Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

Public Life in Copenhagen เมืองมากจัตุรัส สวรรค์แห่งพื้นที่สาธารณะ

Highlights

  • โคเปนเฮเกนเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์ก ผู้คนที่นี่มีความสุขมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
  • โคเปนเฮเกนเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ราวพันปีก่อน เติบโตในฐานะเมืองท่าสำหรับการค้า จุดหักเหที่ทำให้โคเปนเฮเกนต่างจากเมืองส่วนใหญ่ในยุโรปเริ่มต้นราวทศวรรษ 1960
  • Jan Gehl อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ใช้เมืองโคเปนเฮเกนนั่นเองเป็นห้องทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า เมืองแห่งความสุขที่แท้จริงควรจะเป็นของ 'ผู้คน' ไม่ใช่รถยนต์
  • ผ่านมา 5 ทศวรรษ เมืองนี้ได้กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาให้กับเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน จนกระทั่งมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า Copenhagenisation

เรารู้ว่าโคเปนเฮเกนมีทางสำหรับจักรยานที่ดีที่สุด เป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้ามากที่สุด และแม้จะต้องจ่ายภาษีกันราวครึ่งหนึ่งของรายได้ ผู้คนชาวโคเปนเฮเกนก็มีความสุขมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เราอาจอิจฉาคุณภาพชีวิตของพวกเขา และปลอบตัวเองว่าเราไม่ได้โชคดีแบบนั้น แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือกว่าจะมีวันนี้ พวกเขาเคยผ่านจุดที่ต้องเลือกทางเดินให้กับเมืองของตนเองมาก่อน โชคดีที่พวกเขาเลือกมันอย่างชาญฉลาด

นั่นคือ เลือกที่จะมีความสุข

โชคดีที่จน

ไม่ต่างจากเมืองริมทะเลส่วนใหญ่ โคเปนเฮเกนเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ราวพันปีก่อน เติบโตในฐานะเมืองท่าสำหรับการค้า ร่ำรวยและทรงพลังในยุคที่มีผู้ปกครองแข็งแกร่ง และผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกับประวัติศาสตร์ยุโรป

ในเชิงโครงสร้างของเมือง โคเปนเฮเกนก็เหมือนกับเมืองยุโรปส่วนใหญ่ แม้เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 18 จะทำลายอาคารบ้านเรือนไปแทบสิ้น แต่ร่องรอยจากยุคกลางยังปรากฏชัดในรูปแบบของถนน ขณะที่การสร้างเมืองขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกกลายเป็นพื้นหลังสำคัญของเมืองในปัจจุบัน

จุดหักเหที่ทำให้โคเปนเฮเกนต่างจากเมืองส่วนใหญ่ในยุโรป เริ่มต้นราวทศวรรษ 1960

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชัยชนะของอเมริกาตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ ระบบถนน และการขยายตัวของชานเมือง อิทธิพลของอเมริกาที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทำให้วัฒนธรรมดังกล่าวแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ด้วยเช่นกัน 

สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันอาจนึกภาพตามได้ยากคือ ในวันที่วัฒนธรรมรถยนต์เบ่งบานนั้น ความคิดพื้นฐานในการพัฒนาเมืองแทบไม่ต่างจากการทำให้รถยนต์มีความสุข นั่นคือการโฟกัสที่ความคล่องตัวของการสัญจรด้วยรถยนต์ ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรืออีกหลายเมืองในยุโรปซึ่งลดพื้นที่ทางเท้าที่เคยกว้างให้แคบเข้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ถนน รวมถึงการเชื่อมต่อทางหลวงในเมืองด้วยการสร้างถนนไขว้กันแบบเส้นสปาเกตตี

โคเปนเฮเกนก็เกือบจะเป็นอย่างนั้น เมื่อรถยนต์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน และเมืองมีแผนสร้างถนนวงแหวนขนาด 12 เลน ซึ่งจะพาดอยู่เหนือทะเลสาบที่โอบล้อมตัวเมืองชั้นในเอาไว้ร่วมกับคลองที่เชื่อมต่อจากทะเลในอีกฟาก โชคดีที่พวกเขายากไร้เกินกว่าจะทำอย่างนั้นในช่วงหลังสงคราม

ขณะที่บทเรียนจากเพื่อนบ้านในยุโรปซึ่งมีกำลังทรัพย์มากกว่าและพัฒนาระบบถนนไปก่อน ทำให้ชาวโคเปนเฮเกนตระหนักได้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ถนนใหญ่ๆ ที่ตัดขาดบ้านเรือนและชีวิตผู้คนออกจากกันแบบนั้น และโชคดีอีกอย่างก็คือพวกเขารู้จักมองหาทางเลือก

visitcopenhagen.com

เสียงของประชาชนสร้างให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคม เป็นเวลาเดียวกันกับที่ Jan Gehl อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กับเหล่าเพื่อนร่วมงานของเขาต่างเห็นตรงกันว่า ความสุขที่แท้จริงควรจะเป็นของ ‘ผู้คน’ ไม่ใช่รถยนต์ พวกเขาเริ่มทำการศึกษาว่าผู้คนควรจะใช้เมืองอย่างไร โดยใช้โคเปนเฮเกนนั่นเองเป็นห้องทดลอง โชคดีอีกอย่างคือเมืองเปิดโอกาสให้พวกเขาทำอย่างนั้น

การทดลองเริ่มขึ้นในปี 1962 เมื่อถนนการค้าสายหลักอย่าง Strøget หรือ Stroll ในภาษาอังกฤษ ซึ่งในตอนนั้นเป็นถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ ได้รับการทดลองเปลี่ยนให้เป็นถนนปลอดรถยนต์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันสร้างให้เกิดเสียงก่นด่ามากเพียงใด ไม่นับว่านายกเทศมนตรีถึงกับถูกขู่ฆ่าและต้องได้รับการอารักขาจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้นในวันเปิดใช้ถนนคนเดินสายนี้

ไม่มีรถยนต์ก็คือไม่มีลูกค้า ไม่มีลูกค้าก็ไม่มีธุรกิจ

เราคือชาวเดนมาร์ก ไม่ใช่ชาวอิตาเลียน” 

การใช้ชีวิตในที่สาธารณะนอกบ้านไม่ใช่วัฒนธรรมในสแกนดิเนเวีย

เสียงเหล่านี้บอกกับเราสองอย่าง หนึ่งคือชาวโคเปนเฮเกนไม่มีแนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะในวันนั้น และสอง มันบอกเราว่านโยบายที่ดีเปลี่ยนเมืองได้จริง ลองดูก็แล้วกันว่าโคเปนเฮเกนเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดจากวันนั้น

เพราะในที่สุด ความสำเร็จของถนนคนเดินสายแรกของโคเปนเฮเกนที่แสดงออกผ่านความนิยมของผู้ใช้และตัวเลขทางธุรกิจก็กลบเสียงก่นด่าทั้งหมดไป โดยสิ่งที่ตามมาแทนคือบทสนทนาสาธารณะเรื่องถนนและจัตุรัส ถนนคนเดินค่อยๆ พัฒนาเป็นเครือข่าย เมื่อถึงจุดหนึ่งโคเปนเฮเกนก็กลายเป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นวิธีหลักสำหรับการสัญจรในเขตเมืองชั้นใน

พร้อมกับการเปลี่ยนถนนรถยนต์เป็นถนนคนเดิน คือการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์เสียใหม่ นั่นรวมถึงการยกเลิกที่จอดรถยนต์ในจัตุรัส 18 แห่งเพื่อคืนชีวิตชีวาให้กับเมือง

การขยายเครือข่ายถนนคนเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้เวลากับชาวเมืองในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและค้นพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ขณะที่ผู้ใช้รถยนต์เริ่มรู้สึกทีละน้อยว่า การใช้รถไม่สะดวกเท่ากับการขี่จักรยานหรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

ผ่านมา 5 ทศวรรษ โคเปนเฮเกนกลายเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พร้อมกับถนนคนเดินและวัฒนธรรมจักรยานอันแข็งแรง พื้นที่ริมทะเลสาบยังคงเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ  ขณะที่เมืองกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาให้กับเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน จนกระทั่งมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า Copenhagenisation เลยทีเดียว

เกห์ลกลายเป็นสถาปนิกนักพัฒนาเมืองผู้ทรงอิทธิพล บริษัท Gehl Architects ที่เขาก่อตั้งร่วมกับลูกศิษย์ มีบทบาทในการศึกษาและผลักดันเมืองทั่วโลกให้กลับมาเป็น ‘เมืองของผู้คน’ ไม่ว่าจะเป็นเซาเปาลู เม็กซิโกซิตี อัมมาน ไบรท์ตัน นิวยอร์ก หรือมอสโก

 

ขอคืนพื้นที่ชีวิต

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมืองส่วนใหญ่ในโลกมีการเก็บข้อมูลการใช้รถยนต์อย่างเป็นระบบ แต่เราไม่ค่อยเห็นสิ่งเดียวกันนี้กับการเดินเท้าและการใช้พื้นที่สาธารณะของผู้คน

และนี่เองคือยุทธศาสตร์ที่สร้างความได้เปรียบให้กับโคเปนเฮเกน ที่มีการทำการศึกษาอย่างครอบคลุมและต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ตัวเลขกิจกรรมสันทนาการที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีถึงการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะนอกบ้านของชาวโคเปนเฮเกน 

การเดินทัวร์ในเขตใจกลางเมืองโคเปนเฮเกนในหน้าร้อนทำให้เห็นกิจกรรมอันหลากหลายที่ไม่มีใครคิดถึงมันเมื่อ 30-40 ปีก่อน วัฒนธรรมเมืองใหม่นี้เติบโตจากการมีพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ และหักล้างเสียงที่เคยบอกว่าชาวเดนมาร์กไม่มีวันใช้พื้นที่สาธารณะนั่นคือสิ่งที่รายงาน Public Spaces in Copenhagen ซึ่งจัดทำโดย Gehl Architects บอกไว้ โดยมีตัวอย่างของการฟื้นคืนพื้นที่สาธารณะ เช่น

 

Gammeltorv & Nytorv

จัตุรัสสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการรวมจัตุรัส 2 แห่งเข้าเป็นผืนเดียวกัน นั่นคือ Gammeltorv และ Nytorv ทั้งสองจัตุรัสเคยเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง (Gammeltorv ถือเป็นจัตุรัสเก่าแก่ที่สุดของเมืองด้วย) ในช่วงหลังสงครามโลกพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นที่จอดรถ ได้รับการปรับปรุงบางส่วนพร้อมกับถนน Strøget ที่พาดผ่าน ก่อนมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ทั้งหมดในปี 1993 ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะคอนเสิร์ต รวมถึงเทศกาลดนตรีแจ๊สประจำปี

 

Gråbrødretorv

เช่นเดียวกับอีกหลายจัตุรัส Gråbrødretorv ก็เคยใช้เป็นพื้นที่จอดรถ แต่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นจัตุรัสที่โดดเด่นด้วยต้นเพลนที่ยืนต้นเด่นเป็นสง่า และน้ำพุจากฝีมือประติมากรชาวเดนมาร์ก จนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความหรูหราและเป็นที่นิยมของชาวเมือง โดยเฉพาะบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนที่อยู่ใกล้ๆ โดยช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างในทศวรรษ 1980 จัตรัสแห่งนี้มักจะแน่นขนัดในฤดูร้อน ปัจจุบันลดความนิยมลงไปบ้างและกลายเป็นจัตุรัสที่ถือว่าค่อนข้างสงบและมีบรรยากาศผ่อนคลาย

 

Strædet 

Strædet มีความหมายว่าตรอก มันคือถนนแคบๆ ที่เคยใช้เป็นทางสัญจรของรถยนต์ แต่ได้รับการทดลองปรับการใช้งานเป็นถนนคนเดินในปี 1989 เมื่อประสบความสำเร็จจึงมีการปูพื้นใหม่และเอาฟุตพาทออก ปัจจุบันถือเป็นถนนที่มีการใช้งานแบบผสม ทั้งการเดินเท้า จักรยาน และรถยนต์ ถนนสายเล็กแห่งนี้ขนานกับถนน Strøget แต่มีบุคลิกต่างกันมาก ในขณะที่ Strøget เป็นถนนคนเดินสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าที่พบเห็นได้ตามเมืองทั่วไป (และในปัจจุบันอาจถือได้ว่าน่าเบื่อ) ร้านรวงส่วนใหญ่ในตรอกนี้จะเป็นร้านทางเลือกเล็กๆ ที่ขายของเก่าและงานฝีมือ รวมถึงแกลเลอรีศิลปะ  อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะฐานที่มั่นของวัฒนธรรม LGBT ในโคเปนเฮเกน

Søren Kierkegaards Plads 

พื้นที่สาธารณะริมอ่าวข้างๆ อาคาร Black Diamond อันเป็นส่วนขยายของหอสมุดหลวง (Royal Library) หรือหอสมุดแห่งชาติของเดนมาร์ก ถือเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง การก่อสร้างหอสมุดส่วนต่อขยายนี้ใหม่หมายถึงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านข้างด้วยเช่นกัน ปัจจุบันถือเป็นทำเลหนึ่งที่ชาวเมืองใช้นั่งรับลมริมน้ำ

 

Superkilen

สวนสาธารณะใหม่ในย่าน Nørrebro ที่เพิ่งเปิดใช้บริการในปี 2012 เป็นงานออกแบบร่วมกันของกลุ่มศิลปิน SUPERFLEX กับ BIG (Bjarke Ingels Group) บริษัทออกแบบชื่อดังของโคเปนเฮเกน และ Topotek 1 บริษัทภูมิสถาปนิกเยอรมัน สวนสาธารณะแห่งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาย่านที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนทั่วโลก เนื่องจากออกแบบจากความต้องการของคนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีผลลัพธ์เป็นพื้นที่ 3 ส่วนที่แปลกไปจากสวนสาธารณะที่เราคุ้นชิน ได้แก่ Red Square, Black Market และ Green Park

เกห์ลเคยกล่าวไว้ว่า วัฒนธรรมและสภาพดินฟ้าอากาศนั้นแตกต่างกันทั่วโลก แต่ผู้คนนั้นไม่ต่าง พวกเขาจะรวมตัวกันในที่สาธารณะหากคุณมีพื้นที่ที่ดีให้กับพวกเขา

ส่วนสิ่งที่เราเรียนรู้จากเกห์ลและโคเปนเฮเกนของเขาก็คือ วัฒนธรรมที่ทำให้ชีวิตดีกว่านั้นสร้างได้ ความคิดที่คิดว่าหยั่งรากลึกก็เปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรากล้าที่จะเผชิญหน้าและตัดสินใจแม่นยำพอหรือไม่

 

 

อ้างอิง

รายงาน Public Spaces in Copenhagen โดย Gehl Architects

dezeen.com

kbhmuseer.dk

visitcopenhagen.com

Author

Little Thoughts

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารคิด Creative Thailand และผู้เขียนหนังสือ Cool Japan, เยอรมันซันเดย์, บาร์เซโลนากว้างมาก และดัตช์แลนด์แดนมหัศจรรย์

Illustrator

Louis Sketcher

นักวาดภาพที่มีพื้นฐานจากวิชาสถาปัตย์ฯ ทำให้มีความสนใจมากมายในศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเมือง

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)