<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฆฤณ ถนอมกิตติ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author415/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author415/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 13 Oct 2021 05:08:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>การเดินทางของโต้ง บรรจง จากวันที่เบื่อหนังผีสู่วันที่ได้ทดลองทำสุดทางกับ ‘ร่างทรง’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tong-the-medium/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Oct 2021 05:08:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[End credit]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[นาฮงจิน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[gdh]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังผี]]></category>
		<category><![CDATA[โต้ง บรรจง]]></category>
		<category><![CDATA[โต้ง-บรรจง ปิสัญธนกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างทรง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=148343</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อ 6 ปีที่แล้ว โต้ง–บรรจง ปิสัญธนะกูล พบกับ Na Hong-jin ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่เขาชื่นชอบครั้งแรกในงาน Cinema Diverse ซึ่งจัดขึ้นที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพ ด้วยตารางนัดหมายที่ไม่ลงตัว ในงานเสวนาครั้งนั้นโต้งจึงได้พูดคุยกับนา ฮง-จิน แค่เพียงบนเวที เขาได้ฝากผลงานของตัวเองไว้กับนา ฮง-จิน ก่อนแยกย้ายกัน โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีสิ่งใดตามมา แต่หลังจากนั้น 3 ปี โต้งก็ได้รับข่าวว่านา ฮง-จิน อยากชวนให้มาเป็นผู้กำกับในภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาจะรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ ใช่–ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ ร่างทรง หนังร่วมทุนสร้างระหว่าง GDH และค่ายหนังยักษ์ใหญ่ของเกาหลีอย่าง ShowBox ที่ถล่ม Box Office ที่ประเทศเกาหลีใต้จนกลายเป็นปรากฏการณ์ และหลังจากที่คนไทยรอคอยมานาน ในที่สุดเราก็ได้ข่าวดีว่าร่างทรงจะฉายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ความน่าสนใจคือ นี่เป็นหนังผีเรื่องใหม่ของโต้ง หลังจากที่เขาเบื่อและไม่ดูหนังผีมาพักใหญ่ ร่างทรง ดึงดูดให้โต้งกลับมาทำหนังผีอีกครั้งได้ยังไง? เราติดต่อไปเพื่อสนทนากับโต้งถึงที่มา การค้นคว้าและวิธีคิด พร้อมกับถามคำถามสำคัญถึงบทเรียนที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งล่าสุด ไม่ต้องปิดตาหรือรู้สึกหวั่นๆ ว่าจะเจออะไรน่ากลัว เราขอสปอยล์ล่วงหน้าว่าบทความนี้ไม่มีผีหรือวิญญาณ&#160; มีแต่ประสบการณ์ที่โต้งพร้อมจะบอกเล่าในฐานะของผู้กำกับของหนังที่น่าจับตาที่สุดแห่งปี ฟีดแบ็กต่างประเทศของ ร่างทรง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tong-the-medium/">การเดินทางของโต้ง บรรจง จากวันที่เบื่อหนังผีสู่วันที่ได้ทดลองทำสุดทางกับ ‘ร่างทรง’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อ 6 ปีที่แล้ว <strong><a href="https://adaymagazine.com/30-thoughts-by-tong-banjong">โต้ง–บรรจง ปิสัญธนะกูล</a> </strong>พบกับ <strong>Na Hong-jin</strong> ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่เขาชื่นชอบครั้งแรกในงาน <a href="https://www.youtube.com/watch?v=wNVDKP3bcb4">Cinema Diverse </a>ซึ่งจัดขึ้นที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพ</p>



<p>ด้วยตารางนัดหมายที่ไม่ลงตัว ในงานเสวนาครั้งนั้นโต้งจึงได้พูดคุยกับนา ฮง-จิน แค่เพียงบนเวที เขาได้ฝากผลงานของตัวเองไว้กับนา ฮง-จิน ก่อนแยกย้ายกัน โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีสิ่งใดตามมา</p>



<p>แต่หลังจากนั้น 3 ปี โต้งก็ได้รับข่าวว่านา ฮง-จิน อยากชวนให้มาเป็นผู้กำกับในภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาจะรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์</p>



<p>ใช่–ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ <em>ร่างทรง </em>หนังร่วมทุนสร้างระหว่าง GDH และค่ายหนังยักษ์ใหญ่ของเกาหลีอย่าง ShowBox ที่ถล่ม Box Office ที่ประเทศเกาหลีใต้จนกลายเป็นปรากฏการณ์ และหลังจากที่คนไทยรอคอยมานาน ในที่สุดเราก็ได้ข่าวดีว่าร่างทรงจะฉายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้</p>



<p>ความน่าสนใจคือ นี่เป็นหนังผีเรื่องใหม่ของโต้ง หลังจากที่เขาเบื่อและไม่ดูหนังผีมาพักใหญ่</p>



<p><em>ร่างทรง</em> ดึงดูดให้โต้งกลับมาทำหนังผีอีกครั้งได้ยังไง? เราติดต่อไปเพื่อสนทนากับโต้งถึงที่มา การค้นคว้าและวิธีคิด พร้อมกับถามคำถามสำคัญถึงบทเรียนที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งล่าสุด</p>



<p>ไม่ต้องปิดตาหรือรู้สึกหวั่นๆ ว่าจะเจออะไรน่ากลัว เราขอสปอยล์ล่วงหน้าว่าบทความนี้ไม่มีผีหรือวิญญาณ&nbsp;</p>



<p>มีแต่ประสบการณ์ที่โต้งพร้อมจะบอกเล่าในฐานะของผู้กำกับของหนังที่น่าจับตาที่สุดแห่งปี</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-148344" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0502.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ฟีดแบ็กต่างประเทศของ <em>ร่างทรง</em> ถือว่าดีมาก และในประเทศไทยก็กำลังจะฉายแล้ว ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง</h4>



<p>ด้วยความที่มีโควิดเราเลยรู้สึกค่อนข้างแปลกประหลาดครับ เพราะบรรยากาศมันแปลกมาก&nbsp;</p>



<p>อย่างปกติเวลาหนังเข้าก็ต้องเข้าบ้านเราก่อน ช่วงนั้นจะเป็นตอนที่เราตื่นเต้นมาก ได้เดินสาย ไปแอบดูรีแอ็กชั่นของคนดู แต่พอสถานการณ์เป็นแบบตอนนี้ มันเลยเหมือนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง กลายเป็นว่าเราต้องนั่งอยู่บ้าน กดรีเฟรชดูตาราง Box Office เกาหลี กลายเป็นว่าพอหนังเปิดตัวอันดับหนึ่ง เราถึงขนาดคิดกับตัวเองเลยนะว่า ‘นี่เกิดขึ้นจริงใช่ไหมวะ’ เพราะคนรอบตัวเราไม่มีใครได้ดูเลย ตัวเลขบนอินเทอร์เน็ตนี่คือตัวเลขจริงๆ เหรอ ดังนั้นโดยรวมถือว่ายังตื่นเต้นอยู่นะครับ แต่ยอมรับว่าไม่เท่าเดิม</p>



<h4 class="wp-block-heading">ผิดหวังไหมที่สถานการณ์ออกมาเป็นแบบนี้</h4>



<p>เราว่ามันค่อยๆ ปรับตัวมากกว่าครับ เพราะไม่ใช่ว่าเราเตรียมทุกอย่างมาแล้วพังทลายตอนวันฉาย แต่มันเป็นสถานการณ์ที่เข้ามาเรื่อยๆ ให้ทีมคุยกันว่าในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้ว เราจะยังไงต่อ หนังจะเข้าช่วงไหน เหมือนทำให้เราค่อยๆ ได้ทำใจตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย</p>



<p>และเอาเข้าจริงการที่สุดท้าย <em>ร่างทรง </em>ได้ฟีดแบ็กระดับนี้ในปีนี้ เราว่าหนังถือเป็นผู้รอดชีวิตแล้วนะ ดีใจแล้วล่ะ ต่อจากนี้ก็ลุ้นที่บ้านเราต่อแล้วกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-1024x683.jpg" alt="ร่างทรง" class="wp-image-148346" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0492-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ย้อนกลับไปช่วงก่อนที่เริ่มทำ <em>ร่างทรง</em> คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีช่วงที่เบื่อและไม่ดูหนังผีเลย ทำไมถึงเป็นแบบนั้น</h4>



<p>น่าจะมาจากวงการหนังผีตอนนั้นครับ และอาจเป็นเพราะก่อนหน้านั้นเราเป็นคนทำหนังผีด้วยแหละ พอต้องทำเราก็ดูและสำรวจเยอะจนเข้าใจกลไก ทำให้พอมาเจอยุคที่หนังผีส่วนใหญ่แข่งกันสร้างสรรค์การปรากฏตัวของผี แข่งกันสร้างเรื่องราวและคอนเซปต์ อย่างการให้ผีโผล่ในที่ต่างๆ กลายเป็นว่าเราเริ่มง่วงตอนดูแล้ว ขนาดดูทุกเรื่องที่เขาว่าดัง ได้เงิน น่ากลัว เราก็ง่วงมากถึงขั้นรู้สึกว่านี่ดูอะไรอยู่ เหมือนเราพอเดาได้ไปแล้วว่านี่หนังกำลังจะมาไม้ไหน ทำให้เราเบื่อจนไม่อยากทำหนังผีไปช่วงหนึ่งเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วจุดเปลี่ยนคืออะไรที่ทำให้คุณกลับมาสู่เส้นทางหนังผีอีกครั้ง</h4>



<p>จำไม่ได้ว่าปีไหนนะ แต่ตอนนั้นเริ่มมีหนังผีแนวใหม่ที่ทำให้เรากลับมาตื่นเต้นได้อีกครั้ง เช่น <em>Hereditary</em>, <em>It Follows</em> หรือ <em>The Wailing</em> ของนา ฮง-จิน นี่แหละ เพราะหนังเหล่านี้มีวิธีการสร้างความน่ากลัวและความไม่น่าไว้ใจที่เวิร์กมากโดยไม่ต้องให้ผีโผล่มา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-1024x683.jpg" alt="ร่างทรง" class="wp-image-148347" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0519.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ลงลึกไปที่นา ฮง-จิน หน่อย ทราบมาว่าคุณก็เป็นแฟนผลงานของเขาตั้งแต่ต้น อะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้คุณหลงใหลงานของเขา</h4>



<p>เราว่าสิ่งที่โดดเด่นในงานเขาคือ ‘ความไปสุด’ ในการเป็นหนังระทึกขวัญนะ เขาทำถึงกึ๋นมากและพาหนังไปไกลกว่าที่คนดูคาดไว้เยอะ ทุกนาทีระหว่างทางของหนังก็เข้มข้นมากเสียจนพาเราหลุดเข้าไปอยู่ในโลกนั้นได้ อย่าง <em>The Chaser</em> นี่ตอนเราดูคือใจจะขาดเลย แต่เราว่าเขามาสู่จุดสูงสุดจริงๆ ก็ตอน<em> The Wailing </em>นี่แหละ มันแปลกใหม่มาก มีอะไรที่คาดไม่ถึงโผล่ขึ้นมาให้เราตื่นเต้นตลอด&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">พอได้เจอกันที่ Cinema Diverse คุณรู้สึกยังไงบ้าง เหมือนได้เจอไอดอลอะไรแบบนั้นไหม</h4>



<p>ตื่นเต้นครับ ดีใจ ไม่คิดว่าเขาจะมา แต่โชคไม่ดีที่วันนั้นเรามีงานต่อเลยไม่ได้ไปต่อกับเขา เราเลยเหมือนได้คุยกันแค่บนเวที เสียดายมาก เพราะเรามีคำถามอีกมากเลยที่ไม่ได้ถามเขา แต่ก็โชคดีที่พอได้มาทำงานร่วมกัน เราได้เจอเขาหลายครั้งและได้ถามทุกเรื่องที่เคยสงสัยเลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-1024x683.jpg" alt="ร่างทรง" class="wp-image-148348" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/IMG_0525.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ตอนที่นา ฮง-จิน ติดต่อมาครั้งแรก คุณมองโอกาสนี้เป็นการทำงานร่วมกันหรือการรับช่วงต่อ</h4>



<p>นา ฮง-จิน บอกเราชัดเจนว่าอยากให้เราทำเป็นหนังไทยโดยพัฒนาจากไอเดียเดิมของเขา ในขณะเดียวกันเขาก็เน้นว่าเรามีอิสระ อยากทำอะไรก็ทำเลย เขามีหน้าที่แค่เป็นโปรดิวเซอร์เท่านั้น เราเลยไม่ได้คาดหวังว่านี่คือหนังของใครตั้งแต่แรก และด้วยความเป็นตัวเรา เราก็ทำตามใบสั่งไม่ได้ด้วย ถ้าทำเราก็ต้องหามุมที่เราเห็นภาพและชอบมันจริงๆ ทำให้ช่วงแรกๆ เราต้องรีเสิร์ชเยอะมากๆ เพื่อหาสิ่งที่ชอบในไอเดียนี้และเอาไปใช้ในหนัง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-148349" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/03.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">รีเสิร์ชยังไงบ้าง</h4>



<p>ต้องอธิบายก่อนว่าตอนที่นา ฮง-จิน ส่งไอเดียมาให้เราครั้งแรกเราไม่เข้าใจเลย เพราะลำพังแค่ร่างทรงไทยเราก็ไม่รู้จัก แต่นี่คือไอเดียที่มาจากร่างทรงเกาหลีด้วย เราเลยมองไม่ออกว่าแต่ละซีนต้องถ่ายยังไง เซตติ้งจะเป็นไง มันเป็นหัวข้อที่นั่งเทียนคิดไม่ได้แน่ๆ ดังนั้นเราเลยขอเวลาเขาช่วงหนึ่งในการรีเสิร์ชเกี่ยวกับร่างทรงในไทย</p>



<p>เราเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่าจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ยังไง ซึ่งวิธีการที่คิดได้เร็วๆ คือต้องหาข้อมูลและเจอตัวจริง เราเลยเริ่มศึกษาจากรายการทีวีหรือยูทูบเพื่อหาตัวละคร เริ่มศึกษาวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มีเยอะมากๆ จนไปเจอที่ปรึกษาชั้นดี นั่นคือพี่โปรดิวเซอร์รายการผีคนหนึ่ง</p>



<p>งานตรงนี้ทำให้ทั้งชีวิตเขาเจอร่างทรงมาพันกว่าคน เจอมาทุกรูปแบบ เขาเลยมีประสบการณ์ที่จะไกด์เราว่าร่างทรงภาคเหนือเป็นยังไง อีสานเป็นยังไง คนไหนคือแบบที่เราอยากได้ ซึ่งเราจ้างเขารีเสิร์ชเลยนะ จนได้มาเจอความเชื่อของคนอีสานที่ว่า ‘ผีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง’&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกว่าประเด็นน่าสนใจมาก มันแปลกใหม่ ไม่เคยมีหนังผีเรื่องไหนในโลกที่เล่นประเด็นนี้ และยิ่งไอเดียเดิมเป็นร่างทรงซึ่งคืออะไรบางอย่างที่มาเข้าคนอยู่แล้ว เราเลยคิดว่ามันมีเส้นที่เชื่อมกันอยู่ เราเลยเอาตรงนี้ไปผสมกับไอเดียเดิม พร้อมกับค่อยๆ เดินทางไปเจอร่างทรงตัวจริง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">บรรยากาศการไปเจอร่างทรงตัวจริงเป็นยังไงบ้าง เหมือนในหนังหรือเปล่า</h4>



<p>เราไปเจอหลายแบบครับ แต่การเข้าไปเจอร่างทรงของเราไม่ใช่การให้เขาเข้าทรงให้ดูนะ เพราะเรารู้สึกว่าพอเป็นงานแล้วมันโกหกไม่ได้ ดังนั้นเราจะบอกกับร่างทรงทุกคนตั้งแต่แรกว่านี่คือการมาหาข้อมูลเพื่อไปผลิตเป็นหนังหรือละคร ถ้าไม่สะดวกใจตรงไหนสามารถบอกได้ตลอด ซึ่งน่าแปลกใจว่าแทบทุกคนให้ความร่วมมือดีมาก เราเลยได้ไปเจอทุกรูปแบบของร่างทรงจนเริ่มจับทางได้ว่าตัวเราต้องการอะไร อะไรที่เหมาะกับหนัง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-148351" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/01-1.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">โดยพื้นฐานคุณเชื่อเรื่องนี้ไหม</h4>



<p>ไม่เชื่อครับ ถึงเดินทางไปเจอมาแทบทุกแบบแล้วเราก็ยังไม่เชื่อ แต่เรารู้สึกว่าก็เพราะความเชื่อแบบนี้แหละที่ทำให้เรามองร่างทรงในสายตาของผู้สังเกตการณ์ ซึ่งมันดีต่อหนังนะ เพราะมันทำให้เราเห็นมิติความเชื่อหลากหลายรูปแบบของชาวบ้าน เห็นความเป็นมนุษย์ในวัฒนธรรมเหล่านั้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">การทำหนังในประเด็นที่คุณไม่เชื่อ มันมีจุดที่ต้องบาลานซ์ไหม</h4>



<p>(นิ่งคิด) เรากลับไม่ได้รู้สึกว่ามันมีจุดไหนที่เราต้องตัดสินใจในการบาลานซ์ เพราะ<em> ร่างทรง </em>ไม่ได้พยายามโน้มน้าวว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นเราว่าตลอดทางมันคือการทบทวนมากกว่าว่าสิ่งที่คนเชื่อคืออะไร เราได้ถกคำถามเหล่านี้กับทีมและนา ฮง-จิน ตลอด เพื่อผลักดันหนังเรื่องนี้ให้มันมีประเด็นที่ไปไกลมากกว่าความสยองขวัญ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-148353" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/04-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แม้เป็นเรื่องร่างทรงเหมือนกัน แต่ร่างทรงของไทยกับเกาหลีก็น่าจะแตกต่างกันอยู่ คุณหาตรงกลางหรือประนีประนอมกับนา ฮง-จิน ยังไง</h4>



<p>(นิ่งคิด) เราว่าต่างชาติเขาต้องการความยูนีกนะ เขาต้องการหนังที่จะเกิดขึ้นได้จากคนคนเดียวในโลกเท่านั้น เพราะถ้าสมมติที่เกาหลีหรืออเมริกามีคนทำหนังแบบเราได้ เขาจะมาจ้างเราทำไมล่ะ แสดงว่าในการร่วมงานกันเราต้องดึงตัวเราเข้ามาอยู่ในหนังอยู่แล้ว นำเสนอไปเลยว่าเราเชื่อมั่นในอะไร ดังนั้นในช่วงแรกเราก็ทำหนังให้ยูนีกและเป็นเราที่สุด ตั้งต้นจากความเชื่อและความเข้าใจพื้นฐานของตัวเองก่อน แล้วค่อยไปนำเสนอกับนา ฮง-จิน ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าเขาให้อิสระกับเราตรงนี้เต็มที่ เขาแค่จะคอยทำหน้าที่ตรวจสอบให้ในฐานะคนดูจากบริบทโลกเท่านั้นเอง</p>



<h4 class="wp-block-heading">ตรวจสอบในที่นี้คืออะไรบ้าง</h4>



<p>ตรวจสอบความเข้าใจ เขาจะช่วยประเมินให้ว่าในสายตาของคนดูต่างชาติ ฉากนี้ทำงานกับเขาหรือไม่ ซึ่งถ้าเห็นต่าง เราก็แค่ถกกันเพื่อหาจุดร่วมและทางออก&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นา ฮง-จิน เป็นโปรดิวเซอร์ที่ผลักดันผู้กำกับมากๆ เขาจะช่วยมององค์รวมและคอยบอกให้เรากล้าลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ตั้งแต่เนื้อหาในบท ดนตรีประกอบ ไปจนถึงการคราฟต์ทุกๆ อย่างให้ไปสุดทางของมัน อย่างคอมเมนต์ที่เหวอที่สุดเลยที่เราเจอคือการคอมเมนต์ท่านอนของนักแสดงว่าตามบทแล้วไม่น่านอนท่านี้ เราทึ่งมาก เขาคิดแบบละเอียดจริงๆ ซึ่งกับเคสนั้นเราก็ต้องถ่ายใหม่เลยเพื่อให้ท่านอนเหมาะสม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-1024x683.jpg" alt="ร่างทรง" class="wp-image-148355" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/02-1.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ก่อนหน้านี้คุณให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ‘ตั้งใจให้การทำหนังเกี่ยวกับร่างทรงเรื่องต่อไปเป็นงานยาก’ ทำไมถึงตั้งใจแบบนั้น</h4>



<p>เราว่าความตั้งใจนี้ของเราไม่ใช่แค่กับ <em>ร่างทรง</em> หรอก แต่เวลาเราทำหนังแล้วมี big idea ที่เราคิดว่ามันล้ำค่ามากๆ เรารู้สึกเสมอว่าต้องใช้ให้คุ้ม ยกตัวอย่าง <em>ชัตเตอร์ </em>ที่ big idea คือภาพถ่ายวิญญาณ ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าถ้าจะมีใครทำหนังเกี่ยวกับภาพถ่ายวิญญาณเรื่องต่อมามันต้องยากนะ เพราะเราจะใช้ทุกไอเดียอย่างคุ้มค่าให้ถึงที่สุด เราจะสำรวจทุกอย่างอย่างจริงจังและใช้ประโยชน์จากมัน เพื่อให้หนังของ big idea ต้องเป็นหนังเรื่องนี้เท่านั้น ดังนั้นไม่ได้เกี่ยวกับความดี-ไม่ดี หรือเกี่ยวกับคนอื่นขนาดนั้น มันเป็นแค่ความคิดเพื่อให้ตัวเราเองลงลึกกับไอเดียที่มีมากกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading">ซึ่งกับเรื่องนี้คือทำได้ตามเป้า</h4>



<p>ใช่ครับ และมันเป็นประสบการณ์ที่โคตรคุ้มค่าเลย เป็นเหมือนการลงเรียนครั้งใหญ่ ที่เกิดจากการที่มีคนเอาไอเดียยื่นมาให้ มันท้าทายมากๆ เรายังคิดเลยว่าถ้าไม่มีโอกาสนี้ ชีวิตนี้เราอาจไม่ได้ทำอีกแล้วก็ได้ ดังนั้นสำหรับเราคือมีแต่ได้นะ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-1024x683.jpg" alt="ร่างทรง" class="wp-image-148356" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วถ้าให้สรุป คุณว่าบทเรียนสำคัญที่คุณได้จาก <em>ร่างทรง </em>คืออะไร</h4>



<p>เราว่ามันเป็นเรื่องความกล้าหาญ เพราะก่อนหน้านี้เวลาเราทำงาน ด้วยความที่เราเป็นคนพยายามมากๆ ให้พาณิชย์รวมกับศิลป์อย่างมีชั้นเชิงที่สุด ดังนั้นเราจะมีความกังวลกับงานอยู่เสมอว่าคนหมู่มากจะเข้าใจไหม แต่พอได้มาทำงานใน <em>ร่างทรง </em>นา ฮง-จิน ผลักดันมากๆ ให้เราต้องกล้าและทดลองบางอย่าง ปล่อยให้งานของเราท้าทายคนดูบ้างก็ได้ มันเลยเปลี่ยนมิติการทำงานของเราให้ไปสุดในสิ่งที่ควรไปและเราก็ได้อะไรใหม่ๆ กลับมาด้วย&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tong-the-medium/">การเดินทางของโต้ง บรรจง จากวันที่เบื่อหนังผีสู่วันที่ได้ทดลองทำสุดทางกับ ‘ร่างทรง’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>A Minor History นิทรรศการในความทรงจำกระจ้อยร่อยแต่เปี่ยมความหวังของเจ้ย อภิชาติพงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-minor-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Sep 2021 07:05:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้ย]]></category>
		<category><![CDATA[พี่เจ้ย]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้ย อภิชาติพงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้ย–อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[คนอีสาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=147021</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงหลังล็อกดาวน์ปีที่แล้ว เจ้ย–อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ใช้เวลาว่างในการเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ เลียบน้ำโขง ในแง่หนึ่ง เจ้ยอธิบายว่าการเดินทางครั้งนั้นเหมือนการหยุดพัก เพราะหลังจากถ่ายภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง Memoria มาอย่างยาวนาน การเดินทางกลับบ้านที่ขอนแก่นและไปเยี่ยมป้าเจน–เจนจิรา พงพัศ วิดเนอร์ นักแสดงคู่บุญที่หนองคายจึงเป็นเหมือนการพักผ่อนไปในตัว แต่ในอีกแง่ การเดินทางครั้งนั้นก็พาให้เจ้ยไปพบผู้คนและเรื่องราวตลอดริมน้ำโขง บทสนทนากับคนพื้นที่ระหว่างทางทำให้ผู้กำกับคนนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อบางอย่าง จุดนั้นเองที่จุดประกายให้เจ้ยอยากบอกเล่าเรื่องราวที่เขาพบเจอมา และนิทรรศการ A Minor History I ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย นี่เองที่เป็นผลลัพธ์ A Minor History I ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย คือนิทรรศการที่เจ้ยร่วมงานกับมูลนิธิ 100 ต้นสนเพื่อจัดแสดงผลงานที่ 100 ต้นสน แกลลอรี่ โดยแบ่งการแสดงงานเป็น 2 ภาค ภาคแรกจัดแสดงในวันที่ 19 สิงหาคม &#8211; 14 พฤศจิกายน 2564 และภาคสองในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 &#8211; 27 กุมภาพันธ์ 2565 งานในภาคแรกที่กำลังจัดแสดงอยู่ตอนนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-minor-history/">A Minor History นิทรรศการในความทรงจำกระจ้อยร่อยแต่เปี่ยมความหวังของเจ้ย อภิชาติพงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในช่วงหลังล็อกดาวน์ปีที่แล้ว <strong><a href="https://adaymagazine.com/yesterday-apichatpong">เจ้ย–อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a> </strong>ใช้เวลาว่างในการเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ เลียบน้ำโขง</p>



<p>ในแง่หนึ่ง เจ้ยอธิบายว่าการเดินทางครั้งนั้นเหมือนการหยุดพัก เพราะหลังจากถ่ายภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=PDU6B93ltds">Memoria</a> </em>มาอย่างยาวนาน การเดินทางกลับบ้านที่ขอนแก่นและไปเยี่ยมป้าเจน–เจนจิรา พงพัศ วิดเนอร์ นักแสดงคู่บุญที่หนองคายจึงเป็นเหมือนการพักผ่อนไปในตัว</p>



<p>แต่ในอีกแง่ การเดินทางครั้งนั้นก็พาให้เจ้ยไปพบผู้คนและเรื่องราวตลอดริมน้ำโขง บทสนทนากับคนพื้นที่ระหว่างทางทำให้ผู้กำกับคนนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อบางอย่าง จุดนั้นเองที่จุดประกายให้เจ้ยอยากบอกเล่าเรื่องราวที่เขาพบเจอมา</p>



<p>และนิทรรศการ <em>A Minor History I ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย</em> นี่เองที่เป็นผลลัพธ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-147026" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-08-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p><em>A Minor History I ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย</em> คือนิทรรศการที่เจ้ยร่วมงานกับมูลนิธิ 100 ต้นสนเพื่อจัดแสดงผลงานที่ 100 ต้นสน แกลลอรี่ โดยแบ่งการแสดงงานเป็น 2 ภาค ภาคแรกจัดแสดงในวันที่ 19 สิงหาคม &#8211; 14 พฤศจิกายน 2564 และภาคสองในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 &#8211; 27 กุมภาพันธ์ 2565</p>



<p>งานในภาคแรกที่กำลังจัดแสดงอยู่ตอนนี้ เจ้ยนำเสนอด้วยวิดีโอจัดวาง 3 จอ เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวฟิกชั่นดัดแปลงจากประสบการณ์ที่เจ้ยได้รับผ่านภาพเคลื่อนไหว ประกอบกับได้อัคริศ เฉลิมกัลยาณมิตร คนทำเสียงคู่ใจที่มามิกซ์เสียงให้ และกวีอีสานรุ่นใหม่อย่าง เมฆ’ครึ่งฟ้า ที่มาช่วยแต่งเรื่องและพากษ์เสียง ทำให้นิทรรศการมีชีวิตและเรื่องราวมากขึ้นไปอีก</p>



<p>ความดีงามของนิทรรศการและนัยที่ซ่อนอยู่คืออะไร สิ่งนี้เราอยากชวนทุกคนให้ได้ไปลองสัมผัสเอง แต่เบื้องหลังของนิทรรศการนี้ต่างหากที่เป็นที่มาของบทสนทนาต่อไปนี้</p>



<p>ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อยคืออะไร และถ้ามันเล็กจ้อยทำไมเจ้ยถึงให้ความสำคัญ</p>



<p>นี่คือเรื่องราวที่มาของเจ้ยที่ตอบคำถามนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-147028" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-09-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แรกเริ่มที่เดินทางเรียบน้ำโขง คุณคาดหวังอะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>มันผสมกันระหว่างการพักผ่อนและความต้องการสำรวจบางอย่าง เพราะพอถ่ายทำหนังที่โคลัมเบียมายาวนานเราก็อยากพักและสำหรับเรา พอพูดถึงการพักผ่อนภาพความเป็นอีสานมันก็ปรากฏขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันแรงกระเพื่อมทางการเมืองและความเชื่อในภาคอีสานก็กระตุ้นเราเช่นกัน สุดท้ายพอมันรวมๆ กันเราเลยเลือกออกเดินทาง&nbsp;</p>



<p>พอตั้งต้นแบบนั้น การเดินทางของเราเลยไม่มีกำหนดการหรือวาระมาก เราเปิดรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น โดยใช้ชีวิตปกติ หาโรงแรม หาข้าวกินไปวันๆ ไม่ได้มุ่งหวังว่าต้องการอะไร มันเลยทำให้ได้ซึมซับเรื่องราวในรูปแบบที่ต้องการ ได้เจออะไรที่น่าสนใจโดยที่ไม่ได้คาดคิด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องราวที่ได้รับมาเป็นยังไง</strong></h4>



<p><strong></strong>ในเรื่องแรงกระเพื่อมที่ทำให้เกิดความตื่นรู้ทางการเมืองโดยรวม เราว่าไม่ค่อยเปลี่ยนมาก แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดคือความเชื่อของคนรุ่นใหม่ในภาคอีสานเปลี่ยนไปจากคนรุ่นก่อนเยอะมากแล้ว ซึ่งถ้าคิดกันจริงๆ ก็อาจไม่ใช่แค่อีสานหรอก เราว่ามันหมายถึงประเทศไทยทั้งหมดเลย</p>



<p>หลักๆ คงเป็นเรื่องความกล้าในการถามคำถามที่คนรุ่นก่อนไม่เคยกล้าถาม มันเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาไม่เหมือนคนรุ่นก่อนอีกแล้วที่ก้มหน้าเชื่อบางอย่างโดยไม่ตั้งข้อสงสัย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-147030" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-04-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเท็จจริงตรงนี้ส่งผลยังไงกับคุณ</strong></h4>



<p>ที่แน่ๆ เลยคือความหวัง การได้ฟังและได้รับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นมันทำให้ความหวังของเรากลับมา จากที่เคยไม่มีความหวังในพื้นที่ที่เรียกว่าสยามแล้ว แต่พอได้เห็นสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราคิดว่าหลายๆ อย่างยังคงเป็นไปได้ในประเทศนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-1024x1024.jpg" alt="a minor history" class="wp-image-147032" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-02-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องราวที่ได้ฟังและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคุณกลายเป็นนิทรรศการได้ยังไง</strong></h4>



<p><strong></strong>สิ่งที่จุดประกายคงเป็นเหตุการณ์ที่เราไปบังเอิญเจอน้องคนหนึ่งที่จังหวัดมุกดาหาร เขาทำหน้าที่กู้ศพในแม่น้ำโขง เราได้คุยกับเขาจนได้รู้ว่าจนถึงปัจจุบันศพที่เขากู้ขึ้นมาก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นใคร เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่หายตัวไปหรือเปล่า เหมือนเรื่องราวของน้องเขาเป็นตัวแทนของความคลุมเครือทางการเมืองในประเทศนี้ มันกระทบเราจนทำให้เกิดความอยากเล่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กระทบยังไง</strong></h4>



<p><strong></strong>มันทำให้เราหลงใหล มันตอกย้ำให้เราคิดว่าการอยู่ในประเทศนี้คนจะต้องมีจินตนาการมากๆ เราถูกปลูกฝังให้เป็นแบบนั้นเพราะประเทศเรามีแต่ความไม่ตรงและภาครัฐที่ไม่โปร่งใส มันมีแต่อะไรที่ผิดเพี้ยน ดังนั้นในมุมมองเรา ถ้าเกิดในประเทศไทย วิถีชีวิตจะบังคับให้ทำอะไรที่ไม่ตรงอยู่แล้ว ต้องทำอะไรที่อาศัยจินตนาการตลอด ซึ่งมันก็พอดีกับงานต่างๆ ที่เราทำที่เป็นงานที่ต้องใช้จินตนาการเหมือนกัน เราเลยสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ</p>



<p>เรานำประเด็นนี้มารวมกับอีกหลายอย่างที่สังเกตได้จากการเดินทาง เช่น ความเชื่อในเรื่องพญานาคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในหมู่คนรุ่นใหม่ การค้นพบโรงหนังเก่าที่กาฬสินธุ์ที่ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศในภาพยนตร์สมัยก่อน หรือการได้เจอศิลปินกวีรุ่นใหม่อย่างเมฆ’ ครึ่งฟ้า ทุกอย่างมันผสมปนเปจนเกิดเป็นไอเดียนิทรรศการภาพเคลื่อนไหวแบบฟิกชั่นแบบที่เห็นตอนนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-1024x1024.jpg" alt="a minor history" class="wp-image-147034" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-05-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-1024x1024.jpg" alt="a minor history" class="wp-image-147036" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-12-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงตั้งชื่อมันว่า </strong><strong><em>A Minor History I ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย</em></strong></h4>



<p><strong><em></em></strong>เพราะเอาเข้าจริงเรื่องราวและความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนที่เราเจอมา มันเป็นความทรงจำเล็กๆ เท่านั้นถ้าเทียบกับประเทศนี้ เดี๋ยวมันก็จะหายไป เหมือนกับนิทรรศการนี้ที่เป็นนิทรรศการเล็กๆ ที่เดี๋ยวมันก็จะหายไปเช่นกัน ตรงกันข้ามกับรัฐที่มีเครื่องมือในการสร้างประวัติศาสตร์ในแบบของเขาที่อยากให้คนรับรู้ได้เป็นวงกว้าง ผ่านภาษีของพวกเราเอง</p>



<p>ดังนั้นในแง่หนึ่งนี่จึงเป็นการที่แต่ละฝ่ายต่างทำหน้าที่เล่าประวัติศาสตร์ในแบบที่ตัวเองเชื่อ เพียงแต่เมื่อเทียบกันสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องเล็กมากๆ เราเลยตั้งชื่อแบบนั้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-1024x1024.jpg" alt="a minor history" class="wp-image-147040" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-03-2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-1024x1024.jpg" alt="a minor history" class="wp-image-147042" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-01-2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในขณะที่คุณทำงานนี้และเห็นความหวังในตัวคนรุ่นใหม่มากขึ้นผ่านการเดินทาง รัฐเองก็ปิดกั้นมากขึ้นเช่นกัน เช่น การปลดศิลปินแห่งชาติที่แสดงออกทางการเมือง คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้</strong></h4>



<p><strong></strong>ส่วนหนึ่งเราพูดไปแล้วในจดหมายเปิดผนึกที่เขียนถึงคนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าถามว่ามันกระทบกับความหวังที่มีมาก่อนหน้านี้ไหม มันไม่ได้กระทบขนาดนั้น เรายังคงมีหวังอยู่นะ&nbsp;</p>



<p>เราได้ไปเห็นจริงๆ ว่าเวทีในจินตนาการของคนรุ่นใหม่ได้เปิดขึ้นแล้ว ดังนั้นเราว่าสิ่งที่สังคมต้องการในลำดับถัดไปคือเวทีจริงๆ มากกว่า ซึ่งถึงแม้มันยังขาดเพราะคนที่มีอำนาจไล่ปิดปากคนแบบทุกวันนี้ แต่เราก็มองอีกมุมว่านั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสถาบันทหารไม่ควรยุ่งเรื่องการเมือง และอำนาจในมือเขาก็เปราะบางมากขึ้นทุกที</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-1024x1024.jpg" alt="a minor history" class="wp-image-147043" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/นิทรรศการพี่เจ้ย-15-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่างานของคุณถ่ายทอดเรื่องราวในฐานะผู้เฝ้ามอง กับสถานการณ์ในตอนนี้คุณยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม</strong></h4>



<p>ยังคิดแบบนั้นอยู่ คือถ้าพูดถึงตัวเราเอง ในปัจจุบันเราก็กล้าบอกว่าตัวเองไม่เห็นด้วยกับฝ่ายอนุรักษนิยม แต่พอเป็นงานที่ต้องทำหน้าที่สื่อสารกับคนอื่น โดยส่วนตัวเรายังเชื่อเสมอในวิธีการนำเสนอในฐานะผู้เฝ้ามองเพราะเราเชื่อว่ามันจะทำให้คนดูมีเสรีภาพในการนำไปคิดต่อเองได้ ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่จุดไหน คุณสามารถดูงานเราได้ เราจะไม่มีการชี้หรือขีดเส้นใต้ว่าคุณควรจะคิดแบบไหน กับหนังเราก็เช่นกัน และกับงานนิทรรศการนี้ก็เช่นกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แปลว่าถ้าประยุทธ์มาดูงานนิทรรศการคุณ คุณก็ไม่ได้ติดอะไร</strong></h4>



<p>ไม่เลย เพราะสำหรับเรา ประยุทธ์ก็เป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง และการที่งานของเราจะสะกิดเขา นั่นก็เพราะเรามีเสรีภาพที่จะทำแบบนั้น (นิ่งคิดนาน) แต่คิดดูแล้วงานเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ใครมาดูขนาดนั้นหรอก ดังนั้นเรายังไงก็ได้ มาดูก็ได้ ไม่มาก็ได้ ถ้าคุณชอบก็มา ไม่ถูกจริตก็ไม่เป็นไร</p>



<p>มันไม่ใช่ว่าคุณต้องมาเพราะงานนี้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับคุณ เพราะในฐานะคนทำ เราก็ทำเพราะนี่เป็นเรื่องที่เราคิดว่าต้องพูด เป็นงานที่เราอยากทำเท่าที่ทำได้ก็แค่นั้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แต่ดูแล้วเขาไม่น่าจะมาแน่เลย</strong></h4>



<p>(หัวเราะ) ก็แล้วแต่เขาละกัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>เนื่องด้วยมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19 สำหรับใครที่สนใจเยี่ยมชมนิทรรศการ สามารถติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเข้าชมงาน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 09 8789 6100 อีเมล hello@100tonsonfoundation.org และไลน์ 100tonsonfoundation</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-minor-history/">A Minor History นิทรรศการในความทรงจำกระจ้อยร่อยแต่เปี่ยมความหวังของเจ้ย อภิชาติพงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Stardew Valley เกมทำฟาร์มจากต้นทุน 0 ดอลลาร์สหรัฐสู่วันที่ทำยอดขายได้กว่า 34 ล้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/stardew-valley/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2021 11:12:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[GAME CHANGER]]></category>
		<category><![CDATA[Eric Barone]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[แข่งเกม]]></category>
		<category><![CDATA[เกมเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เกมพีซี]]></category>
		<category><![CDATA[Game Changer]]></category>
		<category><![CDATA[เกมทำฟาร์ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144193</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับใครที่คุ้นเคยกับวงการเกม เราคงไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าการทำเกมขึ้นมาสักเกมหนึ่งต้องใช้ทรัพยากรและเวลามากมายขนาดไหน แต่ถ้าใครที่ไม่คุ้น เราอาจพอยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้บ้างผ่านเกมดัง เช่น Cyberpunk 2077&#160;เกมที่เกมเมอร์หลายคนตั้งตารอคอยในปี 2020 ที่ใช้เวลาสร้างถึง 8 ปี ภายใต้งบประมาณในการผลิตกว่า 316 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำยอดขายไปประมาณ 10 ล้านชุด หรือเกมอายุ 7 ปีอย่าง Grand Theft Auto V ที่ใช้เวลาสร้าง 5 ปี ภายใต้งบประมาณในการผลิตกว่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำยอดขายไปประมาณ 150 ล้านชุด นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วยังมีเกมอีกมากที่เป็นหลักฐานว่ากว่าจะได้เกมดีๆ สักเกมต้องใช้ทรัพยากรมากมายขนาดไหน เว็บไซต์เกมชื่อดังระดับโลกอย่าง PC Gamer ก็เคยอธิบายสาเหตุของเรื่องนี้ไว้ว่า พองานเกมต้องเกี่ยวข้องกับกราฟิกคุณภาพสูง บริษัททำเกมจึงต้องแบกค่าจ้างพนักงานที่สูงตามทั้งในแง่ของฝีมือและจำนวน&#160; ดังนั้นยิ่งเกมพัฒนาโดยใช้เวลามากเท่าไหร่ ต้นทุนการผลิตก็จะยิ่งคูณไปมากเท่านั้น และเมื่อรวมกับงบโปรดักชั่นและการตลาดอื่นๆ จึงไม่แปลกเลยที่เกมที่ขายได้ในระดับเกินสิบล้านชุดจะแลกมาด้วยต้นทุนระดับเกินร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ท่ามกลางเม็ดเงินที่สะพัดขนาดนั้น ในปี 2016 กลับมีเกมหนึ่งที่ปล่อยออกมาวางขายและสร้างปรากฏการณ์จนเป็นที่พูดถึงทั่วโลก เพราะนี่คือเกมที่เว็บไซต์ GameRevolution ประเมินไว้ว่าถ้าถูกผลิตโดยวิธีปกติน่าจะใช้งบประมาณกว่า 20-25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/stardew-valley/">Stardew Valley เกมทำฟาร์มจากต้นทุน 0 ดอลลาร์สหรัฐสู่วันที่ทำยอดขายได้กว่า 34 ล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำหรับใครที่คุ้นเคยกับ<a href="https://adaymagazine.com/category/creative/design/game-changer/">วงการเกม</a> เราคงไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าการทำเกมขึ้นมาสักเกมหนึ่งต้องใช้ทรัพยากรและเวลามากมายขนาดไหน</p>



<p>แต่ถ้าใครที่ไม่คุ้น เราอาจพอยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้บ้างผ่านเกมดัง เช่น Cyberpunk 2077&nbsp;เกมที่เกมเมอร์หลายคนตั้งตารอคอยในปี 2020 ที่ใช้เวลาสร้างถึง 8 ปี ภายใต้งบประมาณในการผลิตกว่า 316 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำยอดขายไปประมาณ 10 ล้านชุด</p>



<p>หรือเกมอายุ 7 ปีอย่าง Grand Theft Auto V ที่ใช้เวลาสร้าง 5 ปี ภายใต้งบประมาณในการผลิตกว่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำยอดขายไปประมาณ 150 ล้านชุด</p>



<p>นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วยังมีเกมอีกมากที่เป็นหลักฐานว่ากว่าจะได้เกมดีๆ สักเกมต้องใช้ทรัพยากรมากมายขนาดไหน เว็บไซต์เกมชื่อดังระดับโลกอย่าง PC Gamer ก็เคยอธิบายสาเหตุของเรื่องนี้ไว้ว่า พองานเกมต้องเกี่ยวข้องกับกราฟิกคุณภาพสูง บริษัททำเกมจึงต้องแบกค่าจ้างพนักงานที่สูงตามทั้งในแง่ของฝีมือและจำนวน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นยิ่งเกมพัฒนาโดยใช้เวลามากเท่าไหร่ ต้นทุนการผลิตก็จะยิ่งคูณไปมากเท่านั้น และเมื่อรวมกับงบโปรดักชั่นและการตลาดอื่นๆ จึงไม่แปลกเลยที่เกมที่ขายได้ในระดับเกินสิบล้านชุดจะแลกมาด้วยต้นทุนระดับเกินร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-144243" width="768" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_stardew-1.jpg 1800w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<p>แต่ท่ามกลางเม็ดเงินที่สะพัดขนาดนั้น ในปี 2016 กลับมีเกมหนึ่งที่ปล่อยออกมาวางขายและสร้างปรากฏการณ์จนเป็นที่พูดถึงทั่วโลก</p>



<p>เพราะนี่คือเกมที่เว็บไซต์ GameRevolution ประเมินไว้ว่าถ้าถูกผลิตโดยวิธีปกติน่าจะใช้งบประมาณกว่า 20-25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในความเป็นจริงเกมเกมนี้กลับใช้ต้นทุนทั้งหมดเท่ากับศูนย์</p>



<p>ใช่แล้ว ศูนย์ที่แปลว่าไม่เสียเงินสักดอลลาร์เดียว</p>



<p>เพราะนี่คือ <strong>Stardew Valley</strong> เกมทำฟาร์ม 8 บิตจากผู้สร้างเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 10 ล้านชุด</p>



<p>และบรรทัดต่อจากนี้คือเรื่องราวทั้งหมดของเกมที่เปลี่ยนแปลงความเป็นไปได้ในวงการไปตลอดกาล</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-8-1024x832.jpg" alt="" class="wp-image-144242" width="768" height="624" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-8-1024x832.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-8-300x244.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-8-768x624.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-8-600x488.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-8.jpg 1280w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากฟาร์มจริงสู่การเริ่มต้น</strong></h3>



<p>ในวัยเด็ก กิจกรรมยามว่างของ <a href="https://www.stardewvalley.net/">Eric Barone</a> คือการเล่นเกม</p>



<p>ด้วยความที่เติบโตในเมืองชนบทอย่างออเบิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ค่อยมีสิ่งบันเทิงใจเท่าไหร่นัก เมื่อผสมกับประสบการณ์การถูกบูลลี่ เด็กชายเอริกจึงเลือกใช้เวลาว่างของตัวเองหันหน้าเข้าสู่เครื่องเล่นเกมคอนโซลมากกว่าการออกไปเล่นกับเพื่อน</p>



<p>ในจอสี่เหลี่ยมนั้น ความเหงาของเขาถูกเยียวยาด้วยเกมหลายเกม แต่ที่เอริกหลงรักมากที่สุดคือเกมในซีรีส์ Harvest Moon โดยเฉพาะภาค<em> </em>Back to Nature<em> </em>หรือเกมที่ทำให้เกมเมอร์ชาวไทยหลายคนเรียกว่า ‘เกมปลูกผัก’</p>



<p>นี่คือเกมที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เป็นเจ้าของฟาร์มและสามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่างตั้งแต่การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เข้าเหมืองขุดแร่ หรือจีบคนอื่น ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นเสน่ห์ให้ Harvest Moon: Back to Nature ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และยังเป็นสิ่งที่ทำให้เอริกหลงรักเกมแนวนี้ตั้งแต่นั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/maxresdefault-1024x576.jpeg" alt="" class="wp-image-144244" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/maxresdefault-1024x576.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/maxresdefault-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/maxresdefault-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/maxresdefault-600x338.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/maxresdefault.jpeg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แต่เมื่อโตขึ้น เขาเองก็เหมือนเด็กคนอื่นที่จัดเกมให้เป็นกิจกรรมที่ทำในเวลาพักผ่อน ไม่ได้อยากพัฒนาให้เป็นอาชีพ เขาจึงศึกษาต่อทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ University of Washington Tacoma ก่อนจบการศึกษาและพยายามยื่นสมัครงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง</p>



<p>แต่กลายเป็นว่าหนึ่งที่ก็แล้ว สองที่ก็แล้ว สิบที่ก็แล้ว ไม่มีที่ไหนรับนักศึกษาจบใหม่อย่างเขาเข้าทำงานเลย</p>



<p>“หลังจากโดนปฏิเสธหลายครั้ง ผมเลยคิดกับตัวเองว่านี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า และผมสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม” เอริกให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บไซต์ PC Gamer ถึงช่วงเวลานั้น</p>



<p>“จากตรงนั้นเองที่ผมได้คำตอบว่าผมคงต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมที่มากกว่านี้ แต่จะทำอะไรดีล่ะ ผมเลยนึกย้อนกลับไปว่าในเมื่อผมชอบเล่นเกมมาตลอดและชอบทำดนตรีด้วย ผมน่าจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ ผมจึงตัดสินใจว่าในระหว่างที่ไม่มีงานทำนี้ ผมจะลองทำเกมของตัวเองดู แต่ก็เพื่อการฝึกทักษะเท่านั้น ไม่ได้มองว่าตัวเองจะเป็นผู้พัฒนาเกมเลย”</p>



<p>&nbsp;แต่ใครจะคิดล่ะ ว่าก้าวแรกของเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากจุดนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1-1024x576.jpeg" alt="" class="wp-image-144246" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1-1024x576.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1-1536x864.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1-600x338.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3284a2f1-08b2-4cbb-8561-3ece2065f497_1920x1080-1.jpeg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากฟาร์มฝันสู่อุปสรรค</strong></h3>



<p>“ผมชอบ Harvest Moon มาก แต่หลังจากภาค Back to Nature ก็ไม่มีภาคไหนที่ผมชอบเท่าเดิม มันเลยเป็นเหมือนแรงผลักดันให้ผมลองทำเกมแบบที่ตัวเองชอบโดยเอาสิ่งที่ไม่ชอบออกไป”</p>



<p>นี่คือไอเดียข้างต้นของเอริก จากจุดนั้นเขาลองร่างความคิดออกมาโดยใช้ Harvest Moon เป็นแกนกลาง ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออก แล้วเติมสิ่งที่เขาชอบจากเกมอื่นๆ อย่าง Minecraft, Terraria และ Rune Factory ลงไป รวมถึงองค์ประกอบของชนบทที่เขาเติบโตมาและมุมมองของเขาที่มีต่อสังคมเมือง&nbsp;</p>



<p>กลายเป็นว่าเมื่อยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสนุก ยิ่งลองวางแผน โปรเจกต์นี้ก็ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกินกว่าจะเป็นแค่การฝึกเขียนโปรแกรมแล้ว</p>



<p>และที่สำคัญคือเขาได้เจอความมหัศจรรย์บางอย่างที่อาชีพผู้พัฒนาเกมมอบให้ โดยยึดตามคำสัมภาษณ์ที่เขาเคยเล่าไว้ในเว็บไซต์ Matador Review ว่า</p>



<p>“ข้อดีที่สุดของงานนี้คือการที่ผมจะได้สร้างสรรค์ทุกอย่างในจินตนาการออกมาอย่างที่ต้องการ และผมก็ไม่ต้องคอยกังวลด้วยว่าไอเดียจะไปขัดแย้งกับความคิดของใคร ดังนั้นในแรกเริ่มมันจึงสนุกมากที่จะได้ทำอะไรบางอย่างออกมาแล้วมีความเป็นผมอยู่ในนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-144248" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-9.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ในปี 2012 หลังจากที่ลองร่างไอเดียออกมาจนเป็นรูปเป็นร่างและไกลกว่าการฝึกทักษะเขียนโปรแกรม เขาตัดสินใจวัดดวงกับโปรเจกต์นี้โดยการไปทำงานเป็นเด็กเดินตั๋วในโรงหนังเพื่อประทังชีวิต ส่วนเวลาที่เหลือกว่า 10 ชั่วโมงต่อวันเขาเลือกทุ่มให้กับการพัฒนาเกมในฝันของเขาอย่างเต็มที่</p>



<p>แม้จะมีพื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมและทำเพลงอยู่บ้าง แต่การสร้างเกมทั้งเกมต้องใช้ทักษะมากกว่านั้น นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้เขาเจอปัญหาใหญ่ตั้งแต่ขั้นตอนแรก แต่มันก็เป็นเส้นทางที่ทำให้เขาไปต่อได้เช่นกัน</p>



<p>“หลายๆ อย่างในเกมเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อน และประสบการณ์การเขียนโค้ดของผมก็น้อยมาก ทำให้ร่างแรกของทุกอย่างในเกมที่ออกมามันเลวร้ายสุดๆ ผมต้องรื้อทำใหม่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ในทุกครั้งที่ทำใหม่ ทักษะของผมก็เพิ่มขึ้นทุกครั้ง และเมื่อทักษะเพิ่มผมก็เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างเกม จนสุดท้ายโปรเจกต์ผมมันก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นตาม</p>



<p>“ช่วงเวลานั้นเลยถือเป็นช่วงที่หนักมาก ผมไม่เคยนับหรอกว่าตัวเองลงแรงไปกี่พันชั่วโมง แต่ผมมั่นใจว่ามันโคตรเยอะ ถึงจะมีบ้างที่ท้อแต่ผมก็จะบอกตัวเองให้พยายามตะลุยทำไปอยู่อย่างนั้น ถ้างานออกมาไม่ดีผมก็จะรื้อทำใหม่จนกว่าจะดี มันเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”</p>



<p>เขาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ gq ว่าวัฏจักรนี้เกิดขึ้นหลายวัน หลายเดือน จนเป็นหลักปี จากแผนตอนแรกที่จะทำให้เสร็จในหนึ่งปีก็กลายเป็นว่าเขาปล่อยเกมวางขายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016&nbsp;</p>



<p>รวมเวลาแล้วกว่า 4 ปีที่เขาต้องพยายามอยู่คนเดียวแบบนั้นโดยไม่ได้รับรางวัลหรือคำชมใดๆ ตอบแทนเลย</p>



<p>ก่อนความคิดและหยาดเหงื่อทั้งหมดจะออกดอกออกผลในชื่อ Stardew Valley</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Multiplayer_Screenshot2-1-1.png" alt="Stardew Valley" class="wp-image-144250" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Multiplayer_Screenshot2-1-1.png 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Multiplayer_Screenshot2-1-1-300x169.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Multiplayer_Screenshot2-1-1-768x432.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Multiplayer_Screenshot2-1-1-600x338.png 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากฟาร์มสำเร็จสู่ความต่อเนื่อง</strong></h3>



<p>Stardew Valley คือเกมทำฟาร์มในภาพพิกเซล 8 บิตที่เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของผู้เล่นที่รับบทเป็นพนักงานออฟฟิศที่แสนเบื่อหน่ายกับชีวิตประจำวัน จนวันหนึ่งได้เจอกับจุดเปลี่ยนคือการได้รับช่วงดูแลฟาร์มจากคุณปู่ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป</p>



<p>ผู้เล่นจะเริ่มต้นจากวันแรกที่เดินทางมาถึงฟาร์มแห่งนี้ พร้อมคำแนะนำจากผู้พัฒนาที่มีให้เพียงน้อยนิด สิ่งที่ผู้เล่นเห็นจะมีแค่พื้นที่รกร้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้และก้อนหิน และเมืองชนบทที่เต็มไปด้วยผู้คนให้เราไปปฏิสัมพันธ์ ชายหาดให้เราตกปลา เหมืองให้เราลงไปขุดแร่ และพื้นที่รกร้างส่วนอื่นๆ ที่อาจมีไอเทมซ่อนอยู่ โดยผู้เล่นจะทำอะไรก็ได้แล้วแต่ใจอยาก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-8-1024x576.jpg" alt="Stardew Valley" class="wp-image-144251" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-8-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-8-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-8-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-8-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-8.jpg 1366w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ระหว่างเกมอาจจะมีการไกด์บ้าง เช่น การให้ผู้เล่นลองสร้างโรงเลี้ยงสัตว์หรือการให้ผู้เล่นลองนำของขวัญไปให้ตัวละครอื่น แต่สิ่งที่มากำหนดเหล่านี้มีน้อยมาก อิสระคือสิ่งที่เกมมีให้ ผู้เล่นสามารถเล่นได้โดยเน้นแนวทางไหนก็ได้ โดยที่ในแต่ละทางก็จะมีข้อดี-ข้อเสียที่สามารถนำมาพัฒนาตัวละครได้ต่างกัน ที่สำคัญคือไม่ว่าจะทางไหน คอนเทนต์ในแต่ละส่วนของเกมก็มีอยู่แน่นเอี้ยด&nbsp;</p>



<p>จะเน้นปลูกผักเหรอ ได้ เกมมีระบบพืชพันธุ์ตามฤดูกาล มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในฟาร์ม และมีระบบสภาพอากาศให้คุณ</p>



<p>จะเน้นลงเหมืองขุดแร่เหรอ ได้ เกมมีระบบตีหินเพื่อเก็บแร่ มีมอนสเตอร์ในเหมืองแต่ละชั้น และมีการนำแร่มาพัฒนาอุปกรณ์อื่นๆ ให้คุณ</p>



<p>จะเน้นการปฏิสัมพันธ์กับคนเหรอ ได้ เกมมีระบบความชอบ มีของขวัญที่แต่ละตัวละครถูกใจ หรือมีแม้กระทั่งระบบคู่รักและการมีลูกให้คุณ</p>



<p>หรือเมื่อเริ่มคล่องและเล่นเก่งขึ้นแล้ว คุณก็สามารถทำทุกอย่างที่กล่าวมาได้และค้นหาความลับภายในเกมต่อ เพราะเนื้อหาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่องหลักยังมีอีกมากเกินกว่าจะเล่าทั้งหมดไหว</p>



<p>ซึ่งทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ Stardew Valley ไม่ใช่ ‘แค่เกมเกมหนึ่งที่พิเศษเพราะเกิดจากผู้สร้างเพียงคนเดียว’ แต่มันคือเกมชั้นดีที่มีระบบการเล่นชั้นยอดให้ผู้เล่นติดพันจนรู้ตัวอีกทีก็หมดเวลาไปกว่าร้อยชั่วโมง และทำยอดขายได้เกือบหนึ่งล้านชุดตั้งแต่สัปดาห์แรก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-10-1024x576.jpg" alt="Stardew Valley" class="wp-image-144253" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-10-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-10-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-10-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-10-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-10.jpg 1366w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“ช่วงแรกที่ปล่อยเกมออกมาผมแพนิกมาก ผมไล่แก้ข้อผิดพลาดในเกมจนแทบไม่ได้นอน เป็นช่วงเวลาที่เครียดนะ แต่มันก็มีความสุขมากเช่นกัน” เอริกให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงปีแรกที่เกมออกวางจำหน่าย รวมถึงให้ทัศนะไว้ด้วยว่าทำไมเกมที่เป็นส่วนตัวกับเขาขนาดนั้นถึงออกมาสำเร็จขนาดนี้</p>



<p>“สำหรับผมแล้ว นี่คือเกมที่ไปไกลมากกว่าเกม พอผมใส่ความจริงของตัวเองลงไปมันเลยแสดงออกถึงความจริงบางอย่างในชีวิตด้วย เพราะบ่อยครั้งที่เมื่อมีปัญหาในชีวิต ผู้คนก็จะอยากหลีกหนีความจริงโดยอาศัยเกม แต่พอมีเกมที่สามารถทำให้ผู้เล่นสามารถหลีกหนีความจริงไปพร้อมๆ กับสะท้อนภาพความเป็นมนุษย์ของผู้คนได้ ผู้เล่นเลยรู้สึกว่ามันเป็นมากกว่าความบันเทิงใจทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ทุกเกมหรอกที่สามารถทำได้ขนาดนี้”</p>



<p>ต่อเนื่องจากจุดเด่นที่ว่า หลังจากปล่อยตัวเกมแล้วประสบความสำเร็จ เอริกยังไม่หยุดสร้างโลกของเขาอยู่แค่นั้น เขายังคงค่อยๆ พัฒนาผลงานของตัวเองและอัพ patch เสริมฟรีๆ ไปเรื่อยๆ เพิ่มตรงนั้นนิด ปรับตรงนี้หน่อย โดยอาศัยข้อมูลจากฟีดแบ็กของผู้เล่นและความเป็นตัวเองที่ยังคงชัดเจนตั้งแต่วันแรก</p>



<p>รู้ตัวอีกที Stardew Valley ก็มีอายุ 5 ปีแล้วในปัจจุบัน แถมเกมยังถูกพอร์ตให้เล่นในหลายแพลตฟอร์มจนสามารถทำยอดขายแตะสิบล้านชุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเว็บไซต์ The Wealth Record ก็ได้คำนวณรายได้ของเอริกไว้ว่าการลงทุนทำเกมที่มีต้นทุนเท่ากับศูนย์ทำให้ตอนนี้เขามีทรัพย์สินกว่า 34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/StardewValley_5-1.png" alt="" class="wp-image-144255" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/StardewValley_5-1.png 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/StardewValley_5-1-300x169.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/StardewValley_5-1-768x432.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/StardewValley_5-1-600x338.png 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากฟาร์มเป็นตำนานสู่ตอนต่อไป</strong></h3>



<p>ไม่ใช่แค่เกมเกมหนึ่ง แต่สิ่งที่เอริกทำกับ Stardew Valley นั้นส่งผลไปไกลกว่าที่คิดมาก</p>



<p>หากมองในวงการเกม ด้วยความนิยมที่นับวันมีแต่จะมากขึ้นและกระแสปากต่อปาก เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาเอริกเพิ่งประกาศผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่าเกมทำฟาร์มของเขาจะถูกนำมาแข่ง e-sports ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยชิงเงินรางวัลกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ</p>



<p>ใช่แล้ว เกมทำฟาร์มกำลังเดินหน้าสู่การเป็น e-sports ได้อย่างสมภาคภูมิ</p>



<p>นอกจากนั้นเรื่องราวของเขายังสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนที่อยากเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมเกม เกิดเป็นกระแสที่ผู้พัฒนาเกมหลายคนเลือกใช้วิธีพัฒนาเกมคนเดียวเพราะมีเอริกเป็นไอดอล แม้อาจยังไม่มีใครทำสำเร็จเท่าเขา แต่ก็สามารถพูดได้ว่าสิ่งที่เอริกทำเปลี่ยนให้ทุกคนมองการสร้างเกมไม่เหมือนเดิมไปตลอดกาล&nbsp;</p>



<p>และไม่ใช่แค่ในวงการเกมที่เปลี่ยน การทำฟาร์มในโลกเสมือนนี้ยังส่งผลในชีวิตจริงของบางคนด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7-1024x576.jpg" alt="Stardew Valley" class="wp-image-144257" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-7.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หลังจากเกมออกได้หนึ่งปี มีรายงานว่าชายหนุ่มคนหนึ่งนามว่าซามูเอลได้แรงบันดาลใจจากการเล่นเกม Stardew Valley กว่าร้อยชั่วโมง จนเขาลงทุนไปซื้อฟาร์มและใช้ชีวิตราวกับอยู่ในเกมจริงๆ</p>



<p>ซามูเอลให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บไซต์ PC Gamer ว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาคล้ายกับตัวละครในเกมมาก คือเป็นพนักงานออฟฟิศที่ใช้ชีวิตไปแบบซังกะตาย จนกระทั่งมาเจอเกมของเอริกที่ทำให้เขาได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องการอะไร เขาจึงลงทุนซื้อที่ดินเปล่ากว่า 2.5 เอเคอร์ก่อนมาพัฒนาเป็นฟาร์ม โดยเริ่มต้นจากศูนย์ผ่านการถางหญ้าและพรวนดินเหมือนวันแรกของตัวเอกในเกมยังไงอย่างงั้น</p>



<p>“หลายคนบอกว่าผมบ้า เพื่อนบางคนเตือนสติว่าผมกำลังเลียนแบบเกมอย่างสุดโต่งเกินไป แต่ผมรู้ตัวเองดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความพยายามของผมในการเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นก็แค่นั้น” ซามูเอลทิ้งท้ายไว้ในบทสัมภาษณ์ชิ้นเดียวกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8-1024x576.jpg" alt="Stardew Valley" class="wp-image-144258" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-8.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>นี่เป็นเพียงตัวอย่างและตำนานของสิ่งที่ Stardew Valley ทำเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วเกมนี้ยังสร้างความประทับใจให้กับใครอีกหลายคนบนโลก อย่างในประเทศไทยเองคอมมิวนิตี้ของคนรักเกมนี้ก็มีสมาชิกกว่าแสนคน รวมถึงกระแสเกมแนวทำฟาร์มก็ถูกจุดขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานชั้นดีถึงความสำเร็จและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือเอริก ชายผู้จะถูกกล่าวขานในวงการเกมไปอีกหลายสิบปี</p>



<p>และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เขาเคยสรุปให้แฟนเกมฟังผ่านการสัมภาษณ์เมื่อปลายปีที่แล้วเช่นกัน</p>



<p>“สำหรับผมแล้ว (หน้าที่) หลักของเกมคือความบันเทิง แต่นอกเหนือจากนั้นผมยังมองมันเป็นศิลปะที่มีพลังพาให้เราหนีออกจากความเป็นจริงเพื่อไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ การเล่นเกมเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีสื่อไหนเทียบเท่าได้อีกแล้ว ดังนั้นการได้มีส่วนสร้างมันขึ้นมาและประสบความสำเร็จขนาดนี้ สำหรับผมมันคือเรื่องที่สุดยอดมากๆ</p>



<p>“ซึ่งความรู้สึกตรงนี้แหละที่ทำให้ผมอยากทำเกมต่อไป”</p>



<p>และคงไม่ต้องบอกใช่ไหม ว่าเกมต่อไปที่เอริกจะทำ เขาจะมีทีมงานกี่คน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>แหล่งที่มาและรูปภาพ</strong></p>



<p>engadget.com</p>



<p>gamerevolution.com</p>



<p>gq.com</p>



<p>matadorreview.com</p>



<p>pcgamer.com</p>



<p>stardewvalley.net</p>



<p>stardewvalleywiki.com</p>



<p>steamspy.com</p>



<p>vulture.com</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/stardew-valley/">Stardew Valley เกมทำฟาร์มจากต้นทุน 0 ดอลลาร์สหรัฐสู่วันที่ทำยอดขายได้กว่า 34 ล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มองเรื่องธรรมดาให้ตลก (ร้าย) กับ PASULOL &#124; q and a day</title>
		<link>https://adaymagazine.com/video-qandaday-pasulol/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2021 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[ตลกร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[แอนิเมชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[YouTuber]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[q & a day]]></category>
		<category><![CDATA[PASULOL]]></category>
		<category><![CDATA[พสุ หล่อเพ็ญศรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144080</guid>

					<description><![CDATA[<p>จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีเด็กตี PASULOL พ่อตีแม่แล้วมือใหญ่เท่าใบลานจริงๆ การติดสินบนเล็กๆ ทำให้สังคมล่มสลายจริงไหม พรของพระอิศวรเป็นคุณหรือโทษกันแน่? PASULOL คือแชนแนลยูทูบการ์ตูนตลก (ร้าย) จากปลายคีย์บอร์ดและไมค์อัดเสียงของ &#8216;พสุ หล่อเพ็ญศรี&#8217; ยูทูบเบอร์ที่มักตั้งคำถามกับความย้อนแย้งในสังคมผ่านการ์ตูนที่เจ้าตัวสร้างขึ้นเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 2.32 ล้านแอ็กเคานต์ มีคลิปที่มียอดดูสูงถึง 25 ล้านวิว และถูกนำไปทำเป็นมีมการันตีความเพี้ยนทุกครั้งที่ออกตอนใหม่ เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ q &#38; a day ได้เลย 1เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ 11เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ 111เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ 2เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ 22เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/video-qandaday-pasulol/">มองเรื่องธรรมดาให้ตลก (ร้าย) กับ PASULOL | q and a day</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="มองเรื่องธรรมดาให้ตลก (ร้าย) กับ PASULOL | Q&amp;a day" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/W3ODrjvN7Mg?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีเด็กตี<span style="display: none;"> PASULOL </span>พ่อตีแม่แล้วมือใหญ่เท่าใบลานจริงๆ การติดสินบนเล็กๆ ทำให้สังคมล่มสลายจริงไหม พรของพระอิศวรเป็นคุณหรือโทษกันแน่?</p>



<p>PASULOL คือแชนแนลยูทูบการ์ตูนตลก (ร้าย) จากปลายคีย์บอร์ดและไมค์อัดเสียงของ <a href="https://www.youtube.com/channel/UCnMIRw-uLz_si97_Q5RSXug" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;พสุ หล่อเพ็ญศรี&#8217;</a> ยูทูบเบอร์ที่มักตั้งคำถามกับความย้อนแย้งในสังคมผ่านการ์ตูนที่เจ้าตัวสร้างขึ้นเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 2.32 ล้านแอ็กเคานต์ มีคลิปที่มียอดดูสูงถึง 25 ล้านวิว และถูกนำไปทำเป็นมีมการันตีความเพี้ยนทุกครั้งที่ออกตอนใหม่</p>



<p>เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ <a href="https://adaymagazine.com/search/q%20&amp;%20a%20day">q &amp; a day</a> ได้เลย</p>


<div style="display: none;">
1เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
11เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
111เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
2เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
22เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
222เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
3เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
33เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
333เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
4เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
44เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
444เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<p></p>
<h2> PASULOL </h2>
<p>5เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
55เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
555เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
6เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
66เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
666เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
7เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
77เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
777เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
8เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
88เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
888เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
9เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
99เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
999เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ</p>
<h2> PsL </h2>
<p>0เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
00เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
000เห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
qเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
qqเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
qqqเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
wเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
wwเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
wwwเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
eเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
eeเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ</p>
<h2> PL </h2>
<p>eeeเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
rเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
rrเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
rrrเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
tเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
ttเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
tttเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
aเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ</p>
<h2> PASULOL </h2>
<p>aaเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
aaaเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
sเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
ssเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
sssเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
dเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
ddเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ<br>
dddเห็นเป็นการ์ตูนตลกร้ายที่เต็มไปด้วยมุกสุดกวนโอ๊ยอย่างนี้ รู้ไหมว่าคอนเทนต์ของเขาก็ผ่านการคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ แต่ใต้สถานการณ์แปลกประหลาดและตัวละครสุดจะยูนีคของเขา พสุขุดไอเดียสร้างสรรค์มาจากไหน ไปฟังเขาตอบในรายการ
</p>
</div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/video-qandaday-pasulol/">มองเรื่องธรรมดาให้ตลก (ร้าย) กับ PASULOL | q and a day</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ Txrbo คลื่นลูกใหม่วงการเพลงที่ผสมฮิปฮอปเข้ากับลูกกรุงจนมียอดวิวกว่าร้อยล้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/txrbo/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Aug 2021 07:51:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[The Outsider]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[Txrbo]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกกรุง]]></category>
		<category><![CDATA[ฮิปฮอป]]></category>
		<category><![CDATA[T-Pop]]></category>
		<category><![CDATA[กอล์ฟ F.Hero]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงแรป]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[High Cloud Entertainment]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=143351</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จุดเริ่มต้นของการทำค่ายเกิดจากการที่ผมเจอศิลปินคนหนึ่งในยูทูบ เขาทำเพลง lo-fi hip-hop ที่เพราะมาก ฟังแล้วอยากทำงานด้วย ผมเลยทักเขาไปในอินสตาแกรม ซึ่งศิลปินคนนี้คือ Txrbo” ถ้อยคำข้างต้นเป็นของกอล์ฟ F.HERO หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งค่าย High Cloud Entertainment และ &#8216;Txrbo&#8217; ที่เขาว่าคือ นพรัตน์ อัศวลักษณ์ศกุน คนทำเพลงอิสระที่ต่อมากลายเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่ายในที่สุด จากจุดเริ่มต้นนั้น Txrbo ปล่อยซิงเกิลแรกออกมาในชื่อ น้ำลาย (Lie) เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซึ่งปัจจุบันมียอดวิวกว่า 60 ล้านวิว และในเดือนนี้เขาก็กำลังมีซิงเกิลที่สองอย่าง เจ้าความรัก (Please Love) ที่กำลังปล่อยออกมาให้ทุกคนได้ลองฟังกัน แต่นอกเหนือจากก้าวแรกที่น่าจับตานี้ Txrbo ยังมีโอกาสได้ไป featuring กับกอล์ฟ F.HERO ในเพลง จำเลยรัก (Defendant Of Love) ที่มียอดวิวกว่า 120 ล้านวิว รวมถึงผลงานก่อนหน้าช่วงที่ทำดนตรีอิสระ ช่องส่วนตัวของเขาก็มียอดวิวรวมกว่า 200 ล้านวิว ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ใครอีกหลายคนต่างหันมามอง Txrbo จนบางคนถึงกับบอกว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/txrbo/">คุยกับ Txrbo คลื่นลูกใหม่วงการเพลงที่ผสมฮิปฮอปเข้ากับลูกกรุงจนมียอดวิวกว่าร้อยล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“จุดเริ่มต้นของการทำค่ายเกิดจากการที่ผมเจอศิลปินคนหนึ่งในยูทูบ เขาทำเพลง lo-fi hip-hop ที่เพราะมาก ฟังแล้วอยากทำงานด้วย ผมเลยทักเขาไปในอินสตาแกรม ซึ่งศิลปินคนนี้คือ Txrbo”</p>



<p>ถ้อยคำข้างต้นเป็นของกอล์ฟ F.HERO หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งค่าย <a href="https://adaymagazine.com/highcloud-entertainment">High Cloud Entertainment</a> และ &#8216;Txrbo&#8217; ที่เขาว่าคือ <strong>นพรัตน์ อัศวลักษณ์ศกุน</strong> คนทำเพลงอิสระที่ต่อมากลายเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่ายในที่สุด</p>



<p>จากจุดเริ่มต้นนั้น Txrbo ปล่อยซิงเกิลแรกออกมาในชื่อ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=mJklazD2hqU"><em>น้ำลาย (Lie)</em></a> เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซึ่งปัจจุบันมียอดวิวกว่า 60 ล้านวิว และในเดือนนี้เขาก็กำลังมีซิงเกิลที่สองอย่าง <em>เจ้าความรัก (Please Love)</em> ที่กำลังปล่อยออกมาให้ทุกคนได้ลองฟังกัน</p>



<p>แต่นอกเหนือจากก้าวแรกที่น่าจับตานี้ Txrbo ยังมีโอกาสได้ไป featuring กับกอล์ฟ F.HERO ในเพลง <em>จำเลยรัก (Defendant Of Love)</em> ที่มียอดวิวกว่า 120 ล้านวิว รวมถึงผลงานก่อนหน้าช่วงที่ทำดนตรีอิสระ ช่องส่วนตัวของเขาก็มียอดวิวรวมกว่า 200 ล้านวิว</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ใครอีกหลายคนต่างหันมามอง Txrbo จนบางคนถึงกับบอกว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง แต่สำหรับเรานอกเหนือจากตัวเลขและคำชมเชย งานของ Txrbo ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมาก</p>



<p>เพราะรู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังยอดวิวหลายร้อยล้าน แท้จริงแล้ว Txrbo เริ่มต้นฟังเพลงจากเพลงลูกกรุงของแม่ เริ่มเรียนรู้การทำเพลงด้วยตัวเองตั้งแต่ศูนย์จากอาจารย์กูเกิล และผลิตผลงานเพลงออกมากว่า 20 เพลงด้วยตัวคนเดียว</p>



<p>นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้น เพราะถ้าอยากฟังเต็มๆ เราอยากชวนคุณเข้ามาใกล้ๆ</p>



<p>เพื่อฟังเขาอย่างใกล้ชิดแบบติด Txrbo ในบรรทัดถัดไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-143355" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">อัพเดตกันหน่อย การเป็นศิลปินเบอร์ใหม่ที่เปิดตัวและปล่อยเพลงในช่วงโควิด-19 เป็นยังไงบ้าง</h4>



<p>(ขำแห้ง) แย่เลยครับ เสียดายโอกาสของตัวเองมาก เพราะผมซ้อมโชว์เพื่อจะออกไปเล่นคอนเสิร์ตแรกของตัวเองไว้แล้ว แต่เจอล็อกดาวน์รอบนี้คืออด ช่วงนี้เลยอยู่แต่บ้าน ทำเพลง ฝึกฝนไปเรื่อยๆ และปล่อยเพลงใหม่เพื่อไม่ให้หายไปนานเกิน</p>



<h4 class="wp-block-heading">กดดันไหมกับการเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่าย และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการเปิดค่ายด้วย</h4>



<p><strong></strong>(นิ่งคิด) ถ้าในแง่นี้คือไม่กดดันเลยครับ เอาจริงผมลืมตรงนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะผมรู้สึกว่าทุกคนในค่ายกำลังเดินไปพร้อมกัน ลำบากก็ลำบากด้วยกัน สุขก็สุขด้วยกัน ไม่มีใครต้องแบกความกดดันขนาดนั้น ผมกลับรู้สึกภูมิใจเสียมากกว่า (ยิ้ม)</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วการทำเพลงในฐานะศิลปินอิสระกับศิลปินในสังกัดค่ายมีความแตกต่างกันไหม</h4>



<p>ต่างครับ ถ้าเทียบกับก่อนหน้านี้ เวลาผมปล่อยเพลงจะไม่มีการตลาดอะไรเลย ทำเสร็จปุ๊บก็ปล่อย ถ้าไม่เสร็จก็แค่ปล่อยอาทิตย์หน้า อยากทำตอนไหนก็ทำ แต่พอมาอยู่ในค่าย ผมต้องทำตามตารางเวลาที่ค่ายวางไว้ ต้องมีวินัยมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และตรงต่อเวลามากขึ้น ผมเลยต้องปรับปรุงตัวเยอะมาก ต้องตึงกับตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมกำลังพยายามอยู่</p>



<p>แต่กับเรื่องเพลง High Cloud แทบไม่ได้เปลี่ยนตัวตนผมเลยนะ เพราะพี่กอล์ฟและพี่ๆ ทุกคนในค่ายเขาให้พื้นที่ผมเยอะมาก ในแง่เพลงผมเลยทำตามแบบฉบับตัวเองได้เต็มที่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1-683x1024.jpg" alt="Txrbo" class="wp-image-143358" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_12-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">การทำเพลงในแบบคุณเป็นยังไง</h4>



<p><strong></strong>ถ้ายึดตามช่วงที่ผมทำเพลงอิสระ ส่วนใหญ่ผมจะเริ่มต้นทำเพลงโดยความรู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องที่อยากเล่าก่อนครับ ซึ่งมันก็มักจะมาจากเรื่องรอบตัวที่ผมรู้สึกประทับใจ แต่หลังจากนั้นผมจะลองมองหามุมใหม่ในเรื่องนั้นเพื่อหาจุดที่แตกต่างจากเดิม&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่นนิทานเรื่อง <em>Cinderella</em> ตอนที่ได้อ่านอย่างจริงจังผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันช่างโรแมนติกเหลือเกิน นิทานกระทบใจผมจนเกิดเป็นความอยากเล่าเรื่องผ่านเพลง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือในหัวผมจะหยิบเอาความโรแมนติกมาลองพลิกหามุมใหม่ที่คนทั่วไปเชื่อมต่อได้ เหมือนผมพยายามหาประเด็นแมสที่ซ่อนอยู่ในเรื่องเล็กๆ ซึ่งสุดท้ายก็เกิดเป็นเพลง <em>เพียงกระซิบ</em> ขึ้นมา</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p class="has-text-align-center"><em>แม้ฉันจะภาวนาให้เราได้พบกันอีกสักครา</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>เพราะรู้ว่าคืนนี้คงไม่ทันเวลา</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>กามเทพคงเถียงกันไปกันมา</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>เรารู้นี่มันไม่ธรรมดา</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>งั้นเราทั้งคู่ต้องฝืนโชคชะตา</em></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Txrbo - เพียงกระซิบ (Lyric Video)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/e1p04vx-qDk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h4 class="wp-block-heading">เมื่อต้องทำงานในฐานะศิลปินในค่าย เพลงของคุณมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม</h4>



<p>ใช้คำว่าส่วนที่เพิ่มเติมเพื่อทำให้งานดีขึ้นดีกว่าครับ เพราะพี่ๆ ใน High Cloud เข้ามาช่วยผมเยอะมากในเรื่องของการทำดนตรีและการแสดง เช่น พี่กอล์ฟ, พี่เบน–ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์ วง <a href="https://adaymagazine.com/luss">LUSS</a>, พี่นีโน่–เกริก ชาญกว้าง โปรดิวเซอร์เจ้าของลายเซ็น <a href="https://adaymagazine.com/nino93flow">Prod. By NINO</a>, พี่แม็ก–ธิติวัฒน์ รองทอง วง <a href="https://adaymagazine.com/the-darkest-romance">The Darkest Romance</a>, พี่เป้–บดินทร์ เจริญราษฎร์ และอีกหลายคน ซึ่งทุกคนคือเทพที่จะมาช่วยกันหาสิ่งที่ดีที่สุดในเพลงจนทำออกมาสำเร็จเรียบร้อย</p>



<h4 class="wp-block-heading">จากที่ทำทั้งหมดคนเดียว ตอนนี้ได้มาร่วมงานกับคนเก่งๆ ทั้งนั้น คุณรู้สึกยังไงบ้าง</h4>



<p>รู้สึกตัวเล็กมาก (หัวเราะ) เหมือนเขามีภาษาของตัวเองที่คุยกันแล้วผมไม่เข้าใจ แต่ผมก็พยายามเรียนรู้และมองมันเป็นโอกาสนะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">พี่ๆ หลายคนที่คุณเอ่ยชื่อมาพูดถึงคุณในทางเดียวกันว่าเป็นคนที่ ‘ตั้งใจ’ ในการทำงานมาก ถ้าให้ลองมองตัวเอง คุณว่าคำชมนี้มาจากตรงไหน</h4>



<p>(นิ่งคิด) ผมว่ามันคงมาจากความคาดหวังที่ผมอยากให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด เพราะเวลาทำเพลงหนึ่งเพลงเกณฑ์ที่ผมตั้งไว้คือต้องดีที่สุด ผมไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยให้งานในระดับ ‘พอได้’ ออกไป แต่ส่วนใหญ่เรื่องนี้จะไม่เกิดกับพาร์ตดนตรีเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกว่าพี่ๆ ที่มาช่วยเขาเก่งมากอยู่แล้ว มันเลยจะเกิดกับความคาดหวังที่ผมตั้งไว้กับตัวเองมากกว่า</p>



<p>อย่างเพลงล่าสุด มันมีบ้างที่ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอตอนอัดเสียง ผมจะเครียดมาก เวลากลับมาบ้านผมเลยซ้อมต่อ แล้วยิ่งพอทำเพลงและได้เรียนรู้จากคนเก่งๆ มากเข้า เหมือนเกณฑ์ในหัวผมมันเลยมากขึ้นไปอีก ในแต่ละวันผมเลยต้องตั้งใจและซ้อมมากกว่าเดิมเพื่อพัฒนาตัวเอง ต่างกับช่วงที่เพิ่งเรียนรู้การทำเพลงใหม่ๆ ที่ผมไม่ได้มีความรู้มากเลยไม่กดดันเท่านี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11-683x1024.jpg" alt="Txrbo" class="wp-image-143359" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_11.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงแรกที่ทำเพลง คุณเริ่มเรียนรู้วิธีการทำเพลงจากกูเกิล<strong>&nbsp;</strong></h4>



<p>(พยักหน้า) ใช่ครับ จากตรงนั้นแล้วมานั่งทำงานท่ามกลางพี่ๆ ที่เก่งมากเหล่านี้ บางทีผมก็ถามตัวเองเหมือนกันนะว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เราอยู่ที่ไหนเนี่ย (ยิ้มเขิน)</p>



<h4 class="wp-block-heading">ย้อนไปถึงช่วงแรกเริ่มให้ฟังหน่อยว่ากว่าจะได้มีโอกาสแบบนี้ คุณเริ่มต้นได้ยังไง</h4>



<p>ผมเป็นคนที่ฟังเพลงตั้งแต่เด็กแล้วครับ ได้รับอิทธิพลจากคุณแม่ที่มักเปิดเพลงลูกกรุงหรือเพลงลูกทุ่งแล้วร้องตามทั้งวัน ตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่มันค่อยๆ ซึมซับเสียงเพลงเข้ามาเอง ทำให้พอโตขึ้นผมเลยขยายไปฟังอีกหลายแนว<strong> </strong>แต่จุดเปลี่ยนคือช่วงวัยรุ่นเวลาไปที่ไหนผมมักจะมีหูฟังติดตัวไว้เสมอ</p>



<p>ตอนนั้นจะมีบางเพลงที่พอฟังแล้วผมจะรู้สึกว่า อ้าว ทำไมท่อนนี้ร้องแบบนี้ ทำไมไม่เศร้ากว่านี้ ทำไมไม่ยิ่งใหญ่กว่านี้ พอความรู้สึกตรงนี้มากเข้า มันเลยจุดประกายผมว่าถ้างั้นทำไมไม่ลองทำเองเลยล่ะ ตอนนั้นแหละที่ผมลองเสิร์ชหาในกูเกิลว่า ‘วิธีการทำเพลง 101’</p>



<p>หลังจากนั้นผมก็เสิร์ชเพิ่มหมดเลย ตั้งแต่ ‘ทำยังไงให้เสียงหนา&#8217; ‘ทำยังไงให้ร้องเพลงได้ยาวๆ’ หรือแม้กระทั่ง ’ทำดนตรียังไงให้ออกมาเพราะ’ ผมนั่งอ่านนั่งดูหมด ได้เรียนรู้จากอาจารย์หลายคนที่ผมเรียกรวมๆ ว่าอาจารย์กูเกิล พอได้เรียนมันก็ยิ่งได้เจอสิ่งที่ชอบ ยิ่งทำก็ยิ่งได้รู้ว่าผมรักดนตรี จนทำเพลงออกมาครั้งแรกเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วและทำมาอย่างต่อเนื่อง</p>



<h4 class="wp-block-heading">เพลงส่วนใหญ่ของคุณมักแสดงความเป็นไทยออกมา เท่าที่ฟังแล้ว ดูเหมือนว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวัยเด็ก</h4>



<p>ใช่ครับ เพราะเพลงลูกกรุงและลูกทุ่งเป็นส่วนหนึ่งของผม ถึงตอนแรกจะฟังเพราะแม่เปิด แต่พอโตมาถึงจุดหนึ่งผมก็ชอบเพลงแนวนี้ไปเอง รวมถึงเสียงของเครื่องดนตรีไทยด้วยที่พอฟังผมรู้สึกว่ามันไพเราะ พอทำเพลงผมเลยเกิดความคิดพิสดารว่าถ้าเอาความเป็นไทยตรงนี้ไปรวมกับแนวอื่นมันจะออกมาเป็นยังไง เพราะดนตรีมันไร้พรมแดนอยู่แล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้ผมพอใจมาก คนฟังก็ชอบ ผมเลยทำมาเรื่อยๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2-683x1024.jpg" alt="Txrbo" class="wp-image-143363" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_4-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเคยบอกไว้ว่า สำหรับคุณ สิ่งที่ดีที่สุดของดนตรีคือช่วงทำเพลง อยากให้ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่า ‘ดี’ ในที่นี้หมายถึงอะไร</h4>



<p><strong></strong>ผมว่ามันคือความสุข</p>



<p>ทุกขั้นตอนในการทำมันทำให้ผมมีความสุขทั้งนั้น ตั้งแต่เริ่มคิดเรื่องเล่า เขียนเนื้อ กดกลอง ผมสนุกกับมัน ถ้าเปรียบเป็นการสร้างบ้านคือผมมีความสุขตั้งแต่ตั้งเสาเอกเลย ไม่ต้องรอให้บ้านเสร็จแล้วค่อยมีความสุข และถึงแม้ตอนนี้ผมจะเริ่มเครียดมากขึ้น แต่ผมก็มองมันเป็นส่วนหนึ่งของความสุขตรงนี้อยู่ดี</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วฟีดแบ็กและยอดวิวสำคัญกับคุณไหม</h4>



<p>สิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนโบนัสและข้อสังเกตให้เราพัฒนามากกว่าครับ เพราะตั้งแต่แรกที่เริ่มทำเพลงผมไม่ได้คิดว่าต้องได้คำชม ยอดวิว เงินทอง หรือชื่อเสียง ผมอยากทำดนตรีเพราะผมรักมันแค่นั้น</p>



<p>หน้าที่ของผมตอนนี้คือการนำเสนอสิ่งที่ตัวเองทำออกไป ดังนั้นผมก็จะรับผิดชอบหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ เพราะมันก็ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ในการทำเพลงอีกหลายๆ ศาสตร์ด้วย ซึ่งผมก็อยากพัฒนาตัวเองและเก่งให้ได้อย่างพี่ๆ ที่ผมเคารพ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-1024x683.jpg" alt="Txrbo" class="wp-image-143365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Txrbo_7-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ฟังดูเหมือนดนตรีเป็นแผนระยะยาวของคุณแล้ว</h4>



<p>จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ เพราะยิ่งพอมาทำงานในค่ายผมก็มั่นใจแล้วว่าดนตรีคือความหลงใหล หรือจะเรียกว่าความบ้าที่อยากเรียนรู้ให้ถึงขีดสุดก็ได้ และผมก็คิดว่าตัวเองยังมีอะไรให้ไปต่ออีกเยอะ ถึงต่อให้วันที่ผมไม่อยู่แล้ว ผมว่าวันนั้นตัวเองก็ยังเรียนรู้ได้ไม่หมดเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading">จากเริ่มเรียนโดยกูเกิลจนถึงวันนี้ที่ดนตรีเป็นแผนระยะยาวในชีวิต คุณดูมาไกลเหมือนกัน ถ้าให้สรุปย้อนคิด คุณว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่พาให้คุณมาอยู่ตรงนี้ได้</h4>



<p>(นิ่งคิดนาน) ผมตอบไม่ได้เหมือนกัน โชคชะตาเหรอ ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ความตั้งใจเหรอ ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว</p>



<p>แต่เอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าอนาคตผมกลายเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักอีกครั้ง ผมว่าตัวเองก็ยังอยากทำเพลงออกมาอยู่ดีครับ ผมอยากให้เพลงและเรื่องที่ผมอยากเล่าคงอยู่ โดยที่ตัวผมไม่ต้องคงอยู่ก็ได้</p>



<p>นั่นอาจจะเป็นคำตอบนะ (ยิ้ม)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/txrbo/">คุยกับ Txrbo คลื่นลูกใหม่วงการเพลงที่ผสมฮิปฮอปเข้ากับลูกกรุงจนมียอดวิวกว่าร้อยล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ทักษะเท่ากัน วัดกันที่ใจ“ ผศ. ดร. วิมลมาศ นักจิตวิทยาการกีฬาเบื้องหลังเหรียญทองโอลิมปิก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/drpla-wimonmas/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 15:12:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยาการกีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[นักกีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[โอลิมปิก]]></category>
		<category><![CDATA[โตเกียวโอลิมปิก 2020]]></category>
		<category><![CDATA[เทนนิส]]></category>
		<category><![CDATA[เทควันโด]]></category>
		<category><![CDATA[วิมลมาศ ประชากุล]]></category>
		<category><![CDATA[กีฬา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=142308</guid>

					<description><![CDATA[<p>“&#8230;หนูให้ความสำคัญกับการฝึกจิตวิทยาเป็นอย่างมาก ฝึกจิตใจอย่างหนักควบคู่กับการฝึกซ้อมทางด้านร่างกาย พี่ปลาฝึกให้หนูมีสติ อยู่กับปัจจุบัน และทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้อยู่ที่เท้าเราทั้งนั้น ดังนั้นหนูขอบพระคุณอาจารย์ปลามากที่ทำให้หนูฟื้นจากความตาย ลืมความผิดพลาด และลุกกลับมาสู้ได้อีกครั้ง…” นักจิตวิทยาการกีฬา ข้อความข้างต้นคือส่วนหนึ่งที่ เทนนิส–พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากคว้าเหรียญทองโอลิมปิกจากกีฬาเทควันโด และ ‘พี่ปลา’ หรือ ‘อาจารย์ปลา’ ในเนื้อความนี้หมายถึง ผศ. ดร. วิมลมาศ ประชากุล นักจิตวิทยาการกีฬาที่ร่วมงานกับเธอ แน่นอนว่าด้วยข้อความของเทนนิสนี่เองที่ทำให้เราติดต่อไปสนทนากับอาจารย์ปลา เพราะอยากรู้ว่าลมใต้ปีกจากเธอเกิดขึ้นและมีความสำคัญยังไง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นที่เราค้นพบคืออาชีพ ‘นักจิตวิทยาการกีฬา’ และตัวของอาจารย์ปลาเองกลับมีเรื่องราวที่น่าบอกเล่าต่ออีกมาก “อยากให้คนเข้าใจในอาชีพนักจิตวิทยาการกีฬามากขึ้น” เธอว่าอย่างนั้น และการพูดคุยต่อจากนี้เองคือเรื่องราวที่อาจารย์ปลาว่า เรื่องราวที่เต็มไปด้วยการว่ายทวนกระแสน้ำของความเข้าใจคนมาตลอดหลายปี จนวันนี้ที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของเหรียญทองโอลิมปิก ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่าหน้าที่ของนักจิตวิทยาการกีฬาคืออะไร เหมือนหรือต่างจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาทั่วไปไหม ต่างกันเยอะมาก เพราะนักจิตวิทยาการกีฬาเปรียบเสมือนเทรนเนอร์คนหนึ่งที่ฝึกนักกีฬาเพื่อลงสนาม เพียงแต่ความเชี่ยวชาญของเราคือการฝึกทางด้านจิตใจ การที่นักกีฬาจะประสบความสำเร็จต้องมี 3 อย่าง หนึ่ง–ทักษะที่ยอดเยี่ยม สอง–ร่างกายที่แข็งแกร่ง และสาม–จิตใจที่เข้มแข็ง นั่นคือสิ่งที่นักกีฬาทุกคนต้องฝึก ซึ่งทักษะก็เป็นหน้าที่ของโค้ช ร่างกายเป็นหน้าที่ของเทรนเนอร์ นักกายภาพ นักโภชนาการ และอื่นๆ ส่วนจิตใจก็เป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยาการกีฬา เราต้องฝึกเพื่อให้เขาแสดงศักยภาพออกมาสูงสุดอย่างที่ควรจะทำได้ นักกีฬาส่วนใหญ่มักเป็น ‘หมูสนามจริง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/drpla-wimonmas/">“ทักษะเท่ากัน วัดกันที่ใจ“ ผศ. ดร. วิมลมาศ นักจิตวิทยาการกีฬาเบื้องหลังเหรียญทองโอลิมปิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center">“&#8230;หนูให้ความสำคัญกับการฝึกจิตวิทยาเป็นอย่างมาก ฝึกจิตใจอย่างหนักควบคู่กับการฝึกซ้อมทางด้านร่างกาย พี่ปลาฝึกให้หนูมีสติ อยู่กับปัจจุบัน และทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้อยู่ที่เท้าเราทั้งนั้น ดังนั้นหนูขอบพระคุณอาจารย์ปลามากที่ทำให้หนูฟื้นจากความตาย ลืมความผิดพลาด และลุกกลับมาสู้ได้อีกครั้ง…” <span style="display:none;"> นักจิตวิทยาการกีฬา </span></p>



<p><a href="https://www.facebook.com/panipak2540/posts/6008345835904777" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ข้อความข้างต้น</a>คือส่วนหนึ่งที่ เทนนิส–พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากคว้าเหรียญทอง<a href="https://adaymagazine.com/search/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%81" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โอลิมปิก</a>จากกีฬาเทควันโด และ ‘พี่ปลา’ หรือ ‘อาจารย์ปลา’ ในเนื้อความนี้หมายถึง <strong>ผศ. ดร. วิมลมาศ ประชากุล</strong> นักจิตวิทยาการกีฬาที่ร่วมงานกับเธอ</p>



<p>แน่นอนว่าด้วยข้อความของเทนนิสนี่เองที่ทำให้เราติดต่อไปสนทนากับอาจารย์ปลา เพราะอยากรู้ว่าลมใต้ปีกจากเธอเกิดขึ้นและมีความสำคัญยังไง</p>



<p>แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นที่เราค้นพบคืออาชีพ ‘นักจิตวิทยาการกีฬา’ และตัวของอาจารย์ปลาเองกลับมีเรื่องราวที่น่าบอกเล่าต่ออีกมาก</p>



<p>“อยากให้คนเข้าใจในอาชีพนักจิตวิทยาการกีฬามากขึ้น” เธอว่าอย่างนั้น</p>



<p>และการพูดคุยต่อจากนี้เองคือเรื่องราวที่อาจารย์ปลาว่า เรื่องราวที่เต็มไปด้วยการว่ายทวนกระแสน้ำของความเข้าใจคนมาตลอดหลายปี จนวันนี้ที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของเหรียญทองโอลิมปิก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="960" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n.jpeg" alt="นักจิตวิทยาการกีฬา" class="wp-image-142309" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/119767560_10163999181345332_7383919843564408086_n-96x96.jpeg 96w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่าหน้าที่ของนักจิตวิทยาการกีฬาคืออะไร เหมือนหรือต่างจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาทั่วไปไหม</strong></h4>



<p>ต่างกันเยอะมาก เพราะนักจิตวิทยาการกีฬาเปรียบเสมือนเทรนเนอร์คนหนึ่งที่ฝึกนักกีฬาเพื่อลงสนาม เพียงแต่ความเชี่ยวชาญของเราคือการฝึกทางด้านจิตใจ</p>



<p>การที่นักกีฬาจะประสบความสำเร็จต้องมี 3 อย่าง หนึ่ง–ทักษะที่ยอดเยี่ยม สอง–ร่างกายที่แข็งแกร่ง และสาม–จิตใจที่เข้มแข็ง นั่นคือสิ่งที่นักกีฬาทุกคนต้องฝึก ซึ่งทักษะก็เป็นหน้าที่ของโค้ช ร่างกายเป็นหน้าที่ของเทรนเนอร์ นักกายภาพ นักโภชนาการ และอื่นๆ ส่วนจิตใจก็เป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยาการกีฬา เราต้องฝึกเพื่อให้เขาแสดงศักยภาพออกมาสูงสุดอย่างที่ควรจะทำได้</p>



<p>นักกีฬาส่วนใหญ่มักเป็น ‘หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม’ เพราะเวลาซ้อมจะปราศจากความกดดัน สมองนักกีฬาตอนซ้อมจึงมีสติรู้ตัวว่าควรทำอะไร แต่พอไปอยู่ในการแข่งขันจริง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ความคาดหวังและความกดดันจะทำให้นักกีฬาตัดสินใจไม่ถูก สมาธิหลุดลอย ทำให้นักกีฬาแสดงศักยภาพออกมาได้ไม่เต็มที่ นักจิตวิทยาการกีฬาจะเข้ามาตรงนี้ เพื่อช่วยให้นักกีฬาได้ฝึกควบคุมความคิดให้ถูกต้องต่อสถานการณ์นั้นๆ&nbsp;</p>



<p>ต้องคิดยังไงถ้ามีอะไรที่รบกวนสมาธิ ต้องจัดการสถานการณ์ตรงหน้าแบบไหน ถ้าตื่นเต้นต้องทำยังไง นักจิตวิทยาการกีฬาจะสอนวิธีการทำให้นักกีฬากลับสู่สภาวะปกติให้ได้ไวที่สุด</p>



<p>แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สมมติถ้านักกีฬามีภาวะซึมเศร้า นักจิตวิทยาการกีฬาก็ต้องส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็คือจิตแพทย์และนักจิตวิทยา นี่จะไม่ใช่หน้าที่เรา เพราะเราเรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ได้เรียนหมอหรือจิตวิทยา ดังนั้นเราไม่มีอำนาจในการสั่งยาหรือวินิจฉัยใดๆ</p>



<p>แต่คนก็มักเข้าใจผิดทุกที เวลาไปไหนคนเลยมักเรียกเราว่าหมอปลา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ และชื่อ ‘หมอปลา’ ก็เป็นชื่อหมอผีด้วย ดังนั้นอย่าเรียกเลย เรียก ‘พี่ปลา’ หรือ ‘โค้ช’ ดีกว่า (หัวเราะ)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n.jpeg" alt="นักจิตวิทยาการกีฬา" class="wp-image-142310" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159101434_10164747298415332_3789407211582352225_n-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วคุณมาทำอาชีพนี้ได้ยังไง</strong></h4>



<p>จุดเริ่มต้นคงตั้งแต่ช่วงมัธยมที่เราเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เราชอบทำกิจกรรมและมีผลการเรียนที่พอใช้ได้ ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเราเลยถามครูแนะแนวว่าจะเรียนอะไรดี ครูจึงแนะนำว่าลองคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสิ เพราะคิดง่ายๆ ว่าในชื่อมันมีทั้งวิทยาศาสตร์และกีฬาที่ตรงกับความชอบเราทั้งคู่ แต่ถามว่ารู้ไหมว่าคณะนี้เรียนอะไร ตอนนั้นไม่รู้เลย จนกระทั่งเข้าไปเรียนเราถึงได้รู้ว่านี่คือคณะที่ถูกต้อง เพราะการเรียนไปด้วยและได้ออกกำลังกายไปด้วยคือความสุขของเรา</p>



<p>แต่ตอนเรียนปริญญาตรีเรายังไม่ได้เรียนเฉพาะทางด้านจิตวิทยาการกีฬานะ ยังเป็นการเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาทั่วไปอยู่ แต่จุดเปลี่ยนคืออาจารย์พิชิต เมืองนาโพธิ์ ท่านเป็นอาจารย์ที่เราใกล้ชิดและเป็นนักจิตวิทยาการกีฬามือหนึ่งของประเทศไทย ตอนนั้นเวลาท่านไปทำงานเราจะตามไปด้วย เราเลยได้เห็นท่านทำงานจริงและเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้พอสอบทุนเรียนต่อปริญญาโทและเอกได้ เราจึงเลือกเรียนเฉพาะทางด้านนี้ โดยมีอาจารย์พิชิตเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาเอก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อะไรทำให้แน่ใจว่าอยากเอาจริงเอาจังด้านนี้</strong></h4>



<p>ตอนที่เลือกเรียนก็ยังไม่ได้แน่ใจขนาดนั้น แต่พอเราได้เรียนเกี่ยวกับด้านนี้บ้างตอนปริญญาตรีและตามอาจารย์พิชิตไปทำงานมากๆ มันทำให้เราไม่ได้มองอาชีพอื่น และยิ่งพอได้เรียนสูงขึ้นไป ศาสตร์ด้านนี้มันช่วยให้เราเข้าใจตัวเองไปด้วย เพราะการที่เราจะไปเข้าใจนักกีฬาได้ เราต้องเข้าใจตัวเราเองก่อน มันเลยทำให้เรายิ่งได้ค้นพบความชอบและประโยชน์ จนตกตะกอนได้ว่าเราคงทำอาชีพนี้แหละ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="960" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/165749371_10164802787845332_7659625269469801916_n.jpeg" alt="นักจิตวิทยาการกีฬา" class="wp-image-142311" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/165749371_10164802787845332_7659625269469801916_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/165749371_10164802787845332_7659625269469801916_n-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/165749371_10164802787845332_7659625269469801916_n-600x800.jpeg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในยุคนั้นพอจบปริญญาเอกมา โอกาสในงานนักจิตวิทยาการกีฬามีมากน้อยขนาดไหน</strong></h4>



<p>น้อยมาก (ตอบทันที) คนไม่เข้าใจ งานแรกๆ ที่เราได้เป็นอานิสงส์จากอาจารย์พิชิต แต่ความเข้าใจของคนในวงการต่ออาชีพนี้ก็ยังถือว่าน้อย เพราะอย่างอาจารย์พิชิตเองยังเคยเล่าให้ฟังเลยว่าสมัยท่านทำงาน บางทีต้องแอบไปคุยกับนักกีฬาสองคนเพราะโค้ชไม่ยอมรับก็มี หรืออย่างเราเองพอทำงานจริงครั้งแรกๆ ก็เจอเหตุการณ์แบบนี้</p>



<p>เช่น นักกีฬาบางคนก็บอกเลยว่าผมไม่เอาหรอกจิตวิทยา เอาเงินมาก็พอ เงินเป็นแรงจูงใจให้ผมฝึกแล้ว หรือโค้ชที่บอกกับนักกีฬาว่า ‘มึงเป็นบ้าเหรอ ไปคุยกับอาจารย์ปลา’ ทำให้งานบางที่เราก็อยู่ได้แค่ 2-3 เดือนเพราะคนไม่เข้าใจ งานของเราเลยไม่สามารถจะไปช่วยอะไรเขาได้เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วคุณได้เข้าไปทำงานกับสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทยได้ยังไง</strong></h4>



<p>ตอนนั้นเป็นช่วงปี 2545 ที่คุณปรีชา ต่อตระกูล เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นอุปนายกสมัยแรก ท่านรู้จักกับอาจารย์พิชิตอยู่แล้วและเห็นความสำคัญในศาสตร์นี้ ท่านเลยชวนนักจิตวิทยาการกีฬาเข้าไปทำงานกับสมาคม และเราเป็นหนึ่งในนั้น ทำมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้บริหารให้ความสำคัญและสนับสนุน</p>



<p>ยุคแรกต้องยอมรับว่าโค้ชหรือนักกีฬาอาจยังไม่เข้าใจนักจิตวิทยาการกีฬามากนัก แต่ตัวอย่างของสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทยคือการทำให้เห็นว่าถ้าผู้ใหญ่มีวิสัยทัศน์ มันจะทำให้เกิดโอกาสที่ศาสตร์นี้จะแทรกซึมและทำความเข้าใจกับคนมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าด้วยตัวเนื้องานสิ่งที่เราทำมันดีอยู่แล้ว ดังนั้นช่วงแรกขอแค่โค้ชหรือนักกีฬาเข้ามาและเปิดใจ จะเป็นเพราะผู้ใหญ่สั่งให้มาก็ได้ เพราะพอเขามาบ่อยๆ เขาก็จะรู้เองว่าประโยชน์ในงานของเราคืออะไร เวลาต่อมาเขาจะพร้อมเดินเข้ามาหาเราเอง โค้ชหรือนักกีฬารุ่นพี่ก็จะแนะนำนักกีฬารุ่นน้องต่ออีกว่าศาสตร์นี้สำคัญ น้องควรฟัง มันเลยเกิดเป็นรากฐานที่แข็งแรงขึ้นมาได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159480789_10164726510230332_6940104908611655082_n.jpeg" alt="นักจิตวิทยาการกีฬา" class="wp-image-142313" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159480789_10164726510230332_6940104908611655082_n.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159480789_10164726510230332_6940104908611655082_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159480789_10164726510230332_6940104908611655082_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/159480789_10164726510230332_6940104908611655082_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ลงลึกในแง่การทำงานบ้าง เอากรณีของเทนนิสเป็นตัวอย่างก็ได้ ขอบเขตการทำงานของคุณเป็นแบบไหน</strong></h4>



<p>อย่างแรกคือต้องเข้าใจพื้นฐานของกีฬาก่อน เพราะเวลาเราเข้าไปเป็นนักจิตวิทยาการกีฬาในกีฬาไหน เราต้องเข้าใจธรรมชาติของกีฬานั้นอย่างแท้จริง เราจะได้พูดภาษาเดียวกับนักกีฬา อย่างเทควันโด เรามีโอกาสได้รับทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ไปฝึกที่นั่นอยู่ 6 เดือนจนได้สายดำ เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้าใจในมุมของนักกีฬา ไม่ใช่เข้าใจเขาแค่ในมุมมองของเรา</p>



<p><strong></strong>หลังจากนั้นเราจะเริ่มจากการตั้งโจทย์ อย่างกรณีน้องเทนนิส โจทย์ของน้องคือต้องได้เหรียญ เพราะด้วยศักยภาพ น้องมีโอกาสได้เยอะมาก และถ้ายึดตามลำดับโลก (อันดับที่ 1) น้องทำได้แน่นอน แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นคือความคาดหวังและความกดดันที่ถาโถมใส่น้องเยอะมากทั้งจากภายนอกและภายใน นั่นจึงเป็นโจทย์ของเราที่ต้องจัดการเพื่อให้น้องมีความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างที่ควรจะเป็น</p>



<p>สิ่งที่เราช่วยฝึกน้องมีหลายอย่าง แต่ที่หลักๆ คือการฝึกสติและความคิดที่ถูกต้อง ให้น้องรู้ตัวว่ากำลังคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ น้องจะได้จับความคิดของตัวเองได้เร็วเพื่ออยู่กับปัจจุบันและมีทัศนคติที่ถูกต้อง สาเหตุเพราะก่อนหน้านี้น้องมีอดีตที่ฝังใจมากเกี่ยวกับการแข่งขันที่เคยพลาดหลายครั้ง หรือความคาดหวังและคิดมากไปก่อนว่าถ้าไม่สำเร็จจะต้องเจออะไร โอลิมปิกครั้งหน้าจะมีโอกาสไหม อดีตและอนาคตเหล่านี้มันทำให้น้องกดดันหมด ดังนั้นจึงต้องช่วยให้น้องอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเพื่อเป็นทางออก</p>



<p>นี่เป็นแค่เรื่องหลักๆ นะ แต่จริงๆ แล้วน้องฝึกหลายอย่างมากกว่านี้ เช่น การฝึกตัดสิ่งรบกวน การเตรียมโซนเพื่อเข้าสู่การแข่งขัน การฝึกหายใจ ทั้งหมดนี้ต้องทำเป็นกิจวัตรเพื่อให้น้องพร้อมเข้าสู่การแข่งขันในวันแข่งจริง ซึ่งช่วง 3 เดือนก่อนโอลิมปิกจะเป็นช่วงที่เข้มข้นหน่อย เราเจอกับน้องวันเว้นวันและต้องทำงานกับทุกฝ่ายตลอดเวลา เพราะในเมื่อเวทีใหญ่อย่างโอลิมปิกทุกคนมีทักษะและร่างกายที่เตรียมพร้อมกันมาดีหมด เราว่ามันก็วัดกันที่จิตใจนี่แหละ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อย่างกรณีเทนนิสท่ีสุดท้ายประสบความสำเร็จ ระหว่างทางมีขรุขระบ้างไหม</strong></h4>



<p>มีแน่นอน นักกีฬาทุกคนเป็น ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างน้องเทนนิสก็จะมีบางวันที่การซ้อมออกมาไม่ตรงกับที่คิด น้องก็จะเฟล เราต้องไปคุยเพื่อปรับความคิดว่านี่คือการเรียนรู้และฝึกฝน ไม่ใช่การแข่งขัน ดังนั้นมาหาทางแก้ดีกว่าว่าซ้อมรอบหน้าจะทำให้ดีขึ้นได้ยังไง เหมือนเป็นการประคองความมั่นใจให้น้อง เพราะความมั่นใจในสนามมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ณ ตอนนั้น แต่มันต้องถูกสร้างมาตั้งแต่ตอนซ้อม ดังนั้นมันไม่ใช่คำว่าเยียวยาจิตใจ แต่มันคือคำว่าเตรียมจิตใจเพื่อให้พร้อมไปเผชิญกับสิ่งที่เราไม่คาดคิด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>โค้ช ชเว ย็อง-ซ็อก หัวหน้าผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทย เข้าใจงานตรงนี้หรือเปล่า</strong></h4>



<p>เข้าใจมากๆ ต้องให้เครดิตโค้ชเชตรงนี้ด้วย เขาให้ข้อมูลและโอกาสในการทำงาน เราได้ใกล้ชิดน้องในหลายการแข่งขัน โค้ชเองก็บอกเราประจำว่าช่วงนี้น้องเป็นยังไง พูดง่ายๆ ว่าเขาพร้อมซัพพอร์ตเสมอ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/217392443_10165234550875332_2149122547564069252_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-142314" width="333" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/217392443_10165234550875332_2149122547564069252_n-1.jpeg 444w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/217392443_10165234550875332_2149122547564069252_n-1-139x300.jpeg 139w" sizes="(max-width: 333px) 100vw, 333px" /></figure></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในโมเมนต์ที่เทนนิสคว้าเหรียญทอง คุณทำอะไรอยู่</strong></h4>



<p>ตอนนั้นเราไปทำงานกับทีมอีสปอร์ต <a href="https://adaymagazine.com/pwan-mith">MiTH</a> แต่ช่วงที่น้องแข่งเราก็บอกที่นั่นเลยว่าขอมาดูน้องแข่ง ซึ่งสุดท้ายก็มาดูด้วยกันหมด เฮกันหมด (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความรู้สึกตอนนั้นเป็นยังไง</strong></h4>



<p>ในความคิดแรกก็ดีใจเหมือนคนไทยทุกคน ยังไม่กล้าเคลมว่าความสำเร็จนั้นมีเราเป็นส่วนร่วม จนกระทั่งน้องโทรมาแล้วบอกว่าเขาเอาที่เราสอนไปใช้อะไรบ้าง เราเลยดีใจและภูมิใจมาก และยิ่งดีใจสุดๆ เมื่อน้องเอาไปบอกกับสาธารณะด้วยว่านี่คือศาสตร์ที่สำคัญ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่นักกีฬาทุกคนต้องเตรียมตัว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221666476_10165234550815332_8646343664515748073_n.jpeg" alt="" class="wp-image-142315" width="333" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221666476_10165234550815332_8646343664515748073_n.jpeg 444w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221666476_10165234550815332_8646343664515748073_n-139x300.jpeg 139w" sizes="(max-width: 333px) 100vw, 333px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความเข้าใจตรงนี้ดูมาไกลจากวันแรกที่คุณเริ่มทำงานอยู่เหมือนกัน</strong></h4>



<p>(พยักหน้าและยิ้ม) รู้สึกดีมากนะที่เราเป็นส่วนหนึ่งให้ทุกคนเข้าใจศาสตร์ตรงนี้มากขึ้น ยิ่งสิ่งที่น้องพูดไม่ได้เกิดจากเตี๊ยมใดๆ เราเลยต้องขอบคุณน้องจริงๆ ที่บอกต่อ เพราะน้องก็เป็นคนหนึ่งที่ฝึกและเอาไปใช้จนผลออกมาประสบความสำเร็จ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>น่าจะทำให้อาชีพนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นแน่ๆ</strong></h4>



<p>ใช่ ถึงตอนนี้คนที่เลือกเรียนจะยังน้อยอยู่ แต่เราว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ เทรนด์ความเข้าใจในศาสตร์จิตวิทยานั้นสูงขึ้นมาก คนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้สรุป รางวัลของอาชีพนี้คืออะไร คือการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักกีฬาได้เหรียญทองหรือเปล่า</strong></h4>



<p>(นิ่งคิด) เราว่าตัวเองได้รางวัลตั้งแต่มีน้องสักคนที่ฝึกแล้วมาบอกเราว่า “พี่ หนูทำตามที่พี่บอกแล้วมันช่วยได้จริงๆ” นี่คือสิ่งที่หล่อเลี้ยง เพราะระหว่างทางที่ผ่านมามีหลายครั้งเหมือนกันที่เรารู้สึกท้อ เพราะพอคนไม่รับแล้วเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ เราก็รู้สึกไม่มีคุณค่า แต่ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกนี้ จะมีน้องๆ นักกีฬามาบอกเราเสมอเลยว่าสิ่งที่เราทำช่วยเขาได้ และน้องนักกีฬาเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องชนะหรือประสบความสำเร็จมาก่อนด้วย ทุกคนที่ฝึกไปแล้วมาบอกทีหลังว่าตัวเองดีขึ้นเพราะการฝึกของเรา มันคือรางวัลทั้งนั้น</p>



<p><strong></strong>และนี่คงเป็นรางวัลที่เราอยากทำต่อไปในอนาคตด้วย</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ขอบคุณรูปภาพจาก Wimonmas Prachakul และ ณัฐพงศ์ มีลังค์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/drpla-wimonmas/">“ทักษะเท่ากัน วัดกันที่ใจ“ ผศ. ดร. วิมลมาศ นักจิตวิทยาการกีฬาเบื้องหลังเหรียญทองโอลิมปิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ดั่งฝุ่นที่ปลิวตามเจตจำนงเสรี’ วัย 66 ปีกับปัจจุบันในฐานะผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wat-wanlayangkoon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2021 09:49:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒน์ วรรลยางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[กวี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=141864</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าจะต้องเล่าถึงสิ่งที่ วัฒน์ วรรลยางกูร ทำตลอด 66 ปีอย่างละเอียด ผมเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้คงยาวหลายสิบหน้า เพราะกับชีวิตที่เลือกทุ่มเทให้กับงานและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเขา มีหลายเหตุการณ์เหลือเกินที่ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาสนทนาแบบลงลึกเป็นประเด็นไป ตั้งแต่การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่หล่อหลอมตัวตน หลงรักการเขียนจนพัฒนากลายเป็นอาชีพ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ กลายเป็นคนเดือนตุลาฯ ที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนต้องหนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็ออกมาผลิตงานในฐานะนักเขียนจนประสบความสำเร็จ หนังสือกว่า 40 เล่มคือหลักฐาน รวมถึงรางวัลศรีบูรพาเมื่อปี 2550 กระทั่งการเข้าไปเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของม็อบเสื้อแดงเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่พอเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 เขาก็จำใจลี้ภัยออกนอกประเทศจนมาอาศัยอยู่ฝรั่งเศสกระทั่งปัจจุบัน นี่เป็นเพียงการพูดถึงอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องใดเป็นพิเศษหรอกที่ทำให้เกิดบทสัมภาษณ์นี้ แต่มันคือความชัดเจนที่ซ่อนอยู่ในทุกห้วงจังหวะชีวิตของวัฒน์ต่างหาก ในตอนนี้ที่หลายคนใช้คำว่า ‘ตาสว่าง’ หรือ ‘เบิกเนตร’ และความเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง อะไรคือความรู้สึกเบื้องหลังที่ทำให้วัฒน์คิดได้และไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อมาเป็นเวลาทั้งชีวิตแม้ถูกท้าทายและสูญเสียหลายครั้ง นั่นคือคำถามที่ผมสงสัย และความสงสัยนี้เองนำพาให้ผมได้สนทนากับวัฒน์เพื่อทบทวนความเชื่อในชีวิตเขา ในค่ำวันหนึ่งตามเวลาไทย บ่ายตามเวลาฝรั่งเศส และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ล้อมจับประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องตามความเชื่อในประชาธิปไตยด้วย ประชาชนที่ควรมีสิทธิแต่กลับไม่มี เช่นเดียวกับผม วัฒน์ และคุณ 1 “บังเอิญว่าตู้กระจกมันแตก” ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีและโทรทัศน์ยังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน ความบันเทิงของเด็กตามต่างจังหวัดนั้นมีไม่กี่อย่าง และสำหรับเด็กชายวัฒน์คือหนังสือ หนังสือมวยของตา นิตยสาร คุณหญิง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wat-wanlayangkoon/">‘ดั่งฝุ่นที่ปลิวตามเจตจำนงเสรี’ วัย 66 ปีกับปัจจุบันในฐานะผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าจะต้องเล่าถึงสิ่งที่ <strong>วัฒน์ วรรลยางกูร</strong> ทำตลอด 66 ปีอย่างละเอียด ผมเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้คงยาวหลายสิบหน้า เพราะกับชีวิตที่เลือกทุ่มเทให้กับงานและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเขา มีหลายเหตุการณ์เหลือเกินที่ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาสนทนาแบบลงลึกเป็นประเด็นไป</p>



<p>ตั้งแต่การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่หล่อหลอมตัวตน หลงรักการเขียนจนพัฒนากลายเป็นอาชีพ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ กลายเป็นคนเดือนตุลาฯ ที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนต้องหนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็ออกมาผลิตงานในฐานะนักเขียนจนประสบความสำเร็จ หนังสือกว่า 40 เล่มคือหลักฐาน รวมถึงรางวัลศรีบูรพาเมื่อปี 2550 กระทั่งการเข้าไปเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของม็อบเสื้อแดงเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่พอเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 เขาก็จำใจลี้ภัยออกนอกประเทศจนมาอาศัยอยู่ฝรั่งเศสกระทั่งปัจจุบัน</p>



<p>นี่เป็นเพียงการพูดถึงอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องใดเป็นพิเศษหรอกที่ทำให้เกิดบทสัมภาษณ์นี้ แต่มันคือความชัดเจนที่ซ่อนอยู่ในทุกห้วงจังหวะชีวิตของวัฒน์ต่างหาก</p>



<p>ในตอนนี้ที่หลายคนใช้คำว่า ‘ตาสว่าง’ หรือ ‘เบิกเนตร’ และความเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง อะไรคือความรู้สึกเบื้องหลังที่ทำให้วัฒน์คิดได้และไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อมาเป็นเวลาทั้งชีวิตแม้ถูกท้าทายและสูญเสียหลายครั้ง นั่นคือคำถามที่ผมสงสัย</p>



<p>และความสงสัยนี้เองนำพาให้ผมได้สนทนากับวัฒน์เพื่อทบทวนความเชื่อในชีวิตเขา ในค่ำวันหนึ่งตามเวลาไทย บ่ายตามเวลาฝรั่งเศส และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ล้อมจับประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องตามความเชื่อในประชาธิปไตยด้วย</p>



<p>ประชาชนที่ควรมีสิทธิแต่กลับไม่มี</p>



<p>เช่นเดียวกับผม วัฒน์ และคุณ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141880" width="480" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n.jpeg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/297465_230825203641665_367274791_n-210x315.jpeg 210w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>1</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“บังเอิญว่าตู้กระจกมันแตก”</strong></h3>



<p>ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีและโทรทัศน์ยังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน ความบันเทิงของเด็กตามต่างจังหวัดนั้นมีไม่กี่อย่าง และสำหรับเด็กชายวัฒน์คือหนังสือ</p>



<p>หนังสือมวยของตา นิตยสาร <em>คุณหญิง</em> ของพ่อ และนิตยสาร <em>บางกอก</em> ของญาติข้างบ้าน วัฒน์เล่าให้ผมฟังว่าเหล่านี้คือความสนุกสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเขาที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนอื่นแถวบ้านในจังหวัดลพบุรี เพียงแต่เมื่อโตขึ้น ความแตกต่างก็เกิดขึ้นจากหนังสือที่เขาเลือกอ่านนั่นเอง</p>



<p>“ช่วงประถมผมอ่านหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป ชอบอ่านนิยายบู๊ นิยายรักของบุษยมาศ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้อ่านเอาสนุกอย่างเดียว เพราะนิยายเหล่านี้มีความคิดเชิงอุดมคติอยู่ มันไม่ว่างเปล่า ทำให้พอโตขึ้น ด้วยความเป็นหนอนหนังสือผมเลยอยากอ่านงานที่แปลกขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>“ช่วงมัธยมผมเริ่มอ่านหนังสือเก่าๆ ที่พ่อสะสมไว้ อย่างผลงานเรื่องสั้นของ อ.อุดากรที่เต็มไปด้วยความเปิดกว้างทางสังคม มันทำให้ผมตื่นตาตื่นใจมาก ประกอบกับที่ห้องสมุดโรงเรียนจะมีตู้กระจกเก็บหนังสือต้องห้าม ครูบอกว่านี่คือหนังสือที่เด็กยังไม่ควรอ่าน มันเลยล็อกเก็บไว้อย่างนั้นนานแล้ว จนช่วงที่ผมเริ่มสนใจอยากอ่านหนังสือที่ลึกขึ้นนั่นแหละ บังเอิญว่าตู้กระจกมันแตก</p>



<p>“ผมลองแอบหยิบหนังสือออกมาจากตู้แล้วพบว่าหนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์หลังเหตุการณ์ปี 2475 จนถึงปี 2500 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม การเมือง และความก้าวหน้าทางสติปัญญา และเมื่อผมได้อ่านมันก็เปิดโลก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141881" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180201_107523942657417_106659_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>“จากที่มีความคิดและมองโลกเห็นแค่ชนบท จากที่มีขอบฟ้าชัดเจนแน่นอนในทางรูปธรรม หนังสือขยายขอบฟ้าของผมให้กว้างออกไปอีก ขอบฟ้าไม่ใช่แค่ที่ตาเห็นอีกแล้ว แต่เป็นขอบฟ้าที่เป็นนามธรรม นั่นคือมนุษยธรรม เช่น หนังสือ <em>สงครามชีวิต </em>ของศรีบูรพา ที่ทุกวันนี้ผมยังจำบางประโยคได้อยู่เลย</p>



<p class="has-text-align-center"><em>ชีวิตเราเกิดมาไม่ได้มีอะไรติดตัวมา&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>และตอนตายก็ไม่ได้มีอะไรติดตัวไป&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>คนยากจนต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่อันจำเป็น&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>คนมั่งมีต่อสู้เพื่อการสะสม</em></p>



<p>“จากเด็กมัธยมที่หัวสมองว่างๆ การอ่านทำให้ความคิดผมเป็นเหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้าน ไม่ใช่แค่ต้นไม้โกร๋นๆ มันทำให้ผมมองคนเป็นคน ได้สัมผัสความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์และเข้าถึงความเป็นจริงของโลก ซึ่งพอมีตรงนี้ผมเลยไม่ตุปัดตุเป๋ไปตามอคติและความลวงทั้งหลายในตอนนั้นที่มาหลอกหรือชักจูง”</p>



<p>“รอบตัวมีใครคิดแบบคุณไหม” ผมถาม</p>



<p>“ไม่มี” วัฒน์ตอบทันทีพร้อมหัวเราะยาว ก่อนอธิบายต่อ</p>



<p>“ชีวิตผมมันเหงานะ ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้าที่คิดกับตัวเองว่า ไอ้ห่า ทำไมกูคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลยวะ แต่โชคดีที่ยุคนั้นเป็นช่วงที่ปัญญาชนคนหนุ่มสาวเริ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐเผด็จการก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 หนังสือเลยเริ่มเปลี่ยนจากงานแนวประโลมโลกเป็นงานเขียนเชิงแสวงหา เช่นบทกวีอย่าง <em>ฉันจึงมาหาความหมาย</em> และ <em>กูเป็นนิสิตนักศึกษา</em> ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยวเกินไปนักเพราะได้อ่านนิตยสารอย่าง <em>ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน</em> หรือนิตยสาร <em>สังคมศาสตร์ปริทัศน์</em> ที่ ส.ศิวรักษ์เป็นบรรณาธิการ</p>



<p>“และทั้งหมดนั้นก็ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดออกมาด้วย”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/532271_380332888722427_489390199_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141882" width="322" height="532" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/532271_380332888722427_489390199_n.jpeg 429w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/532271_380332888722427_489390199_n-182x300.jpeg 182w" sizes="(max-width: 322px) 100vw, 322px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>2</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“หลอกผมไม่ได้ เพราะผมมีความจริงอยู่ในตัว”</strong></h3>



<p>วัฒน์ก็เหมือนนักเขียนแทบทุกคนในโลก คือเมื่อเป็นนักอ่านจึงอยากเป็นนักเขียน</p>



<p>เขาเล่าให้ผมฟังว่าด้วยเงื่อนไขชีวิตทำให้ช่วงมัธยมเขาต้องอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ พอตกกลางคืนก็มีแค่หนังสือกับวิทยุคอยอยู่เป็นเพื่อน และรายการโปรดที่วัฒน์เปิดฟังเป็นประจำมีชื่อว่า <em>ถนนนักเขียน</em> ที่เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปเขียนเรื่องส่งไปออกอากาศได้</p>



<p>และนั่นเองคือจุดแรกที่ทำให้เกิดงานเขียนจากปลายปากกาของวัฒน์ ก่อนจะตามมาด้วยผลงานอีกหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารแม้เขายังไม่จบมัธยมดี</p>



<p>“ได้เงินมาก็เอาไปซื้อหนังสืออ่านต่อ หรืออย่างกางเกงขายาวที่สั่งตัดเองตัวแรกก็ใช้เงินจากตรงนี้” วัฒน์เล่าถึงความหลังด้วยรอยยิ้ม</p>



<p>“ตอนนั้นงานเขียนของคุณพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง”</p>



<p>“เป็นเรื่องสังคมและมนุษยธรรมตั้งแต่ต้นเลย เพราะบรรยากาศรอบตัวหล่อหลอมให้ผมเป็นแบบนั้น แต่ก็ยังเป็นแค่มุมมองของเด็กคนหนึ่งที่ก็เข้าท่าบ้างไม่เข้าท่าบ้าง</p>



<p>“อย่างช่วงจบมัธยมใหม่ๆ ผมจำได้ว่าตัวเองเขียนเรื่องเด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งที่เสียใจเพราะตัวเองไม่สบายเลยไม่ได้ไปรับของแจกจากคุณนายผู้ว่าฯ แต่คุณยายของเด็กก็ปลอบว่าไม่เป็นไรพร้อมนั่งถักเสื้อให้เด็กหญิง ก่อนจะสรุปจบเป็นการสอนว่าประชาชนไม่ต้องไปง้อของแจกจากรัฐก็ได้ เราทำเองดีกว่า นี่ก็เป็นมุมมองหนึ่งที่ผมแสดงออกมา และถ้าให้สังเกตผมว่างานเขียนของผมก็สอดแทรกเรื่องราวของคนจนมาตั้งนานแล้วเช่นกัน งานผมแทบไม่ได้พูดถึงการเมืองโดยตรงด้วยซ้ำ เพราะผมอยากสะท้อนความมีชีวิตและเลือดเนื้อของชนชั้นล่างมากกว่า”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="718" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141883" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n-300x224.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n-768x574.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221747949_3090692241195923_8148408439812091003_n-600x449.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<p>“มีความเชื่อไหนเกี่ยวกับงานเขียนที่คุณยึดถือไหม เช่น ต้องเป็นงานที่สะท้อนสังคมและมนุษยธรรมเท่านั้นหรือเปล่า”</p>



<p>“สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่มุมมอง แต่ถ้ายึดตามหลักของนามธรรม ผมว่างานเขียนไม่ว่าจะของผมหรือใครต้องไปให้ได้ถึง 3 ระดับ นั่นคือความจริง ความดี และความงาม</p>



<p>“อันดับแรกของการเขียนหนังสือคือคุณต้องเข้าไปถึงความจริง เพราะถ้าคุณเข้าไม่ถึง งานเขียนของคุณจะเต็มไปด้วยอคติและเปลือก ดังนั้นนักเขียนหรือกวีมีหน้าที่ต้องมองให้ทะลุว่าอะไรคือความจริงของสังคมในตอนนั้น ต้องไม่ตกอยู่ภายใต้กระแสที่ปลอม</p>



<p>“หลังจากนั้นความจริงจะนำพาไปสู่ระดับที่ 2 นั่นคือความดี ความดีคือสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งที่พาให้มนุษย์ก้าวหน้าดีงามขึ้น และสุดท้ายก็จะเป็นความงาม คือการนำเสนอออกมาให้เห็นความคิดและจินตนาการด้วยถ้อยคำของภาษา ถ้ามีทั้ง 3 อย่างครบ ผมถือว่านี่เป็นงานเขียนที่ดี ดังนั้นเวลาเขียนผมจะยึด 3 ข้อนี้ไว้เสมอ หรือเวลาอ่านงานของคนอื่นก็เหมือนกัน หนังสือบางเล่มหรือถ้อยคำบางถ้อยคำเลยหลอกผมไม่ได้แม้จะใช้คำไพเราะแค่ไหนเพราะผมมีความจริงอยู่ในตัว”</p>



<p>ด้วยความเชื่อและหลักการที่วัฒน์ยึดถือนี้เอง ทำให้เมื่อเรียนจบเขาตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานที่ตัวเองฝัน</p>



<p>ในขาหนึ่ง วัฒน์ยังคงผลิตงานเขียนที่ตอบโจทย์ความเชื่อและมุมมองเหมือนเดิม เขามีหนังสือรวมเรื่องสั้นของตัวเองเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้ แต่ในอีกขาเพื่อตอบโจทย์อุดมการณ์เขาก็รับงานเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ <em>อธิปัตย์</em> ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย</p>



<p>งานนักข่าวนี่เองที่ทำให้เขาใกล้ชิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่มาก ทั้งการลงไปทำข่าว สัมภาษณ์ และเขียนบทความเชิงสารคดี วัฒน์เริ่มสะสมชื่อเสียงมากขึ้นในฐานะคนเดือนตุลาฯ ที่ใช้ตัวอักษรขับเคลื่อนทางความคิด จนความจริง อุดมการณ์ และความตั้งใจของเขาค่อยๆ หลอมรวมกันเข้มข้นจนกลายเป็นตัวตนและความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>จนกระทั่งวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทุกอย่างที่กล่าวมาก็ถูกท้าทายอย่างร้ายแรง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225760318_526890315045932_5829174353484232688_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141884" width="344" height="612" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225760318_526890315045932_5829174353484232688_n.jpeg 459w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225760318_526890315045932_5829174353484232688_n-169x300.jpeg 169w" sizes="(max-width: 344px) 100vw, 344px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>3</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ในเมื่อความถูกต้องคือการมองคนให้เป็นคน แล้วทำไมต้องเปลี่ยน”</strong></h3>



<p>หลังจากการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกลับมามีบทบาททางการเมืองในนามรัฐเผด็จการของถนอม กิตติขจร บรรยากาศทางการเมืองในช่วงนั้นก็เข้าขั้นวิกฤตและพร้อมเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ</p>



<p>ถ้าลองย้อนดูตามภาพข่าว เราจะพบว่าในช่วงปีดังกล่าวมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ถึงแก่ชีวิตเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ความรู้สึกของคนที่อยู่ในที่ตรงนั้นจริงๆ เป็นยังไงกันแน่ นั่นคือคำถามที่ผมถามวัฒน์</p>



<p>“เหมือนลุ้นว่าวันไหนจะเจอแจ็กพอต” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ</p>



<p>“ช่วงนั้นในการเดินขบวน เราไม่รู้เลยว่าจะมีใครถูกรางวัลที่หนึ่งไหม เช่น อยู่ดีๆ ก็มีครั้งหนึ่งที่มีการขว้างระเบิดลงมากลางสยามสแควร์โดยไม่สนเลยว่าจะลงหัวใคร สุดท้ายก็ตายไป 4 ศพ ดังนั้นช่วงนั้นแต่ละคนล้วนอยู่ด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะไม่รู้ว่าวันไหนระเบิดจะมาลงหัว</p>



<p>“หรืออย่างพี่นิสิต จิรโสภณ ลูกพี่ผมที่เป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวที่สอนผมทำงานมากับมือ วันที่ 2 เมษายน 2518 แกก็ถูกฆาตกรรมอำพรางโดยการผลักตกรถไฟระหว่างลงไปทำข่าวที่นครศรีธรรมราช ช่วงนั้นเลยถือเป็นช่วงชีวิตที่ความตายเข้ามาเฉียดตัวมากๆ ดังนั้นพอเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาวันที่ 6 ตุลาฯ วันต่อมาผมเลยตัดสินใจเข้าป่าทันที”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/226454442_1241050689688639_5554230635332746843_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141885" width="344" height="612" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/226454442_1241050689688639_5554230635332746843_n.jpeg 459w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/226454442_1241050689688639_5554230635332746843_n-169x300.jpeg 169w" sizes="(max-width: 344px) 100vw, 344px" /></figure></div>



<p>“แม้เสี่ยงและเห็นคนที่เชื่อแบบเดียวกับคุณถูกกระทำขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังมั่นคง ทำไมคุณถึงไม่ยอม” ผมหย่อนคำถามให้เขาทบทวน และนี่เป็นครั้งแรกที่ตั้งแต่เราสนทนากันที่เขาใช้เวลาคิดสักพักก่อนตอบ</p>



<p>“จริงๆ แล้วมีคนถามคำถามนี้กับผมหลายครั้ง เพราะหลายคนมักบอกว่า ‘พี่วัฒน์ดูไม่เปลี่ยนไปเลยในแง่ของความคิด’ ซึ่งพอมาย้อนนึกดูผมก็อยากถามกลับนะ ว่าแล้วทำไมผมต้องเปลี่ยน</p>



<p>“ในเมื่อผมค้นเจอจากการอ่านหนังสือแล้วว่าความถูกต้องคือการมองคนเป็นคน แล้วผมต้องเปลี่ยนทำไม เรื่องนี้ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนอะไรเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ขอแค่ให้คุณตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ก็สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นทำไมผมต้องไปอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อหรือการถูกชักจูงให้ไขว้เขวด้วยล่ะ ทำไมต้องยอมที่จะไม่พูดหรือเขียนตามที่เขาต้องการด้วย”</p>



<p>หลังจากเข้าป่า ด้วยประสบการณ์ ความตั้งใจ และฝีมือที่มี ในช่วงปีนั้นวัฒน์เขียนผลงานออกมาหลายเล่ม รวมถึง <em>ด้วยรักแห่งอุดมการณ์</em> นวนิยายที่เขาสอดแทรกประสบการณ์ของตัวเองในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายลงไปบ้าง เขาก็ออกมาจากป่าด้วยผลงานที่พาเขาโจนทะยานติดปีก</p>



<p>หลังจากนั้นในฐานะนักเขียนอิสระ วัฒน์ วรรลยางกูร มีผลงานในนิตยสารมากมาย และหลายครั้งผลงานเหล่านั้นก็ตีพิมพ์รวมเล่มและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า บางเล่มถึงกับเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ หลายคนต่างชื่นชมในตัวอักษรและเรื่องราวของเขาที่มีจุดเด่นคือพล็อตเรื่องที่เน้นการนำเสนอชีวิตของคนจนหรือคนชนบท เช่น <em>มนต์รักทรานซิสเตอร์ </em>&nbsp;ที่เคยนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้ว</p>



<p>แต่ช่วงนี้เองที่เป็นเหมือนช่วงหยุดพักของวัฒน์ในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะด้วยสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ทำงานที่ตัวเองรักได้เป็นเวลาหลักสิบปี</p>



<p>“ตอนนั้นผมคิดว่ารากความคิดของตัวเองก็ยังเหมือนเดิมนะ เพราะในมุมมองผมต้นตอของปัญหายังไม่หายไป เพียงแต่ด้วยชีวิตและหน้าที่การงานก็ทำให้ผมต้องปรับตัว ช่วงนั้นผมเลยไม่ได้สื่อสารเรื่องการเมืองออกมาเต็มร้อย ประกอบกับที่ฝ่ายขวาเขาเริ่มคลายความตึงเครียดลงด้วย เขาก็ปรับตัวที่จะอยู่กับระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ชีวิตผมเลยพอจะดำเนินต่อไปได้เป็นสิบปี หนังสือผมก็ขายได้เพราะกระแสความคิดของผมมีพื้นที่และคนสนใจพอที่จะดำรงอยู่”</p>



<p>“แล้วความสงบตรงนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตอนไหน”</p>



<p>“ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141890" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/224535566_1035522700319832_914934688537730045_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>4</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“เหมือนเห็นไดโนเสาร์”</strong></h3>



<p>“เหมือนภาพสมัยมัธยมมันซ้อนทับเข้ามาเลยนะ” วัฒน์ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต</p>



<p>“ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนส่วนน้อยอีกครั้ง เป็นคนบ้าที่คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง แต่ด้วยประสบการณ์ที่มี ผมมองสิ่งที่ม็อบพันธมิตรฯ ทำ มองผ่านเปลือกกระแสนิยมที่เขาสร้าง ผมก็พอรู้แล้วนี่คือความพยายามในการเปลี่ยนเกมจากประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ ซึ่งวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็เกิดรัฐประหารขึ้นจริงๆ”</p>



<p>“ตอนนั้นคุณรู้สึกยังไง กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยไหม”</p>



<p>“ผมจำวันนั้นได้ดี ผมไปนอนบ้านเช่าลูกตรงสามแยกไฟฉาย จำได้ว่าเดินออกมาซื้อโจ๊กตรงสามแยกแล้วเจอทหารยืนคุมอยู่ ผมหันไปบอกลูกเลยว่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองเห็นไดโนเสาร์ ยุคนี้แล้วยังกล้าทำแบบอยู่อีก ซึ่งถ้าจะทำกันขนาดนี้ก็สนุกกันล่ะ”</p>



<p>หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา วัฒน์เริ่มกลับเข้ามามีส่วนร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะคนเสื้อแดง และด้วยสถานการณ์ในประเทศที่แม้จะจัดการเลือกตั้งก็ยังเกิดรัฐประหารซ้ำ การเรียกร้องและขอบเขตงานที่เขาทำจึงเริ่มขยายวงกว้างขึ้นจนวัฒน์ต้องทิ้งงานหลักเพื่อลงสนามเต็มตัว</p>



<p>“ผมทำสุดตัวเลย เพราะพอมีนายกฯ สักคนที่เข้ามาทำให้ชีวิตคนจนดีขึ้นได้ผมก็อยากสนับสนุนเขา มันตรงกับความฝันของผมที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ผมอยากให้สังคมไทยมีภราดรภาพ ไม่ใช่มองคนกลุ่มหนึ่งเป็นไพร่ แต่ที่เหนือมากไปกว่านั้นผมว่าการขับเคลื่อนของผมมันคือความพยายามในการรักษาระบบไว้ด้วย</p>



<p>“ผมเข้าใจนะว่าทักษิณก็มีข้อไม่ดี มีหลายเรื่องที่ผมก็โกรธเขาอยู่เหมือนกัน แต่แทนที่คุณจะเชื่อว่ามีคนเกลียดขี้หน้าทักษิณอยู่มาก เลือกตั้งรอบหน้าทักษิณต้องไปแน่ๆ แล้วระบบจะสร้างคนใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมา คุณกลับไปพังระบบทิ้ง ผมว่านี่ต่างหากคือปัญหาที่แท้จริง ประชาชนจะหมดโอกาสในการใช้อำนาจของตัวเอง จากประชาธิปไตยครึ่งใบก็กลายเป็นเผด็จการเต็มใบ เรื่องนี้ต่างหากที่ผมคิดว่ายอมไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="481" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n.jpeg" alt="" class="wp-image-141887" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-600x401.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180227_103839923025819_5553395_n-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>จากมุมมองนี้เองทำให้วัฒน์เข้าไปเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักในการชุมนุมของคนเสื้อแดงอยู่แรมปี เขาใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ และแนวคิดเชิงศิลปะที่ตัวเองมีจัดงานเสวนา ดนตรี และนิทรรศการศิลปะเพื่อพูดถึงเรื่องราว ‘ทะลุฟ้า’ อยู่บ่อยครั้ง</p>



<p>เสี่ยงไหม ถ้ายึดตามกฎหมายไทยก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่วัฒน์บอกผมว่านี่เป็นอีกครั้งที่เขาต้องทำ</p>



<p>“ผมมองช่วงนั้นเป็นโอกาสนะ มันเป็นช่องทางที่จะทำให้ผมได้พูดในสิ่งที่สั่งสมจากการอ่านและประสบการณ์จริง แม้จะเป็นการพูดในมุมเล็กๆ แต่ผมเชื่อว่ามันก็น่าจะสามารถขยายต่อไปได้”</p>



<p>“ตอนนั้นกลัว 112 ไหม” ผมถามตรง</p>



<p>“คงเป็นความรู้สึกคล้ายช่วง 6 ตุลาฯ แหละ คือกลัวแต่ก็ต้องเคลื่อนไหว ซึ่งผมก็คิดไว้กับตัวเองด้วยว่าถ้าเกิดรัฐประหารเมื่อไหร่ ผมคงต้องไปเมื่อนั้น เพราะสิ่งที่ผมรู้มาคือตัวเองมีหมายจับ 112 แล้ว ดังนั้นถ้าเขาจะเอาจริงผมติดคุกหัวโตแน่นอน หรืออาจไปติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วตายในคุกก็ได้</p>



<p>“ดังนั้นในวันที่เกิดรัฐประหารปี 2557 ผมจึงหนีดีกว่า ไม่อยู่ให้จับหรอก”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141888" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/221478104_286141556613746_3131206425207200773_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>5</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ขี้แพ้ตลอดชาติ”</strong></h3>



<p>ในวันที่หมายเรียกตัวของ คสช.มาแปะหน้าบ้านวัฒน์ที่จังหวัดกาญจนบุรี เจ้าของบ้านก็ไม่อยู่แล้ว</p>



<p>หลังจากทราบข่าวว่ามีรัฐประหารวัฒน์ก็เดินทางหลบภัยออกจากบ้านทันทีด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง เขาผ่านออกมาทางช่องทางธรรมชาติสู่ประเทศกัมพูชา ก่อนจะโยกย้ายมาอาศัยอย่างหลบซ่อนอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในประเทศลาว และช่วงเวลานี้ที่เขาเล่าให้ผมฟังว่ามันแย่ที่สุดในชีวิต</p>



<p>“ตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าต้องออกมานานหรอก หลังรัฐประหารผมยังคิดเข้าข้างตัวเองเลยว่าพลังประชาชนจะสามารถต่อต้านเผด็จการได้และไม่นานผมคงได้กลับบ้าน ผมเลยเลือกอยู่ใกล้ประเทศไทยเพื่อการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว แต่ปรากฏว่าพอไม่เป็นอย่างที่คิด ผมและคนอื่นเลยสะเปะสะปะแตกฉานซ่านเซ็นจนกระทั่งโดนไล่ล่าในที่สุด”</p>



<p>“ช่วงนั้นจิตใจคุณเป็นยังไงบ้าง”</p>



<p>“ตอนที่หลบภัยออกมาใหม่ๆ ความรู้สึกก็จะเยอะหน่อย ผมโกรธ เศร้า เบื่อ เซ็งชีวิต คุณนึกออกไหมว่าในเมื่อเราทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ได้กลับไม่เป็นธรรมเลย ใจผมมันเลยเหี่ยว กินแต่เหล้าจนเกือบตาย ต้องเข้าโรงพยาบาล”</p>



<p>“คุณเคยเขียนไว้ในหนังสือว่ากับเหตุการณ์นี้คุณรู้สึกว่าตัวเองแพ้ราบคาบ ทำไมถึงคิดแบบนั้น”</p>



<p>“เพราะในทางยุทธวิธีมันแพ้ และมันก็ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ ผมเป็นไอ้ขี้แพ้มาตลอดชาตินั่นแหละ ตอนเดือนตุลาฯ ก็ต้องเข้าป่า ครั้งนี้ก็ต้องหลบภัยมาถูกไล่ฆ่า ดังนั้นจะไม่เรียกว่าแพ้ได้ยังไง”</p>



<p>“ไล่ฆ่าที่ว่ามันเคยใกล้ตัวคุณแค่ไหน”</p>



<p>“ใกล้มาก เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผู้หลบภัยโดนเก็บไปหลายคน และถ้าดูจากรายชื่อทั้งหมด ด้วยชื่อชั้นแล้วคนต่อไปยังไงก็ต้องเป็นผม ช่วงนั้นเพื่อนผมหลายคนมากที่โทรมาเตือน ทุกคนบอกให้ระวังตัวดีๆ ซึ่งผมก็คิดนะว่าจะให้ผมระวังยังไงเหรอ ผมจะทำอะไรได้ ถ้าเขาจะเอาผมไม่รอดอยู่แล้ว แค่เขาเดินไปในตลาดถามแม่ค้าว่าแถวนี้มีคนไทยอยู่บ้างไหม แค่นั้นผมก็ตายได้แล้ว”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="816" height="459" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-141889" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1.jpeg 816w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/225119834_1705124339689241_1785850134826353086_n-1-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 816px) 100vw, 816px" /></figure></div>



<p>“แม้เจอหนักขนาดนี้คุณก็ยังคงเชื่อในอุดมการณ์เดิมหรือ” ผมถามย้ำ</p>



<p>“ยังเชื่อ” วัฒน์พยักหน้าพร้อมย้ำคำเดิม “เพราะถึงแพ้หรือตาย แต่ในแง่ของความคิด อุดมการณ์ และจุดมุ่งหมายที่เป็นประชาธิปไตยมันไม่เคยแพ้และเปลี่ยนแปลง”</p>



<p>“แล้วรู้สึกสั่นคลอนบ้างไหม” ผมชวนวัฒน์คิดอีกครั้ง และกับครั้งนี้ความเงียบก็ทำงานนานก่อนเขาตอบ</p>



<p>“มี ยิ่งช่วง 5 ปีแรกที่ต้องหลบภัย อารมณ์มันห่อเหี่ยวมากๆ เพราะด้วยความเชื่อผมที่มองคนเป็นคน แต่ตอนนั้นสิ่งที่ผมเป็นมันกลับไม่มีอะไรมารองรับความเป็นมนุษย์ของผมเลย</p>



<p>“ช่วงเวลานั้นถ้าผมตาย มันแย่กว่าหมาตายเสียอีกนะ เพราะรัฐไม่จำเป็นต้องสืบคดีของผมก็ได้ มันไม่มีอะไรมารองรับการดำรงอยู่ของคนแบบผม</p>



<p>“ทุกอย่างบั่นทอนผมมากๆ ถึงสุดท้ายผมจะไม่ตายและลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศสได้ แต่ผมก็ไร้เรี่ยวแรงและพลังในการใช้ชีวิตและการทำงานไปพักใหญ่</p>



<p>“จนกระทั่งได้เห็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในตอนนี้นี่แหละ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141891" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/61989320_443734566451083_6623704379276918784_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>6</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ดั่งฝุ่นที่ปลิวไปตามเจตจำนงเสรี”</strong></h3>



<p>ในช่วงเวลาปัจจุบันที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้น ผู้เล่นหลายคนในสนามล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจเผด็จการ วัฒน์เองที่แม้สถานภาพผู้ลี้ภัยทำให้เขาเป็นได้แค่ผู้ชม แต่วัฒน์ก็บอกกับผมว่าภาพตรงหน้านี่แหละคือสิ่งที่เขารอมาแรมปี</p>



<p>“จิตใจผมสดใสขึ้นมาก เห็นแล้วมันชุ่มชื่นในหัวใจ จากที่รู้สึกว่าตัวเองเดินคนเดียวดุ่ยๆ มาตลอดทาง ทุกวันนี้เหมือนผมได้เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่คิดและเชื่อในสิ่งเดียวกัน แต่พอเห็นว่าพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ อีกมุมผมก็สะท้อนใจนะ ว่าเพราะรุ่นผมแพ้และเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ คนหนุ่มสาวยุคนี้เลยต้องออกมา ลุงมันไม่ดีเองที่ทิ้งมรดกบาปไว้ให้ลูกหลานลำบาก”</p>



<p>“ในฐานะของผู้มีประสบการณ์ คุณมองความเคลื่อนไหวของพวกเขาในตอนนี้ยังไงบ้าง”&nbsp;</p>



<p>“ผมว่าพวกเขาคือตัวอย่างที่ดีของการเคลื่อนไหวที่เห็นถึงปัญหาที่แท้จริง เพราะตราบใดที่ต้นเหตุของปัญหายังอยู่ วันหนึ่งมันก็จะกลับมาปะทุอีกกี่ครั้งก็ได้ เขาจะทำรัฐประหารกี่ครั้งก็ได้เพราะพล็อตเก่ายังมี แต่พอคนรุ่นใหม่เขาจับต้นเหตุและกล้าออกมาพูด นี่แหละคือการเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงและควรเป็น การเอาเรื่องที่อยู่ในซอกหลืบมาพูดในที่แจ้งและสว่างมันถูกต้องแล้ว</p>



<p>“ดังนั้นต่อจากนี้คงเป็นเรื่องของอีกฝั่งแล้วล่ะว่าเขาเห็นแล้วจะเอายังไง จะยอมแก้ 112 ไหม หรือถ้าไม่ยอมแล้วจะเกิดอะไรขึ้นตามมา”</p>



<p>ถ้าจะว่ากันถึงข้อเสนอเต็มๆ ที่จริงแล้วงานเขียนของวัฒน์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือรวมบทข้อเขียน <a href="https://www.sm-thaipublishing.com/product/32286-34523/hidden-agenda-on-king"><em>วาระสมมติ หมายเลข 02 ว่าด้วย The King and I</em></a><em> </em>เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์ผมขอเก็บถ้อยคำที่เกี่ยวข้องไว้เพื่อให้ทุกคนไปหาอ่านต่อ รวมถึงผลงานในอนาคตของวัฒน์ที่กำลังจะออกมาด้วย</p>



<p>ใช่แล้ว หลังจากต้องลงสนามทางการเมืองและระหกระเหินห่างบ้านไปหลายปี ในที่สุดวัฒน์ วรรลยางกูร กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ในรอบ 10 ปีสักที</p>



<p>“เป็นผลพวงจากที่คนรุ่นใหม่เปิดพื้นที่ให้ผมได้พูดด้วยแหละ ดังนั้นต้องขอบคุณพวกเขานะ” หลังจากไร้รอยยิ้มบนใบหน้าในการสนทนามาหลายนาที ประโยคนี้เขายิ้มกว้างกว่าที่เคย</p>



<p>“ในท่ีสุดชีวิตผมก็สงบเสียที ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวาหรือต้องโยกย้ายอีกแล้ว ต่อจากนี้ผมก็แค่พาตัวเองไปอยู่ในมุมที่เติบโตมาอีกครั้ง มุมที่ผมเป็นแค่คนเขียนหนังสือคนหนึ่ง มุมที่ผมอยู่แล้วมีความสุขมาตลอดชีวิต</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141892" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/180570_107523889324089_1076329_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>“เวลาเขียนหนังสือเสร็จเล่มหนึ่งมันเป็นความสุขนะ เวลาหนังสือใหม่มาส่งแล้วผมได้ลูบคลำมันนั่นก็มีความสุข หรือระหว่างเขียนก็เป็นความสุข ดังนั้นผมพอใจชีวิตตอนนี้มาก 2 ปีที่ฝรั่งเศสทำให้ชีวิตผมไม่ห่อเหี่ยวอีกต่อไป ผมมีแรงบันดาลใจในการกลับมาทำงานอีกครั้ง”</p>



<p>“แต่คุณเคยบอกไว้ว่าถ้าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็คงไม่กลับมา ขออยู่เป็นพลเมืองโลกที่ฝรั่งเศสดีกว่า คุณยังเชื่อแบบนั้นไหม”</p>



<p>“ใช่” วัฒน์พยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดเดิม ก่อนคำถามสุดท้ายเพื่อปิดการสนทนา</p>



<p>“แล้วคุณยังมีหวังไหม”</p>



<p>“ผมอดคิดถึงไทยไม่ได้หรอก มันผูกพันอยู่แล้ว อย่างน้อยผมก็อยากเจอหน้าหลาน หรือเวลา<a href="https://adaymagazine.com/wana-wanlayangkoon">ลูก</a>ส่งรูปบ้านที่กาญจนบุรีมาให้แล้วเห็นว่ามันโทรมไปเยอะ ใจผมก็หวิวทุกครั้ง ดังนั้นผมคงไม่รู้สึกหวังไม่ได้ แต่ถ้าว่ากันด้วยสถานการณ์ความเป็นจริงตอนนี้ ดูทรงแล้วผมว่าตัวเองคงไม่น่าจะได้กลับไปแล้วล่ะ</p>



<p>“ชีวิตผมคงเหมือนเพลง <em>Dust in the Wind</em> นั่นแหละ ในเมื่อผมเชื่อในมนุษยธรรมและเสรีภาพ ความคิดผมก็ไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้ผมก็คงต้องเป็นฝุ่นที่เลือกจะปลิวออกมาเองแบบนี้</p>



<p>“ปลิวไปบนโลกและจักรวาลที่เป็นดั่งบ้าน ปลิวไปตามเจตจำนงเสรี</p>



<p>“ดีกว่าเป็นฝุ่นที่อยู่ใต้ตีนของใคร”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="924" height="693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n.jpeg" alt="วัฒน์ วรรลยางกูร" class="wp-image-141893" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n.jpeg 924w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/60723290_396012180995734_8299719056194273280_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 924px) 100vw, 924px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wat-wanlayangkoon/">‘ดั่งฝุ่นที่ปลิวตามเจตจำนงเสรี’ วัย 66 ปีกับปัจจุบันในฐานะผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“อย่ารับใช้เบื้องบน โปรดจงรับใช้ประชาชน” คุยกับแอดมินเพจข้าราชการปลดแอก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/free-thai-civil-servant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 03:44:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Call Out By Your Name]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เพจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าราชการปลดแอก]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าราชการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=141122</guid>

					<description><![CDATA[<p>อย่างเข้าใจง่ายที่สุด ถ้าระบบข้าราชการดี อย่างน้อยบทสัมภาษณ์นี้ผมน่าจะเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริงของสองแอดมินเพจ ข้าราชการปลดแอก ได้ แต่อย่างที่รู้กัน ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากยอมรับ ผมจำใจต้องปิดบังตัวตนของพวกเขาและเรียกด้วยนามสมมติอย่าง แอดมินเอ และ แอดมินบี แทน เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในข้าราชการในระบบ แต่เพราะการเป็นคนในที่เห็นปัญหาได้อย่างแจ่มชัด พวกเขาถึงเลือกเปิดเพจนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดเผยและพูดถึงปัญหา จนในปัจจุบันแม้จะยังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีดี ยอดไลก์เพจ ข้าราชการปลดแอก กำลังจะแตะ 60,000 ไลก์แล้ว และพวกเขายังได้รับเรื่องราวหลังไมค์เกี่ยวกับปัญหาในระบบราชการทุกวัน ราวกับสิ่งที่หมักหมมไว้นั้นไม่มีวันจบสิ้น&#160; และเมื่อรวมกับเหตุผลที่ช่วงนี้วิกฤตโควิด-19 ทำให้ระบบราชการถูกหยิบขึ้นมาวิจารณ์มากขึ้น ผมจึงติดต่อไปหาพวกเขาทั้งคู่เพื่อนัดหมายพูดคุยกันถึงปัญหาที่ว่า ทำไมระบบราชการมักล่าช้า คำว่า ‘นายสั่งมา’ มีอยู่มากน้อยแค่ไหน และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ข้าราชการจำนวนหนึ่งไม่กล้าออกมาส่งเสียงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ผมหอบความสงสัยทั้งหมดนี้ไว้เพื่อสนทนากับพวกเขาผ่านช่องทางออนไลน์ในค่ำวันหนึ่งหลังเวลาราชการ น่าเสียดายที่พวกเขาทั้งคู่ต้องปิดกล้อง น่าเสียดายที่พวกเขาทั้งคู่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ และน่าเสียดายที่บทสัมภาษณ์นี้ไม่น่าจะไปถึงคนเบื้องบน แม้เราจะคุยกันถึงปัญหาด้วยเจตนาที่อยากให้หลายๆ อย่างในประเทศนี้ดีขึ้นก็ตาม อัพเดตสถานการณ์กันหน่อย โควิด-19 กระทบงานพวกคุณบ้างไหม แอดมินเอ : ผมว่างานราชการส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับผลกระทบโคตรน้อย เงินเดือนก็เท่าเดิม ประเมินเลื่อนขั้นตามปกติ ปริมาณงานบางหน่วยก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ถ้าว่ากันถึงเนื้องานก็อาจมีการปรับมาทำในออนไลน์บ้างจากที่ต้องทำเป็นเอกสาร แต่ผมก็นับว่านั่นเป็นก้าวแรก โควิดทำให้หลายๆ งานเปลี่ยนมาทำออนไลน์ได้ ซึ่งตลกมากนะ ทั้งที่มีมติมาตั้งนานแล้วให้ปรับเปลี่ยน แต่ก็ไม่ทำกันสักทีจนมีนายสั่ง ผมว่าแค่นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งแล้วที่สามารถโยงเข้าหาปัญหาในระบบราชการในคำถามต่อๆ ไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/free-thai-civil-servant/">“อย่ารับใช้เบื้องบน โปรดจงรับใช้ประชาชน” คุยกับแอดมินเพจข้าราชการปลดแอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>อย่างเข้าใจง่ายที่สุด ถ้าระบบข้าราชการดี อย่างน้อยบทสัมภาษณ์นี้ผมน่าจะเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริงของสองแอดมินเพจ <a href="https://www.facebook.com/FreeThaiCivilServant">ข้าราชการปลดแอก</a> ได้</p>



<p>แต่อย่างที่รู้กัน ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากยอมรับ ผมจำใจต้องปิดบังตัวตนของพวกเขาและเรียกด้วยนามสมมติอย่าง แอดมินเอ และ แอดมินบี แทน</p>



<p>เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในข้าราชการในระบบ แต่เพราะการเป็นคนในที่เห็นปัญหาได้อย่างแจ่มชัด พวกเขาถึงเลือกเปิดเพจนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดเผยและพูดถึงปัญหา จนในปัจจุบันแม้จะยังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีดี ยอดไลก์เพจ ข้าราชการปลดแอก กำลังจะแตะ 60,000 ไลก์แล้ว และพวกเขายังได้รับเรื่องราวหลังไมค์เกี่ยวกับปัญหาในระบบราชการทุกวัน ราวกับสิ่งที่หมักหมมไว้นั้นไม่มีวันจบสิ้น&nbsp;</p>



<p>และเมื่อรวมกับเหตุผลที่ช่วงนี้วิกฤตโควิด-19 ทำให้ระบบราชการถูกหยิบขึ้นมาวิจารณ์มากขึ้น ผมจึงติดต่อไปหาพวกเขาทั้งคู่เพื่อนัดหมายพูดคุยกันถึงปัญหาที่ว่า</p>



<p>ทำไมระบบราชการมักล่าช้า คำว่า ‘นายสั่งมา’ มีอยู่มากน้อยแค่ไหน และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ข้าราชการจำนวนหนึ่งไม่กล้าออกมาส่งเสียงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น</p>



<p>ผมหอบความสงสัยทั้งหมดนี้ไว้เพื่อสนทนากับพวกเขาผ่านช่องทางออนไลน์ในค่ำวันหนึ่งหลังเวลาราชการ</p>



<p>น่าเสียดายที่พวกเขาทั้งคู่ต้องปิดกล้อง</p>



<p>น่าเสียดายที่พวกเขาทั้งคู่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้</p>



<p>และน่าเสียดายที่บทสัมภาษณ์นี้ไม่น่าจะไปถึงคนเบื้องบน</p>



<p>แม้เราจะคุยกันถึงปัญหาด้วยเจตนาที่อยากให้หลายๆ อย่างในประเทศนี้ดีขึ้นก็ตาม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-141128" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/191864399_256253986274471_6094534729377968183_n.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">อัพเดตสถานการณ์กันหน่อย โควิด-19 กระทบงานพวกคุณบ้างไหม</h4>



<p>แอดมินเอ : ผมว่างานราชการส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับผลกระทบโคตรน้อย เงินเดือนก็เท่าเดิม ประเมินเลื่อนขั้นตามปกติ ปริมาณงานบางหน่วยก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ถ้าว่ากันถึงเนื้องานก็อาจมีการปรับมาทำในออนไลน์บ้างจากที่ต้องทำเป็นเอกสาร แต่ผมก็นับว่านั่นเป็นก้าวแรก โควิดทำให้หลายๆ งานเปลี่ยนมาทำออนไลน์ได้ ซึ่งตลกมากนะ ทั้งที่มีมติมาตั้งนานแล้วให้ปรับเปลี่ยน แต่ก็ไม่ทำกันสักทีจนมีนายสั่ง ผมว่าแค่นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งแล้วที่สามารถโยงเข้าหาปัญหาในระบบราชการในคำถามต่อๆ ไป</p>



<h4 class="wp-block-heading">การจัดการของรัฐต่อวิกฤตครั้งนี้ที่หลายครั้งดูช้ามาก ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง มันทำให้พวกคุณเข้าใจหรือเห็นปัญหามากกว่าคนอื่นหรือเปล่า</h4>



<p>แอดมินบี : ผมไม่เคยเข้าใจเลยกับความช้าของระบบ อาจเพราะผมเพิ่งเข้ามาทำงานราชการด้วย แต่ผมก็เคยคุยกับรุ่นพี่ว่าที่จริงแล้วระบบสามารถเร็วได้ขอแค่นายสั่ง ทุกอย่างเสร็จได้แค่ในวันเดียว ดังนั้นผมว่ากับปัจจุบันก็สามารถพูดได้ว่าเป็นปัญหา หลายเรื่องติดกฎระเบียบมากมายไปหมด ทั้งที่สามารถทำได้เร็วกว่านี้&nbsp;</p>



<p>แอดมินเอ : ส่วนผมเองเข้าใจนะว่าทำไม แต่ก็เป็นความเข้าใจที่ผมไม่เคยยอมรับสภาพ ผมเหมือนกับทุกคนนั่นแหละที่คิดว่า ‘วิกฤตแบบนี้คุณทำได้แค่นี้เองเหรอ’ คุณยังเน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์อยู่อีก ซึ่งต้องบอกก่อนว่าในเวลาปกติ การเน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ของราชการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย ระเบียบที่ออกมามีไว้เพื่อบังคับให้แต่ละขั้นตอนโปร่งใสที่สุด แต่ผลเสียคือในวิกฤตแบบนี้คุณลัดขั้นตอนไม่ได้ถ้าไม่มีนายสั่ง แต่กับเรื่องวัคซีนคงไม่ต้องพูดแล้วมั้ง กระบวนการก็โกง ผลลัพธ์ก็แย่ สุดยอดของความห่วยแล้ว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-1024x1024.jpeg" alt="ข้าราชการปลดแอก" class="wp-image-141129" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/209965366_283880293511840_497850614464351439_n.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในแวดวงข้าราชการที่คุณอยู่ มีการออกมา call out มากน้อยขนาดไหน</h4>



<p>แอดมินบี : ผมว่ามีมาตลอดนะ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ยังไม่มีการกระตุ้นขนานใหญ่ให้ข้าราชการออกมาแสดงออกได้ หลายๆ คนยังติดอยู่กับความกลัว และพูดตามตรงขนาดพวกเราเองก็ยังไม่กล้าเปิดหน้าเลย</p>



<p>แอดมินเอ : แต่กับผมเองในแพลตฟอร์มส่วนตัวผมก็ด่าแบบเปิดหน้านะ ด่ามาตั้งแต่รัฐประหารแล้ว ด่าตั้งแต่คนในที่ทำงานไม่มีใครกล้าด่า (หัวเราะ) แต่ถ้ามองถึงภาพรวม ผมคิดว่าโควิดคือตัวกระตุ้นเรื่องนี้เลย ตอนนี้ผมเห็นข้าราชการหลายคนมากที่ก่อนหน้านี้ไม่สนใจการเมืองแต่ก็เริ่มออกมาบ่น หรือแม้กระทั่งบางคนที่เคยเป่านกหวีดก็เริ่มออกมายอมรับแบบเจื่อนๆ ว่ารัฐบาลบริหารไม่ดีจริงๆ หรือแม้กระทั่งบางคนเริ่มไปม็อบด้วยซ้ำ เหมือนบาร์ตรงนี้ค่อยๆ สูงขึ้น ซึ่งมันก็มาจากความไม่พอใจที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการบริหารจัดการที่แย่ การแสดงออกจึงมากขึ้น แต่ผมคิดว่าควรทำได้มากกว่านี้ มันควรเป็นเรื่องปกติ แต่ผมก็ไม่อยากเอาตัวเองไปพูดแทนหรอก เพราะในอีกมุมผมก็เข้าใจว่าในหลายๆ หน่วยงาน การออกมาพูดมีราคาที่ต้องจ่ายอยู่เหมือนกัน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณว่าการเป็นข้าราชการทำให้มีอิสระในการออกมา call out หรือพูดถึงปัญหาน้อยกว่าอาชีพอื่นไหม</h4>



<p>แอดมินเอ : ผมคิดแบบนั้น ทั้งที่การปล่อยปัญหาไปโดยไม่ค้านคือความผิดของข้าราชการ แต่บ้านเรากลับทำให้การผิดต่อหน้าที่ตรงนี้ไม่ถูกให้ค่า เราดันไปให้ค่ากับระบบที่ต้องทำตามผู้ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น การไม่ค้านว่าทำไมสั่ง Sinovac เข้ามา เป็นต้น</p>



<p>แอดมินบี : ซึ่งถ้าถอยออกมามอง ผมว่าระบบราชการเป็นกระจกที่สะท้อนการเมืองของประเทศในเวลานั้นๆ นั่นแหละ เพราะถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ไทย ระบบราชการในช่วงที่การปกครองเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่แบบนี้ มันมีพื้นที่ให้คนในองค์กรเสนอหรือพูดไอเดียได้มากกว่า แต่พอเป็นรัฐเผด็จการ ระบบราชการก็เป็นเครื่องมือของคนข้างบน ถ้าเขามีความคิดแบบไหนก็ส่งผ่านมาให้คนข้างล่าง ทำให้คนข้างล่างไม่กล้าคิดต่างไปกับคนข้างบนในที่สุด</p>



<p>แอดมินเอ : เหมือนต้นตอของปัญหาคือการที่คุณมองบน คุณเน้นรับใช้ผู้มีอำนาจ แต่คุณไม่มองล่าง คุณไม่รับใช้ประชาชนเลย คุณคิดแค่ให้คนข้างบนได้กิน ได้กำไร แต่ประชาชนตายหมด นี่แหละคือยอดของปัญหาระบบราชการ ตัวชี้วัดของงานคุณแทบไม่ยึดโยงกับประชาชนเลย หลายงานคุณแทบตอบไม่ได้ว่าประเทศชาติได้ประโยชน์ยังไง มีแค่ ‘อ๋อ งานนี้ผู้ใหญ่สั่งมา’ จบ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">พอเป็นแบบนี้ ถ้าข้างบนดีก็จะดี ถ้าข้างบนห่วยก็จะห่วย</h4>



<p>แอดมินบี : ใช่ เพราะพอระบบราชการเป็นแบบนี้ ทั้งนโยบายและการประเมินให้คุณให้โทษเลยถูกส่งผ่านจากบนลงล่าง ทำให้ข้าราชการระดับล่างถึงกลางเขามองขึ้นบนอย่างเดียว เพราะไม่มีอะไรจูงใจเขาให้บริการประชาชนมากขึ้น เขาแค่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาใจนายให้ได้มากที่สุด ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเลขที่นายต้องการ เลยเป็นอย่างที่เห็นกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-1024x1024.jpeg" alt="ข้าราชการปลดแอก" class="wp-image-141131" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/162537068_206796407886896_7543691585245780876_n-1.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ทั้งที่ใจความหลักของอาชีพข้าราชการคือการบริการพี่น้องประชาชน แต่เท่าที่ฟัง เหมือนคนที่ทำงานข้าราชการบางส่วนไม่คิดถึงแง่นี้เลย บางคนคิดแค่ความมั่นคงของตัวเองด้วยซ้ำ ในฐานะคนใน คุณเห็นอะไรในประเด็นนี้บ้างไหม</h4>



<p>แอดมินบี : ถ้าในฐานะที่ทำงานมาและเป็นแอดมินเพจ ผมว่าคนที่เข้ามาทำงานข้าราชการมีหลายเหตุผลต่างกันไป แบบที่มีความตั้งใจดีและอยากพัฒนาระบบเพื่อประชาชนก็มีอยู่มากพอสมควรเลย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ต้องยอมรับว่าในอีกมุมก็มีคนที่ไม่ได้มีแพสชั่นแบบนี้เหมือนกัน แต่ผมว่าสิ่งที่สำคัญคือพอคนทั้งสองแบบนี้เริ่มทำงาน พวกเขาจะเข้าไปเจอชุดความคิดและประเพณีองค์กรแบบเดียวกันที่ทำให้หลายความตั้งใจดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้</p>



<p>แอดมินเอ : ในมุมของคนที่ทำงานข้าราชการมานานกว่า ผมยืนยันอีกเสียงว่าคนที่เข้ามาทำงานเพราะอยากบริการพี่น้องประชาชนมีจริงๆ นะ แต่ผมก็เห็นด้วยว่ามีหลายกรณีมากที่ระบบราชการอันแสนเชื่องช้าบั่นทอนกำลังใจคนทำงานไปโคตรเยอะ ทำให้บางคนที่ยังเหลือความตั้งใจก็เลือกลาออกทั้งที่ไม่ได้อยากออก แต่พอความพยายามในการเปลี่ยนแปลงและผลักดันไม่เกิดขึ้น เขาก็เลือกออกไปอยู่เอกชนดีกว่าเพราะสามารถสร้างเนื้องานได้มากกว่านี้เยอะ หรือบางคนที่เลือกอยู่ต่อก็ถูกบั่นทอนจนกลายเป็นคนที่กลัวพลาด ไม่กล้าเสนออะไรดีๆ แล้วก็มี&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="734" height="633" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/126217861_130629185503619_5455607113895685215_n.jpeg" alt="ข้าราชการปลดแอก" class="wp-image-141132" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/126217861_130629185503619_5455607113895685215_n.jpeg 734w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/126217861_130629185503619_5455607113895685215_n-300x259.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/126217861_130629185503619_5455607113895685215_n-600x517.jpeg 600w" sizes="(max-width: 734px) 100vw, 734px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ฟังดูแล้วการแก้ไขระบบนี้ต้องอาศัยคนข้างบนเป็นหลักอยู่เหมือนกันนะ </h4>



<p>แอดมินเอ : (ถอนหายใจ) ส่วนหนึ่งก็คงใช่ เพราะเอาง่ายๆ อย่างเรื่องการทำงานเอกสารที่เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลในช่วงโควิดนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ภายใน 1 วันขอแค่นายสั่ง ทั้งที่มีมติมาตั้งนานแล้ว&nbsp;</p>



<p>แอดมินบี : แต่อีกส่วนหนึ่งผมว่าข้าราชการตัวเล็กๆ ก็ยังมีหวังอยู่นะ อาจยึดจากประสบการณ์ตัวเองที่เคยดำเนินเรื่องระเบียบการแต่งกายจนในองค์กรเปลี่ยนข้อบังคับให้เป็นอย่างที่เราเสนอได้ และจากประสบการณ์การทำเพจ ผมว่าก็ยังมีอีกหลายไอเดียจากข้าราชการระดับล่างถึงกลางที่ดีมากๆ แค่พวกเขาไม่มีเวทีให้ออกมาพูดแบบผม ดังนั้นถ้าสมมติในแต่ละองค์กรมีเวทีหรือโอกาสให้ทุกคนมาเสนอความคิดได้ ผมกล้าพนันนะว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่สามารถช่วยองค์กรได้เกิดขึ้นจากเวทีนั้นแน่ๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วในมุมมองคุณ แนวโน้มของระบบราชการกำลังเป็นไปในทิศทางไหน ดีขึ้นหรือแย่ลง</h4>



<p>แอดมินบี : ผมว่าดีขึ้น อย่างทุกครั้งที่เพจนำเสนอเรื่องความสิ้นหวังของระบบราชการ ผมไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเลย ผมเปี่ยมด้วยความหวังเสมอ เพราะมีหลายคนมากที่เมสเซจมาหลังไมค์เพจว่าขอบคุณมากที่มีเราอยู่ เขาจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว การพูดคุยกันแบบนี้ทำให้จากที่หลายคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ เราและพวกเขาจะได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ยังคงยึดมั่นอยู่คือเรื่องสำคัญ ดังนั้นต่อให้ภาพที่เห็นตอนนี้อาจดูสิ้นหวัง แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าหลายคนยังมีความหวังอยู่ และความหวังนี้แหละจะทำให้คนมีพลังในการส่งเสียงออกไปในองค์กรได้มากขึ้นในอนาคต</p>



<p>แอดมินเอ : และพอคุณมีหวัง มีความเชื่อมั่นจนกล้าออกมาส่งเสียง ผมว่านี่แหละคือความเปลี่ยนแปลงในก้าวแรกที่โคตรสำคัญ เพราะพอคุณกล้าออกมา แน่นอนว่าจะมีคนเห็นและได้ยิน อย่างผมเองที่ด่ารัฐบาลมาตลอด หัวหน้าก็เตือนผมมา 3-4 ครั้งแล้วแบบอ้อมๆ จนวันหนึ่งที่หัวหน้าเรียกผมเข้าไปคุยส่วนตัว กลายเป็นว่าวันนั้นผมกับเขาได้แลกเปลี่ยนกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ ได้พูดคุยกันถึงมุมมองทางการเมืองซึ่งออกมาดีมาก นั่นทำให้ผมเห็นเลยว่าการที่ตัวเองออกมาพูดทุกวันสามารถสร้างผลกระทบได้ เพราะหลังจากนั้นถึงแม้หัวหน้าผมจะไม่กล้าออกหน้า แต่ถ้ามีอะไรหัวหน้าจะส่งข้อมูลให้ผมช่วยสื่อสารแทน ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้มันขาดแค่พื้นที่และคนที่กล้านะ เพราะถ้าสุดท้ายข้าราชการออกมาพูดมากพอ เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติ วัฒนธรรมแบบเดิมก็จะหายไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-1024x1024.jpeg" alt="ข้าราชการปลดแอก" class="wp-image-141133" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/202898940_274569207776282_4111913116018098339_n.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วถ้าเป็นกรณีของข้าราชการที่อยู่ในองค์กรที่การออกมาพูดมีราคาที่ต้องจ่าย คุณมีคำแนะนำไหมว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง</h4>



<p>แอดมินบี : ผมเข้าใจมากๆ ที่หลายคนกลัว เพราะมีกรณีที่คนออกมาพูดถูกขู่จากเบื้องบนอยู่จริงๆ แต่ผมว่าในท้ายที่สุดเราก็สามารถออกมาพูดได้ อาจใช้วิธีในรูปแบบของการรวมตัวกันหรือส่งมาที่เพจเราก็ได้</p>



<p>แอดมินเอ : เพราะแค่คุณส่งเรื่องมา ผมว่านั่นก็เป็นความกล้ามากแล้ว ถ้าลองไปอ่านหลายๆ โพสต์ของเพจ ถึงแต่ละครั้งจะไม่เปิดเผยชื่อแหล่งข่าว แต่อ่านแป๊บเดียวก็รู้ว่าคือหน่วยงานไหน นี่คือดีมากแล้ว เพราะการออกมาเปิดเผยความเหลวแหลกของหน่วยงานตัวเองควรเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>นี่คือการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน มันจะทำลายกรอบความคิดในตอนนี้ที่คิดว่าราชการเป็นพวกเดียวกับรัฐเผด็จการได้ แล้วถ้าสุดท้ายราชการมีประชาชนให้พิงหลังเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าระบบก็ไม่สามารถดึงราคาที่ต้องจ่ายจากคุณได้หรอก&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างกรณีการเปิดเผยรายงานการประชุมเรื่องวัคซีน Sinovac เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้ ที่ข้อ 10 มีการพูดถึงการยอมรับว่า Sinovac ไม่มีผลในการป้องกันแล้วจะทำให้แก้ตัวยากมากขึ้น ผมว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการออกมาแย้งว่าสิ่งที่เบื้องบนทำแม่งผิด นี่เป็นวิธีสู้กลับอย่างหนึ่งของข้าราชการตัวเล็กๆ และเป็นการบอกกับประชาชนว่าในระบบยังคงมีคนที่สู้เพื่อพวกเขาอยู่ ดังนั้นถึงนาทีนี้คงต้องใช้คำว่าปลุกเร้าแล้วกัน ผมก็อยากให้ข้าราชการออกมาทำหน้าที่ตรงนี้กันเยอะๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="718" height="617" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/218035692_291297599436776_6414446977804465210_n.jpeg" alt="ข้าราชการปลดแอก" class="wp-image-141134" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/218035692_291297599436776_6414446977804465210_n.jpeg 718w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/218035692_291297599436776_6414446977804465210_n-300x258.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/218035692_291297599436776_6414446977804465210_n-600x516.jpeg 600w" sizes="(max-width: 718px) 100vw, 718px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">สุดท้ายถ้าทุกคนออกมาแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ คุณว่าระบบข้าราชการจะมีหน้าตาแบบไหน</h4>



<p>แอดมินเอ : (นิ่งคิดนาน) ผมว่าอย่างน้อยข้าราชการก็สามารถถกเถียงกับนักการเมืองได้ นโยบายหลายๆ อย่างจะได้ออกมาผ่านกระบวนการคิดในหลักวิชาการ ไม่ใช่มาจากอารมณ์หรือดำริของใครแบบนี้ ซึ่งถ้าภาพแบบนั้นเกิดได้และทำให้ประชาชนเห็นได้จริงว่าข้าราชการและการเมืองสามารถพัฒนาประเทศได้ ผมว่าคนรุ่นใหม่ในอนาคตคงมองการทำงานกับภาครัฐเป็นเรื่องที่เฟี้ยว และจะยิ่งดึงให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับภาครัฐมากขึ้นไปอีก</p>



<p>แอดมินบี : เพราะแค่นึกภาพว่าข้าราชการแและนักการเมืองทำงานร่วมกันเพื่อให้งานออกมาตรงตามนโยบายที่ประชาชนเลือกมาและบริการประชาชนด้วยใจจริง ผมว่านั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมแล้ว</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><a href="https://adaymagazine.com/category/series/call-out-by-your-name/">Call Out By Your Name</a> คือซีรีส์ที่รวมการต่อสู้เรียกร้องในนามประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมและได้รับผลกระทบจากรัฐในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 อ่านทุกตอนได้ที่เว็บไซต์ a day</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/free-thai-civil-servant/">“อย่ารับใช้เบื้องบน โปรดจงรับใช้ประชาชน” คุยกับแอดมินเพจข้าราชการปลดแอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กชายใต้ผืนดิน : รากฐานผุพัง ความหลังเน่าหนอน กับตอนต่อไปของชีวิตที่เลือกได้จริงหรือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-boy-in-the-earth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Jul 2021 08:35:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรมญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายแปล]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กชายใต้ผืนดิน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์กำมะหยี่]]></category>
		<category><![CDATA[Fuminori Nakamura]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=140807</guid>

					<description><![CDATA[<p>*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในหนังสือ แต่เชื่อว่าจะไม่ทำลายอรรถรสในการอ่านแต่ประการใด เด็กชายใต้ผืนดิน เราไม่ใช่คนที่ชอบตัวเองสักเท่าไหร่ หลายๆ อย่างที่เป็นและทำ เรามีสัดส่วนความไม่ชอบมากกว่าความชอบ และบ่อยครั้งเลยล่ะที่พอมองตัวเองในกระจกแล้วเราค้นพบว่ามันน่ารังเกียจชะมัด ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกัน แต่ก้อนความรู้สึกแบบนี้ค่อยๆ ก่อตัวมานานแล้ว คล้ายกับแมงมุมสีดำที่ทำรังอยู่ภายในใจ ใช้ความรู้สึกทางลบมาถักทอเป็นที่อยู่อาศัย และคอยกินความเกลียดชังที่เรามีต่อตัวเองเป็นอาหาร จนรู้อีกทีมันก็เติบใหญ่ เกาะกินอยู่ในวิญญาณ แมงมุมน่ารังเกียจ ที่มีที่มาจากความน่ารังเกียจ และเมื่อไม่กี่วันก่อน เราเพิ่งมีโอกาสสบตามันใกล้ๆ ผ่านการอ่านวรรณกรรมที่ชื่อว่า เด็กชายใต้ผืนดิน เด็กชายใต้ผืนดิน หรือ The Boy in the Earth คือวรรณกรรมจากปลายปากกาของ Fuminori Nakamura นักเขียนนวนิยายแนว noir ชาวญี่ปุ่น ที่ถูกนำมาแปลผ่านสำนวนของพรพิรุณ กิจสมเจตน์ และจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สารภาพว่าเหตุผลแรกที่ทำให้เราหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านนั่นก็เพราะคำโปรยที่บอกเล่าเรื่องย่อของวรรณกรรมไว้ด้วยข้อความสั้นๆ “เรื่องราวของชายคนขับแท็กซี่กะดึกผู้พยายามใช้ชีวิตเยี่ยงคนสามัญ หากในใจใฝ่ถึงเพียงการฆ่าตัวตาย เฝ้าแต่นึกภาพตนถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน พร้อมกับความทรงจำน่าสะพรึงกลัวในวัยเยาว์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ท่ามกลางการเผชิญสภาพชีวิตในปัจจุบันที่ไม่ได้ซับซ้อนและหมองหม่นน้อยไปกว่ากันเลย” คล้ายกับมีแรงดึงดูดที่ทำให้เราสนใจทันทีเมื่อได้อ่านประโยคข้างต้น และนั่นเองคือที่มาของ 2 ชั่วโมงที่เราได้ซึมซับและสนทนากับตัวเองผ่านการอ่านวรรณกรรมนี้ อธิบายให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้นสักหน่อย เด็กชายใต้ผืนดิน คือนวนิยายที่เล่าถึงชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งของชายคนขับแท็กซี่ไร้ชื่อที่คิดฆ่าตัวตายตลอดเวลาด้วยเหตุในการแสวงหาอนาคตที่ปราศจากอดีต โดยที่ระหว่างนั้นเขาเองก็อาศัยอยู่กับซายุโกะ หญิงสาวติดเหล้าผู้เคยแท้งลูกและเลือกใช้ชีวิตจมปลักอยู่กับความทรงจำครั้งเก่าก่อน ซึ่งถึงแม้จะอยากหนีแค่ไหนก็หนีออกมาไม่ได้ ฟังดูแล้วราวกับทั้งคู่คือเศษชำรุดที่ผุพังตามกาลเวลาที่เลือกทางเดินในการแก้ปัญหาคนละทาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-boy-in-the-earth/">เด็กชายใต้ผืนดิน : รากฐานผุพัง ความหลังเน่าหนอน กับตอนต่อไปของชีวิตที่เลือกได้จริงหรือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในหนังสือ แต่เชื่อว่าจะไม่ทำลายอรรถรสในการอ่านแต่ประการใด<span style="display:none;"> เด็กชายใต้ผืนดิน </span></p>



<p><strong></strong>เราไม่ใช่คนที่ชอบตัวเองสักเท่าไหร่</p>



<p>หลายๆ อย่างที่เป็นและทำ เรามีสัดส่วนความไม่ชอบมากกว่าความชอบ และบ่อยครั้งเลยล่ะที่พอมองตัวเองในกระจกแล้วเราค้นพบว่ามันน่ารังเกียจชะมัด</p>



<p>ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกัน แต่ก้อนความรู้สึกแบบนี้ค่อยๆ ก่อตัวมานานแล้ว คล้ายกับแมงมุมสีดำที่ทำรังอยู่ภายในใจ ใช้ความรู้สึกทางลบมาถักทอเป็นที่อยู่อาศัย และคอยกินความเกลียดชังที่เรามีต่อตัวเองเป็นอาหาร จนรู้อีกทีมันก็เติบใหญ่ เกาะกินอยู่ในวิญญาณ</p>



<p>แมงมุมน่ารังเกียจ ที่มีที่มาจากความน่ารังเกียจ</p>



<p>และเมื่อไม่กี่วันก่อน เราเพิ่งมีโอกาสสบตามันใกล้ๆ ผ่านการอ่านวรรณกรรมที่ชื่อว่า <em>เด็กชายใต้ผืนดิน</em></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-1024x683.jpg" alt="เด็กชายใต้ผืนดิน" class="wp-image-140812" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p><em>เด็กชายใต้ผืนดิน </em>หรือ <em>The Boy in the Earth </em>คือวรรณกรรมจากปลายปากกาของ Fuminori Nakamura นักเขียนนวนิยายแนว noir <a href="https://adaymagazine.com/search/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99">ชาวญี่ปุ่น</a> ที่ถูกนำมาแปลผ่านสำนวนของพรพิรุณ กิจสมเจตน์ และจัดจำหน่ายโดย<a href="https://www.facebook.com/GammeMagieEditions">สำนักพิมพ์กำมะหยี่</a>เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา</p>



<p>สารภาพว่าเหตุผลแรกที่ทำให้เราหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านนั่นก็เพราะคำโปรยที่บอกเล่าเรื่องย่อของวรรณกรรมไว้ด้วยข้อความสั้นๆ</p>



<p>“เรื่องราวของชายคนขับแท็กซี่กะดึกผู้พยายามใช้ชีวิตเยี่ยงคนสามัญ หากในใจใฝ่ถึงเพียงการฆ่าตัวตาย เฝ้าแต่นึกภาพตนถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน พร้อมกับความทรงจำน่าสะพรึงกลัวในวัยเยาว์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ท่ามกลางการเผชิญสภาพชีวิตในปัจจุบันที่ไม่ได้ซับซ้อนและหมองหม่นน้อยไปกว่ากันเลย”</p>



<p>คล้ายกับมีแรงดึงดูดที่ทำให้เราสนใจทันทีเมื่อได้อ่านประโยคข้างต้น และนั่นเองคือที่มาของ 2 ชั่วโมงที่เราได้ซึมซับและสนทนากับตัวเองผ่านการอ่านวรรณกรรมนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-140822" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/19-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>อธิบายให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้นสักหน่อย <em>เด็กชายใต้ผืนดิน </em>คือนวนิยายที่เล่าถึงชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งของชายคนขับแท็กซี่ไร้ชื่อที่คิดฆ่าตัวตายตลอดเวลาด้วยเหตุในการแสวงหาอนาคตที่ปราศจากอดีต โดยที่ระหว่างนั้นเขาเองก็อาศัยอยู่กับซายุโกะ หญิงสาวติดเหล้าผู้เคยแท้งลูกและเลือกใช้ชีวิตจมปลักอยู่กับความทรงจำครั้งเก่าก่อน ซึ่งถึงแม้จะอยากหนีแค่ไหนก็หนีออกมาไม่ได้</p>



<p>ฟังดูแล้วราวกับทั้งคู่คือเศษชำรุดที่ผุพังตามกาลเวลาที่เลือกทางเดินในการแก้ปัญหาคนละทาง แต่ถึงจะปูปูมหลังและสภาพแวดล้อมของทั้งคู่เข้มข้นถึงเพียงนั้น นวนิยายกลับเล่าถึงเหตุการณ์ปัจจุบันแค่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตและความรู้สึกนึกคิดของตัวละครเป็นหลักเสียมากกว่า</p>



<p>เรื่องราวทั้งหมดดำเนินผ่านตัวละครที่พูดคุยกับตัวเองเสียส่วนใหญ่ ฉันรู้สึกยังไง ทำไมฉันถึงอยากฆ่าตัวตาย อะไรที่ส่งผลให้ฉันผุพังแบบตอนนี้ ทั้งหมดล้วนถูกเล่าผ่านเสียงในหัวของตัวละคร ซึ่งก็เพราะเหตุนี้แหละที่ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ทำหน้าที่เหมือนสนทนากับผู้อ่านไปด้วย</p>



<p>ตลอดทั้งเรื่อง เราจะค่อยๆ มองเห็นการปลดเปลือยความทุกข์และความรู้สึกเชิงลบของตัวละคร ผสมกับการกล่าวถึงบาดแผลในอดีต คล้ายกับการสารภาพบาปที่มีเราเป็นคนคอยรับฟังทั้งความฟอนเฟะภายในและรากฐานที่อ่อนยวบ รวมถึงเห็นผลกระทบของอดีตเหล่านั้นที่ทำให้พวกเขาใฝ่ฝันถึงความตายและการทำร้ายตัวเอง ตัวละครจะค่อยๆ เฉลยเรื่องราวทั้งหมดพร้อมๆ กับพาเราดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดที่ลึกที่สุดในจิตใจ</p>



<p>จนรู้ตัวอีกทีพวกเขาทั้งหมดก็หายไป ทิ้งไว้เป็นเงารางๆ ที่เมื่อพิจารณาดูก็คลับคล้ายคลับคลากับคนในกระจกที่เรารังเกียจหนักหนา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-140814" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แม้ประสบการณ์และความรู้สึกของตัวละครจะไม่ตรงกับเราเสียทีเดียว แต่อะไรบางอย่างในนั้นกลับนำพาเราไปสู่ประสบการณ์ใหม่ที่แปลกประหลาด เพราะหลายครั้งที่ในช่วงครึ่งหลังของนวนิยาย ตัวอักษรบนหน้ากระดาษกลับเปิดประตูให้เราได้ลองพูดคุยกับตัวเองผ่านหลายประโยคที่ชายคนขับแท็กซี่และซายุโกะคิดในหัว</p>



<p>ทำไมถึงไม่ชอบตัวเองนัก ความเกลียดชังนี้มีที่มายังไง และทำไมมันถึงไม่หายไปสักที ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาซ้ำๆ ทับถมเป็นตะกอนไว้ จนกระทั่ง 2 ชั่วโมงผ่านไปเมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราจึงได้มีโอกาสหันมาสนทนากับตัวเองอย่างจริงจังเหมือนที่ตัวละครทำบ้าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-1024x683.jpg" alt="เด็กชายใต้ผืนดิน" class="wp-image-140816" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>เมื่อพิจารณาดีๆ เราพบว่าตัวเอง (รวมถึงผู้อ่านบางคน) ก็คงไม่ได้ต่างกับตัวละครใน <em>เด็กชายใต้ผืนดิน </em>มากนัก</p>



<p>เราต่างมีรอยแผลจากอดีตที่คอยตามหลอกหลอน ใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่ประสบการณ์ แต่หนึ่งอย่างที่แน่ชัดคือถ้ามันกรีดลึกลงไปมากพอ มันย่อมทิ้งรอยแผลเป็นและส่งผลต่อตัวเราในปัจจุบัน จนในบางครั้งเราก็ทำตัวเหมือนคนขับแท็กซี่ในเรื่องที่พยายามหนีแม้ตัวตนจะอ่อนปวกเปียกพร้อมล้มลงได้ทุกเมื่อ ขณะที่บางครั้งเราก็เป็นได้แค่ซายุโกะ หญิงสาวที่หนีจากอดีตไม่สำเร็จ จึงทำได้แค่ยอมให้มันโบยตีซ้ำๆ อยู่แบบนั้น</p>



<p>เป็นเราที่มีรอยฟกช้ำอยู่เต็มไปหมด และเฝ้าคอยกดย้ำแผลในทุกโอกาส</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-140818" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ด้วยความเกลียดตัวเองที่เชื่อใจคนไม่ได้ เกลียดตัวเองที่เจ็บปวดกับเรื่องง่ายๆ เกลียดตัวเองที่อ่อนแอกว่าใคร และที่สำคัญที่สุด เราเกลียดตัวเองที่เอาแต่เฝ้าเกลียดตัวเองอยู่แบบนี้</p>



<p>แต่ในห้วงเวลาที่เราดำดิ่งลงไปจนได้เจอกับตัวตนอันบิดเบี้ยวของตัวเองนั่นแหละ ที่ใจความสำคัญของงานเขียนนี้ทำงานกับเรา เพราะเมื่อเจอที่มาและความรู้สึกแล้ว นวนิยายจึงบอกให้คนอ่านอย่างเราลองสื่อสารกับความรู้สึกนี้ของตัวเองโดยตรงเพื่อโอบรับตัวตนที่เคยปฏิเสธนี้</p>



<p>ในเมื่ออดีตคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แม้มันจะบิดเบี้ยวเลวร้ายสักแค่ไหน แต่ความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเราไม่อาจแก้ไข มันเกิดขึ้นแล้วและจะดำรงอยู่ในตัวเราแบบนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบสร้างตัวตนในปัจจุบันที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง</p>



<p>เปล่าเลย เราและวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ได้จะบอกว่าจงโอบรับมันด้วยความยินดีเหมือนกับงานเขียนตื้นเขินเรื่องอื่น กลับกันเสียอีก ถ้าความทรงจำไหนเปรียบเสมือนฝันร้าย ผู้เขียนกลับบอกเราว่าสิ่งที่ถูกต้องคือการเห็นมันเป็นแบบนั้น</p>



<p>ฝันร้ายก็คือฝันร้าย ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนฝันร้ายเป็นฝันดี</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-1024x683.jpg" alt="เด็กชายใต้ผืนดิน" class="wp-image-140820" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/14-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ดังนั้นลองหันกลับไปมองอดีตด้วยความจริงจากปัจจุบันดู ต่อให้ตัวเราตอนนี้มีนิสัยไม่ดีแบบไหน รู้สึกแย่เพียงใด จงยอมรับและลองพิจารณามันว่าอะไรกันแน่คือต้นเหตุหรือที่มาของสิ่งนั้น ลองสำรวจชั้นใต้ดินที่เก็บซ่อนความทรงจำที่แม้ไม่อยากจำ แต่จงมองมันเพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือจุดกำเนิดของตัวตน</p>



<p>วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>



<p>และมันจะเป็นส่วนหนึ่งของฉันแบบนี้ตลอดไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-1024x683.jpg" alt="เด็กชายใต้ผืนดิน" class="wp-image-140821" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หลังปิดหนังสือและนั่งคิดอยู่นาน เรามองกระจกอีกครั้งและเห็นคนคนเดิม</p>



<p>แต่ที่เพิ่มเติมคงเป็นขาแมงมุมทั้ง 8 ข้างที่ซ่อนอยู่ในเงา</p>



<p>มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนเราไม่อาจระบุชัด</p>



<p>แต่ที่รู้แน่ชัดคือภาพตรงหน้าตอนนี้ห่างไกลจากคำว่าสวยงามอยู่มาก มันผุพัง น่าเกลียด และปล่อยคลื่นสีดำรอบตัวตลอดเวลา</p>



<p>แต่จะสำคัญอะไรเล่า ในเมื่อมันและเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน</p>



<p>และในเมื่อเราหัวเราะ</p>



<p>มันก็หัวเราะ</p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 </h3>
<p>11วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>12วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<h3> 2 </h3>
<p>21วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>22วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>32วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>42วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<h3> 5 </h3>
<p>51วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>52วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<h3> 6 </h3>
<p>61วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>62วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<h3> 7 </h3>
<p>71วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
<p>72วรรณกรรมเรื่องนี้ค่อยๆ พาเราไปตอบคำถามพร้อมชี้แนะให้เราลองนำทั้งหมดมาจัดเรียง แล้วลากจุดเชื่อมให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราประกอบสร้างจากดอกไม้และก้อนหินอะไรบ้าง เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ยอมรับว่าก้อนหินทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉันเช่นกันกับดอกไม้ และต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวแต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนี่ก็คือฉันเอง</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-boy-in-the-earth/">เด็กชายใต้ผืนดิน : รากฐานผุพัง ความหลังเน่าหนอน กับตอนต่อไปของชีวิตที่เลือกได้จริงหรือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ถ้าสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ยังไงมันก็คุ้ม“ ว่าด้วยศิลปะและการเมืองกับทีมศิลปะปลดแอก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/freearts-calloutbyyourname/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2021 10:56:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Call Out By Your Name]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะปลดแอก]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะการแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ม็อบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้ายม็อบ]]></category>
		<category><![CDATA[สินา วิทยวิโรจน์]]></category>
		<category><![CDATA[Sina Wittayawiroj®]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=140130</guid>

					<description><![CDATA[<p>แท้จริงแล้ว &#8216;ศิลปะปลดแอก&#8217; มีความหมายยังไง ถ้ายึดในแง่คำศัพท์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า ‘ศิลปะ’ หมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณ์ให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ ส่วนคำว่า ‘ปลดแอก’ หมายถึง การทำให้พ้นจากอำนาจการกดขี่หรือเป็นอิสระ ดังนั้นศิลปะปลดแอกก็น่าจะหมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณ์ให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ เพื่อเป้าหมายในการพ้นจากอำนาจที่กดขี่และเป็นอิสระ ฟังดูเข้าที แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากความหมายของคำบนหน้าพจนานุกรมมามองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ล่ะ แท้จริงแล้ว ศิลปะปลดแอกมีความหมายยังไง? ในการเรียกร้องช่วงปีที่ผ่านมา ศิลปะปลดแอก คือชื่อของกลุ่มคนทำงานด้านศิลปะที่มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยผ่านเครื่องมือที่พวกเขาถนัด หลายคนอาจคุ้นชื่อพวกเขาจากกิจกรรมที่ชวนประชาชนมาแสดงออกทางการเมืองโดยใช้สีชอล์กและสเปรย์ในการประท้วงที่ราชประสงค์และห้าแยกลาดพร้าว การจัดทำแคมเปญสร้างการรับรู้ของการใช้มาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการระลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงผ่านภาพประกอบและวิดีโอในโลกออนไลน์ จากจุดเริ่มต้นของความพยายามขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองโดยศิลปินไม่กี่คน พวกเขาค่อยๆ ดึงคนที่สนใจมาเข้าร่วม จนเกิดเป็นคณะทำงานขนาดย่อมที่มักไปปรากฏตัวตามที่ชุมนุมและโลกออนไลน์ เพื่อใช้ศิลปะแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐเผด็จการอยู่เสมอ บางแคมเปญเป็นที่พูดถึงในวงแคบ บางแคมเปญสร้างการรับรู้ในวงกว้างระดับประเทศ แต่ทุกงานที่ออกมาในนามศิลปะปลดแอกล้วนมีเมสเซจและเจตจำนงที่ชัดเจนต่อบ้านเมืองนี้ทั้งนั้น จากผลงานและความตั้งใจนี้เองที่ทำให้เราติดต่อทีมศิลปะปลดแอกเพื่อมาสนทนากัน ก่อนที่ในวันจริง เอ๋–ภาวิณี สมรรคบุตร, เต้–อดิศักดิ์ จันทร์ชัยภูมิ, บิว–รุ้งทอง กสิกุล, สินา วิทยวิโรจน์, เฟิร์ส–ธนพนธ์ อัคควทัญญู และ กระเดื่อง–พิสิฎฐ์กุล ควรแถลง (ไม่ปรากฏในรูป) จะปรากฏตัวเพื่อตอบคำถามที่เราสงสัย ความเป็นมาของทีมและงานแต่ละชิ้นคืออะไร พวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน&#160; และแท้จริงแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/freearts-calloutbyyourname/">“ถ้าสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ยังไงมันก็คุ้ม“ ว่าด้วยศิลปะและการเมืองกับทีมศิลปะปลดแอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>แท้จริงแล้ว &#8216;ศิลปะปลดแอก&#8217; มีความหมายยังไง</p>



<p>ถ้ายึดในแง่คำศัพท์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า ‘ศิลปะ’ หมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณ์ให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ ส่วนคำว่า ‘ปลดแอก’ หมายถึง การทำให้พ้นจากอำนาจการกดขี่หรือเป็นอิสระ ดังนั้นศิลปะปลดแอกก็น่าจะหมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณ์ให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ เพื่อเป้าหมายในการพ้นจากอำนาจที่กดขี่และเป็นอิสระ</p>



<p>ฟังดูเข้าที แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากความหมายของคำบนหน้าพจนานุกรมมามองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ล่ะ</p>



<p>แท้จริงแล้ว ศิลปะปลดแอกมีความหมายยังไง?</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-1024x683.jpg" alt="ศิลปะปลดแอก" class="wp-image-140139" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ในการเรียกร้องช่วงปีที่ผ่านมา <strong>ศิลปะปลดแอก</strong> คือชื่อของกลุ่มคนทำงานด้านศิลปะที่มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยผ่านเครื่องมือที่พวกเขาถนัด หลายคนอาจคุ้นชื่อพวกเขาจากกิจกรรมที่ชวนประชาชนมาแสดงออกทางการเมืองโดยใช้สีชอล์กและสเปรย์ในการประท้วงที่ราชประสงค์และห้าแยกลาดพร้าว การจัดทำแคมเปญสร้างการรับรู้ของการใช้มาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการระลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงผ่านภาพประกอบและวิดีโอใน<a href="https://www.facebook.com/FreeArtsTH">โลกออนไลน์</a></p>



<p>จากจุดเริ่มต้นของความพยายามขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองโดยศิลปินไม่กี่คน พวกเขาค่อยๆ ดึงคนที่สนใจมาเข้าร่วม จนเกิดเป็นคณะทำงานขนาดย่อมที่มักไปปรากฏตัวตามที่ชุมนุมและโลกออนไลน์ เพื่อใช้ศิลปะแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐเผด็จการอยู่เสมอ</p>



<p>บางแคมเปญเป็นที่พูดถึงในวงแคบ บางแคมเปญสร้างการรับรู้ในวงกว้างระดับประเทศ แต่ทุกงานที่ออกมาในนามศิลปะปลดแอกล้วนมีเมสเซจและเจตจำนงที่ชัดเจนต่อบ้านเมืองนี้ทั้งนั้น</p>



<p>จากผลงานและความตั้งใจนี้เองที่ทำให้เราติดต่อทีมศิลปะปลดแอกเพื่อมาสนทนากัน ก่อนที่ในวันจริง <strong>เอ๋–ภาวิณี สมรรคบุตร</strong>, <strong>เต้–อดิศักดิ์ จันทร์ชัยภูมิ</strong>, <strong>บิว–รุ้งทอง กสิกุล</strong>, <a href="https://adaymagazine.com/sina-wittayawiroj/"><strong>สินา วิทยวิโรจน์</strong></a>, <a href="https://adaymagazine.com/dialogue-68/"><strong>เฟิร์ส–ธนพนธ์ อัคควทัญญู</strong></a> และ <a href="https://adaymagazine.com/iconoclastor/"><strong>กระเดื่อง–พิสิฎฐ์กุล ควรแถลง</strong></a> (ไม่ปรากฏในรูป) จะปรากฏตัวเพื่อตอบคำถามที่เราสงสัย</p>



<p>ความเป็นมาของทีมและงานแต่ละชิ้นคืออะไร พวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน&nbsp;</p>



<p>และแท้จริงแล้ว &#8216;ศิลปะปลดแอก&#8217; มีความหมายยังไง</p>



<p>คำตอบของพวกเขารออยู่ในบรรทัดต่อจากนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-1024x683.jpg" alt="ศิลปะปลดแอก" class="wp-image-140140" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นกันหน่อย พวกคุณมารวมกลุ่มกันได้ยังไง</strong></h4>



<p><strong>เอ๋ :</strong> ถ้าในนามศิลปะปลดแอก เรามารวมกันครั้งแรกเพราะจะจัดงาน &#8216;Act สิ Art เทศกาลศิลปะ ที่จะไม่ทน!&#8217; เพื่อแสดงจุดยืนว่าด้วยสถานการณ์ตอนนั้นมีศิลปินที่ถูกคุกคามเนื่องจากการแสดงออกทางประชาธิปไตย จากตรงนั้นมันเลยเกิดการรวมกันของคนทำงานสร้างสรรค์ในหลายวงการ กลายเป็นเครือข่ายคณะทำงานที่พอจบงานก็ยังขับเคลื่อนกันต่อ พร้อมกับการดึงคนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้</p>



<p><strong>กระเดื่อง : </strong>แต่ถ้านับจากก่อนหน้านั้นมันก็เกิดจากว่าเราอยากให้กลุ่มศิลปินออกมา call out บวกกับพอเราเริ่มไปม็อบเราก็เริ่มรู้สึกว่าม็อบขาดกิจกรรมอื่นๆ นอกจากการปราศรัย เลยคุยกับเพื่อนๆ ว่าศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์น่าจะเข้ามาร่วมในส่วนนี้ เราเลยเริ่มประกาศหาคนและเชิญคนที่สนใจมาประชุมกัน จนเกิดเป็นงาน ‘Act สิ Art เทศกาลศิลปะ ที่จะไม่ทน!&#8217; อย่างที่เอ๋เล่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงคิดอยากให้กลุ่มศิลปินออกมา call out แล้วตอนนั้นศิลปะปลดแอกเข้ามาช่วยตรงนี้ยังไง</strong></h4>



<p><strong>สินา :</strong> ตอนนั้นผมยังไม่เข้าไปในกลุ่มศิลปะปลดแอก แต่ในมุมมองผม ช่วงนั้นก็เริ่มมีคนที่ทำงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับการเมืองแล้วนะ ในแวดวงภาพประกอบที่ผมทำก็เริ่มมีเยอะแล้ว แต่ละคนเริ่มหยิบจับสิ่งที่ตัวเองถนัดมาถ่ายทอด เพียงแต่ปัญหาสำคัญคือเราไม่มีพื้นที่มากกว่า เรามีแค่ความรู้สึกร่วมกันของสังคมที่อยากมีปากเสียงทางการเมืองแต่ไม่รู้จะรวมกันยังไง</p>



<p><strong>เฟิร์ส : </strong>วงการละครที่ผมอยู่ก็คล้ายพี่สินา ผมเริ่มเห็นคนพูดถึงและไปม็อบ แต่มันก็เจอปัญหาคล้ายๆ กันคือเราไม่รู้ว่าช่วยอะไรได้บ้าง การเกิดขึ้นของศิลปะปลดแอกเลยเป็นเหมือนช่องทางที่มาช่วยตรงนี้</p>



<p><strong>บิว :</strong> อย่างเราก็คล้ายๆ กับทุกคน ตอนแรกเราเป็นแค่ผู้ร่วมชุมนุมด้วยซ้ำเพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง เราเป็นแค่อดีตนักศึกษาศิลปะที่จบมาทำงานเอเจนซี แต่ทีนี้พอมีการชักชวน เราอยากร่วมด้วยเลยเข้ามาช่วย ซึ่งก็ได้ทำงานในแง่การเขียนและเรียบเรียงคอนเทนต์ ศิลปะปลดแอกเลยเป็นเหมือนช่องทางที่ทำให้เราและคนอื่นๆ แสดงออกได้หลายรูปแบบมาก ได้ทุกแขนงเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เหมือนการรวมตัวกันช่วยเพิ่มพื้นที่การแสดงออก</strong></h4>



<p><strong>กระเดื่อง :</strong> มันช่วยให้ทุกคนมีอะไรทำ (ทุกคนหัวเราะ) ซึ่งเราว่าเพราะมันให้พลังที่ต่างกัน เวลาทำงานส่วนตัวเราก็จะมีพลังแบบหนึ่ง แต่พอเป็นงานกลุ่มที่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันพัฒนา แต่ละคนจะใช้พลังทำงานแค่ในส่วนตัวเองไม่ได้แล้ว มันต้องอุดรูรั่วของกันและกัน ช่วยกันจนงานเสร็จโดยที่ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในงานนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="444" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1-1024x444.jpeg" alt="" class="wp-image-140143" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1-1024x444.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1-300x130.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1-768x333.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1-1536x666.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1-600x260.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/204959938_251067193485174_3656967294448423991_n-1.jpeg 1660w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้วิเคราะห์ จุดร่วมที่ทำให้พวกคุณทำงานร่วมกันได้คืออะไร</strong></h4>



<p><strong>กระเดื่อง :</strong> น่าจะเป็นความโกรธ (หัวเราะ) เราไม่ได้มีแพสชั่นว่างานของเราต้องเปลี่ยนแปลงสังคมอะไรขนาดนั้น เพราะเราเชื่อกันว่าสังคมมันเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว สิ่งที่ขับเคลื่อนเราเลยเป็นความโกรธและความโมโหที่ถูกกระทำมากกว่า มันทำให้เรายอมทำทุกอย่างแม้บางงานจะโหดมากก็ตาม เช่น การประชุมกันถึง 6 โมงเช้าแล้วตื่น 8 โมงไปลุยงานต่อ ความโกรธทำให้เราทำได้ขนาดนั้นเลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="538" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/125775401_113179420607286_3482019794849331702_n.jpg" alt="" class="wp-image-140144" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/125775401_113179420607286_3482019794849331702_n.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/125775401_113179420607286_3482019794849331702_n-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/125775401_113179420607286_3482019794849331702_n-768x430.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/125775401_113179420607286_3482019794849331702_n-600x336.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ศิลปะปลดแอกเลือกประเด็นในการออกมาสื่อสารแต่ละครั้งยังไงบ้าง</strong></h4>



<p><strong>เอ๋ :</strong> มันมีทั้งแบบที่เลือกไม่ได้เพราะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น ซึ่งกำลังต้องการแนวร่วมเรื่องนี้ กับอีกแบบที่เลือกได้ ซึ่งเราจะเลือกประเด็นทางการเมืองที่สนใจร่วมกันและต้องเป็นประเด็นที่มีที่มาที่ไป มีคำถาม&nbsp;มีเหตุที่เกิด และมีผลที่ยังคงอยู่<strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>เฟิร์ส :</strong> ยกตัวอย่างโปรเจกต์รำลึกถึงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ก็ได้ครับ ประเด็นนี้เราเลือกกันเองเพราะอยากทำงานที่บันทึกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะรายงานหรือสถิติของเรื่องนี้มันไม่เคยถูกนำเสนอในด้านที่เข้าถึงง่ายเลย พวกเราเลยเอาตรงนี้เป็นแรงผลักดันที่มีร่วมกันเพื่อบันทึกเหตุการณ์ให้คนไม่ลืม สุดท้ายก็ได้ไอเดียแรกว่าจะทำ live performance ณ สถานที่จริง เวลาจริง เพื่อบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงเลือกนำเสนอด้วย live performance&nbsp;</strong></h4>



<p><strong>เอ๋ :</strong> เรามองว่ามันสามารถทำให้เหตุการณ์ที่ผ่านมานานกว่า 10 ปีน่าสนใจขึ้นได้ ถ้าเราอยากพาคนดูย้อนกลับไปไกลขนาดนั้นเพื่อนึกถึงคนที่เสียชีวิต การพาพวกเขาไปอยู่ในเวลาและสถานที่จริงน่าจะช่วยได้ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็พบว่าทำอย่างเดียวไม่ได้ ข้อมูลบางอย่างไม่ชัด ตีกันไปมาว่าอะไรคือความจริงกันแน่ เพราะยิ่งรีเสิร์ชไปเรื่อยๆ เราจะพบว่า fact บางอย่างที่เราเคยเชื่อว่าจริงเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่พอมาฟังตอนนี้คืออะไรก็ไม่รู้ เช่น ประกาศของ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ที่ฟังแล้วจะอ้วก</p>



<p><strong>สินา : </strong>ตรงนี้ถามเต้ต่อได้ เขาเป็นคนตัดคลิปทีเซอร์และคลิปออนไลน์ในกิจกรรมนี้</p>



<p><strong>เต้ :</strong> ต้องออกตัวก่อนว่าพ่อกับแม่ผมเป็นเสื้อแดงอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นผมไม่ได้รู้ลึกอะไรขนาดนั้น รู้แค่ว่ามีคนเสียชีวิต และด้วยความที่พ่อแม่เป็นเสื้อแดงผมเลยคิดแค่ว่าพวกเขาไม่ใช่ฝ่ายผิด ทำให้ผมเห็นต่างกับเด็กคนอื่นมาตลอดเลย เวลาเถียงกับเพื่อนก็เอาอะไรไปสู้ไม่ได้เพราะหลักฐานไม่มี แต่พอได้ทำงานนี้ผมได้เห็นฟุตเทจจากหลายๆ แหล่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ต้องไล่ดูฟุตเทจทุกอัน เห็นภาพศพ ภาพคนโดนยิง มีทุกอย่างเลย ซึ่งระหว่างที่นั่งไล่ดูฟุตเทจก็รู้สึกว่ามันไม่ควรมีวิดีโอแค่ตัวเดียว สุดท้ายนอกจากคลิปทีเซอร์สำหรับ live performance ผมเลยทำคลิปออนไลน์ออกมาด้วย</p>



<p>คลิปแรกเริ่มคือช่วงเมษาฯ เลือดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผมก็เอาเสียงคนที่ร้องทุรนทุรายทั้งหมดมาใส่ ประกอบภาพปัจจุบันที่เป็นถนนร้างเพราะโควิด-19 ให้คนจำได้ว่าพื้นที่ตรงนี้มันเคยมีเสียงกรีดร้อง เคยมีวิญญาณ และเคยมีคนตาย</p>



<p>ส่วนคลิปที่สองคือการบันทึกโมเมนต์ว่าทุกคนต้องเคยผิดพลาด ผมก็ไปใช้วิธีเข้าไปสแนปคอมเมนต์หรือโพสต์ในตอนนั้นที่หลายคนกระหน่ำด่าคนเสื้อแดง มันเต็มไปด้วยการเหยียดและมองคนไม่เท่ากันสูงมาก ประกอบกับที่ฝ่ายรัฐก็ออกข่าวโจมตีว่านี่คือพวกป่วนเมือง ผมเลยอยากบันทึกไว้ว่าที่รัฐมีคำสั่งฆ่า พวกคุณก็เป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งนั้น อันนี้คือจัดเต็มเลย</p>



<p>ส่วนที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะเป็นคลิปที่ผมทำเพิ่มเติมโดยการไปรวบรวมคำพูดของโฆษก ศอฉ.ในตอนนั้น ตัดคลิปสลับกับความเป็นจริงเพื่อให้เกิดการย้อนแย้ง ผมคิดกับตัวเองว่าถ้าปัจจุบันคนยังด่าเสื้อแดงอยู่ อะ ไปดูคลิปนี้ซะ จะได้เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแม่งคืออะไร คุณแค่ดูและใช้วิจารณญาณพอ ผมย่อยมาให้หมดแล้ว</p>



<p>เรียกได้ว่าขับเคลื่อนการทำงานด้วยความแค้นเลยครับ</p>



<p><strong>บิว :</strong> นี่แหละค่ะคือจุดร่วมของเรา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n-1024x575.jpeg" alt="" class="wp-image-140146" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n-1024x575.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n-300x168.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n-768x431.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n-1536x862.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n-600x337.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/188576289_229230819002145_1047018572691657044_n.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1-1024x575.jpeg" alt="" class="wp-image-140148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1-1024x575.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1-300x168.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1-768x431.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1-1536x862.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1-600x337.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/187677895_229229285668965_1888010629387860519_n-1.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พวกคุณมีเพดานในการนำเสนอเนื้อหาไหม</strong></h4>



<p><strong>กระเดื่อง : </strong>ถ้าเรื่องนั้นเป็น fact ก็ไม่น่ามีเพดานเท่าไหร่นะ&nbsp;</p>



<p><strong>สินา : </strong>ผมว่าเพดานเราไปพร้อมกับการชุมนุมด้วย เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่ม็อบทำไว้ไม่ผิด เราก็ไม่อยากนำเสนออะไรที่เป็นเหมือนการลดเพดานหรือเพิ่มเพดานเพื่อสร้างความเกลียดชัง</p>



<p>&nbsp;<strong>เอ๋ :</strong> เราว่าเพดานไม่ใช่สิ่งที่เราคิดถึงเป็นอย่างแรกหรอก เราไม่ได้คิดถึงข้อจำกัด แต่พวกเราแค่มองว่าบางเรื่องก็จำเป็นต้องรื้อหรือตั้งคำถามจริงๆ เพื่อไปต่อ เพราะถ้าประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเรื่องจริงเราก็ต้องเอามาชำระกัน ซึ่งถ้าตรงนั้นคือสิ่งที่เรียกว่าเพดาน เราว่ามันก็ต้องแตะเพดานให้ได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="694" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1-1024x694.jpg" alt="" class="wp-image-140150" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1-1024x694.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1-300x203.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1-768x520.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1-1536x1041.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1-600x406.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/175389953_208605364398024_3258743179018044902_n-1.jpg 1662w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วอย่างการนำเสนอที่เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนล่ะ พวกคุณมีวิธีเลือกประเด็นและนำเสนอแตกต่างจากแบบที่วางแผนล่วงหน้าไหม เช่น กรณีของเพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) ที่อดอาหารประท้วงในเรือนจำ</strong></h4>



<p><strong>เอ๋ :</strong> อย่างเรื่องเพนกวิน ประเด็นที่เร่งด่วนสำหรับพวกเราคือชีวิตของเขา ดังนั้นมันตั้งต้นจากโจทย์ว่าทำยังไงไม่ให้เขาตาย เราเริ่มจากตรงนี้ก่อน แล้วถามตัวเองต่อว่าในฐานะศิลปะปลดแอกเราทำอะไรได้บ้าง สุดท้ายก็ตกลงกันว่าอยากชวนคนให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของสิ่งที่เพนกวินทำ</p>



<p><strong>บิว : </strong>เราโฟกัสไปที่การอดอาหาร ตั้งคำถามว่าแล้วที่จริงเขาอดอาหารเพื่ออะไร เราเลยเขียนคอนเทนต์และวาดรูปทุกวันตั้งแต่วันที่เพนกวินอดอาหารวันแรก เพื่อสื่อว่ากำลังมีคนคนหนึ่งอดอาหารเพื่อประท้วงและถามหาความยุติธรรม เขากำลังทำในวิถีทางของเขา เราก็ทำในวิถีทางของเราคือเป็นกระบอกเสียงให้คนรับรู้ว่ามีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น โดยในแต่ละโพสต์ก็จะมีคำบอกเล่าของแม่ น้อง และทนายของเพนกวินที่เราได้พบเจอ ทำขึ้นเพื่อให้เขารู้สึกร่วมว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้คนเดียว</p>



<p><strong>เต้ :</strong> ซึ่งนอกจากรายละเอียดคอนเทนต์ที่ทำเอง เราก็พยายามจะแมสนะ อย่างกรณีนี้เราก็อยากให้คนสนใจเพราะเพนกวินมีสิทธิตายได้ทุกวัน ดังนั้นนอกจากคอนเทนต์ เราก็มีการต่อยอดอื่นๆ บ้าง เช่นการส่งเรื่องไปที่สำนักข่าวหรือชูป้าย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-140152" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/177522909_211857654072795_58909868281117847_n.jpeg 1440w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ที่บอกว่าพยายามจะแมส แสดงว่าคุณคิดถึงทุกกลุ่มเป้าหมายเลยไหม แม้กระทั่งคนที่เห็นต่างกับคุณ</strong></h4>



<p><strong>เต้ :</strong> เราคิดถึงพวกเขาอยู่ตลอดแหละครับ (ทุกคนหัวเราะ)</p>



<p><strong>เอ๋ :</strong> เราไม่เคยคิดจะปิดกั้นการสื่อสารเลยนะ ไม่เคยมองว่ากูจะไม่คุยกับมึง ชาตินี้อย่ามาเจอหน้ากันอีก แม้กระทั่งคนที่เข้ามาด่า เราก็อยากสื่อสารกับเขา</p>



<p><strong>เต้ :</strong> เราพยายามทำเยอะมากนะ ไอ้การแฮ็กอัลกอริทึมเนี่ย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แฮ็กอัลกอริทึม?</strong></h4>



<p><strong>เต้ :</strong> (พยักหน้า) เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะเชื่อตามหมู่เพื่อนหรือข้อมูลจากฝั่งตัวเอง ต่อให้มีข้อมูลจากสื่อหัวอื่นก็ไม่สามารถหักล้างได้ ดังนั้นการจะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องยากมาก เราเลยคิดว่าสิ่งที่ทำได้และน่าจะเกิดผลที่สุดคือสื่อสารกับคนที่อยู่ตรงกลางมากกว่า กลุ่มนี้ผมว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่เราอยากพูดคุยด้วยมากที่สุด</p>



<p><strong>สินา </strong>: ซึ่งนั่นทำให้เราใช้วิธีสื่อสารแบบที่ธรรมดาที่สุดนั่นเอง อย่างเรื่องของเพนกวิน เราก็แค่บอกว่าเขาอดมากี่วันแล้ว เพื่อให้คนที่เข้ามาอ่านเริ่มรู้สึกอะไรบ้าง แต่ถ้าไม่อ่านเราก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ เพราะพอเราทำงานโดยวางตัวแบบนี้ หลายครั้งเราก็ต้องพูดด้วยน้ำเสียงกลางๆ เข้าไว้</p>



<p><strong>เฟิร์ส :</strong> แต่บางครั้งก็ไม่ ก็แล้วแต่สถานการณ์ด้วย</p>



<p><strong>บิว : </strong>เหมือนศิลปะปลดแอกเป็นคนหนึ่งที่มีหลายน้ำเสียงได้ เพราะในบางทีสิ่งที่เราพูดมันจะรุนแรงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้เสพ บางโพสต์เป็น fact ธรรมดาแต่คนกลับเข้ามาด่ากันยับ ดังนั้นมันอยู่ที่คนเสพเองด้วยว่าเชื่อข้อมูลแบบไหนก็ให้เขาตัดสินเองได้เลย แต่พวกเราเลือกแสดงออกแบบนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/127551275_117816313476930_786728855246810445_n.jpg" alt="" class="wp-image-140153" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/127551275_117816313476930_786728855246810445_n.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/127551275_117816313476930_786728855246810445_n-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/127551275_117816313476930_786728855246810445_n-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/127551275_117816313476930_786728855246810445_n-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วพวกคุณคิดเห็นยังไงกับการเลือกแสดงออกทางศิลปะอย่างที่ตัวเองตั้งใจ แต่กลับโดนคุกคามทางกฎหมายแบบทุกวันนี้</strong></h4>



<p><strong>กระเดื่อง : </strong>ไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะหรอก ตอนนี้ทำอะไรก็โดนได้ทั้งนั้น เพราะมันผิดปกติตั้งแต่กฎหมายแล้ว ดังนั้นผมว่าเราควรจะมองที่ตัวกฎหมายมากกว่า ส่วนที่ว่าเป็นหรือไม่เป็นศิลปะมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะอย่างที่พวกเราทำอยู่ก็ไม่ใช่การรวมตัวกันเพื่อทำงานศิลปะนะ แต่มันคือการรวมกลุ่มของคนที่สนใจการเมืองเพื่อทำงานผ่านความคิดสร้างสรรค์เฉยๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้างั้นศิลปะปลดแอกในความหมายของคุณคืออะไร</strong></h4>



<p><strong>สินา :</strong> ไม่รู้คนอื่นคิดยังไงนะ แต่ความเข้าใจของผม ศิลปะปลดแอกคือการเอาศิลปะมาใช้เพื่อการปลดแอก ดังนั้นโจทย์ไม่ใช่การสร้างศิลปะ โจทย์คือการปลดแอก ส่วนศิลปะเป็นเครื่องมือของการปลดแอกเท่านั้น</p>



<p><strong>บิว :</strong> อีกอย่างคือศิลปะไม่ได้จำกัดให้ศิลปินใช้อย่างเดียว ไม่ใช่แค่ศิลปินที่ทำงานศิลปะได้ ดังนั้นถ้าเรามีเรื่องที่อยากเล่า พวกเราก็มีสิทธิใช้คำว่าศิลปะในการเคลื่อนไหว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เน้นความหมายของสิ่งที่ทำ ไม่ใช่วิธีการ</strong></h4>



<p><strong>เฟิร์ส :</strong> (พยักหน้า) เน้นการทำให้เห็น เพียงแค่เราทำแบบนี้อยู่ แล้วคุณล่ะ ทำอะไรอยู่</p>



<p><strong>สินา :</strong> ผมว่าทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ตรงกันนะ เพราะจากประสบการณ์ที่เจอกับผู้ชุมนุม ผมไม่เคยได้ยินบทสนทนาที่ถกกันเรื่องศิลปะด้วยซ้ำ ทุกคนเข้าใจโดยทันทีว่าเรื่องนั้นมันไม่ได้มีความหมายเท่ากับจุดประสงค์ของสิ่งที่เราทำ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-1024x683.jpg" alt="ศิลปะปลดแอก" class="wp-image-140154" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/15-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าอย่างนั้น พวกคุณมองศิลปะปลดแอกอยู่ตรงไหนของขบวนสังคมในปัจจุบัน</strong></h4>



<p><strong>เต้ :</strong> ผมมองว่าพวกเราเป็นเหมือนฝ่ายซัพพอร์ตมากกว่า เช่น ถ้าที่ไหนมีม็อบก็ทักเรามาได้ เผื่อจะช่วยเหลือทำอะไรร่วมกัน&nbsp;และถ้าเกิดมีประเด็นด่วนอย่างเรื่องของเพนกวิน เราก็จะหยิบขึ้นมาเล่าเพื่อเพิ่มมิติความสนใจของสื่อผ่านเครื่องมือศิลปะ</p>



<p><strong>สินา : </strong>แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่การวางแผนหรืออะไรนะครับ ส่วนใหญ่ที่ทำกันมาเป็นกรณีของการที่เรารู้ตัวว่ามีเครื่องมือที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ เราก็ทำเลยโดยที่ยังใช้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ</p>



<p><strong>บิว :</strong> อีกอย่างคือเรารู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในปัจจุบันมันแทบไม่รู้แล้วนะว่ารูปขบวนอยู่ตรงไหน ดังนั้นเราไม่ได้วางตัวเองอยู่ในจุดไหนของการเคลื่อนไหวขนาดนั้น แต่ถ้าใครอยากขอความช่วยเหลือจากเรา ยกมือแล้วตะโกนเรียกศิลปะปลดแอก เราก็จะไป หรือถ้ามีโปรเจกต์ที่อยากพูดถึง เราก็แค่ยกมือ ดังนั้นเรารู้สึกว่ามันไม่มีรูปขบวนที่ชัดเจนนะ</p>



<p><strong>เฟิร์ส :</strong> สรุปคือศิลปะปลดแอกกำลังเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับขบวนเคลื่อนไหวของประชาชนนั่นแหละครับ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-1024x683.jpg" alt="ศิลปะปลดแอก" class="wp-image-140155" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทราบมาว่ามีทีมงานของศิลปะปลดแอกกำลังถูกดำเนินคดีเพราะการแสดงออกอยู่ด้วย เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อพวกคุณไหม ต้องลดเพดานหรือเปล่า</strong></h4>



<p><strong>เอ๋ : </strong>คงไม่มีการลดเพดาน แต่ก็มีการประเมินความเสี่ยงมากขึ้นว่าเรื่องที่เราอยากสื่อสารมันคุ้มหรือไม่คุ้ม ซึ่งคุ้มในที่นี้หมายถึงว่าถ้าโดนจับเข้าคุกไปสัก 10 ปี แต่ถ้ามันเปลี่ยนแปลงอะไรได้นี่ก็อาจจะคุ้ม แต่ถ้าเกิดว่าเข้าคุกไปแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น บางทีอยู่ข้างนอกอาจทำประโยชน์มากกว่า เราเลยระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่เรื่องที่ควรต่อสู้อย่างกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม พวกเราก็ยังเลือกออกมาสื่อสารเหมือนเดิมแม้จะเสี่ยงก็ตาม</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อะไรผลักดันให้พวกคุณยอมเสี่ยงขนาดนั้น</strong></h4>



<p><strong>บิว : </strong>สำหรับเรา ในเมื่อกฎหมายสามารถถูกใช้แบบผิดๆ ได้ ดังนั้นมันมีโอกาสที่จะลามไปเรื่องอื่นๆ ได้เช่นกัน ถึงเลือกที่จะไม่เสี่ยงมันก็ไม่มีอะไรการันตีว่าวันหนึ่งกฎหมายจะมาถึงเราไหมอยู่ดี ดังนั้นเราเลือกทำดีกว่า ถึงทำไปแบบระมัดระวังแต่ไม่ใช่เพราะกลัว เพราะว่ากันตามจริงเราไม่กลัวโดนจับนะ แต่เราแค่ระมัดระวังเพื่อปิดช่องไม่ให้เขาใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับเราเท่านั้นเอง</p>



<p><strong>สินา :</strong> แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องง่ายมากเลยนะ คือถ้าเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้อง ผมก็ทำ จบ</p>



<p>ถ้าต้องการหยุดการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหรือสถาบันต่างๆ ในสังคมที่มีปัญหา ถึงคนอื่นจะมองด้วยแว่นตาว่าไม่พูดดีกว่า ปลอดภัยกว่า แต่ผมไม่อยากใส่แว่นตานั้น เพราะถ้าทุกคนคิดแบบนั้น ศิลปะปลดแอกคงไม่เกิดขึ้นมาแบบทุกวันนี้</p>



<p>ก่อนหน้านี้ผมเคยอยู่ในกลุ่มที่พยายามดึงศิลปินที่พูดเรื่องการเมืองมารวมกันหลายกลุ่มเลยนะ แต่ทุกครั้งมันล้มหมดเพราะไปติดเพดานหรือการแปะป้ายของบางคนต่องานศิลปะ แต่พอมาเจอศิลปะปลดแอก สิ่งเหล่านั้นมันหายไปแล้ว ทุกคนคือคนเท่ากัน ถึงมีบางทีที่เราถกเถียงกันแต่ทุกคนก็เชื่อในการลงมือทำมากกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คำถามสุดท้าย ถ้าให้สรุปในนามของการเป็นส่วนหนึ่งในศิลปะปลดแอก สิ่งเหล่านี้เติมเต็มพวกคุณได้ยังไงบ้าง</strong></h4>



<p><strong>เต้ :</strong> โดยส่วนตัวผม ผมคิดว่าถ้าไม่ใช่ช่วงเวลานี้ที่จะแสดงออก มันก็ไม่มีช่วงเวลาไหนแล้ว สิ่งที่ทำตรงนี้เป็นอิสระของผมจริงๆ ที่จะได้พูดเรื่องที่ไม่สามารถคุยกับใครได้มานาน มันทำให้ชีวิตผมไม่ซึมเศร้านัก</p>



<p><strong>สินา :</strong> ผมว่ามันทำให้ผมรู้สึกไม่เหงา อย่างตอนที่เราเกรี้ยวกราดทางการเมืองมากๆ ศิลปะปลดแอกทำให้ผมรู้สึกว่ามีคนที่คิดเหมือนกันอยู่รอบๆ มันทำให้รู้สึกไม่เดียวดาย และยิ่งเราได้ช่วยทำอะไรบางอย่างในฐานะประชาชนคนหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์</p>



<p><strong>บิว :</strong> เรารู้สึกเติมเต็มนะ เพราะถ้าจินตนาการว่าเราทำทั้งหมดนี้ด้วยตัวคนเดียว เราว่ามันเหนื่อยและท้อเกินไป แต่พอรวมกลุ่มกันทำ พลังที่จะทำให้ทุกอย่างสำเร็จก็เกิดขึ้น เราชอบในจุดนี้</p>



<p><strong>เฟิร์ส : </strong>เมื่อก่อนเวลาทำงานเรามีปัญหาเรื่อง self-sensitive คือไม่กล้าพอที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมาในตัวงาน แต่พอมาอยู่ศิลปะปลดแอก ทุกอย่างในนี้ทำให้เรากล้ามากขึ้น เราสามารถพูดสิ่งที่อยากพูดได้ คล้ายกับที่นี่เสริมพลังให้เรา</p>



<p><strong>เอ๋ : </strong>ที่นี่สร้างช่วงเวลาให้เรารู้สึกว่าตัวเองได้เจอคนเก่งมากมายไปหมด แล้วยังเป็นคนกลุ่มที่มีเป้าหมายต่อสังคมและมีชีวิตที่ใกล้เคียงกันอีก ทุกอย่างผลักดันเราให้ไปไกลกว่าที่ตัวเองเคยคิดว่าจะไปได้ ยิ่งเราเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ใช้ศิลปะการละคร เรารู้สึกว่าไม่มีช่วงเวลาไหนอีกแล้วที่จะได้ทำงานในพื้นที่จริง คนดูจริง และมีคนที่ได้รับพลังจากผลจากงานของเราอยู่จริงๆ แบบตอนนี้</p>



<p>ดังนั้นไม่มีเวทีไหนสำคัญกับชีวิตเรามากเท่าเวทีนี้อีกแล้ว ทั้งในฐานะศิลปินและประชาชนคนหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-1024x683.jpg" alt="ศิลปะปลดแอก" class="wp-image-140157" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>Call Out By Your Name คือซีรีส์ที่รวมการต่อสู้เรียกร้องในนามประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมและได้รับผลกระทบจากรัฐในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ติดตามตอนต่อไปที่หน้าเว็บไซต์และทุกช่องทางของ a day</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/freearts-calloutbyyourname/">“ถ้าสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ยังไงมันก็คุ้ม“ ว่าด้วยศิลปะและการเมืองกับทีมศิลปะปลดแอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
