<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Culture &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/culture/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/culture/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 08 Jun 2023 17:46:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>จิตวิทยาของ Alice in Wonderland วรรณกรรมอายุกว่า 100 ปีที่หยิบมาทำกี่ทีก็ประสบความสำเร็จ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/alice-in-wonderland/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[alice in wonderland]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167532</guid>

					<description><![CDATA[<p>อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) เป็นนวนิยายชิ้นโบแดงที่ประสบความสำเร็จแทบทุกทางไม่ว่าจะในฐานะวรรณกรรมสำหรับนักอ่าน แอนิเมชันสำหรับเด็ก หรือไลฟ์แอ็กชันสำหรับผู้ชมทั่วไป อลิซในดินแดนมหัศจรรย์เป็นความฝันของวอลต์ ดิสนีย์ เจ้าของสตูดิโอที่อยากนำวรรณกรรมเรื่องนี้มานำเสนอในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว และในอีกหลายปีต่อมา แอนิเมชันเรื่องเดียวกันก็กวาดรายได้ในฐานะไลฟ์แอ็กชันจนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้ดิสนีย์หันกลับมาทำภาพยนต์คนแสดงหลังหยุดทำไปนานร่วม 10 ปีเพราะผลตอบรับของภาพยนต์ 101 Dalmatians (1996) ไม่ได้ออกมาดีนัก อะไรคือเวทมนตร์เบื้องหลังความสำเร็จของ Alice in Wonderland?  แรงบันดาลใจจากเด็กหญิงที่มีตัวตนอยู่จริง&#160; Alice&#8217;s Adventures in Wonderland หรือ Alice in Wonderland เป็นผลงานของ ลูอิส แคร์รอล (นามปากกาของ ชาร์ลส์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ) ว่ากันว่าแคร์รอลเขียนนิยายเรื่องนี้โดยนำแรงบันดาลใจมาจากเด็กหญิงที่มีอยู่จริงคือ อลิซ ลิดเดลล์ ลูกสาวของ เฮนรี ลิดเดลล์ คณบดี Christ Church College ของมหาวิทยาลัย Oxford&#160; แคร์รอลสนิทสนมกับครอบครัวลิดเดลล์เป็นพิเศษ เขามีความสนใจในการถ่ายภาพและได้รับอนุญาตจากครอบครัวลิดเดลล์ให้บันทึกภาพลูกสาวสามคนของครอบครัวนี้คือ ลอริน่า อีดิธ และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/alice-in-wonderland/">จิตวิทยาของ Alice in Wonderland วรรณกรรมอายุกว่า 100 ปีที่หยิบมาทำกี่ทีก็ประสบความสำเร็จ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) เป็นนวนิยายชิ้นโบแดงที่ประสบความสำเร็จแทบทุกทางไม่ว่าจะในฐานะวรรณกรรมสำหรับนักอ่าน แอนิเมชันสำหรับเด็ก หรือไลฟ์แอ็กชันสำหรับผู้ชมทั่วไป อลิซในดินแดนมหัศจรรย์เป็นความฝันของวอลต์ ดิสนีย์ เจ้าของสตูดิโอที่อยากนำวรรณกรรมเรื่องนี้มานำเสนอในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว และในอีกหลายปีต่อมา แอนิเมชันเรื่องเดียวกันก็กวาดรายได้ในฐานะไลฟ์แอ็กชันจนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้ดิสนีย์หันกลับมาทำภาพยนต์คนแสดงหลังหยุดทำไปนานร่วม 10 ปีเพราะผลตอบรับของภาพยนต์ <em>101 Dalmatians</em> (1996) ไม่ได้ออกมาดีนัก อะไรคือเวทมนตร์เบื้องหลังความสำเร็จของ Alice in Wonderland? </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แรงบันดาลใจจากเด็กหญิงที่มีตัวตนอยู่จริง&nbsp;</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167577" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ลูอิส แคร์รอล (นามปากกาของ ชาร์ลส์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ)</figcaption></figure>



<p>Alice&#8217;s Adventures in Wonderland หรือ Alice in Wonderland เป็นผลงานของ ลูอิส แคร์รอล (นามปากกาของ ชาร์ลส์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ) ว่ากันว่าแคร์รอลเขียนนิยายเรื่องนี้โดยนำแรงบันดาลใจมาจากเด็กหญิงที่มีอยู่จริงคือ อลิซ ลิดเดลล์ ลูกสาวของ เฮนรี ลิดเดลล์ คณบดี Christ Church College ของมหาวิทยาลัย Oxford&nbsp;</p>



<p>แคร์รอลสนิทสนมกับครอบครัวลิดเดลล์เป็นพิเศษ เขามีความสนใจในการถ่ายภาพและได้รับอนุญาตจากครอบครัวลิดเดลล์ให้บันทึกภาพลูกสาวสามคนของครอบครัวนี้คือ ลอริน่า อีดิธ และ อลิซ สภาพความเป็นอยู่ในอ็อกซ์ฟอร์ดค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับเด็กหญิงทั้งสาม ดังนั้นแคร์รอลจึงพาเด็กๆ ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ รวมถึงการพายเรือเพื่อชื่นชมธรรมชาติ​ ในระหว่างกิจกรรมเหล่านี้ แคร์รอลได้แต่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กสาวที่หลบหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงผ่านทางโพรงกระต่าย เข้าไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์โดยมอบชื่อของตัวละครเอกในเรื่องนั้นว่าอลิซ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167578" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อลิซ ลิดเดลล์ เด็กหญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละครอลิซ</figcaption></figure>



<p>แม้เรื่องราวการผจญภัยของอลิซจะถูกแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับเด็กหญิงวัยเยาว์ แต่ต่อมาเมื่อเขาได้รวบรวมเรื่องเล่าเป็นรูปเล่มและนำไปจัดพิมพ์ (ด้วยการสนับสนุนของคุณพ่อของอลิซ) หนังสือกลับได้รับความสนใจสูงมาก กลายเป็นวรรณกรรมเรื่องโปรดของนักเขียนชื่อดังอย่าง ออสการ์ ไวลด์ ไปจนถึงประมุขคนสำคัญอย่างควีนวิกตอเรีย&nbsp;</p>



<p>ความสำเร็จของอลิซในดินแดนมหัศจรรย์มาจากองค์ประกอบหลายอย่าง เรื่องเล่าของแคร์รอลแปลกใหม่และเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก โลกของเขาแปลกประหลาด ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ร่างกายของอลิซเปลี่ยนแปลงไปมา เดี๋ยวหดเล็ก เดี๋ยวขยายใหญ่คล้ายจะเป็นการเปรียบเปรยการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของเด็กหญิงอลิซในวัย 8 ขวบ </p>



<p>ก่อนหน้าวรรณกรรมเรื่องนี้ นักอ่านชาวอังกฤษไม่คุ้นกับเรื่องราวในโลกมหัศจรรย์ที่มีตัวเอกเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ส่วนบทสนทนาของอลิซก็มีความแปลกใหม่ มีทั้งความสงสัย ความกล้าหาญแบบเด็กๆ แต่ก็ดูฉลาดเฉลียวไปพร้อมๆ กัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ท่านดัชเชส งานภาพประกอบจากจอห์น เทนนิล นำแรงบันดาลใจจากภาพวาด The Ugly Duchess ภาพวาดชิ้นดังจาก The National Gallery กรุงลอนดอน</figcaption></figure>



<p>อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้อลิซถูกอกถูกใจผู้อ่านมาจากผลงานภาพประกอบโดย จอห์น เทนนิล (John Tenniel) ที่ถ่ายทอดโลกสุดประหลาดออกมาได้อย่างน่าตกตะลึง ตัวละครบางตัวของเทนนิล เช่น ท่านดัชเชส ซึ่งอลิซได้พบในโลกมหัศจรรย์โดยกล่าวว่าเธอนั้น &#8220;น่าเกลียดเป็นอย่างมาก&#8221; ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาด The Ugly Duchess ภาพวาดชิ้นดังจาก The National Gallery กรุงลอนดอน&nbsp;</p>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นของศิลปินจากเบลเยียมชื่อ เควนติน แมตซิส วาดในปี 1513 นำเสนอภาพของสตรีสูงวัยที่สูงศักดิ์ ร่ำรวย แต่อัปลักษณ์ ทุกวันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าบุคคลในภาพมีตัวตนจริงหรือไม่ และอาจเป็นผลงานแนวตลกขบขัน เสียดสีสังคม การนำภาพวาดที่คนอังกฤษรู้จักและเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังมาใช้ ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจมุขตลกของเรื่องได้ง่ายขึ้น </p>



<p>การผจญภัยของอลิซเป็นเรื่องราวชวนหัวของคนปกติดีในโลกที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เด็กคนไหนที่เคยเบื่อกับการเจอผู้ใหญ่ทะเลาะกันวุ่นวาย คุณครูเจ้าระเบียบบ้าอำนาจที่ชอบกลั่นแกล้งเด็กในชั้น หรือกระทั่งโรงเรียนที่เต็มไปด้วยกฎบ้าๆ บอๆ ก็อาจจะเข้าใจอลิซและมีความรู้สึกร่วมกับเธอได้ไม่ยาก ส่วนผู้ใหญ่ที่อยากหลบหนีความจริงเข้าสู่โลกไร้เหตุผลหลังโพรงกระต่าย ก็อาจพบว่าเรื่องราวของอลิซทำให้พวกเขาหัวเราะได้ไม่น้อยไปกว่ากัน </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ผลงานในฝันของวอลต์ ดิสนีย์&nbsp;</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167585" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>คอนเซ็ปต์อาร์ตของอลิซเวอร์ชันปี 1951</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167586" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>คอนเซ็ปต์อาร์ตของอลิซเวอร์ชันปี 1951</figcaption></figure>



<p>การนำวรรณกรรมชิ้นนี้มาสร้างใหม่เป็นแอนิเมชันเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับดิสนีย์ เพราะแม้ว่าหนังสือเรื่องนี้จะเป็นที่นิยมและคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่เสน่ห์ของอลิซในดินแดนมหัศจรรย์อยู่ที่การเขียนและภาพประกอบ หากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้จะต้องอาศัย Concept Art ที่น่าตื่นตา รวมไปถึงบทสนทนาและการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ วรรณกรรมเล่มนี้ไม่ได้จับหัวใจอย่างงานคลาสสิกเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กวางน้อยแบมบี้ ช้างน้อยดัมโบ้ หรือเจ้าหุ่นพิน็อกคิโอ หัวใจของการสร้างอลิซในดินแดนมหัศจรรย์คือการเล่าเรื่องระหว่างทางให้น่าตื่นเต้นและชวนติดตาม </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167579" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>มิกกี้ในปี 1930 เมื่อเขาเข้าไปในโลกกระจกและเจอกับบรรดาไพ่</figcaption></figure>



<p>ในปี 1930 ดิสนีย์ผลิตตอนหนึ่งของแอนิเมชันมิกกี้เมาส์ เล่าเรื่องของมิกกี้ที่หลุดเข้าไปในโลกหลังกระจกแล้วต้องผจญภัยกับบรรดาไพ่ทั้งหลาย เราพบว่าดิสนีย์มีแผนที่จะสร้างอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ในรูปแบบแอนิเมชันตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930s แต่ยังหาแนวทางที่ถูกใจไม่ได้ ภายหลังเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โปรเจกต์นี้ถูกพับเก็บไปนานถึง 20 ปี กว่าดิสนีย์จะตัดสินใจนำผลงานชิ้นนี้มาทำใหม่กลายเป็นแอนิเมชันอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ที่ออกฉายกันในปี 1951&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167583" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากเดินขบวนของทหารไพ่ มีการเลือกใช้ท้องฟ้าสีเทากับพื้นดินสีมรตกเพื่อดึงให้สีของทหารไพ่สีขาวแดงดูโดดเด่นและน่าตื่นตา</figcaption></figure>



<p>ในเวอร์ชันนี้ ดิสนีย์ได้ Concept Artist ฝีมือดีอย่างแมรี แบลร์ เข้ามาช่วยทำคอนเซ็ปต์ตัวละครให้ เธอยังเป็นผู้กำหนด Colour Palette ซึ่งจะบอกว่าแอนิเมชันเรื่องนี้ควรใช้สีเพื่อสื่อสารอารมณ์ในทิศทางไหน หากเรามองผลงานชิ้นนี้ให้ดีจะพบว่าการใช้สีของอลิซในดินแดนมหัศจรรย์เวอร์ชันปี 1951 มีความคอนทราสต์เป็นอย่างมาก นอกจากสีสันฉูดฉาด ยังมีการตัดสีที่เป็นเอกลักษณ์เช่นในฉากเดินขบวนของทหารไพ่ มีการเลือกใช้ท้องฟ้าสีเทากับพื้นดินสีมรตกเพื่อดึงให้สีของทหารไพ่สีขาวแดงดูโดดเด่นและน่าตื่นตา </p>



<p>ในส่วนของการนำเสนอเนื้อหา ดิสนีย์ปรับให้เรื่องเล่าในเวอร์ชันของเขามีความเป็นมิวซิคัลมากขึ้น มีการแต่งเพลงประกอบเรื่องมากกว่าผลงานในยุคเดียวกัน และที่สำคัญ การวาดตัวละครในรูปแบบแอนิเมชันได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงของบุคคลจริง แคธริน โบมอนต์ เลอวีน &#8211; ผู้ให้เสียงอลิซ ต้องสวมบทบาทเป็นอลิซจริงๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักวาด แต่ฉากที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุด คือการแสดงของเธอร่วมกันกับ เอ็ด วินน์ &#8211; ผู้ให้เสียงแมด แฮตเตอร์ (Mad Hatter) ในฉากงานเลี้ยงน้ำชา เพราะปรากฏว่าเสียงสดที่ใช้ในการแสดงถูกนำมาใช้จริงในแอนิเมชัน เนื่องจากเข้าถึงอารมณ์มากกว่างานอัดในห้องเสียง </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167584" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แคธริน โบมอนต์ เลอวีน &#8211; ผู้ให้เสียงอลิซ ต้องสวมบทบาทเป็นอลิซจริงๆ</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167581" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แมด แฮตเตอร์ หรือช่างทำหมวกบ้า ให้เสียงโดยเอ็ดวินน์</figcaption></figure>



<p>แมด แฮตเตอร์ หรือช่างทำหมวกบ้า เป็นตัวละครที่โดดเด่นมีสีสันมากเพราะนอกจากบุคลิกจะแปลกประหลาดยังมีบทพูดและการเรียกร้องความสนใจที่แหวกแนว ที่มาของชื่อ แมด แฮตเตอร์ มาจากสำนวนอังกฤษที่มีอยู่แล้วคือ Mad as a hatter เนื่องจากหมวกเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่ 18-19 แต่อุตสาหกรรมนี้ใช้สารปรอทไนเตรตเป็นส่วนหนึ่งในการแปรรูปขนสัตว์ให้สามารถนำมาติดกับหมวกได้ สารที่ว่านี้มีความเป็นพิษสูงทำให้ช่างทำหมวกมีอาการหลอนประสาท พูดจาติดขัด ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ กลายเป็นที่มาของสำนวน บ้าเหมือนช่างทำหมวก (Mad as a hatter)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทิม เบอร์ตัน กับการพาอลิซในดินแดนมหัศจรรย์สู่ไลฟ์แอ็กชันที่ประสบความสำเร็จ</strong></h3>



<p>“เป้าหมายหลักคือการสร้างภาพยนต์ให้สื่อสารกับผู้ชม เป็นการนำสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปแต่ยังรักษาความคลาสสิกไว้ ผู้ชมต้องสามารถสัมผัสถึงจิตวิทยาของเรื่อง” ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับชาวอเมริกันกล่าวไว้เช่นนี้เกี่ยวกับการนำวรรณกรรมคลาสสิกมาถ่ายถอดใหม่เป็นภาพยนตร์เวอร์ชันคนแสดงเมื่อปี 2010 </p>



<p>นิตยสาร Philosophy Now กล่าวถึงอลิซในเวอร์ชัน ทิม เบอร์ตัน ที่พยายามใส่แนวคิดจิตวิทยา รวมไปถึงประเด็นเฟมินิสต์เข้าไปในตัวหนังโดยสะท้อนผ่านตัวละครอลิซซึ่งมีความคิดไม่เหมือนสตรีทั่วไปในยุคเดียวกัน มีความขัดแย้งกับแม่ แต่มองพ่อเป็นต้นแบบของชีวิต เธอปฏิเสธการแต่งงาน หลบหนีไปยังโลกมหัศจรรย์ที่ซึ่งการค้นหาตัวตนของเธอนำไปสู่ตอนจบที่น่าประทับใจ</p>



<p>ในภาพยนต์เวอร์ชันนี้เรายังได้รู้จักตัวละครผู้หญิงสองท่านที่นำเสนอบุคลิกที่แตกต่าง ราชินีสีแดง (The Red Queen) เป็นตัวแทนสังคมเผด็จการ เธอปกครองด้วยความกลัวจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นทรราช ประชาชนใต้ปกครองของราชินีต้องทำตามกฎที่ไม่มีที่มา ใครขัดความคิดของราชินีจะต้องถูกตัดหัวสถานเดียว บุคลิกเช่นนี้สะท้อนความคิดที่อลิซมีต่อมารดา </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167574" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Red Queen ปกครองแบบเผด็จการ</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>White Queen ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระปราศจากกฎเกณฑ์ข้อบังคับทั้งหลาย</figcaption></figure>



<p>ในขณะที่ราชินีสีขาว (The White Queen) ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระปราศจากกฎเกณฑ์ข้อบังคับทั้งหลาย นิตยสาร Philosophy Now อธิบายว่าราชินีสีขาวนำเสนอเฟมินิสต์ที่ไม่ถูกกดทับโดยสังคมปิตาธิปไตย อลิซมองเห็นราชินีพระองค์นี้ว่าอยู่ในรูปลักษณ์ที่เหมาะสม ไม่ตัวเตี้ยเกินไป ไม่มีหัวที่ใหญ่เกินไป แต่เป็นความพอดี และที่สำคัญ ราชินีสีขาวเป็นตัวละครที่สนับสนุนอลิซให้เป็นสิ่งที่เธอต้องการ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167582" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อลิซและดาบของเธอในภารกิจสุดท้าย</figcaption></figure>



<p>เป้าหมายของอลิซคือการเอาชนะราชินีสีแดงและช่วยเหลือราชินีสีขาวให้สามารถกลับมาครองบัลลังก์ แต่ในภารกิจครั้งนี้อลิซจะต้องตามหาดาบวิเศษ ดาบในที่นี้เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา หากไม่มีปัญญา แม้จะมีความกล้าหาญเพียงใดก็ไร้ผล สถานการณ์ที่อลิซต้องฝ่าฟันคือการหาคำตอบให้เจอว่าทำไมเธอถึงไม่พอใจสถานการณ์ในชีวิต และหากต้องการเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เธอจะต้องตัดสินใจอย่างไร&nbsp;</p>



<p>เมื่ออลิซเอาชนะการต่อสู้ทั้งหลายเธอจึงมีอิสระที่จะเลือกในสิ่งที่เธอต้องการ เธอสามารถปฏิเสธบทบาทตามจารีต มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ อลิซเริ่มต้นธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเป็นผู้หญิงคนเดิมที่มีจิตใจงดงาม ฉลาด กล้าหาญ และโอบอ้อมอารี การผจญภัยของอลิซทั้งหมดนี้นำพาอลิซไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่สมบูรณ์แบบและสง่างาม</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง:</strong></p>



<p><a href="https://www.bbc.co.uk/oxford/content/articles/2009/05/21/alice_feature.shtml?fbclid=IwAR2mLp3N-Zvi18mpJVOd9ComDkEquBc4DczDwZKdmrnShuFtcmYfN78w4ho">Local Lives &#8211; Alice Liddell</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=VZhzmYFc4dI">Reflections On Alice | A Making of Alice in Wonderland (1951)</a></p>



<p><a href="https://philosophynow.org/issues/90/Alice_in_Wonderland#:~:text=As%20the%20Mad%20Hatter%20talks,established%2C%20ie%2C%20Alice%27s%20mother">Alice in Wonderland</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=n352YrSA5os&amp;t=99s">Why Cinderella is Disney&#8217;s Only Good Live-Action Remake</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/childrens-books-site/2015/apr/17/10-things-you-didnt-know-about-alice-in-wonderland-lewis-carroll">10 things you didn&#8217;t know about Alice in Wonderland</a></p>



<p><a href="https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/books/features/alice-in-wonderland-150-years-on-what-s-the-secret-of-its-success-10128720.html">Alice in Wonderland: 150 years on, what&#8217;s the secret of its success?</a></p>



<p><a href="https://www.history.com/news/where-did-the-phrase-mad-as-a-hatter-come-from">Where did the phrase “mad as a hatter” come from?</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/alice-in-wonderland/">จิตวิทยาของ Alice in Wonderland วรรณกรรมอายุกว่า 100 ปีที่หยิบมาทำกี่ทีก็ประสบความสำเร็จ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Starbucks Reserve Princi Blend</title>
		<link>https://adaymagazine.com/starbucks-reserve-princi-blend/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 May 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Koffee Kult]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks Reserve Princi Blend]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167197</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถุงนี้ที่เปิดชง Starbucks Reserve Princi Blend&#160; ร็อกโก พรินชี (Rocco Princi) เป็นช่างทำขนมปังอิตาเลียนระดับตำนานที่สตาร์บัคส์ตัดสินใจร่วมงานด้วย กาแฟพรินชีเบลนด์นี้น่าสนใจตรงที่ มันไม่ใช่แค่กาแฟบรรจุถุงขายในร้านเท่านั้น แต่ผมพบว่าสตาร์บัคส์น่าจะกำลังเริ่มลองทำร้านเบเกอรีแนวคิดใหม่ นั่นคือเปิดเป็นร้านเบเกอรีแบบอบสดใหม่ และมีกาแฟพรินชีเบลนด์และกาแฟสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ จำหน่ายด้วย ผมไปเจอร้าน Starbucks Reserve Princi โดยบังเอิญในย่านกินซ่าของญี่ปุ่น เพราะอยู่ใกล้กับโรงแรมที่ผมพัก เป็นไปได้ว่าสตาร์บัคส์อาจเริ่มจริงจังกับการเปิดร้านเบเกอรีมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนถุงนี้เป็นกาแฟที่คั่วและเบลนด์มาให้เหมาะกับการดื่มกับเบเกอรี หอมช็อกโกแลต มีคาราเมลนิดๆ ดื่มกับครัวซองต์ตอนเช้านี้เข้ากั๊น เข้ากัน เยี่ยมโรงคั่วสตาร์บัคส์ ริมแม่น้ำเมกุโระในโตเกียว นอกเหนือจากร้านคาเฟ่เล็กๆ โรงคั่วแบบอินดี้ที่คั่วกันเองของผู้ประกอบการยุคใหม่ ความสำเร็จของร้านกาแฟ ที่เบียดตัวเองขึ้นมายืนหนึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศที่ว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของชาเขียวและวัฒนธรรมการชงชาที่แสนจะยาวนานและเก่าแก่ได้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในใจคนญี่ปุ่นหนีไม่พ้นสตาร์บัคส์ หากไล่ย้อนไปดูร้านกาแฟเก่าแก่ในโตเกียว อย่างพรีเมียมคาเฟ่ (เปิดมาแล้ว 70 ปี) เราจะเห็นรสนิยมของคนญี่ปุ่นสมัยก่อน ที่นิยมชมชอบความเป็นตะวันตกอยู่มาก อย่างร้านพรีเมียมที่มีสาขาในย่านชิบุยะ แหล่งชอปปิ้งที่ทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่นและที่ดินมีราคาแพงลิบลิ่ว แต่ร้านพรีเมียมคาเฟ่ก็ยังอยู่ได้และเรียกว่าแทบไม่เคยเปลี่ยน&#160; ร้านยังคงตกแต่งเหมือนเดิมเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เหมือนเราหลุดเข้าไปในคาเฟ่ยุค 70 ตกแต่งด้วยไม้ ผ้าม่านพับจีบ เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่เทอะทะสไตล์หลุยส์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/starbucks-reserve-princi-blend/">Starbucks Reserve Princi Blend</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถุงนี้ที่เปิดชง</strong></h4>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Starbucks Reserve Princi Blend&nbsp;</strong></h4>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C01-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167202" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C01-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C01-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C01-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C01.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<p>ร็อกโก พรินชี (Rocco Princi) เป็นช่างทำขนมปังอิตาเลียนระดับตำนานที่สตาร์บัคส์ตัดสินใจร่วมงานด้วย กาแฟพรินชีเบลนด์นี้น่าสนใจตรงที่ มันไม่ใช่แค่กาแฟบรรจุถุงขายในร้านเท่านั้น แต่ผมพบว่าสตาร์บัคส์น่าจะกำลังเริ่มลองทำร้านเบเกอรีแนวคิดใหม่ นั่นคือเปิดเป็นร้านเบเกอรีแบบอบสดใหม่ และมีกาแฟพรินชีเบลนด์และกาแฟสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ จำหน่ายด้วย ผมไปเจอร้าน Starbucks Reserve Princi โดยบังเอิญในย่านกินซ่าของญี่ปุ่น เพราะอยู่ใกล้กับโรงแรมที่ผมพัก เป็นไปได้ว่าสตาร์บัคส์อาจเริ่มจริงจังกับการเปิดร้านเบเกอรีมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนถุงนี้เป็นกาแฟที่คั่วและเบลนด์มาให้เหมาะกับการดื่มกับเบเกอรี หอมช็อกโกแลต มีคาราเมลนิดๆ ดื่มกับครัวซองต์ตอนเช้านี้เข้ากั๊น เข้ากัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เยี่ยมโรงคั่วสตาร์บัคส์ ริมแม่น้ำเมกุโระในโตเกียว</strong></h4>



<p>นอกเหนือจากร้านคาเฟ่เล็กๆ โรงคั่วแบบอินดี้ที่คั่วกันเองของผู้ประกอบการยุคใหม่ ความสำเร็จของร้านกาแฟ ที่เบียดตัวเองขึ้นมายืนหนึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศที่ว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของชาเขียวและวัฒนธรรมการชงชาที่แสนจะยาวนานและเก่าแก่ได้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในใจคนญี่ปุ่นหนีไม่พ้นสตาร์บัคส์</p>



<p>หากไล่ย้อนไปดูร้านกาแฟเก่าแก่ในโตเกียว อย่างพรีเมียมคาเฟ่ (เปิดมาแล้ว 70 ปี) เราจะเห็นรสนิยมของคนญี่ปุ่นสมัยก่อน ที่นิยมชมชอบความเป็นตะวันตกอยู่มาก อย่างร้านพรีเมียมที่มีสาขาในย่านชิบุยะ แหล่งชอปปิ้งที่ทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่นและที่ดินมีราคาแพงลิบลิ่ว แต่ร้านพรีเมียมคาเฟ่ก็ยังอยู่ได้และเรียกว่าแทบไม่เคยเปลี่ยน&nbsp;</p>



<p>ร้านยังคงตกแต่งเหมือนเดิมเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เหมือนเราหลุดเข้าไปในคาเฟ่ยุค 70 ตกแต่งด้วยไม้ ผ้าม่านพับจีบ เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่เทอะทะสไตล์หลุยส์ พนักงานใส่เสื้อกั๊กผูกโบ เป็นภาพสะท้อนของคาเฟ่ในอดีตของโตเกียว เมนูที่ขายมีไม่กี่อย่างและบอกอย่างตรงไปตรงมาว่ากาแฟไม่อร่อยเมื่อเทียบกับสมัยก่อน คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกาแฟที่มีรสค่อนข้างอ่อนและออกไปทางแห้งๆ</p>



<p>กว่าที่ร้านกาแฟสมัยใหม่อย่างโดทอร์ (Doutor) และทัลลีส์ (Tully’s Coffee) จะเข้ามาตีตลาดอย่างจริงจังก็เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านไปได้สักพักใหญ่ เมื่อวัฒนธรรมอเมริกันเริ่มเข้ามามีบทบาทในญี่ปุ่นมากขึ้น และเริ่มทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักกาแฟในมุมใหม่ๆ ธุรกิจกาแฟของญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีกครั้งก็ตอนที่ร้านกาแฟสาขาอย่างสตาร์บัคส์เริ่มเข้ามาทำการตลาดในปี 1996 ถือว่าเป็นการเปิดยุคใหม่ของการทำร้านกาแฟสาขาก็ว่าได้</p>



<p>สตาร์บัคส์เป็นแบรนด์กาแฟที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น พวกเขาเปิดสาขาแรกที่เขตกินซ่า โตเกียว เมื่อปี 1996 ปัจจุบันขยายสาขาและมีจํานวนร้านในญี่ปุ่น ณ เดือนมีนาคม 2021 อยู่ที่ 1,637 แห่ง ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศแรกนอกอเมริกาเหนือที่สตาร์บัคส์ตัดสินใจออกมาลงทุน นอกเหนือจากการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ผมคิดว่าการเปิดตัวอย่างเร้าใจแบบนี้ ณ ตอนนั้นซื้อใจคนญี่ปุ่นได้ เหมือนกับที่ หลุยส์ วิตตอง และ ดิสนีย์ ทำสำเร็จมาแล้ว ก็คือให้เกียรติกับญี่ปุ่นในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ สิ่งแรก ไปด้วยกัน</p>



<p>แนวทางการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของสตาร์บัคส์ ณ เวลานั้น เป็นสิ่งที่ก็ดูเหมาะกับสังคมญี่ปุ่นด้วยนะครับ สตาร์บัคส์สนับสนุนกิจกรรมของชุมชนอย่างจริงจัง รวมถึงการออกแบบร้านให้กลมกลืนไปกับชุมชน การช่วยเหลือเรื่องอุบัติภัยต่างๆ ของญี่ปุ่นมาโดยตลอด ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2011 ซึ่งก็ซื้อใจคนญี่ปุ่นได้มาก ญี่ปุ่นจึงเป็นหนึ่งประเทศที่มีการเติบโตของสตาร์บัคส์ที่น่าสนใจ</p>



<p>ปี 2019 สตาร์บัคส์ตัดสินใจเปิดสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่นี่ สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี (Starbucks Reserve Roastery) ซึ่งทั้งโลกมีเพียง 6 สาขา ในสหรัฐอเมริกามี 3 สาขา (คือที่ซีแอทเทิล นิวยอร์ก และสาขาล่าสุดที่ชิคาโก) ส่วนอีก 3 สาขาตั้งอยู่ที่ เซี่ยงไฮ้ มิลาน และที่โตเกียว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167203" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C04.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167204" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C07.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี ร้านนี้สตาร์บัคส์ตั้งใจจะให้เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของโตเกียวในช่วงการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และน่าจะเป็นตัวเก็งและตัวเต็งในฐานะร้านกาแฟที่นักท่องเที่ยวน่าจะไปเที่ยวมากที่สุดในช่วงนั้น เป็นแผนการประชาสัมพันธ์ที่คุ้มค่าและได้ทั้งเงินและกล่อง</p>



<p>แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน การระบาดของโควิดทำให้เราได้ภาพที่น่าจดจำอีกแบบหนึ่ง แบบที่ไม่น่าจะได้เห็นง่ายๆ ในชั่วชีวิตของเรา</p>



<p>หลังจากญี่ปุ่นเปิดประเทศ ผมมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และล่าสุดก็ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา บรรยากาศโดยรวมมีอะไรที่เหมือนกับที่ผมเคยรู้สึกเมื่อตอนที่ไป สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี ที่เซี่ยงไฮ้มาก่อน (ซึ่งก็เคยครองตำแหน่งสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก) แต่ในรายละเอียดก็มีหลายอย่างที่สองร้านนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน&nbsp;</p>



<p>ถ้าหากคุณเคยมีประสบการณ์กับร้าน สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ ที่เมืองไทยมาบ้าง ก็น่าจะพอเห็นตำแหน่งแห่งที่ของแบรนด์ที่จะแตกต่างจากร้านสตาร์บัคส์ทั่วไป สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นบาร์หรือร้าน จะเสิร์ฟเฉพาะเมล็ดกาแฟที่คัดมาแล้วว่าเป็นกาแฟที่มีแหล่งปลูกที่พิเศษกว่าร้านสตาร์บัคส์ทั่วไป และมีสินค้าบางประเภทที่ไม่มีจำหน่าย แต่ สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี เหนือกว่านั้นก็คือไม่ใช่แค่มีกาแฟขายเท่านั้นแต่เป็นทั้งโรงคั่ว เป็นร้านกาแฟ บาร์ค็อกเทล ร้านอาหาร เบเกอรี เน้นเสิร์ฟเมล็ดกาแฟหายาก ฉะนั้นราคาเครื่องดื่มก็จะสูงกว่าร้านสตาร์บัคส์ปกติ</p>



<p>สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี ตั้งอยู่ในย่านเก๋ของโตเกียวคือ ย่านเมกุโระ (Meguro) ชุมชนเล็กๆ ที่ตั้งชื่อตามแม่น้ำที่ไหลผ่าน เป็นย่านที่อยู่อาศัยราคาแพง ที่นี่มีชื่อเสียงขึ้นมาเพราะต้นซากุระสองฝั่งแม่น้ำเมกุโระที่คนชอบมาเดินดูดอกซากุระบานกันที่นี่ ต่อมาย่านนี้ก็กลายเป็นย่านสำหรับร้านคาเฟ่เก๋ๆ ของโตเกียว&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167208" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C05.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี มีทั้งหมด 5 ชั้น (หากรวมชั้นใต้ดินซึ่งเป็นออฟฟิศ) ชั้นหนึ่งเป็นส่วนของ บาร์กาแฟ ร้านเบเกอรี มุมขายสินค้าที่ระลึก ส่วนชั้นที่สองเป็น &#8216;ทีวานา ที บาร์&#8217; (Teavana Tea Bar) ชั้นที่สามเป็น ‘อาริเวียโม’ (Arriviamo) เป็นที่ตั้งของร้านอาหารอิตาเลียนแบบบิสโทร เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนแบบง่ายๆ และค็อกเทล ส่วนชั้นสี่เขาเรียกว่า ‘อะมุ อินสไปเรชัน เลานจ์’ (AMU Inspiration Lounge) ซึ่งเอาไว้ทำเวิร์กช็อปต่างๆ ของสตาร์บัคส์</p>



<p>ความพิเศษของสาขานี้ แน่นอนก็ต้องอยู่ที่เครื่องคั่วกาแฟขนาดใหญ่ โรงเก็บเมล็ดกาแฟที่ดูเหมือนเป็นเวทีมหรสพ มีการคั่วกาแฟกันจริงๆ กลิ่นหอมของกาแฟนั้นฟุ้งไปทั่วร้าน การวางผังร้านก็น่าสนใจเพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหน ก็สามารถมองเห็นการทำงานของเครื่องคั่วกาแฟและไลน์บรรจุได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167207" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C08-2.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167209" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C09.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ที่แตกต่างจากสาขาอื่น ก็น่าจะเป็นความใหญ่โตและการให้ความสำคัญกับ ทีวานา ที บาร์ (Teavana Tea Bar) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรียกว่าเป็นร้านชาในร้านกาแฟก็ไม่น่าผิด มีชาที่เบลนด์เฉพาะของสาขานี้เท่านั้นจำหน่ายด้วย รวมถึงของที่ระลึกที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ เช่น กระเป๋าและผ้าพันคอที่สตาร์บัคส์ทำงานร่วมกับแฟชั่นดีไซเนอร์ อิซเซ มิยาเกะ วางจำหน่าย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่ต้องลองมีอะไรบ้าง</strong></h4>



<p>ผมแนะนำให้ลองกาแฟเมล็ดพิเศษที่ออกวางจำหน่ายตามฤดูกาลและเบเกอรีของ ร็อกโก พรินชี (Rocco Princi) แบรนด์เบเกอรีเก่าแก่ของมิลาน ซึ่งอร่อยจริง แต่ส่วนตัวผม ที่พลาดไม่ได้เลยก็คืออยากให้ลองกาแฟจากเครื่องชงโคลเวอร์ (Clover Brewed) เครื่องชงกาแฟแบบสุญญากาศซึ่งใช้หลักการคล้ายๆ กับการชงแบบ French Press แต่แรงบีบอัดนั้นแรงกว่ามือเรามาก สามารถเค้นเอารสชาติของกาแฟออกมาจากเมล็ดคั่วให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้เน้นการรีดน้ำมันออกมา เหมือนกับเครื่องชงเอสเพรสโซ เครื่องนี้ที่เมืองไทยมีอยู่ไม่กี่สาขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167210" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C02.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีเรื่องเล่ากันว่าเครื่องชงโคลเวอร์ถูกสตาร์บัคส์ซื้อกิจการไปเมื่อปี 2008 หลังจาก ฮาร์เวิร์ด ชูส ได้ชิมกาแฟที่ชงจากเครื่อง ‘Clover 1s’ เป็นครั้งแรก และตัดสินใจขอซื้อกิจการทันที ทุกวันนี้เครื่องก็ยังผลิตไม่พอใช้งาน เอาแค่สตาร์บัคส์ที่มีสาขาอยู่กว่าสามหมื่นสาขาทั่วโลก ก็ไม่ได้มีเครื่องนี้ทุกสาขา&nbsp;</p>



<p>อาริเวียโมบาร์ ก็น่าสนใจครับ เป็นบาร์ค็อกเทลที่มีเบสชาและกาแฟเสิร์ฟรวมถึงแชมเปญ ไวน์ และวิสกี้ ซึ่งเปิดบริการจนถึงกลางคืน เรียกว่านั่งดื่มกันได้ยาวๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167211" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/princi-C03.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ความแตกต่างของที่นี่กับที่เซี่ยงไฮ้อย่างหนึ่งที่สัมผัสได้เลยก็คือ โตเกียวที่นี่ไม่ได้เน้นความตื่นตาตื่นใจไฮเทคเหมือนกับที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งสาขานั้นเขาจับมือกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบา มี AR หลายจุดให้สแกนเล่น สามารถสั่งเมนูจากที่ไหนก็ได้ในร้าน แล้วแอปฯ จะแจ้งเตือนให้มารับกาแฟ แต่ที่ญี่ปุ่นนั้นยังคงเน้นที่การบริการแบบเดิม ตัวร้านออกแบบมาเพื่อให้ความรู้สึกถึงความกลมกลืนกับความเป็นญี่ปุ่น คือเรียบและสงบ สอดคล้องกับความเป็นชุมชนของเมกุโระ ตัวอาคารได้รับการออกแบบและตกแต่งโดย เคนโกะ คุมะ (Kenko Kuma) สถาปนิกที่ดูแลการออกแบบโอลิมปิกสเตเดียมใน Tokyo Oympic 2020 ด้วย เขาเลือกใช้ไม้สนญี่ปุ่นในงานตกแต่งเกือบทั้งหมด ดูกลมกลืนและสวยงามมาก และเมื่อคิดว่านี่คืออาคารที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึงห้าปี มันดูเหมือนอยู่ที่นี่มานานแล้ว ผิดกับที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางถนนแฟชั่นเกิดใหม่ โดดเด่น และต้องการบอกให้ทุกคนรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้</p>



<p>ใครได้ไปญี่ปุ่นมีแผนจะไปเดินดูซากุระ ลองเลือกไปย่านเมกุโระดูครับ แนะนำว่าขอให้ไปนั่งดูวิวซากูระจากชั้นบนของร้าน ข้อแม้อย่างเดียวคือขอให้หาโต๊ะได้ เพราะที่นี่คนแน่นทุกวัน ช่วงวันหยุดคุณอาจต้องต่อคิวเพื่อรอเข้าร้านกันเลยทีเดียว</p>



<p>เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่<a href="https://www.starbucks.co.jp/reserve/roastery/"> https://www.starbucks.co.jp/reserve/roastery/</a></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">เรื่อง: เอกศาสตร์ สรรพช่าง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/starbucks-reserve-princi-blend/">Starbucks Reserve Princi Blend</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูเอลลา เดอ วิล พัฒนาการของตัวร้ายที่คนรัก ว่าด้วยกรณีศึกษาจากแอนิเมชันดัง 101 ดัลเมเชียนส์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cruella-de-vil-101-dalmatians-villain/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 May 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Cruella De Vil]]></category>
		<category><![CDATA[Villian]]></category>
		<category><![CDATA[101 Dalmatians]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=166272</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในบรรดาตัวละครฝ่ายร้ายที่เป็นที่รู้จักของดิสนีย์ ชื่อของ ครูเอลลา เดอ วิล เป็นตัวละครที่ถูกจดจำและพูดถึงในลำดับต้นๆ อันที่จริง American Film Institute’s list เว็บไซต์จัดอันดับของสหรัฐอเมริกา เคยจัดอันดับ 100 ฮีโร่และตัวร้ายที่ครองใจผู้ชมมากที่สุด ผลปรากฏว่าครูเอลลาไม่เพียงติด 100 อันดับแรก แต่ยังอยู่ในลำดับที่สูงกว่าจอมโหดนิ้วเขมือบอย่าง เฟรดดี้ ครูเกอร์ กับตัวตลกจิตหลุดอย่าง โจกเกอร์ ขึ้นไปเสียอีก&#160; ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้น คือครูเอลลาไม่เพียงขึ้นแทนเป็นตัวร้ายเนื้อหอม แต่ยังเป็นตัวละครที่มีฐานแฟนคลับมาก กระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาคแยกต่างหากในปี 2021 นำแสดงโดยนักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เอ็มมา สโตน อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวร้ายจากแอนิเมชันคลาสสิกยุค 60s แปลงสภาพจากคนรวยคลั่งขนสัตว์ธรรมดา มาสู่ตัวละครโด่งดังเป็นลำดับต้นๆ ของโลก?&#160; 101 ดัลเมเชียนส์ ผลงานช่วยดิสนีย์จากความคิดที่จะเลิกทำแอนิเมชัน แม้ดิสนีย์จะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากหลังประสบความสำเร็จกับผลงานชิ้นโบแดงอย่างสโนว์ไวท์ แต่ในเวลาต่อมา บริษัทกลับประสบปัญหาเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการสร้างแอนิเมชันเรื่องยาวที่ต้องวาดด้วยมือใช้ทั้งเวลา กำลังคน และงบในการผลิตสูงมาก&#160; เรื่อยมาจนถึงปี 1959 เมื่อดิสนีย์เปิดตัวแอนิเมชันเรื่องถัดมาอย่างเจ้าหญิงนิทรา ปรากฏว่าผลงานเรื่องนี้เมื่อนำรายได้มาหักลบกับรายจ่าย กลายเป็นว่าขาดทุน การขาดทุนของดิสนีย์นำไปสู่การตั้งคำถามว่าแอนิเมชันวาดมือแบบนี้น่าจะหมดอนาคต มีการเชิญชวนว่าดิสนีย์น่าจะโดดเข้าสู่ภาพยนตร์คนแสดงมากกว่าเพราะกำลังได้รับความสนใจมากในเวลานั้น&#160; อย่างไรก็ดี สตูดิโอของดิสนีย์ก็รอดพ้นภาวะเกือบล้มละลายมาได้อย่างหวุดหวิดเนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีซีร็อกซ์ (Xerox) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cruella-de-vil-101-dalmatians-villain/">ครูเอลลา เดอ วิล พัฒนาการของตัวร้ายที่คนรัก ว่าด้วยกรณีศึกษาจากแอนิเมชันดัง 101 ดัลเมเชียนส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในบรรดาตัวละครฝ่ายร้ายที่เป็นที่รู้จักของดิสนีย์ ชื่อของ ครูเอลลา เดอ วิล เป็นตัวละครที่ถูกจดจำและพูดถึงในลำดับต้นๆ อันที่จริง American Film Institute’s list เว็บไซต์จัดอันดับของสหรัฐอเมริกา เคยจัดอันดับ 100 ฮีโร่และตัวร้ายที่ครองใจผู้ชมมากที่สุด ผลปรากฏว่าครูเอลลาไม่เพียงติด 100 อันดับแรก แต่ยังอยู่ในลำดับที่สูงกว่าจอมโหดนิ้วเขมือบอย่าง เฟรดดี้ ครูเกอร์ กับตัวตลกจิตหลุดอย่าง โจกเกอร์ ขึ้นไปเสียอีก&nbsp;</p>



<p>ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้น คือครูเอลลาไม่เพียงขึ้นแทนเป็นตัวร้ายเนื้อหอม แต่ยังเป็นตัวละครที่มีฐานแฟนคลับมาก กระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาคแยกต่างหากในปี 2021 นำแสดงโดยนักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เอ็มมา สโตน อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวร้ายจากแอนิเมชันคลาสสิกยุค 60s แปลงสภาพจากคนรวยคลั่งขนสัตว์ธรรมดา มาสู่ตัวละครโด่งดังเป็นลำดับต้นๆ ของโลก?&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>101 ดัลเมเชียนส์ ผลงานช่วยดิสนีย์จากความคิดที่จะเลิกทำแอนิเมชัน</strong></h2>



<p>แม้ดิสนีย์จะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากหลังประสบความสำเร็จกับผลงานชิ้นโบแดงอย่างสโนว์ไวท์ แต่ในเวลาต่อมา บริษัทกลับประสบปัญหาเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการสร้างแอนิเมชันเรื่องยาวที่ต้องวาดด้วยมือใช้ทั้งเวลา กำลังคน และงบในการผลิตสูงมาก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>หากเป็นการทำด้วยมือทั้งหมด เราจะไม่เห็นเส้นสีดำๆ แบบนี้ งานจะออกมาสมูทกว่า</figcaption></figure>



<p>เรื่อยมาจนถึงปี 1959 เมื่อดิสนีย์เปิดตัวแอนิเมชันเรื่องถัดมาอย่างเจ้าหญิงนิทรา ปรากฏว่าผลงานเรื่องนี้เมื่อนำรายได้มาหักลบกับรายจ่าย กลายเป็นว่าขาดทุน การขาดทุนของดิสนีย์นำไปสู่การตั้งคำถามว่าแอนิเมชันวาดมือแบบนี้น่าจะหมดอนาคต มีการเชิญชวนว่าดิสนีย์น่าจะโดดเข้าสู่ภาพยนตร์คนแสดงมากกว่าเพราะกำลังได้รับความสนใจมากในเวลานั้น&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี สตูดิโอของดิสนีย์ก็รอดพ้นภาวะเกือบล้มละลายมาได้อย่างหวุดหวิดเนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีซีร็อกซ์ (Xerox) มาใช้เพื่อช่วยทุ่นเวลา นักวาดสามารถนำลายเส้นของตนเองสแกนลงบนแผ่นเซลลูลอยด์ได้โดยตรง แถมยังสามารถก็อปปี้ภาพที่ซ้ำกันเพื่อเพิ่มจำนวนได้โดยไม่ต้องวาดจริง ดิสนีย์เคยนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ก่อนแล้วในบางฉากเช่น ฉากเจ้าชายฟิลิปสู้กับมังกรในเรื่องเจ้าหญิงนิทรา หรือฉากสัตว์ป่าเต้นรำในเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า ดังนั้น เคน แอนเดอร์สัน ผู้กํากับศิลป์ของดิสนีย์ จึงได้เสนอว่าจะลองนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริงกับแอนิเมชันเรื่องต่อไปซึ่งปรากฏว่าสามารถทุ่นเวลาการทำงานไปได้เกือบครึ่งแถมลดต้นทุนการผลิตไปได้อย่างน่าพึงพอใจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166375" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากในเรื่องนี้ก็มีกลิ่นอายต่างจากเรื่องก่อนๆ ด้วย มีความพยายามทำให้ฉากโมเดิร์น ใช้การลงสีก่อนแล้วค่อยตัดเส้น ดูเหมือนจะง่ายแต่จริงๆ ทำยากมาก</figcaption></figure>



<p>ในแอนิเมชันเรื่องนี้ยังได้ลองใช้เทคนิกการวาดใหม่ๆ อย่างการวาดฉากหลังที่มีลักษณะคล้ายการสาดสีลงไปก่อน จากนั้นจึงค่อยทำการตัดเส้นซึ่งทำให้งานศิลป์ในแอนิเมชันเรื่องนี้ดูร่วมสมัยและแปลกตา ต่างจากงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง ปีเตอร์ แพน สโนว์ไวท์ หรือซินเดอเรลลาที่ดูโรแมนติกชวนฝัน&nbsp;</p>



<p>การตัดสินใจเลือกเอานิยายเรื่อง 101 ดัลเมเชียนส์ ของนักเขียนชาวอังกฤษอย่าง โดดี สมิท มาใช้ก็ยังมีเหตุผลน่าสนใจ เนื่องจากเรื่องนี้มีจุดเด่นสองอย่าง คือมีลูกหมาจำนวนมาก สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลนีซีร็อกส์ได้เต็มที่ ส่วนอีกข้อหนึ่งคือสีของสุนัขพันธุ์นี้เป็นสีขาวดำ สามารถนำมาทำเป็นธีมหลักของหนังและยังกลบปัญหาของการใช้เครื่องซีร็อกส์ที่จะทิ้งรอยเส้นสีดำไว้รอบกรอบของตัวละคร (หากเป็นการวาดและตัดเส้นด้วยมือจะไม่เห็นเส้นสีดำชัดขนาดนี้)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166372" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ข้อเสียของเทคโนโลยีซีร็อกส์ คือจะเหลือเส้นรอบตัวการ์ตูนเป็นสีดำ</figcaption></figure>



<p>อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ 101 ดัลเมเชียนส์ สร้างความแตกต่าง คือโครงเรื่องที่ปราศจากเวทมนตร์และตัวละครในเทพนิยาย แอนิเมชันเรื่องนี้ใช้ฉากหลังร่วมสมัย เป็นสิ่งที่สังคมยุค 60s กำลังเผชิญอยู่จริงเช่นการมีอยู่ของโทรทัศน์ และอิทธิพลของวงการโฆษณาผ่านหน้าจอ ตัวละครหลักฝั่งมนุษย์อย่างโรเจอร์และแอนิต้า เป็นคู่สามีภรรยาที่ประกอบอาชีพและใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางทั่วไป ในขณะที่ตัวละครฝ่ายร้ายอย่างครูเอลลาก็ไม่ได้มีเวทย์มนตร์วิเศษ เป็นแค่ผู้หญิงร่ำรวย อารมณ์ร้อนที่ค่อนข้างจะมีมุมตลกอยู่บ้าง สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้คนดู</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166376" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>มีการใส่พฤติกรรมร่วมสมัยเช่นการดูทีวี อิทธิพลของโฆษณา</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166377" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แอนิเมชันเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ใช้ฉากหลังแบบร่วมสมัย มีกลื่นอายสืบสวนสอบสวนเล็กๆ และไม่มีเรื่องแฟนตาซีเลย ดังนั้นจึงให้ภาพลักษณ์ที่แปลกใหม่ ตัวเอกเป็นเจ้าของสุนัขทำงานแบบชนชั้นกลาง</figcaption></figure>



<p>ด้วยความสดใหม่หลายๆ อย่างทำให้ 101 ดัลเมเชียนส์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งทางด้านรายได้และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ (แม้ว่าเจ้าของสตูดิโออย่าง วอลส์ ดิสนีย์ จะไม่ค่อยชอบผลงานเรื่องนี้เนื่องจากมันดูโมเดิร์นเกินไป ไม่ใช่งานคลาสสิก โรแมนติกแบบที่เจ้าตัวเชื่อมั่น) ผลตอบรับที่ตามมาคือตัวละครที่โด่งดังและเป็นที่จดจำ หรือจะเรียกได้ว่ามีคาแรกเตอร์ที่สุดอย่างครูเอลลากลายเป็นตัวร้ายที่ครองใจชาวอเมริกาตามไปด้วย&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูเอลลา เดอ วิล จากตัวร้ายบ้าขนสัตว์ สู่อัจฉริยะด้านแฟชั่น</strong></h2>



<p>ตัวละครครูเอลลาปรากฏเป็นครั้งแรกในนิยายเรื่อง 101 ดัลเมเชียนส์ของ โดดี สมิท นักเขียนชาวอังกฤษท่านนี้มีสุนัขดัลเมเชียนอยู่จริง และได้ไอเดียการเขียนนิยายมาจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบอกว่าน้องหมาของสมิทน่าจะนำมาทำเป็นเสื้อขนสัตว์ได้สวยพอดู</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166373" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>โดดี สมิท นักเขียนชาวอังกฤษ เจ้าของเรื่อง 101 ดัมเมเชียนส์</figcaption></figure>



<p>ในนิยายของสมิท ครูเอลลาเป็นสาวสังคมที่ร่ำรวย แต่งงานแล้ว และดูจะแต่งกายได้อย่างจัดจ้าน เธอบรรยายลักษณะเครื่องแต่งกายของครูเอลลาว่า “สวมชุดกระโปรงผ้าซาตินรัดรูปสีมรกต สวมเสื้อขนมิงค์สีขาวตัดกับเครื่องประดับทำจากทับทิมและรองเท้าสีแดงสดเข้าคู่กัน” ครูเอลลาในเวอร์ชันของ สมิท เป็นสตรีแต่งงานแล้ว สามีของเธอเป็นเจ้าของธุรกิจขนสัตว์ที่ร่ำรวยมากและดูเหมือนว่าเธอจะแต่งงานกับเขาเพราะความรักในขนสัตว์มากกว่าสามี อย่างไรก็ดี ครูเอลลายังคงเก็บนามสกุล เดอ วิล ของเธอไว้ ให้เหตุผลว่าเธอเป็นสายเลือดคนสุดท้าย และยังมีแมนชันตกทอดของครอบครัวชื่อ Hell Hall (ก่อนหน้านี้ชื่อ Hill Hall แต่ชาวบ้านใกล้เคียงเชื่อว่าตระกูลเดอ วิล ทำเรื่องเลวร้ายในบ้านจึงเปลี่ยนคำเรียกจาก Hill ที่แปลว่าภูเขา เป็น Hell ที่แปลว่านรก &#8211; ไม่ปรากฏว่าเรื่องร้ายที่ว่าเป็นเรื่องอะไร)&nbsp;</p>



<p>ครูเอลลารู้จักกับแอนิตา (ภรรยาของโรเจอร์) สมัยเรียนหนังสือ ซึ่งแอนิตาเล่าว่าครูเอลลาเป็นคนแปลกมาก โดนไล่ออกจากโรงเรียนเพราะกินหมึกสำหรับเติมปากกาเข้าไป ไม่ได้มีการกล่าวถึงครอบครัวของครูเอลลามากนัก แต่เธอน่าจะมีฐานะและค่อนข้างถูกตามใจเพราะมักทำอะไรไม่แคร์สื่อเช่นขับรถเสียงดังมาก ชอบทานอาหารแบบโรยพริกไทยจนเผ็ดจี๊ด เธอยังเป็นนักสะสมโค้ตขนสัตว์ตัวยงอีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ครูเอลลาในเวอร์ชันของดิสนีย์เป็นผู้หญิงผอม ร่างสูง ที่ชื่นชอบขนสัตว์</figcaption></figure>



<p>ต่อมาเมื่อดิสนีย์นำนิยายเรื่องนี้มาผลิตเป็นแอนิเมชัน มีการตัดสินใจว่าครูเอลลาจะต้องนำเสนอภาพลักษณ์ของสาวสมัยใหม่แบบที่สามารถพบเห็นได้ในสังคมยุคนั้น มาร์ค เดวิส ผู้ออกแบบตัวละครครูเอลลา กล่าวว่าเขามีต้นแบบในใจจากสตรีหลายคนยกตัวอย่างเช่น ทาลูลาห์ แบงก์เฮด &#8211; นักแสดงหญิงชื่อดัง และสตรีอีกท่านที่เดวิสรู้จัก (แต่ไม่ออกนาม) เขากล่าวว่าผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจมาก “เธอตัวสูง รูปร่างผอม พูดอยู่ตลอดเวลา แม้คุณจะไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร ผมอยากสร้างตัวละครให้มีลักษณะเหมือนบุคคลจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่ชอบหน้า” อันที่จริงนิสัยขับรถเสียงดังน่าหวาดเสียวของครูเอลลา ก็น่าจะมีที่มาจากตัวนักแสดงสาว ทาลูลาห์ แบงก์เฮด ด้วยเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166374" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>หนึ่งในต้นแบบครูเอลลาคือนักแสดงชื่อดัง ทาลูลาห์ แบงก์เฮด</figcaption></figure>



<p>ครูเอลลาในเวอร์ชันของดิสนีย์มีจุดเด่นอีกอย่างคือการขยับตัวไปมาที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนปลาฉลาม การออกแบบมูฟเม้นของครูเอลลา ถอดแบบมาจากนักแสดงอีกท่านคือ แมรี วิกส์ จุดเด่นคือการบิดร่างกายที่ผอมบางได้อย่างอิสระ มีปฏิกิริยากับสิ่งรอบข้างอย่างเกินจริง และแสดงสีหน้าทั้งตกใจและขบขันได้อย่างตรงไปตรงมา&nbsp;</p>



<p>เนื่องจาก 101 ดัลเมเชียส์ประสบความสำเร็จถล่มถลาย จึงมีการหยิบเอาแอนิเมชันเรื่องนี้มาทำใหม่ในรูปแบบไลฟ์แอ็กชัน ซึ่งผู้รับบทครูเอลลาในคราวนี้คือนักแสดงมากฝีมืออย่าง เกล็น โคลส ในภาพยนต์เรื่องนี้เอง เป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนออย่างชัดเจนว่าครูเอลลาทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น เธอมีบริษัทของตัวเองชื่อ House of DeVil ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ครูเอลลาในเวอร์ชันของ เอ็มมา สโตน ในอีกหลายปีให้หลัง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166367" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ครูเอลลาในปี 1996 นำแสดงโดย เกล็น โคลส</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166368" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในเวอร์ชันของ เกล็น โคลส ครูเอลลามีอาชีพชัดเจนว่าเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นแถมยังแต่งกายหรูหราสวยงาม กลายเป็นภาพจำของหนังไปเลย</figcaption></figure>



<p>ครูเอลลาในเวอร์ชันของ เกล็น โคลส ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งน่าจะมีที่มาจากการแสดงของเธอ บวกกับการออกแบบชุดของครูเอลลาให้ดูหรูหราวิจิตรบรรจงจนถึงขั้นนักแสดงบอกว่าตัวเธอจะลุกนั่งในชุดก็ยังทำได้ยาก ตัวตนของครูเอลลาในเวอร์ชันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนๆ หลายคนมองครูเอลลาเป็นไอดอลด้านการใช้ชีวิต เธอเป็นสตรีที่ประสบความสำเร็จ ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก แต่มีชีวิตหรูหราด้วยเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เกล็น โคลส ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวละครครูเอลลาของเธอว่า “ครูเอลลาอาจจะไม่ค่อยมีความเป็นมนุษย์เท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวร้ายที่มีอารมณ์ขัน แม้จะเป็นอารมณ์ขันแบบตลกร้ายก็ตาม ครูเอลลาเป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอเป็น นั่นหมายถึง เธอมีความสุขกับความชั่วร้ายของตัวเอง และมันมีบางอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้”&nbsp;</p>



<p>‘ความน่าสนใจ’ ที่เกล็น โคลส กล่าวถึงดูจะตรงกับทีมบริหารดิสนีย์เพราะในปี 2021 ก็ได้มีการปล่อยไลฟ์แอ็กชันที่บอกเล่าที่มาของตัวละครครูเอลลา รวมไปถึงปมในวัยเด็กของครูเอลลาที่ต้องสูญเสียผู้เป็นแม่ไปต่อหน้าต่อตา (หนังสือพิมพ์ The Washington Post กล่าวว่าเป็นเหมือนปมเข้าสู่ด้านมืดของแบทแมน เพียงแต่แบทแมนเลือกที่จะช่วยเหลือผู้อื่น แต่ครูเอลลามองหาผลประโยชน์ของตัวเอง)&nbsp;</p>



<p>ฌอน เบลีย์ ประธานฝ่ายการผลิตภาพยนตร์ของดิสนีย์สตูดิโอกล่าวถึงความตั้งใจในการหยิบเอาเรื่องของครูเอลลามาสร้างใหม่ว่า “ถ้าไอรอนแมน ธอร์ และกัปตันอเมริกา เป็นซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล อลิซ ซินเดอเรลลา เมาคลี และเบลล์ อาจเป็นฮีโร่ของเรา ส่วนครูเอลลาและมาเลฟิเซนต์ ก็คือสุดยอดวายร้าย หากเราสามารถหาวิธีที่จะเชื่อมโยงตัวละครเหล่านี้เข้ากับเรื่องราวความเป็นจริงในชีวิตของผู้คน ดีสนีย์ก็อาจจะได้เปรียบในการแข่งขัน”&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าครูเอลลาในเวอร์ชันปี 2021 นำแสดงโดย เอ็มมา สโตน ยังคงโฟกัสไปที่โลกแฟชั่น หยิบเอาสีขาว ดำ เทา และแดงซึ่งเป็นสีหลักของครูเอลลาตั้งแต่ภาคแอนิเมชันมาปัดฝุ่นเป็นดีไซน์แบบใหม่ อย่างไรก็ดีสิ่งที่หายไปในเวอร์ชัน 2021 คือความหลงใหลในขนสัตว์ซึ่งเป็นแกนหลักของตัวละครตั้งแต่เวอร์ชันนิยาย จากเครื่องแต่งกายกว่า 40 ชุดของครูเอลลา ไม่มีชุดไหนที่ใช้ผ้าขนสัตว์เลย และในขณะที่มีสุนัขตัวอื่นๆ อยู่ในเรื่องนี้ ครูเอลลาในเวอร์ชัน เอ็มมา สโตน ก็ไม่แสดงท่าทางมุ่งร้าย เกี่ยวกับเรื่องนี้ดิสนีย์ได้เขียนย้ำไว้ตั้งในในช่วงการผลิต “ตัวละครครูเอลลาในภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ว่าจะในด้านใด”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166371" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในบรรดาชุดมากมายของครูเอลลาไม่มีชุดไหนทำจากขนสัตว์แต่ยังใช้สีหลักคือดำ ขาว เทา และแดง</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166370" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในเวอร์ชันของ เอ็มม่า สโตน ครูเอลลาก็ยังโฟกัสเรื่องแฟชั่นแต่ตัดเอาความหมกหมุ่นเรื่องขนสัตว์ออกไป</figcaption></figure>



<p>เกี่ยวกับเรื่องนี้ นิตยสาร TIME ได้ให้ข้อสังเกตว่า ดิสนีย์อาจไม่ต้องการเสี่ยงกับเสียงต่อต้านจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ และอาจพบว่าผู้ชมคงไม่สามารถเอาใจช่วยครูเอลลา หากเธอแสดงพฤติกรรมร้ายกาจกับสุนัข กระทั่งมีความคิดที่จะถลกหนังพวกมันเพื่อมาทำเป็นชุด สเตฟานี ซาคาเร็ก นักวิจารณ์จาก TIME กล่าวถึงข้อเสียของการนำเสนอในรูปแบบนี้ ว่าเป็นการทำให้ตัวร้ายขาดเสน่ห์ “หากต้องคอยมองหาเหตุผลรองรับการกระทำของทุกตัวละคร และต้องขอให้ผู้ชมเห็นใจการกระทำที่เกินเลยไปของพวกเขา”&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วายร้ายที่คนรัก ทำไมครูเอลลาจึงได้รับความนิยมมาก ต่างจากตัวร้ายทั่วไปของดิสนีย์</strong></h2>



<p>“หากเรามองข้ามแผนการชั่วร้ายในการลักพาตัวลูกสุนัขเพื่อนำมาถลกหนังออกไป ครูเอลลาของดิสนีย์ก็เป็นแฟนตาซีของแนวคิดสตรีนิยม ตัวละครหญิงที่ร่ำรวย อิสระ ประสบความสำเร็จในชีวิต และที่สำคัญ ยังไม่แต่งงาน ครูเอลลายังมีลูกน้องสองคนที่สามารถกวักมือเรียกได้อยู่เสมอ เธอมั่นใจในตัวเอง ไม่ยอมให้อะไรมาขวางทาง เป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้หญิงทั่วไปในยุคนั้น” หนังสือพิมพ์ The New York Times กล่าวถึงคาแรกเตอร์ของครูเอลลาที่สามารถดึงดูดผู้ชมให้ตกอยู่ใต้มนต์สะกดของเธออย่างง่ายดาย&nbsp;</p>



<p>ริชาร์ด คีน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Converse University กล่าวเอาไว้ในงานวิจัยเรื่อง The American Western Mythology of &#8220;Breaking Bad&#8221; ว่า ผู้คนมักมีความเห็นอกเห็นใจกับตัวร้ายที่หน้าตาดี ครูเอลลาต่างจากตัวร้ายดิสนีย์ส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นเออร์ซูลา หรือร่างแปลงอัปลักษณ์ของราชินีใจร้ายในเรื่องสโนว์ไวท์ เนื่องจากเธอถูกนำเสนอในฐานะสตรีมีฐานะ ไฮแฟชั่น (โดยเฉพาะในเวอร์ชันของ เกล็น โคลส นอกจากครูเอลลาจะประสบความสำเร็จในชีวิต เธอยังมีมุมที่ดูตลกอีกด้วย)&nbsp;</p>



<p>ริชาร์ด คีน กล่าวต่อไปว่า การตกหลุมรักวายร้ายหน้าตาดีเป็นกลไกธรรมดาของมนุษย์ ยิ่งตัวละครถูกชี้ว่าเราควรเกลียดมากเท่าไหร่ จิตใจก็จะยิ่งเกิดการต่อต้านมากเท่านั้น กลับมองว่าการกระทำที่ไม่ปกติ ไม่แคร์สังคม กลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้สนใจ ในทางกลับกัน หากตัวร้ายมีรูปลักษณ์ไม่สวยงาม บวกเขากับการกระทำที่เลวร้าย ผู้ชมจะไม่เกิดความชื่นชม แต่จะรู้สึกไม่ชอบ ขยะแขยง และไม่อยากเอาใจช่วย&nbsp;</p>



<p>ในเวอร์ชันของ เอ็มมา สโตน ครูเอลลาอายุน้อยและอยู่ในรูปลักษณ์ที่สวยงามมากที่สุด แน่นอนว่าเธอทำเรื่องผิดอย่างการโกหก หรือลักขโมย แต่การกระทำของเธอมีเหตุผลรองรับและมีแรงจูงใจที่ชัดเจนคือความต้องการที่จะแก้แค้น&nbsp; ในฐานะเด็กหญิงที่ตะเกียกตะกายจนกลายมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการแฟชั่น ยิ่งภาพยนตร์มีการตัดประเด็นที่น่าถกเถียงอย่างการหลงใหลในเสื้อขนสัตว์ออกไป ยิ่งทำให้ครูเอลลาในเวอร์ชันล่าสุด เปลี่ยนจากตัวร้ายหญิงหยิ่งยโส เสียงดัง สูบบุหรี่จัด ไม่แคร์ใคร ไปสู่ตัวละครที่ผู้ชมทางบ้านเกือบจะสามารถเทใจให้ได้เต็ม 100%&nbsp;</p>



<p><strong>References:</strong></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=RZRm67FJH3Q">Redefining the Line: The Making of 101 Dalmatians</a></p>



<p><a href="https://www.smithsonianmag.com/innovation/how-one-hundred-and-one-dalmatians-saved-disney-180977869/">How ‘One Hundred and One Dalmatians’ Saved Disney</a></p>



<p><a href="https://www.waltdisney.org/blog/making-101-dalmatians">The Making and Impact of One Hundred and One Dalmatians</a><a href="https://www.waltdisney.org/blog/making-101-dalmatians"></a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/05/30/arts/cruella-de-vil-101-dalmatians.html">The Surprising Evolution of Cruella De Vil</a></p>



<p><a href="https://time.com/6052255/cruella-de-vil-backstory/">Everything to Know About the Origins of Cruella de Vil Before Watching the New Disney Movie</a></p>



<p><a href="https://www.washingtonpost.com/arts-entertainment/2021/05/28/cruella-disney-plus-origin-stories/">‘Cruella’ is about a puppy killer. Has the origin-story trend gone far enough?</a><a href="https://www.washingtonpost.com/arts-entertainment/2021/05/28/cruella-disney-plus-origin-stories/"></a><a href="https://www.nytimes.com/2021/05/30/arts/cruella-de-vil-101-dalmatians.html"></a><a href="https://www.smithsonianmag.com/innovation/how-one-hundred-and-one-dalmatians-saved-disney-180977869/"></a><a href="https://www.youtube.com/watch?v=RZRm67FJH3Q"></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cruella-de-vil-101-dalmatians-villain/">ครูเอลลา เดอ วิล พัฒนาการของตัวร้ายที่คนรัก ว่าด้วยกรณีศึกษาจากแอนิเมชันดัง 101 ดัลเมเชียนส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนค่อมแห่งนอเทรอดาม แอนิเมชันดิสนีย์ที่ดาร์กที่สุด?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-hunchback-of-notre-dame/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 07:33:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[คนค่อมแห่งนอเทรอดาม]]></category>
		<category><![CDATA[The Hunchback of Notre Dame]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[ดิสนีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165872</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงยุคเรอเนสซองส์ของดิสนีย์หลายคนอาจนึกถึงแอนิเมชันที่โด่งดังและประสบความสำเร็จทั้งในเวทีรางวัลและรายได้ จริงๆ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของแอนิเมชันช่วงทศวรรษที่ 1990s คือการที่ดิสนีย์พยายามนำเสนอประเด็นด้านสังคมสอดแทรกลงไปในเนื้อหาซึ่งหากมองให้ดีจะพบว่าแอนิเมชันสวยงามอย่าง ‘โฉมงามกับเจ้าชายอสูร’ มีประเด็นหนักๆ อย่างการถูกขับออกจากสังคม (ostracism) ‘ไลออนคิง’ พูดถึงการทรยศหักหลังในครอบครัว ‘โพคาฮอนทัส’ พูดถึงการเหยียดเชื้อชาติ ส่วน ‘มู่หลาน’ ก็สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับสังคมที่ด้อยค่าเพศหญิง (misogyny) โดยประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้ในโลกความเป็นจริง แต่ดิสนีย์ได้นำมาสอดแทรกไว้ในโลกแห่งเทพนิยายและได้ใช้วิธีนำเสนอที่สนุกสนานจนทำให้ผู้ชมอายุน้อยมองเห็นประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงจนเกินไป&#160; แม้จะประสบความสำเร็จกับแนวทางที่ว่า แต่ก็มีผลงานอยู่หนึ่งชิ้นคือคนค่อมแห่งนอเทรอดาม ที่ดูเหมือนจะพยายามดันเพดานให้สูงขึ้น พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นอ่อนไหวหลายอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่นการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การปลุกระดมฝูงชน อคติในระบบกฎหมาย ไปจนถึงประเด็นด้านศาสนา การล่วงละเมิดทางเพศ และความสำคัญของประชาชนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมของรัฐ กระทั่งมีผู้ปกครองบางท่านรู้สึกผิดหวังกับการพาบุตรหลานไปรับชม เพราะมันซับซ้อนมากไป ไม่เหมาะสมกับเด็กเอาเสียเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เรทเดียวกันกับภาพยนตร์แฟนตาซีโลกสวยอย่างเงือกน้อยผจญภัยและอีกหลายเรื่องก่อนหน้า ดิสนีย์มีความคาดหวังอย่างไรกับแอนิเมชันเรื่องนี้และตำนานคนค่อมแห่งนอเทรอดามเป็นวรรณกรรมในช่วงไหนของประวัติศาสตร์?&#160; วรรณกรรมเพื่อสถาปัตยากรรม คนค่อมแห่งนอเทรอดามกับความพยายามของวิกตอร์ อูโก วิกตอร์ อูโก เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้ว่าเขาจะเข้าเรียนวิชากฏหมาย แต่ก็มีผลงานเขียนออกมาตั้งแต่อายุน้อย บทกวีของอูโกเคยได้รับรางวัลจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 18 และเป็นที่จับตามองมาตั้งแต่ตอนนั้น ในปี 1831 อูโกออกผลงานชิ้นใหม่เป็นนิยายที่ใช้ชื่อน่าสนใจอย่าง The Hunchback of Notre Dame (คนค่อมแห่งนอเทรอดาม) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-hunchback-of-notre-dame/">คนค่อมแห่งนอเทรอดาม แอนิเมชันดิสนีย์ที่ดาร์กที่สุด?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงยุคเรอเนสซองส์ของดิสนีย์หลายคนอาจนึกถึงแอนิเมชันที่โด่งดังและประสบความสำเร็จทั้งในเวทีรางวัลและรายได้ จริงๆ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของแอนิเมชันช่วงทศวรรษที่ 1990s คือการที่ดิสนีย์พยายามนำเสนอประเด็นด้านสังคมสอดแทรกลงไปในเนื้อหาซึ่งหากมองให้ดีจะพบว่าแอนิเมชันสวยงามอย่าง <em>‘โฉมงามกับเจ้าชายอสูร’</em> มีประเด็นหนักๆ อย่างการถูกขับออกจากสังคม (ostracism) <em>‘ไลออนคิง’</em> พูดถึงการทรยศหักหลังในครอบครัว <em>‘โพคาฮอนทัส</em>’ พูดถึงการเหยียดเชื้อชาติ ส่วน <em>‘มู่หลาน’</em> ก็สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับสังคมที่ด้อยค่าเพศหญิง (misogyny) โดยประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้ในโลกความเป็นจริง แต่ดิสนีย์ได้นำมาสอดแทรกไว้ในโลกแห่งเทพนิยายและได้ใช้วิธีนำเสนอที่สนุกสนานจนทำให้ผู้ชมอายุน้อยมองเห็นประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>แม้จะประสบความสำเร็จกับแนวทางที่ว่า แต่ก็มีผลงานอยู่หนึ่งชิ้นคือคนค่อมแห่งนอเทรอดาม ที่ดูเหมือนจะพยายามดันเพดานให้สูงขึ้น พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นอ่อนไหวหลายอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่นการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การปลุกระดมฝูงชน อคติในระบบกฎหมาย ไปจนถึงประเด็นด้านศาสนา การล่วงละเมิดทางเพศ และความสำคัญของประชาชนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมของรัฐ กระทั่งมีผู้ปกครองบางท่านรู้สึกผิดหวังกับการพาบุตรหลานไปรับชม เพราะมันซับซ้อนมากไป ไม่เหมาะสมกับเด็กเอาเสียเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เรทเดียวกันกับภาพยนตร์แฟนตาซีโลกสวยอย่างเงือกน้อยผจญภัยและอีกหลายเรื่องก่อนหน้า ดิสนีย์มีความคาดหวังอย่างไรกับแอนิเมชันเรื่องนี้และตำนานคนค่อมแห่งนอเทรอดามเป็นวรรณกรรมในช่วงไหนของประวัติศาสตร์?&nbsp;</p>



<p><strong>วรรณกรรมเพื่อสถาปัตยากรรม คนค่อมแห่งนอเทรอดามกับความพยายามของวิกตอร์ อูโก</strong></p>



<p>วิกตอร์ อูโก เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้ว่าเขาจะเข้าเรียนวิชากฏหมาย แต่ก็มีผลงานเขียนออกมาตั้งแต่อายุน้อย บทกวีของอูโกเคยได้รับรางวัลจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 18 และเป็นที่จับตามองมาตั้งแต่ตอนนั้น ในปี 1831 อูโกออกผลงานชิ้นใหม่เป็นนิยายที่ใช้ชื่อน่าสนใจอย่าง The Hunchback of Notre Dame (คนค่อมแห่งนอเทรอดาม) ชื่อนิยายของอูโกบ่งบอกชัดเจนถึงจุดประสงค์สำคัญสองอย่างจากนักเขียน 1.เพื่อกล่าวถึงสุนทรียภาพแบบโรแมนติกที่พูดถึงความสวยงามและความอัปลักษณ์ 2.เพื่อช่วยปลุกกระแสอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในรูปแบบกอธิกที่กำลังถูกทิ้งขว้างและรื้อสร้างเป็นอาคารในรูปแบบทันสมัย อูโก เชื่อว่าพลังของวรรณกรรมจะทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงความงดงามของศิลปะสไตล์นี้ และได้เลือกเอาวิหารนอเทรอดามเป็นฉากหลัง โดยหากกลับไปอ่านต้นฉบับของนักเขียนฝรั่งเศสผู้นี้ จะพบว่ามีการบรรยายความสวยงามของวิหารอย่างละเอียดและตั้งใจ และได้มีการกล่าวในบทสุดท้ายว่าวิหารแห่งนี้อาจจะต้องสูญหายไปจากพื้นโลกเช่นเดียวกับเรื่องราวของคนค่อม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165889" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>สถาปัตยกรรมวิหารนอเทรอดามถูกนำเสนออย่างสวยงามในแอนิเมชัน การนำเรื่องดาร์กๆ และประเด็นด้านศาสนามาเป็นธีมหลักค่อนข้างต่างจากแอนิเมชันเรื่องอื่นในยุคเดียวกันของดิสนีย์</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165880" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>งานเขียนของวิกตอร์ อูโก มีจุดหมายสำคัญเพื่อทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสวยงามของวิหารซึ่งอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมมากในยุคนั้น</figcaption></figure>



<p>งานเขียนของอูโกได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้อ่าน ปลุกกระแสให้ประชาชนหันมาสนใจมหาวิหารที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มที ต่อมาจึงมีการลงงานเพื่อบูรณะวิหารนอเทรอดามอย่างจริงจังในอีก 11 ปีต่อมา&nbsp;</p>



<p>อีกหนึ่งประเด็นที่อูโกได้เลือกหยิบมาบอกเล่าคือความสวยงามและความอัปลักษณ์ โดยใช้ฉากหลังเป็นนครปารีสในปี 1482 (ตรงกับปลายรัชสมัยของกษัตริย์หลุยส์ที่ 11) เรื่องราวตามต้นฉบับของอูโกกล่าวถึงชายที่มีรูปร่างผิดปกตินามควาซีโมโดซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในวิหารนอเทรอดาม รับหน้าที่เป็นผู้ตีระฆังบอกเวลา ควาซีโมโดถูกรับเลี้ยงโดยโฟรโล ผู้เป็นนักบวชในคริสตศาสนามีตำแหน่งเป็นอัครพันธบริกร (archdeacon) ตำแหน่งนี้ถือว่ารองจากบิชอป ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมุขนายกในโบสถ์ต่างๆ&nbsp;</p>



<p>โฟรโลรับเลี้ยงควาซีโมโดที่ถูกนำมาทิ้งไว้ในโบสถ์ เนื่องจากเขานึกถึงน้องชายและได้สอนให้ควาซีโมโดรู้จักการอ่านและเขียน แต่ควาซีโมโดในเวอร์ชันของอูโก นอกจากจะมีรูปร่างผิดปกติ เป็นคนหลังค่อม ตาบอดหนึ่งข้าง ยังมีปัญหาด้านสติปัญญาทำให้ท้ายที่สุดสามารถทำหน้าที่เป็นได้เพียงคนลั่นระฆังของวิหาร</p>



<p>โฟรโลเฝ้าบอกควาซีโมโดว่าโลกภายนอกนั้นโหดร้ายและไม่ต้อนรับผู้มีรูปลักษณ์แปลกไปจากตน แต่ควาซีโมโดไม่เชื่อและแอบออกไปนอกวิหารในวันที่มีงานเทศกาลจำอวด (Festival of Fools) ในงานครั้งนี้มีการประกวดว่าใครแต่งกายได้อัปลักษณ์ทั้งสุด ปรากฏว่าควาซีโมโดได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะ โฟรโลตามมาจนพบควาซีโมโดและยังได้เห็นนางยิปซีสาวสาวชื่อเอสเมอรัลดาซึ่งเข้ามาเต้นรำหาเงินในงาน โฟรโลหลงใหลในตัวเอสเมอรัลดา จึงได้ออกคำสั่งให้ควาซีโมโดลักพาตัวหญิงสาวมาให้เขา โชคดีที่ผู้กองฟีบัสหยุดเหตุได้ทัน ควาซีโมโดถูกจับขึ้นศาล และมีการตัดสินให้โบยในที่สาธารณะ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165882" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ประเด็นเรื่องการคุกคามทางเพศจากผู้มีอำนาจในแอนิเมชันเรื่องนี้อาจเทียบได้กับแคมเปญ me too ในยุคปัจจุบัน</figcaption></figure>



<p>ควาซีโมโดมองไปยังโฟรโลเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่โฟรโลไม่สนใจ เป็นเอสเมอรัลดาที่ทนการกระทำรุนแรงไม่ไหว เธอปลอบใจและนำน้ำมาให้ควาซีโมโดซึ่งทำให้เขาประทับใจและหลงรักเธอในที่สุด เอสเมอรัลดาสามารถครอบครองหัวใจของชายสามคนพร้อมๆ กัน คือโฟรโล ควาซีโมโด และผู้กองฟีบัส ปรากฏว่าฝ่ายหญิงมีใจให้ผู้กองฟีบัส ทั้งสองนัดพบกันแต่โฟรโลทราบเข้าและได้ตามไปทำร้ายผู้กองฟีบัสต่อหน้าเอสเมอรัลดา&nbsp;</p>



<p>เอสเมอรัลดาถูกยัดข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงาน ผู้กองฟีบัสเองก็เชื่อว่าเอสเมอรัลดาและพวกยิปซีของเธอตั้งใจซุ่มทำร้ายหมายเอาชีวิตเขา เอสเมอรัลดาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ก่อนที่จะโดนโทษประหาร ควาซีโมโดโหนเชือกลงมาจากวิหารเพื่อช่วยเอสเมอรัลดา เขาซ่อนเธอไว้ในวิหารและทำการป้องกันไม่ให้ใครเข้าถึงตัวสาวยิปซีได้ ในระหว่างนั้นโฟรโลแอบมาพบเอสเมอรัลดาเพื่อเสนอว่าเขาจะช่วยให้เธอให้พ้นความตาย แลกกับการที่เอสเมอรัลดาจะยอมมาเป็นภรรยาของเขา&nbsp;</p>



<p>เอสเมอรัลดาปฏิเสธ กว่าควาซีโมโดจะรู้ตัวและตามมาหา เอสเมอรัลดาก็ถูกประหารไปเสียแล้ว เมื่อเห็นร่างของสาวในดวงใจถูกแขวนคอ ควาซีโมโดสติหลุดและได้เข้าโจมตีโฟรโล โยนเขาลงจากวิหาร เมื่อเห็นว่าเอสเมอรัลด้าและโฟรโลเสียชีวิต ควาซีโมโดได้แต่ร้องไห้และกล่าวว่า บุคคลทั้งสองเป็นเพียงสองสิ่งที่เขารัก นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ชาวเมืองปารีสได้เห็นคนค่อมแห่งนอเทรอดาม หลายปีต่อมาเมื่อมีการขุดสุสานแถวนั้น คนขุดสุสานพบร่างของหญิงผู้หนึ่งกับชายที่มีโครงกระดูกผิดรูป เป็นไปได้ว่าควาซีโมโดฆ่าตัวตายหลังจากเหตุในคืนนั้น กลายเป็นจุดจบแสนเศร้าของนิยายที่กินใจผู้อ่านเป็นอย่างมาก</p>



<p><strong>คนค่อมแห่งนอเทรอดาม จากนิยายสายดาร์กสู่การ์ตูนเด็ก?&nbsp;</strong></p>



<p>แม้คนค่อมแห่งนอเทรอดามจะเป็นแอนิเมชันเก่าที่ออกฉายมาแล้วกว่า 25 ปี (เรื่องนี้ออกฉายในปี 1996) แต่สื่อหลายสำนักก็ยังยกให้แอนิเมชันเรื่องนี้เป็นผลงานที่ดาร์กที่สุดของดิสนีย์ แม้จะมีการเปลี่ยนเนื้อเรื่องหลายอย่างให้เหมาะสำหรับเด็ก เช่น การเปลี่ยนตอนจบให้สมหวัง เอสเมอรัลดากับผู้กองฟีบัสได้ครองรักกัน ส่วนควาซีโมโดนั้น แม้จะอกหักจากหญิงสาวแต่ก็อวยพรให้ทั้งสองมีความสุข และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนในปารีส&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165879" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ควาซีโมโดอวยพรให้เอสเมอรัลดากับผู้กองฟีบัส รางวัลของพระเอกไม่จำเป็นต้องเป็นความรักเสมอไป</figcaption></figure>



<p>เพื่อไม่ให้แอนิเมชันเรื่องนี้ดูโจมตีศาสนามากเกินไป มีการเปลี่ยนบทของโฟรโลจากนักบวชมาเป็นผู้พิพากษา ถึงอย่างนั้นก็ยังมีประเด็นหลายอย่างที่ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับเด็กเช่นความลุ่มหลงที่โฟรโลมีต่อเอสเมอรัลดา หรือประเด็นด้านการกวาดล้างชาวยิปซีซึ่งถือเป็นคนนอกศาสนาออกจากปารีส โดยดีสนีย์ได้ใช้วิธีบอกเล่าประเด็นเหล่านี้อย่างชาญฉลาดคือการเล่าด้วยเพลงและภาพที่เหมือนจะหลุดออกมาจากจินตนาการ&nbsp;</p>



<p>อันที่จริงกองเซนเซอร์ของสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีปัญหากับเนื้อหา แต่มีการขอว่าให้ปรับซาวนด์เอฟเฟ็กต์ในแอนิเมชันให้เบาลง เพื่อไม่ให้ผู้ชมที่มีอายุน้อยรู้สึกตกใจ ส่วนเพลงที่น่าจะมีปัญหามากที่สุดในเรื่องอย่าง Hellfire ซึ่งเป็นส่วนที่โฟรโลสารภาพความในใจต่อพระแม่มารีเรื่องที่เขามีความลุ่มหลงต่อเอสเมอรัลดาและได้โทษว่าเป็นเพราะถูกเธอใช้มนต์ดำล่อลวง ก็ได้มีการตัดคำว่า ‘บาป’ (sin) ออกไป แต่ใช้เอฟเฟ็กต์ดึงเสียงขึ้นมาแทน ผู้ชมพอจะเดาได้ว่าตัวละครกล่าวถึงบาป แต่ไม่ได้มีการใส่คำร้องลงไปเพื่อเลี่ยงกองเซนเซอร์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165883" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เพลง Hellfire ที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุด แต่กลับไม่ถูกเซนเซอร์ แค่ให้ลดซาวด์เอฟเฟ็กต์ลงเท่านั้น ทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจกับการจัดเรตติ้ง</figcaption></figure>



<p>อย่างไรก็ดี แอนิเมชันเรื่องนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีนักจากกลุ่มผู้ชม นำไปสู่ข้อครหาต่อกองเซนเซอร์ว่าทำไมปล่อยให้แอนิเมชันที่มีเนื้อหารุนแรงได้เรท G (General Audiences &#8211; หมายถึงภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย) เท่ากับซินเดอร์เรลลาและเงือกน้อยผจญภัย&nbsp;</p>



<p>หนังสือพิพม์ New York Times เคยทำบทความเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ นำไปสู่ข้อสรุปว่ากองเซนเซอร์ในช่วงทศวรรษที่ 1990s ยังไม่ได้มีข้อกำหนดที่เข้มงวดนัก แต่หากคนค่อมแห่งนอเทรอดามออกฉายในปัจจุบัน ก็คงไม่สามารถได้รับเรท G หากยังมีเนื้อหาและคำพูดในรูปแบบเดิม&nbsp;</p>



<p><strong>แอนิเมชันที่ดาร์กที่สุดของดิสนีย์?</strong></p>



<p>ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่าทำไมดิสนีย์จึงนำวรรณกรรมสุดดาร์กของ วิกตอร์ อูโก มาปรับปรุงใหม่เป็นแอนิเมชัน เป็นไปได้ว่าในช่วงทศวรรษที่ 1990s แอนิเมชันของดิสนีย์ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก จึงมีช่องว่างให้เกิดการทดลองโครงเรื่องในรูปแบบอื่น&nbsp;</p>



<p>คนค่อมแห่งนอเทรอดามแม้จะไม่ถูกใจบรรดาผู้ปกครองหรือไม่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ได้รับเสียงวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในเชิงบวก ตัวเรื่องมีความเคารพต้นฉบับเป็นอย่างมาก การดัดแปลงเนื้อหาเป็นไปอย่างมีเหตุผล ตัวละครมีความเป็นคนซึ่งทำให้เรื่องยิ่งน่ากลัวไปใหญ่เพราะเหมือนเราจะสามารถพบเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจในทางมิชอบและซ่อนความชั่วร้ายของตนไว้ใต้เหตุผลทางกฎหมายได้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;</p>



<p>อีกจุดหนึ่งที่ดิสนีย์ดูจะตีความไปได้ไกลกว่าต้นฉบับ คือการนำเสนอมุมมองของศาสนาซึ่งสามารถถูกใช้เพื่อสร้างหรือทำลายคน อยู่ที่คนผู้นั้นจะตีความเป็นอย่างไร โฟรโลกวาดล้างชาวยิปซีโดยอ้างเหตุผลทางศาสนา แต่นักบวชในเรื่องนี้ก็เป็นผู้ห้ามไม่ให้โฟรโลฆ่าควาซีโมโดตั้งแต่ตอนเป็นทารก&nbsp; นักบวชประจำวิหารนอเทรอดามยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเอสเมอรัลดาขณะโดนโฟรโลตามจับ เรายังเห็นภาพของประชาชนชาวปารีสที่สวดอ่อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อตัวเอง ตัดสลับกับเอสเมอรัลดาที่สวดภาวนาเพื่อผู้อื่น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165881" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บทบาทของนักบวชในเรื่องที่คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้</figcaption></figure>



<p>เมื่อเอสเมอรัลดาถามควาซีโมโดว่าผู้ชายใจร้ายอย่างโฟรโลเลี้ยงดูควาซีโมโดให้เป็นคนที่มีจิตใจเอื้ออารีได้อย่างไร ควาซีโมโดกล่าวว่าโฟรโลไม่ใช่คนชั่วช้า และเขาให้ปกป้องดูแลควาซีโมโดในตอนที่ไม่มีใครต้องการ (แน่นอนว่าในตอนนั้นควาซีโมโดยังไม่รู้ว่าโฟรโลเป็นเหตุให้มารดาของตนต้องถึงแก่ความตาย) ควาซีโมโดมองโฟรโลในแง่ดี ซึ่งอาจเป็นข้อความที่แอนิเมชันเรื่องนี้ต้องการส่งต่อ เนื้อแท้ของมนุษย์นั้นไม่อาจเปลี่ยนได้ ควาซีโมโดเป็นคนจิตใจดี และการที่เขาเป็นผู้ลั่นระฆังโบสถ์เป็นการเปรียบเปรยว่าคนค่อมผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์มีหัวใจเช่นทูตสวรรค์ ทูตสวรรค์ต่อให้อยู่ในโคลนตมก็ยังมีจิตใจที่ซื่อตรงดั่งทอง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165885" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ควาซีโมโดทำหน้าที่เป็นคนลั่นระฆังและมองปารีสจากด้านบน เทียบได้กับทูตสวรรค์ที่มีจิตใจงดงาม</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165888" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อย่างไรก็ดี บทบาทของศาสนามีจำกัดและอาจถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจ</figcaption></figure>



<p>ในตอนท้ายของเรื่องเมื่อโฟรโลตัดสินให้เผาเอสเมอรัลดาทั้งเป็น เราเห็นว่านักบวชประจำวิหารนอเทรอดามปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาพยายามห้ามเหตุตรงหน้าแต่ถูกทหารของโฟรโลห้ามไว้ แสดงให้เห็นว่าบทบาทของศาสนามีอยู่ในพื้นที่จำกัด และหากผู้มีอำนาจต้องการ ก็อาจบิดเบือนศาสนาเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ต่างจากการตั้งตนเป็นพระเจ้า&nbsp;</p>



<p>โฟรโลไม่เพียงจ้องทำลายเอสเมรัลดาที่ปฏิเสธรักจากเขา เขายังสั่งให้เผาทำลายวิหารซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนา ปรากฏว่าชาวเมืองทนต่อสิ่งนี้ไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาจับอาวุธเข้าสู้ ปล่อยชาวยิปซีที่ถูกกักขังและเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง ประชาชนแห่งปารีสก็ต้อนรับควาซีโมโดซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือเอสเมอรัลดาจากความตาย ประเด็นสุดท้ายที่แอนิเมชันฝากไว้คือการลุกขึ้นเพื่อต่อสู้กับอำนาจและความอยุติธรรม&nbsp;</p>



<p>เมื่อรวมประเด็นต่างๆ ไว้ด้วยกัน คนค่อมแห่งนอเทรอดามแม้ไม่ใช่หนังที่เหมาะสมสำหร้บเด็กอย่างที่ผู้ปกครองตั้งใจ แต่แอนิเมชันเรื่องนี้ก็ได้ทิ้งข้อคิดหลายอย่าง ซึ่งหากเรากลับไปชมใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาและอายุที่ต่างไป ก็อาจพบข้อความน่าสนใจที่ถูกซ่อนไว้ในระหว่างบรรทัด&nbsp;</p>



<p><strong>References</strong></p>



<p><a href="https://notredamecathedralparis.com/the-hunchback-of-notre-dame/?fbclid=IwAR3Cxrf3k4SEMXJkf3Xv1qfgqJLCs4pBGgX8xFqTo1Z_n4JA_QLCTWdH3mI#:~:text=History,and%20replaced%20with%20other%20buildings">The Hunchback of Notre Dame</a></p>



<p><a href="https://www.history.com/this-day-in-history/the-hunchback-of-notre-dame-is-finished?fbclid=IwAR0MW4cg--xaY5dMsaStkNDrYJ6CqBh72qOOqiTvdo7zk2OPQhVhU7fqdnE">The Hunchback of Notre Dame” is finished</a></p>



<p><a href="https://solinwords.medium.com/why-the-hunchback-of-notre-dame-is-one-of-disney-s-greatest-1c605ef30bec">Why ‘The Hunchback of Notre Dame’ is one of Disney’s greatest films</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/06/21/movies/the-hunchback-of-notre-dame.html?fbclid=IwAR0oIxOdQnq4VNYBe70yTIGa3c6MkgsYkeYwiWADE6QA_Sk8VWPRpr6mUMU">The Hunchback of Notre Dame’ at 25: ‘The Most R-Rated G You Will Ever See</a></p>



<p><a href="https://www.comingsoon.net/movies/features/1259077-why-the-hunchback-of-notre-dame-is-still-one-of-disneys-best-movies?fbclid=IwAR1FVdmggeNIyeJyhXaYKqvHa1-esKvEhDnhO9Qx5GIVbJo5iC4mCUaZTDI">Why The Hunchback of Notre Dame Is Still One of Disney’s Best Movies </a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=NLuJNKEG9dM">The VERY Messed Up Origins of Hunchback of Notre Dame </a></p>



<p><a href="https://www.thethings.com/the-hunchback-of-notre-dame-was-dark-but-disneys-message-is-important/?fbclid=IwAR3g6UQnPd0Qqup4lnRzFOWplGl2MTZC1GqwhUEmeQy79zmrtAsM2aZxGq0">The Hunchback Of Notre Dame Was Dark, But Disney&#8217;s Message Is Important</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=OQ3F1QtPv-A">The Dark Truth About Disney&#8217;s The Hunchback of Notre Dame</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-hunchback-of-notre-dame/">คนค่อมแห่งนอเทรอดาม แอนิเมชันดิสนีย์ที่ดาร์กที่สุด?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ย้อนรอยฉากสปาเกตตีในตำนาน ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสุนัขเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และโลกอุดมคติของวอลต์ ดิสนีย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lady-and-the-tramp/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Lady and the Tramp]]></category>
		<category><![CDATA[วอลต์ ดิสนีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทรามวัยกับไอ้ตูบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=164934</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 Perspectus Global หน่วยงานอิสระว่าด้วยการวิจัยและข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติ ได้ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจว่าฉากในร้านอาหารของภาพยนตร์เรื่องใดที่ครองใจชาวอังกฤษมากที่สุด 60% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เทใจให้ฉากสปาเกตตีในตำนานจากแอนิเมชันทรามวัยกับไอ้ตูบ ผลงานคลาสสิกของดิสนีย์ที่ออกฉายตั้งแต่ปี 1955 ฉากที่ว่าเอาชนะหนังดังอย่าง Pretty Women (1990), The Godfather (1972) และแม้แต่ Pulp Fiction (1994) ไปได้อย่างน่าทึ่ง&#160; เมื่อถามถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉากรักของสุนัขสามารถประทับในความทรงจำของผู้ชมได้อย่างยาวนาน คำตอบที่น่าสนใจอาจเป็นว่า ฉากนี้ไม่ได้เล่าเรื่องการรับประทานอาหาร แต่เป็นการตกหลุมรักของหนุ่มสาวที่มาจากต่างที่มา ต่างประสบการณ์ และต่างฐานันดร ซึ่งเป็นเรื่องราวคลาสสิกที่แฝงด้วยความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก และนั่นทำให้แอนิเมชันที่มีทุนสร้างเพียง 4 ล้านดอลลาร์ สามารถกวาดรายได้ไปมากถึง 187 ล้าน ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันเกี่ยวกับสัตว์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของดิสนีย์&#160; ‘เมืองที่ใครเห็นก็อยากอยู่’ ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสะท้อนโลกแห่งความฝันของวอลต์ ดิสนีย์ ต่างจากแอนิเมชันยุคบุกเบิกอย่างสโนไวท์ (1938) และซินเดอเรลล่า (1950) ทรามวัยกับไอ้ตูบ (หรือชื่อในภาษาอังกฤษ Lady and the Tramp) ไม่ได้ถูกสร้างมาจากโลกเทพนิยายที่มีแบบแผนอยู่แล้วและเป็นที่รู้จักของโลกตะวันตก แต่เป็นดอกผลจากการคิดใหม่ทำใหม่อย่างแท้จริง เรื่องราวของสุนัขสองตัวกับการผจญภัยในละแวกบ้าน เป็นงานออริจินัลที่ถูกเสนอขึ้นช่วงปลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lady-and-the-tramp/">ย้อนรอยฉากสปาเกตตีในตำนาน ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสุนัขเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และโลกอุดมคติของวอลต์ ดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 Perspectus Global หน่วยงานอิสระว่าด้วยการวิจัยและข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติ ได้ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจว่าฉากในร้านอาหารของภาพยนตร์เรื่องใดที่ครองใจชาวอังกฤษมากที่สุด 60% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เทใจให้ฉากสปาเกตตีในตำนานจากแอนิเมชันทรามวัยกับไอ้ตูบ ผลงานคลาสสิกของดิสนีย์ที่ออกฉายตั้งแต่ปี 1955 ฉากที่ว่าเอาชนะหนังดังอย่าง Pretty Women (1990), The Godfather (1972) และแม้แต่ Pulp Fiction (1994) ไปได้อย่างน่าทึ่ง&nbsp;</p>



<p>เมื่อถามถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉากรักของสุนัขสามารถประทับในความทรงจำของผู้ชมได้อย่างยาวนาน คำตอบที่น่าสนใจอาจเป็นว่า ฉากนี้ไม่ได้เล่าเรื่องการรับประทานอาหาร แต่เป็นการตกหลุมรักของหนุ่มสาวที่มาจากต่างที่มา ต่างประสบการณ์ และต่างฐานันดร ซึ่งเป็นเรื่องราวคลาสสิกที่แฝงด้วยความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก และนั่นทำให้แอนิเมชันที่มีทุนสร้างเพียง 4 ล้านดอลลาร์ สามารถกวาดรายได้ไปมากถึง 187 ล้าน ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันเกี่ยวกับสัตว์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของดิสนีย์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165147" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><p style="text-align: center">ฉากสปาเกตตีที่เกือบถูกตัดออก</p></figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘เมืองที่ใครเห็นก็อยากอยู่’ ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสะท้อนโลกแห่งความฝันของวอลต์ ดิสนีย์</strong></h3>



<p>ต่างจากแอนิเมชันยุคบุกเบิกอย่างสโนไวท์<em> </em>(1938) และซินเดอเรลล่า (1950) ทรามวัยกับไอ้ตูบ (หรือชื่อในภาษาอังกฤษ Lady and the Tramp) ไม่ได้ถูกสร้างมาจากโลกเทพนิยายที่มีแบบแผนอยู่แล้วและเป็นที่รู้จักของโลกตะวันตก แต่เป็นดอกผลจากการคิดใหม่ทำใหม่อย่างแท้จริง เรื่องราวของสุนัขสองตัวกับการผจญภัยในละแวกบ้าน เป็นงานออริจินัลที่ถูกเสนอขึ้นช่วงปลาย 1930 โดย โจ แกรนท์ นักวาดการ์ตูนคนสำคัญของดิสนีย์ เขานำแรงบันดาลใจเกี่ยวกับตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘เลดี้’ มาจากสุนัขของลูกสาวซึ่งเป็นสุนัขเพศเมียพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล</p>



<p>คุณลักษณะของสุนัขพันธุ์นี้คือความอ่อนโยน เป็นมิตร ไม่ก้าวร้าว และสามารถเข้ากับเด็กได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี โจสังเกตเห็นท่าทีไม่พอใจของสุนัขที่ถูกแย่งความรักหลังเขาและภรรยาหันไปเทความสำคัญให้กับลูกสาวมากกว่า โจได้ไอเดียที่จะเขียนเรื่องราวของสุนัขแสนน่ารัก และได้นำแบบร่างมาเสนอกับ วอลต์ ดิสนีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของสตูอิโอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><p style="text-align: center">ต้นแบบของเลดี้</p></figcaption></figure>



<p>โครงร่างของโจนำเสนอเรื่องราวที่หมุนรอบตัว ‘เลดี้’ โดยมีศัตรูตัวร้ายเป็นหนู และแมวสยามฝาแฝดของคุณป้า วอลต์ ดิสนีย์ สนใจคาแรกเตอร์ของเลดี้ แต่ไม่พอใจสตอรี่บอร์ดเพราะมันไม่มีจุดแตกหักที่น่าสนใจ เขาคิดว่าเลดี้น่ารักเกินไป น่าจะต้องหาสุนัขอีกตัวเข้ามาทำให้เรื่องราวชวนตื่นเต้น โปรเจกต์นี้ถูกพับไปเป็นเวลานานเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น โดยหลังจากดิสนีย์กลับมาปัดฝุ่นโครงการนี้ในช่วงปี 1950 ก็ได้ว่าจ้างให้นายวอร์ด กรีน &#8211; นักเขียนชาวอเมริกันเข้ามาร่างเรื่องราวใหม่&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวในเวอร์ชันของ วอร์ด กรีน มีการเพิ่มสุนัขที่มีคาแรกเตอร์แข็งแกร่งเข้าไปคือแทรมป์ เนื้อหาโฟกัสการผจญภัยของเลดี้ สาวอ่อนหวานจากบ้านที่เพรียบพร้อม กับแทรมป์ หมาจรจัดที่ปราดเปรียวไม่เกรงใจใคร ด้วยความที่เนื้อหาทั้งหมดถูกเขียนขึ้นใหม่ทำให้การสร้างฉากหลังของเรื่อง รวมไปถึงบรรยากาศเมืองทั้งหมดถูกจินตนาการโดยทีมงานของดิสนีย์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165149" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ต้นแบบของแทรมป์</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165176" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เลดี้และแทรมป์ ต้นแบบจากสุนัขจริง</figcaption></figure>



<p>วอลต์ ดิสนีย์ ตั้งใจให้เมืองที่เลดี้กับแทรมป์อยู่อาศัย สะท้อนบ้านเกิดของเขาคือเมืองมาร์เซอลีน (Marceline) ในรัฐมิสซูรี โดยหมุนเข็มนาฬิกากลับไปในช่วงปลายของยุควิกตอเรียน-เอ็ดเวอร์เดียน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี มีกล้องถ่ายภาพ มีโทรศัพท์บ้าน แต่ก็ยังมีกลิ่นอายคลาสสิกอย่างการขับรถม้าและเมืองที่ไม่พลุกพล่านจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>เมืองมาร์เซอลีนในเรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบ ไม่เพียงนำเสนอช่วงเวลาชวนฝันของสังคมอเมริกัน แต่ยังให้ภาพเมืองที่อบอุ่นหัวใจ ดังที่วอลต์ ดิสนีย์ได้ให้โจทย์กับทีมงานของเขาว่า ‘เป็นเมืองที่ใครเห็นก็อยากอยู่ แต่ถ้าออกไปผจญภัยก็ให้ความรู้สึกว่าต้องมีอะไรดีๆ รออยู่ข้างหน้า’</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165150" width="840" height="560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /><figcaption>เมืองมาร์เซอลีน เมืองในฝันที่ออกแบบมาจากบ้านเกิดของดิสนีย์</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เลดี้และแทรมป์ สุนัขที่มีความฝันและความรักเช่นเดียวกันกับมนุษย์</strong></h3>



<p>เลดี้ สุนัขแสนน่ารักในบ้านที่อบอุ่นเป็นคาแรกเตอร์ที่เขียนขึ้นโดย โจ แกรนท์ &#8211; เพื่อนร่วมงานของวอลต์ ดิสนีย์&nbsp; ที่ลาออกจากสตูอิโอไปแล้วในตอนนั้น ส่วนสุนัขข้างถนนที่เจนจัดกับการใช้ชีวิต รู้วิธีเอาตัวรอดและออกจะมองโลกในแง่ร้าย ได้แรงบันดาลใจมาจากสุนัขในบทความเรื่อง ‘Happy Dan the Cynical Dog’ ของ วอร์ด กรีน ซึ่งวอลต์ ดิสนีย์ไปอ่านเจอในนิตยสาร Cosmopolitant&nbsp;</p>



<p>หลังเจอคาแรกเตอร์ที่ถูกใจ วอลต์ ดิสนีย์ก็ได้ออกไอเดียว่าจ้างให้ วอร์ด กรีน เขียนนิยายเรื่องใหม่โดยนำสุนัขทั้งสองมาผูกเป็นเรื่องราวเดียวกันโดยใส่แกนกลางเรื่องรักต่างชนชั้นเข้าไป กลายเป็นเรื่องราวที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่ดิสนีย์เคยเขียนมา แอนิเมชันก่อนหน้านี้บอกแค่ว่าเจ้าหญิงเจ้าชายจะต้องตกหลุมรักกัน แต่ทรามวัยกับไอ้ตูบ โฟกัสไปที่การเล่าเรื่องให้คนดูได้เข้าใจว่าความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165154" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>นิยายเรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก</figcaption></figure>



<p>แอนิเมชันเรื่องนี้ยังสะท้อนความเป็นจริงของสังคมเช่นปัญหาสุนัขจรจัด การกำจัดสุนัขที่ไม่มีใครรับไปเลี้ยงดู (ซึ่งถูกนำเสนอผ่านเงาเพื่อให้เรื่องราวไม่โหดร้ายจนเกินไป) ในเรื่องยังมีการเล่นสนุกกับบรรดาสุนัขพันธ์ุต่างๆ ที่มีคาแรกเตอร์ ลักษณะนิสัย รวมไปถึงสำเนียงการพูดที่ต่างกัน มีทั้งสุนัขพันธุ์ชิวาวาที่พูดจาติดสำเนียงเม็กซิกัน อิงลิช บูลด็อกที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงผู้ดี หรือสุนัขตัวใหญ่โออ่าที่พูดจาด้วยสำเนียงแบบรัสเซีย (หรือแม้แต่เจ้าของร้านสปาเกตตีที่พูดอังกฤษติดสำเนียงอิตาเลียน) การออกแบบตัวละครให้พูดสำเนียงต่างกันไม่ได้มีความตั้งใจเพื่อนำเสนอความหลากหลาย แต่เป็นการเพิ่มสีสันให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับตัวละครที่ไม่ได้พูดอังกฤษแบบอเมริกัน</p>



<p>สำหรับการสร้างภาพเคลื่อนไหวภายในเรื่อง เนื่องจากตัวละครเอกเป็นสุนัข จึงต้องมีการติดตามดูพฤติกรรมของสุนัขแต่ละประเภทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจการขยับตัวของสุนัขแต่ละพันธุ์ กระทั่งว่าพวกมันเริ่มก้าวเท้าไหนก่อน มีการขยับหัวไหล่เป็นอย่างไร จากนั้นจึงนำมาใส่ความรู้สึกของมนุษย์เข้าไป เช่นว่าหากสุนัขต้องการบอกอีกฝ่ายให้ไสหัวไป มันน่าจะมีการขยับท่าทางแบบไหน ความรู้สึกรัก ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกหวนแหนและอิจฉาในแบบมนุษย์จะถูกถ่ายทอดออกมาในท่าทางแบบไหนได้บ้าง&nbsp;</p>



<p>เลดี้ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียลพันธุ์แท้ มีต้นแบบมาจากสุนัขจริง 2 ตัว คือสุนัขของผู้กับกับร่วม (co-director) และสุนัขของนักแสดงผู้ให้เสียงเป็นคุณป้าซาราห์ในแอนิเมชัน ส่วนแทรมป์ซึ่งเป็นหมาพันธุ์ทางใช้ต้นแบบมาจากสุนัขจริงที่นักเขียนคนหนึ่งของดิสนีย์บังเอิญไปเจอเข้า สุนัขตัวนี้ถูกรับเลี้ยงและได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์ไปตลอดชีวิต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165157" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพร่างของเลดี้</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความรักผลิบานในจานสปาเกตตี ซีนตำนานที่เคยไม่ผ่านการอนุมัติ</strong>&nbsp;</h3>



<p>สปาเกตตีมีทบอลจานดังที่กลายเป็นสื่อรักระหว่างเลดี้กับแทรมป์ ถูกออกแบบโดยแฟรงก์ โทมัส แอนิเมเตอร์คนสำคัญของสตูดิโอที่เคยฝากผลงานไว้ในแอนิเมชันชื่อดังอย่างแบมบี้ โทมัสได้เสนอฉากนี้ในสตอรี่บอร์ด แต่ถูกวอลต์ ดิสนีย์ปัดตกในทันที เขาไม่คิดว่าสภาพของสุนัขสองตัวขณะรับประทานอาหารจะน่าดูนัก ออกจะสกปรกเลอะเทอะเกินกว่าจะนำมาใส่ในสตอรี่&nbsp;</p>



<p>แฟรงก์ โทมัสไม่ยอบรับการตัดสินใจของดิสนีย์ เขายืนยันจะทำให้เห็นว่าฉากนี้ออกมาสวยงามโรแมนติกได้จริง โดยเขาได้ทำฉากนี้ขึ้นมาใหม่ในลักษณะภาพร่างแบบเคลื่อนไหวเพื่อให้ดิสนีย์เข้าใจมูฟเมนต์ทั้งหมดภายในฉาก&nbsp;</p>



<p>ภาพร่างของโทมัสทำให้ดิสนีย์เห็นว่าการตกหลุมรักก่อตัวขึ้นได้อย่างไร มันไม่ใช่ซีนทั่วไปที่นำเสนอการทานอาหารของสุนัขแต่บอกเล่าความรู้สึกที่ลึกล้ำยิ่งกว่า เมื่อดิสนีย์ได้เห็นฉากนี้อย่างละเอียด เขาเปลี่ยนใจอนุมัติให้ฉากสปาเกตตีกลับมาอยู่ในเรื่องทันที กลายเป็นอีกหนึ่งซีนโรแมนติกและเป็นที่จดจำมากที่สุดในโลกภาพยนตร์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165160" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพร่างฉากสปาเกตตี</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165161" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากสปาเกตตีในตำนานที่ถูกนำมาสร้างใหม่</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยุคเปลี่ยนผ่านทางภาพยนตร์ ทรามวัยกับไอ้ตูบแอนนิเมชันเรื่องแรกของดิสนีย์ที่ผลิตในซีนีมาสโคป&nbsp;</strong></h3>



<p>สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมตกหลุมรักในเรื่องราวการผจญภัยของเลดี้และแทรมป์ คือฉากหลังที่สวยงามตลอดทั้งเรื่อง อ้างอิงสภาพบ้านเมืองแบบวิกตอเรียโดยมีการใส่รายละเอียดที่ชวนฝัน เช่นผ้าที่ตากอย่างขาวสะอาดกลางแดดอุ่นๆ หรือระแวกบ้านที่เขียวชะอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้&nbsp; ในช่วงที่ทรามวัยกับไอตูบออกฉายที่สหรัฐอเมริกา โทรทัศน์เริ่มเป็นที่นิยม ทำให้เกิดการแข่งขันว่าผู้ชมจะยอมจ่ายค่าตั๋วเพื่อเข้ามาชมภาพยนตร์ในโรงหนังอีกหรือไม่ เป็นช่วงเวลานั้นเองที่เทคนิคซีนีมาสโคป (CinemaScope) เริ่มถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อตอบโจทย์ความสมจริงในแบบที่โทรทัศน์ในบ้านไม่สามารถทำได้&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165162" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากบ้านเมืองในเรื่องในเทคนิคแบบซีนีมาสโคป</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165166" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>การตกแต่งบ้านแบบวิกตอเรียในมุมมองที่เลดี้มองเห็น</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165167" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ระแวกบ้านที่น่าอยู่ชวนฝัน โฟกัสไปที่มุมมองของสุนัขที่มีพื้นเป็นหลัก</figcaption></figure>



<p>ภาพยนตร์ในระบบซีนีมาสโคปให้ความยาวของภาพมากกว่าระบบเดิม ทำให้การลงรายละเอียดในฉากทำได้มากขึ้น เพิ่มความสมจริงให้ผู้ชมรู้สึกประหนึ่งว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ งานจึงมาตกที่นักวาดฉากของเรื่องเพราะต้องทำให้ทั้งซีนมีรายละเอียดน่าสนใจ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไปจนผู้ชมไขว้เขวจากตัวละครหลัก สิ่งสำคัญคือการสร้างมุมมองของแอนิเมชันให้อยู่ในระนาบเดียวกับสุนัข ดังนั้นแทนที่จะวาดฉากโดยใช้ท้องฟ้าเป็นตัวตั้ง ฉากในทรามวัยกับไอตูบจะถูกวาดโดยใช้พื้นดินเป็นส่วนประกอบหลัก ทีมงานถึงขั้นสร้างโมเดลขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจว่ามุมมองของสุนัขเมื่อต้องเดินอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะมองสิ่งรอบข้างออกมาเป็นแบบไหน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165168" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>โมเดลบ้านสำหรับจำลองการมองเห็นของเลดี้</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165169" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>โมเดลบ้านสำหรับจำลองการมองเห็นของเลดี้</figcaption></figure>



<p>เทคนิคซีนีมาสโคปที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในสตูดิโอของวอลต์ ดิสนีย์ เปิดโอกาสให้เขาได้สร้างเมืองทั้งเมืองขึ้นมาใหม่ตามที่ใจคิดฝัน เมืองมาร์เซอลีนในเวอร์ชันทรามวัยกับไอตูบ นอกจากจะถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงบ้านเกิดของชายที่อยู่เบื้องหลังโลกเทพนิยายอันยิ่งใหญ่ วอลต์ ดิสนีย์ ยังได้นำแรงบันดาลใจจากเมืองที่ถูกสร้างขึ้นในเรื่องนี้ มาสานต่อจนกลายเป็นดิสนีย์แลนด์ ดินแดนแห่งความรักและเสียงหัวเราที่เปิดประตูตอนรับผู้มีความฝันในทุกช่วงวัย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165173" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ครอบครัวอุดมคติในเมืองอุดมคติของชาวอเมริกันคือภาพชวนฝันที่กลายเป็นดิสนีย์แลนด์ในเวลาต่อ</figcaption></figure>



<p>References:&nbsp;</p>



<p><strong>the Iconic &#8216;Lady and the Tramp&#8217; Spaghetti Kiss Scene Almost Never Happened</strong><a href="https://www.yahoo.com/entertainment/lady-and-the-tramp-spaghetti-scene-121119404577.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&amp;guce_referrer_sig=AQAAAEwNxIs8Sa4gA9H9yOmYvyjw2GN7-Y0NnIzlTcXmD6ci-S-62utJ9UzS3nBDksHt2AyjwAnjsGpqsclW5CsSDndWUP5aEwkeET6H809JHS6Ms0Kd6LpN3yr6QV3R1MU83BhqVFXn1kh-wt2TEL7UHWC66ZZf4bH-NWUZkwcuh5l9"><strong> </strong><strong>https://www.yahoo.com/entertainment/lady-and-the-tramp-spaghetti-scene-121119404577.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&amp;guce_referrer_sig=AQAAAEwNxIs8Sa4gA9H9yOmYvyjw2GN7-Y0NnIzlTcXmD6ci-S-62utJ9UzS3nBDksHt2AyjwAnjsGpqsclW5CsSDndWUP5aEwkeET6H809JHS6Ms0Kd6LpN3yr6QV3R1MU83BhqVFXn1kh-wt2TEL7UHWC66ZZf4bH-NWUZkwcuh5l9</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>You can&#8217;t beat puppy love! Lady and the Tramp&#8217;s iconic spaghetti moment is voted the nation&#8217;s favourite restaurant movie scene</strong><a href="https://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-8488797/Lady-Tramps-spaghetti-moment-voted-nations-favourite-restaurant-movie-scene.html?fbclid=IwAR2TO74Km4SYSvYBnVZpjt3IxLwVfePLnk1Wjf8A3bEvyq25WIaOOAMijlo"><strong> </strong><strong>https://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-8488797/Lady-Tramps-spaghetti-moment-voted-nations-favourite-restaurant-movie-scene.html?fbclid=IwAR2TO74Km4SYSvYBnVZpjt3IxLwVfePLnk1Wjf8A3bEvyq25WIaOOAMijlo</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>Walt Disney Tried To Remove The Famous Spaghetti Scene From Lady And The Tramp</strong></p>



<p><a href="https://www.slashfilm.com/1154141/walt-disney-tried-to-remove-the-famous-spaghetti-scene-from-lady-and-the-tramp/">https://www.slashfilm.com/1154141/walt-disney-tried-to-remove-the-famous-spaghetti-scene-from-lady-and-the-tramp/</a></p>



<p><strong>Lady&#8217;s Pedigree: The Making of Lady and the Tramp (1955)</strong><a href="https://www.youtube.com/watch?v=GFvjpRchYZ0&amp;t=767s"><strong> </strong>https://www.youtube.com/watch?v=GFvjpRchYZ0&amp;t=767s</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lady-and-the-tramp/">ย้อนรอยฉากสปาเกตตีในตำนาน ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสุนัขเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และโลกอุดมคติของวอลต์ ดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/digital-amnesia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Dec 2022 09:44:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[digital]]></category>
		<category><![CDATA[digital amnesia]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163987</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากคุณต้องใช้ชีวิต 1 วันโดยไม่มีมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต คุณจะสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ไหม? คุณจดจำอะไรได้บ้างหากไม่มีเทคโนโลยีช่วย คุณเดินทางไปถึงสถานที่ที่ไม่เคยไปโดยไม่หลงทางไหมหากไม่มีแผนที่ GPS คุณจำวันเกิดคนสำคัญได้ไหมหากโทรศัพท์ไม่แจ้งเตือน คุณจำเบอร์พ่อแม่ เพื่อนสนิท หรือคนรักได้ไหม คุณสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ไหม หากอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่สามารถเปิดดูรายชื่อในโทรศัพท์ได้ คุณจดจำบรรยากาศวันสำคัญในชีวิตได้ไหม หากจู่ๆ ไม่สามารถกลับไปดูภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้ได้เลย มือถือแทบจะเป็นส่วนต่อขยายของสมองที่ช่วยเราจดบันทึก นำทาง ช่วยเราค้นหาข้อมูลสำคัญได้แทบจะตลอดเวลา จนเราแทบไม่ต้องจดจำอะไรให้เปลืองสมองอีกแล้ว Kaspersky Lab บริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ได้ให้นิยามปรากฏการณ์นี้ว่าคือ Digital Amnesia ภาวะความจำเสื่อมอันเกิดจากการที่คนจำนวนมากเลือกใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตช่วยจดจำแทนเราไปทั้งหมด ซึ่งไม่ได้กระทบแค่ในคนอายุน้อยที่เกิดมาคุ้นชินกับการใช้มือถือตั้งแต่เล็กๆ หรือคนรุ่น Digital Native เท่านั้นแต่มีผลกับพฤติกรรมและความทรงจำของคนวัยอื่นเช่นกัน Digital Amnesia เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีจดจำของเรา ปี 2017 Kaspersky ได้ออกรายงาน The Rise and Impact of Digital Amnesia : Why we need to protect [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-amnesia/">Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากคุณต้องใช้ชีวิต 1 วันโดยไม่มีมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต คุณจะสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ไหม?</p>



<p>คุณจดจำอะไรได้บ้างหากไม่มีเทคโนโลยีช่วย คุณเดินทางไปถึงสถานที่ที่ไม่เคยไปโดยไม่หลงทางไหมหากไม่มีแผนที่ GPS คุณจำวันเกิดคนสำคัญได้ไหมหากโทรศัพท์ไม่แจ้งเตือน</p>



<p>คุณจำเบอร์พ่อแม่ เพื่อนสนิท หรือคนรักได้ไหม คุณสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ไหม หากอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่สามารถเปิดดูรายชื่อในโทรศัพท์ได้ คุณจดจำบรรยากาศวันสำคัญในชีวิตได้ไหม หากจู่ๆ ไม่สามารถกลับไปดูภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้ได้เลย</p>



<p>มือถือแทบจะเป็นส่วนต่อขยายของสมองที่ช่วยเราจดบันทึก นำทาง ช่วยเราค้นหาข้อมูลสำคัญได้แทบจะตลอดเวลา จนเราแทบไม่ต้องจดจำอะไรให้เปลืองสมองอีกแล้ว</p>



<p>Kaspersky Lab บริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ได้ให้นิยามปรากฏการณ์นี้ว่าคือ Digital Amnesia ภาวะความจำเสื่อมอันเกิดจากการที่คนจำนวนมากเลือกใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตช่วยจดจำแทนเราไปทั้งหมด ซึ่งไม่ได้กระทบแค่ในคนอายุน้อยที่เกิดมาคุ้นชินกับการใช้มือถือตั้งแต่เล็กๆ หรือคนรุ่น Digital Native เท่านั้นแต่มีผลกับพฤติกรรมและความทรงจำของคนวัยอื่นเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">Digital Amnesia เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีจดจำของเรา</h3>



<p>ปี 2017 Kaspersky ได้ออกรายงาน The Rise and Impact of Digital Amnesia : Why we need to protect what we no longer remember อธิบายถึงปราฏการณ์ Digital Amnesia ที่มีสูงขึ้นและผลกระทบที่ตามมา <strong>Digital Amnesia&nbsp;(น.) แปลว่า ประสบการณ์ที่คนลืมข้อมูลเพราะเรานั้นเชื่อมั่นในเครื่องมืออุปกรณ์ดิจิทัลให้จดจำแทนเรา&nbsp;(the experience of forgetting information that you trust a digital device to store and remember for you.)&nbsp;</strong></p>



<p>เมื่อแปลตรงตัว Digital Amnesia คือภาวะความจำเสื่อมอันเกิดจากเทคโทโลยียุคดิจิทัล&nbsp;คนเราเชื่อมั่นให้อุปกรณ์ต่างๆ จดบันทึกข้อมูลสำคัญแทนเรา เช่น ข้อมูลติดต่อ ภาพ เราสามารถเชื่อมต่อเรากับคลังข้อมูลขนาดใหญ่ได้ทุกที่ทุกเวลา จนเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องจดหรือจำอะไรเองอีกต่อไป อยากรู้เมื่อไหร่ค่อยพึ่งพาให้เทคโนโลยีช่วยหาให้เรา</p>



<p>คำอื่นๆ ที่มีความใกล้เคียงเกี่ยวข้องเช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>&nbsp;<strong>Google Effect</strong> แปลว่า อาการไม่สามารถจดจำข้อมูลสำคัญได้เพราะความสะดวกสบายง่ายดายที่จะเสิร์ชออนไลน์หรือกูเกิลเมื่อไหร่ก็ได้&nbsp;</li><li><strong>Digital Obsolescence</strong>&nbsp; คือภาวะที่ข้อมูลนั้นสูญหายเพราะเทคโนโลยีของการเก็บบันทึกนั้นล้าสมัยจนไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้ เช่น เราไม่สามารถเปิดดูแผ่นซีดีหรือเทปคาสเซ็ตต์เก่าๆ เพราะเราไม่มีเครื่องอ่านซีดีอีกต่อไปในบ้านเรา</li></ul>



<p>ตั้งแต่ปี 2011 นักวิจัยด้านสมองจากหลายมหาวิทยาลัยได้ศึกษาเรื่องความทรงจำกับการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่าคนอายุน้อยใน US จดจำข้อมูลเปลี่ยนไปเป็นผลจากข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้ทางออนไลน์<strong> พวกเขาจดจำข้อมูลได้น้อยลงแต่สามารถนึกออกว่าจะหาข้อมูลเหล่านั้นได้ที่ไหน นักวิจัยสรุปเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าคือ ‘Google Effect’ หรือผลกระทบจากการใช้กูเกิล</strong> อย่างไรก็ตาม การทดลองที่ทำให้เกิดที่มาของคำว่า Google Effect ก็ยังไม่สามารถทำซ้ำให้ได้ผลลัพธ์เดิมได้&nbsp;</p>



<p>ในปี 2015 Kaspersky อยากจะเข้าใจปรากฏการณ์นี้ มอบหมายให้องค์กร Opinion Matters ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจผู้บริโภคในอเมริกาอายุ 16-55 ปีขึ้นไปจำนวน&nbsp; 1,000 คน&nbsp; ตัวอย่างคำถามในแบบสอบถามเช่น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>หากไม่เปิดดูเลย คุณสามารถจดจำเบอร์โทรญาติ บ้าน เพื่อน ที่ทำงาน บริการต่างๆ ได้ไหม</li><li>ยังจำเบอร์โทรศัพท์บ้านสมัยอายุ 10 ขวบได้อยู่ไหม</li><li>หากต้องการคำตอบข้อมูลข้างต้น จะทำอย่างไร เช่น พยายามนึกออกเอง ถามเพื่อน หาในสมุดจด หรือเสิร์ชออนไลน์</li><li>หากพบข้อมูลดังกล่าว เราจะทำอย่างไร พยายามจดจำ เขียนจดไว้ หรือใช้แค่เมื่อจำเป็นแล้วลืมไป</li></ul>



<p>จากการสำรวจมีคนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่จะพยายามจดจำหรือจดข้อมูลสำคัญไว้ คนส่วนมากที่ทำแบบสอบถามยินดีที่จะลืมข้อมูลที่สามารถหาได้ใหม่ทางออนไลน์&nbsp;ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมด (91.2%) เห็นด้วยว่าอินเทอร์เน็ตนั้นคือ &#8216;ส่วนต่อขยายของสมอง&#8217; คนมากกว่า 44% ยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเก็บข้อมูลทุกอย่างที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ แต่ก็มีผู้สูงอายุวัยมากกว่า 55 ปีจำนวนเพียง 26.2% ตอบว่าสมาร์ทโฟนเป็นแหล่งเก็บความทรงจำของเขา ในภาพรวมผู้คนพึ่งพาและเชื่อใจให้อุปกรณ์เก็บความทรงจำสำคัญของตัวเองมาก เวลาผ่านไปหลายปี ในปี 2019 Kaspersky ก็ยังทำการศึกษาประเด็นนี้ต่อและได้พบผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงเดิม เช่น คนจำนวนประมาณกึ่งนึงจำเบอร์เพื่อนตัวเองไม่ได้หากไม่พึ่งรายชื่อในโทรศัพท์</p>



<p>มีคนเพียง 24% ที่ใช้บริการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลของตัวเอง การพึ่งพาเก็บข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญในโทรศัพท์และอุปกรณ์ต่างๆ ล้วนๆ เพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพราะหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือสำคัญของเราได้ ก็อาจจะนำไปใช้แสวงประโยชน์หรือทำให้เกิดผลเสียได้ง่าย มีคนจำนวนมากเก็บภาพสำคัญไว้ในโทรศัพท์โดยหากโทรศัพท์หายไปรูปก็หายไปด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">ความเสี่ยงที่ตามมา หากเราพึ่งพามือถือให้จำแทนเราทั้งหมด</h3>



<p>การเก็บความทรงจำสำคัญไว้นอกกายเสียทั้งหมดมีความเสี่ยงที่ตามมา เช่น หากข้อมูลสำคัญนั้นหายไป ไม่สามารถสืบค้นได้ ไม่ว่าจะโดนลบออกไป หรืออัลกอริทึมทำให้ค้นหาไม่พบ ความทรงจำนั้นก็อาจหายไปตลอดกาล เพราะเราไม่ได้สำรองไว้เลย หรือหากอยู่ในภาวะคับขันเช่นติดเกาะ หรือหลงทางในป่าหรือสถานที่ไม่มีสัญญาณ มือถือพังหรือร่วงหล่นลงนั้น ตัวเราจะมีทักษะในการเอาตัวรอดพื้นฐานหรือไม่ หากไร้อินเทอร์เน็ตคอยให้คำปรึกษาและนำทางช่วยเหลือ</p>



<p>เราอยู่ในโลกที่มีข้อมูลมากมาย เราไม่สามารถจำเบอร์หรืออีเมลของทุกคนในชีวิตเราได้หรอก</p>



<p>แม้การให้เทคโนโลยีช่วยจดจำเพื่อแบ่งเบาภาระสมองคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดมา ตั้งแต่โลกขับเคลื่อนจากวัฒนธรรมที่ขยับจากการพูดเพื่อเล่าเรื่องไปสู่สังคมของการเขียนเพื่อจดบันทึก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อเราจะได้มีเวลาไปคิดสร้างสรรค์หรือทำสิ่งอื่นๆ ก็ตามที่พึงใจ&nbsp;</p>



<p>ผู้เขียนแทบลืมประสบการณ์สมัยเด็กที่พอสนใจอยากรู้เรื่องอะไรก็ต้องรอพักกลางวันไปอ่านหนังสือในห้องสมุดที่โรงเรียน ในปัจจุบันเราแค่ถาม Siri หรือหยิบมือถือก็รู้ได้ทันทีไม่ต้องเหนื่อยล้า เสียเวลา พอรู้เสร็จก็ลืมไปได้เลย ถ้าอยากรู้ใหม่ก็เสิร์ชใหม่เสมอตราบใดที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนต่อขยายของความทรงจำ ช่วยคิด ประมวลผลในเรื่องยุ่งยาก</p>



<p>ผู้เขียนเองเมื่อรับรู้ถึงปรากฏการณ์ Digital Amnesia เลยลองเปิดมือถือดูรูปภาพทั้งหมดที่ตัวเองถ่ายเก็บไว้ใน Cloud ทั้งหมดจำนวน 38,555 รูป และเปิดดูบันทึกรหัสพาสเวิร์ดเก่าๆ ไว้ใน note ของมือถือ พอนึกดูแล้วก็เกิดความรู้สึกหวั่นใจว่าหากทั้งหมดอันตรธานหายไปจากคลาวด์ ไม่ว่าจะโดยอุบัติเหตุหรืออะไร เราจะเหลืออะไรที่จดจำได้บ้างโดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้ ยิ่งอายุมากขึ้นและเวลาผ่านไป ความทรงจำในชีวิตเริ่มมีเยอะ และเราก็ยิ่งหวังพึ่งอุปกรณ์ช่วยเราจำมากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตมีข้อมูลมากมายเกินกว่าจะกลับมานึกและจัดการด้วยตัวเอง</p>



<p>แม้อินเทอร์เน็ตจะดูเป็นของฟรีที่อยู่ยั้งยืนยงและเข้าถึงได้ทุกเมื่อ ในความเป็นจริงเราไม่มีอำนาจอยู่เหนือข้อมูลที่ปรากฏในอินเทอร์เน็ตที่เรากดอ่านเลย หากวันดีคืนดี Domain หมดอายุไป หรือเจ้าของเว็บไซต์ที่เราต้องใช้อ้างอิงตัดสินใจปิดตัวไป ข้อมูลที่เราหวังจะเข้าถึงนั้นก็อาจหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่อีกต่อไป หากใครใช้อินเทอร์เน็ตมานาน บางคนไม่สามารถเข้าถึงบล็อกในเว็บไซต์เก่าๆ ที่เคยเขียนสมัยมัธยมได้อีกแล้วเพราะเว็บไม่มีอยู่แล้ว ผู้เขียนไม่สามารถเข้าถึงรูปภาพที่เคยฝากไว้ในบางเว็บไซต์ ไม่สามารถเข้าถึงเพื่อนที่เคยคุยกันผ่านทาง MSN, Hi5 หรือ MySpace บางคน เพราะความสัมพันธ์ไม่เคลื่อนต่อมาถึงยุค Facebook Twitter และยิ่งอายุมากขึ้น บางข้อมูลที่เราหวังฝากให้โลกดิจิทัลบันทึกไว้ วันใดวันหนึ่งก็อาจจะสลายไปง่ายดาย และอาจเข้าไม่ถึงได้ตลอดกาลหากเราไม่ได้บันทึกสำรองไว้ที่อื่นเลย</p>



<p>หากวันดีคืนดี มือถือเกิดเสีย ข้อมูลที่ฝากไว้หายไปทั้งหมด หรือเราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ลองจินตนาการถึงผลกระทบที่ตามมา ชีวิตเราจะล่มไหม หากเราจู่ๆ เกิดพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หรือมีแผนสำรองในการเก็บและเข้าถึงข้อมูลสำคัญอย่างไรอีกบ้าง&nbsp;</p>



<p>ในช่วงวันหยุด หากมีเวลา ลองเสียเวลา 1 วันที่เราใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีตัวช่วยจะเป็นอย่างไร หากมือถือของเราสูญหาย หรือข้อมูลที่เราเชื่อใจฝากไว้ดันสูญสลายไป หรือหากไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ในภาวะคับขันฉุกเฉิน เรามีทางเลือกอื่นๆ เป็นแผนสำรองไว้บ้างไหม เราจดบันทึกไว้ในช่องทางอื่น หรือจดจำไว้ด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>หากไม่มีอินเทอร์เน็ตและมือถืออยู่ข้างกาย ลองนึกว่ามีอะไรบ้างที่สำคัญกับชีวิตเราที่เราอยากเก็บไว้ในความทรงจำตัวเองให้ชัดเจนแบบที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://media.kasperskycontenthub.com/wp-content/uploads/sites/100/2017/03/10084613/Digital-Amnesia-Report.pdf">THE RISE AND IMPACT OF DIGITAL AMNESIA</a></li><li><a href="https://www.psu.edu/news/impact/story/digital-amnesia/">Digital amnesia | Penn State University</a></li><li><a href="https://www.theguardian.com/global/2022/jul/03/is-your-smartphone-ruining-your-memory-the-rise-of-digital-amenesia">Is your smartphone ruining your memory? A special report on the rise of ‘digital amnesia’</a></li><li><a href="https://media.kasperskydaily.com/wp-content/uploads/sites/85/2019/11/18092002/Digital-Amnesia-Report.pdf">Digital Amnesia Revisited</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-amnesia/">Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โพคาฮอนทัส ว่าด้วยข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ของการนำบุคคลจริงมานำเสนอใหม่ผ่านสายตาของดิสนีย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-pocahontas-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Dec 2022 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Pocahontas]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163095</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กับความสนุกสนานของผู้รับชม เป็นสองสิ่งที่วงการภาพยนตร์ต้องคำนึงเสมอเมื่อมีการหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างใหม่เป็นหนัง หรือแม้แต่แอนิเมชั่นที่กลุ่มเป้าหมายหลักต้องการทั้งความบันเทิงไปพร้อมๆ กับความรู้&#160; หลังจากดิสนีย์หยิบเรื่องเล่าที่คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งอย่าง อะลาดิน มาสร้างจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้จะครองใจผู้ชม แต่การหยิบวัฒนธรรมอาหรับและตั้งใจใช้ฉากหลังเป็นเมืองที่มีอยู่จริงอย่างเมืองแบกแดดของอิรัก (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเมืองอัลคาบารีซึ่งเป็นนครในจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง) ก็สร้างกระแสไม่พอใจทำให้เกิดการประท้วงจากคณะกรรมการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอเมริกัน-อาหรับ (American-Arab Anti-Discrimination Committee -ADC) อันเนื่องมาจากเพลงเปิดของเรื่อง (Arabian Night) มีท่อนร้องที่กล่าวว่า “Where they cut off your ears if they don&#8217;t like your face / It&#8217;s barbaric, but hey, it&#8217;s home &#8211; ที่ที่เขาตัดหูคุณเพราะไม่ชอบหน้า มันดูป่าเถื่อนนะ แต่ที่นี่คือบ้าน” ทำให้ต่อมาดิสนีย์ต้องเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนนี้ใหม่ ให้กลายเป็น &#8220;Where it&#8217;s flat and immense and the heat is intense / [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-pocahontas-history/">โพคาฮอนทัส ว่าด้วยข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ของการนำบุคคลจริงมานำเสนอใหม่ผ่านสายตาของดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กับความสนุกสนานของผู้รับชม เป็นสองสิ่งที่วงการภาพยนตร์ต้องคำนึงเสมอเมื่อมีการหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างใหม่เป็นหนัง หรือแม้แต่แอนิเมชั่นที่กลุ่มเป้าหมายหลักต้องการทั้งความบันเทิงไปพร้อมๆ กับความรู้&nbsp;</p>



<p>หลังจากดิสนีย์หยิบเรื่องเล่าที่คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งอย่าง <em>อะลาดิน</em> มาสร้างจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้จะครองใจผู้ชม แต่การหยิบวัฒนธรรมอาหรับและตั้งใจใช้ฉากหลังเป็นเมืองที่มีอยู่จริงอย่างเมืองแบกแดดของอิรัก (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเมืองอัลคาบารีซึ่งเป็นนครในจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง) ก็สร้างกระแสไม่พอใจทำให้เกิดการประท้วงจากคณะกรรมการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอเมริกัน-อาหรับ (American-Arab Anti-Discrimination Committee -ADC) อันเนื่องมาจากเพลงเปิดของเรื่อง <em>(Arabian Night)</em> มีท่อนร้องที่กล่าวว่า “Where they cut off your ears if they don&#8217;t like your face / It&#8217;s barbaric, but hey, it&#8217;s home &#8211; ที่ที่เขาตัดหูคุณเพราะไม่ชอบหน้า มันดูป่าเถื่อนนะ แต่ที่นี่คือบ้าน” ทำให้ต่อมาดิสนีย์ต้องเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนนี้ใหม่ ให้กลายเป็น &#8220;Where it&#8217;s flat and immense and the heat is intense / It&#8217;s barbaric, but hey, it&#8217;s home &#8211; ที่ราบเวิ้งว้างและร้อนจัด มันดูป่าเถื่อนนะ แต่ที่นี่ก็คือบ้าน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="849" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-849x1024.jpg" alt="" class="wp-image-163161" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-849x1024.jpg 849w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-249x300.jpg 249w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-768x926.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-1274x1536.jpg 1274w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-600x724.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07.jpg 1698w" sizes="(max-width: 849px) 100vw, 849px" /></figure>



<p>หากการอ้างอิงสถานที่และวัฒนธรรมที่คล้ายความเป็นจริงยังนำไปสู่ข้อถกเถียง การเลือกเอาบุคคลในประวัติศาสตร์อย่างโพคาฮอนทัสมาแปลงโฉมอีกครั้งก็ยิ่งจะต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของโพคาฮอนทัสในเวอร์ชั่นดิสนีย์กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มีความแตกต่างกันแค่ไหน ทำไมดิสนีย์ถึงก้าวจากเทพนิยายไปสู่ตัวละครที่มีจริงในประวัติศาสตร์ แล้วผลกระทบของสิ่งนี้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในแง่ไหน บทความนี้จะพาย้อนไปในปี 1995 เมื่อแอนิเมชั่น <em>โพคาฮอนทัส</em> ถูกปล่อยออกมาเป็นครั้งแรก&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">จากเรื่องจริงสู่แอนิเมชั่น โพคาฮอนทัสกับความตั้งใจของดิสนีย์&nbsp;</h3>



<p>“จุดมุ่งหมายของ <em>โพคาฮอนทัส </em>คือการยกย่องวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน” ปีเตอร์ ชไนเดอร์ ประธานแอนิเมชั่นของดิสนีย์ กล่าวไว้เช่นนี้เกี่ยวกับโปรเจกต์ <em>โพคาฮอนทัส</em> “เราต้องการนำเสนอมุมมองที่น่ายกย่องและมีพลังของชนพื้นเมืองอเมริกันในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโรงภาพยนตร์” ชไนเดอร์กล่าวว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นความยาว 78 นาทีที่กำลังจะเข้าฉายในวันที่ 23 มิถุนายนของปี 1995 จะเป็นการ ‘นำวัฒนธรรมและภาษาที่สูญหาย ให้ได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง’</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163159" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แอนิเมชั่นเรื่องนี้ มาพร้อมคำสัญญาว่าจะเคารพวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองและได้รับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากเรย์มอนด์ อดัมส์ อดีตประธานองค์กรสหอินเดียนแห่งเวอร์จินี (United Indians of Virgini) รวมไปถึงทีมงานและทีมนักแสดงที่เป็นชาวพื้นเมืองอเมริกัน ยกตัวอย่างเช่น ในฉากที่โพคาฮอนทัสได้รับสร้อยคอของแม่เป็นของขวัญ ได้มีการเปลี่ยนคำพูดจากเดิมที่ตัวละครกล่าวคำ ‘ขอบคุณ’ ไปเป็นการแสดงความรู้สึก ‘เป็นเกียรติ’ ซึ่งตรงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากกว่า แทนที่จะเรียกโพคาฮอนทัสด้วยชื่อต้น&nbsp; พ่อของโพคาฮอนทัสกลับเรียกตัวเอกของเรื่องด้วยสรรพนาม ‘ลูกสาวของพ่อ’ (my daugther) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพื้นเมืองอเมริกันปฏิบัติต่อกันในความเป็นจริง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163154" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไอรีน เบดาร์ด นักแสดงชาวอเมริกันพื้นเมือง ผู้ให้เสียงเป็นโพคาฮอนทัส กล่าวถึงแอนิเมชั่นเรื่องนี้ในแง่ดี เธอคิดว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้จะทำให้สังคมอเมริกันตระหนักถึงความหลากหลาย และยังเปิดโอกาสที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นตัวละครหญิงที่เป็นมากกว่าตุ๊กตาบาร์บี้&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี เมื่อเรื่องนี้ออกฉาย ก็มีเสียงต่อต้านออกมาหลายแบบ อาจารย์สอนวิชาอเมริกันพื้นเมืองศึกษา จาก University of Virginia กล่าวว่า แอมิเมชั่นเรื่องนี้มีหลายประเด็นที่ไม่เป็นไปตามประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจารย์อย่างเธอจะต้องหยิบไปอธิบายเพิ่มเติมในห้องเรียนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ในขณะที่ชาวพื้นเมืองบางส่วนคิดว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้สนุก แต่ไม่ควรใช้ชื่อเรื่องว่า ‘โพคาฮอนทัส’ บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการภาพยนตร์กล่าวว่า พวกเขาสามารถให้คำปรึกษาที่ดีกว่านี้ถ้าดิสนีย์คิดถามความเห็นจากพวกเขาก่อน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163157" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จิม เพนเทคอสต์ โปรดิวเซอร์ของแอนิเมชั่นโพคาฮอนทัสตอบกลับกระแสเหล่านี้ว่าไม่ใช่เรื่องเกินคาด เขาทราบดีว่าการนำบุคคลที่มีอยู่จริง และยิ่งเป็นคนพื้นเมืองอเมริกันมาสร้างใหม่จะทำให้เกิดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ส่วนดิก คุ๊ก ประธานฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศและการตลาดทั่วโลกของสตูดิโอดิสนีย์ เชื่อว่าก้าวที่ยิ่งใหญ่ของดิสนีย์ในการหยิบเรื่องราวของบุคคลจริงมาตีความใหม่ จะทำให้ตำนานเรื่องเล่าของโพคาฮอนทัสกลับมาอยู่ในกระแสและเปิดให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง&nbsp;</p>



<p>“ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ก็ต้องมีคนที่ไม่พอใจอยู่ดี” เรย์มอนด์ อดัมส์ อดีตประธานองค์กรสหอินเดียนแห่งเวอร์จินี (United Indians of Virgini) ที่ปรึกษาหลักของแอนิเมชั่นเรื่องนี้กล่าว “บางคนไม่พอใจที่ได้เห็นขนนก หรือบางคนอาจไม่ชอบกระทั่งการตั้งชื่อทีมเบสบอลว่า the braves”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">‘บิดเบือนประวัติศาสตร์?’ ความแตกต่างระหว่างเรื่องราวของโพคาฮอนทัสจากเรื่องจริงสู่แอมิเมชั่น&nbsp;</h3>



<p>โพคาฮอนทัส (Pocahontas) เป็นลูกสาวคนโปรดของพาวฮาทัน-ผู้นำชนพื้นเมืองอเมริกัน เธอเกิดในปี 1596 ในแผ่นดินที่ปัจจุบันอยู่ใกล้กับเมืองเจมส์ทาวน์ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐอเมริกา&nbsp;</p>



<p>ชื่อ ‘โพคาฮอนทัส’ แม้จะเป็นที่รู้จักกันมาก แต่ก็ไม่ใช่ชื่อจริงอย่างเป็นทางการของหญิงสาว เธอมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า อมอนเต้ (Amonute) ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเรียกในครอบครัวคือ มาโตอาคา (Matoaka) แปลว่าดอกไม้งามที่บานอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย แม่น้ำที่ว่านี้ น่าจะเป็นแม่น้ำมาทาโพนี (Mattaponi) และแม่น้ำพามังกี (Pamunkey) ซึ่งเป็นจุดที่เผ่าของเธอตั้งรกรากอยู่อาศัย สำหรับชื่อโพคาฮอนทัสที่ถูกเลือกมาใช้ในแอมิเมชั่น เป็นชื่อเล่นของหญิงสาวซึ่งมีความหมายว่า ‘เด็กผู้สนุกสนาน’ หรือ ‘เด็กผู้กล้าหาญ’ ซึ่งอาจจะตรงกับลักษณะนิสัยของโพคาฮอนทัสที่ถูกนำเสนอในแอมิเมชั่น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163163" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163156" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จุดต่างอย่างแรกระหว่างเรื่องจริงกับแอมิเมชั่น คืออายุของโพคาฮอนทัส ตามประวัติศาสตร์ โพคาฮอนทัสพบกับกัปตันจอห์น สมิธ ตอนเธออายุได้ราว 10-11 ปี การพบกันของทั้งสองเกิดขึ้นเพราะกัปตันจอห์นถูกจับ โดยขณะนั้นเขามีอายุได้ 27 ปี ด้วยช่วงอายุที่แตกต่าง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ความรักโรแมนติกจะเกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง บันทึกของจอห์น สมิธ บอกให้เรารู้ว่าบุคคลทั้งสองแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ภาษาของกันและกัน ในบันทึกของจอห์น มีประโยคง่ายๆ อย่าง ‘โพคาฮอนทัสมีขนมปังขาวหลายก้อน’ ‘บอกโพคาฮอนทัสให้ช่วยหยิบตะกร้ามาสามอัน’</p>



<p>คามิลลา ทาวน์เซนด์ เจ้าของผลงานหนังสือ <em>Pocahontas and the Powhatan Dilemma</em> และอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ จาก Rutgers University ประเทศสหรัฐอเมริกา สันนิษฐานว่าจอห์นกับโพคาฮอนทัสน่าจะใช้วิธีสื่อสารกันเป็นประโยคง่ายๆ โดยเมื่อจอห์นกล่าวข้อความเป็นภาษาอังกฤษ โพคาฮอนทัสก็จะแปลคำเหล่านี้เป็นภาษา Algonquian (ภาษาที่ชนพื้นเมืองใช้) จากนั้นจอห์นก็จะบันทึกข้อความเหล่านี้ลงไปในแผ่นกระดาษ ดังนั้นหากทั้งสองจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ความรู้สึกนั้นก็น่าจะเป็นความเคารพ หรือความเป็นเพื่อน มากกว่าความรักในแบบหนุ่มสาว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-163160" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06.jpg 1536w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>ด้วยอายุที่น้อยมากของโพคาฮอนทัส เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันที่เด็กสาวจะช่วยชีวิตจอห์น สมิธ ให้รอดจากการถูกสังหาร ในส่วนนี้ ดิสนีย์นำเอาฉากที่โพคาฮอนทัสวางหัวของเธอเหนือศีรษะของจอห์นเพื่อป้องชายหนุ่ม มาจากบันทึกที่เขียนขึ้นเองของจอห์น สมิธ แต่นักประวัติศาสตร์คิดว่าจอห์นน่าจะแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้การผจญภัยของเขาน่าสนใจ เพราะหากมีพิธีดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เด็กหญิงอายุน้อยอย่างโพคาฮอนทัสก็ไม่น่าจะสามารถเข้าร่วมพิธีได้ตั้งแต่ต้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163165" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จอห์น สมิธ เดินทางกลับอังกฤษหลังจากพบกับโพคาฮอนทัสได้ราวสองปี หลังจากนั้นโพคาฮอนทัสจึงได้สมรสกับโคคูม (ตัวละครที่แอมิเมชั่นนำเสนอว่าเป็นนักรบในเผ่าที่บิดาของโพคาฮอนทัสอยากให้ลูกสาวแต่งงานด้วย) บันทึกของฝั่งอังกฤษกล่าวว่า โคคูมเป็น ‘private captain’ ซึ่งอาจหมายความว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวให้กับหัวหน้าเผ่า เป็นไปได้ว่าการสมรสเกิดจากความเต็มใจเนื่องจากชนพื้นเมืองอนุญาตให้ลูกสาวสามารถเลือกคู่สมรสได้เอง และโคคูมนั้นอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าฝ่ายหญิง&nbsp;</p>



<p>แต่ชีวิตสมรสของโพคาฮอนทัสก็มีอันต้องจบลงเมื่อเธอถูกจับเป็นตัวประกันของฝ่ายอังกฤษเพราะความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับนักล่าอาณานิคมเลวร้ายลง ชื่อของโคคูมไม่ปรากฏอีกเลยหลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าเขาถูกฆ่า หรือต้องเลิกรากับโพคาฮอนทัสด้วยสาเหตุบางอย่าง หลังจากนั้นโพคาฮอนทัสจึงสมรสกับชาวอังกฤษอีกคนคือจอห์น รอล์ฟ เรื่องราวของเขากับโพคาฮอนทัส ถูกหยิบมานำเสนอเป็นแอนิเมชั่นภาคต่อ <em>‘Pocahontas II: Journey to a New World’ </em>ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163164" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การเปลี่ยนโพคาฮอนทัสจากเด็กสาวอายุ 10-11 ปีมาเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น ถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธโอกาสที่จะนำเสนอเด็กในฐานะสะพานเชื่อมสองวัฒนธรรม และยังจงใจหลีกเลี่ยงความจริงที่เลวร้ายของโพคาฮอนทัส เนื่องจากเธอถูกลักพาตัว เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ และต้องแต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ ก่อนจะเสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษตอนอายุแค่ 21 ปี&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163162" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จิม เพนเทคอสต์ โปรดิวเซอร์ของแอมิเมชั่นโพคาฮอนทัส ยอมรับว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็น ‘หนังรัก’ มากกว่า ‘บทเรียนทางประวัติศาสตร์’ เขายังกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างจอห์น สมิธ กับโพคาฮอนทัส ไม่เคยถูกอธิบายให้ชัดเจนตามหลักฐานที่มีและปรากฏอยู่ในขณะนั้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี ตัวเขาเลือกจะดำเนินเนื้อหาในทิศทางนี้เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้น “ผู้คนยังคงโต้เถียงกันว่าใครเป็นคนฆ่าเคนเนดีและลินคอล์น ยิ่งคุณย้อนกลับไปนานเท่าไหร่ เรื่องราวก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นเท่านั้น” เขายังกล่าวถึงประเด็นรักโรแมนติกที่ไม่เป็นไปตามประวัติศาสตร์ว่า “เราไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าทั้งสองได้ลงเอยกัน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163155" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ผลกระทบของโพคาฮอนทัส เรื่องราวของเธอในแอนิเมชั่นดิสนีย์ ทำให้เรื่องราวของสตรีผู้นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นจริงหรือ&nbsp;</h3>



<p>คามิลลา ทาวน์เซนด์ เจ้าของผลงานหนังสือ <em>Pocahontas and the Powhatan Dilemma</em> และอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ จาก Rutgers University กล่าวว่า แม้โพคาฮอนทัสของดิสนีย์จะมีหลายจุดที่ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ แต่ก็มีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้ชาวพื้นเมืองอเมริกันหันมาให้ความสนใจและมองโพคาฮอนทัสในแง่มุมใหม่</p>



<p>“เรื่องราวของโพคาฮอนทัสเป็นที่นิยมอยู่แล้วในหมู่นักล่าอาณานิคม เพราะมันนำเสนอโพคาฮอนทัสในฐานะชนพื้นเมืองที่สยบยอมต่อคนขาว เธอชื่นชมวัฒนธรรม และแม้แต่ศาสนาของคนเหล่านี้ เธออยากทำหน้าที่เป็นทูตแห่งสันติภาพ เลือกจะสมรสกับชายผิวขาว ย้ายไปอยู่กับเขา ละทิ้งประชาชนของตัวเอง แนวคิดแบบนี้ทำให้คนขาวรู้สึกสบายใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะอย่างน้อยก็ยังมี ‘ชนพื้นเมืองรักดี’ (good indian) ที่เห็นด้วยกับพวกเขา”&nbsp;</p>



<p>คามิลลา ทาวน์เซนด์ กล่าวว่า ชนพื้นเมืองเบื่อหน่ายกับภาพลักษณ์ของโพคาฮอนทัส แต่การมาถึงของแอนิเมชั่นดิสนีย์ได้ตีความบุคลิกของเธอในรูปแบบใหม่ โพคาฮอนทัสเป็นตัวเอกของเรื่อง เธอเก่งกาจ เฉลียวฉลาด เป็นตัวของตัวเอง กลายเป็นโมเดลให้เด็กรุ่นใหม่ลองเปิดใจกับสตรีผู้นี้มากขึ้น</p>



<p>“ชาวพื้นเมืองอเมริกันเริ่มตระหนักว่าพวกเขาควรเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโพคาฮอนทัส เพราะในความเป็นจริง เธอไม่ได้ขายวิญญาณให้ชาติตะวันตก และไม่ได้ยกย่องวัฒนธรรมของคนขาวมากไปกว่าวัฒนธรรมของเธอเอง โพคาฮอนทัสเป็นสตรีที่กล้าหาญ เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือผู้คนของเธอ”&nbsp;</p>



<p>ทาวน์เซนด์มองว่า แอนิเมชั่นของดิสนีย์ทำให้เรื่องราวของโพคาฮอนทัสถูกหยิบขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง ในยุคที่ยุโรปเดินทางมาถึงโลกใหม่ พร้อมวิทยาการมากมายที่ชนพื้นเมืองไม่อาจต้านทาน การกระทำของโพคาฮอนทัสในตอนนั้นอาจแฝงไว้ด้วยแนวคิดทางการเมืองที่ชาญฉลาด ยกตัวอย่างเช่นการที่เธอแต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ การเปลี่ยนศาสนา และการตัดสินใจเดินทางไปอังกฤษ หากโพคาฮอนทัสไม่ได้จบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 21 ปี เราก็ไม่อาจทราบได้ว่าสตรีที่โดดเด่นผู้นี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อีกแค่ไหน การจากไปของโพคาฮอนทัสเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับคนขาวก็เลวร้ายลงจนถึงจุดแตกหัก&nbsp;</p>



<p>แต่ก็ใช่ว่านักประวัติศาสตร์ทุกคนจะใจดีกับแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ในปี 2008 นักประวัติศาสตร์และนักเขียน อเล็กซ์ ฟอน ทันเซลมานน์ จาก The Guardian ได้ให้คะแนน <em>โพคาฮอนทัส </em>ในฐานะแอนิเมชั่นเพื่อความสนุกสนานอยู่ในระดับ B แต่ในด้านความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ เขากล่าวว่าแอนิเมชั่นทำได้แค่ในระดับ D+ เท่านั้น แน่นอนว่า <em>โพคาฮอนทัส</em> ไม่ใช่สารคดีประวัติศาสตร์ แต่คุณค่าของแอนิเมชั่นเรื่องนี้จะถูกกล่าวถึงและจดจำในแง่มุมไหน ก็อยู่ที่ใครจะมองมันด้วยเป้าหมายอย่างไรในอนาคต&nbsp;</p>



<p><em>References:&nbsp;</em></p>



<p>The True Story of Pocahontas <a href="https://www.smithsonianmag.com/history/true-story-pocahontas-180962649/">https://www.smithsonianmag.com/history/true-story-pocahontas-180962649/</a>&nbsp;</p>



<p>Disney&#8217;s &#8216;Pocahontas&#8217; Vs. History&#8217;s Pocahontas <a href="https://www.bustle.com/articles/91394-6-historical-inaccuracies-in-disneys-pocahontas-but-that-doesnt-mean-you-stop-painting-with-all">https://www.bustle.com/articles/91394-6-historical-inaccuracies-in-disneys-pocahontas-but-that-doesnt-mean-you-stop-painting-with-all</a>&nbsp;</p>



<p>Disney’s History Lesson : ‘Pocahontas’ Has Its Share of Supporters, Detractors <a href="https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1995-02-09-ca-29997-story.html">https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1995-02-09-ca-29997-story.html</a>&nbsp;</p>



<p>Pocahontas <a href="https://www.history.com/topics/native-american-history/pocahontas">https://www.history.com/topics/native-american-history/pocahontas</a>&nbsp;</p>



<p>The Messed Up TRUE Story of Pocahontas <a href="https://www.youtube.com/watch?v=pZMvyfDKMoQ">https://www.youtube.com/watch?v=pZMvyfDKMoQ</a>&nbsp;</p>



<p>Arab American group charges &#8220;Aladdin&#8217; with racial slurs <a href="https://www.tampabay.com/archive/1993/05/23/arab-american-group-charges-aladdin-with-racial-slurs/">https://www.tampabay.com/archive/1993/05/23/arab-american-group-charges-aladdin-with-racial-slurs/</a>&nbsp;</p>



<p>Arabian Nights &#8211; Origianl Soundtrack Release &#8211; Aladdin <a href="https://www.youtube.com/watch?v=pkV-YFTEy9o&amp;t=1s">https://www.youtube.com/watch?v=pkV-YFTEy9o&amp;t=1s</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-pocahontas-history/">โพคาฮอนทัส ว่าด้วยข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ของการนำบุคคลจริงมานำเสนอใหม่ผ่านสายตาของดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/permacrisis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[word of the year]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[permacrisis]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163027</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใกล้จะผ่านปี 2022 แล้ว คำศัพท์ไหนคือคำแห่งปีสำหรับคุณ? พจนานุกรม Collins Dictionary นำเสนอคำว่า Permacrisis แปลว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงทน เพื่อเล่าสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่คาดเดาได้ยาก เกิดความไม่มั่นคงในหลายด้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย น่าจะเป็นปีที่ไม่งดงามสดใสสำหรับใครหลายคน&#160;&#160;&#160;&#160; หลังผ่านยุคโควิด เราล้วนหวังว่าทุกสิ่งจะกลับมาเหมือนเดิม แต่แล้วโลกก็ยังเกิดความไม่แน่นอนต่อเนื่อง คำนี้จึงสะท้อนวิกฤตของโลกที่ปั่นป่วนยืดเยื้อที่เราต้องเผชิญกันถ้วนหน้าในทุกทวีป ทุกมุมโลก จนเราทุกคนเริ่มจะลืมไปเสียแล้วว่าความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สบายใจนั้นรู้สึกอย่างไร Permacrisis เป็นคำนามซึ่งผสมมาจากคำว่า Permanent (คงทน ถาวร) และ Crisis (วิกฤต ภัยพิบัติ) รวมกันมีความหมายว่า ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงอันต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภัยพิบัติยืดเยื้อต่อเนื่องกัน (an extended period of instability and insecurity, esp one resulting from a series of catastrophic events) David Shariatmadari นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์เขียนถึงคำนี้ในบล็อกของพจนานุกรม Collins [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/permacrisis/">Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใกล้จะผ่านปี 2022 แล้ว คำศัพท์ไหนคือคำแห่งปีสำหรับคุณ?</p>



<p>พจนานุกรม Collins Dictionary นำเสนอคำว่า <strong>Permacrisis แปลว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงทน </strong>เพื่อเล่าสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่คาดเดาได้ยาก เกิดความไม่มั่นคงในหลายด้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย น่าจะเป็นปีที่ไม่งดงามสดใสสำหรับใครหลายคน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หลังผ่านยุคโควิด เราล้วนหวังว่าทุกสิ่งจะกลับมาเหมือนเดิม แต่แล้วโลกก็ยังเกิดความไม่แน่นอนต่อเนื่อง คำนี้จึงสะท้อนวิกฤตของโลกที่ปั่นป่วนยืดเยื้อที่เราต้องเผชิญกันถ้วนหน้าในทุกทวีป ทุกมุมโลก จนเราทุกคนเริ่มจะลืมไปเสียแล้วว่าความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สบายใจนั้นรู้สึกอย่างไร</p>



<p>Permacrisis เป็นคำนามซึ่งผสมมาจากคำว่า Permanent (คงทน ถาวร) และ Crisis (วิกฤต ภัยพิบัติ) รวมกันมีความหมายว่า ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงอันต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภัยพิบัติยืดเยื้อต่อเนื่องกัน (an extended period of instability and insecurity, esp one resulting from a series of catastrophic events)</p>



<p>David Shariatmadari นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์เขียนถึงคำนี้ในบล็อกของพจนานุกรม Collins ว่า “Permacrisis สะท้อนสภาวะความรู้สึกสับสนมึนงงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าประเดประดังเข้ามาไม่หยุดยั้ง จนเราสงสัยว่าจะต้องมีเรื่องสยองขวัญรอเราอยู่ในไม่ช้า”</p>



<p>นอกจากโรคระบาด โลกยังต้องเจอสถานการณ์สงครามระหว่างประเทศยูเครนและรัสเซียที่กำลังปะทุร้อนในโซนยุโรป ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งโลก มิหนำซ้ำยังมีเรื่องของวิกฤตอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh6.googleusercontent.com/YX8WgBu4LJ4WHsi3aDsUZ4juI48GiniAVgsEZdSGxAl8--cTVKpVXyR3e0pOMdXS5MHHmk3JGz0qcEAIvKlVGlh5Sfq1_i7PAI05h1zu5YfGN3TLUcf2-x7WcYC7Grglhec4D0FHgF1dK-wLpv6cuRusIa0w2q4NHcC_j64Yyd361RYa17EvEJZYZZXPJA" alt=""/><figcaption>สำรวจคำแห่งปี 2022 โดย Collins Dictionary&nbsp; <a href="https://www.collinsdictionary.com/woty">https://www.collinsdictionary.com/woty</a></figcaption></figure>



<p>คำว่า Permacrisis ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อสืบค้นผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Google-N Gram นับจำนวนคำที่ถูกใช้ผ่านสื่อและพื้นที่ต่างๆ คำนี้โผล่มาตั้งแต่สมัยยุค 60 ช่วงปลาย ในปี 1974 คำว่า Permacrisis ปรากฏในแวดวงวิชาการ พบในการตีพิมพ์<strong> Teheran, a New &#8220;world City&#8221; Emerging โดย Richard L. Meier </strong>ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวางผังเมือง</p>



<p>ช่วงมีนาคมปี 2021 สถาบันด้านนโยบายสาธารณะ European Policy Centre เขียนบทความโดยยกคำว่า Permacrisis มาอธิบายสถานการณ์ความไม่มั่นคงของทวีปยุโรป คาดการณ์ว่า บรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนนี้จะดำเนินต่อไปอีกนาน แม้ประชาชนหรือนักวางแผนนโยบายจะแสวงหาภาวะที่สงบนิ่งและคาดเดาได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงลิ่ว ยุโรปมีความเสี่ยงต่อสงคราม ความไม่มั่นคงทางการเมือง ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม ทุกสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องและกำลังดำเนินไปพร้อมๆ กัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากคำว่า Permacrisis ในลิสต์คำแห่งปี 2022 ของ Collins ยังคัดสรรอีกหลายคำศัพท์ที่สะท้อนสถานการณ์หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในปีนี้&nbsp;</p>



<p>ได้แก่</p>



<p><strong>Kyiv</strong> เมืองหลวงของประเทศยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับรัสเซีย ถูกคนจำนวนมากสืบค้นหาในพจนานุกรมว่าอ่านออกเสียงว่าอย่างไร</p>



<p><strong>Quiet Quitting </strong>ในบรรยากาศที่คนรุ่นใหม่หมดไฟและหมดแรงใจ คนจำนวนมากเลือกทำงานไปวันๆ ทำแต่น้อย ทำแค่ตามหน้าที่ แค่พอให้ยังมีงานทำ มีรายได้หาเงินเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องลาออก</p>



<p><strong>Warmbank </strong>ธนาคารความอบอุ่น คือตึกที่มีระบบทำความร้อนสำหรับผู้คนที่ไม่สามารถทำความร้อนได้ไปพักพิงใช้สอยในวันที่หนาวเหน็บ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานราคาแพง</p>



<p><strong>Sportwashing </strong>การโปรโมตหรือสนับสนุนอีเวนต์กีฬาใหญ่เพื่อให้เลี่ยงความสนใจของผู้คนจากชื่อเสียงหรือกิจกรรมทางด้านลบ เช่น ประเด็นเรื่องมนุษยธรรม</p>



<p><strong>Greenwashing </strong>ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสร้างภาพลักษณ์รักษ์โลกที่เป็นแค่ภายนอกอย่างไม่จริงใจขององค์กร เช่นโปรโมตเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่พยายามปรับแก้ที่ปัญหาแท้จริงผ่านโครงสร้างหรือกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน</p>



<p><strong>Vibeshift</strong> การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมในค่านิยมของคนรุ่นใหม่ เช่น ค่านิยมแคร์น้อยลงเรื่องภาพลักษณ์ การปีนป่ายบันไดทางสังคม และมุ่งสู่ค่านิยมที่สนใจกับคุณภาพชีวิตตัวเองมากขึ้น</p>



<p>ย้อนกลับไปในปี 2020 Collins เลือกคำว่า Lockdown เป็นคำแห่งปี ในปีนั้น ผู้เขียนก็เคยเขียนบทความถึงคำว่า <a href="https://adaymagazine.com/doomscrolling/">Doomscrolling</a> แปลว่า อาการไถจอเสพข่าวร้ายรอวันโลกล่มสลาย คำแห่งปีเหล่านี้ที่พาเราย้อนกลับไปบรรยากาศการเว้นระยะห่างช่วงโควิดได้ดี&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ปี 2021 คำแห่งปีของ Collins คือคำว่า NFT (non-fungible token) ซึ่งเวลานี้แวดวง NFT กำลังปั่นป่วนท่ามกลางกระแสขาลงของสกุลเงินคริปโต และการปิดตัวลงของ FTX เว็บเทรดคริปโตอันดับ 2 ของโลก เหตุการณ์นี้ยิ่งช่วยให้เราระลึกว่ายุคสมัยนี้ทุกสิ่งช่างไม่มีอะไรแน่นอน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เวลาผ่านมา 2 ปี โลกยังคงปั่นป่วนต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของพวกเราทุกคน ภาวะ Permacrisis จะเป็นอีกคำในประวัติศาสตร์บทหนึ่ง ให้เราได้ย้อนกลับมาพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในปี 2022 อันน่าหวาดหวั่น</p>



<p>หากรู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงในปีนี้ ระลึกไว้ว่าเราคือส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก Permacrisis เราทุกคนสมควรจะมีเวลาหยุดพักและผ่อนคลาย</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.collinsdictionary.com/woty">The Collins Word of the Year 2022 is&#8230;</a></li><li><a href="https://www.collinsdictionary.com/dictionary/english/permacrisis">Permacrisis definition and meaning | Collins English Dictionary</a></li><li><a href="https://blog.collinsdictionary.com/language-lovers/a-year-of-permacrisis/">A year of ‘permacrisis’ &#8211; Collins Dictionary Language Blog</a></li><li><a href="https://theconversation.com/permacrisis-what-it-means-and-why-its-word-of-the-year-for-2022-194306">Permacrisis: what it means and why it&#8217;s word of the year for 2022</a></li><li><a href="https://www.epc.eu/en/Publications/Europe-in-the-age-of-permacrisis~3c8a0c">Europe in the age of permacrisis</a></li><li><a href="https://spectatorworld.com/topic/how-to-survive-the-permacrisis/">How to survive the ‘permacrisis’ &#8211; The Spectator World</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/permacrisis/">Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sapporo Waterworks Museum การประปาพาเพลิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sapporo-waterworks-museum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชมน หิรัญพฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Nov 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Made in Japan]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[ซัปโปโร]]></category>
		<category><![CDATA[made in japan]]></category>
		<category><![CDATA[Sapporo Waterworks Museum]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162766</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรามีเวลาว่าง 3 ชั่วโมงในเมืองซัปโปโรก่อนจะต้องแจ้นไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับโตเกียว สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ก็เคยไปหมดแล้ว มิวเซียมกรุบที่อยากไปก็ไกลเกิน เลยเปิด Google Maps จิ้มดูแบบมั่วๆ ให้โชคชะตานำพา และแล้วนิ้วชี้มือขวาก็พาเราไปที่ Sapporo Waterworks Museum หรือ ‘พิพิธภัณฑ์การประปาเมืองซัปโปโร’ นั่นเอง ถ้าให้พูดแบบจริงใจก็ไม่คิดว่ามันจะสนุก แต่หนึ่งคือใกล้ สองคือรูปที่อยู่ในกูเกิลแมปส์มีความจิบลิอ่อนๆ และสาม-สำคัญมาก เข้าฟรี! แต่สิ่งที่กูเกิลไม่ได้บอกคือ เดินขึ้นเนินสูงมาก เหนื่อยมาก และท่อประปาที่ทำเป็นประตูเท่ๆ มีกลิ่นอายจิบลิ (ที่คิดเองเออเอง) นั้นก็คือตั้งอยู่เหงาๆ หน้าลานที่มีน้ำพุและเด็กเล็กๆ มาวิ่งเล่นมากมาย ตอนแรกใจแป้ว อา ฉันโดนหลอกมาลานน้ำพุพารากอนของซัปโปโร แต่พอเข้าไปข้างในอาคาร มันดีมาก สนุกมาก โลกของการประปาพาเพลินได้ขนาดนี้เลยเหรอ Sapporo Waterworks Museum เป็นอาคาร 3 ชั้นที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา Moiwa อยู่ในพื้นที่เดียวกับสำนักงานของการประปา มีลานน้ำพุและสวนกรุบกริบที่เชิญชวนให้ผู้คนพาลูกมาเที่ยวเล่น หรือจะพกเบนโตมานั่งกินข้าวชมวิวเมืองสวยๆ ก็ได้ แน่นอนว่าหัวใจของที่นี่คือตัวพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ด้านใน หลังจากรีโนเวทใหม่ในปี 2007 ที่นี่ก็มีคนมาเยี่ยมชมครบ 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sapporo-waterworks-museum/">Sapporo Waterworks Museum การประปาพาเพลิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรามีเวลาว่าง 3 ชั่วโมงในเมืองซัปโปโรก่อนจะต้องแจ้นไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับโตเกียว</p>



<p>สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ก็เคยไปหมดแล้ว มิวเซียมกรุบที่อยากไปก็ไกลเกิน เลยเปิด Google Maps จิ้มดูแบบมั่วๆ ให้โชคชะตานำพา และแล้วนิ้วชี้มือขวาก็พาเราไปที่ Sapporo Waterworks Museum หรือ ‘พิพิธภัณฑ์การประปาเมืองซัปโปโร’ นั่นเอง</p>



<p>ถ้าให้พูดแบบจริงใจก็ไม่คิดว่ามันจะสนุก แต่หนึ่งคือใกล้ สองคือรูปที่อยู่ในกูเกิลแมปส์มีความจิบลิอ่อนๆ และสาม-สำคัญมาก เข้าฟรี!</p>



<p>แต่สิ่งที่กูเกิลไม่ได้บอกคือ เดินขึ้นเนินสูงมาก เหนื่อยมาก และท่อประปาที่ทำเป็นประตูเท่ๆ มีกลิ่นอายจิบลิ (ที่คิดเองเออเอง) นั้นก็คือตั้งอยู่เหงาๆ หน้าลานที่มีน้ำพุและเด็กเล็กๆ มาวิ่งเล่นมากมาย</p>



<p>ตอนแรกใจแป้ว อา ฉันโดนหลอกมาลานน้ำพุพารากอนของซัปโปโร แต่พอเข้าไปข้างในอาคาร มันดีมาก สนุกมาก โลกของการประปาพาเพลินได้ขนาดนี้เลยเหรอ</p>



<p>Sapporo Waterworks Museum เป็นอาคาร 3 ชั้นที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา Moiwa อยู่ในพื้นที่เดียวกับสำนักงานของการประปา มีลานน้ำพุและสวนกรุบกริบที่เชิญชวนให้ผู้คนพาลูกมาเที่ยวเล่น หรือจะพกเบนโตมานั่งกินข้าวชมวิวเมืองสวยๆ ก็ได้ แน่นอนว่าหัวใจของที่นี่คือตัวพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ด้านใน หลังจากรีโนเวทใหม่ในปี 2007 ที่นี่ก็มีคนมาเยี่ยมชมครบ 1 ล้านคนไปเมื่อปี 2017 เฉลี่ยมีคนมาปีละประมาณ 100,000 คน ถือว่าแจ่มมากสำหรับพิพิธภัณฑ์น้ำประปาที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักของการท่องเที่ยว</p>



<p>คอนเซปต์ของที่นี่คือ การเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับระบบน้ำประปา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และน้ำ อย่างสนุกสนานผ่านการมีประสบการณ์ร่วมกัน ใช้ตัวอักษรอธิบายให้น้อยที่สุดแต่ให้ความสนุกนำมาซึ่งความอยากรู้อยากเห็น</p>



<p>ขอบอกเลยว่าเก่งมาก</p>



<p>ตัวฉันซึ่งไม่มีความสนใจในวิทยาศาสตร์ การจ่ายน้ำประปาใดๆ เดินวนเวียนเล่นสนุกอยู่ในนั้นถึง 2 ชั่วโมง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำน้ำประปาตั้งแต่แหล่งน้ำไปจนถึงการเดินท่อส่งน้ำให้ถึงบ้านเรือน การตรวจสอบคุณภาพน้ำ การเช็กท่อน้ำรั่ว มิเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ</p>



<p>เขาฉลาดมากที่เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ความสัมพันธ์ของป่าและน้ำ ความสำคัญของแม่น้ำในเมืองซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนแล้วค่อยๆ ขยับสู่เรื่องวิทยาศาสตร์ผ่านการเล่นสนุกจากเกมต่างๆ ที่ทำให้รู้จักคุณสมบัติของน้ำได้ดียิ่งขึ้น จากนั้นถึงเข้าโหมดจริงจังแบบแบ๊วๆ เช่น การจำลองกระบวนการกรองน้ำ-ปรับคุณภาพน้ำประปาแบบแบ่งแต่ละขั้นตอนเป็นห้องเล็กๆ ให้เด็กๆ เข้าไปสำรวจข้างในเหมือนเล่นเกมตะลุยด่าน ทำพื้นใสให้เห็นระบบการเดินท่อ อธิบายหน้าที่ของข้อต่อและอุปกรณ์ต่างๆ อีกทั้งยังมีโรงหนังแบบมินิ ฉายการ์ตูนและหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของน้ำและสิ่งแวดล้อมด้วย และด้วยความญี่ปุ่น แน่นอนว่ามีเรื่องการประปากับแผ่นดินไหว เขาโชว์ให้ดูว่าท่อสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างไร โดยให้เราลองสั่นท่อได้จริงเพื่อให้เห็นภาพสุดๆ (และสร้างความอุ่นใจให้ชาวเมือง) แม้แต่โซนที่เรามักง่วงอย่างประวัติศาสตร์ความเป็นมาคือเท่มาก เขาบอกว่าพยายามทำไม่ให้น่าเบื่อด้วยการเล่าเรื่องผ่านสิ่งของ เราเลยได้เห็นมิเตอร์วินเทจเท่ๆ มากมาย ยูนิฟอร์ม รถประจำตำแหน่ง อุปกรณ์ในการทำงานต่างๆ ซึ่งชวนให้คิดว่าช่างประปานี่โคตรคูล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162776" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/made-in-japan_Sapporo-Waterworks-Museum_Content-pic-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Sapporo Waterworks Museum ตั้งใจเน้นการเล่นสนุกในการเล่าเรื่องที่จริงจังเพราะว่าเขาอยากให้เด็กๆ และคนทั่วไปมีความคุ้นเคยและตื่นเต้นไปกับน้ำ เผื่อจะให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น และถ้าสนใจจริงจังขึ้นมา เขาก็มีห้องสมุดเข้าฟรีไว้ให้ค้นคว้าเพิ่มเติม สำหรับวัตถุประสงค์นี้ โซนการใช้น้ำในครัวเรือนเด็ดมาก เขาจำลองบ้านเล็กๆ แล้วนำขวดน้ำไปวางให้ดูว่าเราใช้น้ำในแต่ละวันมากขนาดไหน เช่น แปรงฟัน 6 ลิตร ซักผ้า 54 ลิตร แช่น้ำในอ่างใช้ 200 ลิตร โดยที่ฝั่งตรงข้ามเป็นเรื่องการประปาในต่างประเทศว่าเขาลำบากยังไง เห็นแล้วก็ต้องมีจุกๆ อยากใช้น้ำอย่างประหยัดกันบ้างล่ะ</p>



<p>อวยมาขนาดนี้ จริงๆ แล้วที่ทำของดีให้เข้าฟรี ทางพิพิธภัณฑ์เขาแอบมี hidden agenda (อันดีงาม) อยู่นิดหน่อย นั่นคือ ภารกิจการสร้างบุคลากรและการส่งต่อองค์ความรู้ทั้งในและนอกประเทศ</p>



<p>การประปาของซัปโปโรเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1937 ซึ่งตอนนั้นยังมีคนใช้น้ำแค่ 9 หมื่นกว่าคน แต่ตอนนี้ (ข้อมูลปี 2021) มีเกือบ 2 ล้านคนแล้ว จากโรงงานและสำนักงานเล็กๆ ก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงพัฒนาเทคนิคต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศด้วย เขาร่วมมือกับทาง JICA จัดเทรนนิ่งให้ช่างประปาในประเทศกำลังพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ส่วนงานในประเทศ เขาบันทึกวิดีโอเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ เพื่อใช้สอนพนักงานรุ่นต่อไป ความรู้จะได้ไม่ตกหล่นหายไปเมื่อรุ่นใหญ่เกษียณ</p>



<p>ความพยายามสร้าง awareness ให้คนสนใจงานประปามากขึ้นก็น่าสนใจ เช่น จัดอีเวนต์เผยแพร่ความรู้ สร้างจิตสำนึกและความประทับใจ เช่น งานชิมน้ำที่ Sapporo Aqua Garden ให้คนที่มางานชิมรสน้ำประปาฮอกไกโดเทียบกับน้ำแร่ และกิจกรรมให้เด็ก ป.3-ป.4 มาลองฝึกทำงานประปาอย่างง่ายๆ เช่น เช็กมิเตอร์ ซ่อมท่อที่รั่ว เป็นต้น แน่นอนว่าความสนุกใน Sapporo Waterworks Museum ก็มีเป็นส่วนสำคัญ</p>



<p>เชื่อว่าเด็กๆ ที่ไปเที่ยวมิวเซียมในวันนี้ ต้องมีสักคนกลับไปทำงานในการประปาในวันหน้า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sapporo-waterworks-museum/">Sapporo Waterworks Museum การประปาพาเพลิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/umwelt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Nov 2022 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[umwelt]]></category>
		<category><![CDATA[An Immense World]]></category>
		<category><![CDATA[Ed Yong]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162097</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยนึกอยากลองเกิดเป็นสัตว์ดูไหม หากเรากลายเป็นงู&#160; นก เต่า&#160; เห็บ หรือสุนัขที่บ้าน เราจะรับรู้โลกแบบไหน&#160; โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร&#160; ตัวเราจะยังเป็นเราไหมเมื่อเปลี่ยนร่างกายของเราไป หรือโลกที่เรารับรู้จะเปลี่ยนไปด้วยเพราะเรากับสัตว์นั้นมีประสาทสัมผัส ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ต่างกัน คำศัพท์วันนี้ เราอยากพาไปสำรวจโลกของ Umwelt เพื่อลองจินตนาการโลกที่เราอยู่ผ่านประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนไป Umwelt เมื่อเราและสัตว์รับสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมต่างกันไป &#160;ในปี 1909 Jakob von Uexküll นักชีววิทยาชาวเยอรมัน ได้หยิบยืมคำว่า &#160;Umwelt&#160; (อ่านว่า อืมเวลท์) &#160;คำนาม ในภาษาเยอรมัน&#160; อันแปลว่า “สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ”&#160; แล้วนิยามคำนี้ด้วยความหมายที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไป เพื่ออธิบายข้อสังเกตที่แสนธรรมดาแต่มักถูกเพิกเฉยมองข้ามโดยคนทั่วไป นั่นคือ “สัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน ล้วนรับรู้สัญญาณจากสิ่งรอบตัวต่างกัน ด้วยข้อจำกัดของประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตและสรรพสัตว์”&#160;&#160; “Umwelt” คือ โลกและสิ่งแวดล้อมที่แต่ละสิ่งมีชีวิตรับรู้&#160; ส่วนความเป็นจริงยิ่งใหญ่กว่าที่ครอบการรับรู้ของแต่ละสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “Umgebung” &#160; คือสิ่งแวดล้อม เบื้องหลัง มณฑลที่ใหญ่กว่าซึ่งครอบคลุมสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไว้อีกที David Eagleman นักวิทยาศาสตร​์สาขาประสาทวิทยา ยกตัวอย่างไว้ในบทความ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/umwelt/">Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคยนึกอยากลองเกิดเป็นสัตว์ดูไหม หากเรากลายเป็นงู&nbsp; นก เต่า&nbsp; เห็บ หรือสุนัขที่บ้าน เราจะรับรู้โลกแบบไหน&nbsp; โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร&nbsp; ตัวเราจะยังเป็นเราไหมเมื่อเปลี่ยนร่างกายของเราไป หรือโลกที่เรารับรู้จะเปลี่ยนไปด้วยเพราะเรากับสัตว์นั้นมีประสาทสัมผัส ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ต่างกัน</p>



<p>คำศัพท์วันนี้ เราอยากพาไปสำรวจโลกของ Umwelt เพื่อลองจินตนาการโลกที่เราอยู่ผ่านประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">Umwelt เมื่อเราและสัตว์รับสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมต่างกันไป</h3>



<p>&nbsp;ในปี 1909 Jakob von Uexküll นักชีววิทยาชาวเยอรมัน ได้หยิบยืมคำว่า <strong>&nbsp;Umwelt&nbsp; (อ่านว่า อืมเวลท์)</strong></p>



<p>&nbsp;คำนาม ในภาษาเยอรมัน&nbsp; อันแปลว่า “<em>สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ”&nbsp; </em>แล้วนิยามคำนี้ด้วยความหมายที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไป เพื่ออธิบายข้อสังเกตที่แสนธรรมดาแต่มักถูกเพิกเฉยมองข้ามโดยคนทั่วไป นั่นคือ <strong>“สัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน ล้วนรับรู้สัญญาณจากสิ่งรอบตัวต่างกัน ด้วยข้อจำกัดของประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตและสรรพสัตว์”&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>“Umwelt” คือ โลกและสิ่งแวดล้อมที่แต่ละสิ่งมีชีวิตรับรู้&nbsp; ส่วนความเป็นจริงยิ่งใหญ่กว่าที่ครอบการรับรู้ของแต่ละสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “Umgebung” &nbsp; คือสิ่งแวดล้อม เบื้องหลัง มณฑลที่ใหญ่กว่าซึ่งครอบคลุมสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไว้อีกที</p>



<p>David Eagleman นักวิทยาศาสตร​์สาขาประสาทวิทยา ยกตัวอย่างไว้ในบทความ <a href="https://www.edge.org/response-detail/11498">Edge.org</a>&nbsp; เพื่อให้เห็นภาพ Umwelt เช่น หากเราเกิดเป็น “เห็บ” สิ่งมีชีวิตซึ่งที่ไม่มีหูและตา โลกของพวกมันมืดมิดและเงียบสงัด สัญญาณที่สำคัญที่พวกมันรับได้คือ “อุณหภูมิ” และ”กลิ่นของกรดบิวทิริก” ซึ่งพบในไขมันพืชและสัตว์&nbsp; ในโลกของสัตว์อื่นๆ อาจมีประสาทสัมผัสชนิดอื่นที่ร่างกายมนุษย์ไม่มี เช่น การรับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตรับรู้สภาพแวดล้อมต่างกันตามขีดจำกัดของเครื่องรับสัญญาณที่ติดมากับร่างกายที่ต่างกัน แต่ล้วนนึกว่า Umwelt ของตนเองคือโลกความเป็นจริงทั้งหมด</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Umwelt สำรวจประสาทสัมผัสของสรรพสัตว์เพื่อได้รับรู้จักรวาลใหม่ๆ ในโลกใบเก่า</strong></h2>



<p>หนังสือเรื่อง<strong> </strong><a href="https://edyong.me/an-immense-world"><strong>An Immense World: How Animal Senses Reveal the Hidden Realms Around Us</strong> </a>โดย Ed Yong ได้พาเราไปสำรวจประสาทสัมผัสต่างๆ ของสัตว์อันแตกต่างหลากหลาย โลกนั้นเต็มไปด้วยภาพและพื้นผิว เสียง การสั่น กลิ่น และรสชาติ สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://lh6.googleusercontent.com/4qBzlHPvJGAK5IcrfVghnvUFK3xNz7ZwZk8dvu8tm1WltNn3C3E1MXO03mfpMGfbfEusSSkFgPW_wjqtPmZ6sGmLVhsJ3o12chxYwXJgE39r2X_YCaaBJ5-CuBxFlNNMUveqC_RjsdAFZZ-wqUZ2BCquI_FM27FMHaY20z-XBEw3K-nqPDjTi9l9dnw7PA" alt=""/><figcaption><a href="https://edyong.me/an-immense-world">An Immense World — Ed Yong</a></figcaption></figure></div>



<p>Ed Yong ได้หยิบยก Quote จาก Marcel Proust นักเขียนคนสำคัญชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับ Prouse เคยกล่าวไว้ว่า “<strong>The only true voyage . . . not to visit strange lands, but to possess other eyes.” หรือ </strong><strong><em>การเดินทางที่แท้จริง มิใช่การไปเยี่ยมชมดินแดนอันแปลกประหลาด หากแต่คือการได้รับดวงตาดวงอื่น</em></strong> การทำความเข้าใจการรับรู้ที่ต่าง คือการจินตนาการถึงความเป็นไปได้จักรวาลและโลกในเวอร์ชันที่ต่างออกไป&nbsp; โดยในแต่ละบทของ An Immense World เขาชวนให้เราไปสำรวจประสาทสัมผัสของสัตว์อื่น&nbsp; มีนักวิจัยมากมายที่ศึกษาการรับรู้โลกของสัตว์หลากหลายในสปีชีส์ ชวนให้นึกตาม ตัวอย่าง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>&nbsp;กลิ่นและรส</strong> นั้นเป็นสัมผัสที่แยกจากกันได้ยาก มนุษย์เคยชินกับลิ้นที่ไว้รับรสและจมูกที่ไว้ดมกลิ่น&nbsp; สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสกลิ่นและรสที่รวมกัน&nbsp;<ul><li>ในสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งูและสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด มีลิ้นที่ใช้ดมกลิ่น ลิ้นของพวกมันสามารถรับโมเลกุลของสิ่งแวดล้อมได้ เสมือนว่าพวกมันกำลังชิมรสสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงเหมือนลิ้นของเรา</li><li>คนเราสัมผัสชิมรสอาหารจากการกินเข้าปาก แต่สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสรับรสอยู่ทั่วร่างกาย เช่น ปลาดุก พวกมันจึงเหมือนลิ้นที่ว่ายน้ำได้ และสัมผัสรสชาติสิ่งรอบกายได้ตลอดเวลา</li><li>ส่วนสัตว์เล็กๆ อย่างแมลงอาจรับรู้รสจากปลายเท้า เพราะพวกมันใช้เท้าวางลงไปบนอาหาร ชวนให้เราจินตนาการหากปลายเท้าหรือมือของเราสามารถแตะอาหารแล้วรู้รสได้จะเป็นอย่างไร</li></ul></li><li><strong>การมองเห็นคือการรับแสงและการรับรู้สีต่างๆ</strong> ชนิดของดวงตา เลนส์รับแสง และตำแหน่งดวงตาที่ต่างก็ทำให้สิ่งมีชีวิตเห็นภาพต่างกันไป&nbsp; แต่สัตว์อื่นอาจรับภาพต่างไปในหลากหลายลักษณะ ทั้งความความชัด จุดโฟกัส มุมของภาพ หรือ ประเภทของสีที่พวกมันเห็น เช่น&nbsp;<ul><li>มนุษย์นั้นมีดวงตาสองข้างที่มองไปข้างหน้าทำให้ต้องหันไปรอบๆ เพื่อรับรู้ภาพในมุมอื่น นกหรือสัตว์บางชนิดมีดวงตาอยู่คนละฝั่งของศรีษะทำให้มันอาจเห็นวัตถุหนึ่งไป พร้อมกับดูอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันได้&nbsp; เรามองเห็นโลกอยู่ข้างหน้าเรา นกบางชนิดสามารถมองเห็นได้แบบมุมกว้างพาโนรามารอบตัวได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องหันหัวไปรอบๆ นกสามารถรับรู้บางสีที่เรารับรู้ไม่ได้ พวกมันเห็นความต่างในความถี่แสงที่คนไม่สามารถมองเห็นได้</li><li>สัตว์ที่ดูแสนจะธรรมดาอย่างหอยเชลล์ มีดวงตาสีฟ้ามากมายถึง 200 ดวงอยู่ขอบๆ เปลือก ลองจินตนาการว่าพวกมันจะเห็นโลกอย่างไร ทุกดวงตาจะรวมภาพเป็นภาพเดียวหรือหลายภาพพร้อมๆ กัน สัตว์บางชนิดมีเซลล์รับรู้แสงอยู่ที่อวัยวะอื่นๆ เช่น มือและเท้า&nbsp;</li><li>แมงมุม Jumping Spider นั้นมีดวงตาถึง 8 ดวงซึ่งอ่อนไหวต่อแสงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น จึงมีคนเปรียบว่าพวกมันอาจรับรู้โลกที่ค่อยๆ สว่างเรื่อยๆ ตามอายุขัยเหมือนอยู่ในโลกที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆ จากมืดขึ้นจนสว่างจ้าในบั้นปลายชีวิต</li><li>สัตว์บางประเภทมีเซ็นเซอร์รับรู้แสงได้กว้างกว่ามนุษย์จนเรานึกไม่ออกว่า การเห็นแสงเหนือม่วงหรืออินฟราเรดนั้นภาพเป็นอย่างไร</li><li>สิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่จำเป็นต้องรับแสงเลยด้วยซ้ำเช่น ปลาบางชนิดที่อาศัยในพื้นมหาสมุทรลึก การที่เราส่องแสงไปสำรวจมัน อาจเป็นการทำร้ายพวกมันที่ปรับตัวให้มีชนิดในสภาวะมืดมิด โดยที่เมื่อนักวิจัยสำรวจพื้นทะเลปิดไฟลง สัตว์ที่ตัวใหญ่จึงปรากฏตัวมาให้พบ</li></ul></li><li><strong>การรับรู้ความเจ็บปวด</strong> สิ่งมีชีวิตเรียนรู้ที่จะรับความเจ็บปวดอันเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บซึ่งอันตรายต่อชีวิต&nbsp; คนบางคนยังรู้สึกเจ็บปวดในแขนขาข้างที่ได้ถูกตัดออกไปแล้ว แต่สัตว์บางชนิดอาจไม่มีสัมผัสนี้ นักวิทยาสตร์ตั้งชื่อประสาทสัมผัสนี้ว่า Nociception (กระบวนการทางประสาทที่เข้ารหัส และประมวลผลตัวกระตุ้นอันตราย) แปลง่ายๆ&nbsp; คือกระบวนการของสิ่งมีชีวิตที่จะทำให้รับรู้ถึงการบาดเจ็บและชำรุดของร่างกาย&nbsp;<ul><li>สัตว์บางชนิด ส่วนสมองนั้นแยกความเจ็บปวดออกจากการบาดเจ็บ และมีคนเชื่อว่าสัตว์บางชนิด เช่น ปลา ปู กุ้ง&nbsp; แมลง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแต่คำตอบนั้นหลากหลายและเป็นที่ถกเถียงและศึกษาในวิทยาศาสตร์&nbsp;</li><li>และสัตว์บางชนิด แม้บาดเจ็บเพียงจุดเดียวอาจส่งปฏิกิริยาไปทั้งร่างกาย ปลาหมึกที่ได้รับบาดเจ็บนั้นจะอ่อนไหวไปทั่วทั้งร่างกาย ในขณะที่คนเราสามารถแยกความเจ็บปวดเฉพาะจุดได้เพื่อระบุส่วนที่เสียหายที่เกิดขึ้นในจุดที่บาดเจ็บ แต่ก็สามารถดำเนินชีวิตต่อด้วยส่วนอื่นที่ไม่เจ็บปวด</li></ul></li><li><strong>การรับรู้ความร้อน</strong>&nbsp;แม้คนจะสัมผัสความร้อนได้จากการต้องเข้าไปอยู่ในนั้น แต่สัตว์บางชนิดสามารถจับความร้อนได้ด้วยการรับรู้จากระยะไกล สำหรับสัตว์บางประเภทอุณหภูมิที่เหมาะสมคือตัวแปรสำคัญในการอยู่รอดในธรรมชาติ และบางครั้งอุณหภูมิคือตัวชี้วัดแหล่งอาหาร<ul><li>แมลงไม่สามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายและอุณหภูมิร้อนหรือเย็นเกินไปอาจทำให้ตายได้ แมลงหลากชนิดมีพฤติกรรมตอบสนองโดยมีอุณหภูมิเรียกว่า Thermotaxi ซึ่งจับความร้อนได้รวดเร็วและแม่นยำมาก เช่น ยุงมีระบบรับรู้ความร้อนจากร่างกายสัตว์ที่มันต้องไปดูดเลือด</li><li>สัตว์ล่าเหยื่อเช่นงู มีอวัยวะลักษณะเป็นรูชื่อ Pit organs บนใบหน้า ที่มองผ่านๆ ดูคล้ายรูจมูก เพื่อใช้การรับรู้ความร้อนควบคู่กับดวงตาในการล่าเหยื่อที่ร่างกายมีความร้อน เช่น นกและหนู ช่วยให้มันหาเหยื่อในที่มืดได้</li></ul></li><li><strong>การสัมผัส และการสั่น </strong>ปลายนิ้วมือของคนนั้นอ่อนไหวต่อความรู้สึกมากจนทำให้ผู้ที่ตาบอดสามารถอ่านอักษรเบรลล์ได้จากการรับรู้ผิวสัมผัสนูนต่ำบนกระดาษ ในโลกของสัตว์ การสัมผัสนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย<ul><li>ตัวนากมีมือและหนวดที่ไว มีระบบ active touch ซึ่งรับรู้ได้ไวมากจากการสัมผัส การที่มันดูเหมือนลอยม้วนตัวไปมาในน้ำ แท้จริงแล้ว มันอาจกำลังอ่านสิ่งแวดล้อมอยู่ สัมผัสที่ไวทำให้มันหยิบจับอาหารได้อย่างรวดเร็ว</li><li>ปลาเคลื่อนที่ไปในน้ำได้อย่างว่องไวในทิศทางที่มันต้องการ นอกจากจะปรับสรีระให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวในน้ำ ปลาสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของกระแสน้ำ หรือ Hydrodynamic&nbsp; ปลาสามารถรู้ถึงสัตว์อื่นที่เคลื่อนไหวมา สิ่งนี้ทำให้ปลาว่ายหนีก่อนที่คนจะว่ายน้ำเข้าหาพวกมัน พวกมันใช้ชีวิตในน้ำและรับสัญญาณในน้ำที่เราไม่ตรวจจับได้ ส่วนสัตว์ที่ล่าพวกมันเป็นอาหารก็อาจสามารถตรวจจับร่องรอยในน้ำได้หลังจากพวกมันได้ว่ายผ่านไปแล้ว</li><li>แมลงกว่า&nbsp; 200,000 ชนิดเช่น จักจั่น ตั๊กแตน&nbsp; ใช้คลื่นความสั่นต่างๆ กันเพื่อสื่อสาร ส่งสัญญาณถึงกัน เสียงของพวกมันไม่อยู่ในคลื่นที่หูของเราสามารถจับได้ จึงไม่รับรู้ว่ามีอยู่</li></ul></li><li><strong>เสียงและเสียงสะท้อน </strong>สัตว์จำนวนมากไม่มีหู และสัตว์ต่างชนิดก็ส่งเสียงและรับสัญญาณในต่างคลื่นเสียงในความความถี่ที่แตกต่างกันไป<ul><li>แมลงในยุคแรกไม่มีอวัยวะรับเสียง แต่แมลงบางชนิดก็ได้วิวัฒนาการจนมีส่วนที่ใช้รับรู้เสียงได้และอยู่ในจุดต่างๆ&nbsp; อันแตกต่างกันหลากหลาย บางแมลงมีหูอยู่ที่เสาสัญญาณ ที่ข้อเข่า ปลายขน&nbsp;&nbsp;</li><li>วาฬสามารถส่งเสียงถึงกันได้ในระยะไกล หากวาฬได้ยินเสียงเพลงจากวาฬอีกตัวที่ห่างไป 1,500 ไมล์นั่นคือเสียงได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว วาฬ่รับรู้ถึงภูเขาในมหาสมุทรผ่านการส่งเสียงสะท้อนไปในวัตถุนั้น หากวัตถุห่างไกล</li><li>อย่างที่เราเคยเรียนกันมา ค้างคาวมี Echolocation หรือสามารถระบุตำแหน่งของวัตถุโดยใช้เสียงสะท้อน โดยพวกมันสามารถระบุชนิดของแมลงได้จากจังหวะของการกระพือปีก สามารถบอกได้ว่าแมลงกำลังจะบินมาหรือบินออกจากตำแหน่งของตัวค้างคาว</li></ul></li><li><strong>สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กโลก</strong><ul><li>ปลามากถึง 350 สปีชีส์สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ปลาไหลไฟฟ้าปล่อยพลังงานไฟฟ้าที่สามารถฆ่าม้าให้ตายได้ มีปลาอีกมากที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ พวกมันใช้ในการรับรู้สิ่งแวดล้อม และสื่อสารถึงกัน พวกมันใช้กระแสไฟฟ้าเหมือนที่สุนัขใช้ดมกลิ่น และค้างคาวใช้ระบุตำแหน่งจากเสียงสะท้อน</li><li>สัตว์ที่จำเป็นต้องอพยพทางไกลสามารถรับรู้ได้ถึงสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งสัญญาณนี้เป็นตัวช่วยระบุทิศเพื่อให้พวกมันอพยพทางไกลได้โดยไม่หลงทาง สนามแม่เหล็กโลกไม่ถูกกระทบโดยสภาพอากาศหรือสิ่งกีดขวาง เต่าหรือปลาแซลมอนสามารถจดจำตำแหน่งสถานที่เกิดของมันได้แม่นยำจนสามารถกลับมาที่จุดกำเนิดได้เมื่อเติบโต เพื่อวางไข่ในชายหาดเดียวกับที่พวกมันฟักตัวออกมาดูโลก&nbsp; มนุษย์ใช้เข็มทิศมาเป็นพันปี แต่สัตว์เหล่านี้ใช้ระบบนี้มาเป็นล้านๆ ปี เพื่อไปถูกทิศทางแม้ไม่มีแผนที่ในท้องฟ้าและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ </li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Hubble in a bubble: Scallop eyes act like tiny telescopes" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/bbNfV2zoodU?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption><em>หอยเชลล์มีดวงตาสีฟ้านีออนน้อยๆ เป็นร้อยๆ ดวงของชวนให้เรานึกว่าภาพที่มันเห็นจะเป็นอย่างไร</em><br><a href="https://www.youtube.com/watch?v=bbNfV2zoodU">Hubble in a bubble: Scallop eyes act like tiny telescopes</a></figcaption></figure>



<p>แม้จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกจะเริ่มขึ้นจากจุดเดียวกันก่อนจะค่อยๆ ขยายแผ่กิ่งก้านสาขาแห่งวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา สีที่เราเห็นอาจเป็นคนละสีหากมองด้วยดวงตาอื่น กลิ่นที่เหม็นสำหรับเราอาจหอมสำหรับสัตว์อื่น แม้กระทั่งความเจ็บปวดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็อาจจะแตกต่างกันไปตามระบบการรับรู้ของร่างกาย และมีอีกหลายประสาทสัมผัสที่เราไม่มี</p>



<p>ในธรรมชาติมีข้อมูลมากมายล่องลอยอยู่ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่สมบูรณ์และรับสัญญาณทุกสิ่งได้พร้อมๆ กัน เพราะมันจะเป็นชุดข้อมูลที่มากมายเกินไป สัตว์ต่างๆ จึงวิวัฒนาการระบบประสาทมาจับสัญญาณเพื่อรับรู้แค่ข้อมูลบางประเภทเท่านั้น ข้อมูลทุกสิ่งไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและอาจใช้พลังงานมากเกินไปหากต้องรับรู้ทุกส่วนเสี้ยวความจริงพร้อมๆ กัน</p>



<p>สิ่งมีชีวิตล้วนได้รับเพียงส่วนเสี้ยวของความจริง แต่ละสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์จึงรับรู้โลกในเวอร์ชั่นที่ต่างกัน สัตว์ (และคน) ต่างล้วนอยู่ใน Sensory Bubble หรือฟองอากาศแห่งประสาทสัมผัสของตนเองซึ่งจำกัด และเรียกทุกสิ่งที่ตนสัมผัสได้ว่าคือโลกที่แท้จริง ซึ่งจริงๆ แล้วอาจมีหลากหลายเวอร์ชั่นที่เราไม่อาจจินตนาการได้ครบทุกความเป็นไปได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Umwelt พาเราออกไปนอกขอบเขตโลกที่เรารับรู้ได้</strong></h2>



<p>การมีอยู่ของ Umwelt ชวนให้เรานึกตามว่า หากเราเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวเราเช่นสุนัข พวกมันสำรวจโลกโดยใช้จมูกเป็นหลัก จมูกของมันนั้นรับรู้กลิ่นได้อย่างละเอียดท่วมท้นกว่าคนมากมาย&nbsp;โลกของสุนัขจึงเต็มไปด้วยกลิ่น สิ่งของทุกชิ้น ทุกสถานที่อาจประเดประดังด้วยกลิ่นหลากชนิด เราไม่อาจนึกออกว่าหากเรามีร่างกายที่แตกต่างไปแท้จริงแล้วจะรู้สึกและรับรู้อย่างไร</p>



<p>David Eagleman จึงสรุปว่าคงจะดีหากคนทั่วไปได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ Umwelt คอยเตือนให้เรารู้ข้อจำกัดของการรับรู้ของเรา และลองจินตนาการถึงข้อมูลที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้มากมายในโลก และจักรวาลนั้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่เราอาจนึกไม่ถึง</p>



<p>อริสโตเติลเคยระบุว่า ประสาทสัมผัสมีอยู่ 5 อย่างคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นเป็นข้อมูลพื้นฐานตามที่เราคุ้นเคยกัน แต่ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ร่างกายของเรามีประสาทสัมผัสมากกว่านั้น เช่น Sense of Balance การรับรู้สมดุลร่างกาย หรือกระทั่งเมื่อเราหลับตา เราสามารถรับรู้ถึงแขนขาของเราได้ แม้เราจะยังไม่ได้มองหรือจับ คนที่ประสาทสัมผัสส่วนเหล่านี้ชำรุดหรือบกพร่องไป ก็จะไม่สามารถรับรู้โลกได้เหมือนคนอื่นๆ</p>



<p>ตั้งแต่อดีต มนุษย์มักมีเรื่องเล่า นิทาน เกี่ยวกับสัตว์ที่พูดได้และมีพฤติกรรมเหมือนคน มนุษย์ได้พยายามใส่มุมมองความเป็นคนเข้าไปในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ&nbsp;เมื่อเราดูสารคดีสัตว์โลก ไปสวนสัตว์ สังเกตดูสัตว์ต่างๆ&nbsp;เรามักสังเกตพวกมัน เราจินตนาการความคิดและการรับรู้ของมันโดยอ้างอิงจากตัวเรา Umwelt ทำให้ออกจากมุมมองที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง พลิกมุมมองเราให้เปิดใจไปสำรวจพยายามเข้าใจพวกมันโดยคำนึงถึงในลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตในแบบที่มันรับรู้</p>



<p>แม้ยากที่เราจะนึกออกว่าสัตว์ต่างๆ มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น สัมผัสโลกข้างหน้าแตกต่างจากเราอย่างไร แม้ยากที่เราจะเข้าใจเราจะรู้สึกอย่างไรหากเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น.. แต่การได้ลองนึกว่าพวกมันรับรู้โลกต่างจากเราอย่างไรได้บ้าง อาจพาเราไปพบความน่าอัศจรรย์ใจคือความหลากหลายในความธรรมดา</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://edyong.me/an-immense-world">An Immense World — Ed Yong</a></li><li><a href="https://www.collinsdictionary.com/dictionary/german-english/umwelt">English Translation of “Umwelt” | Collins German-English Dictionary</a></li><li><a href="https://www.edge.org/response-detail/11498">https://www.edge.org/response-detail/11498</a></li><li><a href="https://www.irishtimes.com/culture/aristotle-got-it-wrong-we-have-a-lot-more-than-five-senses-1.3079639#:~:text=Aristotle%20said%20there%20were%20five,are%20many%20more%20than%20that">Aristotle got it wrong: We have a lot more than five senses</a>.</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/umwelt/">Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
