Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Public Life in Copenhagen เมืองมากจัตุรัส สวรรค์แห่งพื้นที่สาธารณะ

Public Life in Copenhagen เมืองมากจัตุรัส สวรรค์แห่งพื้นที่สาธารณะ

18/09/2019
Culture & Entertainment
AUTHOR: Little Thoughts
SHARE:

 เรารู้ว่าโคเปนเฮเกนมีทางสำหรับจักรยานที่ดีที่สุดเป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้ามากที่สุดและแม้จะต้องจ่ายภาษีกันราวครึ่งหนึ่งของรายได้ผู้คนชาวโคเปนเฮเกนก็มีความสุขมากเป็นอันดับต้นๆของโลก

 เราอาจอิจฉาคุณภาพชีวิตของพวกเขาและปลอบตัวเองว่าเราไม่ได้โชคดีแบบนั้นแต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือกว่าจะมีวันนี้พวกเขาเคยผ่านจุดที่ต้องเลือกทางเดินให้กับเมืองของตนเองมาก่อนโชคดีที่พวกเขาเลือกมันอย่างชาญฉลาด

 นั่นคือเลือกที่จะมีความสุข

 

โชคดีที่จน

 ไม่ต่างจากเมืองริมทะเลส่วนใหญ่โคเปนเฮเกนเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆราวพันปีก่อนเติบโตในฐานะเมืองท่าสำหรับการค้าร่ำรวยและทรงพลังในยุคที่มีผู้ปกครองแข็งแกร่งและผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกับประวัติศาสตร์ยุโรป

 ในเชิงโครงสร้างของเมืองโคเปนเฮเกนก็เหมือนกับเมืองยุโรปส่วนใหญ่แม้เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 18 จะทำลายอาคารบ้านเรือนไปแทบสิ้นแต่ร่องรอยจากยุคกลางยังปรากฏชัดในรูปแบบของถนนขณะที่การสร้างเมืองขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกกลายเป็นพื้นหลังสำคัญของเมืองในปัจจุบัน

 จุดหักเหที่ทำให้โคเปนเฮเกนต่างจากเมืองส่วนใหญ่ในยุโรปเริ่มต้นราวทศวรรษ 1960

 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ชัยชนะของอเมริกาตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ระบบถนนและการขยายตัวของชานเมืองอิทธิพลของอเมริกาที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทำให้วัฒนธรรมดังกล่าวแพร่หลายไปในประเทศต่างๆด้วยเช่นกัน

 สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันอาจนึกภาพตามได้ยากคือในวันที่วัฒนธรรมรถยนต์เบ่งบานนั้นความคิดพื้นฐานในการพัฒนาเมืองแทบไม่ต่างจากการทำให้รถยนต์มีความสุขนั่นคือการโฟกัสที่ความคล่องตัวของการสัญจรด้วยรถยนต์ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรืออีกหลายเมืองในยุโรปซึ่งลดพื้นที่ทางเท้าที่เคยกว้างให้แคบเข้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ถนนรวมถึงการเชื่อมต่อทางหลวงในเมืองด้วยการสร้างถนนไขว้กันแบบเส้นสปาเกตตี

 โคเปนเฮเกนก็เกือบจะเป็นอย่างนั้นเมื่อรถยนต์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน และเมืองมีแผนสร้างถนนวงแหวนขนาด12เลนซึ่งจะพาดอยู่เหนือทะเลสาบที่โอบล้อมตัวเมืองชั้นในเอาไว้ร่วมกับคลองที่เชื่อมต่อจากทะเลในอีกฟากโชคดีที่พวกเขายากไร้เกินกว่าจะทำอย่างนั้นในช่วงหลังสงคราม

 ขณะที่บทเรียนจากเพื่อนบ้านในยุโรปซึ่งมีกำลังทรัพย์มากกว่าและพัฒนาระบบถนนไปก่อนทำให้ชาวโคเปนเฮเกนตระหนักได้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ถนนใหญ่ๆที่ตัดขาดบ้านเรือนและชีวิตผู้คนออกจากกันแบบนั้นและโชคดีอีกอย่างก็คือพวกเขารู้จักมองหาทางเลือก

visitcopenhagen.com

 เสียงของประชาชนสร้างให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคมเป็นเวลาเดียวกันกับที่ Jan Gehl อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนกับเหล่าเพื่อนร่วมงานของเขาต่างเห็นตรงกันว่า ความสุขที่แท้จริงควรจะเป็นของ ‘ผู้คน’ไม่ใช่รถยนต์พวกเขาเริ่มทำการศึกษาว่าผู้คนควรจะใช้เมืองอย่างไรโดยใช้โคเปนเฮเกนนั่นเองเป็นห้องทดลองโชคดีอีกอย่างคือเมืองเปิดโอกาสให้พวกเขาทำอย่างนั้น

 การทดลองเริ่มขึ้นในปี 1962 เมื่อถนนการค้าสายหลักอย่าง Strøget หรือ Stroll ในภาษาอังกฤษซึ่งในตอนนั้นเป็นถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ได้รับการทดลองเปลี่ยนให้เป็นถนนปลอดรถยนต์ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันสร้างให้เกิดเสียงก่นด่ามากเพียงใดไม่นับว่านายกเทศมนตรีถึงกับถูกขู่ฆ่าและต้องได้รับการอารักขาจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้นในวันเปิดใช้ถนนคนเดินสายนี้

 “ไม่มีรถยนต์ก็คือไม่มีลูกค้าไม่มีลูกค้าก็ไม่มีธุรกิจ“

 “เราคือชาวเดนมาร์กไม่ใช่ชาวอิตาเลียน” 

 “การใช้ชีวิตในที่สาธารณะนอกบ้านไม่ใช่วัฒนธรรมในสแกนดิเนเวีย“

 เสียงเหล่านี้บอกกับเราสองอย่างหนึ่งคือชาวโคเปนเฮเกนไม่มีแนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะในวันนั้นและสอง มันบอกเราว่านโยบายที่ดีเปลี่ยนเมืองได้จริงลองดูก็แล้วกันว่าโคเปนเฮเกนเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดจากวันนั้น

 เพราะในที่สุดความสำเร็จของถนนคนเดินสายแรกของโคเปนเฮเกนที่แสดงออกผ่านความนิยมของผู้ใช้และตัวเลขทางธุรกิจก็กลบเสียงก่นด่าทั้งหมดไปโดยสิ่งที่ตามมาแทนคือบทสนทนาสาธารณะเรื่องถนนและจัตุรัสถนนคนเดินค่อยๆพัฒนาเป็นเครือข่ายเมื่อถึงจุดหนึ่งโคเปนเฮเกนก็กลายเป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้าซึ่งปัจจุบันกลายเป็นวิธีหลักสำหรับการสัญจรในเขตเมืองชั้นใน

 พร้อมกับการเปลี่ยนถนนรถยนต์เป็นถนนคนเดินคือการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์เสียใหม่นั่นรวมถึงการยกเลิกที่จอดรถยนต์ในจัตุรัส 18 แห่งเพื่อคืนชีวิตชีวาให้กับเมือง

 การขยายเครือข่ายถนนคนเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้เวลากับชาวเมืองในการค่อยๆปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและค้นพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆขณะที่ผู้ใช้รถยนต์เริ่มรู้สึกทีละน้อยว่า การใช้รถไม่สะดวกเท่ากับการขี่จักรยานหรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

 ผ่านมา 5 ทศวรรษโคเปนเฮเกนกลายเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์พร้อมกับถนนคนเดินและวัฒนธรรมจักรยานอันแข็งแรงพื้นที่ริมทะเลสาบยังคงเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจขณะที่เมืองกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาให้กับเมืองทั่วโลกในปัจจุบันจนกระทั่งมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ว่าCopenhagenisationเลยทีเดียว

 เกห์ลกลายเป็นสถาปนิกนักพัฒนาเมืองผู้ทรงอิทธิพลบริษัท Gehl Architects ที่เขาก่อตั้งร่วมกับลูกศิษย์ มีบทบาทในการศึกษาและผลักดันเมืองทั่วโลกให้กลับมาเป็น ‘เมืองของผู้คน’ไม่ว่าจะเป็นเซาเปาลูเม็กซิโกซิตีอัมมานไบรท์ตันนิวยอร์กหรือมอสโก

ขอคืนพื้นที่ชีวิต

 สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมืองส่วนใหญ่ในโลกมีการเก็บข้อมูลการใช้รถยนต์อย่างเป็นระบบแต่เราไม่ค่อยเห็นสิ่งเดียวกันนี้กับการเดินเท้าและการใช้พื้นที่สาธารณะของผู้คน

 และนี่เองคือยุทธศาสตร์ที่สร้างความได้เปรียบให้กับโคเปนเฮเกนที่มีการทำการศึกษาอย่างครอบคลุมและต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมาตัวเลขกิจกรรมสันทนาการที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีถึงการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะนอกบ้านของชาวโคเปนเฮเกน

 “การเดินทัวร์ในเขตใจกลางเมืองโคเปนเฮเกนในหน้าร้อนทำให้เห็นกิจกรรมอันหลากหลายที่ไม่มีใครคิดถึงมันเมื่อ 30-40 ปีก่อนวัฒนธรรมเมืองใหม่นี้เติบโตจากการมีพื้นที่สาธารณะใหม่ๆและหักล้างเสียงที่เคยบอกว่าชาวเดนมาร์กไม่มีวันใช้พื้นที่สาธารณะ” นั่นคือสิ่งที่รายงาน Public Spaces in Copenhagen ซึ่งจัดทำโดย Gehl Architects บอกไว้โดยมีตัวอย่างของการฟื้นคืนพื้นที่สาธารณะเช่น

Gammeltorv & Nytorv

 จัตุรัสสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการรวมจัตุรัส 2 แห่งเข้าเป็นผืนเดียวกันนั่นคือ Gammeltorv และ Nytorv ทั้งสองจัตุรัสเคยเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง (Gammeltorv ถือเป็นจัตุรัสเก่าแก่ที่สุดของเมืองด้วย) ในช่วงหลังสงครามโลกพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นที่จอดรถได้รับการปรับปรุงบางส่วนพร้อมกับถนน Strøget ที่พาดผ่านก่อนมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ทั้งหมดในปี 1993 ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะคอนเสิร์ตรวมถึงเทศกาลดนตรีแจ๊สประจำปี

 Gråbrødretorv

 เช่นเดียวกับอีกหลายจัตุรัส Gråbrødretorv ก็เคยใช้เป็นพื้นที่จอดรถแต่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นจัตุรัสที่โดดเด่นด้วยต้นเพลนที่ยืนต้นเด่นเป็นสง่าและน้ำพุจากฝีมือประติมากรชาวเดนมาร์กจนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความหรูหราและเป็นที่นิยมของชาวเมือง โดยเฉพาะบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนที่อยู่ใกล้ๆโดยช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างในทศวรรษ 1980 จัตรัสแห่งนี้มักจะแน่นขนัดในฤดูร้อน ปัจจุบันลดความนิยมลงไปบ้างและกลายเป็นจัตุรัสที่ถือว่าค่อนข้างสงบและมีบรรยากาศผ่อนคลาย

 Strædet

 Strædet มีความหมายว่าตรอกมันคือถนนแคบๆที่เคยใช้เป็นทางสัญจรของรถยนต์แต่ได้รับการทดลองปรับการใช้งานเป็นถนนคนเดินในปี 1989 เมื่อประสบความสำเร็จจึงมีการปูพื้นใหม่และเอาฟุตพาทออกปัจจุบันถือเป็นถนนที่มีการใช้งานแบบผสมทั้งการเดินเท้าจักรยานและรถยนต์ถนนสายเล็กแห่งนี้ขนานกับถนน Strøget แต่มีบุคลิกต่างกันมากในขณะที่ Strøget เป็นถนนคนเดินสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าที่พบเห็นได้ตามเมืองทั่วไป (และในปัจจุบันอาจถือได้ว่าน่าเบื่อ) ร้านรวงส่วนใหญ่ในตรอกนี้จะเป็นร้านทางเลือกเล็กๆที่ขายของเก่าและงานฝีมือรวมถึงแกลเลอรีศิลปะอีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะฐานที่มั่นของวัฒนธรรม LGBT ในโคเปนเฮเกน

 

 Søren Kierkegaards Plads

 พื้นที่สาธารณะริมอ่าวข้างๆอาคาร Black Diamond อันเป็นส่วนขยายของหอสมุดหลวง (Royal Library) หรือหอสมุดแห่งชาติของเดนมาร์กถือเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งการก่อสร้างหอสมุดส่วนต่อขยายนี้ใหม่หมายถึงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านข้างด้วยเช่นกันปัจจุบันถือเป็นทำเลหนึ่งที่ชาวเมืองใช้นั่งรับลมริมน้ำ

 Superkilen

 สวนสาธารณะใหม่ในย่าน Nørrebro ที่เพิ่งเปิดใช้บริการในปี 2012 เป็นงานออกแบบร่วมกันของกลุ่มศิลปิน SUPERFLEXกับ BIG (Bjarke Ingels Group) บริษัทออกแบบชื่อดังของโคเปนเฮเกนและ Topotek 1 บริษัทภูมิสถาปนิกเยอรมันสวนสาธารณะแห่งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาย่านที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนทั่วโลกเนื่องจากออกแบบจากความต้องการของคนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยมีผลลัพธ์เป็นพื้นที่ 3 ส่วนที่แปลกไปจากสวนสาธารณะที่เราคุ้นชินได้แก่ Red Square, Black Market และ Green Park

 

 

 เกห์ลเคยกล่าวไว้ว่า วัฒนธรรมและสภาพดินฟ้าอากาศนั้นแตกต่างกันทั่วโลกแต่ผู้คนนั้นไม่ต่างพวกเขาจะรวมตัวกันในที่สาธารณะหากคุณมีพื้นที่ที่ดีให้กับพวกเขา

 ส่วนสิ่งที่เราเรียนรู้จากเกห์ลและโคเปนเฮเกนของเขาก็คือวัฒนธรรมที่ทำให้ชีวิตดีกว่านั้นสร้างได้ความคิดที่คิดว่าหยั่งรากลึกก็เปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับว่าเรากล้าที่จะเผชิญหน้าและตัดสินใจแม่นยำพอหรือไม่

 อ้างอิง

 รายงาน Public Spaces in Copenhagen โดย Gehl Architects

 dezeen.com

 kbhmuseer.dk

 visitcopenhagen.com

Tags:โคเปนเฮเกนcopenhagenความสุขcitiesทางเท้าเมืองจักรยานนีโอคลาสสิกCopenhagenisation
Share :
Author
Little Thoughts
Photographer
-
Lille Métropole มหานครแห่งการออกแบบ การกระจายอำนาจ และการก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนประเทศ
Culture & EntertainmentLille Métropole มหานครแห่งการออกแบบ การกระจายอำนาจ และการก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนประเทศนักเขียน : Little Thoughts
Ōdate Magewappa : กล่องข้าวจากไม้ซีดาร์อายุร้อยปี ร้อยร้อยปี ข้าวกล่องนี้แหละอร่อยที่สุด!
Culture & EntertainmentŌdate Magewappa : กล่องข้าวจากไม้ซีดาร์อายุร้อยปี ร้อยร้อยปี ข้าวกล่องนี้แหละอร่อยที่สุด!นักเขียน : Little Thoughts
Cities Heidelberg : วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ ในบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัย
LifeCities Heidelberg : วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ ในบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัยนักเขียน : Little Thoughts