<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Peace of Mine &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/peace-of-mine/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/peace-of-mine/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 17 May 2022 11:42:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เมื่อใดที่หลงทาง ขอให้คุณมองตามเข็มทิศในหัวใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peace-of-mine-value/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 May 2022 11:41:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=156533</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าต้องย้อนความไปถึงจุดเริ่มต้นว่าฉันมาเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาได้ยังไง ความทรงจำจะพากลับไปที่ห้องตรวจในโรงพยาบาลเมื่อราว 5 ปีก่อน มันไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะยังมีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ฉันตัดสินใจได้ว่านี่คือเส้นทางที่จะไปต่อ แต่นั่นนับเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ได้เข้าใจตัวเองในส่วนลึกมุมหนึ่งของชีวิต&#160; ถ้านี่เป็นภาพยนตร์ ฉากนี้ก็เป็นฉากที่น่าสนใจดี เพราะมันคือการพูดคุยกันระหว่างฉัน-คนไข้ และเธออีกคนที่ฉันไม่ทราบชื่อ-นักเทคนิคการแพทย์ที่มาทำหน้าที่ตามกะในวันนั้น&#160;&#160; ช่วงนั้นรู้สึกว่าหัวใจมีจังหวะการเต้นแปลกๆ ก็เลยพาตัวเองไปเสียเงินตรวจให้สบายใจ เราเจอกันในเวลาเย็นย่ำ ฉันนอนเปลือยอก แม้จะมีเสื้อคลุมปิดอยู่บางพื้นที่เป็นระยะให้พอไม่เหนียมอายจนเกินไป แต่ก็ต้องใช้ความกล้าหาญในระดับสูงสำหรับมนุษย์ไร้นมอย่างฉัน&#160; ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นเธอใช้เครื่องมือควานตรวจบริเวณอกเพื่อเก็บข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เก็บข้อมูลการเต้นหัวใจเป็นกราฟไว้ได้ ฉันต้องติดเครื่องเล็กๆ นี้ไว้กับตัวเป็นเวลา 24 ชั่วโมง&#160; มันน่าจะเริ่มต้นจากการชวนคุยไม่ให้คนไข้เขินอายหรือเกร็งเกินไป เธอเอ่ยปากถามว่า “คนไข้ทำงานอะไรเหรอคะ?” “อ๋อ เป็นนักเขียนค่ะ ทำงานนิตยสาร” ฉันตอบ นึกขอบคุณที่เธอช่วยทำลายความเงียบในห้องตรวจมืดสลัว&#160; ทันใดนั้นเสียงของเธอก็เปลี่ยนไป “จริงเหรอคะ มันเป็นงานที่เราเคยอยากทำ” เป็นเสียงที่ตื่นเต้นและกระตือรือร้น เธอไม่ได้อธิบายถึงชีวิตตัวเองมากมาย แต่จับใจความได้ว่า งานที่ทำอยู่ไม่ใช่งานที่เธอมีความสุขนัก มันทำให้เธอมีอาการใจป่วย ควานหาจากเสี้ยวส่วนความทรงจำที่หลงเหลือ วันนั้นเธอน่าจะเอ่ยถึงโรคซึมเศร้า การได้เขียนบันทึกหรืออ่านหนังสือเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยประคับประคองเธอไว้ “เราก็เขียนเหมือนกัน มันช่วยได้จริงๆ” ฉันตอบรับกลับไปแบบนั้นอย่างกระตือรือร้น เราได้แลกเปลี่ยนเรื่องจิปาถะกันอีกเล็กน้อย หลังจากเอ่ยปากพูดเรื่องการเขียนการอ่าน ท่าทีของเธอก็เปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่สดใส มีพลัง&#160;และแล้วช่วงเวลาในห้องตรวจสั้นๆ ก็จบลง นึกเสียดายที่เราไม่มีเวลาคุยกันนานกว่านั้น ก่อนจากกันฉันเอ่ยขอบคุณ มันเป็นคำขอบคุณที่กินความหมายหลายๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-value/">เมื่อใดที่หลงทาง ขอให้คุณมองตามเข็มทิศในหัวใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าต้องย้อนความไปถึงจุดเริ่มต้นว่าฉันมาเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาได้ยังไง ความทรงจำจะพากลับไปที่ห้องตรวจในโรงพยาบาลเมื่อราว 5 ปีก่อน</p>



<p>มันไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะยังมีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ฉันตัดสินใจได้ว่านี่คือเส้นทางที่จะไปต่อ แต่นั่นนับเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ได้เข้าใจตัวเองในส่วนลึกมุมหนึ่งของชีวิต&nbsp;</p>



<p>ถ้านี่เป็นภาพยนตร์ ฉากนี้ก็เป็นฉากที่น่าสนใจดี เพราะมันคือการพูดคุยกันระหว่างฉัน-คนไข้ และเธออีกคนที่ฉันไม่ทราบชื่อ-นักเทคนิคการแพทย์ที่มาทำหน้าที่ตามกะในวันนั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ช่วงนั้นรู้สึกว่าหัวใจมีจังหวะการเต้นแปลกๆ ก็เลยพาตัวเองไปเสียเงินตรวจให้สบายใจ เราเจอกันในเวลาเย็นย่ำ ฉันนอนเปลือยอก แม้จะมีเสื้อคลุมปิดอยู่บางพื้นที่เป็นระยะให้พอไม่เหนียมอายจนเกินไป แต่ก็ต้องใช้ความกล้าหาญในระดับสูงสำหรับมนุษย์ไร้นมอย่างฉัน&nbsp;</p>



<p>ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นเธอใช้เครื่องมือควานตรวจบริเวณอกเพื่อเก็บข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เก็บข้อมูลการเต้นหัวใจเป็นกราฟไว้ได้ ฉันต้องติดเครื่องเล็กๆ นี้ไว้กับตัวเป็นเวลา 24 ชั่วโมง&nbsp;</p>



<p>มันน่าจะเริ่มต้นจากการชวนคุยไม่ให้คนไข้เขินอายหรือเกร็งเกินไป เธอเอ่ยปากถามว่า “คนไข้ทำงานอะไรเหรอคะ?”</p>



<p>“อ๋อ เป็นนักเขียนค่ะ ทำงานนิตยสาร” ฉันตอบ นึกขอบคุณที่เธอช่วยทำลายความเงียบในห้องตรวจมืดสลัว&nbsp;</p>



<p>ทันใดนั้นเสียงของเธอก็เปลี่ยนไป “จริงเหรอคะ มันเป็นงานที่เราเคยอยากทำ” เป็นเสียงที่ตื่นเต้นและกระตือรือร้น</p>



<p>เธอไม่ได้อธิบายถึงชีวิตตัวเองมากมาย แต่จับใจความได้ว่า งานที่ทำอยู่ไม่ใช่งานที่เธอมีความสุขนัก มันทำให้เธอมีอาการใจป่วย ควานหาจากเสี้ยวส่วนความทรงจำที่หลงเหลือ วันนั้นเธอน่าจะเอ่ยถึงโรคซึมเศร้า การได้เขียนบันทึกหรืออ่านหนังสือเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยประคับประคองเธอไว้</p>



<p>“เราก็เขียนเหมือนกัน มันช่วยได้จริงๆ” ฉันตอบรับกลับไปแบบนั้นอย่างกระตือรือร้น เราได้แลกเปลี่ยนเรื่องจิปาถะกันอีกเล็กน้อย หลังจากเอ่ยปากพูดเรื่องการเขียนการอ่าน ท่าทีของเธอก็เปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่สดใส มีพลัง&nbsp;และแล้วช่วงเวลาในห้องตรวจสั้นๆ ก็จบลง นึกเสียดายที่เราไม่มีเวลาคุยกันนานกว่านั้น ก่อนจากกันฉันเอ่ยขอบคุณ มันเป็นคำขอบคุณที่กินความหมายหลายๆ อย่างไว้ในนั้น ทั้งขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจที่สุดในการตรวจ และขอบคุณสำหรับบทสนทนาที่มีความหมาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-156557" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Peace-of-Mine-May-2022_Content_c1_20220517.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การเชื่อมโยงกับคนแปลกหน้าในเวลาที่ถูกต้องมีพลังเกินคาดเสมอ ฉันเชื่อแบบนั้นเสมอมา</p>



<p>ช่วงนั้น เป็นช่วงเวลาปีท้ายๆ ของการทำงานในฐานะกองบรรณาธิการ เป็นช่วงที่จิตใจสั่นไหวกับความเปลี่ยนแปลง และเป็นช่วงที่รู้ตัวว่าต้องเติมอะไรสักอย่างให้ตัวเองเพื่อให้เส้นทางการทำงานไปต่อได้ และยังไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าวัดเอาจากสภาพจิตใจตัวเอง ฉันแค่ต้องการการเยียวยา ฉันสนใจว่าเมื่อคนเรามีทุกข์ เราอยู่ร่วมกับมันและหาหนทางใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร นี่เป็นคำถามที่ฉันมักจะถามผู้ให้สัมภาษณ์หากมีโอกาส เพราะเราจะได้เห็นพลังอันน่าอัศจรรย์ของมนุษย์&nbsp;</p>



<p>บางเรื่องราวก็ไม่ได้ตื่นเต้นร้องว้าว (และมันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเลย) แค่ได้รับฟังว่าใครคนหนึ่งก็กำลังพยายามไปทีละนิดในทุกวัน ล้มบ้าง มีแรงบ้าง แอบพูดประชดชีวิตตัวเองบ้างแต่ก็ไม่ยอมแพ้ ฉันก็รู้สึกมีเพื่อนร่วมทางและได้แรงใจกลับมา ทุกคนมีบทเรียนที่ได้จากชีวิตมาเล่าสู่กันฟังเสมอ ทุกคนบนโลกจริงๆ&nbsp;</p>



<p>ฉันเลยได้โอกาสเสนอบรรณาธิการว่า ฉันอยากทำเล่มที่เกี่ยวกับการบำบัด อยากเล่าถึงการบำบัดหลายๆ รูปแบบ อยากให้คนอ่านได้รู้ว่าชีวิตเรามีทางเลือกที่จะเยียวยาตัวเองอีกมาก แค่เราไม่รู้เท่านั้นเอง&nbsp;</p>



<p>บังเอิญว่า มันเป็นเล่มที่ฉันรีเสิร์ชและเขียนเองคนเดียวแบบโซโล่ เพราะวางแผนว่าการเล่าเรื่องจะมี ‘ฉัน’ เป็นคนไปทำความรู้จักและสัมผัสกับการบำบัดแบบต่างๆ เมื่อตั้งใจไม่แบ่งงาน การทำงานช่วงท้ายจึงเรียกว่านรกมาก ยิ่งเป็นการเขียนที่ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวและความรู้สึกเข้มข้น กว่าจะผ่านไปแต่ละบทบางจังหวะก็รากเลือด&nbsp;</p>



<p>มีคืนหนึ่งที่ฉันเขียนต้นฉบับถึงดึกดื่น น่าจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว มันเป็นโค้งสุดท้ายที่เริ่มไม่อยากสู้ต่อ การเขียนที่ไหลลื่นต้องการสภาพจิตใจที่ผ่อนคลาย แต่เดดไลน์บีบคั้นไม่อนุญาต ฉันเริ่มหมดแรงจริงๆ จังๆ และรู้สึกเป็นทุกข์กับสภาวะตรงหน้า รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเสร็จทัน ไม่อยากทำแล้ว ไม่ไหวแล้ว</p>



<p>ก็เลยหยุดเขียน ก้มหน้าฟุบกับหมอน เราเอาตัวเองมาอยู่ในความเหนื่อยหนักขนาดนี้เพื่ออะไร</p>



<p>…เขียนไปทำไมนะ เล่มนี้ ฉันถามตัวเองในใจดื้อๆ&nbsp;</p>



<p>เมื่อแวดล้อมด้วยความเงียบในระดับเพียงพอ อยู่ดีๆ ในใจก็ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่คนนั้น ผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จัก คนที่บอกว่างานแบบที่ฉันทำช่วยให้เธอผ่านแต่ละวันไปได้&nbsp;</p>



<p>ไม่กี่อึดใจ ฉันก็เงยหน้าขึ้นมา พิมพ์คอมพิวเตอร์ต่อไป</p>



<p>ใจคิดแค่ว่า ฉันจะเขียนเพื่อให้เธออ่าน แค่คนแบบเธอคนเดียวได้อ่านก็เพียงพอแล้ว&nbsp;</p>



<p>มาตกตะกอนทีหลังว่านั่นคือคุณค่าอย่างหนึ่งที่ฉันให้ในชีวิต ฉันอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับใครสักคน โดยเฉพาะประโยชน์ทางจิตใจ แม้การทำงานจะไม่ได้มีความสุขตลอด หลายครั้งเป็นทุกข์ เหนื่อย และเจ็บป่วยด้วยซ้ำในวันที่เราดูแลตัวเองไม่เป็น แต่พอระลึกได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ฉันก็พร้อมจะสู้ให้ถึงปลายทาง</p>



<p>เพิ่งมีบทสนทนาบนโต๊ะกินข้าวยามค่ำคืนกับเพื่อนฝูง เราคุยกันเรื่องอาชีพที่ทำ การตามหาอะไรที่เป็นตัวเอง และความพยายามที่จะมีความสุขกับการทำงาน&nbsp;</p>



<p>ในวงนั้น เราพบว่าเมื่อเราใช้ความสุขเป็นเกณฑ์ในการตามหาคำตอบสุดท้าย (เช่นว่านี่คืองานที่ฉันทำไปได้ยาวๆ ในชีวิตนี้ไหม) บางครั้งเราหาไม่เจอ เพราะก่อนหน้าจะได้คำตอบ เราจะเจอวันที่เราเป็นทุกข์จากสิ่งนั้นที่เราเลือกเอง ต่อให้เป็นสิ่งที่เรารักแค่ไหน ก็คงมีส่วนผสมที่เราไม่ถูกใจอยู่บ้าง</p>



<p>แต่พอเอาเกณฑ์ความสุขวางลง แล้วเขยิบมาสู่คำถามเรื่อง ‘คุณค่า’ หรือสิ่งที่เราให้ความสำคัญ สิ่งที่เรารู้สึกว่าทำแล้วมีความหมาย เราตอบได้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร เราก็จะเริ่มชัดขึ้นว่าสิ่งไหนคือคำตอบสำหรับชีวิตในปัจจุบันนั้นๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หลังจากนั้นหลายเดือน เล่มบำบัดก็เป็นบันไดที่พาให้ฉันก้าวมาสู่อีกโลก จากผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ฉันลาออกมาเป็นลูกเจี๊ยบเตาะแตะในอีกสายอาชีพ ที่บางครั้งก็อยากหนีไปจากสภาวะที่รับรู้ว่าตัวเอง ‘ไม่เก่ง’ แต่บางขณะที่รู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่มีคุณค่า ได้ช่วยคนจริงๆ แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิตเขาก็ตาม โมเมนต์แบบนั้นคือเชื้อเพลิงที่ช่วยให้ฉันไปต่อได้&nbsp;</p>



<p>ความสัมพันธ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษากับผู้รับบริการเป็นความสัมพันธ์พิเศษ ส่วนหนึ่งในปลายทางที่เราอยากให้เกิดขึ้นกับผู้รับบริการคือเขาได้จริงแท้และซื่อตรงกับตัวเอง ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในการบำบัด ทั้งคู่ต่างเรียนรู้ที่จะสื่อสารและแสดงออกอย่างซื่อตรง ไม่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวหรือเงื่อนไขอื่นๆ พูดง่ายๆ คือมันจะดีถ้าเราต่างเป็นตัวเองแบบ ‘เรียลๆ’ ต่อกัน โดยมีดอกจันว่าฝั่งเรายังรู้ตัวว่ากำลังสวมหมวกของผู้ให้บริการเสมอ&nbsp;</p>



<p>ฉันเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ที่ยังมีหลายด้านต้องพัฒนาต่อไปอีกมาก เวลาอยู่ด้วยกันในเซสชั่นบำบัดตอนฝึกงาน ผู้รับบริการที่เคยเจอกันมานานในหลักปีก็รับรู้ได้ถึงความกังวลที่ฉันมีในใจตอนทำงาน ซึ่งอันที่จริงผู้รับบริการไม่ควรต้องเป็นฝ่ายเป็นห่วงนักจิตวิทยาเลย นี่คือจุดที่ฉันต้องปรับปรุงต่อไป แต่ช่วงเวลานั้นฉันทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>เมื่อใกล้ถึงเวลาจบการบำบัดและต้องแยกย้าย เราจะมีเซสชั่นพูดคุยเพื่อปิดจบเป็น closure อย่างเหมาะสมให้ความสัมพันธ์ของเรา ต่างคนจะต่างได้สะท้อนถึงประสบการณ์ที่ได้รับหรือสังเกตได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นั่นคือเวลาที่ฉันได้รับฟังว่าผู้รับบริการเองก็สัมผัสได้ถึงโลกภายในของฉัน ไม่ต่างจากที่ฉันสัมผัสโลกของเขาได้&nbsp;</p>



<p>มีถ้อยคำหนึ่งที่หลงเหลือกับใจฉัน มันจะผุดขึ้นมาในวันที่รู้สึกล้มเหลวและมีคำถามกับตัวเอง ไม่ว่ากับเรื่องอะไรของชีวิต มันเป็นถ้อยคำที่พยายามบอกฉันว่า</p>



<p>‘ขอให้เป็นตัวเองแบบนี้ต่อไป เพราะสิ่งที่ทำที่ผ่านมาและตัวตนที่เป็นอยู่ ได้ช่วยเขาแล้วจริงๆ’</p>



<p>มองย้อนกลับไป ฉันถือว่านั่นคือความโชคดีอย่างมากที่ผู้รับบริการสะท้อนสิ่งที่ยืนยันคุณค่าที่ฉันให้ในชีวิต มันทำให้รู้ว่าฉันน่าจะมาถูกทาง นี่คือทางที่ฉันไปต่อได้&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าการเป็นตัวเองของฉันคงไม่ได้เหมาะกับผู้รับบริการทุกคน เราต่างมีธรรมชาติบางอย่างที่จะเข้ากันได้มากน้อยต่างกันไป แต่อย่างน้อย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้ความเป็นตัวเองเป็นทรัพยากรในการทำงานหรือสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง และรู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร มันมีความหมายต่อชีวิตเราอย่างไร ในแต่ละวันที่ผ่านไป เราจะอยู่และลงมือทำด้วยความมั่นคง ในวันที่เราเหนื่อย ท้อ หรืออยากล้มเลิก เราจะให้คำตอบตัวเองได้ชัดเจนกว่าวันไหนๆ ว่าเรายังอยากไปต่อ หรือพอแค่นี้&nbsp;</p>



<p>คุณค่าที่เราให้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์และวันเวลา ขอแค่เราได้พูดคุยกับตัวเองเรื่อยๆ เราก็จะเข้าใจตัวเองในวันนั้นๆ และเลือกก้าวต่อในทางที่มั่นใจมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้นอกจากตั้งใจจะใช้การเขียนมาช่วยในการบำบัด ฉันที่มักเป็นทุกข์กับอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ของร่างกายอย่างที่เคยเล่าในตอนก่อนๆ ก็เริ่มได้คำตอบว่า อนาคตอยากจะเก่งขึ้นเพื่อช่วยดูแลใจผู้ป่วยทางกาย เพื่อให้เขาได้มีใจที่แข็งแรงเท่าที่เป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัด</p>



<p>พอมองข้ามซ็อตไปว่าวันหนึ่งฉันจะได้ทำสิ่งเหล่านั้น ก็รู้สึกมีแรงสู้กับวันนี้ที่แสนเหนื่อยล้าอีกวันหนึ่ง เป็นความหวังที่ส่องประกายเล็กๆ ท่ามกลางความขมุกขมัว ว่าเราอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งที่ตั้งใจ แม้ชีวิตจะชอบสู้เรากลับเสียเหลือเกิน&nbsp;</p>



<p>ใครก็ตามที่กำลังรู้สึกมีคำถาม หรือหลงทาง ลองตามรอยสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าแต่ละวันมีความหมาย ฉันขออวยพรให้เราได้มาเจอกันที่ปลายทาง ที่เราต่างยิ้มให้ตัวเองอย่างภาคภูมิใจในแต่ละก้าวที่ผ่านมา : )&nbsp;</p>



<p>______________________________________________________________________________________</p>



<p><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li>คำว่า ‘คุณค่า’ อาจดูจับต้องยาก แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในชีวิตของเราในมิติต่างๆ ทั้งในมุมการใช้ชีวิต การทำงาน ความสัมพันธ์ ดังนั้นเราจึงสามารถใช้คุณค่าเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจได้ โดยเฉพาะในครั้งสำคัญๆ</li><li>ลองรีเช็กตัวเองด้วยตัวอย่างคำถามเหล่านี้ เราอาจได้คำตอบมากขึ้นว่าชีวิตเราให้คุณค่ากับอะไรบ้าง : ค่านิยมแบบไหนที่คุณให้คุณค่า และมันสำคัญกับชีวิตคุณอย่างไร? คนแบบไหนที่คุณชื่นชอบ หรือคุณลักษณะใดในตัวคนรอบข้างที่คุณให้คุณค่ามากที่สุด? คุณอยากให้คนจดจำคุณอย่างไร? คุณชอบใช้เวลากับสิ่งใด และเพราะอะไร? ช่วงเวลาแบบไหนที่คุณรู้สึกพึงพอใจและเติมเต็มมากที่สุด? คุณอยากให้คนจดจำคุณอย่างไร?&nbsp;</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-value/">เมื่อใดที่หลงทาง ขอให้คุณมองตามเข็มทิศในหัวใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเขียนเพื่อ ‘ฮีล’ ตัวเองสอนให้รู้ว่า เราต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญของชีวิตเราเองได้จริงๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/freewriting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Apr 2022 03:23:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=155917</guid>

					<description><![CDATA[<p>“อย่าคุยกับตัวเองในหัวเท่านั้น แบบนั้นอาจจะสับสนหรือจับต้นชนปลายไม่ถูก ให้เขียนมันออกมาเลยค่ะ เขียนให้เห็นชัดๆ”&#160; นี่เป็นหนึ่งในถ้อยคำของเพื่อนนักศิลปะบำบัดที่ฉันจำได้ วันนั้นเธอเป็นคนนำกระบวนการในเวิร์กช็อปที่ฉันเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัด ตอนนั้นฉันเพิ่งเข้ามาเรียนจิตวิทยาการปรึกษาได้ไม่ถึงปี ยังไม่ได้ฝึกงาน และเป็นคนหน้าใหม่สุดๆ ในเส้นทางจิตบำบัด&#160; แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการเขียนละก็ ค่อนข้างพูดได้อย่างมั่นใจว่าฉันอยู่กับมันมาทั้งชีวิตเลยล่ะ ฉันจำอะไรในชีวิตวัยเด็กได้ไม่มากนัก จำได้ชัดๆ ก็ตอนขึ้นเรียนชั้นประถมและสนุกกับการแต่งนิยายแฟนตาซีกับนิยายวัยรุ่น ที่เพื่อนบางคนบอกว่ามันสนุกและขอติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ แต่นอกจากความสนุกจากการอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉันจำความไม่ได้เลยว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้ฉันเริ่มเขียน การเขียนเป็นสิ่งที่แค่โผล่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่มีที่มาที่ไป แล้วก็อยู่กันเรื่อยมาจนทุกวันนี้ เป็นเนื้อเป็นตัว เป็นตัวเป็นตน และเป็นเงินเป็นทองหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในระหว่างทาง การเขียนช่วยชีวิตฉันนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่ฉันเขียนไปโดยไม่ได้รู้หลักการหรอกว่า การเขียนเพื่อเยียวยาตัวเองต้องทำอย่างไร ในจุดตั้งต้นฉันแค่อยากพ่น อยากระบาย อยากตะโกนแต่ตะโกนจริงๆ ไม่ได้ก็เลยตะโกนเงียบๆ ลงหน้ากระดาษ บางครั้งอาจจะร้องไห้ไปด้วยเขียนไปด้วย สีขาวสะอาดนั้นดูดซับเอามวลอารมณ์สีดำไว้โดยไม่หือไม่อือ ไม่ปัดป้อง ไม่ส่งเสียง เพียงรับไว้ รับไว้ และรับไว้&#160; บางเวลา กระดาษคือพยานหนึ่งเดียวที่รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกายใจของฉัน&#160;&#160;&#160; ว่ากันตามตรง ฉันเข้ามาเรียนต่อจิตวิทยาการปรึกษา ก็เพื่อให้ตัวเองมีฐานความรู้ที่จะใช้การเขียนบำบัดได้อย่างเชี่ยวชาญ และตอนนี้ก็กำลังเขียนทีสิสเกี่ยวกับประสบการณ์จากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกหรือ Expressive Writing โดยเฉพาะ เพราะเชื่อว่าเครื่องมือนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับสังคมบ้านเราที่คนต้องอยู่กับการเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ไม่ได้ถูกหล่อหลอมให้กล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา พอสะสมความอึมครึมไว้ข้างในมากเข้า นอกจากเราจะไม่รู้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/freewriting/">การเขียนเพื่อ ‘ฮีล’ ตัวเองสอนให้รู้ว่า เราต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญของชีวิตเราเองได้จริงๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“อย่าคุยกับตัวเองในหัวเท่านั้น แบบนั้นอาจจะสับสนหรือจับต้นชนปลายไม่ถูก ให้เขียนมันออกมาเลยค่ะ เขียนให้เห็นชัดๆ”&nbsp;</p>



<p>นี่เป็นหนึ่งในถ้อยคำของเพื่อนนักศิลปะบำบัดที่ฉันจำได้ วันนั้นเธอเป็นคนนำกระบวนการในเวิร์กช็อปที่ฉันเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัด ตอนนั้นฉันเพิ่งเข้ามาเรียนจิตวิทยาการปรึกษาได้ไม่ถึงปี ยังไม่ได้ฝึกงาน และเป็นคนหน้าใหม่สุดๆ ในเส้นทางจิตบำบัด&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการเขียนละก็ ค่อนข้างพูดได้อย่างมั่นใจว่าฉันอยู่กับมันมาทั้งชีวิตเลยล่ะ</p>



<p>ฉันจำอะไรในชีวิตวัยเด็กได้ไม่มากนัก จำได้ชัดๆ ก็ตอนขึ้นเรียนชั้นประถมและสนุกกับการแต่งนิยายแฟนตาซีกับนิยายวัยรุ่น ที่เพื่อนบางคนบอกว่ามันสนุกและขอติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ แต่นอกจากความสนุกจากการอ่าน <em>แฮร์รี่ พอตเตอร์</em> ฉันจำความไม่ได้เลยว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้ฉันเริ่มเขียน การเขียนเป็นสิ่งที่แค่โผล่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่มีที่มาที่ไป แล้วก็อยู่กันเรื่อยมาจนทุกวันนี้ เป็นเนื้อเป็นตัว เป็นตัวเป็นตน และเป็นเงินเป็นทองหล่อเลี้ยงชีวิต</p>



<p>แต่ในระหว่างทาง การเขียนช่วยชีวิตฉันนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่ฉันเขียนไปโดยไม่ได้รู้หลักการหรอกว่า การเขียนเพื่อเยียวยาตัวเองต้องทำอย่างไร ในจุดตั้งต้นฉันแค่อยากพ่น อยากระบาย อยากตะโกนแต่ตะโกนจริงๆ ไม่ได้ก็เลยตะโกนเงียบๆ ลงหน้ากระดาษ บางครั้งอาจจะร้องไห้ไปด้วยเขียนไปด้วย สีขาวสะอาดนั้นดูดซับเอามวลอารมณ์สีดำไว้โดยไม่หือไม่อือ ไม่ปัดป้อง ไม่ส่งเสียง เพียงรับไว้ รับไว้ และรับไว้&nbsp;</p>



<p>บางเวลา กระดาษคือพยานหนึ่งเดียวที่รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกายใจของฉัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ว่ากันตามตรง ฉันเข้ามาเรียนต่อจิตวิทยาการปรึกษา ก็เพื่อให้ตัวเองมีฐานความรู้ที่จะใช้การเขียนบำบัดได้อย่างเชี่ยวชาญ และตอนนี้ก็กำลังเขียนทีสิสเกี่ยวกับประสบการณ์จากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกหรือ Expressive Writing โดยเฉพาะ เพราะเชื่อว่าเครื่องมือนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับสังคมบ้านเราที่คนต้องอยู่กับการเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ไม่ได้ถูกหล่อหลอมให้กล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา พอสะสมความอึมครึมไว้ข้างในมากเข้า นอกจากเราจะไม่รู้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เรายังเสี่ยงต่อภาวะที่จิตใจจะเจ็บป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>ในยุคที่เราเริ่มพูดถึงการเขียนแบบ Free Writing หรือการเขียนโดยอิสระ เราเริ่มมีคอร์สสอนการเขียนให้คนทั่วไปใช้ดูแลตัวเองเบื้องต้น การเขียนเพื่อฮีลตัวเองเริ่มแมสมากขึ้น จะมีช่วงเวลาไหนที่มนุษย์ที่รอดชีวิตมาด้วยการเขียนอย่างฉัน รู้สึกว่า &#8216;นี่คือเวลาทอง&#8217; ได้มากกว่านี้อีก  </p>



<p>ฉันคิดว่าในชีวิตของทุกคน ถ้าเราย้อนมององค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่หายใจอยู่กับเราอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นจุดเชื่อมโยงในตัวตน ได้ยินคำใบ้ และรู้ว่าวิถีที่เราต้องการไปจริงๆ คือทิศทางไหน ทุกคนต่างมี ‘สิ่งนั้น’ ที่น่าอัศจรรย์อยู่ในตัวเอง ทุกคนมีศักยภาพจะพบ ‘คำตอบ’ ในใจที่ตามหา ขอเพียงได้มีเวลาสำรวจตรวจตราโลกภายในอย่างใกล้ชิดมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>สำหรับฉัน หนึ่งในช่องทางสำรวจตัวเองที่เราทำได้ คือการเขียน&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าแต่ละคนคงมีช่องทางที่ถนัดต่างกันไป บางคนอาจถนัดที่จะวาดรูป บางคนถนัดที่จะเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ในขั้นพื้นฐานแล้ว ทุกคนเริ่มเขียนเพื่อคุยกับตัวเองได้ (แม้ไม่ใช่นักเขียน) มันคือเครื่องมือราคาย่อมเยาที่ช่วยกางโลกข้างในออกมาวางให้เราเห็นชัดๆ แล้วเราจะเริ่มรู้ว่าจะไปทางไหนอย่างไรต่อ&nbsp;</p>



<p>ความรู้สึกเมื่อเราเป็นคนร่างแผนที่และหาเส้นทางนั้นเจอด้วยตัวเอง บางครั้งมันรู้สึกเหมือนเราเป็นผู้ค้นพบขุมสมบัติที่ตามหามานานเชียวล่ะ&nbsp;</p>



<p>โดยทั่วไปแล้ว วิธีเขียนที่ช่วยให้เราได้ทำความรู้จักโลกภายในตัวเองมากขึ้น คือการเขียนอย่างไม่ตัดสินตัวเอง ไม่ต้องคิดว่ามีอะไรถูกหรือผิด หรือไม่ต้อง ‘คิด’ ด้วยซ้ำว่า กำลังจะเขียนอะไร&nbsp;</p>



<p>สมัยก่อนเวลาถ่ายภาพด้วยกล้องทอย จะมี motto สำหรับคนถ่ายภาพที่บอกว่า ‘Don’t think, just shoot’ อย่าไปคิดอะไรมาก ถ่ายๆ ไปเหอะ เดี๋ยวก็จะได้ภาพที่เกินความคาดหมายออกมาเอง ความไม่พยายามจัดวางจะช่วยให้เราได้จังหวะลงตัวของธรรมชาติที่ต่อให้ออกแบบให้ตายก็อาจไม่ปรากฏแบบนั้น สำหรับฉัน การเขียนอย่างอิสระและสะท้อนความคิดความรู้สึกก็เป็นไปตามหลักการเดียวกัน คือ Don’t (over)think, just write&nbsp;</p>



<p>สำหรับคนอย่างฉันที่เติบโตมาพร้อมความคิดวุ่นวายแวดล้อม การเปิดหน้ากระดาษแล้วเห็นความโล่ง นิ้วได้สัมผัสความเรียบและเงียบนุ่มของกระดาษ การเปิดสมุดนั้นไม่ต่างจากการเรียก ‘ห้องต้องประสงค์’ ให้เปิดขึ้น (ห้องต้องประสงค์ = ห้องอเนกประสงค์ล่องหนที่จะปรากฏขึ้นให้พวกแฮร์รี่ใช้ฝึกปรือเวทมนตร์) ความโล่งว่างสีขาวปราศจากเส้นบรรทัดช่วยให้ฉันพักหายใจ หยุดทุกสิ่งที่คิด แล้วค่อยๆ ถ่ายเทเอามวลข้างในออกมา ไม่ว่ามวลนั้นจะเป็นมวลหนักๆ จากเรื่องที่เป็นทุกข์ หรือมวลความสุขที่อยากบันทึกและอิ่มเอมไปกับมัน</p>



<p>ฟังก์ชันอย่างแรกของการเขียนก็คือได้ถ่ายเทโดยที่เราไม่ต้องกังวลใจ สำหรับฉันแล้ว บนโลกนี้มีไม่กี่สถานที่หรอกที่เราเป็นแบบนั้นได้โดยสมบูรณ์ เพราะโดยธรรมชาติ ฉันก็จะคำนึงถึงความรู้สึกคนรอบข้าง คำนึงถึงผลที่จะตามมาจากการพูดหรือการกระทำ เวลาที่ต้องคิดหรือสื่อสารเรื่องสำคัญ ฉันจะเหมือนคนที่ไม่กล้าตอบข้อสอบ เพราะสมองส่วน ‘กระดาษทด’ จะ ‘คิดเผื่อ’ ไปเรื่อยๆ อย่างไม่จบสิ้น ดังนั้นการมีกระดาษจริงๆ ให้ทดออกมาเห็นๆ กันไปเลย จะช่วยหยุดวงจรความคิดวนเวียนนี้ได้</p>



<p>พอสิ่งที่พูดออกมาบนกระดาษมันเป็นเรื่องจริง ไม่บิดพลิ้ว เราก็ได้เฝ้ามองจนเข้าใจความคิดและความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองมากขึ้น ฉันคิดว่าถ้าพูดง่ายๆ มันคือการเซฟแรงที่เราต้องใคร่ครวญกลั่นกรองอะไรมากมายในสมอง เราแค่เทมันออกมาตรงๆ จากนั้นถึงค่อยเริ่มขั้นตอนการจัดการดูแล ไม่ว่าจะเป็นการปลอบประโลมตัวเอง หรือจัดระเบียบความคิดและวางแผนชีวิตเสียใหม่&nbsp;</p>



<p>ตอนที่แล้วฉันเล่าเรื่องการไปนิเวศภาวนาในป่า ก่อนไปฉันก็ถามตอบและโชว์ตบตีกับตัวเองให้ตัวเองดูบนหน้ากระดาษ ว่าฉันกลัวการเข้าป่าเพราะฉันกลัวว่าจะตายอยู่ในนั้น ไล่ตั้งแต่กลัวหนาวตาย ร้อนตาย เจอสัตว์ร้าย ไปจนถึง ‘กลัวว่าจะตายจนตาย’ ซึ่งพอเขียนออกมาให้เห็นจะๆ กับสายตา เราจะรู้ว่าความคิดที่เต้นระบำเล่นใหญ่อยู่ในหัวนั้นไม่ได้เป็นจริงไปเสียทั้งหมด พอเขียนให้ชัด ฉันได้บอกตัวเองว่าความตายไม่ใช่เรื่องจริง ความกลัวใหญ่ยิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องยืนยันถึงความรักชีวิตของเรา และการปลอบความกลัวให้สงบลงก็เป็นสิ่งที่ลงมือทำได้&nbsp;</p>



<p>ฉันเขียนตอบตัวเองลงไปทีละบรรทัดว่า อะไรคือเหตุผลที่ความกลัวเหล่านั้นไม่น่าเป็นไปได้ และถ้ามันดูมีสัญญาณว่าจะเกิดขึ้นจริง ฉันจะทำอะไรได้บ้าง วันนั้นฉันน่าจะใช้เวลาเขียนอยู่ราว 20 นาที และใช้พื้นที่ไป 2 หน้ากระดาษ ผลลัพธ์คือฉันหยุดร้องไห้ หยุดวอแวกับตัวเอง และหลับสนิทในที่สุด&nbsp;</p>



<p>ในชีวิตนี้ มีอีกหลายคืนมากๆ ที่พอเขียนจบ และได้เขียนประโยคที่ตัวเองอยากฟัง อยากได้ยิน อยากอ่านให้เห็นกับตา ฉันจะร้องไห้อีกครั้ง แต่เป็นการร้องไห้จากความรู้สึกโล่ง เหมือนว่าน้ำตาที่กลั่นออกมาพร้อมคำบางคำได้ควบแน่นเอาความหนักหนาในใจออกมาเรียบร้อยแล้ว ‘การผ่าตัดเล็กๆ วันนี้สำเร็จลงด้วยดี’ และการได้ปิดสมุดลงก็เหมือนการเย็บปิดแผล ทุกอย่างกลับเข้าสู่โหมดปลอดภัย</p>



<p>ถ้าบอกว่าทุกคนสามารถเป็นนักเขียน ฉันคิดว่าเรานี่แหละคือคนที่เขียนหนังสือให้ตัวเองอ่านได้ดีที่สุด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-155924" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลายครั้งเราเฝ้าตามหาประโยคสักประโยคที่จะช่วยให้สมองและจิตใจเรา ‘คลิก’ ไปสู่จุดสบาย จุดคลี่คลาย อย่างที่ฉันเคยไปเลือกหนังสือสักเล่มและสุ่มพลิกอ่านสักหน้าในร้านหนังสือ ตามความเชื่อส่วนตัวของหนอนหนังสือวัยเยาว์ว่า ‘ประโยคที่ใช่จะมาถึงในเวลาที่ใช่ เราจะได้อ่านข้อความที่ถูกต้องในเวลาอันสมควร’ แต่สุดท้ายฉันก็พบว่าหลายต่อหลายครั้ง ในเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด ฉันไม่ได้พบ ‘ประโยคที่ถูกต้อง’ ในหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กที่วางขาย แต่กลับพบมันในบันทึกหน้าเก่าๆ ที่เคยเขียน</p>



<p>มันเคยมีวันที่ฉันรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่รู้จะรับมือปัญหาตรงหน้าอย่างไร และเริ่มจมดิ่ง แต่เมื่อพลิกสมุดเปะปะไปแล้วสายตาปะทะกับประโยคที่เขียนไว้ว่า <em>&#8216;ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอผ่านไปไม่ได้&#8217; </em>ฉันก็ร้องไห้อย่างหนักหน่วง ส่วนผสมหลักในน้ำตาคือความรู้สึกขอบคุณที่ฉันคือผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ตัวเอง การมีสมุดบันทึกทำให้ฉันรักษาพลังงานของตัวเองในอดีตไว้ และตัวฉันในอดีตก็นั่งไทม์แมชชีนมาช่วยฉันในปัจจุบันได้จริงๆ ราวกับมีเวทมนตร์ </p>



<p>ระหว่างรีเสิร์ชทำวิทยานิพนธ์และทบทวนวรรณกรรม ฉันพบว่าคุณสมบัติหนึ่งของการเขียนคือการทำให้บุคคลนั้นๆ รู้จักและได้สัมผัสศักยภาพในการดูแลตัวเอง เวลาเราพูดถึงการเขียน นักเขียนก็คือผู้กำกับ เมื่อเราจดบันทึก เราก็คือ ‘ผู้เล่า’ ที่เลือกน้ำเสียง ถ้อยคำ และมุมมองต่อเหตุการณ์และประสบการณ์ต่างๆ เรามีพลังและอำนาจที่จะควบคุมพื้นที่ปลอดภัยของเรา&nbsp;</p>



<p>จุดที่สำคัญที่สุดคือ เราได้เฝ้ามองเรื่องราวต่างๆ ในฐานะคนที่เข้าใจมันดีที่สุด เราสามารถหยิบยื่นความเมตตาให้ตัวเองได้เมื่อต้องการ เราสามารถชวนตัวเองคิดในมุมใหม่ๆ เราสามารถเขียนแบบไหนก็ได้ที่อยากเขียน เขียนนานเท่าไหร่ก็ได้ที่อยากเขียน เราจะรู้ว่าจุดไหนเรามาถึงจุดไคลแม็กซ์หรือเส้นชัยของการเขียนในวันนั้นแล้ว เราเองคือคนเดียวที่รู้ว่าเราได้ค้นพบ ‘กุญแจ’ สำคัญของเรื่องราว&nbsp;</p>



<p>กุญแจนั้นอาจเป็นกุญแจดอกเล็กสำหรับการไขปัญหาเฉพาะหน้า หรืออาจเป็นกุญแจดอกใหญ่สำหรับการไขปัญหาระยะยาวของชีวิตก็ได้ เพราะการเขียนแต่ละครั้งจะค่อยๆ ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าเราจะเขียนแล้วเกิดความหงุดหงิด เขียนแล้วอยากร้องไห้ เขียนแล้วโล่งใจ ประสบการณ์แต่ละครั้งเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ช่วยให้เราประกอบภาพตัวเองได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนค่อยๆ เป็นผู้เชี่ยวชาญของชีวิตตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เวลาฉันเปิดสมุด พื้นที่ตรงนั้นเหมือนมีฉันอีกคนในเวอร์ชั่นที่มีสติ คอยอยู่เป็นเพื่อน เป็นนักจิตฯ หรือเป็นครู กำลังนั่งฟังข้างๆ เพื่อเข้าใจสิ่งที่ฉันคนนี้ประสบพบเจอ&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าผลดีจากการเขียนไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันเขียน เมื่อก่อนที่ฉันเขียนโดยไม่ได้มีความรู้หลักการที่จะปฏิบัติต่อตนเองอย่างเมตตา ฉันก็ได้พ่นข้อความที่ยิ่งตอกย้ำให้ตัวเองร้องไห้ แต่ในวันหนึ่งที่เราเติบโตขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็เป็นทรัพยากรชั้นเยี่ยมที่ช่วยให้ฉันเข้าใจได้เช่นกันว่า ทำไมฉันจึงรักตัวเองไม่เป็นสักที ถ้อยคำดุด่าตัดพ้อเหล่านั้นมันมาจากไหน และฉันจะหยุดและเปลี่ยนถ้อยคำที่เป็นพิษกับตัวเองได้อย่างไร&nbsp;</p>



<p>&nbsp;ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา แน่นอนว่าหากมีใครสนใจเริ่มเขียนเพื่อเยียวยา ฉันก็จะดีใจมากที่ได้ส่งต่อเครื่องมือนี้ให้ใครคนนั้นได้ใช้ดูแลตัวเอง แต่สิ่งสำคัญจริงๆ ที่ฉันอยากบอกคือ เราต่างสามารถค้นหาช่องทางและวิธีการที่จะสำรวจตัวเอง ทำความเข้าใจตัวเอง ปลอบโยนตัวเอง เพราะเราทุกคนต่างเป็นคนที่รู้จักตัวเองได้ดีที่สุด เราจะรู้ว่าอะไรทำให้จิตใจเราได้เชื่อมต่อ ได้บอกเล่าเรื่องราว เราคือคนเลือกภาษาที่จะใช้คุยกับตัวเอง และเราสามารถมีหลายภาษาที่เอาไว้ใช้ปลอบประโลมตัวเองได้ (อย่างฉันก็มีการเขียนเป็นภาษาหลัก และศิลปะเป็นภาษารอง เป็นต้น)&nbsp;</p>



<p>ถ้ายังคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน ลองหากระดาษว่างๆ สักแผ่น หรือเปิดหน้าจอโล่งๆ ขึ้นมา ลองเขียนความรู้สึกนึกคิดออกมาตามธรรมชาติ แล้วค่อยๆ ตามมันไป</p>



<p>ห้องต้องประสงค์ของคุณรออยู่ตรงนั้นแล้ว : )&nbsp;</p>



<p>______________________________________________________________________________________</p>



<p>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>สำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนเพื่อทำความเข้าใจและเยียวยาตนเอง คำแนะนำคือให้เขียนในพื้นที่ที่รู้สึกว่าเป็นส่วนตัวและปลอดภัย อาจกำหนดเวลาการเขียนให้ตัวเองสัก 15 นาที ตอนเขียนให้เขียนโดยไม่ต้องกลัวถูกผิด ไม่ต้องคิดถึงเรื่องไวยากรณ์ เมื่อเขียนเสร็จแล้วลองทิ้งเวลาสักพักแล้วค่อยกลับมาอ่านสิ่งที่เขียนเพื่อสังเกตและซึมซับในจุดที่มีความหมายหรือสำคัญ&nbsp;</li><li>สำหรับคนที่กำลังรู้สึกเปราะบาง มีอารมณ์ท่วมท้น ไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับอารมณ์นั้นได้ไหม เราเชียร์ให้ลองปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อจะได้เริ่มต้นเขียนแบบมีคนช่วยซัพพอร์ต&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/freewriting/">การเขียนเพื่อ ‘ฮีล’ ตัวเองสอนให้รู้ว่า เราต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญของชีวิตเราเองได้จริงๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้มือตัวเอง ความเข้มแข็งยังอยู่ตรงนั้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/darkness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2022 13:32:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=155262</guid>

					<description><![CDATA[<p>คืนนั้นมืดมาก มืดขนาดที่ฉันหลับตาหรือลืมตา ก็ค่าเท่ากัน&#160; ฉันนอนอยู่กลางป่าภาคเหนือ คนเดียว อย่างน้อยก็ในรัศมีหลายร้อยเมตร ไม่มีใครสักคนอยู่ตรงนี้ คืนนั้นพระจันทร์เหมือนถูกดูดกลืนหายไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะต้องวิ่งผ่านป่าในความมืดไปให้ถึง base camp หรือจุดที่จะมีคนช่วยเหลือรออยู่&#160; เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันพาตัวเองไปอยู่ป่าที่ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในจังหวัดเชียงราย ในทริปกิจกรรม Vision Quest หรือนิเวศภาวนา ฟังชื่อแล้วหลายคนคงไม่คุ้นเคย แต่ถ้าต้องอธิบายง่ายๆ มันคือการพาตัวเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติ รับการเยียวยาจากต้นไม้ ใบหญ้า พระอาทิตย์ พระจันทร์&#160; และตกตะกอนคำตอบของคำถามที่มีอยู่ในชีวิต&#160; ฟังดูสวยงามและน่าสนใจสำหรับคนสายเดินป่า แต่สำหรับฉัน ผู้ไม่เคยกางเต็นท์ ผู้ไม่เคยก่อไฟ ผู้ไม่นิยมชีวิตที่ไม่มีห้องน้ำและชักโครกนั่งสบาย ผู้ไม่คุ้นวิถีป่า ผู้นอนไม่หลับเวลาแปลกที่ ผู้ไม่ชอบแมลง ผู้มีความกลัวเป็นสรณะ ผู้จินตนาการล้ำเลิศว่าตอนอยู่คนเดียวจะเจอเสือ หมี งู และช็อกสติหลุด … คำถามคือ กลัวขนาดนี้ จะไปทำไม?&#160; ก็เพราะว่ากลัวที่สุดล่ะมั้ง ก็เลยต้องไป นี่แหละคำตอบในวันที่ตัดสินใจ&#160; ขยายความเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ชีวิตช่วงนั้นก็เหนื่อยจริงนั่นแหละ รู้สึกว่ามีบางมุมในชีวิตที่ทำให้กุมขมับจนรู้สึกอยากหนีไปพักในป่าเงียบๆ แรงกายแรงใจมันห่อเหี่ยวลงทุกวัน พอสืบสาวค้นดูต้นตอความเหนื่อยในชีวิต ก็พบว่าความเหนื่อยก้อนใหญ่เกิดจากความกลัว (เหมือนที่ฉันเคยเล่าไว้ในตอนที่ว่าด้วยความวิตกกังวล) กลัวนั่นกลัวนี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/darkness/">ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้มือตัวเอง ความเข้มแข็งยังอยู่ตรงนั้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คืนนั้นมืดมาก มืดขนาดที่ฉันหลับตาหรือลืมตา ก็ค่าเท่ากัน&nbsp;</p>



<p>ฉันนอนอยู่กลางป่าภาคเหนือ คนเดียว อย่างน้อยก็ในรัศมีหลายร้อยเมตร ไม่มีใครสักคนอยู่ตรงนี้ คืนนั้นพระจันทร์เหมือนถูกดูดกลืนหายไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะต้องวิ่งผ่านป่าในความมืดไปให้ถึง base camp หรือจุดที่จะมีคนช่วยเหลือรออยู่&nbsp;</p>



<p>เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันพาตัวเองไปอยู่ป่าที่ชุมชนบ้านห้วยหินลาดในจังหวัดเชียงราย ในทริปกิจกรรม Vision Quest หรือนิเวศภาวนา ฟังชื่อแล้วหลายคนคงไม่คุ้นเคย แต่ถ้าต้องอธิบายง่ายๆ มันคือการพาตัวเรากลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติ รับการเยียวยาจากต้นไม้ ใบหญ้า พระอาทิตย์ พระจันทร์&nbsp; และตกตะกอนคำตอบของคำถามที่มีอยู่ในชีวิต&nbsp;</p>



<p>ฟังดูสวยงามและน่าสนใจสำหรับคนสายเดินป่า แต่สำหรับฉัน ผู้ไม่เคยกางเต็นท์ ผู้ไม่เคยก่อไฟ ผู้ไม่นิยมชีวิตที่ไม่มีห้องน้ำและชักโครกนั่งสบาย ผู้ไม่คุ้นวิถีป่า ผู้นอนไม่หลับเวลาแปลกที่ ผู้ไม่ชอบแมลง ผู้มีความกลัวเป็นสรณะ ผู้จินตนาการล้ำเลิศว่าตอนอยู่คนเดียวจะเจอเสือ หมี งู และช็อกสติหลุด … คำถามคือ กลัวขนาดนี้ จะไปทำไม?&nbsp;</p>



<p>ก็เพราะว่ากลัวที่สุดล่ะมั้ง ก็เลยต้องไป นี่แหละคำตอบในวันที่ตัดสินใจ&nbsp;</p>



<p>ขยายความเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ชีวิตช่วงนั้นก็เหนื่อยจริงนั่นแหละ รู้สึกว่ามีบางมุมในชีวิตที่ทำให้กุมขมับจนรู้สึกอยากหนีไปพักในป่าเงียบๆ แรงกายแรงใจมันห่อเหี่ยวลงทุกวัน พอสืบสาวค้นดูต้นตอความเหนื่อยในชีวิต ก็พบว่าความเหนื่อยก้อนใหญ่เกิดจากความกลัว (เหมือนที่ฉันเคยเล่าไว้ในตอนที่ว่าด้วยความวิตกกังวล) กลัวนั่นกลัวนี่ กลัวพูดไม่เข้าหูคน กลัวการตัดสินใจ พอเห็นแบบนี้ก็คิดขึ้นมาว่า ถ้ามันกลัวมากนัก ก็ไปอยู่กับความกลัวที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดสักรอบไหมล่ะ ถ้ารอดมาได้ก็คือเธอรอด ในชีวิตต่อจากนี้ฉันก็จะจดจำว่า ฉันคือผู้รอดจากความกลัว ฉันอยู่กับความกลัวได้ (โว้ย)&nbsp;</p>



<p>&nbsp;แล้วทริปพิสูจน์การเอาตัวรอดของตัวเอง โดยไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีผ้านวมนุ่ม ไม่มีเทียนหอมไว้จุดคลายใจ แต่มีพลั่วหนึ่งอันไว้ขุดทำห้องน้ำส่วนตัว ก็เริ่มต้นขึ้นแบบนั้น&nbsp;</p>



<p>ในทริปนิเวศภาวนา เราไม่ได้อยู่คนเดียวตลอด เรามีเพื่อนร่วมทริปที่ออกเดินทางด้วยกัน รวมทั้งมีผู้นำกระบวนการที่ช่วยให้อุ่นใจว่าหากเกิดอะไรขึ้นเราจะยังมีทีมซัพพอร์ต สมาชิกผู้ร่วมทริปแต่ละคนมีเหตุผลที่มาเข้าร่วมแตกต่างกันไป ในเหตุผลของหลายคนก็มีความสั่นไหวเป็นส่วนประกอบ บางคนมาเพราะชีวิตเพิ่งผ่านการสูญเสีย บางคนมาเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก&nbsp;</p>



<p>ในจุดร่วมของเราบางคน เราอยากตามหาผืนดินที่หนักแน่นมั่นคงให้จิตใจ เพื่อที่เราจะกลับไปเผชิญหน้าต่อเรื่องราวท้าทายต่างๆ อย่างมีพลังมากขึ้น ในวงพูดคุย เราแบ่งปันเรื่องราวหลากหลายนั้นด้วยกัน ก่อนจะสรุปโจทย์ที่สำคัญในใจที่สุด แล้วแยกย้ายออกไปใช้เวลาอยู่คนเดียวทั้งหมด 2 วัน 2 คืน แล้วเราจะกลับมาพบและแบ่งปันเรื่องราวกันอีกครั้ง ว่าเราได้เรียนรู้หรือเจออะไรบ้างตอนอยู่ลำพัง</p>



<p>แต่ละคนจะได้เลือกจุดกางเต็นท์ของตัวเอง จุดที่อยู่แล้วรู้สึกว่าใช่ และต้องเป็นจุดที่อยู่ห่างกันมากพอจะรู้สึกว่าได้อยู่คนเดียวจริงๆ&nbsp;</p>



<p>จุดที่ฉันเลือกอยู่เป็นกุฏิร้าง (ที่หลายคนลงความเห็นว่าน่ากลัวเหมือนฉากในละครผี และจะไม่มีวันเลือกอยู่ตรงนั้นเด็ดขาด) ฉันไม่ได้เลือกอยู่เพราะว่าที่นั่นเป็นกุฏิหรอก แค่รู้สึกสะกิดใจกับต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายหลังกุฏิก็เท่านั้น แต่วินาทีที่ขนของมาและเริ่มกางเต็นท์ ก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหวข้างใน ฉันจะผ่านช่วงเวลาตรงนี้ไปได้อย่างไร จะผ่านไปแบบไหน บรรยากาศรอบตัวไม่ได้มีอะไรชวนให้สบายใจหรืออบอุ่นใจขนาดนั้น ผืนดินแห้งเป็นทราย มีรูรังมดอยู่หลายจุดที่ฉันไม่ทันสังเกตในทีแรก และมีใยแมงมุมอยู่รอบตัว</p>



<p>ก่อนเดินทางมา ฉันกลัวการมาอยู่ป่าล่วงหน้าเป็นเดือน ต้องใช้เวลาแต่ละคืนกับการดีลในความกลัวแต่ละเรื่อง บางคืนก็กลัวจนร้องไห้ พูดกับเพื่อนว่า ‘คนขี้กลัว’ อย่างฉันเนี่ย ดีไม่ดีพอไปแล้วอาจเจอตัวเองไปกรีดร้องอยู่กลางป่าว่าเอาตัวเองมาที่นี่ทำไม เพื่อนซึ่งเคยผ่านกระบวนการเหล่านี้จึงบอกว่า ณ เวลานั้นจริงๆ ฉันอาจพบว่าตัวเองสงบนิ่งกว่าที่คิดก็ได้&nbsp;</p>



<p>นึกย้อนดูแล้ว ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นเป็นต้นมา ฉันแทบไม่เคยจินตนาการเห็นภาพตัวเองที่นิ่งสงบเลย&nbsp;</p>



<p>การนิยามตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เราจะจดจำตัวเองจากคำที่เราตั้งชื่อให้ การเผชิญเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตอย่างหวาดระแวงและไม่มั่นใจ ทำให้ฉันนิยามตัวเองว่าเป็นคนขี้กลัว นักขี้กังวล อาการทางกายที่เกิดซ้ำซากทำให้ฉันนิยามตัวเองว่าเป็นคนนอนยาก เป็นโรคกระเพาะ พ่วงโรควิตกกังวล ในทางจิตใจ ฉันรับเอาสิ่งที่คนรอบข้างบอกว่าฉันเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยได้ เอาตัวรอดไม่เก่งและน่าเป็นห่วง เข้ามาในใจเป็นเวลานับสิบปี ดังนั้นการจะไปอยู่ป่า ฉันจึงแทบไม่มีเสี้ยวส่วนความมั่นใจในหัวใจ&nbsp;</p>



<p>พอถึงหน้างานจริง ใจไม่สงบเสียทีเดียวหรอก แต่ก็ไม่ได้สติแตก มันสงบแบบมีคลื่นขยับขึ้นลงอยู่ภายใน ในเมื่อพาตัวเองมาอยู่ตรงนั้นแล้ว ฉันก็แค่ต้องค่อยๆ ผ่านมันไป ทำใจนิ่งๆ แล้วกางเต็นท์ ทำตามคู่มือสักพักก็ออกมาเป็นบ้านชั่วคราวให้ได้หลบนอน พื้นที่น้อยๆ ที่สร้างด้วยมือตัวเองให้ความอุ่นใจอย่างน่าประหลาด&nbsp;</p>



<p>ตอนอยู่คนเดียว เวลากลางวันไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แสงอาทิตย์อยู่กับเรา ฉันออกไปเดินในป่า&nbsp; ใจกลัวหลงทางอยู่บ้าง แต่เส้นทางในป่าชุมชนไม่ได้เดินยาก เราแค่ต้องจดจำสักนิดว่าเรามาจากทางไหน ยังไงก็พาตัวเองกลับมาบ้านได้เสมอ</p>



<p>ไฮไลต์อยู่ในช่วงกลางคืน คืนแรกฉันเข้าเต็นท์ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกและความมืดเริ่มมาเยือน พระจันทร์เกือบเต็มดวงช่วยส่องไฟจนสว่างไปทั่วทั้งป่า ตอนดึกๆ ลืมตาเห็นก้อนเงาสีดำเคลื่อนที่ไปมา พอเห็นว่าเป็นแมลงสาบที่เกาะอยู่ด้านนอกมุ้งในระยะประชิดก็ตกใจเฮือก แต่เต็นท์ก็เล็กเกินจะขยับหนี ได้แต่บอกตัวเองทำใจร่มๆ ไว้ แมลงสาบก็เป็นอีกสัญลักษณ์ของความกลัว แต่กลางคืนคือเวลาของเขา และนี่ก็คือที่ของเขา ฉันต้องหัดปรับตัวและต้อนรับบ้าง&nbsp;</p>



<p>คืนที่สอง หลังพระอาทิตย์ตกดินไม่นาน พอเข้าเต็นท์และปิดไฟ อยู่ดีๆ ฉากตรงหน้าก็ค่อยๆ มืดลง ตอนแรกคิดว่าสายตาตัวเองมีปัญหา แต่ไม่นานก็รู้ว่าเมฆมาบังจนแสงจันทร์หายมิด มิดระดับยกมือขึ้นมาดูตรงหน้าก็มองอะไรไม่เห็น มันเป็นความมืดที่เข้มที่สุดในชีวิตที่เคยเจอ เหมือนตัวเราถูกดูดหายเข้าไปในความมืด แล้วเม็ดฝนก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงมา ตอนแรกเป็นเสียงเปาะแปะฟังสบายเหมือน ASMR ชั้นดี แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงเปาะแปะก็กลายเป็นเสียงลมมรสุม ฝนห่าใหญ่ตกลงมากระแทกเต็นท์ไม่หยุด จุดที่ฉันอยู่เป็นเนิน เต็นท์จึงสะบัดตัวเองไปมาตามแรงลมที่เข้ามาปะทะ ข้างนอกมีแต่เสียงลมพัดโหมดังลั่น ฉันพยายามนอนให้นิ่งที่สุด แตะมือไปที่ผ้าใบเต็นท์บางๆ ที่ปกป้องร่างกายจากเม็ดฝนและลมที่กระหน่ำซ้ำลงมาไม่หยุด หัวใจเต้นเร็วขึ้น ไม่แน่ใจว่ากำลังรู้สึกอะไร ตื่นกลัว หรือกล้าหาญ&nbsp;</p>



<p>บางคราวในชีวิต เราจะเจอสถานการณ์แบบนี้ วันที่ดูสุขสงบ ไม่มีเมฆฝนใดเป็นสัญญาณ แต่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับตาลปัตร กลายเป็นสีดำมืด ฉันนึกถึงสายโทรศัพท์จากโรงพยาบาลเมื่อปลายปีที่แล้ว และเสียงคุณหมอที่ฟังดูวิตกกังวลเอ่ยว่า “ผลตรวจคัดกรองมะเร็งไม่ดีเลยครับ”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-155328" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Peace-of-Mine_Content_c1_20220315.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>วูบนั้น โลกดับไปหลายวินาที ปากยังพูดคุยตามปกติว่าหลังจากนี้ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจรักษาอย่างไรบ้าง หลังวางสายก็พยายามทำใจนิ่งๆ เดินไปส่องกระจกในห้องน้ำ บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร ฉันจะดูแลเธอเอง วินาทีนั้นทุกความรู้สึกปะปนกันเละเทะ มีความตื่นกลัวมหาศาล และมีเศษเสี้ยวของความกล้าหาญ&nbsp;</p>



<p>หนึ่งเดือนหลังจากวันนั้น เมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ผลออกมาพบว่ายังไม่ใช่เซลล์มะเร็งเต็มตัว แต่อยู่ในระยะเฝ้าระวัง เราจะตรวจเช็กกันเป็นระยะและดูแลรักษา จนกว่าทุกอย่างจะสงบ</p>



<p>คืนแห่งความมืดและลมฝนนั้น คือสัญลักษณ์ของช่วงเวลานี้ ฉันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านอนนิ่งๆ ทำใจให้สงบ และรอมรสุมผ่านไป ใจนึกถึงคำที่พี่มู-ผู้ช่วยนำกระบวนการบอก ตอนเขาเห็นว่าฉันตอกสมอบกเพื่อยึดเต็นท์ไว้กับพื้นดินลึกมาก ลึกจนดึงไม่ออก ต้องใช้อุปกรณ์และช่วยกันสองแรงกว่าจะถอนได้หมด&nbsp;</p>



<p>“เห็นความกลัวเลยเนี่ย ตอกลึกขนาดนี้” เขาแซวด้วยเรื่องจริง “ไม่ต้องตอกลึกขนาดนี้ก็ได้ แค่มีน้ำหนักตัวเรากับกระเป๋าวางอยู่ เต๊นท์ไม่ไปไหนหรอก”&nbsp;</p>



<p>ด้วยน้ำหนักของเราเอง มันมั่นคงเพียงพอ ด้วยบ้านอ่อนนุ่มที่สร้างเอง แม้จะสั่นไหวไม่หยุด แต่มันก็คุ้มครองฉันได้ ฉันบอกตัวเองแบบนั้นในความมืด แล้วก็หลับๆ ตื่นๆ ไปทั้งคืน คอยเฝ้าระวังว่าลมฝนจะอ่อนกำลังลงเมื่อไหร่&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ผ่านพ้นคืนที่น้ำเกือบท่วมเต็นท์ ตอนเช้ามืดฉันเริ่มได้ยินเสียงนกฮูกร้อง แสดงว่าฝนผ่านไปแล้ว ค่อยๆ เปิดเต็นท์ออกจึงได้สูดลมหายใจของอากาศหลังฝนซา บรรยากาศข้างนอกยังถูกย้อมด้วยสีฟ้าหม่น บริเวณรอบๆ และเต็นท์เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ข้าวของบางส่วนที่จำเป็นต้องทิ้งไว้ด้านนอกเปียกชุ่ม&nbsp; แต่ทุกอย่างก็สงบลงแล้ว</p>



<p>ฉันยืนสงบนิ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก รอพระอาทิตย์ค่อยๆ แง้มตัวเองออกมา หากมองทะลุม่านต้นไม้ จะเห็นทะเลหมอกสีขาวฟูลอยอยู่ล้อมรอบทั่วบริเวณ</p>



<p>‘ผ่านมาได้แล้วนะ’ ประโยคง่ายๆ ดังชัดในใจ ฉันผ่านช่วงเวลาหวั่นไหวทั้งหมดมาเพื่อจะได้พูดประโยคนี้ให้ตัวเองฟัง เพียงเท่านี้จริงๆ&nbsp;</p>



<p>สายวันนั้นได้เวลาเก็บของกลับไปรวมกลุ่ม ช่วงเวลาปลีกวิเวกจบลงแล้ว ฉันหอบข้าวของพะรุงพะรังกลับไปที่จุดรวมตัว ได้รับการต้อนรับกลับสู่อ้อมกอดและวงพูดคุยของเพื่อน พี่ น้อง เราต่างนึกถึงและเป็นห่วงกัน ไม่มีใครคิดว่าฝนที่มาเยือนปลายฤดูหนาวจะหนักขนาดนี้ แม้แต่ผู้นำชุมชนชาวปกาเกอะญอยังบอกว่า ฝนแบบนี้ 10 ปีจะมีสักครั้ง&nbsp;</p>



<p>“เด็กผู้หญิงคนนั้นผ่านพ้นความกลัวมาได้แล้ว” พี่มูเอ่ยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นน้ำตาฉันก็ร่วง เราทยอยต้อนรับเพื่อนที่เดินทางกลับมาทีละคนสองคน พร้อมแบ่งปันอาหารอุ่นๆ กลางฝนที่ยังพรำลงมา&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สองวันสองคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็เข้มข้นมากพอที่จะทำให้นิยามที่ฉันเรียกตัวเองเปลี่ยนไป มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย ตั้งแต่วินาทีที่พบว่าตัวเองก็กางเต็นท์ได้ ไม่ต้องมีห้องน้ำก็อยู่ได้ มีไฟดวงเล็กดวงเดียวตอนกลางคืนก็ไม่เป็นไร ความพร่องที่เคยรับรู้ในตัวเองไม่ใช่อุปสรรคในการดำรงอยู่&nbsp;</p>



<p>จากที่เป็นคนบ้าหอบฟางและคิดเผื่อสำหรับทุกสิ่ง ในความเป็นจริง ข้าวของที่ช่วยให้มีชีวิตรอดมาได้มีจำนวนน้อยกว่าที่คิด ทำให้คิดว่าชีวิตเราเบาลงกว่านี้ได้ เราสามารถทิ้งน้ำหนักความกังวลไว้ข้างนอก เพราะสิ่งที่มีติดตัวอยู่แล้วจะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาท้าทายไปได้ และบางอย่างนั้น เราทุกคนก็มีมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณที่ถูกต้อง ความมั่นคง หรือความกล้าหาญ&nbsp;</p>



<p>ฉันประทับคำลงในใจตัวเองใหม่ว่า ฉันไม่ใช่ ‘คนขี้กลัว’ แต่ฉันคือ ‘ผู้ที่มีความกลัวและอยู่กับความกลัวนั้นได้’ และในความกลัวนั้น แม้จะอยู่คนเดียว แต่ฉันไม่ได้โดดเดี่ยว ฉันมีเพื่อนร่วมทางที่พร้อมจะรับฟัง เข้าใจ และช่วยเหลือ</p>



<p>ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ในความมืดที่มืดมิดที่สุด แม้จะมองไม่เห็นแม้ฝ่ามือตัวเอง&nbsp;</p>



<p>กำมือแล้วฉันก็รู้ ความเข้มแข็งยังอยู่ตรงนั้น&nbsp;</p>



<p>______________________________________________________________________________________</p>



<p><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li>ในทางจิตวิทยา มีตัวแปรหนึ่งชื่อ Resilience หรือความสามารถในการฟื้นพลัง หมายถึงศักยภาพในตัวคนคนหนึ่งที่เมื่อเผชิญปัญหาแล้วผ่านพ้นอุปสรรคนั้นไปได้ ในวันที่มีเรื่องราวหนักหนามาปะทะ ลองค่อยๆ สำรวจ 3 ปัจจัยที่ช่วยเติมพลังส่วนนี้&nbsp; ได้แก่ แหล่งซัพพอร์ตจากภายนอก (I have) เช่น เรารู้ว่าเรามีคนที่เชื่อใจได้ มีคนที่แนะนำเราได้ ถัดมาคือ แง่มุมทางบวกที่เรารับรู้เกี่ยวกับตนเอง (I am) เช่น เรารับรู้ว่าเรามีความกล้าหาญ เรามีคุณค่าและเป็นที่รัก สุดท้ายคือ เรารับรู้ว่าเรามีความสามารถในการแก้ไขปัญหา (I can) เช่น เราสามารถพูดบอกเล่าความกลัวนี้กับใครสักคน เราจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้&nbsp;</li><li>การก้าวพ้นอุปสรรคเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา เมื่อล้มลง ให้เวลาตัวเองค่อยๆ ลุก ค่อยๆ ยืน ค่อยๆ ก้าวเดินต่อ ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไปว่าล้มแล้วต้องลุกให้เร็วในทันทีทันใด</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/darkness/">ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้มือตัวเอง ความเข้มแข็งยังอยู่ตรงนั้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกอุ่นขึ้นหลายเท่าเมื่อรู้ว่าเราไม่ได้เผชิญเรื่องนั้นอยู่แค่คนเดียว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peace-of-mine-alone/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2022 12:31:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154693</guid>

					<description><![CDATA[<p>“แก ชั้นมีเรื่องอยากเล่า” “ฝ้าย นอนรึยัง มีเรื่องอยากปรึกษาหน่อย”&#160; “เธอออออออ ขอฉันพิมพ์บ่นทิ้งไว้ TT”&#160; “มึง ชีวิตแม่งยากกับกูจริงๆ”&#160; ตั้งแต่ยุคที่คุยกันผ่านโทรศัพท์ ผ่านมาถึง msn, ไลน์, เฟซบุ๊ก ฯลฯ กิจกรรมพูดคุยกับเพื่อนและรับฟังเรื่องราวต่างๆ เป็นกิจวัตร ทำให้ฉันผู้ไม่ถนัดกีฬาหรือดนตรีใดเป็นพิเศษ ระบุความสามารถพิเศษในใบสมัครฝึกงานไว้อย่างมั่นใจว่า ‘เป็นศิราณี’ (ศิราณีในความทรงจำ = ผู้รับฟังปัญหาทุกข์ชาวบ้านด้านความรักและให้คำปรึกษา)&#160; สมัยนั้นยังไม่มีใครพูดถึงนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์มากมายนัก support system หรือข่ายใยที่คอยสนับสนุนชีวิตหลักๆ ที่เรามี ถ้าไม่ใช่คนในบ้าน ก็เพื่อนนี่แหละช่วยฉุดเราขึ้นมาจากหนองน้ำอุดมน้ำตา ธรรมเนียมสำหรับคนสนิทคือ ส่วนใหญ่เราจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เป็นทุกข์ของกันและกัน ฟังเพื่อนจบ ฉันก็ได้รับการถามไถ่ว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง และได้บอกเล่าอะไรสักอย่างออกมา แต่ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้คุยกันบ่อย การรับฟังเรื่องราวของอีกคนก็ทำให้ได้คิดอะไรหลายอย่างกับตัวเองเหมือนกัน&#160; ‘ไม่ใช่ว่าแกเป็นทุกข์อยู่คนเดียวสักหน่อยนะ’ ประโยคนี้มักแวบเข้ามาในใจ เหมือนมือล่องหนที่คอยตบบ่าฉันเบาๆ เสมอ&#160; เมื่อเข้ามาเรียนต่อด้านจิตวิทยาการปรึกษาจริงๆ จังๆ เวลามีคนถามว่ารู้สึกไม่โอเคเลย ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร หากฟังแล้วรู้สึกว่าปัญหานั้นควรได้รับการรักษาตั้งแต่ ‘ต้นตอ’ ฉันจะแนะนำว่าลองหานักจิตวิทยาการปรึกษาสักคนดูไหม จะได้มีพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ปลอดภัยต่อใจ&#160; อีกเหตุผลหนึ่งคือ ฉันพบว่าตัวเองระมัดระวังมากขึ้นที่จะให้คำปรึกษา เพราะไม่แน่ใจว่าเราในฐานะเพื่อนหรือคนรู้จักจะพูดอะไรที่มีอคติของเราปะปนมากไปไหม เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-alone/">โลกอุ่นขึ้นหลายเท่าเมื่อรู้ว่าเราไม่ได้เผชิญเรื่องนั้นอยู่แค่คนเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“แก ชั้นมีเรื่องอยากเล่า”</p>



<p>“ฝ้าย นอนรึยัง มีเรื่องอยากปรึกษาหน่อย”&nbsp;</p>



<p>“เธอออออออ ขอฉันพิมพ์บ่นทิ้งไว้ TT”&nbsp;</p>



<p>“มึง ชีวิตแม่งยากกับกูจริงๆ”&nbsp;</p>



<p>ตั้งแต่ยุคที่คุยกันผ่านโทรศัพท์ ผ่านมาถึง msn, ไลน์, เฟซบุ๊ก ฯลฯ กิจกรรมพูดคุยกับเพื่อนและรับฟังเรื่องราวต่างๆ เป็นกิจวัตร ทำให้ฉันผู้ไม่ถนัดกีฬาหรือดนตรีใดเป็นพิเศษ ระบุความสามารถพิเศษในใบสมัครฝึกงานไว้อย่างมั่นใจว่า ‘เป็นศิราณี’ (ศิราณีในความทรงจำ = ผู้รับฟังปัญหาทุกข์ชาวบ้านด้านความรักและให้คำปรึกษา)&nbsp;</p>



<p>สมัยนั้นยังไม่มีใครพูดถึงนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์มากมายนัก support system หรือข่ายใยที่คอยสนับสนุนชีวิตหลักๆ ที่เรามี ถ้าไม่ใช่คนในบ้าน ก็เพื่อนนี่แหละช่วยฉุดเราขึ้นมาจากหนองน้ำอุดมน้ำตา ธรรมเนียมสำหรับคนสนิทคือ ส่วนใหญ่เราจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เป็นทุกข์ของกันและกัน ฟังเพื่อนจบ ฉันก็ได้รับการถามไถ่ว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง และได้บอกเล่าอะไรสักอย่างออกมา แต่ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้คุยกันบ่อย การรับฟังเรื่องราวของอีกคนก็ทำให้ได้คิดอะไรหลายอย่างกับตัวเองเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>‘ไม่ใช่ว่าแกเป็นทุกข์อยู่คนเดียวสักหน่อยนะ’ ประโยคนี้มักแวบเข้ามาในใจ เหมือนมือล่องหนที่คอยตบบ่าฉันเบาๆ เสมอ&nbsp;</p>



<p>เมื่อเข้ามาเรียนต่อด้านจิตวิทยาการปรึกษาจริงๆ จังๆ เวลามีคนถามว่ารู้สึกไม่โอเคเลย ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร หากฟังแล้วรู้สึกว่าปัญหานั้นควรได้รับการรักษาตั้งแต่ ‘ต้นตอ’ ฉันจะแนะนำว่าลองหานักจิตวิทยาการปรึกษาสักคนดูไหม จะได้มีพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ปลอดภัยต่อใจ&nbsp;</p>



<p>อีกเหตุผลหนึ่งคือ ฉันพบว่าตัวเองระมัดระวังมากขึ้นที่จะให้คำปรึกษา เพราะไม่แน่ใจว่าเราในฐานะเพื่อนหรือคนรู้จักจะพูดอะไรที่มีอคติของเราปะปนมากไปไหม เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด ฉันพบว่าตัวเองคิดนานขึ้นก่อนตัดสินใจพูดอะไรกลับไป จนบางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นธรรมชาติเท่าเก่า&nbsp;</p>



<p>นึกย้อนดู นับตั้งแต่ปีที่แล้ว มีเพื่อนฝูงและคนรู้จักรอบตัวทักมาขอคอนแทกต์นักจิตวิทยารวมๆ กันน่าจะถึงหลักสิบคนแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แสดงว่าคนตระหนักในสิทธิการดูแลใจตัวเองมากขึ้น และนับว่าการเดินเข้าไปใช้บริการจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสักคนคือหนึ่งในหนทางเยียวยาที่เลือกทำได้</p>



<p>แต่แล้วฉันก็พบว่า ไม่ใช่ว่ากระบวนการระหว่างทางจะง่ายและรวดเร็วสำหรับทุกคน&nbsp;</p>



<p>ปัญหาคลาสสิกก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเงินที่ทำให้เจ้าตัวต้องตัดสินใจเยอะก่อนติดต่อไปขอรับบริการ ปัญหาความคลิกไม่คลิกกับผู้ให้บริการที่ได้เจอ (ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้) และปัญหาด้านเวลา กว่าจะได้รับบริการก็อาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งกว่าคิวจะวนมาถึง ว่ากันตามตรง บุคลากรด้านสุขภาพจิตในบ้านเราก็ยังมีน้อย กว่าคนคนหนึ่งจะเรียนจบจนให้บริการได้อย่างเชี่ยวชาญก็ต้องอาศัยเวลาหลายปี ปัญหา demand กับ supply ไม่สมดุลกันเลยยังคงอยู่อย่างไม่น่าแปลกใจ</p>



<p>ฉันในฐานะผู้รับบริการก็เคยประสบปัญหาที่ว่า แถมการจะเดินเข้าไปหาคนไม่รู้จักสักคนแล้วนั่งพ่นเรื่องที่จะทำให้เราร้องไห้ได้ใหม่ มันอาศัยพลังงานและความกล้าปริมาณหนึ่ง ไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกสบายใจในขั้นตอนนั้น&nbsp;</p>



<p>ถึงอย่างนั้น หมวกนักจิตวิทยาที่สวมอยู่ก็ทำให้ฉันอยากแนะนำให้แต่ละคนลองสำรวจหนทางการดูแลตัวเองที่ยั่งยืนขึ้น ส่วนตัวเองก็พยายามลงมือทำสิ่งต่างๆ ที่ช่วยรักษาคุณภาพใจตามตำราว่าไว้ พวกเรากำลังหัดดูแลตัวเองด้วยวิธีการใหม่ๆ (ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น) แต่เรื่องง่ายๆ ที่ฉันลืมไปสนิทใจคือ ฉันในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งได้รับฟังน้อยลง และได้บอกเล่าน้อยลง อย่างน่าใจหาย&nbsp;</p>



<p>ฉันเริ่มหลงลืมระหว่างทางที่เราต่างคนต่างแค่มานั่งปรับทุกข์ แล้วก็หัวเราะให้กัน ไม่ว่าจะหัวเราะด้วยความตลกขบขันในเรื่องราว หรือหัวเราะประชดใส่ตลกร้ายของชีวิตบ้าง โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องพยายามเป็นใคร ไม่ต้องพยายามวิ่งไปที่ไหน แค่อยู่ตรงนั้นด้วยกัน</p>



<p>มือล่องหนที่คอยตบบ่าจึงหายไป ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว</p>



<p>“เวลาไม่รู้จะทำยังไง ง่ายๆ คือยกหูหาเพื่อนเลย” คือประโยคของพี่ดุจดาวที่เซอร์ไพรส์ฉันเล็กๆ ตอนเป็น co-host ในพอดแคสต์ R U OK&nbsp;</p>



<p>ฉัน (ในฐานะนักจิตวิทยามือใหม่) พยายามเติมข้อมูลความรู้ใส่หัวเพื่อให้ตัวเอง ‘มีอะไร’ ไปบอกเล่าในรายการ ถ้ามีคนถามว่าเวลาเหงา เป็นทุกข์ ทำยังไงดีคะ? ฉันจะได้พร้อมตอบข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่พอพี่ดาวพูดประโยคง่ายๆ นั้นในฐานะวิธีปฐมพยาบาลตัวเองขั้นต้นก่อนถึงมือผู้เชี่ยวชาญ มันเคาะหัวฉันดังๆ เลยว่า บางทีแกแค่กลับมาเป็นมนุษย์ง่ายๆ ก่อนก็ได้&nbsp;</p>



<p>‘just say it … แค่เล่ามันออกมาก่อนเท่านั้นเอง’ บางครั้งฉันต้องกล่อมและง้างปากตัวเองอยู่นาน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154715" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Peace-of-Mine_Content_c1_20220214.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ตั้งแต่ปีใหม่มาก็มีเรื่องราวประปรายรายทางที่ท้าทายมากขึ้นตามอายุ แต่มันดันเป็นช่วงที่ฉันได้คุยกับคนรอบตัวมากเป็นพิเศษ ทั้งหมดล้วนเป็นบทสนทนาที่ทำให้เห็นฉากหลังชีวิตที่แท้จริงที่เราไม่มีวันได้เห็นจากเบื้องหน้า ใครคนหนึ่งที่กำลังฉลองความสำเร็จในหน้าที่การงานกำลังร้องไห้เพราะความรัก ใครคนหนึ่งที่เราเข้าใจว่าเขากำลังได้พักผ่อนช่วงวันหยุด กำลังรับมือประสบการณ์เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างเข้มข้น&nbsp;</p>



<p>ส่วนฉันเอง ก็ได้รับรู้ว่าเมื่อมองจากภายนอก ทุกคนก็เห็นภาพสดใส ความสัมพันธ์ลงตัว เส้นทางการงานสว่างไสว ไม่ได้แปลว่านั่นเป็นเรื่องไม่จริง หรือเป็นการจัดฉาก เพียงแต่เมื่อเราละการเล่าถึงมุมเหน็ดเหนื่อย เราทั้งหมดก็ต่างเข้าใจไปว่า คนรอบตัวดูมีชีวิตที่โอเคในมิติภาพรวม และหลงลืมไปว่าเราต่างมีเรื่องให้ฝ่าฟันและผ่านพ้นในชีวิตไปด้วยกันเสมอ ไม่มีใครไม่เจอเรื่องยาก</p>



<p>สายวันหนึ่งหลังผ่านมรสุม PMS (กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน) มาหมาดๆ หัวยังหนักๆ ไม่สดชื่น ฉันโทรหาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันมาพักใหญ่</p>



<p>“ขอถามอะไรที่ฟังดูคลิเช่หน่อยสิ” ปลายสายเอ่ยขึ้นมา แล้วอธิบายว่าตัวเองกำลังมีความกลัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอนาคตแบบที่ฉันก็เคยเป็น แล้วก็ถามต่อว่า ถ้าเป็นแบบนั้นเราควรทำยังไงดี&nbsp;&nbsp;</p>



<p>‘ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เราจะทำอย่างไรดี?’ ฉันทวนคำถามของอีกฝ่ายในหัว&nbsp;</p>



<p>อาจเพราะสมองตื้อๆ ทำให้คิดไม่ออกในทันทีว่าตอนนั้นฉันผ่านมาได้ยังไง แต่ในเมื่อออกตัวแล้วว่าวันนี้เราจะคุยในฐานะเพื่อน ฉันก็ค่อยๆ พูดออกไปว่า</p>



<p>“อย่างแรก เราจะบอกว่าเราก็เคยรู้สึกแบบนี้” ฉันเงียบและหยุดคิดอีกหน่อย ยังไม่มีคำตอบสูตรสำเร็จอะไรหรอกในชีวิตจังหวะนั้น เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะทำยังไง เรามีแต่ความกลัวต่ออนาคตเท่านั้น ให้พยายามบอกตัวเองแค่ไหน ความรู้สึกนั้นก็ยังคงอยู่ เหมือนที่เพื่อนสนิทอีกคนที่เพิ่งเลิกกับแฟนพูดว่า สมองน่ะเข้าใจ แต่ใจมันยังรู้สึก เวลาแบบนั้น ถ้าบอกให้รีบหยุดเสียใจ ก็จะยิ่งเสียใจ แล้วคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร ฉันในเวลานั้นไม่รู้เลย</p>



<p>ก่อนไปถึงคำตอบ วิธีการ หรือทางออก ฉันนึกย้อนถึงคำถามอีกครั้ง แล้วพูดสิ่งที่เพิ่งคิดได้ในวินาทีนั้นออกมาตรงๆ มันเป็นจุดที่ฉันก็ไม่เคยนึกถึง</p>



<p>“แต่…ถ้าบอกว่ามันเป็นคำถาม ‘คลิเช่’ แสดงว่าจริงๆ แล้วก็มีคนเยอะมากเลยที่เคยรู้สึกแบบนี้ แสดงว่ามันเป็นจุดที่ทุกคนต้องเคยผ่าน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น”&nbsp;</p>



<p>เพียงเท่านั้น เสียงรับคำจากปลายสายก็ดูผ่อนคลายลงอย่างสัมผัสได้&nbsp;</p>



<p>คุยกันอีกสักพัก เมื่อวางสายไปก็มีข้อความขอบคุณส่งตามมา ฉันไม่ได้ให้คำตอบด้วยซ้ำว่าขั้นตอน 1-2-3-4 ที่ควรทำคืออะไร เพราะประสบการณ์ดั้งเดิมและวิธีการที่เหมาะสมกับแต่ละคนย่อมต่างกัน แต่อีกฝ่ายก็ย้ำว่า นี่คือการช่วยเหลือที่ตรงจุด มันปัดเป่าความทุกข์ส่วนหนึ่งออกไปอย่างชัดเจน</p>



<p>ฉันอ่านข้อความอย่างประหลาดใจ ตามมาด้วยความรู้สึกมีพลัง&nbsp;</p>



<p>เมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องใหม่ เรายังมีเพื่อนร่วมทางที่เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แม้แต่ละคนจะเลือกเส้นทางเดินต่างกันในสถานการณ์นั้น แต่สุดท้ายเราได้รู้ว่า เราไม่ได้กำลังก้าวผ่านไปคนเดียว ข้างหน้ายังมีคนคอยอยู่เพื่อยืนยันว่าเขาได้ผ่านมาแล้ว ข้างๆ ยังมีคนที่พยายามและล้มลุกคลุกคลานไปด้วยกัน เพียงเท่านั้นความกลัวข้างในก็อ่อนกำลังลง&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่เผชิญอยู่คือเรื่องธรรมดา ความรู้สึกที่รับมืออยู่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องหลีกหนี และเธอไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ฉันในฐานะผู้รับฟังและบอกเล่าเรื่องราว ได้รับความรู้สึกนี้เป็นของขวัญเสมอ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>“แกเป็นนักจิตฯ ที่ชั้นคุยแล้วสบายใจที่สุดเลย” ไม่กี่วันก่อน ปลายสายอีกคนบอกด้วยน้ำเสียงสดใส เธอพูดแบบนี้มาสองครั้งแล้ว ตลอดการสนทนาเราก็คุยกันแบบเพื่อนฝูง เพียงแต่เธอได้ไปใช้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยามาก่อนหน้านี้แล้วพบว่ายังไม่คลิก ซึ่งเธอเข้าใจว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติระหว่างคนสองคนที่แตกต่างกัน&nbsp;</p>



<p>“ชั้นไม่ได้เก่งอะไร เราแค่รู้จักกันดี” ฉันหัวเราะแล้วบอกกลับไปแบบนั้น แล้วก็ได้คิดกับตัวเองว่า สุดท้ายความเข้าอกเข้าใจและยอมรับในตัวตนอีกฝ่าย และการแสดงออกว่าเราจะอยู่เคียงข้างกันในเวลายากๆ แม้ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็คือหนึ่งในการเยียวยาที่มีพลังที่สุดอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>การได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อน (มนุษย์) คนอื่น ทำให้เราอ้าแขนรับอย่างกล้าหาญมากขึ้นว่า ชีวิตก็ยากแบบนี้ แต่ถ้ายังอยู่ข้างกัน เราจะไม่เป็นไร&nbsp;</p>



<p>เนื้อหาตอนหนึ่งในหนังสือ <em>Maybe You Should Talk to Someone</em> (ฉบับแปลภาษาไทยชื่อ <em>เพราะนี่คือสิ่งที่ (นักจิตวิทยา) ไม่เคยบอก</em>) ที่ฉันประทับใจ คือตอนที่ โลริ นักจิตบำบัดตัวเอกของเรื่องเล่าถึง จูลี่ ผู้รับบริการซึ่งกำลังรักษามะเร็งมาพบเธอเพื่ออัพเดตสถานการณ์ จูลี่อยากมีชีวิตอยู่ และได้พยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่มะเร็งไม่ยินยอมพร้อมใจไปด้วย เธอกำลังจะตาย&nbsp;</p>



<p>มันเป็นโจทย์ที่โหดหินสำหรับนักบำบัด เราจะช่วยคนตรงหน้าให้รู้สึกดีขึ้นบ้างสักนิดได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตมันตลกร้ายออกปานนั้น ไม่มีคำถามแล้วว่า ‘หากเกิดเรื่องราวนั้นจริงๆ เราจะทำอย่างไรต่อไป?’ การพูดคุยเหลือเพียงขั้นตอนเตรียมตัวเตรียมใจก่อนลาจาก ทั้งสองพูดคุยกันจนกระทั่งจูลี่พูดว่า ต่อจากนี้เธอคงจะคิดถึง ‘ชีวิต’ แล้วก็สบถคำว่า “แม่ง แม่ง แม่งเอ๊ย!” ออกมายกใหญ่ ถัดจากนั้นเธอก็หัวเราะและขอใช้หนึ่งนาทีสุดท้ายของชั่วโมงนั้นทำเรื่องแปลกๆ ด้วยการชวนโลริมาสบถด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>โลริรู้ชัดขึ้นมาว่า แม้เธอจะให้ความหวังจูลี่ในการมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ แต่นี่คือสิ่งที่เธอช่วยจูลี่ได้ในวินาทีนั้น มันคือการอยู่เคียงข้างกัน แล้วสองคนก็ตะโกนจนลั่นห้องไปด้วยกัน ก่อนจะกอดลา&nbsp;</p>



<p>คงไม่ต้องเฉลยใช่ไหมว่าทำไมฉันรักเนื้อหาตอนนี้เป็นพิเศษ&nbsp;</p>



<p>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เรารับมือปัญหาตรงหน้าได้อย่างมั่นคงและเมตตาตัวเองมากขึ้น คือการรับรู้ว่าเหตุการณ์ความทุกข์และความบกพร่องในชีวิตต่างๆ เป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนล้วนประสบร่วมกัน (Common Humanity)&nbsp;</li><li>การบอกเล่าเรื่องราวกับใครสักคนที่ไว้ใจ ไม่ได้ช่วยคลายทุกข์ผ่านการได้ระบายในพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราทบทวนเหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึกภายใน จนได้ตกตะกอนและเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้นในเบื้องต้น ดังนั้นในเวลาที่เริ่มจมกับความทุกข์และยังไม่ถึงมือนักบำบัด ลองยื่นมือไปหา Social Support หรือการสนับสนุนทางสังคมที่เรามี โดย ‘เปิดประตู’ ไปคุยกับใครสักคนที่แน่ใจว่าเขาจะให้พื้นที่รับฟัง&nbsp;</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-alone/">โลกอุ่นขึ้นหลายเท่าเมื่อรู้ว่าเราไม่ได้เผชิญเรื่องนั้นอยู่แค่คนเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปณิธานปีใหม่นี้ ขอให้จดจำได้ว่าความทุกข์คือน้ำหนักที่เราถือไว้เพียงชั่วคราว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peaceofmine-newyear/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Jan 2022 13:31:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=153453</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดือนธันวาคมที่น่าจะสดชื่นสดใส อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นช่วงพายุมรสุมพัดเข้าชีวิตเสียอย่างนั้น ถ้าพูดให้เห็นภาพ คืนวันคริสต์มาสอีฟกับคืนผ่านเข้าสู่ปีใหม่ ฉันยังร้องไห้ก่อนนอนอยู่เลยคุณ&#160; ใช่ค่ะ นักจิตวิทยาที่คนส่วนใหญ่คิดว่าน่าจะรับมือปัญหาชีวิตได้นี่แหละ มาตกม้าตายนอนร้องไห้เอาตอนสิ้นปี ท่ามกลางหน้าฟีดเฟซบุ๊กที่เพื่อนฝูงและคนรู้จักเขียนโพสต์ทบทวนชีวิตตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ฉันอยากจะพิมพ์สเตตัส ‘ไม่มีอะไรจะเขียนนอกจากอยากบอกว่า…ยังมีคนทุกข์เป็นเพื่อนอยู่ตรงนี้ค่าาาา’ เอาเข้าจริง ทุกข์ใจก็เรื่องธรรมดา พิจารณาดูแล้วพบว่าทุกเรื่องก็สมเหตุสมผลที่จะเครียดทั้งนั้น เพราะแต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องเล็ก มีทั้งเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ และเศรษฐกิจให้เป็นกังวล&#160; แต่ประเด็นคือ พอมาทุกข์ใจในช่วงสิ้นปี แทนที่จะเป็นเดือนสุดท้ายที่ได้พักผ่อนหรือเฉลิมฉลอง กลับกลายเป็นวาระสะสางปัญหาและรื้อฝุ่นใต้พรม เมื่อภาพที่คาดหวังไว้มันหักมุมไปไกล ระดับความซัฟเฟอร์ก็เลยพุ่งสูง จากนั้นปฏิกิริยาภายในที่เกิดตามธรรมชาติก็คือ เราจะไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้น เราอยากจะหนีไปจากมวลอารมณ์ที่ใหญ่เลเวลสึนามิ แต่พอเราหนีไม่ได้ เราขอแฮปปี้ตอนนี้เลยไม่ได้ เราก็จะรู้สึกซัฟเฟอร์หนักขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง&#160; ทุกข์ใจในตัวเรื่องนั้นๆ ก็เรื่องหนึ่ง ทุกข์ใจที่ไม่หายทุกข์ใจก็อีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นการจะคลี่คลายสถานการณ์ยากๆ นี้ เราต้องลดกำแพงชั้นนอกสุดออกก่อน&#160; ฉันคิดว่าจุดท้าทายที่สุดในการรับมือปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ มันคือจุดวัดใจว่า ‘เราจะอยู่กับอารมณ์ที่เป็นทุกข์ตอนนั้น เพื่อเรียนรู้จากมัน แม้เราจะไม่ชอบมันเลย…ได้ไหมนะ?’ สารภาพกันตรงๆ ว่า หลายครั้งฉันก็ยังทำได้ยาก เพราะโดยธรรมชาติคงไม่มีใครชอบอยู่กับอารมณ์อึมครึม ไม่สดใส แต่ถ้าหนีจากมันไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้มองและพิจารณามันตามความเป็นจริง และจะไม่ได้ยินเสียงในใจที่แท้จริงของตัวเอง ว่าเราคิดและรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเป็นไป&#160; เดือนธันวาคมที่ผ่านมาเลยเป็นช่วงที่ฉันกลับมาตั้งสติกับตัวเอง และหาทาง ‘อยู่’ กับอารมณ์ยากๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peaceofmine-newyear/">ปณิธานปีใหม่นี้ ขอให้จดจำได้ว่าความทุกข์คือน้ำหนักที่เราถือไว้เพียงชั่วคราว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เดือนธันวาคมที่น่าจะสดชื่นสดใส อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นช่วงพายุมรสุมพัดเข้าชีวิตเสียอย่างนั้น ถ้าพูดให้เห็นภาพ คืนวันคริสต์มาสอีฟกับคืนผ่านเข้าสู่ปีใหม่ ฉันยังร้องไห้ก่อนนอนอยู่เลยคุณ&nbsp;</p>



<p>ใช่ค่ะ นักจิตวิทยาที่คนส่วนใหญ่คิดว่าน่าจะรับมือปัญหาชีวิตได้นี่แหละ มาตกม้าตายนอนร้องไห้เอาตอนสิ้นปี ท่ามกลางหน้าฟีดเฟซบุ๊กที่เพื่อนฝูงและคนรู้จักเขียนโพสต์ทบทวนชีวิตตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ฉันอยากจะพิมพ์สเตตัส ‘ไม่มีอะไรจะเขียนนอกจากอยากบอกว่า…ยังมีคนทุกข์เป็นเพื่อนอยู่ตรงนี้ค่าาาา’</p>



<p>เอาเข้าจริง ทุกข์ใจก็เรื่องธรรมดา พิจารณาดูแล้วพบว่าทุกเรื่องก็สมเหตุสมผลที่จะเครียดทั้งนั้น เพราะแต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องเล็ก มีทั้งเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ และเศรษฐกิจให้เป็นกังวล&nbsp;</p>



<p>แต่ประเด็นคือ พอมาทุกข์ใจในช่วงสิ้นปี แทนที่จะเป็นเดือนสุดท้ายที่ได้พักผ่อนหรือเฉลิมฉลอง กลับกลายเป็นวาระสะสางปัญหาและรื้อฝุ่นใต้พรม เมื่อภาพที่คาดหวังไว้มันหักมุมไปไกล ระดับความซัฟเฟอร์ก็เลยพุ่งสูง จากนั้นปฏิกิริยาภายในที่เกิดตามธรรมชาติก็คือ เราจะไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้น เราอยากจะหนีไปจากมวลอารมณ์ที่ใหญ่เลเวลสึนามิ แต่พอเราหนีไม่ได้ เราขอแฮปปี้ตอนนี้เลยไม่ได้ เราก็จะรู้สึกซัฟเฟอร์หนักขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ทุกข์ใจในตัวเรื่องนั้นๆ ก็เรื่องหนึ่ง ทุกข์ใจที่ไม่หายทุกข์ใจก็อีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นการจะคลี่คลายสถานการณ์ยากๆ นี้ เราต้องลดกำแพงชั้นนอกสุดออกก่อน&nbsp;</p>



<p>ฉันคิดว่าจุดท้าทายที่สุดในการรับมือปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ มันคือจุดวัดใจว่า ‘เราจะอยู่กับอารมณ์ที่เป็นทุกข์ตอนนั้น เพื่อเรียนรู้จากมัน แม้เราจะไม่ชอบมันเลย…ได้ไหมนะ?’</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153666" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Peace-of-Mine_Content_c1_20220114.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สารภาพกันตรงๆ ว่า หลายครั้งฉันก็ยังทำได้ยาก เพราะโดยธรรมชาติคงไม่มีใครชอบอยู่กับอารมณ์อึมครึม ไม่สดใส แต่ถ้าหนีจากมันไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้มองและพิจารณามันตามความเป็นจริง และจะไม่ได้ยินเสียงในใจที่แท้จริงของตัวเอง ว่าเราคิดและรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเป็นไป&nbsp;</p>



<p>เดือนธันวาคมที่ผ่านมาเลยเป็นช่วงที่ฉันกลับมาตั้งสติกับตัวเอง และหาทาง ‘อยู่’ กับอารมณ์ยากๆ ของตัวเองให้ดีขึ้น เหมือนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจหย่อนก้นลงนั่งข้างเพื่อนคนหนึ่งที่เราไม่ค่อยชอบหน้า ไม่ต้องใกล้แบบแนบชิด แต่เว้นระยะโดยมีพื้นที่ให้ทั้งเราและเขามีพื้นที่หายใจ&nbsp;</p>



<p>แล้วเริ่มรับฟังเขาอย่างตั้งใจอีกสักครั้ง&nbsp;</p>



<p>หนึ่งในเหตุการณ์ยากๆ ของเดือนธันวาคมคือฉันทะเลาะกับคนใกล้ตัว จังหวะที่บทสนทนาพาทุกอย่างเข้ารกเข้าพง คู่กรณีขอแยกย้ายไปสงบสติอารมณ์แบบปุบปับ เหลือฉันนั่งอยู่คนเดียวบนรถ รู้สึกถึงก้อนน้ำหนักที่ถ่วงใจให้ดำดิ่งลงไปจากระดับปกติ&nbsp;</p>



<p>“หนักจัง…” ฉันพูดออกมาแบบนั้นอย่างเหม่อลอย เพราะไม่คิดว่าสถานการณ์จะแย่ลง ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ รู้แค่ว่าอยากปลดเอาก้อนน้ำหนักนั้นออก ตรงนั้น เดี๋ยวนั้น มันเป็นน้ำหนักที่ฉันไม่อยากแบก&nbsp;</p>



<p>‘ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้นะ’ เสียงในใจพูดขึ้นมา แล้วก็มีอีกเสียงที่แย้งขึ้นมาว่า ‘แต่นี่มันรู้สึกแย่มากๆ เลยนี่นา ไม่เอาแล้วได้ไหม’ จากบาดแผลส่วนตัว เหตุการณ์ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้จบลงสวยๆ ในวันนั้น สามารถกระตุ้นให้ฉันวิตกกังวลได้ข้ามวันข้ามคืน&nbsp;</p>



<p>แต่ก่อนข้างในจะแตกตื่นไปมากกว่านั้น ฉันลงจากรถ พาตัวเองไปเดินเล่น แล้วก็ครุ่นคิดว่า ถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น อย่างไรก็ต้องให้เวลาเราได้ตกตะกอน รีบไปก็เท่านั้น เดี๋ยวอะไรๆ คงคลี่คลายไปในแบบของมัน แต่ในระหว่างที่ก้อนน้ำหนักถ่วงใจนี้ยังอยู่ ฉันจะอยู่กับมันยังไงให้ดีขึ้นได้บ้าง จะอยู่ยังไงให้รู้สึกทรมานน้อยลงในเวลาแบบนี้&nbsp;</p>



<p>สักพักในหัวก็แวบขึ้นมาว่า ฉันจะลองมองก้อนน้ำหนักนี้เป็น ‘ถุงปุ๋ย’ ไม่ใช่ก้อนตะกั่วหนักๆ ที่ผูกถ่วงไม่ให้ฉันก้าวไปไหนได้&nbsp;</p>



<p>ทำไมต้องเป็นถุงปุ๋ย? ถุงปุ๋ยมีน้ำหนักก็จริง ตอนถือก็คงจะเหนื่อยและเมื่อยล้า แต่ปุ๋ยคือสารอาหารที่มีประโยชน์ สุดท้ายมันจะมีประโยชน์กับความสัมพันธ์ หรืออย่างน้อยก็ต่อการเรียนรู้ของฉันเอง&nbsp;</p>



<p>พอลอง ‘ให้ชื่อ’ ก้อนความทุกข์นั้นเสียใหม่ พอค่อยๆ คิดตาม ฉันก็ค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองยอมรับสถานการณ์ได้มากขึ้น หายใจโล่งขึ้น ก้าวขาไปข้างหน้าได้สบายขึ้น ไม่ยืนห่อเหี่ยวอย่างเดิม&nbsp;</p>



<p>โมเมนต์การเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นภายในระยะเวลาราว 5 นาทีเท่านั้น แต่เป็น 5 นาทีที่เป็นความมหัศจรรย์เล็กๆ สำหรับฉัน เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีเรื่องที่เจ็บปวดใจมากๆ เกิดขึ้น ฉันจะคิดไปไกล แค่การทะเลาะครั้งเดียวก็อาจทำให้อยากวิ่งหนีไปจากความสัมพันธ์ สมองจะวิ่งวุ่นถึงวิธีเอาตัวรอดจากความเจ็บปวด แต่ 5 นาทีตรงนั้นและคำไม่กี่คำ ทำให้ฉันเริ่ม ‘อยู่’ กับสถานการณ์และมวลอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องรีบสลัดความรู้สึกทิ้ง และลบมันออกไปให้หมดจด&nbsp;</p>



<p>เมื่อเป็นถุงปุ๋ย ไม่ใช่ก้อนตะกั่วที่ผูกติดไว้กับขา เราก็วางเขาลงได้ เราไม่ได้ถูกผูกโยงไว้กับน้ำหนักที่หนักอึ้งนี้ไปตลอดกาล&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นแล้ว เราจึงไม่ต้องรีบหนีความทุกข์นั้นไปไหน เพราะรับรู้ว่าทุกข์ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำให้วันของเราล่มสลาย&nbsp;</p>



<p>การเปรียบเปรยเป็นถ้อยคำนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่พอมานึกย้อนดู ในเชิงจิตวิทยาก็มีวิธีที่ช่วยให้เรารับมือกับอารมณ์ความรู้สึกยากๆ ได้ ผ่านการ ‘แยกตัวเรากับมวลปัญหาออกจากกันก่อน’&nbsp;</p>



<p>การแยกที่ฉันอยากเล่าถึงในบทความนี้ คือการลองถอยตัวเองออกจากอารมณ์ที่วุ่นวายสักครู่ เพื่อให้เห็นในภาพกว้างว่าตอนนี้เรามีพายุอารมณ์อะไรพัดผ่านอยู่บ้าง คล้ายๆ เหมือนเราถอดร่างออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์หรือบุคคลที่สาม และตระหนักว่า ‘ตัวเรา’ และ ‘ปัญหาหรือสถานการณ์นั้น’ คือคนละสิ่งกัน&nbsp;</p>



<p>บางครั้งเมื่อมองจากระยะไกล&nbsp; เราก็มองเห็นอะไรชัดเจนขึ้น ไม่จมอยู่กับแง่มุมที่เจ็บปวดเพียงอย่างเดียว เราจะเริ่มเห็นว่า แม้เราจะตกอยู่ท่ามกลางพายุ แต่เราก็ไม่ใช่พายุ เรามีความเศร้า แต่ตัวเราไม่ใช่ความเศร้า เรามีความโกรธ แต่ตัวเราไม่ใช่ความโกรธ มวลคลื่นความรู้สึกเหล่านั้นมีหน้าที่พัดผ่านเข้ามา และพัดผ่านจากไปตามธรรมชาติ&nbsp;</p>



<p>จุดสำคัญคือ เวลาที่ไม่รู้จะ ‘แยก’ ตัวเราออกจากอารมณ์พวกนั้นอย่างไร การเลือกใช้ ‘คำ’ ก็ช่วยได้&nbsp;</p>



<p>เพื่อนสนิทที่ทำงานด้านจิตวิทยาด้วยกันเคยเล่าว่า ถ้าเริ่มเห็นว่าในใจตัวเองหม่นๆ เธอจะมีคำที่เอาไว้ใช้เรียกมวลความรู้สึกนั้นอย่างน่ารักเพื่อพูดคุยกับตัวเอง เช่น “ไหน นังทัวร์ดี ช่วงนี้เจอกันอีกแล้ว เหลามาซิว่ามันเป็นอย่างไร”&nbsp;</p>



<p>คำว่า ‘นังทัวร์ดี’ ทำให้ความทุกข์และปัญหากลายเป็นคนรู้จักคนหนึ่งที่แค่แวะมาเยี่ยมเยือนเป็นบางครั้งคราว ไม่ใช่คนน่ากลัวที่เราต้องวิ่งหนี ไม่ใช่คลื่นความรู้สึกท่วมท้นที่กำลังจะพาเราจมดิ่ง</p>



<p>ส่วน ‘ถุงปุ๋ย’ แม้จะเป็นคำที่ฟังดูตลก แต่มันก็ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศหม่นเทาในใจ ให้กลายเป็นภาพต้นไม้ที่ยังมีโอกาสเจริญเติบโตงอกงามได้อย่างไม่น่าเชื่อ&nbsp;</p>



<p>ในเวลาที่เป็นทุกข์ การตั้งชื่อให้ก้อนความทุกข์เสียใหม่ ก็ช่วยให้เรามองปัญหานั้นด้วยมุมมองใหม่ ในระยะสายตาและองศาที่เปลี่ยนไป&nbsp;</p>



<p>ถึงเดือนธันวาคมจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างที่เล่าไป แต่ช่วงสิ้นปี ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับใครหลายคน มีบทสนทนากับคนสองคนที่ย้ำให้ฉันได้คิดเกี่ยวกับเรื่องพลังของถ้อยคำ</p>



<p>ช่วงที่กำลังว้าวุ่นใจ มีผู้ฟังพอดแคสต์ R U OK ที่ฉันเคยไปร่วมเป็น co-host ท่านหนึ่งทักมาพูดคุยส่วนตัวในเพจ เราได้แลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับการรับมือความวิตกกังวล (ที่ต่างประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน) คุยกันไปมา ฉันก็พิมพ์แชร์วิธีของตัวเองออกไปว่า การจะห้ามไม่ให้ตัวเองกังวลเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราแค่ค่อยๆ&nbsp;หาวิธีคุยกับ ‘ก้อนความกังวล’ ในน้ำเสียงใหม่ๆ เพื่อตกลงกับตัวเอง ก็ช่วยได้อยู่เหมือนกันนะ&nbsp;</p>



<p>ตอนอ่านทวนก่อนส่งข้อความ ฉันสนใจที่ตัวเองใช้คำว่า ‘หาวิธีคุยกับก้อนความกังวลในน้ำเสียงใหม่ๆ’ ประหนึ่งว่าฉันมองอารมณ์กังวลนั้นเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ที่หากเราลองปรับน้ำเสียงและคำเรียกชื่อเขา เราสองคนอาจจะอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทะเลาะกันน้อยลง&nbsp;</p>



<p>เป็นเรื่องน่าดีใจที่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกันแบบนี้ เพราะหลายครั้งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าที่ผ่านมาเรารับมือและผ่านพ้นปัญหามาด้วยวิธีไหน แต่พอต้องบอกเล่าให้ใครสักคนฟัง ความรู้ภายในก็หลั่งไหลออกมาโดยธรรมชาติ&nbsp;</p>



<p>หลังจากนั้นพอผ่านปีใหม่มาไม่กี่วัน ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ฉันเคารพนับถือเสมือนแม่อีกคนหนึ่ง ก็ให้คำแนะนำเรื่องการปรับความเข้าใจกับคนใกล้ตัวว่า เราควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อารมณ์ (และอีโก้ของตัวเอง) คุกรุ่น</p>



<p>“มันอยู่ที่การใช้คำนั่นแหละนะ” แม่บอกสั้นๆ ให้ฉันไปคิดต่อ&nbsp;</p>



<p>บทสนทนาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต แม้รายละเอียดจะต่างกัน แต่มันต่างย้ำความสำคัญว่า ‘คำ’ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ละเอียดอ่อน คำแต่ละคำมีพลังและความหมายของมัน มีคำที่สามารถทำให้เกิดแผล และมีคำที่ช่วยให้เกิดการเยียวยา คำจึงมีผลต่อความรู้สึกของผู้รับฟัง ทั้งคำที่เราพูดกับอีกฝ่าย และคำที่เราเลือกพูดกับตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ตอนที่ฉันรู้สึกว่าก้อนความทุกข์หนักเหมือนตะกั่วถ่วงขา ความทุกข์และความขัดแย้งก็กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย พอลองเปลี่ยนคำที่ใช้เรียกความรู้สึกของตัวเองต่อความทุกข์ และความหมายที่เราให้ต่อประสบการณ์ความทุกข์นั้น ก็เปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรรย์</p>



<p>คำคำเดียวทำให้ส่วนลึกในใจฉันตระหนักได้ว่า ทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้แบกรับอย่างทรมาน เพราะระหว่างทางที่อดทนและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ฉันก็กำลังเจริญงอกงามในแบบของฉัน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น คงจะดีหากเราไม่ลืมว่า แม้เราไม่อาจควบคุมให้ทุกวันเป็นอย่างใจนึก ไม่มีวันควบคุมไม่ให้ความทุกข์ก้าวเท้าเข้ามาหา แต่เรามีสิทธิ์จะ ‘ให้ความหมาย’ ในประสบการณ์ต่างๆ ที่เราเผชิญในแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p>เพื่อให้เรามองเห็นแง่งามในสิ่งนั้นๆ&nbsp;</p>



<p>เพื่อให้เราอยู่กับปัญหาได้&nbsp;</p>



<p>เพื่อให้เราเข้าใจว่า เดี๋ยวสิ่งต่างๆ ก็ผ่านไป&nbsp;</p>



<p>เพื่อจุดประสงค์ใดก็ได้ที่ช่วยให้เรายืนระยะในวันยากๆ ได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p>และหนึ่งในเครื่องมือเรียบง่ายที่เราใช้ได้เสมอก็คือ ‘ถ้อยคำ’ ที่เรามีเป็นของเราเอง</p>



<p><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li>เวลาท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจนจัดการอะไรไม่ถูก ขั้นแรก ลอง ‘ถอย’ จากมุมที่กำลังรู้สึกท่วมท้นออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์ เพื่อเว้นระยะให้สังเกตตัวเองได้ชัดเจนขึ้น (Self-distancing) เช่น เรียกชื่อตัวเองออกมาแล้วถามว่า “ตอนนี้เป็นอะไรอยู่นะ?” จากนั้นค่อยๆ ระบุว่ามีความรู้สึกอะไรอยู่บ้าง เช่น “อ๋อ เธอกำลังโกรธ แล้วก็เศร้ามากๆ ในเวลาเดียวกันเลย”&nbsp;</li><li>หากรู้สึกว่าดีลกับก้อนความรู้สึกนั้นได้ยาก หรือยังไม่แน่ใจว่ารู้สึกอะไรอยู่ ลองใช้เทคนิคการ ‘ตั้งชื่อ’ ให้ความรู้สึกหรือปัญหานั้น เพื่อแยกตัวเราออกจากปัญหา (Externalization) และปรับมุมมองที่เรามีต่อปัญหานั้นๆ เช่น การตั้งชื่อความหนักอึ้งในใจว่า ‘น้องถุงปุ๋ย’ ก็ช่วยให้เราเห็นภาพว่าความทุกข์คือน้ำหนักที่เราถือไว้เพียงชั่วคราว และจะให้ประโยชน์กับเราได้ในอนาคต</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peaceofmine-newyear/">ปณิธานปีใหม่นี้ ขอให้จดจำได้ว่าความทุกข์คือน้ำหนักที่เราถือไว้เพียงชั่วคราว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โดยไม่ทันรู้ตัว บางครั้งเราก็ผ่านอะไรมาได้มากมาย แม้ไม่เชื่อในตัวเองก็ตาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kitchen-table-wisdom/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Dec 2021 10:37:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[therapist]]></category>
		<category><![CDATA[Person-centered therapy]]></category>
		<category><![CDATA[เยียวยาจิตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Kitchen Table Wisdom]]></category>
		<category><![CDATA[Rachel Naomi Remen]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Actualizing Tendency]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=152311</guid>

					<description><![CDATA[<p>Kitchen Table Wisdom ก่อนปลายปีไม่นาน ด้วยความอยากสนับสนุนร้านหนังสือในดวงใจที่เชียงใหม่ให้ผ่านพ้นช่วงโควิดไปได้ เมื่อได้เงินจากโปรเจกต์ก็ตั้งใจแบ่งส่วนหนึ่งมาซื้อหนังสือโดยเฉพาะ ตอนกำลังไล่สายตาหาเล่มที่เข้าตา ก็มาพบเล่มที่ชื่อ Kitchen Table Wisdom ของ Rachel Naomi Remen ก่อนเรียนปริญญาโท ฉันแทบไม่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความที่ตำราในศาสตร์ที่เรียนไม่ได้มีแปลเป็นภาษาไทยไว้มากมายขนาดนั้น ก็ต้องกัดฟันอ่านกันไป เข้าใจไม่เข้าใจบ้างก็เอามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในห้อง แต่โชคดีอย่างหนึ่งที่ตำราจิตวิทยาที่ได้อ่านถูกเขียนขึ้นอย่างสละสลวย อ่านรู้ว่าคนเขียนใช้ใจในการเรียนรู้ชีวิตและถ่ายทอดออกมา หลายครั้งฉันมักเจอประโยคภาษาอังกฤษที่รู้สึกกินใจ รู้สึกเหมือนได้อ่านงานเขียนชั้นดีชิ้นหนึ่ง และทำให้รู้ว่าประสบการณ์ทางชีวิตจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก หรือจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกมีร่วมกัน แม้เราสื่อสารคนละภาษา&#160; ผลพลอยได้จากการเรียนคือฉันได้พบหนังสืออีกหลายเล่ม และได้เจอคนอีกหลายคน (ผ่านตัวหนังสือของเขา) ที่พยายามบอกเล่าและสื่อสารวิธีที่เราจะอยู่กับชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติของมันมากขึ้น Kitchen Table Wisdom เป็นเล่มที่เคยได้ยินชื่อมานาน (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกตีพิมพ์ตอนฉันอายุ 6 ขวบเท่านั้น) พอมาตั้งใจอ่านถึงได้รู้ว่าคนเขียนเป็นทั้งหมอ อาจารย์หมอ นักบำบัด (therapist) และเป็นผู้ป่วยที่รับมือกับโรคเรื้อรังมาหลายปี หนังสือ Kitchen Table Wisdom เป็นเรื่องราวประสบการณ์ที่เธออยากส่งต่อแก่คนอื่นๆ เหมือนเรื่องเล่าอุ่นๆ บนโต๊ะอาหาร และทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น&#160; Kitchen Table [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kitchen-table-wisdom/">โดยไม่ทันรู้ตัว บางครั้งเราก็ผ่านอะไรมาได้มากมาย แม้ไม่เชื่อในตัวเองก็ตาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">Kitchen Table Wisdom</span></p>


<p>ก่อนปลายปีไม่นาน ด้วยความอยากสนับสนุนร้านหนังสือในดวงใจที่เชียงใหม่ให้ผ่านพ้นช่วงโควิดไปได้ เมื่อได้เงินจากโปรเจกต์ก็ตั้งใจแบ่งส่วนหนึ่งมาซื้อหนังสือโดยเฉพาะ ตอนกำลังไล่สายตาหาเล่มที่เข้าตา ก็มาพบเล่มที่ชื่อ <em>Kitchen Table Wisdom </em>ของ <a href="http://www.rachelremen.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Rachel Naomi Remen</a></p>



<p>ก่อนเรียนปริญญาโท ฉันแทบไม่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความที่ตำราในศาสตร์ที่เรียนไม่ได้มีแปลเป็นภาษาไทยไว้มากมายขนาดนั้น ก็ต้องกัดฟันอ่านกันไป เข้าใจไม่เข้าใจบ้างก็เอามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในห้อง แต่โชคดีอย่างหนึ่งที่ตำราจิตวิทยาที่ได้อ่านถูกเขียนขึ้นอย่างสละสลวย อ่านรู้ว่าคนเขียนใช้ใจในการเรียนรู้ชีวิตและถ่ายทอดออกมา หลายครั้งฉันมักเจอประโยคภาษาอังกฤษที่รู้สึกกินใจ รู้สึกเหมือนได้อ่านงานเขียนชั้นดีชิ้นหนึ่ง และทำให้รู้ว่าประสบการณ์ทางชีวิตจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก หรือจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกมีร่วมกัน แม้เราสื่อสารคนละภาษา&nbsp;</p>



<p>ผลพลอยได้จากการเรียนคือฉันได้พบหนังสืออีกหลายเล่ม และได้เจอคนอีกหลายคน (ผ่านตัวหนังสือของเขา) ที่พยายามบอกเล่าและสื่อสารวิธีที่เราจะอยู่กับชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติของมันมากขึ้น</p>



<p><em>Kitchen Table Wisdom</em> เป็นเล่มที่เคยได้ยินชื่อมานาน (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกตีพิมพ์ตอนฉันอายุ 6 ขวบเท่านั้น) พอมาตั้งใจอ่านถึงได้รู้ว่าคนเขียนเป็นทั้งหมอ อาจารย์หมอ นักบำบัด (therapist) และเป็นผู้ป่วยที่รับมือกับโรคเรื้อรังมาหลายปี หนังสือ <em>Kitchen Table Wisdom</em> เป็นเรื่องราวประสบการณ์ที่เธออยากส่งต่อแก่คนอื่นๆ เหมือนเรื่องเล่าอุ่นๆ บนโต๊ะอาหาร และทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น&nbsp;</p>


<h3 style="display:none;">Kitchen Table Wisdom 1</h3>


<p>ส่วนแรกของเล่ม ราเชลตั้งต้นเล่าถึง ‘LIFE FORCE’ หรือพลังชีวิต และมีบทย่อยหนึ่งชื่อ A Front-Row Seat หรือ เก้าอี้ผู้ชมแถวหน้า&nbsp;</p>



<p>ผู้ชมแถวหน้าที่ว่าไม่ใช่ผู้ชมการแสดงมหรสพอะไรที่น่าดูน่ามอง แต่หมายถึงการเป็นผู้สังเกตการณ์ความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเอง ด้วยโรคเรื้อรังเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่เป็นอยู่เดิม เธอผ่านการผ่าตัดครั้งใหญ่มา 7 ครั้ง และบางครั้งเธอก็ยังรู้สึกกังขาในศักยภาพการเยียวยาตนเองของร่างกาย</p>



<p>&#8216;มันยากที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณมองไม่เห็น&#8217; เธอจั่วหัวแบบนี้</p>



<p>ครั้งที่เธอเล่าถึงในบทนี้เป็นครั้งที่เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างปัจจุบันทันด่วน จากอาการเยื่อบุช่องท้องอักเสบและภาวะติดเชื้อที่ตามมาจากการผ่าตัดหน้าท้องไม่กี่วันก่อน เนื่องจากเวลามีจำกัด เพื่อนหมอที่ดูแลการผ่าตัดจึงบอกเธอเพียงสั้นๆ ว่า เนื่องจากมีการติดเชื้อ การรักษาแผลจะต้องเป็นไปตามแบบ ‘primary intention’ หมายความว่า แผลนี้จะไม่ถูกเย็บปิดแผล แต่ปล่อยให้ร่างกายเยียวยาและสมานปิดแผลด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ถึงจะเป็นหมอ แต่พอฟื้นขึ้นมาเห็นแผลตัวเองเข้าจังๆ ราเชลก็อยู่ในอาการช็อก เธอเพิ่งได้สติตอนนั้นว่า primary intention ที่เพื่อนบอกหมายความว่าอะไร แต่จากภาพที่เห็น แผลที่หน้าท้องนั้นใหญ่มากขนาดที่รู้สึกว่าเธออาจถึงตายได้ เธอจำได้ว่าความรู้สึกที่เธอมีคือ <em>&#8216;There is no way that such a thing can heal&#8217;</em> เป็นไปไม่ได้เลยที่แผลแบบนี้มันจะดีขึ้นได้ ราเชลรู้สึกสิ้นหวังมาก แม้พยาบาลจะพูดให้กำลังใจอย่างไร เธอก็ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>‘ไม่มีวันหรอกที่แผลนี้จะหาย’ อ่านแล้วก็จำความได้ว่าฉันเคยรู้สึกแบบนี้ หรือแม้กระทั่ง ‘เชื่อ’ แบบนี้ด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-1024x683.jpg" alt="Kitchen Table Wisdom" class="wp-image-152315" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c2_20211217.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เคยไหมเวลาที่เจอเรื่องหนักๆ ในชีวิตแล้วมันกระแทกเข้าแรงๆ จนเราเหวอะหวะทั้งตัว มันจะมีแวบหนึ่ง หรือหลายๆ แวบ ที่เรารู้สึกว่า ไม่มีทางที่อะไรจะดีขึ้นกว่านี้ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นรถที่แหกโค้งจนพัง และอาจไม่มีวันกลับมาวิ่งแบบเดิมในเส้นทางเดิมได้อีก&nbsp;</p>



<p>เมื่อก่อนฉันเกิดความรู้สึกแบบนี้บ่อยมาก จนกระทั่งค่อยๆ เรียนรู้และสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในตัวเอง จึงค่อยๆ คลายและวางความเชื่อที่ว่าลงไปได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หนึ่งปีก่อน ฉันคิดว่าตัวเองดีขึ้นมากแล้วในเรื่องบาดแผล<a href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-relationship/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความสัมพันธ์</a> แต่พอเจอเรื่องมากระตุ้นให้แผลเปิด ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองจะระเบิด ยิ่งตอนเจอจิตแพทย์คนใหม่ครั้งแรกแล้วตัวเองกระวนกระวายและประหม่าอย่างควบคุมลำบาก ทั้งยังเรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยดีเพราะข้างในสะเปะสะปะสับสน พอเจอสายตาหมอและคำถามย้ำเมื่อตอบไม่ตรงคำถาม ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนที่ ‘บกพร่อง’ เริ่มกังขาและไม่มั่นใจว่าจิตใจหรือการรับรู้ของเราจะกลับมาเป็นเหมือนอย่างเดิมได้ไหม&nbsp;</p>



<p>ในความเป็นจริง พอได้รับการดูแลถูกวิธีและปรับจูนกับตัวเองเสียใหม่ เพียงสักเดือนเดียวหลังจากนั้น ฉันก็รับรู้ได้ว่าฉันยังเป็นคนเดิม แม้จังหวะการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปบ้าง หลังจากนั้นฉันก็ยังทำงานได้ปกติ ส่วนความสัมพันธ์ที่รู้สึกว่าน่าจะแตกหักในวันนั้น ก็ได้รับการซ่อมแซมทีละเล็กละน้อยจนแข็งแรงขึ้นได้เช่นกันอย่างไม่น่าเชื่อ</p>



<p>แม้กระทั่งร่างกายที่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงจากความเครียด หรือมีช่วงเจ็บป่วยจากอาการอื่นๆ เมื่อให้เวลาเขาสักหน่อยและดูแลเขาให้เหมาะสมขึ้น เราก็รับรู้ได้ว่าเขาค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นตามลำดับ และแข็งแรงอย่างน่าทึ่งในบางจังหวะด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>ด้วยความที่ฉันโตมาแบบคนไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเอง พอเหตุการณ์ร้ายๆ ยากๆ ผ่านพ้นไป ไม่ว่าจะหลักสัปดาห์ หลักเดือน หรือหลักหลายปี และได้เห็นกับตาว่าสิ่งต่างๆ ยังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ (ต่อให้เราไม่เชื่อในมันก็ตาม) ฉันก็บ่มเพาะความเชื่อลึกๆ ว่า แม้ตอนนี้อะไรๆ จะยังแย่อยู่ แต่เดี๋ยวมันก็จะผ่านพ้นไปในแบบของมัน&nbsp;</p>


<h3 style="display:none;">Kitchen Table Wisdom 2</h3>


<p>ถึงเราจะยังไม่เชื่อ แต่ ‘ชีวิต’ และ ‘หัวใจ’ จะหาทางไปของมันเสมอ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-1024x683.jpg" alt="Kitchen Table Wisdom" class="wp-image-152317" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c3_20211217.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ด้วยความเชื่อวิถีนี้ ตอนอ่านตำราแล้วเจอแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีบำบัดโดยผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (Person-centered therapy) ของ Carl Rogers ที่อธิบายไว้ว่า มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเติบโตไปในทางที่เจริญงอกงามเสมอ ฉันก็เชื่อมั่นในแนวคิดนี้จากก้นบึ้งของใจ&nbsp;</p>



<p>ในภาษาวิชาการ เราเรียกแนวโน้มนี้ว่า Actualizing Tendency ที่โรเจอร์สอธิบายว่าเป็น ‘คุณลักษณะของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด’ ไม่ว่าดอกไม้ พืชพันธุ์ สัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ แม้เรามองไม่เห็นหรือไม่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน แต่ทิศทางภายในตามธรรมชาติที่ทุกชีวิตมุ่งหน้าไป ก็คือทิศทางที่จะเติบโตไปอย่างสร้างสรรค์และเป็นตัวเองอย่างเต็มสมบูรณ์ พลังนี้ถูกเก็บรักษาไว้ลึกถึงระดับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ ในทุกๆ วินาที ทุกชีวิตกำลังพยายามมีชีวิตอยู่</p>



<p>ฉันอ่านข้อความที่โรเจอร์สเขียนไว้ว่า <em>&#8216;&#8230;.we will do well, I believe, to recognize that life is an active process, not a passive one.&#8217; </em>และ<em> &#8216;Life would not give up, even if it could not flourish&#8217; </em>แล้วเข้าใจความหมายจากประสบการณ์ตัวเองว่า วันหนึ่งเราจะเห็นการไม่ยอมแพ้บางอย่างในตัวเรา ต่อให้สภาพแวดล้อมรอบตัวหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้าย หรือแม้ตัวเราจะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ฉันสัมผัสถึงพลังนั้นได้ทั้งในมิติร่างกายและจิตใจ ทั้งที่ได้เป็น ‘พยาน’ ในประสบการณ์ตรงของตัวเอง หรือที่ได้เห็นจากคนรอบตัวทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก&nbsp;</p>



<p>เพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉันป่วยหนักมากช่วงกลางปี ถึงขั้นโดนปั๊มหัวใจในโรงพยาบาล หลังผ่านช่วงพักฟื้น จากที่แค่เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อย เมื่อพาเพื่อนเข้าป่าไปสัมผัสธรรมชาติ แรงกายแรงใจของเธอก็เริ่มกลับคืนมา หลังจากนั้นหลายเดือนเพื่อนก็ออกเดินทางได้อีกครั้ง จนกลับมาล้อมวงกินส้มตำเจ้าเดิมด้วยกันได้ ส่วนหัวใจของเพื่อนที่คล้ายจะแหลกละเอียดจากบาดแผลสาหัสในความสัมพันธ์ ผ่านมาร่วมสองปี แม้จะยังมีจุดเว้าแหว่งอยู่บ้าง เธอก็หายใจด้วยความรักตัวเองมากขึ้นในทุกวัน&nbsp;</p>



<p>ฉันยังจำแววตาของเธอตอนเราเจอกันเมื่อหลายปีก่อนได้ มันหม่นหมองและแตกสลายโดยสมบูรณ์ สภาพจิตใจอยู่ในเขตแดนอันตราย ตอนนี้แม้จะยังมีน้ำตา เพื่อนก็กลับมาหัวเราะเสียงดังได้แล้ว</p>



<p>ประสบการณ์บอกฉันว่า ความทุกข์และบาดแผลไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่และจะแวะเวียนมาหาตามวาระโอกาส เพราะมันคือธรรมชาติ เป็นธรรมชาติที่การเปราะแตก ฉีกขาด หรือบอบช้ำ จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะเยียวยามันไม่ได้เลย</p>



<p>ทว่าก่อนจะมองเห็นและเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องอดทนที่จะเฝ้าสังเกตมันไปเรื่อยๆ ด้วยตาและใจของเราเอง ด้วยเหตุนี้ ฉันเลยชอบชื่อบทที่ราเชลเลือกใช้คำว่า A Front-Row Seat ที่หมายถึง ‘เก้าอี้ผู้ชมแถวหน้า’ ในการเป็นพยานผู้เฝ้ามองบาดแผลของตัวเองอย่างใกล้ชิด&nbsp;</p>



<p>ยามที่แผลในชีวิตยังเหวอะหวะและหนักหนา เราไม่อยากแม้แต่จะมอง เราสิ้นหวัง ไม่อยากยุ่งกับมัน เราอยากจะปล่อยความเชื่อและความพยายามในตัวเองให้ลอยหายไปเพราะมันเหน็ดเหนื่อยที่จะมีชีวิต&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าเรากล้าหันกลับมามองให้ละเอียดขึ้นอีกนิด ฝึกเรียนรู้ที่จะทำแผลไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นว่าแผลนั้นสมานได้ เราจะค่อยๆ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่เกิดขึ้นทีละน้อย ต่อให้ไม่หายสนิท แผลก็ดีขึ้นจากเมื่อวาน จากเดือนก่อน หรือจากสิบปีก่อน&nbsp;</p>



<p>สำหรับราเชล หลายวันผ่านไปเธอก็พบว่า แม้จะมีแผลใหญ่ที่หน้าท้อง เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ เธอคิดว่า &#8216;บางทีฉันคงไม่ตายจากแผลนี้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับมัน&#8217; แล้วจึงรวบรวมความกล้ามองแผลให้เต็มตาอีกครั้ง โดยคาดว่าจะเจอแผลหน้าตาเหมือนสิบวันก่อน&nbsp;</p>



<p>แต่ผิดคาด ปากแผลนั้นแคบลงอย่างชัดเจน&nbsp;</p>



<p>ความเปลี่ยนแปลงต่อจากนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่สุดท้ายแผลผ่าตัดความยาว 14 นิ้วก็เหลือเพียงรอยแผลเป็นบางๆ กระบวนการนี้เป็นไปตามธรรมชาติอย่างเงียบเชียบด้วยพลังจากร่างกายเธอเอง นี่คือ ‘พลังชีวิต’ ที่เธอรับรู้และได้พิสูจน์ด้วยตาตัวเอง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-1024x683.jpg" alt="Kitchen Table Wisdom" class="wp-image-152316" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Peace-of-Mine_Content_c4_20211217.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฉันคิดว่า กระบวนการเยียวยาในขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือการเปิดแผลให้แผลได้หายใจ ถ้าเป็นแผลทางใจ เราก็คอยเอามันออกมาคุยกัน แล้วเราจะได้เห็นการสมานแผลที่ค่อยๆ เกิดขึ้น หากเปรียบเทียบนักบำบัดเป็นคนช่วยทำแผล เราอาจจะช่วยใส่ยาที่เหมาะสมให้ได้ แต่สุดท้ายพลังการเยียวยาตั้งต้นก็มาจากผู้รับบริการอยู่ดี แม้พวกเขาไม่ทันได้นึกถึง</p>



<p>บางครั้งเจ้าตัวอาจไม่ทันเห็นว่าแผลนั้นดีขึ้นแค่ไหนแล้ว เราในฐานะนักบำบัด หรือในฐานะคนใกล้ชิด ก็มีหน้าที่ชวนดูว่า เธอหรือเขาได้ผ่านอะไรมามากมายด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่หนักหน่วงสำหรับหลายคน ฉันก็เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>แต่เมื่อมุมมองและความเชื่อที่มีต่อตัวเองเปลี่ยนไป ฉันก็ยังมองเห็นความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ของตัวเองในแต่ละวัน จะติดขัดมากบ้างน้อยบ้างก็ยังผ่านพ้นมาได้จนสิ้นปี หรือแม้จะมีแผลใหม่ แต่บางแผลในอดีตก็ไม่เจ็บไม่ปวดอีกต่อไป</p>



<p>ฉันจึงอยากบอกใครก็ตามที่ผ่านมาอ่านว่า อย่ามองข้ามสิ่งที่ตนเองผ่านพ้นมาได้ หรือหากปัญหาใดยังอยู่ ก็ขอให้มองเห็นพลังการหยัดยืนของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>มองให้ชัด และจงเป็นพยานในพลังที่ตนเองมี&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายนี้ ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่เราต่างมีพลังนะ</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h6 class="wp-block-heading">อ้างอิง&nbsp;</h6>



<p>Rogers, C. R. (1979). The foundations of the person-centered approach. Education, 100(2), 98-107.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kitchen-table-wisdom/">โดยไม่ทันรู้ตัว บางครั้งเราก็ผ่านอะไรมาได้มากมาย แม้ไม่เชื่อในตัวเองก็ตาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ในห้วงความทุกข์ ความรู้สึก ‘ขอบคุณ’ ต่ออะไรสักอย่างจะกระจ่างใสดังดวงดาว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gratitude/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Nov 2021 12:30:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[Highly Sensitive Person]]></category>
		<category><![CDATA[Gratitude]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาเชิงบวก]]></category>
		<category><![CDATA[Gratitude Journal]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ความทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=150319</guid>

					<description><![CDATA[<p>Gratitude “อ่อนไหวจังเลย แบบนี้จะใช้ชีวิตรอดได้ยังไงเนี่ย”&#160;ฉันโดนประโยคนี้ค่อนขอดมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งวัยรุ่น มันเป็นประโยคที่ทำให้แอบชิชะใส่คนพูดอยู่ในใจแต่ไม่รู้จะต่อกรกลับไปยังไง เพราะก็รับมาเต็มๆ ว่า ใช่ คุณสมบัติใจเราที่สามารถ ‘รู้สึก’ อะไรสักอย่างมากๆ ทำให้เราเหมือนเป็นเอเลี่ยนเมื่อเทียบกับคนทั่วไป เวลาทุกข์ก็ทุกข์จัง มันดำดิ่ง รวดร้าว ทั้งที่ไม่ได้ทำการแสดง ไม่ได้ดราม่า จนรู้สึกเหมือนมีคำสาปที่คนอื่นไม่มี ส่วนเวลาเป็นสุข แค่จุดเล็กๆ ที่ส่องประกายในชีวิตก็รู้สึกอิ่มเอม เต็มตื้น ไปจนถึงดีใจที่ได้มีชีวิตอยู่&#160;และแน่นอน ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ทำการแสดงแต่อย่างใด แค่รู้สึกลึกซึ้งมาจากใจจริง&#160; ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งพอได้รู้จักคำว่า&#160;Highly Sensitive Person (HSP)&#160;ที่หมายถึงคนที่มีความสามารถที่จะรู้สึกและรับรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียดอ่อนเป็นพิเศษทั้งด้านบวกและด้านลบ ก็รู้สึกปลดล็อกในใจ เหมือนเจอเพื่อนในเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมที่เราหลงฝูงมานาน&#160; มันอาจเป็นเหมือนคำสาป แต่ถ้าเรารู้จักตัวเองและดูแลตัวเองเป็นมากขึ้น มันก็เป็นเหมือนพรสวรรค์ได้ หนังสือที่ว่าด้วย&#160;HSP&#160;ต่างบอกเช่นนั้น&#160; Gratitude บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนว่า จริงๆ แล้วเราเป็นยอดมนุษย์ที่เกิดมาพร้อมภารกิจพิชิตปมในใจ ถ้าภารกิจนี้สำเร็จ พลังเร้นลับของเราจะระเบิดออกไปทั่วจักรวาลได้&#160; แต่ฉันจะกระซิบบอกให้ว่า พลังเร้นลับที่ว่าไม่ได้พิเศษหรือมหัศจรรย์เหมือนในหนังหรอกนะ บางครั้งมันเป็นแค่ห้วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้ละเอียดและละเมียดละไมกับความรู้สึก ‘ขอบคุณอย่างที่สุด’&#160;ที่ผุดขึ้นในใจ เล่ามาถึงตรงนี้ ฉันนึกถึงเรื่องราวเมื่อ&#160;10&#160;ปีก่อน มันเป็นเหตุการณ์ที่ฉันดีใจอย่างลิงโลด ดีใจจนไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร ความรู้สึกมันมากจนกลั่นออกมาเป็นน้ำตา&#160; เหตุการณ์นั้นคือการฟื้นตื่นหลังผล็อยหลับไป 30&#160;นาทีด้วยความเหนื่อยล้าบนพื้นไม้ที่บ้าน&#160; สำหรับคนทั่วไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gratitude/">ในห้วงความทุกข์ ความรู้สึก ‘ขอบคุณ’ ต่ออะไรสักอย่างจะกระจ่างใสดังดวงดาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">Gratitude</span></p>


<p>“อ่อนไหวจังเลย แบบนี้จะใช้ชีวิตรอดได้ยังไงเนี่ย”&nbsp;ฉันโดนประโยคนี้ค่อนขอดมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งวัยรุ่น มันเป็นประโยคที่ทำให้แอบชิชะใส่คนพูดอยู่ในใจแต่ไม่รู้จะต่อกรกลับไปยังไง เพราะก็รับมาเต็มๆ ว่า ใช่ คุณสมบัติใจเราที่สามารถ ‘รู้สึก’ อะไรสักอย่างมากๆ ทำให้เราเหมือนเป็นเอเลี่ยนเมื่อเทียบกับคนทั่วไป</p>



<p>เวลาทุกข์ก็ทุกข์จัง มันดำดิ่ง รวดร้าว ทั้งที่ไม่ได้ทำการแสดง ไม่ได้ดราม่า จนรู้สึกเหมือนมีคำสาปที่คนอื่นไม่มี ส่วนเวลาเป็นสุข แค่จุดเล็กๆ ที่ส่องประกายในชีวิตก็รู้สึกอิ่มเอม เต็มตื้น ไปจนถึงดีใจที่ได้มีชีวิตอยู่&nbsp;และแน่นอน ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ทำการแสดงแต่อย่างใด แค่รู้สึกลึกซึ้งมาจากใจจริง&nbsp;</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งพอได้รู้จักคำว่า&nbsp;Highly Sensitive Person (HSP)&nbsp;ที่หมายถึงคนที่มีความสามารถที่จะรู้สึกและรับรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียดอ่อนเป็นพิเศษทั้งด้านบวกและด้านลบ ก็รู้สึกปลดล็อกในใจ เหมือนเจอเพื่อนในเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมที่เราหลงฝูงมานาน&nbsp;</p>



<p>มันอาจเป็นเหมือนคำสาป แต่ถ้าเรารู้จักตัวเองและ<a href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-self-compassion/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ดูแลตัวเอง</a>เป็นมากขึ้น มันก็เป็นเหมือนพรสวรรค์ได้ หนังสือที่ว่าด้วย&nbsp;HSP&nbsp;ต่างบอกเช่นนั้น&nbsp;</p>


<h3 style="display:none;">Gratitude</h3>


<p>บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนว่า จริงๆ แล้วเราเป็นยอดมนุษย์ที่เกิดมาพร้อมภารกิจพิชิตปมในใจ ถ้าภารกิจนี้สำเร็จ พลังเร้นลับของเราจะระเบิดออกไปทั่วจักรวาลได้&nbsp;</p>



<p>แต่ฉันจะกระซิบบอกให้ว่า พลังเร้นลับที่ว่าไม่ได้พิเศษหรือมหัศจรรย์เหมือนในหนังหรอกนะ บางครั้งมันเป็นแค่ห้วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้ละเอียดและละเมียดละไมกับความรู้สึก ‘ขอบคุณอย่างที่สุด’&nbsp;ที่ผุดขึ้นในใจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-1024x683.jpg" alt="Gratitude" class="wp-image-150690" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_C-1.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เล่ามาถึงตรงนี้ ฉันนึกถึงเรื่องราวเมื่อ&nbsp;10&nbsp;ปีก่อน มันเป็นเหตุการณ์ที่ฉันดีใจอย่างลิงโลด ดีใจจนไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร ความรู้สึกมันมากจนกลั่นออกมาเป็นน้ำตา&nbsp;</p>



<p>เหตุการณ์นั้นคือการฟื้นตื่นหลังผล็อยหลับไป 30&nbsp;นาทีด้วยความเหนื่อยล้าบนพื้นไม้ที่บ้าน&nbsp;</p>



<p>สำหรับคนทั่วไป มันไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่แม้แต่นิด แต่สำหรับฉัน มันเป็นการหลับลงโดยไม่ต้องพึ่งยาและไม่ทรมานเป็นครั้งแรก หลังต่อสู้กับอาการนอนแทบไม่หลับและภาวะวิตกกังวลขั้นรุนแรงมาราว&nbsp;2&nbsp;เดือน&nbsp;</p>



<p>ฉันรู้ซึ้งวินาทีนั้นนั่นแหละว่า โอ้โห การนอนได้มันดีอย่างนี้ สดชื่นเหมือนเกิดใหม่ เป็นการหลับและตื่นครั้งที่มีความหมายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ตัวเองกลับมา ‘กินอิ่มนอนหลับ’&nbsp;ช่วยขัดเกลาจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ยามประสบปัญหาหนักหนาไม่ว่าเรื่องอะไร มันจะช่วยย้ำเตือนว่า &#8216;อย่างน้อยเธอยังมีข้าวกินและนอนหลับเต็มอิ่มนะ&#8217;&nbsp;และช่วยให้บรรเทาความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจในสิ่งที่เป็นปัญหา ความรู้สึกที่ยังมีอะไรสักอย่างให้ขอบคุณบอกให้รู้ว่า เราไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้น ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น หลังผ่านค่ำคืนเหนื่อยล้า ความหวังและแรงใจจะมาหาเราใหม่&nbsp;</p>



<p>แต่ผ่านมา 10 ปีเต็ม ถามว่าความรู้สึก ‘ขอบคุณ’&nbsp;ตรงนั้นจางลงไปบ้างไหม ตอบตามจริงก็คือใช่&nbsp;</p>



<p>มีหลายวันในชีวิตที่ฉันมัวว้าวุ่นกับปัญหาที่แก้ไม่ตก อึดอัดที่สิ่งต่างๆ ไม่ยอมคลี่คลายอย่างที่ต้องการ ฉันหวนกลับมาสู่ตัวตนก่อนเจ็บป่วยที่ลืมขอบคุณหลายๆ สิ่ง ใช้ชีวิตบนลู่วิ่งเพื่อไล่ตามบางสิ่งที่ไขว่คว้า ทั้งงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงวิ่งพิสูจน์ตัวเองว่าฉันไม่ใช่ ‘คนใช้ไม่ได้’ อย่างที่ใครเคยบอก&nbsp;</p>



<p>รู้ตัวอีกที ความเครียดและความคาดหวังก็เล่นงานร่างกายฉันอย่างหนักหน่วง รอบนี้รู้สึกเหมือนโดนชกอัดกลางท้องแล้วแพ้น็อกกลางเวที&nbsp;</p>



<p>บางเดือนฉันทำงานโลดแล่น รู้สึกภูมิใจว่าเริ่มทำหลายๆ อย่างไปพร้อมกันได้ หาเงินได้มากกว่าสมัยทำงานประจำ ตัดภาพมาอีกที โรคภัยไข้เจ็บก็ถามหาชนิดลงไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม บางโรคทำให้เราทรมานทั้งกายและใจ และในเช้าวันหนึ่ง ฉันก็ได้รู้จักโรคกรดไหลย้อนเป็นครั้งแรกในชีวิต&nbsp;</p>



<p>กรดไหลย้อนทำให้ปวดหลังได้ แต่ฉันปวดหลังอยู่แล้วจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ในวันก่อนหน้า อาการเลยคูณสอง ฉันปวดหลังทุกครั้งที่หายใจลึก ปวดหลังทุกครั้งที่กลืนอะไรสักอย่างลงคอ แม้มันจะเป็นแค่ขนมปังนุ่มๆ หลังก็จะปวดร้าวเป็นจังหวะตามคำอาหารที่โดนบีบลงไป มันมากจนบางจังหวะก็น้ำตาเล็ด นอกจากนี้ก็มีอาการแน่นและเจ็บหน้าอก ปวดหู เวลาอาการทั้งหมดเกิดพร้อมกันก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ พอจะพักผ่อน อาการเหล่านี้ก็ขัดขวางการนอน การใช้ชีวิตแต่ละวันผ่านไปอย่างลำบากยากเย็น</p>



<p>“เครียดไม่รู้ตัวป่าวแก” เพื่อนสนิททั้งที่เป็นหมอและไม่ใช่หมอถามให้ฉุกคิด ก็เลยเพิ่งนึกได้ว่าใช่แหละ ฉันเพิ่งเจอเรื่องหนักหนาในชีวิตมา ฉันคิดไปว่าตัวเองรับมือได้แต่จริงๆ ในใจคงมีอารมณ์ลบเต็มไปหมด พอจังหวะมันแจ็กพ็อต ก็เลยได้สัมผัสประสบการณ์ตรงว่าน้ำย่อยจากความเครียดแทบจะย่อยคอและหลอดอาหารตัวเองไปแล้ว&nbsp;</p>



<p>เล่ามาถึงตรงนี้ ไม่อยากให้คนอ่านเข้าใจผิดว่าฉันเป็นพวกบ้างาน ทรมานร่างกาย ไม่หลับไม่นอน เพราะหลังผ่านช่วงเฟิร์สจ็อบเบอร์โหมงานด้วยแพสชั่นมา (พร้อมโบนัสเป็นโรคกระเพาะที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะดีขึ้น) ฉันสำนึกและรู้แท้ว่าไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าร่างกายของเราเอง ฉันกลายเป็นคนรักการนอน รู้จักอ้อยอิ่ง เพลิดเพลินใจกับมื้ออาหาร ออกกำลังกายอยู่บ้าง และคอยห้ามปรามรุ่นพี่รุ่นน้องที่ใช้งานร่างกายอย่างไม่บันยะบันยังเสมอ&nbsp;</p>



<p>แต่บางครั้งชีวิตก็โยนโจทย์ยากๆ มาให้ เวลาแบบนั้น ฉันสารภาพว่ามันยังยากที่จะทำตัวสบายๆ และปล่อยวาง จังหวะแบบนั้น อาการเครียดไม่รู้ตัวจะเหมือนเพชฌฆาตที่คอยลอบสังหารเราเงียบๆ&nbsp;</p>



<p>เอาจริงเราก็หนีเขาไม่ได้หรอก เพราะมันคือการเช็กบิลย้อนหลังแบบทบต้นทบดอก ความกดดัน ความเหนื่อยล้า ทุกอย่างที่เราให้ร่างกายแบกมาอย่างอดทนจะเผยโฉมให้เห็นตรงหน้าในยามเจ็บไข้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ทรมานจังเลย” มนุษย์รู้สึกละเอียดอย่างฉันร้องไห้ออกมาเป็นเด็กๆ กับคนรักตอนตื่นมามีอาการกลางดึกเป็นคืนที่สองที่สาม ร่างกายคงแบกรับมานาน เขาเลยส่งเสียงความเจ็บปวดออกมาบ้าง</p>



<p>ห้วงเวลาที่รู้สึกเข้มข้นแบบนั้น (ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นสัก&nbsp;1-2&nbsp;ชั่วโมงแล้วสงบลง) ฉันจะรู้สึกเหมือนพื้นดินมั่นคงที่เคยค้ำจุนเรามันกลายเป็นรูโหว่ ไม่รู้จะเอาขาไปค้ำยันตรงไหน ในใจมีแต่ประโยคลบๆ ว่า เจอเรื่องแย่อยู่แล้ว ทำไมยังต้องมาเจ็บมาป่วยเพิ่มเติมแบบนี้อีก ฯลฯ ฉันกลับไปสู่โหมดเด็กน้อยขี้กลัวขี้กังวลอย่างที่เคยเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว&nbsp;</p>



<p>“อย่าคิดซ้ำเติมตัวเองแบบนั้นสิ” คนรักที่ตื่นขึ้นมาเป็นเพื่อนพูดให้สติ แล้วก็ให้ฉันพิงไหล่ร้องไห้</p>



<p>เวลาเป็นทุกข์ ทัศนียภาพชีวิตก็ไม่ต่างจากกลางคืน อะไรที่เราเคยมองเห็น เคยเข้าใจ เคยใช้ดูแลตัวเองได้ มันจะถูกบดบังหายไปในความมืด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>พอมีสติมากขึ้น ฉันก็มีความพยายามจะเยียวยาตัวเองด้วยวิธีใหม่ๆ นอกจากปรับการกินอาหาร กินยาที่ควรกิน หาหมอแผนทางเลือก ฉันลองเปิดตำราทำสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นคือใช้โยคะนิ้ว (หรือที่ในตำราเรียกว่า ‘หัตถะมุทรา’) ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ผลปรากฏว่าหายใจสะดวกขึ้น เจ็บหลังน้อยลง&nbsp;</p>



<p>ความรู้สึกแสนมหัศจรรย์ที่ตัวเองหายใจได้โล่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว ย้อนกลับมาแบบทันทีทันใด เหมือนขนส่งผ่านไทม์แมชชีนมาในชั่วพริบตา ฉันวิ่งไปทั่วห้องเล็กๆ พลางส่งเสียงว่า “หายใจได้แล้ววว หายใจได้มากขึ้นแล้วว เจ็บหลังน้อยลงแล้ววว”&nbsp;แล้วคนรักก็หัวเราะไปกับฉันด้วยความเอ็นดู</p>



<p>“ที่ผ่านมาไม่เคยสนใจว่าการหายใจได้ลึกๆ มันดีขนาดนี้ แต่จริงๆ มันดีมากๆ เลยต่างหาก”&nbsp;ฉันพูดออกมาให้ตัวเองและคนที่อยู่ด้วยกันฟัง&nbsp;</p>



<p>จริงๆ แล้วระหว่างเจ็บป่วยระลอกนี้ ฉันเสียน้ำตาอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้า เป็นน้ำตาที่มาจากความรู้สึกขอบคุณ</p>



<p>เมื่อสิบปีก่อน นอกจากร่างกายจะเจ็บไข้ได้ป่วย ใจก็เจ็บไม่แพ้กันตอนโดนตัดสินว่าอ่อนแอง่าย แต่เวลานี้ พอโตขึ้นและชีวิตคัดกรองมิตรมาให้เรา คนรอบตัวจึงมีแต่คนให้ความเข้าใจ เป็นห่วงเป็นใย มากไปกว่านั้นก็คือคนที่ทำสิ่งที่ฉันต้องการความช่วยเหลือโดยที่ยังไม่ได้ร้องขอด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>ตอนกลางคืน ร่างกายเสียสมดุลไปมากจนอ่อนระโหยและต้องทำตัวอุ่นๆ เข้าไว้ ฉันซุกตัวในผ้าห่ม แต่ไม่ทันไรก็มีคนเอาถุงเท้านุ่มๆ มาใส่ให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่ทันนึกและไม่เคยทำให้ตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ที่ผ่านมาเวลาเจ็บป่วย ถ้าไหวฉันก็เลือกไปหาหมอเอง ไม่บอกหรือปรึกษาใคร เพราะไม่อยากให้ใครมาตำหนิตัดสิน แต่ตอนนี้ไม่ต้องเผชิญคนเดียว เพื่อนสนิทแวะมาหาถึงหน้าห้องตรวจ คนที่ไม่สะดวกมาก็ถามไถ่เป็นระยะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่กลางอ้อมกอดที่อบอุ่น ใจอุ่นๆ เหล่านั้นรายล้อมเข้ามาเพื่อให้พลังงานคนป่วยจนรู้สึกว่าจะแข็งแรงขึ้นได้ทั้งกายใจอย่างแน่นอน&nbsp;</p>



<p>ตอนฉันบอกขอโทษที่ตัวเองเป็นภาระ จู่ๆ คนรักก็ลุกขึ้นแล้วพูดดังๆ ว่า “คุณไม่ได้เป็นภาระ คุณแค่ไม่สบาย คุณไม่ได้อ่อนแอ คนเราไม่สบายกันได้ มันไม่ได้ลำบากหรือเป็นภาระอะไรเลย”&nbsp;เพียงเท่านั้นฉันก็ร้องไห้โฮ เหมือนได้วางสัมภาระในใจที่แบกมานับสิบปีลง นี่ก็เป็นเรื่องที่ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะแบกถ้อยคำเก่าๆ ไปจนถึงอายุเท่าไหร่&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_D-768x1024.jpg" alt="Gratitude" class="wp-image-150691" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_D-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_D-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_D-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_D-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/EP06_D.jpg 1200w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>เทียบกับสิบปีก่อน เรื่องเดิมที่ขอบคุณก็ยังคงอยู่ และมีเรื่องใหม่ๆ ให้ขอบคุณเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย&nbsp;</p>



<p>ขอบคุณทุกคนที่คอยดูแลและเข้าใจ ขอบคุณที่ได้มาเจอหนังสือสุขภาพดีๆ ที่คนอื่นมองข้ามแต่โคตรเจ๋ง ขอบคุณเตียงนอนนุ่มๆ ขอบคุณผ้าห่มอุ่นๆ ขอบคุณที่ยุคนี้มีอาหารเพื่อสุขภาพให้เข้าถึงมากขึ้น ขอบคุณคุณหมอที่น่ารัก ขอบคุณที่ยังไม่เป็นโควิดจนไปหาหมอไม่ได้ ขอบคุณช่องรายการ คลิป และมีมตลกๆ ที่ทำให้หัวเราะ ขอบคุณตัวเองที่ยังมีแรงลุกขึ้นมาทำงานจ่ายค่ายา ขอบคุณผู้ว่าจ้างที่นึกถึง ขอบคุณสัญญาณเจ็บป่วยที่มาให้รักษาตัวไม่ช้าไปกว่านี้ ขอบคุณผู้ใหญ่ในชีวิตที่ให้ความช่วยเหลือแม้เราไม่ได้เรียกร้องหา ขอบคุณที่ชีวิตมอบโอกาสให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้</p>



<p>ถ้าลองเขียนออกมา ก็จะได้เห็นว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่รอให้เราบอกขอบคุณ</p>



<p>เวลารู้สึกขอบคุณ ฉันจะบอกตัวเองว่า “อย่างน้อยวันนี้ก็…”&nbsp;แล้วต่อด้วยสิ่งที่รู้สึกขอบคุณ&nbsp;</p>



<p>เช่น อย่างน้อยวันนี้ก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง อย่างน้อยวันนี้ยังได้กอดเพื่อนที่ไม่เจอกันมานาน อย่างน้อยวันนี้ก็ยังร้องเพลงได้ (แม้จะเจ็บคอ) อย่างน้อยก็ยังมีความสุขเมื่อมองไปที่คนข้างๆ อย่างน้อยยังได้บอกขอบคุณทุกคนที่ทำให้แต่ละวันไม่เลวร้ายจนเกินไป</p>



<p>อย่างน้อยวันนี้ยังกินอิ่ม นอนหลับ แม้จะยากขึ้นบ้างก็ตาม&nbsp;</p>



<p>อย่างน้อยฉันได้ถอนคำสาปไปอีกหนึ่งเรื่อง ว่าความเจ็บป่วยไม่เท่ากับความอ่อนแอ&nbsp;</p>



<p>แล้วรู้ไหม เรื่องที่เรามักพูดกันว่า ‘อย่างน้อย’&nbsp;จริงๆ แล้วมันไม่น้อยเลย มันคือเรื่องที่เรานับเป็นความโชคดีมากถึงมากที่สุด ที่เราจะไม่รู้จนกว่าเราจะไม่มี หรือเสียมันไป&nbsp;</p>



<p>พาย-ภาริอร วัชรศิริ เพื่อนสนิทที่เป็นนักเขียนซึ่งผ่านการดูแลคุณแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงมา&nbsp;11&nbsp;ปี เพิ่งเขียนสเตตัสสั้นๆ ถึงคุณค่าของเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ ฉันก็ไปโอดครวญตามประสาว่า &#8216;อิจฉาคนรวยสุขภาพกับเวลามากค้าบบ&#8217; (พร้อมอีโมจิตาละห้อย) ปรากฏว่าเพื่อนคอมเมนต์กลับมาอย่างรวดเร็วมากว่า &#8216;งั้นดี เพราะตอนนี้ไม่อิจฉาคนรวยความสัมพันธ์ที่ดี แปลว่ามีอยู่แล้ว :)&#8217;&nbsp;</p>



<p>วินาทีนั้นฉันคิดได้หลายๆ อย่าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ฉันยึดถือเป็นความเชื่อมาตลอดชีวิตคือ ความทุกข์เป็นครูที่ดีต่อเรามากกว่าความสุข ในห้วงความทุกข์ เราจะเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ความทุกข์จะทำให้เราลดเกราะป้องกันตัวลง เราจำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณภายในอันละเอียดอ่อนเพื่อเรียนรู้และก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ท้าทาย</p>



<p>เมื่อฉันตกอยู่ในห้วงทุกข์ ทั้งคำสาปและพรสวรรค์จะทำงานพร้อมกัน ฉันอาจร้องไห้ร้องห่มเพราะรู้สึกทรมานถึงขีดสุดของขณะนั้นๆ แต่อีกสักพักหนึ่ง ฉันก็จะเสียน้ำตาเพราะรู้สึกขอบคุณต่อหลายๆ สิ่งที่ยังประคับประคองฉันไว้ ไม่ทิ้งจากไปไหน รวมถึงตัวฉันเองและร่างกายนี้ที่อดทนมาตลอดด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ฉันจะไม่ตัดสินว่าตกลงมันคือคำสาปหรือพรสวรรค์ สุดท้ายมันอาจเป็นแค่ธรรมชาติของฉันที่ไม่มีผิดหรือถูก แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ฉันเห็นคุณค่าในเรื่องที่จับต้องไม่ได้หลายๆ อย่าง เรื่องจับต้องไม่ได้ที่ทำให้เราอยากมีลมหายใจในวันต่อๆ ไป&nbsp;</p>



<p>การมองเห็นเรื่องราวที่เรารู้สึกขอบคุณ ก็เหมือนเรามีสายตาที่แหลมคมพอจะมองเห็นดาวเหนือ&nbsp;</p>



<p>มันช่วยให้ชีวิตเราไม่หลงทาง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น</strong><strong>&nbsp;</strong></h4>



<ul class="wp-block-list"><li>ในทางจิตวิทยา ‘Gratitude’ หมายถึงความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณต่อสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในชีวิต ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ การศึกษาวิจัยพบว่า ความรู้สึกนี้สัมพันธ์กับสุขภาวะที่ดีของบุคคลทั้งทางใจและทางกาย พูดแบบง่ายๆ คือ ยิ่งเราสามารถสังเกตเห็นแง่มุมที่รู้สึกขอบคุณในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ความรู้สึกนี้ก็ส่งผลดีกับสุขภาพของเราเอง </li><li>ในศาสตร์จิตวิทยาเชิงบวกจึงมีคำแนะนำให้ลองทำแบบฝึกหัด <a href="http://www.thewayofdhamma.org/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B9%86-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%95/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Gratitude Journal</a> หรือจดบันทึกสิ่งที่รู้สึกขอบคุณแต่ละวันสัก 3 อย่าง เพื่อฝึกฝนให้เราสังเกตและตระหนักรับรู้สิ่งที่มีคุณค่าและความหมายในชีวิตได้ดีขึ้น คำแนะนำของเราคือลองเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น อาหารมื้ออร่อย สัตว์เลี้ยง อากาศดีๆ ไปจนถึงต้นไม้ที่ออกดอกให้เราชื่นใจในวันยากๆ  </li></ul>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gratitude/">ในห้วงความทุกข์ ความรู้สึก ‘ขอบคุณ’ ต่ออะไรสักอย่างจะกระจ่างใสดังดวงดาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บางจังหวะชีวิตก็เหมือนการสวมรองเท้าคู่ใหม่ เราแค่ต้องลองเดินไปกับ ‘ความไม่รู้’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peace-of-mine-anxiety/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2021 10:58:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาการปรึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Anxiety]]></category>
		<category><![CDATA[วิตกกังวล]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารใจ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=148521</guid>

					<description><![CDATA[<p>นี่เป็นเรื่องที่ฉันไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังเท่าไหร่ มันออกจะตลกอยู่นิดๆ แต่มันยังเป็นปัญหาสุดคลาสสิกของชีวิตที่แก้ไม่ตกสักที วิตกกังวล ฉันเป็นมนุษย์ที่ซื้อรองเท้ายากมาก&#160; ที่ซื้อยากไม่ใช่เพราะไม่มีคู่ที่ถูกใจ (ที่ถูกใจน่ะมีเยอะเลยล่ะ) แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงคิดเยอะมากกับการซื้อรองเท้าสักคู่ ต่อให้รองเท้าคู่นั้นราคาไม่แรงเกินเหตุ ฉันก็จะคิดแล้วคิดอีก ลองแล้วลองอีก ซื้อดีไหมน้า ใส่พอดีแต่จะเข้ากับสีผิวไหมน้า ใส่เดินแล้วจะกัดไหมน้า จะใส่เข้ากับชุดแบบไหนน้า สีแบบนี้จะใช้คุ้มไหมน้า ฯลฯ บางเรื่องในชีวิตฉันอาจตัดสินใจได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นเรื่องรองเท้า ฉันสามารถวนเวียนคิดชั่งใจอยู่ได้เป็นชั่วโมง จนหลายครั้งรำคาญตัวเอง แล้วก็เขินคนขายด้วย ด้วยเหตุนี้ หลายๆ ทีก็เลยไม่ค่อยอยากเข้าร้านไปเลือกไปลองรองเท้าเพราะเกรงใจว่าลองไปลองมาก็ไม่ซื้ออยู่ดี และลงเอยด้วยการเป็นผู้หญิงที่ใช้รองเท้าจริงๆ ในแต่ละช่วงชีวิตน่าจะแค่ไม่เกิน 3 คู่ จนกว่าคู่ใดคู่หนึ่งพังไปถึงจะได้ฤกษ์เปลี่ยนใหม่ เหลือบมองไปที่สาวๆ รอบตัวที่มีรองเท้าสีสนุกหลายคู่ ก็นึกเสียดายอยู่บ้างว่าน่าจะอนุญาตให้ตัวเองสนุกแบบนั้นบ้าง แต่ทุกครั้งไปที่การจะตัดสินใจรับรองเท้าคู่ใหม่มาอยู่ในชีวิต กลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องคำนวณบวกลบยุบยิบในหัว  ส่วนหนึ่งคงเพราะรองเท้าเป็นสิ่งสำคัญ ฉันใส่ใจกับการซื้อรองเท้าสักคู่มากกว่าเสื้อยืดสักตัว เสื้อยังใส่โอเวอร์ไซส์ได้ แต่รองเท้าฉันอยากให้มันพอดี พร้อมไปไหนไปกันทุกที่ และเป็นตัวฉันที่สุด&#160; แต่การคิดเยอะไป สุดท้ายแต่ละคู่ก็จะมีข้อเสียหรือจุดให้ติบางอย่าง แล้วฉันก็จะจากมาโดยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ&#160; ไม่รู้สุดท้ายตัวเองจะชอบไหม ก็ไม่เอาแล้วกัน&#160; สุดท้ายไม่รู้จะเป็นยังไง ปล่อยมือก่อนแล้วกัน&#160; ไม่รู้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง ไม่เสี่ยงแล้วกัน&#160; ถ้าลำพังมีปัญหากับแค่รองเท้าจริงๆ มันคงไม่ยากเท่าไหร่ แต่บังเอิญว่าถ้าเปลี่ยน ‘รองเท้า’ เป็นตัวแปรอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-anxiety/">บางจังหวะชีวิตก็เหมือนการสวมรองเท้าคู่ใหม่ เราแค่ต้องลองเดินไปกับ ‘ความไม่รู้’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นี่เป็นเรื่องที่ฉันไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังเท่าไหร่ มันออกจะตลกอยู่นิดๆ แต่มันยังเป็นปัญหาสุดคลาสสิกของชีวิตที่แก้ไม่ตกสักที<span style="display:none;"> วิตกกังวล </span></p>



<p>ฉันเป็นมนุษย์ที่ซื้อรองเท้ายากมาก&nbsp;</p>



<p>ที่ซื้อยากไม่ใช่เพราะไม่มีคู่ที่ถูกใจ (ที่ถูกใจน่ะมีเยอะเลยล่ะ) แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงคิดเยอะมากกับการซื้อรองเท้าสักคู่ ต่อให้รองเท้าคู่นั้นราคาไม่แรงเกินเหตุ ฉันก็จะคิดแล้วคิดอีก ลองแล้วลองอีก ซื้อดีไหมน้า ใส่พอดีแต่จะเข้ากับสีผิวไหมน้า ใส่เดินแล้วจะกัดไหมน้า จะใส่เข้ากับชุดแบบไหนน้า สีแบบนี้จะใช้คุ้มไหมน้า ฯลฯ บางเรื่องในชีวิตฉันอาจตัดสินใจได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นเรื่องรองเท้า ฉันสามารถวนเวียนคิดชั่งใจอยู่ได้เป็นชั่วโมง จนหลายครั้งรำคาญตัวเอง แล้วก็เขินคนขายด้วย</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ หลายๆ ทีก็เลยไม่ค่อยอยากเข้าร้านไปเลือกไปลองรองเท้าเพราะเกรงใจว่าลองไปลองมาก็ไม่ซื้ออยู่ดี และลงเอยด้วยการเป็นผู้หญิงที่ใช้รองเท้าจริงๆ ในแต่ละช่วงชีวิตน่าจะแค่ไม่เกิน 3 คู่ จนกว่าคู่ใดคู่หนึ่งพังไปถึงจะได้ฤกษ์เปลี่ยนใหม่ เหลือบมองไปที่สาวๆ รอบตัวที่มีรองเท้าสีสนุกหลายคู่ ก็นึกเสียดายอยู่บ้างว่าน่าจะอนุญาตให้ตัวเองสนุกแบบนั้นบ้าง แต่ทุกครั้งไปที่การจะตัดสินใจรับรองเท้าคู่ใหม่มาอยู่ในชีวิต กลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องคำนวณบวกลบยุบยิบในหัว </p>



<p>ส่วนหนึ่งคงเพราะรองเท้าเป็นสิ่งสำคัญ ฉันใส่ใจกับการซื้อรองเท้าสักคู่มากกว่าเสื้อยืดสักตัว เสื้อยังใส่โอเวอร์ไซส์ได้ แต่รองเท้าฉันอยากให้มันพอดี พร้อมไปไหนไปกันทุกที่ และเป็นตัวฉันที่สุด&nbsp;</p>



<p>แต่การคิดเยอะไป สุดท้ายแต่ละคู่ก็จะมีข้อเสียหรือจุดให้ติบางอย่าง แล้วฉันก็จะจากมาโดยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ&nbsp;</p>



<p>ไม่รู้สุดท้ายตัวเองจะชอบไหม ก็ไม่เอาแล้วกัน&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายไม่รู้จะเป็นยังไง ปล่อยมือก่อนแล้วกัน&nbsp;</p>



<p>ไม่รู้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง ไม่เสี่ยงแล้วกัน&nbsp;</p>



<p>ถ้าลำพังมีปัญหากับแค่รองเท้าจริงๆ มันคงไม่ยากเท่าไหร่ แต่บังเอิญว่าถ้าเปลี่ยน ‘รองเท้า’ เป็นตัวแปรอื่นๆ หลายครั้งการไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวผลลัพธ์ที่จะตามมาก็ทำให้ชีวิตมีปัญหาได้ไม่น้อย&nbsp;</p>



<p>“ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ จะปล่อยให้ผิดพลาดไม่ได้ ถ้าไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงก็ขอติดแหง็กอยู่ตรงนี้สักพักเถอะ ฉันตัดสินใจไม่ได้จริงๆ” นี่คือประโยคจำลองวิธีคิดในสมองตั้งแต่ฉันจำความได้จนถึงราวๆ อายุ 30 โชคดีที่ตอนนี้ฉันผ่านอายุ 30 มาแล้ว เลยพอจะบอกเล่าถึงอุปมาการซื้อรองเท้าจากมุมอื่นๆ ได้บ้าง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148943" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>30 เป็นตัวเลขที่มีความหมาย เพราะมันคืออายุที่ฉันพาตัวเองเข้าไปนั่งต่อหน้าจิตแพทย์ แล้วหมอก็เอ่ยออกมาว่า “คุณมี anxiety disorder ระดับ mild นะ”&nbsp;</p>



<p>มันเป็นประโยคที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับตัวเองพอสมควร แปลภาษาหมอเป็นภาษาบ้านๆ ได้ว่า ฉันป่วยเป็นโรควิตกกังวลอย่างอ่อนๆ จากนั้นหมอก็อธิบายว่าฉันเลือกได้ว่าจะรักษาโดยใช้ยาหรือไม่ใช้ยาดี แต่ใจฉันหายไปครุ่นคิดอยู่กับสิ่งอื่น</p>



<p>ช็อกไหม ก็นิดนึง เพราะไม่ได้คิดว่าจะป่วย ตอนนั้นฉันนึกว่าตัวเองก็แค่อยู่ใน ‘ช่วงยากๆ’ ของชีวิต ไม่ได้คิดว่ามันจะ ‘เป็น’ ส่วนหนึ่งในตัวฉันเหมือนกาฝากที่เกาะต้นไม้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน&nbsp;</p>



<p>จำได้ดีทีเดียวว่าหลังจากหาหมอ ฉันตรงไปที่คาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นคนเดียว สั่งชามะนาวหนึ่งแก้ว นั่งโต๊ะสำหรับที่เดียวที่มีแสงส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา พิจารณาของเหลวในแก้วที่แดดตกกระทบจนเป็นประกายระยิบระยับ</p>



<p>“ป่วยเหรอวะ ป่วยได้ไงวะ” คำถามผุดขึ้นในใจ เป็นประโยคคำถามที่ไม่ได้มีน้ำเสียงของความโกรธหรือตัดพ้อ แค่ฉงนสงสัยจนต้องย้อนมาถามตัวเองว่า “ที่ผ่านมากูใช้ชีวิตยังไงให้ป่วยได้วะเนี่ย”&nbsp;</p>



<p>ก่อนจะถึงจุดพังจุดนั้นราว 2-3 ปี ปัญหาชีวิตคือความกลัวสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่มักมีจุดขัดแย้ง พอผนวกกับการโตมาแบบ ‘ไข่ในหิน’ ที่ถูกสอนให้ระมัดระวังและต้องทำตัวเองให้ปลอดภัยในทุกจังหวะ ฉันเลยใช้ชีวิตโดยมีการ ‘หลีกเลี่ยง<a href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-self-compassion/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความผิดพลาด</a>’ เป็นงานประจำใจ&nbsp;</p>



<p>ถามว่าจะหลีกเลี่ยงยังไง คำตอบง่ายๆ คือการคิด คิดๆๆ ว่าอะไรคือทางที่ชัวร์สุด ปลอดภัยสุด ฉันหมดพลังงานและเวลาในชีวิตไปกับ ‘การเมคชัวร์’ เยอะมาก มากกว่าจะลงมือทำให้รู้ๆ กันไป ก่อนส่งข้อความหาใครก็จะอ่านแล้วอ่านอีกว่าจะไม่ดูห้วนเกินไป ก่อนโทรหาใครก็ต้องเตรียมพร้อม ก่อนส่งงานก็อ่านทวนไม่รู้กี่รอบ&nbsp;</p>



<p>หากคุณมีสิ่งที่เรียกว่า anxiety อยู่ในตัว คุณมีแนวโน้มที่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งต่างๆ จะออกมาโอเค แค่การซื้อรองเท้ายังกลายเป็นมหกรรมประมวลความคิดครั้งใหญ่ได้ ดังนั้นในเรื่องราวที่ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย มันก็อาจทำให้คุณไม่สบายใจเอามากๆ เพราะมันยากที่จะทนอยู่กับ ‘ความไม่รู้’ ‘ความคลุมเครือ’ และ ‘ความไม่ชัดเจน’ ทุกอย่างควรจะ ‘เคลียร์’ และ ‘แน่นอน’ ว่ามันจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย</p>



<p>ปัญหามันอยู่ที่ว่า ชีวิตไม่เคยเป็นแบบนั้นให้เราหรอก</p>



<p>ถ้าลองเปลี่ยนตัวแปรรองเท้าในสมการการตัดสินใจ คุณอาจเห็นภาพมากขึ้นว่ามันค่อนข้างจะเต็มไปด้วยความปวดหัว เมื่อเราติดอยู่ในความไม่รู้ว่า&#8230;</p>



<p>เขาจะโกรธไหมถ้าเราพูดแบบนี้ออกไป, คนจะมองว่าฉันเป็นตัวตลกไหมที่ทำแบบนั้น, เขียนข้อความแบบนี้ไปแล้วจะมีคนที่อ่านแล้วหมั่นไส้ปะวะ, ถ้าเห็นต่างจากคนอื่นจะเป็นอะไรไหมนะ, ถ้าไม่มีเขาแล้วเราจะอยู่ได้ไหม และอื่นๆ อีกมากมาย&nbsp;</p>



<p>จะเป็นอะไรไหม จะเกิดอะไรไหม จะโอเคไหม จะรอดไหม…ฯลฯ&nbsp; คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวฉันมา 30 ปีเต็ม 30 ปีแห่งการใช้ชีวิตบนความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ และไม่รู้ตัวด้วยว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนความกลัวเสมอมา ไม่ว่ากลัวเล็กกลัวน้อย หรือกลัวแบบใหญ่ๆ ชนิดที่รู้สึกว่าถ้ามันเกิดขึ้นแล้วชีวิตต้องไปต่อไม่ได้&nbsp;</p>



<p>เปรียบให้เห็นภาพคือฉันมักใช้ชีวิตประหนึ่งตัวเองเป็นรถที่กำลังขับผ่านสี่แยกไม่ก็วงเวียน ที่ไม่รู้ว่าปลายทางของแต่ละทางแยกจะมีหน้าตาแบบไหน ก็เลยไม่กล้าเลี้ยว แล้วก็จอดนิ่งคิดอยู่แบบนั้นจนรถคันอื่นๆ เริ่มบีบแตรไล่ ไม่ก็ขับวนไปมาอยู่จนน้ำมันหมดก็ยังตัดสินใจไม่ถูก</p>



<p>ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ฉันเป็นแบบนี้ แต่แค่มีเรื่องใหญ่ๆ ให้คิดกังวลอยู่เป็นระยะมาตลอดชีวิต มันก็เพียงพอที่จะกัดกินทั้งพลังงาน เวลา และตัวตนของเราเอง ความต้องการแท้จริงของเราจะค่อยๆ เลือนไป แต่ละก้าวจะค่อยๆ ยากขึ้น เพราะภารกิจหลักไม่ใช่การลุยไปตามเป้าหมาย แต่คือการหนีจากความไม่ปลอดภัยไปเรื่อยๆ เหมือนเราเล่นเกม Minesweeper ที่หนทางเดียวที่จะชนะคือ อย่าไปเผลอเหยียบกับระเบิดที่มองไม่เห็นเข้า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-148942" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading" style="display:none;">1 วิตกกังวล </h4>



<p>นานวันเข้า ฉันถึงรู้สึกตัวว่าแม้ยังไม่มีภัยอันตรายอะไรมาถึงตัว แต่การใช้ชีวิตคู่ความกลัวมาเป็นสิบๆ ปีนั้นเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเคร่งเครียดเกือบตลอดเวลา และน่าเศร้าจนรู้สึกสงสารตัวเอง</p>



<p>แม้จะยาก แต่ก็ต้องลองที่จะเริ่มแงะตัวเองออกจากวิธีใช้ชีวิตเก่าๆ ที่ทำให้เหนื่อยล้าและวิ่งแตกตื่นเป็นหนูติดจั่นเวลาเกิดปัญหา เอาจริงฉันรู้สึกอิจฉาคนที่ใช้ชีวิตแบบสบายๆ กับตัวเอง อิจฉาคนที่มีความชิลล์อยู่ในสายเลือด แต่ทางเดียวก็คือต้องลองและพยายามดู</p>



<p>นับตั้งแต่เจอหมอวันนั้น ฉันพยายามเสาะหาวิธีการบรรเทาอาการ anxiety ของตัวเอง ไล่ตั้งแต่ทำความเข้าใจว่าความวิตกกังวลมักทำให้ฉันคิดแบบไหน พอคิดแบบนั้นแล้วติดขัดยังไง เจอนักจิตวิทยาการปรึกษา พยายามออกกำลังกาย ฝึก grounding (เทคนิคการตั้งหลักเพื่อเรียกสติ) ลองทำสมาธิ สุดท้ายก็ลองกินยาจนกระทั่งหมอให้หยุดยา ปัจจุบันถือว่าโดยรวมเสถียรขึ้น แต่บางช่วงก็กลับมาติดหล่ม ซึ่งเกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติเหมือนทุกเรื่องในชีวิตที่มีขึ้นมีลง แต่ก็เป็นปกติเช่นกันที่เราจะรู้สึกปวดใจเมื่อเห็นตัวเองถอยหลังลงคลองอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>เวลาฉันรู้สึกกังวล จ๋อย อึน เศร้า เครียด นิสัยหนึ่งที่เป็นคือฉันจะเดินเข้าร้านหนังสือ หาหนังสือสักเล่มที่พลิกๆ ดูแล้วน่าจะช่วยได้ แล้วสอยกลับบ้าน แต่สุดท้ายส่วนหนึ่งในนั้นกลับกลายเป็นกองดอง พอเจอวงจรอึนระลอกใหม่ ฉันก็จะเสียเงินใหม่ แล้วก็ได้หนังสือเล่มใหม่เข้ากองดอง พอมาสังเกตนิสัยตรงนี้ดีๆ ฉันก็พบว่ามันสะท้อนอะไรได้ดีทีเดียว</p>



<p>เวลาเจอปัญหา ฉันอยากจะไปให้พ้นจากตรงจุดนั้น อยากจะให้ความรู้สึกลบๆ จางหายไปโดยไว ฉันไม่อยากทนอยู่กับช่วงอิรุงตุงนัง ไม่ชอบระหว่างทางที่ ‘ไม่รู้’ จะเป็นยังไงต่อ ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือจะแย่ลง ฉันแค่อยากให้มีคนเฉลยตอนจบว่า “ทำตามนี้แล้วเดี๋ยวอะไรๆ จะดีขึ้นแล้วเธอจะไม่กลับมาเจอปัญหานี้ใหม่” ไม่ต้องมีทางเลือกมากมาย ขอแบบจบสวยๆ เป็นทางออกที่ใช่</p>



<p>การได้จ่ายเงินซื้อหนังสือ self-help สักเล่มคือการบรรเทาความรู้สึกติดหล่ม คล้ายการบอกตัวเองว่าฉันกำลังจะมีทางออกที่ใช่เป็นของตัวเองสักที แต่พอกลับมาลองอ่านนิดๆ หน่อยๆ แล้วไม่รู้สึกว่าได้ความรู้อะไรใหม่ ฉันก็วางมันทิ้งไว้อย่างนั้น&nbsp;</p>



<p>ฉันทำเหมือนว่าถ้าซื้อหนังสือเล่มใหม่แล้วจะมียาวิเศษเด้งขึ้นมาจากหน้ากระดาษ ทั้งที่จริงแล้ว การดูแลตัวเองหรือการแก้ปัญหาระยะยาวใดๆ มีแค่ต้องค่อยๆ ลงมือทำไปเรื่อยๆ ทำในสิ่งพื้นฐานเรียบง่ายที่รู้อยู่แล้ว แต่ทำอย่างลงรายละเอียดจนกระทั่งมันซึมเข้าเนื้อ</p>



<p>คู่มือมันมีของมันอยู่แล้ว เราแค่ต้องค่อยๆ ไปทีละบรรทัด&nbsp;</p>



<p>แม้จะรู้ตัวแล้วว่าต้องหัดอยู่กับความกลัวให้ได้มากขึ้น เผชิญกับความกังวลและดูแลมันมากขึ้น แต่ฉันเพิ่งเข้าใจเมื่อไม่นานมานี้เองว่า หลักใช้ชีวิตที่ช่วยให้ไม่ต้องเป็นหนูติดจั่นในวงล้ออย่างเคย มันไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มี life-hack ใดๆ มันเรียบง่ายกว่านั้น มันคือการที่เราแค่อยู่กับมันไปทีละก้าว ทีละก้าว ในแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p>ฉันรู้ เราต่างอยากกระโจนข้ามไปถึง EP ที่ชีวิตอยู่บนผิวน้ำนิ่งสงบ คนมักพูดกันว่าระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทาง แต่เวลาที่ระหว่างทางมันแย่ มันพัง ใครก็อยาก skip ไปทั้งนั้น โดยเฉพาะช่วงหัดเยียวยาตัวเองที่บางครั้งมันก็สะบักสะบอมไม่น้อย&nbsp;</p>



<p>ฉันเองก็อยากเห็นตัวเองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นอิสระจากความกังวล แต่ก็เพิ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริงๆ ว่า สิ่งสำคัญกว่าปลายทางที่เราอยากเห็น สิ่งสำคัญกว่าสิ่งที่เราอยากได้มาและพยายามทำให้เกิดขึ้น คือการใส่ใจแต่ละขณะที่เรา ‘ได้’ ลงมือทำมันไปทีละเล็กละน้อย โดยไม่ต้องคาดหวังหรือกะเกณฑ์ผลลัพธ์อะไรมาก&nbsp;</p>



<p>แค่ทำ ทำไปทีละนิดละหน่อย ยังไม่ต้องตัดสินอะไร&nbsp;</p>



<p>หากทำโดยวางใจอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง ใจจะไม่วิ่งพล่านที่ยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นยังไง</p>



<p>หลักคิดที่ช่วยให้ใจเย็นกับตัวเองได้มากขึ้น และอยากให้คนรอบตัวได้ลองกันเยอะๆ คือ ‘ลองมองสิ่งต่างๆ เป็นกระบวนการ’ เป็น process เป็นเรื่องของวันนั้นๆ วินาทีนั้นๆ มากกว่าเป็นคำตอบตายตัว มากกว่าเป็นปลายทางที่ไม่มีวันเปลี่ยน</p>



<p>ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่ามันจะมีประโยชน์ขนาดนี้ แต่จากประสบการณ์ตรง มันเป็นหลักคิดพื้นฐานที่ช่วยให้สงบใจได้มาก (ฟีลลิ่งเหมือนยาสามัญครอบจักรวาล) เพราะมันบอกให้เรารู้ว่าสิ่งต่างๆ ยังมีความเป็นไปได้อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น และความเป็นไปได้นั้นๆ ยังยืดหยุ่นได้ เซอร์ไพรส์เราได้ กลับลงไปเพื่อขึ้นมาใหม่ได้ และช่วยให้เรายอมรับความผิดพลาดหรือเรื่องที่ออกมาไม่ตรงปก ไม่ตรงใจ ได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p></p>



<p>สำหรับฉัน คนที่อยู่ในโลกความกังวลคือคนที่กลัวการหลงทาง กลัวการตัดสินใจแต่ละครั้งจะพาเราไปสู่ทางที่ไม่ได้อยากไป กลัวปลายทางตรงนั้นจะเป็นหน้าผา&nbsp;</p>



<p>จังหวะที่เป็นกังวลตรงนั้น เราลืม 2 เรื่องสำคัญไป&nbsp;</p>



<p>หนึ่งคือ เราลืมไปว่าเราเรียนรู้ที่จะหัดใช้แผนที่ให้เก่งขึ้นได้ ต่อให้หลงทางเข้าจริงๆ หรือไม่ใช่ทางที่อยากไป เราก็น่าจะพอหาทางกลับมาจุดเดิมได้อยู่ (เรามีศักยภาพที่จะรับมือปัญหามากกว่าที่ตัวเองคิด)</p>



<p>สองคือ ถ้าเดินออกจากจุดที่อยู่สักหน่อย หรือรอเวลาอีกนิด เมฆหมอกมัวๆ อาจจางไป เราอาจมีสติและเห็นทางไปมากขึ้น (ยืดหยุ่นกับวิธีการรับมือและแก้ปัญหา มองเห็นความเป็นไปได้ที่หลากหลายมากกว่าแค่ถูกหรือผิด พังหรือปัง)&nbsp;</p>



<p>ชีวิตประกอบขึ้นจากการตัดสินใจยิบย่อยหลายครั้งและข้อมูลใหม่ๆ ที่เราเรียนรู้ไปในแต่ละวัน ไม่เป็นไรถ้าวันนี้จะเป็นวันที่แย่มากวันหนึ่ง ไม่เป็นไรถ้าจะยังรู้สึกหาทางออกไม่เจอ ไม่เป็นไรถ้าทางที่เลือกไปจะยังทำให้ผิดหวัง ไม่เป็นไร&#8230;ถ้าซื้อรองเท้าคู่ใหม่แล้วพบว่าเสียดายเงิน&nbsp;</p>



<p>เพราะอย่างน้อยที่สุดคือเราได้ลองใส่มัน แล้วก้าวออกไป&nbsp;</p>



<p>ได้ลองทำ ลองตัดสินใจ ลองใช้ชีวิตในวันนั้นๆ จนกระทั่งมันผ่านไป เพื่อให้วันใหม่หรือโอกาสใหม่ๆ ได้ผ่านเข้ามา ถึงรสชาติผลลัพธ์จะไม่หวานหอมทุกครั้งเพราะมันไม่มีวันเป็นแบบนั้นได้ แต่จากสายตาฉันที่เป็นนักขี้กังวลระดับแชมป์ การยังมีความกล้าหาญแม้ต้องเผชิญหน้ากับความไม่รู้หรือความกลัว คือคุณสมบัติที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การชมตัวเองมากๆ เลย&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นอย่าลืมชมตัวเองกันด้วยนะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น</strong><span style="display:none;"> วิตกกังวล </span></h3>



<ul class="wp-block-list"><li>อ้างอิงจากหนังสือ Don’t Feed Your Monkey Mind ของคุณ <a href="https://jennifershannon.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Jennifer Shannon </a>ส่วนผสมหลักที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลคือ ความไม่สามารถทนทานต่อความไม่แน่นอน (อยากให้ทุกอย่างชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์) ความต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ (ห้ามทำผิด!) และความรับผิดชอบที่สูงเกินไป (เราต้องปกป้องความสุขและความปลอดภัยให้คนรอบข้างตลอด) หากรู้สึกว่าตัวเองตกหลุมข้อใดข้อหนึ่งใน 3 อย่างนี้ ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกให้กลับมาสำรวจตัวเองและยืดหยุ่นกับตัวเองมากขึ้น</li><li>ปัจจุบันมีวิธีการหลากหลายที่ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้ วิธีพื้นฐานที่เราอยากแชร์คือ เมื่อเริ่มวิ่งวุ่นในความไม่รู้ ลองพาตัวเองกลับมาสู่สิ่งที่ ‘จับต้องได้’ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น กลับมาโฟกัสที่ลมหายใจ ความรู้สึกในร่างกาย สัมผัสของสิ่งต่างๆ รอบตัว เสียงที่กำลังได้ยิน พอความคิดเริ่มสงบลงและจูนตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันได้บ้างแล้ว ลองทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังกังวลว่าต้นตอความกลัวนี้มาจากไหน มีอะไรเป็นวิธีรับมือที่เราลงมือทำได้บ้าง หากดีลคนเดียวไม่ไหว การได้พูดกับใครสักคนเช่นเพื่อนสนิท หรือใช้บริการผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตก็เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-anxiety/">บางจังหวะชีวิตก็เหมือนการสวมรองเท้าคู่ใหม่ เราแค่ต้องลองเดินไปกับ ‘ความไม่รู้’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีโอบกอดความเว้าแหว่งที่ช่วยให้ผ่านพ้นคืนวันยากๆ ได้อย่างไม่บอบช้ำจนเกินไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peace-of-mine-self-compassion/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Sep 2021 16:14:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ใจดีกับตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[self-compassion]]></category>
		<category><![CDATA[ความเมตตากรุณาต่อตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=145941</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฉันเขียนบทความนี้ในเช้าวันที่ตื่นมาแล้วนึกถึงความผิดพลาดของเมื่อวาน ใจดีกับตัวเอง ย้อนกลับไปแค่ราว 12 ชั่วโมงก่อน หลังอัดวิดีโอพ็อดแคสต์ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรก ฉันรีบโทรศัพท์ไปพ่นความคับข้องใจและความผิดหวังในตัวเองกับคนสนิท ไม่ได้นึกเลยว่าแค่ย้ายการทำงานจากห้องอัดมาอยู่บนหน้าจอ การอัดพ็อดแคสต์ที่เริ่มคุ้นเคยจะกลายเป็นงานยาก (อีกครั้ง!) “รู้สึกเหมือนตอนหัดเล่นอิเล็กโทนเลย เราต้องแยกประสาทว่ามือซ้ายจะกดคอร์ดอะไร มือขวาจะเล่นโน้ตไหน เท้าซ้ายกดคีย์อะไร คือต้องทำอะไรที่แตกต่างกันไปพร้อมๆ กัน และมันยากมากกว่าจะเข้าที่” ฉันเปรียบเปรยถึงการที่พยายามแยกประสาทระหว่างสบตาคนที่พูดด้วยในจอ เหลือบมองสคริปต์และโน้ตที่จดไว้ บาลานซ์การให้ข้อมูลและเป็นผู้ร่วมคุยที่น่าฟัง รับสัญญาณจากโปรดิวเซอร์ พร้อมกันนั้นก็คุมสติให้การคุยลื่นไหลเท่าที่จะเป็นไปได้ ดูแลอากัปกิริยาให้ยังดูโอเค ตอนแรกขอบ่นแค่ 5 นาที ไปๆ มาๆ ปาเข้าไป 20&#160; “ไม่เป็นไร จุดไหนอยากแก้ก็เขียนทดไว้ก่อน แล้วรอบหน้าลองซ้อมก่อนอัด คืนนี้พักผ่อนนะ” อีกฝ่ายตอบกลับมา แต่วางสายไปแล้วฉันก็ยังจ๋อย&#160; พอเป็นคนรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ไว ก็เลยรู้ตัวในระดับทันทีทันใดว่า อ๊ะ! นั่นพลาดอีกแล้ว โอ๊ะ! นั่นพูดอะไรออกไป แต่พอวินาทีนั้นต้อง The show must go on ก็เลยทำได้แค่&#8230;ดำน้ำให้ผ่านไปให้ได้ พอการอัดเสียงจบลง รู้สึกเหมือนบัญชีความผิดพลาดรอบนี้ยาวเป็นหางว่าว&#160; เพิ่งจะคุยในรายการไปเองว่า เวลาถือบทบาทหรือภารกิจหลายๆ อย่างไว้ในมือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-self-compassion/">วิธีโอบกอดความเว้าแหว่งที่ช่วยให้ผ่านพ้นคืนวันยากๆ ได้อย่างไม่บอบช้ำจนเกินไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ฉันเขียนบทความนี้ในเช้าวันที่ตื่นมาแล้วนึกถึงความผิดพลาดของเมื่อวาน<span style="display:none;"> ใจดีกับตัวเอง </span></p>



<p>ย้อนกลับไปแค่ราว 12 ชั่วโมงก่อน หลังอัดวิดีโอพ็อดแคสต์ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรก ฉันรีบโทรศัพท์ไปพ่นความคับข้องใจและความผิดหวังในตัวเองกับคนสนิท ไม่ได้นึกเลยว่าแค่ย้ายการทำงานจากห้องอัดมาอยู่บนหน้าจอ การอัดพ็อดแคสต์ที่เริ่มคุ้นเคยจะกลายเป็นงานยาก (อีกครั้ง!)</p>



<p>“รู้สึกเหมือนตอนหัดเล่นอิเล็กโทนเลย เราต้องแยกประสาทว่ามือซ้ายจะกดคอร์ดอะไร มือขวาจะเล่นโน้ตไหน เท้าซ้ายกดคีย์อะไร คือต้องทำอะไรที่แตกต่างกันไปพร้อมๆ กัน และมันยากมากกว่าจะเข้าที่” ฉันเปรียบเปรยถึงการที่พยายามแยกประสาทระหว่างสบตาคนที่พูดด้วยในจอ เหลือบมองสคริปต์และโน้ตที่จดไว้ บาลานซ์การให้ข้อมูลและเป็นผู้ร่วมคุยที่น่าฟัง รับสัญญาณจากโปรดิวเซอร์ พร้อมกันนั้นก็คุมสติให้การคุยลื่นไหลเท่าที่จะเป็นไปได้ ดูแลอากัปกิริยาให้ยังดูโอเค ตอนแรกขอบ่นแค่ 5 นาที ไปๆ มาๆ ปาเข้าไป 20&nbsp;</p>



<p>“ไม่เป็นไร จุดไหนอยากแก้ก็เขียนทดไว้ก่อน แล้วรอบหน้าลองซ้อมก่อนอัด คืนนี้พักผ่อนนะ” อีกฝ่ายตอบกลับมา แต่วางสายไปแล้วฉันก็ยังจ๋อย&nbsp;</p>



<p>พอเป็นคนรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ไว ก็เลยรู้ตัวในระดับทันทีทันใดว่า อ๊ะ! นั่นพลาดอีกแล้ว โอ๊ะ! นั่นพูดอะไรออกไป แต่พอวินาทีนั้นต้อง The show must go on ก็เลยทำได้แค่&#8230;ดำน้ำให้ผ่านไปให้ได้ พอการอัดเสียงจบลง รู้สึกเหมือนบัญชีความผิดพลาดรอบนี้ยาวเป็นหางว่าว&nbsp;</p>



<p>เพิ่งจะคุยในรายการไปเองว่า เวลาถือบทบาทหรือภารกิจหลายๆ อย่างไว้ในมือ เราอาจจะต้องวางมันลงบ้าง จะได้ไม่หนักและเหนื่อยจนเกินไป แต่แวบนั้นมันเป็นความรู้สึกว่า ‘อา กล่องใบนั้นที่ถือไว้ ร่วงซะแล้ว’ ความรู้สึกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มันเกิดซ้ำมาหลายครั้งกับงาน กับคน กับสิ่งใดๆ ที่อยากทำให้ดี&nbsp;</p>



<p>ฉันรู้ดีว่าถ้าปล่อยใจสบายๆ กับตัวเองมากขึ้นอีกหน่อย ทำตัวให้สนุก เอนจอยไปกับทุกจังหวะที่ได้ทำ การทำงานก็คงราบรื่นและเป็นธรรมชาติกว่านี้ แต่จังหวะนั้นก็ทำได้ดีที่สุดแค่นั้นจริงๆ สำหรับมนุษย์ไม่ชอบออกกล้องอย่างฉัน การไม่แตกตื่นและรู้สึกโอเคมากตอนรู้ว่าจะมีการอัดวิดีโอก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว แต่พอจบงานแล้วแทบจะประเมินตัวเองว่าสอบตก ความห่างชั้นของคะแนนที่ให้ตัวเองตอนแรกกับความเป็นจริง ทำให้เกิดเป็นความผิดหวังก้อนใหญ่&nbsp;</p>



<p>ใช่ มันใหญ่กว่าที่คิด ฉันผิดหวังในตัวเองที่ทำได้แค่นี้ กังวลว่าจะเป็นผู้ร่วมงานที่ถ่วงให้อีกฝ่ายทำงานยากขึ้น แถมยังมีอีกก้อนที่รู้สึกว่า หากผลตอบรับไม่ดีมันจะส่งผลเสียต่อเพื่อนที่เปิดบริษัทด้วยกัน เพราะฉันซึ่งเป็นตัวแทนในสื่อทำงานไม่เป็นมืออาชีพ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คิดว่าฝึกฝนความใจดีกับตัวเองมาพอสมควร แต่บางจังหวะ ประสบการณ์ก็จะเข้ามาตบบ่าเราพลางบอกว่า “ยังต้องฝึกฝนกันต่อไปนะ”</p>



<p>อ่านแล้วคุณอาจจะรู้สึกว่า คิดอะไรเยอะแยะวุ่นวาย ทำอะไรให้มันยาก รอบหน้าก็แค่เอาใหม่ ซึ่งถูกต้องเลย ฉันก็คิดแบบนั้น แต่อีกส่วนก็ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์คิดเล็กคิดน้อยที่อยู่ระหว่างทางคลี่คลายตัวเอง ฉันเข้าใจว่าความกังวลไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้เราพลาดง่ายขึ้น และการเฝ้าคิดถึงจุดที่พลาดไปแล้วไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไร ฉันรู้ดีว่าทางออกคือทางไหน</p>



<p>หลายโมเมนต์ที่เรารู้สึกติดขัด คนเรารู้ดีว่าเมื่อเกิดสถานการณ์นี้ เราควรทำยังไง เราควรวางมันลง ควรจะไม่คิดมาก ควรจะก้าวข้าม แต่ปัญหาคือ ‘ความรู้สึก’ ที่ยังล็อกไม่ให้เท้าเราก้าวไปทางออกได้โดยง่าย&nbsp;</p>



<p>สำหรับฉัน ถ้ามันยังรู้สึก ทางที่จะช่วยให้จบการต่อสู้กับตัวเองได้คือหันกลับไปมอง คลี่ความรู้สึกต่างๆ ออกมา ต่อให้มันเป็นเรื่องเล็กหรือดูไร้สาระแค่ไหนก็ตาม ถ้าเรารู้สึก มันก็สำคัญกับเรา </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-146108" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading" style="display:none;">01<span style="display:none;"> ใจดีกับตัวเอง </span></h3>



<p>ฉันเคยเขียนเล่าถึง<a href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-acceptance/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การยอมรับ</a>มิติต่างๆ ในตัวเองทั้งดีร้าย ว่ามันเป็นเหมือนสปริงบอร์ดของการพัฒนาตัวเอง แต่เอาเข้าจริงการยอมรับก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วย ตรงกันข้าม กับบางเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต มันก็ยากเอามากๆ การมีตัวช่วยจึงเป็นทางออกที่ดี&nbsp;</p>



<p>สำหรับฉัน กุญแจที่เอาไว้ใช้แก้ไขสถานการณ์แบบนี้คือ self-compassion แปลเป็นไทยว่า ‘ความเมตตากรุณาต่อตนเอง’ (แม้จะชวนนึกถึงหลักธรรมคำสอนทางพุทธ เพราะมันมีรากฐานมาจากพุทธ แต่ขอว่าอย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี เพราะโดยแก่นแล้วมันมีประโยชน์มากๆ จริงๆ นะ)</p>



<p>คนที่เป็นเจ้าแม่ด้านนี้คือนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัย Dr. Kristin Neff&nbsp;เธอเขียน<a href="https://www.google.com/search?q=dr.+kristin+neff+self-compassion&amp;rlz=1C1CHBF_thTH922TH922&amp;oq=Dr.+Kristin+Neff+s&amp;aqs=chrome.0.0i355i512j46i512j69i57j0i22i30l6.1639j0j7&amp;sourceid=chrome&amp;ie=UTF-8" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หนังสือ</a>จิตวิทยาที่อธิบายถึงตัวแปร self-compassion ไว้อย่างละเอียด โดยอธิบายว่าความเมตตากรุณาต่อตนเอง ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างหลักๆ&nbsp;</p>



<p>อย่างแรกคือ self-kindness ความใจดีและเห็นอกเห็นใจตนเองเมื่อเผชิญความทุกข์หรือความผิดหวัง ถัดมาคือ common humanity ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ สุดท้ายคือ mindfulness ซึ่งแปลตรงตัวว่าการครองสติ หมายถึงการสังเกตรับรู้ความรู้สึกหรือสภาวะต่างๆ ในตัวเราตามความเป็นจริง ไม่กดทับความรู้สึกตัวเองไว้ และไม่ขยายความรู้สึกแย่ให้ใหญ่โตเกินเบอร์&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าสรุปสั้นๆ ว่าความใจดีต่อตัวเองคืออะไร เวลาคนรอบตัวโบยตีตัวเองหนักๆ และออกจากวงจรนั้นไม่ได้ (อย่างที่ฉันก็เคยเป็น) ฉันจะถามคำถามที่ประยุกต์จากคำแนะนำของคุณเนฟฟ์ว่า </p>



<p>“ถ้ามีเพื่อนเราคนหนึ่งที่ผ่านชีวิตมาคล้ายๆ กับเรา และกำลังประสบพบเจอเหตุการณ์แบบที่เราเจอ ตอนนี้เขาเป็นทุกข์ เราอยากบอกอะไรกับเขาบ้าง”</p>



<p>หลายครั้งที่คำตอบของคำถามนั้นกลับมาพิสูจน์กับฉันว่า ต่อให้ใครคนนั้นกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาที่ย่ำแย่แค่ไหน คำพูดที่เขาอยากบอกเพื่อนในจินตนาการ ก็ยังเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใย คือคำชักชวนให้หยุดพักเติมพลังและมักเป็นคำพูดทำนองว่า “ไม่เป็นไรนะ ที่ผ่านมาก็พยายามมาเต็มที่แล้วนี่นา”&nbsp;</p>



<p>ในคำสั้นๆ นั้น มีส่วนผสมสำคัญซ่อนอยู่ครบแล้ว คือความเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ที่เผชิญ การยอมรับว่าเหตุการณ์และความรู้สึกนี้แบบนี้เกิดขึ้นได้เป็นปกติ และมองสิ่งต่างๆ ตามความจริง ไม่ได้มองแค่จุดเว้าแหว่ง แต่ยังมองเห็นสิ่งที่ได้ลงมือทำไปแล้วด้วย&nbsp;</p>



<p>“แล้วพอจะบอกตัวเองแบบนั้นด้วยได้ไหม” คือคำถามสำคัญถัดมา&nbsp;</p>



<p>“หากบอกตัวเองแบบนั้นไม่ได้ อะไรเหรอที่ขวางคุณไว้”</p>



<p>มันคือประโยคที่ฉันเคยถามตัวเอง และอยากให้คุณลองตอบเช่นกัน </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-1024x683.jpg" alt="ใจดีกับตัวเอง" class="wp-image-146109" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ไม่รู้ว่าบางคนจะรู้สึกอย่างที่ฉันเคยรู้สึกไหม แต่เวลาพูดถึงความใจดีกับตัวเอง มันเป็นอะไรที่ดูอ่อนโยนแต่ก็ดูหน่อมแน้มเกินจะแก้ปัญหาใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เป็นความรู้สึกกังขาเล็กๆ ในใจ แต่ระหว่างฝึกฝนที่จะคุยกับตัวเองให้ดีขึ้น เวลาเจออะไรมากระทบ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ฉันพบว่า จริงอยู่ ความใจดีอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอ แต่มันทำให้เราหยุดด่าทอหรือตำหนิตัวเองและหยุดคร่ำครวญต่อสถานการณ์อย่างไม่รู้จบได้ แล้วหลังจากนั้นมันจะช่วยให้ฉันรู้สึกมีหวังขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>เคยมีคืนหนึ่งที่ชีวิตปั่นป่วนมากจนรู้สึกเอาไม่อยู่ ข่มตาไม่ลงจนเกือบเช้า หากจำแนกฉันตามใบประวัติผู้ป่วย ฉันก็คือผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่งที่มีโรควิตกกังวล (แน่นอนว่าฉันไม่ได้เลือกจะป่วยเป็นสิ่งนี้ ธรรมชาติภายในและสภาพแวดล้อมหล่อหลอมให้ฉันเป็น) จังหวะนั้นพอรับรู้ทุกอย่างข้างในอย่างชัดเจนว่ามันเละเทะแค่ไหน ฉันไม่อาจประกอบตัวเองและดึงสติกลับมาได้เลย เป็นความรู้สึก ‘ใกล้จะเป็นบ้า’ ที่แสนทรมาน</p>



<p>นี่เป็นครั้งที่สองของชีวิตที่ต้องเจอความรู้สึกแบบนี้ ทำไมนะ ทำไมกัน ไม่ชอบเลย ฉันโกรธตัวเองที่ออกจากวงจรแย่ๆ นี้ไม่ได้ แต่ก็ทำได้แค่นอนอยู่บนเตียง จังหวะนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ กอดตัวเองไว้แน่นๆ ลูบแขนไปเรื่อยๆ แล้วบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”</p>



<p>‘กำลังเจอความรู้สึกแบบนี้อยู่นี่มันแย่มากจริงๆ ไม่เป็นไร เราเข้าใจ เราเข้าใจเธอดีที่สุดเลย’</p>



<p>ข้างในใจที่เหมือนไฟลุกโหม คล้ายมีคลื่นน้ำหลั่งไหลมาดับ จากนั้นพอได้สติจึงค่อยๆ วางแผนว่าจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้ายังไงดี ฉันเขียนลิสต์ออกมาว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ต้องขอความช่วยเหลือจากใครและที่ไหน แล้วปล่อยตัวเองให้นอนพักสบายๆ หลับไม่ลงก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้พักเต็มที่ก็พอแล้ว&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คำพูดปลอบโยนตัวเอง เหมือนมือที่ฉุดช่วยตัวเราออกมาจากห้วงความปั่นป่วนและพยุงประคองเราไว้ จนกว่าปัญหาจะค่อยๆ คลี่คลายไปตามจังหวะของมัน</p>



<p></p>



<p>ในหนังสือ self-compassion เนื้อหาที่ฉันประทับใจเป็นพิเศษคือ เนฟฟ์เล่าถึงประสบการณ์ตรงที่เธอใช้ความเมตตากรุณาต่อตนเองเยียวยาปัญหาที่เกิดในชีวิตจริง&nbsp;</p>



<p>เธอเล่าย้อนให้เห็นว่า self-criticism หรือการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองเป็นปัญหาที่แทรกซึมอยู่ในสังคมของพวกเรา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง เธอก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะตั้งแต่เด็กเนฟฟ์มีปมเรื่องพ่อที่ทอดทิ้งครอบครัวไปจนทำให้รู้สึกว่าจะไม่มีใครมารักเธอได้ เมื่อโตขึ้นเธอได้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอคิดว่ามีทุกอย่างดีพร้อม แต่เขามีนิสัยชอบวิพากษ์วิจารณ์และตัดสิน เธอไม่เคยรู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากตัวตนที่เป็นอย่างแท้จริง ปัญหาที่สั่งสมโดยไม่รู้ตัวทำให้เธอนอกใจอีกฝ่าย กลายเป็นชู้ของชายสูงวัยคนหนึ่งซึ่งแต่งงานแล้ว และไม่ยอมเลิกกับคู่ครองเพื่อมาคบกันอย่างที่เธอตัดสินใจทำ&nbsp;</p>



<p>ในจุดหนึ่งที่รู้สึก ‘ตกต่ำที่สุดในชีวิต’ และพยายามกอบกู้ตัวเองกลับมา ความเมตตาต่อตัวเองได้ช่วยเธอไว้มาก&nbsp;</p>



<p>“ฉันค่อยๆ เรียนรู้ที่จะตัดสินตัวเองน้อยลง ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเมตตาตัวเองที่ยังมีบาดแผลจากวัยเด็ก และยอมรับข้อจำกัดบางอย่างในตัวเองที่ทำให้เกิดการนอกใจ” เธออธิบาย “ฉันล้มเหลวที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ปรารถนา แต่ความล้มเหลวนั้นก็เป็นสิ่งที่ ‘เป็นมนุษย์’ เอามากๆ เลย”&nbsp;</p>



<p>อย่างที่ฉันบอกไปว่าหลายครั้งในชีวิต เราต่างรู้ดีว่าทางออกที่ควรเป็นคือทางไหน แต่ความรู้สึกบางอย่างจะล็อกขาเราไว้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิด อับอาย ผิดหวัง ทั้งจากตัวเราหรือคนรอบข้าง&nbsp;</p>



<p>หากวินาทีนั้นเราเป็นเพื่อนกับตัวเองได้ เราจะไม่บังคับขู่เข็ญ แต่จะบอกตัวเองได้ว่า ‘เรื่องที่เจออยู่นี้ไม่ง่ายเลย ไม่แปลกเลยที่จะรู้สึก เธอไม่ได้รู้สึกอยู่คนเดียวแน่นอน พักก่อนนะ หายเหนื่อยแล้วค่อยว่ากัน’&nbsp;</p>



<p>มันคือการที่เราไม่ทอดทิ้งตัวเองในยามทุกข์ และเมื่อไม่ทอดทิ้งตัวเอง เราก็จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-1024x683.jpg" alt="ใจดีกับตัวเอง" class="wp-image-146110" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/3-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading" style="display:none;">02<span style="display:none;"> ใจดีกับตัวเอง </span></h3>



<p>กลับมาที่เรื่องพ็อดแคสต์ พอทิ้งไว้สักพัก ความรู้สึกผิดหวังกับตัวเองก็เจือจางไปตามธรรมชาติ แต่ดีที่มันช่วยเตือนสติให้ใจเย็นและยืดหยุ่นกับตัวเองอีกมากๆ นอกจากนี้เหตุการณ์นี้ยังมีข้อดีอีกอย่างที่ฉันนึกไม่ถึงเหมือนกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ขอบคุณนะพี่ที่เล่าออกมาบ้าง” ข้อความไลน์เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ หลังคืนนั้นตัดสินใจบ่นให้เพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกันฟัง เธอรับปากว่าจะให้ฟีดแบ็กการทำงานของฉันอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่อยากให้เป็นกังวลจนเกินไป (“โดยเฉพาะถ้าพี่เพิ่งลองเป็นครั้งแรก” เธอย้ำ) ที่สำคัญคือครั้งนี้เธอดีใจที่ได้เป็นฝ่ายรับฟังบ้าง จากที่เป็นฝ่ายบ่นระบายมาตลอด&nbsp;</p>



<p>เวลารู้สึกไม่ค่อยดี ฉันมักพยายามจัดการด้วยตัวเอง หากไม่ไหวจริงๆ จึงจะไปถึงคนอื่น นัยหนึ่งมันก็คงเป็นความคาดหวังสูงลิบอีกแบบที่มีกับตัวเอง และอีกทางหนึ่งมันก็ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าฉันเป็นคนจัดการอะไรได้ดีและมีชีวิตเพอร์เฟกต์ ทั้งที่จริงไม่ใช่หรอก ไม่ใช่เลย ฉันก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่บางวันก็ยังหัดเตาะแตะกับหลายเรื่อง บางวันก็ยังร้องไห้และมีคำถามอยู่บ้างว่า ‘เมื่อไหร่เราจะโตเป็นผู้ใหญ่สักทีนะ’ แล้วถึงค่อยตอบตัวเองได้ว่า จะอายุเท่าไหร่ก็มีเรื่องยากของมัน เรายังเป็นมนุษย์ และมนุษย์ร้องไห้ได้</p>



<p>ข้อความของรุ่นน้องทำให้รู้สึกว่า เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองห่วย จริงๆ แล้วมันเป็นเพื่อนที่ใจดีทั้งกับเราและอีกหลายๆ คนเหมือนกันนะ เพราะการโชว์มุมไม่สมบูรณ์แบบ ก็คือยอมรับว่ามันเกิดขึ้นได้ มันช่วยให้เราเห็นอกเห็นใจตัวเอง และช่วยให้คนอื่นได้ยืดหยุ่นผ่อนปรนกับตัวเองมากขึ้นเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>มันคือการเรียนรู้ไปด้วยกันว่า มันโอเคที่จะเป็นแบบนี้ โอเคที่อะไรจะไม่เป็นไปตามที่หวัง และโอเคมากเลยที่เราจะ ‘ไม่โอเค’ บ้าง</p>



<p>โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่เรามีชีวิตอยู่ หลายอย่างรอบตัวของเราทารุณกับใจใช่ย่อย การไม่ใจร้ายกับตัวเองเกินไปในทุกๆ มิติ คือสิ่งหนึ่งที่เราควรมอบให้ตัวเองในเวลาแบบนี้&nbsp;</p>



<p></p>



<p>บ่ายวันที่รู้สึกหมองๆ ฉันสตาร์ทรถที่ไม่ได้ขับมาสองเดือน ออกไปข้างนอกและเปิดเพลงฟังดังๆ&nbsp;</p>



<p>เป็นเพลง <em>ME!</em> ที่ Taylor Swift ร้องคู่กับ Brendon Urie ซึ่งมีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งร้องว่า <em>…But one of these things is not like the others. Like a rainbow with all of the colors … I promise that you’ll never find another like ME. I’m the only one of me. Baby, that’s the fun of me.</em></p>



<p>จริงๆ มันเป็นเพลงรัก แต่ตลกมาก ฉันร้องเพลงไปร้องไห้ไป สมกับเป็นพวกต่อมน้ำตาตื้น คำเปรียบเปรยถึงสายรุ้งที่มีหลายสีทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า จะมีมุมเละๆ เทะๆ แบบนี้บ้างไปตลอดชีวิตก็คงไม่เป็นไร ฉันเป็นฉันแบบนี้ และสิ่งต่างๆ ก็หล่อหลอมทำให้เราเป็นเราที่มีคนเดียวบนโลกนี่นา</p>



<p>เวลา ‘พัง’ กับเรื่องที่คนอื่นมองว่าเล็กน้อย บางส่วนก็รู้สึกอาย เคยคิดเหมือนกันว่าการเขียนถึงแต่อะไรแบบนี้จะทำให้เกิดภาพจำแบบไหน เราจะเขียนถึงอะไรดีๆ สดใสๆ เหมือนคนอื่นบ้างได้ไหม เพราะที่จริงตัวตนก็ยังมีมิติอื่นๆ อีกมากมาย แต่ฉันก็เลือกแล้วล่ะที่จะเขียนข้อความเหล่านี้ เพราะฉันอยากบอกว่า</p>



<p>เวลาที่คุณรู้สึกว่ายังทำไม่ดีพอ หรือเป็นคนที่ไม่ดีพอ คุณยังมีฉันเป็นเพื่อน ความพังไม่ได้หมายความว่าเราเป็นมนุษย์ที่บกพร่องตรงไหน แท้จริงเราต่างเป็นสายรุ้ง และจุดเว้าแหว่งต่างหากที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์</p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น&nbsp;</strong></h3>



<ul class="wp-block-list"><li>การจะเริ่มใจดีกับตัวเองได้ เราอาจจะลองเริ่มจากสังเกตถ้อยคำที่เรามักพูดกับตัวเอง จับให้เจอว่ามีถ้อยคำไหนเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ใจร้ายเกินไปรึเปล่า น้ำเสียงนั้นเป็นยังไง ความรู้สึกที่เกิดเมื่อได้ยินถ้อยคำพวกนั้นเป็นยังไง เช่น เศร้า ท้อแท้ หรือสิ้นหวัง เพื่อให้เข้าใจกระบวนการที่เกิดภายในโดยที่เราไม่รู้ตัวมากขึ้น&nbsp;</li><li>เราฝึกฝนที่จะใจดีและมีเมตตาต่อตัวเองได้ผ่านแบบฝึกหัดต่างๆ เช่น หัดกอดตัวเองอย่างอ่อนโยน ปรับเปลี่ยนน้ำเสียงที่ใช้พูดคุยกับตัวเอง ผ่านมุมมองที่เห็นตัวเองเป็นเพื่อนที่เราแคร์คนหนึ่ง หากอยากให้ถ้อยคำเหล่านั้นชัดเจนมากขึ้น สามารถลองพูดออกเสียงในที่ปลอดภัย หรือเขียนออกมาให้ตัวเองอ่านเพื่อซึมซับความรู้สึกให้เต็มที่ก็ได้ &nbsp;</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-self-compassion/">วิธีโอบกอดความเว้าแหว่งที่ช่วยให้ผ่านพ้นคืนวันยากๆ ได้อย่างไม่บอบช้ำจนเกินไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ของขวัญที่ดีที่สุดในความสัมพันธ์ คือเธอกับฉันต่างมีสิทธิจะเชื่อ เป็น และรู้สึก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peace-of-mine-relationship/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2021 15:26:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Peace of Mine]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[therapy]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[relationship]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจ]]></category>
		<category><![CDATA[Person-centered therapy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=142516</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะที่โตมาแบบลูกคนเล็กในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน นอกจากนิสัยขี้กลัวที่ได้รับเป็นมรดกติดตัวมา ฉันก็มีวิญญาณกบฏอยู่ในตัวพอควร ความสัมพันธ์ ด้านการใช้ชีวิต วัยรุ่นคนอื่นอาจโตมากับการโบกรถเที่ยวทั่วไทย ส่วนฉันคือคนที่ไม่รู้ว่าทำไมแทบไม่เคยไปค้างบ้านเพื่อน วัยรุ่นคนอื่นเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศกับแฟน ส่วนทางนี้แค่นึกอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดกับคนรักก็รู้แล้วว่าคำตักเตือนที่รออยู่คืออะไร&#160; ด้านชีวิตส่วนตัว ฉันเป็นมนุษย์ละเอียดอ่อนมาตั้งแต่เกิด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็รู้สึกได้ลึกซึ้ง ร้องไห้ง่ายจนดูอ่อนไหวเปราะบาง พอมีความรักก็รักได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง ใดๆ เหล่านี้ล้วนผิดไปจากบรรทัดฐานที่ผู้ใหญ่ยุคก่อนวางไว้ เช่นว่า ทุกคนจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง (ที่แปลว่าไม่ควรดราม่า) แต่งงาน มีครอบครัวมีลูกตามครรลองสังคม เหมือนฉันเป็นแกะดำที่มีจิตใจและความต้องการในชีวิตผิดแผกไปจากคนส่วนใหญ่ การจะแสดงออกถึง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ อย่างสบายใจในประเทศนี้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะห้ามปราม เป็นเรื่องยากสำหรับฉันในอดีต ขอบเขตการใช้ชีวิตจึงค่อนข้างแคบ ใจโหยหาการได้ออกไปที่ไหนสักแห่งที่ให้อิสระกับตัวเองได้เต็มที่ ฉันอินถึงขั้นเคยจินตนาการเล่นๆ ว่า ถ้าต้องมีลูกเข้าจริงๆ จะให้ลูกชื่อว่า ‘อิสระ’ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันให้คุณค่าโดยแท้จริง&#160; เด็กขี้กลัวคนเดิมยังซ่อนตัวอยู่ข้างในเสมอมา เขาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในตัวตนของฉัน แต่ยังดีที่มีไอ้เด็กรักสนุกดื้อเงียบอีกคนอยู่เป็นเพื่อนกัน&#160; ชีวิตส่วนตัวต้องหลบซ่อน การเรียนการงานจึงต้องได้อย่างที่อยากได้ ฉันเป็นเด็กสายวิทย์ที่แหกคอกออกมาเรียนนิเทศศาสตร์ ขณะที่เพื่อนครึ่งค่อนห้องสอบติดแพทย์ พอเรียนปริญญาโทฉันก็แหกคอกอีกครั้งด้วยการกระโดดข้ามสายงานสื่อมาเรียนจิตวิทยาการปรึกษา โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลเบื้องหลังให้ใครฟังสักคน (หนึ่ง–เพราะกลัวฟีดแบ็ก สอง–คือรู้ว่ายังไงก็จะเลือกทางนี้อยู่ดี) เอาเข้าจริง ฉันเป็นเด็กเงียบเรียบร้อยที่หักอกผู้ใหญ่ใกล้ตัวมานักต่อนัก เพราะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เขาอยากให้ทำหรืออยากให้เป็นสักอย่าง&#160; แต่ทำยังไงได้ ความเป็นคนละเอียดอ่อนทำให้ฉันรู้จัก ‘ความรู้สึก’ ตัวเองดีจนไม่อาจโกหกหรือหักหลังตัวเอง หากเป็นเรื่องสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-relationship/">ของขวัญที่ดีที่สุดในความสัมพันธ์ คือเธอกับฉันต่างมีสิทธิจะเชื่อ เป็น และรู้สึก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในฐานะที่โตมาแบบลูกคนเล็กในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน นอกจากนิสัยขี้กลัวที่ได้รับเป็นมรดกติดตัวมา ฉันก็มีวิญญาณกบฏอยู่ในตัวพอควร<span style="display:none;"> ความสัมพันธ์ </span></p>



<p>ด้านการใช้ชีวิต วัยรุ่นคนอื่นอาจโตมากับการโบกรถเที่ยวทั่วไทย ส่วนฉันคือคนที่ไม่รู้ว่าทำไมแทบไม่เคยไปค้างบ้านเพื่อน วัยรุ่นคนอื่นเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศกับแฟน ส่วนทางนี้แค่นึกอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดกับคนรักก็รู้แล้วว่าคำตักเตือนที่รออยู่คืออะไร&nbsp;</p>



<p>ด้านชีวิตส่วนตัว ฉันเป็นมนุษย์ละเอียดอ่อนมาตั้งแต่เกิด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็รู้สึกได้ลึกซึ้ง ร้องไห้ง่ายจนดูอ่อนไหวเปราะบาง พอมีความรักก็รักได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง ใดๆ เหล่านี้ล้วนผิดไปจากบรรทัดฐานที่ผู้ใหญ่ยุคก่อนวางไว้ เช่นว่า ทุกคนจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง (ที่แปลว่าไม่ควรดราม่า) แต่งงาน มีครอบครัวมีลูกตามครรลองสังคม เหมือนฉันเป็นแกะดำที่มีจิตใจและความต้องการในชีวิตผิดแผกไปจากคนส่วนใหญ่</p>



<p>การจะแสดงออกถึง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ อย่างสบายใจในประเทศนี้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะห้ามปราม เป็นเรื่องยากสำหรับฉันในอดีต ขอบเขตการใช้ชีวิตจึงค่อนข้างแคบ ใจโหยหาการได้ออกไปที่ไหนสักแห่งที่ให้อิสระกับตัวเองได้เต็มที่ ฉันอินถึงขั้นเคยจินตนาการเล่นๆ ว่า ถ้าต้องมีลูกเข้าจริงๆ จะให้ลูกชื่อว่า ‘อิสระ’ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันให้คุณค่าโดยแท้จริง&nbsp;</p>



<p>เด็กขี้กลัวคนเดิมยังซ่อนตัวอยู่ข้างในเสมอมา เขาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในตัวตนของฉัน แต่ยังดีที่มีไอ้เด็กรักสนุกดื้อเงียบอีกคนอยู่เป็นเพื่อนกัน&nbsp;</p>



<p>ชีวิตส่วนตัวต้องหลบซ่อน การเรียนการงานจึงต้องได้อย่างที่อยากได้ ฉันเป็นเด็กสายวิทย์ที่แหกคอกออกมาเรียนนิเทศศาสตร์ ขณะที่เพื่อนครึ่งค่อนห้องสอบติดแพทย์ พอเรียนปริญญาโทฉันก็แหกคอกอีกครั้งด้วยการกระโดดข้ามสายงานสื่อมาเรียนจิตวิทยาการปรึกษา โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลเบื้องหลังให้ใครฟังสักคน (หนึ่ง–เพราะกลัวฟีดแบ็ก สอง–คือรู้ว่ายังไงก็จะเลือกทางนี้อยู่ดี)</p>



<p>เอาเข้าจริง ฉันเป็นเด็กเงียบเรียบร้อยที่หักอกผู้ใหญ่ใกล้ตัวมานักต่อนัก เพราะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เขาอยากให้ทำหรืออยากให้เป็นสักอย่าง&nbsp;</p>



<p>แต่ทำยังไงได้ ความเป็นคนละเอียดอ่อนทำให้ฉันรู้จัก ‘ความรู้สึก’ ตัวเองดีจนไม่อาจโกหกหรือหักหลังตัวเอง หากเป็นเรื่องสำคัญ ฉันจะก่อกบฏเล็กๆ น้อยๆ ในที่ทางของตัวเองเรื่อยมาเพื่อให้ได้เป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์ขึ้น แม้ความกลัวเกาะกินใจว่าเอ่ยปากขอไปแล้วจะไม่ได้รับอนุญาต ฉันก็จะลงมือทำอย่างกล้าๆ กลัวๆ อยู่ดี&nbsp;</p>



<p>เหมือนที่อยู่ดีๆ วันหนึ่งต้นแขนซ้ายของฉันก็มีรอยสักรูปดอกกุหลาบมอญดอกใหญ่ใช้ได้ ทำเอาคนที่บ้านตกใจไปตามๆ กัน สำหรับบางบ้าน หากลูกหลานตัวเองไปสักหรือทำอะไรไม่เหมาะสม มันอาจกลายเป็นชนวนทะเลาะใหญ่โต โดยฝั่งหนึ่งอาจเริ่มติเตียนโดยมีความเชื่อและค่านิยมของตัวเองเป็นอาวุธ&nbsp;</p>



<p>สำหรับฉัน ในฐานะมนุษย์ปัจเจกคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากว่า เมื่อมีรอยสัก ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นฉันเต็มคนมากขึ้น มันคือคำประกาศความเป็นฉันบนร่างกายของฉัน ไม่ใช่ของใครอื่น นี่คือการประกาศอำนาจในขอบเขตชีวิตที่ฉันมี&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-1024x683.jpg" alt="ความสัมพันธ์" class="wp-image-142664" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>คำว่าอำนาจฟังดูยิ่งใหญ่ เป็นทางการ แต่ฉันเชื่อว่านี่คือสิ่งที่แต่ละคนพึงมีเป็นของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เมื่อเรามีอำนาจในตัวเอง เราก็จะมีสิทธิที่จะเป็น (เช่น เดินไปบอกที่บ้านว่าฉันเป็นเควียร์โดยไม่ต้องกลัวโดนตัดแม่ตัดลูก) สิทธิที่จะเลือก (เช่น เลือกไว้ผมทรงสกินเฮด เลือกโนบรา เลือกทำอาชีพอื่นที่ไม่ใช่หมอหรือข้าราชการ เลือกยี่ห้อวัคซีนที่อยากฉีดได้เอง เลือกพรรคการเมืองที่อยากให้เข้ามาทำงานเป็นรัฐบาล) และสิทธิที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยตัวเราเอง (เช่น ตัดสินใจทำแท้ง ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนต่อจากนี้ หรือเรื่องเล็กลงมา เช่น ตัดสินใจจะเปลี่ยนมาใส่เสื้อสีมงคลไปทำงาน)</p>



<p>ในทางแนวคิดพื้นฐานที่สุด คนคนหนึ่งจะเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร อยู่กับใคร ก็เป็นสิทธิของเขา ตราบเท่าที่มันไม่ได้เดือดร้อนหรือทำร้ายใคร&nbsp;</p>



<p>ในหลักจริยธรรมข้อหนึ่งของนักจิตวิทยาการปรึกษา เราจะต้องรักษาไว้ซึ่ง autonomy หรือสิทธิและอำนาจในตัวเองของผู้รับบริการ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเราจะไม่เอาความคิดของเราไปใส่ให้เขา โน้มน้าวให้เขาเชื่อแบบที่เราอยากให้เชื่อ หากเขามาหาเราด้วยความไม่มั่นใจ เรามีหน้าที่เพียงช่วยสะท้อนจนเขาตอบได้ชัดว่าทางไหนคือทางเลือกที่ต้องการ</p>



<p>เราจะไม่ยึดอำนาจการตัดสินใจไปจากใคร ต่อให้ทำไปด้วยเจตนาบนความหวังดีก็ตาม&nbsp;</p>



<p>“รับงานนี้น่าจะดีกว่านะ”, “แต่งตัวแบบนี้น่าจะสวยกว่า”, “อย่าทำอันนั้นเลย น่าจะลำบากนะ” หรือ “ทำไมไม่เลิกกับมันสักที” ประโยคที่เต็มไปด้วยโครงสร้างว่า “เธอน่าจะ&#8230;” หรือ “ทำไมเธอไม่…” แล้วต่อท้ายด้วยสิ่งที่เราอยากหยิบยื่นให้ โดยไม่ทันรับฟังคนตรงหน้าอย่างถ้วนถี่ มันต่างจากการให้คำแนะนำอย่างเปิดกว้าง เพราะนี่คือการแสดงออกกลายๆ ว่า ‘ฉันต้องการให้เธอทำอย่างที่ฉันอยากให้ทำ’ หรือ ‘เชื่อฉัน ทำตามฉันเถอะ เพราะฉันรู้ดีกว่า’</p>



<p>มันเป็นประโยคบอกใบ้ว่าเรากำลังกุมตำแหน่งคนชี้ถูก-ผิด เรามองข้ามประสบการณ์และลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยลืมไปว่าเราไม่มีวันล่วงรู้หรือเข้าใจโลกภายในของเขาได้ทั้งหมดทั้งมวลเลย</p>



<p>ฉันเห็นอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันในความสัมพันธ์อยู่บ่อยๆ หลายครั้งอำนาจก็ถูกใช้ในนามของความรัก เวลาผู้ใหญ่พยายามปลูกฝังเด็กๆ ว่าเมื่อเราอยู่ภายใต้การดูแลของใครสักคนที่อาวุโสกว่า เราก็ควรเชื่อในสิ่งที่พวกเขาบอกด้วยความหวังดี แม้ใจเราจะตะโกนบอกอีกอย่างหนึ่งก็ตาม เมื่อความรู้สึกที่แท้จริงของใครสักคนถูกมองข้าม ถูกด้อยค่าจากกฎเกณฑ์ ความเชื่อ หรือค่านิยมซึ่งไม่ให้คุณค่าในปัจเจกบุคคล ฉันรู้สึกเสมอว่า นั่นแหละ ความไม่เท่าเทียม&nbsp;</p>



<p>แต่สารภาพกันตรงนี้ ในชีวิตจริง หลายครั้งฉันก็ยังพลาด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-1024x683.jpg" alt="ความสัมพันธ์" class="wp-image-142665" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading" style="display:none;">ความสัมพันธ์</h3>



<p>ด้วยความเป็นคนขี้ห่วง แถมยังหลงคิดว่าตัวเองเข้าใจเรื่องจิตใจ ถ้าเห็นคนใกล้ตัวเจ็บหรือล้ม ฉันมักเผลอรับบทแม่พระเสนอตัวให้คำแนะนำ เขาจะได้หลุดพ้นจากอุปสรรคโดยเร็ว ที่อาการหนักไปกว่านั้น บางครั้งฉันก็เผลอรับเอามาเป็น ‘หน้าที่’ ว่าฉันต้องดูแลผลลัพธ์ที่จะเกิดกับใจเขา หากเขาไปประสบพบเจอความทุกข์ที่ฉันน่าจะช่วยป้องกันได้ ก็เท่ากับฉันดูแลเขาไม่ดี&nbsp;</p>



<p>นิสัยขี้เป็นห่วงจนเผลอเจ้ากี้เจ้าการแบบเนียนๆ ยังเคยผลุบๆ โผล่ๆ ในห้องบำบัดตอนสมัยฝึกงาน ความเป็นแม่จะออกมาแสดงตัวตอนฉันเป็นกังวล ไม่รู้ว่าจะพาผู้รับบริการไปทางไหนต่อ หรือตอนไม่รู้ตัวว่าเรากำลังคาดหวังอยากเห็นเขา ‘สบายดี’ ไวๆ จะได้ดีใจกับตัวเองว่าเราทำหน้าที่ได้ดี&nbsp;</p>



<p>นี่คือหลักฐานว่าในตัวฉันเองก็มี ‘ความเป็นแม่’ แบบที่ฉันไม่ชอบ มันทำให้ฉันตกอยู่ในวงจรของความเหนื่อยล้า ความห่วงกังวลผลักให้เราพยายามควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นอย่างที่ต้องการ รวมไปถึงความรู้สึกและการกระทำของอีกฝ่าย พออะไรไม่เป็นอย่างที่หวัง ความรู้สึกขุ่นข้องใจก็แอบตามมา เราอาจน้อยใจว่าทำไมเขาไม่เชื่อเรา เสียใจว่าทำไมเราทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ หรือหงุดหงิดว่าทำไมมันไม่ได้ดั่งใจสักที&nbsp;</p>



<p>เรากำลังสร้างความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข และทำให้เราไม่ได้เป็นอิสระจากกัน&nbsp;</p>



<p>ในความเป็นจริง ไม่มีใครจะเป็นแค่คนคนเดียวที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตใครได้ ทุกคนมีตัวตนของตัวเองและยังมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย เราควรปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ซึ่งเป็นของของเขา อยู่ในสภาพที่เป็นธรรมชาติและจริงแท้ที่สุด เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง</p>



<p>ความสัมพันธ์ใดบนโลกนี้ก็ตาม พ่อ-แม่-ลูก ป้า-หลาน เพื่อน คนรัก รวมถึงความสัมพันธ์ที่ใหญ่ขึ้นในระดับชุมชนและสังคม หากใครคนหนึ่งต้องโกหกความรู้สึกตัวเอง ต้องยอมทำตามคำแนะนำ ยอมจำนนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้เพื่อให้อีกคนสบายใจ เพื่อให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ แลกกับการสูญเสียอิสระที่จะเป็น อิสระที่จะแสดงออก สูญเสียอำนาจในตัวเองที่เขาพึงมี&nbsp;</p>



<p>มันจะเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีและมั่นคงได้ยังไง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-1024x683.jpg" alt="ความสัมพันธ์" class="wp-image-142666" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>จริงๆ แล้วหลักใหญ่ใจความของกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัดคือเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์’ นอกจากความรู้เชิงทฤษฎีแล้ว สิ่งที่มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการบำบัดคือความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนในห้องบำบัดนั้น&nbsp;</p>



<p>นักบำบัดต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้อีกฝ่ายกล้าบอกเล่าสิ่งต่างๆ ตัวตนของนักบำบัดจึงสำคัญมาก พูดง่ายๆ ว่าเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสำรวจและขัดเกลาตัวเองไปด้วย จะได้ไม่เผลอเอานิสัยติดตัวบางอย่างมาใช้กับผู้รับบริการ แต่ก่อนจะเริ่มงานได้เราต้องผ่านขั้นตอนการเลือกทฤษฎีบำบัดที่ fit in กับความเป็นตัวเองที่สุด ซึ่งแต่ละทฤษฎีก็มีคาแร็กเตอร์และให้บรรยากาศการทำงานต่างกันไป&nbsp;</p>



<p>มองดู ‘ความเป็นแม่ขี้กังวล’ ในตัวเองแล้ว ฉันน่าจะเลือกวิธีทำงานที่มีโครงสร้างและขั้นตอนให้จับยึด เลือกทฤษฎีที่ให้น้ำหนักนักบำบัดได้เป็นคนนำและกำหนดทิศทาง แต่เปล่าเลย&nbsp;</p>



<p>ฉันเลือกใช้ทฤษฎีหลักที่มีเทคนิคให้หยิบจับน้อยที่สุด ทั้งยังไร้โครงสร้าง พูดขำๆ เหมือนเครื่องมือการทำงานมีแค่ตัวกับหัวใจ ส่วนการทำงานในรายละเอียดจะดำเนินไปยังไง เริ่มต้นและจบลงทางไหน จังหวะอยู่ที่ผู้รับบริการ ไม่ใช่เรา</p>



<p>ไม่ชอบอะไรที่คาดเดาไม่ได้ จัดการควบคุมไม่ได้ แต่ก็ยังเลือกทฤษฎีนี้มาใช้ ลึกๆ แล้วฉันอยากต่อสู้กับ ‘แม่จอมบงการ’ ในตัวเอง</p>



<p>มันคือการประกาศว่า ไม่ว่าจะบทบาทหรือมุมไหนในชีวิต ฉันก็ต้องการความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม ความสัมพันธ์ที่เปิดพื้นที่ให้เราเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน ฉันจะพยายามเรียนรู้ที่จะสร้างสภาพแวดล้อมนั้น จะลดเสียงคำสั่งที่เกิดจากความกลัว และจะย้ำเตือนตัวเองให้เปล่งเสียงความต้องการที่แท้จริงให้ดังขึ้น และดังขึ้นอีก</p>



<p>ในความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม เราไม่ได้มีหน้าที่สั่งสอนหรือชี้คำตอบให้ใคร เขามีเข็มทิศในตัวเองอยู่แล้วนั่นคือประสบการณ์ที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้คนเดียว ประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานอาจเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของเขา หน้าที่ของเราคืออยู่เคียงข้าง เป็นพยานรู้เห็นในความพยายาม ให้การสนับสนุน เฝ้ามองเขาหลงทางและคอยประคับประคอง จนกระทั่งเขาได้เป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์ นี่ต่างหากความสัมพันธ์ที่ช่วยให้เราแข็งแรงไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>ฉันเชื่อจากใจว่าการให้อิสระคือการแสดงความเคารพในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เราต่างมีอำนาจการตัดสินใจในชีวิตตัวเอง และหน้าที่ที่เราจะปฏิบัติต่อกัน คือเชื่อว่าอีกฝ่ายรู้จักชีวิตของเขาดีที่สุด&nbsp;</p>



<p>ไม่ต้องมีคนรับบทผู้ออกคำสั่ง ไม่ต้องมีคนรับบทผู้เชื่อฟัง เธอมีสิทธิที่จะเชื่อ เป็น และรู้สึก ฉันก็มีสิทธิที่จะเชื่อ เป็น และรู้สึกไม่ต่างกัน นี่คือสิ่งมีค่าที่สุดอย่างหนึ่งที่คนเราจะมอบให้แก่กัน และมอบให้แก่ตัวเองด้วย</p>



<p>มันคือการจริงใจกับตัวเอง แล้วความจริงใจกับตัวเองจะพาเราไปในเส้นทางที่ถูกต้องเสมอ&nbsp;</p>



<p>นับครั้งไม่ถ้วนในชีวิตนี้ที่ฉันห้ามตัวเอง “เธอจะรู้สึกแบบนี้ไม่ได้”, “เธอไม่ควรโกรธ”, “อย่ามาเหนื่อยตอนนี้นะ” หรือ “เงียบไว้ เพราะถึงเธออยากทำ เขาก็ไม่ปล่อยให้เธอทำหรอก” แต่ทางเดียวที่จะสงบศึกกับตัวเองได้สำเร็จ เราแค่ต้องปล่อยให้ตัวเองได้เป็นอย่างที่เป็น วางเงื่อนไขต่างๆ ที่ถือไว้ลง ทั้งเงื่อนไขที่คนอื่นมาเขียนให้ และเงื่อนไขที่เรารับเอามาเป็นกฎของชีวิตโดยไม่ทันได้ถามหาที่มาที่ไป&nbsp;</p>



<p>พอแล้วกับบทบาท ‘แม่’ ผู้ออกคำสั่ง พอแล้วกับบทบาท ‘ลูก’ ที่ต้องอยู่กับความกลัวและการเฝ้าขออนุญาต เหลือแค่ ‘ตัวเรา’ ที่มีความคิด ความเชื่อ และความรู้สึกที่เป็นของเรา ก็เพียงพอแล้วหรือเปล่านะ&nbsp;</p>



<p>ฉันจะย้ำเตือนกับตัวเองตอนนี้ วินาทีนี้ และตลอดไปว่า ใช่ มันเพียงพอแล้วจริงๆ&nbsp;</p>



<p>มันคือทางหนึ่งที่จะปลดปล่อยทั้งตัวเราและคนรอบข้างให้เป็นอิสระ ให้เราได้เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม-อย่างเท่าเทียมกัน เพราะเมื่อเราปฏิบัติต่อตัวเองยังไง เราก็มีแนวโน้มจะปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นนั้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าฉันเลิกเอาแต่กุมไม้บรรทัดตรวจสอบตรวจตราตัวเอง ฉันก็จะเลิกทำแบบนั้นกับคนอื่นเหมือนกัน</p>



<p>ถ้าฉันเคารพตัวเอง เข้าใจธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ให้อิสระแก่ตัวเอง ฉันก็จะมอบสิ่งนั้นให้คนรอบข้างได้เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>เวลานี้ภาพในสังคมอาจทำให้เราเจ็บปวดหรือสิ้นหวัง นอกจากการขับเคลื่อนในภาพใหญ่ที่ต้องลงมือทำและต้องเกิดขึ้น ฉันยังเชื่อลึกๆ ว่าการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เรามีต่อตัวเอง เพื่อให้มันแผ่ขยายออกไปสู่คนรอบข้าง คืออีกพลังที่ช่วยส่งเสริมกันไปได้&nbsp;</p>



<p>มาลงมือปลูกดอกไม้ในตัวเองไปด้วยกันนะ</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรอาหารใจฉบับกระชับสั้น</strong>&nbsp;</h3>



<ul class="wp-block-list"><li>ทฤษฎีบำบัดที่เล่าถึงคือทฤษฎีชื่อ person-centered therapy หรือทฤษฎีบำบัดโดยผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง คิดค้นโดย <a href="https://www.verywellmind.com/carl-rogers-biography-1902-1987-2795542" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Carl Rogers</a> ทฤษฎีนี้เชื่อว่า 3 สิ่งหลักที่จะช่วยให้คนเราเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปเป็นตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพคือ ความจริงแท้กับตัวเอง (congruence) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard) และความเข้าใจอย่างร่วมรู้สึก (empathy)</li><li>เราปรับเอาหลักการ 3 สิ่งนี้มาใช้ดูแลตัวเองได้ เริ่มต้นที่จริงใจและซื่อตรงกับตัวเอง ค่อยๆ ยอมรับความเป็นตัวเองในทุกมิติทั้งดี-ร้าย และเป็นเพื่อนที่ดีของตัวเองด้วยการยอมให้ตัวเองรู้สึกอย่างที่เป็น เข้าอกเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญ พื้นฐานความเข้าใจนี้ยังนำไปปรับใช้กับคนรอบข้างได้ด้วยนะ<a style="display:none;" href="https://adaymagazine.com/category/life/thought/peace-of-mine/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Peace of Mine</a></li></ul>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peace-of-mine-relationship/">ของขวัญที่ดีที่สุดในความสัมพันธ์ คือเธอกับฉันต่างมีสิทธิจะเชื่อ เป็น และรู้สึก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
