<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อาคิรา เดชารัตน์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author421/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author421/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 12 Jul 2021 04:56:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>“ไม่ผิดหรอกที่เพลงประกอบจะใหญ่กว่าหนัง” วิธีคิดในการทำ film score ของฟิว ชัพวิชญ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/phil-composer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2021 09:48:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[End credit]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงประกอบภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Composer]]></category>
		<category><![CDATA[คอมโพสเซอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=139455</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ไม่ผิดหรอกนะที่เพลงจะใหญ่กว่าหนัง” คอมโพสเซอร์ที่เรามาคุยด้วยวันนี้บอกเกริ่นก่อนเริ่มสัมภาษณ์ ขณะที่มือของเขาเองก็ยังวุ่นอยู่กับการจัดการไฟล์ในโปรแกรมทำเพลง ‘น่าสนใจ’ นี่คือคำในหัวที่เราคิด เพราะแวบแรกมันดูขัดกับความเชื่อที่เราเคยรู้มาก่อนอย่าง ‘film score ต้องทำมาเพื่อรับใช้หนัง’ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นสกอร์หนังจะใหญ่กว่าหนังได้ยังไง&#160; เราสอบถามเขาในระหว่างที่กำลังสร้างเสียงเพลงเหล่านั้น ‘เขา’ ที่หมายถึง ฟิว–ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นับจนถึงวันนี้ ในฐานะคอมโพสเซอร์ ฟิวอยู่เบื้องหลังเพลงประกอบภาพยนตร์มามากมาย ไล่เรียงตั้งแต่ อนธการ (2015), ปั๊มน้ำมัน (2016), มะลิลา (2017), คนขับรถ (2017), The Pool นรก 6 เมตร (2018), App War แอปชนแอป (2018), ดิว ไปด้วยกันนะ (2019), Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่ (2020) และโปรเจกต์อื่นๆ อีกมากมายที่กำลังจะปล่อยออกมาในอนาคต เขาถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตา การันตีโดยการคว้ารางวัลระดับประเทศ รวมถึงเข้าชิงสุพรรณหงส์มาแล้วหลายครั้ง แต่ทำไมประสบการณ์เหล่านั้นถึงทำให้เขาบอกกับเราว่า “ไม่ผิดหรอกนะที่เพลงจะใหญ่กว่าหนัง” และอะไรคือที่มาที่พาให้ฟิวมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ให้ถ้อยคำและเสียงที่เขาสร้างบอกเล่าผ่านบทสนทนาของเรา ถ้าให้มองย้อนกลับไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/phil-composer/">“ไม่ผิดหรอกที่เพลงประกอบจะใหญ่กว่าหนัง” วิธีคิดในการทำ film score ของฟิว ชัพวิชญ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ไม่ผิดหรอกนะที่เพลงจะใหญ่กว่าหนัง”</p>



<p>คอมโพสเซอร์ที่เรามาคุยด้วยวันนี้บอกเกริ่นก่อนเริ่มสัมภาษณ์ ขณะที่มือของเขาเองก็ยังวุ่นอยู่กับการจัดการไฟล์ในโปรแกรมทำเพลง</p>



<p>‘น่าสนใจ’ นี่คือคำในหัวที่เราคิด เพราะแวบแรกมันดูขัดกับความเชื่อที่เราเคยรู้มาก่อนอย่าง ‘film score ต้องทำมาเพื่อรับใช้หนัง’ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นสกอร์หนังจะใหญ่กว่าหนังได้ยังไง&nbsp;</p>



<p>เราสอบถามเขาในระหว่างที่กำลังสร้างเสียงเพลงเหล่านั้น ‘เขา’ ที่หมายถึง <strong><a href="https://www.facebook.com/philwcfans">ฟิว–ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล</a></strong></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-683x1024.jpg" alt="คอมโพสเซอร์" class="wp-image-139466" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2133-1.jpg 1365w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>นับจนถึงวันนี้ ในฐานะคอมโพสเซอร์ ฟิวอยู่เบื้องหลังเพลงประกอบภาพยนตร์มามากมาย ไล่เรียงตั้งแต่ <em>อนธการ</em> (2015),<em> ปั๊มน้ำมัน</em> (2016), <em>มะลิลา</em> (2017), <em>คนขับรถ</em> (2017),<em> The Pool นรก 6 เมตร</em> (2018), <em>App War แอปชนแอป</em> (2018), <em>ดิว ไปด้วยกันนะ</em> (2019)<em>, Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่ </em>(2020) และโปรเจกต์อื่นๆ อีกมากมายที่กำลังจะปล่อยออกมาในอนาคต เขาถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตา การันตีโดยการคว้ารางวัลระดับประเทศ รวมถึงเข้าชิงสุพรรณหงส์มาแล้วหลายครั้ง</p>



<p>แต่ทำไมประสบการณ์เหล่านั้นถึงทำให้เขาบอกกับเราว่า “ไม่ผิดหรอกนะที่เพลงจะใหญ่กว่าหนัง” และอะไรคือที่มาที่พาให้ฟิวมายืนอยู่ตรงจุดนี้</p>



<p>ให้ถ้อยคำและเสียงที่เขาสร้างบอกเล่าผ่านบทสนทนาของเรา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-683x1024.jpg" alt="คอมโพสเซอร์" class="wp-image-139460" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/55495093_2096569260396246_4110891689252487168_o.jpg 1142w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าให้มองย้อนกลับไป เส้นทางแบบที่คุณทำอยู่ทุกวันนี้มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน</h4>



<p>คงต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วง ม.6 เลยที่เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองฟังเพลงไม่เหมือนคนอื่น ยุคนั้นคนทั่วไปจะนิยมแนวเพลงแบบป๊อปร็อกหรือซอฟต์ร็อก เราคิดว่าก็สนุกดีแต่พอฟังไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเพลงมีรูปแบบซ้ำๆ ที่จับทางได้ เราเลยอยากหาอะไรที่มันแหกกฎออกไปหน่อย ทีนี้พ่อเราน่ะฟังแนว progressive rock อย่างวง Pink Floyd เราเลยลองเริ่มจากตรงนั้น แล้วค่อยๆ ค้นเพลงสายลึกมากขึ้นไปเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">เลือกเพลงที่ฟังยังไง</h4>



<p>ใช้ความอยากรู้อยากลองของตัวเองล้วน เพราะสมัยนั้นมีอินเทอร์เน็ตแล้ว เราเลยนั่งจิ้มสุ่มฟังไปเรื่อยๆ โดยตอนแรกก็เริ่มจากเว็บที่เน้น progressive rock ก่อนแล้วค่อยๆ แตกแขนงจากร็อกไปเรื่อยๆ จนไปเจอแนว avant-garde หรือจังหวะล้ำๆ ที่เป็นเสียงอิเล็กทรอนิกประหลาดๆ อีกเยอะแยะหลายแนว ซึ่งทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นชุดข้อมูลอยู่ในหัวเรา เวลาแต่งเพลงในปัจจุบันก็มาจากอดีตเหล่านี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-1024x683.jpg" alt="คอมโพสเซอร์" class="wp-image-139462" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2079-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">จากเด็กที่ฟังเพลงไม่เหมือนใคร คุณมาทำงานเป็นคอมโพสเซอร์ได้ยังไง</h4>



<p>ตอนแรกฟังเพลงเยอะเข้าก็แค่อยากแต่งเพลงเฉยๆ อยากแต่งเพลงเพราะๆ เพื่อสุนทรียะส่วนตัวแค่นั้น แต่ทีนี้พอเราเข้ามหาวิทยาลัย เรียนคณะเกี่ยวกับดนตรี ช่วงปี 2 เพื่อนเรา <a href="https://adaymagazine.com/a-tool-interview-chonlasit/">อาร์ม–ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต</a> (นักตัดต่อมือดีประจำวงการ) เอาหนังสั้นมาให้เราลองทำดนตรีประกอบเรื่องแรกในชีวิต ซึ่งพอทำแล้วก็เหมือนเจอทาง สนุกมาก มันติดใจ หลังจากนั้นเลยประกาศตัวแสดงจุดยืนว่าเราอยากทำ film score ใครมีงานก็เอามาให้ได้ ก็เริ่มมีงานเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาเรื่อยๆ จากตรงนั้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">จากหนังสั้นไปสู่หนังยาวได้ยังไง</h4>



<p>ถ้าแบบมีเครดิตครั้งแรกคือเรื่อง<em> Mother</em> (2012) งานทีสิสของบิลลี่ (วรกร&nbsp;ฤทัยวาณิชกุล, CEO ของ Hello Filmmaker) แต่ครั้งนั้นเป็นการที่บิลลี่เอาเพลงที่เราแต่งไว้อยู่แล้วไปใช้ แต่ถ้าเอาที่เป็น original score เรื่องแรกจริงๆ คือ <em>love love you อยากบอกให้รู้ว่ารัก </em>(2015) นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ได้แต่งเพลงให้ใหม่ ซึ่งโอกาสก็มาจากคนที่รู้จักกันมาก่อน แต่จากเรื่องนี้คนก็บอกต่อชื่อเราไปอีก จนช่วงที่เราไปเรียนต่อที่อเมริกา อาร์มที่ตอนนั้นกำลังตัดหนังเรื่อง <em>อนธการ</em> (2015) ก็แนะนำเรากับพี่นุชชี่ (อนุชา&nbsp;บุญยวรรธนะ) ผู้กำกับ เราเลยได้ทำหนังเรื่องนี้ด้วย โดยเป็นการทำที่อเมริกาแล้วส่งกลับมาที่ไทย ซึ่งหลังจากนั้นก็มีงานสนุกๆ เข้ามาอีกเยอะเลยจวบจนถึงตอนนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-139476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/SPH_3539-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ลงลึกในแง่ขั้นตอนกันหน่อย สมมติมีหนังเรื่องหนึ่งติดต่อเข้ามาให้คุณทำเพลงประกอบ กระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะเป็นยังไงบ้าง</h4>



<p>ตามปกติงาน film score จะแบ่งเป็น 2 วิธีนะ แบบแรกขอเรียกว่าแบบปกติทั่วไปแล้วกัน คือถ้าเรียงตามขั้นตอน pre-production, production และ post-production คอมโพสเซอร์จะรอทำงานในส่วนของ post-production รอให้ทีมงานก่อนหน้าตัดหนังให้ได้คัตที่ดีประมาณหนึ่งก่อน เราถึงเข้ามาดูแล้วแต่งเพลงประกอบขึ้นมา พูดง่ายๆ ว่าส่วนไหนนิ่งก็แต่งให้นิ่งไปก่อน อันไหนต้องอัดเสียงก็อัดไปก่อน ส่งไปมาแก้งานจนจบในช่วง post-production นี้</p>



<p>แต่อีกแบบหนึ่งคือการแต่งตั้งแต่ช่วง pre-production เลย คือเราจะได้บทมาอ่านแล้วตีความเป็น film score รอไว้ก่อน ซึ่งนี่เป็นวิธีการที่เราใช้กับ <em>มะลิลา</em> (2017), <em>อนธการ</em> (2015) แล้วก็เรื่องอื่นๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading">สองวิธีนี้ต่างกันไหม</h4>



<p>เราว่าเป็นเรื่องของเวลา อย่างหนังแมสที่ต้องการความเร็วเพราะมีกำหนดการแน่นอนก็ต้องใช้วิธีการปกติคือมาทำช่วง post-production เพราะไม่อย่างนั้นอาจต้องแก้เยอะ แต่หนังอินดี้อย่างหนังของพี่นุชชี่จะมีเวลาให้แก้เยอะกว่า ไม่ต้องเร่งตามกำหนดมาก เราเลยมักเลือกใช้การทำงานแบบเริ่มในช่วง&nbsp;pre-production เพราะจะได้คุมโทนเพลงตั้งแต่แรกทั้งหมด เราชอบแบบนี้มากกว่า แต่พอรู้แบบนี้หลังๆ เราก็เริ่มประยุกต์ให้เกิดเป็นวิธีทำงานแบบที่สามนะ คือแบบ hybrid&nbsp;</p>



<p>อย่างตอนทำเรื่อง<em> ดิว ไปด้วยกันนะ</em> (2019) ของพี่มะเดี่ยว ช่วงแรกเราจะเขียนแค่ธีมไว้อย่างเดียว เพลงอื่นๆ ช่างมันก่อน แต่เอาทำนองหลักให้ได้ ส่งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์จนผ่าน หลังจากนั้นก็รอหนังตัดเสร็จแล้วค่อยเอาธีมมาพัฒนากลายเป็นหลายๆ เพลงในหนัง เรารู้สึกว่าใช้วิธีนี้แล้วเวิร์ก เพราะเร็วกว่าวิธีแบบปกติ ไม่ต้องรอทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยมาเริ่มทำ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-1024x683.jpg" alt="คอมโพสเซอร์" class="wp-image-139468" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2225-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในแง่ของการทำ คุณเปลี่ยนบทหรือภาพจากหนังเป็นเพลงประกอบยังไง</h4>



<p>ต้องเข้าใจตัวละคร เข้าใจแก่นของหนังก่อน หรือถ้าเรื่องไหนไม่เข้าใจก็ต้องคุยกับผู้กำกับว่ามู้ดแอนด์โทนจะไปทางไหน เพราะบางงานก็มีไกด์คร่าวๆ ว่าอยากให้ตรงไหนมีเพลง ที่เหลือจินตนาการเอง ซึ่งเราก็จะเริ่มต้นโดยการแต่งหนึ่งเพลงให้ผู้กำกับฟังว่าชอบไหม ถ้าผ่านก็เอาองค์ประกอบจากเพลงนั้นกระจายไปยังเพลงต่างๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าเข้าใจแล้วเพลงประกอบจะมาทันทีเลยเหรอ</h4>



<p>ก็มีคิดไม่ออกเหมือนทุกคนแหละ ก็ต้องรอไอเดียตกตะกอนเหมือนทุกคน แต่ถ้างานไหนที่ไม่มีเวลาแล้วเราก็ต้องกดสูตร เช่น การเกาะภาพ เกาะเรเฟอเรนซ์ แต่ถ้าถามถึงวิธีการให้คิดออกเราว่าก็ย้อนกลับไปที่คำแนะนำเดิมๆ อย่างควรดูหนังเยอะๆ และฟังเพลงเยอะๆ นั่นแหละ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าให้วิเคราะห์ งานของคุณมีลายเซ็นไหม</h4>



<p>เราว่าค่อนข้างชัดนะ แบบฟังแล้วรู้เลย คือเป็นงานเชิงอารมณ์ เน้น emotional โดยเน้นเครื่องดนตรี 3 อย่าง คือเปียโน สตริง และ ambient เพราะเราว่ามันแทนตัวเราได้ดี เราเป็นตัวเองได้เยอะ ยกตัวอย่างเช่น สารคดี <em>Hope Frozen</em> (2020) ที่มีให้ดูในเน็ตฟลิกซ์ เรื่องนี้จะมีเสียงสตริงวิ่งมาช่วงดราม่า พร้อมกับเปียโนที่เป็น ambient คล้ายกับความไซ-ไฟที่ผสมอยู่กับความ emotional ซึ่งมันก็ซัพพอร์ตไปกับหนังจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่เราอยากให้มันเป็น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-1024x683.jpg" alt="คอมโพสเซอร์" class="wp-image-139474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/FUJI2197-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณใช้เรเฟอเรนซ์บ้างไหม</h4>



<p>ถ้าเป็นงานที่ไม่รีบ เราว่าไม่มีดีกว่า ยิ่งถ้าได้ทำช่วง pre-production เราจะเลี่ยงการใช้เลย เพราะมันทำให้จินตนาการจำกัด แต่ถ้าใช้ เราว่าหน้าที่ของมันคือมีไว้เพื่อให้เข้าใจตรงกันกับผู้กำกับแค่นั้น งานจริงก็ควรเลี่ยงไม่ให้เหมือน ทำให้มู้ดใกล้เคียงได้แต่ต้องไม่ซ้ำจนฟังแล้วรู้ว่ามาจากไหน ยิ่งโครงสร้างทางดนตรียิ่งต้องไม่เหมือนเลย&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่นดนตรีประกอบเรื่อง<em> ปั๊มน้ำมัน </em>(2016) เรื่องนี้มีกลิ่นจาก<em> Brokeback Mountain </em>(2005) นะ เพราะเราพยายามดึงมู้ดออกมาให้ได้มากที่สุด โดยที่โครงสร้างทางดนตรีต้องไม่เหมือนเดิม ซึ่งพอเอามาพัฒนาต่อกับปั๊มน้ำมันที่มีธีมและคาแร็กเตอร์เรื่องความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเหมือนกัน มันเลยออกมาเป็นงานที่ดี ดังนั้นถ้าให้สรุปคือเราว่าการมีเรเฟอเรนซ์ก็อยู่กับประเภทของงานด้วย เพราะงานไหนที่ต้องการความเร็วเรเฟอเรนซ์ก็ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-1024x683.jpg" alt="คอมโพสเซอร์" class="wp-image-139478" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/JF2A0178-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณมีหลักการทำงานที่ยึดถือในฐานะคอมโพสเซอร์ไหม</h4>



<p>(นิ่งคิด) เราว่ามันกลับเป็นเรื่องการทำงานร่วมกันนะ เรายึดถือมากว่าต้องไม่หัวแข็งใส่ผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์ เพราะงานนี้ไม่ใช่การทำวงดนตรีที่มาโชว์ความเป็นตัวเอง สุดท้ายแล้ว film score ต้องรับใช้หนังและแก่นของภาพยนตร์ เพราะทั้งภาพ เสียง และซาวนด์ดีไซน์ทั้งหมดคือองค์ประกอบ ดนตรีก็เช่นกัน เราเลยไม่คิดว่าดนตรีของเราจะสูงกว่าเรื่องอื่นๆ ทุกอย่างคือองค์ประกอบที่เป็นใยแมงมุมในการซัพพอร์ตภาพยนตร์หนึ่งเรื่องทั้งนั้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วทำไมตอนเริ่มต้นคุณถึงบอกว่า ‘เพลงใหญ่กว่าหนัง’ ได้</h4>



<p>เพลงใหญ่ได้ ดนตรีใหญ่ได้ แต่ไม่ใช่เพลงของเราใหญ่หรือตัวของเราใหญ่&nbsp;</p>



<p>พูดให้เคลียร์คือในความคิดเรา ดนตรีไม่จำเป็นต้องเด่นน้อยกว่าหนังเสมอไปน่ะ เช่นหนังเรื่อง <em>Annihilation</em> (2018) ที่ตอนท้ายของหนังจะค่อนข้างไซ-ไฟมาก แต่ดนตรีก็เข้ามาช่วยเพิ่มความลึกลับซับซ้อนเข้าไปอีก จนพาร์ตนั้นของหนังดนตรีใหญ่ออกมาจากภาพเลย เหมือนดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องเพื่อซัพพอร์ตให้ซีนนั้นเซอร์เรียลมากขึ้นไปอีก แต่รูปแบบนี้ก็จะตรงกันข้ามกับพวกหนังช้าๆ หรือหนังอินดี้ที่ส่วนใหญ่ดนตรีจะ underscore เพราะเน้นความสมจริง</p>



<p>สรุปง่ายๆ คือดนตรีประกอบภาพยนตร์ต้องเข้ากับหนังน่ะ มันจะใหญ่หรือเล็กกว่าหนังก็แล้วแต่ แต่ถ้ามันเข้ากัน สำหรับเราคือเวิร์ก&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ติดตามผลงานของฟิวได้ที่ช่อง phil_wc ในทุกช่องทาง ตั้งแต่ยูทูบ, Spotify และ Apple Music&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/phil-composer/">“ไม่ผิดหรอกที่เพลงประกอบจะใหญ่กว่าหนัง” วิธีคิดในการทำ film score ของฟิว ชัพวิชญ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำหนังผู้ลี้ภัยเพื่อลดอคติในใจตน ‘พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง’ ผู้กำกับกระเบนราหู</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puttipong-manta-ray/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jul 2019 11:15:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังรางวัล]]></category>
		<category><![CDATA[กระเบนราหู]]></category>
		<category><![CDATA[หนังอินดี้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับภาพยนตร์กระเบนราหู]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับกระเบนราหู]]></category>
		<category><![CDATA[Manta Ray]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลหนังเวนิส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=67279</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยชื่อ กระเบนราหู เราอาจจะนึกไปถึงปลากระเบนชนิดหนึ่งซึ่งนึกหน้าตาลำบากจนอาจต้องไปเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ กระเบนราหู (Manta Ray) ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้คือชื่อของภาพยนตร์ขนาดยาวสะท้อนปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครผู้อพยพชาวโรฮิงญาและแรงงานชาวประมงไร้ชื่อ  กระเบนราหูได้แหวกว่ายตระเวนฉายในหลายประเทศมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี จนถึงวาระที่กลับมาสู่อ่าวบ้านเกิดอย่างประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเจ้าสัตว์ชนิดนี้ และผู้ที่เป็นหางเสือให้มันอย่าง ป้อม–พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ผู้กำกับภาพยนตร์ กระเบนราหู ที่ได้พามันไปถึงเวนิสและคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 ซึ่งหากนับรวมรางวัลทั้งหมดในตอนนี้ กระเบนราหู ถือเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการตอบรับในเวทีนานาชาติมาแล้วถึง 11 รางวัล “แด่โรงฮิงญา” คือประโยคเริ่มต้นของหนัง แต่กระนั้นพุทธิพงษ์บอกกับเราว่า “อยากให้กระเบนราหูเป็นภาพยนตร์ภาษาสากล เพราะมันเล่าเรื่องผู้อพยพกับเจ้าบ้านที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนกันทั่วโลก”  หากจะพูดถึงที่มาความสำเร็จของตัวภาพยนตร์ คงต้องย้อนกลับไปที่โปรเจกต์ Departure day ที่พุทธิพงษ์เป็นคนเขียนบทขึ้น กระเบนราหูเคยเป็นหนึ่งในสองพาร์ตของโปรเจกต์นี้ โดยครึ่งแรกเป็นเรื่องของผู้หญิงพม่าที่จะข้ามแม่น้ำมาคลอดลูกที่ฝั่งไทย และได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพยนตร์สั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel, 2015) ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายแปลกหน้าที่ลอยมาติดชายฝั่งทะเล และต่อยอดเป็น กระเบนราหู (Manta Ray) ที่ขณะนี้กำลังเข้าฉายโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา จาก Departure Day ภาพยนตร์ขนาดยาวที่มีเนื้อเรื่องสองพาร์ต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puttipong-manta-ray/">ทำหนังผู้ลี้ภัยเพื่อลดอคติในใจตน ‘พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง’ ผู้กำกับกระเบนราหู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเอ่ยชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">กระเบนราหู</span></i><span style="font-weight: 400;"> เราอาจจะนึกไปถึงปลากระเบนชนิดหนึ่งซึ่งนึกหน้าตาลำบากจนอาจต้องไปเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ </span><b>กระเบนราหู (</b><b>Manta Ray</b><b>) </b><span style="font-weight: 400;">ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้คือชื่อของภาพยนตร์ขนาดยาวสะท้อนปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครผู้อพยพชาวโรฮิงญาและแรงงานชาวประมงไร้ชื่อ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67315" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-7-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระเบนราหูได้แหวกว่ายตระเวนฉายในหลายประเทศมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี จนถึงวาระที่กลับมาสู่อ่าวบ้านเกิดอย่างประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเจ้าสัตว์ชนิดนี้ และผู้ที่เป็นหางเสือให้มันอย่าง </span><span style="font-weight: 400;"><strong>ป้อม–พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง</strong> ผู้กำกับภาพยนตร์ <em>กระเบนราหู</em> ที่ได้พามันไปถึงเวนิสและคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 ซึ่งหากนับรวมรางวัลทั้งหมดในตอนนี้ <em>กระเบนราหู</em> ถือเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการตอบรับในเวทีนานาชาติมาแล้วถึง 11 รางวัล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แด่โรงฮิงญา” คือประโยคเริ่มต้นของหนัง แต่กระนั้นพุทธิพงษ์บอกกับเราว่า “อยากให้กระเบนราหูเป็นภาพยนตร์ภาษาสากล เพราะมันเล่าเรื่องผู้อพยพกับเจ้าบ้านที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนกันทั่วโลก” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจะพูดถึงที่มาความสำเร็จของตัวภาพยนตร์ คงต้องย้อนกลับไปที่โปรเจกต์ Departure day ที่พุทธิพงษ์เป็นคนเขียนบทขึ้น กระเบนราหูเคยเป็นหนึ่งในสองพาร์ตของโปรเจกต์นี้ โดยครึ่งแรกเป็นเรื่องของผู้หญิงพม่าที่จะข้ามแม่น้ำมาคลอดลูกที่ฝั่งไทย และได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพยนตร์สั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel, 2015) ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายแปลกหน้าที่ลอยมาติดชายฝั่งทะเล และต่อยอดเป็น </span><em>กระเบนราหู</em> (Manta Ray)<span style="font-weight: 400;"> ที่ขณะนี้กำลังเข้าฉายโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67316" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-8-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>จาก Departure Day ภาพยนตร์ขนาดยาวที่มีเนื้อเรื่องสองพาร์ต สุดท้ายทำไมถึงกลายเป็นกระเบนราหูที่หยิบเอาเฉพาะเนื้อเรื่องครึ่งหลังมาอย่างเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนปี 2009 เราเริ่มสนใจอยากทำหนังยาว เราสนใจถึงความต่างของบุคคล การแสดงอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล เราร่างโครงการส่งทุน Script Development ของปูซานแล้วก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งที่พอสำหรับการรีเสิร์ช หลังจากนั้นเรากับแฟนก็เลยเริ่มออกเที่ยวไปตามตะเข็บชายแดน ตั้งแต่แม่สอด ระนอง ลงใต้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเจอซับเจกต์ที่น่าสนใจคือผู้อพยพ และความต่างทางกายภาพของสองประเทศที่มองเห็นได้ชัดเวลาเราจะข้ามไปอีกประเทศหนึ่ง ทั้งๆ ที่มันคือพื้นที่ที่เชื่อมกันแต่โดนกั้นไว้นิดเดียว จนได้เป็นบทของโปรเจกต์ Departure Day ที่เนื้อเรื่องแบ่งเป็นสองพาร์ตชัดเจน ซึ่งในช่วงปี 2557-2558 มันมีทุนหนึ่งให้สำหรับคนทำหนังสั้น ตอนนั้นก็คิดว่าเอาหนังยาวมาแบ่งครึ่งดีกว่า ไหนๆ มันก็เป็นสองพาร์ต ก็กะว่าถ่ายอันนี้เสร็จก็เหลืออีกครึ่งหนึ่งค่อยไปทำแล้วมาประกอบกันเป็นหนังยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หลังจากนั้นเราก็คิดว่ามันประหลาด เราไม่ควรทำอย่างนั้น มันขี้โกงไปหน่อย ก็เลยเอาพาร์ตแรกมาพัฒนาใหม่ เนื้อเรื่องยังคงเป็นผู้หญิงที่ข้ามแม่น้ำมาเหมือนเดิมแต่ไม่ได้ท้องแล้ว ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์สั้นเรื่องชิงช้าสวรรค์ พอตอนจะทำกระเบนราหูก็มีความคิดว่าจะทำสองพาร์ตเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ด้วยตัวเองเพิ่งไปถ่ายที่แม่สอดมา และความสำคัญมันเริ่มเทไปพาร์ตหลังมากกว่า เราจึงตื่นเต้นที่จะได้ถ่ายทะเลมากกว่า ก็เลยลองเขียนสคริปต์ใหม่ว่ามันเป็นไปได้ไหมถ้าเราใช้เฉพาะพาร์ตสอง จึงออกมาเป็นกระเบนราหู</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67312" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-4-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ช่วงที่ไปลงพื้นที่เก็บข้อมูล ได้ไปเจออะไร หรือได้ประสบการณ์อะไรที่หยิบมาใช้ในภาพยนตร์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันอาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่องแต่เป็นความรู้สึกหลายๆ อย่างที่พอได้ไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันรู้สึก เราเป็นคนกรุงเทพฯ เราไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องมาก ภาพชายแดนของเราคือภาพของคนเมืองที่มองชายแดน มีด่านตรวจคนเข้าเมือง มีทหาร มีรั้วลวดหนาม มีบางอย่างที่ทำให้เราสองฝั่งข้ามกันไม่ได้ มีอันตราย แต่สิ่งที่เราไปเจอที่ชายแดนแม่สอดครั้งแรกมันไม่ใช่จุดท่องเที่ยว ห่างจากตัวแม่สอดไปนิดเดียวเราเห็นแม่น้ำเมย ตอนนั้นเรารู้สึกว่านี่คือแม่น้ำที่ข้ามไม่ได้นะ ข้ามไปอาจจะโดนยิงได้เลย เพราะมันผิดกฎหมายระหว่างประเทศนี่หว่า ไม่มีวีซ่า แต่ตอนนั้นเราเห็นคนข้ามไง เด็กข้ามไปมา มีเด็กมาเล่นกัน เราก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย จริงๆ ไอ้ความอุปโลกน์ของการเป็นเส้นแบ่งเขตพวกนี้มันคือเรานี่หว่า เพราะคนที่อยู่ตรงนั้น เขาแทบจะเห็นเส้นตรงนั้นบางมาก</span></p>
<p><b>การเป็นคนเมืองที่เข้าไปศึกษาพื้นที่ชายแดนเพื่อทำภาพยนตร์ คุณต้องเอาตัวเองลงไปขนาดไหนเพื่อเล่ามุมมองนั้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในดราฟต์แรกๆ ของสคริปต์ เราไปเจอความยากลำบากของคนที่อยู่ตรงนั้น คนที่โดนกดขี่เพราะไม่มีสัญชาติ เราสะเทือนใจและพยายามเอาความยากลำบากเหล่านั้นมาเขียนเป็นบท เราพยายามศึกษาเขา เราเริ่มกลายเป็นอีกฝั่งหนึ่ง แต่มันมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจตั้งแต่ต้น เราสนใจความต่างของอัตลักษณ์ ความที่วัฒนธรรมสองแบบมันมาเจอกันมันจะมีแรงต่อต้านหรือแรงที่จะกลืนกันไป หนังกระเบนราหูเลยดึงกลับมาใหม่หมด เป็นเรื่องของคนที่มองคนเหล่านั้นอยู่ ก็คือแทนตัวเองที่ไปเจอความรู้สึกเหล่านั้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเข้าไปคุย เข้าไปสัมภาษณ์ แทนที่เราจะเอาเนื้อเรื่อง เอาประวัติเขามาอยู่ในหนัง เราบอกว่าเราขอเก็บเสียงเขาหน่อยได้ไหม ให้เขาออกเสียงอืมมมมในลำคอ เจอมาประมาณ 40-50 คน ก็เอาไมโครโฟนไปให้เขาทำเสียงให้หน่อย แล้วเราก็เก็บเสียงเหล่านั้นมาคอมโพสเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นเสียงสกอร์ประสานในตอนจบ เสียงเหล่านั้นมันเปล่งมาจากตัวมนุษย์ เราแยกไม่ออกหรอกว่าเสียงนั้นมาจากใคร ชนชาติใด พูดภาษาอะไร เพราะสุดท้ายมันคือเสียงมนุษย์เท่าๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67322" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-14-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b><em>กระเบนราหู</em> เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของคุณ ซึ่งการทำหนังยาวเรื่องแรกแล้วได้กระโดดไปร่วมทุนกับหลายที่ในเวทีนานาชาติ ความรู้สึกเป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนเริ่มโปรเจกต์นี้เราคิดอยู่แล้วว่ามันต้องเอาเงินจากเมืองนอก เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาใครในเมืองไทยมาสนับสนุนเราได้ กระทรวงวัฒนธรรมอาจช่วยเราได้ ซึ่งเขาก็ช่วยจริงๆ เราได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมมาตลอดเลย แต่ก็ตั้งเป้าอยู่แล้วว่าเราต้องหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติด้วย เป็นอีกทางให้คนทำหนังได้สร้างหนัง ก็เลยไม่ตกใจมากที่มันได้ทุนจากหลายเวที แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ หลังจากที่มันทำเสร็จแล้วมีคนชอบ มีฟีดแบ็ก มีรางวัลเข้ามา ได้ไปฉายหลายเทศกาล อันนี้เกินความคาดหมายเรา</span></p>
<p><b>เทศกาลหนังต่างประเทศ รางวัล และคำวิจารณ์เชิงบวก มีส่วนในการส่งเสริมภาพยนตร์ให้ไปทำอะไรต่อได้ง่ายขึ้นไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็ต้องยอมรับว่าการได้รางวัลจากเวทีใหญ่อย่างเวนิส ทำให้เทศกาลอื่นๆ สนใจและอยากเอาหนังไปฉายในเทศกาลเขาบ้าง ความเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ ทำหนังเรื่องแรก ก็ทำให้เขาสนใจ คงอยากลองให้ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ทำอะไรแปลกๆ ได้ออกมาบ้าง ก็ช่วยสนับสนุนให้หนังมีโอกาสไปไกล รวมทั้งเรามีบริษัทที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอยู่ที่ปารีส ชื่อว่า Jour2Fête เขาชอบหนังเรามาก ชอบตั้งแต่ก่อนไปประกวดที่เวนิสอีกนะ เราตัดไฟนอลคัตให้เขาโดยที่ยังไม่ได้เกรดสี ยังไม่มิกซ์เสียงเลย ตอนนั้นพยายามหาเซลล์เอเจนต์ตัวแทน แล้วที่นี่เขาขอจัดจำหน่ายให้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าหนังจะได้ฉายที่ไหน เราก็เลยให้เขามาเป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ พอเขาจ่ายเงินให้หนังเราแล้ว หนังไม่ต้องได้ไปฉายที่ไหนก็ได้นะ เขาก็ยอมเสี่ยงกับเรา แสดงว่าเขาก็เป็นพาร์ตเนอร์ที่เป็นมิตรกับเรามาก และผลักดันหนังเราให้ไปฉายเทศกาลต่างๆ ได้เยอะจนตกใจเลย วันแรกที่หนังได้รางวัลที่เวนิส Jeus de Face ก็ส่งอีเมลมาบอกเราว่าเขาไม่เคยได้รับอีเมลจากเทศกาลหนังเยอะขนาดนี้มาก่อน เพราะหลังจากได้รางวัลก็มีอีกกว่า 50 เทศกาลติดต่อ Jour2Fête ว่าขอดู <em>กระเบนราหู</em> หน่อย ก็ประจวบเหมาะโชคดีพอดี ที่มีทีมงานดี มีพาร์ตเนอร์ดี</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67321" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-13-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วคุณไปเจอนักแสดงหลักได้อย่างไร เขามีส่วนในการช่วยพัฒนาคาแร็กเตอร์ของตัวละครไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากตัวละครแรกที่เป็นชาวประมงไม่มีชื่อ นักแสดงคือ อุ้ม (วัลลภ รุ่งกำจัด) เราเคยเจอเขาเล่นภาพยนตร์ <em>มหาสมุทรและสุสาน</em> ที่เราเป็นช่างภาพ ประมาณปี 2554 ระหว่างที่เรากำลังพัฒนาบท เราอยากถ่ายไพลอตตัวอย่างหนังไปขอทุน ก็เลยคุยกับอุ้ม ตอนนั้นไม่ได้ซีเรียสมาก คิดแค่ว่าชาวประมงคนหนึ่ง ใครก็ได้ขอให้คนนั้นเป็นนักแสดงและมาเล่นให้เราหน่อย หลังจากนั้นพอเปิดไพลอตดู ทำสคริปต์ไปเรื่อยๆ เราก็จำหน้าอุ้มไว้ตลอด สุดท้ายแล้วชายประมงก็เลยต้องเป็นอุ้ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคนที่เป็นชายแปลกหน้าชื่อธงไชยในเรื่อง ตอนแรกเราอยากได้ผู้อพยพจริงๆ เหมือนกัน เพราะหนังมันไม่มีบทพูดสำหรับคนแปลกหน้า เราอยากได้ความรู้สึกในตาเขา การแสดงมูฟเมนต์ต่างๆ ที่ไม่ใช่คนเมืองมาเล่นหนัง แต่ด้วยกฎหมายที่เราไม่สามารถเอาคนที่ไม่มีบัตรทำงานมาเล่นหนังได้ สุดท้ายก็ลอง open call เปิดให้ใครก็ได้มาออดิชั่นจากทางเฟซบุ๊กนี่ล่ะ ปรากฏว่าได้เจอ ฟรี (อภิสิทธิ์ หะมะ) เขาเป็นคนปัตตานี อำเภอสายบุรี เป็นอำเภอที่มีการปะทะกันระหว่างคนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ มีการยิงกัน ถล่มโรงพัก ฆ่าทหาร แต่ปัจจุบันฟรีย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว แต่เขาบอกเสมอว่ารู้สึกแปลกถิ่น มีบางอย่างเปลี่ยนไปเวลาเขาเล่าว่าผมเป็นคนปัตตานี เป็นคนสายบุรี เป็นคนมุสลิม เพื่อนเขาที่โตมาในกรุงเทพฯ เริ่มมองเขาประหลาดๆ พอเขาเล่าให้เราฟังเราก็คิดว่ามันมีความรู้สึกร่วมบางอย่างที่น่าจะเป็นคาแร็กเตอร์ของเราได้ และหนังของเราได้รับแรงบันดาลใจมาจากเคราะห์กรรมของชาวโรฮิงญา เราได้แรงบันดาลใจจากตรงนั้นมาเยอะ แต่เราไม่อยากให้หนังพูดถึงเฉพาะโรฮิงญา แม้จะเขียนว่าแด่โรฮิงญาในตอนต้นก็ตาม เราเลยเลือกฟรีมาเล่นบทนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนบทสายใจเป็นนักร้องที่ชื่อคุณรัศมี อีสานโซล ไอเดียแรกเราอยากได้คนที่จะมาเป็นเมียของชาวประมง แล้วเราอยากให้เขาดูเรียลลิสติก เป็นคนธรรมดาสามัญ คนต่างจังหวัด แต่เราอยากให้เขามีเสียงที่เพราะจนคนดูตกใจว่า เฮ้ย คนนี้ทำไมเสียงเพราะขนาดนี้ ตอนนั้นเปิดยูทูบไปเรื่อยๆ แล้วเจอรัศมีร้องเพลง ก็ลองให้คนไปคุยทาบทามดู เขาสนใจ ก็เลยได้รัศมีมาเล่นบทนี้ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67314" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-6.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-6.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-6-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>ด้วยความที่มันเล่าเรื่องมุสลิม เล่าเรื่องโรฮิงญา อย่างน้อยก็จั่วหัวมาว่า แด่โรฮิงญา คุณได้รับแรงปะทะจากการทำหนังเรื่องนี้ไหม หรือความคิดเห็นจากคนที่ได้ดูเป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าวงกว้างเราไม่แน่ใจ เพราะตอนทำหนังก็ทำกันแบบเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าทำเกี่ยวกับโรฮิงญา ก็มีเพื่อนส่งเมสเซจเข้ามาหาเราว่า &#8220;</span><i><span style="font-weight: 400;">มึงจะไปทำหนังให้พวกมันทำไม&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือไม่ก็ &#8220;</span><i><span style="font-weight: 400;">ไม่เห็นต้องทำหนังเลย ไปช่วยดิ เอามาเลี้ยงที่บ้านสักตัว&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกที่ได้ยินเราเกิดอคติอย่างท่วมท้นในหัวเลย ว่าทำไมคนชนชั้นกลางมันแย่ขนาดนี้ เวลาด่าคือตัวเขาอยู่กรุงเทพฯ รู้ข่าวสารรอบโลกจากอินเทอร์เน็ต จากไอโฟน อยู่ในสตาร์บัค ชอบไปต่างจังหวัด ชอบไปร้านกาแฟต่างจังหวัดที่มองเห็นวิวทุ่งนา ตัวเองอยู่ในเซฟโซนมาก อยู่ในห้องแอร์ ฟีดแบ็กนี้เลยทำให้เราอคติมาก แต่ตอนนี้เราพยายามลดอคติในใจลงด้วยการพยายามเข้าใจเขาเหมือนกัน พยายามเฉลี่ยตรงกลางกัน เราคิดแบบนี้ เขาคิดแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ถ้ามีเพื่อนที่เห็นต่างกับเรามากๆ เราก็จะเข้าไปคุยกับเขา อย่างเพื่อนที่ไม่ชอบมุสลิม เราจะบอกว่า เราเคยไปทำงานที่ประเทศมุสลิมอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คนที่นั่นนิสัยดีมากและเราก็ไม่คิดว่ามุสลิมกลุ่มนั้นกับมุสลิมบางคนจะเป็นคนเดียวกัน มันต้องแยกกัน สุดท้ายถ้าเขาไม่ฟังเราก็จบลงตรงนั้น อย่างน้อยเราก็พยายามคุย เป็นประสบการณ์ของเขา อย่าไปโกรธเขาต่อ นี่คือสิ่งที่เราฝึกอยู่</span></p>
<p><b>การทำหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนคุณไปด้วยใช่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปลี่ยนเยอะมาก ตอนแรกเราทำด้วยความเกรี้ยวกราด ด้วยความอคติว่าทำไมคนไทยคิดแบบนี้ ตอนหลังเราเริ่มทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้มนุษย์เชื่อแบบนี้ เราเริ่มสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น กลับไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มากขึ้น และมันนอกเหนือจากอารมณ์ มันมีบางอย่างสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ถึงตอนนี้เราไม่ได้รู้หมดแต่เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้อยู่</span></p>
<p><b>การได้กลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำหรับคุณคิดว่ามันช่วยอะไรได้บ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันช่วยมากเลยในการรู้จักสังคม ตอนเด็กๆ เราอาจวิพากษ์วิจารณ์เพื่อน นินทากัน ด่ากัน ไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์สังคมเท่าไหร่ ตอนนี้มันกว้างขึ้น เราวิพากษ์วิจารณ์สังคม ตอนนี้มันมีสื่อเยอะมาก แล้วเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอันไหนเป็นจริง ซึ่งถ้าหากเราไม่รู้ประวัติศาสตร์เลยมันจะเชื่อมโยงยากมาก เราไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์ เราเรียนรู้อยู่ ประวัติศาสตร์จึงช่วยเราเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่มันกระจัดกระจายอยู่ ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้พูดว่าเราฉลาดขึ้นนะ แค่เราจะเข้าใจทุกอย่างมากขึ้น</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67319" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-11.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-11.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-11-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>แต่มนุษย์เราก็ศึกษาประวัติศาสตร์กันมานานมาก และพบว่ามันก็กลับมาซ้ำรอยอยู่ดี มีผู้อพยพกลุ่มใหม่เกิดขึ้นซ้ำๆ มีความเกลียดชังเกิดขึ้นตามมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อคติในใจของบุคคลมันส่งผลเหล่านั้นได้ ยิ่งอคติเหล่านั้นเกิดในผู้มีอำนาจมันก็อาจส่งผลไปสู่กลุ่มคนของเขา อย่างฮิตเลอร์ที่ไม่ชอบคนยิว เราก็เห็นว่ามันสร้างโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงมาก เหมือนกัน ถ้าเกิดวันนี้ผู้มีอำนาจในบ้านเราเห็นว่า มุสลิม พม่า ในบ้านเราเป็นปัญหาก็อาจจะเกิดอะไรก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่ทำเรื่องโรฮิงญา ซีเรียก็อพยพเหมือนกันช่วงปี 2558-2559 แล้วมันเกิดเหตุการณ์คล้ายกันอย่างหนึ่งในยุโรปกับเมืองไทย คือการกระแนะกระแหนผู้อพยพ ภาพของโรฮิงญาที่อยู่ฝั่งบ้านเรามีโทรศัพท์มือถือ แล้วที่หนักกว่านั้นหนังสือพิมพ์หัวหนึ่งลงข่าวว่าพกหนังสือโป๊อยู่ในแคมป์ มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ เหมือนกันเลย ครั้งที่ชาวซีเรียอพยพไปยุโรปมีภาพเขาถ่ายเซลฟี่กันริมหาดหลุดมา แล้วก็โดนคนด่าหมดเลย ยุโรปด่าซีเรีย ไทยด่าโรฮิงญา คือจะพูดว่านี่ไง ผู้อพยพไม่ได้รันทดนี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคือภาพที่คนมองว่าผู้อพยพมันต้องไม่ใช่เรา ต้องไม่มีสิทธิเสมอเรา ต้องต่ำกว่าเรา ผู้อพยพคือคนที่แบกลังเทินหัว เดินข้ามลำน้ำ นั่นคือผู้อพยพ วันใดที่มันมีไอโฟน มันไม่ใช่ผู้อพยพ มันคือคนที่อยากหาผลประโยชน์บางอย่างกับประเทศเรา มันคืออคติ คือมายาคติเกิดขึ้นมา ด่าว่ากัน ทำไมคนโรฮิงญาจะอ่านหนังสือโป๊ไม่ได้ ทำไมคนเมืองอ่านได้ ทำไมเขาจะมีโทรศัพท์ไม่ได้ มีไอโฟนไม่ได้ เขาไม่ใช่มนุษย์เหรอ เขาไม่มีสิทธิเท่ากันเหรอ แสดงว่าเรามองเขาต่ำกว่าตลอด วันใดที่เขาใกล้กับเรา เราก็เกลียดเขาแล้ว เพราะเขาไม่น่าสงสารอีกต่อไป </span></p>
<p><b>น่าสนใจที่ว่าภาพจำของผู้อพยพคือคนที่น่าสงสาร แล้วพอได้สิทธิที่ใกล้กับเราขึ้นมา เราก็พยายามผลักเขาออกไปในพื้นที่ของความเกลียดชัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่เราอินมากตอนนี้คือเรื่องเพจแอนตี้มุสลิม เขาจะเขียนว่า ตอนนี้มี พรบ.อิสลาม มีการสนับสนุนเงินให้ธนาคารอิสลาม โดยเงินจากรัฐ ทำไมเราต้องไปช่วยมัน ข้อความมันประมาณนี้ แต่ก็แปลกใจว่าแล้วมุสลิมเหล่านั้นไม่ได้ถือบัตรประชาชนคนไทยเหรอ เขาก็ถือนี่นา แล้วทำไมเราต้องเอาแต่พุทธ เรามองโดยการเอาตรรกะของการแบ่งแยกมาครอบ คือฉันพุทธแล้วทำไมต้องให้มุสลิม คนมุสลิมก็ครอบว่าทำไมต้องให้พุทธ คนไทยก็ครอบด้วยการเป็นคนไทย ทำไมต้องไปให้พม่า พม่ามันมาแย่งงานเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเองก็ยังมีมายาคติในการมองคนบางกลุ่ม เรากำลังฝึกอยู่เหมือนกัน พยายามต่อสู้กับอคติ การทำหนังเรื่องนี้คือความพยายามที่จะย่อเรื่องผู้อพยพให้กลับมาแค่เรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ นั่นล่ะคือสิ่งสำคัญ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67309" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-1-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>จากการเป็นเจ้าบ้านที่มองคนแปลกหน้าเข้ามา คุณเคยมีประสบการณ์ที่กลายเป็นคนแปลกหน้าเองไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีๆ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราคิดได้ เราเคยไปอยู่นิวยอร์กแล้วกลายเป็นชนชั้นสอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้คือที่โน่นเขายอมรับกันมากกว่า ถึงแม้จะมีการเหยียดชนชาติ เหยียดผิว แต่ก็โอเค มันเกิดมานานแล้วและมันกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่บ้านเรามันไม่มีมาก่อน หรือมีนิดๆ อย่างตอนเด็กๆ เราอาจจะไม่ชอบประเทศลาว ประเทศพม่า เพราะมาเผาบ้านเราอะไรไม่รู้ในประวัติศาสตร์ ก็มีนิดๆ ที่มันฝังมา แต่เราไม่เคยคิดว่าเราจะไปฆ่าเขานะ ไม่เคยเกลียดกันขนาดอยากล้างเผ่าพันธ์ุเขา แต่มาเดี๋ยวนี้มันเกิดแล้ว มันมีแล้ว เราเห็นโพสต์เฟซบุ๊กว่าจะทำลายกันขนาดนั้น เลยคิดว่าเมืองไทยกำลังกลับไปตกต่ำ ในขณะที่ประเทศอื่นเขาเริ่มยอมรับกันมากขึ้น</span></p>
<p><b>แล้วถ้าในด้านภาพยนตร์ จากโอกาสที่คุณได้ไปสัมผัสระหว่างต่างประเทศกับเมืองไทย มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้เราได้ไปหลายเทศกาลมาก เราก็ยังเป็นหน้าใหม่มาก เรายังไม่กล้าสรุปว่าต่างกันขนาดไหน แต่เท่าที่เห็นมีคนดูเยอะมาตลอด ดีใจมาก เราได้เจอคนดูหลากหลายและได้ฟีดแบ็กกลับมาเยอะ ซึ่งมันมีประโยชน์กับเรา อย่างตอนเราไปฉายที่เม็กซิโกสองรอบ คนดูเต็มสองรอบเลย ตกใจมาก มีคนดูที่มารอต่อแถวแล้วไม่ได้ดู และอีกหลายที่มากที่ไปฉายแล้วมีคนดูเต็มโรง แต่พอกลับมาเมืองไทยแทบไม่มีคนรู้จัก อย่างตอนเมเจอร์จะฉายหนังเราแล้วมีโพสต์ของเมเจอร์ที่บอกว่าเดือนกรกฎาคมมีหนังอะไรเข้าโรงบ้าง เราก็ไปตามอ่านคอมเมนต์ ไม่มีคนพูดถึงหนังเราเลย มีกระทั่งแบบตัดกำลังใจมาก ไอ้เรื่องนี้ไม่อยากดู มันก็รู้สึกเสียใจ จากที่เคยเห็นฝรั่งมาดูหนังเราเต็มโรง ตอนนั้นรู้สึกพองโต แต่พอกลับมาเมืองไทยมันดัน โอ่ยยยย (ถอนหายใจ)</span></p>
<p><b>รู้สึกเหมือนหนังเราเป็นคนแปลกหน้าในบ้านตัวเองไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นสิ ก็เหมาะกับธีมหนังดีนะ (หัวเราะ) ทั้งเรื่องก็เล่าด้วยภาษาไทย ในประเทศไทยหมดเลย แต่กลับไม่ใช่หน้าหนังแบบที่จะขายในไทย</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67317" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-9.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-9.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>แล้วคิดอย่างไรกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในบ้านเรา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจมันซับซ้อนเกินไปสำหรับเรา แต่ก็มีกลุ่มหนังอินดี้ที่รวมกันตัวกันสร้างยูเนี่ยนจะได้มีเสียงใหญ่ๆ ไปต่อรอง หรือรวมกันเองเพื่อให้ทุกอย่างมันพัฒนาขึ้นไป แต่เราไม่ถนัดทางนั้น อย่างในทีมเรามีสี่คน คือ เรา, เก่ง จักรวาล ที่ทำ Vanishing Point, โก้ ชาติชาย ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้เราทุกเรื่องมาโดยตลอด และ เมย์ วิทวัส พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแวดวงหนังได้คือการทำหนัง สิ่งที่มันจะทำให้เราไปต่อคือการทำต่อไป ไม่ซับซ้อนเลย ทำไป ทำไป ทำไป ซึ่งเราสนับสนุนอีกกลุ่มเต็มที่นะ เขาคิดถูกต้อง ต้องมีคนทำแบบนี้ เพียงแค่มันไม่ใช่วิธีการที่เราถนัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ จุดหมายเหมือนกันเลยนะ คือความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมหรือแม้แต่กระทั่งให้คนดูมีโอกาสดูหนังหลากหลายมากขึ้น จุดประสงค์เดียวกันนั่นล่ะ เราพร้อมสนับสนุนเลย จะให้ลงชื่ออะไรเราเอาด้วย </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67327" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-19.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-19.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Q-_-A-กระเบนราหู-19-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puttipong-manta-ray/">ทำหนังผู้ลี้ภัยเพื่อลดอคติในใจตน ‘พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง’ ผู้กำกับกระเบนราหู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเจ็บปวดของคนรุ่นใหม่ในสายตาคงเดชผ่านหนังเรื่องแรกของ BNK48 FILMS</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kongdech-where-we-belong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2019 03:17:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[คงเดช]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับ]]></category>
		<category><![CDATA[คงเดช จาตุรันต์รัศมี]]></category>
		<category><![CDATA[where we belong]]></category>
		<category><![CDATA[jennis bnk48]]></category>
		<category><![CDATA[music bnk48]]></category>
		<category><![CDATA[ความเจ็บปวด]]></category>
		<category><![CDATA[bnk48]]></category>
		<category><![CDATA[ความโดดเดี่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[Snap]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กสาว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[บีเอ็นเค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=64447</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับตั้งแต่ปี 2015 กับภาพยนตร์เรื่อง Snap แค่&#8230;ได้คิดถึง ปีนี้ คงเดช จาตุรันต์รัศมี กลับมาปั้นผลงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวอีกครั้งกับ Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า นำแสดงโดย 2 สาวที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ (เจนนิษฐ์ BNK48) และ แพรวา สุธรรมพงษ์ (มิวสิค BNK48) Where We Belong เล่าถึงความสัมพันธ์ของซูและเบล เด็กสาว 2 คนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เรื่องราวของหนังดำเนินอยู่ในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ซูจะไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมีเบลเป็นคนช่วยเก็บกระเป๋าและช่วยซูไล่ทำสิ่งต่างๆ มากมายในเช็กลิสต์ที่ซูคิดว่าควรทำก่อนขึ้นเครื่อง ตั้งแต่คืนของไปจนถึงสารภาพความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งการเก็บกระเป๋าของซูอาจเป็นเหมือนชีวิตของเธอก็ได้ว่าสุดท้ายเธอจะเลือกเก็บหรือทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลังเพื่อออกเดินทาง จากที่เราเห็น ด้วยตัวละครวัยรุ่นและหน้าหนังที่ดูแมสขึ้นจากการคัดเลือกนักแสดงจาก BNK48 รวมไปถึงการสตาร์ทตัวจากรางวัล CJ Entertainment Awards (หนังเรื่องนี้เป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน Asian Project Market ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kongdech-where-we-belong/">ความเจ็บปวดของคนรุ่นใหม่ในสายตาคงเดชผ่านหนังเรื่องแรกของ BNK48 FILMS</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่ปี 2015 กับภาพยนตร์เรื่อง<em> Snap แค่&#8230;ได้คิดถึง</em> ปีนี้ <strong>คงเดช จาตุรันต์รัศมี</strong> กลับมาปั้นผลงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวอีกครั้งกับ<em> Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า</em> นำแสดงโดย 2 สาวที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ (เจนนิษฐ์ BNK48) และ แพรวา สุธรรมพงษ์ (มิวสิค BNK48)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>Where We Belong</em> เล่าถึงความสัมพันธ์ของซูและเบล เด็กสาว 2 คนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เรื่องราวของหนังดำเนินอยู่ในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ซูจะไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมีเบลเป็นคนช่วยเก็บกระเป๋าและช่วยซูไล่ทำสิ่งต่างๆ มากมายในเช็กลิสต์ที่ซูคิดว่าควรทำก่อนขึ้นเครื่อง ตั้งแต่คืนของไปจนถึงสารภาพความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งการเก็บกระเป๋าของซูอาจเป็นเหมือนชีวิตของเธอก็ได้ว่าสุดท้ายเธอจะเลือกเก็บหรือทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลังเพื่อออกเดินทาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่เราเห็น ด้วยตัวละครวัยรุ่นและหน้าหนังที่ดูแมสขึ้นจากการคัดเลือกนักแสดงจาก BNK48 รวมไปถึงการสตาร์ทตัวจากรางวัล CJ Entertainment Awards (หนังเรื่องนี้เป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน Asian Project Market ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018) ทำให้ <em>Where We Belong</em> กลายเป็นโปรเจกต์ที่ถูกจับตามองตั้งแต่ระยะแรกๆ จนถึงวันนี้ที่ภาพยนตร์กำลังฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงเดินทางมาหาเขาเพื่อหาคำตอบบางอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คงเดชเป็นคนที่มักจะตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวและผลักดันมันออกมาเป็นงานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนังสือ หรือภาพยนตร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วอะไรคือจุดเริ่มต้นของ <em>Where We Belong</em></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64722 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โปรเจกต์ <em>Where We Belong</em> เกิดขึ้นมาได้อย่างไร</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีที่แล้วเราได้รับการติดต่อจากคุณต้อม (</span><span style="font-weight: 400;">จิรัฐ บวรวัฒนะ CEO บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด) </span><span style="font-weight: 400;">ว่าอยากจะทำหนัง เขาชอบ <em>Snap</em> ซึ่งถือว่ารสนิยมดี (หัวเราะ) เขาเลยอยากจะให้ทำหนังเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ให้น้องได้เล่นดีๆ ได้แสดงศักยภาพ สำหรับเราก็เป็นโจทย์ที่สบายกูสิ เขาไม่มายุ่งเนื้อเรื่อง แต่ว่าขอให้ได้เล่นดีๆ ได้ เดี๋ยวจัดให้ อะไรทำนองนั้น แต่ว่างบไม่เยอะนะ เราก็ยังทำหนังที่แบบจำกัดจำเขี่ยไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ ดีขึ้นมานิดเดียว แต่ว่าได้เล่าเรื่องอย่างที่อยากเล่า ดังนั้นก็เลยเป็นโจทย์มาตั้งแต่ต้นว่าต้องเป็นน้อง BNK48 เล่น แล้วเราก็รู้สึกว่าจะต้องเป็นตัวหลัก จะไม่ใช่แค่เอาไปเป็นบทสมทบหรืออะไรต่างๆ แบบที่ผ่านมาของเขา</span></p>
<p><b>จากภาพยนตร์เรื่องที่ผ่านๆ มาของคุณที่มีตัวละครหลากหลาย ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกเล่าเรื่องเด็กผู้หญิง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามีความอินกับความสัมพันธ์ของเด็กสาว ด้วยชีวิตหลักของเราที่ลูกสาวเริ่มโต เป็นแฝดอายุ 14 เราเฝ้ามองเขาเติบโตอยู่ซึ่งมีอะไรน่าสนใจอยู่เยอะ แล้วสภาพสังคมในประเทศเรา ณ ปัจจุบันนี้ เราจะมีคำถามเกี่ยวกับอนาคตและชีวิตของลูกสาวเราอยู่บ่อยๆ ไม่ได้บอกกับลูกหรอกนะ แต่เราจะคิดกับตัวเองอยู่เสมอ เรารู้ว่าวัยรุ่นยุคนี้มันแบกโลกหนักกว่ายุคเราเยอะ อยู่ในช่วงสภาพสังคมที่ค่อนข้างกดทับเราอยู่อย่างไม่รู้ตัว เราก็รู้สึกว่าอยากทำเรื่องนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอ้คำว่า <em>Where We Belong</em> จริงๆ มันเป็นคอนเซปต์ที่อยู่กับเรามา 4-5 ปีแล้ว มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่เรารู้สึกไม่เข้ากับที่ไหนหรืออะไรสักอย่าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64718 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยฟิตอินกับเพื่อนเท่าไหร่ คือมีเพื่อนนะ ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่ามันมีความรู้สึกแบบมึงไม่เข้าใจกูมั้ง ไม่เก็ตกูหรอก จนถึงช่วงมหาลัยหรืออะไรต่างๆ นานา เราเป็นมนุษย์ที่มีความก้ำกึ่ง มีปัญหานี้กับตัวเองมาตลอด จนกระทั่งทุกวันนี้จะห้าสิบแล้ว ทำอาชีพอะไรก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของวงการนั้น เขียนหนังสือก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเขียน เคยมีวงก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักดนตรี ทำหนังใหญ่ก็ไม่รู้สึกฟิตอินกับสตูดิโอเอาเสียเลย ทำหนังอินดี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นตัวกู เวลาพาหนังไปต่างประเทศก็ไม่รู้สึกกับเทศกาลอะไรที่จะต้องมีปาร์ตี้และพูดคุยความคิดอันแหลมคมตลอดเวลา เราเลยรู้สึกว่านี่คือวัตถุดิบที่วันนี้เราอยากจะคุย เพราะตอนนี้ไอ้ความรู้สึกไม่ฟิตอินกลายเป็นความรู้สึกที่ร่วมสมัยมากขึ้น ทุกวันนี้ตั้งแต่เด็กวัยรุ่นขึ้นมา ทุกคนมีความรู้สึกนี้ง่ายขึ้น เราเลยรู้สึกว่า เออ อยากจะคุยเรื่องนี้วันนี้</span></p>
<p><b>แต่ถ้าดูจากตัวอย่าง<em> Where We Belong</em> จะเห็นว่าพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงด้วย ดูไม่เหมือนหนังเรื่องที่ผ่านมาของคุณ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็ส่วนหนึ่ง แต่เราสนใจเรื่องนี้อยู่สักพักแล้วเพราะลูกสาวเราเป็นแฝด ทุกๆ วันเราจะเห็นเด็กผู้หญิงสองคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลาในชีวิต เห็นเวลาที่เขาโกรธกัน แล้วก็กอดกันเมื่อต้องการจะง้อกัน เราเลยสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของผู้หญิง </span><span style="font-weight: 400;">ผู้ชายอย่างเราเนี่ยไม่ค่อยสัมผัสกันทางร่างกายเท่าไหร่หรอก อย่างมากก็ตบหลังตบไหล่ มันไม่ค่อยจูงมือกันไปซื้อขนม มันมีความกระด้างกว่า แต่ว่าเด็กผู้หญิงจะมีการสัมผัสทางร่างกายสูงกว่าโดยที่ไม่ได้เป็นเรื่องเชิงเพศด้วยนะ มันเป็นความรู้สึกแบบอุ่นใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเราก็ค้นพบว่าทุกรุ่นเด็กผู้หญิงด้วยกันก็มักจะมีเพื่อนที่รักกันมากแต่รักไม่เท่ากัน จะมีฝ่ายหนึ่งที่แคร์อีกฝ่ายมากกว่าเสมอ และอีกคนมันก็รู้ด้วยว่ามันรักกูมากกว่ากูรักมัน แต่กูก็ทำได้เท่านี้ กูรักมึงไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วว่ะ ได้ดีที่สุดเท่านี้ เรารู้สึกชอบสิ่งนี้ ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">ไอ้ภาวะแบบนี้ทำเป็นหนังเพื่อนผู้ชายไม่ได้ (หัวเราะ) จั๊กจี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คือผู้หญิงจะมีความพึ่งพิงกันในเวลาที่ยังไม่มีใคร แล้วสุดท้ายแม่งจะมีฝ่ายหนึ่งชิงไปมีแฟน แล้วอีกฝ่ายก็คิดว่ากูถูกทิ้งอยู่เดียวดาย เราเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดอยู่คาตา คู่แล้วคู่เล่า เราคิดว่าน่าสนใจดี แล้วพอเวลามันเฮิร์ตจากแฟนแล้ววิ่งกลับมาหา มึงยอมรับมันไหม มึงก็ยอมรับมันทุกครั้งเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64742 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-28.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วหญิงสาว 2 คนนั้นกลายเป็น เจนนิษฐ์และมิวสิค ได้อย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องเข้าไปคุยกับเมมเบอร์ BNK48 หลายคนและเข้าไปแบบไม่รู้จักเขาเลย พอเราไม่รู้จักเขามาก่อน เราเลยรู้จักทั้งคู่ในฐานะเจนนิษฐ์ ในฐานะมิวสิค และ 2 คนนี้เป็นสองคนที่คุยกับเรายาวมาก เราค้นพบว่าทั้งคู่มีความเป็น ‘ซู-เบล’ สูง มีอินเนอร์ที่ดี มีเรื่องราวในชีวิตที่หนักหนามากกว่าที่หลายคนอาจจะเคยรู้มาก่อน แต่เขาก็พร้อมที่จะเล่าให้เราฟัง รวมไปถึงทัศนคติที่เขาใช้จัดการกับชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาเข้าจริงเราได้พบว่า BNK48 เป็นหม้อหลอมรวมเด็กที่มาจากต่างที่ต่างทางจริงๆ แล้วแต่ละคนมีคาแร็กเตอร์ที่น่าสนใจมากๆ เพียงแต่ว่าคนอื่นยังไม่เหมาะกับบทนี้เท่านั้นเอง แต่พอเป็นสองคนนี้ยิ่งอยู่กันทุกวัน นั่งคุยกัน มันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย ดี ทั้งคู่มีความเป็นเด็กสาวที่ต้องรับมือกับอะไรที่เข้มข้นจนเรายังคิดเลยว่าถ้าเป็นตัวเราเอง เราจะจัดการกับมันยังไงวะ แต่นั่นแหละ ตั้งแต่วันแรกแล้วที่เราคุยกับเขา กำแพงทุกอย่างได้พังทลายลงไปตั้งแต่ต้น ดังนั้นทุกครั้งที่เราเห็นเขาทั้ง 2 คน ก็คือเจนนิษฐ์ คือมิวสิค แค่นั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64696 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61705264_2284174311667524_1786550736931258368_o-1.jpg" alt="" width="1800" height="1207" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61705264_2284174311667524_1786550736931258368_o-1.jpg 1800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61705264_2284174311667524_1786550736931258368_o-1-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61705264_2284174311667524_1786550736931258368_o-1-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61705264_2284174311667524_1786550736931258368_o-1-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61705264_2284174311667524_1786550736931258368_o-1-600x402.jpg 600w" sizes="(max-width: 1800px) 100vw, 1800px" /></p>
<h4><em>Where We Belong</em> ดูเป็นหนังที่ต้องใช้ทักษะและเสน่ห์ส่วนตัวของนักแสดงสูงมาก อะไรคือสิ่งที่ทำให้เจนนิษฐ์และมิวสิคกลายมาเป็นตัวละครซูและเบล ได้อย่างที่คุณหวัง</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่เวิร์กช็อปแล้ว เราทำความรู้จักเขามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเจนนิษฐ์ เขาเป็นคนที่ดูหนังเยอะ จินตนาการสูง แล้วก็มีสัญชาตญาณที่ดี ดังนั้นตั้งแต่เริ่มเวิร์กช็อปเราก็จะเริ่มเห็นทักษะเขาแล้ว เจนนิษฐ์มีเซนส์ที่โคตรดี พร้อมจะปรับจูนได้ และโคตรมีวินัย โปรมากๆ โปรกว่านักแสดงอาชีพหลายๆ คนที่เคยร่วมงานกันมาอีก แล้วตอนเราถ่ายทำ ใจยังคิดเลยว่าบทซูเป็นบทหลัก แบกอยู่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของเรื่อง ถ้าไม่ได้เจนนิษฐ์จะเป็นไงเนี่ย กูนึกไม่ออกเลย เพราะน้องมีสมาธิมากๆ แล้วพอสั่งคัตก็กลับไปเป็นเด็กบ้าๆ บอๆ ได้ นี่คือความมหัศจรรย์ เราโคตรชอบเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่มิวสิคจะเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่ว่าเขาเป็นคนที่ชาร์มมิงจากข้างใน ทุกคนในกองจะชอบมิวสิคทั้งๆ ที่ไม่เคยติดตามมาก่อน แต่มันมีอะไรสักอย่างในตัวมิวสิคที่ส่องแสงอยู่ตลอด ด้วยความที่เขาไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนเลยไม่รู้วิธี ต่างกับเจนนิษฐ์ที่รู้เยอะ แต่นี่ไม่รู้เลย และเป็นคนที่กำกับไม่ได้ด้วย เหมือนเป็นสัตว์ป่าตัวหนึ่ง ต้องใช้คำนี้นะ (หัวเราะ) เวลาเราเจอนักแสดงแบบนี้เราจะต้องปล่อยให้เขาเล่นออกมาก่อนแล้วค่อยๆ เชปเขาอีกที ดังนั้นเลยมีอะไรเซอร์ไพรส์ให้เราได้เห็นทุกวี่ทุกวัน แค่ได้เจอสองคนนี้ก็โคตรคุ้มแล้วกับการต้องเหนื่อยข้ามปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64697 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61779554_2284175408334081_2414096152375853056_o-1.jpg" alt="" width="1800" height="1207" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61779554_2284175408334081_2414096152375853056_o-1.jpg 1800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61779554_2284175408334081_2414096152375853056_o-1-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61779554_2284175408334081_2414096152375853056_o-1-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61779554_2284175408334081_2414096152375853056_o-1-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/61779554_2284175408334081_2414096152375853056_o-1-600x402.jpg 600w" sizes="(max-width: 1800px) 100vw, 1800px" /></p>
<p><b>อยากให้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เป็นเมจิกหน้ากล้องที่จำได้หรือประทับใจให้ฟังหน่อย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันจะมีซีนที่ทะเลที่เราจำมากที่สุด เพราะเราต้องแข่งกับเวลา พระอาทิตย์แม่งตกต่อหน้าแล้วจะมีช็อตที่แสงเปลี่ยน ณ ตอนนั้นรอบตัวเราวิ่งกันขาขวิด แสงจะหมดแล้ว เราแม่งมีอยู่เทคเดียวเท่านั้น แต่น้องสองคนนิ่งมากท่ามกลางความโกลาหลรอบๆ แล้วในบทไม่ได้บอกว่าต้องทำยังไงอะไรขนาดนั้น แต่ว่าสองคนมันพาไปถึงจุดนั้น ซึ่งเวลาที่คุณทำหนังแล้วเจอช่วงเวลาอะไรแบบนี้ เราไม่รู้หรอกนะว่าหนังออกมาดีไม่ดี คนจะชอบไม่ชอบ รายได้แม่งจะเป็นยังไง แต่เวลาคุณเจอไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ปุ๊บ แม่งโอเคแล้ว พอแล้ว มันเป็นรางวัลไปแล้วในตัว กับทั้งหมดเลยนะ ทั้งทีมงาน ทั้งน้อง นั่นล่ะที่ทำให้เรายังเลิกอาชีพนี้ไม่ได้</span></p>
<p><b>แล้วหลังจากทำหนังเสร็จ คุณได้คำตอบของคำถามที่คุณตั้งไว้ในตอนแรกไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันไม่เคยมีคำตอบอยู่แล้ว เราทำทุกเรื่องก็ไม่เคยมีคำตอบ แต่ว่าการที่ได้เห็นมันประจักษ์ต่อหน้าทำให้เรายอมรับมันได้มากขึ้นในชีวิต ต้องเข้าใจก่อนว่าไอ้คำถามที่ว่ามันเกิดจากความทุกข์และไม่เข้าใจชีวิต เรามีไอเดียตลอดเวลาและก็ถูกจดไว้ แต่ถ้าเรื่องไหนที่ไม่ปั่นป่วนเราก็จะถูกวางไว้อย่างงั้น แต่ถ้ามันปั่นป่วนเราและมีอะไรมาไดรฟ์ แสดงว่าเราต้องทำมันแล้ว มันคันแบบต้องเกา แล้วถ้ายิ่งเป็นความทุกข์ เป็นคำถามหรือเป็นอะไรต่างๆ นานา เราว่าเมื่อทำหนังเสร็จแล้วแค่ทำให้เรายอมรับมันได้ ไม่ใช่ระดับที่เรียกว่าเข้าใจชีวิต แต่ว่ามันทำให้เราโอเคที่จะอยู่กับมัน ก็โอเคแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64735 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-22.jpg" alt="" width="540" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-22.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-22-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเรื่องนี้อาจจะพิเศษอย่างหนึ่งตรงที่ลูกสาวเรากำลังโตขึ้น ก่อนหน้านี้เวลาเราทำหนังมันก็เป็นหมุดอื่นๆ ในชีวิต ตั้งแต่ <em>สยิว</em> คือไอ้เด็กสาวทอมบอยที่พยายามหาพื้นที่ให้ตัวเอง จริงๆ มันก็อาจจะเป็นร่างทรงของเราก็ได้ ในช่วงเวลาที่มีความฝันแล้วอยากจะหาพื้นที่ให้ตัวเอง เสร็จแล้วมา <em>เฉิ่ม</em> มา <em>กอด</em> มันก็เป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ต้องการความรักหรืออะไรต่างๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไดรฟ์ในตัวเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่วัยนี้เป็นวัยที่เราเป็นพ่อและลูกสาวกำลังโต เรารู้สึกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไดรฟ์ของเราย้ายจากตัวเองไปสู่ลูก ดังนั้นตอนที่ทำหนังเรื่องนี้จบ เราค้นพบว่าเราอุทิศเรื่องนี้ให้หลายคนมาก ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้หญิงรอบๆ ตัวหมดเลย ลูกสาวเรา เมียเรา แม่เรา แล้วก็คำถามที่ว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองมากน้อยขนาดไหน สมบูรณ์แบบขนาดไหน เราเป็นเจ้าของมันได้จริงหรือเปล่า แม้แต่ร่างกายของเรา เราเป็นเจ้าของมันจริงหรือเปล่า แล้วหนังมันว่าด้วยเรื่องนั้นแหละ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64744 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-30.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>รวมไปถึงความรู้สึกไม่ belong ด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เอาจริงๆ นะ เดี๋ยวนี้พออายุ 20-30 พวกเราโคตรแบ่งแยกกันเลย สังคมทำให้เราแบ่งแยกมากขึ้นโดยอัตโนมัติ จริงๆ ก็ทุกเจเนอเรชั่น เพียงแต่ว่าเราเจอเยอะในช่วงนี้เพราะลูกสาวเราอยู่ในวัยนี้ หรืออย่างเวลาทำงานเราก็จะเจอกับพวกเด็กที่จบมาใหม่ๆ บ้าง เราเห็นสิ่งนี้ตลอดเวลา เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ</span></p>
<p><b>เท่าที่ฟัง ดูเป็นหนังเศร้านะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม่งเข้มข้นกว่า <em>Snap</em> หลายเท่า คือ <em>Snap</em> มันมีความซึมๆ เบาๆ อยู่ มันมีความเบาโหวงๆ นะ เพราะว่าตัวละครผึ้งเป็นตัวละครชนชั้นกลางอายุ 20 กว่าที่เป็นลูกนายทหาร เป็นคนแบบที่มีฟูกไว้รองรับตัวเองยามเมื่อร่วงหล่น เป็นคนประเภทหลอกตัวเองว่าโอเค ดังนั้นไอ้ความรู้สึกของหนังโดยรวมจะอยู่ท่ามกลางความรู้สึกแบบกูลงไอจี มีคนไลก์กู มีชีวิตที่โอเค กูสะกดจิตตัวเองได้ กูปรุงแต่งความทรงจำขึ้นมาใหม่ได้ แต่ว่าตัวละครใน <em>Where We Belong</em> มันเป็นเด็ก มันยังไม่มีอะไรเลย เดี๋ยวมันอาจจะโตขึ้นไปเป็นคนแบบผึ้งก็ได้ แต่ตอนนี้มันเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรเลย เป็นเด็ก ม.6 ปีที่ผ่านมาที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนระบบการเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ต้องรอเคว้งคว้าง กลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่ามีคุณค่าหรือเปล่าอยู่ 5-6 เดือน เด็กประเทศเราแม่งอยู่ในสภาพแบบนี้ ซึ่งมันไม่เบาหรอก ไม่มีทาง</span></p>
<p><b>คิดอย่างไรกับเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในสภาพสังคมปัจจุบัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้สึกได้ว่ายิ่งในเด็กรุ่นถัดๆ ไปจากซูและเบลที่จะเติบโตขึ้น เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเป็นคนไทยอีกต่อไป ไม่มีคำว่าคลั่งชาติอีกแล้ว เด็กที่เติบโตมาในยุคที่โลกทั้งใบกองอยู่ตรงหน้า เขาไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้อีกต่อไปแล้ว ลูกเรามีความคิดว่าเขาคือพลเมืองโลกมากกว่า ถ้าที่นี่ไม่เวิร์ก เขาก็พร้อมและต้องการจะไปมาก เราคิดว่านี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับและต้องเผชิญ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในประเทศ เพราะว่าระบบการศึกษาเอย อะไรเอย หมุนตามไม่ทันโลก เด็กรู้มากกว่าครู ทุกคนต่างบอกว่าระบบการศึกษากำลังล่มสลายอยู่ ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยด้วย เมือกนอกเองก็ระส่ำระส่ายมาก ระบบเคลื่อนตัวได้ยากและช้ากว่าความเป็นไปของโลก ยิ่งประเทศไทยอย่าเรียกว่าเคลื่อนตัวเลยดีกว่า มันนอนนิ่งๆ มานานมากแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64714 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4>เพราะเด็กสมัยนี้มีทางเลือกให้เลือกหรือไม่ยึดติดมากกว่า</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอ้ความที่โลกมากองตรงหน้า มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมี เพราะเขารู้แล้วว่าที่ไหนมีอะไร ถ้าฉันอยากจะได้ฉันต้องไปที่นี่ เด็กมันพร้อมแล้ว และยิ่งรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพก็พร้อมไป กูไปได้นี่หว่า ภาษากูก็ได้ ดังนั้นก็ไปดีกว่า </span></p>
<p><b>เหมือนตัวละครซูในหนังที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับที่ที่ตัวเองอยู่และหาที่ที่เหมาะสมกับตัวเอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ๆ แต่พูดจริงๆ นะ เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันไม่มีที่แห่งนั้น เราต่างรู้ว่ามันไม่มีที่ที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นหรอก มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องแบบความถูกต้อง</span></p>
<p><b>แล้วซูหรือเราจะพยายามหนีไปเพื่ออะไร ถ้าสุดท้ายก็ไม่มีที่แห่งนั้นอยู่ดี</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจจะต้องไปเพื่อให้รู้ว่าไม่มีที่นั่น หรือที่นั่นก็ยังไม่ใช่นั่นแหละ เพราะถ้าไม่ไปแม่งก็ไม่รู้ จะไปรู้ได้ยังไงวะ ถ้ากูยังไม่ไป กูยังอยู่ตรงนี้ กูก็ยังมองไม่เห็น เป็นเรื่องปกติ เราคิดว่ามันเป็นสเตปหนึ่งของชีวิตนะ การเคลื่อนไปคือส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ การเติบโต การเรียนรู้ การไปสู่อีกหมุดหมายหนึ่งแล้วก็ค้นพบบางสิ่งเหมือนตัวละครที่ไปสู่สถานที่ใหม่ นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นตอนจบ หนังอีกเรื่องอาจจะว่าด้วยซูที่เพิ่งย้ายเข้ามาที่แห่งหนึ่ง นึกออกไหม แล้วมันก็กลายเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและตอนจบของหนังอีกเรื่องหนึ่ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64701 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/62073578_2284175425000746_538037373577986048_o-1.jpg" alt="" width="1800" height="1207" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/62073578_2284175425000746_538037373577986048_o-1.jpg 1800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/62073578_2284175425000746_538037373577986048_o-1-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/62073578_2284175425000746_538037373577986048_o-1-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/62073578_2284175425000746_538037373577986048_o-1-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/62073578_2284175425000746_538037373577986048_o-1-600x402.jpg 600w" sizes="(max-width: 1800px) 100vw, 1800px" /></p>
<p><b>แต่ทำไมสิ่งนี้ดูเป็นปัญหากับเด็กรุ่นใหม่ในยุคนี้มากขึ้น ยุคก่อนไม่เป็นเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางเลือกของผู้ใหญ่รุ่นก่อนในประเทศมันสร้างสภาพแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ต้องอยู่ สร้างกรอบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่บอกพวกเขาว่าอย่างนี้สิถูก อย่างนี้สิใช่ เป็นเรื่องที่ส่งต่อกันมา จริงๆ ซูเองก็ไม่ได้ถูกบีบบังคับอะไรต่างๆ หรอก ชีวิตของเด็กธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้มีใครมาบีบบังคับขนาดนั้น แต่ว่าเงื่อนไขบางอย่างในชีวิตทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เหมือนเอาเข้าจริงๆ เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าใครมาบีบบังคับเราขนาดนั้น แต่ถ้าคิดดีๆ เอ๊ะ เราก็ไม่ค่อยได้เลือกอะไรเลยนี่นา กูต้องอยู่ไปแบบนี้จริงๆ เหรอ</span></p>
<p><b>ถ้าอย่างนั้นในมุมมองคุณ เด็กรุ่นใหม่ก็จะถูกเงื่อนไขของคนรุ่นเก่ากดทับต่อไปหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นสิ่งที่เรา concern ในอนาคตมากๆ เลยนะ เราไม่รู้ว่าสิ่งที่กดทับพวกเราและเด็กรุ่นใหม่อยู่ตอนนี้มันจะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ เด็กที่โตขึ้นมาแล้วเป็นผลผลิตจากการกดทับนี้จะทำให้เขาตัดสินใจใช้ชีวิตในมุมต่างๆ ยังไง แล้วไอ้การกดทับจะยังคงอยู่หรือเปล่า ไอ้พวกยี่สิบสามสิบวันนี้จะกลายเป็นห้าสิบที่ยังกดทับไปเรื่อยๆ หรือเปล่า เราถึงได้พูดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ล้มเหลวในเชิง evolution สุดๆ เพราะว่ามันกดทับกันไปเรื่อยๆ มันกดทับด้วยจินตนาการด้วยนะ ไม่มีอะไรจริงเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64740 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-26.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4>ไม่มีอะไรจริง คือเราถูกหลอกเหรอ</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เราก็ถูกหลอกมาทุกรุ่นนะ เอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ พอไดรฟ์เราเป็นคนรุ่นถัดไป ไดรฟ์เราเป็นลูกของเรา เราก็มองว่าจะทำยังไงให้อนาคตดีขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เรารู้อยู่แล้วนะว่ามันคือปาหี่ รู้ทั้งรู้ว่ายังไงเสียก็จะถูกทำให้เป็นอย่างที่เป็นตอนนี้ แต่สิ่งที่รู้สึกคือเราเสียใจแทนคนรุ่นใหม่ที่ไปใช้สิทธิครั้งแรก เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกผิดหวัง และเราไม่รู้ว่าไอ้ความผิดหวังจะนำไปสู่อะไรในอนาคต เรารู้สึกแย่ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตัวเองมีสิทธิที่เป็นเหมือนกำลังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่พอเจอว่าทุกอย่างถูกจัดฉากมาตั้งแต่ต้นและได้เห็นผู้ใหญ่เหี้ยๆ ที่กำลังหัวเราะเยาะเด็กว่ากระดูกอ่อนขนาดไหน เราเจ็บแทนเด็กๆ ที่ต้องผิดหวัง และสิ่งที่เรากลัวคือความผิดหวังนั้นจะนำพาไปสู่ความเพิกเฉยในอนาคต ก็แม่งไม่ช่วยอะไรนี่หว่า เรากลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น และนั่นจะทำให้เราไม่ไปไหนเลย</span></p>
<p><b>แล้วอะไรคือความหวังและความสุขของคุณทุกวันนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสุขคือการกลับไปบ้านทุกวันแล้วลูกสาวเราทั้งสองคนยังแย่งกันพูดเรื่องต่างๆ ที่วันนี้ไปเจอมาให้เราฟัง แต่เราก็รู้นะว่าเดี๋ยววันหนึ่งก็จะหายไป เรารู้แหละว่าไม่มีอะไรแน่นอน เหี้ยเอ๊ย ทำไมมันเศร้าอย่างนี้วะ (หัวเราะ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นั่นล่ะ มันก็เป็นสิ่งที่เราใช้ยึดเหนี่ยวในแต่ละวันได้ มันกลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรืออย่างเมจิกหน้ากล้องที่เราได้เจอตอนทำหนังเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราหวังว่าได้เจออีก จริงๆ การมาเจอเด็กสองคนนี้ (เจนนิษฐ์และมิวสิค) ก็เป็นพรในชีวิตมากแล้ว ตอนแรกจากแค่ต้องหา BNK48 สองคนมาเล่น แต่สิ่งที่เราได้เจอคือเราเจอเด็กสาวที่เจ๋งมากๆ สองคน มันดีนะ เหมือนเราเจออิ้งค์ (อิ้งค์–วรันธร นักแสดงนำจากเรื่อง <em>Snap แค่&#8230;ได้คิดถึง</em>) แล้วทุกวันนี้ก็ยังพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกัน อะไรอย่างนี้มันก็ยังเป็นเรื่องที่ดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64736 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-23.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-23.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-23-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ตลอดการคุยกันคุณพูดถึงลูกตลอด แล้วใน <em>Where We Belong</em> มีเมสเซจอะไรที่อยากบอกกับลูกหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิด) เราไม่กล้าบอกอะไรกับลูกเลย เราไม่รู้ว่าทัศนคติที่เรามีกับมนุษย์ เราควรจะชี้ให้ลูกเห็นหรือเปล่าด้วยซ้ำไป ลูกควรจะมีทัศนคติของตัวเอง ด้วยวัย 14 ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเขามาดูหนังเราแล้วจะเข้าใจขนาดไหน ก็อาจจะทำให้เขาเข้าใจเรามากขึ้นว่าพ่อคิดอย่างนี้เท่านั้นเอง แต่เราก็ไม่สามารถชี้ทางให้ลูกได้อยู่ดี ทุกวันนี้ก็อยู่ใกล้ๆ เขา ถ้าเขายังเล่าอะไรให้เราฟังอยู่ตลอดก็โอเคแล้ว เพราะเวลาที่เขาไม่คุยกับเราปุ๊บ กูก็คงจะเริ่มรู้สึกว่า ฉิบหายแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64738 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/คงเดช-we-where-belong-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><div id="erdyt-6a29aa8e98111" data-id="N2DCiuo9SwA" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-N2DCiuo9SwA-6a29aa8e98111" data-vid="N2DCiuo9SwA" data-src="https://www.youtube.com/embed/N2DCiuo9SwA?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/N2DCiuo9SwA/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kongdech-where-we-belong/">ความเจ็บปวดของคนรุ่นใหม่ในสายตาคงเดชผ่านหนังเรื่องแรกของ BNK48 FILMS</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สยมภู มุกดีพร้อม : ผู้กำกับภาพชาวไทยที่หลงใหลธรรมชาติและความจริง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-sayompoo-call-me-by-your-name/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-sayompoo-call-me-by-your-name/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Mar 2018 06:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[call me by your name]]></category>
		<category><![CDATA[สยมภู มุกดีพร้อ]]></category>
		<category><![CDATA[สอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ตากล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องฟิล์ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-sayompoo-call-me-by-your-name/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“มีคนสร้างสิ่งที่ดีตรงหน้ากล้องแล้ว เรามีหน้าที่ไปจับมัน เพราะเราไม่ใช่ผู้กำกับหรือนักแสดง” จากกระแสของภาพยนตร์เรื่อง Call Me by Your Name ทั้งในต่างประเทศและในไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่านาทีนี้ชื่อของ สอง-สยมภู มุกดีพร้อม เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเป็นผู้กำกับภาพชาวไทยให้กับหนังเรื่องนี้ กับฝีมือการถ่ายทำด้วยฟิล์มที่ดึงเอาบรรยากาศและเสน่ห์ของเมืองเครมา เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี มาถ่ายทอดด้วย เลนส์ 35 มม. ตัวเดียวตลอดการถ่ายทำ ซึ่งสยมภูบอกว่าเป็นงานยากและท้าทายที่มัดมือตัวเองด้วยข้อจำกัดนี้ แต่รางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยม (Best Cinematography) ที่ได้รับจากงานประกาศรางวัลภาพยนตร์อินดี้ของสหรัฐอเมริกา (Independent Spirit Awards) คงเป็นตัวการันตีที่ดีในความสำเร็จครั้งนี้ของเขา ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับภาพให้หนังรักที่ดังที่สุดในปี 2017 สยมภูเคยทำงานร่วมกับผู้กำกับไทยชื่อดังมากหน้าหลายตา แต่คนที่พาให้งานภาพของสยมภูไปสู่สายตานานาชาติคือ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับผลงานเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ซึ่งเป็นใบเบิกทางให้สยมภูเริ่มต้นเส้นทางของการทำงานในกองถ่ายต่างประเทศ ด้วยประสบการณ์การทำงานอันน่าสนใจตลอด 20 ปีของสยมภู วันนี้เราได้โอกาสมาพูดคุยกับเขาในเรื่องการทำงานและเบื้องหลังกระบวนการคิด ซึ่งตลอดการสนทนา สยมภูนิยามตัวเองว่าเขาเป็นช่างเทคนิคที่ทำงานกับภาพตรงหน้าที่เขารู้สึก และยืนยันที่จะถ่ายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มเท่านั้นเพราะเป็นสิ่งที่เขารู้สึกกับมันมากที่สุด คุณติดใจการถ่ายหนังด้วยฟิล์มตั้งแต่เมื่อไหร่ โลกมันเริ่มเปลี่ยนช่วงที่กล้องดิจิทัล Red ออกมาใหม่ๆ เราเป็นคนแรกๆ ที่สนใจเรื่องดิจิทัลแล้วกระโดดไปศึกษามัน หลังจากนั้นก็ได้ถ่ายหนังไทยด้วยดิจิทัลอีก 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-sayompoo-call-me-by-your-name/">สยมภู มุกดีพร้อม : ผู้กำกับภาพชาวไทยที่หลงใหลธรรมชาติและความจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“มีคนสร้างสิ่งที่ดีตรงหน้ากล้องแล้ว เรามีหน้าที่ไปจับมัน เพราะเราไม่ใช่ผู้กำกับหรือนักแสดง”</p>
<p>จากกระแสของภาพยนตร์เรื่อง <em>Call Me by Your Name</em> ทั้งในต่างประเทศและในไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่านาทีนี้ชื่อของ <strong>สอง-สยมภู มุกดีพร้อม</strong> เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเป็นผู้กำกับภาพชาวไทยให้กับหนังเรื่องนี้ กับฝีมือการถ่ายทำด้วยฟิล์มที่ดึงเอาบรรยากาศและเสน่ห์ของเมืองเครมา เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี มาถ่ายทอดด้วย เลนส์ 35 มม. ตัวเดียวตลอดการถ่ายทำ ซึ่งสยมภูบอกว่าเป็นงานยากและท้าทายที่มัดมือตัวเองด้วยข้อจำกัดนี้ แต่รางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยม (Best Cinematography) ที่ได้รับจากงานประกาศรางวัลภาพยนตร์อินดี้ของสหรัฐอเมริกา (Independent Spirit Awards) คงเป็นตัวการันตีที่ดีในความสำเร็จครั้งนี้ของเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song17.jpg" /></p>
<p>ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับภาพให้หนังรักที่ดังที่สุดในปี 2017 สยมภูเคยทำงานร่วมกับผู้กำกับไทยชื่อดังมากหน้าหลายตา แต่คนที่พาให้งานภาพของสยมภูไปสู่สายตานานาชาติคือ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับผลงานเรื่อง <em>ลุงบุญมีระลึกชาติ</em> ซึ่งเป็นใบเบิกทางให้สยมภูเริ่มต้นเส้นทางของการทำงานในกองถ่ายต่างประเทศ</p>
<p>ด้วยประสบการณ์การทำงานอันน่าสนใจตลอด 20 ปีของสยมภู วันนี้เราได้โอกาสมาพูดคุยกับเขาในเรื่องการทำงานและเบื้องหลังกระบวนการคิด ซึ่งตลอดการสนทนา สยมภูนิยามตัวเองว่าเขาเป็นช่างเทคนิคที่ทำงานกับภาพตรงหน้าที่เขารู้สึก และยืนยันที่จะถ่ายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มเท่านั้นเพราะเป็นสิ่งที่เขารู้สึกกับมันมากที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/behind002.jpg" /></p>
<p><strong>คุณติดใจการถ่ายหนังด้วยฟิล์มตั้งแต่เมื่อไหร่<br />
</strong>โลกมันเริ่มเปลี่ยนช่วงที่กล้องดิจิทัล Red ออกมาใหม่ๆ เราเป็นคนแรกๆ ที่สนใจเรื่องดิจิทัลแล้วกระโดดไปศึกษามัน หลังจากนั้นก็ได้ถ่ายหนังไทยด้วยดิจิทัลอีก 2 &#8211; 3 เรื่อง แล้วเราค้นพบว่าเราไม่พอใจ</p>
<p>ตอนที่เฟอร์ดินันโด (Ferdinando Cito Filomarino โปรดิวเซอร์ร่วมจาก <em>ลุงบุญมีระลึกชาติ</em>) ติดต่อให้เราถ่ายเรื่อง <em>Antonia </em>คราวนี้มันต้องมีกระบวนการทดลองถ่ายในโลเคชันจริง เราก็สั่งกล้องอเล็กซ่ามาถ่ายด้วยเลนส์ชุดนึง และขอเอากล้องฟิล์มมาด้วยและถ่ายด้วยเลนส์ชุดเดียวกันนี่แหละ ตอนถ่ายก็ตั้งกล้องคู่กัน เฟรมเดียวกัน ถ่ายด้วยกล้องอเล็กซ่าทีนึง ถ่ายด้วยฟิล์มทีนึงด้วยแสงเดียวกัน ด้วยวิวแบบเดียวกัน พอกระบวนการทุกอย่างเสร็จส่งให้เฟอร์ดินันโดดู เขาก็ไปฉายดูกันที่โรงหนังในมิลานแล้วแจ้งกลับมาว่าเขาจะถ่ายฟิล์มนะ เราก็ดีใจ หลังจากนั้นเราก็ถามว่าทำไมถึงเลือกฟิล์ม เขาตอบว่าดูปุ๊บก็เป็นเอกฉันท์โดยที่ไม่ต้องถกเถียงกันเลยว่าเพราะอะไร หลังจากนั้นผมตัดสินใจเลยว่าผมไม่ถ่ายดิจิทัลแล้ว จะถ่ายแต่ฟิล์ม สำหรับภาพยนตร์นะ แต่ถ้าโฆษณาก็ถ่ายหมด คนเราก็ต้องเลี้ยงชีพ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song3.jpg" /></p>
<p><strong>เสน่ห์ของการถ่ายด้วยฟิล์มคืออะไร<br />
</strong>มันเป็นเครื่องมือที่เราเลือกเท่านั้นเอง เพราะว่าถ้าเป็นกล้องดิจิทัล ผมจะจัดการกับสิ่งที่เกิดหน้ากล้องได้ไม่ดีพอ เวลาดูเฟรมดิจิทัลเรารู้สึกเป็นแค่ภาพ (image) ไม่รู้สึกตอบสนองกับมันในระดับที่ละเอียดได้ มันถีบเราออกจากตัวภาพยนตร์ แม้บางทีถ่ายเฟรมนิ่งๆ เราก็อิน เอาตัวเองเข้าไป แต่สักพักนึงอะไรสักอย่างก็เด้งเราออกมาจากหนัง มันเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่าเราควบคุมไม่ได้</p>
<p>อีกอย่างนึงคืองานที่เราต้องถ่ายเป็นธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ เป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องเลือกถ่ายฟิล์มเลยนะ ใช้เลนส์กว้างเพื่อถ่ายเก็บรายละเอียด ใบไม้ที่มีเต็มไปหมดเลย ซึ่งดิจิทัลมันเจ๊ง hold ไม่ได้ มันไม่ได้รายละเอียดขนาดนั้น ถ้าใบไม้นิ่งๆ คงโอเค แต่พอเริ่มไหวนิดนึง โห พิกเซลมันไม่ทันแล้วเนื่องจากรายละเอียดของต้นไม้แต่ละใบมีสีไม่เหมือนกัน ก็เป็นเรื่องของเทคนิค</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song6.jpg" /></p>
<p><strong>พอคุณตั้งเงื่อนไขว่าต้องถ่ายด้วยฟิล์มแล้ว จัดการตัวเองยังไงบ้าง เพราะหนังส่วนใหญ่ก็ถ่ายด้วยดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่ และเหมือนฟิล์มจะแพงกว่าด้วย<br />
</strong>ไม่ได้แพงกว่า แต่กระบวนการอาจจะเยอะกว่า นายทุน ผู้กำกับหนังเลยชอบดิจิทัลเพราะแก้ง่ายกว่า จริงๆ จะถ่ายฟิล์มหรือดิจิทัลมันควรเหมือนกันตรงที่เราต้องทำให้โปรดิวเซอร์หรือคนที่ทำงานต่อจากเรารู้สึก comfortable กับการจัดการสิ่งนี้ เพราะไม่งั้นเขาจะไม่เลือกไง ถูกมั้ย เราก็เลยใช้วิธีการต่างๆ นานาที่จะทำให้งานเขาโฟลวที่สุด อย่าง <em style="background-color: initial;">Call Me by Your Name</em> มันโฟลวมากในแง่ของฟิล์มโลจิสติกส์ ทีมงานก็เลยมีทักษะและความเข้าใจในการทำงานกับฟิล์มมาก เพราะฉะนั้นเรื่อง <em style="background-color: initial;">Call Me by Your Name</em> ก็เลยไม่ต้องคุยอะไรมากเพราะเขาเข้าใจว่าเราจะทำอะไร</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/behind005.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/behind006.jpg" /></p>
<p><strong>งานกำกับภาพของคุณมีจุดร่วมคือการถ่ายซีนธรรมชาติ ใช้ระยะภาพให้ดูเหมือนสายตาจริงๆ<br />
</strong>เราคิดว่า fact ในโลกนี้ที่สุดจริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่คนคิดขึ้น ไม่ว่าเราจะพูดถึงอะไรก็ตาม สุดท้ายมันจะกลับไปที่รากของมันจริงๆ ที่เป็นเรื่องของธรรมชาติ เราไม่ได้จำกัดงานตัวเองว่าเป็นสไตล์ไหนเพราะคิดว่า genre ไม่มีจริง genre อาจเป็นเรื่องหลังจากนั้นมากกว่า อาจมีจริงในแง่ของโลกการตลาดแต่เนื้อหาต่างหากที่สำคัญที่สุด</p>
<p>การทำหนังไม่ได้เริ่มจากกล้อง มันเริ่มจากมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ กล้องไม่ได้อยู่ในนั้นจริง แต่กล้องต้องพาคนเข้าไปตรงนั้น อาจจะมีบางเรื่องที่เริ่มจากกล้องเพราะมันเป็นองค์ประกอบทางเทคนิคก็ว่ากันไป แต่ภาพยนตร์เริ่มจากความเป็นจริงของเรื่องราว มันแปลว่ามนุษย์คนหนึ่งมีความสัมพันธ์อย่างไรกับสถานที่แห่งนั้น แล้วมันจะพาเราไปเห็นเองว่าเราต้องตั้งกล้องตรงนี้ ต้องทำตรงนี้ มันอาจไม่ได้ใช้ทั้งหมดหรอกเพราะมันมีการตัดต่อด้วยไง เพราะฉะนั้นจุดเริ่มไม่ได้มาจากกล้อง กล้องมันมาเพื่อบันทึกตรงนั้นเพื่อเอาไปทำซ้ำเผยแพร่เท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song9.jpg" /></p>
<p><strong>คุณวางแผนก่อนถ่ายทำไว้แค่ไหน เห็นภาพในหัวทั้งหมดก่อนจะถ่ายหรือเปล่า<br />
</strong>ตั้งแต่ตอนเตรียมโปรเจกต์ เราจะคิดเป็นภาพรวมว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร เช่น เราอยากได้หนังสไตล์ 70s เราก็ต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นของยุค 70s เพื่อให้ได้วิญญาณแบบนั้น เราก็ต้องต่อสู้ภายใต้กรอบข้อจำกัด แต่บางอย่างก็ต้องเปลี่ยนตอนอยู่หน้างาน บางอย่างก็ดื้อไม่เปลี่ยน ผ่อนหรือไม่ก็ผ่อนผันมันขึ้นอยู่กับสไตล์ที่หน้างาน แต่ถ้าถามผมโดยทั่วไป 50-50 ครับ เราขอเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง เพราะเวลานี้ตรงนี้มันสวย แต่เป็นไปไม่ได้เสมอที่มันจะ 2 โมงครึ่ง 4 โมงอาจจะยังไม่มาเลย</p>
<p><strong>หน้าที่ของผู้กำกับภาพที่ดีสำหรับคุณคืออะไร<br />
</strong>เราต้องแปลความคิดในหัวของผู้กำกับออกมาเป็นเชิงเทคนิคให้ได้ เพราะสุดท้ายไม่ว่าผู้กำกับจะพูดอะไรมา เราต้องแปลงมันเป็นวิธีที่จะถ่าย ถึงจะพูดอะไรมาไม่รู้ แต่เราต้องรู้ล่ะว่าฉากนี้จะใช้ดอลลี่สามราง จบ แล้วก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมขอย้ำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าทุกอย่างถ้าเป็นงานด้านนี้เมื่อมันมาถึงเรา เราก็ต้องจัดการมันให้ได้ ถ้าไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ต้องตอบได้ ไม่เอางานของตัวเองให้เป็นอุปสรรคกับงานของคนอื่นหรือฝ่ายอื่น เช่น คุณจะตั้งไฟไว้ทำไมวะ นักแสดงจะเดินผ่าน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/behind004.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song21.jpg" /></p>
<p><strong>โอกาสที่คนไทยจะได้ไปทำงานในระดับฮอลลีวูดมีมากน้อยแค่ไหน<br />
</strong>ต้องยอมรับว่าโอกาสที่คนไทยจะได้กำกับหนังต่างประเทศมันมีไม่เยอะ แต่ช่างเทคนิคที่มีฝีมือต่างหากถึงจะได้ไป สุดท้ายแล้วไม่มีใครปิดโอกาสใครหรอกในโลกนี้ เพียงแต่ว่าก็เป็นทั้งเรื่องดวง ทั้งเรื่องตัวตนของเรา โอกาสที่เราได้ไปทำงานต่างประเทศเนี่ยมีหลักการเดียวคือเราไม่ได้พยายามจะเป็นอะไร เราเป็นตัวเรา สิ่งนี้ต่างหากที่วงการภาพยนตร์ในโลกนี้ต้องการ ความเป็นตัวตนของตัวเรา คุณทำงานทุกครั้งคุณจะเอาแต่เรเฟอเรนซ์มาวางแล้วทำตาม มันจะเป็นอย่างนั้นตลอดไปเหรอ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรผิดอะไรถูกหรอก แล้วแต่วิธีการของใครของมัน</p>
<p><strong>แล้วคุณเองมีคนที่เป็นต้นแบบหรือเปล่า<br />
</strong>สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จริงๆ นะไม่ได้พูดเล่น เราคิดว่านั่นคือข้อเท็จจริง คือความจริง คือทุกอย่าง ส่วนอื่นเป็นแค่องค์ประกอบในโลกเท่านั้นเอง แต่ถ้าให้ตอบเฉพาะเรื่องภาพยนตร์ เราชอบงานเก่าๆ ของ อังเดร คอนชาคอฟสกี้ สัตยาจิต เรย์ วิลเลี่ยม ไวเลอร์ ชอบหนังเก่าๆ ซึ่งเราก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมเราค่อยๆ หนีจากหนังร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song23.jpg" /></p>
<p><strong>ในสายตาของคุณ คิดอย่างไรกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน<br />
</strong>ร่อแร่มากๆ ครับ มันเกิดจากว่าพวกเราอาจจะยอมให้ภาพยนตร์เป็นพาณิชยศิลป์จนไม่เปิดโอกาสให้มีแบบอื่นเกิดขึ้นมา ทุนที่เป็นพาณิชยศิลป์ธรรมชาติมันเป็นแบบนั้นผิดมั้ย ก็ไม่ผิด แต่ประเด็นคือเรามองภาพยนตร์เป็นอะไรล่ะ เป็นสินค้าหรือวัฒนธรรม</p>
<p>สำหรับผม ภาพยนตร์เป็นวัฒนธรรม การที่เรามีศิลปะภาพยนตร์ที่พูดภาษาไทย โอ้โห สำหรับผมคือเรื่องยิ่งใหญ่มากเลยนะ มันจะมีกี่ภาษากันในโลกภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้เยอะเท่าจำนวนภาษาที่มีจริงๆ แล้วหนังเราเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่พูดภาษาไทย นี่ไม่ใช่วัฒนธรรมเหรอ ถ้าเราปล่อยให้ภาพยนตร์เป็นไปตามกระบวนการของตลาดจนมันไม่เปิดโอกาสให้อย่างอื่นเกิดขึ้น ทุกอย่างมันก็จะถูกคิดอยู่ในกรอบนั้นเสมอ กลายเป็นสินค้า ถ้าเราเปิดโอกาส มันก็จะมีงานประเภทอื่นเกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song20.jpg" /></p>
<p><strong>ความหลากหลายที่อยากเห็นในวงการภาพยนตร์ไทยคือแบบไหน<br />
</strong>หลากหลายเท่าที่มันจะเป็น ถ้าถามเรานะ คนดูก็มีส่วนกับคนทำ คนทำก็มีส่วนกับคนดู แลกกลับมาซึ่งกันและกัน เราคาดหวังให้มันมีที่ทางสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลิตงาน มีช่องทางเพียงพอที่จะทำขึ้นมาได้โดยเฉพาะเด็กๆ เนื่องจากพลังนี้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่ถ้าไม่มีช่องให้เขา มันก็เหี่ยวแห้งลงแล้ววันหนึ่งมันก็ตายไปกับเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/song11.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-sayompoo-call-me-by-your-name/">สยมภู มุกดีพร้อม : ผู้กำกับภาพชาวไทยที่หลงใหลธรรมชาติและความจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-sayompoo-call-me-by-your-name/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังการทำดนตรีประกอบ ‘มะลิลา’ ที่ผสมผสานระหว่างดนตรีไทยและสากล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-ost-malila/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-ost-malila/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2018 01:14:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[มะลิลา]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[background music]]></category>
		<category><![CDATA[original soundtrack]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-ost-malila/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา (Malila : The Farewell Flower) ผลงานของ นุชี่–อนุชา บุญยวรรธนะ ที่เล่าเรื่องความรักและความตายไว้อย่างงดงามแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากงานภาพที่ละเมียดละไม งานเสียงและดนตรีในเรื่องก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ขับเน้นให้มะลิลาโดดเด่นออกมา ในขณะที่พิช ช่างทำบายศรีกำลังบรรจงเย็บใบตองและร้อยเรียงดอกไม้เพื่อสร้างงานศิลปะของเขา เราจะได้ยินเสียงใบตองถูกพับ เสียงเข็มที่กำลังเย็บ หรือเสียงดอกมะลิที่ถูกร้อยลงเป็นมาลัย รวมไปถึงเสียงบรรยากาศต่างๆ ชัดแจ่มแจ้ง นอกจากนั้นแล้วดนตรีประกอบยังถูกพูดถึงในวงกว้างว่าได้ถ่ายทอดความโรแมนติกและความรู้สึกอาลัยของหนังออกมาได้อย่างถึงแก่น แถมยังมีกลิ่นอายความเป็นไทยที่ผสมผสานเสียงไวโอลินและพิณเปี๊ยะลงไปจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ให้ติดหู เรียกได้ว่าพอออกจากโรงมาแล้ว เราเองยังถึงกับฮึมฮัมตามเลยทีเดียว คนที่จะให้คำตอบเราได้ถึงการสร้างสรรค์บทเพลงและเสียงดนตรีที่เสริมรับกับเนื้อเรื่องได้ คือ ฟิว–ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล คอมโพสเซอร์ฝีมือดีผู้รับหน้าที่แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากเคยฝากฝีมือไว้กับเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง อนธการ (The Blue Hour) ของอนุชามาก่อนหน้านี้แล้ว 01 จากบทภาพยนตร์สู่บทเพลงประกอบ ปกติแล้วการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์มักเกิดหลังหนังเริ่มตัดต่อ แต่ฟิวบอกเราว่าเขาเริ่มเขียนธีมเพลงตั้งแต่ มะลิลา เป็นแค่บทที่ยังไม่ได้ถ่าย ความพิเศษคืออนุชาได้เขียนบอกเอาไว้ในบทเลยว่าตรงไหนของเรื่องที่อยากให้มีเพลง “ปกติการทำฟิล์มสกอร์เขาจะตัดดราฟต์คัตมาพร้อมกับดนตรีชั่วคราวแล้วให้มาทำตาม เรื่องนี้พิเศษหน่อยตรงที่เราได้เขียนก่อน ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะไม่รู้ว่าเพลงที่เขียนจะลงตัวกับภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่า แต่จริงๆ เราชอบเขียนเพลงก่อนเพราะมันทำให้เพลงเป็นงานต้นฉบับ ไม่ติดกับเรฟเฟอร์เรนซ์ที่เขาวางไว้ในหนังที่ตัดต่อแล้ว” “พี่นุชี่ให้บทมาอ่าน พอเราอ่านเสร็จเขาก็บรีฟว่าอยากได้สไตล์ไหน หนังจะมีมู้ดโทนแบบไหน พี่นุชี่ค่อนข้างจะรู้เรื่องดนตรีด้วยประมาณนึง ไม่ใช่ในทางทฤษฎีนะ แต่ว่าเป็นประสบการณ์การฟังและรู้จักดนตรีหลากหลาย ทำให้จูนกันง่าย แล้วเขาก็รู้ว่าตัวเองอยากได้แบบไหน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-ost-malila/">เบื้องหลังการทำดนตรีประกอบ ‘มะลิลา’ ที่ผสมผสานระหว่างดนตรีไทยและสากล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ใครที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง<em> มะลิลา (Malila : The Farewell Flower) </em>ผลงานของ <strong>นุชี่–อนุชา บุญยวรรธนะ</strong> ที่เล่าเรื่องความรักและความตายไว้อย่างงดงามแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากงานภาพที่ละเมียดละไม งานเสียงและดนตรีในเรื่องก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ขับเน้นให้มะลิลาโดดเด่นออกมา</p>
<p>ในขณะที่พิช ช่างทำบายศรีกำลังบรรจงเย็บใบตองและร้อยเรียงดอกไม้เพื่อสร้างงานศิลปะของเขา เราจะได้ยินเสียงใบตองถูกพับ เสียงเข็มที่กำลังเย็บ หรือเสียงดอกมะลิที่ถูกร้อยลงเป็นมาลัย รวมไปถึงเสียงบรรยากาศต่างๆ ชัดแจ่มแจ้ง นอกจากนั้นแล้วดนตรีประกอบยังถูกพูดถึงในวงกว้างว่าได้ถ่ายทอดความโรแมนติกและความรู้สึกอาลัยของหนังออกมาได้อย่างถึงแก่น แถมยังมีกลิ่นอายความเป็นไทยที่ผสมผสานเสียงไวโอลินและพิณเปี๊ยะลงไปจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ให้ติดหู เรียกได้ว่าพอออกจากโรงมาแล้ว เราเองยังถึงกับฮึมฮัมตามเลยทีเดียว</p>
<p>คนที่จะให้คำตอบเราได้ถึงการสร้างสรรค์บทเพลงและเสียงดนตรีที่เสริมรับกับเนื้อเรื่องได้ คือ <strong>ฟิว–ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล</strong> คอมโพสเซอร์ฝีมือดีผู้รับหน้าที่แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากเคยฝากฝีมือไว้กับเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง <em>อนธการ (The Blue Hour)</em> ของอนุชามาก่อนหน้านี้แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost8.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost9.jpg" /></p>
<p><strong>01 จากบทภาพยนตร์สู่บทเพลงประกอบ</strong></p>
<p>ปกติแล้วการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์มักเกิดหลังหนังเริ่มตัดต่อ แต่ฟิวบอกเราว่าเขาเริ่มเขียนธีมเพลงตั้งแต่ <em>มะลิลา</em> เป็นแค่บทที่ยังไม่ได้ถ่าย ความพิเศษคืออนุชาได้เขียนบอกเอาไว้ในบทเลยว่าตรงไหนของเรื่องที่อยากให้มีเพลง</p>
<p>“ปกติการทำฟิล์มสกอร์เขาจะตัดดราฟต์คัตมาพร้อมกับดนตรีชั่วคราวแล้วให้มาทำตาม เรื่องนี้พิเศษหน่อยตรงที่เราได้เขียนก่อน ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะไม่รู้ว่าเพลงที่เขียนจะลงตัวกับภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่า แต่จริงๆ เราชอบเขียนเพลงก่อนเพราะมันทำให้เพลงเป็นงานต้นฉบับ ไม่ติดกับเรฟเฟอร์เรนซ์ที่เขาวางไว้ในหนังที่ตัดต่อแล้ว”</p>
<p>“พี่นุชี่ให้บทมาอ่าน พอเราอ่านเสร็จเขาก็บรีฟว่าอยากได้สไตล์ไหน หนังจะมีมู้ดโทนแบบไหน พี่นุชี่ค่อนข้างจะรู้เรื่องดนตรีด้วยประมาณนึง ไม่ใช่ในทางทฤษฎีนะ แต่ว่าเป็นประสบการณ์การฟังและรู้จักดนตรีหลากหลาย ทำให้จูนกันง่าย แล้วเขาก็รู้ว่าตัวเองอยากได้แบบไหน และก็ยังให้อิสระเรา ถ้าฟังจากในหนัง เพลงจะดูโรแมนติกเพราะๆ แต่เราเองก็ยังอยากให้โมเดิร์นเลยผสมเทกซ์เจอร์เป็นซาวนด์แอมเบี้ยนลงไป”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost7.jpg" /></p>
<p><strong>02 สองปีแห่งการทดลองที่หลากหลาย</strong></p>
<p>หลายคนคงพอรู้ว่า <em>มะลิลา</em> เป็นโปรเจกต์ภาพยนตร์ของอนุชาก่อน <em>อนธการ</em> ด้วยซ้ำ บทของมะลิลาถูกเก็บไว้ 7 &#8211; 8 ปีก่อนที่จะได้มาทำจริง ฟิวบอกว่าเขาเองเริ่มเขียนธีมเพลงตั้งแต่ต้นปี 2016 ด้วยระยะเวลาการทำงานที่ค่อนข้างนาน ทำให้เขาได้ทดลองทำเพลงออกมาหลายแบบ</p>
<p>พอได้รับโจทย์มาว่าอยากให้มีกลิ่นอายเอเชีย หนึ่งในเพลงดราฟต์แรกๆ จึงเป็นทำนองสไตล์แอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่มีเมโลดี้เยอะๆ แต่ก็ได้ความเห็นจากอนุชาว่าเยอะเกินไปเพราะมะลิลาเป็นหนังช้า ฟิวจึงลดทอนโน้ตให้น้อยลงเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น 2 เพลงธีมหลักที่ใช้ในหนัง ธีมหนึ่งเป็นทำนองยาวๆ เรียบเรียงแบบเพลงคลาสสิก ส่วนอีกธีมเป็นทำนองสั้นที่มีโน้ตแค่สามตัวแต่มีจังหวะการเล่นที่ไม่เท่ากัน ในอัลบั้มซาวนด์แทร็กของมะลิลาจะมีแต่ละเพลงที่เอาทำนองสองธีมนี้มาผสมกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost5.jpg" /></p>
<p>“พอสร้างทำนองสำเร็จ เราเริ่มสร้างเท็กซ์เจอร์โดยการเล่นเสียงสตริงที่เป็นเทคนิคสมัยใหม่ แต่ละไลน์จะเล่นคนละสไตล์ อย่างเช่น ไวโอลินจะเล่นแบบเทรโมโร่ (Tremolo) คือการสั่นสาย ไลน์ที่สองก็จะเล่นเสียงแบบครืดคราด แต่ละไลน์เป็นอิสระจากกันแต่เล่นด้วยกันหลายชิ้นจนเหมือนเป็นกลุ่มเท็กซ์เจอร์เสียงของวงสตริงขึ้นมาเป็นคอร์ด ซึ่งเป็นเทคนิคที่เราชอบมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากดนตรีพวกไอซ์แลนดิกที่เริ่มมาใช้ไม่กี่ปีมานี้ แต่ว่าก็ยังไม่แพร่หลาย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost1.jpg" /></p>
<p><strong>03 ส่งเสียงไปอัดออร์เคสตราไกลถึงยุโรป</strong></p>
<p>เครื่องดนตรีที่ใช้ในโปรเจกต์นี้มี 2 ประเภท คือ สตริงและพิณเปี๊ยะ ส่วนของสตริงแยกเป็นเครื่องโซโล่สามชิ้น และออร์เคสตราซึ่งไปอัดไกลถึงประเทศบัลแกเรีย ซึ่งตัวฟิวถึงจะไม่ได้เดินทางไปแต่ใช้วิธีสื่อสารผ่านสไกป์ เขียนโน้ตและทำสกอร์ส่งไปและทางนั้นก็เล่นและอัดเพลงส่งกลับมา</p>
<p>“มีเพลงหนึ่งที่ยากซึ่งเป็นเพลงท้ายเครดิตของเรื่อง มันไม่มีเทมโป้ล็อก จังหวะ 1 2 3 4 อยู่ที่การตีความของคอนดักเตอร์เลย จะโบกช้าโบกเร็วก็ได้ ตอนอัดครั้งแรกยังไม่ผ่านเพราะเขาเล่นเร็วเกินไป ต้องบอกเขาให้เล่นช้าลง มันยากตรงที่ว่าต้องมานั่งปรับว่าจังหวะไหนถึงจะถูกต้อง แบบไหนจะเวิร์ก ซึ่งทำให้ได้จังหวะที่ไม่คงที่ ไม่เท่ากัน มีความไหลเหมือนสายน้ำตามคอนเซปต์ของหนังและก็เป็นสไตล์ที่พี่นุชี่ชอบ เราเลยทำเพลงนี้ให้ไหลๆ เป็นเทคนิคที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรีอิมเพรสชันนิสม์ของ Debussy ตัวดนตรีจะใช้ไวโอลินเล่นเด่นๆ ส่วนวงออร์เคสตราก็จะเล่นตามไวโอลินและคอนดักเตอร์ แต่เพลงอื่นที่มีกำหนดจังหวะไว้ไม่กี่เทคก็ผ่าน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost2.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost3.jpg" /></p>
<p><strong>04 ใส่ความความเป็นไทยลงไปในดนตรี</strong></p>
<p>เครื่องดนตรีสำคัญอีกชิ้นในดนตรีประกอบของมะลิลา คือ พิณเปี๊ยะ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของล้านนาที่เวลาเล่นต้องนำส่วนที่เป็นกะลามาครอบกับอกและขยับให้เป็นเสียงสั่น หว่อบ หว่อบ ผู้เล่นจึงต้องถอดเสื้อ ให้ความรู้สึกเซ็กซี่และมีความเป็นผู้ชาย</p>
<p>“พิณเปี๊ยะเป็นไอเดียหลังสุดเลย หลังจากที่เราแต่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เราเพิ่มพิณเปี๊ยะเข้าไปเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ดนตรี เป็นความคิดของพี่นุชี่ที่อยากให้เราทดลองใส่ดู”</p>
<p>เพราะต้องการเสียงก้องกังวาลในเพลงที่ให้เท็กซ์เจอร์ต่างจากการใส่เอฟเฟกต์ในคอมพิวเตอร์ ทีมอัดเสียงจึงต้องเดินทางไปที่ถ้ำในจังหวัดสระบุรีเพื่ออัดเสียงพิณเปี๊ยะ ตั้งไมโครโฟน เล่น แล้วอัดรีเวิร์บเสียงทุกอย่างในถ้ำ แม้จะมีปัญหาเรื่องบันไดเสียงคนละคีย์ของดนตรีไทยและดนตรีสากลเมื่อนำมาใส่ด้วยกัน แต่ก็สามารถปรับแต่งในโปรแกรมให้เป็นคีย์เดียวกันได้ภายหลัง นอกจากพิณเปี๊ยะแล้วยังมีเครื่องดนตรีไทยอื่นๆ เช่น ฆ้อง ที่ให้เสียงหม่ง อยู่เป็นแบ็กกราวด์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost14.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ost21.jpg" /></p>
<p><strong>05 หน้าที่สร้างสรรค์ในฐานะ ‘คนทำเพลง’</strong></p>
<p>“เพลงที่เราชอบที่สุดคือเพลง <em>Your Body Is Too Warm</em> หรือ <em>สนิทกาย</em> ในฉากเลิฟซีนของมะลิลา ชอบเพราะเล่นซาวนด์ดีไซน์กับมันไปเยอะ เราเอาเสียงออร์เคสตรามาตัดหั่นเป็นชิ้นๆ คิดรีเวิร์บขึ้นมาเองแล้วก็ใส่ซาวนด์ที่เหมือนเสียงลม หลังจากสตริงเล่นจบทีละรอบจะมีเสียงลมทิ้งท้ายตลอด เป็นงานที่ต่อยอดความสร้างสรรค์มาจากออร์เคสตราอีกที เพราะปกติแล้วเวลาอัดออร์เคสตราก็จะเอามาวางผสมได้เลย แต่นี่เราเอามาแบ่งทำโพรเซสอีกทีนึง ซึ่งมันไปไกลกว่าการเป็นออร์เคสตราเฉยๆ”</p>
<p>ฟิวบอกเราว่าปกติแล้วงานดนตรีประกอบภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาให้สร้างสรรค์ไม่มาก แต่โชคดีที่ผู้กำกับและทีมงาน <em>มะลิลา</em> ให้ช่วงเวลาทำงานค่อนข้างเยอะ ทำให้เขาได้เติมราย ละเอียดและทดลองสิ่งใหม่ๆ หลากหลายลงไปในทำนอง ซึ่งเราคิดว่ารายละเอียดเหล่านี้ควรค่าแก่การได้ไปสัมผัสในโรงภาพยนตร์ หรือจะตามมาฟังต่อได้ในอัลบั้มซาวนด์แทร็กของมะลิลาก็ได้</p>
<p><strong>facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/MalilaMovie/" target="_blank" rel="noopener">มะลิลา Malila The Farewell Flower</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> G Village</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-ost-malila/">เบื้องหลังการทำดนตรีประกอบ ‘มะลิลา’ ที่ผสมผสานระหว่างดนตรีไทยและสากล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-ost-malila/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Black Mirror 4 : ซีรีส์ดังที่ชวนขุดค้นจิตใจมนุษย์ภายใต้อำนาจมืดของเทคโนโลยี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/series-blackmirror/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/series-blackmirror/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 20 Jan 2018 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Black Mirror]]></category>
		<category><![CDATA[ดูซีรี่ส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/series-blackmirror/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Creator: Charlie BrookerRegion: UKGenre: Science Fiction &#38; Fantasy เดินทางมาถึงซีซั่นที่ 4 แล้วสำหรับ Black Mirror ซีรีส์สัญชาติอังกฤษที่มีฉากหลังเป็นโลกอนาคตซึ่งชี้ชวนผู้ชมให้ตั้งคำถามว่า ‘จะเป็นอย่างไรหากเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมมนุษย์’ หากใครยังไม่เคยดูคงต้องเกริ่นก่อนว่า Black Mirror คือซีรีส์จบในตอนเหมือนหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่เรื่องราวเป็นอิสระต่อกัน แต่ละตอนใช้ผู้กำกับคนละคน โดยมีผู้อำนวยการสร้างอย่างชาร์ลี บรูกเกอร์ เป็นหัวไอเดียคุมงานสร้างและเขียนบททั้งหมด ภายใต้คอนเซปต์ที่สะท้อนด้านมืดของเทคโนโลยีและจิตใจมนุษย์ สมกับชื่อซีรีส์ที่ทำหน้าที่เป็นกระจกดำให้คนดูได้สำรวจความน่ากลัวจากการถูกครอบงำโดยเทคโนโลยี ความเป็นมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนเมื่อนวัตกรรมได้ก้าวล้ำเส้นแบ่งความถูกผิดสู่โซนสีเทา ซึ่งในแต่ละตอนของ Black Mirror ได้จับเอาไอเดียตรงนี้มาทำให้เห็นภาพชัดเจนและชวนขบคิดต่อหลังดูจบ หลังจากซีซั่น 3 ที่ขยายฐานคนดูจากช่อง Channel 4 ของอังกฤษมาลงใน Netflix นอกจากจำนวนตอนที่เพิ่มขึ้นมาให้ดูอย่างจุใจแล้ว เนื้อหายังดูง่ายขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มผู้ชมที่หลากหลาย เห็นได้ชัดจากซีซั่น 3 ที่พูดถึงเรื่องโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งตอนที่พูดถึงสังคมติดรีวิวด้วยการใช้ยอดไลก์ยกระดับทางสังคม ความปลอดภัยส่วนบุคคลของโลกไซเบอร์ หรือผลกระทบจากการล่าแม่มดในอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการโยกย้ายโลเคชั่นถ่ายทำจากสองซีซั่นก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เพียงแค่ในสหราชอาณาจักรมาเป็นฝั่งอเมริกาบ้าง ในซีซั่น 4 นี้จึงกล่าวได้ว่า Black Mirror มีกลิ่นอายอเมริกันมากขึ้นจากการที่หนังใช้สไตล์การเล่าเรื่องแบบฮอลลีวูดที่มีบีตความสนุกชัดเจนและดูง่ายกว่าแต่ก่อนที่เป็นสไตล์อังกฤษจ๋าและเล่าเรื่องตามใจฉัน แต่การเล่าเรื่องแต่ละแบบแน่นอนว่าย่อมมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ถึงแม้การเล่าเรื่องแบบอังกฤษจะมีลักษณะที่อินดี้ (หรืออืดเอื่อยกว่าในบางที) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/series-blackmirror/">Black Mirror 4 : ซีรีส์ดังที่ชวนขุดค้นจิตใจมนุษย์ภายใต้อำนาจมืดของเทคโนโลยี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>Creator:</strong> Charlie Brooker<br /><strong></strong><strong>Region:</strong> UK<br /><strong></strong><strong>Genre: </strong>Science Fiction &amp; Fantasy</p>
<p>เดินทางมาถึงซีซั่นที่ 4 แล้วสำหรับ <strong><em>Black Mirror</em></strong> ซีรีส์สัญชาติอังกฤษที่มีฉากหลังเป็นโลกอนาคตซึ่งชี้ชวนผู้ชมให้ตั้งคำถามว่า ‘จะเป็นอย่างไรหากเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมมนุษย์’</p>
<p>หากใครยังไม่เคยดูคงต้องเกริ่นก่อนว่า <em>Black Mirror</em> คือซีรีส์จบในตอนเหมือนหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่เรื่องราวเป็นอิสระต่อกัน แต่ละตอนใช้ผู้กำกับคนละคน โดยมีผู้อำนวยการสร้างอย่างชาร์ลี บรูกเกอร์ เป็นหัวไอเดียคุมงานสร้างและเขียนบททั้งหมด </p>
<p>ภายใต้คอนเซปต์ที่สะท้อนด้านมืดของเทคโนโลยีและจิตใจมนุษย์ สมกับชื่อซีรีส์ที่ทำหน้าที่เป็นกระจกดำให้คนดูได้สำรวจความน่ากลัวจากการถูกครอบงำโดยเทคโนโลยี ความเป็นมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนเมื่อนวัตกรรมได้ก้าวล้ำเส้นแบ่งความถูกผิดสู่โซนสีเทา ซึ่งในแต่ละตอนของ <em>Black Mirror</em> ได้จับเอาไอเดียตรงนี้มาทำให้เห็นภาพชัดเจนและชวนขบคิดต่อหลังดูจบ</p>
<p>หลังจากซีซั่น 3 ที่ขยายฐานคนดูจากช่อง Channel 4 ของอังกฤษมาลงใน Netflix นอกจากจำนวนตอนที่เพิ่มขึ้นมาให้ดูอย่างจุใจแล้ว เนื้อหายังดูง่ายขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มผู้ชมที่หลากหลาย เห็นได้ชัดจากซีซั่น 3 ที่พูดถึงเรื่องโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งตอนที่พูดถึงสังคมติดรีวิวด้วยการใช้ยอดไลก์ยกระดับทางสังคม ความปลอดภัยส่วนบุคคลของโลกไซเบอร์ หรือผลกระทบจากการล่าแม่มดในอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการโยกย้ายโลเคชั่นถ่ายทำจากสองซีซั่นก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เพียงแค่ในสหราชอาณาจักรมาเป็นฝั่งอเมริกาบ้าง </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim1.jpg"></p>
<p>ในซีซั่น 4 นี้จึงกล่าวได้ว่า <em>Black Mirror</em> มีกลิ่นอายอเมริกันมากขึ้นจากการที่หนังใช้สไตล์การเล่าเรื่องแบบฮอลลีวูดที่มีบีตความสนุกชัดเจนและดูง่ายกว่าแต่ก่อนที่เป็นสไตล์อังกฤษจ๋าและเล่าเรื่องตามใจฉัน แต่การเล่าเรื่องแต่ละแบบแน่นอนว่าย่อมมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ถึงแม้การเล่าเรื่องแบบอังกฤษจะมีลักษณะที่อินดี้ (หรืออืดเอื่อยกว่าในบางที) แต่ก็จบแบบทิ้งปมให้ได้คิดมากกว่าแบบอเมริกันที่มีเนื้อหาย่อยง่าย จบเคลียร์แต่ไม่ตรึงผู้ชมให้ได้คิดทบทวนมากเท่า</p>
<p>สำหรับ <em>Black Mirror</em> ซีซั่น 4 นี้มีทั้งหมด 6 ตอน ซึ่งยากแก่การบอกเล่าอย่างรวมๆ ว่าทั้งหมดเป็นอย่างไรเพราะแต่ละตอนมีเนื้อหาไม่เหมือนกันเลย แต่แน่นอนว่ามันได้คว้านเอาด้านมืดออกมาตีแผ่ให้เราได้ระทึกเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งศีลธรรมอันหมิ่นเหม่ ซึ่งหากไม่ระวัง <em>Black Mirror</em> ก็พร้อมจะผลักเราให้ตกลงสู่เหวลึกเบื้องล่างเสมอ จึงขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าหากดูติดต่อกันอาจทำให้จิตตกได้ง่ายๆ</p>
<p>เราขอรีวิวแต่ละตอนของ <em>Black Mirror 4</em> สั้นๆ เผื่อใครคิดว่าเรื่องไหนถูกจริตก็จะได้ไปตามดูกันต่อนะ</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim51.jpg"></p>
<p><strong>USS Callister</strong></p>
<p>เริ่มกันที่ตอนแรกซึ่งเราขอยกให้เป็นตอนที่สนุกและตื่นเต้นที่สุดในซีซั่น ชวนให้นึกถึง<em> Star Trek</em> กับลูกเรืออวกาศและกับตันผู้บังคับบัญชา มีการต่อยอดไอเดียจาก <em>White Christmas</em> ในซีซั่น 2 เรื่องการก๊อปปี้บุคคล เพียงแต่เจาะจงเล่าในมุมมองของตัวละครที่ถูกคัดลอกมามากขึ้นว่าพวกเขามีอารมณ์และเรื่องราวของตัวเองอย่างไร ถึงจะเดาทางบทได้ไม่ยากแต่ก็ต้องยอมรับว่าทำออกมาได้บันเทิงสมกับเป็นตอนเปิดซีซั่น แถมแฟนบอย <em>Star Trek </em>ยังต้องกรี๊ดไปกับฉากการผจญภัยในอวกาศและแฟชั่นคอสตูมอันเป็นเอกลักษณ์แน่นอน</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim7.jpg"></p>
<p><strong>Arkangel</strong></p>
<p>เมื่อแม่คนหนึ่งกังวลในความปลอดภัยของลูกจึงติดตั้งระบบ Arkangel นวัตกรรมดูแลเด็กยุคใหม่ซึ่งจะทำให้มองเห็นสิ่งที่ลูกเห็นและยังสั่งเบลอภาพที่ไม่เหมาะสมแก่ลูกได้ เป็นเรื่องดีหรือไม่ที่ผู้ปกครองสามารถ&#8217;จับตาดู&#8217; ลูกๆ ของพวกเขาได้ตลอด 24 ชม. สำหรับตอนนี้ตั้งแต่ต้นเรื่องเราพอจับเค้าได้แล้วว่าเรื่องจะจบไปทางไหน แต่หนังก็ดึงไปสุดทางกว่าที่คิด ทำเอารู้สึกจุกในอกทันทีที่ขึ้นเครดิตจบ นับเป็นตอนที่เราหลงรักประเด็นพร้อมโอดโอยไปกับความโหดของมัน</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim41.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Crocodile</b></p>
<p>เป็นตอนที่ให้อารมณ์แบบภาพยนตร์ระทึกขวัญ ซึ่งเริ่มต้นจากความผิดพลาดในอดีตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันและลุกลามใหญ่โตขึ้น มีอา สถาปนิกหญิงที่พยายามจะปกปิดความลับอันเลวร้าย ในขณะที่ชาเซีย ผู้ตรวจสอบความทรงจำจากบริษัทประกันภัยกำลังสืบหาความจริง หนังเล่าในจังหวะเรียบนิ่งแต่เราชอบความเลือดเย็นของมัน ถึงแม้จะไม่ได้มีประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่ขุดความดาร์กของมนุษย์ออกมามากมายอะไร</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim111.jpg"></p>
<p><strong>Hang the DJ</strong></p>
<p>ยุคนี้เราคงคุ้นเคยกับแอพพลิเคชั่นหาคู่อย่าง Tinder ที่จะจับคู่เราให้กับคนที่สนใจ เรื่องราวในตอนนี้ก็เล่าถึงระบบหาคู่ในอนาคตที่ทำงานคล้ายทินเดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวันหมดอายุให้ความสัมพันธ์ทุกคู่ว่าควรจบความสัมพันธ์กันเมื่อไหร่จนกว่าเราจะเจอคู่แท้ของเราจริงๆ (ซึ่งระบบก็เป็นคนบอกอีกนั่นล่ะ) ที่สำคัญคือทุกคนต่อต้านไม่ได้และต้องทำตามสิ่งที่เรียกว่าโค้ชความรักของพวกเขา ให้อารมณ์เหมือนดูหนังเรื่อง <em>The Lobster</em> ที่เสียดสีเรื่องการอยู่ในสังคมที่ต้องหาคู่อย่างสุดโต่ง เป็นตอนที่เลือกเล่าประเด็นช้ำอย่างเรื่องความรักแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกยี้แต่อย่างใด</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/black_mirror_metalhead.jpg"></p>
<p><strong>Metalhead</strong></p>
<p>หุ่นยนต์หมาสุดโหดที่ไล่ล่ามนุษย์ในโลกอนาคตที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งขายความตื่นเต้นของฉากเอาตัวรอดของฝั่งมนุษย์ ความพิเศษคือตอนนี้ถูกถ่ายทำเป็นสีขาวดำเพื่อตอกย้ำความเป็นโลกหลังหายนะที่ไม่เหลือสิ่งใดเลย (แม้แต่สีสัน) แต่ด้วยความที่หนังโฟกัสไปแค่ฉากการหลบหนีของตัวละครเลยทำให้เราไม่รู้สึกถึงประเด็นหลักที่หนังจะสื่อมากนัก จึงคิดว่าตอนนี้ยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/black_mirror_black_museum.jpg"><strong><br /></strong></p>
<p><strong>Black Museum</strong></p>
<p>เรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงสิ่งของหายากที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ซึ่งมีสิ่งของและไอเดียจากตอนก่อนๆ ในซีซั่นนี้โผล่มาให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับตอนก่อนหน้าด้วย นี่จึงเป็นตอนที่เราชอบที่สุดในซีซั่น 4 ด้วยจังหวะการเล่าที่นอกจากสนุกและสะใจแล้วยังใช้วิธีเล่าเรื่องซ้อนเรื่องเล่าเหมือน <em>White Christmas</em> ในซีซั่น 2 แต่ทำออกมาได้สะเทือนอารมณ์คนละแบบ</p>
<hr id="horizontalrule">
<p>สุดท้ายความสนุกของซีซั่นนี้นอกจากเนื้อเรื่องคือ Easter Egg จากตอนในซีซั่นก่อนหน้าที่จงใจใส่มาเพื่อเชื่อมจักรวาลของ <em>Black Mirror</em> ให้เป็นหนึ่งเดียว นอกจากรับชมเรื่องราวแล้วเราเลยยังสนุกกับการจับสังเกตในแต่ละตอนที่เชื่อมโยงทุกซีซันเข้าด้วยกัน อย่างแอพพลิเคชั่นเดทที่เอเลน่า พนักงานต้อนรับใน USS Callister (Season 4 ep.1) เล่นก็เป็นแอพเดียวกับที่คูเปอร์ตัวเอกของ Playtest (Season 3 ep.2) ใช้ โปสเตอร์แรปเปอร์จาก Hated in the Nation (Season 3 ep.3) ที่แปะอยู่ในห้องนอนของซาร่าจากตอน Arkangel (Season 4 ep.2) โปสการ์ดจาก San Junipero (Season 3 ep.4) ที่ปรากฏอยู่บนโต๊ะใน Metalhead (Season 4 ep.5) หรือแม้กระทั่งเพลง Anyone Who Knows What Love Is (Will Understand) ที่ใส่มาเป็นกิมมิกในทุกซีซั่นก็ทำให้เราดูซีรีส์ชุดนี้อย่างสนุกมากยิ่งขึ้น</p>
<p>สรุปแล้วก็นับว่ายังไปต่อได้กับซีรี่ส์ชุด <em>Black Mirror</em> ที่ถึงแม้เราจะเริ่มเห็นประเด็นที่ซ้ำซ้อนกับหลายๆ ตอนในซีซั่นก่อนหน้า แต่หนังก็พยายามจับโฟกัสไปที่มุมมองอื่นๆ ในประเด็นเดียวกันเพื่อเล่าเรื่องให้รอบด้านมากขึ้น ผลคือเรายังว้าวกับประเด็นที่หนังต้องการจะเล่าอยู่ และคิดว่าควรค่าแก่การนั่งชมและเฝ้ารอการมาถึงของซีซั่นต่อไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end143.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/series-blackmirror/">Black Mirror 4 : ซีรีส์ดังที่ชวนขุดค้นจิตใจมนุษย์ภายใต้อำนาจมืดของเทคโนโลยี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/series-blackmirror/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The End of the F***ing World : ซีรีส์ตลกร้ายมาแรงบน Netflix ที่ไม่ได้ขายแค่ความเฟี้ยวและความเพี้ยนของตัวละคร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-end-of-the-fucking-world/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jan 2018 05:17:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรี่ส์]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[the end of the fucking world]]></category>
		<category><![CDATA[the end of the f***ing world]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-end-of-the-fucking-world/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Creator: Jonathan Entwistle Region: UK Genre: Comedy / Drama “การเป็นบ้าในโลกที่บ้าคลั่งแบบนี้ ไม่เรียกว่าบ้าหรอก เรียกว่ามีสติดีต่างหาก” หากคุณชอบหนังตลกร้าย ดราม่า บ้าบอ แต่โรแมนติกอย่างประหลาด เราขอแนะนำ The End of the F***ing World ซีรีส์ใหม่แกะกล่องจาก Netflix ที่สร้างกระแฮฮือฮาตั้งแต่ปล่อยเทรลเลอร์ออกมา เรื่องราวของเจมส์ หนุ่มน้อยที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นคนโรคจิตแถมวอนนาบีจะเป็นฆาตกร กับอลิซซา สาวขวางโลกต่อต้านสังคม ซึ่งการพบรัก (?) ของทั้งคู่เป็นจุดเริ่มต้นความขบถบ้าวายป่วงที่เราตกหลุมรัก ทันทีที่ซีรีส์ออนแอร์ เราจึงไม่พลาดลุยดูรวดเดียวจนจบซีซั่น แค่ฮุกแรกที่เปิดเรื่องก็เอาคนดูอยู่หมัดด้วยคาแรกเตอร์ของตัวละครที่มีเสน่ห์เหลือล้นทั้งเจมส์และอลิซซา ซึ่งมีอุปนิสัยต่างกันสุดขั้วแต่ดันมาข้องเกี่ยวกันเป็นความสัมพันธ์แปลกๆ ในขณะที่เจมส์กำลังมองหาเหยื่อรายแรกที่เขาจะลองฆ่าก็พบว่าอลิซซากำลังสนใจในตัวเขา เจมส์จึงแสร้งคบเธอเป็นแฟนเพื่อหาโอกาสลงมือ แล้วก็พบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอลิซซาก็มีความคิดไม่ปกติพอกัน เธอลากเขาไปเจอสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องฉิบหาย ทำให้เจมส์ถลำลึกไปในความสัมพันธ์มากขึ้น รู้ตัวอีกทีเขาก็เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างกับเธอเสียแล้ว The End of the F***ing World ได้แรงบันดาลใจและสร้างมาจากนิยายภาพชื่อเดียวกันซึ่งโด่งดังมากๆ ในปี 2013 โดยซีรีส์ถูกดัดแปลงให้มีกลิ่นอายอาชญากรรมมากกว่า คล้ายๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-end-of-the-fucking-world/">The End of the F***ing World : ซีรีส์ตลกร้ายมาแรงบน Netflix ที่ไม่ได้ขายแค่ความเฟี้ยวและความเพี้ยนของตัวละคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Creator:</strong> Jonathan Entwistle<br />
	<strong></strong><strong>Region:</strong> UK<br />
	<strong></strong><strong>Genre:</strong> Comedy / Drama</p>
<p>
	“การเป็นบ้าในโลกที่บ้าคลั่งแบบนี้ ไม่เรียกว่าบ้าหรอก เรียกว่ามีสติดีต่างหาก”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BNjY5NDYzMDgtNWM4My00YWY0LWI2OWItMDgxZmQxNzI3NGYzXkEyXkFqcGdeQXVyNDc4MzYyMDI@._V1_SX1777_CR001777999_AL__.jpg"></p>
<p>
	หากคุณชอบหนังตลกร้าย ดราม่า บ้าบอ แต่โรแมนติกอย่างประหลาด เราขอแนะนำ <em>The End of the F***ing World</em> ซีรีส์ใหม่แกะกล่องจาก Netflix ที่สร้างกระแฮฮือฮาตั้งแต่ปล่อยเทรลเลอร์ออกมา เรื่องราวของเจมส์ หนุ่มน้อยที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นคนโรคจิตแถมวอนนาบีจะเป็นฆาตกร กับอลิซซา สาวขวางโลกต่อต้านสังคม ซึ่งการพบรัก (?) ของทั้งคู่เป็นจุดเริ่มต้นความขบถบ้าวายป่วงที่เราตกหลุมรัก</p>
<p>
	ทันทีที่ซีรีส์ออนแอร์ เราจึงไม่พลาดลุยดูรวดเดียวจนจบซีซั่น แค่ฮุกแรกที่เปิดเรื่องก็เอาคนดูอยู่หมัดด้วยคาแรกเตอร์ของตัวละครที่มีเสน่ห์เหลือล้นทั้งเจมส์และอลิซซา ซึ่งมีอุปนิสัยต่างกันสุดขั้วแต่ดันมาข้องเกี่ยวกันเป็นความสัมพันธ์แปลกๆ </p>
<p>ในขณะที่เจมส์กำลังมองหาเหยื่อรายแรกที่เขาจะลองฆ่าก็พบว่าอลิซซากำลังสนใจในตัวเขา เจมส์จึงแสร้งคบเธอเป็นแฟนเพื่อหาโอกาสลงมือ แล้วก็พบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอลิซซาก็มีความคิดไม่ปกติพอกัน เธอลากเขาไปเจอสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องฉิบหาย ทำให้เจมส์ถลำลึกไปในความสัมพันธ์มากขึ้น รู้ตัวอีกทีเขาก็เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างกับเธอเสียแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BYjg3NDZjZGEtNGJkNC00ZDI3LTljMzItMGVmNjdiZDBhMDdlXkEyXkFqcGdeQXVyMTEzNzczMA@@._V1__.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BZDkyMmFjNjMtMWY3YS00ZjE2LWJkMzEtNWY3NzU0MDFiODM0XkEyXkFqcGdeQXVyMTEzNzczMA@@._V1__.jpg"></p>
<p>
	<em>The End of the F***ing World</em> ได้แรงบันดาลใจและสร้างมาจากนิยายภาพชื่อเดียวกันซึ่งโด่งดังมากๆ ในปี 2013 โดยซีรีส์ถูกดัดแปลงให้มีกลิ่นอายอาชญากรรมมากกว่า คล้ายๆ ภาพยนตร์ดราม่าทริลเลอร์ <em>Natural Born Killers (1944)</em> ที่เล่าเรื่องคู่รักฆ่าคนสุดโหดเพียงแต่ย่อสเกลลงมาเป็นฉบับเด็กวัยรุ่นที่ประเด็นการฆาตกรรมกลายเป็นเรื่อง coming of age ไปเสียอย่างนั้น หรือความโดดเด่นแบบคู่รักฆาตกร Bonnie and Clyde ที่ทำให้คนดูค่อยๆ รู้สึกผูกพันกับตัวละครที่กระทำผิดกฎหมาย แถมเคมีของนักแสดงยังเข้ากันมากจนทำให้เราเชื่อว่าตัวละครทั้งสองผ่านอะไรมาด้วยกันและรู้สึกพิเศษต่อกันจากใจจริง</p>
<p>
	เรื่องราวของซีรีส์เล่าสลับไปมาระหว่างมุมมองของเจมส์และอลิซซา และมีลูกเล่นเป็นวอยซ์โอเวอร์ช่วยสร้างมิติให้ตัวละครได้เปิดเผยความคิดออกมาปะทะกัน อารมณ์ว่าปากอย่างใจอย่าง พูดแบบนี้แต่คิดอีกแบบ คนหนึ่งทื่อมะลื่อตามน้ำไปเรื่อยๆ แต่หวังฆ่าเขา อีกคนเหงาแต่แกล้งทำเป็นไม่แคร์สังคม เมื่อเราดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีคนแปลกแค่สองคน การผจญภัยของพวกเขายังพาให้ไปพบเหล่าคนแปลกประหลาดที่สร้างปัญหาจนน่าคลางแคลงว่าอะไรมันจะซวยได้ขนาดนั้น (แต่หลายครั้งก็เป็นเพราะความโง่และรนหาที่ของตัวละครเอง) แต่พอคิดว่านี่เป็นจักรวาล Fucking World ที่บังเกิดความฉิบหายได้ตลอดเวลาจึงพอสมเหตุสมผลความบ้าบอของมันอยู่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BNGUwYzlmNDUtZDYwYS00MmMwLThjY2EtZWQ3OWI2MGYzYjNhXkEyXkFqcGdeQXVyNjEwNTM2Mzc@._V1_SX1777_CR001777999_AL__.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BMjc1MzA0MWQtY2Q3Yi00NmZiLWI2MWEtNzI2OTkwMWI1YzAzXkEyXkFqcGdeQXVyNjEwNTM2Mzc@._V1_SX1777_CR001777999_AL__.jpg"></p>
<p>
	ความสาแก่ใจของซีรีส์เรื่องนี้จึงอยู่ที่หลายฉากเกรียนๆ สุดโต่งของคู่เพี้ยนที่ดูแล้วต้องอุทานว่า “เอางี้จริงดิ” เราชอบที่เป็นซีรีส์ของอังกฤษแล้วมีฉากจิกกัดขนบหนังอเมริกันแบบแซะเล็กแซะน้อยแต่คนดูอย่างเราแอบขำอยู่หลังจอ ความตลกร้ายและเสน่ห์แบบหนังโร้ดมูฟวี่ที่ฉากหลังเต็มไปด้วยวิวธรรมชาติ แต่เมื่อมองลึกลงในเรื่องราวเหยเกพวกนี้แล้ว หนังกลับสะท้อนปัญหาการเลี้ยงดูของครอบครัวและปมสำคัญในการประกอบสร้างคนๆ หนึ่งขึ้นมา ทำให้เราเห็นที่มาที่ไป รับรู้ และเห็นอกเห็นใจพวกเขา จากปมที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่กลับขยายกว้างจนเกิดเป็นเรื่องใหญ่โต </p>
<p>อย่างอลิซซาที่มีปัญหากับพ่อเลี้ยงและรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินในครอบครัวใหม่ของแม่จึงแสดงออกด้วยการทำตัวหยาบคายไม่แคร์โลก แต่ใจจริงแล้วเธอก็โหยหาความรักจึงเลือกที่จะหาใครสักคนที่เข้าใจในรูปแบบความรักหนุ่มสาวแทน หรือเจมส์ที่ตอนแรกเปิดตัวมาด้วยคาแรกเตอร์ไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก แต่จริงๆ เขากลับมีปมบาดแผลบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้วตัวละครนี้ไม่ได้มีจิตวิปลาสอะไรเลย ทั้งหมดชวนให้เราฉุกคิดว่าการที่ตัวละครวัยรุ่นเลือกเดินผิดทาง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาถูกปล่อยปละละเลยหรือเปล่า สุดท้ายด้วยอะไรก็แล้วแต่ ปัญหาย่อมย้อนกลับไปที่ผู้ใหญ่อยู่ดี ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือผู้ใหญ่ในสังคม นี่จึงเป็นซีรีส์ที่บอกเราว่ายังมีปัญหาที่ผู้ใหญ่และเด็กต้องร่วมมือกันแก้ไข ไม่ใช่กล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BYmFiZWZmY2YtNjgyOS00Nzk5LWIwNmQtODg5ZDEzNmU3ZDE0XkEyXkFqcGdeQXVyMTEzNzczMA@@._V1__.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BZjhiOTQwMTEtOWQ4Yy00MjM0LWJhOTQtY2U3ZTJlZTMwYmJjXkEyXkFqcGdeQXVyNDc4MzYyMDI@._V1_SX1777_CR001777999_AL__.jpg"></p>
<p>
	ส่วนตัวเราประทับใจในจริตความแปลกของแต่ละตัวละคร โดยเฉพาะตัวเอกของเรื่องอย่างเจมส์ที่รับบทโดย อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ (Alex Lawther) ที่คอซีรีส์คุ้นหน้าคุ้นตาดีจากซีรีส์สุดดังอย่าง <em>Black Mirror</em> มาเรื่องนี้อเล็กซ์ก็ทำให้เรารักความเป็นเจมส์กับคาแรกเตอร์ทื่อด้านแต่ดันน่ารักชวนหลง และอลิซซาซึ่งรับบทโดยเจสสิกา บาร์เดน (Jessica Barden) ที่ต้องหน้าตาท่าทางแบบเจสสิกาเท่านั้นถึงจะปั่นหัวพระเอกได้ (เราหลงรักการพูดสำเนียงบริติชของเธอมาก โคตรชวนฟัง)</p>
<p>อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือเพลงประกอบซีรีส์สุดดีงาม ทั้งช่วงฉากตื่นเต้นที่จงใจใส่เพลงแจ๊สเนิบช้ากวนอารมณ์แบบตลกร้าย เพลงอินดี้ป๊อปจังหวะสนุกชวนให้เปิดฟังระหว่างขับรถ และเพลงแนวอื่นๆ ที่ประกอบรวมกันจนขับเน้นอารมณ์หลากหลายในแต่ละฉาก</p>
<p>
	<em>The End of the F***ing World</em> มีแค่ 8 ตอน แต่ละตอนมีความยาวประมาณ 20 นาที ทำให้เรื่องราวดำเนินอย่างกระชับ รวดเร็ว ไม่มียืดเยื้อ ดูจบได้ภายในวันเดียว นอกจากเราจะเห็นพัฒนาการของสองตัวละครหลักแล้ว ยังมีตัวละครสมทบที่ถูกจับคู่กับประเด็นอื่นๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานมินิมาร์ตแสนซื่อเบื่อชีวิต คู่หูตำรวจที่มีความสัมพันธ์มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คนผิวสี คนขาว เพศที่สาม ทั้งหมดถูกยำรวมกันจนไม่น่าเชื่อว่าประเด็นทั้งหมดจะสามารถอยู่ในซีรีส์สั้นๆ แต่สนุกมากเรื่องนี้ได้ จนเราแอบลุ้นเลยว่าต้องมีซีซั่นต่อไปแน่นอน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BNzI5OWQ5YTMtZWFkMi00Y2NhLWI1YjUtNGExOGMyZWIyNjNlXkEyXkFqcGdeQXVyNDc4MzYyMDI@._V1_SY1000_CR006641000_AL__.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong></em><a href="http://www.imdb.com/title/tt6257970/" target="_blank"><em>IMDb</em></a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end129.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-end-of-the-fucking-world/">The End of the F***ing World : ซีรีส์ตลกร้ายมาแรงบน Netflix ที่ไม่ได้ขายแค่ความเฟี้ยวและความเพี้ยนของตัวละคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;นิรันดร์ราตรี&#8217; : เบื้องหลังหนังสารคดีโรงหนังสแตนด์อะโลนที่แฝงด้วยปรัชญาแห่งการเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-phantom-of-illumination/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-phantom-of-illumination/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Oct 2017 03:31:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Eyedropper Fill]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[นิรันดร์ราตรี]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสารคดีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เบื้องหลัง นิรันดร์ราตรี]]></category>
		<category><![CDATA[Documentary Film]]></category>
		<category><![CDATA[Eyedropperfill]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-phantom-of-illumination/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เซลล์ตัวนี้ตาย เซลล์ตัวนี้เกิด คนเราตายเกิดทุกวันนะ มันเร็วมาก เหมือนจิต เกิด-ดับเร็ว เราก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองเนี่ย ตายเกิดต่อเนื่องกัน อุปมาเหมือนฉายหนัง” นี่คือคำพูดของสัมฤทธิ์ ตัวละครเอกของเรื่องที่ถูกใช้เป็นเสียงบรรยายฉากเปิดภาพยนตร์ นิรันดร์ราตรี (Phantom of Illumination) หนังสารคดีเล่าเรื่องโรงหนังสแตนด์อะโลนที่ความนิยมเสื่อมถอยลง แต่หากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะพบว่าประเด็นของ นิรันดร์ราตรี ขยายขอบเขตไปไกลกว่านั้น นิรันดร์ราตรี เล่าเรื่องชีวิตชายที่เฝ้าครุ่นคิดถึงจุดเสื่อมถอยและอนิจจังของภาพยนตร์ ด้วยองค์ประกอบภาพที่ถ่ายทอดความงามและความโศกเศร้าผ่านแง่มุมคนทำงานฉายหนังมาแทบทั้งชีวิตและได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของโรงหนังสแตนด์อะโลน ผสมกับสายตาที่มองโลกผ่านพุทธปรัชญาและเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ หลังจากคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาล CPH:DOX (Copenhagen Documentary Film Festival) ประเทศเดนมาร์ก ในสายประกวด Next:Wave Award จนเมื่อเร็วๆ นี้ นิรันดร์ราตรี เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทยและสร้างเสียงฮือฮาในแวดวงภาพยนตร์ไทย เรามีโอกาสจับเข่าคุยกับ เบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย แห่ง Eyedropper Fill ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของ นิรันดร์ราตรี ที่ทั้งกำกับและลงมือถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้เอง เพื่อเผยแนวคิดและกระบวนการทั้งหมดของการทำหนังเรื่องนี้ ตั้งต้นไอเดียจากครอบครัว เบสท์บอกเราว่าแรงบันดาลใจให้เริ่มต้นทำ นิรันดร์ราตรี คือช่วงเวลาในวัยเด็กที่เขาคลุกคลีกับภาพยนตร์และโรงหนังสแตนด์อะโลน “พ่อเราเป็นคนบ้าหนัง เราเลยไปโรงหนังประเภทนี้บ่อยมากตั้งแต่สมัยเด็กๆ อาทิตย์ละสองสามครั้ง หรือว่าบางวันดูหนังสองเรื่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-phantom-of-illumination/">&#8216;นิรันดร์ราตรี&#8217; : เบื้องหลังหนังสารคดีโรงหนังสแตนด์อะโลนที่แฝงด้วยปรัชญาแห่งการเปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เซลล์ตัวนี้ตาย เซลล์ตัวนี้เกิด คนเราตายเกิดทุกวันนะ มันเร็วมาก เหมือนจิต เกิด-ดับเร็ว เราก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองเนี่ย ตายเกิดต่อเนื่องกัน อุปมาเหมือนฉายหนัง”</p>
<p>นี่คือคำพูดของสัมฤทธิ์ ตัวละครเอกของเรื่องที่ถูกใช้เป็นเสียงบรรยายฉากเปิดภาพยนตร์ <em>นิรันดร์ราตรี (Phantom of Illumination) </em>หนังสารคดีเล่าเรื่องโรงหนังสแตนด์อะโลนที่ความนิยมเสื่อมถอยลง แต่หากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะพบว่าประเด็นของ<em> นิรันดร์ราตรี</em> ขยายขอบเขตไปไกลกว่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="http://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/u0e19u0e34u0e23u0e31u0e19u0e14u0e23u0e4c_u0e23u0e32u0e15u0e23u0e3511.jpg" /><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination11.jpg" /></p>
<p><em> นิรันดร์ราตรี </em>เล่าเรื่องชีวิตชายที่เฝ้าครุ่นคิดถึงจุดเสื่อมถอยและอนิจจังของภาพยนตร์ ด้วยองค์ประกอบภาพที่ถ่ายทอดความงามและความโศกเศร้าผ่านแง่มุมคนทำงานฉายหนังมาแทบทั้งชีวิตและได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของโรงหนังสแตนด์อะโลน<br />
ผสมกับสายตาที่มองโลกผ่านพุทธปรัชญาและเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ</p>
<p>หลังจากคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาล<br />
CPH:DOX (Copenhagen Documentary<br />
Film Festival) ประเทศเดนมาร์ก ในสายประกวด Next:Wave Award จนเมื่อเร็วๆ<br />
นี้ <em>นิรันดร์ราตรี</em> เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทยและสร้างเสียงฮือฮาในแวดวงภาพยนตร์ไทย เรามีโอกาสจับเข่าคุยกับ <strong style="background-color: initial;">เบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย</strong> แห่ง Eyedropper Fill ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของ <em>นิรันดร์ราตรี </em>ที่ทั้งกำกับและลงมือถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้เอง<br />
เพื่อเผยแนวคิดและกระบวนการทั้งหมดของการทำหนังเรื่องนี้</p>
<h3><strong>ตั้งต้นไอเดียจากครอบครัว</strong></h3>
<p>เบสท์บอกเราว่าแรงบันดาลใจให้เริ่มต้นทำ <em>นิรันดร์ราตรี</em> คือช่วงเวลาในวัยเด็กที่เขาคลุกคลีกับภาพยนตร์และโรงหนังสแตนด์อะโลน</p>
<p>“พ่อเราเป็นคนบ้าหนัง เราเลยไปโรงหนังประเภทนี้บ่อยมากตั้งแต่สมัยเด็กๆ<br />
อาทิตย์ละสองสามครั้ง หรือว่าบางวันดูหนังสองเรื่อง<br />
ย้อนกลับไปพ่อกับแม่เขาก็จีบกันที่โรงหนัง โรงหนังเลยมีความสำคัญกับพ่อแม่เรา และมีความสำคัญกับเราในวัยเด็กมาก&#8221;</p>
<p>“สิ่งที่เราอยากทำหลังจากเรียนจบเป็นเรื่องของโรงหนัง<br />
เล่าพื้นที่ของโรงหนังที่ตายไปแล้วในยุคที่เราโตขึ้นมา<br />
โดยเอาความทรงจำของพ่อแม่มาใส่ในหนังให้เหมือนพื้นที่นี้มีชีวิตอีกครั้ง<br />
เหมือนเติมความทรงจำให้กับโรงหนังหรือพื้นที่ที่ตายไปแล้ว<br />
นี่คือไอเดียแรกของเรา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination7.jpg" /></p>
<h3><strong>ตะลุยการค้นคว้า</strong></h3>
<p>ปีแรก เบสท์ใช้เวลาหาข้อมูลและเขียนบทอย่างตั้งใจ เพื่อให้<em>นิรันดร์ราตรี</em>เป็นหนังทดลองขนาดสั้น<br />
แต่เมื่อพัฒนาบทเรื่อยๆ ก็ตันจนไปต่อไม่ถูก<br />
เบสท์จึงหยุดเขียนบทและแตกไอเดียทั้งหลายไปสู่การลงสถานที่จริง ออกไปพูดคุยและตระเวนถ่ายรูปโรงหนังสแตนด์อะโลนอีกหนึ่งปีเต็ม จนได้เซ็ตภาพถ่ายของโรงหนังเก่าสิบกว่าแห่งในกรุงเทพฯ ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาแข็งแรงมากพอ <em>นิรันดร์ราตรี</em>จึงพัฒนาสู่สเกลของหนังสารคดีขนาดยาว</p>
<p>“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราอยากให้คนยุคเก่าพูดถึงโรงหนังเก่า<br />
และระหว่างที่รีเสิร์ชได้ไปโรงหนังหลายๆ ที่ นิรันดร์ราตรีจึงต่อยอดมาเป็นหนังสั้นเรื่อง<br />
<em>ยามเมื่อแสงดับลา </em>ซึ่งดันเสร็จและฉายก่อน หาดูได้ในยูทูบ ซึ่ง <em>ยามเมื่อแสงดับลา </em>จะพูดคนละแบบกับ <em>นิรันดร์ราตรี</em> พูดถึงความทรงจำของการดูหนังในโรงหนังสแตนด์อะโลนซึ่งจะต่างกับยุคปัจจุบัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination5.jpg" /></p>
<h3><strong>ค้นพบ</strong><strong>ซับเจกต์</strong><strong>ที่ปล่อยไปไม่ได้</strong></h3>
<p>“เราไปเจอโรงหนังธนบุรีรามาตอนกำลังจะปิดตัวพอดี<br />
แล้วได้เจอพี่สัมฤทธิ์ หรือพี่ฤทธิ์ เป็นคนฉายหนัง<br />
จากตอนแรกที่สนใจแค่เรื่องพื้นที่โรงหนังก็เริ่มเบนมาเป็นตัวคนแทน<br />
เราเลยตามถ่ายคนงานในโรงหนังธนบุรีรามาสามคน มีพี่ฤทธิ์เป็นตัวละครหลัก พี่นทีเป็นตัวละครเสริม<br />
แล้วก็มีอีกคนนึงชื่อกี้ จริงๆ เคยอยู่ในหนังดราฟต์แรกๆ แต่เราเอาออกเพราะสุดท้ายเขามีปัญหาทางจิต ซึ่งเราว่าดราม่าเกินไปเลยเอาออกดีกว่า หลังโรงหนังปิดก็เหลือสามคนนี้ที่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่<br />
ระหว่างที่ถ่ายชีวิตพี่สัมฤทธิ์ไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าซับเจกต์คนนี้น่าสนใจ&#8221;</p>
<p>“พี่ฤทธิ์อธิบายโลกหรือสิ่งที่เขาเห็นผ่านธรรมมะ ทั้งความคิดของเขาที่มีต่อชีวิต โรงหนัง เขาอ่านหนังสือเรื่องการเกิด<br />
ดับ เรื่องจิต ซึ่งเป็นจุดดึงดูดทำให้เราอยากถ่ายเขาต่อ<br />
บวกกับชีวิตของเขาที่อยู่ที่นี่มานานกว่าคนอื่นในโรงหนัง และเขาก็ทำอาชีพฉายหนังอย่างเดียวตลอด<br />
20 ปี เรารู้สึกว่าตัวละครนี้มีมิติความคิดที่น่าสนใจ เล่าแทนคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination41.jpg" /></p>
<p><strong>ตามชีวิตเพื่อถ่ายทำสามปี</strong></p>
<p>“ระหว่างที่เราถ่ายสารคดีเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ของเรากับตัวละครก็พัฒนาไปด้วย ตรงนี้อาจทำให้คนดูรู้สึกว่าทำไมเราซอกซอนชีวิตเขาได้ละเอียดขนาดนี้ เพราะเราอยู่กับเขาแทบจะตลอดเวลา<br />
วันนึงที่ไปอยู่ด้วยกันก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเยอะ ทั้งตอนที่พี่ฤทธิ์อาบน้ำ<br />
กินข้าว และนอน บางทีไม่ได้ถ่ายเพราะไม่มีอะไรให้ถ่ายก็นั่งคุยกัน<br />
พี่ฤทธิ์อยู่กรุงเทพฯ ตลอด 20 กว่าปี ใน 1 ปีจะมีโอกาสกลับบ้านแค่สองครั้ง<br />
ครั้งละสองอาทิตย์ เราเลยขออนุญาตแฟนเขาตามกลับไปถ่ายที่บ้านด้วย ไปเจอเมียเจอลูกเขา<br />
ไปขอสัมภาษณ์เมียเขาว่ามีมุมมองต่อพี่ฤทธิ์ยังไง เมียเขาก็เป็นอีกคนที่น่าสนใจ<br />
แต่ว่าไม่ให้เป็นตัวหลัก จึงนำมาเป็นกระจกสะท้อนให้คนดูเห็นว่าทางฝั่งเมียเขาที่รอเงินจากพี่ฤทธิ์แต่ละเดือนเนี่ยต้องดูแลลูกยังไง มีชีวิตยังไง ครอบคลุมไปถึงเรื่องพื้นที่อีสานและตะเข็บชายแดนแถวสุรินทร์ด้วยว่ามีวิถีชีวิตและความเชื่ออย่างไร”</p>
<p>“หนังขยับจากการทำหนังเรื่องโรงหนังมาสู่พี่ฤทธิ์<br />
จากพี่ฤทธิ์ก็นำมาสู่อะไรที่กว้างไปกว่านั้น<br />
ทั้งเรื่องความเชื่อและปรัชญาทางพุทธศาสนา<br />
เรื่องปรัชญาทางพุทธศาสนาส่วนหนึ่งมาจากความสนใจส่วนตัวของเราเอง อีกส่วนมาจากตัวพี่ฤทธิ์เองที่เป็นคนชอบแบบนี้<br />
ในหนังจะเห็นว่าพี่ฤทธิ์จะปรัชญา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเอาเรื่องโรงหนัง<br />
คนฉายหนัง พุทธศาสนา การทำงานของจิตมนุษย์ หรือคอนเซปต์การเปลี่ยนแปลงมาผสมกัน จะทำให้หนังเราที่พูดถึงเรื่องโรงหนังเดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination3.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination1.jpg" /></p>
<h3><strong>หั่นตัดฟุตเทจ 143 ชั่วโมง 58 นาที<br />
</strong></h3>
<p><em><br />
นิรันดร์ราตรี</em>มีคนตัดต่อสามคนคือ เบสท์, เค<br />
(กมลธร เอกวัฒนกิจ) และ ฟิว (ภาคภูมิ นันตาลิตร)<br />
โดยเริ่มจากเบสท์เป็นมือตัดเองในตอนแรกที่ค่อยๆ คัดฟุตเทจที่ชอบมาร้อยเรียงประกอบกัน<br />
ตัดทิ้งตัดแก้ไปมาถึง 20 เวอร์ชันกว่าจะเสร็จสมบูรณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination2.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ทำไมต้อง<em> นิรันดร์ราตรี</em></strong></h3>
<p>&#8220;ความหมายของชื่อคือการเก็บบันทึก<br />
เรามองว่าราตรีคือภาพยนตร์ การทำหนังไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นการสร้างภาพในหัวขึ้นมา ซึ่งเหมือนความฝันผู้กำกับ<br />
แล้วนิรันดร์ราตรีเป็นคำที่เปิดกว้าง<br />
มืดก็ได้ สว่างก็ได้ ราตรีอาจพูดถึงความฝันหรือจินตนาการ สื่อถึงองค์รวมทั้งหมดของภาพยนตร์<br />
เพราะภาพยนตร์ต้องฉายในที่มืด แล้วคำว่านิรันดร์หมายถึงการอยู่ตลอดไป นิรันดร์ราตรีจึงพูดถึงภาพยนตร์ที่เก็บทุกอย่างไว้แม้หลายอย่างสูญสลายไปแล้ว&#8221;</p>
<p>“จากเทศกาล CPH:DOX เราได้รางวัล<br />
Special Mention จากคณะกรรมการ เขามองว่าหนังเราไม่ได้พูดถึงแค่การล่มสลายของโรงหนังหรือคนฉายหนังอย่างเดียว<br />
แต่พูดเรื่องภาพยนตร์ด้วย ในแง่ที่ว่าทุกอย่างในหนังมีการเปลี่ยนแปลง แต่ในอีกมุมหนึ่ง<br />
ภาพยนตร์ยังช่วยเก็บรักษาสิ่งต่างๆ ให้คงอยู่ตลอดไป”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination8.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination9.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination10.jpg" /></p>
<h3><strong>จากภาพสเก็ตซ์สู่ฉากจริง</strong></h3>
<p>“เวลาทำงานเราจะมีสมุดสเก็ตซ์เอาไว้จดตลอดเวลา<br />
เราเขียนไอเดียไว้ตอนแรกและตลกมากเมื่อเอากลับมานั่งอ่าน มีบางคีย์เวิร์ดที่ดันมาเกิดในสิ่งที่พี่ฤทธิ์พูด<br />
เช่น เราเขียนไว้ว่าเกิดดับในสมุดตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ได้เจอพี่ฤทธิ์<br />
โคตรประหลาดเลย มีเขียนไอเดียเรื่องการเปลี่ยนแปลง การฉายภาพลงบนควัน<br />
ฉายลงบนจอใหญ่ๆ ซึ่งเราลืมไปแล้วระหว่างที่เราตามถ่ายพี่ฤทธิ์&#8221;</p>
<p>“หนังส่วนท้ายๆ ที่เป็นวิชวล ใช้บอกคอนเซ็ปต์ที่เราเล่าผ่านแนวสารคดีไม่ได้ เราจึงสร้างซีนหรือวิชวลขึ้นมาใหม่เพื่อพูดถึงสิ่งนี้ ภาพยนตร์ที่เราดูจริงๆ มีการติดๆ<br />
ดับๆ ตลอดเวลา เพราะเราใช้เทคนิค flickering เล่นเรื่องการสั่นกะพริบเข้าไปในซีนท้ายๆ ใส่ควัน ความฟุ้งเพื่อพูดถึงวัตถุดิบที่จับต้องไม่ได้อย่างความทรงจำ แต่พอมาอยู่ในภาพยนตร์ ความทรงจำกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ยิ่งถ่ายด้วยฟิล์มความทรงจำยิ่งจับต้องได้ ซีนท้ายๆ จึงพูดถึงเรื่องประมาณนี้ ความจริง ความทรงจำ ความเป็นภาพยนตร์<br />
ซึ่งจะไปเชื่อมกับสิ่งที่พี่ฤทธิ์พูดตอนต้น เซลล์เกิด เซลล์ตาย ก็เหมือนกับภาพยนตร์ที่มีการเกิดๆ<br />
ดับๆ ตลอดเวลา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Phantom_of_illumination6.jpg" /></p>
<p><strong>Trailer:</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-phantom-of-illumination/">&#8216;นิรันดร์ราตรี&#8217; : เบื้องหลังหนังสารคดีโรงหนังสแตนด์อะโลนที่แฝงด้วยปรัชญาแห่งการเปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-phantom-of-illumination/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Splashing Theatre : กลุ่มละครเวทีของเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมสาดกระจายความขบถแบบวัยรุ่นใส่คนดู</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-68/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-68/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Aug 2017 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ธนพนธ์ อัคควทัญญู]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวที]]></category>
		<category><![CDATA[Splashing Theatre]]></category>
		<category><![CDATA[Teenage Wasteland : Summer]]></category>
		<category><![CDATA[Star and the (Lost) Chrysanthemum]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธงชัย พิมาพันธ์ุศรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-68/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเชื่อในพลังของวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่รู้ตัวว่าหลงรักสิ่งใดแล้วตั้งใจทำเต็มที่โดยไม่ได้มองผลตอบแทนเป็นเรื่องหลัก มากไปกว่าแค่ได้ทำในสิ่งที่รัก และได้บอกในสิ่งที่เป็นตัวเอง พลังนั้นส่งมาถึงเราอย่างชัดเจนระหว่างที่นั่งสนทนากับ เฟิร์ส-ธนพนธ์ อัคควทัญญู และ แมค-ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี สองหนุ่มในวัย 20 ต้นๆ ที่รวมตัวกันในชื่อ Splashing Theatre ที่สร้างสรรค์ละครเวทีโรงเล็กแต่จัดเต็มทั้งเนื้อหา นักแสดง และแนวทางการกำกับอย่างเนื้อชั้นไม่ซ้ำใคร เกริ่นสั้นสำหรับใครที่ไม่เคยชิมผลงานของพวกเขา, 5 เรื่องในระยะเวลา 3 ปีน่าจะพอการันตีความต่อเนื่องและเอาจริงเอาจังได้ ส่วนเรื่องคุณภาพ ผลงานอย่าง Whaam! (A Brief History of Unknown Astronaut) (2015) ว่าด้วยเรื่องราวของนักบินอวกาศผู้กำลังจะเดินทางไปยังสถานที่อันไกลโพ้น หรือ The Disappearance of the Boy on a Sunday Afternoon (2016) ก็สามารถคว้ารางวัลละครเวทียอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดงในปีนั้นๆ ไปครอง ความกล้าบ้าบิ่นในเนื้อหาที่ท้าทายขนบ ตัวละครชายขอบที่ลุกขึ้นมาขบถกฎเกณฑ์อึดอัดสักอย่างของสังคม บทสนทนาลึกซึ้งคมคายที่เกิดจากการทำการบ้านมาอย่างหนัก คือภาพรวมที่เราในฐานะคนดูเฝ้าติดตามและชื่นชมงานของ Splashing Theatre มาตลอด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-68/">Splashing Theatre : กลุ่มละครเวทีของเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมสาดกระจายความขบถแบบวัยรุ่นใส่คนดู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราเชื่อในพลังของวัยรุ่น</p>
<p>โดยเฉพาะวัยรุ่นที่รู้ตัวว่าหลงรักสิ่งใดแล้วตั้งใจทำเต็มที่โดยไม่ได้มองผลตอบแทนเป็นเรื่องหลัก มากไปกว่าแค่ได้ทำในสิ่งที่รัก และได้บอกในสิ่งที่เป็นตัวเอง</p>
<p>พลังนั้นส่งมาถึงเราอย่างชัดเจนระหว่างที่นั่งสนทนากับ <strong>เฟิร์ส-ธนพนธ์ อัคควทัญญู</strong> และ <strong>แมค-ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี</strong> สองหนุ่มในวัย 20 ต้นๆ ที่รวมตัวกันในชื่อ Splashing Theatre ที่สร้างสรรค์ละครเวทีโรงเล็กแต่จัดเต็มทั้งเนื้อหา นักแสดง และแนวทางการกำกับอย่างเนื้อชั้นไม่ซ้ำใคร</p>
<p>เกริ่นสั้นสำหรับใครที่ไม่เคยชิมผลงานของพวกเขา, 5 เรื่องในระยะเวลา 3 ปีน่าจะพอการันตีความต่อเนื่องและเอาจริงเอาจังได้ ส่วนเรื่องคุณภาพ ผลงานอย่าง <em>Whaam! (A Brief History of Unknown Astronaut)</em> (2015) ว่าด้วยเรื่องราวของนักบินอวกาศผู้กำลังจะเดินทางไปยังสถานที่อันไกลโพ้น หรือ <em>The Disappearance of the Boy on a Sunday Afternoon</em> (2016) ก็สามารถคว้ารางวัลละครเวทียอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดงในปีนั้นๆ ไปครอง</p>
<p>ความกล้าบ้าบิ่นในเนื้อหาที่ท้าทายขนบ ตัวละครชายขอบที่ลุกขึ้นมาขบถกฎเกณฑ์อึดอัดสักอย่างของสังคม บทสนทนาลึกซึ้งคมคายที่เกิดจากการทำการบ้านมาอย่างหนัก คือภาพรวมที่เราในฐานะคนดูเฝ้าติดตามและชื่นชมงานของ Splashing Theatre มาตลอด</p>
<p>ในวาระที่ละครเรื่องใหม่ชื่อเรื่องแสนยาว <em>Teenage Wasteland : Summer, Star and the (Lost) Chrysanthemum</em> กำลังจะจัดแสดง เลยเป็นโอกาสอันดีที่เราจะชวนกลุ่มคนทำละครเลือดใหม่สุดแอ็กทีฟนี้มาพูดคุยยาวๆ ถึงวิถีและวิธีการทำงานของคนทำละครเวทีโรงเล็กในประเทศที่ที่ทางของศิลปะการละครยังไม่เปิดกว้าง</p>
<p>ถ้าไม่ใช่รายได้เป็นสำคัญ พวกเขาหลงใหลมันเพราะอะไร?</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9883.jpg" /></p>
<p><strong>รู้มาว่าทั้งสองคนเจอกันที่ชุมนุม TU Drama ตอนเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ เล่าให้ฟังหน่อยว่าเป็นมายังไงและชมรมนี้ทำอะไรบ้าง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เราเรียนคณะวารสารศาสตร์ฯ แพสชันของเราอย่างเดียวก่อนเข้ามหา&#8217;ลัยคือทำหนัง แต่ตอนปี 1 รุ่นพี่เรียกไปแคสติ้งแล้วก็ได้แสดงละครเวทีของคณะ ทำไปทำมารู้สึกสนุกเลยมาเข้าชุมนุม คิดว่ามาทางนี้ดีกว่า ตัดสินใจแล้วก็ไม่กลับไปทำหนังอีกเลย</p>
<p><strong>แมค:</strong> ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยไม่รู้จักละครเวทีเลย ไม่คิดด้วยว่าตัวเองจะได้มาทำ ที่คณะรัฐศาสตร์ปกติไม่ได้มีละครเวที แต่ปีที่เราเข้าไปดันมีและรุ่นพี่ผู้กำกับที่อยู่ในชุมนุมเรียกให้เราไปแคสติ้ง จนได้เล่น และก็สนุกกับมัน เลยมาเข้าชุมนุมตอนปี 2</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> ชุมนุมจะมีโปรเจกต์ประจำปีอยู่ประมาณหนึ่ง อย่างงานรับเพื่อนใหม่ มีโปรดักชันประจำปี แต่พอมาเจอแมคก็เริ่มคิดว่าแค่นี้ยังไม่พอ ปีนึงได้ทำแค่ 3 เรื่องเอง เลยคิดโปรเจกต์หลายอย่างขึ้นมา ทำเวิร์กช็อป ชวนรุ่นพี่ที่จบไปแล้วกลับมาช่วยสอน ความพิเศษของชุมนุมเราคือไม่มีหลักสูตรว่าต้องทำละครแบบนี้ๆ ไม่ได้เรียนละครเวทีโดยตรงด้วยซ้ำ เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบไหนก็ด้นสดกันไปแล้วรอฟังฟีดแบ็กจากคนดู นั่นคือการเรียนรู้การทำละครในรูปแบบของเรา</p>
<p><strong>แสดงว่าช่วงที่เรียนอยู่ก็ได้เริ่มทำละครเวทีของตัวเองกันบ้างแล้ว<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">แมค:</strong> ตอนนั้นโชคดีที่มีเทศกาลหลายอย่างเกิดขึ้นเยอะ อย่างง่ายสุดก็เทศกาลละครกรุงเทพ (Bangkok Theatre Festival) เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ หรือเทศกาลละครสั้นของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> งานที่เราเริ่มรู้จักรุ่นพี่ในวงการละครเวทีคือตอนปี 3 ที่ธรรมศาสตร์ครบรอบ 80 ปี ก็ได้ทำงานกับพี่ตั้ว-ประดิษฐ ประสาททอง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ชุมนุม จากตรงนั้นก็ได้เปิดโลกเข้ามาในวงการละครเวทีโรงเล็กเลย เราไปทำงานกับกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ส่วนแมคก็ไปเวิร์กช็อปกับ B-Floor</p>
<p>พอขึ้นปี 4 เลยคิดว่ามาตั้งกลุ่มละครกัน เพราะจบไปก็น่าจะทำกันต่อ มีเรา แมค และรุ่นน้องอีกคนชื่อปัท ชื่อกลุ่มมาจากละครที่เราทำกันตอนปี 3 เรื่อง <em>Splash!!!</em> เอาความรู้สึกของนักแสดงมาเป็น performance ให้ทุกคนระบายเรื่องราวที่ไม่พอใจ อะไรบางอย่างที่พูดข้างนอกไม่ได้ออกมาผ่านการสาดสี เรื่องนั้นสนุกและฟีดแบ็กดีพอให้คนเริ่มรู้จักเรา และชื่อก็เหมาะกับคาแรคเตอร์ของละครที่เราอยากจะทำ เลยกลายมาเป็น Splashing Theatre</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00821.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0109.jpg" /></p>
<p><strong>เฟิร์สบอกว่าตอนแรกมีแพสชันกับภาพยนตร์มากๆ แล้วทำไมสุดท้ายเปลี่ยนมาทำละครเวทีเต็มตัว<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> น่าจะเป็นเพราะกระบวนการตอนทำ ตอนทำหนังเรารู้สึกเราเป็นเครื่องจักรบางอย่าง แต่ไม่ได้เกลียดหนังนะ แค่รู้สึกว่าคนรอบข้างไม่ใช่คนเท่าไหร่ แต่เวลาทำละคร เราได้อยู่ได้คุยกับคนจริงๆ อาจจะส่วนตัวด้วยว่าก่อนเข้ามหา’ลัยเราเป็นคนค่อนข้างปิด คุยกับคนไม่เป็น แต่หลังจากทำละคร ก็คุยกับคนเป็นมากขึ้น อย่างน้อยเวลานั่งแท็กซี่เขาถามทาง เราก็ไม่อ้ำอึ้ง แล้วรู้สึกว่ามันอิสระกว่าด้วยครับ ละครโรงเล็กยังไม่เป็นอุตสาหกรรม เราสามารถทำอะไรก็ได้ แค่เสียเงินหน่อย</p>
<p><strong>แมค:</strong> หรือเข้าเนื้อหน่อย (หัวเราะ) อย่างเราเอง ตอนเด็กๆ ไม่เหมือนเฟิร์สที่ไม่ค่อยมีทัศนคติต่ออะไร แต่พอได้มาแสดงละคร เรารู้สึกว่าเรากำลังช่วยให้คนบางคนได้พูดสิ่งที่เขาอยากพูด แต่พูดออกมาไม่ได้ เราทำตัวเป็นภาชนะของเขา</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> สำหรับเรามันเป็นพื้นที่ให้ระบายอะไรที่เราพูดไม่ได้ อัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะพูดกับใคร</p>
<p><strong>เป็นเหตุผลให้เนื้อหาของละครมักพูดถึงคนตัวเล็กๆ ที่อยากพูดอะไรออกมาด้วยหรือเปล่า<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> ความสนใจหลักของเราอยู่ที่วัยรุ่นธรรมดาทั่วไปที่พยายามจะขบถ ต่อต้านอะไรสักอย่าง เราเห็นภาพคนแบบนั้นตลอดเวลาที่เราเขียนบท เราเป็นวัยรุ่นอยู่เลยอยากพูดเรื่องวัยของเรา เป็นบทบันทึกต่อความรู้สึก ต่อสังคม ต่อตัวเองในช่วงนั้นของเรา หลายงานก็เกิดจากป๊อปอัพเล็กๆ ดูหนังแล้วชอบ อยากทำภาพแบบนี้เป็นละคร มีอาร์ตไดเรกชันแบบนี้ อย่างตอนทำ <em style="background-color: initial;">Whaam!</em> แค่อยากทำละครไซไฟแอคชันท่องอวกาศ แต่พอเขียนไปเขียนมาดันกลายเป็นเรื่องตัวเอง มีเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ของตัวเองอยู่ในนั้น</p>
<p><strong>ทำการบ้านต่อจากไอเดียเล็กๆ นั้นยังไง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> ดูหนังเกี่ยวกับสิ่งนั้น หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับสิ่งนั้น เป็นช่วงรีเสิร์ชประมาณ 1 &#8211; 2 เดือน ดูๆๆ อ่านๆ ไม่ได้จดอะไร แต่ทำงานในหัวแล้วค่อยเขียนออกมา ดูได้ 20 &#8211; 30 เรื่อง แล้วพอเริ่มเขียนก็ต้องมีสมาธิมากๆ อย่างแรกคือต้องไม่มีคนรอบข้างมาคุย ปกติจะนั่งสมาธิแป๊บนึงแล้วเราจะอยู่ใลกใบนั้น เป็นตัวละครนั้นไปเลย ก็ค่อนข้างอยู่กับบทเยอะระดับหนึ่ง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_99931.jpg" /></p>
<p><strong>ละครแต่ละเรื่องก็ค่อนข้างเป็นโลกแฟนตาซีด้วย ทำไมถึงต้องสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาทุกๆ เรื่อง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เพราะว่าชอบได้มั้ย (หัวเราะ) อาจจะเป็นรสนิยมเราด้วยที่ไม่ชอบทำงานเรียลิสติก เราดูงานเรียลิสติกได้นะ แต่เราสนใจช่วงกึ่งกลางระหว่างความจริงกับไม่จริง การสร้างโลกใหม่ในละครเลยตอบโจทย์สิ่งที่เราสนใจ โลกนี้จริงหรือไม่จริง เราสนใจโลกแบบนั้น</p>
<p><strong>พอคิดเรื่องจากตัวเองเข้าไปในบท แล้วมีวิธียังไงให้สิ่งนี้ส่งไปถึงคนดูเขาสนใจหรืออินด้วย<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> ปกติจะบิดมันครับ เราไม่ได้เอาเรื่องส่วนตัวเต็มร้อยไปทำ มันเป็นแค่ 50 &#8211; 60 เปอร์เซ็นต์ เราเอาก้อนความรู้สึกของเรามาโยน หาสถานการณ์ บทพูดหรือเทคนิคบางอย่างที่เลือกใช้มาส่งต่อก้อนนั้นออกไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_99971.jpg" /></p>
<p><strong>นักแสดงล่ะมีฟีดแบ็กยังไงบ้างตอนอ่านบท<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">แมค:</strong> ไม่รู้เรื่องเลย ต้องการจะพูดอะไร อ่านไม่เข้าใจ (หัวเราะ)</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> แต่เราก็พยายามอธิบายนะ</p>
<p><strong>แมค:</strong> ใช่ๆ ด้วยความที่บทของเฟิร์สบางครั้งมันละเอียดมาก ความหมายที่มีอยู่ในเรื่อง นักแสดงอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้ แค่เข้าใจว่าเราต้องทำอะไรในซีนนั้น ส่วนบางไลน์ที่มีความหมายลึกซึ้ง ตัวเราเองคิดไปก็คิดไม่ออก</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> เวลาส่งบทให้ใครอ่านเราจะมีชุดคำถามไว้นิดหนึ่ง รู้สึกยังไง ชอบไหม ตรงนี้หม่นไปไหม แต่ส่วนใหญ่เวลาเช็คจริงๆ ก็เป็นกับคนดูมากกว่าเพราะเป็นกลุ่มใหญ่และสนุกกว่า คนนี้เห็นแบบนี้ คนนี้ไม่รู้เรื่อง คนนี้เข้าใจตรงนี้ได้ ทำให้เราเอาไปพัฒนางานต่อๆ ไป</p>
<p><strong>ถ้าคนดูเข้าใจก็แปลว่าสิ่งนี้ดีแล้ว<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> ไม่ๆ ถ้าเข้าใจเราก็แค่รู้สึกว่าอย่างน้อยเราพูดให้คนดูบางคนเข้าใจได้ หรือถ้าตรงไหนคนดูไม่เข้าใจเลย ก็จะมานั่งถามตัวเองว่าเราต้องการอย่างนี้หรือเปล่า มีงานบางงานที่เราแค่อยากให้เขารู้สึกถึงมวลอะไรบางอย่างแต่ไม่ต้องเข้าใจ คนดูรู้สึกตามที่เราคิดไว้ไหม บางฉากเราแค่ต้องการภาพที่แปลกออกไป แล้วปล่อยให้คนดูไปคิดเองว่ามันคือประโยคความหมายอะไร เหมือนสร้างหมอกขึ้นมาแล้วให้คนดูเดินเข้าไปในนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0061.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0076.jpg" /></p>
<p><strong>คิดว่าละครเวทีของกลุ่มเราดูยากไหม<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เราไม่เชื่อเรื่องความดูยากหรือดูไม่ยาก เหมือนเวลาไปกินอาหารแปลกๆ อย่างเนื้อจระเข้ เนื้อห่าน ละครเราคงเป็นประมาณนั้นมั้ง ถ้ากินไปสักพักคนอาจจะเก็ต บางคนอาจยังจูนไม่ติดกับงานสไตล์เราหรือยังไม่คุ้นตามากกว่า เราไม่รู้เหมือนกันว่างานเราแปลกกว่างานคนอื่นขนาดนั้นไหม เราแค่พยายามจะเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่ได้คิดจากพื้นฐานว่าต้องทำให้ดูไม่รู้เรื่อง แต่เราจะเล่าเรื่องนั้นออกมาในแบบที่อยากเล่า แบบที่เราคิดว่ามันต้องเล่าแบบนี้ถึงจะนำเสนอสิ่งที่เราคิดออกมาได้เท่านั้น</p>
<p><strong>โอเค แล้วพอได้บทมาแล้วเราทำงานกับนักแสดงต่อยังไง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เราจะยังไม่เขียนบทจนกว่าจะมีนักแสดง เราจะดีลนักแสดงให้ครบก่อนแล้วเขียนบทหลังจากนั้น</p>
<p><strong>ปกติไม่ใช่ว่าต้องมีบทก่อนถึงจะรู้ว่ามีตัวละครอะไรบ้างเหรอ<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">แมค:</strong> เฟิร์สเป็นคนที่ต้องเห็นก่อนว่านักแสดงเขาทำอะไรได้ เวลาที่เราแสดงทุกครั้ง เราจะรู้สึกว่าเฟิร์สเขียนบทโดยขุดเอาจากนักแสดง ทีนี้กระบวนการเลือกนักแสดง ยังไม่มีบทก็จริง แต่เฟิร์สกับเราต้องเห็นร่วมกันว่าคนนี้น่าสนใจ อยากเห็นเขาเล่นประมาณไหน อย่าง <em style="background-color: initial;">Teenage Wasteland</em> ก็ใช้นักแสดงหลายคน เราลิสต์ตั้งแต่แรกเลยว่าอยากให้ใครมาเล่นบ้าง นักแสดงผู้ใหญ่กี่คน เด็กกี่คนแล้วค่อยชวนมา&#8221;</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> เราชอบทำความรู้จักนักแสดงก่อน ถ้าคนไหนที่เพิ่งชวนมายังไม่ค่อยสนิทก็ต้องนั่งคุยก่อนหลายวันเลยถึงเริ่มเขียนบท ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน</p>
<p><strong>แมค:</strong> ทำละครกับเฟิร์สเลยตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เคยมีนักแสดงคนหนึ่งบอกว่าเหมือนอยู่ในซีรี่ส์ที่ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน วันนี้ได้บทใหม่มาเรื่อยๆ ในฐานะนักแสดงเราก็รู้สึกว่ามันสดใหม่และสนุกมาก วันนี้ได้บทใหม่ว่ะ เป็นไงบ้างวะ</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> แต่ปกติจะมีโครงอยู่แล้วว่าเริ่มต้นกับจบยังไงตั้งแต่แรกนะ ไม่ได้ปล่อยไหล</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_99341.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9928.jpg" /></p>
<p><strong>โดยคร่าวๆ ละครหนึ่งโปรดักชันเราใช้เวลาทำงานตั้งแต่รีเสิร์ช เขียนบท ซ้อมกันเท่าไหร่<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> 3 &#8211; 4 เดือน เราไม่ชอบให้ช่วงเวลายาวเป็นปีๆ เพราะไอเดียมาแล้ว ถ้านานไปจะไม่สดและเราจะไม่อยากทำอีกแล้ว</p>
<p><strong>แต่ก็มีไอเดียใหม่ๆ มาทุกปีด้วย ทำไมถึงขยันขนาดนี้<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เพราะไม่มีอะไรทำ (หัวเราะ) รู้สึกว่ายังทำได้ ยังมีแรงและไฟลุกโชนอยู่ เราไม่รู้เลยว่าไฟเราจะมอดเมื่อไหร่ จะเหนื่อยเมื่อไหร่ เลยอยากทำให้มากที่สุดเพราะไม่รู้ว่าเราจะเป็นอัลไซเมอร์วันไหน ก็คงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะโดนสั่งปิด (หัวเราะ)</p>
<p><strong>ในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายไว้ไหมว่า Splashing Theatre จะเป็นกลุ่มละครหนึ่งที่พูดถึงเรื่องอะไรโดยเฉพาะ อย่างกลุ่ม B-Floor ที่ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการเมือง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> ไม่ได้ตั้งเลยครับ เคยคิดกันว่าคาแรกเตอร์ของพวกเราคือแบบไหน สุดท้ายก็ไม่รู้ คิดแค่ว่าเราอยากให้ทุกคนที่ได้ทำงานกับกลุ่มเราได้เป็นตัวเอง ได้สร้างงานที่เขาอยากทำจริงๆ อยากให้เขาสนุก มีความสุข และอิสระ</p>
<p><strong>กลุ่มละครเวทีเล็กๆ ในบ้านเราก็มีไม่เยอะ มีการช่วยเหลือหรือสื่อสารระหว่างกันยังไงบ้าง เข้าใจว่าน่าจะรู้จักกันเกือบหมด<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">แมค:</strong> ช่วงที่เราเข้ามาแรกๆ รุ่นพี่ก็มาช่วยดู ช่วยคอมเมนต์ให้ วงการละครถึงจะเล็กแต่ว่าอบอุ่นนะ เป็นคนที่มีแพสชันเหมือนกันมารวมตัวกัน</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> แต่ทุกคนก็ไม่ได้อยากให้มันเล็กอย่างนี้มั้งครับ เราอยากให้กว้างขึ้น เลี้ยงตัวเองให้ทำสิ่งที่รักได้โดยไม่ลำบาก ส่วนตัวคิดว่าเราต้องการคนที่ไม่ใช่ศิลปินเข้ามาผลักดันให้พวกเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะรู้กันอยู่ว่าศิลปินจะทำงานอย่างเดียว เราก็เป็น บางทีเราก็คิดเรื่องพวกนี้ไม่ออก มีบ้างเวลาที่เราลำบาก ไม่รู้จะไปซ้อมละครที่ไหน ไปหาคนดูจากไหน หาเงินจากไหนมาทำ สุดท้ายเราก็ต้องจ่ายเอง ไปซ้อมตามบ้านคนนู้นคนนี้ เราแค่อยากหาบ้านที่เป็นหลักเป็นแหล่ง นี่คือสิ่งที่เฟิร์สอยากได้นะ</p>
<p><strong>แมค:</strong> เราทั้งคู่เพิ่งไปออดิชันละครเวทีของผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่ร่วมมือกับเจแปนฟาวน์เดชั่น เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเขานะ กลับมามองที่ศิลปินไทย ไม่มีใครได้งบให้มาทำละครในเมืองไทยเอง ส่วนใหญ่จะมีแต่รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์แล้วได้งบมาจากต่างประเทศ</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> มันก็คงมีให้แหละ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรามีชื่อเสียงขนาดไหนด้วย ก็คงต้องเหนื่อยกว่าปกติครับ พอถึงจุดหนึ่งเราคงต้องทำอะไรสักอย่างให้อยู่ได้ ให้เราได้ทำต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0026.jpg" /></p>
<p><strong>ตัดเรื่องเงินออกไปแล้ว ความสุขของการได้ทำละครเวทีคืออะไรที่ทำให้ยังอยากทำต่อ<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส: </strong>ละครเวทีเป็นพื้นที่บางอย่างที่ตรงกับแฟนตาซีของเรา เรามีความสุขที่เรื่องเล่าของเราได้ไปอยู่ในพื้นที่นั้นตรงหน้า สิ่งที่เวลามันเล่นแล้วทุกคนอยู่ด้วยกัน มันเป็นอิสระ มันมีอะไรมากมายที่เราอยู่กับมันแล้วมีความสุข ตอบโจทย์การมีอยู่ของชีวิตเรา เราเลยรักมัน และทำมันต่อ</p>
<p><strong>แมค: </strong>ทุกคนที่มาทำละครมีความรักต่อละคร ทุกคนรักสิ่งที่ตัวเองทำ เราชอบที่ได้อยู่ในบรรยากาศนั้น ต้องเป็นคนพวกนี้เท่าน้ันที่มารวมตัวกันแล้วทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วก็ไปจ้างคนนี้มา เราชอบความรู้สึกที่ทุกคนมาทำสิ่งนี้ด้วยกัน</p>
<p>ส่วนตัวเราชอบตอนที่เราเป็นนักแสดงที่สุด เราสนุกกับตรงนั้นมาก เรามีชีวิตอยู่จริงๆ เพราะชีวิตปกติเราจะไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ แต่เวลาเราอยู่บนเวที มันเรียกร้องให้เรารับรู้และอยู่กับโมเมนต์นั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกครั้งที่เราเล่น เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวเองไม่ว่าจะสวมคาแรกเตอร์อะไรไป สุดท้ายมันทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เราขยับแบบนี้ได้ว่ะ เราทำสิ่งนี้ได้ มันคือการรู้สึกถึงตัวเองอยู่เสมอ</p>
<p><strong>การรู้จักตัวเองมากขึ้นจะทำให้เราเป็นคนแบบไหน<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นมั้งครับ โตขึ้น ทุกวันนี้เราคิดว่าตัวเองยังไม่โต แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ สักวันเราคงโตนะ</p>
<p><strong>คำถามสุดท้ายแล้ว ทำไมต้องตั้งชื่อละครทุกเรื่องยาวๆ ด้วย<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">เฟิร์ส:</strong> เออ ทำไมต้องยาวด้วยวะ</p>
<p><strong>แมค:</strong> เป็นลายเซ็นไง</p>
<p><strong>เฟิร์ส:</strong> คำตอบเดียวกับดูรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องเลยครับ คือไม่ได้คิดมาก่อน แค่รู้สึกว่ามันต้องเป็นชื่อนี้ มันต้องยาวก็เลยยาวไง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/splashingtheatre.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>พิสูจน์การเติบโตผ่านผลงานของพวกเขาได้ในละครเวทีชื่อยาวเรื่อง </em><a href="https://www.facebook.com/events/149750132251743/"><em>Teenage Wasteland : Summer, Star and the (Lost) Chrysanthemum</em></a><em> แสดงตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม &#8211; 3 กันยายน และ 6 &#8211; 10 กันยายน รอบ 19.30 น. ที่ Creative Industries ชั้น 2 โรงละคร M Theatre จองบัตรได้แล้วในเพจอีเวนต์ด้านบน </em></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.adaymagazine.com/recommends/theatre-22" target="_blank" rel="noopener">อ่านบทวิจารณ์จากเราได้ที่นี่</a><em><br />
</em></p>
<p><em><strong>ขอบคุณสถานที่ </strong>สถาบันปรีดี พนมยงค์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-68/">Splashing Theatre : กลุ่มละครเวทีของเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมสาดกระจายความขบถแบบวัยรุ่นใส่คนดู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-68/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักโบราณคดีใต้น้ำ (Underwater Archaeologist)</title>
		<link>https://adaymagazine.com/job-8/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/job-8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาคิรา เดชารัตน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Aug 2017 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[job anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[นักโบราณคดีใต้น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[Underwater Archaeologist]]></category>
		<category><![CDATA[สิร พลอยมุกดา]]></category>
		<category><![CDATA[กองโบราณคดีใต้น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[กรมศิลปากร]]></category>
		<category><![CDATA[โบราณวัตถุ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/job-8/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลึกลงไปใต้ผืนน้ำ แหล่งขุมทรัพย์มากมายคอยให้ถูกค้นพบ โบราณวัตถุ ซากเรือจม ร่องรอยทั้งหลายในประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาเพื่อทำความเข้าใจอดีต ทั้งหมดถูกฝังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของกระแสธาร แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับอาชีพสายผจญภัยอย่างนักโบราณคดีใต้น้ำ อาชีพที่พาเราย้อนไปสำรวจประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุที่หลับใหลอยู่ใต้น้ำนับพันปี แม้ด้านหนึ่งจะเป็นนักผจญภัย แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขาคือนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีใต้น้ำทำงานให้กับกองโบราณคดีใต้น้ำ สังกัดกรมศิลปากร ซึ่งในประเทศไทยมีนักโบราณคดีใต้น้ำอยู่เพียง 3 คนเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่วันนี้เราขอมาพูดคุยกับ สิร พลอยมุกดา นักโบราณคดีใต้น้ำที่มีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 7 ปี ท่ามกลางกล้องจุลทรรศน์และโบราณวัตถุมากมาย เขาพร้อมอธิบายให้เราฟังเรื่องราวใต้น้ำทั้งหมดแล้ว 1. จุดเริ่มต้นคือความหลงใหลในเรือ หัวใจของงานโบราณคดีใต้น้ำคือการสำรวจเรือจม ต้องรอบรู้เรื่องเรือและวาดแผนผังของเรือที่พบใต้น้ำเพื่อศึกษาโครงสร้าง นักโบราณคดีใต้น้ำต้องเชี่ยวชาญระดับแค่เห็นซากเรือบางส่วนก็สามารถบอกได้ว่าส่วนนี้คืออะไร กง (ไม้รูปโค้งที่ตั้งเป็นโครงเรือ) กระดาน หรือกระดูกงูที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเรือ การวาดผังโครงสร้างเรือจมจึงเปรียบเสมือนการวาดแผนที่เพื่อกรุยทางหาคำตอบที่ต้องการ 2. ลูกครึ่งนักผจญภัยและนักวิจัยในห้องแล็บ หน้าที่ของนักโบราณคดีใต้น้ำมีทั้งลุยภาคสนาม กระโจนลงน้ำสำรวจแหล่งเรือจม และยังต้องนำโบราณวัตถุที่เจอมาส่องกล้องในห้องแล็บเพื่อดูองค์ประกอบทางเคมีของชิ้นส่วนต่างๆ พวกเขาจึงต้องจดจำไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์ให้ได้อย่างแม่นยำเพื่อขัดเกลาสายตาอันแหลมคมในการแยะแยะวัตถุทางศิลปะว่าถ้วยแบบนี้ ชามแบบนี้ เป็นของยุคสมัยไหน อาชีพนักโบราณคดีใต้น้ำจึงเป็นอาชีพที่ผสมผสานทักษะหลากหลายไว้อย่างลงตัว 3. น้ำน้อยน้ำมากให้เป็นงานของเรา น่านน้ำทั้งประเทศไทยถือเป็นส่วนรับผิดชอบของกรมโบราณคดีใต้น้ำ นอกจากโครงการสำรวจที่กำหนดว่าต้องทำปีต่อปีแล้ว ยังมีงานที่อาจถูกเรียกด่วนจากทางนู้นทางนี้ โดยเฉพาะจากชาวประมงที่มักลากอวนไปพบโบราณวัตถุเวลาจับปลา บางทีน้ำแค่เข่าแค่แข้ง ขอแค่มีน้ำ ก็ต้องยกให้เป็นงานของนักโบราณคดีใต้น้ำแล้ว ทั้งนี้ฤดูการลงภาคสนามส่วนใหญ่คือช่วงที่อากาศไม่แปรปรวน ส่วนฤดูมรสุม นักโบราณคดีใต้น้ำจะพักการออกเรือและขลุกตัวอยู่ในห้องแล็บเพื่อวิเคราะห์โบราณวัตถุทั้งหลายที่เก็บมา 4. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-8/">นักโบราณคดีใต้น้ำ (Underwater Archaeologist)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลึกลงไปใต้ผืนน้ำ แหล่งขุมทรัพย์มากมายคอยให้ถูกค้นพบ โบราณวัตถุ ซากเรือจม ร่องรอยทั้งหลายในประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาเพื่อทำความเข้าใจอดีต ทั้งหมดถูกฝังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของกระแสธาร แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับอาชีพสายผจญภัยอย่างนักโบราณคดีใต้น้ำ อาชีพที่พาเราย้อนไปสำรวจประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุที่หลับใหลอยู่ใต้น้ำนับพันปี</p>
<p>แม้ด้านหนึ่งจะเป็นนักผจญภัย แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขาคือนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีใต้น้ำทำงานให้กับกองโบราณคดีใต้น้ำ สังกัดกรมศิลปากร ซึ่งในประเทศไทยมีนักโบราณคดีใต้น้ำอยู่เพียง 3 คนเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่วันนี้เราขอมาพูดคุยกับ <strong>สิร พลอยมุกดา</strong> นักโบราณคดีใต้น้ำที่มีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 7 ปี ท่ามกลางกล้องจุลทรรศน์และโบราณวัตถุมากมาย เขาพร้อมอธิบายให้เราฟังเรื่องราวใต้น้ำทั้งหมดแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/sira2.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/sira38.jpg" /></p>
<p><strong>1. จุดเริ่มต้นคือความหลงใหลในเรือ</strong></p>
<p>หัวใจของงานโบราณคดีใต้น้ำคือการสำรวจเรือจม ต้องรอบรู้เรื่องเรือและวาดแผนผังของเรือที่พบใต้น้ำเพื่อศึกษาโครงสร้าง นักโบราณคดีใต้น้ำต้องเชี่ยวชาญระดับแค่เห็นซากเรือบางส่วนก็สามารถบอกได้ว่าส่วนนี้คืออะไร กง (ไม้รูปโค้งที่ตั้งเป็นโครงเรือ) กระดาน หรือกระดูกงูที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเรือ การวาดผังโครงสร้างเรือจมจึงเปรียบเสมือนการวาดแผนที่เพื่อกรุยทางหาคำตอบที่ต้องการ</p>
<p><strong>2. ลูกครึ่งนักผจญภัยและนักวิจัยในห้องแล็บ</strong></p>
<p>หน้าที่ของนักโบราณคดีใต้น้ำมีทั้งลุยภาคสนาม กระโจนลงน้ำสำรวจแหล่งเรือจม และยังต้องนำโบราณวัตถุที่เจอมาส่องกล้องในห้องแล็บเพื่อดูองค์ประกอบทางเคมีของชิ้นส่วนต่างๆ พวกเขาจึงต้องจดจำไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์ให้ได้อย่างแม่นยำเพื่อขัดเกลาสายตาอันแหลมคมในการแยะแยะวัตถุทางศิลปะว่าถ้วยแบบนี้ ชามแบบนี้ เป็นของยุคสมัยไหน อาชีพนักโบราณคดีใต้น้ำจึงเป็นอาชีพที่ผสมผสานทักษะหลากหลายไว้อย่างลงตัว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PC080096.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC00924f.jpg" /></p>
<p><strong>3. น้ำน้อยน้ำมากให้เป็นงานของเรา</strong></p>
<p>น่านน้ำทั้งประเทศไทยถือเป็นส่วนรับผิดชอบของกรมโบราณคดีใต้น้ำ นอกจากโครงการสำรวจที่กำหนดว่าต้องทำปีต่อปีแล้ว ยังมีงานที่อาจถูกเรียกด่วนจากทางนู้นทางนี้ โดยเฉพาะจากชาวประมงที่มักลากอวนไปพบโบราณวัตถุเวลาจับปลา บางทีน้ำแค่เข่าแค่แข้ง ขอแค่มีน้ำ ก็ต้องยกให้เป็นงานของนักโบราณคดีใต้น้ำแล้ว ทั้งนี้ฤดูการลงภาคสนามส่วนใหญ่คือช่วงที่อากาศไม่แปรปรวน ส่วนฤดูมรสุม นักโบราณคดีใต้น้ำจะพักการออกเรือและขลุกตัวอยู่ในห้องแล็บเพื่อวิเคราะห์โบราณวัตถุทั้งหลายที่เก็บมา</p>
<p><strong>4. นักแกะรอยปฏิสัมพันธ์ทางทะเล</strong></p>
<p>หากงานของนักโบราณคดีคือการศึกษาโบราณวัตถุที่อยู่บนบก ความพิเศษของนักโบราณคดีใต้น้ำคือการศึกษาสิ่งของวัตถุบนบกที่ไปอยู่ในเรือ พวกชิปยูส เตา หม้อไห ของใช้ต่างๆ ทำให้เราอ่านชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนบนเรือนั้นได้ เช่น ถ้าเจอเครื่องมือช่างทองก็หมายความว่ามีการซ่อมเครื่องประดับในเรือ รวมไปถึงการศึกษาผังเรือจมที่เผยให้เห็นโครงสร้างและวิธีการต่อเรือที่แต่ละชาติมีหลักการไม่เหมือนกัน ต่อแบบนี้เป็นเรืออังกฤษ ต่ออีกแบบเป็นเรือดัตช์ การดูท้องเรือ ดูการต่อไม้แบบต่างๆ ทำให้นักโบราณคดีใต้น้ำสามารถระบุสัญชาติของเรือได้ หรือถ้าเรือเป็นของประเทศหนึ่งแต่ข้าวของเครื่องใช้ในเรือเป็นของอีกประเทศหนึ่งก็สามารถลากเส้นต่อจุดไปได้อีกว่าเราเกี่ยวข้องกับชนชาติใดบ้างในอดีต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5264.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5307.jpg" /></p>
<p><strong>5. ประวัติศาสตร์อันเปราะบาง</strong></p>
<p>โบราณวัตถุจากใต้น้ำมีวิธีการสงวนรักษาที่แตกต่างจากบนบก โดยเฉพาะโบราณวัตถุที่นำขึ้นมาจากทะเลซึ่งมีเจ้าเกลือตัวร้ายแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้ออณูวัตถุจนอิ่มตัว ถ้าเอาขึ้นมาแล้วทำให้แห้งเลย เกลือก็จะฟู นึกภาพเป็นน้ำทะเลที่ตากแดดจนแห้งไปเหลือแต่ผลึกเกลือ วัตถุโบราณจะแตกเสียหายทั้งหมด วิธีที่ถูกต้องคือนำมาเข้ากระบวนการสงวนรักษาด้วยการแช่น้ำไว้ วัดค่าความดันไฟฟ้า วัดก๊าซ คอยถ่ายน้ำเรื่อยๆ เพื่อรักษาโบราณวัตถุให้มีสภาพเหมือนตอนอยู่ใต้น้ำที่สุด การขุดโบราณวัตถุขึ้นมาจึงเป็นการทำลายวัตถุนั้น เลยมีกฎเหล็กอยู่ว่าให้เลือกขุดแต่วัตถุโบราณชิ้นสำคัญขึ้นมาเท่านั้น</p>
<p><strong>6. การทำงานภายใต้ความกดดัน (ของน้ำทะเล) </strong></p>
<p>นักโบราณคดีจะมีคู่หูเป็นช่างสำรวจที่ลงดำน้ำพร้อมกัน ดังนั้นจึงต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่องตั้งแต่อยู่บนบกเพราะเมื่อลงไปใต้น้ำแล้วจะไม่สามารถพูดกันได้ และสื่อสารกันได้เพียงแค่ภาษามือที่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ปากก็ต้องคาบที่ช่วยหายใจ มือก็ต้องเร่งทำงานให้ทันเวลา รวมถึงเมื่อดำน้ำลึก ร่างกายจะไม่สามารถทนแรงดันน้ำได้นานนัก 3 ชั่วโมงคือเวลาทั้งหมดที่นักโบราณคดีอยู่ใต้น้ำ แต่เวลาทำงานจริงมีแค่ 30 นาทีเท่านั้น ที่เหลือจะเป็นเวลาที่ค่อยๆ ลงและขึ้นจากน้ำเพื่อให้ร่างกายได้คลายแรงกดดันและก๊าซต่างๆ ที่สะสมในร่างกาย หากรีบลงหรือขึ้นจากน้ำทันที ร่างกายอาจช็อกไปดื้อๆ ในหนึ่งวันจึงดำน้ำได้แค่ 1 ไดรฟ์ (3 ชั่วโมง) เท่านั้น เพื่อป้องกันการสะสมของออกซิเจนหรือไนโตรเจนในเลือดที่มากเกินไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/sira66.jpg" /></p>
<p><strong>7. หมั่นคอยดูแลร่างกายและหัวใจ</strong></p>
<p>นักโบราณคดีใต้น้ำจะต้องฝึกดำน้ำทบทวนและตรวจร่างกายปีละ 2 ครั้ง โดยที่ศูนย์ฝึกของกองโบราณคดีใต้น้ำจะมีสระจำลองสภาพใต้ทะเลที่มีความลึกถึง 13 เมตร เพื่อฝึกหัดนักประดาน้ำสำหรับงานโบราณคดี ไฮไลต์สำคัญคือการตรวจ Oxygen Totalling เพื่อเช็กความอึดของร่างกาย โดยนักโบราณคดีใต้น้ำที่เข้ารับการทดสอบจะต้องเข้าไปอยู่ในห้องที่อัดออกซิเจนเข้าไปจำลองสภาพการดำน้ำจนร่างกายน็อคไป เพื่อดูว่าจะทนต่อระดับออกซิเจนที่สะสมอยู่ในเลือดเวลาดำน้ำได้เท่าไหร่ ถ้าร่างกายแข็งแรงก็จะทนได้มาก ที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อให้แน่ใจว่าเวลาลงทำงานภาคสนาม ร่างกายจะพร้อมสำหรับการดำน้ำเป็นเวลานาน ฟังดูเสี่ยงอันตรายแต่นักโบราณคดีใต้น้ำก็พร้อมแลก การได้ผจญภัยลงภาคสนามจนถึงเก็บตัวอย่างมาวิจัยเองจึงเป็นเสน่ห์ของวิชาชีพนี้ซึ่งยังคงมีอยู่ต่อไปเพื่อไขปริศนาทางประวัติศาสตร์ให้แก่คนรุ่นหลัง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_52475.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> กฤต วิเศษเขตการณ์ และ</em><em>กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-8/">นักโบราณคดีใต้น้ำ (Underwater Archaeologist)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/job-8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
