<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Past Forward &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/past-forward/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/past-forward/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 08 Jun 2023 17:46:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>จิตวิทยาของ Alice in Wonderland วรรณกรรมอายุกว่า 100 ปีที่หยิบมาทำกี่ทีก็ประสบความสำเร็จ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/alice-in-wonderland/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[alice in wonderland]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167532</guid>

					<description><![CDATA[<p>อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) เป็นนวนิยายชิ้นโบแดงที่ประสบความสำเร็จแทบทุกทางไม่ว่าจะในฐานะวรรณกรรมสำหรับนักอ่าน แอนิเมชันสำหรับเด็ก หรือไลฟ์แอ็กชันสำหรับผู้ชมทั่วไป อลิซในดินแดนมหัศจรรย์เป็นความฝันของวอลต์ ดิสนีย์ เจ้าของสตูดิโอที่อยากนำวรรณกรรมเรื่องนี้มานำเสนอในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว และในอีกหลายปีต่อมา แอนิเมชันเรื่องเดียวกันก็กวาดรายได้ในฐานะไลฟ์แอ็กชันจนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้ดิสนีย์หันกลับมาทำภาพยนต์คนแสดงหลังหยุดทำไปนานร่วม 10 ปีเพราะผลตอบรับของภาพยนต์ 101 Dalmatians (1996) ไม่ได้ออกมาดีนัก อะไรคือเวทมนตร์เบื้องหลังความสำเร็จของ Alice in Wonderland?  แรงบันดาลใจจากเด็กหญิงที่มีตัวตนอยู่จริง&#160; Alice&#8217;s Adventures in Wonderland หรือ Alice in Wonderland เป็นผลงานของ ลูอิส แคร์รอล (นามปากกาของ ชาร์ลส์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ) ว่ากันว่าแคร์รอลเขียนนิยายเรื่องนี้โดยนำแรงบันดาลใจมาจากเด็กหญิงที่มีอยู่จริงคือ อลิซ ลิดเดลล์ ลูกสาวของ เฮนรี ลิดเดลล์ คณบดี Christ Church College ของมหาวิทยาลัย Oxford&#160; แคร์รอลสนิทสนมกับครอบครัวลิดเดลล์เป็นพิเศษ เขามีความสนใจในการถ่ายภาพและได้รับอนุญาตจากครอบครัวลิดเดลล์ให้บันทึกภาพลูกสาวสามคนของครอบครัวนี้คือ ลอริน่า อีดิธ และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/alice-in-wonderland/">จิตวิทยาของ Alice in Wonderland วรรณกรรมอายุกว่า 100 ปีที่หยิบมาทำกี่ทีก็ประสบความสำเร็จ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) เป็นนวนิยายชิ้นโบแดงที่ประสบความสำเร็จแทบทุกทางไม่ว่าจะในฐานะวรรณกรรมสำหรับนักอ่าน แอนิเมชันสำหรับเด็ก หรือไลฟ์แอ็กชันสำหรับผู้ชมทั่วไป อลิซในดินแดนมหัศจรรย์เป็นความฝันของวอลต์ ดิสนีย์ เจ้าของสตูดิโอที่อยากนำวรรณกรรมเรื่องนี้มานำเสนอในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว และในอีกหลายปีต่อมา แอนิเมชันเรื่องเดียวกันก็กวาดรายได้ในฐานะไลฟ์แอ็กชันจนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้ดิสนีย์หันกลับมาทำภาพยนต์คนแสดงหลังหยุดทำไปนานร่วม 10 ปีเพราะผลตอบรับของภาพยนต์ <em>101 Dalmatians</em> (1996) ไม่ได้ออกมาดีนัก อะไรคือเวทมนตร์เบื้องหลังความสำเร็จของ Alice in Wonderland? </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แรงบันดาลใจจากเด็กหญิงที่มีตัวตนอยู่จริง&nbsp;</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167577" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c12_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ลูอิส แคร์รอล (นามปากกาของ ชาร์ลส์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ)</figcaption></figure>



<p>Alice&#8217;s Adventures in Wonderland หรือ Alice in Wonderland เป็นผลงานของ ลูอิส แคร์รอล (นามปากกาของ ชาร์ลส์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ) ว่ากันว่าแคร์รอลเขียนนิยายเรื่องนี้โดยนำแรงบันดาลใจมาจากเด็กหญิงที่มีอยู่จริงคือ อลิซ ลิดเดลล์ ลูกสาวของ เฮนรี ลิดเดลล์ คณบดี Christ Church College ของมหาวิทยาลัย Oxford&nbsp;</p>



<p>แคร์รอลสนิทสนมกับครอบครัวลิดเดลล์เป็นพิเศษ เขามีความสนใจในการถ่ายภาพและได้รับอนุญาตจากครอบครัวลิดเดลล์ให้บันทึกภาพลูกสาวสามคนของครอบครัวนี้คือ ลอริน่า อีดิธ และ อลิซ สภาพความเป็นอยู่ในอ็อกซ์ฟอร์ดค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับเด็กหญิงทั้งสาม ดังนั้นแคร์รอลจึงพาเด็กๆ ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ รวมถึงการพายเรือเพื่อชื่นชมธรรมชาติ​ ในระหว่างกิจกรรมเหล่านี้ แคร์รอลได้แต่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กสาวที่หลบหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงผ่านทางโพรงกระต่าย เข้าไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์โดยมอบชื่อของตัวละครเอกในเรื่องนั้นว่าอลิซ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167578" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c13_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อลิซ ลิดเดลล์ เด็กหญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละครอลิซ</figcaption></figure>



<p>แม้เรื่องราวการผจญภัยของอลิซจะถูกแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับเด็กหญิงวัยเยาว์ แต่ต่อมาเมื่อเขาได้รวบรวมเรื่องเล่าเป็นรูปเล่มและนำไปจัดพิมพ์ (ด้วยการสนับสนุนของคุณพ่อของอลิซ) หนังสือกลับได้รับความสนใจสูงมาก กลายเป็นวรรณกรรมเรื่องโปรดของนักเขียนชื่อดังอย่าง ออสการ์ ไวลด์ ไปจนถึงประมุขคนสำคัญอย่างควีนวิกตอเรีย&nbsp;</p>



<p>ความสำเร็จของอลิซในดินแดนมหัศจรรย์มาจากองค์ประกอบหลายอย่าง เรื่องเล่าของแคร์รอลแปลกใหม่และเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก โลกของเขาแปลกประหลาด ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ร่างกายของอลิซเปลี่ยนแปลงไปมา เดี๋ยวหดเล็ก เดี๋ยวขยายใหญ่คล้ายจะเป็นการเปรียบเปรยการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของเด็กหญิงอลิซในวัย 8 ขวบ </p>



<p>ก่อนหน้าวรรณกรรมเรื่องนี้ นักอ่านชาวอังกฤษไม่คุ้นกับเรื่องราวในโลกมหัศจรรย์ที่มีตัวเอกเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ส่วนบทสนทนาของอลิซก็มีความแปลกใหม่ มีทั้งความสงสัย ความกล้าหาญแบบเด็กๆ แต่ก็ดูฉลาดเฉลียวไปพร้อมๆ กัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c9_20220529-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ท่านดัชเชส งานภาพประกอบจากจอห์น เทนนิล นำแรงบันดาลใจจากภาพวาด The Ugly Duchess ภาพวาดชิ้นดังจาก The National Gallery กรุงลอนดอน</figcaption></figure>



<p>อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้อลิซถูกอกถูกใจผู้อ่านมาจากผลงานภาพประกอบโดย จอห์น เทนนิล (John Tenniel) ที่ถ่ายทอดโลกสุดประหลาดออกมาได้อย่างน่าตกตะลึง ตัวละครบางตัวของเทนนิล เช่น ท่านดัชเชส ซึ่งอลิซได้พบในโลกมหัศจรรย์โดยกล่าวว่าเธอนั้น &#8220;น่าเกลียดเป็นอย่างมาก&#8221; ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาด The Ugly Duchess ภาพวาดชิ้นดังจาก The National Gallery กรุงลอนดอน&nbsp;</p>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นของศิลปินจากเบลเยียมชื่อ เควนติน แมตซิส วาดในปี 1513 นำเสนอภาพของสตรีสูงวัยที่สูงศักดิ์ ร่ำรวย แต่อัปลักษณ์ ทุกวันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าบุคคลในภาพมีตัวตนจริงหรือไม่ และอาจเป็นผลงานแนวตลกขบขัน เสียดสีสังคม การนำภาพวาดที่คนอังกฤษรู้จักและเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังมาใช้ ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจมุขตลกของเรื่องได้ง่ายขึ้น </p>



<p>การผจญภัยของอลิซเป็นเรื่องราวชวนหัวของคนปกติดีในโลกที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เด็กคนไหนที่เคยเบื่อกับการเจอผู้ใหญ่ทะเลาะกันวุ่นวาย คุณครูเจ้าระเบียบบ้าอำนาจที่ชอบกลั่นแกล้งเด็กในชั้น หรือกระทั่งโรงเรียนที่เต็มไปด้วยกฎบ้าๆ บอๆ ก็อาจจะเข้าใจอลิซและมีความรู้สึกร่วมกับเธอได้ไม่ยาก ส่วนผู้ใหญ่ที่อยากหลบหนีความจริงเข้าสู่โลกไร้เหตุผลหลังโพรงกระต่าย ก็อาจพบว่าเรื่องราวของอลิซทำให้พวกเขาหัวเราะได้ไม่น้อยไปกว่ากัน </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ผลงานในฝันของวอลต์ ดิสนีย์&nbsp;</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167585" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c4_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>คอนเซ็ปต์อาร์ตของอลิซเวอร์ชันปี 1951</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167586" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c5_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>คอนเซ็ปต์อาร์ตของอลิซเวอร์ชันปี 1951</figcaption></figure>



<p>การนำวรรณกรรมชิ้นนี้มาสร้างใหม่เป็นแอนิเมชันเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับดิสนีย์ เพราะแม้ว่าหนังสือเรื่องนี้จะเป็นที่นิยมและคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่เสน่ห์ของอลิซในดินแดนมหัศจรรย์อยู่ที่การเขียนและภาพประกอบ หากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้จะต้องอาศัย Concept Art ที่น่าตื่นตา รวมไปถึงบทสนทนาและการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ วรรณกรรมเล่มนี้ไม่ได้จับหัวใจอย่างงานคลาสสิกเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กวางน้อยแบมบี้ ช้างน้อยดัมโบ้ หรือเจ้าหุ่นพิน็อกคิโอ หัวใจของการสร้างอลิซในดินแดนมหัศจรรย์คือการเล่าเรื่องระหว่างทางให้น่าตื่นเต้นและชวนติดตาม </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167579" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c10_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>มิกกี้ในปี 1930 เมื่อเขาเข้าไปในโลกกระจกและเจอกับบรรดาไพ่</figcaption></figure>



<p>ในปี 1930 ดิสนีย์ผลิตตอนหนึ่งของแอนิเมชันมิกกี้เมาส์ เล่าเรื่องของมิกกี้ที่หลุดเข้าไปในโลกหลังกระจกแล้วต้องผจญภัยกับบรรดาไพ่ทั้งหลาย เราพบว่าดิสนีย์มีแผนที่จะสร้างอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ในรูปแบบแอนิเมชันตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930s แต่ยังหาแนวทางที่ถูกใจไม่ได้ ภายหลังเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โปรเจกต์นี้ถูกพับเก็บไปนานถึง 20 ปี กว่าดิสนีย์จะตัดสินใจนำผลงานชิ้นนี้มาทำใหม่กลายเป็นแอนิเมชันอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ที่ออกฉายกันในปี 1951&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167583" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c8_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากเดินขบวนของทหารไพ่ มีการเลือกใช้ท้องฟ้าสีเทากับพื้นดินสีมรตกเพื่อดึงให้สีของทหารไพ่สีขาวแดงดูโดดเด่นและน่าตื่นตา</figcaption></figure>



<p>ในเวอร์ชันนี้ ดิสนีย์ได้ Concept Artist ฝีมือดีอย่างแมรี แบลร์ เข้ามาช่วยทำคอนเซ็ปต์ตัวละครให้ เธอยังเป็นผู้กำหนด Colour Palette ซึ่งจะบอกว่าแอนิเมชันเรื่องนี้ควรใช้สีเพื่อสื่อสารอารมณ์ในทิศทางไหน หากเรามองผลงานชิ้นนี้ให้ดีจะพบว่าการใช้สีของอลิซในดินแดนมหัศจรรย์เวอร์ชันปี 1951 มีความคอนทราสต์เป็นอย่างมาก นอกจากสีสันฉูดฉาด ยังมีการตัดสีที่เป็นเอกลักษณ์เช่นในฉากเดินขบวนของทหารไพ่ มีการเลือกใช้ท้องฟ้าสีเทากับพื้นดินสีมรตกเพื่อดึงให้สีของทหารไพ่สีขาวแดงดูโดดเด่นและน่าตื่นตา </p>



<p>ในส่วนของการนำเสนอเนื้อหา ดิสนีย์ปรับให้เรื่องเล่าในเวอร์ชันของเขามีความเป็นมิวซิคัลมากขึ้น มีการแต่งเพลงประกอบเรื่องมากกว่าผลงานในยุคเดียวกัน และที่สำคัญ การวาดตัวละครในรูปแบบแอนิเมชันได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงของบุคคลจริง แคธริน โบมอนต์ เลอวีน &#8211; ผู้ให้เสียงอลิซ ต้องสวมบทบาทเป็นอลิซจริงๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักวาด แต่ฉากที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุด คือการแสดงของเธอร่วมกันกับ เอ็ด วินน์ &#8211; ผู้ให้เสียงแมด แฮตเตอร์ (Mad Hatter) ในฉากงานเลี้ยงน้ำชา เพราะปรากฏว่าเสียงสดที่ใช้ในการแสดงถูกนำมาใช้จริงในแอนิเมชัน เนื่องจากเข้าถึงอารมณ์มากกว่างานอัดในห้องเสียง </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167584" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c7_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แคธริน โบมอนต์ เลอวีน &#8211; ผู้ให้เสียงอลิซ ต้องสวมบทบาทเป็นอลิซจริงๆ</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167581" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c11_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แมด แฮตเตอร์ หรือช่างทำหมวกบ้า ให้เสียงโดยเอ็ดวินน์</figcaption></figure>



<p>แมด แฮตเตอร์ หรือช่างทำหมวกบ้า เป็นตัวละครที่โดดเด่นมีสีสันมากเพราะนอกจากบุคลิกจะแปลกประหลาดยังมีบทพูดและการเรียกร้องความสนใจที่แหวกแนว ที่มาของชื่อ แมด แฮตเตอร์ มาจากสำนวนอังกฤษที่มีอยู่แล้วคือ Mad as a hatter เนื่องจากหมวกเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่ 18-19 แต่อุตสาหกรรมนี้ใช้สารปรอทไนเตรตเป็นส่วนหนึ่งในการแปรรูปขนสัตว์ให้สามารถนำมาติดกับหมวกได้ สารที่ว่านี้มีความเป็นพิษสูงทำให้ช่างทำหมวกมีอาการหลอนประสาท พูดจาติดขัด ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ กลายเป็นที่มาของสำนวน บ้าเหมือนช่างทำหมวก (Mad as a hatter)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทิม เบอร์ตัน กับการพาอลิซในดินแดนมหัศจรรย์สู่ไลฟ์แอ็กชันที่ประสบความสำเร็จ</strong></h3>



<p>“เป้าหมายหลักคือการสร้างภาพยนต์ให้สื่อสารกับผู้ชม เป็นการนำสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปแต่ยังรักษาความคลาสสิกไว้ ผู้ชมต้องสามารถสัมผัสถึงจิตวิทยาของเรื่อง” ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับชาวอเมริกันกล่าวไว้เช่นนี้เกี่ยวกับการนำวรรณกรรมคลาสสิกมาถ่ายถอดใหม่เป็นภาพยนตร์เวอร์ชันคนแสดงเมื่อปี 2010 </p>



<p>นิตยสาร Philosophy Now กล่าวถึงอลิซในเวอร์ชัน ทิม เบอร์ตัน ที่พยายามใส่แนวคิดจิตวิทยา รวมไปถึงประเด็นเฟมินิสต์เข้าไปในตัวหนังโดยสะท้อนผ่านตัวละครอลิซซึ่งมีความคิดไม่เหมือนสตรีทั่วไปในยุคเดียวกัน มีความขัดแย้งกับแม่ แต่มองพ่อเป็นต้นแบบของชีวิต เธอปฏิเสธการแต่งงาน หลบหนีไปยังโลกมหัศจรรย์ที่ซึ่งการค้นหาตัวตนของเธอนำไปสู่ตอนจบที่น่าประทับใจ</p>



<p>ในภาพยนต์เวอร์ชันนี้เรายังได้รู้จักตัวละครผู้หญิงสองท่านที่นำเสนอบุคลิกที่แตกต่าง ราชินีสีแดง (The Red Queen) เป็นตัวแทนสังคมเผด็จการ เธอปกครองด้วยความกลัวจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นทรราช ประชาชนใต้ปกครองของราชินีต้องทำตามกฎที่ไม่มีที่มา ใครขัดความคิดของราชินีจะต้องถูกตัดหัวสถานเดียว บุคลิกเช่นนี้สะท้อนความคิดที่อลิซมีต่อมารดา </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167574" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c1_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Red Queen ปกครองแบบเผด็จการ</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c2_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>White Queen ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระปราศจากกฎเกณฑ์ข้อบังคับทั้งหลาย</figcaption></figure>



<p>ในขณะที่ราชินีสีขาว (The White Queen) ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระปราศจากกฎเกณฑ์ข้อบังคับทั้งหลาย นิตยสาร Philosophy Now อธิบายว่าราชินีสีขาวนำเสนอเฟมินิสต์ที่ไม่ถูกกดทับโดยสังคมปิตาธิปไตย อลิซมองเห็นราชินีพระองค์นี้ว่าอยู่ในรูปลักษณ์ที่เหมาะสม ไม่ตัวเตี้ยเกินไป ไม่มีหัวที่ใหญ่เกินไป แต่เป็นความพอดี และที่สำคัญ ราชินีสีขาวเป็นตัวละครที่สนับสนุนอลิซให้เป็นสิ่งที่เธอต้องการ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167582" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/past-forward-Alice-in-Wonderland_Content_c14_20220529.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อลิซและดาบของเธอในภารกิจสุดท้าย</figcaption></figure>



<p>เป้าหมายของอลิซคือการเอาชนะราชินีสีแดงและช่วยเหลือราชินีสีขาวให้สามารถกลับมาครองบัลลังก์ แต่ในภารกิจครั้งนี้อลิซจะต้องตามหาดาบวิเศษ ดาบในที่นี้เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา หากไม่มีปัญญา แม้จะมีความกล้าหาญเพียงใดก็ไร้ผล สถานการณ์ที่อลิซต้องฝ่าฟันคือการหาคำตอบให้เจอว่าทำไมเธอถึงไม่พอใจสถานการณ์ในชีวิต และหากต้องการเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เธอจะต้องตัดสินใจอย่างไร&nbsp;</p>



<p>เมื่ออลิซเอาชนะการต่อสู้ทั้งหลายเธอจึงมีอิสระที่จะเลือกในสิ่งที่เธอต้องการ เธอสามารถปฏิเสธบทบาทตามจารีต มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ อลิซเริ่มต้นธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเป็นผู้หญิงคนเดิมที่มีจิตใจงดงาม ฉลาด กล้าหาญ และโอบอ้อมอารี การผจญภัยของอลิซทั้งหมดนี้นำพาอลิซไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่สมบูรณ์แบบและสง่างาม</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง:</strong></p>



<p><a href="https://www.bbc.co.uk/oxford/content/articles/2009/05/21/alice_feature.shtml?fbclid=IwAR2mLp3N-Zvi18mpJVOd9ComDkEquBc4DczDwZKdmrnShuFtcmYfN78w4ho">Local Lives &#8211; Alice Liddell</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=VZhzmYFc4dI">Reflections On Alice | A Making of Alice in Wonderland (1951)</a></p>



<p><a href="https://philosophynow.org/issues/90/Alice_in_Wonderland#:~:text=As%20the%20Mad%20Hatter%20talks,established%2C%20ie%2C%20Alice%27s%20mother">Alice in Wonderland</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=n352YrSA5os&amp;t=99s">Why Cinderella is Disney&#8217;s Only Good Live-Action Remake</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/childrens-books-site/2015/apr/17/10-things-you-didnt-know-about-alice-in-wonderland-lewis-carroll">10 things you didn&#8217;t know about Alice in Wonderland</a></p>



<p><a href="https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/books/features/alice-in-wonderland-150-years-on-what-s-the-secret-of-its-success-10128720.html">Alice in Wonderland: 150 years on, what&#8217;s the secret of its success?</a></p>



<p><a href="https://www.history.com/news/where-did-the-phrase-mad-as-a-hatter-come-from">Where did the phrase “mad as a hatter” come from?</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/alice-in-wonderland/">จิตวิทยาของ Alice in Wonderland วรรณกรรมอายุกว่า 100 ปีที่หยิบมาทำกี่ทีก็ประสบความสำเร็จ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูเอลลา เดอ วิล พัฒนาการของตัวร้ายที่คนรัก ว่าด้วยกรณีศึกษาจากแอนิเมชันดัง 101 ดัลเมเชียนส์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cruella-de-vil-101-dalmatians-villain/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 May 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Cruella De Vil]]></category>
		<category><![CDATA[Villian]]></category>
		<category><![CDATA[101 Dalmatians]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=166272</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในบรรดาตัวละครฝ่ายร้ายที่เป็นที่รู้จักของดิสนีย์ ชื่อของ ครูเอลลา เดอ วิล เป็นตัวละครที่ถูกจดจำและพูดถึงในลำดับต้นๆ อันที่จริง American Film Institute’s list เว็บไซต์จัดอันดับของสหรัฐอเมริกา เคยจัดอันดับ 100 ฮีโร่และตัวร้ายที่ครองใจผู้ชมมากที่สุด ผลปรากฏว่าครูเอลลาไม่เพียงติด 100 อันดับแรก แต่ยังอยู่ในลำดับที่สูงกว่าจอมโหดนิ้วเขมือบอย่าง เฟรดดี้ ครูเกอร์ กับตัวตลกจิตหลุดอย่าง โจกเกอร์ ขึ้นไปเสียอีก&#160; ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้น คือครูเอลลาไม่เพียงขึ้นแทนเป็นตัวร้ายเนื้อหอม แต่ยังเป็นตัวละครที่มีฐานแฟนคลับมาก กระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาคแยกต่างหากในปี 2021 นำแสดงโดยนักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เอ็มมา สโตน อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวร้ายจากแอนิเมชันคลาสสิกยุค 60s แปลงสภาพจากคนรวยคลั่งขนสัตว์ธรรมดา มาสู่ตัวละครโด่งดังเป็นลำดับต้นๆ ของโลก?&#160; 101 ดัลเมเชียนส์ ผลงานช่วยดิสนีย์จากความคิดที่จะเลิกทำแอนิเมชัน แม้ดิสนีย์จะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากหลังประสบความสำเร็จกับผลงานชิ้นโบแดงอย่างสโนว์ไวท์ แต่ในเวลาต่อมา บริษัทกลับประสบปัญหาเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการสร้างแอนิเมชันเรื่องยาวที่ต้องวาดด้วยมือใช้ทั้งเวลา กำลังคน และงบในการผลิตสูงมาก&#160; เรื่อยมาจนถึงปี 1959 เมื่อดิสนีย์เปิดตัวแอนิเมชันเรื่องถัดมาอย่างเจ้าหญิงนิทรา ปรากฏว่าผลงานเรื่องนี้เมื่อนำรายได้มาหักลบกับรายจ่าย กลายเป็นว่าขาดทุน การขาดทุนของดิสนีย์นำไปสู่การตั้งคำถามว่าแอนิเมชันวาดมือแบบนี้น่าจะหมดอนาคต มีการเชิญชวนว่าดิสนีย์น่าจะโดดเข้าสู่ภาพยนตร์คนแสดงมากกว่าเพราะกำลังได้รับความสนใจมากในเวลานั้น&#160; อย่างไรก็ดี สตูดิโอของดิสนีย์ก็รอดพ้นภาวะเกือบล้มละลายมาได้อย่างหวุดหวิดเนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีซีร็อกซ์ (Xerox) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cruella-de-vil-101-dalmatians-villain/">ครูเอลลา เดอ วิล พัฒนาการของตัวร้ายที่คนรัก ว่าด้วยกรณีศึกษาจากแอนิเมชันดัง 101 ดัลเมเชียนส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในบรรดาตัวละครฝ่ายร้ายที่เป็นที่รู้จักของดิสนีย์ ชื่อของ ครูเอลลา เดอ วิล เป็นตัวละครที่ถูกจดจำและพูดถึงในลำดับต้นๆ อันที่จริง American Film Institute’s list เว็บไซต์จัดอันดับของสหรัฐอเมริกา เคยจัดอันดับ 100 ฮีโร่และตัวร้ายที่ครองใจผู้ชมมากที่สุด ผลปรากฏว่าครูเอลลาไม่เพียงติด 100 อันดับแรก แต่ยังอยู่ในลำดับที่สูงกว่าจอมโหดนิ้วเขมือบอย่าง เฟรดดี้ ครูเกอร์ กับตัวตลกจิตหลุดอย่าง โจกเกอร์ ขึ้นไปเสียอีก&nbsp;</p>



<p>ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้น คือครูเอลลาไม่เพียงขึ้นแทนเป็นตัวร้ายเนื้อหอม แต่ยังเป็นตัวละครที่มีฐานแฟนคลับมาก กระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาคแยกต่างหากในปี 2021 นำแสดงโดยนักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เอ็มมา สโตน อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวร้ายจากแอนิเมชันคลาสสิกยุค 60s แปลงสภาพจากคนรวยคลั่งขนสัตว์ธรรมดา มาสู่ตัวละครโด่งดังเป็นลำดับต้นๆ ของโลก?&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>101 ดัลเมเชียนส์ ผลงานช่วยดิสนีย์จากความคิดที่จะเลิกทำแอนิเมชัน</strong></h2>



<p>แม้ดิสนีย์จะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากหลังประสบความสำเร็จกับผลงานชิ้นโบแดงอย่างสโนว์ไวท์ แต่ในเวลาต่อมา บริษัทกลับประสบปัญหาเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการสร้างแอนิเมชันเรื่องยาวที่ต้องวาดด้วยมือใช้ทั้งเวลา กำลังคน และงบในการผลิตสูงมาก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/3-past-forward-Cruella_Content_c3_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>หากเป็นการทำด้วยมือทั้งหมด เราจะไม่เห็นเส้นสีดำๆ แบบนี้ งานจะออกมาสมูทกว่า</figcaption></figure>



<p>เรื่อยมาจนถึงปี 1959 เมื่อดิสนีย์เปิดตัวแอนิเมชันเรื่องถัดมาอย่างเจ้าหญิงนิทรา ปรากฏว่าผลงานเรื่องนี้เมื่อนำรายได้มาหักลบกับรายจ่าย กลายเป็นว่าขาดทุน การขาดทุนของดิสนีย์นำไปสู่การตั้งคำถามว่าแอนิเมชันวาดมือแบบนี้น่าจะหมดอนาคต มีการเชิญชวนว่าดิสนีย์น่าจะโดดเข้าสู่ภาพยนตร์คนแสดงมากกว่าเพราะกำลังได้รับความสนใจมากในเวลานั้น&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี สตูดิโอของดิสนีย์ก็รอดพ้นภาวะเกือบล้มละลายมาได้อย่างหวุดหวิดเนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีซีร็อกซ์ (Xerox) มาใช้เพื่อช่วยทุ่นเวลา นักวาดสามารถนำลายเส้นของตนเองสแกนลงบนแผ่นเซลลูลอยด์ได้โดยตรง แถมยังสามารถก็อปปี้ภาพที่ซ้ำกันเพื่อเพิ่มจำนวนได้โดยไม่ต้องวาดจริง ดิสนีย์เคยนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ก่อนแล้วในบางฉากเช่น ฉากเจ้าชายฟิลิปสู้กับมังกรในเรื่องเจ้าหญิงนิทรา หรือฉากสัตว์ป่าเต้นรำในเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า ดังนั้น เคน แอนเดอร์สัน ผู้กํากับศิลป์ของดิสนีย์ จึงได้เสนอว่าจะลองนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริงกับแอนิเมชันเรื่องต่อไปซึ่งปรากฏว่าสามารถทุ่นเวลาการทำงานไปได้เกือบครึ่งแถมลดต้นทุนการผลิตไปได้อย่างน่าพึงพอใจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166375" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/5-past-forward-Cruella_Content_c5_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากในเรื่องนี้ก็มีกลิ่นอายต่างจากเรื่องก่อนๆ ด้วย มีความพยายามทำให้ฉากโมเดิร์น ใช้การลงสีก่อนแล้วค่อยตัดเส้น ดูเหมือนจะง่ายแต่จริงๆ ทำยากมาก</figcaption></figure>



<p>ในแอนิเมชันเรื่องนี้ยังได้ลองใช้เทคนิกการวาดใหม่ๆ อย่างการวาดฉากหลังที่มีลักษณะคล้ายการสาดสีลงไปก่อน จากนั้นจึงค่อยทำการตัดเส้นซึ่งทำให้งานศิลป์ในแอนิเมชันเรื่องนี้ดูร่วมสมัยและแปลกตา ต่างจากงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง ปีเตอร์ แพน สโนว์ไวท์ หรือซินเดอเรลลาที่ดูโรแมนติกชวนฝัน&nbsp;</p>



<p>การตัดสินใจเลือกเอานิยายเรื่อง 101 ดัลเมเชียนส์ ของนักเขียนชาวอังกฤษอย่าง โดดี สมิท มาใช้ก็ยังมีเหตุผลน่าสนใจ เนื่องจากเรื่องนี้มีจุดเด่นสองอย่าง คือมีลูกหมาจำนวนมาก สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลนีซีร็อกส์ได้เต็มที่ ส่วนอีกข้อหนึ่งคือสีของสุนัขพันธุ์นี้เป็นสีขาวดำ สามารถนำมาทำเป็นธีมหลักของหนังและยังกลบปัญหาของการใช้เครื่องซีร็อกส์ที่จะทิ้งรอยเส้นสีดำไว้รอบกรอบของตัวละคร (หากเป็นการวาดและตัดเส้นด้วยมือจะไม่เห็นเส้นสีดำชัดขนาดนี้)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166372" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/2-past-forward-Cruella_Content_c2_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ข้อเสียของเทคโนโลยีซีร็อกส์ คือจะเหลือเส้นรอบตัวการ์ตูนเป็นสีดำ</figcaption></figure>



<p>อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ 101 ดัลเมเชียนส์ สร้างความแตกต่าง คือโครงเรื่องที่ปราศจากเวทมนตร์และตัวละครในเทพนิยาย แอนิเมชันเรื่องนี้ใช้ฉากหลังร่วมสมัย เป็นสิ่งที่สังคมยุค 60s กำลังเผชิญอยู่จริงเช่นการมีอยู่ของโทรทัศน์ และอิทธิพลของวงการโฆษณาผ่านหน้าจอ ตัวละครหลักฝั่งมนุษย์อย่างโรเจอร์และแอนิต้า เป็นคู่สามีภรรยาที่ประกอบอาชีพและใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางทั่วไป ในขณะที่ตัวละครฝ่ายร้ายอย่างครูเอลลาก็ไม่ได้มีเวทย์มนตร์วิเศษ เป็นแค่ผู้หญิงร่ำรวย อารมณ์ร้อนที่ค่อนข้างจะมีมุมตลกอยู่บ้าง สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้คนดู</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166376" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/6-past-forward-Cruella_Content_c6_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>มีการใส่พฤติกรรมร่วมสมัยเช่นการดูทีวี อิทธิพลของโฆษณา</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166377" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/4-past-forward-Cruella_Content_c4_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แอนิเมชันเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ใช้ฉากหลังแบบร่วมสมัย มีกลื่นอายสืบสวนสอบสวนเล็กๆ และไม่มีเรื่องแฟนตาซีเลย ดังนั้นจึงให้ภาพลักษณ์ที่แปลกใหม่ ตัวเอกเป็นเจ้าของสุนัขทำงานแบบชนชั้นกลาง</figcaption></figure>



<p>ด้วยความสดใหม่หลายๆ อย่างทำให้ 101 ดัลเมเชียนส์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งทางด้านรายได้และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ (แม้ว่าเจ้าของสตูดิโออย่าง วอลส์ ดิสนีย์ จะไม่ค่อยชอบผลงานเรื่องนี้เนื่องจากมันดูโมเดิร์นเกินไป ไม่ใช่งานคลาสสิก โรแมนติกแบบที่เจ้าตัวเชื่อมั่น) ผลตอบรับที่ตามมาคือตัวละครที่โด่งดังและเป็นที่จดจำ หรือจะเรียกได้ว่ามีคาแรกเตอร์ที่สุดอย่างครูเอลลากลายเป็นตัวร้ายที่ครองใจชาวอเมริกาตามไปด้วย&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูเอลลา เดอ วิล จากตัวร้ายบ้าขนสัตว์ สู่อัจฉริยะด้านแฟชั่น</strong></h2>



<p>ตัวละครครูเอลลาปรากฏเป็นครั้งแรกในนิยายเรื่อง 101 ดัลเมเชียนส์ของ โดดี สมิท นักเขียนชาวอังกฤษท่านนี้มีสุนัขดัลเมเชียนอยู่จริง และได้ไอเดียการเขียนนิยายมาจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบอกว่าน้องหมาของสมิทน่าจะนำมาทำเป็นเสื้อขนสัตว์ได้สวยพอดู</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166373" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/9-past-forward-Cruella_Content_c9_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>โดดี สมิท นักเขียนชาวอังกฤษ เจ้าของเรื่อง 101 ดัมเมเชียนส์</figcaption></figure>



<p>ในนิยายของสมิท ครูเอลลาเป็นสาวสังคมที่ร่ำรวย แต่งงานแล้ว และดูจะแต่งกายได้อย่างจัดจ้าน เธอบรรยายลักษณะเครื่องแต่งกายของครูเอลลาว่า “สวมชุดกระโปรงผ้าซาตินรัดรูปสีมรกต สวมเสื้อขนมิงค์สีขาวตัดกับเครื่องประดับทำจากทับทิมและรองเท้าสีแดงสดเข้าคู่กัน” ครูเอลลาในเวอร์ชันของ สมิท เป็นสตรีแต่งงานแล้ว สามีของเธอเป็นเจ้าของธุรกิจขนสัตว์ที่ร่ำรวยมากและดูเหมือนว่าเธอจะแต่งงานกับเขาเพราะความรักในขนสัตว์มากกว่าสามี อย่างไรก็ดี ครูเอลลายังคงเก็บนามสกุล เดอ วิล ของเธอไว้ ให้เหตุผลว่าเธอเป็นสายเลือดคนสุดท้าย และยังมีแมนชันตกทอดของครอบครัวชื่อ Hell Hall (ก่อนหน้านี้ชื่อ Hill Hall แต่ชาวบ้านใกล้เคียงเชื่อว่าตระกูลเดอ วิล ทำเรื่องเลวร้ายในบ้านจึงเปลี่ยนคำเรียกจาก Hill ที่แปลว่าภูเขา เป็น Hell ที่แปลว่านรก &#8211; ไม่ปรากฏว่าเรื่องร้ายที่ว่าเป็นเรื่องอะไร)&nbsp;</p>



<p>ครูเอลลารู้จักกับแอนิตา (ภรรยาของโรเจอร์) สมัยเรียนหนังสือ ซึ่งแอนิตาเล่าว่าครูเอลลาเป็นคนแปลกมาก โดนไล่ออกจากโรงเรียนเพราะกินหมึกสำหรับเติมปากกาเข้าไป ไม่ได้มีการกล่าวถึงครอบครัวของครูเอลลามากนัก แต่เธอน่าจะมีฐานะและค่อนข้างถูกตามใจเพราะมักทำอะไรไม่แคร์สื่อเช่นขับรถเสียงดังมาก ชอบทานอาหารแบบโรยพริกไทยจนเผ็ดจี๊ด เธอยังเป็นนักสะสมโค้ตขนสัตว์ตัวยงอีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/10-past-forward-Cruella_Content_c10_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ครูเอลลาในเวอร์ชันของดิสนีย์เป็นผู้หญิงผอม ร่างสูง ที่ชื่นชอบขนสัตว์</figcaption></figure>



<p>ต่อมาเมื่อดิสนีย์นำนิยายเรื่องนี้มาผลิตเป็นแอนิเมชัน มีการตัดสินใจว่าครูเอลลาจะต้องนำเสนอภาพลักษณ์ของสาวสมัยใหม่แบบที่สามารถพบเห็นได้ในสังคมยุคนั้น มาร์ค เดวิส ผู้ออกแบบตัวละครครูเอลลา กล่าวว่าเขามีต้นแบบในใจจากสตรีหลายคนยกตัวอย่างเช่น ทาลูลาห์ แบงก์เฮด &#8211; นักแสดงหญิงชื่อดัง และสตรีอีกท่านที่เดวิสรู้จัก (แต่ไม่ออกนาม) เขากล่าวว่าผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจมาก “เธอตัวสูง รูปร่างผอม พูดอยู่ตลอดเวลา แม้คุณจะไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร ผมอยากสร้างตัวละครให้มีลักษณะเหมือนบุคคลจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่ชอบหน้า” อันที่จริงนิสัยขับรถเสียงดังน่าหวาดเสียวของครูเอลลา ก็น่าจะมีที่มาจากตัวนักแสดงสาว ทาลูลาห์ แบงก์เฮด ด้วยเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166374" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/11-past-forward-Cruella_Content_c11_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>หนึ่งในต้นแบบครูเอลลาคือนักแสดงชื่อดัง ทาลูลาห์ แบงก์เฮด</figcaption></figure>



<p>ครูเอลลาในเวอร์ชันของดิสนีย์มีจุดเด่นอีกอย่างคือการขยับตัวไปมาที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนปลาฉลาม การออกแบบมูฟเม้นของครูเอลลา ถอดแบบมาจากนักแสดงอีกท่านคือ แมรี วิกส์ จุดเด่นคือการบิดร่างกายที่ผอมบางได้อย่างอิสระ มีปฏิกิริยากับสิ่งรอบข้างอย่างเกินจริง และแสดงสีหน้าทั้งตกใจและขบขันได้อย่างตรงไปตรงมา&nbsp;</p>



<p>เนื่องจาก 101 ดัลเมเชียส์ประสบความสำเร็จถล่มถลาย จึงมีการหยิบเอาแอนิเมชันเรื่องนี้มาทำใหม่ในรูปแบบไลฟ์แอ็กชัน ซึ่งผู้รับบทครูเอลลาในคราวนี้คือนักแสดงมากฝีมืออย่าง เกล็น โคลส ในภาพยนต์เรื่องนี้เอง เป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนออย่างชัดเจนว่าครูเอลลาทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น เธอมีบริษัทของตัวเองชื่อ House of DeVil ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ครูเอลลาในเวอร์ชันของ เอ็มมา สโตน ในอีกหลายปีให้หลัง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166367" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/12-past-forward-Cruella_Content_c12_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ครูเอลลาในปี 1996 นำแสดงโดย เกล็น โคลส</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166368" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/13-past-forward-Cruella_Content_c13_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในเวอร์ชันของ เกล็น โคลส ครูเอลลามีอาชีพชัดเจนว่าเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นแถมยังแต่งกายหรูหราสวยงาม กลายเป็นภาพจำของหนังไปเลย</figcaption></figure>



<p>ครูเอลลาในเวอร์ชันของ เกล็น โคลส ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งน่าจะมีที่มาจากการแสดงของเธอ บวกกับการออกแบบชุดของครูเอลลาให้ดูหรูหราวิจิตรบรรจงจนถึงขั้นนักแสดงบอกว่าตัวเธอจะลุกนั่งในชุดก็ยังทำได้ยาก ตัวตนของครูเอลลาในเวอร์ชันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนๆ หลายคนมองครูเอลลาเป็นไอดอลด้านการใช้ชีวิต เธอเป็นสตรีที่ประสบความสำเร็จ ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก แต่มีชีวิตหรูหราด้วยเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เกล็น โคลส ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวละครครูเอลลาของเธอว่า “ครูเอลลาอาจจะไม่ค่อยมีความเป็นมนุษย์เท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวร้ายที่มีอารมณ์ขัน แม้จะเป็นอารมณ์ขันแบบตลกร้ายก็ตาม ครูเอลลาเป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอเป็น นั่นหมายถึง เธอมีความสุขกับความชั่วร้ายของตัวเอง และมันมีบางอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้”&nbsp;</p>



<p>‘ความน่าสนใจ’ ที่เกล็น โคลส กล่าวถึงดูจะตรงกับทีมบริหารดิสนีย์เพราะในปี 2021 ก็ได้มีการปล่อยไลฟ์แอ็กชันที่บอกเล่าที่มาของตัวละครครูเอลลา รวมไปถึงปมในวัยเด็กของครูเอลลาที่ต้องสูญเสียผู้เป็นแม่ไปต่อหน้าต่อตา (หนังสือพิมพ์ The Washington Post กล่าวว่าเป็นเหมือนปมเข้าสู่ด้านมืดของแบทแมน เพียงแต่แบทแมนเลือกที่จะช่วยเหลือผู้อื่น แต่ครูเอลลามองหาผลประโยชน์ของตัวเอง)&nbsp;</p>



<p>ฌอน เบลีย์ ประธานฝ่ายการผลิตภาพยนตร์ของดิสนีย์สตูดิโอกล่าวถึงความตั้งใจในการหยิบเอาเรื่องของครูเอลลามาสร้างใหม่ว่า “ถ้าไอรอนแมน ธอร์ และกัปตันอเมริกา เป็นซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล อลิซ ซินเดอเรลลา เมาคลี และเบลล์ อาจเป็นฮีโร่ของเรา ส่วนครูเอลลาและมาเลฟิเซนต์ ก็คือสุดยอดวายร้าย หากเราสามารถหาวิธีที่จะเชื่อมโยงตัวละครเหล่านี้เข้ากับเรื่องราวความเป็นจริงในชีวิตของผู้คน ดีสนีย์ก็อาจจะได้เปรียบในการแข่งขัน”&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าครูเอลลาในเวอร์ชันปี 2021 นำแสดงโดย เอ็มมา สโตน ยังคงโฟกัสไปที่โลกแฟชั่น หยิบเอาสีขาว ดำ เทา และแดงซึ่งเป็นสีหลักของครูเอลลาตั้งแต่ภาคแอนิเมชันมาปัดฝุ่นเป็นดีไซน์แบบใหม่ อย่างไรก็ดีสิ่งที่หายไปในเวอร์ชัน 2021 คือความหลงใหลในขนสัตว์ซึ่งเป็นแกนหลักของตัวละครตั้งแต่เวอร์ชันนิยาย จากเครื่องแต่งกายกว่า 40 ชุดของครูเอลลา ไม่มีชุดไหนที่ใช้ผ้าขนสัตว์เลย และในขณะที่มีสุนัขตัวอื่นๆ อยู่ในเรื่องนี้ ครูเอลลาในเวอร์ชัน เอ็มมา สโตน ก็ไม่แสดงท่าทางมุ่งร้าย เกี่ยวกับเรื่องนี้ดิสนีย์ได้เขียนย้ำไว้ตั้งในในช่วงการผลิต “ตัวละครครูเอลลาในภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ว่าจะในด้านใด”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166371" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/15-past-forward-Cruella_Content_c15_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในบรรดาชุดมากมายของครูเอลลาไม่มีชุดไหนทำจากขนสัตว์แต่ยังใช้สีหลักคือดำ ขาว เทา และแดง</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166370" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/14-past-forward-Cruella_Content_c14_20220428.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในเวอร์ชันของ เอ็มม่า สโตน ครูเอลลาก็ยังโฟกัสเรื่องแฟชั่นแต่ตัดเอาความหมกหมุ่นเรื่องขนสัตว์ออกไป</figcaption></figure>



<p>เกี่ยวกับเรื่องนี้ นิตยสาร TIME ได้ให้ข้อสังเกตว่า ดิสนีย์อาจไม่ต้องการเสี่ยงกับเสียงต่อต้านจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ และอาจพบว่าผู้ชมคงไม่สามารถเอาใจช่วยครูเอลลา หากเธอแสดงพฤติกรรมร้ายกาจกับสุนัข กระทั่งมีความคิดที่จะถลกหนังพวกมันเพื่อมาทำเป็นชุด สเตฟานี ซาคาเร็ก นักวิจารณ์จาก TIME กล่าวถึงข้อเสียของการนำเสนอในรูปแบบนี้ ว่าเป็นการทำให้ตัวร้ายขาดเสน่ห์ “หากต้องคอยมองหาเหตุผลรองรับการกระทำของทุกตัวละคร และต้องขอให้ผู้ชมเห็นใจการกระทำที่เกินเลยไปของพวกเขา”&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วายร้ายที่คนรัก ทำไมครูเอลลาจึงได้รับความนิยมมาก ต่างจากตัวร้ายทั่วไปของดิสนีย์</strong></h2>



<p>“หากเรามองข้ามแผนการชั่วร้ายในการลักพาตัวลูกสุนัขเพื่อนำมาถลกหนังออกไป ครูเอลลาของดิสนีย์ก็เป็นแฟนตาซีของแนวคิดสตรีนิยม ตัวละครหญิงที่ร่ำรวย อิสระ ประสบความสำเร็จในชีวิต และที่สำคัญ ยังไม่แต่งงาน ครูเอลลายังมีลูกน้องสองคนที่สามารถกวักมือเรียกได้อยู่เสมอ เธอมั่นใจในตัวเอง ไม่ยอมให้อะไรมาขวางทาง เป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้หญิงทั่วไปในยุคนั้น” หนังสือพิมพ์ The New York Times กล่าวถึงคาแรกเตอร์ของครูเอลลาที่สามารถดึงดูดผู้ชมให้ตกอยู่ใต้มนต์สะกดของเธออย่างง่ายดาย&nbsp;</p>



<p>ริชาร์ด คีน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Converse University กล่าวเอาไว้ในงานวิจัยเรื่อง The American Western Mythology of &#8220;Breaking Bad&#8221; ว่า ผู้คนมักมีความเห็นอกเห็นใจกับตัวร้ายที่หน้าตาดี ครูเอลลาต่างจากตัวร้ายดิสนีย์ส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นเออร์ซูลา หรือร่างแปลงอัปลักษณ์ของราชินีใจร้ายในเรื่องสโนว์ไวท์ เนื่องจากเธอถูกนำเสนอในฐานะสตรีมีฐานะ ไฮแฟชั่น (โดยเฉพาะในเวอร์ชันของ เกล็น โคลส นอกจากครูเอลลาจะประสบความสำเร็จในชีวิต เธอยังมีมุมที่ดูตลกอีกด้วย)&nbsp;</p>



<p>ริชาร์ด คีน กล่าวต่อไปว่า การตกหลุมรักวายร้ายหน้าตาดีเป็นกลไกธรรมดาของมนุษย์ ยิ่งตัวละครถูกชี้ว่าเราควรเกลียดมากเท่าไหร่ จิตใจก็จะยิ่งเกิดการต่อต้านมากเท่านั้น กลับมองว่าการกระทำที่ไม่ปกติ ไม่แคร์สังคม กลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้สนใจ ในทางกลับกัน หากตัวร้ายมีรูปลักษณ์ไม่สวยงาม บวกเขากับการกระทำที่เลวร้าย ผู้ชมจะไม่เกิดความชื่นชม แต่จะรู้สึกไม่ชอบ ขยะแขยง และไม่อยากเอาใจช่วย&nbsp;</p>



<p>ในเวอร์ชันของ เอ็มมา สโตน ครูเอลลาอายุน้อยและอยู่ในรูปลักษณ์ที่สวยงามมากที่สุด แน่นอนว่าเธอทำเรื่องผิดอย่างการโกหก หรือลักขโมย แต่การกระทำของเธอมีเหตุผลรองรับและมีแรงจูงใจที่ชัดเจนคือความต้องการที่จะแก้แค้น&nbsp; ในฐานะเด็กหญิงที่ตะเกียกตะกายจนกลายมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการแฟชั่น ยิ่งภาพยนตร์มีการตัดประเด็นที่น่าถกเถียงอย่างการหลงใหลในเสื้อขนสัตว์ออกไป ยิ่งทำให้ครูเอลลาในเวอร์ชันล่าสุด เปลี่ยนจากตัวร้ายหญิงหยิ่งยโส เสียงดัง สูบบุหรี่จัด ไม่แคร์ใคร ไปสู่ตัวละครที่ผู้ชมทางบ้านเกือบจะสามารถเทใจให้ได้เต็ม 100%&nbsp;</p>



<p><strong>References:</strong></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=RZRm67FJH3Q">Redefining the Line: The Making of 101 Dalmatians</a></p>



<p><a href="https://www.smithsonianmag.com/innovation/how-one-hundred-and-one-dalmatians-saved-disney-180977869/">How ‘One Hundred and One Dalmatians’ Saved Disney</a></p>



<p><a href="https://www.waltdisney.org/blog/making-101-dalmatians">The Making and Impact of One Hundred and One Dalmatians</a><a href="https://www.waltdisney.org/blog/making-101-dalmatians"></a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/05/30/arts/cruella-de-vil-101-dalmatians.html">The Surprising Evolution of Cruella De Vil</a></p>



<p><a href="https://time.com/6052255/cruella-de-vil-backstory/">Everything to Know About the Origins of Cruella de Vil Before Watching the New Disney Movie</a></p>



<p><a href="https://www.washingtonpost.com/arts-entertainment/2021/05/28/cruella-disney-plus-origin-stories/">‘Cruella’ is about a puppy killer. Has the origin-story trend gone far enough?</a><a href="https://www.washingtonpost.com/arts-entertainment/2021/05/28/cruella-disney-plus-origin-stories/"></a><a href="https://www.nytimes.com/2021/05/30/arts/cruella-de-vil-101-dalmatians.html"></a><a href="https://www.smithsonianmag.com/innovation/how-one-hundred-and-one-dalmatians-saved-disney-180977869/"></a><a href="https://www.youtube.com/watch?v=RZRm67FJH3Q"></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cruella-de-vil-101-dalmatians-villain/">ครูเอลลา เดอ วิล พัฒนาการของตัวร้ายที่คนรัก ว่าด้วยกรณีศึกษาจากแอนิเมชันดัง 101 ดัลเมเชียนส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนค่อมแห่งนอเทรอดาม แอนิเมชันดิสนีย์ที่ดาร์กที่สุด?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-hunchback-of-notre-dame/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 07:33:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[ดิสนีย์]]></category>
		<category><![CDATA[คนค่อมแห่งนอเทรอดาม]]></category>
		<category><![CDATA[The Hunchback of Notre Dame]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165872</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงยุคเรอเนสซองส์ของดิสนีย์หลายคนอาจนึกถึงแอนิเมชันที่โด่งดังและประสบความสำเร็จทั้งในเวทีรางวัลและรายได้ จริงๆ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของแอนิเมชันช่วงทศวรรษที่ 1990s คือการที่ดิสนีย์พยายามนำเสนอประเด็นด้านสังคมสอดแทรกลงไปในเนื้อหาซึ่งหากมองให้ดีจะพบว่าแอนิเมชันสวยงามอย่าง ‘โฉมงามกับเจ้าชายอสูร’ มีประเด็นหนักๆ อย่างการถูกขับออกจากสังคม (ostracism) ‘ไลออนคิง’ พูดถึงการทรยศหักหลังในครอบครัว ‘โพคาฮอนทัส’ พูดถึงการเหยียดเชื้อชาติ ส่วน ‘มู่หลาน’ ก็สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับสังคมที่ด้อยค่าเพศหญิง (misogyny) โดยประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้ในโลกความเป็นจริง แต่ดิสนีย์ได้นำมาสอดแทรกไว้ในโลกแห่งเทพนิยายและได้ใช้วิธีนำเสนอที่สนุกสนานจนทำให้ผู้ชมอายุน้อยมองเห็นประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงจนเกินไป&#160; แม้จะประสบความสำเร็จกับแนวทางที่ว่า แต่ก็มีผลงานอยู่หนึ่งชิ้นคือคนค่อมแห่งนอเทรอดาม ที่ดูเหมือนจะพยายามดันเพดานให้สูงขึ้น พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นอ่อนไหวหลายอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่นการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การปลุกระดมฝูงชน อคติในระบบกฎหมาย ไปจนถึงประเด็นด้านศาสนา การล่วงละเมิดทางเพศ และความสำคัญของประชาชนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมของรัฐ กระทั่งมีผู้ปกครองบางท่านรู้สึกผิดหวังกับการพาบุตรหลานไปรับชม เพราะมันซับซ้อนมากไป ไม่เหมาะสมกับเด็กเอาเสียเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เรทเดียวกันกับภาพยนตร์แฟนตาซีโลกสวยอย่างเงือกน้อยผจญภัยและอีกหลายเรื่องก่อนหน้า ดิสนีย์มีความคาดหวังอย่างไรกับแอนิเมชันเรื่องนี้และตำนานคนค่อมแห่งนอเทรอดามเป็นวรรณกรรมในช่วงไหนของประวัติศาสตร์?&#160; วรรณกรรมเพื่อสถาปัตยากรรม คนค่อมแห่งนอเทรอดามกับความพยายามของวิกตอร์ อูโก วิกตอร์ อูโก เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้ว่าเขาจะเข้าเรียนวิชากฏหมาย แต่ก็มีผลงานเขียนออกมาตั้งแต่อายุน้อย บทกวีของอูโกเคยได้รับรางวัลจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 18 และเป็นที่จับตามองมาตั้งแต่ตอนนั้น ในปี 1831 อูโกออกผลงานชิ้นใหม่เป็นนิยายที่ใช้ชื่อน่าสนใจอย่าง The Hunchback of Notre Dame (คนค่อมแห่งนอเทรอดาม) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-hunchback-of-notre-dame/">คนค่อมแห่งนอเทรอดาม แอนิเมชันดิสนีย์ที่ดาร์กที่สุด?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงยุคเรอเนสซองส์ของดิสนีย์หลายคนอาจนึกถึงแอนิเมชันที่โด่งดังและประสบความสำเร็จทั้งในเวทีรางวัลและรายได้ จริงๆ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของแอนิเมชันช่วงทศวรรษที่ 1990s คือการที่ดิสนีย์พยายามนำเสนอประเด็นด้านสังคมสอดแทรกลงไปในเนื้อหาซึ่งหากมองให้ดีจะพบว่าแอนิเมชันสวยงามอย่าง <em>‘โฉมงามกับเจ้าชายอสูร’</em> มีประเด็นหนักๆ อย่างการถูกขับออกจากสังคม (ostracism) <em>‘ไลออนคิง’</em> พูดถึงการทรยศหักหลังในครอบครัว <em>‘โพคาฮอนทัส</em>’ พูดถึงการเหยียดเชื้อชาติ ส่วน <em>‘มู่หลาน’</em> ก็สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับสังคมที่ด้อยค่าเพศหญิง (misogyny) โดยประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้ในโลกความเป็นจริง แต่ดิสนีย์ได้นำมาสอดแทรกไว้ในโลกแห่งเทพนิยายและได้ใช้วิธีนำเสนอที่สนุกสนานจนทำให้ผู้ชมอายุน้อยมองเห็นประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>แม้จะประสบความสำเร็จกับแนวทางที่ว่า แต่ก็มีผลงานอยู่หนึ่งชิ้นคือคนค่อมแห่งนอเทรอดาม ที่ดูเหมือนจะพยายามดันเพดานให้สูงขึ้น พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นอ่อนไหวหลายอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่นการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การปลุกระดมฝูงชน อคติในระบบกฎหมาย ไปจนถึงประเด็นด้านศาสนา การล่วงละเมิดทางเพศ และความสำคัญของประชาชนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมของรัฐ กระทั่งมีผู้ปกครองบางท่านรู้สึกผิดหวังกับการพาบุตรหลานไปรับชม เพราะมันซับซ้อนมากไป ไม่เหมาะสมกับเด็กเอาเสียเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เรทเดียวกันกับภาพยนตร์แฟนตาซีโลกสวยอย่างเงือกน้อยผจญภัยและอีกหลายเรื่องก่อนหน้า ดิสนีย์มีความคาดหวังอย่างไรกับแอนิเมชันเรื่องนี้และตำนานคนค่อมแห่งนอเทรอดามเป็นวรรณกรรมในช่วงไหนของประวัติศาสตร์?&nbsp;</p>



<p><strong>วรรณกรรมเพื่อสถาปัตยากรรม คนค่อมแห่งนอเทรอดามกับความพยายามของวิกตอร์ อูโก</strong></p>



<p>วิกตอร์ อูโก เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้ว่าเขาจะเข้าเรียนวิชากฏหมาย แต่ก็มีผลงานเขียนออกมาตั้งแต่อายุน้อย บทกวีของอูโกเคยได้รับรางวัลจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 18 และเป็นที่จับตามองมาตั้งแต่ตอนนั้น ในปี 1831 อูโกออกผลงานชิ้นใหม่เป็นนิยายที่ใช้ชื่อน่าสนใจอย่าง The Hunchback of Notre Dame (คนค่อมแห่งนอเทรอดาม) ชื่อนิยายของอูโกบ่งบอกชัดเจนถึงจุดประสงค์สำคัญสองอย่างจากนักเขียน 1.เพื่อกล่าวถึงสุนทรียภาพแบบโรแมนติกที่พูดถึงความสวยงามและความอัปลักษณ์ 2.เพื่อช่วยปลุกกระแสอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในรูปแบบกอธิกที่กำลังถูกทิ้งขว้างและรื้อสร้างเป็นอาคารในรูปแบบทันสมัย อูโก เชื่อว่าพลังของวรรณกรรมจะทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงความงดงามของศิลปะสไตล์นี้ และได้เลือกเอาวิหารนอเทรอดามเป็นฉากหลัง โดยหากกลับไปอ่านต้นฉบับของนักเขียนฝรั่งเศสผู้นี้ จะพบว่ามีการบรรยายความสวยงามของวิหารอย่างละเอียดและตั้งใจ และได้มีการกล่าวในบทสุดท้ายว่าวิหารแห่งนี้อาจจะต้องสูญหายไปจากพื้นโลกเช่นเดียวกับเรื่องราวของคนค่อม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165889" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c11_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>สถาปัตยกรรมวิหารนอเทรอดามถูกนำเสนออย่างสวยงามในแอนิเมชัน การนำเรื่องดาร์กๆ และประเด็นด้านศาสนามาเป็นธีมหลักค่อนข้างต่างจากแอนิเมชันเรื่องอื่นในยุคเดียวกันของดิสนีย์</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165880" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c5_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>งานเขียนของวิกตอร์ อูโก มีจุดหมายสำคัญเพื่อทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสวยงามของวิหารซึ่งอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมมากในยุคนั้น</figcaption></figure>



<p>งานเขียนของอูโกได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้อ่าน ปลุกกระแสให้ประชาชนหันมาสนใจมหาวิหารที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มที ต่อมาจึงมีการลงงานเพื่อบูรณะวิหารนอเทรอดามอย่างจริงจังในอีก 11 ปีต่อมา&nbsp;</p>



<p>อีกหนึ่งประเด็นที่อูโกได้เลือกหยิบมาบอกเล่าคือความสวยงามและความอัปลักษณ์ โดยใช้ฉากหลังเป็นนครปารีสในปี 1482 (ตรงกับปลายรัชสมัยของกษัตริย์หลุยส์ที่ 11) เรื่องราวตามต้นฉบับของอูโกกล่าวถึงชายที่มีรูปร่างผิดปกตินามควาซีโมโดซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในวิหารนอเทรอดาม รับหน้าที่เป็นผู้ตีระฆังบอกเวลา ควาซีโมโดถูกรับเลี้ยงโดยโฟรโล ผู้เป็นนักบวชในคริสตศาสนามีตำแหน่งเป็นอัครพันธบริกร (archdeacon) ตำแหน่งนี้ถือว่ารองจากบิชอป ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมุขนายกในโบสถ์ต่างๆ&nbsp;</p>



<p>โฟรโลรับเลี้ยงควาซีโมโดที่ถูกนำมาทิ้งไว้ในโบสถ์ เนื่องจากเขานึกถึงน้องชายและได้สอนให้ควาซีโมโดรู้จักการอ่านและเขียน แต่ควาซีโมโดในเวอร์ชันของอูโก นอกจากจะมีรูปร่างผิดปกติ เป็นคนหลังค่อม ตาบอดหนึ่งข้าง ยังมีปัญหาด้านสติปัญญาทำให้ท้ายที่สุดสามารถทำหน้าที่เป็นได้เพียงคนลั่นระฆังของวิหาร</p>



<p>โฟรโลเฝ้าบอกควาซีโมโดว่าโลกภายนอกนั้นโหดร้ายและไม่ต้อนรับผู้มีรูปลักษณ์แปลกไปจากตน แต่ควาซีโมโดไม่เชื่อและแอบออกไปนอกวิหารในวันที่มีงานเทศกาลจำอวด (Festival of Fools) ในงานครั้งนี้มีการประกวดว่าใครแต่งกายได้อัปลักษณ์ทั้งสุด ปรากฏว่าควาซีโมโดได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะ โฟรโลตามมาจนพบควาซีโมโดและยังได้เห็นนางยิปซีสาวสาวชื่อเอสเมอรัลดาซึ่งเข้ามาเต้นรำหาเงินในงาน โฟรโลหลงใหลในตัวเอสเมอรัลดา จึงได้ออกคำสั่งให้ควาซีโมโดลักพาตัวหญิงสาวมาให้เขา โชคดีที่ผู้กองฟีบัสหยุดเหตุได้ทัน ควาซีโมโดถูกจับขึ้นศาล และมีการตัดสินให้โบยในที่สาธารณะ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165882" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c8_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ประเด็นเรื่องการคุกคามทางเพศจากผู้มีอำนาจในแอนิเมชันเรื่องนี้อาจเทียบได้กับแคมเปญ me too ในยุคปัจจุบัน</figcaption></figure>



<p>ควาซีโมโดมองไปยังโฟรโลเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่โฟรโลไม่สนใจ เป็นเอสเมอรัลดาที่ทนการกระทำรุนแรงไม่ไหว เธอปลอบใจและนำน้ำมาให้ควาซีโมโดซึ่งทำให้เขาประทับใจและหลงรักเธอในที่สุด เอสเมอรัลดาสามารถครอบครองหัวใจของชายสามคนพร้อมๆ กัน คือโฟรโล ควาซีโมโด และผู้กองฟีบัส ปรากฏว่าฝ่ายหญิงมีใจให้ผู้กองฟีบัส ทั้งสองนัดพบกันแต่โฟรโลทราบเข้าและได้ตามไปทำร้ายผู้กองฟีบัสต่อหน้าเอสเมอรัลดา&nbsp;</p>



<p>เอสเมอรัลดาถูกยัดข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงาน ผู้กองฟีบัสเองก็เชื่อว่าเอสเมอรัลดาและพวกยิปซีของเธอตั้งใจซุ่มทำร้ายหมายเอาชีวิตเขา เอสเมอรัลดาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ก่อนที่จะโดนโทษประหาร ควาซีโมโดโหนเชือกลงมาจากวิหารเพื่อช่วยเอสเมอรัลดา เขาซ่อนเธอไว้ในวิหารและทำการป้องกันไม่ให้ใครเข้าถึงตัวสาวยิปซีได้ ในระหว่างนั้นโฟรโลแอบมาพบเอสเมอรัลดาเพื่อเสนอว่าเขาจะช่วยให้เธอให้พ้นความตาย แลกกับการที่เอสเมอรัลดาจะยอมมาเป็นภรรยาของเขา&nbsp;</p>



<p>เอสเมอรัลดาปฏิเสธ กว่าควาซีโมโดจะรู้ตัวและตามมาหา เอสเมอรัลดาก็ถูกประหารไปเสียแล้ว เมื่อเห็นร่างของสาวในดวงใจถูกแขวนคอ ควาซีโมโดสติหลุดและได้เข้าโจมตีโฟรโล โยนเขาลงจากวิหาร เมื่อเห็นว่าเอสเมอรัลด้าและโฟรโลเสียชีวิต ควาซีโมโดได้แต่ร้องไห้และกล่าวว่า บุคคลทั้งสองเป็นเพียงสองสิ่งที่เขารัก นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ชาวเมืองปารีสได้เห็นคนค่อมแห่งนอเทรอดาม หลายปีต่อมาเมื่อมีการขุดสุสานแถวนั้น คนขุดสุสานพบร่างของหญิงผู้หนึ่งกับชายที่มีโครงกระดูกผิดรูป เป็นไปได้ว่าควาซีโมโดฆ่าตัวตายหลังจากเหตุในคืนนั้น กลายเป็นจุดจบแสนเศร้าของนิยายที่กินใจผู้อ่านเป็นอย่างมาก</p>



<p><strong>คนค่อมแห่งนอเทรอดาม จากนิยายสายดาร์กสู่การ์ตูนเด็ก?&nbsp;</strong></p>



<p>แม้คนค่อมแห่งนอเทรอดามจะเป็นแอนิเมชันเก่าที่ออกฉายมาแล้วกว่า 25 ปี (เรื่องนี้ออกฉายในปี 1996) แต่สื่อหลายสำนักก็ยังยกให้แอนิเมชันเรื่องนี้เป็นผลงานที่ดาร์กที่สุดของดิสนีย์ แม้จะมีการเปลี่ยนเนื้อเรื่องหลายอย่างให้เหมาะสำหรับเด็ก เช่น การเปลี่ยนตอนจบให้สมหวัง เอสเมอรัลดากับผู้กองฟีบัสได้ครองรักกัน ส่วนควาซีโมโดนั้น แม้จะอกหักจากหญิงสาวแต่ก็อวยพรให้ทั้งสองมีความสุข และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนในปารีส&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165879" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c2_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ควาซีโมโดอวยพรให้เอสเมอรัลดากับผู้กองฟีบัส รางวัลของพระเอกไม่จำเป็นต้องเป็นความรักเสมอไป</figcaption></figure>



<p>เพื่อไม่ให้แอนิเมชันเรื่องนี้ดูโจมตีศาสนามากเกินไป มีการเปลี่ยนบทของโฟรโลจากนักบวชมาเป็นผู้พิพากษา ถึงอย่างนั้นก็ยังมีประเด็นหลายอย่างที่ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับเด็กเช่นความลุ่มหลงที่โฟรโลมีต่อเอสเมอรัลดา หรือประเด็นด้านการกวาดล้างชาวยิปซีซึ่งถือเป็นคนนอกศาสนาออกจากปารีส โดยดีสนีย์ได้ใช้วิธีบอกเล่าประเด็นเหล่านี้อย่างชาญฉลาดคือการเล่าด้วยเพลงและภาพที่เหมือนจะหลุดออกมาจากจินตนาการ&nbsp;</p>



<p>อันที่จริงกองเซนเซอร์ของสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีปัญหากับเนื้อหา แต่มีการขอว่าให้ปรับซาวนด์เอฟเฟ็กต์ในแอนิเมชันให้เบาลง เพื่อไม่ให้ผู้ชมที่มีอายุน้อยรู้สึกตกใจ ส่วนเพลงที่น่าจะมีปัญหามากที่สุดในเรื่องอย่าง Hellfire ซึ่งเป็นส่วนที่โฟรโลสารภาพความในใจต่อพระแม่มารีเรื่องที่เขามีความลุ่มหลงต่อเอสเมอรัลดาและได้โทษว่าเป็นเพราะถูกเธอใช้มนต์ดำล่อลวง ก็ได้มีการตัดคำว่า ‘บาป’ (sin) ออกไป แต่ใช้เอฟเฟ็กต์ดึงเสียงขึ้นมาแทน ผู้ชมพอจะเดาได้ว่าตัวละครกล่าวถึงบาป แต่ไม่ได้มีการใส่คำร้องลงไปเพื่อเลี่ยงกองเซนเซอร์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165883" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c9_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เพลง Hellfire ที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุด แต่กลับไม่ถูกเซนเซอร์ แค่ให้ลดซาวด์เอฟเฟ็กต์ลงเท่านั้น ทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจกับการจัดเรตติ้ง</figcaption></figure>



<p>อย่างไรก็ดี แอนิเมชันเรื่องนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีนักจากกลุ่มผู้ชม นำไปสู่ข้อครหาต่อกองเซนเซอร์ว่าทำไมปล่อยให้แอนิเมชันที่มีเนื้อหารุนแรงได้เรท G (General Audiences &#8211; หมายถึงภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย) เท่ากับซินเดอร์เรลลาและเงือกน้อยผจญภัย&nbsp;</p>



<p>หนังสือพิพม์ New York Times เคยทำบทความเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ นำไปสู่ข้อสรุปว่ากองเซนเซอร์ในช่วงทศวรรษที่ 1990s ยังไม่ได้มีข้อกำหนดที่เข้มงวดนัก แต่หากคนค่อมแห่งนอเทรอดามออกฉายในปัจจุบัน ก็คงไม่สามารถได้รับเรท G หากยังมีเนื้อหาและคำพูดในรูปแบบเดิม&nbsp;</p>



<p><strong>แอนิเมชันที่ดาร์กที่สุดของดิสนีย์?</strong></p>



<p>ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่าทำไมดิสนีย์จึงนำวรรณกรรมสุดดาร์กของ วิกตอร์ อูโก มาปรับปรุงใหม่เป็นแอนิเมชัน เป็นไปได้ว่าในช่วงทศวรรษที่ 1990s แอนิเมชันของดิสนีย์ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก จึงมีช่องว่างให้เกิดการทดลองโครงเรื่องในรูปแบบอื่น&nbsp;</p>



<p>คนค่อมแห่งนอเทรอดามแม้จะไม่ถูกใจบรรดาผู้ปกครองหรือไม่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ได้รับเสียงวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในเชิงบวก ตัวเรื่องมีความเคารพต้นฉบับเป็นอย่างมาก การดัดแปลงเนื้อหาเป็นไปอย่างมีเหตุผล ตัวละครมีความเป็นคนซึ่งทำให้เรื่องยิ่งน่ากลัวไปใหญ่เพราะเหมือนเราจะสามารถพบเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจในทางมิชอบและซ่อนความชั่วร้ายของตนไว้ใต้เหตุผลทางกฎหมายได้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;</p>



<p>อีกจุดหนึ่งที่ดิสนีย์ดูจะตีความไปได้ไกลกว่าต้นฉบับ คือการนำเสนอมุมมองของศาสนาซึ่งสามารถถูกใช้เพื่อสร้างหรือทำลายคน อยู่ที่คนผู้นั้นจะตีความเป็นอย่างไร โฟรโลกวาดล้างชาวยิปซีโดยอ้างเหตุผลทางศาสนา แต่นักบวชในเรื่องนี้ก็เป็นผู้ห้ามไม่ให้โฟรโลฆ่าควาซีโมโดตั้งแต่ตอนเป็นทารก&nbsp; นักบวชประจำวิหารนอเทรอดามยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเอสเมอรัลดาขณะโดนโฟรโลตามจับ เรายังเห็นภาพของประชาชนชาวปารีสที่สวดอ่อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อตัวเอง ตัดสลับกับเอสเมอรัลดาที่สวดภาวนาเพื่อผู้อื่น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165881" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c6_20220331.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บทบาทของนักบวชในเรื่องที่คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้</figcaption></figure>



<p>เมื่อเอสเมอรัลดาถามควาซีโมโดว่าผู้ชายใจร้ายอย่างโฟรโลเลี้ยงดูควาซีโมโดให้เป็นคนที่มีจิตใจเอื้ออารีได้อย่างไร ควาซีโมโดกล่าวว่าโฟรโลไม่ใช่คนชั่วช้า และเขาให้ปกป้องดูแลควาซีโมโดในตอนที่ไม่มีใครต้องการ (แน่นอนว่าในตอนนั้นควาซีโมโดยังไม่รู้ว่าโฟรโลเป็นเหตุให้มารดาของตนต้องถึงแก่ความตาย) ควาซีโมโดมองโฟรโลในแง่ดี ซึ่งอาจเป็นข้อความที่แอนิเมชันเรื่องนี้ต้องการส่งต่อ เนื้อแท้ของมนุษย์นั้นไม่อาจเปลี่ยนได้ ควาซีโมโดเป็นคนจิตใจดี และการที่เขาเป็นผู้ลั่นระฆังโบสถ์เป็นการเปรียบเปรยว่าคนค่อมผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์มีหัวใจเช่นทูตสวรรค์ ทูตสวรรค์ต่อให้อยู่ในโคลนตมก็ยังมีจิตใจที่ซื่อตรงดั่งทอง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165885" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c1_20220331-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ควาซีโมโดทำหน้าที่เป็นคนลั่นระฆังและมองปารีสจากด้านบน เทียบได้กับทูตสวรรค์ที่มีจิตใจงดงาม</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165888" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/past-forward-The-Hunchback-of-Notre-Dame_Content_c12_20220331-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อย่างไรก็ดี บทบาทของศาสนามีจำกัดและอาจถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจ</figcaption></figure>



<p>ในตอนท้ายของเรื่องเมื่อโฟรโลตัดสินให้เผาเอสเมอรัลดาทั้งเป็น เราเห็นว่านักบวชประจำวิหารนอเทรอดามปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาพยายามห้ามเหตุตรงหน้าแต่ถูกทหารของโฟรโลห้ามไว้ แสดงให้เห็นว่าบทบาทของศาสนามีอยู่ในพื้นที่จำกัด และหากผู้มีอำนาจต้องการ ก็อาจบิดเบือนศาสนาเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ต่างจากการตั้งตนเป็นพระเจ้า&nbsp;</p>



<p>โฟรโลไม่เพียงจ้องทำลายเอสเมรัลดาที่ปฏิเสธรักจากเขา เขายังสั่งให้เผาทำลายวิหารซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนา ปรากฏว่าชาวเมืองทนต่อสิ่งนี้ไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาจับอาวุธเข้าสู้ ปล่อยชาวยิปซีที่ถูกกักขังและเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง ประชาชนแห่งปารีสก็ต้อนรับควาซีโมโดซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือเอสเมอรัลดาจากความตาย ประเด็นสุดท้ายที่แอนิเมชันฝากไว้คือการลุกขึ้นเพื่อต่อสู้กับอำนาจและความอยุติธรรม&nbsp;</p>



<p>เมื่อรวมประเด็นต่างๆ ไว้ด้วยกัน คนค่อมแห่งนอเทรอดามแม้ไม่ใช่หนังที่เหมาะสมสำหร้บเด็กอย่างที่ผู้ปกครองตั้งใจ แต่แอนิเมชันเรื่องนี้ก็ได้ทิ้งข้อคิดหลายอย่าง ซึ่งหากเรากลับไปชมใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาและอายุที่ต่างไป ก็อาจพบข้อความน่าสนใจที่ถูกซ่อนไว้ในระหว่างบรรทัด&nbsp;</p>



<p><strong>References</strong></p>



<p><a href="https://notredamecathedralparis.com/the-hunchback-of-notre-dame/?fbclid=IwAR3Cxrf3k4SEMXJkf3Xv1qfgqJLCs4pBGgX8xFqTo1Z_n4JA_QLCTWdH3mI#:~:text=History,and%20replaced%20with%20other%20buildings">The Hunchback of Notre Dame</a></p>



<p><a href="https://www.history.com/this-day-in-history/the-hunchback-of-notre-dame-is-finished?fbclid=IwAR0MW4cg--xaY5dMsaStkNDrYJ6CqBh72qOOqiTvdo7zk2OPQhVhU7fqdnE">The Hunchback of Notre Dame” is finished</a></p>



<p><a href="https://solinwords.medium.com/why-the-hunchback-of-notre-dame-is-one-of-disney-s-greatest-1c605ef30bec">Why ‘The Hunchback of Notre Dame’ is one of Disney’s greatest films</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/06/21/movies/the-hunchback-of-notre-dame.html?fbclid=IwAR0oIxOdQnq4VNYBe70yTIGa3c6MkgsYkeYwiWADE6QA_Sk8VWPRpr6mUMU">The Hunchback of Notre Dame’ at 25: ‘The Most R-Rated G You Will Ever See</a></p>



<p><a href="https://www.comingsoon.net/movies/features/1259077-why-the-hunchback-of-notre-dame-is-still-one-of-disneys-best-movies?fbclid=IwAR1FVdmggeNIyeJyhXaYKqvHa1-esKvEhDnhO9Qx5GIVbJo5iC4mCUaZTDI">Why The Hunchback of Notre Dame Is Still One of Disney’s Best Movies </a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=NLuJNKEG9dM">The VERY Messed Up Origins of Hunchback of Notre Dame </a></p>



<p><a href="https://www.thethings.com/the-hunchback-of-notre-dame-was-dark-but-disneys-message-is-important/?fbclid=IwAR3g6UQnPd0Qqup4lnRzFOWplGl2MTZC1GqwhUEmeQy79zmrtAsM2aZxGq0">The Hunchback Of Notre Dame Was Dark, But Disney&#8217;s Message Is Important</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=OQ3F1QtPv-A">The Dark Truth About Disney&#8217;s The Hunchback of Notre Dame</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-hunchback-of-notre-dame/">คนค่อมแห่งนอเทรอดาม แอนิเมชันดิสนีย์ที่ดาร์กที่สุด?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ย้อนรอยฉากสปาเกตตีในตำนาน ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสุนัขเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และโลกอุดมคติของวอลต์ ดิสนีย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lady-and-the-tramp/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[วอลต์ ดิสนีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทรามวัยกับไอ้ตูบ]]></category>
		<category><![CDATA[Lady and the Tramp]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=164934</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 Perspectus Global หน่วยงานอิสระว่าด้วยการวิจัยและข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติ ได้ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจว่าฉากในร้านอาหารของภาพยนตร์เรื่องใดที่ครองใจชาวอังกฤษมากที่สุด 60% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เทใจให้ฉากสปาเกตตีในตำนานจากแอนิเมชันทรามวัยกับไอ้ตูบ ผลงานคลาสสิกของดิสนีย์ที่ออกฉายตั้งแต่ปี 1955 ฉากที่ว่าเอาชนะหนังดังอย่าง Pretty Women (1990), The Godfather (1972) และแม้แต่ Pulp Fiction (1994) ไปได้อย่างน่าทึ่ง&#160; เมื่อถามถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉากรักของสุนัขสามารถประทับในความทรงจำของผู้ชมได้อย่างยาวนาน คำตอบที่น่าสนใจอาจเป็นว่า ฉากนี้ไม่ได้เล่าเรื่องการรับประทานอาหาร แต่เป็นการตกหลุมรักของหนุ่มสาวที่มาจากต่างที่มา ต่างประสบการณ์ และต่างฐานันดร ซึ่งเป็นเรื่องราวคลาสสิกที่แฝงด้วยความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก และนั่นทำให้แอนิเมชันที่มีทุนสร้างเพียง 4 ล้านดอลลาร์ สามารถกวาดรายได้ไปมากถึง 187 ล้าน ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันเกี่ยวกับสัตว์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของดิสนีย์&#160; ‘เมืองที่ใครเห็นก็อยากอยู่’ ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสะท้อนโลกแห่งความฝันของวอลต์ ดิสนีย์ ต่างจากแอนิเมชันยุคบุกเบิกอย่างสโนไวท์ (1938) และซินเดอเรลล่า (1950) ทรามวัยกับไอ้ตูบ (หรือชื่อในภาษาอังกฤษ Lady and the Tramp) ไม่ได้ถูกสร้างมาจากโลกเทพนิยายที่มีแบบแผนอยู่แล้วและเป็นที่รู้จักของโลกตะวันตก แต่เป็นดอกผลจากการคิดใหม่ทำใหม่อย่างแท้จริง เรื่องราวของสุนัขสองตัวกับการผจญภัยในละแวกบ้าน เป็นงานออริจินัลที่ถูกเสนอขึ้นช่วงปลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lady-and-the-tramp/">ย้อนรอยฉากสปาเกตตีในตำนาน ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสุนัขเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และโลกอุดมคติของวอลต์ ดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 Perspectus Global หน่วยงานอิสระว่าด้วยการวิจัยและข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติ ได้ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจว่าฉากในร้านอาหารของภาพยนตร์เรื่องใดที่ครองใจชาวอังกฤษมากที่สุด 60% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เทใจให้ฉากสปาเกตตีในตำนานจากแอนิเมชันทรามวัยกับไอ้ตูบ ผลงานคลาสสิกของดิสนีย์ที่ออกฉายตั้งแต่ปี 1955 ฉากที่ว่าเอาชนะหนังดังอย่าง Pretty Women (1990), The Godfather (1972) และแม้แต่ Pulp Fiction (1994) ไปได้อย่างน่าทึ่ง&nbsp;</p>



<p>เมื่อถามถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉากรักของสุนัขสามารถประทับในความทรงจำของผู้ชมได้อย่างยาวนาน คำตอบที่น่าสนใจอาจเป็นว่า ฉากนี้ไม่ได้เล่าเรื่องการรับประทานอาหาร แต่เป็นการตกหลุมรักของหนุ่มสาวที่มาจากต่างที่มา ต่างประสบการณ์ และต่างฐานันดร ซึ่งเป็นเรื่องราวคลาสสิกที่แฝงด้วยความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก และนั่นทำให้แอนิเมชันที่มีทุนสร้างเพียง 4 ล้านดอลลาร์ สามารถกวาดรายได้ไปมากถึง 187 ล้าน ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันเกี่ยวกับสัตว์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของดิสนีย์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165147" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c4_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><p style="text-align: center">ฉากสปาเกตตีที่เกือบถูกตัดออก</p></figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘เมืองที่ใครเห็นก็อยากอยู่’ ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสะท้อนโลกแห่งความฝันของวอลต์ ดิสนีย์</strong></h3>



<p>ต่างจากแอนิเมชันยุคบุกเบิกอย่างสโนไวท์<em> </em>(1938) และซินเดอเรลล่า (1950) ทรามวัยกับไอ้ตูบ (หรือชื่อในภาษาอังกฤษ Lady and the Tramp) ไม่ได้ถูกสร้างมาจากโลกเทพนิยายที่มีแบบแผนอยู่แล้วและเป็นที่รู้จักของโลกตะวันตก แต่เป็นดอกผลจากการคิดใหม่ทำใหม่อย่างแท้จริง เรื่องราวของสุนัขสองตัวกับการผจญภัยในละแวกบ้าน เป็นงานออริจินัลที่ถูกเสนอขึ้นช่วงปลาย 1930 โดย โจ แกรนท์ นักวาดการ์ตูนคนสำคัญของดิสนีย์ เขานำแรงบันดาลใจเกี่ยวกับตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘เลดี้’ มาจากสุนัขของลูกสาวซึ่งเป็นสุนัขเพศเมียพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล</p>



<p>คุณลักษณะของสุนัขพันธุ์นี้คือความอ่อนโยน เป็นมิตร ไม่ก้าวร้าว และสามารถเข้ากับเด็กได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี โจสังเกตเห็นท่าทีไม่พอใจของสุนัขที่ถูกแย่งความรักหลังเขาและภรรยาหันไปเทความสำคัญให้กับลูกสาวมากกว่า โจได้ไอเดียที่จะเขียนเรื่องราวของสุนัขแสนน่ารัก และได้นำแบบร่างมาเสนอกับ วอลต์ ดิสนีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของสตูอิโอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c7_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><p style="text-align: center">ต้นแบบของเลดี้</p></figcaption></figure>



<p>โครงร่างของโจนำเสนอเรื่องราวที่หมุนรอบตัว ‘เลดี้’ โดยมีศัตรูตัวร้ายเป็นหนู และแมวสยามฝาแฝดของคุณป้า วอลต์ ดิสนีย์ สนใจคาแรกเตอร์ของเลดี้ แต่ไม่พอใจสตอรี่บอร์ดเพราะมันไม่มีจุดแตกหักที่น่าสนใจ เขาคิดว่าเลดี้น่ารักเกินไป น่าจะต้องหาสุนัขอีกตัวเข้ามาทำให้เรื่องราวชวนตื่นเต้น โปรเจกต์นี้ถูกพับไปเป็นเวลานานเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น โดยหลังจากดิสนีย์กลับมาปัดฝุ่นโครงการนี้ในช่วงปี 1950 ก็ได้ว่าจ้างให้นายวอร์ด กรีน &#8211; นักเขียนชาวอเมริกันเข้ามาร่างเรื่องราวใหม่&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวในเวอร์ชันของ วอร์ด กรีน มีการเพิ่มสุนัขที่มีคาแรกเตอร์แข็งแกร่งเข้าไปคือแทรมป์ เนื้อหาโฟกัสการผจญภัยของเลดี้ สาวอ่อนหวานจากบ้านที่เพรียบพร้อม กับแทรมป์ หมาจรจัดที่ปราดเปรียวไม่เกรงใจใคร ด้วยความที่เนื้อหาทั้งหมดถูกเขียนขึ้นใหม่ทำให้การสร้างฉากหลังของเรื่อง รวมไปถึงบรรยากาศเมืองทั้งหมดถูกจินตนาการโดยทีมงานของดิสนีย์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165149" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c6_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ต้นแบบของแทรมป์</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165176" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c15_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เลดี้และแทรมป์ ต้นแบบจากสุนัขจริง</figcaption></figure>



<p>วอลต์ ดิสนีย์ ตั้งใจให้เมืองที่เลดี้กับแทรมป์อยู่อาศัย สะท้อนบ้านเกิดของเขาคือเมืองมาร์เซอลีน (Marceline) ในรัฐมิสซูรี โดยหมุนเข็มนาฬิกากลับไปในช่วงปลายของยุควิกตอเรียน-เอ็ดเวอร์เดียน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี มีกล้องถ่ายภาพ มีโทรศัพท์บ้าน แต่ก็ยังมีกลิ่นอายคลาสสิกอย่างการขับรถม้าและเมืองที่ไม่พลุกพล่านจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>เมืองมาร์เซอลีนในเรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบ ไม่เพียงนำเสนอช่วงเวลาชวนฝันของสังคมอเมริกัน แต่ยังให้ภาพเมืองที่อบอุ่นหัวใจ ดังที่วอลต์ ดิสนีย์ได้ให้โจทย์กับทีมงานของเขาว่า ‘เป็นเมืองที่ใครเห็นก็อยากอยู่ แต่ถ้าออกไปผจญภัยก็ให้ความรู้สึกว่าต้องมีอะไรดีๆ รออยู่ข้างหน้า’</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165150" width="840" height="560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c11_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /><figcaption>เมืองมาร์เซอลีน เมืองในฝันที่ออกแบบมาจากบ้านเกิดของดิสนีย์</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เลดี้และแทรมป์ สุนัขที่มีความฝันและความรักเช่นเดียวกันกับมนุษย์</strong></h3>



<p>เลดี้ สุนัขแสนน่ารักในบ้านที่อบอุ่นเป็นคาแรกเตอร์ที่เขียนขึ้นโดย โจ แกรนท์ &#8211; เพื่อนร่วมงานของวอลต์ ดิสนีย์&nbsp; ที่ลาออกจากสตูอิโอไปแล้วในตอนนั้น ส่วนสุนัขข้างถนนที่เจนจัดกับการใช้ชีวิต รู้วิธีเอาตัวรอดและออกจะมองโลกในแง่ร้าย ได้แรงบันดาลใจมาจากสุนัขในบทความเรื่อง ‘Happy Dan the Cynical Dog’ ของ วอร์ด กรีน ซึ่งวอลต์ ดิสนีย์ไปอ่านเจอในนิตยสาร Cosmopolitant&nbsp;</p>



<p>หลังเจอคาแรกเตอร์ที่ถูกใจ วอลต์ ดิสนีย์ก็ได้ออกไอเดียว่าจ้างให้ วอร์ด กรีน เขียนนิยายเรื่องใหม่โดยนำสุนัขทั้งสองมาผูกเป็นเรื่องราวเดียวกันโดยใส่แกนกลางเรื่องรักต่างชนชั้นเข้าไป กลายเป็นเรื่องราวที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่ดิสนีย์เคยเขียนมา แอนิเมชันก่อนหน้านี้บอกแค่ว่าเจ้าหญิงเจ้าชายจะต้องตกหลุมรักกัน แต่ทรามวัยกับไอ้ตูบ โฟกัสไปที่การเล่าเรื่องให้คนดูได้เข้าใจว่าความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165154" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c8_20220208-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>นิยายเรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก</figcaption></figure>



<p>แอนิเมชันเรื่องนี้ยังสะท้อนความเป็นจริงของสังคมเช่นปัญหาสุนัขจรจัด การกำจัดสุนัขที่ไม่มีใครรับไปเลี้ยงดู (ซึ่งถูกนำเสนอผ่านเงาเพื่อให้เรื่องราวไม่โหดร้ายจนเกินไป) ในเรื่องยังมีการเล่นสนุกกับบรรดาสุนัขพันธ์ุต่างๆ ที่มีคาแรกเตอร์ ลักษณะนิสัย รวมไปถึงสำเนียงการพูดที่ต่างกัน มีทั้งสุนัขพันธุ์ชิวาวาที่พูดจาติดสำเนียงเม็กซิกัน อิงลิช บูลด็อกที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงผู้ดี หรือสุนัขตัวใหญ่โออ่าที่พูดจาด้วยสำเนียงแบบรัสเซีย (หรือแม้แต่เจ้าของร้านสปาเกตตีที่พูดอังกฤษติดสำเนียงอิตาเลียน) การออกแบบตัวละครให้พูดสำเนียงต่างกันไม่ได้มีความตั้งใจเพื่อนำเสนอความหลากหลาย แต่เป็นการเพิ่มสีสันให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับตัวละครที่ไม่ได้พูดอังกฤษแบบอเมริกัน</p>



<p>สำหรับการสร้างภาพเคลื่อนไหวภายในเรื่อง เนื่องจากตัวละครเอกเป็นสุนัข จึงต้องมีการติดตามดูพฤติกรรมของสุนัขแต่ละประเภทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจการขยับตัวของสุนัขแต่ละพันธุ์ กระทั่งว่าพวกมันเริ่มก้าวเท้าไหนก่อน มีการขยับหัวไหล่เป็นอย่างไร จากนั้นจึงนำมาใส่ความรู้สึกของมนุษย์เข้าไป เช่นว่าหากสุนัขต้องการบอกอีกฝ่ายให้ไสหัวไป มันน่าจะมีการขยับท่าทางแบบไหน ความรู้สึกรัก ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกหวนแหนและอิจฉาในแบบมนุษย์จะถูกถ่ายทอดออกมาในท่าทางแบบไหนได้บ้าง&nbsp;</p>



<p>เลดี้ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียลพันธุ์แท้ มีต้นแบบมาจากสุนัขจริง 2 ตัว คือสุนัขของผู้กับกับร่วม (co-director) และสุนัขของนักแสดงผู้ให้เสียงเป็นคุณป้าซาราห์ในแอนิเมชัน ส่วนแทรมป์ซึ่งเป็นหมาพันธุ์ทางใช้ต้นแบบมาจากสุนัขจริงที่นักเขียนคนหนึ่งของดิสนีย์บังเอิญไปเจอเข้า สุนัขตัวนี้ถูกรับเลี้ยงและได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์ไปตลอดชีวิต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165157" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c9_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพร่างของเลดี้</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความรักผลิบานในจานสปาเกตตี ซีนตำนานที่เคยไม่ผ่านการอนุมัติ</strong>&nbsp;</h3>



<p>สปาเกตตีมีทบอลจานดังที่กลายเป็นสื่อรักระหว่างเลดี้กับแทรมป์ ถูกออกแบบโดยแฟรงก์ โทมัส แอนิเมเตอร์คนสำคัญของสตูดิโอที่เคยฝากผลงานไว้ในแอนิเมชันชื่อดังอย่างแบมบี้ โทมัสได้เสนอฉากนี้ในสตอรี่บอร์ด แต่ถูกวอลต์ ดิสนีย์ปัดตกในทันที เขาไม่คิดว่าสภาพของสุนัขสองตัวขณะรับประทานอาหารจะน่าดูนัก ออกจะสกปรกเลอะเทอะเกินกว่าจะนำมาใส่ในสตอรี่&nbsp;</p>



<p>แฟรงก์ โทมัสไม่ยอบรับการตัดสินใจของดิสนีย์ เขายืนยันจะทำให้เห็นว่าฉากนี้ออกมาสวยงามโรแมนติกได้จริง โดยเขาได้ทำฉากนี้ขึ้นมาใหม่ในลักษณะภาพร่างแบบเคลื่อนไหวเพื่อให้ดิสนีย์เข้าใจมูฟเมนต์ทั้งหมดภายในฉาก&nbsp;</p>



<p>ภาพร่างของโทมัสทำให้ดิสนีย์เห็นว่าการตกหลุมรักก่อตัวขึ้นได้อย่างไร มันไม่ใช่ซีนทั่วไปที่นำเสนอการทานอาหารของสุนัขแต่บอกเล่าความรู้สึกที่ลึกล้ำยิ่งกว่า เมื่อดิสนีย์ได้เห็นฉากนี้อย่างละเอียด เขาเปลี่ยนใจอนุมัติให้ฉากสปาเกตตีกลับมาอยู่ในเรื่องทันที กลายเป็นอีกหนึ่งซีนโรแมนติกและเป็นที่จดจำมากที่สุดในโลกภาพยนตร์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165160" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c10_20220208-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพร่างฉากสปาเกตตี</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165161" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c5_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากสปาเกตตีในตำนานที่ถูกนำมาสร้างใหม่</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยุคเปลี่ยนผ่านทางภาพยนตร์ ทรามวัยกับไอ้ตูบแอนนิเมชันเรื่องแรกของดิสนีย์ที่ผลิตในซีนีมาสโคป&nbsp;</strong></h3>



<p>สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมตกหลุมรักในเรื่องราวการผจญภัยของเลดี้และแทรมป์ คือฉากหลังที่สวยงามตลอดทั้งเรื่อง อ้างอิงสภาพบ้านเมืองแบบวิกตอเรียโดยมีการใส่รายละเอียดที่ชวนฝัน เช่นผ้าที่ตากอย่างขาวสะอาดกลางแดดอุ่นๆ หรือระแวกบ้านที่เขียวชะอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้&nbsp; ในช่วงที่ทรามวัยกับไอตูบออกฉายที่สหรัฐอเมริกา โทรทัศน์เริ่มเป็นที่นิยม ทำให้เกิดการแข่งขันว่าผู้ชมจะยอมจ่ายค่าตั๋วเพื่อเข้ามาชมภาพยนตร์ในโรงหนังอีกหรือไม่ เป็นช่วงเวลานั้นเองที่เทคนิคซีนีมาสโคป (CinemaScope) เริ่มถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อตอบโจทย์ความสมจริงในแบบที่โทรทัศน์ในบ้านไม่สามารถทำได้&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165162" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c3_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ฉากบ้านเมืองในเรื่องในเทคนิคแบบซีนีมาสโคป</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165166" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c1_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>การตกแต่งบ้านแบบวิกตอเรียในมุมมองที่เลดี้มองเห็น</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165167" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c14_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ระแวกบ้านที่น่าอยู่ชวนฝัน โฟกัสไปที่มุมมองของสุนัขที่มีพื้นเป็นหลัก</figcaption></figure>



<p>ภาพยนตร์ในระบบซีนีมาสโคปให้ความยาวของภาพมากกว่าระบบเดิม ทำให้การลงรายละเอียดในฉากทำได้มากขึ้น เพิ่มความสมจริงให้ผู้ชมรู้สึกประหนึ่งว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ งานจึงมาตกที่นักวาดฉากของเรื่องเพราะต้องทำให้ทั้งซีนมีรายละเอียดน่าสนใจ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไปจนผู้ชมไขว้เขวจากตัวละครหลัก สิ่งสำคัญคือการสร้างมุมมองของแอนิเมชันให้อยู่ในระนาบเดียวกับสุนัข ดังนั้นแทนที่จะวาดฉากโดยใช้ท้องฟ้าเป็นตัวตั้ง ฉากในทรามวัยกับไอตูบจะถูกวาดโดยใช้พื้นดินเป็นส่วนประกอบหลัก ทีมงานถึงขั้นสร้างโมเดลขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจว่ามุมมองของสุนัขเมื่อต้องเดินอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะมองสิ่งรอบข้างออกมาเป็นแบบไหน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165168" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c12_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>โมเดลบ้านสำหรับจำลองการมองเห็นของเลดี้</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165169" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c13_20220208.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>โมเดลบ้านสำหรับจำลองการมองเห็นของเลดี้</figcaption></figure>



<p>เทคนิคซีนีมาสโคปที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในสตูดิโอของวอลต์ ดิสนีย์ เปิดโอกาสให้เขาได้สร้างเมืองทั้งเมืองขึ้นมาใหม่ตามที่ใจคิดฝัน เมืองมาร์เซอลีนในเวอร์ชันทรามวัยกับไอตูบ นอกจากจะถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงบ้านเกิดของชายที่อยู่เบื้องหลังโลกเทพนิยายอันยิ่งใหญ่ วอลต์ ดิสนีย์ ยังได้นำแรงบันดาลใจจากเมืองที่ถูกสร้างขึ้นในเรื่องนี้ มาสานต่อจนกลายเป็นดิสนีย์แลนด์ ดินแดนแห่งความรักและเสียงหัวเราที่เปิดประตูตอนรับผู้มีความฝันในทุกช่วงวัย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165173" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/past-forward-Lady-and-the-Tramp_Content_c2_20220208-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ครอบครัวอุดมคติในเมืองอุดมคติของชาวอเมริกันคือภาพชวนฝันที่กลายเป็นดิสนีย์แลนด์ในเวลาต่อ</figcaption></figure>



<p>References:&nbsp;</p>



<p><strong>the Iconic &#8216;Lady and the Tramp&#8217; Spaghetti Kiss Scene Almost Never Happened</strong><a href="https://www.yahoo.com/entertainment/lady-and-the-tramp-spaghetti-scene-121119404577.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&amp;guce_referrer_sig=AQAAAEwNxIs8Sa4gA9H9yOmYvyjw2GN7-Y0NnIzlTcXmD6ci-S-62utJ9UzS3nBDksHt2AyjwAnjsGpqsclW5CsSDndWUP5aEwkeET6H809JHS6Ms0Kd6LpN3yr6QV3R1MU83BhqVFXn1kh-wt2TEL7UHWC66ZZf4bH-NWUZkwcuh5l9"><strong> </strong><strong>https://www.yahoo.com/entertainment/lady-and-the-tramp-spaghetti-scene-121119404577.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&amp;guce_referrer_sig=AQAAAEwNxIs8Sa4gA9H9yOmYvyjw2GN7-Y0NnIzlTcXmD6ci-S-62utJ9UzS3nBDksHt2AyjwAnjsGpqsclW5CsSDndWUP5aEwkeET6H809JHS6Ms0Kd6LpN3yr6QV3R1MU83BhqVFXn1kh-wt2TEL7UHWC66ZZf4bH-NWUZkwcuh5l9</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>You can&#8217;t beat puppy love! Lady and the Tramp&#8217;s iconic spaghetti moment is voted the nation&#8217;s favourite restaurant movie scene</strong><a href="https://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-8488797/Lady-Tramps-spaghetti-moment-voted-nations-favourite-restaurant-movie-scene.html?fbclid=IwAR2TO74Km4SYSvYBnVZpjt3IxLwVfePLnk1Wjf8A3bEvyq25WIaOOAMijlo"><strong> </strong><strong>https://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-8488797/Lady-Tramps-spaghetti-moment-voted-nations-favourite-restaurant-movie-scene.html?fbclid=IwAR2TO74Km4SYSvYBnVZpjt3IxLwVfePLnk1Wjf8A3bEvyq25WIaOOAMijlo</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>Walt Disney Tried To Remove The Famous Spaghetti Scene From Lady And The Tramp</strong></p>



<p><a href="https://www.slashfilm.com/1154141/walt-disney-tried-to-remove-the-famous-spaghetti-scene-from-lady-and-the-tramp/">https://www.slashfilm.com/1154141/walt-disney-tried-to-remove-the-famous-spaghetti-scene-from-lady-and-the-tramp/</a></p>



<p><strong>Lady&#8217;s Pedigree: The Making of Lady and the Tramp (1955)</strong><a href="https://www.youtube.com/watch?v=GFvjpRchYZ0&amp;t=767s"><strong> </strong>https://www.youtube.com/watch?v=GFvjpRchYZ0&amp;t=767s</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lady-and-the-tramp/">ย้อนรอยฉากสปาเกตตีในตำนาน ทรามวัยกับไอ้ตูบ แอนิเมชันสุนัขเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และโลกอุดมคติของวอลต์ ดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โพคาฮอนทัส ว่าด้วยข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ของการนำบุคคลจริงมานำเสนอใหม่ผ่านสายตาของดิสนีย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-pocahontas-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Dec 2022 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Pocahontas]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163095</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กับความสนุกสนานของผู้รับชม เป็นสองสิ่งที่วงการภาพยนตร์ต้องคำนึงเสมอเมื่อมีการหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างใหม่เป็นหนัง หรือแม้แต่แอนิเมชั่นที่กลุ่มเป้าหมายหลักต้องการทั้งความบันเทิงไปพร้อมๆ กับความรู้&#160; หลังจากดิสนีย์หยิบเรื่องเล่าที่คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งอย่าง อะลาดิน มาสร้างจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้จะครองใจผู้ชม แต่การหยิบวัฒนธรรมอาหรับและตั้งใจใช้ฉากหลังเป็นเมืองที่มีอยู่จริงอย่างเมืองแบกแดดของอิรัก (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเมืองอัลคาบารีซึ่งเป็นนครในจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง) ก็สร้างกระแสไม่พอใจทำให้เกิดการประท้วงจากคณะกรรมการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอเมริกัน-อาหรับ (American-Arab Anti-Discrimination Committee -ADC) อันเนื่องมาจากเพลงเปิดของเรื่อง (Arabian Night) มีท่อนร้องที่กล่าวว่า “Where they cut off your ears if they don&#8217;t like your face / It&#8217;s barbaric, but hey, it&#8217;s home &#8211; ที่ที่เขาตัดหูคุณเพราะไม่ชอบหน้า มันดูป่าเถื่อนนะ แต่ที่นี่คือบ้าน” ทำให้ต่อมาดิสนีย์ต้องเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนนี้ใหม่ ให้กลายเป็น &#8220;Where it&#8217;s flat and immense and the heat is intense / [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-pocahontas-history/">โพคาฮอนทัส ว่าด้วยข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ของการนำบุคคลจริงมานำเสนอใหม่ผ่านสายตาของดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กับความสนุกสนานของผู้รับชม เป็นสองสิ่งที่วงการภาพยนตร์ต้องคำนึงเสมอเมื่อมีการหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างใหม่เป็นหนัง หรือแม้แต่แอนิเมชั่นที่กลุ่มเป้าหมายหลักต้องการทั้งความบันเทิงไปพร้อมๆ กับความรู้&nbsp;</p>



<p>หลังจากดิสนีย์หยิบเรื่องเล่าที่คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งอย่าง <em>อะลาดิน</em> มาสร้างจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้จะครองใจผู้ชม แต่การหยิบวัฒนธรรมอาหรับและตั้งใจใช้ฉากหลังเป็นเมืองที่มีอยู่จริงอย่างเมืองแบกแดดของอิรัก (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเมืองอัลคาบารีซึ่งเป็นนครในจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง) ก็สร้างกระแสไม่พอใจทำให้เกิดการประท้วงจากคณะกรรมการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอเมริกัน-อาหรับ (American-Arab Anti-Discrimination Committee -ADC) อันเนื่องมาจากเพลงเปิดของเรื่อง <em>(Arabian Night)</em> มีท่อนร้องที่กล่าวว่า “Where they cut off your ears if they don&#8217;t like your face / It&#8217;s barbaric, but hey, it&#8217;s home &#8211; ที่ที่เขาตัดหูคุณเพราะไม่ชอบหน้า มันดูป่าเถื่อนนะ แต่ที่นี่คือบ้าน” ทำให้ต่อมาดิสนีย์ต้องเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนนี้ใหม่ ให้กลายเป็น &#8220;Where it&#8217;s flat and immense and the heat is intense / It&#8217;s barbaric, but hey, it&#8217;s home &#8211; ที่ราบเวิ้งว้างและร้อนจัด มันดูป่าเถื่อนนะ แต่ที่นี่ก็คือบ้าน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="849" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-849x1024.jpg" alt="" class="wp-image-163161" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-849x1024.jpg 849w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-249x300.jpg 249w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-768x926.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-1274x1536.jpg 1274w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07-600x724.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-07.jpg 1698w" sizes="(max-width: 849px) 100vw, 849px" /></figure>



<p>หากการอ้างอิงสถานที่และวัฒนธรรมที่คล้ายความเป็นจริงยังนำไปสู่ข้อถกเถียง การเลือกเอาบุคคลในประวัติศาสตร์อย่างโพคาฮอนทัสมาแปลงโฉมอีกครั้งก็ยิ่งจะต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของโพคาฮอนทัสในเวอร์ชั่นดิสนีย์กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มีความแตกต่างกันแค่ไหน ทำไมดิสนีย์ถึงก้าวจากเทพนิยายไปสู่ตัวละครที่มีจริงในประวัติศาสตร์ แล้วผลกระทบของสิ่งนี้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในแง่ไหน บทความนี้จะพาย้อนไปในปี 1995 เมื่อแอนิเมชั่น <em>โพคาฮอนทัส</em> ถูกปล่อยออกมาเป็นครั้งแรก&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">จากเรื่องจริงสู่แอนิเมชั่น โพคาฮอนทัสกับความตั้งใจของดิสนีย์&nbsp;</h3>



<p>“จุดมุ่งหมายของ <em>โพคาฮอนทัส </em>คือการยกย่องวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน” ปีเตอร์ ชไนเดอร์ ประธานแอนิเมชั่นของดิสนีย์ กล่าวไว้เช่นนี้เกี่ยวกับโปรเจกต์ <em>โพคาฮอนทัส</em> “เราต้องการนำเสนอมุมมองที่น่ายกย่องและมีพลังของชนพื้นเมืองอเมริกันในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโรงภาพยนตร์” ชไนเดอร์กล่าวว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นความยาว 78 นาทีที่กำลังจะเข้าฉายในวันที่ 23 มิถุนายนของปี 1995 จะเป็นการ ‘นำวัฒนธรรมและภาษาที่สูญหาย ให้ได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง’</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163159" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แอนิเมชั่นเรื่องนี้ มาพร้อมคำสัญญาว่าจะเคารพวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองและได้รับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากเรย์มอนด์ อดัมส์ อดีตประธานองค์กรสหอินเดียนแห่งเวอร์จินี (United Indians of Virgini) รวมไปถึงทีมงานและทีมนักแสดงที่เป็นชาวพื้นเมืองอเมริกัน ยกตัวอย่างเช่น ในฉากที่โพคาฮอนทัสได้รับสร้อยคอของแม่เป็นของขวัญ ได้มีการเปลี่ยนคำพูดจากเดิมที่ตัวละครกล่าวคำ ‘ขอบคุณ’ ไปเป็นการแสดงความรู้สึก ‘เป็นเกียรติ’ ซึ่งตรงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากกว่า แทนที่จะเรียกโพคาฮอนทัสด้วยชื่อต้น&nbsp; พ่อของโพคาฮอนทัสกลับเรียกตัวเอกของเรื่องด้วยสรรพนาม ‘ลูกสาวของพ่อ’ (my daugther) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพื้นเมืองอเมริกันปฏิบัติต่อกันในความเป็นจริง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163154" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไอรีน เบดาร์ด นักแสดงชาวอเมริกันพื้นเมือง ผู้ให้เสียงเป็นโพคาฮอนทัส กล่าวถึงแอนิเมชั่นเรื่องนี้ในแง่ดี เธอคิดว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้จะทำให้สังคมอเมริกันตระหนักถึงความหลากหลาย และยังเปิดโอกาสที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นตัวละครหญิงที่เป็นมากกว่าตุ๊กตาบาร์บี้&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี เมื่อเรื่องนี้ออกฉาย ก็มีเสียงต่อต้านออกมาหลายแบบ อาจารย์สอนวิชาอเมริกันพื้นเมืองศึกษา จาก University of Virginia กล่าวว่า แอมิเมชั่นเรื่องนี้มีหลายประเด็นที่ไม่เป็นไปตามประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจารย์อย่างเธอจะต้องหยิบไปอธิบายเพิ่มเติมในห้องเรียนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ในขณะที่ชาวพื้นเมืองบางส่วนคิดว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้สนุก แต่ไม่ควรใช้ชื่อเรื่องว่า ‘โพคาฮอนทัส’ บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการภาพยนตร์กล่าวว่า พวกเขาสามารถให้คำปรึกษาที่ดีกว่านี้ถ้าดิสนีย์คิดถามความเห็นจากพวกเขาก่อน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163157" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จิม เพนเทคอสต์ โปรดิวเซอร์ของแอนิเมชั่นโพคาฮอนทัสตอบกลับกระแสเหล่านี้ว่าไม่ใช่เรื่องเกินคาด เขาทราบดีว่าการนำบุคคลที่มีอยู่จริง และยิ่งเป็นคนพื้นเมืองอเมริกันมาสร้างใหม่จะทำให้เกิดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ส่วนดิก คุ๊ก ประธานฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศและการตลาดทั่วโลกของสตูดิโอดิสนีย์ เชื่อว่าก้าวที่ยิ่งใหญ่ของดิสนีย์ในการหยิบเรื่องราวของบุคคลจริงมาตีความใหม่ จะทำให้ตำนานเรื่องเล่าของโพคาฮอนทัสกลับมาอยู่ในกระแสและเปิดให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง&nbsp;</p>



<p>“ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ก็ต้องมีคนที่ไม่พอใจอยู่ดี” เรย์มอนด์ อดัมส์ อดีตประธานองค์กรสหอินเดียนแห่งเวอร์จินี (United Indians of Virgini) ที่ปรึกษาหลักของแอนิเมชั่นเรื่องนี้กล่าว “บางคนไม่พอใจที่ได้เห็นขนนก หรือบางคนอาจไม่ชอบกระทั่งการตั้งชื่อทีมเบสบอลว่า the braves”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">‘บิดเบือนประวัติศาสตร์?’ ความแตกต่างระหว่างเรื่องราวของโพคาฮอนทัสจากเรื่องจริงสู่แอมิเมชั่น&nbsp;</h3>



<p>โพคาฮอนทัส (Pocahontas) เป็นลูกสาวคนโปรดของพาวฮาทัน-ผู้นำชนพื้นเมืองอเมริกัน เธอเกิดในปี 1596 ในแผ่นดินที่ปัจจุบันอยู่ใกล้กับเมืองเจมส์ทาวน์ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐอเมริกา&nbsp;</p>



<p>ชื่อ ‘โพคาฮอนทัส’ แม้จะเป็นที่รู้จักกันมาก แต่ก็ไม่ใช่ชื่อจริงอย่างเป็นทางการของหญิงสาว เธอมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า อมอนเต้ (Amonute) ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเรียกในครอบครัวคือ มาโตอาคา (Matoaka) แปลว่าดอกไม้งามที่บานอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย แม่น้ำที่ว่านี้ น่าจะเป็นแม่น้ำมาทาโพนี (Mattaponi) และแม่น้ำพามังกี (Pamunkey) ซึ่งเป็นจุดที่เผ่าของเธอตั้งรกรากอยู่อาศัย สำหรับชื่อโพคาฮอนทัสที่ถูกเลือกมาใช้ในแอมิเมชั่น เป็นชื่อเล่นของหญิงสาวซึ่งมีความหมายว่า ‘เด็กผู้สนุกสนาน’ หรือ ‘เด็กผู้กล้าหาญ’ ซึ่งอาจจะตรงกับลักษณะนิสัยของโพคาฮอนทัสที่ถูกนำเสนอในแอมิเมชั่น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163163" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163156" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จุดต่างอย่างแรกระหว่างเรื่องจริงกับแอมิเมชั่น คืออายุของโพคาฮอนทัส ตามประวัติศาสตร์ โพคาฮอนทัสพบกับกัปตันจอห์น สมิธ ตอนเธออายุได้ราว 10-11 ปี การพบกันของทั้งสองเกิดขึ้นเพราะกัปตันจอห์นถูกจับ โดยขณะนั้นเขามีอายุได้ 27 ปี ด้วยช่วงอายุที่แตกต่าง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ความรักโรแมนติกจะเกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง บันทึกของจอห์น สมิธ บอกให้เรารู้ว่าบุคคลทั้งสองแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ภาษาของกันและกัน ในบันทึกของจอห์น มีประโยคง่ายๆ อย่าง ‘โพคาฮอนทัสมีขนมปังขาวหลายก้อน’ ‘บอกโพคาฮอนทัสให้ช่วยหยิบตะกร้ามาสามอัน’</p>



<p>คามิลลา ทาวน์เซนด์ เจ้าของผลงานหนังสือ <em>Pocahontas and the Powhatan Dilemma</em> และอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ จาก Rutgers University ประเทศสหรัฐอเมริกา สันนิษฐานว่าจอห์นกับโพคาฮอนทัสน่าจะใช้วิธีสื่อสารกันเป็นประโยคง่ายๆ โดยเมื่อจอห์นกล่าวข้อความเป็นภาษาอังกฤษ โพคาฮอนทัสก็จะแปลคำเหล่านี้เป็นภาษา Algonquian (ภาษาที่ชนพื้นเมืองใช้) จากนั้นจอห์นก็จะบันทึกข้อความเหล่านี้ลงไปในแผ่นกระดาษ ดังนั้นหากทั้งสองจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ความรู้สึกนั้นก็น่าจะเป็นความเคารพ หรือความเป็นเพื่อน มากกว่าความรักในแบบหนุ่มสาว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-163160" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-06.jpg 1536w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>ด้วยอายุที่น้อยมากของโพคาฮอนทัส เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันที่เด็กสาวจะช่วยชีวิตจอห์น สมิธ ให้รอดจากการถูกสังหาร ในส่วนนี้ ดิสนีย์นำเอาฉากที่โพคาฮอนทัสวางหัวของเธอเหนือศีรษะของจอห์นเพื่อป้องชายหนุ่ม มาจากบันทึกที่เขียนขึ้นเองของจอห์น สมิธ แต่นักประวัติศาสตร์คิดว่าจอห์นน่าจะแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้การผจญภัยของเขาน่าสนใจ เพราะหากมีพิธีดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เด็กหญิงอายุน้อยอย่างโพคาฮอนทัสก็ไม่น่าจะสามารถเข้าร่วมพิธีได้ตั้งแต่ต้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163165" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จอห์น สมิธ เดินทางกลับอังกฤษหลังจากพบกับโพคาฮอนทัสได้ราวสองปี หลังจากนั้นโพคาฮอนทัสจึงได้สมรสกับโคคูม (ตัวละครที่แอมิเมชั่นนำเสนอว่าเป็นนักรบในเผ่าที่บิดาของโพคาฮอนทัสอยากให้ลูกสาวแต่งงานด้วย) บันทึกของฝั่งอังกฤษกล่าวว่า โคคูมเป็น ‘private captain’ ซึ่งอาจหมายความว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวให้กับหัวหน้าเผ่า เป็นไปได้ว่าการสมรสเกิดจากความเต็มใจเนื่องจากชนพื้นเมืองอนุญาตให้ลูกสาวสามารถเลือกคู่สมรสได้เอง และโคคูมนั้นอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าฝ่ายหญิง&nbsp;</p>



<p>แต่ชีวิตสมรสของโพคาฮอนทัสก็มีอันต้องจบลงเมื่อเธอถูกจับเป็นตัวประกันของฝ่ายอังกฤษเพราะความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับนักล่าอาณานิคมเลวร้ายลง ชื่อของโคคูมไม่ปรากฏอีกเลยหลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าเขาถูกฆ่า หรือต้องเลิกรากับโพคาฮอนทัสด้วยสาเหตุบางอย่าง หลังจากนั้นโพคาฮอนทัสจึงสมรสกับชาวอังกฤษอีกคนคือจอห์น รอล์ฟ เรื่องราวของเขากับโพคาฮอนทัส ถูกหยิบมานำเสนอเป็นแอนิเมชั่นภาคต่อ <em>‘Pocahontas II: Journey to a New World’ </em>ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163164" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-02-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การเปลี่ยนโพคาฮอนทัสจากเด็กสาวอายุ 10-11 ปีมาเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น ถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธโอกาสที่จะนำเสนอเด็กในฐานะสะพานเชื่อมสองวัฒนธรรม และยังจงใจหลีกเลี่ยงความจริงที่เลวร้ายของโพคาฮอนทัส เนื่องจากเธอถูกลักพาตัว เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ และต้องแต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ ก่อนจะเสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษตอนอายุแค่ 21 ปี&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163162" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-08-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จิม เพนเทคอสต์ โปรดิวเซอร์ของแอมิเมชั่นโพคาฮอนทัส ยอมรับว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็น ‘หนังรัก’ มากกว่า ‘บทเรียนทางประวัติศาสตร์’ เขายังกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างจอห์น สมิธ กับโพคาฮอนทัส ไม่เคยถูกอธิบายให้ชัดเจนตามหลักฐานที่มีและปรากฏอยู่ในขณะนั้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี ตัวเขาเลือกจะดำเนินเนื้อหาในทิศทางนี้เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้น “ผู้คนยังคงโต้เถียงกันว่าใครเป็นคนฆ่าเคนเนดีและลินคอล์น ยิ่งคุณย้อนกลับไปนานเท่าไหร่ เรื่องราวก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นเท่านั้น” เขายังกล่าวถึงประเด็นรักโรแมนติกที่ไม่เป็นไปตามประวัติศาสตร์ว่า “เราไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าทั้งสองได้ลงเอยกัน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163155" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/past-forward_Pocahontas_Content-01-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ผลกระทบของโพคาฮอนทัส เรื่องราวของเธอในแอนิเมชั่นดิสนีย์ ทำให้เรื่องราวของสตรีผู้นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นจริงหรือ&nbsp;</h3>



<p>คามิลลา ทาวน์เซนด์ เจ้าของผลงานหนังสือ <em>Pocahontas and the Powhatan Dilemma</em> และอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ จาก Rutgers University กล่าวว่า แม้โพคาฮอนทัสของดิสนีย์จะมีหลายจุดที่ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ แต่ก็มีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้ชาวพื้นเมืองอเมริกันหันมาให้ความสนใจและมองโพคาฮอนทัสในแง่มุมใหม่</p>



<p>“เรื่องราวของโพคาฮอนทัสเป็นที่นิยมอยู่แล้วในหมู่นักล่าอาณานิคม เพราะมันนำเสนอโพคาฮอนทัสในฐานะชนพื้นเมืองที่สยบยอมต่อคนขาว เธอชื่นชมวัฒนธรรม และแม้แต่ศาสนาของคนเหล่านี้ เธออยากทำหน้าที่เป็นทูตแห่งสันติภาพ เลือกจะสมรสกับชายผิวขาว ย้ายไปอยู่กับเขา ละทิ้งประชาชนของตัวเอง แนวคิดแบบนี้ทำให้คนขาวรู้สึกสบายใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะอย่างน้อยก็ยังมี ‘ชนพื้นเมืองรักดี’ (good indian) ที่เห็นด้วยกับพวกเขา”&nbsp;</p>



<p>คามิลลา ทาวน์เซนด์ กล่าวว่า ชนพื้นเมืองเบื่อหน่ายกับภาพลักษณ์ของโพคาฮอนทัส แต่การมาถึงของแอนิเมชั่นดิสนีย์ได้ตีความบุคลิกของเธอในรูปแบบใหม่ โพคาฮอนทัสเป็นตัวเอกของเรื่อง เธอเก่งกาจ เฉลียวฉลาด เป็นตัวของตัวเอง กลายเป็นโมเดลให้เด็กรุ่นใหม่ลองเปิดใจกับสตรีผู้นี้มากขึ้น</p>



<p>“ชาวพื้นเมืองอเมริกันเริ่มตระหนักว่าพวกเขาควรเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโพคาฮอนทัส เพราะในความเป็นจริง เธอไม่ได้ขายวิญญาณให้ชาติตะวันตก และไม่ได้ยกย่องวัฒนธรรมของคนขาวมากไปกว่าวัฒนธรรมของเธอเอง โพคาฮอนทัสเป็นสตรีที่กล้าหาญ เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือผู้คนของเธอ”&nbsp;</p>



<p>ทาวน์เซนด์มองว่า แอนิเมชั่นของดิสนีย์ทำให้เรื่องราวของโพคาฮอนทัสถูกหยิบขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง ในยุคที่ยุโรปเดินทางมาถึงโลกใหม่ พร้อมวิทยาการมากมายที่ชนพื้นเมืองไม่อาจต้านทาน การกระทำของโพคาฮอนทัสในตอนนั้นอาจแฝงไว้ด้วยแนวคิดทางการเมืองที่ชาญฉลาด ยกตัวอย่างเช่นการที่เธอแต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ การเปลี่ยนศาสนา และการตัดสินใจเดินทางไปอังกฤษ หากโพคาฮอนทัสไม่ได้จบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 21 ปี เราก็ไม่อาจทราบได้ว่าสตรีที่โดดเด่นผู้นี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อีกแค่ไหน การจากไปของโพคาฮอนทัสเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับคนขาวก็เลวร้ายลงจนถึงจุดแตกหัก&nbsp;</p>



<p>แต่ก็ใช่ว่านักประวัติศาสตร์ทุกคนจะใจดีกับแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ในปี 2008 นักประวัติศาสตร์และนักเขียน อเล็กซ์ ฟอน ทันเซลมานน์ จาก The Guardian ได้ให้คะแนน <em>โพคาฮอนทัส </em>ในฐานะแอนิเมชั่นเพื่อความสนุกสนานอยู่ในระดับ B แต่ในด้านความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ เขากล่าวว่าแอนิเมชั่นทำได้แค่ในระดับ D+ เท่านั้น แน่นอนว่า <em>โพคาฮอนทัส</em> ไม่ใช่สารคดีประวัติศาสตร์ แต่คุณค่าของแอนิเมชั่นเรื่องนี้จะถูกกล่าวถึงและจดจำในแง่มุมไหน ก็อยู่ที่ใครจะมองมันด้วยเป้าหมายอย่างไรในอนาคต&nbsp;</p>



<p><em>References:&nbsp;</em></p>



<p>The True Story of Pocahontas <a href="https://www.smithsonianmag.com/history/true-story-pocahontas-180962649/">https://www.smithsonianmag.com/history/true-story-pocahontas-180962649/</a>&nbsp;</p>



<p>Disney&#8217;s &#8216;Pocahontas&#8217; Vs. History&#8217;s Pocahontas <a href="https://www.bustle.com/articles/91394-6-historical-inaccuracies-in-disneys-pocahontas-but-that-doesnt-mean-you-stop-painting-with-all">https://www.bustle.com/articles/91394-6-historical-inaccuracies-in-disneys-pocahontas-but-that-doesnt-mean-you-stop-painting-with-all</a>&nbsp;</p>



<p>Disney’s History Lesson : ‘Pocahontas’ Has Its Share of Supporters, Detractors <a href="https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1995-02-09-ca-29997-story.html">https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1995-02-09-ca-29997-story.html</a>&nbsp;</p>



<p>Pocahontas <a href="https://www.history.com/topics/native-american-history/pocahontas">https://www.history.com/topics/native-american-history/pocahontas</a>&nbsp;</p>



<p>The Messed Up TRUE Story of Pocahontas <a href="https://www.youtube.com/watch?v=pZMvyfDKMoQ">https://www.youtube.com/watch?v=pZMvyfDKMoQ</a>&nbsp;</p>



<p>Arab American group charges &#8220;Aladdin&#8217; with racial slurs <a href="https://www.tampabay.com/archive/1993/05/23/arab-american-group-charges-aladdin-with-racial-slurs/">https://www.tampabay.com/archive/1993/05/23/arab-american-group-charges-aladdin-with-racial-slurs/</a>&nbsp;</p>



<p>Arabian Nights &#8211; Origianl Soundtrack Release &#8211; Aladdin <a href="https://www.youtube.com/watch?v=pkV-YFTEy9o&amp;t=1s">https://www.youtube.com/watch?v=pkV-YFTEy9o&amp;t=1s</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-pocahontas-history/">โพคาฮอนทัส ว่าด้วยข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ของการนำบุคคลจริงมานำเสนอใหม่ผ่านสายตาของดิสนีย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามหาเจ้าป่า ทาร์ซานเจ้าป่าผู้กลายมาเป็นขวัญใจยาวนานของชาวอเมริกัน แอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำได้อย่างไร?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-tarzan-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Nov 2022 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[tarzan]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162039</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทาร์ซาน (Tarzan) แอนิเมชั่นแนวผจญภัยที่หลายคนโตมาด้วยกัน เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายในยุคเรเนอซองส์ของดิสนีย์ที่เรียกกันว่าเป็นยุคทองของสตูดิโอ ยุคดิสนีย์เรเนอซองส์เริ่มต้นในปี 1989 หลังผลงานดังอย่าง เงือกน้อยผจญภัย (The Little Mermaid) ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ดิสนีย์มีแผนปล่อยแอนิเมชั่นเรื่องยาวเป็นประจำทุกปี ผลงานเหล่านี้หลายเรื่องกลายเป็นแอนิเมชั่นอมตะที่ครองใจคนดูมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็น โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) &#8211; 1991 อะลาดิน (Aladdin) &#8211; 1992 เดอะไลอ้อนคิง (The Lion King) &#8211; 1994 ไปจนถึง มูหลาน (Mulan) ในปี 1998&#160; ต่างจากแอนิเมชั่นเรื่องก่อนๆ ที่มักนำแรงบันดาลใจมาจากตำนานเก่าแก่ ทาร์ซาน เป็นนิยายที่มีอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปี (ในตอนที่แอมิเมชั่นถูกสร้าง) และค่อนข้างมีความเป็นอเมริกันแบบร่วมสมัย นิยายเรื่องนี้แต่งโดยนักเขียนชาวอเมริกัน เอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ส (Edgar Rice Burroughs) โดยหลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ในปี 1912 เรื่องราวในนิยายเล่มหลักและเล่มแยกอีก 24 เล่มก็ถูกหยิบมาทำเป็นหนังตั้งแต่ในเวอร์ชั่นขาวดำไร้เสียง จนถึงเวอร์ชั่นที่ร่วมสมัยขึ้นมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-tarzan-history/">ตามหาเจ้าป่า ทาร์ซานเจ้าป่าผู้กลายมาเป็นขวัญใจยาวนานของชาวอเมริกัน แอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำได้อย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>ทาร์ซาน (Tarzan)</em> แอนิเมชั่นแนวผจญภัยที่หลายคนโตมาด้วยกัน เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายในยุคเรเนอซองส์ของดิสนีย์ที่เรียกกันว่าเป็นยุคทองของสตูดิโอ ยุคดิสนีย์เรเนอซองส์เริ่มต้นในปี 1989 หลังผลงานดังอย่าง <em>เงือกน้อยผจญภัย (The Little Mermaid)</em> ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ดิสนีย์มีแผนปล่อยแอนิเมชั่นเรื่องยาวเป็นประจำทุกปี ผลงานเหล่านี้หลายเรื่องกลายเป็นแอนิเมชั่นอมตะที่ครองใจคนดูมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็น <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast)</em> &#8211; 1991 <em>อะลาดิน (Aladdin)</em> &#8211; 1992 <em>เดอะไลอ้อนคิง (The Lion King) </em>&#8211; 1994 ไปจนถึง <em>มูหลาน (Mulan)</em> ในปี 1998&nbsp;</p>



<p>ต่างจากแอนิเมชั่นเรื่องก่อนๆ ที่มักนำแรงบันดาลใจมาจากตำนานเก่าแก่ <em>ทาร์ซาน </em>เป็นนิยายที่มีอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปี (ในตอนที่แอมิเมชั่นถูกสร้าง) และค่อนข้างมีความเป็นอเมริกันแบบร่วมสมัย นิยายเรื่องนี้แต่งโดยนักเขียนชาวอเมริกัน เอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ส (Edgar Rice Burroughs) โดยหลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ในปี 1912 เรื่องราวในนิยายเล่มหลักและเล่มแยกอีก 24 เล่มก็ถูกหยิบมาทำเป็นหนังตั้งแต่ในเวอร์ชั่นขาวดำไร้เสียง จนถึงเวอร์ชั่นที่ร่วมสมัยขึ้นมา กล่าวกันว่าจำนวนครั้งที่<em>ทาร์ซาน </em>ถูกหยิบมาทำเป็นหนัง มีอยู่แล้วไม่ต่ำกว่า 45 เวอร์ชั่นก่อนดิสนีย์จะตัดสินใจหยิบโครงเรื่องมาทำเป็นแอนิเมชั่นเพื่อออกฉาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162065" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างไรก็ดี การที่ดิสนีย์เลือกหยิบนิยายเรื่อง <em>Tarzan of the Apes </em>มาเล่าใหม่<em> </em>ถือเป็นการสานฝันของเอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ส เจ้าของงานเขียนที่เคยกล่าวว่าเรื่องราวในนิยายของเขาน่าจะถูกนำเสนอได้เหมือนจริงที่สุดในรูปแบบแอนิเมชั่น เกล็น คีน (Glen Keane) ผู้ดูแลแอนิเมชั่นของ <em>ทาร์ซาน </em>กับทีมงาน 13 คน พยายามถอดแบบคาแรกเตอร์ของทาร์ซานออกมาจากเวอร์ชั่นหนังสือ และได้เลือกเอามูฟเมนต์ของตัวละครมาจากลูกชายวัยรุ่นของเขาซึ่งชื่นชอบการเล่นสเกตบอร์ดและกีฬาผาดโผน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162071" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-08-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>โทนี่ ฮอว์ก นักสเกตบอร์ดชื่อดังชาวอเมริกัน กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ทาร์ซาน ในขณะที่เจน พอร์เตอร์ นางเอกของเรื่อง ถอดแบบมาจากนักอนุรักษ์ป่าสองท่านซึ่งมีตัวตนอยู่จริง คือ เจน กูดอลล์ (Jane Goodall) กับไดแอน ฟอสซีย์ (Dian Fossey) ทั้งสองท่านเคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าเพื่อศึกษากอริลลาและชิมแปนซี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162069" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162076" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-08-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในการสร้างแอมิเมชั่นเรื่องนี้<em> </em>ทีมงานต้องลงพื้นที่จริงในแอฟริกา<em> </em>พวกเขาเที่ยวชมเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าที่ประเทศเคนย่า<em> </em>และได้เดินทางไปสังเกตกอริลลาภูเขาในยูกันดา<em> </em>การสังเกตป่าและสิ่งมีชีวิตอย่างใกล้ชิดกลายเป็นภูมิหลังล้ำค่าในการสร้างแอนิเมชั่น<em> </em>กระทั่งหลานชายของเจ้าของผลงานหนังสือเมื่อได้เห็นตัวอย่าง<em> </em>ถึงกับกล่าวอย่างตื่นเต้นว่าตัวเขายินดีเหลือเกินที่จะได้เห็นตัวละครของปู่โลดแล่นในรูปแบบแอนิเมชั่น</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ส เจ้าของหนังสือดัง <em>Tarzan of the Apes </em>กับเบื้องหลังแรงบันดาลใจที่สร้างให้ทาร์ซานกลายเป็นขวัญใจชาวอเมริกัน</h3>



<p>ทาร์ซานเป็นหนึ่งในตัวละครอมตะและเป็นที่รักมากที่สุดของชาวอเมริกัน<em> </em>หนังสือพิมพ์<em> Los Angeles Times </em>กล่าวว่า ภาพลักษณ์ บุคลิก หรือแม้แต่ชื่อทาร์ซาน ถูกนำไปผลิตเป็นสินค้ามากมายตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงวิตามิน ในประเทศญี่ปุ่น ชื่อทาร์ซานเคยถูกนำไปตั้งเป็นชื่อนิตยสารฟิตเนสที่ได้รับความนิยม</p>



<p>แต่เรื่องราวโด่งดังของทาร์ซานมีที่มาจากตรงไหน? เสียงหนึ่งกล่าวว่าเบอร์โรห์สน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานโรมุลุสและแรมุส ซึ่งเป็นบุคคลในเรื่องปรัมปราเกี่ยวกับการก่อตั้งกรุงโรม ทั้งสองเป็นบุตรชายฝาแฝดของเรอา ซิลวิอา นักบวชหญิงพรหมจรรย์ กับมาร์ส เทพเจ้าแห่งสงคราม ตำนานกล่าวว่าพี่น้องฝาแฝดถูกทิ้งไว้ที่ริมแม่น้ำ และถูกนางหมาป่ารับไปเลี้ยงดู ต่อมาสองพี่น้องก่อตั้งเมืองของตัวเอง เมืองของโรมุลุสชื่อโรม ส่วนเมืองของแรมุสชื่อริมอเรีย สองพี่น้องเกิดขัดแย้งและได้ต่อสู้กัน โรมุลุสเป็นฝ่ายชนะ ส่วนแรมุสเสียชีวิตในการประลอง ทำให้โรมุลุสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของกรุงโรม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162075" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่อีกเสียงกล่าวว่าเรื่องเจ้าป่าทาร์ซานน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก <em>Jungle Book (</em>หรือที่รู้จักกันในนาม<em> </em>เมาคลีลูกหมาป่า<em>) </em>ผลงานของนักเขียนชาวอังกฤษ<em> </em>รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ตีพิมพ์เมื่อปี 1894 เกี่ยวกับประเด็นนี้ ตัวรัดยาร์ด คิปลิงเองเคยกล่าวหาว่านักเขียนชาวอเมริกันลอกเลียนผลงานของเขา แต่ข้อกล่าวหาที่ว่าไม่ได้มีผลในทางกฎหมาย&nbsp;</p>



<p>แม้จะมีที่มาไม่แน่ชัด เรื่องเล่าเจ้าป่าอาจไม่ได้มาจากทั้งตำนานก่อตั้งกรุงโรมและผลงานของคิปลิง แต่มาจากบุคคลที่มีตัวตนจริงคือวิลเลียม ชาร์ล มิลดิน<strong> </strong>(William Charles Mildin) หนุ่มเชื้อสายขุนนางชาวอังกฤษที่ประสบอุบัติเหตุเรือแตกตอนอายุ 11 ปี และต้องใช้ชีวิตรอนแรมในป่าเป็นเวลาถึง 15 ปี ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือให้กลับมาประเทศบ้านเกิดได้สำเร็จ บันทึกของมิลตันกล่าวว่า ตัวเขาได้รับความช่วยเหลือจากฝูงลิงที่แบ่งอาหารให้ และได้รู้จักกลุ่มชนพื้นเมืองที่ยังใช้ชีวิตแบบชนเผ่า&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="927" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06-927x1024.jpg" alt="" class="wp-image-162070" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06-927x1024.jpg 927w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06-272x300.jpg 272w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06-768x848.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06-1391x1536.jpg 1391w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06-600x663.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-06.jpg 1854w" sizes="(max-width: 927px) 100vw, 927px" /></figure>



<p>ตัวตนของวิลเลียม ชาร์ล มิลดิล มีหลายส่วนที่ดูคล้ายกับทาร์ซาน พวกเขาเป็นคนขาว มาจากตระกูลร่ำรวย ประสบเหตุไม่คาดฝันทำให้ต้องติดอยู่ในป่า และได้รับความช่วยเหลือจากฝูงลิง ส่วนที่แตกต่างในเรื่องราวของทั้งสอง คือมิลดิลอายุ 11 ปีแล้วในตอนนั้น เขาสามารถพูด อ่าน เขียน และบันทึกเรื่องราวของตัวเองในขณะที่ทาร์ซานคลอดหลังจากพ่อแม่ประสบภัย พ่อแม่ของทาร์ซานเสียชีวิตหลังจากนั้นทำให้ทาร์ซานไม่รู้ภาษามนุษย์ และไม่ทราบว่าตัวเองเป็นทายาทมรดกมหาศาล&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162074" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทาร์ซานในเวอร์ชั่นนิยาย ได้มารู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเองหลังค้นพบกระท่อมที่พ่อแม่เคยสร้างไว้ที่กลางป่า เขาเรียนรู้การอ่านเขียนจากหนังสือที่ถูกทิ้งไว้ แต่ไม่สามารถพูดได้เพราะไม่เคยได้ยินภาษาอังกฤษ ทาร์ซานเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ การสวมใส่เสื้อผ้า และการใช้อาวุธซึ่งทำให้เขาสามารถเอาชนะความอ่อนแอทางกายภาพได้ในท้ายสุด&nbsp;</p>



<p>ทฤษฎีที่ว่าเอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ส น่าจะได้รับความช่วยเหลือในการเขียนนิยาย มาจากความจริงที่ว่าตัวเขาไม่เคยเดินทางไปทวีปแอฟริกา แต่กลับเขียนบรรยายเรื่องราวได้อย่างสมจริง ประเด็นนี้ไม่อาจพิสูจน์ได้จนถึงปัจจุบันเนื่องจากบันทึกของวิลเลียม ชาร์ล มิลดิน ถูกเผยแพร่หลังจากที่เขาและทายาทเพียงคนเดียวเสียชีวิต เป็นไปตามพินัยกรรมที่ได้ทำไว้ก่อนตาย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162068" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ทาร์ซานในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ ทำไมตำนานเจ้าป่าถึงจับใจชาวอเมริกัน กลายเป็นขวัญใจของคนเมืองต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี</h3>



<p><em>ทาร์ซาน </em>เป็นแอมิเมชั่นเรื่องสุดท้ายในยุคเรเนอซองส์ของดิสนีย์ เพราะการ์ตูนเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่ได้รับรางวัลออสก้า ชนะในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Song) หลังแอมิเมชั่นเรื่องนี้ ดิสนีย์ไม่สามารถคว้าออสก้าได้อีกเลยจนกระทั่งปี 2012 เมื่อ <em>Paperman </em>ชนะรางวัลออสก้าสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นสั้นยอดเยี่ยม (Best Animated Short Film)&nbsp;</p>



<p>เพลงประกอบแอมิเมชั่น<em> ทาร์ซาน</em> มีลักษณะแตกต่างจากการ์ตูนดิสนีย์เรื่องก่อนหน้า คือเป็นเพลงที่ถูกร้องโดยบุคคลที่สาม ตัวละครไม่ได้เปล่งเสียงร้องเพลงออกมาเองแบบที่เราเห็นกันตั้งแต่ใน<em> เงือกน้อยผจญภัย </em>มาจนถึง <em>มู่หลาน </em>หรือ <em>เฮอร์คิวลิส</em> วิธีการนำเสนอแบบนี้ เข้ากันได้ดีกับตำนานเจ้าป่าที่เป็นเหมือนเรื่องเล่า โดยสาเหตุที่ดิสนีย์เลือกเล่าเรื่องในวิธีนี้ อาจมาจากเรื่องราวของทาร์ซานที่ค่อนข้างมืดมน มีตัวละครเสียชีวิตจริงจากเหตุการณ์ในท้องเรื่อง (เพลงที่ชนะรางวัลออสก้าคือ <em>You’ll Be In My Heart </em>โดยฟิล คอลลินส์)&nbsp;</p>



<p>ส่วนสาเหตุที่แอมิเมชั่นเรื่อง<em> ทาร์ซาน </em>ประสบความสำเร็จ กวาดรายได้ไปถึง 448.2 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 130 ล้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวละครนี้โด่งดังอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่การเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องให้เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น ทำให้เรื่องราวของเจ้าป่าสามารถเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ โดยตัดเรื่องทางเพศและความรุนแรงออกไปจากวเวอร์ชั่นหนัง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162072" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-02-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นิยายเรื่อง<em> Tarzan of the Apes </em>มาในช่วงเวลาที่ถูกต้อง<em> </em>ช่วงทศวรรษที่<em> </em>1910s เป็นช่วงเวลาที่ชาวอัฟริกันอพยพเข้ามาในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก<em> </em>สร้างความสงสัยว่าบุคคลมาใหม่เคยอาศัยในทวีปแบบไหน<em> </em>แอฟริกาในยุคนั้นเป็นดินแดนลึกลับ<em> </em>เต็มไปด้วยอันตราย<em> </em>ทำให้ <em>ทาร์ซาน </em>ถูกเขียนขึ้นด้วยกลิ่นอายของความเป็นฮีโร่ในเวอร์ชั่นป่า<em> </em>สิ่งที่ทาร์ซานแตกต่างจากนิยายของคนขาวซึ่งแต่งในช่วงเวลาเดียวกัน<em> </em>คือมันปราศจากกลิ่นอายของการล่าอาณานิคมแบบเข้มข้น (แม้จะมีบางมุมที่นักวิจารณ์วรรณกรรมยุคหลังมองว่ายกย่องคนขาวอยู่บ้าง)<em> </em>เนื่องจากคนเขียนเป็นชาวอเมริกันที่ไม่ได้เติบโตมากับแนวคิดนี้ตั้งแต่ต้น</p>



<p>เอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์ส เคยเป็นทหาร เขาเห็นการปฏิบัติที่เลวร้ายต่อกลุ่มคนอเมริกันพื้นเมืองและมีความกังวลในเรื่องนี้ นิยายของบอร์โรห์ส ไม่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้คนขาวในการเข้าแทรกแซงและทำลายวัฒนธรรมอื่น แต่เป็นเรื่องราวผจญภัยในดินแดนที่ชาวอเมริกันกำลังให้ความสนใจเพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นนำเสนอบุคลิกของสังคมอเมริกันในช่วงเวลาที่หนังสือออกวางขายได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ตอนจบของทาร์ซานและความแตกต่างกับเวอร์ชั่นนิยาย</h3>



<p>ตอนจบของ <em>ทาร์ซาน </em>ในเวอร์ชั่นต้นฉบับมีความแตกต่างสำคัญจากในแอนิเมชั่น (หากเรานับกันที่หนังสือเล่มแรกซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักของเรื่อง) ทาร์ซานในนิยายได้ช่วยกัปตันเรือซึ่งเป็นผู้พาเจน พอร์เตอร์ (นางเอกของเรื่อง) พ่อ รวมไปถึงนายพรานตัวร้ายมายังแอฟริกา แต่เมื่อทาร์ซานจะพาตัวกัปตันกลับไปที่ค่าย เขาพบว่ากลุ่มนักสำรวจเดินทางกลับไปแล้ว แต่เจนได้ทิ้งจดหมายไว้ กล่าวว่าเธอตัดสินใจกลับบ้านและจะไม่มาที่ทวีปแอฟริกาอีก&nbsp;</p>



<p>กัปตันเรือใช้เวลาอยู่กับทาร์ซานจนสุขภาพกลับมาแข็งแรง เขาสอนทักษะการพูดและการอยู่ในสังคมมนุษย์ รวมไปถีงการอ่านแผนที่และเข็มทิศ ทำให้ในภายหลังเมื่อกัปตันพาทาร์ซานออกมาจากป่า เขาสามารถตามหาและพบเจนในท้ายสุด พวกเขายังคนพบตัวตนของพ่อแม่ทาร์ซานนั่นก็คือจอห์นและอลิซ เคลย์ตัน ตระกูลร่ำรวยที่มีมรดกมหาศาล (ส่วนทาร์ซานใช้ชื่อเดียวกับพ่อคือจอห์น เคลย์ตัน)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162066" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทาร์ซานเมื่อเดินทางตามหาจนพบคนรัก เขากลับทราบว่าเจนตอบตกลงหมั่นหมายกับวิลเลียม เคลย์ตัน นายพรานซึ่งในเวอร์ชั่นดิสนีย์ถูกเลือกให้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง นามสกุล ‘เคลย์ตัน’ ของพรานป่าเป็นนามสกุลเดียวกันกับพ่อแม่ของทาร์ซาน ทำให้ผู้อ่านทราบว่าวิลเลียมได้รับมรดกจำนวนมากจากครอบครัวของทาร์ซาน เรื่องจากทุกคนเชื่อว่าครอบครัวของจอห์นและอลิซเสียชีวิตแล้วทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>ทาร์ซานในตอนนี้ สามารถอ้างสิทธิ์การเป็นทายาท และคว้าตัวเจนมาครอบครอง แต่เขากลับเลือกละทิ้งทุกอย่าง เดินทางกลับเข้าป่าเพราะเชื่อว่าเจนจะมีความสุขมากกว่ากับคู่หมั้น เรื่องราวจบลงแบบไม่สมหวัง ต่างจากเวอร์ชั่นดิสนีย์ที่เจนกับพ่อตัดสินใจอาศัยในป่าอย่างมีความสุข&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-1024x575.jpg" alt="" class="wp-image-162067" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-1536x862.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-2048x1150.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/past-forward-Tarzan_Content-01-03-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การตัดสินใจของทาร์ซาน คล้ายจะนำเสนอนิยามความเป็นอเมริกันในช่วงทศวรรษที่ 1900s ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกายึดนโยบายโดดเดี่ยว ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับดราม่าในทวีปยุโรป&nbsp; สังคมอเมริกันในยุคนั้นกำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเองและสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ สิ่งนี้ถูกสะท้อนออกมาในวรรณกรรมร่วมสมัย (แม้นิยายภาคต่อที่ถูกเขียนออกมาตามคำเรียกร้องจะไปไกลถึงรุ่นลูกของทาร์ซานกับเจนชื่อแจ็ค)&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นหากจะหาคำตอบว่าทำไมตัวละครทาร์ซานถึงได้รับความนิยม และประสบความสำเร็จยาวนานร่วมร้อยปี แม้แต่ดิสนีย์ที่หยิบเอาตัวละครนี้มาเล่าใหม่ก็ยังได้อานิสงส์จากเรื่องราว กลายเป็นอีกผลงานขึ้นหิ่งที่คว้ารางวัลได้เป็นเรื่องสุดท้าย คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ว่า ทาร์ซานคือตัวแทนสิ่งที่ชาวอเมริกันในช่วงเวลาหนึ่ง สังคมที่โหยหาการผจญภัย ใฝ่หาฮีโร่ที่จะมอบตัวตนให้คนในชาติ เรื่องราวของทาร์ซานจึงไม่ได้มีคุณค่าแค่ในแง่ของวรรณกรรม แต่เป็นการบันทึกฉบับสั้นที่ทำให้นักอ่านได้กลับไปเห็นทัศนคติและความเชื่อที่เคยและเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์&nbsp;</p>



<p><em>References:</em></p>



<p>Did You Know? Seven Swinging Facts About Disney’s Tarzan <a href="https://d23.com/seven-swinging-facts-disneys-tarzan/">https://d23.com/seven-swinging-facts-disneys-tarzan/</a>&nbsp;</p>



<p>Revisiting Disney: Tarzan <a href="https://www.silverpetticoatreview.com/revisiting-disney-tarzan/">https://www.silverpetticoatreview.com/revisiting-disney-tarzan/</a>&nbsp;</p>



<p>The Messed Up Origins of Tarzan | Disney Explained &#8211; Jon Solo <a href="https://www.youtube.com/watch?v=8O-24WJ6tQU">https://www.youtube.com/watch?v=8O-24WJ6tQU</a>&nbsp;</p>



<p>11 popular misconceptions about Tarzan and his adventures <a href="https://www.deseret.com/2016/7/7/20591589/11-popular-misconceptions-about-tarzan-and-his-adventures">https://www.deseret.com/2016/7/7/20591589/11-popular-misconceptions-about-tarzan-and-his-adventures</a>&nbsp;</p>



<p>Meet the Real Man Who Inspired Disney’s Tarzan <a href="https://www.rd.com/article/man-who-inspired-tarzan/">https://www.rd.com/article/man-who-inspired-tarzan/</a>&nbsp;</p>



<p>Tarzan: The Man Behind the Legend (Full Documentary) <a href="https://www.youtube.com/watch?v=UUdiZPzWD9c&amp;t=59s">https://www.youtube.com/watch?v=UUdiZPzWD9c&amp;t=59s</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-tarzan-history/">ตามหาเจ้าป่า ทาร์ซานเจ้าป่าผู้กลายมาเป็นขวัญใจยาวนานของชาวอเมริกัน แอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำได้อย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เฮอร์คิวลิส การ์ตูนฮีโร่ที่ไม่ประสบความสำเร็จของดิสนีย์ แต่กลับเป็นที่จดจำของแฟนคลับ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-hercules-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Sep 2022 09:21:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Hercules]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160459</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ดิสนีย์อาจมีชื่อเสียงจากหนังซูเปอร์ฮีโร่อันเนื่องมาจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของสตูดิโอดัง Marvel แต่ย้อนหลังไปร่วมสามสิบปี ดิสนีย์เคยมีไอเดียทำการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเองมาก่อน  แต่ผลตอบรับกลับไม่ดีดังที่ตั้งใจ การ์ตูนฮีโร่ที่ว่าอ้างอิงเนื้อหาจากตำนานกรีกโบราณ ‘เฮอร์คิวลิส’ ออกฉายในฤดูร้อนของปี 1997 เฮอร์คิวลิสมีความน่าสนใจอย่างไร  ทำไมแอนิเมชั่นที่ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ แต่กลับได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับจำนวนมากให้นำผลงานชิ้นนี้มาผลิตใหม่ในรูปแบบไลฟ์แอคชั่น? ทำไมต้องเฮอร์คิวลิส? ดิสนีย์มีไอเดียแบบไหนจึงนำตำนานกรีกมาเล่าใหม่ผ่านแผ่นฟิล์ม&#160; หลังประสบความสำเร็จกับแอนิเมชั่นแนวผจญภัยอย่างอะลาดิน (1992) ดิสนีย์มีแนวคิดจะปั้นอนิเมชั่นที่มีแนวการดำเนินเรื่องใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ตำนานเรื่องเล่าของเจ้าหญิงจากเทพนิยาย แต่เป็นเนื้อเรื่องชวนตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยภาระกิจและมุกตลก ในปี 1992 ทีมงานดิสนีย์เสนอไอเดียหลายเรื่อง สองในนั้นต่อมากลายเป็นแอนิเมชั่นดังอย่างโพคาฮอนทัส (1995) และ ซินแบด (2003) โดยซินแบดถูกนำไปผลิตโดย DreamWorks Animation&#160; ส่วนไอเดียเกี่ยวกับเฮอร์คิวลิส ถูกนำเสนอโดยโจ ไฮดาร์ (Joe Haidar) แอนิเมเตอร์คนดังของดิสนีย์ซึ่งต่อมาจะมีส่วนร่วมในผลงานชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Atlantis: The Lost Empire (2001) หรือ Enchanted (2007) ตัวเขากล่าวว่าเรื่องราวของเฮอร์คิวลิสในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ จะนำเสนอฮีโร่ที่มีความเป็นมนุษย์ มีมุมอ่อนแอ รู้จักถ่อมตน แนวเรื่องเป็นการมองหาความหมายที่แท้จริงของความกล้าหาญและการลุกขึ้นช่วยเหลือผู้อื่น ไอเดียของไฮดาร์เป็นที่สนใจ จอห์น มัสเคอร์ (John Musker) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-hercules-history/">เฮอร์คิวลิส การ์ตูนฮีโร่ที่ไม่ประสบความสำเร็จของดิสนีย์ แต่กลับเป็นที่จดจำของแฟนคลับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ทุกวันนี้ดิสนีย์อาจมีชื่อเสียงจากหนังซูเปอร์ฮีโร่อันเนื่องมาจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของสตูดิโอดัง Marvel แต่ย้อนหลังไปร่วมสามสิบปี ดิสนีย์เคยมีไอเดียทำการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเองมาก่อน  แต่ผลตอบรับกลับไม่ดีดังที่ตั้งใจ การ์ตูนฮีโร่ที่ว่าอ้างอิงเนื้อหาจากตำนานกรีกโบราณ ‘เฮอร์คิวลิส’ ออกฉายในฤดูร้อนของปี 1997 เฮอร์คิวลิสมีความน่าสนใจอย่างไร  ทำไมแอนิเมชั่นที่ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ แต่กลับได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับจำนวนมากให้นำผลงานชิ้นนี้มาผลิตใหม่ในรูปแบบไลฟ์แอคชั่น?</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160467" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมต้องเฮอร์คิวลิส? ดิสนีย์มีไอเดียแบบไหนจึงนำตำนานกรีกมาเล่าใหม่ผ่านแผ่นฟิล์ม&nbsp;</h3>



<p>หลังประสบความสำเร็จกับแอนิเมชั่นแนวผจญภัยอย่างอะลาดิน (1992) ดิสนีย์มีแนวคิดจะปั้นอนิเมชั่นที่มีแนวการดำเนินเรื่องใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ตำนานเรื่องเล่าของเจ้าหญิงจากเทพนิยาย แต่เป็นเนื้อเรื่องชวนตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยภาระกิจและมุกตลก ในปี 1992 ทีมงานดิสนีย์เสนอไอเดียหลายเรื่อง สองในนั้นต่อมากลายเป็นแอนิเมชั่นดังอย่างโพคาฮอนทัส (1995) และ ซินแบด (2003) โดยซินแบดถูกนำไปผลิตโดย DreamWorks Animation&nbsp;</p>



<p>ส่วนไอเดียเกี่ยวกับเฮอร์คิวลิส ถูกนำเสนอโดยโจ ไฮดาร์ (Joe Haidar) แอนิเมเตอร์คนดังของดิสนีย์ซึ่งต่อมาจะมีส่วนร่วมในผลงานชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Atlantis: The Lost Empire (2001) หรือ Enchanted (2007) ตัวเขากล่าวว่าเรื่องราวของเฮอร์คิวลิสในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ จะนำเสนอฮีโร่ที่มีความเป็นมนุษย์ มีมุมอ่อนแอ รู้จักถ่อมตน แนวเรื่องเป็นการมองหาความหมายที่แท้จริงของความกล้าหาญและการลุกขึ้นช่วยเหลือผู้อื่น ไอเดียของไฮดาร์เป็นที่สนใจ จอห์น มัสเคอร์ (John Musker) และรอน เคลเมนท์ (Ron Clements) สองผู้กำกับซื้อไอเดียในทันที มัสเคอร์กล่าวว่า ตัวเขาเป็นแฟนคลับฮีโร่ในโลกคอมมิคอยู่แล้ว งานนี้ถือเป็นโอกาสที่ดิสนีย์จะได้ทำ ‘superhero movie’ ของตัวเองบ้าง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160472" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07.jpg 1536w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>เป็นเวลานานก่อนหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่จะทำรายได้ถล่มทลาย เฮอร์คิวลิสเป็นโปรเจ็กต์ตั้งต้นที่ผู้เขียนบทต้องการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ฮีโร่’ ต่างจากอะลาดินที่เก่งกาจ มีความเป็นตัวของตัวเองมาตั้งแต่ต้น เฮอร์คิวลิสพาเราไปรู้จักการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่มีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ ตั้งแต่การฝึกฝน พิสูจน์ตนเอง การจัดการกับชื่อเสียง ไปจนถึงการตกผลึกเพื่อเข้าใจว่าอะไรคือความสำคัญอันดับหนึ่งของชีวิต เฮอร์คิวลิสต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการได้รับการนับถือเป็นเทพเจ้า กับการได้รับความรักจากปุถุชนทั่วไป สิ่งไหนที่สำคัญมากกว่า ซึ่งนั้นทำให้ผู้ชมแอนิเมชั่นได้รับแง่คิดไปพร้อมๆ กันกับตัวละคร</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160478" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดิสนีย์วางภาพเฮอร์คิวลิสเข้ากับบุคคลจริงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในยุคนั้น นั่นคือไมเคิล จอร์แดน นักบาสระดับตำนานของทีม Chicago Bulls ผู้กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งชาติ ในแอนิเมชั่นของดิสนีย์ ความนิยมในตัวเฮอร์คิวลิสพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีของเล่น เมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเขา กระทั่งรองเท้าแตะ ก็ยังเขียนคำว่า ‘Air Hercules’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับไมเคิล จอร์แดน ชายผู้มีสถานะเปรียบเสมือนเทพเจ้าของชาวอเมริกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องราวของเฮอร์คิวลิสถูกเล่าขานโดยเทพธิดาผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศาสตร์แขนงต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า ‘มิวส์’ (Muses) ตามตำนาน มิวส์ทั้ง 9 ขับขานบทเพลงแสนไพเราะห์ที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องหยุดฟัง บทบาทการขับรองของกลุ่มเทพีมิวส์ ถูกนำเสนอโดยนักร้องสาวชาวแอฟริกัน-อเมริกัน 5 คน ซึ่งล้วนแต่ประสบความสำเร็จในเวทีบรอดเวย์มาก่อน บุคลิกของมิวส์ทั้ง 5 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักร้องตัวจริง โดยในระหว่างที่ทั้ง 5 ร้องเพลงประกอบแอนิเมชั่น ได้มีการบันทึกวีดีโอเพื่อนำไปสร้างบุคลิกของตัวละคร&nbsp;</p>



<p>จอห์น มัสเคอร์ และรอน เคลเมนท์<strong> </strong>สองผู้กำกับ ตั้งใจให้เรื่องราวของเฮอร์คิวลิสถูกบอกเล่าในสไตล์เพลงแบบกอสเปล (Gospel) ซึ่งเป็นแนวเพลงที่เน้นการประสานเสียงร้อง ส่วนมากเป็นการร้องเพื่อเฉลิมฉลอง บอกเรื่องราวทางศาสนา เชื่อกันว่ากอสเปลพัฒนามาจากโบสถ์ของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และเป็นภาพสะท้อนสังคมร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ตำนานต้นฉบับกับเฮอร์คิวลิสฉบับแอนิเมชั่น</h3>



<p>ปัญหาสำคัญที่สุดของการหยิบเอาตำนานกรีกมาดัดแปลงใหม่น่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาที่มีความรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะจะพาลูกหลานไปชมในโรงภาพยนต์ เฮอร์คิวลิสในฉบับของดิสนีย์แทบจะยกเครื่องต้นฉบับแทบทั้งหมด จุดต่างของฉบับแอนิเมชั่นกับตำนาน ยกตัวอย่างเช่น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160470" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1. เฮอร์คิวลิสไม่ใช่ลูกของซูสกับภรรยา แต่เป็นลูกชู้ที่มาจากการถูกล่อลวงของฝ่ายหญิง&nbsp;</h4>



<p>ตามตำนาน เฮอร์คิวลิสมีสถานะเป็นลูกครึ่งเทพเจ้า เนื่องจากพ่อของเขาคือเทพเจ้าซุส &#8211; เทพเจ้าสูงสุดแห่งเทือกเขาโอลิมปัส ส่วนแม่เป็นมนุษย์ธรรมดาคือนางอัลคมีน ซูสถูกใจความงามของนางอัลคมีนจึงปลอมตัวเป็นสามีเพื่อเข้าไปร่วมรัก ต่อมานางอัลคมีนตั้งท้องและคลอดลูกชายคือเฮอร์คิวลิส&nbsp;</p>



<p>ตามตำนานต้นฉบับเฮอร์คิวลิสมีน้องชายคนละพ่อซึ่งเกิดจากสามีที่ถูกต้องของนางอัลคมีน แต่ในภาคแอนิเมชั่น น้องชายฝาแฝดถูกตัดออกไป ส่วนนางอัลคมีนกับสามี ถูกเปลี่ยนให้เป็นพ่อแม่บุญธรรมผู้เก็บเฮอร์คิวลิสมาเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160477" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2. ตัวร้ายของเรื่องไม่ใช่เฮดีส แต่เป็นเฮรา ภรรยาของซูส&nbsp;</h4>



<p>นางอิจฉาที่ตามจองร้างจองผลาญเฮอร์คิวลิสคือเทพีเฮรา ภรรยาหลวงของซูสที่ขึ้นชื่อเรื่องความหึงหวง ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ เฮราถูกวางตัวเป็นเทพีที่งดงามและอบอุ่น แต่ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ เฮรากลั่นแกล้งเฮอร์คิวลิสต่างๆ นานา ตั้งแต่ทำให้เฮอร์คิวลิสคุ้มคลั่งจนพลั้งมือฆ่านางเมการา &#8211; ภรรยาของเฮอร์คิวลิส พร้อมลูกเล็ก แถมยังวางแผนให้เฮอร์คิวลิสต้องเข้าไปทำภารกิจอันตราย 12 ประการเพื่อลบล้างความผิด ภารกิจเหล่านี้อันตรายมาก เฮราหวังว่าเฮอร์คิวลิสจะพลั้งพลาด เสียชีวิตจากการทำภารกิจ ซึ่งภารกิจเหล่านี้ปรากฏอยู่บ้างในภาคแอนิเมชั่น เช่นการปราบไฮดร้า การจับหมูป่าเอราแมนเทียน หรือการสังหารสิงโตเนเมียน ฯลฯ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">3. ไม่มีม้าเพกาซัสในตำนาน</h4>



<p>ในภาคแอนิเมชั่น เพกาซัสถูกสร้างขึ้นจากก้อนเมฆเพื่อเป็นของขวัญจากซูสให้ลูกชาย แต่เพกาซัสไม่ปรากฏในเรื่องราวตามต้นฉบับของเฮอร์คิวลิส เจ้าม้ามีปีกสีขาวมีบทบาทในเรื่องราวของเพอร์ซีอุส ลูกครึ่งเทพเจ้าอีกคนที่ทำภารกิจสำคัญคือบั่นคอนางเมดูซ่า ตามตำนานของเพอร์ซิอุส เพกาซัสเกิดมาจากเลือดที่พุ่งออกมาจากศีรษะของเมดูซ่า วีรบุรุษผู้กล้าอีกคนที่ได้ขี่ม้าเพกาซัส คือ เบลเลโรฟอน ผู้ปราบปีศาจคิเมร่า การเพิ่มเพกาซัสเข้าไปในแอนิเมชั่นเฮอร์คิวลิส น่าจะเป็นเพราะม้าบินแบบนี้มีความนิยมในวัฒนธรรมยุโรป แถมน่าจะถูกใจเด็กๆ ที่ชอบม้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160475" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">4. มิวส์ เทพธิดาผู้ขับขานตำนานเฮอร์คิวลิส มีทั้งหมด 9 นาง</h4>



<p>ตามตำนานกรีก มิวส์ทั้ง 9 ประกอบไปด้วยเทพีผู้เป็นตัวแทนศาสตร์แขนงต่างๆ ได้แก่</p>



<p>1. ไคลโอ (Clio) &#8211; ประวัติศาสตร์&nbsp;</p>



<p>2. ยูเรนิอา (Urenia) &#8211; ดาราศาสตร์&nbsp;</p>



<p>3. เมลพอมินี (Melpomene) &#8211; โศกนาฏกรรม&nbsp;</p>



<p>4. ธาไลอา (Thalia) &#8211; สุขนาฏกรรม&nbsp;</p>



<p>5. ทิร์ปซิคอเร (Terpsichore) &#8211; นาฏศิลป์&nbsp;</p>



<p>6. แคลลีโอพี (Calliope) &#8211; กวีนิพนธ์มหากาพย์</p>



<p>7. เอราโต (Erato) &#8211; กวีนิพนธ์รัก&nbsp;</p>



<p>8. โพลิฮิมเนีย (Polyhymnia) &#8211; เพลงสดุดีปวงเทพ&nbsp;</p>



<p>9. ยูเทอร์พี (Euterpe) &#8211; ดนตรี</p>



<p>ในแอนิเมชั่นของดิสนีย์กลุ่มมิวส์ทั้ง 9 ถูกตัดทอนเหลือแค่ 5 ได้แก่ ไคลโอ เมลพอมินี ธาไลอา ทิร์ปซิคอเร และ แคลลีโอพี โดยมีการกล่าวว่ามิวส์พระองค์ไหนคือเทพีอะไรโดยใส่ฉากให้เทพีแต่ละนางถือสิ่งของพระจำตัว สัญลักษณ์ของไคลโอคือม้วนกระดาษ เมลพอมินีคือหน้ากากโศกนาฏกรรม ธาไลอาคือหน้ากากสุขนาฏกรรม ทิร์ปซิคอเรคือพิณ ส่วนแคลลีโอพีคือกระดานชนวน การตัดทอนกลุ่มเทพีมิวส์ให้เหลือเพียง 5 น่าจะเป็นประโยชน์เรื่องการควบคุมตัวละครในเรื่องไม่ให้อยู่ในจำนวนที่มากและน่าสับสนจนเกินไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">5. เมการา นางเอกของเรื่องไม่ได้ลงเอยอย่างมีความสุขกับเฮอร์คิวลิส&nbsp;</h4>



<p>ตามตำนาน เมการาเป็นธิดากษัตริย์เมืองธีบส์ บทบาทของเธอตามต้นฉบับปรากฏอยู่น้อยมาก เมการาตายตั้งแต่ต้นเรื่องเพราะถูกเฮอร์คิวลิสที่โดนสาปลงมือสังหารพร้อมลูกน้อย</p>



<p>ในเวอร์ชั่นดิสนีย์ เมการา หรือ เม็ก เป็นตัวละครหญิงที่มีคาแร็กเตอร์น่าสนใจ ความสัมพันธ์ของเธอกับเฮอร์คิวลิสไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรักเป็นที่ตั้ง (ต่างจากตัวละครหญิงส่วนใหญ่ของดิสนีย์) ความจริงที่เม็กเป็นคนของเฮดีสซึ่งถูกส่งมาเพื่อหาจุดอ่อนของเฮอร์คิวลิส ทำให้บุคลิกของเธอเฉียบขาด แข็งแกร่ง มีความเป็นผู้นำ และดูจะเป็นผู้ใหญ่เสียยิ่งกว่าฝ่ายชาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160468" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เม็กได้รับบทเรียนจากความรักเนื่องจากเธอมอบวิญญาณของตัวเองให้เฮดีสเพื่อช่วยแฟนหนุ่ม แต่แฟนหนุ่มของเธอกลับทิ้งเม็กไปหาผู้หญิงอื่น บทเรียนราคาแพงทำให้เม็กเป็นผู้หญิงที่ไม่เชื่อเรื่องความรัก ตรงกับเพลง &#8220;I Won&#8217;t Say (I&#8217;m In Love)&#8221; บทเพลงประจำตัวของเธอที่กล่าวว่าตัวเธอจะไม่ขอยอมรับหรอกว่ากำลังมีความรักเพราะบทเรียนที่ผ่านมามันทำให้เจ็บช้ำเหลือเกิน&nbsp;</p>



<p>เม็กเห็นด้านไม่สวยงามของความรัก เธอเคยใจสลาย ต้องต่อสู้กับความสับสนมากมายเพื่อเปิดใจให้รักครั้งใหม่ เม็กเข้าใจว่าการรักใครสักคนมีผลตามมาอย่างไร เธอตัดสินใจสละตัวเองให้เฮอร์คิวลิสทั้งที่รู้ดีว่าจุดจบของเธออาจไม่สวยงามนัก ซึ่งนั่นทำให้คาแรกเตอร์ของเม็กน่าสนใจและมีมิติมากกว่าตัวละครหญิงที่ผ่านมาของดิสนีย์&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เฮอร์คิวลิสไม่ประสบความสำเร็จจริงหรือไม่? ทำไมถึงเป็นแบบนั้น</h3>



<p>แม้จะมีข้อดีและสีสันมากมาย แต่ในสายตาของดิสนีย์ แอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำผลงานน่าผิดหวัง กวาดรายได้ไปเพียง 252 ล้านดอลลาร์จากทุนสร้าง 85 ล้าน (ในขณะที่อะลาดินกวาดรายได้ไปถึง 504 ล้าน จากทุนสร้างเพียง 28 ล้าน)&nbsp;</p>



<p>หนังสือพิมพ์ The New York Times กล่าวว่าเฮอร์คิวลิสเปิดตัวน่าผิดหวัง ทำรายได้เพียง 58 ล้านดอลลาร์ในสองอาทิตย์แรก ต่างจากโพคาฮอนทัสที่ทำรายได้มากถึง 80 ล้านดอลลาร์ หรือ The Lion King ที่ทำรายได้ไปถึง 119 ล้านดอลลาร์ในสองสัปดาห์แรก ส่วนเหตุผลที่ผลประกอบการของเฮอร์คิวลิสไม่เป็นที่น่าพอใจ The New York Times ได้อ้างถึงบทสัมภาษณ์ผู้บริหารท่านหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามของดิสนีย์ ซึ่งกล่าวถึงปัญหาขอแอนิเมชั่นเรื่องนี้ที่ ‘ไม่สามารถดึงดูดคนทั้งครอบครัวได้’</p>



<p>“ถ้าครอบครัวหนึ่งมีลูกสามคน เป็นลูกชายวัย 12 และ 10 ปี ส่วนลูกสาวคนเล็กอายุ 8 ขวบ คุณแม่อยากพาลูกคนเล็กไปดูเฮอร์คิวลิส แต่ลูกชายอาจอยากดู Men in Black มากกว่า กลับกันถ้าลูกวัย 10 ขวบเป็นลูกสาว เธอก็อาจอยากดู My Best Friend&#8217;s Wedding มากกว่าเฮอร์คิวลิส”</p>



<p>Washington Post กล่าววิจารณ์งานภาพของเฮอร์คิวลิสว่าทำขึ้นอย่างลวกๆ และมีการใช้คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นเพื่อประหยัดเวลา ตัวละครเฮดีสถูกทำไปเปรียบเทียบกับจินนี่ในเรื่องอะลาดินซึ่งทำไว้ดีกว่า ส่วนเพลงก็ไม่น่าจดจำเท่าอะลาดินหรือลิตเติลเมอร์เมท </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อีกหนึ่งเหตุผลที่เฮอร์คิวลิสไม่ถูกใจเด็กเล็ก และไม่สามารถครองแชมป์หนังครอบครัวยอดนิยม อาจมาจากการสอดแทรกมุกตลกสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กดูแล้วไม่เข้าใจและคงไม่ขำ ยกตัวอย่างเช่น บทพูดของเฮดีสที่กล่าวว่านรกให้บริการลูกค้าหลายพันคน ตั้งใจล้อคำโฆษณาของแม็กโดนัลด์ การเรียกเมืองธีปส์เป็น ‘มะกอกผลใหญ่’ (the Big Olive) มาจากชื่อเล่นของมหานครนิวยอร์กที่ถูกเปรียบว่าเป็น &#8220;the Big Apple&#8221; หรือการที่ครูฝึกของเฮอร์คิวลิสบอกว่า ถ้าเขาประสบความสำเร็จที่เมืองธีปส์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในทุกที่ มาจากเนื้อเพลง New York, New York ของ แฟรงค์ ซินาตร้า (Frank Sinatra) &#8220;If you can make it there, you can make it anywhere&#8221; </p>



<p>แม้คำวิจารณ์จากสื่อจะไม่ดีนัก แต่โพลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ชม กลับพบว่ามีการให้คะแนนเฮอร์คิวลิสสูงกว่าโพคาฮอนทัสซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า แม้แอนิเมชั่นจะไม่ทำเงิน แต่ก็ไม่ได้ล้มเหลวมากมายในสายตาผู้ชมทั่วไป&nbsp;</p>



<p>ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เฮอร์คิวลิสไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากเป็นเพราะจังหวะของแอนิเมชั่นไม่ดี มีคู่แข่งมาก ยังเป็นเพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้มาในช่วงปลายยุคเรนาซองซ์ของดิสนีย์ ซึ่งผู้ชมเริ่มอิ่มตัวกับการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบเดิม โดยหากเฮอร์คิวลิสมาก่อนอะลาดิน ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ไม่น้อยไปกว่ากัน&nbsp;</p>



<p>เฮอร์คิวลิสน่าผิดหวังจริงหรือไม่? คำถามนี้อาจได้รับคำตอบต่างไปหากมองในแต่ละมุม ดิสนีย์ที่หวังรายได้จากแอนิเมชั่นอาจตอบว่า ใช่ หนังไม่ทำกำไรเท่าที่คาดหวัง แต่สำหรับเด็กหลายคนที่เติบโตมากับเฮอร์คิวลิส แอนิเมชั่นเรื่องนี้ถือเป็นความทรงจำของช่วงเวลา เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่แฟนคลับตั้งตาให้กลับมาในรูปแบบไลฟ์แอคชั่น</p>



<p><em>References:</em></p>



<p>The Original Hercules and Disney&#8217;s <a href="http://www.maicar.com/GML/DisneyHercules.html">http://www.maicar.com/GML/DisneyHercules.html</a>&nbsp;</p>



<p>Disney&#8217;s Hercules: 10 Things That Would Be Different If The Movie Was Mythologically Accurate <a href="https://screenrant.com/disney-hercules-differences-if-mythologically-accurate/">https://screenrant.com/disney-hercules-differences-if-mythologically-accurate/</a>&nbsp;</p>



<p>27 hidden references and clever jokes in &#8216;Hercules&#8217; you probably missed as a kid <a href="https://www.insider.com/hercules-clever-interesting-details-that-went-over-your-head">https://www.insider.com/hercules-clever-interesting-details-that-went-over-your-head</a>&nbsp;</p>



<p>Disney&#8217;s Myth Conception <a href="https://www.washingtonpost.com/wp-srv/style/longterm/movies/review97/herculeshowe.htm">https://www.washingtonpost.com/wp-srv/style/longterm/movies/review97/herculeshowe.htm</a>&nbsp;</p>



<p>5 Reasons A Disney Hercules Remake Is A Great Idea <a href="https://www.cinemablend.com/news/2495681/5-reasons-a-disney-hercules-remake-is-a-great-idea">https://www.cinemablend.com/news/2495681/5-reasons-a-disney-hercules-remake-is-a-great-idea</a>&nbsp;</p>



<p>Hercules: 6 Reasons Why The Disney Animated Movie Is Still Underrated <a href="https://www.cinemablend.com/movies/hercules-reasons-why-the-disney-animated-movie-is-still-underrated">https://www.cinemablend.com/movies/hercules-reasons-why-the-disney-animated-movie-is-still-underrated</a>&nbsp;</p>



<p>7 Reasons Why Hercules Is The Best Disney Movie <a href="https://www.theodysseyonline.com/hercules-best-disney-movie">https://www.theodysseyonline.com/hercules-best-disney-movie</a>&nbsp;</p>



<p>Hercules Is Too Weak to Lift Disney Stock <a href="https://www.nytimes.com/1997/07/10/business/hercules-is-too-weak-to-lift-disney-stock.html">https://www.nytimes.com/1997/07/10/business/hercules-is-too-weak-to-lift-disney-stock.html</a>&nbsp;</p>



<p>Time Has Been Kind To Disney&#8217;s &#8216;Hercules&#8217;, A Flawed But Fascinating Attempt To Recapture The Magic Of &#8216;Aladdin&#8217; <a href="https://www.slashfilm.com/568984/hercules-revisited/">https://www.slashfilm.com/568984/hercules-revisited/</a>&nbsp;</p>



<p>Megara&#8217;s FULL Story | Her Mythology &amp; Sarcasm Explained: Discovering Disney Hercules <a href="https://www.youtube.com/watch?v=h3Ueer86n50">https://www.youtube.com/watch?v=h3Ueer86n50</a>&nbsp;</p>



<p>WHY ‘HERCULES’ HAS THE BEST DISNEY SOUNDTRACK OF ALL TIME <a href="https://www.nylon.com/articles/hercules-movie-soundtrack-anniversary">https://www.nylon.com/articles/hercules-movie-soundtrack-anniversary</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-hercules-history/">เฮอร์คิวลิส การ์ตูนฮีโร่ที่ไม่ประสบความสำเร็จของดิสนีย์ แต่กลับเป็นที่จดจำของแฟนคลับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อาหรับ จีน ฝรั่งเศส หรือ อเมริกัน ว่าด้วยอะลาดิน แอนิเมชั่นที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-aladdin-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2022 05:08:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Aladdin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=159887</guid>

					<description><![CDATA[<p>อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ (Aladdin &#8211; 1992) ดูจะเป็นแอนิเมชั่นที่ฉีกภาพจำของดิสนีย์ในหลายๆ ด้าน นอกจากฉากหลังของเรื่องที่ถูกย้ายจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก ตัวละครหลักก็ถูกเปลี่ยนจากหญิงสาวมาเป็นชายหนุ่ม แถมเป็นหนุ่มที่มีอาชีพไม่ค่อยสุจริตนักคือเป็นหัวขโมยในตลาด บรรดาแฟนคลับดิสนีย์อาจรู้สึกได้ว่าอะลาดินมีกลิ่นอายที่ต่างไปจากผลงานก่อนหน้า คือมีความเป็นคอเมดี้ผสมเรื่องราวการผจญภัย และตัวละครซึ่งเป็นที่จดจำมากพอๆ กับตัวละครหลัก ก็คือยักษ์ในตะเกียงที่ถอดแบบคาแรกเตอร์มาจากนักแสดงดังอย่างโรบิน วิลเลียมส์ อิริก โกลด์เบิร์ก (Eric Goldberg) แอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ กล่าวว่า โรบิน วิลเลียมส์ ได้ลองสวมบทบาทที่แตกต่างกันมากถึง 60 บทบาทเพื่อให้ทีมงานได้เลือกคาแรกเตอร์ของยักษ์ในตะเกียงที่เหมาะสม การแสดงของเขา มีส่วนสำคัญต่อเรื่องราว ทำให้การเล่าเรื่องมีสีสันและรสชาติที่แตกต่างจากผลงานชิ้นก่อนๆ อะลาดินซึ่งเป็นตัวละครหลัก ถูกพัฒนาคาแรกเตอร์มาจากบทบาทของทอม ครูซ ในเรื่อง Top Gun “ตัวละครของเขามีทั้งความมั่นใจและความอวดดี” เกล็น คีน (Glen Keane) อีกหนึ่งแอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ ให้ความคิดเห็น “อะลาดินเป็นตัวละครที่ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์มาก เนื่องจากเขาซับซ้อนและมีหลายอารมณ์ความรู้สึก ในขณะที่เจ้าชายอสูรมีแอนิเมเตอร์ 6 คน อะลาดินกลับต้องใช้ทีมงานประมาณ 12-20 คน” ผลปรากฏว่างานรูปแบบใหม่ของดิสนีย์ได้รับเสียงตอบรับดียิ่งกว่าเก่า จากที่ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เคยสร้างเสียงตื่นเต้น กวาดรายได้ไปมากถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-aladdin-history/">อาหรับ จีน ฝรั่งเศส หรือ อเมริกัน ว่าด้วยอะลาดิน แอนิเมชั่นที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ</em> (<em>Aladdin</em> &#8211; 1992) ดูจะเป็นแอนิเมชั่นที่ฉีกภาพจำของดิสนีย์ในหลายๆ ด้าน นอกจากฉากหลังของเรื่องที่ถูกย้ายจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก ตัวละครหลักก็ถูกเปลี่ยนจากหญิงสาวมาเป็นชายหนุ่ม แถมเป็นหนุ่มที่มีอาชีพไม่ค่อยสุจริตนักคือเป็นหัวขโมยในตลาด บรรดาแฟนคลับดิสนีย์อาจรู้สึกได้ว่าอะลาดินมีกลิ่นอายที่ต่างไปจากผลงานก่อนหน้า คือมีความเป็นคอเมดี้ผสมเรื่องราวการผจญภัย และตัวละครซึ่งเป็นที่จดจำมากพอๆ กับตัวละครหลัก ก็คือยักษ์ในตะเกียงที่ถอดแบบคาแรกเตอร์มาจากนักแสดงดังอย่างโรบิน วิลเลียมส์</p>



<p>อิริก โกลด์เบิร์ก (Eric Goldberg) แอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ กล่าวว่า โรบิน วิลเลียมส์ ได้ลองสวมบทบาทที่แตกต่างกันมากถึง 60 บทบาทเพื่อให้ทีมงานได้เลือกคาแรกเตอร์ของยักษ์ในตะเกียงที่เหมาะสม การแสดงของเขา มีส่วนสำคัญต่อเรื่องราว ทำให้การเล่าเรื่องมีสีสันและรสชาติที่แตกต่างจากผลงานชิ้นก่อนๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ.jpg" alt="" class="wp-image-159915" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></figure>



<p>อะลาดินซึ่งเป็นตัวละครหลัก ถูกพัฒนาคาแรกเตอร์มาจากบทบาทของทอม ครูซ ในเรื่อง <em>Top Gun </em>“ตัวละครของเขามีทั้งความมั่นใจและความอวดดี” เกล็น คีน (Glen Keane) อีกหนึ่งแอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ ให้ความคิดเห็น “อะลาดินเป็นตัวละครที่ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์มาก เนื่องจากเขาซับซ้อนและมีหลายอารมณ์ความรู้สึก ในขณะที่เจ้าชายอสูรมีแอนิเมเตอร์ 6 คน อะลาดินกลับต้องใช้ทีมงานประมาณ 12-20 คน”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="970" height="546" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา.jpg" alt="" class="wp-image-159891" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา.jpg 970w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 970px) 100vw, 970px" /></figure>



<p>ผลปรากฏว่างานรูปแบบใหม่ของดิสนีย์ได้รับเสียงตอบรับดียิ่งกว่าเก่า จากที่ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> เคยสร้างเสียงตื่นเต้น กวาดรายได้ไปมากถึง 145.8 ล้านดอลลาร์ <em>อะลาดิน </em>ทุบสถิติ เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของโลกที่ทำรายได้มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รายได้ที่ว่าหากเทียบกับค่าตั๋วในช่วงเวลาเดียวกัน แปลว่าชาวอเมริกันถึง 1 ใน 5 ยินดีจ่ายค่าตั๋วเพื่อเข้าชมผลงานเรื่องนี้ในโรงหนัง บทเพลงสำคัญอย่าง <em>A Whole New World </em>ยังได้รับรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Song) ควบรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Score) ในปีเดียวกัน</p>



<p>ความสำเร็จของ <em>อะลาดิน </em>เป็นที่น่าจับตา น่าสนใจว่าเรื่องราวแอนิเมชั่นได้รับการดัดแปลงจากต้นฉบับเป็นอย่างมากและถ้ากล่าวในสายตานักประวัติศาสตร์ หลายท่านกลับบอกว่าเรื่องนี้เป็นที่สุดของความ &#8216;จับแพะชนแกะ&#8217; จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของบทประพันธ์ เรื่องราวต้นฉบับของ<em> อะลาดิน </em>เป็นอย่างไร แล้วส่วนไหนบ้างที่เป็นการเสริมแต่งของดิสนีย์ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบ</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะลาดินแบบต้นฉบับ เรื่องราวที่มักถูกเข้าใจผิดว่ามาจากนิทานพันหนึ่งราตรี</h3>



<p><em>พันหนึ่งราตรี </em>หรือ<em> The Arabian Nights</em> เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่ถูกรวบรวมขึ้นเป็นภาษาอาหรับ เก็บรวมนิทานพื้นบ้านของทั้งเอเชียตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกาตอนเหนือ หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของ <em>พันหนึ่งราตรี </em>พบว่า มีบันทึกไว้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่เรื่องราวเกี่ยวกับอะลาดินกับตะเกียงวิเศษไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนั้น</p>



<p>นิทาน <em>อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ</em> เพิ่งพบถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ในผลงานฉบับแปลของนายอันโตน กัลแลนด์ (Antoine Galland) นักวิชาการและนักการทูตชาวฝรั่งเศสที่เคยทำหน้าที่เป็นเลขาให้กับราชทูตฝรั่งเศสประจำนครคอนสแตนติโนเปิล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="777" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-777x1024.jpg" alt="" class="wp-image-159900" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-777x1024.jpg 777w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-228x300.jpg 228w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-768x1012.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-1165x1536.jpg 1165w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-1554x2048.jpg 1554w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-600x791.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี.jpg 1600w" sizes="(max-width: 777px) 100vw, 777px" /></figure>



<p>อันโตน กัลแลนด์ เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่นำนิทาน <em>พันหนึ่งราตรี </em>มาแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ทำให้งานเขียนเรื่องนี้เป็นที่นิยมในสังคมตะวันตก มูห์ซิน เจ. อัล-มูซาวี (Muhsin J. al-Musawi) ศาสตราจารย์ด้านภาษาอาหรับและการศึกษาเปรียบเทียบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) กล่าวว่า<em> พันหนึ่งราตรี </em>ฉบับแปลของนายกัลแลนด์ นำเรื่องราวมาจากต้นฉบับที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาอาหรับซึ่งถูกเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 14</p>



<p>ระหว่างปี 1704-1706 กัลแลนด์ตีพิมพ์นิยายแปลของเขาจำนวน 7 เล่ม ครอบคลุมเรื่องราวประมาณ 40 เรื่อง ซึ่งปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในราวปี 1709 กัลแลนด์หมดเรื่องราวที่จะนำมาแปลต่อ เขาจึงเดินทางไปพบเพื่อนและคู่แข่งคนสำคัญคือนายพอล ลูคัส นักล่าสมบัติที่เดินทางไปมาระหว่างปารีสกับตะวันออกกลาง เพื่อสรรหาของมีค่ามาถวายกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ผู้มีความสนใจในอัญมณีหายาก</p>



<p>ที่อพาร์ตเมนต์ของลูคัส กัลแลนด์ได้พบกับชายหนุ่มชาวซีเรียจากอเลปโป ชื่อแฮนนา ดิยับ (Hanna Diyab) เด็กหนุ่มคนนี้เป็นผู้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะลาดินกับตะเกียงวิเศษ เรื่องราวที่ว่าถูกนำมาเรียบเรียงเพื่อตีพิมพ์ใหม่ในปี 1717</p>



<p>ทุกวันนี้นักวิชาการต่างพากันสงสัยว่านายดิยับนำเรื่องราวของอะลาดินมาจากไหน เขาคิดเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง หรือนำส่วนต่างๆ จากนิทานที่จำได้มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน เขาอาจจะได้ฟังเรื่องนี้ในระหว่างการเดินทาง หรือได้อ่านต้นฉบับเรื่องนี้ ที่ปรากฏว่าสูญหายไปแล้วในปัจจุบัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะลาดินเป็นชาวอาหรับจริงหรือไม่<strong>?</strong></h3>



<p>เรื่องเล่าต้นฉบับของอะลาดิน กล่าวว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศจีน อะลาดินไม่ใช่หัวขโมยกำพร้า แต่อาศัยอยู่กับแม่ เขาเป็นเด็กขี้เกียจ ไม่เอาการเอางาน อยู่บ้านเกาะแม่กินไปวันๆ กระทั่งวันหนึ่งอะลาดินได้พบกับชายแปลกหน้า อ้างตัวว่าเป็นลุงที่สูญหายไปนาน</p>



<p>วันหนึ่งลุงตัวปลอมเสกคาถาเปิดทางไปยังถ้ำซ่อนสมบัติปริศนา โดยกล่าวว่ามีแค่อะลาดินเท่านั้นที่จะสามารถนำตะเกียงวิเศษออกจากถ้ำ เขามอบแหวนให้หนึ่งวง บอกว่าถ้าเด็กหนุ่มเจอปัญหาให้ใช้แหวนวงนี้ อะลาดินนำตะเกียงวิเศษออกมาได้อย่างปลอดภัย ลุงตัวปลอมสั่งให้อะลาดินส่งตะเกียงให้เขา เด็กหนุ่มปฏิเสธบอกว่าลุงต้องช่วยพาเขาออกไปก่อน ทั้งสองถกเถียงกัน จบลงที่ลุงตัวปลอมปิดตายถ้ำ ขังอะลาดินกับตะเกียงไว้โดยไม่มีทางออก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="970" height="546" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์.jpg" alt="" class="wp-image-159893" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์.jpg 970w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 970px) 100vw, 970px" /></figure>



<p>อะลาดินหมดหวัง เขาเริ่มสวดอ้อนวอนแต่บังเอิญว่ามือไปถูกับแหวนเข้า ทำให้มียักษ์วิเศษปรากฏตัวออกมา อะลาดินขอให้ยักษ์ช่วยพาเขากลับบ้าน และได้นำตะเกียงพร้อมด้วยของมีค่าบางส่วนกลับมาด้วย</p>



<p>เมื่อกลับมาถึงบ้าน อะลาดินและแม่ตัดสินใจนำตะเกียงไปขาย ในขณะที่แม่นำผ้ามาเช็ดตะเกียงเพื่อทำความสะอาด ยักษ์ตัวใหญ่ก็ปรากฏออกมาพร้อมถามว่าเจ้านายต้องการจะขอพรอะไร อะลาดินที่เคยพบยักษ์ในแหวนมาก่อน กล่าวว่าเขาต้องการอาหาร ยักษ์จึงเสกข้าวปลามากมายในถาดเงิน อะลาดินและแม่กินอาหารอย่างมีความสุขและได้นำถาดเงินไปขายเพื่อใช้จ่ายในเวลาต่อมา</p>



<p>วันหนึ่งสุลต่านเจ้าเมืองประกาศว่าลูกสาวของเขาจะเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปโรงอาบน้ำ อะลาดินอยากเห็นว่าเจ้าหญิงมีหน้าตาเป็นอย่างไรจึงเข้าไปแอบดูและตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น</p>



<p>อะลาดินขอให้แม่นำเพชรพลอยที่ตนนำกลับมาจากถ้ำไปสู่ขอเจ้าหญิงจากสุลต่าน ปรากฏว่าเพชรพลอยมีมูลค่ามากจนสุลต่านพอใจ กล่าวว่าจะยอมยกลูกสาวให้ในเวลาสามเดือนข้างหน้า</p>



<p>อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาของสุลต่านแอบมาคุยลับหลัง กล่าวว่าเขาสามารถหาสมบัติมูลค่าสูงกว่านี้ได้ภายในสองเดือน ดังนั้นสุลต่านจึงกลับคำสัญญา มอบลูกสาวให้แต่งงานกับลูกชายที่ปรึกษาแทน</p>



<p>อะลาดินเมื่อทราบเรื่องนี้ก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในวันแต่งงานของเจ้าหญิง เขาขอพรกับยักษ์ในตะเกียงให้พาตัวเจ้าหญิงมาที่บ้าน และขังเจ้าบ่าวเอาไว้ อะลาดินอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง กล่าวว่าเขาแค่ต้องการทวงสัญญาแต่จะไม่ทำร้ายเจ้าหญิง เช้าวันต่อมาเจ้าหญิงถูกส่งตัวกลับวัง และเมื่อเธอเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง กลับได้รับคำตอบว่าพระองค์น่าจะแค่ฝันร้าย</p>



<p>คืนต่อมาเรื่องราวแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกกับเธอและสามี จนสามีทนไม่ไหวขอแยกทาง เวลาผ่านไปถึงเดือนที่สามตามสัญญา อะลาดินให้แม่เดินทางไปพบสุลต่านเพื่อจัดการเรื่องสมรส สุลต่านคิดจะเล่นแง่จึงเรียกข้อแลกเปลี่ยนที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ ขอให้อะลาดินนำ &#8216;ตะกร้าที่เต็มไปด้วยทองคำจำนวน 40 ถัง ถือโดยทาสผิวดำ 40 คน นำขบวนด้วยทาสผิวขาวอีก 40 คน ทั้งหมดต้องแต่งตัวสวยงาม&#8217; มามอบให้พระองค์</p>



<p>คำขอนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับอะลาดินเพราะยักษ์ในตะเกียงสามารถจัดหาให้ได้ในทันที อะลาดินกับเจ้าหญิงได้แต่งงานกัน ทั้งสองสร้างวังใหม่และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข</p>



<p>อะลาดินเป็นคนจิตใจดีจึงได้รับความนิยมจากประชาชน ชื่อเสียงของเขาโด่งดังจนไปเข้าหูลุงตัวปลอมซึ่งเดินทางกลับไปแอฟริกา ลุงเจ้าคาถากลับมาเพื่อหวังชิงตะเกียงจากอะลาดิน รอจนวันที่เขาไม่อยู่บ้าน ปลอมตัวเข้าไปในวังเสนอแลกตะเกียงเก่ากับของใหม่</p>



<p>เจ้าหญิงไม่เข้าใจความสำคัญของตะเกียงจึงนำตะเกียงวิเศษมามอบให้อย่างว่าง่าย เมื่อได้รับอำนาจจากตะเกียง ลุงตัวปลอมขอให้ยักษ์ย้ายวังและเจ้าหญิงไปอยู่ที่แอฟริกา อะลาดินกลับมาไม่พบทั้งวังทั้งภรรยา จึงเรียกให้ยักษ์วิเศษในแหวนออกมาช่วย ยักษ์ผู้เป็นทาสแห่งแหวนกล่าวว่าตัวเขาไม่มีอำนาจมากพอจะต่อกรกับยักษ์แห่งตะเกียง แต่สามารถพาอะลาดินไปหาเจ้าหญิงได้</p>



<p>อะลาดินและเจ้าหญิงวางแผนสังหารลุงตัวปลอมด้วยกัน ใช้วิธีใส่ยาพิษลงในอาหาร เมื่อลุงตัวปลอมตายจากไป อะลาดินก็ขอให้ยักษ์ในตะเกียงย้ายวังของเขากลับมาอยู่ที่เดิม แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น พี่ชายของผู้วิเศษที่เคยปลอมตัวเป็นลุงของอะลาดินทราบข่าวและตั้งใจจะแก้แค้น</p>



<p>เขาเดินทางมาถึงเมืองและได้ทราบว่าเจ้าหญิงมักเชิญตัวหญิงนักบวชชรานามว่าฟาติมาเข้าไปในวัง จึงทำการฆ่าฟาติมาและปลอมตัวเป็นเธอ ใช้ผ้าคลุมหน้าปกปิดตัวตนเพื่อเข้าไปในวัง ฟาติมาตัวปลอมกล่าวว่าวังของเจ้าหญิงสวยมาก ขาดไปอย่างเดียวคือไข่ของนกร็อก (Roc) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานมีลักษณะคล้ายพญาอินทรีขนาดใหญ่สามารถล้มช้างได้ทั้งตัว</p>



<p>เจ้าหญิงขอไข่ของนกจากอะลาดิน ผู้ซึ่งนำคำขอไปบอกยักษ์ในตะเกียงอีกที ปรากฏว่ารอบนี้ยักษ์วิเศษไม่ได้มอบพรตามคำขอ แต่กลับโกรธมากเพราะร็อกเป็นนกที่มีอำนาจสูงมาก ถือเป็นนายของเหล่ายักษ์ในตะเกียงอีกที การขอไข่ของนกวิเศษถือเป็นการลบหลู่อย่างรุนแรงดังนั้นยักษ์จึงปฏิเสธที่จะมอบพรใดๆ ให้อะลาดินอีก</p>



<p>แต่ก่อนที่ยักษ์จะจากไป เขาได้กล่าวว่าฟาติมาผู้นี้เป็นตัวปลอมและกำลังหวังร้าย อะลาดินทราบจึงลงมือฆ่าฟาติมาเสีย เรื่องราวจบลงตรงนี้ อะลาดินและเจ้าหญิงใช้ชีวิตต่อมาอย่างมีความสุขและได้ขึ้นปกครองหลังสุลต่านจากไป ทั้งสองมีลูกหลานด้วยกันมากมาย ล้วนได้ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="526" height="653" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Edmund-Dulac.jpg" alt="" class="wp-image-159912" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Edmund-Dulac.jpg 526w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Edmund-Dulac-242x300.jpg 242w" sizes="(max-width: 526px) 100vw, 526px" /></figure>



<p>นิทานเรื่อง <em>อะลาดิน</em> กล่าวว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่ประเทศจีน แต่องค์ประกอบของเรื่องไม่ว่าจะเป็นสุลต่าน นกร็อก หรือแม้แต่ตำนานยักษ์ในตะเกียงล้วนเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อแบบตะวันออกกลาง อะราฟัต เอ. ราซซัค (Arafat A. Razzaque) นักวิจัยจากศูนย์อิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (University of Cambridge) กล่าวว่า เรื่องเล่าโบราณในวัฒนธรรมอาหรับมักกล่าวถึงสถานที่ห่างไกลโดยใช้ชื่อสถานที่นั้นว่าประเทศจีน (China) ดังนั้นจีนในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าอะลาดินเป็นชาวจีนอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นการเปรียบเปรยว่าสถานที่นี้อยู่ไกลโพ้นและมีความแตกต่างจากตะวันออกกลาง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="882" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-882x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-159907" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-882x1024.jpeg 882w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-258x300.jpeg 258w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-768x892.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-600x697.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู.jpeg 1050w" sizes="(max-width: 882px) 100vw, 882px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="630" height="735" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง.jpg" alt="" class="wp-image-159896" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง.jpg 630w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง-257x300.jpg 257w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง-600x700.jpg 600w" sizes="(max-width: 630px) 100vw, 630px" /></figure>



<p>อย่างไรก็ดี เมื่อเรื่องเล่าของอะลาดินเป็นที่โด่งดังในยุโรป ภาพประกอบที่ถูกทำขึ้นในยุควิกตอเรียนจึงมักวาดภาพอะลาดินให้เป็นชาวจีนแบบแมนจู เพราะในระหว่างนั้นชาวอังกฤษคุ้นชินกับวัฒนธรรมจีนมากกว่าอันมีเหตุมาจากการทำสงครามฝิ่น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ.jpg" alt="" class="wp-image-159897" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></figure>



<p>สำหรับแอนิเมชั่นเรื่อง <em>อะลาดิน </em>ของดิสนีย์ จอห์น มัสเคอร์ (John Musker) หนึ่งในผู้กำกับ ได้กล่าวว่าอะลาดินนั้นตั้งใจจะใช้ฉากหลังเป็นเมืองแบกแดดของประเทศอิรัก แต่ภายหลังเกิดสงครามอ่าวขึ้นเสียก่อนระหว่างอิรักและคูเวต ทำให้มีการเปลี่ยนสถานที่เป็นเมืองอัลคาบาร์ซึ่งเป็นนครในจินตนาการ ไม่ได้มีอยู่จริง</p>



<p>ส่วนเหตุที่ฉากหลังเก่าเป็นเมืองแบกแดด อาจเป็นเพราะบทบาทของอะลาดินซึ่งถูกเปลี่ยนจากผู้ชายเกาะแม่กินไม่เอาถ่าน เป็นหัวขโมยที่มีลูกเล่นแพรวพราวได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ดังในปี 1940 เรื่อง <em>The Thief of Bagdad</em></p>



<h3 class="wp-block-heading">แต่อะลาดินตัวจริงเป็นใคร<strong>?</strong></h3>



<p>นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันให้ความสนใจไปยังชายชาวซีเรียซึ่งเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ว่าตัวเขานั่นแหละคืออะลาดิน โดยได้แต่งเติมนิทานเรื่องนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ประสบพบเจอในบ้านเกิด จนเดินทางมาถึงประเทศฝรั่งเศส</p>



<p>กัลแลนด์ไม่เคยให้เครดิตแฮนนา ดิยับ ในฐานะผู้เล่านิทาน แต่ในปี 1993 มีการพบบันทึกของดิยับในห้องสมุดของวาติกัน ที่ซึ่งตัวเขาได้จดบันทึกเกี่ยวกับชีวิตและการเดินทาง คำอธิบายของเขาที่ได้กล่าวถึงความฟุ่มเฟือยหรูหราของพระราชวังแวร์ซาย มีความคล้ายกันกับคำอธิบายของพระราชวังสุลต่านในเรื่องราวของอะลาดิน</p>



<p>เปาโล เลมอส ฮอร์ตา (Paulo Lemos Horta) เจ้าของหนังสือ <em>Marvellous Thieves: Secret Authors of the Arabian Nights </em>กล่าวว่า เรื่องราวของอะลาดินถูกเขียนขึ้นจากสายตาที่สดใหม่และความเห็นใจต่อความอยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับชนชั้นสูงอายุ <em>60 </em>กว่าอย่างกัลแลนด์</p>



<p>หากเราเชื่อว่าดิยับเป็นเจ้าของเรื่องราวทั้งหมด อะลาดินตัวจริง ก็อาจเป็นชายหนุ่มจากซีเรียที่เดินทางเผชิญโลกกว้างและได้เห็นความหรูหรามากมายที่เป็นดั่งพรวิเศษใช้ได้ไม่จำกัดของราชสำนักในช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน.jpeg" alt="" class="wp-image-159899" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">อะลาดินกับจัสมิน คู่รักที่เป็นดังตัวแทนหนุ่มสาวอเมริกัน ทศวรรษที่ <em>1990s</em></h3>



<p>หากเทียบกันกับ <em>สโนไวท์ </em>(1937), <em>ซินเดอเรลล่า</em> (1950), ออโรร่า <em>เจ้าหญิงนิทรา</em> (1959), เอเรียล <em>เงือกน้อยพจญภัย </em>(1989), และเบลล์จาก <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> (1991) จัสมินดูจะเป็นเจ้าหญิงที่มีความเฟมินิสต์มากที่สุด</p>



<p>ซินเดอเรลล่าเป็นเรื่องของการสมรสเพื่อเปลี่ยนชนชั้นทางสังคม ในขณะที่ออโรร่าพ้นจากคำสาปเพราะความช่วยเหลือจากฝ่ายชาย แอเรียลเป็นเจ้าหญิงที่มีความใกล้เคียงกับจัสมิน ทั้งสองเป็นลูกสาวผู้ปกครอง ใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ตัดสินใจละทิ้งสถานะเพื่อตามหาสิ่งที่ต้องการ แอเรียลเปลี่ยนตัวเองเป็นมนุษย์เพื่อตามหาความรัก แต่จัสมินปลอมตัวหลบหนีจากวังเพราะต้องการอิสระ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="754" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-1024x754.jpg" alt="" class="wp-image-159906" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-1024x754.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-300x221.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-768x565.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-600x442.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จัสมินโหยหาอิสรภาพและไขว่คว้าหาความสุข เธอต้องการใช้ชีวิตของตัวเองซึ่งเป็นชีวิตในอุดมคติของชาวอเมริกัน อลัน เมนเคน (Alan Menken) ผู้ประพันธ์เพลงประกอบในแอนิเมชั่น <em>อะลาดิน </em>กล่าวว่า มิสชั่นหลักของเขาคือการหาจุดลงตัวระหว่างป๊อปคัลเจอร์อเมริกัน กับวัฒนธรรมอาหรับโบราณ “มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ดิสนีย์ต้องการใส่ความเป็นอเมริกันเข้าไป เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจและรู้สึกมีส่วนร่วมกับตัวละคร”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="468" height="674" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นเสื้อเอวลอยกับกางเกงตัวใหญ่แบบที่จัสมินสวมใส่ได้รับความนิยมในยุค-90.jpg" alt="" class="wp-image-159895" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นเสื้อเอวลอยกับกางเกงตัวใหญ่แบบที่จัสมินสวมใส่ได้รับความนิยมในยุค-90.jpg 468w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นเสื้อเอวลอยกับกางเกงตัวใหญ่แบบที่จัสมินสวมใส่ได้รับความนิยมในยุค-90-208x300.jpg 208w" sizes="(max-width: 468px) 100vw, 468px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-159894" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>จัสมินดูจะเป็นตัวละครแรกที่ใช้พลังความเป็นหญิงของเธอเพื่อยั่วยวนจาฟา เป้าหมายเพื่อช่วยอะลาดินให้สามารถทำภารกิจให้สำเร็จ เธอเป็นตัวของตัวเอง กล้าเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ และเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นค่านิยมของวัยรุ่นอเมริกัน แม้แต่ชุดที่จัสมินสวมใส่ก็ยังถอดแบบมาจากเสื้อเอวลอย กับกางเกงขายาวทรงใหญ่ในยุคนั้น รวมไปถึงแฟชั่นแบบซีทรูซึ่งได้รับความนิยมในสังคมอเมริกา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="360" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย.jpg" alt="" class="wp-image-159910" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>เรื่องน่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับเสื้อผ้าของจัสมิน คือดิสนีย์เคยตั้งใจจะให้เธอสวมชุดสีชมพู เพราะของเล่นสีชมพูทำกำไรและเป็นที่ต้องการมากกว่า แต่เปลี่ยนกลับมาเป็นสีเขียวในภายหลัง การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการตลาด เคยเกิดขึ้นเหมือนกันในเคสของแอเรียล เมื่อดิสนีย์คิดจะเปลี่ยนสีผมของเงือกน้อยให้เป็นสีทอง เพราะตุ๊กตาผมแดงไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาด</p>



<p>ทุกวันนี้ <em>อะลาดิน </em>เป็นหนึ่งในผลงานขึ้นหิ้งของดิสนีย์ แต่สิ่งที่ทำให้ <em>อะลาดิน </em>ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในวงการประวัติศาสตร์และมีความแตกต่างจากงานของดิสนีย์เรื่องอื่นๆ คือการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ชวนให้เรามองเห็นการพบปะสังสรรค์ของผู้คนจากหลายที่มา เรื่องเล่าแบบอาหรับโบราณ เล่าโดยจินตนาการของนักเดินทางชาวซีเรีย เขียนผ่านปลายปากกาของนักเขียนฝรั่งเศสผู้เป็นตัวแทนสังคมชั้นสูงก่อนการปฏิวัติ ก่อนถูกหยิบขึ้นมาตีความใหม่จนโด่งดังในบริบทของความเป็นอเมริกัน ที่ผสานไปด้วยคุณค่าของความรักและเสรีภาพ</p>



<p><em>References:</em></p>



<p>Was Aladdin Based on a Real Person? Here’s Why Scholars Are Starting to Think So<a href="https://time.com/5592303/aladdin-true-history/"><u>https://time.com/5592303/aladdin-true-history/</u></a></p>



<p>The History of the original Aladdin Tale <a href="https://www.pookpress.co.uk/project/history-original-aladdin-story/">https://www.pookpress.co.uk/project/history-original-aladdin-story/</a></p>



<p>The Messed Up Origins of Aladdin | Disney Explained &#8211; Jon Solo <a href="https://www.youtube.com/watch?v=I1sozWpmx_A"><u>https://www.youtube.com/watch?v=I1sozWpmx_A</u></a></p>



<p>Aladdin’ Becomes a $200-Million Genie for Disney : Movies: Studio’s all-time top-grosser is the first animated feature to reach the box office milestone. And in its 23rd week of release, there still is no end in sight <a href="https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1993-04-21-ca-25327-story.html"><u>https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1993-04-21-ca-25327-story.html</u></a></p>



<p>‘Aladdin’: 25 Things You Didn’t Know About the 1992 Animated Classic! <a href="https://www.etonline.com/aladdin-25-things-you-didnt-know-about-1992-animated-classic-91537"><u>https://www.etonline.com/aladdin-25-things-you-didnt-know-about-1992-animated-classic-91537</u></a></p>



<p>What You Probably Never Knew About Disney&#8217;s Aladdin <a href="https://www.looper.com/867756/what-you-never-knew-about-disneys-aladdin/"><u>https://www.looper.com/867756/what-you-never-knew-about-disneys-aladdin/</u></a></p>



<p>“พันหนึ่งราตรี” นิทานอาหรับ ต้นฉบับจากอินเดีย? <a href="https://www.silpa-mag.com/culture/article_62564"><u>https://www.silpa-mag.com/culture/article_62564</u></a></p>



<p>THE MOST FEMINIST DISNEY PRINCESS: JASMINE <a href="https://rosybvm.com/2020/03/21/the-most-feminist-disney-princess-jasmine/"><u>https://rosybvm.com/2020/03/21/the-most-feminist-disney-princess-jasmine/</u></a></p>



<p>Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One) <a href="https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=1107s"><u>https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=1107s</u></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-aladdin-history/">อาหรับ จีน ฝรั่งเศส หรือ อเมริกัน ว่าด้วยอะลาดิน แอนิเมชั่นที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/beauty-and-the-beast-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2022 05:23:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Beauty and The Beast]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=158311</guid>

					<description><![CDATA[<p>Beauty and the Beast หรือชื่อในภาษาไทย โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เป็นแอนิเมชั่นที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกกันว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของดิสนีย์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดิสนีย์เพิ่งประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่น The Little Mermaid หรือ เงือกน้อยผจญภัย ไปเมื่อสองปีก่อนหน้า และได้มีการปฏิวัติวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นองค์ประกอบหลักในภาพลักษณ์ที่คล้ายกับการทำละครบรอดเวย์ แอนิเมชั่นที่เดินตามรูปแบบที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Beauty and the Beast (1991) Aladdin (1992) The Lion King (1994) ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังพร้อมรายรับมหาศาล&#160; Beauty and the Beast เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ซึ่งแม้จะไม่สามารถพิชิตรางวัล แต่เพลงหลักของเรื่องที่ใช้ชื่อเดียวกันกับแอนิเมชั่นอย่างเพลง Beauty and the Beast ก็คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้สร้างแอนิเมชั่นได้รับการยอมรับในเวทีประกาศรางวัลทัดเทียมกับหนังที่ใช้บุคคลจริงเป็นผู้แสดง  แม้ Beauty and the Beast จะสร้างปรากฏการณ์มากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสาวงาม และบุรุษผู้มีรูปลักษณ์เป็นดั่งสัตว์ร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศนอร์เวย์ มีเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องเป็นภรรยาของหมีขั้วโลก ในแอฟริกาใต้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beauty-and-the-beast-history/">โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>Beauty and the Beast</em> หรือชื่อในภาษาไทย <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> เป็นแอนิเมชั่นที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกกันว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของดิสนีย์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดิสนีย์เพิ่งประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่น <em>The Little Mermaid </em>หรือ <em>เงือกน้อยผจญภัย</em> ไปเมื่อสองปีก่อนหน้า และได้มีการปฏิวัติวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นองค์ประกอบหลักในภาพลักษณ์ที่คล้ายกับการทำละครบรอดเวย์ แอนิเมชั่นที่เดินตามรูปแบบที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น <em>Beauty and the Beast</em> (1991) <em>Aladdin</em> (1992) <em>The Lion King</em> (1994) ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังพร้อมรายรับมหาศาล&nbsp;</p>



<p><em>Beauty and the Beast</em> เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ซึ่งแม้จะไม่สามารถพิชิตรางวัล แต่เพลงหลักของเรื่องที่ใช้ชื่อเดียวกันกับแอนิเมชั่นอย่างเพลง <em>Beauty and the Beast</em> ก็คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้สร้างแอนิเมชั่นได้รับการยอมรับในเวทีประกาศรางวัลทัดเทียมกับหนังที่ใช้บุคคลจริงเป็นผู้แสดง </p>



<p>แม้ <em>Beauty and the Beast</em> จะสร้างปรากฏการณ์มากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสาวงาม และบุรุษผู้มีรูปลักษณ์เป็นดั่งสัตว์ร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศนอร์เวย์ มีเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องเป็นภรรยาของหมีขั้วโลก ในแอฟริกาใต้ มีตำนานเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องแต่งงานกับพญางู 5 เศียร ส่วนประเทศจีน ก็มีเรื่องเล่าคล้ายกันเกี่ยวกับชายชราผู้เผลอลุกล้ำเข้าไปในเขตของพญางูและจำต้องสัญญาว่าจะยกลูกสาวหนึ่งในสามของตนให้พญางูแลกกับอิสรภาพ ตำนานท้องถิ่นเหล่านี้ นำเสนอสาวงามในฐานะสตรีผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนรอบข้าง และความดีงามของเธอได้เปลี่ยนให้อสูรร้ายกลับกลายเป็นชายรูปงาม โดยมีคติสอนใจคล้ายกันคือ ความงามไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ความรักสามารถเอาชนะความตาย หรือ อย่าเชื่อคำเขาจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ทุกวันนี้คำว่า ‘โฉมงาม’ (beauty) กับ ‘อสูร’ (beast) เป็นคำเปรียบเปรยถึงสองบุคคลที่รูปลักษณ์แตกต่างกันเป็นอย่างมาก วลีนี้ถูกหยิบมาใช้อย่างติดปาก ไม่น้อยไปกว่าสำนวนอื่นๆ อย่าง mice and men (สื่อถึงวรรณกรรมเรื่อง<em> Of Mice and Men </em>ของจอห์น สไตน์เบ็ก กล่าวถึงมิตรภาพของชายหนุ่มสองคนที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง), sticks and stones (แปลว่าไม้และหิน มีความหมายถึงสิ่งลมๆ แล้งๆ หรือการพูดไปเรื่อย), หรือ vim and vigor (มาจากภาษาละตินแปลว่าความเข้มแข็งและพลัง) ในภาพยนตร์ดังอย่าง <em>King Kong</em> (1933) ก็ได้มีการยกวลีที่ว่ามาใช้บรรยายถึงจุดจบของสัตว์ร้าย โดยกล่าวว่า “ไม่ใช่เพราะเครื่องบิน แต่เป็นเพราะโฉมงามต่างหาก ที่สามารถปราบอสูร” (It wasn’t the airplanes. It was beauty killed the beast)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากตำนานสู่เรื่องจริง ว่าด้วย <em>Beauty and the Beast</em> กับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์&nbsp;</strong></h3>



<p>แม้ตำนานสาวงามกับสัตว์ร้ายจะผูกโยงกับคำสาป แต่ทราบหรือไม่ว่าในโลกใบนี้มีเรื่องราวของสาวงามที่ต้องแต่งงานกับบุรุษผู้มีรูปลักษณ์ต่างจากปกติ ต่างกันที่ตอนจบของเรื่องนี้ไม่มีเวทมนตร์วิเศษและความสุขชั่วนิรันดร เจ้าชายอสูรในชีวิตจริง มีชื่อว่าเปตรุส กอนซาลวัส ส่วนโฉมงามของเรื่อง คือสตรีนามว่าแคทเธอรีน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="709" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน.jpg" alt="" class="wp-image-158388" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน-300x236.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน-768x605.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน-600x473.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>เปตรุสกับแคทเธอรีน</figcaption></figure>



<p>เปตรุส กอนซาลวัส เกิดในปี 1537 ที่หมู่เกาะคะแนรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปน เขาเกิดมาด้วยความผิดปกติทางพันธุกรรมเรียกกันว่าโรคมนุษย์หมาป่า (Hypertrichosis) ทำให้มีขนยาวขึ้นบนใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความผิดปกตินี้เกิดได้ทั้งกับเพศชายและเพศหญิง แต่ถือเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่หาพบได้ยากมาก เปตรุสเกิดมาด้วยลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าว ทำให้เขาถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายประหนึ่งสัตว์ ถูกจับขังกรงและให้ทานอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน&nbsp;</p>



<p>ในปี 1547 เปตรุสที่มีอายุเพียง 10 ขวบ ถูกส่งมอบเป็นของขวัญให้พระเจ้าอองรีที่ 2 ผู้ครองบัลลังก์ต่อจากบิดาเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส การสะสมมนุษย์ประหลาด หรือที่เรียกกันว่า &#8216;ผู้คนแห่งความสุข&#8217; เป็นสิ่งที่กษัตริย์ยุโรปให้ความสนใจมาตั้งแต่ยุคกลางและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งในสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฯลฯ กลุ่มคนประหลาดที่ถูกรวบรวมไว้ในราชสำนัก สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน คือ 1. บุคคลที่มีรูปร่างภายนอกผิดปกติ ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีอวัยวะผิดรูป ตัวสูงหรือเตี้ยเกินไป (รวมไปถึงผู้ที่มีสีผิวผิดแปลกไปจากชาวยุโรป) 2. บุคคลผู้มีจิตใจผิดปกติ เช่นผู้มีจิตวิปลาส 3. ผู้มีความสามารถในการเล่นตลก แสดงความคิดเห็นที่ดูแปลกประหลาด สร้างความขบขันให้ราชสำนัก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="743" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-743x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158391" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-743x1024.jpg 743w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-218x300.jpg 218w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-768x1058.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-600x827.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส.jpg 937w" sizes="(max-width: 743px) 100vw, 743px" /><figcaption>พระเจ้าอองรีที่ 2</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1021" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-1021x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158389" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-1021x1024.jpg 1021w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-768x770.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-600x602.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1021px) 100vw, 1021px" /><figcaption>การสะสมมนุษย์ประหลาด ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป</figcaption></figure>



<p>การเก็บสะสมมนุษย์ที่มีรูปลักษณ์ต่างไปจากความคาดหวังของสังคม ไม่ใช่การกระทำที่แสดงถึงความชื่นชม แต่เป็นการบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยวของมนุษย์ ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบของราชสำนัก อองรีที่ 2 เมื่อได้รับเปตรุสเป็นของขวัญ ก็มีความสนใจในความประหลาดของเด็กชายเป็นอย่างมากถึงขนาดตัดสินใจว่าจะลองให้การศึกษาแก่เด็กชาย เพื่อคอยดูว่าเปตรุสคนนี้จะมีความสามารถทางสติปัญญาเหมือนมนุษย์ปกติหรือไม่&nbsp;</p>



<p>ปรากฏว่าเปตรุสไม่เพียงอ่านออกเขียนได้ แต่ยังมีความเชี่ยวชาญถึงสามภาษารวมไปถึงภาษาละติน ทำให้กษัตริย์อองรีมีความพอใจเป็นอย่างมาก อนุญาตให้เปตรุสสวมเสื้อผ้าหรูหราเหมือนขุนนาง ทานอาหารอย่างดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาก็มีสถานะเป็นเพียงของสะสมเพื่อความสนุกสนาน ขาดอิสระและไม่ได้รับการเคารพเทียบเท่าข้าราชบริพารคนอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>หลังกษัตริย์อองรีที่ 2 สวรรคต ราชินีม่ายของพระองค์ &#8211; พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี ขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการ ครองอำนาจในนามของลูกชาย ควีนแคทเธอรีนมีความสนใจที่จะรู้ว่า หากอสูรหน้าตาอัปลักษณ์ได้แต่งงานกับสาวงาม ลูกๆ ของเขาจะออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร? เมื่อคิดได้ดังนั้น ราชินีจึงมองหาสาวงามในวัง และได้เลือกเอาหนึ่งในสาวใช้ที่มีใบหน้าสวยงามนามว่าแคทเธอรีน มาเป็นเจ้าสาวของเปตรุส</p>



<p>เจ้าสาวคนงามรู้สึกอย่างไรกับเจ้าบ่าวที่มีใบหน้าอัปลักษณ์? เราไม่มีบันทึกถึงเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าแคทเธอรีนน่าจะมีความเห็นใจและคงรักใคร่เปตรุสอยู่บ้าง เนื่องจากทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันนานกว่า 40 ปี และมีลูกด้วยกันมากถึง 7 คน 4 ใน 7 สืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมของบิดา&nbsp;</p>



<p>ควีนแคทเธอรีนมีความพอใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ ทรงได้มีรับสั่งให้ส่งครอบครัวตัวประหลาดไปทัวร์ราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรปเพื่อสร้างความสนุกสนาน ลูกๆ ของเปตรุสกับแคทเธอรีนได้สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเหมือนราชนิกูล นักวิทยาศาสตร์สนใจเด็กตัวน้อยที่เกิดมารูปลักษณ์แปลกประหลาดและได้ทำการศึกษาพวกเขาประหนึ่งเป็นสัตว์ไม่ใช่มนุษย์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="712" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-712x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158390" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-712x1024.jpg 712w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-209x300.jpg 209w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-768x1105.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-1068x1536.jpg 1068w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-600x863.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน.jpg 1424w" sizes="(max-width: 712px) 100vw, 712px" /><figcaption>หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน</figcaption></figure>



<p>ครอบครัวของเปตรุสและแคทเธอรีนย้ายมาอาศัยในราชสำนักปาร์มาที่อิตาลี ที่ซึ่งดยุกแห่งปาร์มารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ครอบครองครอบครัวสุดประหลาดกระทั่งพรากลูกๆ ทั้ง 4 ที่มีรูปลักษณ์เหมือนบิดาออกจากพ่อแม่ เพื่อส่งตัวพวกเขาไปเป็นของบรรณาการให้ราชสำนักอื่น ส่วนลูกอีก 3 คนที่เกิดมามีสภาพร่างกายปกติ ไม่มีบันทึกหรือภาพวาดของพวกเขาเหลือให้ศึกษาต่อในปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>โรเบอร์โต ซัพเพรี (Roberto Zapperi) นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลีที่ศึกษาเรื่องราวของเปตรุสกล่าวถึงชีวิตที่เหมือนจะสุขสบาย แต่ไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้ของครอบครัวนี้ว่า “ไม่เชิงถูกกักขัง แต่ก็ไม่เคยมีอิสระ” แคทเธอรีนกับเปตรุสใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อิตาลี แคทเธอรีนจากไปในปี 1623 ส่วนเปตรุส ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการตายของเขา เป็นไปได้ว่าเปตรุสไม่ได้รับพิธีกรรมสุดท้าย &#8216;Last Rites&#8217; ซึ่งเป็นศีลระลึกที่ชาวคาทอลิกได้รับเมื่อสิ้นสุดชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีบันทึกการตายของเขาถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของตัวเมือง&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของแคทเธอรีนกับเปตรุสไม่มีทั้งแม่มดใจร้าย ไม่มีคำสาป และไม่มีอสูรกาย แต่เส้นทางชีวิตของทั้งสองกลับเลวร้ายยิ่งกว่าตำนานเรื่องไหนที่ได้กล่าวมา เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า ชีวิตจริงของบุคคลในประวัติศาสตร์ เลวร้ายไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวต่างๆ ในเทพนิยาย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากประวัติศาสตร์สู่ดิสนีย์ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> จากนิทานพื้นบ้านสู่แอนิเมชั่นระดับโลก</strong></h3>



<p>แม้ว่า <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> ในเวอร์ชั่นดิสนีย์ จะออกฉายในปี 1991 หรือเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่แล้ว แต่เส้นทางของนิทานเรื่องนี้ใต้ปีกของทีมงานดิสนีย์สามารถย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนายวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ได้เดินทางไปยุโรป และได้ขนเอาหนังสือนิทานมากถึง 335 เล่มกลับมาสหรัฐอเมริกา กล่าวกันว่านิทานที่ถูกขนไปในคราวนั้น เป็นรากฐานสำคัญให้ดิสนีย์เลือกหยิบมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่จะปรากฏตามมา&nbsp;</p>



<p>หนังสือนิทานเรื่อง<em> Beauty and the Beast </em>เป็นหนึ่งในนิทานที่ถูกเลือกติดมือมาด้วยในตอนนั้น โดยเค้าโครงของเรื่องนี้ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสเมื่อปี 1740 เป็นผลงานของ Gabrielle-Suzanne Barbot de Gallon de Villeneuve รวมเล่มอยู่ในหนังสือเล่มใหญ่เรื่อง <em>The Young American and Tales of the Sea </em>ต่อมาเรื่อง<em> Beauty and the Beast&nbsp;</em> ได้ถูกแยกออกมาตีพิมพ์ใหม่ในอีก 16 ปีต่อมา โดยมีการตัดทอนเนื้อหาและเรียบเรียงใหม่โดยนักเขียนอีกท่านคือ Jeanne-Marie Leprince de Beaumont&nbsp;</p>



<p>เวอร์ชั่นของ Beaumont กลายเป็นมาตรฐานของเรื่องราวโฉมงามกับเจ้าชายอสูร และกลายเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นิทานเรื่องนี้สอดแทรกคุณธรรมแบบศาสนาคริสต์ ยกตัวอย่างเช่น ความเย่อหยิ่งจองหองจะนำไปสู่การลงโทษ คุณธรรม ความอดทน และความขยันหมั่นเพียรย่อมได้รับการตอบแทน และการแต่งงานจะนำไปสู่ความสุข&nbsp;</p>



<p>ดิสนีย์นั้น แรกเริ่มเดิมทีอยากผลิตแอนิเมชั่นเรื่องนี้มานาน แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้เรื่องราวสนุกสนานได้อย่างไร กระทั่งดิสนีย์เปลี่ยนการนำเสนอแอนิเมชั่นโดยการนำเพลงเข้ามาประกอบ จึงมีการคิดให้วัตถุต่างๆ ในปราสาทของเจ้าชายอสูรมีชีวิตและร้องเพลงได้ กลายเป็นสีสันที่ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพลง<em> Be Our Guest </em>ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีถูกแต่งเพื่อต้อนรับพ่อของเบลล์ (นางเอกของเรื่อง) แต่ถูกย้ายมาใช้เพื่อต้อนรับเบลล์ในภายหลัง กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เบลล์ได้ทำความรู้จักและสานมิตรภาพกับบรรดาข้าวของเครื่องใช้ในวังของอสูร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051.jpg" alt="" class="wp-image-158392" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /><figcaption>be-our-guest เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ</figcaption></figure>



<p>การเปลี่ยนให้วัตถุในบ้านมีชีวิตและสามารถนึกคิดได้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ดิสนีย์เคยนำเสนอธีมนี้ในแอนิเมชั่นมิกกี้ เมาส์ ตอนที่มิกกี้ต้องต่อกรกับบรรดาเฟอร์นิเจอร์ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเจ้าของบ้าน ซึ่งแนวคิด มานุษยรูปนิยม (Anthropomorphism) หรือการหยิบเอาอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ ไปมอบให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานาน และคงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหากจะกล่าวว่าแนวคิดที่ว่านี้ นำไปสู่เทคโนโลยี Smart Home ในปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน.jpg" alt="" class="wp-image-158393" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /><figcaption>ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์ นำไปสู่เทคโนโลยี Smart Home ในปัจจุบัน</figcaption></figure>



<p>อีกหนึ่งการนำเสนอที่ทำให้ <em>Beauty and the Beast</em> กลายเป็นผลงานที่ตระการตา เป็นเพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้การผสมผสานทั้งการวาดด้วยมือและเทคนิคพิเศษจากคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่นการสร้างฉากในห้องเต้นรำ ระหว่างที่เบลล์กับเจ้าชายอสูรอยู่ในอ้อมแขนของกันและกัน โดยมีมิสซิสพอตต์เป็นผู้ขับร้องบทเพลง การเคลื่อนไหวที่สวยงามภายห้องถือเป็นฉากที่ทรงพลัง และคงไม่สามารถทำได้หากใช้เทคนิคการวาดภาพด้วยมือเพียงอย่างเดียว&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บริบททางประวัติศาสตร์ ว่าแฟชั่นฝรั่งเศสผ่านการนำเสนอของดิสนีย์</strong></h3>



<p>นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่ากรอบเวลาของ <em>Beauty and the Beast </em>คือช่วงศตวรรษที่ 18 ก่อนเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส โดยหากอ้างอิงผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกของ Villeneuve&nbsp;เรื่องราวของโฉมงามกับเจ้าชายอสูรก็ควรจะเกิดในราวปี 1740s ซึ่งเป็นช่วงที่หนังสือถูกตีพิมพ์ แต่หากอ้างอิงฉบับปรับปรุงใหม่ของ Beaumont&nbsp; ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า เรื่องของเจ้าชายอสูรก็อาจเกิดในอีกราว 20 ปีต่อมา คือในกรอบเวลาทศวรรษที่ 1760s&nbsp;</p>



<p>ทั้งสองช่วงเวลาที่กล่าวมา ล้วนอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นแบบฝรั่งเศสได้รับความนิยมไปทั่วทั้งยุโรป เนื่องจาก <em>Beauty and the Beast </em>กล่าวว่าอสูรมีสถานะเป็น ‘เจ้าชาย’ เราจึงพออนุมานได้ว่าชุดตัวเก่งที่เบลล์จะสวมใส่ในฉากการเต้นรำ ควรจะเป็นแฟชั่นฝรั่งเศสแบบราชสำนักเรียกกันว่า Robe à la Française โดยแฟชั่นแบบนี้มีจุดเด่นที่ลำตัวรูปตัว V (เรียกว่า Stomacher) กระโปรงที่บานออกด้านข้าง และด้านหลังของชุดที่มีลักษณะเป็นแถบผ้ายาวต่อจากคอลงมาจนถึงกระโปรง&nbsp;</p>



<p>ฝรั่งเศสในยุคนั้นเน้นความหรูหราฟู่ฟ่า ยิ่งกระโปรงบานมากเท่าไหร่ ยิ่งสื่อว่าสถานะของผู้สวมใส่มีความสูงส่งมากเท่านั้น โดยหากเจ้าชายอสูรมีคำนำหน้าเป็นถึงเจ้าชาย กระโปรงที่เบลล์สวมใส่ก็ควรจะมีขนาดใหญ่มาก ไม่ได้บานออกเป็นทรงระฆังเหมือนที่เราเห็นกันในแอนิเมชั่น</p>



<p>ทรงผมที่นิยมกันในยุคนั้นต้องมีการลงแป้ง โดยสตรีในราชสำนักของหลุยส์ที่ 15 ไม่ได้สวมวิกทั้งศีรษะ (การสวมวิกทั้งศีรษะนิยมมากกว่าในหมู่บุรุษ) โดยอาจมีการติดปอยผมเพื่อเพิ่มวอลุ่ม จากนั้นจึงลงแป้งและประดับด้วยเครื่องประดับอื่นๆ เช่นริบบิ้น ไข่มุก หรืออัญมณี การทำผมขนาดใหญ่ของสตรี (แบบที่มักคุ้นชินกันในภาพวาดของมารี อ็องตัวเน็ต) เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปลายทศวรรษที่ 1770s ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> ถูกตีพิมพ์มาแล้วเป็นเวลาร่วมสิบปี</p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ราชสำนักฝรั่งเศสในยุคสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่นิยมการสวมถุงมือ แต่สิ่งที่ควรมีติดไว้เพื่อเสริมสถานะคือพัดซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่สามารถสื่อสารความต้องการผ่านการพัดโบกไปมา&nbsp;</p>



<p>ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาเทียบกับชุดสีเหลืองทองตัวเก่งของเบลล์ เราอาจสรุปได้ว่าแฟชั่นของนางเอกในแอนิเมชั่นของดิสนีย์ไม่ได้อ้างอิงบริบททางประวัติศาสตร์ และยิ่งเป็นเรื่องน่าสนใจหากเรามองไปยัง concept art ของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็จะพบว่าดิสนีย์เคยออกแบบเครื่องแต่งกายของเบลล์ในสไตล์ Rococo ซึ่งตรงกับยุคสมัยมากกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเวอร์ชั่นจริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="793" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-793x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158394" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-793x1024.jpg 793w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-768x992.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-1190x1536.jpg 1190w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-600x775.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่.jpg 1487w" sizes="(max-width: 793px) 100vw, 793px" /><figcaption>ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="776" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-776x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158395" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-776x1024.jpg 776w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-227x300.jpg 227w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-768x1014.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-1164x1536.jpg 1164w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-1552x2048.jpg 1552w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-600x792.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น.jpg 1600w" sizes="(max-width: 776px) 100vw, 776px" /><figcaption>คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์ ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น</figcaption></figure>



<p>ไม่ว่าดิสนีย์จะเลือกนำเสนอ <em>Beauty and the Beast</em> ในรูปแบบใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นขวัญใจของผู้คนจำนวนมาก&nbsp;การตีความที่หลากหลายของ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร </em>ได้ช่วยต่อลมหายใจแก่บทประพันธ์ที่ถูกเขียนขึ้นเป็นเวลานานหลายศตสรรษ และที่สำคัญ ความสำเร็จของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้ดิสนีย์เดินหน้าผลิตแอนิเมชั่นเรื่องใหม่ๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็น&nbsp; <em>Aladdin, The Lion King, Pocahontas, Mulan, Hercules </em>ฯลฯ ซึ่งเราจะหยิบขึ้นมาพูดคุยกันในบทความครั้งต่อไป&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<p>Fashion Expert Fact Checks Belle from Beauty and the Beast&#8217;s Costumes | Glamour<a href="https://www.youtube.com/watch?v=zbLEaTjYQtk&amp;t=228s"> https://www.youtube.com/watch?v=zbLEaTjYQtk&amp;t=228s</a>&nbsp;</p>



<p>Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)<a href="https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=870s"> https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=870s</a>&nbsp;</p>



<p>The Real-Life Couple That Inspired Beauty and the Beast<a href="https://www.youtube.com/watch?v=inM7P7oYM5Q&amp;t=17s"> <strong>https://www.youtube.com/watch?v=inM7P7oYM5Q&amp;t=17s</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>Beauty and the Beast: the Real Story<a href="https://www.storytimemagazine.com/news/inside-stories/beauty-and-the-beast-the-real-story/"> https://www.storytimemagazine.com/news/inside-stories/beauty-and-the-beast-the-real-story/</a>&nbsp;</p>



<p>BEAUTY AND THE BEAST (2017)<a href="https://www.historyvshollywood.com/reelfaces/beauty-and-the-beast/"> https://www.historyvshollywood.com/reelfaces/beauty-and-the-beast/</a>&nbsp;</p>



<p>The Storied, International Folk History of Beauty and The Beast<a href="https://www.smithsonianmag.com/smithsonian-institution/storied-international-folk-history-beauty-and-beast-180962502/"> https://www.smithsonianmag.com/smithsonian-institution/storied-international-folk-history-beauty-and-beast-180962502/</a>&nbsp;</p>



<p>Disney History: Beauty and the Beast<a href="https://www.wdw-magazine.com/beauty-and-the-beast/"> https://www.wdw-magazine.com/beauty-and-the-beast/</a> </p>



<p>The Untold Truth Of Disney&#8217;s Beauty And The Beast <a href="https://www.looper.com/848690/the-untold-truth-of-disneys-beauty-and-the-beast-1991/?utm_campaign=clip">&nbsp;https://www.looper.com/848690/the-untold-truth-of-disneys-beauty-and-the-beast-1991/?utm_campaign=clip</a>&nbsp;</p>



<p>Oscars 1992: How &#8216;Beauty and the Beast&#8217; changed animation<a href="https://ew.com/article/2012/02/22/oscars-1992-beauty-and-the-beast/"> https://ew.com/article/2012/02/22/oscars-1992-beauty-and-the-beast/</a> </p>



<p>How 18th-century art influenced Walt Disney&#8217;s Beauty and the Beast<a href="https://www.houseandgarden.co.uk/article/inspiring-walt-disney-exhibition"> https://www.houseandgarden.co.uk/article/inspiring-walt-disney-exhibition</a>&nbsp;</p>



<p>Beauty and the Beast, Still a Cautionary Tale About the Smart Home<a href="https://www.wired.com/2017/03/beauty-and-the-beast-smart-home/"> https://www.wired.com/2017/03/beauty-and-the-beast-smart-home/</a> </p>



<p>WOMEN’S HAIRSTYLES &amp; COSMETICS OF THE 18TH CENTURY: FRANCE &amp; ENGLAND, 1750-1790<a href="http://demodecouture.com/hairstyles-cosmetics-18th-century/"> http://demodecouture.com/hairstyles-cosmetics-18th-century/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beauty-and-the-beast-history/">โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ในวันที่เงือกน้อยเปล่งเสียง ประวัติศาสตร์ที่ถูกขับขานผ่านกลุ่มบุคคลผู้แตกต่างจากสังคม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-little-mermaid/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jun 2022 10:44:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[little mermaid]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=157488</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่นในตระกูลเจ้าหญิงอย่าง สโนไวท์ (1938) ซินเดอเรลล่า (1950) และ เจ้าหญิงนิทรา (1959) หลายคนอาจมองว่าผลงานแอนิเมชั่นเรื่องดังลำดับต่อไปอย่าง The Little Mermaid (หรือชื่อเรียกในภาษาไทย ‘เงือกน้อยผจญภัย’) คงได้รับความสนใจและเงินทุนจากผู้ผลิตอย่างท่วมท้น อันที่จริง The Little Mermaid เป็นผลงานชี้เป็นชี้ตายของทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์ หลังวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในปี 1966 ดิสนีย์ประสบปัญหาไร้ทิศทางและผลงานที่ผลิตออกมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น The Aristocats (1970), Robin Hood (1973) และ Pete’s Dragon (1977) ไม่สามารถสร้างกำไรจนทำให้บริษัทอยู่ในภาวะล่อแหลม มีการจ้างผู้บริหารคนใหม่และตั้งใจปรับเปลี่ยนทิศทางบริษัท จากการผลิตแอนิเมชั่นที่ต้องใช้ทุนและเวลามาก ไปสู่หนังคนแสดงที่สามารถควบคุมต้นทุนและเวลาได้มากกว่า ทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์รู้ดีว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจเป็นโปรเจกต์ต่อลมหายใจครั้งสุดท้ายจึงได้หันไปใช้การนำเสนอเรื่องราวแบบใหม่ในลักษณะของละคร Broadway โดยหากเปรียบเทียบกับแอนิเมชั่นเรื่องก่อนอย่าง สโนไวท์หรือซินเดอเรลล่า บทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นเพียงองค์ประกอบรอง หากตัดออกไปผู้ชมก็ยังสามารถเข้าใจเนื้อหาได้แทบทั้งหมด แต่ใน The Little Mermaid นั้น มีการใช้เพลงเพื่อเล่าเรื่องและแนะนำตัวละคร หากดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้แบบตัดเพลงออกจะส่งผลกระทบใหญ่ต่อเนื้อหา&#160; ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-little-mermaid/">ในวันที่เงือกน้อยเปล่งเสียง ประวัติศาสตร์ที่ถูกขับขานผ่านกลุ่มบุคคลผู้แตกต่างจากสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่นในตระกูลเจ้าหญิงอย่าง <em>สโนไวท์ </em>(1938) <em>ซินเดอเรลล่า</em> (1950) และ <em>เจ้าหญิงนิทรา</em> (1959) หลายคนอาจมองว่าผลงานแอนิเมชั่นเรื่องดังลำดับต่อไปอย่าง <em>The Little Mermaid</em> (หรือชื่อเรียกในภาษาไทย ‘เงือกน้อยผจญภัย’) คงได้รับความสนใจและเงินทุนจากผู้ผลิตอย่างท่วมท้น อันที่จริง <em>The Little Mermaid </em>เป็นผลงานชี้เป็นชี้ตายของทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์ หลังวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในปี 1966</p>



<p>ดิสนีย์ประสบปัญหาไร้ทิศทางและผลงานที่ผลิตออกมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น <em>The Aristocats</em> (1970), <em>Robin Hood</em> (1973) และ <em>Pete’s Dragon</em> (1977) ไม่สามารถสร้างกำไรจนทำให้บริษัทอยู่ในภาวะล่อแหลม มีการจ้างผู้บริหารคนใหม่และตั้งใจปรับเปลี่ยนทิศทางบริษัท จากการผลิตแอนิเมชั่นที่ต้องใช้ทุนและเวลามาก ไปสู่หนังคนแสดงที่สามารถควบคุมต้นทุนและเวลาได้มากกว่า</p>



<p>ทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์รู้ดีว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจเป็นโปรเจกต์ต่อลมหายใจครั้งสุดท้ายจึงได้หันไปใช้การนำเสนอเรื่องราวแบบใหม่ในลักษณะของละคร Broadway โดยหากเปรียบเทียบกับแอนิเมชั่นเรื่องก่อนอย่าง สโนไวท์หรือซินเดอเรลล่า บทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นเพียงองค์ประกอบรอง หากตัดออกไปผู้ชมก็ยังสามารถเข้าใจเนื้อหาได้แทบทั้งหมด แต่ใน <em>The Little Mermaid </em>นั้น มีการใช้เพลงเพื่อเล่าเรื่องและแนะนำตัวละคร หากดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้แบบตัดเพลงออกจะส่งผลกระทบใหญ่ต่อเนื้อหา&nbsp;</p>



<p>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า <em>The Little Mermaid</em> ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและทีมงานแอนิเมชั่นได้รับไฟเขียวให้ผลิตผลงานชิ้นต่อมาอย่าง <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em>และ <em>อะลาดิน</em> แต่สิ่งที่ทำให้<em> The Little Mermaid</em> ครองใจผู้ชมร่วมสมัย นอกจากการดำเนินเนื้อเรื่องแบบใหม่ ยังเป็นเพราะผลงานเรื่องนี้ฉีกกรอบความคิดของเจ้าหญิงในยุคก่อนที่เน้นเรื่องความรักโรแมนติกของหนุ่มสาว ไปสู่การพูดถึงประเด็นสำคัญในสังคมเช่นความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การตามหาตัวตนของวัยรุ่น ไปจนถึงประเด็นเรื่องเพศทางเลือกซึ่งกำลังคุกรุ่นอยู่ในสังคมอเมริกันยุค 80s&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Little Mermaid ในเชิงสัญลักษณ์ ว่าด้วยข้อความระหว่างบรรทัดจากผู้ประพันธ์สู่ผู้อ่าน&nbsp;</strong></h3>



<p><em>The Little Mermaid</em> ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์นำโครงเรื่องมาจากบทประพันธ์ของนักเขียนชาวเดนมาร์กนามว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ในบทประพันธ์ต้นฉบับ กล่าวถึงอาณาจักรใต้ท้องทะเลซึ่งพ่อของเงือกน้อยเป็นผู้ปกครอง เงือกน้อยเป็นลูกคนเล็กของบ้าน เธอมีพี่สาว 5 คน แต่ละคนอายุห่างกัน 1 ปี อาณาจักรแห่งนี้มีกฎว่า เงือกที่มีอายุครบ 15 จึงจะสามารถว่ายไปบนผิวน้ำเพื่อมองเห็นโลกของมนุษย์ เงือกน้อยที่เป็นน้องคนสุดท้อง คอยฟังเรื่องราวของพี่ๆ และมีความฝันอยากเห็นโลกที่แสนสวยงามสักครั้งด้วยสายตา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="671" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-671x1024.jpg" alt="" class="wp-image-157507" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-671x1024.jpg 671w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-197x300.jpg 197w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-768x1172.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-1007x1536.jpg 1007w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-600x915.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง.jpg 1024w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /><figcaption>Hans Christian Andersen เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง</figcaption></figure>



<p>เมื่อเงือกน้อยมีอายุครบ 15 ปี เธอว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำและได้เห็นงานเลี้ยงของเจ้าชายที่เต็มไปด้วยสิ่งของแสนตระการตา เงือกน้อยตกหลุมรักเจ้าชายแต่แรกพบ และเมื่อพายุพัดเข้าทำลายเรือของพระองค์จนสิ้นซาก เงือกน้อยก็ได้เข้าช่วยชีวิตเจ้าชาย พาพระองค์ขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยและได้แต่แอบดูอยู่ห่างๆ กระทั่งหญิงสาวคนหนึ่งผ่านมาพบพระองค์เข้า เจ้าชายเข้าใจผิดคิดว่าหญิงคนนี้คือผู้มีพระคุณทำให้เงือกน้อยรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก&nbsp;</p>



<p>เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เงือกน้อยตั้งคำถามถึงการมีชีวิตและได้ถามเงือกชราว่ามนุษย์นั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน เงือกชรากล่าวว่าเงือกอย่างเรามีชีวิตที่ยืนยาวกว่ามนุษย์ แต่เมื่อมนุษย์ตายลง วิญญาณของพวกเขาจะคงอยู่ตลอดไป ในขณะที่เงือกอย่างเราไม่มีวิญญาณ ตายไปก็กลายเป็นแค่เพียงฟองคลื่น เงือกน้อยได้ยินดังนั้นจึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะกลายมาเป็นมนุษย์ เธอไปพบแม่มดแห่งท้องทะเลเพื่อขอเปลี่ยนหางเป็นขา แม่มดเตือนว่าเธอจะเจ็บปวดเป็นอย่างมากเมื่อต้องเดินบนขาแบบมนุษย์ และหากฝ่ายชายไม่ได้มอบความรักตามที่คาดหวัง หัวใจของเงือกน้อยจะแตกสลายและเธอจะกลายเป็นฟองคลื่น</p>



<p>เงือกน้อยไม่กลัวความเจ็บปวดและยังยืนยันในความตั้งใจเดิม แม่มดตกลงจะเปลี่ยนเธอให้เป็นมนุษย์ใต้เงื่อนไขว่าเงือกน้อยจะต้องแลกเสียงของตนกับขา เงือกน้อยได้พบกับเจ้าชายอีกครั้งโดยเขาพาเธอมาอยู่ด้วยกันที่ปราสาท แต่กลับไม่ได้มอบความรักให้ฝ่ายหญิงดังที่คาดหวัง เจ้าชายดูแลเธอเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ มอบเสื้อผ้าสวยงาม อนุญาตให้เงือกน้อยนอนอยู่หน้าประตูห้องนอน บนเบาะกำมะหยี่ เงือกน้อยติดตามเจ้าชายไปทุกที่ ทุกก้าวที่เธอเหยียบย่าง นำมาซึ่งความเจ็บปวดแสนทรมานดังที่แม่มดได้กล่าวไว้ เงือกน้อยฝืนยิ้มอยู่เสมอ เธอรักเจ้าชายมากขึ้นทุกวัน แต่ฝ่ายชายนั้นคิดกับเธอแค่น้องสาว</p>



<p>วันเวลาผ่านไปเมื่อเจ้าชายจำเป็นต้องเข้าพิธีแต่งงาน พระราชาคาดหวังให้ลูกชายสมรสกับเจ้าหญิงในอาณาจักรข้างเคียง เมื่อเจ้าหญิงปรากฏตัวขึ้น เจ้าชายจำได้ในทันทีว่าหญิงสาวคนนี้คือผู้มีพระคุณที่ได้ช่วยตนไว้ทรงมอบความรักให้หญิงผู้นั้นและตัดสินใจแต่งงานกับเธอในวันต่อมา เงือกน้อยรู้ดีว่าเมื่อเจ้าชายตัดสินใจเข้าสู่พิธีวิวาห์ หัวใจของเธอจะแตกสลายและตายในทันที บรรดาพี่สาวของเงือกน้อยต้องการช่วยน้องจึงไปพบแม่มดอีกครั้ง ยอมแลกเส้นผมของพวกเธอกับมีดวิเศษ ซึ่งหากเงือกน้อยปลิดชีพของเจ้าชายด้วยมีดอันนี้ และนำเลือดของพระองค์มาอาบขา เธอจะได้กลับไปเป็นเงือกและอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>เงือกน้อยไม่อาจตัดใจสังหารชายผู้เป็นที่รัก เธอรอให้แสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดส่อง แตกสลายกลายเป็นฟองคลื่นในทะเล แต่ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ของเธอ เงือกน้อยจึงได้รับวิญญาณอมตะดังเช่นมนุษย์&nbsp;</p>



<p>บทประพันธ์ต้นฉบับของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน เต็มไปด้วยการเปรียบเปรยเชิงสัญลักษณ์และตอนจบที่ไม่สมหวัง (ซึ่งถูกนำมาดัดแปลงในเวอร์ชั่นของดิสนีย์) โดยเหตุที่นิทานเรื่องนี้มีตอนจบที่แสนเศร้า มาจากความจริงที่ผู้ประพันธ์ผลงาน ได้แต่งนิทานเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงปี 1836 หลังเพื่อนรักของเขา&nbsp;&#8211; เอ็ดเวิร์ด คอลินส์ ตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวตามความคาดหวังของครอบครัว&nbsp;</p>



<p>แอนเดอร์เซนมีความรักให้เพื่อนหนุ่มมาอย่างยาวนาน เขาเขียนจดหมายบรรยายความในใจหลายฉบับ กล่าวว่าคอลินส์ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เป็นผู้หญิง จดหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งไปถึงผู้รับ คอลินส์ปฏิเสธความรักของเพื่อนหนุ่ม ตัดสินใจเดินตามเส้นทางซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่า แอนเดอร์เซนใจสลาย และบทประพันธ์ของเขาได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างแยบคาย&nbsp;</p>



<p>เงือกสาวที่กำลังตามหาตัวตนและต้องการเข้าไปอยู่ในโลกเดียวกับกับฝ่ายชาย นำเสนอความสับสนของแอนเดอร์เซนที่รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับโลกในยุคร่วมสมัย ที่ซึ่งบุคคลรักร่วมเพศไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อเงือกน้อยเสียสละหางเพื่อแลกกับขา เธอถูกพรากเสียงไป เปรียบเสมือนตัวผู้ประพันธ์ที่ต้องฝืนใจใช้ชีวิตตามความคาดหวังของสังคม ทุกก้าวที่เหยียบย่างเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาสูญเสียเสียงของตัวเองไปจึงไม่สามารถบอกความในใจให้ใครได้ฟัง</p>



<p>แอนเดอร์เซนกล่าวถึงประเด็นทางศาสนาด้วยเช่นกัน เขาถูกเลี้ยงดูมาในบ้านที่เคร่งศาสนาและถูกพร่ำบอกว่าบุคคลรักร่วมเพศไม่เป็นที่ต้อนรับในอาณาจักรของพระเจ้า พวกเขาไม่มีวิญญาณ ดังเช่นเงือกทั้งหลายที่กลายเป็นเพียงฟองคลื่นหลังจบชีวิตไป เงือกน้อยพยายามอย่างหนักที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เธอรัก เธอโหยหาความรักและการยอมรับจากเจ้าชาย ไม่ต่างจากความรู้สึกของผู้ประพันธ์ที่มีต่อสังคมในยุคเดียวกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดิสนีย์กับเงือกน้อย การเปลี่ยนนิทานใจสลายเพื่อสร้างหมุดหมายทางสังคม</strong></h3>



<p><em>The Little Mermaid</em> ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ ได้มีการขยายตัวตนของเงือกน้อยให้กว้างขวางขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่ม LGBTQ เท่านั้น แต่รวมไปถึงวัยรุ่นในช่วงอายุ 15-16 ซึ่งกำลังประสบปัญหาเรื่องตัวตน การไม่เป็นที่ยอมรับ และการถูกบังคับทำตามความคาดหวังของครอบครัว เมื่อเงือกน้อย (ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ใช้ชื่อว่าแอเรียล) บอกเพื่อนฝูงและครอบครัวเกี่ยวกับความฝันของเธอซึ่งต่างจากค่านิยมในสังคม พวกเขามีท่าทีต่อต้าน บิดาของแอเรียลถึงขั้นใช้วิธีรุนแรง ทำลายของสะสมของลูกสาวจนทำให้แอเรียลหันไปพึ่งเออร์ซูล่าเพื่อเป็นการต่อต้านครอบครัว</p>



<p>เออร์ซูล่าเป็นตัวละครที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากทีมงานดิสนีย์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงอย่าง Divine นักแสดงชายชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบแต่งกายข้ามเพศ (cross-dressing performance) ลอร่า เซลส์ นักวิชาการท่านหนึ่งได้เคยเขียนบทความวิเคราะห์และเสนอว่าเพลง <em>Poor Unfortunate Souls </em>ซึ่งเป็นเพลงของเออร์ซูล่าขณะพยายามสอนแอเรียลให้พิชิตใจชายโดยไม่จำเป็นต้องใช้วาจา (แต่ใช้หน้าตาและภาษากาย) ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากแดร็กโชว์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="540" height="670" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine-นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ-cross-dressing-performance.jpg" alt="" class="wp-image-157508" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine-นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ-cross-dressing-performance.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine-นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ-cross-dressing-performance-242x300.jpg 242w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /><figcaption>ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ cross-dressing performance</figcaption></figure>



<p>เออร์ซูล่าแสดงท่าทางการแต่งหน้า โยกย้ายส่ายสะโพก โดยกล่าวว่าการเป็นผู้หญิงในโลกของผู้ชายนั้นไม่จำเป็นต้องเปล่งวาจา เพียงแต่แสดงท่าทางให้เป็นที่พอใจก็เพียงพอ และเมื่อฝ่ายหญิงสามารถแสดงได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถควบคุมผู้ชายให้เป็นได้ดั่งที่เธอต้องการ ‘บทบาทของเออร์ซูล่าคือการสอนให้เเอเรียลรู้เข้าใจความเป็นเพศหญิง ซึ่งไม่ใช่หมวดหมู่ตามธรรมชาติ แต่เป็นการแสดงออก’ เซลส์กล่าว เออร์ซูล่า &#8211; ในมุมมองของเซลล์ คือตัวแทนของสตรีนิยม ความลื่นไหลของเพศ และอำนาจต่อรองของสตรี อย่างไรก็ดี ตัวละครอย่างเออร์ซูล่าถูกนำเสนอในฐานะสุภาพสตรีชั่วร้ายและถูกทำลายโดยอำนาจของบุรุษ (พ่อของแอเรียล)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="580" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-1024x580.jpg" alt="" class="wp-image-157509" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-1024x580.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-300x170.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-768x435.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-1536x870.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-2048x1161.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-600x340.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ</figcaption></figure>



<p>มองในมุมหนึ่ง<em> The Little Mermaid </em>ซึ่งถูกนำออกฉายในปี 1989 ได้ฝากเสียงสะท้อนหลายอย่างซึ่งเป็นตัวแทนค่านิยมในยุคนั้น วัยรุ่นผู้สับสนกับการตามหาตัวตน ความรักและเข้าใจของครอบครัวซึ่งเป็นพลังสำคัญ ถึงอย่างนั้นทางเลือกที่ทำให้แอเรียลได้พบตอนจบที่ happy ending ก็ยังผูกกับค่านิยมของสตรีที่ต้องกลับไปคืนดีกับครอบครัว แต่งงานกับผู้ชายที่รัก รับบทบาทเป็นภรรยา น่าสนใจว่า <em>The Little Mermaid</em> ในรูปแบบ Live-Action ของดิสนีย์ จะมีการตีความตัวละครเออร์ซูล่าออกมาในรูปแบบไหน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Little Mermaid ในบริบททางประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าที่ว่าน่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนในความเป็นจริง</strong></h3>



<p>ต่างจากแอนิเมชั่นเจ้าหญิงยุคก่อนหน้า <em>The Little Mermaid</em> ไม่ได้อ้างอิงยุคสมัยในประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนนัก เนื่องจากเจ้าของบทประพันธ์เป็นชาวเดนมาร์ก คนส่วนใหญ่จึงมองว่าท้องเรื่องของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็ควรจะอ้างวัฒนธรรมของเดนมาร์กเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีทีมงานของดิสนีย์ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า พวกเขาเลือกนำเสนอฉากต่างๆ ใน <em>The Little Mermaid</em> อ้างอิงจากภูมิประเทศในแถบเมดิเตอเรเนียนซึ่งมีความเหมาะสมมากกว่า&nbsp;</p>



<p>เนื่องจากบทประพันธ์ต้นฉบับเขียนขึ้นในปี 1836 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าชุดของเเอเรียลในแอนิเมชั่นอาจอ้างอิงแฟชั่นยุโรปในยุคนั้นด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในทศวรรษที่ 1830s นิยมชุดที่มีแขนพองขนาดใหญ่ ส่วนกระโปรงนั้นก็บานออกเป็นอย่างมาก ซึ่งค่อนข้างตรงกับชุดสีชมพูที่เเอเรียลสวมใส่ในแอนิเมชั่น อย่างไรก็ดีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นเพราะเครื่องแต่งกายอื่นๆ ในเรื่อง &#8211; ไม่ว่าจะเป็นชุดของเจ้าชายเอริก หรือชุดของแอเรียลในตอนท้ายเมื่อเธอเดินขึ้นมาจากน้ำในชุดวิบวับสีเงิน ก็ไม่ได้เป็นไปตามแฟชั่นของยุคสมัยเดียวกัน</p>



<p>เป็นไปได้เหมือนกันที่แขนเสื้อแบบพอง อ้างอิงมาจากแฟชั่นยุค 80s ซึ่งแขนเสื้อแบบนี้กลับมาเป็นที่นิยมในช่วงที่แอนิเมชั่นถูกสร้าง ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป <em>The Little Mermaid </em>ของดิสนีย์ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจเกาะเกี่ยวกับคอนเทกซ์ทางประวัติศาสตร์ แต่เน้นไปที่การนำเสนอเนื้อหาแบบร่วมสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจาก <em>สโนไวท์ ซินเดอเรลล่า</em> และ <em>เจ้าหญิงนิทรา</em></p>



<p>การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกล้าที่จะคิดนอกกรอบสร้างความสำเร็จครั้งใหญ่ให้กับดิสนีย์ ผลกำไรจาก<em> The Little Mermaid </em>ทำให้บริษัทกลับมาตั้งมั่นอย่างมั่นคงและสามารถขยายธุรกิจในแทบทุกด้าน ศาสตราจารย์ลี อาร์ทซ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อสาร Purdue University Northwest ถึงขั้นกล่าวว่า ดิสนีย์ในยุคต่อจากนี้กลายมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในการผลิตและเผยแพร่วัฒนธรรมตามสมัยนิยม ‘ไม่มีใครท้าทายดิสนีย์ แอนิเมชั่นของพวกเขาไม่เพียงสร้างความคึกคักในทางเศรษฐกิจแต่ยังมีอิทธิพลอย่างมากในเชิงวัฒนธรรม’&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<p>‘The Little Mermaid’ Was Way More Subversive Than You Realized<a href="https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/little-mermaid-was-way-more-subversive-you-realized-180973464/"> https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/little-mermaid-was-way-more-subversive-you-realized-180973464/</a>&nbsp;</p>



<p>QUEERNESS, HANS CHRISTIAN ANDERSEN, AND THE LITTLE MERMAID<a href="https://bookriot.com/queerness-little-mermaid/"> https://bookriot.com/queerness-little-mermaid/</a>&nbsp;</p>



<p>The Little Mermaid: Origin &amp; Story Summary<a href="https://study.com/academy/lesson/the-little-mermaid-origin-story-summary.html"> https://study.com/academy/lesson/the-little-mermaid-origin-story-summary.html</a>&nbsp;</p>



<p>The Little Mermaid by Hans Christian Andersen (1836)<a href="http://hca.gilead.org.il/li_merma.html"> http://hca.gilead.org.il/li_merma.html</a>&nbsp;</p>



<p>Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)<a href="https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=735s">https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=735s</a>&nbsp;<br>The True History of The Little Mermaid | Fairy Tales with Jen<a href="https://www.youtube.com/watch?v=PuSqIpqJ-Xc"> https://www.youtube.com/watch?v=PuSqIpqJ-Xc</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-little-mermaid/">ในวันที่เงือกน้อยเปล่งเสียง ประวัติศาสตร์ที่ถูกขับขานผ่านกลุ่มบุคคลผู้แตกต่างจากสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
