<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>global review &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/movement/global-review/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/movement/global-review/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 29 Mar 2019 01:40:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 19:20:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียล]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56979</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เฟซบุ๊กจะอยู่อีกนานไหมครับ?” “ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์เยอะหรือยัง?” “เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรมฮิตกว่าเหรอ?” “เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์กันใช่ไหม?” นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆ หลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมที่เพิ่มขึ้น หรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างพอดแคสต์ที่ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ และคำถามที่หลายๆ คนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่างเฟซบุ๊กนั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่า เพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊กแล้วไปเล่นทวิตเตอร์แทน บางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรมดีกว่า ฯลฯ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก เพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊กนั้นมีอยู่เรื่อยๆ ในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆ ว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไร ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ยิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว (โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง) จึงทำให้หลายคนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊กแล้วล่ะมั้ง แต่จากข้อมูลของเฟซบุ๊กนั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในไทยยังคงโตขึ้นเป็น 53 ล้านบัญชี เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊กเองก็ยังคงเป็น &#8216;แพลตฟอร์มหลัก&#8217; ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊กต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊กเองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้ แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมาย แต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ Following / Follower มากกว่า Friend เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตน ซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ (Instagram) ข้อความสั้นๆ (Twitter) เสียง (Podcast) วิดีโอ (YouTube) ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน เมื่อก่อนเฟซบุ๊กอาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก จึงฮิตและโตวัย และคนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/">สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">จะอยู่อีกนานไหมครับ</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">เยอะหรือยัง</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ฮิตกว่าเหรอ</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์</span><span style="font-weight: 400;">กันใช่ไหม</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">หลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">โดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ </span><span style="font-weight: 400;">และอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ที่เพิ่มขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">หรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างพอดแคสต์ที่</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และคำถามที่หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่า</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">แล้วไปเล่นทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">แทน</span> <span style="font-weight: 400;">บางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ดีกว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นมีอยู่เรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไร</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">นานา</span> <span style="font-weight: 400;">ยิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว</span><span style="font-weight: 400;"> (</span><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง</span><span style="font-weight: 400;">) จึง</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้หลาย</span><span style="font-weight: 400;">คนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">แล้วล่ะมั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่</span><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลของเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ในไทยยังคงโตขึ้นเป็น</span><span style="font-weight: 400;"> 53 </span><span style="font-weight: 400;">ล้านบัญชี</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เองก็ยังคงเป็น</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์มหลัก&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม</span> <span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้</span> <span style="font-weight: 400;">แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจ</span><span style="font-weight: 400;">ะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมาย</span> <span style="font-weight: 400;">แต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ</span><span style="font-weight: 400;"> Following / Follower </span><span style="font-weight: 400;">มากกว่า</span><span style="font-weight: 400;"> Friend </span><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตน</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษา</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ</span><span style="font-weight: 400;"> (Instagram) </span><span style="font-weight: 400;">ข้อความสั้นๆ</span><span style="font-weight: 400;"> (Twitter) </span><span style="font-weight: 400;">เสียง</span><span style="font-weight: 400;"> (Podcast) </span><span style="font-weight: 400;">วิดีโอ</span><span style="font-weight: 400;"> (YouTube) </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก</span> จึง<span style="font-weight: 400;">ฮิตและโตวัย</span> และ<span style="font-weight: 400;">คนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆ</span> <span style="font-weight: 400;">แต่มาวันนี้เมื่อคนเริ่มคุ้นเคยกับดิจิทัลมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">เรียนรู้ที่จะใช้งานแพลตฟอร์มใหม่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ได้ไม่ยาก</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ทำให้หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนหันไปใช้เวลากับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น</span> เพื่อตอบ<span style="font-weight: 400;">สนองความต้องการตัวเองได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการตลาดตลอดจนวงการสื่อด้วยเหมือนกัน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะเฟซบุ๊กก</span><span style="font-weight: 400;">ลายเป็นช่องทางหลักเวลาพูดถึงสื่อออนไลน์ในยุคโซเชียลมีเดีย </span><span style="font-weight: 400;">และใครๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ต้องหาวิธีให้ตัวเองอยู่บนเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอมา</span> <span style="font-weight: 400;">คอนเทนต์จำนวนมากถูกผลิตและปรับให้เหมาะกับเฟซบุ๊ก </span><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งสารพัดเทคนิคที่หาวิธีเอาชนะอัลกอริทึม</span><span style="font-weight: 400;">ของมัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ต่อจากนี้</span> <span style="font-weight: 400;">เฟซบุ๊กอาจ</span><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ช่องทางหลักประเภทต้องทุ่มหมดหนัาตักเพียงอย่างเดียว</span> <span style="font-weight: 400;">หากแต่คนทำสื่อต้องคิดแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองจะสื่อไปและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารด้วยนั้น เหมาะกับช่องทางไหนมากกว่ากัน</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับหากจะใช้ช่องทางนั้นแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ภาษา และวิธีการเล่า ก็คงต้องแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยส่วนตัวแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ผมมักบอกหลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนที่มาถามว่าควรเลือกแพลตฟอร์มไหนดี ว่ามันไม่มีสูตรหรือคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกคน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะนี่คือยุคที่แม้แต่สื่อดิจิทัลก็เปิดทางเลือกอันมากมายให้กับคนยุคปัจจุบัน</span> <span style="font-weight: 400;">วัยรุ่นบางคนก็ยังใช้เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เป็นหลัก</span> <span style="font-weight: 400;">ส่วนผู้ใหญ่บางคนก็หันไปเล่นไลน์และอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">แทนเพราะดูจะปวดหัวน้อยกว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span> <span style="font-weight: 400;">และนั่นคงเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าวัยไหนเล่นอะไร</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่เล่นอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นความท้าทายของทุกคนที่วนเวียนอยู่ใน</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">สื่อใหม่&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ในวันนี้นั่นแหละครับ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/">สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กสมัยนี้ต้อง &#8216;ดิจิทัล&#8217; เท่านั้นจริงหรือ?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/only-digital-for-new-gen/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Nov 2018 17:58:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[อีบุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=46615</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงมุมมองที่มีต่อการสื่อสารในปัจจุบัน เราถูกชี้นำว่าพฤติกรรมการอ่าน การบริโภคข้อมูล และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ยืนอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ก้าวเร็ว ดังนั้นถ้าต้องการชนะศึกนี้ (หรือจะเรียกว่าชนะสงครามก็ไม่ผิดนัก) ในประเด็นเรื่องการเข้าถึงหัวใจของคนรุ่นใหม่ สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีย่อมได้รับความสำคัญเป็นทางเลือกแรก ดูเหมือนว่าทุกๆ อย่างเดินไปในทิศทางนั้น กลายเป็นคำจำกัดความว่าถ้าจะเข้าถึงเด็กต้องใช้เทคโนโลยีเท่านั้น ซึ่งก็ดูเป็นข้อสรุปที่ไม่ได้เกินจริงเลย คำถามคือ ทำไมเราถึงสรุปแบบนั้น เพราะเด็กบอกเราว่าเขาต้องการอะไร หรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ ที่เป็นคนสรุปให้เขา แล้วถ้าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นทุกสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ เราจะรับได้มั้ย ใครจะรับผิดชอบ อาทิตย์ก่อน ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์นักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง ถามถึงความเห็นและความต้องการของพวกเขาเกี่ยวกับห้องสมุด เพราะโรงเรียนมีนโยบายปรับปรุงห้องสมุดที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และมุ่งหวังให้นักเรียนกลับมาใช้ห้องสมุดมากขึ้น ครั้งนี้ผู้บริหารเลือกที่จะเริ่มต้นจากห้องสมุด อยากให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด คิดกลับหัวจากเดิมที่ผู้บริหารและครูคือผู้ตัดสินใจว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ ครั้งนี้ทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากนักเรียนภายใต้โครงการที่เราเรียกว่า Re-Imagine   เราเริ่มต้นด้วยโครงสร้างคำถามที่น้อยที่สุด แต่เน้นให้นักเรียนได้แสดงความเห็นส่วนตัวออกมามากที่สุด นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.4-6 คละโปรแกรม คละทั้งเด็กที่มีผลการเรียนที่ดีและเด็กที่ออกจะเฮี้ยวๆ หน่อย คำตอบของนักเรียนเหล่านี้ทำให้ผมประหลาดใจมาก เดิมผมมีภาพในใจว่าเด็กๆ อาจต้องการห้องสมุดที่หรู เท่ มีความทันสมัยด้านเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบ มี eBook มี eMagazine แต่ผลกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เรื่องแรก เด็กบอกไปในทิศทางเดียวกันว่า พวกเขาไม่ต้องการห้องสมุดที่ทันสมัยจ๋า หรือห้องสมุดที่ออกแบบได้อลังการ พวกเขาต้องการห้องสมุดที่มีพื้นที่ส่วนตัวให้พวกเขาได้คิด มีพื้นที่ให้ได้คุยงานกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/only-digital-for-new-gen/">เด็กสมัยนี้ต้อง &#8216;ดิจิทัล&#8217; เท่านั้นจริงหรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าพูดถึงมุมมองที่มีต่อการสื่อสารในปัจจุบัน เราถูกชี้นำว่าพฤติกรรมการอ่าน การบริโภคข้อมูล และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ยืนอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ก้าวเร็ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นถ้าต้องการชนะศึกนี้ (หรือจะเรียกว่าชนะสงครามก็ไม่ผิดนัก) ในประเด็นเรื่องการเข้าถึงหัวใจของคนรุ่นใหม่ สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีย่อมได้รับความสำคัญเป็นทางเลือกแรก ดูเหมือนว่าทุกๆ อย่างเดินไปในทิศทางนั้น กลายเป็นคำจำกัดความว่าถ้าจะเข้าถึงเด็กต้องใช้เทคโนโลยีเท่านั้น ซึ่งก็ดูเป็นข้อสรุปที่ไม่ได้เกินจริงเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามคือ ทำไมเราถึงสรุปแบบนั้น เพราะเด็กบอกเราว่าเขาต้องการอะไร หรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ ที่เป็นคนสรุปให้เขา แล้วถ้าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นทุกสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ เราจะรับได้มั้ย ใครจะรับผิดชอบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาทิตย์ก่อน ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์นักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง ถามถึงความเห็นและความต้องการของพวกเขาเกี่ยวกับห้องสมุด เพราะโรงเรียนมีนโยบายปรับปรุงห้องสมุดที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และมุ่งหวังให้นักเรียนกลับมาใช้ห้องสมุดมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งนี้ผู้บริหารเลือกที่จะเริ่มต้นจากห้องสมุด อยากให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด คิดกลับหัวจากเดิมที่ผู้บริหารและครูคือผู้ตัดสินใจว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ ครั้งนี้ทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากนักเรียนภายใต้โครงการที่เราเรียกว่า Re-Imagine  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มต้นด้วยโครงสร้างคำถามที่น้อยที่สุด แต่เน้นให้นักเรียนได้แสดงความเห็นส่วนตัวออกมามากที่สุด นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.4-6 คละโปรแกรม คละทั้งเด็กที่มีผลการเรียนที่ดีและเด็กที่ออกจะเฮี้ยวๆ หน่อย คำตอบของนักเรียนเหล่านี้ทำให้ผมประหลาดใจมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดิมผมมีภาพในใจว่าเด็กๆ อาจต้องการห้องสมุดที่หรู เท่ มีความทันสมัยด้านเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบ มี eBook มี eMagazine แต่ผลกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องแรก เด็กบอกไปในทิศทางเดียวกันว่า พวกเขาไม่ต้องการห้องสมุดที่ทันสมัยจ๋า หรือห้องสมุดที่ออกแบบได้อลังการ พวกเขาต้องการห้องสมุดที่มีพื้นที่ส่วนตัวให้พวกเขาได้คิด มีพื้นที่ให้ได้คุยงานกลุ่ม ได้ซ้อมนำเสนอ หรือมานั่งประชุมงานกัน อาจจะเป็นห้องสมุดที่ออกแนวคลาสสิกธรรมดาก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และต้องการให้มันอยู่รอบๆ ตัวคือหนังสือที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ หนังสือที่พวกเขาสามารถใช้อ้างอิงได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครูครับ ผมอยากให้เอาคอมพิวเตอร์ออกไปจากห้องสมุด พวกผมอยากได้พื้นที่ห้องสมุดที่กว้างขึ้น” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมถามเขาว่าการใช้กูเกิลหาข้อมูลไม่สะดวกกว่าหรือ หาแรงบันดาลใจได้ไม่สิ้นสุด คำตอบของเด็กมัธยมกลุ่มนี้เล่นเอาผมพลิกตำราไม่ทัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กูเกิลใช้สร้างแรงบันดาลใจ หรือใช้อ้างอิงได้ไม่ดีเท่าหนังสือหรอกครับครู มันมีข้อจำกัด พวกผมไม่สามารถเชื่อกูเกิลได้ทั้งหมด” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมพยายามเปลี่ยนคำถามเพื่ออยากให้เขาย้ำความคิดตัวเองดีๆ เรื่องนี้ แต่กี่ครั้งๆ คำตอบยังเหมือนเดิม กลับได้เหตุผลของพวกเขาเพิ่มมาเรื่อยๆ อาทิ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานบางอย่างนะครู หาในกูเกิลมันไม่มีหรอก หรือถ้ามีมันก็กว้างมากจนพวกผมก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้พวกผมว่าเรื่องเทคโนโลยีมันอยู่รอบตัวมากเกินไปสำหรับพวกผม ผมอยากได้เวลาคิด เวลาอยู่กับตัวเองบ้าง”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถามว่าเขาต้องการอะไรจากห้องสมุดที่ไม่ใช่หนังสือ ต้องการ eBook Corner มั้ย คำตอบคือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าเอา eBook เข้ามาห้องสมุดเด็ดขาดนะครับ มันใช้งานไม่ได้จริง เสียเวลา” หรือที่เล่นเอาผมเกือบตกเก้าอี้คือ “ผมอยากได้สวน อยากได้ต้นไม้เขียวๆ ไว้มองบ้าง เวลาอ่านหนังสือหรือมาค้นคว้าอะไร บางทีอยากทอดสายตา แล้วคิด” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถามถึงความชอบด้านหนังสือว่าพวกเขาต้องการอะไร คำตอบหนึ่งที่น่าคิดคือ พวกเขาต้องการหนังสือที่อยู่ในระดับสูงกว่าอายุ ทั้งนี้เพราะเด็กมัธยมปลายอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้ว่าชอบอะไร เพื่อนำไปสู่การวางแผนชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาต่อ พวกเขาบอกว่าห้องสมุดมีแต่หนังสือที่ครูคิดว่าเหมาะกับเขา แต่ในความเป็นจริงมันไม่น่าสนใจเลย เพราะพวกเขารู้อยู่แล้ว เขาต้องการความรู้ที่อยู่เหนือตำราหรือ &#8216;ความเหมาะสม&#8217; ตามคำจำกัดความของครูบรรณารักษ์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เด็กที่ออกจะเฮี้ยวๆ คนหนึ่งบอกว่า ผมสนใจเรื่องการทำอาหาร แต่ไม่ต้องการหนังสือทำอาหาร อยากอ่านหนังสือที่ให้ความรู้มากกว่านั้น อยากได้หนังสือที่บอกศาสตร์ของการทำอาหาร แต่ห้องสมุดไม่มีให้ผม หรือเด็กอีกคนบอกว่าเขาสนใจงานค้นคว้าถึงที่มาด้านศิลปะของศิลปินบางคน แต่สิ่งที่เขาเจอคือหนังสือสรุปศิลปินเอกของโลกเท่านั้น เขาต้องการต่อยอดความคิด แล้วรู้จักความลึกให้มากกว่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากได้หนังสือของ ฌอง–มิเชล บาสเกีย แต่หาที่ไหนก็ไม่มี ห้องสมุดก็ไม่มี ร้านหนังสือก็ไม่มี ดูบ</span>นอินเทอร์เน็ตก็ไม่น่าสนใจ” เด็กพูดอย่างนั้น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอยากได้หนังสือทางสถาปัตย์ สิ่งเหล่านี้ถ้าใช้วิจารณญาณเราย่อมไม่เลือกเข้าห้องสมุดสำหรับนักเรียนมัธยมแน่ แต่ในความเป็นจริงนี่คือสิ่งที่เด็กต้องการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราควรจะฟังใครดี ฟังตัวเองแล้วเดินหน้าเชื่อต่อไปว่าเด็กสนใจเทคโนโลยี หรือจะหันกลับมามองว่าเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมพยายามวกกลับไปถามเรื่องดิจิทัลหลายครั้ง เน้นในหลายมิติ แต่เหมือนว่าพวกเขาจะเบื่อเอาการ ต่างเน้นแต่คำพูดที่ว่า “มันมากเกินไปครับครู” อยู่เสียอย่างนั้นทุกครั้งที่ถาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าคิดมากคือ พวกเขาย้ำบ่อยๆ ว่า “ที่พวกผมไม่มีคือความเป็นส่วนตัวและแรงบันดาลใจ” พวกเขาขาดแรงบันดาลใจ น่าคิดทีเดียว หรือเรามีแต่สารที่ส่งออกมาโดยที่เราเลือกแล้ว แต่เราไม่ได้ให้โอกาสเขาได้คิดเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมาถึงเรื่องท้ายๆ เกี่ยวกับการใช้ห้องสมุด เด็กตอบตรงกันว่า พวกเขาอยากให้ห้องสมุดเปิดดึกหน่อย และอนุญาตให้เข้าใช้ได้ในวันเสาร์และอาทิตย์ ผมถามเขาว่าทำไม ถ้าอยากนั่งเล่นเย็นๆ เข้าห้างก็ได้ พวกเขาบอกผมว่า “เบื่อห้างครับครู ไม่มีอะไร บางทีพวกผมก็อยากได้ที่นั่งคิด นั่งทำงาน หรือมีสถานที่ให้ทำงานกลุ่ม โดยที่ไม่ต้องไปเจอกันตามห้าง หรือบ้านเพื่อนคนใดคนหนึ่ง การได้มานั่งทำงานร่วมกันที่โรงเรียนเหมือนได้ใกล้แหล่งข้อมูลที่สามารถเอาออกมาใช้ได้ทันที” คำตอบนี้ทำให้ผมคิดย้อนด้วยเช่นกัน แล้วผู้ปกครองจะไม่สบายใจยิ่งกว่าหรือถ้าทราบว่าลูกอยู่ที่โรงเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบของนักเรียนมัธยมปลายเกือบยี่สิบคนนี้อาจไม่ได้เป็นคำตอบของเยาวชนหรือวัยรุ่นทั้งประเทศ มันจะพอหรือไม่ที่จะทำให้ผู้ใหญ่กลับมาคิดว่าสิ่งที่เยาวชนเหล่านี้ต้องการจริงๆ คืออะไร แล้วที่ว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องการ หรือเป็นสิ่งที่พวกเขาเติบโตมานั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็กที่ต้องการสิ่งเหล่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาเหล่านี้อาจยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอยู่ แต่ในส่วนผสมที่พอเหมาะ เด็กยังอยากมีสถานที่และเวลาให้พวกเขาได้คิดแบบผู้ใหญ่แต่เล่นตามวัย ให้พวกเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น และได้สนุกกับมันมากที่สุด เพียงแต่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องมองเห็นถึงความปรารถนา และความงามอย่างที่พวกเขาต้องการให้เข้าใจ </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/only-digital-for-new-gen/">เด็กสมัยนี้ต้อง &#8216;ดิจิทัล&#8217; เท่านั้นจริงหรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>They Shall Not Grow Old : เมื่อปีเตอร์ แจ็คสัน แห่ง LOTR ชุบชีวิตฟุตเทจเก่าให้กลายเป็นหนัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/they-shall-not-grow-old-peter-jackson/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/they-shall-not-grow-old-peter-jackson/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Nov 2018 17:16:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Peter Jackson]]></category>
		<category><![CDATA[They shall not grow old]]></category>
		<category><![CDATA[remastering]]></category>
		<category><![CDATA[restore]]></category>
		<category><![CDATA[old film]]></category>
		<category><![CDATA[film]]></category>
		<category><![CDATA[lord of the rings]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=45217</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาท้ายปีที่หนังเต็งออสการ์กำลังต่อสู้และฟาดฟันกันอย่างมากมาย หนังปลายปีอีกหลายเรื่องก็เตรียมโกยเงินทิ้งท้าย มันมีโปรเจกต์อยู่โปรเจกต์หนึ่งที่ไม่ได้เตรียมตัวเข้าชิงรางวัลใดๆ ฉายด้วยรอบน้อยนิดเล็กๆ ง่ายๆ แต่มันเป็นงานที่โปรดิวซ์และกำกับโดยผู้กำกับร่างใหญ่บิ๊กเนมอย่างปีเตอร์ แจ็คสัน ณ The Lord of the Rings หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนัง epic อลังการสามสี่ภาคแบบที่เขาเคยทำ มันกลายเป็นงานชิ้นเล็กที่สร้างเพื่อแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ของชาวโลกด้วยวิธีการของคนทำหนัง จริงๆ แล้ว They Shall Not Grow Old อาจไม่ใช่หนังหรือไม่ใช่สารคดี มันคือวิดีโอคอนเซปต์ที่ว่าด้วยการชุบชีวิตฟุตเทจเก่าๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เป็นม้วนฟิล์มหนังขาว-ดำอายุประมาณ 100 ปี และไม่มีแถบบันทึกเสียงแต่อย่างใด เขานำมันมาลงสีใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง และเพิ่มเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ต่างๆ รวมถึงดนตรีประกอบแบบภาพยนตร์ ซึ่งจะทำให้ฟุตเทจทางประวัติศาสตร์ธรรมดาๆ กลายมามีชีวิตอีกครั้งด้วยเสียงและสี (แบบคนสมัยใหม่) ตัวชิ้นงานนั้นไม่มีผู้บรรยายหรือดำเนินเรื่องอะไรมากมาย มีเพียงแต่ภาพสแนปช็อตชีวิตของบรรดานายทหารอังกฤษที่ไปรบที่ยุโรป ตัวหนังฉายไปในวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ อังกฤษ ฉายรอบเดียวในโรงภาพยนตร์พร้อม Q&#38;A กับปีเตอร์ แจ็คสัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/they-shall-not-grow-old-peter-jackson/">They Shall Not Grow Old : เมื่อปีเตอร์ แจ็คสัน แห่ง LOTR ชุบชีวิตฟุตเทจเก่าให้กลายเป็นหนัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาท้ายปีที่หนังเต็งออสการ์กำลังต่อสู้และฟาดฟันกันอย่างมากมาย หนังปลายปีอีกหลายเรื่องก็เตรียมโกยเงินทิ้งท้าย มันมีโปรเจกต์อยู่โปรเจกต์หนึ่งที่ไม่ได้เตรียมตัวเข้าชิงรางวัลใดๆ ฉายด้วยรอบน้อยนิดเล็กๆ ง่ายๆ แต่มันเป็นงานที่โปรดิวซ์และกำกับโดยผู้กำกับร่างใหญ่บิ๊กเนมอย่างปีเตอร์ แจ็คสัน ณ <em>The Lord of the Rings</em> หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนัง epic อลังการสามสี่ภาคแบบที่เขาเคยทำ มันกลายเป็นงานชิ้นเล็กที่สร้างเพื่อแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ของชาวโลกด้วยวิธีการของคนทำหนัง</p>
<p>จริงๆ แล้ว <em>They Shall Not Grow Old</em> อาจไม่ใช่หนังหรือไม่ใช่สารคดี มันคือวิดีโอคอนเซปต์ที่ว่าด้วยการชุบชีวิตฟุตเทจเก่าๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เป็นม้วนฟิล์มหนังขาว-ดำอายุประมาณ 100 ปี และไม่มีแถบบันทึกเสียงแต่อย่างใด เขานำมันมาลงสีใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง และเพิ่มเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ต่างๆ รวมถึงดนตรีประกอบแบบภาพยนตร์ ซึ่งจะทำให้ฟุตเทจทางประวัติศาสตร์ธรรมดาๆ กลายมามีชีวิตอีกครั้งด้วยเสียงและสี (แบบคนสมัยใหม่) ตัวชิ้นงานนั้นไม่มีผู้บรรยายหรือดำเนินเรื่องอะไรมากมาย มีเพียงแต่ภาพสแนปช็อตชีวิตของบรรดานายทหารอังกฤษที่ไปรบที่ยุโรป ตัวหนังฉายไปในวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ อังกฤษ ฉายรอบเดียวในโรงภาพยนตร์พร้อม Q&amp;A กับปีเตอร์ แจ็คสัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<div class="mceTemp"></div>
<p>เอาจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครเหมาะกับโปรเจกต์เท่าเขาแล้วล่ะครับ บุรุษผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่าในการสร้างภาพยนตร์อย่างเขา (แถมหลังๆ เลยเถิดไปสร้างเกม ไปสร้างอะไรอย่างอื่นเต็มไปหมดที่เป็นภาพเคลื่อนไหวและไม่ใช่หนัง) คือคนที่น่าจะใช้เทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ให้ฟุตเทจเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ การทำงานของปีเตอร์มันไม่ใช่แค่การแต่งสีเติมเสียงเพิ่ม เพราะตัวเขาเนิร์ดกว่านั้น ตัวอย่างเช่น ปกติถ้าเราเห็นฟุตเทจภาพประวัติศาสตร์ต่างๆ เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ภาพมันจะกระตุกๆ นิดๆ ไม่ได้ลื่นไหลเหมือนสมัยนี้ เป็นเพราะว่ากล้องสมัยก่อนเวลาถ่ายอะไรนั้น เฟรมเรตจะบันทึกได้ช้ากว่าเฟรมเรตปัจจุบัน (ลองคิดถึงว่าเรากดถ่ายภาพนิ่งรัวๆ แล้วมาเรียง ตอนเล่นมันก็จะกระตุกๆ ในขณะที่ถ้าเราถ่ายวิดีโอเลย ภาพที่ได้ก็จะลื่นตามจริง) สิ่งที่ปีเตอร์ทำกับหนังเรื่องนี้คือ การใช้คอมพิวเตอร์เติมเฟรมเรตที่หายไปให้กับฟุตเทจเหล่านั้น แปลว่าคราวนี้ฟุตเทจสงครามที่เราจะได้เห็นนั้นก็จะลื่นไหลเหมือนถ่ายด้วยฟิล์มหรือวิดีโอในปัจจุบัน ซึ่งจะให้ความรู้สึกสมจริง เป็นปัจจุบันมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าเป็นของเก่าจากประวัติศาสตร์อีกต่อไป นี่อาจจะเรียกได้ว่า หนังคือไทม์แมชชีนได้อย่างแท้จริง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>นี่อาจจะไม่เนิร์ดพอ คนอย่างเขาต้องเนิร์ดสุดกว่านั้น ในด้านการเติมเสียงประกอบฟุตเทจ ต้องไม่ใช่แค่เติมเสียงซาวนด์เอฟเฟกต์ปืน เสียงเดินเท้า หรือเสียงเพลงประกอบ เพราะทีมงานของปีเตอร์ตัดสินใจว่าจะไปกันถึงขั้นเติมไดอะล็อกเข้าไปใส่ปากของคนในฟุตเทจ ด้วยการใช้วิธีเอานักอ่านปากมาถอดความเลยว่าคนในฟุตเทจพูดว่าอะไร แล้วหาคนพากย์เสียงเพิ่มเข้าไป ดังนั้นจากฟุตเทจที่ไม่เคยมีเสียงมาก่อน ตอนนี้เราก็สามารถเข้าใจว่านายพลกำลังสั่งการอะไรกับบรรดาทหารของเขา</p>
<p>ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่ามุมมองเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์รวมถึงสื่อภาพเคลื่อนไหวนั้นเปลี่ยนไปอย่างมากมาย แต่เดิมงานคอมพิวเตอร์กราฟิกมีไว้สร้างความบันเทิงบนจอภาพยนตร์ เอาไว้สร้างไดโนเสาร์ หุ่นยนต์หรือของใหญ่ๆ ตอนนี้มันก็เริ่มถูกเอามาใช้แบบเล็กๆ เรียลๆ เช่นการทำให้นักแสดงอายุเยอะกลายเป็นหนุ่มอีกครั้ง นอกจากนี้มันก็เริ่มกระจายตัวออกไปสื่อภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนัง อาจจะเป็นวิดีโอเกม งาน VR หรือสาย Augmented Reality กระทั่งเริ่มเข้าสู่วงการประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยการบูรณะสื่อภาพเคลื่อนไหว กระแสรักษาแผ่นฟิล์มเก่าๆ ไม่ให้ผุพังสูญสลายเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการนำของ Martin Scorsese นอกจากนั้นสายงานเบื้องหลังอย่างการ remastering และ restoring หนังเก่าๆ ด้วย CG และคอมพิวเตอร์ (ซ่อมความพังของภาพหนัง หรือทำให้สีที่ซีดจางและมืดกลับมามีสีสันแบบที่ควรจะเป็นได้อีกครั้ง) ก็ถูกโปรโมตให้เป็นที่รับรู้กันมากขึ้น ไม่ก็กลายเป็นจุดขายของแผ่นบลูเรย์ต่างๆ ทำให้เด็กเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ได้ดูหนังในสภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น (แม้ว่าบางครั้งจะมีข้อถกเถียงกันเรื่อยๆ ว่า ไปแก้สีภาพหนังเก่าเหล่านั้นจะรู้ได้ไงว่ามันถูกต้องตามต้นฉบับอย่างที่ผู้กำกับต้องการ ถ้าเกิดผู้กำกับคนนั้นเสียชีวิตไปแล้วและไม่ได้มานั่งแก้สีด้วย)<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่าดีใจนะครับ ที่ภาพยนตร์เริ่มขยายความหมายของตัวเองออกไปมากกว่าความบันเทิง ถูกนำไปประยุกต์กับงานแบบอื่น ด้วยจุดประสงค์อื่น และน่ายินดีที่บิ๊กเนมอย่างปีเตอร์ แจ็คสัน เลือกที่จะเอาเวลาจำนวนมากและใช้ความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อ box office เพียงอย่างเดียว</p>
<p>บางครั้งถ้าหัวเรือใหญ่กรุยทางไว้ให้ ก็อาจสร้างแรงกระเพื่อมให้อีกหลายหัวเรือล่องตามมาได้, หวังว่านะ</p>
<p><span class="Apple-converted-space">ดูเทรลเลอร์ <em>They Shall Not Grow Old</em> ได้ด้านล่าง </span></p>
<div id="erdyt-69e8b78b42567" data-id="D6Do1p1CWyc" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-D6Do1p1CWyc-69e8b78b42567" data-vid="D6Do1p1CWyc" data-src="https://www.youtube.com/embed/D6Do1p1CWyc?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/D6Do1p1CWyc/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/they-shall-not-grow-old-peter-jackson/">They Shall Not Grow Old : เมื่อปีเตอร์ แจ็คสัน แห่ง LOTR ชุบชีวิตฟุตเทจเก่าให้กลายเป็นหนัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/they-shall-not-grow-old-peter-jackson/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/social-media-election/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/social-media-election/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Nov 2018 08:52:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[election]]></category>
		<category><![CDATA[nuttapuch]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=43819</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายปีของการเมืองไทยหลังจากเราไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปี แต่ที่น่าสนใจมากคือการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในช่วง &#8216;โต&#8217; ของการใช้ดิจิทัลโดยเฉพาะโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก และเราก็คงอดคิดไม่ได้ว่าบทบาทของโลกโซเชียลหรือชาวเน็ตนั้นจะมีผลกับการเลือกตั้งมากขนาดไหน บางคนก็อาจจะคิดว่าการเลือกตั้งสมัยก่อนนั้นเราก็มีการใช้งานออนไลน์มากระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกต่างไปมากขนาดไหนกัน แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ อย่างก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างพอสมควร อย่างจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็เรียกว่าครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว (อย่างเฟซบุ๊กเองก็มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีไปแล้ว) เช่นเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลอย่างหนักหน่วงดังสถิติที่มีการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ แน่นอนว่าการกุมพื้นที่สื่อโลกดิจิทัลจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคการเมืองอย่างไม่อาจมองข้ามได้ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างหนักหน่วงบนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น หลายพรรคการเมืองก็เริ่ม &#8216;ถูกพูดถึง&#8217; ผ่านเพจต่างๆ มีการตั้งบัญชีออนไลน์เพื่อมาสื่อสารกับประชาชน หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ (ส่วนจะเป็นการหาเสียงอะไรหรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความกันต่อไป) อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองคนนั้นๆ แล้วนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือบรรดา thought leader หรือ influencer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเฟซบุ๊กเพจ ยูทูบเบอร์ ทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ที่ทุกวันนี้มีอำนาจในการสื่อสารไม่แพ้กับสื่อหัวใหญ่ๆ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อมูลข่าวสารด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นต่อนโยบาย การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ ย่อมมีผลต่อคนที่ติดตามรับข่าวสารไม่มากก็น้อย ส่วนอีกปัจจัยที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เพราะมีการพัฒนาให้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็คือเทคโนโลยีในการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงโฆษณาเจาะเฉพาะกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-election/">การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายปีของการเมืองไทยหลังจากเราไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปี</p>
<p>แต่ที่น่าสนใจมากคือการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในช่วง &#8216;โต&#8217; ของการใช้ดิจิทัลโดยเฉพาะโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก และเราก็คงอดคิดไม่ได้ว่าบทบาทของโลกโซเชียลหรือชาวเน็ตนั้นจะมีผลกับการเลือกตั้งมากขนาดไหน</p>
<p>บางคนก็อาจจะคิดว่าการเลือกตั้งสมัยก่อนนั้นเราก็มีการใช้งานออนไลน์มากระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกต่างไปมากขนาดไหนกัน แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ อย่างก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างพอสมควร อย่างจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็เรียกว่าครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว (อย่างเฟซบุ๊กเองก็มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีไปแล้ว) เช่นเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลอย่างหนักหน่วงดังสถิติที่มีการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ</p>
<p>แน่นอนว่าการกุมพื้นที่สื่อโลกดิจิทัลจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคการเมืองอย่างไม่อาจมองข้ามได้ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างหนักหน่วงบนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น หลายพรรคการเมืองก็เริ่ม &#8216;ถูกพูดถึง&#8217; ผ่านเพจต่างๆ มีการตั้งบัญชีออนไลน์เพื่อมาสื่อสารกับประชาชน หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ (ส่วนจะเป็นการหาเสียงอะไรหรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความกันต่อไป)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองคนนั้นๆ แล้วนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือบรรดา thought leader หรือ influencer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเฟซบุ๊กเพจ ยูทูบเบอร์ ทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ที่ทุกวันนี้มีอำนาจในการสื่อสารไม่แพ้กับสื่อหัวใหญ่ๆ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อมูลข่าวสารด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นต่อนโยบาย การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ ย่อมมีผลต่อคนที่ติดตามรับข่าวสารไม่มากก็น้อย</p>
<p>ส่วนอีกปัจจัยที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เพราะมีการพัฒนาให้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็คือเทคโนโลยีในการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงโฆษณาเจาะเฉพาะกลุ่ม (Targetting Ad) อย่างในเฟซบุ๊ก ตลอดไปจนถึงการทำคอนเทนต์ในระดับเฉพาะบุคคล (Personalization) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักการตลาดน่าจะคุ้นเคยกันมาพักใหญ่ๆ เพื่อใช้ในการขายสินค้าของตัวเองอยู่แล้ว</p>
<p>คำถามคือถ้าพรรคการเมืองนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้กับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพรรคการเมืองเข้ามาทำการตลาดให้กับพรรคตัวเองด้วยเครื่องมือเหล่านี้ ทั้งการยิงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย การใช้ influencer ช่วยโปรโมตพรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งการนำข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ไปวิเคราะห์เพื่อจะหาโอกาสเจาะฐานคะแนนเสียงทั้งของตัวเองและคู่แข่ง ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากที่นักการตลาดทำเพื่อจะแย่งฐานคู่แข่งของตัวเองมา</p>
<p>พอมาถึงตรงนี้ สิ่งที่หลายๆ คนอาจเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยคือความโกลาหลที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลข่าวสารที่จะล้นทะลักในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การปล่อยข่าวลวง การสร้างข้อมูลเท็จเพื่อทำลายคะแนนเสียง การเลือกนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนโดยใช้เทคนิคของเทคโนโลยีมาช่วย ฯลฯ ซึ่งก็อดห่วงไม่ได้ว่าผู้ควบคุมกฏการเลือกตั้งจะตามทันสิ่งเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เพราะมันอาจจะเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ประเทศเรายังไม่มีประสบการณ์ในการรับมือก็ได้ แถมดันมาเป็นจังหวะการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศอีกต่างหาก</p>
<p>สถานการณ์นี้คงไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองกันแบบชิลล์ๆ ได้ เพราะแม้แต่ในต่างประเทศก็มีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กเองก็ต้องออกมาชี้แจงเพราะมีแรงกดดันจากหลายๆ ประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรมต่อทุกๆ คน</p>
<p>สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เราคนไทยก็คงต้องมานั่งติดตามกันต่อล่ะว่าการเลือกตั้งครั้งแรกที่เรามีโลกออนไลน์ที่ทรงพลังขนาดนี้จะเกิดอะไรขึ้น และผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-election/">การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/social-media-election/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไขความสำคัญของห้องสมุดที่มีอะไรมากกว่าแค่ที่ยืมตำรามาเขียนรายงาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/how-library-important/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/how-library-important/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Sep 2018 10:45:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40485</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าการอ่านคือรากแก้วของวัฒนธรรมหนังสือ ร้านหนังสือก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พยุงวัฒนธรรมนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไปไม่น้อยกว่ากันคือห้องสมุด ในระยะเวลาหลายปี หรืออาจจะตลอดมาตั้งแต่เริ่มมี disruption วัฒนธรรมการอ่าน การอ่านหนังสือโดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวแปร เราพูดถึงการอ่านที่น้อยลง จำนวนร้านหนังสือที่น้อยลง แต่เราไม่เคยพูดถึงความสำคัญและความเป็นไปของห้องสมุดในปัจจุบัน ทั้งยังไม่เคยถามถึงหน้าที่ที่แท้จริงของห้องสมุดเลย ในความเป็นจริง ห้องสมุดเป็นจุดเชื่อมระหว่างคนในชุมชนกับองค์ความรู้ต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย นอกจากนี้ยังเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจอย่างร้านหนังสือให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าห้องสมุดคือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการอ่านและร้านหนังสืออย่างแท้จริง ที่ผ่านมาเรามักสร้างห้องสมุดโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าสร้างขึ้นเพื่ออะไร เราอาจให้ความสำคัญกับร้านหนังสือสวยงามหรือห้องสมุดที่สร้างใหม่ แต่เราไม่มีการประเมินผลเรื่องคุณภาพ เราอาจจะมีรางวัลให้ร้านหนังสือที่สวยที่สุด แต่เราไม่มีรางวัลให้ห้องสมุดที่ดีที่สุด ขณะที่เรามีวิชาบรรณารักษ์ เราก็ยังตอบไม่ได้ว่าคุณภาพของบรรณารักษ์ที่เรียนจบออกมามีมาตรฐานหรือสามารถเป็นผู้ชี้นำคุณภาพห้องสมุดได้หรือไม่ บรรณารักษ์จะทำอะไรได้มากกว่าที่เคยเป็นหรือไม่ ถ้าพูดถึงมาตรฐานการเข้าใช้ห้องสมุดโดยทั่วไป เรามักนึกถึงการวัดจำนวนผู้เข้าใช้ห้องสมุด แต่ประเด็นจำนวนการยืมหนังสือจากห้องสมุดไม่เคยได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของห้องสมุดนั้น บางคนก็มีคำถามว่าเราจะอนุญาตให้คนยืมหนังสือออกจากห้องสมุดได้มากแค่ไหน แต่ห้องสมุดกับการยืมหนังสือคือของคู่กัน ในฐานะวัฒนธรรมหนึ่งของสังคม ห้องสมุดจำเป็นต้องมีองค์ประกอบมากกว่าการเป็นห้องเก็บหนังสือที่เปิด-ปิดตามเวลาราชการและไม่อนุญาตให้ยืมหนังสือ ห้องสมุดประจำเมืองลิเวอร์พูลเพิ่งกลับมาเปิดอีกครั้งในปี 2013 หลังปิดปรับปรุง แถมยังเพิ่งได้รางวัลห้องสมุดดีเด่นไปครองด้วย เหตุผลที่ห้องสมุดแห่งนี้กลับมาเปิดใหม่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหนึ่งๆ ห้องสมุดแห่งนี้มีคนเข้าเยี่ยมชมสูงถึง 750,000 คน หรือโดยเฉลี่ย 3,000 คนต่อวันทีเดียว ความน่าสนใจคือสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงหลังการกลับมาครั้งใหม่ของห้องสมุดนี้คือเวลาเปิด-ปิดที่มีความยืดหยุ่น ให้บริการ 7 วันต่อสัปดาห์แบบไม่มีวันหยุด และนั่นหมายความว่า ห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้อยากเป็นเพียงแหล่งรวบรวมข้อมูลอ้างอิงหรือที่นั่งทำงานทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังรองรับวิถีชีวิตของชุมชนที่ต้องการทางเลือกมากกว่าเข้าห้างสรรพสินค้าหรือนั่งอยู่หน้าจอทีวีเล่นอุปกรณ์ไอที ฉะนั้น การที่ห้องสมุดประจำเมืองลิเวอร์พูลกลับมาเปิดบริการตลอด 7 วันก็คือคำตอบว่าผู้ที่ต้องการทางเลือกย่อมได้สิทธิ์ที่เขาต้องการ เรื่องที่สองที่น่าคิดคือสัดส่วนการอ่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-library-important/">ไขความสำคัญของห้องสมุดที่มีอะไรมากกว่าแค่ที่ยืมตำรามาเขียนรายงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าการอ่านคือรากแก้วของวัฒนธรรมหนังสือ ร้านหนังสือก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พยุงวัฒนธรรมนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไปไม่น้อยกว่ากันคือห้องสมุด</p>
<p>ในระยะเวลาหลายปี หรืออาจจะตลอดมาตั้งแต่เริ่มมี disruption วัฒนธรรมการอ่าน การอ่านหนังสือโดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวแปร เราพูดถึงการอ่านที่น้อยลง จำนวนร้านหนังสือที่น้อยลง แต่เราไม่เคยพูดถึงความสำคัญและความเป็นไปของห้องสมุดในปัจจุบัน ทั้งยังไม่เคยถามถึงหน้าที่ที่แท้จริงของห้องสมุดเลย</p>
<p>ในความเป็นจริง ห้องสมุดเป็นจุดเชื่อมระหว่างคนในชุมชนกับองค์ความรู้ต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย นอกจากนี้ยังเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจอย่างร้านหนังสือให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าห้องสมุดคือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการอ่านและร้านหนังสืออย่างแท้จริง</p>
<p>ที่ผ่านมาเรามักสร้างห้องสมุดโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าสร้างขึ้นเพื่ออะไร เราอาจให้ความสำคัญกับร้านหนังสือสวยงามหรือห้องสมุดที่สร้างใหม่ แต่เราไม่มีการประเมินผลเรื่องคุณภาพ เราอาจจะมีรางวัลให้ร้านหนังสือที่สวยที่สุด แต่เราไม่มีรางวัลให้ห้องสมุดที่ดีที่สุด</p>
<p>ขณะที่เรามีวิชาบรรณารักษ์ เราก็ยังตอบไม่ได้ว่าคุณภาพของบรรณารักษ์ที่เรียนจบออกมามีมาตรฐานหรือสามารถเป็นผู้ชี้นำคุณภาพห้องสมุดได้หรือไม่ บรรณารักษ์จะทำอะไรได้มากกว่าที่เคยเป็นหรือไม่</p>
<p>ถ้าพูดถึงมาตรฐานการเข้าใช้ห้องสมุดโดยทั่วไป เรามักนึกถึงการวัดจำนวนผู้เข้าใช้ห้องสมุด แต่ประเด็นจำนวนการยืมหนังสือจากห้องสมุดไม่เคยได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของห้องสมุดนั้น บางคนก็มีคำถามว่าเราจะอนุญาตให้คนยืมหนังสือออกจากห้องสมุดได้มากแค่ไหน แต่ห้องสมุดกับการยืมหนังสือคือของคู่กัน</p>
<blockquote><p>ในฐานะวัฒนธรรมหนึ่งของสังคม ห้องสมุดจำเป็นต้องมีองค์ประกอบมากกว่าการเป็นห้องเก็บหนังสือที่เปิด-ปิดตามเวลาราชการและไม่อนุญาตให้ยืมหนังสือ</p></blockquote>
<p>ห้องสมุดประจำเมืองลิเวอร์พูลเพิ่งกลับมาเปิดอีกครั้งในปี 2013 หลังปิดปรับปรุง แถมยังเพิ่งได้รางวัลห้องสมุดดีเด่นไปครองด้วย เหตุผลที่ห้องสมุดแห่งนี้กลับมาเปิดใหม่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหนึ่งๆ ห้องสมุดแห่งนี้มีคนเข้าเยี่ยมชมสูงถึง 750,000 คน หรือโดยเฉลี่ย 3,000 คนต่อวันทีเดียว</p>
<p>ความน่าสนใจคือสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงหลังการกลับมาครั้งใหม่ของห้องสมุดนี้คือเวลาเปิด-ปิดที่มีความยืดหยุ่น ให้บริการ 7 วันต่อสัปดาห์แบบไม่มีวันหยุด และนั่นหมายความว่า ห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้อยากเป็นเพียงแหล่งรวบรวมข้อมูลอ้างอิงหรือที่นั่งทำงานทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังรองรับวิถีชีวิตของชุมชนที่ต้องการทางเลือกมากกว่าเข้าห้างสรรพสินค้าหรือนั่งอยู่หน้าจอทีวีเล่นอุปกรณ์ไอที</p>
<p>ฉะนั้น การที่ห้องสมุดประจำเมืองลิเวอร์พูลกลับมาเปิดบริการตลอด 7 วันก็คือคำตอบว่าผู้ที่ต้องการทางเลือกย่อมได้สิทธิ์ที่เขาต้องการ</p>
<p>เรื่องที่สองที่น่าคิดคือสัดส่วนการอ่าน การยืมหนังสือจะเพิ่มขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเราต้องการแค่จำนวนผู้ใช้มากขึ้นแต่สต็อกหนังสือใหม่ๆ ไม่ได้มีการจัดซื้อจัดหาเข้ามาอย่างเพียงพอ ห้องสมุดไม่ใช่สถานที่ที่มีแต่ผู้อ่านขาจรหรือคนนอกชุมชนเข้ามาใช้บริการ ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นบุคคลในชุมชนรอบๆ เข้ามาใช้ซ้ำ</p>
<p>ฉะนั้นถ้าไม่มีหนังสือใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เข้าใช้ห้องสมุดจะลดน้อยลงหรือคนไม่อยากหยิบหนังสือออกมาอ่าน นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญว่าทำไมห้องสมุดจำเป็นต้องมีหนังสือใหม่ตลอดเวลา</p>
<blockquote><p>ไม่ใช่นักอ่านทุกคนจะมีกำลังในการซื้อหนังสือใหม่จากร้านหนังสือ พวกเขามีห้องสมุดเป็นทางเลือกที่จะมาอ่านหนังสือเหล่านั้น</p></blockquote>
<p>และนี่เองคือหน้าที่ของห้องสมุดที่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เข้มแข็ง เพราะการอ่านเป็นสิทธิ์ของทุกคน สิทธิ์ที่จะได้อ่านในสิ่งที่ต้องการ</p>
<p>หนึ่งในสิ่งที่ห้องสมุดประจำเมืองลิเวอร์พูลให้ความสำคัญคือการหมุนเวียนหนังสือผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น ทำงานร่วมกับร้านหนังสือในท้องถิ่น การรับข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ การแนะนำจากสมาชิกหรือกลุ่มบุ๊กคลับผ่านมิติการจัดกิจกรรม</p>
<p>ที่นี่ไม่ได้คัดเลือกหนังสือโดยบรรณารักษ์คนเดียวที่ดูแลทุกส่วน แต่แบ่งหมวดหมู่คัดเลือกคล้ายคลึงกับหมวดหมู่ร้านหนังสือ ตัวอย่างเช่น หนังสือเด็กจะมีบรรณารักษ์ที่เชี่ยวชาญหนังสือเด็กเป็นผู้คัดเลือก ส่วนของหนังสือนวนิยายก็มีบรรณารักษ์ผู้เชี่ยวชาญหนังสือนวนิยายเป็นผู้คัดเลือก</p>
<p>การสั่งซื้อหนังสือเหล่านี้ไม่ได้มองเพียงแค่เป็นหนังสือใหม่ที่ออกมา แต่มองถึงการสร้าง complete list ของหนังสือนั้นๆ (การสร้างหมวดหนังสือให้สมบูรณ์) หรือไม่ก็แบ่งตามผู้แต่ง ห้องสมุดจำเป็นจะต้องมีหนังสือของผู้เขียนคนนั้นที่แต่งหนังสือหลายเล่มให้ครบ ทำให้สามารถย้อนไปอ่านงานก่อนหน้าได้ นี่คือการสร้างที่พิเศษและดูเหมือนจะมีเพียงห้องสมุดเท่านั้นที่ทำได้ ผู้อ่านอาจไม่พบสิ่งนี้ตามร้านหนังสือ</p>
<p>ห้องสมุดแบบที่เราคุ้นเคยอาจเป็นการเปิดประตูและพบบรรณารักษ์นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ รอตรวจสอบหนังสือก่อนการยืม ทำงานคัดเลือกหนังสือไปพร้อมๆ กัน หรืออาจรับผิดชอบตอบคำตอบว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ไหน ดีหรือไม่ แต่ห้องสมุดที่ดี บรรณารักษ์จะมีหน้าที่มากกว่านั้น</p>
<p>บรรณารักษ์จะทำหน้าที่ curate หรือคัดสรรหนังสือให้ผู้อ่านที่มีความสนใจต่างกัน เพราะผู้อ่านบางคนที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองต้องการอะไรก็ต้องการคำแนะนำในการเลือกหนังสือที่ดีให้ตัวเอง หรือหนังสือเล่มเริ่มต้นสำหรับลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัวควรเป็นเล่มไหน นั่นก็คือหน้าที่ของบรรณารักษ์เช่นกัน ฉะนั้น Qualified Librarian หรือบรรณารักษ์ที่มีคุณสมบัติมากเพียงพอในการทำงานในห้องสมุดจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำห้องสมุดที่มีคุณภาพในปัจจุบัน</p>
<p>เราจะเห็นว่าสิ่งที่นอกเหนือไปจากการมีหนังสือให้คนยืมคือกิจกรรมเสริมต่างๆ เช่น ชั่วโมงการอบรม เวิร์กช็อป การมีบุ๊กคลับ สิ่งเหล่านี้ทำให้ห้องสมุดมีชีวิตและทำให้ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง ที่นี่จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมคนในชุมชนที่มีความสนใจเดียวกันมาร่วมกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ นี่คือภาพห้องสมุดคุณภาพที่เรายังไม่ค่อยเห็นในห้องสมุดรอบตัวที่คุ้นเคยกันเท่าไร</p>
<p>ถ้ามองการทำงานของห้องสมุดดีๆ เราจะพบว่า ห้องสมุดที่มีคุณภาพมีลักษณะงานที่คล้ายคลึงกับการทำร้านหนังสืออย่างมาก หมายถึงมีการแบ่งหมวดหมู่ตามลักษณะของผู้อ่านหรือลูกค้าในชุมชนนั้นๆ ขณะเดียวกันก็ต้องจัดหมวดหมู่เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาเลือกซื้อหนังสือในร้านด้วยเช่นกัน</p>
<p>จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์หรือสิ่งที่สำคัญที่สุดและมีค่าที่สุดของร้านหนังสือก็คือคนขายหนังสือที่มีความรู้หรือบรรณารักษ์ที่มีความรู้ในการแนะนำหนังสือที่ดี หนังสือที่ตรงกับความต้องการของผู้อ่านหรือผู้ซื้อ งานของทั้งสองเปรียบดัง curator ทางการอ่านที่มีความสำคัญ</p>
<p>จากคำบอกเล่าของ supply chain ธุรกิจการอ่านหรือธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ได้มีอยู่แค่ในสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ ผู้แต่ง และคนอ่าน รากฐานสำคัญหนึ่งของมันคือห้องสมุดที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สิทธิ์ที่จะได้เข้าถึงองค์ความรู้เดียวกันโดยปราศจากปัจจัยวัดทางด้านเศรษฐกิจ</p>
<p>ตอนนี้อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยิบยกปัญหามาคุยกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างการอ่านให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่หยั่งรากลึกลงอย่างมีคุณภาพ ผ่านองค์กรที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันอย่างห้องสมุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-library-important/">ไขความสำคัญของห้องสมุดที่มีอะไรมากกว่าแค่ที่ยืมตำรามาเขียนรายงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/how-library-important/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘อีบุ๊กจะมา หนังสือเล่มจะหายไป’ ประโยคนี้จะล้าสมัยสุดๆ ในอีกไม่นาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movement-book-rise/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movement-book-rise/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Aug 2018 10:00:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[อีบุ๊ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/?p=19610</guid>

					<description><![CDATA[<p>อนาคตเป็นผลอันเกิดจากปัจจุบัน และเป็นสิ่งคาดเดาไม่ได้ หลายปีที่แล้วหากข่าวกลับมาพาดหัวอีกครั้งว่า ‘ธุรกิจหนังสือมียอดขายเติบโตเป็นประวัติการณ์’ หรือ ‘หนังสือเล่มเติบโตต่อเนื่อง’ เราคงคิดว่าถ้าคนพูดไม่บ้าก็คงเพิ่งออกจากหลังเขา ในรอบหลายปีนี้เราต่างเตรียมใจว่าธุรกิจหนังสืออยู่ในช่วงขาลง สำนักทำนายทิศทางเศรษฐกิจมักจัดให้เป็นหนึ่งในดาวร่วงประจำทุกปี แล้วใครจะเชื่อว่าธุรกิจหนังสือจะเดินมาสู่ ‘ขาขึ้น’ เหมือนที่เรามักบอกกันผ่านข้อความให้กำลังใจว่า ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออกทุกวัน เมื่อนั้นความหวังจะไม่หายไปจากใจผู้กล้า ผลประกอบการธุรกิจหนังสือในประเทศอังกฤษประจำปี 2017 ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นตัวเลขที่ชวนให้ปีติอย่างมาก เพราะตลาดรวมปีที่ผ่านมาเติบโต 4% และหนังสือที่ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ของรายได้สำนักพิมพ์ เราอาจอนุมานได้จากสององค์ประกอบ อย่างแรกคือค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าต่อเนื่องและเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหนังสือเมื่อเทียบกับราคาของฝั่งอเมริกา แม้ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลงมาเล็กน้อยเช่นกัน เพราะสำนักพิมพ์ฝั่งอังกฤษและอเมริกาให้น้ำหนักความสนใจในธุรกิจแตกต่างกัน สำนักพิมพ์ฝั่งอังกฤษพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นรายได้หลัก ขณะที่สำนักพิมพ์ฝั่งอเมริกายังเน้นการขายภายในประเทศ เห็นได้จากผลิตภัณฑ์หนังสือที่มีขนาดและรูปแบบไม่ตรงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศเมื่อเทียบกับฝั่งอังกฤษ ดูง่ายๆ เลยคือ ตลาดส่งออกต้องการหนังสือปกอ่อนเล่มเล็กหรือที่เรียกว่า paperback แต่ฝั่งอเมริกากลับผลิตหนังสือปกแข็ง (hardcover) หรือหนังสือปกอ่อนเล่มใหญ่ (tradepaperback) เพราะสองขนาดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ นานๆ ทีเราจะเห็นหนังสือฝั่งอเมริกาที่เป็น paperback หรือที่ฝั่งอเมริกาเรียกว่า mass market องค์ประกอบที่สองเป็นทิศทางธุรกิจที่ส่วนหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องขนาดหนังสือ หนังสือจากฝั่งอังกฤษกินพื้นที่หนังสือส่งออกส่วนใหญ่ของโลก ครั้งหนึ่งสำนักพิมพ์จากอเมริกาเคยบอกผมว่า “เหตุผลที่ตลาดในไทยและประเทศอื่นๆ ทางเอเชีย (ยกเว้นฟิลิปปินส์) เห็นได้ชัดเลยว่า UK dominated ในความเป็นจริงไม่ใช่แค่เรื่องราคา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movement-book-rise/">‘อีบุ๊กจะมา หนังสือเล่มจะหายไป’ ประโยคนี้จะล้าสมัยสุดๆ ในอีกไม่นาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อนาคตเป็นผลอันเกิดจากปัจจุบัน และเป็นสิ่งคาดเดาไม่ได้</p>
<p>หลายปีที่แล้วหากข่าวกลับมาพาดหัวอีกครั้งว่า ‘ธุรกิจหนังสือมียอดขายเติบโตเป็นประวัติการณ์’ หรือ ‘หนังสือเล่มเติบโตต่อเนื่อง’ เราคงคิดว่าถ้าคนพูดไม่บ้าก็คงเพิ่งออกจากหลังเขา ในรอบหลายปีนี้เราต่างเตรียมใจว่าธุรกิจหนังสืออยู่ในช่วงขาลง สำนักทำนายทิศทางเศรษฐกิจมักจัดให้เป็นหนึ่งในดาวร่วงประจำทุกปี</p>
<p>แล้วใครจะเชื่อว่าธุรกิจหนังสือจะเดินมาสู่ ‘ขาขึ้น’ เหมือนที่เรามักบอกกันผ่านข้อความให้กำลังใจว่า ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออกทุกวัน เมื่อนั้นความหวังจะไม่หายไปจากใจผู้กล้า</p>
<p>ผลประกอบการธุรกิจหนังสือในประเทศอังกฤษประจำปี 2017 ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นตัวเลขที่ชวนให้ปีติอย่างมาก เพราะตลาดรวมปีที่ผ่านมาเติบโต 4% และหนังสือที่ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ของรายได้สำนักพิมพ์</p>
<p>เราอาจอนุมานได้จากสององค์ประกอบ อย่างแรกคือค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าต่อเนื่องและเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหนังสือเมื่อเทียบกับราคาของฝั่งอเมริกา แม้ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลงมาเล็กน้อยเช่นกัน เพราะสำนักพิมพ์ฝั่งอังกฤษและอเมริกาให้น้ำหนักความสนใจในธุรกิจแตกต่างกัน สำนักพิมพ์ฝั่งอังกฤษพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นรายได้หลัก ขณะที่สำนักพิมพ์ฝั่งอเมริกายังเน้นการขายภายในประเทศ เห็นได้จากผลิตภัณฑ์หนังสือที่มีขนาดและรูปแบบไม่ตรงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศเมื่อเทียบกับฝั่งอังกฤษ</p>
<p>ดูง่ายๆ เลยคือ ตลาดส่งออกต้องการหนังสือปกอ่อนเล่มเล็กหรือที่เรียกว่า paperback แต่ฝั่งอเมริกากลับผลิตหนังสือปกแข็ง (hardcover) หรือหนังสือปกอ่อนเล่มใหญ่ (tradepaperback) เพราะสองขนาดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ นานๆ ทีเราจะเห็นหนังสือฝั่งอเมริกาที่เป็น paperback หรือที่ฝั่งอเมริกาเรียกว่า mass market</p>
<p>องค์ประกอบที่สองเป็นทิศทางธุรกิจที่ส่วนหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องขนาดหนังสือ หนังสือจากฝั่งอังกฤษกินพื้นที่หนังสือส่งออกส่วนใหญ่ของโลก ครั้งหนึ่งสำนักพิมพ์จากอเมริกาเคยบอกผมว่า “เหตุผลที่ตลาดในไทยและประเทศอื่นๆ ทางเอเชีย (ยกเว้นฟิลิปปินส์) เห็นได้ชัดเลยว่า UK dominated ในความเป็นจริงไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สิ่งสำคัญคือรูปเล่มที่สวยงาม การออกแบบปกซึ่งคล้ายจะตรงจริตคนเอเชียมากกว่าฝั่งอเมริกาที่หลายครั้งก็ได้แต่มองปกแล้วคิดในใจว่า ออกแบบมาได้ไง”</p>
<p>กลับมาที่เรื่องการเติบโตของตลาด ข้อมูลล่าสุดบอกว่าตลาดหนังสือเด็กติดลบไป 3% แต่นั่นเป็นเพราะปี 2016 มีหนังสือที่ขายถล่มทลายอย่าง Fantastic Beasts ของ J.K. Rolling ที่ออกมาช่วงกลางปี แต่เมื่อถอดตัวเลขของ Fantastic Beasts ออกแล้วก็จะพบว่าหนังสือเด็กยังคงเติบโตต่อเนื่อง</p>
<p>ในขณะที่ตลาดอีบุ๊กเฉพาะในประเทศอังกฤษมียอดขายลดลง 9% แม้ตลาดรวมทั้งในและต่างประเทศของอีบุ๊กทั้งหมดจะยังเติบโตที่ 3% แต่เมื่อถอดเอายอดจำหน่ายอีบุ๊กที่เป็นรูปแบบวารสารวิชาการต่างๆ ออกจะพบว่าการจำหน่ายอีบุ๊กโดยรวมลดลง 2%</p>
<p>นั่นแสดงให้เห็นว่ารายได้อีบุ๊กทั้งการขายในและนอกประเทศลดลงต่อเนื่องในรอบสามปีหลัง ที่สวนทางขึ้นมาคือการขายหนังสือเล่มที่เติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2017 ตัวเลขการเติบโตอยู่ที่ 5% สื่อในอังกฤษใช้คำอธิบายว่า “Physical book sales continue to outpace digital” หรือ “หนังสือเล่มยังคงเติบโตแซงหน้าอีบุ๊ก” ซึ่งใครจะเชื่อว่าจะมีวันนี้</p>
<p>ผลดังกล่าวทำให้สัดส่วนยอดขายอีบุ๊กเทียบกับหนังสือเล่มลดลงมาอยู่ที่ 35% โดยปี 2013 เป็นปีที่ยอดขายอีบุ๊กตกหนักถึง 51% หมวดหนังสือที่เชื่อกันว่าอีบุ๊กน่าจะขายดีอย่างหมวดนวนิยายก็มียอดขายตกลงไป 11% ซึ่งนับว่ามากโข ส่วนหนังสือแนวสารคดีที่มียอดขายเพิ่มขึ้นจากการขายอีบุ๊ก 4% ก็สะท้อนทิศทางหมวดหนังสือที่ขายได้ในตลาดรวมเช่นกัน</p>
<p>การตกต่ำของอีบุ๊กนั้นเริ่มมีสัญญาณมาก่อนหน้านี้หลายปี เช่น เรื่องความล้มเหลวที่จะผนวกเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการอ่านของเด็กๆ เพราะผลการศึกษาพบว่าเด็กยังไม่เหมาะจะใช้ screen บ่อย ในเวลานานจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี แต่สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากการไม่ฟิตอินหรือไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเมื่อใช้งานจริง บวกกับความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ พอเปลี่ยนอุปกรณ์ก็มีอุปสรรคเมื่อจะอ่านอีบุ๊ก เราเริ่มไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชิ้น หลายคนมีสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่องก็เพียงพอ และโทรศัพท์ก็ไม่เหมาะจะใช้อ่านหนังสือ</p>
<p>ในเรื่องการใช้อีบุ๊กในโรงเรียน เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วเราพยายามพัฒนาเทคโนโลยีที่ผนวกเนื้อหาด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกันและนำออกสู่ตลาดจำนวนมาก โรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ เริ่มเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น คำว่า eLibrary เป็นคำฮิตที่หลายสถาบันต้องมี แต่ในความเป็นจริงก็พบว่ามันไม่มีหนังสือให้ซื้อเพราะยังไม่เปิดขายทั่วโลก ตราบใดที่เรื่องลิขสิทธิ์ยังเป็นประเด็นใหญ่ของประเทศนอกอเมริกา อังกฤษ ยุโรป</p>
<p>สำนักพิมพ์หนึ่งบอกผมเรื่องแผนการขาย eLibrary ว่า ‘NOT IN THE NEAR FUTURE’ หรือยังไม่มีแผนขายในเร็วๆ นี้แต่อย่างใด ทำให้การลงทุนสูญเปล่า เห็นได้จาก eBook Station ในหลายสถาบันที่กลายเป็นที่วางหนังสือหรือไม่มีคนใช้งานแต่อย่างใด ในปี 2017 ยอดขายหนังสือเล่มและเท็กซ์บุ๊กเข้าโรงเรียน จึงกลับมาเติบโตที่ 12% ซึ่งถือว่ามากเอาการ ที่ผ่านมาห้องสมุดทั้งหลายยังใช้งบประมาณไปเน้นเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะ Under Resource หรือเนื้อหาและข้อมูลต่างๆ ไม่พอที่จะพัฒนาการศึกษา</p>
<p>กลับมาที่ตลาดส่งออกหนังสืออังกฤษที่มีสัดส่วน 60% ของมูลค่าตลาด ในตัวเลขนี้ ตลาดยุโรปยังมีสัดส่วนสูงเป็นอันดับหนึ่งที่ 36% (แต่ลดลงจาก 39% เมื่อปี 2013) สวนทางกับตัวเลขตลาดทางเอเชียที่เพิ่มเป็น 18% (จาก 15% ในปี 2013 เช่นกัน) ส่วนพื้นที่อื่นๆ เช่น อเมริกาใต้เพิ่มขึ้นเป็น 8% จาก 5% แอฟริกาและออสเตรเลียคงสัดส่วนเดิมที่ 14% และ 9% ตามลำดับ</p>
<p>เราพอจะอธิบายนัยจากตัวเลขนี้ได้ว่า ทิศทางการอ่านและธุรกิจหนังสือโดยเฉพาะในตลาดใหม่มีแนวโน้มสดใส ในตลาดจีน อินเดีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาอังกฤษก็มีความสำคัญ สื่อการสอนภาษาอังกฤษเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการอ่านมากขึ้น หรืออาจด้วยโครงสร้างการศึกษาของประเทศต่างๆ ที่ยกระดับการใช้และเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ทำให้ตลาดหนังสือภาษาอังกฤษมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย</p>
<p>ทิศทางธุรกิจหนังสือเมื่อราว 10 ปีที่แล้วเริ่มต้นโดยปราศจากข้อมูลที่จะวิเคราะห์ความเป็นไปของหนังสือเล่มและอีบุ๊ก แต่ปัจจุบันข้อเท็จจริงต่างๆ ได้กลับมายืนยันความถูกต้องของความรู้สึกที่ว่า ‘หนังสือเล่มยังคงอยู่และอีบุ๊กก็จะไม่หายไปไหน’ วันนี้คนขายหนังสือจึงอดพูดไปยิ้มไปไม่ได้เวลาเล่าถึงวงจรชีวิตระหว่างหนังสือเล่มกับอีบุ๊ก</p>
<p>ในเร็ววันนี้ เราอาจต้องเปลี่ยนแนวคิดเรื่องนี้ใหม่ การมองว่าอีบุ๊กจะมา หนังสือเล่มจะหายไป เป็นเรื่องที่เชยและล้าสมัยมาก ตอนนี้สิ่งที่ยังขาดไปเห็นจะเป็นเรื่องกำลังใจของคนทำหนังสือ เราอาจต้องเร่งหนุนใจกันและกัน อย่าเพิ่งหยุดและถอดใจ เพราะวัฒนธรรมการอ่านเป็นเรื่องใหญ่ เราจะได้เห็นการหันหัวเรือและความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ</p>
<p>ฉะนั้นเวลานี้ หน้าที่สำคัญของเราก็คือทำหนังสือให้มีคุณภาพจริงๆ เพราะการจะขายอะไรก็ได้ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนอีกต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movement-book-rise/">‘อีบุ๊กจะมา หนังสือเล่มจะหายไป’ ประโยคนี้จะล้าสมัยสุดๆ ในอีกไม่นาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movement-book-rise/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนังสือขายดีไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือใหม่เสมอไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-backlist-book/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-backlist-book/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Jul 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-backlist-book/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในอุตสาหกรรมหนังสือต่างประเทศมีคำจำกัดความของหนังสือ ‘Bestselling’ ที่หมายถึงหนังสือขายดี และ ‘Backlist’ ที่หมายถึงหนังสือที่พิมพ์มาเกินกว่า 12 เดือน แต่ในไทยอาจยังไม่มีคำจำกัดความที่แบ่งแยกในเชิงระยะเวลาและยอดขายชัดเจน มีแค่คำว่า ‘หนังสือใหม่’ และ ‘หนังสือขายดี’ เป็นตัวชูโรง โดยเฉพาะหนังสือที่เป็น Backlist ที่ยังไม่มีคำอธิบายเด่นชัดเลย ไม่แน่ว่าถ้าเราสามารถจำกัดความคำว่าหนังสือ Backlists ในภาษาไทยได้ มันอาจจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนเกมของระบบนิเวศในอุตสาหกรรมหนังสือไทยก็ได้ ถ้าถามว่าช่วงนี้หนังสือหมวดไหนขายดี คงง่ายที่จะตอบว่าหมวด Non-Fiction สิ แต่ไม่ใช่หนังสือที่สะท้อนหรือเล่าความจริงต่างๆ จะขายดีเสมอไป ในตอนนี้ หนังสือหมวด Smarter Book ที่ช่วยยกระดับความคิดหรือเพิ่มพูนปัญญาให้คนอ่านดูจะเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าสนใจคือหนังสือ 10 อันดับขายดีในหมวดนี้กลับเป็นหนังสือ Backlist ที่พิมพ์มาแล้วหลายปีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Sapiens : A Brief History of Human Kind และ Homo Deus : A Brief History of Tomorrow [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-backlist-book/">หนังสือขายดีไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือใหม่เสมอไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในอุตสาหกรรมหนังสือต่างประเทศมีคำจำกัดความของหนังสือ ‘Bestselling’ ที่หมายถึงหนังสือขายดี และ <strong>‘Backlist’ ที่หมายถึงหนังสือที่พิมพ์มาเกินกว่า 12 เดือน</strong> แต่ในไทยอาจยังไม่มีคำจำกัดความที่แบ่งแยกในเชิงระยะเวลาและยอดขายชัดเจน มีแค่คำว่า ‘หนังสือใหม่’ และ ‘หนังสือขายดี’ เป็นตัวชูโรง โดยเฉพาะหนังสือที่เป็น Backlist ที่ยังไม่มีคำอธิบายเด่นชัดเลย</p>
<p>ไม่แน่ว่าถ้าเราสามารถจำกัดความคำว่าหนังสือ Backlists ในภาษาไทยได้ มันอาจจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนเกมของระบบนิเวศในอุตสาหกรรมหนังสือไทยก็ได้</p>
<p>ถ้าถามว่าช่วงนี้หนังสือหมวดไหนขายดี คงง่ายที่จะตอบว่าหมวด Non-Fiction สิ แต่ไม่ใช่หนังสือที่สะท้อนหรือเล่าความจริงต่างๆ จะขายดีเสมอไป ในตอนนี้ หนังสือหมวด Smarter Book ที่ช่วยยกระดับความคิดหรือเพิ่มพูนปัญญาให้คนอ่านดูจะเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ที่น่าสนใจคือหนังสือ 10 อันดับขายดีในหมวดนี้กลับเป็นหนังสือ Backlist ที่พิมพ์มาแล้วหลายปีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น <em>Sapiens : A Brief History of Human Kind</em> และ <em>Homo Deus : A Brief History of Tomorrow</em> ของ Yuval Noah Harari ที่พิมพ์ในปี 2015 และ 2017 ตามลำดับ หรือเป็น<em> A Brief History of Time </em>ของ Stephen Hawking, <em>Prisoners of Geography</em> ของ Tim Marshall, <em>Lean in 15 </em>ของ Jow Wicks, <em>The Chimp Paradox</em> ของ Steve Peters, <em>The 8-Week Blood Sugar Diet</em> ของ Michel Mosley,<em> The Secret </em>ของ Rhonda Byrne, The Clever Gut Diets ของ Michael Mosley และที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ <em>Thinking Fast and Slow</em> ของ Daniel Kahneman ที่พิมพ์ตั้งแต่ปี 2012</p>
<p>มาดูเรื่องสัดส่วนการขายกันบ้าง แม้ว่าในปี 2014 ตัวเลขจะตกลงไปเหลือ 584.8 ล้านปอนด์ตั้งแต่มีการตั้งหมวดหนังสือ Smarter Book นี้ขึ้นมา (ตกลงไป 231 ล้านปอนด์เมื่อเทียบกับปี 2007) แต่ในปี 2015 ตัวเลขก็ค่อยๆ ผงกหัวกลับขึ้นมาเติบโตที่ 650.2 ล้านปอนด์ และ 692.2 ล้านปอนด์ในปี 2016 ตัวเลขล่าสุดในปี 2017 คือ 689.1 ล้านปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับตัวเลขปี 2014</p>
<p>โดยสัดส่วนยอดขายของหนังสือ Backlist ในหมวด Non-Fiction ก็ปรับเพิ่มในทิศทางเดียวกัน จากที่เคยมียอดเฉลี่ยที่ 25 เปอร์เซ็นต์ ของหมวด Non-Fiction ในปีล่าสุด สัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย David Graham กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ Pavilion Publishing เปิดเผยว่ายอดขายหนังสือ Backlist ในหมวด Non-Fcition ของเขาเพิ่มสัดส่วนเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมทั้งหมดซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก จนปัจจุบันสำนักพิมพ์ Pavilion ต้องตั้งทีมขายที่กลับมาให้ความสำคัญกับตลาดเดิมของสินค้าหมวดนี้หรือที่เรียกว่า Heritage Market</p>
<p>อะไรทำให้หนังสือหมวดนี้มียอดขายโตวันโตคืน เมื่อเทียบกับหนังสือเซเลบริตี้ (Celebrity Books) ที่เคยมียอดขายมากมายแต่ในตอนนี้กลับหดตัวลงไปเรื่อยๆ การเล่าเรื่องธรรมดาๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่คนอ่านต้องการ สิ่งที่คนอ่านมองหาคือการเล่าประสบการณ์มากกว่า กลับมาที่กลุ่ม Smarter Book มีการวิเคราะห์กันว่าที่หนังสือเหล่านี้ขายดีก็เพราะอิทธิพลของโซเชียลมีเดียหรือ online retailer อย่าง Amazon แทบเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ</p>
<p>มีสองสิ่งที่อาจจะสนับสนุนแนวคิดนี้ได้</p>
<p>อย่างแรกคือเรื่องราวที่กระจายมากขึ้นในโซเชียลมีเดียต่างๆ มักอ้างอิงความรู้จากหนังสือเหล่านี้อยู่ไม่มากก็น้อย สิ่งนี้สอดคล้องกับความต้องการของคนอ่านที่มองหาอะไรที่มากกว่าแค่ความเพลิดเพลิน แต่มันคือคุณภาพ ปรัชญา ความรู้ ที่สามารถนำไปประยุกต์กับชีวิตประจำวันได้ ท่ามกลางความสับสนของโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้คนเราต้องมุ่งหาความรู้มากขึ้นเพื่อให้เท่าทันโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล</p>
<p>ข้อถัดไปคือ หนังสือ Backlist กลุ่มนี้กลับขึ้นมาเป็นที่สนใจบน online retailer เจ้าใหญ่อย่าง Amazon สอดคล้องกับข้อแรกว่าพอมีความรู้กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้เกิดการค้นหาข้อมูลหนังสือ โดยแพลตฟอร์มที่ง่ายที่สุดก็คือ Amazon ที่มีอัลกอริทึ่มนำเสนอเรื่องที่คล้ายคลึงกันตามความสนใจของผู้ใช้มาให้เห็นพร้อมๆ กัน ส่วนการซื้อก็ไปเติบโตทั้งสองช่องทางคือทั้ง Amazon และร้านหนังสือทั่วไป</p>
<p>คำถามที่ตามมาคือทำไมหนังสือ Backlists ถึงไม่กลับไปมีจุดเริ่มต้นในการขายอีกครั้งบนร้านค้าปลีก แต่เป็นบนโลกออนไลน์</p>
<p>โดยปกติ ระบบของร้านหนังสือส่วนใหญ่จะเน้นนำเสนอหนังสือออกใหม่ โดยจะเน้นการจัด การสั่ง หรือทำโปรโมชั่นกับหนังสือใหม่เป็นหลัก ทำให้โอกาสที่หนังสือ Backlist เหล่านี้จะได้ออกมาวางที่จุดวางเด่นๆ ภายใต้พื้นที่จำกัดของแต่ละร้านจึงเป็นไปได้น้อยมาก แต่เมื่อเกิดการบูมผ่านทางออนไลน์จึงเป็นโอกาสที่หนังสือเหล่านี้ได้กลับมาเป็นหนังสือแถวหน้าอีกครั้ง</p>
<p>บทอธิบายของ Denise Bates ของสำนักพิมพ์ Octopus บอกว่ายอดขายหนังสือ Backlist เพิ่มขึ้นมา 15 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ โดยที่จำนวน 7 ใน 20 ติดอันดับหนังสือขายดี ทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือการที่ร้านหนังสือหันมาให้ความสนใจ และพร้อมที่จะสั่งหนังสือกลุ่มนี้เข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะมันหมายถึงความแน่นอนของรายได้ ความเสี่ยงที่ลดลงเมื่อเทียบกับการสั่งหนังสือใหม่ที่ไม่มีต้นทุนที่คนอ่านชื่นชอบมาก่อน</p>
<p>ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมหนังสือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องอาศัยการเข้าใจแบบเจาะลึก และไม่กลัวถ้าจะต้องกลับไปทำอะไรที่เคยทำ เพราะอาจได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่คิดก็ได้ ทั้งยังพิสูจน์อีกว่าหนังสือที่ขายได้ เป็นที่ต้องการของตลาดไม่ได้จำกัดแค่หนังสือใหม่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงหนังสือที่ถูกพิมพ์มาก่อนหน้า ชุดความคิดที่ระบบควบคุมสต็อกหนังสือบอกว่าหนังสือที่อยู่ในร้านเกินกว่า 6 เดือนคือหนังสือที่ขายไม่ได้จึงดูเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนทางเดินของกระแสธุรกิจ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ และทำไม่ได้</p>
<p>อุตสาหกรรมหนังสือมีพื้นที่และระบบนิเวศเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง ผู้ที่อาศัยอยู่ในธุรกิจนี้จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ ใช้ชีวิตแแบบกลมกลืน แต่ก็ต้องกล้าที่จะทำบางอย่างสวนทางกับชุดความเข้าใจเดิมบ้างไม่มากก็น้อย</p>
<p><strong><em>ภาพประกอบ </em></strong><em>ฟาน.ปีติ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-backlist-book/">หนังสือขายดีไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือใหม่เสมอไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-backlist-book/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ย้อนมองปรากฏการณ์ #ถ้ำหลวง : วิกฤติ โอกาส และการแข่งขันแบบใหม่ของสนามข่าวออนไลน์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Jul 2018 18:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-thailand-cave-rescue-online-media/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนที่ผู้เขียนพิมพ์บทความนี้อยู่ เราเพิ่งได้ทราบข่าวดีว่า สมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมี่ออกมาจากถ้ำได้แล้ว 8 คนด้วยกัน และหวังว่าตอนที่บทความนี้เผยแพร่ ทุกๆ คนจะสามารถออกจากถ้ำหลวงได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ของคนไทยที่เราอาจจะไม่ได้เห็นกันง่ายๆ ในชั่วชีวิตของเรา แน่นอนว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันก็สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างให้เราได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องมาคิดว่านี่คือวิกฤติการณ์หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลที่วิธีการสื่อสารและการเสพข้อมูลต่างๆ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนอีกต่อไป และคงบอกได้ว่าโลกออนไลน์ (หรือบางทีก็อาจจะเรียกว่าโลกโซเชียล) นั้นมีบทบาทกับเหตุการณ์นี้ไม่น้อยทีเดียว ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่กำลังตึงเครียดนั้น เราจะเห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้คนในสังคมรับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ อีกทั้งกลายเป็นช่องทางในการแจ้งขอความช่วยเหลือหรือขอการสนับสนุนสิ่งของต่างๆ ในการกู้ภัย ซึ่งก็สามารถระดมสิ่งของต่างๆ มาช่วยได้ในเวลาไม่นาน ที่อาจจะเซอร์ไพรส์หลายคนอยู่สักหน่อยคือ เมื่อข่าวดังมากขึ้น ก็เป็นโลกออนไลน์อีกเช่นกันที่ทำให้ Elon Musk ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Tony Stark ในชีวิตจริงโดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ ทวิตถามว่าบริษัทของเขาจะช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ ก่อนจะกลายเป็นข่าวดังเมื่อเขากับทีมงานได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาแบบมาเพื่อกู้ภัยมาช่วยเหลือจริงๆ เห็นได้ว่าความสามารถของโลกข่าวสารในวันนี้ผ่านสื่อออนไลน์ไปได้อย่างรวดเร็วและไกลกว่าที่หลายๆ คนคิด ด้วยความที่มันเป็นช่องทางที่ ‘ไว’ และ ‘รวดเร็ว’ นี่เอง จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่สำนักข่าวมากมายจะต้องให้ทีมข่าวของตัวเองรายงานข่าวผ่านทางโลกออนไลน์แทนที่จะต้องรอช่วงข่าวประจำชั่วโมงแบบที่เราเห็นกันในสมัยก่อน บางช่องถึงขั้นมีรายงานพิเศษตลอดทั้งวันผ่านทางออนไลน์คู่ขนานไปกับการออกอากาศทางโทรทัศน์ปกติ เรียกได้ว่าถ้าใครอยากติดตามก็สามารถดูเฟซบุ๊กไลฟ์หรือยูทูบไลฟ์กันได้ตลอดเวลา พอโลกออนไลน์ทำให้เราเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้หลากรูปแบบมากกว่าแต่ก่อน เราจึงเห็นรูปแบบการรายงานสถานการณ์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในโหมดรูปภาพต่างๆ การบันทึกวิดีโอ ตลอดจนการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จนกลายเป็นเรื่องที่แทบจะปกติเมื่อเราเห็นนักข่าวชูสมาร์ตโฟนที่กำลังทำงานอยู่แทนที่จะใช้เพียงกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอแบบเดิมๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควบคู่มากับการรายงานข่าวที่ต้องไวของสื่อยุคใหม่ ก็คงไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคนใช้สื่อหรือคนที่ทำหน้าที่สื่อ เพราะเหมือนกับว่าความไวนี้กลายเป็นเหตุให้คนทำงานสื่อบางคนพยายามช่วงชิงจังหวะในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารก่อนคนอื่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/">ย้อนมองปรากฏการณ์ #ถ้ำหลวง : วิกฤติ โอกาส และการแข่งขันแบบใหม่ของสนามข่าวออนไลน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่ผู้เขียนพิมพ์บทความนี้อยู่ เราเพิ่งได้ทราบข่าวดีว่า สมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมี่ออกมาจากถ้ำได้แล้ว 8 คนด้วยกัน และหวังว่าตอนที่บทความนี้เผยแพร่ ทุกๆ คนจะสามารถออกจากถ้ำหลวงได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ของคนไทยที่เราอาจจะไม่ได้เห็นกันง่ายๆ ในชั่วชีวิตของเรา</p>
<p>แน่นอนว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันก็สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างให้เราได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องมาคิดว่านี่คือวิกฤติการณ์หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลที่วิธีการสื่อสารและการเสพข้อมูลต่างๆ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนอีกต่อไป และคงบอกได้ว่าโลกออนไลน์ (หรือบางทีก็อาจจะเรียกว่าโลกโซเชียล) นั้นมีบทบาทกับเหตุการณ์นี้ไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่กำลังตึงเครียดนั้น เราจะเห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้คนในสังคมรับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ อีกทั้งกลายเป็นช่องทางในการแจ้งขอความช่วยเหลือหรือขอการสนับสนุนสิ่งของต่างๆ ในการกู้ภัย ซึ่งก็สามารถระดมสิ่งของต่างๆ มาช่วยได้ในเวลาไม่นาน</p>
<p>ที่อาจจะเซอร์ไพรส์หลายคนอยู่สักหน่อยคือ เมื่อข่าวดังมากขึ้น ก็เป็นโลกออนไลน์อีกเช่นกันที่ทำให้ Elon Musk ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Tony Stark ในชีวิตจริงโดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ ทวิตถามว่าบริษัทของเขาจะช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ ก่อนจะกลายเป็นข่าวดังเมื่อเขากับทีมงานได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาแบบมาเพื่อกู้ภัยมาช่วยเหลือจริงๆ เห็นได้ว่าความสามารถของโลกข่าวสารในวันนี้ผ่านสื่อออนไลน์ไปได้อย่างรวดเร็วและไกลกว่าที่หลายๆ คนคิด</p>
<p>ด้วยความที่มันเป็นช่องทางที่ ‘ไว’ และ ‘รวดเร็ว’ นี่เอง จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่สำนักข่าวมากมายจะต้องให้ทีมข่าวของตัวเองรายงานข่าวผ่านทางโลกออนไลน์แทนที่จะต้องรอช่วงข่าวประจำชั่วโมงแบบที่เราเห็นกันในสมัยก่อน บางช่องถึงขั้นมีรายงานพิเศษตลอดทั้งวันผ่านทางออนไลน์คู่ขนานไปกับการออกอากาศทางโทรทัศน์ปกติ เรียกได้ว่าถ้าใครอยากติดตามก็สามารถดูเฟซบุ๊กไลฟ์หรือยูทูบไลฟ์กันได้ตลอดเวลา</p>
<p>พอโลกออนไลน์ทำให้เราเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้หลากรูปแบบมากกว่าแต่ก่อน เราจึงเห็นรูปแบบการรายงานสถานการณ์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในโหมดรูปภาพต่างๆ การบันทึกวิดีโอ ตลอดจนการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จนกลายเป็นเรื่องที่แทบจะปกติเมื่อเราเห็นนักข่าวชูสมาร์ตโฟนที่กำลังทำงานอยู่แทนที่จะใช้เพียงกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอแบบเดิมๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Untitled-22.jpg"></p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควบคู่มากับการรายงานข่าวที่ต้องไวของสื่อยุคใหม่ ก็คงไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคนใช้สื่อหรือคนที่ทำหน้าที่สื่อ เพราะเหมือนกับว่าความไวนี้กลายเป็นเหตุให้คนทำงานสื่อบางคนพยายามช่วงชิงจังหวะในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารก่อนคนอื่น (คงเพราะกลัวว่าถ้าช้าแล้วจะแพ้เกมการนำเสนอข่าว) เราจึงได้เห็นการนำเสนอข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน การพยายามเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ที่ขอความร่วมมือไม่ให้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนหลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้คนที่ดูอยู่ทางบ้านอดวิพากษ์วิจารณ์กันไม่ได้ว่า &#8216;ต้องการข่าวกันขนาดนั้นเลยเหรอ&#8217;</p>
<p>ในทางกลับกัน เราก็ได้เห็นการนำเสนอข่าวของบางเฟซบุ๊กเพจหรือทวิตเตอร์อย่าง @mthai ที่เลือกจะทำตรงกันข้าม คือไม่ใช่การนำเสนอข่าวให้ ‘เร็วที่สุด’ หรือต้องมีวัตถุดิบอย่างภาพหรือวิดีโอให้มากๆ หากแต่เน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สรุปมาเท่าที่จำเป็นและผ่านการยืนยันแล้ว ส่งผลให้เกิดความนิยมและได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ ซึ่งสวนทางกับหลายสื่อที่พยายามจะหาภาพหรือการสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จนบางทีกลายเป็นดราม่าและถูกวิจารณ์เชิงลบไปแทนเสียอย่างนั้น</p>
<p>เรื่องนี้อาจจะทำให้เรากลับมาคิดว่า การแข่งขันของวงการข่าวต่อจากนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในเกมแบบที่เราเชื่อกันเสมอไป แม้ว่าการนำเสนอข่าวยังต้องการความรวดเร็วอยู่ก็จริง แต่ในบางสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนนั้น การกระทำที่ ‘เกินไป’ ของสื่อมวลชนเพื่อให้ได้ข่าวนั้นมาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ ‘คนดูต้องการ’ แบบที่สื่อหลายสำนักมักหยิบมาอ้างอีกต่อไป ยิ่งในวันที่ข่าวสารต่างๆ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วนั้น คนจำนวนมากคงระอากับข่าวลือต่างๆ การกุข่าว หรือแม้แต่การเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคนในสังคม (รวมทั้งผู้เขียน) ก็หวังว่าสื่อต่างๆ จะกลายเป็นเสาหลักในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นที่เชื่อถือแก่ประชาชน</p>
<p>เราก็คงไม่อยากให้สื่อกลายเป็นคนที่เริ่มพฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้นเสียเอง</p>
<p>จบจากเหตุการณ์ #ถ้ำหลวง นี้ น่าจะมีหลายสิ่งที่ทำให้พวกเราได้บทเรียนกันทั้งบทเรียนที่ดีและไม่ดี และผู้เขียนหวังว่าทุกฝ่ายจะได้เรียนรู้ร่วมกัน</p>
<p>เพราะเราคงไม่อยากให้เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเฉยๆ จริงไหมครับ</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> Royal Thai Navy SEAL</em></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> มงคล ธนาศรีวิโรจน์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/">ย้อนมองปรากฏการณ์ #ถ้ำหลวง : วิกฤติ โอกาส และการแข่งขันแบบใหม่ของสนามข่าวออนไลน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิวัฒนาการล่าสุดของธุรกิจหนังสือ เมื่อกลุ่มทุนเข้ามาอุ้มร้านหนังสือและสำนักพิมพ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-printing-industry-uk/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-printing-industry-uk/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Jun 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[waterstones]]></category>
		<category><![CDATA[James Daunt]]></category>
		<category><![CDATA[E-Books]]></category>
		<category><![CDATA[Thames & Hudson]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-printing-industry-uk/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolutionary theory) ของชาร์ล ดาร์วิน อธิบายกระบวนการต่างๆ ในหลายมิติทั้งด้านชีววิทยาหรือแตกออกไปสู่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรม สังคม ผู้คน เมื่อพูดถึงธุรกิจหนังสือ เลยเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ได้ไม่มากก็น้อยว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการเพื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่ดีกว่า หรืออาจจบลงด้วยการไม่เกิดอะไรขึ้นมา ในทศวรรษล่าสุด เราเห็นวิวัฒนาการมากมายของธุรกิจหนังสือ หนึ่งในนั้นที่ชัดเจนคือการอยู่รอดของผู้ที่เข้มแข็งพร้อมๆ กับเกิดวิวัฒนาการในทางธุรกิจใหม่ หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมนุษย์มาช้านาน เริ่มต้นจากการถ่ายทอดความเชื่อทางศาสนาสู่ความรู้ และมีพัฒนาการที่หลากหลายผสมผสานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งท่ามกลางความตื่นตัวของเทคโนโลยี หนังสือเกือบถูกทำให้เชื่อว่าจะวิวัฒน์ไปสู่บรรทัดฐานใหม่ของการอ่าน คำว่าอีบุ๊กเป็นคำอนุมานกว้างๆ ที่ไม่ขัดเขินต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้น และดูเหมือนความเป็นหนังสือเล่มอาจจะต้านทานไม่อยู่เลยจริงๆ ไม่เกินไปนักถ้าจะสรุปว่าในตอนนั้นถนนทุกสายมุ่งสู่อีบุ๊ก สิ่งที่นักวิวัฒนาการลืมไปในขณะนั้นคือลักษณะและวิธีที่หนังสือถูกคิดค้นขึ้นมา หนังสือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความขัดแย้งในหลายมุม หนังสือเป็นสิ่งสะสมได้ ขณะเดียวกันก็สามารถส่งต่อเมื่ออ่านจบ กระทั่งทิ้งไปถ้าไม่ต้องการ หนังสืออาจมีราคาแพงทะลุรายได้ของคนบางคนทั้งชีวิต แต่หนังสือก็สามารถมีราคาถูกในแบบที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ หนังสือสามารถเป็นของขวัญ หนังสือสามารถเป็นของตกแต่งห้อง เหล่านี้อธิบายความเป็นหนังสือได้ดีอย่างที่ภาษาอังกฤษบอกว่า ‘Book is resilience’ และนี่เองคือความซับซ้อนที่เทคโนโลยีไม่สามารถหาทางทดแทนได้ ตอนนั้นเราต่างคาดหวังว่าคนจะเปลี่ยนวัฒนธรรมการอ่านจากหนังสือไปสู่อีบุ๊ก แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม คนอ่านหนังสือเล่มน้อยลง และยอดขายไม่ได้เกิดขึ้นที่อีบุ๊กแต่อย่างใด ความเป็นจริงไม่ได้อธิบายตรงไปตรงมาแบบนั้น หนังสือเล่มถูกท้าทายด้วย internet bloom ก่อนที่จะ burst ในเวลาต่อมา เมื่อฝุ่นหายตลบ แน่นอนว่าร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อ่อนแอเกินกว่าจะผ่านการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่นี้ก็ล้มหายไปตามทฤษฎีวิวัฒนาการ ส่วนที่อยู่ต่อก็ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดที่แตกต่างกันออกไป วิวัฒนาการลำดับถัดมาที่กำลังเกิดในตอนนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-printing-industry-uk/">วิวัฒนาการล่าสุดของธุรกิจหนังสือ เมื่อกลุ่มทุนเข้ามาอุ้มร้านหนังสือและสำนักพิมพ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolutionary theory) ของชาร์ล ดาร์วิน อธิบายกระบวนการต่างๆ ในหลายมิติทั้งด้านชีววิทยาหรือแตกออกไปสู่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรม สังคม ผู้คน เมื่อพูดถึงธุรกิจหนังสือ เลยเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ได้ไม่มากก็น้อยว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการเพื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่ดีกว่า หรืออาจจบลงด้วยการไม่เกิดอะไรขึ้นมา</p>
<p>ในทศวรรษล่าสุด เราเห็นวิวัฒนาการมากมายของธุรกิจหนังสือ หนึ่งในนั้นที่ชัดเจนคือการอยู่รอดของผู้ที่เข้มแข็งพร้อมๆ กับเกิดวิวัฒนาการในทางธุรกิจใหม่</p>
<p>หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมนุษย์มาช้านาน เริ่มต้นจากการถ่ายทอดความเชื่อทางศาสนาสู่ความรู้ และมีพัฒนาการที่หลากหลายผสมผสานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งท่ามกลางความตื่นตัวของเทคโนโลยี หนังสือเกือบถูกทำให้เชื่อว่าจะวิวัฒน์ไปสู่บรรทัดฐานใหม่ของการอ่าน คำว่าอีบุ๊กเป็นคำอนุมานกว้างๆ ที่ไม่ขัดเขินต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้น และดูเหมือนความเป็นหนังสือเล่มอาจจะต้านทานไม่อยู่เลยจริงๆ ไม่เกินไปนักถ้าจะสรุปว่าในตอนนั้นถนนทุกสายมุ่งสู่อีบุ๊ก</p>
<p>สิ่งที่นักวิวัฒนาการลืมไปในขณะนั้นคือลักษณะและวิธีที่หนังสือถูกคิดค้นขึ้นมา หนังสือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความขัดแย้งในหลายมุม หนังสือเป็นสิ่งสะสมได้ ขณะเดียวกันก็สามารถส่งต่อเมื่ออ่านจบ กระทั่งทิ้งไปถ้าไม่ต้องการ หนังสืออาจมีราคาแพงทะลุรายได้ของคนบางคนทั้งชีวิต แต่หนังสือก็สามารถมีราคาถูกในแบบที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ หนังสือสามารถเป็นของขวัญ หนังสือสามารถเป็นของตกแต่งห้อง เหล่านี้อธิบายความเป็นหนังสือได้ดีอย่างที่ภาษาอังกฤษบอกว่า ‘Book is resilience’  และนี่เองคือความซับซ้อนที่เทคโนโลยีไม่สามารถหาทางทดแทนได้ </p>
<p>ตอนนั้นเราต่างคาดหวังว่าคนจะเปลี่ยนวัฒนธรรมการอ่านจากหนังสือไปสู่อีบุ๊ก แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม คนอ่านหนังสือเล่มน้อยลง และยอดขายไม่ได้เกิดขึ้นที่อีบุ๊กแต่อย่างใด ความเป็นจริงไม่ได้อธิบายตรงไปตรงมาแบบนั้น หนังสือเล่มถูกท้าทายด้วย internet bloom ก่อนที่จะ burst ในเวลาต่อมา เมื่อฝุ่นหายตลบ แน่นอนว่าร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อ่อนแอเกินกว่าจะผ่านการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่นี้ก็ล้มหายไปตามทฤษฎีวิวัฒนาการ ส่วนที่อยู่ต่อก็ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดที่แตกต่างกันออกไป</p>
<p>วิวัฒนาการลำดับถัดมาที่กำลังเกิดในตอนนี้ คือการควบรวมกิจการของสำนักพิมพ์ใหญ่ การเข้าซื้อกิจการที่สร้างจากความรักและแพสชั่นของเจ้าของ อาทิ การที่สำนักพิมพ์ Bonnier Publishing เข้าซื้อสำนักพิมพ์อิสระ John Blake Publishing หรือนิยามที่ว่า ‘แยกไปโต’ ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ เห็นได้จากการที่สำนักพิมพ์อย่าง Bloomsbury Publishing หรือ DK UK แยกตัวออกไปรับผิดชอบด้านการขาย การตลาด จากเดิมที่ Penguin UK เป็นผู้บริหารการขายให้ สำนักพิมพ์เหล่านี้พร้อมที่จะสร้างทีมงาน วิ่งหาลูกค้า แยกบูทในการออกงานเอง เพื่อความยั่งยืนและการปรับตัว สำหรับสำนักพิมพ์ที่ ‘มีดี’ ย่อมกล้าที่จะก้าวออกไปเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง และมั่นใจว่าสินค้าของตัวเองจะไม่ใช่ ‘งานฝาก’ อีกต่อไป นี่ถือเป็นวิวัฒนาการหนึ่งของความพยายามที่จะหาพื้นที่ใหม่ให้ตัวเอง</p>
<p>ปี 2018 ยังคงมีความต่อเนื่องเรื่องการควบรวม การเข้าซื้อ และการแยกตัวออกไปบริการจัดการเอง เริ่มต้นปีด้วยสำนักพิมพ์ Laurence King ของอังกฤษที่เดิมถูกบริหารจัดการโดย Thames &amp; Hudson ก็ได้ เวลาที่จะออกมาเผชิญโลกเอง Laurence King ก็เหมือนกับ Bloomsbury และ DK ที่เป็นสำนักพิมพ์ที่แข็งแรง มีสินค้าที่เด่นและชัดในเอกลักษณ์ของตัวเอง การเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพิมพ์อื่นอาจนำมาซึ่งความกังขาในสินค้าที่บางทีก็ปฏิเสธว่าดูเหมือนกันไม่ได้ ล่าสุด Laurence King จึงประกาศเดินหน้าเข้าซื้อกิจการของสำนักพิมพ์ BIS Publishers ที่เด่นเรื่องกราฟิกดีไซน์ งานปรัชญาด้านศิลปะ และการออกแบบ พร้อมกันนี้เรารับทราบถึงการลาจากของผู้ที่อ่อนแอเพิ่มขึ้นอย่างสำนักพิมพ์ ROAD ที่จะลาจากธุรกิจในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ </p>
<p>วิวัฒนาการด้านการลงทุนพร้อมกับความไม่มั่นใจก็คือการขยายตัวเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการร้านหนังสือของเหล่าหุ้นนอกตลาด (private equity) ต่างๆ เดิมที กองทุนต่างๆ เคยเข้ามาซื้อกิจการร้านหนังสือหรือร้านค้าปลีกอื่นๆ แต่มักจะจบลงไม่สวย เพราะปรัชญาหลักของการลงทุน คือผลตอบแทน และต้องได้ผลตอบแทนนั้นในระยะเวลา 3-5 ปี น้อยครั้งนักที่จะเห็นความสำเร็จจากการเข้าซื้อกิจการของเหล่ากองทุนในธุรกิจหนังสือ แต่ทำไมสิ่งนี้ถึงได้กลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่สำคัญ </p>
<p>ข่าวใหญ่ล่าสุดคือการเข้าซื้อกิจการ Waterstones ในอังกฤษจากเจ้าของเดิมชาวรัสเซียที่กู้ชีวิต Waterstones ให้กลับมามีผลกำไร และเดินหน้าขยายกิจการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2011 </p>
<p>สูตรสำเร็จของการเข้าซื้อกิจการร้านหนังสือของกองทุนคือ turnaround กิจการให้มีกำไรแล้วขายต่อเพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่กองทุนตัวเอง แต่สำหรับ Waterstones นั้น พวกเขามีกำไรผ่านการ turnaround ที่เข้มข้นมาแล้ว ดูเหมือนพอร์ตโฟลิโอต่างๆ จะกำลังไปได้สวยภายใต้การนำของ James Daunt </p>
<p>แล้วในครั้งนี้กองทุนจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร คำตอบที่อาจยังไม่เห็นตอนนี้ก็คือเงินทุนที่ Waterstones ยังต้องการให้อัดฉีดเข้ามาเพื่อเดินหน้าขยายสาขาท่ามกลางความตกต่ำของธุรกิจขายปลีกในอังกฤษ ทำให้พื้นที่ขายปลีกทั่วทุกเมืองในอังกฤษเกิดสุญญากาศ นี่เองที่เป็นโอกาสชั้นเยี่ยมที่ Waterstones จะได้ขยายกิจการเข้าไป นี่คือสิ่งที่เราเฝ้ารอว่าท้ายที่สุด Waterstones จะเดินไปทางไหน </p>
<p>ระหว่างที่มีการคาดเดามากมายถึงอนาคตของ Waterstones สิ่งที่น่าวิเคราะห์กว่าคือ ใครคือคนที่เหมาะกับการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านหนังสือกันแน่ ท่ามกลางวิวัฒนาการมากมายของธุรกิจหนังสือ สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจหาใช่หนังสือไม่ แต่ ‘คน’ คือหัวใจของทั้งหมด </p>
<p>การที่ Waterstones หรือร้านหนังสือใดๆ อยู่รอดได้ นอกจากจะมีหนังสือดีแล้ว คนคือผู้เปลี่ยนเกมที่สำคัญ มักมีคำกล่าวที่ดูจะเกินจริงว่า ‘ธุรกิจหนังสือต้องการคนทำหนังสือ ไม่ใช่สิ่งที่ใครทำก็ได้’ ในความเป็นจริง สิ่งนี้ไม่ได้เกินเลยไปแต่อย่างใด การดูว่าธุรกิจหนังสือหรือร้านหนังสือจะอยู่รอดหรือไม่ ให้รอดูที่นโยบายเรื่องคนของเจ้าของใหม่ว่าจะไปในทิศทางไหน และหลายๆ ครั้งที่พบว่าเงินไม่ได้เป็นคำตอบของทุกสิ่ง ถ้าไม่เข้าใจจังหวะเต้นของหัวใจในธุรกิจ</p>
<p>คนและหนังสือผ่านกระบวนการวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมมาพร้อมๆ กัน และคนอีกเช่นกันที่เป็นผู้ตัดสินใจถึงอนาคตของหนังสือทั้งด้านการจัดหา การทำ การอ่าน ดังนั้นเลยไม่ยากสำหรับกองทุนที่เข้าใจทิศทางและจังหวะเต้นของหัวใจธุรกิจ นโยบายที่มุ่งหวังผลตอบแทนในอัตราที่สูง ท่ามกลางความซึมเศร้าของตลาดทุนทั่วโลกย่อมเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก เพียงแต่ก่อนที่จะถึงจุด exit จำต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่การลงทุนเพื่อผลระยะสั้น มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะกลับไปตั้งต้นที่หนึ่งใหม่ หรืออาจถึงคราววิวัฒนาการใหญ่อีกครั้ง และเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่ทางแห่งความหลากหลายด้านเนื้อหาน้อยลง เพราะผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะได้กำหนดอนาคต และในอนาคตก็คงเหลือผู้แข็งแรงเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-printing-industry-uk/">วิวัฒนาการล่าสุดของธุรกิจหนังสือ เมื่อกลุ่มทุนเข้ามาอุ้มร้านหนังสือและสำนักพิมพ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-printing-industry-uk/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Internet Trends Report 2018 : คนดิจิทัลควรรู้อะไรบ้าง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Jun 2018 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทโฟน]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[Internet Trends Report 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Mary Meeker]]></category>
		<category><![CDATA[Kleiner Perkins Partners]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-internet-trends-2018/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในทุกๆ ปี การบรรยายเรื่อง Internet Trends Report ของ Mary Meeker จะเป็นที่จับตามองของคนทำงานสายเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะเป็นการบรรยายที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เนต รวมทั้งเป็นการทำนายอนาคตว่าด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนไปถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจและธุรกิจในยุคดิจิทัลเลยก็ว่าได้ ในปี 2018 นี้ ทาง Mary Meeker และทาง Kleiner Perkins Partners บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital Firm) จากสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งได้อัพเดทสไลด์จำนวน 294 หน้าที่อธิบายถึงสภาวะของอินเตอร์เนตในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจถึง 12 หัวข้อใหญ่ เราสรุปเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ดังนี้ (ดูเต็มๆ ได้ที่ http://www.kpcb.com/internet-trends) แนวโน้มของของการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันพบว่ายอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งปี 2017 เป็นปีแรกที่ไม่มีการเติบโตเลย ซึ่งน่าจะสะท้อนได้ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่นั้นได้กลายเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนไปแล้วและการจะทำให้ตลาดนี้โตขึ้นก็เป็นไปได้ยาก เป็นไปในทางเดียวกับประชากรอินเตอร์เน็ตโลกที่มีการเติบโตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2017 ลดลงจากเดิมมีการเติบโตที่ 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เป็นสัญญาณบอกได้ว่าประชากรในโลกส่วนใหญ่นั้นได้เข้าถึงอินเตอร์เนตแล้ว ในขณะที่ประชากรอินเตอร์เนตอาจจะไม่ได้โตขึ้นเยอะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/">Internet Trends Report 2018 : คนดิจิทัลควรรู้อะไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในทุกๆ ปี การบรรยายเรื่อง <strong>Internet Trends Report</strong> ของ Mary Meeker จะเป็นที่จับตามองของคนทำงานสายเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะเป็นการบรรยายที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เนต รวมทั้งเป็นการทำนายอนาคตว่าด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนไปถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจและธุรกิจในยุคดิจิทัลเลยก็ว่าได้</p>
<p>ในปี 2018 นี้ ทาง Mary Meeker และทาง Kleiner Perkins Partners บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital Firm) จากสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งได้อัพเดทสไลด์จำนวน 294 หน้าที่อธิบายถึงสภาวะของอินเตอร์เนตในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจถึง 12 หัวข้อใหญ่ เราสรุปเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ดังนี้ (ดูเต็มๆ ได้ที่ <a href="http://www.kpcb.com/internet-trends">http://www.kpcb.com/internet-trends</a>)</p>
<ul>
<li>แนวโน้มของของการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันพบว่ายอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งปี 2017 เป็นปีแรกที่ไม่มีการเติบโตเลย ซึ่งน่าจะสะท้อนได้ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่นั้นได้กลายเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนไปแล้วและการจะทำให้ตลาดนี้โตขึ้นก็เป็นไปได้ยาก</li>
<li>เป็นไปในทางเดียวกับประชากรอินเตอร์เน็ตโลกที่มีการเติบโตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2017 ลดลงจากเดิมมีการเติบโตที่ 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เป็นสัญญาณบอกได้ว่าประชากรในโลกส่วนใหญ่นั้นได้เข้าถึงอินเตอร์เนตแล้ว</li>
<li>ในขณะที่ประชากรอินเตอร์เนตอาจจะไม่ได้โตขึ้นเยอะ แต่ปริมาณการใช้งานและใช้เวลากับอินเตอร์เนตก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปริมาณการใช้งานอินเตอร์เนตในภาพรวมและการใช้อินเตอร์เนตผ่านอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟน</li>
<li>การชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการสำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าแล้วมีการชำระเงินนั้น พบว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล อย่างเช่นการชำระผ่าน QR Code, P2P Transfer, ปุ่มซื้อของในเว็บไซต์ต่างๆ ฯลฯ</li>
<li>อุปกรณ์ที่เป็นที่จับตามองคืออุปกรณ์ในกลุ่มที่สั่งงานด้วยเสียงอย่างเช่น Amazon Echo หรือ Google Home ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้งานแพร่หลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น Amazon Echo นั้นใช้งานแล้วมากกว่า 30 ล้านเครื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็โตไปพร้อมๆ กับความสามารถในการสั่งงานที่ปัจจุบันตัว Amazon Echo สามาถรรองรับการสั่งงานได้มากกว่า 3 หมื่นคำสั่ง</li>
<li>เรื่องสำคัญที่คงไม่อาจจะมองข้ามได้ คือเมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำไปและต้องมาข้องเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ การรักษาความเป็นส่วนตัวหรือข้อมูลส่วนบุคคลเลยเป็นประเด็นใหญ่ (มาก) สำหรับบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้งานมาทำให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นกว่าเดิม แต่นักกฏหมายเองก็จะเห็นว่าเป็นอันตรายและละเมิดความเป็นส่วนตัว หากมีการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อย่างไม่ถูกต้อง (อย่างกรณีของ Facebook ที่ต้องออกมาชี้แจงกันยกใหญ่นั่นเอง)</li>
<li>ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้น ประกอบกับประชากรอินเตอร์เนตก็เพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสสำหรับสายงานและอาชีพต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่จะเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว</li>
<li>แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้ อย่างเช่นเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ซึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจคือบริษัทใหญ่ๆ จะมีการลงทุนใน AI มากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นการลงทุนก้อนสำคัญขององค์กร</li>
<li>ประเทศจีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศแนวหน้าของอุตสาหกรรมอินเตอร์เนตโดยตอนนี้มีบริษัทด้านอินเตอร์เนตที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อ้างอิงจากมูลค่าตามราคาตลาด) 9 จาก 20 บริษัทอยู่ในจีน โดยในสหรัฐอเมริกามี 11 บริษัท</li>
</ul>
<p>นี่คือภาพรวมคร่าวๆ ของแนวโน้มสำคัญของโลกอินเตอร์เนต ณ ปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คงเป็นข้อมูลประกอบที่ชี้ให้เห็นอย่างดีว่าโลกปัจจุบันเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลกันเยอะขนาดไหน เช่นเดียวกับประเทศไทยเองที่ก็มีการอัพเดทอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทยมีมากกว่า 50 ล้านบัญชี และมีการใช้งานทุกๆ วันมากกว่า 30 ล้านบัญชี รวมถึงการสำรวจต่างๆ ทั้งจากทางภาครัฐและเอกชนที่ต่างก็ชี้ไปทางเดียวกันว่าประชากรไทยในปัจจุบันก็มีความเป็น ‘ดิจิทัล’ มากกว่าที่หลายคนคาด (และโตเร็วกว่าที่หลายๆ คนคาดเช่นกัน)</p>
<p>ก็ถือเป็นการอัพเดทความรู้กันหน่อยนะครับ เพราะไหนๆ เราก็อยู่ใน ‘โลกดิจิทัล’ กันแล้วนั่นแหละนะ</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/">Internet Trends Report 2018 : คนดิจิทัลควรรู้อะไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
