<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กฤต วิเศษเขตการณ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author423/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 04 Oct 2021 08:21:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ตามศิลปินผู้แพ้สีเคมีไปเก็บหิน ดิน และดอกไม้มาทำสีธรรมชาติที่สตูดิโอ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sand-natural-colors/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Oct 2019 23:48:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Studio Visit]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[สีน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สีธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[แซนด์ สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สีเทียน]]></category>
		<category><![CDATA[Santiniketan]]></category>
		<category><![CDATA[gum arabic]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[สตูดิโอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76404</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ในประวัติศาสตร์การทำงานศิลปะของศิลปินสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเลโอนาร์โด ดา วินชี, ไมเคิลแองเจโล หรือราฟาเอล พวกเขาต้องซื้อแร่ธาตุหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผสมจนเป็นสีน้ำมันเพื่อแต่งแต้มบนผืนผ้าใบด้วยตัวเอง แม้จะผ่านมานานกว่าร้อยปี และกาลเวลาก็ได้พัดพาให้เทคโนโลยีมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะ จนเราสามารถวาดภาพแต่งแต้มสีสันด้วยการจิ้มเลือกสีจากหน้าจอได้แล้ว แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ยังนั่งอยู่ในสตูดิโอเพื่อผสมสีใช้เองอย่างศิลปินในอดีต และหนึ่งในคนเหล่านั้นคือ แซนด์–สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ ครูสอนศิลปะและศิลปินที่ลองผิดลองถูกกับสีธรรมชาติมานานกว่า 3 ปี ด้วยความชื่นชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ทำให้แซนด์เลือกเรียนสาขาประยุกตศิลปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างทำโปรเจกต์ชิ้นใหญ่ เธอพบว่าตัวเองแพ้สารเคมีในสีน้ำ หลังเรียนจบแซนด์จึงห่างหายจากการตวัดฝีแปรงไปสักพัก จนกระทั่งหลายปีต่อมาเมื่อตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทที่อินเดีย สีน้ำจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่สีน้ำจากหลอดสีอย่างที่เคยทำ แต่เป็นสีที่มาจากต้นไม้ ดอกไม้ และสารตั้งต้นในธรรมชาติรอบตัว ที่เธอเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน    ด้วยเรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลให้เราเดินทางไปเยือนสตูดิโอของเธอถึงอำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม แซนด์รอต้อนรับสู่สตูดิโอด้วยความร่าเริง ก่อนพาเราเดินลัดเลาะเข้าไปในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยขวดโหลเก็บแก่นไม้ ดิน หิน และวัสดุจากธรรมชาติ ถ้าหากคุณพร้อมแล้ว แซนด์จะพาเราสำรวจขั้นตอนการผสมสีจากธรรมชาติ เคล้าบทสนทนาเรื่องการไปเรียนที่อินเดีย และแรงบันดาลใจจากบ้านเกิดอย่างอัมพวาที่ทำให้เธอออกแบบพื้นที่ทำงานแห่งนี้ให้มีชีวิต เส้นทางเริ่มต้นของสีน้ำธรรมชาติ จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานศิลปะโดยใช้สีจากธรรมชาติของแซนด์เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เมื่อเธอตัดสินใจแพ็กกระเป๋าไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยใต้ร่มไม้ Santiniketan ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกที่ก่อตั้งมากว่าร้อยปี โดยรพินทรนาถ ฐากูร นักปรัชญาชาวอินเดียที่อยากสร้างโรงเรียนให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้ แซนด์เลือกเรียนสาขาจิตรกรรม สาขาเดียวกันกับที่เธอเรียนจบปริญญาตรีจากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sand-natural-colors/">ตามศิลปินผู้แพ้สีเคมีไปเก็บหิน ดิน และดอกไม้มาทำสีธรรมชาติที่สตูดิโอ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3375df2c328" data-id="k6BgC1ih5yI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-k6BgC1ih5yI-6a3375df2c328" data-vid="k6BgC1ih5yI" data-src="https://www.youtube.com/embed/k6BgC1ih5yI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/k6BgC1ih5yI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในประวัติศาสตร์การทำงานศิลปะของศิลปินสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเลโอนาร์โด ดา วินชี, ไมเคิลแองเจโล หรือราฟาเอล พวกเขาต้องซื้อแร่ธาตุหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผสมจนเป็นสีน้ำมันเพื่อแต่งแต้มบนผืนผ้าใบด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะผ่านมานานกว่าร้อยปี และกาลเวลาก็ได้พัดพาให้เทคโนโลยีมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะ จนเราสามารถวาดภาพแต่งแต้มสีสันด้วยการจิ้มเลือกสีจากหน้าจอได้แล้ว แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ยังนั่งอยู่ในสตูดิโอเพื่อผสมสีใช้เองอย่างศิลปินในอดีต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหนึ่งในคนเหล่านั้นคือ <strong>แซนด์–</strong></span><span style="font-weight: 400;"><strong>สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ</strong> ครูสอนศิลปะและศิลปินที่ลองผิดลองถูกกับสีธรรมชาติมานานกว่า 3 ปี</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76453" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/37-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/37-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/37-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความชื่นชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ทำให้แซนด์เลือกเรียนสาขาประยุกตศิลปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างทำโปรเจกต์ชิ้นใหญ่ เธอพบว่าตัวเองแพ้สารเคมีในสีน้ำ หลังเรียนจบแซนด์จึงห่างหายจากการตวัดฝีแปรงไปสักพัก จนกระทั่งหลายปีต่อมาเมื่อตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทที่อินเดีย สีน้ำจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธออีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ครั้งนี้ไม่ใช่สีน้ำจากหลอดสีอย่างที่เคยทำ แต่เป็นสีที่มาจากต้นไม้ ดอกไม้ และสารตั้งต้นในธรรมชาติรอบตัว ที่เธอเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน   </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76437" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/21-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/21-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/21-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลให้เราเดินทางไปเยือนสตูดิโอของเธอถึงอำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม แซนด์รอต้อนรับสู่สตูดิโอด้วยความร่าเริง ก่อนพาเราเดินลัดเลาะเข้าไปในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยขวดโหลเก็บแก่นไม้ ดิน หิน และวัสดุจากธรรมชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากคุณพร้อมแล้ว แซนด์จะพาเราสำรวจขั้นตอนการผสมสีจากธรรมชาติ เคล้าบทสนทนาเรื่องการไปเรียนที่อินเดีย และแรงบันดาลใจจากบ้านเกิดอย่างอัมพวาที่ทำให้เธอออกแบบพื้นที่ทำงานแห่งนี้ให้มีชีวิต</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>เส้นทางเริ่มต้นของสีน้ำธรรมชาติ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานศิลปะโดยใช้สีจากธรรมชาติของแซนด์เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เมื่อเธอตัดสินใจแพ็กกระเป๋าไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยใต้ร่มไม้ Santiniketan ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกที่ก่อตั้งมากว่าร้อยปี โดยรพินทรนาถ ฐากูร นักปรัชญาชาวอินเดียที่อยากสร้างโรงเรียนให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แซนด์เลือกเรียนสาขาจิตรกรรม สาขาเดียวกันกับที่เธอเรียนจบปริญญาตรีจากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งในระหว่างที่เรียนนั้น แซนด์ค้นพบว่ามือของเธอแพ้สีเคมีอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โดยพื้นฐานเราเป็นคนผิวแห้งมาก แค่อากาศเปลี่ยน มือก็ลอกเป็นวงๆ ตลอดเวลา แล้วมันก็เป็นหนักขึ้น ตอนแรกคิดว่าเพราะน้ำยาจากการซักผ้าหรือล้างจาน เลยพยายามเลี่ยง แต่ตอนเรียนเพนท์ติ้งที่ศิลปากร เราต้องทำงานชิ้นใหญ่ ต้องหยิบจับสีน้ำบ่อยขึ้น มือก็เริ่มลอกเรื่อยๆ เป็นชั้นๆ แล้วมันก็เริ่มปริเป็นเลือดซิบๆ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นทำให้ระหว่างเรียน อุปกรณ์ที่แซนด์ต้องพกไปด้วยไม่ได้มีแค่สีน้ำและพู่กัน แต่ต้องมีกล่องพลาสเตอร์ยาติดตัวตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มือเราพังไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันไม่มีลายนิ้วมือแล้ว ตอนเรียนจบไปทำพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่เลยลงบันทึกให้ว่าเราเป็นคนทุพพลภาพเพราะไม่สามารถสแกนนิ้วได้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แซนด์จึงเริ่มถอยห่างจากงานสีน้ำและเขยิบมาทำงานหน้าคอมฯ มากขึ้นในช่วงที่เรียนจบ ไม่ว่าจะเป็นนักวาดภาพประกอบหนังสือ กราฟิกดีไซเนอร์ นักออกแบบแพ็กเกจจิ้งของเล่นเด็ก และครูสอนศิลปะในโรงเรียนมัธยม จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทที่อินเดีย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76447" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/31-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/31-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/31-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นคิดอยากเดินทาง อยากไปเที่ยว แต่การเที่ยวแบบไหนที่เราจะได้ไปนานๆ เลยคิดว่าก็ต้องไปเรียนนี่แหละ เราได้รู้จักมหาวิทยาลัย Santiniketan จากในหนังสือ แล้วจินตนาการว่า เออ มันน่าจะตรงกับที่เราชอบ ก็เลยตัดสินใจสมัครไปเรียน เลือกเรียนเพนท์ติ้งเหมือนเดิม แต่ทีนี้ต้องมาคิดว่าจะทำยังไงดีที่จะไม่ใช้สีน้ำที่มาจากสารเคมี” แซนด์เล่าอย่างอารมณ์ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าอย่างนั้นลองใช้สีธรรมชาติแทนก็แล้วกัน เพราะมหาวิทยาลัยนี้เปิดกว้าง ชิลล์มาก ทำอะไรก็ได้ เลยคิดว่าสีจากธรรมชาติน่าจะเป็นคำตอบ แม้ว่าตอนนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>นักลองผิดลองถูก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อตัดสินใจว่าต้องเริ่มต้นทำงานศิลปะด้วยสีธรรมชาติแล้ว แซนด์ไม่รอช้า เดินทางตามหาสีในช่วงที่เรียนในอินเดีย และทำให้เธอได้สะสมประสบการณ์ในการสร้างสีน้ำจากธรรมชาติอันหลากหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จำได้ว่าวัตถุดิบแรกๆ ที่เลือกใช้คือ ลูกม่วงที่อินเดีย ลักษณะเหมือนลูกหมึกบ้านเรา แต่พอเอามาลงในกระดาษผ่านไปนานๆ มันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นเราก็เริ่มลองใช้ดิน ถ่าน ดอกไม้ เอามาตำ มาคั้นให้ได้สี แต่ก็เป็นเหมือนลูกม่วงคือพอลงกระดาษแล้วผ่านไปนานๆ มันกลายเป็นสีน้ำตาลหมดเลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76441" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/25-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/25-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/25-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แซนด์ก็ไม่ยอมแพ้ เธอลงมือศึกษาทั้งจากข้อมูลในเอกสารและทดลองด้วยการหยิบจับวัสดุธรรมชาติรอบตัวมาบด ต้ม คั้น เพื่อให้ได้สีตามที่ต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลองมั่วไปหมด คิดอะไรได้ก็ลอง บางครั้งก็ไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตว่าวัสดุธรรมชาติอะไรที่ย้อมผ้าได้บ้าง เพราะเราคิดว่าถ้าย้อมผ้าได้มันก็น่าจะมีพิกเมนต์ที่ดี ก็เลยเจอว่ามันมีแก่นฝาง ดอกทองกวาว แก่นขนุน หรือไปค้นดูจิตรกรรมไทย ประวัติศาสตร์สีของโลก ต้องใช้ตัวไหน มีพิกเมนต์อะไรบ้าง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะดิน หิน ทราย ต้นไม้ ใบไม้ หรือดอกไม้ จึงเป็นสารตั้งต้นที่แซนด์เอามาประกอบร่างเป็นสีธรรมชาติ แต่ไม่ว่าจะใช้สีจากวัสดุธรรมชาติอะไรมันกลับไม่ติดทนอยู่กับกระดาษเท่าไหร่นัก </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76433" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/17-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/17-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/17-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างดิน ถ้าเราระบายบนกระดาษ พอแห้งมันก็จะเป็นผงๆ และหลุดไป บางอย่างระบายลงไปคือเปลี่ยนสี ทีนี้เราไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร ก็ไปคุยกับคนโน้นคนนี้ เขาบอกว่ามีคุณลุงคนหนึ่งอยู่ในป่าชายเลน จะมาในเมืองทุกๆ ฤดูหนาวเพราะเป็นไฮซีซั่น และเขาเป็นคนวาดภาพสัตว์ด้วยสีธรรมชาติ ให้ลองไปหาเขาดู” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากได้รับคำแนะนำ แซนด์ไม่รอช้า เธอเดินทางไปหาลุงปริศนาคนนั้นเพื่อหาคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลุงมีถ้วยอยู่ 4 ใบ แล้วก็บดอะไรไม่รู้หนึ่งอย่างโรยไปในหลุม 4 สี ในนั้นจะมีสีดำจากเขม่า สีเขียวจากใบไม้ สีแดงจากดินแดง สีเหลืองจากดินเหลือง และมีที่กลิ้งๆ อีกหนึ่งอย่าง เราพยายามดูว่ามันคืออะไร แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ เพราะเราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ลุงไม่พูดภาษาอังกฤษ” พูดจบหญิงสาวก็หัวเราะเสียงดังก่อนเล่าต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่มารู้ทีหลังว่ามันคือ gum arabic เป็นยางไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติไม่เหมือนยางไม้ทั่วไป อย่างยางพาราถ้าแห้งแล้วเป็นฟิล์ม แต่ยางกัมอารบิกโดนน้ำแล้วละลาย และถ้าโดนอากาศก็แห้งได้อีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็จะเอามันมาละลายแล้วผสมกับพิกเมนต์จากสีธรรมชาติของเรา ซึ่งทำให้สีที่เราลงกระดาษแห้ง เป็นการเคลือบไม่ให้สีเปลี่ยน หรือไม่ให้พวกดินหรือแร่เป็นผงหายไป”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76445" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/29-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/29-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/29-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีกัมอารบิกช่วยเคลือบให้สีอยู่ทน แต่แซนด์บอกว่าวัสดุบางอย่างที่เลือกใช้ต้องดูลักษณะกายภาพของวัสดุนั้นๆ ด้วย เพราะบางอย่างก็สามารถผสมเป็นสีและเก็บไว้ได้ แต่บางอย่างถ้าเก็บไว้นานอาจเน่าเสีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พวกดอกไม้เราเก็บไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 2 อาทิตย์เพราะมันจะเน่า เราเก็บแบบเป็นน้ำ ไม่ได้เก็บแบบผง ถ้าทำเป็นผงพิกเมนต์มันไม่เยอะพอด้วยเลยทำสดดีกว่า ส่วนวัสดุที่จะเอามาบดเป็นผงและเก็บไว้ได้นานคือ ยางไม้ แก่นไม้ เขม่าฟืน ดินแดง และดินเหลือง&#8221; </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76418" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บนโต๊ะทำงานกลางสตูดิโอของแซนด์จึงมีขวดแก้วใสบรรจุผงหลากสีวางเรียงรายไล่ระดับเป็นสีรุ้งอยู่ข้างหน้า เรียกได้ว่าตั้งแต่แซนด์เริ่มค้นหาวัสดุต่างๆ เธอได้เจอสีที่มาจากธรรมชาติมากอยู่เหมือนกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ระหว่างทางมีวัสดุที่คิดว่าใช้ได้ แต่พอทำจริงก็ใช้ไม่ได้นะ อย่างรากต้นแมดเดอร์ เขาบอกว่ามันจะได้สีแดง แต่พอมาทดลองแล้วมันทำไม่ค่อยได้ แต่เราได้สีแดงจากการผสมของดินแดงและฝางแทน&#8221; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;จริงๆ การผสมสีธรรมชาติเป็นงานทดลอง ไม่สามารถฟิกได้ว่าต้องได้ผลเสมอขนาดนั้น เหมือนเราลองทำมาทุกอย่างแล้วมันก็มีเน่าเสีย มีอันที่ไม่สวย เราก็ตัดมันทิ้งจนเหลืออันที่ดี&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>พื้นที่ทำงานที่มีชีวิต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเรียนจบและกลับไทย แซนด์มีโอกาสได้ทำงานเป็นอาจารย์สอนกราฟิกดีไซน์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นเธอตัดสินใจเช่าหอพักเล็กๆ อยู่บริเวณใกล้ที่ทำงาน แต่ค้นพบว่าการอยู่ที่นี่ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการทำงานสีน้ำธรรมชาติของเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;คือมันเป็นอพาร์ตเมนต์ที่มีพื้นที่ให้คนนอน แต่พื้นที่ทำอย่างอื่นน้อย ของเราก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นห้องสี่เหลี่ยมเห็นแต่กำแพง เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราร้องไห้ทุกวัน เพราะสำหรับเราสิ่งสำคัญคือที่อยู่ เรายอมไม่มีรถก็ได้ แต่ที่พักจะต้องดี เพราะมันเป็นที่ที่เราทำงาน บรรยากาศมันเลยมีผลมากๆ เราอยากให้พื้นที่ที่เราอยู่ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีต้นไม้ ใกล้ดิน&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เธอตัดสินใจเช่าบ้านหลังเล็กริมคลอง มีพื้นที่ที่เป็นสวนเล็กๆ พร้อมให้เธอปลูกพืชและดอกไม้สำหรับใช้ทำสี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเยี่ยมเยียนสตูดิโอของแซนด์ครั้งนี้ยังทำให้เราได้เห็นบรรยากาศห้องติดสวนด้านหลังที่เธอเลือกใช้เป็นสถานที่ทำงาน รายล้อมไปด้วยโต๊ะและตู้ไม้ มีผ้าม่านสีน้ำตาลและรูปวาดสีน้ำจากธรรมชาติเรียงอยู่รอบห้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่จะบอกว่าสิ่งที่เราทำเยอะที่สุดและเป็นอาชีพหลักของเราคือการจัดบ้าน” แซนด์หัวเราะเสียงดังหลังพูดจบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ของที่เอามาใช้จัดบ้านก็มาจากความชอบเราด้วย อย่างโต๊ะทำงานหลักตรงกลางก็จัดให้รวมอุปกรณ์ ready to blend เอาไว้ทั้งหมด&#8221; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราหันไปเห็นถาดผสมสี อุปกรณ์ผสมสีสารพัดแบบ ขวดพิกเมนต์ ขวดบลายน์เดอร์ </span>กระดาษเทสต์สี ว่าแล้วเธอก็เอ่ยปากชวนเราผสมสีบนโต๊ะทำงานที่มีถังน้ำวางเรียงรายอยู่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76426" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เดี๋ยวเราลองมาลองผสมสีเหลืองกัน&#8221; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แซนด์หยิบถาดที่มีร่องรอยสีเหลืองที่เคยผสมมาแล้ววางบนโต๊ะสีน้ำตาล พร้อมเอื้อมมือไปหยิบขวดบรรจุผงสีเหลืองเทลงบนถาด จากนั้นหยิบพู่กันหลอดดูดน้ำจากถังข้างๆ ใส่ลงไปบนผงสีโดยที่ไม่ใช้เครื่องมือวัดตวงส่วนผสม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76449" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/33-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/33-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/33-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ เราไม่ได้มีเป็นสูตรตายตัวว่าต้องใช้ส่วนผสมกี่กรัม เราจะประมาณเอา มันวัดเป็นสูตรเป๊ะๆ ไม่ได้เลย เพราะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาผสมด้วย อย่างดินแต่ละที่ก็มีสีแตกต่างกัน เราเลยต้องสังเกตว่าได้ดินมาแบบนี้ เราต้องใส่ลงไปมากน้อยแค่ไหน” แซนด์อธิบายระหว่างที่เธอค่อยๆ คนส่วนผสมของน้ำกับผงสี “หรือบางทีถ้าเราได้ดินที่เป็นกรดหรือดินด่าง สีที่ได้ออกมาก็ไม่เหมือนกัน มันค่อนข้าง sensitive มาก เลยทำสูตรตายตัวไม่ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดจบเธอก็ใช้ช้อนตักดินขาวใส่ถาดสี แล้วใช้แก้วใบกลมผสมสีในถาด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76451" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/35-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/35-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/35-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อันนี้เรียกว่ามูนเลอร์ เป็นอุปกรณ์ผสมสีที่ศิลปินในยุคก่อนๆ เขาใช้กัน เราไปศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะมาเลยรู้ว่าศิลปินสมัยก่อนเขาซื้อพิกเมนต์จากคนกลางมาที่สตูดิโอ แล้วผสมสีเองโดยใช้มูนเลอร์นี้แหละ” แซนด์พูดจบแล้วค่อยๆ ใช้มูนเลอร์ผสมผงสี น้ำ และดินขาว ให้เข้ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันช่วยทำให้สีผสมกันได้ดีมากๆ” สีเหลืองบนถาดที่ผสมเข้ากันกับส่วนผสมต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันคำพูดของแซนด์ได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76431" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต่อไปเราจะใช้บลายน์เดอร์ก็คือตัวกัมอารบิกมาผสมซึ่งเป็นก้อนเหมือนคริสตัล แต่ในขวดนี้เราละลายน้ำมาแล้ว” แซนด์เทขวดกัมอารบิกลงบนถาดสีเหลืองแล้วใช้มูนเลอร์บดส่วนผสมทั้งหมดรวมกันอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กัมอารบิกที่เราใช้นำเข้าจากอินเดีย จริงๆ ที่ไทยก็มีนะในต้นมะขวิด แต่มันก็หายากมากแล้วเพราะไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ คนไม่ค่อยปลูก&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีเหลืองนวลจากส่วนผสมของผงดินเหลือง น้ำ ดินขาว และบลายน์เดอร์ค่อยๆ ปรากฏขึ้น แซนด์บอกว่าเมื่อสีเริ่มหนืดก็ถือว่าส่วนผสมเข้ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เสร็จแล้วก็บรรจุลงตลับไม้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอพูดจบก่อนหยิบตลับไม้มาวางลงข้างๆ แล้วค่อยๆ บรรจงหยดสีเหลืองที่ผสมเสร็จแล้วลงไป </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76412" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/39-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/39-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/39-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แซนด์ยังเล่าอีกว่านอกจากการผสมสีน้ำแล้ว ด้วยประสบการณ์ที่เธอได้เปิดเวิร์กช็อปสอนศิลปะเด็ก แซนด์ยังเริ่มต้นทดลองผสมสีเทียนเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ศิลปะผ่านอุปกรณ์ที่ถนัดมือมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนพื้นที่ทำงานของแซนด์ นอกจากโต๊ะผสมสี ในสตูดิโอของศิลปินยังมีมุมเล็กๆ ขวามือที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์บดส่วนผสมอย่างครกและตัวกรองผงสี ส่วนมุมด้านหลังโต๊ะทำงานหลักก็เต็มไปด้วยตู้วางขวดโหลที่บรรจุรากไม้ กัมอารบิก ดิน หิน และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ ที่เธอเก็บสะสมเป็นวัตถุดิบเอาไว้อีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76428" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ตลับสีแห่งธรรมชาติ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บนโต๊ะทำงานหลักของแซนด์ นอกจากจะเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและวัตถุดิบที่พร้อมผสมสี อีกสิ่งที่วางเรียงรายล้อมรอบโต๊ะไม้สีน้ำตาลนี้อยู่ก็คือตลับสีที่มีสีธรรมชาติบรรจุอยู่ทุกกล่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่ศิลปินคนนี้จะมีตลับไม้ใส่สี แซนด์เล่าให้ฟังว่าตอนที่เธอเรียนอยู่ที่อินเดียและต้องทำโปรเจกต์การเดินทางตามหาสีเป็น zine ภาพวาดในเมืองต่างๆ ส่งอาจารย์ นอกจากคิดค้นหาสีจากธรรมชาติ เธอยังต้องคิดค้นวิธีการพกสีเดินทางไปพร้อมกับเธอด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ตอนแรกเรามีขวดแก้วใส่สีผสมน้ำอยู่เยอะมากเลย พอจะออกไปข้างนอก รู้สึกว่าแบกขวดไปไม่ได้ เลยอยากทำให้มันเป็นก้อนเพื่อให้เดินทางสะดวกขึ้น เลยคิดค้นเอาดินมาผสมกับสีบางตัว ดินจะได้ช่วยยึดเกาะให้พิกเมนต์เป็นก้อน&#8221;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พอทำได้เราก็เอาใส่กล่องแล้วพกออกไปใช้ข้างนอก แต่คุณภาพอาจจะแข็งๆ ถ้าเทียบกับแบบตลับที่มาทำที่ไทย อันนี้จะนิ่มๆ กว่า อีกอย่างคือเวลาใช้สีน้ำจากก้อนดินที่ทำต้องเอาพู่กันจุ่มน้ำแล้วกวนก่อนเพื่อให้เนื้อสีออกมาถึงจะวาดได้ แต่ในตลับไม้แค่ปาดนิดเดียวสีจะออกมาเลย&#8221; แซนด์อธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเดินทางตามหาสีของแซนด์ไม่ได้สิ้นสุดลงหลังจากส่งโปรเจกต์จบแล้ว แต่เธอบอกกับเราว่า ทุกๆ วันเธอยังคงเดินทางและสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อตามหาสีจากธรรมชาติอยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับเราตอนนี้ สีน้ำเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของเราคือการหาวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น รู้จักต้นไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะต้นที่หายาก มันก็ทำให้เราเห็นความสำคัญของมันและอยากปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้นด้วย&#8221;</span></p>
<p style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/k6BgC1ih5yI" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sand-natural-colors/">ตามศิลปินผู้แพ้สีเคมีไปเก็บหิน ดิน และดอกไม้มาทำสีธรรมชาติที่สตูดิโอ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ถ้าคุณไม่เชื่อว่าประเทศนี้สิ้นหวัง ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จ&#8221; เดชา ปิยะวัฒน์กูล ผู้กำกับสารคดีชะตาธิปไตย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/chata-tippatai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Oct 2019 06:45:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[ชะตาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[เดชา ปิยะวัฒน์กูล]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[Documentary Club]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74580</guid>

					<description><![CDATA[<p>พ.ศ. 2554 คือปีที่ฉันมีสิทธิเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เดชา ปิยะวัฒน์กูล เริ่มถ่ายทำหนังสารคดีของตัวเองที่อิงจากเหตุการณ์ในการเลือกตั้งครั้งนั้น เดชาคือผลผลิตของหลักสูตรแพทย์ศิริราชรุ่น 92 รุ่นเดียวกับ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ เพื่อนสามคนที่ภายหลังกลายมาเป็นนักการเมืองใน 3 พรรคที่ต่างกัน และทุกคนล้วนลงสนามการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรใน พ.ศ. 2554 เหตุการณ์นี้ทำให้เดชาเริ่มสนใจอยากทำหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยเพื่อนร่วมรุ่นต่างอุดมการณ์ที่โชคชะตาพาให้พวกเขาต้องแข่งขันกัน Classmate ประเทศไทย คือชื่อในบทดราฟต์แรก ก่อนจะกลายเป็น ชะตาธิปไตย ในท้ายที่สุด เดชาบอกฉันว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เขาให้ความสนใจมากนัก แต่เขารักการทำหนังเหลือเกิน โดยเฉพาะหนังสารคดีที่เขาเชื่อว่าแม้กลุ่มคนดูในไทยจะน้อยนิด แต่หากสร้างให้น่าสนใจและถูกต้องมันจะได้รับการสนับสนุน เขารักการทำหนังเกินกว่าจะปล่อยให้โอกาสการตามติดชีวิตเพื่อนทั้ง 3 คนหลุดลอยไป เพราะฉะนั้นเดชาจึงคว้าโอกาสทองไว้ เขาใช้เวลา 1 วันในการเขียนบท, 6 เดือนในการตามเก็บฟุตเทจระหว่างการเลือกตั้ง และ 2 ปีในการตัดต่อฟุตเทจกว่า 100 ชั่วโมงจนได้ฉบับที่มีความยาว 2 ชั่วโมง เสร็จสมบูรณ์ก่อนการเข้ามาของการรัฐประหารครั้งใหญ่ของประเทศไทย หนังที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่สามารถฉายได้เพราะรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ชะตากรรมของ ชะตาธิปไตย จึงจบลงตรงนั้น เดชาถึงกับป่วยหนัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chata-tippatai/">&#8220;ถ้าคุณไม่เชื่อว่าประเทศนี้สิ้นหวัง ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จ&#8221; เดชา ปิยะวัฒน์กูล ผู้กำกับสารคดีชะตาธิปไตย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พ.ศ. 2554 คือปีที่ฉันมีสิทธิเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก</p>
<p>เดชา ปิยะวัฒน์กูล เริ่มถ่ายทำหนังสารคดีของตัวเองที่อิงจากเหตุการณ์ในการเลือกตั้งครั้งนั้น</p>
<p>เดชาคือผลผลิตของหลักสูตรแพทย์ศิริราชรุ่น 92 รุ่นเดียวกับ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ เพื่อนสามคนที่ภายหลังกลายมาเป็นนักการเมืองใน 3 พรรคที่ต่างกัน และทุกคนล้วนลงสนามการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรใน พ.ศ. 2554 เหตุการณ์นี้ทำให้เดชาเริ่มสนใจอยากทำหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยเพื่อนร่วมรุ่นต่างอุดมการณ์ที่โชคชะตาพาให้พวกเขาต้องแข่งขันกัน</p>
<p><em>Classmate ประเทศไทย</em> คือชื่อในบทดราฟต์แรก ก่อนจะกลายเป็น <em>ชะตาธิปไตย</em> ในท้ายที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74592 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-12.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-12-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เดชาบอกฉันว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เขาให้ความสนใจมากนัก แต่เขารักการทำหนังเหลือเกิน โดยเฉพาะหนังสารคดีที่เขาเชื่อว่าแม้กลุ่มคนดูในไทยจะน้อยนิด แต่หากสร้างให้น่าสนใจและถูกต้องมันจะได้รับการสนับสนุน</p>
<p>เขารักการทำหนังเกินกว่าจะปล่อยให้โอกาสการตามติดชีวิตเพื่อนทั้ง 3 คนหลุดลอยไป เพราะฉะนั้นเดชาจึงคว้าโอกาสทองไว้ เขาใช้เวลา 1 วันในการเขียนบท, 6 เดือนในการตามเก็บฟุตเทจระหว่างการเลือกตั้ง และ 2 ปีในการตัดต่อฟุตเทจกว่า 100 ชั่วโมงจนได้ฉบับที่มีความยาว 2 ชั่วโมง เสร็จสมบูรณ์ก่อนการเข้ามาของการรัฐประหารครั้งใหญ่ของประเทศไทย</p>
<p>หนังที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่สามารถฉายได้เพราะรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ชะตากรรมของ <em>ชะตาธิปไตย</em> จึงจบลงตรงนั้น เดชาถึงกับป่วยหนัก และถอดใจไปแล้วว่าคงไม่มีวันที่หนังเรื่องนี้จะได้ฉายอีก</p>
<p>เวลาผ่านไป 6 ปีเต็ม จนถึงปี 2562 มีการเลือกตั้งครั้งใหม่</p>
<p>มีสายโทรศัพท์ต่อตรงมาถึงเขา ถามว่ายังอยากฉาย <em>ชะตาธิปไตย</em> อยู่ไหม เดชารีบตอบตกลงทันทีพร้อมความหวังที่กลับมาแล่นฟูเต็มหัวใจ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการได้กลับมาฉาย ‘ครั้งแรก’ ของ <em>ชะตาธิปไตย</em> และนั่นคือเหตุผลที่ฉันมานั่งคุยกับเขาในวันนี้</p>
<p>เขามองหนังเรื่องนี้อย่างไร 6 ปีที่ทิ้งหนังไว้เฉยๆ เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง คำตอบอยู่ในบรรทัดถัดไปแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74587 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-7.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-7-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ตอนเรียนแพทย์ที่ศิริราช คุณกับเพื่อนสนิทกันแค่ไหน</strong></p>
<p>สนิทกันมาก เพราะเรียนแพทย์มันเรียน 6 ปี ต้องผ่านการปฏิบัติงาน ขึ้นเวร ออกไปอยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด ที่สนิทกันมากที่สุดคือผมกับภูมินทร์ ชลน่านรองลงมา บัญญัติจะไม่ค่อยสนิทกับใครเท่าไหร่ เพราะเขาเป็นเด็กเรียบร้อย เด็กไฮโซ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ตอนนั้นทั้งสามและตัวคุณเป็นอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>คล้ายๆ ในหนังเลย ภูมินทร์เป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเรียน สมมติตอนนั้นมีคนถามผมว่า อีก 20 ปีข้างหน้ามึงคิดว่าใครจะเป็นนักการเมือง ผมจะบอกว่าภูมินทร์ เพราะมันมีแววมาก่อนแล้ว เขาทำกิจกรรม ทำละครเวที ผมสนิทกับมันเพราะผมไปทำละครเวทีเหมือนกันนี่แหละ ชลน่านเป็นสายเล่นกีฬาเก่ง ดูสปอร์ตแมนมาตั้งแต่ตอนนั้น บัญญัติเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย เรียนเก่ง เป็นลูกคนมีเงิน ส่วนผมเป็นคนบ้าๆ บอๆ ตั้งแต่ตอนเรียน ชอบทำสื่อ เป็นคนแรกในรุ่นทื่ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชมาทำกราฟิก พอเรียนจบก็ต่อแพทย์เฉพาะทางอยู่ 4-5 ปี ผมก็มาทำงานสายโปรดักชั่น ผมจะไม่เหมือนอีก 3 คนนั้นที่โอเคกับการเป็นหมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>จริงๆ อาชีพหมอก็มั่นคงพอประมาณอยู่แล้ว ทำไมคุณถึงเลือกมาทำงานด้านสื่อ</strong></p>
<p>พูดตรงๆ ผมไม่ได้จนมาก และผมชอบมัน ตอนแรกไม่ได้คิดถึงขนาดทำหนังอย่างตอนนี้หรอก ก่อนหน้านี้ทำกราฟิก ไปเป็นวิชวลไลเซอร์ แล้วก็เป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์อยู่บริษัทหนังที่หนึ่ง พอปี ‘40 เจอวิกฤตผมก็เลยออกมาเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ 5 ปี ทนไม่ไหว เบื่อ ก็กลับมาทำใหม่ ล้มลุกคลุกคลาน เพราะว่าเราเป็นแต่ทำ หาลูกค้าไม่เป็น ก็เลยไปทำหนังสั้น ส่งบทหนังเข้าประกวดบ้างเผื่อว่าจะเป็นเครดิตของตัวเอง พอทำแล้วมันติดลม รู้สึกว่าทำสาย feature สนุกกว่า ไม่ต้องไปวุ่นวายกับลูกค้ามาก แต่หารู้ไม่ว่าลูกค้าใหญ่ที่สุดของเราคือคนดู แล้วไอ้ตรงนี้มันยิ่งยากกว่าลูกค้ารายย่อยอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คุณเรียนหมอมาแต่ไม่ได้เรียนฟิล์ม หาความรู้เกี่ยวกับการทำหนังมาจากไหน</strong></p>
<p>จากการทำงานนี่แหละ ใช้วิธีครูพักลักจำ อ่านหนังสือและฝึกฝนเอา โชคดีผมมีอาจารย์คือยุทธนา มุกดาสนิท รู้จักเขาตอนส่งบทไปแข่งใน Thai Script Project โครงการประกวดบทของ อุ๋ย–นนทรีย์ นิมิตบุตร บทของผมได้เข้าชิง ก็ได้ไปอยู่กับแกรมมี่ ฟิล์ม ตอนนั้นคนคุมแกรมมี่ ฟิล์มคือยุทธนา ก็เลยสนิทกัน มีอะไรก็ถามไถ่ ได้ความรู้จากแกเยอะ ใน <em>ชะตาธิปไตย</em> ผมถึงขอบคุณชื่อเขาเป็นคนแรก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74593 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-13.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-13.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-13-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><strong>เรียนหมอมา 6 ปี เรียนเฉพาะทางด้วย ไม่เสียดายความรู้ที่เรียนมาเหรอ</strong></p>
<p>ก็ไม่เสียดาย จริงๆ ผมก็ใช้มันทำมาหากินทุกวันนี้อยู่นะ แม้กระทั่งตอนทำโปรดักชั่นฟูลไทม์ พอตกหัวค่ำผมก็ต้องออกมาโรงพยาบาลที่นี่ (รพ.ไทยนครินทร์) ผมทำมา 20 กว่าปี 2 ชั่วโมง ผมออกตรวจ 2 ชั่วโมง อาทิตย์ละแค่ 2-3 วัน ผมก็มีรายได้</p>
<p>ข้อนี้ไม่ใช่ข้อดี แต่เป็นข้อเสีย ทำให้ผมไม่ได้ทุ่มกับการทำหนังเต็มที่ อย่างโปรเจกต์ <em>ชะตาธิปไตย</em> ผมลงทุนไปเป็นล้าน ถ้าคนอื่นลงทุนขนาดนี้ แล้วมาทิ้งไว้ 6 ปีคงตายไปแล้ว แต่ผมไม่เดือดร้อน ฉายไม่ฉายก็ไม่เป็นไร รัฐบาลทหารมา ฉายไม่ได้ เราก็ไม่ฉาย นี่เป็นข้อเสียที่ทำให้ผมทำหนังแบบไม่ดิ้นรนมากเท่าไหร่ ถ้าเป็นคนทำหนังที่เขาไม่มีทางออกอื่น เขาจะมุ่งมั่นกว่าเราเยอะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วทำไมถึงไม่มุ่งไปด้านทำหนังอย่างเดียวเลย</strong></p>
<p>ผมว่ามันอยู่ไม่ได้ ผมมีเพื่อนฝูงวงการหนังที่ทำหนังสั้นหนังอินดี้มาด้วยกันเยอะ ดูแล้วมีน้อยคนที่จะสบาย แล้วส่วนใหญ่ที่สบายก็อยู่สายโปรดักชั่นโฆษณา ตัวคนทำหนังไม่มีทางอยู่ได้หรอก พูดตามตรงไม่ได้ดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะวงการหนังบ้านเราไม่เหมือนของฮอลลีวูดที่มีสหภาพแรงงาน ของเราไม่มี</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ทีนี้มาว่ากันเรื่อง <em>ชะตาธิปไตย</em> โดยปกติ ผู้กำกับหนังสารคดีจะปิ๊งไอเดียจากประเด็นก่อน บางคนเริ่มจากความสนใจในบุคคลหรือซับเจกต์ก่อน ของคุณเป็นแบบไหน</strong></p>
<p>ผสมกันทั้งสองอย่าง ก่อนทำเรื่องนี้ชลน่านก็มาชวน แต่ตอนนั้นคิดว่า ถ้าถ่ายเขาคนเดียว ความซับซ้อนของเนื้อหา big idea ที่จะมาสานต่อเป็นบทหนังใหญ่มันไม่พอ ก็เลยยังไม่รับปากเขา จนกระทั่งบัญญัติลงสมัครเป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์สมัยแรก ตอนเขายังไม่ได้ก็ยังเฉยๆ แต่พอมาลงสมัยที่สองแล้วได้ เรารู้สึกว่าเออ กูมีเพื่อนเป็น ส.ส. 3 คนเว้ย คนหนึ่งอยู่ประชาธิปัตย์ คนหนึ่งอยู่เพื่อไทย คนหนึ่งอยู่ชาติไทยพัฒนา เราก็เฮ้ย ถ้าอย่างนี้มันพอได้ มันสามารถปั้นบทให้มีความซับซ้อนได้ แล้วพอมา พ.ศ. 2552-2553 เริ่มมีเสื้อเหลืองเสื้อแดง โอ้โห ทำไมบ้านเรามันไปถึงขนาดนี้ได้วะ คนไทยตอนนั้นเครียดมาก คุยกันไม่รู้เรื่อง ตีกัน จนเริ่มมีคนตาย เร่งความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นรัฐประหาร</p>
<p>ผมถือว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่เลวทรามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของระบบการปกครองเลยนะ คือคุณไปทำลายอำนาจของประชาชน ทำลายความหวัง ทำลายชีวิตของเขาทางอ้อม ตอนนั้นผมสะเทือนใจมาก เลยย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้ เรามีเพื่อนสามคนอยู่คนละพรรค ตอนมันมาเจอกัน ไม่เห็นมันจะฆ่ากันตายอย่างนี้เลย คุณเป็นมนุษย์ เป็นเพื่อนกัน คุณคุยกันได้ไหม ปากคุณบอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่แม้กระทั่งฟังความเห็นของคนอื่นคุณยังไม่ยอมฟัง เป็นประชาธิปไตยภาษาอะไร (หัวเราะ) ก็เลยเขียนบทเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74581 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-1.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-1.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><strong>หนังสารคดีมีการเขียนบทยังไง</strong></p>
<p>บทสารคดีมันเป๊ะไม่ได้ ได้แค่หลวมๆ ว่าจะถ่ายอะไรบ้าง แต่ว่าบทที่แน่นๆ คือ 3 นาทีแรกกับ 3 นาทีสุดท้าย บทพูดสามนาทีแรกผมใช้เวลาเขียนแค่วันเดียว ออกมาจากความคับแค้นในใจเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ตอนนั้นคับแค้นใจเรื่องอะไรมากที่สุด</strong></p>
<p>สภาพบ้านเมือง แต่พอเวลาผ่านไป จากความโกรธเราก็เริ่มตกผลึกนะ คิดว่าจะทำยังไงต่อเพื่อสื่อสารว่าบ้านเมืองไม่ควรเป็นแบบนี้ คุณทุกคนไม่ควรจะเล่นเกมนี้ มันมีความเป็นไปได้เยอะแยะมากมายที่ควรจะดีกว่านี้ แต่คุณไม่เลือก คุณเลือกอะไรก็ไม่รู้</p>
<p>แต่ผมไม่โทษใครเลยนะ ผมไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนใดคนหนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือกรรมสะสมของทุกคนร่วมกัน เราทุกคนมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย บางคนร่วมโดยตรง บางคนร่วมโดยยุแยงตะแคงรั่ว บางคนร่วมโดยไม่รู้จักยั้งตัวเอง บางคนร่วมโดยการละเลยไม่เอาใจใส่ ปัญหานี้จะมีทางออกก็คือ ทุกคนอาจไม่ต้องถึงกับทำอะไรมากมาย แต่แค่ยั้งตัวเอง ไม่พาสังคมหวนกลับไปอะไรแบบเดิมอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อะไรทำให้คุณเปลี่ยนชื่อจาก </strong><strong>classmate ประเทศไทย มาเป็น ชะตาธิปไตย</strong></p>
<p>ตอนแรกผมอยากให้เป็นหนังฟีลกู้ด ดูง่าย เชื่อใน big idea ว่าเพื่อนสามคนลงพรรคตรงข้ามกัน มันโอเคพอที่จะขายได้แล้ว คิดว่าหนังจะบันเทิงระดับหนึ่ง ผมเรียกมันว่าเป็นหนังแห่งการปรองดอง แต่พอถ่ายไปๆ มาเจอเอากลางเรื่องว่ามันไม่ใช่หนังแห่งการปรองดอง แต่มันเป็นหนังที่ลงไประดับ spiritual ซึ่งโดยปกติทำหนังที่ลงไปถึงระดับนั้นได้มันยากมาก แต่บังเอิญซับเจกต์ที่เลือกมามันไปถึงระดับนั้น จะสังเกตเห็นช่วงกลางๆ เรื่องที่ไปบ้านของซับเจกต์คนหนึ่ง หนังจะเป็นอีกโทนหนึ่งเลย ลึกขึ้น แล้วอีกสองคนก็พาลึกตามลงไป</p>
<p>ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่มันลึก ผมกลับมองว่าตรงนี้แม่งเจ๋งกว่าเรื่องเลือกตั้ง เรื่องการเมืองเสียอีก การเมืองประมาณครึ่งชั่วโมงแรก ถ่ายพอขำๆ แต่ชั่วโมงสุดท้ายแทบไม่แตะการเมืองเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ปกตินักการเมืองมักมีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษา คุณทำอย่างไรให้ทั้งสามคนยอมมาถ่ายกับคุณ</strong></p>
<p>เราอธิบายให้ฟังว่าหนังเราเป็นศิลปะนะ เนื้อหาของเรื่องจะสัมภาษณ์ลงลึกนะ โอเคไหม คุยกันเป็นเดือน ชลน่านกับบัญญัติก็โอเค ภูมินทร์ก็ตื๊ออยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายเขาก็ตกลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ด้วยความที่เขาเป็นเพื่อนเรา ตอนทำหนังเรื่องนี้ คุณรู้สึกว่าตัวเองเข้าข้างเพื่อนไหม</strong></p>
<p>ยอมรับว่ามีไบแอส ผมเข้าข้างเพื่อน เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยโจมตีจุดที่ไม่ค่อยดีของเขาเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นธรรมชาติของคน ผมทำเรื่องนี้โดยมุมมองของมนุษย์ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ยี่หระถ้าจะมีใครไม่เห็นด้วย หรือมีใครเห็นว่ามุมมองของผมมันไม่เข้าท่า จะเห็นได้ว่าในเรื่องผมเข้าไปสัมภาษณ์ชาวบ้านใครก็ได้ เสื้อแดง เสื้อเหลือง เพราะว่าผมมีทีท่าเข้าข้างคนตลอด สำหรับผมแล้ว มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับความเคารพความคิดเห็น คุณเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณต้องฟังเขาก่อน ไม่ใช่มาถึงคุณจะตัดสินว่าเขาดีเขาชั่ว เพียงเพราะความคิดเห็นทางการเมือง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74583 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-3.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-3-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ต้องตามติดกองหาเสียงถึง 3 กอง คุณถ่ายยังไง</strong></p>
<p>เรื่องนี้มหัศจรรย์พันลึกมาก วางแผนถ่ายสามช่วง มีทีมงานประมาณ 5-7 คน และแต่ละช่วงก็แบ่งกันไปเป็นสามกอง ตอนออกกองช่วงแรกก็ไปแกลง (พื้นที่หาเสียงของ นพ.บัญญัติ) ก่อน จากนั้นไปกันทรลักษ์ (พื้นที่หาเสียงของ นพ.ภูมินทร์) ก็ผ่าอีสาน ไปจบที่น่าน (พื้นที่หาเสียงของ นพ.ชลน่าน) รอบที่สองถ่ายตอนกลางช่วงเลือกตั้ง ก็วนไปทางน่านก่อน ส่วนรอบที่สามวันเลือกตั้ง ตั้งหลักทีมใหญ่อยู่ที่กันทรลักษ์ เพราะผมเชื่อว่าไคลแมกซ์ของเรื่องอยู่ที่นี่</p>
<p>โจทย์จากฟุตเทจที่มีคือทำยังไงให้คนดูแยกออกว่าคือที่ไหน ผมลงทุนแก้สีหนังให้สามที่ไม่เหมือนกันเลย โดยที่ใช้คำบรรยายทีเดียวตอนต้นเรื่อง นี่คือแกลง นี่คือกันทรลักษ์ นี่คือน่านใต้ แล้วใช้วิธีแก้สีเอา ที่หนึ่งเป็นสีฟ้าเศร้าๆ ที่หนึ่งทำสีเหมือนฟิล์มที่โดนแดดมานานแล้วจะตุ่นๆ แดงๆ  อีกอันก็เป็นสีที่ถ่ายปกติ แค่แก้สีให้ต่างกัน ผมเชื่อว่าถึงจะตัดให้เหมือนหาเสียงสู้กันอยู่ แต่คนดูแยกออก</p>
<p>ผมใช้เวลาถ่ายอยู่ 6 เดือน, ตัด 2 ปี เฉพาะคัดฟุตเทจ 1 ปีเต็มๆ เพราะมีเป็น 100 ชั่วโมง จนมาได้หนังดราฟต์แรก 6 ชั่วโมง ตัดจาก 6 ชั่วโมงลงมาเหลือ 2 ชั่วโมงใช้เวลาอีก 1 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แต่หลังจากตัดต่อเสร็จแล้วก็ไม่ได้ฉาย</strong></p>
<p>ไม่ได้ฉาย เพราะเป็นหนังเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม่งยกย่องเชิดชูการเลือกตั้งเต็มๆ พอมีรัฐประหารก็ฉายไม่ได้แน่นอน เพราะตอนนั้นเขาไม่ให้เลือกตั้งเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ตอนนั้นคุณรู้สึกยังไงบ้าง</strong></p>
<p>เครียดจนป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ เสียใจมาก เพราะตั้งใจทำหนังเรื่องนี้มาก คิดว่าจะเป็นหนังที่ใครดูแล้วเข้าใจ เห็นเจตนาที่ผมซ่อนอยู่โดยมองข้ามเรื่องความขัดแย้ง รับรู้ว่าจริงๆ มันมีอีกทางที่จะเยียวยาความเจ็บปวดของเราทุกคนนอกจากความรุนแรง แต่ดันไม่ได้ฉาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>และเราก็ทำอะไรไม่ได้</strong></p>
<p>ผมว่าหนังมันล้อเลียนตัวมันเอง <em>ชะตาธิปไตย</em> มันก็มีชะตากรรม อยู่ๆ ก็ตายไปง่ายๆ มึนๆ ของมันอย่างนั้น (หัวเราะ) จนผมลืมไปเลยนะ ไม่คิดถึงมันอีกเลย ผมเลิกทำหนังแล้วกลับไปทำมาหากินอย่างอื่น เพราะผมไม่สามารถเอาเงินลูกเมียมาเสี่ยง พอ ลืมไปเลย 6 ปี ลืมด้วยซ้ำไปว่าเลือกตั้งแล้วมันฉายได้ จนกระทั่ง Doc Club มาชวน</p>
<p>วินาทีที่เขาถามว่า เดชา ยังอยากฉาย <em>ชะตาธิปไตย</em> อยู่ไหม ผมก็บอก อยากสิ อยาก แล้วก็หลบไปนั่งร้องไห้อยู่ในส้วม เขายังจำหนังเราได้ ดีใจที่อย่างน้อยยังมีคนคนหนึ่งเห็นคุณค่าของมัน แต่ขั้นตอนแต่ละอย่างหลังจากนั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญมาก เพราะทันทีที่มีหนังไปแตะเรื่องการเมือง มันยาก สิ่งแรกที่เจอคือเซนเซอร์ ไม่ผ่านสองรอบ ฉากที่ชลน่านกินเหล้า ฉากที่ภูมินทร์บอกว่าศรีสะเกษเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพล ไม่ยอม ตอนแรกจะเอาออกทั้งฉากด้วยซ้ำ มึงจะเอาออกได้ไงฉากไคลแมกซ์ของกู (หัวเราะ) เอาออกคือหนังพังเลยนะ</p>
<p>ต่อรองกันอยู่นานมากจนในที่สุดของภูมินทร์นี่ดูดเสียงพูดออกสองช่วง ส่วนฉากชลน่านกินเหล้าก็ยอมเบลอ เบลอยังไงก็ได้แต่อย่าเอาออก เพราะสิ่งที่สื่อสารคือไม่ได้โฆษณาให้คนอยากกินเหล้า แต่จะสื่อว่านี่คือ ส.ส.ที่มาจากประชาชน จะดี จะชั่ว มันคือตัวแทนของประชาชน นี่คือความงดงามอย่างแท้จริงของประชาธิปไตย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74589 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-9.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-9.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><strong>คุณตั้งใจทำหนังเรื่องนี้เพื่อสื่อสารเรื่องการเมืองอย่างเดียวหรือเปล่า</strong></p>
<p>ที่ตั้งใจไว้ตอนแรก เราตั้งใจให้เป็นหนังปรองดอง แต่พอถ่ายไปตั้งแต่กลางเรื่อง เรารู้แล้วว่าปรองดองไม่ใช่จุดจบของมัน มันไม่ได้สำคัญที่ปรองดอง มันสำคัญที่ว่าอะไรทำให้เราปรองดองกัน</p>
<p>ผมตีความลึกลงไปกว่านั้นว่า คนเราจะปรองดองกันได้มันต้องมีความเจ็บปวดร่วมกัน คุณต้องเห็นอีกฝ่ายเป็นมนุษย์เหมือนกับคุณ เห็นสุข เห็นทุกข์ เห็นความเป็นคน ถ้าคุณยังเห็นอีกฝ่ายเป็นฝั่งตรงข้าม เป็นไอ้ชั่ว เป็นไอ้เลว แบ่งแยก ให้ตายก็ไม่มีทางปรองดองกันได้ เพราะต่างฝ่ายก็ไม่ยอมมองมุมของอีกฝ่ายหนึ่ง ซับเจกต์ 3 คนมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันสุดขั้วเลย แต่ถ้ามองว่าเขาเป็นมนุษย์เหมือนกันก็ไม่มีอะไรต่าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>จากการทำหนังเรื่องนี้ คุณคิดว่าความเจ็บปวดร่วมกันของคนไทยคืออะไร</strong></p>
<p>เราทุกคนอยู่ในสังคมเดียวกัน สังคมที่มีปัญหามากมาย มีความเหลื่อมล้ำ ฝ่ายหนึ่งเจ็บปวด ฝ่ายหนึ่งเกรงกลัวอีกฝ่าย นึกถึงภาพคนหนึ่งที่เกิดมาแล้วเลือกไม่ได้ เขามีชะตากรรมที่ขมขื่น เป็นเพราะว่าสังคมมันแย่แบบนี้ไง เขาสมควรได้รับการดูแลความรู้สึกตรงนี้เพื่อให้เขาไว้วางใจสังคมมากขึ้น กับอีกคนหนึ่งที่มองว่าอีกฝ่ายน่ากลัว เขาทำร้ายสังคมได้นะ เพราะแค่ความกลัวนั้น มันกลายมาเป็นไม่ไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์</p>
<p>สังคมที่มีคนสองฝั่งแล้วคิดอย่างนี้ มันจะอยู่กันยังไง ความไม่ไว้วางใจกันนี่แหละสร้างความเจ็บปวดร่วมกันของพวกเราทุกคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การกลับมาฉายตอนนี้ คุณไม่รู้สึกว่าประเด็นของหนังมันเก่าไปแล้วเหรอ</strong></p>
<p>รู้สึก แล้วก็ห่วงอยู่ แต่ Doc Club เขาเชื่อว่าหนังมีดีพอจะข้ามเวลาได้ ผมไม่ได้ดูมานานมากนะ เพราะตอนตัดแม่งดูไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบ แต่มาดูอีกที 6 ปีมาแล้ว มันมีบางอย่างที่ข้ามเวลาได้จริงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะทำหนังเรื่องนี้แบบเดิมไหม</strong></p>
<p>ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ทำ เพราะผมเจ็บปวดกับมันมาก เสียเงินยังไม่เท่าไหร่ แต่ความเจ็บปวดขมขื่นที่ได้จากมันเป็นปีๆ ไม่คุ้มเลย แต่ถ้าทำ ผมจะทำแบบเดิม ผมจะไม่เปลี่ยน ได้ซับเจกต์ดีขนาดนี้ จะให้ไปทำหนังพร็อพพากันด้าตอแหลๆ มันไม่ใช่ มีโอกาสเดียวในชีวิตที่จะทำอะไรสักอย่างที่มีคุณค่าในแผ่นดินนี้ ก็สมควรทำอย่างนี้ หนังเรื่องนี้ตอนนี้อาจจะไม่มีใครเห็นคุณค่าของมันเลย อาจจะมีคนด่า แต่ผมเชื่อว่าอีก 50 ปี คนกลับมาดูมันคนจะเห็นอะไรบางอย่าง ต่อให้ผมตายไปแล้ว หนังเรื่องนี้มันยังอยู่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74584 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-4.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/chata-4-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณยังมีความหวังกับการเลือกตั้งของไทยอยู่ไหม</strong></p>
<p>ไม่มี ผมสิ้นหวังพอๆ กับสิ้นหวังในวงการหนัง ยอมรับตรงๆ เลยว่าสิ้นหวังกับประเทศนี้ ผมบอกในหนังเลย ตอนแรกโปรดิวเซอร์ไม่เห็นด้วยที่ผมพูดอย่างนี้ แต่ผมบอกว่าหนังเรื่องนี้มันไม่เคยให้ความหวังอะไรแต่แรกอยู่แล้ว ความหวังจะมีได้จากการกระทำของคุณเท่านั้น มันไม่ได้มีได้จากการไปฟังไอ้นู่นไอ้นี่ ถูกปั่นหัว มันโกหกหมดแหละ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะสิ้นหวัง แปลว่าคุณไม่มีปัญญาทำอะไรให้มันดีขึ้นด้วยตัวของคุณเอง สิ่งที่หนังพูดคือ ไม่สนใจด้วยว่ามีความหวังหรือเปล่า สนใจอย่างเดียวคือคุณมีอะไรที่อยากทำให้มันดีขึ้นหรือเปล่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ถ้าหนังเรื่องนี้สามารถสร้างอิมแพกต์อะไรให้สังคมได้สักอย่าง คุณคิดว่ามันจะเป็นอะไร</strong></p>
<p>ถ้าดูแล้วมีคนเอาไปตัดตอนเพื่อโจมตีใคร ผมจะถือว่าผมเฟลเลยนะ เพราะผมไม่มีเจตนาเป็นแบบนั้นเลย แต่ถ้าอย่างน้อยมีใครสักคนดูแล้วมีความเห็นแย้งกับผม ไม่เชื่อที่ผมพูด ไม่เชื่อว่าสังคมไม่มีความจริงใจ ไม่เชื่อว่าประเทศนี้สิ้นหวัง เราอยากจะทำอะไรต่ออะไรให้มันดีขึ้น ถ้ามีใครสักคนตีความมันอย่างนี้นะ ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จ ถือว่าหนังมันตั้งคำถามที่สมควรแก่การถาม แล้วคนที่เขาสนใจจะนึกคำตอบของเขาเอง</p>
<p>ผมไม่ได้มีอำนาจไปควบคุมความคิดของคนอื่น ผมมีแค่พลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ที่เหลืออยู่ที่คนดูแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chata-tippatai/">&#8220;ถ้าคุณไม่เชื่อว่าประเทศนี้สิ้นหวัง ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จ&#8221; เดชา ปิยะวัฒน์กูล ผู้กำกับสารคดีชะตาธิปไตย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tai Soon Bar คราฟต์เบียร์บาร์ย่านประตูผีที่จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าทำแบบกระจอกๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tai-soon-bar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ตินกานต์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Sep 2019 09:39:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[บาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ตินกานต์]]></category>
		<category><![CDATA[ประตูผี]]></category>
		<category><![CDATA[Tai Soon Bar]]></category>
		<category><![CDATA[Well Shop]]></category>
		<category><![CDATA[คราฟต์เบียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=72776</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย่านประตูผีดูจะมีชีวิตในยามค่ำสมชื่อ ยามที่สีดำโรยตัวทั่วทั้งฟ้า เจ๊ไฝยังคงจับกระทะตั้งบนเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกท่วม ขณะที่ผัดไทยทิพย์สมัยมีลูกค้าทั้งไทยและเทศต่อแถวหน้าร้านยาวเหยียด และหากคุณมองมายังฝั่งตรงข้าม จะเห็นห้องแถวหนึ่งคูหาในตึกเก่าแก่สลัวอยู่ในดวงไฟและโคมจีนสีแดงสด ป้ายจีนหน้าร้านระบุนาม ไท้ ซุ่น ตึ๊ง ที่ทางอันเคยเป็นร้านขายยาจีน อยู่คู่กับย่านนี้มานานหลายสิบปี คำว่า ไท้ ในภาษาจีนแปลว่า ไทย คำว่า ซุ่น แปลว่า สถานที่ที่ดี ส่วนคำว่า ตึ๊ง ก็คือร้านขายยา แต่ไม่ใช่อีกแล้วในวันนี้ จาก ‘ร้านขายยา’ ได้กลายร่างเป็น ‘บาร์’ จาก ‘ไท้ ซุ่น ตึ๊ง’ สู่ ‘Tai Soon Bar’ คราฟต์เบียร์บาร์ที่ต่อยอดมาจาก Well Shop ร้านโชห่วยของ เคน–สิทธิพันธ์ ปลื้มธีระธรรม ที่จำหน่ายคราฟต์เบียร์ชั้นดีหลากยี่ห้อ ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน “Well Shop ไม่มีที่ให้ลูกค้านั่งดื่มเป็นหลักแหล่ง เราอยากอำนวยความสะดวกตรงนี้” ฟลุ๊ค–ชัญญาพัชร์ ปลื้มธีระธรรม ผู้เป็นน้องสาว กล่าวถึงที่มาของ Tai Soon Bar ซึ่งเธอมีหน้าที่ดูแลภาพรวมของร้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tai-soon-bar/">Tai Soon Bar คราฟต์เบียร์บาร์ย่านประตูผีที่จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าทำแบบกระจอกๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1">ย่านประตูผีดูจะมีชีวิตในยามค่ำสมชื่อ<b> </b>ยามที่สีดำโรยตัวทั่วทั้งฟ้า เจ๊ไฝยังคงจับกระทะตั้งบนเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกท่วม ขณะที่ผัดไทยทิพย์สมัยมีลูกค้าทั้งไทยและเทศต่อแถวหน้าร้านยาวเหยียด และหากคุณมองมายังฝั่งตรงข้าม จะเห็นห้องแถวหนึ่งคูหาในตึกเก่าแก่สลัวอยู่ในดวงไฟและโคมจีนสีแดงสด ป้ายจีนหน้าร้านระบุนาม ไท้ ซุ่น ตึ๊ง ที่ทางอันเคยเป็นร้านขายยาจีน อยู่คู่กับย่านนี้มานานหลายสิบปี</p>
<p class="p1">คำว่า ไท้ ในภาษาจีนแปลว่า ไทย คำว่า ซุ่น แปลว่า สถานที่ที่ดี ส่วนคำว่า ตึ๊ง ก็คือร้านขายยา แต่ไม่ใช่อีกแล้วในวันนี้</p>
<p class="p1">จาก ‘ร้านขายยา’ ได้กลายร่างเป็น ‘บาร์’ จาก ‘ไท้ ซุ่น ตึ๊ง’ สู่ <a href="https://www.facebook.com/Tai-Soon-Bar-102849047747911/">‘<b>Tai Soon Bar’</b></a> คราฟต์เบียร์บาร์ที่ต่อยอดมาจาก Well Shop ร้านโชห่วยของ <b>เคน–สิทธิพันธ์ ปลื้มธีระธรรม </b>ที่จำหน่ายคราฟต์เบียร์ชั้นดีหลากยี่ห้อ ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน</p>
<p class="p1">“Well Shop ไม่มีที่ให้ลูกค้านั่งดื่มเป็นหลักแหล่ง เราอยากอำนวยความสะดวกตรงนี้” <b>ฟลุ๊ค–ชัญญาพัชร์ ปลื้มธีระธรรม </b>ผู้เป็นน้องสาว กล่าวถึงที่มาของ Tai Soon Bar ซึ่งเธอมีหน้าที่ดูแลภาพรวมของร้าน “และพอดีเรามีห้องแถวคูหานี้ที่เมื่อก่อนเป็นร้านขายยาของอากงและคุณพ่อ พอไม่มีผู้สืบทอดกิจการต่อ ก็ปิดห้องไว้เฉยๆ 11 ปีได้ เราจึงตัดสินใจเปิดเป็นบาร์ และยังขายในราคาย่อมเยาพอๆ กับที่ Well Shop ”</p>
<p class="p1">และแล้ว ประตูร้านขายยาก็ถูกเปิดอีกครั้งในฐานะใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72899" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-18.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-18-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72903" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-22.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-22-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1">อดีต ร้านยา, ปัจจุบัน คราฟต์เบียร์บาร์</h3>
<p class="p1">ด้วยอาศัยอยู่ห้องแถวนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต เมื่อถึงคราวรีโนเวตบ้านและร้านเป็นบาร์ ฟลุ๊คจึงพยายามรักษากลิ่นอายเดิมไว้ให้มากที่สุด ทั้งโครงสร้างที่อยู่อาศัยจากยุคเก่าก่อนที่เธอเห็นจนชินตา กำแพงปูนบางจุดที่ผุกร่อนเห็นอิฐเรียงตัว รวมถึงผนังที่สีลอกล่อน เพียงทุบฝ้าเพดานออกให้มีส่วนโปร่งโล่งเชื่อมกันทั้ง 3 ชั้น ชั้นล่างตั้งเคาน์เตอร์บาร์ที่จำลองเก๊ะยาจีนโบราณ เก็บป้ายร้านยาเก่าหน้าร้านไว้ในตำแหน่งเดิม เพื่อบอกเล่าถึงการใช้งานในอดีตของสถานที่แห่งนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72888" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-7.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-7-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72890" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-9.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-9-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1">“พอเปิดเป็นบาร์ ตอนนี้ที่นี่จึงไม่ใช่แค่บ้านเราแล้ว” ฟลุ๊คกล่าวต่อ “เมื่อก่อนเราอยู่เอง จะอยู่ยังไงก็ได้ แต่วันนี้เราต้องคำนึงถึงคนที่เขาจะเข้ามาที่บ้านเรา อย่างบันได เราวิ่งขึ้นวิ่งลงสบายมากเพราะคุ้นเคย ไม่ต้องมีไฟก็ได้ แต่พอมีลูกค้ามาที่ร้าน ด้วยบันไดเป็นโครงสร้างของบ้านเก่า บางคนเขาก็ขึ้นจังหวะไม่ถูก เสี่ยงกับการตก มีหลายเรื่องที่เราต้องคำนึงถึง หมายความว่าเราต้องดูแลมากขึ้นเพื่อต้อนรับคนอื่นด้วย”</p>
<p class="p1">​Tai Soon Bar จัดที่ทางให้นั่งดื่มได้ตลอด 3 ชั้น ชั้น 2 เทียบได้กับชั้นลอยที่ชะโงกมองเคาน์เตอร์บาร์และความเคลื่อนไหวชั้นล่างได้ ส่วนชั้น 3 จัดเป็นโซนโอเพ่นแอร์ ทุกชั้นเชื่อมโยงกันด้วยโคมแดงระย้าลงมาจากเพดานของชั้นบนสุด ห้อยลดหลั่นเล่นไปกับแนวกระเทาะของระเบียงปูนเปลือย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72904" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-23.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-23.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-23-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<h3 class="p1">ความหลงใหลในพรายฟอง</h3>
<p class="p1">ยิ่งเวลาล่วงสู่มืดค่ำ ไฟแดงฉานยิ่งสว่างชัดตัดกับความขรึมขลังของเก๊ะยาจีนจำลอง มองผ่านหลังของเหล่านักดื่มที่ห้อมล้อมรอบเคาน์เตอร์เข้าไป แทปคราฟต์เบียร์สดเรียงตัวบนผนังปูนแหว่งเว้า เหนือขึ้นไปคือป้ายไม้ระบุประเภทเบียร์ในแต่ละแทปของคืนนั้นๆ ขณะที่ฟลุ๊คกำลังกดเบียร์ใส่แก้วให้ลูกค้า พรายฟองขาวเนียนค่อยๆ ไต่ขึ้นหาขอบแก้ว เคนนั่งลงตรงหน้าฉันเพื่อสนทนาถึงคราฟต์เบียร์ใน Tai Soon Bar</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72893" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-12.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-12.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-12-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p class="p1">“คราฟต์เบียร์สดของร้านเรามี 12+1 แทป” ฉันร้องถามขึ้นมาทันที 12+1 แทปของเขาหมายถึงอะไรกัน</p>
<p class="p1">“คือร้านเราตั้งอยู่ย่านประตูผี 13 คือ Unlucky Number เราจึงตั้งใจทำให้เป็นกิมมิก ใน 12 แทป เราบอกเลยว่าเป็นคราฟต์เบียร์อะไร แต่เจ้า 1 แทปที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวพิเศษ เราใส่เป็นเควสชันมาร์กเอาไว้ ไม่จำหน่าย แต่จะทำเป็นกล่องโดเนต คุณดื่มแล้วคุณชอบ คุณใส่เท่าไหร่ก็ได้ คุณไม่ชอบ ไม่ต้องใส่ เราจะซัพพอร์ตค่าเบียร์ตัวนั้นเอง แล้วเราจะมีกระดาษโน้ตเล็กๆ ให้คุณเขียนว่าดื่มเบียร์ตัวนี้คุณรู้สึกยังไงกับมัน ที่เราไม่อยากให้รู้ว่าเป็นเบียร์อะไรหรือของใคร เพราะถ้าคุณรู้ตัวตนว่าเขาคือใคร คุณอาจจะอวยเขาหรืออาจจะเกลียดเขา คุณไม่ได้ดื่มอย่างเป็นกลาง แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าเขาคือใคร คุณก็จะคอมเมนต์อย่างเป็นกลางออกมา”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72896" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-15.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-15.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-15-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p class="p1">“เราก็จะเอาข้อมูลที่ได้จากคนดื่มไปบอกกับบริวเวอร์ จะพัฒนาหรือปรับอะไรไหม แต่ผมต้องสกรีนทุกความคิดเห็นก่อน เพราะรสนิยมคนแตกต่างกัน เช่นลูกค้าคนนั้นชอบ IPA (India Pale Ale) แต่เบียร์พิเศษที่เราเอามาลงตอนนั้นเป็น Weizen ซึ่งอาจไม่ตรงกับคอหรือลิ้นของเขา เขาอาจจะเขียนแรงๆ เช่นว่า ไม่เห็นขมเลย ฮอปส์ก็ไม่มา ก็ Weizen มันไม่ได้ใช้ฮอปส์ มันใช้ยีสต์”</p>
<p class="p1">แทปที่ 13 เคนตั้งใจซ่อนไว้ให้เป็นเซอร์ไพร์สแก่ลูกค้า แต่ที่เซอร์ไพร์สฉันยิ่งกว่า คือคนที่หลงใหลในคราฟต์เบียร์กระทั่งเปิดคราฟต์เบียร์บาร์อย่างเคน กลับไม่ใช่นักดื่มตัวยง ก่อนจะนำคราฟต์เบียร์มาขายในโชห่วยของตนเองเมื่อ 2 ปีก่อน เขาไม่เคยแตะต้องแอลกอฮอล์เลยด้วยซ้ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72908" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-26.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-26-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1">“ผมมองว่าคราฟต์เบียร์เหมือนงานศิลปะ ถ้าคุณเข้าใจคราฟต์เบียร์ก็เหมือนคุณเสพงานศิลปะ เพราะคราฟต์เบียร์ไม่ว่าจะเป็น IPA ที่คนชอบ ก็แยกย่อยออกไปอีกมาก เช่น American IPA ถ้ามีคำว่า American เมื่อไร ให้รู้เลยว่าสายพันธุ์ฮอปส์ที่ใช้มีความ juicy ฉ่ำๆ หอมๆ ไม่หนักแน่น หรือบางคนเรียกว่า East Coast IPA (ฝั่งตะวันออกของอเมริกา) แต่ถ้าเจอ West Coast IPA รู้เลยว่ารสชาติจะออกขมๆ หนักๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบอาฟเตอร์เทสต์ ขมๆ ลากยาวติดโคนลิ้น เขาจะรู้สึกฟินกับความเขียวๆ ของมัน”</p>
<blockquote>
<p class="p1">การดื่มคราฟต์เบียร์ไม่ได้ดื่มเพื่อเมา แต่ดื่มเพื่อเข้าใจอรรถรสของเบียร์ และการมีบาร์ สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือบรรยากาศ เจ้าของร้าน ประเภทเบียร์</p>
</blockquote>
<p class="p1">เคนสรุปว่าทุกวันนี้ แม้ดื่ม ก็ดื่มเพียงน้อยให้รู้รส ความลุ่มหลงของเขาไม่ใช่การดื่ม แต่เป็นรายละเอียดสลับซับซ้อนของคราฟต์เบียร์แต่ละประเภทที่ศึกษาไปได้ไม่รู้จบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72897" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-16.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-16.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-16-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p class="p1">“วันนี้เรามีคราฟต์เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 5% ไปจนถึง 14% เราพยายามมีเบียร์ให้หลากหลาย เพราะกลุ่มลูกค้าที่ Well Shop เป็นคราฟต์เบียร์สายแข็ง เขาจะดื่มตัวค่อนข้างแรงๆ ว้าวๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า คราฟต์เบียร์คือการผลิตเบียร์ในปริมาณที่ไม่มาก และทำด้วยมือเป็นหลัก ใช้การต้มเอง ไม่ใช่เครื่องจักรอุตสาหกรรม ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ เรียกภาษาบ้านคือเขาติสท์มาก ไม่ใช่ว่าคุณมีเงินแล้วเขาจะส่งเบียร์ให้คุณ เขาจะบอกว่าปีหนึ่งเขาต้มเท่าไหร่ ตัวนี้เหลือ 5 ถัง ตัวนี้เหลือ 2 ถัง มีแค่นี้ เอาไหม เอาก็เอา ไม่เอาก็รอปีหน้า”</p>
<p class="p1">“ค่ายเบียร์บ้างค่าย เขาติสท์ขนาดที่ว่าเขาไม่ส่งออก คุณอยากดื่มคุณต้องไปบินไปที่ของเขาเท่านั้น คุณไม่ดื่มก็เรื่องของคุณ บางค่ายเราต้องไปยืนต่อคิวหน้าโรงต้มเบียร์เขา คนหนึ่งซื้อได้ไม่เกิน 2-4 กระป๋อง แต่พอมีบางค่ายที่นำเบียร์ตัวนี้เข้ามา คนในวงการเขาถึงรู้สึกว่าโคตรดีเลย เราไม่ต้องบินไปถึงอเมริกา เราไม่ต้องไปต่อแถว”</p>
<p class="p1">และเมื่อคราฟต์เบียร์ตัวนั้นเดินทางมาถึงเมืองไทย มันจึงว้าว!</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72901" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-20.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-20-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1">คราฟต์เบียร์ไทยมีเสน่ห์และสนุกไม่แพ้ใคร</h3>
<p class="p1">Tai Soon Bar มีทั้งคราฟต์เบียร์ของค่ายผู้ผลิตจากเมืองนอก และแน่นอนว่าต้องมีคราฟต์เบียร์จากผู้ผลิตไทย (ด้วยข้อจำกัดทางกฏหมายบ้านเรา บางค่ายต้องไปผลิตที่ต่างประเทศ แล้วค่อยนำกลับมาเข้ามาในไทย) เคนบอกว่าคราฟต์เบียร์ไทยก็มีเสน่ห์เหลือล้นและมีความสนุกอยู่ในนั้นไม่แพ้คราฟต์เบียร์นอก</p>
<p class="p1">“อย่างชื่อคราฟต์เบียร์ไทยแต่ละแบรนด์เขามีที่มา เช่น Sandport คือกลุ่มคนที่ทำแบรนด์นี้เขาอยู่ที่ท่าทราย (Sand = ทราย , Port = ท่า) ที่นนทบุรี หรือ Stone Head ก็คือคนทำอยู่หัวหิน ส่วน Triple Pearl&#8230;” ชายหนุ่มชี้ไปที่ป้ายไม้หมายเลข 10</p>
<p class="p1">‘คนทำอยู่สามมุข’ ฉันต่อประโยคทันควัน เคนยิ้ม พยักหน้ารับ</p>
<p class="p1">“เห็นไหมว่าค่ายคราฟต์เบียร์ไทยมีเสน่ห์ที่น่ารักของมันอยู่ เรารู้เลยว่ามาจากไหน Triple Pearl เป็นบริวเวอร์ของไทยอันดับต้นๆ เบสเป็น Witbier เป็นแขนงที่ใกล้เคียงกับ Weizen ซึ่งในภาษาเยอรมันแปลว่าสีขาว มีต้นตำรับจากเยอรมนี การทำเบียร์ Weizen คือหลังจากเขาปลูกข้าวสาลีแล้วมันเหลือ เขาก็เอามาทำเบียร์ เนื้อเบียร์เป็นสีขาวขุ่น<span class="Apple-converted-space"> </span>Witbier ก็คือ White Beer เป็นเบียร์สีขาว เบาๆ แต่ถ้าเป็น Weizen ฝั่งเยอรมนีจะค่อนข้างเคร่ง ต้องมีข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 50% แต่การเป็น Witbier ยืดหยุ่นกว่า คุณอาจใช้ข้าวสาลี 20-30% ก็ได้นะ ให้บอดี้มีสีขาวขุ่น แต่ไม่จำเป็นต้องข้าวสาลีจ๋า เขามีสูตรของเขา”</p>
<p class="p1">แล้วชายหนุ่มผู้ลุ่มหลงในคราฟต์เบียร์ก็เดินนำฉันไปยังตู้แช่คราฟต์เบียร์ขวดและกระป๋อง หลายแบรนด์ในหลากดีไซน์รายเรียง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72907" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-25.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-25-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1">“ถ้าเป็นฝรั่งหรือชาวต่างชาติมาที่ร้านเรา ผมก็อยากให้เขารู้จักคราฟต์เบียร์ไทย เพราะถ้าเป็นคราฟต์นอก เขาดื่มที่บ้านเขาจะดีกว่า ตัวแรกที่ผมอยากแนะนำกับฝรั่งคือชาละวัน (Chalawan Pale ALe) แต่ด้วยความที่ผมเรียนมาน้อย ภาษาอังกฤษของผมอาจไม่ดีมากนะ ผมก็จะแนะนำว่า This is a Thai local craft beer. It’s name Chalawan. Chalawan means crocodile in Thai legend. ฝรั่งเขาก็จะ หือ คืออะไร This is the best of Thai pale ale, Australia International Beer Award. It got a gold medal. เบสของตัวนี้คือ pale ale ความขมใกล้เคียงกับ lager แต่สิ่งพิเศษที่เขาจะได้คือเซนส์ของลิ้นจี่ ตอนนี้เบียร์ค่าย Full Moon ที่ผลิตชาละวันสามารถต้มในไทยได้แล้ว เป็นคราฟต์เบียร์ไทยที่ถูกกฎหมาย”</p>
<p class="p1">“ส่วนถ้าเป็นคราฟต์เบียร์ไทยที่มีความเบาหน่อย ผู้หญิงดื่ม ผมจะแนะนำบุษบา เป็น Flower Flavor ยิ่งตัวนี้ที่ได้ต้มในไทย สิ่งที่แตกต่างจากตอนที่ต้มในออสเตรเลียคือ กลิ่นฟอรัลจะหอมชัดขึ้น เพราะมันไม่ต้องเดินทางมาทางเรือเหมือนเมื่อก่อน ที่กว่าจะเข้าไทย แล้วต้องไปติดที่ศุลกากรอีก 3-5 วัน แต่วันนี้เขาต้มแล้วสามารถจำหน่ายได้เลย กลิ่นและรสชาติจึงดีกว่า หอมกลิ่นละมุน เบสเป็น Weizen ซึ่งมีข้าวสาลีเป็นหลัก และด้วยบอดี้ที่ละมุนๆ สีขาว แอลกอฮอล์ที่ไม่สูงมาก อยู่ที่ 4.7% ทำให้สามารถดื่มได้เรื่อยๆ จะดื่มเปิดหรือดื่มปิดก็จบได้อย่างสวยงาม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72906" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-24.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-24-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1">“ผมจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าเราทำบาร์แบบกระจอกๆ”</h3>
<p class="p1">สองพี่น้อง เคนและฟลุ๊คคุ้นเคยกับร้านขายของชำมาตลอดก็จริง แต่เมื่อตัดสินใจเปิด Tai Soon Bar หนึ่งความตั้งใจของทั้งคู่คือการทำคราฟต์เบียร์บาร์ที่มีระบบจัดเก็บที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เคนถึงกับประกาศว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าตนทำบาร์แบบกระจอกๆ เด็ดขาด</p>
<p class="p1">“เราอยากให้ลูกค้ารู้จักคราฟต์เบียร์ว่ามันดีจริงๆ นะ มันต่างจากลาเกอร์ในบ้านเราที่คุณเคยดื่มมา ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ รสชาติ เพราะฉะนั้น ถ้าเบียร์มาดีแต่ระบบเก็บเราไม่ดี ความเย็นไม่ถึง จะทำให้รสชาติของเบียร์ตัวนั้นไม่ดีทันที ถ้าลูกค้ามาขอเทสต์ ตัวที่เทสต์นี่น่ากลัวที่สุด เพราะมันจะค้างในสาย ถ้าความเย็นไม่ถึง จะทำให้เบียร์ดรอป เสียรสชาติ หรือมีกลิ่นอะไรก็ตาม พอเขาชิมแล้วรู้สึกว่าไม่ดี เขาอาจจะมองว่าคราฟต์เบียร์มันไม่ดีอย่างที่เราบอกไว้นี่”</p>
<p class="p1">“คราฟต์เบียร์เหมาะกับอุณหภูมิ 2-8 องศาฯ แล้วแต่ชนิดของเบียร์ เราเลยทำห้องเย็นขึ้นมา ร้านทั่วไปอาจใช้แค่ตู้แช่ แล้วนำระบบเบียร์สดเข้าไป แต่สำหรับเรา ห้องเย็นดีที่สุดสำหรับการเก็บเบียร์สด เพราะเบียร์สดหนึ่งลูกไม่เหมือนเบียร์ขวดหรือกระป๋องซึ่งมีขนาดผ่าศูนย์กลางแค่ไม่กี่เซนติเมตร แต่เบียร์สดเหมือนถังแก๊สลูกหนึ่งเลย เวลาใช้งานจริงๆ เราจะต้องจัมป์เบียร์จากตรงกลาง พอเส้นผ่าศูนย์กลางหนา ความเย็นในตู้ธรรมดาตั้งไว้ที่ 3-7 องศาฯ ต้องบวกเข้าไปอีก 4 องศาฯ เพราะฉะนั้นเบียร์จะอยู่ที่ประมาณ 7-10 องศาฯ ซึ่งมันไม่โอเคกับรสชาติเบียร์ เราจึงตัดสินใจว่าเราต้องทำห้องเย็น”</p>
<p class="p1">“ห้องเย็นของเราแม้ไม่ใหญ่มาก แต่ใส่ถึงสองคอมเพรสเซอร์ การทำงานของคอมเพรสเซอร์หนึ่งตัวคือแปดชั่วโมง<span class="Apple-converted-space"> </span>ทำงานสลับ ถ้าตัวใดตัวหนึ่งน็อก ยังมีอีกตัวที่คอยซัพพอร์ต เพราะฉะนั้นเบียร์ของเราจะต้องเย็นในอุณหภูมิที่เซตไว้ และผมการันตีว่าร้านของเรามีระบบเบียร์ที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบันนี้ เราคำนึงถึงว่าเบียร์ทุกหยดที่ออกมาจนถึงปากของลูกค้า ต้องเย็นทุกหยดจากระบบเบียร์ของเรา”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72892" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-11.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-11.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-11-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p class="p1">ระบบการจัดเก็บนั่นเพียงหนึ่งตัวอย่าง ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ Tai Soon Bar ลงทุนและลงแรงเต็มที่เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มคราฟต์เบียร์ที่ดีที่สุด เคนบอกว่าหากเขาทำบาร์แห่งนี้อย่างเต็มกำลังแล้ว ใช้ระบบเบียร์ที่เยี่ยมที่สุดแล้ว หากแม้ไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็จะไม่เสียใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หากเขาทำร้านอย่างขอไปที เบียร์ไม่เย็น รสชาติไม่ดี ลูกค้าไปแฮปปี้ นั่นต่างหากที่จะทำให้เขาเสียใจยิ่งกว่า</p>
<p class="p1">“ร้านเราให้ลูกค้าเทสต์เบียร์ฟรีก่อนได้นะคะ” ฟลุ๊คเสริม ด้วยต้องการให้ลูกค้าได้ลิ้มรสชาติเบียร์ที่ต้องตามรสนิยมของตน “เพราะรสชาติของเบียร์ ต่อให้แก้วเดียวกัน สองคนดื่มก็อาจรู้สึกไม่เหมือนกัน เราจึงให้ลูกค้าเทสต์เบียร์แก้วเล็กๆ ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาทำความรู้จักเบียร์ตัวนั้นๆ ลิ้นแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แก้วเดียว บางคนบอกว่าได้กลิ่นลิ้นจี่ บางคนบอกนี่มันเสาวรส อีกคนบอก ไม่ใช่ เป็นมะพร้าว บางคนบอกกล้วยก็มี แต่สุดท้ายแล้วการหมักเบียร์เกิดจากหลายส่วนผสมผสานรวมกันในถังเดียว อยู่ที่แต่ละคนแล้วว่าลิ้นของเขาจะไวกับรสชาติของอะไรที่ชูขึ้นมา”</p>
<p class="p1">และนั่นอาจเป็นหนึ่งเสน่ห์มัดใจที่ทำให้ใครหลายคนหลงเข้าสู่โลกของคราฟต์เบียร์อย่างหาทางออกได้ยาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72895" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-14.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Taisoon-14-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1">แม้เปิดบาร์เป็นเรื่องเป็นราว แต่ Well Shop อันเป็นจุดเริ่มต้นของคราฟต์เบียร์บาร์แห่งนี้ก็ยังคงมีอยู่ สำหรับลูกค้าที่อยากซื้อคราฟต์เบียร์แบบหิ้วกลับ แต่ถ้าอยากนั่งดื่มเคล้าบรรยากาศ ฟลุ๊คกล่าวปิดท้ายว่า Tai Soon Bar จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนนั่งดื่มที่บ้าน</p>
<p class="p1">“เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองน่ะค่ะ คุณเหนื่อยจากการทำงานมา หรือเหนื่อยจากอะไรมา คุณมาดรอปที่นี่ เราเสิร์ฟเบียร์ให้คุณดื่ม ให้คุณได้พักผ่อนเต็มที่ และในอนาคต เราก็จะเพิ่มค็อกเทลเข้ามา ให้มีกลิ่นอายจีนให้เข้ากับสถานที่ด้วย”<span class="Apple-converted-space">   </span></p>
<p class="p1">บทเพลงโมเดิร์นไชนีสดังคลอไปกับเสียงสนทนาของเหล่านักดื่ม เอาล่ะ ฉันจะเลือกคราฟต์เบียร์ตัวไหนดื่มในค่ำคืนนี้ดี และแล้ว Triple Pearl Witbier 5.5% ก็มาอยู่ตรงหน้า เย็นเจี๊ยบ สดชื่น ชุ่มคอ หอมเปลือกส้ม ซ่าเม็ดผักชี ก้มมองนาฬิกา ค่ำคืนนี้ของฉันเพิ่มเริ่มต้นและคงไม่จบแค่แก้วแรกนี้</p>
<hr />
<p class="p1"><b>Tai Soon Bar</b></p>
<p class="p1"><strong>address :</strong> 188 ถ.มหาไชย แยกสำราญราษฎร์ (ย่านประตูผี) กรุงเทพฯ<br />
<strong>tel. :</strong> 091 463 6465<br />
<strong>hours :</strong> เปิดทุกวัน 17:00-24:00 น.<br />
<strong>facebook :</strong> <a href="https://www.facebook.com/Tai-Soon-Bar-102849047747911/">Tai Soon Bar</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tai-soon-bar/">Tai Soon Bar คราฟต์เบียร์บาร์ย่านประตูผีที่จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าทำแบบกระจอกๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อมีเวลาคุณให้ค่ากับอะไร &#8216;ธนาคารเวลาวัยสุขและปันสุข&#8217; ธนาคารที่ให้ค่ากับความสัมพันธ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/time-bank-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรมน สุขประเสริฐ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Sep 2019 10:31:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[people power]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารเวลา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=71177</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารโดยทั่วไปมีเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ธนาคารเวลาจึงเดาได้ไม่ยากว่ามีเวลาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนบริการ ธนาคารเวลาเป็นนโยบายของประเทศไทยที่กำลังศึกษา ทดลอง และปลุกปั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายที่ทั่วโลกกับหลายกลุ่มผู้ใช้บริการ เมื่อ บอม–ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ รับบทเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ของธนาคารเวลาภายใต้ สสส. ที่อยากเห็นคนช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน เขาจึงตีความว่าการแลกเครดิตเวลาและปฏิบัติตามหลักของธนาคารเวลาได้จะต้องเกิดจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าอยากร่วมเปิดบัญชีและเข้าร่วมเป็นสมาชิกของธนาคารเวลาแห่งนี้หรือไม่ โปรดศึกษารายละเอียดธนาคารแห่งนี้ให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ ธนาคารเวลาในประเทศไทย 101 โดยส่วนใหญ่ธนาคารเวลาในประเทศไทยสังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการธนาคารเวลานี้หยิบแนวคิดการช่วยเหลือกันโดยได้เครดิตเวลาเป็นค่าตอบแทน และสามารถนำเครดิตเวลานั้นไปใช้ได้ต่อเมื่อตนถึงคราวต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งทดลองทำที่ 42 จังหวัดนำร่องทั่วประเทศ แต่ละที่เป็นพื้นที่ในชุมชน ทำกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง แถมยังเคยทำโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุร่วมกันอยู่แล้ว ธนาคารเวลาของ สสส.หรือธนาคารเวลาในบทสัมภาษณ์นี้คือการทดลองคู่ขนานอีกชิ้นที่ทดลองสอดคล้องกันไป โดยทำในมุมของการสร้างเสริมสุขภาวะตามสิ่งที่องค์กรเชื่อว่า สุขภาพของคนเราจะดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่แค่สุขภาพกาย แต่เกิดจากสุขภาพใจด้วย ธนาคารเวลาของ สสส.ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ใช้พื้นที่ชุมชนจริง ธนาคารเวลากลุ่มนี้ใช้สวนโมกข์ฯ เป็นพื้นที่กลางในการทำงาน  ขณะนี้ ธนาคารเวลาทุกที่ทั่วไทยมีสถานะอยู่ในขั้นศึกษาทดลอง ถอดหลักการ ปรับแนวคิดจากต่างประเทศ และสิ่งที่ได้จากการศึกษาวิจัยในตำราให้อยู่ในภาคปฏิบัติและสอดคล้องกับบริบทของเมืองไทย ธนาคารเวลาแต่ละแห่งจึงไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันหมด แต่คือการเรียนรู้ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละธนาคารเพื่อนำไปใช้จริงต่อไป “หัวใจของธนาคารเวลาที่เราทำคือ เบื้องหลังการแลกเปลี่ยนน่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” บอมเล่าว่าที่สวนโมกข์ฯ มีธนาคารเวลา 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือธนาคารเวลาวัยสุข–กลุ่มผู้สูงอายุ ที่บอมทำกิจกรรมร่วมอยู่แล้วและนำธนาคารเวลามาต่อยอด ส่วนอีกกลุ่มคือธนาคารเวลาปันสุข–กลุ่มคนราวๆ 40-50 ปีที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เคยลงทะเบียนว่าสนใจเรื่องธนาคารเวลากับทาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/time-bank-thailand/">เมื่อมีเวลาคุณให้ค่ากับอะไร &#8216;ธนาคารเวลาวัยสุขและปันสุข&#8217; ธนาคารที่ให้ค่ากับความสัมพันธ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารโดยทั่วไปมีเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารเวลาจึงเดาได้ไม่ยากว่ามีเวลาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนบริการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารเวลาเป็นนโยบายของประเทศไทยที่กำลังศึกษา ทดลอง และปลุกปั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายที่ทั่วโลกกับหลายกลุ่มผู้ใช้บริการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ <strong>บอม–ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ </strong>รับบทเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ของธนาคารเวลาภายใต้ สสส. ที่อยากเห็นคนช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน เขาจึงตีความว่าการแลกเครดิตเวลาและปฏิบัติตามหลักของธนาคารเวลาได้จะต้องเกิดจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะตัดสินใจว่าอยากร่วมเปิดบัญชีและเข้าร่วมเป็นสมาชิกของธนาคารเวลาแห่งนี้หรือไม่ โปรดศึกษารายละเอียดธนาคารแห่งนี้ให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71203" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-15.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-15-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ธนาคารเวลาในประเทศไทย 101</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยส่วนใหญ่ธนาคารเวลาในประเทศไทยสังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการธนาคารเวลานี้หยิบแนวคิดการช่วยเหลือกันโดยได้เครดิตเวลาเป็นค่าตอบแทน และสามารถนำเครดิตเวลานั้นไปใช้ได้ต่อเมื่อตนถึงคราวต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งทดลองทำที่ 42 จังหวัดนำร่องทั่วประเทศ แต่ละที่เป็นพื้นที่ในชุมชน ทำกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง แถมยังเคยทำโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุร่วมกันอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารเวลาของ สสส.หรือธนาคารเวลาในบทสัมภาษณ์นี้คือการทดลองคู่ขนานอีกชิ้นที่ทดลองสอดคล้องกันไป โดยทำในมุมของการสร้างเสริมสุขภาวะตามสิ่งที่องค์กรเชื่อว่า สุขภาพของคนเราจะดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่แค่สุขภาพกาย แต่เกิดจากสุขภาพใจด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารเวลาของ สสส.ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ใช้พื้นที่ชุมชนจริง ธนาคารเวลากลุ่มนี้ใช้สวนโมกข์ฯ เป็นพื้นที่กลางในการทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะนี้ ธนาคารเวลาทุกที่ทั่วไทยมีสถานะอยู่ในขั้นศึกษาทดลอง ถอดหลักการ ปรับแนวคิดจากต่างประเทศ และสิ่งที่ได้จากการศึกษาวิจัยในตำราให้อยู่ในภาคปฏิบัติและสอดคล้องกับบริบทของเมืองไทย ธนาคารเวลาแต่ละแห่งจึงไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันหมด แต่คือการเรียนรู้ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละธนาคารเพื่อนำไปใช้จริงต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หัวใจของธนาคารเวลาที่เราทำคือ เบื้องหลังการแลกเปลี่ยนน่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” บอมเล่าว่าที่สวนโมกข์ฯ มีธนาคารเวลา 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือธนาคารเวลาวัยสุข–กลุ่มผู้สูงอายุ ที่บอมทำกิจกรรมร่วมอยู่แล้วและนำธนาคารเวลามาต่อยอด ส่วนอีกกลุ่มคือธนาคารเวลาปันสุข–กลุ่มคนราวๆ 40-50 ปีที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เคยลงทะเบียนว่าสนใจเรื่องธนาคารเวลากับทาง ผส. </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ธนาคารเวลาของเราค่อนข้างแตกต่าง ที่อื่นจะมีเรื่องการแลกเวลาเป็นยอดเป้า แต่ทีมเราคุยตรงกันว่าถ้าธนาคารเวลาไม่เกิดขึ้น แต่ความสนิทกันของคณะกรรมการธนาคารเกิด ก็คือความสำเร็จแล้ว ถ้าเราหาเจอว่าอะไรทำให้คนต่างพื้นที่มาทำงานด้วยกัน คิดเห็นร่วมกัน ไม่ทะเลาะกัน รักกันมากขึ้น แปลว่ามันน่าจะต่อยอดได้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71196" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-8.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-8-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ก่อตั้งธนาคารเวลา สาขาสวนโมกข์ฯ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารเวลาปันสุขและวัยสุขไม่ได้เริ่มต้นจากการทดลองแลกบริการและจ่ายเครดิตเวลาเป็นค่าตอบแทน แต่พวกเขาทำกันตั้งแต่ขั้นตอนเซตระบบ พูดคุยกันว่าจะสมัครสมาชิกกันแบบไหน และจะเริ่มจากกิจกรรมอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายธนาคารเวลา สาขาสวนโมกข์ฯ ตกลงกำหนดกรอบออกมาเป็น 3 กิจกรรมหลักคือ กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก กิจกรรมอาสาพาสมาชิกไปช่วยคนภายนอก ที่การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นผลพลอยได้ ส่วนเป้าหมายหลักอยู่ที่การตอบโจทย์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก และเป้าหมายสุดท้ายอยากให้เกิดผลตามงานวิจัยซึ่งคือการแลกเปลี่ยนบริการและคะแนน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าไม่มีข้อหนึ่ง ไม่มีข้อสอง มันจะไม่เกิดข้อสามเลย เราคิดอย่างงั้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71189" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-1.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-1-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>กระชับมิตร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พอธนาคารนี้ตั้งโจทย์ไว้ที่ความสัมพันธ์ กิจกรรมกระชับมิตรที่เลือกใช้และทำกันอย่างสม่ำเสมอคือการฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราสร้างสัมพันธ์ผ่านการรับฟัง มีกิจกรรมการ์ดเกมเป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนได้ฝึกสกิล deep listening หรือการฟังอย่างลึกซึ้ง” บอมขยายความว่าการฟังอย่างลึกซึ้งผุดขึ้นในหัวทันทีพอตีโจทย์ได้ว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ไอเดียนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของบอมที่ใช้เครื่องมือนี้กับแม่ จากที่เมื่อก่อนมีปากเสียงกันบ่อย พอตั้งใจพยายามฟังแม่แล้วก็พบว่าแม่ก็พยายามฟังเขามากขึ้นเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเลยเชื่อแล้วว่าการฟังมันเยียวยาความสัมพันธ์ได้จริงๆ เราเชื่อแล้วว่าคุณภาพการรับฟังเป็นยังไง ทันทีที่คุณเปิดรับฟังคนอื่น เราจะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ปกติเรามักจะได้ยินแต่เสียงตัวเอง อย่างเช่นเวลาเราคุยงานกัน อีกคนบอกอันนี้ไม่ดี เราก็คิดตอบโต้ในใจแล้วว่ามันไม่ดียังไง เราว่ามันดี แล้วเราก็จะไม่ได้ฟังที่เหลือเลย แต่ถ้าเราถามเขาว่าไม่ดียังไงแล้วตั้งใจฟัง สิ่งที่ได้คือแทนที่เราจะค้าน เราจะเข้าใจเขามากขึ้น พอเข้าใจภาพเดียวกันมันจะสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น การฟังจึงเป็นเครื่องมือที่ดีในการดูแลความสัมพันธ์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เช่นกันกับธนาคารเวลา เราเห็นในใจตั้งแต่แรกเลยว่าเบื้องหลังมันคือความสัมพันธ์ เครื่องมือนี้เลยเด้งขึ้นมา แล้วเชื่อไหมตอนที่คุยเรื่องธนาคารเวลากับภาครัฐยังไม่มีการพูดเรื่องนี้เลย แต่ทุกวันนี้ที่ไปประชุมก็พูดตลอดว่าจะต้องมีการทำกิจกรรมรับฟังกันในผู้สูงอายุ เรายิ้มในใจเลยว่าเราจัดอยู่แล้ว”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71198" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-10.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-10-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ความหวังของผู้จัดการ (โครงการ) ธนาคาร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การวัดผลที่จับต้องได้ของธนาคารเวลาจะเป็นการแลกเครดิตเวลา แต่สำหรับบอมนั่นไม่ใช่สาระสำคัญที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่สนใจเรื่องคะแนนเลย เราสนใจวิธีการได้คะแนนและวิธีได้กติกามามากกว่า เราแฮปปี้มากเวลาเขาถกกันเรื่องคะแนนว่าจะแลกกันยังไง จากที่แรกๆ ทะเลาะกัน ตอนนี้มันเกื้อกูลกันมาก กระบวนการมันสำคัญกว่าผลลัพธ์ ถ้ากระบวนการดียังไงผลลัพธ์ก็ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากโฟกัสอยู่ที่เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ ทำไมต้องทำกับธนาคารเวลา เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น เรารู้สึกดีที่คนมานั่งคุย นั่งฟังกัน บางคนอาจเถียงว่าเราก็มีเพื่อนหลายกลุ่มอยู่แล้ว มีสมาคมศิษย์เก่าอยู่แล้ว ทำไมต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ คือเวลาเพื่อนกลุ่มเดิมๆ ป่วยหรือตาย มันก็ทยอยจากไปพร้อมๆ กัน แต่กับธนาคารเวลามันมีน้องรุ่นใหม่ๆ มาคุยกัน เราก็จะได้เรียนรู้ว่าไอเดียเด็กรุ่นใหม่เป็นอย่างนี้ เรามีเพื่อนเป็นเด็ก เราฉลาดขึ้น เหงาน้อยลง นี่แหละคือธนาคารเวลา มันให้ความสัมพันธ์ใหม่ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกอย่างคือเราว่าธนาคารเวลาตอบโจทย์ตรงที่เวลาคุณเหม่อๆ ไม่ได้ทำไร มันอาจมีคนต้องการเวลาของคุณ หลายๆ ครั้งเรามีทักษะอะไรที่พอช่วยเหลือคนได้บ้างโดยที่เราไม่ค่อยรู้ตัว ต้องรอให้คนมาถาม อย่างการหลับง่ายก็อาจเป็นทักษะให้คำปรึกษากับคนที่นอนไม่หลับ ทุกสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรามีประโยชน์ทั้งนั้น เราแค่ต้องเอาศักยภาพที่มีไปใช้ให้ถูกที่”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71197" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-9.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-9-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ความเป็นไปได้ของธนาคารเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของผู้จัดการโครงการธนาคารเวลาแห่งหนึ่ง สิ่งที่เขาอยากเห็นจากธนาคารเวลาคือความเป็นไปได้ใหม่ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราชอบธนาคารเวลาตรงที่มันเป็นนโยบายของรัฐ แต่มันเกิดขึ้นได้โดยภาคประชาชน คือบางคนอาจบอกว่ารัฐน่าจะก่อตั้งเลย แต่เราตั้งคำถามว่าถ้ารัฐไม่ตั้งแล้วเราทำอะไรได้บ้าง นี่ไง โอกาสมาถึงแล้ว มันเป็นโอกาสให้แต่ละคนได้ดึงศักยภาพของตัวเองออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากเห็นความหลากหลายของการเอาธนาคารเวลาไปใช้ เหมือนเวลาพูดถึงสตาร์ทอัพมันมีหลายแบบมาก มันไปไกลมาก เราอยากเห็นคนรุ่นใหม่เอาธนาคารเวลาไปต่อยอดทำธุรกิจหรืออะไรก็ได้ เหมือนธนาคารเวลาเป็นพื้นฐานที่สนับสนุนให้ภาคประชาชนลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง แล้วถึงจุดหนึ่งรัฐก็อาจเข้ามาสนับสนุนได้ในหลายรูปแบบ” บอมบอก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71192" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-4.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/ธนาคารเวลา-4-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><em><span style="font-weight: 400;">สนใจเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารเวลาปันสุขและวัยสุขสมัครสมาชิกได้ที่เพจ </span><a href="https://www.facebook.com/TimeBankThailand/"><span style="font-weight: 400;">ธนาคารเวลา</span></a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/time-bank-thailand/">เมื่อมีเวลาคุณให้ค่ากับอะไร &#8216;ธนาคารเวลาวัยสุขและปันสุข&#8217; ธนาคารที่ให้ค่ากับความสัมพันธ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>a day experience : From Monet to Kandinsky เบื้องหลังงานศิลปะระดับโลก และวาดรูปบนรูฟท็อปกับโอ๊ต–มณเฑียร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/from-monet-to-kandinsky/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Aug 2019 04:00:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[จิตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[โมเนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวมิวเซียม]]></category>
		<category><![CDATA[แวน โกะห์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=68432</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกครั้งที่ได้เห็นภาพศิลปะชื่อดังในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรามักสงสัยว่าอะไรคือแรงบันดาลใจรอบตัวของศิลปินผู้สร้างสรรค์ สังคมรอบตัวของพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ทำไมถึงมีอิทธิพลต่อการตวัดฝีแปรงให้ออกมาเป็นภาพวาดที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกได้เช่นนี้ และถึงแม้ว่าวิชาเรียนจะมีคำตอบให้เราเข้าใจได้ไม่มากนัก แต่เมื่อมีกิจกรรม a day experience: From Monet to Kandinsky &#8211; See Art, Draw Art with Oat Montien ขึ้นมา เราก็ไม่รีรอที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเรียนรู้และหาคำตอบเพื่อไขข้อสงสัย กิจกรรมที่ว่าคือการเดินดูงานศิลปะมาซเตอร์พีชของศิลปินชื่อดังระดับโลกกว่า 16 ชีวิต เช่น Claude Monet, Vincent Van Gogh, Edvard Munch, Gustav Klimt, Paul Gauguin, Wassily Kandinsky ในงาน From Monet to Kandinsky ซึ่งจัดขึ้นที่ River City Bangkok ที่พิเศษกว่าเข้ามาเดินชมเองเพราะมีโอ๊ต–พัฒนพงศ์ มณเฑียร ศิลปินผู้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ผ่านศิลปะและถ่ายทอดโลกของศิลปะในลอนดอนผ่านคอลัมน์ London Scene และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/from-monet-to-kandinsky/">a day experience : From Monet to Kandinsky เบื้องหลังงานศิลปะระดับโลก และวาดรูปบนรูฟท็อปกับโอ๊ต–มณเฑียร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่ได้เห็นภาพศิลปะชื่อดังในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรามักสงสัยว่าอะไรคือแรงบันดาลใจรอบตัวของศิลปินผู้สร้างสรรค์ สังคมรอบตัวของพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ทำไมถึงมีอิทธิพลต่อการตวัดฝีแปรงให้ออกมาเป็นภาพวาดที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกได้เช่นนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้ว่าวิชาเรียนจะมีคำตอบให้เราเข้าใจได้ไม่มากนัก แต่เมื่อมีกิจกรรม a day experience: From Monet to Kandinsky &#8211; See Art, Draw Art with Oat Montien ขึ้นมา เราก็ไม่รีรอที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเรียนรู้และหาคำตอบเพื่อไขข้อสงสัย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68466 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-13.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-13.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-13-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กิจกรรมที่ว่าคือการเดินดูงานศิลปะมาซเตอร์พีชของศิลปินชื่อดังระดับโลกกว่า 16 ชีวิต เช่น Claude Monet, Vincent Van Gogh, Edvard Munch, Gustav Klimt, Paul Gauguin, Wassily Kandinsky ในงาน From Monet to Kandinsky ซึ่งจัดขึ้นที่ River City Bangkok ที่พิเศษกว่าเข้ามาเดินชมเองเพราะมีโอ๊ต–พัฒนพงศ์ มณเฑียร ศิลปินผู้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ผ่านศิลปะและถ่ายทอดโลกของศิลปะในลอนดอนผ่านคอลัมน์ London Scene และ London Museum เป็นผู้นำชมพร้อมบอกเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของศิลปินกับผลงานต่างๆ พร้อมปิดท้ายด้วยการวาดภาพบนดาดฟ้า River City Bangkok </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบื้องหลังงานศิลปะเหล่านี้เป็นอย่างไร โอ๊ตเริ่มต้นพาเราย้อนเวลาท่องไปในยุคของศิลปินทั้ง 16 ชีวิตนี้</span></p>
<p><b>See Art : เรื่องราวเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนให้ศิลปินตวัดฝีแปรงเป็นผลงานชื่อดังระดับโลก</b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68439 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-4.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-4-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่พวกเราจะได้เข้าไปชมงานศิลปะ โอ๊ตให้เลือกภาพขนาดเท่าโปสต์การ์ดที่เขาเตรียมมาให้คนละ 1 ใบ ในจำนวนนั้นคละไปด้วยภาพวาดอย่างพอร์เทรตผู้หญิง ทิวทัศน์ รูปเรขาคณิต ฯลฯ ท่ามกลางความแตกต่าง จุดร่วมคือภาพเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของศิลปินในนิทรรศการที่เรากำลังจะเข้าไปดูด้วยกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68444 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-2.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-2-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อยากให้ทุกคนเลือกรูปแล้วแนะนำตัวนะครับ เชื่อว่ารูปที่พวกเราเลือกจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา” โอ๊ตพูดขึ้น เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเราหยิบรูปที่ใช้สีสันสะดุดตาแบบที่ชอบ เมื่อผู้ร่วมกิจกรรมแนะนำตัวพร้อมบอกเหตุผลที่เลือกรูปกันครบแล้ว โอ๊ตเริ่มแจกแผ่นกระดาษที่เขาตั้งใจเตรียมเป็นข้อมูลมาให้พวกเราระหว่างเดินชมนิทรรศการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแผ่นกระดาษนี้คือเส้นไทม์ไลน์ของผลงานศิลปินที่จัดแสดงในงาน ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1840-1940 เขาอธิบายว่าในช่วง 100 ปีของการเกิดงานศิลปะในยุคนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะศิลปินมีความเป็นตัวเองสูง มีอิสระในการสร้างสรรค์งาน และผลงานแตกต่างจากภาพวาดเสมือนจริงในยุคที่ผ่านๆ มา แสดงให้เห็นว่าศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับชนชั้นสูงแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68442 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-5.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-5-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จะเห็นว่าด้านล่างของเส้นไทม์ไลน์ผมใส่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้ มันคือคลื่นใต้น้ำที่เป็นตัวแปรสำคัญต่อผลงานของศิลปิน ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังระหว่างชมงานนี้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่าแล้วโอ๊ตก็เริ่มพาพวกเราเดินเข้าสู่โซนแรกของนิทรรศการซึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีประวัติศิลปินทั้ง 16 ชีวิตเรียงรายรอบๆ ผนังห้อง ก่อนจะเข้าชมงาน โอ๊ตอยากให้เราได้เข้าใจสภาพสังคมและแนวคิดที่ก่อให้เกิดผลงานแต่ละชิ้นขึ้นมาก่อน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68445 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-6.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-6-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มต้นที่ประวัติของผู้บุกเบิกศิลปะยุค Impressionism อย่าง Claude Monet โอ๊ตให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดูรูปที่เขาเตรียมมา ภาพวาดสีฟุ้งๆ ชวนฝัน มีควันโขมงจากเครื่องจักรไอน้ำทำให้พวกเราเดากันได้ว่ามันคือสถานีรถไฟ ผลงานชิ้นนี้ชื่อ The Gare Saint-Lazare (1877) ตั้งชื่อตามสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส โอ๊ตอธิบายว่ารถไฟคือหมุดหมายสำคัญของโลกใหม่ เพราะหมายถึงการมาถึงของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเต็มไปด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนเพิ่มมากขึ้น ไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตคนจึงเริ่มเปลี่ยนแปลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างโลกของศิลปะก็มีวิถีที่เปลี่ยนไปมากขึ้น เช่น มีการผลิตสีเป็นหลอด ทำให้ศิลปินสามารถออกไปวาดภาพนอกสตูดิโอได้ง่ายขึ้น และการถือกำเนิดของกล้องถ่ายรูป เป็นครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นมิติของภาพที่แท้จริงมากขึ้น ทำให้ศิลปินยุคนี้ไม่ได้สนใจวาดภาพเหมือนจริงอย่างยุคที่ผ่านมาแต่หันมาวาดภาพที่มากกว่าสมจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีกล้องยังมีอิทธิพลต่อเทคนิคการวาดภาพของศิลปิน เช่น ผลงาน Edgar Degas ที่ชื่นชอบถ่ายรูปเบลอๆ เพื่อเอามาวาดมูฟเมนต์ของวัตถุ เช่น ภาพม้า หรือภาพนักบัลเลต์ที่กำลังเคลื่อนไหว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกัน แม้ว่ากล้องถ่ายภาพจะสามารถบันทึกภาพเสมือนจริงได้ แต่อีกนัยหนึ่งศิลปินกลับมองว่ากล้องไม่สามารถบันทึกความรู้สึก ณ ขณะนั้นไว้ได้ จึงเกิดแนวคิดที่ศิลปินเลือกบันทึกช่วงเวลาที่ประทับใจไว้ โดยมีจุดเด่นที่การบันทึกแสงในขณะวาด  จึงเกิดเป็นแนวคิดศิลปะแบบ Impressionism ซึ่งมีลักษณะของการใช้ฝีแปรงฉับพลัน ไม่ระบายสีเกลี่ยให้เรียบร้อยแบบยุคก่อนๆ ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนอาจจะไม่ประทับใจศิลปะแนวทางนี้ อย่างรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสฝรั่งเศส ทรงอธิบายไว้ในจดหมายถึงคนที่บ้านว่า งานศิลปะแบบ Impressionism เป็นเหมือนศิลปะที่ยังระบายไม่เสร็จ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพในยุค Impressionism ทำให้เราประทับใจในสีสันของดอกไม้และสวนผ่านผลงานของศิลปินหลายคน โดยเฉพาะโมเนต์ที่สร้างสรรค์จุดเด่นให้กับภาพดอกไม้ได้เป็นอย่างดี โอ๊ตอธิบายว่า ความจริงแล้วในยุคนั้นผืนดินของฝรั่งเศสยังไม่มีดอกไม้สีสันเหมือนในภาพ แต่เหตุผลที่ทำให้โมเนต์สามารถสร้างสรรค์ผลงานน่าชื่นชมได้ เพราะการเกิดขึ้นของ Wardian Case หรือกล่องบรรจุต้นไม้ ซึ่งออกแบบมา</span><span style="font-weight: 400;">คล้ายกับเรือนกระจก ทำให้คนเราสามารถเคลื่อนย้ายต้นไม้ต่างถิ่นที่โตแล้วมาได้ง่ายขึ้น ความตื่นเต้นในการก้าวเข้าสู่โลกไร้พรมแดนของคนในยุคนั้นจึงแสดงออกมาผ่านภาพวาดไว้อย่างเป็นเอกลักษณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ในยุคนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมที่สะท้อนออกมาผ่านผลงานศิลปิน โอ๊ตชี้ให้เราดูภาพนักบัลเลต์แล้วอธิบายว่า เมื่อศิลปะไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงหมู่ชนชั้นสูง ศิลปินจึงเลือกถ่ายทอดเรื่องราวของคนหลังฉากที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างผลงานที่ชื่อว่า Rehearsal on Stage (1874) โดย Edgar Degas ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังของนักบัลเลต์ โอ๊ตอธิบายว่ายุคนั้นนักบัลเลต์หญิงมักเป็นเด็กสาวชนชั้นล่างที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้น จึงเข้ามาสมัครเป็นนักบัลเลต์ เมื่อ Degas วาดภาพนี้ จึงเป็นการเปิดให้คนชนชั้นอื่นๆ นอกเหนือจากชนชั้นสูงมีพื้นที่ในงานศิลปะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68450 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-9.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-9-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกภาพที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนของโครงสร้างสังคมคือภาพ Dance at Le Moulin de la Galette (1876) ของ Pierre-Auguste Renoir โอ๊ตบอกว่านี่คือภาพลานเบียร์ที่มีคนจากหลากหลายชนชั้นมาสังสรรค์กัน สังเกตได้จากหมวกที่แตกต่างและบ่งบอกชนชั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในทางกลับกันศิลปินบางคนเลือกจะปลีกตัวออกจากการพัฒนาของเมืองไปสู่ชนบทเพื่อผลิตผลงาน อย่าง Paul Gauguin ที่ไปวาดภาพไกลถึงเกาะตาฮิติ และเลือกใช้สีสันสดแปลกใหม่บนผลงานเพราะเบื่อสีมืดทึมของปารีส รวมไปถึง Vincent Van Gogh ที่เบื่อหน่ายและไม่ชอบสังคมโมเดิร์นของมหานครปารีส จึงออกไปหาความเรียบง่ายนอกเมือง ผลงานของเขาจึงประกอบไปด้วยทุ่งหญ้าและทิวทัศน์ชนบท </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68446 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-10.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-10-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ด้วยสภาวะทางจิตของแวน โกะห์ เอง ผลงานของเขาจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เขาส่งผ่านมายังฝีแปรง ซึ่งโอ๊ตเล่าประสบการณ์ว่า ตอนได้ไปชมผลงาน The Starry Night (1889) ของจริง เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะลวดลายของฝีแปรงที่แวน โกะห์ ระบายความรู้สึกลงไปนั้นชัดเจน และสื่อสารถึงสภาวะจิตใจได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เพียงแวน โกะห์ เท่านั้นที่ใช้ศิลปะระบายความทนทุกข์ลงผ้าใบ Edvard Munch ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานจากสภาวะในจิตใจ ผลงานมาสเตอร์พีซของเขาอย่าง The Scream (1893) คือภาพวาดที่เขาใช้สีฉูดฉาดบอกเล่าความรู้สึกในวันที่พระอาทิตย์กำลังตกดินได้อย่างยอดเยี่ยม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โอ๊ตอธิบายต่อว่าอาการทางจิตของผู้ชายในยุคสมัยนั้นสะท้อนผ่านงานศิลปะ ในขณะที่ผู้หญิงได้รับการวินิจฉัยอาการผิดปกติ เช่น ลมชัก ลมบ้าหมู โก่งตัวโค้งงอ ว่าเป็นโรคฮิสทีเรีย แพทย์ในสมัยนั้นระบุว่าอาการแปลกๆ ของผู้หญิงเหล่านี้เกิดจากความต้องการทางเพศ โดยมีการศึกษาที่บันทึกภาพถ่ายผู้หญิงหลากหลายท่าทางเมื่อมีอาการ และแนวคิดเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อมุมมองเรื่องผู้หญิงของศิลปินหลายคน ทำให้มีภาพวาดผู้หญิงลักษณะตัวงอไม่เหมือนปกติเช่น ผลงาน The Kiss (1907-1908) ของ Gustav Klimt  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุคถัดจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ศิลปินเริ่มตั้งคำถามกับหลักการต่างๆ ของศิลปะมากขึ้น อีกทั้งอิทธิพลของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อย่างการศึกษาเรื่องดวงดาว เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานที่เริ่มตัดทอนองค์ประกอบหลายๆ อย่าง แต่แฝงไปด้วยแนวคิดสำคัญๆ ซึ่งเราเรียกลัทธิศิลปะนี้ว่า Abstract </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานที่สำคัญของยุคนี้คือ Composition No.8 (1923) ของ Wassily Kandinsky หรือตารางที่ประกอบไปด้วยแม่สี อย่าง Composition with Red, Blue and Yellow (1929) ของ Piet Mondrian</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากการบรรยายอย่างเต็มอิ่ม โอ๊ตสรุปให้พวกเราว่า ผลงานที่เราได้ชมกันมีเรื่องเล่าเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่ ศิลปินไม่ได้สร้างผลงานผ่านสุญญากาศ ทว่าสังคมรอบตัวได้หล่อหลอมให้ศิลปินมีแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ นั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68449 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-14.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-14-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนเดินเข้าไปดูงานในห้องถัดไป โอ๊ตอยากให้พวกเราเข้าถึงศิลปะได้ผ่านประสบการณ์ส่วนตัว จึงแนะนำหนังสือ <em>Art as Therapy</em> (2013) ของ Alain de Botton ซึ่งมองว่าศิลปะไม่ได้มองได้แค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ศิลปะควรมี 7 อย่าง คือ 1. ย้อนรำลึก (remembering) 2. ให้ความหวัง (hope) 3. สะท้อนความโศกเศร้า (sorrow) 4. สร้างสมดุล (rebalancing) 5. เข้าใจตนเอง (self-understanding) 6. เติบโต (growth) 7. ให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวได้ (appreciation)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>Draw Art : ปลดปล่อยความรู้สึกไปกับฝีแปรงและผืนผ้าใบ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเดินชมงานพร้อมเต็มอิ่มด้วยเรื่องราวเบื้องหลังผลงานของศิลปินระดับโลกกันแล้ว โอ๊ตบอกว่าการที่เราจะเรียนรู้งานศิลปะได้ดีเราจะต้องลองถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาเป็นงานศิลปะเสียก่อน เขายกตัวอย่างว่าพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ที่ลอนดอนก็มี art-based learning เช่นนี้ ว่าแล้วเขาจึงชวนพวกเราขึ้นไปวาดภาพกันบนดาดฟ้าของศูนย์การค้า River City Bangkok ในช่วงเวลาที่แดดอ่อนแรงลงแล้วและสายลมกำลังพัดคลายความร้อนให้พวกเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68451 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-22.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-22-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่ผู้ร่วมกิจกรรมต่างช่วยกันกางขาตั้งผ้าใบ โอ๊ตเริ่มอธิบายการวาดภาพที่พวกเราจะเริ่มตวัดฝีแปรงกันในครั้งนี้ “สิ่งแรกที่เราอาจจะรู้สึกตอนวาดภาพคือมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวัง แต่ไม่เป็นไรนะครับ เราระบายความรู้สึกออกมา เพราะการวาดภาพเป็น ไม่ได้หมายความว่าเราแรเงาถูกต้อง หรือว่าวาดสัดส่วนตามหลักการ แต่การวาดรูปเป็นคือ เราถ่ายทอดสภาวะที่เราเป็น ความรู้สึก สิ่งที่เราคิดลงไปในภาพได้” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-68459 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-21.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-21.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-21-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่โอ๊ตบอกเป็นกำลังใจให้ผู้ร่วมกิจกรรมที่เป็นมือใหม่ในการวาดภาพด้วยสีอะคริลิกบนผ้าใบได้เป็นอย่างดี บางคนเริ่มเดินหาแรงบันดาลใจรอบๆ รูฟท็อป อย่างครอบครัวของคุณพ่อสถาปนิกที่พาลูกชายและลูกสาวทั้งสองเดินดูทิวทัศน์ตึกริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเลือกมุมที่ชื่นชอบมาวาดลงผ้าใบ บางคนเลือกหามุมที่ตัวเองสนใจและเริ่มเอาพู่กันจุ่มสีป้ายลงผ้าใบอย่างสนุกสนาน บางคนเลือกมุมเงียบๆ เพื่อปล่อยให้ความรู้สึก ณ ขณะนั้นระบายผ่านฝีแปรงลงไปบนพื้นสีขาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68457 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-32.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-32-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-68452 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-25.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-25.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-25-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกระแสลมอ่อนๆ และความเงียบ ผู้ร่วมกิจกรรมต่างจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองอยากสื่อสาร โดยมีโอ๊ตคอยพูดให้กำลังใจ และกล่าวย้ำถึงความสำคัญในการปล่อยให้ความรู้สึกผ่านออกมาเป็นภาพวาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าลืมนะครับว่าในกระบวนการที่เราทำอยู่ ศิลปินระดับโลกก็ผ่านสิ่งเหล่านี้เพื่อสร้างสรรค์งานที่คนชื่นชอบ ผ่านฝีแปรง สี และผืนผ้าใบเหมือนที่เรากำลังทำ” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68454 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-34.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-34-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังผ่านไปเกือบชั่วโมง โอ๊ตชวนทุกคนมาสรุปกิจกรรมด้วยการนำผลงานมาวางรวมกัน แล้วให้ทุกคนเลือกงานที่ชอบ พร้อมอธิบายเหตุผล แต่ละผลงานสะท้อนตัวตนเจ้าของผลงานได้เป็นอย่างดี แม้หลายคนจะบอกว่านี่คือการจับพู่กันวาดภาพครั้งแรก แต่ความรู้สึกต่างๆ ก็เต็มเปี่ยมไปทั่วผ้าใบทุกผืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ผลงานที่เราได้สร้างสรรค์กันอาจจะไม่ได้โด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบเหมือนผลงานที่ศิลปินระดับโลกได้ฝากไว้ แต่เราเชื่อว่ามันจะยังเอ่อล้นไปด้วยความทรงจำของความรู้สึกตอนวาด และเราจะรับรู้ถึงมันได้อีกครั้งและอีกครั้งเมื่อได้กลับไปมองผลงานเหล่านี้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68458 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-37.jpg" alt="" width="462" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-37.jpg 462w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/FROM-MONET-TO-KANDINSKY-OAT-37-205x300.jpg 205w" sizes="(max-width: 462px) 100vw, 462px" /></span></p>
<hr />
<p>ขอขอบคุณ สมใจ ผู้สนับสนุนอุปกรณ์ศิลปะสำหรับกิจกรรมครั้งนี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/from-monet-to-kandinsky/">a day experience : From Monet to Kandinsky เบื้องหลังงานศิลปะระดับโลก และวาดรูปบนรูฟท็อปกับโอ๊ต–มณเฑียร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดื่มแด่ความชอบที่ตรงกันที่ ‘Mutual Bar’ บาร์ที่คุณอาจเจอ mutual friends</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mutual-bar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ตินกานต์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Jul 2019 08:02:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[คอกเทล]]></category>
		<category><![CDATA[อู๊ด นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[Mutual Bar]]></category>
		<category><![CDATA[บาส นัฐวุฒิ พูนพิริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[จูนจูน พัชชา พูนพิริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[บาร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=67996</guid>

					<description><![CDATA[<p>โมงยามที่ย่านพร้อมพงษ์กำลังคึกคัก ลิฟต์ตัวเล็กพาฉันขึ้นไปยังชั้น 5 ของอาคารที่ภายนอกช่างดูสงบเสงี่ยม หลังผลักบานประตูเข้าสู่สถานที่นัดหมาย สายตาจึงค่อยๆ ปรับรับกับแสงสีแดงที่ฉายฉาบทั่วพื้นที่ เสียงเพลงในจังหวะชวนโยกเบาๆ ราวประกอบการเคลื่อนไหวของบาร์เทนเดอร์ที่ยืนประจำบาร์เครื่องดื่ม ผนังกลางร้านติดไฟนีอออนสีแดงดัดเป็นวลี ‘PEOPLE YOU MAY KNOW’ มองไวๆ ไปรอบๆ ฉันอาจเจอคนรู้จักที่นี่ แต่นั่นคือประเด็นรอง คืนนี้ ฉันมีนัดดื่มและสนทนากับสองพี่น้อง ‘พูนพิริยะ’ ในหัวข้อที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภาพยนตร์หรือวงการบันเทิง บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ&#160;และ จูนจูน–พัชชา&#160;พูนพิริยะ นั่งตรงหน้าฉันในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนของ Mutual Bar เพื่อคุยถึงบาร์แห่งนี้ บาร์ที่เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้มีความสัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่ง “เหมือนทีมอเวนเจอร์สที่ต่างมีความสามารถเฉพาะทาง” บาสนิยามพาร์ตเนอร์ทั้ง 7 ซึ่งนำมาสู่เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ดีไซน์จากตัวตนและความชอบของแต่ละคน คืนนี้ชักจะสนุกแล้วสิ &#160; บาร์ไม่ลับกับการรวมตัวของทีมอเวนเจอร์ส Mutual Bar สำหรับฉันไม่ใช่บาร์ลับ เพราะหาและเข้าถึงได้ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย เรื่องราวของบาร์ยิ่งไม่ใช่ความลับ&#160; &#8220;บาร์เป็นแพสชั่นที่ผมอยากทำมานานตั้งแต่สมัยทำงานในร้านอาหารที่นิวยอร์ก การทำงานที่นั่นทำให้ผมเริ่มมีเพื่อน มีสังคม และที่นิวยอร์กมีคัลเจอร์การดื่ม พอเราทำงานเสร็จ เหนื่อยๆ เครียดๆ ก่อนกลับบ้านก็จะแวะไปดื่ม ไปนั่งคุยกัน กลายเป็นความชอบที่สะสมมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งรู้สึกว่า ถ้าจะเสียเงินดื่มและใช้เวลาในบาร์เยอะขนาดนี้ก็เปิดเองเลยดีกว่า&#8221; บาสเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้เราฟัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mutual-bar/">ดื่มแด่ความชอบที่ตรงกันที่ ‘Mutual Bar’ บาร์ที่คุณอาจเจอ mutual friends</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">โมงยามที่ย่านพร้อมพงษ์กำลังคึกคัก ลิฟต์ตัวเล็กพาฉันขึ้นไปยังชั้น 5 ของอาคารที่ภายนอกช่างดูสงบเสงี่ยม หลังผลักบานประตูเข้าสู่สถานที่นัดหมาย สายตาจึงค่อยๆ ปรับรับกับแสงสีแดงที่ฉายฉาบทั่วพื้นที่ เสียงเพลงในจังหวะชวนโยกเบาๆ ราวประกอบการเคลื่อนไหวของบาร์เทนเดอร์ที่ยืนประจำบาร์เครื่องดื่ม ผนังกลางร้านติดไฟนีอออนสีแดงดัดเป็นวลี ‘PEOPLE YOU MAY KNOW’ มองไวๆ ไปรอบๆ ฉันอาจเจอคนรู้จักที่นี่ แต่นั่นคือประเด็นรอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คืนนี้ ฉันมีนัดดื่มและสนทนากับสองพี่น้อง ‘พูนพิริยะ’ ในหัวข้อที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภาพยนตร์หรือวงการบันเทิง <strong>บาส–นัฐวุฒิ</strong> <strong>พูนพิริยะ&nbsp;</strong>และ <strong>จูนจูน–พัชชา&nbsp;พูนพิริยะ</strong> นั่งตรงหน้าฉันในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนของ </span><b>Mutual Bar </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อคุยถึงบาร์แห่งนี้ บาร์ที่เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้มีความสัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68015 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหมือนทีมอเวนเจอร์สที่ต่างมีความสามารถเฉพาะทาง” บาสนิยามพาร์ตเนอร์ทั้ง 7 ซึ่งนำมาสู่เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ดีไซน์จากตัวตนและความชอบของแต่ละคน</span></p>
<p>คืนนี้ชักจะสนุกแล้วสิ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>บาร์ไม่ลับกับการรวมตัวของทีมอเวนเจอร์ส</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Mutual Bar สำหรับฉันไม่ใช่บาร์ลับ เพราะหาและเข้าถึงได้ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย เรื่องราวของบาร์ยิ่งไม่ใช่ความลับ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;บาร์เป็นแพสชั่นที่ผมอยากทำมานานตั้งแต่สมัยทำงานในร้านอาหารที่นิวยอร์ก การทำงานที่นั่นทำให้ผมเริ่มมีเพื่อน มีสังคม และที่นิวยอร์กมีคัลเจอร์การดื่ม พอเราทำงานเสร็จ เหนื่อยๆ เครียดๆ ก่อนกลับบ้านก็จะแวะไปดื่ม ไปนั่งคุยกัน กลายเป็นความชอบที่สะสมมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งรู้สึกว่า ถ้าจะเสียเงินดื่มและใช้เวลาในบาร์เยอะขนาดนี้ก็เปิดเองเลยดีกว่า&#8221; บาสเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้เราฟัง ก่อนน้องสาวอย่างจูนจูนจะเสริมขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68018 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-bar-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-bar-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-bar-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-bar-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เฮียบาสเลยชวนจูนมาทำด้วย คนอื่นๆ เฮียบาสก็ชวนมาจากคอนเนกชั่นใกล้ตัว เช่น พี่แมน (อมร นิลเทพ) เป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำงานด้วยกันกับเฮียบาสมาตลอด พี่อู๊ด (นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์) ทำงานคู่กับเฮียบาสเหมือนกัน เข้ามาช่วยดูแลในด้านครีเอทีฟ ส่วนเบนนี่เป็นนักดนตรีจากนิวยอร์ก เขาจะป้อนเพลงและมู้ดของร้านที่เป็นมุมจากนิวยอร์กเกอร์แบบเขา&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากความเป็นครอบครัว เป็นเพื่อน บาสยังพยายามชวนคนที่มีความสามารถแต่ละด้านมาประกอบกัน ต่างคนจะได้ช่วยกันดูแลร้านในแต่ละแง่มุมได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เฮียบาสเลยใช้คำว่า อเวนเจอร์ส&#8221; จูนจูนสรุปให้พร้อมรอยยิ้ม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68022 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68021 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>Mutual Friends in Mutual Space</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองเล่าต่อว่า ‘จุดร่วม’ ของ 7 พาร์ตเนอร์ผู้มีความแตกต่างเฉพาะทางคือความชอบในวัฒนธรรมการดื่ม ความหลงใหลในบทสนทนา และความสนุกกับการพบปะสังสรรค์ และนั่นก็กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการตั้งชื่อร้าน Mutual Bar แห่งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ร้านนี้เกิดขึ้นจากการที่เรามีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน มีความสนใจแบบเดียวกัน เราใช้สเปซตรงนี้แชร์สิ่งที่เราสนใจร่วมกันได้ หรือแม้ไม่ได้สนใจเรื่องที่เหมือนกันเป๊ะๆ แต่เราก็ได้แชร์อะไรใหม่ๆ ด้วยกัน&#8221; จูนจูนเล่าพลางทอดสายตาไปยังร้านที่คลาคล่ำด้วยผู้คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราอยากได้บาร์ที่เฟรนด์ลี่ ลูกค้าเปิดประตูเข้ามาแล้วรู้สึกว่าที่นี่ต้อนรับเขา ซึ่งตั้งแต่เปิดร้านมา ลูกค้าก็ให้ฟีดแบ็กที่เรารู้สึกว่าเขาเข้าใจไอเดียนี้จริงๆ&#8221;</span></p>
<div id="attachment_68020" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-68020" class="wp-image-68020 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-68020" class="wp-caption-text">ดัดแปลงจากสำนวน Objects in mirror are closer than they appear. สติกเกอร์ท้ายรถที่นิยมในอเมริกา เป็นคำเตือนว่าสิ่งที่เห็นในกระจกอยู่ใกล้กว่าที่คิด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">จาก mutual friends สู่ mutual space โยงใยไปถึงวลีนีออนดัดที่เด่นสะดุดตากลางร้าน รวมถึงข้อความ &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">People in mirror are closer than they appear.&#8217; ที่เขียนด้วยลายมือหวัดบนกระจกข้างโต๊ะที่เรานั่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราดีไซน์ตำแหน่งการนั่งเป็นโซน แต่ไม่ปิดกั้นจากกัน ออกแบบให้แต่ละคนสามารถเดินข้ามโต๊ะได้ ย้ายโซนได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน ซึ่งตรงกับความต้องการของเรา ที่นี่เราอาจจะเจอคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ได้ แต่สะดวกใจพอที่จะหันไปข้างๆ แล้วทักทายกัน โควตต่างๆ ภายในร้านก็มาจากธีมนี้ people in mirror ก็คือเราอาจอยู่ใกล้กันมากกว่าที่คิดไว้&#8221; บาสอธิบาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68023 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-7.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-7.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-7-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันไล่สายตาไปทีละมุมร้าน ฝั่งที่เรานั่งเป็นโซฟาโค้งดีไซน์คลาสสิกบุด้วยหนังสีน้ำตาล กลางร้านเป็นพื้นที่ของโต๊ะและเก้าอี้ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง โปสเตอร์ภาพยนตร์ขึ้นหิ้งถูกจับใส่กรอบ หนึ่งมุมเล็กๆ มีไมโครโฟนตั้งพื้น บาร์เครื่องดื่มยังคงมีชีวิตชีวา ฉันเปรยออกมาว่าหันไปตรงไหนก็มองเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ได้สักเรื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พอพูดแบบนี้ก็รู้สึกว่าเป็น subconscious เหมือนกันนะ&#8221; บาสออกปาก &#8220;เหมือนสายตาเราเห็นภาพเป็นเฟรมหนัง ผมก็คิดในใจว่าเวลาที่ลูกค้านั่งดื่มที่นี่ ทุกมุมที่มองไปต้องมีความสวยงามในแบบของมัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างหรือไลท์ติ้งก็ตาม&#8221;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68019 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>7 พาร์ตเนอร์, 7 คาแร็กเตอร์, 7 ซิกเนเจอร์ดริงก์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันมองว่าการดื่มไม่ใช่เรื่องเมามาย โดยเฉพาะค็อกเทลที่สามารถนับเป็นศาสตร์สร้างสรรค์ ค็อกเทลคือความสนุกในกลิ่นและรสชาติอันเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัว สนุกกับการค้นหาความหมายแฝงในเครื่องดื่มแก้วเหมาะมือใบนั้นๆ เช่น ซิกเนเจอร์ดริงก์ของ Mutual Bar มีที่มาและความหมายอยู่ในทุกแก้ว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บาสเล่าว่าพวกเขาได้ จั่น–จิตกร ปักจั่น นักสร้างสรรค์ค็อกเทลจาก Asia Today มาช่วยคิดสูตรค็อกเทลให้ แต่ซิกเนเจอร์ดริงก์ของพวกเขามาจากการตีความคาแร็กเตอร์ของพาร์ตเนอร์แต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เครื่องดื่มของผมชื่อ </span><b>Allen’s Apple</b><span style="font-weight: 400;"> เบสด้วยเบอร์เบิน ผมรู้สึกว่าความเป็นตัวผมถูกกลั่นจากช่วงชีวิตที่ไปอยู่นิวยอร์กซึ่งค่อนข้างเข้มข้น ผมเลยตีโจทย์ว่านิวยอร์กคือบิ๊กแอปเปิล เครื่องดื่มนี้จึงมีน้ำแอปเปิลมาผสม เหยาะ smoked cinnamon ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัว ส่วนคำว่า Allen มาจากชื่อ Woody Allen ซึ่งเป็นผู้กำกับที่ผมชอบ&#8221;</span></p>
<div id="attachment_68024" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-68024" class="wp-image-68024 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-14.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-14.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-14-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-68024" class="wp-caption-text">Allen&#8217;s Apple</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;จูนเองไม่ใช่นักดื่มค็อกเทล&#8221; จูนจูนออกตัว &#8220;ถึงอย่างนั้น จูนชอบหนังเรื่อง <i>Pulp Fiction </i>มาก ชอบตัวละครที่ชื่อมีอา จูนเลยส่งซีนที่มีอาดื่มมิลก์เชกในบาร์ไปให้ เขาเลยพัฒนามาเป็นดริงก์ที่ชื่อ </span><b>The $10 Shake</b><span style="font-weight: 400;"> คือเป็นค็อกเทลที่ดัดแปลงจากมิลก์เชก เบสด้วยจิน ครีม ไข่ขาว และส่วนผสมอื่นๆ อีก เป็นรสเปรี้ยวๆ หวานๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มค็อกเทลหนักๆ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ตอนหาแก้วให้เครื่องดื่มของเขานี่เหนื่อยมาก&#8221; บาสเอ่ยก่อนจูนจูนจะหัวเราะพร้อมอธิบายว่า เธอ</span>อยากได้แก้วมิลก์เชกแบบวินเทจเหมือนในหนัง เครื่องดื่มที่มีที่มาจากมิลก์เชกธรรมดาๆ จึงมีกระบวนการพัฒนาซับซ้อนกว่าที่คิด</p>
<div id="attachment_68025" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-68025" class="wp-image-68025 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-13.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-13.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-13-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-68025" class="wp-caption-text">The $10 Shake</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ส่วนแก้วของพี่แมนคือ </span><b>The Gentle Mann</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นดริงก์ที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ แต่มีนัยยะของความเป็นเพลย์บอยนิดๆ เบสเป็นว็อดก้า มีกลิ่นมินต์และรสเปรี้ยวของมะนาว ส่วน </span><b>Hendrix’s Garden</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นของเบนนี่ เขาชอบ Jimi Hendrix มาก แก้วนี้มีรสชาติที่ซับซ้อน เป็นดริงก์ที่แรงที่สุด เหล้าเยอะที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ทั้งหมด มีวิสกี้ เตกีล่า และเหล้า apéritif อีกสองตัวผสมกัน ก่อนเสิร์ฟต้องเผาโรสแมรีวางด้านบนแล้วปิดฝาครอบ พอเปิดฝาออกมาก็จะมีควันเป็นเอฟเฟกต์บางๆ เท่ๆ แนวคุณเบนนี่เขา&#8221;</span></p>
<p><a href="The Gentlemann และ Hendrix's Garden"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68026 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-43.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-43.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-43-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-43-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;สิ่งที่ผมชอบในแก้วนี้คืออาฟเตอร์เทสต์ของมัน เป็นไซรัปใบเตยที่เราทำเอง คือไม่ว่าอะไรก็ตามที่เขาผ่านมาทั้งหมด ตอนนี้เขาคือแฟมิลีแมน เป็นฝรั่งที่ย้ายมาอยู่เมืองไทย เลยมีคาแร็กเตอร์นี้ของเขาอยู่ในนั้น&#8221; บาสเอ่ย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากแก้วที่บาสและจูนจูนหยิบยกมาให้เราลองชิม พวกเขายังเล่าถึงอีกสามแก้วที่น่าสน คือ&nbsp;</span><b>Vivid Midnight </b><span style="font-weight: 400;">ค็อกเทลสีดำของ <a href="https://adaymagazine.com/bad-2/" target="_blank" rel="noopener">อู๊ด–นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์</a> เป็นการผสานกันของบรั่นดีและกาแฟสไตล์ไทย เสิร์ฟพร้อมปาท่องโก๋ให้ได้ฟีลมื้อเช้าที่ดื่มและกินกลางคืนได้ ขณะที่ </span><b>Biomimiery </b><span style="font-weight: 400;">เป็นศัพท์ในงานดีไซน์ หมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติสร้าง ยืนพื้นที่ไวน์ขาวและเหล้าหวาน&nbsp;chartreuse&nbsp;มีวาซาบิ มะนาวดอง น้ำผึ้ง เป็นแก้วของคนข้างกายสาวจูนจูน และสุดท้ายคือ </span><b>Juliet’s Lips </b><span style="font-weight: 400;">ถอดจากบุคลิกของลูกสาวอีกคนของบ้านพูนพิริยะ</span> <span style="font-weight: 400;">เป็นค็อกเทลที่ดื่มง่าย เบสด้วยจิน หวานหอมด้วยลิ้นจี่และโรสไซรัป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เดี๋ยวก่อน จูนจูนบอกเราว่าความสนุกยังไม่หมดแค่นั้น&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68029 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-9.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-9.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราอยากให้ทุกคนแสดงความชอบของตัวเองได้ที่นี่ เลยมีดริงก์ที่เฮียบาสคิดขึ้นมาว่าเป็น </span><b>The Mutual</b><span style="font-weight: 400;"> เลยแล้วกัน บอกบาร์เทนเดอร์ได้เลยว่าชอบดื่มแบบไหน หรือให้บาร์เทนเดอร์เซอร์ไพรส์มาเลยก็ได้ จูนว่าเป็นแก้วที่สนุกมาก&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนชายหนุ่มเล่าว่า &#8220;มีคืนหนึ่ง ลูกค้าเขามาถึงที่นี่แล้วบอกบาร์เทนเดอร์ว่า &#8216;พี่ หนูขอเครื่องดื่มแรงๆ เพิ่งอกหักมา&#8217; ลูกค้าอีกคนใส่ชุดลายจุดมา บาร์เทนเดอร์ของเราเลยครีเอตแก้วที่ชื่อ <strong>Polkadot</strong> ให้ ปรากฏว่าคนสั่งตามเยอะมาก&#8221;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ค่ำคืนแห่ง Mutual Happiness</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บาสเล่าถึงคืนพิเศษที่พวกเขาจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง pride month โดยหยิบเอาชาเอิร์ลเกรย์ เครื่องดื่มสุดโปรดของ Freddie Mercury มาดีไซน์เป็นค็อกเทลรสชาติใหม่ในถ้วยชา และมอบค่ำคืนนั้นให้อบอวลไปด้วยบทเพลงของไอคอนของเหล่า LGBTQ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;คืนนั้นนักร้องร้องเพลงดีมาก แล้วมีโมเมนต์ที่ทั้งร้านร้องเพลงของเฟรดดี้ด้วยกัน เบนนี่เดินมาบอกผมว่านี่เป็นคืนหนึ่งที่เขามีความสุขที่สุด ผมเอง หลังกลับจากนิวยอร์ก พอได้ทำหนังก็เหมือนได้โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกระดับ แต่การทำบาร์ทำให้ผมนึกถึงชีวิตตอนเป็นเด็กเสิร์ฟที่นิวยอร์ก รู้สึกว่าได้พลังงานชีวิตแบบนั้นกลับมา&#8221;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68030 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Mutual-Bar-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&#8220;ปลุกความหนุ่มในตัวคุณ&#8221; จูนจูนเสริมพร้อมเสียงหัวเราะ &#8220;ส่วนจูน เราไปนั่งบาร์อื่น เคยมองแต่มุมลูกค้า แต่พอได้ยืนหลังเคาน์เตอร์บาร์แล้วได้มองออกไป จูนเห็นทุกคนแฮปปี้กับโมเมนต์ตรงหน้า แม้จะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรืออะไรก็เถอะ แต่เขาแฮปปี้ มีช่วงเวลาดีๆ จูนสังเกตว่าลูกค้าของเรามีตั้งแต่วัยที่เพิ่งเข้าบาร์ได้ ไปจนถึงผู้ใหญ่อายุห้าสิบกว่า แต่ทุกคนมานั่งโต๊ะข้างกัน แล้วดูเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เฮ้ย จูนชอบ&#8221;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่ำคืนนี้ ฉันไม่เจอใครอื่นที่รู้จักอีก แต่ถึงอย่างไร ทุกคนที่มาที่นี่ก็ย่อมมีความชอบบางอย่างเหมือนกัน ฉันยก Allen’s Apple ขึ้นดื่ม ดื่มแด่ความชอบของพวกเราที่ตรงกัน</span></p>
<hr>
<h4><b>Mutual Bar<br />
</b><span style="font-weight: 400;">ที่อยู่ : ปากซอยสุขุมวิท 24 (พร้อมพงษ์) กรุงเทพฯ<br />
</span><span style="font-weight: 400;">เวลาเปิด-ปิด : 17:00-01:00 น.<br />
</span><span style="font-weight: 400;">เฟซบุ๊ก :&nbsp;</span><a href="https://www.facebook.com/MutualBar/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mutual Bar</span></a></h4>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mutual-bar/">ดื่มแด่ความชอบที่ตรงกันที่ ‘Mutual Bar’ บาร์ที่คุณอาจเจอ mutual friends</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำหนังผู้ลี้ภัยเพื่อลดอคติในใจตน ‘พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง’ ผู้กำกับกระเบนราหู</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puttipong-manta-ray/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jul 2019 11:15:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[กระเบนราหู]]></category>
		<category><![CDATA[หนังอินดี้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับภาพยนตร์กระเบนราหู]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับกระเบนราหู]]></category>
		<category><![CDATA[Manta Ray]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลหนังเวนิส]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังรางวัล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=67279</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยชื่อ กระเบนราหู เราอาจจะนึกไปถึงปลากระเบนชนิดหนึ่งซึ่งนึกหน้าตาลำบากจนอาจต้องไปเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ กระเบนราหู (Manta Ray) ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้คือชื่อของภาพยนตร์ขนาดยาวสะท้อนปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครผู้อพยพชาวโรฮิงญาและแรงงานชาวประมงไร้ชื่อ  กระเบนราหูได้แหวกว่ายตระเวนฉายในหลายประเทศมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี จนถึงวาระที่กลับมาสู่อ่าวบ้านเกิดอย่างประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเจ้าสัตว์ชนิดนี้ และผู้ที่เป็นหางเสือให้มันอย่าง ป้อม–พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ผู้กำกับภาพยนตร์ กระเบนราหู ที่ได้พามันไปถึงเวนิสและคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 ซึ่งหากนับรวมรางวัลทั้งหมดในตอนนี้ กระเบนราหู ถือเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการตอบรับในเวทีนานาชาติมาแล้วถึง 11 รางวัล “แด่โรงฮิงญา” คือประโยคเริ่มต้นของหนัง แต่กระนั้นพุทธิพงษ์บอกกับเราว่า “อยากให้กระเบนราหูเป็นภาพยนตร์ภาษาสากล เพราะมันเล่าเรื่องผู้อพยพกับเจ้าบ้านที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนกันทั่วโลก”  หากจะพูดถึงที่มาความสำเร็จของตัวภาพยนตร์ คงต้องย้อนกลับไปที่โปรเจกต์ Departure day ที่พุทธิพงษ์เป็นคนเขียนบทขึ้น กระเบนราหูเคยเป็นหนึ่งในสองพาร์ตของโปรเจกต์นี้ โดยครึ่งแรกเป็นเรื่องของผู้หญิงพม่าที่จะข้ามแม่น้ำมาคลอดลูกที่ฝั่งไทย และได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพยนตร์สั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel, 2015) ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายแปลกหน้าที่ลอยมาติดชายฝั่งทะเล และต่อยอดเป็น กระเบนราหู (Manta Ray) ที่ขณะนี้กำลังเข้าฉายโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา จาก Departure Day ภาพยนตร์ขนาดยาวที่มีเนื้อเรื่องสองพาร์ต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puttipong-manta-ray/">ทำหนังผู้ลี้ภัยเพื่อลดอคติในใจตน ‘พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง’ ผู้กำกับกระเบนราหู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเอ่ยชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">กระเบนราหู</span></i><span style="font-weight: 400;"> เราอาจจะนึกไปถึงปลากระเบนชนิดหนึ่งซึ่งนึกหน้าตาลำบากจนอาจต้องไปเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ </span><b>กระเบนราหู (</b><b>Manta Ray</b><b>) </b><span style="font-weight: 400;">ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้คือชื่อของภาพยนตร์ขนาดยาวสะท้อนปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครผู้อพยพชาวโรฮิงญาและแรงงานชาวประมงไร้ชื่อ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67315" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระเบนราหูได้แหวกว่ายตระเวนฉายในหลายประเทศมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี จนถึงวาระที่กลับมาสู่อ่าวบ้านเกิดอย่างประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเจ้าสัตว์ชนิดนี้ และผู้ที่เป็นหางเสือให้มันอย่าง </span><span style="font-weight: 400;"><strong>ป้อม–พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง</strong> ผู้กำกับภาพยนตร์ <em>กระเบนราหู</em> ที่ได้พามันไปถึงเวนิสและคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 ซึ่งหากนับรวมรางวัลทั้งหมดในตอนนี้ <em>กระเบนราหู</em> ถือเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการตอบรับในเวทีนานาชาติมาแล้วถึง 11 รางวัล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แด่โรงฮิงญา” คือประโยคเริ่มต้นของหนัง แต่กระนั้นพุทธิพงษ์บอกกับเราว่า “อยากให้กระเบนราหูเป็นภาพยนตร์ภาษาสากล เพราะมันเล่าเรื่องผู้อพยพกับเจ้าบ้านที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนกันทั่วโลก” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจะพูดถึงที่มาความสำเร็จของตัวภาพยนตร์ คงต้องย้อนกลับไปที่โปรเจกต์ Departure day ที่พุทธิพงษ์เป็นคนเขียนบทขึ้น กระเบนราหูเคยเป็นหนึ่งในสองพาร์ตของโปรเจกต์นี้ โดยครึ่งแรกเป็นเรื่องของผู้หญิงพม่าที่จะข้ามแม่น้ำมาคลอดลูกที่ฝั่งไทย และได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพยนตร์สั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel, 2015) ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายแปลกหน้าที่ลอยมาติดชายฝั่งทะเล และต่อยอดเป็น </span><em>กระเบนราหู</em> (Manta Ray)<span style="font-weight: 400;"> ที่ขณะนี้กำลังเข้าฉายโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67316" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>จาก Departure Day ภาพยนตร์ขนาดยาวที่มีเนื้อเรื่องสองพาร์ต สุดท้ายทำไมถึงกลายเป็นกระเบนราหูที่หยิบเอาเฉพาะเนื้อเรื่องครึ่งหลังมาอย่างเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนปี 2009 เราเริ่มสนใจอยากทำหนังยาว เราสนใจถึงความต่างของบุคคล การแสดงอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล เราร่างโครงการส่งทุน Script Development ของปูซานแล้วก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งที่พอสำหรับการรีเสิร์ช หลังจากนั้นเรากับแฟนก็เลยเริ่มออกเที่ยวไปตามตะเข็บชายแดน ตั้งแต่แม่สอด ระนอง ลงใต้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเจอซับเจกต์ที่น่าสนใจคือผู้อพยพ และความต่างทางกายภาพของสองประเทศที่มองเห็นได้ชัดเวลาเราจะข้ามไปอีกประเทศหนึ่ง ทั้งๆ ที่มันคือพื้นที่ที่เชื่อมกันแต่โดนกั้นไว้นิดเดียว จนได้เป็นบทของโปรเจกต์ Departure Day ที่เนื้อเรื่องแบ่งเป็นสองพาร์ตชัดเจน ซึ่งในช่วงปี 2557-2558 มันมีทุนหนึ่งให้สำหรับคนทำหนังสั้น ตอนนั้นก็คิดว่าเอาหนังยาวมาแบ่งครึ่งดีกว่า ไหนๆ มันก็เป็นสองพาร์ต ก็กะว่าถ่ายอันนี้เสร็จก็เหลืออีกครึ่งหนึ่งค่อยไปทำแล้วมาประกอบกันเป็นหนังยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หลังจากนั้นเราก็คิดว่ามันประหลาด เราไม่ควรทำอย่างนั้น มันขี้โกงไปหน่อย ก็เลยเอาพาร์ตแรกมาพัฒนาใหม่ เนื้อเรื่องยังคงเป็นผู้หญิงที่ข้ามแม่น้ำมาเหมือนเดิมแต่ไม่ได้ท้องแล้ว ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์สั้นเรื่องชิงช้าสวรรค์ พอตอนจะทำกระเบนราหูก็มีความคิดว่าจะทำสองพาร์ตเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ด้วยตัวเองเพิ่งไปถ่ายที่แม่สอดมา และความสำคัญมันเริ่มเทไปพาร์ตหลังมากกว่า เราจึงตื่นเต้นที่จะได้ถ่ายทะเลมากกว่า ก็เลยลองเขียนสคริปต์ใหม่ว่ามันเป็นไปได้ไหมถ้าเราใช้เฉพาะพาร์ตสอง จึงออกมาเป็นกระเบนราหู</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67312" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ช่วงที่ไปลงพื้นที่เก็บข้อมูล ได้ไปเจออะไร หรือได้ประสบการณ์อะไรที่หยิบมาใช้ในภาพยนตร์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันอาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่องแต่เป็นความรู้สึกหลายๆ อย่างที่พอได้ไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันรู้สึก เราเป็นคนกรุงเทพฯ เราไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องมาก ภาพชายแดนของเราคือภาพของคนเมืองที่มองชายแดน มีด่านตรวจคนเข้าเมือง มีทหาร มีรั้วลวดหนาม มีบางอย่างที่ทำให้เราสองฝั่งข้ามกันไม่ได้ มีอันตราย แต่สิ่งที่เราไปเจอที่ชายแดนแม่สอดครั้งแรกมันไม่ใช่จุดท่องเที่ยว ห่างจากตัวแม่สอดไปนิดเดียวเราเห็นแม่น้ำเมย ตอนนั้นเรารู้สึกว่านี่คือแม่น้ำที่ข้ามไม่ได้นะ ข้ามไปอาจจะโดนยิงได้เลย เพราะมันผิดกฎหมายระหว่างประเทศนี่หว่า ไม่มีวีซ่า แต่ตอนนั้นเราเห็นคนข้ามไง เด็กข้ามไปมา มีเด็กมาเล่นกัน เราก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย จริงๆ ไอ้ความอุปโลกน์ของการเป็นเส้นแบ่งเขตพวกนี้มันคือเรานี่หว่า เพราะคนที่อยู่ตรงนั้น เขาแทบจะเห็นเส้นตรงนั้นบางมาก</span></p>
<p><b>การเป็นคนเมืองที่เข้าไปศึกษาพื้นที่ชายแดนเพื่อทำภาพยนตร์ คุณต้องเอาตัวเองลงไปขนาดไหนเพื่อเล่ามุมมองนั้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในดราฟต์แรกๆ ของสคริปต์ เราไปเจอความยากลำบากของคนที่อยู่ตรงนั้น คนที่โดนกดขี่เพราะไม่มีสัญชาติ เราสะเทือนใจและพยายามเอาความยากลำบากเหล่านั้นมาเขียนเป็นบท เราพยายามศึกษาเขา เราเริ่มกลายเป็นอีกฝั่งหนึ่ง แต่มันมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจตั้งแต่ต้น เราสนใจความต่างของอัตลักษณ์ ความที่วัฒนธรรมสองแบบมันมาเจอกันมันจะมีแรงต่อต้านหรือแรงที่จะกลืนกันไป หนังกระเบนราหูเลยดึงกลับมาใหม่หมด เป็นเรื่องของคนที่มองคนเหล่านั้นอยู่ ก็คือแทนตัวเองที่ไปเจอความรู้สึกเหล่านั้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเข้าไปคุย เข้าไปสัมภาษณ์ แทนที่เราจะเอาเนื้อเรื่อง เอาประวัติเขามาอยู่ในหนัง เราบอกว่าเราขอเก็บเสียงเขาหน่อยได้ไหม ให้เขาออกเสียงอืมมมมในลำคอ เจอมาประมาณ 40-50 คน ก็เอาไมโครโฟนไปให้เขาทำเสียงให้หน่อย แล้วเราก็เก็บเสียงเหล่านั้นมาคอมโพสเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นเสียงสกอร์ประสานในตอนจบ เสียงเหล่านั้นมันเปล่งมาจากตัวมนุษย์ เราแยกไม่ออกหรอกว่าเสียงนั้นมาจากใคร ชนชาติใด พูดภาษาอะไร เพราะสุดท้ายมันคือเสียงมนุษย์เท่าๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67322" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b><em>กระเบนราหู</em> เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของคุณ ซึ่งการทำหนังยาวเรื่องแรกแล้วได้กระโดดไปร่วมทุนกับหลายที่ในเวทีนานาชาติ ความรู้สึกเป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนเริ่มโปรเจกต์นี้เราคิดอยู่แล้วว่ามันต้องเอาเงินจากเมืองนอก เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาใครในเมืองไทยมาสนับสนุนเราได้ กระทรวงวัฒนธรรมอาจช่วยเราได้ ซึ่งเขาก็ช่วยจริงๆ เราได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมมาตลอดเลย แต่ก็ตั้งเป้าอยู่แล้วว่าเราต้องหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติด้วย เป็นอีกทางให้คนทำหนังได้สร้างหนัง ก็เลยไม่ตกใจมากที่มันได้ทุนจากหลายเวที แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ หลังจากที่มันทำเสร็จแล้วมีคนชอบ มีฟีดแบ็ก มีรางวัลเข้ามา ได้ไปฉายหลายเทศกาล อันนี้เกินความคาดหมายเรา</span></p>
<p><b>เทศกาลหนังต่างประเทศ รางวัล และคำวิจารณ์เชิงบวก มีส่วนในการส่งเสริมภาพยนตร์ให้ไปทำอะไรต่อได้ง่ายขึ้นไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็ต้องยอมรับว่าการได้รางวัลจากเวทีใหญ่อย่างเวนิส ทำให้เทศกาลอื่นๆ สนใจและอยากเอาหนังไปฉายในเทศกาลเขาบ้าง ความเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ ทำหนังเรื่องแรก ก็ทำให้เขาสนใจ คงอยากลองให้ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ทำอะไรแปลกๆ ได้ออกมาบ้าง ก็ช่วยสนับสนุนให้หนังมีโอกาสไปไกล รวมทั้งเรามีบริษัทที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอยู่ที่ปารีส ชื่อว่า Jour2Fête เขาชอบหนังเรามาก ชอบตั้งแต่ก่อนไปประกวดที่เวนิสอีกนะ เราตัดไฟนอลคัตให้เขาโดยที่ยังไม่ได้เกรดสี ยังไม่มิกซ์เสียงเลย ตอนนั้นพยายามหาเซลล์เอเจนต์ตัวแทน แล้วที่นี่เขาขอจัดจำหน่ายให้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าหนังจะได้ฉายที่ไหน เราก็เลยให้เขามาเป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ พอเขาจ่ายเงินให้หนังเราแล้ว หนังไม่ต้องได้ไปฉายที่ไหนก็ได้นะ เขาก็ยอมเสี่ยงกับเรา แสดงว่าเขาก็เป็นพาร์ตเนอร์ที่เป็นมิตรกับเรามาก และผลักดันหนังเราให้ไปฉายเทศกาลต่างๆ ได้เยอะจนตกใจเลย วันแรกที่หนังได้รางวัลที่เวนิส Jeus de Face ก็ส่งอีเมลมาบอกเราว่าเขาไม่เคยได้รับอีเมลจากเทศกาลหนังเยอะขนาดนี้มาก่อน เพราะหลังจากได้รางวัลก็มีอีกกว่า 50 เทศกาลติดต่อ Jour2Fête ว่าขอดู <em>กระเบนราหู</em> หน่อย ก็ประจวบเหมาะโชคดีพอดี ที่มีทีมงานดี มีพาร์ตเนอร์ดี</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67321" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วคุณไปเจอนักแสดงหลักได้อย่างไร เขามีส่วนในการช่วยพัฒนาคาแร็กเตอร์ของตัวละครไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากตัวละครแรกที่เป็นชาวประมงไม่มีชื่อ นักแสดงคือ อุ้ม (วัลลภ รุ่งกำจัด) เราเคยเจอเขาเล่นภาพยนตร์ <em>มหาสมุทรและสุสาน</em> ที่เราเป็นช่างภาพ ประมาณปี 2554 ระหว่างที่เรากำลังพัฒนาบท เราอยากถ่ายไพลอตตัวอย่างหนังไปขอทุน ก็เลยคุยกับอุ้ม ตอนนั้นไม่ได้ซีเรียสมาก คิดแค่ว่าชาวประมงคนหนึ่ง ใครก็ได้ขอให้คนนั้นเป็นนักแสดงและมาเล่นให้เราหน่อย หลังจากนั้นพอเปิดไพลอตดู ทำสคริปต์ไปเรื่อยๆ เราก็จำหน้าอุ้มไว้ตลอด สุดท้ายแล้วชายประมงก็เลยต้องเป็นอุ้ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคนที่เป็นชายแปลกหน้าชื่อธงไชยในเรื่อง ตอนแรกเราอยากได้ผู้อพยพจริงๆ เหมือนกัน เพราะหนังมันไม่มีบทพูดสำหรับคนแปลกหน้า เราอยากได้ความรู้สึกในตาเขา การแสดงมูฟเมนต์ต่างๆ ที่ไม่ใช่คนเมืองมาเล่นหนัง แต่ด้วยกฎหมายที่เราไม่สามารถเอาคนที่ไม่มีบัตรทำงานมาเล่นหนังได้ สุดท้ายก็ลอง open call เปิดให้ใครก็ได้มาออดิชั่นจากทางเฟซบุ๊กนี่ล่ะ ปรากฏว่าได้เจอ ฟรี (อภิสิทธิ์ หะมะ) เขาเป็นคนปัตตานี อำเภอสายบุรี เป็นอำเภอที่มีการปะทะกันระหว่างคนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ มีการยิงกัน ถล่มโรงพัก ฆ่าทหาร แต่ปัจจุบันฟรีย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว แต่เขาบอกเสมอว่ารู้สึกแปลกถิ่น มีบางอย่างเปลี่ยนไปเวลาเขาเล่าว่าผมเป็นคนปัตตานี เป็นคนสายบุรี เป็นคนมุสลิม เพื่อนเขาที่โตมาในกรุงเทพฯ เริ่มมองเขาประหลาดๆ พอเขาเล่าให้เราฟังเราก็คิดว่ามันมีความรู้สึกร่วมบางอย่างที่น่าจะเป็นคาแร็กเตอร์ของเราได้ และหนังของเราได้รับแรงบันดาลใจมาจากเคราะห์กรรมของชาวโรฮิงญา เราได้แรงบันดาลใจจากตรงนั้นมาเยอะ แต่เราไม่อยากให้หนังพูดถึงเฉพาะโรฮิงญา แม้จะเขียนว่าแด่โรฮิงญาในตอนต้นก็ตาม เราเลยเลือกฟรีมาเล่นบทนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนบทสายใจเป็นนักร้องที่ชื่อคุณรัศมี อีสานโซล ไอเดียแรกเราอยากได้คนที่จะมาเป็นเมียของชาวประมง แล้วเราอยากให้เขาดูเรียลลิสติก เป็นคนธรรมดาสามัญ คนต่างจังหวัด แต่เราอยากให้เขามีเสียงที่เพราะจนคนดูตกใจว่า เฮ้ย คนนี้ทำไมเสียงเพราะขนาดนี้ ตอนนั้นเปิดยูทูบไปเรื่อยๆ แล้วเจอรัศมีร้องเพลง ก็ลองให้คนไปคุยทาบทามดู เขาสนใจ ก็เลยได้รัศมีมาเล่นบทนี้ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67314" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-6.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-6.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-6-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>ด้วยความที่มันเล่าเรื่องมุสลิม เล่าเรื่องโรฮิงญา อย่างน้อยก็จั่วหัวมาว่า แด่โรฮิงญา คุณได้รับแรงปะทะจากการทำหนังเรื่องนี้ไหม หรือความคิดเห็นจากคนที่ได้ดูเป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าวงกว้างเราไม่แน่ใจ เพราะตอนทำหนังก็ทำกันแบบเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าทำเกี่ยวกับโรฮิงญา ก็มีเพื่อนส่งเมสเซจเข้ามาหาเราว่า &#8220;</span><i><span style="font-weight: 400;">มึงจะไปทำหนังให้พวกมันทำไม&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือไม่ก็ &#8220;</span><i><span style="font-weight: 400;">ไม่เห็นต้องทำหนังเลย ไปช่วยดิ เอามาเลี้ยงที่บ้านสักตัว&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกที่ได้ยินเราเกิดอคติอย่างท่วมท้นในหัวเลย ว่าทำไมคนชนชั้นกลางมันแย่ขนาดนี้ เวลาด่าคือตัวเขาอยู่กรุงเทพฯ รู้ข่าวสารรอบโลกจากอินเทอร์เน็ต จากไอโฟน อยู่ในสตาร์บัค ชอบไปต่างจังหวัด ชอบไปร้านกาแฟต่างจังหวัดที่มองเห็นวิวทุ่งนา ตัวเองอยู่ในเซฟโซนมาก อยู่ในห้องแอร์ ฟีดแบ็กนี้เลยทำให้เราอคติมาก แต่ตอนนี้เราพยายามลดอคติในใจลงด้วยการพยายามเข้าใจเขาเหมือนกัน พยายามเฉลี่ยตรงกลางกัน เราคิดแบบนี้ เขาคิดแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ถ้ามีเพื่อนที่เห็นต่างกับเรามากๆ เราก็จะเข้าไปคุยกับเขา อย่างเพื่อนที่ไม่ชอบมุสลิม เราจะบอกว่า เราเคยไปทำงานที่ประเทศมุสลิมอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คนที่นั่นนิสัยดีมากและเราก็ไม่คิดว่ามุสลิมกลุ่มนั้นกับมุสลิมบางคนจะเป็นคนเดียวกัน มันต้องแยกกัน สุดท้ายถ้าเขาไม่ฟังเราก็จบลงตรงนั้น อย่างน้อยเราก็พยายามคุย เป็นประสบการณ์ของเขา อย่าไปโกรธเขาต่อ นี่คือสิ่งที่เราฝึกอยู่</span></p>
<p><b>การทำหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนคุณไปด้วยใช่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปลี่ยนเยอะมาก ตอนแรกเราทำด้วยความเกรี้ยวกราด ด้วยความอคติว่าทำไมคนไทยคิดแบบนี้ ตอนหลังเราเริ่มทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้มนุษย์เชื่อแบบนี้ เราเริ่มสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น กลับไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มากขึ้น และมันนอกเหนือจากอารมณ์ มันมีบางอย่างสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ถึงตอนนี้เราไม่ได้รู้หมดแต่เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้อยู่</span></p>
<p><b>การได้กลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับคุณคิดว่ามันช่วยอะไรได้บ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันช่วยมากเลยในการรู้จักสังคม ตอนเด็กๆ เราอาจวิพากษ์วิจารณ์เพื่อน นินทากัน ด่ากัน ไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์สังคมเท่าไหร่ ตอนนี้มันกว้างขึ้น เราวิพากษ์วิจารณ์สังคม ตอนนี้มันมีสื่อเยอะมาก แล้วเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอันไหนเป็นจริง ซึ่งถ้าหากเราไม่รู้ประวัติศาสตร์เลยมันจะเชื่อมโยงยากมาก เราไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์ เราเรียนรู้อยู่ ประวัติศาสตร์จึงช่วยเราเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่มันกระจัดกระจายอยู่ ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้พูดว่าเราฉลาดขึ้นนะ แค่เราจะเข้าใจทุกอย่างมากขึ้น</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67319" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-11.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-11.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-11-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>แต่มนุษย์เราก็ศึกษาประวัติศาสตร์กันมานานมาก และพบว่ามันก็กลับมาซ้ำรอยอยู่ดี มีผู้อพยพกลุ่มใหม่เกิดขึ้นซ้ำๆ มีความเกลียดชังเกิดขึ้นตามมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อคติในใจของบุคคลมันส่งผลเหล่านั้นได้ ยิ่งอคติเหล่านั้นเกิดในผู้มีอำนาจมันก็อาจส่งผลไปสู่กลุ่มคนของเขา อย่างฮิตเลอร์ที่ไม่ชอบคนยิว เราก็เห็นว่ามันสร้างโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงมาก เหมือนกัน ถ้าเกิดวันนี้ผู้มีอำนาจในบ้านเราเห็นว่า มุสลิม พม่า ในบ้านเราเป็นปัญหาก็อาจจะเกิดอะไรก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่ทำเรื่องโรฮิงญา ซีเรียก็อพยพเหมือนกันช่วงปี 2558-2559 แล้วมันเกิดเหตุการณ์คล้ายกันอย่างหนึ่งในยุโรปกับเมืองไทย คือการกระแนะกระแหนผู้อพยพ ภาพของโรฮิงญาที่อยู่ฝั่งบ้านเรามีโทรศัพท์มือถือ แล้วที่หนักกว่านั้นหนังสือพิมพ์หัวหนึ่งลงข่าวว่าพกหนังสือโป๊อยู่ในแคมป์ มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ เหมือนกันเลย ครั้งที่ชาวซีเรียอพยพไปยุโรปมีภาพเขาถ่ายเซลฟี่กันริมหาดหลุดมา แล้วก็โดนคนด่าหมดเลย ยุโรปด่าซีเรีย ไทยด่าโรฮิงญา คือจะพูดว่านี่ไง ผู้อพยพไม่ได้รันทดนี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคือภาพที่คนมองว่าผู้อพยพมันต้องไม่ใช่เรา ต้องไม่มีสิทธิเสมอเรา ต้องต่ำกว่าเรา ผู้อพยพคือคนที่แบกลังเทินหัว เดินข้ามลำน้ำ นั่นคือผู้อพยพ วันใดที่มันมีไอโฟน มันไม่ใช่ผู้อพยพ มันคือคนที่อยากหาผลประโยชน์บางอย่างกับประเทศเรา มันคืออคติ คือมายาคติเกิดขึ้นมา ด่าว่ากัน ทำไมคนโรฮิงญาจะอ่านหนังสือโป๊ไม่ได้ ทำไมคนเมืองอ่านได้ ทำไมเขาจะมีโทรศัพท์ไม่ได้ มีไอโฟนไม่ได้ เขาไม่ใช่มนุษย์เหรอ เขาไม่มีสิทธิเท่ากันเหรอ แสดงว่าเรามองเขาต่ำกว่าตลอด วันใดที่เขาใกล้กับเรา เราก็เกลียดเขาแล้ว เพราะเขาไม่น่าสงสารอีกต่อไป </span></p>
<p><b>น่าสนใจที่ว่าภาพจำของผู้อพยพคือคนที่น่าสงสาร แล้วพอได้สิทธิที่ใกล้กับเราขึ้นมา เราก็พยายามผลักเขาออกไปในพื้นที่ของความเกลียดชัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่เราอินมากตอนนี้คือเรื่องเพจแอนตี้มุสลิม เขาจะเขียนว่า ตอนนี้มี พรบ.อิสลาม มีการสนับสนุนเงินให้ธนาคารอิสลาม โดยเงินจากรัฐ ทำไมเราต้องไปช่วยมัน ข้อความมันประมาณนี้ แต่ก็แปลกใจว่าแล้วมุสลิมเหล่านั้นไม่ได้ถือบัตรประชาชนคนไทยเหรอ เขาก็ถือนี่นา แล้วทำไมเราต้องเอาแต่พุทธ เรามองโดยการเอาตรรกะของการแบ่งแยกมาครอบ คือฉันพุทธแล้วทำไมต้องให้มุสลิม คนมุสลิมก็ครอบว่าทำไมต้องให้พุทธ คนไทยก็ครอบด้วยการเป็นคนไทย ทำไมต้องไปให้พม่า พม่ามันมาแย่งงานเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเองก็ยังมีมายาคติในการมองคนบางกลุ่ม เรากำลังฝึกอยู่เหมือนกัน พยายามต่อสู้กับอคติ การทำหนังเรื่องนี้คือความพยายามที่จะย่อเรื่องผู้อพยพให้กลับมาแค่เรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ นั่นล่ะคือสิ่งสำคัญ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67309" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>จากการเป็นเจ้าบ้านที่มองคนแปลกหน้าเข้ามา คุณเคยมีประสบการณ์ที่กลายเป็นคนแปลกหน้าเองไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีๆ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราคิดได้ เราเคยไปอยู่นิวยอร์กแล้วกลายเป็นชนชั้นสอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้คือที่โน่นเขายอมรับกันมากกว่า ถึงแม้จะมีการเหยียดชนชาติ เหยียดผิว แต่ก็โอเค มันเกิดมานานแล้วและมันกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่บ้านเรามันไม่มีมาก่อน หรือมีนิดๆ อย่างตอนเด็กๆ เราอาจจะไม่ชอบประเทศลาว ประเทศพม่า เพราะมาเผาบ้านเราอะไรไม่รู้ในประวัติศาสตร์ ก็มีนิดๆ ที่มันฝังมา แต่เราไม่เคยคิดว่าเราจะไปฆ่าเขานะ ไม่เคยเกลียดกันขนาดอยากล้างเผ่าพันธ์ุเขา แต่มาเดี๋ยวนี้มันเกิดแล้ว มันมีแล้ว เราเห็นโพสต์เฟซบุ๊กว่าจะทำลายกันขนาดนั้น เลยคิดว่าเมืองไทยกำลังกลับไปตกต่ำ ในขณะที่ประเทศอื่นเขาเริ่มยอมรับกันมากขึ้น</span></p>
<p><b>แล้วถ้าในด้านภาพยนตร์ จากโอกาสที่คุณได้ไปสัมผัสระหว่างต่างประเทศกับเมืองไทย มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้เราได้ไปหลายเทศกาลมาก เราก็ยังเป็นหน้าใหม่มาก เรายังไม่กล้าสรุปว่าต่างกันขนาดไหน แต่เท่าที่เห็นมีคนดูเยอะมาตลอด ดีใจมาก เราได้เจอคนดูหลากหลายและได้ฟีดแบ็กกลับมาเยอะ ซึ่งมันมีประโยชน์กับเรา อย่างตอนเราไปฉายที่เม็กซิโกสองรอบ คนดูเต็มสองรอบเลย ตกใจมาก มีคนดูที่มารอต่อแถวแล้วไม่ได้ดู และอีกหลายที่มากที่ไปฉายแล้วมีคนดูเต็มโรง แต่พอกลับมาเมืองไทยแทบไม่มีคนรู้จัก อย่างตอนเมเจอร์จะฉายหนังเราแล้วมีโพสต์ของเมเจอร์ที่บอกว่าเดือนกรกฎาคมมีหนังอะไรเข้าโรงบ้าง เราก็ไปตามอ่านคอมเมนต์ ไม่มีคนพูดถึงหนังเราเลย มีกระทั่งแบบตัดกำลังใจมาก ไอ้เรื่องนี้ไม่อยากดู มันก็รู้สึกเสียใจ จากที่เคยเห็นฝรั่งมาดูหนังเราเต็มโรง ตอนนั้นรู้สึกพองโต แต่พอกลับมาเมืองไทยมันดัน โอ่ยยยย (ถอนหายใจ)</span></p>
<p><b>รู้สึกเหมือนหนังเราเป็นคนแปลกหน้าในบ้านตัวเองไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นสิ ก็เหมาะกับธีมหนังดีนะ (หัวเราะ) ทั้งเรื่องก็เล่าด้วยภาษาไทย ในประเทศไทยหมดเลย แต่กลับไม่ใช่หน้าหนังแบบที่จะขายในไทย</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67317" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-9.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-9.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>แล้วคิดอย่างไรกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในบ้านเรา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจมันซับซ้อนเกินไปสำหรับเรา แต่ก็มีกลุ่มหนังอินดี้ที่รวมกันตัวกันสร้างยูเนี่ยนจะได้มีเสียงใหญ่ๆ ไปต่อรอง หรือรวมกันเองเพื่อให้ทุกอย่างมันพัฒนาขึ้นไป แต่เราไม่ถนัดทางนั้น อย่างในทีมเรามีสี่คน คือ เรา, เก่ง จักรวาล ที่ทำ Vanishing Point, โก้ ชาติชาย ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้เราทุกเรื่องมาโดยตลอด และ เมย์ วิทวัส พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแวดวงหนังได้คือการทำหนัง สิ่งที่มันจะทำให้เราไปต่อคือการทำต่อไป ไม่ซับซ้อนเลย ทำไป ทำไป ทำไป ซึ่งเราสนับสนุนอีกกลุ่มเต็มที่นะ เขาคิดถูกต้อง ต้องมีคนทำแบบนี้ เพียงแค่มันไม่ใช่วิธีการที่เราถนัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ จุดหมายเหมือนกันเลยนะ คือความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมหรือแม้แต่กระทั่งให้คนดูมีโอกาสดูหนังหลากหลายมากขึ้น จุดประสงค์เดียวกันนั่นล่ะ เราพร้อมสนับสนุนเลย จะให้ลงชื่ออะไรเราเอาด้วย </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67327" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-19.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-19.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-19-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puttipong-manta-ray/">ทำหนังผู้ลี้ภัยเพื่อลดอคติในใจตน ‘พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง’ ผู้กำกับกระเบนราหู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทรรศการภาพถ่ายผี : จะเป็นอย่างไรเมื่อช่างภาพสตรีทถ่ายภาพติดผีที่แอบแฝงในศาสนาไว้ได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ghost-exhibition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jul 2019 11:54:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[อัครา นักทำนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการภาพถ่ายผี]]></category>
		<category><![CDATA[Street Photo Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุจริตเงินทอนวัด]]></category>
		<category><![CDATA[MoMA Librar]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=67126</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความสยองขวัญได้มาอย่างไร ด้วยฉากอนุบาลเช่นนี้? นี่คือประโยคคำถามจากงานนิทรรศการภาพถ่ายล่าสุดของ หนิง–อัครา นักทำนา ชายที่มีอาชีพเป็นนักวิศวกรซอฟต์แวร์ควบคู่ไปกับการเป็นช่างภาพสตรีท ผลงานของเขาได้รับการยอมรับจากเวทีประกวดภาพถ่ายสตรีทนานาชาติอย่าง Miami Street Photography 2013, Singapore Photo Festival 2016, Photo Bangkok Festival 2015-2018 และเขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Street Photo Thailand   ที่ผ่านมาหนิงสร้างสรรค์งานภาพถ่ายสตรีทที่บอกเล่าเรื่องราวสังคมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Landlords ที่พูดถึงประเด็นการวางสิ่งของตามทางเท้า หรือจะเป็นนิทรรศการภาพถ่าย Sign ซีรีส์ภาพถ่ายต้นไม้รูปร่างคล้ายปีศาจเพื่อพูดถึงปัญหาการตัดต้นไม้ และจากผลงานครั้งนั้นทำให้ซีนภาพถ่ายชุด Sign ของเขาได้รับเลือกให้อยู่ใน MoMA Library ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ชื่อดังแห่งนิวยอร์ก ในปีนี้หนิงกลับมาแสดงงานภาพถ่ายอีกครั้ง โดยยังคงหยิบเรื่องสังคมมาพูดเช่นเดิม แต่กระโดดออกจากการเป็นช่างภาพสตรีทมาถ่ายทอดประเด็นศาสนาด้วยภาพถ่ายคอนเซปต์ชวล  นิทรรศการครั้งนี้มีชื่อว่า &#8216;ผี&#8217; พูดถึงประเด็นพระทุจริตเงินตามข่าวโด่งดังเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รวมถึงช่างภาพสตรีทคนนี้ เมื่อความเลื่อมใสต่อศาสนากำลังถูกหลอกให้แสดงความศรัทธาผ่านเงินทอง เขาจึงตั้งคำถามว่าบุคคลที่ห่มผ้าเหลืองและกระทำความผิดเช่นนี้คือพระหรือผีกันแน่ และนั่นทำให้คอนเซปต์งานคือการที่กล้องสามารถถ่ายติดผีที่เข้ามาแอบแฝงในพุทธศาสนาได้  ถ้าอยากรู้ว่ากล้องของเขาจะถ่ายติดอะไรบ้าง ตามไปดูเบื้องหลังแนวคิดการถ่ายภาพผีของเขากัน ทำไมคุณถึงเลือกหยิบประเด็นเรื่องการกระทำทุจริตของพระมาเป็นคอนเซปต์การถ่ายภาพครั้งนี้ หนิง: ผมเป็นคนดูข่าว ทั้งจากอินเทอร์เน็ตและหนังสือพิมพ์ แล้วตอนนั้นมีข่าวเงินทอนวัด ข่าวเณรคำ เราก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้นวะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ghost-exhibition/">นิทรรศการภาพถ่ายผี : จะเป็นอย่างไรเมื่อช่างภาพสตรีทถ่ายภาพติดผีที่แอบแฝงในศาสนาไว้ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความสยองขวัญได้มาอย่างไร ด้วยฉากอนุบาลเช่นนี้?</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือประโยคคำถามจากงานนิทรรศการภาพถ่ายล่าสุดของ <strong>หนิง–อัครา นักทำนา</strong> ชายที่มีอาชีพเป็นนักวิศวกรซอฟต์แวร์ควบคู่ไปกับการเป็นช่างภาพสตรีท ผลงานของเขาได้รับการยอมรับจากเวทีประกวดภาพถ่ายสตรีทนานาชาติอย่าง Miami Street Photography 2013, Singapore Photo Festival 2016, Photo Bangkok Festival 2015-2018 และเขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Street Photo Thailand  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาหนิงสร้างสรรค์งานภาพถ่ายสตรีทที่บอกเล่าเรื่องราวสังคมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Landlords ที่พูดถึงประเด็นการวางสิ่งของตามทางเท้า หรือจะเป็นนิทรรศการภาพถ่าย Sign ซีรีส์ภาพถ่ายต้นไม้รูปร่างคล้ายปีศาจเพื่อพูดถึงปัญหาการตัดต้นไม้ และจากผลงานครั้งนั้นทำให้ซีนภาพถ่ายชุด Sign ของเขาได้รับเลือกให้อยู่ใน MoMA Library ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ชื่อดังแห่งนิวยอร์ก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68696 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-6-1.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-6-1.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-6-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปีนี้หนิงกลับมาแสดงงานภาพถ่ายอีกครั้ง โดยยังคงหยิบเรื่องสังคมมาพูดเช่นเดิม แต่กระโดดออกจากการเป็นช่างภาพสตรีทมาถ่ายทอดประเด็นศาสนาด้วยภาพถ่ายคอนเซปต์ชวล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการครั้งนี้มีชื่อว่า &#8216;ผี&#8217; พูดถึงประเด็นพระทุจริตเงินตามข่าวโด่งดังเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รวมถึงช่างภาพสตรีทคนนี้ เมื่อความเลื่อมใสต่อศาสนากำลังถูกหลอกให้แสดงความศรัทธาผ่านเงินทอง เขาจึงตั้งคำถามว่าบุคคลที่ห่มผ้าเหลืองและกระทำความผิดเช่นนี้คือพระหรือผีกันแน่ และนั่นทำให้คอนเซปต์งานคือการที่กล้องสามารถถ่ายติดผีที่เข้ามาแอบแฝงในพุทธศาสนาได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าอยากรู้ว่ากล้องของเขาจะถ่ายติดอะไรบ้าง ตามไปดูเบื้องหลังแนวคิด</span><span style="font-weight: 400;">การถ่ายภาพผีของเขากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68702 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_02.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_02.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_02-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><b>ทำไมคุณถึงเลือกหยิบประเด็นเรื่องการกระทำทุจริตของพระมาเป็นคอนเซปต์การถ่ายภาพครั้งนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ผมเป็นคนดูข่าว ทั้งจากอินเทอร์เน็ตและหนังสือพิมพ์ แล้วตอนนั้นมีข่าวเงินทอนวัด ข่าวเณรคำ เราก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้นวะ เราไหว้พระทุกวัน รู้สึกผิดหวังเหมือนโดนหลอก เพราะผมเป็นคนที่นับถือศาสนาพุทธ ชื่นชอบคำสอนของพระดีๆ หลายรูปมาก อย่างท่านพุทธทาสภิกขุ พระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) หลวงพ่อชา ท่านสร้างคำสอนที่มีประโยชน์มากๆ แต่พอมาเจอข่าวการโกงเงิน เราก็ตั้งคำถามกับพระในข่าวว่าทำไมคนเหล่านี้มาหาประโยชน์ มาหลอกเรา เลยเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า เฮ้ย นี่พระหรือผีวะ (หัวเราะ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>คำถามนั้นเลยเป็นที่มาของการถ่ายภาพติดผี</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ใช่ครับ ผมคิดว่าการหลอกมันเป็นหน้าที่ของผี เพราะผีมีหน้าที่ตอกบัตรเข้างานตอนกลางคืนแล้วมาหลอกเรา (หัวเราะ) แต่ครั้งนี้ผีมันเปลี่ยนวิธีมาแอบแฝงในพุทธศาสนา กลายเป็นพระแล้วหลอกเราแทน เลยรู้สึกว่ามันเป็นคอนเซปต์ที่เรียบง่าย เอามาสร้างเป็นชิ้นงานได้ และยังสามารถให้คนมาช่วยกันคิดระแวดระวัง ช่วยกันดูว่าถ้าเราจะทำบุญกับพระต้องดูดีๆ ไม่ใช่ทำบุญแล้วพระเอาไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องบินเจ็ต ซื้อเรย์แบน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วผมก็เชื่อมโยงกับเรื่องจีวร คือสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเอาผ้าห่อศพมาย้อมเป็นสีเหลืองเพื่อเป็นจีวร แต่สีคงไม่เหลืองมากเหมือนสมัยนี้ ทีนี้ในงานผมผีเลยมาทวงเอาผ้าคืนเป็นของตัวเองอีกที (หัวเราะ) </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68698 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-1-1.jpg" alt="" width="675" height="507" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-1-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-1-1-600x451.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แต่จีวรก็เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของศาสนา อาจทำให้คนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาไม่สบายใจหรือเปล่า ประเด็นนี้ทำให้การทำงานยากไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">รู้สึกยากเหมือนกัน ตอนทำก็คิดว่าจะดีไหม เราก็มีลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดู (หัวเราะ) ผมถามพี่มานิต (มานิต ศรีวานิชภูมิ) ว่ามันจะแรงไหม จะมีปัญหาหรือเปล่า พี่เขาบอกว่า 50/50 ผมก็บอกว่าโอเคครับ ดีนะ 50/50 (หัวเราะ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่งานนี้ทำมา 1 ปีเต็ม เราค่อยๆ ทำ การทำงานศิลปะที่ค่อยๆ ทำมันคือการยืนยันว่าเราจะต้องทำ เพราะว่าเรามีความคิดเห็นอย่างนี้ เราไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนาโดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่ 80-90% ดีอยู่แล้ว มีบางจำพวกเข้ามาแอบอิงทำตัวเป็นพระสงฆ์ไม่ดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณบอกว่านับถือศาสนาพุทธอย่างมาก แล้วการนำจีวรมาถ่ายภาพอย่างนี้กลัวบาปหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่ากำลังทำบุญอยู่ คือการส่งเสริมพุทธศานาไม่ได้ทำได้แค่วิธีเดียว ผมคิดว่าการที่เราบอกให้คนระมัดระวังคนที่กำลังจะมาบ่อนทำลายศาสนาก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่ระแวดระวัง คนพวกนี้ก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผมจีวรคือวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่ได้ยึดติดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากเรายึดติดจะกลายเป็นว่าเราสนใจสิ่งที่พระใส่อยู่ ซึ่งคนไม่ดีก็ใส่นะ แล้วเราจะไปกราบไหว้คนไม่ดีที่ใส่จีวรหรอ ดังนั้นส่วนใหญ่ผมจะเน้นคำสอนของศาสนาเป็นหลัก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68699 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_06.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_06.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_06-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ประเด็นที่คุณเลือกมานำเสนอค่อนข้างหนัก ทำไมภาพถ่ายถึงแฝงด้วยอารมณ์ขบขัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง: </span><span style="font-weight: 400;">ผมชอบงานที่มันดูขำขัน อารมณ์ดี แล้วผมมาจากงานภาพถ่ายสตรีท ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อหาจะเป็นการเสียดสี ผมเลยเอาจุดเด่นตรงนี้มาใช้ในงานคอนเซปต์ชวลด้วย อีกอย่างคือสตรีทจะไม่มีการจัดฉาก แต่งานครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเซตขึ้นมาเลย เอาของใช้ที่อยู่ในบ้าน ของเหลือใช้ของลูกมาช่วย เอามาทำให้มันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนถ่ายก็เซตฉากด้านหลังให้เป็นผ้าลายดอก ผ้าสีต่างๆ มีความหมายถึงการยึดติดกับความสวยงามของพระบางรูป ทุกรูปก็พยายามแฝงนัย อย่างรูปฉัตรที่อยู่บนหัวก็ตีความจากเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ที่พระบางรูปชอบ รูปอุ้มเด็ก หมายถึงพระที่มีความสัมพันธ์จนผู้หญิงท้อง ซึ่งตอนนั้นเป็นข่าวของเณรคำ ภาพนี้ชื่อว่า Father</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วในภาพผมใช้เทคนิคสาดแฟลช เป็นแนวคิดจับผิด เหมือนคนกำลังแอบทำอะไรอยู่เงียบๆ แล้วสาดแฟลชไป พรึ่บ! เฮ้ย ทำอะไรอยู่ มันคือการเปิดเผยออกมาว่าท่านแอบทำอะไร ทุกภาพเลยเหมือนจวนเผยความลับออกมา ดังนั้นสีภาพจะสดมากด้วย” </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>การเปลี่ยนจากการทำงานสตรีทมาเป็นงานคอนเซปต์ชวลมีความแตกต่างหรือความยากหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ผมใช้งานสตรีทมาต่อยอดนะ จริงๆ ผมทำงานคอนเซปต์ชวลมาสักระยะแล้ว โดยใช้งานสตรีทเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสิ่งต่างๆ เพราะงานสตรีททุกวันนี้มันยากในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ถ้าถ่ายตามถนนทั่วไป ถ่ายแก๊กมุกตลก มันจะเริ่มเกิดความแตกต่างยาก มันต้องวนไปวนมา ซึ่งมันมีรูปที่ดีแหละ แต่ก็ยังวนๆ อยู่ตรงนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเลยพยายามออกมาจากเซฟโซนตลอด คิดว่าเราจะทำยังไงให้งานมันพัฒนาขึ้น งานชิ้นใหม่เลยขยับออกจากสตรีทไปเลย แต่ก็ลองเอาความเฮฮาขำขันของสตรีทมาเป็นงานคอนเซปต์ชวลที่มีการเซตขึ้นมาจนออกมาเป็นงานชิ้นนี้ ก็ยังเก็บความเหน็บแนมเล็กๆ น้อยๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วผมก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้คนรับสารได้เข้าใจในสิ่งที่ผมจะสื่อสาร และทำงานยังไงให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ให้แตกต่างไปเลย คือมาดูงานเราแล้ว เฮ้ย งานของพี่หนิงเหรอวะ ทำไมมันดูเซตอย่างนี้ (หัวเราะ) อยากให้มันมีความเซอร์ไพรส์ตลอดเวลาด้วย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67149 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-8.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-8.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>อย่างนี้จะเลิกถ่ายงานสตรีทไปเลยหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ครับ ยังถ่ายอยู่ตลอด (ตอบทันที) แต่อาจจะน้อยลงบ้างเพราะมีลูก แต่จริงๆ ผมคิดว่าจะสื่อสารอะไรออกไป เราเอาคอนเซปต์ตั้ง แล้วก็มาดูว่าอยากถ่ายสตรีทกับคอนเซปต์นี้ไหม หรือมันถ่ายไม่ได้ อย่างคอนเซปต์คนนี้ เราพูดถึงเรื่องพุทธศาสนาแล้วใช้วิธีการถ่ายแบบสตรีทนี่ยากมาก จะถ่ายพระที่กำลังเดินอยู่เหรอ ก็ไม่ใช่มั้ง (หัวเราะ) เราก็เลยคิดว่า เออ งั้นเซตเลย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ที่ผ่านมาคุณชอบสื่อสารประเด็นสังคมในงานเยอะเหมือนกัน ทำไมถึงเลือกเรื่องเหล่านี้มาถ่ายทอดผ่านภาพถ่าย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ผมชอบดูข่าวแล้วรู้สึกว่ามันแฝงไปด้วยความตลกร้าย บางคนอาจจะมองว่าประเทศไทยสิ้นหวังแล้ว จริงๆ ผมคิดว่าเราสามารถมองให้มันดูเป็นเรื่องขำๆ ได้นะ แต่ไม่ได้ขำอย่างเดียว เราต้องเอามาช่วยกันพัฒนา ช่วยกันสะท้อนว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาได้อย่างไร อย่างโปรเจกต์ Sign ที่ถ่ายภาพต้นไม้เป็นปีศาจ ผมก็ใช้เป็นตัวแทนที่บอกว่า ตัดต้นไม้มากมันจะกลายเป็นปีศาจแล้วนะ และมันจะแก้แค้นคุณ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68700 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_14.jpg" alt="" width="436" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_14.jpg 436w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/GHOSTS_14-194x300.jpg 194w" sizes="(max-width: 436px) 100vw, 436px" /></p>
<p><b>อย่างประเด็นการทุจริตของพระ เมื่อเป็นเรื่องความศรัทธาต่อศาสนา มันเลยทำให้กระบวนการทำงานของคุณใช้เวลาเป็นปีเลยหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">จริงๆ คือไม่ค่อยมีเวลาด้วย (หัวเราะ) ช่วงนี้มีลูกและทำงานเยอะ ก็เลยต้องค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ปกติงานซีรีส์ผมจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน พอเป็นงานนี้ใช้เวลา 1 ปีมันก็เลยลากยาว แล้วก็ต้องคิดว่าเราจะใส่อะไรเข้าไปบ้าง จริงๆ รูปที่ไม่ได้แสดงก็เยอะ ตลอดเวลาที่ทำมีการคัดออก มีการปรับปรุงแล้วเอาไปให้พี่มานิตดู บางรูปถามแฟนว่าแรงไปไหม เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในแวดวงงานถ่ายภาพ แต่อยู่ใกล้ศาสนา เขาบอกว่าอันนี้แรงไปไม่ดี เราก็จะเอาออก คือผมก็เดินทางสายกลางตามพุทธศาสนา ไม่ต้องยึดติดอะไรมาก อะไรแรงไปเราก็ตบๆ มา เอาพอขำๆ คอยจิกนิดๆ หน่อยๆ (หัวเราะ) </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ดูเหมือนว่าคุณจะนำธรรมะในพุทธศาสนามาใช้ในการทำงานภาพถ่ายครั้งนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนิง:</span> <span style="font-weight: 400;">ใช่ครับ เดินทางธรรมไปเรื่อยๆ เช่น คำสอนที่ว่าอย่ายึดติด ซึ่งเป็นคำสอนหลักๆ ของนิทรรศการครั้งนี้และเป็นแก่นของศาสนาพุทธด้วย อย่าไปยึดติดกับเงินทอง อย่าไปยึดติดกับยศฐาบรรดาศักดิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดติด อีกข้อหนึ่งคือการมีสติ ผมมีสติตลอดเวลาในการสร้างงานครั้งนี้ ทำด้วยสติ ทำให้มันไม่ร้ายแรงมาก (หัวเราะ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เวลาดูงานต้องมีสติเช่นกัน แวบแรกของคนที่รักพุทธศาสนาอาจจะโกรธว่ามาเล่นอะไร แต่ว่าอย่าเพิ่งโกรธนะครับ (หัวเราะ) เราไม่ได้ด่าพระที่ดีว่าเป็นผี เรากำลังพูดถึงพระภิกษุบางรูปที่ยึดติดอำนาจ ยึดติดเงินเข้าวัดเยอะๆ พระองค์ไหนที่ไม่สมถะต้องดูดีๆ เช่น ดูพระองค์นี้สะสมอะไรเยอะไปหมดเลยนะ ทำไมวัดนี้ถึงดูร่ำรวยจังเลย อันนี้ก็ต้องดูดีๆ สำหรับผู้ที่จะทำบุญหรือทำอะไรก็ตาม </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67153 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-12.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Demonic-12-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">ใครสนใจอยากตามไปดูภาพผี</span><span style="font-weight: 400;">ใน</span><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการภาพถ่ายโดย อัครา นักทำนา สามารถติดตามได้ที่คัดมันดู โฟโต้ แกลเลอรี่ งานจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม &#8211; 31 สิงหาคม 2562 </span></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ghost-exhibition/">นิทรรศการภาพถ่ายผี : จะเป็นอย่างไรเมื่อช่างภาพสตรีทถ่ายภาพติดผีที่แอบแฝงในศาสนาไว้ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยาก disrupt ตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็กลัวการ disrupt</title>
		<link>https://adaymagazine.com/apthai-disrupt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2019 07:53:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[#APTHAI]]></category>
		<category><![CDATA[คอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<category><![CDATA[disrupt]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาความปลอดภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=65150</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตามความหมายในเชิงภาษา disruption แปลว่า ‘การหยุดชะงัก’ แต่ถ้าพูดถึงความหมายในเชิงธุรกิจในปัจจุบัน disruption คงหมายถึงธุรกิจหรือเทคโนโลยีเก่าที่ถูกธุรกิจใหม่หรือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงประโยคที่มักจะเอาไว้เตือนผู้ประกอบการว่า ‘เลือกเอาว่าจะ disrupt หรือถูก disrupt’ แปลความหมายง่ายๆ คือการกระตุกความคิดให้เจ้าของธุรกิจไม่นิ่งเฉยอยู่กับที่และตื่นตัวกับอะไรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแล้วทำให้ธุรกิจเดิมของเราต้องเปลี่ยนแปลง นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่เราเห็นทั้ง ‘ผู้รอดชีวิต’ และ ‘คนที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง’ จำนวนมากในหลายแวดวงธุรกิจ ตั้งแต่เคสตัวอย่างที่เป็นตำนานอย่างการ disrupt ตลาดสมาร์ตโฟนหรือกล้องฟิล์มจนไม่เหลือเค้าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มหันมาสนใจ disruption มากขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราชาว a team ได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว ‘3 นวัตกรรมบริการ’ ใหม่ถอดด้ามจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง AP (Thailand) ซึ่งเพียงแค่ประโยคแรกจาก วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ก็เรียกความสนใจจากคนในงานได้มากตั้งแต่ต้น “เอพี (ไทยแลนด์) อยากจะ disrupt ตัวเองในปัจจุบัน เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ผู้อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตสังคมไทยที่ดีขึ้นในอนาคต” วิทการอธิบายต่อหลังจากนั้นว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/apthai-disrupt/">ทำไมบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยาก disrupt ตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็กลัวการ disrupt</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ตามความหมายในเชิงภาษา disruption แปลว่า ‘การหยุดชะงัก’ แต่ถ้าพูดถึงความหมายในเชิงธุรกิจในปัจจุบัน disruption คงหมายถึงธุรกิจหรือเทคโนโลยีเก่าที่ถูกธุรกิจใหม่หรือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงประโยคที่มักจะเอาไว้เตือนผู้ประกอบการว่า ‘เลือกเอาว่าจะ disrupt หรือถูก disrupt’ แปลความหมายง่ายๆ คือการกระตุกความคิดให้เจ้าของธุรกิจไม่นิ่งเฉยอยู่กับที่และตื่นตัวกับอะไรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแล้วทำให้ธุรกิจเดิมของเราต้องเปลี่ยนแปลง นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่เราเห็นทั้ง ‘ผู้รอดชีวิต’ และ ‘คนที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง’ จำนวนมากในหลายแวดวงธุรกิจ ตั้งแต่เคสตัวอย่างที่เป็นตำนานอย่างการ disrupt ตลาดสมาร์ตโฟนหรือกล้องฟิล์มจนไม่เหลือเค้าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มหันมาสนใจ disruption มากขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65154 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราชาว a team ได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว ‘3 นวัตกรรมบริการ’ ใหม่ถอดด้ามจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง AP (Thailand) ซึ่งเพียงแค่ประโยคแรกจาก <strong>วิทการ จันทวิมล</strong> รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ก็เรียกความสนใจจากคนในงานได้มากตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เอพี (ไทยแลนด์) อยากจะ disrupt ตัวเองในปัจจุบัน เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ผู้อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตสังคมไทยที่ดีขึ้นในอนาคต”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65153 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิทการอธิบายต่อหลังจากนั้นว่า ในความเป็นจริงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นแกนหลักของเอพี (ไทยแลนด์) ที่พวกเขาเน้นถึงความสำคัญ เพียงแต่ในภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้น เอพี (ไทยแลนด์) ไม่ได้มีเป้าหมายจำกัดอยู่แค่ที่อยู่อาศัย ในท้ายที่สุดสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นคือ ‘ผู้คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น’ และการที่จะทำอย่างนั้นได้ พวกเขาต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาสร้างนวัตกรรม เพื่อต่อยอดสิ่งที่ตัวเองมี รวมถึงสร้างข้อได้เปรียบใหม่ให้กับโลกธุรกิจ ขยายฐานจากสิ่งที่ทำอยู่เดิมไปสู่การเติบโตที่มากขึ้นท่ามกลางโลกที่หมุนไปไว นั่นเองจึงเป็นที่มาของ 3 นวัตกรรมในวันนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมชิ้นแรก ความน่าสนใจอยู่ที่การกระโดดเข้าสู่ธุรกิจการศึกษาของเอพี (ไทยแลนด์) ด้วยการร่วมมือกับศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) ในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกกับ YourNextU ด้วยจุดต่างในการเป็น World-Class Education Service กับโมเดลการเรียนรู้แบบ Learning Buffet Model เรียนแบบไม่สิ้นสุด เรียนซ้ำได้อย่างไม่จำกัดกับคลาสและโปรแกรมระดับโลกกว่า 300 หลักสูตร ผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;คนเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นใครก็ได้ที่เราอยากเป็น&#8221; <strong>นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล</strong> Executive Director ของ SEAC อธิบายกับเราถึงความตั้งใจและเป้าหมายของโปรเจกต์นี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65169 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19.png" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19.png 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ได้จบอยู่แค่ใบปริญญา ในอนาคตข้างหน้าเราจำเป็นต้องมี future skill ใหม่ๆ ที่เข้ามาเติมเต็ม เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดชีวิต ดังนั้นการเรียนรู้และการศึกษาจึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง พวกเราเลยมาตั้งคำถามว่าทำอย่างไรที่จะให้ผู้เรียนสามารถ ‘เรียน’ ได้ตลอดเวลา นั่นเลยเป็นที่มาที่เราคิดค้นนวัตกรรมการศึกษาที่เรียกว่า YourNextU”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อธิบายแบบเข้าใจง่าย YourNextU คือนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบ ‘Buffet Model’ คือมีการเรียนรู้ให้เราเลือกสรรทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพียบพร้อมตั้งแต่วิชาที่มีการสอน สถานที่เรียนที่มีทั้งห้องเรียนจริงๆ และห้องเรียนออนไลน์ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างครบครัน และ Learning Community ที่สะดวกสบาย ทั้งหมดนี้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้แบบไร้ข้อจำกัดโดยการจ่ายเงินเพียงครั้งเดียวต่อปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65158 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมที่สองที่พูดถึงในงานคือ KATSAN นวัตกรรมที่มีเป้าหมายในการยกระดับการบริการให้แก่ผู้อยู่อาศัยและเจ้าของโครงการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสอบถามลูกบ้านหลายๆ ท่าน วิทการเล่าให้เราฟังถึงสิ่งที่เขาค้นพบคือความต้องการเกี่ยวกับความปลอดภัย ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ได้อยู่แค่กล้อง CCTV และพนักงานรักษาความปลอดภัยอีกแล้ว ผู้อยู่อาศัยหลายคนเริ่มให้ความสนใจและใส่ใจความเป็นส่วนตัวของตัวเองมากขึ้น นั่นเองจึงเป็นที่มาของ KATSAN ระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อมโยงผู้อยู่อาศัย พนักงานรักษาความปลอดภัย และผู้จัดการโครงการเข้าด้วยกันด้วยระบบดิจิทัล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65168 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19.png" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19.png 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างการทำงานของ KATSAN แบบเข้าใจง่ายคือ แพลตฟอร์มนี้จะทำให้เจ้าของโครงการและลูกบ้านดูความปลอดภัยของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ อย่างการที่เราสามารถเช็กรถทุกคันที่เข้ามาในโครงการได้ว่าเป็นรถของบ้านหลังไหน และสำหรับผู้อยู่อาศัยเองก็มีระบบแจ้งเตือนว่ากำลังมีรถเดินทางเข้ามาในบ้านผ่านระบบตรวจสอบตั้งแต่หน้าโครงการ ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือแพลตฟอร์มให้สิทธิเราในการปฏิเสธไม่ให้รถเข้ามาในโครงการได้ หรือสามารถเช็กได้ว่าก่อนหน้านี้มีรถเข้ามาที่บ้านเราหรือเปล่า ถือเป็นการเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวโดยที่ลูกบ้านไม่จำเป็นต้องเหนื่อยเพิ่มเลยแม้แต่น้อย และยังตัดปัญหาการมีรถยนต์ภายนอกเข้ามาในโครงการได้อีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65160 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952.jpg" alt="" width="675" height="481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952-300x214.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952-600x428.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมสุดท้ายที่ถูกพูดถึงในงานคือ HOMEWISER นวัตกรรมที่จับเอาผู้เชี่ยวชาญในการดูแลบ้านและลูกบ้านมาเจอกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิทการเล่าให้เราฟังว่า HOMEWISER เกิดขึ้นจากปัญหาการบำรุงรักษาบ้านที่เอพี (ไทยแลนด์) ทราบเป็นอย่างดี ผู้อยู่อาศัยอาจจะไม่สะดวกในการบำรุงรักษาบ้าน ทั้งปัจจัยเรื่องเวลา ความชำนาญ หรือความสะดวกในการหาคนที่เหมาะสม HOMEWISER เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้ผ่านแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยช่างผู้ชำนาญในการดูแลบ้าน และจุดเด่นที่ทำให้ HOMEWISER เหนือกว่าเจ้าอื่นๆ คือ การคัดเลือกคุณภาพของช่างและระบบคำสั่งในการบริการที่มีให้เลือกสรรตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ประปา ไปจนถึงการสร้างซ่อมขนาดย่อม ที่สำคัญคือบริการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ลูกบ้านของเอพี (ไทยแลนด์) เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการ HOMEWISER ได้เช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65167 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19.png" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19.png 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าลองย้อนมองดู เราจะพบว่า 3 นวัตกรรมที่เอพี (ไทยแลนด์) แนะนำให้เรารู้จักในวันนี้มีทั้งแบบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ โดยตรง และแบบที่อยู่คนละขั้ว แต่ก่อนจะจบงาน วิทการสรุปให้เราฟังว่าทั้งหมดที่เอพี (ไทยแลนด์) กำลังทำนี้ พวกเขามองว่ายังคงอยู่ในร่มของการทำให้คนมี ‘คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น’ และถึงแม้นั่นจะเป็นการ disrupt ตัวเองในหลายๆ จุด แต่พวกเขาก็น้อมรับความเปลี่ยนแปลงและเลือกจะพัฒนาตามความเป็นไปของโลกโดยไม่ได้มองว่านั่นคือฝันร้ายแม้แต่น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการได้ไปร่วมงานในวันนั้น เราพบว่าท้ายที่สุดแล้ว การ disrupt ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด จริงๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแบรนด์นั้นๆ ในการเตรียมตัวรับมือ แต่เหนืออื่นใดคือคำถามที่สำคัญกว่านั้นที่เราอาจจะลืมตอบท่ามกลางโลกที่หมุนไปไวขนาดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เราจะก้าวต่อไปหรือก้าวอยู่กับที่เพราะอะไร?’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะตัวเลือกไหน ถ้าเจ้าของธุรกิจและแม้แต่ตัวเราเองตอบได้ว่าทุกอย่างที่เราเลือก เราทำเพื่ออะไร อย่างน้อยสิ่งเหล่านั้นก็น่าจะหนักแน่นพอให้เราดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนอย่างที่เอพี (ไทยแลนด์) แสดงให้เราเห็นว่า ‘จะ disrupt หรือถูก disrupt’ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่าวันนี้เราทำให้ใครมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/apthai-disrupt/">ทำไมบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยาก disrupt ตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็กลัวการ disrupt</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘Beyond Autism’ นิทรรศการที่พี่สาวเชื่อมั่นว่าน้องชายของเธอเป็นเด็กที่พิเศษ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/beyond-autism/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 May 2019 12:20:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[art]]></category>
		<category><![CDATA[artist]]></category>
		<category><![CDATA[Kinjai Contemporary]]></category>
		<category><![CDATA[autism]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=61556</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลายเส้นรูปสัตว์สีสันสดใสที่ถูกแต่งแต้มไว้บนประตูกระจกบานใหญ่ของ kinjai contemporary เป็นเอกลักษณ์จนทำให้เรารู้ได้ทันทีว่าไม่ได้มาผิดที่อย่างแน่นอน รู้ตั้งแต่สายตายังเหลือบไปไม่ทันเห็นชื่องานที่เขียนเอาไว้ข้างกันว่า ‘Beyond Autism’ ด้วยซ้ำ นิทรรศการที่ว่าคือ นิทรรศการที่คู่พี่น้องอย่าง ยายเพิ้ง–จิตตกานต์ สุวรรณภัฏ และ นายพราน–ธณัฐ สุวรรณภัฏ ร่วมกันจัดแสดงขึ้น ภายในอาคารสี่ชั้นของสถานที่จัดนิทรรศการ รายล้อมไปด้วยผลงานภาพวาดทั้งเก่าและใหม่ ตั้งแต่งานสีไม้ สีอะคริลิก ไปจนถึงงานเซรามิก และรูปปั้นไฟเบอร์กลาส ทั้งหมดนี้สวยงามจนคนทั่วไปอาจไม่คาดคิดว่าศิลปินคนน้องผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานนี้อย่างนายพรานจะมีอาการออทิสติก และใช่ นี่เป็นเหตุผลที่เรานัดพบยายเพิ้งเพื่อพูดคุยถึงการทำศิลปะบำบัด และการดูแลน้องชายจนมีวันนี้ แต่ก่อนจะเข้าสู่ประเด็น เราอยากเท้าความถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางศิลปะของทั้งคู่ก่อนสักนิด งานศิลปะซึ่งเริ่มต้นจากความรัก “จุดเริ่มต้นมันมาจากงานศิลปะนิพนธ์ ตอนนั้นเราอยากทำงานที่ผูกพัน ใกล้ชิดกับเรา จึงคิดได้ว่าสิ่งที่เราผูกพันมานานตั้งแต่แรกเกิดเลยก็ว่าได้คือครอบครัว และครอบครัวของเราก็พิเศษตรงที่เรามีน้องเป็นเด็กออทิสติก “เราเชื่อว่าเด็กออทิสติกมีความสามารถพิเศษของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่คนดูแลจะต้องค้นหาให้เจอ อย่างนายพรานชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขาสามารถจำภาพประกอบจากรายการทีวี โฆษณา แล้วหาเครื่องใช้ อุปกรณ์ในครัวมาวาด มาสื่อสาร เราเลยคิดว่าศิลปะบำบัดนี่แหละ เหมาะสมจะนำมาพัฒนาเป็นผลงานของเรา เพราะมันเกี่ยวข้องกับความรัก ความผูกพันระหว่างครอบครัวตามที่เราสนใจ และยังสามารถพัฒนาน้องควบคู่ไปได้ด้วย “เพราะตัวเราเองก็เรียนศิลปะ เราทำงานศิลปะมา” ยายเพิ้งเล่าย้ำให้ฟังถึงเหตุผลที่ทำให้เธอเชื่อมั่นในการทำศิลปะบำบัด “เวลาทำงานศิลปะ เราจะใจเย็น มีสมาธิ และผ่อนคลาย เราเลยปรับมาใช้กับน้องบ้างว่ามันจะได้ผลไหม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beyond-autism/">‘Beyond Autism’ นิทรรศการที่พี่สาวเชื่อมั่นว่าน้องชายของเธอเป็นเด็กที่พิเศษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ลายเส้นรูปสัตว์สีสันสดใสที่ถูกแต่งแต้มไว้บนประตูกระจกบานใหญ่ของ kinjai contemporary เป็นเอกลักษณ์จนทำให้เรารู้ได้ทันทีว่าไม่ได้มาผิดที่อย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ตั้งแต่สายตายังเหลือบไปไม่ทันเห็นชื่องานที่เขียนเอาไว้ข้างกันว่า ‘Beyond Autism’ ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการที่ว่าคือ นิทรรศการที่คู่พี่น้องอย่าง <strong>ยายเพิ้ง–จิตตกานต์ สุวรรณภัฏ</strong> และ <strong>นายพราน–ธณัฐ สุวรรณภัฏ</strong> ร่วมกันจัดแสดงขึ้น ภายในอาคารสี่ชั้นของสถานที่จัดนิทรรศการ รายล้อมไปด้วยผลงานภาพวาดทั้งเก่าและใหม่ ตั้งแต่งานสีไม้ สีอะคริลิก ไปจนถึงงานเซรามิก และรูปปั้นไฟเบอร์กลาส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้สวยงามจนคนทั่วไปอาจไม่คาดคิดว่าศิลปินคนน้องผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานนี้อย่างนายพรานจะมีอาการออทิสติก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และใช่ นี่เป็นเหตุผลที่เรานัดพบยายเพิ้งเพื่อพูดคุยถึงการทำศิลปะบำบัด และการดูแลน้องชายจนมีวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนจะเข้าสู่ประเด็น เราอยากเท้าความถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางศิลปะของทั้งคู่ก่อนสักนิด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61567" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-16.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-16-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>งานศิลปะซึ่งเริ่มต้นจากความรัก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“จุดเริ่มต้นมันมาจากงานศิลปะนิพนธ์ ตอนนั้นเราอยากทำงานที่ผูกพัน ใกล้ชิดกับเรา จึงคิดได้ว่าสิ่งที่เราผูกพันมานานตั้งแต่แรกเกิดเลยก็ว่าได้คือครอบครัว และครอบครัวของเราก็พิเศษตรงที่เรามีน้องเป็นเด็กออทิสติก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเชื่อว่าเด็กออทิสติกมีความสามารถพิเศษของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่คนดูแลจะต้องค้นหาให้เจอ อย่างนายพรานชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขาสามารถจำภาพประกอบจากรายการทีวี โฆษณา แล้วหาเครื่องใช้ อุปกรณ์ในครัวมาวาด มาสื่อสาร เราเลยคิดว่าศิลปะบำบัดนี่แหละ เหมาะสมจะนำมาพัฒนาเป็นผลงานของเรา เพราะมันเกี่ยวข้องกับความรัก ความผูกพันระหว่างครอบครัวตามที่เราสนใจ และยังสามารถพัฒนาน้องควบคู่ไปได้ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61574" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-18.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-18-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะตัวเราเองก็เรียนศิลปะ เราทำงานศิลปะมา” ยายเพิ้งเล่าย้ำให้ฟังถึงเหตุผลที่ทำให้เธอเชื่อมั่นในการทำศิลปะบำบัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาทำงานศิลปะ เราจะใจเย็น มีสมาธิ และผ่อนคลาย เราเลยปรับมาใช้กับน้องบ้างว่ามันจะได้ผลไหม ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นศิลปะบำบัดหรอก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บำบัด อาชาบำบัด ธรรมชาติบำบัด ดนตรีบำบัด มันมีคนเริ่มต้นมาอยู่แล้ว เราแค่ดึงสิ่งที่ใกล้ชิดกับตัวเรา และเราก็ทำได้ดีอย่างศิลปะมาใช้กับน้องเราเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งพอลองแล้วก็พบว่ามันก็ได้ผลจริงๆ นายพรานมีสมาธิมากขึ้น สามารถวาดรูปได้นานกว่าคนปกติด้วยซ้ำ เพราะเขาอยากทำให้เสร็จ นี่ถือเป็นหนึ่งในข้อดีของเด็กที่มีอาการนี้ คือเมื่อทำอะไรแล้วก็จะทำซ้ำๆ ทำได้นาน และทำได้ดี ผลพลอยได้อีกอย่างก็คือเขาสื่อสารได้ดีขึ้น อย่างช่วงแรกๆ ที่เริ่มสอน เราพูดอะไรไปเขาก็จะไม่เข้าใจหรอก แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มพูดซ้ำๆ น้อยลง ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาเข้าใจมากขึ้น และสื่อสารได้ดีขึ้นแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันอยู่ที่การพัฒนา ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่องด้วย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61568" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-9.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-9-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>พัฒนาการที่ได้มาจากความใส่ใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาที่ว่าอาจหมายรวมถึงการสอน และการไม่หยุดหาความรู้ด้านศิลปะ เพราะจากวันแรกที่ยายเพิ้งไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะเริ่มต้นสอนน้องวาดรูปอย่างไร เธอได้ฝึกฝนตัวเองลงคอร์สเรียนเซรามิกเพิ่มเติม เพื่อหาศิลปะแบบใหม่ๆ มาพัฒนาผลงาน และหากิจกรรมให้น้องมีส่วนร่วม จนทุกวันนี้เป็นถึงอาจารย์สอนวิชาเซรามิก ของมหาวิทยาลัยบัณฑิตพัฒนศิลป์ และเป็นอาจารย์สอนศิลปะให้เหล่าเด็กน้อยอีกหลายคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แรกๆ เราก็แบลงก์เหมือนกัน ไม่รู้จะสอนน้องยังไงดี เลยคิดถึงตัวเองว่าวันแรกที่เข้าไปเรียน อาจารย์สอนอะไร หรือเวลาเราวาดรูป เราเริ่มจากอะไร ที่ผ่านมาตอนเราเป็นเด็ก เราเคยเรียนอะไรมาบ้าง เราก็สอนเขาเหมือนที่เราทำเลย เริ่มจากเขียนหุ่นนิ่ง เขียนฟอร์มง่ายๆ อย่างวงกลม สี่เหลี่ยม เขียนเครื่องใช้ในบ้านอย่างหม้อ แก้ว ไห จากนั้นค่อยๆ ให้เขาคิดเรื่องสี พื้นผิว หรือองค์ประกอบอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ถึงจะสอนแบบคนเรียนศิลปะทั่วไป แต่ความพิเศษของเด็กออทิสติก คือเขาจะถ่ายทอดผลงานออกมาไม่เหมือนคนปกติอยู่แล้ว เขาจะไม่มานั่งกลัวว่ารูปที่เขาวาดนั้นจะถูกหรือผิด สี แสง เงาจะถูกต้องหรือเปล่า เขาจะวาดออกมาจากใจอย่างรวดเร็วมาก มันจึงเป็นศิลปะที่บริสุทธิ์มาก เขาทำในสิ่งที่เราทำไม่ได้และไม่มีทางทำได้ดีเท่าเขา เราจึงให้เกียรติเขาในฐานะศิลปินคนหนึ่งที่ทำงานร่วมกับเรา รับฟังซึ่งกันและกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61572" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-11.jpg" alt="" width="675" height="423" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-11-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-11-600x376.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61571" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-6.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-6-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ความคิดบวกที่มาจากครอบครัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เขามีความพิเศษ’ คือคำที่ยายเพิ้งพูดมาหลายต่อหลายครั้งเมื่อเอ่ยถึงน้องชาย จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้เป็นพี่สาวอย่างเธอจะคิดและรู้สึกอย่างไรในวันที่รู้ว่าน้องชายมี ‘ความพิเศษ’ นี้ครั้งแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่รู้ว่าเขามีอาการเราอายุประมาณ 12 ขวบเอง นายพรานก็ 6 ขวบ ยังเล็กมากทั้งคู่ จำได้เลยว่าเรารู้สึกเสียใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป คิดแค่ว่าน้องเราเป็นอะไร ทำไมก้มหน้า ทำไมถึงคิดอยู่คนเดียว ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่แปลกนะที่เราไม่รู้สึกหมดหวังเลย แปลกเหมือนกันที่ไม่รู้สึกอะไรขนาดนั้น อาจเพราะว่าเรามีครอบครัวที่อบอุ่นด้วย ทุกคนช่วยกันพยุง และไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหา พ่อ แม่ คนในครอบครัว เป็นคนมองโลกในแง่บวก บวกมากจนเรารู้สึกว่ามันดีซะด้วยซ้ำที่มีเด็กพิเศษอยู่ในบ้าน เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะอายุ 23 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่กับเรา ยังคิดถึง ยังไปไหนมาไหนกับเรา แถมเขาก็โกหกไม่เป็น ขโมยไม่เป็นด้วย เขาไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่นินทาใคร ไม่โกรธ ไม่แค้น ไม่อาฆาตพยาบาท ขนาดสัตว์ยังฆ่าไม่เป็นเลย อย่างมากก็แค่ตบยุง” เพิ้งหัวเราะสดใสเมื่อนึกถึงความซื่อตรงของผู้เป็นน้องชาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่าความรักจากคนในครอบครัวสำคัญกับเขาที่สุด เพราะเขาไม่ได้มีความต้องการทางโลกอะไรเยอะแยะขนาดนั้น ไม่ได้ต้องการแก้วแหวนเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือความรัก ความเข้าใจจากคนที่เขารักนั่นแหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าถ้าเจอว่าคนในครอบครัวเป็นแบบนี้ให้มองบวกไว้ก่อนดีกว่า แต่ต้องไม่เป็นการฝืนมองด้วยนะ ให้มาจากใจ ถ้าทำได้ก็จะสามารถมองเห็นความสุขได้ไม่ยาก”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61565" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-12.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-12.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-12-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<h3>จุดมุ่งหมายที่ตัวเองตั้งใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าทุกวันนี้ ยายเพิ้งมีความสุขดี แถมยังมีเหลือเฟือจนสามารถแจกจ่ายให้กับคนในครอบครัวได้อย่างครบถ้วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นแล้วสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ทำไปเพื่ออะไร เหตุใดถึงยังพัฒนาผลงานออกมาเรื่อยๆ นานกว่า 5 ปีแม้หน้าที่ทางการเรียนจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม คือสิ่งที่เราสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะเราไม่สามารถหยุดทำได้ เรามีน้องที่เป็นเด็กพิเศษอยู่ในบ้าน เราก็รักและชอบทำงานศิลปะ” คือคำที่เธอตอบเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“นอกจากนี้เป็นเพราะเรายังมองว่ามันเป็นอาชีพได้ เป็นอาชีพที่จะทำให้นายพรานซึ่งเป็นเด็กพิเศษมีอาชีพด้วยเช่นเดียวกัน เขาจะเป็นที่พึ่งของตัวเอง มีที่ยืนในสังคม เขาสามารถนำสิ่งที่เขาได้ นำไปช่วยเหลือสังคมบ้างในบางครั้ง ไปบริจาคให้ตามมูลนิธิที่เขาสามารถจะทำได้ ให้เกิดความภาคภูมิใจ ไม่ให้เขารู้สึกว่าเกิดมาบกพร่อง นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าต้องการที่สุดแล้วจากการทำงานศิลปะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“และการที่เราจัดนิทรรศการนี้ขึ้นมา เหตุผลหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ศิลปินทุกคนย่อมต้องคิดถึงอยู่แล้วคือ เราอยากให้คนทั่วไปเข้ามาใกล้ชิดกับศิลปะของเรา ให้เขาเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าทำแล้วก็ดูอยู่คนเดียวที่บ้าน อยากให้คนสนใจศิลปะมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนไทยที่มองว่าศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องไม่สำคัญ และต้องมาทีหลังปากท้อง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-61573" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-14.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/Autism-Exhibition-14-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ขั้นต้นเราต้องการแค่นี้เอง แค่อยากให้หันมามอง มาใช้เวลากับมันบ้าง เวลาที่ว่างแล้วมาดูศิลปะ คุณรู้สึกยังไง เพลิดเพลินใจ อิ่มใจหรือเปล่า ยังไม่ต้องเห็นก็ได้ว่าสิ่งที่เราทำมันทำให้เด็กคนหนึ่งดีขึ้นนะ แค่นี้เราก็ดีใจแล้ว แต่ถ้าคุณยิ่งรับรู้ถึงคุณค่าของมันว่าสิ่งที่เราทำกับน้องเกิดประโยชน์กับตัวเอง กับครอบครัวเรายังไง เกิดประโยชน์กับเด็กพิเศษยังไง แล้วเด็กพิเศษคนนี้ทำอะไรให้กับสังคมได้บ้าง เราก็คาดหวังว่าคนจะตระหนักเห็นถึงคุณค่าของงานศิลปะ เห็นถึงคุณค่าของเด็กพิเศษว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้เราเพิ่งเริ่มในเส้นทางนี้เอง ยังเป็นศิลปินหน้าใหม่ เราเลยคิดว่าทุกอย่างต้องค่อยๆ ทำไป แต่ ณ วันนี้ถึงแม้ว่าจะต้องใช้ชื่อร่วมกันกับน้อง แต่เราก็ยินดี เต็มใจ และมีความสุขที่ได้เซ็นชื่อว่ายายเพิ้งและนายพรานตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเริ่มทำงานนี้แล้ว”</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beyond-autism/">‘Beyond Autism’ นิทรรศการที่พี่สาวเชื่อมั่นว่าน้องชายของเธอเป็นเด็กที่พิเศษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
