<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/panu-boonpipattanapong/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/panu-boonpipattanapong/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 Oct 2021 08:30:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ชีวิต ความคิด และบทสนทนากับ Ai Weiwei ศิลปินจีนผู้ท้าทายอำนาจรัฐจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ai-weiwei/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2020 09:50:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วโมงศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ประท้วง]]></category>
		<category><![CDATA[การต่อสู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[Ai Weiwei]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินจีน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[การต่อต้าน]]></category>
		<category><![CDATA[Tang Contemporary Art]]></category>
		<category><![CDATA[อ้าย เว่ยเว่ย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศจีน]]></category>
		<category><![CDATA[River City Bangkok]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=114625</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้เห็นงานศิลปะของศิลปินระดับโลกจัดแสดงในไทยพร้อมกันถึงสองนิทรรศการ แต่ในเดือนนี้ ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งอย่าง Ai Weiwei มีผลงานมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ถึงสองนิทรรศการ หนึ่งคือเทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale 2020 อีกหนึ่งคือนิทรรศการแสดงเดี่ยว Year of the Rat ที่ Tang Contemporary Art อ้าย เว่ยเว่ย เป็นประติมากร, ศิลปินสื่อผสม, ศิลปะจัดวาง, ศิลปินภาพถ่าย และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนผู้มีบทบาทโดดเด่นในเวทีศิลปะระดับโลก ในอีกด้านเขายังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ได้ชื่อว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนด้านสิทธิมนุษยชน การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยได้อย่างแสบสันที่สุดคนหนึ่ง แม้อ้าย เว่ยเว่ย ตัวจริงจะไม่อาจเดินทางมาร่วมงานได้เพราะโควิด-19 แต่เขายังให้สัมภาษณ์แบบเอกซ์คลูซีฟกับสื่อไทยผ่าน virtual talk ส่งตรงจากเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในงานเปิดตัวนิทรรศการ Year of the Rat เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา เพียงเปิดกล้องมา ก่อนเอ่ยคำทักทายเขาก็ชู 3 นิ้วผ่านกล้องให้เราทันที ยืนยันถึงจิตวิญญาณเสรีและการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่ได้ทำเพื่อแค่พี่น้องร่วมประเทศจีน แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงผู้คนอื่นๆ ในโลกที่กำลังเรียกร้องประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน และต่อจากนี้คือถ้อยคำและเรื่องราวของศิลปินผู้ยืนหยัดท้าทายอำนาจรัฐมาตลอดชีวิต &#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-weiwei/">ชีวิต ความคิด และบทสนทนากับ Ai Weiwei ศิลปินจีนผู้ท้าทายอำนาจรัฐจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้เห็นงานศิลปะของศิลปินระดับโลกจัดแสดงในไทยพร้อมกันถึงสองนิทรรศการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในเดือนนี้ ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งอย่าง</span><b> Ai Weiwei</b><span style="font-weight: 400;"> มีผลงานมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ถึงสองนิทรรศการ หนึ่งคือเทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale 2020 อีกหนึ่งคือนิทรรศการแสดงเดี่ยว Year of the Rat ที่ Tang Contemporary Art</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย เป็นประติมากร, ศิลปินสื่อผสม, ศิลปะจัดวาง, ศิลปินภาพถ่าย และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนผู้มีบทบาทโดดเด่นในเวทีศิลปะระดับโลก ในอีกด้านเขายังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ได้ชื่อว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนด้านสิทธิมนุษยชน การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยได้อย่างแสบสันที่สุดคนหนึ่ง</span></p>
<div id="attachment_114630" style="width: 1135px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114630" class="wp-image-114630 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio.jpg" alt="ai weiwei" width="1125" height="750" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio.jpg 1125w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3_Ai-Weiwei_Ai-Weiwei2012_Photo-Gao-Yuan_Courtesy-Ai-Weiwei-Studio-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1125px) 100vw, 1125px" /><p id="caption-attachment-114630" class="wp-caption-text">ภาพจาก bkkartbiennale.com</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้อ้าย เว่ยเว่ย ตัวจริงจะไม่อาจเดินทางมาร่วมงานได้เพราะโควิด-19 แต่เขายังให้สัมภาษณ์แบบเอกซ์คลูซีฟกับสื่อไทยผ่าน virtual talk ส่งตรงจากเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในงานเปิดตัวนิทรรศการ Year of the Rat เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียงเปิดกล้องมา ก่อนเอ่ยคำทักทายเขาก็ชู 3 นิ้วผ่านกล้องให้เราทันที ยืนยันถึงจิตวิญญาณเสรีและการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่ได้ทำเพื่อแค่พี่น้องร่วมประเทศจีน แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงผู้คนอื่นๆ ในโลกที่กำลังเรียกร้องประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และต่อจากนี้คือถ้อยคำและเรื่องราวของศิลปินผู้ยืนหยัดท้าทายอำนาจรัฐมาตลอดชีวิต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Fuck You Motherland</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย เกิดในครอบครัวที่พ่อและแม่ต่างเป็นกวี พ่อของเขา–Ai Qing คือหนึ่งในกวีเอกของจีนผู้โด่งดัง เป็นที่รู้จักจากบทกวีวิพากษ์วิจารณ์สังคม ในยุคสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม รัฐบาลเหมา เจ๋อตง ออกนโยบายต่อต้านทุนนิยมขวาจัดจนเหล่าศิลปิน นักคิด และปัญญาชนต่างโดนจับกุมกันถ้วนหน้า รวมไปถึงครอบครัวของนักคิดนักเขียนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายนี้ทำให้อ้าย ชิง ถูกลงโทษและเนรเทศไปเป็นกรรมกรในค่ายกักกันในซินเจียง อ้าย เว่ยเว่ย เองต้องอยู่ที่ค่ายกักกันกับพ่อถึง 16 ปี เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความคิดและตัวตนของเขาเป็นอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย จบการศึกษาจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง และเมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศเขาก็ย้ายไปศึกษาต่อที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หลังเรียนจบเขาใช้แรงบันดาลใจจากศิลปินคนโปรด Marcel Duchamp ทำผลงานศิลปะด้วยการปะติดปะต่อวัสดุและข้าวของที่พบเห็นในชีวิตประจำวันอย่างไม้แขวนเสื้อ เมล็ดทานตะวัน รองเท้า เสื้อกันฝน ถุงยางอนามัย ฯลฯ ผลงานชุดนี้ไปเตะตาภัณฑารักษ์และนักสะสมงานศิลปะในนิวยอร์ก จนทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หลังจากเหตุการณ์ปราบปรามการประท้วงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยนักศึกษาในจัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ประกอบกับอาการป่วยของพ่อ เขาจึงตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองจีนถาวร ก่อนจะพบว่ายิ่งอยู่ในสภาวะที่กดทับเสรีภาพมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากแสดงออกมากเท่านั้น เขาจึงเริ่มทำงานศิลปะที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเมืองจีนมากขึ้น</span></p>
<div id="attachment_114632" style="width: 935px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114632" class="wp-image-114632 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-4.jpg" alt="ai weiwei" width="925" height="548" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-4.jpg 925w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-4-300x178.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-4-768x455.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-4-600x355.jpg 600w" sizes="(max-width: 925px) 100vw, 925px" /><p id="caption-attachment-114632" class="wp-caption-text">Dropping a Han Dynasty Urn (1995) งานที่อ้าย เว่ยเว่ย โยนแจกันโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นลงพื้นจนแตกละเอียดเป็นผุยผง เขาได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมที่ทางการจีนทุบทำลายวัตถุโบราณ เผางานศิลปะ งานประพันธ์ และไล่ล่าเหล่าปัญญาชน ศิลปิน และนักคิดมาลงโทษและทรมานอย่างโหดร้าย | ภาพจาก publicdelivery.org</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่รู้กันดี การท้าทายอำนาจรัฐไม่เคยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้าย เว่ยเว่ย วิพากษ์วิจารณ์รัฐในทุกช่องทางไม่ว่าจะผ่านงานศิลปะหรือการฉะตรงๆ อย่างเผ็ดร้อน ตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์หนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลกคือในปี 2008 ทางการจีนไล่รื้อชุมชนที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในปักกิ่งเพื่อสร้างภูมิทัศน์สะอาดตาสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิก ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นอ้าย เว่ยเว่ย มีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษาด้านการออกแบบสนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง (หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่าสนามกีฬารังนก) ร่วมกับสถาปนิกชื่อก้องโลกอย่าง Herzog &amp; de Meuron แต่เขากลับให้สัมภาษณ์​กับสื่อต่างชาติเพื่อวิพากษ์รัฐบาลจีนอย่างรุนแรงจนถูกทางการหมายหัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือเมื่ออาคารของโรงเรียนอนุบาลในมณฑลเสฉวนพังทลายลงมาอย่างง่ายดายในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2008 จนทำให้เด็กอนุบาลกว่า 5,000 คนเสียชีวิต เขาก็ลงมือสืบค้นความจริงอย่างกัดไม่ปล่อยและเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านบล็อกและทวิตเตอร์อย่างไม่ขาดสายจนมีคนเข้าชมถล่มทลาย นอกจากนั้นเขายังทำงาน Remembering (2009) ซึ่งนำกระเป๋าเป้ที่จำลองจากกระเป๋าของนักเรียนอนุบาลที่เสียชีวิตมาติดบนอาคาร เรียงร้อยเป็นตัวอักษรจีนได้ความว่า ‘เธอเคยอยู่อย่างมีความสุขเป็นเวลาเจ็ดปีบนโลกใบนี้’ ซึ่งเป็นคำพูดของหนึ่งในพ่อแม่เด็กที่เสียชีวิต</span></p>
<div id="attachment_114633" style="width: 905px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114633" class="size-full wp-image-114633" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-3.jpg" alt="ai weiwei" width="895" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-3.jpg 895w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-3-300x151.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-3-768x386.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-3-600x302.jpg 600w" sizes="(max-width: 895px) 100vw, 895px" /><p id="caption-attachment-114633" class="wp-caption-text">Remembering (2009) ภาพจาก khanacademy.org</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">การเคลื่อนไหวเช่นนี้ทำให้เขาถูกทางการจีนตามเล่นงานด้วยวิธีการต่างๆ นานา ทั้งติดกล้องวงจรปิดไว้หน้าบ้านของเขา ส่งคนมาตามสอดแนม ปิดเว็บไซต์ที่เขาใช้สื่อสาร ไปจนถึงส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำร้ายจนเขาต้องผ่าตัดสมอง</span></p>
<p>“มีคนบอกว่าผมเป็นศิลปินนักทําลายความศักดิ์สิทธิ์ที่โจมตีความเชื่อและสถาบัน ผมเห็นด้วยกับนิยามนี้นะ พิสูจน์ได้จากรูสองรูบนกะโหลกผม ผมเคยผ่าตัดเลือดคั่งในสมองจากการทําร้ายของเจ้าหน้าที่ทางการ นั่นน่าจะเป็นหลักฐานที่ดี” เขาบอกในการสัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะโดนไล่ล่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเขาก็ไม่ยอมหยุดและโต้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ร้อนแรงกว่า วิธีการหนึ่งคือการทำงานศิลปะด้วยการถ่ายรูปตัวเองชูนิ้วกลางให้จัตุรัสเทียนอันเหมินในผลงาน Study of Perspective &#8211; Tiananmen Square (1995-2003) พร้อมกับอัดวิดีโอตัวเองและอาสาสมัครมาร่วมกันกล่าวคำว่า “Fuck You Motherland.” โพสต์ลงยูทูบ</span></p>
<p>“ผมถูกปฏิเสธจากแผ่นดินแม่ตั้งแต่เกิด พ่อของผมเป็นกวีแต่กลับถูกเนรเทศ ถ้าแผ่นดินแม่ของคุณเป็นอันตรายต่อชีวิตแทนที่จะปกป้องหรือให้ความปลอดภัย เราจะเรียกสถานที่นั้นว่าบ้านได้ยังไง”</p>
<div id="attachment_114634" style="width: 2010px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114634" class="size-full wp-image-114634" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-4.jpg" alt="" width="2000" height="1308" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-4.jpg 2000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-4-300x196.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-4-768x502.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-4-1024x670.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-4-600x392.jpg 600w" sizes="(max-width: 2000px) 100vw, 2000px" /><p id="caption-attachment-114634" class="wp-caption-text">Study of Perspective &#8211; Tiananmen Square (1995-2003) ภาพจาก moma.org</p></div>
<div id="attachment_114636" style="width: 1010px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114636" class="wp-image-114636 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-4.jpg" alt="Ai Weiwei" width="1000" height="755" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-4.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-4-300x227.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-4-768x580.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-4-600x453.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><p id="caption-attachment-114636" class="wp-caption-text">S.A.C.R.E.D. (2013) ผลงานหุ่นจำลองจากช่วงเวลาที่เขาถูกรัฐบาลจีนคุมขัง | ภาพจาก lissongallery.com</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Law of the Journey</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเคลื่อนไหวของอ้าย เว่ยเว่ย ไม่ได้ทำเพื่อเพื่อนร่วมชาติแต่ยังเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนร่วมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย เขาไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งทั่วโลกและใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือรณรงค์และนําเสนอสถานการณ์อันยากลําบากของเหล่าผู้ลี้ภัยให้ชาวโลกได้รับรู้</span></p>
<p>“ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมได้ทํางานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้ลี้ภัย ผู้คนจํานวนมหาศาลถูกผลักไสออกจากบ้านของตัวเองด้วยอันตรายจากไฟสงคราม ระเบิด และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ น่าเศร้าที่ปัจจุบันในโลกนี้มีคนจํานวน 80 ล้านคนต้องลี้ภัยอย่างไร้ความหวัง หลายคนเกิดในพื้นที่ไร้รัฐและไม่มีที่ไป”</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย ใช้เวลานับปีในกว่า 23 ประเทศบันทึกภาพและเรื่องราวชีวิตของเหล่าผู้ลี้ภัยในค่ายผู้ลี้ภัย 40 แห่งทั่วโลก ทั้งอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ฝรั่งเศส กรีซ เยอรมัน อิรัก อิสราเอล อิตาลี เคนยา เม็กซิโก ตุรกี ฯลฯ และถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสารคดีชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">Human Flow</span></i><span style="font-weight: 400;"> (2017)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เขายังสร้างผลงานประติมากรรมและศิลปะจัดวางเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยออกมาอีกหลายชิ้น ในจํานวนนั้นคือ Law of the Journey (2016) ผลงานที่เขานําเสนอใน Bangkok Art Biennale 2020 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-114637" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/7-3.jpg" alt="" width="5324" height="3547" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-114638 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-2-e1605811730717.jpg" alt="" width="2000" height="1332" /></p>
<div id="attachment_114639" style="width: 2010px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114639" class="wp-image-114639 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-3-e1605811908279.jpg" alt="Ai Weiwei" width="2000" height="1333" /><p id="caption-attachment-114639" class="wp-caption-text">Law of the Journey (2016) ภาพจาก BAB, Courtesy Ai Weiwei Studio ภาพโดยปรีชา ภัทรอมรชัย</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานชิ้นนี้เป็นประติมากรรมจัดวางรูปแพยางชูชีพสีดําขนาดยักษ์ความยาว 16 เมตร บนแพยางมีหุ่นเป่าลมรูปคนไร้ใบหน้านับสิบคนในเสื้อชูชีพ เสมือนเป็นตัวแทนของผู้ลี้ภัยจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญงานทั้งชิ้นทํามาจากพลาสติกพีวีซีที่ผลิตโดยโรงงานในประเทศจีน เป็นที่เดียวกับที่ผลิตแพชูชีพที่ผู้ลี้ภัยนับพันชีวิตใช้ในการพยายามล่องข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อเสาะหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากแพยาง ในงานนี้ยังมีวิดีโอจัดวาง </span><span style="font-weight: 400;">At Sea (2016), Floating (2016), On the Boat (2016), Idomeni (2016) และ Calais (2018) ที่</span><span style="font-weight: 400;">เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในสถานการณ์ต่างๆ และ Idomeni (2017) ชุดภาพถ่ายผู้ลี้ภัยจํานวน 1,026 รูป ที่อ้าย เว่ยเว่ย ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือในช่วงที่ถ่ายทําสารคดี</span><i><span style="font-weight: 400;"> Human Flow </span></i><span style="font-weight: 400;">ภาพถ่ายทั้งหมดถูกนำมาติดเป็นวอลเปเปอร์ขนาดมหึมาเต็มผนังฝั่งหนึ่งของห้องแสดงงานจนดูคล้ายกับภาพโมเสกแสดงเส้นทางการเดินทางของเขาไปยังค่ายผู้ลี้ภัยทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกฝั่งหนึ่งของห้อง เขานำเสนอ Odyssey (2016) ผลงานกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากงานแกะสลักเครื่องปั้นดินเผาและภาพวาดฝาผนังของกรีกและอียิปต์โบราณ หากแต่ใส่ประเด็นความขัดแย้งร่วมสมัยและเรื่องราววิกฤตของผู้ลี้ภัย เช่น สงคราม ความล่มสลาย การร่อนเร่ข้ามน้ำข้ามทะเล ค่ายผู้ลี้ภัย และอื่นๆ ลงไป</span></p>
<div id="attachment_114640" style="width: 1510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114640" class="size-full wp-image-114640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-3-e1605812069194.jpg" alt="" width="1500" height="1000" /><p id="caption-attachment-114640" class="wp-caption-text">Idomeni (2017) ภาพจาก BAB, Courtesy Ai Weiwei Studio ภาพโดยปรีชา ภัทรอมรชัย</p></div>
<div id="attachment_114642" style="width: 1510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114642" class="size-full wp-image-114642" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-3-e1605812095352.jpg" alt="" width="1500" height="979" /><p id="caption-attachment-114642" class="wp-caption-text">Odyssey (2016) ภาพจาก BAB, Courtesy Ai Weiwei Studio ภาพโดยปรีชา ภัทรอมรชัย</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Year of the Rat</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานของอ้าย เว่ยเว่ย มักเป็นส่วนผสมของประเด็นทางสังคมการเมืองจีนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังเช่นผลงานที่เขาแสดงในนิทรรศการแสดงเดี่ยว Year of the Rat ณ Tang Contemporary Art</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานเด่นของนิทรรศการนี้คือ Zodiac (2019) ภาพหัวสัตว์ 12 หัว ตัวแทน 12 ปีนักษัตรจีนที่ประกอบขึ้นจากตัวต่อเลโก้สีสันสดใส เขาได้แรงบันดาลใจมาจากประติมากรรมสําริดรูปหัว 12 นักษัตร ผลงานของสถาปนิกนิกายเยซูอิตชาวอิตาเลียน Giuseppe Castiglione ที่เคยประดับอยู่บนนาฬิกาน้ำในพระราชวังหยวนหมิงหยวน (พระราชวังฤดูร้อนเดิม) ในสมัยราชวงศ์ชิง</span></p>
<div id="attachment_114643" style="width: 1510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114643" class="size-full wp-image-114643" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-2-e1605812119289.jpg" alt="" width="1500" height="801" /><p id="caption-attachment-114643" class="wp-caption-text">Zodiac (2019) ภาพจาก Tang Contemporary Art</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาน้ำเรือนนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของจีนที่หายสาบสูญไปหลังจากกองทัพอังกฤษและฝรั่งเศสเผาทําลายและปล้นสะดมพระราชวังฤดูร้อนในสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 เมื่อปี 1860 ประติมากรรม 12 นักษัตรจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศของชนชาติจีนตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทางการจีนพยายามนำหัว 12 นักษัตรบางส่วนกลับมายังปักกิ่งเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและความภูมิใจของชนชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่คนจีนจำนวนมากมองว่าประติมากรรม 12 นักษัตรคือความภาคภูมิใจของชนชาติ อ้าย เว่ยเว่ย กลับมองว่าเหตุใดประติมากรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวอิตาเลียน เพื่อประดับพระราชวังของจักรพรรดิแมนจู (ที่ชาวจีนมองว่าเป็นคนเถื่อนต่างชาติ) และเป็นมรดกของระบอบศักดินาที่คอมมิวนิสต์จีนเคยเกลียดชัง กลับกลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของชนชาติจีนไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากภาพที่ทำจากเลโก้ เขายังจําลองประติมากรรมสําริดรูปหัว 12 นักษัตรเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ เป็นผลงานประติมากรรมสาธารณะชุด Circle of Animals / Zodiac Heads (2011) และจัดแสดงกว่า 40 เมืองในประเทศโลกตะวันตกเพื่อล้อเลียน เสียดสี และวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์และศักดิ์ศรีของชาติที่เพิ่งสร้างใหม่ในฐานะโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจีน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-114644" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000421.jpg" alt="" width="1181" height="886" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000421.jpg 1181w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000421-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000421-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000421-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000421-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1181px) 100vw, 1181px" /></p>
<div id="attachment_114645" style="width: 1191px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114645" class="wp-image-114645 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000408.jpg" alt="" width="1181" height="886" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000408.jpg 1181w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000408-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000408-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000408-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/P1000408-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1181px) 100vw, 1181px" /><p id="caption-attachment-114645" class="wp-caption-text">Circle of Animals / Zodiac Heads (2011) ภาพจาก itsrudetostare.com</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนิทรรศการ Year of the Rat ยังมีผลงานที่ทําจากเลโก้อีกสองชิ้น หนึ่งคือ The Defacing Marks of Colored Pigment Thrown onto Mao Zedong’s Portrait in May 1989, Tiananmen Square (2019) ภาพตัวต่อเลโก้สีขาวมีคราบสีเลอะเป็นด่างดวงซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ที่ผู้ประท้วงปาไข่ไก่ผสมสีใส่ภาพของเหมา เจ๋อตง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานอีกชิ้นคือ The Navigation Route of the Sea Watch 3 Migrant Rescue Vessel, June 2019 (2019) ภาพตัวต่อเลโก้ประกอบกันเป็นพื้นสีฟ้า มีเส้นสีดํายุ่งเหยิงแทนเส้นทางของเรือกู้ภัย Sea-Watch 3 ที่บรรทุกผู้อพยพชาวลิเบีย 40 คนล่องในทะเลนานกว่า 2 สัปดาห์ เนื่องจากรัฐบาลอิตาลีสั่งปิดน่านน้ำไม่ให้ช่วยเหลือเรือผู้อพยพในเดือนมิถุนายน ปี 2019</span></p>
<div id="attachment_114646" style="width: 518px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114646" class="wp-image-114646" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/13-3.jpg" alt="" width="508" height="675" /><p id="caption-attachment-114646" class="wp-caption-text">The Defacing Marks of Colored Pigment Thrown onto Mao Zedong’s Portrait in May 1989, Tiananmen Square (2019) ภาพจาก Tang Contemporary Art</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย ใช้ตัวต่อเลโก้ในการทํางานศิลปะเป็นครั้งแรกในปี 2014 กับผลงาน Trace ที่จัดแสดงในนิทรรศการ @Large: Ai Weiwei on Alcatraz ที่อัลคาทราซ อดีตคุกที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ครั้งนั้นเขาใช้ตัวต่อเลโก้ต่อเป็นภาพผู้ต้องหาทางการเมืองจำนวน 176 คนจากทั่วโลกที่โดนคุมขังหรือจำต้องพลัดถิ่นฐานเพียงเพราะมีความคิดและความเชื่อทางการเมืองขัดกับรัฐ อ้าย เว่ยเว่ย เรียกขานพวกเขาเหล่านี้ว่าเป็น ‘วีรบุรุษแห่งยุคสมัยของเรา’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือหนึ่งในวีรบุรุษเหล่านั้นปรากฏภาพของ ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ อดีตนักโทษการเมืองชาวไทยผู้ถูกคุมขังเป็นเวลา 7 ปีเต็มจากข้อหาตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วย</span></p>
<div id="attachment_114647" style="width: 692px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114647" class="wp-image-114647" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14.png" alt="Ai Weiwei" width="682" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14.png 710w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14-300x297.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14-600x594.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/14-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /><p id="caption-attachment-114647" class="wp-caption-text">Trace: somyot (2014) ภาพจาก for-site.org</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย ยังใช้ตัวต่อเลโก้ทํางานศิลปะในประเด็นทางการเมืองอีกหลายต่อหลายครั้ง ทั้งต่อเป็นภาพนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนของออสเตรเลียในผลงาน Letgo Room (2015) และภาพนักเรียนชาวเม็กซิกันจํานวน 43 คนที่ถูกลักพาตัวและ (คาดว่า) ถูกสังหารหมู่ในปี 2014 ในผลงาน Resetting Memories (2019)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับอ้าย เว่ยเว่ย เลโก้เป็นมากกว่าของเล่นเด็กมากนัก</span></p>
<p>“ผมมักจะใช้สื่อใหม่ๆ เพื่อแสดงออกถึงรูปแบบหรือภาษาใหม่ๆ สําหรับผมเลโก้ถือเป็นสื่อชนิดหนึ่ง มันมีความสวยงาม สีสันสดใสชัดเจน และเมื่อต่อเลโก้เป็นสิ่งต่างๆ คนอื่นก็สามารถทําตามออกมาได้เหมือนกันเป๊ะๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจมาก”</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ในปี 2015 เคยมีเหตุการณ์ดราม่าเกี่ยวกับเลโก้เมื่ออ้าย เว่ยเว่ย ติดต่อซื้อเลโก้จากบริษัทแม่ที่เดนมาร์กแต่กลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าผลงานของเขาเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง หลังจากข่าวนี้แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย (ด้วยฝีมือของพี่อ้ายเอง) ก็ทําให้เกิดกระแส #legosforweiwei ขึ้น ผู้คนจากทั่วโลกบริจาคตัวต่อเลโก้ให้เขาเป็นจํานวนมาก ภายหลังผู้บริหารเลโก้จึงต้องออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์นี้และเปลี่ยนนโยบายบริษัทว่าจะไม่มีการสอบถามเหตุผลในการสั่งซื้อเลโก้ในจํานวนมากอีกต่อไป</span></p>
<div id="attachment_114648" style="width: 1290px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114648" class="size-full wp-image-114648" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461.jpg" alt="" width="1280" height="853" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461.jpg 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/EPUB002461-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /><p id="caption-attachment-114648" class="wp-caption-text">Letgo Room (2015) © Ai Weiwei Studio</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนิทรรศการ Year of the Rat ยังมีผลงานของอ้าย เว่ยเว่ย อีกหลายชิ้นอย่างประติมากรรมแกะสลักหินอ่อนเป็นรูปสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์แทนสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ในบทสัมภาษณ์เขากล่าวถึงเหตุผลในการนําวัสดุสูงค่าอย่างหินอ่อนมาทําสิ่งของธรรมดาสามัญในชีวิตประจําวันเหล่านี้ว่า</span></p>
<p>“ในยุคโบราณอย่างยุคกรีกหรือโรมัน หินอ่อนถูกใช้ทําอนุสาวรีย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และถูกคาดหวังว่าจะอยู่คงทนถาวรตลอดกาล แต่ที่น่าสนใจกว่าสําหรับผมคือการจดจําสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเรา</p>
<p>“ผมพยายามที่จะหาภาษาที่จะอธิบายถึงภาพรวมของวิถีชีวิตในยุคสมัยใหม่และสถานการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบัน ผมจึงใช้วัสดุที่เคยสร้างสิ่งที่คงทนถาวรอย่างหินอ่อนมาสร้างวัตถุที่เป็นตัวแทนของสถานการณ์อันไม่แน่นอนในปัจจุบันซึ่งเป็นอะไรที่ยอกย้อนเอามากๆ”</p>
<div id="attachment_114650" style="width: 1510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114650" class="wp-image-114650 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/15-2-e1605812761587.jpg" alt="" width="1500" height="1000" /><p id="caption-attachment-114650" class="wp-caption-text">Marble Helmet (2015) ภาพจาก Tang Contemporary Art</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดเช่นนี้ปรากฏในผลงาน Revolt (2019) และ Shelter (2014) ประติมากรรมหินอ่อนรูปกรวยจราจรและร่ม อันเป็นวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงในฮ่องกงปี 2014 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ขบวนการร่ม’ (The Umbrella Movement) ซึ่งผู้ประท้วงใช้ร่มและกรวยจราจรในการป้องกันแก๊สน้ำตาและสร้างสิ่งกีดขวาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือ Marble Helmet (2015) ประติมากรรมหินอ่อนรูปหมวกนิรภัย สัญลักษณ์ของหน่วยกู้ภัยผู้ช่วยชีวิตผู้คนในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจีนปี 2008 อย่างขันแข็ง หมวกนี้ยังถูกใช้ในการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงและเป็นอุปกรณ์ของหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในสงครามซีเรียอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากร่ม กรวยจราจร และหมวกนิรภัย ศิลปินใหญ่ยังทำ Marble Takeout Container (2015) และ Marble Toilet Paper (2020) ประติมากรรมหินอ่อนรูปกล่องโฟมใส่อาหารกลับบ้านหรืออาหารเดลิเวอรี สัญลักษณ์ของชีวิตสมัยใหม่ และม้วนกระดาษชําระที่เป็นสัญลักษณ์และของมีค่าในช่วงโควิด-19</span></p>
<p>“โควิด-19 เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินในโลกปัจจุบัน ผมทํางานหลายชิ้นเกี่ยวกับประเด็นนี้ หนึ่งในนั้นคือหน้ากากอนามัยพิมพ์รูปผลงานของผมซึ่งขายทางอีเบย์และเรี่ยไรเงินได้ถึง 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ​ เพื่อมอบให้องค์กรที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 และองค์กรการกุศลเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง Doctors Without Borders, Human Rights Watch และ Refugees International โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ผมยังทํางานประติมากรรมชิ้นเล็กเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งแสดงอยู่ในนิทรรศการที่หอศิลป์ Tang Contemporary Art ครั้งนี้อีกด้วย</p>
<p>“ผมคิดว่าโลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมหาศาล มหาอํานาจของโลกต่างไม่มีความมั่นใจต่อสถานการณ์ที่กําลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศผู้นําของโลกอย่างจีน สหรัฐฯ หรือประเทศในยุโรปต่างประสบกับความไม่มั่นคงอันใหญ่หลวงกันถ้วนหน้า ในฐานะปัจเจกชนและศิลปิน เรากําลังอาศัยอยู่ในห้วงเวลาที่เรามีโอกาสสะท้อนความคิด พยายามพิสูจน์ว่าเรามีชีวิตผ่านช่วงเวลาเช่นนี้ และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะ”</p>
<div id="attachment_114651" style="width: 1510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114651" class="wp-image-114651 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-1-e1605812766497.jpg" alt="" width="1500" height="1000" /><p id="caption-attachment-114651" class="wp-caption-text">Marble Takeout Container (2015) ภาพจาก Tang Contemporary Art</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">งานสุดท้ายในนิทรรศการ Year of the Rat คือ Ring W and Ring M (2019) แหวนทองคําสองวงสลักสัญลักษณ์เกี่ยวกับวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะกรีกและอียิปต์โบราณ เปรียบเสมือนวัตถุพยานการทํางานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยมาอย่างยาวนานของเขา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้าย เว่ยเว่ย เล่าว่าผลงานชิ้นนี้มีความเชื่อมโยงกับงานชุดที่แสดงในเทศกาล Bangkok Art Biennale ซึ่งมีมิติทับซ้อนหลายชั้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนในหลายช่วงเวลา และยังเป็นการรวบรวมภาพของชะตากรรมมนุษย์ในแต่ละช่วงเวลาในประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วยกัน</span></p>
<p>“ผมคิดว่าศิลปะมีบทบาทหน้าที่ตั้งแต่มนุษยชาติถือกำเนิดขึ้น ครั้นมนุษย์เริ่มต้นล่าสัตว์เป็นอาหารหรือเมื่อพบว่ามีสิ่งที่อยู่เหนือกว่าจินตนาการ มนุษย์ก็จะวาดรูปบางอย่างลงบนก้อนหิน แกะสลัก หรือทําเครื่องประดับมาสวมใส่ ศิลปะมักเชื่อมโยงความรู้สึกเกี่ยวกับความงามของเราหรือเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้เราคิดได้ก้าวไกลกว่าความเป็นจริง หรือก็คือจินตนาการนั่นเอง</p>
<p>“ทุกวันนี้ศิลปะทําให้ชีวิตเราสมบูรณ์ มีความหมายมากขึ้น หรือบางครั้งศิลปะก็ทําเงินหรือทําให้เรามีอํานาจได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ศิลปะเป็นสิ่งสําคัญสําหรับหัวใจและจิตวิญญาณของเรา เป็นสิ่งที่ให้คุณประโยชน์กับมนุษยชาติอย่างแท้จริง”</p>
<div id="attachment_114652" style="width: 1510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114652" class="wp-image-114652 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-2-e1605812885968.jpg" alt="" width="1500" height="1501" /><p id="caption-attachment-114652" class="wp-caption-text">Ring W and Ring M (2019) ภาพจาก Tang Contemporary Art</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการชูสามนิ้วจะทำให้ได้รู้ว่าอ้าย เว่ยเว่ย ติดตามสถานการณ์ในเมืองไทยอยู่ เร็วๆ นี้เขายังเป็นหนึ่งในศิลปิน Bangkok Art Biennale ที่ลงชื่อในแถลงการณ์ประณามและเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย รวมถึงเรียกร้องให้เทศกาลและหอศิลปกรุงเทพฯ แสดงจุดยืนต่อต้านความรุนแรงและยืนยันสิทธิของการชุมชุมอย่างสันติ</span></p>
<p>“ผมนับถือเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ยืนหยัดต่อสู้ในช่วงเวลาที่ยากลําบากครั้งนี้จากใจจริง ช่วงเวลาอันยากลําบากเช่นนี้เป็นพลังที่ผลักดันให้โลกเราก้าวไปสู่สภาวะที่ดีกว่า ผู้ประท้วงเหล่านี้ไม่ได้ทำเพียงเพราะแค่อยากประท้วง แต่พวกเขากําลังสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ประเทศของเขา</p>
<p>“โลกกําลังมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เราต้องเผชิญหน้ากับสายลมและพายุฝนร่วมกันอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ เราทุกคนรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกง ประเทศไทย หรือที่ไหนๆ ในโลกผ่านโซเชียลมีเดียและการสื่อสารใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผลงานของผมโดยตรงและผมก็ยังคงค้นคว้าเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้</p>
<p>“เราทุกคนกําลังอยู่บนเรือลําเดียวกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”</p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานของอ้าย เว่ยเว่ย ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2020 จัดแสดง ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ &#8211; 29 พฤศจิกายน 2020 เวลา 10:00-19:00 น. (เข้าชมฟรี)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการแสดงเดี่ยว Year of the Rat จัดแสดง ณ Tang Contemporary Art ชั้น 2 River City Bangkok ตั้งแต่วันนี้ &#8211; 10 ธันวาคม 2020 ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11:00-19:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ (เข้าชมฟรี) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงนิทรรศการ Tang Contemporary Art ยังจัดฉายภาพยนตร์สารคดี </span><i><span style="font-weight: 400;">Ai Weiwei: Never Sorry</span></i><span style="font-weight: 400;"> (2012) โดย Alison Klayman ที่นำเสนอตัวตน ชีวิต ความคิด และการทำงานของอ้าย เว่ยเว่ย อย่างใกล้ชิด ในวันที่ 21 พฤศจิกายน เวลา 14:00 น. ณ River City Forum บัตรราคา 150 บาท จองบัตรได้</span><a href="https://www.ticketmelon.com/rivercityb.../artistfilmaiweiwei" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span></a></p>
<hr />
<h3>อ้างอิง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Ai Weiwei: So Sorry โดย Ai Weiwei และ Mark Siemons</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">At Large: Ai Weiwei on Alcatraz โดย David Spalding</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Hanging Man: The Arrest of Ai Weiwei โดย Barnaby Martin</span></p>
<p><a href="http://artasiapacific.com/News/BangkokArtBiennaleArtistsShowSolidarityWithDemocracyProtesters" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">artasiapacific.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.artsy.net/news/artsy-editorial-ai-weiwei-designed-series-face-masks-raise-money-covid-19-relief-efforts" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">artsy.net</span></a></p>
<p><a href="https://www.artsy.net/news/artsy-editorial-ai-weiwei-designed-series-face-masks-raise-money-covid-19-relief-efforts" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">forts</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><a href="https://www.instagram.com/aiww/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">instagram.com/aiww</span></a></p>
<p><a href="http://www.majorcineplex.com/movie/human-flow" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">majorcineplex.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Bangkok Art Biennale 2020 และ Tang Contemporary Art</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-weiwei/">ชีวิต ความคิด และบทสนทนากับ Ai Weiwei ศิลปินจีนผู้ท้าทายอำนาจรัฐจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“พรุ่งนี้เราจะเป็นอย่างประเทศไทย” ศิลปะว่าด้วยเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่จุดเชื้อไฟให้กรีซล้มเผด็จการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/and-then-there-were-none/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2020 17:32:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วโมงศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พรุ่งนี้เราจะเป็นอย่างประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[And then there were none (Tomorrow we will become Thailand.)]]></category>
		<category><![CDATA[มหกรรมศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[14 ตุลา]]></category>
		<category><![CDATA[กรีซ]]></category>
		<category><![CDATA[อริญชย์ รุ่งแจ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ประท้วง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=109696</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงปีนี้เราได้เห็นบรรยากาศการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องจากบรรดานักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ และประชาชนที่มากด้วยความคิดสร้างสรรค์ เปี่ยมอารมณ์ขัน เต็มไปด้วยพลังและความกล้าหาญในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอันแท้จริง จนกลายเป็นจุดสนใจของสื่อต่างประเทศมากมาย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลก 14 ตุลาฯ การชุมนุมเหล่านี้ทำให้เราอดนึกถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ไม่ได้&#160; นอกจากนักเคลื่อนไหว ยังมีศิลปินผู้หนึ่งที่บันทึกแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของไทยที่ว่านี้ลงในผลงานศิลปะของเขาเช่นกัน ผลงานนั้นมีชื่อว่า And then there were none (Tomorrow we will become Thailand.) (2016) โดยศิลปินชาวไทย อริญชย์ รุ่งแจ้ง จัดแสดงเป็นครั้งแรกในมหกรรมศิลปะที่เปรียบเสมือนโอลิมปิกของศิลปะร่วมสมัยอย่าง documenta ครั้งที่ 14 ในปี พ.ศ. 2560 จัดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ อริญชย์ รุ่งแจ้ง เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้เคยได้รับการคัดเลือกให้ร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Venice Biennale มาแล้วในปี พ.ศ. 2556 โดยผลงานศิลปะของเขามักเป็นการผสมผสานแนวทางศิลปะแบบคอนเซปต์ชวลเข้ากับเรื่องราวธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน สังคม การเมือง เรื่องราวในประวัติศาสตร์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ผู้คน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/and-then-there-were-none/">“พรุ่งนี้เราจะเป็นอย่างประเทศไทย” ศิลปะว่าด้วยเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่จุดเชื้อไฟให้กรีซล้มเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงปีนี้เราได้เห็นบรรยากาศการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องจากบรรดานักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ และประชาชนที่มากด้วยความคิดสร้างสรรค์ เปี่ยมอารมณ์ขัน เต็มไปด้วยพลังและความกล้าหาญในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอันแท้จริง จนกลายเป็นจุดสนใจของสื่อต่างประเทศมากมาย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลก</span> <span style="display:none;">14 ตุลาฯ</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">การชุมนุมเหล่านี้ทำให้เราอดนึกถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ไม่ได้&nbsp;</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนักเคลื่อนไหว ยังมีศิลปินผู้หนึ่งที่บันทึกแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของไทยที่ว่านี้ลงในผลงานศิลปะของเขาเช่นกัน</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/3Tomorrow-we-will-become-Thailand-Documenta14-2017-Video-installation-view-Courtesy-of-Documenta-14-and-Artist-1024x684.jpg" alt="14 ตุลาฯ" class="wp-image-109913"/></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานนั้นมีชื่อว่า</span><b> And then there were none (Tomorrow we will become Thailand.) (2016) </b><span style="font-weight: 400;">โดยศิลปินชาวไทย </span><b>อริญชย์ รุ่งแจ้ง</b><span style="font-weight: 400;"> จัดแสดงเป็นครั้งแรกในมหกรรมศิลปะที่เปรียบเสมือนโอลิมปิกของศิลปะร่วมสมัยอย่าง documenta ครั้งที่ 14 ในปี พ.ศ. 2560 จัดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">อริญชย์ รุ่งแจ้ง เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้เคยได้รับการคัดเลือกให้ร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Venice Biennale มาแล้วในปี พ.ศ. 2556 โดยผลงานศิลปะของเขามักเป็นการผสมผสานแนวทางศิลปะแบบคอนเซปต์ชวลเข้ากับเรื่องราวธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน สังคม การเมือง เรื่องราวในประวัติศาสตร์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ผู้คน และสภาพแวดล้อมรอบตัว</span></p>



<p>And then there were none (Tomorrow we will become Thailand.)<span style="font-weight: 400;"><strong>&nbsp;</strong>ก็เช่นกัน งานชุดนี้ประกอบด้วยภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบติดบนแผ่นไม้จำนวน 17 ชิ้น และวิดีโอความยาว 25 นาที ที่หลอมรวมความทรงจำส่วนตัวของศิลปินกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยและกรีซเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียนและลุ่มลึก ทำให้อริญชย์กลายเป็นหนึ่งในศิลปินเอเชียที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่ง</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">เขาตระเวนสัมภาษณ์ผู้คนและค้นคว้าเอกสารต่างๆ ที่นำเสนอความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการเมืองอันซับซ้อน รวมถึงสำรวจความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้คนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ก่อนพัฒนาเป็นภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ นำเสนอภาพที่คัดลอกมาจากหน้าหนังสือพิมพ์และวิดีโอของ 2 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองใน 2 ประเทศที่เกิดขึ้นห่างกันเพียงหนึ่งเดือน นั่น</span><span style="font-weight: 400;">คือการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารไทยในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลเผด็จการกรีซในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยนักศึกษาสถาบันเอเธนส์โปลีเทคนิคในวันที่ 17 พฤศจิกายนปีเดียวกัน</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/DSCF8189-1024x683.jpg" alt="14 ตุลาฯ" class="wp-image-109916"/></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/DSCF8196-1024x683.jpg" alt="14 ตุลาฯ" class="wp-image-109917"/></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นักศึกษาและประชาชนกว่า 5 แสนคนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนจะเดินขบวนประท้วงบนถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นำไปสู่คำสั่งรัฐบาลให้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ตุลาคมจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ยังไงก็ตาม เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นการลุกฮือของประชาชนครั้งแรกที่เรียกร้องประชาธิปไตยได้สำเร็จ ถือเป็นการรวมตัวของประชาชนมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยและได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนในประเทศอื่นๆ ทำตาม เช่น เหตุการณ์ลุกฮือเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ แน่นอนว่าเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาชาวกรีซชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการด้วย นำไปสู่การล้อมปราบจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ในที่สุดระบอบเผด็จการก็ถูกโค่นล้ม</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/DSCF8183-1024x683.jpg" alt="14 ตุลาฯ" class="wp-image-109918"/></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">“จุดเริ่มต้นของผลงานชุดนี้คือเราได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะ documenta ครั้งที่ 14 โดยมีธีมหลักของงานคือ ‘Learning from Athens’ พอได้รับจดหมายเชิญเราก็เดินทางไปที่กรุงเอเธนส์เพื่อหาจุดเชื่อมระหว่างบริบทของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่กับบริบทของสถานที่ที่จะไปแสดงงาน ใช้ข้อมูลเป็นงานเขียนที่พูดถึงการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทยกับกรีซที่คล้ายคลึงกันในแง่การเป็น Self-Colonization (อาณานิคมปกครองตนเอง)” อริญชย์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของผลงานตอนเรามีโอกาสได้พบกัน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“พอไปถึง เรามีโอกาสได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในกรีซเพื่อศึกษาความเป็นมาเกี่ยวกับพื้นที่และหาความเป็นไปได้ของพื้นที่แสดงงาน หนึ่งในสถานที่ที่เราไปคืออนุสรณ์สถานต่อต้านเผด็จการที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาสถาบันโปลีเทคนิคในเอเธนส์ ก่อนกลับผู้นำชมถามเราว่ามาจากประเทศอะไร พอเราบอกว่ามาจากประเทศไทยเขาก็เข้ามากอดเราแล้วบอกว่า “รู้ไหมว่าประเทศไทยเป็นแรงบันดาลใจให้เดินขบวนประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นมา” แล้วก็พาไปดูหอจดหมายเหตุที่มีหนังสือพิมพ์กรีซที่เอาเหตุการณ์เดินขบวน 14 ตุลาคมในประเทศไทยและเหตุการณ์ 17 พฤศจิกายนในกรีซ มาเปรียบเทียบกัน พาดหัวข่าวว่า ‘Tomorrow we will become Thailand.’ (พรุ่งนี้เราจะกลายเป็นอย่างประเทศไทย)</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“เราเอาประโยคนี้มาปรับใช้เป็นธีมของงานชุดนี้ว่า ‘Learning from Thailand’ เล่นกับประเด็นที่ว่าในขณะที่เราศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการเมืองการปกครองจากกรีซ (ที่เป็นต้นกำเนิดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย) ในทางกลับกัน กรีซก็เรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/3.1Tomorrow-we-will-become-Thailand-Documenta14-2017-Video-installation-view-Courtesy-of-Documenta-14-and-Artist-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-109920"/></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="601" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2Tomorrow-we-will-become-Thailand-Documenta14-2017-Video-installation-view-Courtesy-of-Documenta-14-and-Artist-1024x601.png" alt="" class="wp-image-109919"/></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">“ภาพที่วาด เราคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์และภาพถ่ายของเหตุการณ์ 14 ตุลาคมของไทยและ 17 พฤศจิกายนของกรีซ นอกจากนี้ งานชุดนี้ยังมี installation video ที่ผสมวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ 14 ตุลาคมกับภาพและเสียงบันทึกความทรงจำส่วนตัวของคนไทยและกรีซที่มีส่วนในเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งสอง เช่น บุญช่วง เด่นดวง ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) พ.ศ. 2555 หลานสะใภ้ของเคน ดาเหลา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2534 ที่รัฐบาลมอบหมายให้ร้องเพลงเกลี้ยกล่อมคอมมิวนิสต์ให้ออกจากป่าในช่วงยุคสงครามเย็น ไปจนถึงผู้นำชมชาวกรีซที่เราพบที่อนุสรณ์สถานต่อต้านเผด็จการ ความทรงจำเหล่านี้เป็นส่วนผสมระหว่างประวัติศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์ส่วนตัว เช่นเดียวกับงานของเราที่เป็นเรื่องของความทรงจำส่วนตัวและส่วนรวม</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติเวลาเราพูดถึงการเมือง เรามักจะพูดถึงแต่การเมืองภายในและมองข้ามปัจจัยภายนอกที่เข้ามามีผลกระทบ แต่ถ้าดูสองเหตุการณ์นี้เราจะเห็นว่าปัจจัยภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของกรีซกับไทยนั้นคล้ายคลึงกันเพราะช่วงเวลานั้นเป็นยุคของสงครามเย็นที่มีอำนาจจากสองขั้ว คือฝั่งคอมมิวนิสต์กับฝั่งเสรีนิยมที่ส่งผลกระทบเบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมืองในหลายประเทศด้วย”&nbsp;</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_4470-1024x768.jpg" alt="then there were none" class="wp-image-109921" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_4470-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_4470-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_4470-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_4470-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">ในสายตาของคนดู งานศิลปะชุดนี้ของอริญชย์ไม่เพียงถ่ายทอดการต่อสู้ทางการเมืองแต่ยังถอดรื้อความหมายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ให้อำนาจการเล่าเรื่องแก่รัฐชาติเพียงผู้เดียว กระทั่งท้ายที่สุดเรื่องเล่านั้นก็ถูกเรียกว่าประวัติศาสตร์</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">งานชุดนี้ปักหมุดหมายในพื้นที่สำคัญของโลกศิลปะ ทำให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนไทยที่ส่งแรงกระเพื่อมไปยังประเทศอื่นๆ ในโลก ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจและท้าทายอย่างยิ่งว่างานศิลปะร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวในช่วงปีนี้จะส่งแรงกระเพื่อมไปยังที่ใดในโลกได้บ้าง</span></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><span style="font-weight: 400;">And then there were none (Tomorrow we will become Thailand.) (2016) โดยอริญชย์ รุ่งแจ้ง จัดแสดงในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ documenta ครั้งที่ 14 ในปี พ.ศ. 2560 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในพิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์กรีก Benaki Museum และคาดว่าจะจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM Contemporary Art Museum) ในอนาคต&nbsp;</span></p>



<p><i><span style="font-weight: 400;">ขอบคุณภาพและข้อมูลจากศิลปิน อริญชย์ รุ่งแจ้ง</span></i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/and-then-there-were-none/">“พรุ่งนี้เราจะเป็นอย่างประเทศไทย” ศิลปะว่าด้วยเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่จุดเชื้อไฟให้กรีซล้มเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต ป๋าดันวงอินดี้ และนักจัดปาร์ตี้ผู้ไม่พี้ยา 16 บทบาทของแอนดี้ วอร์ฮอล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/16-roles-of-andy-warhol/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 01 Aug 2020 06:10:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วโมงศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Andy Warhol]]></category>
		<category><![CDATA[แอนดี้ วอร์ฮอล]]></category>
		<category><![CDATA[ป๊อปอาร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[Andy Warhol: POP ART]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=104251</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ในอนาคต ทุกคนจะมีโอกาสมีชื่อเสียงในระดับโลกกันคนละ 15 นาที” ประโยคข้างต้น เป็นคำทำนายเชิงเสียดสีที่ศิลปินคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ในปี 1968 ศิลปินผู้นี้เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแนวทางที่บ่งบอกถึงสัจธรรมของสังคมได้เป็นอย่างดี หรือที่เรียกกันว่า ‘ป๊อปอาร์ต’ และถึงแม้เขาจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดศิลปะแนวทางนี้ แต่ศิลปินผู้นี้ก็เป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ศิลปะแนวทางนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในโลกจวบจนถึงปัจจุบัน จนถูกขนานนามว่าเป็น ‘เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต’ ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า Andy Warhol แอนดี้ วอร์ฮอล ไม่เพียงเป็นศิลปินภาพพิมพ์อย่างที่หลายคนรู้จัก แต่ยังเป็นจิตรกร ดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานของเขาท้าทายขนบและนิยามเดิมๆ ทางศิลปะ และโอบรับวัฒนธรรมสมัยนิยมและกระบวนการเชิงพาณิชย์ด้วยการสร้างผลงานศิลปะที่เข้าถึงคนทุกชนชั้น กล้าท้าทายสื่อและเทคนิคการทำงานใหม่ๆ และเป็นผู้บุกเบิกการทำงานสร้างสรรค์ในแทบจะทุกรูปแบบ ผลงานของเขาถูกพบเห็นได้แทบจะทุกหนแห่ง ถูกต่อยอด เลียนแบบ ทำซ้ำมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในงานโฆษณา ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หนังสือ นิตยสาร สินค้า ไปจนถึงเสื้อผ้า ของแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์จนแทบจะเรียกว่าใครได้เห็นงานของเขาเป็นต้องร้องอ๋อ! เพราะแม้จะไม่รู้จักชื่อศิลปิน แต่ย่อมต้องเคยผ่านตาผลงานของเขาแน่ๆ และต่อจากนี้คือบทบาทต่างๆ ที่วอร์ฮอลได้รับตลอดช่วงชีวิตของเขา &#160; 1. ลูกชายของผู้อพยพ แอนดี้ วอร์ฮอล มักจะโกหกคนอื่นเกี่ยวกับอายุจริงของเขาเพื่อให้ตัวเองหนุ่มอยู่เสมอ บางครั้งเขาอ้างว่าเกิดในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/16-roles-of-andy-warhol/">เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต ป๋าดันวงอินดี้ และนักจัดปาร์ตี้ผู้ไม่พี้ยา 16 บทบาทของแอนดี้ วอร์ฮอล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ในอนาคต ทุกคนจะมีโอกาสมีชื่อเสียงในระดับโลกกันคนละ 15 นาที”</p>
<p>ประโยคข้างต้น เป็นคำทำนายเชิงเสียดสีที่ศิลปินคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ในปี 1968 ศิลปินผู้นี้เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแนวทางที่บ่งบอกถึงสัจธรรมของสังคมได้เป็นอย่างดี หรือที่เรียกกันว่า ‘ป๊อปอาร์ต’ และถึงแม้เขาจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดศิลปะแนวทางนี้ แต่ศิลปินผู้นี้ก็เป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ศิลปะแนวทางนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในโลกจวบจนถึงปัจจุบัน จนถูกขนานนามว่าเป็น ‘เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต’</p>
<p>ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า Andy Warhol</p>
<p><div id="attachment_104259" style="width: 605px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104259" class="wp-image-104259" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-1015x1024.jpg" alt="andy warhol" width="595" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13.jpg 1015w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-297x300.jpg 297w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-768x775.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-600x605.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-13-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 595px) 100vw, 595px" /><p id="caption-attachment-104259" class="wp-caption-text">ภาพจาก pictify.saatchigallery.com</p></div></p>
<p>แอนดี้ วอร์ฮอล ไม่เพียงเป็นศิลปินภาพพิมพ์อย่างที่หลายคนรู้จัก แต่ยังเป็นจิตรกร ดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานของเขาท้าทายขนบและนิยามเดิมๆ ทางศิลปะ และโอบรับวัฒนธรรมสมัยนิยมและกระบวนการเชิงพาณิชย์ด้วยการสร้างผลงานศิลปะที่เข้าถึงคนทุกชนชั้น กล้าท้าทายสื่อและเทคนิคการทำงานใหม่ๆ และเป็นผู้บุกเบิกการทำงานสร้างสรรค์ในแทบจะทุกรูปแบบ</p>
<p>ผลงานของเขาถูกพบเห็นได้แทบจะทุกหนแห่ง ถูกต่อยอด เลียนแบบ ทำซ้ำมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในงานโฆษณา ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หนังสือ นิตยสาร สินค้า ไปจนถึงเสื้อผ้า ของแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์จนแทบจะเรียกว่าใครได้เห็นงานของเขาเป็นต้องร้องอ๋อ! เพราะแม้จะไม่รู้จักชื่อศิลปิน แต่ย่อมต้องเคยผ่านตาผลงานของเขาแน่ๆ</p>
<p>และต่อจากนี้คือบทบาทต่างๆ ที่วอร์ฮอลได้รับ<a href="https://adaymagazine.com/andy-warhol-tate-modern/" target="_blank" rel="noopener">ตลอดช่วงชีวิต</a>ของเขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>1. ลูกชายของผู้อพยพ</h4>
<p>แอนดี้ วอร์ฮอล มักจะโกหกคนอื่นเกี่ยวกับอายุจริงของเขาเพื่อให้ตัวเองหนุ่มอยู่เสมอ บางครั้งเขาอ้างว่าเกิดในปี 1930 บางครั้งก็บอกว่าตัวเองเกิดในปี 1933 แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่โกหกเรื่องสถานที่เกิดของตัวเอง</p>
<p>ศิลปินซูเปอร์สตาร์ผู้นี้ลืมตาดูโลกที่เมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ในวันที่ 6 สิงหาคม 1928 แอนดี้ หรือชื่อเดิมคือ Andrew Warhola Junior เป็นลูกคนที่สามของครอบครัว Ondrej Warhola พ่อของเขาเป็นคนงานเหมืองและช่างก่อสร้างผู้อพยพมาจากประเทศสโลวาเกีย (ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในเวลานั้น) มาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในปี 1912 ส่วน Julia แม่ของเขาตามมาในอีก 9 ปีให้หลัง ต่อมาพ่อของเขาเสียชีวิตลงในปี 1942 ทำให้ครอบครัววาร์โฮล่าต้องมีชีวิตอย่างอัตคัดขัดสน พี่ๆ ของเขาต้องออกไปทำงานขายผักผลไม้ในตลาดตั้งแต่ยังเด็ก บางครั้งแอนดรูว์น้อยก็ต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>2. นักเรียนศิลปะ</h4>
<p>ช่วงวัยเด็ก แอนดรูว์ทุกข์ทรมานจากอาการป่วยจากโรคทางระบบประสาท ที่จะส่งผลให้สุขภาพของเขาอ่อนแอและมีผิวสีซีดไปตลอดชีวิต เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเตียงที่บ้านและโรงพยาบาล ในช่วงนั้น แม่ของเขามักจะให้การ์ตูนและสมุดระบายสีให้เขาวาดเล่นแก้เหงา “เวลาผมระบายสีเสร็จหน้าหนึ่ง แม่ของผมมักจะให้ช็อกโกแลตเฮอร์ชีส์ผมหนึ่งแท่ง” สิ่งนี้ส่งผลให้เขามีความชื่นชอบในการวาดรูป (พอๆ กับความชอบในขนมหวาน) ในภายหลัง เมื่อมีใครถามเขาว่าผลงานศิลปะชิ้นแรกที่เขาทำคืออะไร เขามักบอกว่าเป็นภาพที่เขาวาดเล่นในช่วงเวลานี้นี่เอง</p>
<p>พรสวรรค์ด้านการวาดภาพของเขาฉายแววจนไปเตะตาครูโรงเรียนประถม ทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้เข้าคอร์สศิลปะของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Carnegie สำหรับเด็กผู้มีพรสวรรค์ทางศิลปะ ในช่วงไฮสคูล แอนดรูว์ค้นพบความลุ่มหลงอีกอย่างนั่นคือภาพยนตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขาหลงใหลในดาราซูเปอร์สตาร์อย่าง Liz Taylor, Marilyn Monroe และเซเลบชื่อดังอีกหลายคน ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความหลงใหลเหล่านี้ลงในผลงานของเขาในเวลาต่อมา</p>
<p>ในปี 1945 แอนดรูว์เข้าเรียนการออกแบบพาณิชย์ศิลป์และประวัติศาสตร์ศิลปะที่สถาบัน Carnegie Institute of Technology ในพิตส์เบิร์ก ว่ากันว่าตอนที่อาจารย์ตั้งโจทย์ให้วาดภาพสิ่งที่โปรดปรานที่สุดด้วยประสบการณ์จากความยากไร้ในวัยเยาว์ วอร์ฮอลจึงวาดรูปธนบัตรดอลลาร์ส่งอาจารย์ไป จนในปี 1962 เขาก็สร้างผลงานในชุดธนบัตรดอลลาร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาโปรดปรานที่สุดขึ้นมาเป็นครั้งแรก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>3. นักวาดภาพประกอบ</h4>
<p>ในช่วงที่เรียนอยู่ เขากับเพื่อนสนิท Philip Pearlstein (ผู้กลายเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา) ออกเดินทางไปเที่ยวนิวยอร์กและนั่งรถประจำทางตระเวนเอาแฟ้มผลงานไปโชว์ให้บริษัทหลายแห่งทั่วนิวยอร์ก งานของแอนดรูว์บังเอิญไปเตะตาอาร์ตไดเรกเตอร์ของนิตยสารชื่อดังอย่าง <em>Glamour</em> จนทำให้เขาได้งานฟรีแลนซ์ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ งานแรกของเขาคือการวาดภาพรองเท้าลงนิตยสาร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4. นักออกแบบรองเท้า</h4>
<p>หลังจากเรียนจบในปี 1949 เขาย้ายไปนิวยอร์ก และทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบในนิตยสารชื่อดังอีกหลายเล่มอย่าง <em>Vogue, Harper&#8217;s Bazaar</em> และ <em>The New Yorker</em> เขายังเป็นนักออกแบบรองเท้าให้แบรนด์ชื่อดังอย่าง I. Miller ในเวลาเดียวกันเขาก็ยังทำงานศิลปะ และเคยมีงานแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA) ในปี 1956 ในช่วงนี้เองที่เขาเปลี่ยนนามสกุลจาก ‘วาร์โฮลา’ เป็น ‘วอร์ฮอล’ เพื่อให้คนจดจำได้ง่ายๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>5. จิตรกร</h4>
<p>ในช่วงยุค 60s วอร์ฮอลตัดสินใจหันเหเส้นทางจากการเป็นนักวาดภาพประกอบและคนทำงานออกแบบโฆษณา มาสู่การเป็นศิลปินอิสระเต็มตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากการได้ชมนิทรรศการของศิลปินอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่มาจัดแสดงในนิวยอร์ก ที่หยิบยกเอาเรื่องราวใกล้ตัวเช่นรูปการ์ตูน ใบปลิวโฆษณา โปสเตอร์ดารา ภาพถ่ายเก่าๆ มาทำเป็นงานศิลปะ (เขามารู้ทีหลังว่ามันเรียกว่าป๊อปอาร์ต) รวมถึงแรงบันดาลใจจากงานของศิลปินหัวก้าวหน้าในดวงใจของเขาอย่าง Marcel Duchamp</p>
<p>เขาเริ่มต้นหาแนวทางศิลปะของตัวเองด้วยการหยิบเอาภาพการ์ตูนอย่างซูเปอร์แมน, แบทแมน, ดิ๊คเทรซี, ป๊อปอาย และภาพการ์ตูนช่องสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ มาเป็นแบบวาดภาพแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก</p>
<p>หลังจากนั้นเขาก็หันมาหยิบเอาผลิตภัณฑ์สินค้าที่คนคุ้นตาและพบได้รอบตัวอย่างขวดโคคาโคล่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระป๋องซุปแคมป์เบลล์มาวาดลงบนผืนผ้าใบ เพราะนอกจากซุปกระป๋องแคมป์เบลล์จะเป็นอาหารโปรดที่เขากินเป็นอาหารกลางวันทุกวันเป็นเวลาเกือบ 20 ปี  ภาพกระป๋องซุปที่ถูกวางเรียงรายกันอย่างสวยงามบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตยังติดตาตรึงใจ ผลงานชุดนี้บังเอิญไปเตะตานักค้างานศิลปะและเจ้าของแกลเลอรีอย่าง Irving Blum จนต้องเอามาแสดงในหอศิลป์ของเขาในลอสแอนเจลิสในปี 1962 น่าเสียดายที่ในเวลานั้น ผลงานชุดนี้ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชมงานและบรรดานักวิจารณ์ศิลปะเท่าไหร่นัก คงเป็นเพราะคนเหล่านั้นอยากดูภาพวาดอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าที่จะมาดูรูปกระป๋องซุปธรรมดาๆ ที่เห็นอยู่ดาษดื่น</p>
<p>ในจำนวนคนดูเหล่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่สนใจซื้อภาพเขียนของวอร์ฮอลไปในราคาเพียงภาพละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จนกระทั่งวันสุดท้ายของการแสดงงาน เออร์วิง บลัม เจ้าของแกเลอรีก็ตัดสินใจซื้อภาพเขียนที่เหลือของวอร์ฮอลไว้เองทั้งหมดในราคาเหมาจ่ายเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการจ่ายแบบผ่อนส่งเดือนละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าอีกหลายปีต่อมาหลังจากที่แอนดี้ วอร์ฮอล เสียชีวิตไปแล้ว ภาพเขียนชุดกระป๋องซุปที่ไม่มีใครต้องการเหล่านี้จะกลายเป็นหนึ่งในภาพเขียนที่ถูกหมายปองมากที่สุดจากนักค้างานศิลปะ หอศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลกและมีราคาประมูลสูงกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ!</p>
<p><div id="attachment_104260" style="width: 548px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104260" class="wp-image-104260" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-13.jpg" alt="andy warhol" width="538" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-13.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-13-239x300.jpg 239w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-13-768x963.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-13-600x752.jpg 600w" sizes="(max-width: 538px) 100vw, 538px" /><p id="caption-attachment-104260" class="wp-caption-text">Campbell’s Soup Cans (1962) สีอะคริลิกบนผ้าใบ</p></div></p>
<p><div id="attachment_104261" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104261" class="wp-image-104261 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-13-1024x617.jpg" alt="andy warhol" width="1024" height="617" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-13-1024x617.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-13-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-13-768x463.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-13-600x362.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-104261" class="wp-caption-text">Campbell’s Soup Cans (1962) สีอะคริลิกบนผ้าใบ</p></div></p>
<h4></h4>
<h4>6. ศิลปินภาพพิมพ์</h4>
<p>หลังจากไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักกับภาพวาดชุดสินค้าโภคภัณฑ์ วอร์ฮอลก็หวนกลับไปหาเทคนิคที่เขาเคยเรียนรู้ในช่วงที่ทำงานออกแบบและงานโฆษณาอย่างเทคนิคการพิมพ์ซิลก์สกรีนที่สามารถผลิตผลงานได้คราวละมากๆ รวมถึงเทคนิค Blotted Line (การใช้กระดาษลอกลายคัดลอกลายเส้นจากภาพในนิตยสาร ใช้หมึกที่วาดตามลายเส้นในด้านตรงกันข้ามของกระดาษลอกลาย และถ่ายทอดภาพลายเส้นนั้นลงบนกระดาษอีกที) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาพัฒนาขึ้นจากภาพพิมพ์ขั้นพื้นฐานของเด็กๆ ด้วยเทคนิคนี้ วอร์ฮอลสามารถสร้างภาพแบบง่ายๆ ซ้ำๆ กันขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังช่วยลดทอนรูปทรงและรายละเอียดของภาพที่เขานำเสนอให้เหลือแต่ความเรียบง่ายและลักษณะที่คนจดจำได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถสร้างภาพซ้ำเหล่านั้นออกมาในสไตล์และสีสันต่างๆ อย่างไม่รู้จบ</p>
<p>ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน เขาสร้างผลงานชุดภาพพอร์เทรตของเหล่าเซเลบ ซูเปอร์สตาร์ ด้วยการหยิบเอาภาพถ่ายของเหล่าบรรดาเซเลบซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นอย่าง มาริลิน มอนโร, Elvis Presley, Elizabeth Taylor, Mick Jagger, James Dean, Jacqueline Kennedy ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาหลงใหลบูชา มาถ่ายทอดด้วยสีสันฉูดฉาดบาดตาแบบเดียวกับงานโฆษณา จนกลายเป็นที่นิยมในหมู่สาธารณชนอย่างมหาศาล เมื่อนั้น ชื่อเสียงของแอนดี้ วอร์ฮอล จึงเริ่มเจิดจรัสในวงการศิลปะในที่สุด ปัจจุบันภาพวาดเซเลบของวอร์ฮอลเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมป๊อปที่ถูกจดจำมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเซ็กซ์ซิมโบลอย่างมาริลิน มอนโร</p>
<p><div id="attachment_104262" style="width: 683px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104262" class="wp-image-104262" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14.jpg" alt="andy warhol" width="673" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14.jpg 728w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14-600x602.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-14-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 673px) 100vw, 673px" /><p id="caption-attachment-104262" class="wp-caption-text">Untiteld (1967) © The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc./ARS, NY and DACS, London 2014 ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน</p></div></p>
<p><div id="attachment_104263" style="width: 682px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104263" class="wp-image-104263" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-1019x1024.jpg" alt="andy warhol" width="672" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-1019x1024.jpg 1019w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-768x772.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-600x603.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 672px) 100vw, 672px" /><p id="caption-attachment-104263" class="wp-caption-text">Untitled from Marilyn Monroe 1967 © 2016 Andy Warhol Foundation for the Visual Arts / Artists Rights Society (ARS), New York ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน</p></div></p>
<p>ในปี 1963 วอร์ฮอลและ Gerard Malanga ผู้ช่วยคนสำคัญของเขา ย้ายสตูดิโอไปตั้งที่โรงงานเก่าแห่งหนึ่งในย่านมิดทาวน์ แมนฮัตตัน บนถนนสาย 47 ของนิวยอร์ก โดยตั้งชื่อว่า ‘The Factory’ และเกณฑ์กลุ่มคนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมสีสันมาร่วมกันผลิตผลงานไม่ว่าจะเป็นผลงานจิตรกรรม, ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน, ประติมากรรมจัดวางที่ส่งอิทธิพลต่อวงการศิลปะและศิลปินรุ่นหลังอย่างเหลือคณานับ</p>
<p>ที่โรงงานศิลปะแห่งนี้ วอร์ฮอลกลับมาทำผลงานชุดผลิตภัณฑ์โภคภัณฑ์อย่างซุปกระป๋องแคมป์เบลล์, โคคา โคล่า, แผ่นล้างจานบริลโล และพีชกระป๋องเดล มองเต้ อีกครั้งด้วยเทคนิคซิลก์สกรีนและสร้างงานประติมากรรมขึ้นจากซิลก์สกรีนบรรจุภัณฑ์เหล่านี้</p>
<p>ช่วงนี้เอง เขายังทำผลงานที่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้อย่างท่วมท้นอย่างภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนรูปดอกไม้อันเรียบง่าย สีสันฉูดฉาด ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนมากมายและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า</p>
<p><div id="attachment_104267" style="width: 516px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104267" class="wp-image-104267" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-13-768x1024.jpg" alt="andy warhol" width="506" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-13.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-13-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-13-600x800.jpg 600w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /><p id="caption-attachment-104267" class="wp-caption-text">The Souper Dress (1966-1967)</p></div></p>
<p><div id="attachment_104268" style="width: 574px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104268" class="size-full wp-image-104268" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-11.jpg" alt="" width="564" height="685" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-11.jpg 564w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-11-247x300.jpg 247w" sizes="(max-width: 564px) 100vw, 564px" /><p id="caption-attachment-104268" class="wp-caption-text">Brillo Box Dress (1964)</p></div></p>
<p><div id="attachment_104264" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104264" class="size-large wp-image-104264" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-104264" class="wp-caption-text">Flowers (1964-1970) ภาพพิมพ์ซิลสกรีน, ภาพจาก italianopopart.tumblr.com</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>7. ป๋าดันวง The Velvet Underground</h4>
<p>วอร์ฮอลยังสร้างสรรค์ผลงานด้านอื่นอย่างหลากหลาย เขาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงดนตรี The Velvet Underground ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้วงดนตรีรุ่นใหม่มาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>ปกอัลบั้มชุดแรกของวงที่เขาออกแบบเป็นรูปกล้วยหอมสีเหลืองอันเรียบง่ายบนปกแผ่นเสียงสีขาวสะอาดตา ที่พิเศษก็คือรูปกล้วยที่ว่านี้แท้จริงแล้วเป็นสติกเกอร์ที่สามารถลอกออกได้ เมื่อแฟนเพลงซื้อแผ่นเสียงไปแล้วลอกสติกเกอร์รูปกล้วยสีเหลืองออกก็จะพบเนื้อกล้วยสีชมพูสดใสอยู่ข้างใต้ (ที่ดูแล้วเหมือนอะไรก็คงไม่ต้องบอกให้เสียเวลา) นัยทางเพศโจ๋งครึ่มบนปกอัลบั้มของวอร์ฮอลนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ The Velvet Underground ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน</p>
<p>นอกจากนั้น กล้วยยังเป็นสิ่งของธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้รอบๆ ตัวทั่วไปและเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่แพร่หลายในชีวิตประจำวันของคนอเมริกัน แสดงออกถึงวัฒนธรรมบริโภคนิยมอันเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นในผลงานของวอร์ฮอลตลอดมา</p>
<p><div id="attachment_104265" style="width: 694px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104265" class="wp-image-104265" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-1024x1011.jpg" alt="" width="684" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-1024x1011.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-300x296.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-768x758.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-600x593.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /><p id="caption-attachment-104265" class="wp-caption-text">ปกอัลบั้ม The Velvet Underground &amp; Nico</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>8. ผู้จัดคอนเสิร์ต</h4>
<p>วอร์ฮอลยังคิดค้นการแสดงในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า ‘Exploding Plastic Inevitable’ (EPI) ที่ผนวกการแสดงดนตรีสด แสง สี เสียง ร่วมกับการฉายหนังของเขาบนเวทีซึ่งได้กลายเป็นรากฐานของการแสดงสดแบบมัลติมีเดียในเวลาต่อมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>9. ผู้กำกับหนังทดลอง</h4>
<p>ในช่วงนี้เองที่เขาหันมาหลงใหลการทำภาพยนตร์ จนถึงกับเคยประกาศว่าจะหยุดทำงานศิลปะ และหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการทำภาพยนตร์อย่างเดียว วอร์ฮอลทำหนังออกมานับร้อยเรื่อง โดยมีเหล่าเพื่อนๆ ที่เขาอุปโลกน์ให้เป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’ มาร่วมเล่นในหนังสารคดีขนาดสั้นสุดพิลึกพิลั่นที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการถ่ายภาพเพื่อนๆ เหล่านั้นในอิริยาบถต่างๆ ทั้ง กิน นอน ไปจนถึงประกอบกิจทางเพศ รวมถึงภาพยนตร์ขนาดยาวด้วย</p>
<p>ในช่วงที่ผู้คนมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนเข้ามาในโรงงานศิลปะของเขา ทั้งเหล่าบรรดาเพื่อนฝูงผู้มีชื่อเสียงทั้งนักดนตรีอย่าง Bob Dylan, Jim Morrison ศิลปินตัวพ่ออย่างมาร์แซล ดูชองป์ และ Salvador Dalí และเหล่าดาราฮอลลีวูดรวมถึงหนุ่มสาวหน้าใหม่ผู้แสวงหาชื่อเสียงและโอกาสและบรรดาขาปาร์ตี้และขี้ยาทั้งหลาย วอร์ฮอลใช้กล้องถ่ายหนังบันทึกภาพของผู้คนเหล่านี้เอาไว้แทบทุกคน</p>
<p>เขายังเป็นป๋าดันให้กับคนทำหนังโนเนมอย่าง Paul Morrissey ที่สร้างผลงานหนังประหลาดๆ ออกมา ซึ่งกลายเป็นต้นธารให้กับภาพยนตร์อันเดอร์กราวนด์และภาพยนตร์ทดลองในปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>10. คนทำนิตยสาร</h4>
<p>วอร์ฮอลยังเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารที่บุกเบิกนิตยสารแนวไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่าง <em>Andy Warhol’s Interview</em> ที่มีจุดเด่นในการลงบทสัมภาษณ์ของเหล่าเซเลบซูเปอร์สตาร์โดยไม่มีการเรียบเรียงหรือตัดต่อเลยแม้แต่น้อย (ปัจจุบันนิตยสารยังคงตีพิมพ์ในชื่อ <em>Interview</em>) เขายังมีรายการทีวีเป็นของตัวเอง และสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ศิลปินรุ่นน้องที่เขาปลุกปั้นกับมืออย่าง Jean-Michel Basquiat ก็กลายเป็นศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ในวงการศิลปะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>11. แฟชั่นไอคอน</h4>
<p>นอกจากเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการศิลปะ วอร์ฮอลยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น ผลงานของเขามีความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานโฆษณาในยุค 50s ให้กับดีไซเนอร์ระดับตำนานและเพื่อนสนิท Halston เขายังเป็นคนที่แต่งตัวได้อย่างเปี่ยมสไตล์และเป็นผู้นำเทรนด์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผมสีแพลตตินัมบลอนด์, เสื้อยืดลายทางแถบกว้าง, แว่นตาแฟชั่นกรอบใส, แจ็กเก็ตสองชั้น, แจ็กเก็ตซาฟารี, แจ็กเก็ตหนังแกะ, การแต่งชุดดำล้วน และบอดี้เพนต์ ซึ่งกลายเป็นสไตล์การแต่งตัวอันอมตะไร้กาลเวลา</p>
<p>นอกจากตัวเขาจะเป็นแฟชั่นไอคอนเองแล้ว เขายังเคยทำงานแฟชั่นอย่างชุดเดรสลายพิมพ์ซิลก์สกรีนรูปกระป๋องซุปแคมป์เบลล์และกล่องบริลโลซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาด้วย วอร์ฮอลยังเคยเอาภาพของ Yves Saint Laurent พระเจ้าแห่งวงการแฟชั่นในวัยหนุ่มมาทำเป็นงานภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนในสไตล์ป๊อปอาร์ต ภาพนี้เองก็กลายเป็นสัญลักษณ์และภาพจำของดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ตลอดมา</p>
<p><div id="attachment_104269" style="width: 681px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104269" class="wp-image-104269" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12.jpg" alt="" width="671" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12-298x300.jpg 298w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12-600x604.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-12-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /><p id="caption-attachment-104269" class="wp-caption-text">The Portrait of Yves Saint Laurent ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><del>12. นักบรรยาย</del></h4>
<p>ด้วยความที่แอนดี้ วอร์ฮอล เป็นศิลปินที่ค่อนข้างเก็บตัว และไม่ค่อยให้สัมภาษณ์หรือออกบรรยายต่อหน้าสาธารณชนเท่าไหร่ นักสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ที่ไปสัมภาษณ์เขาก็มักจะได้รับคำตอบจากเขาแบบถามคำตอบคำ เยสๆ โนๆ หรือแม้แต่เวลาที่เขาต้องไปบรรยายที่ไหน เขาก็มักจะเอาแต่ยืนอมพะนำ  ไม่พูดไม่จา ปล่อยให้เพื่อนๆ ที่มาด้วยพูดเสียเป็นส่วนใหญ่</p>
<p>วันหนึ่งในปี 1967 เขาได้พบกับ Allen Midgette อดีตนักแสดงในหนังของ Bernardo Bertolucci และ Pier Paolo Pasolini วอร์ฮอลและเพื่อนๆ จึงจ้างวานให้มิดเจตต์แต่งตัวสวมรอยเป็นตัวเขาเพื่อเดินสายขึ้นเวทีบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วอเมริกา ซึ่งมิดเจตต์ก็สวมบทบาทได้อย่างคล่องแคล่วจนผู้ฟังทุกคนให้การต้อนรับอย่างดี โดยไม่มีใครสงสัยเลยว่าตานี่คือแอนดี้ วอร์ฮอล ตัวปลอม</p>
<p>แต่ในที่สุด ในระหว่างการบรรยายในมหาวิทยาลัยยูทาห์และโอเรกอน ความลับก็ดันเกิดแตกขึ้นมา เพราะมีผู้ชมบางคนเกิดความสงสัยในความคล่องเกินไปของผู้บรรยายและสืบรู้ความจริงในภายหลังจากการเปรียบเทียบด้วยรูปถ่าย จนนำไปสู่การเปิดโปงและขอค่าบรรยายคืนในที่สุด วอร์ฮอลแก้ตัวว่าที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะเขาพูดไม่ค่อยเก่ง และไม่มีอะไรจะพูด เลยส่งคนที่มีเรื่องอยากพูดเยอะแยะไปแทน ซึ่งมิดเจตต์ก็เป็นคนแบบที่ทุกคนคาดหวังจะได้เจอและชอบฟังเขาพูดไม่ใช่หรือ</p>
<p><div id="attachment_104266" style="width: 610px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104266" class="size-full wp-image-104266" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-11.jpg" alt="" width="600" height="619" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-11.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-11-291x300.jpg 291w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-11-24x24.jpg 24w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><p id="caption-attachment-104266" class="wp-caption-text">แอนดี้ วอร์ฮอล ตัวปลอม (อัลเลน มิดเจตต์)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>13. ผู้รอดชีวิต</h4>
<p>ในปี 1968 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อแอนดี้ วอร์ฮอล ถูกบุกเข้ากระหน่ำยิงโดย Valerie Solanas หญิงสาวที่เคยเป็นผู้ร่วมงานในหนังหลายเรื่องของเขา โดยเธอสารภาพหลังจากมอบตัวว่าทำไปเพราะต้องการแก้แค้นวอร์ฮอลที่ลดคุณค่าของผู้หญิงในหนังของเขา (ดูรายละเอียดได้ในหนังเรื่อง <i>I Shot Andy Warhol</i>, 1995) โชคยังดีที่เขายังรอดชีวิตมาได้ หลังจากถูกยิง วอร์ฮอลเพิ่มความระมัดระวังในสตูดิโออย่างมาก เขาติดกล้องนิรภัยทั่วสตูดิโอแห่งใหม่และไม่อนุญาตให้ใครแวะเวียนเข้า-ออกได้อย่างอิสระอีกต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>14. ศิลปินแอ็บสแตรกท์</h4>
<p>ในช่วงปลายยุค 1970 วอร์ฮอลหันมาทดลองทำงานจิตรกรรมนามธรรมในผลงานชุด Oxidation ที่ทำขึ้นด้วยการปูผืนผ้าใบเคลือบสีทองแดงลงบนพื้นสตูดิโอและเชิญชวนให้ผู้ช่วยและผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนสตูดิโอของเขาปัสสาวะรด กรดยูริกในฉี่จะทำปฏิกิริยากับโลหะที่อยู่ในสีทองแดงที่เคลือบไว้จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นสีสันและร่องรอยแบบนามธรรมอันแปลกตาขึ้นมา</p>
<p><div id="attachment_104270" style="width: 910px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104270" class="size-full wp-image-104270" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-13.jpg" alt="" width="900" height="550" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-13.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-13-300x183.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-13-768x469.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-13-600x367.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><p id="caption-attachment-104270" class="wp-caption-text">Oxidation (1977–1978) © The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc., NY, ภาพโดย Phillips/Schwab, ภาพจาก artspace.com</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>15. นักจัดปาร์ตี้เคร่งศาสนา</h4>
<p>ถึงแม้วอร์ฮอลจะเป็นศิลปินชื่อเสียงโด่งดัง และใช้ชีวิตรายล้อมด้วยเหล่าบรรดาเซเลบ (และวอนนาบีเซเลบ) ที่เวียนว่ายวกวนอยู่กับชื่อเสียง แฟชั่น ปาร์ตี้ และยาเสพติด แต่ตัวตนที่แท้จริงของเขากลับเป็นคนสมถะ เรียบง่าย เขาอาศัยอยู่กับแม่ของเขาตลอดชีวิต และเป็นคนที่ศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง ตลอดชีวิต เขาสวดภาวนาทุกวันในโบสถ์ และมักจะทำการกุศลกับคนไร้บ้านในนิวยอร์กเป็นประจำ</p>
<p>ช่วงบั้นปลายของชีวิต ในยุค 80s วอร์ฮอลหันมาทำงานในเชิงศาสนา ด้วยการหยิบเอาภาพวาดทางศาสนาของจิตรกรชั้นครูยุคโบราณอย่าง Leonardo da Vinci และ Raphael มาทำเป็นงานภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนในสไตล์ป๊อปอาร์ต แต่ถึงกระนั้นวอร์ฮอลก็ยังคงความยียวนไม่เว้นวาย เมื่อนักข่าวถามเขาว่า เหตุผลที่เขาหยิบภาพวาด The Last Supper ของ ดา วินชี มาทำนั้นเป็นเพราะเขาซาบซึ้งกับวัฒนธรรมอิตาลีหรือ? วอร์ฮอลตอบว่า “โอ วัฒนธรรมอิตาลีเหรอ ผมรู้จักแค่สปาเก็ตตีน่ะ แต่มันก็วิเศษจริงๆ นะ!”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>16. เจ้าพ่อป๊อปอาร์ตผู้เป็นตำนาน</h4>
<p>ถึงแม้จะมีร่างกายทรุดโทรมจากอาการป่วยและการบาดเจ็บเรื้อรังจากการถูกยิง แต่วอร์ฮอลก็ยังคงหักโหมทำงานหนักราวกับเป็นเครื่องจักร จนกระทั่งในปี 1987 หลังจากทุกข์ทรมานด้วยอาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัดถุงน้ำดี แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เสียชีวิตอย่างไม่คาดฝัน ในวัย 58 ปี ร่างของเขาถูกฝังเคียงข้างหลุมศพแม่ของเขาในบ้านเกิดที่พิตส์เบิร์ก เหลือทิ้งไว้แต่เพียงผลงานศิลปะและงานสร้างสรรค์จำนวนนับไม่ถ้วน และแรงบันดาลใจมากมายที่ส่งผ่านไปยังศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์รุ่นหลังในแทบจะทุกวงการ จนกล่าวได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคหลังศตวรรษที่ 20</p>
<hr />
<p>ใครอยากดูผลงานที่กล่าวมาด้านบน สามารถตามไปดูผลงานชิ้นออริจินัลได้แบบไม่ต้องถ่อไปดูถึงต่างประเทศให้เสียเวลาและค่าตั๋วเครื่องบินในนิทรรศการ ANDY WARHOL: POP ART ที่ขนงานของเจ้าพ่อป๊อปอาร์ตมาแสดงกว่า 128 ชิ้น ทั้งภาพถ่ายบุคคล, ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนรูปเซเลบและซูเปอร์สตาร์อันลือลั่น, ผลงานซุปกระป๋องแคมป์เบลล์และสินค้าโภคภัณฑ์สไตล์ป๊อปอันโด่งดัง, ปกนิตยสารและปกแผ่นเสียงของแท้ในตำนาน</p>
<p>นิทรรศการ ANDY WARHOL: POP ART เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม &#8211; 24 พฤศจิกายน 2563 ณ RCB Galleria ชั้น 2 River City Bangkok ซื้อบัตร early bird ราคาพิเศษได้ถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผ่าน <a href="http://ticketmelon.com/rivercitybangkok/andywarhol" target="_blank" rel="noopener">ticketmelon.com/rivercitybangkok/andywarhol</a></p>
<hr />
<p>อ้างอิง</p>
<p>หนังสือ ANDY WARHOL โดย Isabel Kuhl</p>
<p>หนังสือ Secret Lives of Great Artists โดย Elizabeth Lunday</p>
<p><a href="https://www.theartstory.org/artist/warhol-andy/" target="_blank" rel="noopener">theartstory.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/16-roles-of-andy-warhol/">เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต ป๋าดันวงอินดี้ และนักจัดปาร์ตี้ผู้ไม่พี้ยา 16 บทบาทของแอนดี้ วอร์ฮอล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Van Gogh. Life and Art เรื่องเล่าชีวิตปวดร้าวในงานศิลปะสีสดใสของวินเซนต์ แวน โกะห์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/van-gogh-life-and-art/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2020 20:39:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วโมงศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100750</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ มีนิทรรศการศิลปะแนวใหม่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาจัดแสดงให้ชมกันในกรุงเทพฯ นิทรรศการนี้มีชื่อว่า ‘Van Gogh. Life and Art’ ที่ปลุกชีพผลงานชิ้นเอกและเรื่องราวของหนึ่งในศิลปินผู้อาภัพที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกศิลปะให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยสื่อมัลติมีเดียอันทันสมัย&#160; ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า Vincent van Gogh แวน โกะห์ เป็นจิตรกรชาวดัตช์ยุคโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสม์ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการศิลปะสมัยใหม่ในโลกตะวันตก ตลอดชีวิตการทำงานเขาดิ้นรนถ่ายทอดสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณลงในผลงานอย่างเต็มเปี่ยมผ่านสีสันสว่างเจิดจ้า มีชีวิตชีวา ฝีแปรงหนักหน่วงเต็มไปด้วยจังหวะจะโคนจากการใช้เทคนิค Impasto หรือการใช้สีหนาหนักป้ายลงไปบนผืนผ้าใบจนเห็นเป็นรอยฝีแปรงหรือรอยเกรียงปาดสีหนานูนแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในมากกว่าจะนำเสนอความเหมือนจริงอย่างที่ตาเห็น สไตล์การทำงานอันแปลกประหลาด รุนแรง ทรงพลัง และสีสันที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน ส่งอิทธิพลต่อศิลปินและกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะอย่างมากมายนับไม่ถ้วนนับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 20 จวบจนถึงปัจจุบัน แม้ยุคนี้โลกจะชื่นชมแวน โกะห์ ในฐานะศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นมีนิทรรศการที่สดุดีเขาจำนวนมาก แต่ในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตสังคมกลับจดจำจิตรกรผู้มีสีแดงเพลิงคนนี้ว่าเป็น ‘ศิลปินบ้าคลั่งผู้ตัดหูตัวเอง’ แถมยังมองว่าผลงานของเขาเป็นผลพวงมาจากความบิดเบี้ยวทางจิตใจ และเพื่อการดูนิทรรศการ Van Gogh. Life and Art อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต่อจากนี้คือเรื่องราวและงานศิลปะของศิลปินผู้ไม่เคยได้รับความรักตอนมีชีวิต แต่กลับสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกในทุกวันนี้ &#160; Life and Art of Van Gogh Vincent Willem [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/van-gogh-life-and-art/">Van Gogh. Life and Art เรื่องเล่าชีวิตปวดร้าวในงานศิลปะสีสดใสของวินเซนต์ แวน โกะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ มีนิทรรศการศิลปะแนวใหม่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาจัดแสดงให้ชมกันในกรุงเทพฯ นิทรรศการนี้มีชื่อว่า ‘Van Gogh. Life and Art’ ที่ปลุกชีพผลงานชิ้นเอกและเรื่องราวของหนึ่งในศิลปินผู้อาภัพที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกศิลปะให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยสื่อมัลติมีเดียอันทันสมัย&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า Vincent van Gogh</span></p>
<p><div id="attachment_100752" style="width: 572px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100752" class="size-full wp-image-100752" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/self-e1592575958196.jpg" alt="" width="562" height="675"><p id="caption-attachment-100752" class="wp-caption-text">whatsrightintheworldtoday.wordpress.com</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แวน โกะห์ เป็นจิตรกรชาวดัตช์ยุคโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสม์ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการศิลปะสมัยใหม่ในโลกตะวันตก ตลอดชีวิตการทำงานเขาดิ้นรนถ่ายทอดสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณลงในผลงานอย่างเต็มเปี่ยมผ่านสีสันสว่างเจิดจ้า มีชีวิตชีวา ฝีแปรงหนักหน่วงเต็มไปด้วยจังหวะจะโคนจากการใช้เทคนิค Impasto หรือการใช้สีหนาหนักป้ายลงไปบนผืนผ้าใบจนเห็นเป็นรอยฝีแปรงหรือรอยเกรียงปาดสีหนานูนแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในมากกว่าจะนำเสนอความเหมือนจริงอย่างที่ตาเห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สไตล์การทำงานอันแปลกประหลาด รุนแรง ทรงพลัง และสีสันที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน ส่งอิทธิพลต่อศิลปินและกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะอย่างมากมายนับไม่ถ้วนนับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 20 จวบจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-100844" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC_5288-e1592628888453.jpg" alt="" width="1200" height="800"></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100845 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC_4847-e1592628923428.jpg" alt="" width="1200" height="800"></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-100846" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/DSC_4161-e1592628975696.jpg" alt="" width="1200" height="800"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ยุคนี้โลกจะชื่นชมแวน โกะห์ ในฐานะศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นมีนิทรรศการที่สดุดีเขาจำนวนมาก แต่ในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตสังคมกลับจดจำจิตรกรผู้มีสีแดงเพลิงคนนี้ว่าเป็น ‘ศิลปินบ้าคลั่งผู้ตัดหูตัวเอง’ แถมยังมองว่าผลงานของเขาเป็นผลพวงมาจากความบิดเบี้ยวทางจิตใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพื่อการดูนิทรรศการ Van Gogh. Life and Art อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต่อจากนี้คือเรื่องราวและงานศิลปะของศิลปินผู้ไม่เคยได้รับความรักตอนมีชีวิต แต่กลับสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกในทุกวันนี้</span></p>
<p><div id="attachment_100754" style="width: 552px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100754" class="size-full wp-image-100754" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/DT1502_cropped2-e1592576059618.jpg" alt="" width="542" height="675"><p id="caption-attachment-100754" class="wp-caption-text">metmuseum.org</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>Life and Art of Van Gogh</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Vincent Willem van Gogh (ภาษาดัตช์ออกเสียงว่า ‘ฟัน โคค’) เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองบราบันต์ ตำบลซันเดิร์ต ประเทศเนเธอร์แลนด์ในครอบครัวของบาทหลวง สมัยเด็กเขามีบุค</span>ลิกขี้อาย อ่อนไหว เงอะงะ และเก็บตัว เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาเริ่มต้นอาชีพการงานด้วยการเป็นลูกจ้างในแกลเลอรีค้างานศิลปะของคุณลุง แต่ด้วยความซื่อและเถรตรง เขาจึงเบื่อหน่ายเมื่อแกลเลอรีมักจะเอางานชั้นเลวมาหลอกขายให้ลูกค้าที่ไม่รู้จักงานศิลปะ หลายต่อหลายครั้งเขาถึงกับบอกให้ลูกค้าไม่ซื้อภาพวาดเหล่านั้นจนทำให้ถูกไล่ออกจากงานในที่สุด</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้น เขาหันไปศึกษาศาสนาอย่างจริงจังและย้ายไปอาศัยใน</span><span style="font-weight: 400;">เหมืองถ่านหิน</span><span style="font-weight: 400;">ในเมืองกันดารเพื่อเทศนาสั่งสอนช่วยเหลือคนทุกข์ยากในเหมืองโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยความตั้งใจใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเทศน์ แต่ก็ประสบความล้มเหลว ในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มสเกตซ์และวาดภาพคนในเหมืองเอาไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากกลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ แวน โกะห์ หวนกลับมาวาดรูปอีกครั้ง เริ่มต้นจากการวาดภาพคนและทิวทัศน์ด้วยการศึกษาเทคนิคการวาดภาพจากหนังสือกายวิภาคและทัศนียภาพ รวมถึงหนังสือศิลปะต่างๆ เขาวาดภาพชาวนาและทิวทัศน์ในละแวกบ้านด้วยปากกาและสีน้ำ ในช่วงแรกเขาได้แรงบันดาลใจจากศิลปินชั้นครูอย่าง Jean-François Millet, Honoré Daumie และ Rembrandt ซึ่งว่ากันว่าการเซ็นชื่อศิลปินด้วยชื่อต้นอย่าง Vincent แทนที่จะเป็นชื่อสกุลก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเรมบรันดต์นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงปี 1881 เขาได้เข้าเรียนศิลปะกับ Anton Mauve จิตรกรเหมือนจริงชั้นครูแห่งสถาบัน Hague School ในกรุงเฮกที่ไม่เพียงสอนพื้นฐานการวาดภาพ การใช้สีน้ำและสีน้ำมัน หากแต่ยังขยายขอบเขตพื้นฐานการแสดงออกในฐานะศิลปินให้เขาด้วย ในช่วงนี้เองที่เขาวาดภาพหุ่นนิ่งรูปกะหล่ำปลีและรองเท้าไม้ หรือ Still Life with Cabbage and Clogs (1881) ด้วยการใช้สีเอิร์ธโทนมืดหม่นสไตล์ดัตช์ ผสมผสานกับการใช้แสงสว่างสดใสซึ่งกลายเป็นสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาในภายหลัง&nbsp;</span></p>
<p><div id="attachment_100760" style="width: 810px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100760" class="size-full wp-image-100760" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0137V1962-800.jpg" alt="" width="800" height="492" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0137V1962-800.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0137V1962-800-300x185.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0137V1962-800-768x472.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0137V1962-800-600x369.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><p id="caption-attachment-100760" class="wp-caption-text">Still Life with Cabbage and Clogs (1881) / commons.wikimedia.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 1882 เขาวาดภาพทิวทัศน์สีน้ำมันภาพแรกๆ ของตัวเองอย่าง View of the Sea at Scheveningen (1882) นำเสนอทิวทัศน์ท้องทะเลใกล้กับกรุงเฮกในรูปแบบเหมือนจริงผสมกับการใช้ฝีแปรงอันหนาหนักแบบ Impasto ซึ่งคล้ายคลึงกับงานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ที่กำลังเฟื่องฟูในยุคนั้น นอกจากนี้เขายังได้รับการว่าจ้างให้วาดภาพลายเส้นทิวทัศน์เมืองของกรุงเฮกจากลุงของเขาอีกด้วย</span></p>
<p><div id="attachment_100761" style="width: 1930px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100761" class="size-full wp-image-100761" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Zeegezicht_bij_Scheveningen_-_s0416M1990_-_Van_Gogh_Museum.jpg" alt="" width="1920" height="1328" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Zeegezicht_bij_Scheveningen_-_s0416M1990_-_Van_Gogh_Museum.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Zeegezicht_bij_Scheveningen_-_s0416M1990_-_Van_Gogh_Museum-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Zeegezicht_bij_Scheveningen_-_s0416M1990_-_Van_Gogh_Museum-768x531.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Zeegezicht_bij_Scheveningen_-_s0416M1990_-_Van_Gogh_Museum-1024x708.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Zeegezicht_bij_Scheveningen_-_s0416M1990_-_Van_Gogh_Museum-600x415.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /><p id="caption-attachment-100761" class="wp-caption-text">View of the Sea at Scheveningen (1882) / en.wikipedia.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1883 เขาวาดภาพ Bulb Fields (1883) ภาพทิวทัศน์ทุ่งดอกไม้สีขาว น้ำเงิน ชมพู และเฉดสีทองของผืนดิน กับเนินเขาสุดลูกหูลูกตาและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆขาวโพลน ซึ่งการใช้แสงสีอันสดใสในภาพนี้นี่แหละที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในการทำงานของเขาในภายหลัง</span></p>
<p><div id="attachment_100759" style="width: 1010px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100759" class="size-full wp-image-100759" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1.jpg" alt="" width="1000" height="666" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/71IGS9HLzZL._AC_SL1000_-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><p id="caption-attachment-100759" class="wp-caption-text">Bulb Fields (1883) / amazon.com</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงอย่างนั้น ชีวิตของแวน โกะห์ กลับไม่สดใสอย่างภาพเพราะหลังจากนั้นเขาประสบกับมรสุมชีวิต ทั้งจากการเสียชีวิตของพ่อและความผิดหวังในความรัก ปลายปี 1883-1885 แวน โกะห์ ใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านทางเหนือของเมืองนูนเอิน และมุ่งเน้นบันทึกภาพชีวิตของชาวไร่ ชาวนา และช่างทอผ้า ในช่วงนี้นี่เองที่เขาวาด The Potato Eaters (1885) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวชาวนาล้อมวงกินอาหารมื้อค่ำอย่างสมถะ แสดงให้เห็นแสงเงาอันจัดจ้านที่เขาได้รับอิทธิพลมาจากเรมบรันดต์&nbsp;</span></p>
<p><div id="attachment_100758" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100758" class="wp-image-100758" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Van-willem-vincent-gogh-die-kartoffelesser-03850.jpg" alt="" width="675" height="480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Van-willem-vincent-gogh-die-kartoffelesser-03850.jpg 3543w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Van-willem-vincent-gogh-die-kartoffelesser-03850-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Van-willem-vincent-gogh-die-kartoffelesser-03850-768x546.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Van-willem-vincent-gogh-die-kartoffelesser-03850-1024x727.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Van-willem-vincent-gogh-die-kartoffelesser-03850-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-100758" class="wp-caption-text">The Potato Eaters (1885) / commons.wikimedia.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพนี้นับเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของเขาเลยก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงปี 1886 แวน โกะห์ เข้าเรียนในสถาบัน Antwerp Academy เป็นช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่อาศัยในปารีสกับ Theo น้องชายของเขาซึ่งเป็นนายหน้าค้างานศิลปะผู้มีชื่อเสียง ที่นั่น ธีโอแนะนำให้เขารู้จักกับผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ชื่อดังในยุคนั้นอย่าง Claude Monet, Pierre-Auguste Renoir และ Georges Seurat ซึ่งส่งอิทธิพลต่อการทำงานของเขาอย่างมาก แวน โกะห์ ได้ทำความรู้จักและสนิทสนมกับศิลปินหนุ่มอีกคนอย่าง Paul Gauguin ในช่วงเวลาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงปี 1887 แวน โกะห์ เริ่มทดลองใช้เทคนิคการแต้มจุดสี (pointillist) ที่ได้รับอิทธิพลจากเซอราในการวาดใบหน้าของตัวเองหลายภาพ อาทิ ภาพ Self-Portrait with Grey Felt Hat (1887) ที่ใช้ปื้นสีเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนผสานตัวกันเป็นรูปเป็นร่างเมื่อมองในระยะไกล และเพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกของความเคลื่อนไหวแห่งสีสันในภาพ</span></p>
<p><div id="attachment_100762" style="width: 577px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100762" class="wp-image-100762" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/self-portrait-with-grey-felt-hat.jpg" alt="" width="567" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/self-portrait-with-grey-felt-hat.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/self-portrait-with-grey-felt-hat-252x300.jpg 252w" sizes="(max-width: 567px) 100vw, 567px" /><p id="caption-attachment-100762" class="wp-caption-text">Self-Portrait with Grey Felt Hat (1887) / vincentvangogh.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงนั้นเองที่แวน โกะห์ เริ่มสนใจงานศิลปะญี่ปุ่นที่เรียกว่า Ukiyo-e อันเต็มไปด้วยสีสันสดใสฉูดฉาดบาดตา เขาและศิลปินในยุคสมัยนั้นอย่าง โมเนต์ และ Edgar Degas ต่างสะสมภาพเหล่านี้และได้รับอิทธิพลของการใช้องค์ประกอบและสีสันมากันถ้วนหน้า เป็นส่วนหนึ่งของกระแสความนิยมที่เรียกขานว่า Japonisme นั่นเอง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยอิทธิพลนี้ แวน โกะห์ คัดลอกและดัดแปลงภาพนางโลมของศิลปินอุกิโยเอะชาวญี่ปุ่น Keisai Eisen ออกมาเป็นแบบฉบับของเขาเองในภาพ Courtesan after Eisen (1887) แต่เปลี่ยนฉากหลังจากดอกซากุระในภาพต้นฉบับให้เป็นดอกบัวในสระแทน</span></p>
<p><div id="attachment_100763" style="width: 412px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100763" class="wp-image-100763" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/201-Japonaiserie-Oiran-after-Kesai-Eisen-Also-known-as-The-Courtesan.jpg" alt="" width="402" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/201-Japonaiserie-Oiran-after-Kesai-Eisen-Also-known-as-The-Courtesan.jpg 1409w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/201-Japonaiserie-Oiran-after-Kesai-Eisen-Also-known-as-The-Courtesan-179x300.jpg 179w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/201-Japonaiserie-Oiran-after-Kesai-Eisen-Also-known-as-The-Courtesan-768x1291.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/201-Japonaiserie-Oiran-after-Kesai-Eisen-Also-known-as-The-Courtesan-609x1024.jpg 609w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/201-Japonaiserie-Oiran-after-Kesai-Eisen-Also-known-as-The-Courtesan-600x1008.jpg 600w" sizes="(max-width: 402px) 100vw, 402px" /><p id="caption-attachment-100763" class="wp-caption-text">Courtesan after Eisen (1887) / art-vangogh.com</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 1888 แวน โกะห์ ย้ายออกจากบ้านของธีโอในปารีสไปอยู่ในเมืองอาร์ลส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยไปเช่าบ้านที่มีชื่อเรียกว่า ‘บ้านสีเหลือง’ และวาดภาพทิวทัศน์ท้องทุ่งดอกไม้ ท้องทะเล ทิวทัศน์เมือง และบุคคล ไม่ว่าจะเป็นภาพ The Yellow House (The street) (1888), The Bedroom (1888) และผลงานที่เพิ่งถูกค้นพบล่าสุดเมื่อปี 2013 อย่าง Sunset at Montmajour (1888)&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่นี่ เขายังทำงานต่อเนื่องจากช่วงที่อยู่กับน้องชายที่ปารีส เป็นชุดภาพวาดดอกทานตะวันดอกใหญ่สีเหลืองอร่ามท่ามกลางฉากหลากสไตล์&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ภาพอันสดใสชุดนี้กลายเป็นที่รักของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักวิจารณ์ และคนรักศิลปะทั่วโลกจากการใช้ค่าสีเหลืองหลากหลายเฉดกับฝีแปรงหนาหนักจนกลีบและเกสรดอกไม้มีความนูนดูเป็นสามมิติ ผสมผสานความเรียบง่ายซื่อตรงเข้ากับรายละเอียดอันรุ่มรวยเปี่ยมอารมณ์ ตามแบบฉบับเฉพาะตัว</span></p>
<p><div id="attachment_100764" style="width: 1930px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100764" class="wp-image-100764 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/107-Vincent-s-House-in-Arles-The-Yellow-House.jpg" alt="" width="1920" height="1489" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/107-Vincent-s-House-in-Arles-The-Yellow-House.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/107-Vincent-s-House-in-Arles-The-Yellow-House-300x233.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/107-Vincent-s-House-in-Arles-The-Yellow-House-768x596.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/107-Vincent-s-House-in-Arles-The-Yellow-House-1024x794.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/107-Vincent-s-House-in-Arles-The-Yellow-House-600x465.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /><p id="caption-attachment-100764" class="wp-caption-text">The Yellow House (The street) (1888) / art-vangogh.com</p></div></p>
<p><div id="attachment_100765" style="width: 810px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100765" class="size-full wp-image-100765" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0047V1962-800.jpg" alt="" width="800" height="632" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0047V1962-800.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0047V1962-800-300x237.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0047V1962-800-768x607.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/vangoghmuseum-s0047V1962-800-600x474.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><p id="caption-attachment-100765" class="wp-caption-text">The Bedroom (1888) / vangoghmuseum.nl</p></div></p>
<p><div id="attachment_100767" style="width: 525px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100767" class="wp-image-100767" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/914px-Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458.jpg" alt="" width="515" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/914px-Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458.jpg 914w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/914px-Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-229x300.jpg 229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/914px-Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-768x1007.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/914px-Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-781x1024.jpg 781w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/914px-Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-600x786.jpg 600w" sizes="(max-width: 515px) 100vw, 515px" /><p id="caption-attachment-100767" class="wp-caption-text">Sunflower / en.wikipedia.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบ้านสีเหลืองแห่งนี้เอง แวน โกะห์ ตระเตรียมห้องหับเพื่อต้อนรับเพื่อนศิลปินอย่างโกแกงที่วางแผนมาเยี่ยมเยือนเขาในอาร์ลส์ แต่ถึงแม้แวน โกะห์ จะวาดหวังไว้อย่างสวยงามว่าทั้งคู่จะได้ร่วมกันทำงานและสร้างชุมชนศิลปะขึ้นในบ้านแห่งนี้ความฝันของเขากลับพังทลายอย่างไม่เป็นท่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเพราะแม้ทั้งคู่จะสนุกกับการทำงานในช่วงแรกและต่างวาดภาพที่เป็นตัวแทนของกันและกันหลายต่อหลายภาพ แต่ด้วยทัศนคติในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แวน โกะห์ ชอบทำงานกลางแจ้งที่ได้ปะทะตอบโต้กับดินฟ้าอากาศรอบตัวอย่างตรงไปตรงมาและถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบอย่างฉับพลันทันใดในขณะที่โกแกงนั้นตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว เมื่อความตึงเครียดระหว่างทั้งคู่พุ่งถึงขีดสุด พวกเขามีปากมีเสียงและลงไม้ลงมือกัน แวน โกะห์ สติขาดผึงจนฉวยมีดโกนหมายจะทำร้ายโกแกง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ใช้มีดโกนเฉือนส่วนหนึ่งของใบหูตัวเองออกแทน ถือเป็นจุดตัดขาดมิตรภาพของศิลปินทั้งคู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเหตุการณ์นี้ แวน โกะห์ เผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยทางจิต เขาเข้ารักษาตัวที่ในโรงพยาบาลจิตเวช Saint Paul ในเมืองแซ็ง-เรมี-เดอ-พรอว็องส์ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมากทั้งภาพทิวทัศน์รอบโรงพยาบาลที่แวดล้อมด้วยต้นมะกอกและต้นสนไซเปรส ภาพวาดดอกไอริสในสวน ภาพวาด Starry Night Over the Rhône (1888) และภาพวาด The Starry Night (1889) อันเป็นที่รักและน่าจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะโลกตะวันตก</span></p>
<p><div id="attachment_100768" style="width: 563px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100768" class="wp-image-100768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/unnamed.jpg" alt="" width="553" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/unnamed.jpg 610w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/unnamed-246x300.jpg 246w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/unnamed-600x732.jpg 600w" sizes="(max-width: 553px) 100vw, 553px" /><p id="caption-attachment-100768" class="wp-caption-text">Self-Portrait with Bandaged Ear (1889) / vangoghmuseum.nl</p></div></p>
<p><div id="attachment_100769" style="width: 1010px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100769" class="size-full wp-image-100769" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Starry_Night_Over_the_Rhone-e1592577200121.jpg" alt="" width="1000" height="775"><p id="caption-attachment-100769" class="wp-caption-text">Starry Night Over the Rhône (1888) / commons.wikimedia.org</p></div></p>
<p><div id="attachment_100770" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100770" class="wp-image-100770" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project.jpg" alt="" width="675" height="535" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project.jpg 1919w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-300x238.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-768x608.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-1024x811.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1920px-Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-600x475.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-100770" class="wp-caption-text">The Starry Night (1889) / en.wikipedia.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่สุด ปี 1890 เขาออกจากโรงพยาบาลมาอยู่ใกล้ๆ กับน้องชายในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงปารีสชื่อ Auvers-sur-Oise ในช่วงนั้นแวน โกะห์ สนิทสนมกับ Dr. Paul Gachet นายแพทย์และจิตรกรสมัครเล่นผู้เข้ามาช่วยดูแลอาการ กลายเป็นมิตรสหายที่ดีของเขา แถมยังเป็นนายแบบให้เขาวาดภาพออกมาอีกหลายภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการป่วยทางจิตของเขาเริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน แวน โกะห์ ยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน เขาสร้างผลงานออกมากว่า 80 ชิ้นที่ล้วนแล้วแต่ใช้สีสันสดใสเจิดจ้า เดือนสุดท้ายของชีวิตเขาหันมาใช้โทนสีเขียว น้ำเงิน เส้นโค้งเป็นลอนลูกคลื่นบิดเบือนวัตถุและรูปทรงต่างๆ อย่างต้นไม้ ก้อนเมฆ ทุ่งหญ้า และท้องฟ้า สร้างความเคลื่อนไหวอันเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกในภาพ ลักษณะการทำงานเช่นนี้ของเขาก้าวล้ำไปไกลกว่าศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ในยุคก่อนหน้า กลายเป็นหนึ่งในรากฐานของงานศิลปะโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสม์ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากวาดภาพ Wheatfield with Crows (1890) ที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของเขา ในวันที่ 27 กรกฎาคม 1890 มีคนพบแวน โกะห์ ถูกยิงที่หน้าอกอาการบาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตในอีกสองวันต่อมาด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดในวัยเพียง 37 ปี รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเขาฆ่าตัวตายแต่ล่าสุดมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าเขาน่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในยามที่มีปากเสียงกับเด็กหนุ่มผู้คึกคะนองในละแวกนั้นมากกว่า</span></p>
<p><div id="attachment_100771" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100771" class="wp-image-100771" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1600px-Vincent_van_Gogh_-_Wheatfield_with_crows_-_Google_Art_Project.jpg" alt="" width="675" height="321" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1600px-Vincent_van_Gogh_-_Wheatfield_with_crows_-_Google_Art_Project.jpg 1600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1600px-Vincent_van_Gogh_-_Wheatfield_with_crows_-_Google_Art_Project-300x143.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1600px-Vincent_van_Gogh_-_Wheatfield_with_crows_-_Google_Art_Project-768x365.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1600px-Vincent_van_Gogh_-_Wheatfield_with_crows_-_Google_Art_Project-1024x487.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1600px-Vincent_van_Gogh_-_Wheatfield_with_crows_-_Google_Art_Project-600x285.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-100771" class="wp-caption-text">Wheatfield with Crows (1890) / en.wikipedia.org</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาแค่เพียงสิบกว่าปีของอาชีพการงาน แวน โกะห์ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะราว 2,100 ชิ้น เป็นภาพวาดสีน้ำมันกว่า 900 ชิ้น และภาพวาดลายเส้น 1,100 ชิ้น ส่วนใหญ่ทำขึ้นในช่วงเวลาสองปีสุดท้ายในชีวิตเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แวน โกะห์ จะประสบความล้มเหลวด้านรายได้ในอาชีพศิลปินด้วยความที่ผลงานของเขานั้นแปลกใหม่ล้ำหน้ามาก่อนกาล ตลอดชีวิตเขาจึงขายภาพวาดได้เพียงภาพเดียวเท่านั้นและมีชีวิตอยู่ด้วยความลำบากยากจน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิต ภาพวาดของแวน โกะห์ กลับกลายเป็นที่นิยมขึ้นมาอย่างมากจากการผลักดันของ Johanna van Gogh-Bonger ภรรยาหม้ายของธีโอ น้องชายของเขา ทำให้ในปัจจุบัน ผลงานที่ไม่มีใครแยแสตอนที่เขายังมีชีวิตกลับกลายเป็นของล้ำค่า ราคาพุ่งพรวด บางภาพกลายเป็นภาพวาดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก บางภาพมีราคาสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีข้อวิเคราะห์ว่าแรงบันดาลใจจากความทุกข์ยากในชีวิตและความไม่มั่นคงทางจิตใจนี่แหละที่ส่งผลให้ภาพวาดของเขาลึกซึ้งและทรงพลังอย่างยิ่ง ทั้งบุคลิกภาพทางอารมณ์อันคลุ้มคลั่งของเขาก็กลายเป็นภาพลักษณ์โรแมนติกของศิลปินผู้เผาผลาญตัวเองเป็นเชื้อไฟแห่งศิลปะ อันเป็นภาพสะท้อนของชีวิตเหล่าบรรดาศิลปินแห่งศตวรรษที่ 20 ทั้งหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีหลักฐานงานวิจัยว่าอันที่จริงแล้วแวน โกะห์ อาจจะเป็นศิลปินผู้มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการทำงานศิลปะสูง ทั้งการใช้องค์ประกอบและสีสันและการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบมากกว่าจะทำไปตามสัญชาตญาณแต่เพียงอย่างเดียว ล้มล้างความเชื่อที่ว่าเขาเป็นแค่ศิลปินอารมณ์รุนแรงที่ปาดป้ายสีสันลงบนผ้าใบไปตามความรู้สึกเท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>Art After the Life of Van Gogh</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มากกว่าผลงานของแวน โกะห์ ชีวิตและผลงานของเขายังส่งอิทธิพลต่อกระแสการเคลื่อนไหวทางศิลปะจำนวนนับไม่ถ้วนจวบจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ Fauvism และ Abstract Expressionism ในภายหลัง วินเซนต์ แวน โกะห์ ได้รับการยกย่องให้เป็นจิตรกรเอกชาวดัตช์ผู้ยิ่งใหญ่เทียบเคียงเรมบรันดต์และถูกยกให้เป็น ‘บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่’ ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวชีวิตของแวน โกะห์ ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจ เป็นเชื้อไฟให้กับศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์รุ่นหลังรุ่นแล้วรุ่นเล่าเช่นผลงานต่อไปนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Lust for Life</h4>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>Lust for Life</em> (1934) คือนิยายชีวประวัติโดยนั</span>กเขียนชาวอเมริกัน Irving Stone ที่หยิบยกเอาเนื้อหามาจากจดหมายที่เขาเขียนถึงน้องชาย ธีโอ ซึ่งต่อมาในปี 1956 ถูกนำมาทำเป็นหนังในชื่อเดียวกัน</p>
<p><div id="attachment_100772" style="width: 472px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100772" class="wp-image-100772" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/91pcIQbvivL._SL1500_.jpg" alt="" width="462" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/91pcIQbvivL._SL1500_.jpg 1027w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/91pcIQbvivL._SL1500_-205x300.jpg 205w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/91pcIQbvivL._SL1500_-768x1122.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/91pcIQbvivL._SL1500_-701x1024.jpg 701w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/91pcIQbvivL._SL1500_-600x876.jpg 600w" sizes="(max-width: 462px) 100vw, 462px" /><p id="caption-attachment-100772" class="wp-caption-text">amazon.com</p></div></p>
<h4></h4>
<h4>Vincent</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">นักร้องและนักแต่งเพลงระดับตำนานชาวอเมริกันอย่าง Don McLean ประทับใจเรื่องราวชีวิตของแวน โกะห์ จนนำไปแต่งเป็นเพลงชื่อ <em>Vincent</em> (1972)</span></p>
<p><div id="erdyt-6a28db9cca822" data-id="4wrNFDxCRzU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-4wrNFDxCRzU-6a28db9cca822" data-vid="4wrNFDxCRzU" data-src="https://www.youtube.com/embed/4wrNFDxCRzU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/4wrNFDxCRzU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Loving Vincent</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่กี่ปีมานี้ จิตรกรชาวโปแลนด์ Dorota Kobiela และโปรดิวเซอร์รางวัลออสการ์ชาวอังกฤษ Hugh Welchman หยิบชีวิตของแวน โกะห์ มาถ่ายถอดผ่านหนังแอนิเมชั่น<em> Loving Vincent</em> (2017) เล่าเรื่องราวไฟแห่งการสร้างสรรค์และโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตของแวน โกะห์ จากการรวบรวมจดหมายกว่า 800 ฉบับที่เขาเขียนเอาไว้ ความพิเศษอยู่ที่การใช้ภาพวาดของเขากว่า 120 ภาพมาสร้างภาพเคลื่อนไหวที่วาดด้วยมือโดยมีไฮไลต์อยู่ที่เหตุการณ์น่าสะเทือนใจในชีวิตของเขาซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตที่ยังคงเป็นปริศนาจวบจนทุกวันนี้</span></p>
<p><div id="attachment_100773" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100773" class="wp-image-100773" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/LovingVincent_Quad_Art_GBMH_R15_V-12.jpg" alt="" width="675" height="506"><p id="caption-attachment-100773" class="wp-caption-text">lovingvincent.com</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>At Eternity&#8217;s Gate</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตรกรชาวอเมริกันชื่อดังผู้ผันตัวเป็นผู้กำกับหนังมือรางวัลอย่าง Julian Schnabel ก็หยิบยกเอาชีวประวัติของแวน โกะห์ ในช่วงที่อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองอาร์ลส์มาถ่ายทอดลงในหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง <em>At Eternity&#8217;s Gate</em> (2018) โดยมีนักแสดงเจ้าบทบาท Willem Dafoe รับบทเป็น วินเซนต์ แวน โกะห์ อีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100847" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BOTRmZGJiZjUtMGJjYi00MzZhLTkzYjUtODE1Yjk5ZDRiODhlXkEyXkFqcGdeQXVyODAzODU1NDQ@._V1_SY1000_SX675_AL_.jpg" alt="" width="456" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BOTRmZGJiZjUtMGJjYi00MzZhLTkzYjUtODE1Yjk5ZDRiODhlXkEyXkFqcGdeQXVyODAzODU1NDQ@._V1_SY1000_SX675_AL_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BOTRmZGJiZjUtMGJjYi00MzZhLTkzYjUtODE1Yjk5ZDRiODhlXkEyXkFqcGdeQXVyODAzODU1NDQ@._V1_SY1000_SX675_AL_-203x300.jpg 203w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BOTRmZGJiZjUtMGJjYi00MzZhLTkzYjUtODE1Yjk5ZDRiODhlXkEyXkFqcGdeQXVyODAzODU1NDQ@._V1_SY1000_SX675_AL_-600x889.jpg 600w" sizes="(max-width: 456px) 100vw, 456px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>Doctor Who</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กระทั่งซีรีส์แนววิทยาศาสตร์สัญชาติอังกฤษอย่าง <em>Doctor Who</em> ยังเคยเล่าเรื่องราวของศิลปินเอกในตอน Vincent and the Doctor (2010) ที่ตัวละครย้อนเวลากลับไปหาแวน โกะห์ และพาเขาข้ามเวลาให้มาเห็นความสำเร็จของตัวเองในปัจจุบัน&nbsp;</span></p>
<p><div id="erdyt-6a28db9cca852" data-id="ubTJI_UphPk" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ubTJI_UphPk-6a28db9cca852" data-vid="ubTJI_UphPk" data-src="https://www.youtube.com/embed/ubTJI_UphPk?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ubTJI_UphPk/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่งานของแวน​ โกะห์ ได้รับความรักมากขนาดนี้ เราขอยกประโยคของภัณฑารักษ์แห่ง Musée d&#8217;Orsay ในซีรีส์ <em>Doctor Who</em> ที่กล่าวถึงความเป็น วินเซนต์ แวน โกะห์ ไว้อย่างน่าประทับใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับผม แวน โกะห์ เป็นจิตรกรที่วิเศษที่สุดเท่าที่เคยมีมา และแน่นอนว่าเขาเป็นจิตรกรผู้โด่งดัง ยิ่งใหญ่ และเป็นที่รักมากที่สุดตลอดกาล การใช้สีของเขานั้นช่างเลิศเลออย่างหาที่เปรียบมิได้ เขาแปรเปลี่ยนความร้าวรานให้กลายเป็นความงดงามอันสุขสันต์ การถ่ายทอดความทุกข์ทรมานออกมานั้นเป็นเรื่องง่ายแต่การใช้ความปรารถนาและความทุกข์เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความปีติสุขและความงามอันแสนวิเศษของโลกใบนี้นั้นยังไม่เคยมีใครทำได้อย่างเขาและอาจจะไม่มีใครทำได้อีกแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ในความคิดของผม ชายเถื่อนและแปลกแยกผู้ร่อนเร่ไปทั่วโพรวองซ์คนนี้ไม่ใช่แค่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด หากแต่เป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เลยก็ว่าได้”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p><a href="https://www.theartstory.org/artist/van-gogh-vincent/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">theartstory.org/artist/van-gogh-vincent</span></a><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<p><a href="https://www.vincentvangogh.org/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">vincentvangogh.org</span></a><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<p><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Vincent_van_Gogh" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">wikipedia.org/wiki/Vincent_van_Gogh</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ Van Gogh. Life and Art</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">MODA Gallery ชั้น 2 River City Bangkok</span></p>
<hr>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการ Van Gogh. Life and Art เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน &#8211; 31 ธันวาคม 2563 ที่ MODA Gallery ชั้น 2 River City Bangkok</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ นิทรรศการ Van Gogh. Life and Art เคยจัดแสดงมาแล้วที่เบอร์ลิน, มอสโก, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนนิทรรศการที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้นำเสนอผลงานชิ้นเอกของวินเซนต์ แวน โกะห์ มากกว่า 300 ชิ้นและจดหมายที่เขาเขียนโต้ตอบกับน้องชายด้วยสื่อมัลติมีเดีย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนิทรรศการยังมีการจำลองห้องนอนของแวน โกะห์ ขึ้นมาให้ผู้ชมได้สัมผัส มีแอพพลิเคชั่นแบบอินเทอร์แอ็กทีฟให้ผู้ชมเล่นสนุกกับผลงานของแวน โกะห์ ในสมาร์ตโฟน รวมถึงมีของที่ระลึกเกี่ยวกับแวน โกะห์ จำหน่ายให้ได้สะสมกันอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซื้อบัตรได้ที่&nbsp;</span><a href="https://www.zipeventapp.com/e/Van-Gogh-Life-and-Art" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">zipeventapp.com/e/Van-Gogh-Life-and-Art</span></a><span style="font-weight: 400;"> จำกัดคนเข้าพร้อมกันไม่เกิน 80 คน ติดตามอัพเดตได้ที่เพจเฟซบุ๊ก River City Bangkok หรือ&nbsp;</span><a href="http://www.rivercitybangkok.com" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">rivercitybangkok.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/van-gogh-life-and-art/">Van Gogh. Life and Art เรื่องเล่าชีวิตปวดร้าวในงานศิลปะสีสดใสของวินเซนต์ แวน โกะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/art-in-the-time-of-plague/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2020 06:27:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วโมงศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[William Blake]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[Edvard Munch]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[​โรคห่า]]></category>
		<category><![CDATA[Egon Schiele]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98388</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่หาทางหยุดยั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดและกำจัดเชื้อโรคร้ายแล้ว ผู้คนในแทบทุกวงการต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการบันทึกเรื่องราว บอกเล่าเหตุการณ์ และสื่อสารสถานการณ์ในวงกว้างได้อย่างทรงพลัง ในความเป็นจริงโรคระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเผชิญหน้าภัยพิบัติเช่นนี้เรื่อยมาในทุกยุคสมัย ทั้งกาฬโรค โรคห่าหรืออหิวาตกโรค โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ และไข้หวัดใหญ่สเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศิลปินในอดีตหลายคนต่างก็ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดสถานการณ์เหล่านั้นให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านงานศิลปะเสมอมา เช่นผลงานของศิลปินเหล่านี้ที่เล่าเรื่องโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกไว้อย่างน่าสนใจ &#160; Josse Lieferinxe เริ่มต้นด้วยผลงาน Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken (1497-1499) ภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ที่แสดงเรื่องราวของนักบุญเซบาสเตียน นายทหารโรมันและนักบุญมรณสักขีในศาสนาคริสต์ผู้มีชีวิตในช่วงคริสต์ศักราช 300 นักบุญเซบาสเตียนถูกธนูยิงใส่จนพรุนทั้งตัวและถูกทุบตีจนตาย (ศิลปินมากมายจึงวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนพิงต้นไม้และถูกธนูปักทั่วร่าง) ด้วยความที่เขารอดตายจากการถูกธนูกระหน่ำยิง และรอยบาดแผลที่หลงเหลือจากลูกศรก็เป็นรูพรุนคล้ายกับแผลของโรคฝีดาษ นักบุญเซบาสเตียนจึงถูกบูชาในฐานะสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองจากโรคร้าย รายละเอียดในภาพวาด Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken แสดงถึงเหตุการณ์การระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 7 ที่เกิดขึ้นที่เมืองปาเวียของอิตาลี หลังจากที่นักบุญเซบาสเตียนตายไปหลายศตวรรษแล้ว ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่เป็นประจักษ์พยานความสยดสยองของกาฬโรค หรือ ‘มฤตยูดำ’ ที่โจมตียุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ  ศพของเหยื่อในภาพผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคกำลังจะถูกฝังในขณะที่ผู้ช่วยสัปเหร่อถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายอย่างฉับพลัน (ถ้าสังเกตในภาพจะเห็นต่อมน้ำเหลืองบวมโตที่คอของเขาซึ่งเป็นอาการของโรคนี้) ในขณะที่บนท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏภาพของนักบุญเซบาสเตียนกำลังคุกเข่าอ้อนวอนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมานกับโรคร้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-in-the-time-of-plague/">‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่หาทางหยุดยั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดและกำจัดเชื้อโรคร้ายแล้ว ผู้คนในแทบทุกวงการต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการบันทึกเรื่องราว บอกเล่าเหตุการณ์ และสื่อสารสถานการณ์ในวงกว้างได้อย่างทรงพลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเป็นจริงโรคระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเผชิญหน้าภัยพิบัติเช่นนี้เรื่อยมาในทุกยุคสมัย ทั้งกาฬโรค โรคห่าหรืออหิวาตกโรค โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ และไข้หวัดใหญ่สเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศิลปินในอดีตหลายคนต่างก็ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดสถานการณ์เหล่านั้นให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านงานศิลปะเสมอมา เช่นผลงานของศิลปินเหล่านี้ที่เล่าเรื่องโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกไว้อย่างน่าสนใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Josse Lieferinxe</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นด้วยผลงาน Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken (1497-1499) ภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ที่แสดงเรื่องราวของนักบุญเซบาสเตียน นายทหารโรมันและนักบุญมรณสักขีในศาสนาคริสต์ผู้มีชีวิตในช่วงคริสต์ศักราช 300 นักบุญเซบาสเตียนถูกธนูยิงใส่จนพรุนทั้งตัวและถูกทุบตีจนตาย (ศิลปินมากมายจึงวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนพิงต้นไม้และถูกธนูปักทั่วร่าง) ด้วยความที่เขารอดตายจากการถูกธนูกระหน่ำยิง และรอยบาดแผลที่หลงเหลือจากลูกศรก็เป็นรูพรุนคล้ายกับแผลของโรคฝีดาษ นักบุญเซบาสเตียนจึงถูกบูชาในฐานะสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองจากโรคร้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายละเอียดในภาพวาด Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken แสดงถึงเหตุการณ์การระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 7 ที่เกิดขึ้นที่เมืองปาเวียของอิตาลี หลังจากที่นักบุญเซบาสเตียนตายไปหลายศตวรรษแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่เป็นประจักษ์พยานความสยดสยองของกาฬโรค หรือ ‘มฤตยูดำ’ ที่โจมตียุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ  ศพของเหยื่อในภาพผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคกำลังจะถูกฝังในขณะที่ผู้ช่วยสัปเหร่อถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายอย่างฉับพลัน (ถ้าสังเกตในภาพจะเห็นต่อมน้ำเหลืองบวมโตที่คอของเขาซึ่งเป็นอาการของโรคนี้) ในขณะที่บนท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏภาพของนักบุญเซบาสเตียนกำลังคุกเข่าอ้อนวอนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมานกับโรคร้าย ต่ำลงมามีภาพเทวทูตและปีศาจกำลังสู้รบกันอยู่บนท้องฟ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริง จิตรกรชาวดัตช์ตอนใต้ผู้วาดภาพนี้อย่าง Josse Lieferinxe ไม่เคยไปอิตาลีเลยสักครั้ง หากแต่วาดภาพนี้โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์โรคระบาดในเมืองอาวีญง ประเทศฝรั่งเศสแทน นอกจากภาพนี้แล้ว ลีเฟอริงเซยังวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนต่อสู้กับโรคระบาดอีกหลายภาพ </span></p>
<p><div id="attachment_98394" style="width: 412px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98394" class="wp-image-98394 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/01-Saint_Sebastian_Interceding_for_the_Plague_Stricken_-_Walters_371995.jpg" alt="" width="402" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/01-Saint_Sebastian_Interceding_for_the_Plague_Stricken_-_Walters_371995.jpg 402w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/01-Saint_Sebastian_Interceding_for_the_Plague_Stricken_-_Walters_371995-201x300.jpg 201w" sizes="(max-width: 402px) 100vw, 402px" /><p id="caption-attachment-98394" class="wp-caption-text">Josse Lieferinxe, <em>Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken </em>(1497-1499)</p></div></p>
<h3></h3>
<h3><strong>Pieter Bruegel the Elder</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ถึงศตวรรษหลังจากนั้น Pieter Bruegel the Elder จิตรกรคนสำคัญแห่งยุคเฟลมมิชเรอเนซองซ์ในศตวรรษที่ 16 ก็วาดภาพ The Triumph of Death (1562) ที่แสดงถึงความโกลาหลวุ่นวายและความหวาดผวาต่อโรคระบาดที่จู่โจมยุโรปในยุคกลางอย่างรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล</span></p>
<p><div id="attachment_98395" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98395" class="wp-image-98395 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/02-The_Triumph_of_Death_by_Pieter_Bruegel_the_Elder-e1590044327654.jpg" alt="" width="675" height="481" /><p id="caption-attachment-98395" class="wp-caption-text">Pieter Bruegel the Elder, <em>The Triumph of Death</em> (c. 1562), Museo del Prado, Madrid</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>William Blake</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปินระดับตำนานชาวอังกฤษ อย่าง William Blake เองก็วาดภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน (Great Plague of London) ในช่วงปี 1665-1666 เชื้อในครั้งนั้นเชื่อกันว่าเป็นเชื้อกาฬโรคที่ทำให้ชนชั้นนำและเศรษฐีมีเงิน ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ต่างก็ละทิ้งเมืองหลวง หนีโรคภัยออกไปอยู่ในชนบท ทิ้งคนยากคนจนเป็นเหยื่อโรคระบาด ประมาณการว่าโรคร้ายครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปราว 75,000-100,000 คน หรือราวหนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมดของกรุงลอนดอนในเวลานั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงปี 1779-1805 เบลคสร้างสรรค์ผลงานชุด ‘The Plague’ หรือ ‘Pestilence’ ที่บันทึกเหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นก่อนยุคสมัยของเขาออกมาหลายต่อหลายภาพ ทั้งภาพวาดสีน้ำกับปากกาหมึกซึม และภาพวาดเส้นดินสอถ่าน ถ่ายทอดความน่าสะพรึงกลัวของโรคร้ายและความโศกเศร้ารันทดจาการสูญเสียได้อย่างสะเทือนอารมณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เขายังทำงานวาดภาพสีน้ำกับปากกาหมึกซึมทับบนดินสอถ่านบนกระดาษ อย่าง Pestilence: Death of the First Born (1757-1827) ที่ใช้รูปกายของอสูรกายยักษ์ร่างกายสีเขียวส่องประกายแสงแห่งความตายแทนภาพโรคร้ายที่เหยียบย่างผ่านร่างผู้คนเจ็บไข้และล้มตายในดินแดนที่มีพีระมิดอยู่เบื้องหลัง ภาพวาดนี้อ้างอิงมาจากภัยพิบัติสุดท้าย ‘มรณกรรมของบุตรหัวปี’ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม หนังสืออพยพ ซึ่งคือการที่พระผู้เป็นเจ้าสาบแช่งให้บุตรคนแรกของชาวอียิปต์ต้องตายลงทุกคน แม้แต่บุตรของฟาโรห์ก็ตาม เบลคเปรียบเปรยเหตุการณ์ในพระคัมภีร์กับภัยพิบัติโรคระบาดที่ถูกอุปมาว่าเป็นอสูรกายที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมาลงโทษมวลมนุษย์ ในยุคสมัยที่เชื้อโรคยังไม่ถูกค้นพบนั่นเอง</span></p>
<p><div id="attachment_98396" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98396" class="size-full wp-image-98396" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/03-Pestilence-1780-1784-e1590044361998.jpg" alt="" width="675" height="450" /><p id="caption-attachment-98396" class="wp-caption-text">William Blake, <em>Pestilence</em> (1780-84) Courtesy of Robert N. Essick, Altadena, California.</p></div></p>
<p><div id="attachment_98397" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98397" class="size-full wp-image-98397" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/04-Pestilence-1805-e1590044421173.jpg" alt="" width="675" height="476" /><p id="caption-attachment-98397" class="wp-caption-text">William Blake, <em>Pestilence</em> (1805) Courtesy of Museum of Fine Arts, Boston.</p></div></p>
<p><div id="attachment_98398" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98398" class="size-full wp-image-98398" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/05-Pestilence-death-of-the-first-born-e1590044439417.jpg" alt="" width="675" height="603" /><p id="caption-attachment-98398" class="wp-caption-text">William Blake, <em>Pestilence: Death of the First Born</em> (1757–1827)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Egon Schiele</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โลกต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไข้หวัดใหญ่สเปน’ โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 500 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลกและมีผู้เสียชีวิตถึง 40 ล้านคนทั่วโลก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั่วโลกให้หยุดนิ่งไม่ต่างจากจากการระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ทั้งโรงเรียน โบสถ์ ที่ทำการไปรษณีย์ และสถานที่สาธารณะต้องปิดทำการ ระบบการคมนาคมขนส่งทั่วยุโรปต่างชะงักงัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปินในยุคนั้นหลายคนต่างตกเป็นเหยื่อของไข้หวัดใหญ่สเปน บางคนถึงกับต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือจิตรกรชาวออสเตรีย-ฮังการีผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุคเปลี่ยนศตวรรษที่ 20 อย่าง Egon Schiele นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงปี 1918 อีกอน ชีเลอ ในวัย 28 กำลังอยู่ในช่วงเวลารุ่งโรจน์ เขาเป็นหนึ่งในศิลปินดาวรุ่งที่อายุน้อยที่สุดในยุคนั้น และประสบความสำเร็จทั้งด้านชื่อเสียงและเงินทอง เขาได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้แสดงงานในต่างประเทศหลายครั้ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในโลกศิลปะระดับสากล และกำลังจะเปิดสถาบันสอนศิลปะที่เขาเคยใฝ่ฝันมานาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของเขาช่างแสนสั้น เพราะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1918 โรคไข้หวัดใหญ่ในสเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 20 ล้านชีวิตในยุโรปได้ระบาดมาถึงกรุงเวียนนา และชีเลอกับครอบครัวก็ตกเป็นเหยื่อของโรคนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนถึงแม่ของเขา ชีเลอบรรยายถึงความกังวลใจเกี่ยวกับ Edith ภรรยาท้องแก่ผู้กำลังเป็นโรคร้ายนี้ ความในจดหมายเขียนว่า </span></p>
<p style="text-align: left;"><em><span style="font-weight: 400;">&#8220;เรียนคุณแม่ชีเลอที่รักยิ่ง, อีดิทป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อ 8 วันที่แล้ว ตอนนี้เธอกำลังทุกข์ทรมานจากอาการปอดอักเสบในขณะที่เธอกำลังตั้งท้อง 6 เดือน โรคนี้ช่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ตอนนี้ผมกำลังเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด&#8221;</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในวันที่ 28 ตุลาคม อีดิทผู้กำลังตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนก็เสียชีวิตจากโรคนี้ไปพร้อมกับลูกในท้อง ชีเลอเองติดโรคและเสียชีวิตตามไปในเวลาเพียง 3 วันหลังจากนั้นด้วยวัยเพียง 28 ปี ในช่วงเวลา 3 วันก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิต เขาสเกตช์ภาพใบหน้าไร้ชีวิตของอีดิทเอาไว้หลายภาพ </span></p>
<p><div id="attachment_98399" style="width: 490px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98399" class="size-full wp-image-98399" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/06-Portrait-of-the-Dying-Edith-e1590044533437.jpg" alt="" width="480" height="675" /><p id="caption-attachment-98399" class="wp-caption-text">Egon Schiele, <em>Portrait of the Dying Edith Schiele</em> (1918)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากภาพสเกตช์เหล่านี้ ชีเลอยังมีผลงานชิ้นสุดท้ายที่ยังวาดไม่เสร็จอย่าง The Family (1918) (หรือในชื่อเดิมว่า Squatting Couple ‘คู่รักนั่งยองๆ’) ภาพวาดสีน้ำมันอันงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความรันทด แสดงภาพเปลือยของเขาและภรรยากับลูกชายผู้ไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก เป็นภาพของครอบครัวอันสมบูรณ์พร้อมหน้าที่ไม่มีวันเป็นไปได้ในความเป็นจริง (อันที่จริงเด็กในภาพคือหลานชายของอีกอน และอีดิทเองก็ไม่ได้เป็นแบบให้เขาวาดภาพนี้ เพราะขณะนั้นเธอกำลังท้องอยู่) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน ชีเลอได้ไปเยี่ยม Gustav Klimt ศิลปินรุ่นพี่ชาวออสเตรียผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ของเขาเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากที่คลิมต์เสียชีวิตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อกันว่าเป็นอาการข้างเคียงจากโรคไข้หวัดสเปน ชีเลอเองก็ได้สเกตช์ภาพใบหน้าไร้ชีวิตของคลิมต์เอาไว้ด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><div id="attachment_98400" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98400" class="size-full wp-image-98400" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/07-The-Family-e1590044557974.jpg" alt="" width="675" height="630" /><p id="caption-attachment-98400" class="wp-caption-text"><em>Egon Schiele</em>, The Family (1918)</p></div></p>
<p><div id="attachment_98401" style="width: 449px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98401" class="size-full wp-image-98401" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08-Klimt-e1590044579887.jpg" alt="" width="439" height="675" /><p id="caption-attachment-98401" class="wp-caption-text">Egon Schiele,<em> Gustav Klimt on his death bed</em> (1918)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Edvard Munch</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แต่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวนอร์เวย์อย่าง Edvard Munch ผู้เป็นที่รู้จักจากภาพวาด The Scream (1893) อันหลอนหลอก ที่เป็นไอคอนของโลกศิลปะสมัยใหม่ ก็เป็นอีกคนที่ตกเป็นเหยื่อของไข้หวัดใหญ่สเปนแต่รอดชีวิตมาได้ ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า </span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">&#8220;ความป่วยไข้ ความวิกลจริต และความตาย คอยเฝ้ามองผมมาตั้งแต่เกิด และคอยติดตามผมมาตลอดชีวิต&#8221;</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มุงก์บันทึกช่วงเวลาก่อนและหลังการป่วยจากไข้หวัดใหญ่สเปนลงในภาพวาดสีน้ำมันของเขาสองภาพ อย่างภาพ Self-Portrait With Spanish Flu (1919) ที่จับความรู้สึกเจ็บป่วยทรุดโทรมจากโรคร้ายของเขา ร่างกายซูบซีดจนแทบจะกลืนไปกับผนังห้อง เขาหันใบหน้าอ่อนล้ามามองผู้ชมด้วยดวงตาเลือนราง ปากเปิดอ้า มือไม้ไร้เรี่ยวแรงวางอยู่บนผ้าคลุมบนตัก เขาสวมเสื้อคลุมนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายสีเหลืองอยู่ในห้องคนป่วย ข้างๆ เป็นเตียงนอนกับผ้าห่มยับยู่ยี่ที่บ่งบอกถึงอาการดิ้นทุรนทุราย ร่องรอยแดงบนผนังเองก็บอกใบ้ถึงอาการไข้สูงของเขา การวาดภาพผ้าห่ม เตียงนอน และเก้าอี้ ด้วยสีสันสดใส ตรงกันข้ามกับสีสันที่ซีดจางของร่างกายของเขา ขับเน้นให้เห็นถึงความไร้ชีวิตชีวาของมุงก์ได้เป็นอย่างดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังฟื้นจากการป่วยไข้ไม่นาน มุงก์บันทึกภาพตัวเองอีกครั้งใน Self-Portrait After The Spanish Flu (1919) ที่เขาสำรวจตัวเองในกระจก ถึงแม้ใบหน้าจะซูบผอม หนวดเครารกรุงรัง เบ้าตาลึกโหล แต่ก็มีสีสันและชีวิตชีวากว่าภาพตอนที่ป่วยอยู่มากโข รวมถึงสภาพในห้องที่เต็มไปด้วยแสงสว่างจ้า พื้นปูพรมสีสันสดใส เก้าอี้หวายว่างเปล่าไร้คนป่วย และโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือ แสดงให้เห็นถึงภาพในชีวิตประจำวันของเขาที่กลับสู่สภาวะปกติในที่สุด</span></p>
<p><div id="attachment_98402" style="width: 480px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98402" class="size-full wp-image-98402" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/09-The-Scream.jpg" alt="" width="470" height="599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/09-The-Scream.jpg 470w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/09-The-Scream-235x300.jpg 235w" sizes="(max-width: 470px) 100vw, 470px" /><p id="caption-attachment-98402" class="wp-caption-text">Edvard Munch, <em>The Scream</em> (1893)</p></div></p>
<p><div id="attachment_98403" style="width: 586px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98403" class="size-full wp-image-98403" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/10-Self-Portrait-Munch-e1590044842290.jpg" alt="" width="576" height="675" /><p id="caption-attachment-98403" class="wp-caption-text">Edvard Munch, <em>Self-Portrait with the Spanish Flu</em> (1919)</p></div></p>
<p><div id="attachment_98404" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98404" class="wp-image-98404 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/11-Self-Portrait-Munch-e1590044882224.jpg" alt="" width="675" height="544" /><p id="caption-attachment-98404" class="wp-caption-text">Edvard Munch, <em>Self-Portrait After the Spanish Flu</em> (1919)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ</span><span style="font-weight: 400;">ลงานทั้งหลายเหล่านี้ต่างเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาลำบากยากเข็ญและเปี่ยมอันตราย มนุษย์เราก็ยังคงไม่ขาดไร้ซึ่งสุนทรียะ และสามารถใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงความจริงได้อย่างทรงพลังยิ่งเสมอมา</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-in-the-time-of-plague/">‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Art in the Time of Corona เมื่อศิลปะคลาสสิกกลายเป็น meme ฮิตในช่วงโควิด-19</title>
		<link>https://adaymagazine.com/covid-19-art-memes/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2020 11:45:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มีม]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[meme]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=94618</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพวาด The Birth of Venus ที่ไร้วีนัส เหลือเพียงเปลือกหอยอันว่างเปล่า ภาพโต๊ะอาหาร The Last Supper ที่ไร้เงาแขกเหรื่อ หรือภาพวาด Frida Kahlo สองร่างที่นั่งห่างกันเป็นโยชน์ ทั้งหมดนี้ไม่ได้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีที่ไหน กลับกัน มันอยู่ในคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ หรือหน้าจอใดๆ ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ เราเรียกมันว่า meme มีมเป็นรูปแบบของการแสดงออกทางความคิด พฤติกรรม สัญลักษณ์ (ส่วนใหญ่จะเป็นการล้อเลียน) ที่ส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ผ่านการเขียน ภาพวาด ภาพถ่าย การพูด ท่าทาง ไปจนถึงพิธีกรรมต่างๆ จนกลายเป็นกระแสทางวัฒนธรรมและปรากฏการณ์ทางสังคม คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดย Richard Dawkins นักชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอังกฤษ มันปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในหนังสือ The Selfish Gene (1976) โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า gene หรือลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม กับคำภาษากรีก mimeme ที่แปลว่าการลอกเลียนแบบนั่นเอง สิ่งที่ถูกหยิบมาทำเป็นมีมมากที่สุดอย่างหนึ่งคือภาพวาดของศิลปินดังๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุคโบราณและยุคก่อนสมัยใหม่อย่างยุคคลาสสิค ยุคกลาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-art-memes/">Art in the Time of Corona เมื่อศิลปะคลาสสิกกลายเป็น meme ฮิตในช่วงโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ภาพวาด The Birth of Venus ที่ไร้วีนัส เหลือเพียงเปลือกหอยอันว่างเปล่า ภาพโต๊ะอาหาร The Last Supper ที่ไร้เงาแขกเหรื่อ หรือภาพวาด Frida Kahlo สองร่างที่นั่งห่างกันเป็นโยชน์ ทั้งหมดนี้ไม่ได้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีที่ไหน กลับกัน มันอยู่ในคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ หรือหน้าจอใดๆ ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียกมันว่า meme</span></p>
<p><div id="attachment_94620" style="width: 549px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94620" class="wp-image-94620 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ballester-8-960x1202@2x-e1586406667566.jpg" alt="" width="539" height="675" /><p id="caption-attachment-94620" class="wp-caption-text">Sandro Botticelli’s “The Birth of Venus” (c.1486) / José Manuel Ballester</p></div></p>
<p><div id="attachment_94619" style="width: 648px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94619" class="wp-image-94619 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ballester-3-e1586406652522.jpg" alt="" width="638" height="675" /><p id="caption-attachment-94619" class="wp-caption-text">Leonardo da Vinci’s “The Last Supper&#8221; (1498) / José Manuel Ballester</p></div></p>
<p><div id="attachment_94621" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94621" class="wp-image-94621 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Two-Fridas-2-720x451-e1586406680824.jpg" alt="" width="675" height="423" /><p id="caption-attachment-94621" class="wp-caption-text">Valentina di Liscia, After Frida Kahlo, &#8220;The Two Fridas&#8221; (1939) / hyperallergic.com</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีมเป็นรูปแบบของการแสดงออกทางความคิด พฤติกรรม สัญลักษณ์ (ส่วนใหญ่จะเป็นการล้อเลียน) ที่ส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ผ่านการเขียน ภาพวาด ภาพถ่าย การพูด ท่าทาง ไปจนถึงพิธีกรรมต่างๆ จนกลายเป็นกระแสทางวัฒนธรรมและปรากฏการณ์ทางสังคม คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดย Richard Dawkins นักชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอังกฤษ มันปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในหนังสือ<em> The Selfish Gene</em> (1976) โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า gene หรือลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม กับคำภาษากรีก mimeme ที่แปลว่าการลอกเลียนแบบนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ถูกหยิบมาทำเป็นมีมมากที่สุดอย่างหนึ่งคือภาพวาดของศิลปินดังๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุคโบราณและยุคก่อนสมัยใหม่อย่างยุคคลาสสิค ยุคกลาง ยุคเรอเนซองซ์ และยุคโมเดิร์น ด้วยการคัดสรรภาพวาดตั้งแต่กษัตริย์ ขุนนาง นักปรัชญา ตัวละครในพระคัมภีร์และเทพนิยายปรัมปรา ไปจนถึงภาพชาวบ้านร้านตลาดมาประกอบถ้อยคำขำๆ โดนๆ (หรือบางครั้งก็งงๆ มึนๆ) ที่เชื่อมโยงหรือบางครั้งขัดแย้งกับบุคลิก อากัปกิริยาของตัวละครและเรื่องราวในภาพ (วิธีการลักษณะนี้เรียกว่า image macro) สร้างความตลกโปกฮาหรือเกาะกระแสที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคมช่วงนั้นๆ </span></p>
<p><div id="attachment_94642" style="width: 475px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94642" class="wp-image-94642" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/90306761_2739308802847957_5586852866900885504_o.jpg" alt="" width="465" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/90306761_2739308802847957_5586852866900885504_o.jpg 662w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/90306761_2739308802847957_5586852866900885504_o-207x300.jpg 207w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/90306761_2739308802847957_5586852866900885504_o-600x870.jpg 600w" sizes="(max-width: 465px) 100vw, 465px" /><p id="caption-attachment-94642" class="wp-caption-text">facebook.com/classicalartmemes</p></div></p>
<h3>มีมฮิตช่วงโควิด-19</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลานี้ที่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะของผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก ก็เกิดมีมที่หยิบฉวยเอาผลงานศิลปะในยุคต่างๆ มาดัดแปรให้เข้ากับสถานการณ์กันอย่างเอิกเกริก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นภาพ The Creation of Adam ที่พระเจ้ายื่นมือมากดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อใส่มืออดัมแทนการสัมผัสนิ้ว ภาพวาดลายเส้น Praying Hands (1508) ของ Albrecht Dürer ศิลปินเอกชาวเยอรมันแห่งยุคเรอเนซองซ์ ที่เป็นภาพมือกำลังฟอกสบู่ แทนการประนมมือสวดภาวนา หรือภาพวาด The Scream (1893) ของศิลปินเอกแห่งยุคโมเดิร์น Edvard Munch ที่ถูกนำมาดัดแปรให้กลายเป็นภาพของคนที่กำลังกักตุนข้าวของด้วยความตื่นตระหนกจากโรคระบาด</span></p>
<p><div id="attachment_94623" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94623" class="wp-image-94623 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-1-e1586407086786.jpg" alt="" width="675" height="344" /><p id="caption-attachment-94623" class="wp-caption-text">The Creation of Adam (1511)</p></div></p>
<p><div id="attachment_94626" style="width: 557px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94626" class="wp-image-94626 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/13-1.jpg" alt="" width="547" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/13-1.jpg 547w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/13-1-243x300.jpg 243w" sizes="(max-width: 547px) 100vw, 547px" /><p id="caption-attachment-94626" class="wp-caption-text">Praying Hands (1508) / instagram.com/shusaku1977</p></div></p>
<p><div id="attachment_94627" style="width: 556px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94627" class="wp-image-94627 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/14-1-e1586407184658.jpg" alt="" width="546" height="675" /><p id="caption-attachment-94627" class="wp-caption-text">The Scream (1893)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งมีมที่โด่งดังในช่วงนี้คือผลงานของศิลปินร่วมสมัยชาวสเปน José Manuel Ballester ชุด Espacios Ocultos หรือ Hidden Spaces ที่ใช้โปรแกรมดิจิทัลลบตัวละครในภาพวาดชิ้นเอกของศิลปินเอกของโลกออกไปอย่างแนบเนียนจนเหลือแต่ฉากหลังและสภาพแวดล้อมอันว่างเปล่า เข้ากับสถานการโควิด-19 อย่างพอเหมาะพอเจาะ หลายคนคิดว่าเป็นงานที่สร้างขึ้นในช่วงนี้ ทั้งที่จริง Ballester สร้างงานชุดนี้ไว้ก่อนที่ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่จะแพร่กระจายเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Ballester ตีความภาพวาดคลาสสิกเหล่านี้ใหม่ด้วยการเปิดเผยฉากหลังและพื้นที่ในภาพวาดที่เคยถูกซุกซ่อน เปิดโอกาสให้ผู้ชมประเมินความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในภาพวาดกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขาด้วยมุมมองใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน ผลงานของเขาก็มีคุณสมบัติอันเหมาะเจาะในการเป็นมีมได้อย่างสมบูรณ์แบบจนกระจายเป็นวงกว้างอย่างที่เราเห็น</span></p>
<p><div id="attachment_94630" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="Jan Vermeer’s “The Allegory of Painting” (1668)"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94630" class="size-full wp-image-94630" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ballester-6-e1586407552916.jpg" alt="" width="675" height="401" /></a><p id="caption-attachment-94630" class="wp-caption-text">Jan Vermeer’s “The Allegory of Painting” (1668) / José Manuel Ballester</p></div></p>
<p><div id="attachment_94631" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href=" "><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94631" class="size-full wp-image-94631" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ballester-1-640x578@2x-e1586407616820.jpg" alt="" width="675" height="609" /></a><p id="caption-attachment-94631" class="wp-caption-text">Pablo Picasso’s “Guernica” (1937) / José Manuel Ballester</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานของศิลปินผู้ถ่ายทอดความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาของชีวิตในสังคมเมืองสมัยใหม่ได้โดดเด่นเป็นเอกอย่าง Edward Hopper ก็ถูกนำมาทำเป็นมีมที่แสดงถึงความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาในช่วงกักตัวจากวิกฤตโควิด-19 กันอย่างแพร่หลาย บางมีมถึงกับกล่าวว่า ตอนนี้เหมือนพวกเรากำลังอยู่ในภาพวาดของเอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว</span></p>
<p><div id="attachment_94629" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94629" class="wp-image-94629 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/17-1-e1586407247394.jpg" alt="" width="675" height="367" /><p id="caption-attachment-94629" class="wp-caption-text">Nighthawks (1942)</p></div></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94628" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/15-1.jpg" alt="" width="640" height="474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/15-1.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/15-1-300x222.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/15-1-600x444.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ก่อนจะเป็นมีม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริง ก่อนยุคของมีม การประกอบภาพวาดเข้ากับถ้อยคำนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดในหนังสือวิจิตร (illuminated manuscript) จากยุคโบราณหรือยุคกลาง หรือพรมปักแขวนผนัง Bayeux Tapestry จากยุคกลางของฝรั่งเศส ซึ่งภาพเหล่านี้เองก็ถูกนำมาทำเป็นมีมในอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงยุค 70s ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะแพร่หลายและก่อนที่คำว่ามีมจะถือกำเนิดขึ้น บุคคลแรกๆ ที่หยิบเอาภาพวาดยุคโบราณมาทำเป็นภาพล้อเลียนคือ Terry Gilliam ศิลปิน ผู้กำกับ และนักแสดงแห่งคณะตลก Monty Python’s Flying Circus จากอังกฤษ ที่หยิบเอาภาพวาดของศิลปินในยุคเรอเนซองซ์อย่าง Bronzino มาตัดแปะรวมกับภาพถ่ายและภาพจากนิตยสารเก่าๆ และพัฒนาเป็นผลงานการ์ตูนและแอนิเมชั่นสั้นๆ อันน่าขบขัน พิลึกพิลั่น และแปลกประหลาด ใส่ในไตเติลรายการของคณะที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ BBC จนได้รับความนิยมอย่างมากในยุคสมัยนั้น </span></p>
<p style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/OY8gc-j_QmY" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94632" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-1-e1586407742207.jpg" alt="" width="675" height="530" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงยุค 2000s ผลงานศิลปะสำคัญๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกต่างก็ถูกหยิบฉวยมาใส่ถ้อยคำและดัดแปรให้กลายเป็นภาพล้อเลียนและถูกส่งต่อในโลกอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นผลงาน The Creation of Adam (1511) ภาพวาดพระผู้เป็นเจ้าประทานชีวิตให้แก่ ‘อดัม’ มนุษย์คนแรก หนึ่งในภาพจิตรกรรมปูนเปียก (Fresco) ของ Michelangelo บนเพดานโบสถ์น้อยซิสทีน (Sistine Chapel) อันล้ำค่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นมีมอยู่บ่อยๆ คือผลงานชิ้นเอกของ Leonardo da Vinci อย่าง The Last Supper (1495-1497) ภาพจิตรกรรมฝาผนังปูนแห้ง (Fresco-secco) รูปพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ท่ามกลางอัครสาวกทั้งสิบสองก่อนที่จะทรงถูกนำตัวไปตรึงกางเขน และภาพวาดสีน้ำมันรูปสุภาพสตรีผู้มีรอยยิ้มอันงดงามน่าพิศวงอย่าง Mona Lisa (1503-1505) </span></p>
<p><div id="attachment_94625" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94625" class="size-full wp-image-94625" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-1-e1586407095441.jpg" alt="" width="675" height="422" /><p id="caption-attachment-94625" class="wp-caption-text">The Creation of Adam (1511)</p></div></p>
<p><div id="attachment_94635" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94635" class="wp-image-94635 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/6-2-e1586407956542.jpg" alt="" width="675" height="437" /><p id="caption-attachment-94635" class="wp-caption-text">ภาพก๊อปปี้ของ Leonardo da Vinci&#8217;s The Last Supper โดยลูกศิษย์ผู้ทำงานในสตูดิโอของดา วินชี (1515-20)</p></div></p>
<p><div id="attachment_94636" style="width: 403px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94636" class="wp-image-94636 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/7-1-e1586407959263.jpg" alt="" width="393" height="675" /><p id="caption-attachment-94636" class="wp-caption-text">Mona Lisa (1503-1505)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือจะเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ Raphael อย่าง The School of Athens (1509-1511) ภาพจิตรกรรมฝาผนังปูนเปียกของเหล่านักปรัชญาในสำนักแห่งเอเธนส์ก็ถูกนำมาล้อไม่แพ้กัน รวมไปถึงผลงานชิ้นเอกของศิลปินในยุคบาโร้กอย่าง Caravaggio อย่างภาพ Judith Beheading Holofernes (1598) ที่เป็นเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลของ จูดิท วีรสตรีชาวยิวที่ลอบเข้าไปตัดหัวโฮโลเฟอร์เนส แม่ทัพชาวบาบิโลนถึงที่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียในโลกออนไลน์ต่างๆ นับเป็นพาหะชั้นดีในการแพร่กระจายมีมเหล่านี้ให้ระบาดในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์อย่าง GIPHY, Reddit, Imgur, 9GAG, Tumblr เพจเฟซบุ๊กอย่าง Classical Art Memes ที่เน้นการทำมีมจากศิลปะในยุคคลาสสิกโบราณมีผู้ติดตามถึง 5 ล้านราย ส่วนแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ Medieval Reactions ที่หยิบเอาภาพวาดจากยุคกลางมาทำเป็นมีมก็มีจำนวนผู้ติดตามมากกว่า 40,000 คน</span></p>
<p><div id="attachment_94637" style="width: 690px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94637" class="wp-image-94637 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9.png" alt="" width="680" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9.png 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/9-360x240.png 360w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><p id="caption-attachment-94637" class="wp-caption-text">The School of Athens (1509-1511)</p></div></p>
<p><div id="attachment_94638" style="width: 690px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94638" class="wp-image-94638 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/10-2.jpg" alt="" width="680" height="383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/10-2.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/10-2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/10-2-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><p id="caption-attachment-94638" class="wp-caption-text">Judith Beheading Holofernes (1598)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>มีมนั้นสำคัญไฉน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากสร้างความสนุกสนานเฮฮาและผ่อนคลายความเครียดแล้ว มีมยังทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ในสังคมในเชิงเสียดสีประชดประชันอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นในปี 2012 สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน หรือ CCTV ทำการปิดอวัยวะพึงสงวนของประติมากรรม David (1501-1504) ของไมเคิลแองเจโลระหว่างรายงานข่าวจากนโยบายเซนเซอร์อันเข้มงวดในสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ของทางการจีน ทำให้เหล่าชาวเน็ตของจีนตอบสนองด้วยมีมที่หยิบเอาภาพประติมากรรมเดวิดและศิลปะภาพเปลือยในยุคคลาสสิกและเรอเนซองซ์มาใส่เสื้อผ้ากันอย่างเก๋ไก๋</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94639" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/12-1.jpg" alt="" width="381" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/12-1.jpg 381w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/12-1-191x300.jpg 191w" sizes="(max-width: 381px) 100vw, 381px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มีมไม่ได้ทำได้เพียงแค่นั้น เพราะในแง่ของการหยิบภาพวาดคลาสสิกมาทำเป็นมีม วัฒนธรรมนี้ยังช่วยเผยแพร่ศิลปะที่ดูเข้าถึงยาก ไปสู่หน้าจอของทุกคนแบบไม่แบ่งชนชั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามปกติ ผลงานศิลปะที่อยู่ในหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์อาจทำให้เหล่าคนรักศิลปะดื่มด่ำกำซาบในดวงหฤทัย แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่คอศิลปะก็อาจไม่ได้อินไปด้วยสักเท่าไหร่ แต่นับว่าโชคดีที่มีมทำให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น เหล่าบรรดาพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ต่างๆ เองก็ปรับตัวให้เข้ากับโลกออนไลน์ด้วยการอนุญาตให้ผู้ชมถ่ายภาพผลงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ เพื่อนำไปเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลมีเดีย หรือจะทำเป็นมีมตลกๆ ที่เข้ากับกระแสและสถานการณ์ในสังคมก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้ทำให้ศิลปะที่ปกติเคยเป็นของสูงส่งเลอค่าจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ถึงแม้ศิลปินชั้นครูยุคโบราณและยุคสมัยใหม่ผู้ล่วงลับทั้งหลายอาจจะไม่ได้เผื่อใจเอาไว้ว่าผลงานของพวกเขาจะถูกเอามาทำให้กลายเป็นมุกตลกแบบนี้ก็ตามที</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/The_Foot_of_Cupid" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">en.wikipedia.org</span></a></p>
<p><a href="https://knowyourmeme.com/memes/classical-art-memes" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">knowyourmeme.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.thisiscolossal.com/2020/03/jose-manuel-ballester-concealed-spaces/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">thisiscolossal.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-art-memes/">Art in the Time of Corona เมื่อศิลปะคลาสสิกกลายเป็น meme ฮิตในช่วงโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Carolina Sandretto ช่างภาพผู้สำรวจการทิ้งและไม่ทิ้งในคิวบาและเมืองร้างของรัสเซีย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/carolina-sandretto-all-things-left-behind/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2020 10:39:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[คิวบา]]></category>
		<category><![CDATA[Svalbard]]></category>
		<category><![CDATA[Carolina Sandretto​]]></category>
		<category><![CDATA[All Things Left Behind]]></category>
		<category><![CDATA[Cuba]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=91961</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการศิลปะภาพถ่ายที่น่าสนใจที่มีชื่อว่า All Things Left Behind นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ Carolina Sandretto​ ศิลปินภาพถ่ายชาวอิตาเลียนผู้เคยแสดงผลงานมาแล้วในหลายประเทศ มีหนังสือรวมภาพถ่าย Cines de Cuba และ Cuba. Vivir Con และยังได้ตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารทั่วโลก เช่น Vogue Italy, Elle Decor, L.A. Times, Glamour, The Guardian และอื่นๆ อีกมากมาย แคโรไลนา แซนเดรตโต อาศัยและทำงานอยู่ที่มิลานและปารีส เธอทำงานภาพถ่ายที่สำรวจประเด็นเกี่ยวกับห้วงเวลาที่ผันผ่านกับความทรงจำและการละทิ้งด้วยการใช้กล้องฟิล์มและเทคนิคการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมราวกับเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางจิตใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่เธอประสบพบเจอ ในนิทรรศการ All Things Left Behind ครั้งนี้ แคโรไลนาพาผู้ชมเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้นอย่างคิวบาและ Svalbard แอนตาร์กติกา เพื่อสำรวจความคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนผ่านของห้วงเวลาที่ส่งอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ อย่างชัดแจ้ง ทั้งพื้นผิวและมุมมองภายนอกที่ถูกกาลเวลากัดกร่อนและเปลี่ยนความหมายไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยเอาไว้ว่าเราเป็นใครในอดีต และความทรงจำของสิ่งที่หลงเหลืออยู่ สะท้อนภาพอดีตที่สั่งสมบนพื้นผิวของภูมิทัศน์ ข้าวของ หรือสถานที่ต่างๆ ที่ถูกละทิ้งหรือยังคงถูกใช้สอยอยู่ ที่สฟาลบาร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/carolina-sandretto-all-things-left-behind/">Carolina Sandretto ช่างภาพผู้สำรวจการทิ้งและไม่ทิ้งในคิวบาและเมืองร้างของรัสเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการศิลปะภาพถ่ายที่น่าสนใจที่มีชื่อว่า <a href="https://www.facebook.com/events/1218692588323502/" target="_blank" rel="noopener">All Things Left Behind</a> นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ <strong>Carolina Sandretto</strong>​ ศิลปินภาพถ่ายชาวอิตาเลียนผู้เคยแสดงผลงานมาแล้วในหลายประเทศ มีหนังสือรวมภาพถ่าย <em>Cines de Cuba และ Cuba. Vivir Con</em> และยังได้ตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารทั่วโลก เช่น <em>Vogue Italy, Elle Decor, L.A. Times, Glamour, The Guardian</em> และอื่นๆ อีกมากมาย</p>
<p>แคโรไลนา แซนเดรตโต อาศัยและทำงานอยู่ที่มิลานและปารีส เธอทำงานภาพถ่ายที่สำรวจประเด็นเกี่ยวกับห้วงเวลาที่ผันผ่านกับความทรงจำและการละทิ้งด้วยการใช้กล้องฟิล์มและเทคนิคการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมราวกับเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางจิตใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่เธอประสบพบเจอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92036" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-10.jpg" alt="Carolina Sandretto" width="472" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-10.jpg 472w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-10-210x300.jpg 210w" sizes="(max-width: 472px) 100vw, 472px" /></p>
<p>ในนิทรรศการ All Things Left Behind ครั้งนี้ แคโรไลนาพาผู้ชมเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้นอย่างคิวบาและ Svalbard แอนตาร์กติกา เพื่อสำรวจความคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนผ่านของห้วงเวลาที่ส่งอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ อย่างชัดแจ้ง ทั้งพื้นผิวและมุมมองภายนอกที่ถูกกาลเวลากัดกร่อนและเปลี่ยนความหมายไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยเอาไว้ว่าเราเป็นใครในอดีต และความทรงจำของสิ่งที่หลงเหลืออยู่ สะท้อนภาพอดีตที่สั่งสมบนพื้นผิวของภูมิทัศน์ ข้าวของ หรือสถานที่ต่างๆ ที่ถูกละทิ้งหรือยังคงถูกใช้สอยอยู่</p>
<p>ที่สฟาลบาร์ แคโรไลนาสำรวจเมืองเหมืองเก่าในยุค 80s อดีตที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงานของผู้คนกว่า 3,000 ชีวิต แต่ต่อมากลับถูกทิ้งร้างหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในช่วงทศวรรษ 1980 คนเหล่านั้นละทิ้งของใช้ส่วนตัวรวมถึงความทรงจำและร่องรอยการอยู่อาศัยเอาไว้เบื้องหลัง จนกลายเป็นดั่งพิพิธภัณฑ์แห่งเวลาอันเป็นนิรันดร์ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง สิ่งเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานแห่งชีวิตและเรื่องราวของพวกเขาที่เวลาได้สงวนรักษาเอาไว้และแปรเปลี่ยนความหมายไปอย่างช้าๆ</p>
<p>ส่วนคิวบาเป็นสถานที่ที่เวลาดำเนินไปอย่างเนิบช้าและทิวทัศน์แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่นั่น แคโรไลนาฉายภาพห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของซึ่งแม้จะเก่าและชำรุดทรุดโทรมแต่ยังคงถูกใช้งานอยู่ เพราะความอัตคัดขาดแคลนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และแม้เวลาจะแปรเปลี่ยนพื้นผิวของข้าวของต่างๆ เหล่านั้นให้เก่าคร่ำคร่า แต่พวกมันก็ยังคงถูกผู้คนที่ครอบครองอยู่ใช้งานอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-92039 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92040" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ แคโรไลนาแสดงภาพถ่ายจากสถานที่สองแห่งนี้แบบคละเคล้าปนเปกันโดยไม่แยกแยะ จำแนก หรือระบุว่าเป็นที่ไหน เธอเชื้อเชิญให้ผู้ชมอย่างเราสังเกตและคาดเดาเอาเองว่าภาพที่เราเห็นเป็นภาพของสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง หรือเป็นสถานที่ที่ยังคงมีผู้อยู่อาศัยใช้งานอยู่กันแน่</p>
<p>ในวันที่แคโรไลนาเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการครั้งนี้เราจึงได้พูดคุยกับเธอเกี่ยวกับที่มาของ All Things Left Behind และสิ่งที่พวกเขาอยากละทิ้งไว้เบื้องหลัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92052" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3.jpg" alt="" width="671" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3.jpg 671w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-298x300.jpg 298w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-600x604.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมคุณถึงสนใจแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกละทิ้งไว้เบื้องหลัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับฉัน สิ่งที่ถูกละทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นสำคัญมากเพราะมันเป็นตัวแทนความทรงจำของเรา มันบ่งบอกว่าเราเคยเป็นใคร และเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเราจะเป็นยังไงในอนาคต ในฐานะศิลปิน ฉันรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับความทรงจำเพราะมันเป็นสิ่งย้ำเตือนให้รำลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเราต่างถือกำเนิดเกิดมาบนโลกนี้ในเวลาอันสั้น เป็นเพียงชั่วเศษเสี้ยวอึดใจหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ เราต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกละทิ้งเอาไว้ ในขณะเดียวกัน เราก็ทิ้งเรื่องราวของเราในฐานะมนุษย์เอาไว้เบื้องหลัง และแน่นอนว่าในฐานะช่างภาพ ยิ่งเราทิ้งวัตถุทางภาพเอาไว้เท่าไหร่ วัตถุเหล่านั้นก็ยิ่งสะท้อนร่องรอยของกาลเวลาเอาไว้เท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สถานที่ที่คุณไปถ่ายภาพชุดนี้มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับคุณไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน หลักๆ ฉันถ่ายภาพชุดนี้จากสองสถานที่ หนึ่งคือคิวบา ซึ่งฉันใช้เวลามากกว่า 4 ปี เพื่อพัฒนาโครงการถ่ายภาพ 3 โครงการ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือผลงานในนิทรรศการนี้ อีกสองโครงการคือ Cines de Cuba ที่เป็นภาพถ่ายโรงภาพยนตร์ในคิวบา โครงการที่สองคือ </span><span style="font-weight: 400;">Cuba. Vivir Con เป็นชุดภาพถ่ายภายในบ้านต่างๆ ของผู้คนในคิวบา ซึ่งคุณจะเห็นบางส่วนของผลงานชุดนี้แสดงอยู่ในนิทรรศการนี้ด้วย ในภาพถ่ายภายในบ้านที่คิวบาเหล่านี้ วัตถุข้าวของทุกอย่างที่เห็นในภาพถ่ายนั้นดูเก่าแก่มาก และดูเหมือนมันถูกทิ้งร้างเอาไว้นานแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันยังถูกใช้งานอยู่ เหมือนภาพถ่ายรูปจักรเย็บผ้าที่แสดงอยู่ในนิทรรศการ ดูเผินๆ อาจเหมือนถูกทิ้งเอาไว้ แต่จริงๆ แล้วมันยังถูกใช้อยู่ทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นกลายเป็นแนวคิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การที่</span><span style="font-weight: 400;">วัตถุข้าวของต่างๆ ดูเก่าแก่อาจจะหมายความว่ามันถูกทิ้งเอาไว้ หรือในทางกลับกัน มันอาจจะยังถูกใช้งานอยู่ก็เป็นได้ ดังตัวอย่างเช่นในคิวบา เพราะสถานการณ์ในคิวบาเอื้อให้เกิดสภาวะแบบนั้น คนในคิวบาไม่มีโอกาสซื้อหาวัตถุข้าวของใหม่มาเปลี่ยนแบบเดียวกับที่เราทำ เวลาคุณต้องการเก้าอี้ใหม่ คุณก็ไปร้านขายเฟอร์นิเจอร์ซื้อเก้าอี้ตัวใหม่มา แต่คนในคิวบา</span><span style="font-weight: 400;">ทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงแม้คุณจะมีเงินพอซื้อเก้าอี้ตัวใหม่ แต่คุณก็อาจจะหาซื้อเก้าอี้ตัวใหม่ที่คุณต้องการในร้านค้าไม่ได้ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศค่อนข้างซับซ้อน และคิวบาก็ไม่ใช่ประเทศในเขตการค้าเสรีด้วย ดังนั้นบางทีวัตถุที่เห็นในภาพถ่ายของฉันก็อาจจะถูกละทิ้งเอาไว้ แต่ในบางกรณีมันก็ยังถูกใช้อยู่ และยังเป็นสิ่งของที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผู้เป็นเจ้าของมัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92041 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92042" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันไปเยือนคิวบาเป็นเวลาหลายปี ฉันได้พบกับผู้คนที่นั่น และปรับตัวเองให้เคยชินกับแนวคิดที่เรียกว่า Invento Cubano หรือนวัตกรรมแบบคิวบา ซึ่งหมายถึงการซ่อมแซมของบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน (คล้ายๆ กับข้าวของเครื่องใช้แบบ DIY : ผู้เขียน) หมายความว่า ข้าวของจะถูกซ่อมแซมไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรถูกทิ้งขว้าง เพราะมันยังมีประโยชน์อยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนอีกสถานที่หนึ่งของโครงการนี้  ฉันไปถ่ายภาพในเมืองชื่อ Pyramiden ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ซึ่งเคยเป็นเมืองทำเหมือง ในยุค 70s มีคนกว่า 1,500 คนอาศัยอยู่ที่นั่น มีโรงเรียน สนามกีฬา ระบบสาธารณูปโภค แต่ในช่วงปลายยุค 90s ผู้คนก็ละทิ้งเมืองออกไปจนหมด ด้วยสองสาเหตุคือทรัพยากรในเมืองหมดสิ้น ไม่มีอะไรให้ขุดอีกต่อไปแล้ว อีกสาเหตุคือการล่มสลายของสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหมือง ไม่มีเงินทุนหล่อเลี้ยงเมืองอีกต่อไป ผู้คนจึงอพยพออกจากเมืองไปจนหมด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าสนใจก็คือถ้าดูในภาพถ่ายคุณจะเห็นว่าพวกเขาไม่แม้แต่จะเอาข้าวของติดตัวไปด้วยซ้ำ ตอนอยู่ที่นั่น ฉันพบแผ่นเสียง หนังสือ ไดอารี อุปกรณ์การเรียนซึ่งเป็นของส่วนตัวมากๆ ทำให้ฉันพบว่าพฤติกรรมการทิ้งสิ่งของของคนที่พิรามิเดนช่างตรงกันข้ามกับผู้คนในคิวบาที่เก็บข้าวของทุกอย่างไว้ใช้ ขณะเดียวกันฉันก็พบคุณลักษณะร่วมของสองสถานที่ซึ่งเป็นเมืองคอมมิวนิสต์กับสังคมนิยม ในบางแง่ ภาพลักษณ์ของสถานที่ทั้งสองก็มีความคล้ายคลึงกันจนทำให้เวลาคุณดูภาพถ่ายที่แสดงในนิทรรศการนี้แล้วคุณอาจจะแยกไม่ออกว่าที่ไหนเป็นที่ไหน นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันไม่เขียนชื่อสถานที่เอาไว้ใต้ภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92043 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>และคุณก็แสดงภาพถ่ายสถานที่ทั้งสองแห่งแบบคละปะปนกันด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถูกต้อง ฉันแสดงภาพแบบปะปนกันเพราะฉันไม่อยากให้ผู้ชมรู้แน่ชัดว่าแต่ละภาพคือที่ไหน ฉันอยากให้ผู้คนหลงทางอยู่ในแนวคิดเกี่ยวกับความทรงจำ ในความฝันและความเป็นจริง ในสิ่งที่ถูกใช้งานและสิ่งที่ถูกทอดทิ้ง ฉันอยากสร้างความสับสนและอยากให้ผู้คนเพลิดเพลินกับความงามของภาพถ่ายมากกว่าจะมัวแต่หมกมุ่นว่าภาพนี้ถ่ายมาจากที่ไหน </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตอนแรกที่ดูรูป เรานึกไปถึงสถานที่ประสบภัยพิบัติอย่างเชอร์โนบิลเลย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชอร์โนบิลเป็นสถานที่อันน่าเหลือเชื่อซึ่งสภาพแวดล้อมที่เห็นนั้นเกิดจากภัยพิบัติ แต่ที่นี่ไม่ได้ประสบภัยพิบัติอะไร มันอาจจะสะเทือนอารมณ์น้อยกว่าแต่ก็น่าเหลือเชื่อมากกว่าว่าทำไมผู้คนเหล่านี้ถึงทิ้งที่อยู่อาศัยที่ยังสภาพดีอยู่ไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดภัยพิบัติอะไร ถ้าคุณสังเกตบางภาพ ในบางที่เขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับเกิดภัยพิบัติ ราวกับเป็นสภาพแวดล้อมหลังเกิดระเบิดนิวเคลียร์ยังไงยังงั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณใช้เวลาอยู่ที่เมืองพิรามิเดนนานเท่าไหร่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันใช้เวลาอยู่ที่นั่น 4 วัน เพราะมันเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยาก คุณต้องบินไปที่เกาะสฟาลบาร์แล้วหาเรือเข้าไปที่พิรามิเดน ตอนนี้ที่นั่นมีโรงแรมแล้ว แต่ตอนที่ฉันไปถึงโรงแรมยังไม่เปิด ฉันคิดว่าฉันเป็นลูกค้าคนแรกเลยนะ โรงแรมก็มีแค่ชั้นเดียวที่ซ่อมแซมให้พักอาศัยได้ มีไฟฟ้าใช้แต่ไม่มีน้ำอุ่น ฉันต้องอาบน้ำเย็นทุกวันเลย (หัวเราะ) นอกจากโรงแรมที่ถูกซ่อมแซม สถานที่อื่นๆ ก็ยังคงถูกทิ้งร้างอย่างที่เห็น ไม่มีการมีซ่อมแซมหรือแตะต้องสัมผัสอะไรอย่างสิ้นเชิง ฉันโชคดีมากที่ได้พบผู้ชายคนหนึ่งที่พาฉันไปในสถานที่ที่ไม่มีใครมีโอกาสได้เข้าไปเป็นเวลา 30 ปี เพราะฉะนั้นภาพเหล่านี้จึงเป็นภาพถ่ายของสถานที่เหล่านั้นที่ถูกถ่ายเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-92045 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7.jpg" alt="Carolina Sandretto" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92046 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ทำไมคุณถึงถ่ายภาพออกมาในรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพเหล่านี้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะฉันใช้กล้องฟิล์มมีเดียมฟอร์แมตในการถ่ายภาพและฉันใช้ฟิล์มเนกาทีฟไม่ใช่ดิจิทัล ฉันชอบรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพราะมันเปิดโอกาสให้ฉันจัดองค์ประกอบในภาพได้อย่างแม่นยำ ฉันตัดสินใจได้ว่าอะไรจะอยู่หรือไม่อยู่ในกรอบของภาพที่ฉันถ่าย เหตุผลอีกอย่างที่ฉันตัดสินใจใช้กล้องแบบนี้เพราะมันใช้งานได้ยากเลยทำให้ฉันต้องพูดคุยกับผู้คนก่อนถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคิวบา เพราะฉันชอบที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนก่อนที่จะถ่ายภาพพวกเขา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตอนถ่ายภาพด้วยกล้องมีเดียมฟอร์แมต คุณถือกล้องเอาไว้ระดับอกแล้วพูดคุยกับพวกเขาไปด้วยแล้วถ่ายหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ๆๆ ฉันถ่ายโดยใช้ขาตั้งกล้อง แต่คนที่ฉันถ่ายทุกคนต้องเซย์เยสก่อนฉันถึงจะถ่ายภาพพวกเขาได้ โดยปกติฉันจะถูกเชิญให้เข้าไปบ้านของพวกเขา และบางครั้งฉันต้องใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขาเป็นชั่วโมง ซึ่งถ้าคุณคุยกับฉันแล้วก็คงรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันเลย (หัวเราะ) เพราะฉันต้องการรู้</span><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของพวกเขา ต้องการรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร และหลังจากนั้นฉันถึงถ่ายรูปพอร์เทรตและบ้านของพวกเขา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณกล่าวในบทนำของนิทรรศการว่าการมาถึงของยุคดิจิทัลทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกอัพโหลดขึ้นไปในโลกออนไลน์จนทำให้พื้นที่ทางกายภาพในโลกแห่งความเป็นจริงถูกละทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง คุณรู้สึกยังไงกับโลกออนไลน์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เป็นหัวข้อหลักที่ฉันสำรวจมาตลอดอาชีพการทำงานของฉัน หนังสือรวมภาพถ่ายเล่มแรกของฉันเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ในคิวบา พื้นที่ทางกายภาพของโรงภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงของประสบการณ์ในการเสพสื่อของเราทุกคน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เราเข้าไปดูหนังในโรงหนังแต่ทุกวันนี้เรามีจอส่วนตัว ทั้งโทรทัศน์จอแบนหรือจอมือถือที่เล็กลงเรื่อยๆ ฉันคิดว่ายิ่งจอเล็กลงเท่าไหร่ เราก็โดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เราสื่อสารกันน้อยลง เราไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;">เพลิดเพลินกับหนังหรือเกมร่วมกัน สิ่งนี้คือประเด็นที่ฉันสำรวจในโปรเจกต์ศิลปะต่างๆ ของฉันในฐานะศิลปิน </span></p>
<p><a href="Carolina Sandretto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92047" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11.jpg" alt="Carolina Sandretto" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a></p>
<p><b>แล้วคุณคิดยังไงกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันว่ามันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราทุกคนต้องโอบรับความเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะเก็บความทรงจำเอาไว้ว่าเราเคยเป็นยังไงมาก่อน ฉันอยากให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าเราเคยไปดูหนังกันในโรงหนังและไม่ลืมว่าเราเคยมีสถานที่ที่เราเคยใช้เป็นที่ออกเดต หางาน หาอพาร์ตเมนต์ตามประกาศในโรงหนัง นี่คือสถานที่ที่เรามารวมตัวและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนในอนาคตที่จะไม่ลืมและได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม ถึงฉันจะทำงานด้วยกล้องแอนะล็อก แต่ภาพของฉันทุกภาพก็ถูกสแกนและพิมพ์ออกมาในระบบดิจิทัลอยู่ดี ไม่อย่างงั้นฉันก็คงทำหนังสือหรือนิทรรศการไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามดิจิทัลก็ต้องมาถึงตัวฉัน ถึงแม้ฉันจะถ่ายภาพด้วยเทคนิคที่แตกต่างจากดิจิทัล เพราะเป็นกระบวนการหนึ่งในการทำงานของฉัน แต่ภาพถ่ายในชุด Cuba. Vivir Con มีอยู่ 1,500 รูป คุณลองคิดดูว่าฉันจะคัดเลือกภาพมาให้</span><span style="font-weight: 400;">มิเชลาได้ยังไง ถ้าฉันไม่มีคอมพิวเตอร์ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ดิจิทัลเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ฉันพยายามที่จะไม่ลืม</span><span style="font-weight: 400;">ว่าเรามาจากไหน และพยายามอย่างมากที่จะสำรวจความทรงจำว่าเราเคยเป็นอะไรมาก่อน</span></p>
<p><div id="attachment_92067" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92067" class="size-full wp-image-92067" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-92067" class="wp-caption-text">แคโรไลนา และ Michela Negrini ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ</p></div></p>
<p><b>โดยปกติแล้ว การถ่ายภาพเป็นการเก็บห้วงเวลาในอดีตเอาไว้ คุณคิดว่าภาพถ่ายสามารถพูดถึงอนาคตได้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันคิดว่าจริงๆ แล้วภาพถ่ายเป็นสื่อแห่งอนาคตนะ ประการแรกสุด ตอนนี้มันเป็นสื่อที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้ หนึ่งในกล้องถ่ายภาพที่ทรงพลังที่สุดที่ฉันมีก็อยู่ในโทรศัพท์ของฉัน มันดีมากที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็นช่างภาพได้ คุณต้องรู้ความแตกต่างระหว่างภาพที่ใช้ในการโฆษณาและการพาณิชย์กับภาพที่เป็นศิลปะที่ทำขึ้นเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ทุกคนสามารถมีกล้องถ่ายรูปในกระเป๋ากางเกงได้ มันทำให้โลกการถ่ายภาพเกิดการแข่งขันมากขึ้น ทำให้ทุกคนสามารถแยกแยะระหว่างภาพที่ดีกับภาพที่ไม่ดีได้ เพราะพวกเขาได้ฝึกฝนในการดูภาพมาอย่างมากมายในโลกออนไลน์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แต่ในขณะเดียวกันเราก็โดนเทคโนโลยีเหล่านี้แทรกแซงได้เช่นเดียวกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นไปได้เพราะมีภาพมากมายมหาศาลในโลกปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนก็ตัดแต่งโลกของตัวเอง เราเลือกฟอลโลว์บางคนในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดีย นั่นหมายความว่าเราก็ได้ตัดแต่งและคัดเลือกในสิ่งที่เราอยากเห็น ดังนั้นเราต่างก็มีจิตวิญญาณ สายตา และความคิดในเชิงวิพากษ์ที่จะเลือกเสพสิ่งรอบตัวได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92048" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><i><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการ All Things Left Behind โดย แคโรไลนา แซนเดร็ตโต คิวเรตโดย Michela Negrini นำ</span></i><i>เสนอโดย [dip] contemporary art หอศิลป์ร่วมสมัยแห่งเมืองลูกาโน สวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกับ RCB Galleria จัดแสดงที่ห้อง 240 ชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม &#8211; 30 มีนาคม 2020</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/carolina-sandretto-all-things-left-behind/">Carolina Sandretto ช่างภาพผู้สำรวจการทิ้งและไม่ทิ้งในคิวบาและเมืองร้างของรัสเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การผจญภัยและเกิดใหม่อีกครั้งในฐานะศิลปินของ ท็อป จ่างตระกูล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/top-changtrakul/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Jan 2020 11:23:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[WTF Gallery & Café]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อป จ่างตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[​ Other Worldly]]></category>
		<category><![CDATA[ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะคอนเซปต์ชวล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=88824</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเอ่ยชื่อของ ท็อป–ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล วันนี้ หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะผู้บริหารของ Farmgroup สตูดิโอกราฟิกดีไซน์และบริษัทให้คำปรึกษาด้านงานออกแบบ ผู้ริเริ่มงาน Hotel Art Fair นิทรรศการศิลปะสนุกๆ ที่เปลี่ยนห้องพักของโรงแรมชั้นนำเป็นแกลเลอรีของศิลปินทั่วเมืองไทยและต่างชาติซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในบ้านเรา แต่หากย้อนกลับไปในปี 1999 ‘ท็อป จ่างตระกูล’ คือศิลปินหน้าใหม่ไฟแรงผู้จบการศึกษาจาก San Francisco Art Institute และสร้างชื่อในแวดวงศิลปะร่วมสมัยของสหรัฐอเมริกาในฐานะศิลปินเลือดใหม่ผู้น่าจับตากับผลงานศิลปะแนวคอนเซปต์ชวลอันซับซ้อน ก้าวล้ำ และแหวกแนว ยุคนั้นเขามีนิทรรศการแสดงเดี่ยวและกลุ่มในนิวยอร์ก ฟินแลนด์ ฮาวาย และเกาหลีใต้ ได้ร่วมแสดงนิทรรศการในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Venice Biennale ครั้งที่ 50 ที่ประเทศอิตาลี ทั้งยังได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมตีพิมพ์ใน The New York Times, Artforum และ Art in America อันเป็นสื่อศิลปะทรงอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เมื่อกลับมาเมืองไทยหลังใช้ชีวิตในอเมริกากว่า 2 ทศวรรษ แวดวงศิลปะรับรู้เขาในบทบาทศิลปินรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าผู้มีผลงานแปลกแหวกขนบปนห้าวห่าม ควบคู่ไปกับการทำรายการสารคดีออนไลน์ที่นำเสนอเรื่องราวในแวดวงศิลปะอย่าง artscenetv.net ก่อนผันตัวมาทำธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ในชื่อบริษัท Farmgroup ร่วมกับมิตรสหาย และห่างหายจากการทำงานศิลปะไปนานหลายปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/top-changtrakul/">การผจญภัยและเกิดใหม่อีกครั้งในฐานะศิลปินของ ท็อป จ่างตระกูล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเอ่ยชื่อของ </span><b>ท็อป–ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล</b><span style="font-weight: 400;"> วันนี้ หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะผู้บริหารของ Farmgroup สตูดิโอกราฟิกดีไซน์และบริษัทให้คำปรึกษาด้านงานออกแบบ ผู้ริเริ่มงาน Hotel Art Fair นิทรรศการศิลปะสนุกๆ ที่เปลี่ยนห้องพักของโรงแรมชั้นนำเป็นแกลเลอรีของศิลปินทั่วเมืองไทยและต่างชาติซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในบ้านเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากย้อนกลับไปในปี 1999 ‘ท็อป จ่างตระกูล’ คือศิลปินหน้าใหม่ไฟแรงผู้จบการศึกษาจาก San Francisco Art Institute และสร้างชื่อในแวดวงศิลปะร่วมสมัยของสหรัฐอเมริกาในฐานะศิลปินเลือดใหม่ผู้น่าจับตากับผลงานศิลปะแนวคอนเซปต์ชวลอันซับซ้อน ก้าวล้ำ และแหวกแนว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-88860 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-10.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุคนั้นเขามีนิทรรศการแสดงเดี่ยวและกลุ่มในนิวยอร์ก ฟินแลนด์ ฮาวาย และเกาหลีใต้ ได้ร่วมแสดงนิทรรศการในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Venice Biennale ครั้งที่ 50 ที่ประเทศอิตาลี ทั้งยังได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมตีพิมพ์ใน The New York Times, Artforum และ Art in America อันเป็นสื่อศิลปะทรงอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกลับมาเมืองไทยหลังใช้ชีวิตในอเมริกากว่า 2 ทศวรรษ แวดวงศิลปะรับรู้เขาในบทบาทศิลปินรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าผู้มีผลงานแปลกแหวกขนบปนห้าวห่าม ควบคู่ไปกับการทำรายการสารคดีออนไลน์ที่นำเสนอเรื่องราวในแวดวงศิลปะอย่าง artscenetv.net ก่อนผันตัวมาทำธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ในชื่อบริษัท Farmgroup ร่วมกับมิตรสหาย และห่างหายจากการทำงานศิลปะไปนานหลายปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทศวรรษใหม่ปี 2020 นี้ ท็อปหวนกลับสู่บทบาทศิลปินอีกครั้งกับ ‘Other Worldly’ นิทรรศการ</span><span style="font-weight: 400;">ภาพวาดที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดในวัยเด็ก ผสมผสานกับประสบการณ์จากภาพยนตร์และหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์ ออกมาเป็นภาพวาดเรื่องดวงดาวที่ตกอยู่ในความหายนะซึ่งเข้มข้นและตึงเครียด</span></p>
<p><div id="attachment_88876" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88876" class="wp-image-88876 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-6.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-88876" class="wp-caption-text">To Thine Own Self Be True (2019)</p></div></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-88877 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในคราวนี้ เขาละทิ้งการทำงานแบบคอนเซปต์ชวลอาร์ตอันล้ำสมัยและสลับซับซ้อน กลับมาสู่พื้นฐานของการทำงานศิลปะอันเรียบง่ายอย่างการวาดภาพเล่าเรื่องราวซื่อใส ตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความคาดเดาไม่ได้และจุดเชื่อมโยงอันหลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตัดสินใจว่าจะควบคุมหรือโยงใยเรื่องราวอย่างไรคล้ายกับเป็นนวนิยายส่วนบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวตน ผลงาน และการหวนกลับสู่บทบาทศิลปินของ ท็อป จ่างตระกูล เป็นอย่างไร เขาพร้อมเล่าให้เราฟัง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-88865 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-20.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-20.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-20-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ที่มาของ Other Worldly เป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงที่ทำนิทรรศการเป็นช่วงที่เราลาออกจาก Farmgroup เราอยากจะรีแบรนด์ตัวเอง ให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง เพราะตอนทำงานบริษัทเราไม่ค่อยได้ทำงานศิลปะมากนัก ซึ่งงานบริษัทเราก็ชอบนะ แต่เราคิดว่าบางทีเราก็อยากทำอะไรมากกว่านั้น ชีวิตคนเราควรจะมีสีสันมากกว่าจะต้องทำงานประจำไปเรื่อยๆ เราก็เลยคิดถึงตอนทำงานศิลปะสมัยอายุประมาณ 14-15 ปี หรือช่วงที่เรามีนิทรรศการแสดงเดี่ยวที่นิวยอร์กครั้งแรก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราสนุกและมีความสุขจริงๆ เราอยากจะกลับไปเป็นเหมือนช่วงนั้น ก็คิดว่าจะทำยังไงดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตลอดเพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องต่างๆ และทำให้สมองเราไม่หยุดพัฒนา เราก็เลยไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์มาอ่านหลายเล่ม เล่มที่สะกิดใจเรามากที่สุดชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">Big Magic : Creative Living Beyond Fear</span></i><span style="font-weight: 400;"> เขียนโดย Elizabeth Gilbert</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือเขียนว่าศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์หลายคนชอบคิดว่าวันเวลาที่ดีที่สุดของคุณได้ผ่านไปแล้ว สมมติว่าคุณเป็นนักดนตรี ดีเจ นักเขียน ช่างภาพ หรืออะไรก็ตามแต่ พอทำงานจนถึงช่วงพีคแล้วคุณก็ไปแต่งงาน มีลูก มีภาระต่างๆ คุณเลยไม่สามารถทำสิ่งที่ชอบได้ทำให้ไฟมอดไป หนังสือเล่มนี้บอกว่าคุณยังไม่ต้องลาออกจากงานก็ได้ แต่ลองใช้เวลาเข้าไปในสตูดิโอ ทำในสิ่งที่คุณชอบสักวันละชั่วโมง คุณเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวันเดี๋ยวก็จะมีอะไรออกมาเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงนั้นเรายังไม่ได้ลาออกจากงานที่ Farmgroup พออ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยความที่เราเป็นคนบ้าๆ เราก็พยายามทำตามที่หนังสือบอก ตื่นตั้งแต่ตีห้า เข้าสตูดิโอไปวาดรูป อยากวาดอะไรก็วาด กลายเป็นรูปบ้ารูปบอที่เราไม่ได้เอามาแสดงในนิทรรศการเพราะมันเป็นมุกตลกส่วนตัวที่เราเก็ตอยู่คนเดียว </span><span style="font-weight: 400;">วาดไปวาดมาเราก็เหลือบไปเห็นตัวละครเล็กๆ ที่เราวาดเมื่อปี 2007 จากนิทรรศการเดี่ยวที่  H Gallery เราก็เกิดแรงบันดาลใจว่า “เฮ้ย! ท็อป ยูชอบวาดรูปแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ไอ้ตัวนี้ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าของยูแน่ๆ”</span> <span style="font-weight: 400;">เราชอบมากเลยเอาตัวละครตัวนี้กลับมาทำให้มีชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-88873 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-13.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>การออกจากเซฟโซน ลาออกจากงานประจำที่มีรายได้แน่นอนไม่ทำให้คุณกังวลบ้างเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดีก่อนหน้านี้เรามีเงินเก็บอยู่บ้างเป็นเหมือนเปลนิรภัยของเรา แต่ตอนนี้เงินเก็บเราใกล้หมดแล้วเราก็เลยต้องรีบทำงานออกมาขาย (หัวเราะ) ในหนังสือ <em>Big Magic</em> ที่เราอ่าน เขาบอกว่าต่อให้คุณเจอแพสชั่นหรืองานที่ชอบแล้วแต่ก็ห้ามออกจากงานประจำทันที ให้ทำควบคู่กันไปด้วยจนกระทั่งงานที่คุณชอบประสบความสำเร็จจนเลี้ยงตัวเองได้แล้วค่อยลาออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขายกตัวอย่าง John Grisham (นักเขียนนวนิยายแนวอาชญากรรม / กฎหมาย) ซึ่งทำงานเขียนควบคู่ไปกับงานกฎหมาย พอหนังสือขายดีแล้วถึงค่อยลาออก ที่สำคัญใน <em>Big Magic</em> บอกว่าทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีแพสชั่น คุณแค่ต้องบริหารจัดการมัน หาเวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงตอนเช้า ทำไปเรื่อยๆ ทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่ยังไม่ออกจากงาน เราตื่นตีห้ามาวาดรูปแล้วค่อยไปทำงานตอนสิบโมง ช่วงเวลาที่วาดรูปเวลาผ่านไปเร็วมาก แต่ช่วงเวลาสิบโมงเช้าจนถึงหกโมงเย็นนี่ผ่านไปช้ามาก (หัวเราะ) เลิกงานกลับมาบ้านเราก็วาดต่อ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็วาด ตอนแรกๆ เราวาดออกมาห่วยมาก วาดไปสักพักถึงเริ่มเข้าท่า รูปมันก็บอกเราว่าลาออกมาเลยดีไหม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เดี๋ยวๆ ใครบอกบอกคุณนะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปที่เราวาดบอกน่ะ (หัวเราะ) มันบอกเราว่า ‘ลาออกจากงานดีกว่าไหม มาผจญภัยกับเราเต็มเวลาตรงนี้ดีกว่า’ เราก็เลยคิดว่าน่าจะโอเค โชคดีที่เราเคยทำ Hotel Art Fair มาก่อนทำให้เรารู้จักแกลเลอรีเยอะมาก ไม่เหมือนสมัยที่เรากลับมาเมืองไทยใหม่ๆ เราไม่รู้จักใครเลย ตอนนี้เราทำงานเสร็จก็มีแกลเลอรีแสดงงาน ได้ขายงาน เพื่อที่จะเอาเงินมาทำงานต่อ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปตอนนี้ชีวิตเราก็ไม่ต่างกับทำงานประจำนะเพราะการเป็นศิลปินอาชีพเต็มตัวก็ต้องมีวินัยในการทำงาน ตื่นเก้าโมงเช้าทำงานจนถึงหกโมงเย็น เราอาจจะไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ติดต่อลูกค้า ไม่ได้ออกไปตรวจงาน แต่นั่งวาดรูปในสตูดิโอ มันเป็นชีวิตอีกแบบที่เราคิดว่าเหมาะสำหรับคนอายุใกล้ห้าสิบอย่างเรา คล้ายๆ เกษียณน่ะ (หัวเราะ) อยู่บ้านวาดรูป เลี้ยงหมา ปลูกบอนไซ เป็นชีวิตที่เงียบสงบจริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-88875 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ทำไมคุณถึงตั้งชื่องานล่าสุดว่า Other Worldly </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราตั้งชื่อว่า Other Worldly เพราะเราสามารถพาตัวละครพวกนี้ไปเที่ยวได้ตลอดเวลา เราอยากพามันไปผจญภัย ตอนเด็กๆ เวลาวาดรูปเราก็เหมือนเด็กทุกๆ คนแหละที่จะวาดตัวละครพระเอกกับผู้ร้ายสู้กัน พอผู้ร้ายโดนยิงเราก็จะเอายางลบลบหัวผู้ร้ายแล้วก็วาดให้มีเลือดออกมา (หัวเราะ) แต่งานชุดนี้เราไม่อยากวาดให้ออกมารุนแรงขนาดนั้นนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพวาดชุดนี้มีตัวละครสองฝ่าย ฝ่ายไหนเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายก็ไม่รู้แต่ที่แน่ๆ คือฝ่ายตัวละครใส่หมวกกันน็อกเป็นผู้มาเยือนเมืองหรือดาวเคราะห์แห่งหนึ่งแล้วก็จับตัวละครอีกฝ่ายคือสัตว์ประหลาดบนดาวดวงนี้มาทำการทดลอง </span><span style="font-weight: 400;">เช่น ในภาพชื่อ Free at Last เป็นภาพสัตว์ประหลาดโดนทดลอง เจ็บปวด พอมันหลุดออกมาได้ ก็มาทำร้ายไอ้หมวกกันน็อกพวกนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพสัตว์ประหลาดที่ถูกจับมาทดลองในห้องทดลอง เราตั้งชื่อว่า No Hard Feelings ได้แรงบันดาลใจจากการดูข่าวพะยูนตายก็เลยวาดเป็นรูปพะยูนถูกเอามาทดลอง สร้างให้เป็นแกะ แล้วก็มีสัตว์ประหลาดสองหัวแอบเข้ามาในห้องทดลองจะมากินไอ้ตัวสวมหมวกกันน็อกอีกที </span><span style="font-weight: 400;">อีกภาพที่ชื่อ Book Worm เราวาดรูปตัวละครใส่หมวกกันน็อกอ่านหนังสือ <em>Big Magic</em> ที่ให้แรงบันดาลใจกับเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-88879 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-23.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-23-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_88863" style="width: 685px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88863" class="wp-image-88863 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-88863" class="wp-caption-text">No Hard Feelings (2019), Bookworm (2019)</p></div></p>
<p><b>ทำไมตัวละครฝ่ายหนึ่งถึงต้องใส่หมวกกันน็อกด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราวาดตัวละครใส่หมวกกันน็อกเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เราขึ้นวินมอเตอร์ไซค์บ่อยๆ (หัวเราะ) อีกอย่างคือเราชอบชุดประดาน้ำเพราะมันเท่น่ะ ตอนเด็กๆ เราคิดว่าไม่มีใครเท่เกินกว่าคนที่ใส่ชุดประดาน้ำแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความที่งานชุดนี้ต่อยอดมาจากงานวาดเส้นที่เราทำในปี 2007 ซึ่งมีความใกล้เคียงกับรูปที่เราวาดเล่นตอนเด็กๆ เราก็เลยเอางานจากปี 2007 มาแสดงด้วย 2 ชิ้นเพื่อให้คนดูเห็นแรงบันดาลใจของเรา ชื่อ Control Chaos กับ Easy Peacy เล่าเรื่องของโลกในอนาคต เพราะคนชอบถามเราว่า ‘คิดว่าอนาคตจะดีหรือเปล่า?’ แต่เราคิดว่าอนาคตแม่งแย่ว่ะ เพราะมนุษย์เราทำลายธรรมชาติ ตัดต้นไม้ ในภาพเราก็เลยวาดรูปต้นไม้เหล็ก เพราะต้นไม้จริงๆ ถูกตัดจนไม่เหลือแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะต้องทำงานกันหมดยกเว้นตัวละครหนึ่งตัวที่เป็นเจ้านายไม่ต้องทำอะไร นั่งสูบบุหรี่เท่ๆ ชิลล์ๆ อยู่บนเรือยอชต์ (หัวเราะ)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณวาดงานชุดนี้ด้วยเทคนิคอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กับงานชุดนี้เราไม่ใช้สีอะคริลิกหรือสีน้ำมันเพราะมันยุ่งยาก ต้องมีพู่กัน มีจานสี มีน้ำ บ้านเราเลี้ยงหมาด้วยเราก็เลยใช้สีชอล์กน้ำมันกล่องละร้อยกว่าบาทแบบที่เด็กๆ ใช้ ซึ่งเราแฮปปี้มาก เพราะหนึ่งคือราคาถูก สอง สีชัดเจน วาดเสร็จก็พ่นสเปรย์เคลือบสีลงไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนเราวาดภาพลงบนกระดาษชานอ้อยที่นักเรียนสถาปัตย์เขาใช้ทำโมเดลเอามาต่อกันสองแผ่น แต่เรารู้สึกว่าขนาดเล็กไปหน่อย เราเลยวาดรูปบนกระดาษสีน้ำตาลที่ใช้ห่อของต่อกันสามแผ่น เพราะเราอยากให้ดูเหมือนโทรทัศน์จอยักษ์ในบ้าน คนดูจะได้มองเห็นชัดๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-88864 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-1.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_88878" style="width: 685px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88878" class="wp-image-88878 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-5.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-88878" class="wp-caption-text">Control Chaos (2007), In Transit (2019)</p></div></p>
<p><b>พอวาดรูปสไตล์เด็กๆ แล้ว คุณต้องร่างก่อนไหมหรือทำสดเลย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่จะทำสดๆ เลยนะ เอากระดาษมาเรียงกันแล้วก็วาดเลย บางทีก็วาดในสมุดสเกตช์ก่อนแล้วเอามาวาดลงบนกระดาษแผ่นใหญ่อีกที การที่เราวาดลงบนกระดาษแบบนี้ดีอยู่อย่างคือมันไม่เครียดมาก ผิดก็ไม่เป็นไร ร่างภาพด้วยดินสอ ถ้าไม่ชอบเราก็ลบแล้ววาดใหม่ เสร็จแล้วค่อยลงสี หรือแม้จะลงสีผิดเราก็ยังเอาคัตเตอร์ขูดสีออกแล้วลงสีใหม่ได้ นี่เป็นข้อดีของสีชอล์กน้ำมัน มันมีความยืดหยุ่น เวลาวาดสีทับกันก็สวยดี วาดพวกเส้นตรงเส้นโค้งวงกลมก็ใช้เครื่องมือเขียนแบบของนักศึกษาสถาปัตย์ช่วยเอา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>งานชุดนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดวัยเด็ก แปลว่าคุณเริ่มสนใจศิลปะตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลย ชีวิตเราง่ายมากด้วยความที่เราเป็นคนโชคดี อยากทำอะไรก็ได้ทำ พอเรียนจบ ป. 6 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เราก็ไปต่อเกรด 7-8 ที่แคลิฟอร์เนีย แล้วก็ไปเรียนไฮสคูลที่เมาวี ฮาวาย จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่ San Francisco Art Institute แคลิฟอร์เนีย เรียนศิลปะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คอร์สที่เราเรียนสำหรับสมัยนั้นถือเป็นแนวทางใหม่ คือเป็นสาย performance art บวกกับวิดีโอและ installation ทำงานอะไรส่งก็ได้ เดินเข้าไปในห้องแล้วตดก็ยังเป็นงานได้ ทุกวันคือเซอร์ไพรส์ อะไรแบบนั้นเปิดโลกทัศน์เราจากที่เคยคิดว่าศิลปะต้องเป็นแค่จิตรกรรมหรือประติมากรรม แล้วสมัยที่เราเรียนเขาห้ามทำงานซ้ำ ทุกอย่างต้องใหม่หมด อะไรที่มีให้เห็นในหนังสือคุณจะเอามาแสดงในห้องเรียนไม่ได้  มันล้าสมัยไปแล้ว ทุกคนก็ต้องหาอะไรใหม่ๆ มาทำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>มีงานไหนที่ยังจำได้จนถึงตอนนี้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานแสดงในชั้นเรียนครั้งแรกที่เราคิดว่าทำได้ดีชื่อ JK2000 เราเอาคอนเซปต์ของโดราเอมอนมาใช้ ทำเป็นเครื่องมือติดต่อกับชาติที่แล้ว ฝรั่งไม่เคยเจออะไรแบบนี้เห็นแล้วก็งงไปเลย (หัวเราะ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานนี้เป็นงาน assemblage (สื่อประสม) เราเอาแผ่นสเกลตาชั่งมาติดกับแผ่นไม้พิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ข้างในมีหลอดไฟและมอเตอร์ เราติดเครื่องมือนี้ไว้กับคีย์บอร์ด เวลาพิมพ์คีย์บอร์ดแผ่นสเกลก็จะหมุนและมีไฟกะพริบตรงตัวอักษรเหมือนเรากำลังสื่อสารกับชาติที่แล้ว ตอนอาจารย์ให้ลองทดสอบเครื่องเราก็ขึ้นไปพิมพ์ แล้วบอกว่าชาติที่แล้วเราเป็นอะไร เป็นผีเสื้อบ้าง เป็นมดบ้าง ย้อนไปได้ 53 ชาติ</span></p>
<p><div id="attachment_88884" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88884" class="size-full wp-image-88884" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/1-1-2-e1580459022649.jpg" alt="" width="675" height="577" /><p id="caption-attachment-88884" class="wp-caption-text">JK2000 (1999)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาเราทำงานศิลปะ เราต้องคิดว่ามันเป็นไม้กายสิทธิ์ เสกอะไรให้เกิดขึ้นก็ได้ เหมือนเวลาเราไปพิพิธภัณฑ์แล้วเห็นถ้วยน้ำใบหนึ่งมีป้ายติดว่าเป็นถ้วยที่พระเยซูคริสต์ใช้ดื่มน้ำ มันก็กลายเป็นถ้วยศักดิ์สิทธ์ขึ้นมาได้ทันที นี่คือพลังของตัวหนังสือและถ้อยคำ เหมือนของวิเศษของโดราเอมอนที่เป็นไปไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง แต่เราก็เชื่อมันได้ เอาสิ่งนี้มาใช้เป็นงานของเราได้ งานชิ้นนี้เป็นทีสิสจบของเราด้วยและได้ไปแสดงในนิทรรศการ NEW INVENTION 2 ที่ Lance Fung Gallery นิวยอร์ก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้นเราก็ได้ไปแสดงงานในนิทรรศการศิลปะและสถาปัตยกรรมนานาชาติ </span><a href="http://www.anamorphosis-architects.com/projects/snowshow/project_snowshow.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Snow Show (2004)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ฟินแลนด์ เป็นการเอาศิลปินมาทำงานร่วมกับสถาปนิก เราทำงานร่วมกับสตูดิโอสถาปนิก LOT-EK ทำเป็นงานศิลปะเชิงประสบการณ์ข้างในโครงสร้างคอนเทนเนอร์ที่ LOT-EK สร้างขึ้นมา ในนิทรรศการนี้ยังมี Yoko Ono, Lawrence Weiner, Kiki Smith, Anish Kapoor, Rachel Whiteread ทำงานกับสถาปนิกอย่าง Tadao Ando และ Zaha hadid ด้วย</span></p>
<p><div id="attachment_88886" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88886" class="size-full wp-image-88886" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-1-3-e1580459319628.jpg" alt="" width="675" height="586" /><p id="caption-attachment-88886" class="wp-caption-text">DS300 (1999), เครื่องเปลี่ยนชะตาชีวิตด้วยการวางมือบนแผ่นไม้ที่ส่งกระแสไฟ 20,000 โวลต์ เผาลบลายมือเก่าทิ้งเพื่อให้ผู้ใช้งานสร้างชะตาชีวิตตัวเองใหม่</p></div></p>
<p><div id="attachment_88888" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88888" class="size-full wp-image-88888" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-88888" class="wp-caption-text">CB200 (2001), หวีที่เปลี่ยนผู้ใช้งานให้กลายเป็นชายที่ผู้หญิงหลงใหลเพียงแค่การหวีครั้งเดียว</p></div></p>
<p><b>ฟังดูสนุกมาก ทำไมคุณถึงตัดสินใจกลับเมืองไทย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงนั้นเราอยู่ที่นิวยอร์กจนมีเหตุการณ์ 9/11 เรารู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยปลอดภัยแล้วก็เลยกลับเมืองไทยมาทำรายการทีวีในยูทูบชื่อ artscenetv.net เพราะเรารู้ว่าเรายังไม่รู้จักใครเลยในเมืองไทย ทางเดียวที่จะรู้จักคนในวงการศิลปะที่นี่ก็คือต้องไปสัมภาษณ์แกลเลอรี สัมภาษณ์ศิลปินตามงานเปิดนิทรรศการต่างๆ เอามาลงยูทูบ ทำไปทำมาเรารู้ว่างานแบบนี้ไม่น่าจะได้เงินแน่ๆ ยิ่งทำยิ่งจน (หัวเราะ) เพราะเราก็หาสปอนเซอร์ไม่เป็น เราก็เลยมาทำงานกับบริษัท Farmgroup เขาเป็นที่ปรึกษาทางด้านศิลปะและดีไซน์ เราก็ช่วยออกไอเดียในการแขวนงาน การติดตั้งงาน และสร้างโปรเจกต์ Hotel Art Fair ขึ้นมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอทำงานประจำที่ Farmgroup มาเกือบ 5-6 ปี เราก็รู้สึกว่าอยากกลับมาทำงานศิลปะ อยากพัฒนาศักยภาพของตัวเอง อยากวาดรูป อยากอยู่ได้ด้วยการขายงานศิลปะ เหมือนคำฝรั่งที่เขาบอกว่า ‘If you do what you love, you&#8217;ll never work a day in your life.’ เราเคยได้ยินคำนี้มานานจนกระทั่งถึงช่วงที่เรากลับมาวาดรูปนี่แหละเราถึงรู้สึกว่าคำพูดนี้แม่งโคตรจริง แต่ขอเติมวงเล็บหน่อยหนึ่งว่า ‘If you do what you love, and get money, you&#8217;ll never work a day in your life.’ เพราะถ้าทำแล้วไม่ได้ตังค์มันก็ไม่มีความหมายใช่ไหม จะทำไปทำไมวะ (หัวเราะ) </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-88892 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-12.jpg" alt="ท็อป จ่างตระกูล" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงนี้เราได้ทำในสิ่งที่เรารักเราก็ต้องทำเต็มที่แล้วก็ต้องโปรโมตมันนิดหนึ่งเพื่อเราจะได้วาดรูปทุกวัน เราไม่อยากไปทำอย่างอื่นแล้ว ความสุขของเราอยู่ที่การได้ทำงาน ได้เห็นงานของเราเสร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา อย่างการทำงานออฟฟิศหรือทำงานอื่นๆ กว่าจะเสร็จมันนานแต่เราคิดว่าศิลปินหลายคนมักจะค่อนข้างสมาธิสั้น รออะไรนานๆ ไม่ได้ (หัวเราะ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาเราวาดรูป พอเริ่มเอากระดาษมาเรียงต่อกัน เริ่มลงดินสอ เราก็จะรู้สึกว่า ‘โอ้โห อีกตั้งไกลนะเว้ยกว่าจะเสร็จ’ จากนั้นเราก็คิดในหัวว่า ‘ถ้าเกิดอีกตั้งไกลกว่าจะเสร็จ มึงต้องรีบทำ เดี๋ยวนี้สิเว้ย’ พอเราวาดเสร็จสักช่องก็คิดว่ายังเหลืออีกสองช่อง พอเสร็จช่องที่สอง ก็คิดว่า เอาเว้ย เหลืออีกช่องเดียวแล้ว วาดๆ ไปสักพัก เฮ้ย มันเสร็จหมดแล้วว่ะ เราก็ค่อยถอยออกมาดูว่าจะเก็บรายละเอียดที่เหลือยังไง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราเอนจอยที่จะทำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทั้งที่สมัยก่อนคุณเอนจอยงานคอนเซปต์ชวลมากๆ ทำไมปัจจุบันถึงเลือกทำงานแนวนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยที่อยู่นิวยอร์กหรือตอนกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ เราทำงานศิลปะแบบคอนเซปต์ชวลอาร์ตเพราะเราเรียนจบมาจากเมืองนอก เราได้อิทธิพลจากคนโน้นคนนี้มา ช่วงนั้นเราทำงาน installation ใช้สูตรเรขาคณิตมาทำงานศิลปะ ป้วนเปี้ยนอยู่ในโลกจินตนาการ ขึ้นยานอวกาศ บินไปเจอดวงดาว เพราะตอนเด็กๆ เราดูหนังไซไฟเยอะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยโน้นเรายังมีแรงที่จะขึ้นวินมอเตอร์ไซค์หรือขึ้นรถแท็กซี่ไปซื้อของมาทำงานประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ต่อไฟเอง ถ้าเก็บงานไม่ดีสายไฟก็ขาด ช็อต มันเหนื่อยไง แต่ตอนนี้เวลาทำงานศิลปะ เราอยากนั่งอยู่บ้านวาดรูป เปิดพัดลม ฟังเพลงยุค 80s เช่น New Order, The Smiths, The Cure กินกาแฟ สูบบุหรี่เป็นบางที เบื่อๆ ก็มานั่งเล่นกับหมา ตกเย็นก็ออกไปรับลูก วาดเสร็จก็พ่นสเปรย์ให้สีไม่ลอก ใส่กรอบ เสร็จ เราอยากจะทำแค่นั้นพอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-88890 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/11-3-e1580459543451.jpg" alt="" width="675" height="555" /></p>
<p><div id="attachment_88891" style="width: 566px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88891" class="wp-image-88891 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/13-3-e1580459570580.jpg" alt="" width="556" height="675" /><p id="caption-attachment-88891" class="wp-caption-text">Snow Show (2004)</p></div></p>
<p><b>อาจเพราะด้วยความที่ตอนนี้คุณมีครอบครัวแล้วด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เราคิดว่ามันเกี่ยวข้องกันนะ เมื่อก่อนเราทำงานแบบเอามันไว้เยอะมาก ตอนแสดงนิทรรศการเดี่ยวชื่อ More of the Same ที่ Whitespace Gallery เราทำงานชิ้นหนึ่งชื่อ He who must be obeyed เป็นเทียนรูปจู๋ยาวออกมาแล้วมีไส้เทียนให้จุดไฟตรงปลายจู๋ งานมันกระแทกหน้าคนดูแต่เรามาคิดๆ ดูอีกที เราว่างานที่มีความเป็นส่วนตัวมากๆ คนดูก็จะงงๆ แล้วก็คงไม่มีใครจะเอางานรูปจู๋ยาวๆ ไปตั้งไว้ที่บ้านใช่ไหม (หัวเราะ)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตอนที่ทำงานแบบสมัยก่อนนี่ขายได้บ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแสดงนิทรรศการครั้งแรกที่นิวยอร์กเราได้รีวิวจากนิตยสาร The New York Times, Artforum และ Art In America ซึ่งเป็นเหมือนฝันเปียกของเด็กที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยเลย พอเราได้ลงสื่อพวกนี้ก็กลายเป็นจุดสนใจ คนก็มาซื้องานกัน ดรอว์อิ้งนี่ขายได้หมดเลยเพราะสมัยนั้นงานเราก็ไม่ได้แพงมาก ราคา 2,000-3,000 ดอลลาร์ มันก็เป็นกำลังใจให้เราบ้าง แต่เราอยู่นิวยอร์ก ได้เงินมาแป๊บเดียวก็หมดเพราะค่าครองชีพสูง ยิ่งพอเราอายุสามสิบกว่าๆ เราก็ไม่ค่อยคล่องตัวเหมือนสมัยยี่สิบ การแข่งขันก็สูง และก็ไม่มีใครอยากซื้องานของศิลปินอายุมาก เพราะเด็ก 25-26 ก็สดกว่าเราใช่ไหม แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนน่ะนะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับมามองชีวิตเราตอนนี้ เราอายุ 49 เกือบจะ 50 แล้ว เราพบว่าสิ่งที่เราอยากจะทำไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ในตัวเรา เราคิดว่านี่เป็นเหมือน the second renaissance เป็นการเกิดใหม่อีกครั้งของเรา </span></p>
<p><div id="attachment_88935" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-88935" class="wp-image-88935 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-88935" class="wp-caption-text">Welcome to the Jungle (2009)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกคือตอนเราไปเรียนเมืองนอก ได้ไปเห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เห็นความเปลี่ยนแปลง เราก็จับแพะชนแกะ เอาโน่นเอานี่มาผสมปนเปกัน มันได้ความดิบ สดใหม่ เต็มไปด้วยพลัง ตอนนี้ถึงเราจะไม่มีพลังแบบนั้นแล้วแต่เราก็มีประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าจนถึงตอนนี้ เราแต่งงาน มีลูก เราอ่านหนังสือเยอะแยะ เราเข้าใจชีวิตในระดับหนึ่งว่าถ้าเราอยากจะทำสิ่งนี้ต่อไป อยากให้ชีวิตของเรามีคุณค่า อยากมีความสุข เราต้องทำอะไรบ้าง เราก็คิดว่าเราต้องทำแบบนี้นี่แหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนเวลาเราส่งงาน อาจารย์ชอบถามว่าทำไมคุณถึงทำงานออกมาแบบนี้ ตอนนั้นเราคิดว่าศิลปินที่เก่งจริงๆ เขาจะบอกไม่หมดแต่จะขยักคำตอบเอาไว้บอกแค่ทีละนิด นั่นคือการเล่นเกมแบบคอนเซปต์ชวลแต่ตอนนี้เราไม่อยากเล่นเกมแบบนั้นแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ถ้าถามว่าทำไมเราถึงวาดรูปพวกนี้ เราก็ตอบเลยว่ามันทำให้เรามีความสุข ง่ายๆ แบบนี้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-88893 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/ท็อป-จ่างตระกูล-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p>นิทรรศการ <a href="https://www.facebook.com/events/568516167306055/" target="_blank" rel="noopener">Other Worldly</a> โดย ท็อป จ่างตระกูล คัดสรรโดยภัณฑารักษ์ Koan Jeff Baysa จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม &#8211; 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ <a href="https://www.facebook.com/WTFGalleryandCafe/" target="_blank" rel="noopener">WTF Gallery &amp; Cafe</a> เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 16:00-22:00น. ไม่เสียค่าใช้จ่าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/top-changtrakul/">การผจญภัยและเกิดใหม่อีกครั้งในฐานะศิลปินของ ท็อป จ่างตระกูล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เราไม่มีทางมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์” Yoshiki Hase ช่างภาพผู้ค้นหาความหมายของมนุษย์และธรรมชาติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yoshiki-hase/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Dec 2019 15:30:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Yoshiki Hase]]></category>
		<category><![CDATA[โยชิกิ ฮาเสะ]]></category>
		<category><![CDATA[​ ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[181° New Dimensions of Nature Landscapes]]></category>
		<category><![CDATA[DESSIN]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=84296</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการภาพถ่ายที่น่าสนใจชื่อ「181° 〜 New Dimensions of Nature Landscapes」นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ Yoshiki Hase ศิลปินภาพถ่ายชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงในระดับสากล โยชิกิ ฮาเสะ ทำงานเป็นช่างภาพอาชีพในนิวยอร์กตั้งแต่ปี 2000 ก่อนที่จะเดินทางกลับญี่ปุ่นในปี 2007 โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือภาพถ่ายแนวคอนเซปต์ชวลที่ก้าวพ้นขอบเขตของภาพถ่ายเชิงพาณิชย์และไม่ยึดติดกับการตลาดโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาเขาได้แสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวและกลุ่มในหอศิลป์หลากหลายแห่งทั่วโลก ทั้งโตเกียว, ไทเป, ปารีส, อัมสเตอร์ดัม และนิวยอร์ก และได้รับรางวัลเกี่ยวกับการถ่ายภาพสำคัญๆ จากหลายเวที ผลงานโดดเด่นของเขามีหลายชุด เช่น ซีรีส์ ENA ที่โยชิกิเดินทางไปอาศัยในเมืองเอนะ เมืองชนบทเล็กๆ กลางหุบเขาของญี่ปุ่นและถ่ายภาพบุคคลธรรมดาในสภาพแวดล้อมชนบทอันสุดแสนจะธรรมดา หากแต่อากัปกิริยาของคนในภาพหรือลักษณะการจัดวางองค์ประกอบกลับดูแปลกประหลาดเหนือจริง สะท้อนให้เห็นมุมมองและความประทับใจของศิลปินที่มีต่อชุมชนแห่งนี้ หรือจะเป็นซีรีส์ almost nature ที่นำวัตถุฝีมือมนุษย์สร้างไปจัดวางในภูมิทัศน์ให้หลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ แล้วถ่ายภาพเพื่อสำรวจหนทางในการนำเสนอแบบแผนความคิดของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา ในนิทรรศการ「181° 〜 New Dimensions of Nature Landscapes」ครั้งนี้เขาจัดแสดงภาพถ่ายถึง 2 ซีรีส์ที่เล่าความสนใจอย่างลึกซึ้งต่อจิตวิญญาณธรรมชาติ อย่างซีรีส์ 181° ที่ถ่ายทอดภาพภูมิทัศน์แปลกตาน่าพิศวงร่วมกับวัตถุรูปทรงเรขาคณิตที่เขาทำขึ้นและนำไปจัดวาง กลายเป็นผลงานที่ผสมผสานความเวิ้งว้างกว้างไกลของธรรมชาติเข้ากับวัตถุที่สะท้อนเจตจำนงของมนุษย์อย่างกลมกลืน ส่วนภาพถ่ายซีรีส์ที่ 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yoshiki-hase/">“เราไม่มีทางมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์” Yoshiki Hase ช่างภาพผู้ค้นหาความหมายของมนุษย์และธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการภาพถ่ายที่น่าสนใจชื่อ「181° 〜 New Dimensions of Nature Landscapes」นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ</span><b> Yoshiki Hase </b><span style="font-weight: 400;">ศิลปินภาพถ่ายชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงในระดับสากล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โยชิกิ ฮาเสะ ทำงานเป็นช่างภาพอาชีพในนิวยอร์กตั้งแต่ปี 2000 ก่อนที่จะเดินทางกลับญี่ปุ่นในปี 2007 โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือภาพถ่ายแนวคอนเซปต์ชวลที่ก้าวพ้นขอบเขตของภาพถ่ายเชิงพาณิชย์และไม่ยึดติดกับการตลาดโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาเขาได้แสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวและกลุ่มในหอศิลป์หลากหลายแห่งทั่วโลก ทั้งโตเกียว, ไทเป, ปารีส, อัมสเตอร์ดัม และนิวยอร์ก และได้รับรางวัลเกี่ยวกับการถ่ายภาพสำคัญๆ จากหลายเวที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84347 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-7.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-7-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-7-600x402.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานโดดเด่นของเขามีหลายชุด เช่น ซีรีส์ </span><a href="https://thisispaper.com/Ena-by-Yoshiki-Hase" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ENA</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่โยชิกิเดินทางไปอาศัยในเมืองเอนะ เมืองชนบทเล็กๆ กลางหุบเขาของญี่ปุ่นและถ่ายภาพบุคคลธรรมดาในสภาพแวดล้อมชนบทอันสุดแสนจะธรรมดา หากแต่อากัปกิริยาของคนในภาพหรือลักษณะการจัดวางองค์ประกอบกลับดูแปลกประหลาดเหนือจริง สะท้อนให้เห็นมุมมองและความประทับใจของศิลปินที่มีต่อชุมชนแห่งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือจะเป็นซีรีส์ </span><a href="https://www.lensculture.com/projects/702759-almost-nature" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">almost nature</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่นำวัตถุฝีมือมนุษย์สร้างไปจัดวางในภูมิทัศน์ให้หลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ แล้วถ่ายภาพเพื่อสำรวจหนทางในการนำเสนอแบบแผนความคิดของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84352 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04592.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="466" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04592.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04592-300x207.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04592-600x414.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_84351" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84351" class="wp-image-84351 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04585.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04585.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04585-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04585-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84351" class="wp-caption-text">photo courtesy of Preecha</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนิทรรศการ「181° 〜 New Dimensions of Nature Landscapes」ครั้งนี้</span><span style="font-weight: 400;">เขาจัดแสดงภาพถ่ายถึง 2 ซีรีส์ที่เล่าความสนใจอย่างลึกซึ้งต่อจิตวิญญาณธรรมชาติ อย่างซีรีส์ 181° ที่ถ่ายทอดภาพภูมิทัศน์แปลกตาน่าพิศวงร่วมกับวัตถุรูปทรงเรขาคณิตที่เขาทำขึ้นและนำไปจัดวาง กลายเป็นผลงานที่ผสมผสานความเวิ้งว้างกว้างไกลของธรรมชาติเข้ากับวัตถุที่สะท้อนเจตจำนงของมนุษย์อย่างกลมกลืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนภาพถ่ายซีรีส์ที่ 2 มีชื่อว่า DESSIN ซึ่งโยชิกิก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของงานภาพถ่ายภูมิทัศน์ด้วยการสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบเป็นกลุ่มเส้นสายซึ่งจะแปรเปลี่ยนไปตามแรงกระตุ้นของสิ่งรอบตัว ทั้งสายลมและแสงแดด คล้ายยกหน้าที่ให้ธรรมชาติเป็นผู้รังสรรค์งานแต่ละชิ้น ส่วนศิลปินมีหน้าที่เฝ้ารอจังหวะและบันทึกภาพห้วงขณะอันน่ามหัศจรรย์เอาไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโอกาสที่โยชิกิเดินทางมายังเมืองไทยเพื่อร่วมงานเปิดนิทรรศการ เราได้รับคำชวนจากภัณฑารักษ์สาวรุ่นใหม่ไฟแรงของนิทรรศการอย่างผ้าป่าน–สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ให้ได้สนทนากับศิลปินอย่างใกล้ชิดถึงแนวความคิดและแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงานภาพถ่ายอันน่าทึ่งเหล่านี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84350 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ชื่อนิทรรศการ 181° หมายถึงอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติเราจะคุ้นเคยกับคำว่า 180 องศา ซึ่งก็คือเส้นแนวนอนสุดขอบสายตาในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ผมใส่สิ่งที่ผมเรียกว่า 1 องศาเข้าไป ซึ่งก็คือบางอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นในธรรมชาติ เหมือนที่ผมสร้างวัตถุบางอย่างแล้วใส่เข้าไปในพื้นที่ภูมิทัศน์จริงๆ ที่ผมถ่ายรูปเพื่อสร้างทัศนียภาพที่มีความสอดประสานกลมกลืนกันระหว่างธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมคุณถึงสนใจที่จะใส่วัตถุเหล่านี้เข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะผมคิดว่าถ้าไม่มีวัตถุเหล่านั้นงานของผมก็จะกลายเป็นภาพถ่ายภูมิทัศน์ธรรมดา เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป ผมมักรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าผมต้องการให้บางอย่างอยู่ในภูมิทัศน์เหล่านั้น อาจเป็นตัวผมเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็ได้ นั่นเป็นธรรมชาติในการทำงานศิลปะของผม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ได้ยินว่าคุณสร้างวัตถุเหล่านั้นขึ้นมาเองด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ ผมทำขึ้นมาเอง ผมจะทำแยกชิ้นส่วนเก็บเอาไว้ในรถยนต์ซึ่งมีขนาดไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ (หัวเราะ) เวลาขับไปถึงสถานที่ถ่ายรูปก็จะประกอบวัตถุเหล่านั้นเข้าด้วยกันและติดตั้ง มันเป็นกระบวนการ ก่อนที่จะถ่ายรูปที่ค่อนข้างยุ่งยาก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ก่อนที่จะทำวัตถุเหล่านี้ขึ้นมาคุณได้ไปสำรวจสถานที่ที่จะถ่ายรูปก่อนไหมเพื่อให้วัตถุเข้ากับพื้นที่เหล่านั้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน ด้วยความที่ชอบขับรถท่องเที่ยวมากๆ เมื่อเจอโลเคชั่นที่ดีผมก็จดบันทึกเอาไว้ หรือบางทีเวลาฟังเพลงผมมักจินตนาการรูปทรงหรือรูปร่างของวัตถุบางอย่าง ในชั่วขณะนั้นบางทีผมก็เกิดความคิดแวบขึ้นมาในใจ (ดีดนิ้ว) ว่าวัตถุนี้น่าจะอยู่กับโลเคชั่นนั้น ผมก็จะทำวัตถุขึ้นมาและนำไปถ่ายภาพในสถานที่เหล่านั้น</span></p>
<p><div id="attachment_84356" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84356" class="wp-image-84356 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_04.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_04.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_04-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84356" class="wp-caption-text">photo courtesy of Yoshiki Hase</p></div></p>
<p><b>คุณชอบฟังดนตรีแนวไหนเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมชอบหลายแนวนะ ทั้งดนตรีร็อก อิเล็กโทรนิก เทคโนฯ แอฟริกัน เวิลด์มิวสิก คลาสสิก ผมฟังหมดเลย ดนตรีเป็นแรงบันดาลใจสำคัญอย่างหนึ่งในการทำงานของผม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>มีการร่างภาพเอาไว้ก่อนที่จะถ่ายภาพไหม </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีนะ ปกติก่อนถ่ายภาพผมจะโน้ตและร่างภาพเอาไว้ แต่ผมวาดรูปไม่สวยเท่าไหร่นะ (หัวเราะ) ก็วาดแบบหยาบๆ ผมวางแผนไว้ก่อนด้วยว่าต้องการอะไรบ้าง เช่น วัสดุที่ใช้ในการสร้างวัตถุในภาพถ่าย ทีมงานที่ช่วยผมทำงาน รถขนของหรือรถยกในกรณีที่งานชิ้นใหญ่ บางครั้งผมก็ใช้เวลาเตรียมงานราว 4-5 เดือนจนถึง 1 ปีสำหรับภาพเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84359 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-11.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ฟังดูแล้วไม่เหมือนการทำงานถ่ายภาพแต่เป็นการทำโครงการศิลปะแนวคอนเซปต์ชวลที่ใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อในการนำเสนอความคิดมากกว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ๆ หลายคนก็มักแนะนำให้ผมทำงาน photo montage (เทคนิคการตัดต่อภาพถ่าย) หรือ digital collage (การตัดต่อภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์) แต่ผมไม่ชอบใช้เทคนิคแบบนั้นเพราะผมแค่ต้องการพิสูจน์ว่ามีห้วงขณะเช่นนี้เกิดขึ้นในโลกจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่ยังเป็นเด็กผมค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวจากคนอื่นและสังคมรอบข้าง และชอบจินตนาการสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา ในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณไม่รู้จักและผมแค่ต้องการพิสูจน์มัน ซึ่งการถ่ายภาพเป็นหนทางที่ดีมากๆ ในการพิสูจน์ว่ามีห้วงขณะเหล่านี้อยู่จริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพถ่ายมันค่อนข้างแตกต่างจากการวาดภาพ ผมคิดว่าภาพถ่ายของผมค่อนข้างแปลก แต่มันก็ยังคงมีแก่นสารของความจริงอยู่ เพราะผมถ่ายมันจริงๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เหมือนทำสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เป็นจริงขึ้นมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณใช้กล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิทัลถ่ายภาพ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมใช้ทั้งสองแบบนะ ผมยังใช้เทคนิคอีกหลายๆ อย่าง แม้บางครั้งผมจะถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิทัล แต่ผมก็พิมพ์รูปถ่ายด้วยเทคนิค digital C-type print ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ดีที่สุดระหว่างการถ่ายภาพแบบดิจิทัลและฟิล์ม แต่เวลาถ่ายภาพผมจะจัดวัตถุให้อยู่ในพื้นที่จริงๆ โดยไม่มีการแต่งเติมอะไรเข้าไปทีหลัง </span></p>
<p><div id="attachment_84358" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84358" class="wp-image-84358 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_05.jpg" alt="Yoshiki Hase" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_05-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_05-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84358" class="wp-caption-text">photo courtesy of Yoshiki Hase</p></div></p>
<p><b>คุณไม่รีทัชภาพเลยเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็มีปรับแต่งความเข้ม แสงเงา ของภาพแบบเดียวกับที่ผมล้างอัดรูปจากกล้องฟิล์ม อย่างในภาพแรกของซีรีส์นี้คุณจะเห็นว่าวัตถุในภาพต่อขึ้นจากชิ้นส่วน 4 ชิ้น ซึ่งจริงๆ ผมสามารถทำให้เส้นรอยต่อนี้หายไปได้ถ้าต้องการภาพที่สะอาดเรียบร้อย แต่ผมทิ้งมันเอาไว้ให้เป็นอย่างที่มันเป็น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>วัตถุพวกนี้คุณใช้วัสดุอะไรทำบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติผมไม่ค่อยเปิดเผยวัสดุของตัวเองนะ (หัวเราะ) แต่ผมก็มักใช้เหล็ก ไม้ และกระดาษหนาๆ ผสมรวมกัน มันต้องมีน้ำหนักมากหน่อยเพื่อตั้งไว้ได้อย่างมั่นคงและนิ่งพอที่จะถ่ายภาพได้ เพราะถ้ามันเบาก็จะโดนลมพัดปลิวหายไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แต่ในภาพถ่ายบางภาพวัตถุบางชิ้นก็เป็นผ้าที่ปลิวไปตามลมเหมือนกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ๆ วัสดุนี้เป็นผ้า แต่ผมก็พ่นสเปรย์ให้บางส่วนของผ้าแข็งไม่พลิ้วไปตามลม บางส่วนก็นิ่มยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวไปตามลมได้ ผ้าที่คุณเห็นในภาพนี้กำลังร่วงลงมานะ ผมก็แค่จับห้วงขณะนั้นเอาไว้ ดูเหมือนมันกำลังร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว นี่แหละคือห้วงขณะที่เรามักจะมองไม่เห็น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-84353 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_02.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_02.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_02-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_02-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_84354" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84354" class="size-full wp-image-84354" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_03.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_03.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_03-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_03-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84354" class="wp-caption-text">photo courtesy of Yoshiki Hase</p></div></p>
<p><b>วัตถุในภาพถ่ายแต่ละภาพของคุณมีความหมายอะไรแฝงอยู่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอบค่อนข้างยากอยู่นะ (หัวเราะ) วัตถุส่วนใหญ่มีรูปทรงเรขาคณิต ผมไม่รู้ว่ามันเป็นตัวแทนของอะไรหรือหมายถึงอะไร แต่อย่างไรก็ดีรูปทรงเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันในสังคมมนุษย์มากกว่าจะพบเห็นในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ อย่างเช่นวัสดุอุตสาหกรรม เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ผมมองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวแทนของสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมา คุณจะไม่เห็นรูปทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม แบบนี้ในธรรมชาติเท่าไหร่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งผมตั้งคำถามว่าถ้าวัตถุเหล่านี้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมแล้วงานสร้างสรรค์ของผมนับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติหรือเปล่า และถ้ามนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติสิ่งที่เราสร้างขึ้นนั้นเป็นด้วยหรือเปล่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วคุณหาคำตอบได้หรือยัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่อนข้างตอบยากเหมือนกันนะ แต่มันก็เป็นชะตาชีวิตของเราที่จะต้องหาคำตอบเหล่านี้ต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ได้ยินว่าหลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จแล้วคุณจะเก็บวัตถุเหล่านั้นออกไปจากพื้นที่ที่มันเคยอยู่ ไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่านั่นเป็นแก่นสาร เป็นข้อดีของภาพถ่าย คือมันจับห้วงขณะนั้นเอาไว้ก่อนที่จะหายไป มันเศร้ามากนะ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์เพราะเราไม่มีทางมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อให้คุณชอบใครบางคน สักวันหนึ่งห้วงขณะของความชอบนั้นก็ต้องสูญหายไปเสมอ ผมจึงใช้ภาพถ่ายจับห้วงขณะอันแสนสั้นเหล่านั้นเอาไว้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เราสังเกตว่าในภาพถ่ายของคุณบางภาพก็มีคนอยู่ด้วย แต่บางภาพก็มีแต่วัตถุ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงานชุดนี้ผมไม่ค่อยถ่ายภาพคนด้านหน้าหรือภาพที่มองเห็นหน้าคนเท่าไหร่ ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่คนที่ดูรูปก็สามารถรับรู้ได้อยู่ดีว่าสิ่งที่อยู่ในภาพคือมนุษย์ นี่เป็นสภาวะของจิตไร้สำนึกหรือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่น่าสนใจมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ผมสนใจอีกอย่างคือความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับวัตถุที่อยู่ในภาพ ว่าอะไรที่ทำให้เราแยกแยะความแตกต่างได้</span></p>
<p><div id="attachment_84357" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84357" class="size-full wp-image-84357" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_09.jpg" alt="" width="675" height="449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_09.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-181_09-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84357" class="wp-caption-text">photo courtesy of Yoshiki Hase</p></div></p>
<p><b>แต่ทำไมบางภาพก็ไม่มีคนอยู่ล่ะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อืม เพราะผมคิดว่าในโลเคชั่นนั้นไม่จำเป็นต้องมีคนน่ะ (หัวเราะ) </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณบอกว่าใช้เวลาวางแผนยาวนานสำหรับแต่ละภาพ เคยมีบ้างไหมที่ภูมิทัศน์เหล่านั้นเปลี่ยนสภาพไปเวลาที่คุณกลับไปถ่าย </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีบ่อยๆ เลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วคุณทำยังไง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมก็แค่ยอมแพ้ (หัวเราะลั่น) ผมก็ไปถ่ายภาพที่อื่นแทน มีหลายครั้งที่ผมกลับไปในโลเคชั่นที่เคยดูไว้แล้วมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผมก็แค่ทิ้งมันเอาไว้ข้างหลัง การเผชิญกับโลเคชั่นก็เหมือนกับการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มันเป็นการเผชิญหน้าแค่ในช่วงขณะนั้นเท่านั้น คุณไม่มีวันกลับไปที่เดิมที่เคยไปได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เช่นเดียวกับที่เราไม่มีทางก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดียวกันได้อีกครั้งถึงแม้แม่น้ำสายนั้นจะอยู่ที่เดิม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถูกต้อง! ผมคิดว่าภาพที่ผมถ่ายมีชีวิตชีวากว่าตัวผม ผมไม่อยากพูดอะไรที่เป็นปรัชญาหรอกนะ แต่ห้วงขณะที่ผมถ่ายภาพเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-84360 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Yoshiki-Hase-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณเคยกลับไปถ่ายภาพแบบเดิมในโลเคชั่นเดิมซ้ำอีกครั้งไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่นะ ถ้าผมถ่ายภาพในโลเคชั่นนั้นแล้วมันออกมาดีนั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมจะถ่าย ต่อให้บางครั้งผมกลับไปถ่ายภาพในโลเคชั่นเดิมบ้าง แต่ก็จะเป็นภาพคนละแบบที่มีผลลัพธ์และคอนเซปต์แตกต่างกันออกไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>โลเคชั่นเหล่านั้นคือที่ไหนบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกภาพถ่ายในญี่ปุ่น ผมอยากออกไปถ่ายภาพที่ประเทศอื่นๆ เหมือนกัน แต่ตอนนี้มันยังเป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะผมต้องเตรียมตัวเยอะ ต้องมีทีมงาน มีอุปกรณ์มากมาย มีรถยนต์เพื่อเดินทาง มันเลยค่อนข้างเป็นไปได้ยาก ถึงอย่างนั้นผมก็เดินทางถ่ายภาพไปทั่วญี่ปุ่น และทุกภาพผมจะถ่ายออกมาให้ดูแล้วไม่อาจระบุสถานที่ได้ บางครั้งดูเหมือนถ่ายบนดาวดวงอื่น นั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบ ถ้ามีสถานที่แบบนี้ในเมืองไทยผมก็อยากไปถ่ายรูปเหมือนกันนะ (หัวเราะ) </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ก่อนหน้านี้คุณเคยมาเที่ยวเมืองไทยไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เคย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาเมืองไทย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณเคยถ่ายภาพกับภูมิทัศน์เมือง สถาปัตยกรรม หรือสิ่งก่อสร้างบ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเคยถ่ายภาพแบบสแนปช็อตบ้างนะ แต่ผมไม่คิดว่าน่าสนใจเท่าไหร่ก็เลยไม่ถ่ายนัก ผมมักออกจากเมืองไกลๆ เพื่อไปถ่ายภาพมากกว่า บางทีผมก็แค่เอาองค์ประกอบบางอย่างจากเมืองไปยังที่เหล่านั้น</span></p>
<p><div id="attachment_84361" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84361" class="wp-image-84361 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04573.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04573.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04573-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04573-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84361" class="wp-caption-text">photo courtesy of Preecha</p></div></p>
<p><b>ภาพถ่ายชุด DESSIN ของคุณก็น่าสนใจ </b><b>มันเกี่ยวข้องกับอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">DESSIN เป็นซีรีส์ที่ 2 ต่อจากซีรีส์ 181° สำหรับผมภาพถ่ายซีรีส์นี้ค่อนข้างเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ เพราะระหว่างถ่ายทำภาพในชุด 181° ผมพบโลเคชั่นดีๆ หลายแห่ง โลเคชั่นเหล่านั้นมีท้องฟ้า เมฆ และลม ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ผมเลยคิดว่าน่าจะหยิบเอาความประทับใจเหล่านั้นมาใส่ในภาพถ่ายด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็เช่นเดียวกับภาพถ่ายในซีรีส์แรกที่ผมไม่สามารถใส่อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นลงไปด้วยการแค่ถ่ายภาพภูมิทัศน์อย่างเดียว ผมจึงใส่วัตถุบางอย่างเข้าไป โครงสร้างวัตถุนี้เป็นเหมือนการอุปมาอุปมัยของสายลมและสีสันอันอลังการของธรรมชาติ โครงสร้างนี้ถูกถือเอาไว้ถึง 4-5 ชั่วโมง จนเมื่อรู้สึกว่าเป็นห้วงเวลาที่ใช่ผมก็ถ่ายภาพเอาไว้ นี่ผมก็เอาโครงสร้างนี้ในขนาดเดียวกันมาแสดงในนิทรรศการด้วย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คนที่ถือโครงสร้างเขย่ามันหรือแค่ถือเอาไว้เฉยๆ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่จับโครงมันไว้เฉยๆ เลยแต่มันเคลื่อนไหวเพราะลมแรงมาก บางครั้งลมก็พัดแรงจนโครงสร้างล้มลงไปเลย มันเป็นอะไรที่ดูเหมือนเมฆ ผมอาจบอกได้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หลังจากมันอยู่ตรงนั้นมาสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้ว </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แต่รูปทรงของมันก็เป็นรูปทรงเรขาคณิตอยู่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ สี่เหลี่ยม วงกลม </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-84362 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_05_修正.jpg" alt="" width="675" height="473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_05_修正.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_05_修正-300x210.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_05_修正-600x420.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_84363" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84363" class="size-full wp-image-84363" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_10.jpg" alt="" width="675" height="471" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_10-300x209.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Copy-of-Dessin_Dessin_10-600x419.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84363" class="wp-caption-text">photo courtesy of Yoshiki Hase</p></div></p>
<p><b>แล้วสีสันของมันมีความหมายอะไรแฝงอยู่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีเป็นตัวแทนอารมณ์ความรู้สึกของผมต่อโลเคชั่นนั้นๆ ผมรู้สึกสดชื่นแจ่มใสและตื้นตันเลยเลือกสีชมพูและเหลือง </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณเคยดูหนัง <em>2001: A Space Odyssey</em> ไหม วัตถุในภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องนี้เลย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยๆๆ มันเหมือนเครื่อง monolith ใช่ไหม (เครื่องยนต์ในภาพยนตร์ที่สร้างโดยสิ่งมีชีวิตนอกโลก) ก่อนหน้านี้เคยมีคนบอกผมเกี่ยวกับหนังของ Kubrick เรื่องนี้เหมือนกัน หลังจากนั้นผมก็เลยไปหามาดู มันมีหน้าตาเหมือนกันมากๆ เลย (หัวเราะ) เป็นเรื่องบังเอิญมากๆ จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า monolith คืออะไรด้วยซ้ำ นั่นเป็นสิ่งที่ผมสนใจเพราะผมก็ไม่รู้ว่าวัตถุในภาพนี้ของผมคืออะไรเหมือนกัน </span></p>
<p><div id="attachment_84364" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-84364" class="size-full wp-image-84364" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04169.jpg" alt="" width="675" height="463" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04169.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04169-300x206.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC04169-600x412.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-84364" class="wp-caption-text">photo courtesy of Preecha</p></div></p>
<p><b>คุณไม่อยากให้ความหมายกับวัตถุในภาพถ่ายของคุณ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ ผมไม่ให้ความหมายเลยแม้แต่ภาพเดียว นั่นเป็นเหตุผลที่งานทั้งหมดไม่มีชื่อ มีแต่ชื่อซีรีส์ เพราะผมไม่รู้จะตั้งชื่อว่าอะไรดี ปกติการตั้งชื่องานจะเป็นตัวกำหนดทิศทางให้ผู้ชมติดตาม แต่ผมไม่ต้องการชี้นำผู้ชม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจในชีวิตและคิดว่ามันโอเคนะ มันเป็นหนทางในการใช้ชีวิตที่ปลอดโปร่งเพราะคุณไม่สามารถทำความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้หรอก มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณไม่รู้และไม่เข้าใจในโลกนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>และคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจมันด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ นี่เป็นทัศนคติพื้นฐานของผมในการใช้ชีวิตและการทำงานศิลปะ </span></p>
<hr />
<p><em>นิทรรศการ「181° 〜 New Dimensions of Nature Landscapes」ของโยชิกิ ฮาเสะ จัดแสดงที่ RCB Galleria ชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2019 &#8211; 2 มกราคม 2020</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yoshiki-hase/">“เราไม่มีทางมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์” Yoshiki Hase ช่างภาพผู้ค้นหาความหมายของมนุษย์และธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศรภัทร ภัทราคร : สถาปนิกผู้สร้างงานศิลปะจากแสง ที่ว่าง และระยะทางถึงดวงอาทิตย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sornrapat-patharakorn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Nov 2019 11:21:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปนิก]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Art is]]></category>
		<category><![CDATA[ศรภัทร ภัทราคร]]></category>
		<category><![CDATA[Here and Now]]></category>
		<category><![CDATA[Now Here and Elsewhere]]></category>
		<category><![CDATA[Fallen Cycle]]></category>
		<category><![CDATA[Behind Time]]></category>
		<category><![CDATA[Brandnew 2019]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=80771</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปกติแล้วศิลปินหรือคนทำงานศิลปะที่เราคุ้นเคยมักจะเรียนด้านศิลปะมาโดยตรง หากแต่ในช่วงหลัง ศิลปินที่เราเห็นหลายคนก็เริ่มเรียนรู้การทำงานศิลปะด้วยตัวเอง หรือบ้างเรียนจบมาจากสายอื่นแต่เปลี่ยนเส้นทางมาทำงานศิลปะก็ยังมี ในบรรดานั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ร่ำเรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรมซึ่งน่าจะออกไปออกแบบอาคารบ้านเรือนหรือหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์มากกว่า กลับกันเขากลับหลงใหลในการทำงานศิลปะเพื่อจัดแสดงในแกลเลอรีจนหันเหมาเป็นคนทำงานศิลปะร่วมสมัยเต็มตัวแทน  ชายหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า ศรภัทร ภัทราคร ครั้งแรกที่เราได้ชมงานศิลปะของเขาคือในนิทรรศการ PostScripts ของกลุ่ม Charoen Contemporaries ที่อาคารไปรษณียาคารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Bangkok Biennial 2018 ผลงานชิ้นนั้นเป็นการจัดวางเชิงสถาปัตยกรรมด้วยวัตถุที่ทำจากเหล็กและกระจกเงาอันซับซ้อนละเอียดอ่อน เล่นกับปฏิกิริยาของแสงและเงาสะท้อนอย่างชาญฉลาด  จากงานครั้งนั้น แสง เงา และพื้นที่ก็กลายเป็นองค์ประกอบหลักในงานสุดล้ำของศรภัทร เช่น ใน  &#8216;Here and Now&#8217; นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาในโครงการ BRANDNEW 2019 เขาลงมือเปลี่ยนพื้นที่สีเหลี่ยมสีขาวของหอศิลป์ให้มืดมิดราวกับห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต เรืองรองด้วยโครงสร้างที่เกิดจากการผสานตัวของแสง รูปทรง และหมอกควัน กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามกับความจริงและความลวง ในห้องประชุมใกล้กัน เขายังสร้างงานศิลปะ &#8216;Now, Here and Elsewhere&#8217; ที่เกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ หมอกควัน และพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม เปลี่ยนปรากฏการณ์ธรรมชาติธรรมดาให้เป็นงานศิลปะขึ้นมา ล่าสุด เราได้ชมผลงานของเขาในนิทรรศการ Behind Time ที่ Gallery VER Project [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sornrapat-patharakorn/">ศรภัทร ภัทราคร : สถาปนิกผู้สร้างงานศิลปะจากแสง ที่ว่าง และระยะทางถึงดวงอาทิตย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วศิลปินหรือคนทำงานศิลปะที่เราคุ้นเคยมักจะเรียนด้านศิลปะมาโดยตรง หากแต่ในช่วงหลัง ศิลปินที่เราเห็นหลายคนก็เริ่มเรียนรู้การทำงานศิลปะด้วยตัวเอง หรือบ้างเรียนจบมาจากสายอื่นแต่เปลี่ยนเส้นทางมาทำงานศิลปะก็ยังมี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบรรดานั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ร่ำเรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรมซึ่งน่าจะออกไปออกแบบอาคารบ้านเรือนหรือหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์มากกว่า กลับกันเขากลับหลงใหลในการทำงานศิลปะเพื่อจัดแสดงในแกลเลอรีจนหันเหมาเป็นคนทำงานศิลปะร่วมสมัยเต็มตัวแทน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชายหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า </span><b>ศรภัทร ภัทราคร</b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-80782 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/15844099_10155827678459062_5279576756995707511_o.jpg" alt="ศรภัทร ภัทราคร" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/15844099_10155827678459062_5279576756995707511_o.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/15844099_10155827678459062_5279576756995707511_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/15844099_10155827678459062_5279576756995707511_o-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกที่เราได้ชมงานศิลปะของเขาคือในนิทรรศการ </span><a href="https://www.matichonweekly.com/column/article_131237" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PostScripts</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของกลุ่ม Charoen Contemporaries ที่อาคารไปรษณียาคารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Bangkok Biennial 2018 ผลงานชิ้นนั้นเป็นการจัดวางเชิงสถาปัตยกรรมด้วยวัตถุที่ทำจากเหล็กและกระจกเงาอันซับซ้อนละเอียดอ่อน เล่นกับปฏิกิริยาของแสงและเงาสะท้อนอย่างชาญฉลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากงานครั้งนั้น แสง เงา และพื้นที่ก็กลายเป็นองค์ประกอบหลักในงานสุดล้ำของศรภัทร เช่น ใน  &#8216;Here and Now&#8217; นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาในโครงการ BRANDNEW 2019 เขาลงมือเปลี่ยนพื้นที่สีเหลี่ยมสีขาวของหอศิลป์ให้มืดมิดราวกับห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต เรืองรองด้วยโครงสร้างที่เกิดจากการผสานตัวของแสง รูปทรง และหมอกควัน กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามกับความจริงและความลวง ในห้องประชุมใกล้กัน เขายังสร้างงานศิลปะ &#8216;Now, Here and Elsewhere&#8217; ที่เกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ หมอกควัน และพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม เปลี่ยนปรากฏการณ์ธรรมชาติธรรมดาให้เป็นงานศิลปะขึ้นมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-80786 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-10-1.jpg" alt="ศรภัทร ภัทราคร" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-10-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-10-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_80787" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-80787" class="wp-image-80787 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-11.jpg" alt="ศรภัทร ภัทราคร" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-80787" class="wp-caption-text">Here and Now / Courtesy of Kornthanat Pipat</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุด เราได้ชมผลงานของเขาในนิทรรศการ Behind Time ที่ Gallery VER Project Room คราวนี้เขาทำงานคู่กับ ฐิติรัตน์ สกุลตันติเมธา เพื่อนำเสนองานศิลปะจากไม้ อากาศ และแน่นอนว่าจากแสงและพื้นที่ว่างอันเป็นเอกลักษณ์ของศรภัทรเช่นเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเรามีโอกาสได้พบและพูดคุยกับเขาในนิทรรศการสองครั้งล่าสุดเลยขอเอาบทสนทนามาฝากทุกคนเพื่อเป็นการแนะนำให้รู้จักสถาปนิกผู้ผันตัวมาเป็นศิลปินร่วมสมัยผู้นี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-80793 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Venice_DSF8054.jpg" alt="ศรภัทร ภัทราคร" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Venice_DSF8054.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Venice_DSF8054-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>งาน Here and Now ในโครงการ BRANDNEW 2019 ของคุณเล่าเรื่องอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่เป็นหลัก เดิมทีผมเป็นสถาปนิกก็เลยติดนิสัยชอบเริ่มทำงานจากบริบทแวดล้อม พอได้สถานที่แสดงงานที่แกลเลอรีนี้ บริบทของสถานที่ก็เลยกลายเป็นโจทย์ในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มแรกผมก็ไปศึกษาทฤษฎีของนักคิดหลายๆ คน เช่น Brian O&#8217;Doherty (นักวิชาการและนักวิจารณ์ศิลปะผู้เขียนหนังสือ <em>Inside the White Cube: The Ideology of the Gallery Space, 1976</em>) Plato และ Ludwig Wittgenstein เพื่อศึกษาประเด็นว่าพื้นที่แสดงศิลปะผ่านอะไรมาบ้างจนมาถึงจุดที่กลายเป็นห้องสีขาวโล่งๆ หรือ white cube แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมก็เลยตั้งใจทำงานให้ขับเน้นไปที่สเปซที่เป็นกำแพงสีขาว โดยแยกความรู้สึกของกำแพงสีขาวในฐานะที่เป็น visual perception (การรับรู้ทางสายตา) ออกจากองค์ประกอบด้านอื่นๆ เช่น น้ำหนัก ปริมาตร วัสดุ (ในการก่อสร้าง) และอื่นๆ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณเลยทาสีดำทั้งห้องและใช้แสงสร้างกำแพงที่เห็นเป็นสีขาวแต่จับต้องไม่ได้ใช่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ทาสีเทาครับแต่พอมืดแล้วจะมองเห็นเป็นสีดำ ที่ทำแบบนี้เพราะผมตั้งใจสร้างกำแพงด้วยแสงสีขาวให้เป็นกำแพงที่เกิดจากสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ สามารถรับรู้ได้ทางสายตาเท่านั้น</span></p>
<p><div id="attachment_80790" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-80790" class="wp-image-80790 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-1.jpg" alt="ศรภัทร ภัทราคร" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-80790" class="wp-caption-text">Here and Now / Courtesy of Kornthanat Pipat</p></div></p>
<p><b>หมายความว่าคุณต้องการทำลายความเป็น white cube ของหอศิลป์เหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียกว่าทำลายไหม ส่วนตัวผมรู้สึกว่าไม่ว่าพื้นที่สีขาวจะถูกตัดบริบททุกอย่างออกไปยังไงก็ตาม แต่บริบทสุดท้ายของหอศิลป์ที่ยังเหลืออยู่ก็คือคนดู ผมก็เลยสนใจที่จะสร้างงานเพื่อสำรวจว่าคนจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับพื้นที่ยังไงถ้าเราสร้างพื้นที่ให้เป็นแค่พื้นที่ว่างที่จับต้องไม่ได้เท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>นอกจากปฏิกิริยาของคน งานของคุณตั้งใจสำรวจประเด็นอะไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมอยากสำรวจคำว่ากรอบ โดยในงานจะมีแสงที่เป็นช่องเหมือนกรอบหน้าต่าง เป็นเหมือนการสำรวจพื้นที่ระหว่างกรอบที่เป็นกรอบของภาพวาดกับกรอบของหน้าต่างที่เรามองออกไปข้างนอก กรอบที่แขวนเรียงกันเป็นแนวตั้งเป็นเหมือนเสาที่ประกอบขึ้นจากกรอบและแสง ส่วนเมื่อคิดถึงบริบทของหอศิลป์ที่ต้องมีพื้นที่เก็บของ ผมเลยทำงานออกมาในลักษณะที่เหมือนเฟรมเพนติ้งหรือกรอบรูปที่ถูกเก็บเรียงเอาไว้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอสำรวจความเป็นกรอบ ผมก็สนใจที่จะสำรวจว่าอะไรคือกรอบของศิลปะบ้าง อย่างแรกคือคำว่า ‘กรอบ’ ตรงตามตัวอักษรเลยว่าภาพวาดทุกภาพต้องมีกรอบหรือโครงขึงผ้าใบ อย่างที่สองคือสเปซหรือพื้นที่ที่ทำหน้าที่เป็นกรอบให้งานศิลปะ หมายถึงถ้าเราเอาวัตถุหรือสิ่งของอะไรเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ว่าก็จะถูกกลายสภาพเป็นศิลปะไปได้ อย่างที่สามคือความหมายที่เราให้กับมัน พอเราเรียกวัตถุหรือสิ่งของเหล่านั้นว่าเป็นศิลปะ เราก็จะมองในกรอบอีกแบบหนึ่ง งานชุดนี้คือความพยายามในการสำรวจกรอบต่างๆ เหล่านี้</span></p>
<p><div id="attachment_80789" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-80789" class="wp-image-80789 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-7.jpg" alt="ศรภัทร ภัทราคร" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-7.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/S-7-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-80789" class="wp-caption-text">Here and Now / Courtesy of Kornthanat Pipat</p></div></p>
<p><b>ขณะเดียวกัน งานที่ชื่อ Now, Here and Elsewhere เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานนี้เป็นศิลปะแสดงสดที่เกิดจากเครื่องปล่อยหมอกกับแสงอาทิตย์ ในงานก่อนชุดหน้านี้ที่ผมทำในนิทรรศการ PostScripts ผมใช้กระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ให้ทะลุตึกไป อิงจากบริบทของตัวตึกไปรษณียาคารที่มีความบางจากการถูกทุบทิ้งและจำลองขึ้นใหม่ให้หน้าตาคล้ายของเดิม และในอนาคตมันจะถูกทุบทิ้งอีกครั้งแล้วสร้างให้ใหญ่ขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนบริบทของ Now, Here and Elsewhere ผมจำลองกำแพงของแกลเลอรีขึ้นมาด้วยแสงเช่นกัน แต่ใช้แสงอาทิตย์ที่เรากะเกณฑ์และคาดการณ์ไม่ได้ เช่น ถ้าท้องฟ้ามีเมฆมากและแสงไม่ลอดเข้ามาก็จะไม่เกิดแสงที่ทำให้เกิดกำแพง ทำให้เป็นงานที่เห็นได้ในเฉพาะบางเวลาเท่านั้น งานในห้องนี้จะตรงกันข้ามกับ Here and Now โดยสิ้นเชิง เพราะในห้องนั้น เราควบคุมความมืดและแสงได้ ทำให้เหมือนถูกตัดขาดจากภายนอก ซึ่งก็มีบริบทที่ต้องเป็นแบบนั้นคือความเป็น white cube ที่ตัดขาดจากบริบทภายนอก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>หมายความว่า Now, Here and Elsewhere เป็นศิลปะแสดงสดที่ไม่ได้เกิดจากการแสดงของคุณ แต่ใช้เครื่องมือและแสงอาทิตย์เป็นตัวสร้างการแสดงสดขึ้นมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ครับ การแสดงจะเกิดจากแสงอาทิตย์ หมอกควัน และช่องว่างที่เกิดจากผ้าม่านซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในห้องประชุมนี้ คือผมมักจะมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นที่ว่ามนุษย์เรามีกรอบความคิดในการนิยามสิ่งหนึ่งโดยตัดขาดออกจากบริบทแวดล้อมหรือสิ่งที่อยู่เคียงข้างกัน มุมมองแบบนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในโลกศิลปะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเขียนคำอธิบายขนาดของผลงาน องค์ประกอบอย่างอื่นโดยรอบกลับไม่ถูกถือว่าเป็นตัวงาน แต่สำหรับงานแสดงสด Now, Here and Elsewhere ของผมชุดนี้กลับรวมเอาสภาพแวดล้อมที่เป็นแสงอาทิตย์เอาไว้ด้วย เพระฉะนั้นถ้าจะถามว่างานนี้มีขนาดเท่าไหร่ เราก็อาจจะตีความได้ว่า มีขนาดจากพื้นที่ในห้องนี้ไปจนถึงดวงอาทิตย์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เพราะคุณรวมแสงอาทิตย์เป็นงานของคุณด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80792 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0208.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0208.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0208-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_80791" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-80791" class="size-full wp-image-80791" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0223.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0223.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0223-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF0223-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-80791" class="wp-caption-text">Now, Here and Elsewhere / Courtesy of Sornrapat Patharakorn</p></div></p>
<p><b>ในขณะที่งานชุด Here and Now ก็รวมเงาและความมืดเป็นงานด้วยเหมือนกันหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เพียงแต่ในห้องที่แสดงงาน Here and Now มีหลายๆ อย่างที่ตรงข้ามกับงาน Now, Here and Elsewhere คือทุกอย่างถูกควบคุม เป็นห้องที่เหมือนไม่มีเวลาไม่ว่าจะตอนไหนก็ตาม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>องค์ประกอบอีกอย่างในงาน Here and Now ที่น่าสนใจก็คือ กรอบกระจกที่เวลาเรามองแล้วเหมือนมีความลึกลงไป แต่พอมองข้างใต้กลับว่างเปล่า นั่นมีความหมายอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานชุดนี้ของผมเกิดจากการค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม ผมรู้สึกว่าตัวเองมักจะตั้งคำถามกับความจริงเสมอ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่มีสื่อต่างๆ ที่ท้าทายการรับรู้ความจริงของเราตลอดเวลา ผมสงสัยว่าอะไรคือความจริงและเรารับรู้มันยังไง ผมคิดว่ามีความจริงมากกว่าหนึ่งชุดที่เราสามารถจะรับรู้แบบนี้หรือรับรู้แบบอื่นก็ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80794 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF8031.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF8031.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSF8031-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>แล้วงานในนิทรรศการ Behind Time ที่ Gallery VER Project Room ล่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแสงอีกไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ครับ งานชุดนี้เป็นการใช้แสงสร้างพื้นที่ เช่นเคย ผมเริ่มคิดจากบริบทของพื้นที่ในห้องแสดงงานของ Gallery VER Project Room ก่อน โดยผมคุยกับพี่เต้–จิรัสย์ รัฐวงศ์จิรกุล (ผู้อำนวยการ Gallery VER) ถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ตรงนี้ เขาเล่าว่าเมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นโรงเลื่อยไม้ ห้อง Project Room ที่เราจะใช้จัดแสดงเป็นห้องเก็บไม้ แถมห้องข้างๆ ในปัจจุบันก็เป็นห้องเก็บของด้วย ผมเลยนึกถึงพื้นที่ห้องใต้บันไดขึ้นมาเพราะว่าอาคารบ้านเรือนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ห้องใต้บันไดชั้นล่างสุดมักเป็นพื้นที่เก็บสิ่งของที่ไม่ได้หยิบบ่อยๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมสนใจพื้นที่แบบนี้เพราะบางทีของที่ถูกเก็บไว้มักเป็นของจากอดีตที่เราคิดว่าเราจะได้ใช้อีกในอนาคต อยู่ในนั้นไปข้ามวันข้ามคืน จนกลายเป็นเหมือนพื้นที่ของอดีตกับอนาคตโดยที่ไม่มีปัจจุบันอยู่ในนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม้ที่เอามาใช้ประกอบในงานนี้ เป็นเศษหัวไม้ที่เกิดจากการเลื่อยไม้ที่โรงไม้ของคุณตาของเทียน (ฐิติรัตน์ สกุลตันติ) แฟนของผมซึ่งแต่ก่อนเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัวของเทียนแต่ว่าตอนนี้ธุรกิจซบเซาไปแล้ว ทางบ้านเขาก็คิดอยู่ว่าจะทำต่อหรือเขาจะเลิกดี ไม้ก็เลยแค่ถูกเก็บกองไว้ไปวันๆ เราก็ไปขอหัวไม้พวกนี้มาต่อเป็นรูปทรงที่สัมพันธ์กับแสงของเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ เวลาที่เครื่องฉายโปรเจกเตอร์ฉายแสงขึ้นลงมันจะเปลี่ยนสเปซในห้องนั้นด้วยรูปทรงของบันไดเหมือนเวลาที่เราได้แวะเวียนเข้าไปในพื้นที่เก็บของใต้บันไดเหล่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80795 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02537.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02537.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02537-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02537-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="attachment_80796" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-80796" class="size-full wp-image-80796" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02253.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02253.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02253-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/DSC02253-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-80796" class="wp-caption-text">Behind Time</p></div></p>
<p><b>คุณมีงานอื่นที่ทำร่วมกันอีก งานนั้นเกี่ยวกับอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการนั้นจัดแสดงที่หอศิลป์ Tentacles ชื่อว่า Fallen Cycle เป็นการแสดงใบไม้ที่ทำจากดินเผา มีบทกวีบนแผ่นกระดาษที่ถูกฉลุ แล้วก็เอาตัวอักษรที่ได้จากการฉลุมาจัดเรียงเป็นบทกวีใหม่ ทั้งหมดเล่าเรื่องเกี่ยวกับวัฏจักรความเปลี่ยนแปลง เพราะบทกวีที่เรานำมาใช้ดั้งเดิมแต่งโดยพระเซนชาวญี่ปุ่นชื่อ Gozan ก่อนที่เขาจะตาย เขียนไว้ว่า “หิมะที่ร่วงโรยเมื่อวาน เหมือนกลีบซากุระที่กลับไปเป็นน้ำอีกครั้ง” งานชุดนั้นเลยมีอารมณ์อ่อนไหวนิดหน่อย เพราะเรารู้สึกว่าบางทีวัฏจักรไม่ได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมเสมอไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยคอนเซปต์นี้เราเลยเอาตัวอักษรที่ฉลุมาเรียงใหม่เป็นข้อความที่บอกใบ้ถึงการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ในการกลับไปที่เดิม เรารื้อสร้างบริบทใหม่ว่าเดิมทีใบไม้ร่วงในป่านานไปก็กลับกลายเป็นดิน เป็นต้นไม้ และกลับไปเป็นใบไม้อีกที เป็นวัฏจักรที่สมบูรณ์ แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในเมืองนั้นกลับกลายเป็นขยะ เป็นอย่างอื่น ส่วนใบไม้ในงานชุดนี้ถึงจะทำจากดินก็จริงแต่พอเป็นใบไม้ศิลปะที่ร่วงอยู่ที่ใต้หลังคาก็กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้กลับไปสู่วัฏจักรเดิมอย่างที่เป็น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณดูจริงจังกับงานศิลปะมาก พอหันกลับมาทำงานศิลปะแบบนี้แล้ว คุณยังอยากกลับไปทำงานสถาปัตยกรรมอีกไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่ได้ทํางานสถาปัตยกรรมมานานแล้วครับ แต่งานศิลปะที่ทำก็ยังมีความข้องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและผมก็ยังผูกพันกับมันอยู่เสมอ ตอนผมเริ่มทำงานศิลปะ ผมเริ่มจากการได้ลองออกแบบนิทรรศการให้ศิลปิน Brand New ในปี 2015 หลังจากนั้นอาจารย์เถกิง พัฒโนภาษ กับอาจารย์อภิสิทธิ์ หนองบัว เขาก็ให้ผมไปเป็นผู้ช่วยสอนวิชาศิลปะร่วมสมัย มันทำให้ผมได้เรียนรู้และได้พบว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราสนใจ เพราะผมคิดว่าการทำงานออกแบบเปรียบเหมือนกระบวนการตอบคําถาม ทําตามโจทย์ แต่ว่าผมรู้สึกว่าผมอยากตั้งใจตั้งคําถามจากการทำงานศิลปะมากกว่า</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sornrapat-patharakorn/">ศรภัทร ภัทราคร : สถาปนิกผู้สร้างงานศิลปะจากแสง ที่ว่าง และระยะทางถึงดวงอาทิตย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
