Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต ป๋าดันวงอินดี้ และนักจัดปาร์ตี้ผู้ไม่พี้ยา 16 บทบาทของแอนดี้ วอร์ฮอล

Highlights

  • Andy Warhol คือศิลปินชาวอเมริกันผู้เป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าพ่อป๊อปอาร์ต เจ้าของภาพพิมพ์ซิลค์สกรีนซุปกระป๋องแคมป์เบลล์และมาริลิน มอนโรอันโด่งดัง
  • แต่นอกจากผลงานป๊อปอาร์ตเหล่านั้น ศิลปินผู้นี้ยังสวมหมวกอีกหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อแฟชั่นในลุคผมแพลตตินัมบลอนด์ ผู้กำกับหนังแนวทดลองที่ถ่ายเพื่อนๆ กิน นอน ไปจนถึงมีเซ็กซ์ หรือนักจัดปาร์ตี้เคร่งศาสนาผู้ไม่เคยพี้ยาและอาศัยอยู่กับแม่ตลอดชีวิต

“ในอนาคต ทุกคนจะมีโอกาสมีชื่อเสียงในระดับโลกกันคนละ 15 นาที”

ประโยคข้างต้น เป็นคำทำนายเชิงเสียดสีที่ศิลปินคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ในปี 1968 ศิลปินผู้นี้เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแนวทางที่บ่งบอกถึงสัจธรรมของสังคมได้เป็นอย่างดี หรือที่เรียกกันว่า ‘ป๊อปอาร์ต’ และถึงแม้เขาจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดศิลปะแนวทางนี้ แต่ศิลปินผู้นี้ก็เป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ศิลปะแนวทางนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในโลกจวบจนถึงปัจจุบัน จนถูกขนานนามว่าเป็น ‘เจ้าพ่อป๊อปอาร์ต’

ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า Andy Warhol

andy warhol

ภาพจาก pictify.saatchigallery.com

แอนดี้ วอร์ฮอล ไม่เพียงเป็นศิลปินภาพพิมพ์อย่างที่หลายคนรู้จัก แต่ยังเป็นจิตรกร ดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานของเขาท้าทายขนบและนิยามเดิมๆ ทางศิลปะ และโอบรับวัฒนธรรมสมัยนิยมและกระบวนการเชิงพาณิชย์ด้วยการสร้างผลงานศิลปะที่เข้าถึงคนทุกชนชั้น กล้าท้าทายสื่อและเทคนิคการทำงานใหม่ๆ และเป็นผู้บุกเบิกการทำงานสร้างสรรค์ในแทบจะทุกรูปแบบ

ผลงานของเขาถูกพบเห็นได้แทบจะทุกหนแห่ง ถูกต่อยอด เลียนแบบ ทำซ้ำมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในงานโฆษณา ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หนังสือ นิตยสาร สินค้า ไปจนถึงเสื้อผ้า ของแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์จนแทบจะเรียกว่าใครได้เห็นงานของเขาเป็นต้องร้องอ๋อ! เพราะแม้จะไม่รู้จักชื่อศิลปิน แต่ย่อมต้องเคยผ่านตาผลงานของเขาแน่ๆ

และต่อจากนี้คือบทบาทต่างๆ ที่วอร์ฮอลได้รับตลอดช่วงชีวิตของเขา

 

1. ลูกชายของผู้อพยพ

แอนดี้ วอร์ฮอล มักจะโกหกคนอื่นเกี่ยวกับอายุจริงของเขาเพื่อให้ตัวเองหนุ่มอยู่เสมอ บางครั้งเขาอ้างว่าเกิดในปี 1930 บางครั้งก็บอกว่าตัวเองเกิดในปี 1933 แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่โกหกเรื่องสถานที่เกิดของตัวเอง

ศิลปินซูเปอร์สตาร์ผู้นี้ลืมตาดูโลกที่เมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ในวันที่ 6 สิงหาคม 1928 แอนดี้ หรือชื่อเดิมคือ Andrew Warhola Junior เป็นลูกคนที่สามของครอบครัว Ondrej Warhola พ่อของเขาเป็นคนงานเหมืองและช่างก่อสร้างผู้อพยพมาจากประเทศสโลวาเกีย (ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในเวลานั้น) มาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในปี 1912 ส่วน Julia แม่ของเขาตามมาในอีก 9 ปีให้หลัง ต่อมาพ่อของเขาเสียชีวิตลงในปี 1942 ทำให้ครอบครัววาร์โฮล่าต้องมีชีวิตอย่างอัตคัดขัดสน พี่ๆ ของเขาต้องออกไปทำงานขายผักผลไม้ในตลาดตั้งแต่ยังเด็ก บางครั้งแอนดรูว์น้อยก็ต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย

 

2. นักเรียนศิลปะ

ช่วงวัยเด็ก แอนดรูว์ทุกข์ทรมานจากอาการป่วยจากโรคทางระบบประสาท ที่จะส่งผลให้สุขภาพของเขาอ่อนแอและมีผิวสีซีดไปตลอดชีวิต เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเตียงที่บ้านและโรงพยาบาล ในช่วงนั้น แม่ของเขามักจะให้การ์ตูนและสมุดระบายสีให้เขาวาดเล่นแก้เหงา “เวลาผมระบายสีเสร็จหน้าหนึ่ง แม่ของผมมักจะให้ช็อกโกแลตเฮอร์ชีส์ผมหนึ่งแท่ง” สิ่งนี้ส่งผลให้เขามีความชื่นชอบในการวาดรูป (พอๆ กับความชอบในขนมหวาน) ในภายหลัง เมื่อมีใครถามเขาว่าผลงานศิลปะชิ้นแรกที่เขาทำคืออะไร เขามักบอกว่าเป็นภาพที่เขาวาดเล่นในช่วงเวลานี้นี่เอง

พรสวรรค์ด้านการวาดภาพของเขาฉายแววจนไปเตะตาครูโรงเรียนประถม ทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้เข้าคอร์สศิลปะของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Carnegie สำหรับเด็กผู้มีพรสวรรค์ทางศิลปะ ในช่วงไฮสคูล แอนดรูว์ค้นพบความลุ่มหลงอีกอย่างนั่นคือภาพยนตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขาหลงใหลในดาราซูเปอร์สตาร์อย่าง Liz Taylor, Marilyn Monroe และเซเลบชื่อดังอีกหลายคน ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความหลงใหลเหล่านี้ลงในผลงานของเขาในเวลาต่อมา

ในปี 1945 แอนดรูว์เข้าเรียนการออกแบบพาณิชย์ศิลป์และประวัติศาสตร์ศิลปะที่สถาบัน Carnegie Institute of Technology ในพิตส์เบิร์ก ว่ากันว่าตอนที่อาจารย์ตั้งโจทย์ให้วาดภาพสิ่งที่โปรดปรานที่สุดด้วยประสบการณ์จากความยากไร้ในวัยเยาว์ วอร์ฮอลจึงวาดรูปธนบัตรดอลลาร์ส่งอาจารย์ไป จนในปี 1962 เขาก็สร้างผลงานในชุดธนบัตรดอลลาร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาโปรดปรานที่สุดขึ้นมาเป็นครั้งแรก

 

3. นักวาดภาพประกอบ

ในช่วงที่เรียนอยู่ เขากับเพื่อนสนิท Philip Pearlstein (ผู้กลายเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา) ออกเดินทางไปเที่ยวนิวยอร์กและนั่งรถประจำทางตระเวนเอาแฟ้มผลงานไปโชว์ให้บริษัทหลายแห่งทั่วนิวยอร์ก งานของแอนดรูว์บังเอิญไปเตะตาอาร์ตไดเรกเตอร์ของนิตยสารชื่อดังอย่าง Glamour จนทำให้เขาได้งานฟรีแลนซ์ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ งานแรกของเขาคือการวาดภาพรองเท้าลงนิตยสาร

 

4. นักออกแบบรองเท้า

หลังจากเรียนจบในปี 1949 เขาย้ายไปนิวยอร์ก และทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบในนิตยสารชื่อดังอีกหลายเล่มอย่าง Vogue, Harper’s Bazaar และ The New Yorker เขายังเป็นนักออกแบบรองเท้าให้แบรนด์ชื่อดังอย่าง I. Miller ในเวลาเดียวกันเขาก็ยังทำงานศิลปะ และเคยมีงานแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA) ในปี 1956 ในช่วงนี้เองที่เขาเปลี่ยนนามสกุลจาก ‘วาร์โฮลา’ เป็น ‘วอร์ฮอล’ เพื่อให้คนจดจำได้ง่ายๆ

 

5. จิตรกร

ในช่วงยุค 60s วอร์ฮอลตัดสินใจหันเหเส้นทางจากการเป็นนักวาดภาพประกอบและคนทำงานออกแบบโฆษณา มาสู่การเป็นศิลปินอิสระเต็มตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากการได้ชมนิทรรศการของศิลปินอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่มาจัดแสดงในนิวยอร์ก ที่หยิบยกเอาเรื่องราวใกล้ตัวเช่นรูปการ์ตูน ใบปลิวโฆษณา โปสเตอร์ดารา ภาพถ่ายเก่าๆ มาทำเป็นงานศิลปะ (เขามารู้ทีหลังว่ามันเรียกว่าป๊อปอาร์ต) รวมถึงแรงบันดาลใจจากงานของศิลปินหัวก้าวหน้าในดวงใจของเขาอย่าง Marcel Duchamp

เขาเริ่มต้นหาแนวทางศิลปะของตัวเองด้วยการหยิบเอาภาพการ์ตูนอย่างซูเปอร์แมน, แบทแมน, ดิ๊คเทรซี, ป๊อปอาย และภาพการ์ตูนช่องสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ มาเป็นแบบวาดภาพแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก

หลังจากนั้นเขาก็หันมาหยิบเอาผลิตภัณฑ์สินค้าที่คนคุ้นตาและพบได้รอบตัวอย่างขวดโคคาโคล่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระป๋องซุปแคมป์เบลล์มาวาดลงบนผืนผ้าใบ เพราะนอกจากซุปกระป๋องแคมป์เบลล์จะเป็นอาหารโปรดที่เขากินเป็นอาหารกลางวันทุกวันเป็นเวลาเกือบ 20 ปี  ภาพกระป๋องซุปที่ถูกวางเรียงรายกันอย่างสวยงามบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตยังติดตาตรึงใจ ผลงานชุดนี้บังเอิญไปเตะตานักค้างานศิลปะและเจ้าของแกลเลอรีอย่าง Irving Blum จนต้องเอามาแสดงในหอศิลป์ของเขาในลอสแอนเจลิสในปี 1962 น่าเสียดายที่ในเวลานั้น ผลงานชุดนี้ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชมงานและบรรดานักวิจารณ์ศิลปะเท่าไหร่นัก คงเป็นเพราะคนเหล่านั้นอยากดูภาพวาดอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าที่จะมาดูรูปกระป๋องซุปธรรมดาๆ ที่เห็นอยู่ดาษดื่น

ในจำนวนคนดูเหล่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่สนใจซื้อภาพเขียนของวอร์ฮอลไปในราคาเพียงภาพละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จนกระทั่งวันสุดท้ายของการแสดงงาน เออร์วิง บลัม เจ้าของแกเลอรีก็ตัดสินใจซื้อภาพเขียนที่เหลือของวอร์ฮอลไว้เองทั้งหมดในราคาเหมาจ่ายเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการจ่ายแบบผ่อนส่งเดือนละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าอีกหลายปีต่อมาหลังจากที่แอนดี้ วอร์ฮอล เสียชีวิตไปแล้ว ภาพเขียนชุดกระป๋องซุปที่ไม่มีใครต้องการเหล่านี้จะกลายเป็นหนึ่งในภาพเขียนที่ถูกหมายปองมากที่สุดจากนักค้างานศิลปะ หอศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลกและมีราคาประมูลสูงกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ!

andy warhol

Campbell’s Soup Cans (1962) สีอะคริลิกบนผ้าใบ

andy warhol

Campbell’s Soup Cans (1962) สีอะคริลิกบนผ้าใบ

6. ศิลปินภาพพิมพ์

หลังจากไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักกับภาพวาดชุดสินค้าโภคภัณฑ์ วอร์ฮอลก็หวนกลับไปหาเทคนิคที่เขาเคยเรียนรู้ในช่วงที่ทำงานออกแบบและงานโฆษณาอย่างเทคนิคการพิมพ์ซิลก์สกรีนที่สามารถผลิตผลงานได้คราวละมากๆ รวมถึงเทคนิค Blotted Line (การใช้กระดาษลอกลายคัดลอกลายเส้นจากภาพในนิตยสาร ใช้หมึกที่วาดตามลายเส้นในด้านตรงกันข้ามของกระดาษลอกลาย และถ่ายทอดภาพลายเส้นนั้นลงบนกระดาษอีกที) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาพัฒนาขึ้นจากภาพพิมพ์ขั้นพื้นฐานของเด็กๆ ด้วยเทคนิคนี้ วอร์ฮอลสามารถสร้างภาพแบบง่ายๆ ซ้ำๆ กันขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังช่วยลดทอนรูปทรงและรายละเอียดของภาพที่เขานำเสนอให้เหลือแต่ความเรียบง่ายและลักษณะที่คนจดจำได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถสร้างภาพซ้ำเหล่านั้นออกมาในสไตล์และสีสันต่างๆ อย่างไม่รู้จบ

ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน เขาสร้างผลงานชุดภาพพอร์เทรตของเหล่าเซเลบ ซูเปอร์สตาร์ ด้วยการหยิบเอาภาพถ่ายของเหล่าบรรดาเซเลบซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นอย่าง มาริลิน มอนโร, Elvis Presley, Elizabeth Taylor, Mick Jagger, James Dean, Jacqueline Kennedy ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาหลงใหลบูชา มาถ่ายทอดด้วยสีสันฉูดฉาดบาดตาแบบเดียวกับงานโฆษณา จนกลายเป็นที่นิยมในหมู่สาธารณชนอย่างมหาศาล เมื่อนั้น ชื่อเสียงของแอนดี้ วอร์ฮอล จึงเริ่มเจิดจรัสในวงการศิลปะในที่สุด ปัจจุบันภาพวาดเซเลบของวอร์ฮอลเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมป๊อปที่ถูกจดจำมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเซ็กซ์ซิมโบลอย่างมาริลิน มอนโร

andy warhol

Untiteld (1967) © The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc./ARS, NY and DACS, London 2014 ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน

andy warhol

Untitled from Marilyn Monroe 1967 © 2016 Andy Warhol Foundation for the Visual Arts / Artists Rights Society (ARS), New York ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน

ในปี 1963 วอร์ฮอลและ Gerard Malanga ผู้ช่วยคนสำคัญของเขา ย้ายสตูดิโอไปตั้งที่โรงงานเก่าแห่งหนึ่งในย่านมิดทาวน์ แมนฮัตตัน บนถนนสาย 47 ของนิวยอร์ก โดยตั้งชื่อว่า ‘The Factory’ และเกณฑ์กลุ่มคนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมสีสันมาร่วมกันผลิตผลงานไม่ว่าจะเป็นผลงานจิตรกรรม, ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน, ประติมากรรมจัดวางที่ส่งอิทธิพลต่อวงการศิลปะและศิลปินรุ่นหลังอย่างเหลือคณานับ

ที่โรงงานศิลปะแห่งนี้ วอร์ฮอลกลับมาทำผลงานชุดผลิตภัณฑ์โภคภัณฑ์อย่างซุปกระป๋องแคมป์เบลล์, โคคา โคล่า, แผ่นล้างจานบริลโล และพีชกระป๋องเดล มองเต้ อีกครั้งด้วยเทคนิคซิลก์สกรีนและสร้างงานประติมากรรมขึ้นจากซิลก์สกรีนบรรจุภัณฑ์เหล่านี้

ช่วงนี้เอง เขายังทำผลงานที่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้อย่างท่วมท้นอย่างภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนรูปดอกไม้อันเรียบง่าย สีสันฉูดฉาด ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนมากมายและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

andy warhol

The Souper Dress (1966-1967)

Brillo Box Dress (1964)

Flowers (1964-1970) ภาพพิมพ์ซิลสกรีน, ภาพจาก italianopopart.tumblr.com

 

7. ป๋าดันวง The Velvet Underground

วอร์ฮอลยังสร้างสรรค์ผลงานด้านอื่นอย่างหลากหลาย เขาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงดนตรี The Velvet Underground ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้วงดนตรีรุ่นใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ปกอัลบั้มชุดแรกของวงที่เขาออกแบบเป็นรูปกล้วยหอมสีเหลืองอันเรียบง่ายบนปกแผ่นเสียงสีขาวสะอาดตา ที่พิเศษก็คือรูปกล้วยที่ว่านี้แท้จริงแล้วเป็นสติกเกอร์ที่สามารถลอกออกได้ เมื่อแฟนเพลงซื้อแผ่นเสียงไปแล้วลอกสติกเกอร์รูปกล้วยสีเหลืองออกก็จะพบเนื้อกล้วยสีชมพูสดใสอยู่ข้างใต้ (ที่ดูแล้วเหมือนอะไรก็คงไม่ต้องบอกให้เสียเวลา) นัยทางเพศโจ๋งครึ่มบนปกอัลบั้มของวอร์ฮอลนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ The Velvet Underground ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน

นอกจากนั้น กล้วยยังเป็นสิ่งของธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้รอบๆ ตัวทั่วไปและเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่แพร่หลายในชีวิตประจำวันของคนอเมริกัน แสดงออกถึงวัฒนธรรมบริโภคนิยมอันเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นในผลงานของวอร์ฮอลตลอดมา

ปกอัลบั้ม The Velvet Underground & Nico

 

8. ผู้จัดคอนเสิร์ต

วอร์ฮอลยังคิดค้นการแสดงในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า ‘Exploding Plastic Inevitable’ (EPI) ที่ผนวกการแสดงดนตรีสด แสง สี เสียง ร่วมกับการฉายหนังของเขาบนเวทีซึ่งได้กลายเป็นรากฐานของการแสดงสดแบบมัลติมีเดียในเวลาต่อมา

 

9. ผู้กำกับหนังทดลอง

ในช่วงนี้เองที่เขาหันมาหลงใหลการทำภาพยนตร์ จนถึงกับเคยประกาศว่าจะหยุดทำงานศิลปะ และหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการทำภาพยนตร์อย่างเดียว วอร์ฮอลทำหนังออกมานับร้อยเรื่อง โดยมีเหล่าเพื่อนๆ ที่เขาอุปโลกน์ให้เป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’ มาร่วมเล่นในหนังสารคดีขนาดสั้นสุดพิลึกพิลั่นที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการถ่ายภาพเพื่อนๆ เหล่านั้นในอิริยาบถต่างๆ ทั้ง กิน นอน ไปจนถึงประกอบกิจทางเพศ รวมถึงภาพยนตร์ขนาดยาวด้วย

ในช่วงที่ผู้คนมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนเข้ามาในโรงงานศิลปะของเขา ทั้งเหล่าบรรดาเพื่อนฝูงผู้มีชื่อเสียงทั้งนักดนตรีอย่าง Bob Dylan, Jim Morrison ศิลปินตัวพ่ออย่างมาร์แซล ดูชองป์ และ Salvador Dalí และเหล่าดาราฮอลลีวูดรวมถึงหนุ่มสาวหน้าใหม่ผู้แสวงหาชื่อเสียงและโอกาสและบรรดาขาปาร์ตี้และขี้ยาทั้งหลาย วอร์ฮอลใช้กล้องถ่ายหนังบันทึกภาพของผู้คนเหล่านี้เอาไว้แทบทุกคน

เขายังเป็นป๋าดันให้กับคนทำหนังโนเนมอย่าง Paul Morrissey ที่สร้างผลงานหนังประหลาดๆ ออกมา ซึ่งกลายเป็นต้นธารให้กับภาพยนตร์อันเดอร์กราวนด์และภาพยนตร์ทดลองในปัจจุบัน

 

10. คนทำนิตยสาร

วอร์ฮอลยังเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารที่บุกเบิกนิตยสารแนวไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่าง Andy Warhol’s Interview ที่มีจุดเด่นในการลงบทสัมภาษณ์ของเหล่าเซเลบซูเปอร์สตาร์โดยไม่มีการเรียบเรียงหรือตัดต่อเลยแม้แต่น้อย (ปัจจุบันนิตยสารยังคงตีพิมพ์ในชื่อ Interview) เขายังมีรายการทีวีเป็นของตัวเอง และสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ศิลปินรุ่นน้องที่เขาปลุกปั้นกับมืออย่าง Jean-Michel Basquiat ก็กลายเป็นศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ในวงการศิลปะ

 

11. แฟชั่นไอคอน

นอกจากเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการศิลปะ วอร์ฮอลยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น ผลงานของเขามีความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานโฆษณาในยุค 50s ให้กับดีไซเนอร์ระดับตำนานและเพื่อนสนิท Halston เขายังเป็นคนที่แต่งตัวได้อย่างเปี่ยมสไตล์และเป็นผู้นำเทรนด์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผมสีแพลตตินัมบลอนด์, เสื้อยืดลายทางแถบกว้าง, แว่นตาแฟชั่นกรอบใส, แจ็กเก็ตสองชั้น, แจ็กเก็ตซาฟารี, แจ็กเก็ตหนังแกะ, การแต่งชุดดำล้วน และบอดี้เพนต์ ซึ่งกลายเป็นสไตล์การแต่งตัวอันอมตะไร้กาลเวลา

นอกจากตัวเขาจะเป็นแฟชั่นไอคอนเองแล้ว เขายังเคยทำงานแฟชั่นอย่างชุดเดรสลายพิมพ์ซิลก์สกรีนรูปกระป๋องซุปแคมป์เบลล์และกล่องบริลโลซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาด้วย วอร์ฮอลยังเคยเอาภาพของ Yves Saint Laurent พระเจ้าแห่งวงการแฟชั่นในวัยหนุ่มมาทำเป็นงานภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนในสไตล์ป๊อปอาร์ต ภาพนี้เองก็กลายเป็นสัญลักษณ์และภาพจำของดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ตลอดมา

The Portrait of Yves Saint Laurent ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีน

 

12. นักบรรยาย

ด้วยความที่แอนดี้ วอร์ฮอล เป็นศิลปินที่ค่อนข้างเก็บตัว และไม่ค่อยให้สัมภาษณ์หรือออกบรรยายต่อหน้าสาธารณชนเท่าไหร่ นักสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ที่ไปสัมภาษณ์เขาก็มักจะได้รับคำตอบจากเขาแบบถามคำตอบคำ เยสๆ โนๆ หรือแม้แต่เวลาที่เขาต้องไปบรรยายที่ไหน เขาก็มักจะเอาแต่ยืนอมพะนำ  ไม่พูดไม่จา ปล่อยให้เพื่อนๆ ที่มาด้วยพูดเสียเป็นส่วนใหญ่

วันหนึ่งในปี 1967 เขาได้พบกับ Allen Midgette อดีตนักแสดงในหนังของ Bernardo Bertolucci และ Pier Paolo Pasolini วอร์ฮอลและเพื่อนๆ จึงจ้างวานให้มิดเจตต์แต่งตัวสวมรอยเป็นตัวเขาเพื่อเดินสายขึ้นเวทีบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วอเมริกา ซึ่งมิดเจตต์ก็สวมบทบาทได้อย่างคล่องแคล่วจนผู้ฟังทุกคนให้การต้อนรับอย่างดี โดยไม่มีใครสงสัยเลยว่าตานี่คือแอนดี้ วอร์ฮอล ตัวปลอม

แต่ในที่สุด ในระหว่างการบรรยายในมหาวิทยาลัยยูทาห์และโอเรกอน ความลับก็ดันเกิดแตกขึ้นมา เพราะมีผู้ชมบางคนเกิดความสงสัยในความคล่องเกินไปของผู้บรรยายและสืบรู้ความจริงในภายหลังจากการเปรียบเทียบด้วยรูปถ่าย จนนำไปสู่การเปิดโปงและขอค่าบรรยายคืนในที่สุด วอร์ฮอลแก้ตัวว่าที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะเขาพูดไม่ค่อยเก่ง และไม่มีอะไรจะพูด เลยส่งคนที่มีเรื่องอยากพูดเยอะแยะไปแทน ซึ่งมิดเจตต์ก็เป็นคนแบบที่ทุกคนคาดหวังจะได้เจอและชอบฟังเขาพูดไม่ใช่หรือ

แอนดี้ วอร์ฮอล ตัวปลอม (อัลเลน มิดเจตต์)

 

13. ผู้รอดชีวิต

ในปี 1968 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อแอนดี้ วอร์ฮอล ถูกบุกเข้ากระหน่ำยิงโดย Valerie Solanas หญิงสาวที่เคยเป็นผู้ร่วมงานในหนังหลายเรื่องของเขา โดยเธอสารภาพหลังจากมอบตัวว่าทำไปเพราะต้องการแก้แค้นวอร์ฮอลที่ลดคุณค่าของผู้หญิงในหนังของเขา (ดูรายละเอียดได้ในหนังเรื่อง I Shot Andy Warhol, 1995) โชคยังดีที่เขายังรอดชีวิตมาได้ หลังจากถูกยิง วอร์ฮอลเพิ่มความระมัดระวังในสตูดิโออย่างมาก เขาติดกล้องนิรภัยทั่วสตูดิโอแห่งใหม่และไม่อนุญาตให้ใครแวะเวียนเข้า-ออกได้อย่างอิสระอีกต่อไป

 

14. ศิลปินแอ็บสแตรกท์

ในช่วงปลายยุค 1970 วอร์ฮอลหันมาทดลองทำงานจิตรกรรมนามธรรมในผลงานชุด Oxidation ที่ทำขึ้นด้วยการปูผืนผ้าใบเคลือบสีทองแดงลงบนพื้นสตูดิโอและเชิญชวนให้ผู้ช่วยและผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนสตูดิโอของเขาปัสสาวะรด กรดยูริกในฉี่จะทำปฏิกิริยากับโลหะที่อยู่ในสีทองแดงที่เคลือบไว้จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นสีสันและร่องรอยแบบนามธรรมอันแปลกตาขึ้นมา

Oxidation (1977–1978) © The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc., NY, ภาพโดย Phillips/Schwab, ภาพจาก artspace.com

 

15. นักจัดปาร์ตี้เคร่งศาสนา

ถึงแม้วอร์ฮอลจะเป็นศิลปินชื่อเสียงโด่งดัง และใช้ชีวิตรายล้อมด้วยเหล่าบรรดาเซเลบ (และวอนนาบีเซเลบ) ที่เวียนว่ายวกวนอยู่กับชื่อเสียง แฟชั่น ปาร์ตี้ และยาเสพติด แต่ตัวตนที่แท้จริงของเขากลับเป็นคนสมถะ เรียบง่าย เขาอาศัยอยู่กับแม่ของเขาตลอดชีวิต และเป็นคนที่ศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง ตลอดชีวิต เขาสวดภาวนาทุกวันในโบสถ์ และมักจะทำการกุศลกับคนไร้บ้านในนิวยอร์กเป็นประจำ

ช่วงบั้นปลายของชีวิต ในยุค 80s วอร์ฮอลหันมาทำงานในเชิงศาสนา ด้วยการหยิบเอาภาพวาดทางศาสนาของจิตรกรชั้นครูยุคโบราณอย่าง Leonardo da Vinci และ Raphael มาทำเป็นงานภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนในสไตล์ป๊อปอาร์ต แต่ถึงกระนั้นวอร์ฮอลก็ยังคงความยียวนไม่เว้นวาย เมื่อนักข่าวถามเขาว่า เหตุผลที่เขาหยิบภาพวาด The Last Supper ของ ดา วินชี มาทำนั้นเป็นเพราะเขาซาบซึ้งกับวัฒนธรรมอิตาลีหรือ? วอร์ฮอลตอบว่า “โอ วัฒนธรรมอิตาลีเหรอ ผมรู้จักแค่สปาเก็ตตีน่ะ แต่มันก็วิเศษจริงๆ นะ!”

 

16. เจ้าพ่อป๊อปอาร์ตผู้เป็นตำนาน

ถึงแม้จะมีร่างกายทรุดโทรมจากอาการป่วยและการบาดเจ็บเรื้อรังจากการถูกยิง แต่วอร์ฮอลก็ยังคงหักโหมทำงานหนักราวกับเป็นเครื่องจักร จนกระทั่งในปี 1987 หลังจากทุกข์ทรมานด้วยอาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัดถุงน้ำดี แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เสียชีวิตอย่างไม่คาดฝัน ในวัย 58 ปี ร่างของเขาถูกฝังเคียงข้างหลุมศพแม่ของเขาในบ้านเกิดที่พิตส์เบิร์ก เหลือทิ้งไว้แต่เพียงผลงานศิลปะและงานสร้างสรรค์จำนวนนับไม่ถ้วน และแรงบันดาลใจมากมายที่ส่งผ่านไปยังศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์รุ่นหลังในแทบจะทุกวงการ จนกล่าวได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคหลังศตวรรษที่ 20


ใครอยากดูผลงานที่กล่าวมาด้านบน สามารถตามไปดูผลงานชิ้นออริจินัลได้แบบไม่ต้องถ่อไปดูถึงต่างประเทศให้เสียเวลาและค่าตั๋วเครื่องบินในนิทรรศการ ANDY WARHOL: POP ART ที่ขนงานของเจ้าพ่อป๊อปอาร์ตมาแสดงกว่า 128 ชิ้น ทั้งภาพถ่ายบุคคล, ภาพพิมพ์ซิลก์สกรีนรูปเซเลบและซูเปอร์สตาร์อันลือลั่น, ผลงานซุปกระป๋องแคมป์เบลล์และสินค้าโภคภัณฑ์สไตล์ป๊อปอันโด่งดัง, ปกนิตยสารและปกแผ่นเสียงของแท้ในตำนาน

นิทรรศการ ANDY WARHOL: POP ART เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม – 24 พฤศจิกายน 2563 ณ RCB Galleria ชั้น 2 River City Bangkok ซื้อบัตร early bird ราคาพิเศษได้ถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผ่าน ticketmelon.com/rivercitybangkok/andywarhol


อ้างอิง

หนังสือ ANDY WARHOL โดย Isabel Kuhl

หนังสือ Secret Lives of Great Artists โดย Elizabeth Lunday

theartstory.org

Author

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

คอลัมนิสต์ นักเขียน นักสัมภาษณ์ พ่อบ้านลูกสอง ผู้เบื่อหน่ายระบบการศึกษาในสถาบันศิลปะ แต่สนใจการผสมผสานศิลปะหลากสื่อต่างแขนงเข้าด้วยกัน และมุ่งมั่นในการสลายเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างศิลปะ ดีไซน์ วัฒนธรรมร่วมสมัย และเรื่องราวรอบๆ ตัวทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)