<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>CITIES &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/cities/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/cities/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 18:00:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Bank in Bangkok หลักฐานการสร้างเมืองที่กำลังหายไปและโอกาสสร้างชีวิตใหม่ในพื้นที่เดิม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bangkok-bank/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2021 13:51:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[Little Thoughts]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120968</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคาร มีใครยังจำได้บ้างไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เดินเข้าไปใช้บริการธนาคารหน้าปากซอยคือเมื่อไหร่ และถ้าวันหนึ่งมันพร้อมใจกันหายไป เราจะใจหายเหมือนกับการจากไปของสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าอย่างอาคารโรงแรมดุสิตธานีหรือโรงภาพยนตร์สกาล่าหรือไม่ มันจะเป็นความทรงจำที่เว้าแหว่งของใครของมัน หรือเป็นอดีตร่วมกันของเราทุกคน? หลักฐานของการก่อร่างสร้างความสมัยใหม่ ธนาคาร ธนาคารไทยที่เคยมีสาขาอยู่ทุกแห่งหน นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนแล้ว มันยังมีบทบาทในการก่อร่างสร้างกรุงเทพมหานครด้วย ไม่เพียงกระปุกออมสินกับสมุดเงินฝากธนาคารเล่มแรกที่เป็นความทรงจำร่วมกันในวัยเด็กของหลายคน แต่ธนาคารสาขาต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญประจำย่าน และเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบร่างสร้างผังเมืองขึ้นมา แม้จะเติบโตมาด้วยกัน แต่สาขาธนาคารหลายแห่งกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการล้มตายจากไปก่อนเราหลายคน ไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนที่เคยเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนในวันที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเฟื่องฟู ความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นคือเป็นเครื่องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด สังคม และเทคโนโลยีอันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นการหันหลังให้กับความเกินจำเป็นที่ปราศจากฟังก์ชั่น การก้าวสู่โลกอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบที่หมายถึงการรับใช้มวลชน ซึ่งสนับสนุนโดยวัสดุใหม่อย่างเหล็กกล้าและคอนกรีต สำหรับกรุงเทพมหานคร ธนาคารยังเป็นหลักฐานของการพัฒนาทุนไทย (ไปจนถึงระบบทุนนิยมไทย) และการขยายเมือง นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ในปี 2523 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า และนับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยทำกำไรสุทธิแตะหลักหมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของธนาคารซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของไทยในเวลานั้น ทำให้ธนาคารกรุงเทพถูกจัดอยู่ใน 200 ธนาคารชั้นนำของโลก นำมาสู่ความคิดในการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนถนนสีลมอันเป็นศูนย์กลางธุรกิจในขณะนั้น สถาปนิกผู้ออกแบบคือปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นของไทยอย่างกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา และสุธัญญะ วิจิตรานนท์ โดยอาคารรูปทรงคล้ายซีพียูคอมพิวเตอร์นี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยในปี 2525 ที่เปิดใช้งาน แต่เอาเข้าจริงสำนักงานใหญ่ของธนาคารในบ้านเราที่กลายเป็นตึกสูงแทบทั้งหมดคงไม่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทุบทิ้งสักเท่าไหร่ สาขาธนาคารต่างหากคือประเด็นที่อยากหยิบยกมาพูดก่อนที่มันจะหายจากเราไป ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในเชิงสถาปัตยกรรม คุณค่าในเชิงสังคมในฐานะพื้นที่สำคัญของย่าน ไปจนถึงคุณค่าทางจิตใจอันหมายถึงความทรงจำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-bank/">Bank in Bangkok หลักฐานการสร้างเมืองที่กำลังหายไปและโอกาสสร้างชีวิตใหม่ในพื้นที่เดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;"> ธนาคาร </span>มีใครยังจำได้บ้างไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เดินเข้าไปใช้บริการธนาคารหน้าปากซอยคือเมื่อไหร่</p>
<p>และถ้าวันหนึ่งมันพร้อมใจกันหายไป เราจะใจหายเหมือนกับการจากไปของสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าอย่างอาคารโรงแรมดุสิตธานีหรือโรงภาพยนตร์สกาล่าหรือไม่</p>
<p>มันจะเป็นความทรงจำที่เว้าแหว่งของใครของมัน หรือเป็นอดีตร่วมกันของเราทุกคน?</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-large wp-image-121035 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-1024x639.jpg" alt="" width="1024" height="639" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-1024x639.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-300x187.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-768x479.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-502037032-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><strong>หลักฐานของการก่อร่างสร้างความสมัยใหม่</strong><span style="display: none;"> ธนาคาร </span></h3>
<p>ธนาคารไทยที่เคยมีสาขาอยู่ทุกแห่งหน นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนแล้ว มันยังมีบทบาทในการก่อร่างสร้างกรุงเทพมหานครด้วย</p>
<p>ไม่เพียงกระปุกออมสินกับสมุดเงินฝากธนาคารเล่มแรกที่เป็นความทรงจำร่วมกันในวัยเด็กของหลายคน แต่ธนาคารสาขาต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญประจำย่าน และเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบร่างสร้างผัง<a href="https://adaymagazine.com/?s=cities" target="_blank" rel="noopener">เมือง</a>ขึ้นมา</p>
<p>แม้จะเติบโตมาด้วยกัน แต่สาขาธนาคารหลายแห่งกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการล้มตายจากไปก่อนเราหลายคน ไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนที่เคยเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนในวันที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเฟื่องฟู</p>
<p>ความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นคือเป็นเครื่องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด สังคม และเทคโนโลยีอันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นการหันหลังให้กับความเกินจำเป็นที่ปราศจากฟังก์ชั่น การก้าวสู่โลกอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบที่หมายถึงการรับใช้มวลชน ซึ่งสนับสนุนโดยวัสดุใหม่อย่างเหล็กกล้าและคอนกรีต</p>
<p>สำหรับกรุงเทพมหานคร ธนาคารยังเป็นหลักฐานของการพัฒนาทุนไทย (ไปจนถึงระบบทุนนิยมไทย) และการขยายเมือง นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา</p>
<div id="attachment_121039" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121039" class="wp-image-121039 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม.jpg" alt="ธนาคาร" width="450" height="672" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม-201x300.jpg 201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThep_สำนักงานใหญ่-สีลม-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-121039" class="wp-caption-text">ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม via docomomothailand.org</p></div>
<p>ในปี 2523 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า และนับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยทำกำไรสุทธิแตะหลักหมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของธนาคารซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของไทยในเวลานั้น ทำให้ธนาคารกรุงเทพถูกจัดอยู่ใน 200 ธนาคารชั้นนำของโลก นำมาสู่ความคิดในการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนถนนสีลมอันเป็นศูนย์กลางธุรกิจในขณะนั้น สถาปนิกผู้ออกแบบคือปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นของไทยอย่างกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา และสุธัญญะ วิจิตรานนท์ โดยอาคารรูปทรงคล้ายซีพียูคอมพิวเตอร์นี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยในปี 2525 ที่เปิดใช้งาน</p>
<p>แต่เอาเข้าจริงสำนักงานใหญ่ของธนาคารในบ้านเราที่กลายเป็นตึกสูงแทบทั้งหมดคงไม่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทุบทิ้งสักเท่าไหร่ สาขาธนาคารต่างหากคือประเด็นที่อยากหยิบยกมาพูดก่อนที่มันจะหายจากเราไป ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในเชิงสถาปัตยกรรม คุณค่าในเชิงสังคมในฐานะพื้นที่สำคัญของย่าน ไปจนถึงคุณค่าทางจิตใจอันหมายถึงความทรงจำ</p>
<div id="attachment_121038" style="width: 510px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121038" class="wp-image-121038 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali.jpg" alt="ธนาคาร" width="500" height="333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/KrungThai_Suanmali-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><p id="caption-attachment-121038" class="wp-caption-text">ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสวนมะลิ via docomomothailand.org</p></div>
<p>ก่อนจะกลายเป็นสาขาของธนาคารกรุงไทยในปัจจุบัน อาคารสวนมะลิที่สร้างเสร็จในปี 2513 เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคารไทยพัฒนา ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารมหานคร ก่อนจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง กลายเป็นธนาคารกรุงไทยสาขาสวนมะลิในปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ออกแบบโดยอมร ศรีวงศ์ โดดเด่นด้วยฟาซาดที่ออกแบบให้เหมือนตาข่ายปกคลุมอาคาร ในขณะที่ล็อบบี้ภายในอาคารไม่มีเสาเกะกะสายตาเลยสักต้น</p>
<div id="attachment_121037" style="width: 340px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121037" class="wp-image-121037 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน.jpg" alt="ธนาคาร" width="330" height="494" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน.jpg 330w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/Kasikorn_สำนักงานใหญ่-ถนนพหลโยธิน-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 330px) 100vw, 330px" /><p id="caption-attachment-121037" class="wp-caption-text">ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน via docomomothailand.org</p></div>
<p>ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือสถาปัตยกรรมรวงข้าวคอนกรีตของสาขาธนาคารกสิกรไทยที่เราทุกคนคุ้นเคย ซึ่งออกแบบโดยรังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหน้าตาของเมืองกรุงเทพมหานคร โดยรังสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลโก้ของธนาคารที่เป็นรวงข้าว พัฒนาจนกลายเป็นสาขาธนาคารกสิกรไทยในรูปลักษณ์ที่เราคุ้นชิน โดยเฉพาะสาขาสาทรที่ผ่านทีไรก็อดชื่นชมความงดงามไม่ได้เสมอ ที่สำคัญมันคืองานออกแบบที่สร้างอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมให้กับธนาคารสมัยนั้น และเป็นต้นแบบให้กับการออกแบบสาขาธนาคารกสิกรไทยในเวลาต่อมา ก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอาคารกระจก</p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าทั้งรวงข้าว ดอกบัวหลวง ใบโพธิ์ ฯลฯ คือภาพคุ้นตาที่หลายคนเติบโตมาด้วย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม</p>
<div id="attachment_121041" style="width: 510px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121041" class="wp-image-121041 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม.jpg" alt="" width="500" height="333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/ธนาคารไทยพาณิชย์-ชิดลม-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><p id="caption-attachment-121041" class="wp-caption-text">ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานชิดลม via docomomothailand.org</p></div>
<h3><strong>ยุคใหม่ ความต้องการใหม่</strong></h3>
<p>แต่ยุคโมเดิร์นก็ผ่านไปนานแล้ว</p>
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อ</p>
<p>แน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-121036 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-1024x697.jpg" alt="" width="1024" height="697" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-1024x697.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-768x523.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/GettyImages-1213170062-600x408.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
<hr />
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="http://www.docomomothailand.org/pages/buildings.html" target="_blank" rel="noopener">docomomo Thailand</a></p>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<div style="display: none;">
<p>ความซบเซาของสาขาธนาคารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้อย่างที่เห็นในบางเมือง โดยเฉพาะสาขาธนาคารในบ้านเราที่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในทำเลใจกลางย่าน ใกล้กับตลาด คลินิก และร้านสะดวกซื้อแน่นอนว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงสาขาธนาคารแต่ยังรวมถึงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงทุกปี สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงอาคารราชการหลายแห่งที่เต็มไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ได้รับการใช้งาน อันเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเอกสารจำนวนมาก และการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่หลายอย่างไม่ต้องอาศัยพื้นที่</p>
<p>เมื่อโจทย์ของการอยู่อาศัยในเมืองเปลี่ยน พื้นที่จึงควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับความต้องการใหม่</p>
<p>ในวันที่เด็กไม่ค่อยเกิดและคนไม่ค่อยตาย จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจึงหมายถึงความต้องการในพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขามากขึ้น ไม่แปลกหากโรงเรียนและพื้นที่ราชการหลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ สันทนาการ หรือการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ</p>
<p>และคงดีไม่น้อยหากในวันที่เราพูดถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พื้นที่หลายแห่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชนด้วย</p>
<p>บางครั้งความต้องการใหม่อาจหมายถึงการแก้ไขปัญหาเก่าๆ อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของเมือง การเปลี่ยนผ่านความต้องการจึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดการเรื่องการระบายน้ำอันเป็นปัญหาหนักหน่วงของกรุงเทพมหานคร เมืองชายฝั่งที่เผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>กรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมด้วยโครงการก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน</p>
<p>แม้การเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟคงไม่ใช่คำตอบสำหรับสาขาธนาคารไทยทั้งหมด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทุบทิ้งซึ่งมีต้นทุนในการก่อสร้างใหม่สูงกว่าการปรับปรุงอาคาร นั่นรวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p>แม้จะเคยเป็นของตาย แต่หากมันหายไป ความทรงจำของเราก็คงจะแหว่งไปเหมือนกัน</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-bank/">Bank in Bangkok หลักฐานการสร้างเมืองที่กำลังหายไปและโอกาสสร้างชีวิตใหม่ในพื้นที่เดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Public Life in Bangkok โอกาสการพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ไม่ล็อกดาวน์ไปพร้อมกับเมือง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/public-life-in-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Jan 2021 14:45:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วัดบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[public space]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[สวนผักคนเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118410</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าให้นึกถึงพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ กันแบบเร็วๆ คุณจะนึกถึงที่ไหน นอกจากสวนสาธารณะในย่านที่พักอาศัยที่เราคุ้นเคย คำตอบอาจหนีไม่พ้นพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างสนามหลวง ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่สาธารณะแต่การเข้าไปใช้งานก็ไม่ได้สาธารณะตามชื่อ ในขณะที่บางคนอาจนึกถึงลานเซ็นทรัลเวิลด์ ลานพาร์ก พารากอน หรือริเวอร์พาร์กของห้างไอคอนสยาม ที่เอาเข้าจริงเราอาจจะต้องเรียกว่าพื้นที่กึ่งสาธารณะ (semi-public space) เพราะเป็นพื้นที่ที่เอกชนเป็นเจ้าของ ถึงจะเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงแต่ก็จำกัดรูปแบบกิจกรรมการใช้งานอยู่ดี เรารู้กันอยู่เต็มอกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยจัตุรัสหรือลานสาธารณะ และมีรูปแบบการใช้พื้นที่สาธารณะเหมือนเมืองในยุโรป แต่ก่อนที่เราจะวาดฝันว่าอยากเห็นกรุงเทพฯ มีพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพเยอะแบบเมืองนอกเมืองนา คำถามที่เราต้องตามหาคำตอบให้ได้ก่อนคือ แท้ที่จริงแล้วกรุงเทพฯ ของเรานั้นขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่คนเมืองคุ้นชินนั้นไม่เอื้อต่อการใช้พื้นที่สาธารณะ (ที่มีอยู่แล้วหรือกำลังจะมี) กันแน่ ยิ่งเคลื่อนที่น้อยลง ยิ่งต้องการพื้นที่ใกล้บ้าน แต่พอเอ่ยถึงพื้นที่สาธารณะ เราก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ต้นแบบของเมืองเดินได้ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนพื้นที่จอดรถในเมืองเก่าจำนวนมากเป็นพื้นที่สาธารณะ และเปลี่ยนถนนที่เชื่อมพื้นที่ส่วนรวมเหล่านั้นเป็นถนนคนเดิน แน่นอน เมื่อทั่วโลกเกิดวิกฤตโควิด-19 สิ่งที่เราอดตั้งคำถามไม่ได้คือ การใช้งานพื้นที่สาธารณะของชาวโคเปนเฮเกนเปลี่ยนหน้าตาไปยังไงบ้าง คำตอบนั้นอยู่ในงานวิจัยชิ้นล่าสุดของ Gehl Architects บริษัทออกแบบและวิจัยเมืองที่ก่อตั้งโดย Jan Gehl สถาปนิกและนักพัฒนาเมืองคนสำคัญของเดนมาร์ก พวกเขาทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่สาธารณะหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ใน 4 เมืองของเดนมาร์กซึ่งหนึ่งในนั้นมีโคเปนเฮเกนรวมอยู่ด้วย งานวิจัยบอกให้เรารู้ว่า แม้การเดินทางที่ลดน้อยลงไปมากจะทำให้พื้นที่ย่านดาวน์ทาวน์ที่เคยเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเจอผลกระทบอย่างหนัก แต่พื้นที่สาธารณะของเมืองที่ดีพร้อมมาก่อนแล้วกลับได้รับการใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของการพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย ยิ่งพื้นที่ไหนใกล้กับชุมชนหรือย่านที่มีคนอยู่มากๆ ก็เท่ากับว่ามีจำนวนการใช้งานเพิ่มขึ้น แถมกิจกรรมที่เกิดขึ้นตรงนั้นก็หลากหลายมากขึ้นด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/public-life-in-bangkok/">Public Life in Bangkok โอกาสการพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ไม่ล็อกดาวน์ไปพร้อมกับเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าให้นึกถึงพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ กันแบบเร็วๆ คุณจะนึกถึงที่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากสวนสาธารณะในย่านที่พักอาศัยที่เราคุ้นเคย คำตอบอาจหนีไม่พ้นพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างสนามหลวง ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่สาธารณะแต่การเข้าไปใช้งานก็ไม่ได้สาธารณะตามชื่อ ในขณะที่บางคนอาจนึกถึงลานเซ็นทรัลเวิลด์ ลานพาร์ก พารากอน หรือริเวอร์พาร์กของห้างไอคอนสยาม ที่เอาเข้าจริงเราอาจจะต้องเรียกว่าพื้นที่กึ่งสาธารณะ (semi-public space) เพราะเป็นพื้นที่ที่เอกชนเป็นเจ้าของ ถึงจะเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงแต่ก็จำกัดรูปแบบกิจกรรมการใช้งานอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้กันอยู่เต็มอกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยจัตุรัสหรือลานสาธารณะ และมีรูปแบบการใช้พื้นที่สาธารณะเหมือนเมืองในยุโรป แต่ก่อนที่เราจะวาดฝันว่าอยากเห็นกรุงเทพฯ มีพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพเยอะแบบเมืองนอกเมืองนา คำถามที่เราต้องตามหาคำตอบให้ได้ก่อนคือ แท้ที่จริงแล้วกรุงเทพฯ ของเรานั้นขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่คนเมืองคุ้นชินนั้นไม่เอื้อต่อการใช้พื้นที่สาธารณะ (ที่มีอยู่แล้วหรือกำลังจะมี) กันแน่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-118522 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-1024x681.jpg" alt="" width="1024" height="681" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-1024x681.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-588575874-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4><b>ยิ่งเคลื่อนที่น้อยลง ยิ่งต้องการพื้นที่ใกล้บ้าน</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่พอเอ่ยถึงพื้นที่สาธารณะ เราก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง</span><a href="https://adaymagazine.com/public-life-in-copenhagen/"><span style="font-weight: 400;">เมืองโคเปนเฮเกน </span></a><span style="font-weight: 400;">ประเทศเดนมาร์ก ต้นแบบของเมืองเดินได้ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนพื้นที่จอดรถในเมืองเก่าจำนวนมากเป็นพื้นที่สาธารณะ และเปลี่ยนถนนที่เชื่อมพื้นที่ส่วนรวมเหล่านั้นเป็นถนนคนเดิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน เมื่อทั่วโลกเกิดวิกฤตโควิด-19 สิ่งที่เราอดตั้งคำถามไม่ได้คือ การใช้งานพื้นที่สาธารณะของชาวโคเปนเฮเกนเปลี่ยนหน้าตาไปยังไงบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบนั้นอยู่ใน</span><a href="https://covid19.gehlpeople.com/files/report.pdf"><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยชิ้นล่าสุด</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ Gehl Architects บริษัทออกแบบและวิจัยเมืองที่ก่อตั้งโดย Jan Gehl สถาปนิกและนักพัฒนาเมืองคนสำคัญของเดนมาร์ก พวกเขาทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่สาธารณะหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ใน 4 เมืองของเดนมาร์กซึ่งหนึ่งในนั้นมีโคเปนเฮเกนรวมอยู่ด้วย งานวิจัยบอกให้เรารู้ว่า แม้การเดินทางที่ลดน้อยลงไปมากจะทำให้พื้นที่ย่านดาวน์ทาวน์ที่เคยเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเจอผลกระทบอย่างหนัก แต่พื้นที่สาธารณะของเมืองที่ดีพร้อมมาก่อนแล้วกลับได้รับการใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของการพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งพื้นที่ไหนใกล้กับชุมชนหรือย่านที่มีคนอยู่มากๆ ก็เท่ากับว่ามีจำนวนการใช้งานเพิ่มขึ้น แถมกิจกรรมที่เกิดขึ้นตรงนั้นก็หลากหลายมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจคือ ชีวิตสาธารณะรูปแบบใหม่กำลังเบ่งบาน และท่ามกลางการเติบโตนี้พวกเขาเห็นเด็กและผู้สูงอายุเข้ามาใช้งานพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วย เช่นเดียวกับการฝึกดนตรีส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ ตัวอย่างเช่นการฝึกเล่นแซ็กโซโฟน ก็กลายเป็นภาพที่ชาวโคเปนเฮเกนคุ้นตามากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในพื้นที่ที่คึกคักมากขึ้นคือ Superkilen พื้นที่สาธารณะในย่าน</span><span style="font-weight: 400;"> Nørrebro ของโคเปนเฮเกนที่เริ่มต้นจากโครงการเปลี่ยนย่านที่เต็มไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์และมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงอันดับต้นๆ ของเดนมาร์กให้กลายเป็นย่านที่ปลอดภัยและพร้อมไปต่อกับโอกาสใหม่ๆ การพัฒนายังทำให้ </span><span style="font-weight: 400;">Superkilen กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งที่ดึงดูดคนนอกไปในตัวด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเราแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าพื้นที่สาธารณะที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในย่านได้อย่างมีนัยสำคัญ และไม่ว่าจะด้วยสภาวะปกติหรือไม่ปกติก็ตาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-118530 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/GettyImages-927868048-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4><b>พื้นที่ทิ้งร้าง สินทรัพย์สร้างค่าของเมืองยุคใหม่</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ว่าการปรับเปลี่ยนพื้นที่ติดลบให้กลายเป็นพื้นที่น่าดึงดูดจะมีแค่ในโคเปนเฮเกนเท่านั้น ในกรุงเทพฯ ก็มีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทิ้งร้างให้กลายเป็นพื้นที่สดใหม่หลายแห่งที่ช่วยยกระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมให้เราได้ยืดอกภูมิใจด้วยเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนั้นคือ ‘ลานกีฬาพัฒน์ 2’ พื้นที่สาธารณะใต้ทางด่วนศรีรัช บริเวณแยกอุรุพงษ์ ที่หลายคนอาจเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลานกีฬาแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของคนหลายฝ่ายที่ร่วมกันเปลี่ยนพื้นที่ใต้ทางด่วนที่เคยเป็นพื้นที่ dark spot ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วยชุมชนบ้านครัวเหนือ ชุมชนบ้านครัวใต้ ชุมชนบ้านครัวตะวันตก ชุมชนคลองส้มป่อย และชุมชนวัดบรมนิวาส โดยที่พวกเขาจับมือกันตั้งแต่กระบวนการออกแบบพื้นที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้อาจไม่ใช่พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีสันน่าถ่ายรูปจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง Superkilen แต่เราเรียกมันได้อย่างเต็มปากว่าเป็นพื้นที่สำหรับคนในชุมชนอย่างแท้จริง ทางเข้า-ออกที่เชื่อมต่อทุกตรอกซอกซอยในบริเวณดังกล่าวทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กทุกบ้าน และเป็นสนามหญ้าหน้าบ้านสำหรับทุกๆ ครอบครัว อีกทั้งพื้นที่ขนาด 12 ไร่เศษนี้ยังบรรจุไปด้วยสนามฟุตซอล สนามวอลเลย์บอล คอร์ตแบดมินตัน เปตอง เวทีมวย โต๊ะปิงปอง ไปจนถึงสนามน็อกบอร์ดเทนนิส สนามบาสเกตบอล และสนามตะกร้ออีกอย่างละ 2 สนาม จะมีที่ไหนอีกในกรุงเทพฯ ที่คนจากหลายๆ ชุมชนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคเหล่านี้ได้ในระยะเดินเท้าไม่กี่ก้าวจากประตูบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งในช่วงโควิด-19 ที่มนุษย์ทุกคนต้องการพื้นที่สาธารณะโล่งๆ ตอบโจทย์เรื่องการเว้นระยะห่างและสุขภาพด้วยแล้ว การปรับปรุงลานกีฬาพัฒน์ 2 นั้นคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะหากไม่มีลานกีฬาแห่งนี้ เราแทบนึกภาพไม่ออกเลยว่าพวกเขาจะไปอยู่ร่วมกันที่ตรงไหน ยิ่งกับเด็กๆ และผู้สูงวัยด้วยแล้ว พวกเขาควรที่จะได้ใช้ชีวิตในที่โล่งอากาศถ่ายเทมากกว่าการอุดอู้อยู่แค่ในบ้านไม่ใช่หรือ</span></p>
<div id="attachment_118531" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-118531" class="wp-image-118531 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/52983063_492122847984441_591978980244979712_o.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-118531" class="wp-caption-text">ภาพจากเฟซบุ๊ก ลานกีฬาพัฒน์ ๒</p></div>
<div id="attachment_118532" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-118532" class="wp-image-118532 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-1024x681.jpg" alt="" width="1024" height="681" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-1024x681.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/53807528_492124161317643_1116280837956960256_o.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-118532" class="wp-caption-text">ภาพจากเฟซบุ๊ก ลานกีฬาพัฒน์ ๒</p></div>
<h4><b>ศาสนสถาน พื้นที่สาธารณะที่คนเข้าถึงง่ายที่สุด</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยสังเกตเรื่องใกล้ตัวกันไหมว่า อะไรก็ตามที่เรามองเป็นของตายมันมักจากเราไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยก่อน พื้นที่ ‘วัด’ คือพื้นที่สนามเด็กเล่นของเด็กๆ ในละแวกนั้น ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่นั้นให้กลายเป็นที่สำหรับจอดรถ จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะเมื่อบทบาทในเชิงที่พึ่งพาทางจิตวิญญาณของวัดถูกลดคุณค่าลงตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และบทบาทในเชิงสังคมที่เคยเป็นศูนย์กลางชุมชนถูกเปลี่ยนให้ตอบสนองความต้องการแบบใหม่ ทุกคนมีรถ ที่ไหนมีพื้นที่ว่างก็ต้องเปลี่ยนเป็นที่จอดรถเสียให้หมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัดมีรายได้จากการเก็บค่าที่จอดรถ คนในชุมชนก็ได้ประโยชน์จากการมีพื้นที่สำหรับจอดรถ ส่วนค่าเสียโอกาสทางสังคมน่าจะไม่มีใครเคยวัด ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียโอกาสในการเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เคยเชื่อมโยงชุมชนไว้ด้วยกัน พื้นที่อเนกประสงค์ของผู้คนในระยะเดินถึง สนามเด็กเล่นของเด็กๆ ที่ควรจะได้เติบโตใต้ร่มไม้ และพื้นที่ขยับเขยื้อนร่างกายของผู้สูงวัยก็เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งนานวันไป นอกเสียจากการไปเอารถที่จอดทิ้งไว้ เราก็ไม่มีธุระให้เดินเข้าวัด ส่วนคนที่ไม่มีรถให้เอาไปจอดในวัดก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะเข้าวัดเพื่ออะไรในเมื่อวัดเต็มไปด้วยรถที่จอดแน่นิ่ง ไม่ได้น่าเดินหรือแม้แต่จะสะดวกที่จะเดินเล่นอยู่ในนั้นอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนไป กรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองที่มีศาสนสถานอยู่เป็นจำนวนมาก ลำพังวัดพุทธก็มีมากกว่า 400 แห่ง วัดคริสต์อีกกว่า 100 แห่ง มัสยิดอีกจำนวนไม่น้อย ไม่นับศาลเจ้าที่กระจายตัวไปทั่วเมือง</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-69fd0a2db2753" data-id="-ScCXKmnd2s" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp--ScCXKmnd2s-69fd0a2db2753" data-vid="-ScCXKmnd2s" data-src="https://www.youtube.com/embed/-ScCXKmnd2s?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/-ScCXKmnd2s/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-118544 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/วัดนางชี1-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/วัดนางชี1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/วัดนางชี1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/วัดนางชี1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/วัดนางชี1-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/วัดนางชี1.jpg 1366w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากโครงการอย่างลานกีฬาพัฒน์ 2 ที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่จนก่อเกิดประโยชน์ให้คนส่วนรวมได้อย่างน่าชื่นชม อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจคือโครงการ ‘</span><a href="https://watbundanjai.org/"><span style="font-weight: 400;">วัดบันดาลใจ</span></a><span style="font-weight: 400;">’ ที่สถาบันอาศรมศิลป์จับมือทำร่วมกับภาคีเครือข่าย ใช้ภูมิสถาปัตยกรรมพลิกพื้นที่วัดให้กลับมาเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ชีวิตคนในชุมชนด้วย วัดบันดาลใจเป็นโครงการทดลองที่ทำกับวัดหลายแห่งทั่วประเทศ อย่างในกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วยวัดนายโรง วัดทองเนียม วัดราษฎร์บูรณะ วัดสุทธิวราราม และวัดนางชีโชติการาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะศาสนสถานยังคงเป็นพื้นที่สาธารณะในระดับเดินถึงที่มีศักยภาพที่สุดของกรุงเทพฯ เมืองที่เราเคยคิดว่าขาดแคลนพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ ดังนั้นคงดีไม่น้อยหากโครงการนี้จะขยายไปไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ โดยเฉพาะในวันที่วิกฤตโรคระบาดเตือนให้เรารู้ว่าพื้นที่ละแวกบ้านยังมีความสำคัญ ทั้งในแง่ของการเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับเยียวยาความเดือดร้อน หรือพื้นที่สำหรับหลีกหนีความอุดอู้จากการอยู่บ้านของแต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประกอบกับรายงานเกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะของ UN-Habitat สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จากวิกฤตนี้คือ พื้นที่สาธารณะถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพวกเรารับมือกับวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเพื่อลดความตึงเครียด ป้องกันโรคระบาด สร้างเสริมความแข็งแรงให้กับสุขภาพกาย หรือซัพพอร์ตการใช้ชีวิตด้านต่างๆ เช่น การเป็นสวนผักชุมชนในวันที่เราต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้วิกฤตยังชี้ให้เราเห็นช่องว่างในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ ที่เริ่มตั้งแต่วิธีการการเข้าถึง การออกแบบพื้นที่ให้ยืดหยุ่น รองรับกิจกรรมได้หลากหลาย การดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ ไปจนถึงการกระจายตัวของพื้นที่สาธารณะที่ต้องอยู่ในระยะที่คนเดินถึงได้ หรือว่าควรมีมาก-น้อยเพียงใดถึงจะพอดีกับจำนวนและพฤติกรรมของคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงตรงนี้แล้ว คำตอบของคำถามอาจไม่ใช่คำว่า ‘ขาดแคลน’ แล้วล่ะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">Credits:</span></em></p>
<p><em><a href="https://www.arsomsilp.ac.th/keelapatn2/"><span style="font-weight: 400;">สถาบันอาศรมศิลป์</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></em></p>
<p><em><a href="https://covid19.gehlpeople.com/files/report.pdf"><span style="font-weight: 400;">Gehl Architects</span></a></em></p>
<p><em><a href="https://unhabitat.org/sites/default/files/2020/06/final_public_space_key_messages_covid19_14_june_2020.pdf"><span style="font-weight: 400;">UN-Habitat</span></a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/public-life-in-bangkok/">Public Life in Bangkok โอกาสการพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ไม่ล็อกดาวน์ไปพร้อมกับเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Half A House วิธีแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยยามประชากรล้นและงบประมาณไม่พอแบบชิลี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/half-a-house-chile/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Dec 2020 13:34:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[Chile]]></category>
		<category><![CDATA[Half A House]]></category>
		<category><![CDATA[Operation Chalk]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านครึ่งเดียว]]></category>
		<category><![CDATA[ชิลี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=115873</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชิลีเป็นประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาที่อยู่ห่างไกลจากพวกเรามากเสียจนนึกภาพไม่ออก  นอกจากจะเป็นประเทศที่ยาวที่สุดบนแผนที่โลก เป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในแถบอเมริกาใต้โดยการันตีจากรายได้ต่อหัวของประชากร แถมยังเหลื่อมล้ำอันดับต้นๆ ในกลุ่ม OECD (องค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว) ชิลียังเป็นประเทศที่มีความเป็นเมืองสูงอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย  หากมองข้อมูลเชิงตัวเลขจากปี 2019 ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองของประเทศชิลีนั้นสูงถึงร้อยละ 88 แต่ในความเป็นจริงสภาพความเป็นเมืองของชิลียังจัดว่าห่างไกลจากประเทศที่เป็น city state อย่างวาติกันหรือสิงคโปร์อยู่มาก  หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า ‘ความเป็นเมือง’ สำคัญกับแต่ละประเทศยังไง คำตอบคือมันสัมพันธ์แนบแน่นกับการทะลักเข้าเมืองของผู้คนที่มาจากแคว้นหรือพื้นที่ห่างไกลต่างๆ ตามมาด้วยอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยซึ่งไม่สามารถรองรับได้ด้วยอุปทานที่มี การตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการจึงกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะกับเมืองในลาตินอเมริกา ชิลีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผ่านการทดลองรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยมาหลายยุคหลายสมัย จนแทบจะกลายเป็นกรณีศึกษาให้กับเมืองอื่นๆ แถมวิธีการทดลองที่ใช้นั้นก็แฝงด้วยเรื่องราวสำคัญมากมายที่บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อจำนวนประชากรล้นจนที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ ประเทศในลาตินอเมริกาที่ขึ้นชื่อว่ามีความเป็นเมืองสูงลิบลิ่วรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นยังไง ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงนี้ Operation Chalk ย้อนกลับไปปี 1965 รัฐบาลชิลีออกนโยบายรับมือกับปัญหาผู้อพยพที่เข้าเมืองมาตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายด้วยการแจกที่ดินให้กับครอบครัวผู้อพยพเหล่านี้ โดยให้ชื่อโครงการนี้ว่า ‘Operation Site’ แต่เหตุผลที่ทำให้มันเป็นที่จดจำในชื่อ Operation Chalk มากกว่าเป็นเพราะว่าภาพจำที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้แท่งชอล์กขีดเส้นแบ่งพื้นที่ให้กับคนยากจนนั่นเอง ชิลีตั้งต้นโครงการนี้บนความคิดพื้นฐานที่ว่า ‘หากปัญหาคือการตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายก็ทำให้มันถูกกฎหมายเสีย’ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการแจกจ่ายที่ดินไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากนัก เพราะความยากจนที่คนเหล่านี้แบกไว้บนบ่าได้ถูกบวกเพิ่มด้วยความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อที่ดินผืนที่ตัวเองได้รับมาแบบฟรีๆ ซึ่งพวกเขาก็ต้องบากบั่นกันต่อไป แต่ไม่ว่าจะยังไง Operation Chalk ก็คือโครงการประวัติศาสตร์ของชิลี แม้การใช้ชอล์กขีดเส้นแบบลวกๆ จะถูกมองว่าไม่ให้เกียรติคนที่มีโอกาสน้อยกว่า และการจัดสรรที่ดินซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามชานเมืองยังถูกเปรียบว่าเป็นเครื่องมือการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม (คนจนถูกโยกไปรวมกันเป็นกลุ่มไกลจากคนรวย) แต่ทุกวันนี้ก็มีชาวชิลีจำนวนไม่น้อยที่เติบโตมาบนผืนดินและบ้านที่พวกเขาเป็นเจ้าของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/half-a-house-chile/">Half A House วิธีแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยยามประชากรล้นและงบประมาณไม่พอแบบชิลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ชิลีเป็นประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาที่อยู่ห่างไกลจากพวกเรามากเสียจนนึกภาพไม่ออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากจะเป็นประเทศที่ยาวที่สุดบนแผนที่โลก เป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในแถบอเมริกาใต้โดยการันตีจากรายได้ต่อหัวของประชากร แถมยังเหลื่อมล้ำอันดับต้นๆ ในกลุ่ม OECD (องค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว) ชิลียังเป็นประเทศที่มีความเป็นเมืองสูงอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองข้อมูลเชิงตัวเลขจากปี 2019 ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองของประเทศชิลีนั้นสูงถึงร้อยละ 88 แต่ในความเป็นจริงสภาพความเป็นเมืองของชิลียังจัดว่าห่างไกลจากประเทศที่เป็น city state อย่างวาติกันหรือสิงคโปร์อยู่มาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า ‘ความเป็นเมือง’ สำคัญกับแต่ละประเทศยังไง คำตอบคือมันสัมพันธ์แนบแน่นกับการทะลักเข้าเมืองของผู้คนที่มาจากแคว้นหรือพื้นที่ห่างไกลต่างๆ ตามมาด้วยอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยซึ่งไม่สามารถรองรับได้ด้วยอุปทานที่มี การตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการจึงกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะกับเมืองในลาตินอเมริกา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชิลีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผ่านการทดลองรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยมาหลายยุคหลายสมัย จนแทบจะกลายเป็นกรณีศึกษาให้กับเมืองอื่นๆ แถมวิธีการทดลองที่ใช้นั้นก็แฝงด้วยเรื่องราวสำคัญมากมายที่บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อจำนวนประชากรล้นจนที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ ประเทศในลาตินอเมริกาที่ขึ้นชื่อว่ามีความเป็นเมืองสูงลิบลิ่วรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นยังไง ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-116004" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk01.jpg" alt="" width="1020" height="612" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk01.jpg 1020w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk01-300x180.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk01-768x461.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk01-600x360.jpg 600w" sizes="(max-width: 1020px) 100vw, 1020px" /></p>
<h3><b>Operation Chalk</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปปี 1965 รัฐบาลชิลีออกนโยบายรับมือกับปัญหาผู้อพยพที่เข้าเมืองมาตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายด้วยการแจกที่ดินให้กับครอบครัวผู้อพยพเหล่านี้ โดยให้ชื่อโครงการนี้ว่า ‘Operation Site’ แต่เหตุผลที่ทำให้มันเป็นที่จดจำในชื่อ Operation Chalk มากกว่าเป็นเพราะว่าภาพจำที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้แท่งชอล์กขีดเส้นแบ่งพื้นที่ให้กับคนยากจนนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชิลีตั้งต้นโครงการนี้บนความคิดพื้นฐานที่ว่า ‘หากปัญหาคือการตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายก็ทำให้มันถูกกฎหมายเสีย’ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการแจกจ่ายที่ดินไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากนัก เพราะความยากจนที่คนเหล่านี้แบกไว้บนบ่าได้ถูกบวกเพิ่มด้วยความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อที่ดินผืนที่ตัวเองได้รับมาแบบฟรีๆ ซึ่งพวกเขาก็ต้องบากบั่นกันต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ไม่ว่าจะยังไง Operation Chalk ก็คือโครงการประวัติศาสตร์ของชิลี แม้การใช้ชอล์กขีดเส้นแบบลวกๆ จะถูกมองว่าไม่ให้เกียรติคนที่มีโอกาสน้อยกว่า และการจัดสรรที่ดินซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามชานเมืองยังถูกเปรียบว่าเป็นเครื่องมือการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม (คนจนถูกโยกไปรวมกันเป็นกลุ่มไกลจากคนรวย) แต่ทุกวันนี้ก็มีชาวชิลีจำนวนไม่น้อยที่เติบโตมาบนผืนดินและบ้านที่พวกเขาเป็นเจ้าของ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115987 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk03.jpg" alt="" width="380" height="518" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk03.jpg 380w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Operation-Chalk03-220x300.jpg 220w" sizes="(max-width: 380px) 100vw, 380px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>Half A House</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาหลักของการรับมือกับอุปสงค์ที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคืองบประมาณ และแน่นอนว่างบประมาณก็เป็นตัวกำหนดคุณภาพของบ้าน โดยเฉพาะบ้านสาธารณะที่รัฐสร้างให้ประชาชน (ไม่นับปัญหาคอร์รัปชั่นที่ทำให้คุณภาพบ้านถูกกดลงไปอีก) แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางเลือกในการจัดหาหรือจัดการกับงบประมาณที่มีอยู่ก็ทำให้เราได้เห็นโครงการที่พักอาศัยราคาประหยัดที่น่าสนใจเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งสิ่งที่ควรจะพัฒนาตามกันก็น่าจะเป็นความคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากความคิด ‘หากปัญหาคือการตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายก็ทำให้มันถูกกฎหมายเสีย’ คือที่มาของปฏิบัติการชอล์กในยุค 60s ‘ทำให้ดีครึ่งเดียวก่อนก็ยังดี’ ก็คือความคิดที่มาของโครงการ ‘บ้านครึ่งเดียว’ ที่ปลุกปั้นโดย Alejandro Aravena สถาปนิกชาวชิลีผู้เป็นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ประจำปี 2016 ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลออสการ์ด้านสถาปัตยกรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 2001 เมื่อ Elemental บริษัทสถาปนิกที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการ </span><span style="font-weight: 400;">Quinta Monroy ใน Iquique เมืองท่าในตอนเหนือของชิลี โดยมีโจทย์เป็นการออกแบบที่อยู่อาศัยให้กับเกือบหนึ่งร้อยครอบครัวที่ปักหลักในพื้นที่สลัมกลางเมืองมายาวนานกว่า 30 ปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-115994" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1024x697.jpg" alt="" width="1024" height="697" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1024x697.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-768x523.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-600x409.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08.jpg 1100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-115995" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1-1024x746.jpg" alt="" width="1024" height="746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1-1024x746.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1-768x559.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1-600x437.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project08-1.jpg 1100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-116007" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project07-1024x748.jpg" alt="" width="1024" height="748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project07-1024x748.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project07-300x219.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project07-768x561.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project07-600x438.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project07.jpg 1100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจของโครงการนี้คือการออกแบบบ้านหลังใหม่บนพื้นที่เดิม เพราะการโยกย้ายครอบครัวเหล่านี้ออกไปยังชานเมืองอาจต้องแลกด้วยต้นทุนที่แพงขึ้น ทั้งต้นทุนเรื่องเงินและเวลาในการเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เราต้องปรบมือให้กับ Quinta Monroy คือการรักษาวิถีชีวิต การทำมาหากิน และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ผู้คนในพื้นที่นี้โยงใยร่วมกันมาเนิ่นนาน บวกกับความพยายามของสถาปนิกที่ต้องการจะสร้างบ้านที่ยืนอยู่บนมาตรฐานการอยู่อาศัยของชนชั้นกลาง ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่าทำกันไม่ได้ง่ายๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บ้านหนึ่งหลังจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐราว 7,500 เหรียญ (รวมค่าที่ดิน) หากจะทำบ้านตามมาตรฐานชนชั้นกลางในงบเท่านี้นั้นมีความเป็นไปได้เพียงแค่ 30 ตารางเมตร แต่ความกล้าในการทดลองและมองหาโอกาสของรัฐและ</span><span style="font-weight: 400;">บริษัทสถาปนิก ทำให้พวกเขาสามารถขยับขยายพื้นที่บ้านได้ถึง </span><span style="font-weight: 400;">72 ตารางเมตรในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการบ้านครึ่งเดียวยังได้สะท้อนความคิดที่ว่า ‘บ้านที่ดีครึ่งเดียวยังดีกว่าบ้านห่วยๆ ทั้งหลัง’ ในบ้านประกอบไปด้วยฐานรากและโครงสร้าง พร้อมกับระบบท่อและเพดานที่มีมาตรฐาน มีการจัดสรรห้องตามการใช้สอยเหมือนกับบ้านทั่วไป เช่น ห้องกลาง ห้องนอน ห้องน้ำ บันได เป็นต้น ส่วนที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้านแล้วว่าอยากต่อเติมหรือดัดแปลงอะไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-115988" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01.jpg" alt="" width="940" height="625" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01.jpg 940w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-116001" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Elevacion-1024x550.jpg" alt="" width="1024" height="550" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Elevacion-1024x550.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Elevacion-300x161.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Elevacion-768x412.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Elevacion-600x322.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Elevacion.jpg 1582w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-115999" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Planta1-1024x745.jpg" alt="" width="1024" height="745" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Planta1-1024x745.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Planta1-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Planta1-768x559.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Planta1-600x436.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Planta1.jpg 1375w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะสร้างไว้ให้แค่ครึ่งเดียวแต่เป็นครึ่งเดียวที่มีคุณภาพ กลายเป็นว่าโครงการนี้ได้ผลักให้ราคาที่ดินในบริเวณนั้นสูงขึ้น ที่น่ารักคือครอบครัวเหล่านี้ก็ไม่คิดจะขายบ้านทิ้งและย้ายออกไปไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจมองว่าบ้านครึ่งเดียวได้ทิ้งภาระอีกครึ่งหนึ่งให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ต่างอะไรกับนโยบายแจกที่ดิน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขาได้สร้างบ้านในแบบที่ตัวเองอยากจะอยู่ และก็เพราะบ้านอีกครึ่งหนึ่งนั้นทำให้บ้านแต่ละหลังแตกต่างกันออกไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองถอยออกมาไกลๆ ภาพบ้านหลายๆ หลังที่รวมกันตรงหน้าเราตอนนี้ถือเป็นความหลากหลายและความเท่าเทียมที่ปรากฏออกมาเป็นภาพแลนด์สเคปที่สวยงามมากทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันบริษัท Elemental ทำโครงการบ้านครึ่งเดียวมาแล้ว 4 โครงการ ซึ่งนอกจาก Quinta Monroy ก็ยังมี Lo Barnechea ในเมืองซานติอาโก (เมืองหลวง) และ Villa Verde ในเมือง Constitución ของชิลี กับอีกหนึ่งโครงการในเมือง Monterrey ของเม็กซิโก โดยที่แบบก่อสร้างของทั้ง 4 โครงการเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Elemental บอกกับเราว่าบ้านสาธารณะไม่ควรถูกมองเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐ แต่ควรมองเป็นการลงทุนเพื่อความเติบโตของคนและเมืองต่างหาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115993 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06.jpg" alt="" width="600" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/half-house-project06-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></i></p>
<p><a href="https://www.archdaily.com/10775/quinta-monroy-elemental"><i><span style="font-weight: 400;">Archdaily</span></i></a><i><span style="font-weight: 400;"> </span></i></p>
<p><a href="https://www.architectmagazine.com/project-gallery/quinta-monroy-housing_o"><i><span style="font-weight: 400;">Architect</span></i></a></p>
<p><a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-09-26/alejandro-aravena-on-designing-for-disaster"><i><span style="font-weight: 400;">Bloomberg City Lab</span></i></a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/cities/2016/apr/29/story-cities-33-santiago-chile-housing-crisis-operacion-sitio-operation-chalk"><i><span style="font-weight: 400;">The Guardian</span></i></a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/artanddesign/2016/apr/10/architect-alejandro-aravena-pritzker-prize-elemental-housing-iquique-constitucion-tsunami-defences"><i><span style="font-weight: 400;">The Guardian (2)</span></i></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/half-a-house-chile/">Half A House วิธีแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยยามประชากรล้นและงบประมาณไม่พอแบบชิลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Latin American Cities : เมื่อเมืองลาตินอเมริกาพากันพัฒนาเมืองจนเป็นกระแส Make it happen</title>
		<link>https://adaymagazine.com/latin-american-cities/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2020 14:29:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Latin American]]></category>
		<category><![CDATA[Make it happen]]></category>
		<category><![CDATA[ลาตินอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Bus Rapid Transit]]></category>
		<category><![CDATA[BRT]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนแออัด]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[Social Urbanism]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบขนส่งสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=113176</guid>

					<description><![CDATA[<p>โลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคของเมือง และลาตินอเมริกาถือเป็นภูมิภาคที่มีความเป็นเมืองเข้มข้นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเกือบร้อยละ 80 นอกจากความเป็นเมือง อีกสิ่งที่นิยามความเป็นลาตินอเมริกาก็คือความ &#8216;เกือบจะเป็นยุโรป&#8217; และความ &#8216;เกือบจะพัฒนาแล้ว&#8217; ความเกือบจะเป็นยุโรปนั้นไม่ต้องอธิบายก็คงเป็นที่เข้าใจเพราะดินแดนแห่งนี้มีภาษาหลักคือสเปนกับโปรตุเกส และเมืองส่วนใหญ่ที่เรารู้จักก็ก่อตั้งโดยชาวยุโรป ส่วนความเกือบจะพัฒนาแล้วนั้นอธิบายง่ายๆ ก็คือมีเพียงอุรุกวัยและชิลีที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ส่วนอาร์เจนตินา บราซิล และเม็กซิโกนั้นถือเป็นเพื่อนร่วมสาบานติดกับดักรายได้ปานกลางกันมานมนาน นอกจากกับดักการพัฒนา ภาพจำอีกอย่างของลาตินอเมริกาก็คือยาเสพติดและอาชญากรรมซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน นั่นเป็นสองสิ่งที่หลายคนนึกถึงเป็นอย่างแรกเมื่อได้ยินชื่อประเทศอย่างโคลอมเบีย ส่วนภาพจำอย่างสุดท้ายที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงลาตินอเมริกาคือชุมชนแออัดที่เรียงรายกันอยู่ตามเนินเขานั่นเอง ไม่ว่าภาพของลาตินอเมริกาจะอึดอัดคับข้องยังไง สิ่งที่โลกได้เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือการที่หลายเมืองในอเมริกาลุกขึ้นมาเปลี่ยนเมืองของพวกเขาให้สดใหม่ จนกลายเป็นกระแส Make it happen จนได้ &#160; &#160; ฝังเข็มเมือง (Urban Acupuncture) เมืองไม่ต่างจากชีวิตที่มีองคาพยพซับซ้อน ยิ่งโลกเข้าสู่ยุคที่เมืองใหญ่ขึ้นทุกวัน การจัดการเมืองจึงไม่ต่างจากการจัดการความซับซ้อนขั้นสุด แต่ในบางครั้ง จุดเปลี่ยนของเมืองกลับเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เรากำลังพูดถึงการ &#8216;ฝังเข็มเมือง&#8217; แนวคิดการทดลองพัฒนาเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการไหลเวียนของลมปราณตามแนวคิดการฝังเข็มซึ่งถือเป็นศาสตร์การรักษาโรคของจีน เช่นกันกับการแก้ปัญหาเมือง แนวคิดนี้บอกเราว่าให้ลองแก้ไขจุดที่สะดุดอุดตันเพื่อเปิดการไหลเวียนให้ดีขึ้น ก็สามารถทำให้ระบบโดยรวมดีขึ้นได้ แนวคิดเรื่องการฝังเข็มเมืองนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเมืองในลาตินอเมริกาแต่ว่ากันว่ามันเป็นแนวคิดที่เริ่มจากสถาปนิกเมืองในบาร์เซโลนา ก่อนพัฒนาต่อโดยนักคิดและหน่วยงานอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้การฝังเข็มเมืองกลายเป็นแนวคิดที่นักพัฒนาเมืองทั่วโลกหันมาให้ความสนใจส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะมันถูกยกขึ้นมาพูดถึงโดยชายผู้สร้างตำนานการพัฒนาเมืองกูรีตีบาในบราซิล ชายคนนั้นมีชื่อว่า Jaime Lerner อดีตสถาปนิก นักผังเมือง และนายกเทศมนตรีหลายสมัยของกูรีตีบา และเจ้าของรางวัล Maximum Environmental Award ที่สหประชาชาติมอบให้ในปี 1990 “เมืองก็เหมือนภาพถ่ายครอบครัว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/latin-american-cities/">Latin American Cities : เมื่อเมืองลาตินอเมริกาพากันพัฒนาเมืองจนเป็นกระแส Make it happen</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3">โลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคของเมือง และลาตินอเมริกาถือเป็นภูมิภาคที่มีความเป็นเมืองเข้มข้นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเกือบร้อยละ<span class="s2"> 80</span></p>
<p class="p3">นอกจากความเป็นเมือง อีกสิ่งที่นิยามความเป็นลาตินอเมริกาก็คือความ<span class="s2"> &#8216;</span>เกือบจะเป็นยุโรป&#8217;<span class="s2"> </span>และความ<span class="s2"> &#8216;</span>เกือบจะพัฒนาแล้ว&#8217;</p>
<p class="p3">ความเกือบจะเป็นยุโรปนั้นไม่ต้องอธิบายก็คงเป็นที่เข้าใจเพราะดินแดนแห่งนี้มีภาษาหลักคือสเปนกับโปรตุเกส และเมืองส่วนใหญ่ที่เรารู้จักก็ก่อตั้งโดยชาวยุโรป</p>
<p class="p3">ส่วนความเกือบจะพัฒนาแล้วนั้นอธิบายง่ายๆ ก็คือมีเพียงอุรุกวัยและชิลีที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ส่วนอาร์เจนตินา บราซิล และเม็กซิโกนั้นถือเป็นเพื่อนร่วมสาบานติดกับดักรายได้ปานกลางกันมานมนาน</p>
<p class="p3">นอกจากกับดักการพัฒนา ภาพจำอีกอย่างของลาตินอเมริกาก็คือยาเสพติดและอาชญากรรมซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน นั่นเป็นสองสิ่งที่หลายคนนึกถึงเป็นอย่างแรกเมื่อได้ยินชื่อประเทศอย่างโคลอมเบีย</p>
<p class="p3">ส่วนภาพจำอย่างสุดท้ายที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงลาตินอเมริกาคือชุมชนแออัดที่เรียงรายกันอยู่ตามเนินเขานั่นเอง</p>
<p class="p3">ไม่ว่าภาพของลาตินอเมริกาจะอึดอัดคับข้องยังไง สิ่งที่โลกได้เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือการที่หลายเมืองในอเมริกาลุกขึ้นมาเปลี่ยนเมืองของพวกเขาให้สดใหม่ จนกลายเป็นกระแส<span class="s2"> Make it happen จนได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s1">ฝังเข็มเมือง</span> (Urban Acupuncture)</h3>
<p class="p3">เมืองไม่ต่างจากชีวิตที่มีองคาพยพซับซ้อน ยิ่งโลกเข้าสู่ยุคที่เมืองใหญ่ขึ้นทุกวัน การจัดการเมืองจึงไม่ต่างจากการจัดการความซับซ้อนขั้นสุด</p>
<p class="p3">แต่ในบางครั้ง จุดเปลี่ยนของเมืองกลับเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ</p>
<p class="p3">เรากำลังพูดถึงการ<span class="s2"> &#8216;</span>ฝังเข็มเมือง&#8217;<span class="s2"> </span>แนวคิดการทดลองพัฒนาเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการไหลเวียนของลมปราณตามแนวคิดการฝังเข็มซึ่งถือเป็นศาสตร์การรักษาโรคของจีน เช่นกันกับการแก้ปัญหาเมือง แนวคิดนี้บอกเราว่าให้ลองแก้ไขจุดที่สะดุดอุดตันเพื่อเปิดการไหลเวียนให้ดีขึ้น ก็สามารถทำให้ระบบโดยรวมดีขึ้นได้</p>
<p class="p3">แนวคิดเรื่องการฝังเข็มเมืองนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเมืองในลาตินอเมริกาแต่ว่ากันว่ามันเป็นแนวคิดที่เริ่มจากสถาปนิกเมืองในบาร์เซโลนา ก่อนพัฒนาต่อโดยนักคิดและหน่วยงานอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้การฝังเข็มเมืองกลายเป็นแนวคิดที่นักพัฒนาเมืองทั่วโลกหันมาให้ความสนใจส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะมันถูกยกขึ้นมาพูดถึงโดยชายผู้สร้างตำนานการพัฒนาเมืองกูรีตีบาในบราซิล ชายคนนั้นมีชื่อว่า <span class="s2">Jaime Lerner </span>อดีตสถาปนิก นักผังเมือง และนายกเทศมนตรีหลายสมัยของกูรีตีบา และเจ้าของรางวัล<span class="s2"> Maximum Environmental Award </span>ที่สหประชาชาติมอบให้ในปี<span class="s2"> 1990</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113201" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-525612931-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p3"><span class="s2">“</span>เมืองก็เหมือนภาพถ่ายครอบครัว คุณอาจไม่ชอบจมูกของลุง แต่คุณจะไม่ฉีกรูปครอบครัวทั้งหมด<span class="s2">” </span>นั่นคือสิ่งที่แลร์เนอร์ใช้อธิบายการฝังเข็มเมืองในความคิดของเขา</p>
<p class="p3">ใช่แล้ว เราไม่สามารถฉีกรูปถ่ายครอบครัวหรือล้างทุกอย่างในเมืองเพื่อเริ่มต้นสร้างมันขึ้นใหม่หมดจดบนกระดาษเปล่าได้ นั่นทำให้การพัฒนาเมืองในปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทายไม่ต่างจากการแก้โจทย์คณิตศาสตร์สุดซับซ้อนหรือการหาทางออกจากเขาวงกตหลายชั้น</p>
<p class="p3">เมื่อความซับซ้อนของปัญหามาบวกกับทรัพยากรที่มีจำกัด การแก้ปัญหาเมืองจึงอาจไม่ใช่การวางแผนแบบเป็นระบบสมบูรณ์เสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการแทรกแซง<span class="s2"> (Intervention) </span>ขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการขยายผลลัพธ์ให้กว้างออกไป</p>
<p class="p3">ในวันที่แลร์เนอร์ได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นนายกเทศมนตรีเมืองกูรีตีบาในทศวรรษ<span class="s2"> 1970 </span>นั้น เมืองแห่งนี้ไม่ต่างจากเมืองอื่นที่ประสบปัญหาแบบเมืองๆ ไม่ว่าจะเป็นการจราจรและมลพิษ และเช่นเดียวกับเมืองขนาดกลางในประเทศกำลังพัฒนาในยุคนั้น กูรีตีบาไม่มีเงินและประชากรมากพอที่จะลงทุนกับโครงการใหญ่อย่างรถไฟใต้ดิน โชคดีที่แลร์เนอร์มองออกว่าสิ่งที่กูรีตีบาต้องการไม่ใช่รถไฟใต้ดินแต่เป็นการแก้ปัญหาจราจร ไม่อย่างนั้นเขาก็คงติดกับและท้อแท้กับการหาเงินมาสร้างรถไฟใต้ดินเป็นแน่</p>
<p class="p3">สิ่งที่แลร์เนอร์ทำเพื่อเปลี่ยนกูรีตีบาให้เป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนาเมืองของโลกก็คือการนำระบบ<span class="s2"> BRT (Bus Rapid Transit) </span>หรือที่เรียกในกูรีตีบาว่า<span class="s2"> SpeedyBus </span>มาใช้ ระบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามเพราะมันไม่เพียงแก้ปัญหาให้กับเมืองแต่น่าจะส่งผลอย่างมากถึงความเชื่อมั่นที่มีต่ออนาคตด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113202" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/CURITIBA-GettyImages-867219280-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p3"><span class="s2">BRT </span>อาจกลายเป็นตำนานของกูรีตีบาในสายตาชาวโลกแต่การพัฒนาเมืองของแลร์เนอร์มีมากกว่านั้น มันรวมไปถึงการใช้สวนสาธารณะเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม อีกทั้งพื้นฐานด้านสถาปัตยกรรมและผังเมืองของแลร์เนอร์ก็น่าจะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้เขาออกแบบเปลี่ยนย่านใจกลางเมืองให้เป็นมิตรกับการเดินเท้า นอกจากนี้เขายังริเริ่มโครงการรีไซเคิลที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้คนด้วยการเปลี่ยนขยะรีไซเคิลให้เป็นตั๋วโดยสารรถประจำทางอีกด้วย</p>
<p class="p3">ดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่เรารู้กันในวันนี้ว่าเป็นองค์ประกอบของเมืองที่น่าอยู่ เขาคิดได้ตั้งแต่วันนั้น แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่าความสามารถในการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ผ่านวิธีการแบบที่เขาอ้างว่าเป็นการ &#8216;ฝังเข็มเมือง&#8217; นั่นเอง</p>
<p class="p3">นอกจากการแทรกแซงอย่าง<span class="s2"> &#8216;เ</span>ฉพาะเจาะจง จำกัด และตรงจุด&#8217;<span class="s2"> </span>ความน่าสนใจของการฝังเข็มเมืองก็คือการสะท้อนแนวคิดแบบล่างขึ้นบนและเปิดโอกาสให้กับการทดลองและการมีส่วนร่วม จากใครก็ได้ จากจุดไหนหรือเรื่องใดก็ได้</p>
<p class="p3">และที่สำคัญมันทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ งบประมาณประจำปี หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ชักช้าอืดอาดที่ไม่มีใครรู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ หรือจะเจอปัจจัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ในแบบใดบ้าง</p>
<p class="p3">พูดง่ายๆ ก็คือไม่ต้องเสียเรี่ยวแรงและเวลาเพื่อเล่นใหญ่ แต่ใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวของโครงการขนาดเล็ก โดยใช้การทดลองเพื่อหาทางเลือก ลองแล้วไม่เวิร์กก็ไปลองอย่างอื่น ถ้าลองแล้วเวิร์กอยากนำมาขยายใหญ่ นั่นก็น่าจะง่ายกว่า ทั้งยังเสี่ยงน้อยกว่าด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-113199" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Bogota-GettyImages-1182337591-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Bogota-GettyImages-1182337591-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Bogota-GettyImages-1182337591-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Bogota-GettyImages-1182337591-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Bogota-GettyImages-1182337591-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3 class="p5"><span class="s2">Social Urbanism </span>ตั้งต้นจากมุมมองเชิงสังคม</h3>
<p class="p3">จากกูรีตีบา เมืองต่อมาที่นำระบบ<span class="s2"> BRT </span>มาพัฒนาอย่างจริงจังก็คือโบโกตา เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ความสำเร็จของ<span class="s2"> TransMilenio </span>ชื่อเรียกระบบ<span class="s2"> BRT </span>ของโบโกตาทำให้ระบบดังกล่าวได้รับการนำไปใช้กับเมืองอื่นในลาตินอเมริกาที่มีบริบทคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเมืองในโคลอมเบียเอง หรือหลายเมืองในเม็กซิโก กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ เปรู อาร์เจนตินา และบราซิล จากข้อมูลของ<span class="s2"> <a href="http://brtdata.org/"><span class="s3">Global BRT Data</span></a> </span>ปัจจุบันมีเมืองในลาตินอเมริกาทั้งสิ้น<span class="s2"> 56 </span>แห่งที่พัฒนาระบบ<span class="s2"> BRT </span>และให้บริการผู้โดยสารรวมกว่า<span class="s2"> 20 </span>ล้านคนในแต่ละวัน</p>
<p class="p3">จากลาตินอเมริกา<span class="s2"> BRT </span>แพร่ความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหลายสิบเมืองในประเทศจีน อีกหลายเมืองในอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร<span class="s2"> (</span>น่าเสียดายว่าไม่ใช่ทุกเมืองที่ประสบความสำเร็จ<span class="s2">)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113203" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/GettyImages-902176624-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p3">จนถึงวันนี้ กูรีตีบายังคงชนะเลิศ<span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span>(</span>รางวัลในใจใครหลายคน<span class="s2">) </span>หากว่ากันด้วยการ<span class="s2"> &#8216;</span>ออกแบบ&#8217;<span class="s2"> </span>เมืองบนต้นทุนต่ำเตี้ยเพื่อเอาชนะความเป็นไปไม่ได้</p>
<p class="p3">จากกูรีตีบาสู่โบโกตา เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่กล่าวถึง<span class="s2"> &#8216;</span>ปรากฏการณ์เมเดยิน&#8217;<span class="s2"> </span>การเปลี่ยนเมเดยิน เมืองอันดับสองของประเทศโคลอมเบียที่เคยเต็มไปด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมเช่นเดียวกับโบโกตา ให้กลายเป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องโดยหลายสถาบันในฐานะผู้บุกเบิกด้านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและความเป็นเมืองที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงรางวัล<span class="s2"> Verónica Rudge Urbanism Award </span>จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด</p>
<p class="p3">หากความสำเร็จของกูรีตีบาทำให้โลกหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดการฝังเข็มเมือง ความสำเร็จของเมเดยินก็ทำให้โลกรู้จักคำว่า<span class="s2"> Social Urbanism </span>แนวคิดที่เมเดยินใช้เป็นพื้นฐานการพัฒนาเมือง ซึ่งหากอธิบายง่ายๆ ก็น่าจะเป็นการพัฒนาเมืองในเชิงพื้นที่โดยมีหัวใจสำคัญคือคนและชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีโอกาสน้อยกว่า</p>
<p class="p3">เมื่อโจทย์ที่มีอยู่คือเมืองนั้นไม่ปลอดภัย และสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชุมชนแออัด โมเดลแบบเมเดยินคือการพัฒนากรอบความคิดใหม่ในเรื่องการสร้างความปลอดภัย ซึ่งเปลี่ยนจาก<span class="s2"> &#8216;</span>การควบคุม&#8217;<span class="s2"> </span>ไปสู่<span class="s2"> &#8216;</span>การจัดการ&#8217;<span class="s2"> </span>อันหมายถึงการโฟกัสที่การพัฒนาพื้นที่หรือย่านแทนวิธีตำรวจจับผู้ร้ายในแบบเก่า</p>
<p class="p3">พูดแล้วอาจฟังดูง่าย แต่ในความเป็นจริงการทำแบบนี้ต้องอาศัยความรู้<span class="s2">&#8211;</span>ความเข้าใจสูงมาก</p>
<p class="p3">การพัฒนาชุมชนแออัดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามีความเข้าใจก็อาจพบหนทางได้ไม่ยาก สำหรับเมเดยินคือการเดินเข้าไปหาผู้มีอิทธิพลในแต่ละย่านเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ในชุมชน รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ และที่สำคัญคือเข้าถึงการศึกษา นอกเหนือจากการพัฒนาโรงเรียนและห้องสมุดในชุมชน เมเดยินยังใช้แหล่งเรียนรู้ทันสมัยเป็นเครื่องมือในการยกระดับเมืองด้วย</p>
<p class="p3">ระบบขนส่งสาธารณะของเมเดยินไม่ได้หมายถึงแค่รถรา โครงการที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการสร้างบันไดเลื่อนขึ้นเขาความยาว<span class="s2"> 1,260 </span>ฟุตในพื้นที่โคมูนา<span class="s2"> 13 </span>ซึ่งเป็นย่านที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองและเคยเป็นฐานที่มั่นของ Pablo Escobar ราชายาเสพติดของโลก นอกจากบันไดเลื่อนนี้จะย่นระยะเวลาการเดินทางตามเนินเขาให้เหลือเพียงไม่กี่นาทียังมีผลพลอยได้เป็นการลดอาชญากรรมในพื้นที่ด้วย</p>
<p class="p3">แต่บันไดเลื่อนที่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้วนี้ ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของเมเดยิน ซึ่งมีสองส่วนหลักๆ นั่นคือ<span class="s2"> &#8216;</span>เมโทรพลัส&#8217; <span class="s2">(</span>ระบบ<span class="s2"> BRT) </span>และ<span class="s2"> &#8216;</span>เมโทรเคเบิล&#8217;<span class="s2"> </span>กระเช้าที่พาผู้โดยสารขึ้นลงเขาในพื้นที่ยากจนนั่นเอง โดยในปัจจุบันมีเมโทรเคเบิลอยู่ทั้งหมด<span class="s2"> 5 </span>สายในเมืองเมเดยิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3">ถึงตอนนี้คุณคงพอเดาได้ เมโทรเคเบิลของเมเดยินกลายเป็นต้นแบบที่หลายเมืองในลาตินอเมริกาซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศแบบเนินเขาและการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการคล้ายกันนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการากัส<span class="s2"> (</span>เวเนซุเอลา<span class="s2">) </span>มานิซาเลส<span class="s2"> (</span>โคลอมเบีย<span class="s2">) </span>ริโอ เดอ จาเนโร<span class="s2"> (</span>บราซิล<span class="s2">) </span>ไปจนถึงลาปาซ<span class="s2"> (</span>โบลิเวีย<span class="s2">)</span></p>
<p class="p3">เช่นเดียวกับที่แนวคิด<span class="s2"> Social Urbanism </span>ได้รับการนำไปใช้ในการพัฒนาเมืองหลายแห่ง รวมถึงเมืองใหญ่อย่างเซา เปาโล<span class="s2"> (</span>บราซิล<span class="s2">) </span>ซึ่งเป็นคู่เทียบชั้นยอดให้กับกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นขนาดประชากร ความแออัด การพึ่งพารถยนต์ ปัญหาจราจร หรือชื่อเสียงในความขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ และที่สำคัญคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113206" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Sao-Paulo-GettyImages-171101783-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p3">คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า แนวคิดนี้จะช่วยเปลี่ยนเมืองใหญ่ขนาดเซา เปาโล ได้หรือไม่ และยังไง</p>
<p class="p3">แน่นอนว่าวิธีคิดของเมืองที่มีขนาดประชากรสองล้านคนกับสิบล้านคนย่อมไม่เหมือนกัน วิธีคิดของเมืองในประเทศร่ำรวยกับเมืองในประเทศยากจน<span class="s2"> (</span>รวมถึงเมืองในประเทศรายได้ปานกลาง<span class="s2">) </span>ยิ่งไม่เหมือนกัน</p>
<p class="p3">แต่เมื่อความเชื่อมั่นถูกจุดติด นั่นคือต้นทุนที่ทรงพลังกว่าอะไรทั้งหมด กระแส<span class="s2"> Make it happen </span>ในลาตินอเมริกาบอกกับเราอย่างนั้น</p>
<p class="p3">ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่าความเชื่อมั่นนั้นจะฟื้นคืนกลับมาได้หรือไม่ ในวันที่วิกฤตโควิด<span class="s2">-19 </span>จบลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p5">อ้างอิง</p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="https://www.statista.com/statistics/270860/urbanization-by-continent/">Statista</a></span></p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="https://www.gaiadiscovery.com/design-building/jaime-lerner-architect-of-urban-acupuncture-and-better-citie.html#:~:text=This%2520gradual%252C%2520phased%252C%2520bit%252D,%252C%2520and%2520effective%2520%25E2%2580%2593%2520like%2520acupuncture.">Gaia Discovery</a></span></p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="http://www.brt.cl/30-years-of-transport-in-latin-america-15-years-back-15-years-ahead/">BRT Centre of Excellence</a></span></p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="https://www.eoi.es/blogs/imsd/social-urbanism-the-key-for-coexistence/">Escuela de Organización Industrial</a></span></p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="https://citymonitor.ai/transport/cable-cars-are-taking-latin-america-storm#:~:text=Construction%2520of%2520the%2520new%2520system,most%2520recently%2520La%2520Paz%252C%2520Bolivia.">City Monitor</a></span></p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="http://www.tcdc.or.th/articles/design-creativity/19616/#MEDELL%25C3%258DN-RE-IMAGINING-LIFE-IN-MEDELL%25C3%258DN">TCDC</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/latin-american-cities/">Latin American Cities : เมื่อเมืองลาตินอเมริกาพากันพัฒนาเมืองจนเป็นกระแส Make it happen</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Boston Greenway : ยกระดับทางยกระดับด้วยการเปลี่ยนทางยกระดับให้เป็นพื้นที่สีเขียว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/boston-greenway/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2020 20:12:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Big Dig]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[บอสตัน]]></category>
		<category><![CDATA[อุโมงค์]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Greenway]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=111572</guid>

					<description><![CDATA[<p>15 ปีคือเวลาที่ชาวบอสตันต้องอยู่กับโครงการก่อสร้างทางหลวงที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา เป็น 15 ปีแห่งความเจ็บปวด โกรธเกรี้ยว เบื่อหน่าย และเอือมระอา เรากำลังพูดถึงโครงการ &#8216;Big Dig&#8217; การสร้างทางและอุโมงค์เชื่อมต่อสนามบินโลแกนทางตะวันออกสู่ใจกลางเมืองบอสตัน โดยมีใจความสำคัญเป็นการทุบทางยกระดับกว้าง 6 เลนที่เคยตัดผ่ากลางเมืองเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรทิ้ง เพื่อให้รถไปวิ่งในอุโมงค์ใต้ดินแทน Big Dig เป็นโครงการที่ได้รับการตัดสินว่า &#8216;ล้มเหลว&#8217; ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ ด้วยข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบจนถึงทุกช่วงขณะของการก่อสร้าง ผ่านข่าวแล้วข่าวเล่าที่ทำให้ชาวบอสตันส่ายหน้าและก่นด่าถึงงบประมาณสูงลิ่ว ไม่นับอุบัติเหตุที่คานของทางยกระดับหล่นลงมาทับรถยนต์ที่แล่นอยู่บนถนนด้านล่างจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ด้วยงบประมาณที่บานจาก 2.8 พันล้านเหรียญไปถึงกว่า 8 พันล้านเหรียญ (เทียบเท่ากับ 21.5 พันล้านเหรียญ หรือราว 6.7 แสนล้านบาทในปี 2020) กับระยะเวลาก่อสร้างที่ล่าช้าไปถึง 8 ปี เมื่อสิ้นสุดปี 2007 ฝันร้ายของชาวบอสตันก็จบลง จะว่าไปแล้วก็ยังไม่ถึงกับจบสนิท เพราะภาระหนี้จากค่าใช้จ่ายโครงการนั้นพวกเขาต้องแบกรับกันต่อไปอีกหลายปี ความฝันใหม่ในการรื้อถอนความฝันเก่า จะว่าไปแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า Big Dig เป็นโครงการประวัติศาสตร์ที่มารื้อถอนประวัติศาสตร์ของอเมริกาอีกที นั่นคือโครงการก่อสร้างทางหลวง Interstate เชื่อมทั้งประเทศ ที่มีพระราชบัญญัติ Federal Aid Highway Act of [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/boston-greenway/">Boston Greenway : ยกระดับทางยกระดับด้วยการเปลี่ยนทางยกระดับให้เป็นพื้นที่สีเขียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">15 </span>ปีคือเวลาที่ชาวบอสตันต้องอยู่กับโครงการก่อสร้างทางหลวงที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา เป็น<span class="s1"> 15 </span>ปีแห่งความเจ็บปวด โกรธเกรี้ยว เบื่อหน่าย และเอือมระอา</p>
<p class="p1">เรากำลังพูดถึงโครงการ<span class="s1"><strong> &#8216;Big Dig&#8217;</strong> </span>การสร้างทางและอุโมงค์เชื่อมต่อสนามบินโลแกนทางตะวันออกสู่ใจกลางเมืองบอสตัน โดยมีใจความสำคัญเป็นการทุบทางยกระดับกว้าง<span class="s1"> 6 </span>เลนที่เคยตัดผ่ากลางเมืองเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรทิ้ง เพื่อให้รถไปวิ่งในอุโมงค์ใต้ดินแทน</p>
<p class="p1"><span class="s1">Big Dig </span>เป็นโครงการที่ได้รับการตัดสินว่า<span class="s1"> &#8216;</span>ล้มเหลว&#8217;<span class="s1"> </span>ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ ด้วยข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบจนถึงทุกช่วงขณะของการก่อสร้าง ผ่านข่าวแล้วข่าวเล่าที่ทำให้ชาวบอสตันส่ายหน้าและก่นด่าถึงงบประมาณสูงลิ่ว ไม่นับอุบัติเหตุที่คานของทางยกระดับหล่นลงมาทับรถยนต์ที่แล่นอยู่บนถนนด้านล่างจนทำให้มีผู้เสียชีวิต</p>
<p class="p1">ด้วยงบประมาณที่บานจาก<span class="s1"> 2.8 </span>พันล้านเหรียญไปถึงกว่า<span class="s1"> 8 </span>พันล้านเหรียญ<span class="s1"> (</span>เทียบเท่ากับ<span class="s1"> 21.5 </span>พันล้านเหรียญ หรือราว<span class="s1"> 6.7 </span>แสนล้านบาทในปี<span class="s1"> 2020) </span>กับระยะเวลาก่อสร้างที่ล่าช้าไปถึง<span class="s1"> 8 </span>ปี เมื่อสิ้นสุดปี<span class="s1"> 2007 </span>ฝันร้ายของชาวบอสตันก็จบลง</p>
<p class="p1">จะว่าไปแล้วก็ยังไม่ถึงกับจบสนิท เพราะภาระหนี้จากค่าใช้จ่ายโครงการนั้นพวกเขาต้องแบกรับกันต่อไปอีกหลายปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111583" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-1024x681.jpg" alt="" width="1024" height="681" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-1024x681.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-90163670-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3 class="p1"><b>ความฝันใหม่ในการรื้อถอนความฝันเก่า</b></h3>
<p class="p1">จะว่าไปแล้ว<span class="s1"> </span>ก็อาจกล่าวได้ว่า <span class="s1">Big Dig </span>เป็นโครงการประวัติศาสตร์ที่มารื้อถอนประวัติศาสตร์ของอเมริกาอีกที นั่นคือโครงการก่อสร้างทางหลวง<span class="s1"> Interstate </span>เชื่อมทั้งประเทศ ที่มีพระราชบัญญัติ<span class="s1"> Federal Aid Highway Act of 1956 </span>เป็นหัวใจสำคัญ โดยทางยกระดับที่ถูกทุบทิ้งคือส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข<span class="s1"> I-93 </span>ที่ตัดผ่านกลางเมืองบอสตันนั่นเอง</p>
<p class="p1">ชาวบอสตันใช้เวลาไม่นานหลังจากทางยกระดับนี้เปิดใช้ในปี<span class="s1"> 1959 ในการรับรู้</span>ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่สาหัส ทิวทัศน์ที่ไม่เชื้อเชิญให้มอง ไปจนถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ทางพื้นที่ของย่านต่างๆ อันเป็นปัญหาที่เมืองในอเมริกาซึ่งมีทางยกระดับตัดผ่านต้องเผชิญ</p>
<p class="p1">ความคิดของผู้ดูแลผังเมืองที่จะย้ายทางยกระดับลงไปอยู่ใต้ดินนั้นมีมาตั้งแต่ทศวรรษ<span class="s1"> 1970 </span>แต่ก็ต้องรอเป็นเวลากว่าทศวรรษที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะอนุมัติงบประมาณโครงการให้</p>
<p class="p1">แต่ก็ใช่ว่ามีงบประมาณแล้วจะทำได้ง่ายๆ เพราะโครงการที่ถือว่าเป็นบิ๊กไอเดียนี้มีความท้าทายทางวิศวกรรมมากมายรออยู่ นั่นรวมถึงการทำงานในพื้นที่ใต้ดินใกล้ชายฝั่ง โดยไม่สร้างความเสียหายให้กับอาคารที่อยู่ตลอดสองข้างทาง รวมถึงรถไฟใต้ดินที่แล่นอยู่ใกล้ๆ กัน</p>
<p class="p1">และแน่นอน เมืองต้องใช้งานได้ระหว่างการก่อสร้างโครงการ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><b>รับไม่ได้สักอย่าง</b></h3>
<p class="p1">แม้ว่าจะใช้ความก้าวหน้าทางวิศวรรมที่ดีที่สุดที่โลกมีในตอนนั้น ปัญหาและการแก้ปัญหาหน้างานก็เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่แปลกที่ความโกลาหลและแทบเป็นไปไม่ได้ของโครงการนี้จะได้รับการเปรียบกับการเดินทางไปดวงจันทร์</p>
<p class="p1">ระหว่างที่ฝุ่นตลบอยู่นั้น ไม่แปลกที่ชาวเมืองจะเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ซึ่งไม่มีความรู้สึกใดในเชิงบวก โดยเฉพาะในฐานะผู้เสียภาษีที่รู้สึกว่าตนจ่ายเงินให้กับโครงการโง่ๆ ที่ไม่มีใครต้องการ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่งอกออกมาบานเบอะ ซึ่งรัฐแมสซาชูเซตส์จะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด<span class="s1"> (</span>จากเดิมที่รัฐรับผิดชอบงบประมาณโครงการเพียงร้อยละ<span class="s1"> 20 </span>โดยส่วนที่เหลือได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง<span class="s1">)</span></p>
<p class="p1">และไม่แปลกที่ข่าวคราวความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จะทำให้ชาวเมืองพากันตั้งข้อสงสัยถึงการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งรวมถึงโอกาสที่จะมีการคอร์รัปชั่น</p>
<p class="p1">แต่เมื่อฝุ่นหายตลบและโครงการเสร็จสิ้นลง ผลการศึกษาโดยฝ่ายตรวจสอบทั้งจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ไม่พบว่ามีการคอร์รัปชันที่ว่า ส่วนข้อกล่าวหาของ<span class="s1"> <i>The Boston Globe</i> </span>สื่อหลักสำคัญของบอสตันที่ระบุว่างานนี้มีค่าเสียหายจากการออกแบบที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดมากถึงหนึ่งล้านเหรียญ ก็ทำให้ผู้รับเหมายอมจ่ายเงินคืนให้เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><b>ฝันร้ายที่เลือนลาง</b></h3>
<p class="p1">เมื่อทุกอย่างผ่านพ้น ชาวเมืองบอสตันก็ได้พื้นที่สีเขียวใหม่ให้กับใจกลางเมืองของพวกเขา</p>
<p class="p1">เพราะทางยกระดับเก่าถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแนวเส้นทางสีเขียว ในชื่อที่อุทิศให้แก่มารดาของประธานาธิบดีเคนเนดี ผู้ถือเป็นนักการกุศลคนสำคัญของเมืองบอสตันว่า<span class="s1"> Rose Fitzgerald Kennedy Greenway </span>แนวสีเขียวนี้เชื่อมต่อสวนสาธารณะหลายแห่ง และในปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่สาธารณะเปี่ยมพลวัตที่ชาวบอสตันใช้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งปี ไล่ตั้งแต่ศิลปะ สวนสนุก อาหารแบบ<span class="s1"> food trucks </span>ไปจนถึงการเป็นตลาดแบบ<span class="s1"> farmers’ market </span></p>
<p class="p1">จากทางยกระดับที่ไม่ต่างจากอสูรกายที่ไม่มีใครอยากมองออกมาจากหน้าต่าง เปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่สร้างภาพสดใหม่ให้กับเมือง นอกจากผู้คนจะมีพื้นที่ให้สำหรับใช้ชีวิตในที่โล่งเพิ่ม อาคารที่อยู่รายรอบก็ได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ ไม่นับการสัญจรระหว่างสนามบินกับเมืองที่ไม่ต้องผจญกับความวินาศสันตะโรเหมือนแต่ก่อน</p>
<p class="p1">กรีนเวย์ของบอสตันกลายเป็นเส้นทางสายสำคัญที่เทียบชั้นได้กับถนน Fifth Avenue ที่พาดผ่านเซ็นทรัลปาร์กของนิวยอร์ก ในปัจจุบันคนบางเจเนอเรชั่นได้ใช้พื้นที่โดยไม่รู้ถึงความเจ็บปวดในอดีตด้วยซ้ำ</p>
<p class="p1">เมื่อมาถึงวันนี้ จึงเป็นการยากที่จะบอกได้ว่าท้ายที่สุดแล้วโครงการแห่งความฝันใฝ่ในชื่อ<span class="s1"> Big Dig </span>นี้ยังคงเป็นฝันร้ายครั้งใหญ่ของชาวบอสตันอยู่อีกหรือเปล่า หรือเป็นโครงการที่มีประสิทธิผลเพียงพอต่อการลงทุน<span class="s1"> (cost-effective) </span>หรือไม่</p>
<p class="p1">ชาวบอสตันที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่กรีนเวย์ในวันนี้คงบอกได้เพียงว่า ต้นทุนของการอยู่กับอสูรกายไปตลอดกาลนั้นอาจประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s2">อ้างอิง</span></p>
<p class="p3"><span class="s3"><a href="https://www.bostonglobe.com/magazine/2015/12/29/years-later-did-big-dig-deliver/tSb8PIMS4QJUETsMpA7SpI/story.html#:~:text=Backers%2520of%2520the%2520beleaguered%2520Big,the%2520project%2520has%2520unquestionably%2520delivered."><span class="s4">The Boston Globe</span></a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/boston-greenway/">Boston Greenway : ยกระดับทางยกระดับด้วยการเปลี่ยนทางยกระดับให้เป็นพื้นที่สีเขียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Urban Village : จากซากปรักหักพังของสงครามสู่โครงการหมู่บ้านในเบรุต เลบานอน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-village-beirut/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Aug 2020 15:39:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อิเกีย]]></category>
		<category><![CDATA[Saifi Village]]></category>
		<category><![CDATA[urban village]]></category>
		<category><![CDATA[เบรุต]]></category>
		<category><![CDATA[เลบานอน]]></category>
		<category><![CDATA[หมู่บ้านไซฟี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=106452</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภาพเจ้าสาววิ่งหลบแรงระเบิดคือหนึ่งในภาพจำของเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ในเมืองเบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน ฉากหลังที่เห็นไม่ต่างจากภาพพื้นหลังสำหรับพรีเวดดิ้งยอดฮิต แต่สถานที่ที่เจ้าสาวคนดังกล่าวมาถ่ายรูปในเช้าวันแต่งงานของเธอนั้น มีความสำคัญไม่น้อยในแนวคิดการพัฒนาเมือง มันคือโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในชื่อไซฟีวิลเลจ (Saifi Village) ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด &#8216;หมู่บ้านในเมือง&#8217; (urban village) ลองค้นวิกิพีเดียคำว่า Urban Village จะพบภาพหมู่บ้านไซฟีแห่งนี้เป็นภาพหลักของเนื้อหาเลยทีเดียว จากซากปรักหักพังของสงคราม สู่โครงการหมู่บ้านในเมือง อธิบายง่ายๆ ไซฟีวิลเลจก็คือโครงการแบบมิกซ์ยูสระดับบนในเมืองเบรุต ไม่ไกลจากท่าเรือที่เป็นศูนย์กลางเหตุการณ์ระเบิด เป็นโครงการที่สร้างขึ้นในพื้นที่ที่เคยถูกทำลายแทบราบคาบเพราะสงคราม ก่อนที่บริษัทเอกชน Solidere จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวขึ้นมาใหม่ โดยใช้สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular architecture) มาเป็นแนวคิดในการออกแบบ เห็นได้จากอาคารสะท้อนยุคอาณานิคมแบบฝรั่งเศส กับถนนที่ปูด้วยหิน โดยโครงการนี้เป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชาวฝรั่งเศสและสถาปนิกชื่อดังชาวเลบานอน ไม่น่าแปลกใจที่มันจะเป็นโครงการเด่นดัง และเป็นฉากหลังชั้นดีให้กับภาพพรีเวดดิ้งมากมาย แต่อย่างที่เกริ่นไว้ สิ่งที่เราสนใจก็คือการที่ไซฟีวิลเลจแห่งนี้เป็นโครงการที่สะท้อนแนวคิดเรื่องหมู่บ้านในเมือง ซึ่งหากอธิบายตรงตัวก็คือการสร้างหมู่บ้านขึ้นในเมือง โดยหมู่บ้านนี้นอกจากที่พักอาศัย ยังประกอบด้วยฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่หมู่บ้านหนึ่งพึงจะมี ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าร้านอาหาร หรือสถานให้บริการในทุกด้านที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันก็น่าจะเป็นการนำสองสิ่งที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันมารวมไว้ด้วยกัน นั่นก็คือ หมู่บ้านจัดสรร กับ โครงการมิกซ์ยูส พูดใหม่ก็คือ การเปลี่ยนโครงการมิกซ์ยูสกลางเมืองที่เรามักคุ้นเคยมันในรูปแบบอาคารสูง ให้เป็นแนวราบคล้ายๆ หมู่บ้านจัดสรร โดยมีแรงบันดาลใจมาจากหมู่บ้านในชนบท ที่มีองคาพยพสำหรับการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนได้เป็นอย่างดี สำหรับไซฟีวิลเลจ นอกจากอาคารอพาร์ตเมนต์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-village-beirut/">Urban Village : จากซากปรักหักพังของสงครามสู่โครงการหมู่บ้านในเบรุต เลบานอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภาพเจ้าสาววิ่งหลบแรงระเบิดคือหนึ่งในภาพจำของเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ในเมืองเบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน</p>
<p>ฉากหลังที่เห็นไม่ต่างจากภาพพื้นหลังสำหรับพรีเวดดิ้งยอดฮิต แต่สถานที่ที่เจ้าสาวคนดังกล่าวมาถ่ายรูปในเช้าวันแต่งงานของเธอนั้น มีความสำคัญไม่น้อยในแนวคิดการพัฒนาเมือง</p>
<p>มันคือโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในชื่อไซฟีวิลเลจ (Saifi Village) ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด &#8216;หมู่บ้านในเมือง&#8217; (urban village)</p>
<p>ลองค้นวิกิพีเดียคำว่า <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Urban_village" target="_blank" rel="noopener">Urban Village</a> จะพบภาพหมู่บ้านไซฟีแห่งนี้เป็นภาพหลักของเนื้อหาเลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106715" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Downtown_beirut_GettyImages-1169038882-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>จากซากปรักหักพังของสงคราม สู่โครงการหมู่บ้านในเมือง</strong></h3>
<p>อธิบายง่ายๆ ไซฟีวิลเลจก็คือโครงการแบบมิกซ์ยูสระดับบนในเมืองเบรุต ไม่ไกลจากท่าเรือที่เป็นศูนย์กลางเหตุการณ์ระเบิด เป็นโครงการที่สร้างขึ้นในพื้นที่ที่เคยถูกทำลายแทบราบคาบเพราะสงคราม ก่อนที่บริษัทเอกชน Solidere จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวขึ้นมาใหม่ โดยใช้สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular architecture) มาเป็นแนวคิดในการออกแบบ เห็นได้จากอาคารสะท้อนยุคอาณานิคมแบบฝรั่งเศส กับถนนที่ปูด้วยหิน โดยโครงการนี้เป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชาวฝรั่งเศสและสถาปนิกชื่อดังชาวเลบานอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-106723" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/th_ma-346_0.jpg" alt="" width="800" height="360" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/th_ma-346_0.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/th_ma-346_0-300x135.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/th_ma-346_0-768x346.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/th_ma-346_0-600x270.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ไม่น่าแปลกใจที่มันจะเป็นโครงการเด่นดัง และเป็นฉากหลังชั้นดีให้กับภาพพรีเวดดิ้งมากมาย</p>
<p>แต่อย่างที่เกริ่นไว้ สิ่งที่เราสนใจก็คือการที่ไซฟีวิลเลจแห่งนี้เป็นโครงการที่สะท้อนแนวคิดเรื่องหมู่บ้านในเมือง ซึ่งหากอธิบายตรงตัวก็คือการสร้างหมู่บ้านขึ้นในเมือง โดยหมู่บ้านนี้นอกจากที่พักอาศัย ยังประกอบด้วยฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่หมู่บ้านหนึ่งพึงจะมี ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าร้านอาหาร หรือสถานให้บริการในทุกด้านที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันก็น่าจะเป็นการนำสองสิ่งที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันมารวมไว้ด้วยกัน นั่นก็คือ หมู่บ้านจัดสรร กับ โครงการมิกซ์ยูส</p>
<p>พูดใหม่ก็คือ การเปลี่ยนโครงการมิกซ์ยูสกลางเมืองที่เรามักคุ้นเคยมันในรูปแบบอาคารสูง ให้เป็นแนวราบคล้ายๆ หมู่บ้านจัดสรร โดยมีแรงบันดาลใจมาจากหมู่บ้านในชนบท ที่มีองคาพยพสำหรับการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนได้เป็นอย่างดี</p>
<p>สำหรับไซฟีวิลเลจ นอกจากอาคารอพาร์ตเมนต์ ทาวน์เฮาส์ ร้านค้า สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะแล้ว ยังมีตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อย่างเฟอร์รารีอยู่ในนั้น ทั้งยังเป็นที่ตั้งของหอศิลป์มากกว่าหนึ่งแห่ง และโชว์รูมดีไซเนอร์ชื่อดังของเลบานอนอีกหลายราย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106730" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559038063-affordability-cover-1024x710.jpg" alt="" width="1024" height="710" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559038063-affordability-cover-1024x710.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559038063-affordability-cover-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559038063-affordability-cover-768x532.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559038063-affordability-cover-600x416.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106729" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1554452968-hero-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>จากการออกแบบข้าวของในบ้าน สู่การออกแบบหมู่บ้านขึ้นใหม่</strong></h3>
<p>ในทางผังเมือง คำว่าหมู่บ้านในเมืองจะใช้เรียกโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีระดับความหนาแน่นปานกลาง ซึ่งมีการจัดผังแบบผสมผสานการใช้งาน เข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ และให้ความสำคัญกับการมีพื้นที่สาธารณะและการเดินเท้า</p>
<p>ไซฟีวิลเลจอาจไม่ใช่โครงการหมู่บ้านในเมืองที่เราคุ้นหู แต่หากพูดถึงโครงการ The Urban Village Project ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง SPACE10 บริษัทวิจัยและออกแบบของอิเกีย กับ EFFEKT Architects บริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมจากเมืองโคเปนเฮเกน ในการสร้างต้นแบบโครงการที่อยู่อาศัย เรื่องนี้อาจเคยผ่านตาหลายคนอยู่บ้าง หรืออย่างน้อย ความเป็นอิเกียก็ชวนให้เราทำความรู้จักโครงการนี้ไม่มากก็น้อย</p>
<p>จะไม่น่าสนใจได้อย่างไร เมื่ออิเกียซึ่งเป็นผู้นำด้านการออกแบบอย่างเป็นประชาธิปไตย (democratic design) จะขยับขยายจากการออกแบบข้าวของเครื่องใช้ในบ้านมาเป็นการออกแบบหมู่บ้านขึ้นมาสักแห่ง แน่นอนว่ามันเป็นทั้งเรื่องของการอยู่อาศัย ย่าน และเมือง ซึ่งมันก็ควรเป็นอย่างนั้น เพราะหมู่บ้านในเมืองนั้นไม่ได้เป็นเพียงโครงการบ้านจัดสรรในเมืองอย่างที่คนไทยคุ้นเคย แต่มันคือแนวคิดที่สะท้อนกันกับลัทธิชุมชนเมืองยุคใหม่ (New Urbanism) แนวคิดในเชิงผังเมืองที่หลายคนลงความเห็นว่าควรจะเป็นอนาคตสำหรับเมืองของแต่ละคน</p>
<p>นั่นคือ ความพยายามในการตอบคำถามว่าการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนนั้นเป็นยังไง</p>
<p>โครงการทดลองของอิเกียที่ใช้ชื่อว่า The Urban Village Project นี้จึงสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงแนวคิดของการกลับมาให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยในชุมชน การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และการผสมผสานทุกอย่างของชีวิตเข้าด้วยกัน</p>
<p>สิ่งสำคัญคือการออกแบบที่อยู่อาศัย &#8216;ในฝัน&#8217; นี้ให้มีราคาเข้าถึงได้ ซึ่งทำให้การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนนั้นเป็นไปได้ในเวลาเดียวกัน ลองเข้าไปดูวิธีคิดในการออกแบบโครงการนี้ได้ที่ <a href="https://www.urbanvillageproject.com/" target="_blank" rel="noopener">urbanvillageproject.com</a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106733" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559297090-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk.jpg 1300w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106731" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559043833-high-quality-housing-for-less.jpg 1300w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>จากการออกแบบเมืองในวันเก่า สู่การออกแบบเมืองในวันใหม่</strong></h3>
<p>ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหมู่บ้านในเมืองหรือชุมชนเมืองยุคใหม่ มันก็คือการหาทางเลือกของการพัฒนาเมืองที่พ้นไปจากการขยายตัวอันไม่สิ้นสุด และความพยายามพัฒนาเมืองเพื่อเข้าสู่ความเป็นเมืองกระชับ (compact city)</p>
<p>ความหมายของเมืองกระชับนั้นคือ การส่งสริมการพัฒนาเมืองที่เน้นความหนาแน่นสูงและการใช้งานแบบผสม โดยมีเครื่องมือสำคัญคือระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการเดินเท้า (รวมถึงการใช้จักรยาน) การออกแบบให้ที่ทำงาน ส่วนสันทนาการ และที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ลดการพึ่งพารถยนต์ และการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และระหว่างผู้คนกับเมือง</p>
<p>เมื่อพูดแบบนี้หลายคนคงนึกถึงบุคคลในตำนานอย่าง Jane Jacobs อย่างช่วยไม่ได้ แม้เจนจะไม่ใช่นักวางผังเมือง แต่หนังสือ <em>The Death and Life of Great American Cities </em>ที่เธอเขียนขึ้นกลับได้รับการมองว่าเป็นไม่ต่างจากคัมภีร์ไบเบิลสำหรับการวางผังเมืองยุคใหม่</p>
<p>นั่นเป็นเพราะข้อเรียกร้องของเธอที่มีต่อนักวางผังเมืองในทศวรรษ 1960 ในการใคร่ครวญถึงแนวทางการพัฒนาเมืองที่แยกทุกฟังก์ชั่นออกจากกัน โดยเฉพาะการแยกที่อยู่อาศัยออกจากอย่างอื่น และพึ่งพารถยนต์หนักมาก</p>
<p>แน่นอนว่าความคิดของเจคอบส์มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดเรื่องหมู่บ้านในเมือง รวมถึงแนวคิดเรื่องชุมชนเมืองยุคใหม่ หรือเอาจริงๆ ก็ทุกแนวคิดที่เป็นภาพกลับด้านของวัฒนธรรมพึ่งพารถยนต์ที่ถือเป็นทิศทางการพัฒนาเมืองที่ล้มเหลวและสร้างความเสียหายทิ้งไว้ให้กับหลายเมือง รวมถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับเมือง</p>
<p>แต่อย่างน้อย ในวันนี้เราก็รู้แล้วว่าหัวใจสำคัญของการอยู่อาศัยในเมืองยุคใหม่นั้นไม่ใช่แค่คำว่า &#8216;บ้าน&#8217; แต่เพื่อนบ้าน ชุมชน และตัวเมืองเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106732" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559296269-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-1024x552.jpg" alt="" width="1024" height="552" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559296269-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-1024x552.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559296269-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-300x162.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559296269-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-768x414.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/1559296269-1554298788-20190225space10003renderinterior-common-spaceyk-600x323.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.urbanvillageproject.com/">The Urban Village Project</a>, <a href="https://www.euronews.com/2020/08/06/moment-of-beirut-blast-captured-on-lebanese-bride-s-wedding-video">euronews</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-village-beirut/">Urban Village : จากซากปรักหักพังของสงครามสู่โครงการหมู่บ้านในเบรุต เลบานอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซีแอตเทิล&#8217; เมืองคู่แข่งซิลิคอนวัลเลย์ เพราะเดินได้ อยู่ดี คนทำงานมีความสุข</title>
		<link>https://adaymagazine.com/seattle/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2020 16:00:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[​Seattle]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[Legacy City]]></category>
		<category><![CDATA[ซีแอตเทิล]]></category>
		<category><![CDATA[ซิลิคอนวัลเลย์]]></category>
		<category><![CDATA[suburbanization]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=103474</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในอเมริกามีกลุ่มเมืองหนึ่งที่ได้รับการเรียกว่า Legacy City ฟังดูเหมือนจะดีแต่แท้จริงแล้วคำที่เอาไว้ใช้เรียก &#8216;เมืองที่เคยรุ่งเรือง&#8217; ที่ตกต่ำในช่วงการก้าวออกจากอุตสาหกรรม โดยมีผลพวงสำคัญจาก suburbanization หรือการที่วัฒนธรรมรถยนต์แบ่งบาน ทำให้ผู้คนเลือกออกไปอยู่ชานเมืองและทิ้งตัวเมืองชั้นในให้เงียบเหงาและเสื่อมโทรม ดีทรอยต์ คลีฟแลนด์ เซนต์หลุยส์ และนิวออร์ลีนส์ คือตัวอย่างของเมืองที่ว่านี้ ดัชนีสำคัญที่บอกให้รู้ว่าเป็น Legacy City คือการลดลงของทั้งจำนวนประชากรและรายได้จากภาษีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นำมาสู่ความพยายามฟื้นฟูเมืองที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีเมืองใหญ่บางส่วนในอเมริกาที่รอดจากการเป็น Legacy City นั่นเพราะเมืองเหล่านี้รุ่งเรืองมาก่อนหน้าเมืองอื่น จนมีความเป็นเมืองหนาแน่นและพัฒนาขนส่งสาธารณะในเมืองอย่างเป็นระบบก่อนที่วัฒนธรรมรถยนต์จะแบ่งบาน  นิวยอร์ก บอสตัน ชิคาโก และซานฟรานซิสโก คือเมืองเหล่านั้น หากสังเกตให้ดีคือเมืองที่มีทั้งระดับการเดิน ความหนาแน่น อัตราการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และความเป็นเมือง สูงกว่าเมืองอื่นๆ นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีเมืองที่พยายามก้าวขึ้นมาเป็นเมืองที่มีปัจจัยที่ว่ามานี้สูงกับเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นลอสแอนเจลิส ไมอามี หรือเดนเวอร์ แต่ที่โดดเด่นกว่าใครคือ &#8216;ซีแอตเทิล&#8217; ที่แม้จะมีระดับความหนาแน่นใกล้เคียงกับเมืองคู่แข่งทั้งหลาย แต่มีระบบขนส่งสาธารณะเป็นแต้มต่อสำคัญ &#160; ก้าวข้ามซิลิคอนวัลเลย์ ซีแอตเทิลไม่เพียงมีทิวทัศน์งดงามและกาแฟส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วเท่านั้น แต่ความที่มีบริษัทเทคโนโลยีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ซีแอตเทิลจึงกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของซิลิคอนวัลเลย์ การเป็นที่ตั้งของธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟต์ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นจุดเริ่มต้นของความรุ่งเรืองครั้งใหม่สำหรับซีแอตเทิล ตามมาด้วยแอมะซอนที่เริ่มต้นธุรกิจในกลางทศวรรษ 1990 ก่อนจะสยายปีกกลายเป็นบริษัทขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การประกาศแผนการย้ายสำนักงานจากย่านเบคอนฮิลล์ไปยังเซาท์เลคยูเนียนของแอมะซอนในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ทำให้มีการคาดการณ์ตามมาว่าเมื่อแคมปัสใหม่สร้างเสร็จ แอมะซอนจะนำการจ้างงานมาสู่ย่านที่เคยเป็นเขตอุตสาหกรรมบางเบาอย่างเซาท์เลคยูเนียนมากถึง 6,000 คน การคาดการณ์ที่ว่าน้อยกว่าความเป็นจริงไปมาก เรียกว่าประมาทแอมะซอนไปหน่อยก็คงจะได้ เพราะในความเป็นจริงแอมะซอนไม่เพียงนำการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่งเข้ามา แต่ยังมีการลงทุนมากกว่า 6 ล้านเหรียญสหรัฐในที่อยู่อาศัยราคาประหยัด (affordable housing) และรายได้อื่นๆ ที่เซาท์เลคยูเนียนได้รับอีกด้วย เมื่อถึงปี 2017 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/seattle/">&#8216;ซีแอตเทิล&#8217; เมืองคู่แข่งซิลิคอนวัลเลย์ เพราะเดินได้ อยู่ดี คนทำงานมีความสุข</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s2">ในอเมริกา</span><span class="s2">มี</span>กลุ่ม<span class="s2">เมืองหนึ่งที่ได้รับการเรียกว่า</span><span class="s1"> Legacy City</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ฟังดูเหมือนจะดี</span><span class="s2">แต่แท้จริงแล้วคำที่เอาไว้ใช้เรียก</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">เมืองที่เคยรุ่งเรือง&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ที่ตกต่ำในช่วงการก้าวออกจากอุตสาหกรรม</span> <span class="s2">โดยมีผลพวงสำคัญจาก</span><span class="s1"> suburbanization </span><span class="s2">หรือการที่วัฒนธรรมรถยนต์แบ่งบาน ทำให้ผู้คนเลือกออกไปอยู่ชานเมือง</span><span class="s2">และทิ้งตัวเมืองชั้นในให้เงียบเหงาและเสื่อมโทรม</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ดีทรอยต์</span> <span class="s2">คลีฟแลนด์</span> <span class="s2">เซนต์หลุยส์</span> และ<span class="s2">นิวออร์ลีนส์</span> <span class="s2">คือตัวอย่างของเมืองที่ว่านี้</span> <span class="s2">ดัชนีสำคัญที่บอกให้รู้ว่าเป็น</span><span class="s1"> Legacy City </span><span class="s2">คือการลดลงของทั้งจำนวนประชากรและรายได้จากภาษีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา</span> <span class="s2">นำมาสู่ความพยายามฟื้นฟูเมืองที่เราเห็นกันในปัจจุบัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ขณะเดียวกัน</span><span class="s2">ก็มีเมืองใหญ่บางส่วนในอเมริกา</span><span class="s2">ที่รอดจากการเป็น</span><span class="s1"> Legacy City </span><span class="s2">นั่นเพราะเมืองเหล่านี้รุ่งเรืองมาก่อนหน้าเมืองอื่น</span> <span class="s2">จนมีความเป็นเมืองหนาแน่นและพัฒนาขนส่งสาธารณะในเมืองอย่างเป็นระบบก่อนที่วัฒนธรรมรถยนต์จะแบ่งบาน</span><span class="s1"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s2">นิวยอร์ก</span> <span class="s2">บอสตัน</span> <span class="s2">ชิคาโก</span> <span class="s2">และซานฟรานซิสโก</span> <span class="s2">คือเมืองเหล่านั้น</span> <span class="s2">หากสังเกตให้ดีคือเมืองที่มีทั้งระดับการเดิน</span> <span class="s2">ความหนาแน่น</span> <span class="s2">อัตราการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ</span> <span class="s2">และความเป็นเมือง </span><span class="s2">สูงกว่าเมืองอื่นๆ</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">นอกจากนี้ </span>ในปัจจุบัน<span class="s2">ยังมีเมืองที่พยายามก้าวขึ้นมาเป็นเมืองที่มีปัจจัยที่ว่ามานี้สูงกับเขาบ้าง </span><span class="s2">ไม่ว่าจะเป็นลอสแอนเจลิส</span> <span class="s2">ไมอามี</span> <span class="s2">หรือเดนเวอร์</span> <span class="s2">แต่ที่โดดเด่นกว่าใครคือ</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">ซีแอตเทิล&#8217; </span><span class="s2">ที่แม้จะมีระดับความหนาแน่นใกล้เคียงกับเมืองคู่แข่งทั้งหลาย </span><span class="s2">แต่มีระบบขนส่งสาธารณะเป็นแต้มต่อสำคัญ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103535" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-917652344-1024x512.jpg" alt="" width="1024" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-917652344-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-917652344-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-917652344-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-917652344-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>ก้าวข้ามซิลิคอนวัลเลย์</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ซีแอตเทิลไม่เพียงมีทิวทัศน์งดงามและกาแฟส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วเท่านั้น</span> <span class="s2">แต่ความที่มีบริษัทเทคโนโลยีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ซีแอตเทิล</span><span class="s2">จึงกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของซิลิคอนวัลเลย์</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การเป็นที่ตั้งของธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟต์</span><span class="s2">ตั้งแต่ทศวรรษ</span><span class="s1"> 1980 </span><span class="s2">เป็นจุดเริ่มต้นของความรุ่งเรืองครั้งใหม่สำหรับซีแอตเทิล </span><span class="s2">ตามมาด้วยแอมะซอน</span><span class="s2">ที่เริ่มต้นธุรกิจในกลางทศวรรษ</span><span class="s1"> 1990 </span><span class="s2">ก่อนจะสยายปีกกลายเป็นบริษัทขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">การประกาศแผนการย้ายสำนักงานจากย่าน</span><span class="s1">เบคอนฮิลล์</span><span class="s2">ไปยัง</span><span class="s1">เซาท์เลคยูเนียน</span><span class="s2">ของแอมะซอนในช่วงกลางทศวรรษ</span><span class="s1"> 2000 ทำให้</span><span class="s2">มีการคาดการณ์ตามมาว่าเมื่อแคมปัสใหม่สร้างเสร็จ</span> <span class="s2">แอมะซอนจะนำการจ้างงานมาสู่ย่านที่เคยเป็นเขตอุตสาหกรรมบาง</span>เบา<span class="s2">อย่าง</span><span class="s1">เซาท์เลคยูเนียน</span><span class="s2">มากถึง</span><span class="s1"> 6,000 </span><span class="s2">คน</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">การคาดการณ์ที่ว่าน้อยกว่าความเป็นจริงไปมาก</span> <span class="s2">เรียกว่าประมาทแอมะซอนไปหน่อยก็คงจะได้ </span><span class="s2">เพราะในความเป็นจริง</span><span class="s2">แอมะซอนไม่เพียงนำการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่งเข้ามา </span><span class="s2">แต่ยังมีการลงทุนมากกว่า</span><span class="s1"> 6 </span><span class="s2">ล้านเหรียญสหรัฐ</span><span class="s2">ในที่อยู่อาศัยราคาประหยัด</span><span class="s1"> (affordable housing) </span><span class="s2">และรายได้อื่นๆ</span> <span class="s2">ที่เซาท์เลคยูเนียนได้รับอีกด้วย</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">เมื่อถึงปี</span><span class="s1"> 2017 </span><span class="s2">แอมะซอนก็มีพนักงานทำงานอยู่ในซีแอตเทิลกว่า</span><span class="s1"> 40,000 </span><span class="s2">คน</span> <span class="s2">ในอาคารกว่า</span><span class="s1"> 40 </span><span class="s2">แห่ง</span> <span class="s2">กินพื้นที่สำนักงานรวมกว่า</span><span class="s1"> 13 </span><span class="s2">ล้านตารางฟุต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103539" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Lake-Washington-in-Seattle-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ปัจจุบันเรารู้กันว่าบรรยากาศของความสร้างสรรค์นั้นอยู่ในเมืองมากกว่า</span> <span class="s2">และบริษัทอย่างแอมะซอนก็วางตัวเป็นองค์กรในเมือง</span><span class="s1"> (urban enterprise) </span><span class="s2">มาแต่ไหนแต่ไร</span> Jeff Bezos <span class="s2">เองก็เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นแอมะซอนในปี</span><span class="s1"> 2014 </span><span class="s2">ว่า การอยู่ในเมืองนั้นหมายถึงการเดินทางและการเผาผลาญพลังงานที่น้อยลง</span> <span class="s2">และพนักงานแอมะซอนนั้น</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">ชื่นชอบพลังงานและพลวัตของสภาพแวดล้อมแบบเมือง&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การจ้างงานหมายถึงประชากร</span>ที่เพิ่มขึ้น<span class="s2">และความต้องการเรื่องที่อยู่อาศัย</span> <span class="s2">ซีแอตเทิลจึงเป็นเมืองที่มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่สูงกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ</span> <span class="s2">ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</span><span class="s1"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ความต่างสำคัญคือ</span><span class="s2">ที่อยู่อาศัยใหม่ที่ว่านี้ไม่ได้ถูกผลักออกไปอยู่ชานเมือง</span><span class="s2">แต่สร้างใหม่ในตัวเมืองเลย</span> <span class="s2">พูดง่ายๆ</span> <span class="s2">คือซีแอตเทิลทำให้ผู้คนสามารถอยู่อาศัยในเมืองได้</span> <span class="s2">และเมืองได้รับการใช้งาน</span><span class="s1"> 24 </span><span class="s2">ชั่วโมง</span><span class="s1"> </span><span class="s2">กฎหมายการใช้ที่ดินนั่นเองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ</span><span class="s2">และทำให้ซีแอตเทิลกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของซิลิคอนวัลเลย์เรื่องการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ปัญหาสำคัญของซิลิคอนวัลเลย์คือ</span><span class="s2">ความเป็นชานเมืองและกฎหมายการใช้ที่ดิน ทำให้ไม่สามารถเพิ่มความหนาแน่นเมื่อเทียบกับซีแอตเทิลที่สามารถสร้างตึกสูงในเมืองได้</span> <span class="s2">รวมถึงการแก้กฎระเบียบเพื่อเพิ่มเพดานความสูงในย่าน</span><span class="s1">เซาท์เลคยูเนียน</span><span class="s2">เพื่อเปิดรับการย้ายเข้ามาของแอมะซอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103534" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-157740062-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ข้อมูลจากการเคหะของอเมริกาบอกว่า</span> <span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 2017 </span><span class="s2">ซีแอตเทิลมีโครงการก่อสร้างแบบ</span><span class="s1"> multi-family units (</span><span class="s2">โครงการที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่บ้านเดี่ยว</span><span class="s1">) </span><span class="s2">เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</span> <span class="s2">โดยเฉพาะในพื้นที่ใจกลางเมืองและย่านใกล้เคียง </span><span class="s2">ส่วนข้อมูลจาก</span><span class="s1"> <i>Seattle Times</i> </span><span class="s2">บอกว่ามีการเพิ่มขึ้นของประชากรในเมืองเกือบ 20,000 คนต่อปีมาตั้งแต่ปี</span><span class="s1"> 2010 </span><span class="s3">นั่นทำให้ซีแอตเทิลกลายเป็นเมืองใหญ่ที่เติบโตมากที่สุดของอเมริกาในทศวรรษ</span><span class="s4"> 2010 </span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ความเป็นเมืองนั่นเองที่เป็นความได้เปรียบสำคัญของซีแอตเทิล</span> <span class="s2">เมื่อชีวิตไม่ได้มีไว้สำหรับการทำงาน</span><span class="s1"> 24 </span><span class="s2">ชั่วโมง</span> <span class="s2">การเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย</span><span class="s1">และ</span><span class="s2">ใช้ชีวิตจึงสำคัญไม่แพ้กัน </span><span class="s2">บริษัทจะสร้างที่ทำงานอันสร้างสรรค์ให้พนักงาน</span>ยังไง<span class="s2">ก็ได้</span> <span class="s2">แต่จะดีกว่ามากหากเมื่อสิ้นวัน</span> <span class="s2">ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นยังคงแวดล้อมด้วยความมีชีวิตชีวา</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไม่นับสภาพพื้นที่</span> <span class="s2">ภูมิอากาศ</span> และ<span class="s2">บรรยากาศแสนสบาย การเสพวัฒนธรรม</span><span class="s2">ยังทำให้ซีแอตเติลถูกจัดให้เป็นเมืองน่าอยู่มาแต่ไหนแต่ไร</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ซิลิคอนวัลเลย์จะยังคงเป็นพื้นที่สร้างนวัตกรรมอันสำคัญ</span> <span class="s2">แต่หากเทียบกันด้วยความอยู่ดีมีสุขของคนทำงาน</span> <span class="s2">ซีแอตเทิลทำคะแนนนำไปหลายช่วงตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1061356528-1024x508.jpg" alt="" width="1024" height="508" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1061356528-1024x508.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1061356528-300x149.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1061356528-768x381.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1061356528-600x298.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>ก้าวข้ามตัวเอง</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ปัจจุบัน</span><span class="s2">ซีแอตเทิลยังคงขยายระบบขนส่งสาธารณะ</span> <span class="s2">แน่นอนว่ามันช่วยยกระดับความสามารถการเดินทางในเมืองให้สูงขึ้นไปอีก </span><span class="s2">คำว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้หมายถึงเฉพาะรถไฟใต้ดิน</span> <span class="s2">แต่ยังรวมไปถึงรถโดยสารประจำทางและ</span><span class="s2">จักรยานให้เช่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้โครงการจักรยานให้เช่าของเมืองจะล้มเหลวเพราะไม่สามารถบริหารต้นทุนได้</span> <span class="s2">แต่ธุรกิจเดียวกันของเอกชนเป็นไปอย่างงดงาม</span> <span class="s2">ซีแอตเทิลมีอัตราการใช้จักรยานให้เช่ามากถึง </span><span class="s1">9 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s2">สำหรับการเดินทางในย่านใจกลางเมือง</span> ถือเป็นตัวเลขที่สูงลิ่วเทียบกับเมืองอื่นในประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/shore-in-Seattle-at-Lake-Union-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไม่เพียงก้าวข้ามซิลิคอนวัลเลย์ </span>ซีแอตเทิล<span class="s2">ยังเป็นเมืองที่มักได้รับการนำไปเปรียบกับแวนคูเวอร์</span> <span class="s2">เมืองต้นแบบเรื่องคุณภาพชีวิตในทวีปอเมริกาเหนือ </span><span class="s2">แต่โลก</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">และเมือง</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ไม่ใช่เรื่องหยุดนิ่ง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">พร้อมกับการเติบโตของเมือง</span><span class="s2">คือเสียงบ่นของชาวเมืองซีแอตเทิลเองต่ออิทธิพลของแอมะซอน</span> <span class="s2">โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น</span> <span class="s2">นำมาสู่การแก้ปัญหาด้วยความพยายามเก็บภาษีบริษัทยักษ์ใหญ่เพิ่มขึ้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จากเดิมที่ซีแอตเทิลเคยต้อนรับแอมะซอน </span><span class="s2">กลายเป็นต้องขับสู้กัน </span><span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 2019 </span><span class="s2">แอมะซอนจึงประกาศแผนการย้ายสำนักงานของพวกเขาอีกครั้ง</span> <span class="s2">โดยจะย้ายทีม</span><span class="s1"> International Operation </span><span class="s2">ทั้งหมดไปยังเบลล์วิลล์</span><span class="s1"> </span><span class="s2">เมืองใหญ่อันดับสามของเขตนครบาลซีแอตเทิล</span><span class="s1"> (Seattle metropolitan area) </span><span class="s2">ภายในปี</span><span class="s1"> 2023 </span><span class="s2">หากเปรียบให้เห็นภาพก็น่าจะเหมือนย้ายจากกรุงเทพฯ</span> <span class="s2">ไปนนทบุรี</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จะว่าไปแล้ว</span><span class="s1">เบลล์วิลล์</span><span class="s2">ก็เหมือนเป็นจุดกำเนิดของแอมะซอน</span> <span class="s2">เพราะเจฟฟ์</span> <span class="s2">เบโซส</span> <span class="s2">เริ่มต้นธุรกิจของเขาในโรงรถที่เบลล์วิลล์</span><span class="s2">นี่เอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่ไม่ได้หมายความว่าแอมะซอนจะทิ้งความเป็นองค์กรแห่งซีแอตเทิลไป</span> <span class="s2">ตรงกันข้าม</span> <span class="s2">ในปี</span><span class="s1">นี้</span><span class="s2">แอมะซอนก็เพิ่งซื้อสิทธิการตั้งชื่อสนามกีฬา</span><span class="s1"> KeyArena </span><span class="s2">และเปลี่ยนชื่อเป็น</span><span class="s1"> Climate Pledge Arena </span><span class="s2">ตามชื่อโครงการของแอมะซอน ที่ประกาศจะเป็นธุรกิจคาร์บอนเป็นกลางภายในปี</span><span class="s1"> 2040 </span><span class="s2">ท่ามกลางกระแสกดดันว่าธุรกิจของแอมะซอนสร้างขยะมากมายจากหีบห่อบรรจุภัณฑ์</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เป็นก้าวที่ยังต้องติดตาม</span> <span class="s2">ไม่ว่าจะเป็นแอมะซอน</span><span class="s2">หรือซีแอตเทิล</span> <span class="s2">ในทศวรรษใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย</span><span class="s2">และไม่มีอะไรเหมือนเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103538" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-1024x686.jpg" alt="" width="1024" height="686" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-1024x686.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-768x514.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/GettyImages-1156820194-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p4"><em><span class="s5">อ้างอิง</span></em></p>
<p><span class="s6"><a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-04-16/why-is-amazon-retreating-from-downtown-centers"><span class="s7">Bloomberg Citylab</span></a></span></p>
<p class="p4"><span class="s6"><a href="https://online-learning.harvard.edu/course/citiesx-past-present-and-future-urban-life"><span class="s7">CitiesX: The Past, Present and Future of Urban Life</span></a></span></p>
<p><span class="s6"><a href="https://www.cnbc.com/2017/11/28/amazon-seattle-office-space-13-point-6-million-square-feet.html"><span class="s7">CNBC</span></a></span></p>
<p class="p4"><span class="s6"><a href="https://www.forbes.com/sites/scottbeyer/2017/08/31/seattle-is-becoming-americas-7th-legacy-city/#6e30a8e421dd"><span class="s7">Forbes</span></a></span></p>
<p class="p4"><span class="s6"><a href="https://www.newgeography.com/content/003507-transit-legacy-cities"><span class="s7">New Geography</span></a></span></p>
<p class="p4"><span class="s6"><a href="https://www.seattletimes.com/business/amazon/ten-years-ago-amazon-changed-seattle-announcing-its-move-to-south-lake-union/"><span class="s7">The Seattle Times</span></a></span></p>
<p class="p4"><span class="s6"><a href="https://www.theverge.com/2020/6/25/21303532/amazon-seattle-nhl-climate-pledge-arena-environment"><span class="s7">The Verge</span></a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/seattle/">&#8216;ซีแอตเทิล&#8217; เมืองคู่แข่งซิลิคอนวัลเลย์ เพราะเดินได้ อยู่ดี คนทำงานมีความสุข</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Washington Square Park แม้ไม่เคร่งขรึมตามฉบับพื้นที่อนุสาวรีย์ แต่นี่คือสิ่งที่พื้นที่สาธารณะควรเป็น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/washington-square-park/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2020 11:59:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[Washington Square Park]]></category>
		<category><![CDATA[จอร์จ วอชิงตัน]]></category>
		<category><![CDATA[อนุสาวรีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100726</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคือพื้นที่สาธารณะที่อุทิศให้กับ George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา และเป็นที่จดจำด้วยภาพประตูชัยใจกลางนิวยอร์ก ในย่านกรีนวิชวิลเลจ (Greenwich Village) สุดปลายถนนหมายเลขห้า (Fifth Avenue) ทางทิศใต้ นอกจากประตูชัย ภาพจำที่ทำให้เรานึกถึงความมีชีวิตชีวาของสวนสาธารณะวอชิงตันสแควร์ (Washington Square Park) ก็คือน้ำพุขนาดใหญ่ที่ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยอดนิยมทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นในละแวกมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในความเป็นจริง สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่มาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1826 และเปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่จอร์จ วอชิงตัน ในปี 1889 ในวาระครบรอบ 100 ปีของการรับตำแหน่งประธานาธิบดี ประตูชัยก็สร้างขึ้นในช่วงเวลาเฉลิมฉลองนี้เอง ส่วนน้ำพุสร้างขึ้นก่อนหน้านั้น ลองนึกๆ ดู หากไม่มีน้ำพุที่ดึงดูดผู้คนให้มาพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะ วอชิงตันสแควร์ก็อาจเป็นเพียงพื้นที่อนุสาวรีย์ที่เอาไว้ฉลองกันปีละครั้งหรือน้อยกว่านั้น ปฏิสัมพันธ์ต่างหากที่ทำให้พื้นที่สาธารณะทำงานของมันได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ หรือระหว่างคนด้วยกัน แต่กว่าจะอยู่มาถึงวันที่จะมีอายุครบ 200 ปีในอีกไม่นานนี้ วอชิงตันสแควร์เองก็ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาเช่นกัน ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่าไม่ใช่ทุกการพัฒนาที่สร้างสรรค์ แต่ถ้าผู้คนแข็งแรง พวกเขาก็จะต่อสู้และส่งต่อสิ่งสำคัญเอาไว้ให้คนรุ่นต่อไป &#160; The Village Voice มันคือการต่อสู้ที่เริ่มต้นในปี 1952 และมีผู้นำเป็นแม่บ้านลูกสี่ เมื่อเมืองมีแผนการที่จะเชื่อมต่อถนนหมายเลขห้า ซึ่งในเวลานั้นยังตัดเข้ามาในพื้นที่สวนฯ กับถนนเวสต์บรอดเวย์ทางตอนใต้เพื่อทำให้การสัญจรคล่องตัวขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแลกคือน้ำพุและการอนุญาตให้รถยนต์สัญจรผ่านใจกลางของสวนสาธารณะ ในเวลานั้น Shirley Hayes แม่บ้านลูกสี่ คือผู้อยู่อาศัยในย่านกรีนวิชวิลเลจ มักมาพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่นี้ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสวนสาธารณะที่ทุกคนหวงแหนอย่างในปัจจุบัน มันมีการสัญจรในพื้นที่อยู่บ้าง โดยเฉพาะรถบัสที่มากลับรถในวงเวียนน้ำพุ จึงไม่แปลกนักหรอกที่เมืองจะนึกถึงการสร้างถนนตัดผ่านเพื่อเชื่อมการจราจร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/washington-square-park/">Washington Square Park แม้ไม่เคร่งขรึมตามฉบับพื้นที่อนุสาวรีย์ แต่นี่คือสิ่งที่พื้นที่สาธารณะควรเป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s2">ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคือพื้นที่สาธารณะที่อุทิศให้กับ George Washington</span> <span class="s2">ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s2">และเป็นที่จดจำด้วยภาพประตูชัยใจกลางนิวยอร์ก</span> <span class="s2">ในย่านกรีนวิชวิลเลจ (Greenwich Village)</span> <span class="s2">สุดปลายถนนหมายเลขห้า</span><span class="s1"> (Fifth Avenue) </span><span class="s2">ทางทิศใต้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">นอกจากประตูชัย</span> <span class="s2">ภาพจำที่ทำให้เรานึกถึงความมีชีวิตชีวาของสวนสาธารณะวอชิงตันสแควร์</span><span class="s1"> (Washington Square Park) </span><span class="s2">ก็คือน้ำพุขนาดใหญ่ที่ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยอดนิยมทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น</span><span class="s2">ในละแวกมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในความเป็นจริง</span> <span class="s2">สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่มาก่อนแล้วตั้งแต่ปี</span><span class="s1"> 1826 </span><span class="s2">และเปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่จอร์จ</span> <span class="s2">วอชิงตัน</span> <span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 1889 </span><span class="s2">ในวาระครบรอบ 100 ปีของการรับตำแหน่งประธานาธิบดี</span> <span class="s2">ประตูชัยก็สร้างขึ้นในช่วงเวลาเฉลิมฉลองนี้เอง</span> <span class="s2">ส่วนน้ำพุสร้างขึ้นก่อนหน้านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-100902" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ลองนึกๆ</span> <span class="s2">ดู</span> <span class="s2">หากไม่มีน้ำพุที่ดึงดูดผู้คนให้มาพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะ</span> <span class="s2">วอชิงตันสแควร์ก็อาจเป็นเพียงพื้นที่อนุสาวรีย์</span><span class="s2">ที่เอาไว้ฉลองกันปีละครั้ง</span><span class="s2">หรือน้อยกว่านั้น </span><span class="s2">ปฏิสัมพันธ์ต่างหากที่ทำให้พื้นที่สาธารณะทำงานของมันได้อย่างเต็มที่</span> <span class="s2">ไม่ว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่</span> <span class="s2">หรือระหว่างคนด้วยกัน </span><span class="s2">แต่กว่าจะอยู่มาถึงวันที่จะมีอายุครบ 200 ปีในอีกไม่นานนี้</span> <span class="s2">วอชิงตันสแควร์เองก็ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาเช่นกัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่าไม่ใช่ทุกการพัฒนาที่สร้างสรรค์</span> <span class="s2">แต่ถ้าผู้คนแข็งแรง</span> <span class="s2">พวกเขาก็จะต่อสู้และส่งต่อสิ่งสำคัญเอาไว้ให้คนรุ่นต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><span class="s2"><b>The Village Voice</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">มันคือการต่อสู้ที่เริ่มต้นในปี</span><span class="s1"> 1952 </span><span class="s2">และมีผู้นำเป็นแม่บ้านลูกสี่</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เมื่อเมืองมีแผนการที่จะเชื่อมต่อถนนหมายเลขห้า</span> <span class="s2">ซึ่งในเวลานั้นยังตัดเข้ามาในพื้นที่สวนฯ</span> <span class="s2">กับถนนเวสต์บรอดเวย์ทางตอนใต้เพื่อทำให้การสัญจรคล่องตัวขึ้น</span> <span class="s2">แต่สิ่งที่ต้องแลกคือน้ำพุ</span><span class="s2">และการอนุญาตให้รถยนต์สัญจรผ่านใจกลางของสวนสาธารณะ</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในเวลานั้น </span><span class="s1">Shirley Hayes </span><span class="s2">แม่บ้านลูกสี่ คือผู้อยู่อาศัยในย่านกรีนวิชวิลเลจ </span><span class="s2">มักมาพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่นี้</span> <span class="s2">ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสวนสาธารณะที่ทุกคนหวงแหนอย่างในปัจจุบัน</span> <span class="s2">มันมีการสัญจรในพื้นที่อยู่บ้าง</span> <span class="s2">โดยเฉพาะรถบัสที่มากลับรถในวงเวียนน้ำพุ</span> จึง<span class="s2">ไม่แปลกนักหรอกที่เมืองจะนึกถึงการสร้างถนนตัดผ่านเพื่อเชื่อมการจราจร</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เชอร์ลีย์อยากเห็น</span> <span class="s2">และสิ่งที่เธอทำเพื่อหยุดยั้งมันคือการรวบรวมรายชื่อผู้คนราว</span><span class="s1"> 16,000 </span><span class="s2">รายชื่อ</span> <span class="s2">เกิดเป็นแคมเปญ</span><span class="s1"> Save the Square </span><span class="s2">ซึ่งไม่เพียงต่อต้านการขยายถนนหมายเลขห้า</span> <span class="s2">แต่ไปไกลถึงการเรียกร้องไม่ให้รถบัสเข้ามากลับรถที่วงเวียนน้ำพุได้อีกต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-100900" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-7.jpg" alt="" width="675" height="421" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-7-300x187.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-7-600x374.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">แน่นอนมันคือการต่อสู้อันยาวนาน</span> <span class="s2">การทำประชาพิจารณ์ในปี</span><span class="s1"> 1958 </span><span class="s2">เพื่อตัดสินชะตาทางเดินรถที่ผ่านพื้นที่แห่งนี้</span><span class="s2">เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมสนับสนุนเชอร์ลีย์</span> <span class="s2">นั่นรวมถึง Eleanor Roosevelt</span> <span class="s2">อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งผู้เคยอาศัยอยู่บ้านเลขที่</span><span class="s1"> 29 Washington Square Park West </span><span class="s2">ไปจนถึง Jane Jacobs</span> <span class="s2">นักเขียนและบรรณาธิการผู้ได้รับการยกย่องในหมู่นักผังเมืองในปัจจุบัน</span> <span class="s2">ซึ่งมีส่วนสำคัญและได้รับเครดิตอย่างมากในการต่อสู้ครั้งนี้</span> <span class="s2">อย่างไรก็ดี</span><span class="s2">เธอได้ยกความดีความชอบให้กับเชอร์ลีย์และผู้คนของกรีนวิชวิลเลจไว้ในหนังสือชื่อดังของเธอ</span><span class="s1"> <i>The Death and Life of Great American Cities </i></span></p>
<p class="p1"><span class="s3">การต่อสู้ที่เริ่มต้นโดยเชอร์ลีย์</span><span class="s3">นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสวนสาธารณะวอชิงตันสแควร์ ซึ่งประกอบด้วย</span><span class="s2">กลุ่มชุมชน</span><span class="s1"> 36 </span><span class="s2">แห่ง รวมถึงเจ้าของอาคารรายรอบ</span> <span class="s2">องค์กรประชาสังคม</span> <span class="s2">สมาคมผู้ปกครอง</span> <span class="s2">ครู</span> <span class="s2">และโบสถ์</span> <span class="s2">ในฐานะผู้นำการเคลื่อนไหวเชอร์ลีย์ยืนยันว่ากฎหมายควรมีไว้สำหรับ</span><span class="s1"> “</span><span class="s2">ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในชุมชน</span><span class="s1">” </span><span class="s2">ทั้งยังบอกอีกว่า</span><span class="s1"> “</span><span class="s2">ความสงบและสุนทรียภาพควรได้รับอนุญาตให้อยู่รอด</span><span class="s1">” </span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไม่แปลกที่เธอจะได้รับการยอมรับว่าเป็น</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">เสียงของหมู่บ้านที่แท้จริง&#8217;</span><span class="s1"> (True Village Voice) </span><span class="s2">คำว่าหมู่บ้านที่อ้างถึงกรีนวิชวิลเลจ</span><span class="s2">น่าจะหมายถึงชุมชนด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-100901" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-6.jpg" alt="" width="675" height="457" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-6-300x203.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-6-600x406.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ปัจจุบัน</span><span class="s2">วอชิงตันสแควร์ยังเป็นพี้นที่ที่ผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจและใช้ชีวิต</span> <span class="s2">มันอาจไม่เคร่งขรึมตามแบบฉบับพื้นที่อนุสาวรีย์</span> <span class="s2">แต่นั่นคือสิ่งที่พื้นที่สาธารณะควรจะเป็น</span> <span class="s2">พื้นที่ของชาวเมืองและสะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกันในเมือง</span><span class="s1"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><span class="s2"><b>Good Fences Make Good Neighbors</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 2017 </span><span class="s2">ประตูชัยของวอชิงตันสแควร์เป็นหนึ่งในสถานที่จัดแสดงผลงานประติมากรรมของ <span class="s1">Ai Weiwei </span>ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้โด่งดัง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">มันคือนิทรรศการ</span><span class="s1"> Good Fences Make Good Neighbors </span><span class="s2">ที่ต้องการสร้างการรับรู้และบทสนทนาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในวิกฤตผู้อพยพ</span><span class="s2">ผ่านชิ้นงานมากถึง 300 ชิ้นที่กระจายติดตั้งทั่วไปในนิวยอร์ก</span> <span class="s2">สื่อให้เห็นการเปลี่ยน</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">รั้วกันภัย&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">การหลอมรวม&#8217;</span></p>
<div id="attachment_100903" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.archdaily.com/881528/ai-weiwei-brings-over-300-installations-to-nyc-to-examine-issues-of-borders-and-immigration/59e03313b22e3805c300013d-ai-weiwei-brings-over-300-installations-to-nyc-to-examine-issues-of-borders-and-immigration-photo" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100903" class="wp-image-100903 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/archdaily.com_.jpg" alt="" width="675" height="722" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/archdaily.com_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/archdaily.com_-280x300.jpg 280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/archdaily.com_-600x642.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a><p id="caption-attachment-100903" class="wp-caption-text">ภาพ : archdaily.com</p></div>
<div id="attachment_100905" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://thespaces.com/ai-weiwei-builds-fences-across-new-yorks-five-boroughs/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100905" class="wp-image-100905 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/thespaces.com_.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/thespaces.com_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/thespaces.com_-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/thespaces.com_-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a><p id="caption-attachment-100905" class="wp-caption-text">ภาพ : thespaces.com</p></div>
<p class="p1"><span class="s2">ชิ้นงานที่ติดตั้งใต้โค้งประตูชัยและถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานเด่นนี้อุทิศแด่ Marcel Duchamp</span> <span class="s2">ศิลปินผู้แนะนำให้โลกรู้จักศิลปะสมัยใหม่ด้วยโถปัสสาวะ</span> <span class="s2">ผู้มาเล่นหมากรุกที่วอชิงตันสแควร์แห่งนี้เป็นประจำ</span> <span class="s6">เช่นเดียวกับศิลปินเจ้าของผลงานที่มักมาที่นี่เช่นกันในตอนที่เขาอาศัยอยู่ในย่านอีสต์วิลเลจใกล้ๆ</span> <span class="s6">กันในช่วงเริ่มต้นอาชีพศิลปิน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ประตูชัยถูกใช้เป็นผืนผ้าใบสำหรับงานศิลปะ</span> เพราะ<span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 1980 </span><span class="s2">มันเคยถูกพันด้วยเส้นโพลีเอสเตอร์ความยาว</span><span class="s1"> 8,000 </span><span class="s2">หลาที่ออกแบบให้ดูคล้ายพลาสเตอร์ปิดแผล</span> <span class="s2">โดย Francis Hines ศิลปินชื่อดังของนิวยอร์ก</span> <span class="s2">สำหรับการระดมทุนของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กและชุมชนในการฟื้นฟูประตูชัยและพื้นที่สวนแห่งนี้</span> <span class="s2">นั่นคือช่วงเวลาที่นิวยอร์กเพิ่งผ่านพ้นจากความตกต่ำในทศวรรษ</span><span class="s1"> 1970</span></p>
<div id="attachment_100904" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://artsandculture.google.com/asset/view-of-washington-square-arch-wrapped-by-artist-francis-hines-carole-teller/jgFXSQMQB0tyeQ" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-100904" class="wp-image-100904 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/artsandculture.google.com_.jpg" alt="" width="450" height="667" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/artsandculture.google.com_.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/artsandculture.google.com_-202x300.jpg 202w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></a><p id="caption-attachment-100904" class="wp-caption-text">ภาพ : artsandculture.google.com</p></div>
<p class="p1"><span class="s2">ที่นี่จึงเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่ชาวนิวยอร์ก</span><span class="s2">โดยเฉพาะชาวกรีนวิชวิลเลจ</span><span class="s2">ไม่ลืม</span><i> </i><span class="s2">เช่นเดียวกับผลงานการต่อสู้ของเชอร์ลีย์</span><i> </i><span class="s2">แม่บ้านลูกสี่</span><span class="s2">ผู้สร้างรั้วกันภัยที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าทิ้งไว้ให้พื้นที่เปี่ยมพลวัตนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p4"><em><span class="s8">อ้างอิง</span></em></p>
<p class="p4"><span class="s9"><a href="https://www.6sqft.com/10-secrets-of-washington-square-park/"><span class="s10">6sqft</span></a></span></p>
<p class="p4"><span class="s11"><a href="https://www.citylab.com/design/2017/10/ai-weiweis-art-reaches-new-yorks-streets/542844/"><span class="s10">Citylab</span></a></span></p>
<p><span class="s9"><a href="https://www.nycgovparks.org/parks/washington-square-park/highlights/9763"><span class="s10">NYC Parks</span></a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/washington-square-park/">Washington Square Park แม้ไม่เคร่งขรึมตามฉบับพื้นที่อนุสาวรีย์ แต่นี่คือสิ่งที่พื้นที่สาธารณะควรเป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วอชิงตัน ดี.ซี. : เมืองที่สงบนิ่งในยามดี และมุ่งพัฒนาเต็มที่เพื่อเฉิดฉายในยามร้าย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/washington-dc/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 12:18:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[วอชิงตัน ดี.ซี.]]></category>
		<category><![CDATA[Washington Monument]]></category>
		<category><![CDATA[เสาดินสอ]]></category>
		<category><![CDATA[National Mall]]></category>
		<category><![CDATA[promenade]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Capitol Hill]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเนียบขาว]]></category>
		<category><![CDATA[Washington DC]]></category>
		<category><![CDATA[McMillan Plan]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=99914</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไม่เพียงทำให้เราหันกลับมาสำรวจเมืองของตนเองมากขึ้น แต่ยังทำให้เราพูดถึงประวัติศาสตร์ของเมืองอื่นๆ มากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลายเมืองในยุโรปที่เคยเผชิญหายนะในช่วงกาฬโรคระบาดระลอกแล้วระลอกเล่าเป็นเวลาหลายร้อยปี รวมถึงเมืองการค้าที่รุ่งเรืองอย่างเวนิส ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดการกักตัวครั้งแรกในโลกในศตวรรษที่ 13 และเผชิญกับความเสื่อมถอยเมื่อสงครามนำกาฬโรคมาสู่เมือง (เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) ในศตวรรษที่ 17 ในขณะเดียวกันผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ทำให้เรากลับไปสำรวจเมืองกับการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หนึ่งในเมืองเหล่านั้นคงหนีไม่พ้นนิวยอร์ก จุดระเบิดของเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 ไกลกว่านั้นคือการตั้งคำถามว่ามีเมืองใดที่รุ่งเรืองในยามที่เมืองอื่นเลวร้าย และถ้ามี เมืองแห่งนั้นก็คงหนีไม่พ้นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของโลกอย่างวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ทรงอิทธิพลเพียงใด สำหรับเราหลายคนวอชิงตัน ดี.ซี.หยุดอยู่ที่ภาพยนตร์ Forest Gump (1994) และสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เจนนี่ (นางเอก) ใช้เป็นทางลัดวิ่งฝ่าฝูงชนเพื่อมาหาฟอเรสต์ (พระเอก) ที่กล่าวสุนทรพจน์อยู่บนเวที สระน้ำแห่งนี้ทอดตัวตามยาวอยู่ระหว่าง Lincoln Memorial และ Washington Monument (เสาดินสอแท่งนั้นนั่นแหละ) และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เรียกว่า National Mall มันไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าติดเครื่องปรับอากาศ แต่จะเรียกว่า promenade ก็อาจจะได้ หรือเรียกว่าสวนสาธารณะก็ได้อีก เพราะมันอยู่ในการดูแลของ National Park Service ของอเมริกา แต่ถ้าจะให้ดี เรียกมันตาม Lisa Benton-Short ผู้เขียนหนังสือ The National [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/washington-dc/">วอชิงตัน ดี.ซี. : เมืองที่สงบนิ่งในยามดี และมุ่งพัฒนาเต็มที่เพื่อเฉิดฉายในยามร้าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไม่เพียงทำให้เราหันกลับมาสำรวจเมืองของตนเองมากขึ้น แต่ยังทำให้เราพูดถึงประวัติศาสตร์ของเมืองอื่นๆ มากขึ้นเช่นกัน</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นหลายเมืองในยุโรปที่เคยเผชิญหายนะในช่วงกาฬโรคระบาดระลอกแล้วระลอกเล่าเป็นเวลาหลายร้อยปี รวมถึงเมืองการค้าที่รุ่งเรืองอย่างเวนิส ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดการกักตัวครั้งแรกในโลกในศตวรรษที่ 13 และเผชิญกับความเสื่อมถอยเมื่อสงครามนำกาฬโรคมาสู่เมือง (เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) ในศตวรรษที่ 17</p>
<p>ในขณะเดียวกันผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ทำให้เรากลับไปสำรวจเมืองกับการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หนึ่งในเมืองเหล่านั้นคงหนีไม่พ้นนิวยอร์ก จุดระเบิดของเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930</p>
<p>ไกลกว่านั้นคือการตั้งคำถามว่ามีเมืองใดที่รุ่งเรืองในยามที่เมืองอื่นเลวร้าย และถ้ามี เมืองแห่งนั้นก็คงหนีไม่พ้นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของโลกอย่างวอชิงตัน ดี.ซี.</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-100055" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1179240144-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ทรงอิทธิพลเพียงใด สำหรับเราหลายคนวอชิงตัน ดี.ซี.หยุดอยู่ที่ภาพยนตร์ <em>Forest Gump </em>(1994) และสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เจนนี่ (นางเอก) ใช้เป็นทางลัดวิ่งฝ่าฝูงชนเพื่อมาหาฟอเรสต์ (พระเอก) ที่กล่าวสุนทรพจน์อยู่บนเวที</p>
<p>สระน้ำแห่งนี้ทอดตัวตามยาวอยู่ระหว่าง Lincoln Memorial และ Washington Monument (เสาดินสอแท่งนั้นนั่นแหละ) และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เรียกว่า National Mall</p>
<p>มันไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าติดเครื่องปรับอากาศ แต่จะเรียกว่า promenade ก็อาจจะได้ หรือเรียกว่าสวนสาธารณะก็ได้อีก เพราะมันอยู่ในการดูแลของ National Park Service ของอเมริกา</p>
<p>แต่ถ้าจะให้ดี เรียกมันตาม Lisa Benton-Short ผู้เขียนหนังสือ <em>The National Mall: No Ordinary Public Space </em>น่าจะถูกต้องตามที่เป็นมากกว่า</p>
<p>ใช่แล้ว มันคือพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่เหมือนพื้นที่สาธารณะอื่นในโลก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้จะเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีชื่อชวนตั้งคำถาม แต่ที่มาของชื่อเนชั่นนอลมอลล์ไม่มีอะไรซับซ้อนนัก เพราะคำว่ามอลล์นั้นไม่ได้มีไว้เรียกศูนย์การค้าเพียงเท่านั้น</p>
<p>ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 17 คำนี้มีไว้ใช้เรียกทางเดินที่มักมีต้นไม้เรียงรายอยู่สองข้างในแบบ promenade ด้วยนั่นเอง โดยชื่อเนชั่นนอลมอลล์นั้นก็หยิบยืมมาจาก The Mall ของลอนดอน promenade ยอดนิยมสำหรับชนชั้นสูงในอดีตที่ลากจากพระราชวังบักกิงแฮมไปจรดจัตุรัสทราฟัลการ์ ถนนราชดำเนินของกรุงเทพฯ ก็ได้รับอิทธิพลมาจาก The Mall เช่นกัน ลักษณะสำคัญของ promenade คือเหมาะกับการเดินเล่นและมักเป็นที่ที่ได้รับการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมอย่างดี</p>
<p>สระน้ำสะท้อนแสงเงาซึ่งมีฉากหลังเป็นอนุสาวรีย์วอชิงตันไม่เพียงเป็นงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมชั้นดี แต่ยังตอบโจทย์การเป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจของเมืองแห่งนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ และน่าจะมีส่วนที่ทำให้เรายังคงไม่ลืมฉากนั้นในภาพยนตร์ไปง่ายๆ</p>
<p>หากขยายภาพหน้าจอให้กว้างกว่านั้นเพื่อดูพื้นที่เนชั่นนอลมอลล์ทั้งหมด ก็จะพบงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายและสมมาตร มีแกนสำคัญคือ promenade กว้างๆ ทอดยาวเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตรจากอนุสรณ์สถานลินคอล์นไปจรด Capitol Hill อันเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐสภาอเมริกา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-100054" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1136270688-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>หากย้อนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ เราก็จะพบว่าวอชิงตัน ดี.ซี.นั้นไม่ต่างกับเมืองอย่างเซินเจิ้น ในแง่ที่ว่ามันคือ planned city เมืองที่สร้างขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างมีวัตถุประสงค์</p>
<p>สำหรับเซินเจิ้น วัตถุประสงค์คือการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ สำหรับวอชิงตัน ดี.ซี.คือการสร้างศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา การเรียกพื้นที่สาธารณะว่าเนชั่นนอลมอลล์ก็เพื่อให้เป็นมอลล์ของชาติและเป็นแหล่งรวมสัญลักษณ์ทางอำนาจของประเทศ</p>
<p>หลังประกาศอิสรภาพจากอังกฤษได้ 15 ปี วอชิงตัน ดี.ซี.ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นในปี 1791 โดย George Washington บิดาของประเทศและประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา ผู้ตัดสินใจเลือกพื้นที่ริมแม่น้ำโพโทแม็กแห่งนี้เป็นที่ตั้งเมืองหลวง โดยเป็นผืนดินที่บริจาคโดยรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนียเพื่อเป็น District of Columbia ที่ถือว่าไม่อยู่ในเขตของรัฐใด</p>
<p>โคลัมเบีย มาจากชื่อ Columbus ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาอย่างเป็นทางการ แม้ภายหลังจะมีข้อมูลว่าอาจมีทั้งชาวไอริช ไวกิ้ง และจีน เคยไปถึงทวีปดังกล่าวก่อนหน้าโคลัมบัส แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางของเขาส่งอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของประเทศอเมริกาในที่สุด</p>
<p>การสร้างวอชิงตัน ดี.ซี.มีวิศวกรและนักวางผังเมืองชาวฝรั่งเศส Peter Charles L’Enfant รับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผังเมืองนี้น่าจะได้รับอิทธิพลไม่น้อยจากปารีส โดยเฉพาะการวางแคปิตอลฮิลล์ให้เป็นศูนย์กลางที่มีถนนกระจายไปรอบๆ และการสร้างถนนสายใหญ่ หรือ grand avenue ให้เป็นแกนสำคัญใจกลางเมือง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามแผนของ L’Enfant ถนนสายนี้จะมีความกว้าง 400 ฟุต กับความยาว 1 ไมล์ ตัดจากด้านตะวันตกของแคปิตอลฮิลล์ไปจรดอนุสาวรีย์วอชิงตัน ส่วนทำเนียบขาวจะอยู่ขึ้นไปทางทิศเหนือของอนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างสำคัญสามสิ่งนี้จะเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมพอดิบพอดี</p>
<p>แต่เมืองไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวและไม่ได้สร้างเสร็จโดยมีหัวเรือใหญ่เพียงคนเดียว ไม่เพียง L’Enfant ถูกถอดออกจากโครงการ ปัญหาสำคัญกว่านั้นคือเงินทุนที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า</p>
<p>แม้แต่อนุสาวรีย์วอชิงตันยังต้องใช้เวลาก่อสร้างนานหลายสิบปี แต่เมื่อมันสร้างเสร็จในปี 1884 อนุสาวรีย์แห่งนี้ก็กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น ก่อนถูกทำลายสถิติด้วยหอไอเฟลในเวลาไม่นาน</p>
<p>และแม้ grand avenue ที่ถูกวาดไว้ให้เติมเต็มด้วยอาคารแบบวิกตอเรียนจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่มันก็กลายเป็นส่วนสำคัญของเนชั่นนอลมอลล์ในเวลาต่อมา แถมยังทอดตัวยาวกว่าที่วางแผนไว้อีกเกือบเท่าตัว</p>
<p>ต้องรอจนถึงปี 1902 กว่าความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้จะได้รับการหยิบยกมาเป็นประเด็น ในวันนี้ชาวอเมริกันจดจำมันในชื่อ McMillan Plan</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-100052" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-541146474-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ตามแผนนี้ศูนย์กลางของพื้นที่ทั้งหมดจะอยู่ที่อนุสาวรีย์วอชิงตัน โดย grand avenue ถูกเปลี่ยนเป็นสนามหญ้าขนาดกว้าง 300 ฟุตเป็นแกนกลาง ทอดตัวยาวขนาบข้างด้วยต้นไม้ และอาคารสไตล์นีโอคลาสสิกที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่ทางวัฒนธรรมอื่นๆ นำโดย Smithsonian พิพิธภัณฑ์ที่อาจกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุดของอเมริกา จนกลายเป็นคอมเพลกซ์พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยอาคาร 11 แห่ง กับผู้เยี่ยมชนหลาย 10 ล้านคนในแต่ละปี</p>
<p>สระน้ำและอนุสรณ์สถานลินคอล์นก็สร้างหลังแผนแม็กมิลลันนี้เอง</p>
<p>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแผนแม็กมิลลันถือเป็นการวางกรอบการพัฒนาพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มันได้รับการเติมเต็มและทำให้วอชิงตัน ดี.ซี.กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองอันทรงอิทธิพล</p>
<p>ตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมาเนชั่นนอลมอลล์เปลี่ยนเป็นศูนย์รวมความทรงจำของอเมริกา ส่วนหนึ่งคืออนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่หลายคน ไล่ตั้งแต่ Thomas Jefferson, Abraham Lincoln, Franklin D. Roosevelt ไปจนถึง Martin Luther King, Jr. และเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่ร่วมรบในสงคราม ทั้งสงครามโลก สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม และเป็นที่รวมตัวของชาวอเมริกันเพื่อแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่านั่นจะเพื่อเป็นสักขีพยานการสาบานตนของประธานาธิบดีคนแล้วคนเล่าหรือการประท้วงก็ตาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-100053" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1130968802-1024x680.jpg" alt="" width="1024" height="680" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1130968802-1024x680.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1130968802-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1130968802-768x510.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1130968802-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/GettyImages-1130968802-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>นอกจากวอชิงตัน ดี.ซี.ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ช่วงเวลาที่เมืองขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญก็มักเป็นช่วงเวลาที่อเมริกาเผชิญกับความยากลำบาก นั่นเพราะมันคือช่วงเวลาของการใช้จ่ายอย่างอู้ฟู่ของรัฐบาลกลาง</p>
<p>นับจากการก่อตั้งในปลายศตวรรษก่อนหน้า กว่าวอชิงตัน ดี.ซี.จะมีประชากรแตะหลักแสนคนก็ต้องรอจนมีการทำสำมะโนประชากรในปี 1870 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามกลางเมือง โดยการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นผลจากการขยายตัวของรัฐบาลกลางที่ใช้คนทำงานมากขึ้น รวมถึงคลื่นของอดีตทาสที่อพยพเข้ามายังเมืองนี้ ที่เคยเป็นทั้งศูนย์กลางการค้าทาสในอเมริกาและการต่อต้านการค้าทาสในช่วงสงครามกลางเมือง</p>
<p>จากสงครามกลางเมือง ประชากรของวอชิงตัน ดี.ซี.ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งในทศวรรษ 1930 อันเป็นผลจากการทุ่มงบประมาณโครงการ New Deal ของประธานาธิบดีรูสเวลต์ เพื่อสู้กับเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ โดยส่วนหนึ่งของงบประมาณนำมาใช้กับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการรัฐ อนุสรณ์สถาน รวมถึงพิพิธภัณฑ์ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เนชั่นนอลมอลล์นั่นเอง</p>
<p>ส่วนช่วงเวลาที่เมืองนี้มีประชากรสูงสุดคือการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 1950 ที่ประชากรแตะหลัก 800,000 คน อันเป็นผลจากการจ้างงานของรัฐบาลกลางที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนค่อยๆ ลดลงจนเหลือไม่ถึง 600,000 คนในปี 2000 ปัจจุบันจำนวนประชากรของวอชิงตัน ดี.ซี.อยู่ที่ราวๆ 700,000 คน และพิพิธภัณฑ์สุดท้าย คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแอฟริกันอเมริกัน เป็นผลงานออกแบบของ David Adjaye สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ ที่เพิ่งเปิดเมื่อปี 2016</p>
<p>ในวันนี้ที่รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกากำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสู้กับผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของไวรัส เป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองว่าเมืองที่เฟื่องฟูในยามวิกฤตแห่งนี้จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งหรือไม่ และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของภาครัฐยังจำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบโครงการก่อสร้างเดิมๆ อีกไหม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p>สารคดี <a href="https://www.youtube.com/watch?v=IzCixXm83aM">Building a Nation&#8217;s Capital: Washington D.C.</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/washington-dc/">วอชิงตัน ดี.ซี. : เมืองที่สงบนิ่งในยามดี และมุ่งพัฒนาเต็มที่เพื่อเฉิดฉายในยามร้าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Fuggerei โครงการบ้านสาธารณะอายุ 500 ปี ที่ยังคงเก็บค่าเช่าปีละ 0.88 ยูโรเท่ากับวันแรก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/fuggeri-augsburg/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 May 2020 15:53:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Jakob Fugger]]></category>
		<category><![CDATA[the Fuggers]]></category>
		<category><![CDATA[social housing]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[Augsburg]]></category>
		<category><![CDATA[Fuggerei]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=97202</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรากำลังอยู่ในโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองและเป็นโลกที่ราคาที่ดินในเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของผู้คน ขณะที่ห้องพักชั้นดีจำนวนมากถูกซื้อไว้เพียงเพื่อเก็งกำไรโดยไม่มีใครอาศัยอยู่ ในวันที่ระบบตลาดล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรม บ้านสาธารณะ (social housing) จึงเป็นประเด็นที่เราต้องพูดถึงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวียนนา เมืองที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ที่เป็นต้นแบบของการทำบ้านสาธารณะ (และผู้คนร้อยละ 60 อยู่ในบ้านสาธารณะ) หรือกรุงเทพมหานคร ที่มีโครงการแฟลตดินแดง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงใหม่บนพื้นที่เดิม แม้กรุงเทพมหานครจะเต็มไปด้วยความไม่น่าพอใจสำหรับหลายคน แต่ก็น่าดีใจว่าผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ใจกลางเมืองอย่างที่พวกเขาเคยอยู่กันมาเนิ่นนานได้ โดยไม่ต้องถูกซ้ำเติมด้วยการเดินทางอันยาวนานและเหน็ดเหนื่อยวันละหลายชั่วโมงเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองหากถูกผลักให้ไปอยู่พื้นที่รอบนอก บ้านสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ย้อนกลับไปในปี 1516 โครงการบ้านสาธารณะเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงดำเนินการอยู่ของโลกได้เริ่มต้นขึ้น โดยพ่อค้าและนายธนาคารชื่อดังของเมืองเอาคส์บวร์ค (Augsburg) ในเยอรมนี เขาผู้นี้มีชื่อว่า Jakob Fugger และเป็นที่จดจำในฐานะยาคอบ ฟุกเกอร์ ผู้ร่ำรวย (Jakob Fugger the Rich) โครงการที่มีชื่อว่า Fuggerei นี้จัดสร้างที่อยู่อาศัยให้กับชาวคาทอลิกที่ต้องการที่พึ่งพิง โดยเฉพาะแรงงานผู้มีรายได้น้อย พวกเขาอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้ เก็บค่าเช่าเพียงปีละ 1 กิลเดอร์ไรน์ (หน่วยเงินที่ใช้ในสมัยนั้น) หากคิดเป็นเงินยูโรในปัจจุบันจะเทียบเท่ากับ 88 เซนต์ ซึ่งเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนที่ผู้ใช้แรงงานได้รับในวันนั้น แม้จะออกแบบให้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด นั่นคือออกแบบให้ทุกยูนิตมีหน้าตาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำแค่ให้พออาศัยหลับนอน เพราะสำหรับ Fuggerei คืออพาร์ตเมนต์ที่มี 3 ห้อง ได้แก่ ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องครัว พร้อมด้วยเตาผิง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fuggeri-augsburg/">Fuggerei โครงการบ้านสาธารณะอายุ 500 ปี ที่ยังคงเก็บค่าเช่าปีละ 0.88 ยูโรเท่ากับวันแรก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s2">เรากำลังอยู่ในโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง</span><span class="s2">และเป็นโลกที่ราคาที่ดินในเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ</span> <span class="s2">ส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของผู้คน</span> <span class="s2">ขณะที่ห้องพักชั้นดีจำนวนมากถูกซื้อไว้เพียงเพื่อเก็งกำไรโดยไม่มีใครอาศัยอยู่</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในวันที่ระบบตลาดล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรม</span> <span class="s2">บ้านสาธารณะ</span><span class="s1"> (social housing) </span><span class="s2">จึงเป็นประเด็นที่เราต้องพูดถึงมากขึ้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไม่ว่าจะเป็นเวียนนา เมือง</span><span class="s2">ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก </span><span class="s2">ที่เป็นต้นแบบของการทำบ้านสาธารณะ</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">และผู้คนร้อยละ</span><span class="s1"> 60 </span><span class="s2">อยู่ในบ้านสาธารณะ</span><span class="s1">) </span><span class="s2">หรือกรุงเทพมหานคร</span> ที่มี<span class="s2">โครงการแฟลตดินแดง</span> <span class="s2">ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงใหม่บนพื้นที่เดิม</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้กรุงเทพมหานครจะเต็มไปด้วยความไม่น่าพอใจสำหรับหลายคน</span> <span class="s2">แต่ก็น่าดีใจว่าผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ใจกลางเมืองอย่างที่พวกเขาเคยอยู่กันมาเนิ่นนานได้</span> <span class="s2">โดยไม่ต้องถูกซ้ำเติมด้วยการเดินทางอันยาวนานและเหน็ดเหนื่อยวันละหลายชั่วโมงเพื่อเข้ามาทำงานในเมือง</span><span class="s2">หากถูกผลักให้ไปอยู่พื้นที่รอบนอก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97385" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-1179681539-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>บ้านสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในโลก</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ย้อนกลับไปในปี</span><span class="s1"> 1516 </span><span class="s2">โครงการบ้านสาธารณะเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงดำเนินการอยู่ของโลกได้เริ่มต้นขึ้น</span> <span class="s2">โดยพ่อค้าและนายธนาคารชื่อดังของเมืองเอาคส์บวร์ค</span><span class="s1"> (Augsburg) </span><span class="s2">ในเยอรมนี</span> <span class="s2">เขาผู้นี้มีชื่อว่า </span><span class="s1">Jakob Fugger </span><span class="s2">และเป็นที่จดจำในฐานะยาคอบ</span> <span class="s2">ฟุกเกอร์</span> <span class="s2">ผู้ร่ำรวย</span><span class="s1"> (Jakob Fugger the Rich)</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">โครงการที่มีชื่อว่า</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">นี้จัดสร้างที่อยู่อาศัยให้กับชาวคาทอลิกที่ต้องการที่พึ่งพิง</span> <span class="s2">โดยเฉพาะแรงงานผู้มีรายได้น้อย</span> <span class="s2">พวกเขาอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้</span> <span class="s2">เก็บค่าเช่าเพียงปีละ 1 กิลเดอร์ไรน์</span> (<span class="s3">หน่วยเงินที่ใช้ในสมัยนั้น)</span> <span class="s3">หากคิดเป็นเงินยูโรในปัจจุบันจะเทียบเท่ากับ</span><span class="s4"> 88 </span><span class="s3">เซนต์</span> ซึ่ง<span class="s3">เท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนที่ผู้ใช้แรงงานได้รับในวันนั้น</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">แม้จะออกแบบให้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด</span> <span class="s2">นั่นคือ</span><span class="s2">ออกแบบให้ทุกยูนิตมีหน้าตาเหมือนกัน</span> <span class="s2">แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำแค่ให้พออาศัยหลับนอน</span> <span class="s2">เพราะสำหรับ</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">คืออพาร์ตเมนต์ที่มี 3 ห้อง</span> <span class="s2">ได้แก่</span> <span class="s2">ห้องนั่งเล่น</span> <span class="s2">ห้องนอน</span> <span class="s2">และห้องครัว</span> <span class="s2">พร้อมด้วยเตาผิง</span> <span class="s2">โดยตัวอย่างอพาร์ตเมนต์ฉบับออริจินอลนี้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หลักของพื้นที่โครงการในปัจจุบัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97382" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-147007604-1024x720.jpg" alt="" width="1024" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-147007604-1024x720.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-147007604-300x211.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-147007604-768x540.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-147007604-600x422.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p2"><span class="s2">ตอนที่เริ่มสร้างนั้น</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">มีอพาร์ตเมนต์ซึ่งสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้นอยู่ถึง</span><span class="s1"> 52 </span><span class="s2">หลัง</span> <span class="s2">เรียงต่อกัน </span><span class="s1">8 </span><span class="s2">แถว</span> <span class="s2">ส่วนกำแพงที่สร้างล้อมรอบโครงการ</span><span class="s2">มีประตูเข้า-ออกมากถึง</span><span class="s1"> 7 </span><span class="s2">จุด</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">ยิ่งโครงการใหญ่เท่าไหร่</span><span class="s2">ก็ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำได้เท่านั้น</span> <span class="s2">หากรู้จักข้อได้เปรียบโดยประหยัดขนาดที่มอบให้ </span><span class="s2">ก็สามารถทำโครงการบ้านสาธารณะที่ใช้การออกแบบอย่างเข้มข้น</span><span class="s2">เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่และสร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>สิ่งที่ต้องทำคือภาวนา</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">แน่นอนว่ายาคอบเป็นคาทอลิก</span><span class="s2">และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่ราชวงศ์ฮับสบูร์ก</span><span class="s2">ในยุคแห่งการการปฏิรูปศาสนาโดยฝ่ายโปรเตสแตนท์</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เงื่อนไขของการเข้ามาอยู่ใน</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">คือ</span> <span class="s2">ต้องเป็นชาวคาทอลิก</span> <span class="s2">มีรายได้ต่ำ</span> <span class="s2">ไม่มีหนี้</span> <span class="s2">เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม</span> <span class="s2">และต้องอยู่ในเมืองเอาคส์บวร์ค</span><span class="s2">มาไม่ต่ำกว่า 2 ปี</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ส่วนสิ่งที่ต้องทำเป็นการแลกเปลี่ยนนอกเหนือจากจ่ายค่าเช่าปีละ</span><span class="s1"> 0.88 </span><span class="s2">ยูโร คือ</span><span class="s2">การสวดภาวนาวันละ</span><span class="s1"> 3 </span><span class="s2">เวลาให้กับตระกูลฟุกเกอร์</span> <span class="s2">และต้องกลับบ้านก่อนเวลาประตูปิดคือสี่ทุ่ม</span> <span class="s2">ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องจ่ายค่าปรับ</span></p>
<p class="p4"><span class="s2">ยาคอบโอนโครงการนี้ให้กับเมืองเอาคส์บวร์ค</span><span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 1521 </span><span class="s2">แต่ในทางปฏิบัติตระกูลฟุกเกอร์ก็เป็นเหมือนทั้งเจ้าของและผู้ดูแลโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง</span> <span class="s2">ปัจจุบันคนในตระกูลฟุกเกอร์เจเนอเรชั่นที่</span><span class="s1"> 19 (</span><span class="s2">นับจากยาคอบ</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ยังคงบริหารมูลนิธิและทรัสต์ที่ยาคอบก่อตั้งไว้เมื่อปี</span><span class="s1"> 1520 </span><span class="s2">ซึ่งเป็นปีที่เขาเปิด</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">อย่างเป็นทางการ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97384" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-184337342.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<h3></h3>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>5 </b></span><span class="s2"><b>ศตวรรษ</b></span><span class="s2"><b>และไปต่อ</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ผ่านมา</span><span class="s1"> 500 </span><span class="s2">ปี</span> <span class="s2">โครงการบ้านสาธารณะแห่งนี้ยังคงไปได้อย่างงดงาม</span> <span class="s2">อาคาร 2 ชั้นซึ่งสร้างเพิ่มเป็น</span><span class="s1"> 67 </span><span class="s2">หลัง</span> <span class="s2">เป็นที่ตั้งของอพาร์ตเมนต์ขนาด</span><span class="s1"> 45-65 </span><span class="s2">ตารางเมตร</span> <span class="s2">จำนวน</span><span class="s1"> 147 </span><span class="s2">ห้อง</span> <span class="s2">ยังคงเป็นที่พึ่งพิงของคนยากไร้</span> <span class="s2">ซึ่งไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้มีที่พักอาศัย</span> <span class="s2">และยังคงมีภาระค่าเช่าเพียงปีละ</span><span class="s1"> 0.88 </span><span class="s2">ยูโร</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การสานต่อปณิธานที่ต้องการช่วยเหลือชาวคาทอลิกไม่ให้ต้องเป็นหนี้ </span><span class="s2">สมดุลระหว่างการรักษากฎเกณฑ์เดิมอย่างเคร่งครัด</span> <span class="s2">กับการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่สมควรในบางเรื่อง</span> <span class="s2">น่าจะมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">เมืองในเมือง&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">แห่งนี้อยู่ได้เป็นอย่างดีมาจนถึงวันนี้</span> <span class="s2">และพร้อมจะเดินหน้าต่อไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ที่บอกว่าเป็นเมืองในเมืองเพราะนอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">ยังมีจัตุรัสอันเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ศูนย์กลางชุมชนอยู่ในโครงการ</span> <span class="s2">เช่นเดียวกับโบสถ์</span> <span class="s2">ร้านอาหาร</span> <span class="s2">โรงเบียร์</span> <span class="s2">และพิพิธภัณฑ์อีก 3 แห่ง</span> <span class="s2">โดยมีกำแพงล้อมรอบโครงการราวกับเป็นกำแพงเมือง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แน่นอนว่ากฎเกณฑ์ที่จะไม่ผ่อนปรนคือการสวดภาวนาวันละ 3 ครั้ง</span> <span class="s2">ส่วนเรื่องที่มีการผ่อนปรนคือ</span><span class="s2">การยกเลิกค่าปรับหากกลับบ้านเกินเวลา</span> <span class="s2">ส่วนเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับผู้อยู่อาศัยคือพวกเขาจะต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งสำหรับทำงานให้กับชุมชน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้การสวดภาวนาเพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป</span> <span class="s2">แต่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ก็ยังบอกว่าพวกเขาได้รับสันติสุขและความรู้สึกมั่นคงเมื่ออยู่ในโครงการบ้านสาธารณะเก่าแก่แห่งนี้</span> <span class="s3">ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น</span> <span class="s3">พระเจ้าควรคุ้มครองผู้ตกทุกข์ได้ยาก</span><span class="s3">และอำนวยพรให้พวกเขาเป็นสุข</span> <span class="s3">ไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัย</span> <span class="s3">แต่ควรเป็นที่พักพิงจิตใจด้วย</span> <span class="s2">ใครที่เคยไปเยือนสถานที่แห่งนี้น่าจะสัมผัสสันติสุขนั้นได้เช่นกัน</span></p>
<p class="p2"><span class="s5">มันยังคงสันติสุข</span> <span class="s2">แม้ว่าเมืองในเมืองที่เรียงรายด้วย</span><span class="s2">บ้านเรือนสีเหลืองภายใต้หลังคาสีแดงและประดับด้วยไม้เลื้อยสีเขียวนี้</span><span class="s2">จะเป็นฉากหลังชั้นดีของการถ่ายภาพ</span> <span class="s2">และเรื่องราวของ</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">จะเป็นแม่เหล็กชั้นดีให้กับการท่องเที่ยว</span> <span class="s2">จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเอาคส์บวร์ค</span><span class="s2">ไปแล้วก็ตาม</span><span class="s1"> มากไปกว่านั้น</span><span class="s2">รายได้จากค่าเยี่ยมชมสถานที่ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณดูแลโครงการ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97383" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-183777639-1024x620.jpg" alt="" width="1024" height="620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-183777639-1024x620.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-183777639-300x182.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-183777639-768x465.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-183777639-600x364.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3 class="p2"><span class="s2"><b>ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s2">นอกจากพิพิธภัณฑ์หลักที่จัดแสดงอพาร์ตเมนต์ที่รักษาสภาพดั้งเดิมเอาไว้</span> <span class="s2">ภายใน</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่อีก 2 แห่ง</span> <span class="s2">แห่งหนึ่งจำลองอพาร์ตเมนต์สภาพปัจจุบัน</span> <span class="s2">เพื่อที่ผู้เยี่ยมชมจะไม่ต้องรบกวนผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์จริงเพราะความอยากรู้อยากเห็น </span><span class="s2">แต่ละอพาร์ตเมนต์จะมีห้องนั่งเล่น</span> <span class="s2">ห้องนอน</span> ห้อง<span class="s2">ครัว</span> <span class="s2">และห้องน้ำอยู่ครบ</span> <span class="s2">รวมถึงห้องเก็บของขนาดเล็ก </span><span class="s2">อพาร์ตเมนต์ที่อยู่ชั้นล่างจะมีระเบียงและสวนหลังบ้านเป็นของตนเอง</span> <span class="s2">ส่วนชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคา</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">ส่วนพิพิธภัณฑ์แห่งที่ 3 ที่เพิ่งเปิดเมื่อปี</span><span class="s1"> 2008 </span><span class="s2">นั้นน่าสนใจไม่แพ้กัน</span> <span class="s2">มันคือส่วนที่จัดแสดงหลุมหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง</span><span class="s1"> Fuggerei </span><span class="s2">ถูกทำลายไปมากถึง 3 ใน 4</span> <span class="s2">กับเนื้อหาที่บอกเล่ากระบวนการสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาใหม่</span> <span class="s2">โดยชื่อนิทรรศการ </span><span class="s1">The Fuggerei in WWII–Destruction and Reconstruction </span><span class="s2">คงอธิบายได้ดีในตัวแล้วว่า</span> <span class="s2">สถานที่แห่งนี้จะยังคงอยู่ตามปณิธานของผู้ก่อตั้ง</span> <span class="s2">ผู้ศรัทธาในพระเป็นเจ้าและคำสอนของพระองค์ที่บอกให้เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์</span> <span class="s2">ไม่ว่าจะผ่านวันเวลาและเรื่องราวมามากเท่าใดก็ตาม</span></p>
<hr />
<p class="p5"><em><span class="s7">อ้างอิง</span></em></p>
<p><a href="https://www.smithsonianmag.com/travel/after-almost-500-years-german-utopia-is-still-going-strong-180973787/" target="_blank" rel="noopener">smithsonianmag.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fuggeri-augsburg/">Fuggerei โครงการบ้านสาธารณะอายุ 500 ปี ที่ยังคงเก็บค่าเช่าปีละ 0.88 ยูโรเท่ากับวันแรก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
