง แล้วก็เริ่มมานั่งคิด เออ หรือมันอาจจะอันตรายวะ (หัวเราะ)</p>



<p>ตอนผมจะอภิปรายเรื่องตั๋วช้างผมเก็บไปฝันเลยนะ มันกลายเป็นความ traumatic บางอย่างที่มันเกิดขึ้นกับตัวเรา</p>



<p>แต่อีกแง่หนึ่ง ถ้า ส.ส.กลัวแล้วยังไง ประชาชนไม่ยิ่งกว่าเหรอ คือการเป็น ส.ส.มันน่าจะปลอดภัยที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งในประเทศนี้จะปลอดภัยแล้วหรือเปล่า โอเค มันอาจจะมีการไปแจ้งความดำเนินคดีอะไรก็ว่าไป แต่ต่อให้คุณโดนขนาดนั้น มันเทียบไม่ได้กับตอนที่ประชาชนโดนดำเนินคดีเลย</p>



<p>แล้วบรรยากาศแบบนี้มันเกิดขึ้นเต็มไปหมด เราเข้ามาเป็นอนาคตใหม่เราก็ถูกขู่ทุกวัน โดนยุบพรรคแน่ อยู่ไม่ได้หรอก ถ้าเราเลือกที่จะเดินตามความกลัว เราไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วเรามีประโยชน์อะไรที่จะเป็น ส.ส.&nbsp;</p>



<p>ผมโคตรเบื่อเลย มีแต่เรื่องให้กลัวเต็มไปหมด ถ้าคุณอยากเห็นสังคมนี้มีเสรีภาพ ซึ่งเรารู้ว่าสังคมนี้มันไม่มีเสรีภาพ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ คุณต้องยืนยัน คุณต้องพูด คุณต้องเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าประเทศนี้ต้องมีเสรีภาพ ทำให้ประชาชนได้เห็นว่าพูดได้ ทำได้ มันจึงเป็นที่มาของตั๋วช้าง</p>



<p>ซึ่งโอเค วรรคสุดท้าย ผมตอบแบบระบายความรู้สึกอัดอั้น กูก็กลัวแหละ แต่ก็ต้องพูด เพราะถ้าไม่พูด สังคมไทยก็จะอยู่ที่เดิมแน่นอน แต่ถ้าเราพูด สังคมไทยมันอาจจะเปลี่ยนก็ได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145226" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/35.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">วันที่คุณพูดเรื่องตั๋วช้างเป็นช่วงที่มีข่าวว่าจะแต่งงานด้วย หลายคนรู้สึกว่าคุณเป็น ส.ส.ที่ทำงานเพื่อประชาชนมาก ต้องเอาชีวิตส่วนตัวมาเสี่ยงกับเรื่องนี้</h3>



<p>ตอนผมแจกซองคนเลยพูดว่า ตั๋วโรม คือผมเลื่อนการแต่งงานมา 3 ครั้งแล้ว เพราะครอบครัวไม่สะดวกด้วย แล้วก็มีเรื่องโควิด-19 พอมีการผ่อนปรน ผมก็จัดเลย ไม่เลื่อนแล้ว จะตั๋วช้างหรืออะไรก็ไม่เลื่อน ไม่มีอะไรหยุดผมได้ นอกจากจะเอาผมไปขังเท่านั้นแหละ</p>



<p>คือมันทำไงได้ล่ะ เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรักได้ แล้วก็อยากจะสร้างครอบครัวบ้าง ก็คิดแบบนั้น แต่พอดีงานมันก็เป็นงานของคนที่สนใจการเมืองมากหน่อย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณกับการเมืองเลยเป็นเนื้อเดียวกัน</h3>



<p>ใช่ คือภรรยาผมเขาก็เป็นแอ็กทิวิสต์เก่าอยู่แล้ว แล้วเขาก็วาดรูปสนับสนุนประเด็นสิทธิมนุษยชน มันยิ่งทำให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วผมไม่ได้มีปัญหากับการที่มันเป็นเนื้อเดียวกัน ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นเนื้อเดียวกันแบบนี้มันทำให้เรามีปัญหาครอบครัว แล้วแบบนี้เราไม่ได้จำเป็นต้องเลือกระหว่างชีวิตการเมืองหรือชีวิตของคนสองคน เพราะทั้งสองอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน</p>



<p>แล้วบางทีพอชีวิตเกี่ยวข้องกับการเมืองแบบนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเจออะไรก็อาจจะโรแมนติกอีกแบบหนึ่ง ตื่นเต้นดี (หัวเราะ) อาจจะดูทีเล่นไปนิดหนึ่ง แต่ว่าอย่างน้อยที่สุด ทั้งความสัมพันธ์ของผมกับอีวานน่า ไม่มีวันเบื่อแน่นอน ตอนยังคบกันอยู่ เวลาเขามาหา ผมก็ไปรับไม่ได้ เพราะถูกจับอยู่ สน. ต้องให้คนอื่นไปรับ หรือเวลาผมไปหาเขา ก็ต้องไปขอศาลทหาร กว่าจะออกประเทศได้  </p>



<p>มันก็เป็นชีวิตที่ทึ่งในเขาเหมือนกันนะ ที่เขาพร้อมอยู่กับผมแม้ขาผมยังก้าวไม่พ้นคุกเลย ถ้าเราคิดคอนเซปต์เดิมๆ ที่ความรักต้องอยู่กับผู้ชายผู้หญิงที่มั่นคง มีความรักที่สวยงาม มีครอบครัว มีเศรษฐกิจที่ดี มีลูกก็ส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ เจอกับรังสิมันต์ โรม 10 คดี ก็ต้องบอกว่าเขาก็จิตใจเข้มแข็ง แล้วในมุมหนึ่งก็แสดงว่าเขารักผมจริง ผมก็โชคดีกว่าหลายๆ คน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-145193" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">มาถึงตรงนี้แล้ว คุณก็ยังยืนยันใช่ไหมว่าแม้จะต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงหรือมีผลกระทบกับชีวิต แต่คุณก็ต้องทำมัน</h3>



<p>ผมอาจจะกลัวความทรมานมากกว่าความตาย คือผมขออธิบายเปรียบเทียบแบบนี้ เวลาผมเห็น ส.ส.งูเห่า ผมพยายามเอาความรู้สึกเทียบเคียง แล้วผมคงไม่สามารถทำใจกับความรู้สึกแบบทรยศหักหลัง ทำผิดในสิ่งที่คุณได้สัญญา หรือเคยบอกไว้กับประชาชนเลย คือคนเราทุกคนมันมีทางเลือกเสมอแหละ แล้วถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสภาพแบบนี้ คุณก็แค่เดินออกไป คนพร้อมจะเข้าใจมากกว่า&nbsp;</p>



<p>แต่พอคุณหักหลังเขา ถ้าผมเป็นเขา ผมส่องกระจกตัวเองคงทำใจรับไม่ได้ แล้วผมคิดว่าผมกลัวความทรมานกับการอยู่กับความรู้สึกที่มันซัฟเฟอร์แบบนี้มากกว่าความตายอีก</p>



<p><em>* สัมภาษณ์ในวันที่ 24 มีนาคม 2564&nbsp;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rangsiman-rome-interview/">จากนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวสู่ ส.ส. : ชีวิตทะลุจักรวาลของรังสิมันต์ โรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“จะไม่มีวันให้ใครมาพรากเสรีภาพไปอีก” ณัฏฐิกา จากผู้ต้องหาในไทยสู่ผู้ลี้ภัยในอเมริกา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nuttigar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2021 13:13:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุม]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144712</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต่อให้ไม่ได้อินการเมือง แต่คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะบอกว่า ‘เสรีภาพ’ เป็นคำสำคัญในชีวิตมนุษย์ ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ ไม่ใช่แค่เรื่องการแสดงออกทางอุดมการณ์ แต่ยังรวมไปถึงทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน เดินไปซื้อของที่ตลาด นั่งทานอาหารในร้าน อ่านหนังสือที่สนใจ เสพภาพยนตร์ที่อยากดู พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องพื้นฐานง่ายๆ ที่ไม่ต้องขออนุญาตจากใคร ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ ชีวิตประจำวันของ ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ เมื่อ 16 ปีก่อนดำเนินไปด้วยเสรีภาพตามปกติอย่างที่เราพูดถึง เป็นมนุษย์เงินเดือน ใช้ชีวิตอยู่กับแม่ พูดคุยพบปะกับเพื่อน เสพความบันเทิงผ่านละครหรือรายการทีวี ถ้าให้นึกถึงชีวิตตอนนั้น เธอบอกว่าสงบสุขดี จนวันหนึ่งในปี 2549 มีประกาศรัฐประหาร คนที่ไม่สนใจการเมืองอย่างณัฏฐิกากลับสงสัยว่าอะไรทำให้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ เมื่อตามหาคำตอบ กลับได้เปิดโลกกับข้อมูลทางการเมืองมากมาย จนกระทั่งตัดสินใจเข้าร่วมขบวนกับคนเสื้อแดง ทั้งในฐานะผู้ร่วมชุมนุมและแอดมินเพจการเมืองที่คอยสนับสนุนการเคลื่อนไหว แม้ปี 2553 เสียงของณัฏฐิกาและใครหลายคนถูกทำให้เงียบด้วยเสียงปืน แต่เธอก็ออกมาส่งเสียงต่อสู้โดยตลอด โดยไม่ได้คิดว่าการแสดงออกเหล่านี้จะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป ตลอดกาล ปี 2557 ณัฏฐิกาออกมาต่อต้านการยึดอำนาจ ทั้งบนท้องถนนและบนโลกดิจิทัลอย่างที่เคยทำ เธอสร้างเพจเสียดสีผู้นำรัฐประหารอย่าง ‘เรารักพลเอกประยุทธ’ ขึ้นมาในช่วงนั้น แต่ใครจะไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การเปลี่ยนสถานะจากแอดมินเพจการเมืองสู่นักโทษคดีการเมือง&#160; จากสถานการณ์หลายอย่างที่พบเจอ ประเทศที่เธอเรียกว่าบ้านอาจไม่ใช่บ้านที่เหมาะกับณัฏฐิกาในวัย 45 อีกแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nuttigar/">“จะไม่มีวันให้ใครมาพรากเสรีภาพไปอีก” ณัฏฐิกา จากผู้ต้องหาในไทยสู่ผู้ลี้ภัยในอเมริกา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ต่อให้ไม่ได้อินการเมือง แต่คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะบอกว่า ‘เสรีภาพ’ เป็นคำสำคัญในชีวิตมนุษย์ <span style="display:none;">ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์</span></p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องการแสดงออกทางอุดมการณ์ แต่ยังรวมไปถึงทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน เดินไปซื้อของที่ตลาด นั่งทานอาหารในร้าน อ่านหนังสือที่สนใจ เสพภาพยนตร์ที่อยากดู พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องพื้นฐานง่ายๆ ที่ไม่ต้องขออนุญาตจากใคร <span style="display:none;">ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์</span></p>



<p>ชีวิตประจำวันของ <strong>ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ </strong>เมื่อ 16 ปีก่อนดำเนินไปด้วยเสรีภาพตามปกติอย่างที่เราพูดถึง เป็นมนุษย์เงินเดือน ใช้ชีวิตอยู่กับแม่ พูดคุยพบปะกับเพื่อน เสพความบันเทิงผ่านละครหรือรายการทีวี ถ้าให้นึกถึงชีวิตตอนนั้น เธอบอกว่าสงบสุขดี</p>



<p>จนวันหนึ่งในปี 2549 มีประกาศรัฐประหาร คนที่ไม่สนใจการเมืองอย่างณัฏฐิกากลับสงสัยว่าอะไรทำให้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ เมื่อตามหาคำตอบ กลับได้เปิดโลกกับข้อมูลทางการเมืองมากมาย จนกระทั่งตัดสินใจเข้าร่วมขบวนกับคนเสื้อแดง ทั้งในฐานะผู้ร่วมชุมนุมและแอดมินเพจการเมืองที่คอยสนับสนุนการเคลื่อนไหว แม้ปี 2553 เสียงของณัฏฐิกาและใครหลายคนถูกทำให้เงียบด้วยเสียงปืน แต่เธอก็ออกมาส่งเสียงต่อสู้โดยตลอด โดยไม่ได้คิดว่าการแสดงออกเหล่านี้จะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป</p>



<p>ตลอดกาล</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-2-768x1024.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144741" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-2-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-2-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-2-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-2-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-2.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>ปี 2557 ณัฏฐิกาออกมาต่อต้านการยึดอำนาจ ทั้งบนท้องถนนและบนโลกดิจิทัลอย่างที่เคยทำ เธอสร้างเพจเสียดสีผู้นำรัฐประหารอย่าง ‘เรารักพลเอกประยุทธ’ ขึ้นมาในช่วงนั้น แต่ใครจะไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การเปลี่ยนสถานะจากแอดมินเพจการเมืองสู่นักโทษคดีการเมือง&nbsp;</p>



<p>จากสถานการณ์หลายอย่างที่พบเจอ ประเทศที่เธอเรียกว่าบ้านอาจไม่ใช่บ้านที่เหมาะกับณัฏฐิกาในวัย 45 อีกแล้ว เธอจึงตัดสินใจพาตัวเองออกไปหาที่อยู่ใหม่ สถานที่ที่จะทำให้เธอไม่ต้องคุยกับใครผ่านกรงขัง ไม่ต้องขออนุญาตมีเสรีภาพจากใครในดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องเสรีภาพอย่างอเมริกา</p>



<p>เรานัดพูดคุยผ่านวิดีโอคอลกับเธอในเช้าวันหนึ่งตามเวลาไทย หลังจากเธอออกจากประเทศไทยไปยังอเมริกาได้ 3 ปีกว่า และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยหลังการขึ้นมาของประธานาธิบดีโจ ไบเดน&nbsp;</p>



<p>การพูดคุยนานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากให้เกิดในชีวิตตัวเองเพียงเพราะการแสดงตัวว่าเห็นต่างจากรัฐ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การอยู่ห่างจากบ้านเกิดไปหลายพันไมล์เป็นสิ่งที่เธอบอกกับเราว่าคิดถูกแล้ว ก่อนจะย้ำด้วยประโยคที่ว่า</p>



<p>“จะไม่มีวันให้ใครมาพรากเสรีภาพออกไปจากเราอีก”</p>



<p></p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>1</strong></h3>



<p>เปรียบกับคำพูดของคนยุคนี้ คำนิยามอย่าง ‘ผู้มาก่อนกาล’ น่าจะเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เรียกคนเสื้อแดงอย่างณัฏฐิกา แต่คำถามคือในสังคมที่หล่อหลอมคนด้วยเรื่องเล่าเพียงไม่กี่แบบ และเสริมด้วยมายาคติที่ทำให้คนห่างไกลจากการเมือง อะไรทำให้เธอตื่นตัวทางการเมืองได้</p>



<p>“ตั้งแต่เด็กเราก็ไม่ได้สนใจการเมืองอะไรมากมาย” เธอยอมรับตามตรง</p>



<p>“พ่อเราสนใจการเมืองนะ ดูข่าวบางทีก็มาคุยกับแม่ วิจารณ์กันไป ส่วนตัวเราก็ฟัง บางทีก็มีความคิดตั้งคำถามบ้าง”&nbsp;</p>



<p>เธอเป็นลูกสาวคนกลาง เติบโตในครอบครัวที่พ่อเป็นตำรวจผู้ไม่ได้ฝักใฝ่ความก้าวหน้าจากสินบนหรือเส้นสาย จึงเป็นสาเหตุที่ทำงานได้ไม่นานก็ต้องโดนย้าย เธอจึงต้องติดตามไปด้วยทุกที่&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image1-1.jpeg" alt="" class="wp-image-144726" width="540" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image1-1.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image1-1-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image1-1-600x800.jpeg 600w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></figure></div>



<p>“เราเคยย้ายไปเรียนในโรงเรียนในอำเภอเล็กๆ นอกตัวเมืองในต่างจังหวัด ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนในพื้นที่แบบนั้นถึงไม่สามารถพัฒนาได้สักที ทุกอย่างมันก็ยังไม่พร้อมอยู่อย่างนั้น</p>



<p>“พ่อเราเคยอธิบายให้ฟังว่างบประมาณมันไม่ค่อยลงมาในโรงเรียนแบบนี้หรอก ซึ่งเราก็คิดว่าแปลกเนอะ งบประมาณมันควรจะไปลงในที่ที่ยังไม่พัฒนาสิ นี่คือความคิดของเราตั้งแต่สมัยเด็กๆ”&nbsp;</p>



<p>แต่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของการตั้งคำถามไม่อาจต่อสู้กับเรื่องเล่าขนาดใหญ่ที่สังคมไทยพยายามสร้างมายาคติให้คนในสังคมได้ แนวคิดอย่าง ‘ใครมาเป็นผู้นำ เราก็ต้องทำมาหากินด้วยตัวเองอยู่ดี’ จึงอยู่ในความคิดของณัฏฐิกายาวนาน จนกระทั่งเรียนจบ ได้ทำงาน และใช้ชีวิตตามปกติ วันหนึ่งช่วงใกล้เลือกตั้ง เพื่อนสนิทณัฏฐิกาไปฟังปราศรัยของผู้ลงสมัครแล้วจึงมาเล่าให้เธอฟัง</p>



<p>“มันเป็นมิติใหม่ว่ะแก ฉันเห็นความหวังในตัวทักษิณ” คือคำบอกเล่าจากปากของเพื่อน “เขาพูดถึงนโยบายที่เราคิดว่าถ้าเกิดขึ้นมันน่าจะดี”</p>



<p>ประกอบกับครอบครัวเธอไม่ได้นิยมในพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้หนึ่งคะแนนเสียงจากณัฏฐิกาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจนอยู่ครบวาระครั้งแรก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-1-1.jpeg" alt="" class="wp-image-144742" width="540" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-1-1.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-1-1-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image0-1-1-600x800.jpeg 600w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></figure></div>



<p>“มันเป็น 4 ปีที่เรารู้สึกว่าบ้านเมืองดี ประเทศเริ่มไปได้ดี เศรษฐกิจก็ดี ตอนนั้นเราทำงานในบริษัทเยอรมันที่มาตั้งสาขาลูกในไทย มีเพื่อนร่วมงานเป็นคนสิงคโปร์และฮ่องกง เขาก็มองว่าไทยเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง เป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย เพราะเศรษฐกิจมันกำลังไปได้ดีจริงๆ”</p>



<p>แต่การรัฐประหารในเช้าวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล และกลายเป็นคำถามในใจของพนักงานบริษัทคนหนึ่งอย่างณัฏฐิกาที่ไม่ได้พาตัวเองเข้ามาคลุกคลีกับถนนการเมืองอย่างจริงจังมาก่อน</p>



<p>“เรารู้สึกว่ามันแปลกประหลาด” เธอว่า “ทำไมนายกฯ ที่ดีที่สุดในความคิดเราถึงได้ถูกรัฐประหารง่ายดายขนาดนี้ และเหตุการณ์ที่ตามมามันก็ทำให้เราตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ อย่างเรื่องการยุบพรรค มันยุบกันง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ รัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดขึ้น มันสามารถเอาผิดย้อนหลังได้ด้วยเหรอ ของแบบนี้มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ ต้องมีอะไรที่มากกว่าที่เราเคยรู้”</p>



<p>เพื่อตอบข้อสงสัยทั้งหมด เธอใช้ประโยชน์จากยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มรุ่งเรืองลงมือค้นข้อมูลตามเว็บบอร์ดต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งพันทิป ประชาทอล์ก และฟ้าเดียวกัน จากคำถามแรกไปสู่คำถามที่สอง ไปจนถึงคำถามต่อไปไม่มีสิ้นสุด</p>



<p>“แต่ก่อนเราติดตามแค่ข่าวบันเทิง ข่าวดารา จำโปรแกรมหนังได้ แต่หลังจากนั้นเราเลิกอ่านทั้งหมดแล้วมาอ่านเรื่องการเมืองเลย ซึ่งมันทำให้ตัวตนของเราเปลี่ยนไป เราตัดสินคนน้อยลงและหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ได้”</p>



<p></p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>2</strong></h3>



<p>“ช่วงปี 2009 เราเริ่มเล่นเฟซบุ๊กก็แอดเป็นเพื่อนกับนักการเมืองฝั่งไทยรักไทย แอดเฟซบุ๊กคุณทักษิณด้วยเพราะตอนนั้นคนไทยยังเล่นไม่เยอะ พอติดตามนักการเมืองมากเข้า คอมเมนต์กันมากขึ้น เราก็เริ่มมีคนรู้จักในแวดวงคนที่สนใจการเมืองจนรวมกลุ่มกันแล้วสร้างเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>จากคนคอยติดตามข่าวสารและการชุมนุม บทบาทของณัฏฐิกาก็เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายสนับสนุนผ่านเพจการเมือง ตั้งแต่ก่อนจะเกิดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในปี 2553&nbsp;</p>



<p>ถ้ายุคนั้นตีนตบ ร่ม หมวก ป้ายผ้าข้อความต่างๆ คืออุปกรณ์ยอดนิยมที่ใครหลายคนพกติดตัวไปร่วมชุมนุม แต่ณัฏฐิกามีมากกว่านั้น เธอต้องแบกโน้ตบุ๊กส่วนตัวไปกางที่ม็อบ เสียบแอร์การ์ดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เข้าไปสัมภาษณ์แกนนำแบบสั้นๆ มาเขียนลงเพจ และอัพเดตสถานการณ์ต่างๆ อยู่ตลอด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="480" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-1-1.jpeg" alt="" class="wp-image-144744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-1-1.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-1-1-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-1-1-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-1-1-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-1-1-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>“ช่วงนั้นแอ็กทีฟในเพจการเมืองหลายเพจ กลายเป็นงานอดิเรกเราไปเลย กลางวันไปทำงาน กลางคืนกลับบ้านมาสิ่งแรกที่ทำคือเปิดคอมพิวเตอร์ อ่านข่าวการเมือง และเขียนโพสต์ลงเพจ หรือไม่ก็ไปม็อบ”</p>



<p>ช่วงแรกณัฏฐิกาใช้ชื่อจริงและภาพตัวเองเปิดตัวว่าเป็นคนเสื้อแดง แต่เมื่อปี 2553 เกิดเสียงปืนดังสนั่นกลบทุกเสียงที่ออกมาเรียกร้องการเมือง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจซ่อนตัวตนตัวเองทั้งหมดเพื่อให้ปลอดภัยต่อการเคลื่อนไหวเพจต่างๆ&nbsp;</p>



<p>“มีเพจหนึ่งที่เราทำขึ้นร่วมกับเพื่อนคนเสื้อแดงชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ชื่อว่า Red Intellegence ทำเพื่อแก้ไขมุมมองต่อคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่ถูกมองว่าเป็นคนบ้านนอก ไม่มีการศึกษา โง่ จน เจ็บ เราจึงตั้งใจนำเสนอว่าเขาไม่ได้โง่นะ ที่เขามาเรียกร้องเพราะเขามีมุมมองในบางเรื่องที่รัฐควรต้องฟัง และเราก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐแบบไม่หยาบคาย”&nbsp;</p>



<p>ต่อมาเธอก็ได้ทำเพจที่มีคาแร็กเตอร์เสียดสี ล้อเลียนฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้ามอย่าง ‘ประชาธิปัตย์ชื่อเดียวล่มจมทั้งประเทศ’ โดยมีคอนเทนต์และกราฟิกตอบโต้ฝ่ายค้านของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร&nbsp;</p>



<p>“แต่เราไม่ได้ทำเพื่อซัพพอร์ตยิ่งลักษณ์หรือทักษิณนะ ยอมรับว่าเราอาจจะเคยชื่นชมเขา แต่ถึงจุดหนึ่งที่เราอยู่ในเส้นทางนี้มานาน เราก็มองเห็นว่าคนเราทุกคนมันก็เป็นสีเทา และเลิกยึดติดกับตัวบุคคลไปในที่สุด”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="604" height="453" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image17.jpeg" alt="" class="wp-image-144748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image17.jpeg 604w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image17-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image17-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 604px) 100vw, 604px" /></figure></div>



<p>การต่อสู้ของสองฝั่งความคิดดำเนินไปอย่างเข้มข้นตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีหญิง ปี 2556 ณัฏฐิกาลาออกจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ด้านมาร์เก็ตติ้ง และได้ช่วยทำเพจให้กับจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) จนกระทั่งเกิดรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 7 ปีที่แล้ว จตุพรถูกจับตัวไป ณัฏฐิกาอยู่ตรงถนนอักษะถูกชวนให้ไปร่วมต่อต้านรัฐประหารที่หอศิลป์ร่วมกับคนอื่นๆ</p>



<p>“เสร็จแล้วก็กลับบ้านมาเปิดทีวี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพิ่มเติม เราเลยตัดสินใจเปิดเพจอีก ใช้ชื่อว่า ‘เรารักพลเอกประยุทธ’ จัดให้อยู่ในหมวดคอมเมดี้ เพราะตั้งใจทำภาพและคอนเทนต์ล้อเลียน ซึ่งในความคิดตอนนั้นก็คิดว่ามันปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะเราไม่ได้เปิดเผยตัวตน&nbsp;</p>



<p>&nbsp;“กระทั่งเราถูกจับนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ปลอดภัย”</p>



<p></p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>3</strong></h3>



<p>เช้าวันหนึ่งที่ควรจะเป็นวันธรรมดาในชีวิตของณัฏฐิกาและแม่ กลับกลายเป็นเช้าที่ไม่คาดคิดในชีวิต เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งตรงเข้ามาจับกุมลูกสาวคนกลางของบ้านออกไปยังค่ายทหาร ก่อนวันต่อมาจะเดินทางไปยังกองปราบฯ ถูกแจ้งข้อหามาตรา 116 และ 112 เพียงเพราะการสร้างเพจทางการเมือง และต้องเข้าไปใช้ชีวิตใต้กรอบของกรงขังในที่สุด</p>



<p>“วันที่เขาแจ้งข้อกล่าวหา 112 เราอยู่ในคุก มีตำรวจจากกองปราบเอาใบมาให้เซ็นรับทราบข้อกล่าวหา เราอ่านแล้วก็ถามกลับไปว่า สิ่งนี้มันฟ้องได้จริงเหรอ แต่เขาตอบเรามาว่า เขาก็ไม่ทราบหรอก เพราะทหารสั่งให้เขามาทำอีกที ซึ่งเราก็รู้เลย และตัดสินใจไม่เซ็น”</p>



<p>ณัฏฐิกายอมรับว่าระยะเวลา 2 เดือน เป็นช่วงความทรงจำที่เลวร้ายในชีวิต แม่คอยรอเข้าไปเยี่ยมเธอเกือบทุกวัน ความทรมานจากสภาพที่เป็นอยู่ และการเห็นคนรักต้องเสียใจทำให้เธอรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแทบไม่ได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image10-768x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-144751" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image10-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image10-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image10-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image10.jpeg 890w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“ความคิดเรื่องที่จะลี้ภัยมันมีอยู่ตลอดเลยนะตั้งแต่อยู่ในคุก แต่เราไม่มีข้อมูล ไม่เคยรู้ขั้นตอน ไม่มีความรู้เลย พอออกจากคุกมา แม้จะไม่มีงานทำ แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้ลำบาก เพราะครอบครัวดูแลได้”</p>



<p>“แต่พอมารับรู้ว่าการที่เราติดคุกมันกระทบถึงคนในครอบครัว โดยเฉพาะแม่ซึ่งก็แก่แล้วต้องมานั่งกลุ้มใจ เขาตรอมใจ ไม่กินข้าว เราเลยรู้สึกว่าติดคุกไม่ได้แล้วนะ ถ้าเกิดเราติดคุก แม่เราไม่รอดแน่เลย ทำยังไงดี”&nbsp;</p>



<p>แม้จะได้รับการประกันตัวมาแล้ว แต่การว่าความยังดำเนินกันต่อไปภายใต้ศาลทหาร ตลอดเวลาต่อสู้คดี ณัฏฐิกาคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายด้าน อย่างเช่นการฟ้องด้วยหลักฐานที่มาจากรูปเพียงรูปเดียว และคำพูดที่ว่าคดีนี้ ‘ผู้ใหญ่สั่งมา’ ทำให้เธอมองไม่เห็นว่าโอกาสชนะคดีจะเกิดขึ้นได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image19.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144729" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image19.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image19-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image19-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image19-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<p>“ขณะเดียวกัน หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่าน เรามองแล้วว่า ประเทศไทยไม่มีอนาคตจะเดินไปข้างหน้าแล้ว เลยรู้สึกว่าต้องหาทางออกนอกประเทศ”</p>



<p>ก่อนเริ่มกระบวนการลี้ภัย เธอใช้เวลาครึ่งปีในการเยียวยาจิตใจแม่และตัวเอง ด้วยการเดินทางไปเที่ยว ไหว้พระในสถานที่ต่างๆ ก่อนจะตัดสินใจบอกคนที่เธอรักที่สุดว่าจะไม่ใช้ชีวิตในบ้านเกิดอีกต่อไป</p>



<p>“บอกแม่ว่ายังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน แต่สัญญาว่าจะไปที่ที่ดีๆ จะไม่แค่หนีไปเฉยๆ แล้วตกระกำลำบาก สัญญาทุกอย่างว่าชีวิตต่อจากนี้จะไม่ทำอะไรให้เขาร้องไห้อีกแล้ว” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกลืนความทรงจำแสนเจ็บปวดที่ผุดขึ้นในใจออกไปพร้อมกับน้ำตา&nbsp;</p>



<p>“เรารู้สึกว่ามันบาป” เธอค่อยๆ กลับมาพูดอีกครั้ง “ทำสิ่งที่เขาทุกข์ใจที่สุดในชีวิต เราเป็นลูกที่โคตรบาปเลย แต่ก็บอกเขาวันนั้นว่ายังไงจะได้เจอกันอีก แม่ก็มีโอกาสที่จะบินไปหานะ หรือไม่เราก็คุยกันผ่านไลน์ทุกวันได้ มันดีกว่าคุยผ่านลูกกรง”</p>



<p>“ไอ้ความรู้สึกที่คุยผ่านลูกกรงมันเป็นอะไรที่ trauma ในใจทั้งเราและแม่อยู่ตลอดเวลา 15 นาทีของการคุยโทรศัพท์ แม่จะต้องพยายามเข้มแข็งทุกครั้ง ในขณะที่เราเข้มแข็งไม่ไหว เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ที่มันจะไม่มีวันย้อนกลับไปโมเมนต์นั้นได้อีก นั่นน่ะคือสิ่งที่ดีที่สุด”</p>



<p>นอกจากแม่ ช่วงแรกมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเธอตัดสินใจลี้ภัย ในฐานะนักเคลื่อนไหวที่มีคดีความมั่นคงติดตัวอยู่ เธออยากทำให้ทุกอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image9-1-768x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-144752" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image9-1-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image9-1-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image9-1-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image9-1.jpeg 912w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“ก่อนออกมา เราเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ขอพาสปอร์ตใหม่ ขอวีซ่าท่องเที่ยวไปอเมริกา ขออนุญาตศาลออกนอกประเทศ”</p>



<p>“แล้วไม่ใช่แค่เตรียมเอกสารต่างๆ แต่เตรียมตัวเตรียมใจด้วย เลือกแต่ของที่จำเป็นไป ทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่มา 40 กว่าปีต้องทิ้งหมด ใช้เวลา 1 เดือนเคลียร์ทุกอย่างในบ้านเพื่อเหลือกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ แล้วเราก็มานั่งปลง ชีวิตทั้งชีวิตนะ เหลือกระเป๋าใบเดียวเอง ชีวิตคนมันก็เท่านี้แหละ ไม่เป็นไร เกิดอะไรขึ้นข้างหน้าไม่รู้ ช่างมัน แต่เราต้องรอดให้ได้กับของแค่นี้”&nbsp;</p>



<p>นอกเหนือจากนั้น เธอตระเวนไปพบเจอคนรู้จักเหมือนเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย แม้กระทั่งกิจกรรมที่เคยทำอย่างขับรถกลับบ้านหรือเอนกายลงบนเตียงนอน เธอก็บอกตัวเองว่าคงจะไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก&nbsp;</p>



<p>“เราไม่รู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเราไม่ได้แค่ไปเที่ยว ไปเรียนต่อ แต่เราไปเพื่อเปลี่ยนชีวิต เพราะฉะนั้นโอกาสการกลับมามันอาจจะไม่มีเลย”</p>



<p></p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>4</strong></h3>



<p>อเมริกาไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกและตัวเลือกเดียวในการลี้ภัยของณัฏฐิกา เธอมีประเทศในใจอยู่อีก 2 ที่ซึ่งมีชื่อเสียงในการเปิดรับความหลากหลายของเชื้อชาติและผู้ลี้ภัย นั่นคือแคนาดาและฝรั่งเศส</p>



<p>“ประเด็นคือเราไม่รู้จักใครในแคนาดา ส่วนฝรั่งเศสก็เป็นประเทศที่เราต้องไปเรียนภาษาใหม่ แต่ที่อเมริกาเรายังรู้จักพี่จอม (จอม เพชรประดับ) และที่นี่หางานทำได้เลย ตอนนั้นคิดตื้นๆ ง่ายๆ ว่าอยู่อเมริกาคงไม่ลำบาก แม้ว่าจะต้องใช้เวลายื่นเอกสารลี้ภัยนาน” </p>



<p>วันแรกที่เท้าเหยียบดินแดนแห่งเสรีภาพ เธอเลือกไปอยู่กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งในลอสแอนเจลิส ก่อนจะหางานทำในร้านอาหารไทย และหาทางยื่นเอกสารเพื่อขอลี้ภัยให้สำเร็จ โดยได้รับการแนะนำทนายลูกครึ่งไทย-อเมริกันจากวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยดำเนินการเอกสารให้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image12-768x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-144723" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image12-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image12-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image12-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image12.jpeg 1108w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“แต่เรื่องไม่คาดคิดและผิดแผนคือเรามีปัญหากับเพื่อนคนนี้ เขาไม่ทำงาน แต่ใช้ชีวิตด้วยการให้เราจ่ายค่าเช่าบ้าน จ่ายค่ารถเมล์ จ่ายค่าอาหารให้ มันไม่ได้ เรามาด้วยเงินที่จำกัด แล้วเอาเรื่องที่เราจะลี้ภัยไปขอความช่วยเหลือทางการเงินกับคนอื่น ซึ่งเราแอบรู้มาก็ช็อกมาก เราไม่เคยขอเงินใครเพื่อที่จะมาเริ่มต้นชีวิตแบบนี้ สุดท้ายก็คิดว่าอยู่ไม่ได้”</p>



<p>ณัฏฐิกาตัดสินใจย้ายมาอยู่ซานฟรานซิสโกตามคำแนะนำของคนรู้จัก ในขณะเดียวกันก็ติดต่อกับทนายคนเดิมเพราะตั้งใจจะเดินทางไป-กลับลอสแอนเจลิสเพื่อยื่นเรื่อง แต่ทนายอยากให้เธอดำเนินการต่อที่ซานฟรานซิสโกเลย โดยเขาช่วยแนะนำทนายที่รู้จักให้</p>



<p>ระหว่างรอยื่นเรื่อง ภายใน 6 เดือนเธอจะได้ใบอนุญาตทำงาน แต่เนื่องจากไม่สามารถรอเวลาได้ ณัฏฐิกาจึงตัดสินใจทำงานอย่างผิดกฎหมายในร้านอาหารไทยก่อน&nbsp;</p>



<p>“แต่ที่แน่ๆ คือถ้าได้ใบอนุญาตทำงาน เราอยากย้ายไปทำงานอื่น พูดตรงๆ ร้านอาหารไทยไม่ใช่คำตอบ เราต้องหาสิ่งที่ดีขึ้นให้กับชีวิต”&nbsp;</p>



<p>หลังจากได้ใบอนุญาตทำงานตามที่หวัง ณัฏฐิกาตัดสินใจเข้าเว็บไซต์หางาน สมัครทำงานพาร์ตไทม์หลายที่ในช่วงเวลา 3 ปีก่อนเธอจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ทำให้เธอเรียนรู้ความเป็นคนอเมริกันจากการเจอผู้คนต่างเชื้อชาติมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image11-768x1024.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144722" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image11-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image11-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image11-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image11-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image11.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ในอเมริกาคือ ความหลากหลายที่ไม่ได้มีแค่คนขาว หรือแบล็กอเมริกัน แต่คนอเมริกันมีทุกเชื้อชาติ แล้วมันก็สะท้อนออกมาจากหลายอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ในชั้นวางสินค้าซูเปอร์มาเก็ต มีของจากหลากหลายเชื้อชาติให้เลือก” </p>



<p>“เราก็เลยไม่ได้รู้สึกลำบากในการปรับตัวเท่าไหร่ ลองนึกภาพว่าเราไปอยู่ในที่ที่เป็นได้แค่สิ่งเดียว แล้วเราต้องพยายามปรับตัวเองให้เป็นสิ่งนั้น มันจะยาก แต่พอมาอยู่ที่นี่เราก็เป็นตัวของเรานี่แหละ สิ่งที่ต้องทำคือไม่ว่าคุณจะเป็นใครจากไหน จะแตกต่างยังไงก็แล้วแต่ คุณต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นั่นแหละ มันทำให้ความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้”</p>



<p>มากไปกว่าเรื่องความหลากหลาย สิ่งที่เธอได้รับมากที่สุด แบบที่ประเทศบ้านเกิดให้ไม่ได้ คือเสรีภาพในชีวิต ซึ่งนี่คือข้อสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจออกมาอยู่ที่นี่&nbsp;</p>



<p>“อย่างภาพเล็ก อยู่ที่ทำงานเรามีเสรีภาพพูดทุกอย่างกับเจ้านายได้เลย เขารับฟังเรา ทุกเสียงมีความหมาย โอเค สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้มีเสียงที่มีความหมายขนาดไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก แต่อย่างน้อยที่สุด เสียงที่เราพูดออกไปมันมีการตอบรับในทุกครั้ง”</p>



<p>“ส่วนภาพใหญ่ เวลาอเมริกาจะออกกฎหมาย หรือกฎบังคับอะไรก็แล้วแต่ เขาจะไม่ทำอะไรที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนเลย แล้ววิถีของอเมริกันบังคับไม่ได้ด้วย ถ้ามีคือคนออกมาประท้วง คนอเมริกันชินกับการที่มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image13-768x1024.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144724" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image13-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image13-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image13-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image13-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image13.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>อีกเรื่องที่เธอยกตัวอย่างให้เห็นความเป็นไปของเสรีภาพในสังคมอเมริกัน คือเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ยิ่งเธอใช้ชีวิตในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ทำให้เห็นสองฟากฝั่งความคิดที่ต่างกัน แต่พูดคุยและอยู่ร่วมกันได้ในสังคม</p>



<p>“ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง เขาก็จะพูดเลยว่าเขาซัพพอร์ตคนนั้น แต่ทุกอย่างเขาจะอธิบายด้วยเหตุผล มีครั้งหนึ่งเราไปกินข้าวบ้านเพื่อนกับแฟน เพื่อนเรามีแฟนเป็นคนอเมริกันเหมือนกัน กลายเป็นว่าคนอเมริกัน 2 คนมาเจอกัน โดยที่ไม่ได้รู้มาก่อนว่าตัวเองสนับสนุนคนละพรรค เขาก็พูดเรื่องการเมืองขึ้นมา แลกเปลี่ยน ถกเถียงด้วยหลักการและประเด็นกันดุเดือดมาก แต่เขาไม่โกรธกันนะ”</p>



<p>“แต่ถ้าเป็นคนไทยจะไม่กล้าแสดงออกทางการเมือง เพราะกลัวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรืองาน เราเองในอดีตที่บอกคนอื่นว่าเป็นเสื้อแดง ก็โดนเพื่อนพูดลับหลังว่าหัวรุนแรง คนอเมริกันไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในความคิด ทำไมล่ะ ในเมื่อเราไม่พอใจสิ่งเหล่านี้ เราสามารถพูดออกมาได้ คนอเมริกันที่รู้จักกัน พอเขารู้เรื่องของเรา เขาบอกเลยว่า ‘ยูกล้าหาญมากเลยนะ’ เขานับถือในสิ่งที่เราทำ”</p>



<p>พูดได้ว่าในฐานะปัจเจก เธอซึมซับและใช้เสรีภาพที่ได้รับอย่างเต็มที่ แต่ในภาพใหญ่ ณัฏฐิกาไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปยังเขตแดนนั้นอีกแล้ว โดยเฉพาะการพูดเรื่องเสรีภาพในไทย เธอยอมรับว่าเข็ดหลาบกับความทรงจำเลวร้ายที่เจอ และเป็นห่วงความปลอดภัยของครอบครัวที่ไทย“แต่ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะยุ่งเรื่องการเมืองที่ไทยไหม ก็ทำอยู่ดี เพราะทุกวันนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปไม่ผิดเลย แต่พอเรามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ก็ไม่อยากให้ครอบครัวไม่สบายใจอีก”</p>



<p></p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>5</strong></h3>



<p>ปรากฏการณ์ทะลุเพดานและเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างแดนด้วย ณัฏฐิกาในฐานะคนเสื้อแดงที่เคยลงมือทำมาก่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเชื้อไฟเติมพลังในอุดมการณ์ของเธอไม่น้อย</p>



<p>“ตอนน้องๆ ออกมาพูดเรื่องนี้ เราน้ำตาไหลอย่างบอกไม่ถูก มันมีกำลังใจ มีความหวังนะ แต่เราก็ไม่ได้อยากลงมือทำอะไร จนแฟนถามว่ายูไม่คิดอยากจะทำสิ่งที่ยูเคยทำในเมืองไทยที่นี่เหรอ ยูไม่รู้เหรอว่าอเมริกามันเป็นเมืองแห่งเสรีภาพ มันมี freedom of speech ที่นี่ทำอะไรก็ได้ เราก็ยืนยันว่าไม่เอา เราเหนื่อยมากจริงๆ”</p>



<p>“แต่พอเห็นการต่อสู้ของพวกเขาแล้วมันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่า พวกเขาสู้แบบคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย ประเทศมันไม่ดีจนกระทั่งต้องทำให้มันเปลี่ยน แล้วเขาลุกขึ้นมาทำขนาดนี้ เราอยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าตั้งเยอะ เราจะไม่ทำอะไรเลยเหรอ เราจะมานั่งคิดว่าฉันไม่ได้อยู่เรือลำเดียวกับพวกเธอแล้ว ฉันไม่เกี่ยวแล้ว มันก็ดูเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า&nbsp;</p>



<p>“ยิ่งอุดมการณ์มันอยู่ในสายเลือดตลอด เราอยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น ยังไงเราก็เป็นคนไทย ยังรักแผ่นดินเกิดเสมอ คนอาจจะบอกว่าเราเป็นพวกชังชาติ แต่ฉันว่าฉันไม่ได้รักชาติน้อยกว่าพวกคุณหรอก”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-2-768x1024.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144725" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-2-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-2-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-2-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-2-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image2-2.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>บวกรวมกับคนไทยในอเมริกาจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาส่งเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน เธอจึงตัดสินใจออกมาร่วมทำงานกับคนรุ่นใหม่ในอเมริกา ก่อตั้งกลุ่ม Thai Rights Now องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สื่อสารเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเมืองไทยให้คนอเมริกันได้รับรู้ปัญหา พร้อมกับสนับสนุนการเคลื่อนไหวในไทยด้วย</p>



<p>“พอได้คุยกับน้องๆ ที่มาทำงานร่วมกันหลายคน ทำให้รู้เลยว่าสิ่งที่อานนท์ เพนกวิน รุ้ง ได้กระทำมาทั้งหมดในปีที่แล้วมันเปลี่ยนความคิดคนได้หลายคน แล้วมันคุ้มค่ามากๆ กับการอุทิศตนของพวกเขา”</p>



<p>“แม้บางคนที่อยู่นี่ไม่ได้คิดอยากจะกลับไปอยู่ไทย แต่ก็อยากทำ ให้คนอเมริกันได้รับรู้ว่าเมืองไทยไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่มีเรื่องการเมืองด้วย บางครั้งเสียงของพวกเรามันอาจจะดังไม่พอที่จะพูดออกไป ถ้าเกิดว่ามีเสียงของคนอเมริกันช่วยทำให้มันดังมากขึ้น มันอาจจะไปถึงผู้มีอำนาจ หรืออะไรที่สามารถ take action บางอย่างกลับไปที่ประเทศไทยได้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-683x1024.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144758" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-683x1024.jpeg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-768x1152.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-1024x1536.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15-210x315.jpeg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image15.jpeg 1365w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p><br>พวกเขาจัดการชุมนุมอยู่หลายครั้ง บางทีก็เข้าร่วมขบวนกับชาติอื่นๆ ที่พบเจอปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเช่นกัน อย่างเช่นกลุ่มพันธมิตรชานม&nbsp;</p>



<p>“แรกๆ เราศึกษากฎของการจัดชุมนุม ได้รู้ว่าถ้าเกิดมีคนมาร่วมไม่เยอะขนาดที่จะสร้างความเดือดร้อน หรือว่าจะต้องปิดถนนก็ไม่ต้องขออนุญาตอะไรเลย อยากจะจัดตรงไหนก็ตั้งไปเลย คุณอยากจะยืนชูป้ายประท้วงตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าเกิดคนเยอะจนต้องปิดถนน เขาก็จะส่งตำรวจมาดูแลความปลอดภัยให้กับทุกๆ ฝ่าย ไม่ได้มาเพื่อมาคอนโทรลคุณ”</p>



<p></p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>6</strong></h3>



<p>ผ่านมาเกือบปี กับการกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบ 3 ปี แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าครั้งนี้มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากมาย แต่หลายครั้งสถานการณ์ในไทยก็ทำให้เธอเหนื่อยและท้อ อยากจะวางมือจากการทำงาน แต่เธอก็ยืนยันว่าในท้ายที่สุดเธอก็ทำไม่ได้อยู่ดี </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image16-1-768x1024.jpeg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144760" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image16-1-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image16-1-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image16-1-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image16-1-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image16-1.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“มันหยุดไม่ได้หรอก แม้บางช่วงจะทำมากทำน้อยต่างกันไป แต่สิ่งเหล่านี้มันคงอยู่กับเราไปตลอดชีวิต” </p>



<p>นักเคลื่อนไหวในวัย 48 ปี ยืนยันหนักแน่นว่าทั้งหมดที่ทำไม่ใช่เพราะอยากกลับบ้านอีกครั้ง เพราะต่อให้มีการส่งจดหมายขอให้กลับ เธอก็คงไม่กลับอยู่ดี </p>



<p>การเลือกมาใช้ชีวิตในดินแดนเสรีภาพของอเมริกากลายเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ณ ตอนนี้แล้ว&nbsp;</p>



<p>“ถามว่าไม่คิดถึงเมืองไทยเหรอ เราคิดถึงสถานที่สวยๆ ที่เราไปเที่ยว คิดถึงเพื่อนๆ ที่อยู่เมืองไทย คิดถึงครอบครัว อยากกลับไปนอนกอดแม่ที่เมืองไทย มันก็คิดถึงสิ่งเหล่านั้น แต่พอคิดถึงการใช้ชีวิตแล้วไม่อยากกลับไป เพราะอยู่ที่นี่มันเป็นชีวิตใหม่จริงๆ แล้วก็ไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจแบบนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1-1024x768.jpg" alt="ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์" class="wp-image-144763" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/image8-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“แต่ก็ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกสเตปในชีวิตที่เดินมา เวลาเหนื่อย เจอปัญหา ท้อ ต้องคอยบอกตัวเองว่าอดทนนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป สู้ไปสิ อยู่อเมริกามันต้องคอยช่วยเหลือดูแลตัวเองตลอดเวลา ไม่สามารถยกหูโทรศัพท์ให้ครอบครัวให้ญาติมาช่วยได้ จนมาเจอกับแฟนที่คอยดูแลสนับสนุนเรา บอกได้เลยว่ามาอยู่ที่นี่มันเริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ จากไม่เคยมีความรักอยู่ไทย มาที่นี่ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในชีวิต เราค่อยๆ กลับมาเป็นตัวเอง มันทำให้มีพลังที่จะสู้ พอมองย้อนกลับไป เราเชื่อว่ามาถูกที่แล้ว</p>



<p>“เพราะเสรีภาพมันสำคัญกับเราที่สุด และจะไม่มีวันให้ใครพรากมันไปจากเราอีกแล้ว”</p>



<p><a style="display:none;" href="https://adaymagazine.com/"></a><a style="display:none;" href="https://facebook.com/adaymagazine/"></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nuttigar/">“จะไม่มีวันให้ใครมาพรากเสรีภาพไปอีก” ณัฏฐิกา จากผู้ต้องหาในไทยสู่ผู้ลี้ภัยในอเมริกา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ดั่งฝุ่นที่ปลิวตามเจตจำนงเสรี’ วัย 66 ปีกับปัจจุบันในฐานะผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wat-wanlayangkoon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2021 09:49:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒน์ วรรลยางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[กวี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=141864</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าจะต้องเล่าถึงสิ่งที่ วัฒน์ วรรลยางกูร ทำตลอด 66 ปีอย่างละเอียด ผมเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้คงยาวหลายสิบหน้า เพราะกับชีวิตที่เลือกทุ่มเทให้กับงานและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเขา มีหลายเหตุการณ์เหลือเกินที่ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาสนทนาแบบลงลึกเป็นประเด็นไป ตั้งแต่การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่หล่อหลอมตัวตน หลงรักการเขียนจนพัฒนากลายเป็นอาชีพ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ กลายเป็นคนเดือนตุลาฯ ที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนต้องหนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็ออกมาผลิตงานในฐานะนักเขียนจนประสบความสำเร็จ หนังสือกว่า 40 เล่มคือหลักฐาน รวมถึงรางวัลศรีบูรพาเมื่อปี 2550 กระทั่งการเข้าไปเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของม็อบเสื้อแดงเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่พอเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 เขาก็จำใจลี้ภัยออกนอกประเทศจนมาอาศัยอยู่ฝรั่งเศสกระทั่งปัจจุบัน นี่เป็นเพียงการพูดถึงอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องใดเป็นพิเศษหรอกที่ทำให้เกิดบทสัมภาษณ์นี้ แต่มันคือความชัดเจนที่ซ่อนอยู่ในทุกห้วงจังหวะชีวิตของวัฒน์ต่างหาก ในตอนนี้ที่หลายคนใช้คำว่า ‘ตาสว่าง’ หรือ ‘เบิกเนตร’ และความเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง อะไรคือความรู้สึกเบื้องหลังที่ทำให้วัฒน์คิดได้และไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อมาเป็นเวลาทั้งชีวิตแม้ถูกท้าทายและสูญเสียหลายครั้ง นั่นคือคำถามที่ผมสงสัย และความสงสัยนี้เองนำพาให้ผมได้สนทนากับวัฒน์เพื่อทบทวนความเชื่อในชีวิตเขา ในค่ำวันหนึ่งตามเวลาไทย บ่ายตามเวลาฝรั่งเศส และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ล้อมจับประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องตามความเชื่อในประชาธิปไตยด้วย ประชาชนที่ควรมีสิทธิแต่กลับไม่มี เช่นเดียวกับผม วัฒน์ และคุณ 1 “บังเอิญว่าตู้กระจกมันแตก” ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีและโทรทัศน์ยังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน ความบันเทิงของเด็กตามต่างจังหวัดนั้นมีไม่กี่อย่าง และสำหรับเด็กชายวัฒน์คือหนังสือ หนังสือมวยของตา นิตยสาร คุณหญิง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wat-wanlayangkoon/">‘ดั่งฝุ่นที่ปลิวตามเจตจำนงเสรี’ วัย 66 ปีกับปัจจุบันในฐานะผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าจะต้องเล่าถึงสิ่งที่ <strong>วัฒน์ วรรลยางกูร</strong> ทำตลอด 66 ปีอย่างละเอียด ผมเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้คงยาวหลายสิบหน้า เพราะกับชีวิตที่เลือกทุ่มเทให้กับงานและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเขา มีหลายเหตุการณ์เหลือเกินที่ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาสนทนาแบบลงลึกเป็นประเด็นไป</p>



<p>ตั้งแต่การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่หล่อหลอมตัวตน หลงรักการเขียนจนพัฒนากลายเป็นอาชีพ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ กลายเป็นคนเดือนตุลาฯ ที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนต้องหนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็ออกมาผลิตงานในฐานะนักเขียนจนประสบความสำเร็จ หนังสือกว่า 40 เล่มคือหลักฐาน รวมถึงรางวัลศรีบูรพาเมื่อปี 2550 กระทั่งการเข้าไปเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของม็อบเสื้อแดงเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่พอเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 เขาก็จำใจลี้ภัยออกนอกประเทศจนมาอาศัยอยู่ฝรั่งเศสกระทั่งปัจจุบัน</p>



<p>นี่เป็นเพียงการพูดถึงอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องใดเป็นพิเศษหรอกที่ทำให้เกิดบทสัมภาษณ์นี้ แต่มันคือความชัดเจนที่ซ่อนอยู่ในทุกห้วงจังหวะชีวิตของวัฒน์ต่างหาก</p>



<p>ในตอนนี้ที่หลายคนใช้คำว่า ‘ตาสว่าง’ หรือ ‘เบิกเนตร’ และความเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง อะไรคือความรู้สึกเบื้องหลังที่ทำให้วัฒน์คิดได้และไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อมาเป็นเวลาทั้งชีวิตแม้ถูกท้าทายและสูญเสียหลายครั้ง นั่นคือคำถามที่ผมสงสัย</p>



<p>และความสงสัยนี้เองนำพาให้ผมได้สนทนากับวัฒน์เพื่อทบทวนความเชื่อในชีวิตเขา ในค่ำวันหนึ่งตามเวลาไทย บ่ายตามเวลาฝรั่งเศส และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ล้อมจับประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องตามความเชื่อในประชาธิปไตยด้วย</p>



<p>ประชาชนที่ควรมีสิทธิแต่กลับไม่มี</p>



<p>เช่นเดียวกับผม วัฒน์ และคุณ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141880" width="480" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n.jpeg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n-210x315.jpeg 210w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>1</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“บังเอิญว่าตู้กระจกมันแตก”</strong></h3>



<p>ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีและโทรทัศน์ยังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน ความบันเทิงของเด็กตามต่างจังหวัดนั้นมีไม่กี่อย่าง และสำหรับเด็กชายวัฒน์คือหนังสือ</p>



<p>หนังสือมวยของตา นิตยสาร <em>คุณหญิง</em> ของพ่อ และนิตยสาร <em>บางกอก</em> ของญาติข้างบ้าน วัฒน์เล่าให้ผมฟังว่าเหล่านี้คือความสนุกสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเขาที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนอื่นแถวบ้านในจังหวัดลพบุรี เพียงแต่เมื่อโตขึ้น ความแตกต่างก็เกิดขึ้นจากหนังสือที่เขาเลือกอ่านนั่นเอง</p>



<p>“ช่วงประถมผมอ่านหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป ชอบอ่านนิยายบู๊ นิยายรักของบุษยมาศ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้อ่านเอาสนุกอย่างเดียว เพราะนิยายเหล่านี้มีความคิดเชิงอุดมคติอยู่ มันไม่ว่างเปล่า ทำให้พอโตขึ้น ด้วยความเป็นหนอนหนังสือผมเลยอยากอ่านงานที่แปลกขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>“ช่วงมัธยมผมเริ่มอ่านหนังสือเก่าๆ ที่พ่อสะสมไว้ อย่างผลงานเรื่องสั้นของ อ.อุดากรที่เต็มไปด้วยความเปิดกว้างทางสังคม มันทำให้ผมตื่นตาตื่นใจมาก ประกอบกับที่ห้องสมุดโรงเรียนจะมีตู้กระจกเก็บหนังสือต้องห้าม ครูบอกว่านี่คือหนังสือที่เด็กยังไม่ควรอ่าน มันเลยล็อกเก็บไว้อย่างนั้นนานแล้ว จนช่วงที่ผมเริ่มสนใจอยากอ่านหนังสือที่ลึกขึ้นนั่นแหละ บังเอิญว่าตู้กระจกมันแตก</p>



<p>“ผมลองแอบหยิบหนังสือออกมาจากตู้แล้วพบว่าหนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์หลังเหตุการณ์ปี 2475 จนถึงปี 2500 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม การเมือง และความก้าวหน้าทางสติปัญญา และเมื่อผมได้อ่านมันก็เปิดโลก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141881" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>“จากที่มีความคิดและมองโลกเห็นแค่ชนบท จากที่มีขอบฟ้าชัดเจนแน่นอนในทางรูปธรรม หนังสือขยายขอบฟ้าของผมให้กว้างออกไปอีก ขอบฟ้าไม่ใช่แค่ที่ตาเห็นอีกแล้ว แต่เป็นขอบฟ้าที่เป็นนามธรรม นั่นคือมนุษยธรรม เช่น หนังสือ <em>สงครามชีวิต </em>ของศรีบูรพา ที่ทุกวันนี้ผมยังจำบางประโยคได้อยู่เลย</p>



<p class="has-text-align-center"><em>ชีวิตเราเกิดมาไม่ได้มีอะไรติดตัวมา&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>และตอนตายก็ไม่ได้มีอะไรติดตัวไป&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>คนยากจนต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่อันจำเป็น&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>คนมั่งมีต่อสู้เพื่อการสะสม</em></p>



<p>“จากเด็กมัธยมที่หัวสมองว่างๆ การอ่านทำให้ความคิดผมเป็นเหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้าน ไม่ใช่แค่ต้นไม้โกร๋นๆ มันทำให้ผมมองคนเป็นคน ได้สัมผัสความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์และเข้าถึงความเป็นจริงของโลก ซึ่งพอมีตรงนี้ผมเลยไม่ตุปัดตุเป๋ไปตามอคติและความลวงทั้งหลายในตอนนั้นที่มาหลอกหรือชักจูง”</p>



<p>“รอบตัวมีใครคิดแบบคุณไหม” ผมถาม</p>



<p>“ไม่มี” วัฒน์ตอบทันทีพร้อมหัวเราะยาว ก่อนอธิบายต่อ</p>



<p>“ชีวิตผมมันเหงานะ ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้าที่คิดกับตัวเองว่า ไอ้ห่า ทำไมกูคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลยวะ แต่โชคดีที่ยุคนั้นเป็นช่วงที่ปัญญาชนคนหนุ่มสาวเริ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐเผด็จการก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 หนังสือเลยเริ่มเปลี่ยนจากงานแนวประโลมโลกเป็นงานเขียนเชิงแสวงหา เช่นบทกวีอย่าง <em>ฉันจึงมาหาความหมาย</em> และ <em>กูเป็นนิสิตนักศึกษา</em> ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยวเกินไปนักเพราะได้อ่านนิตยสารอย่าง <em>ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน</em> หรือนิตยสาร <em>สังคมศาสตร์ปริทัศน์</em> ที่ ส.ศิวรักษ์เป็นบรรณาธิการ</p>



<p>“และทั้งหมดนั้นก็ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดออกมาด้วย”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/532271_380332888722427_489390199_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141882" width="322" height="532" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/532271_380332888722427_489390199_n.jpeg 429w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/532271_380332888722427_489390199_n-182x300.jpeg 182w" sizes="(max-width: 322px) 100vw, 322px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>2</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“หลอกผมไม่ได้ เพราะผมมีความจริงอยู่ในตัว”</strong></h3>



<p>วัฒน์ก็เหมือนนักเขียนแทบทุกคนในโลก คือเมื่อเป็นนักอ่านจึงอยากเป็นนักเขียน</p>



<p>เขาเล่าให้ผมฟังว่าด้วยเงื่อนไขชีวิตทำให้ช่วงมัธยมเขาต้องอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ พอตกกลางคืนก็มีแค่หนังสือกับวิทยุคอยอยู่เป็นเพื่อน และรายการโปรดที่วัฒน์เปิดฟังเป็นประจำมีชื่อว่า <em>ถนนนักเขียน</em> ที่เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปเขียนเรื่องส่งไปออกอากาศได้</p>



<p>และนั่นเองคือจุดแรกที่ทำให้เกิดงานเขียนจากปลายปากกาของวัฒน์ ก่อนจะตามมาด้วยผลงานอีกหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารแม้เขายังไม่จบมัธยมดี</p>



<p>“ได้เงินมาก็เอาไปซื้อหนังสืออ่านต่อ หรืออย่างกางเกงขายาวที่สั่งตัดเองตัวแรกก็ใช้เงินจากตรงนี้” วัฒน์เล่าถึงความหลังด้วยรอยยิ้ม</p>



<p>“ตอนนั้นงานเขียนของคุณพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง”</p>



<p>“เป็นเรื่องสังคมและมนุษยธรรมตั้งแต่ต้นเลย เพราะบรรยากาศรอบตัวหล่อหลอมให้ผมเป็นแบบนั้น แต่ก็ยังเป็นแค่มุมมองของเด็กคนหนึ่งที่ก็เข้าท่าบ้างไม่เข้าท่าบ้าง</p>



<p>“อย่างช่วงจบมัธยมใหม่ๆ ผมจำได้ว่าตัวเองเขียนเรื่องเด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งที่เสียใจเพราะตัวเองไม่สบายเลยไม่ได้ไปรับของแจกจากคุณนายผู้ว่าฯ แต่คุณยายของเด็กก็ปลอบว่าไม่เป็นไรพร้อมนั่งถักเสื้อให้เด็กหญิง ก่อนจะสรุปจบเป็นการสอนว่าประชาชนไม่ต้องไปง้อของแจกจากรัฐก็ได้ เราทำเองดีกว่า นี่ก็เป็นมุมมองหนึ่งที่ผมแสดงออกมา และถ้าให้สังเกตผมว่างานเขียนของผมก็สอดแทรกเรื่องราวของคนจนมาตั้งนานแล้วเช่นกัน งานผมแทบไม่ได้พูดถึงการเมืองโดยตรงด้วยซ้ำ เพราะผมอยากสะท้อนความมีชีวิตและเลือดเนื้อของชนชั้นล่างมากกว่า”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="718" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141883" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n-300x224.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n-768x574.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n-600x449.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<p>“มีความเชื่อไหนเกี่ยวกับงานเขียนที่คุณยึดถือไหม เช่น ต้องเป็นงานที่สะท้อนสังคมและมนุษยธรรมเท่านั้นหรือเปล่า”</p>



<p>“สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่มุมมอง แต่ถ้ายึดตามหลักของนามธรรม ผมว่างานเขียนไม่ว่าจะของผมหรือใครต้องไปให้ได้ถึง 3 ระดับ นั่นคือความจริง ความดี และความงาม</p>



<p>“อันดับแรกของการเขียนหนังสือคือคุณต้องเข้าไปถึงความจริง เพราะถ้าคุณเข้าไม่ถึง งานเขียนของคุณจะเต็มไปด้วยอคติและเปลือก ดังนั้นนักเขียนหรือกวีมีหน้าที่ต้องมองให้ทะลุว่าอะไรคือความจริงของสังคมในตอนนั้น ต้องไม่ตกอยู่ภายใต้กระแสที่ปลอม</p>



<p>“หลังจากนั้นความจริงจะนำพาไปสู่ระดับที่ 2 นั่นคือความดี ความดีคือสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งที่พาให้มนุษย์ก้าวหน้าดีงามขึ้น และสุดท้ายก็จะเป็นความงาม คือการนำเสนอออกมาให้เห็นความคิดและจินตนาการด้วยถ้อยคำของภาษา ถ้ามีทั้ง 3 อย่างครบ ผมถือว่านี่เป็นงานเขียนที่ดี ดังนั้นเวลาเขียนผมจะยึด 3 ข้อนี้ไว้เสมอ หรือเวลาอ่านงานของคนอื่นก็เหมือนกัน หนังสือบางเล่มหรือถ้อยคำบางถ้อยคำเลยหลอกผมไม่ได้แม้จะใช้คำไพเราะแค่ไหนเพราะผมมีความจริงอยู่ในตัว”</p>



<p>ด้วยความเชื่อและหลักการที่วัฒน์ยึดถือนี้เอง ทำให้เมื่อเรียนจบเขาตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานที่ตัวเองฝัน</p>



<p>ในขาหนึ่ง วัฒน์ยังคงผลิตงานเขียนที่ตอบโจทย์ความเชื่อและมุมมองเหมือนเดิม เขามีหนังสือรวมเรื่องสั้นของตัวเองเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้ แต่ในอีกขาเพื่อตอบโจทย์อุดมการณ์เขาก็รับงานเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ <em>อธิปัตย์</em> ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย</p>



<p>งานนักข่าวนี่เองที่ทำให้เขาใกล้ชิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่มาก ทั้งการลงไปทำข่าว สัมภาษณ์ และเขียนบทความเชิงสารคดี วัฒน์เริ่มสะสมชื่อเสียงมากขึ้นในฐานะคนเดือนตุลาฯ ที่ใช้ตัวอักษรขับเคลื่อนทางความคิด จนความจริง อุดมการณ์ และความตั้งใจของเขาค่อยๆ หลอมรวมกันเข้มข้นจนกลายเป็นตัวตนและความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>จนกระทั่งวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทุกอย่างที่กล่าวมาก็ถูกท้าทายอย่างร้ายแรง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225760318_526890315045932_5829174353484232688_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141884" width="344" height="612" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225760318_526890315045932_5829174353484232688_n.jpeg 459w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225760318_526890315045932_5829174353484232688_n-169x300.jpeg 169w" sizes="(max-width: 344px) 100vw, 344px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>3</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ในเมื่อความถูกต้องคือการมองคนให้เป็นคน แล้วทำไมต้องเปลี่ยน”</strong></h3>



<p>หลังจากการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกลับมามีบทบาททางการเมืองในนามรัฐเผด็จการของถนอม กิตติขจร บรรยากาศทางการเมืองในช่วงนั้นก็เข้าขั้นวิกฤตและพร้อมเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ</p>



<p>ถ้าลองย้อนดูตามภาพข่าว เราจะพบว่าในช่วงปีดังกล่าวมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ถึงแก่ชีวิตเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ความรู้สึกของคนที่อยู่ในที่ตรงนั้นจริงๆ เป็นยังไงกันแน่ นั่นคือคำถามที่ผมถามวัฒน์</p>



<p>“เหมือนลุ้นว่าวันไหนจะเจอแจ็กพอต” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ</p>



<p>“ช่วงนั้นในการเดินขบวน เราไม่รู้เลยว่าจะมีใครถูกรางวัลที่หนึ่งไหม เช่น อยู่ดีๆ ก็มีครั้งหนึ่งที่มีการขว้างระเบิดลงมากลางสยามสแควร์โดยไม่สนเลยว่าจะลงหัวใคร สุดท้ายก็ตายไป 4 ศพ ดังนั้นช่วงนั้นแต่ละคนล้วนอยู่ด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะไม่รู้ว่าวันไหนระเบิดจะมาลงหัว</p>



<p>“หรืออย่างพี่นิสิต จิรโสภณ ลูกพี่ผมที่เป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวที่สอนผมทำงานมากับมือ วันที่ 2 เมษายน 2518 แกก็ถูกฆาตกรรมอำพรางโดยการผลักตกรถไฟระหว่างลงไปทำข่าวที่นครศรีธรรมราช ช่วงนั้นเลยถือเป็นช่วงชีวิตที่ความตายเข้ามาเฉียดตัวมากๆ ดังนั้นพอเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาวันที่ 6 ตุลาฯ วันต่อมาผมเลยตัดสินใจเข้าป่าทันที”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/226454442_1241050689688639_5554230635332746843_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141885" width="344" height="612" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/226454442_1241050689688639_5554230635332746843_n.jpeg 459w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/226454442_1241050689688639_5554230635332746843_n-169x300.jpeg 169w" sizes="(max-width: 344px) 100vw, 344px" /></figure></div>



<p>“แม้เสี่ยงและเห็นคนที่เชื่อแบบเดียวกับคุณถูกกระทำขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังมั่นคง ทำไมคุณถึงไม่ยอม” ผมหย่อนคำถามให้เขาทบทวน และนี่เป็นครั้งแรกที่ตั้งแต่เราสนทนากันที่เขาใช้เวลาคิดสักพักก่อนตอบ</p>



<p>“จริงๆ แล้วมีคนถามคำถามนี้กับผมหลายครั้ง เพราะหลายคนมักบอกว่า ‘พี่วัฒน์ดูไม่เปลี่ยนไปเลยในแง่ของความคิด’ ซึ่งพอมาย้อนนึกดูผมก็อยากถามกลับนะ ว่าแล้วทำไมผมต้องเปลี่ยน</p>



<p>“ในเมื่อผมค้นเจอจากการอ่านหนังสือแล้วว่าความถูกต้องคือการมองคนเป็นคน แล้วผมต้องเปลี่ยนทำไม เรื่องนี้ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนอะไรเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ขอแค่ให้คุณตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ก็สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นทำไมผมต้องไปอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อหรือการถูกชักจูงให้ไขว้เขวด้วยล่ะ ทำไมต้องยอมที่จะไม่พูดหรือเขียนตามที่เขาต้องการด้วย”</p>



<p>หลังจากเข้าป่า ด้วยประสบการณ์ ความตั้งใจ และฝีมือที่มี ในช่วงปีนั้นวัฒน์เขียนผลงานออกมาหลายเล่ม รวมถึง <em>ด้วยรักแห่งอุดมการณ์</em> นวนิยายที่เขาสอดแทรกประสบการณ์ของตัวเองในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายลงไปบ้าง เขาก็ออกมาจากป่าด้วยผลงานที่พาเขาโจนทะยานติดปีก</p>



<p>หลังจากนั้นในฐานะนักเขียนอิสระ วัฒน์ วรรลยางกูร มีผลงานในนิตยสารมากมาย และหลายครั้งผลงานเหล่านั้นก็ตีพิมพ์รวมเล่มและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า บางเล่มถึงกับเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ หลายคนต่างชื่นชมในตัวอักษรและเรื่องราวของเขาที่มีจุดเด่นคือพล็อตเรื่องที่เน้นการนำเสนอชีวิตของคนจนหรือคนชนบท เช่น <em>มนต์รักทรานซิสเตอร์ </em>&nbsp;ที่เคยนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้ว</p>



<p>แต่ช่วงนี้เองที่เป็นเหมือนช่วงหยุดพักของวัฒน์ในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะด้วยสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ทำงานที่ตัวเองรักได้เป็นเวลาหลักสิบปี</p>



<p>“ตอนนั้นผมคิดว่ารากความคิดของตัวเองก็ยังเหมือนเดิมนะ เพราะในมุมมองผมต้นตอของปัญหายังไม่หายไป เพียงแต่ด้วยชีวิตและหน้าที่การงานก็ทำให้ผมต้องปรับตัว ช่วงนั้นผมเลยไม่ได้สื่อสารเรื่องการเมืองออกมาเต็มร้อย ประกอบกับที่ฝ่ายขวาเขาเริ่มคลายความตึงเครียดลงด้วย เขาก็ปรับตัวที่จะอยู่กับระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ชีวิตผมเลยพอจะดำเนินต่อไปได้เป็นสิบปี หนังสือผมก็ขายได้เพราะกระแสความคิดของผมมีพื้นที่และคนสนใจพอที่จะดำรงอยู่”</p>



<p>“แล้วความสงบตรงนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตอนไหน”</p>



<p>“ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141890" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>4</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“เหมือนเห็นไดโนเสาร์”</strong></h3>



<p>“เหมือนภาพสมัยมัธยมมันซ้อนทับเข้ามาเลยนะ” วัฒน์ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต</p>



<p>“ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนส่วนน้อยอีกครั้ง เป็นคนบ้าที่คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง แต่ด้วยประสบการณ์ที่มี ผมมองสิ่งที่ม็อบพันธมิตรฯ ทำ มองผ่านเปลือกกระแสนิยมที่เขาสร้าง ผมก็พอรู้แล้วนี่คือความพยายามในการเปลี่ยนเกมจากประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ ซึ่งวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็เกิดรัฐประหารขึ้นจริงๆ”</p>



<p>“ตอนนั้นคุณรู้สึกยังไง กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยไหม”</p>



<p>“ผมจำวันนั้นได้ดี ผมไปนอนบ้านเช่าลูกตรงสามแยกไฟฉาย จำได้ว่าเดินออกมาซื้อโจ๊กตรงสามแยกแล้วเจอทหารยืนคุมอยู่ ผมหันไปบอกลูกเลยว่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองเห็นไดโนเสาร์ ยุคนี้แล้วยังกล้าทำแบบอยู่อีก ซึ่งถ้าจะทำกันขนาดนี้ก็สนุกกันล่ะ”</p>



<p>หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา วัฒน์เริ่มกลับเข้ามามีส่วนร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะคนเสื้อแดง และด้วยสถานการณ์ในประเทศที่แม้จะจัดการเลือกตั้งก็ยังเกิดรัฐประหารซ้ำ การเรียกร้องและขอบเขตงานที่เขาทำจึงเริ่มขยายวงกว้างขึ้นจนวัฒน์ต้องทิ้งงานหลักเพื่อลงสนามเต็มตัว</p>



<p>“ผมทำสุดตัวเลย เพราะพอมีนายกฯ สักคนที่เข้ามาทำให้ชีวิตคนจนดีขึ้นได้ผมก็อยากสนับสนุนเขา มันตรงกับความฝันของผมที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ผมอยากให้สังคมไทยมีภราดรภาพ ไม่ใช่มองคนกลุ่มหนึ่งเป็นไพร่ แต่ที่เหนือมากไปกว่านั้นผมว่าการขับเคลื่อนของผมมันคือความพยายามในการรักษาระบบไว้ด้วย</p>



<p>“ผมเข้าใจนะว่าทักษิณก็มีข้อไม่ดี มีหลายเรื่องที่ผมก็โกรธเขาอยู่เหมือนกัน แต่แทนที่คุณจะเชื่อว่ามีคนเกลียดขี้หน้าทักษิณอยู่มาก เลือกตั้งรอบหน้าทักษิณต้องไปแน่ๆ แล้วระบบจะสร้างคนใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมา คุณกลับไปพังระบบทิ้ง ผมว่านี่ต่างหากคือปัญหาที่แท้จริง ประชาชนจะหมดโอกาสในการใช้อำนาจของตัวเอง จากประชาธิปไตยครึ่งใบก็กลายเป็นเผด็จการเต็มใบ เรื่องนี้ต่างหากที่ผมคิดว่ายอมไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="481" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141887" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-600x401.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>จากมุมมองนี้เองทำให้วัฒน์เข้าไปเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักในการชุมนุมของคนเสื้อแดงอยู่แรมปี เขาใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ และแนวคิดเชิงศิลปะที่ตัวเองมีจัดงานเสวนา ดนตรี และนิทรรศการศิลปะเพื่อพูดถึงเรื่องราว ‘ทะลุฟ้า’ อยู่บ่อยครั้ง</p>



<p>เสี่ยงไหม ถ้ายึดตามกฎหมายไทยก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่วัฒน์บอกผมว่านี่เป็นอีกครั้งที่เขาต้องทำ</p>



<p>“ผมมองช่วงนั้นเป็นโอกาสนะ มันเป็นช่องทางที่จะทำให้ผมได้พูดในสิ่งที่สั่งสมจากการอ่านและประสบการณ์จริง แม้จะเป็นการพูดในมุมเล็กๆ แต่ผมเชื่อว่ามันก็น่าจะสามารถขยายต่อไปได้”</p>



<p>“ตอนนั้นกลัว 112 ไหม” ผมถามตรง</p>



<p>“คงเป็นความรู้สึกคล้ายช่วง 6 ตุลาฯ แหละ คือกลัวแต่ก็ต้องเคลื่อนไหว ซึ่งผมก็คิดไว้กับตัวเองด้วยว่าถ้าเกิดรัฐประหารเมื่อไหร่ ผมคงต้องไปเมื่อนั้น เพราะสิ่งที่ผมรู้มาคือตัวเองมีหมายจับ 112 แล้ว ดังนั้นถ้าเขาจะเอาจริงผมติดคุกหัวโตแน่นอน หรืออาจไปติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วตายในคุกก็ได้</p>



<p>“ดังนั้นในวันที่เกิดรัฐประหารปี 2557 ผมจึงหนีดีกว่า ไม่อยู่ให้จับหรอก”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141888" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>5</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ขี้แพ้ตลอดชาติ”</strong></h3>



<p>ในวันที่หมายเรียกตัวของ คสช.มาแปะหน้าบ้านวัฒน์ที่จังหวัดกาญจนบุรี เจ้าของบ้านก็ไม่อยู่แล้ว</p>



<p>หลังจากทราบข่าวว่ามีรัฐประหารวัฒน์ก็เดินทางหลบภัยออกจากบ้านทันทีด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง เขาผ่านออกมาทางช่องทางธรรมชาติสู่ประเทศกัมพูชา ก่อนจะโยกย้ายมาอาศัยอย่างหลบซ่อนอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในประเทศลาว และช่วงเวลานี้ที่เขาเล่าให้ผมฟังว่ามันแย่ที่สุดในชีวิต</p>



<p>“ตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าต้องออกมานานหรอก หลังรัฐประหารผมยังคิดเข้าข้างตัวเองเลยว่าพลังประชาชนจะสามารถต่อต้านเผด็จการได้และไม่นานผมคงได้กลับบ้าน ผมเลยเลือกอยู่ใกล้ประเทศไทยเพื่อการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว แต่ปรากฏว่าพอไม่เป็นอย่างที่คิด ผมและคนอื่นเลยสะเปะสะปะแตกฉานซ่านเซ็นจนกระทั่งโดนไล่ล่าในที่สุด”</p>



<p>“ช่วงนั้นจิตใจคุณเป็นยังไงบ้าง”</p>



<p>“ตอนที่หลบภัยออกมาใหม่ๆ ความรู้สึกก็จะเยอะหน่อย ผมโกรธ เศร้า เบื่อ เซ็งชีวิต คุณนึกออกไหมว่าในเมื่อเราทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ได้กลับไม่เป็นธรรมเลย ใจผมมันเลยเหี่ยว กินแต่เหล้าจนเกือบตาย ต้องเข้าโรงพยาบาล”</p>



<p>“คุณเคยเขียนไว้ในหนังสือว่ากับเหตุการณ์นี้คุณรู้สึกว่าตัวเองแพ้ราบคาบ ทำไมถึงคิดแบบนั้น”</p>



<p>“เพราะในทางยุทธวิธีมันแพ้ และมันก็ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ ผมเป็นไอ้ขี้แพ้มาตลอดชาตินั่นแหละ ตอนเดือนตุลาฯ ก็ต้องเข้าป่า ครั้งนี้ก็ต้องหลบภัยมาถูกไล่ฆ่า ดังนั้นจะไม่เรียกว่าแพ้ได้ยังไง”</p>



<p>“ไล่ฆ่าที่ว่ามันเคยใกล้ตัวคุณแค่ไหน”</p>



<p>“ใกล้มาก เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผู้หลบภัยโดนเก็บไปหลายคน และถ้าดูจากรายชื่อทั้งหมด ด้วยชื่อชั้นแล้วคนต่อไปยังไงก็ต้องเป็นผม ช่วงนั้นเพื่อนผมหลายคนมากที่โทรมาเตือน ทุกคนบอกให้ระวังตัวดีๆ ซึ่งผมก็คิดนะว่าจะให้ผมระวังยังไงเหรอ ผมจะทำอะไรได้ ถ้าเขาจะเอาผมไม่รอดอยู่แล้ว แค่เขาเดินไปในตลาดถามแม่ค้าว่าแถวนี้มีคนไทยอยู่บ้างไหม แค่นั้นผมก็ตายได้แล้ว”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="816" height="459" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-141889" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1.jpeg 816w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 816px) 100vw, 816px" /></figure></div>



<p>“แม้เจอหนักขนาดนี้คุณก็ยังคงเชื่อในอุดมการณ์เดิมหรือ” ผมถามย้ำ</p>



<p>“ยังเชื่อ” วัฒน์พยักหน้าพร้อมย้ำคำเดิม “เพราะถึงแพ้หรือตาย แต่ในแง่ของความคิด อุดมการณ์ และจุดมุ่งหมายที่เป็นประชาธิปไตยมันไม่เคยแพ้และเปลี่ยนแปลง”</p>



<p>“แล้วรู้สึกสั่นคลอนบ้างไหม” ผมชวนวัฒน์คิดอีกครั้ง และกับครั้งนี้ความเงียบก็ทำงานนานก่อนเขาตอบ</p>



<p>“มี ยิ่งช่วง 5 ปีแรกที่ต้องหลบภัย อารมณ์มันห่อเหี่ยวมากๆ เพราะด้วยความเชื่อผมที่มองคนเป็นคน แต่ตอนนั้นสิ่งที่ผมเป็นมันกลับไม่มีอะไรมารองรับความเป็นมนุษย์ของผมเลย</p>



<p>“ช่วงเวลานั้นถ้าผมตาย มันแย่กว่าหมาตายเสียอีกนะ เพราะรัฐไม่จำเป็นต้องสืบคดีของผมก็ได้ มันไม่มีอะไรมารองรับการดำรงอยู่ของคนแบบผม</p>



<p>“ทุกอย่างบั่นทอนผมมากๆ ถึงสุดท้ายผมจะไม่ตายและลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศสได้ แต่ผมก็ไร้เรี่ยวแรงและพลังในการใช้ชีวิตและการทำงานไปพักใหญ่</p>



<p>“จนกระทั่งได้เห็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในตอนนี้นี่แหละ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141891" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>6</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ดั่งฝุ่นที่ปลิวไปตามเจตจำนงเสรี”</strong></h3>



<p>ในช่วงเวลาปัจจุบันที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้น ผู้เล่นหลายคนในสนามล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจเผด็จการ วัฒน์เองที่แม้สถานภาพผู้ลี้ภัยทำให้เขาเป็นได้แค่ผู้ชม แต่วัฒน์ก็บอกกับผมว่าภาพตรงหน้านี่แหละคือสิ่งที่เขารอมาแรมปี</p>



<p>“จิตใจผมสดใสขึ้นมาก เห็นแล้วมันชุ่มชื่นในหัวใจ จากที่รู้สึกว่าตัวเองเดินคนเดียวดุ่ยๆ มาตลอดทาง ทุกวันนี้เหมือนผมได้เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่คิดและเชื่อในสิ่งเดียวกัน แต่พอเห็นว่าพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ อีกมุมผมก็สะท้อนใจนะ ว่าเพราะรุ่นผมแพ้และเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ คนหนุ่มสาวยุคนี้เลยต้องออกมา ลุงมันไม่ดีเองที่ทิ้งมรดกบาปไว้ให้ลูกหลานลำบาก”</p>



<p>“ในฐานะของผู้มีประสบการณ์ คุณมองความเคลื่อนไหวของพวกเขาในตอนนี้ยังไงบ้าง”&nbsp;</p>



<p>“ผมว่าพวกเขาคือตัวอย่างที่ดีของการเคลื่อนไหวที่เห็นถึงปัญหาที่แท้จริง เพราะตราบใดที่ต้นเหตุของปัญหายังอยู่ วันหนึ่งมันก็จะกลับมาปะทุอีกกี่ครั้งก็ได้ เขาจะทำรัฐประหารกี่ครั้งก็ได้เพราะพล็อตเก่ายังมี แต่พอคนรุ่นใหม่เขาจับต้นเหตุและกล้าออกมาพูด นี่แหละคือการเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงและควรเป็น การเอาเรื่องที่อยู่ในซอกหลืบมาพูดในที่แจ้งและสว่างมันถูกต้องแล้ว</p>



<p>“ดังนั้นต่อจากนี้คงเป็นเรื่องของอีกฝั่งแล้วล่ะว่าเขาเห็นแล้วจะเอายังไง จะยอมแก้ 112 ไหม หรือถ้าไม่ยอมแล้วจะเกิดอะไรขึ้นตามมา”</p>



<p>ถ้าจะว่ากันถึงข้อเสนอเต็มๆ ที่จริงแล้วงานเขียนของวัฒน์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือรวมบทข้อเขียน <a href="https://www.sm-thaipublishing.com/product/32286-34523/hidden-agenda-on-king"><em>วาระสมมติ หมายเลข 02 ว่าด้วย The King and I</em></a><em> </em>เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์ผมขอเก็บถ้อยคำที่เกี่ยวข้องไว้เพื่อให้ทุกคนไปหาอ่านต่อ รวมถึงผลงานในอนาคตของวัฒน์ที่กำลังจะออกมาด้วย</p>



<p>ใช่แล้ว หลังจากต้องลงสนามทางการเมืองและระหกระเหินห่างบ้านไปหลายปี ในที่สุดวัฒน์ วรรลยางกูร กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ในรอบ 10 ปีสักที</p>



<p>“เป็นผลพวงจากที่คนรุ่นใหม่เปิดพื้นที่ให้ผมได้พูดด้วยแหละ ดังนั้นต้องขอบคุณพวกเขานะ” หลังจากไร้รอยยิ้มบนใบหน้าในการสนทนามาหลายนาที ประโยคนี้เขายิ้มกว้างกว่าที่เคย</p>



<p>“ในท่ีสุดชีวิตผมก็สงบเสียที ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวาหรือต้องโยกย้ายอีกแล้ว ต่อจากนี้ผมก็แค่พาตัวเองไปอยู่ในมุมที่เติบโตมาอีกครั้ง มุมที่ผมเป็นแค่คนเขียนหนังสือคนหนึ่ง มุมที่ผมอยู่แล้วมีความสุขมาตลอดชีวิต</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141892" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>“เวลาเขียนหนังสือเสร็จเล่มหนึ่งมันเป็นความสุขนะ เวลาหนังสือใหม่มาส่งแล้วผมได้ลูบคลำมันนั่นก็มีความสุข หรือระหว่างเขียนก็เป็นความสุข ดังนั้นผมพอใจชีวิตตอนนี้มาก 2 ปีที่ฝรั่งเศสทำให้ชีวิตผมไม่ห่อเหี่ยวอีกต่อไป ผมมีแรงบันดาลใจในการกลับมาทำงานอีกครั้ง”</p>



<p>“แต่คุณเคยบอกไว้ว่าถ้าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็คงไม่กลับมา ขออยู่เป็นพลเมืองโลกที่ฝรั่งเศสดีกว่า คุณยังเชื่อแบบนั้นไหม”</p>



<p>“ใช่” วัฒน์พยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดเดิม ก่อนคำถามสุดท้ายเพื่อปิดการสนทนา</p>



<p>“แล้วคุณยังมีหวังไหม”</p>



<p>“ผมอดคิดถึงไทยไม่ได้หรอก มันผูกพันอยู่แล้ว อย่างน้อยผมก็อยากเจอหน้าหลาน หรือเวลา<a href="https://adaymagazine.com/wana-wanlayangkoon">ลูก</a>ส่งรูปบ้านที่กาญจนบุรีมาให้แล้วเห็นว่ามันโทรมไปเยอะ ใจผมก็หวิวทุกครั้ง ดังนั้นผมคงไม่รู้สึกหวังไม่ได้ แต่ถ้าว่ากันด้วยสถานการณ์ความเป็นจริงตอนนี้ ดูทรงแล้วผมว่าตัวเองคงไม่น่าจะได้กลับไปแล้วล่ะ</p>



<p>“ชีวิตผมคงเหมือนเพลง <em>Dust in the Wind</em> นั่นแหละ ในเมื่อผมเชื่อในมนุษยธรรมและเสรีภาพ ความคิดผมก็ไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้ผมก็คงต้องเป็นฝุ่นที่เลือกจะปลิวออกมาเองแบบนี้</p>



<p>“ปลิวไปบนโลกและจักรวาลที่เป็นดั่งบ้าน ปลิวไปตามเจตจำนงเสรี</p>



<p>“ดีกว่าเป็นฝุ่นที่อยู่ใต้ตีนของใคร”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141893" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wat-wanlayangkoon/">‘ดั่งฝุ่นที่ปลิวตามเจตจำนงเสรี’ วัย 66 ปีกับปัจจุบันในฐานะผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไร้ตัวตน เฉียดความตาย จนถึงวันเวลาที่มีความหมายในฐานะนักสิทธิมนุษยชนของต้น ศิริศักดิ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ton-sirisak/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2021 09:04:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[pride]]></category>
		<category><![CDATA[pride month]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQIA+]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQI]]></category>
		<category><![CDATA[ต้น ศิริศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[LGBT]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=136492</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้น ศิริศักดิ์ [คำเตือน : บางส่วนของเนื้อหาในบทความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายและอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ] ด้วยเหตุแห่ง pride month คอมมิวนิตี้มอลล์แถวสามย่านที่ผมนัดสนทนากับ ต้น–ศิริศักดิ์ ไชยเทศ จึงเต็มไปด้วยสีรุ้ง พื้นทางเดินหน้าประตู ขั้นบันได ไปจนถึงสติ๊กเกอร์ที่แจกให้ทุกคนหน้าทางเข้า สีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน และม่วง ต่างเรียงตัวกันเพื่อแสดงออกถึงเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ คล้ายกับต้นที่สีรุ้งเป็นสัญลักษณ์ของเขาเช่นกัน และภายใต้สีสันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเจตจำนงเหล่านั้น คือเหตุผลที่ผมมาพบต้นในวันนี้ เป็นเวลาเกินสิบปีแล้วที่ต้นเริ่มต้นบทบาทในฐานะนักสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าชุมนุมไหนหรือการเรียกร้องใดๆ ต้นจะไปปรากฏตัวเข้าร่วมเสมอเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงประจักษ์และเชิงกฎหมาย รวมถึงในโลกออนไลน์เขาก็สร้างแคมเปญในการพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เป็นประจำ บ้างประสบความสำเร็จ บ้างต้องรอเวลา บ้างก็ได้รับก้อนหินมากกว่าดอกไม้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ไม่มีครั้งไหนที่ต้นไม่เต็มที่ พิสูจน์ได้จากความสม่ำเสมอและพลังที่เขาส่งออกมาที่ไม่มีทีท่าว่าจะลด และจากสิ่งที่เขาทำนี่เองที่นำมาซึ่งความสงสัยขั้นต้นที่ผมมีต่อเขา แต่ลงลึกไปกว่านั้น เครื่องหมายคำถามใหญ่ที่ผมอยากรู้คือประสบการณ์แบบไหนกันแน่ที่เป็นเบ้าหลอมให้คนคนหนึ่งกลายเป็นนักเรียกร้องสิทธิมาเป็นเวลาหลายปีขนาดนี้ ผมพกความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจจนถึงวันที่เราพบกัน และรอไม่นานเลย ต้นก็ปรากฏตัวด้วยภาพจำคุ้นตา พร้อมตัวอักษรสีรุ้งกลางหน้าผากที่เป็นเหมือนใจความของคำตอบที่เขาพร้อมบอกเล่า ‘EQUALITY’ 1 เมื่อไม่กี่วันก่อน ภาพของต้นในชุดคล้ายพระพร้อมสังฆาฏิสีรุ้งกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ นี่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่เขาผลักดันในช่วง pride month ในปีนี้เพื่อเรียกร้อง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และหลังจากโพสต์ออกไปพร้อมแคปชั่นว่า ‘ทุกคนต้องบวชได้ ทุกเพศต้องบวชได้’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ton-sirisak/">ไร้ตัวตน เฉียดความตาย จนถึงวันเวลาที่มีความหมายในฐานะนักสิทธิมนุษยชนของต้น ศิริศักดิ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div style="display: none;">
<p style="display: none;">ต้น ศิริศักดิ์</p>
</div>



<p><strong>[คำเตือน : บางส่วนของเนื้อหาในบทความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายและอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ]</strong></p>



<p>ด้วยเหตุแห่ง pride month คอมมิวนิตี้มอลล์แถวสามย่านที่ผมนัดสนทนากับ <strong>ต้น–ศิริศักดิ์ ไชยเทศ</strong> จึงเต็มไปด้วยสีรุ้ง</p>



<p>พื้นทางเดินหน้าประตู ขั้นบันได ไปจนถึงสติ๊กเกอร์ที่แจกให้ทุกคนหน้าทางเข้า สีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน และม่วง ต่างเรียงตัวกันเพื่อแสดงออกถึงเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ</p>



<p>คล้ายกับต้นที่สีรุ้งเป็นสัญลักษณ์ของเขาเช่นกัน</p>



<p>และภายใต้สีสันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเจตจำนงเหล่านั้น คือเหตุผลที่ผมมาพบต้นในวันนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1-683x1024.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136529" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_34-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>เป็นเวลาเกินสิบปีแล้วที่ต้นเริ่มต้นบทบาทในฐานะนักสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ</p>



<p>ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าชุมนุมไหนหรือการเรียกร้องใดๆ ต้นจะไปปรากฏตัวเข้าร่วมเสมอเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงประจักษ์และเชิงกฎหมาย รวมถึงในโลกออนไลน์เขาก็สร้างแคมเปญในการพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เป็นประจำ</p>



<p>บ้างประสบความสำเร็จ บ้างต้องรอเวลา บ้างก็ได้รับก้อนหินมากกว่าดอกไม้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ไม่มีครั้งไหนที่ต้นไม่เต็มที่ พิสูจน์ได้จากความสม่ำเสมอและพลังที่เขาส่งออกมาที่ไม่มีทีท่าว่าจะลด</p>



<p>และจากสิ่งที่เขาทำนี่เองที่นำมาซึ่งความสงสัยขั้นต้นที่ผมมีต่อเขา แต่ลงลึกไปกว่านั้น เครื่องหมายคำถามใหญ่ที่ผมอยากรู้คือประสบการณ์แบบไหนกันแน่ที่เป็นเบ้าหลอมให้คนคนหนึ่งกลายเป็นนักเรียกร้องสิทธิมาเป็นเวลาหลายปีขนาดนี้</p>



<p>ผมพกความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจจนถึงวันที่เราพบกัน และรอไม่นานเลย ต้นก็ปรากฏตัวด้วยภาพจำคุ้นตา พร้อมตัวอักษรสีรุ้งกลางหน้าผากที่เป็นเหมือนใจความของคำตอบที่เขาพร้อมบอกเล่า</p>



<p>‘EQUALITY’</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36-683x1024.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136497" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_36.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>1</strong></h3>



<p>เมื่อไม่กี่วันก่อน ภาพของต้นในชุดคล้ายพระพร้อมสังฆาฏิสีรุ้งกลายเป็น<a href="https://mobile.twitter.com/chitedsirisak/status/1401871577847791619">ไวรัล</a>ในโลกออนไลน์</p>



<p>นี่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่เขาผลักดันในช่วง pride month ในปีนี้เพื่อเรียกร้อง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และหลังจากโพสต์ออกไปพร้อมแคปชั่นว่า ‘ทุกคนต้องบวชได้ ทุกเพศต้องบวชได้’ ทั้งคำชม คำติ ไปจนถึงคำด่าต่างถาโถมใส่เขาทันที</p>



<p>“ต้องเจออยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา เรารับได้” ต้นเกริ่นกับผมถึงสิ่งที่เกิดขึ้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199235656_2954028671546230_6763038033147346213_n.jpeg" alt="" class="wp-image-136498" width="575" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199235656_2954028671546230_6763038033147346213_n.jpeg 766w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199235656_2954028671546230_6763038033147346213_n-239x300.jpeg 239w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199235656_2954028671546230_6763038033147346213_n-600x752.jpeg 600w" sizes="(max-width: 575px) 100vw, 575px" /></figure></div>



<p>“ทำไมถึงหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด” ผมเริ่มถาม</p>



<p>“เกณฑ์ของเราง่ายมาก คือถ้ามันมีเหตุการณ์ไหนที่แสดงออกถึงการจำกัด แบ่งแยก และเลือกปฏิบัติ เราก็จะออกมาพูดเรื่องนั้น อย่างกรณีเรื่องบวช ถึงเราจะเป็นคริสต์แต่เราก็ได้รับรู้ว่ามีคนที่ไม่ได้บวชเพราะเพศสภาพอยู่จริง ในบางพื้นที่ความเชื่ออย่าง ‘กะเทยห้ามบวช’ ยังมีอยู่ด้วยซ้ำ ดังนั้นเราก็ไม่เพิกเฉย&nbsp;</p>



<p>“สำหรับเรา ในเมื่ออยู่ในสังคมเดียวกัน อะไรที่ไม่ยุติธรรมก็ต้องวิจารณ์ ต้องช่วยเป็นหูเป็นตา ตราบใดที่ปัญหายังอยู่เราก็ต้องออกมาส่งเสียงเพื่อให้คนได้มาซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐาน ถึงแม้การส่งเสียงนั้นจะทำให้โดนด่าขนาดไหนเราก็พร้อมรับ เพราะเราจะไม่ยอมอะไรก็ตามที่แสดงออกว่าคนไม่เท่ากัน”</p>



<p>แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่เรื่องการบวช เพราะนอกจากรูปที่ต้นแต่งกายคล้ายพระ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเขาใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารแคมเปญเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศในหลายๆ วงการ ตั้งแต่ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา ชุดข้าราชการ ชุดหมอ และมาจบสุดท้ายที่ชุดพระที่กลายเป็นไวรัลอย่างที่ทุกคนเห็น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="490" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1-490x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1-490x1024.jpg 490w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1-143x300.jpg 143w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1-768x1606.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1-734x1536.jpg 734w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1-600x1255.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_รวม-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 490px) 100vw, 490px" /></figure></div>



<p>“เราว่าหลายๆ ปัญหาในสังคมเกิดจากการที่โลกใบนี้ยึดติดกับเพศกำเนิดเกินไป คำนำหน้าบัตรประชาชนบังคับให้คุณใช้ตามนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงหลายๆ อย่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์สามารถเลือกได้ ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่แค่คำว่า ‘ผู้ชาย’ หรือ ‘ผู้หญิง’”</p>



<p>“แต่ว่ากันตามจริง นี่ก็ไม่ใช่ปีแรกที่คุณพูดเรื่องนี้ รู้สึกยังไงที่ต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ” ผมย้อนให้ต้นคิด</p>



<p>“มีเหนื่อยอยู่แล้ว ยิ่งกับยุคนี้มันก็มีคิดนะว่าต้องพูดเรื่องเดิมอีกเหรอ แค่เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานทำไมยังต้องมาเรียกร้องกันอีก ก็มีบางอารมณ์ที่เบื่อจนคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งเราก็เข้าใจคนที่เห็นต่างนะ</p>



<p>“จากประสบการณ์การทำงานของเรา อะไรเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการถูกกดทับ ความเคยชินสร้างให้เขาคิดว่าสู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ อยู่แบบเดิมดีกว่า ซึ่งสังคมแบบนั้นก็เป็นเบ้าหลอมเดียวกับที่เราเติบโตมา ดังนั้นเราพอเข้าใจคนที่คิดแบบนั้นเพราะเราเห็นที่มาของเขา”</p>



<p>“สังคมแบบไหนที่คุณพูดถึง สังคมแบบไหนที่คุณเติบโตมา”</p>



<p>“แบบที่สั่งสอนว่าโลกนี้มีแค่ชายกับหญิง อย่าเป็นกะเทยนะเดี๋ยวเป็นเอดส์ตาย กะเทยจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และกะเทยจะไม่มีทางมีความรักที่ดีได้ พูดง่ายๆ ว่าสังคมที่กดทับในทุกๆ ทาง”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136501" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_24.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>2</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เป็นเรื่องปกติที่เด็กชายต้นจะเขียนชื่อจริงลงไปในสมุดการบ้านว่า ‘ศิริศักดิ์’ นามสกุล ‘ไชยเทศ’ โดยที่รู้อยู่แก่ใจว่านั่นไม่ใช่นามสกุลของครอบครัวเขา</p>



<p>ด้วยความที่ครอบครัวของต้นเป็นชาวเวียดนามในจังหวัดสกลนคร พี่ของต้นจึงประสบปัญหาเรื่องการศึกษาเพราะสัญชาติ ทำให้เมื่อต้นเกิดมาพ่อแม่ของเขาจึงเลือกทำผิดกฎโดยให้เพื่อนบ้านไปแจ้งเกิดต่างอำเภอ นั่นเองจึงเป็นที่มาของนามสกุลที่ไม่ตรงกับครอบครัว และเพราะเหตุนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ต้นรู้สึกถึงความแปลกแยกที่กดทับ</p>



<p>“ตั้งแต่จำความได้เราต้องเข้าไปหลบในตู้เสื้อผ้าหลายครั้งเพื่อหลบ ตม. หรือเวลาออกไปนอกบ้าน เป็นเรื่องปกติที่เราจะถูกหัวเราะเยาะและถูกเรียกว่า ‘แกว’ (คำไม่สุภาพที่ใช้เรียกชาวเวียดนาม) ยิ่งด้วยสภาพร่างกายของเราที่เกิดมาไม่มีผมอีก เราเลยรู้สึกอับอายตั้งแต่เด็ก รู้สึกไม่เหมือนคนอื่น และรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136502" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“เรื่องเพศล่ะ มีผลกับคุณในวัยเด็กไหม” ผมสงสัย</p>



<p>“เรื่องเพศจะค่อยๆ ส่งผลกับเราตามวัยมากกว่า เพราะสมัยเด็กเราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นกะเทย เราคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปที่อาจจะตุ้งติ้งหน่อยและชอบเล่นกับผู้หญิง จนกระทั่งช่วงเรียนอยู่อนุบาลนั่นแหละที่เริ่มมีคนบอกว่าสิ่งที่เราเป็นคือกะเทย</p>



<p>“ตอนที่ได้ยินครั้งแรกเราก็สงสัย เราถามผู้ใหญ่คนนั้นกลับไปว่ากะเทยคืออะไร เขาตอบกลับมาว่าคือผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิง ซึ่งพอเอาคำตอบมาทบทวนเราก็คิดว่าตัวเองไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงสักหน่อย เราเลยทำตัวแบบเดิม ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น ซึ่งก็อาจเป็นอิทธิพลจากครอบครัวด้วย</p>



<p>“ครอบครัวเราเป็นคาทอลิก ต้องเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เราเลยถูกสอนมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าโลกนี้มีแค่ชายกับหญิง เพศหลากหลายถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ มันเป็นบาป ดังนั้นพอเพื่อนพ่อมาบอกว่าเราเป็นกะเทย พ่อเรายังตอบกลับไปด้วยซ้ำว่าไม่หรอก เล่นกับผู้หญิงก็ดีแล้วนี่ จะได้ไม่ติดยา ไม่เกเร”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136503" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_33.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แต่เมื่อเวลาผ่านไปต้นก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่ค่อยๆ ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น เขาเล่าให้ผมฟังว่าพอเข้าช่วงประถมศึกษา ในใจเขาก็เริ่มตอบได้ว่าตัวเองคือใคร เพียงแต่ด้วยสภาพครอบครัวต้นเลยเลือกไม่แสดงออกที่บ้าน ซึ่งภาวะนี้ก็ตามมาด้วยปัญหาที่ยิ่งตอกย้ำในใจว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น</p>



<p>“ด้วยจริตที่เรามี พอเราไปแสดงออกข้างนอกแน่นอนว่ามันมีคนหมั่นไส้ เราเลยโดนมาหมดแล้วทั้งโดนตบ โดนถ่มน้ำลาย โดนจิกหัวข่วนหรือแม้แต่โดนครูตะโกนด่าหน้าเสาธงว่า ‘ถ้าใครเป็นกะเทย กูจะถีบให้หลังหัก’ แต่ที่มันน่าเจ็บปวดมากกว่านั้นคือพอเรากลับไปบ้าน เราไม่สามารถเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ครอบครัวฟังได้เลย กลับกันในวันที่มีแผล พ่อแม่เราดีใจด้วยซ้ำที่เราทำตัวสมเป็นผู้ชายสักที</p>



<p>“หรือหนักกว่านั้น มีอยู่วันหนึ่งที่เรานั่งกินข้าวกับยายและพี่ชายที่เกลียดกะเทย จากปกติที่เราไม่แสดงจริตเวลาอยู่ที่บ้านแต่วันนั้นเราหลุด เราเผลอพูดเสียงสูงออกไปนิดเดียวว่า ‘อย่าใส่น้ำปลาในไข่เจียวเยอะ เดี๋ยวมันเค็ม’ ปรากฏว่าพี่ชายเตะเราเข้าที่หน้า หัวคิ้วบวมปูดไปหมด”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136504" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_29.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“คุณตอบโต้ไหม” ผมเอ่ยถามก่อนต้นจะส่ายหน้าปฏิเสธ</p>



<p>“ก็เหมือนกับทุกครั้งที่เราเลือกจะเงียบ ไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น พ่อก็ไม่ได้ตำหนิพี่ชายเรา แม่ก็บอกว่าถ้าใครถามให้บอกไปว่าเป็นแผลที่เกิดจากการเล่นกัน หรือแม้แต่ยายเราที่อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าที่เราโดนน่ะสมควรแล้ว เพราะเราก้าวร้าว”</p>



<p>“ฟังดูแล้วทั้งบ้านและโรงเรียนคุณเจอปัญหาทั้งสองที่เลย แล้วคุณมีความสุขในวัยเด็กบ้างไหม” ผมหย่อนคำถามให้ต้นย้อนคิด แต่เขาตอบคำถามนี้แทบจะทันทีโดยไม่รอให้ถามจบ</p>



<p>“ไม่มี เหมือนหัวสมองเรารู้จักแต่ความเศร้าตั้งแต่เด็กจนไม่รู้แล้วว่าความสุขคืออะไร เรากลายเป็นเด็กที่ซึมตลอดเวลา เวลาเดินไปโรงเรียนก็ไม่อยากไปถึง หรือเวลาเดินกลับบ้านก็ไม่อยากไปถึง เพราะไม่มีที่ไหนที่เรารู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยเลย</p>



<p>“ไม่รู้จะอธิบายตัวเองยังไงเหมือนกันนะ เอาเป็นว่าในตอนนั้นเราเห็นดอกไม้สวยๆ ก็สามารถร้องไห้ได้ เหมือนปัญหามันเรื้อรังสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกไม่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายเราก็ไม่ไหว&nbsp;</p>



<p>“ทำให้พอเข้าช่วงมัธยมฯ เราเลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136505" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_15.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>3</strong></h3>



<p>“ในตอนนั้น คุณคิดอะไรอยู่”</p>



<p>“ไม่ได้มีอะไรชัดเจน แต่เราว่ามันเป็นการทับถมสะสม เพราะด้วยช่วงวัยมัธยมฯ มันทำให้เรารักมากขึ้น โกรธมากขึ้น เซนซิทีฟมากขึ้น และอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้น ความเจ็บปวดที่มีอยู่เป็นทุนเดิมมันเลยมากขึ้นตาม และเราเองก็โดนบูลลี่ด้วยคำด่าอย่าง ‘อีกะเทยอัปลักษณ์’ ที่ได้ยินกี่ครั้งมันก็ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราทุกครั้ง วันหนึ่งเราเลยเริ่มวางแผน</p>



<p>“เราเลือกวิธีใช้ยาเบื่อหนูกับยาพาราฯ แต่ก่อนจะลงมือไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เราเขียนระบายทุกอย่างที่ไม่เคยพูดลงไปในสมุดการบ้าน ‘ฉันเกิดมาทำไม ฉันเลวร้ายมากเลยเหรอ ทำไมทุกคนเกลียดฉันขนาดนี้’ เราเขียนลงไปทั้งหมดหนึ่งหน้า แต่ก็ไม่ได้อยากเอาไปวางไว้ที่หัวเตียงใครนะ เขียนเสร็จก็ปิดสมุดและเก็บไว้ ไม่อยากให้ใครรับรู้”</p>



<p>“ถ้าอย่างนั้นคุณเขียนให้ใคร” ผมสงสัย</p>



<p>“เราคงเขียนให้กับโลกใบนี้” ต้นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1-683x1024.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136507" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_04-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>แต่อย่างที่รู้กันว่าเบื้องหน้าผมตอนนี้คือต้นที่ยังมีลมหายใจ เขาเฉลยให้ผมฟังว่าในวันนั้นหลังเขียนความรู้สึกทั้งหมดจนเสร็จ เขาลงมือตามวิธีที่คิดไว้จนจบกระบวนการ เพียงแต่ระหว่างที่ยาออกฤทธิ์ พี่สาวมาพบเขาในร่างที่หมดสติและช่วยชีวิตเขาได้ทัน</p>



<p>หลังจากนั้นหนึ่งเดือนต้นต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้ถึงอาการของเขาสักนิด (“หรืออาจจะรู้ก็ได้มั้ง แต่เราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย” &#8211; เขาว่า) แล้วหลังจากออกมา สิ่งที่เขาเจอที่โรงเรียนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ</p>



<p>“เรื่องนี้เรามารู้ภายหลังว่าพี่สาวเจอสิ่งที่เราเขียนในสมุด และเขาเอามาให้ครูประจำชั้นอ่านหน้าห้อง ทุกคนเลยได้รู้ว่าการที่เราเข้าโรงพยาบาลมีสาเหตุจากการฆ่าตัวตาย ผลปรากฏว่าหลายคนเสียใจ หลายคนถึงกับคิดว่าตัวเองเป็นฆาตกร จนสุดท้ายครูก็ตกลงกับเพื่อนเราว่าให้ปล่อยเรื่องนี้ไป อย่าพูดถึงอีก และต่อจากนี้ก็ปฏิบัติกับเราให้ดี</p>



<p>“พูดแบบนี้อาจฟังดูดีใช่ไหม แต่เรายืนยันนะว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี ทุกวันนี้เรายังคงเสียใจกับสิ่งที่ทำ เราคิดน้อยเกินไป ความเจ็บปวดมันบดบังทุกอย่างจนทำให้เราเลือกสื่อสารกับโลกนี้ด้วยวิธีที่ผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่นแบบนี้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136508" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_21.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้น ไม่ใช่แค่เพื่อนหรอกที่ปฏิบัติกับต้นเปลี่ยนไป ต้นเองก็ปฏิบัติกับตัวเองเปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะพอสังคมโดยรอบเป็นมิตรกับเขามากขึ้น ต้นก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น กล้ามากขึ้น และตอบโต้มากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้เขาได้เจอพื้นที่ของตัวเอง</p>



<p>“จากเด็กที่ซึมๆ เรากลายเป็นคนชอบทำกิจกรรมมาก เพราะเวลาทำอะไรแล้วมันปังเราจะรู้สึกภูมิใจและมีความสุข ซึ่งมันเป็นความรู้สึกและการมีตัวตนที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำให้พอช่วงมหาวิทยาลัยเราก็ยิ่งทำกิจกรรมเยอะขึ้นไปอีกจนแทบไม่เป็นอันเรียน&nbsp;</p>



<p>“เราอยู่ในสโมสรนักศึกษา เราอาสาประกวดตามเวทีต่างๆ และเรายังเป็นประธานชมรมด้านสังคมอีก 5 ชมรม บ้านแทบไม่ได้กลับ นอนที่มหาวิทยาลัย 7 วันติดเพื่อทำขบวนก็เคยมาแล้ว เพื่อนคิดว่าขยันนะ แต่เปล่าเลย ก็แค่ไม่อยากกลับบ้าน” ต้นเล่าพลางหัวเราะ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136509" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“แล้วยังเจอปัญหาเดิมๆ อยู่ไหม”&nbsp;</p>



<p>“โดนอยู่บ้างแต่ก็น้อยลง เราเองก็รับมือได้มากขึ้น อย่างการที่เรียนมหาวิทยาลัยคริสต์เราก็เคยโดนอาจารย์ด้านศาสนาเรียกเข้าไปคุยว่า ‘เป็นแบบนี้มีความสุขดีไหม อยากให้ช่วยเปลี่ยนหรือเปล่า’ เราก็ตอบเขาไปนะว่า ‘ไม่อยากค่ะ หนูมีความสุขดี’&nbsp;</p>



<p>“หรืออย่างตอนที่มหาวิทยาลัยจิ้มเลือกตัวแทนนักศึกษาคนหนึ่งไปประชุมงานนักศึกษาโลก เราก็เดินเข้าไปถามอาจารย์เลยว่าทำไมใช้การจิ้มเลือก เราเองก็อยากไป อาจารย์ก็บอกว่า ‘เธอจะไปได้ไง เธอเป็นกะเทย เสียภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยหมด’ ได้ยินแบบนั้นเราก็เถียงอาจารย์เลยว่าอาจารย์พูดแบบนี้ไม่ได้ นี่เป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ ถึงสุดท้ายจะไม่เป็นผลแต่มันก็เป็นหลักฐานว่าเราเริ่มมั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น”</p>



<p>“เหมือนตัวตนของคุณเริ่มชัดขึ้นในช่วงนี้” ผมพูดตามที่คิด</p>



<p>“ก็ถือว่าใช่ มันก็มาจากประสบการณ์และบาดแผลทั้งหมดนั่นแหละ&nbsp;และมันก็ฟูมฟักให้ตอนใกล้เรียนจบเราอยากทำงานเพื่อสังคมด้วย”</p>



<p>ก้าวแรกในเส้นทางนักสิทธิมนุษยชนของต้นเริ่มต้นที่ตรงนี้เอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136511" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_28-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>4</strong></h3>



<p>ที่ทำงานแรกของต้นมีชื่อว่ามูลนิธิ <a href="https://adaymagazine.com/danny-rsat/">M Plus</a> สาขาเชียงใหม่</p>



<p>ที่นี่คือองค์กรสำหรับเพศหลากหลายที่ดำเนินนโยบายเรื่องสุขภาพ สาเหตุที่ต้นโคจรมาเจอกับ M Plus เพราะได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันเมื่อครั้งอยู่มหาวิทยาลัย ทำให้ตอนเรียนจบเขาได้รับการทาบทามเข้าทำงานที่มูลนิธิทันที</p>



<p>ต้นเล่าให้ผมฟังว่างานที่เขาทำจะเกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องสุขภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องโรคเอดส์ที่เป็นวาระสำคัญในยุคนั้น แต่ด้วยคอนเนกชั่นที่ได้รับจากที่นี่ก็ทำให้เขาได้รับโอกาสทำงานด้านสิทธิอยู่บ้าง เพียงแต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่า แต่โดยรวมเขาบอกว่าก็ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุข</p>



<p>จนถึงปี 2551 ที่อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในชีวิตเขาเริ่มต้นขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_30.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่น้องชาว LGBTQ+ ชาวพม่าข้ามมาจัดกิจกรรมและเสวนาที่เชียงใหม่เพราะในประเทศเขาไม่สามารถจัดงานได้ เราเองก็ได้ช่วยจัดด้วย ทำอย่างนั้นอยู่ 3-4 ปี จนปี 2551 ที่เรามีไอเดียว่านอกจากงานแบบเดิมแล้วเราทำขบวนด้วยดีไหม ซึ่งสุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจริงเป็นขบวน pride เล็กๆ ที่ถนนไนท์บาซาร์ ผลตอบรับดีมาก ทุกคนชอบและขอถ่ายรูป เราเองก็มีความสุข ทำให้ตอนปี 2552 เราเลยคิดการใหญ่ขึ้นมา”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136513" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_26.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>การใหญ่ที่ต้นว่าคือการขยายขบวน pride เล็กๆ ในวันนั้นให้กลายเป็นขบวนใหญ่ในงานระดับจังหวัด ซึ่งพอวันเวลาเวียนมาถึงต้นก็อาสารับผิดชอบเป็นหัวเรือใหญ่ โดยทำหน้าที่ทั้งการหาความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาครัฐและเอกชน เขาเล่าว่าตัวเองส่งจดหมายเชิญไปเยอะมากเพื่อให้งานนี้ออกมาปังสมดังคิด</p>



<p>เพียงแต่คราวนี้ผลตอบรับกลับไม่เป็นดังหวัง เพราะชื่องานที่ต้นตั้งขึ้นมาว่า ‘Chiang Mai Gay Pride’</p>



<p>“พอมีคำว่า Gay Pride ในยุคนั้นหลายคนคิดว่ามันไม่เหมาะสม สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเราโดนโจมตีหนักมากจากคน 3 กลุ่ม&nbsp;</p>



<p>“กลุ่มแรกคือชาว LGBTQ+ เองที่บางคนอาจมองว่าสิ่งที่เราทำคือการข้ามหน้าข้ามตา กลุ่มที่สองคือกลุ่มการเมืองที่เราถูกโจมตีว่าจัดตั้งม็อบทั้งที่ในความเป็นจริงเราไม่ได้มีกลุ่มทุนเบื้องหลังแอบแฝง และกลุ่มที่สามคือชาวบ้านทั่วไปที่เป็นอนุรักษนิยม เราจำได้เลยว่าก่อนงานเริ่มไม่กี่วัน มีป้าคนหนึ่งไปให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการวิทยุว่าป้าเตรียมไม้หน้าสามรอพวกกะเทยไว้แล้ว เตรียมถุงเลือด ถุงปลาร้าไว้พร้อมขว้างใส่ เพราะพวกเราคือพวกอัปรีย์สีกบาล เป็นพวกขึดบ้านขึดเมือง”</p>



<p>“ได้ยินแบบนั้นแล้วกลัวไหม”&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นไม่กลัว เพราะเราคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่คือสิ่งที่ถูกต้อง มันเป็นสิทธิที่ทำได้ในฐานะมนุษย์ แผนงานทุกอย่างเลยยังคงดำเนินตามเดิมโดยไม่ได้สนใจอะไรจนกระทั่งวันจริง”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11-683x1024.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136514" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_11.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>21 กุมภาพันธ์ 2552 คือวันที่ต้นตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ในฐานะฝ่ายรับผิดชอบขบวน เขาตระเตรียมทุกอย่างเป็นอย่างดี ก่อนที่ในเวลาเย็นต้นจะขนของบางส่วนเพื่อไปเตรียมเดินขบวนในช่วงค่ำ</p>



<p>ตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นภาพคนกว่า 400 คนล้อมสถานที่ไว้ พร้อมคำตะโกนที่ต้นจะไม่มีทางลืมได้อีกตลอดชีวิต</p>



<p>‘อีกะเทย’</p>



<p>‘อีอัปรีย์’</p>



<p>‘อีหน้าเหี้ย’</p>



<p>‘อีพวกทำลายวัฒนธรรม’</p>



<p>“เรากับเพื่อนอีกสิบกว่าคนเข้าไปที่สถานที่เตรียมขบวนได้ แต่คนกว่า 400 คนก็มาล้อมไว้พร้อมปิดประตู คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า หลังจากนั้นเขาก็เริ่มปราศรัยด่าเราต่างๆ นานา ขู่ด้วยว่าถ้าไม่เลิกพวกเขาจะนอนเฝ้าอยู่ที่นี่พร้อมเอาคนจากเชียงรายมาสมทบพรุ่งนี้อีกพันคน</p>



<p>“ตอนนั้นเราเริ่มกังวลแล้ว เรื่องราวมันใหญ่โตกว่าที่คิดมาก ยิ่งได้เห็นน้องๆ ที่ขับมอเตอร์ไซค์มาร่วมขบวนแต่ต้องถูกไล่ตีเราก็ยิ่งกลัว แม้พี่ผู้ใหญ่ในงานจะบอกให้เรานั่งสมาธิเพื่อข่มใจไม่ตอบโต้ แต่คำว่า ‘ไอ้เหี้ย’ ‘ไอ้สัตว์’ ก็เข้าหูเราตลอด สถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลยจนกระทั่ง 4 ทุ่มที่เรารู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว&nbsp;</p>



<p>“เราค่อยๆ ให้น้องบางส่วนปีนกำแพงด้านหลังหนีพร้อมเชิญแกนนำของอีกฝ่ายเข้ามาเจรจา เขาก็เข้ามาพร้อมยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ หนึ่ง–คือเขาขอให้เรายุติการจัดงานเดี๋ยวนี้ สอง–คือห้ามจัดงาน Chiang Mai Gay Pride ไปอีก 1,500 ปี และสาม–คือให้เราคลานไปกราบขอโทษพวกเขา ซึ่งพอได้ยินข้อที่สามจบน้ำตาเราก็ไหล”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="801" height="501" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-09-1.png" alt="" class="wp-image-136516" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-09-1.png 801w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-09-1-300x188.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-09-1-768x480.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-09-1-600x375.png 600w" sizes="(max-width: 801px) 100vw, 801px" /><figcaption>cr : ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์</figcaption></figure></div>



<p>ถึงตรงนี้ต้นหยุดเรื่องเล่าของเขาไว้ครู่หนึ่งพร้อมสายตานิ่งเงียบไม่ไหวติง ก่อนที่คำถามต่อมาจะทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น</p>



<p>“น้ำตาที่เกิดขึ้นมาจากไหน”</p>



<p>“เราว่ามันคือความเจ็บปวด เพราะสำหรับเรา เราคิดว่าเขากับเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ความเป็นคนก็มีเท่ากัน แต่ทำไมความเห็นที่แตกต่างกันถึงทำให้เขาคิดว่าตัวเองมีสิทธิที่จะทำแบบนั้นได้ ดังนั้นเราเลยปฏิเสธทุกข้อ ซึ่งเขาก็ด่าเรากลับ ตะโกนเสียงดังอยู่แบบนั้นเหมือนคนไม่ได้สติ เราก็ได้แต่ร้องไห้ จนสุดท้ายก็ไม่ไหว เรายอมเลือกข้อที่หนึ่งคือเลิกจัดงานวันนี้ เขาก็โอเคและสลายการชุมนุมโดยยังเหลือบางคนเฝ้าด้านหน้าไว้อยู่”</p>



<p>“เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลยังไงกับคุณบ้าง” ผมถามให้ต้นย้อนคิด</p>



<p>“ตอนนั้นเราเศร้ามาก เพราะพอทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเรากับเพื่อนก็ได้แต่กอดกันและร้องไห้ ถึงพี่ผู้ใหญ่ท่านเดิมจะชวนเรานั่งสมาธิเพื่อปล่อยวางแต่เราทำไม่ได้ สมาธิไม่สามารถช่วยเราในตอนนั้นได้ ในใจเรายังก่นด่า เพราะในขณะที่จุดเทียนนั่งสมาธิเรายังคงได้ยินคนตะโกนจากด้านนอกว่า ‘มึงจุดเทียนหาพ่อมึงเหรอ พ่อมึงตายหรือไง’ อยู่เลย และพอกลับบ้านเราก็นอนไม่หลับไปอีก 3 วันเพราะความโศกเศร้าที่มันเกาะกินใจ&nbsp;คิดหาเหตุผลเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราต้องโดนอะไรแบบนี้</p>



<p>“มันเลยส่งผลให้นับตั้งแต่นั้นเราชัดเจนกับตัวเองว่าต่อจากนี้เราจะเป็นนักสิทธิมนุษยชนให้กับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเราไม่อยากให้ใครเจอแบบที่เราเจออีกแล้ว”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="801" height="501" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-08_1-1.png" alt="" class="wp-image-136518" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-08_1-1.png 801w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-08_1-1-300x188.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-08_1-1-768x480.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-08_1-1-600x375.png 600w" sizes="(max-width: 801px) 100vw, 801px" /><figcaption>cr : ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์</figcaption></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>5</strong></h3>



<p>จากจุดตั้งต้นนั้น ต้นเปลี่ยนแนวทางของตัวเองมาเป็นการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มตัว เขากับเพื่อนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันได้ก่อตั้งกลุ่ม &#8216;เสาร์ซาวเอ็ด&#8217; ขึ้นมา พร้อมตั้งให้วันที่ 21 กุมภาพันธ์เป็นวันยุติความรุนแรงต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย</p>



<p>แม้หลังจากนั้นไม่กี่ปีต้นจะออกจากงานที่ M Plus เพื่อมาช่วยธุรกิจของที่บ้าน แต่งานด้านสิทธิมนุษยชนก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งงานหลักของเขา ตั้งแต่การจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 21 กุมภาพันธ์ การช่วยขับเคลื่อนกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนชายขอบอื่นๆ ที่โดนกดทับอย่าง sex worker เหล่านี้ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้หลายคนได้รู้จักต้น&nbsp;</p>



<p>ทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นจากวันนั้น และมันยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136519" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“ถ้าเหตุการณ์ครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้น แล้วอะไรคือเชื้อไฟที่ทำให้คุณทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาได้นานขนาดนี้” ผมชวนต้นสำรวจตัวเอง แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาใช้เวลาไม่นานเลยในการตอบ</p>



<p>“คนถามคำถามนี้กับเราเยอะนะ แต่คำตอบของเราน่ะง่ายมากเลย นั่นคือยังมีคนที่ไม่ได้สิทธิที่ควรได้ การเลือกปฏิบัติยังมี และการแบ่งแยกก็ยังคงอยู่ ดังนั้นเราก็ต้องทำต่อ แค่นี้เลย จบ”</p>



<p>“ไม่มีคิดอยากเลิกบ้างเลยเหรอ”</p>



<p>“มีสิ มีเรื่อยๆ ด้วย อย่างเวลาที่โดนด่าเรื่องรูปร่างหน้าตา เราก็อยากเลิก มันท้อนะ ต้องมาโดนลดคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกแล้ว ก็ทำให้ย้อนคิดว่าแล้วจะต้องมาเหนื่อยให้โดนด่าแบบนี้ทำไม แต่สุดท้ายมันก็กลับไปที่เรื่องเดิมอยู่ดี คือปัญหามันยังอยู่ ยิ่งโดนด่าก็ยิ่งเห็นหลักฐานว่ามันยังอยู่ ดังนั้นสำหรับเราคือยังไงก็ต้องทำต่อ ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องให้มันจบแล้วลุกขึ้นมาใหม่”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136520" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_27.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่ต้นทำอาจไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในระดับประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าก็เพราะฟันเฟืองเล็กๆ อย่างเขาและอีกหลายๆ คนนั่นเองที่ทำให้ปัจจุบันการรับรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศพัฒนาขึ้นมาก</p>



<p>กับเรื่องนี้ต้นเองก็แสดงทัศนะกับผมเช่นกัน ถึงแม้ปัจจุบันเขายังคงเห็นปัญหาที่ไม่ควรเพิกเฉย แต่ในอีกด้านหนึ่งคนรุ่นใหม่ก็เป็นความหวังของเขาในการเปลี่ยนแปลง เพราะการตื่นรู้ในแง่สิทธิมนุษยชนที่สูงขึ้นทำให้เทรนด์ของสังคมเปลี่ยนไปแล้ว</p>



<p>“อย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้วคนรุ่นใหม่ก็เป็นหนึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดงาน Chiang Mai Gay Pride ขึ้นอีกครั้ง” ต้นเริ่มเล่าถึงการกลับมาของงานที่เป็นก้าวสำคัญในชีวิตเขา</p>



<p>“ตอนนั้นด้วยวาระ 10 ปีจากเหตุการณ์เสาร์ซาวเอ็ด เราคุยกับเพื่อนว่าอยากเอางานนี้กลับมา และเราก็ถามน้องๆ หลายคนด้วยว่าสนใจไหม ซึ่งคนรุ่นใหม่หลายคนเอาด้วย หลายคนอยากเข้ามาสนับสนุน และเราก็เห็นตรงกันว่าด้วยโลกที่เปลี่ยนไปตอนนี้ เหตุการณ์แบบเมื่อครั้งอดีตไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="533" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049.jpeg" alt="" class="wp-image-136521" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049.jpeg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_9049-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption>cr : ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์</figcaption></figure></div>



<p>21 กุมภาพันธ์ 2562 ขบวน pride ที่เต็มไปด้วยสีรุ้งโบกสะบัดความสดใสตลอดเส้นทางไปสู่ประตูท่าแพ บรรยากาศของขบวนเต็มไปด้วยความราบรื่นอย่างที่ต้นว่า ที่สำคัญคือเพราะคนที่เข้ามาช่วยงานอย่างล้นหลาม ต้นเองที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายขบวนเลยมีเวลามาร่วมเดินในขบวนพร้อมชุดสีรุ้งอันเป็นสัญลักษณ์ที่เขาทำขึ้นมาเอง</p>



<p>ชื่นมื่น อิ่มเอิบ และอบอวลไปด้วยความสุข น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุดแล้วในวันนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="501" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-05-3.png" alt="" class="wp-image-136526" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-05-3.png 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-05-3-300x188.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-05-3-768x481.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/ChiangmaiGaypride-05-3-600x376.png 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption>cr : ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์</figcaption></figure></div>



<p>“มีภาพหนึ่งที่เราประทับใจมาก เป็นช่วงท้ายกิจกรรมที่เราจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน แต่บรรยากาศตรงนั้นกลับทำให้คนอินจนมีชาวต่างชาติคู่หนึ่งจูบกัน&nbsp;</p>



<p>“เราเห็นแล้วภูมิใจนะ คิดดูสิว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างบรรยากาศให้คนแสดงความรักต่อกันได้ แม้บรรยากาศตรงนั้นจะมีต้นทุนจากความเจ็บปวด แต่ตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความรักแล้ว นี่คือความสุขที่หาที่ไหนไม่ได้เลย นี่แหละคือ pride ที่เราอยากให้เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน”</p>



<p>“รอบนี้กลับบ้านไปแล้วนอนหลับไหม”&nbsp;</p>



<p>“ไม่หลับเหมือนเดิม แต่รอบนี้ต่างออกไปเพราะเราไม่ร้องไห้แล้ว เรายิ้มทั้งคืน”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136527" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>6</strong></h3>



<p>เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงตั้งแต่เราเริ่มบทสนทนากัน รู้ตัวอีกทีต้นก็อยู่ในชุดตัวเก่งเพื่อถ่ายภาพประกอบบทความอย่างที่ทุกคนได้เห็น</p>



<p>เขาและช่างภาพค่อยๆ ช่วยกันคิดมุมถ่ายและท่าทางเพื่อให้รูปออกมาดีที่สุด เพื่อให้เข้ากับฉากหลังของคอมมิวนิตี้มอลล์แห่งนี้ที่ประดับประดาไปด้วยสีรุ้งโดดเด่นสวยงาม</p>



<p>ผมมองดูภาพที่เกิดขึ้นแล้วก็พลันคิดถึงช่วงท้ายๆ ที่เราคุยกัน ผมพบว่ารอยยิ้มของต้นและสีรุ้งเบื้องหน้านั้นเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีถึงคำตอบของเขาที่ให้ไว้กับผมก่อนจบบทสนทนา</p>



<p>“ถ้าให้จำกัดความง่ายๆ ทุกวันนี้ภาพสุดท้ายที่คุณหวังว่าจะได้เห็นคืออะไร”</p>



<p>“ไม่ซับซ้อนเลย เราแค่อยากเห็นโลกสงบสุข ทุกคนอยู่โดยมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ทั้งในแง่การใช้ชีวิตและกฎหมาย”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-1024x683.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136531" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“แล้วกับความจริงในสังคมตอนนี้ล่ะ คุณยังมีความหวังอยู่ไหม”</p>



<p>“มีแน่นอน และเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าในชั่วชีวิตเรา เราจะได้เห็นสังคมอย่างที่หวังก่อนตาย ถึงแม้ทุกวันนี้เราจะได้รับเรื่องร้องเรียนทุกวันเกี่ยวกับปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศ จนหลายคนอาจบอกว่านี่คือปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่จะจบในรุ่นเรา แต่เราจะไม่คิดแบบนั้น เราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเร็ววันที่สุด&nbsp;</p>



<p>“เพราะอะไรรู้ไหม ก็เพราะในหนึ่งวันที่มันยืดยาวออกไป สำหรับเรามันคือหนึ่งวันที่มนุษย์อย่างน้อยหนึ่งคนต้องทุกข์ทนกับปัญหา หนึ่งวันที่ต้องมีคนเจ็บปวดและรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า ดังนั้นเราว่าสังคมรอไม่ได้ เราไม่เอาเกมยาว ความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มนุษย์เท่าเทียมกันควรเกิดขึ้นได้แล้วในตอนนี้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31-683x1024.jpg" alt="ต้น ศิริศักดิ์" class="wp-image-136532" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_31.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>“คำถามสุดท้าย แล้วถ้าคุณไม่ทันวันนั้นจริงๆ คุณจะเสียดายไหม”</p>



<p>“ไม่เลย เพราะที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันก็คือความสุข เพียงแต่ความสุขของเราและพื้นที่ที่เรามีตัวตนมันคือการเป็นประโยชน์ให้ผู้อื่น ดังนั้นก็ไม่เป็นไร และถ้าตายไปก็ไม่ต้องจดจำสิ่งที่เราทำด้วย สิ่งที่เราทำไม่ได้พิเศษเหนือใครหรอก&nbsp;</p>



<p>“เพราะเราก็แค่คนคนหนึ่ง เหมือนกับคุณที่ก็เป็นคนคนหนึ่ง เราคือคนเท่าเทียมกัน</p>



<p>“ขอแค่คุณจำเรื่องนั้นไว้ก็พอ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136530" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/a-day-with-a-view_ต้น_ศิริศักดิ์_01-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ton-sirisak/">ไร้ตัวตน เฉียดความตาย จนถึงวันเวลาที่มีความหมายในฐานะนักสิทธิมนุษยชนของต้น ศิริศักดิ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิต 5,000 ปี ของทัศนัย เศรษฐเสรี &#124; บทสนทนาว่าด้วยศิลปะ ข้อโต้แย้ง และการเมือง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thasnai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติมา จารีประสิทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 May 2021 08:43:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนัย เศรษฐเสรี]]></category>
		<category><![CDATA[วิจิตรศิลป์ มช.]]></category>
		<category><![CDATA[สลิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนัย]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนัยปราบมาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิจิตรศิลป์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มช.]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=132573</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เราเข้าใจว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะได้อ่านข้อเขียนมากมายที่แสดงถึงทัศนะของทัศนัย เศรษฐเสรี ไปแล้วไม่มากก็น้อย ชายหนวดขาวยาวราวกับฤาษีคืออาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้กลายเป็นไวรัลบนโลกอินเทอร์เน็ตเพียงชั่วข้ามคืนจากการเข้าไปห้ามปรามการคุกคามนักศึกษาจากผู้มีอำนาจในสถาบันการศึกษาที่พยายามจะลิดรอนสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาผ่านผลงานศิลปะ จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #ทัศนัยปราบมาร ในท้ายที่สุด เพราะเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงได้ดูวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์นี้ไปแล้ว วันนี้เราจะไม่ถามทัศนัยซ้ำถึงเรื่องราวในวันนั้นอีก แต่เราถือโอกาสชวนเขาสนทนาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย เพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร รวมไปถึงความกระจ่างถ่องแท้ต่อประเด็นที่ว่าศิลปะรับใช้อะไรกันแน่ เราถือวิสาสะขอนัดทัศนัยในตอนค่ำ เพราะเวลานี้คือเวลาทำงานปกติของเขากับผู้ช่วยอีก 4-5 คน โกดังสินค้าขนาดใหญ่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสตูดิโอเพื่อทำงานศิลปะชุดใหม่ของเขา ซึ่งมันก็เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่ทัศนัยได้เริ่มสร้างผลงานจิตรกรรมขนาดมหึมาที่กินพื้นที่สูงกว่า 8 เมตร และกว้างใหญ่ขนาด 20 เมตรชิ้นนี้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในสตูดิโอ ราวกับว่าเราจะโดนกลืนกินด้วยเส้นสีที่สาดแสงลงมาเกินกว่าดวงตาจะรับไหว ถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะของทัศนัย ฉับพลันทันใดบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มต้นขึ้น ชีวิต 5,000 ปี ของทัศนัย เริ่มต้นจากการขุดคุ้ยกรุยทางถึงที่ทางของทัศนัย จากจุดเริ่มต้นสู่ความสนใจในการทำงานศิลปะที่ตั้งคำถามถึงประเด็นทางเมือง ไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย เหตุใดฤาษีอายุกว่าหลายพันปี (ตามคำกว่าวอ้างของเขา) ถึงต้องทำงานศิลปะ แล้วทำไมการทำงานศิลปะที่สัมพันธ์กับการเมืองมันจึงสำคัญกับเขามากนักทั้งในอดีตที่ผ่านมา จวบกระทั่งถึงกาลปัจจุบัน&#160; “หลังรัฐประหารปี ’49 ผมก็กลายเป็นคนเก็บตัว เพราะมีเรื่องที่อยากทำความเข้าใจอยู่อีกมากมาย ทั้งต่อศิลปะ ชีวิต และสังคม เพื่อหาคำตอบเหล่านั้น ผมจึงทำงานศิลปะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thasnai/">ชีวิต 5,000 ปี ของทัศนัย เศรษฐเสรี | บทสนทนาว่าด้วยศิลปะ ข้อโต้แย้ง และการเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เราเข้าใจว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะได้อ่านข้อเขียนมากมายที่แสดงถึงทัศนะของทัศนัย เศรษฐเสรี ไปแล้วไม่มากก็น้อย ชายหนวดขาวยาวราวกับฤาษีคืออาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้กลายเป็นไวรัลบนโลกอินเทอร์เน็ตเพียงชั่วข้ามคืนจากการเข้าไปห้ามปรามการคุกคามนักศึกษาจากผู้มีอำนาจในสถาบันการศึกษาที่พยายามจะลิดรอนสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาผ่านผลงานศิลปะ จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #ทัศนัยปราบมาร ในท้ายที่สุด</p>



<p>เพราะเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงได้ดูวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์นี้ไปแล้ว วันนี้เราจะไม่ถามทัศนัยซ้ำถึงเรื่องราวในวันนั้นอีก แต่เราถือโอกาสชวนเขาสนทนาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย เพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร รวมไปถึงความกระจ่างถ่องแท้ต่อประเด็นที่ว่าศิลปะรับใช้อะไรกันแน่</p>



<p>เราถือวิสาสะขอนัดทัศนัยในตอนค่ำ เพราะเวลานี้คือเวลาทำงานปกติของเขากับผู้ช่วยอีก 4-5 คน โกดังสินค้าขนาดใหญ่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสตูดิโอเพื่อทำงานศิลปะชุดใหม่ของเขา ซึ่งมันก็เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่ทัศนัยได้เริ่มสร้างผลงานจิตรกรรมขนาดมหึมาที่กินพื้นที่สูงกว่า 8 เมตร และกว้างใหญ่ขนาด 20 เมตรชิ้นนี้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในสตูดิโอ ราวกับว่าเราจะโดนกลืนกินด้วยเส้นสีที่สาดแสงลงมาเกินกว่าดวงตาจะรับไหว ถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะของทัศนัย ฉับพลันทันใดบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มต้นขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_44-1024x693.jpg" alt="" class="wp-image-132583" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_44-1024x693.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_44-300x203.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_44-768x520.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_44-600x406.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_44.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิต 5,000 ปี ของทัศนัย</strong></h2>



<p>เริ่มต้นจากการขุดคุ้ยกรุยทางถึงที่ทางของทัศนัย จากจุดเริ่มต้นสู่ความสนใจในการทำงานศิลปะที่ตั้งคำถามถึงประเด็นทางเมือง ไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย เหตุใดฤาษีอายุกว่าหลายพันปี (ตามคำกว่าวอ้างของเขา) ถึงต้องทำงานศิลปะ แล้วทำไมการทำงานศิลปะที่สัมพันธ์กับการเมืองมันจึงสำคัญกับเขามากนักทั้งในอดีตที่ผ่านมา จวบกระทั่งถึงกาลปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>“หลังรัฐประหารปี ’49 ผมก็กลายเป็นคนเก็บตัว เพราะมีเรื่องที่อยากทำความเข้าใจอยู่อีกมากมาย ทั้งต่อศิลปะ ชีวิต และสังคม เพื่อหาคำตอบเหล่านั้น ผมจึงทำงานศิลปะ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเป็นคนชอบตั้งคำถาม แต่หลายครั้งคนที่ตั้งคำถามในสังคมกลับกลายเป็นคนที่มีปัญหาไปเสียอย่างนั้น แต่ยิ่งเมื่อเราศึกษาเล่าเรียนมาก เราก็ยิ่งต้องตั้งคำถามมาก อะไรคือศิลปะ อะไรคือสังคม” ทัศนัยเริ่มต้นเรื่องเล่าของเขาพร้อมจุดบุหรี่ตัวที่หนึ่ง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132582" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่เมื่อกรอบประเพณีนิยมของสถาบันการศึกษาที่มุ้งเน้นเรื่องระเบียบวินัยไม่ช่วยตอบคำถามที่เขาสงสัย ทัศนัยจึงต้องเริ่มหาวิธีการตอบคำถามเหล่านั้นด้วยตัวเองจากการใช้ชีวิต เข้มข้นถึงขนาดได้รับการตราหน้าว่าชีวิตคงจบที่คุกไม่ก็กลายเป็นศพในเร็ววันแน่ เขาวนเวียนเข้า-ออกหลายสถาบันการศึกษามาตั้งแต่ช่วงวัยสิบกว่าๆ จนถึงยี่สิบปลายๆ ด้วยใช้เวลาในวัยหนุ่มไปกับการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงพฤษภาทมิฬเป็นต้นมา ก่อนตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&nbsp;</p>



<p>เป็นที่นี่เองที่ทัศนัยได้ต่อสู้ร่วมกับสโมสรนักศึกษาในการรณรงค์เรียกร้องให้ยกเลิกระบบโซตัส อันเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาระบบอาวุโสในสังคมไทยที่นำมาซึ่งการกดทับ เช่นเดียวกับที่เขาก็ร่วมเรียกร้องผลักดันร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 เข้าสภา เพื่อสนับสนุนการเพิ่มการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชน รวมไปถึงผลักดันให้เกิดความสุจริตและโปร่งใสในระบอบการเมือง และการทำให้ระบอบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือได้ว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ ฉบับแรกของประเทศไทย&nbsp;</p>



<p>“ผมค่อยๆ เรียนรู้เรื่องการเมืองอย่างเป็นระบบมากขึ้น ตอนนั้นผมเป็นตัวแทนนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กำลังจะเปิดหอประชุมที่เพิ่งสร้างเสร็จ เชิญพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมาเป็นประธานพิธีเปิด พวกผมได้เชิญม็อบสมัชชาคนจนเข้าร่วมกดดัน ผมอ่านแถลงการณ์ขอให้พรรคความหวังใหม่ร่วมเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ แน่นอนว่ามันนำมาซึ่งความไม่พอใจกับคนหลายฝ่าย”&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าการเป็นคนที่เห็นต่างทางการเมืองกับคนส่วนใหญ่ย่อมมีราคา เขารู้ดีว่าการอยู่ในประเทศไทยต่ออาจเป็นภัยกับชีวิตของตนเอง แต่ด้วยความสามารถของทัศนัยทำให้เขาได้ทุนจากองค์การ UNESCO ก่อนหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านได้เพียง 7 วันทัศนัยก็ได้บินไปประเทศอเมริกา และเรียนต่อปริญญาโทสาขา Visual Arts ที่ The University of Chicago ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นเป็นเวลากว่า 8 ปี รวมเวลาที่เขาหมดไปกับการเตรียมตัวศึกษาต่อในระดับปริญาเอกด้วย&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นผมเตรียมตัวไว้หมดแล้วนะพร้อมทำดุษฎีนิพนธ์ ผมสนใจศึกษาเรื่องคนไร้บ้านไร้ถิ่นฐานในชุมชนที่พูดภาษาสเปนหรือวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้ในอเมริกา (Hispanic community) แต่ขณะที่เตรียมตัวอยู่นั้นก็ได้รับคำเชิญให้กลับมาสอนที่สาขา Media Arts and Design ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเวลานั้นยังมีแต่ระดับปริญญาโท ผมเลยตัดสินใจกลับมารับหน้าที่อาจารย์พร้อมเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แทน ซึ่งก็แน่นอนว่าผมต้องเปลี่ยนพื้นที่ศึกษาและเปลี่ยนหัวข้อในการวิจัยด้วย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132585" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_17.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“แต่ด้วยข้อจำกัดของการลงพื้นที่ ผมจึงเปลี่ยนประเด็นมาทำวิจัยเรื่องเทศกาลศิลปะเชียงใหม่จัดวางสังคม (เทศกาลศิลปะขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะทั่วตัวเมืองเชียงใหม่ จัดขึ้นในระหว่างปี 1992–1998 ) เพราะมันมีโครงสร้างทางวิธีวิทยาคล้ายๆ กัน นั่นคือการเหลื่อมซ้อนทั้งทางพื้นที่และผู้คน ผมพยายามจะท้าทายระเบียบวิธีวิทยาทางสังคมศาสตร์ว่าเราจะอธิบายปรากฏการณ์ของการเหลื่อมซ้อนของทุกอย่าง (overlapping) หรือการไหลลื่นนี้ยังไง พยายามจะผลักกรอบคิดทางญาณวิทยาไปสู่ข้อจำกัด ด้วยการสร้างสัมพันธบทระหว่างความหมายชุดต่างๆ ผ่านการใช้งานเทศกาลศิลปะเชียงใหม่จัดวางสังคมเป็นกรณีศึกษา”&nbsp;</p>



<p>จะเห็นได้ว่าในชีวิตของทัศนัย ความคิดเรื่องการขับเคลื่อนทางการเมืองนั้นไม่เคยไม่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหตุการณ์ทางสังคมผลักให้เขาตั้งคำถามอยู่เสมอ โดยที่ทุกอย่างก็ล้วนสัมพันธ์กับการเมือง การเมืองทางความคิด การเมืองเรื่องของภาพแทน การเมืองเรื่องของอัตลักษณ์ การเมืองเรื่องของการย้ายถิ่นฐาน การเมืองเรื่องของวัฒนธรรม ไปจนถึงการเมืองไทย วนเวียนอยู่ในสำนึกการทำงานของเขาเรื่อยมา ระหว่างบุหรี่มวนที่สอง เราก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงงานศิลปะในปัจจุบันของเขาบ้าง เพราะการศึกษาเรื่องการเหลื่อมซ้อนดูจะสะท้อนออกมาในงานจิตรกรรมของเขาเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเข้าใจคือเรื่องที่มาของรากฐานความขัดแย้งในสังคมที่สืบต่อมาอย่างยาวนาน มันมีที่มาที่ไปยังไง มันไม่ใช่แค่การรัฐประหารเท่านั้น แต่อะไรคือรากฐานของความขัดแย้งทางความคิด นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะเข้าใจด้วยการศึกษาเรียงร้อยสัมพันธบทเข้าด้วยกันผ่านกองหนังสือจำนวนมาก เพื่อมองหาความขัดแย้งที่ไม่ใช่แค่ระดับผิวเผินเท่านั้น”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39-683x1024.jpg" alt="" data-id="132595" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=132595" class="wp-image-132595" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_39.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42-683x1024.jpg" alt="" data-id="132596" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=132596" class="wp-image-132596" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_42.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<p>อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้น สตูดิโอของทัศนัยเต็มไปด้วยผลงานศิลปะแทบทุกตารางนิ้ว ผลงานจิตรกรรมสร้างขึ้นจากการตัด ปะ ติดด้วยเทคนิคคอลลาจกระดาษหลากสีที่ใช้สำหรับประดับประดาแบบเดียวกับที่พบได้ในงานพิธีกรรมล้านนา ผสมรวมกับภาพถ่ายเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทางการเมือง ผลพวงจากยุคสงครามเย็น ทั้งหมดถูกจัดเรียงซ้อนทับกันกว่าสี่สิบชั้น แต่ละชั้นฉาบหน้าด้วยกระดาษที่ตัดแต่งเรียงต่อเป็นเส้นสายนามธรรมบ้าง ภาพเหล่ามวลผีเสื้อบ้าง และรูปทรงประหลาดต่างแข่งกันสะท้อนเล่นแสงและเงา ราวกับสีสันเหล่านี้คือกลเมล็ดของการซ้อนเร้นเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ดังที่ทัศนัยอธิบายว่ามันคือการสร้างภาพราวกับเป็นหน้าฉากของมหรสพ โดยที่ความตระการตานี้ก็สะท้อนออกมาเป็นภาพของ ‘สังคมแห่งปรากฏการณ์’ (Society of Spectacle)</p>



<p>“การทำให้โลกมันดูราวกับว่าสร้างสรรค์ เพียงเพื่อจะกลบทิ้งความรุนแรงทางการเมืองและจากทุนนิยม หน้าที่ของชนชั้นปกครองจึงดำรงอยู่ผ่านพิธีกรรม แนวความคิดนี้เองจึงกำหนดวิธีการไปสู่การสร้างผลงานที่มีขนาดใหญ่ ในแง่นี้ ขนาดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความท่วมท้น เอ่อล้นในการรับรู้ ขณะเดียวกันก็ปรับตำแหน่งแห่งที่ของตนเองท่ามกลางเรื่องเล่าที่แตกต่างที่ปะทะกันอย่างรุนแรงต่อหน้า ภาพทั้งหมดที่ซ้อนทับกันกลายเป็นพลังงานที่ระเบิดออก ซึ่งพอมันระเบิดออกเรื่องเล่าที่ไม่เคยถูกเล่าในประวัติศาสตร์กระแสหลักต่างเผยตัว เรื่องราว ความลึก สิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านหลังจะทะลักออกมาด้านหน้า พลังงานเหล่านี้จะปะทะผู้คนได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบาย เช่นเดียวกับที่ไม่มีอำนาจใดที่เป็นฝ่ายรับอยู่อย่างเดียว จุดหนึ่งมันต้องระเบิดออก”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132587" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เนื้อหาที่คุณได้อ่านไปเป็นเพียงประวัติคร่าวๆ ของทัศนัย เช่นเดียวกับที่มันก็เป็นแค่ส่วนสั้นๆ ของบทสนทนาหลายชั่วโมงระหว่างเรากับอาจารย์ศิลปะท่านนี้ และเพราะอยากจะถ่ายทอดอรรถรสการพูดคุยในค่ำคืนนั้นให้กับผู้อ่านอย่างเต็มที่ เราจึงเลือกจะนำเสนอเรื่องราวต่อจากนี้ในลักษณะบทสนทนาที่จะพาไปทำความเข้าใจทั้งต่อกระบวนการสร้างงานศิลปะ และการสร้างข้อโต้แย้งเพื่อทบทวนตรรกะและอุดมการณ์​ในแบบทัศนัย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทสนทนาว่าด้วยศิลปะ ข้อโต้แย้ง และการเมือง</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จะว่าไป</strong><strong>วิธีการทำงานศิลปะของคุณก็เหมือนการสร้างมวลสารวัตถุมงคลอยู่ด้วยเหมือนกันนะ</strong></h3>



<p>เมื่อก่อนผมเคยเขียนบทความประกอบสูจิบัตรนิทรรศการ ว่าวิธีการทำงานศิลปะมันเหมือนกระบวนการการเล่นแร่แปรธาตุ มันเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงกันของสิ่งหลากหลายในโลก ของวัตถุหลายประเภท วัตถุหลายสถานะ วัตถุในธรณีวิทยา วัตถุพิลึกกึกกือ วัตถุลึกลับต่าง ๆ ในท้องทะเล ด้วยเทคนิคของการคอลลาจและรูปทรงที่เราเอามาใช้เป็นต้นแบบ พอทำงานไปเรื่อยๆ มันน่าแปลกที่หลายๆ รูปทรงจะถูกเปลี่ยนให้ประหนึ่งเสมือนเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ อาจจะเพราะว่าโดยรากของการตัด-แปะกระดาษมักถูกใช้ในระนาบของพิธีกรรมด้วย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132597" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_34.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อย่างในผลงานชุดแรกๆ ของคุณ เรายังเห็นลักษณะของการตัดกระดาษที่มีแพตเทิร์นคล้ายกับตุงล้านนาอยู่ด้วย</strong></h3>



<p>รวมทั้งความเป็นวัสดุของมัน กระดาษเงินกระดาษทอง มันอาจจะเป็นตรงนั้นที่ทำให้วัตถุเกิดแปลงร่าง (transformation of object) ดูประหนึ่งเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมือนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคลอะไรขึ้นมา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>งานมันดูเหมือนมีความเร็ว (speed) กับเวลา (time) อยู่ด้วยเหมือนกัน</strong></h3>



<p>ทั้งความเร็วกับเวลาในฐานะที่มันเป็นรูปลักษณ์ที่ปรากฏในชิ้นงาน (appearance) กับในฐานะที่มันเป็นเวลาจริงๆ มันเรียกว่าเป็นการฉีกเวลาออกจากจุดประสานและทำให้เวลาเป็นนิรันดร์ เป็นการปลดปล่อยเวลาอย่างหนึ่ง อธิบายได้อย่างนี้ โดยรูปลักษณ์ที่ปรากฏของตัวงานศิลปะ เมื่อจ้องดูมัน ผู้ชมจะปะทะทันทีว่ามันมีเลเยอร์ มันมีการเคลื่อนไหวของเวลา ของพื้นที่ (space) ขององค์ประกอบต่าง ๆ นานา ขณะเดียวกันมันก็ผูกสัมพันธ์ (engage) ผู้ชมเข้าไปในเวลาจริงๆ ในขณะที่ชิ้นงานศิลปะสะกดเราไว้ สายตาของผู้ชมยังไม่สามารถปรับโฟกัสได้ มนุษย์นั้นมันมีความสงสัยใคร่รู้ในการพยามจะมองหาเหตุผลในสิ่งที่ตนมองเห็น หรือปะติดปะต่อเรื่องเล่า ตามโครงสร้างที่เขาคิดอยู่ในใจ เมื่อเขาต้องใช้เวลาอยู่กับภาพเพื่อพิจารณา ขณะนั้นเขาจึงหลงไปในเวลาทางกายภาพ (physical time) ด้วย ตัวอย่างเช่น ทุกเช้าผมตื่นขึ้นมาพยายามนั่งดูว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไป ผ่านไปสามชั่วโมงโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะเราถูกดูดเข้าไปในเวลาทางกายภาพจริง ๆ จากการเผชิญหน้ากับงานศิลปะ ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นการทำงานของระบบสัญลักษณ์ บนแคนวาส หรือในงาน แต่เพราะว่าตัวชิ้นงานมันทำให้เราผูกสัมพันธ์กับมัน มันทำให้เราอยู่กับเวลา เวลาจึงบินไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ราวกับเราเป็นนักท่องกาลเวลา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เหมือนเวลาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แล้วดูงานที่มันแบบตระการตามากๆ แล้วก็ลืมเวลาไปเลย เป็นโมเมนต์ที่เราพลัดหลงไปในเวลา&nbsp;&nbsp;</strong></h3>



<p>ก็เหมือนเราท่องไปโดยที่ไม่มีจุดหมาย เหมือนเป็นนักท่องเวลา กล่าวคือการที่เราสร้างปฏิสัมพันธ์กับเวลาที่เป็นเวลาทางกายภาพจริง ๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_22.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลงานของคุณดูจะไม่ได้จำกัดอยู่ในรูปแบบของความเป็นมิติระนาบอย่างเดียว แต่ว่ามันออกมาในรูปแบบ (form) ของวัตถุด้วย การทำงานจิตรกรรมและงานประติมากรรมมันต่างหรือว่ามันส่งเสริมกันยังไง</strong></h3>



<p>ยังไม่รู้ ยังไม่รู้ เพราะว่าไอ้ที่มันขยายตัวออกมาเป็นฟอร์มนี่เพิ่งจะเริ่ม&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แสดงว่ารูปแบบของการทำงานมันเป็นผลพวงกับวิธีคิด แนวความคิดมันพัฒนารูปแบบของงาน เหมือนเห็นมิติเพิ่มขึ้นในงานประติมากรรมทดลองที่ทำอยู่นี้ กลายเป็นพื้นที่อันประกอบด้วยมิติ เหมือนผู้ชมเข้าไปอยู่ในพื้นที่งานโดยที่มีงานชิ้นนี้ห่อหุ้มเราอยู่&nbsp;</strong></h3>



<p>ถูกต้อง ลักษณะเดียวกันนี้มันเคยเกิดขึ้นกับผลงานชุดก่อนเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นผลงานชุด Trans-structurity ที่เคยจัดแสดงที่ 338 OIDA Gallery ตอนนั้นผมทำงานด้วยการเขียนชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย ‘โค้ด’ คอนเซปต์มันเป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลนามธรรมของความกลัว โดยจับ ‘ความจริง’ ของ ‘ความกลัว’ ที่ถูกทำให้เป็นภาพปรากฏ ทั้งภาพข่าวสงคราม ภัยธรรมชาติ มาแปลงค่าเพื่อถ่ายทอดความจริงผ่านกระบวนการถอดรหัสทางคณิตศาสตร์ โดยให้ผู้คนบริจาคความรู้สึกของความกลัวผ่านการอัพโหลดลงเว็บไซต์ของเรา (<a href="http://www.thestructureoffear.org/">thestructureoffear.org</a>) จากนั้นจึงดึง source code ออกมา ซึ่งมันเรนเดอร์ขึ้นมาเป็นรูปทรงด้วยการสุ่ม รูปทรงเหล่านั้นมีลักษณะเป็นสองมิติ แล้วมันก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่รูปทรงใดรูปทรงหนึ่ง เพราะข้อมูลมันถูกอัพโหลดใหม่ขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นรูปทรงของงานมันจะไม่เคยเสร็จและไม่มีจุดจบ ตัวซอฟต์แวร์ที่ผู้ช่วยเขียนขึ้นมามีสองตัว ตัวแรกช่วยทรานส์ฟอร์มตัวเลขฐานสอง (binary system)ให้กลายเป็นลายเส้น ตัวที่สองจะเปลี่ยน source code ให้เป็นแผ่นสี จากนั้นถูกพิมพ์แบบดิจิทัลออกมาเป็นสองมิติ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการ engage เวลา เวลาที่เป็นอนันต์ในโลกของเว็บไซต์ แล้วก็ทำให้ความรู้สึกของความกลัวถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปทรง จากความรู้สึกของความกลัวที่มันไม่มีรูปร่าง มันถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปทรงแบบเรขาคณิต&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ซึ่งก็คือลายเส้นเหล่านั้น</strong></h3>



<p>ใช่ เส้นเหล่านั้น ในโครงการเดียวกัน ส่วนที่ถูกพิมพ์ออกมาทั้งเส้นและสี ถูกเอามาทำเป็นประติมากรรมในรูปแบบสามมิติ ด้วยลักษณะของงานประติมากรรม มันสามารถเดินดูโดยรอบด้านได้ เมื่อเดินรอบประติมากรรมแต่ละชิ้นผู้ชมจะเห็นตัวงานเปลี่ยนไปด้วยทั้งสีสัน ความกะพริบ แผ่นสี ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นโคมไฟด้วยเช่นกัน ต่างกันตรงที่โคมไฟนี้จะหมุนรอบตัวเองในขณะที่ผู้ชมเดินรอบมันด้วย มันคือการคลี่จากความเป็นจริงของสองมิติออกมา ให้มันเกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์ในเวลาจริงๆ ที่มันมีเลเยอร์และมิติที่ซับซ้อนจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างภาพแทนหรือภาพลวง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4-683x1024.jpg" alt="" data-id="132593" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=132593" class="wp-image-132593" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5-683x1024.jpg" alt="" data-id="132594" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=132594" class="wp-image-132594" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_5.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กล่าวได้ว่างาน</strong><strong>ประติมากรรมเหมือนเป็นการเผชิญหน้าแบบกลืน (immersive) ตัวเองเข้าไปในงานศิลปะอย่างนี้ไหม</strong></h3>



<p>สิ่งที่มันเกิดบนระนาบพื้นผิวของประติมากรรมชุดใหม่ที่กำลังทำอยู่นี้ เราก็จะเห็นว่ามันมีความเป็นเลเยอร์ ซึ่งก็ไม่น้อยกว่าที่มันอยู่บนผืนผ้าใบเลย และขณะเดียวกันระนาบของชุดสีที่มันลึกเข้าไปมันบิดตัวเอง มันเป็นการซ้อนกันของเลเยอร์สองมิติหลายๆ ชั้น บนรูปทรงสามมิติอีกทีหนึ่ง ขณะเดียวกันตัวงานก็จะเปลี่ยนเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับงานจากการที่เราเดินรอบมัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การมีปฏิสัมพันธ์กับงานดูเหมือนจะเป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งของการชมงานประติมากรรมด้วย</strong></h3>



<p>ตามทฤษฎีดั้งเดิมปัจจัยพื้นฐานในการสร้างประติมากรรมคือ แสง เงา และมวล (mass) รวมไปถึงพื้นที่เชิงบวก (positive space) กับพื้นที่เชิงลบ (negative space) แต่ในงานชุดนี้ประติมากรรมมันมีลักษณะที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือเลเยอร์ของสีที่ซ้อนทับกันบนรูปทรง กลายเป็นเลเยอร์สองมิติที่พลิกแพลงตัวเองตลอดเวลา มากไปกว่านั้นคือแทนที่เราจะเห็นแสงและเงาบนระนาบ ตอนนี้แสงและเงามันพลิกจริงๆ เราจะเห็นแสงและเงาจริง บนแสงและเงาที่มาจากสีของพื้นผิวของประติมากรรม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เราจะเห็นว่างานของคุณที่มันเปลี่ยนและขยำรวมชุดข้อมูลมหาศาลเข้าด้วย ทั้งหมดถูกซ้อนทับกันในเลเยอร์จนมองไม่เห็นว่าเป็นรูปอะไร ราวกับว่ามันเป็นภาพศิลปะแบบนามธรรม&nbsp;</strong></h3>



<p>ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นงานศิลปะแบบนามธรรม ลักษณะของการเหลื่อมซ้อนมันก็ยังคงปรากฏอยู่ในงาน ระหว่างการเป็นรูปธรรมกับนามธรรม เพราะอย่างที่บอกว่างานแต่ละชิ้นที่ทำมันไม่มีภาพร่างเลยแม้มันเริ่มจากไอเดียบางอย่างก่อน วิธีการที่ทำงานมันจึงค่อนข้างช้าแต่ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้เราได้มีเวลาและโอกาสที่จะพัฒนาเลเยอร์ถัดไป ทั้งเรื่องราว และคอนเซปต์บางอย่างที่มันค่อยๆ ถูกผนวก ถมทับลง โดยที่ไม่ได้คิดในตอนเริ่มต้นว่าปลายทางมันเป็นยังไง ซึ่งคอนเซปต์เหล่านี้มันเป็นตัวบ่งบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าต่อไปมันจะเป็นยังไง แต่ก็อย่างที่บอกว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเนี่ยงานมันจะระเบิดออกและเราจะรู้ได้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเริ่มทำงานด้วยกระบวนการนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่</strong></h3>



<p>ก็น่าจะตั้งแต่ตอนที่ทำนิทรรศการกลุ่ม<em> And That Which Was Always Known</em> จัดแสดงที่ Yavuz Gallery เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ส่วนซีรีส์ที่ทำอยู่นี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="629" height="550" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web.jpg" alt="" class="wp-image-132603" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web.jpg 629w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web-300x262.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web-600x525.jpg 600w" sizes="(max-width: 629px) 100vw, 629px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="619" height="550" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-2-web.jpg" alt="" class="wp-image-132607" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-2-web.jpg 619w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-2-web-300x267.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-2-web-600x533.jpg 600w" sizes="(max-width: 619px) 100vw, 619px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="629" height="550" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web-1.jpg" alt="" class="wp-image-132605" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web-1.jpg 629w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web-1-300x262.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/TS-Untitled-1-web-1-600x525.jpg 600w" sizes="(max-width: 629px) 100vw, 629px" /><figcaption>Untitled, 2014-2015, กระดาษ และพิมพ์สีแบบดิจิทัลบนกระดาษ คอลลาจบนไวนิลพิมพ์แบบดิจิทัล <br>ขนาด 175 x 200 ซม</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่างานมันขยับจากช่วงเวลาของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มาสู่ช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับโลกในช่วงสงครามเย็นและปัญหาที่กว้างขึ้นยังไง</strong></h3>



<p>มันเริ่มจากสงครามเย็นที่มันเป็นภาพกว้าง แล้วจึงค่อยๆ ทำให้แคบลงมาเป็นสถานการณ์สงครามเย็นในประเทศไทย พูดในทางปรัชญาก็คือมันยังมีส่วนที่พยายามจะสลายเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่มันเป็นส่วนย่อย (particular) กับสิ่งที่มันเป็นสากล (universal) หรือสิ่งที่มันเป็นมหาภาคกับสิ่งที่มันเป็นจุลภาคน่ะ เช่นเดียวกับส่วนองค์ประกอบและลักษณะของรูปทรงทั้งหลายในผลงานนี้ต่างประกอบจากส่วนย่อย ขณะเดียวกันมันขยายไปสู่ความเป็นสากล</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เหมือนมันทั้งสลายเส้นแบ่งและผสานรวมกันไหม</strong></h3>



<p>มันเป็นทั้งสองอย่าง คือมันสลายจากจุดหนึ่ง มันเหมือนแนวคิดแบบไรโซม (rhizome) คือพอมันสลายจากจุดหนึ่งมันก็ไปรวมกับอีกจุดหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่มันอยู่ตรงกลางคือการเหลื่อมซ้อนกันของคอนเซปต์ที่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ระหว่างสิ่งย่อยกับสิ่งสากล ระหว่างการรวมตัวและการสลายตัว การเหลื่อมซ้อนนี้มันเปิดโอกาสให้สิ่งที่ไม่น่าจะดำรงอยู่ด้วยกันได้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในการทำงานของสัญลักษณ์ก็จะเห็นว่าในงานมันปรากฏทั้งภาพของนรก สวรรค์ จักรวาล โลก ท้องทะเล (หัวเราะ) รวมไปถึงในงานชิ้นย่อยๆ อื่นๆในซีรีส์ที่แตกออกมาอีกที เกี่ยวข้องกับความไม่มีเหตุผล (irrationality) กับความมีเหตุผล (rationality) ความไร้เดียงสากับความรุนแรง ความบริสุทธิ์กับความรุนแรง เป็นต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากนักเคลื่อนไหวมาสู่บทบาทอาจารย์ คุณมักสอนวิชาที่สัมพันธ์กับแนวคิดทั้งวิชาปรัชญาศิลปะ ทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ ทฤษฎีมีเดีย ทฤษฎีทางสังคมวิทยา เป็นต้น หลังจากที่สอนมาอย่างยาวนาน อยากรู้ว่าสำหรับคุณแล้วอะไรคือหลักสำคัญในการศึกษา ประโยชน์ของการเรียนหนังสือในรั้วมหา’ลัยคืออะไร และการเรียนมหาวิทยาลัยยังสำคัญอยู่ไหมในโลกปัจจุบัน&nbsp;</strong></h3>



<p>หน้าที่ของนักศึกษาคือมีอะไรต้องรู้ให้หมด ซึ่งมันเยอะมากๆ ผมคิดว่าเวลาเราสอนวิชาแนวคิดทางทฤษฎีต่างๆ ทั้งหมด ท้ายวิชาจะพูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราเรียนในแนวคิดต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจว่ามนุษย์นั้นคิดได้หลายอย่าง การเรียนแนวคิดก็เพื่อเข้าใจความเป็นคน ง่ายๆ แค่นั้นเอง แล้วเราก็จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เวลาเราไปเจอบทความ ไปเจอบทสนทนา ไปเจอการบรรยาย หรือในชีวิตประจำวันที่เราคุยกับคนอื่น เราจะรู้ว่าคนเหล่านี้เขามีฐานความคิดอะไร แล้วมันจะทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้นว่า อ๋อ คนแบบนี้เขาก็มีฐานความคิดแบบนี้แหละ แล้วเราก็จะรู้สึกว่า ไอ้ความโกรธเกรี้ยวของเราต่อสิ่งที่เราไม่พอใจหรือต่อมนุษย์เนี่ยมันก็จะเบาบางลง เพราะมนุษย์ก็จะมีกลุ่มทางความคิดในแบบที่ต่างกัน ผมจะพูดสรุปให้ฟังอย่างนี้เสมอ การเรียนทฤษฎีไม่ใช่เพื่อที่จะเชี่ยวชาญความสลับซับซ้อนของโลกทางความคิด เพื่อที่จะจำได้ เพื่อที่จะอ้างอิงได้ หรือเพื่อที่จะเอาไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยอย่างเดียว ไม่ใช่เลย เราเรียนทฤษฎีไปเพื่อที่จะเข้าใจมนุษย์</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วเราจะเข้าใจคนที่เห็นต่างทางการเมืองได้ไหม โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า ‘สลิ่ม’&nbsp;</strong></h3>



<p>เข้าใจได้นะ มันมีความความเข้าใจบางอย่างที่บางทีความคิดมันอธิบายไม่ได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เรื่องอะไรที่มันเกินความเข้าใจของเรา มันเหนือสิ่งที่เราจะเอามาจัดลงกล่องของความคิดได้ เพราะมันไม่มีโครงสร้างเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132592" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟังดูเหนือจริง</strong><strong>มาก ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องเราจะอธิบายได้</strong></h3>



<p>ถูกต้อง อย่างเช่นแบบการจับแพะชนแกะเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ก็โอเคถ้าเราจะอธิบายแบบแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern) มันเป็นการสร้างสัมพันธบท (Intertextuality) อะไรอย่างงี้ซึ่งเราก็อธิบายได้นะ แต่ว่ามันคือการพูดเรื่องหนึ่ง ทว่านำไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไรกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มันคือภาวะผิดฝาผิดตัวของคนในสังคม การที่ตรรกะมันผิด พอตรรกะมันเพี้ยน มันก็เลยจับของทุกอย่างผิดหมดเลย เพราะว่ามันไม่มีหลักการของความคิดไหม&nbsp;</strong></h3>



<p>มันก็มีแพตเทิร์นของความคิดแบบนี้เหมือนกัน ที่จะเป็นการปฏิเสธซ้ำซ้อนซ่อนเงื่อน ที่อยู่เหนือโครงสร้างตรรกะปกติ ซึ่งก็พอจะอธิบายได้ในเชิงที่มันเป็นตรรกศาสตร์ แต่อันนี้มันเหนือตรรกศาสตร์อีกนะ ดูได้จากการพูดหรือการสื่อสารของเขามันจะไม่เป็นเหตุเป็นผลรองรับกัน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เหมือนเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ไหม สะกดจิตตัวเองด้วยการพูดย้ำๆ</strong></h3>



<p>โอเคล่ะ ลึกลงไปมันก็เป็นอย่างนั้นน่ะนะ หลอกตัวเองเพราะไม่มีความเคารพในตัวเอง ไม่พยายามที่จะเข้าใจตัวเอง พอหลอกตัวเองได้ก็พยายามหลอกคนอื่นไปเรื่อยๆ มันคือการขาดซึ่งความเคารพตัวเอง ไม่เคารพใคร ในขณะเดียวกันก็หาใครสักคนก็ได้ที่จะเป็นเทวรูปให้เขาเคารพได้ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้เคารพได้หมด กบเหลาดินสอก็เคารพได้ (หัวเราะ)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ราวกับว่า</strong><strong>สังคมไทยมันเป็นโลกแห่งอุดมคติ อุดมคติที่ไม่ว่ายังไงมันก็จะผูกติดของทุกอย่างไว้กับอุดมคติ มันต้องมีบุคคลในอุดมคติ มันจะต้องมีงานศิลปะในอุดมคติ มันจะต้องมีภาพในอุดมคติไปเสียทุกอย่าง</strong></h3>



<p>ตอนนั้นผมไปพูดตอนเปิดตัวหนังสือ <em>ศิลป์สถานะ</em> ของอาจารย์ถนอม ชาภักดี และ WAY แม็กกาซีนได้ถอดความว่าเวลาเราเข้าโรงเรียนศิลปะคือเราต้องละทิ้งความเป็นตัวตนแท้จริงของเรา แล้วเข้าร่วมในชุมชนจินตกรรม (imagined community) จากนั้นก็ตั้งชื่อกันใหม่ แล้วก็อยู่ในโลกศิลปะนั้นน่ะ หรือจะเรียกว่าโลกอุดมคติ มันก็จะมีปัญหาไงว่าอุดมคติเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ยังไง แต่บางคนเขาก็อธิบายว่ามันเป็นสังคมจิตนิยม (idealism) สังคมที่มันอยู่คนละฝั่งกับอริสโตเติล สังคมที่มันไม่ค่อยสนใจเรื่องรูปลักษณ์ที่ปรากฏหรือปรากฏการณ์ คือมันก็อธิบายอย่างนั้นได้ แต่ว่าคำอธิบายปรัชญาสองฝั่งนี้ ฝั่งจิตนิยมกับประจักษ์นิยมมันก็ไม่พอ เพราะมันมีวิญญาณนิยม (animism) มันมีสิ่งเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอีก มันไม่ใช่จิตนิยมแบบเพลโตเท่านั้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-132584" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_27.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เราเห็นว่าทุกวันนี้ศิลปินรุ่นใหม่ทำงานศิลปะกับการเมืองเป็นจำนวนมาก เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์การหยิบยกเอารูปทรงและสัญลักษณ์ต่างๆ มาตีความเพื่อสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองนี้ได้ยังไงบ้าง</strong></h3>



<p>ต้องแยกเป็นสองอย่าง อย่างแรกคือหยิบเอาประเด็นทางการเมืองมาทำงาน อย่างที่สองก็คือรูปอุปลักษณ์ของการเมือง ก็คือระบบสัญลักษณ์ต่างๆ มาทำงาน แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะไม่เป็นการเมืองทางความคิด เพราะมันไม่ได้สร้างข้อถกเถียง คือหมายความว่ามันจะต้องมีการพยายามทะลุป้อมความคิดเดิมๆ แล้วนำไปสู่ข้อเสนอทางความคิดแบบใหม่ มันไม่เกิดการถกเถียง (argument) ไม่เกิดข้อขัดแย้ง เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นศิลปินที่ทำงานเรื่องการเมืองไทยจำนวนมาก ยังติดกับเปลือกอยู่มาก กล่าวคือมีอุปลักษณ์ทางการเมืองในงาน เอาประเด็นต่างๆ ทางการเมืองมาทำงาน แต่ว่ามันไม่สร้างข้อถกเถียง เพราะมันไม่ได้ไปแตะความท้าทายระดับด้านความคิด หรือแม้กระทั่งพวกคอนเซปชวลอาร์ตเอง เพราะมันไม่สร้างข้อถกเถียงใหม่กับอะไรเลยในปัจจุบัน มันก็เป็น -ism (ลัทธิ) หนึ่งของการทำงาน แต่ความร่วมสมัยสากลมันไม่มีลักษณะการสร้างงานตามลัทธิอีกต่อไป</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในภาวะที่ทุกอย่างมันแทบจะไม่มีอะไรใหม่ การสร้างข้อโต้แย้งใหม่นั้นจะใหม่ในแบบไหน&nbsp;</strong></h3>



<p>คำว่า argument มันไม่ได้หมายความว่าข้อโต้แย้งของเรื่องราวที่เราเอามาทำเพียงอย่างเดียว แต่ว่ามันเป็นข้อถกเถียงที่บางครั้งมันยังไม่มีชื่อเรียก หรือบางครั้งเราต้องคิดตามไปกับมัน เพราะว่าบางครั้งมันยังไม่เคลียร์ต่อประสบการณ์ตรงหน้าที่เราเห็น แต่ว่าถ้าเราไปดูงานงานศิลปะการเมือง (political art) เนี่ย มันเคลียร์เลย คือโอเค ทหารเลว เขียนหัวเป็นเหี้ย ซึ่งเราไม่ต้องคิดตามอะไรเลย ทุกอย่างมันบอกอยู่ในนั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราดูงานแล้วมี argument นั่นคือเรามีข้อถกเถียงในใจอยู่ซึ่งเป็นการถกเถียงกับตัวเอง เพราะมันสั่นคลอนความเชื่อถือของเรา ซึ่งเราก็ต้องคอยคิดตามมัน โดยใช้เวลาสักพักหนึ่ง เพราะมันจะยังไม่ชัดเจนในการปะทะครั้งแรก การคิดตามตรงนี้ถ้าคนที่ทำงานกับมันจริงๆ มันก็จะติดหัวเราไป เราถึงค่อยๆ เข้าใจกับมัน หรือบางครั้งมันอาจจะปรากฏคีย์เวิร์ดหรือคำเฉพาะขึ้นมาใหม่ เพื่อจะทำความเข้าใจสิ่งที่ยังไม่เคลียร์ตรงนี้ ในขณะที่งานประเภทที่กางข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตรงหน้า เราไม่ต้องการชื่อเรียกใหม่ให้มันแล้ว มันสามารถเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อได้โดยง่าย โอเคก็ทหารชั่ว โอเคทุนนิยมเลว โอเคผู้ชายเลว โอเคผู้หญิงถูกกระทำ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แต่ในทางกลับกัน ของอย่างนี้มันฟังก์ชั่นในรูปแบบของการเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม</strong></h3>



<p>ถูกต้อง เพราะมันสื่อสารโดยตรงไง เพียงแต่มันก็ยังไม่นำไปสู่ข้อถกเถียงที่มันลึกซึ้งกว่านั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าจริงๆ แล้วศิลปินที่ทำงาน political art ควรจะมุ่งเน้นการสร้าง argument มากขึ้นไหม หรือควรทำสองส่วนไปพร้อมกันด้วย</strong></h3>



<p>คือ argument มันไม่ใช่ข้อถกเถียงของเรื่องเล่า แต่เป็นข้อถกเถียงของความคิด ถ้าเราดูงานแบบ Suprematism หรือศิลปะแบบคอนเซปชวลอาร์ต แบบ Sol LeWitt (1928-2007) ศิลปินอเมริกันผู้บุกเบิกกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะแบบคอนเซปชวลอาร์ต) มันก็ทำให้เรามีข้อโต้แย้งถกเถียงกับบางอย่างที่เราต้องสำรวจหรือพยายามที่จะคลี่มันออกเพื่อเข้าใจมัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="550" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed.jpg" alt="" class="wp-image-132601" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed-300x183.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed-768x469.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed-600x367.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>ภาพถ่ายนิทรรศการ &#8220;0.10 (zero-Ten) The Last Futurist Exhibition of Painting.&#8221; จัดแสดง ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ใน ค.ศ. 1915 ผลงานจิตรกรรม Black Square (ทำเสร็จเมื่อ ค.ศ.&nbsp;1913) ผลงานชิ้นแรกในลัทธิซูพรีมาทิสม์ โดยศิลปิน&nbsp;Kazimir Malevich ถูกแขวนลอยอยู่ตรงมุมห้อง <br>ตามแบบการจัดวางรูปเคารพในบ้านแบบธรรมเนียมดั้งเดิม<br>ของชาวคริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์<br></figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เวลาเราดูงานศิลปะเราต้องตั้งคำถามเวลาดูไหมว่าเรารู้สึกยังไง หรือว่าเราเห็นอะไรจากมัน ค่อยๆ คลี่มันออกมา</strong></h3>



<p>รู้สึกกับมันยังไง หรือแม้กระทั่งมันทำให้เราตรวจทานความรู้สึกของเราด้วยว่ามันคืออะไรวะ แต่ก็ไม่ใช่มั่วๆ พูดตรงๆ นะ ภาษาหยาบๆ แบบเวลาไปดูงานคอนเซปชวลอาร์ตแล้วแม่งแบบ เหี้ยอะไรวะ คือมันไม่ใช่ประสบการณ์แบบนั้น ส่วนใหญ่คนก็จะไปมองหาความหมาย มนุษย์แม่งเป็นสัตว์นรกที่ชอบไปหาความหมาย เห็นอะไรมาวาง ปึ้ก! อะไรวะ มันต้องมีความหมายสักอย่างสิ อะไรแบบนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บางทีเรา</strong><strong>พยายามจะตีความสิ่งที่เห็นจากประสบการณ์ของตัวเอง โดยที่ไม่ได้ก้าวพ้นกรอบของเราออกไป ด้วยหรือเปล่า</strong></h3>



<p>ในขณะที่ผมชอบงานของซูพรีมาทิสม์มาก พอมันปะทะเรา ตัวงานมันทำให้เกิดความคลุมเครือในความเข้าใจ เสร็จแล้วมันนำเราไปสู่คำอธิบายใหม่ของการปฏิวัติที่มันไม่มีจุดสิ้นสุด มันเป็นอนันต์ แล้วตัวรูปแบบงานซูพรีมาทิสม์มันก็แขวนลอยอยู่ในเทศะอากาศที่มันอนันต์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิวัติมันไม่เคยสิ้นสุด ตรงนี้คือความงดงามของสิ่งที่มันกระตุ้นเร้ากับความเข้าใจเรา เพื่อที่จะนำไปสู่อาณาบริเวณใหม่</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าก้าวต่อไปทางการเมืองมันจะไปทางไหน</strong></h3>



<p>ไม่รู้จริงๆ เมื่อวันก่อนก็เพิ่งให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศไป เขาถามว่า ภายใต้ข้อจำกัดเสรีภาพปัจจุบันเนี่ย ศิลปินหมดซึ่งความหวังในเสรีภาพหรือไม่ แล้วอะไรคือบทบาทที่ศิลปินจะธำรงต่อไปได้ ผมตอบไปว่า “ถ้าเราพูดถึงศิลปะแบบนั้นน่ะ เราต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง หนึ่งคือศิลปะในฐานะพื้นที่ที่ถูกจำกัด เราพูดถึงวงการศิลปะ เมื่อเราพูดถึงวงการศิลปะ วงการศิลปะเกี่ยวข้องกับระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เพราะมันเกี่ยวข้องกับผู้คน ตำแหน่งแห่งที่ของผู้คน สถานะทางสังคมของคนที่อยู่ในวงการศิลปะ และเมื่อเราพูดถึงศิลปะในฐานะวงการก็คือพื้นที่ มันเกี่ยวข้องกับการเมือง ถามว่าเมืองไทยมีข้อจำกัดตรงนี้มากไหม มีมากแน่ๆ อันที่สองก็คือ ตัวผลงานศิลปะและตัวกระบวนการสร้างมัน ในฐานะการสร้างงาน การปฏิบัติ ศิลปินและตัวผลงานศิลปะไม่มีข้อจำกัด เพียงแต่ว่าศิลปินเหล่านั้นจะมีพื้นที่ไม่มากนักในการแสดงงาน มันต้องแยกกันแบบนี้ แล้วถามว่าความหวังมันอยู่ที่ไหน ความหวังเราไม่ได้อยู่ที่วงการ ถ้าพูดแบบภาษาฮิปปี้ก็คือ อิสรภาพยังอยู่ในใจเรา แต่ว่าเราไม่มีพื้นที่แค่นั้นแหละ เพียงแต่มันห้ามปรามสิ่งที่เราทำในสตูดิโอไม่ได้ ทว่าว่าเราก็ถ่ายทอดออกไปไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันไม่มีพื้นที่ ทั้งพื้นที่ที่มันเป็นกายภาพ พื้นที่ของระบบวัฒนธรรมของการจัดแสดง และพื้นที่ของโอกาส อะไรต่างๆ นานาอีก เวลาเราพูดถึงพื้นที่ เราไม่ได้พูดถึงพื้นที่ที่มีลักษณะเหมือนกระดาษเอสี่ลอยอยู่ในน้ำ หมายถึงหน่วยของพื้นที่ที่มันยึดโยงกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหน้าที่ของรัฐเผด็จการก็คือการผนวกรวมหรือการทำให้เป็นเอกภาพของพื้นที่ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_29.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หน้าที่ของรัฐเผด็จการหรือหน้าที่ของรัฐ</strong></h3>



<p>หน้าที่ของความคิดแบบเผด็จการแล้วกัน ถ้ารัฐที่เจริญแล้วเขาจะต้องทำให้เกิดภาคส่วนของพื้นที่จำนวนมากเพื่อให้คนมันมีที่ยืนของตัวเอง แล้วมันก็จะนำไปสู่ความคิดเรื่องปรองดองและความเป็นเอกภาพของรัฐชาติ ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้รัฐชาติเผด็จการแค่ไหนก็ตาม คุณผนวกรวมทุกพื้นที่ทางกายภาพให้มันเป็นเอกภาพ ทำงานสอดคล้องตามนโยบายของเผด็จการ แต่มันไม่สามารถที่จะรุกล้ำเข้ามายังเตียงนอนของเรา ห้องน้ำของเรา หรือสตูดิโอของเราได้ มันมีพื้นที่ที่มันเหลื่อมซ้อนกันอยู่ตรงนั้น ในขณะที่ประเทศไทยมันเป็นอย่างนี้ วงการมันคับแคบเพราะมันเกี่ยวข้องกับการเมือง มีพื้นที่ที่คับแคบในเชิงกายภาพ แต่มันก็เกิดพื้นที่ที่มันอยู่ระหว่างรอยแยกอีกจำนวนมาก ทั้งที่ปรากฏตัวอย่างเด่นชัด ซ่อนเงื่อน หรืออย่างเป็นทางการ ก็เกิดหอศิลป์ใหม่ๆ หรือเกิดวิธีการในการส่งสารใหม่ๆ ของศิลปิน อย่างพื้นที่ออนไลน์ และเรายังไม่พูดถึงพื้นที่ที่มันกว้างใหญ่กว่านี้ ก็คือพื้นที่นอกเหนือจากประเทศไทยในเวทีศิลปะนานาชาติ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ อิสรภาพยังอยู่ในใจเรา ถึงแม้ว่าพื้นที่มันจะจำกัด ถามว่าตรงนี้บอกว่าศิลปะมันไม่เกี่ยวกับการเมืองไหม มันเกี่ยว แต่ว่าผลงานศิลปะมันสามารถที่จะโบยบินออกไปจากความไร้อิสรภาพนี้ได้ อย่างผมเนี่ย ไม่มีทางที่จะเป็นศิลปินแห่งชาติ ไม่มีทางที่ใครจะเสนอชื่อกูให้รางวัลศิลปาธร ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีพื้นที่จะแสดงนะ แต่ว่ามันเป็นพื้นที่ของความรู้สึกบางอย่าง หรือพื้นที่ของความคิดบางอย่าง ซึ่งมันขับออกไปตั้งแต่ผมยังไม่ได้ขยับเข้าไปเลยด้วยซ้ำ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก็คือการกีดกันคนเห็นต่างออกไป</strong></h3>



<p>ถูกต้อง พอเราพูดถึงวงการ มันสัมพันธ์กับเรื่องอื่นอีกที่ไม่ใช่แค่ศิลปิน มันสัมพันธ์กับสื่อสิ่งพิมพ์ การสะสมงาน คอลเลกชั่น การวิพากษ์วิจารณ์งาน ไปจนถึงสัมพันธ์กับแหล่งทุน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มันไม่ได้ถูกผลักให้ไปด้วยกันในฐานะที่วงการศิลปะทั้งหมด เพราะไม่มีการสนับสนุน</strong></h3>



<p>มันก็สนับสนุนเฉพาะวงแคบๆ ฉะนั้นมันก็จะเกิดปรากฏการณ์อย่างการคัดเลือกงานของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นั่นคือตัวอย่างของปัญหาของคอนเซปต์เรื่องพื้นที่ในศิลปะภายใต้ข้อจำกัดของการเมืองที่มันเคร่งครัดของเผด็จการ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132590" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ราวกับผลงานของทัศนัยจะบอกเราเป็นนัยๆ ว่า จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความผิดปกติของสังคมที่บิดเบี้ยวนี้ต่อไปไม่ได้ หรือเพิกเฉยราวกับมันไม่เกิดไม่ได้เมื่อปัญหาใหญ่มันมาอยู่ตรงหน้า&nbsp;</p>



<p>เราเลิกนับไปแล้วว่าทัศนัยหมดบุหรี่ไปกี่มวนและจบบทสนทนาในครั้งนี้ด้วยความหวังว่าการถูกกดทับจากสังคมที่ไม่เป็นธรรมนี้จะระเบิดออกในสักวันหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ทัศนัย เศรษฐเสรี จะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2564 นี้ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จังหวัดเชียงใหม่ จากวันนี้ถึงวันเปิดนิทรรศการเราเชื่อว่าจำนวนเลเยอร์บนงานจิตรกรรมคงจะซับซ้อนขึ้นอีกมาก และขอรับรองว่าท่านจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ทางผัสสะจากการชมงานชุดนี้แน่นอน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-132598" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/อ.ทัศนัย_49-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thasnai/">ชีวิต 5,000 ปี ของทัศนัย เศรษฐเสรี | บทสนทนาว่าด้วยศิลปะ ข้อโต้แย้ง และการเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
