<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฎฐณิชา สะอิ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/nattanicha-sa-i/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sat, 17 Jul 2021 18:36:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>มนุษย์เราทำร้ายกันผ่านเสียงหัวเราะบ่อยเพียงใด ใน A Horse Walks into a Bar</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-horse-walk-into-a-bar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2020 15:20:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Reason to read]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[A Horse Walk into a Bar]]></category>
		<category><![CDATA[David Grossman]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องตลก]]></category>
		<category><![CDATA[เสียงหัวเราะ]]></category>
		<category><![CDATA[Robert Lynch]]></category>
		<category><![CDATA[Stand up Comedy]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยาย]]></category>
		<category><![CDATA[reason to read]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=92122</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเดือนมิถุนายน ปี 2017 A Horse Walks into a Bar นวนิยายของ David Grossman นักเขียนชาวอิสราเอล ได้รับรางวัล Man Booker International Prize ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า หากคุณได้อ่านเรื่องย่อของนวนิยายเล่มนี้ A Horse Walks into a Bar คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อเล่าเรื่องตลก ปัญหาคือโจ๊กที่เขาเล่ามันไม่ค่อยจะตลก พูดให้ชัดขึ้นคือ หากคุณคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้หัวเราะคุณอาจต้องผิดหวัง เกริ่นมาแค่นี้ก็ดูไม่น่าอ่านแล้วใช่ไหมล่ะ เพราะจะมีใครอยากฟังเรื่องตลกที่ไม่ชวนให้ตลกกันบ้าง จริงไหม? สารภาพตรงๆ ว่า ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความคาดหวังผิดๆ เพราะจากที่คิดว่าจะได้หัวเราะ ผมกลับต้องเสียน้ำตาซะงั้น เล่าคร่าวๆ A Horse Walks into a Bar คือฉากชีวิตของ Dovaleh Greenstein ตลกท้องถิ่นวัย 57 ปี ที่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็เชิญชวนเพื่อนเก่ามาฟังเรื่องตลกของเขาในบาร์เล็กๆ ทั้งนี้เรื่องราวในค่ำคืนนั้นไม่ได้ถูกบอกเล่าผ่านกรีนสไตน์ที่กำลังเล่าเรื่องตลกอยู่บนเวที หากเป็นน้ำเสียงของเพื่อนคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมาดูการแสดงตลกสแตนด์อัพครั้งนี้ กรีนสไตน์บอกกับเพื่อนคนนี้ในคืนก่อนการแสดงว่า “ฉันอยากให้นายมาดูฉัน แล้วบอกฉันว่านายเห็นอะไร” กลายเป็นว่านอกจากเรื่องตลกที่กรีนสไตน์เล่าจะไม่ค่อยขำแล้ว ไม่นานคนดูก็ค่อยๆ พบว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-horse-walk-into-a-bar/">มนุษย์เราทำร้ายกันผ่านเสียงหัวเราะบ่อยเพียงใด ใน A Horse Walks into a Bar</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3"><span class="s1">ในเดือนมิถุนายน</span> <span class="s1">ปี</span><span class="s3"> 2017 <em>A Horse Walks into a Bar </em></span><span class="s1">นวนิยายของ</span><span class="s3"> David Grossman </span><span class="s1">นักเขียนชาวอิสราเอล ได้รับรางวัล</span><span class="s3"> Man Booker International Prize </span><span class="s1">ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า</span> <span class="s1">หากคุณได้อ่านเรื่องย่อของนวนิยายเล่มนี้</span><em><span class="s3"> A Horse Walks into a Bar </span></em><span class="s1">คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อเล่าเรื่องตลก</span> <span class="s1">ปัญหาคือ</span><span class="s1">โจ๊กที่เขาเล่ามันไม่ค่อยจะตลก</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">พูดให้ชัดขึ้นคือ </span><span class="s1">หากคุณคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้หัวเราะ</span><span class="s1">คุณอาจต้องผิดหวัง</span> <span class="s1">เกริ่นมาแค่นี้ก็ดูไม่น่าอ่านแล้วใช่ไหมล่ะ</span> <span class="s1">เพราะจะมีใครอยากฟังเรื่องตลกที่ไม่ชวนให้ตลกกันบ้าง</span> <span class="s1">จริงไหม</span><span class="s3">?</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92129" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/6-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/6-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/6-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">สารภาพตรงๆ</span> <span class="s1">ว่า</span> <span class="s1">ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความคาดหวังผิดๆ</span> <span class="s1">เพราะจากที่คิดว่าจะได้หัวเราะ</span> <span class="s1">ผมกลับต้องเสียน้ำตาซะงั้น</span> เล่า<span class="s1">คร่าวๆ</span><em><span class="s3"> A Horse Walks into a Bar </span></em><span class="s1">คือฉากชีวิตของ</span><span class="s3"> Dovaleh Greenstein </span><span class="s1">ตลกท้องถิ่นวัย</span><span class="s3"> 57 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">ที่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็เชิญชวนเพื่อนเก่ามาฟังเรื่องตลกของเขาในบาร์เล็กๆ</span> <span class="s1">ทั้งนี้</span><span class="s1">เรื่องราวในค่ำคืนนั้นไม่ได้ถูกบอกเล่าผ่าน</span><span class="s3">กรีนสไตน์</span><span class="s1">ที่กำลังเล่าเรื่องตลกอยู่บนเวที</span> <span class="s1">หากเป็นน้ำเสียงของเพื่อนคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมาดูการแสดงตลกสแตนด์อัพครั้งนี้</span><span class="s3"> กรีนสไตน์</span><span class="s1">บอกกับเพื่อนคนนี้ในคืนก่อนการแสดงว่า</span><em><span class="s3"> “</span><span class="s1">ฉันอยากให้นายมาดูฉัน</span> <span class="s1">แล้วบอกฉันว่านายเห็นอะไร</span><span class="s3">” </span></em></p>
<p class="p3"><span class="s1">กลายเป็นว่า</span><span class="s1">นอกจากเรื่องตลกที่กรีนสไตน์</span><span class="s1">เล่าจะไม่ค่อยขำแล้ว</span> <span class="s1">ไม่นานคนดูก็ค่อยๆ</span> <span class="s1">พบว่า</span> <span class="s1">เป้าหมายของเดี่ยวไมโครโฟนนี้ไม่ได้มีเพื่อให้คนดูขำ</span> <span class="s1">แต่คือการ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">เปิดเผย</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">และ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">สารภาพ</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">เรื่องเศร้า</span> <span class="s1">บาดแผล</span> <span class="s1">และความเจ็บปวดของเขา </span><span class="s1">ที่พาดเกี่ยวอยู่กับคนดูทุกๆ</span> <span class="s1">คน</span> <span class="s1">ตลกท้องถิ่นคนนี้กำลังป่วยหนักและ</span><span class="s1">ชีวิตในแต่ละวันของเขาก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่</span> <span class="s1">และแน่นอนว่าคนดูบางคนเองก็ไม่ค่อยพอใจที่พวกเขาต้องมาฟังอะไรก็ไม่รู้</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ผ่านการแสดงตลกสแตนด์อัพของกรีนสไตน์</span><span class="s3"> </span><span class="s1">จุดหนึ่งที่</span><span class="s3">กรอสแมน</span><span class="s1">เปิดเผยให้เห็นคือ</span> <span class="s1">รูปแบบต่างๆ</span> <span class="s1">ของเรื่องเล่าที่สานสัมพันธ์กันภายใต้ฉากหน้าของมุกตลก</span> <span class="s1">ไม่ว่าจะเป็นโจ๊กหยาบคาย</span> <span class="s1">การวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาต่างๆ</span> <span class="s1">การคร่ำครวญของดาราตลก</span> <span class="s1">การเล่าย้อนความทรงจำ</span> <span class="s1">ในขณะเดียวกัน</span><span class="s1">เรื่องเล่าต่างๆ</span> <span class="s1">ก็สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง</span> <span class="s1">ในแง่ที่คนดูเองก็แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมายังดาราตลกเช่นกัน</span> อย่างที่<span class="s1">ในช่วงหนึ่งระหว่างการแสดงกรีนสไตน์</span><span class="s1">กล่าวกับคนดูว่า</span></p>
<p class="p3"><em><span class="s3">“</span><span class="s1">เพราะแท้ที่จริงแล้วการแสดงตลกสแตนด์อัพคืออะไร</span> <span class="s1">เคยพินิจไตร่ตรองกันบ้างไหม</span> <span class="s1">ตอบให้ก็ได้</span> <span class="s1">พี่น้องชาวเนทันยา</span> <span class="s1">ถ้าจะว่ากันจริงๆ</span> <span class="s1">แล้ว</span><span class="s1">มันเป็นความบันเทิงที่น่าสมเพชที่สุด</span> <span class="s1">นี่พูดอย่างสัตย์จริงเลยนะ</span> <span class="s1">เพราะอะไรน่ะหรือ</span> <span class="s1">เพราะพวกคุณแทบได้กลิ่นเหงื่อของพวกเราได้เลย</span><span class="s3">! </span><span class="s1">ความพยายามสร้างเสียงหัวเราะให้กับพวกคุณ</span><span class="s3">! </span><span class="s1">นี่ล่ะเหตุผล</span><span class="s3">!</span></em></p>
<p class="p3"><em><span class="s3">“</span><span class="s1">คุณเห็นความเครียดบนใบหน้าของเรา</span> <span class="s1">ความเครียดของการต้องทำทุกอย่างให้คนขำ</span> <span class="s1">ไม่ว่าจะด้วยราคาค่างวดแค่ไหน</span> <span class="s1">การที่เราแทบจะอ้อนวอนขอให้คุณรักเรา</span><span class="s3">”</span></em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92128" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/5-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/5-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/5-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">ผมคิดว่า</span><span class="s1">คำพูดของกรีนสไตน์</span><span class="s1">สะท้อนให้เห็นเงื่อนไข</span><span class="s1">และความท้าทายของการแสดงตลกสแตนด์อัพได้อย่างน่าคิด</span> <span class="s1">นั่นคือ</span><span class="s1">ทำยังไงคนดูถึงจะหัวเราะกับมุกตลกที่เตรียมเอาไว้</span> <span class="s1">เสียงหัวเราะสำหรับนักแสดงตลกไม่ได้มีความหมายแค่ชัยชนะ</span> <span class="s1">เพราะขณะที่มุกหนึ่งอาจทำให้คนดูขบขัน</span> <span class="s1">แต่พร้อมๆ</span> <span class="s1">กันนั้น</span><span class="s1">มันก็ได้สร้างความคาดหวังต่อมุกตลกอื่นๆ</span> <span class="s1">ที่กำลังจะตามมา</span> <span class="s1">ในแง่นี้</span><span class="s1">คนดูจึงสร้างความตึงเครียดให้กับนักแสดงตลก เพราะความคาดหวังของพวกเขาจำเป็นต้องถูกตอบสนองอยู่เรื่อยๆ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ทว่า</span><em><span class="s3"> A Horse Walks into a Bar </span></em><span class="s1">คล้ายจะกลับหัวกลับหางความคิดนี้</span> <span class="s1">โดยเลือกที่จะ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ไม่ตอบสนองความคาดหวังที่คนดูจะหัวเราะ</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ผ่านเรื่องเล่าของกรีนสไตน์</span><span class="s3"> </span><span class="s1">ไม่เพียงแต่คนดูจะพบว่า</span> <span class="s1">ยิ่งการแสดงดำเนินไป</span><span class="s1">เสียงหัวเราะก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ</span> <span class="s1">เท่านั้น</span> <span class="s1">หากอาการตลกขบขันยังค่อยๆ</span> <span class="s1">ถูกปั่นป่วนด้วยอารมณ์ความรู้สึกอื่นๆ</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">ความทุกข์</span> <span class="s1">ความเศร้า</span> <span class="s1">และความกระอักกระอ่วนใจ</span></p>
<p class="p3"><span class="s3">Robert Lynch </span><span class="s1">นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาการหัวเราะของมนุษย์กล่าวว่า</span> <span class="s1">การหัวเราะมีอยู่ในทุกๆ</span> <span class="s1">วัฒนธรรม </span><span class="s1">เชื่อว่า</span><span class="s1">การที่มนุษย์คนหนึ่งๆ</span> <span class="s1">มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อมุกตลก</span><span class="s1">สะท้อนให้เห็นตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92127" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s3">ลินช์</span><span class="s1">อธิบายว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s1">มนุษย์ผูกโยงอยู่กับความเชื่อ</span><span class="s1">ทั้งโดยรู้ตัว</span><span class="s1">และไม่รู้ตัว</span> <span class="s1">และความเชื่อเหล่านี้ก็ผูกโยงอยู่กับอารมณ์ขันของพวกเขา&#8217;</span><span class="s3"> </span><span class="s1">ในแง่นี้</span><span class="s1">เสียงหัวเราะของมนุษย์จึงมีความหมายทางสัญญะที่เปิดเผยให้เห็นถึงศรัทธา</span><span class="s1">และคุณค่าที่มนุษย์คนหนึ่ง</span><span class="s1">ยึดถือ</span> <span class="s1">จึงไม่แปลกว่าทำไมเรามักมองหาเพื่อน</span><span class="s1">หรือคู่รักที่มีอารมณ์ขันคล้ายๆ</span> <span class="s1">กัน</span> <span class="s1">นั่นเพราะสำหรับมนุษย์แล้ว</span><span class="s1">เสียงหัวเราะก็ไม่ต่างอะไรกับคำยืนยันต่อศรัทธา</span><span class="s1">และคุณค่าที่พวกเขามีร่วมกัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แม้ว่าบ่อยครั้ง</span><span class="s1">เมื่อพูดถึงอารมณ์ขัน</span> <span class="s1">เรามักจะเชื่อมโยงความหมายของมันเข้ากับความรู้สึกในแง่บวก</span> <span class="s1">แต่หากลองพิจารณาข้อเสนอของลินช์</span><span class="s1">เรากลับพบว่า</span> <span class="s1">จริงๆ</span> <span class="s1">แล้ว</span><span class="s1">อารมณ์ขันมีลักษณะของการกีดกัน</span><span class="s1">และการแยกขาดอยู่ในตัว</span> <span class="s1">กล่าวคือ</span> <span class="s1">แม้การหัวเราะจะช่วยสร้างสำนึกร่วมระหว่างกันได้ก็จริง</span> <span class="s1">แต่พร้อมๆ</span> <span class="s1">กันนั้น</span><span class="s1">มันก็ได้ขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างคนที่หัวเราะ</span><span class="s1">กับคนที่ไม่หัวเราะ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ลองสมมติเล่นๆ</span> <span class="s1">ว่า</span> <span class="s1">ผมเป็นดาราตลกสักคนหนึ่งบนเวที</span><span class="s1">และคาดหวังอย่างเต็มที่ว่ามุกตลกที่กำลังจะยิงไปนี้ต้องขำแน่ๆ</span> <span class="s1">แต่กลายเป็นว่าไม่มีคนดูขำเลยสักคน</span> <span class="s1">นั่นไม่เพียงหมายความว่า</span><span class="s1">มุกตลกของผมไม่ขำเท่านั้น</span> <span class="s1">แต่ยังสะท้อนว่าศรัทธา</span><span class="s1">และคุณค่าบางประการระหว่างผมกับคนดูไม่สอดคล้องกันอีกด้วย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ผ่านมุกตลกต่างๆ</span> <span class="s1">ของกรีนสไตน์</span><span class="s1">ที่</span><span class="s3">กรอสแมน</span><span class="s1">ได้แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของความขัดแย้งนี้</span><span class="s1">ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ</span> <span class="s1">เมื่อเรื่องราวดำเนินไป</span> <span class="s1">เสียงหัวเราะค่อยๆ</span> <span class="s1">เงียบหาย</span> <span class="s1">คนดูจากที่เคยปล่อยตัวนั่งสบายก็เริ่มขยับร่างกายอย่างอึดอัด</span> <span class="s1">พวกเขาคาดหวังว่าจะได้รับเสียงหัวเราะ</span> <span class="s1">แต่ไม่เพียงแค่ความคาดหวังจะไม่ถูกตอบสนอง</span> <span class="s1">หากพวกเขายังต้องมาทนฟังชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล</span><span class="s1">และความเจ็บปวดของดาราตลกแก่ๆ</span> <span class="s1">คนหนึ่ง </span><span class="s1">สแตนด์อัพคอเมดี้เป็นอาชีพที่โดดเดี่ยว</span> <span class="s1">โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องยืนอยู่ลำพังคนเดียวท่ามกลางผู้คนเป็นร้อยๆ</span> <span class="s1">ที่ไม่ได้สนใจอะไรในตัวเขาเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92124" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><em><span class="s3">A Horse Walks into a Bar </span></em><span class="s1">จึงเป็นนวนิยายว่าด้วยชีวิตของนักแสดงตลกที่ไม่ตลก</span> <span class="s1">ชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์</span> <span class="s1">ความเศร้า</span> <span class="s1">และบาดแผล</span> <span class="s1">ในขณะเดียวกัน</span><span class="s1">หนังสือเล่มนี้ก็เปิดเผยให้เห็นเบื้องลึกของเสียงหัวเราะที่ก็ไม่ได้ผูกโยงอยู่กับความสุขเสมอไป</span> <span class="s1">ดังเช่นเรื่องเล่าของกรีนสไตน์</span><span class="s1">ที่เขาเลือกใช้รูปแบบของการแสดงตลกสแตนด์อัพในการเปิดเผยความรวดร้าวในจิตใจ</span> <span class="s1">ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เพียงแต่จะขำได้ไม่เต็มปาก</span> <span class="s1">หากยังกลายเป็นว่า</span><span class="s1">เรื่องตลกเหล่านี้รบกวนจิตใจคนดูอย่างร้ายกาจ</span> <span class="s1">และนั่นจึงนำมาซึ่งคำถามที่ว่า</span> <span class="s1">แล้วที่เรากำลังหัวเราะกันอยู่นี้</span><span class="s1">ความหมายของความขบขันคืออะไร</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ผมคิดว่าในบางครั้ง</span><span class="s1">มุกตลกก็อาจถือเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว</span> <span class="s1">ยิ่งโดยเฉพาะในสังคมที่มองไม่เห็นความจริงจังซึ่งแฝงซ่อนอยู่ภายในมุกตลกแต่ละมุกด้วยแล้ว</span> <span class="s1">เรามักคิดอยู่เสมอว่า</span><span class="s1">ตลกคือเรื่องไร้สาระ</span> <span class="s1">ตลกคือสิ่งที่ไม่มีน้ำหนัก</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แต่อย่างที่กรอสแมน</span><span class="s1">แสดงให้เราเห็นผ่าน</span><em><span class="s3"> A Horse Walks into a Bar </span></em><span class="s1">ว่า</span> <span class="s1">ภายใต้ภาพลักษณ์ของความไม่จริงจังของมุกตลกนี่แหละ</span><span class="s1">ที่มันกลับเปิดเผยให้เห็นว่า</span><span class="s1">มนุษย์เราต่างทำร้ายกันผ่านเสียงหัวเราะบ่อยเพียงใด</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-horse-walk-into-a-bar/">มนุษย์เราทำร้ายกันผ่านเสียงหัวเราะบ่อยเพียงใด ใน A Horse Walks into a Bar</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Carolina Sandretto ช่างภาพผู้สำรวจการทิ้งและไม่ทิ้งในคิวบาและเมืองร้างของรัสเซีย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/carolina-sandretto-all-things-left-behind/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2020 10:39:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[คิวบา]]></category>
		<category><![CDATA[Svalbard]]></category>
		<category><![CDATA[Carolina Sandretto​]]></category>
		<category><![CDATA[All Things Left Behind]]></category>
		<category><![CDATA[Cuba]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=91961</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการศิลปะภาพถ่ายที่น่าสนใจที่มีชื่อว่า All Things Left Behind นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ Carolina Sandretto​ ศิลปินภาพถ่ายชาวอิตาเลียนผู้เคยแสดงผลงานมาแล้วในหลายประเทศ มีหนังสือรวมภาพถ่าย Cines de Cuba และ Cuba. Vivir Con และยังได้ตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารทั่วโลก เช่น Vogue Italy, Elle Decor, L.A. Times, Glamour, The Guardian และอื่นๆ อีกมากมาย แคโรไลนา แซนเดรตโต อาศัยและทำงานอยู่ที่มิลานและปารีส เธอทำงานภาพถ่ายที่สำรวจประเด็นเกี่ยวกับห้วงเวลาที่ผันผ่านกับความทรงจำและการละทิ้งด้วยการใช้กล้องฟิล์มและเทคนิคการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมราวกับเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางจิตใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่เธอประสบพบเจอ ในนิทรรศการ All Things Left Behind ครั้งนี้ แคโรไลนาพาผู้ชมเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้นอย่างคิวบาและ Svalbard แอนตาร์กติกา เพื่อสำรวจความคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนผ่านของห้วงเวลาที่ส่งอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ อย่างชัดแจ้ง ทั้งพื้นผิวและมุมมองภายนอกที่ถูกกาลเวลากัดกร่อนและเปลี่ยนความหมายไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยเอาไว้ว่าเราเป็นใครในอดีต และความทรงจำของสิ่งที่หลงเหลืออยู่ สะท้อนภาพอดีตที่สั่งสมบนพื้นผิวของภูมิทัศน์ ข้าวของ หรือสถานที่ต่างๆ ที่ถูกละทิ้งหรือยังคงถูกใช้สอยอยู่ ที่สฟาลบาร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/carolina-sandretto-all-things-left-behind/">Carolina Sandretto ช่างภาพผู้สำรวจการทิ้งและไม่ทิ้งในคิวบาและเมืองร้างของรัสเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการศิลปะภาพถ่ายที่น่าสนใจที่มีชื่อว่า <a href="https://www.facebook.com/events/1218692588323502/" target="_blank" rel="noopener">All Things Left Behind</a> นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ <strong>Carolina Sandretto</strong>​ ศิลปินภาพถ่ายชาวอิตาเลียนผู้เคยแสดงผลงานมาแล้วในหลายประเทศ มีหนังสือรวมภาพถ่าย <em>Cines de Cuba และ Cuba. Vivir Con</em> และยังได้ตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารทั่วโลก เช่น <em>Vogue Italy, Elle Decor, L.A. Times, Glamour, The Guardian</em> และอื่นๆ อีกมากมาย</p>
<p>แคโรไลนา แซนเดรตโต อาศัยและทำงานอยู่ที่มิลานและปารีส เธอทำงานภาพถ่ายที่สำรวจประเด็นเกี่ยวกับห้วงเวลาที่ผันผ่านกับความทรงจำและการละทิ้งด้วยการใช้กล้องฟิล์มและเทคนิคการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมราวกับเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางจิตใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่เธอประสบพบเจอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92036" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-10.jpg" alt="Carolina Sandretto" width="472" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-10.jpg 472w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-10-210x300.jpg 210w" sizes="(max-width: 472px) 100vw, 472px" /></p>
<p>ในนิทรรศการ All Things Left Behind ครั้งนี้ แคโรไลนาพาผู้ชมเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้นอย่างคิวบาและ Svalbard แอนตาร์กติกา เพื่อสำรวจความคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนผ่านของห้วงเวลาที่ส่งอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ อย่างชัดแจ้ง ทั้งพื้นผิวและมุมมองภายนอกที่ถูกกาลเวลากัดกร่อนและเปลี่ยนความหมายไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยเอาไว้ว่าเราเป็นใครในอดีต และความทรงจำของสิ่งที่หลงเหลืออยู่ สะท้อนภาพอดีตที่สั่งสมบนพื้นผิวของภูมิทัศน์ ข้าวของ หรือสถานที่ต่างๆ ที่ถูกละทิ้งหรือยังคงถูกใช้สอยอยู่</p>
<p>ที่สฟาลบาร์ แคโรไลนาสำรวจเมืองเหมืองเก่าในยุค 80s อดีตที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงานของผู้คนกว่า 3,000 ชีวิต แต่ต่อมากลับถูกทิ้งร้างหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในช่วงทศวรรษ 1980 คนเหล่านั้นละทิ้งของใช้ส่วนตัวรวมถึงความทรงจำและร่องรอยการอยู่อาศัยเอาไว้เบื้องหลัง จนกลายเป็นดั่งพิพิธภัณฑ์แห่งเวลาอันเป็นนิรันดร์ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง สิ่งเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานแห่งชีวิตและเรื่องราวของพวกเขาที่เวลาได้สงวนรักษาเอาไว้และแปรเปลี่ยนความหมายไปอย่างช้าๆ</p>
<p>ส่วนคิวบาเป็นสถานที่ที่เวลาดำเนินไปอย่างเนิบช้าและทิวทัศน์แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่นั่น แคโรไลนาฉายภาพห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของซึ่งแม้จะเก่าและชำรุดทรุดโทรมแต่ยังคงถูกใช้งานอยู่ เพราะความอัตคัดขาดแคลนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และแม้เวลาจะแปรเปลี่ยนพื้นผิวของข้าวของต่างๆ เหล่านั้นให้เก่าคร่ำคร่า แต่พวกมันก็ยังคงถูกผู้คนที่ครอบครองอยู่ใช้งานอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-92039 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/23_4_Bejucalcasa-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92040" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_7_5-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ แคโรไลนาแสดงภาพถ่ายจากสถานที่สองแห่งนี้แบบคละเคล้าปนเปกันโดยไม่แยกแยะ จำแนก หรือระบุว่าเป็นที่ไหน เธอเชื้อเชิญให้ผู้ชมอย่างเราสังเกตและคาดเดาเอาเองว่าภาพที่เราเห็นเป็นภาพของสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง หรือเป็นสถานที่ที่ยังคงมีผู้อยู่อาศัยใช้งานอยู่กันแน่</p>
<p>ในวันที่แคโรไลนาเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการครั้งนี้เราจึงได้พูดคุยกับเธอเกี่ยวกับที่มาของ All Things Left Behind และสิ่งที่พวกเขาอยากละทิ้งไว้เบื้องหลัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92052" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3.jpg" alt="" width="671" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3.jpg 671w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-298x300.jpg 298w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-600x604.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_10_3-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมคุณถึงสนใจแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกละทิ้งไว้เบื้องหลัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับฉัน สิ่งที่ถูกละทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นสำคัญมากเพราะมันเป็นตัวแทนความทรงจำของเรา มันบ่งบอกว่าเราเคยเป็นใคร และเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเราจะเป็นยังไงในอนาคต ในฐานะศิลปิน ฉันรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับความทรงจำเพราะมันเป็นสิ่งย้ำเตือนให้รำลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเราต่างถือกำเนิดเกิดมาบนโลกนี้ในเวลาอันสั้น เป็นเพียงชั่วเศษเสี้ยวอึดใจหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ เราต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกละทิ้งเอาไว้ ในขณะเดียวกัน เราก็ทิ้งเรื่องราวของเราในฐานะมนุษย์เอาไว้เบื้องหลัง และแน่นอนว่าในฐานะช่างภาพ ยิ่งเราทิ้งวัตถุทางภาพเอาไว้เท่าไหร่ วัตถุเหล่านั้นก็ยิ่งสะท้อนร่องรอยของกาลเวลาเอาไว้เท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สถานที่ที่คุณไปถ่ายภาพชุดนี้มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับคุณไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน หลักๆ ฉันถ่ายภาพชุดนี้จากสองสถานที่ หนึ่งคือคิวบา ซึ่งฉันใช้เวลามากกว่า 4 ปี เพื่อพัฒนาโครงการถ่ายภาพ 3 โครงการ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือผลงานในนิทรรศการนี้ อีกสองโครงการคือ Cines de Cuba ที่เป็นภาพถ่ายโรงภาพยนตร์ในคิวบา โครงการที่สองคือ </span><span style="font-weight: 400;">Cuba. Vivir Con เป็นชุดภาพถ่ายภายในบ้านต่างๆ ของผู้คนในคิวบา ซึ่งคุณจะเห็นบางส่วนของผลงานชุดนี้แสดงอยู่ในนิทรรศการนี้ด้วย ในภาพถ่ายภายในบ้านที่คิวบาเหล่านี้ วัตถุข้าวของทุกอย่างที่เห็นในภาพถ่ายนั้นดูเก่าแก่มาก และดูเหมือนมันถูกทิ้งร้างเอาไว้นานแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันยังถูกใช้งานอยู่ เหมือนภาพถ่ายรูปจักรเย็บผ้าที่แสดงอยู่ในนิทรรศการ ดูเผินๆ อาจเหมือนถูกทิ้งเอาไว้ แต่จริงๆ แล้วมันยังถูกใช้อยู่ทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นกลายเป็นแนวคิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การที่</span><span style="font-weight: 400;">วัตถุข้าวของต่างๆ ดูเก่าแก่อาจจะหมายความว่ามันถูกทิ้งเอาไว้ หรือในทางกลับกัน มันอาจจะยังถูกใช้งานอยู่ก็เป็นได้ ดังตัวอย่างเช่นในคิวบา เพราะสถานการณ์ในคิวบาเอื้อให้เกิดสภาวะแบบนั้น คนในคิวบาไม่มีโอกาสซื้อหาวัตถุข้าวของใหม่มาเปลี่ยนแบบเดียวกับที่เราทำ เวลาคุณต้องการเก้าอี้ใหม่ คุณก็ไปร้านขายเฟอร์นิเจอร์ซื้อเก้าอี้ตัวใหม่มา แต่คนในคิวบา</span><span style="font-weight: 400;">ทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงแม้คุณจะมีเงินพอซื้อเก้าอี้ตัวใหม่ แต่คุณก็อาจจะหาซื้อเก้าอี้ตัวใหม่ที่คุณต้องการในร้านค้าไม่ได้ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศค่อนข้างซับซ้อน และคิวบาก็ไม่ใช่ประเทศในเขตการค้าเสรีด้วย ดังนั้นบางทีวัตถุที่เห็นในภาพถ่ายของฉันก็อาจจะถูกละทิ้งเอาไว้ แต่ในบางกรณีมันก็ยังถูกใช้อยู่ และยังเป็นสิ่งของที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผู้เป็นเจ้าของมัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92041 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Casa_Maggio_2-Recovered-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92042" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/24-2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันไปเยือนคิวบาเป็นเวลาหลายปี ฉันได้พบกับผู้คนที่นั่น และปรับตัวเองให้เคยชินกับแนวคิดที่เรียกว่า Invento Cubano หรือนวัตกรรมแบบคิวบา ซึ่งหมายถึงการซ่อมแซมของบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน (คล้ายๆ กับข้าวของเครื่องใช้แบบ DIY : ผู้เขียน) หมายความว่า ข้าวของจะถูกซ่อมแซมไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรถูกทิ้งขว้าง เพราะมันยังมีประโยชน์อยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนอีกสถานที่หนึ่งของโครงการนี้  ฉันไปถ่ายภาพในเมืองชื่อ Pyramiden ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ซึ่งเคยเป็นเมืองทำเหมือง ในยุค 70s มีคนกว่า 1,500 คนอาศัยอยู่ที่นั่น มีโรงเรียน สนามกีฬา ระบบสาธารณูปโภค แต่ในช่วงปลายยุค 90s ผู้คนก็ละทิ้งเมืองออกไปจนหมด ด้วยสองสาเหตุคือทรัพยากรในเมืองหมดสิ้น ไม่มีอะไรให้ขุดอีกต่อไปแล้ว อีกสาเหตุคือการล่มสลายของสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหมือง ไม่มีเงินทุนหล่อเลี้ยงเมืองอีกต่อไป ผู้คนจึงอพยพออกจากเมืองไปจนหมด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าสนใจก็คือถ้าดูในภาพถ่ายคุณจะเห็นว่าพวกเขาไม่แม้แต่จะเอาข้าวของติดตัวไปด้วยซ้ำ ตอนอยู่ที่นั่น ฉันพบแผ่นเสียง หนังสือ ไดอารี อุปกรณ์การเรียนซึ่งเป็นของส่วนตัวมากๆ ทำให้ฉันพบว่าพฤติกรรมการทิ้งสิ่งของของคนที่พิรามิเดนช่างตรงกันข้ามกับผู้คนในคิวบาที่เก็บข้าวของทุกอย่างไว้ใช้ ขณะเดียวกันฉันก็พบคุณลักษณะร่วมของสองสถานที่ซึ่งเป็นเมืองคอมมิวนิสต์กับสังคมนิยม ในบางแง่ ภาพลักษณ์ของสถานที่ทั้งสองก็มีความคล้ายคลึงกันจนทำให้เวลาคุณดูภาพถ่ายที่แสดงในนิทรรศการนี้แล้วคุณอาจจะแยกไม่ออกว่าที่ไหนเป็นที่ไหน นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันไม่เขียนชื่อสถานที่เอาไว้ใต้ภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92043 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_5_6-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>และคุณก็แสดงภาพถ่ายสถานที่ทั้งสองแห่งแบบคละปะปนกันด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถูกต้อง ฉันแสดงภาพแบบปะปนกันเพราะฉันไม่อยากให้ผู้ชมรู้แน่ชัดว่าแต่ละภาพคือที่ไหน ฉันอยากให้ผู้คนหลงทางอยู่ในแนวคิดเกี่ยวกับความทรงจำ ในความฝันและความเป็นจริง ในสิ่งที่ถูกใช้งานและสิ่งที่ถูกทอดทิ้ง ฉันอยากสร้างความสับสนและอยากให้ผู้คนเพลิดเพลินกับความงามของภาพถ่ายมากกว่าจะมัวแต่หมกมุ่นว่าภาพนี้ถ่ายมาจากที่ไหน </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตอนแรกที่ดูรูป เรานึกไปถึงสถานที่ประสบภัยพิบัติอย่างเชอร์โนบิลเลย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชอร์โนบิลเป็นสถานที่อันน่าเหลือเชื่อซึ่งสภาพแวดล้อมที่เห็นนั้นเกิดจากภัยพิบัติ แต่ที่นี่ไม่ได้ประสบภัยพิบัติอะไร มันอาจจะสะเทือนอารมณ์น้อยกว่าแต่ก็น่าเหลือเชื่อมากกว่าว่าทำไมผู้คนเหล่านี้ถึงทิ้งที่อยู่อาศัยที่ยังสภาพดีอยู่ไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดภัยพิบัติอะไร ถ้าคุณสังเกตบางภาพ ในบางที่เขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับเกิดภัยพิบัติ ราวกับเป็นสภาพแวดล้อมหลังเกิดระเบิดนิวเคลียร์ยังไงยังงั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณใช้เวลาอยู่ที่เมืองพิรามิเดนนานเท่าไหร่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันใช้เวลาอยู่ที่นั่น 4 วัน เพราะมันเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยาก คุณต้องบินไปที่เกาะสฟาลบาร์แล้วหาเรือเข้าไปที่พิรามิเดน ตอนนี้ที่นั่นมีโรงแรมแล้ว แต่ตอนที่ฉันไปถึงโรงแรมยังไม่เปิด ฉันคิดว่าฉันเป็นลูกค้าคนแรกเลยนะ โรงแรมก็มีแค่ชั้นเดียวที่ซ่อมแซมให้พักอาศัยได้ มีไฟฟ้าใช้แต่ไม่มีน้ำอุ่น ฉันต้องอาบน้ำเย็นทุกวันเลย (หัวเราะ) นอกจากโรงแรมที่ถูกซ่อมแซม สถานที่อื่นๆ ก็ยังคงถูกทิ้งร้างอย่างที่เห็น ไม่มีการมีซ่อมแซมหรือแตะต้องสัมผัสอะไรอย่างสิ้นเชิง ฉันโชคดีมากที่ได้พบผู้ชายคนหนึ่งที่พาฉันไปในสถานที่ที่ไม่มีใครมีโอกาสได้เข้าไปเป็นเวลา 30 ปี เพราะฉะนั้นภาพเหล่านี้จึงเป็นภาพถ่ายของสถานที่เหล่านั้นที่ถูกถ่ายเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-92045 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7.jpg" alt="Carolina Sandretto" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_11_7-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-92046 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Py_15_8-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ทำไมคุณถึงถ่ายภาพออกมาในรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพเหล่านี้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะฉันใช้กล้องฟิล์มมีเดียมฟอร์แมตในการถ่ายภาพและฉันใช้ฟิล์มเนกาทีฟไม่ใช่ดิจิทัล ฉันชอบรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพราะมันเปิดโอกาสให้ฉันจัดองค์ประกอบในภาพได้อย่างแม่นยำ ฉันตัดสินใจได้ว่าอะไรจะอยู่หรือไม่อยู่ในกรอบของภาพที่ฉันถ่าย เหตุผลอีกอย่างที่ฉันตัดสินใจใช้กล้องแบบนี้เพราะมันใช้งานได้ยากเลยทำให้ฉันต้องพูดคุยกับผู้คนก่อนถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคิวบา เพราะฉันชอบที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนก่อนที่จะถ่ายภาพพวกเขา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตอนถ่ายภาพด้วยกล้องมีเดียมฟอร์แมต คุณถือกล้องเอาไว้ระดับอกแล้วพูดคุยกับพวกเขาไปด้วยแล้วถ่ายหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ๆๆ ฉันถ่ายโดยใช้ขาตั้งกล้อง แต่คนที่ฉันถ่ายทุกคนต้องเซย์เยสก่อนฉันถึงจะถ่ายภาพพวกเขาได้ โดยปกติฉันจะถูกเชิญให้เข้าไปบ้านของพวกเขา และบางครั้งฉันต้องใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขาเป็นชั่วโมง ซึ่งถ้าคุณคุยกับฉันแล้วก็คงรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันเลย (หัวเราะ) เพราะฉันต้องการรู้</span><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของพวกเขา ต้องการรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร และหลังจากนั้นฉันถึงถ่ายรูปพอร์เทรตและบ้านของพวกเขา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณกล่าวในบทนำของนิทรรศการว่าการมาถึงของยุคดิจิทัลทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกอัพโหลดขึ้นไปในโลกออนไลน์จนทำให้พื้นที่ทางกายภาพในโลกแห่งความเป็นจริงถูกละทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง คุณรู้สึกยังไงกับโลกออนไลน์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เป็นหัวข้อหลักที่ฉันสำรวจมาตลอดอาชีพการทำงานของฉัน หนังสือรวมภาพถ่ายเล่มแรกของฉันเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ในคิวบา พื้นที่ทางกายภาพของโรงภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงของประสบการณ์ในการเสพสื่อของเราทุกคน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เราเข้าไปดูหนังในโรงหนังแต่ทุกวันนี้เรามีจอส่วนตัว ทั้งโทรทัศน์จอแบนหรือจอมือถือที่เล็กลงเรื่อยๆ ฉันคิดว่ายิ่งจอเล็กลงเท่าไหร่ เราก็โดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เราสื่อสารกันน้อยลง เราไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;">เพลิดเพลินกับหนังหรือเกมร่วมกัน สิ่งนี้คือประเด็นที่ฉันสำรวจในโปรเจกต์ศิลปะต่างๆ ของฉันในฐานะศิลปิน </span></p>
<p><a href="Carolina Sandretto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92047" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11.jpg" alt="Carolina Sandretto" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a></p>
<p><b>แล้วคุณคิดยังไงกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันว่ามันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราทุกคนต้องโอบรับความเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะเก็บความทรงจำเอาไว้ว่าเราเคยเป็นยังไงมาก่อน ฉันอยากให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าเราเคยไปดูหนังกันในโรงหนังและไม่ลืมว่าเราเคยมีสถานที่ที่เราเคยใช้เป็นที่ออกเดต หางาน หาอพาร์ตเมนต์ตามประกาศในโรงหนัง นี่คือสถานที่ที่เรามารวมตัวและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนในอนาคตที่จะไม่ลืมและได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม ถึงฉันจะทำงานด้วยกล้องแอนะล็อก แต่ภาพของฉันทุกภาพก็ถูกสแกนและพิมพ์ออกมาในระบบดิจิทัลอยู่ดี ไม่อย่างงั้นฉันก็คงทำหนังสือหรือนิทรรศการไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามดิจิทัลก็ต้องมาถึงตัวฉัน ถึงแม้ฉันจะถ่ายภาพด้วยเทคนิคที่แตกต่างจากดิจิทัล เพราะเป็นกระบวนการหนึ่งในการทำงานของฉัน แต่ภาพถ่ายในชุด Cuba. Vivir Con มีอยู่ 1,500 รูป คุณลองคิดดูว่าฉันจะคัดเลือกภาพมาให้</span><span style="font-weight: 400;">มิเชลาได้ยังไง ถ้าฉันไม่มีคอมพิวเตอร์ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ดิจิทัลเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ฉันพยายามที่จะไม่ลืม</span><span style="font-weight: 400;">ว่าเรามาจากไหน และพยายามอย่างมากที่จะสำรวจความทรงจำว่าเราเคยเป็นอะไรมาก่อน</span></p>
<div id="attachment_92067" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92067" class="size-full wp-image-92067" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Carolina-Sandretto-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-92067" class="wp-caption-text">แคโรไลนา และ Michela Negrini ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ</p></div>
<p><b>โดยปกติแล้ว การถ่ายภาพเป็นการเก็บห้วงเวลาในอดีตเอาไว้ คุณคิดว่าภาพถ่ายสามารถพูดถึงอนาคตได้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันคิดว่าจริงๆ แล้วภาพถ่ายเป็นสื่อแห่งอนาคตนะ ประการแรกสุด ตอนนี้มันเป็นสื่อที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้ หนึ่งในกล้องถ่ายภาพที่ทรงพลังที่สุดที่ฉันมีก็อยู่ในโทรศัพท์ของฉัน มันดีมากที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็นช่างภาพได้ คุณต้องรู้ความแตกต่างระหว่างภาพที่ใช้ในการโฆษณาและการพาณิชย์กับภาพที่เป็นศิลปะที่ทำขึ้นเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ทุกคนสามารถมีกล้องถ่ายรูปในกระเป๋ากางเกงได้ มันทำให้โลกการถ่ายภาพเกิดการแข่งขันมากขึ้น ทำให้ทุกคนสามารถแยกแยะระหว่างภาพที่ดีกับภาพที่ไม่ดีได้ เพราะพวกเขาได้ฝึกฝนในการดูภาพมาอย่างมากมายในโลกออนไลน์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แต่ในขณะเดียวกันเราก็โดนเทคโนโลยีเหล่านี้แทรกแซงได้เช่นเดียวกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นไปได้เพราะมีภาพมากมายมหาศาลในโลกปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนก็ตัดแต่งโลกของตัวเอง เราเลือกฟอลโลว์บางคนในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดีย นั่นหมายความว่าเราก็ได้ตัดแต่งและคัดเลือกในสิ่งที่เราอยากเห็น ดังนั้นเราต่างก็มีจิตวิญญาณ สายตา และความคิดในเชิงวิพากษ์ที่จะเลือกเสพสิ่งรอบตัวได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92048" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/25-3-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><i><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการ All Things Left Behind โดย แคโรไลนา แซนเดร็ตโต คิวเรตโดย Michela Negrini นำ</span></i><i>เสนอโดย [dip] contemporary art หอศิลป์ร่วมสมัยแห่งเมืองลูกาโน สวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกับ RCB Galleria จัดแสดงที่ห้อง 240 ชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม &#8211; 30 มีนาคม 2020</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/carolina-sandretto-all-things-left-behind/">Carolina Sandretto ช่างภาพผู้สำรวจการทิ้งและไม่ทิ้งในคิวบาและเมืองร้างของรัสเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หายใจให้เต็มปอดใน ‘หลุมหลบภัยทางอากาศ’ พื้นที่อากาศดีท่ามกลางฝุ่นควันของเมือง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bangkok-safezone-shelter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Feb 2020 11:15:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[แนท ณัฏฐวีร์ แตงน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ. ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Economy Agency CEA]]></category>
		<category><![CDATA[งานออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉมา]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Design Week 2020]]></category>
		<category><![CDATA[ยศพล บุญสม]]></category>
		<category><![CDATA[หลุมหลบภัยทางอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok #Safezone Shelter]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=89279</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลุมหลบภัยทางอากาศ ในฤดูฝุ่นที่ค่า PM2.5 ในเมืองบางวันสูงแตะระดับ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถ้ามีพื้นที่สักแห่งที่ผู้ประสบภัยฝุ่นอย่างเรากล้าถอดหน้ากากอนามัยแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดก็คงดี ฟังดูเหมือนฝันที่ไม่กล้าฝัน แต่ใครจะรู้ว่าพื้นที่แบบที่ว่าจะมีอยู่จริง แถมยังตั้งอยู่กลางเมืองเสียด้วย ใครแวะไปเดินดูงานดีไซน์ใน Bangkok Design Week 2020 มาแล้วคงได้เห็นโครงสร้างเหล็กสีขาวสะอาดห่อหุ้มด้วยผ้าสีเดียวกันด้านหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ที่นี่คือ ‘หลุมหลบภัยทางอากาศ’ หรือ Bangkok #Safezone Shelter พื้นที่สาธารณะที่บรรจุต้นไม้ชุ่มชื้น แสงแดดรำไร สายลมหมุนเวียน อุณหภูมิเย็นสบาย และอากาศที่สะอาดกว่าภายนอกหลายเท่า พูดให้เป็นทางการขึ้นอีกหน่อย หลุมหลบภัยที่เห็นคือพื้นที่ทดลองแก้ปัญหาฝุ่นและมลภาวะทางอากาศอื่นๆ ที่เรื้อรังในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่หลายแห่งมายาวนาน ด้วยการผสมงานออกแบบ หลักการทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และต้นไม้นานาพันธุ์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เบื้องหลังของงานนี้คือการรวมพลังกันของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Agency: CEA), บริษัทภูมิสถาปนิก ฉมา และ ผศ. ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก่อนจะสิ้นหวังกับปัญหาฝุ่น เราจึงขอมาคุยกับ แนท–ณัฏฐวีร์ แตงน้อย Senior Creative [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-safezone-shelter/">หายใจให้เต็มปอดใน ‘หลุมหลบภัยทางอากาศ’ พื้นที่อากาศดีท่ามกลางฝุ่นควันของเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">หลุมหลบภัยทางอากาศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฤดูฝุ่นที่ค่า PM2.5 ในเมืองบางวันสูงแตะระดับ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถ้ามีพื้นที่สักแห่งที่ผู้ประสบภัยฝุ่นอย่างเรากล้าถอดหน้ากากอนามัยแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดก็คงดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังดูเหมือนฝันที่ไม่กล้าฝัน แต่ใครจะรู้ว่าพื้นที่แบบที่ว่าจะมีอยู่จริง แถมยังตั้งอยู่กลางเมืองเสียด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89285 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-1.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครแวะไปเดินดูงานดีไซน์ใน <a href="https://www.bangkokdesignweek.com/" target="_blank" rel="noopener">Bangkok Design Week 2020</a> มาแล้วคงได้เห็นโครงสร้างเหล็กสีขาวสะอาดห่อหุ้มด้วยผ้าสีเดียวกันด้านหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ที่นี่คือ ‘หลุมหลบภัยทางอากาศ’ หรือ Bangkok #Safezone Shelter พื้นที่สาธารณะที่บรรจุต้นไม้ชุ่มชื้น แสงแดดรำไร สายลมหมุนเวียน อุณหภูมิเย็นสบาย และอากาศที่สะอาดกว่าภายนอกหลายเท่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดให้เป็นทางการขึ้นอีกหน่อย หลุมหลบภัยที่เห็นคือพื้นที่ทดลองแก้ปัญหาฝุ่นและมลภาวะทางอากาศอื่นๆ ที่เรื้อรังในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่หลายแห่งมายาวนาน ด้วยการผสมงานออกแบบ หลักการทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และต้นไม้นานาพันธุ์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89288 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-23.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-23-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89319 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-28.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบื้องหลังของงานนี้คือการรวมพลังกันของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Agency: CEA), บริษัทภูมิสถาปนิก ฉมา และ </span><b>ผศ. ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล </b><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะสิ้นหวังกับปัญหาฝุ่น เราจึงขอมาคุยกับ </span><b>แนท–ณัฏฐวีร์ แตงน้อย </b><span style="font-weight: 400;">Senior Creative City Development Officer ประจำ CEA, </span><b>ยศ–ยศพล บุญสม </b><span style="font-weight: 400;">แห่งฉมา และ </span>ผศ. ดร.ประพัทธ์ <span style="font-weight: 400;">ถึงหลุมหลบภัยที่เป็นความหวังของเมืองและของเราทุกคน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89287 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-15.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ผู้ประสบภัยฝุ่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไป 2-3 ปีก่อน ฝุ่น PM2.5 เริ่มกลายเป็นปัญหาที่คนไทยตระหนักมากขึ้น ภาพคนใส่หน้ากาก N95 ป้องกันฝุ่นกลายเป็นภาพปกติยามค่าฝุ่นพุ่งทะยาน เครื่องฟอกอากาศกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ และมีการถกกันหลายครั้งถึงนโยบายที่จะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน แต่จนแล้วจนรอดฝุ่นก็ยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นอกจากฝุ่นแล้ว ผศ.​ ดร.ประพัทธ์เล่าว่าในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า megacity เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ภัยทางอากาศยังมีมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโอโซนซึ่งเป็นก๊าซพิษ หรือสารอินทรีย์ระเหยคือสารมลพิษที่ออกมาจากไอเสีย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงอย่างนั้นมลพิษทางอากาศก็ไม่ใช่ที่มาเพียงอย่างเดียวของโปรเจกต์หลุมหลบภัย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89290 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-12.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้รัฐบาลไทยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และใช้การพัฒนาเมืองในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนเมืองด้วย ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็คือ CEA ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเมืองนั่นเอง” แนทอธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เดือนตุลาคมที่ผ่านมากรุงเทพฯ ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ CEA จึงอยากทดลองทำโครงการที่ใช้งานออกแบบพัฒนาคุณภาพชีวิต เรามองย้อนกลับไปว่าคุณภาพชีวิตนั้นมีหลายด้าน หลายมิติ เช่น ด้านอาหาร การศึกษา ระบบขนส่งสาธารณะ อากาศ​ ซึ่งเรามองว่าอากาศนี่แหละคือสิ่งสำคัญ เพราะเราใช้อากาศในการหายใจทุกๆ วินาที”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า นานมาแล้วมนุษย์สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดได้โดยไม่ต้องซื้อ แต่มาวันนี้น้ำสะอาดกลับกลายเป็นสิ่งที่มีราคาและไม่สามารถหาได้ง่ายๆ อีกต่อไป และหากเรายังใช้ชีวิตกันแบบนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะต้องซื้ออากาศดีๆ ไว้หายใจ และนั่นคือเหตุผลที่คุณภาพอากาศกลายเป็นเรื่องแรกที่ทีม CEA เลือกพัฒนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในเมื่อเราไม่ใช่หน่วยงานที่ทำงานด้านการออกมาตรการหรือกฎหมายใดๆ เราทำงานในฐานะนักออกแบบ เราจึงใช้งานออกแบบนี่แหละในการพัฒนาคุณภาพอากาศ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89308 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก่อสร้างหลุมหลบภัย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดถึงสิ่งแวดล้อม ภาพแรกที่เรามักเชื่อมโยงโดยอัตโนมัติคงหนีไม่พ้นต้นไม้ ทีม CEA จึงชักชวนฉมา บริษัทภูมิสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบพื้นที่สีเขียว มาออกแบบพื้นที่นี้ด้วยกัน โดยมีโจทย์กว้างๆ คือการใช้พื้นที่สีเขียวกรองฝุ่นและอากาศ และชักชวน ผศ. ดร.ประพัทธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมลภาวะทางอากาศและเคยออกแบบพื้นที่ปิดให้มีอากาศบริสุทธิ์ มาเป็นที่ปรึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นทีม CEA ทำรีเสิร์ชเรื่องพืชดักฝุ่นมาแล้วประมาณหนึ่งและให้โจทย์กับเราว่าอยากทำพื้นที่ที่ใช้ต้นไม้ช่วยกรองอากาศ เราจึงคิดว่าจะใช้ต้นไม้เลียนแบบกลไกของเครื่องกรองอากาศ โดยทำต้นไม้เป็นแผง เรียงเป็นเลเยอร์ แต่อาจารย์ประพัทธ์แนะนำว่าการทำพื้นที่เปิดนั้นยากเกินไปที่จะควบคุมคุณภาพอากาศ สุดท้ายเราเลยตัดสินใจทำพื้นที่ปิด และมีตัวกรองอากาศ เลยเกิดเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าหลุมหลบภัยขึ้นมา” ยศย้อนความถึงจุดเริ่มต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่อยากให้เรื่องฝุ่นดูเป็นเรื่องน่ากลัวหรือไกลตัว หลุมหลบภัยควรอยู่กับเมืองและอยู่ในชีวิตประจำวันได้ เราจึงออกแบบพื้นที่ให้คนอยากเข้าไปนั่ง ถ้าดูรูปทรงข้างนอกมันจะเหมือนก้อนเมฆ ดูนุ่มสบาย ผ่อนคลาย ตัดกับความแข็งของตึก พอเข้าไปจะเจอบรรยากาศของธรรมชาติที่มีพรรณไม้หลากชนิด”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89313 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-20.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-20.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-20-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89312 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-13.jpg" alt="หลุมหลบภัยทางอากาศ" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-13.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-13-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะพูดว่าพื้นที่ด้านในจำลองมาจากธรรมชาติที่มีไม้นานาพันธุ์ปะปน แต่ที่จริงหลุมหลบภัยคือผลลัพธ์ของการผสมผสานระหว่างธรรมชาติ งานออกแบบ และหลักการทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ออกมาเป็น 3 หัวใจที่ยศใช้ออกแบบผลงานคือ ‘ปกป้อง ดักกรอง และสงบสบาย’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลักการแรกคือปกป้อง หลุมหลบภัยต้องการชั้นบรรยากาศที่ปกป้องพื้นที่ด้านในจากมลภาวะ เช่น ฝุ่นหรือแสงแดดจ้า หลักการที่สองคือดักกรอง เลเยอร์แรกคือกลุ่มต้นไม้ที่จับฝุ่น เหมือนเป็นการกรองฝุ่น เลเยอร์ที่สองเป็นน้ำหยดลงมาเพื่อให้ความชื้น เลเยอร์ที่สามเป็นพัดลมที่ดูดลมด้วยความแรงที่อาจารย์ประพัทธ์คำนวณมาว่าเหมาะสม และผ่านต้นไม้ที่ดูดซับสารพิษได้อีกเลเยอร์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89286 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89314 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“องค์ประกอบที่สามคือภาวะนั่งสบาย เราออกแบบจากองค์ประกอบที่อาจารย์ให้ เช่น ความชื้นที่เหมาะสม ลมเย็นสบาย แสงไม่จ้าเกินไป และนอกจากคุณภาพอากาศแล้วเรายังคำนึงถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วย เช่น กลิ่น เราก็ใช้พรรณไม้ที่มีกลิ่นหอมมาผสม หรือเรื่องสัมผัส เราก็ออกแบบพื้นที่ให้มีหน้าตานุ่มนวล เข้าไปแล้วอยากนั่งนานๆ มีเสียงเพลงและเสียงจำลองธรรมชาติลดทอนเสียงจอแจของรถ เป็นการผสานวิทยาศาสตร์และศิลปะให้กลมกล่อม ทำให้คนสามารถอยู่กับภัยได้อย่างไม่รู้สึกว่ามันเป็นภัย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากออกแบบและส่งให้ ผศ. ดร.ประพัทธ์ประเมินความสามารถในการสร้างคุณภาพอากาศที่ดีอยู่หลายรอบ หลุมหลบภัยทางอากาศจึงเกิดขึ้นพร้อมให้เราเข้าชมในวันนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>การทดลองที่ไม่สิ้นสุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเข้าไปนั่งผ่อนคลายหรือพักเหนื่อยจากการเดินดูผลงานใน Bangkok Design Week 2020 อีกองค์ประกอบของหลุมหลบภัยยังเป็นหน้าจอที่แสดงผลเปรียบเทียบฝุ่น PM2.5, ฝุ่น PM10, อุณหภูมิ และความชื้นของภายในและภายนอกหลุมหลบภัย ซึ่งผลที่หน้าจอก็แสดงว่าอากาศภายในมีคุณภาพที่ดีกว่าจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงอย่างนั้นทีมก็เน้นย้ำว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ทดลองสร้างคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดมลภาวะร้อยเปอร์เซ็นต์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89317 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-48.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-48.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-48-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-48-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอาจเรียกได้ว่าเราพยายามสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในพื้นที่นี้ ไม่ใช่แค่การลดฝุ่นอย่างเดียว เราไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่าปลูกต้นไม้แล้วจะลดฝุ่นได้เยอะ” ผศ. ดร.ประพัทธ์อธิบาย ก่อนยศจะเสริมว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่ามันน่าจะต่อยอดได้ เราไม่ได้พูดถึงสเกลการจัดการทั้งเมือง แต่มันอาจจะเป็นสเกลที่ทำได้ในชุมชน ในโรงเรียน หรือวันก่อนผมคุยกับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เขาก็มองว่ามันพัฒนาร่วมกับโครงการบ้านพัก ที่อยู่อาศัย หรือสวนสาธารณะได้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89320 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-31.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-31.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-31-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89321 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในพื้นที่นี้เราจะให้คนมาเสนอความคิดเห็น แปะสติกเกอร์ เป็นการเทสต์ในเชิงจิตวิทยา เพราะสิ่งที่เราวัดเป็นเชิงกายภาพ แต่ว่าบางทีกายภาพที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของคนก็ไม่เหมือนกัน อาจารย์ชอบให้คำปรึกษาอยู่บ่อยๆ ว่า บางทีเราอยู่ในอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส แต่ถ้ามันมีความเร็วลมประมาณหนึ่งอยู่ๆ คนก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าอุณหภูมิต่ำลงไปสัก 2 องศาฯ เป็นต้น เราจะลองเทสต์ด้วยว่าด้วยสภาพอากาศและสภาพลมที่เราออกแบบคนจะรู้สึกยังไง” แนทเล่าต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราพยายามย้ำว่าโปรเจกต์นี้คือการทดลองซึ่งจะมีการประเมินผล ถ้าสมมติว่าผลออกมาดีเราก็จะคุยกับทาง กทม.เรื่องการนำไปปรับใช้ เช่น ปรับเป็นป้ายรถเมล์ที่เป็น shelter มีต้นไม้หรือวิธีการกรองฝุ่น หรือทำพื้นที่สาธารณะ เช่น ใต้ทางด่วนที่เป็นพื้นที่กึ่งปิด ทำให้กลายเป็นสวนหย่อมเล็กๆ หรือแม้กระทั่งทางเดินสกายวอล์กเราก็อาจปรับได้ ขึ้นอยู่กับหลายๆ ผู้เกี่ยวข้องว่าจะร่วมมือทำด้วยกันไหม เพราะจริงๆ แล้วเรื่องของเมือง เรื่องของอากาศ คือเรื่องของทุกคน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89322 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/หลุมหลบภัยทางอากาศ-สัมภาษณ์-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<div style="display: none;">“ทุกวันนี้รัฐบาลไทยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และใช้การพัฒนาเมืองในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนเมืองด้วย ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็คือ CEA ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเมืองนั่นเอง” แนทอธิบาย “เดือนตุลาคมที่ผ่านมากรุงเทพฯ ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ CEA จึงอยากทดลองทำโครงการที่ใช้งานออกแบบพัฒนาคุณภาพชีวิต</div>
<div style="display: none;">เรามองย้อนกลับไปว่าคุณภาพชีวิตนั้นมีหลายด้าน หลายมิติ เช่น ด้านอาหาร การศึกษา ระบบขนส่งสาธารณะ อากาศ​ ซึ่งเรามองว่าอากาศนี่แหละคือสิ่งสำคัญ เพราะเราใช้อากาศในการหายใจทุกๆ วินาที” เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า นานมาแล้วมนุษย์สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดได้โดยไม่ต้องซื้อ แต่มาวันนี้น้ำสะอาดกลับกลายเป็นสิ่งที่มีราคาและไม่สามารถหาได้ง่ายๆ อีกต่อไป และหากเรายังใช้ชีวิตกันแบบนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะต้องซื้ออากาศดีๆ ไว้หายใจ และนั่นคือเหตุผลที่คุณภาพอากาศกลายเป็นเรื่องแรกที่ทีม CEA เลือกพัฒนา “ในเมื่อเราไม่ใช่หน่วยงานที่ทำงานด้านการออกมาตรการหรือกฎหมายใดๆ เราทำงานในฐานะนักออกแบบ เราจึงใช้งานออกแบบนี่แหละในการพัฒนาคุณภาพอากาศ” พวกเขาเล่า</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-safezone-shelter/">หายใจให้เต็มปอดใน ‘หลุมหลบภัยทางอากาศ’ พื้นที่อากาศดีท่ามกลางฝุ่นควันของเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ท่าเรือแบบไหนถึงจะเข้าท่า? หาคำตอบกับ MAYDAY! ใน Bangkok Design Week 2020</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mayday-boat-pier/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรมน สุขประเสริฐ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Feb 2020 18:58:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เรือข้ามฟาก]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[สถานี (เรือ) ดำเนินสำดวก]]></category>
		<category><![CDATA[เมล์เดย์]]></category>
		<category><![CDATA[สี่พระยา]]></category>
		<category><![CDATA[mayday]]></category>
		<category><![CDATA[คลองสาน]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Design Week 2020]]></category>
		<category><![CDATA[วิช–กรวิชญ์ ขวัญอารีย์]]></category>
		<category><![CDATA[เนติ์–ณัฐชัย หนูเกื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[โก้–สรชัช พนมชัยสว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ท่าเรือข้ามฟาก]]></category>
		<category><![CDATA[เรือด่วนเจ้าพระยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=88980</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยไหมเวลาจะไปขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาแต่ดันไปผิดโป๊ะจนเรือที่ตั้งใจจะขึ้นผ่านไปต่อหน้าต่อตา? เคยไหมที่ไม่รู้ว่าต้องขึ้นเรือลำไหนถึงจะพาคุณไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ? หรือเคยไหมพอจะเดินไปท่าเรือกลับไม่เข้าท่าเพราะซอยก็ลึก ทางก็เล็ก จนไปไม่ถูก? หากคุณเป็นนักนั่งเรือขาจรคงคุ้นเคยกับประสบการณ์เหล่านี้บ้าง ส่วนนักนั่งเรือขาประจำอาจปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เชื่อเถอะว่าต่อให้เป็นมือโปร หากคุณออกนอกเส้นทางที่คุ้นเคยเมื่อไหร่ละก็ ความหลงและความงงก็อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน หลายคนอาจรู้จัก MAYDAY! ในฐานะกลุ่มคนที่อยากทำให้ระบบขนส่งสาธารณะใช้งานง่ายขึ้น โดยได้ร่วมกับ กทม.พัฒนาป้ายรถเมล์บอกข้อมูลสายรถอย่างละเอียดและเข้าใจง่ายมาแล้ว คราวนี้พวกเขาเห็นว่าเรือเป็นขนส่งมวลชนที่มีศักยภาพสูง เพราะขนส่งคนได้คราวละจำนวนมาก ทำเวลาได้ดี ไม่มีไฟแดง ทั้งยังมีราคาที่จับต้องได้ ส่วนเรือข้ามฟากก็ทำหน้าที่เชื่อมการเดินทางระหว่างสองฝั่งกรุงเทพฯ​ ให้ถึงกันได้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นแผ่นดินเดียวกัน ดังนั้นหากพัฒนาเรือให้ใช้งานง่ายขึ้นและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ ได้สะดวกมากขึ้น คนก็อาจจะหันมาใช้เรือในการเดินทางมากขึ้น ไอเดียนี้ทำให้ทีม MAYDAY! หันมาหยิบจับงานพัฒนาท่าเรือเป็นครั้งแรกในงาน Bangkok Design Week 2020 ระหว่างวันที่ 1-9 กุมภาพันธ์นี้ โดยทดลองพัฒนาท่าเรือข้ามฟากสี่พระยา-คลองสานเป็นที่แรก ท่าเรือฉบับทดลองนี้จะเปลี่ยนโฉมไปจากท่าเรือออริจินอลแค่ไหน เบื้องหลังกระบวนการออกแบบเป็นยังไง และพวกเขาตั้งใจจะช่วยผู้ใช้เรือยังไงบ้าง เราไม่รอท่า มุ่งหน้าไปคุยกับ วิช–กรวิชญ์ ขวัญอารีย์, เนติ์–ณัฐชัย หนูเกื้อ และ โก้–สรชัช พนมชัยสว่าง สามตัวแทนจาก MAYDAY!​ เพื่อหาคำตอบ &#160; สอบถามท่า ในขั้นแรกชาว MAYDAY! [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mayday-boat-pier/">ท่าเรือแบบไหนถึงจะเข้าท่า? หาคำตอบกับ MAYDAY! ใน Bangkok Design Week 2020</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมเวลาจะไปขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาแต่ดันไปผิดโป๊ะจนเรือที่ตั้งใจจะขึ้นผ่านไปต่อหน้าต่อตา?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมที่ไม่รู้ว่าต้องขึ้นเรือลำไหนถึงจะพาคุณไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือเคยไหมพอจะเดินไปท่าเรือกลับไม่เข้าท่าเพราะซอยก็ลึก ทางก็เล็ก จนไปไม่ถูก?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณเป็นนักนั่งเรือขาจรคงคุ้นเคยกับประสบการณ์เหล่านี้บ้าง ส่วนนักนั่งเรือขาประจำอาจปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เชื่อเถอะว่าต่อให้เป็นมือโปร หากคุณออกนอกเส้นทางที่คุ้นเคยเมื่อไหร่ละก็ ความหลงและความงงก็อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89001 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-15.jpg" alt="mayday" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจรู้จัก MAYDAY! ในฐานะกลุ่มคนที่อยากทำให้ระบบขนส่งสาธารณะใช้งานง่ายขึ้น โดยได้ร่วมกับ กทม.พัฒนา<a href="https://adaymagazine.com/how-to-change-transortation-signs/" target="_blank" rel="noopener">ป้ายรถเมล์</a>บอกข้อมูลสายรถอย่างละเอียดและเข้าใจง่ายมาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คราวนี้พวกเขาเห็นว่าเรือเป็นขนส่งมวลชนที่มีศักยภาพสูง เพราะขนส่งคนได้คราวละจำนวนมาก ทำเวลาได้ดี ไม่มีไฟแดง ทั้งยังมีราคาที่จับต้องได้ ส่วนเรือข้ามฟากก็ทำหน้าที่เชื่อมการเดินทางระหว่างสองฝั่งกรุงเทพฯ​ ให้ถึงกันได้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นแผ่นดินเดียวกัน ดังนั้นหากพัฒนาเรือให้ใช้งานง่ายขึ้นและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ ได้สะดวกมากขึ้น คนก็อาจจะหันมาใช้เรือในการเดินทางมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอเดียนี้ทำให้ทีม MAYDAY! หันมาหยิบจับงานพัฒนาท่าเรือเป็นครั้งแรกในงาน Bangkok Design Week 2020 ระหว่างวันที่ 1-9 กุมภาพันธ์นี้ โดยทดลองพัฒนาท่าเรือข้ามฟากสี่พระยา-คลองสานเป็นที่แรก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89002 alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่าเรือฉบับทดลองนี้จะเปลี่ยนโฉมไปจากท่าเรือออริจินอลแค่ไหน เบื้องหลังกระบวนการออกแบบเป็นยังไง และพวกเขาตั้งใจจะช่วยผู้ใช้เรือยังไงบ้าง เราไม่รอท่า มุ่งหน้าไปคุยกับ </span><b>วิช–กรวิชญ์ ขวัญอารีย์</b><span style="font-weight: 400;">, </span><b>เนติ์–ณัฐชัย หนูเกื้อ</b><span style="font-weight: 400;"> และ</span><b> โก้–สรชัช พนมชัยสว่าง</b><span style="font-weight: 400;"> สามตัวแทนจาก MAYDAY!​ เพื่อหาคำตอบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>สอบถามท่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขั้นแรกชาว MAYDAY! เล่าว่าพวกเขาคุยกันถึงอุปสรรคในการใช้เรือด่วนที่ต่างคนเคยพบเจอและใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแบบฟอร์มสอบถามผู้ใช้เรือ โดยในแบบสอบถามจะมีทั้งคำถามที่เช็กความเข้าใจในการใช้เรือของแต่ละคน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้สะท้อนปัญหาที่เคยเจอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างของธงเรือเจ้าพระยาแต่ละสี ทั้งเรื่องเส้นทาง ราคา และเวลาวิ่ง, ประสบการณ์ในการเดินจากท่าเรือไปสู่ถนน และตำแหน่งของท่าเรือแต่ละประเภท คือตัวอย่างประเด็นที่พวกเขาบรรจุไว้ในแบบสอบถามออนไลน์ และข้อมูลที่ได้นั้นทีมจะนำไปหาแนวทางในการพัฒนาท่าเรือต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89000 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-51.jpg" alt="mayday" width="675" height="428" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-51.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-51-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-51-600x380.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-88999 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ยกตัวอย่างประเด็นในแบบสอบถามคือ เราแอบสงสัยว่าคนเข้า-ออกท่าเรือยังไง ซึ่งคนส่วนมากตอบว่าเดินตามๆ กันไป ซึ่งเราเห็นว่านี่เป็นปัญหา เช่น ถ้าเกิดเป็นวันที่ท่าเรือไม่มีคนแล้วเราจะเดินตามใคร” วิช ผู้ดูแลภาพรวมของงานชิ้นนี้ เล่าให้ฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกปัญหาที่เจอคือหลายๆ ท่าเรืออยู่ห่างจากถนนใหญ่มาก ถ้าลงเรือมาแล้วเจอซอยยาวๆ คนก็อาจจะไม่รู้ว่าต้องเดินต่อทางไหน หรือในแบบสอบถามเรามีคำถามว่าคุณทราบได้ยังไงว่าต้องขึ้นเรือฝั่งไหน คนส่วนมากจะตอบว่าใช้ความทรงจำ ซึ่งความทรงจำก็อาจจะใช้ไม่ได้กับคนที่ไม่ได้ใช้เรือเป็นประจำรึเปล่า”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-89014 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-7.jpg" alt="mayday" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลจากการทำแบบสอบถามทำให้พวกเขาตั้งสมมติฐานในใจว่า ‘ข้อมูล’ คือส่วนสำคัญที่ขาดหายไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราตั้งสมมติฐานว่าถ้าคนเข้าถึงท่าเรือไม่ได้ก็จะเริ่มต้นใช้เรือไม่ได้ กลับกันถ้าเขาไปถึงท่าเรือได้ถูกท่าก็จะเดินทางได้ ดังนั้นถ้าเราผลักดันให้คนได้รับข้อมูลที่ชัดเจน เราคิดว่าคนก็น่าจะหันมาใช้เรือมากขึ้น จากนั้นค่อยพัฒนาระบบเรือให้สะดวกสบายรองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย” วิชเล่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ออกแบบท่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ผลจากแบบสอบถามออนไลน์ ขั้นต่อไปพวกเขาจัดเวิร์กช็อป ‘สถานี (เรือ) ดำเนินสำดวก’ เพื่อชักชวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรือและท่าเรือ หน่วยงานที่มีท่าเรือตั้งอยู่ เช่น กระทรวงพาณิชย์ และประชาชนทั้งที่เป็นนักขึ้นเรือขาประจำและขาจร มาสุมหัวเพื่อหาหนทางพัฒนาเรือให้เป็นขนส่งมวลชนที่ดีขึ้นไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจัดงานโก้รับบทวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามให้เข้าใจง่ายและนำมาเสนอต่อผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป จากนั้นจึงแบ่งเป็นกลุ่มย่อย และให้แต่ละกลุ่มลองหาไอเดียพัฒนาเรือต่อยอดจากข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-89015" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/DSC09322-e1580668994192.jpg" alt="" width="675" height="380" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89016 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/DSC09328-e1580669009389.jpg" alt="" width="675" height="380" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กลุ่มที่วิชดูแลมีทั้งเจ้าหน้าที่จากบริษัทที่เกี่ยวข้องและผู้ใช้งาน ผู้ใช้จะเป็นฝ่ายบอกว่าอยากได้อะไรบ้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายอธิบายว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ มันจึงเป็นการหาทางออกบนข้อจำกัดระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เราพยายามทำให้ไม่มีข้อจำกัดคือการพัฒนาพื้นที่หรือรูปแบบของท่า เพราะดั้งเดิมแต่ละท่าก็มีรูปแบบที่ต่างกันอยู่แล้ว เราจึงอยากได้ไอเดียสร้างสรรค์ที่หลากหลายที่สุด” วิชเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวิร์กช็อป พวกเขาพบว่าสมมติฐานของพวกเขาที่คิดว่าปัญหาของท่าเรือคือ ‘การให้ข้อมูล’ ตรงกับปัญหาที่หลายกลุ่มระบุ รวมถึงยังได้ประเด็นเพิ่มเติมอย่างเรื่องความปลอดภัยที่คนเห็นว่าเป็นหัวใจหลักของการสัญจรทางเรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อแต่ละกลุ่มได้ประเด็นที่ตนสนใจแก้ แต่ละกลุ่มจะได้รับโมเดลท่าเรือจำลองที่มี 2 โป๊ะ 1 อาคาร ให้แต่ละกลุ่มลองนำไปออกแบบดู</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89017 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/IMG_20200111_112023-e1580669133819.jpg" alt="mayday" width="675" height="506" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89018 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/IMG_20200111_154423-e1580669147876.jpg" alt="" width="675" height="506" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากเห็นว่าทุกคนคิดว่าท่าเรือควรมีอะไรบ้าง เช่น บางกลุ่มเลือกทำสติกเกอร์นำทาง บางกลุ่มบอกว่าควรมีการแยกทางเข้า-ออก บางกลุ่มคิดระบบจ่ายเงินแค่ขาเข้า ส่วนขาออกเน้นออกให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ขวางทางสัญจร บางกลุ่มบอกว่าไม่ควรมีข้อมูลอยู่ในท่า แต่ควรอยู่ด้านหน้าที่เป็นพื้นที่โล่ง ไอเดียเหล่านี้เกิดจากการเวิร์กช็อปทั้งสิ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากไอเดียเรื่องข้อมูล วิชเล่าต่อว่าหลายกลุ่มเลือกจะเน้นประเด็นเรื่องความปลอดภัย เช่น มีไอเดียทางลาดเชื่อมต่อระหว่างตัวเรือและตัวท่า ไปจนถึงไอเดียเรื่องการเตรียมพร้อมอุปกรณ์ปฐมพยาบาล เครื่องมือจัดการเหตุฉุกเฉินต่างๆ รวมถึงการไม่มีสิ่งกีดขวางทางสัญจรของผู้ใช้เรืออีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>สร้างท่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังได้ไอเดียหลากหลายจากผู้คนหลายหลากแล้วก็เป็นหน้าที่ของ MAYDAY! ในการนำไอเดียเหล่านั้นมาสรุปองค์ประกอบที่ท่าเรือควรมี แล้วออกแบบท่าเรือ ติดตั้ง และทดลองใช้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยข้อจำกัดด้านระยะเวลา ทีมจึงเลือกทำโปรเจกต์นี้ที่ท่าเรือเพียงแห่งเดียวก่อนนั่นคือ ท่าเรือข้ามฟากคลองสาน-สี่พระยา ที่มีคนใช้หนาแน่นและเหมาะพอดิบพอดีกับการเป็นท่าเรือที่คนมาเที่ยวงาน Bangkok Design Week ใช้เดินทางด้วย</span></p>
<div id="attachment_89003" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-89003" class="size-full wp-image-89003" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-18.jpg" alt="mayday" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-89003" class="wp-caption-text">ท่าเรือสี่พระยาก่อนติดตั้งผลงานของ MAYDAY!</p></div>
<div id="attachment_89024" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-89024" class="size-full wp-image-89024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-89024" class="wp-caption-text">ท่าเรือสี่พระยาพร้อมป้ายแบบใหม่</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเลือกติดตั้งงานที่เดียว แต่เพราะงานที่พวกเขาเคยทำล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับรถเมล์ที่คนในทีมรู้ข้อมูลเป็นอย่างดี เมื่อต้องมาพัฒนาเรือทีมก็ถึงกับออกปากว่าเป็นการทำงานที่ซับซ้อนและแปลกใหม่ ทำให้ต้องทำการบ้านมากเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายก็เป็นไปได้ด้วยดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งหนึ่งที่ทางทีมพัฒนาคือแผนที่ ซึ่งจำเป็นว่าจะต้องมีส่วนประกอบของเรือข้ามฟากและเรือด่วนอยู่ด้วยกัน </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อการนี้โก้รับหน้าที่หาข้อมูลในการทำแผนที่เส้นทางเรือทั้งหมด ซึ่งแม้จะดูเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ แต่การหาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกลับไม่ง่าย เมื่อข้อมูลเรือข้ามฟากหาไม่ง่ายเหมือนเรือด่วน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ข้อมูลท่าเรือข้ามฟากบางส่วนต้องดึงมาจาก open data จากหลายๆ ที่ เช่น เราต้องดูว่าท่าเรือนั้นๆ ยังให้บริการไหมจากสถิติของคนใช้เรือข้ามฟากแต่ละปี” โก้ยกตัวอย่าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89031 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-56.jpg" alt="mayday" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-56.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-56-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-56-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89032 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-63.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-63.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-63-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-63-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนเนติ์ลงพื้นที่เพื่อสำรวจเส้นทางเรือจริง ดูจำนวนทางเข้า-ออกของท่าเรือ และมองหาจุดติดตั้งป้ายบอกทางเข้าท่าที่เป็นไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราลงไปเดินดูว่าจุดไหนคือจุดที่ผู้ใช้เรือต้องเจอบ้าง ถ้ามีจุดไหนที่คนเดินไปถึงแล้วจะงงมันก็ควรมีป้าย หรือทางไหนที่สามารถเดินไปยังท่าเรือได้แต่น่ากลัวเราก็ตัดออกหรือไม่แนะนำ” เนติ์เล่าให้ฟัง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89036 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-71.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-71.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-71-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-71-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89034 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-76.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-76.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-76-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-76-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช่ว่าจะเน้นการติดป้ายรัวๆ ให้คนเห็นชัดเข้าใจง่ายเท่านั้น คิดละเอียดถึงขั้นว่าป้ายใหม่จะติดตั้งอยู่ตรงไหน โดยมีไอเดียว่าพวกเขาอยากปักป้ายใหม่ให้น้อยที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราพยายามมองดูว่าเสาแต่ละต้นสามารถติดสิ่งบอกทางได้ไหม ตู้ไหนสามารถแปะสติกเกอร์ได้บ้าง หรือป้ายไหนที่เราใช้ด้านหลังได้บ้าง เพราะการปักป้ายเพิ่มในกรุงเทพฯ ที่ทางเท้าแคบอยู่แล้วอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดี เราเลยดูจากสิ่งที่มีอยู่แล้วก่อน ยกเว้นว่าถ้าไม่มีจุดที่เหมาะสมจริงๆ ก็จำเป็นจะต้องหาทางปักหรือแขวนป้ายเพิ่ม”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89029 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89027 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-89028" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิชอธิบายต่อว่าเมื่อเลือกจุดติดตั้งป้ายและสัญลักษณ์ต่างๆ ได้แล้ว พวกเขาจึงหาทางติดต่อกับเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของสิ่งของเหล่านั้นเพื่อขออนุญาตใช้งาน ซึ่งก็มีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนโดยมีทาง Creative Economy Agency (CEA) หัวเรืองาน Bangkok Design Week ช่วยประสานบางส่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนอกจากจะออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับท่าเรือข้ามฟากคลองสาน-สี่พระยาแล้ว พวกเขายังนำเอาข้อมูลจากเวิร์กช็อป ‘สถานี (เรือ) ดำเนินสะดวก’ มาถอดองค์ประกอบหลักที่ท่าเรือควรมีเก็บไว้ใช้ในอนาคตด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราถอดระบบมาว่าในหนึ่งท่าเรือควรมีอะไรบ้าง เช่น ต้องมีป้ายตรงปากซอยเพราะผู้ใช้ต้องเดินเข้าไปในซอยลึก ต้องมีระบบป้ายตรงทางแยก ถ้าซอยลึกมากเมื่อเดินไปสักระยะหนึ่งต้องมีป้ายย้ำเพราะคนอาจเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามาถูกทางไหม และต้องมีป้ายแผนที่ให้ข้อมูล เรากำหนดแพตเทิร์นเหล่านี้ออกมาเพื่อให้สามารถนำไปพัฒนากับท่าเรืออื่นๆ ต่อได้เลย แต่บริบทพื้นที่ รูปแบบ และการออกแบบ อาจแตกต่างกันไป” วิชขยายความ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89035 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-78.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-78.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-78-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ทดสอบให้เข้าท่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะนี้ท่าเรือข้ามฟากโฉมใหม่ติดตั้งเสร็จแล้ว ณ ท่าเรือคลองสานและท่าเรือสี่พระยา แต่ท่าเรือนี้ไม่มีทางเสร็จเรียบร้อยหาก MAYDAY! ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาออกแบบจะได้ผลจริงแท้แค่ไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากให้ทุกคนลองไปใช้ท่าเรือและฟีดแบ็กว่ารู้สึกยังไง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในระบบการบอกทางคือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ถ้าผู้ใช้ไม่บอกเราจะไม่รู้เลยว่ามันดีหรือไม่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89037 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-59.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-59.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-59-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw2020-59-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เราไม่ได้มั่นใจว่าสิ่งที่ติดตั้งมันดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราคิดออก ซึ่งฟีดแบ็กจากผู้ทดลองใช้จะทำให้มันดีขึ้นได้อีก” วิชบอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันอาจเป็นข้อเรียกร้องของประชาชนต่อไปด้วยว่า เห็นตัวอย่างท่าเรือแบบนี้เกิดขึ้นแล้วทำไมไม่เกิดขึ้นที่อื่นๆ อีกบ้าง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรานำไปเสนอต่อได้ว่า จากการทดลองทำที่พื้นที่นี้กระแสตอบรับเป็นแบบนี้ แล้วมันอาจนำไปขยายผลต่อได้” เนติ์ทิ้งท้าย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-89038 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-9.jpg" alt="mayday" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Mayday-bkkdw20-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mayday-boat-pier/">ท่าเรือแบบไหนถึงจะเข้าท่า? หาคำตอบกับ MAYDAY! ใน Bangkok Design Week 2020</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้หญิง บาดแผลของทาส และประวัติศาสตร์ไร้เสียง ใน Beloved โดย Tony Morrison</title>
		<link>https://adaymagazine.com/beloved-tony-morrison/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Jan 2020 13:56:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Reason to read]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยาย]]></category>
		<category><![CDATA[reason to read]]></category>
		<category><![CDATA[Beloved]]></category>
		<category><![CDATA[Tony Morrison]]></category>
		<category><![CDATA[Pulitzer Prize]]></category>
		<category><![CDATA[Nobel Prize]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=88720</guid>

					<description><![CDATA[<p>5 สิงหาคม ค.ศ. 2019 คือวันที่ Toni Morrison ลาจากโลกใบนี้ไปด้วยวัย 88 ปี มอร์ริสันไม่เพียงจะเป็นหนึ่งในนักเขียนอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ และได้รับความเคารพมากที่สุดคนหนึ่งเท่านั้น หากงานเขียนของเธอยังสร้างคุณูปการสำคัญให้กับวงการวรรณกรรม นั่นเพราะนวนิยายของมอร์ริสันได้เปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าของชาวแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในความเงียบงันเสมอมา แม้ว่าตลอดชีวิตของมอร์ริสันจะเขียนนวนิยายไว้กว่าสิบเล่ม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Beloved คือหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญ และเป็นที่รู้จักมากที่สุด ด้วยไม่เพียงแค่หนังสือเล่มนี้จะได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ใน ค.ศ. 1988 เท่านั้น หากไม่กี่ปีให้หลังมอร์ริสันยังได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ส่งให้เธอกลายเป็นนักเขียนแอฟริกันอเมริกันคนแรก (และคนเดียว) ที่เป็นผู้หญิง ที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ ต่อมาใน ค.ศ. 2007 Beloved ก็กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อ 5 โรงเรียนในอเมริกาแบนหนังสือเล่มนี้เพราะมองว่าเนื้อหาของมันรุนแรงและมีฉากเซ็กซ์ที่โจ่งแจ้งเกินไป แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์มาแล้วกว่าสามสิบปี แต่ Beloved ก็ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในสังคมอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง คำถามคือ หนังสือเล่มนี้สำคัญอย่างไร? อย่างคร่าวๆ Beloved คือเรื่องราวของเซเธอ ทาสที่หอบหิ้วลูกๆ และแม่สามีเพื่อหลบหนีการกดขี่ ด้วยหวังจะไปมีชีวิตอันสงบสุขในรัฐทางตอนเหนือที่ปราศจากการกดขี่คนผิวสีเฉกเช่นรัฐในแดนใต้ ทว่าเสรีภาพที่เซเธอวาดหวังไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะแม้ว่าหล่อนจะสามารถหลบหนีไปถึงแดนเหนือ และหาที่พักอาศัยให้กับครอบครัวได้สำเร็จ แต่ชีวิตของเซเธอกับสมาชิกในบ้านกลับถูกตามหลอกหลอนด้วยวิญญาณร้ายแห่งอดีต วิญญาณที่ในแง่หนึ่งอาจคือฝันร้ายจากวันวาน หากขณะเดียวกันก็คือผีร้ายตัวเป็นๆ ที่คอยตามรังควาญไม่ให้ครอบครัวของเซเธออยู่ร่วมกันในบ้านได้อย่างสันติ สำหรับผม เนื้อหาของ Beloved [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beloved-tony-morrison/">ผู้หญิง บาดแผลของทาส และประวัติศาสตร์ไร้เสียง ใน Beloved โดย Tony Morrison</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">5 </span><span class="s2">สิงหาคม</span> <span class="s2">ค</span><span class="s1">.</span><span class="s2">ศ</span><span class="s1">. 2019 </span><span class="s2">คือวันที่</span><span class="s1"> Toni Morrison </span><span class="s2">ลาจากโลกใบนี้ไปด้วยวัย</span><span class="s1"> 88 </span><span class="s2">ปี</span><span class="s1"> มอร์ริสัน</span><span class="s2">ไม่เพียงจะเป็นหนึ่งในนักเขียนอเมริกันที่ยิ่งใหญ่</span> <span class="s2">และได้รับความเคารพมากที่สุดคนหนึ่งเท่านั้น</span> <span class="s2">หากงานเขียนของเธอยังสร้างคุณูปการสำคัญให้กับวงการวรรณกรรม</span> <span class="s2">นั่นเพราะนวนิยายของ</span><span class="s1">มอร์ริสัน</span><span class="s2">ได้เปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าของชาวแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในความเงียบงันเสมอมา</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ว่าตลอดชีวิตของ<span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">จะเขียนนวนิยายไว้กว่าสิบเล่ม</span> <span class="s2">แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">คือหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญ</span> <span class="s2">และเป็นที่รู้จักมากที่สุด</span> <span class="s2">ด้วยไม่เพียงแค่หนังสือเล่มนี้จะได้รับรางวัล</span><span class="s1">พูลิตเซอร์ </span><span class="s2">ใน </span><span class="s2">ค</span><span class="s1">.</span><span class="s2">ศ</span><span class="s1">. 1988 </span><span class="s2">เท่านั้น</span> <span class="s2">หากไม่กี่ปีให้หลัง<span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">ยังได้รับรางวัล</span><span class="s1">โนเบล </span><span class="s2">สาขาวรรณกรรม</span> <span class="s2">ส่งให้เธอกลายเป็นนักเขียนแอฟริกันอเมริกันคนแรก</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">และคนเดียว</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ที่เป็นผู้หญิง</span> <span class="s2">ที่ได้รับรางวัลในสาขานี้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ต่อมาใน </span><span class="s2">ค</span><span class="s1">.</span><span class="s2">ศ</span><span class="s1">. 2007 <em>Beloved</em> </span><span class="s2">ก็กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง</span> <span class="s2">เมื่อ</span><span class="s1"> 5 </span><span class="s2">โรงเรียนในอเมริกาแบนหนังสือเล่มนี้เพราะมองว่าเนื้อหาของมันรุนแรงและมีฉากเซ็กซ์ที่โจ่งแจ้งเกินไป</span> <span class="s2">แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์มาแล้วกว่าสามสิบปี</span> <span class="s2">แต่</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">ก็ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในสังคมอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง</span> <span class="s2">คำถามคือ</span> <span class="s2">หนังสือเล่มนี้สำคัญอย่างไร</span><span class="s1">?</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88962" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">อย่างคร่าวๆ</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">คือเรื่องราวของ</span><span class="s1">เซเธอ </span><span class="s2">ทาสที่หอบหิ้วลูกๆ</span> <span class="s2">และแม่สามีเพื่อหลบหนีการกดขี่</span> <span class="s2">ด้วยหวังจะไปมีชีวิตอันสงบสุขในรัฐทางตอนเหนือที่ปราศจากการกดขี่คนผิวสีเฉกเช่นรัฐในแดนใต้</span> <span class="s2">ทว่าเสรีภาพที่<span class="s1">เซเธอ</span></span><span class="s2">วาดหวังไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง</span> <span class="s2">เพราะแม้ว่าหล่อนจะสามารถหลบหนีไปถึงแดนเหนือ</span> <span class="s2">และหาที่พักอาศัยให้กับครอบครัวได้สำเร็จ</span> <span class="s2">แต่ชีวิตของ<span class="s1">เซเธอ</span></span><span class="s2">กับสมาชิกในบ้านกลับถูกตามหลอกหลอนด้วยวิญญาณร้ายแห่งอดีต</span> <span class="s2">วิญญาณที่ในแง่หนึ่งอาจคือฝันร้ายจากวันวาน</span> <span class="s2">หากขณะเดียวกันก็คือผีร้ายตัวเป็นๆ</span> <span class="s2">ที่คอยตามรังควาญไม่ให้ครอบครัวของ</span><span class="s1">เซเธอ</span><span class="s2">อยู่ร่วมกันในบ้านได้อย่างสันติ</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">สำหรับผม</span> <span class="s2">เนื้อหาของ</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">ชวนให้นึกถึงวิธีการเขียนแนว</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">สัจนิยมมหัศจรรย์</span><span class="s1">’ (magical realism) </span><span class="s2">ที่หลายๆ</span> <span class="s2">คนคงจะคุ้นเคยกันดีจากงานเขียนของ</span><span class="s1"> Gabriel Garcia Marquez </span><span class="s2">หรือ</span><span class="s1"> Salman Rushdie </span><span class="s2">เพียงแต่ในขณะที่สัจนิยมมหัศจรรย์ของ</span><span class="s1">มาร์เกซ</span><span class="s2">ถือกำเนิดจากวัฒนธรรมชาวบ้าน</span> <span class="s2">และนิทานท้องถิ่นของโคลอมเบีย</span> <span class="s2">ส่วนรัชดี</span><span class="s2">มีพื้นฐานจากสังคมอินเดีย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่สัจนิยมมหัศจรรย์ของ</span><span class="s1">มอร์ริสัน</span><span class="s2">วางอยู่บนระบบความเชื่อ</span> <span class="s2">และคติทางวัฒนธรรมของชาวแอฟริกันอเมริกัน</span> <span class="s2">เป็นมุขปาฐะ</span> <span class="s2">และตำนานที่บอกเล่าต่อๆ</span> <span class="s2">กันในกลุ่มทาสผิวดำที่<span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">ประกอบสร้างโลกของ</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">ขึ้นมา</span> <span class="s2">ในขณะเดียวกัน</span> <span class="s2">สัจนิยมมหัศจรรย์เองก็ผูกโยงกับประเด็นอำนาจอย่างแยกกันไม่ขาด</span> <span class="s2">ถ้า <em>หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว</em> คือการปะทะกันระหว่างคติความเชื่อพื้นบ้าน</span><span class="s2">กับการครอบงำของวิทยาศาสตร์</span> <span class="s2">และความเป็นสมัยใหม่</span><span class="s1"><em> Beloved</em> </span><span class="s2">ก็คือการปะทะกันระหว่างโลกทัศน์ของทาส</span><span class="s2">กับอำนาจของคนขาว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เมื่อ</span><span class="s1"><em> Beloved</em> </span><span class="s2">ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสายตาของทาส</span> <span class="s2">เหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ</span> <span class="s2">ที่เกิดขึ้นจึงคือความเป็นจริงที่ปรากฏให้เห็นผ่านสายตาของผู้ถูกกดขี่</span><span class="s1"> <span class="s2">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">มองว่า</span> <span class="s2">สาเหตุที่ประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกันอเมริกันยังคงเงียบใบ้อยู่แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยกเลิกระบบทาสมาแล้วนานปี</span> <span class="s2">เป็นเพราะว่า</span> <span class="s2">อิทธิพลของระบบทาสยังคงหยั่งรากอยู่ในสังคม</span><span class="s2">และวัฒนธรรมอเมริกันปัจจุบัน</span> <span class="s2">ในแง่นี้</span> <span class="s2">ความมหัศจรรย์ต่างๆ</span> <span class="s2">ที่ปรากฏใน</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">จึงสะท้อนนัยของการมองโลกที่แบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน</span> <span class="s2">ระหว่างการมองโลกผ่านสายตาของคนขาว</span> <span class="s2">กับการมองโลกผ่านสายตาของทาส</span> <span class="s2">เพราะใน</span><span class="s1"><em> Beloved</em> </span><span class="s2">ทาสเท่านั้นจึงจะรับรู้ถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ</span> <span class="s2">ได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">หากเชื่อมโยงจุดนี้เข้ากับการมุมมองของ<span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s1"> </span><span class="s2">ต่อประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา</span> <span class="s2">เราจะพบได้ว่า</span> <span class="s2">สาเหตุที่<span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">กล่าวว่า</span> <span class="s2">ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ไม่ปรากฏเรื่องราวของชาวแอฟริกันอเมริกัน</span> <span class="s2">เป็นเพราะตัวผู้เขียนประวัติศาสตร์</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">คนขาว</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ไม่ได้มองเห็นในสิ่งเดียวกับที่ทาสมองเห็น</span> <span class="s2">ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสายตาของคนขาวเป็นคนละข้อเท็จจริงกับที่ทาสมองเห็น</span> <span class="s2">ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ในสายตาของทาสจึงคือเรื่องราวที่ไม่ถูกรับรู้</span> <span class="s2">หรือจดบันทึกไว้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88957" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ</span><span class="s1"> 1980s </span><span class="s2">และ</span><span class="s1"> 1990s </span><span class="s2">ได้เกิดกระแส</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">ทลายความเงียบ</span><span class="s1">’ (broke silence) </span><span class="s2">ของกลุ่มสตรีชาวแอฟริกันอเมริกัน</span> <span class="s2">โดย</span><span class="s1"><span class="s2">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">ก็ถือเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญที่ขับเคลื่อนประเด็นนี้</span> <span class="s2">เพราะแม้ว่าชาวแอฟริกันอเมริกันจะมีสิทธิและเสียงมากขึ้น</span> <span class="s2">แต่สิทธิและเสียงที่มากขึ้นนี้ยังถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มของผู้ชาย</span> <span class="s2">การทลายความเงียบของกลุ่มสตรีชาวแอฟริกันอเมริกันจึงคือการตอบโต้กลับไปยังวาทกรรมกระแสหลักที่ผลิตซ้ำภาพแทน</span><span class="s1"> (representation) </span><span class="s2">ของผู้หญิงให้ถูกกดทับอยู่ภายใต้อำนาจ</span> <span class="s2">จากที่ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันไม่เคยถูกให้คุณค่า</span> <span class="s2">การทลายความเงียบนี้ได้เปิดเผยตัวตนของพวกเธอให้เป็นที่รับรู้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">กลุ่มสตรีชาวแอฟริกันอเมริกันนิยามการขับเคลื่อนนี้ว่า</span><span class="s1"> ‘black feminism’ Pearl Cleage </span><span class="s2">หนึ่งในนักวิชาการสาย</span><span class="s1"> black feminism </span><span class="s2">กล่าวว่า</span> <span class="s2">เฟมินิสม์คือ</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">ความเชื่อที่ว่า</span> <span class="s2">ผู้หญิงคือมนุษย์ที่มีความสามารถในการมีส่วนร่วม</span> <span class="s2">และการเป็นผู้นำในกิจกรรมทุกๆ</span> <span class="s2">รูปแบบของมนุษย์</span> <span class="s2">ต่อกิจกรรมทางสติปัญญา</span><span class="s1">, </span><span class="s2">การเมือง</span><span class="s1">, </span><span class="s2">สังคม</span><span class="s1">, </span><span class="s2">เพศวิถี</span><span class="s1">, </span><span class="s2">จิตวิญญาณ</span> <span class="s2">และเศรษฐกิจ</span><span class="s1">’ เธอ</span><span class="s2">ชี้ว่า</span><span class="s2">เฟมินิสม์คืออุดมการณ์ทางการเมืองระดับโลกที่พุ่งตรงไปยังโครงสร้างทางอำนาจของผู้ชายที่เหนือกว่าผู้หญิง</span> <span class="s2">แต่</span><span class="s1"> black feminism </span><span class="s2">นั้นเฉพาะเจาะจงกว่านั้น</span> <span class="s2">โดยเฉพาะในบริบทของสหรัฐอเมริกา</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ตำแหน่งแห่งที่ของ</span><span class="s1"> black feminism ในอเมริกา</span><span class="s2">คือการต่อสู้กับ</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">การเมืองทางเชื้อชาติ</span><span class="s1">’ (racial politics) </span><span class="s2">ที่ยังคงกีดกันชาวแอฟริกันอเมริกัน</span> <span class="s2">รวมถึงการคุกคามจากพวก</span><span class="s1"> white supremacy </span><span class="s2">ที่มองว่า</span> <span class="s2">คนขาวย่อมมีสถานะเหนือกว่าชาติพันธ์อื่นๆ</span><span class="s1"> black feminism </span><span class="s2">คือเฟมินิสม์ที่เฉพาะเจาะจง</span><span class="s2">และอิงอยู่กับบริบทมากขึ้น</span> <span class="s2">เช่นกันที่ขบวนการนี้ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในสายตาของเฟมินิสม์</span> <span class="s2">ณ</span> <span class="s2">ช่วงเวลานั้นที่ยังมองไม่เห็น</span> <span class="s2">และไม่ได้ผนวกรวมผู้หญิงในชาติพันธ์อื่นๆ</span> <span class="s2">เข้ากับขบวนการ</span> <span class="s2">พูดอีกอย่างคือ</span> <span class="s2">เฟมินิสม์ยังคงให้ความสำคัญกับผู้หญิงผิวขาวอยู่นั่นเอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในแง่นี้</span><span class="s1"><em> Beloved</em> </span><span class="s2">จึงไม่เพียงแต่จะท้าทายต่ออำนาจของคนขาว</span><span class="s2">และอำนาจของผู้ชาย</span> <span class="s2">แต่ยังรวมถึงการกีดกันในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเอง</span> <span class="s2">เพราะตัวละครหลักของ</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีความรู้อย่างที่สังคมนิยาม</span> <span class="s2">ไม่ได้เรียนจบจากสถาบันการศึกษาดีๆ</span> <span class="s2">แต่เป็นอดีตทาสที่สถานะของตัวเธอนั้นถูกกดทับอยู่แล้วในหลายระดับ <span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">เคยกล่าวถึง</span><em><span class="s1"> Beloved </span></em><span class="s2">ในบทความหนึ่งของเธอว่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผ่านมุมมองของทาสผู้หญิง</span> <span class="s2">การมีลูก</span> <span class="s2">และการถูกเรียกว่าแม่</span> <span class="s2">คือจุดสูงสุดของเสรีภาพ</span> <span class="s2">เพราะแทนที่ทาสผู้หญิงคนหนึ่งๆ</span> <span class="s2">จะมีลูกจากการถูกเรียกร้องให้มี</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">จะด้วยข้อเรียกร้องทางเพศภาวะ </span><span class="s2">สถานะของทาส </span><span class="s2">หรือผลประโยชน์ใดๆ</span><span class="s1">) </span><span class="s2">แต่หล่อนจะเป็นผู้เลือกที่จะรับผิดชอบลูกๆ</span> <span class="s2">และอ้างสิทธิเหนือลูกๆ</span> <span class="s2">ว่าพวกเขาเป็นของหล่อน</span> <span class="s2">ไม่ใช่ในฐานะผู้ให้กำเนิด</span> <span class="s2">แต่ในฐานะแม่คนหนึ่ง</span> <span class="s2">ทว่าภายใต้ระบบทาสของสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s2">การอ้างสิทธิเช่นนี้ไม่เพียงสังคมจะยอมรับไม่ได้เท่านั้น</span> <span class="s2">แต่มันยังผิดกฎหมาย</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2"><span class="s1">มอร์ริสัน</span>ต้องการชี้ให้เห็นถึงระดับของความกดขี่ในสังคมปิตาธิปไตย</span> <span class="s2">ที่คุณค่าของความเป็นแม่นั้น</span><span class="s2">ถูกบดบังอยู่ภายใต้บริบทของหน้าที่</span> <span class="s2">นั่นคือการให้กำเนิดลูกๆ</span> <span class="s2">เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางสังคม</span> <span class="s2">ยิ่งเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งๆ</span> <span class="s2">เป็นทาส</span> <span class="s2">การจะอ้างตนว่าเป็นแม่ที่มีสิทธิเหนือลูกๆ</span> <span class="s2">ของหล่อนนั้นก็ยิ่งเป็นเรื่องน่าวุ่นวายเข้าไปใหญ่</span> <span class="s2">เพราะนั่นเท่ากับประสิทธิภาพในการทำงานของทาสผู้หญิงจะสูญเสียไปถ้าต้องแบ่งเวลาไปเลี้ยงลูกๆ</span> <span class="s2">ของหล่อน</span> <span class="s2">และยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับนายทาสมากกว่าเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88958" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ผมคิดว่า</span> <span class="s2">ความสำคัญอย่างที่สุดของ</span><span class="s1"> Beloved </span><span class="s2">จึงคือการที่วรรณกรรมเล่มนี้เปิดเผยให้เห็นว่า</span> <span class="s2">ภายในสังคมชายเป็นใหญ่</span> <span class="s2">ไม่ใช่ผู้หญิงทุกๆ</span> <span class="s2">คนถูกกดทับด้วยอำนาจในลักษณะเดียวกัน</span> <span class="s2">อย่างการถือกำเนิดขึ้นของกลุ่ม</span><span class="s1"> black feminist </span><span class="s2">ที่สะท้อนให้เห็นว่า</span> <span class="s2">เสียงของผู้หญิงทุกๆ</span> <span class="s2">คนไม่อาจถูกเหมารวมได้อย่างง่ายๆ</span> <span class="s2">แต่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ</span> <span class="s2">ว่าสิทธิ</span> <span class="s2">และเสียงของผู้หญิงที่เรากำลังเรียกร้องอยู่นี้</span> <span class="s2">คือสิทธิ</span> <span class="s2">และเสียงของผู้หญิงกลุ่มใด</span> <span class="s2">ยึดโยงอยู่กับบริบทของสังคมแบบใด</span> <span class="s2">และอุปสรรคอะไรที่กดทับเสียงของผู้หญิงกลุ่มนี้ไว้ไม่ให้เปล่งเสียงออกมา</span></p>
<p class="p1"><span class="s2"><span class="s1">มอร์ริสัน</span>เคยกล่าวไว้ว่า</span><span class="s1"> “black feminist </span><span class="s2">เคยเรียกตัวเองว่า</span><span class="s1"> womanist </span><span class="s2">แต่มันไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย</span> <span class="s2">หรือกระทั่งในส่วนความสัมพันธ์</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">ระหว่างผู้หญิง</span><span class="s1">) </span><span class="s2">กับผู้ชาย</span> <span class="s2">ในทางประวัติศาสตร์</span> <span class="s2">ผู้หญิงผิวดำคอยปกป้องสามีของพวกหล่อนอยู่เสมอ</span> <span class="s2">เพราะพวกหล่อนคือคนที่ทำงานอยู่ข้างนอก</span> <span class="s2">และพวกหล่อนก็มักถูกฆ่าอยู่เสมอ</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">หากอำนาจของผู้ชายจำกัดผู้หญิงผิวขาวให้อยู่แต่ในบ้าน</span> <span class="s2">อำนาจของนายทาสกลับบีบบังคับให้ทางผู้หญิงต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา</span> <span class="s2">จึงไม่แปลกว่าทำไม<span class="s1">มอร์ริสัน</span></span><span class="s2">จะมองว่า</span> <span class="s2">บาดแผลของผู้หญิงผิวดำ</span> <span class="s2">กับบาดแผลของผู้หญิงผิวขาวนั้นไม่อาจจะทาบทับกันได้อย่างแนบสนิท</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เช่นเดียวกับนิยามต่อคำว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">บ้าน</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">ก็เป็นคนละนิยามกันโดยสิ้นเชิง</span> <span class="s2">เพราะถ้าบ้านของผู้หญิงคือพื้นที่ของความไม่เป็นส่วนตัว</span> <span class="s2">แต่กับทาสผู้หญิงที่ไม่เคยแม้แต่จะมีตัวตนอยู่ในบ้านล่ะ</span><span class="s1">?</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แค่กับการจะมีพื้นที่อันไม่เป็นส่วนตัวในบ้าน</span> <span class="s2">กลับคล้ายจะเป็นความฝันที่ห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกหล่อนด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88961" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/6-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/6-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/6-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/6-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beloved-tony-morrison/">ผู้หญิง บาดแผลของทาส และประวัติศาสตร์ไร้เสียง ใน Beloved โดย Tony Morrison</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “จะเป็นแชมป์โลกหรือไม่ ก็ต้องซ้อมให้หนัก” &#8211; ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2019-srisaket-boxing/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Dec 2019 08:47:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2019]]></category>
		<category><![CDATA[นครหลวงโปรโมชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[มวย]]></category>
		<category><![CDATA[นักมวย]]></category>
		<category><![CDATA[แหลม ศรีสะเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีมวย]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=85111</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ผมเดินทางมาค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่น เมื่อช่วงต้นปี ในนิตยสาร a day ฉบับ Working Culture ผมมีโอกาสได้มาสัมภาษณ์บุคลากรหลายคนของที่นี่เพื่อลงลึกในวิธีการทำงานและดีเอ็นเอความเป็นแชมป์ ในวันนั้นค่ายยังมีเข็มขัดแชมป์โลกถือครองไว้ นั่นคือแชมป์ WBC ของ แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น การสัมภาษณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นไม่ถึงเดือนก่อนที่แหลมจะป้องกันแชมป์กับฮวน ฟรานซิสโก้ เอสตราด้า เราจึงพลาดการสนทนากับเขาด้วยเหตุผลเรื่องการเก็บตัวและการรักษาสมาธิในไฟต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงแต่เรื่องราวกลับไม่เป็นดังหวัง วันที่ 27 เมษายน แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เดินลงเวทีด้วยสถานะผู้แพ้ เขาเสียแชมป์โลกสมัยที่สองของตัวเองในวันนั้นนั่นเอง ย้อนกลับมาปัจจุบัน เมื่อปราศจากเหตุผลด้านการแข่งขัน ในที่สุดการพูดคุยระหว่างเราก็เกิดขึ้น โดยมีเสี่ยฮุย–สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ เจ้าของค่ายนครหลวงโปรโมชั่นร่วมวงด้วย เป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้วที่รอบเอวของแหลมและตู้โชว์ของค่ายไร้เข็มขัดแชมป์โลก ถ้ามองด้วยสายตาคนนอก นี่คงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบขวัญกำลังใจของทุกคนในค่าย แต่กับคนที่เกี่ยวพันโดยตรงอย่างแหลมและเสี่ยฮุย พวกเขาคิดเห็นกับเหตุการณ์ทั้งหมดในปีนี้ยังไง–คือสิ่งที่ผมสงสัยและเป็นหัวข้อที่เราสนทนา อาจเป็นความบังเอิญก็ว่าได้ ที่กติกามวยสากลกำหนดให้ในหนึ่งแมตช์การแข่งขันจบลงภายใน 12 ยก เหมือนกับวันเวลาในหนึ่งปี ที่จบลงหลังจากผ่านไป 12 เดือน ใช่ บนสังเวียนผ้าใบครั้งที่ผ่านมาแหลมจบด้วยความพ่ายแพ้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2019-srisaket-boxing/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “จะเป็นแชมป์โลกหรือไม่ ก็ต้องซ้อมให้หนัก” &#8211; ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น</span> <span style="font-weight: 400;">นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ผมเดินทางมา<a href="https://www.facebook.com/NakornloungPromotion/">ค่ายมวย</a>นครหลวงโปรโมชั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อช่วงต้นปี ในนิตยสาร a day ฉบับ Working Culture ผมมีโอกาสได้มาสัมภาษณ์บุคลากรหลายคนของที่นี่เพื่อลงลึกในวิธีการทำงานและดีเอ็นเอความเป็นแชมป์ ในวันนั้นค่ายยังมีเข็มขัดแชมป์โลกถือครองไว้ นั่นคือแชมป์ WBC ของ <strong>แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสัมภาษณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นไม่ถึงเดือนก่อนที่แหลมจะป้องกันแชมป์กับฮวน ฟรานซิสโก้ เอสตราด้า เราจึงพลาดการสนทนากับเขาด้วยเหตุผลเรื่องการเก็บตัวและการรักษาสมาธิในไฟต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียงแต่เรื่องราวกลับไม่เป็นดังหวัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 27 เมษายน แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เดินลงเวทีด้วยสถานะผู้แพ้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาเสียแชมป์โลกสมัยที่สองของตัวเองในวันนั้นนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85548 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม15.jpg" alt="ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับมาปัจจุบัน เมื่อปราศจากเหตุผลด้านการแข่งขัน ในที่สุดการพูดคุยระหว่างเราก็เกิดขึ้น โดยมีเสี่ยฮุย–สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ เจ้าของค่ายนครหลวงโปรโมชั่นร่วมวงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้วที่รอบเอวของแหลมและตู้โชว์ของค่ายไร้เข็มขัดแชมป์โลก ถ้ามองด้วยสายตาคนนอก นี่คงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบขวัญกำลังใจของทุกคนในค่าย แต่กับคนที่เกี่ยวพันโดยตรงอย่างแหลมและเสี่ยฮุย พวกเขาคิดเห็นกับเหตุการณ์ทั้งหมดในปีนี้ยังไง–คือสิ่งที่ผมสงสัยและเป็นหัวข้อที่เราสนทนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นความบังเอิญก็ว่าได้ ที่กติกามวยสากลกำหนดให้ในหนึ่งแมตช์การแข่งขันจบลงภายใน 12 ยก เหมือนกับวันเวลาในหนึ่งปี ที่จบลงหลังจากผ่านไป 12 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ บนสังเวียนผ้าใบครั้งที่ผ่านมาแหลมจบด้วยความพ่ายแพ้ แต่บนสังเวียนชีวิตของเขา<a href="https://adaymagazine.com/?s=%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2">ในปีนี้</a>ล่ะ เแหลมและเสี่ยฮุยคิดเห็นยังไงบ้าง พวกเขาคิดว่าตัวเองพ่ายแพ้หรือเปล่า ผมถือโอกาสนี้ชวนพวกเขาลองทบทวนเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่เดินขึ้นเวที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าพร้อมแล้ว ยกที่หนึ่ง เริ่ม!</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-85547 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ยกที่ 1–มกราคม, สถานะ : แชมป์โลก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กิจวัตรประจำวันของนักมวยในค่ายนครหลวงโปรโมชั่นนั้นคล้ายกัน ต่างแค่เพียงความหนัก-เบาในการซ้อมสำหรับคนที่กำลังจะมีแมตช์แข่งขัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาจะซ้อม 6 วัน เว้นว่างแค่วันอาทิตย์ ทุกคนต้องตื่นตอนตี 5 ครึ่ง วิ่งจากค่ายแถวรัตนาธิเบศร์ไปศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี วิ่งวน 8 รอบและกลับมาที่ค่าย หลังจากนั้นช่วง 7 โมงครึ่ง พวกเขาต้องซ้อมต่อยกระสอบทรายและต่อยเป้าซึ่งจะเสร็จสิ้นประมาณ 9 โมง หลังจากนั้นนักมวยส่วนใหญ่จะนอนพักเพื่อให้พร้อมสำหรับการซ้อมช่วงเย็นที่จะเริ่มขึ้นประมาณ 4-6 โมงเย็น ถ้าเป็นนักมวยที่กำลังมีไฟต์สำคัญ การซ้อมช่วงนี้จะเข้มข้นเป็นพิเศษโดยมีเสี่ยฮุยมาคุมด้วยตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสำหรับในปีนี้ ช่วงต้นปีก่อนป้องกันแชมป์ ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเน้นความสำคัญไปที่แหลมโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นไม่รู้ตัวครับว่าเราซ้อมหนัก คือปกติเสี่ยจะจดไว้ตลอดว่าวันนี้ผมซ้อมอะไรบ้าง ซึ่งพอกลับมาดู มันทำให้ผมคิดเลยว่า โห เราซ้อมหนักขนาดนี้เลยเหรอ ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ขนาดนี้ 4 เดือนนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก เวลาผ่านไปไวมาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นแชมป์โลก ต้องซ้อมหนักขนาดไหนกันเชียว–ก่อนที่จะเอ่ยคำถามนี้ เสี่ยฮุยชิงเล่าให้ผมฟังด้วยข้อมูลที่ตัวเองจดไว้ตลอด 4 เดือน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิ่งลู่ช่วงเย็นระยะทางรวม 1,905 กิโลเมตร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซิตอัพ 127,000 ครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลงนวม 317 ยก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวทเทรนนิ่ง 3,810 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อยเป้า 5,324 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชกกระสอบ 2,032 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และอีกมากมาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-85541 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม8-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม8-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม8-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การต่อยเพื่อแชมป์โลกเป็นเรื่องที่ต้องเข้มและซีเรียส”  เสี่ยฮุยเริ่มอธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในวันที่เขาเหนื่อยและล้า เรามีหน้าที่ผ่อนและเข้าใจ แต่ในเวลาที่สมควรเราก็มีหน้าที่ดึงเขาขึ้นมา ผมมักบอกแหลมเสมอว่าเข็มขัดเส้นนี้ไม่ใช่ของแหลมหรือค่ายหรอก มันเป็นของคนไทย จำวันที่กลับมาถึงสนามบินแล้วมีคนมารับได้ไหม คนเขาต้อนรับเราเยอะขนาดไหน ผมจะพูดให้เขานึกถึงภาพตรงนั้นและพยายามฮึด หรือเวลาซ้อมถ้าหมัดไหนที่เขาต่อยหนัก ผมก็ต้องคอยบอกว่า ‘ดี!’ สิ่งนี้จะได้เป็นกำลังใจ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลายคนเวลาได้แชมป์อาจจะมีอาการเหลิงและย่อหย่อน คุณมีอย่างนั้นบ้างไหม” ผมหันไปถามแหลม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงที่ผมเป็นแชมป์ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแชมป์ขนาดนั้นหรอกครับ” แหลมแย้งผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบจริงใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เข็มขัดเป็นแค่วัตถุ พอเราขึ้นไปบนเวที เข็มขัดก็อยู่ที่กรรมการข้างล่างแล้ว ดังนั้นพอเริ่มต่อยผมก็ไม่ใช่แชมป์อีกแล้ว ผู้ท้าชิงก็ไม่ใช่แชมป์ แต่เรามาชิงกันเพื่อให้คนที่ชนะเป็นแชมป์ต่างหาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85535 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม2-1.jpg" alt="ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม2-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม2-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอคิดแบบนี้มันทำให้ผมไม่ยึดติดกับความสำเร็จมาก เพราะสุดท้าย ผมต้องซ้อมหนักตามที่เทรนเนอร์โปรแกรมมาเท่าเดิม ซึ่งถ้าถามว่าเบื่อไหม มันมีเบื่ออยู่แล้ว บางทีเบื่อ บางทีสนุก แล้วแต่อารมณ์ แต่ไม่ว่าอารมณ์ไหน ผมจะไม่มีวันให้ตัวเองหย่อนยาน วิธีที่ผมใช้คือวันไหนเบื่อก็วางโจทย์ต่อยเป้าให้ตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งต่อยแรง ผมยิ่งเริ่มสนุก ยิ่งเวลาได้ยินเสี่ยบอกว่า ‘ดี! ดี! ดี!’ เรายิ่งมีกำลังใจฮึด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าให้มองย้อนกลับไป ถือว่าตัวเองเตรียมตัวเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมว่าเกินร้อย ใช้คำว่า ‘พร้อมมาก’ ได้เลย เพราะถ้าไปต่อยต่างประเทศผมต้องซ้อมหนัก ต้องซ้อมแบบเกินร้อยเท่านั้น ถ้าไม่หนักจริงเสี่ยไม่ให้ไป” แหลมตอบผมก่อนที่เสี่ยฮุยจะเสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เจ็บข้างล่างเวที ดีกว่าไปเจ็บบนเวที ค่ายเราเชื่อแบบนั้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-85534 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม1-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม1-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ยกที่ 4–เมษายน, สถานะ : เสียแชมป์โลก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนเดินเข้าไปในสนามแข่ง คุณรู้สึกยังไงบ้าง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ตื่นเต้น ไม่อะไรเลย เหมือนทุกทีแหละครับ เขาจะด่า จะโห่ยังไง ผมก็โบกมือให้ ให้เขารู้ว่าผมไม่ได้กลัว เข้ามาเลย ผมพร้อม” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่เพียงคำตอบของเขา แต่ถ้าลองย้อนไปดูแมตช์การแข่งขันวันนั้น แหลมเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ เขาเดินเข้ามาในสนามแข่งด้วยความมั่นใจ ไร้ร่องรอยความกังวล ขวามือคือเสี่ยฮุยที่ถือเข็มขัดแชมป์ ซ้ายมือคืออาจารย์ป๊อบ (โชคชัย พิสิฐวุฒินันท์–ลูกชายของเสี่ยฮุย) เทรนเนอร์ประจำตัวของแหลม สิ่งที่ฝึกซ้อมและแผนการชกที่เตรียมตัวร่วมกันมาอยู่ในหัวของเขาหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่กีฬาก็คือกีฬา การเตรียมตัวเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง สุดท้ายหน้างานและการแข่งขันจริงคือผลลัพธ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเสียงระฆังดังบ่งบอกการเริ่มต้นแข่งขัน ในยกแรกๆ เกมเป็นของเอสตราด้าที่เหนือกว่าอยู่เล็กน้อย หมัดหนักของแหลมในสูตรที่เตรียมไว้ เมื่อเจอกับความเร็วอีกฝ่าย ผลออกมากลับไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผล หมัดไม่ค่อยเข้าเป้า ดูด้วยตาก็พอรู้ว่าคะแนนของแหลมกำลังเป็นรอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85542 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม9.jpg" alt="ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราซ้อมแบบการ์ดขวา ต่อยซ้ายไปตลอดเพราะเรารู้ว่าเขาไม่ถนัดป้องกันซ้าย เราคิดว่าเขาจะหลง แต่ปรากฏว่าเขาไม่หลง เราต่อยไม่ค่อยโดน แต่เขายิ่งต่อยโดน เหมือนแผนที่เตรียมมามันเข้าทางเขา พอเห็นแบบนี้ เทรนเนอร์ก็ให้เปลี่ยนเป็นการ์ดซ้ายทันที แต่กว่าจะจับจังหวะได้มันก็ใช้เวลา” เสี่ยฮุยอธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในฐานะคนที่อยู่ประจันหน้าบนเวที ในใจตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง” ผมถามแหลม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ยังมีสมาธินะครับ ไม่ได้กดดันอะไรเพิ่ม เราต้องมีสติตามเกมไป พอหมดยกปุ๊บ ก็มาฟังเทรนเนอร์สอน แล้วก็ออกไปทำตามให้ได้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ข้างเวทีล่ะ เป็นยังไงบ้าง” คำถามนี้ผมหันไปถามเสี่ยฮุย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตรงนั้นมีอะไรหลายอย่างให้เราตัดสินใจ คือก่อนหน้าที่เราไปต่อย เราทุกคนศึกษาเทป เรารู้ว่าเอสตราด้ากันซ้ายไม่ได้ เราเลยเตรียมแบบ ‘การ์ดขวา-ต่อยซ้าย’ ถ้าผิดแผนก็ค่อยเปลี่ยนเป็นอีกแบบ แต่หน้างานมันไม่ได้ง่ายแบบนั้นน่ะครับ เขาเตรียมตัวเองมาเหมือนรู้ว่าเราจะต่อยแบบไหน พอเราจะเปลี่ยนมันก็ต้องใช้เวลา เหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกไปแล้ว มันแก้ยาก ใครไม่ไปอยู่ตรงนั้นคงนึกออกลำบาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแหลมเข้ามาข้างเวทีระหว่างที่เป็นรอง คุณบอกอะไรเขาบ้าง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมบอกว่าต้องฮึดนะ คนไทยดูเราอยู่”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-85546 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเจอกับสถานการณ์ตรงนี้ การแข่งขันดำเนินไปเกือบครึ่งทาง แหลมเริ่มจับจังวะได้ หมัดหนักๆ ของเขาเริ่มเข้าเป้า มีช็อตแลกหมัดกันนัวกลางเวทีให้คนได้ลุ้นและเชียร์ หมัดชุด หมัดตัดลำตัวถูกประเคนออกไปภายในเวลาที่เหลือ แต่เอสตราด้าเองก็ยังรวดเร็วและแน่นอนจนหมดยกสุดท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันที่ที่สิ้นเสียงระฆัง ยังไม่มีใครู้แน่ชัดว่าใครจะชนะ เพราะถ้าดูรูปเกม ต้องบอกว่ามวยคู่นี้สูสี แต่เมื่อพิธีกรบนเวทีประกาศว่าในแมตช์นี้ WBC มีแชมป์โลกคนใหม่ นั่นก็แปลว่าเข็มขัดได้ถูกเปลี่ยนมือแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในช่วงกลางๆ เราเห็นแล้วว่าคะแนนแหลมน่าจะตามอยู่ แต่ผมเองคิดว่าน่าจะยังทัน แหลมเองก็ฮึดขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ผลออกมากรรมการส่วนใหญ่ในวันนั้นเห็นตรงกันว่า 6-7 ยกแรก คะแนนเป็นของเอสตราด้า แต่ช่วงครึ่งหลัง คะแนนเป็นของแหลม มันน่าเสียดาย ถ้าเราชิงเปลี่ยนจังหวะได้เร็วกว่านี้สักยกหนึ่ง เราคงไม่แพ้ เราคงไม่เสียแชมป์” เสี่ยฮุยเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองให้ผมฟัง ในขณะที่แหลมไม่ได้แสดงท่าทีอะไรที่แสดงออกถึงความเศร้า น้ำเสียงของเขากลับเปี่ยมไปด้วยพลังเสียมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอรู้ว่าเสียแชมป์ สิ่งที่คิดอย่างแรกเลยคือเราไม่น่าแพ้ครับ เราสู้กันสูสี มันน่าจะเสมอ ดังนั้นทั้งหมดนี้เลยกลายเป็นความรู้สึกคาใจ แต่เสี่ยก็กระซิบบอกผมตอนรู้ผลบนเวทีว่า ‘ไม่เป็นไร เอาใหม่’ ดังนั้นผมก็เลยคิดแบบนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวมาพยายามกันใหม่”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85537 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม4-1.jpg" alt="ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม4-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><strong>ยกที่ 5–พฤษภาคม, สถานะ : อดีตแชมป์โลก</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ชนะก็แบบหนึ่ง แพ้ก็อีกแบบหนึ่ง แต่ผมไม่เป็นไรหรอกครับ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผมถามถึงสิ่งที่แหลมเจอหลังจากแพ้ไฟต์สำคัญ เขาตอบผมแบบนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังดูอาจจะเจ็บปวด แต่จะบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติของโลกกีฬาก็ว่าได้ เมื่อทีมงานนครหลวงโปรโมชั่นถึงประเทศไทย เสียงชื่นชมและคนที่มาต้อนรับระหว่างตอนแพ้กับตอนชนะย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา ยังไม่นับคอมเมนต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตที่มีทั้งแบบสร้างสรรค์และบั่นทอน นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคนที่อยู่ในวงการมวยมาหลายสิบปีอย่างเสี่ยฮุยก็ไม่ได้เจอกับเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยู่ในวงการมานาน ผมเข้าใจสิ่งที่มันเป็นอยู่แล้วครับ ถึงแหลมจะบอกว่าไม่เสียใจ ไม่เป็นไร แต่ผมอยู่กับนักมวยมาเยอะ เวลาชนะ-แพ้ ผมรู้ว่าบรรยากาศที่เกิดขึ้น ในบางทีมันทำให้นักมวยไม่โอเคหรอก อย่างแหลมเอง ผมก็เห็นว่าเขาหม่นไปอยู่บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนชนะคนล้นหลาม ตอนแพ้คนหาย มันยากที่จะทำใจให้โอเค ตรงนี้แหละที่ค่ายต้องทำหน้าที่ดูแลจิตใจเขาด้วย ให้ขวัญ ให้กำลังใจ หรืออย่างคอมเมนต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต ถามว่าเห็นไหม เห็นนะครับ เราคุมคอมเมนต์เหล่านั้นไม่ได้หรอก เราเข้าใจ แต่ผมก็พยายามไม่ให้แหลมอ่าน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85545 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม12.jpg" alt="ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เช้าวันรุ่งขึ้นที่ตัวเองไม่ใช่แชมป์โลกแล้ว คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง” ผมหันไปถามอดีตแชมป์โลก 2 สมัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“(นิ่งคิด) ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรนะครับ ผมคิดแค่ว่าเราเสียแชมป์ไปแล้วก็เสียไป แต่เราจะเอากลับคืนมาเหมือนเดิม ยังไงเราก็จะกลับไปให้ได้ ต่อแต่นี้มันขึ้นอยู่กับตัวผมแล้วว่าจะขยันขนาดไหน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ได้มีความรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก หรือท้อแท้ ไม่อยากซ้อมเลยเหรอ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่เลยครับ” เขาตอบทันที “เวลาผมเข้าค่าย ผมก็อยู่แต่ค่าย ไม่ไปไหน จะมีรายการแข่งหรือไม่มี ผมก็ซ้อม ผมเป็นแบบนี้มานานแล้ว จริงๆ ตอนนี้ผมยิ่งอยากทำมากขึ้นอีก ความรู้สึกหลังจากแมตช์นั้นเป็นต้นมาคือผมอยากแก้มือมากๆ มันรู้เต็มอกในใจว่า เฮ้ย เราสู้ได้นะ เรายังสู้ได้ เรารู้ว่าเราไหวแน่ เราเลยอยากลองอีกทีให้มันสุดครับ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่เราคุยกัน ที่ประชุมสภามวยโลกลงมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่าในแมตช์การแข่งขันหน้า แหลมจะได้กลับมาชิงแชมป์โลก WBC อีกครั้ง แม้จะยังไม่ได้ระบุวันแน่นอน แต่ในช่วงนี้แหลมก็เข้าสู่โปรแกรมการซ้อมแบบเดิมเหมือนที่เคยทำ  เขายังคงเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อรอวันที่โอกาสกลับเข้ามา เช่นเดียวกับเสี่ยฮุยที่ยังคงนำซ้อมและให้กำลังใจนักมวยทุกคนด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกคนต้องมีความหวังครับ สำหรับผม สิ่งนี้สำคัญมาก พอมีความหวัง ค่ายจะคึกคัก ไม่ซ้อมแบบซังกะตายไปวันๆ ดังนั้นหน้าที่ผมคือต้องให้กำลังใจและให้ความหวังกับทุกคนเหมือนเดิมว่าทุกคนทำได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกคนเป็นแชมป์โลกได้ ผมเชื่อแบบนั้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85539 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม6-1.jpg" alt="ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม6-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม6-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ยกที่ 12 &#8211; ธันวาคม, สถานะ : นักมวยที่อยากจะเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ตัวอีกทีก็ใกล้ถึงเวลาซ้อมช่วงเย็นของนักมวยในค่ายนครหลวงโปรโมชั่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมและช่างภาพพาเสี่ยฮุยกับแหลมมาถ่ายรูปบริเวณสังเวียนและสนามซ้อม เขาจัดแจงพันผ้าที่มือและซ้อมเบาๆ ให้เราเก็บรูป แม้จะเป็นแค่การซ้อมไม่จริงจัง แต่พอแหลมใส่นวม บรรยากาศรอบตัวของเขาเปลี่ยนเป็นเหมือนคนละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘พูดน้อย ต่อยหนัก’ ดูจะเป็นคำนิยามทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เหมาะสมกับเขาที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าให้คิดดูจริงๆ การพยายามเป็นแชมป์โลก กับ การป้องกันแชมป์ อะไรยากกว่า” ผมถือโอกาสชวนเขาคุยระหว่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การป้องกันแชมป์แน่นอน มันยากกว่าทุกสิ่งเลย คนที่ไม่ได้มาลองถือแชมป์โลกจะนึกไม่ออกเลยว่ามันยากขนาดไหน มันจะมีความรู้สึก ‘ไม่อยากเสียแชมป์’ เข้ามาปนด้วย มันจะเกิดเป็นความกดดัน แต่พอเราเสียแชมป์ไปแบบนี้ ไอ้ความรู้สึกที่เราอยากกลับไปต่อย อยากกลับไปชิงจะทำให้เราฮึดสู้และเป็นกำลังใจมากกว่า มันยิ่งกลับทำให้เราไม่ยอมแพ้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-85538 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม5-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม5-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม5-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับสังเวียนมวย ในแง่หนึ่งของการเอาชนะคือการบุกให้หนัก ต่อยให้แรง เล็งให้แม่น แต่ในอีกแง่หนึ่ง มวยก็เป็นเรื่องของความอดทนที่จะทนรับหมัดให้ได้ แม้จะหนักและแรงแค่ไหนก็ห้ามล้ม ถึงล้ม ก็ไม่ยอมให้นานเกินจนกรรมการนับสิบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คล้ายๆ กับสังเวียนชีวิต ที่แหลมและเสี่ยฮุยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าให้ลองมองย้อนกลับไป ปีนี้สอนอะไรคุณบ้าง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเสียแชมป์โลกคือบทเรียน ความพ่ายแพ้คือสิ่งสำคัญที่สอนผมในปีนี้ ความพ่ายแพ้ทำให้พลังผมเยอะขึ้น คือไม่ว่าจะเป็นแชมป์โลกหรือไม่ ผมก็ต้องซ้อมหนักเพราะนั่นคือวินัย แต่การที่เป็นแบบนี้ทำให้ผมตั้งใจซ้อมเพื่อเป้าหมายกลับไปเป็นแชมป์อีกทีให้ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราทำงานกันเป็นทีมครับ” เสี่ยฮุยเสริมขึ้นมาช่วยแหลมสรุปความ “เรารู้กันว่าเราจะร่วมมือกัน เราจะรวมพลังกัน เราเห็นภาพเดียวกันว่าแหลมจะกลับไปเป็นแชมป์โลกได้  ทุกวันนี้ผมคิดในหัวอย่างเดียวเลยว่า งานหนักรอเราอยู่ เราต้องทำการบ้านมากขึ้นเพราะเราได้โอกาสที่จะไปชิงแชมป์คืนแล้ว ทุกวันเวลาแหลมลงนวมเสร็จแต่ละยก ผมจะให้กำลังใจเขาเสมอ เราจะเอากำปั้นมาชนกัน และผมจะให้พรเขาประจำเพื่อเป็นกำลังใจ มันคือการทำให้เขารู้ว่าเราดูแลกันอยู่ แหลมไม่ต้องห่วง ยังไงเราก็ต้องไปให้ถึง เราต้องทำให้ได้ เราจะย้ำคำนี้กับเขาตลอด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอสิ้นเสียงเสี่ยฮุย แหลมก็ยื่นกำปั้นมาข้างหน้าประกอบคำบอกเล่า เสี่ยฮุยก็ยื่นกำปั้นของตัวเองไปสัมผัสแหลม ทั้งสองพูดพร้อมกันอย่างไม่ต้องนัดแนะ และผมหวังเหลือเกินว่าสิ่งที่เขาพูดในวันนี้จะเป็นจริงในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แชมป์โลกสามสมัย!”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แชมป์โลกสามสมัย!”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-85536 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม3-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม3-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/แหลม3-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2019-srisaket-boxing/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “จะเป็นแชมป์โลกหรือไม่ ก็ต้องซ้อมให้หนัก” &#8211; ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความสุขและความ (ไม่) สมหวังของเมียฝรั่ง ‘สมหมาย คำสิงห์นอก’ หญิงสาวคนสำคัญในสารคดี Heartbound</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sommai-heartbound/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Dec 2019 22:24:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[รักเอย]]></category>
		<category><![CDATA[เมียฝรั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษยวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[Heartbound]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[เดนมาร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[สมหมาย คำสิงห์นอก]]></category>
		<category><![CDATA[Heartbound รักเอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=82352</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับคนที่ไม่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง Heartbound (หรือในชื่อไทยว่า ‘รักเอย’) คงสงสัยว่า สมหมาย คำสิงห์นอก คือใคร ขอเล่าชีวิตของเธอให้ฟังคร่าวๆ สมหมาย คำสิงห์นอก เป็นคนจังหวัดโคราชโดยกำเนิด หลังหย่าร้างกับสามี เธอกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องหาเลี้ยงคนในครอบครัวทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยแม่, พี่สาวที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, แฟนพี่สาว, ลูกของตัวเอง 4 คน และลูกของพี่สาวอีก 6 คน รวมแล้วมี 13 ชีวิตที่ต้องดูแล สมหมายเห็นว่างานรับจ้างประจำวันที่ได้เงินแค่น้อยนิดไม่พอยาไส้ครอบครัว เธอจึงออกจากบ้านไปทำงานที่พัทยา ใน พ.ศ. 2534 เธอพบนีล สามีคนปัจจุบันตอนที่เขามาเที่ยว ปีเดียวกันนั้น เธอตัดสินใจบินจากเมืองไทยไปแต่งงานกับเขาที่เดนมาร์ก และหนีบลูกชายคนเล็กไปอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน “เราไม่ได้คำนึงถึงความรักหรือปัจจัยอย่างอื่นเลย คิดแค่เรื่องหาเลี้ยงครอบครัวอย่างเดียว” สมหมายผู้เริ่มใช้ชีวิตอยู่ที่เดนมาร์กในวัย 35 ปีว่าอย่างนั้น หลังลงหลักปักฐานและจดทะเบียนกับสามี เธอก็พยายามหางานทำโดยเริ่มจากการเป็นพนักงานทำความสะอาดที่พัก และขยับขยายไปสู่การทำงานในโรงงาน ในช่วงเวลาเดียวกัน มีอีกสิ่งที่เธอพยายามจะทำคือการช่วยเหลือหญิงสาวชาวไทยที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบที่เธอเคยเป็น เธอทำติดต่อกันมา 29 ปี แม้ชีวิตจะก้าวล้ำเส้นของวัยเกษียณจนต้องเลิกทำงาน สมหมายก็ยังทำหน้าที่ ‘ผู้ช่วย’ นี้ต่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สารคดี Heartbound [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sommai-heartbound/">ความสุขและความ (ไม่) สมหวังของเมียฝรั่ง ‘สมหมาย คำสิงห์นอก’ หญิงสาวคนสำคัญในสารคดี Heartbound</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำหรับคนที่ไม่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง <em><a href="https://documentaryclubthailand.com/heartbound/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Heartbound</a></em> (หรือในชื่อไทยว่า ‘รักเอย’) คงสงสัยว่า <strong>สมหมาย คำสิงห์นอก</strong> คือใคร</p>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="903" height="1394" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76972853_2399488506828961_1996933761396113408_o.jpg" alt="" class="wp-image-82383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76972853_2399488506828961_1996933761396113408_o.jpg 903w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76972853_2399488506828961_1996933761396113408_o-194x300.jpg 194w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76972853_2399488506828961_1996933761396113408_o-768x1186.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76972853_2399488506828961_1996933761396113408_o-663x1024.jpg 663w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76972853_2399488506828961_1996933761396113408_o-600x926.jpg 600w" sizes="(max-width: 903px) 100vw, 903px" /></figure>



<p>ขอเล่าชีวิตของเธอให้ฟังคร่าวๆ สมหมาย คำสิงห์นอก เป็นคนจังหวัดโคราชโดยกำเนิด หลังหย่าร้างกับสามี เธอกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องหาเลี้ยงคนในครอบครัวทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยแม่, พี่สาวที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, แฟนพี่สาว, ลูกของตัวเอง 4 คน และลูกของพี่สาวอีก 6 คน</p>



<p>รวมแล้วมี 13 ชีวิตที่ต้องดูแล</p>



<p>สมหมายเห็นว่างานรับจ้างประจำวันที่ได้เงินแค่น้อยนิดไม่พอยาไส้ครอบครัว เธอจึงออกจากบ้านไปทำงานที่พัทยา ใน พ.ศ. 2534 เธอพบนีล สามีคนปัจจุบันตอนที่เขามาเที่ยว ปีเดียวกันนั้น เธอตัดสินใจ<a href="https://adaymagazine.com/search/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บินจากเมืองไทย</a>ไปแต่งงานกับเขาที่เดนมาร์ก และหนีบลูกชายคนเล็กไปอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-26.jpg" alt="สมหมาย คำสิงห์นอก" class="wp-image-82395" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p>“เราไม่ได้คำนึงถึงความรักหรือปัจจัยอย่างอื่นเลย คิดแค่เรื่องหาเลี้ยงครอบครัวอย่างเดียว” สมหมายผู้เริ่มใช้ชีวิตอยู่ที่เดนมาร์กในวัย 35 ปีว่าอย่างนั้น หลังลงหลักปักฐานและจดทะเบียนกับสามี เธอก็พยายามหางานทำโดยเริ่มจากการเป็นพนักงานทำความสะอาดที่พัก และขยับขยายไปสู่การทำงานในโรงงาน</p>



<p>ในช่วงเวลาเดียวกัน มีอีกสิ่งที่เธอพยายามจะทำคือการช่วยเหลือหญิงสาวชาวไทยที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบที่เธอเคยเป็น เธอทำติดต่อกันมา 29 ปี แม้ชีวิตจะก้าวล้ำเส้นของวัยเกษียณจนต้องเลิกทำงาน สมหมายก็ยังทำหน้าที่ ‘ผู้ช่วย’ นี้ต่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง</p>



<p>สารคดี <em>Heartbound รักเอย</em> เล่าเรื่องของการช่วยเหลือที่ว่าในช่วงระยะเวลา 10 ปี หนังพาไปติดตามชีวิตของสมหมายและหญิงไทยคนอื่นๆ หนังฉายภาพให้เห็นพาร์ตของการจับคู่ผู้หญิงไทยกับชายชาวเดนมาร์ก ตัดสลับกับพาร์ตชีวิตที่ประเทศไทยของผู้หญิงอีกกลุ่ม ซึ่งต่างกลุ่มต่างก็ต้องเผชิญปัญหาในชีวิตที่แตกต่างกัน</p>



<p>ในหนัง เราเห็นว่าสมหมายช่วยเหลือหญิงไทยคนอื่นยังไง แต่ทำไม–นั่นคือคำถามที่เราอยากรู้</p>



<p>ยามบ่ายหลังจาก <em>Heartbound รักเอย</em> ฉายรอบ sneak preview ในประเทศไทย เราจึงนัดเจอกับ <strong>สมหมาย คำสิงห์นอก</strong> หญิงไทยที่บินมาจากเดนมาร์กเพื่อการฉายหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="434" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-2.jpg" alt="สมหมาย คำสิงห์นอก" class="wp-image-82391" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-2-300x193.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-2-600x386.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">จุดเริ่มต้นของสารคดีเรื่อง <em>Heartbound รักเอย</em> เป็นยังไง</h4>



<p>หนึ่งในผู้กำกับ Sine Plambech เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทคณะมนุษยศาสตร์ พอดีว่าเขาได้ทุนมาเมืองไทยสองเดือนเพื่อค้นคว้าวิจัยในพื้นที่แถบภาคอีสาน เขาไปอยู่ในหมู่บ้านเรา แล้วได้ยินเรื่องของเราว่าไปใช้ชีวิตอยู่ในเดนมาร์ก และช่วยผู้หญิงคนอื่นๆ ให้อพยพไปอยู่ที่นั่นด้วย ซินาเกิดสนใจก็เลยบินกลับเดนมาร์กมาติดต่อเรา เล่าว่าจะทำสารคดีที่ตีแผ่เรื่องราวชีวิตของเราเป็นสองภาษา ให้ทั้งสองชาติคือเดนมาร์กและไทยได้ดู หลักๆ คืออยากจะสื่อเรื่องความแตกต่างของความเป็นอยู่ในเอเชียและยุโรป เราก็โอเค</p>



<p>ตอนแรกเป็นสารคดีโทรทัศน์ฉายที่เดนมาร์ก ก่อนถูกตัดต่อให้กลายเป็นหนังสารคดีขนาดยาวแบบที่เพิ่งฉายไป</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในหนังเราจะเห็นจุดเริ่มต้นของตัวละครทุกตัว แต่เรายังไม่รู้เลยว่าจุดเริ่มต้นของคุณเป็นยังไง อยากให้เล่าให้ฟังหน่อย</h4>



<p>เริ่มต้นเลยเราไปทำงานที่พัทยา ไปทำงานได้ปีหนึ่งก็ไปเจอแฟนที่นั่น แกเป็นนักท่องเที่ยว เราอาสานำเที่ยวให้แก 9 วัน หลังจากเจอกันแกกลับไปเดนมาร์กก็เขียนจดหมายมา ติดต่อกันทางจดหมายอยู่สามสี่เดือนก็บอกให้เราไปทดลองอยู่ อยากให้เรามาลองดูว่าเป็นไปได้ไหม ไม่ได้บังคับแต่ให้เราตัดสินใจเอง เผื่อว่าถ้าเกิดวันหนึ่งเราชอบเขาหรือชอบเดนมาร์ก ถ้าไปกันได้เราก็อาจจะแต่งงานกัน เราก็สามารถเอาลูกเรามาอยู่ได้ และทำงานที่นี่ได้</p>



<p>ก่อนหน้านั้นตอนเที่ยวพัทยาด้วยกัน เราเคยเล่าให้เขาฟังว่าเราอยากไปอยู่เมืองนอก เพราะอยู่ที่นี่เราลำบาก เราต้องเลี้ยงครอบครัวหลายคน ด้วยความที่เราอยู่บ้านนอก เรารับจ้างรายวันกิน ลำพังรายได้ไม่ใช่แค่ไม่พอกิน ต้องใช้คำว่าไม่มีกินเลย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เหตุผลที่เราจะไปเดนมาร์กคือเพื่อครอบครัวเลย</h4>



<p>เพื่อครอบครัวอย่างเดียว</p>



<p class="p1"><span class="s1">ตอนนั้นเราไม่คิดถึงอย่างอื่นเลย</span> <span class="s1">คิดแต่ว่าทำยังไงก็ได้ที่จะหาที่ที่มีโอกาสที่จะทำงานได้เงิน</span> <span class="s1">ยังไม่คิดว่าจะไปทำงานอะไรด้วยซ้ำ&nbsp;</span>อีกเหตุผลที่ทำให้เราไป เพราะเราคิดว่าเขาก็คงช่วยเหลือเรื่องเงินเราได้บ้างล่ะ เราก็เลยไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-16.jpg" alt="สมหมาย คำสิงห์นอก" class="wp-image-82392" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ไปด้วยวีซ่าท่องเที่ยว</h4>



<p>ไม่ๆ สมัยก่อนไปเดนมาร์กไม่ต้องทำวีซ่า เราไปครั้งแรกยาวสามเดือน เดินทางจากดอนเมืองไปลงอินเดีย แล้วก็ไปรัสเซีย มอสโค โคเปนเฮเกน การเดินทางของเราลำบากมาก เป็นสตอรีที่ไม่มีวันลืมเลย คือก่อนเดินทางเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องบินเป็นยังไง ย้อนกลับมามองทุกวันนี้ เรากล้าไปได้ยังไง เพราะเปลี่ยนเครื่องหลายที่มาก แต่เราไม่ได้รู้ว่าเปลี่ยนเครื่องมันเป็นยังไง แต่ตอนนั้นก็อาศัยการสังเกตว่านั่งเครื่องไปกับใครแล้วก็เดินตามเขา</p>



<p>สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเรามีเงินไทยติดตัวแค่ 200 บาท ตั้งแต่ออกเดินทางจากไทยจนถึงโคเปนเฮเกนประมาณ 18 ชั่วโมง เราไม่ได้กินแม้แต่น้ำเปล่า พอถึงโคเปนเฮเกนคิดว่าจะราบรื่น ก็เจอ ตม.กักตัวอยู่นานมาก เขาไม่เชื่อว่าเรามาฮอลิเดย์ เพราะเราไม่มีเงินสกุลเดนมาร์กติดตัวมาเลย</p>



<p>เขาเลยให้เรานั่งรอแล้วไปตรวจอีกสองร้อยกว่าคนบนเครื่อง ตอนนั้นเราสิ้นหวังมาก ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่คนเดียวในโลก กลัวว่าเขาจะทำอะไร กลัวว่าเราจะได้เห็นหน้าลูกอีกไหมต่อจากนี้ แล้วก็เริ่มคิดได้ว่า เอาวะ อย่างน้อยเขาต้องส่งเรากลับแหละ เพราะเรามีตั๋วกลับ</p>



<p>พอเขาเช็กทุกคนเสร็จ เขาก็พาเราเดินออกไป ประกาศทางไมโครโฟนให้แฟนเรามารับ โชคดีที่เขายังอยู่รอเรา ผ่านไปสามชั่วโมงหลังจากทุกคนที่มาเครื่องเดียวกันกับเราเดินออกไปทั้งหมดก็ยังรอ หลังจากนั้นเราก็เข้าเดนมาร์กได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เมืองที่คุณอยู่เป็นยังไงบ้างในตอนนั้น</h4>



<p>เมืองที่เราอยู่ชื่อเมืองทูล ตอนนั้นมีผู้หญิงไทยแค่หนึ่งคนในเมืองที่ไปก่อนหน้าเรา รู้สึกเขาจะเป็นคนกรุงเทพฯ ไปถึงปุ๊บเราก็อยู่บ้านสามีในปัจจุบัน ไปโน่นมานี่กับแก เมืองทูลตอนนั้นเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่หรอก แต่เราไม่ได้คิดถึงส่วนนั้น</p>



<p>สถานที่ที่เราอยู่มันไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเราเลย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังจากนั้นนานไหมกว่าจะตกลงปลงใจแต่งงาน</h4>



<p>ถามเราว่านานไหมกว่าจะตัดสินใจ เราตัดสินใจก่อนไปแล้ว (หัวเราะ) ตอนไปครั้งนั้นเราพกใบหย่าไปด้วย แต่ใบหย่าเราไม่ได้แปล ก็เลยไม่สามารถจะแต่งได้ เลยกลับมาอยู่ไทยก่อน ประมาณ 3-4 เดือน ก็กลับไปอีก</p>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="1440" height="778" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/78462141_10216194835930672_8176178393553829888_o.jpg" alt="" class="wp-image-82384" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/78462141_10216194835930672_8176178393553829888_o.jpg 1440w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/78462141_10216194835930672_8176178393553829888_o-300x162.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/78462141_10216194835930672_8176178393553829888_o-768x415.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/78462141_10216194835930672_8176178393553829888_o-1024x553.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/78462141_10216194835930672_8176178393553829888_o-600x324.jpg 600w" sizes="(max-width: 1440px) 100vw, 1440px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรทำให้ตัดสินใจหลงหลักปักฐานที่นั่นเลย</h4>



<p>จากที่เราไปอยู่สามเดือน เราก็เห็นแล้วล่ะว่าแฟนเป็นคนดี ที่อยู่แกก็มี แล้วลูกสาวแกตอนนั้นก็ 17 ปีก็เข้ากันได้ เราเลยกล้าตัดสินใจเอาลูกคนเล็กไปด้วย ที่ตัดสินใจเอาไปอยู่ด้วยเพราะเรารู้ว่าเราไปอยู่คนเดียว การเอาลูกไปด้วยอาจจะทำให้เราห่วงน้อยลง ไม่ต้องคิดถึงบ้านมาก ตอนนั้นลูกคนเล็กก็หกขวบครึ่ง เขาก็เริ่มวัยเรียนในบ้านเรา ประกอบกับยายแกก็แก่ พี่สาวก็ป่วย ทีนี้มันหลายคนมาก เขาก็ไม่มีกำลังที่จะดู เราก็อยากจะแบ่งเบามาด้วย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">การพาลูกคนเล็กไปอยู่ที่นั่นด้วยมีปัจจัยอะไรที่ต้องคำนึงบ้าง มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างจากการอยู่ไทยยังไง</h4>



<p>หนึ่ง เราต้องดูแลเขา สอง อยากให้ลูกไปเพื่อที่เราจะได้ไม่เหงามาก และการไปอยู่ที่นู่นคุณภาพชีวิตก็ดีกว่าเมืองไทย</p>



<p>อันนี้เราไม่ได้พูดในส่วนรวมนะ ในกรณีชีวิตของเรา เราเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เราไม่สามารถส่งเสียให้ลูกเรียนได้อยู่แล้ว ถ้าเกิดเราอยู่เมืองไทยลูกก็คงได้เรียนแค่ ป.6 แล้วก็ออกมารับจ้างรายวัน ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงมีผัว หรือต้องไปทำงานพัทยา แบบเดียวกับเรา ซึ่งตรงนั้นเราก็ไม่ค่อยจะปลื้มเท่าไหร่ เพราะเรารู้ว่าเป็นยังไง</p>



<p>คำว่าดีกว่าตรงไหน มันดีกว่ามากตรงที่ว่า เราเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ค่อยมีโอกาส และที่เดนมาร์กนั้นมีโอกาสที่ดีกว่าอยู่แล้ว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-28.jpg" alt="สมหมาย คำสิงห์นอก" class="wp-image-82396" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">งานแรกที่ทำหลังจากแต่งงานคืออะไร</h4>



<p>เพราะยังไม่มั่นใจว่าสามารถไปทำงานอย่างอื่นได้ ก็เลยเริ่มต้นจากการรับจ้างทำความสะอาดก่อน หลังหนึ่งต้องทำประมาณ 4-5 ชั่วโมง แล้วแต่ขนาดของบ้าน แลกกับเงินดำที่ให้เราประมาณ 200 โครน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เงินดำคืออะไร</h4>



<p>เงินที่เราได้มาโดยไม่ต้องหักภาษี เป็นเงินที่ได้มาจากการรับจ้างโดยตรงแบบไม่ผ่านบริษัท ถ้าทำงานกับบริษัท จำนวนเงินที่ให้อาจจะดูมากกว่า แต่สุดท้ายก็อาจโดนหักภาษีจนเหลือน้อยกว่าค่าจ้างที่เป็นเงินดำ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ภาษีที่นั่นแรงไหม</h4>



<p>แรงมาก แต่ถึงแรงก็มีความรู้สึกว่าก็คุ้มนะ เพราะเขาคุ้มครองเราทุกอย่าง ภาษีที่นั่นก็จะมีส่วนต่างอยู่เหมือนกัน ถ้าคนไหนได้รับค่าแรงขั้นต่ำก็จะเสียภาษีขั้นต่ำ แล้วถ้าสมมติว่าครอบครัวไหนมีสามีภรรยาทำงานกินเงินเดือนขั้นต่ำทั้งสองคน เขามีลูก มีค่าใช้จ่าย ครอบครัวนั้นก็จะเสียเปอร์เซ็นต์น้อย แต่ถ้าครอบครัวไหนมีรายได้สูง ไม่มีรายจ่าย เขาก็จะไปเพิ่มภาษีกับคนนั้น เหมือนดึงจากคนรวยลงมาให้ฐานเท่าๆ กัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าอย่างนั้นเดนมาร์กก็ไม่ค่อยมีความเหลื่อมล้ำ</h4>



<p>เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า</p>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="1920" height="1080" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/72629687_2392302990880846_5527361522537332736_o.jpg" alt="" class="wp-image-82381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/72629687_2392302990880846_5527361522537332736_o.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/72629687_2392302990880846_5527361522537332736_o-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/72629687_2392302990880846_5527361522537332736_o-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/72629687_2392302990880846_5527361522537332736_o-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/72629687_2392302990880846_5527361522537332736_o-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้ ผ่านมา 29 ปี เราเห็นว่าตอนเริ่มของหนัง <em>Heartbound</em> มีข้อความขึ้นว่าคนไทยที่ไปอยู่ที่นั่นมีประมาณ 900 คน ตัวเลขมันพุ่งสูงถึงขนาดนั้นได้ยังไง</h4>



<p>900 นี่แค่ในเขตทูลนะ แต่ถ้ารวมกับแถบภาคเหนือหรือแถบโคเปนเฮเกนก็จะประมาณสองพันกว่าคน ถามว่าเพิ่มสูงขนาดนั้นได้ยังไง ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเราไป เราก็ช่วยเหลือญาติพี่น้องไปด้วย ถ้าในญาติพี่น้องมีลูกไปด้วย ก็จะมีเพิ่มขึ้น แล้วหลังจากนั้นญาติพี่น้องของเราก็พาญาติสนิทหรือพี่น้องอีกฝั่งของเขาเข้ามา ช่วยต่อๆ กัน ก็เลยพุ่งพรวดเลย เป็นอะไรที่เขาก็ตกใจเหมือนกันนะ ว่าอยู่ๆ ทำไมคนไทยเยอะมาก แต่เราคิดว่าเป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ</p>



<p>ถ้าคนที่เรายื่นมือเข้าไปช่วยจริงๆ ก็จะประมาณสัก 40 คนได้ แล้วเขาก็ดึงๆ กันเข้าไปอีก ถ้าในกลุ่มของเราจริงๆ ถ้าเกี่ยวข้องกับเรา ก็คือประมาณเกือบ 200 คน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในสารคดี มีฉากที่คุณเขียนประกาศหาชายเดนมาร์กมาแต่งงานกับหญิงสาวไทยผ่านหนังสือพิมพ์ เราสามารถประกาศหาแบบนี้ได้อย่างเปิดเผยเลยเหรอ</h4>



<p>ทำได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คล้ายๆ พื้นที่โฆษณาอะไรอย่างนั้น</h4>



<p>ใช่ๆ เป็นหนังสือพิมพ์ประจำท้องถิ่น บางทีออกพุธ บางทีออกศุกร์ เขาก็จะมีให้คนเขียนเข้าไปโฆษณาขายของ หาคู่ แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วนะ แต่สมัยก่อนเป็นที่นิยม เราก็จะเขียนประกาศว่า เนี่ย มีผู้หญิงไทยคนนี้ อายุเท่านี้กำลังจะมาเดนมาร์ก แล้วก็จะให้ผู้สนใจเขียนจดหมายมาหาเรา พรีเซนต์มาว่าอายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร เขาก็จะให้เบอร์โทรมาแล้วเราก็โทรนัดเขาให้มาเจอ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แปลว่าต้องมีผู้หญิงจากประเทศไทยติดต่อมาก่อน</h4>



<p>ใช่ แล้วถึงค่อยประกาศ</p>



<p>อายุ 31 ปี มีลูก 1 คน มาเยี่ยมครอบครัวที่เดนมาร์ก ต้องการหาคู่ ประมาณนี้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เราเลือกผู้หญิงจากเมืองไทยไปยังไง</h4>



<p>ไม่ได้เลือกนะ เพราะเราช่วยแต่ญาติเราที่ไว้ใจได้ เรารู้ว่าไปอยู่แล้วเป็นยังไง ไม่ได้สุขสบาย รอเอาเงินอย่างเดียว ต้องทำงานนะ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณคิดว่าผู้ชายเดนมาร์กที่ติดต่อมาชอบผู้หญิงไทยตรงไหน</h4>



<p>เรื่องการทำงานและการดูแลเขานี่แหละ ผู้ชายเดนมาร์กชอบที่เรามีความสามารถและความอดทน เพราะผู้หญิงไทยเราสามารถทำงานทั้งข้างนอกและดูแลบ้านได้ด้วย เหมือนเราดูแลได้ทุกอย่าง ซึ่งผู้หญิงเดนมาร์กส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น เขาจะแบ่งหน้าที่กันโดยไม่ได้กำหนดว่า เธอเป็นภรรยากลับมาต้องทำกับข้าวเลี้ยงลูก อันนี้ไม่ใช่ เธอกลับมาเธอต้องทำไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง</p>



<p>แต่ผู้หญิงไทยเราส่วนใหญ่ก็คิดว่าเป็นหน้าที่ของตัวเองในการดูแลครอบครัว ดูแลสามี เป็นหน้าที่ของเรา</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">จริงๆ เราอยู่เฉยๆ ก็ได้ ทำไมเราถึงเลือกช่วยเหลือผู้หญิงไทยให้เข้ามาในเดนมาร์ก</h4>



<p>เราเข้าใจเขา เพราะเขาตกที่นั่งเดียวกับเรา ครอบครัวลำบาก เรารู้ว่าเขาไม่มีโอกาส เขาก็ต้องไปขวนขวายหาเอง ถ้าเกิดเราไม่ช่วยเขา เขาก็ต้องไปหาเอเย่นให้พาเข้ามาอยู่ดี ต้องไปกู้ยืมเงินมาอีก แต่เราไม่เอาเงินจากเขาสักบาท เราไม่อยากให้กรณีนี้เกิดขึ้น เงินไม่มีอยู่แล้วยังต้องไปกู้ยืมมาเพื่อให้ตัวเองได้ไป</p>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="1080" height="569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76966979_2388092397968572_6533317028755800064_o.jpg" alt="" class="wp-image-82382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76966979_2388092397968572_6533317028755800064_o.jpg 1080w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76966979_2388092397968572_6533317028755800064_o-300x158.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76966979_2388092397968572_6533317028755800064_o-768x405.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76966979_2388092397968572_6533317028755800064_o-1024x539.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/76966979_2388092397968572_6533317028755800064_o-600x316.jpg 600w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วสถานทูตไทยเขามองเรื่องนี้ยังไง สนับสนุนหรือกีดกันเราไหม</h4>



<p>ในความรู้สึกของเรา เราไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรจากสถานทูตไทยเลย เขาไม่ได้ช่วยเรื่องนี้ สิ่งเดียวที่เราได้จากสถานทูตไทยคือการต่อพาสปอร์ต หรือตอนจัดงานประเพณีไทยที่บางครั้งเขาจะสนับสนุนการแกะสลักผลไม้ ซึ่งมีงบมาให้เราเอาไปจัดการต่อเอง แล้วก็ให้เขียนว่าเป็นการสนับสนุนจากสถานทูตนะ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วหน่วยงานรัฐของเดนมาร์กล่ะ เขาทรีตผู้อพยพยังไง ไม่ใช่แค่เราแต่รวมถึงผู้อพยพจากประเทศอื่นด้วย</h4>



<p>ถ้าคนที่มีใบอนุญาตให้อยู่เดนมาร์กได้แล้ว เราจะมีสิทธิเหมือนพลเมืองทุกอย่าง ไม่มีคำว่าเธอเป็นคนต่างชาติ เธอไปโรงเรียนนี้ หรือโรงพยาบาลนี้ สิทธิของเราจะเท่ากับเขาหมด</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">สังคมที่นั่นมองเรายังไง เคยเจอการเหยียดเชื้อชาติไหม</h4>



<p>ไม่เคยเจอเลย โชคดีที่เราอยู่เมืองเล็กๆ ถ้าอยู่เมืองใหญ่อาจเจอ แต่จริงๆ แล้วก็มีในส่วนของคนอายุเยอะ คนที่เขาไม่ค่อยรู้จักเราเท่าไหร่เขาอาจเข้าใจเราในแง่ไม่ดีบ้าง แต่ถึงขั้นที่ว่ามาแอนตี้ กีดกัน ไม่ยอมรับนี่ไม่มีเลย เพียงแต่เขาอาจมองเราแปลกๆ แต่ในกลุ่มคนที่อายุน้อยหรือกลุ่มคนที่เคยมาเมืองไทยเขาก็จะรู้ สังคมเขาจะยอมรับเรามากกว่าสังคมไทยที่ยอมรับผู้หญิงทำงานบาร์หรือผู้หญิงที่เคยขายบริการ อันนี้สังคมเรายังไม่กล้ายอมรับเท่าเขา เราไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในสารคดีจะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่าให้คนดูฟังว่าเคยโดนทำร้ายร่างกายในครอบครัวมาก่อน ที่นั่นมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นไหม</h4>



<p>ไม่เคยเห็นเลย หนักสุดก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะคู่ของคนเดนมาร์ก ถ้าเขามีปัญหาลักษณะนั้น เขาจะเดินจากกัน วันดีคืนดี เราสองคนอยากอยู่คนเดียวแล้ว เขาก็จะตกลงกันได้ เพราะกฎหมายเรื่องทำร้ายร่างกายมันแรงด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-35.jpg" alt="สมหมาย คำสิงห์นอก" class="wp-image-82378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-35.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-35-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ที่เดนมาร์ก คุณต้องปรับตัวกับเรื่องอะไรบ้าง</h4>



<p>ในมุมของคนที่ถูกปลูกฝังวัฒนธรรมไทยมากจนเกินไปอย่างเรา ด้วยวัฒนธรรมคนละอย่างกัน เราถูกปลูกฝังและเลี้ยงดูมาอีกอย่างหนึ่ง บางทีเขาก็ทำในสิ่งที่มันขัดหูขัดตา เราก็พยายามทน นอกจากนี้ก็มีเรื่องอาหารการกิน เรื่องวัฒนธรรม อากาศก็แย่มาก</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แย่ยังไง</h4>



<p>ถ้าหน้าหนาวจะมืด จะลมจะฝนตลอด บางคนทนไม่ได้ ได้สามีแล้วแต่ทนสภาพอากาศไม่ได้ ก็ต้องบินกลับไทย ก็คืออยู่ไม่ได้จริงๆ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">นอกจากอากาศแล้ว มีเหตุผลอะไรอีกบ้าง </h4>



<p>ส่วนมากเขาวาดฝันไว้อีกอย่างหนึ่ง เพราะเวลาฝรั่งมาเมืองไทย เขามาเที่ยว เขาก็จะใช้จ่ายเงินทองอีกแบบหนึ่ง เขาดูมีเงินเยอะแยะ แต่พอไปถึงมันกลับกัน เขาต้องตื่นตีสี่ตีห้าไปทำงาน การจะซื้ออะไรเขาก็ต้องประหยัดเหมือนกัน เราไม่ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขา เราก็ตีความไปว่าเขาจะเป็นแบบตอนมาเที่ยว ก็เกิดอาการผิดหวัง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แสดงว่าชีวิตที่นั่นก็ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในฝัน</h4>



<p>ใช่ ที่ไหนก็ไม่ได้สะดวกสบายทั้งนั้น แต่ข้อดีของที่นี่คือสวัสดิการ ที่นี่จะไม่มีคำว่ายากจน ไม่ได้ส่งลูกเรียน หรือคำว่าป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษา รัฐจัดการปัญหาเรื่องนี้ให้ประชากรของเขา เรื่องการเก็บภาษีก็เช่นกัน เขาทำให้ประชาชนเขาอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม</p>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="2500" height="1318" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/null.jpeg" alt="" class="wp-image-82386" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/null.jpeg 2500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/null-300x158.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/null-768x405.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/null-1024x540.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/null-600x316.jpeg 600w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ในเรื่องเราจะเห็นการรวมกลุ่มของผู้หญิงไทยในเดนมาร์ก เรามีการชุมนุมแบบนี้บ่อยไหม</h4>



<p>แทบทุกวีกเอนด์นะ ก็จะเอาอาหารมาแลกเปลี่ยนกัน บางทีใกล้ๆ เทศกาลเราก็มาปรึกษากันว่าจะจัดงานที่ไหน พยายามทำให้ได้ทุกเทศกาล แล้วเมื่อสามปีที่แล้วเราก็ช่วยกันผลักดันให้มีวัดในเขตใกล้ๆ ปัจจุบันมีพระสงฆ์ประจำอยู่ 2 รูป ซึ่งพวกเราไม่ได้เข้าวัดมากในวันธรรมดา แต่เราก็รอวีกเอนด์ที่ไปรวมตัวกันทีละ 100-200 คน การมารวมกลุ่มของเราทำให้ได้ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมไทย บางครั้งก็ได้แลกเปลี่ยนพูดกัน เล่านู่นนี่ให้ฟัง รับรู้ความเป็นอยู่ของกันและกัน ที่สำคัญเราได้พูดกันด้วยภาษาไทย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณและชาวไทยคนอื่นๆ ที่มีลูกกับชาวเดนมาร์กมีการสอนให้ลูกรู้จักวัฒนธรรมไทยไหม</h4>



<p>ทุกคนพยายามที่สุดที่จะรักษาความเป็นไทย แม้แต่คนที่มีลูกกับชาวเดนมาร์กเขาก็จะมีประเพณีหรือกิจกรรมที่จะจัดให้เด็กได้ใส่โจงกระเบน รำ มีการสอนให้พูดภาษาไทย มารยาทต่อผู้ใหญ่ สารพัดที่จะทำเพื่อรักษาประเพณีเรา</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในสารคดี ทุกคนมีงานทำกันหมดเลย อยากรู้ว่างานที่นั่นมีรองรับเราตลอดเลยหรือเปล่า</h4>



<p>จะเรียกว่ารองรับตลอดก็ไม่ได้ แต่เราต้องขวนขวายทำงาน สิ่งที่ดีของคนไทยคือความอดทน เราทำได้ทุกอย่าง อย่างทำงานทำความสะอาด ทำงานโรงงานปลา ไก่ ตื่นตั้งแต่ตี 5 แบก หาม ทำงานเก่ง เร็ว ไม่เคยเข้างานสาย เขาเลยไม่ไล่ออก แล้วอีกอย่างพอคนไทยไปทำ มีคนหนึ่งทำอยู่ตรงนี้ก็ดึงกันเข้าไปก็เลยยาว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ที่นั่นเขามองคนทำงานในแต่ละสายอาชีพยังไง</h4>



<p>ทุกอาชีพเท่ากันหมด คุณอย่าคิดว่าคุณจบปริญญามา นั่งในแบงก์ คุณจะมีศักดิ์ศรีกว่าคนกวาดถนน บางคนผัวกวาดถนน เมียทำงานแบงก์ ไม่มีการแบ่งแยกแม้แต่นิดเดียว พูดง่ายๆ อย่างแฟนของเรา แกเป็นคนตรวจภาษีแผ่นดิน เอาเมียต่างชาติที่เป็นผู้หญิงบาร์มาก่อน เวลาออกงานทุกคนก็ไม่ได้รังเกียจเราเลย ไม่เคยคิดว่าเรามาจากไหน ตำแหน่งหน้าที่การงานยังไง ไม่มี</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-43.jpg" alt="สมหมาย คำสิงห์นอก" class="wp-image-82380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-43.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-43-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เธเนเธฒเธชเธกเธซเธกเธฒเธข-43-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณไปเดนมาร์กเพราะอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 29 ปี แต่ในช่วงท้ายของหนัง คุณบอกว่าอยากกลับมาอยู่เมืองไทย เพราะอะไร</h4>



<p>เราคิดถึงเมืองไทย เพราะเราย้ายถิ่นฐานตอนที่เราโตแล้ว พอไปอยู่ที่นู่นนานๆ ก็เริ่มรู้สึกเหงา ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่บ้าน ความอบอุ่นมันต่างกัน ถึงเราพูดภาษาเขาได้ ทำงาน เข้าสังคมกับเขาได้หมด แต่จริงๆ ลึกๆ แล้วเรามีความรู้สึกตลอดเวลาว่าเราไม่ใช่คนเดนมาร์ก เราเป็นใครก็ไม่รู้มานั่งอยู่กลางคนอื่นเขา มันไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่ เราคิดถึงความอบอุ่น ความผูกพันที่บ้านมีให้เรา</p>



<p>ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีนะ สถาบันครอบครัวเขาแน่นแฟ้นมาก แต่เขาจะอยู่กันแค่ในครอบครัวจริงๆ เขาไม่ได้มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือนเรา และด้วยที่ว่าเราคิดว่าเราอดทนมานานแล้ว พอเราแก่ตัวเราก็อยากจะทำอะไรให้ตัวเองบ้างที่ตัวเองอยากจะได้หรืออยากจะทำ ก็เลยคิดว่าอยากกลับบ้าน</p>



<p>บางคนอาจไม่ได้คิดถึง แต่สำหรับเรา เราย้ายถิ่นฐานตอนโต ไม่เหมือนเด็กที่ปรับตัวได้ง่าย เด็กจะลืมได้เร็ว แต่เราไม่ลืม</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">มองย้อนกลับไป คุณได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตบ้าง</h4>



<p>เราได้เรียนรู้ว่าความต้องการมันไม่เหมือนกันนะในแต่ละช่วงชีวิต เมื่อก่อนอยากให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอมาอีกระยะหนึ่ง ที่เราดิ้นรนมามากพอ เราเรียนรู้ว่าสิ่งที่เราดิ้นรนมาก็ไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้นในวันนี้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วถึงจุดนี้ ชีวิตของคุณต้องการอะไร</h4>



<p>ความเงียบสงบ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีกแล้ว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="980" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/heartbound.jpg" alt="" class="wp-image-82385" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/heartbound.jpg 980w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/heartbound-300x184.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/heartbound-768x470.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/heartbound-600x367.jpg 600w" sizes="(max-width: 980px) 100vw, 980px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมหนังต้องชื่อ Heartbound หรือรักเอย ทั้งๆ ที่การไปเดนมาร์กของเราไม่ได้เกิดจากความรักเลย</h4>



<p>เราคิดว่าผู้สร้างไม่ได้มองในความรักแบบคู่รักหรือสามีภรรยานะ แต่รักก็คือรักในครอบครัว รักในพ่อแม่ รักลูก รักในประเทศของตัวเอง ก็เลยกลายเป็น Heartbound รักเอย ที่ไม่ได้เล่าเรื่องแค่ผัวเมีย แต่ยังหมายถึงการรักบ้านเกิด รักพ่อแม่ รักลูก และความรักนั้นก็ทำให้เราทำทุกอย่างได้เพื่อพวกเขา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sommai-heartbound/">ความสุขและความ (ไม่) สมหวังของเมียฝรั่ง ‘สมหมาย คำสิงห์นอก’ หญิงสาวคนสำคัญในสารคดี Heartbound</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Mustard Sneakers แบรนด์รองเท้าผ้าใบพื้นสีเหลือง ราคาดี ที่ครองใจคนทั้งอินสตาแกรม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mustard-sneakers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Dec 2019 15:20:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[Mustard Sneakers]]></category>
		<category><![CDATA[นิด้า - ชนิกานต์ กาญจน์ก่อกุล]]></category>
		<category><![CDATA[sneakers]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าผ้าใบ]]></category>
		<category><![CDATA[สนีกเกอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=81616</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;แบรนด์รองเท้าของคนไทย รองเท้าราคาดีที่แมตช์ได้ทุกลุค&#8217; คือคำนิยามที่บอกเล่าชื่อเสียงของแบรนด์ออนไลน์ยอดฮิต ที่เราเชื่อว่าไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่งชื่อของ Mustard Sneakers คงเคยผ่านหูผ่านตาของคุณมาบ้าง เพราะติดตามมานาน เฝ้ามองดูแบรนด์ขยับขยายจากออนไลน์สู่การมีสาขาหน้าร้านให้คนเดินเข้าไปลองใส่อย่างสะดวก และเพื่อล้วงเคล็ดลับความสำเร็จที่ว่า เราจึงชวนผู้อยู่เบื้องหลังรองเท้าแบรนด์นี้อย่าง นิด้า–ชนิกานต์ กาญจน์ก่อกุล มาพูดคุยดูสักครั้ง เลื่อนบานประตูไปพร้อมกัน&#160;co-founder ของรองเท้าผ้าใบพื้นสีเหลืองสดใสที่ครองใจคนทั้งอินสตาแกรมยืนรออยู่แล้ว ตามไปฟังวิธีคิด วิธีการทำงาน ที่เธอดูแลเองแทบทุกกระบวนการพร้อมกันเลย &#160; แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการออกเดินทาง “Mustard Sneakers เริ่มมาจากเราและพี่ชายช่วยกันทำมาด้วยกัน” นิด้าเริ่มต้นย้อนความให้ฟังด้วยน้ำเสียงสดใส เพราะเรียนเกี่ยวกับดีไซน์ การทำธุรกิจหรือการมีแบรนด์เป็นของตัวเองจึงเป็นความคิดที่ผุดขึ้นในใจหญิงสาวมาเนิ่นนานตั้งแต่ครั้งยังเรียนอยู่ หากแต่รองเท้าผ้าใบเริ่มเข้ามามีบทบาทในความคิดชัดเจนขึ้นเมื่อครั้งที่เธอออกเดินทางแบ็กแพ็กไปต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อน “ปกติเราเป็นคนชอบใส่รองเท้าผ้าใบอยู่แล้ว การไปแบ็กแพ็กครั้งนั้นมันทำให้เราสังเกตและเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วรองเท้าผ้าใบมันสามารถใส่ได้กับทุกชุด ใช้ได้ทุกโอกาส เลยเกิดไอเดียคิดจะทำแบรนด์นี้ขึ้นมา เพราะในตอนนั้นประเทศไทยเองก็ยังไม่ค่อยมีใครทำแบรนด์รองเท้าผ้าใบด้วย&#160; “ตอนนั้นเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรองเท้าเลย มือใหม่มาก ไม่ได้มีพื้นฐานทางแฟชั่นมาก่อน แต่ดีที่พี่ชายเขาเป็นคนชอบศึกษาเรื่องรองเท้าอยู่แล้ว เขาเลยรับหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบในการหาโรงงานที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและราคาให้ตรงกับสิ่งที่เราอยากทำกัน ส่วนเราก็ออกแบบรองเท้าโดยอิงจากความชอบของตัวเอง และพยายามรีเสิร์ชเพิ่มด้วยว่าตลาดชอบแบบไหน จับจุดจากที่เคยเรียนมาแล้วช่วยๆ กันคิด เอาไอเดียหลายๆ อย่างมารวมกัน &#8220;เราไม่ได้ทำจากความชอบของตัวเองทั้งหมด ต้องบาลานซ์ด้วยว่าสิ่งที่คิดมาจะขายได้ไหม คนอื่นจะชอบหรือเปล่า จากนั้นก็ลุยทำโดยที่ตั้งใจไว้ว่าอยากจะให้มันเป็นรองเท้าที่ใส่ได้ในทุกๆ วัน ราคาเป็นกันเอง และที่สำคัญคือดีไซน์ต้องสวย” นิด้ายกยิ้มหลังพูดจบ ก่อนจะเดินไปหยิบชิ้นส่วนต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mustard-sneakers/">Mustard Sneakers แบรนด์รองเท้าผ้าใบพื้นสีเหลือง ราคาดี ที่ครองใจคนทั้งอินสตาแกรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8216;แบรนด์รองเท้าของคนไทย รองเท้าราคาดีที่แมตช์ได้ทุกลุค&#8217; คือคำนิยามที่บอกเล่าชื่อเสียงของแบรนด์ออนไลน์ยอดฮิต ที่เราเชื่อว่าไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่งชื่อของ <strong>Mustard Sneakers</strong> คงเคยผ่านหูผ่านตาของคุณมาบ้าง</p>
<p>เพราะติดตามมานาน เฝ้ามองดูแบรนด์ขยับขยายจากออนไลน์สู่การมีสาขาหน้าร้านให้คนเดินเข้าไปลองใส่อย่างสะดวก</p>
<p>และเพื่อล้วงเคล็ดลับความสำเร็จที่ว่า เราจึงชวนผู้อยู่เบื้องหลังรองเท้าแบรนด์นี้อย่าง <strong>นิด้า–ชนิกานต์ กาญจน์ก่อกุล</strong> มาพูดคุยดูสักครั้ง</p>
<p>เลื่อนบานประตูไปพร้อมกัน&nbsp;<span style="font-weight: 400;">co-founder ของ</span><span style="font-weight: 400;">รองเท้าผ้าใบพื้นสีเหลืองสดใสที่ครองใจคนทั้งอินสตาแกรมยืนรออยู่แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามไปฟังวิธีคิด วิธีการทำงาน ที่เธอดูแลเองแทบทุกกระบวนการพร้อมกันเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81878 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-25.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-25-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><br />
</span></p>
<h3>แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการออกเดินทาง</h3>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“Mustard Sneakers เริ่มมาจากเราและพี่ชายช่วยกันทำมาด้วยกัน” นิด้าเริ่มต้นย้อนความให้ฟังด้วยน้ำเสียงสดใส เพราะเรียนเกี่ยวกับดีไซน์ การทำธุรกิจหรือการมีแบรนด์เป็นของตัวเองจึงเป็นความคิดที่ผุดขึ้นในใจหญิงสาวมาเนิ่นนานตั้งแต่ครั้งยังเรียนอยู่ หากแต่รองเท้าผ้าใบเริ่มเข้ามามีบทบาทในความคิดชัดเจนขึ้นเมื่อครั้งที่เธอออกเดินทางแบ็กแพ็กไปต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ปกติเราเป็นคนชอบใส่รองเท้าผ้าใบอยู่แล้ว การไปแบ็กแพ็กครั้งนั้นมันทำให้เราสังเกตและเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วรองเท้าผ้าใบมันสามารถใส่ได้กับทุกชุด ใช้ได้ทุกโอกาส เลยเกิดไอเดียคิดจะทำแบรนด์นี้ขึ้นมา เพราะในตอนนั้นประเทศไทยเองก็ยังไม่ค่อยมีใครทำแบรนด์รองเท้าผ้าใบด้วย&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81890 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-45.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-45.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-45-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-45-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรองเท้าเลย มือใหม่มาก ไม่ได้มีพื้นฐานทางแฟชั่นมาก่อน แต่ดีที่พี่ชายเขาเป็นคนชอบศึกษาเรื่องรองเท้าอยู่แล้ว เขาเลยรับหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบในการหาโรงงานที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและราคาให้ตรงกับสิ่งที่เราอยากทำกัน ส่วนเราก็ออกแบบรองเท้าโดยอิงจากความชอบของตัวเอง และพยายามรีเสิร์ชเพิ่มด้วยว่าตลาดชอบแบบไหน จับจุดจากที่เคยเรียนมาแล้วช่วยๆ กันคิด เอาไอเดียหลายๆ อย่างมารวมกัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราไม่ได้ทำจากความชอบของตัวเองทั้งหมด ต้องบาลานซ์ด้วยว่าสิ่งที่คิดมาจะขายได้ไหม คนอื่นจะชอบหรือเปล่า จากนั้นก็ลุยทำโดยที่ตั้งใจไว้ว่าอยากจะให้มันเป็นรองเท้าที่ใส่ได้ในทุกๆ วัน ราคาเป็นกันเอง และที่สำคัญคือดีไซน์ต้องสวย” นิด้ายกยิ้มหลังพูดจบ ก่อนจะเดินไปหยิบชิ้นส่วนต่างๆ ที่เธอเก็บสะสมเอาไว้ออกมาอธิบายให้เราฟังถึงกระบวนการทำอย่างตั้งใจ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่ากระบวนการที่ว่านั้นหมายรวมถึงที่มาของพื้นรองเท้าสีเหลืองสดใสที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81866 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<h3 style="font-weight: 400;"><strong>ธุรกิจที่ไม่ได้มีเพียงความชอบ หากแต่คิดและวางแผน</strong></h3>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ช่วงเริ่มต้นสร้างแบรนด์ เริ่มต้นออกแบบรองเท้า เรานึกเปรียบเทียบกับการเพิ่มรสชาติให้อาหารเลยคิดถึงมัสตาร์ดที่เป็นซอส เพราะถึงคอนเซปต์ของรองเท้าเราจะเน้นให้ใส่ได้ง่ายก็จริง แต่เราคิดว่าถ้ารองเท้ามันเรียบไป ไม่มีจุดเด่นอะไร คนก็คงไม่รู้ว่าจะมาซื้อของของเราทำไม เราเลยเอาไอเดียนี้มาเพิ่มจุดเด่น เพิ่มกิมมิกด้วยพื้นรองเท้าสีเหลือง เพราะสีเหลืองมันเป็นสีกลางๆ ที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิง ตรงตามความตั้งใจของเราที่อยากให้รองเท้าเป็น unisex ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“แต่การทำรองเท้ามันยากนะ ชิ้นส่วนมันเยอะ กว่าจะประกอบออกมาเป็นรองเท้าหนึ่งคู่มีวัสดุเป็นสิบชิ้นเลย ทั้งพื้นยาง ขอบยาง พื้นด้านใน พื้นด้านนอก เชือก ตาไก่ รายละเอียดเยอะมาก เวลาออกแบบเราเลยต้องเลือกองค์ประกอบแต่ละส่วนให้มันลงตัว”&nbsp;</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81870 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81869 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นิด้าเล่าว่าการทำรองเท้าผ้าใบเช่นนี้มีวิธีการทำที่แตกต่างจากรองเท้าหนังหรือรองเท้าแฟลตทั่วไป เพราะต้องประกอบด้วยมือจากช่างที่มีความชำนาญ เมื่อช่างประกอบขึ้นมาแล้ว จะต้องนำเข้าเตาอบเพื่อให้กาวและยางที่นำมาประกอบนั้นติดกัน แข็งแรง และทนทานมากขึ้น หรืออย่างสีเชือกรองเท้า เพื่อให้ออกมาสวยงามอย่างที่ตั้งใจ เธอก็ต้องสั่งทอขึ้นใหม่ให้เป็นสีเฉดเดียวกันกับตัวรองเท้า กับการเลือกวัตถุดิบเอง เธอก็พยายามรีเสิร์ชเพิ่มอยู่ตลอดว่าควรใช้ผ้าแบบไหนจึงจะรับน้ำหนักเท้าได้ดี หรือผ้าแบบไหนที่จะง่ายต่อการดูแลรักษา</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ตอนทำคอลเลกชั่นแรกๆ ออกมาเรายังมีความรู้ไม่มากพอ พอใช้ไปสักพักรองเท้าเลยจะไม่ค่อยทนหรือเปื้อนได้ง่าย ทุกวันนี้พอได้ศึกษามากขึ้นเราเลยเปลี่ยนเป็นผ้าแคนวาสที่ทนขึ้นกว่าเดิมมาก หรือกับตัวพื้นด้านในอย่าง insole เราก็ทดลองมาหลายแบบ เพราะเราอยากให้คนใส่แล้วรู้สึกสบายที่สุด สามารถใส่เดินได้นาน ไม่เมื่อยหรือเจ็บขา&nbsp;</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“และเราเป็นคนเสพความสวยงามในงานอาร์ต งานดีไซน์ อยู่แล้วด้วย เลยยิ่งคิด ยิ่งใส่ใจ ว่าทุกอย่างต้องออกมาสวย ไม่ใช่แค่รองเท้า แต่กับกล่องใส่รองเท้าเราก็อยากให้คนที่ได้เห็น คนที่ได้รับ รู้สึกดีใจ ตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเจอรองเท้าด้านใน”</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81891 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-47.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-47.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-47-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-47-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“พอเราใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้ค่ากับความสวยงาม มันเลยเป็นเหมือนการทำตลาดแบบ free marketing ไปในตัวด้วย การที่คนถ่ายรูปร้าน ถ่ายรูปสินค้าของเรา แล้วแชร์ต่อ มันเป็นเหมือนผลที่ตามมา สิ่งที่เราตั้งใจทำแน่ๆ คืออยากให้คนตื่นเต้นที่ได้รับสินค้าของเราไป หรือถ้าเดินเข้ามาในร้านก็อยากให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นรองเท้า ได้สัมผัสมัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“การที่คนจำแบรนด์เราได้ อาจเป็นเพราะเราใส่ความเป็นมัสตาร์ดลงไปในดีเทลด้วย ไม่ว่าจะรองเท้า แพ็กเกจจิ้ง หรือรูปที่เราโปรโมตออกไป ก็จะมีสีเหลืองซึ่งเป็นสี CI ของเราอยู่ในนั้นเสมอ คนเลยอาจจะติดภาพตรงนี้ นึกถึงมัสตาร์ดก็นึกถึงสีเหลือง นึกถึงชื่อแบรนด์”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81874 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81889 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-44.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-44.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-44-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-44-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<h3>ก้าวเล็กๆ ที่เติบโต</h3>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หลังขลุกตัวอยู่ในร้านเพื่อคุยกับเธอนานนับชั่วโมง เห็นคนแวะเวียนเข้ามาลองใส่รองเท้าที่เธอตั้งใจทำ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“จากร้านค้าออนไลน์ เติบโตสู่การมีหน้าร้าน คุณรู้สึกยังไง และกระบวนการทำงานมันแตกต่างกันหรือเปล่า” เราจึงเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยออกไป&nbsp;</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นิด้านิ่งคิด แล้วเอ่ยตอบด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้ม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81882 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-30.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“สำหรับเรามันเป็นสิ่งที่มาเร็วกว่าที่คาดไว้มากเลย ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมนะ แต่สุดท้ายก็ต้องทำให้มันเวิร์กให้ได้ การเปิดหน้าร้านมันยุ่งยากกว่าการขายออนไลน์ตรงที่ออนไลน์มันแค่คุยกับลูกค้าผ่านหน้าจอ แต่หน้าร้านคือเราต้องเจอกับลูกค้าจริงๆ ต้องทำให้เขาเห็นร้านเรา เจอเราแล้วยังมีอิมเพรสชั่นที่ดีอยู่ มันมีหลายปัจจัยที่มารวมกันและเราต้องคิดถึง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ตอนยังไม่มีหน้าร้านเราเข้าใจว่าหลายๆ คนอาจไม่กล้าซื้อรองเท้าจากร้านออนไลน์อย่างเรา เพราะกลัวว่าซื้อไปแล้วไซส์จะไม่พอดี หรือไม่แน่ใจว่าจะใส่สบายหรือเปล่า ปัญหาของเราในตอนนั้นเลยเป็นเรื่องการบริการลูกค้าให้ดีที่สุด เราแก้ปัญหาโดยการออกนโยบายว่าถ้าซื้อไปแล้วใส่ไม่พอดี ต้องการเปลี่ยนไซส์ ก็สามารถเปลี่ยนให้ได้โดยไม่คิดเงินเพิ่ม พยายามสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มากที่สุด</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81872 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“พอมีหน้าร้านเราก็ยังคิดถึงสิ่งเดิมนั่นแหละ พยายามออกแบบร้านโดยคำนึงว่าหากมัสตาร์ดเป็นคนจะเป็นคนแบบไหน เพื่อนำองค์ประกอบต่างๆ มาใช้กับการตกแต่งหน้าร้าน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ คนแบบมัสตาร์ดมีได้หลากหลายรูปแบบเลย แต่ถ้าให้คิดเราว่าเขาน่าจะเป็นคนที่ชอบเที่ยว รักความสนุก แต่ก็ยังชอบความสบายอยู่ ร้านที่เราออกแบบเลยให้ความรู้สึกเป็นกันเอง มีโซฟา ให้คนเข้ามาแล้วไม่รู้สึกเกร็ง อยากให้เขารู้สึกเหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อนอะไรแบบนั้น”</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-81880 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-28.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Mustard-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“แต่เรารู้สึกว่าแบรนด์ยังไม่ได้โตขนาดนั้น ทุกครั้งที่เดินเล่นในสยาม เวลาเห็นคนใส่รองเท้าของเราก็ยังดีใจและตกใจเหมือนทุกๆ ครั้ง เรารู้สึกว่ายังมีอะไรใหม่ๆ ให้ทำอยู่อีกเยอะเลย&nbsp;</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“อาจเพราะเราสนุกไปกับการทำงาน สนุกไปกับการออกแบบมั้ง ทุกวันนี้ถ้าทำรองเท้ารุ่นใหม่ออกไปแล้วไม่เวิร์ก เราก็ไม่ได้ท้ออะไรนะ จะมองว่าถ้ายังไม่เวิร์กงั้นเราก็แค่ทำใหม่ ทำไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะออกมาดี</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“เราแค่อยากให้เวลาใครนึกอยากซื้อรองเท้าผ้าใบสักคู่&nbsp; ก็ให้ Mustard Sneakers เป็นแบรนด์ต้นๆ ที่เขาจะคิดถึงแค่นั้นเอง”</span></p>
<p><div id="erdyt-6a3481c81a9dd" data-id="4lCCorv1Ek0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-4lCCorv1Ek0-6a3481c81a9dd" data-vid="4lCCorv1Ek0" data-src="https://www.youtube.com/embed/4lCCorv1Ek0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/4lCCorv1Ek0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mustard-sneakers/">Mustard Sneakers แบรนด์รองเท้าผ้าใบพื้นสีเหลือง ราคาดี ที่ครองใจคนทั้งอินสตาแกรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สถานการณ์ยังเป็นปกติ’ 8 เรื่องสั้นไม่ปกติ ที่ชวนตั้งคำถามถึงสภาวการณ์ปกติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-situation-is-controllable/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Nov 2019 17:11:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Reason to read]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์ยังเป็นปกติ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ชานเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เมือง]]></category>
		<category><![CDATA[รวมเรื่องสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[reason to read]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=81270</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘เมือง’ คุณผู้อ่านนึกถึงอะไรกันครับ? บ้างอาจบอกว่าตึกสูงเสียดฟ้า บ้างอาจเห็นภาพท้องถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ หรือบ้างอาจตอบว่าพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยคนแปลกหน้าที่เดินทางมาจากจากสารพัดที่ ไม่ว่านิยามความเป็นเมืองของคุณจะคืออะไร แต่ถ้าถาม Louis Wirth นักสังคมวิทยาเมืองรุ่นคลาสสิก คำตอบของเวิร์ทคือ เมืองจะประกอบไปด้วยสามปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ขนาด (size) ความหนาแน่น (density) และความหลากหลาย (heterogeneity) น่าสนใจว่า ระหว่างที่ผมอ่าน ‘สถานการณ์ยังเป็นปกติ’ รวมเรื่องสั้น 8 เรื่องของสมุด ทีทรรศน์ คำตอบของเวิร์ทดูจะสอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับ ‘เมืองธรรมดา’ องค์ประกอบสำคัญของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ที่ผมบอกว่าองค์ประกอบสำคัญ นั่นเพราะเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องของ สถานการณ์ยังเป็นปกติ ต่างเกิดขึ้น เชื่อมโยง หรืออ้างถึงเมืองธรรมดาแห่งนี้อยู่เสมอ กล่าวคือ ต่อเรื่องสั้นหนึ่ง เรื่องราวอาจเกิดขึ้นและดำเนินไปภายในเมืองธรรมดา ทว่ากับอีกเรื่องสั้น ฉากหลังของมันอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล พ้นจากเมืองธรรมดาออกไป หากตัวละครในเรื่องก็มักจะอ้างถึงเมืองเมืองนี้อยู่เสมอ พูดอีกอย่างคือ เมืองธรรมดาเป็นจุดเชื่อมที่คอยโยงใยเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน ที่แม้สุดท้ายเรื่องราวนั้นๆ อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ทว่าเรื่องสั้นทั้ง 8 ล้วนเกาะเกี่ยวอยู่กับเมืองธรรมดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จุดหนึ่งที่ต้องชื่นชมคือ สมุด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-situation-is-controllable/">‘สถานการณ์ยังเป็นปกติ’ 8 เรื่องสั้นไม่ปกติ ที่ชวนตั้งคำถามถึงสภาวการณ์ปกติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s2">เมื่อพูดถึง</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">เมือง</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">คุณผู้อ่านนึกถึงอะไรกันครับ</span><span class="s1">?</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">บ้างอาจบอกว่าตึกสูงเสียดฟ้า</span> <span class="s2">บ้างอาจเห็นภาพท้องถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์</span> <span class="s2">หรือบ้างอาจตอบว่าพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยคนแปลกหน้าที่เดินทางมาจากจากสารพัดที่</span> <span class="s2">ไม่ว่านิยามความเป็นเมืองของคุณจะคืออะไร</span> <span class="s2">แต่ถ้าถาม</span><span class="s1"> Louis Wirth </span><span class="s2">นักสังคมวิทยาเมืองรุ่นคลาสสิก คำตอบของเวิร์ท</span><span class="s2">คือ</span> <span class="s2">เมืองจะประกอบไปด้วยสามปัจจัยด้วยกัน</span> <span class="s2">ได้แก่</span> <span class="s2">ขนาด</span><span class="s1"> (size) </span><span class="s2">ความหนาแน่น</span><span class="s1"> (density) </span><span class="s2">และความหลากหลาย</span><span class="s1"> (heterogeneity)</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">น่าสนใจว่า</span> <span class="s2">ระหว่างที่ผมอ่าน</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">สถานการณ์ยังเป็นปกติ</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">รวมเรื่องสั้น</span><span class="s1"> 8 </span><span class="s2">เรื่องของสมุด</span> <span class="s2">ทีทรรศน์</span> <span class="s2">คำตอบของเวิร์ท</span><span class="s2">ดูจะสอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับ</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">เมืองธรรมดา</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">องค์ประกอบสำคัญของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81460" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/8-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/8-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/8-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/8-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ที่ผมบอกว่าองค์ประกอบสำคัญ</span> <span class="s2">นั่นเพราะเรื่องสั้นทั้ง</span><span class="s1"> 8 </span><span class="s2">เรื่องของ <em>สถานการณ์ยังเป็นปกติ</em> ต่างเกิดขึ้น</span> <span class="s2">เชื่อมโยง</span> <span class="s2">หรืออ้างถึงเมืองธรรมดาแห่งนี้อยู่เสมอ</span> <span class="s2">กล่าวคือ</span> <span class="s2">ต่อเรื่องสั้นหนึ่ง</span> <span class="s2">เรื่องราวอาจเกิดขึ้นและดำเนินไปภายในเมืองธรรมดา</span> <span class="s2">ทว่ากับอีกเรื่องสั้น</span> <span class="s2">ฉากหลังของมันอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล</span> <span class="s2">พ้นจากเมืองธรรมดาออกไป</span> <span class="s2">หากตัวละครในเรื่องก็มักจะอ้างถึงเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้อยู่เสมอ</span> <span class="s2">พูดอีกอย่างคือ</span> <span class="s2">เมืองธรรมดาเป็นจุดเชื่อมที่คอยโยงใยเรื่องราวต่างๆ</span> <span class="s2">เข้าด้วยกัน</span> <span class="s2">ที่แม้สุดท้ายเรื่องราวนั้นๆ</span> <span class="s2">อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกัน</span> <span class="s2">ทว่าเรื่องสั้นทั้ง</span><span class="s1"> 8 </span><span class="s2">ล้วนเกาะเกี่ยวอยู่กับเมืองธรรมดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จุดหนึ่งที่ต้องชื่นชม</span><span class="s2">คือ <strong>สมุด</strong></span> <span class="s2"><strong>ทีทรรศน์</strong> สร้างเมืองธรรมดาแห่งนี้ขึ้นมาได้อย่างมีมิติ</span> <span class="s2">ซับซ้อน</span> <span class="s2">และมีชีวิตชีวา</span> <span class="s2">อย่างที่ผมบอกไปว่า</span> <span class="s2">เมืองธรรมดาทำให้ผมนึกถึงเงื่อนไขความเป็นเมืองของ</span><span class="s1">เวิร์ท</span><span class="s2">เพราะสมุด</span> <span class="s2">ทีทรรศน์ไม่เพียงจะสร้างเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้ให้รับรู้ได้ถึงความใหญ่โตของมัน</span> <span class="s2">หากยังรวมถึงความหนาแน่นของตึกราม อาคาร</span> <span class="s2">ยานพาหนะ</span> <span class="s2">และความปะปนหลากหลายของประชากรในเมืองธรรมดา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81461" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/9-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/9-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/9-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในท่อนหนึ่งของเรื่องสั้น</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">วันพักร้อนของพนักงานคนหนึ่ง</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">เขียนไว้ว่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“&#8230;</span><span class="s2">ในตอนแรกเขาเข้าใจว่า</span> <span class="s2">การที่พวกมันมาตั้งถิ่นฐานรอบเมืองก็เพราะจะมาหางานทำ</span> <span class="s2">เนื่องจากความยากลำบากในบ้านเกิด</span> <span class="s2">แต่สุดท้ายเขาก็ตระหนักว่าการเดินทางของพวกมันมีจุดประสงค์เพื่อจะบ่อนทำลายบ้านเมืองอันเงียบสงบและสภาพจิตใจอันดีงามของชาวเมืองธรรมดาอย่างเขา</span> <span class="s2">ตั้งแต่พวกมันอพยพมาที่นี่วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป</span> <span class="s2">ชาวเมืองอยู่ด้วยความหวาดระแวง</span> <span class="s2">เนื่องจากแมลงปีกแข็งบินออกมาจากท่อระบายน้ำ</span> <span class="s2">บางทีก็แทรกออกมาตามดิน</span> <span class="s2">ยิ่งเมื่อผ่านไปแถวชานเมืองเป็นต้องหวาดผวากันทุกครั้ง</span> <span class="s2">เมื่อเห็นแมลงปีกแข็งจำนวนมากปะปนอยู่ร่วมในชุมชนของพวกมัน</span> <span class="s2">เจ้าหน้าที่จึงพยายามกำจัดพวกมันให้อยู่ในขอบเขตเพื่อลดการแพร่กระจายของแมลงปีกแข็ง</span><span class="s1">” (</span><span class="s2">หน้า</span><span class="s1"> 24)</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ผมคิดว่าเนื้อหาที่ยกมานี้อธิบายธรรมชาติของความเป็นเมืองได้หลายประการด้วยกัน</span> <span class="s2">หากลองถอดบางประโยคมาพิจารณาจะเห็นว่า</span><span class="s1"> “</span><span class="s2">การที่พวกมันมาตั้งถิ่นฐานรอบเมืองก็เพราะจะมาหางานทำ</span> <span class="s2">เนื่องจากความยากลำบากในบ้านเกิด</span><span class="s1">” </span><span class="s2">สะท้อนให้เห็นเงื่อนไขของการเกิดเมืองที่หากพูดให้เฉพาะเจาะจงขึ้น</span> <span class="s2">คือเมืองสมัยใหม่หลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม</span> <span class="s2">นั่นเพราะเมืองไม่ได้อยู่ๆ</span> <span class="s2">ก็เติบโตของมันเอง</span> <span class="s2">แต่เมืองเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนในชนบทให้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อหางานทำ</span> <span class="s2">ในแง่นี้เมืองจึงเต็มไปด้วยชีวิตที่หลากหลาย</span> <span class="s2">เพราะมันปะปนกันอยู่ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่เดิม</span> <span class="s2">และผู้ที่ย้ายเข้ามาใหม่</span> <span class="s2">กระบวนการเลื่อนไหลของประชากรที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้</span> <span class="s2">ในแง่หนึ่งจึงทำให้ระบุได้ยากว่า</span> <span class="s2">ใครคือประชากรของเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้</span> <span class="s2">พร้อมๆ</span> <span class="s2">กับที่ขอบเขตของเมืองเองก็ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81456" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ตั้งแต่พวกมันอพยพมาที่นี่วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป</span> <span class="s2">ชาวเมืองอยู่ด้วยความหวาดระแวง</span><span class="s1">” </span><span class="s2">เมื่อเมืองเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า</span> <span class="s2">วิถีชีวิตของคนเมืองจึงเปลี่ยนไปสู่ความหวาดระแวง</span> <span class="s2">ธรรมชาติของเมืองที่ผู้คนต้องเผชิญหน้าในทุกๆ</span> <span class="s2">วัน</span> <span class="s2">คือการพบพานกับคนแปลกหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</span> <span class="s2">ภายใต้ความแปลกหน้าที่คนเมืองไม่อาจรู้ได้ว่า</span> <span class="s2">คนที่เดินสวนกันไปเมื่อครู่เป็นใคร</span> <span class="s2">มันจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่ใส่ใจ</span> <span class="s2">มันจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าทำไมชาวเมืองธรรมดาถึงรู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81453" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">เมื่อเห็นแมลงปีกแข็งจำนวนมากปะปนอยู่ร่วมในชุมชนของพวกมัน</span> <span class="s2">เจ้าหน้าที่จึงพยายามกำจัดพวกมันให้อยู่ในขอบเขตเพื่อลดการแพร่กระจายของแมลงปีกแข็ง</span><span class="s1">” </span><span class="s2">สำหรับผม</span> <span class="s2">ประโยคนี้อธิบายถึงเมืองธรรมดาได้อย่างชัดเจนที่สุด</span> <span class="s2">นั่นเพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เมืองแห่งนี้มีลักษณะอันเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น</span> <span class="s2">คือการทำงานของ</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">อำนาจ</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">ในเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จากประโยคที่ยกมา</span> <span class="s2">เราพอจะอนุมานได้ถึงปฏิบัติการของรัฐบาลที่ต้องการจะควบคุม</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">คนอื่น</span><span class="s1">’ (</span><span class="s2">ในที่นี้คือแมลงปีกแข็ง</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ให้อยู่ในพื้นที่อันแน่นิ่ง</span> <span class="s2">ตายตัว</span> <span class="s2">และจัดระเบียบได้</span> <span class="s2">พูดอีกอย่างคือ</span> <span class="s2">หากเรามองว่าแมลงปีกแข็งคืออุปมาของชาวชนบทที่อพยพเข้ามาในเมือง</span> <span class="s2">การเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันของประชากรเมืองจึงสร้างความหวาดกลัวให้กับรัฐบาลในแง่ที่ว่า</span> <span class="s2">ประชากรที่เพิ่มขึ้นใหม่นี้</span> <span class="s2">คือประชากรที่พวกเขายังไม่อาจตรวจสอบ</span><span class="s2">และระบุตัวตนได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เพราะฉะนั้น</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">การจำกัดขอบเขตเพื่อลดการแพร่กระจาย</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">จึงคือความพยายามของรัฐบาลเมืองธรรมดาที่จะเปลี่ยนประชากรที่เคยตรวจสอบไม่ได้นี้</span> <span class="s2">ไปสู่ประชากรที่ไม่เพียงแต่จะถูกตรวจสอบซ้ำๆ</span> <span class="s2">หากยังระบุที่อยู่อาศัยได้อย่างแน่นอน</span> <span class="s2">ภายใต้ดวงตาแห่งอำนาจของรัฐบาล</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในแง่นี้</span> <span class="s2">เมืองธรรมดาจึงอาจคือภาพแทนของเมืองใดๆ</span> <span class="s2">ก็ได้ในโลก</span> <span class="s2">พอๆ</span> <span class="s2">กับที่มันอาจเป็นภาพสะท้อนของกรุงเทพฯ</span> <span class="s2">อย่างยากที่จะปฏิเสธ</span> <span class="s2">เมืองที่ไม่เพียงแต่จะขับเคลื่อนด้วยอำนาจอันล้นพ้นของรัฐบาล</span><span class="s2">ที่พร้อมจะยึดบัตรประชาชน</span> <span class="s2">หรือเรียกคนที่ต้องสงสัยมาตรวจตราได้ทุกเมื่อ</span> <span class="s2">เมืองที่ไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยคนจน</span> <span class="s2">หากยังลิดรอนอำนาจของประชาชนจนเชื่องเชื่อ</span> <span class="s2">เมืองที่พร้อมจะกำจัดใครใดๆ</span> <span class="s2">ที่แสดงทีท่าว่าไม่เชื่อ</span> <span class="s2">ดีดนิ้วให้หายวับ</span> <span class="s2">ก่อนจะตีหน้าซื่อทำทีว่าสถานการณ์ยังคงเป็นปกติ</span> <span class="s2">พูดอีกอย่างคือ</span> <span class="s2">สถานการณ์ยังเป็นปกติจึงเป็นเพียงวาทกรรมหนึ่งของรัฐเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81457" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/5-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/5-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/5-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/5-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">เมืองธรรมดาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลัง</span> <span class="s2">แต่สมุด</span> <span class="s2">ทีทรรศน์ได้สร้างเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้ให้สำคัญพอๆ</span> <span class="s2">หรืออาจมากกว่าตัวละครที่เป็นมนุษย์ในเรื่องด้วยซ้ำ</span> <span class="s2">เพราะไม่ว่าเรื่องราวของเรื่องสั้นหนึ่งๆ</span> <span class="s2">จะเกิดขึ้น</span><span class="s2">หรือไม่เกิดขึ้นในเมืองธรรมดา</span> <span class="s2">ทว่าเรากลับรับรู้ถึงตัวตนของเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้ได้อย่างชัดเจนอยู่เสมอ </span><span class="s2">สมุด</span> <span class="s2">ทีทรรศน์จัดวางบทบาทของเมืองธรรมดาในแต่ละเรื่องสั้นได้อย่างชาญฉลาด</span> <span class="s2">ตัวอย่างเช่น</span> <span class="s2">ในเรื่องหนึ่ง</span> <span class="s2">เมืองธรรมดาถูกพูดถึงในฐานะเมืองที่เจริญอย่างถึงขีดสุด</span> <span class="s2">หากกับอีกเรื่องสั้น</span> <span class="s2">เมืองเมือง</span><span class="s2">นี้กลับถูกพูดถึงผ่านอดีตของตัวละครหนึ่งๆ</span> <span class="s2">ที่มองย้อนกลับไปยังเมืองธรรมดาด้วยสายตาอันเจ็บปวด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81459" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ผมคิดว่าความน่าสนใจอีกจุดหนึ่งของ <em>สถานการณ์ยังเป็นปกติ</em></span> <span class="s2">คือการที่ตัวละครต่างๆ</span> <span class="s2">ในเรื่องมีภาพของเมืองธรรมดาแตกต่างกันออกไป</span> <span class="s2">การที่ประชากรในเมืองจะมีมุมมอง</span><span class="s2">หรือความทรงจำต่อเมืองเมือง</span><span class="s2">หนึ่งแตกต่างกันไปนี้</span> <span class="s2">เมื่อเมืองเมือง</span><span class="s2">หนึ่งประกอบขึ้นจากผู้คนที่หลากหลาย</span> <span class="s2">มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนทุกคนในเมืองจะมองเมืองเมือง</span><span class="s2">นั้นอย่างเข้าใจตรงกัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">และซึ่งเงื่อนไขที่สร้างมุมมองอันแตกต่างจากกันนี้</span> <span class="s2">สมุด</span> <span class="s2">ทีทรรศน์ก็ชี้ให้เห็นว่า</span> มัน<span class="s2">อาจเป็นผลผลิตจากความต่างกันของฐานะ</span> <span class="s2">ชนชั้น</span> <span class="s2">ศาสนา</span> <span class="s2">เพศภาวะ</span> <span class="s2">หรือกระทั่งภูมิคุ้มกันต่อประวัติศาสตร์กระแสหลัก</span> <span class="s2">เมืองยังคงเป็นเมืองเมือง</span><span class="s2">เดิม</span> <span class="s2">เพียงแต่ภายใต้ความหลากหลายของผู้คนในเมือง</span> <span class="s2">ที่เมืองธรรมดาก็คล้ายจะผลิตสร้างความหมายของเมืองที่สลับซับซ้อน</span> <span class="s2">และล้วนแตกต่างกันไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ลองนึกถึงกรุงเทพฯ</span> <span class="s2">ในทุกวันนี้</span> <span class="s2">ไม่เพียงแต่เราจะไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าขอบเขตของกรุงเทพฯ</span> <span class="s2">เริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่ตรงไหน</span> <span class="s2">แต่ภายใต้พลวัตทางสังคม</span> <span class="s2">และวัฒนธรรมที่มีแต่จะสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ</span> <span class="s2">มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะมองหานิยามอันรัดกุมว่ากรุงเทพฯ</span> <span class="s2">คืออะไร</span> <span class="s2">แน่นอนว่ากรุงเทพฯ</span> <span class="s2">ของผม</span> <span class="s2">กับกรุงเทพฯ</span> <span class="s2">ของคุณผู้อ่านย่อมไม่เหมือนกัน</span> <span class="s2">และแน่นอนอีกว่า</span> <span class="s2">มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยที่จะต้องมาหาคำจำกัดความที่แน่นอนของเมืองเมือง</span><span class="s2">นี้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">กล่าวได้ว่า</span> <span class="s2">อำนาจหนึ่งของประชาชนจึงคืออำนาจที่เขาจะนิยาม</span> <span class="s2">หรือพูดถึงเมืองเมือง</span><span class="s2">หนึ่งอย่างที่เขาต้องการ</span> <span class="s2">กลับกันด้วยซ้ำ</span> <span class="s2">สมมติว่าถ้ารัฐบาลเผด็จประสบความสำเร็จในการทำให้มองเห็น</span> <span class="s2">รับรู้</span> <span class="s2">และพูดถึงเมืองเมือง</span><span class="s2">หนึ่งเหมือนๆ</span> <span class="s2">กันอย่างที่รัฐบาลอยากได้ยิน</span> <span class="s2">นั่นหรือเปล่าครับถึงจะเรียกว่า</span> <span class="s2">ความน่ากลัวที่แท้จริง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ขออย่าให้เมืองธรรมดาๆ</span> <span class="s2">อย่างกรุงเทพฯ</span> <span class="s2">ต้องเดินทางถึงวันนั้นเลย</span><span class="s1">&#8230;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-81458" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-situation-is-controllable/">‘สถานการณ์ยังเป็นปกติ’ 8 เรื่องสั้นไม่ปกติ ที่ชวนตั้งคำถามถึงสภาวการณ์ปกติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>60 ปี I วิถี I แสง นิทรรศการของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ที่บอกเล่ายุคสมัยผ่านการถ่ายภาพ วิถีชีวิต และแสง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/60-years-of-capturing-the-light/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Nov 2019 05:46:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คิวเรเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=80318</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้อยคนคงจะรู้ว่านอกจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) จะเป็นศูนย์กลางของศิลปินและงานศิลปะไทยแล้ว ที่นี่ยังเป็น art hub แหล่งรวมสถานที่เจ๋งๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะแขนงต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แม้ฉันเองจะเคยเดินผ่านห้องของสมาคมบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยคิดแวะเวียนเข้าไปทำความรู้จักกับที่นี่ จนกระทั่งเห็นข่าว 60 ปี I วิถี I แสง (60 Years of Capturing the Light) นิทรรศการภาพถ่ายครั้งใหญ่ในวาระครบรอบ 60 ปีของสมาคมฯ ที่รวบรวมผลงานของสมาชิกตั้งแต่รุ่นใหญ่ระดับศิลปินแห่งชาติไปจนถึงรุ่นใหม่มาแรง ภายในงานประกอบด้วยภาพถ่ายจำนวน 262 ภาพ จากฝีมือศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) จำนวน 6 ท่าน และสมาชิกคนอื่นๆ ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสมาคมฯ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระสำคัญและบันทึกไว้เป็นแหล่งข้อมูลแก่คนรุ่นหลังให้ได้ย้อนกลับมาศึกษาความคิด มุมมอง และจินตนาการ ผ่านเลนส์ที่มีต่อสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมในประเทศไทย ในการนี้ สมาคมฯ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เพื่อร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย ก่อนเริ่มชมนิทรรศการ สารภาพตามตรงว่าฉันคิดถึงแต่ภาพถ่ายยุคเก่าแบบที่เคยเห็นบ่อยๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/60-years-of-capturing-the-light/">60 ปี I วิถี I แสง นิทรรศการของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ที่บอกเล่ายุคสมัยผ่านการถ่ายภาพ วิถีชีวิต และแสง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น้อยคนคงจะรู้ว่านอกจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) จะเป็นศูนย์กลางของศิลปินและงานศิลปะไทยแล้ว ที่นี่ยังเป็น art hub แหล่งรวมสถานที่เจ๋งๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะแขนงต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p>แม้ฉันเองจะเคยเดินผ่านห้องของสมาคมบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยคิดแวะเวียนเข้าไปทำความรู้จักกับที่นี่ จนกระทั่งเห็นข่าว <strong>60 ปี I วิถี I แสง (60 Years of Capturing the Light)</strong> นิทรรศการภาพถ่ายครั้งใหญ่ในวาระครบรอบ 60 ปีของสมาคมฯ ที่รวบรวมผลงานของสมาชิกตั้งแต่รุ่นใหญ่ระดับศิลปินแห่งชาติไปจนถึงรุ่นใหม่มาแรง</p>
<p>ภายในงานประกอบด้วยภาพถ่ายจำนวน 262 ภาพ จากฝีมือศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) จำนวน 6 ท่าน และสมาชิกคนอื่นๆ ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสมาคมฯ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระสำคัญและบันทึกไว้เป็นแหล่งข้อมูลแก่คนรุ่นหลังให้ได้ย้อนกลับมาศึกษาความคิด มุมมอง และจินตนาการ ผ่านเลนส์ที่มีต่อสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมในประเทศไทย</p>
<p>ในการนี้ สมาคมฯ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เพื่อร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย</p>
<p>ก่อนเริ่มชมนิทรรศการ สารภาพตามตรงว่าฉันคิดถึงแต่ภาพถ่ายยุคเก่าแบบที่เคยเห็นบ่อยๆ ตามสื่อกระแสหลัก ทว่าเมื่อได้พูดคุยกับ <strong>ดาว วาสิกศิริ</strong> นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเดินชมผลงานพร้อมฟังแนวคิดการจัดเรียงภาพถ่ายในนิทรรศการจาก <strong>ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์</strong> ประธานจัดงานครั้งนี้ ความคิดของฉันที่มีต่อสมาคมฯ ก็เปลี่ยนไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-80458 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-25.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-25-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>60 ปีแห่งสมาคมฯ</h3>
<p>สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 โดยกลุ่มคนผู้มีใจรักในการถ่ายภาพและอยากขับเคลื่อนพัฒนาวงการถ่ายภาพไทยสู่ความเป็นสากล ได้แก่ รัตน์ เปสตันยี, ม.ร.ว.จักรทอง ทองใหญ่, เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่, ที. เอ็ม. คริสเตียนเสน ฯลฯ</p>
<p>ภายหลังก่อตั้งได้ 2 ปี ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงรับสมาคมฯ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเปลี่ยนชื่อเป็น &#8216;สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์&#8217; ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีสมาคมฯ สร้างผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการสร้างบุคลากรและการกระตุ้นให้เกิดมาตรฐานวิชาชีพภาพถ่าย</p>
<p>“สมาคมฯ พยายามพัฒนาวงการถ่ายภาพอยู่เรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง ไม่ใช่เฉพาะกับสมาชิกแต่รวมไปถึงคนทั่วไป ที่ผ่านมาเราพยายามผลักดันสมาคมฯ ให้ไปในระดับอินเตอร์ ให้ต่างชาติได้รู้จักสมาคมฯ มากขึ้น เพราะเมืองนอกมีสมาคมฯ ที่เป็นเครือข่ายกันประมาณ 80 กว่าสมาคมเชื่อมต่อกันอยู่ เราอยากให้ชื่อเราอยู่ในลำดับต้นๆ ที่คนพูดถึง” นายกสมาคมฯ คนปัจจุบันเล่าถึงความตั้งใจ</p>
<p>ด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจวงการถ่ายภาพกันมากขึ้น ดาวในฐานะที่เป็นทั้งช่างภาพและคนทำงานส่งเสริมวงการนี้จึงอยากปรับตัวเพื่อเปิดรับคลื่นลูกใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80459 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-9.jpg" alt="" width="675" height="479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-9-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-9-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ตอนนี้อยากให้น้องๆ ตามมหาวิทยาลัย หรือเด็กๆ ที่เพิ่งจับกล้องเรียนรู้เข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมฯ เพราะที่นี่เป็นเวทีแลกเปลี่ยน แชร์ประสบการณ์และรับฟังความคิดเห็นของช่างภาพท่านอื่นๆ เราเชิญผู้ใหญ่ผู้อาวุโสที่อยู่ในสมาคมฯ ช่างภาพผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ช่างภาพชื่อดังระดับโลก มาบรรยาย เชิญคิวเรเตอร์จากต่างประเทศที่คิวเรตงานภาพถ่าย รวมถึงนักสะสมงานภาพถ่าย ที่สะสมงานไว้มากที่สุดในโลก มาพูดคุยกับสมาชิก”</p>
<p>ด้วยเหตุนี้บวกกับวาระครบรอบ 60 ปี สมาคมฯ จึงจัดนิทรรศการใหญ่ที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายของหลากหลายศิลปิน ทั้งยังมีการเสวนาและกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมาย อย่างกิจกรรม Walkie Talkie ที่แจกโจทย์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกไปเดินถ่ายภาพและนำเสนอเป็นเซต 3 ใบ เพื่อโฟกัสเรื่องกระบวนการคิดและการอธิบายงาน</p>
<p>“การถ่ายภาพมันเกี่ยวกับกระบวนการวิเคราะห์ (analytical process) คุณออกไปข้างนอกปุ๊บมันมีเป็นล้านๆ เรื่อง ในฐานะช่างภาพที่จะเล่าเรื่อง คุณต้องวิเคราะห์ว่าจะเล่าเรื่องอะไร คุณสนใจอะไร ถ้าคุณอธิบายไม่ได้ แล้วใครจะอธิบายได้ว่าคุณกำลังคิดหรืออยากบันทึกอะไร เพราะถ่ายภาพมามันก็เป็นประวัติศาสตร์ ตอนที่คุณกดชัตเตอร์มันเป็นการช่วยหยุดเวลาและบันทึกเหตุการณ์ คุณต้องอธิบายให้ได้ว่าต้องการอะไร ผมไม่ได้หมายความว่าทุกรูปต้องสวย บางครั้งมันไม่จำเป็นต้องสวย มันเป็นเรื่องของคอนเทนต์ ถ้าคุณถ่ายรูปที่ไม่สวยคุณตั้งใจไหม ถ้าตั้งใจว่าไม่ให้สวย คุณก็ต้องอธิบายได้ว่าทำไมต้องไม่สวย</p>
<p>“สมมติออกไปกดชัตเตอร์แบบไม่ได้คิดอะไรเลย แต่มีนวัตกรรมและเทคนิคอย่าง Photoshop หรือ Lightroom ที่ทำให้ภาพสวยดูดี สำหรับผมคิดว่ามันไม่มีความหมายอะไรถ้าไม่มีคอนเทนต์ สังเกตว่ารูปสวยมันเกิดอิมแพกต์ในตอนแรกที่ดู แล้วหลังจากนั้นเราอาจจะลืมมันไป ไม่กลับมาดูอีก แต่ถ้ามีอะไรที่ดูซับซ้อนหรือมีเรื่องราวเยอะ แม้ภาพจะไม่สวย แต่กลับมาดูกี่รอบๆ ก็จะมีข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ มันมีซับเจกต์ที่ซ้อนกันอยู่ มีความลึกของความคิด ซึ่งคอนเทนต์และกระบวนการคิดแบบนี้คือสิ่งที่เราอยากเติมให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีทักษะถ่ายภาพดีอยู่แล้ว”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80460 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-12.jpg" alt="" width="675" height="420" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-12-300x187.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-12-600x373.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>60 ปีแห่งวิถีชีวิต</h3>
<p>หลังจากพูดคุยกับนายกสมาคมฯ ประธานจัดงานครั้งนี้ก็รับช่วงพาฉันเดินชมนิทรรศการที่เขาตั้งชื่อและจัดเรียงภาพถ่ายด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งความยากที่สุดสำหรับตุลย์คือการเล่าเรื่องทั้ง 60 ปีของสมาคมฯ ผ่านภาพถ่ายที่สะท้อนวิถีชีวิตของสังคมไทยให้ครบถ้วนและน่าสนใจ</p>
<p>“ในยุคประวัติศาสตร์ ความสำคัญของภาพถ่ายคือการบันทึกเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ซึ่งวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ คือเพื่อสืบสานและเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของประเทศ ฉะนั้นช่วงแรกนิทรรศการจะเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายของศิลปินแห่งชาติกับบุคคลสำคัญในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ อย่างวันคิวเรตผมเลือกรูปที่ทำให้นึกถึงความเป็นไทยอันดับแรกอย่างเรือสุพรรณหงส์ ซึ่งตรงกับพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคช่วงนี้พอดี มันจะมีสถานที่สำคัญของประเทศเราในอดีต นี่คือซิกเนเจอร์ของสมาคมฯ สมัยก่อน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80461 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-28.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>กิมมิกที่ตุลย์ตั้งใจซ่อนไว้ในนิทรรศการแต่ไม่มีใครทราบคือ ทุก 10 ก้าวเรื่องราวของเซตภาพถ่ายจะเปลี่ยน และทุกภาพใช้วิธีการจัดเรียงด้วยฟอร์มหรือองค์ประกอบบางอย่าง เชื่อมต่อกันทั้งภาพซ้าย-ขวาและภาพบน-ล่าง และหากถอยออกมามองในระยะ 6 ภาพ ทุกภาพจะเชื่อมโยงกันหมด ยกตัวอย่างช่วง hard light, ช่องว่าง หรือมุมกล้อง</p>
<p>“มันเป็นเรื่องวิธีการพรีเซนต์ เพราะสมาคมฯ มักถูกมองว่ามีแต่ภาพแนวเก่า แนว pictorial เราเลยเอาภาพมาเรียงด้วยฟอร์มของมัน ค่อยๆ ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องที่อยู่ในรั้วในวัง เรื่องซีเรียสของคน จนมาถึงวัด แล้วค่อยๆ คลี่คลายออกมา แต่ละรูปมีการร้อยเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งเราคัดจาก 5 ภาพที่ศิลปินส่งมาให้เหลือภาพเดียวโดยคณะกรรมการ 17 คน โดยที่เราไม่รู้เลยว่ามันจะไปอยู่กับใคร แบบไหน เราจัดแค่หมวดหมู่คร่าวๆ เพราะฉะนั้นมันจะมีความหลากหลายมาก เริ่มมีงานที่โมเดิร์นและ contemporary ขึ้น”</p>
<p>ฉันเดินชมภาพถ่ายทั้งหมดที่ค่อยๆ ไล่เรียงยุคสมัยไปสู่ยุคใหม่มากขึ้น โดยมีการกั้นเป็นห้องๆ ตามหมวดหมู่คอนเทนต์ของภาพถ่าย ซึ่งจุดที่ฉันประทับใจคือการนำเสนอแบบไม่เรียงภาพถ่ายตามชื่อเสียงของศิลปิน ทั้งยังผสมผสานภาพถ่ายสีและขาว-ดำเข้าด้วยกันอย่างไม่รู้สึกขัดตา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80462 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง.jpg" alt="" width="675" height="445" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-300x198.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-600x396.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80464 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ผมคิดเป็นสตอรีไลน์ก่อนเลยว่าอยากจะเล่าความเป็นมา โจทย์มันเหมือนผมกำลังเปิดบ้านเพื่อให้คนรู้จักบ้านหลังนี้ที่อยู่มาเป็นสิบๆ ปีว่ามีความน่าสนใจอะไรบ้าง ต้องเข้าไปถึงห้องที่สำคัญสุดก่อนเพราะรากฐานของเรามาจากสิ่งนี้ แล้วห้องบริวารซ้าย-ขวาเป็นแบบนี้ ห้องน้ำ ห้องกินข้าวเป็นแบบนี้ ในแต่ละโซนกั้นจะมีเรื่องราวทั้งหมด เราอยากให้คนที่ดูรูปไม่ใช่ดูว่ารูปนี้สวยเฉยๆ แล้วจบ อยากให้เขาดูรูปนี้แล้วรู้สึกอะไรหลายๆ อย่าง หรือเห็นภาพแล้วได้แรงบันดาลใจไปทำงาน</p>
<p>“ตอนเซตอัพใช้ทีมเยอะมากเกือบ 20 คน ผมถือพอยเตอร์ชี้เลยว่าภาพนี้อยู่กับภาพนี้ ภาพนี้อยู่บนอยู่ล่างเพื่อให้ต่อเนื่องกัน และเราไม่ได้แยกเป็นห้องขาว-ดำเพราะเชื่อว่าถ้าเรียงแบบนั้นมันจะบังคับสายตาคนดู แต่ถ้าเราใช้ perspective กับจังหวะที่ล้อกัน เราจะรู้สึกว่ามันผสมกันได้ จัดเรียงภาพให้มีการเชื่อมต่อกันโดยไม่สนใจว่าศิลปินท่านไหน big name หรือไม่ในการเลือกลำดับความสำคัญของพื้นที่ แต่เราเล่าจากคอนเทนต์ในรูป เนื่องจากรูปแบบของภาพที่เลือกมามีความทันสมัยและร่วมสมัยขึ้นเยอะ รูปแบบการนำเสนอจึงสำคัญที่สุด เหมือนเราได้วัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงอาหาร ถ้าเราปรุงผิดวิธีมันจะไม่เวิร์กไปเลย”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80463 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>60 ปีแห่งวิถีแสง</h3>
<p>หลังจากเดินชมนิทรรศการทั้งหมดจบ ตุลย์ได้ชี้ชวนให้ฉันดูกราฟิกประจำนิทรรศการ ซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนประกอบภายในกล้องฟิล์มเพื่อเชื่อมต่อความเป็นรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน รวมถึงชื่อนิทรรศการที่เขาตั้งจากองค์ประกอบความเป็นสมาคมฯ</p>
<p>“60 ปี I วิถี I แสง คืองานที่เราพูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมทุกอย่าง และแสงคือต้นกำเนิดและวัตถุดิบหลักของช่างภาพที่ใช้ในการบันทึกภาพ กราฟิกที่เห็นคือภาพจริงหัวกลับ ภาพเสมือนหัวตั้ง ซึ่งเป็นเลนส์ของกล้องถ่ายภาพ สัญลักษณ์ขาว-ดำคือ split image ของช่องถ่ายภาพเวลาเราโฟกัส ที่เราทำธีมนี้เพราะยุคนี้เด็กรุ่นใหม่สนใจฟิล์ม เรามองว่านี่คือช่องว่างที่ดีที่สุดที่เราจะเชื่อมมาสเตอร์ที่บันทึกทุกอย่างด้วยฟิล์มกับเด็กยุคใหม่ที่นิยมฟิล์มในปัจจุบัน เราเลยจัดกิจกรรมทอล์กทุกเสาร์-อาทิตย์และช่วงเย็นเอื้อในการที่เราอยากเปิดให้เด็กยุคใหม่เข้ามาเรียนรู้”</p>
<p>ด้วยจุดประสงค์หลักๆ ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่มากขึ้น สมาคมฯ จึงอยากถอดสูทที่คนติดภาพความเก่าแก่ออก เพื่อเปิดบ้านต้อนรับคนใหม่ๆ และปรับลุคให้สนุกสนานเฮฮา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80466 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-26.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ถ้าให้พูดตามตรง เด็กยุคใหม่ไม่เคยรู้จักเราเลย เราอยากรู้จักเด็กยุคใหม่ แต่เขาจะมีกำแพงตรงที่คิดว่ากลุ่มคนทำงานในสมาคมฯ หรือช่างภาพสายสมาคมฯ ถ่ายรูปเชย จริงๆ มันไม่มีคำว่าเชย มันก็เหมือนแฟชั่น คนมักบอกว่ารูปแนวสมาคมฯ จะเป็นแนวคุณลุงแก่ๆ สูบไปป์ควันโขมง กลับกันถ้าแพตเทิร์นแบบเดียวกันแต่เป็นวัยรุ่นทำ คุณจะรู้สึกถึงความทันสมัยโดยอัตโนมัติ ทั้งที่จริงแล้วเมื่อก่อนสิ่งที่สมาคมฯ ทำคือการสร้างเส้นประฝึกคัดลายมือเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าการถ่ายภาพเป็นแบบไหน คราวนี้มันก็แล้วแต่ใครจะไปประยุกต์ใช้” ตุลย์ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมฯ อธิบายด้วยรอยยิ้ม</p>
<p>แม้ว่าสมัยนี้จะมี tutorial สอนถ่ายภาพออนไลน์เต็มไปหมด แต่ชายหนุ่มยังเชื่อว่าการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ทั้งตัวสมาคมฯ เองก็มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิและครูบาอาจารย์ด้านการถ่ายภาพที่พร้อมให้ความรู้แบบไม่กั๊ก เขาจึงอยากให้คนรุ่นใหม่กล้าเข้ามาพูดคุยกับบ้านหลังนี้</p>
<p>และเมื่อฉันถามถึงความสำคัญของการจัดนิทรรศการภาพถ่ายท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนสามารถดูภาพถ่ายผ่านหน้าจอ ตุลย์ผู้ทำหน้าที่คิวเรตงานครั้งนี้ก็ให้คำตอบได้น่าสนใจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80465 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“สิ่งสำคัญที่สุดในการแสดงงานหรือเอางานมาจัดนิทรรศการคือ การประมวลองค์ความรู้หรือประสบการณ์ที่เราทำอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง การที่เราถ่ายภาพภาพเดียวแล้วสวยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย แต่การที่จะร้อยเรียงรูปสวยๆ ทั้งหมดให้เป็นเรื่องราวเดียวกันมันคือการประมวลองค์ความรู้สึกและความรู้ของตัวศิลปินที่บันทึกออกมา นำเสนอผ่านมุมมองของตัวเอง</p>
<p>“ผมจึงอยากสนับสนุนให้คนยุคใหม่ทดลองโพสต์ภาพในเฟซบุ๊กเป็นเซต ลองรวมภาพไปทำในเทมเพลตสักอัน มันจะได้เห็นเป็นหนึ่งวอลล์ของเรา ถือเป็นการทดลองชิมลางได้หลายอย่าง ถ้าเรารู้สึกว่าการจัดนิทรรศการที่เป็นฮาร์ดก๊อบปี้ใช้ต้นทุนเยอะ งั้นลองแบบนี้ดู ถ้ามีต้นทุนดีอาจจะเข้าตาแบรนด์สินค้าหรืออาจมีใครอยากซัพพอร์ตก็ได้ ผมว่ามันเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ ถ้าเรามีวิธีคิดและวิธีเรนเดอร์ภาพของเรา ลองนำเสนอ ลองฝึกดู”</p>
<p>ดังนั้นต่อให้คุณไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพที่อยากศึกษาเทคนิคการถ่ายภาพ แต่อยากมาเรียนรู้วิธีการจัดเรียงชิ้นงานในนิทรรศการนี้ เพื่อปรับใช้กับแนวทางการทำงานของตัวเองตุลย์ก็ไม่ว่ากัน หรือต่อให้คุณแค่มาเดินดูภาพถ่ายเสพความสวยงามเฉยๆ เขาก็แสนจะยินดี</p>
<p>“เราเชื่อว่าในบรรดา 262 ภาพน่าจะมีสักภาพที่จุดประกายผู้ชมให้อยากหยิบกล้องออกไปถ่ายรูป เพราะที่จริงเราไม่ได้สนใจเรื่องใครถ่ายสวยกว่าใคร แต่เราอยากนำเสนอภาพถ่ายที่มีในสมาคมฯ เราอยากเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนหยิบกล้องออกไปถ่ายรูป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80469 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-80470 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/60-ปี-วิถี-แสง-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><em>นิทรรศการ 60 ปี I วิถี I แสง จัดแสดงที่ BAB BOX, One Bangkok (ใกล้เอ็มอาร์ทีลุมพินี) จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/60-years-of-capturing-the-light/">60 ปี I วิถี I แสง นิทรรศการของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ที่บอกเล่ายุคสมัยผ่านการถ่ายภาพ วิถีชีวิต และแสง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
