<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>In Other Words &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/in-other-words/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/in-other-words/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 12 Jun 2023 03:35:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/digital-amnesia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Dec 2022 09:44:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[digital]]></category>
		<category><![CDATA[digital amnesia]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163987</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากคุณต้องใช้ชีวิต 1 วันโดยไม่มีมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต คุณจะสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ไหม? คุณจดจำอะไรได้บ้างหากไม่มีเทคโนโลยีช่วย คุณเดินทางไปถึงสถานที่ที่ไม่เคยไปโดยไม่หลงทางไหมหากไม่มีแผนที่ GPS คุณจำวันเกิดคนสำคัญได้ไหมหากโทรศัพท์ไม่แจ้งเตือน คุณจำเบอร์พ่อแม่ เพื่อนสนิท หรือคนรักได้ไหม คุณสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ไหม หากอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่สามารถเปิดดูรายชื่อในโทรศัพท์ได้ คุณจดจำบรรยากาศวันสำคัญในชีวิตได้ไหม หากจู่ๆ ไม่สามารถกลับไปดูภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้ได้เลย มือถือแทบจะเป็นส่วนต่อขยายของสมองที่ช่วยเราจดบันทึก นำทาง ช่วยเราค้นหาข้อมูลสำคัญได้แทบจะตลอดเวลา จนเราแทบไม่ต้องจดจำอะไรให้เปลืองสมองอีกแล้ว Kaspersky Lab บริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ได้ให้นิยามปรากฏการณ์นี้ว่าคือ Digital Amnesia ภาวะความจำเสื่อมอันเกิดจากการที่คนจำนวนมากเลือกใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตช่วยจดจำแทนเราไปทั้งหมด ซึ่งไม่ได้กระทบแค่ในคนอายุน้อยที่เกิดมาคุ้นชินกับการใช้มือถือตั้งแต่เล็กๆ หรือคนรุ่น Digital Native เท่านั้นแต่มีผลกับพฤติกรรมและความทรงจำของคนวัยอื่นเช่นกัน Digital Amnesia เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีจดจำของเรา ปี 2017 Kaspersky ได้ออกรายงาน The Rise and Impact of Digital Amnesia : Why we need to protect [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-amnesia/">Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากคุณต้องใช้ชีวิต 1 วันโดยไม่มีมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต คุณจะสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ไหม?</p>



<p>คุณจดจำอะไรได้บ้างหากไม่มีเทคโนโลยีช่วย คุณเดินทางไปถึงสถานที่ที่ไม่เคยไปโดยไม่หลงทางไหมหากไม่มีแผนที่ GPS คุณจำวันเกิดคนสำคัญได้ไหมหากโทรศัพท์ไม่แจ้งเตือน</p>



<p>คุณจำเบอร์พ่อแม่ เพื่อนสนิท หรือคนรักได้ไหม คุณสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ไหม หากอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่สามารถเปิดดูรายชื่อในโทรศัพท์ได้ คุณจดจำบรรยากาศวันสำคัญในชีวิตได้ไหม หากจู่ๆ ไม่สามารถกลับไปดูภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้ได้เลย</p>



<p>มือถือแทบจะเป็นส่วนต่อขยายของสมองที่ช่วยเราจดบันทึก นำทาง ช่วยเราค้นหาข้อมูลสำคัญได้แทบจะตลอดเวลา จนเราแทบไม่ต้องจดจำอะไรให้เปลืองสมองอีกแล้ว</p>



<p>Kaspersky Lab บริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ได้ให้นิยามปรากฏการณ์นี้ว่าคือ Digital Amnesia ภาวะความจำเสื่อมอันเกิดจากการที่คนจำนวนมากเลือกใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตช่วยจดจำแทนเราไปทั้งหมด ซึ่งไม่ได้กระทบแค่ในคนอายุน้อยที่เกิดมาคุ้นชินกับการใช้มือถือตั้งแต่เล็กๆ หรือคนรุ่น Digital Native เท่านั้นแต่มีผลกับพฤติกรรมและความทรงจำของคนวัยอื่นเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">Digital Amnesia เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีจดจำของเรา</h3>



<p>ปี 2017 Kaspersky ได้ออกรายงาน The Rise and Impact of Digital Amnesia : Why we need to protect what we no longer remember อธิบายถึงปราฏการณ์ Digital Amnesia ที่มีสูงขึ้นและผลกระทบที่ตามมา <strong>Digital Amnesia&nbsp;(น.) แปลว่า ประสบการณ์ที่คนลืมข้อมูลเพราะเรานั้นเชื่อมั่นในเครื่องมืออุปกรณ์ดิจิทัลให้จดจำแทนเรา&nbsp;(the experience of forgetting information that you trust a digital device to store and remember for you.)&nbsp;</strong></p>



<p>เมื่อแปลตรงตัว Digital Amnesia คือภาวะความจำเสื่อมอันเกิดจากเทคโทโลยียุคดิจิทัล&nbsp;คนเราเชื่อมั่นให้อุปกรณ์ต่างๆ จดบันทึกข้อมูลสำคัญแทนเรา เช่น ข้อมูลติดต่อ ภาพ เราสามารถเชื่อมต่อเรากับคลังข้อมูลขนาดใหญ่ได้ทุกที่ทุกเวลา จนเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องจดหรือจำอะไรเองอีกต่อไป อยากรู้เมื่อไหร่ค่อยพึ่งพาให้เทคโนโลยีช่วยหาให้เรา</p>



<p>คำอื่นๆ ที่มีความใกล้เคียงเกี่ยวข้องเช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>&nbsp;<strong>Google Effect</strong> แปลว่า อาการไม่สามารถจดจำข้อมูลสำคัญได้เพราะความสะดวกสบายง่ายดายที่จะเสิร์ชออนไลน์หรือกูเกิลเมื่อไหร่ก็ได้&nbsp;</li><li><strong>Digital Obsolescence</strong>&nbsp; คือภาวะที่ข้อมูลนั้นสูญหายเพราะเทคโนโลยีของการเก็บบันทึกนั้นล้าสมัยจนไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้ เช่น เราไม่สามารถเปิดดูแผ่นซีดีหรือเทปคาสเซ็ตต์เก่าๆ เพราะเราไม่มีเครื่องอ่านซีดีอีกต่อไปในบ้านเรา</li></ul>



<p>ตั้งแต่ปี 2011 นักวิจัยด้านสมองจากหลายมหาวิทยาลัยได้ศึกษาเรื่องความทรงจำกับการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่าคนอายุน้อยใน US จดจำข้อมูลเปลี่ยนไปเป็นผลจากข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้ทางออนไลน์<strong> พวกเขาจดจำข้อมูลได้น้อยลงแต่สามารถนึกออกว่าจะหาข้อมูลเหล่านั้นได้ที่ไหน นักวิจัยสรุปเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าคือ ‘Google Effect’ หรือผลกระทบจากการใช้กูเกิล</strong> อย่างไรก็ตาม การทดลองที่ทำให้เกิดที่มาของคำว่า Google Effect ก็ยังไม่สามารถทำซ้ำให้ได้ผลลัพธ์เดิมได้&nbsp;</p>



<p>ในปี 2015 Kaspersky อยากจะเข้าใจปรากฏการณ์นี้ มอบหมายให้องค์กร Opinion Matters ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจผู้บริโภคในอเมริกาอายุ 16-55 ปีขึ้นไปจำนวน&nbsp; 1,000 คน&nbsp; ตัวอย่างคำถามในแบบสอบถามเช่น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>หากไม่เปิดดูเลย คุณสามารถจดจำเบอร์โทรญาติ บ้าน เพื่อน ที่ทำงาน บริการต่างๆ ได้ไหม</li><li>ยังจำเบอร์โทรศัพท์บ้านสมัยอายุ 10 ขวบได้อยู่ไหม</li><li>หากต้องการคำตอบข้อมูลข้างต้น จะทำอย่างไร เช่น พยายามนึกออกเอง ถามเพื่อน หาในสมุดจด หรือเสิร์ชออนไลน์</li><li>หากพบข้อมูลดังกล่าว เราจะทำอย่างไร พยายามจดจำ เขียนจดไว้ หรือใช้แค่เมื่อจำเป็นแล้วลืมไป</li></ul>



<p>จากการสำรวจมีคนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่จะพยายามจดจำหรือจดข้อมูลสำคัญไว้ คนส่วนมากที่ทำแบบสอบถามยินดีที่จะลืมข้อมูลที่สามารถหาได้ใหม่ทางออนไลน์&nbsp;ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมด (91.2%) เห็นด้วยว่าอินเทอร์เน็ตนั้นคือ &#8216;ส่วนต่อขยายของสมอง&#8217; คนมากกว่า 44% ยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเก็บข้อมูลทุกอย่างที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ แต่ก็มีผู้สูงอายุวัยมากกว่า 55 ปีจำนวนเพียง 26.2% ตอบว่าสมาร์ทโฟนเป็นแหล่งเก็บความทรงจำของเขา ในภาพรวมผู้คนพึ่งพาและเชื่อใจให้อุปกรณ์เก็บความทรงจำสำคัญของตัวเองมาก เวลาผ่านไปหลายปี ในปี 2019 Kaspersky ก็ยังทำการศึกษาประเด็นนี้ต่อและได้พบผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงเดิม เช่น คนจำนวนประมาณกึ่งนึงจำเบอร์เพื่อนตัวเองไม่ได้หากไม่พึ่งรายชื่อในโทรศัพท์</p>



<p>มีคนเพียง 24% ที่ใช้บริการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลของตัวเอง การพึ่งพาเก็บข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญในโทรศัพท์และอุปกรณ์ต่างๆ ล้วนๆ เพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพราะหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือสำคัญของเราได้ ก็อาจจะนำไปใช้แสวงประโยชน์หรือทำให้เกิดผลเสียได้ง่าย มีคนจำนวนมากเก็บภาพสำคัญไว้ในโทรศัพท์โดยหากโทรศัพท์หายไปรูปก็หายไปด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">ความเสี่ยงที่ตามมา หากเราพึ่งพามือถือให้จำแทนเราทั้งหมด</h3>



<p>การเก็บความทรงจำสำคัญไว้นอกกายเสียทั้งหมดมีความเสี่ยงที่ตามมา เช่น หากข้อมูลสำคัญนั้นหายไป ไม่สามารถสืบค้นได้ ไม่ว่าจะโดนลบออกไป หรืออัลกอริทึมทำให้ค้นหาไม่พบ ความทรงจำนั้นก็อาจหายไปตลอดกาล เพราะเราไม่ได้สำรองไว้เลย หรือหากอยู่ในภาวะคับขันเช่นติดเกาะ หรือหลงทางในป่าหรือสถานที่ไม่มีสัญญาณ มือถือพังหรือร่วงหล่นลงนั้น ตัวเราจะมีทักษะในการเอาตัวรอดพื้นฐานหรือไม่ หากไร้อินเทอร์เน็ตคอยให้คำปรึกษาและนำทางช่วยเหลือ</p>



<p>เราอยู่ในโลกที่มีข้อมูลมากมาย เราไม่สามารถจำเบอร์หรืออีเมลของทุกคนในชีวิตเราได้หรอก</p>



<p>แม้การให้เทคโนโลยีช่วยจดจำเพื่อแบ่งเบาภาระสมองคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดมา ตั้งแต่โลกขับเคลื่อนจากวัฒนธรรมที่ขยับจากการพูดเพื่อเล่าเรื่องไปสู่สังคมของการเขียนเพื่อจดบันทึก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อเราจะได้มีเวลาไปคิดสร้างสรรค์หรือทำสิ่งอื่นๆ ก็ตามที่พึงใจ&nbsp;</p>



<p>ผู้เขียนแทบลืมประสบการณ์สมัยเด็กที่พอสนใจอยากรู้เรื่องอะไรก็ต้องรอพักกลางวันไปอ่านหนังสือในห้องสมุดที่โรงเรียน ในปัจจุบันเราแค่ถาม Siri หรือหยิบมือถือก็รู้ได้ทันทีไม่ต้องเหนื่อยล้า เสียเวลา พอรู้เสร็จก็ลืมไปได้เลย ถ้าอยากรู้ใหม่ก็เสิร์ชใหม่เสมอตราบใดที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนต่อขยายของความทรงจำ ช่วยคิด ประมวลผลในเรื่องยุ่งยาก</p>



<p>ผู้เขียนเองเมื่อรับรู้ถึงปรากฏการณ์ Digital Amnesia เลยลองเปิดมือถือดูรูปภาพทั้งหมดที่ตัวเองถ่ายเก็บไว้ใน Cloud ทั้งหมดจำนวน 38,555 รูป และเปิดดูบันทึกรหัสพาสเวิร์ดเก่าๆ ไว้ใน note ของมือถือ พอนึกดูแล้วก็เกิดความรู้สึกหวั่นใจว่าหากทั้งหมดอันตรธานหายไปจากคลาวด์ ไม่ว่าจะโดยอุบัติเหตุหรืออะไร เราจะเหลืออะไรที่จดจำได้บ้างโดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้ ยิ่งอายุมากขึ้นและเวลาผ่านไป ความทรงจำในชีวิตเริ่มมีเยอะ และเราก็ยิ่งหวังพึ่งอุปกรณ์ช่วยเราจำมากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตมีข้อมูลมากมายเกินกว่าจะกลับมานึกและจัดการด้วยตัวเอง</p>



<p>แม้อินเทอร์เน็ตจะดูเป็นของฟรีที่อยู่ยั้งยืนยงและเข้าถึงได้ทุกเมื่อ ในความเป็นจริงเราไม่มีอำนาจอยู่เหนือข้อมูลที่ปรากฏในอินเทอร์เน็ตที่เรากดอ่านเลย หากวันดีคืนดี Domain หมดอายุไป หรือเจ้าของเว็บไซต์ที่เราต้องใช้อ้างอิงตัดสินใจปิดตัวไป ข้อมูลที่เราหวังจะเข้าถึงนั้นก็อาจหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่อีกต่อไป หากใครใช้อินเทอร์เน็ตมานาน บางคนไม่สามารถเข้าถึงบล็อกในเว็บไซต์เก่าๆ ที่เคยเขียนสมัยมัธยมได้อีกแล้วเพราะเว็บไม่มีอยู่แล้ว ผู้เขียนไม่สามารถเข้าถึงรูปภาพที่เคยฝากไว้ในบางเว็บไซต์ ไม่สามารถเข้าถึงเพื่อนที่เคยคุยกันผ่านทาง MSN, Hi5 หรือ MySpace บางคน เพราะความสัมพันธ์ไม่เคลื่อนต่อมาถึงยุค Facebook Twitter และยิ่งอายุมากขึ้น บางข้อมูลที่เราหวังฝากให้โลกดิจิทัลบันทึกไว้ วันใดวันหนึ่งก็อาจจะสลายไปง่ายดาย และอาจเข้าไม่ถึงได้ตลอดกาลหากเราไม่ได้บันทึกสำรองไว้ที่อื่นเลย</p>



<p>หากวันดีคืนดี มือถือเกิดเสีย ข้อมูลที่ฝากไว้หายไปทั้งหมด หรือเราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ลองจินตนาการถึงผลกระทบที่ตามมา ชีวิตเราจะล่มไหม หากเราจู่ๆ เกิดพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หรือมีแผนสำรองในการเก็บและเข้าถึงข้อมูลสำคัญอย่างไรอีกบ้าง&nbsp;</p>



<p>ในช่วงวันหยุด หากมีเวลา ลองเสียเวลา 1 วันที่เราใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีตัวช่วยจะเป็นอย่างไร หากมือถือของเราสูญหาย หรือข้อมูลที่เราเชื่อใจฝากไว้ดันสูญสลายไป หรือหากไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ในภาวะคับขันฉุกเฉิน เรามีทางเลือกอื่นๆ เป็นแผนสำรองไว้บ้างไหม เราจดบันทึกไว้ในช่องทางอื่น หรือจดจำไว้ด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>หากไม่มีอินเทอร์เน็ตและมือถืออยู่ข้างกาย ลองนึกว่ามีอะไรบ้างที่สำคัญกับชีวิตเราที่เราอยากเก็บไว้ในความทรงจำตัวเองให้ชัดเจนแบบที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://media.kasperskycontenthub.com/wp-content/uploads/sites/100/2017/03/10084613/Digital-Amnesia-Report.pdf">THE RISE AND IMPACT OF DIGITAL AMNESIA</a></li><li><a href="https://www.psu.edu/news/impact/story/digital-amnesia/">Digital amnesia | Penn State University</a></li><li><a href="https://www.theguardian.com/global/2022/jul/03/is-your-smartphone-ruining-your-memory-the-rise-of-digital-amenesia">Is your smartphone ruining your memory? A special report on the rise of ‘digital amnesia’</a></li><li><a href="https://media.kasperskydaily.com/wp-content/uploads/sites/85/2019/11/18092002/Digital-Amnesia-Report.pdf">Digital Amnesia Revisited</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-amnesia/">Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/permacrisis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[permacrisis]]></category>
		<category><![CDATA[word of the year]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163027</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใกล้จะผ่านปี 2022 แล้ว คำศัพท์ไหนคือคำแห่งปีสำหรับคุณ? พจนานุกรม Collins Dictionary นำเสนอคำว่า Permacrisis แปลว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงทน เพื่อเล่าสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่คาดเดาได้ยาก เกิดความไม่มั่นคงในหลายด้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย น่าจะเป็นปีที่ไม่งดงามสดใสสำหรับใครหลายคน&#160;&#160;&#160;&#160; หลังผ่านยุคโควิด เราล้วนหวังว่าทุกสิ่งจะกลับมาเหมือนเดิม แต่แล้วโลกก็ยังเกิดความไม่แน่นอนต่อเนื่อง คำนี้จึงสะท้อนวิกฤตของโลกที่ปั่นป่วนยืดเยื้อที่เราต้องเผชิญกันถ้วนหน้าในทุกทวีป ทุกมุมโลก จนเราทุกคนเริ่มจะลืมไปเสียแล้วว่าความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สบายใจนั้นรู้สึกอย่างไร Permacrisis เป็นคำนามซึ่งผสมมาจากคำว่า Permanent (คงทน ถาวร) และ Crisis (วิกฤต ภัยพิบัติ) รวมกันมีความหมายว่า ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงอันต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภัยพิบัติยืดเยื้อต่อเนื่องกัน (an extended period of instability and insecurity, esp one resulting from a series of catastrophic events) David Shariatmadari นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์เขียนถึงคำนี้ในบล็อกของพจนานุกรม Collins [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/permacrisis/">Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใกล้จะผ่านปี 2022 แล้ว คำศัพท์ไหนคือคำแห่งปีสำหรับคุณ?</p>



<p>พจนานุกรม Collins Dictionary นำเสนอคำว่า <strong>Permacrisis แปลว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงทน </strong>เพื่อเล่าสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่คาดเดาได้ยาก เกิดความไม่มั่นคงในหลายด้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย น่าจะเป็นปีที่ไม่งดงามสดใสสำหรับใครหลายคน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หลังผ่านยุคโควิด เราล้วนหวังว่าทุกสิ่งจะกลับมาเหมือนเดิม แต่แล้วโลกก็ยังเกิดความไม่แน่นอนต่อเนื่อง คำนี้จึงสะท้อนวิกฤตของโลกที่ปั่นป่วนยืดเยื้อที่เราต้องเผชิญกันถ้วนหน้าในทุกทวีป ทุกมุมโลก จนเราทุกคนเริ่มจะลืมไปเสียแล้วว่าความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สบายใจนั้นรู้สึกอย่างไร</p>



<p>Permacrisis เป็นคำนามซึ่งผสมมาจากคำว่า Permanent (คงทน ถาวร) และ Crisis (วิกฤต ภัยพิบัติ) รวมกันมีความหมายว่า ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงอันต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภัยพิบัติยืดเยื้อต่อเนื่องกัน (an extended period of instability and insecurity, esp one resulting from a series of catastrophic events)</p>



<p>David Shariatmadari นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์เขียนถึงคำนี้ในบล็อกของพจนานุกรม Collins ว่า “Permacrisis สะท้อนสภาวะความรู้สึกสับสนมึนงงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าประเดประดังเข้ามาไม่หยุดยั้ง จนเราสงสัยว่าจะต้องมีเรื่องสยองขวัญรอเราอยู่ในไม่ช้า”</p>



<p>นอกจากโรคระบาด โลกยังต้องเจอสถานการณ์สงครามระหว่างประเทศยูเครนและรัสเซียที่กำลังปะทุร้อนในโซนยุโรป ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งโลก มิหนำซ้ำยังมีเรื่องของวิกฤตอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh6.googleusercontent.com/YX8WgBu4LJ4WHsi3aDsUZ4juI48GiniAVgsEZdSGxAl8--cTVKpVXyR3e0pOMdXS5MHHmk3JGz0qcEAIvKlVGlh5Sfq1_i7PAI05h1zu5YfGN3TLUcf2-x7WcYC7Grglhec4D0FHgF1dK-wLpv6cuRusIa0w2q4NHcC_j64Yyd361RYa17EvEJZYZZXPJA" alt=""/><figcaption>สำรวจคำแห่งปี 2022 โดย Collins Dictionary&nbsp; <a href="https://www.collinsdictionary.com/woty">https://www.collinsdictionary.com/woty</a></figcaption></figure>



<p>คำว่า Permacrisis ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อสืบค้นผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Google-N Gram นับจำนวนคำที่ถูกใช้ผ่านสื่อและพื้นที่ต่างๆ คำนี้โผล่มาตั้งแต่สมัยยุค 60 ช่วงปลาย ในปี 1974 คำว่า Permacrisis ปรากฏในแวดวงวิชาการ พบในการตีพิมพ์<strong> Teheran, a New &#8220;world City&#8221; Emerging โดย Richard L. Meier </strong>ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวางผังเมือง</p>



<p>ช่วงมีนาคมปี 2021 สถาบันด้านนโยบายสาธารณะ European Policy Centre เขียนบทความโดยยกคำว่า Permacrisis มาอธิบายสถานการณ์ความไม่มั่นคงของทวีปยุโรป คาดการณ์ว่า บรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนนี้จะดำเนินต่อไปอีกนาน แม้ประชาชนหรือนักวางแผนนโยบายจะแสวงหาภาวะที่สงบนิ่งและคาดเดาได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงลิ่ว ยุโรปมีความเสี่ยงต่อสงคราม ความไม่มั่นคงทางการเมือง ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม ทุกสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องและกำลังดำเนินไปพร้อมๆ กัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากคำว่า Permacrisis ในลิสต์คำแห่งปี 2022 ของ Collins ยังคัดสรรอีกหลายคำศัพท์ที่สะท้อนสถานการณ์หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในปีนี้&nbsp;</p>



<p>ได้แก่</p>



<p><strong>Kyiv</strong> เมืองหลวงของประเทศยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับรัสเซีย ถูกคนจำนวนมากสืบค้นหาในพจนานุกรมว่าอ่านออกเสียงว่าอย่างไร</p>



<p><strong>Quiet Quitting </strong>ในบรรยากาศที่คนรุ่นใหม่หมดไฟและหมดแรงใจ คนจำนวนมากเลือกทำงานไปวันๆ ทำแต่น้อย ทำแค่ตามหน้าที่ แค่พอให้ยังมีงานทำ มีรายได้หาเงินเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องลาออก</p>



<p><strong>Warmbank </strong>ธนาคารความอบอุ่น คือตึกที่มีระบบทำความร้อนสำหรับผู้คนที่ไม่สามารถทำความร้อนได้ไปพักพิงใช้สอยในวันที่หนาวเหน็บ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานราคาแพง</p>



<p><strong>Sportwashing </strong>การโปรโมตหรือสนับสนุนอีเวนต์กีฬาใหญ่เพื่อให้เลี่ยงความสนใจของผู้คนจากชื่อเสียงหรือกิจกรรมทางด้านลบ เช่น ประเด็นเรื่องมนุษยธรรม</p>



<p><strong>Greenwashing </strong>ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสร้างภาพลักษณ์รักษ์โลกที่เป็นแค่ภายนอกอย่างไม่จริงใจขององค์กร เช่นโปรโมตเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่พยายามปรับแก้ที่ปัญหาแท้จริงผ่านโครงสร้างหรือกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน</p>



<p><strong>Vibeshift</strong> การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมในค่านิยมของคนรุ่นใหม่ เช่น ค่านิยมแคร์น้อยลงเรื่องภาพลักษณ์ การปีนป่ายบันไดทางสังคม และมุ่งสู่ค่านิยมที่สนใจกับคุณภาพชีวิตตัวเองมากขึ้น</p>



<p>ย้อนกลับไปในปี 2020 Collins เลือกคำว่า Lockdown เป็นคำแห่งปี ในปีนั้น ผู้เขียนก็เคยเขียนบทความถึงคำว่า <a href="https://adaymagazine.com/doomscrolling/">Doomscrolling</a> แปลว่า อาการไถจอเสพข่าวร้ายรอวันโลกล่มสลาย คำแห่งปีเหล่านี้ที่พาเราย้อนกลับไปบรรยากาศการเว้นระยะห่างช่วงโควิดได้ดี&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ปี 2021 คำแห่งปีของ Collins คือคำว่า NFT (non-fungible token) ซึ่งเวลานี้แวดวง NFT กำลังปั่นป่วนท่ามกลางกระแสขาลงของสกุลเงินคริปโต และการปิดตัวลงของ FTX เว็บเทรดคริปโตอันดับ 2 ของโลก เหตุการณ์นี้ยิ่งช่วยให้เราระลึกว่ายุคสมัยนี้ทุกสิ่งช่างไม่มีอะไรแน่นอน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เวลาผ่านมา 2 ปี โลกยังคงปั่นป่วนต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของพวกเราทุกคน ภาวะ Permacrisis จะเป็นอีกคำในประวัติศาสตร์บทหนึ่ง ให้เราได้ย้อนกลับมาพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในปี 2022 อันน่าหวาดหวั่น</p>



<p>หากรู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงในปีนี้ ระลึกไว้ว่าเราคือส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก Permacrisis เราทุกคนสมควรจะมีเวลาหยุดพักและผ่อนคลาย</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.collinsdictionary.com/woty">The Collins Word of the Year 2022 is&#8230;</a></li><li><a href="https://www.collinsdictionary.com/dictionary/english/permacrisis">Permacrisis definition and meaning | Collins English Dictionary</a></li><li><a href="https://blog.collinsdictionary.com/language-lovers/a-year-of-permacrisis/">A year of ‘permacrisis’ &#8211; Collins Dictionary Language Blog</a></li><li><a href="https://theconversation.com/permacrisis-what-it-means-and-why-its-word-of-the-year-for-2022-194306">Permacrisis: what it means and why it&#8217;s word of the year for 2022</a></li><li><a href="https://www.epc.eu/en/Publications/Europe-in-the-age-of-permacrisis~3c8a0c">Europe in the age of permacrisis</a></li><li><a href="https://spectatorworld.com/topic/how-to-survive-the-permacrisis/">How to survive the ‘permacrisis’ &#8211; The Spectator World</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/permacrisis/">Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/umwelt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Nov 2022 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[An Immense World]]></category>
		<category><![CDATA[Ed Yong]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[umwelt]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162097</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยนึกอยากลองเกิดเป็นสัตว์ดูไหม หากเรากลายเป็นงู&#160; นก เต่า&#160; เห็บ หรือสุนัขที่บ้าน เราจะรับรู้โลกแบบไหน&#160; โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร&#160; ตัวเราจะยังเป็นเราไหมเมื่อเปลี่ยนร่างกายของเราไป หรือโลกที่เรารับรู้จะเปลี่ยนไปด้วยเพราะเรากับสัตว์นั้นมีประสาทสัมผัส ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ต่างกัน คำศัพท์วันนี้ เราอยากพาไปสำรวจโลกของ Umwelt เพื่อลองจินตนาการโลกที่เราอยู่ผ่านประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนไป Umwelt เมื่อเราและสัตว์รับสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมต่างกันไป &#160;ในปี 1909 Jakob von Uexküll นักชีววิทยาชาวเยอรมัน ได้หยิบยืมคำว่า &#160;Umwelt&#160; (อ่านว่า อืมเวลท์) &#160;คำนาม ในภาษาเยอรมัน&#160; อันแปลว่า “สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ”&#160; แล้วนิยามคำนี้ด้วยความหมายที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไป เพื่ออธิบายข้อสังเกตที่แสนธรรมดาแต่มักถูกเพิกเฉยมองข้ามโดยคนทั่วไป นั่นคือ “สัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน ล้วนรับรู้สัญญาณจากสิ่งรอบตัวต่างกัน ด้วยข้อจำกัดของประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตและสรรพสัตว์”&#160;&#160; “Umwelt” คือ โลกและสิ่งแวดล้อมที่แต่ละสิ่งมีชีวิตรับรู้&#160; ส่วนความเป็นจริงยิ่งใหญ่กว่าที่ครอบการรับรู้ของแต่ละสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “Umgebung” &#160; คือสิ่งแวดล้อม เบื้องหลัง มณฑลที่ใหญ่กว่าซึ่งครอบคลุมสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไว้อีกที David Eagleman นักวิทยาศาสตร​์สาขาประสาทวิทยา ยกตัวอย่างไว้ในบทความ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/umwelt/">Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคยนึกอยากลองเกิดเป็นสัตว์ดูไหม หากเรากลายเป็นงู&nbsp; นก เต่า&nbsp; เห็บ หรือสุนัขที่บ้าน เราจะรับรู้โลกแบบไหน&nbsp; โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร&nbsp; ตัวเราจะยังเป็นเราไหมเมื่อเปลี่ยนร่างกายของเราไป หรือโลกที่เรารับรู้จะเปลี่ยนไปด้วยเพราะเรากับสัตว์นั้นมีประสาทสัมผัส ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ต่างกัน</p>



<p>คำศัพท์วันนี้ เราอยากพาไปสำรวจโลกของ Umwelt เพื่อลองจินตนาการโลกที่เราอยู่ผ่านประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">Umwelt เมื่อเราและสัตว์รับสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมต่างกันไป</h3>



<p>&nbsp;ในปี 1909 Jakob von Uexküll นักชีววิทยาชาวเยอรมัน ได้หยิบยืมคำว่า <strong>&nbsp;Umwelt&nbsp; (อ่านว่า อืมเวลท์)</strong></p>



<p>&nbsp;คำนาม ในภาษาเยอรมัน&nbsp; อันแปลว่า “<em>สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ”&nbsp; </em>แล้วนิยามคำนี้ด้วยความหมายที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไป เพื่ออธิบายข้อสังเกตที่แสนธรรมดาแต่มักถูกเพิกเฉยมองข้ามโดยคนทั่วไป นั่นคือ <strong>“สัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน ล้วนรับรู้สัญญาณจากสิ่งรอบตัวต่างกัน ด้วยข้อจำกัดของประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตและสรรพสัตว์”&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>“Umwelt” คือ โลกและสิ่งแวดล้อมที่แต่ละสิ่งมีชีวิตรับรู้&nbsp; ส่วนความเป็นจริงยิ่งใหญ่กว่าที่ครอบการรับรู้ของแต่ละสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “Umgebung” &nbsp; คือสิ่งแวดล้อม เบื้องหลัง มณฑลที่ใหญ่กว่าซึ่งครอบคลุมสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไว้อีกที</p>



<p>David Eagleman นักวิทยาศาสตร​์สาขาประสาทวิทยา ยกตัวอย่างไว้ในบทความ <a href="https://www.edge.org/response-detail/11498">Edge.org</a>&nbsp; เพื่อให้เห็นภาพ Umwelt เช่น หากเราเกิดเป็น “เห็บ” สิ่งมีชีวิตซึ่งที่ไม่มีหูและตา โลกของพวกมันมืดมิดและเงียบสงัด สัญญาณที่สำคัญที่พวกมันรับได้คือ “อุณหภูมิ” และ”กลิ่นของกรดบิวทิริก” ซึ่งพบในไขมันพืชและสัตว์&nbsp; ในโลกของสัตว์อื่นๆ อาจมีประสาทสัมผัสชนิดอื่นที่ร่างกายมนุษย์ไม่มี เช่น การรับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตรับรู้สภาพแวดล้อมต่างกันตามขีดจำกัดของเครื่องรับสัญญาณที่ติดมากับร่างกายที่ต่างกัน แต่ล้วนนึกว่า Umwelt ของตนเองคือโลกความเป็นจริงทั้งหมด</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Umwelt สำรวจประสาทสัมผัสของสรรพสัตว์เพื่อได้รับรู้จักรวาลใหม่ๆ ในโลกใบเก่า</strong></h2>



<p>หนังสือเรื่อง<strong> </strong><a href="https://edyong.me/an-immense-world"><strong>An Immense World: How Animal Senses Reveal the Hidden Realms Around Us</strong> </a>โดย Ed Yong ได้พาเราไปสำรวจประสาทสัมผัสต่างๆ ของสัตว์อันแตกต่างหลากหลาย โลกนั้นเต็มไปด้วยภาพและพื้นผิว เสียง การสั่น กลิ่น และรสชาติ สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://lh6.googleusercontent.com/4qBzlHPvJGAK5IcrfVghnvUFK3xNz7ZwZk8dvu8tm1WltNn3C3E1MXO03mfpMGfbfEusSSkFgPW_wjqtPmZ6sGmLVhsJ3o12chxYwXJgE39r2X_YCaaBJ5-CuBxFlNNMUveqC_RjsdAFZZ-wqUZ2BCquI_FM27FMHaY20z-XBEw3K-nqPDjTi9l9dnw7PA" alt=""/><figcaption><a href="https://edyong.me/an-immense-world">An Immense World — Ed Yong</a></figcaption></figure></div>



<p>Ed Yong ได้หยิบยก Quote จาก Marcel Proust นักเขียนคนสำคัญชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับ Prouse เคยกล่าวไว้ว่า “<strong>The only true voyage . . . not to visit strange lands, but to possess other eyes.” หรือ </strong><strong><em>การเดินทางที่แท้จริง มิใช่การไปเยี่ยมชมดินแดนอันแปลกประหลาด หากแต่คือการได้รับดวงตาดวงอื่น</em></strong> การทำความเข้าใจการรับรู้ที่ต่าง คือการจินตนาการถึงความเป็นไปได้จักรวาลและโลกในเวอร์ชันที่ต่างออกไป&nbsp; โดยในแต่ละบทของ An Immense World เขาชวนให้เราไปสำรวจประสาทสัมผัสของสัตว์อื่น&nbsp; มีนักวิจัยมากมายที่ศึกษาการรับรู้โลกของสัตว์หลากหลายในสปีชีส์ ชวนให้นึกตาม ตัวอย่าง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>&nbsp;กลิ่นและรส</strong> นั้นเป็นสัมผัสที่แยกจากกันได้ยาก มนุษย์เคยชินกับลิ้นที่ไว้รับรสและจมูกที่ไว้ดมกลิ่น&nbsp; สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสกลิ่นและรสที่รวมกัน&nbsp;<ul><li>ในสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งูและสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด มีลิ้นที่ใช้ดมกลิ่น ลิ้นของพวกมันสามารถรับโมเลกุลของสิ่งแวดล้อมได้ เสมือนว่าพวกมันกำลังชิมรสสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงเหมือนลิ้นของเรา</li><li>คนเราสัมผัสชิมรสอาหารจากการกินเข้าปาก แต่สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสรับรสอยู่ทั่วร่างกาย เช่น ปลาดุก พวกมันจึงเหมือนลิ้นที่ว่ายน้ำได้ และสัมผัสรสชาติสิ่งรอบกายได้ตลอดเวลา</li><li>ส่วนสัตว์เล็กๆ อย่างแมลงอาจรับรู้รสจากปลายเท้า เพราะพวกมันใช้เท้าวางลงไปบนอาหาร ชวนให้เราจินตนาการหากปลายเท้าหรือมือของเราสามารถแตะอาหารแล้วรู้รสได้จะเป็นอย่างไร</li></ul></li><li><strong>การมองเห็นคือการรับแสงและการรับรู้สีต่างๆ</strong> ชนิดของดวงตา เลนส์รับแสง และตำแหน่งดวงตาที่ต่างก็ทำให้สิ่งมีชีวิตเห็นภาพต่างกันไป&nbsp; แต่สัตว์อื่นอาจรับภาพต่างไปในหลากหลายลักษณะ ทั้งความความชัด จุดโฟกัส มุมของภาพ หรือ ประเภทของสีที่พวกมันเห็น เช่น&nbsp;<ul><li>มนุษย์นั้นมีดวงตาสองข้างที่มองไปข้างหน้าทำให้ต้องหันไปรอบๆ เพื่อรับรู้ภาพในมุมอื่น นกหรือสัตว์บางชนิดมีดวงตาอยู่คนละฝั่งของศรีษะทำให้มันอาจเห็นวัตถุหนึ่งไป พร้อมกับดูอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันได้&nbsp; เรามองเห็นโลกอยู่ข้างหน้าเรา นกบางชนิดสามารถมองเห็นได้แบบมุมกว้างพาโนรามารอบตัวได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องหันหัวไปรอบๆ นกสามารถรับรู้บางสีที่เรารับรู้ไม่ได้ พวกมันเห็นความต่างในความถี่แสงที่คนไม่สามารถมองเห็นได้</li><li>สัตว์ที่ดูแสนจะธรรมดาอย่างหอยเชลล์ มีดวงตาสีฟ้ามากมายถึง 200 ดวงอยู่ขอบๆ เปลือก ลองจินตนาการว่าพวกมันจะเห็นโลกอย่างไร ทุกดวงตาจะรวมภาพเป็นภาพเดียวหรือหลายภาพพร้อมๆ กัน สัตว์บางชนิดมีเซลล์รับรู้แสงอยู่ที่อวัยวะอื่นๆ เช่น มือและเท้า&nbsp;</li><li>แมงมุม Jumping Spider นั้นมีดวงตาถึง 8 ดวงซึ่งอ่อนไหวต่อแสงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น จึงมีคนเปรียบว่าพวกมันอาจรับรู้โลกที่ค่อยๆ สว่างเรื่อยๆ ตามอายุขัยเหมือนอยู่ในโลกที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆ จากมืดขึ้นจนสว่างจ้าในบั้นปลายชีวิต</li><li>สัตว์บางประเภทมีเซ็นเซอร์รับรู้แสงได้กว้างกว่ามนุษย์จนเรานึกไม่ออกว่า การเห็นแสงเหนือม่วงหรืออินฟราเรดนั้นภาพเป็นอย่างไร</li><li>สิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่จำเป็นต้องรับแสงเลยด้วยซ้ำเช่น ปลาบางชนิดที่อาศัยในพื้นมหาสมุทรลึก การที่เราส่องแสงไปสำรวจมัน อาจเป็นการทำร้ายพวกมันที่ปรับตัวให้มีชนิดในสภาวะมืดมิด โดยที่เมื่อนักวิจัยสำรวจพื้นทะเลปิดไฟลง สัตว์ที่ตัวใหญ่จึงปรากฏตัวมาให้พบ</li></ul></li><li><strong>การรับรู้ความเจ็บปวด</strong> สิ่งมีชีวิตเรียนรู้ที่จะรับความเจ็บปวดอันเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บซึ่งอันตรายต่อชีวิต&nbsp; คนบางคนยังรู้สึกเจ็บปวดในแขนขาข้างที่ได้ถูกตัดออกไปแล้ว แต่สัตว์บางชนิดอาจไม่มีสัมผัสนี้ นักวิทยาสตร์ตั้งชื่อประสาทสัมผัสนี้ว่า Nociception (กระบวนการทางประสาทที่เข้ารหัส และประมวลผลตัวกระตุ้นอันตราย) แปลง่ายๆ&nbsp; คือกระบวนการของสิ่งมีชีวิตที่จะทำให้รับรู้ถึงการบาดเจ็บและชำรุดของร่างกาย&nbsp;<ul><li>สัตว์บางชนิด ส่วนสมองนั้นแยกความเจ็บปวดออกจากการบาดเจ็บ และมีคนเชื่อว่าสัตว์บางชนิด เช่น ปลา ปู กุ้ง&nbsp; แมลง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแต่คำตอบนั้นหลากหลายและเป็นที่ถกเถียงและศึกษาในวิทยาศาสตร์&nbsp;</li><li>และสัตว์บางชนิด แม้บาดเจ็บเพียงจุดเดียวอาจส่งปฏิกิริยาไปทั้งร่างกาย ปลาหมึกที่ได้รับบาดเจ็บนั้นจะอ่อนไหวไปทั่วทั้งร่างกาย ในขณะที่คนเราสามารถแยกความเจ็บปวดเฉพาะจุดได้เพื่อระบุส่วนที่เสียหายที่เกิดขึ้นในจุดที่บาดเจ็บ แต่ก็สามารถดำเนินชีวิตต่อด้วยส่วนอื่นที่ไม่เจ็บปวด</li></ul></li><li><strong>การรับรู้ความร้อน</strong>&nbsp;แม้คนจะสัมผัสความร้อนได้จากการต้องเข้าไปอยู่ในนั้น แต่สัตว์บางชนิดสามารถจับความร้อนได้ด้วยการรับรู้จากระยะไกล สำหรับสัตว์บางประเภทอุณหภูมิที่เหมาะสมคือตัวแปรสำคัญในการอยู่รอดในธรรมชาติ และบางครั้งอุณหภูมิคือตัวชี้วัดแหล่งอาหาร<ul><li>แมลงไม่สามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายและอุณหภูมิร้อนหรือเย็นเกินไปอาจทำให้ตายได้ แมลงหลากชนิดมีพฤติกรรมตอบสนองโดยมีอุณหภูมิเรียกว่า Thermotaxi ซึ่งจับความร้อนได้รวดเร็วและแม่นยำมาก เช่น ยุงมีระบบรับรู้ความร้อนจากร่างกายสัตว์ที่มันต้องไปดูดเลือด</li><li>สัตว์ล่าเหยื่อเช่นงู มีอวัยวะลักษณะเป็นรูชื่อ Pit organs บนใบหน้า ที่มองผ่านๆ ดูคล้ายรูจมูก เพื่อใช้การรับรู้ความร้อนควบคู่กับดวงตาในการล่าเหยื่อที่ร่างกายมีความร้อน เช่น นกและหนู ช่วยให้มันหาเหยื่อในที่มืดได้</li></ul></li><li><strong>การสัมผัส และการสั่น </strong>ปลายนิ้วมือของคนนั้นอ่อนไหวต่อความรู้สึกมากจนทำให้ผู้ที่ตาบอดสามารถอ่านอักษรเบรลล์ได้จากการรับรู้ผิวสัมผัสนูนต่ำบนกระดาษ ในโลกของสัตว์ การสัมผัสนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย<ul><li>ตัวนากมีมือและหนวดที่ไว มีระบบ active touch ซึ่งรับรู้ได้ไวมากจากการสัมผัส การที่มันดูเหมือนลอยม้วนตัวไปมาในน้ำ แท้จริงแล้ว มันอาจกำลังอ่านสิ่งแวดล้อมอยู่ สัมผัสที่ไวทำให้มันหยิบจับอาหารได้อย่างรวดเร็ว</li><li>ปลาเคลื่อนที่ไปในน้ำได้อย่างว่องไวในทิศทางที่มันต้องการ นอกจากจะปรับสรีระให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวในน้ำ ปลาสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของกระแสน้ำ หรือ Hydrodynamic&nbsp; ปลาสามารถรู้ถึงสัตว์อื่นที่เคลื่อนไหวมา สิ่งนี้ทำให้ปลาว่ายหนีก่อนที่คนจะว่ายน้ำเข้าหาพวกมัน พวกมันใช้ชีวิตในน้ำและรับสัญญาณในน้ำที่เราไม่ตรวจจับได้ ส่วนสัตว์ที่ล่าพวกมันเป็นอาหารก็อาจสามารถตรวจจับร่องรอยในน้ำได้หลังจากพวกมันได้ว่ายผ่านไปแล้ว</li><li>แมลงกว่า&nbsp; 200,000 ชนิดเช่น จักจั่น ตั๊กแตน&nbsp; ใช้คลื่นความสั่นต่างๆ กันเพื่อสื่อสาร ส่งสัญญาณถึงกัน เสียงของพวกมันไม่อยู่ในคลื่นที่หูของเราสามารถจับได้ จึงไม่รับรู้ว่ามีอยู่</li></ul></li><li><strong>เสียงและเสียงสะท้อน </strong>สัตว์จำนวนมากไม่มีหู และสัตว์ต่างชนิดก็ส่งเสียงและรับสัญญาณในต่างคลื่นเสียงในความความถี่ที่แตกต่างกันไป<ul><li>แมลงในยุคแรกไม่มีอวัยวะรับเสียง แต่แมลงบางชนิดก็ได้วิวัฒนาการจนมีส่วนที่ใช้รับรู้เสียงได้และอยู่ในจุดต่างๆ&nbsp; อันแตกต่างกันหลากหลาย บางแมลงมีหูอยู่ที่เสาสัญญาณ ที่ข้อเข่า ปลายขน&nbsp;&nbsp;</li><li>วาฬสามารถส่งเสียงถึงกันได้ในระยะไกล หากวาฬได้ยินเสียงเพลงจากวาฬอีกตัวที่ห่างไป 1,500 ไมล์นั่นคือเสียงได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว วาฬ่รับรู้ถึงภูเขาในมหาสมุทรผ่านการส่งเสียงสะท้อนไปในวัตถุนั้น หากวัตถุห่างไกล</li><li>อย่างที่เราเคยเรียนกันมา ค้างคาวมี Echolocation หรือสามารถระบุตำแหน่งของวัตถุโดยใช้เสียงสะท้อน โดยพวกมันสามารถระบุชนิดของแมลงได้จากจังหวะของการกระพือปีก สามารถบอกได้ว่าแมลงกำลังจะบินมาหรือบินออกจากตำแหน่งของตัวค้างคาว</li></ul></li><li><strong>สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กโลก</strong><ul><li>ปลามากถึง 350 สปีชีส์สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ปลาไหลไฟฟ้าปล่อยพลังงานไฟฟ้าที่สามารถฆ่าม้าให้ตายได้ มีปลาอีกมากที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ พวกมันใช้ในการรับรู้สิ่งแวดล้อม และสื่อสารถึงกัน พวกมันใช้กระแสไฟฟ้าเหมือนที่สุนัขใช้ดมกลิ่น และค้างคาวใช้ระบุตำแหน่งจากเสียงสะท้อน</li><li>สัตว์ที่จำเป็นต้องอพยพทางไกลสามารถรับรู้ได้ถึงสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งสัญญาณนี้เป็นตัวช่วยระบุทิศเพื่อให้พวกมันอพยพทางไกลได้โดยไม่หลงทาง สนามแม่เหล็กโลกไม่ถูกกระทบโดยสภาพอากาศหรือสิ่งกีดขวาง เต่าหรือปลาแซลมอนสามารถจดจำตำแหน่งสถานที่เกิดของมันได้แม่นยำจนสามารถกลับมาที่จุดกำเนิดได้เมื่อเติบโต เพื่อวางไข่ในชายหาดเดียวกับที่พวกมันฟักตัวออกมาดูโลก&nbsp; มนุษย์ใช้เข็มทิศมาเป็นพันปี แต่สัตว์เหล่านี้ใช้ระบบนี้มาเป็นล้านๆ ปี เพื่อไปถูกทิศทางแม้ไม่มีแผนที่ในท้องฟ้าและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ </li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Hubble in a bubble: Scallop eyes act like tiny telescopes" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/bbNfV2zoodU?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption><em>หอยเชลล์มีดวงตาสีฟ้านีออนน้อยๆ เป็นร้อยๆ ดวงของชวนให้เรานึกว่าภาพที่มันเห็นจะเป็นอย่างไร</em><br><a href="https://www.youtube.com/watch?v=bbNfV2zoodU">Hubble in a bubble: Scallop eyes act like tiny telescopes</a></figcaption></figure>



<p>แม้จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกจะเริ่มขึ้นจากจุดเดียวกันก่อนจะค่อยๆ ขยายแผ่กิ่งก้านสาขาแห่งวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา สีที่เราเห็นอาจเป็นคนละสีหากมองด้วยดวงตาอื่น กลิ่นที่เหม็นสำหรับเราอาจหอมสำหรับสัตว์อื่น แม้กระทั่งความเจ็บปวดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็อาจจะแตกต่างกันไปตามระบบการรับรู้ของร่างกาย และมีอีกหลายประสาทสัมผัสที่เราไม่มี</p>



<p>ในธรรมชาติมีข้อมูลมากมายล่องลอยอยู่ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่สมบูรณ์และรับสัญญาณทุกสิ่งได้พร้อมๆ กัน เพราะมันจะเป็นชุดข้อมูลที่มากมายเกินไป สัตว์ต่างๆ จึงวิวัฒนาการระบบประสาทมาจับสัญญาณเพื่อรับรู้แค่ข้อมูลบางประเภทเท่านั้น ข้อมูลทุกสิ่งไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและอาจใช้พลังงานมากเกินไปหากต้องรับรู้ทุกส่วนเสี้ยวความจริงพร้อมๆ กัน</p>



<p>สิ่งมีชีวิตล้วนได้รับเพียงส่วนเสี้ยวของความจริง แต่ละสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์จึงรับรู้โลกในเวอร์ชั่นที่ต่างกัน สัตว์ (และคน) ต่างล้วนอยู่ใน Sensory Bubble หรือฟองอากาศแห่งประสาทสัมผัสของตนเองซึ่งจำกัด และเรียกทุกสิ่งที่ตนสัมผัสได้ว่าคือโลกที่แท้จริง ซึ่งจริงๆ แล้วอาจมีหลากหลายเวอร์ชั่นที่เราไม่อาจจินตนาการได้ครบทุกความเป็นไปได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Umwelt พาเราออกไปนอกขอบเขตโลกที่เรารับรู้ได้</strong></h2>



<p>การมีอยู่ของ Umwelt ชวนให้เรานึกตามว่า หากเราเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวเราเช่นสุนัข พวกมันสำรวจโลกโดยใช้จมูกเป็นหลัก จมูกของมันนั้นรับรู้กลิ่นได้อย่างละเอียดท่วมท้นกว่าคนมากมาย&nbsp;โลกของสุนัขจึงเต็มไปด้วยกลิ่น สิ่งของทุกชิ้น ทุกสถานที่อาจประเดประดังด้วยกลิ่นหลากชนิด เราไม่อาจนึกออกว่าหากเรามีร่างกายที่แตกต่างไปแท้จริงแล้วจะรู้สึกและรับรู้อย่างไร</p>



<p>David Eagleman จึงสรุปว่าคงจะดีหากคนทั่วไปได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ Umwelt คอยเตือนให้เรารู้ข้อจำกัดของการรับรู้ของเรา และลองจินตนาการถึงข้อมูลที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้มากมายในโลก และจักรวาลนั้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่เราอาจนึกไม่ถึง</p>



<p>อริสโตเติลเคยระบุว่า ประสาทสัมผัสมีอยู่ 5 อย่างคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นเป็นข้อมูลพื้นฐานตามที่เราคุ้นเคยกัน แต่ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ร่างกายของเรามีประสาทสัมผัสมากกว่านั้น เช่น Sense of Balance การรับรู้สมดุลร่างกาย หรือกระทั่งเมื่อเราหลับตา เราสามารถรับรู้ถึงแขนขาของเราได้ แม้เราจะยังไม่ได้มองหรือจับ คนที่ประสาทสัมผัสส่วนเหล่านี้ชำรุดหรือบกพร่องไป ก็จะไม่สามารถรับรู้โลกได้เหมือนคนอื่นๆ</p>



<p>ตั้งแต่อดีต มนุษย์มักมีเรื่องเล่า นิทาน เกี่ยวกับสัตว์ที่พูดได้และมีพฤติกรรมเหมือนคน มนุษย์ได้พยายามใส่มุมมองความเป็นคนเข้าไปในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ&nbsp;เมื่อเราดูสารคดีสัตว์โลก ไปสวนสัตว์ สังเกตดูสัตว์ต่างๆ&nbsp;เรามักสังเกตพวกมัน เราจินตนาการความคิดและการรับรู้ของมันโดยอ้างอิงจากตัวเรา Umwelt ทำให้ออกจากมุมมองที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง พลิกมุมมองเราให้เปิดใจไปสำรวจพยายามเข้าใจพวกมันโดยคำนึงถึงในลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตในแบบที่มันรับรู้</p>



<p>แม้ยากที่เราจะนึกออกว่าสัตว์ต่างๆ มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น สัมผัสโลกข้างหน้าแตกต่างจากเราอย่างไร แม้ยากที่เราจะเข้าใจเราจะรู้สึกอย่างไรหากเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น.. แต่การได้ลองนึกว่าพวกมันรับรู้โลกต่างจากเราอย่างไรได้บ้าง อาจพาเราไปพบความน่าอัศจรรย์ใจคือความหลากหลายในความธรรมดา</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://edyong.me/an-immense-world">An Immense World — Ed Yong</a></li><li><a href="https://www.collinsdictionary.com/dictionary/german-english/umwelt">English Translation of “Umwelt” | Collins German-English Dictionary</a></li><li><a href="https://www.edge.org/response-detail/11498">https://www.edge.org/response-detail/11498</a></li><li><a href="https://www.irishtimes.com/culture/aristotle-got-it-wrong-we-have-a-lot-more-than-five-senses-1.3079639#:~:text=Aristotle%20said%20there%20were%20five,are%20many%20more%20than%20that">Aristotle got it wrong: We have a lot more than five senses</a>.</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/umwelt/">Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Adorkable ค่านิยมของ Gen Z ที่ยึดถือความเด๋อด๋าไม่ปรุงแต่งมากกว่าภาพลักษณ์ตามมาตรฐาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/adorkable/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Oct 2022 11:23:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[adorkable]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160770</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2021 นิตยสาร Bloomberg ได้ขนานนามว่า Generation Z ว่าเป็นรุ่นแห่งความ Adorkable คงเดาได้ไม่ยากว่าคำนี้มีรากศัพท์จาก ‘Adorable’ แปลว่า น่ารัก น่าเอ็นดู ผสมกับคำว่า ‘Dork’ เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่ดูเด๋อ ไม่เท่ ซึ่งไม่ใช่คำด่าหรือมีความหมายเป็นลบแต่อย่างใด คำนี้ได้ถูกบรรจุอยู่ใน Collins English Dictionary ตั้งแต่ปี 2014 หรือ 8 ปีที่แล้ว แต่ยังถูกนำมาใช้เรื่อยๆ Collins สืบกลับไปได้ว่าคำนี้ปรากฏบน Twitter ครั้งแรกในปี 2007 แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเริ่มต้นที่ไหน ส่วนเว็บไซต์ Vulture สืบกลับไปพบว่ามีการใช้คำนี้ในบล็อกหนึ่งตั้งแต่ปี 2001 ไม่ว่าจะเริ่มที่ไหนและอย่างไร คำนี้กลายเป็นคำเรียบง่าย ติดปาก จำง่าย และถูกใช้มาเรื่อยๆ จนเริ่มกลายเป็นคำที่คนคุ้นเคยเพราะเดาความหมายได้ไม่ยาก เป็นที่นิยมจนถูกบรรจุอยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายแห่ง พจนานุกรม Cambridge Dictionary ให้นิยามคำนี้ไว่ว่า “สิ่งของหรือคน” ที่ดูเข้าสังคมลำบาก ดูไม่ทันสมัย ในลักษณะที่ทำให้คุณรู้สึกรักหรือชอบคนนั้นหรือสิ่งนั้น ส่วน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/adorkable/">Adorkable ค่านิยมของ Gen Z ที่ยึดถือความเด๋อด๋าไม่ปรุงแต่งมากกว่าภาพลักษณ์ตามมาตรฐาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปี 2021 นิตยสาร Bloomberg ได้ขนานนามว่า Generation Z ว่าเป็นรุ่นแห่งความ Adorkable</p>



<p>คงเดาได้ไม่ยากว่าคำนี้มีรากศัพท์จาก ‘Adorable’ แปลว่า น่ารัก น่าเอ็นดู ผสมกับคำว่า ‘Dork’ เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่ดูเด๋อ ไม่เท่ ซึ่งไม่ใช่คำด่าหรือมีความหมายเป็นลบแต่อย่างใด</p>



<p>คำนี้ได้ถูกบรรจุอยู่ใน Collins English Dictionary ตั้งแต่ปี 2014 หรือ 8 ปีที่แล้ว แต่ยังถูกนำมาใช้เรื่อยๆ Collins สืบกลับไปได้ว่าคำนี้ปรากฏบน Twitter ครั้งแรกในปี 2007 แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเริ่มต้นที่ไหน ส่วนเว็บไซต์ Vulture สืบกลับไปพบว่ามีการใช้คำนี้ในบล็อกหนึ่งตั้งแต่ปี 2001</p>



<p>ไม่ว่าจะเริ่มที่ไหนและอย่างไร คำนี้กลายเป็นคำเรียบง่าย ติดปาก จำง่าย และถูกใช้มาเรื่อยๆ จนเริ่มกลายเป็นคำที่คนคุ้นเคยเพราะเดาความหมายได้ไม่ยาก เป็นที่นิยมจนถูกบรรจุอยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายแห่ง </p>



<p>พจนานุกรม Cambridge Dictionary ให้นิยามคำนี้ไว่ว่า <strong>“สิ่งของหรือคน” ที่ดูเข้าสังคมลำบาก ดูไม่ทันสมัย ในลักษณะที่ทำให้คุณรู้สึกรักหรือชอบคนนั้นหรือสิ่งนั้น</strong></p>



<p><strong>ส่วน Dictionary.com อธิบายว่า</strong> คำนี้ใช้อธิบายลักษณะของ<strong>คนที่น่ารัก โดยที่เขามีลักษณะของความ ‘Dorky’ คืองุ่มง่าม เปิ่น หรือมีความสนใจที่แปลกประหลาด</strong></p>



<p>ทั้งนี้คำว่า Dork คือความเฉิ่ม เด๋อ เปิ่น เข้าสังคมไม่เก่ง แปลกพิลึก สามารถมีความหมายเป็นในเชิงบวกและลบขึ้นกับบริบทของการใช้ ในบริบทของ Adorkable ความ Dork ความเปิ่น ความเด๋อถูกทำให้กลายเป็นลักษณะที่ดึงดูด น่าเอ็นดู น่าสนใจ มีเสน่ห์แบบไม่ปรุงแต่ง ไม่ต้องคูล ไม่ต้องสวยงามตามมาตรฐาน</p>



<p>เมื่อย้อนดูในภาพยนตร์ป๊อบคัลเจอร์ ตัวละครที่เป็นภาพจำของความ ‘Dork’ เช่น ตัวละคร Luna Lovegood ในแฮรี่ พอตเตอร์ที่ถูกนิยามว่าเป็นคนเพี้ยนๆ แปลกๆ หรือ Napoloen Dynamite หนุ่มเนิร์ดวัยรุ่นมีเพื่อนน้อยในหนังคัลท์ชื่อเดียวกับตัวละครนี้ ถ้าหากจะให้ยกตัวอย่างถึงตัวละครในปี 2022 นี้ ผู้เขียนก็คงจะนึกถึงคุณทนายอูยองอู สุดน่ารัก จากซีรีส์เกาหลียอดฮิต Extraordinary Attorney Woo เธอเป็นทนายความสาวอัจฉริยะ แต่เข้าสังคมไม่เก่งเพราะมีอาการออทิสติกที่เรียกว่า Autistic Spectrum หนังนำเสนอความจริงใจ ความสดใส และความยากลำบากในการเข้าสังคมของคนที่มีอาการออทิสติกสเปกตรัมได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้คนดูคอยลุ้นอยากเอาใจช่วย และเข้าใจคนที่มีอาการออทิสติกมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="640" height="360" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image4.gif" alt="" class="wp-image-160776"/><figcaption>ตัวละครนโปเลียน ไดนาไมท์ในหนัง Napoleon Dynamite (2004)</figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="480" height="270" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image1.gif" alt="" class="wp-image-160773"/><figcaption>ตัวละครทนายอูยองอู จากหนัง หนัง Extraordinary Attorney Woo (2022) ผู้มีอาการออทิสติกแต่สามารถเป็นทนายที่ยอดเยี่ยม</figcaption></figure></div>



<p>การใช้คำนี้อธิบายถึงตัวละคร ไม่ใช่คำใหม่แต่อย่างใด ย้อนกลับไปในยุคปี 2011 คำนี้ได้ถูกใช้ในแคมเปญการตลาดเพื่อแนะนำตัวละครในทีวี เรื่อง ‘New Girl’ แสดงนำโดย Zooey Deschanel และคำนี้มักถูกใช้ชมดารา หรือคนที่เรารู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดูเรื่อยมา</p>



<p>เวลาผ่านไปหลายปี Huffington Post รายงานระบุว่า Zooey เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าคำนี้ เป็นแค่คำนิยามเชิงการตลาดเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นมาหลายปี เธอในยุคปัจจุบันก็ไม่ได้รู้สึกยินดีหรือเชื่อมโยงกับคำนิยามว่า ‘adorkable’ นี้แล้ว คำนี้ได้ถูกหยิบมาใช้นิยามคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เราก็ไม่สามารถจะสรุปคนที่เกิดช่วงเวลาเดียวกันไว้ด้วยคำสั้นๆ เพียงคำเดียวได้ ในอนาคตข้างหน้า คนวัย Gen Z ก็อาจจะเติบโตและไม่ยึดโยงกับคุณค่าความ Adorkable อีกต่อไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="498" height="278" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image2.gif" alt="" class="wp-image-160774"/><figcaption>Zooey Deschanel นำแสดงนำในละครทีวี New Girl (2011-2018) ผู้ถูกนิยามว่า ‘Adorkable’ ในระลอกก่อนหน้า</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">คุณค่าที่สำคัญกับคนรุ่นใหม่ คือความจริงใจไม่สร้างภาพ </h3>



<p>Bloomberg อธิบายว่าทำไมคำนี้ถึงเหมาะสมที่จะใช้แทนคนวัย Gen Z (ผู้เกิดในช่วงปี 1997 to 2012) โดยยกตัวอย่างเรื่อง ‘สิว’ ตลอดเวลาที่ผ่านมา สังคมและการตลาดพยายามขายภาพจำว่าสิวคือเรื่องน่าอายที่ต้องปกปิดและต้องควบคุมให้อยู่หมัด โฆษณามักใช้นักแสดงหรือนางแบบนายแบบที่ผิวดีอยู่แล้วเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ควบคุมสิวเพื่อให้คนรู้สึกอายที่มีสิว</p>



<p>แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา แบรนด์ที่เชื่อในคุณค่าแบบ Adorkable เช่น Clearasil เลือกปรับการเล่าเรื่องในโฆษณาใหม่เป็นการแสดงภาพที่แท้จริง ใช้คนที่ไม่เพอร์เฟค และแสดงหน้าคนที่มีสิวจริงๆ เพื่อโฆษณาความเรียล มีการใช้คำอย่างเช่น ‘Acne Positivity’ ลบภาพว่า สิว = น่าอาย สู่การทำให้เป็นเรื่องปกติ หรือ นอกจากนี้นยังเกิดแบรนด์ STARFACE แผ่นปิดบรรเทาสิวที่ไม่ได้พยายามจะใช้สีเนื้อกลืนไปกับผิวแต่เลือกแผ่นแปะสิวเป็นรูปดวงดาวสีเหลืองสะท้อนแสงแสบตาสุดสดใส </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="522" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3-1024x522.png" alt="" class="wp-image-160775" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3-1024x522.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3-300x153.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3-768x391.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3-1536x782.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3-600x306.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image3.png 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><a href="https://starface.world/">https://starface.world/</a> หน้าเวบไซต์ของ Starface</figcaption></figure></div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="709" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6-1024x709.png" alt="" class="wp-image-160778" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6-1024x709.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6-300x208.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6-768x532.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6-1536x1064.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6-600x416.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image6.png 2036w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แผ่นแปะรูขุมขนรูปคิตตี้ และภาพที่ไม่ได้รีทัชสิว หรือรูขุมขน ของแบรนด์ STARFACE</figcaption></figure>



<p>แบรนด์เหล่านี้เชื่อว่า ค่านิยมของ Gen Z ยึดถือคือความเรียล ความจริงใจ ไม่ปรุงแต่ง พวกเขาไม่แยแสที่จะความแตกต่างจากคนอื่น ไม่กลัวเด๋อ ไม่จำเป็นตรงตามภาพมาตรฐานที่ดีงามแบบที่โลกคุ้นเคย</p>



<p>ค่านิยมของคนรุ่นใหม่จึงไม่แคร์ที่คนอื่นจะเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของเขา เช่น หน้าเป็นสิว ผิวแตกลาย กางเกงเปื้อนประจำเดือน หรือการเข้าสังคมไม่เก่ง พวกเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องปิดบังหรือรู้สึกผิด แต่เป็นเรื่องที่เราสามารถยอมรับตัวเองได้ และบอกกับคนอื่นได้ว่าเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัด คน Gen Z ก็มักถูกเปรียบเทียบกับคนเจน Y บ่อยครั้ง ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมของคนรุ่นนั้นๆ อย่าง Facebook และ Instagram ที่คนเจน Y ให้มักคุณค่าที่ยึดถือคือความดูดี ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติรู้สึกชีวิตดีลงตัวสวยงามด้วยหน้า Instagram ที่ถูกเรียบเรียงคุมโทนอย่างดีสวยงามเป็นเรื่องเดียวกัน</p>



<p>เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มยอดนิยมของ Gen Z อย่าง TikTok ที่ไม่เน้นรักษาภาพลักษณ์ แต่เน้นสนุก รวดเร็ว ไม่ต้องเพอร์เฟคแต่ Relatable หรือเข้าถึงได้คือคุณค่าที่ Gen Z นิยมกว่าความสมบูรณ์แบบคุมโทน สวยแบบเรียบๆ เซฟๆ หรือดูสวยแบบไร้ที่ติ นั้นดูน่าเบื่อ ทั่วไป และไม่ดึงดูดอีกต่อไป</p>



<p>ต่างจากยุคสมัยแห่ง Instagrammable ที่สิ่งของและสถานที่ถูกสร้างมาโดยหวังว่าถ่ายลงอินสตาแกรมแล้วจะดูดี ค่านิยมของ Adorkable เน้นความเป็นกันเอง ผ่อนคลาย สู่ชีวิตที่ไม่ต้องการฟิลเตอร์ปรุงแต่ง ผิดพลาดได้ ไม่ต้องเกร็ง หลายสื่อสังเกตว่าคน Gen Z ไม่แคร์ที่จะลงรูปตัวเองหน้าสด พื้นหลังเซลฟี่เป็นห้องรกๆ เพราะพวกเขาไม่ซีเรียสเรื่องภาพลักษณ์ ไม่กลัวที่จะผิดพลาด ในทวิตเตอร์สามารถบ่นยืดยาวเป็นพันๆ ข้อความผ่านทวิตเตอร์โดยไม่ได้คิดมาก</p>



<p>ผลจากค่านิยมนี้เองทำให้แอพพลิเคชันอย่าง <a href="https://bere.al/en"></a><a href="https://bere.al/en"><u>Bereal</u></a> เริ่มเป็นที่นิยม เนื่องจากมีฟีเจอร์จำกัดให้คนสามารถลงได้แค่วันละรูปเท่านั้น โดยถ่ายกล้องหน้ากล้องหลังพร้อมกันในระยะเวลาที่จำกัด ไม่มีฟิลเตอร์ เน้นความสด ความ ไว และความเรียล ไม่ปรุงแต่ง ไม่ต้องเสียเวลาแต่งรูปนานๆ ลงเสร็จแล้วจบเลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="592" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image5-592x1024.png" alt="" class="wp-image-160777" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image5-592x1024.png 592w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image5-173x300.png 173w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image5-600x1038.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/image5.png 734w" sizes="(max-width: 592px) 100vw, 592px" /><figcaption>ตัวอย่าง BEREAL โซเชียลมีเดียที่ให้คนลงรูปเวลาเดียวกัน วันละรูป และแก้ไขไม่ได้ ไม่มีฟิลเตอร์</figcaption></figure></div>



<p>Gen Z ส่งเสียงไปให้แบรนด์ต่างๆ รู้สึกว่าต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตาม คนรุ่นนี้ต้องการแบรนด์ที่ตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่รักษาภาพลักษณ์ พูดภาษาเดียวกับเขา สิ่งนี้สามารถ disrupt ค่านิยมการตลาด รวมทั้งค่านิยมความงามแบบเก่าให้ปรับตัว แถมสะท้อนว่าแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้มีคนรุ่นเจน Y เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญอีกต่อไปแล้ว</p>



<p>อย่างไรก็ดี หากความ Adorkable คือความน่ารักโดยไม่พยายาม ก็มีกระแสวิพากษ์แบรนด์ต่างๆ ที่พยายามสร้างภาพให้ตามทันวัยรุ่น แบรนด์เหล่าพยายามโดยออกแคมเปญที่ดู Adorkable เพื่อความเป็นกันเอง และจริงใจ โดยหวังจะดึงดูดกลุ่มคน Gen Z ไว้ได้เพื่อเป็นที่จดจำเพื่อกระตุ้นยอดขาย และถูกจดจำโดยวัยรุ่น</p>



<p>แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดคำถามต่อไปว่า ความพยายามจะ Adorkable เพื่อให้ตามทันวัยรุ่น ก็อาจจะทำลายคุณค่าสำคัญของคำนี้ลงไป เพราะ Adorkable คือความน่ารักในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่สร้างภาพ ไม่พยายาม แต่หากตั้งใจก็ย่อมจะขัดกับคุณค่าของความไม่ปรุงแต่งที่เป็นคุณค่าหลักของคำนี้ บางคนมองว่าการใช้คำว่า adorkable นิยามแบรนด์ตัวเองนั้นออกจะน่าเขินและน่ากระอักกระอ่วน</p>



<p>Adorkable เป็นอีกคำใหม่ที่ถูกหยิบมาใช้นิยามคนรุ่นใหม่ แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในปีสองปีนี้ แต่เราคิดว่าน่าสนใจ และคนวัยรุ่นจำนวนมากก็อาจจะไม่เห็นด้วยที่โดนเหมารวมด้วยคำๆ เดียวที่นิยามรุ่นของพวกเขาที่มีความแตกต่างหลากหลาย</p>



<p>อย่างไรก็ดี เราก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เด๋อ หรือแปลก แตกต่าง เพื่อให้น่ารักน่าสนใจ ตามสมัยแต่อย่างใด แค่ผ่อนคลาย และโอบรับความงามและความน่ารักที่ไม่ต้องเพอร์เฟค คีปลุค คุมโทนอีกต่อไป แค่เป็นตัวเองแล้วสบายใจ พึงพอใจก็พอแล้ว <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.dictionary.com/e/slang/adorkable/"><u>adorkable Meaning &amp; Origin | Slang by Dictionary.com</u></a></li><li><a href="https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/adorkable"><u>ADORKABLE | meaning, definition in Cambridge English Dictionary</u></a></li><li><a href="https://www.theguardian.com/books/2014/jun/10/adorkable-collins-english-dictionary-twitter-print"><u>&#8216;Adorkable&#8217; makes awkward debut in Collins English Dictionary | Reference and languages books | The Guardian</u></a></li><li><a href="https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2021-01-24/the-gen-z-brand-aesthetic-is-both-disruptive-and-adorkable"><u>The Gen Z Brand Aesthetic Is Both Disruptive and Adorkable &#8211; Bloomberg</u></a></li><li><a href="https://www.huffpost.com/entry/zooey-deschanel-adorkable-driftless-area_n_7088906"><u>Zooey Deschanel Says That Whole &#8216;Adorkable&#8217; Thing Was Just A Marketing Scheme | HuffPost Entertainment</u></a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/adorkable/">Adorkable ค่านิยมของ Gen Z ที่ยึดถือความเด๋อด๋าไม่ปรุงแต่งมากกว่าภาพลักษณ์ตามมาตรฐาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Algospeak เมื่อคนสรรหาคำใหม่มาใช้หลบเลี่ยงการสอดส่องควบคุมของอัลกอริทึม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/algospeak/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Aug 2022 16:02:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=159260</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันมีคำศัพท์ใหม่โผล่มาเรื่อยๆ นอกจากคำสแลงของวัยรุ่นเพื่อให้พวกเขาคุยเข้าใจกันได้ไม่ให้คนแก่ตามทันแล้ว บนโลกอินเทอร์เน็ตยังมีปรากฏการณ์ที่ผู้คนคิดคำขึ้นใหม่เพื่อคอยหลีกเลี่ยงการสอดส่องโดยระบบอัลกอริทึมในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียด้วยเหตุผลต่างๆ กัน วันนี้เราอยากชวนมาสำรวจคำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ‘Algospeak’ ภาษาพูดที่ถูกสร้างมาพลิกแพลงเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมของระบบอัลกอริทึมบนอินเทอร์เน็ต ฆ่าตัวตาย ก่อการร้าย ซื้อขายอาวุธ หรือเรื่องวาบหวิว: เมื่ออยากจะพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด คนในเน็ตจึงคิดโค้ดลับขึ้นมาเพื่อให้พูดคุยได้ ผู้ใช้คนหนึ่งตั้งกระทู้ถามบน Reddit (เว็บไซต์สำหรับโพสต์แลกเปลี่ยนออนไลน์) ว่า ทำไมคนใน TikTok ถึงใช้คำว่า &#8216;unalive&#8217; แทนคำว่า &#8216;ฆ่า&#8217; หรือ &#8216;ตาย&#8217; ผู้คนจึงเข้ามาตอบว่า เพราะว่าแพลตฟอร์มสมัยนี้มีนโยบายป้องกันความรุนแรง คนคงกลัวว่าจะโดนแบนหรือถูกระงับการใช้งานหากใช้คำที่เกี่ยวกับความรุนแรง เช่น ความตาย การฆ่าตัวตาย หรือ ฆาตกรรม จึงหาคำนี้มาแทนคำว่า &#8216;kill&#8217; หรือ &#8216;suicide&#8217; และบางคนก็เชื่อว่าหากวิดีโอมีคำพูดที่เป็นลบแล้วอาจจะทำให้จำนวนยอดการเข้าถึงผู้ใช้งานลดลง หรือโดนจำกัดในระบบให้คนเห็นน้อย เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยุคปัจจุบันมีนโยบายคัดกรองให้คะแนนข้อความที่ดูเป็นด้านบวกให้เข้าถึงผู้คนมากกว่า บทความของ Wired ได้เขียนถึงปรากฏการณ์ที่ผู้คนในแอปพลิเคชั่น TikTok เลือกใช้คำว่า &#8216;unalive&#8217; เมื่อพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตาย เพื่อป้องกันการโดนลบจากแพลตฟอร์ม โดยยกตัวอย่างแอ็กเคานต์หนึ่งที่มีผู้ติดตามกว่า 80,000 คน โดยเนื้อหาของช่องของเธอนั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดที่อยากจะปลิดชีพตนเอง บอกเล่าประสบการณ์การเป็นคนไข้จิตเวช [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/algospeak/">Algospeak เมื่อคนสรรหาคำใหม่มาใช้หลบเลี่ยงการสอดส่องควบคุมของอัลกอริทึม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ทุกวันมีคำศัพท์ใหม่โผล่มาเรื่อยๆ นอกจากคำสแลงของวัยรุ่นเพื่อให้พวกเขาคุยเข้าใจกันได้ไม่ให้คนแก่ตามทันแล้ว บนโลกอินเทอร์เน็ตยังมีปรากฏการณ์ที่ผู้คนคิดคำขึ้นใหม่เพื่อคอยหลีกเลี่ยงการสอดส่องโดยระบบอัลกอริทึมในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียด้วยเหตุผลต่างๆ กัน</p>



<p>วันนี้เราอยากชวนมาสำรวจคำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ‘Algospeak’ ภาษาพูดที่ถูกสร้างมาพลิกแพลงเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมของระบบอัลกอริทึมบนอินเทอร์เน็ต</p>



<h3 class="wp-block-heading">ฆ่าตัวตาย ก่อการร้าย ซื้อขายอาวุธ หรือเรื่องวาบหวิว: เมื่ออยากจะพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด คนในเน็ตจึงคิดโค้ดลับขึ้นมาเพื่อให้พูดคุยได้</h3>



<p>ผู้ใช้คนหนึ่งตั้งกระทู้ถามบน Reddit (เว็บไซต์สำหรับโพสต์แลกเปลี่ยนออนไลน์) ว่า ทำไมคนใน TikTok ถึงใช้คำว่า &#8216;unalive&#8217; แทนคำว่า &#8216;ฆ่า&#8217; หรือ &#8216;ตาย&#8217; ผู้คนจึงเข้ามาตอบว่า เพราะว่าแพลตฟอร์มสมัยนี้มีนโยบายป้องกันความรุนแรง คนคงกลัวว่าจะโดนแบนหรือถูกระงับการใช้งานหากใช้คำที่เกี่ยวกับความรุนแรง เช่น ความตาย การฆ่าตัวตาย หรือ ฆาตกรรม จึงหาคำนี้มาแทนคำว่า &#8216;kill&#8217; หรือ &#8216;suicide&#8217; และบางคนก็เชื่อว่าหากวิดีโอมีคำพูดที่เป็นลบแล้วอาจจะทำให้จำนวนยอดการเข้าถึงผู้ใช้งานลดลง หรือโดนจำกัดในระบบให้คนเห็นน้อย เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยุคปัจจุบันมีนโยบายคัดกรองให้คะแนนข้อความที่ดูเป็นด้านบวกให้เข้าถึงผู้คนมากกว่า</p>



<p>บทความของ Wired ได้เขียนถึงปรากฏการณ์ที่ผู้คนในแอปพลิเคชั่น TikTok เลือกใช้คำว่า &#8216;unalive&#8217; เมื่อพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตาย เพื่อป้องกันการโดนลบจากแพลตฟอร์ม โดยยกตัวอย่างแอ็กเคานต์หนึ่งที่มีผู้ติดตามกว่า 80,000 คน โดยเนื้อหาของช่องของเธอนั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดที่อยากจะปลิดชีพตนเอง บอกเล่าประสบการณ์การเป็นคนไข้จิตเวช ที่น่าสังเกตคือแอ็กเคานต์นี้ไม่เคยใช้คำว่า &#8216;suicide&#8217; เพียงสักครั้งเดียวเพราะกลัวว่า TikTok จะลบคลิปของเธอ</p>



<p>นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Algospeak’ โดย Algospeak ผสมมาจากคำว่า &#8216;Algorithm&#8217; อัลกอริทึมหรือระบบชุดคำสั่งที่สร้างไว้ตามขั้นตอน  + &#8216;Speak&#8217; การพูด การสื่อสาร </p>



<p>เมื่อถูกจับตาและเซ็นเซอร์โดยระบบอัตโนมัติ คนจึงคิดค้นคำใหม่เพื่อหลบเลี่ยงระบบคัดกรองอัตโนมัติบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้พูดเรื่องที่ตัวเองพูดได้โดยไม่โดนแบน ถูกลบ หรือถูกระบบกดคะแนนการเข้าถึงลงเพราะเนื้อหาอาจสุ่มเสี่ยง<strong> </strong></p>



<p>Algospeak เกิดขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่คนในเน็ตปรับตัว และหาคำใหม่มาเพื่อทดแทนการถูกจับตาควบคุมโดยระบบอัลกอริทึมที่คอยสอดส่องควบคุมเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม มักลบข้อความอันที่ไม่ผ่านนโยบายความปลอดภัยอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ รวมถึงลบบัญชีผู้ใช้ที่ละเมิดนโยบายด้วย </p>



<p>Algospeak เป็นอีกปัจจัยที่เกิดขึ้นจนทำให้เกิดคำใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว และทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงอย่างไวอย่างที่เราคุ้นเคยว่า หากเราไม่เล่นเน็ตสัก 1 ปีก็อาจจะตามไม่ทันแล้วว่าวัยรุ่น คนใน Twitter หรือ TikTok พูดหมายถึงเรื่องอะไรกัน เพราะใช้โค้ดลับที่กันคนนอกและระบบตรวจสอบได้โดยง่ายนั่นเอง</p>



<p>จุดเริ่มต้นของคำว่า unalive อันหมายความตรงกันข้ามกับ alive (มีชีวิต) ไม่ได้เกิดขึ้นบน TikTok เป็นที่แรกเสียทีเดียว แต่โผล่ขึ้นมาครั้งแรกในปี 2013 โดยมีตัวละครหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง<em> Deadpool</em> ซึ่งเป็นหนังแอ็กชั่นฮีโร่แนวเกรียนตลก ตัวละครได้ใช้คำว่า &#8216;unalive&#8217; ในความหมายว่าเขาจะกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก คำนี้อยู่มาเรื่อยๆ แต่ก็เพิ่งถูกค้นหาเพิ่มสูงในปี 2022 นี้เอง บน TikTok มีแฮชแท็ก #unalivemeplease มากถึง 9.2 ล้านครั้ง และไม่มีแฮชแท็ก #suicide ปรากฏในแพลตฟอร์มแต่อย่างใด อาจเพราะระบบได้จำกัดไม่ให้คนค้นหาพบเนื่องจากเสี่ยงมีเนื้อหาและภาพที่รุนแรง</p>



<p>unalive เป็นเพียงคำหนึ่งที่ถูกใช้ยกตัวอย่างบ่อยและถูกพูดถึงแพร่หลาย แต่นอกจากคำนี้ยังมีคำอื่นๆ มาทดแทนความหมายที่แท้จริง อีกมากมายที่ทำให้คนนอกอาจจะงง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>Nip Nops หมายถึง หัวนม (Nipples)</li><li>Spicy Eggplant (มะเขือรสเผ็ด) หมายถึง ไวเบรเตอร์ หรือ เซ็กซ์ทอยประเภทเครื่องสั่น</li><li>SA หมายถึง Sexual Assaults หรือการล่วงละเมิดทางเพศ</li><li>Le dollar bean หมายถึง เลสเบี้ยน</li><li>Accountants (นักบัญชี) แปลว่า พนักงานบริการทางเพศ (Sex Workers)</li><li>อีโมจิรูปข้าวโพด <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f33d.png" alt="🌽" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> (corn) แทนการพูดถึงหนังโป๊ (Porn)</li></ul>



<p>อีกตัวอย่างของคำประเภท Algospeak ที่เกิดขึ้นจากโควิด–19 เมื่อแพลตฟอร์มให้คะแนนคำคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับ Pandemic หรือโรคระบาดน้อย เพื่อป้องกันการส่งข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคระบาด ผู้คนเลยคิดชื่อเล่นให้กับคำนี้ใหม่ เช่น Panini หรือ Panda Express หรือกระทั่ง ทัวร์รียูเนียนของ Backstreet Boys วงบอยแบนด์ชื่อดังในยุค 2000s</p>



<p>เมื่อ Facebook ประกาศที่จะแบนกลุ่มบนแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลผิดไปในเชิงต่อต้านการฉีดวัคซีนโควิด–19 กลุ่มที่มีเนื้อหาเรื่องนี้ก็เปลี่ยนคำเพื่อหนีการโดนแบนเป็น &#8216;dance party&#8217; หรือ &#8216;dinner party&#8217; และเรียกคนที่ฉีดวัคซีนแล้วว่าเป็นพวกว่ายน้ำ หรือ &#8216;swimmers&#8217;</p>



<p>ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์นั้นมีวิธีที่สร้างสรรค์และหาทางหลบเลี่ยงการตรวจจับจากผู้มีอำนาจหรือผู้ตรวจสอบได้เสมอไม่ว่าจะเป็น Moderator ในยุคเว็บบอร์ด ก้าวผ่านมาจนการใช้ชีวิตอยู่ร่วมการตรวจจับโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ในยุคโซเชียลมีเดีย แม้กระทั่งนักการเมือง/ปัญญาชนชาวอินเดีย Shashi Tharoor ก็ได้ทวีตถึงคำนี้ว่าเป็น Word of the Day ที่น่าจับตาในยุคปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/qngHXXyrfwRpru8t3--Rda7qiUv0901ACFxkdAMBcLkY8JAbPtPaJZO8BAQaWZQFdXsbzB-0e2rSjmfXqSidoTqJTOm2vJQrp6wVPEZ0pLecVWvk7qDTiZeVT6Q8G60qCPfzT_v7H0nveMtOmuFz6AM" alt=""/></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="twitter-tweet" data-width="500" data-dnt="true"><p lang="en" dir="ltr"><a href="https://twitter.com/hashtag/WordOfTheDay?src=hash&amp;ref_src=twsrc%5Etfw">#WordOfTheDay</a>:<br>*algospeak* [noun]: <br>word used on social media posts to avoid using another that algorithms may identify as unsuitable or inappropriate, in order to bypass downranking by content moderation filters on social media platforms. Eg. using “unalive” rather than “dead.”</p>&mdash; Shashi Tharoor (@ShashiTharoor) <a href="https://twitter.com/ShashiTharoor/status/1549568748226760704?ref_src=twsrc%5Etfw">July 20, 2022</a></blockquote><script async src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script>
</div></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ภาษาโค้ดลับเพื่อเลี่ยงการตรวจจับและควบคุมไม่ใช่เรื่องใหม่</h3>



<p>พฤติกรรมการใช้โค้ดลับในการสื่อสารเพื่อเลี่ยงการตรวจจับโดยผู้มีอำนาจนั้นมีมานานและเกิดขึ้นในทุกสังคม เว็บไซต์ Know Your Meme ได้เปรียบเทียบเรียก Algospeak ว่าคือ Voldermorting แปลเป็นคำง่ายๆ คือ<strong> &#8216;กระทำการโวลเดอร์มอร์ต&#8217; </strong>เสมือนสภาวะโลกเวทมนตร์ในนิยาย <em>แฮรี่ พอตเตอร์ </em>ที่เราคุ้นเคย ตัวละครต่างเลี่ยงการพูดถึงลอร์ดโวลเดอร์มอร์ตโดยจากเรียกชื่อตรงๆ เปลี่ยนไปเรียกเป็นคำว่า<em> &#8216;คนที่คุณก็รู้ว่าใคร</em>&#8216; หรือ <em>&#8216;ผู้ที่ไม่ควรเอ่ยนาม</em>&#8216; หากสังคมปัจจุบันในโลกความจริงเราต้องกระทำการโวลเดอร์มอร์ตเพื่อเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัวไปล่วงหน้า ก็ไม่แน่ใจว่านี่สังคมอินเทอร์เน็ตหรือโลกที่น่าอยู่หรือไม่</p>



<p>ปรากฏการณ์ Algospeak กลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่ในภาษาอังกฤษเท่านั้น และพฤติกรรมที่คนในสังคมเกิดหัวใสคิดบิดเบือนคำ สร้างโค้ดลับเฉพาะ เพื่อจะพูดในเรื่องที่พูดได้ยากก็เกิดขึ้นแพร่หลายในภาษาไทยและแท้จริงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดบนโลก เพียงแค่ปัจจุบันมีระบบอัลกอริทึมที่เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองเนื้อหาบนแพลตฟอร์มที่มีมากมายและหลั่งไหลอย่างรวดเร็วเกินจะใช้การตรวจจับคัดกรองโดยมนุษย์ได้หมด และผู้ให้บริการก็หวังว่าระบบเหล่านี้จะตรวจจับได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และไม่มีอคติยิ่งกว่ามนุษย์ และเป็นการแข่งขันกันระหว่างระบบที่ฉลาดขึ้นกับความมีไหวพริบของมนุษย์ที่พยายามจะหลีกหนีการตรวจจับและการถูกกำกับในการสื่อสาร</p>



<p>อย่างไรก็ดีก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า ระบบที่ตรวจจับคำสุ่มเสี่ยงนั้นสามารถคัดกรองและเข้าใจบริบทการใช้งานคำต้องห้ามคำหนึ่งมากแค่ไหน เช่น การพูดถึงเรื่องฆ่าตัวตายนั้น ก็สามารถมองว่าเป็นเรื่องที่ควรถกเถียงและคุยกันได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและ Awareness ในสังคม หรือกระทั่งใช้เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตัวตาย หากระบบอัลกอริทึมไม่สามารถอ่าน &#8216;ความจงใจ&#8217; ของผู้สื่อสาร ก็อาจจะเลือกแบนคำนี้ไปเลย แม้จะป้องกันคนเจอภาพที่เนื้อหาสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง เมื่อระบบที่ไม่แม่นยำมากพอ เลือกกรองหยาบๆ ก็อาจจะเป็นการคัดกรองเนื้อหาและความรู้เกี่ยวกับประเด็นนั้นๆ ให้โดนลดคะแนนหรือถูกลบหายไปจนค้นหาไม่พบไปด้วยซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย</p>



<p>พฤติกรรมการใช้โค้ดลับเพื่อสื่อสารเลี่ยงการถูกเซ็นเซอร์ มีอีกชื่อเรียกคือ <strong>ภาษาแบบอีสป หรือ Aesopian Language</strong> คือการใช้คำที่ดูเป็นคำทั่วไปแต่แท้จริงมีความหมายเป็นโค้ดลับเพื่อสื่อสารบางเรื่องและกันคนนอกไม่ให้ฟังแล้วเข้าใจได้ทันที แต่คนในรู้กันว่าพูดถึงเรื่องอะไร ยิ่งถ้าคำต้องห้ามถูกทดแทนด้วยคำธรรมดาทั่วไปมากแค่ไหน ก็ยิ่งยากกับระบบที่จะคัดกรองออกได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ตัดเอาเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปด้วย การเปรียบเทียบกับนิทานอีสปเพราะนิทานอีสปคือเรื่องเล่าที่ดูไร้พิษภัย แพร่หลายทั่วไป คนจำนวนมากรู้จักและเคยได้ยิน โดย Aesopian นั้นมีต้นตอมาจากภาษารัสเซียคำว่า ezopovski ซึ่งคือคำเดียวกันในภาษารัสเซีย</p>



<p>แม้ Algospeak ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีปัจจัยเพิ่มเติมคือระบบอัลกอริทึมที่พยายามพัฒนาตัวเองให้ทันไหวพริบของมนุษย์  ปรากฏการณ์นี้ทำให้เราทุกคนได้ร่วมเป็นพยานที่เห็นภาษาบนโลกเปลี่ยนแปลงไว หรือดิ้นได้ในความเร็วที่ไวกว่าเดิม แม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสุ่มเสี่ยง แต่ก็อาจเป็นปกติของมนุษย์ที่อยากรู้อยากเห็น ทำให้เราได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ และด้านมืดของมนุษย์ที่ปรับตัวหนีการสอดส่องได้เสมอ Algospeak จึงกลายเป็นเกมหนูไล่จับแมวระหว่างระบบควบคุมกับผู้คนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p>



<p>ดังนั้น อินเทอร์เน็ตที่ใสสะอาดปลอดภัย 100% คงไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่ายได้เร็วๆ นี้ และที่สำคัญ ทำให้เห็นว่า นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่าเราต้องการโลกอินเทอร์เน็ตที่คอยคัดกรองเรื่องลบ เรื่องร้าย ให้หายไปจากโลก หรือตัดสินใจแทนเราในทุกสิ่งว่าสิ่งใดควรไม่ควร โดยไม่เชื่อใจให้เราใช้วิจารณญาณของเราในการรับรู้ แสดงออก และสื่อสาร จริงๆ หรือ</p>



<p>อ้างอิง</p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.dictionary.com/e/slang/unalive/">unalive Meaning &amp; Origin | Slang by Dictionary.com</a></li><li><a href="https://multilingual.com/algospeak-a-new-language-to-circumvent-ai-powered-content-moderation/">Algospeak: a new language to circumvent AI-powered content moderation | MultiLingual</a></li><li><a href="https://www.washingtonpost.com/technology/2022/04/08/algospeak-tiktok-le-dollar-bean/">&#8216;Algospeak&#8217; is changing our language in real time &#8211; The Washington Post</a></li></ul>



<p><a href="https://www.wired.com/story/algorithms-suicide-unalive/">Are TikTok Algorithms Changing How People Talk About Suicide? | WIRED</a></p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.merriam-webster.com/dictionary/Aesopian">Aesopian Definition &amp; Meaning &#8211; Merriam-Webster</a></li></ul>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/algospeak/">Algospeak เมื่อคนสรรหาคำใหม่มาใช้หลบเลี่ยงการสอดส่องควบคุมของอัลกอริทึม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Repairability Index คะแนนการซ่อมได้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อลดขยะพังแล้วทิ้ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/repairability-index/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 Jul 2022 12:38:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=157768</guid>

					<description><![CDATA[<p>จำได้ไหมว่าเคยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือมากี่เครื่องในชีวิต  มีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชิ้นที่เราเลือกจะซื้อใหม่มากกว่าซ่อมเครื่องเก่า  ในปี 2019 ทั่วโลกมีขยะ E-waste มากถึง 53.6 ล้านตัน มีเพียงร้อยละ 17.4 เท่านั้นที่ถูกบันทึกในระบบและถูกนำไปรีไซเคิล นักวิจัยจาก Global E-waste Monitor 2020 ประเมินว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์จะพุ่งสูงถึง 74.7 ล้านตันในปี 2030 ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 4 แสนตันต่อปี คิดเป็น 64.8% ของขยะอันตรายที่เกิดในชุมชน  แม้หลายครั้งเราจะไม่ได้ตั้งใจทิ้งของเก่าและซื้อของใหม่ แต่การซ่อมนั้นยาก หรือมีค่าซ่อมที่คำนวณดูแล้วไม่คุ้ม ผลักดันให้เราต้องทิ้งของเก่า อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์หากยิ่งยาวนาน ซ่อมได้ ก็ยิ่งจะช่วยลดการบริโภคและลดขยะที่เกิดขึ้นบนโลกอันเกิดจากเราทุกคน สัปดาห์นี้ผู้เขียนอยากแนะนำให้รู้จักกับคำว่า Repairability Index และ Repair Score รวมไปถึงแนวคิดสิทธิในการซ่อม (Roght to Repair) ที่จะเพิ่มความโปร่งใสและเพิ่มหลักประกันว่าสินค้าที่เราเลือกจะมีอายุขัยที่ยืนยาวสมเหตุผล ไม่ได้พังแล้วต้องทิ้งเท่านั้น Repair Score คะแนนซ่อมได้หวังจะลดขยะ E-waste ในระยะยาว ต้นปี 2021 ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่แนะนำให้โลกรู้จักคำว่า indice [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/repairability-index/">Repairability Index คะแนนการซ่อมได้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อลดขยะพังแล้วทิ้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จำได้ไหมว่าเคยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือมากี่เครื่องในชีวิต  มีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชิ้นที่เราเลือกจะซื้อใหม่มากกว่าซ่อมเครื่องเก่า </p>



<p>ในปี 2019 ทั่วโลกมีขยะ E-waste มากถึง 53.6 ล้านตัน มีเพียงร้อยละ 17.4 เท่านั้นที่ถูกบันทึกในระบบและถูกนำไปรีไซเคิล นักวิจัยจาก Global E-waste Monitor 2020 ประเมินว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์จะพุ่งสูงถึง 74.7 ล้านตันในปี 2030</p>



<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 4 แสนตันต่อปี คิดเป็น 64.8% ของขยะอันตรายที่เกิดในชุมชน </p>



<p>แม้หลายครั้งเราจะไม่ได้ตั้งใจทิ้งของเก่าและซื้อของใหม่ แต่การซ่อมนั้นยาก หรือมีค่าซ่อมที่คำนวณดูแล้วไม่คุ้ม ผลักดันให้เราต้องทิ้งของเก่า อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์หากยิ่งยาวนาน ซ่อมได้ ก็ยิ่งจะช่วยลดการบริโภคและลดขยะที่เกิดขึ้นบนโลกอันเกิดจากเราทุกคน</p>



<p>สัปดาห์นี้ผู้เขียนอยากแนะนำให้รู้จักกับคำว่า Repairability Index และ Repair Score รวมไปถึงแนวคิดสิทธิในการซ่อม (Roght to Repair) ที่จะเพิ่มความโปร่งใสและเพิ่มหลักประกันว่าสินค้าที่เราเลือกจะมีอายุขัยที่ยืนยาวสมเหตุผล ไม่ได้พังแล้วต้องทิ้งเท่านั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">Repair Score คะแนนซ่อมได้หวังจะลดขยะ E-waste ในระยะยาว</h3>



<p>ต้นปี 2021 ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่แนะนำให้โลกรู้จักคำว่า indice de réparabilité หรือ “ดัชนีการซ่อมได้” Repairability Index มันคือข้อกำหนดที่ผู้ผลิตต้องรายงานให้ผู้บริโภครับทราบถึง Repair Score ของเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยสินค้าแบ่งออกเป็น 5 ประเภทได้แก่ มือถือสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป เครื่องซักผ้า ทีวี และเครื่องตัดหญ้า</p>



<p>ดัชนีซ่อมได้นี้เป็นส่วนหนึ่งบัญญัติต่อต้านขยะ (anti-waste bill) มุ่งหวังลดขยะในระยะยาว  เนื่องจากสินค้าไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ซ่อมง่าย เพราะหาอะไหล่ไม่ได้ หรือไม่คุ้มแก่การซ่อมแต่แรก</p>



<p>การรายงานคะแนนการซ่อมได้ คือการรายงานให้ทราบว่าสินค้าที่เราซื้อมา เมื่อใช้งานไปแล้วเกิดพังชำรุด ผู้ผลิตจะได้คะแนนจากการประเมินว่าอำนวยความสะดวกกับการซ่อมมากแค่ไหน เป็นการกดดันให้ผู้ผลิตขายสินค้าที่สามารถซ่อมได้เพื่อเพิ่มคะแนนให้กับตัวเอง เพิ่มความโปร่งใสให้กับตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหลายคนคุ้นเคยประสบการณ์การซื้อของมาใช้แล้วไม่สามารถซ่อมได้ เราจึงกลายเป็นผู้สร้างขยะให้กับโลกมากมายไปโดยปริยาย</p>



<p>คะแนนการซ่อมได้มีคะแนนตั้งแต่ 0-10 เต็มสิบคะแนน โดยคำนวณจาก</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>เอกสาร (Documentation)</strong> เกิดจากการให้คะแนนผู้ผลิตที่จัดทำเอกสารทางเทคนิคที่ฟรีและเข้าถึงง่ายกับผู้ซ่อมและผู้บริโภค</li><li><strong>การแยกประกอบ เครื่องมือ การประกอบยึดเข้าด้วยกัน (Disassembly, tools, and fasteners)</strong>  คะแนนที่ระบุว่าสินค้าสามารถถอดประกอบเพื่อซ่อมแซม เครื่องมือที่ใช้ และลักษณะการวัสดุยึดติด</li><li><strong>ความพร้อมของอะไหล่ (Availability of spare parts)</strong>  คะแนนจากระยะเวลาที่ผู้ผลิตสัญญาว่าจะทำให้อะไหล่นั้นหาได้ และเวลาที่ใช้ในการขนส่ง</li><li><strong>ราคาของอะไหล่ (Price of spare part)</strong> คะแนนจากการเทียบสัดส่วนราคาขายกับราคาอะไหล่ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ</li><li><strong>คะแนนเฉพาะตามประเภทผลิตภัณฑ์ (Product specific)</strong> คะแนนจากประเภทเฉพาะของผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงบริการหลังการขายจากระยะไกล การอัปเดตซอฟท์แวร์ การรีเซ็ทเครื่อง</li></ul>



<p>นอกจากนี้ฝรั่งเศสมีแผนระยะยาวที่จะพัฒนา Repairability Index นี้ไปสู่ Durability Index หรือดัชนีความทนทาน ภายในปี 2024 ซึ่งผู้ผลิตต้องไม่ใช่แค่เปิดเผยว่าสินค้านั้นซ่อมได้ง่ายแค่ไหน แต่ต้องอธิบายทั้งวงจนชีวิตของผลิตภัณฑ์ตนเองตั้งแต่ผลิตจนสิ้นอายุการใช้งาน</p>



<p>ตัวอย่างผลลัพธ์คะแนนทั้ง 5 ด้าน แสดงเป็นผลลัพธ์สีไล่จาก แดงไปเขียว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="810" height="330" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/Indice-de-reparabilite.png" alt="" class="wp-image-157775" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/Indice-de-reparabilite.png 810w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/Indice-de-reparabilite-300x122.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/Indice-de-reparabilite-768x313.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/Indice-de-reparabilite-600x244.png 600w" sizes="(max-width: 810px) 100vw, 810px" /></figure>



<p>ที่มา: <a href="https://www.ecologie.gouv.fr/indice-reparabilite#scroll-nav__6">https://www.ecologie.gouv.fr/indice-reparabilite#scroll-nav__6</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">Planned Obsolescence การตั้งใจวางแผนล่วงหน้าให้ตกรุ่นเพื่อกระตุ้นการซื้อใหม่</h3>



<p>เราหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับการที่เราเลือกซื้อของใหม่เพราะรู้สึกว่าซ่อมไปก็ไม่คุ้มค่า เราต่างชินชาและยอมรับกับผลิตภัณฑ์ที่มีชีวิตแสนสั้น เครื่องใช้ไฟฟ้าถูกออกแบบมาให้มีราคาถูกที่สุด เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ มากกว่าจะออกแบบให้ใช้ได้หลายปียาวนาน และเมื่อพังก็ไม่มีอะไหล่ กลายเป็นขยะและเป็นภาระให้เราๆ ต้องเสียเงินซื้อใหม่ไว และโทษตัวเองว่ารักษาของได้ไม่ดี </p>



<p>ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดถูกออกแบบให้ซ่อมยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยความตั้งใจ หรือการล็อกซอฟท์แวร์ที่อนุญาตให้แค่ผู้ที่ได้รับอนุญาตบางกลุ่มที่มีเครื่องมือสามารถเข้าไปแก้ไขได้ บริษัทเทคโนโลยีที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกอย่าง Apple ได้คะแนนการซ่อมที่ 7/10 ในขณะที่ไมโครซอฟต์เองได้คะแนนซ่อมเพียง 5/10 ในผลิตภัณฑ์​แล็ปท็อป Surface </p>



<p>แต่ความเก่าไว ตกรุ่นไวอาจเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตที่วางแผนให้สินค้าตกรุ่น เพราะย่อมดีกับธุรกิจที่เพราะคนต้องวนกลับมาซื้อใหม่เรื่อยๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุสั้นนั้นเป็นการวางแผนจงใจบังคับทางอ้อมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อรุ่นใหม่มากกว่าซ่อมอันที่มีอยู่แล้ว สิ่งนี้คือ Planned Obsolescence ที่ Repairability Index กำลังจะต่อสู้เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว</p>



<h3 class="wp-block-heading">Right to Repair สิทธิในการซ่อมที่ออกแบบไว้ตั้งแต่แรก</h3>



<p>นอกจากนี้ประเทศอังกฤษก็ออกกฎหมาย Right to Repair เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียต้องซ่อมได้ มีอะไหล่ให้เปลี่ยนอย่างน้อย 10 ปี ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปีหลังการซื้อนั้นเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ หลายคนถูกบังคับทางอ้อมให้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ เพียงเพราะส่วนเล็กๆ ที่เสียกลับไม่มีอะไหล่ขาย เช่น ยางขอบประตูตู้เย็น เป็นต้น ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องซ่อมเองแต่ทำให้สินค้าซ่อมได้โดยช่างซ่อมรายเล็กหรือแม้แต่ผู้บริโภคอยากซ่อมเองก็ทำได้</p>



<p>ในทวีปยุโรปการรวมกลุ่มเพื่อผลักดันสิทธิในการซ่อม หริอ <a href="https://repair.eu/">Right to Repair</a> พวกเขาคือชุมชนที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์จะอายุยืนขึ้น และเมื่อชำรุด ก็สามารถซ่อมได้ในราคาที่เหมาะสม นั่นแปลว่าผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบมาให้ซ่อมได้ตั้งแต่แรก และสนับสนุนให้ผู้สามารถซ่อมได้คือใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดการซ่อมไว้แค่เพียงผู้ได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมคือ</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>การออกแบบที่ดี</strong> ผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงออกแบบมาเพื่อใช้งานเท่านั้น แต่ออกแบบให้ทนทาน ซ่อมเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ ง่ายต่อการถอดประกอบเพื่อซ่อมแซม การจะซ่อมได้ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบ</li><li><strong>การเข้าถึงที่เป็นธรรม</strong> การซ่อมควรเข้าถึงได้ ราคาจ่ายไหว การซ่อมไม่ควรแพงกว่าซื้อใหม่ ไม่มีกำแพงทางกฏหมายกีดกันช่างซ่อมรายเล็กทุกคนสามารถเข้าถึงอะไหล่และเอกสารประกอบการซ่อม (repair manuals) ตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์</li><li><strong>ผู้บริโภคที่ความรู้ความเข้าใจ </strong>ประชาชนทั่วไปควรจะได้รับทราบว่าสินค้าที่ตัวเองซื้อนั้นออกแบบมาให้ซ่อมได้ไหม หรือออกแบบมาให้ใช้แล้วทิ้งเมื่อพัง ข้อมูลเรื่องการซ่อมควรเข้าถึงได้ตั้งแต่จุดขาย</li></ul>



<p>ปัจจุบัน เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อไหนที่ซ่อมได้และคุ้มค่าที่จะซ่อม มีบริการหลังการขายน่าประทับใจ สินค้ามีอายุยืนนาน (ซึ่งต้องใช้เวลานานเพื่อจะพิสูจน์ความทนทานยั่งยืน) กลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี มากกว่าเป็นเรื่องปกติมาตรฐานที่ควรจะเกิดขึ้น และหลายครั้งแต่กลายเป็นต้นทุนที่สูงและทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถทำราคาสู้กับคู่แข่งได้</p>



<p>เมื่อผู้เขียนลองมองกลับมาที่ตัวเอง มองดูไปที่กองมือถือเครื่องเก่าที่ค่าซ่อมเริ่มไม่คุ้มค่าเท่าซื้อใหม่ อดีตเครื่องดูดฝุ่นราคาถูกหน้าตาแสนมินิมัลที่พังลงในเวลาไม่กี่เดือน&nbsp; พบว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่สร้างขยะมากมายให้กับโลก การกลับมาคิดถึงการซ่อมได้ทุกครั้งที่ซื้อของ จึงเป็นเรื่องสำคัญ คำว่า คุณสมบัติ “การซ่อมได้” จึงคุณค่าอีกประการที่เราควรคำนึงไว้ในใจตั้งแต่วันแรกที่ซื้อของ ไม่ควรตัดสินใจซื้อแค่จากฟีเจอร์หวือหวาล้ำสมัยหรือหน้าตาที่ถูกใจ ทำให้เราเรียนรู้จะโอบกอดของเก่าที่เรามี แม้จะไม่คูลเท่าของใหม่รุ่นล่าสุด อย่างน้อยเราไม่เพิ่มขยะและมลพิษให้กับโลกนี้โดยไม่จำเป็นก็น่ายินดีใจไม่แพ้การซื้อของใหม่ให้เป็นรางวัลชีวิต</p>



<p>“สิทธิที่จะซ่อม” สินค้าที่เราซื้อมาควรจะสิทธิพื้นฐานของเราที่จะใช้ของที่เราซื้อมาได้นานมากพอให้คุ้มค่าทรัพยากรธรรมชาติ และเราต่างควรมีอำนาจที่จะซ่อมแซมโดยไม่ต้องซื้อใหม่ในราคาที่เป็นธรรม&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.itu.int/hub/2021/10/frances-repairability-index-inches-toward-circular-economy/">France&#8217;s Repairability Index inches toward circular economy &#8211; ITU/ UN tech agency</a></li><li><a href="https://grist.org/climate/why-frances-new-repairability-index-is-a-big-deal/">Why France&#8217;s new &#8216;repairability index&#8217; is a big deal | Grist</a></li><li><a href="https://repair.eu/news/one-year-on-has-the-french-repair-index-kept-its-promises/">One year on, has the French repair index kept its promises? &#8211; Right to Repair Europe</a></li><li><a href="https://www.itu.int/en/ITU-D/Environment/Documents/Toolbox/GEM_2020_def.pdf">The Global E-waste Monitor 2020</a></li><li><a href="https://www.bbc.com/news/business-57665593">Right to repair rules will extend lifespan of products, government says &#8211; BBC News</a></li><li><a href="https://repair.eu/">Repair.eu</a></li><li><a href="https://themomentum.co/electronic-waste/">&#8216;ขยะอิเล็กทรอนิกส์&#8217; ไม่ได้จบแค่ที่ซาเล้ง | THE MOMENTUM</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/repairability-index/">Repairability Index คะแนนการซ่อมได้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อลดขยะพังแล้วทิ้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TikTot เมื่อเด็กอายุน้อย (มาก) เริ่มเล่นโซเชียลด้วยวิธีที่ผู้ใหญ่ไม่รู้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tiktot/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jun 2022 13:18:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[in other word]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=156958</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราล้วนคุ้นเคยว่า TikTok คือแพลตฟอร์มวิดีโอขนาดสั้นยอดนิยมของวัยรุ่น Facebook, Instagram หรือ ​Twitter ก็เริ่มจะเป็นช่องทางของคนอายุเยอะกว่าไปเสียแล้ว&#160;งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของอังกฤษยังพบว่ามีเด็กจำนวนมากเริ่มมีบัญชีของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย In Other Word รอบนี้ ขอแนะนำให้รู้จักกับคำว่า TikTot (n.) หมายถึง เด็กเล็กที่เล่น TikTok อย่างแพร่หลาย แม้แพลตฟอร์มต่างๆ มักตั้งค่าอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 ปีก็ตาม&#160; แม้คำว่า TikTot จะยังไม่แพร่หลาย แต่ก็ได้ถูกใช้เป็นพาดหัวข่าวโดยสำนักข่าว BBC และได้ปรากฏเป็นคำศัพท์ใหม่ของพจนานุกรม Cambridge Dictionary สะท้อนพฤติกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ปรากฏการณ์ TikTot เมื่อเด็กอายุน้อยมากเริ่มหัดเล่น TikTok ภาพเด็กที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนมากมักมาจากพฤติกรรมที่เรียกว่า Sharenting คือการที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่โพสต์ภาพเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงเพื่อบันทึกความทรงจำดีๆ บันทึกพัฒนาการ แชร์ให้คนรอบตัวได้รับรู้ถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของลูกหลาน&#160; แต่ TikTot ไม่เหมือนกัน คำนี้หมายถึงกลุ่มเด็กที่เริ่มจะเล่นแพลตฟอร์มด้วยตัวเอง เป็นผู้ที่ควบคุมบัญชีตัวเอง เลือกดูคอนเทนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลและคำแนะนำของผู้ใหญ่หรือไม่ คำเรียกว่า TikTot ปรากฏขึ้นในข้อสรุปงานวิจัย ofcom [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tiktot/">TikTot เมื่อเด็กอายุน้อย (มาก) เริ่มเล่นโซเชียลด้วยวิธีที่ผู้ใหญ่ไม่รู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราล้วนคุ้นเคยว่า TikTok คือแพลตฟอร์มวิดีโอขนาดสั้นยอดนิยมของวัยรุ่น Facebook, Instagram หรือ ​Twitter ก็เริ่มจะเป็นช่องทางของคนอายุเยอะกว่าไปเสียแล้ว&nbsp;งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของอังกฤษยังพบว่ามีเด็กจำนวนมากเริ่มมีบัญชีของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย</p>



<p>In Other Word รอบนี้ ขอแนะนำให้รู้จักกับคำว่า <em>TikTot (n.) </em>หมายถึง เด็กเล็กที่เล่น TikTok อย่างแพร่หลาย แม้แพลตฟอร์มต่างๆ มักตั้งค่าอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 ปีก็ตาม&nbsp;</p>



<p>แม้คำว่า TikTot จะยังไม่แพร่หลาย แต่ก็ได้ถูกใช้เป็น<a href="https://www.bbc.com/news/technology-60854885">พาดหัวข่าว</a>โดยสำนักข่าว BBC และได้ปรากฏเป็นคำศัพท์ใหม่ของพจนานุกรม Cambridge Dictionary สะท้อนพฤติกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ</p>



<h3 class="wp-block-heading">ปรากฏการณ์ TikTot เมื่อเด็กอายุน้อยมากเริ่มหัดเล่น TikTok </h3>



<p>ภาพเด็กที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนมากมักมาจากพฤติกรรมที่เรียกว่า Sharenting คือการที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่โพสต์ภาพเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงเพื่อบันทึกความทรงจำดีๆ บันทึกพัฒนาการ แชร์ให้คนรอบตัวได้รับรู้ถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของลูกหลาน&nbsp;</p>



<p>แต่ TikTot ไม่เหมือนกัน คำนี้หมายถึงกลุ่มเด็กที่เริ่มจะเล่นแพลตฟอร์มด้วยตัวเอง เป็นผู้ที่ควบคุมบัญชีตัวเอง เลือกดูคอนเทนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลและคำแนะนำของผู้ใหญ่หรือไม่</p>



<p>คำเรียกว่า TikTot ปรากฏขึ้นในข้อสรุปงานวิจัย <a href="https://www.ofcom.org.uk/">ofcom</a> (สำนักงานวางกฎระเบียบการสื่อสารของสหราชอาณาจักร) โดยทีมงานได้เก็บข้อมูลชีวิตออนไลน์ของเด็กๆ งานศึกษาระยะยาวนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2014 เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อทำความเข้าใจโลกออนไลน์ของพวกเขา</p>



<p>มีสถิติหลายข้อที่น่าสนใจจากเทรนด์ปี 2022 เช่น เด็กเล็กชาวอังกฤษอายุ 3-4 ปี ประมาณ 16% และเด็กเล็กวัย 5-7 ปีจำนวน 1 ใน 3 เริ่มมีบัญชี TikTok เป็นของตัวเอง พวกเขาล้วนมีอายุต่ำกว่าอายุขั้นต่ำที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ (13 ปี) แพลตฟอร์มวิดีโออย่าง TikTok และ YouTube เป็นที่นิยมมากที่สุดในเด็กช่วงวัย 3-17 ปี</p>



<p>ในปี 2022 เด็กกลุ่มตัวอย่างใช้เวลาไปกับ TikTok เยอะที่สุดแทนการเล่น Instagram แต่เด็กที่โตกว่ามักจะมีบัญชี Instagram มากกว่า มีเด็กเพียง 4 ใน 21 คนที่ใช้ Facebook พวกเขาใช้มันเพื่อโปรโมตตัวเองหรือซื้อสินค้าผ่าน Marketplace มากกว่าใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เด็กไม่ใช้ Facebook เพื่อติดต่อกับญาติผู้ใหญ่อีกแล้ว มีเด็กบางคนเล่าว่าใช้&nbsp; Discord เพื่อคุยเรื่องการ์ตูนอนิเมะกับคอมมูนิตี้ซึ่งเป็นแหล่งรวมคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน</p>



<p>เด็กที่เล่น TikTok มักเสพคอนเทนต์จากบัญชีมืออาชีพซึ่งมีผู้ติดตามเยอะมากกว่า เช่น แบรนด์สินค้า ดารา หรืออินฟลูเอนเซอร์ เมื่อเด็กเห็นคอนเทนต์ที่มียอดวิวสูงๆ เด็กหลายคนเริ่มโพสต์ลดลง เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นโพสต์นานๆ ที คิดเยอะขึ้นก่อนโพสต์ พวกเขาอธิบายว่ากลัวจะถูกคนอื่นล้อถ้าวิดีโอนั้นไม่ดีพอ และรู้สึกเหมือนตัวเองต้องโพสต์แข่งกับเนื้อหาของมืออาชีพที่มียอดวิวสูงๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ เด็กยังมีพฤติกรรมชอบลบโพสต์จนมีจำนวนโพสต์ในบัญชีน้อยมาก พวกเขามีพฤติกรรมที่เน้นเป็นผู้รับ (Passive) มากขึ้นเรื่อยๆ เด็ก ยังคัดกรองหรือค้นหาคอนเทนต์ด้วยตัวเองลดลง พอใจที่จะเสพคอนเทนต์ตามที่แพลตฟอร์มนำเสนอ หรือชอบไถหน้าจอไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคิดและไม่ต้องตัดสินใจเลือกเอง</p>



<p>เนื้อหาวิดีโอขนาดยาว เช่นใน&nbsp;YouTube และ Netflix เริ่มดึงดูดความสนใจเด็กยากขึ้น ทำให้เด็กมีพฤติกรรม Multi-Screening หรือดูคอนเทนต์หลายหน้าจอพร้อมกัน เช่น ดูหนังและเล่นมือถือไปพร้อมๆ กัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แม้ TikTok จะพยายามควบคุมเรื่องอายุ แต่เด็กจำนวนมากสามารถหลบเลี่ยงการถูกรีพอร์ตได้ไม่ยาก เหตุผลคือพวกเขาสร้างบัญชี TiktTok เอาไว้ส่องหรือเสพเท่านั้น ไม่ได้โพสต์ภาพตัวเอง และเรียนรู้ที่จะตั้งค่าเป็นบัญชีส่วนตัวเพื่อไม่ให้ใครติดตามตัวเองได้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">แอ็กหลุมและ Incognito Mode เคล็ดไม่ลับที่ทำให้เด็กๆ หลบเลี่ยงผู้ปกครองสอดส่องชีวิตออนไลน์และการใช้อินเทอร์เน็ต&nbsp;</h3>



<p>ไม่ใช่แค่ TikTok เด็กจำนวนมากยอมรับว่าตัวเองมีบัญชีอินสตาแกรมก่อนอายุขั้นต่ำ พวกเขาไม่ได้สนใจเกณฑ์อายุ เพราะสามารถสมัครได้ง่ายโดยการกรอกวันเกิดปลอม กลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็มีกันหมด และมีพ่อแม่จำนวนมากไม่ทราบว่าอายุขั้นต่ำของแพลตฟอร์มนี้คือ 13 ปี</p>



<p>ปัจจุบันเราคุ้นเคยกับคำว่า<em> &#8216;แอ็กหลุม&#8217; </em>(บัญชีลับๆ ที่จำกัดจำนวนผู้ติดตาม รู้แค่เพื่อนสนิทเท่านั้น) เด็กอังกฤษวัย 8-11 ปีมากถึง 64% ยอมรับว่าตัวเองมีบัญชีปลอม เด็กเรียกแอ็กหลุมว่า Finsta (ย่อมาจาก Fake Instagram) ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มี Rinsta (ย่อมาจาก Real Instagram) หรือแอ็กหลักซึ่งเปิดเผยให้ผู้ปกครองหรือเพื่อนๆ เข้ามาติดตามได้&nbsp;</p>



<p>เด็กเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการติดตามของผู้ปกครอง รู้จักใช้ Incognito Mode หรือโหมดที่ไม่ระบุตัวตนในอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์ และเรียนรู้ที่จะลบประวัติการเข้าเว็บไซต์ เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงเว็บต่างๆ โดยไม่ทิ้งร่องรอยประวัติการค้นหาให้พ่อแม่แกะรอยตามได้ง่ายๆ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">พ่อแม่ควรดูแลอย่างไร ในโลกที่ลูกเข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ได้แบบไม่จำกัด</h3>



<p>เด็กที่ท่องไปในจักรวาล TikTok มีโอกาสได้พบคอนเทนต์หลากหลายที่ควบคุมเนื้อหาได้ยาก จากการศึกษาของ Ofcom พ่อแม่จำนวนมากถึง 70% รู้สึกเป็นกังวลในเนื้อหาที่เด็กเห็นในโลกออนไลน์</p>



<p>เด็กเล่าว่าพวกเขาพบเนื้อหาหรือภาพที่สุ่มเสี่ยง บางคนเลือกจะใส่อายุให้เกิน 18 ปีเพื่อสามารถได้รับชมคอนเทนต์ที่โตกว่าวัย ตัวอย่างเนื้อหาที่เด็กได้พบจากการบันทึกหน้าจอของพวกเขา เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>โฆษณาเว็บพนัน</li><li>วิดีโอที่แชร์ประสบการณ์ BDSM&nbsp;</li><li>วิดีโอเกี่ยวกับเมื่อมีอารมณ์ทางเพศควรทำอย่างไร</li><li>โพสต์อินสตาแกรมคอสเพลย์แนวเซ็กซี่</li><li>เนื้อหาที่มีตลกแบบดาร์ก หรือเหยียดเชื้อชาติ</li><li>เนื้อหาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง</li><li>ได้รับการติดต่อจากคนแปลกหน้า หรือได้รับภาพหรือคลิปโป๊จากคนแปลกหน้าโดยที่ไม่ได้ขอ</li></ul>



<p>นอกจากนี้โลกออนไลน์ยังมีส่วนให้เด็กๆ ได้รู้จักวิธีหาเงินประเภทที่มีความเสี่ยงสูง รวยทางลัด เช่น การขายตรง เด็กจำนวนมากเริ่มสนใจการลงทุนในเงินคริปโตหรือ NFT เด็กผู้หญิงจำนวนมากเคยได้รับการติดต่อให้เป็นตัวแทนของแบรนด์เพื่อโปรโมตสินค้าหรือบริการ</p>



<p>ประสบการณ์ออนไลน์ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ไปเสียทีเดียว โลกออนไลน์ก็ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ได้เห็นความเป็นไปได้ มีความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้พวกเขาได้ฝึกทักษะใหม่ๆ&nbsp;เด็กจำนวนมากใช้อินเทอร์เน็ตในการช่วยทำการบ้าน ทำงานโรงเรียน ช่วยเรื่องทักษะการอ่านและทักษะทางคณิตศาสตร์ และใช้ในการติดตามข่าวสาร แชร์ประสบการณ์ แสวงหาคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในชีวิต มีเด็กจำนวนไม่น้อยใช้โลกออนไลน์เพื่อทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของคนอื่นๆ ที่ไม่เหมือนตนเอง</p>



<p>รายงาน Global Kids Online: Growing Up in a Connected World &nbsp;โดย UNICEF เลยเสนอว่าแทนที่พ่อแม่จะกังวลว่าลูกใช้เวลานานในโลกออนไลน์ พ่อแม่ควรหาโอกาสมีส่วนร่วมในการพูดคุยกับลูกถึงภัยอันตรายที่อาจจะพบเจอได้ เพื่อให้เด็กได้ระวังตัวด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้และเติบโต&nbsp;การรับรู้ว่าเด็กๆ เสี่ยงจะพบเจอเนื้อหาแบบไหน น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนและคุณครูได้เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ต การหาข้อมูล หรือการประเมินข้อเท็จจริงจากคอนเทนต์ที่พวกเขาได้พบ</p>



<p>นอกจากนี้การผลักดันให้มีกฎหมายที่ควบคุมและดูแลแพลตฟอร์มให้ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ก็เป็นอีกสิ่งที่ประชาชนควรร่วมกันผลักดันได้ ในปี 2022 ประเทศอังกฤษมี<em>พระราชบัญญัติเพื่อความปลอดภัยทางออนไลน์ (Online Safety Bill)</em> ที่มีเป้าหมายจะตรวจสอบและควบคุมบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีเพื่อให้ปลอดภัยมากที่สุดกับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ใช้อินเทอร์เน็ต เช่น พฤติกรรม Cyberflashing หรือการส่งภาพโป๊หรือคลิปโป๊จากคนแปลกหน้าโดยที่อีกฝั่งยังไม่ได้ขอ จะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย</p>



<p>TikTot อาจเป็นคำใหม่ที่ยังไม่แพร่หลาย แต่ก็ทำให้เห็นแนวโน้มว่ากำลังจะมีเด็กจำนวนมากเริ่มเข้ามาเป็นผู้เล่นในแพลตฟอร์มด้วยวัยที่เด็กมากๆ ตั้งแต่ระดับอนุบาลหรือประถมต้น แถมเด็กก็เรียนรู้ที่จะซอกแซกไปในโลกไซเบอร์โดยไม่ให้ผู้ใหญ่มาก้าวก่ายโลกส่วนตัว ซึ่งย่อมนำมาสู่ความเสี่ยงต่อการพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p>ไม่ว่าอยู่ในยุคสมัยใด วัยเด็กคือวัยแห่งความอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจและอยากเรียนรู้โลกรอบตัว เราไม่สามารถห้ามไม่ให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วมและตัวตนในโลกออนไลน์ได้ พวกเขากำลังเติบโตในโลกที่เชื่อมต่อมากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;แต่สามารถแนะนำและช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันเนื้อหาที่เขาพบเจอได้ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p>อ้างอิง</p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://dictionaryblog.cambridge.org/2022/04/25/new-words-25-april-2022/">New words – 25 April 2022</a></li><li><a href="https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/cyber-flashing">CYBER-FLASHING | meaning in the Cambridge English Dictionary</a></li><li><a href="https://www.bbc.com/news/technology-60854885">https://www.bbc.com/news/technology-60854885</a></li><li><a href="https://www.ofcom.org.uk/news-centre/2022/living-our-lives-online">Living our lives online – top trends from Ofcom&#8217;s latest research</a></li><li><a href="https://www.ofcom.org.uk/research-and-data/media-literacy-research/childrens">Children&#8217;s Media Use and Attitudes &#8211; Ofcom</a></li><li><a href="https://www.ofcom.org.uk/research-and-data/media-literacy-research/childrens/children-and-parents-media-use-and-attitudes-report-2022">Children and parents: media use and attitudes report 2022 &#8211; Ofcom</a></li><li><a href="https://www.pewresearch.org/internet/2020/07/28/parenting-children-in-the-age-of-screens/">Parenting Kids in the Age of Screens, Social Media and Digital Devices | Pew Research Center</a></li><li><a href="https://www.gov.uk/government/news/world-first-online-safety-laws-introduced-in-parliament">World-first online safety laws introduced in Parliament &#8211; GOV.UK</a></li><li><a href="https://www.unicef-irc.org/publications/pdf/GKO%20Summary%20Report.pdf">Growing up in a connected world</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tiktot/">TikTot เมื่อเด็กอายุน้อย (มาก) เริ่มเล่นโซเชียลด้วยวิธีที่ผู้ใหญ่ไม่รู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Goblin Mode เมื่อคนทั้งโลกพร้อมใจกันขี้เกียจ ไร้จุดหมาย เหนื่อยเกินไปในการพัฒนาตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/in-other-words-goblin-mode/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 May 2022 01:21:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=156307</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนผ่านช่วงเวลาสงกรานต์โดยเลือกจะนอนพักผ่อนเฉยๆ  อดหลับอดนอนดูซีรีส์ ไม่อาบน้ำ ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปอย่างขี้เกียจ จึงคิดว่าเหมาะที่จะเขียนถึงคำหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบรับความขี้เกียจในตัวเรา ยินดีต้อนรับสู่คำว่า ‘Goblin Mode’ ที่กลายเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลกในช่วงเวลาอันไม่แน่นอนนี้ Goblin Mode คือการโอบกอดความขี้เกียจและความไม่สวยงามของชีวิต ช่วงต้นเดือนเมษา ท่ามกลางข่าวอีลอน มัสก์ซื้อหุ้นทวิตเตอร์ที่กำลังมาแรง&#160; จู่ๆ อีลอน มัสก์ได้ทวีตถึงคำนี้ในภาพมีม ก่อนจะลบทวีตไป หลายคนเริ่มก็สงสัยว่า Goblin Mode นี่มันคืออะไรกันแน่นะ สื่ออังกฤษอย่าง The Guardian อธิบายว่า คำนี้เกิดขึ้นมาเพื่อโอบกอดชีวิตที่ดูไม่มีคุณภาพและขี้เกียจ เช่น พฤติกรรมอดหลับอดนอนทั้งวันทั้งคืนดูซีรีส์จนสุขภาพแย่ การเลื่อนไถดูโซเชียลมีเดียไปวันๆ (เรียกอีกอย่างว่า doomscrolling) ไม่อาบน้ำ กินอาหารขยะ ออกจากบ้านในชุดนอน ใส่เสื้อตัวเดิมซ้ำๆ โดยไม่แคร์สายตาใคร  ฯลฯ ทั้งหมดล้วนตรงข้ามกับแนวคิด “ชีวิตดีดีที่ลงตัว&#8221; Goblin Mode คือการโอบกอดความไม่สวยงามของชีวิต สภาวะไร้ซึ่งสุนทรียภาพ ไร้ความพยายาม เพราะก็อบลินไม่แคร์ว่าสารร่างตัวเองเป็นอย่างไร  ต่อไปนี้ หากได้ยินใครพูดว่า “I’m going Goblin Mode” (ฉ​ันเข้าสู่โหมดก็อบลิน) คือการประกาศตนว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-other-words-goblin-mode/">Goblin Mode เมื่อคนทั้งโลกพร้อมใจกันขี้เกียจ ไร้จุดหมาย เหนื่อยเกินไปในการพัฒนาตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลายคนผ่านช่วงเวลาสงกรานต์โดยเลือกจะนอนพักผ่อนเฉยๆ  อดหลับอดนอนดูซีรีส์ ไม่อาบน้ำ ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปอย่างขี้เกียจ จึงคิดว่าเหมาะที่จะเขียนถึงคำหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบรับความขี้เกียจในตัวเรา</p>



<p>ยินดีต้อนรับสู่คำว่า ‘Goblin Mode’ ที่กลายเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลกในช่วงเวลาอันไม่แน่นอนนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">Goblin Mode คือการโอบกอดความขี้เกียจและความไม่สวยงามของชีวิต </h3>



<p>ช่วงต้นเดือนเมษา ท่ามกลางข่าวอีลอน มัสก์ซื้อหุ้นทวิตเตอร์ที่กำลังมาแรง&nbsp; จู่ๆ อีลอน มัสก์ได้ทวีตถึงคำนี้ในภาพมีม ก่อนจะลบทวีตไป หลายคนเริ่มก็สงสัยว่า Goblin Mode นี่มันคืออะไรกันแน่นะ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/MIKAbJS5XbchrHJZl_trlJ6NOUSoijEH5uEeslfKQyHpSZJIPv43GI6zXLIid7j9YrCLdcfzEadD5UcFvV_i7fqvarmmPaqgjm1oQ68FGhbV0Vrx_sytYdVB-OdSkGu1n4aJnNyD" alt=""/><figcaption><em>ช่วงต้นเดือนเมษา อีลอน มัสก์ทวีตภาพมีมที่มีคำนี้แต่ได้ลบไปแล้ว</em></figcaption></figure>



<p>สื่ออังกฤษอย่าง The Guardian อธิบายว่า คำนี้เกิดขึ้นมาเพื่อโอบกอดชีวิตที่ดูไม่มีคุณภาพและขี้เกียจ เช่น พฤติกรรมอดหลับอดนอนทั้งวันทั้งคืนดูซีรีส์จนสุขภาพแย่ การเลื่อนไถดูโซเชียลมีเดียไปวันๆ (เรียกอีกอย่างว่า doomscrolling) ไม่อาบน้ำ กินอาหารขยะ ออกจากบ้านในชุดนอน ใส่เสื้อตัวเดิมซ้ำๆ โดยไม่แคร์สายตาใคร  ฯลฯ ทั้งหมดล้วนตรงข้ามกับแนวคิด “ชีวิตดีดีที่ลงตัว&#8221;</p>



<p><strong>Goblin Mode</strong> คือการโอบกอดความไม่สวยงามของชีวิต สภาวะไร้ซึ่งสุนทรียภาพ ไร้ความพยายาม เพราะก็อบลินไม่แคร์ว่าสารร่างตัวเองเป็นอย่างไร </p>



<p>ต่อไปนี้ หากได้ยินใครพูดว่า<strong> “I’m going Goblin Mode” (ฉ​ันเข้าสู่โหมดก็อบลิน) </strong>คือการประกาศตนว่า “ฉันไม่แคร์อีกต่อไปว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน ไม่ว่าจะเรื่องภาพลักษณ์ หน้าตาหรือสิ่งที่ฉันพูดโดยไม่รู้สึกผิด”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หากให้ผู้เขียนแปลตามความเข้าใจเป็นภาษาไทยบ้านๆ<strong>  “Goblin Mode”</strong> ก็คือการเข้าสู่โหมด <strong>“ช่างแม่ง”</strong> คนที่อยู่ในโหมดนี้อาจจะปล่อยให้ห้องรก ปล่อยตัว ล้างจานนานๆ ที ไม่ยอมออกนอกบ้านไปพบปะผู้คน ปลดปล่อยความน่าเกลียดในตัวเรา อะไรปล่อยได้ปล่อยไป อะไรเทได้เทไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิด</p>



<p>คำนี้โผล่ขึ้นในทวิตเตอร์ตั้งแต่ปี 2009 และปรากฏมาเรื่อยๆ ในมีมทวิตเตอร์และ Tumblr  เมื่อไปสืบค้นใน Urban Dictionary (ซึ่งให้ใครก็ได้มาอธิบายคำจำกัดความคำแสลงหรือคำในเน็ตใหม่ๆ) คำนี้ก็ยังมีความหมายหลากหลาย บางคนใช้อธิบายเซ็กซ์ท่าแปลกๆ โดยรวม ความหมายที่แสดงความขี้เกียจ น่าเกลียด รก ไม่ดูแลตัวเอง เพิ่งแพร่หลายในระยะเวลาไม่นาน</p>



<p>ทำไมสิ่งมีชีวิตในตำนานอย่าง “ก็อบลิน” ถึงถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายชีวิตมนุษย์เราในมุมน่าเกลียด ก็อบลินเป็นสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายพื้นบ้านยุโรป โดยทั่วไปมักถูกนำเสนอในด้านลบ เช่น นิสัยร้าย ขี้โกง มักจะมีร่างเล็ก หน้าตาอัปลักษณ์ มักอาศัยอยู่ใน Grotto หรือถ้ำลอด หรือมีนิสัยติดบ้าน ชอบแกล้งเด็ก การนำภาพลักษณ์ก็อบลินมาใช้ในเชิงเพื่อยอมรับตัวเองมีด้านที่น่าเกลียดและแง่ลบจึงมีอารมณ์ขันซ่อนอยู่ นำเสนอด้านตรงข้ามกับความดีงามที่สังคมคาดหวัง</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh4.googleusercontent.com/t8NP9af6NzdihljzM7mi3HUBmrUs7BgwNa37hbLjLpz3qkavfgbXWra9ri5dkQig5FXumarQv1_uI075yJLuwPq-wOjNEv5HbZNNm-byxKSF4KldD7stKHVY12drjC8sXtHaIr6v" alt=""/><figcaption><strong><em>ภาพก็อบลินในโฆษณาสบู่ปี 1873 จาก Internet Archive Book Images</em></strong></figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ปรากฎการณ์ล็อคดาวน์ปลดล็อคโหมดก็อบลินในตัวเรา</h3>



<p>เราล้วนมีช่วงเวลาที่ขี้เกียจในชีวิต ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกแต่อย่างใด แต่หลายๆ สื่อเห็นตรงกันว่า <strong>โหมดก็อบลิน</strong>นั้นมาพร้อมกับชีวิตช่วงล็อคดาวน์ที่เราไม่ต้องลุกจากที่นอน ไม่ต้องแต่งตัวแต่งหน้าออกไปทำงาน ดูซีรีส์ และไถมือถือไปเรื่อยๆ  พอล็อคดาวน์ทำให้เราเข้าสู่โหมดก็อบลินโดยไม่ตั้งใจ อาจทำให้หลายคนชินกับชีวิตติดบ้าน เพราะรู้สึกสบายกายสบายใจดี หลายคนที่ทำงานหรือเรียนอยู่บ้านเพราะโควิด พอไม่เจอใครนานๆ อาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นคนดีคนเก่งหรือสร้างความประทับใจให้ใคร  <strong>โหมดก็อบลิน</strong>เลยเป็นคำที่ตรงใจตอบโจทย์ชีวิตอยู่แต่บ้านที่ไม่เหนื่อยไม่ต้องพยายาม</p>



<p>&nbsp;นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ที่เกิดขึ้นในยุคโควิดที่คนเริ่มหวาดวิตกหากโลกจะกลับไปสู่ยุค Normal เพราะเคยชินกับชีวิตแบบนี้เสียแล้ว เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>FONO (n.) Fear of Normal </strong>การรู้สึกกังวลหากจะต้องกลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติ และทำกิจกรรมต่าางๆ หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย</li><li><strong>HOGO (n.) Hassle of Going Out&nbsp; </strong>ความรู้สึกว่าการออกจากบ้านไปสังสรรค์นั้นเหนื่อยยากเกินไป หรือไม่คุ้มควาามวุ่ยวายเหนื่อยล้าที่ตามมา</li><li><strong>social hangover (n.) อาการเมาค้างทางสังคม</strong> คือความรู้สึกเหนื่อยหรือป่วยเบาๆ จากการพบปะและใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวหลังล็อกดาวน์</li></ul>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/Mn5q5Asc8n7CPXHZR0RWtVP9IBTC0ueDQCKY48Q4Qe7y6q-kDMLmQfPj8YuvIfSjm61ambu3VH13u6ocy2_kzVj-JWm7pgSheHH5UY-NZ0YP_hsTyIREYOY0O7GeuG7YowcpUo7y" alt=""/></figure>



<p>ในช่วงเวลาไม่กี่ปีทีผ่านมา เราได้เผชิญกับล็อคดาวน์หรือการกักตัวนับครั้งไม่ถ้วน บางคนต้องพักโปรเจกต์ในชีวิตบางอย่าง บางคนตกงาน เปลี่ยนงาน เหนื่อยล้ากับทำงานจนสิ้นแรง หลายคนเริ่มรู้สึกสบายกายสบายใจและเคยชินกับการอยู่แต่บ้าน ไม่ต้องออกไปทำกิจกรรมหรือเข้าสังคม โลกอนุญาตให้เราใช้เวลาทิ้งขว้าง ทำตัวน่าเกลียดโดยไม่ต้องสนว่าใครจะคิดอย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading">โอบกอดและยอมรับความผ่อนคลาย ขี้เกียจ ไร้แพชชั่น ในตัวเราบ้าง</h3>



<p>Goblin Mode คือแนวคิดขั้วตรงข้ามกับแนวคิดที่ว่า “ฉันจะพยายามเพื่อพัฒนาตัวเอง” เป็นมวลรวมพลังงานของผู้คนในยุคสมัยที่กำลังรู้สึกเหนื่อยล้า หมดหวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความโกลาหลของโลก หรือปัญหามากมายที่เราแก้แค่ที่ตัวเราเองไม่ได้</p>



<p>คำนี้กลายเป็นมีมที่ฮิตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นคำแห่งยุคสมัย ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยาก ต่อให้ไม่มีคำนี้อยู่ เราทุกคนล้วนมีช่วงเวลา “โหมดก็อบลิน” ในชีวิต มีชีวิตช่วงขี้เกียจ เหนื่อยล้า เบื่อหน่าย ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัว ปล่อยให้ตัวเองดูน่าเกลียด คำนี้จึงแพร่ต่อไปไม่หยุดหย่อน อีกนัยหนึ่งมันคือการเตือนใจว่าไม่ใช่แค่เราที่เหนื่อยล้า คนเราเหนื่อยได้ พักได้ ไม่ต้องดูดีสวยงามหรือพัฒนาตัวเองตลอดเวลา </p>



<p>ครั้งแรกเมื่อได้ยินคำนี้ ก็ทำให้นึกไปถึงตัวละครในตำนาน<strong> The Dude</strong> ในหนังตลกคลาสสิกอย่าง<strong> Big Lebowski (1998) </strong>ซึ่งตัวละครเอกเป็นชายวัยกลางที่ดูชิลล์และผ่อนคลาย ไม่มีงานทำ เขาใส่ชุดคลุมอาบน้ำเดินโทงเทงไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต เสื้อผ้าที่ดูใส่ซ้ำจนยาน และท่านั่งอ้าซ่าแสนสบาย แต่ก็เกิดเรื่องวุ่นให้ The Dude คนนี้ไปอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายชวนปวดกบาล <br><img loading="lazy" decoding="async" width="426" height="229" alt="No Problem Whatever GIF by The Good Films" src="https://lh3.googleusercontent.com/BXEKhH8xC-p2kPyPDCpyF9pyEyWND6gDSbEYrCPtJWZaScTOetI_g6z1aZUxGFmwMZPppvPSvSU8XbN2HMjzl_CWZ8BRD1NGp2YGE-M44zomGDsVXIeHukr5_YBbG46O50x31cfm"></p>



<p><strong><em>The Dude ในหนัง Big Lewbowski (1998) ภาพจาก Giphy </em></strong><a href="https://giphy.com/gifs/thegoodfilms-the-big-lebowski-movie-whatever-X3DQ0d9QJVEpa"><strong><em>https://giphy.com/gifs/thegoodfilms-the-big-lebowski-movie-whatever-X3DQ0d9QJVEpa</em></strong></a></p>



<p>ช่วงปลายปีที่แล้ว ผู้เขียนได้อ่านนิยายร่วมสมัยเรื่อง<strong> My Year of Rest and Relaxation โดย Ottessa Moshfegh </strong>เล่าชีวิตตัวละครหญิงสาวไม่ระบุชื่อ ชีวิตไร้จุดหมาย นอนหลับไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหนึ่งปี ไม่ต้องพยายาม ไม่แสวงหา ตัวละครหญิงสาวคนนี้มีพร้อมทุกอย่าง รูปร่างหน้าตาดี ผอม สูง ผมบลอนด์ มีฐานะร่ำรวย แต่ชีวิตกลับไร้จุดหมาย สิ่งเดียวที่เธอมีแพชชั่นคือการนอน โดยแผนเธอคือจะหลับไปเรื่อยๆ สัก 1 ปี โดยหวังว่าชีวิตของเธอจะคลี่คลาย หวังว่าถ้าได้นอนเยอะมากพอ เธอคงจะเหมือนเกิดใหม่ กลายเป็นคนใหม่ที่เปลี่ยนแปลง ทุกเซลล์ในร่างได้เกิดใหม่จนลืมเรื่องราวในอดีตให้พ้นไป อ่านแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายและสะใจกึ่งอิจฉาอยากจะนอนทิ้งขว้างสักหนึ่งปี ไม่ต้องผลิต ไม่ต้องแสวงหา และพยายาม</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/1Rw8xkqLJU9IEtdahMcwThzuaw_h-dPStmMBBg6WC-kOfQvKBUNpNqWJFl6JE3zdF5M4Vyn9MLrA4dtey_jLa73kDHlUyMAbAqcIGFGx2Y9sgHoErynDENCnM_5-HG0zxMdUxXTo" alt=""/><figcaption><strong><em>My Year of Rest and Relaxation นิยายโดย Ottessa Moshfegh</em></strong></figcaption></figure>



<p>แน่นอนว่าย่อมมีการวิจารณ์และเกิดคำถามว่าว่า แนวคิดโหมดก็อบลินนั้นสนับสนุนให้คนต่อต้านสังคม ละเลยสุขภาวะที่ดี เช่น การกินอาหารขยะ อดหลับอดนอน ไม่ออกกำลังกาย สะท้อนว่าผู้คนจำนวนหนึ่งในสังคมรู้สึกสิ้นหวัง หากทำไปนานๆ ก็อาจะนำไปสู่การทำลายตัวเอง แต่อีกทางหนึ่ง มันก็สะท้อนว่าคนในยุคสมัยนี้อาจไม่ต้องการความสำเร็จในแบบเดิมๆ อีกต่อไป</p>



<p>สำหรับบางคนอาจเป็นแค่บางช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าชั่วคราวในช่วงวันหยุดยาว ช่วงพักหลังทำงานหนักมานานจนร่างพัง แต่กับบางคน โหมดก็อบลินคือความเปลี่ยนแปลงในระดับจิตวิญญาณ เปลี่ยนวิธีคิดและการมองจุดมุ่งหมายในชีวิตของคนทีอยากปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวังของสังคมและผู้ใหญ่ในโลกที่ไม่แน่นอนและร้อนเป็นไฟ</p>



<p>คำๆ นี้ที่อาจจะผ่านมาและผ่านไปเหมือนคำฮิตติดเทรนด์คำอื่นๆ อย่างน้อยก็เกิดขึ้นเพื่ออนุญาตให้พวกเราได้พักกาย พักใจ หยุดพักจากการแสวงหา ความต้องการจะก้าวหน้าหรือพัฒนาตัวเองจนเหนื่อยล้าหมดแรง ไม่ต้องโบยตีตัวเองตลอดเวลา</p>



<p>การมีอยู่ของคำนี้ ทำให้เรารู้ว่าในโลกนี้… ไม่ใช่แค่เราที่เหนื่อยล้าหมดไฟ เหนื่อยกับการคาดหวังของสังคม ไม่เป็นไรที่เราจะน่าเกลียดหรือขี้เกียจ ยอบรับด้านไม่สวยงามในชีวิต ก็อบลินที่ใครๆ ก็ไม่รักอาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจเรา ในวันที่เรารู้สึกพ่ายแพ้</p>



<p>โหมดก็อบลินอาจดูน่าเกลียด ไม่สวยงาม แต่ก็เกิดขึ้นมาช่วยสรรเสริญความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต โอบกอดความดิบๆ ความรกเละเทะ ความขี้เกียจ ตบบ่าให้เราในวันเหนื่อยเกินกว่าจะสร้างความประทับใจให้ใครอีกต่อไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิด  <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f609.png" alt="😉" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p>อ้างอิง</p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.theguardian.com/technology/2022/mar/14/slobbing-out-and-giving-up-why-are-so-many-people-going-goblin-mode">Slobbing out and giving up: why are so many people going &#8216;goblin mode&#8217;? | Life and style | The Guardian</a></li><li><a href="https://www.britannica.com/art/goblin">goblin | folklore | Britannica</a></li><li><a href="https://futurism.com/the-byte/elon-goblin-mode">We Regret To Inform You That Elon Musk, Unfortunately, Knows About “Goblin Mode”</a></li><li><a href="https://www.nbcnews.com/pop-culture/pop-culture-news/goblin-mode-becoming-part-peoples-everyday-vocabulary-language-meme-ex-rcna22181">&#8216;Goblin mode&#8217; is becoming part of people&#8217;s everyday vocabulary. Language and meme experts share why.</a></li><li><a href="https://www.amazon.com/Year-Rest-Relaxation-Ottessa-Moshfegh/dp/0525522115">My Year of Rest and Relaxation: Moshfegh, Ottessa: 9780525522119: Amazon.com</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-other-words-goblin-mode/">Goblin Mode เมื่อคนทั้งโลกพร้อมใจกันขี้เกียจ ไร้จุดหมาย เหนื่อยเกินไปในการพัฒนาตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Yassification  แต่งรูปยังไงให้ต๊าชจนกลายเป็นมีม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yassification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Apr 2022 09:26:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=155432</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปีที่แล้วคำว่า Yassification ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง สื่ออย่าง New Yorker, The New York Times หรือ Dazed Digital ต่างยกให้คำและมีมแห่งปี 2021 คำนี้อาจอธิบายเป็นคำแปลได้ยาก แต่หากได้เห็นภาพแล้วคุณจะเข้าใจทันที Yassification กระบวนการทำให้ต๊าชชช ปัง สวยเด้งแบบไม่ต้องเกรงใจใคร Yassification (n.) ประกอบขึ้นจากคำว่า Yass (คำสแลงที่แปลว่าปัง เลิศ ดี) + -ification  หากต้องแปลคำนี้เป็นภาษาไทยคงจะแปลได้ว่า การเสริมแต่งอะไรสักอย่างจนดีเลิศ กระบวนการที่ทำภาพให้ดูสาวสุด (hyper-feminine) หรือสวยเกินจริง (hyperbeauty)  ตัวอย่างภาพแรกๆ ที่ทำให้คำนี้แพร่หลายคือ ฉากของนักแสดง Toni Collette กรีดร้องในหนังสยองขวัญ Hereditary ใบหน้าในภาพยนตร์ของเธอนั้นสมจริงมาก น่าสะพรึงกลัว แต่เมื่อภาพเธอถูกปรับแต่งให้ต๊าซชช เนียนกริบ คิ้วแน่น ปากอิ่มเต็ม หน้าแน่น จนผิดจากภาพจำเดิม ก็กลายเป็นความขบขันและเป็นมีมชั้นยอด คนขบขันและรีทวีตล้นหลาม หลังจากนั้นคำว่า Yassification [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yassification/">Yassification  แต่งรูปยังไงให้ต๊าชจนกลายเป็นมีม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปีที่แล้วคำว่า Yassification ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง สื่ออย่าง New Yorker, The New York Times หรือ Dazed Digital ต่างยกให้คำและมีมแห่งปี 2021 </p>



<p>คำนี้อาจอธิบายเป็นคำแปลได้ยาก แต่หากได้เห็นภาพแล้วคุณจะเข้าใจทันที</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="twitter-tweet" data-width="500" data-dnt="true"><p lang="zxx" dir="ltr"><a href="https://t.co/H8DQR5kTr0">pic.twitter.com/H8DQR5kTr0</a></p>&mdash; Yassify Bot (@YassifyBot) <a href="https://twitter.com/YassifyBot/status/1462519016036175872?ref_src=twsrc%5Etfw">November 21, 2021</a></blockquote><script async src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script>
</div></figure>



<h3 class="wp-block-heading">Yassification กระบวนการทำให้ต๊าชชช ปัง สวยเด้งแบบไม่ต้องเกรงใจใคร</h3>



<p><strong>Yassification (n.) </strong>ประกอบขึ้นจากคำว่า <strong>Yass </strong>(คำสแลงที่แปลว่าปัง เลิศ ดี) + <strong>-ification</strong>  หากต้องแปลคำนี้เป็นภาษาไทยคงจะแปลได้ว่า การเสริมแต่งอะไรสักอย่างจนดีเลิศ กระบวนการที่ทำภาพให้ดูสาวสุด (hyper-feminine) หรือสวยเกินจริง (hyperbeauty) </p>



<p>ตัวอย่างภาพแรกๆ ที่ทำให้คำนี้แพร่หลายคือ ฉากของนักแสดง Toni Collette กรีดร้องในหนังสยองขวัญ Hereditary ใบหน้าในภาพยนตร์ของเธอนั้นสมจริงมาก น่าสะพรึงกลัว แต่เมื่อภาพเธอถูกปรับแต่งให้ต๊าซชช เนียนกริบ คิ้วแน่น ปากอิ่มเต็ม หน้าแน่น จนผิดจากภาพจำเดิม ก็กลายเป็นความขบขันและเป็นมีมชั้นยอด คนขบขันและรีทวีตล้นหลาม</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="twitter-tweet" data-width="500" data-dnt="true"><p lang="en" dir="ltr">imagine explaining this to someone not on twitter <a href="https://t.co/916DOJCEHg">pic.twitter.com/916DOJCEHg</a></p>&mdash; 𝘴𝘸𝘦𝘦𝘵𝘣𝘪𝘵𝘤𝘩 (@AguillardTrevor) <a href="https://twitter.com/AguillardTrevor/status/1458538697956204549?ref_src=twsrc%5Etfw">November 10, 2021</a></blockquote><script async src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script>
</div></figure>



<p>หลังจากนั้นคำว่า Yassification ได้โลดแล่นบนโลกออนไลน์ทุกหนแห่ง ในบริบทโลกตะวันตก การแต่งรูปให้เราดูสวยงามเกินจริงอาจเกิดจากการใช้แอปพลิเคชั่น FaceApp หรือ FaceTune ส่วนในฝั่งเอเชียก็คงหนีไม่พ้นแอป Meitu เพื่อนคู่ใจสาวๆ ที่ช่วยปรับแต่งให้เราดูดีและมั่นใจ ส่วนคำว่า Yas นั้นเป็นสแลงของการพูดว่า Yes ซึ่งเป็นคำพูดที่แสดงอารมณ์เต็มเปี่ยมที่สุด </p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/hsFlmNSnOEt1AdsFhJ3eBPRMT0MYzZd2VMBzMXSIA4GpowZUJf_IvsP_9Qb_mUISai4BXj3fxRSHq4DPD4vAVNN9wj_w0RzVsatAeCGSG8eMhrsFCTM-e36JP7iO-xZ3lIIY1OdD" alt=""/></figure>



<p>เว็บไซต์ <a href="https://knowyourmeme.com/memes/yassification">Know Your Meme </a>แหล่งบันทึกประวัติศาสตร์แห่งมีมบนเน็ต สืบกลับไปพบว่า คำว่า &#8216;Yassification&#8217; โผล่ขึ้นครั้งแรกบนทวิตเตอร์ในปี 2020 นี้เอง คำคำนี้ค่อยๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมักจะแพร่ไปพร้อมกับภาพคนดังที่ถูกปรับแต่งจนดูงามเกินจริง และเมื่อเกิด @yassifyBot ที่รวบรวมภาพแนวนี้ไว้ก็ทำให้ภาพของคำนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งไร้ข้อสงสัย เราได้เห็นอับราฮัม ลินคอล์น เวอร์ชั่นสาวงามสวยเด้งปานแองเจลินา โจลี กระทั่งนักปรัชญาฝั่งซ้ายอย่าง Slavoj Žižek กลายเป็นสาวผมบลอนด์สุดคิวท์ ไม่มีบุคคลใดศักดิ์สิทธิ์เกินไปจนไม่สามารถ Yassify ได้ …</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/q1RF3g-xCLvrnX9KUDb4DTSV4pe-ZHqEmw562bchpn0Pc_DwNi2r-k592O7u0ZlqrryeXZjFhp2k_kxtelF_pFkCgMcjXzVe2qu4_-u3RlFWro9Icuwi3t9IRiumAkTpryk8thmF" alt=""/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/7EBlzcAc3BQDIWG6gZKUZjBqCGVS4QPGqEnmvC1lhtk7V4gWYWHqTh2l89U-OjjvecLyK3ssnn6SaMI49XrJzVb1mSZqlt9VeItzCrZwAQxnREXLK093EU5_EU87HI9oS8OSXUjt" alt=""/></figure>



<p>หากเราอยากจะลอง Yassify ตัวเราเองก็สามารถทำได้ด้วยแอปพลิเคชั่นแต่งภาพ หรือกระทั่งฟิลเตอร์บน Instagram Story ยิ่งความต๊าซนั้นดูห่างไกลจากภาพจริงแค่ไหน ยิ่งน่าประทับใจ น่าจดจำ และถูกแชร์ต่ออย่างไว</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/UtQpkp295b_PM7TUlMIZJb_BeqcC1v-r7Gm5BHinLS3puHZxRDtFzy9d3Awr2FB3grFUK_OPNhIkYkq_dwVwnwUB8feGgqr9cb-V3iVT6AargBzDQI-pV1suHQOdzPxNVLT2SDQr" alt=""/></figure>



<p>อย่างไรก็ตาม มีคนมองว่าการ Yassification เป็นการล้อเลียนชาวแดร็กควีนในวัฒนธรรม LGBTQ+ หรือไม่ กระทั่งคำว่า Yas ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคำอุทานคุณแม่ยุคแดร็กควีนแรกเริ่มในช่วงปี 80s ในบริบทสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นและดีไม่มีที่ติ เช่น &#8220;Yas, queen!&#8221;  &#8220;yaas!&#8221; หรือ &#8220;yaasss!&#8221; ในบริบทภาษาไทยน่าจะประมาณคำว่า “ปังมากแม่ !!!” “ต๊าชสุดด !!!” ที่วัยรุ่นใช้แพร่หลายในเวลานี้  คำว่า Yas ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในพจนานุกรม Oxford Dictionary ในปี 2017 </p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/IFfE8JCVvebJkuF3jE5pJ5iuL08vDBdPi6TAOymO9VbAuWH-_dgbqKX24GRmLbC8_J2Mz6xOTJ_d-uzxQMwefsi17iPcushAPsl2dp7pDtOW08GzKI3kFpyfyjmqISrdb3N0TSAG" alt=""/></figure>



<h3 class="wp-block-heading">โอบกอดความงามสมัยใหม่ ใครอยากสวยแบบไหนก็เป็น อยากทำไรก็ทำ</h3>



<p>ในปี 2014 Google Analytics พบว่าผู้ใช้ทั่วโลกถ่ายภาพเซลฟี่กว่า 93 ล้านภาพต่อวัน</p>



<p>ในเว็บไซต์ case24.com รายงานว่ามีคนเพียง 29% เท่านั้นที่จะลงภาพโดยไร้การปรับแต่งเพิ่มเติม แอปต่างๆ ก็มีฟิลเตอร์ที่ช่วยให้หนังหน้าเราใสเด้ง ปรับแต่งได้มากตามที่ต้องการ กระทั่งการเข้าประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom ก็มีฟังก์ชัน &#8216;Touch Up My Appearance’ คอยปรับหนังหน้าเราให้เนียนใสเมื่อประชุมจากชุดนอนที่บ้าน</p>



<p>Jia Tolentino ได้เขียนข้อสังเกตปรากฏการณ์ Instagram Face หรือใบหน้าแบบอุดมคติของอินสตาแกรมไว้บทความใน<a href="https://www.newyorker.com/culture/decade-in-review/the-age-of-instagram-face"> The New Yorker </a>ว่าคือใบหน้าสวยไร้ที่ติจนดูเป็นหุ่นยนต์ โหนกแก้มสูง ผิวเนียนเรียบแต่มีประกาย ปากอิ่ม จมูกน้อย ใบหน้าที่ระบุได้ยากว่ามาจากชาติพันธุ์ใด เกิดกระแสที่คนจำนวนมากอยากมีหน้าตาเหมือนตัวเองในเวอร์ชั่นออนไลน์ จนเกิดปรากฏการณ์ <strong>&#8216;Snapchat dysmorphia</strong>&#8216; เมื่อคนเริ่มไม่พึงใจในใบหน้าจริงตัวเองจนไปศัลยกรรมพลาสติกให้ดูเหมือนรูปตัวเองเมื่อมีฟิลเตอร์</p>



<p>สิ่งที่เราได้จากปรากฏการณ์มีม Yassification คงไม่ใช่การตัดพ้อว่า โลกนี้ไม่มีอะไรที่จริงแท้อีกต่อไป หรือการตกแต่งเกินพอดีนั้นทำให้โลกแย่ลง ผู้เขียนกลับมองว่าการที่สังคมยอมรับการมีอยู่ของ Yassification น่าจะทำให้ทุกคนไม่ซีเรียสกับภาพลักษณ์สวยๆ งามๆ ที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต ยอมรับเสียว่าใครๆ ก็แต่งภาพทั้งนั้น ไม่ต้องเดือดร้อนหากเขาอยากปรุงแต่งภาพที่ทำให้เขามั่นใจ ไม่ต้องพยายามจับผิดรูปร่างหน้าตาของคนอื่น หรือไปนั่งตรวจสอบว่าอะไรจริงหรือไม่มีจริงในโลกที่ภาพใดๆ ล้วนผ่านการอีดิตปรุงแต่งทั้งสิ้น หากเราแอบตุ้งภาพเราใน Meitu แล้วทำให้เราดูดีและมั่นใจขึ้นอีกนิดก็ทำเลย</p>



<p>ในโลกออนไลน์ใดใดล้วนโดนอีดิทและปรุงแต่งเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด ปังที่สุด แม้กระทั่งความงามแบบดูไม่พยายามหรือภาพถ่ายที่ดูความน้อยนิ่งงามก็ใช้แรงพยายามมากมายในการเคลื่อนเฟอร์นิเจอร์ จัดองค์ประกอบ และถ่ายซ้ำหลายสิบรูปกว่าจะได้มุมที่ดีที่สุด แม้รูปผลลัพธ์ปลายทางอาจถูกทำให้ดู effortless แค่เราอาจแค่ไม่ทราบเบื้องหลังเท่านั้น&nbsp; หากคนเราจะสวยโดยพึ่งพาเทคโยโลยีแล้วเราพึงพอใจและมั่นใจเราก็ไม่ควรต้องรู้สึกแย่ ความสวยธรรมชาตินั้นอาจใช้ความพยายามและทุนทรัพย์อย่างมาก หากเราจะแต่งเติมภาพเพื่อลบความไม่มั่นใจบางประการคงไม่เป็นไร</p>



<p>ดังนั้น จงเพลิดเพลินกับปรากฏการณ์ Yassification ยินดีกับรูปสวยๆ งามๆ ของคนอื่นโดยไม่ต้องพยายามไปหาว่าจริงหรือไม่ จริงแท้แค่ไหน เพราะใดใดในโลกล้วนสามารถถูกทำให้ต๊าชได้เต็มที่เท่าที่เขาต้องการ และยอมรับเถอะว่า Yassification คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f609.png" alt="😉" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<h2 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h2>



<p><a href="https://twitter.com/yassifybot">Yassify Bot (@YassifyBot) / Twitter</a></p>



<p><a href="https://knowyourmeme.com/memes/yassification">Yassification | Know Your Meme</a></p>



<p><a href="https://en.wiktionary.org/wiki/yassification">yassification &#8211; Wiktionary</a></p>



<p><a href="https://www.psychologytoday.com/us/blog/behind-online-behavior/202105/the-rise-instagram-face">The Rise of &#8216;Instagram Face&#8217; | Psychology Today</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/11/24/style/yassify-bot-meme.html">YassifyBot and &#8216;Yassification&#8217; Memes, Explained &#8211; The New York Times</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yassification/">Yassification  แต่งรูปยังไงให้ต๊าชจนกลายเป็นมีม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จัก Queenager และ Zaddy คนสูงวัยที่ยังเคลื่อนไหว ยืดหยุ่น เท่และทันสมัยในยุคสังคมผู้สูงอายุ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/queenager-zaddy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2022 06:48:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[queenager]]></category>
		<category><![CDATA[zaddy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154695</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกที่มีสัดส่วนประชากรคนสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือสังคมที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เท่ากับหรือมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด เมื่อคนวัยเบบี้บูมเมอร์แถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เริ่มทยอยเข้าสู่วัย 60 ปี สื่อต่างๆ เริ่มพูดถึงคำว่า ’สึนามิสีเงิน’ หรือ ‘สึนามิผู้สูงอายุ’ หรือ ‘Silver Tsunami’ จากความหวั่นวิตกว่าสังคมจะมีคนทำงานหรือคนเสียภาษีไม่มากพอ พอก้าวเข้าปี 2565 ประเทศไทยจะมีคนสูงวัยมากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่ปี 2022 บล็อกแนะนำคำศัพท์ใหม่ โดย Cambridge Dictionary เขียนถึง 3 คำใหม่ที่เกี่ยวข้องกับคนสูงวัยรุ่นใหม่ในแง่บวกว่าเป็นวัยที่ยืดหยุ่น คือคำว่า Queenager, Silvfluencer และ The Elastic Generation ทำให้ผู้เขียนอยากรู้ว่ามีคำศัพท์ไหนอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับคนมีอายุในแง่มุมต่างๆ Zaddy (n.) คำที่ใช้เรียกผู้ชายสูงวัย คุณพ่อ คุณลุง คุณตาที่มาดเท่ดูดี ซึ่งกำลังมาแรงบนรันเวย์แฟชั่น คำแรกนี้อาจเดาได้ไม่ยาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/queenager-zaddy/">รู้จัก Queenager และ Zaddy คนสูงวัยที่ยังเคลื่อนไหว ยืดหยุ่น เท่และทันสมัยในยุคสังคมผู้สูงอายุ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในโลกที่มีสัดส่วนประชากรคนสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือสังคมที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เท่ากับหรือมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด เมื่อคนวัยเบบี้บูมเมอร์แถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เริ่มทยอยเข้าสู่วัย 60 ปี สื่อต่างๆ เริ่มพูดถึงคำว่า ’สึนามิสีเงิน’ หรือ ‘สึนามิผู้สูงอายุ’ หรือ ‘Silver Tsunami’ จากความหวั่นวิตกว่าสังคมจะมีคนทำงานหรือคนเสียภาษีไม่มากพอ พอก้าวเข้าปี 2565 ประเทศไทยจะมีคนสูงวัยมากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด</p>



<p>เข้าสู่ปี 2022<a href="https://dictionaryblog.cambridge.org/2022/01/03/new-words-3-january-2022/#:~:text=Queenager%20noun%20%5BC%5D,TV%20show%20Grace%20and%20Frankie."> บล็อกแนะนำคำศัพท์ใหม่</a> โดย Cambridge Dictionary เขียนถึง 3 คำใหม่ที่เกี่ยวข้องกับคนสูงวัยรุ่นใหม่ในแง่บวกว่าเป็นวัยที่ยืดหยุ่น คือคำว่า Queenager, Silvfluencer และ The Elastic Generation ทำให้ผู้เขียนอยากรู้ว่ามีคำศัพท์ไหนอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับคนมีอายุในแง่มุมต่างๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Zaddy (n.) คำที่ใช้เรียกผู้ชายสูงวัย คุณพ่อ คุณลุง คุณตาที่มาดเท่ดูดี ซึ่งกำลังมาแรงบนรันเวย์แฟชั่น</strong></h3>



<p>คำแรกนี้อาจเดาได้ไม่ยาก คำว่า ‘Zaddy’ นั้นเป็นคำสแลงที่มาจากคำว่า ‘Daddy’ หรือ ‘คุณพ่อ’ บางคนเชื่อว่า Zaddy กร่อนมาจากคำว่า ‘Sugar Daddy’&nbsp;คำนี้โผล่มาเรื่อยๆ และเริ่มเป็นคำที่คนคุ้นเคย มีแรปเปอร์อย่าง Ty Dolla $ign ได้ออกเพลงชื่อ <em>‘Zaddy’&nbsp;</em> เนื่องจากเป็นคำใหม่ที่คนเริ่มใช้บนอินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้มีบัญญัติแน่ชัดแต่คำนี้มีความหมายรวม ผู้ชายมีอายุที่ยังดูดี เซ็กซี่และยังมีมาดเท่แบบ Swag มีบุคลิกภาพที่ดึงดูดน่าสนใจ คนที่จะเป็น Zaddy ได้ คือชายที่เข้าสู่วัยกลางคนจนถึงวัยสูงอายุที่ทำให้เรารู้สึกว่า คนมีอายุนั้นเท่จัง อยากแก่ไปเป็นแบบนี้</p>



<p>บทความในนิวยอร์กไทมส์ได้เรียกปี 2018 ว่าเป็นปีแห่งเหล่า Zaddy เพราะบนแฟชั่นรันเวย์ในปีนั้น ได้ปรากฏนายแบบสูงวัยขั้นที่ผมสีเทามาเดินบนรันเวย์มากมาย มีสื่อหลายเจ้าเริ่มเขียนถึงคำนี้และพยายามหารูปภาพมาประกอบเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ</p>



<p><strong>Kyle MacLachlan บนรันเวย์ Prada FW 2022 </strong><a href="https://www.instagram.com/p/CY5HNH9LUsx/"><strong>https://www.instagram.com/p/CY5HNH9LUsx/</strong></a></p>



<p>เทรนด์ชายสูงวัยเท่ๆ บนรันเวย์นี้ไม่ได้เกิดแล้วจบไป เพราะ Zaddy ยังโผล่มาเรื่อยๆ ข้ามมาปี 2022 Prada ก็ได้นำพาดารารุ่นเก๋าอย่าง Jeff Goldblum (วัย 69 ปี) นักแสดงนำหนังคลาสสิกอย่าง<em> Jurassic Park </em>และ Kyle MacLachlan (วัย 62 ปี) จากซีรีส์อเมริกันยุค 90 <em>Twin Peaks </em>มาเดินเฉิดฉายในรันเวย์ Fall/Winter 2022 มิลานแฟชั่นวีก ส่วนย้ายมาในฝั่งตะวันออกมีชายชื่อ Wang Deshun นายแบบสูงวัยอายุ 85 ปีผู้เดินเฉิดฉายบนรันเวย์ที่ Beijing Fashion Week เขาถูกขนานนามว่าเป็นคุณปู่ที่ฮอตที่สุดในประเทศจีน</p>



<p>คนที่ได้รับการนิยามว่า Zaddy นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนวัยคุณตาคุณปู่เสมอไป ไม่ได้มีกรอบอายุชัดเจนว่าคนวัยไหนจะสามารถเป็น Zaddy ได้ นักแสดงผู้ถูกนิยามว่า Zaddy เช่น Idris Elba หรือ Ryan Reynolds ตัวอย่างดาราชายคนอื่นๆ บนรันเวย์แฟชั่น เช่น Willem Dafoe, Gary Oldman&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/yV96rsyMrlZZYC7Z-7v9huCzM8-NfzZhfq_IYssYF1k5_YowCKaPKv6yrSfi3nYLZn1OjAglflZSyQVs7VjLyH_N7kvv8p0snypktsi2IUwXBreGFrD5kD7Od6i27JY-E9ckGSbr" alt=""/><figcaption>Wang Deshun นายแบบชาวจีนวัย 85 ปี&nbsp; <a href="https://www.youtube.com/watch?v=qncWfII9MCQ">https://www.youtube.com/watch?v=qncWfII9MCQ</a>&nbsp;</figcaption></figure>



<p>การใช้แสดงภาพแง่บวกหรือคนมีอายุนั้นสามารถเท่หรือดูดีไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่แต่อย่างใด&nbsp; ลุคชายสูงวัยที่ดูคูลนั้นอินและเอาต์วนไปไม่รู้จบ เชื่อว่าทุกคนต่างมีคนสูงวัยในดวงใจที่เรารู้สึกว่าเท่จัง ทำไมยิ่งแก่แล้วยิ่งดูดีการมีอยู่ของคำนี้ก็ยิ่งทำให้คอนเซปต์ของผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไปที่ดูคูลนั้นชัดเจนเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น ชวนให้เราค้นหาว่าเรามี Zaddy ในดวงใจบ้างไหม&nbsp;</p>



<p>คำว่า Zaddy นั้นมักหมายถึงผู้ชายมีอายุที่ดูคูล นอกไปจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก ยังมีอีกคำที่น่าสนใจที่มองคนสูงวัยในทางบวกในฝั่งผู้หญิงคือ&nbsp;Queenager&nbsp;มาจากคำว่า Queen (นางพญา) + Teenager (วัยรุ่น)&nbsp;&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Queenager (n.)&nbsp; คำเรียกแทนหญิงมีอายุที่ยังกระฉับกระเฉง ยังสนุกกับการใช้ชีวิต ผู้เชื่อว่า ไม่มีใครกำหนดว่าคนเราควรทำหรือไม่ทำอะไร ณ อายุเท่าไหร่</strong></h3>



<p>สื่ออังกฤษอย่าง Telegraph ได้เขียนถึง Queenager ว่าคือหญิงสูงวัยที่มีสไตล์จัดจ้าน สนุกสนาน ตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์สูงอายุที่เป็นตัวแทนคำว่า Queenager เช่น Daphne Selfe นางแบบมืออาชีพวัย 93 ปี ผู้เริ่มทำงานสายนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1949 และยังคงทำงานสายอาชีพนี้อยู่จนปัจจุบัน อินสตาแกรมของเธอมีผู้ติดตาม 68.1k สาเหตุที่ต้องใช้คำว่า Queen หรือราชินีเพราะว่าเธอคือนางพญาที่ยังสนุกสนานกับชีวิตสังคมและไม่ได้ใช้ชีวิตช้าลงเลย ยังคงมีแรงมีพลังงานของความกระฉับกระเฉง ตัวเธอให้สัมภาษณ์ว่าอายุไม่ควรเป็นกรอบจำกัดที่จะมากำหนดว่าเธอจะแต่งตัวอย่างไร หรือควรทำกิจกรรมอะไรได้ และยังมีหญิงสูงวัยอีกมากมายที่พยายามหลุดจากกรอบภาพลักษณ์คนแก่แบบที่เราคุ้นเคย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh6.googleusercontent.com/5MekKjjC-XPugDlO3LUpwF6CPe7aauTHpxqpJiqELoWaMm-8lnN5aCpJRVip5yWOc3YVK2Py7eCdy9Kx57dxMEY4Pa2W-HbPLMmKDFCBVJRR4Ybp3aW0iuF76ObfvgWe_QUqzHZ_" alt=""/><figcaption><strong>Daphne Selfe นางแบบสูงวัย อายุ 93 ปี ตัวแทนของคำว่า Queenager </strong><a href="https://www.instagram.com/p/B8R7HV4lPEe/"><strong>https://www.instagram.com/p/B8R7HV4lPEe/</strong></a></figcaption></figure>



<p>แน่นอนว่าปรากฏการณ์ Queenager ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกเหมือนกัน คนแก่ที่คูลนั้นน่าจะมีมานานก่อนจะมีประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ผู้เขียนมองว่า มีคนแก่คูลๆ เท่ๆ ที่ยังสนุกสนานกับชีวิตอีกมากมาย พวกเขาแค่ใช้ชีวิตหรือแต่งตัวเต็มที่โดยไม่ยอมให้อายุมาพรากสิ่งที่ชอบทำไป&nbsp;โลกไม่ควรจะต้องตื่นตกใจหรือประหลาดใจกับคนสูงวัยสักคนที่ยังดูดี มีเสน่ห์ มีสไตล์เก๋ๆ ยังสนุกสนานกับการใช้ชีวิตด้วยพลังงานอันสดใส&nbsp;</p>



<p>หลายๆ คนอาจจะมีคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่ไม่หยุดนิ่ง ผู้ที่ยังเรียนรู้สิ่งใหม่ สนใจโลก และทำกิจกรรมต่างๆ อย่างกระฉับกระเฉงไม่ต่างไปจากสมัยยังเป็นวัยรุ่น การเติบโตและการที่อายุมากขึ้นเป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งของชีวิตไม่ใช่จุดจบของความสร้างสรรค์&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Elastic Generation (n.)&nbsp; เมื่อคนสูงวัยยืดหยุ่น เติบโตและปรับตัวไม่ต่างจากคนวัยอื่นๆ&nbsp;</strong></h3>



<p>เราอาจคุ้นเคยกับการแบ่งช่วงวัยตามปีที่เกิดแบบ Gen Z, Millennial, Gen X, Gen Y หรือ Baby Boomers แต่การแบ่งคนด้วยช่วงวัยนั้นเป็นเพียงการจำแนกผู้คนเพียงคร่าวๆ เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ในปี 2018 Wunderman Thompson ได้ทำแบบสำรวจเพื่อหาโอกาสทางการตลาดกับคนกลุ่มสูงวัยที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด จากการสำรวจ&nbsp; คือกลุ่มผู้บริโภควัย 53-72 ปี พวกเขานั้นยังมีความต้องการที่ยืดหยุ่นและปรับตัวสูง เป็นคนที่มีกำลังซื้อซึ่งแบรนด์มักจะมองข้ามไป และเกิดคำนิยามว่าพวกเขาคือ Elastic Generation หรือวัยแห่งความยืดหยุ่น&nbsp;</p>



<p>แนวคิด Elastic Generation ชวนให้เรานึกภาพบรรยากาศที่คนสูงวัยยังทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ต่างจากคนวัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเล่นแอพหาคู่ ออกไปเดต ออกไปสังสรรค์ พูดคุย ทำกิจกรรมงานอดิเรกหลากหลาย เรียก Grab ไปจ่ายตลาด คนสูงวัยยังให้ความสำคัญกับการทำงาน&nbsp; ยังอยากรู้จักคนใหม่ๆ สนใจโลกและเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ฝึกทักษะใหม่ๆ ไม่ต่างจากคนวัยอื่นๆ พวกเขายังปรับตัวใช้เทคโนโลยีใหม่ได้คล่องแคล่ว แต่แบรนด์หรือคนวัยอื่นมักมีภาพจำหรืออคติที่คนมักมองว่าคนแก่ทุกคนนั้นเหมือนๆ กันและไม่มีความต้องการหรือรสนิยมอันพิเศษเฉพาะ คนสูงวัยไม่ได้สนใจแค่เรื่องสุขภาพแล้วจบ ทั้งที่พวกเขายังใช้ชีวิตและต้องการตัวเลือกอันหลากหลาย และพวกเขาแค่อยากใช้ชีวิตที่อยากใช้ ไม่ได้อยากจะเป็นวัยรุ่นหรือดูเด็กลงแต่อย่างใด เพราะกิจกรรมเหล่านี้ไม่ควรมีวัยมากำกับ</p>



<p>การมีอยู่ของคำนี้ Queenager และ Zaddy อาจยังเป็นคำใหม่ที่ความหมายนั้นยังถกเถียงกันอยู่ แต่ก็ชี้ชวนให้เราได้จินตนาการเห็นความเป็นไปได้ของคนสูงวัยว่าชีวิตยังดำเนินต่อไปหลังวัยหนุ่มสาว&nbsp; ช่วยให้ความหวังว่าชีวิตบั้นปลายของเราจะยังคงมีความหมาย น่าตื่นเต้นได้ การสิ้นสุดชีวิตวัยหนุ่มสาวไม่ใช่จุดอวสานของความเป็นไปได้&nbsp;เราควรจะช่างใจให้มากกับค่านิยมของสังคมที่มักยึดติดกับคำว่า “เหมาะสมกับวัย” หรือ “age appropriate”&nbsp; ซึ่งเป็นค่านิยมของสังคมว่า ใครควรทำอะไรหรือเป็นอย่างไร ณ ตอนอายุเท่าไหร่ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้</p>



<p>ผู้เขียนกำลังเข้าสู่วัย 30 กว่าๆ ซึ่งรู้ตัวว่าไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไป และตระหนักเสมอว่าวันหนึ่งก็จะกลายเป็นคนแก่คนหนึ่ง และเป็นห่วงคุณภาพชีวิตของตัวเองในยามแก่ด้วยภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่มั่นคง มักเกิดคำถามในใจเสมอว่า “แก่แล้วไปไหน” เมื่อคุยกับคนรอบข้างล้วนต่างจินตนาการตัวเองในวัยแก่ไม่ออก และมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่อยากตายก่อนแก่ เพราะกลัวจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ หรือไม่สามารถแสดงออกหรือทำในที่สิ่งที่ชอบได้อีกต่อไป เราอาจได้พบความชอบหรืองานอดิเรกใหม่ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้อยู่</p>



<p>เมื่อย้อนกลับมาดูคำว่า<strong><em> &#8220;สึนามิคนสูงวัย</em></strong>&#8220;<strong><em> </em></strong>หรือ <strong><em>&#8220;สึนามิสีเทา</em></strong>&#8221; คำที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เรียกสภาวะโลกที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปรียบเทียบโลกที่มีคนแก่สูงขึ้นเรื่อยๆ กับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างคลื่นสึนามินั้นได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็นกรอบมุมมองความชราในแง่ลบ ไม่มีใครมองสึนามิเป็นเรื่องดี คำนี้จึงแฝงมุมมองการเหยียดอายุ (Ageism) สร้างภาพคนสูงวัยว่าช่วยเหลือตนเองไม่ได้&nbsp;เป็นภาระที่ต้องจัดการดูแล หากโลกมีคนแก่เยอะย่อมเป็นเรื่องน่ากังวล เป็นปัญหาหรือวิกฤตที่ต้องแก้ไข&nbsp; คำเช่นนี้อาจทำให้เราเกิดอคติหรือการเลือกปฏิบัติกับคนเพราะวัยของเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนไม่อยากแก่</p>



<p>สิ่งที่เราหวาดกลัวและกังวลอาจไม่ใช่อายุที่เพิ่มขึ้น แต่กลัวว่าเมื่อเราแก่ลงแล้วจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ หรือถูกจำกัดชีวิตไปตามกรอบของวัย ตัวอย่างที่ยกมาไม่ได้ต้องการสร้างค่านิยมว่าคนแก่ต้องดูคูลถึงจะน่าสนใจ ต้องเป็นนายแบบนางแบบบนรันเวย์ถึงจะถูกต้อง แต่อาจช่วยทำให้ใครหลายคนรวมทั้งผู้เขียนเองกลัวความแก่ลดลงและมองเห็นตัวเองแก่ในแบบที่เราพึงพอใจ</p>



<p>แต่ชีวิตวัยแก่ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อม อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้มีวัยแก่ที่มีคุณภาพ พึ่งพาตัวเองได้ ตลาดแรงงานที่ไม่มีงานให้คนแก่ทำ หรือไม่มีสวัสดิการ ขนส่งสาธารณะที่ไม่เป็นมิตรกับคนชรา ไม่มีที่ทางให้คนแก่ได้พบปะสังสรรค์เชื่อมต่อกับโลก ไม่มีสวนสาธารณะมากพอที่ให้เราในวัยแก่ได้ออกกำลังกาย หากเราทุกคนคิดเผื่อตัวเองแก่ เราอาจจะสนับสนุนผลักดันนโยบายหรือสังคมที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนสูงวัยได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อโลกที่เราอยากจะอยู่ในยามแก่</p>



<p>คนที่อายุพ้นไปจากวัยหนุ่มสาวก็ยังต้องใช้โลกนี้ร่วมกันกับวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ยังดำเนินชีวิต เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยังเคลื่อนไหว ยังสับสน ค้นหาตัวเอง มีความกังวลสับสน ต้องเอาตัวรอดและยืดหยุ่นปรับตัวไม่ได้แตกต่างไปจากคนวัยอื่นๆ เลย&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h2>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.bbc.com/storyworks/future/force-for-good/surfing-the-silver-tsunami">Surfing the silver tsunami &#8211; Article | Force for good | BBC StoryWorks</a></li><li><a href="https://www.dazeddigital.com/fashion/article/55245/1/pra-daddies-jeff-goldblum-and-kyle-maclachlan-walked-the-prada-runway">Pra-daddies Jeff Goldblum and Kyle MacLachlan walked the Prada runway Menswear | Dazed</a></li><li><a href="https://www.telegraph.co.uk/family/life/meet-queenagers-chic-geriatrics-rocking-style-like-majesty/">Meet the Queenagers: The chic geriatrics rocking style like Her Majesty</a></li><li><a href="https://dictionaryblog.cambridge.org/2022/01/17/new-words-17-january-2022/">New words – 17 January 2022</a></li><li><a href="https://www.merriam-webster.com/words-at-play/zaddy-daddy-origin-meaning-rap">What is a &#8216;Zaddy?&#8217; | Merriam-Webster</a></li><li><a href="https://www.today.com/health/80-model-wang-deshun-china-s-hottest-grandpa-t104699">At 80, model Wang Deshun is &#8216;China&#8217;s hottest grandpa&#8217;</a></li><li><a href="https://www.nytimes.com/2019/09/04/t-magazine/zaddy.html">The Unstoppable Rise of the Zaddy &#8211; The New York Times</a></li><li><a href="https://www.wundermanthompson.com/insight/elastic-generation-female-edit">Elastic Generation: The Female Edit</a></li><li><a href="https://www.straitstimes.com/opinion/forum/forum-labels-like-silver-tsunami-reinforce-ageism">Forum: Labels like &#8216;silver tsunami&#8217; reinforce ageism | The Straits Times</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/queenager-zaddy/">รู้จัก Queenager และ Zaddy คนสูงวัยที่ยังเคลื่อนไหว ยืดหยุ่น เท่และทันสมัยในยุคสังคมผู้สูงอายุ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
