<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author519/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Feb 2021 06:59:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>พบกับ The Wrappers ผู้เปลี่ยนการห่อของขวัญธรรมดาๆ ให้มีความหมายและไม่ทำร้ายโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/emporium-the-wrapper/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Dec 2019 09:00:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Teaspoon studio]]></category>
		<category><![CDATA[อัญชลี ศรีไพศาล]]></category>
		<category><![CDATA[พิม จงเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[Trimode Studio]]></category>
		<category><![CDATA[Emporium Department Store]]></category>
		<category><![CDATA[ภิรดา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[PDM Brand]]></category>
		<category><![CDATA[ภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[advertorial]]></category>
		<category><![CDATA[ดุลยพล ศรีจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[branded content]]></category>
		<category><![CDATA[Let’s Give Good]]></category>
		<category><![CDATA[The Present Holiday Pop-in Shop]]></category>
		<category><![CDATA[The Wrapper]]></category>
		<category><![CDATA[Curious Pig]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=82928</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยไหม เวลาที่ได้รับของขวัญมาแล้วต้องใช้เวลาแกะเทปกาวสิบนาที แถมยังต้องทิ้งกระดาษห่อนั้นไป นี่ยังไม่รวมกระเช้าของขวัญช่วงเทศกาล ที่พอแกะของขวัญออกมาใช้เสร็จ หลายคนอาจจะโยนกระเช้าเข้าตู้เก็บของให้ฝุ่นจับโดยแทบไม่ได้หยิบมาใช้งานอีก กระดาษห่อของขวัญและกระเช้าของขวัญถูกมองว่าเป็นฟอร์แมตซ้ำๆ เชยๆ ในช่วงเทศกาล แถมยังต้องกลายเป็นขยะแบบ single-use แบบไม่ตั้งใจภายในไม่กี่นาทีที่ถึงมือผู้รับ เพราะวัสดุห่อของขวัญนำกลับมาใช้ใหม่ยาก ไม่ฟังก์ชั่น เลยต้องไปลงเอยที่ถังขยะหรือห้องเก็บของ ปลายปีนี้เราขอชวนคุณมาร่วมมอบของขวัญที่มีความหมายจากใจผู้ให้ถึงใจผู้รับ ผ่านการห่อของขวัญอย่างตั้งใจ ที่ทั้งสนุกและมีคุณค่า แถมยังช่วยรักษาโลกได้โดยการนำวัสดุที่ห่อกลับมาใช้ใหม่ได้ “เพราะการห่อของขวัญคือการแสดงออกถึงความตั้งใจ” เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เชื่อในสิ่งนี้และอยากชวนทุกคนมาเริ่มต้นปีใหม่ดีๆ ภายใต้คอนเซปต์ Let’s Give Good หรือการแบ่งปันความสุขที่มีความหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการห่อของขวัญอย่างมีความหมายและไม่ทำร้ายโลก โดยเอ็มโพเรียมจับมือกับนักออกแบบและนักห่อของขวัญเพื่อร่วมกันดีไซน์กระเช้า กระดาษ และผ้าห่อของขวัญลายพิเศษ พร้อมทั้งวิธีการห่อสุดเก๋แบบไม่ใช้เทปกาวใดๆ ซึ่งคุณก็สามารถเก็บทิปการห่อของขวัญเหล่านี้ไปทำตามที่บ้านได้ เทศกาลแห่งการมอบของขวัญกำลังจะเวียนมาหา ถ้างั้นอย่ารอช้า ไปดูการห่อของขวัญที่มากกว่าแค่กระดาษธรรมดาๆ กัน การห่อของขวัญอย่างตั้งใจคือความประณีตที่สื่อถึงกันได้ ปุ้ม–กฤชคุณ พรธนนันท์ ผู้จัดการทั่วไป Corporate Marketing Department Store เกริ่นให้ฟังถึงที่มาของแคมเปญ Let’s Give Good ว่า ทีมงานตีโจทย์จากช่วงเทศกาลปลายปีที่ผู้คนมักจะหาซื้อสินค้าเพื่อมอบเป็นของขวัญ แต่จะทำยังไงให้ของขวัญนั้นมีความหมายทั้งต่อผู้ให้ ผู้รับ และต่อโลกด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/emporium-the-wrapper/">พบกับ The Wrappers ผู้เปลี่ยนการห่อของขวัญธรรมดาๆ ให้มีความหมายและไม่ทำร้ายโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1">เคยไหม เวลาที่ได้รับของขวัญมาแล้วต้องใช้เวลาแกะเทปกาวสิบนาที แถมยังต้องทิ้งกระดาษห่อนั้นไป นี่ยังไม่รวมกระเช้าของขวัญช่วงเทศกาล ที่พอแกะของขวัญออกมาใช้เสร็จ หลายคนอาจจะโยนกระเช้าเข้าตู้เก็บของให้ฝุ่นจับโดยแทบไม่ได้หยิบมาใช้งานอีก</p>
<p class="p1"><span class="s1"> กระดาษห่อของขวัญและกระเช้าของขวัญถูกมองว่าเป็นฟอร์แมตซ้ำๆ เชยๆ ในช่วงเทศกาล แถมยังต้องกลายเป็นขยะแบบ single-use แบบไม่ตั้งใจภายในไม่กี่นาทีที่ถึงมือผู้รับ เพราะวัสดุห่อของขวัญนำกลับมาใช้ใหม่ยาก ไม่ฟังก์ชั่น เลยต้องไปลงเอยที่ถังขยะหรือห้องเก็บของ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ปลายปีนี้เราขอชวนคุณมาร่วมมอบของขวัญที่มีความหมายจากใจผู้ให้ถึงใจผู้รับ ผ่านการห่อของขวัญอย่างตั้งใจ ที่ทั้งสนุกและมีคุณค่า แถมยังช่วยรักษาโลกได้โดยการนำวัสดุที่ห่อกลับมาใช้ใหม่ได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> “เพราะการห่อของขวัญคือการแสดงออกถึงความตั้งใจ”</span></p>
<p class="p3"><span class="s1"><a href="https://www.facebook.com/emporiumdepartmentstore/" target="_blank" rel="noopener">เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์</a> เชื่อในสิ่งนี้และอยากชวนทุกคนมาเริ่มต้นปีใหม่ดีๆ ภายใต้คอนเซปต์ <b>Let’s Give Good</b> หรือการแบ่งปันความสุขที่มีความหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการห่อของขวัญอย่างมีความหมายและไม่ทำร้ายโลก โดยเอ็มโพเรียมจับมือกับนักออกแบบและนักห่อของขวัญเพื่อร่วมกันดีไซน์กระเช้า กระดาษ และผ้าห่อของขวัญลายพิเศษ พร้อมทั้งวิธีการห่อสุดเก๋แบบไม่ใช้เทปกาวใดๆ ซึ่งคุณก็สามารถเก็บทิปการห่อของขวัญเหล่านี้ไปทำตามที่บ้านได้</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เทศกาลแห่งการมอบของขวัญกำลังจะเวียนมาหา ถ้างั้นอย่ารอช้า ไปดูการห่อของขวัญที่มากกว่าแค่กระดาษธรรมดาๆ กัน</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-82952 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><img decoding="async" class="size-full wp-image-82953 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></h3>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>การห่อของขวัญอย่างตั้งใจคือความประณีตที่สื่อถึงกันได้</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1"><b>ปุ้ม–กฤชคุณ พรธนนันท์</b> ผู้จัดการทั่วไป Corporate Marketing Department Store เกริ่นให้ฟังถึงที่มาของแคมเปญ <strong>Let’s Give Good</strong> ว่า ทีมงานตีโจทย์จากช่วงเทศกาลปลายปีที่ผู้คนมักจะหาซื้อสินค้าเพื่อมอบเป็นของขวัญ แต่จะทำยังไงให้ของขวัญนั้นมีความหมายทั้งต่อผู้ให้ ผู้รับ และต่อโลกด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> “ภายใต้แคมเปญ Let’s Give Good ของเอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เราอยากให้สินค้าที่จะนำไปเป็นของขวัญมีความหมายดีๆ โดยเริ่มจากการเชิญแบรนด์ที่น่าสนใจมาร่วมใน The Present Holiday Pop-in Shop ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ผลิตของซึ่งมีความหมายดีทั้งต่อผู้ใช้และต่อโลก เช่น สินค้าที่ลดการสร้างขยะ สินค้าที่ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับชุมชน มาเป็นพาร์ตเนอร์ให้สเปซของเรามีความหมายมากขึ้น </span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> “อย่างที่สองคือ เวลาเราให้ของขวัญใคร เราก็อยากจะให้ของนั้นแสดงเอกลักษณ์ความเป็นตัวเราเองด้วย เลยมาคิดกันเรื่อง signature wrapping ซึ่งการห่อของขวัญน่าจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเฉพาะตัวของผู้ให้ได้ดี เราเลยเชิญศิลปินที่มีแนวคิด และเห็นความสำคัญกับคุณค่าดีๆ ไปในแนวทางเดียวกับเอ็มโพเรียม ซึ่งกลุ่มศิลปินเหล่านี้มีความเข้าใจและใช้ชีวิตอยู่ละแวกสุขุมวิท มาร่วมกันดีไซน์ตัวกระดาษห่อ ผ้า และกระเช้าของขวัญ รวมถึงออกแบบวิธีการห่อของขวัญที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเอ็มโพเรียม</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“โดยโจทย์ที่ศิลปินนำไปตีความในการออกแบบจะอยู่ภายใต้ธีม less waste หรือสร้างขยะให้น้อยที่สุด วิธีการห่อเลยออกมาในรูปแบบที่ไม่ต้องใช้เทปกาว ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก นอกจากนี้ยังมีวัสดุห่อที่มาจากผ้าฟุโรชิกิและกระเช้าที่ทำมาจากเสื่อ พอใช้เสร็จ วัสดุเหล่านี้ก็สามารถนำไปใช้ต่อได้อีก การห่อของขวัญเลยไม่ทำร้ายโลก และให้ความหมายที่ดีต่อทั้งผู้ให้และผู้รับ”</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-82962 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-28.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1"> ปุ้มมองว่า เพราะการห่อของขวัญคือการสร้างความประทับใจให้ผู้รับตั้งแต่แรกเห็น และแน่นอนว่าหีบห่อก็สามารถแสดงความประณีตและความตั้งใจของผู้ให้ได้ดีไม่แพ้ของขวัญข้างใน </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“การห่อของขวัญอย่างตั้งใจจะช่วยให้การมอบของขวัญนั้นกลมกล่อม คนที่รับก็มีความรู้สึกที่ดี เพราะของขวัญไม่ใช่แค่ฟอร์แมตช่วงเทศกาล หรือเป็นแค่หน้าที่ แต่เราพยายามทำให้การมอบของขวัญมีความหมายตั้งแต่ของข้างในจนถึงการห่อภายนอก ซึ่งเราเชื่อว่าความตั้งใจที่สื่อออกมาตั้งแต่แรกเห็นจะทำให้ผู้รับประทับใจไปด้วย”</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ในแคมเปญนี้เอ็มโพเรียมได้ชวนศิลปินนักออกแบบชาวไทยผลงานระดับอินเตอร์จาก 4 สตูดิโอ ทั้ง Teaspoon Studio, Curious Pig, Trimode Studio และ PDM Brand<b> </b>มาร่วมกันสรรค์สร้างประสบการณ์การห่อของขวัญสุดพิเศษในช่วงเทศกาลปลายปีนี้ด้วย </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ถ้าอยากรู้ว่าในสเปซ The Present Holiday Pop-in Shop ที่เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ชั้น G ตระเตรียมการห่อของขวัญสุดยูนีกแบบไหนไว้บ้าง ลองตามไปฟังแนวคิดของนักออกแบบทั้งสี่แบรนด์กัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82955 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82939 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>เปเปอร์คราฟต์จากเศษกระดาษ ผสานการห่อแบบไร้เทปกาว</b></span></h3>
<p class="p5"><span class="s1"><b> พิม–พิม จงเจริญ </b>ศิลปินเปเปอร์คราฟต์รุ่นใหม่จาก <a href="https://www.facebook.com/teaspoonstudio.bkk" target="_blank" rel="noopener"><b>Teaspoon Studio </b></a>ผู้ออกแบบลายกระดาษห่อของขวัญและลายผ้าฟุโรชิกิ จับมือกับ <b>หมู–อัญชลี ศรีไพศาล </b>หรือ<b> Curious Pig</b> นักออกแบบที่เชี่ยวชาญด้านการห่อของขวัญแบบใส่ใจโลก มาร่วมกันหาวิธีการห่อของขวัญสุดคูลที่สร้างขยะเพิ่มให้น้อยที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82978 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-44.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-44.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-44-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-44-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p5"><span class="s1"> สายพานงานออกแบบห่อของขวัญครังนี้ตั้งต้นจากพิมที่รับงานดีไซน์ลวดลายบนกระดาษและผ้าก่อน จากนั้นจึงส่งต่อให้หมูลองหยิบ พับ จับมุมกระดาษและออกแบบวิธีการห่อหุ้มของขวัญหลายๆ แบบ จนออกมาเป็นการคอลแลบการห่อของขวัญจากกระดาษลวดลายคราฟต์ ผสานกับวิธีการห่อสุดสร้างสรรค์แบบไม่ใช้เทปกาว</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">พิมอธิบายกระบวนการออกแบบลวดลายกระดาษว่า “ไอเดียเริ่มแรกมาจากเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เหลือๆ ในออฟฟิศซึ่งทำงานกระดาษอยู่แล้ว เวลาที่เศษกระดาษมากองรวมกันจะดูเหมือนเป็นภาพคอลลาจภาพหนึ่ง เราเลยหยิบไอเดียนี้มาต่อยอดเป็นลายกระดาษห่อของขวัญ โดยเอาเศษกระดาษมาลองทำแพตเทิร์นดู แต่เราจะไม่ทำแพตเทิร์นแบบ repeat ธรรมดาๆ แต่ดีไซน์ออกมาให้เป็นเหมือนรูปภาพใหญ่หนึ่งรูป ที่ลายแต่ละมุมไม่ซ้ำกันเลย ไม่ว่าพนักงานจะตัดกระดาษด้านไหนมาห่อ ลายก็จะต่างกันออกไปทุกมุม”</span></p>
<p>เมื่อออกแบบลายกระดาษเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการนำเอาลายนั้นไปพิมพ์บนผ้าฟุโรชิกิ เนื่องด้วยวิธีการพิมพ์บนกระดาษกับบนผ้าต่างกัน บนกระดาษสามารถพิมพ์กี่สีก็ได้ แต่สำหรับผ้าฟุโรชิกิ พิมเลือกพิมพ์ 2 สีเพื่อประหยัดการใช้สีและสารเคมี โดยที่ตัวลายยังเชื่อมกับกระดาษอยู่</p>
<p class="p3"><span class="s1">ส่วนของประดับที่ทำเป็นพู่ดอกไม้เล็กๆ พิมตระเวนหาเศษผ้ามาจากโรงงานร่ม แล้วซื้อเศษผ้าร่มมาเป็นกิโลๆ เพื่อเย็บเป็นพู่ดอกไม้เล็กๆ เพื่อชุบชีวิตมันให้สามารถใช้ประดับกล่องของขวัญได้ต่อ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82956 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">หลังจากพิมออกแบบลวดลายกระดาษห่อของขวัญและผ้าฟุโรชิกิแล้ว หมูรับไม้ต่อโดยการสรรหาวิธีการห่อแบบรักษ์โลกมากที่สุดทั้งการห่อด้วยกระดาษและห่อด้วยผ้า</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“เราคิดวิธีห่อโดยไม่ใช้เทปกาวเลย เพราะคนที่ได้รับของขวัญไปก็สามารถคลี่ออกได้โดยง่าย และกระดาษห่อก็สามารถนำกลับไปใช้ซ้ำต่อได้อีก เช่น นำกลับไปห่อของขวัญชิ้นอื่น ห่อปกสมุด ปกหนังสือ หรือนำไปพับเป็นถุงกระดาษเล็กๆ ก็ได้”</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">หมูขยายถึงวิธีการห่อแบบปราศจากเทปกาวว่าเป็นเทคนิคการพับให้เกิดช่องแบบสอดได้ ซึ่งกระดาษจะสอดทับกันและแข็งแรงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเทปกาวเลย </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“วิธีการห่อโดยไม่ใช้เทปกาวจะใช้เทคนิคการพับแบบให้มีช่องพ็อกเก็ตให้สอดได้ ความหมายของช่องพ็อกเก็ตคือการเก็บความรู้สึกดีๆ ที่เราอยากมอบให้ผู้รับ ส่วนวิธีการล็อกกระดาษโดยไม่ใช้เทปกาวเราจะใช้ริบบิ้นคาดตรงกลาง และล็อกด้วยการ์ดใบเล็กๆ<span class="Apple-converted-space">  </span>เป็นการเสริมความสนุก และแทนที่จะผูกเป็นโบแบบหูกระต่าย เราก็ใช้วิธีผูกแบบสาน ซึ่งสื่อความหมายถึงการสายสัมพันธ์หรือความรู้สึกดีๆ ต่อกัน”</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ส่วนผ้าฟุโรชิกิที่หลายคนมองว่าดูซับซ้อนกว่าการห่อด้วยกระดาษ แท้จริงแล้วผ้าสามารถห่อได้กับของหลากหลายรูปทรงกว่า เพราะมีความพลิ้วไหวและยืดหยุ่น หมูจึงออกแบบวิธีการห่อผ้าฟุโรชิกิถึง 3 วิธีด้วยกัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“เราดัดแปลงวิธีการห่อผ้าฟุโรชิกิให้เป็นการห่อแบบโมเดิร์นขึ้น แบบแรกเป็นการดัดแปลงจากการห่อผ้าฟุโรชิกิดั้งเดิม โดยเพิ่มเชือกผูกดอกไม้จากผ้าร่มเข้ามา เพียงแค่กระตุกเชือกก็สามารถคลี่ออกโดยง่าย ผ้าก็นำไปใช้ห่อของต่อได้ เช่น ไปทำเป็นกระเป๋า ผ้าปูโต๊ะ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“แบบที่สองจะเป็นการเลียนแบบการห่อถุงข้าวสารญี่ปุ่นที่จะใส่ถุงกระดาษแล้วพับด้านบน และมีเชือกผูก เราก็ดัดแปลงโดยใช้เป็นผ้าผืนเดียวมาพับให้เหมือนปล่องถุงสี่เหลี่ยม แล้วพับแบนด้านบน จากนั้นผูกด้วยเชือกให้คล้ายที่หิ้วของถุงข้าวสารญี่ปุ่น</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“ส่วนวิธีที่สามจะเป็นการพับแบบที่มีหูหิ้ว วิธีพับจะคล้ายๆ การห่อเบนโตะ แต่เราพลิกนิดหนึ่งแทนที่เราจะมัดผ้าเป็นหูหิ้วธรรมดา เราก็ผูกด้วยเชือกแล้วประดับด้วยพู่ดอกไม้เพิ่มเข้ามาเป็นลูกเล่น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82950 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">ทั้งคู่มองเห็นตรงกันว่าการให้ของขวัญคือการส่งความสุข ความรู้สึกดีๆ การระลึกถึง หรืออาจจะเป็นการขอบคุณความสัมพันธ์ตลอดทั้งปี แน่นอนว่าของขวัญข้างในก็สำคัญ แต่ประสบการณ์การได้รับของขวัญก็สำคัญ เพราะจะสร้างความประทับใจแก่ผู้รับตั้งแต่แรกเห็น ดังนั้นการที่ผู้รับได้เห็นกล่องของขวัญที่ห่อหุ้มมาอย่างสวยงาม นี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การได้รับของขวัญ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ยิ่งการห่อของขวัญนั้นไม่มีการใช้เทปกาวเลย จะยิ่งทำให้ผู้รับสามารถคลี่ห่อของขวัญออกมาได้ง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก ก็น่าจะทำให้ผู้รับประทับใจยิ่งขึ้นไป ทั้งยังสามารถนำกระดาษและผ้าไปใช้ต่อได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกความใส่ใจของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ และผู้รับสามารถรับสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปใช้ต่อได้ครั้งแล้วครั้งเล่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82982 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-48.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-48.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-48-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-48-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>กระเช้าของขวัญจากเสื่อสุดโมเดิร์น</b></span></h3>
<p class="p3"><span class="s1">ส่วนกระเช้าของขวัญที่หลายคนอาจมองว่าเป็นของขวัญสุดเชย ก็ถูกแปลงร่างให้กลายเป็นของใช้ที่คนอยากหยิบมาใช้บ่อยๆ โดยฝีมือของ <b>หยก–ภารดี </b>และ<b> หงส์–ภิรดา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา</b> จาก <b>Trimode Studio</b> และ <b>ดิว–ดุลยพล ศรีจันทร์</b> ทีม <a href="https://adaymagazine.com/pdm-brand/" target="_blank" rel="noopener"><b>PDM Brand</b></a> ร่วมกันออกแบบกระเช้าของขวัญแนวใหม่ที่ใครได้รับไปก็คงทิ้งไม่ลงแน่ๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82940 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-6.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-6-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-6-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">โดย<b> </b>Trimode Studio เริ่มตีโจทย์จากตระกร้าหรือกระเช้าของขวัญ ที่เมื่อหมดหน้าเทศกาลก็มักจะไม่มีใครหยิบมาใช้อีก ทั้งหยกและหงส์จึงออกแบบกระเช้าของขวัญที่แตกต่างไปจากเดิมและสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้บ่อยๆ โดยมองว่าเสื่อของ PDM Brand เป็นวัสดุที่ตอบโจทย์ที่สุด </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“เรามองเห็นว่าเสื่อของ PDM Brand รุ่นที่พับได้ มีฟังก์ชั่นน่าสนใจ เพราะเสื่อเป็นแผ่นอยู่แล้ว น่าจะเหมาะกับการห่อของขวัญ แถมยังมีสายหูหิ้วพับเก็บได้ด้วย มันเลยตอบโจทย์เรา วัสดุที่ถักทอเป็นเสื่อก็ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล ลวดลายและสีสันก็สวยงามโดดเด่น เราเลยชวน PDM มาทำงานร่วมกัน” หยกเล่าที่มา</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ระหว่างทางที่ Trimode Studio ทดลองขึ้นแบบเสื่อให้เป็นกระเช้า ก็มีปัญหาตรงที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของเสื่อทั้งหมด เพราะโดยปกติเสื่อจะเป็นม้วนคลี่ออกมาแล้วเป็นแผ่นเรียบๆ เลยต้องนำเสื่อมาตัดคร็อปเพื่อจะทำเป็นกระเช้าหลากหลายไซส์ กระเช้าแต่ละใบจึงมีลวดลายไม่เหมือนกัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“การคร็อปเสื่อทำให้กระเช้าแต่ละชิ้นมีลวดลายไม่เหมือนกัน มันจึงพิเศษสำหรับคนมอบและคนรับตรงที่กระเช้านี้จะแสดงตัวตนของแต่ละคนได้ด้วย แล้วก็ตอบโจทย์สิ่งที่ Trimode อยากทำ คือไม่อยากให้โยนกระเช้าเข้าตู้เก็บของ แต่กระเช้าของเราสามารถเอาไปใส่ของอื่นๆ ได้อีก เช่น อาจจะใส่ของหลังรถ ใส่หนังสือ หิ้วหมาแมว สะพายไปจ่ายตลาด หรือหิ้วไปปิกนิกได้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82947 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">ดิวเล่าต่อถึงวัสดุที่นำมาทำกระเช้าของขวัญและฟังก์ชั่นล้ำไปกว่าเสื่อทั่วๆ ไป</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“ด้วยวัตถุดิบที่นำมาทำเสื่อค่อนข้างทนทาน และเป็นการแก้ปัญหาด้านการผลิตด้วย โดยการนำขยะพลาสติกมาใช้ เพราะเสื่อของเราทำมาจากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิล แต่ปรับโครงสร้างการทอให้แน่นหนากว่าเสื่อทั่วไปมากๆ เพื่อลดปัญหาการขาดตรงกลาง มีการเพิ่มสารกันไฟลาม เจอแดดแล้วไม่กรอบไม่แตก ตากแดดตากฝนได้ ส่วนดีไซน์เป็นลายโมเดิร์นที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย เพราะเรามองว่าคุณค่าของการให้ของขวัญไม่ได้อยู่แค่ที่สิ่งของเท่านั้น แต่มันคือทุกสิ่งที่เราเลือกสรรให้เขา เพราะฉะนั้นแพ็กเกจหรือการห่อของขวัญก็มีความสำคัญเหมือนกัน มันแสดงถึงความใส่ใจและความพิถีพิถันที่ส่งต่อถึงกัน”</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">หงส์เสริมว่า “ในฐานะดีไซเนอร์ เวลาเราออกแบบของออกมาสักชิ้น เราก็อยากให้ของชิ้นนั้นมีชีวิตอยู่ให้ยาวนานและยั่งยืนที่สุด อยากให้ของอยู่กับคนใช้ไปเรื่อยๆ ในช่วงเทศกาลเราก็อยากให้การมอบของขวัญมีความหมายและยั่งยืน เราจึงไปจับมือกับ PDM Brand ที่เป็นการผลิตของแบบทำร้ายโลกน้อยที่สุด นอกจากของชิ้นนั้นจะสวยงามแล้วยังมีฟังก์ชั่นต่อได้อีก อายุการใช้งานของมันก็จะยาวนาน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาสิ่งของเพิ่มเติม เลยเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรด้วยอีกทาง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82966 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถมาแลกรับเมื่อซื้อของภายในห้างฯ เอ็มโพเรียมครบ 8,000 บาท หรือ ถ้าใครที่ใบเสร็จไม่ครบก็สามารถซื้อได้เลยเช่นกัน ซึ่งอีกความพิเศษคือลูกค้าสามารถคัดสรรสินค้าภายใน The Present Holiday Pop-in Shop จัดเป็นเซตของขวัญพิเศษได้เองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นของสายกาแฟ สายสุขภาพ หรือสายครีเอทีฟ ก็เลือกจัดใส่ตะกร้าของขวัญได้เหมือนกัน พร้อมบริการปักและพิมพ์ชื่อลงบนสินค้าหลากวัสดุได้อีกด้วย สามารถไปเลือกดูของ เลือกสีและไซส์ที่ถูกใจกันได้ที่เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 มกราคม 2563 ณ The Present Holiday Pop-in Shop บริเวณกลางห้าง ชั้น G ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม Emporium Department Store</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82985 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-51.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-51.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-51-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-51-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82971 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-37.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-37.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-37-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82988 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-54.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-54.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-54-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Emporium-Let_s-Give-Good-54-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/emporium-the-wrapper/">พบกับ The Wrappers ผู้เปลี่ยนการห่อของขวัญธรรมดาๆ ให้มีความหมายและไม่ทำร้ายโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ล้วงความลับจาก External HDD ของ &#8216;ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต&#8217; นักตัดต่อในตำนาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-tool-interview-chonlasit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 08 Dec 2019 03:46:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต]]></category>
		<category><![CDATA[เคว้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ]]></category>
		<category><![CDATA[นักตัดต่อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=82545</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาร์ม–ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต คือมือตัดต่อรุ่นใหม่ที่ฝากผลงานลำดับภาพยนตร์ไว้หลายเรื่อง หลังภาพยนตร์เรื่อง Mary Is Happy, Mary Is Happy ของเต๋อ–นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ส่งให้เขาแจ้งเกิดในฐานะลำดับภาพยอดเยี่ยม รางวัลสุพรรณหงส์ ฝีมือของเขาก็พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ, แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว, พรจากฟ้า, ฉลาดเกมส์โกง และ Homestay คือรายชื่อภาพยนตร์ที่นักตัดต่อมือรางวัลคนนี้เข้าไปมีส่วนร่วม และแน่นอนว่าเขาคว้ารางวัลสุพรรณหงส์สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยมกลับมาได้อีกถึง 3 ครั้ง ในปีนี้นอกจากจะมีผลงานที่ใกล้ลงจออย่าง ‘ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ ’ ภาพยนตร์จากผู้กำกับคนสนิทอย่างนวพลแล้ว เขายังขึ้นแท่นเป็น series editor ในออริจินอลซีรีส์เรื่องแรกของไทยใน netflix อย่างเคว้ง ด้วย แม้จะอยากพูดคุยกับเขาถึงเส้นทางการตัดต่อที่เติบโตขึ้นมากแค่ไหน แต่เห็นตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขาเราก็ต้องขอยอมแพ้ แล้วแอบไปนัดแนะกับ Extermal HDD คู่กายของเขาดีกว่า  ไม่แน่สิ่งที่ External HDD เล่าวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่อาร์มเองก็ไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อนเหมือนกัน แนะนำตัวและเล่าให้เราฟังหน่อยว่าคุณและชลสิทธิ์มาเจอและร่วมงานกันได้อย่างไร ผมและชลสิทธิ์เพิ่งมาร่วมงานกันได้ไม่นานเองครับ เอาจริงๆ แล้วผมก็ยังไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเรื่องที่ผมเล่าวันนี้คุณจะได้อะไรกลับไปหรือเปล่า (หัวเราะสุภาพ) ถ้าให้พูดตรงๆ คือผมมารับช่วงทำงานต่อจากลูกพี่ครับ เขาเป็น External [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-tool-interview-chonlasit/">ล้วงความลับจาก External HDD ของ &#8216;ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต&#8217; นักตัดต่อในตำนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;"><strong>อาร์ม–ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต</strong> คือมือตัดต่อรุ่นใหม่ที่ฝากผลงานลำดับภาพยนตร์ไว้หลายเรื่อง หลังภาพยนตร์เรื่อง <em>Mary Is Happy, Mary Is Happy</em> ของเต๋อ<strong>–</strong>นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ส่งให้เขาแจ้งเกิดในฐานะลำดับภาพยอดเยี่ยม รางวัลสุพรรณหงส์ ฝีมือของเขาก็พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ</em>,<em> แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว</em>, <em>พรจากฟ้า</em>, <em>ฉลาดเกมส์โกง</em> และ <em>Homestay</em> </span><span style="font-weight: 400;">คือรายชื่อภาพยนตร์ที่นักตัดต่อมือรางวัลคนนี้เข้าไปมีส่วนร่วม และแน่นอนว่าเขาคว้ารางวัลสุพรรณหงส์สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยมกลับมาได้อีกถึง 3 ครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปีนี้นอกจากจะมีผลงานที่ใกล้ลงจออย่าง ‘<em>ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ </em>’ ภาพยนตร์จากผู้กำกับคนสนิทอย่างนวพลแล้ว เขายังขึ้นแท่นเป็น series editor ในออริจินอลซีรีส์เรื่องแรกของไทยใน netflix อย่าง<em>เคว้ง </em>ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะอยากพูดคุยกับเขาถึงเส้นทางการตัดต่อที่เติบโตขึ้นมากแค่ไหน แต่เห็นตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขาเราก็ต้องขอยอมแพ้ แล้วแอบไปนัดแนะกับ Extermal HDD คู่กายของเขาดีกว่า </span></p>
<p>ไม่แน่สิ่งที่ External HDD เล่าวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่อาร์มเองก็ไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อนเหมือนกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82555 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06598.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06598.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06598-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06598-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แนะนำตัวและเล่าให้เราฟังหน่อยว่าคุณและชลสิทธิ์มาเจอและร่วมงานกันได้อย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมและชลสิทธิ์เพิ่งมาร่วมงานกันได้ไม่นานเองครับ เอาจริงๆ แล้วผมก็ยังไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเรื่องที่ผมเล่าวันนี้คุณจะได้อะไรกลับไปหรือเปล่า (หัวเราะสุภาพ) ถ้าให้พูดตรงๆ คือผมมารับช่วงทำงานต่อจากลูกพี่ครับ เขาเป็น External HDD คู่ใจของชลสิทธิ์เลย ทำงานกับชลสิทธิ์มานานตั้งแต่สมัยเรียน หนังเรื่องไหนที่ว่าดังหรือสร้างชื่อให้ชลสิทธิ์เขาก็ช่วยมาหมด แต่เสียดายครับ ตอนทำหนังเรื่อง <em>Homestay</em> อาการแกไม่ค่อยจะดี เจ็บออดๆ แอดๆ อยู่ตลอด สุดท้ายแกเลยเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่น่ะครับ แต่ถึงผลวินิจฉัยจะบอกว่าแกเสียชีวิตแล้ว ชลสิทธิ์ก็ยังไม่ยอมแพ้นะครับ ส่งลูกพี่ไปรักษาตัวที่อเมริกาตั้งสองครั้งสองครา หวังกู้ชีวิตและข้อมูลของลูกพี่ได้ แต่สุดท้ายก็หมดหวังครับ เขาเลยตัดใจรับผมมาทำงานตั้งแต่ตอนนั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ดูเหมือน External HDD อย่างพวกคุณสำคัญกับชลสิทธิ์มาก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครับ ผมคิดว่าเขาน่าจะเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเราสำคัญก็ตอนเสียลูกพี่ไปแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82556 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06606.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06606.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06606-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06606-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ถ้าอย่างนั้นลองโอ้อวดหน่อยได้ไหมว่าคุณจำเป็นกับเขาแค่ไหน และคุณช่วยเหลือเขาอย่างไรบ้างในการทำงานแต่ละครั้ง</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โห ผมไม่กล้าโอ้อวดหรอกครับ แต่เท่าที่ร่วมงานกันมาผมคิดว่าถ้าขาดผมไปชลสิทธิ์ก็คงแย่เหมือนกันนะ (หัวเราะ) คือเขาเป็นนักตัดต่อที่จริงจังและสนใจเรื่อง visual &amp; sound เวลาดูหนังเขาก็จะชอบสังเกตเสียงต่างๆ ในเรื่อง</span><span style="font-weight: 400;">ว่าใช้เสียงแบบไหน แอมเบียนต์เป็นยังไง ใช้เพลงอะไร อย่างหนังของ เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับที่เขาพูดถึงอยู่บ่อยๆ มีวิธีการทำหนังแบบคิดเรื่องเสียงเยอะ เขาชอบหนังแบบนั้น เวลาทำงานของตัวเองก็เลยชอบให้คัตติ้งกับซาวนด์มันเข้ากัน ทีนี้มันเลยส่งผลให้เขาชอบโหลดพวกสกอร์ โหลดเสียงซาวนด์เอฟเฟกต์มาฝากให้ผมดูแลอยู่บ่อยๆ เวลาทำงานเขาก็จะเสิร์ชหาเสียงจากผมไปใช้ เรียกได้ว่าเราตัวติดกันเลยครับ อยู่ข้างกันตลอด ถ้าวันไหนเขาลืมเอาผมไป งานตัดต่อก็ไม่มีเสียง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปตอนที่ลูกพี่เสียนี่ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลย เพราะในตัวลูกพี่นี่เต็มไปด้วยไฟล์เสียงคร่ำครึ ไฟล์เสียงหากินของชลสิทธิ์ทั้งนั้น เขาใช้จนชำนาญ จนเวลาใช้แต่ละครั้งแทบจะเป็นออโต้โหมดไปแล้ว ใช้บ่อยจนพี่ๆ ในวงการภาพยนตร์แซวเลยครับว่าเดี๋ยวต้องมีเสียงที่ใช้ประจำมาแน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอลูกพี่จากไป เหมือนเขาก็ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วย ช่วงแรกๆ ผมได้ยินเขาบ่นกับตัวเองบ่อยๆ เลยว่า &#8220;ไม่เป็นไร นี่คือการรีเซตตัวเอง&#8221; (หัวเราะ) แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยวางเสียงพวกนั้นได้แหละครับ ซีรีส์เรื่อง <em>เคว้ง</em> เลยถือเป็นจุดรีเซตของเขา และเป็นเรื่องที่เดบิวต์ผมด้วยครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตายของลูกพี่ทำให้เขาเลิกวางเสียงแบบออโต้มากขึ้น คิดมากขึ้นว่าจะเอาเสียงอะไรมาผสมกันได้บ้างเพื่อแอมเบียนต์ที่ดี รวมทั้งยังพยายามหาเสียงใหม่ๆ มาทดแทนเสียงเก่าที่จากไปพร้อมลูกพี่มากขึ้นด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82551 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06566.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06566.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06566-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06566-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ล่าสุดเขาได้เป็น series editor ในซีรีส์เรื่อง <em>เคว้ง </em>ด้วยนี่นา การทำงานในตำแหน่งนั้นเขาต้องทำอะไรบ้าง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็น series editor มันเหมือนการกำกับคัตติ้งครับ คือมีหน้าที่ดูเรื่องการตัดต่อว่า episode editor ทำมากลมกล่อมหรือยัง ถ้าตัดต่อแบบนี้ ใช้เสียงหรือสกอร์นี้แล้วจะเวิร์กจริงๆ ใช่ไหม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วคุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเพื่อนร่วมงานของคุณได้รับตำแหน่งนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมมองว่าเจ๋งอยู่นะครับ มันท้าทายอยู่เหมือนกันเพราะเขาก็ไม่เคยทำซีรีส์มาก่อนเลย เคว้งทำให้เขาค้นพบว่าการทำซีรีส์ยากมาก เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการตัดต่อเยอะมากด้วย เพราะซีรีส์มันทั้งกว้างด้วยนานด้วย มันเหมือนทำหนังยาว 5-6 ชั่วโมงเลย และการเป็น series editor ก็บังคับให้เขาต้องนั่งดูภาพรวมการตัดต่อ ดูดีเทลว่าอันไหนควรเล่าไม่ควรเล่า ตรงไหนสามารถตัดออกไปได้ หรือตรงไหนจะทำให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น การดูภาพรวมแบบนี้มันก็ช่วยเขาในการทำงานครั้งต่อๆ ไปอยู่เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชลสิทธิ์เคยบอกว่าการเรียนรู้ว่าจุดไหนคือจุดที่พอดีในการตัดต่อ บางทีมันยากกว่าการใช้โปรแกรมเยอะเลย และถึงจะเรียนรู้ยังไงพอไปตัดต่ออีกงานหนึ่งมันก็จะไม่เหมือนกัน ทำ <em>เคว้ง</em> เสร็จมาทำ <em>ฮาวทูทิ้ง</em> มันก็คนละแบบเลย บางวิธีใช้ด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องคิดหาวิธีใหม่ในการตัดต่ออยู่ดีครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คือในทางทฤษฎีมันจะคล้ายๆ กัน ไม่ค่อยต่างกันหรอก สมมติตัดซีนคุยกันมันก็ออกมาประมาณนี้แหละ ก็ตัดให้มันสมูทที่สุด แต่หนังมันจะมีวิธีของมันครับ เช่น <em>ฉลาดเกมส์โกง</em> กับ <em>Homestay</em> ก็คนละอย่าง ถึงจะมีซีนทริลเลอร์เหมือนกัน แต่ตัดออกมาแล้วก็ไม่เหมือนกัน อย่างพี่โอ๋ (ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ–ผู้กำกับ <em>Homestay</em>) เขาเน้นกล้อง เน้นเฟรมการเลื่อนกล้อง แต่พี่บาส (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ–ผู้กำกับ <em>ฉลาดเกมส์โกง</em>) เขาเน้นคัตติ้ง คิดเป็นจังหวะ มันไม่เหมือนกัน อย่าง<em>มะลิลา</em></span><span style="font-weight: 400;"><strong> </strong>มีซีนที่พระเดิน เขาก็คิดว่าไอเหี้ย จะตัดยังไงดีให้มันสนุก เลยลองทำแบบให้พระเดินๆ อยู่แล้วตัดฟึ่บให้เข้าไปเป็นช็อตพระยืนเลย มันก็ตกใจดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังเรื่องหนึ่งมันจะมีจังหวะเสียง จังหวะภาพ มีอะไรบางอย่างที่เป็นของมันอยู่ เราควรค้นพบอะไรที่เป็นของหนังเรื่องนั้นให้ได้ (ยิ้ม) </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82554 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06591.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06591.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06591-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06591-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ชลสิทธิ์มีวิธีการค้นพบทางของหนังแต่ละเรื่องอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีเทคนิคหรอกครับ เขาแค่อินกับมัน ช่วงที่ตัดต่อหนัง ไม่ว่าเขาคิดถึงอะไรอยู่มันก็จะเกี่ยวโยงกับหนังหมดเลย ฟังเพลง ฟังสกอร์ก็จะเฮ้ย อันนี้น่าเอาไปใช้ได้ เพลงนี้ดีเอาไปผสมในหนังได้ไหม เป็นเรื่อง into the work ด้วยแหละครับ จมและกระโดดไปกับงาน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทั้งๆ ที่จำนวนฟุตเทจก็มหาศาล เขารู้ได้อย่างไรว่าควรตัดไปในแนวทางไหน </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำครับ ถ้าชลสิทธิ์ไม่ตัดเองก็จะให้ episode editor มาตัดก่อนแล้วเขาจะดูว่าแบบไหนเวิร์กกว่ากัน เอาจริงก็พูดยากนะ มันเหมือนว่าทำๆ ไปก็รู้เองมากกว่า จะเข้าใจวิธีการไปเอง งานแต่ละชิ้นจะมีทางของมัน ทำๆ ไปจะเข้าใจว่า อ๋อ ต้องเป็นแบบนี้ ต้องใช้วิธีนี้ อย่าง<em> เคว้ง</em> ก็จะตัดออกมาให้คล้ายๆ ว่าจะรู้เรื่องแต่ก็ไม่รู้เรื่อง มันต้องไม่คอมพลีตในสักซีน ต้องมีความ mysterious บางอย่างแฝงอยู่ อาจเพราะมันเป็นวิธีเล่าเรื่องแบบซีรีส์ด้วย เขาต้องตัดให้คนอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ลุ้นว่าตัวละครจะพูดอะไร ซึ่งมันแตกต่างกับหนังที่จะคอมพลีตไปทีละซีน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82550 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06565.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06565.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06565-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06565-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ว่าแต่เขารู้สึกเคว้งคว้างตอนตัดบ้างหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(หัวเราะ) เคว้งแค่วันแรกๆ เพราะไม่มีอะไรให้ทำครับ เราสองคนดันไปเริ่มงานในวันที่เขาถ่ายกันอยู่พอดี ฟุตเทจยังไม่มาเลยไปนั่งว่างๆ กัน แต่หลังๆ แม่งไม่มีเวลาให้คิดอะไรเลยเว้ยครับ ทำงานกันไม่ได้หยุดเลย แรกๆ เขาวางแผนไว้ว่าเข้าไปทำงานตอนบ่ายแล้วเลิกสามทุ่ม หลังๆ คือเข้าบ่ายแล้วเลิกตีห้า เพราะมีเรื่องให้ทำเยอะมาก แป๊บเดียวก็อ้าว จบวันแล้ว แต่งานยังไม่เสร็จเลย ไม่มีเวลามาเคว้งแล้วครับ ตอนนั้นคิดแค่ต้องทำให้เสร็จ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทั้งๆ ที่งานก็เดือดขนาดนี้ ลองคิดแทนหน่อยได้ไหมว่าเพราะอะไรเพื่อนร่วมงานของคุณถึงรักการตัดต่อขนาดนี้ อะไรคือความสนุกของมัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมว่าคงเป็นเพราะการตัดต่อมันเหมือนเราสร้างหนังขึ้นใหม่ได้เรื่องหนึ่งเลยครับ เรายังไม่รู้ว่าหนังจะออกมาเป็นแบบไหนจนกระทั่งตัดเสร็จ ผมว่าความสนุกอยู่ตรงนั้น เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพอนำสิ่งต่างๆ มาประกอบกันแล้วมันจะออกมาเป็นอย่างนี้ๆ ได้ สนุกตรงเวลาทำให้หนังมันเวิร์กได้นี่แหละ การได้คิดเทคนิคดีเทลในเรื่อง ตรงนี้ต้องมีเพลง ตรงนี้ต้องเงียบ ตรงนี้ต้องตัดทิ้งไปเลย พอพิชิตได้มันก็สนุก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันเป็นทั้งงานที่แก้ไขปัญหา และก็เป็นทั้งงานครีเอทีฟด้วย ทีมอาจคิดมาว่าซีนนี้ต้องเป็นอย่างนี้ แต่ถ่ายมาแล้วผู้กำกับอาจจะบอกว่ามันไม่ได้อย่างที่คิดว่ะ เขาก็ต้องแก้ให้มันได้ ถ้าแก้ได้มันก็สนุก หรือทีมอาจถ่ายมาดีแล้ว และเขาทำให้มันเวิร์กขึ้นได้อีก มันก็สนุกเหมือนกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วเขาเคยคิดอยากเบนสายไปทำอย่างอื่นในสายงานภาพยนตร์แบบจริงๆ จังๆ บ้างหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ถึงกับเบนสายหรอกครับ แต่ผมว่าเขาก็น่าจะอยากลองเขียน อยากทำหนังของตัวเองอยู่เหมือนกัน เห็นพูดมาหลายปีแล้วน่ะครับ แต่คงติดปัญหาที่ว่าพอคิดเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วมันยังไม่ค่อยคลิก และอาจจะเพราะเขายุ่งอยู่ด้วยครับ (หัวเราะ) </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>หรือเพราะเขามองว่าจะทำหนังทั้งทีก็ต้องทำชิ้นมาสเตอร์พีซออกมาเลย </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่น่าจะคิดแบบนั้นนะครับ (ยิ้ม) ความคิดนั้นเขาคิดแค่ตอนครั้งแรกที่ได้ทำหนังเลยครับ ตั้งแต่สมัยเรียน อันนี้แค่เหมือนคิดแล้วยังไม่เสร็จ เหมือนเล่าให้ตัวเองฟังแล้วตัวเองยังไม่ชอบเลย ทำออกมาแล้วใครจะชอบ คงต้องรอจนกว่าเขาจะเจอสิ่งที่คิดแล้วชอบก่อน  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82552 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06572.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06572.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06572-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06572-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>มีเรื่องหนึ่งที่เราสงสัยมานาน เขาทำหนังมาตั้งหลายเรื่อง แถมยังเปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ ด้วย คุณรู้หรือเปล่าว่าการรับงานแต่ละชิ้น ชลสิทธิ์คิดและตัดสินใจจากอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาจะถามก่อนว่าใครกำกับ คือไม่ได้ซีเรียสอะไรนะครับ แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็จะรับง่ายขึ้น เพราะก็สนิทกัน ทำงานด้วยกันได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เขาจะดูที่เนื้อหา ขอให้เล่าเรื่องให้ฟังว่าหนังเกี่ยวกับอะไร ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะเขาเคยรับโดยที่ไม่คิดอะไรแล้วเจอคนที่ไม่ค่อยคลิก เวลาทำงานด้วยมันก็ทรมานใจทั้งเขาและเรา เพราะเราไม่เข้ากัน แต่ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้น้อยนะครับ เขาน่าจะเข้ากับคนง่ายด้วยมั้ง </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เอกลักษณ์ในการตัดต่อของชลสิทธิ์คืออะไร เขา</b><b>ถนัดแนวไหนมากกว่ากัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่รู้เลย คิดว่าไม่มี (หัวเราะเสียงดัง) มันแล้วแต่ช่วงด้วยครับ อย่างช่วงนี้เขาตัดแนวทริลเลอร์ ดาร์กๆ ดราม่า ติดกันหลายเรื่องมาก ทั้ง <em>ฉลาดเกมส์โกง, Homestay, เคว้ง</em> แต่จริงๆ เขาก็ทำได้หมดนะ ทำให้ได้หลายๆ แบบมันก็ดีกว่า อย่างโฆษณา KBank ที่ทำกับพี่เต๋อก็เป็นแนวตลก และอีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะโปรดิวเซอร์อย่างพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์), พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) คงเห็นว่าเขาทำแนวจริงจังแล้วเวิร์กกว่าก็เป็นไปได้ครับ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วในกระบวนการทำงานในแต่ละครั้งชลสิทธิ์เริ่มต้นยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็ให้ผู้กำกับเล่าเนื้อเรื่องให้ฟังนี่แหละครับ ไม่ได้เลือกงานนะครับ แต่แค่อยากรู้ จะได้เตรียมตัวว่าต้องทำอะไรบ้าง และการถามว่าใครเป็นผู้กำกับส่วนหนึ่งก็เพราะจะได้รู้ด้วยว่าเขาจะต้องทำงานกับใคร จะได้หาข้อมูลว่าเขาเคยทำหนังแนวไหน ทำเรื่องอะไรมาบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ารับงานมาแล้วก็พยายามหาเวลามานั่งคุยกันกับผู้กำกับถึงหนังเรื่องนั้น ว่าอยากได้มู้ดแบบไหน คิดหรือต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า อย่างพี่บาสเขามีมู้ดที่เขาอยากได้เลย จะส่งเพลงมาให้ฟัง คิดว่าฉากนี้น่าจะเป็นแบบนี้ แต่อย่างพี่โอ๋เขาก็จะไม่ได้คิดมู้ดไว้มากเท่าไหร่ เขาทำหนังจากคอนเทนต์มากกว่า ก็จะเล่าให้ฟังว่าฉากนี้คิดมายังไง ทำไมถึงเป็นอันนี้ อย่างตอนทำ <em>ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง</em> หนังเกี่ยวกับสืบ นาคะเสถียร เขาก็มีแฟ้มมาเปิดให้ชลสิทธิ์ดูเลยครับ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งทั้งสองแบบก็เหมือนกันตรงที่ยังไงชลสิทธิ์เขาก็ยังเสนอไอเดียของตัวเองได้เสมอนะครับ ผู้กำกับส่วนใหญ่เขาก็โอเพ่นแหละ ไม่ได้ล็อกไว้ หรือเคร่งว่าต้องตัดต่อให้ออกมาแบบไหนมากขนาดนั้น ถ้าอันไหนทำแล้วมันดีกว่าเขาก็เอา แต่ก็ต้องลองให้ดูก่อน หลังๆ ชลสิทธิ์เลยไม่ค่อยพูดแล้ว ทำให้เห็นเลยดีกว่า (หัวเราะ)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82548 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06558.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06558.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06558-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06558-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วการเป็นนักตัดต่อมือรางวัลทำให้เพื่อนร่วมงานของคุณกดดันในการทำงานหนังเรื่องต่อๆ ไปหรือเปล่า เขาข้ามผ่านความกดดันนั้นได้ยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กดดันแค่แรกๆ แหละ หลังๆ ไม่ค่อยกดดันแล้วครับ พอได้รางวัลมาเยอะๆ เขาจะชอบคิดหาวิธีเล่าให้มันออกมาดี ออกมาใหม่ แต่เหมือนมันพยายามเกินไปจนฝืนอะครับ (หัวเราะ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ แล้วไม่มีใครทำดราฟต์แรกแล้วออกมาดีเลยหรอกครับ ไม่มีเลยบนโลกนี้ ดราฟต์แรกเป็นเหมือนหายนะ เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะดีหรือไม่ดี เพราะก็ยังไม่เคยเห็นภาพรวมของหนังมาก่อน แต่เขาก็จะพยายามอยู่อย่างนั้น ขอเวลาเพื่อให้งานออกมาเนี้ยบ</span><span style="font-weight: 400;">ที่สุด ซึ่งที่จริงคือแค่ต้องทำให้เสร็จก่อนอะครับ หลังจากนั้นค่อยมานั่งคิดด้วยกันกับทีมก็ได้ หลังๆ พอรู้แบบนี้เขาก็เริ่มกดดันน้อยลง </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เอาจริงๆ ตอนเริ่มอาชีพนี้เขาเคยคิดไว้หรือเปล่าว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้คิดเลยครับ คือเขารู้นะว่าถนัดตัดต่อ แต่ไม่ได้ตั้งใจเป็นนักตัดต่ออาชีพ มีบริษัทตัดต่อเป็นของตัวเองอะไรแบบนั้น ก็อยากทำหนังแหละครับ คิดแค่ว่าอยากทำหนัง แต่หนังอะไรก็ได้เลยนะ ถ้าไม่ใช่หนังของตัวเองเป็นหนังคนอื่นก็ได้ คือเวลาทำงานเขาจะมีความ involve เยอะ ชอบไปเกี่ยวข้อง ไปนั่งคุยกับพี่ๆ ที่ทำงาน ไปดูทุกขั้นตอน ดูเสียง ดูคนอื่นเขาทำงาน เหมือนเขาอยากทำงานกับคน อยากคิดกับงานเยอะๆ มันสนุกอะครับ เพลิน แต่ไม่ได้คิดนะว่าจะต้องได้รางวัล ต้องไปตัดหนังจีดีเอช เขาไม่ได้คิดเลย การงานที่เข้ามามันเป็นเพราะพอได้ตัดหนึ่งเรื่อง งานก็เข้ามาเรื่อยๆ มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และผมว่าทุกคนที่เขาทำงานด้วยเขาไม่ได้คิดถึงอะไรแบบนี้เลยเหมือนกัน พี่วรรณ พี่เก้ง พี่บาส พี่โอ๋ เขาก็แค่คิดให้หนังมันดีอย่างเดียว ชลสิทธิ์ก็เป็นคนอย่างนั้น เขาลงมือทำด้วยความคิดแค่ว่าอยากให้หนังมันเวิร์ก คิดถึงปัจจุบัน มีอะไรให้ทำก็คิดตรงนั้นไปเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82553 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06586.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06586.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06586-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06586-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ในการตัดต่อ ดูเหมือนว่าเขาต้องเปิดรับและยอมรับฟังความเห็นของคนอื่น ส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิด) ก็รับนะ แรกๆ ก็มีแหละครับ ความคิดว่าจะได้เหรอวะ ฟังคอมเมนต์มา เขาก็แอบคิดว่ามันไม่เวิร์กหรอก แต่พอลองแล้วก็พบว่า เออ มันก็ดีเหมือนกันนี่หว่า ก็ลองทำดูก่อน แต่งานแบบนี้มันก็ไม่ใช่ว่าเขาจะมาแก้งานหรือออกความเห็นใส่ชลสิทธิ์ได้แค่ฝ่ายเดียวนะครับ ชลสิทธิ์ก็ออกความคิดได้เหมือนกัน มันเหมือนมาคุยกัน ช่วยกันทำให้ออกมาดีที่สุดมากกว่า มันเป็นงานหลายๆ คน เป็นงานกลุ่มอะครับ ถ้าชลสิทธิ์ทำคนเดียวก็ไม่เวิร์กทั้งหมดหรอก มันยากมากที่จะทำคนเดียวแล้วเวิร์กทั้งหมด เพราะคนหนึ่งคนมันก็เห็นบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน บางทีผู้กำกับก็ไม่เห็นอันนี้ แต่ชลสิทธิ์เห็น มันคือการช่วยกันอย่างที่บอกแหละครับ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>จากการเฝ้ามองชลสิทธิ์ในเส้นทางการตัดต่อ คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปมากแค่ไหนในการทำหนังแต่ละครั้ง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่บอกว่าผมเพิ่งมาทำงานกับเขาได้ไม่นาน แต่จากที่ทำเรื่อง<em> เคว้ง</em> ด้วยกันก็พอสังเกตได้ว่าเขาโตขึ้นนะครับ (น้ำเสียงภูมิใจ) กระบวนการระหว่างทำงานทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เยอะเลย อาจเพราะรูปแบบการทำงานมันใหญ่ขึ้นมากด้วย เขาเป็นคนดูทีม editor มีพี่จิม (โสภณ ศักดาพิศิษฏ์) มาดูแลเขาอีกที มีโปรดิวเซอร์ฝั่งไทย โปรดิวเซอร์ฝั่งครีเอเตอร์ โปรดิวเซอร์ฝั่ง netflix มันมีแฟกเตอร์จากหลายฝั่งจนบางเรื่องมันก็นอกเหนือจากสิ่งที่เขาคิดไปมาก เขาอาจคิดถึงแค่ซีรีส์ แต่บางคนคิดไปมากกว่านั้น เช่น มีบาง element ที่ต้องตัดออกเพราะมันเซนซิทีฟกับคนบางกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในไทย ตอนนั้นเขาก็คิดว่า ‘เหรอวะ’ แต่สุดท้ายก็คิดว่าอาจจะจริงก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังๆ ตอนทำงานมันเลยเป็นแนวดูๆ กันก่อนก็ได้ ไม่แน่ใจแต่ก็ลองดูก่อน ถ้าลองแล้วไม่เวิร์กจริงๆ ก็ค่อยเอาออก ลองดู ทำให้รู้เลยดีกว่า เพราะถ้ามันไม่เวิร์กเราและเขาก็จะเห็นไปด้วยกัน กลัวเสียดายด้วย เพราะทางที่ไม่ได้ลองมันอาจจะเวิร์กก็ได้ เพราะงั้นก็ลองไปเหอะ ทำแค่สิบนาที แต่อาจจะดีไปสิบปี ก็ลองดูก่อน อย่างแรกๆ เขาไม่ค่อยกล้าลอง เพราะกลัวเสียของเก่าที่ทำไป แต่ตอนนี้เขากลับคิดว่าเออ ลองดูดีกว่าว่ะ สุดท้ายแล้วแบบไหนเราก็ทำเหมือนกัน มันคือสิ่งที่เราทำอยู่ดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เขารู้สึกยังไงที่บางทีการเป็นนักตัดต่อก็ไม่ได้รับการจดจำขนาดนั้น เป็นคนเบื้องหลัง เพราะถ้าหนังสนุกส่วนมากคนดูก็จะชมฝ่ายอื่น ไม่ได้คิดถึงนักตัดต่อ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็ภูมิใจอยู่ดีนะครับ ยังไงมันก็เป็นงานเรา เราเป็นส่วนหนึ่งในงานนั้น ผมว่าทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมดเวลาหนังมันออกมา ตากล้องก็ภูมิใจ เพราะภาพเขาอยู่ในหนังทั้งเรื่อง ชลสิทธิ์ก็เป็นเหมือนกัน เขาก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังแต่ละเรื่อง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82549 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06563.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06563.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06563-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/DSC06563-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ทุกวันนี้เขามีเป้าหมายอย่างไรในชีวิตและเส้นทางนักตัดต่อนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีงานอินเตอร์เข้ามาเรื่อยๆ นะ แต่ถ้าอนาคตมีมาอีกเขาก็ไปทำได้ เขาไม่ได้ปิดตัวเองครับ ถ้ามีให้ทำก็ดี ถ้าไม่มีให้ทำก็ไม่เป็นไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ทำงานในไทยมันเซฟกว่าในแง่ที่คุยกันรู้เรื่อง วัฒนธรรมเหมือนกัน คุยเรื่องเดียวกัน และก็สนิทกัน ยังไงมันก็แฮปปี้อยู่แล้ว อย่างตอนทำ <em>เคว้ง</em> นี่ชลสิทธิ์ก็มีความเสียวๆ นิดหนึ่งนะ เพราะมันไม่ใช่เซฟโซนของเขาน่ะ มันเป็นการทำงานที่ใหม่หมดเลย ไม่รู้เลยว่าอะไรคืออะไร ต้องมานั่งเป็น series editor คืออะไรวะ นั่งโซฟาดูคัตติ้งคนอื่นคืออะไร ไม่เคยทำ ก็เหมือนไปทำให้รู้ เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว (หัวเราะ) มันก็สนุกดี พอทำ <em>เคว้ง</em> เสร็จเขาก็พูดว่า &#8220;เออ กูทำอะไรก็ได้แล้วล่ะ&#8221; มันเป็นแบบนั้นแหละครับ เดี๋ยวมันก็มีทางไปของมันเอง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-tool-interview-chonlasit/">ล้วงความลับจาก External HDD ของ &#8216;ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต&#8217; นักตัดต่อในตำนาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เต้นลืมตายแบบ 10 ชั่วโมงเต็มในคอนเสิร์ต 100 เพลงฮิตของ JOOX</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thtop100-foodpandaxjoox/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Nov 2019 09:30:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[concert]]></category>
		<category><![CDATA[#JOOXXFOODPANDA]]></category>
		<category><![CDATA[foodpanda presents THAILAND TOP 100 By JOOX]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=79336</guid>

					<description><![CDATA[<p>“มีบัตรคอนเสิร์ต JOOX นะ ใครอยากไปบ้าง”    ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน ขณะที่ฉันกำลังนั่งทำงานต่อสู้กับเดดไลน์ในสภาพที่เหมือนกำลังต่อสู้กับบอสแต่เลือดใกล้หมดหลอด แต่เพียงแค่ได้ยินว่ามีงานให้ไปดูคอนเสิร์ตหูก็ผึ่ง ตาก็วาววับขึ้นมาทันใด และแน่นอนว่าร่างกายของฉันก็ตอบรับเสียงนั้นด้วยการยกมือสุดแขนขอเข้าร่วมเป็นผู้ท้าชิงเข้าแย่งบัตรคอนเสิร์ตโดยอัตโนมัติ ที่ต้องแย่งชิงสุดตัวขนาดนั้นก็เพราะคอนเสิร์ตที่ว่านี้เขารวม 30 ศิลปินสุดฮอตในช่วงเวลานี้มาไว้ในงานเดียว ขนเพลงฮิตมาเล่นให้ฟังกว่า 100 บทเพลง เอาให้เต็มอิ่มไปเลยกว่า 10 ชั่วโมงเต็ม นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมสุดพิเศษอย่างการประกาศท็อปชาร์ตเพลงที่ถูกเล่นมากที่สุดใน JOOX ตลอดปี 2019 ด้วยน่ะสิ แค่ฟังก็ตื่นเต้นแล้วเนี่ย เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันพร้อมแล้วสำหรับการทำหน้าที่รายงานความสนุกภายในงานกลับมาฝากทุกคน ปะ เข้าไปในงานพร้อมกันเลย ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองก็มาเร็วไม่น้อย แต่เมื่อมาถึงลาน OASIS ARENA สถานที่จัดงานคอนเสิร์ต foodpanda presents THAILAND TOP 100 by JOOX ฉันกลับพบว่าตัวเองไม่ใช่คนที่มาเร็วขนาดนั้น เพราะทั้งบูทเกม PUBG บูทสำหรับถ่ายรูป บูทดูดวงที่อิมพอร์ตหมอดูมาจากประเทศสิงคโปร์ และบูทร้านอาหารหลากหลายที่ foodpanda จัดหามาให้ ล้วนแต่มีคนรออยู่เพียบ ไม่เป็นไร ถึงบูทเหล่านั้นจะคนเยอะแต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้ขอบึ่งหน้าเข้างานแบบไม่แวะที่ไหนทั้งสิ้น เพราะฉันมีภารกิจ (ที่แอบมอบให้ตัวเอง) ว่าดีร้ายยังไงวันนี้ฉันต้องจับจองพื้นที่หน้าเวทีให้ได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thtop100-foodpandaxjoox/">เต้นลืมตายแบบ 10 ชั่วโมงเต็มในคอนเสิร์ต 100 เพลงฮิตของ JOOX</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“มีบัตรคอนเสิร์ต JOOX นะ ใครอยากไปบ้าง”   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน ขณะที่ฉันกำลังนั่งทำงานต่อสู้กับเดดไลน์ในสภาพที่เหมือนกำลังต่อสู้กับบอสแต่เลือดใกล้หมดหลอด แต่เพียงแค่ได้ยินว่ามีงานให้ไปดูคอนเสิร์ตหูก็ผึ่ง ตาก็วาววับขึ้นมาทันใด และแน่นอนว่าร่างกายของฉันก็ตอบรับเสียงนั้นด้วยการยกมือสุดแขนขอเข้าร่วมเป็นผู้ท้าชิงเข้าแย่งบัตรคอนเสิร์ตโดยอัตโนมัติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ต้องแย่งชิงสุดตัวขนาดนั้นก็เพราะคอนเสิร์ตที่ว่านี้เขารวม 30 ศิลปินสุดฮอตในช่วงเวลานี้มาไว้ในงานเดียว ขนเพลงฮิตมาเล่นให้ฟังกว่า 100 บทเพลง เอาให้เต็มอิ่มไปเลยกว่า 10 ชั่วโมงเต็ม นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมสุดพิเศษอย่างการประกาศท็อปชาร์ตเพลงที่ถูกเล่นมากที่สุดใน JOOX ตลอดปี 2019 ด้วยน่ะสิ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่ฟังก็ตื่นเต้นแล้วเนี่ย เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันพร้อมแล้วสำหรับการทำหน้าที่รายงานความสนุกภายในงานกลับมาฝากทุกคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปะ เข้าไปในงานพร้อมกันเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79397" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-7.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-7.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-7-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองก็มาเร็วไม่น้อย แต่เมื่อมาถึงลาน OASIS ARENA สถานที่จัดงานคอนเสิร์ต <strong>foodpanda presents THAILAND TOP 100 by JOOX</strong> ฉันกลับพบว่าตัวเองไม่ใช่คนที่มาเร็วขนาดนั้น เพราะทั้งบูทเกม PUBG บูทสำหรับถ่ายรูป บูทดูดวงที่อิมพอร์ตหมอดูมาจากประเทศสิงคโปร์ และบูทร้านอาหารหลากหลายที่ foodpanda จัดหามาให้ ล้วนแต่มีคนรออยู่เพียบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79398" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เป็นไร ถึงบูทเหล่านั้นจะคนเยอะแต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้ขอบึ่งหน้าเข้างานแบบไม่แวะที่ไหนทั้งสิ้น เพราะฉันมีภารกิจ (ที่แอบมอบให้ตัวเอง) ว่าดีร้ายยังไงวันนี้ฉันต้องจับจองพื้นที่หน้าเวทีให้ได้ ขอสานฝันตัวเองเป็นนางเอกเรื่อง <em>รักมันใหญ่มาก</em> ยืนโยกๆ เกาะขอบเวทีกันหน่อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79418" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มวอร์มพลัง บิลด์อารมณ์กันด้วยวงแรกอย่าง SOMKIAT ที่แม้อากาศจะร้อนจัด แต่เหล่าแฟนคลับก็ใจสู้ยืนรอฟังเพลงเพราะๆ จากพวกเขาแบบไม่หนีไปไหน ทั้ง <em>ดาวกะพริบ</em> ทั้ง <em>ขอวอน 2</em> ไม่ว่าเพลงไหนขึ้นมาก็ร้องตามได้หมด เรียกว่าจากที่ตอนแรกฉันเองไม่ค่อยได้ฟังเพลงของเขาเท่าไหร่นัก ก็ยังต้องกลับมาหาเพลงฟังอีกครั้ง เพราะติดใจการควบคุมเวที โชว์คอนดักเตอร์สนุกๆ ของนักร้องนำและนักดนตรีทั้งกลองและกีตาร์เอามากๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79378" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79380" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-20.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-20-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แดดเริ่มร่ม ลมเริ่มพัดมา ก็ถึงคิวของเวทีฮิปฮอป บอกเลยว่างานนี้โดนใจสุดๆ เพราะไลน์อัพแน่นมาก เริ่มด้วย F.HERO ที่นอกจากจะขนเพลงฮิตทั้งเก่าและใหม่อย่าง <em>ราตรีสวัสดิ์</em>,<em> YUP</em> และเพลงที่ร่วมทำกับศิลปินเกาหลีสัญชาติไทยอย่างแบมแบม GOT7 ในเพลง <em>Do You</em> (เพลงนี้ขออนุญาตใส่อารมณ์เพิ่มว่าสนุกจริงๆ เหมือนแบมแบมมาเอง) เขายังชวนศิลปินจาก <em>The Rapper </em>อย่างมิวมิว และแรปเปอร์หน้าใหม่อีกหลายคนมาร่วมแจมจนล้นเวที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อส่งต่อเวทีให้ 3 หนุ่ม LAZYLOXY, OG-ANIC และ HIGHHOT ความมันก็เหมือนจะยิ่งปะทุสูงขึ้น ไม่ต้องหาหลักฐานที่ไหนไกล วัดได้ด้วยเสียงกรี๊ดดังสนั่นของคนรอบตัว (สารภาพว่าฉันเองก็ด้วย)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าทั้งสามคนขนเพลงมาเพียบทั้ง <em>Morning</em>, <em>เป็นไรไหม</em>, <em>TMRW</em>, <em>ครั้งสุดท้าย</em> แต่ที่เซอร์ไพรส์ฉันสุดๆ เลยคือเพลงใหม่ (ที่ยังไม่ปล่อย) ของ LAZYLOXY อย่าง <em>EVERYTHING IS REAL</em> ที่ปกติไปเวทีอื่นก็ร้องและแรปคนเดียว แต่งานนี้ดันมีหนุ่ม FIIXD ขึ้นเวทีมาร่วมแจมด้วยจริงๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79383" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-24.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-24.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-24-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79381" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-21.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-21.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-21-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะย้ายไปแนวเพลงอื่น ขอหวีด MEYOU เป็นการส่งท้าย เพราะเขาโชว์พลังเสียงนุ่มละมุนหูสุดๆ ในเพลง <em>ภาวนา</em>, <em>อาจจะ</em> และแทบทำเอาสาวๆ ใจละลายเมื่อเขาเล่นกีตาร์เองด้วยในเพลงอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79384" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-29.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-29.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-29-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอฟ้าเริ่มมืด คนเริ่มเบียด ความเมื่อยล้าก็ทำให้ฉันทิ้งชัยภูมิหน้าเวทีไปหาอะไรกินอยู่หลายหน แต่จะบอกอะไรให้ว่างานนี้เขาล้ำมาก เพราะมีบริการสั่งอาหารในแอพฯ foodpanda แล้วยืนรออยู่ในคอนเสิร์ตได้เลย เดี๋ยวเดียวก็มีพนักงานมาเสิร์ฟอาหาร เดลิเวอรีให้ถึงที่ ดีจริงแม่!</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79386" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-35.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-35.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-35-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเติมพลังก็มาตั้งหน้าตั้งตารอดูโชว์ถัดไป ขอพิมพ์เร็วๆ กรี๊ดรัวๆ บอกให้รู้ว่าเสียอาการมากเพราะ TRINITY หล่อเหมือนเทวดาจำแลงแปลงกายลงมาโปรด ร้อง เล่น เต้น เอนเตอร์เทนแบบสุดใจด้วยเพลงเดบิวต์ <em>Haters Got Nothing</em> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79390" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-45.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-45.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-45-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-45-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงคิวรุ่นใหญ่อย่าง STAMP กันบ้าง บอกเลยว่าสุด ร้องทุกเพลงเหมือนมินิคอนเสิร์ตย่อมๆ ทั้ง <em>ทั้งจำทั้งปรับ</em>, <em>มันคงเป็นความรัก</em>, <em>โอมจงเงย</em> และ <em>ความคิด</em> แถมยังเอาใจคนดูทั้งใกล้และไกลด้วยการวิ่งลงจากเวทีไปหาถึงที่ สารภาพเลยว่าน้ำหูน้ำตาไหล เงยหน้ามองฟ้า พูดกับตัวเองในใจว่าเข้าใจแล้ว พลังของเทศกาลดนตรีเป็นแบบนี้นี่เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และไม่ปล่อยให้ความมันลดระดับ สนุกกันต่อกับ getsunova ที่ทำเอาคนอกหักรักคุดแผลเหวอะหวะกันอีกรอบ เพราะรู้ซึ้งแล้วว่าคนไม่จำเป็นก็ต้องเดินจากไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79394" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-48.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-48.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-48-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-48-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไลน์อัพยังมีอีกเยอะแหละ ทั้ง Cocktail, Klear และ THE TOYS แต่ขอเล่าข้ามไปช่วงไฮไลต์อย่างการประกาศผลรางวัลเพลงท็อป 10 ของปี 2019 เลยดีกว่า </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79401" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-54.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-54.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-54-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-54-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79402" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-56.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-56.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-56-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-56-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มด้วยอันดับ 10 อย่าง <em>Kill This Love</em> ของ BLACKPINK เพลงที่ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ใช่ติ่งเกาหลีก็ยังร้องได้ งานนี้บอกเลยนะว่าถ้าไม่ได้มงจะงงมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันดับ 9 ก็เช่นกัน เพราะนี่คือเพลงที่จุดกระแส T-pop ให้กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง ไม่ว่าคุณจะทีมหมอเป้งหรือหมอฉลาม สารภาพมาสิว่าคุณก็ร้องเพลง <em>รักติดไซเรน</em> ได้เหมือนเรา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใครที่แต่ก่อนเคยร้ายๆๆๆ แต่ตอนนี้เป็นเสือสิ้นลายแล้ว ต้องถูกใจแน่เลย เพราะเพลงนี้ได้อันดับ 8 ล่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันดับ 7 คือเพลง <em>รักมือสอง</em> จาก Bedroom Audio อันดับที่ 6 คือเพลง <em>ให้นานกว่าที่เคย</em> จาก KLEAR และไผ่ พงศธร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79391" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-50.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-50.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-50-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79385" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-33.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-33.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-33-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันดับที่ 5 ตกเป็นของเพลง <em>ซ่อนกลิ่น</em> จาก PALMY ที่วันนี้มาไม่ได้ เลยให้ The Parkinson ขึ้นร้องแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>ลาลาลอย (100%)</em> ของ THE TOYS ได้อันดับ 4 ตีคู่มากับ <em>เจ็บจนพอ</em> ของแว่นใหญ่ ซึ่งรั้งอันดับ 3 และ <em>นอกจากชื่อฉัน </em>ที่ฮิตมากคว้าอันดับ 2 ไปเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79400" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-51.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-51.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-51-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และอันดับ 1 ประจำปี 2019 ตกเป็นของ ของ ของ ของ (ขออนุญาตเติมเอ็กโค่เพิ่มความตื่นเต้น)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">YOUNGOHM อีกครั้ง ด้วยเพลง <em>ธารารัตน์</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79403" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-57.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-57.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-57-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-57-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79410" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-61.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-61.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-61-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/joox100-61-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประกาศผลจบ แต่งานยังไม่จบนะ เพราะงานนี้มี after party จาก PARADOX, Already Dead และ YOUNGOHM ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่พอแล้ว หมดเวลาทำงาน ทางเราขอรายงานแค่นี้ค่ะ ไปทำหน้าที่ติ่งต่อก่อนนะ บายค่า!</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thtop100-foodpandaxjoox/">เต้นลืมตายแบบ 10 ชั่วโมงเต็มในคอนเสิร์ต 100 เพลงฮิตของ JOOX</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วาระสุดท้ายในตำแหน่ง ผอ.หอศิลป์ และชีวิตหลังตกงานของ ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/prawit-bacc/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2019 07:53:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[#saveYOURbacc]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปกรุงเทพฯ]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ผอ.หอศิลป์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์]]></category>
		<category><![CDATA[วาระสุดท้าย]]></category>
		<category><![CDATA[BACC]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลป์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูป้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=73419</guid>

					<description><![CDATA[<p>เช้าตรู่วันที่ 24 กันยายน หลายคนคงเห็นข่าวผ่านสื่อในโลกโซเชียลว่า ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) ไม่ผ่านการประเมินผล หรือที่ในสื่อใช้คำที่กระชับ เข้าใจง่ายว่า &#8216;ถูกไล่ออก&#8217; ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ชายผู้กำลังจะเป็นอดีตผู้อำนวยการส่งข้อความมาหาผมตอนเช้าก่อนจะนัดพบกันในช่วงเย็นเพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ล่าสุดในชีวิตเขา “23 วันที่ผ่านมาเป็น 23 วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม” ผศ.ปวิตรบอกผมในร้านกาแฟที่เรานัดพบเจอ 23 วันที่เขาว่า เขาเริ่มนับจากวันแรกที่รู้ว่าตัวเองจะไม่ได้ทำงานที่นี่ต่อโดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง “มันเหมือนกับเวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรอย่างหนึ่ง คุณมองเห็นทางข้างหน้า 4 ปีคุณอยากให้มันเป็นแบบนี้ 8 ปีคุณอยากให้มันเป็นแบบนี้ แล้วอยู่ดีๆ คุณทำได้แค่ปีครึ่งเขาก็บอกว่า คุณไม่ต้องทำแล้ว” นับจากวันที่ตัดสินใจทิ้งการงานอันมั่นคงที่ปักหลักมา 25 ปี อย่างหัวหน้าภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเริ่มงานใหม่ที่หอศิลป์ ชื่อของ ผศ.ปวิตรก็ปรากฏผ่านหน้าสื่อบ่อยครั้งในฐานะผู้ที่คอยเปิดเผยสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของหอศิลป์ที่ใครหลายคนเป็นห่วง อย่างที่รู้กันตั้งแต่ปีที่แล้วว่าแหล่งศิลปวัฒนธรรมใจกลางเมืองแห่งนี้กำลังเจอวิกฤตครั้งสำคัญ เมื่อ กทม.หยุดให้เงินสนับสนุน ซึ่งคล้ายเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงหอศิลป์แห่งนี้ ส่วนค่าน้ำค่าไฟที่ทาง กทม.เคยบอกว่าจะออกให้ก่อนก็ถูกทวงย้อนหลัง ยังไม่นับข่าวก่อนหน้าที่ว่า กทม.ขอทวงคืนพื้นที่ไปบริหารเอง ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของสถานที่นี้ไปเป็นอย่างอื่น แม้จะเผชิญกับปัญหา แต่ที่ผ่านมาเขาและทีมงานทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน ตัวเลขผู้มาเยือนหอศิลป์ปีนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นสถิติใหม่สวนทางกับงบประมาณที่ลดลง หลายสิ่งหลายอย่างกำลังดำเนินไปอย่างน่าพอใจจนกระทั่งเขารับทราบว่าตัวเองไม่ผ่านการประเมินและต้องเป็นฝ่ายเดินออกไป หลังบทสนทนาผมพบว่าสิ่งที่น่าสนใจนอกจากเหตุผลของการสิ้นสุดตำแหน่ง คือมุมมองที่เขามีต่อสิ่งที่ทำและทิศทางของพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมในบ้านเรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/prawit-bacc/">วาระสุดท้ายในตำแหน่ง ผอ.หอศิลป์ และชีวิตหลังตกงานของ ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เช้าตรู่วันที่ 24 กันยายน หลายคนคงเห็นข่าวผ่านสื่อในโลกโซเชียลว่า ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) ไม่ผ่านการประเมินผล หรือที่ในสื่อใช้คำที่กระชับ เข้าใจง่ายว่า &#8216;ถูกไล่ออก&#8217;</p>
<p>ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ชายผู้กำลังจะเป็นอดีตผู้อำนวยการส่งข้อความมาหาผมตอนเช้าก่อนจะนัดพบกันในช่วงเย็นเพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ล่าสุดในชีวิตเขา</p>
<p>“23 วันที่ผ่านมาเป็น 23 วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม” ผศ.ปวิตรบอกผมในร้านกาแฟที่เรานัดพบเจอ</p>
<p>23 วันที่เขาว่า เขาเริ่มนับจากวันแรกที่รู้ว่าตัวเองจะไม่ได้ทำงานที่นี่ต่อโดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง</p>
<p>“มันเหมือนกับเวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรอย่างหนึ่ง คุณมองเห็นทางข้างหน้า 4 ปีคุณอยากให้มันเป็นแบบนี้ 8 ปีคุณอยากให้มันเป็นแบบนี้ แล้วอยู่ดีๆ คุณทำได้แค่ปีครึ่งเขาก็บอกว่า คุณไม่ต้องทำแล้ว”</p>
<p>นับจากวันที่ตัดสินใจทิ้งการงานอันมั่นคงที่ปักหลักมา 25 ปี อย่างหัวหน้าภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเริ่มงานใหม่ที่หอศิลป์ ชื่อของ ผศ.ปวิตรก็ปรากฏผ่านหน้าสื่อบ่อยครั้งในฐานะผู้ที่คอยเปิดเผยสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของหอศิลป์ที่ใครหลายคนเป็นห่วง</p>
<p>อย่างที่รู้กันตั้งแต่ปีที่แล้วว่าแหล่งศิลปวัฒนธรรมใจกลางเมืองแห่งนี้กำลังเจอวิกฤตครั้งสำคัญ เมื่อ กทม.หยุดให้เงินสนับสนุน ซึ่งคล้ายเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงหอศิลป์แห่งนี้ ส่วนค่าน้ำค่าไฟที่ทาง กทม.เคยบอกว่าจะออกให้ก่อนก็ถูกทวงย้อนหลัง ยังไม่นับข่าวก่อนหน้าที่ว่า กทม.ขอทวงคืนพื้นที่ไปบริหารเอง ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของสถานที่นี้ไปเป็นอย่างอื่น</p>
<p>แม้จะเผชิญกับปัญหา แต่ที่ผ่านมาเขาและทีมงานทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน ตัวเลขผู้มาเยือนหอศิลป์ปีนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นสถิติใหม่สวนทางกับงบประมาณที่ลดลง หลายสิ่งหลายอย่างกำลังดำเนินไปอย่างน่าพอใจจนกระทั่งเขารับทราบว่าตัวเองไม่ผ่านการประเมินและต้องเป็นฝ่ายเดินออกไป</p>
<p>หลังบทสนทนาผมพบว่าสิ่งที่น่าสนใจนอกจากเหตุผลของการสิ้นสุดตำแหน่ง คือมุมมองที่เขามีต่อสิ่งที่ทำและทิศทางของพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมในบ้านเรา และเหมือนกับทุกครั้ง เขายังคงบอกเล่าทุกเรื่องด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าบทสนทนาจะว่าด้วยวาระสุดท้ายของหน้าที่การงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73449 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01262.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01262.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01262-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>ก่อนจะรู้ว่าตัวเองไม่ผ่านการประเมิน ชีวิตการทำงานของคุณเป็นยังไง พึงพอใจไหม</strong></p>
<p>ผมกำลังมีความสุขนะครับ ถ้าเป็นฝรั่งจะพูดว่า I’m on a roll. (หัวเราะ)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ท่ามกลางปัญหามากมายของหอศิลป์อย่างที่หลายคนรู้ ทำไมคุณยังบอกว่ามีความสุข</strong></p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ผมได้ทำและรู้สึกว่ามันเริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางแล้วคือการสนทนาระหว่างศิลปะหลายๆ สาขา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่ห้องนิทรรศการ ชั้น 7 คนเยอะมากเลยนะครับ เสาร์-อาทิตย์ตอนนี้คนมา 4,000 คน (เน้นเสียง) คนสนใจเรื่องศิลปะบำบัดที่เราจัดมาก ซึ่งมีการแสดงที่จำลองสถานการณ์จริงในห้องบำบัด มีทั้งการบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว การบำบัดด้วยละคร การบำบัดด้วยการวาดภาพ การบำบัดด้วยดนตรี ซึ่งคณะ B-floor มาจัดในส่วนนี้ มันเริ่มเห็นแล้วว่าการแสดงสามารถขึ้นไปอยู่ชั้น 7, 8, 9 ได้</p>
<p>อย่างที่ผมเคยพูดว่าชั้น 7, 8, 9 เราไปใส่ชื่อมันเองว่าเป็น main gallery แต่จริงๆ มันก็คือห้องเปล่าๆ มันทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง เพราะฉะนั้นมันเริ่มที่จะมีบทสนทนาซึ่งกันและกันแล้ว เราเห็นอยู่แล้วว่าหอศิลป์มีหลายประเด็น แต่เราอยากให้เกิดบทสนทนาระหว่างศิลปะแขนงต่างๆ แล้วก็เกิดการข้ามสาขา ผมขอใช้คำของอาจารย์เจตนา นาควัชระ ที่ว่า &#8216;ศิลปะส่องทางให้แก่กัน&#8217; คือศิลปะแต่ละสาขาส่องทางให้แก่กัน คุณจะเห็นว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วเราทำงานศิลปะได้หลายสาขา คำถามก็คือว่า ใครที่มาจัดว่าแกวาดรูปไป แกปั้นไป แกถ่ายรูปไป หรือแกไม่ต้องมาวาดรูป มันคือการฝืนธรรมชาติหรือเปล่าที่บอกว่าแกเต้นไป ไม่ต้องมาวาดรูป</p>
<p>ที่สำคัญคือปีนี้เราบอกประชาชนว่าธีมของเราคือ inclusivity เราจะให้ทุกคนมาสร้างงานศิลปะได้ ซึ่งบางคนอาจจะไม่เรียกว่างานศิลปะ จะเรียกว่างานสร้างสรรค์ก็ได้ แล้วเราให้ทุกคนมาดูงานศิลปะนี้ได้ อย่างเมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมไปดูละครเรื่อง <em>เกือบสุข:&nbsp;</em><em>Sunny Side Up</em> ที่นั่น ซึ่งเป็นละครที่อยู่ในโครงการ Open Call ที่เราเปิดรับการแสดงเรื่องใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นละครก็ได้ เป็นการเต้น เป็นนาฏศิลป์ เป็นดนตรี หรือว่าเป็นอะไรก็ได้ แต่ว่าเราให้โจทย์เป็นเรื่องความพิการ แล้ว สตางค์–ภัทรียา พัวพงศกร ก็ชวนเพื่อนที่เป็นคนตาบอดอย่าง พลอย–สโรชา กิตติสิริพันธุ์ มาร่วมเขียนบทและแสดงละครกับเพื่อนอีกคนที่เป็นไบโพลาร์</p>
<p>มันไม่ใช่ละครที่ดีที่สุดในชีวิตที่ผมเคยดู แต่การที่คนพิการทางสายตาคนหนึ่ง ไม่เคยเรียนวิชาการละครมาก่อน แต่เขากล้าที่จะทำละคร เขาไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน แต่เขากล้าที่จะแสดง นี่มันคือ art brut (ศิลปะที่สร้างสรรค์โดยกลุ่มศิลปินนอกกระแสนิยม เช่น ผู้พิการ ผู้ต้องขัง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาผ่านสถาบันศิลปะ) แล้วในรอบนั้นและรอบอื่นก็มีคนตาบอดมาดูละครด้วย บางรอบน่าจะมีคนหูหนวกด้วยเพราะมี surtitle ผมมีความรู้สึกว่า เฮ้ย ที่เราพูดว่า inclusivity ทีมงานของเราทุกคนเข้าใจ หรือศิลปินที่เราทำงานด้วยเข้าใจ ว่า inclusivity มันคืออะไร มันไม่ใช่แค่คำเก๋ๆ แต่มันตอบโจทย์ปณิธานของหอศิลป์ ที่บอกว่าเราจะต้องเป็นหอศิลป์ของประชาชน ผมก็เลยมีความสุข</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่ผ่านมาทำไมคุณมักย้ำเสมอว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ของศิลปะและวัฒนธรรม ไม่ใช่ศิลปะอย่างเดียว</strong></p>
<p>หอศิลปกรุงเทพฯ ชื่อเต็มมันคือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หรือ Bangkok Art &amp; Culture Centre ไม่ใช่ art อย่างเดียว เพราะฉะนั้นบางคนจะเข้าใจว่าหอศิลปกรุงเทพฯ ก็เหมือนหอศิลป เจ้าฟ้า หรือหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน หรือ MOCA (Museum of Contemporary Art–พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย) ซึ่งจริงๆ แล้วมันต่างกันเยอะมาก สิ่งที่ต่างที่สำคัญสุดคือเรามีศิลปะแขนงอื่นๆ ด้วย</p>
<p>จริงๆ แล้วผมมองว่าศิลปะมันอยู่ในทุกอย่าง ผมมองว่าการชงกาแฟก็เป็นศิลปะ การเลือกเมล็ดกาแฟก็เป็นศิลปะ แล้ววัฒนธรรมก็เป็นเรื่องใหญ่มากซึ่งมีหลากหลายอยู่ในตัวหอศิลป์อยู่แล้ว ผมไม่เคยมองว่าร้านค้า ห้องออดิทอเรียม หรือคนที่มาจัดกิจกรรมที่หอศิลป์ คือการเลี้ยงดูหอศิลป์ แต่ผมมองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างกิจกรรม งานศิลปะ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ให้กับที่นี่</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73435 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01216.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01216.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01216-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01216-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></strong></p>
<p><strong>แล้วในแง่ตัวเลขรายได้หรือผู้เข้าชมโดยรวมมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยไหม</strong></p>
<p>ช่วงเดือนที่แล้วมันมีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจมาก ปกติที่ผ่านมา คนที่มาหอศิลป์แล้วขึ้นไปดูงานข้างบนจะมีประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเดือนที่แล้ว (สิงหาคม) มี 62 เปอร์เซ็นต์ หลายคนที่ดูมางานข้างล่าง มาดื่มกาแฟ มากินส้มตำ เสร็จแล้วเขาขึ้นไปข้างบนด้วย ซึ่งมันเป็นแนวโน้มที่ดีมาก รวมแล้วเดือนที่ผ่านมามีคนเข้ามา 160,000 กว่าคน และผมว่าปีนี้จำนวนคนที่เข้ามาหอศิลป์จะเป็นสถิติใหม่ ตอนปี 2561 คนเข้ามาน้อยกว่าปี 2560 ประมาณ 4,000 คน แต่ปีนี้คนที่เข้ามาน่าจะมากกว่าปี 2560 มันคือการพิสูจน์ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีนิทรรศการขนาดใหญ่ที่ทุกคนสนใจ ไม่ต้องมีเบียนนาเล่ คนก็มาหอศิลป์ได้ นี่คือสิ่งที่เรากำลังพิสูจน์อยู่ตอนนี้ แล้วมันกำลังจะปรากฏผลตอนปลายปี</p>
<p>อีกสิ่งหนึ่งที่เราพิสูจน์อยู่ก็คือว่า ใน 6 เดือนแรกของปีนี้เราใช้จ่ายเงินไป 23 เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายที่ตั้งไว้ 6 เดือน และผมมั่นใจว่าทั้งปีเราจะใช้เงินไม่ถึงที่ตั้งไว้ เพราะเรามีคนมาช่วยทำงาน ช่วยออกเงิน ช่วยสนับสนุนอะไรต่างๆ มากขึ้น แล้วก็มีรายได้จากส่วนต่างๆ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าให้บริการสถานที่ เงินบริจาคต่างๆ ผมมั่นใจว่าปีนี้รายได้จะสูงกว่าที่เราประมาณการไว้ ส่วนรายจ่ายจะไม่ถึงที่เราตั้งไว้</p>
<p>แต่แน่นอน เมื่อรวมทั้งปีแล้วมันคงยังเป็นตัวเลขสีแดง เพราะเรายังไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าน้ำค่าไฟที่ทาง กทม.ทวงย้อนหลังมาแน่นอน แต่มันเป็นทิศทางที่ดี อย่างที่เคยบอกว่าปี 2560 หอศิลป์ใช้จ่ายไป 69 ล้าน พอปี 2561 เราใช้ไป 63 ล้าน และปีนี้ผมคาดการณ์ว่าเราใช้ไม่ถึง 50 ล้าน แต่จำนวนกิจกรรมที่เราทำเองเท่าเดิม และมีจำนวนกิจกรรมที่คนอื่นเข้ามาทำในหอศิลป์มากขึ้นด้วย เราได้พิสูจน์แล้วว่าใน 1 ปี เงิน 40 กว่าล้านก็ทำให้หอศิลป์มีคุณภาพได้</p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เท่าที่เล่ามาทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แล้วทำไมคุณไม่ผ่านการประเมิน</strong></p>
<p>ผมก็ยังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง เพราะผมก็ได้ขอรายงานการประเมินกับทางคณะกรรมการฯ ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ ผมบอกเขาว่าผมขออ่านสรุปผลรายงานการประเมินได้ไหมครับ เพื่อที่ว่าจะได้เอาไปพัฒนาปรับปรุงการทำงานของผมต่อไป ซึ่งผมก็รอตรงนั้นอยู่ แต่ก็มีเหตุผลหนึ่งที่มีกรรมการประเมินบอกด้วยวาจาอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกก็คือท่านใช้คำว่า “คุณไปด่าเขา” ซึ่งหมายถึง ผมไปด่าผู้ว่าฯ</p>
<p>ผมก็พยายามทบทวนสิ่งที่พูดไปทั้งหมด คำว่าด่ามันอาจจะไม่ใช่คำที่ตรงนัก เพราะคำว่าด่ามันค่อนข้างรุนแรง ผมทบทวนสิ่งที่ผมพูดกับสื่อมวลชนทั้งหมด ผมไม่เคยใช้คำรุนแรง ผมแค่บอกว่า ตอนที่ทาง กทม.ส่งบันทึกมาเพื่อทวงค่าน้ำค่าไฟย้อนหลัง 15 เดือน ผมก็บอกว่าท่านรองผู้ว่าฯ ในขณะนั้นเคยพูดเมื่อตอนเดือนตุลาคมว่า &#8220;เรื่องค่าน้ำค่าไฟ กทม.จะจัดการให้ แล้วค่อยว่ากัน&#8221; แล้วผมก็พูดติดตลกว่า แล้วค่อยว่ากันก็คือเดี๋ยวค่อยมาทวง</p>
<p>ถ้านี่เรียกว่าการด่าก็แสดงว่าผมด่าคนทุกวัน ใช่ไหมครับ เพราะผมก็แค่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของผม เพราะผมคิดว่าถ้าเรามาทำงานในพื้นที่ที่เป็นสาธารณะแบบนี้ ประชาชนทุกคนต้องมีส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร คุณจะมาปิดบังไม่ได้ มันไม่ใช่ยุคสมัยนั้นแล้ว มันคือยุคสมัยที่ยังไงคนก็ลงข่าว ลงโซเชียลมีเดีย ถ้าจะมาเล่นการเมืองกันแบบเดิมๆ คงไม่ได้แล้ว สุดท้ายมันก็คือการบอกความจริงกับประชาชน เพราะว่าหอศิลป์ก็คือภาษีของประชาชน มันคือที่ของประชาชน ถ้าเราพูดความจริงกันไม่ได้ในสังคมนี้ แล้วจะมีคนที่ต้องเป็นเหยื่อหรือเป็นคนซวยเพราะการพูดความจริงแบบนี้ ประเทศเราก็เจริญไม่ได้นะครับ ผมก็เป็นคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ผมก็ทำตรงนี้อย่างเต็มที่ ผมก็มีทีมงานที่ต้องรับผิดชอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73436 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01228.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01228.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01228-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01228-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทีมงานจะรู้สึกยังไง บางคนอาจจะดีใจก็ได้ที่ผมไม่อยู่ เพราะสภาพมันแย่มาก แต่เดิมเขามีความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็มีงบประมาณต่างๆ ที่สามารถจะสร้างสรรค์โครงการอะไรต่างๆ นานาได้ ได้โบนัสเดือนครึ่งติดต่อกันมา 3-4 ปี แต่พอผมเข้ามาปุ๊บปีที่แล้วโบนัสเหลือ 10,000 บาท บางคนถ้าทำไม่ครบ 10 เดือนก็ได้แค่ 5,000 บาท เงินเดือนก็ไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นสภาพมันแย่มาก ที่สำคัญคือเงินที่จะทำกิจกรรมมันก็น้อยลง ระหว่างที่ว่างแต่ละคนก็ต้องโทรศัพท์หาคนนั้นคนนี้ อีเมลหาคนนั้นคนนี้ คอยถามว่ามีกิจกรรมอะไรมาทำด้วยกันได้ไหม พนักงานทุกคนเขาทำงานหนักมากเพื่อที่จะให้หอศิลป์อยู่ได้ ถ้าผมได้มีโอกาสเข้าไปพูดกับกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งผมคงไม่มีโอกาสแล้วแหละครับ ผมก็จะบอกว่าทีมงานของผมทุกคนทำงานหนักมาก คุณจะให้ผมออกก็ได้ แต่ว่าปลายปีนี้ผมขอนะครับ ขอให้ทีมงานของผมได้ขึ้นเงินเดือนทุกคน และขอให้เขาทุกคนได้โบนัส เพราะผมรู้ว่าทุกคนทำงานหนักมาก ทุกคนเหนื่อยมาก</p>
<p>ที่ผมต้องออกมาพูดตลอดเวลาก็เพราะว่า หลายคนที่เข้ามาหอศิลป์อาจจะนึกว่าปัญหาต่างๆ มันจบแล้ว กิจกรรมก็เยอะดี คนร่าเริงแจ่มใส ผมก็หัวเราะได้ ต่างๆ นานา ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย</p>
<p>นั่นคือเรื่องแรกที่ท่านใช้คำว่า “ก็คุณไปด่าเขา”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วอีกเรื่องคืออะไร</strong></p>
<p>เรื่องที่สองก็คือเขาบอกว่า คุณเรียนรู้งานช้าไปหน่อย คือท่านไม่ได้พูดอย่างเป็นทางการ แต่ผมก็มีหลักฐานว่าท่านพูดว่าผมเรียนรู้งานช้าไปหน่อย แน่นอนว่าผมเคยบริหารจัดการโรงละครมาก่อน เหมือนเคยทำสนามเทนนิส แล้ววันหนึ่งต้องมาบริหารศูนย์กีฬาที่มีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมก็ใช้เวลาเรียนรู้ แต่ทีนี้ระหว่างที่ผมเรียนรู้มันเจอปัญหาใหญ่เข้ามาก็คือเรื่องงบประมาณ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน</p>
<p>สิ่งสำคัญที่สุดของผมในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็คือ damage control คือการควบคุมให้ความเสียหายมันน้อยที่สุดในทุกเรื่อง ทั้งการดำรงอยู่ของมูลนิธิฯ เงินที่ยังอยู่ในบัญชี พนักงานที่ยังอยู่กับเรา แล้วก็จิตใจของพนักงาน คือคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้หลายๆ คนเขาไม่ได้กะจะเข้ามาทำงานแค่ 1-2 ปีนะครับ โอเค บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นทางผ่านเพื่อไปทำงานที่ดีกว่า ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามีหลายงานที่ดีกว่า แต่ก็มีบางคนเขาต้องการที่จะทำงานที่นี่ไปตลอด</p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>อย่างคุณเองต้องการทำงานที่นี่ไปตลอดไหม</strong></p>
<p>อย่างที่ผมเคยบอกว่าปกติผู้อำนวยการมีวาระ 4 ปี และผมรู้ว่ามันต่อได้ครั้งหนึ่ง ผมก็วางแผนไว้แล้วว่าผมจะทำงาน 8 ปี เพราะว่าสิ่งที่ผมพยายามจะทำมันยาก ไอ้เรื่องการที่พยายามจะเชื่อมโยงศิลปะอะไรต่างๆ นานา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73447 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01260.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01260.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01260-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01260-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73444 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01251.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01251.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01251-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01251-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณรู้ตอนไหนว่าตัวเองไม่ได้รับการต่อสัญญา</strong></p>
<p>ผมทราบอยู่แล้วว่าเดือนสิงหาคมต้องมีการประเมิน เพราะเป็นเดือนสุดท้ายของสัญญาฉบับที่ 2 ของผม ผมก็ได้แบบฟอร์มการประเมิน ได้รับคำถามต่างๆ นานา แล้วผมก็ส่งให้วันที่ 17 สิงหาคม พอวันที่ 20 สิงหาคมก็มีการประชุมคณะกรรมการประเมินครั้งแรก คณะกรรมการประเมินก็คุยกับหัวหน้าและทีมงานฝ่ายต่างๆ ของหอศิลป์ แล้วก็เรียกผมเข้าไปคุย คุยกันอยู่ประมาณ 25 นาที เขาก็ถามว่าผมอยากจะทำอะไรต่อไป อยากพัฒนาอะไรต่อ เป็นคำถามกว้างๆ ซึ่งผมยังไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะประเมินผมไม่ผ่าน พอวันที่ 31 สิงหาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัญญาจ้างงานของผม ผมก็เดินอยู่ในหอศิลป์แล้วก็คิดว่าน่าจะมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ สักคนมาบอก ก็เดินหาแล้วบังเอิญไปเจอเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เอาจดหมายที่บอกว่าเลิกจ้างผมมาให้กรรมการมูลนิธิฯ เซ็น ผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นเลย รับทราบว่าโดนไล่ออกตรงนั้นเลย</p>
<p>หลังจากนั้นวันพุธที่ 4 กันยายน กรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการประเมินด้วยก็มาคุยกับผมว่า มันน่าจะสวยกว่า ถ้า ผอ.ลาออก เขาก็ยื่นข้อเสนอให้ผมลาออก แล้วเดี๋ยวทางมูลนิธิฯ ก็จะมีเงินชดเชยให้ ซึ่งเราก็คุยกันด้วยวาจาในตอนนั้น แต่ผมไม่ได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ยังสรุปกันไม่ชัดเจนว่าตกลงผมจะลาออกหรือผมจะบอกทีมงานว่ายังไง เพราะทีมงานก็ไม่มีทางเชื่อว่าผมจะลาออก คือถ้าผมจะลาออกคือผมได้งานที่ดีกว่า ซึ่งอันนั้นคือผมเลวมาก มาทิ้งคนอื่นเขาตอนนี้ ซึ่งผมไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว</p>
<p>แล้วผมจะบอกคนอื่นว่ายังไง บอกว่าผมประเมินไม่ผ่านก็เลยต้องลาออกเหรอ มันไม่เกี่ยวนี่ อันนี้เขาเรียกไล่ออก เพราะฉะนั้นผมก็มานั่งคิดถึงคำที่พ่อผมบอกว่า ความจริงก็คือความจริง ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย คือผมยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับพ่อ แต่ถ้าพ่อรู้พ่อก็ต้องพูดแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าความเป็นจริงเขาประเมินว่าผมไม่ผ่าน มันก็คือความจริง สุดท้ายก็คือผมไม่สามารถบอกกับตัวเองว่าผมจะลาออกจากตรงนี้ได้ เพราะผมไม่ได้คิดจะลาออก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วอายุ </strong><strong>47 อยู่ดีๆ ก็…</strong></p>
<p>ตกงาน (ชิงตอบ)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73438 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01230.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01230.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01230-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>ชีวิตเป็นยังไง ตกงานตอนอายุ </strong><strong>47</strong></p>
<p>23 วันที่ผ่านมาเป็น 23 วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม คือปกติผมเป็นคนหลับง่ายมาก แต่ตอนนี้ผมนอนไม่หลับเลย แล้วทุกคืนผมก็จะคิดถึงแต่เรื่องหอศิลป์ คิดว่าผมจะทำอะไรต่อไป เวลาคนอายุ 47 ตกงานมันไม่ใช่เรื่องตลก</p>
<p>มันเหมือนกับเวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรอย่างหนึ่ง คุณมองเห็นทางข้างหน้า 4 ปีคุณอยากให้มันเป็นแบบนี้ 8 ปีคุณอยากให้มันเป็นแบบนี้ คุณกำลังมั่นใจและมีคนที่เชื่อว่าจะได้ต่อสัญญา เชื่อว่ามันจะไปถึงตรงนั้นได้ แล้วทำสิ่งที่เป็นธรรมชาติของวงการศิลปะ คือการเชื่อมโยงหลากหลายสาขามามีบทสนทนาซึ่งกันและกัน มาส่องทางให้แก่กัน ตามคำพูดของอาจารย์เจตนา แล้วอยู่ดีๆ คุณทำได้แค่ปีครึ่งเขาก็บอกว่า คุณไม่ต้องทำแล้ว</p>
<p>มีกรรมการมูลนิธิฯ ท่านหนึ่งเขาบอกว่า เดี๋ยวครูป้อมก็มาช่วยเรื่องละครได้ แต่มันไม่ใช่ไงครับ ผมไม่ได้จะช่วยเรื่องละคร สิ่งที่ผมทำคือผมช่วยให้ละคร วรรณกรรม ภาพยนตร์ สิ่งแวดล้อม ทัศนศิลป์ มันคุยกัน แล้วก็นำไปสู่การสร้างสังคมที่ดีขึ้น ในแง่ของคนดูมันก็คือสังคมที่เข้าใจศิลปวัฒนธรรม สังคมที่เห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม แล้วต่อไปก็กลายเป็นสังคมที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ กล้าแสดงความเห็นจากการได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปวัฒนธรรม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อไม่ได้ทำในสิ่งที่หวังแล้ว หลังจากนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>ชีวิตผมเต็มไปด้วยความท้าทายอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือผมเลือกเองที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซน คนชอบถามผมว่า พอรู้ว่ามีปัญหาเรื่อง กทม. ถ้าย้อนเวลาได้ผมจะยังมาทำงานตรงนี้ไหม ผมก็ทำ แล้วตอนนี้ถ้าถามผมว่า ถ้ารู้ว่าจะโดนไล่ออกจะยังมาทำตรงนี้ไหม ผมก็ทำ ที่นี่มันคือ dream job ของผม มันไม่มีที่แบบนี้ที่อื่นในเมืองไทย มันไม่มีที่ไหนแล้วที่เราสามารถที่จะทำงานได้หลายๆ ด้านแบบนี้ แล้วก็เป็นการทำงานให้ประชาชน ถึงจะเครียด จะใกล้ความเป็นซึมเศร้ามากยังไงก็ตาม แต่ก็อย่างที่เคยบอก เราอยู่กับปัจจุบันและอนาคต นี่คือสิ่งที่ผมทำได้ ถ้าย้อนไปคิดถึงอดีต เราทำอะไรกับมันไม่ได้ไง</p>
<p>ผมก็มีความรู้สึกว่า เฮ้ย เราก็ทำอะไรมาตั้งเยอะแยะ ผมว่าผมเขียนหนังสือได้ ผมก็อยากจะใช้เวลาเขียนหนังสือ อาจจะรับงานแปลบ้าง คือด้วยความที่มันวุ่นวายมาหลายปีผมก็อยากจะใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ บ้าง น่าจะเป็นการบำบัดที่ดีในบางช่วง เพราะจริงๆ แล้วในช่วง 19 เดือนที่ผ่านมามันก็มีหลายๆ เรื่องที่ยังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง และจริงๆ มันน่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่กับคนที่สนใจศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น แต่มันจะเป็นประโยชน์กับคนทั่วๆ ไปด้วย อาจจะเป็นเรื่องเล่าจากหอศิลป์ที่ผมจดหรือถ่ายรูปไว้ คือมีหลายอย่างที่ผมยังทำได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในวันที่ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการแล้ว คุณฝันอยากเห็นหอศิลป์เป็นยังไง</strong></p>
<p>คือผมว่าคำว่าหอศิลป์ของประชาชนสำคัญมากนะครับ ซึ่งคำว่าของประชาชนมันไม่ใช่ว่าประชาชน หรือศิลปินกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิประโยชน์ในการใช้มากกว่าคนอื่น แต่มันคือหอศิลป์ที่งานทุกอย่างสื่อสารกับประชาชน ไม่ว่าจะบอกว่าเป็นงานที่หอศิลป์จัดเองหรือคนอื่นมาเช่าหอศิลป์จัด ซึ่งคำว่าสื่อสารคือคนเข้าใจว่าคุณต้องการจะสื่ออะไร แล้วก็มีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็น กระตุ้นความคิดเห็นที่แตกต่าง</p>
<p>เราเห็นว่า หอศิลป์กำลังพัฒนาไปในทางที่ดีท่ามกลางปัญหา อุปสรรค ความขัดแย้ง ความเห็นที่ไม่ตรงกัน อะไรต่างๆ นานา ที่สำคัญที่สุดคือมันพูดได้แล้วว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นหอศิลป์ของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ถึงแม้เวลาผมคิดเรื่องปัญหาส่วนตัวแล้วผมจะเครียดหรืออะไร แต่เมื่อคิดว่า เออ เดี๋ยวคนก็เข้ามา เดี๋ยวคนก็สนใจ เดี๋ยวก็มีนิทรรศการใหม่ ผมก็มีความสุข ซึ่งตอนนี้เรากำลังจะมีนิทรรศการ LGBTQ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งตอนนั้นผมจะไปทำอะไรอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้</p>
<p>คือถ้าเราไม่ไปคิดเรื่องร้ายๆ สุดท้ายมันก็เป็นความทรงจำที่ดี ผมก็พูดกับพนักงานอยู่ตลอดเวลาว่า อย่างน้อยผมก็เป็น ผอ.ที่ผมยาวที่สุด (หัวเราะ)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-73448 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01261.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01261.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSC01261-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/prawit-bacc/">วาระสุดท้ายในตำแหน่ง ผอ.หอศิลป์ และชีวิตหลังตกงานของ ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;หอศิลป์ไม่ใช่สถานที่หรอก แต่เป็นผู้คน&#8221; หลากหลายถ้อยคำและความผูกพันจากมนุษย์หอศิลปกรุงเทพฯ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/humans-of-bacc-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Jul 2019 09:26:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[#saveYOURbacc]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปกรุงเทพฯ]]></category>
		<category><![CDATA[BACC]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=68227</guid>

					<description><![CDATA[<p>หอศิลป์สื่อสารออกมาเสมอว่าที่นี่เป็นของทุกคน แต่ในความเป็นจริงเราต่างรู้ว่าการจะทำให้ทุกคนรู้สึกแบบนั้นได้ยังมีระยะทางอีกยาวไกล ข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือไม่ใช่ทุกคนที่เคยมาหอศิลป์ และไม่ใช่ทุกคนที่จะมาที่แห่งนี้แล้วรู้สึกประทับใจ อย่างไรก็ตาม เวลากว่า 10 ปีที่พวกเขายืนหยัดมาก็พอจะทำให้ใครหลายคนมีความทรงจำเกี่ยวกับหอศิลป์ มากกว่านั้นคือบางคนก็เกิดเป็นความรู้สึกผูกพัน บ้างเพราะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ บ้างเพราะเป็นฉากหลังในความทรงจำ และบ้างก็เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  นี่คือบางเรื่องราวของคนเหล่านั้น &#160; ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที กรรมการและเลขานุการมูลนิธิหอศิลป์และผู้อำนวยการหอศิลป์คนแรก “ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่หอศิลป์ ผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่หอศิลป พีระศรีมาก่อน แต่ผมก็เกาะติดโครงการหอศิลป์มากว่า 20 ปีและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายตั้งแต่ต้น มันเลยเหมือนกับว่าผมทำงานเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด  “ตอนที่จะตั้งชื่อที่นี่ ผมและกลุ่มศิลปินก็มองไปถึงชื่อ ‘หอศิลปะร่วมสมัย’ นั่นแหละ แต่พอมีคนเข้ามาช่วยเราเยอะขึ้นจากหลายๆ ที่ หลายๆ หน่วยงาน เราก็เริ่มคิดว่าควรเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ศิลปวัฒนธรรม’ ไปเลยดีกว่า เราคิดตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากให้ที่นี่กว้าง เราไม่อยากยึดติดกับความเท่หรือต้องแหวกแนว เราตั้งใจแต่แรกว่าอยากสร้างการมีส่วนร่วมกับคนให้ได้มากที่สุด เพียงแต่ให้แกนหลักของงานเป็นศิลปะร่วมสมัยเท่านั้นเอง  “ผมยังจำได้ดีเลยว่าตอนที่หอศิลป์เปิด เรามีสโลแกน ‘come to eat, stay for art.’ ตอนนั้นเราพยายามเอาห้างมาใส่ไว้ในหอศิลป์เพราะรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรจูงใจคน คนไทยเวลาไปไหนก็ต้องกิน ต้องช้อป เราเลยคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะดึงคนเข้ามาได้บ้าง ถึงอย่างนั้นตอนแรกๆ หอศิลป์ก็เงียบมากจนเราเริ่มห่วงว่าการทำงานศิลปะร่วมสมัยจะทำให้คนรู้สึกว่าปีนบันไดดูหรือเปล่า แต่พอเวลาผ่านไป 10 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/humans-of-bacc-2/">&#8220;หอศิลป์ไม่ใช่สถานที่หรอก แต่เป็นผู้คน&#8221; หลากหลายถ้อยคำและความผูกพันจากมนุษย์หอศิลปกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หอศิลป์สื่อสารออกมาเสมอว่าที่นี่เป็นของทุกคน แต่ในความเป็นจริงเราต่างรู้ว่าการจะทำให้ทุกคนรู้สึกแบบนั้นได้ยังมีระยะทางอีกยาวไกล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือไม่ใช่ทุกคนที่เคยมาหอศิลป์ และไม่ใช่ทุกคนที่จะมาที่แห่งนี้แล้วรู้สึกประทับใจ อย่างไรก็ตาม เวลากว่า 10 ปีที่พวกเขายืนหยัดมาก็พอจะทำให้ใครหลายคนมีความทรงจำเกี่ยวกับหอศิลป์ มากกว่านั้นคือบางคนก็เกิดเป็นความรู้สึกผูกพัน บ้างเพราะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ บ้างเพราะเป็นฉากหลังในความทรงจำ และบ้างก็เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือบางเรื่องราวของคนเหล่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-68263 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1.jpg" alt="bacc" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-01-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที<br />
</b><b>กรรมการและเลขานุการมูลนิธิหอศิลป์</b><b>และผู้อำนวยการหอศิลป์คนแรก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่หอศิลป์ ผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่หอศิลป พีระศรีมาก่อน แต่ผมก็เกาะติดโครงการหอศิลป์มากว่า 20 ปีและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายตั้งแต่ต้น มันเลยเหมือนกับว่าผมทำงานเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่จะตั้งชื่อที่นี่ ผมและกลุ่มศิลปินก็มองไปถึงชื่อ ‘หอศิลปะร่วมสมัย’ นั่นแหละ แต่พอมีคนเข้ามาช่วยเราเยอะขึ้นจากหลายๆ ที่ หลายๆ หน่วยงาน เราก็เริ่มคิดว่าควรเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ศิลปวัฒนธรรม’ ไปเลยดีกว่า เราคิดตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากให้ที่นี่กว้าง เราไม่อยากยึดติดกับความเท่หรือต้องแหวกแนว เราตั้งใจแต่แรกว่าอยากสร้างการมีส่วนร่วมกับคนให้ได้มากที่สุด เพียงแต่ให้แกนหลักของงานเป็นศิลปะร่วมสมัยเท่านั้นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมยังจำได้ดีเลยว่าตอนที่หอศิลป์เปิด เรามีสโลแกน ‘come to eat, stay for art.’ ตอนนั้นเราพยายามเอาห้างมาใส่ไว้ในหอศิลป์เพราะรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรจูงใจคน คนไทยเวลาไปไหนก็ต้องกิน ต้องช้อป เราเลยคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะดึงคนเข้ามาได้บ้าง ถึงอย่างนั้นตอนแรกๆ หอศิลป์ก็เงียบมากจนเราเริ่มห่วงว่าการทำงานศิลปะร่วมสมัยจะทำให้คนรู้สึกว่าปีนบันไดดูหรือเปล่า แต่พอเวลาผ่านไป 10 ปี ผมก็ได้เห็นภาพที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน ปัจจุบันการที่เรามีคนเข้าถึงปีละ 1,700,000 คน ผมไม่เคยคิดเลยนะว่าจะเป็นไปได้ หรืออย่างการต่อคิวดูงานศิลปะนี่ยิ่งไม่เคยคิดเข้าไปใหญ่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมคิดมาตลอดเลยนะว่าคำว่า ‘ศิลปะ’ จริงๆ ก็คือ ‘บทสนทนา’ ระหว่างงานศิลปะของศิลปินกับคนดู ยิ่งสังคมในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เราก้าวหน้าขึ้น จากที่เมื่อ 150 ปีก่อนวัฒนธรรมและเรื่องราวต่างๆ อาจจะอยู่ในวัด แต่ตอนนี้มันอยู่ที่ประชาชนทั่วไป คุณค่าทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่างคน และศิลปะก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดบทสนทนาเหล่านั้น และตรงนี้เองที่หอศิลป์ทำหน้าที่คล้ายๆ กับการตอบสนองโจทย์ ตอนแรกเด็กรุ่นใหม่อาจจะแปลกใจกับสิ่งที่เรานำเสนอจนดูไม่รู้เรื่อง แต่มันก็ดึงดูดคนจนวันหนึ่งความแปลกก็หายไป คนเริ่มเข้าใจและมองที่เนื้อหามากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้ผมรู้สึกว่าบทสนทนาของที่นี่เปิดแล้ว ดังนั้นทางข้างหน้าคงเริ่มสดใสขึ้นเยอะแล้วล่ะ ถึงช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมเห็นประชาชนออกมาเรียกร้องแทนเรา แค่นี้ผมก็ยิ้มแล้ว ต่อจากนี้</span><span style="font-weight: 400;">ถ้ามันจะมีอุปสรรคอะไรก็ตามแต่ ผมคิดว่าหอศิลป์ไปต่อได้ เพราะประชาชนเห็นแล้วว่าที่นี่มีประโยชน์ สุดท้ายผมเชื่อว่าตราบใดที่เขาเห็นว่าที่นี่มีคุณค่า การแก้ไขปัญหาก็จะเกิดขึ้นตามมาเอง”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68264 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-02-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ชาญยุทธ มนูญวิริยะกุล<br />
</b><b>เจ้าหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ</b><b>และหนึ่งในพนักงานกลุ่มแรกของหอศิลป์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ แล้วผมเรียนจบด้านการเมือง จบมาก็ทำงานอยู่ที่สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ แต่ด้วยความชอบในศิลปะ ผมเข้ามาเกี่ยวกับหอศิลป์เต็มตัวครั้งแรกตอน Art Vote จนถึงวันที่เขาเริ่มมีมติให้ดำเนินการสร้าง หลังจากนั้นผมก็กลับไปทำงาน จนปี 2551 ผมออกจากงานเวลาเดียวกับที่หอศิลป์เปิดทำการพอดี ทีมงานก็เลยชวนให้ผมมาช่วยทำ ด้วยความผูกพันจากตอนรณรงค์ผมเลยตอบตกลงโดยคิดว่าจะมาช่วยให้ตั้งหลักได้สักระยะหนึ่งแล้วก็จะไป แต่สุดท้ายก็อยู่มานานจนถึงตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าดูดีๆ เราจะพบว่ากราฟของหอศิลป์นั้นขึ้น-ลงตลอด ผมยังจำได้ว่าช่วงแรกที่เราเปิดตัว เรามาแบบไม่ค่อยมีอะไร แต่พอทำมาเรื่อยๆ กราฟก็เริ่มสูงขึ้น จนปี 2553 เรามาเจอเหตุชุมนุมทางการเมือง กราฟก็ตกลงไป พอจบชุมนุม ปีต่อมาก็น้ำท่วมกรุงเทพฯ อีก หรือปี 2557 ก็มีชุมนุมทางการเมืองอีกรอบ หลังจากนั้นพอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ปัญหาเรื่องงบประมาณก็มาเกิดขึ้นตอนปีที่แล้ว มันขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นโดยรวมก็ถือว่าดีขึ้น ดังนั้นแม้จะเจอเรื่องเหนือการควบคุมมาตลอด ผมว่ามันก็ท้าทายและสนุกดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถามว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมีความคิดว่าจะออกไหม มีอยู่แล้ว จริงๆ แล้วหน้าที่ตั้งแต่แรกของผมคือเป็นตัวหลักในการประสานงานกับ กทม. ผมเหนื่อยมากกับการคุยไม่รู้เรื่อง ทะเลาะกันหนัก เคยตบโต๊ะและถามพี่เจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำว่าจะเอายังไงกันแน่ มันเหนื่อยจนตั้งคำถามว่าทำไมกูต้องมาทำแบบนี้ด้วย แต่ตอนนั้นมันก็เป็นไปด้วยวัยและประสบการณ์ สุดท้ายสิ่งที่สำคัญคือเราต้องอธิบายกับเขาด้วยเหตุผลว่าสิ่งที่เราทำอยู่คืออะไร ทำไมสังคมถึงต้องมีที่แห่งนี้ ซึ่งพอหันกลับไปมอง ผมว่าการตัดสินใจมาอยู่ที่นี่มันคุ้มตั้งแต่การทะเลาะกันครั้งนั้นเลยล่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความคุ้มอย่างแรกคือแรงของเราที่ลงไปทำให้รัฐตัดสินใจลงทุนเป็นร้อยล้านเพื่อสาธารณูปโภคทางปัญญาได้ อย่างที่สองคือผมเห็นจริงๆ ว่ามีหลายคนที่เติบโตจากหอศิลป์ และอย่างสุดท้ายคือการที่สังคมมีตึกแบบนี้อยู่ ลองเอาคำว่าหอศิลป์ออกไปก็ได้ และนึกภาพว่ามันมีอยู่ตึกหนึ่งที่มีห้องสมุด ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ ข้างบนมีงานศิลปะให้ดู 3 ชั้น ทั้งหมดที่ว่ามานี่เข้าฟรีแถมติดรถไฟฟ้า การที่เรามีส่วนทำให้เกิดที่นี่ ผมว่ามันก็คุ้มแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จะว่าไปพี่เจ้าหน้าที่ กทม.คนที่ผมเคยตบโต๊ะใส่ วันนี้เขาเกษียณแล้วนะ ตอนนี้เขาก็มาเป็นแนวร่วมและเชียร์หอศิลป์อยู่เช่นกัน”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68265 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-03-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ปณิธิ พจนาพิทักษ์<br />
</b><b>เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรมเครือข่าย</b><b>และหนึ่งในพนักงานกลุ่มแรกของหอศิลป์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมกับติ๊ (ชาญยุทธ มนูญวิริยะกุล) เรียนมาด้วยกัน แต่พอจบก็แยกย้ายกันไปคนละทาง ผมทำงานด้านบริหารสังคมอยู่หลายปี จนปี 2550 พี่ๆ น้องๆ รวมถึงติ๊ที่เริ่มทำงานหอศิลป์ก็มาชวน ผมตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเลยเพราะชอบศิลปะอยู่แล้วและมีความรู้ด้านบริหารสังคมและวัฒนธรรมอยู่พอสมควรที่พอจะเข้ามาช่วยหอศิลป์ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกที่เข้ามา เรามีกันแค่ไม่กี่คนและต้องแบ่งบทบาทกันทำงาน สุดท้ายผมเข้ามารับผิดชอบเรื่องงานอาคาร ขอบเขตงานคือตั้งแต่การดูแลคนที่จะเข้ามาใช้ไปจนถึงการจัดการพื้นที่ จากวันแรกก็ใช้เวลานานอยู่เหมือนกันกว่าจะเขย่าให้เข้าที่เข้าทางว่าเราจะปล่อยให้คนมาใช้พื้นที่หอศิลป์แค่ไหนและยังไงบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ต้องบอกว่างานตรงนี้มีความคาดหวังค่อนข้างเยอะ ในตอนแรกคนก็คาดหวังให้หอศิลป์มีงานหรือกิจกรรมระดับมาสเตอร์พีซเข้ามาเท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องต่อสู้และอธิบายพอสมควร จริงอยู่ที่เราจำเป็นต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง เพียงแต่เราก็ไม่อยากให้มาตรฐานสูงเกินไปนัก เพราะเราไม่ได้อยากให้ที่นี่เป็นหอคอยงาช้าง เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ของโอกาสมากกว่า เราจะไปปิดโอกาสได้ยังไงในเมื่อเราบอกว่าหอศิลป์เป็นของประชาชนทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อะไรแบบนี้ทำให้หอศิลป์ถูกวิจารณ์อยู่บ้างเรื่อยมา แต่ผมไม่ได้รู้สึกแย่อะไรมากนะ กลับรู้สึกยินดีเสียอีกเพราะมันแปลว่าทุกคนมีความคาดหวังและอยากมีส่วนร่วมกับที่นี่ มันทำให้เกิดเซนส์ว่าหอศิลป์ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และการที่กล้าวิจารณ์ก็แสดงว่าเขารู้สึกใกล้ชิด ตรงกันข้ามกับการเลือกที่จะไม่พูดถึง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ก็ถือว่ารอวันตายได้เลยไม่ว่าองค์กรไหนก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เอาจริงๆ อยู่มา 10 ปี มันมีความอิ่มหรือความเบื่อนะ มนุษย์เวลาเจออะไรซ้ำๆ ทุกวัน มันก็เบื่อเป็นธรรมดา เราเลยต้องออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ซึ่งผมรู้สึกว่าไม่มีคนทำงานที่ไหนโชคดีเท่าที่นี่อีกแล้ว เราอยู่ใกล้แรงบันดาลใจและงานศิลปะตลอดเวลา คนอื่นอาจต้องรอเสาร์-อาทิตย์เพื่อขวนขวายดู แต่ผมเดินออกจากประตูออฟฟิศก็เจอเลย อีกอย่างคือด้วยจริต ผมชอบการทำงานเบื้องหลังและภูมิใจกับการผลักดันคนหรือองค์กรมากกว่าไปยืนอยู่เบื้องหน้า ดังนั้นความสุขในงานผมทุกวันนี้คือการเห็นแววตาขอบคุณจากพวกเขาเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าให้สรุป ผมว่าถ้าเราประเมินคุณค่าในการทำงานแล้วเห็นว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เราก็จะพบความพึงพอใจของเราอยู่ตรงนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งสำหรับผม ที่แห่งนั้นก็คือที่นี่”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68266 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-04-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ถนอม สดรัมย์<br />
</b><b>เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย</b><b>ที่มีอายุงานนานที่สุดของหอศิลป์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้านี้ป้าทำนาอยู่ต่างจังหวัด แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ลูกเรียนมหาวิทยาลัย ป้าเลยตัดสินใจเดินทางมากรุงเทพฯ และสมัครงานที่หอศิลป์จนได้เริ่มงานวันแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2554  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หน้าที่ของป้าคือรักษาความปลอดภัยนิทรรศการที่ชั้น 8 เอาจริงงานก็เสี่ยงเหมือนกันนะเพราะงานบางชิ้นก็มีมูลค่าเป็นล้าน พันล้านก็เคยมี แต่ป้าไม่กดดันหรอก ป้าแค่ทำหน้าที่ตัวเอง เพราะถ้าเครียดก็คงทำงานนี้ไม่ได้ ดังนั้นอย่าไปซีเรียสเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทำงานแบบป้า เราโดนสารพัดแหละ อย่างผู้ชมคนไหนดื้อป้าก็ต้องเข้าไปเตือน เพราะถ้างานเสียหาย เขาจะลำบาก แต่บางคนก็ไม่เข้าใจและพูดจากับเราไม่ดี แต่ป้าก็ไม่ตอบโต้ เราไปพูดไม่ดีตอบกลับเขาไม่ได้ ใครจะยังไงก็ช่างแต่หอศิลป์มอบหน้าที่ให้เราแล้ว ป้าต้องทำหน้าที่ของป้าให้ดีที่สุด ซึ่งจนถึงตอนนี้ป้าก็ภูมิใจนะ เพราะถ้าเทียบกับวันแรกที่ป้ามา ทุกวันนี้หอศิลป์คนเยอะขึ้นมากเลย ปกติวันศุกร์ถึงอาทิตย์คนจะเยอะ แต่ทุกวันนี้วันธรรมดาคนก็ยังเยอะ ใช่แหละที่คนยิ่งเยอะป้าก็ยิ่งเหนื่อย แต่แค่นั่งพักสักพักก็หาย ดีกว่าคนน้อยน่ะนะ เพราะถ้าคนน้อยที่นี่ก็คงอยู่ไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปีนี้ครบ 8 ปีแล้วที่ป้าทำงานอยู่ที่หอศิลป์ ป้าว่าป้าอยู่ได้นานขนาดนี้เพราะความผูกพัน หอศิลป์เหมือนบ้านของป้า ทุกวันนี้เวลากลับบ้านต่างจังหวัดไปไม่ถึง 3 วันก็อยากกลับมาทำงานแล้ว มันคือบรรยากาศ ศิลปะ และความเป็นครอบครัว ยิ่งทุกวันนี้ลูกป้าเรียนจบปริญญาแล้ว มันยิ่งทำให้ป้ารู้สึกดีใจมากที่อยู่มาจนถึงจุดนี้ที่เราซึ่งจบแค่ ป.4 แต่ก็ทำงานจนส่งลูกเรียนจบได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีก 2 ปีป้าก็จะเกษียณแล้ว แต่ถ้าวันนั้นเขายังอยากจ้างต่อ ป้าก็ยังอยากทำอยู่นะ เพราะสำหรับป้า ที่นี่คือบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดูสิ ลูกกุญแจก็มี ถ้ามีใครมา ป้าก็พร้อมเปิดประตูยินดีต้อนรับให้เขาเข้าชม”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68267 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-05-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล<br />
</b><b>ศิลปินและนักออกแบบประจำละมุนละไม คราฟต์ สตูดิโอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามาหอศิลป์ครั้งแรกช่วง ม.5 ตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำได้ว่าตอนนั้นตื่นตาตื่นใจกับสเปซมาก เป็นความรู้สึกที่ว่าหอศิลป์มีอย่างอื่นอยู่ร่วมกันได้ด้วย เช่น </span><span style="font-weight: 400;">ร้านหนังสือ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านไอศครีม มันเป็นที่ที่แปลกใหม่สำหรับเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นคนน้อยนะ แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะขนาดก่อนเรามา เรายังไม่รู้เลยว่าตึกนี้คืออะไร อาศัยว่าตัวเองอยู่ใกล้ก็เลยเดินมาดู และเราค้นพบว่ามีห้องสมุดอยู่ที่ชั้นใต้ดินด้วย แถมเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือศิลปะ เราเองก็มาทำความเข้าใจศิลปะจากห้องสมุดนี้นี่แหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราได้มาศึกษาว่าศิลปะแต่ละยุคเป็นอย่างไร การทำงานศิลปะแต่ละประเภทมีวิธีการ แนวคิด หรือที่มาที่ไปอย่างไร ทั้งหมดมีอยู่ในห้องสมุดหอศิลป์ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงกว่าห้องสมุดทั่วไป ตอนนั้นเราสนใจและอยากเรียนต่อทางด้านศิลปะมากๆ เลยมาศึกษา มาดู มาอ่านหนังสือที่นี่บ่อยมาก เพื่อมาลองดูว่าเราจะเข้าใจศิลปะได้ขนาดไหน สามารถพูดได้ว่าที่นี่มีส่วนทำให้เราชัดเจนในตัวเองมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากจบ ม.ปลาย เราเข้าเรียนที่ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงที่เรียนจุฬาฯ เรามาหอศิลป์น้อยลงเพราะเหมือนเราเริ่มรู้ว่าที่อื่นก็มีงานศิลปะที่เราสนใจ เหมือนเราเริ่มอินกับสิ่งใหม่ที่ที่นี่อาจจะไม่มี แต่เหนืออื่นใดคือเราไม่ได้คิดกับหอศิลป์ในแง่ลบเลยนะ เรารู้สึกว่ายังไงที่นี่ก็ควรมีอยู่ อาจจะด้วยความที่เราเคยได้มานำเสนอผลงานของตัวเองครั้งแรกที่งาน MAB เลยได้รู้จักกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานที่นี่ เราเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วนโยบายของหอศิลป์มีข้อจำกัด พวกเขาทำดีที่สุดแล้วในสิ่งที่พวกเขาทำได้ ดังนั้นเวลามีใครมาบอกหรือตำหนิให้หอศิลป์ดีขึ้น เราเข้าใจในจุดนั้นนะ แต่เราก็อยากให้เขาเข้าใจในจุดนี้ด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตรงนี้คือศูนย์กลางเมือง ถ้าไม่มีหอศิลป์อยู่ตรงนี้ แล้วเด็กนักเรียน นักท่องเที่ยว เขาจะไปสืบหาหอศิลป์ที่ใหญ่ ให้โอกาส และให้พื้นที่ขนาดนี้ได้ยังไง เราว่าการมีอยู่ของที่นี่ทำให้อะไรหลายอย่างเจริญขึ้น ทั้งการมีอยู่ของศิลปะ หรือแม้กระทั่งในแง่เศรษฐกิจ อีกอย่างคือเราชอบที่หอศิลป์บอกว่าเป็นของทุกคน คือไม่ใช่ว่าเป็นของทุกคนตลอดเวลา แต่มันแปลว่าหอศิลป์พยายามจะมีงานที่ทุกคนสนใจและเดินทางมาดูได้ประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าถามว่าหอศิลป์จะดีขึ้นอย่างไร เราคิดว่าคำตอบคือรัฐก็ต้องสนับสนุนเพราะตอนนี้ข้อจำกัดคือพวกเขาขับเคลื่อนด้วยตัวเองและเงินบริจาค พอเขาไม่ได้เงิน เขาจะขยับขยายยังไงล่ะ ใช่แหละ ที่นี่มีข้อควรปรับปรุงในหลายจุดและหอศิลป์เองควรนำมาแก้ไข พัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปภายใต้ข้อจำกัดที่มี แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในการให้ความสำคัญกับวงการศิลปะให้ยังคงอยู่ในสังคมด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุดท้ายในวันนี้คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เห็นคุณค่า แต่เราเชื่อว่าควรปลูกฝัง หรือเริ่มจากจุดเล็กๆ ให้คนเห็นความสำคัญว่าศิลปะมีผลต่อชีวิตเราทุกคนไม่ว่าด้านใดก็ด้านหนึ่งจริงๆ”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68268 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-06-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>Gregory Galligan<br />
</b><b>ชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้ง Thai Art Archives, Bangkok</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไปหอศิลป์ครั้งแรกเมื่อปี 2551 ไม่นานหลังจากที่หอศิลป์เปิด ตอนนั้นผมอาศัยอยู่ที่นิวยอร์กกับแฟนซึ่งเป็นคนไทย ช่วงที่มาเยี่ยมครอบครัวเธอที่เมืองไทย เราได้เห็นอาคารนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตอนนั้นผมอยากเห็นและทำความรู้จักว่ามันคืออะไร ซึ่งพอได้มาจริงๆ ผมประทับใจสุดๆ ด้วยตัวอาคารดูเป็นสถานที่เชิงวัฒนธรรมที่โมเดิร์นที่สุดที่ผมเคยเห็นในกรุงเทพฯ ตอนแรกผมคิดว่าที่นี่จะเป็นหอศิลปะร่วมสมัย แต่ไม่ช้าผมก็ได้รู้ว่านี่คือ ‘แพลตฟอร์ม’ ที่รองรับงานเชิงวัฒนธรรมหลากหลายประเภทต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หอศิลป์เป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดอีเวนต์ นิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแขนงสำหรับสาธารณชน ซึ่งต่างกับสหรัฐอเมริกาที่เรามักจะจัดอีเวนต์หรือนิทรรศการในพื้นที่ที่อุทิศให้งานนั้นโดยเฉพาะ ตัวอาคารและสิ่งที่เกิดขึ้นในอาคารมักจะยึดโยงกับงานประเภทใดประเภทหนึ่งมากกว่าจะจัดอีเวนต์ นิทรรศการ หรือการแสดงที่หลากหลายแบบหอศิลป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Thai Art Archives โชคดีที่ได้พื้นที่อยู่ในหอศิลป์นานถึง 5 ปี (2555-2559) ดังนั้นผมจึงมีอะไรให้ไปทำที่นั่นถึง 6 วันต่อสัปดาห์ แต่ปัจจุบันผมไม่ค่อยได้ไปหอศิลป์แล้ว เพราะในฐานะคนที่มาอยู่ประเทศไทยเป็นเวลานาน ผมมักจะมองหาประสบการณ์ที่เข้มข้นและท้าทายกว่านี้ ซึ่งบางครั้งก็หมายถึงการลงมือทำงานด้วยตัวเองมากกว่าจะไปหางานเหล่านั้นที่พื้นที่สาธารณะอย่างหอศิลป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเคยได้ยินข่าวเรื่องที่หน่วยงานรัฐจะยึดหอศิลป์คืนอยู่เหมือนกัน ผมว่ามันน่าทดท้อใจเหลือเกินที่เห็นพวกเขาทำแบบนั้นแทนที่จะทำนุบำรุงความสำเร็จของสินทรัพย์ด้านวัฒนธรรมที่น่าตื่นตาที่สุดแห่งหนึ่งของตน คนไทยควรจะต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าในสังคมนี้ คำว่า ‘กำไร’ ประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง วัฒนธรรมที่ประกอบสร้างขึ้นเพียงเพราะห้างสรรพสินค้าและคอนโดหรูหรานั้นไม่อาจเรียกว่า ‘พัฒนาแล้ว’ ได้เลย มันจะต้องมีวิธีอื่นในการ ‘ลงทุน’ กับสิ่งที่ไม่เป็นวัตถุแต่มีคุณค่าอย่างมากแก่สังคมสิ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อะไรแบบนี้เป็นเรื่องท้าทายเสมอนะ และถ้าผมเป็นหอศิลป์ ผมคงจะลดทอนกิจกรรมบางส่วนลงเพื่อโฟกัสกับกิจกรรมบางประเภทโดยเฉพาะ ผมอยากให้หอศิลป์ก้าวสู่ความเป็นนานาชาติมากขึ้นและเลิกพยายามเอาอกเอาใจทุกคน หอศิลป์ต้องโฟกัสที่ภารกิจหลักและทำภารกิจนั้นให้สำเร็จในระดับภูมิภาคและระดับโลกจนคนที่จ้องวิจารณ์ต้องยอมเงียบเสียงให้ได้ ซึ่งถ้าทำได้ ผมคิดว่าข้าราชการไทยจะต้องยอมรามือและยกย่องอัญมณีแห่งวัฒนธรรมที่ตอนนี้พวกเขาคิดว่าตัวเองบริหารได้ดีกว่าแน่นอน”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68269 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-07-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>อรรถเศรษฐ์ หมายหมั้น<br />
</b><b>ทันตแพทย์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามาหอศิลป์ครั้งแรกตอนมัธยม ตอนนั้นเรายังเด็กดูอะไรไม่เป็นหรอกแต่เพื่อนชวนมา เราไม่ได้อินอะไรมาก นึกออกไหมว่าเราเป็นแค่เด็ก ม.6 ที่มาจากต่างจังหวัด แล้วสงสัยว่าหอศิลป์คืออะไร ตอนนั้นคิดว่ามันคงคล้ายๆ กับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่เราไปดูป้าลูซีมั้ง ที่นี่ก็คงรวมศิลปะเอาไว้แหละ ซึ่งเท่าที่จำได้คือมันน่าเบื่อประมาณหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาผ่านไปจนเราเรียนจบและได้มาทำงานแถวนี้ เรามีโอกาสได้กลับเข้ามาดูงานท่ีหอศิลป์หลายงาน แต่ที่จำได้จริงๆ คือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนั้นความรู้สึกเราเปลี่ยนไปมาก เหมือนเราเริ่มรู้จักงานศิลปะและอะไรหลายอย่าง รู้จักร้านหนังสือ ร้านกาแฟ เริ่มเข้าใจและรู้สึกว่าจริงๆ แล้วที่นี่ดีนะในแง่การมาเดินพัก อะไรหลายๆ อย่างราคาถูกกว่าโดยรอบเยอะ ใครอยากเดินชิลล์มาเดินที่นี่ทั้งวันยังได้ อีกอย่างที่นี่ก็ทำเลดีมาก เวลามาเดตแล้วไม่อยากให้รู้ว่าเราเป็นคนติดห้าง เราก็จะพาเขามาหอศิลป์ (หัวเราะ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่าลึกๆ แล้วหลายคนอยากมาหอศิลป์นะ แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นปัญหาตอนนี้คือหลายคนไม่รู้ว่าจะติดตามหอศิลป์ยังไงนอกจากเพจเฟซบุ๊กของหอศิลป์และศิลปินที่มาแสดง เขาไม่รู้จักช่องทางที่จะตามว่าตอนนี้มีงานอะไรแสดงอยู่ ต่างกับต่างประเทศที่การแจ้งข่าวของเขาจะแฝงอยู่ในทุกที่ เขาให้ค่ากับศิลปะ เช่น มีโปสเตอร์นิทรรศการอยู่ตามเสา ต่างกับบ้านเราที่เป็นใบกู้ผ่อนบ้านอะไรแบบนี้ อีกข้อหนึ่งคือเรารู้สึกว่าหอศิลป์ก็ไม่ได้มีงานใหญ่ๆ เพื่อดึงดูดคนขนาดนั้นงานที่เรารู้สึกว่าดีมักจะไปอยู่ที่อื่นซึ่งเราก็ได้แต่คิดว่าทำไมไม่มาอยู่ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดังนั้นถามว่าที่นี่เป็นของทุกคนไหม เราว่าตอนนี้หอศิลป์อยู่ในภาวะกึ่งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าถึงใครหลายคน เราว่าหอศิลป์เป็นพื้นที่ที่ดีแต่เขาก็ควรทำให้คนสบายใจที่จะมาด้วยการแสดงงานที่หลากหลาย เขาควรทำอะไรที่ใกล้ตัวเรามากกว่านี้ เพราะพอคนเข้าไม่ถึง ตอนที่มีข่าวว่าหอศิลป์จะโดนยึดเมื่อปีที่แล้ว เราเลยเข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่เหล่านั้นไม่ได้มองว่างานศิลปะเป็นเรื่องสำคัญ เขาไม่ได้มองว่าการเสพศิลปะทำให้มีความสุข อีกอย่างคือที่ตรงนี้ก็เป็นทำเลที่ดี พวกเขาก็จะมองว่าเปลี่ยนที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้กลายเป็นตึกอย่างอื่นคงมีประโยชน์มากกว่า ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงถามว่าเสียดายไหม เราก็ยังรู้สึกว่าน่าเสียดาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถึงแม้หอศิลป์จะมีเรื่องต้องปรับปรุง แต่ถ้ามาคิดดูจริงๆ เราก็มีแค่ที่ตรงนี้หรือเปล่าที่เป็นพื้นที่สำหรับโอกาสในการจุดประกายเด็กสักคน ที่นี่เป็นพื้นที่ที่บอกเขาว่าศิลปะที่คุณทำอยู่หรือสิ่งที่คุณอยากเรียน จริงๆ แล้วมันเวิร์ก ซึ่งถ้ามันหายไป เราว่าก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68270 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-08-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>พิชัย แก้ววิชิต<br />
</b><b>วินมอเตอร์ไซค์และช่างภาพ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมขับวินอยู่แถวนี้และมาหอศิลป์เป็นประจำ เวลาขับผ่านก็จะเห็นเขาแปะโปสเตอร์ว่าตอนนี้มีงานอะไร ซึ่งถ้าน่าสนใจผมก็จะแวะเข้ามาดู ส่วนใหญ่ผมมาคนเดียว เพราะเวลาอยากพาคนอื่นมาเขาจะรู้สึกว่าไม่เข้าใจศิลปะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผมก็รู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องดูรู้เรื่องเลย ชอบสีก็คือชอบสี ชอบเส้นก็คือชอบเส้น ไม่เห็นต้องรีบไปเข้าใจเลยว่าเส้นนี้คืออะไร สีนี้คืออะไร แค่มีความสุขกับสิ่งที่เราเห็นก็พอแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่ได้เรียนศิลปะ ดังนั้นผมไม่มีความรู้ด้านศิลปะ แต่สิ่งที่ผมเห็นเวลามาดูงานศิลป์คือความรู้สึก เหมือนเวลาถ่ายภาพ ผมไม่ได้เรียนถ่ายภาพแต่ผมแค่ถ่ายจากความรู้สึกที่เห็น ผมใช้ความเป็นมนุษย์ของตัวเองเชื่อมโยงกับศิลปะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางคนอาจบอกว่าถ้าเครียดใครจะอยากดูศิลปะกัน แต่ผมว่าถ้าเครียดนี่ยิ่งควรดู เพราะแก่นแท้ของศิลปะคือการแสดงออกทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ แง่มุมต่างๆ ของสังคม สภาพการเมือง สิ่งแวดล้อม หรือการปลดปล่อยอะไรบางอย่างมันสามารถส่งผ่านผลงานออกมาและบางครั้งก็เชื่อมโยงกับบางคน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ ยอมรับ และเคารพซึ่งกันและกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ด้วยความที่นิทรรศการของหอศิลป์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เวลาผมมาที่นี่ความรู้สึกเลยเปลี่ยนไปตลอด ผมไม่รู้สึกเบื่อเพราะมันมีอะไรที่น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งอยู่ใกล้แค่นี้ผมยิ่งรู้สึกดีนะ จริงๆ ศิลปะควรเชื่อมโยงกับชุมชน ยิ่งตรงนี้เป็นศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายมากไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติหรือคนไทยด้วยกัน แต่ในขณะที่ทุกวันนี้ผมมาที่นี่บ่อยจนบางทีก็เกรงใจยาม เพื่อนผมที่เป็นวินมอเตอร์ไซค์มาหอศิลป์น้อยมาก บางคนคิดไปก่อนว่าตัวเองไม่ใช่คนในแวดวงศิลปะก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้เรื่องพวกนี้ ซึ่งจริงๆ ผมว่าไม่ใช่ ศิลปะเป็นเรื่องของชีวิต ในเมื่อเรามีชีวิต มีความรู้สึก เราก็ควรที่จะมาดูว่าศิลปะสะท้อนอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อตัวเราบ้าง เหมือนเราให้ความสำคัญกับศิลปะเพื่อจะรู้ว่าตัวเราเองก็มีความสำคัญเหมือนกัน”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68271 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-09-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>อัครักษ์ ยิ้มสอาด<br />
</b><b>นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมมาหอศิลป์ครั้งแรกตอน ม.4 ก่อนหน้านี้ไม่รู้หรอกว่าหอศิลป์มีอะไร แต่เพื่อนบอกว่าที่นี่มีบันไดวนๆ และถ่ายรูปสวย ผมเลยอยากมาลองดูว่าที่นี่หน้าตาเป็นยังไงบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นผมมากับเพื่อนซึ่งสุดท้ายจบที่เราวิ่งเล่นกันและถ่ายรูป จริงๆ ตอนนั้นผมไม่ได้อินกับศิลปะเพราะยังไม่รู้จัก แต่เวลาผ่านไปไม่นานผมก็เริ่มสนใจศิลปะมากขึ้น จนวันหนึ่งเปิดอินสตาแกรมแล้วเห็นว่ามีงานทีสิสเจ๋งๆ แสดงอยู่ที่นี่ ผมเลยกลับมาอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานนั้นชื่อว่า ‘พี่ครับ’ เป็นงานทีสิสของนักศึกษาเอกภาพยนตร์ สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นผมเริ่มสนใจการกำกับหนังพอดี ตอนมาดูเลยรู้สึกประทับใจมากๆ หลังจากนั้นเหมือนผมติด เลิกเรียนก็มาเรื่อยๆ เรียกได้ว่ามาทุกเสาร์-อาทิตย์ เหมือนตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมอยากหาตัวเองด้วยว่าตอนมหาวิทยาลัยจะเรียนอะไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมลองมาดูงานที่หอศิลป์เพราะที่นี่มีงานศิลปะหลายๆ แบบ ผมดูทุกชั้นเลยนะ ทั้งภาพถ่าย ภาพวาด หรือรูปปั้น วันไหนมาติดกันก็ดูซ้ำเพื่อเก็บรายละเอียดของแต่ละงาน พอดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มอิน เหมือนที่นี่ค่อยๆ ทำให้ผมชัดเจนในตัวเองและรู้จักศิลปะมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ผมรู้แค่งูๆ ปลาๆ อย่างผมเริ่มถ่ายรูปตั้งแต่ ม.3 แต่ก็รู้แค่หลักการ ไม่ได้รู้สึกกับรูปเวลาถ่ายจริงๆ พูดง่ายๆ ว่าถ่ายเป็นแต่ไม่มีความรู้สึกผ่านออกมา แต่พอมาเห็นรูปที่นี่ผมได้เข้าใจว่าบางทีรูปหรืองานศิลปะไม่ต้องมีหลักการเป๊ะขนาดนั้นก็ได้ สิ่งสำคัญคือขอแค่เรารู้สึกกับมันมากพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับผม ศิลปะจรรโลงใจเรา เป็นความรู้สึกที่พูดไม่ถูกเหมือนกัน แต่เวลาดูงานหัวผมจะค่อนข้างโล่งและคิดตามไปกับงาน ดังนั้นสำหรับผมเอง ศิลปะจำเป็นสำหรับทุกวัยนะ อะไรแบบนี้มีประโยชน์และทุกๆ อย่างก็ล้วนเป็นศิลปะหมด แต่เวลาได้ยินใครบอกว่าศิลปะไม่จำเป็น ผมคิดว่ามันมาจากเรื่องที่ว่าศิลปะทำเงินได้น้อยมากกว่า คนเลยไม่เห็นค่าจนบอกว่าไม่จำเป็น ผู้ใหญ่ก็เลยไม่อยากให้ลูกหลานมาเรียน ซึ่งผมก็ตั้งคำถามนะว่าทำไม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกไม่นานผมกำลังจะไปเชียงใหม่เพื่อเรียนต่อในสาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โชคดีที่พ่อแม่ผมเข้าใจ และตลกดีที่อย่างแรกที่ผมรู้สึกคือผมอยากเอางานทีสิสมาโชว์ที่หอศิลป์ เหมือนเราประทับใจกับการมาดูงานทีสิสที่นี่มากจนอยากทำแบบนั้นบ้าง และการมางานในครั้งนั้นก็ช่วยให้เราเจอตัวเองจนพบทางที่จะไปจริงๆ”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68272 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/human-of-bacc2-10-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ชนกานต์ ขันแกล้ว<br />
</b><b>ปานวาด วรทอง<br />
</b><b>นลินทิพย์ ศรีวิรัญ<br />
</b><b>กชวรรณ ปะญาติ<br />
</b><b>กรวรา ชอินทรวงศ์<br />
</b><b>นักศึกษาฝึกงานประจำห้องสมุดหอศิลป์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรวรา : เรามาหอศิลป์บ่อยมากตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว เรามาอ่านหนังสือที่ห้องสมุดบ่อยเพราะเราเรียนศิลปะ ที่นี่ก็มีหนังสือศิลปะ เราเลยสนใจหอศิลป์มาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้มองว่าที่นี่เป็นเหมือนตอนนี้ เราคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่ว่าที่นี่ก็เป็นแค่หอศิลป์แห่งหนึ่งคงเหมือนกับอีกหลายๆ หอศิลป์ทั่วไป แต่พอได้เข้ามาฝึกงาน เราพบว่าที่นี่เป็นทั้งหอศิลปะและวัฒนธรรม เขารวมสองอย่างไว้ด้วยกันและพยายามบูรณาการการเรียนรู้ต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชนกานต์ : เรามาที่นี่ครั้งแรกเพราะงานภาพถ่ายของสมเด็จพระเทพฯ ช่วงนั้นเล่นทวิตเตอร์แล้วเห็นภาพที่ท่านถ่ายคนเดิม มุมเดิม ทุกปี แล้วรู้สึกว่าเท่มาก เลยหาว่าสถานที่จัดงานอยู่ที่ไหน ทีนี้พอถึงเวลาฝึกงาน เราเลือกมาฝึกงานที่นี่เพราะมีการเล่านิทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัดมากที่สุดเลยอยากพาตัวเองไปเจอสิ่งที่ไม่ถนัดบ้าง ทุกวันนี้เราจะประจำอยู่ห้อง Kid’s Corner ใครอยากมาฟังนิทานก็เข้ามาหาเราได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรวรา : เรารู้ข่าวหอศิลป์โดนตัดงบครั้งแรกตอนที่ฝึกงาน เอาจริงเราว่ามันแปลกนะ ทำไม กทม.ต้องทำแบบนั้น เราไม่เห็นเลยว่าเขาจะเข้ามาดูแลหอศิลป์ได้ยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชนกานต์ : เรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาใหญ่กว่านั้น เรารู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เวลาเสพศิลป์ เขารู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องรุ่มรวย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีแม้กระทั่งเวลามาหอศิลป์หรอก ดังนั้นเขาก็คงไม่รู้ว่าหอศิลป์มีไว้ทำไม เอาที่ตรงนี้ไปทำห้างดีกว่าไหม ทำคอนโดดีกว่ามั้ง หรือทำเป็นร้านอาหารยังจะคุ้มกว่า คนที่มองเห็นคุณค่าเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ ดังนั้นสำหรับเรา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กทม.หรือที่ตัวหอศิลป์ มันเป็นที่ระบบและรากฐาน เราไม่ได้ปลูกฝังให้ทุกคนเสพศิลป์หรือรักศิลปะตั้งแต่ต้น พอเขาไม่รู้จักก็เป็นธรรมดาที่จะไม่เห็นความสำคัญ และมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาด้วยที่จะต้องมาตระหนักว่าหอศิลป์สำคัญตรงไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรวรา : เสริมจากที่เพื่อนพูด เราว่าถ้ามองกันจริงๆ มันก็เริ่มตั้งแต่การศึกษาของเราแล้วนะ คนไทยยังมีอคติกับคำว่าสายวิทย์สายศิลป์อยู่เยอะ ดังนั้นถ้าจะแก้เราคงต้องแก้ตั้งแต่ตรงนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชนกานต์ : ยกตัวอย่างเช่นวิชาวิทยาศาสตร์ 3 หน่วยกิต แต่วิชาศิลปะ 0.5 หน่วยกิต แค่นี้ก็เห็นความต่างแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรวรา : ดังนั้นถ้าเอาเฉพาะตัวเรา เราคิดว่าที่นี่ยังต้องมีอยู่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของศิลปะ แต่ถ้าความคิดคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความสำคัญ เราก็ไม่รู้ว่าหอศิลป์จะมีอยู่ทำไม เพราะถ้าว่ากันตามตรง ที่นี่ก็เป็นแค่สถานที่ที่ กทม.เป็นเจ้าของ เขาจะเอาไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือผู้คนที่ต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตระหนักรู้ถึงความสำคัญ ถ้าทำได้ เราคงไม่ต้องมานั่งตอบคำถามแล้วว่าทำไมต้องมีหอศิลป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชนกานต์ : สำหรับเรา เราว่าหอศิลป์คงไม่หายไปในเจเนอเรชั่นนี้หรอก เจเนอเรชั่นเราเริ่มมีความรับผิดชอบและตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของศิลปะแล้ว ดังนั้นพวกเราคงไม่ยอมให้หายไปง่ายๆ เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้หอศิลป์หายไปง่ายๆ แล้วเราก็คิดว่ามีผู้ใหญ่อีกหลายคนที่ตระหนักว่าเขาควรจะให้อะไรดีๆ กับสังคมบ้าง เพราะฉะนั้นเราไม่ซีเรียส ยังไงพวกเราก็ไม่ยอม และถ้ามีคนที่ไม่ยอม เขาก็ไม่มีทางจะทำอะไรเราได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรวรา : เพราะหอศิลป์ไม่ใช่สถานที่หรอก แต่เป็นผู้คนต่างหาก</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/humans-of-bacc-2/">&#8220;หอศิลป์ไม่ใช่สถานที่หรอก แต่เป็นผู้คน&#8221; หลากหลายถ้อยคำและความผูกพันจากมนุษย์หอศิลปกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Classroom Makeover : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงเรียนคนตาบอดให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ 360 องศา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/classroom-makeover/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 May 2019 02:00:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ตาบอด]]></category>
		<category><![CDATA[คนตาบอด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้พิการ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=61972</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงโรงเรียนสอนคนตาบอด หลายคนอาจจะนึกถึงการเรียนการสอนอักษรเบรลล์ การสอนเรื่องการจับคลำสิ่งของ การสอนเรื่องทิศทาง และวิชาพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม แต่น้อยคนนักที่จะรู้มากไปกว่านั้น ว่าแท้จริงแล้วคนตาบอดต้องการอะไร และต้องการห้องเรียนแบบไหน ในความคิดของหลายๆ คน โรงเรียนสอนคนตาบอดไม่ต่างจากดินแดนสนธยาที่ดูยากจะเข้าถึง แคมเปญและกิจกรรมเรื่องการศึกษาส่วนใหญ่มุ่งไปที่การพัฒนาห้องเรียนของเด็กปกติเป็นหลัก หรือการเรียนการสอนเพื่อเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการด้านต่างๆ ดังเช่นที่หลายคนอาจเคยเห็น Classroom Makeover หรือการปฏิวัติห้องเรียนให้สนุกและเสริมศักยภาพด้านการเรียนรู้ให้มากขึ้นในโรงเรียนบางแห่ง แต่ วู้ดดี้–ธนพล ศิริธนชัย ผู้บริหารบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Goldenland กลับมองต่างออกไป เขามองว่าโอกาสทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัยควรกระจายออกไปในกลุ่มเด็กพิการที่ขาดโอกาสบ้าง เพราะศักยภาพของคนทุกคนสามารถพัฒนาได้หากได้โอกาสและคนสนับสนุน โปรเจกต์ Classroom Makeover ของ Goldenland จึงต่างออกไปโดยเลือกทำโปรเจกต์พัฒนาห้องเรียนสำหรับเด็กผู้พิการทางสายตาก่อนวัยเรียน เพราะจากสถิติ ผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับอัตราการเข้าโรงเรียนของเด็กทั่วไป โปรเจกต์ Classroom Makeover สำหรับเด็กผู้พิการทางสายตาจึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนกล่องสี่เหลี่ยม จับเด็กๆ มานั่งเรียนอักษรเบรลล์ แต่ทุกตารางนิ้วของสเปซแห่งนี้สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นผนังและพื้นที่เด็กๆ เดินย่ำลงไป แถมยังเพิ่ม 4 วิชาสุดสนุกอย่างวิชาสัมผัส วิชาเสียง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/classroom-makeover/">Classroom Makeover : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงเรียนคนตาบอดให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ 360 องศา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงโรงเรียนสอนคนตาบอด หลายคนอาจจะนึกถึงการเรียนการสอนอักษรเบรลล์ การสอนเรื่องการจับคลำสิ่งของ การสอนเรื่องทิศทาง และวิชาพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม แต่น้อยคนนักที่จะรู้มากไปกว่านั้น ว่าแท้จริงแล้วคนตาบอดต้องการอะไร และต้องการห้องเรียนแบบไหน</p>
<p>ในความคิดของหลายๆ คน โรงเรียนสอนคนตาบอดไม่ต่างจากดินแดนสนธยาที่ดูยากจะเข้าถึง แคมเปญและกิจกรรมเรื่องการศึกษาส่วนใหญ่มุ่งไปที่การพัฒนาห้องเรียนของเด็กปกติเป็นหลัก หรือการเรียนการสอนเพื่อเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการด้านต่างๆ ดังเช่นที่หลายคนอาจเคยเห็น Classroom Makeover หรือการปฏิวัติห้องเรียนให้สนุกและเสริมศักยภาพด้านการเรียนรู้ให้มากขึ้นในโรงเรียนบางแห่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62000 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0257.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0257.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0257-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>แต่ <strong>วู้ดดี้–</strong><strong>ธนพล ศิริธนชัย</strong> ผู้บริหารบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Goldenland กลับมองต่างออกไป เขามองว่าโอกาสทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัยควรกระจายออกไปในกลุ่มเด็กพิการที่ขาดโอกาสบ้าง เพราะศักยภาพของคนทุกคนสามารถพัฒนาได้หากได้โอกาสและคนสนับสนุน</p>
<p>โปรเจกต์ Classroom Makeover ของ Goldenland จึงต่างออกไปโดยเลือกทำโปรเจกต์พัฒนาห้องเรียนสำหรับเด็กผู้พิการทางสายตาก่อนวัยเรียน เพราะจากสถิติ ผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับอัตราการเข้าโรงเรียนของเด็กทั่วไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62012 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B.jpg" alt="" width="675" height="476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B-300x212.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B-600x423.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>โปรเจกต์ Classroom Makeover สำหรับเด็กผู้พิการทางสายตาจึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนกล่องสี่เหลี่ยม จับเด็กๆ มานั่งเรียนอักษรเบรลล์ แต่ทุกตารางนิ้วของสเปซแห่งนี้สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นผนังและพื้นที่เด็กๆ เดินย่ำลงไป แถมยังเพิ่ม 4 วิชาสุดสนุกอย่างวิชาสัมผัส วิชาเสียง วิชาลมหายใจ และวิชาลำแสง ที่เป็นทักษะสำคัญในการดำรงชีวิตและเสริมสร้างพัฒนาการอีกด้วย</p>
<p><strong>อิฐก้อนแรกสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>โปรเจกต์ Classroom Makeover หรือห้องเรียนคนตาบอด 360 องศา เป็นเหมือนอิฐก้อนแรกที่จะเข้าไปแทรกอยู่ในรากฐานของโรงเรียนคนตาบอดที่ช่วยให้เด็กๆ สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้แบบรอบด้านสมชื่อ เพราะไม่เพียงแต่จะปรับปรุงสเปซให้เอื้อแก่พัฒนาการของเด็กๆ เท่านั้น โกลเด้นแลนด์ยังตั้งใจให้โปรเจกต์นี้เป็นห้องเรียนต้นแบบแก่โรงเรียนสอนคนตาบอดที่อื่นๆ สามารถถอดแบบไปใช้ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62009 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B-3-Form-and-Color-Lighting.jpg" alt="" width="675" height="381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B-3-Form-and-Color-Lighting.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B-3-Form-and-Color-Lighting-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-B-3-Form-and-Color-Lighting-600x339.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>จากปรัชญาขององค์กรที่ว่า ‘Developing the Best’ ได้คลี่คลายออกมาเป็นโปรเจกต์ที่กำลังก่อร่างสร้างอนาคตทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยผู้พิการทางสายตา พัฒนาจากปรัชญาองค์กร ‘Developing the Best’ ว่าคือการพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งตัวพื้นที่และทรัพยากรบุคคล</p>
<p>“คอนเซปต์คือเราจะพัฒนาสินทรัพย์แบบไหนก็ตาม เราต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งโจทย์เรื่องการพัฒนาก็ย้อนกลับมาที่การพัฒนาสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด นั่นก็คือการพัฒนาคน คนจะเติบโตเป็นคนดีได้ต้องกลับมาที่การศึกษา เราต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดีตั้งแต่ต้น”</p>
<p>วู้ดดี้อธิบายถึงหลักการและปรัชญาขององค์กรเรื่องการพัฒนา ซึ่งกลับมาตอบโจทย์การพัฒนาคน โดยเฉพาะในวัยเด็ก หากเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่ต้น เท่ากับสามารถพัฒนาคนคนหนึ่งให้มีศักยภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งกำลังอยู่ในวัยพัฒนา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62011 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0314.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0314.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0314-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/IMG_0314-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เรามองว่าเด็กผู้พิการทางสายตาไม่ได้เป็นคนที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในมุมมองของเขา คนตาบอดมีครบ 32 เหมือนเรา เพียงแต่มองไม่เห็น เราจะเริ่มพัฒนาคนจากกลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ขาดโอกาส เราจึงอยากให้โอกาสและพัฒนาเด็กที่พิการทางสายตาก่อน เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาจะช่วยดึงศักยภาพเขาขึ้นมา”</p>
<p>แม้ในเมืองไทยจะมีโรงเรียนสอนคนตาบอดจำนวนไม่น้อยที่สามารถเข้าไปสร้างโปรเจกต์ห้องเรียน 360 องศาได้ แต่โกลเด้นแลนด์เลือกที่จะทำโปรเจ็กต์นำร่องที่โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา จังหวัดชลบุรี ด้วยเล็งเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ควรเลือกโรงเรียนที่ค่อนข้างมีความพร้อม เพราะจะทำให้ต่อยอดเรื่องการพัฒนาคนได้ดีกว่า ถ้าเริ่มต้นในโรงเรียนที่ห่างไกลและขาดแคลน องค์กรต้องลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการพัฒนาที่ตัวคนจริงๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62013 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Plan.jpg" alt="" width="675" height="440" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Plan.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Plan-300x196.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Plan-600x391.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“แม้กระทั่งโรงเรียนที่เราเลือก เราต้องดูโรงเรียนที่มีความพร้อมระดับหนึ่ง เพราะถ้าไปในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อม เราอาจต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนา อาจจะสร้างอิมแพกต์กับสังคมและพัฒนาที่ตัวคนไม่ได้มากเท่าที่ควร” วู้ดดี้เสริม</p>
<p>จากการเลือกโรงเรียน จึงกลับไปที่การกลับไปดูความต้องการของเด็กๆ ผู้พิการทางสายตาว่าต้องการอะไร วู้ดดี้จึงได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ นักออกแบบ และคณาจารย์ เพื่อให้โปรเจกต์นี้ตอบโจทย์ที่การพัฒนาคนอย่างองค์รวม</p>
<p>เป้าหมายหลักๆ จึงอยากให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด “หากเด็กๆ ได้มาใช้ประโยชน์จากห้องเรียน 360 องศา น่าจะช่วยให้เด็กผู้พิการทางสายตาสามารถพัฒนาไปเป็นคนที่มีศักยภาพ สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง และเป็นคนดีของสังคมได้ในอนาคต”</p>
<p>วู้ดดี้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ต่อว่า “เราอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดบนพื้นที่ที่มีอยู่ แทนที่เราจะซื้อของไปบริจาคหรือแค่ทาสีอาคาร เราก็คิดว่าควรจะทำอะไรมากกว่านั้น เราเลยทำห้องเรียนแบบองค์รวม 360 องศา ต้องเปลี่ยนหมดเลย ทั้งพื้น ผนัง ฝ้า ไม่ใช่แค่ซ่อมแซมของที่มีอยู่ เราก็ไปคุยกับนักออกแบบสำหรับเด็กผู้พิการทางสายตา ก็พบว่าจริงๆ แล้วเด็กต้องการการเรียนรู้เรื่องเสียง สัมผัส กลิ่น และแสง ดวงตาของเด็กๆ หลายคนไม่ได้บอดสนิท หลายคนมองเห็นได้เลือนราง ถ้าได้รับการกระตุ้นให้มองเห็นแสง จะช่วยชะลอหรือช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62014 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-D-Identify-animal-shape-and-outlines.jpg" alt="" width="675" height="379" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-D-Identify-animal-shape-and-outlines.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-D-Identify-animal-shape-and-outlines-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-D-Identify-animal-shape-and-outlines-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>วิชาสัมผัส วิชาเสียง วิชาลมหายใจ และวิชาลำแสง จึงเกิดขึ้นเพิ่มจากหลักสูตรปกติของเด็กผู้พิการทางสายตา มีให้เด็กๆ ทดลองดมกลิ่นควันไฟ กลิ่นนมบูด น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นกลิ่นที่เด็กก่อนวัยเรียนต้องรับรู้และแยกแยะให้ออกเพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ที่สำคัญคือเด็กผู้พิการทางสายตาจะไม่ได้แบ่งชั้นเรียนตามช่วงอายุ แต่แบ่งเป็นช่วงพัฒนาการ ดังนั้นเด็กหลายช่วงวัยจึงใช้พื้นที่นี้ในการเรียนรู้ร่วมกันได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62015 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-C-2-Shake-_-Identify-object-in-the-pin.jpg" alt="" width="675" height="375" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-C-2-Shake-_-Identify-object-in-the-pin.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-C-2-Shake-_-Identify-object-in-the-pin-300x167.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Wall-C-2-Shake-_-Identify-object-in-the-pin-600x333.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ส่วนผนังห้องเรียนก็ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้เรื่องการสัมผัส มีวัตถุต่างๆ ที่สามารถเขย่าได้ มีหมุดต่างๆ ในวัตถุที่ช่วยกระตุ้นสัมผัส เช่น เหรียญ ก้อนหิน กรวด น้ำตาล ฯลฯ หรือพื้นที่สำหรับการปักหมุดเข้าช่องสีต่างๆ ซึ่งอุปกรณ์ในห้องเป็นผลงานการออกแบบของนักออกแบบของเล่นมืออาชีพ</p>
<p>“เราดึงคนมาทำงานร่วมกัน เราเอาแนวคิดเริ่มต้นที่อยากพัฒนาสเปซให้เกิดศักยภาพสูงสุดให้กับผู้ใช้ เราเป็นบริษัทเกี่ยวกับ Development เราก็ไปหาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาช่วยกันระดมความคิด ในภาพใหญ่เราได้ Creative Crew มาช่วยดูเรื่องดีไซน์ ส่วนเรื่องหลักสูตรวิชาต่างๆ ก็มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านช่วยดูแล เราเป็นคนเอาชิ้นส่วนต่างๆ ของภาพมาประกอบและนำมาประมวลรวมกัน”</p>
<p>แม้จะเป็นโปรเจกต์ห้องเรียน แต่วู้ดดี้ไม่ได้เริ่มจากสเกลใหญ่เกินตัว หรือตั้งใจจะไปล้มระบบที่มีอยู่เดิม ‘Think big, act small.’ จึงเป็นปรัชญาเบื้องหลังแนวคิดการทำห้องเรียนนี้</p>
<p>“เราไม่ได้ไปถึงระบบการศึกษากลางหรือต้องคุยกับกระทรวง สิ่งที่เราคิดเป็นตัวอย่าง ‘Think big, act small.’ คือเราอยากทำเป็นห้องเรียนต้นแบบ เราพร้อมจะแบ่งปันกับคนอื่นๆ สามารถนำโมเดลห้องเรียนนี้ไปใช้ในโรงเรียนต่างๆ หรือในชุมชนของคุณ ถ้าเราทำตัวอย่างแล้วคนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในที่อื่นๆ ได้ นี่คือการทำในพาร์ตเล็กๆ ที่เราทำได้ คือ act small แต่ในอนาคตอาจจะขยายไปใช้ในภาพใหญ่ได้เหมือนกัน ถ้าเราไปเริ่มด้วยสเกลใหญ่แล้วทำไม่ได้จะเป็นการสิ้นเปลือง เพียงแต่ต้องทำตัวอย่างที่เห็นผลก่อน แล้วเปิดสู่สาธารณะ เรามีเอกสารและข้อมูลทั้งหมด ทั้งการออกแบบและหลักสูตร เราเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้” (หากใครสนใจเอกสารหลักสูตรและข้อมูล สามารถติดต่อได้ที่ 02 764 6244)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62017 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Sound-3.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Sound-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Sound-3-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Sound-3-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ห้องเรียน 360 องศาแห่งนี้เป็นฮับรวมโมเดลการเรียนรู้ ทั้งในแง่พื้นที่ที่สรรค์สร้างและออกแบบมาเพื่อเด็กผู้พิการทางสายตาโดยเฉพาะ รวมถึงหลักสูตรทั้ง 4 วิชาก็ร่างออกมาจากความต้องการของเด็กๆ ผู้พิการทางสายตาจริงๆ ที่สำคัญคือพร้อมจะเปิดข้อมูลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาศึกษา นำข้อมูลไปใช้ในสาธารณะได้ฟรี</p>
<p>“โรงเรียนสอนคนตาบอดที่อื่นมาดูแล้วอาจจะเอาแนวคิดไปปรับใช้ได้เลย แต่สำหรับคนทั่วไปที่เข้ามา จะได้เห็นว่าเราสามารถพัฒนาพื้นที่หนึ่งๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ไม่ใช่แบบทาสีหรือบริจาคของ ถ้าประสบความสำเร็จ ในอนาคตก็จะสานต่อโครงการในปีต่อๆ ไป เพราะเราอยากทำให้ยั่งยืน และกระจายโมเดลห้องเรียนนี้ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>ภาพถ่าย : พิชาญ สุจริตสาธิต </em></p>
<hr />
<div id="erdyt-6a2e1bc574845" data-id="Z5vXkwTijpU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-Z5vXkwTijpU-6a2e1bc574845" data-vid="Z5vXkwTijpU" data-src="https://www.youtube.com/embed/Z5vXkwTijpU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/Z5vXkwTijpU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<div id="erdyt-6a2e1bc574882" data-id="d7hdQTLrYNE" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-d7hdQTLrYNE-6a2e1bc574882" data-vid="d7hdQTLrYNE" data-src="https://www.youtube.com/embed/d7hdQTLrYNE?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/d7hdQTLrYNE/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<div id="erdyt-6a2e1bc57489a" data-id="-58IeU8szXQ" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp--58IeU8szXQ-6a2e1bc57489a" data-vid="-58IeU8szXQ" data-src="https://www.youtube.com/embed/-58IeU8szXQ?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/-58IeU8szXQ/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<div id="erdyt-6a2e1bc5748ae" data-id="VNABhp8CCDM" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-VNABhp8CCDM-6a2e1bc5748ae" data-vid="VNABhp8CCDM" data-src="https://www.youtube.com/embed/VNABhp8CCDM?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/VNABhp8CCDM/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/classroom-makeover/">Classroom Makeover : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงเรียนคนตาบอดให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ 360 องศา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากลูกลิเกสู่แรปสตาร์ &#8220;เพราะกูคือ ‘MAIYARAP’ กูอมตะ ฆ่ากี่ครั้งไม่ตาย&#8221;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/maiyarap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Apr 2019 11:16:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Rap is now]]></category>
		<category><![CDATA[Rap]]></category>
		<category><![CDATA[rapper]]></category>
		<category><![CDATA[The Rapper Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[MAIYARAP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=59667</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรายังจำวันที่เริ่มดู RAP IS NOW : The War Is On Season 2 เพื่อศึกษาหาข้อมูลทำ a day ฉบับที่ 217 เล่ม The Rise of Thai Rap ได้ดี ชื่อของ MAIYARAP หรือ แชมป์–นครินทร์ จรูญวิทยา ถูกพูดถึงแทบทุกครั้งที่เข้าประชุม ไม่ว่าครั้งไหน คลิปวิดีโอการแรปแบตเทิลของชายหนุ่มผู้สวมใส่กางเกงยีนส์ขาเดฟ เซตผมดูคล้ายว่าเป็นนักร้องเพลงร็อกมากกว่าจะเป็นแรปเปอร์ที่กำลังตะโกนไปทั่วเวทีด้วยวลีประจำตัวอย่าง &#8220;ชื่อกูจำง่ายแค่สามพยางค์&#8221; นี้จะต้องถูกเปิดทิ้งเอาไว้เสมอ เช่นเดียวกันกับตอนนี้ สิงห์สนามแรปอย่างเขาออกผลงานใหม่มาให้เราติดตามอีกครั้งผ่านทั้งผลงานเพลง และลีลาบนสังเวียนแข่งขันอย่างรายการ The Rapper Season 2 เวทีที่มิเพียงทำให้ต้องตื่นตะลึงไปกับภาพลักษณ์ใหม่ๆ อย่างการร้องลิเกผสมไรม์แรป แต่ยังทำให้จิตใจระคนไปด้วยความสงสัยว่าแรปเปอร์ชื่อดังอย่างเขา ทำไมยังต้องลงแข่งขันรายการนี้อีก ปฏิเสธไม่ได้ว่าใครๆ ก็มีภาพจำเกี่ยวกับตัวเขาในวันที่สำเร็จแล้ว ไม่เว้นแม้แต่เรา แต่คุณยังมีเวลาว่างสักครู่ไหม เราอยากชวนคุณไปพูดคุยกับเขายาวๆ แบบไม่ต้องนับจำนวนพยางค์ คุยกันถึงคืนวันก่อนๆ ที่เด็กชายนครินทร์เติบโตในโรงลิเกในจังหวัดนครสวรรค์ คุยกันถึงวันก่อน ที่นายห่วยอย่างแชมป์จะกลายเป็นแรปสตาร์ที่มีชื่อสามพยางค์ ‘MAIYARAP&#8217;     ก้าวแรกสู่สังเวียนแรป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/maiyarap/">จากลูกลิเกสู่แรปสตาร์ &#8220;เพราะกูคือ ‘MAIYARAP’ กูอมตะ ฆ่ากี่ครั้งไม่ตาย&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เรายังจำวันที่เริ่มดู <em>RAP IS NOW : The War Is On Season 2</em> เพื่อศึกษาหาข้อมูลทำ a day ฉบับที่ 217 เล่ม The Rise of Thai Rap ได้ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชื่อของ MAIYARAP หรือ <strong>แชมป์–นครินทร์ จรูญวิทยา</strong> ถูกพูดถึงแทบทุกครั้งที่เข้าประชุม ไม่ว่าครั้งไหน คลิปวิดีโอการแรปแบตเทิลของชายหนุ่มผู้สวมใส่กางเกงยีนส์ขาเดฟ เซตผมดูคล้ายว่าเป็นนักร้องเพลงร็อกมากกว่าจะเป็นแรปเปอร์ที่กำลังตะโกนไปทั่วเวทีด้วยวลีประจำตัวอย่าง &#8220;ชื่อกูจำง่ายแค่สามพยางค์&#8221; นี้จะต้องถูกเปิดทิ้งเอาไว้เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกันกับตอนนี้ สิงห์สนามแรปอย่างเขาออกผลงานใหม่มาให้เราติดตามอีกครั้งผ่านทั้งผลงานเพลง และลีลาบนสังเวียนแข่งขันอย่างรายการ <em>The Rapper Season 2</em> เวทีที่มิเพียงทำให้ต้องตื่นตะลึงไปกับภาพลักษณ์ใหม่ๆ อย่างการร้องลิเกผสมไรม์แรป แต่ยังทำให้จิตใจระคนไปด้วยความสงสัยว่าแรปเปอร์ชื่อดังอย่างเขา ทำไมยังต้องลงแข่งขันรายการนี้อีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าใครๆ ก็มีภาพจำเกี่ยวกับตัวเขาในวันที่สำเร็จแล้ว ไม่เว้นแม้แต่เรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่คุณยังมีเวลาว่างสักครู่ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยากชวนคุณไปพูดคุยกับเขายาวๆ แบบไม่ต้องนับจำนวนพยางค์ คุยกันถึงคืนวันก่อนๆ ที่เด็กชายนครินทร์เติบโตในโรงลิเกในจังหวัดนครสวรรค์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุยกันถึงวันก่อน ที่นายห่วยอย่างแชมป์จะกลายเป็นแรปสตาร์ที่มีชื่อสามพยางค์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘MAIYARAP&#8217;</span><b>    </b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59678 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_8.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3 style="text-align: left;">ก้าวแรกสู่สังเวียนแรป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเริ่มจากฟังเพลงครับ ยุคนั้นเพลงจังหวะมันๆ ร้องเร็วๆ แบบนี้จะมีอยู่ในหนัง ในภาพยนตร์ เราดู<em> Fast &amp; Furious</em> แล้วอยากรู้ว่ามันคือแนวเพลงอะไร เลยไปศึกษาหาข้อมูลดู”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางฮิปฮอปของแชมป์ไม่ได้มีอะไรน่าประหลาดใจไปกว่าศิลปินร่วมวงการคนอื่นๆ เริ่มต้นจากการฟังเพลงฮิปฮอปแล้วชอบ หันไปเต้นบีบอย จริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นอัดเพลงและกลายเป็นศิลปิน ถึงจะรู้ดีว่าเรียบง่ายแบบนั้น แต่ท่าทางสบายๆ ขณะเล่าของแชมป์ก็พาให้เราตั้งใจฟังเขาเล่าเรื่องราวในชีวิตออกมาเป็นฉากๆ ได้อย่างไม่เบื่อหน่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราฟังมาอย่างนั้นตั้งแต่อายุ 12 ปี จากฮิปฮอปอเมริกาฝั่ง West Coast ก็เริ่มศึกษาลงลึกขึ้นเรื่อยๆ จนมาเจอกับฮิปฮอปไทยอย่างพี่ๆ ไทยเทเนี่ยม ก้านคอคลับ และดาจิม จนพอขึ้นเรียนชั้นมัธยม บังเอิญไปได้ยินเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันฟังเพลงแนวนี้อยู่ เราเลยเดินไปทัก กะจะโชว์ลึกว่า &#8220;เฮ้ย เราฟังเพลงนี้นะ นายรู้จักไหม&#8221; แต่เพื่อนดันโชว์ภูมิกลับมาลึกกว่า ด้วยคำถามว่า &#8220;มึงรู้จักวงสี่แควหรือเปล่า&#8221; แชมป์แสดงท่าทีอึ้งๆ เหมือนที่หลุดแสดงอาการให้เพื่อนเห็นในวันที่ได้ยินชื่อวงแรปเปอร์อันเดอร์กราวนด์ของจังหวัดนครสวรรค์เป็นครั้งแรก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงแรปอันเดอร์กราวนด์ที่ทั้งดิบและมันของวงสี่แคว ทำให้โลกแห่งฮิปฮอปของเด็กชายนครินทร์ถูกเปิดกว้างขึ้นกว่าเก่า จากที่ก่อนหน้านี้ได้แต่นั่งฟังเพลง หัดทำท่าทางที่ตัวเองเรียกว่าเต้นบีบอยไปวันๆ  ไม่ได้มีแก๊งหรือพลพรรคฮิปฮอปที่ไหนคอยแบ่งปันความชอบ ท่อนหนึ่งจากเพลงของวงอันเดอร์กราวนด์วงนี้ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูส่งให้แชมป์ก้าวเข้ามาคลุกคลีกับวงการนี้อย่างจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันมีท่อนหนึ่งของเพลงพูดว่า ‘ถ้าใครมีอุดมการณ์แบบเดียวกับกู มึงแรปมาเลย กูเว้นที่ว่างไว้ให้’ เราเลยได้บีตเปล่ามาเริ่มหัดแรป หัดเขียน ด้วยความเลือดร้อนพอเขียนเสร็จก็เริ่มหาวิธีการติดต่อสมาชิกวงสี่แคว โชคดีที่เครดิตใต้เพลงในยูทูบของวงแปะเฟซบุ๊กทิ้งไว้ให้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ผมเป็นคนที่ไม่เก่งเทคโนโลยีเลย เราต้องใช้เวลาว่างของวันเรียน หรือจริงๆ ก็คือการโดดเรียนนั่นแหละ ไปร้านคอมพ์ เพื่อที่จะศึกษาว่าเฟซบุ๊กนี่สมัครยังไง ไปดูว่าพวกพี่ๆ วงสี่แควเขาเป็นเพื่อนกับใครบ้าง ใครแท็กรูปมาบ้าง เริ่มจากแอดพี่ต๊อบ Blacksheep เป็นคนแรก หลังจากนั้นก็ยาวเลยครับ พี่ต๊อบเป็นเพื่อนกับใครผมแอดหมด พอคนในกลุ่มเขารับเป็นเพื่อน ต่อมประจบสอพลอก็เริ่มทำงานเลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59692 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เพราะไม่รู้จักกันมาก่อน การประจบสอพลอบอกว่าติดตามผลงานมานานแล้วของแชมป์จึงไม่เป็นผล เขาโดนรุ่นพี่กลุ่มนั้นแอกต์กลับมาตามสไตล์ ซึ่งแน่นอนว่าคนอย่างแชมป์ไม่สะทกสะท้าน การกระทำนั้นกลับยิ่งทำให้เขามองว่าคนกลุ่มนี้เท่มาก ยิ่งอยากรู้จัก ยิ่งคะยั้นคะยอขอเข้าไปหาที่สตูดิโอ ขอเข้าไปอัดเพลงด้วย </span><span style="font-weight: 400;">แม้จะต้องเผชิญกับคำปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ยังบากบั่นทักไปหาคนแล้วคนเล่า จนสุดท้ายสมาชิกวงสี่แควก็ใจอ่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เฮ้ย จะเอาจริงเหรอ&#8221; หนึ่งในสมาชิกเอ่ยถามแชมป์เมื่อครั้งอดีต ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นก้าวแรกสู่ความเป็นมืออาชีพของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีคำว่าเล่นอยู่แล้ว เขาตอบตัวเองและรุ่นพี่ไปแบบนั้น แม้ตอนนั้นจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการที่ตัวเองสามารถพูดเป็นจังหวะ หรือพูดตามบีตได้เช่นนี้เรียกว่า ‘แรปเป็น’ หรือเปล่า แต่เพียงได้รับคำตอบรับจากกลุ่มคนที่ตัวเองชื่นชอบ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นเหตุผลให้แชมป์สละเวลาเรียน นั่งพิมพ์เนื้อเพลงส่งไปให้รุ่นพี่วงสี่แควแบบยาวเหยียด เพราะไม่รู้จักทั้งคำว่าบาร์ และยังไม่รู้ว่าการก๊อบปี้ต้องทำอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอส่งไปสักพัก พี่โอ๊ตหนึ่งในสมาชิกของวงสี่แควก็โทรมา ถามว่ามึงอยากแรปเหรอ ผมก็ตอบไปทันทีเลยว่า ใช่ครับ ผมอยากแรปมาก ตอนนั้นฟีลเหมือนออดิชั่นเข้าค่ายเพลงเลย พี่เขาบอกให้ลองแรปมา แรปทางโทรศัพท์นี่แหละ เดี๋ยวไปเรียกเพื่อนมาฟังด้วย ซึ่งเพื่อนที่เขาเรียกมา คือ ต๊อบ Blacksheep ครับ ผมนี่ขนลุกซู่เลย คิดแต่ว่า โห ไอดอลกูมาฟังด้วยว่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่พอเริ่มแรปให้ฟัง พี่ต๊อบกลับบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวมึงมาที่บ้านเลยดีกว่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เท่จัด–แชมป์ได้แต่เก็บความคิดนี้ไว้ในใจ รอจนวันนัดเจอกัน </span><span style="font-weight: 400;">แต่พอถึงวันนั้น เขาถึงกับต้องสบถออกมาว่า &#8220;เหี้ยอะไรวะเนี่ย นี่กูอยู่ที่ไหน&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสถานที่ที่เขาคะยั้นคะยอขอมาเยือนแทบตายกลับไม่ใช่สตูดิโอเพลงขนาดใหญ่ ที่มีอุปกรณ์ครบครันทั้งมิกซ์เซอร์ ไมค์ หรือแม้แต่ห้องไว้อัดเสียงแยกอย่างที่ฝัน </span><span style="font-weight: 400;">หากแต่เป็นเพียงห้องนอนเล็กๆ ที่มีแค่โซฟา ลำโพงขนาดใหญ่ 4-6 ตู้ และอุปกรณ์อัดเสียงอย่างกล้องแคมฟอกซ์พร้อมที่กันน้ำลาย DIY จากไม้แขวนเสื้อและถุงน่องติดตั้งไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงตั้งคำถาม แต่นี่ก็นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำเพลง และถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับต๊อบ รุ่นพี่ที่เปรียบเสมือนไอดอลในการใช้ชีวิต และเป็นคนที่คอยเลี้ยงดูเขาในยามที่ชีวิตเจอปัญหา</span></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59683 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_13.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_13.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_13-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></b></p>
<h3>ก้าวแรกสู่เวทีลิเก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังเรื่องราวด้านบน ใครหลายคนอาจยังคิดว่าชีวิตของแชมป์ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นไปกว่าคนอื่นเขา ก็แค่เด็กชายคนหนึ่งที่ตกหลุมรักในวัฒนธรรมฮิปฮอปเท่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าเราเล่าถึงสิ่งที่ทำให้ชายคนนี้แตกต่างไปจากคนอื่นอย่างการเติบโตมาในโรงลิเก คงทำให้ใครหลายคนเริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> การเต้นบีบอยไปพร้อมๆ กับการจดจำท่าพรหมสี่หน้า ท่ายูงฟ้อนหาง และบทลิเกหลายบทบาททั้งตัวโจ๊ก พระเอก และพ่อพระเอก คือสิ่งที่ดำเนินไปพร้อมกันในไรม์ชีวิตของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ พ่อกับแม่ไม่อยากให้เป็นลิเกนะ คนที่ขอเล่นลิเกคือผมเอง” แรปเปอร์หนุ่มแย้งขึ้นมาเมื่อเราถามออกไปว่าลูกชายเจ้าของคณะลิเกคนนี้ต้องแบกรับความกดดันจากพ่อแม่ให้สืบต่อกิจการบ้างหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เขาจะพูดเสมอว่าไม่อยากให้เป็นเหมือนกู อยากให้เป็นข้าราชการ เป็นตำรวจมากกว่า จะได้มีเงินบำนาญ แก่ไปจะได้สบาย ทำงานอย่างเขามันหาเช้ากินค่ำ แต่ด้วยความที่สังคมรอบข้างเป็นลิเกหมด เราเลยรู้สึกเหมือนเป็นแกะดำในนั้น คุยกับใครก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเขาฟังแต่เพลงลูกทุ่งเป็นส่วนใหญ่ บวกกับช่วงนั้นเราเริ่มโตเป็นวัยรุ่นแล้ว เริ่มอยากทำงานพิเศษ อยากช่วยพ่อแม่บ้าง ก็เลยขอพ่อหัดลิเก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;มึงเรียนได้ แต่กูจะไม่สอนมึง&#8221; คือคำตอบที่เขาได้รับจากพ่อ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59675 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ปัญหา แชมป์ตัดสินใจไปเรียนลิเกกับคณะอื่น ไปเผชิญกับคลาสเรียนลิเกที่เขาย้ำคำว่า ‘มันโหดมาก’ ให้เราฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ขั้นตอนการหัดลิเกมันโหดมากครับ มันยากมาก เพราะเราไม่มีพื้นฐาน ไม่มีอะไรเลย ยิ่งผมเต้นบีบอยมา ท่าทางของเราจะยิ่งแข็งกระด้าง ผมต้องไปนั่งให้เขาถีบขาให้ฉีกออก ต้องเอามือจุ่มในน้ำอุ่นแล้วดัดให้อ่อน แค่เข้าไปเรียนวันแรกก็รับรู้ได้ถึงความกดดันแล้ว เขาสอนให้เราดูแล้วจำ ได้บทไหนมาก็ต้องเล่นให้ได้ตามนั้น แจกบทให้อ่าน ถ้ายังทำไม่เป็นก็ฟังครู ลองจินตนาการดูว่าถ้าบทมันเป็นแบบนี้ เราจะพูด จะแสดงออกมายังไง แล้วในหนึ่งอาทิตย์บทบาทที่เราได้นี่ไม่ซ้ำกันเลยนะ และ</span>สิ่งที่จำได้แม่นที่สุดตอนนั้นคือ ‘การทำวัตรเย็น’ มันคือชื่อที่ผมใช้เรียกแทนการท่องชื่อท่ารำต่างๆ พอท่องเสร็จก็ต้องรำต่อ รำให้ครบทุกท่า มีโอกาสผิดได้ประมาณ 3 ครั้ง ถ้าผิดครั้งที่ 4 จะโดนทุบ ซึ่งผมก็โดนทุกวัน โดนประจำ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฝึกอย่างนี้ทุกวัน กินเวลานานเป็นเดือน พอปิดเทอมคณะก็จะเริ่มหางานลิเกให้เล่นอย่างจริงจัง ผมก็เล่นมาอย่างนั้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วง ม.1 จนใกล้จะขึ้น ม.3 ที่เริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มันกระทบกับการเรียนเกินไป เนื่องจากบางงานกว่าจะเลิกก็ตีหนึ่ง กว่าจะนั่งรถจากต่างจังหวัดกลับมาถึงนครสวรรค์ก็บวกไปอีก 3-4 ชั่วโมง บางทีกลับมาถึงบ้านก็เช้าแล้ว ยังไม่ทันได้นอนก็ต้องไปเรียนต่อ หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหยุดเรียนไปเลย</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">แม่เลยให้หยุด เขาบอกว่ากูอยากเห็นมึงเรียนจบ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช่ เขาเรียนไม่จบ แม้จะห่างหายจากงานลิเกและกลับมาเรียนตามปกติแล้วหนึ่งเทอม แม้จะคิดว่าคงไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้เสียการเรียนอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ชีวิตมักเล่นตลกอยู่เสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59680 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_10.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_10.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_10-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3>ก้าวแรกที่ห่างจากครอบครัว</h3>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวของผมแยกทางกันช่วงเวลานั้นพอดี” แชมป์ยังเล่าต่อไปด้วยสีหน้าปกติ แม้ดวงตาจะฉายแววหม่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ชีวิตผมเปลี่ยนไปเลย เริ่มเกเร เพราะไม่มีคนคอยดูแล เหมือนอยู่ๆ ก็ได้รับอิสระ ก่อนหน้านี้จากที่ผมไม่เคยได้รับอนุญาตให้ขับมอเตอร์ไซค์มาเรียนเอง พอพ่อกับแม่แยกทางกันปุ๊บผมก็ได้รับมอเตอร์ไซค์มาหนึ่งคัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันๆ หนึ่งแทบไม่มีคนอยู่บ้าน เราจะทำอะไรก็ได้ เขามีหน้าที่แค่ทิ้งเงินไว้ให้ผม 60 บาทต่อวัน ผมไม่รู้จะไปไหน เลยไปหาพี่ต๊อบบ้างโดดเรียนบ้าง</span><b>”</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องเป็นคนช่างสังเกตก็คงมองเห็นว่าทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป จากเด็กหนุ่มติดตลก ยิงมุกแทบจะทุกคำตอบ แชมป์นิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคิดถึงคืนวันในอดีตที่ยังติดค้างในใจ</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">การแยกทางของพ่อแม่มีผลกับผมมากๆ ตอนนั้นเราเครียดมาก เพราะเขาทะเลาะติดกันเป็นเดือน ทะเลาะให้น้องสาวเราเห็นทุกวัน บางทีกลับมาบ้าน เดินเข้ามาก็เห็นทั้งพ่อและแม่ตาเขียว ที่สำคัญคือ</span><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นผมไม่ได้รับรู้หรอกว่าครอบครัวกำลังถังแตก แต่รู้สึกแค่ว่าทำไมชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ยิ่งพอได้รู้ว่าเขาไม่มีเงินแล้วนะ เขาทั้งคู่อยู่ด้วยกันไม่ไหวแล้ว และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาทะเลาะจนต้องเลิกกัน ผมรับไม่ได้เลย รับไม่ได้หนักมาก คิดแค่ว่ามันไม่ใช่เรื่องของเราที่จะต้องมารับรู้อะไรแบบนี้ ผมยังเด็กเกินไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีวันหนึ่งผมกลับมาบ้านแล้วเห็นเงารางๆ ว่าพ่อเอาเชือกมาผูกกับพัดลมเพดาน ให้พัดลมมันค่อยๆ หมุนเร็วขึ้นๆ จะได้รัดเขาไป ผมเห็นปุ๊บรีบทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้แล้ววิ่งข้ามทุกอย่าง กระโดดข้ามรั้ว รีบปีนเข้าบ้าน ทุบกระจกจนแตก เพราะพ่อล็อกทุกอย่างเอาไว้ วันนั้นผมเข้าใจถึงคำว่าวิ่งไม่คิดชีวิตเป็นครั้งแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่รู้เหมือนกันว่ามันบาปไหม แต่ผมกระโดดถีบพ่อเต็มแรง แบบสองตีนเน้นๆ เพื่อให้เขาหลุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59673 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องมารับรู้อะไรแบบนี้เลย ผมกดดัน กดดันมากจนคิดฆ่าตัวตาย และผมก็ทำไปจริงๆ ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะว่ายน้ำไม่เป็น ผมเลยไปนั่งอยู่ตรงแม่น้ำ คิดแค่ว่าอยากฆ่าตัวตายมากเลย ชีวิตผมเคยเป็นคุณหนูมาก่อน พอวันหนึ่งที่เราต้องมารับรู้หรือมาเจอเรื่องแบบนี้ ผมรับไม่ได้เลย แค่คิดว่าครอบครัวเราจะไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าเหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่รู้ว่าเราจะเอายังไงต่อกับชีวิต ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะมีเงินเรียนต่อไหม ตอนนั้นผมพร้อมตายเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เด็กคนหนึ่งจะกล้าทำหรือเปล่า แต่วันนั้นผมกล้า และพร้อมมาก ผมสามารถลุกขึ้นเดินแล้วกระโดดลงไปในน้ำได้โดยไม่คิดอะไรเลย ยังดีที่ในนาทีนั้นมีภาพของน้องสาวลอยเข้ามา และทำให้ฉุกคิดว่า ถ้าผมเป็นอะไรขึ้นมา ถ้าพ่อกับแม่เลิกกันจริงๆ แล้วใครจะดูแลน้อง น้องมึงจะอยู่ยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่เป็นไร ค่อยตายก็ได้ วันนี้กลับไปดูแลน้องก่อน” น้ำเสียงของเขาที่เปล่งออกมาหนักแน่นพอๆ กับสีหน้าและคำมั่นสัญญาที่เคยกล่าวไว้กับลมกับฟ้าในวันนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59676 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_6.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_6.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_6-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3 style="text-align: left;">ก้าวแรกที่ทุ่มเท</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่แม่พาน้องสาวไปอยู่ด้วย แชมป์บอกว่าช่วงชีวิตหลังจากนั้นเหมือนเขาใช้ชีวิตคนเดียวแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะโกรธพ่อและแม่ เขาจึงกลายเป็นเด็กอายุ 15 ที่ไม่รู้จะพูดหรือระบายกับใครดี วิธีการแสดงออกเพียงอย่างเดียวคือการแรป และเขียนทุกอย่างระบายออกมาเป็นเพลง ยังดีที่อย่างน้อยวันนั้นเขายังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่างต๊อบและครอบครัวช่วยดูแล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมมาอยู่กับพี่ต๊อบ จนเปิดเทอมแล้วก็ยังไปกินไปนอนบ้านเขาอยู่ ระหว่างนั้นก็ใช้เวลาไปกับการฝึกแรป เริ่มฟังเพลงฮิปฮอปอันเดอร์กราวนด์ของคนอื่นๆ มากขึ้น ได้รู้จักกับแนวเพลงแปลกๆ ใหม่ๆ ที่มีคำสัมผัสสวยและความหมายดี เราพยายามจะหัดแรป หัดสังเกต หัดเขียนและคิดตาม ดูว่าคนอื่นๆ เขาเขียนกันยังไง ผลที่ออกมาคือจากตอนแรกที่ผมแรปเหมือนพี่ต๊อบมาก แม้กระทั่งเสียงก็ยังพยายามดัดให้เหมือน พอเราได้ขัดเกลาตัวเอง กลายเป็นว่าผมเริ่มฉีก เริ่มไม่เหมือนพี่ต๊อบไปทีละนิด จนเจอทางว่าจริงๆ เราชอบอะไร สไตล์การแรปแบบไหนที่เราชอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สละสลวยสวยงาม มีความหมาย มีสัมผัสที่สองก่อนจบบาร์” แชมป์สรุปสไตล์ของตัวเองไว้อย่างนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากศึกษาอย่างเข้มข้น ติดสอยห้อยตามต๊อบไปร่วมงานเกี่ยวกับฮิปฮอปหลากหลายงานจนได้เห็นวงการฮิปฮอปของจริง แชมป์ได้เจอกับคนที่เขาชื่นชอบหลากหลายคน ได้เห็นวิธีการแข่งขันแรปแบตเทิล จนเริ่มตระเวนลงแข่งขันทุกงานที่มีโดยไม่สนใจเสียงบ่นและเสียงด่าจากพ่อและแม่เมื่อกลับบ้านไปขอเงินค่าเดินทาง </span></p>
<p>&#8220;ตอนไหนที่เริ่มตัดสินใจได้ว่าจะจริงจังกับเส้นทางนี้&#8221; เราเอ่ยถามด้วยความสงสัยจากเส้นทางชีวิตที่เขาเล่าให้ฟัง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นหนทางที่จะจริงจังได้&#8221; แชมป์ตอบกลับเราทันควันพร้อมอธิบายต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมไม่เคยเชื่อมั่นในเรื่องนี้เลย เราแรปมา 8-9 ปี แค่เรื่องที่เล่ามาจนถึงตอนนี้ก็กินเวลาไปกว่า 5 ปีแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">ผมรู้แค่ว่าผมชอบ ทำแล้วรู้สึกเท่ ยังจำบรรยากาศวันที่ทำเพลงแรกแล้วเดินกางเกงหลุดตูด เดินทำท่าแรปโย่เข้าโรงเรียนได้เลย ผมมีความสุขกับตรงนั้น และก็ไม่ได้คิดว่าผมจะไปหวังอะไรกับมันได้ ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่า จบ ม.3 แล้วกูจะไปเรียนอะไร กูจะทำสายอาชีพอะไร”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังจากที่แชมป์พูด ความเชื่อของเขาล้วนสะท้อนออกมาจากประสบการณ์ในอดีตที่มีที่มาจากสิ่งที่เขากำลังเล่าต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59677 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากกาลเวลาเปลี่ยนผ่านจนเขาเติบใหญ่กลายเป็นนายนครินทร์ แชมป์มีเรื่องชกต่อยรุนแรงกับรุ่นพี่ฮิปฮอปร่วมจังหวัดที่งาน ‘แรปเย้ยยุทธจักร’’ ฮิปฮอปเฟสติวัลที่พี่ๆ ที่เขาเคารพร่วมกันจัดขึ้นมา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้แชมป์ตัดสินใจหยุดแรปไปเลยเกือบหนึ่งปีเต็ม เพราะรับไม่ได้ที่งานที่ตั้งใจจัดกันมาขนาดนี้จะพังลงด้วยฝีมือของเจ้าบ้านเอง </span><span style="font-weight: 400;">เขาตัดสินใจลืมอดีต ทิ้งไว้แต่ดั้งที่เบี้ยวเป็นของฝากไว้ดูต่างหน้าย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเดินทางสายนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากงานนั้นเพื่อนๆ ฮิปฮอปที่รู้จักกันก็เริ่มแยกย้าย พี่ต๊อบต้องไปเรียนตัดผมที่กรุงเทพ ส่วนผมก็ไม่ได้แรปอีกเลย พลิกผันตัวเองไปใช้ชีวิตแบบเด็กช่าง ฟังเพลงของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ แทน” แชมป์ยิ้มขำพร้อมเล่าต่อถึงอดีตที่สุดท้ายเขาก็ลืมมันไม่ลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอเวลาผ่านไป สุดท้ายเราไม่สามารถเมินได้หรอกครับ ทุกครั้งที่ผมได้ยินจังหวะกลอง เท้าก็ยังกระดิกอยู่ เวลาโมโหก็ยังนึกไรม์ไว้ตลอด จนมีวันหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตว่างเกินไปแล้ว เลยไปนั่งเล่นอินเทอร์เน็ตที่ร้านเกม ในขณะที่หูฟังเพลง มือก็กดหาบีต ส่วนใจก็เถียงกับตัวเองว่าเราจะหาไปทำไม ตอนนั้นมีข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมาพอดี” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อความนั้นเป็นข้อความและเพลงใหม่จากต๊อบ รุ่นพี่ที่เขาเคารพรัก และเพียงได้ฟัง ภาพบรรยากาศ รวมถึงความรู้สึกเก่าๆ ก็ย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นเป็นจุดที่ทำให้ MAIYARAP ตัดสินใจหวนคืนวงการอีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59685 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_15.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_15.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_15-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3 style="text-align: left;">ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แชมป์ลงสมัคร <em>RAP IS NOW : The War Is On Season 2</em> ตามคำท้าของลูกพี่คนสนิทอย่างต๊อบ เขาคว้าที่ 3 มาไว้ในครอบครอง และแจ้งเกิดเป็น MAIYARAP แบบที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แชมป์สารภาพว่าเขาไม่ทันคาดคิดมาก่อนว่าการแข่งขันที่เป็นรายการเล็กๆ ที่โด่งดังกันเฉพาะกลุ่มเช่นนี้จะกลายเป็นเหมือนชนวนที่ปลุกกระแสให้วงการฮิปฮอปกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังหายไปนานกว่า 5 ปี และสร้างให้เขากลายเป็นแรปสตาร์ชื่อดังประดับวงการฮิปฮอปอย่างในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่สมัครไปผมก็ไม่รู้หรอกว่าผลจะเป็นอย่างไร จนวันประกาศเข้ารอบแล้วมีชื่อเราอยู่ในนั้นด้วยก็รู้สึกอยากจะอุทานว่า ‘บ้าไปแล้ว มันมีชื่อกูด้วยนะปีเตอร์’” แชมป์ยังเล่นมุกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้จะคุยกันมาค่อนชีวิตของเขาแล้วก็ตาม </span><span style="font-weight: 400;">จากนั้นจึงเริ่มบรรยายเบื้องหลังของการแข่งขันครั้งนั้นให้เราฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นคิดแค่ว่าเข้ารอบ 32 คนก็พอใจแล้ว จะเอาอะไรเยอะแยะ แต่พอปรากฏว่ารอบนั้นผมชนะ ได้เข้ารอบ 16 คน ไปแข่งกับ 23street ซึ่งเป็นรองแชมป์ของซีซั่นแรกก็คิดในใจไว้ก่อนเลยว่าสู้แค่ตายแล้วกัน แพ้ให้สมศักดิ์ศรีที่สุด อย่าให้ต้องอาย อย่าไปยืนเงียบบนเวทีก็พอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันแข่งผมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ใจเต้นเร็วขึ้นๆ จนทนรออยู่ในงานไม่ได้ ต้องออกไปสงบใจข้างนอก แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เดินกลับเข้าไปในงานอีกทีก็ถึงคู่ตัวเองแล้ว ฟีลตอนนั้นคือผมไม่เอาเหี้ยอะไรแล้ว ขอทำเต็มที่ในแบบของกูแล้วกัน ตอนนั้นผมหูดับไปเลย ท่องแต่สิ่งที่ตัวเองจำมา ไม่ได้ยินว่าคนเฮดังมากน้อยแค่ไหน รู้แค่ว่าต้องทำให้ได้”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าสุดท้ายเรารู้ว่าเขาทำได้ แต่ชัยชนะครั้งนี้ก็ทำให้ชีวิตล่างเวทีที่ไม่มีใครรู้ของเขาพลิกผันเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59681 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นผมทำตัวไม่ถูก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเน็ตไอดอล” แชมป์พูดให้ฟังถึงความรู้สึกช่วงที่เขามีชื่อเสียงขึ้นมาใหม่ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพลงที่ผมตัดสินใจปล่อยไปหลังจากแข่งรอบ 16 คน วิวมันขึ้นสูงเรื่อยๆ ก็จริง แต่ผมในตอนนั้นกลับไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะมัวแต่ทุกข์ใจกับคอมเมนต์ที่โดนคนด่าว่ามึงแรปแค่สองบาร์แล้วหยุด มึงแรปจด โดนด่าจนแอบคิดกับตัวเองเลยว่ากูสละสิทธิ์ ไม่แข่งรอบต่อไปแล้วดีไหม </span><span style="font-weight: 400;">มันมีทั้งคอมเมนต์ที่ดี และคอมเมนต์ที่ไม่ดีก็จริง แต่คนเราก็มักจะเลือกมองไปที่คอมเมนต์ที่ไม่ดีก่อนเสมอ ผมเครียดจนร้องไห้ออกมาแบบไม่รู้ตัว ร้องไห้จนไม่มีอะไรเหลือให้ร้องแล้ว ถึงคิดได้ว่าทำรอบต่อไปให้ดีที่สุดดีกว่า อย่าไปสนคำใครเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกครั้งที่เขาสู้สุดตัว และได้ชัยชนะกลับมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เหมือนเขาจะลืมไปว่าระหว่างที่ทุกข์ใจ ยอดวิวในยูทูบก็ยังทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองอย่างนี้พาให้แชมป์มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น มีงานเข้ามามากขึ้น และเริ่มเป็นที่รู้จัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลง <em>How are you</em> ที่เขาปล่อยไปทำเงินกลับมา จนแชมป์ถึงกับเอ่ยปากบอกว่าตัวเองในตอนนั้นอู้ฟู่มาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เงินก้อนแรกที่เข้ามามันเยอะก็จริง แต่สิ่งที่ผมคิดถึงและซื้อเป็นอย่างแรก คือหนังสือการ์ตูน มันคือสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจมาก เป็นสิ่งแรกเลยที่ทำให้ผมหันมาแล้วรู้สึกว่านี่แหละอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันของกู รู้สึกว่านี่มันแค่ก้าวแรก และกูต้องทำต่อไป”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59688 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_18.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_18.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_18-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3 style="text-align: left;">ก้าวแรกที่ยอมรับตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี แต่พอเงินก้อนต่อไปเข้ามาเรื่อยๆ แชมป์ก็เป็นศิลปินคนหนึ่งที่เจอกับอาการ &#8216;เหลิง&#8217; อยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน </span><span style="font-weight: 400;">เขาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเพราะคิดไปว่ายังไงก็คงมีมาใหม่อีก รวมถึงความดังที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เขาเปลี่ยนไปจนเริ่มโดนคนด่าว่าหยิ่งบ่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พี่ต๊อบพูดกับผมว่า ‘ดังแล้วปีกกล้าขาแข็งเหรอมึง’ มันทำให้ผมรู้สึกตัวว่าเราต้องมีอะไรเปลี่ยนไปแน่ๆ เขาบอกว่าผมเปลี่ยนไปมาก เหมือนผมเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้ไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเองเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอนั่งย้อนมองตัวเองก็พบว่าจริง แต่มันไม่ใช่ความมั่นใจหรอก มันคือความมั่นหน้ามากกว่า ตอนนั้นผมสามารถเดินไปที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องอาศัยความมั่นใจในตัวเอง ไม่ต้องมานั่งบิลด์ตัวเองว่า เฮ้ย มึงกล้าๆ หน่อย ผมอยู่ในจุดที่คิดว่าเดินเข้าไปเหอะ เขารู้จักมึงอยู่แล้ว มั่นใจว่าทุกคนต้องร้องเพลงเราได้ ซึ่งมันน่าสมเพชมากเลยนะที่คิดอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“น่าสมเพชมากที่เรากลายเป็นคนที่ให้ชื่อเสียงมากลืนกินตัวเองได้ขนาดนี้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากคำพูดของต๊อบ แชมป์ใช้เวลาเพียงคืนเดียวคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ว่าตัวเองไปทำอะไรผิด หรือทำตัวแย่กับใครไว้บ้าง จากนั้นจึงทักไปขอโทษทุกคนที่อาจเคยทำตัวไม่ดีใส่ ปรับปรุงตัวแล้วกลับมาเป็นแชมป์คนเดิมที่พยายามทำตัวให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ช่วงเวลานั้นจะตรงกับการแข่งขัน</span><span style="font-weight: 400;">รอบสุดท้ายของ <em>RAP IS NOW</em> ที่เขาแพ้พอดี </span><span style="font-weight: 400;">แต่แชมป์ก็นิยามว่านั่นคือความพ่ายแพ้ที่เขาคิดว่าสวยงามและสมควรแล้ว สุดท้ายหลังจากจบการแข่งขันทั้งหมด เขาเดินทางกลับบ้านไปพร้อมกับชื่อเสียงท่ีพุ่งทะยานถึงขีดสุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59686 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่กว่าครอบครัวของเขาจะได้รู้เรื่องนี้ก็ตอนที่รายการ <em>RAP IS NOW</em> จบไปแล้วพักใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะผมปิดกั้นทุกอย่าง เขาไม่เคยได้รู้อะไรเกี่ยวกับเราเลย เวลากลับบ้านผมก็ไม่ได้ไปในนามของศิลปิน ผมไปด้วยลุคกางเกงขาสั้น เสื้อยืดขาดๆ สวมรองเท้าแตะตามปกติ มันจะแปลกไปก็ตรงที่ตอนนั้นผมไม่ค่อยขอเงินเขาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่รู้ เขาทั้งดีใจและรู้สึกผิด แม่จะแสดงออกชัดมากเลยกับเรื่องนี้ เขาบอกกับผมเสมอว่า เขาไม่สามารถพูดได้นะว่าผมได้ดีเพราะเขา ให้ขอบคุณตัวเองดีกว่าที่ผ่านมาได้ขนาดนี้ โดยที่ไม่ติดยา ไม่ทำให้พ่อแม่อับอาย หรือไปทำอะไรให้เขาเดือดร้อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แรงขับเคลื่อนของผมคือคำดูถูก ไม่ว่าจากที่บ้าน หรือญาติๆ ฝั่งไหนก็ตาม อย่างคำพูดที่บอกว่ามึงจะทำมาหาอะไรแดกวะ หรือหนักสุดคือคำที่บอกว่า กลับมาเล่นลิเกไหม ดูพ่อมึงกับกูสิ เล่นลิเกมา หาเงินได้เยอะนะ ตั้งแต่ตอนอายุเท่ามึง ไม่ต้องมานั่งเป็นภาระพ่อแม่แบบนี้หรอก คำพูดเหล่านั้นมันแรงมากเลยนะ ตอนได้ยินครั้งแรกผมร้องไห้เลย ปฏิญาณกับตัวเองว่าสักวันหนึ่ง กูจะต้องมีเงินให้ได้ แม้จะไม่ใช่ทางของแรปเปอร์แต่กูจะมีเงิน แล้วเอาเงินพวกนี้มาอุดปากคนที่พูดแบบนี้ให้ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าดูจากไรม์ต่างๆ ที่มักจะมีเรื่องนี้แฝงอยู่เสมอ เราคิดว่าเขาคงเจ็บปวดกับคำพูดพวกนี้จริงๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่างน้อยความสำเร็จในวันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาเติบโตจนยอมรับตัวเองได้และไม่ได้เป็นภาระใครในที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59671 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3 style="text-align: left;">ก้าวปัจจุบัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่ชอบการแข่งขันเลย ถึงจะผ่านมาแล้วหลายเวทีก็เถอะ&#8221; กับบทบาทที่คนส่วนใหญ่เริ่มรู้จัก MAIYARAP ในรายการ <em>The Rapper Season 2</em> แชมป์เริ่มอธิบายตัวตนของเขาไว้แบบนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมไม่ชอบอะไรที่วุ่นวาย ไม่ชอบที่ที่คนเยอะ แต่ผมคิดว่าในเมื่อเราอยากจะเก่ง เราก็ต้องยอมเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าชอบในเรื่องแบบนี้ก็ต้องยอมเสียสละ ถ้ามึงอยากเป็นนักร้อง แต่ไม่ชอบที่ที่คนเยอะแล้วมึงจะร้องให้ใครฟัง ผมเป็นนายห่วยจริงๆ แบบที่เขียนไว้ในไรม์เลย หลงทางเก่งมาก ไฟแช็กก็หายบ่อยจริงๆ ทั้งโก๊ะ ทั้งซื่อบื้อ ครบแล้วในยอดมนุษย์คนนี้ แต่สิ่งที่ผมคล่องตัวมากที่สุด และมองว่าตัวเองไม่ได้ห่วยในเรื่องนี้ คือการแรปและการร้องเพลง ผมรู้หน้าที่ตัวเองดีที่สุดว่าผมควรทำอะไร</span></p>
<p>&#8220;ถ้าให้ทบทวน <span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับความสำเร็จในทุกวันนี้ของคุณคืออะไร&#8221; เราถามให้แชมป์ย้อนคิด</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">ผมโชคดี” เขาเอ่ยคำตอบที่ไม่ได้ให้เครดิตตัวเอง ก่อนจะอธิบายต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ว่าจะเกิดอะไร ผมจะมีคนคอยช่วยเหลือ คอยซัพพอร์ตเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพี่ต๊อบ ครอบครัว หรือคนอื่นๆ ที่คอยอยู่กับผมมา คนเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ตบให้เราเข้าที่เข้าทาง ทุกครั้งที่ผมออกนอกลู่นอกทางเขาก็จะดึงเรากลับมาเสมอ แต่ถ้าถามว่าได้ดีเพราะใคร ก็คงต้องตอบว่าได้ดีเพราะ <em>RAP IS NOW</em> ครับ เพราะถ้าไม่มีรายการนี้ก็คงไม่มี MAIYARAP แบบทุกวันนี้หรอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเดินทางในเส้นทางแรปเปอร์มาตลอด 8-9 ปี มันให้ทั้งเพื่อน ทั้งครอบครัว ทั้งช่วยลบคำสบประมาท ให้เงิน ให้อาชีพ ให้รถ ผมน่าจะเป็นคนที่พูดได้เต็มปากจริงๆ ว่าแรปแม่งให้ทุกอย่าง แต่ผมก็ยังไม่ได้พอใจกับชื่อเสียงของตัวเองนะ ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ กว่าจะถึงความสำเร็จที่คาดหวังไว้ยังเหลืออีกไกล มันยังไม่ถึงจุดสูงสุดของจริง&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แชมป์ก้มมองรอยสักที่มือที่เขาให้ความหมายว่านี่คือมือที่จะคว้าความสำเร็จ ก่อนจะยิ้มบอกเราถึงเป้าหมายสูงสุดอันเป็นบทสรุปเรื่องราวทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เพราะ</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อไหร่ที่คนพูดถึงแรปเปอร์แล้วพูดชื่อ MAIYARAP ออกมา วันนั้นต่างหากที่น่าจะเป็นวันที่ผมประสบความสำเร็จ&#8221;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-59679 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/maiyarap_9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/maiyarap/">จากลูกลิเกสู่แรปสตาร์ &#8220;เพราะกูคือ ‘MAIYARAP’ กูอมตะ ฆ่ากี่ครั้งไม่ตาย&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ken Ekkapon ช่างภาพแคนดิดงานแต่งที่ทำให้ใครหลายคนอยากแต่งงาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ken-ekkapon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Mar 2019 11:22:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[photography]]></category>
		<category><![CDATA[street photo]]></category>
		<category><![CDATA[ken ekkapon]]></category>
		<category><![CDATA[candid]]></category>
		<category><![CDATA[wedding candid]]></category>
		<category><![CDATA[candid photographer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=58223</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากคนที่เคยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่แต่งงาน แค่ได้เห็นภาพถ่ายแคนดิดเซตนี้ ด้วยเอกลักษณ์ภาพถ่ายสตรีทเวดดิ้งที่ไม่ซ้ำใคร ตอนนี้ใจเราลิสต์ชื่อ Ken Ekkapon หรือ เคน–เอกพล พันธุ์พัฒน์ เจ้าของผลงานภาพด้านบนนี้เป็นช่างภาพเก็บบันทึกช่วงเวลาสำคัญที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของเรากับคนรักในอนาคตเป็นที่เรียบร้อย หรือถ้าโชคชะตาบอกว่าชีวิตนี้เราคงเป็นได้แค่แขกรับเชิญจริงๆ  (ร้องเพลงของพี่ไมค์ ภิรมย์พรคลอ) อย่างน้อยก็ขอมีโอกาสไปงานแต่งที่เคนเป็นช่างภาพก็ยังดี เมื่อได้สติหลังจากพร่ำเพ้อ เราต่อสายตรงไปยังช่างภาพหนุ่ม ชวนเขามาจิบชานั่งพูดคุยถึงความหลงใหลที่เจ้าตัวมีต่อการถ่ายภาพแคนดิด งานอดิเรกที่กลายมาเป็นอาชีพหลักของเขาในวันนี้ ชายคนนี้หลงใหลการถ่ายภาพมาตั้งแต่ช่วงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากการก๊อกๆ แก๊กๆ หัดถ่ายภาพกับกล้องฟิล์มและกล้องโลโม ความชื่นชอบในการถ่ายภาพก็ค่อยๆ สั่งสมภายในตัวนักศึกษาหนุ่มคณะเศรษฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังเรียนจบเคนตัดสินใจเป็นสจวร์ด หน้าที่การงานเอื้อให้เขาเดินทางไปในที่แปลกหูแปลกตามากมาย ไม่แปลกที่คนหลงรักการถ่ายภาพจะต้องมีภาพถ่ายติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ “ทุกครั้งที่ออกไปบินเราจะพกกล้องไปด้วยตลอด เลยนึกขึ้นได้ว่า เออ เราชอบถ่ายรูปจริงๆ จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่าทำไมเราไม่ทำสิ่งที่เราชอบแล้วเรามีความสุขไปกับมันไปเลยล่ะ เราเลยตัดสินใจลาออก” เหตุผลของเคนอาจฟังดูเรียบง่าย แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้นคือ งานที่ต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนไทม์โซนไปเรื่อยๆ มันโหดร้ายกับสุขภาพเขามากเกินไป เจ้าตัวเลยตัดสินใจบอกลาอาชีพลูกเรือในขวบปีที่ 7 ของการทำงาน เดินหน้าสู่อาชีพช่างภาพด้วยแววตาเป็นประกาย แก้วชาตรงหน้าคลายความร้อนพอจะยกจิบได้แล้ว เอาล่ะ ถึงเวลาคุยกับเขาอย่างจริงๆ จังๆ สักที หลงใหลอะไรในการถ่ายภาพแคนดิด เราชอบความตื่นเต้นกับการเจอสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคาดคิด เราสนุกกับการการถ่ายรูปแบบไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อนอย่างการสแนปหรือแคนดิด มันคือภาพถ่ายที่เก็บความสดใหม่ ความเป็นธรรมชาติ อารมณ์และความรู้สึกจริงๆ ของคนที่เราถ่าย หรือบางภาพมีความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ken-ekkapon/">Ken Ekkapon ช่างภาพแคนดิดงานแต่งที่ทำให้ใครหลายคนอยากแต่งงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58444 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0165.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0165.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0165-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากคนที่เคยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่แต่งงาน แค่ได้เห็นภาพถ่ายแคนดิดเซตนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0767.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0767.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0767-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0767-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58446" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0755.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0755.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0755-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0755-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58445" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0753.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0753.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0753-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0753-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58451" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0776.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0776.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0776-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0776-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58449" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0764.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0764.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0764-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0764-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเอกลักษณ์ภาพถ่ายสตรีทเวดดิ้งที่ไม่ซ้ำใคร ตอนนี้ใจเราลิสต์ชื่อ </span><b>Ken Ekkapon</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ</span><b> เคน–เอกพล พันธุ์พัฒน์ </b><span style="font-weight: 400;">เจ้าของผลงานภาพด้านบนนี้เป็นช่างภาพเก็บบันทึกช่วงเวลาสำคัญที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของเรากับคนรักในอนาคต</span><span style="font-weight: 400;">เป็นที่เรียบร้อย หรือถ้าโชคชะตาบอกว่าชีวิตนี้เราคงเป็นได้แค่แขกรับเชิญจริงๆ  (ร้องเพลงของพี่ไมค์ ภิรมย์พรคลอ) อย่างน้อยก็ขอมีโอกาสไปงานแต่งที่เคนเป็นช่างภาพก็ยังดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้สติหลังจากพร่ำเพ้อ เราต่อสายตรงไปยังช่างภาพหนุ่ม ชวนเขามาจิบชานั่งพูดคุยถึงความหลงใหลที่เจ้าตัวมีต่อการถ่ายภาพแคนดิด งานอดิเรกที่กลายมาเป็นอาชีพหลักของเขาในวันนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58482" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-20.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-20-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชายคนนี้หลงใหลการถ่ายภาพมาตั้งแต่ช่วงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากการก๊อกๆ แก๊กๆ หัดถ่ายภาพกับกล้องฟิล์มและกล้องโลโม ความชื่นชอบในการถ่ายภาพก็ค่อยๆ สั่งสมภายในตัวนักศึกษาหนุ่มคณะเศรษฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58481 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-18.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-18.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-18-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเรียนจบเคนตัดสินใจเป็นสจวร์ด หน้าที่การงานเอื้อให้เขาเดินทางไปในที่แปลกหูแปลกตามากมาย ไม่แปลกที่คนหลงรักการถ่ายภาพจะต้องมีภาพถ่ายติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกครั้งที่ออกไปบินเราจะพกกล้องไปด้วยตลอด เลยนึกขึ้นได้ว่า เออ เราชอบถ่ายรูปจริงๆ จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่าทำไมเราไม่ทำสิ่งที่เราชอบแล้วเรามีความสุขไปกับมันไปเลยล่ะ เราเลยตัดสินใจลาออก”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58483 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-29.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-29.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-29-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลของเคนอาจฟังดูเรียบง่าย แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้นคือ งานที่ต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนไทม์โซนไปเรื่อยๆ มันโหดร้ายกับสุขภาพเขามากเกินไป เจ้าตัวเลยตัดสินใจบอกลาอาชีพลูกเรือในขวบปีที่ 7 ของการทำงาน เดินหน้าสู่อาชีพช่างภาพด้วยแววตาเป็นประกาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แก้วชาตรงหน้าคลายความร้อนพอจะยกจิบได้แล้ว เอาล่ะ ถึงเวลาคุยกับเขาอย่างจริงๆ จังๆ สักที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58479 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>หลงใหลอะไรในการถ่ายภาพแคนดิด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราชอบความตื่นเต้นกับการเจอสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคาดคิด เราสนุกกับการการถ่ายรูปแบบไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อนอย่างการสแนปหรือแคนดิด มันคือภาพถ่ายที่เก็บความสดใหม่ ความเป็นธรรมชาติ อารมณ์และความรู้สึกจริงๆ ของคนที่เราถ่าย หรือบางภาพมีความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น ภาพเบลอ โฟกัสหลุดบ้าง เรามองว่าสิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์นะ เพราะบางครั้งมันก็บอกถึงความรู้สึกเรา ณ จังหวะเวลานั้นที่กดชัตเตอร์ได้เหมือนกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58461" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1498.jpg" alt="" width="675" height="471" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1498.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1498-300x209.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1498-600x419.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58486" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0812.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0812.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0812-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0812-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58488" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1414.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1414.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1414-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1414-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้เราถ่ายสตรีทโฟโต้มาก่อน พอเราเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมเวดดิ้ง สไตล์ภาพที่เราถ่ายเลยดูแปลกกว่าชาวบ้าน จริงๆ แล้วบ้านเรามีคนถ่ายแคนดิดเยอะมากนะ ช่างภาพทุกคนมีซิกเนเจอร์ของตัวเองอยู่ เรารู้สึกว่าถ้ามีคนหยิบการถ่ายภาพแนวอื่นๆ มาใช้งานเวดดิ้งมากขึ้นมันต้องเป็นอะไรที่สนุกมากแน่ๆ เพราะมันทำให้คนได้เห็นงานแต่งในมุมมองแปลกใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างงานแรกที่เราถ่าย ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่งานจ้างนะเพราะเป็นงานแต่งของน้องชายแท้ๆ ของเรา ในงานมีช่างภาพประจำอยู่แล้ว เรากะพกกล้องไปถ่ายแคนดิดเล่นๆ ดู จริงๆ แค่อยากลองกล้องใหม่ (หัวเราะ) พอเสร็จงานเราก็แต่งสีรูปตามสไตล์ภาพที่เราทำเป็นประจำแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นอัลบั้ม ปรากฏว่ามีคนชอบแล้วก็เริ่มติดต่อเข้ามา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58470" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6729.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6729.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6729-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6729-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58473" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6749.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6749.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6749-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6749-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58474" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6752.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6752.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6752-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6752-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>จังหวะที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหน้างาน ทำอย่างไรให้ได้ภาพที่ดีออกมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่ออกไปถ่ายงานแคนดิดมันเหมือนกับการต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา ปัญหาที่เกี่ยวกับตัวเราเอง ปัญหาจากกล้อง แสง หรือแม้แต่คนที่เราจะไปแคนดิดเขา เพราะงั้นเราจะพยายามใช้กล้องทุกตัวที่มีให้คล่อง อาศัยการออกไปเดินถ่ายรูปข้างนอกเยอะๆ เวลาที่เห็นซับเจกต์เดินมาระยะเท่านี้ๆ เราจะจำไว้ว่าระยะนี้ แสงประมาณนี้ ควรจะปรับโฟกัสอะไรเท่าไหร่ เปลี่ยนเลนส์ตัวใหม่ก็ต้องเรียนรู้ใหม่หมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแคนดิดมันคือการที่ทำให้เขาไม่รู้ว่าเราจะถ่ายรูปเขา พอออกงานบ่อยๆ เราจะเริ่มรู้สเตปของงานแต่งว่าจะมีพิธีอะไรเกิดขึ้นบ้าง พอเริ่มเดาได้ว่าคู่บ่าว-สาวหรือแขกในงาน พนักงานเสิร์ฟ คนที่อยู่รอบตัวเราจะทำอะไรในอีก 15-30 วินาทีข้างหน้า เราควรจะเอาตัวเองไปอยู่ตรงไหน ควรถือกล้องช่วงไหน ไม่ถือกล้องช่วงไหน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58471" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6745.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6745.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6745-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6745-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58476" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6760.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6760.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6760-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6760-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามว่าคิดช็อตไว้ก่อนไหม มันก็มีบ้างนะ แต่ธรรมชาติของรูปแคนดิดมันควรถูกถ่ายจากความรู้สึกที่เราเอนจอยกับโมเมนต์ของพวกเขาที่เราเห็นผ่าน viewfinder ปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีที่สุดครับ</span></p>
<p><b>หลุดช็อตดีๆ บ่อยไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนทุกงานมันต้องมีโมเมนต์ที่เราเสียดาย จริงๆ มีเยอะเลยแหละ (หัวเราะ) จะว่าไปมันก็ขึ้นอยู่กับดวงเหมือนกันว่าเราจะโชคดีไปเจอจังหวะแบบไหนบ้าง บางครั้งเปลี่ยนเลนส์อยู่พลาดจังหวะดีๆ ไปซะงั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58454" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1484.jpg" alt="" width="675" height="473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1484.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1484-300x210.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1484-600x420.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58457" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1490.jpg" alt="" width="675" height="473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1490.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1490-300x210.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1490-600x420.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58458" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1492.jpg" alt="" width="675" height="473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1492.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1492-300x210.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1492-600x420.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>การถ่ายแคนดิดงานแต่ง คุณให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธรรมชาติของงานแต่งจะมีความเท่ มีเรื่องน่าประทับใจ มีความแปลกที่ไม่เหมือนกัน เราเลยค่อนข้างให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้าง ทั้งเวที สถานที่ ดอกไม้ เค้ก จริงๆ แขกที่มาร่วมงานมีความสำคัญพอๆ กับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเลย อย่างงานน้องชายเรา โชคดีที่ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว แสงแดด ท้องฟ้าเป็นโทนที่สวยอยู่แล้ว รูปที่ถ่ายออกมาก็เลยดูสดใส บวกกับช่อดอกไม้ คอสตูมของแขกที่มาร่วมงานด้วย ทุกอย่างมันเข้ากันไปหมดเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58477" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6763.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6763.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6763-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6763-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58472" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6748.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6748.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6748-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_6748-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีงานหนึ่งที่เขาจัดงานขึ้นบ้านใหม่พร้อมกับจัดงานแต่งงาน เราไม่เคยเจองานแนวนี้ก็เลยลองถ่ายพระมาเยอะหน่อย ก็ได้รูปที่พระท่านทำมือเป็นรูปหัวใจ มันสื่อทั้งความหมายเรื่องความรักและงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ไปในตัวด้วย เป็นความน่ารักอีกแบบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58439" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0046.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0046.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0046-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0046-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58442" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0067.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0067.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0067-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0067-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-58443" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0077.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0077.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0077-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0077-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-58440" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0054.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0054.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0054-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0054-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละงานมีเสน่ห์ของตัวเอง เราอยากเก็บอารมณ์ เก็บความรู้สึกของทุกคนในงานไว้ในภาพด้วย เผื่อว่าวันหนึ่งคนที่เขากลับมาดูรูปภาพเหล่านั้น ความอิน ความอิ่มเอมใจในวันนั้นจะได้กลับมาด้วย เราจะพยายามทำแบบนี้ในทุกๆ งานที่ทำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-58460" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1497.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1497.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1497-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>เห็นโมเมนต์ความสุขของคนอื่นมาค่อนข้างเยอะ สิ่งนี้ให้อะไรกับชีวิตคุณบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันให้อะไรมากกว่าความรู้สึกฟีลกู๊ดนะ งานแต่งงานเป็นอะไรที่ดีอยู่แล้ว มีความน่ารัก มีความอบอุ่นในตัวเองอยู่แล้ว บ่าว-สาวแต่ละคู่ไม่เหมือนกันเลย บางคู่เดินไปไหนมาไหนจะจับมือกันตลอด บางคู่มีเรื่องเซอร์ไพรส์กันหรือแกล้งกันตลอดทั้งงานก็มีนะ สายตาที่พวกเขามองกัน ทุกครั้งที่เห็นเราก็ยิ้มและมีความสุขไปด้วย เชื่อว่าทุกคนในงานก็สัมผัสถึงความรักของพวกเขาได้เหมือนกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58456" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1486.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1486.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1486-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1486-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58453" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1482.jpg" alt="" width="675" height="473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1482.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1482-300x210.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1482-600x420.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พ่อของเจ้าสาวบางคนแทบไม่ยิ้มเลย หรือความจริงเขาอาจจะมีคาแร็กเตอร์ดุแค่นั้นก็ได้ การที่ลูกสาวเขาต้องออกจากบ้านไปอยู่กับผู้ชายอีกคน ไม่แปลกเลยที่แววตาของคนเป็นพ่อที่รักลูกสาวมากๆ จะเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58459" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1495.jpg" alt="" width="675" height="432" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1495.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1495-300x192.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_1495-600x384.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแต่งงานคือการที่คนสองคนมาสร้างครอบครัวใหม่ นอกจากความสุขที่เป็นเรื่องแง่บวกแล้วมุมหนึ่งมันทำให้เราคิดถึงความไม่แน่นอนของอนาคตอยู่ หากเราแต่งงานกับใครสักคน เราไม่รู้เลยว่าเราจะเจออุปสรรคอะไรข้างหน้า เราจะเป็นพ่อแม่แบบไหนถ้าเรามีลูก แบกรับค่าใช้จ่ายที่ตามมาได้ไหม เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกันต่อไปอีกกี่ปี อาจจะฟังดูแง่ลบนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่เหล่านี้คือความจริงของชีวิตคู่นะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58448" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0762.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0762.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0762-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0762-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58452" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0777.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0777.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0777-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-port_IMG_0777-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>สำหรับคุณแล้วความสุขจากการถ่ายภาพแคนดิดงานแต่งงานคืออะไร</strong></p>
<p>ความสุขของมันคือการได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีแต่ความรัก เราได้อยู่ในสเปซของการมีความสุขมันก็เลยทำให้เรามีความสุขไปด้วย อย่างการที่เราออกไปเดินข้างถนนเพื่อถ่ายภาพสตรีททั่วไปมันก็จะเป็นอารมณ์ของความตื่นเต้น แต่พอเราเข้าไปอยู่ในงานแต่งงาน รอบตัวเรามีแต่คนมีความสุข มีแต่ความยิ้มแย้ม มีแต่การเฉลิมฉลองกับความรัก นั่นแหละคือความสุขที่เราได้จากการถ่ายแคนดิดงานแต่งงานของเรา</p>
<p><b>ถ้าคุณเป็นเจ้าบ่าวบ้างจะถ่ายแคนดิดงานแต่งตัวเองด้วยไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน (หัวเราะ) เราอยากถ่ายแคนดิดในมุมมองของเจ้าบ่าวที่มองคนที่เข้ามาแสดงความยินดีกับเรา มองพ่อแม่ และมองเจ้าสาว คนรักของเราในวันที่เขาสวยที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-58478" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/oustsider-ken-ekkapon-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<div id="erdyt-6a2e1bc578b21" data-id="76LCfhULrFU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-76LCfhULrFU-6a2e1bc578b21" data-vid="76LCfhULrFU" data-src="https://www.youtube.com/embed/76LCfhULrFU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/76LCfhULrFU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em>ติดตามผลงานหนุ่มเคนได้ที่เฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/hinduken?fref=ufi&amp;rc=p">Ken Ekkapon</a> และอินสตาแกรม <a href="https://www.instagram.com/hinduken">@hinduken</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ken-ekkapon/">Ken Ekkapon ช่างภาพแคนดิดงานแต่งที่ทำให้ใครหลายคนอยากแต่งงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้วิธีคิด การทำงานอย่างพิถีพิถัน และการจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมไปกับ ก้อง สหรัถ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/craft-coffee-nescafe/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บุญญานันท์ กาญจนกิจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Mar 2019 11:00:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[คราฟต์]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ชงกาแฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57660</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักร้องเสียงนุ่มที่สาวๆ คนไหนได้ฟังก็ต้องเคลิ้ม นักกีตาร์มือฉมังแห่งวงนูโวที่มีเพลงฮิตร้องกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง นักแสดงเจ้าบทบาทที่ฝากผลงานไว้ในจอแก้วจนนับไม่หวาดไม่ไหว และในจอเงินอีกเกือบสิบเรื่อง โค้ชให้คำแนะนำด้านการร้องประจำรายการ The Voice ทุกซีซั่น ระยะเวลาที่ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ในวงการดนตรีและบันเทิงมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ทำให้ ก้อง–สหรัถ สังคปรีชา เป็นที่รู้จักในหลากหลายบทบาท และมีแฟนๆ ผู้ติดตามผลงานทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ไปจนถึงคุณย่าคุณยาย แต่การที่ก้องอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ได้มาจากใบหน้าอันหล่อเหลาชวนกรี๊ดหรือจากโชคช่วย เพราะตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ก้องไม่เคยลืมที่จะเอาใจใส่ในงานที่ทำ และความพิถีพิถันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยขาด “ยิ่งในงานดนตรี เราต้องพิถีพิถันมากถึงมากที่สุด” นักร้องรุ่นใหญ่ย้ำ “สมัยก่อนตอนยังไม่มีคอมพิวเตอร์มาช่วย เราต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง กว่าจะร้องเพลงสักเพลงหนึ่งให้ออกมาได้ยาว 3 นาทีที่ทุกคนได้ฟังกัน คิดดูว่าต้องพิถีพิถันขนาดไหน การใส่กีตาร์แต่ละไลน์ โดยเฉพาะไลน์โซโล่ที่มีความยาวไม่กี่วินาที เล่นกันเป็นวัน หรือวันนี้เล่นไปแล้ว แต่พอกลับมาฟังไม่ชอบก็เอาใหม่ บางทีอัดเสียงกัน 3-4 วัน เพราะว่าเพี้ยนนิดเดียวก็ไม่ได้ ต้องเอาให้เป๊ะ” ก้องนิ่งคิด ก่อนจะเสริมขึ้นมา “ตอนเป็นโค้ชรายการ The Voice ก็ต้องใช้ศิลปะ การโค้ชเด็กหรือผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนว่า รอบต่อไปเขาจะร้องเพลงอะไรดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/craft-coffee-nescafe/">เรียนรู้วิธีคิด การทำงานอย่างพิถีพิถัน และการจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมไปกับ ก้อง สหรัถ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">นักร้องเสียงนุ่มที่สาวๆ คนไหนได้ฟังก็ต้องเคลิ้ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักกีตาร์มือฉมังแห่งวงนูโวที่มีเพลงฮิตร้องกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักแสดงเจ้าบทบาทที่ฝากผลงานไว้ในจอแก้วจนนับไม่หวาดไม่ไหว และในจอเงินอีกเกือบสิบเรื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โค้ชให้คำแนะนำด้านการร้องประจำรายการ <em>The Voice</em> ทุกซีซั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระยะเวลาที่ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ในวงการดนตรีและบันเทิงมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ทำให้ ก้อง–สหรัถ สังคปรีชา เป็นที่รู้จักในหลากหลายบทบาท และมีแฟนๆ ผู้ติดตามผลงานทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ไปจนถึงคุณย่าคุณยาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การที่ก้องอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ได้มาจากใบหน้าอันหล่อเหลาชวนกรี๊ดหรือจากโชคช่วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ก้องไม่เคยลืมที่จะเอาใจใส่ในงานที่ทำ และความพิถีพิถันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยขาด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57671 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9437.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9437.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9437-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ยิ่งในงานดนตรี เราต้องพิถีพิถันมากถึงมากที่สุด” นักร้องรุ่นใหญ่ย้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สมัยก่อนตอนยังไม่มีคอมพิวเตอร์มาช่วย เราต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง กว่าจะร้องเพลงสักเพลงหนึ่งให้ออกมาได้ยาว 3 นาทีที่ทุกคนได้ฟังกัน คิดดูว่าต้องพิถีพิถันขนาดไหน การใส่กีตาร์แต่ละไลน์ โดยเฉพาะไลน์โซโล่ที่มีความยาวไม่กี่วินาที เล่นกันเป็นวัน หรือวันนี้เล่นไปแล้ว แต่พอกลับมาฟังไม่ชอบก็เอาใหม่ บางทีอัดเสียงกัน 3-4 วัน เพราะว่าเพี้ยนนิดเดียวก็ไม่ได้ ต้องเอาให้เป๊ะ” ก้องนิ่งคิด ก่อนจะเสริมขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57700" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9361.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9361.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9361-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9361-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนเป็นโค้ชรายการ <em>The Voice</em> ก็ต้องใช้ศิลปะ การโค้ชเด็กหรือผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนว่า รอบต่อไปเขาจะร้องเพลงอะไรดี เพลงนี้เอามาทำแบบไหนจึงจะเหมาะกับเขา เราจะดึงศักยภาพเขาออกมาให้คนเห็นได้มากที่สุดได้ยังไง พวกนี้เราก็ใช้ความพิถีพิถัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือแม้แต่ในไลฟ์สไตล์ที่นอกเหนือไปจากการทำงาน เขาก็ใส่ใจพิถีพิถันในการใช้ชีวิตเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในช่วงเวลาที่ก้องละเมียดมะไมเป็นพิเศษคือ ช่วงเวลาดื่มกาแฟ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมว่าช่วงเวลาดื่มกาแฟ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีความสุข เพราะได้ดื่มด่ำไปกับมัน เรามีเวลาดื่มกาแฟแก้วหนึ่งสิบกว่านาที ฉะนั้นเราต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ถ้ามันไม่อร่อย ไม่ใช่ ไม่โดน สิบนาทีนี้ก็น่าเสียดาย เหมือนเวลาจะไปทานอาหารสักมื้อ วันนี้วันหยุด เย็นวันอาทิตย์ทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ ก็อยากทานอาหารที่เอร็ดอร่อย เพราะมันเป็นช่วงเวลาพิเศษ พอเป็นกาแฟเลยต้องเป็นกาแฟคราฟท์” นักร้องรุ่นใหญ่เล่าพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้ถึงความละเอียดอ่อน ละเมียดละไม และความหลงใหลในกาแฟคราฟท์ของเขาอย่างนี้ เราจึงตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่า ก้องกำลังจะรับบทบาทใหม่ในฐานะเจ้าของร้านกาแฟ “คราฟท์ คาเฟ่ โดย เนสกาแฟ โกลด์” ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การลิ้มรสกาแฟคราฟท์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57666 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8798_3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8798_3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8798_3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเป็นคนชอบทานกาแฟคราฟท์ และเนสกาแฟก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟอันดับหนึ่ง เราเลยลองมาคุยกันว่าอยากจะทำอะไรร่วมกัน เลยเกิดเป็นคราฟท์ คาเฟ่ แห่งนี้ขึ้นมา” ก้องเล่าให้ฟัง ก่อนที่จะชวนเราสำรวจคราฟท์ คาเฟ่แห่งนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57670 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9201.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9201.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9201-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9201-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บรรยากาศอบอุ่นของเคาน์เตอร์บาร์ลายไม้บริเวณใจกลางคาเฟ่ที่มีขวดกาแฟตั้งเรียงรายอยู่เป็นพื้นหลัง และโต๊ะเก้าอี้เข้าชุด รวมทั้งเพลงที่เปิดคลอ ทำให้เราเกือบจะลืมไปว่ากำลังอยู่บนพื้นที่ลานเอเทรียม 3 ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ส่วนที่เชลฟ์สูงทางฝั่งซ้ายของคาเฟ่ เป็นที่ตั้งของแผ่นเสียงไวนิล รวมถึงกีตาร์ เครื่องดนตรี ซึ่งทั้งหมดเป็นของสะสมที่ก้องนำมาจากบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สาเหตุที่มีมุมดนตรี แผ่นเสียง กีตาร์ เพราะดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งของความสุข เวลาดื่มกาแฟ ถ้ามีองค์ประกอบอื่นๆ ส่งให้มีความสุขก็จะยิ่งดี เช่น อยู่ในบรรยากาศที่ดี บนยอดเขา อากาศเย็นๆ กาแฟร้อนๆ คาปูชิโนร้อนๆ เป็นช่วงเวลาของความสุข ซึ่งเพลงก็มีผลทำให้อารมณ์ดีเช่นกัน” เขาเล่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57668 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8869.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8869.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8869-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8869-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงข้ามกับมุมดนตรี ก้องบอกว่าเป็นมุมที่เล่าถึงเรื่องราวของกาแฟคราฟท์ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดี คั่วในอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม จนเกิดเป็นกาแฟชนิดพิเศษอย่างเนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ที่มีผงกาแฟสีทอง ส่วนเมนูในคาเฟ่ก็แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Long Black ที่สามารถสั่งออกมาได้ทั้งอเมริกาโนร้อนและเย็น, กลุ่ม Latte หรือกาแฟใส่นม ที่สั่งได้เป็นคาเฟ่โอเลท์ร้อน, คาเฟ่โอเลท์ร้อนไม่ใส่น้ำตาล, ลาเต้เย็น และคาราเมล ลาเต้เย็น และสุดท้ายกลุ่ม Hot Foam กาแฟร้อนมีฟองนมนุ่มละมุน ได้แก่ ไวท์เอสเพรสโซร้อน, คาปูชิโนร้อน และลาเต้ มัคคิอาโตร้อน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57669 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9029.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9029.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9029-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_9029-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57667 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8855.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8855.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8855-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/IMG_8855-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราถามเขาว่าแก้วโปรดของตัวก้องเองคืออะไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แก้วโปรดของผมคือเนสกาแฟ โกลด์ เครมมา กาแฟคราฟท์บดละเอียดจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้า ชงเป็นอเมริกาโนร้อนโดยการเปิดขวด ตักกาแฟบดเนื้อเนียนละเอียดเพียง 2 ช้อน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-57740" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4C942138-90A9-4697-A247-D96BC1F6528D.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4C942138-90A9-4697-A247-D96BC1F6528D.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4C942138-90A9-4697-A247-D96BC1F6528D-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4C942138-90A9-4697-A247-D96BC1F6528D-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่าแล้วนักร้องหนุ่มใหญ่ก็ยกกาแฟคราฟท์ที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นจิบทีละนิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นก็</span><span style="font-weight: 400;">ดื่มด่ำกับแก้วโปรดในช่วงเวลาพิเศษตามที่เขาเล่า</span></p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;">ติดตามข้อมูลของคราฟท์ คาเฟ่ โดยเนสกาแฟ โกลด์ ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ <a href="https://facebook.com/Nescafe.TH">NESCAFÉ</a> </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/craft-coffee-nescafe/">เรียนรู้วิธีคิด การทำงานอย่างพิถีพิถัน และการจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมไปกับ ก้อง สหรัถ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Let’s be heroes foundation ความฝันในวันนั้นและความจริงในวันนี้ของหมอเจี๊ยบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jeab-lalana-lets-be-heroes-foundation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Mar 2019 11:59:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[นางสาวไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์เลี้ยง]]></category>
		<category><![CDATA[หมอเจี๊ยบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลลนา]]></category>
		<category><![CDATA[หมอ]]></category>
		<category><![CDATA[สัตวแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[let's be heroes]]></category>
		<category><![CDATA[ก้องธรนินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[เจี๊ยบ ลลนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56680</guid>

					<description><![CDATA[<p>กับคนคนนี้ เราคงไม่ต้องแนะนำตัวให้เสียเวลา หมอเจี๊ยบ แต่อาจต้องย้อนความสักหน่อยว่า ในฐานะนางสาวไทยประจำ พ.ศ. 2549 เจี๊ยบ–ลลนา ก้องธรนินทร์ เคยบอกทุกคนไว้ว่า เธอใฝ่ฝันอยากเปิดฟรีคลินิก ผ่านมาสิบกว่าปี วันนี้ฝันของหมอเจี๊ยบเป็นจริงแล้ว และเป็นจริงในรูปแบบที่ใหญ่กว่าที่คิดไว้เสียอีก Let’s be heroes คือมูลนิธิที่เธอก่อตั้งขึ้นร่วมกับอาจารย์และผองเพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนหนึ่ง โดยฟรีคลินิกเป็นเพียงหนึ่งในโปรเจกต์ของมูลนิธินี้เท่านั้น เพราะภายในร่มของการเป็นฮีโร่ ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่เธอกำลังผลักดัน “เราไม่อยากจำกัดตัวเองแค่ฟรีคลินิก ซึ่งพอเราไม่จำกัดตัวเอง เราก็จะสามารถช่วยเหลือทุกคนที่กำลังเดือดร้อน” เจี๊ยบอธิบายพร้อมรอยยิ้ม ทว่าก่อนจะไปทำความรู้จักมูลนิธิของเธอให้มากยิ่งขึ้น เราขอพาทุกคนย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งมันยังเป็นเพียงก้อนฝันในใจของเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ตอนเด็กๆ คุณฝันอยากเป็นอะไร โห (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ เจี๊ยบอยากเป็นพยาธิค่ะ &#160; เพราะอะไร เพราะเป็นเด็กรักสบาย อยากนอนกินอยู่ในท้องแม่ ตอนประมาณ ป.2 มีงานประชุมผู้ปกครองครั้งหนึ่ง เขาให้เขียนว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คนอื่นก็วาดรูปเป็นหมอ เป็นตำรวจ แต่เจี๊ยบวาดภาพแม่ที่มีตัวพยาธิอยู่ในท้อง หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยความที่เป็นเด็กชอบเข้าใจผิด เห็นคุณอองซานซูจีถูกขังอยู่ในบ้าน เราก็อยากเป็นแบบนั้น เพราะเราติดบ้านมาก อยากอยู่ในบ้านแบบนั้น พอโตขึ้นมาอีก เราก็อยากเป็นนู่นเป็นนี่เยอะมาก จนสุดท้ายอยากเป็นหมอฟัน เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เด็กไม่ตั้งใจเรียนอย่างเราตั้งใจเรียนขึ้นมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jeab-lalana-lets-be-heroes-foundation/">Let’s be heroes foundation ความฝันในวันนั้นและความจริงในวันนี้ของหมอเจี๊ยบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">กับคนคนนี้ เราคงไม่ต้องแนะนำตัวให้เสียเวลา <span style="display: none;">หมอเจี๊ยบ</span> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อาจต้องย้อนความสักหน่อยว่า ในฐานะนางสาวไทยประจำ พ.ศ. 2549 <strong>เจี๊ยบ–ลลนา ก้องธรนินทร์</strong> เคยบอกทุกคนไว้ว่า เธอใฝ่ฝันอยากเปิดฟรีคลินิก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านมาสิบกว่าปี วันนี้ฝันของหมอเจี๊ยบเป็นจริงแล้ว และเป็นจริงในรูปแบบที่ใหญ่กว่าที่คิดไว้เสียอีก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.facebook.com/lets.be.heroes.foundation/" target="_blank" rel="noopener">Let’s be heroes</a> คือมูลนิธิที่เธอก่อตั้งขึ้นร่วมกับอาจารย์และผองเพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนหนึ่ง โดยฟรีคลินิกเป็นเพียงหนึ่งในโปรเจกต์ของมูลนิธินี้เท่านั้น เพราะภายในร่มของการเป็นฮีโร่ ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่เธอกำลังผลักดัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่อยากจำกัดตัวเองแค่ฟรีคลินิก ซึ่งพอเราไม่จำกัดตัวเอง เราก็จะสามารถช่วยเหลือทุกคนที่กำลังเดือดร้อน” เจี๊ยบอธิบายพร้อมรอยยิ้ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าก่อนจะไปทำความรู้จักมูลนิธิของเธอให้มากยิ่งขึ้น เราขอพาทุกคนย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งมันยังเป็นเพียงก้อนฝันในใจของเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56722 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-10.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>ตอนเด็กๆ คุณฝันอยากเป็นอะไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">โห (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ เจี๊ยบอยากเป็นพยาธิค่ะ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>เพราะอะไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเป็นเด็กรักสบาย อยากนอนกินอยู่ในท้องแม่ ตอนประมาณ ป.2 มีงานประชุมผู้ปกครองครั้งหนึ่ง เขาให้เขียนว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คนอื่นก็วาดรูปเป็นหมอ เป็นตำรวจ แต่เจี๊ยบวาดภาพแม่ที่มีตัวพยาธิอยู่ในท้อง หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยความที่เป็นเด็กชอบเข้าใจผิด เห็นคุณอองซานซูจีถูกขังอยู่ในบ้าน เราก็อยากเป็นแบบนั้น เพราะเราติดบ้านมาก อยากอยู่ในบ้านแบบนั้น พอโตขึ้นมาอีก เราก็อยากเป็นนู่นเป็นนี่เยอะมาก จนสุดท้ายอยากเป็นหมอฟัน เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เด็กไม่ตั้งใจเรียนอย่างเราตั้งใจเรียนขึ้นมา </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56719 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-7.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>จากหมอฟันกลายมาเป็นหมอได้อย่างไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เจี๊ยบเป็นคนทำอะไรสุดโต่ง ถ้าไม่ทำก็ไม่ทำเลย ตอนเด็กๆ สอบเลขได้เกรดศูนย์ อนาคตน่าเป็นห่วงมาก แต่พอเรามีความตั้งมั่นว่าเราอยากทำอะไร อยากได้อะไร เราจะสู้และกัดไม่ปล่อย จากเด็กที่อ่านหนังสือไม่เป็นก็อ่านสองรอบ ตั้งใจมาก (เน้นเสียง) เพราะรู้ว่าทันตะฯ เป็นคณะที่เข้ายากมากเหมือนกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงนั้นเขามีสอบตรงของแพทย์ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไปฝึกงานที่โรงพยาบาล 10 ชั่วโมง หรือ 10 วัน จำไม่ได้แล้ว เราแค่อยากไปลองข้อสอบเผื่อว่าจะได้รู้ไว้เป็นแนวทาง ก็เลยไปฝึกงานในโรงพยาบาล ซึ่งพอไปก็ค้นพบเลยว่าเราอยากช่วยคน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56740" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422269.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422269.jpg 1568w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422269-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422269-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422269-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422269-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /></p>
<h4><b>เข้าไปทำอะไร ทำไมถึงขั้นเปลี่ยนใจ</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปเดินบัตร เพราะทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว (หัวเราะ) เจี๊ยบว่าเป้าหมายของการฝึกงานไม่ใช่จะให้เราไปทำอะไรหรอก เขาแค่อยากให้เราเห็นบรรยากาศ ให้เรารู้ว่าจะต้องพบเจออะไรตอนทำอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่ไปทำ เราแค่ช่วยเขาเดินบัตร หยิบเอกสาร แต่ภาพที่เราเจอก็ทำให้เราเปลี่ยนความคิดในวันเดียวว่า อยากช่วยคน อยากรักษาคน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>ภาพที่เจอคืออะไร ยังจำได้ไหม </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">มันก็คงเป็นภาพปกติแหละ แต่ตอนนั้นด้วยความที่เป็นเด็ก เวลาเห็นก็จะตกใจมาก เราเห็นคนเลือดออกอาบเสื้อ เห็นคนร้องไห้ เห็นเด็กร้องไห้ตัวร้อน มันเป็นภาพที่โกลาหล คนรอเป็นร้อยๆ คน แต่มีคุณหมอแค่คนเดียว คุณหมอก็ยังไม่ได้กินข้าว ซึ่งวันนี้ถ้าไปเห็นภาพแบบนั้นอีกคงเข้าใจบริบทของการรักษา เข้าใจว่าคนไข้เขารอได้เพราะยังไม่ใช่ภาวะเร่งด่วน และเข้าใจว่าระบบสุขภาพของไทยยังขาดแคลน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ตอนนั้น ตอนที่เป็นเด็กเรารู้สึกว่าเราอยู่ตรงนั้นแต่ทำไมช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะจ่ายให้ใครไปรักษา เราเลยกลับบ้านมาบอกแม่ว่าอยากเป็นหมอ ซึ่งในวันนั้นเรายังไม่เข้าใจระบบสุขภาพของไทยเท่าไหร่ ภาพการเป็นหมอของเราเลยกลายเป็นว่า อยากให้การรักษาคนไข้แบบฟรีคลินิก คิดแค่ว่าเดี๋ยวเราจะไปเป็นหมอ หาเงินมา แล้วพอเสาร์-อาทิตย์เราก็จะเปิดฟรีคลินิกให้กับคนยากไร้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56739" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422268.jpg" alt="" width="1044" height="1568" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422268.jpg 1044w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422268-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422268-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422268-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422268-600x901.jpg 600w" sizes="(max-width: 1044px) 100vw, 1044px" /></p>
<h4><b>เห็นว่าจากจุดนั้นไปสู่การประกวดนางสาวไทยเพราะคุณแม่โน้มน้าว</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เป็นจุดที่แม่บอกว่า ถ้าเราเป็นคนมีชื่อเสียง เราจะขอความช่วยเหลือคนอื่นได้ ไปลองประกวดดูสิ เราก็ไม่เอา จะบ้าเหรอ ยิ้มยังไม่เป็นเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>คุณมองภาพตัวเองตอนไปประกวดนางสาวไทยเป็นการเดินทางตรงหรือทางอ้อมกว่าจะมาถึงทุกวันนี้</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เจี๊ยบมองเป็นทางตรงเลยนะ ถ้าเจี๊ยบไม่ไปประกวด เจี๊ยบก็คงไม่มีชื่อเสียง แล้วคนก็คงไม่เชื่อถือ วันนี้มันอาจมาถึงแหละ แต่ทางมันคงยากและเหนื่อยกว่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้เราขอความช่วยเหลือใคร เขาก็รู้ว่าเราเคยคิดอย่างนี้ ทุกคนยินดีให้ความช่วยเหลือเรา ช่วยกันบริจาค ทำให้คนไข้หลายๆ คนได้รับความช่วยเหลือ อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่อย่างน้อยสิ่งเล็กๆ ก็ช่วยชีวิตคนบางคนได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจี๊ยบก็ต้องขอบคุณเวทีนางสาวไทยที่ทำให้เจี๊ยบมีวันนี้ ขอบคุณแม่ที่ชักชวนไป แล้วก็ขอบคุณตัวเองที่อดทน ตั้งใจเรียน รวมทั้งทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56735" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-23.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-23-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>จากวันนั้นที่อยากเป็นหมอ อยากเปิดฟรีคลินิก จนไปประกวดนางสาวไทย ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทำไมยังกอดความฝันที่อยากเปิดฟรีคลินิกมาได้นานขนาดนี้</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็คงเพราะมันเป็นความฝันนี่แหละ อะไรที่เป็นความฝัน เราก็อยากไปให้ถึงจุดหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่บางทีระยะทางและอุปสรรคต่างๆ ก็อาจทำให้เราท้อแท้ในความฝันเหมือนกัน ระยะเวลาตั้ง 12 ปี ถามว่าเจี๊ยบเคยเบื่อ เคยเหนื่อย เคยอยากล้มเลิกไหม มีอยู่แล้ว ยิ่งเรียนหมอ 6 ปี คิดอยากจะลาออก อยากจะยอมแพ้ไปหลายรอบ มีถึงขั้นเดินไปลาออกเลยนะ แต่สุดท้ายก็ไปนั่งคิด อ้าว ถ้าลาออกแล้วเราจะไปทำอะไรล่ะ ในเมื่อความฝันเราอยู่ตรงนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราก็เลยรู้สึกว่า เราท้อได้ แต่เราไม่ถอย ไม่อย่างนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำมาทั้งหมดล่ะ เราทำสิ่ง</span><span style="font-weight: 400;">ที่ไม่ใช่ตัวเอง เด็กขี้เกียจต้องมาขยันเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ คนที่คาแร็กเตอร์เป็นแบบนี้ต้องไปใส่ส้นสูง ไปเดินประกวด มันไม่ใช่ตัวเรา แต่เราทำมาทุกอย่างก็เพื่อสิ่งนี้ แล้วเราจะยอมแพ้ได้อย่างไร ก็เลยยังยึดมั่นในสิ่งที่เราทำอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56733 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-21.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>ขอย้อนกลับไปตรงจุดที่เดินไปลาออก ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">พอเรียนจริงๆ แล้ว เรื่องความรู้ เรื่องการอ่านหนังสือเป็นเรื่องรองไปเลย หลักๆ คือความรับผิดชอบ การที่เราจะไปรักษาชีวิตคน เราต้องเป็นคนที่รับผิดชอบมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนเด็กๆ ตอนเรียนก็จะมีหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีปิดเทอม ช่วงนั้นเราเรียนวอร์ดอายุรกรรม แล้วต้องมาต่อที่วอร์ดศัลยกรรม เราต้องไปโรงพยาบาลทุกวันเลย เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไป อยู่โรงพยาบาลเช้าถึงเย็น ไม่ว่าจะไปเกเรดึกขนาดไหน เช้าก็ต้องไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยู่ดีๆ วันหนึ่งเราก็ไม่อยากลุกขึ้นไปทำงานตอนเช้า อยากนอนอยู่เฉยๆ คนอื่นก็มาตามเพราะเราเป็นเด็กขี้เกียจ เป็นเด็กเกเรโดยพื้นฐาน เขาก็นึกว่าเกเรอีกแล้ว แต่เรารู้สึกเหนื่อย ไม่ไหวแล้ว ตอนแรกจะลาออก แต่สุดท้ายก็ดร็อปไปสองเดือน ไม่เรียนวอร์ดนั้นเลย กลับมาอีกทีก็เรียนวอร์ดใหม่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>หยุดสองเดือนไปพัก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เจี๊ยบว่าถ้าเราฝืนมันจะไม่ไหว ถ้าเราเหนื่อยเราก็พัก จะจบช้ากว่าเพื่อนหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้พักเติมพลัง แล้วก็กลับมาเดินทางเดิมต่อ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56749 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-1.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>อะไรทำให้คุณกลับมาได้</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็เราได้พักแล้ว และอย่างที่บอกว่าเรากลับไปทบทวนตัวเอง ถ้าออกไปเราจะไปทำอะไร ไม่ได้จะไปทำอะไรอยู่แล้วไหม (หัวเราะ) ในเมื่อเป้าหมายคือตรงนี้ ก็กลับมาใหม่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>แต่ตอนนั้นคุณก็มีตำแหน่งนางสาวไทยแล้ว ถ้าจะทำงานในวงการก็พอมีที่ทางให้คุณอยู่ </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย รู้สึกแค่ว่าตรงนี้มันเหนื่อยจังเลย อยากเลิกแล้ว อยากยอมแพ้ แต่สุดท้ายพอเราได้พัก เราก็มีพลังกลับมาเดินทางต่อ อย่างที่บอกว่าเราไม่รู้จะไปทำอะไรถ้าความฝันเราอยู่ตรงนี้ ชีวิตเรามีเป้าหมายอยู่แล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตเลยไหม</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเรามันมีความฝันได้หลายอย่างอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้แรงกล้ามากตั้งแต่เด็ก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเจี๊ยบก็มีความฝันอีกอย่างคือ อยากปลดเกษียณแล้วเล่นเกม Harvest Moon อยู่บ้าน ก็คือยังเป็นเด็กคนนั้นที่อยากอยู่บ้าน อยากเป็นพยาธิในท้องแม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนก็ต้องอยากมีชีวิตที่สบาย อยู่กับครอบครัว ใครจะอยากทำงานไปตลอดชีวิต ไม่มีหรอก เกิดมาชีวิตหนึ่ง ยิ่งเจี๊ยบเจอกับความตายทุกวัน เจี๊ยบก็อยากใช้ชีวิตทุกวันนี้ให้คุ้มค่าที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นความฝันสูงสุดตอนนี้คืออยากปลดเกษียณ อยู่บ้านกับครอบครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก แล้วก็ไปทำงานโดยไม่ต้องหาเงินแล้ว ทำงานโดยไปช่วยคนเฉยๆ นั่นแหละเป้าหมายสูงสุดของชีวิต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56730 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-18.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>พอทำงานเป็นหมอมาสักพัก ด้วยจังหวะหรือด้วยอะไรที่คิดว่าถึงเวลาต้องทำฟรีคลินิกแล้ว</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนจบมาตามทางที่วางไว้ และเราตกตะกอนแล้วว่าจะทำทิศทางไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาเวลาคนสัมภาษณ์ว่าจะทำฟรีคลินิกแบบไหน จะเป็นอย่างไร เราก็ยังไม่รู้ รู้แค่ว่าอยากทำ แต่ในช่วงระยะเวลาที่เรากลับไปเรียน เราได้เจออาจารย์ เจอเพื่อนร่วมทีมที่ดี ซึ่งมาเป็นคณะกรรมการมูลนิธิด้วย เราได้นั่งคุยกันว่าจะทำรูปแบบไหน จนเราเจอพอยต์ว่าทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งก็ออกมาในรูปแบบมูลนิธิ Let’s be heroes </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56724 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-12.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>คุยกันอย่างไรถึงได้ตกตะกอนมาเป็นมูลนิธิ</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องขอบคุณอาจารย์พรรณอร (อ.พญ.พรรณอร เฉลิมดำริชัย) ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ อาจารย์เป็นคนที่ทำให้เกิดมูลนิธินี้ขึ้นมาเลยก็ว่าได้ เพราะตอนเจี๊ยบกลับไปเรียนเป็นหมอฉุกเฉิน เจี๊ยบก็เล่าให้อาจารย์ฟังว่า ตั้งแต่เด็กเจี๊ยบอยากเปิดฟรีคลินิก จะทำอย่างไรดีให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด และอยากให้มันรันได้ด้วยความยั่งยืน ไม่อยากเปิดมาแป๊บเดียวแล้วทำต่อไม่ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกคิดกันหลายอย่าง สุดท้ายมาจบที่มูลนิธิเพราะเราชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง รู้สึกว่าเราไม่ได้อยากช่วยคนอย่างเดียว เรายังอยากช่วยสัตว์ด้วย สมมติถ้าเราเจาะจงว่าจะรักษาคนอย่างเดียว แล้วพอเจี๊ยบเห็นสัตว์ที่น่าสงสาร เจี๊ยบจะเอาเงินบริจาคไปช่วยสัตว์ก็ไม่ได้ มันจะผิดจุดประสงค์ที่คนเขาบริจาคมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความถูกต้อง เจี๊ยบก็เลยเปิดมูลนิธิ Let’s  be heroes แล้วค่อยมีหลายๆ โครงการในนั้น ช่วยคนด้วย ช่วยสัตว์ด้วย เปิดสอนด้วย เราไม่อยากจำกัดตัวเองแค่ฟรีคลินิก ซึ่งพอเราไม่จำกัดตัวเอง เราก็จะสามารถช่วยเหลือทุกคนที่กำลังเดือดร้อน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56738" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422267.jpg" alt="" width="1370" height="771" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422267.jpg 1370w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422267-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422267-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422267-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422267-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1370px) 100vw, 1370px" /></p>
<h4><b>ใต้ร่มของ Let’s be heroes มีโปรเจกต์อะไรบ้าง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ Let’s be heroes มีอยู่ 3 ขาหลัก หนึ่งคือเปิดคอร์สสอนทำ CPR แบบใช้เครื่อง AED (Automated External Defibrillator &#8211; เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) เพราะเราเป็นหมอฉุกเฉิน คือเป็นหมอที่กู้ชีพคน เจี๊ยบก็นั่งคิดว่า ถ้าเรารักษาคนคนหนึ่ง โอเค คนคนนี้หาย แต่ถ้าเราให้ความรู้คนเพื่อให้เขาออกไปช่วยชีวิตคนอื่นๆ ได้ มันก็จะไม่ใช่เราคนเดียวที่ช่วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สองคือการช่วยเหลือสัตว์ เจี๊ยบว่าบางทีคนเราอยู่บนโลกนี้จนคิดว่าโลกนี้เป็นของมนุษย์ไปแล้ว แต่จริงๆ เราไประรานสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย มันไม่แฟร์เลยที่คนเราสามารถมีกฎหมายอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สมมติเราตีหัวคุณ เราคงติดคุก แต่ถ้าเราตีหัวแมว ถ้าไม่มีคนเห็น เราก็รอดตัวไปได้ กฎหมายยังต่างกันเยอะ เราก็เลยอยากช่วยเพื่อนร่วมโลกเราด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสามคือฟรีคลินิกที่เป็นต้นเรื่องให้เกิดมูลนิธิ เราทำเป็นฟรีคลินิกแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ขาดแคลน ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่า เราอยู่ในกรุงเทพฯ เราเข้าถึงการแพทย์ได้ง่ายกว่าพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ สมมติเราเป็นโรคหัวใจ เราก็สามารถไปหาคุณหมอโรคหัวใจได้ในหลายๆ โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐบาล แม้โรงพยาบาลรัฐอาจจะมีระยะเวลาส่งตัว แต่การเดินทางก็สะดวกกว่า และอาจไม่ได้รอนานเท่าต่างจังหวัดไกลๆ ที่ทั้งจังหวัดอาจมีคุณหมอหัวใจแค่คนเดียว แล้วทุกที่ก็เทมารอที่คุณหมอท่านนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่เราจัดแพทย์เฉพาะทางอาจจะช่วยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เราก็เลยจัดแพทย์เฉพาะทางในโรคที่ไม่ได้ฉุกเฉิน โรคที่สามารถรอได้ คนไข้ที่สงสัยว่าน่าจะต้องหาคุณหมอเฉพาะทางโรคนั้นๆ ก็จะได้รับการรักษาที่เร็วขึ้น แล้วก็ลดภาระของคุณหมอเฉพาะทางในตัวโรงพยาบาลจังหวัดด้วย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56741" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422270.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422270.jpg 1568w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422270-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422270-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422270-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422270-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /></p>
<h4><b>คุณไปลงพื้นที่มาแล้วที่อำเภออุ้มผาง <a href="https://adaymagazine.com/?s=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81" target="_blank" rel="noopener">จังหวัดตาก</a> เป็นอย่างไรบ้าง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;"> ครั้งแรกที่ลงไปมีแค่คณะกรรมการมูลนิธิที่เป็นเหยื่อของเจี๊ยบก่อน (หัวเราะ) ในคณะกรรมการมีสัตวแพทย์ด้วย ก็เลยไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้าในพื้นที่นั้นซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง แล้วก็มีคุณหมอผิวหนังไปเปิดคลินิกโรคผิวหนังเฉพาะทาง ส่วนทีมหมอฉุกเฉินก็ไปสอนการกู้ชีพทารกเบื้องต้นให้กับหมอตำแย ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าจะต้องมีอุปสรรคเรื่องภาษา เพราะเขาไม่ได้พูดภาษาไทย เราต้องมีล่าม แถมเขาเป็นหมอตำแย ทำคลอดเก่งกว่าเราอีก กังวลว่าเขาจะเปิดรับเราหรือเปล่า แต่กลายเป็นว่าเขาเปิดรับเรา และเขาน่ารักมาก เป็นคุณยายอายุ 70 กว่าที่ตั้งใจเรียน ฝึกทำอยู่คนเดียว ไม่ยอมเลิก เพราะเขาอยากไปช่วยเด็กที่เขาทำคลอดออกมา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>ในประเทศไทยน่าจะมีพื้นที่ขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ทำไมเลือกที่อุ้มผาง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการที่เราจะให้ใคร เราต้องมีผู้รับที่พร้อมรับด้วย ซึ่งที่โรงพยาบาลอุ้มผาง คุณ ผอ. (นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์) น้องๆ อินเทิร์น และพี่ๆ ทีมงานทุกคนน่ารักมาก พวกเขาช่วยหาเคสที่สงสัยว่าจะเป็นโรคที่ต้องการคำแนะนำจากคุณหมอเฉพาะทางที่เราสามารถเกณฑ์ขึ้นไปได้ แล้ว ผอ.ก็ให้ค่าน้ำมันชาวบ้านในการนั่งรถมาหาเรา </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56731" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-19.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-19.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-19-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h4><b>จากที่ฝันถึงฟรีคลินิกมานาน พอได้ลงมือทำจริงๆ รู้สึกอย่างไร </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">มันอิ่มเอมใจ บางทีก้าวแรกอาจจะยังไม่ได้เต็มร้อย แต่พอเรามีเพื่อนร่วมทาง พอความฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มันก็สร้างความอิ่มเอมใจให้เรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ดีใจที่สุดคือคนในทริปรู้สึกอย่างเดียวกันกับเรา อย่างช่างภาพที่มาจาก Forward Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เป็นสื่อกลางในการช่วยระดมทุนและจัดทำสื่อต่างๆ เขามาบอกเราว่า &#8220;ผมเข้าใจแล้วว่าความสุขของการให้เป็นอย่างไร เพราะผมได้ถ่ายรูปและได้เห็นคนไข้ยิ้ม ถ้าครั้งหน้าหมอต้องการช่างภาพ ผมขึ้นมาให้ฟรีเลยนะครับ&#8221; แล้ววันนั้นคณะกรรมการทุกคนก็แฮปปี้กันมาก ถึงเราจะเหนื่อย แต่สุดท้ายแล้วเราก็มีความสุขร่วมกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>ซึ่งนั่นถือเป็นความสำเร็จของคุณแล้ว</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นก้าวแรกที่เราได้มาแตะความฝันที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่ความฝัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนครั้งที่สองที่ขึ้นไปก็ขยายทีมอีก เพราะครั้งนี้ไม่ได้มีแต่เหยื่อของเจี๊ยบแล้ว (หัวเราะ) มีคุณหมอคนอื่นๆ ด้วย หนึ่งในคนที่ประทับใจมากคือหมอตูน (พญ.วิรังรอง เค้าภูไทย) ตอนแรกจำเขาไม่ได้ เป็นคนที่คณะกรรมการชวนต่อๆ กันมา แต่พอวันที่เราขึ้นเครื่องไปอุ้มผาง ได้คุยกัน เขาก็บอกว่า &#8220;แกจำเราได้ป่าว ที่ไปเจอกันที่สุพรรณฯ ตูนเป็นอินเทิร์น เจี๊ยบเป็นเอ็กซ์เทิร์น แกเคยเล่าให้ฟังว่าอยากทำฟรีคลินิก วันนั้นเราเคยบอกว่าถ้ามีโอกาสจะไปช่วย วันนี้เราได้มาช่วยแกแล้วนะ&#8221; โห ฟังแล้วขนลุก ดีใจมากที่การคุยกันที่เรายังจำไม่ได้มันมาถึงจุดนี้ ซึ้งใจมากที่เพื่อนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งนั้นหมอตูนก็ได้ไปช่วยทำเส้นฟอกไตให้คนไข้ที่ต้องล้างไต แล้วก็มีคุณหมอ x-ray กับคุณหมอหัวใจไปทำ echo หัวใจ คืออัลตราซาวนด์ดูหัวใจ ก็เจอคนไข้คนหนึ่งอายุแค่ 34 ปี เป็นโรคลิ้นหัวใจ คนไข้คนนี้เขาเป็นคนไทยแต่ไม่มีบัตรประชาชน ซึ่งหมายความว่าเขาจะไม่ได้สิทธิ์ในการรักษา ถ้าจะทำอะไรเขาก็ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด หมอ x-ray ก็บอกว่าคนนี้ดูเป็นผู้ป่วยที่เหมาะสมที่จะได้ผ่าตัดลิ้นหัวใจนะ หมอตูนก็เลยช่วยติดต่อกับโรงพยาบาลราชวิถี จนคนไข้ผ่าตัดลิ้นหัวใจได้สำเร็จ จากตอนแรกคนไข้คนนี้ทำงานทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะมันเหนื่อย เดี๋ยวก็น้ำท่วมปอด ตอนนี้เขากลับไปมีคุณภาพชีวิตเหมือนเดิม ทำมาหากินได้ เลี้ยงลูกได้ ก็ต้องขอบคุณโรงพยาบาลราชวิถีที่เป็นหนึ่งในความสำเร็จนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่เขาจะกลับ เราได้เข้าไปเยี่ยมเขากัน พี่สาวเขาที่มาเฝ้า อยู่ดีๆ ก็ขอบคุณทุกๆ คน ขอบคุณทุกๆ อย่างที่ทำให้เราได้เจอกัน ขอบคุณที่เราทำให้น้องสาวเขาได้เปลี่ยนลิ้นหัวใจ ที่ประทับใจที่สุดในวันนั้นก็คือ พี่สาวเขาบอกว่าตอนนี้เข้าใจแล้วว่าการเรียนสำคัญอย่างไร แต่ก่อนเขาไม่รู้จะตั้งใจเรียนไปทำไมในเมื่อปลูกข้าวก็ได้ข้าวกินเหมือนกัน ทำไมต้องไปเรียนหนักๆ เพื่อหาข้าวกิน แต่วันนี้เขารู้แล้วว่าการที่เรามีการศึกษาที่ดี เราสามารถช่วยคนอื่นๆ ได้อีกเยอะแยะ เขาจะกลับไปบอกให้ลูกหลานเขาตั้งใจเรียน จะได้ออกมาช่วยคนได้อย่างนี้ เจี๊ยบดีใจมากที่การช่วยเหลือคนคนหนึ่งไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตเขา แต่เปลี่ยนคนรอบข้างเขาด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56743" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422272.jpg" alt="" width="1044" height="1568" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422272.jpg 1044w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422272-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422272-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422272-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/S__35422272-600x901.jpg 600w" sizes="(max-width: 1044px) 100vw, 1044px" /></p>
<h4><b>ในวันที่ฝันเป็นจริงแล้ว คุณมองภาพต่อจากนี้ไว้อย่างไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เราก็คงทำต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่เราทำได้ ทำให้ดีที่สุด และทำให้ยั่งยืนที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกก็กลัวว่า พอมูลนิธิเปิดตัว เราจะได้รับเงินบริจาคแค่ช่วงแรกหรือเปล่า แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะโปรโมตตลอดเวลาได้ ถ้าไม่มีคนมาช่วยแล้วจะทำอย่างไร อีกหน่อยจะต้องปิดตัวลงหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่พอเราลองทำไปเรื่อยๆ เรามีอาจารย์ มีเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยกันทำ เราก็คิดกันแค่ว่า ทำเท่าที่เราทำได้แหละ ถ้าเกิดสิ่งที่เราทำมันเกิดผลดีจริงๆ ความช่วยเหลือมันจะมาเอง คนที่เขาเห็นความสำคัญก็ยินดีจะหยิบยื่นความช่วยเหลือ เจี๊ยบเลยไม่กลัวอะไรแล้ว ทำไปเรื่อยๆ มันก็ไปต่อได้เรื่อยๆ นะ ก็หวังว่ามันจะยั่งยืนต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>พอจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ เท่ากับว่าไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองใช่ไหม </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">มูลนิธิมีหลายแบบ ของเราคือพยายามเดินไปถึงจุดที่เป็นมูลนิธิที่คนสามารถบริจาคแล้วลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องเป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหารายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกก็อยากขายเสื้อขายอะไรเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องพึ่งเงินบริจาคอย่างเดียว แต่ถ้าเราขายเราก็จะไม่สามารถเป็นมูลนิธิที่สามารถลดหย่อนภาษีได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56754" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><b>กับการทำมูลนิธิทุกวันนี้ เหมือนคุณเชื่อในพลังของการลงมือของคนเล็กๆ มากกว่าโครงสร้างหรือนโยบาย</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเกิดโครงสร้างหรือนโยบายมันดี เราก็คงเชื่อในสิ่งนั้น แต่ถ้ามันไม่ตอบโจทย์หรือคนที่มีอำนาจยังไม่เล็งเห็นปัญหา เราก็คงจะไปบังคับเขาไม่ได้ เราเริ่มที่ตัวเองก่อนนี่แหละง่ายที่สุด แต่ถ้าวันไหนที่เรามีพลังอำนาจอย่างนั้น เราก็คงจัดการในสิ่งที่เป็นปัญหา เจี๊ยบว่าถ้าเราไม่มองว่าสิ่งไหนเป็นปัญหา เราก็คงไม่จัดการกับสิ่งนั้นหรอก ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น เราก็คงปล่อยปละละเลยไป หรือถ้าเราไม่ได้มีใจอยากจะไปช่วยจริงๆ เราก็คงไม่ไปช่วยเขา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>ความสุขทุกวันนี้ของคุณคืออะไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสุขทุกวันนี้ของเจี๊ยบคงเป็นเรื่องทำทุกวันให้ดี พยายามทำให้คนรอบข้างเสียใจน้อยที่สุด แล้วก็ได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นและเพื่อตัวเองด้วย ก็คงมีความสุข </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-56751 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-3.jpg" alt="หมอเจี๊ยบ" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/หมอเจี๊ยบ-ลลนา-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h4><b>ชอบที่บอกว่าทำเพื่อตัวเองด้วย</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เจี๊ยบก็เป็นคนปกติธรรมดานะ เจี๊ยบก็ชอบเล่นเกม ชอบหาความสุขให้ตัวเองเหมือนกัน เจี๊ยบคงไม่ใช่คนดีเลิศ เพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โห ฉันต้องทำให้คนอื่นตลอดเวลา เจี๊ยบเชื่อว่าการที่เราจะให้คนอื่น เราต้องให้คนอื่นโดยที่เราไม่เดือดร้อน ถ้าวันไหนเราเหนื่อย เราไม่พร้อม แล้วเราไปให้คนอื่น ก็เป็นการทำร้ายตัวเอง อย่างที่บอกว่าเจี๊ยบกับทีมก็เลยจะทำไปเรื่อยๆ เท่าที่เรามีความสุขและพร้อมจะให้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจี๊ยบอยู่ในห้องฉุกเฉิน เจี๊ยบเจอคนที่เสียชีวิตกะทันหันเยอะ ไม่ว่าจะอายุเยอะกว่าเจี๊ยบหรือบางคนน้อยกว่าเจี๊ยบด้วยซ้ำ มันทำให้เจี๊ยบรู้ว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนหรอก พรุ่งนี้อาจจะเป็นวันของเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ (หัวเราะ) อาจจะเสียชีวิตเมื่อไหร่ก็ได้ เจี๊ยบก็เลยคิดว่าพยายามใช้ชีวิตทุกวันให้ดีที่สุด ให้เรามีความสุข ไม่ต้องเพอร์เฟกต์ แค่ให้เรากับคนรอบข้างดีต่อกัน ไม่ใช่วันนั้นมาถึงเราต้องมาเสียใจว่า เฮ้ย เราน่าจะทำอย่างนั้นนะ เราไม่น่าไปพูดอย่างนี้เลยกับคนนี้ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>มองภาพฝันของตัวเองในวัยปลดเกษียณไว้อย่างไร</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ทำงาน อยู่บ้าน เล่นเกม รดน้ำผัก ให้อาหารไก่ ให้อาหารปลา แล้วกลับมานั่งเล่นเกมใหม่ อยู่กับครอบครัว ทำสิ่งที่เรามีความสุข ในหนึ่งอาทิตย์ก็อาจจะไปออกตรวจช่วยคนไข้บ้างวันถึงสองวันต่อสัปดาห์ แก่แล้ว คงทำอะไรบู๊มากไม่ไหว แล้วถ้าวันนั้นมูลนิธิยังอยู่ก็จะดีใจมาก (ยิ้ม)</span></p>
<hr />
<div id="erdyt-6a2e1bc57c372" data-id="Epm2gfaKGjI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-Epm2gfaKGjI-6a2e1bc57c372" data-vid="Epm2gfaKGjI" data-src="https://www.youtube.com/embed/Epm2gfaKGjI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/Epm2gfaKGjI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>สามารถร่วมบริจาคได้ที่</p>
<p>มูลนิธิเล็ทส์ บี ฮีโร่ส์</p>
<p>เลขที่บัญชี 041-1-70885-3 ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัล บางนา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jeab-lalana-lets-be-heroes-foundation/">Let’s be heroes foundation ความฝันในวันนั้นและความจริงในวันนี้ของหมอเจี๊ยบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
