<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>dream shop &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/business/dream-shop/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/business/dream-shop/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sat, 13 Feb 2021 17:16:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>BananaRun : ร้านขายของวิ่งที่ทำให้การวิ่งเป็นเรื่องง่ายเหมือน &#8216;ปอกกล้วยเข้าปาก&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-bananarun/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-bananarun/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิตกานต์ วงษาสนธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jul 2018 04:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-bananarun/</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก’ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 สุภาษิต &#8216;ปอกกล้วยเข้าปาก&#8217; หมายความว่า ง่าย สะดวก กล้วยเป็นผลไม้ที่ปอกเปลือกได้ง่าย ปอกกล้วยเข้าปากจึงหมายถึงการทำอะไรที่ง่ายมากๆ เหมือนกับการปอกเปลือกกล้วย การทดสอบสมรรถภาพร่างกายในวิชาพลศึกษาตอนมัธยมต้น เมื่อถูกบังคับให้วิ่งถึง 4 รอบสนามใหญ่ๆ เรามีอาการใจเต้นเร็ว หน้าแดง เหงื่อออก และเหนื่อยหอบจนไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ กลายเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นในใจยามลองออกตัววิ่ง เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าสุภาษิตไทยนี้จะนำมาใช้กับเรื่อง ‘วิ่ง’ ได้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ ย้ง–กำธร นทีธนสาร เป็นผู้ก่อตั้งเพจ เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย เพจให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิ่งที่ทำขึ้นมาตั้งแต่วันที่วงการวิ่งยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากเหมือนในตอนนี้ ย้งยังเป็นเจ้าของร้าน BananaRun : เรื่องอุปกรณ์วิ่ง เป็นเรื่องกล้วยๆ ร้านขายสารพัดอุปกรณ์สำหรับนักวิ่งอีกด้วย การเริ่มต้นอาจจะยากเหมือนตอนตัดเครือกล้วยอันใหญ่ๆ ลงมาจากต้น แต่พอยกมันลงมาได้แล้วการจะหยิบกล้วยสักลูกมาปอกเปลือกกินก็คงไม่ยาก เหมือนกับการวิ่งที่ย้งตอบคำถามเราว่าทำไมเขาถึงมองว่ามันเป็นแค่เรื่องกล้วยๆ ย้งเล่าให้เราฟังว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน แต่จุดที่ทำให้ย้งเลือกพาตัวเองออกมาทำกิจกรรมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นเพราะเริ่มมีปัญหาสุขภาพ จากที่ตั้งใจจะวิ่งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ย้งกลับหลงใหลการวิ่งอย่างบ้าคลั่ง เขาหันมาสนใจอุปกรณ์การวิ่งอย่างนาฬิกาจีพีเอสที่ในตอนนั้นยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับนักวิ่งในบ้านเรา และนำพาตัวเขาเองเข้ามาสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง เรื่องวิ่ง เรื่องกล้วย “เมื่อ 8-9 ปีที่แล้วในเว็บบอร์ดมันมีข้อมูลเรื่องวิ่งอยู่น้อยมาก ต้องหาข้อมูลเอาจากหนังสือต่างประเทศ ผมก็ซื้อหนังสือต่างประเทศอะไรพวกนี้มาอ่าน จนไปเจอว่ามีโค้ชนักวิ่งคนหนึ่งอยู่ก็คือ ครูดิน–สถาวร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-bananarun/">BananaRun : ร้านขายของวิ่งที่ทำให้การวิ่งเป็นเรื่องง่ายเหมือน &#8216;ปอกกล้วยเข้าปาก&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก’</p>
<p>ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 สุภาษิต &#8216;ปอกกล้วยเข้าปาก&#8217; หมายความว่า ง่าย สะดวก กล้วยเป็นผลไม้ที่ปอกเปลือกได้ง่าย ปอกกล้วยเข้าปากจึงหมายถึงการทำอะไรที่ง่ายมากๆ เหมือนกับการปอกเปลือกกล้วย</p>
<p>การทดสอบสมรรถภาพร่างกายในวิชาพลศึกษาตอนมัธยมต้น เมื่อถูกบังคับให้วิ่งถึง 4 รอบสนามใหญ่ๆ เรามีอาการใจเต้นเร็ว หน้าแดง เหงื่อออก และเหนื่อยหอบจนไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ กลายเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นในใจยามลองออกตัววิ่ง</p>
<p>เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าสุภาษิตไทยนี้จะนำมาใช้กับเรื่อง ‘วิ่ง’ ได้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_78482.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">ย้ง–กำธร นทีธนสาร</strong> เป็นผู้ก่อตั้งเพจ <a href="https://www.facebook.com/BananaRunning/?_rdc=1&amp;_rdr">เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย</a> เพจให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิ่งที่ทำขึ้นมาตั้งแต่วันที่วงการวิ่งยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากเหมือนในตอนนี้ ย้งยังเป็นเจ้าของร้าน <a href="https://www.facebook.com/BananaRunShop/?_rdc=1&amp;_rdr">BananaRun : เรื่องอุปกรณ์วิ่ง เป็นเรื่องกล้วยๆ</a> ร้านขายสารพัดอุปกรณ์สำหรับนักวิ่งอีกด้วย</p>
<p>การเริ่มต้นอาจจะยากเหมือนตอนตัดเครือกล้วยอันใหญ่ๆ ลงมาจากต้น แต่พอยกมันลงมาได้แล้วการจะหยิบกล้วยสักลูกมาปอกเปลือกกินก็คงไม่ยาก เหมือนกับการวิ่งที่ย้งตอบคำถามเราว่าทำไมเขาถึงมองว่ามันเป็นแค่เรื่องกล้วยๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7852.jpg" /></p>
<p>ย้งเล่าให้เราฟังว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน แต่จุดที่ทำให้ย้งเลือกพาตัวเองออกมาทำกิจกรรมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นเพราะเริ่มมีปัญหาสุขภาพ จากที่ตั้งใจจะวิ่งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ย้งกลับหลงใหลการวิ่งอย่างบ้าคลั่ง เขาหันมาสนใจอุปกรณ์การวิ่งอย่างนาฬิกาจีพีเอสที่ในตอนนั้นยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับนักวิ่งในบ้านเรา และนำพาตัวเขาเองเข้ามาสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง</p>
<h3><strong>เรื่องวิ่ง เรื่องกล้วย</strong></h3>
<p>“เมื่อ 8-9 ปีที่แล้วในเว็บบอร์ดมันมีข้อมูลเรื่องวิ่งอยู่น้อยมาก ต้องหาข้อมูลเอาจากหนังสือต่างประเทศ ผมก็ซื้อหนังสือต่างประเทศอะไรพวกนี้มาอ่าน จนไปเจอว่ามีโค้ชนักวิ่งคนหนึ่งอยู่ก็คือ<br />
ครูดิน–สถาวร จันทร์ผ่องศรี ตอนนั้นก็เลยรวมกลุ่มที่เป็นเพื่อนๆ กัน ชวนครูดินมาเป็นโค้ชให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็เป็นทีมเริ่มต้นของสถาวรรันนิ่งคลับ พอเราเริ่มเรียนวิ่งอย่างจริงจังเราก็เลยคิดว่าอยากจะถ่ายทอดความรู้ออกไปให้คนอื่นๆ ด้วย</p>
<p>“เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย เป็นเพจแรกที่ทำกันขึ้นมากับกลุ่มเพื่อนนักวิ่ง คำว่ากล้วยมันมาจากเรื่องกล้วยๆ เราอยากให้คนรู้สึกว่าเรื่องวิ่งเป็นเรื่องกล้วยๆ เราทำพวกอินโฟกราฟิกสอนเรื่องวิ่ง ยุคนั้นในวงการวิ่งยังไม่มีข้อมูลอะไรพวกนี้เลย โพสต์หนึ่งของเรื่องวิ่งเรื่องกล้วยเคยเล่าว่าระยะมาราธอนมันไกลแค่ไหน ปกติคนเรารู้ว่า 42 กิโลเมตร แต่นึกภาพไม่ออกว่าจริงๆ แล้วมันไกลแค่ไหนล่ะ เราก็เลยทำภาพให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ถ้าคุณออกจากสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงวิ่งตามทางบีทีเอสไปจนถึงหมอชิต นั่นคือ 10 กิโลเมตร แล้วถ้าวิ่งไปต่อจนถึงห้าแยกลาดพร้าวแล้ววิ่งตามถนนวิภาวดีไปจนถึงดอนเมือง นั่นคือ 21 กิโลเมตร แล้วถ้าวิ่งต่อไปจนถึงธรรมศาสตร์รังสิต อันนั้นคือ 42 กิโลเมตร คนก็จะมองภาพออกว่าระยะทางจากศาลาแดงไปถึงรังสิตคือ 42 กิโลเมตรนะ</p>
<p>“พอเรามีโอกาสได้จัดงานวิ่งก็เลยเลือกเส้นทางนี้ ใช้ชื่องานว่า Banana2U Run วิ่งจากจุฬาฯ ไปธรรมศาสตร์รังสิต หลังจากงานวิ่งงานนั้นก็เริ่มมีสินค้าเข้ามาเรื่อยๆ เราก็เลยทำร้านอุปกรณ์การวิ่งขึ้นมา จากขายออนไลน์ในตอนแรกก็ขยับมาทำหน้าร้าน ซึ่งก็คือ BananaRun : เรื่องอุปกรณ์วิ่ง เป็นเรื่องกล้วยๆ</p>
<p>“แต่ตอนนี้ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องวิ่งน้อยลง ผมมองว่าการให้ความรู้ที่ผิดร้ายแรงกว่าการไม่ทำอะไรเลย ในยุคนั้นความรู้เรื่องวิ่งมันน้อยมากๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเคยหาแล้วรวบรวมกันมามันเป็นความรู้ในวันนั้น แต่พอระยะหนึ่งที่วงการวิ่งเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เชี่ยวชาญที่เขารู้จริงมากขึ้น เรื่องที่เคยโพสต์ไปพอเราย้อนกลับไปอ่าน เราก็จะรู้ว่าบางอันมันไม่อัพเดตแล้ว บางอันเป็นความรู้ในวันนั้นแต่วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้นถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ผมก็เลือกที่จะไม่ลงไปแตะมันเท่าไหร่ อาจจะมีแชร์ความรู้จากอาจารย์ท่านนี้ท่านนั้นบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องอุปกรณ์การวิ่งที่เราเชี่ยวชาญมากกว่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7858.jpg" /></p>
<p>มองจากมุมของคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน แม้จะแอบกลัวแต่ก็อยากจะลองออกไปเริ่มต้นวิ่งดูบ้าง ตามความเข้าใจของเราอุปกรณ์การวิ่งหนึ่งที่สำคัญคือรองเท้า เราจึงอดถามย้งไม่ได้ว่ารองเท้าที่ดีสำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นวิ่งอย่างเราต้องเป็นแบบไหน แต่คำตอบของย้งกลับทำให้เรารู้ว่ารองเท้าไม่ใช่สิ่งที่จะต้องมองหาเป็นสิ่งแรก</p>
<h3><strong><br />
หัวใจของการวิ่งคือต้องมีใจ</strong></h3>
<p>“ผมเพิ่งคุยเรื่องนี้เหมือนกันตอนไปเทรนนิงเวิร์กช็อป มีคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนเข้ามาถามคำถามประมาณนี้แหละ ว่าต้องซื้อรองเท้าที่ดีที่สุดไหม จริงๆ หัวใจสำคัญที่สุดของการวิ่งคือคุณต้องมีใจที่ทำให้คุณรักในการวิ่งให้ได้ก่อน ถ้าคุณไม่รักในการวิ่งต่อให้คุณมีอุปกรณ์อะไรก็ตามคุณจะเลิกวิ่ง แต่ถ้าสมมติว่าคุณรักในการวิ่งเมื่อไหร่ต่อให้คุณยุ่งแทบตายยังไงคุณก็ต้องหาเวลาเพื่อมาวิ่งให้ได้</p>
<p>“ต้องบอกคนที่เริ่มต้นวิ่งก่อนเลยว่า 5 กิโลเมตรแรกในการวิ่งครั้งแรกของชีวิตคุณ จะใส่อะไรก็ได้ จะใส่รองเท้าผ้าใบนันยางมาวิ่งก็ยังได้ คุณไม่บาดเจ็บแน่นอน อย่าเพิ่งไปสนใจว่าจะใส่รองเท้าแบบไหน วิ่งตอนเช้าหรือตอนเย็น ออกไปวิ่งเถอะ อย่าเพิ่งไปสนใจอะไรแค่ออกไปวิ่งให้ได้ คอนเซปต์ของการเริ่มต้นวิ่งคือห้ามเหนื่อยเกินไป เพราะถ้าคุณเหนื่อยเกินไปเมื่อไหร่คุณจะเบื่อแล้วก็จะไม่วิ่ง ปวดเมื่อยเกินไปเมื่อไหร่ก็จะไม่วิ่ง คือยังไม่ต้องไปคิดอะไรมากแค่ไปลองเดินช้าสลับเดินเร็วดูก่อน</p>
<p>“ผมได้คอนเซปต์นี้มาจากหนังสือ<em>วิ่งสู่ชีวิตใหม่</em>ของนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เขาพูดว่าถ้าคุณเริ่มต้นวิ่งโดยไปวิ่งคือผิดเลยนะ ตอนที่ผมเริ่มวิ่งคือตอนที่อายุ 40 แล้ว ก็เลยไปเดินช้าสลับเดินเร็วดูก่อน แต่ต้องจับเวลา เดินช้า 2 นาที เดินเร็ว 2 นาที แล้วพอรู้สึกว่า เฮ้ย ไหวเว้ย ก็เปลี่ยนจากเดินเร็วเป็นจ็อกกิง ทำสลับกันไป วันหนึ่งทำให้ได้ 40-45 นาที พอเหงื่อออกนิดหน่อยค่อยกลับบ้าน ไม่จำเป็นต้องเหงื่อออกเยอะๆ หรือไม่ต้องคิดว่าฉันจะมาลดไขมัน ไม่ต้องสนใจ คุณทำแค่นี้แล้วคุณรู้สึกสดชื่นก็พอ ห้ามทำทุกวัน ทำวันเว้นวัน ทำทุกวันคุณก็จะเบื่อเหมือนกัน คุณทำอย่างนี้สัก 3 อาทิตย์ คุณจะมีความสุขมากกับการที่คุณออกไปวิ่งเพราะกลับมาคุณจะสดชื่น แล้วคุณจะเข้าใจว่า อ๋อ ทำไมคนถึงติดการวิ่ง</p>
<p>“วันหนึ่งพอคุณวิ่ง 5 กิโลเมตรได้ต่อเนื่อง มันจะเหมือนคุณพิชิตอะไรได้บางอย่าง พอวิ่ง 10 กิโลเมตรได้ก็จะเหมือนพิชิตยอดเขาอะไรได้สักอัน นั่นคือจุดนั้น พอคุณวิ่ง 5 กิโลเมตรได้ค่อยมานั่งคุยกันเรื่องเสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา เพราะตอนแรกผมก็ใช้นาฬิกาเข็มธรรมดา รองเท้าซื้อลดราคามา ไม่รู้เรื่องรองเท้าเลย แต่พอคุณเริ่มวิ่งแล้วคุณวิ่ง 5 กิโลเมตรได้ คุณจะเริ่มจับทางได้แล้วว่าเอาจริงๆ คุณอยากได้อะไรแบบไหน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_78751.jpg" /></p>
<p>ถ้าย้อนกลับไปในปี 2530 งานวิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดสะพานพระราม 9 นับเป็นจุดเริ่มต้นของ running boom ในประเทศไทย ต่อมาในปี 2555 ก็เกิดกระแสที่ทำให้ผู้คนมากมายออกตัววิ่งอีกครั้ง เพราะอยากจะเป็นเหมือนนิชคุณและสู่ขวัญ นักแสดงผู้รับบทเป็นนักวิ่งในภาพยนตร์เรื่อง <em>รัก 7 ปี ดี 7 หน</em> และเมื่อไม่นานมานี้กับโครงการก้าวคนละก้าวที่ปลุกให้วงการตื่นตัวขึ้นมากกว่าเดิม ดูเหมือนว่ากราฟกระแสความนิยมนี้จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เลยทีเดียว</p>
<h3><strong>รันวงการ Running Boom</strong></h3>
<p>“ถ้าดูลูปของคนที่เข้ามาวิ่งแล้วมันเริ่มเฟดออกไปก็จะประมาณ 4-5 ปี นี่คือลูปของคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน พอการวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว เขาอาจจะไม่ตื่นเต้นอะไรมาก วิ่งจนเป็นกิจวัตรเหมือนกินข้าวเหมือนไปดูหนังอะไรอย่างนี้ ก็มีทั้งคนที่เริ่มจะเฟดตัวกลับไปสู่ชีวิตปกติของเขาหรืออีกสายที่เข้าไปสู่อะไรที่จริงจังมากขึ้น</p>
<p>“กลุ่มนักวิ่งที่เคยอยู่มานานแล้วก็มองว่าวงการวิ่งมันบูมมากขึ้น ลองมองว่าเหมือนคนที่เข้าไปทำอะไรสักอย่างเป็นทีมแรกๆ แล้วพอวันหนึ่งมีคนตามเข้ามาอีกขบวน วัฒนธรรมหลายๆ อย่างมันเปลี่ยนไป เขาก็อาจจะมีความเห็นกับบางเรื่องที่มันไม่โอเคเหมือนสมัยก่อน แต่กลุ่มนักวิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่มากในตอนนี้ก็เป็นธรรมดาที่วัฒนธรรมบางอย่างจะเปลี่ยนไป</p>
<p>“จริงๆ ต้องบอกว่าผมเข้าใจในภาพรวมทั้งหมดนะเพราะว่าเด็กๆ ในร้านก็เป็นนักวิ่งรุ่นใหม่ แต่เราก็พยายามที่จะบาลานซ์ อย่างงานวิ่งที่เขาให้สมัครออนไลน์แล้วนักวิ่งรุ่นเก่าบางคนสมัครไม่ทัน เราก็พยายามอาสาว่าเราขอเป็นออฟไลน์ให้ได้ไหม นักวิ่งรุ่นเก่าจะได้มีโอกาสสมัครงานวิ่งใหม่ๆ บ้าง แต่ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็เข้าใจแหละ แล้วก็คงปรับตัวกันไป</p>
<p>“สำหรับ BananaRun เราคิดว่าจังหวะมันพอดีกับช่วงที่กระแสมันมาด้วย จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะจังหวะด้วยหรือเปล่า สมมติว่าเปิดมาแล้วมันไม่บูมเราก็ปิด แต่พอดีเปิดแล้วมันไปได้มันก็ไปต่อ ก็แค่นั้นเอง</p>
<p>“คือทุกๆ ธุรกิจมันมีกระแสขึ้นลงเป็นธรรมดาเหมือนน้ำขึ้นน้ำลง ถ้าถามผมเองถึงกระแสของการวิ่ง มันจะลงก็ลง ไม่มีใครทันจริงๆ นะ กระแสมันขึ้นมันก็ขึ้น กระแสมันลงมันก็ลง ก็ตามนั้น เราก็ปรับตัวไปตามธุรกิจปกติ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_78873.jpg" /></p>
<p>เราถามถึงวิธีการขายสินค้าและคำแนะนำในเรื่องวิ่งของย้ง มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาที่ร้านเพื่อซื้ออุปกรณ์อะไรบางอย่างแต่ไม่ได้สิ่งนั้นติดมือกลับไป ย้งเล่าว่าเคยมีลูกค้ามาขอซื้อที่รัดเข่าเพราะกลัววิ่งแล้วจะเจ็บ ซึ่งจริงๆ ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเขา อาการเจ็บเป็นเรื่องปกติเมื่อเริ่มต้นวิ่งแต่ใช้เวลาไม่กี่วันก็จะหายได้เอง ไม่ได้บาดเจ็บ แต่ร่างกายกำลังมีการพัฒนา ย้งเลือกที่จะแนะนำลูกค้าให้เหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขาและไม่ได้ขายที่รัดเข่าชิ้นนั้นไป</p>
<h3><strong>เราเป็นเหมือนเพื่อนที่เดินเข้ามาตบบ่าแล้วชวนกันไปวิ่ง</strong></h3>
<p>“เรามีลูกค้าที่อยู่มาด้วยกันตั้งแต่เริ่มวิ่งจนถึงตอนนี้ออกไปวิ่งงานใหญ่ๆ ได้ ผมเองก็มีคอนเนกชั่นกับโค้ชหลายๆ คน นักวิ่งคนไหนที่เราเห็นว่าเขาจะมาสายจริงจังเราก็ pass ไปให้โค้ชเลย โลกมันแคบนะครับ บางคนจากที่เป็นลูกค้าก็กลายมาเป็นคนที่เข้าเทรนนิงในคลาสเดียวกัน</p>
<p>“เราซัพพอร์ตนักวิ่งที่ขาดแคลนอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว ต้องบอกว่าในอดีตของวงการนักวิ่งเนี่ย คนที่เป็นตัวหลักๆ ชีวิตเขาซัฟเฟอร์ทั้งนั้น ซัพพอร์ตได้เราก็จะซัพพอร์ตคนพวกนี้ ถ้าเข้ามาในร้านจะเห็นถ้วยรางวัลวางอยู่เต็มชั้น อันนี้มาจากนักวิ่งที่เราเคยช่วยเขาเรื่องอุปกรณ์การวิ่งหรือให้คำแนะนำต่างๆ พอเขาวิ่งได้เขาก็มามอบถ้วยให้เราเก็บไว้เพราะรู้สึกว่าอยากจะให้</p>
<p>“ผมเคยผ่านมาแล้วถึงรู้ว่าการวิ่งมันไม่ยาก ไม่ได้รู้สึกว่าการที่ผมแนะนำเรื่องการวิ่งจะเป็นเหมือนอาจารย์สอนนักเรียน ผมแค่อยู่ข้างๆ ตั้งแต่วิ่งมาผมรู้สึกตลอดว่าไม่ใช่โค้ช ไม่ใช่คนที่ให้ความรู้ได้ขนาดนั้น เหมือนเพื่อนชวนกันไปวิ่ง ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนที่จะทำหน้าที่นั้น ผมทำหน้าที่เป็นแค่คนกลาง พาคนนี้มาเจอคนนี้ เรามีความรู้เพื่อรู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน พาใครมาเจอกับใคร เราเป็นคนตรงนั้นมากกว่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_78991.jpg" /></p>
<p>จากที่ได้คุยกับย้ง ทำให้เราตอบคำถามที่สงสัยในตอนแรกได้แล้วว่าสุภาษิตไทย &#8216;ปอกกล้วยเข้าปาก&#8217; สามารถใช้กับเรื่องวิ่งได้จริงๆ แต่อะไรที่ทำให้ย้งเสพติดการวิ่งมากถึงขนาดนี้กันนะ</p>
<p>“ผมติดเอ็นโดฟินส์ วิ่งไปสัก 30 นาทีมันจะเริ่มมา เพราะงั้นบางคนวิ่งไม่ถึง 30 นาทีมันจะไม่เจอ มันจะอยู่ระหว่างช่วง 20-30 นาที โดยห้ามเหนื่อยเกินไปด้วยนะ มันจะเจอฟีลลิ่งนี้ จะรู้สึกมีความสุข ที่ผมชอบก็คือระหว่างวิ่งมันจะเกิดไอเดียใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา มีโพสต์หลายๆ โพสต์ที่ผมโพสต์ไปเนี่ยเกิดจากการวิ่ง งานดีไซน์หลายๆ อย่างที่ทำก็เกิดจากการวิ่ง</p>
<p>“เหมือนอย่างคุณ ผมอยากให้ลองดู ถ้าไปทำอย่างที่ผมบอกก็จะวิ่งได้” ย้งหันมาบอกกับเราด้วยแววตาที่เราเองก็อธิบายไม่ถูก ดูเหมือนถูกคาดหวังกลายๆ แต่กลับเต็มไปด้วยความจริงใจ</p>
<p>แม้ความกลัวที่เกิดขึ้นมาตั้งตอนมัธยมต้นจะยังไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่มันกลับลดลงอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ตอนนี้เราอยากจะลองออกตัวเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่มากกว่าการเดินปกติอีกครั้ง</p>
<p>และการวิ่ง 5 กิโลเมตรแรกในชีวิต กำลังจะเริ่ม ณ บัดนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7862.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-bananarun/">BananaRun : ร้านขายของวิ่งที่ทำให้การวิ่งเป็นเรื่องง่ายเหมือน &#8216;ปอกกล้วยเข้าปาก&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-bananarun/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Aprilpoolday : แบรนด์ชุดว่ายน้ำของสองสาวนักทดลองผู้ไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-aprilpoolday/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-aprilpoolday/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Jun 2018 05:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Aprilpoolday]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดว่ายน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ว่ายน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ลีลานันทน์ รณเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[พลช ลิลิตธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-aprilpoolday/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำ Aprilpoolday ให้กับสาวๆ ที่หลงรักหาดทรายและคลื่นทะเล แต่สำหรับคนที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก นี่คือแบรนด์ชุดว่ายน้ำกลิ่นอายโอลด์สกูลที่ครองใจสาวไทยและประเทศใกล้เคียงด้วยสไตล์สวยเก๋ และแพตเทิร์นที่เหมาะกับรูปร่างของสาวเอเชียมากกว่าชุดว่ายน้ำแบรนด์นอกที่ถูกออกแบบมาเพื่อสาวตะวันตก 5 ปีที่แล้ว Aprilpoolday เริ่มต้นจากการเป็นร้านค้าในอินสตาแกรม แต่ด้วยเครดิตในฐานะผู้บุกเบิกตลาดชุดว่ายน้ำนอกห้างที่มีดีทั้งดีไซน์แปลกใหม่ คุณภาพเยี่ยม ซัพพอร์ตการว่ายน้ำจริงๆ รวมทั้งราคาที่เฟรนด์ลี่กับกระเป๋าสตางค์ จึงสะสมเลเวลจนสามารถเปิด Aprilpoolday Boutique แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ในย่านเซนต์หลุยส์ได้ ท่ามกลางร้านค้าอินสตราแกรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว เพราะอะไรแบรนด์นี้จึงยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ได้ มิญช์-ลีลานันทน์ รณเกียรติ ดีไซน์เนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ทั้งหมดของแบรนด์ และ อิสซี่-พลช ลิลิตธรรม สไตล์ลิสต์ประจำแบรนด์ ให้คำตอบกับเราว่า เพราะพวกเธอทั้งคู่ไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิม และหากมองย้อนกลับไป จริงๆ แล้ว Aprilpoolday ก็เกิดขึ้นจากการไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิมนี่แหละ มากกว่าช่องว่างในตลาดคือความท้าทายที่ดึงดูดให้ลงมือทำ ในหลายบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ มิญช์เคยเล่าว่าเธอสร้างแบรนด์จากการเห็นช่องว่างในตลาดซึ่งยังไม่มีชุดว่ายน้ำที่ทั้งสวยงามและสามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้จริงๆ แต่เมื่อเราลองถามเธออีกทีในวันวัยที่แบรนด์มีอายุครบ 5 ปี เธอยอมรับว่าลึกกว่าการเห็นช่องว่างในตลาดคือความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ มิญช์: “เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมาโดยตรง เราเรียนด้าน Design Thinking ซึ่งมันเป็นเรื่อง conceptual นิดนึง คือพอเราได้แรงบันดาลใจ หรือมีเรื่องราวที่อยากเล่า เราสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นผ่านสื่อใดๆ ก็ตาม มันอาจจะออกมาเป็นรูปวาดหรืออะไรก็ได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-aprilpoolday/">Aprilpoolday : แบรนด์ชุดว่ายน้ำของสองสาวนักทดลองผู้ไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำ <strong>Aprilpoolday</strong> ให้กับสาวๆ ที่หลงรักหาดทรายและคลื่นทะเล แต่สำหรับคนที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก นี่คือแบรนด์ชุดว่ายน้ำกลิ่นอายโอลด์สกูลที่ครองใจสาวไทยและประเทศใกล้เคียงด้วยสไตล์สวยเก๋ และแพตเทิร์นที่เหมาะกับรูปร่างของสาวเอเชียมากกว่าชุดว่ายน้ำแบรนด์นอกที่ถูกออกแบบมาเพื่อสาวตะวันตก</p>
<p>5 ปีที่แล้ว Aprilpoolday เริ่มต้นจากการเป็นร้านค้าในอินสตาแกรม แต่ด้วยเครดิตในฐานะผู้บุกเบิกตลาดชุดว่ายน้ำนอกห้างที่มีดีทั้งดีไซน์แปลกใหม่ คุณภาพเยี่ยม ซัพพอร์ตการว่ายน้ำจริงๆ รวมทั้งราคาที่เฟรนด์ลี่กับกระเป๋าสตางค์ จึงสะสมเลเวลจนสามารถเปิด Aprilpoolday Boutique แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ในย่านเซนต์หลุยส์ได้</p>
<p>ท่ามกลางร้านค้าอินสตราแกรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว เพราะอะไรแบรนด์นี้จึงยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ได้ <strong>มิญช์-ลีลานันทน์ รณเกียรติ</strong> ดีไซน์เนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ทั้งหมดของแบรนด์ และ <strong>อิสซี่-พลช ลิลิตธรรม</strong> สไตล์ลิสต์ประจำแบรนด์ ให้คำตอบกับเราว่า เพราะพวกเธอทั้งคู่ไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิม</p>
<p>และหากมองย้อนกลับไป จริงๆ แล้ว Aprilpoolday ก็เกิดขึ้นจากการไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิมนี่แหละ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LH0A5742.jpg" /></p>
<p><strong>มากกว่าช่องว่างในตลาดคือความท้าทายที่ดึงดูดให้ลงมือทำ</strong></p>
<p>ในหลายบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ มิญช์เคยเล่าว่าเธอสร้างแบรนด์จากการเห็นช่องว่างในตลาดซึ่งยังไม่มีชุดว่ายน้ำที่ทั้งสวยงามและสามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้จริงๆ แต่เมื่อเราลองถามเธออีกทีในวันวัยที่แบรนด์มีอายุครบ 5 ปี เธอยอมรับว่าลึกกว่าการเห็นช่องว่างในตลาดคือความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ</p>
<p><strong>มิญช์:</strong> “เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมาโดยตรง เราเรียนด้าน Design Thinking ซึ่งมันเป็นเรื่อง conceptual นิดนึง คือพอเราได้แรงบันดาลใจ หรือมีเรื่องราวที่อยากเล่า เราสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นผ่านสื่อใดๆ ก็ตาม มันอาจจะออกมาเป็นรูปวาดหรืออะไรก็ได้ ชุดว่ายน้ำก็เป็นสื่อหนึ่งที่ใช้ถ่ายทอดความคิดของเราได้”</p>
<p>“เราอยากทำชุดว่ายน้ำเพราะมันท้าทายกว่าอย่างอื่น ทำยากกว่าเสื้อผ้า ready-to-wear ทั่วไป แล้วเราก็ยังไม่ค่อยเห็นชุดว่ายน้ำแบบแปลกๆ ใหม่ๆ พอรู้สึกว่ายังไม่ค่อยมีใครทำ เราจะอยากทำ จริงๆ เรามีสิ่งที่อยากทำหลายอย่างมาก แต่อะไรที่มีคนทำแล้ว เราจะคิดว่าเราไม่ต้องทำก็ได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/000027_02.jpg" /></p>
<p><strong>ไม่ซ้ำทางคนอื่น และต้องไม่ซ้ำทางตัวเอง</strong></p>
<p>ความท้าทายของการออกแบบชุดว่ายน้ำให้แบรนด์ที่มีมาแล้ว 5 คอลเล็กชั่นหลักและ 5 คอลเล็กชั่นรองคือการทำสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เคยทำมาก่อน มิญช์จะไม่มองหาแบบใหม่จากการไล่ดูรูปชุดว่ายน้ำแบบต่างๆ กลับกัน เธอมักดึงแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เจอยามท่องเที่ยว หรือกระทั่งในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดที่หมวดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่อาจเป็นสถาปัตยกรรมหรือผู้คนที่พานพบระหว่างทางก็ได้</p>
<p><strong>มิญช์:</strong> “เวลาจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ เราจะดูว่า เฮ้ย สไตล์นี้เคยทำแล้ว เทคนิคนี้เคยทำแล้ว ลองทำอย่างอื่นดีกว่า เราอยากทำคอลเล็กชั่นที่น่าตื่นเต้น ใหม่ แล้วก็มีคุณภาพ สไตล์ของ 4 คอลเล็กชั่นหลักที่ผ่านมาก็คนละแนวเลย คอลเล็กชั่นแรกจะสปอร์ต ส่วนคอลเล็กชั่นที่สองจะเป็นสาวขึ้้นมาหน่อย คอลเล็กชั่นที่สามจะเป็นแฟชั่นนิสต้า คอลเล็กชั่นที่สี่จะออกหวานๆ”</p>
<p>“ล่าสุด พอเป็นคอลเล็กชั่นที่ 5 เราคิดว่าด้านเทคนิคต้องยากขึ้นกว่าเดิม เราเลือกเทคนิคที่ไม่เคยทำมาก่อนอย่างโปโลซึ่งยากมากสำหรับชุดว่ายน้ำ อย่างแรกคือช่างเย็บชุดว่ายน้ำไม่เคยทำมาก่อน สองคือการทำโปโลต้องเนี้ยบถึงจะสวย ถ้าทำไม่ดีมันจะดูหยุ่ยๆ ถูกๆ ไปเลย และนอกจากสองข้อที่ว่ามาแล้ว พอเราเย็บด้วยผ้าโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นผ้าสำหรับชุดว่ายน้ำโดยเฉพาะ ไม่ใช่ผ้าคอตตอนธรรมดา มันจึงเย็บยากขึ้นไปอีก เราทำงานกับช่างเย็บผ้าเยอะมาก ช่างต้องมาลองเย็บโปโลด้วยผ้าทั่วไปให้เป็นก่อน แล้วค่อยมาฝึกเย็บกับผ้าชุดว่ายน้ำให้ได้ดี”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/6_021.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11_02.jpg" /></p>
<h3><strong>ดีไซน์สวยงามแค่ไหนก็ต้องไม่ลืมเรื่องฟังก์ชั่น</strong></h3>
<p>ถ้ามิญช์เป็นตัวแทนด้านการออกแบบ อิสซี่ก็คงเป็นตัวแทนด้านฟังก์ชั่น ด้วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการตอบข้อความลูกค้า สาวร่างสูงจึงเข้าถึงอินไซท์ของลูกค้าหลากหลายหุ่น หลากหลายเชื้อชาติ ดังนั้นเธอจึงใส่ใจเรื่องการสวมใส่และการใช้งานจริงเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>อิสซี่:</strong> “พอเราเริ่มทำไปลึกๆ ได้ฟีดแบ็กจากลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เราจะรู้ว่าการทำคอลเล็กชั่นใหม่มีอะไรมากกว่าการคิดดีไซน์ใหม่ มันมีเรื่องการออกแบบให้ตอบสนองกับหุ่นของลูกค้าด้วย บางคนชอบดีไซน์เรา แต่หุ่นเค้าใส่ทรงนี้ไม่ได้ก็มี เราต้องคิดผสมผสานกันไปหลายๆ ด้าน”</p>
<p><strong>มิญช์:</strong> “มีหลายแง่มุมที่เราต้อง explore ต่อไป เรารู้ว่าชุดว่ายน้ำของเราเหมาะกับคนตัวเล็ก เพราะเราเองก็เป็นคนตัวเล็ก จะเข้าใจหุ่นคนตัวเล็กมากกว่า แต่ลูกค้าที่ตัวใหญ่ก็อยากใส่ชุดแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ดีไซน์อย่างเดียว แต่เราต้องพยายามศึกษาเทคนิคต่างๆ ที่สามารถซัพพอร์ตรูปร่างที่แตกต่างกันได้ด้วย อย่างคอลเล็กชั่นล่าสุดของเรา ถ้าหน้าอกเกิน 35 นิ้วจะเริ่มใส่ไม่สวยแล้ว คอลเล็กชั่นต่อไปเราก็กำลัง explore ดีไซน์สำหรับคนที่หน้าอกใหญ่แต่ไม่อยากโชว์อยู่”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/april051_02.jpg" /></p>
<h3><strong>ให้เวลาลองผิดลองถูกและเว้นช่องว่างให้กับการเรียนรู้</strong></h3>
<p>ด้วยแนวคิดเช่นนี้ ทุกครั้งที่ออกคอลเล็กชั่นใหม่ มิญช์และอิสซี่จึงทุ่มเทเวลาให้กับการลองผิดลองถูกอย่างเต็มที่ โดยพวกเธอเล่าว่า การดีไซน์ไม่ใช่จุดที่ยากที่สุดหรือใช้เวลานานที่สุดอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่ขั้นตอนการผลิตต่างหากที่ทั้งคู่ให้เวลาและให้ความสำคัญมากที่สุด</p>
<p><strong>มิญช์:</strong> “แต่ละคอลเล็กชั่นจะเริ่มต้นไม่เหมือนกัน ถ้าเหมือนกันคงน่าเบื่อ บางทีเริ่มจากเราไปเจอผ้าที่น่าสนใจ บางทีเริ่มจากการที่เราไปเห็นเทคนิคน่าสนใจ ความถนัดของเราคือการประมวลผล เวลาเราไปเจออะไรมาฟุ้งๆ เราจะลองถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบชุดว่ายน้ำ แต่สิ่งที่เราคิดเหมือนกันทุกครั้งคือ ดีไซน์เราต้องใส่ได้จริง ว่ายน้ำได้จริง แล้วต้นทุนก็ต้องไม่สูงจนเกินไป เพราะเราอยากให้ Aprilpoolday เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้”</p>
<p><strong>อิสซี่: </strong>“พอออกแบบเสร็จ สเต็ปต่อไปคือการขึ้นโปรโตไทป์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะยาวนานที่สุด เพราะการถ่ายทอดสิ่งที่เราคิดไปให้คนทำ บางทีก็ทำไม่ได้ เราต้องมีตรงกลางให้เขาด้วยหรือไม่ก็ต้องหาทางออก เช่น ถ้าเขาทำไม่ได้ เราก็ต้องไปหาคนอื่นที่ทำได้ แล้วค่อยเอามารวมกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LH0A55992.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LH0A5607.jpg" /></p>
<h3><strong>คอนเนกต์กับผู้คนผ่านเรื่องเล่าและความเป็นศิลปะ</strong></h3>
<p>เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์นี้คือทุกคอลเล็กชั่นมักมาพร้อมเรื่องเล่าบางอย่าง นอกจากจะถ่ายทอดผ่านชุดว่ายน้ำแล้ว ยังถ่ายทอดผ่านรูปถ่ายที่แบรนด์ใช้โปรโมตอีกด้วย จุดนี้เองที่ทำให้แบรนด์เชื่อมโยงกับผู้คนได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่กับลูกค้า แต่กับช่างภาพที่มาร่วมงานกันอีกด้วย</p>
<p><strong>มิญช์:</strong> “เพราะเรารู้ที่มาที่ไปของคอลเล็กชั่นตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ เราเลยอินกับมันมาก พอทำเสร็จปุ๊ป ถึงขั้นตอนการถ่ายทอด เราจะสนุกมาก เราจะคิดแล้วว่า มู้ดแอนด์โทนควรเป็นแบบไหน ถ่ายที่ไหน ถ่ายเองไหม หรือชวนใครมาถ่ายให้ดี สมมติถ้าเราทำงานกับช่างภาพต่างชาติก็จะแชร์ไอเดียกันครึ่งๆ เราให้โจทย์เขาไป แล้วไปรอเซอร์ไพรส์ตอนที่เห็นเขาทำงานออกมาก็ดีเหมือนกัน”</p>
<p>“จริงๆ ส่วนใหญ่เราทำงานกับช่างภาพต่างชาติ เราคิดว่าสิ่งที่เราอยากสื่อสาร ช่างภาพจะสัมผัสได้ แล้วคนที่เราทำงานด้วยค่อนข้างมีแพสชั่น หลายคนติดต่อเรามาเองว่าอยากถ่าย”</p>
<p><strong>อิสซี่:</strong> “เขาชอบความเป็นศิลปะของแบรนด์ เขาเห็นว่าเราเป็นมากกว่าแบรนด์เสื้อผ้า แต่เป็นไลฟ์สไตล์ ก็เลยอยากจะทำงานร่วมกับเรา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LH0A5670.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LH0A56531.jpg" /></p>
<h3><strong>การทดลองต่อไปของ Aprilpoolday </strong></h3>
<p><strong>มิญช์:</strong> “เราเริ่มจากชุดว่ายน้ำเพราะมันท้าทาย แต่เราไม่ได้จำกัด ไม่ได้ปิดกั้น เพราะเราชอบด้านไลฟ์สไตล์ ชอบเที่ยว ชอบดูนู่นนี่อยู่แล้ว ถ้าเราเจออะไรที่น่าสนใจ เราก็จะทำ แต่เราจะไม่บังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่รู้สึกว่า เฮ้ย ทำอันนี้ต้องได้เงินแน่ๆ”</p>
<p>“มีครั้งหนึ่งเราทำกระเป๋า มันเริ่มจากเดินไปเจอแผ่นยางกันลื่นในห้องน้ำ แล้วรู้สึกว่ามันสวยดี แต่ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็มานั่ง explore อยู่นานเหมือนกัน น่าจะเป็นครึ่งปีเลย ลองทำนู่นทำนี่ แต่เราก็คิดว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากให้เป็นไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว สรุปเลยทำกระเป๋า เพราะวัสดุมันเป็นยาง ทนน้ำ ทนแดด ดังนั้นสามารถใส่ชุดว่ายน้ำได้”</p>
<p>“คอลเล็กชั่นต่อไปที่กำลังทำคือแคปซูล หรือคอลเล็กชั่นรอง ซึ่งจะออกในช่วงปลายปี ความยากของแคปซูลคือต้องอยู่ในมู้ดแอนด์โทนเดียวกับคอลเล็กชั่นหลัก แต่ต้องไม่น่าเบื่อ ต้องสนุกกว่าเดิม”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LH0A56341.jpg" /></p>
<h3>Aprilpoolday</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> แบรนด์ชุดว่ายน้ำที่เติบโตไปเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว<br />
<strong>คอนเซปต์:</strong> ชุดว่ายน้ำที่ดีไซน์สวยเก๋ ใส่ว่ายน้ำได้จริง และราคาเข้าถึงได้ หรือสินค้าอื่นๆ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว<br />
<strong>เจ้าของ:</strong> ลีลานันทน์ รณเกียรติ และ พลช ลิลิตธรรม</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ, พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-aprilpoolday/">Aprilpoolday : แบรนด์ชุดว่ายน้ำของสองสาวนักทดลองผู้ไม่ชอบทำอะไรซ้ำเดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-aprilpoolday/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kanita Leather : แบรนด์เครื่องหนังที่อยากให้เราได้ใกล้ ‘ขนมไทย’ ไม่ใช่แค่กิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-kanita-leather/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-kanita-leather/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Mar 2018 06:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[คณิตา]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[kanita leather]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-kanita-leather/</guid>

					<description><![CDATA[<p>จำเป็นไหมที่ความเป็นไทยจะต้องอยู่ไกลตัว? ไม่ คือคำตอบของ ฉัตร-คณิตา คนิยมเวคิณ เจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง Kanita Leather ผู้หยิบของไทยแสนใกล้ตัวอย่างขนมไทยทั้งข้าวต้มมัด ขนมเบื้อง ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน มาดัดแปลงเป็นคอลเลคชั่นเครื่องใช้จากหนัง ที่มีหน้าตาและขนาดคล้ายของจริงจนบางคนถึงกับออกปากว่าแยกไม่ออก นอกจากขนมไทย ใบตองคือของไทยอีกอย่างที่ฉัตรใช้เป็นแรงบันดาลใจ เกิดเป็นกระเป๋าคอลเลคชั่น ‘วันเพ็ญ’ ที่ชวนให้นึกถึงกระทงและเทศกาลประจำวันเพ็ญเดือนสิบสอง หนึ่งในงานเทศกาลที่อยู่กับชีวิตคนไทยเรามาโดยตลอด ความใกล้ตัวและใกล้ใจเช่นนี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ในวันที่อากาศอบอ้าววันหนึ่ง เราขอเดินทางไปเยี่ยมห้องทำงานของ Kanita Leather จิบน้ำผสมน้ำยาอุทัยทิพย์ที่เจ้าบ้านยกมาเสิร์ฟเพื่อดับร้อน และฟังเรื่องราวการเดินทางจากร้านเครื่องหนังธรรมดาๆ สู่ร้านที่มีกิมมิคเป็นของไทยอย่างทุกวันนี้ และเป็นเรื่องราวที่กรุ่นกลิ่นอายไทยๆ ไม่แพ้น้ำยาอุทัยทิพย์เลย เรียนรู้เรื่องหนังจากความบังเอิญ “เราเรียนคณะสถาปัตย์ฯ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เอกบรรจุภัณฑ์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตอนทำธีสิส เราจะต้องมีบริษัทที่รองรับของที่เราออกแบบ เราได้ทำแพคเกจผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องหนัง ก็เลยเริ่มศึกษาเครื่องหนังบ้าง พอเรียนจบก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทนั้นเลย” “ที่ทำงานเราอยู่ใกล้ที่เขาขายเครื่องหนังพอดี เราเห็นหนังอยู่ทุกวัน ต้องผ่านแหล่งร้านขายหนัง แหล่งเครื่องมือต่างๆ และเราเป็นคนชอบทำงานแฮนด์เมดอยู่แล้ว เลยเริ่มทำเครื่องหนังเป็นของขวัญ เป็นพวงกุญแจหนังตัดเป็นรูปปลา รูปผีเสื้อให้คนในที่ทำงาน พอทำก็มีคนอยากได้แบบนั้นแบบนี้ เลยเริ่มเอาไปขายที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ทำพวกสมุดปกหนัง คนต่างชาติก็ให้ความสนใจเยอะมาก ขายดีมากจนรู้สึกว่าสิ่งนี้สนุก คือเราทำสิ่งนี้ได้ ใช้เวลากับเขาดึกๆ ดื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-kanita-leather/">Kanita Leather : แบรนด์เครื่องหนังที่อยากให้เราได้ใกล้ ‘ขนมไทย’ ไม่ใช่แค่กิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>จำเป็นไหมที่ความเป็นไทยจะต้องอยู่ไกลตัว?</em></p>
<p>ไม่ คือคำตอบของ <strong>ฉัตร-คณิตา คนิยมเวคิณ</strong> เจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง <strong>Kanita Leather</strong> ผู้หยิบของไทยแสนใกล้ตัวอย่างขนมไทยทั้งข้าวต้มมัด ขนมเบื้อง ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน มาดัดแปลงเป็นคอลเลคชั่นเครื่องใช้จากหนัง ที่มีหน้าตาและขนาดคล้ายของจริงจนบางคนถึงกับออกปากว่าแยกไม่ออก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1098.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/758.jpg" /></p>
<p>นอกจากขนมไทย ใบตองคือของไทยอีกอย่างที่ฉัตรใช้เป็นแรงบันดาลใจ เกิดเป็นกระเป๋าคอลเลคชั่น ‘วันเพ็ญ’ ที่ชวนให้นึกถึงกระทงและเทศกาลประจำวันเพ็ญเดือนสิบสอง หนึ่งในงานเทศกาลที่อยู่กับชีวิตคนไทยเรามาโดยตลอด</p>
<p>ความใกล้ตัวและใกล้ใจเช่นนี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ในวันที่อากาศอบอ้าววันหนึ่ง เราขอเดินทางไปเยี่ยมห้องทำงานของ Kanita Leather จิบน้ำผสมน้ำยาอุทัยทิพย์ที่เจ้าบ้านยกมาเสิร์ฟเพื่อดับร้อน และฟังเรื่องราวการเดินทางจากร้านเครื่องหนังธรรมดาๆ สู่ร้านที่มีกิมมิคเป็นของไทยอย่างทุกวันนี้</p>
<p>และเป็นเรื่องราวที่กรุ่นกลิ่นอายไทยๆ ไม่แพ้น้ำยาอุทัยทิพย์เลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2411.jpg" /></p>
<h4><strong>เรียนรู้เรื่องหนังจากความบังเอิญ</strong></h4>
<p>“เราเรียนคณะสถาปัตย์ฯ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เอกบรรจุภัณฑ์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตอนทำธีสิส เราจะต้องมีบริษัทที่รองรับของที่เราออกแบบ เราได้ทำแพคเกจผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องหนัง ก็เลยเริ่มศึกษาเครื่องหนังบ้าง พอเรียนจบก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทนั้นเลย”</p>
<p>“ที่ทำงานเราอยู่ใกล้ที่เขาขายเครื่องหนังพอดี เราเห็นหนังอยู่ทุกวัน ต้องผ่านแหล่งร้านขายหนัง แหล่งเครื่องมือต่างๆ และเราเป็นคนชอบทำงานแฮนด์เมดอยู่แล้ว เลยเริ่มทำเครื่องหนังเป็นของขวัญ เป็นพวงกุญแจหนังตัดเป็นรูปปลา รูปผีเสื้อให้คนในที่ทำงาน พอทำก็มีคนอยากได้แบบนั้นแบบนี้ เลยเริ่มเอาไปขายที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ทำพวกสมุดปกหนัง คนต่างชาติก็ให้ความสนใจเยอะมาก ขายดีมากจนรู้สึกว่าสิ่งนี้สนุก คือเราทำสิ่งนี้ได้ ใช้เวลากับเขาดึกๆ ดื่นๆ เราก็อยากทำ พอขายแล้วผลตอบรับดีวันหนึ่งก็เลยออกจากงานมาทำเครื่องหนัง ขายสมุดจริงจัง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1626.jpg" /></p>
<h4><strong>จากเครื่องหนังทั่วไปสู่ขนมไทยหลากรส</strong></h4>
<p>“ในช่วงที่ทำสมุด ทาง TCDC เขามีโครงการจับคู่นักออกแบบรุ่นใหม่กับผู้ประกอบการ เราต้องส่งพอร์ตเข้าไปว่าเรามีสินค้าอะไร เราอยากทำเครื่องหนัง แต่เราคิดว่าสมุดไม่ใช่พอร์ตที่จะเอาไปเสนอได้ ก็เลยเริ่มคิดว่าเราจะทำเครื่องหนังที่แตกต่างจากคนอื่นยังไงดี”</p>
<p>“โจทย์แรกที่ตั้งไว้เลยคืออยากให้มันมีความเป็นไทย คิดไว้สารพัดแบบ จนมาปิ๊งเรื่องขนมตอนที่ไปเปิดรูปเก่าๆ ดูแล้วไปเจอรูปที่เราช่วยคุณยายทำขนม นั่งดูคุณยายห่อข้าวต้มมัด เราก็คิดขึ้นมาว่าขนมไทยมีเอกลักษณ์ที่แพคเกจ เราน่าจะเอาจุดเด่นตรงนี้มาทำเป็นเครื่องหนังดู”</p>
<p>“เราชอบกินขนมใส่ไส้ ก็เลยคิดจะทำกระเป๋าทรงขนมใส่ไส้ขึ้นมาก่อน แล้วก็มีกระทงใบตอง ขนมจาก (รุ่นเก่า) ข้าวต้มมัด ขนมเทียน ลองซื้อหนังมาทำ สุดท้ายเราไม่ได้ถูกคัดเลือกแต่ก็มีคนที่ว้าวกับสิ่งนี้ เราเลยคิดว่ามันน่าจะขายได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดว่าเราจะทำแบรนด์ให้มีความเป็นไทยไปเลย จากนั้นก็เลยทำขนมชนิดอื่นด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2711.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2117.jpg" /></p>
<h4><strong>ขนมไทยต้องมาคู่กับใบตอง</strong></h4>
<p>“จริงๆ เราชอบของไทยๆ อยู่แล้ว ตอนเด็กๆ ก็เคยประกวดทำบายศรี คัดลายมือ ขอให้ไม่ใช่เรื่องวิชาการเราเอาหมด แล้วเราชอบซื้อหนังสือไทยๆ อย่างพวกหนังสือวิธีห่อใบตอง ตอนซื้อมาก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำคอลเลคชั่นนี้ พอเกิดไอเดียว่ามันใกล้วันลอยกระทงแล้ว เราก็เลยคิดว่าทำจับจีบใบตอง เอาใบตองมาเล่นดีกว่า”</p>
<p>“คอลเลคชั่น ‘วันเพ็ญ’ เกิดจากเวลาเราทำกระเป๋า มันจะมีหนังชิ้นเล็กๆ เหลืออยู่ที่เราไม่รู้จะทำเป็นกระเป๋าใบใหญ่ได้ยังไง เราเลยคิดว่าอาจจะเอามาทำอะไรชิ้นเล็กๆ ได้ ก็มาปิ๊งไอเดียว่าจะถึงวันลอยกระทงแล้ว เลยทำกระเป๋าตัวแรกเป็นทรงกระทง พรีเซนต์ด้วยการถือด้วยสองมือเหมือนถือกระทง จากนั้นก็ทำกระเป๋าอีกอันตามมาให้มีการจับจีบเหมือนกัน ซึ่งเดี๋ยวก็จะมีชิ้นอื่นๆ ตามมาอีก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1719.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/476.jpg" /></p>
<h4><strong>หน้าตาเหมือนของจริงแต่ไม่ทิ้งฟังก์ชั่น</strong></h4>
<p>“เราออกแบบให้มันมีหน้าตาคล้ายของจริง แล้วก็สามารถใช้งานจริงๆ ได้ด้วย ไม่ได้ต้องการให้เหมือนแต่ไม่รู้ว่าจะเอามาใช้งานอะไร สมมติจะทำข้าวต้มมัด เราก็ต้องคิดว่าด้วยรูปทรงประมาณนี้จะใส่อะไรได้ เลยคิดว่าจะทำเป็นที่ใส่กุญแจ เพราะมีความจุดี แบ่งเป็นสองมัด สองฝั่ง ให้ใส่กุญแจคนละแบบ</p>
<p>“ตัวขนมเทียน ทรงมันป่องตรงกลาง เราก็เอามาทำเป็นกระเป๋าใส่เหรียญ หรือกระทง จริงๆ แล้วกระทงสามารถใส่ของได้หมดเลย อย่างกระทงใบตองของจริงก็จะใส่ห่อหมก ใส่ตะโก้ ใส่อะไรก็ได้ แต่พอเอามาทำเป็นเครื่องหนัง เราก็เพิ่มประโยชน์ให้มันด้วยการใส่แม่เหล็กเข้าไปข้างๆ เผื่อเขาใส่คลิปหนีบกระดาษแล้วมันจะได้ไม่ร่วง”</p>
<p>“ตอนเอาไปขาย เด็กบางคนที่มากับผู้ใหญ่ เขาเคยทาน เขาก็มาชี้ๆๆ ว่านี่ข้าวต้มมัด คุณป้าคุณลุงก็จะอิน เคยมีคุณลุงถามว่านี่ไส้อะไรเนี่ยหนู เราก็บอกว่าไส้เหรียญค่ะ (หัวเราะ) ก็ลองเปิดกระเป๋าให้เขาดู เวลาขายก็สนุกมาก บางทีมีคนเดินมาบอกว่า อ้าว ไม่ใช่ของจริงเหรอเนี่ย กินไม่ได้เหรอเนี่ย (หัวเราะ)”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2011.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1925.jpg" /></p>
<h4><strong>วัสดุจากหนังแท้เพื่อความแข็งแรง ทนทาน</strong></h4>
<p>“หนังที่เราใช้เป็นหนังแท้ เพราะกว่าเราจะคิดแบบขึ้นมาได้ เราก็อยากจะให้มันใช้ได้นานๆ เราอยู่กับวัสดุหนังมาหลายปีเลยพอรู้ว่างานแต่ละชิ้นควรใช้หนังอะไร หนังมีหลายชนิดมากทั้งหนังนิ่มมาก หนังบางมาก หนังที่บางและนุ่ม หนังบางและแข็ง มีเท็กซ์เจอร์หรือไม่มี หนังเงาหรือด้าน เวลาเราจะทำโปรดักต์อะไรเราก็ไปเลือกหนังชนิดที่เหมาะ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกหนังที่ทำความสะอาดง่ายด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/371.jpg" /></p>
<p>“สีของหนังก็จะต้องใกล้เคียงกับสิ่งที่เราได้แรงบันดาลใจมา อย่างสีของขนมใส่ไส้ก็เป็นสีใบตองนึ่ง ถ้าหนังสีเขียวเข้มก็เป็นสีใบตองสด สีน้ำตาลก็อาจจะเป็นใบตองที่นึ่งมาสักพักแล้วจนเป็นใบตองแห้ง ส่วนขนมเบื้องเราก็จะเลือกหนังฟอกฝาด มันก็จะมีเอกลักษณ์ของเขาคือแค่โดนแดดโดนลม สีก็จะเปลี่ยน จะเข้มขึ้นตามธรรมชาติ ก็เลยคิดว่าหนังชนิดนี้เหมือนขนมเบื้องที่พออยู่บนเตานานๆ ก็ยิ่งเข้มขึ้นๆ”</p>
<p>“หนังที่เราใช้จริงๆ ไม่ค่อยมีใครใช้ คือโรงงานเขาทำหนังหลายสีอยู่แล้ว ก็ขึ้นอยู่กับร้านนี่แหละว่าเขาจะรับมาหรือเปล่า บางร้านเขาก็ไม่รับสีนี้มาหรอกเพราะไม่มีใครซื้อ ที่ร้านเขาก็บอกว่ารับจากโรงงานมาเพื่อคุณฉัตรคนเดียวเลย (หัวเราะ)”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1340.jpg" /></p>
<h4><strong>แพทเทิร์นซับซ้อนจนช่างเย็บยังมึน</strong></h4>
<p>“การขึ้นแบบแต่ละแบบค่อนข้างใช้เวลาเพราะแพทเทิร์นค่อนข้างหลากหลาย ช่างก็ไม่ค่อยเข้าใจแบบของเรา แต่ละแบบจะมีวิธีจุกจิก บางทีเราจินตนาการว่ามันต้องเย็บได้สิ แต่เอาจริงๆ คือจักรมันไม่สามารถเย็บได้ ก็ต้องคุยกันว่าจะปรับแบบเป็นแบบไหน ต้องค่อยๆ ปรับไป”</p>
<p>“คอลเลคชั่นขนมว่ามีรายละเอียดแล้ว คอลเลคชั่นวันเพ็ญนี่ยิ่งละเอียด ตัวกลีบนี่เราร้องไห้เลยว่าทำไมช่างถึงไม่เข้าใจ ทำไมถึงทำไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆ คุยแบบไปจนเขาเข้าใจ อย่างถ้าเป็นกลีบใบตองจริงๆ เราก็จะตัดเป็นสี่เหลี่ยม พับ แล้วก็ตัดในส่วนที่เราไม่เอา แต่พอเป็นหนังมันไม่ใช่อย่างนั้น เราก็ต้องคิดแพทเทิร์นขึ้นมาว่าส่วนไหนที่เราจะใช้ ส่วนไหนที่เราจะแปะกาว ส่วนไหนที่เราจะเย็บ ขนาดเท่าไหร่ที่ต่อกันแล้วดูสวยงาม ต้องมีวิธีเย็บทีละชั้น รายละเอียดค่อนข้างเยอะ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1821.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1531.jpg" /></p>
<h4><strong>ความเป็นไทยในแบบ Kanita Leather</strong></h4>
<p>“ตอนนี้โปรดักต์ดูเป็นของกระจุกกระจิกใช่มั้ย แต่เดี๋ยวเราจะมีโปรดักต์ที่ผู้หญิงใช้ได้หลากหลายแบบมากขึ้น และผู้ชายสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อย่างกระเป๋าสตางค์ผู้ชาย กระเป๋านามบัตร ที่ยังมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทยอยู่ ส่วนคอลเลคชันวันเพ็ญตอนนี้มีสองตัวเพราะเพิ่งออกมาเดือนเดียว ต่อไปก็จะมีไซส์ใหญ่ขึ้น มีแบบถือ มีสีเพิ่มด้วย หรืออาจจะมีวัสดุอื่นเข้ามาบ้างก็ต้องรอดู”</p>
<p>“ต่อจากนี้เราก็ยังจะโฟกัสเรื่องคอนเซปต์ความเป็นไทย อยากสร้างคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ไทย คือความเป็นไทยมีอะไรตั้งมากมาย มากกว่าที่เราทำตรงนี้อีกเยอะ ทั้งลาย ทั้งสี ที่เราสามารถหยิบจับมาทำเป็นให้คนไทยได้ถือความเป็นไทย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1263.jpg" /></p>
<h3>Kanita Leather</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> แบรนด์สินค้าเครื่องหนัง<br />
<strong>คอนเซปต์:</strong> ของใช้เครื่องหนังที่ผสมเอกลักษณ์ไทยๆ ลงไปในชิ้นงาน<br />
<strong>เจ้าของ:</strong> คณิตา คนิยมเวคิณ<br />
<strong>Facebook |</strong> <a href="http://www.facebook.com/KanitaLeather/">Kanita Leather</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-kanita-leather/">Kanita Leather : แบรนด์เครื่องหนังที่อยากให้เราได้ใกล้ ‘ขนมไทย’ ไม่ใช่แค่กิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-kanita-leather/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HeartWork the Sharing Space and Printing House : สเปซที่อยากชวนทุกคนมานั่งทำงานที่ใจบอกว่าใช่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-heartwork/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-heartwork/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Feb 2018 11:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Co-working Space]]></category>
		<category><![CDATA[heartwork]]></category>
		<category><![CDATA[sharing space]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[ที่นั่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-heartwork/</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากธุรกิจโรงพิมพ์ดั้งเดิมในเมืองเชียงใหม่อย่างเชียงใหม่สแกนเนอร์ ถูกสานต่อมาถึงมือคนรุ่นลูก การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่หลายคนบอกว่าใกล้จะตกดินไม่ได้ทำให้ พลอย-ชลธิชา เตชะวิเชียร ลูกสาวคนโตเลือกละทิ้งกิจการเก่าแก่ของที่บ้าน แต่เธอเลือกเพิ่มสีสันให้ธุรกิจงานพิมพ์ที่เธอรักมาจับใส่ไอเดียสนุกคิดสนุกทำ แถมยังตอบโจทย์พฤติกรรมและอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ พลอยตัดสินใจปรับปรุงตึกออฟฟิศโรงพิมพ์ของครอบครัว เปิดเป็น co-working space ชื่อน่ารักอย่าง HeartWork the Sharing Space and Printing House ควบคู่ไปกับรับงานออกแบบอาร์ตเวิร์กและงานพิมพ์ระบบดิจิทัลและออฟเซ็ตทั่วไปเฉกเช่นที่คุณพ่อคุณแม่เคยทำ ไหนๆ เราก็แอบหนีออฟฟิศมาทำงานไกลถึงเชียงใหม่ทั้งที เลยไม่พลาดที่จะหาที่นั่งทำงานที่รักพร้อมจิบกาแฟชิลล์ๆ ให้เข้ากับบรรยากาศเมืองที่นี่ พร้อมกับเดินสำรวจและนั่งคุยกับหญิงสาวเจ้าของสถานที่น่านั่งแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน heartwork never gets hard พลอยพาเราเดินสำรวจรอบๆ พื้นที่แล้วเริ่มเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวและบรรยากาศเก่าๆ ของสำนักงานโรงพิมพ์สุดจริงจังที่ชวนให้เห็นภาพการทำงานแสนคึกคักในยุครุ่งเรืองของโรงพิมพ์ การเจรจางานพิมพ์หรือแม้แต่การทำเพลต (แม่พิมพ์) ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์ที่เคยเกิดขึ้นที่ตึกแห่งนี้ทั้งสิ้น หลังจากที่พลอยเรียนจบสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์และโฆษณา จากคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอเดินทางไปสั่งสมประสบการณ์ชีวิตและการทำงานสายกราฟิกดีไซน์ให้กับหนังสือพิมพ์เสรีชัย หนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่ลอสแองเจลลิส สหรัฐอเมริกา หนึ่งปีหลังจากนั้น พลอยเลือกกลับมาอยู่เชียงใหม่พร้อมความตั้งใจที่อยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะดูแลกิจการดั้งเดิมของครอบครัว “ก่อนจะทำเราปรึกษาคนในวงการสิ่งพิมพ์ที่รู้จัก หลายคนบอกว่ามันตันแล้วนะ แต่เรารู้สึกว่าสิ่งพิมพ์อาจถูกแทนที่ด้วยสื่ออื่นๆ ก็จริง แต่สุดท้ายมันหายจากโลกเราไปไม่ได้หรอก อย่างน้อยร้านอาหารยังต้องพรินต์เมนู ธุรกิจท่องเที่ยวยังต้องแจกโบรชัวร์ เราเชื่อว่าคุณค่าของกระดาษ คุณค่าของการได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-heartwork/">HeartWork the Sharing Space and Printing House : สเปซที่อยากชวนทุกคนมานั่งทำงานที่ใจบอกว่าใช่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากธุรกิจโรงพิมพ์ดั้งเดิมในเมืองเชียงใหม่อย่างเชียงใหม่สแกนเนอร์ ถูกสานต่อมาถึงมือคนรุ่นลูก การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่หลายคนบอกว่าใกล้จะตกดินไม่ได้ทำให้ <strong>พลอย-ชลธิชา เตชะวิเชียร</strong> ลูกสาวคนโตเลือกละทิ้งกิจการเก่าแก่ของที่บ้าน แต่เธอเลือกเพิ่มสีสันให้ธุรกิจงานพิมพ์ที่เธอรักมาจับใส่ไอเดียสนุกคิดสนุกทำ แถมยังตอบโจทย์พฤติกรรมและอินไซต์ของคนรุ่นใหม่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/665.jpg" /></p>
<p>พลอยตัดสินใจปรับปรุงตึกออฟฟิศโรงพิมพ์ของครอบครัว เปิดเป็น co-working space ชื่อน่ารักอย่าง <strong>HeartWork the Sharing Space and Printing House</strong> ควบคู่ไปกับรับงานออกแบบอาร์ตเวิร์กและงานพิมพ์ระบบดิจิทัลและออฟเซ็ตทั่วไปเฉกเช่นที่คุณพ่อคุณแม่เคยทำ</p>
<p>ไหนๆ เราก็แอบหนีออฟฟิศมาทำงานไกลถึงเชียงใหม่ทั้งที เลยไม่พลาดที่จะหาที่นั่งทำงานที่รักพร้อมจิบกาแฟชิลล์ๆ ให้เข้ากับบรรยากาศเมืองที่นี่ พร้อมกับเดินสำรวจและนั่งคุยกับหญิงสาวเจ้าของสถานที่น่านั่งแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน</p>
<p><strong>heartwork never gets hard</strong></p>
<p>พลอยพาเราเดินสำรวจรอบๆ พื้นที่แล้วเริ่มเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวและบรรยากาศเก่าๆ ของสำนักงานโรงพิมพ์สุดจริงจังที่ชวนให้เห็นภาพการทำงานแสนคึกคักในยุครุ่งเรืองของโรงพิมพ์ การเจรจางานพิมพ์หรือแม้แต่การทำเพลต (แม่พิมพ์) ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์ที่เคยเกิดขึ้นที่ตึกแห่งนี้ทั้งสิ้น</p>
<p>หลังจากที่พลอยเรียนจบสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์และโฆษณา จากคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอเดินทางไปสั่งสมประสบการณ์ชีวิตและการทำงานสายกราฟิกดีไซน์ให้กับหนังสือพิมพ์<em>เสรีชัย</em> หนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่ลอสแองเจลลิส สหรัฐอเมริกา หนึ่งปีหลังจากนั้น พลอยเลือกกลับมาอยู่เชียงใหม่พร้อมความตั้งใจที่อยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะดูแลกิจการดั้งเดิมของครอบครัว</p>
<p>“ก่อนจะทำเราปรึกษาคนในวงการสิ่งพิมพ์ที่รู้จัก หลายคนบอกว่ามันตันแล้วนะ แต่เรารู้สึกว่าสิ่งพิมพ์อาจถูกแทนที่ด้วยสื่ออื่นๆ ก็จริง แต่สุดท้ายมันหายจากโลกเราไปไม่ได้หรอก อย่างน้อยร้านอาหารยังต้องพรินต์เมนู ธุรกิจท่องเที่ยวยังต้องแจกโบรชัวร์ เราเชื่อว่าคุณค่าของกระดาษ คุณค่าของการได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ ถ้าเราลองทุ่มเทกับมันหน่อย เราคิดว่ายังไงโรงพิมพ์ก็ต้องมีทางไปได้” พลอยเล่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/474.jpg" /></p>
<p>หลายคนอาจมีภาพในหัวว่าพื้นที่ที่ปรับปรุงจากสำนักงานโรงพิมพ์จะต้องคงสไตล์ดิบเท่ ให้กลิ่นอายแบบโรงพิมพ์เก่า แต่ไม่ใช่กับที่ HeartWork เพราะทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเราจะได้เจอกับผนังกระเบื้องสีขาวสะอาดตา สลับด้วยรายละเอียดเล็กๆ ในร้านที่ถูกชูให้เด่นด้วยสีชมพูอ่อน บ่งบอกคาแรกเตอร์ของคำว่า ‘HeartWork’ ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>พลอยชวนเราสังเกตเสาและกระจกโค้งแบบโรมันที่ถูกทาสีขาวและดัดแปลงให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เธออยากปรับปรุงส่วนของอาคารให้ออกมาเป็นแนวลอฟต์คล้ายกับที่อื่นๆ ทั่วไป แต่สุดท้ายเธอเลือกที่จะรีโนเวตทุกอย่างให้ดูลงตัวด้วยตัวของมันเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1623.jpg" /></p>
<p><strong>please have a seat</strong></p>
<p>พื้นที่ co-working space แบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นล่างมีบาร์กาแฟขายเครื่องดื่มร้อนและเย็นรวมทั้งอาหารรองท้องอย่างขนมหรือแซนวิชเบาๆ ให้บริการคนรักงานที่ท้องร้องหิว ส่วนมุมทำงานจะมีทั้งโซนที่นั่งใกล้บาร์และริมหน้าต่างสำหรับคนรักแดดอุ่นๆ รวมทั้งโต๊ะใหญ่ด้านในที่เหมาะกับการทำงานกลุ่ม และที่นั่งโซฟามุมประชาชนที่หลายคนอดใจกับความน่ารักไม่ไหว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1095.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1923.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1177.jpg" /></p>
<p>ส่วนชั้นบนจะเป็นโต๊ะนั่งทำงานที่ส่วนตัวและเงียบมากขึ้น รายล้อมด้วยหน้าต่างกระจกบานกว้างที่ให้พลังงานดีๆ และมีห้องสำหรับนัดประชุมที่เมื่อเปิดประตูอีกใบออกไปก็จะพบกับระเบียงด้านนอกที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบเขียว เหมาะกับการออกไปยืนรับลมเย็นๆ ปล่อยสมองและใจให้หายเครียด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/952.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1529.jpg" /></p>
<p><strong>easy come and easy talk</strong></p>
<p>“เรารู้สึกว่าโรงพิมพ์เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงยาก สมมติว่าอยากจะพิมพ์หนังสือสักเล่ม คนทั่วไปคงไม่รู้ว่าเขาต้องทำยังไง ต้องถามใครบ้าง หรือไม่รู้ว่าต้องวางเลย์เอาต์ยังไง ไหนๆ เราก็เปิดพื้นที่ให้คนมานั่งทำงานอยู่แล้ว ก็อยากให้ sharing space และโรงพิมพ์ที่อยู่ติดกันตรงนี้เป็นที่ที่ใครๆ ก็เข้าถึงงานพิมพ์ได้ มานั่งทำงาน มาปรึกษา มาพูดคุยกันเรื่องงานพิมพ์ด้วยภาษาง่ายๆ ก็น่าจะดี” เธอหยิบโบร์ชัวรายละเอียดการดีไซน์ และเรตราคางานพรินต์ที่เธอออกแบบเองมาให้เราดู พร้อมเล่าต่อว่าเธออยากทำให้ทุกอย่างดูสบายที่สุดและต้องสื่อสารได้ทั้งคนไทยที่อยากพิมพ์งาน และลูกค้าชาวต่างชาติที่ชอบมาใช้บริการ co-working space แห่งนี้</p>
<p>เพื่อไม่ให้ผิดคอนเซปต์ sharing space ในร้านยังมีพื้นที่ให้ศิลปินเอาผลงานของตัวเองมาวางขายโดยหักเปอร์เซ็นต์จากปก หรือจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น งานโชว์ดนตรีโปรโมตแคมเปญ The Last Straw ลดการใช้หลอด หรือจัดเวิร์กช็อปสนุกๆ ที่รีเลตกับสิ่งพิมพ์และงานฝีมือ อย่างเวิร์กช็อปทำการ์ดกระดาษแบบ 2D ส่งต่อความรักในโอกาสวาเลนไทน์ และเร็วๆ นี้จะมีการจัดเวิร์กช็อปทำตุ้มหูจาก <a href="https://www.adaymagazine.com/interviews/shop-duangduan-chiangmai">Duangduan the dressmaker</a> (สำหรับใครที่สนใจก็สามารถติดตามตารางการเวิร์กช็อปได้ที่เฟซบุ๊กของร้าน)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/heart2.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/heart3.jpg" /></p>
<p><strong>work and heart combination</strong></p>
<p>พลอยใช้ความสนใจด้านการตลาดแตกไลน์แบรนด์เล็กๆ ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีความต้องการเจาะจงมากขึ้นอย่าง <a href="https://www.facebook.com/presentphotoprint/">Present Perfect Print</a> แบรนด์โฟโต้พรินต์เอาใจคนชอบถ่ายรูป ศิลปิน นักวาดภาพประกอบ ที่อยากมีโฟโต้บุ๊กหรือเซ็ตโปสการ์ดสวยๆ ของตัวเอง และสำหรับคู่รักที่กำลังจะมีงานวิวาห์ <a href="https://www.facebook.com/BetterHalfWeddingCrafts/">Better Half Wedding Crafts</a> เป็นอีกแบรนด์ย่อยที่รับงานออกแบบ จัดทำการ์ดแต่งงานและของชำร่วยโดยเฉพาะ</p>
<p>“สิ่งที่เราได้ทำในตอนนี้คือการเอางานที่บ้านมาบวกกับงานที่ตัวเองชอบ เป็นส่วนผสมที่พอดีนะ แถมยังได้เอาสิ่งที่ตัวเองเรียนมาใช้ด้วย พาร์ตต่อไปเราอยากทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่คนจะเข้าถึงงานสิ่งพิมพ์ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะพิมพ์หนังสือ พิมพ์ภาพ พิมพ์ผ้า พิมพ์ทุกอย่างที่ขวางหน้านั่นแหละ อยากให้คนที่เข้ามาที่นี่ได้ทำงานที่ตัวเองรักไปพร้อมๆ กับได้งานพิมพ์ที่ตัวเองชอบด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/566.jpg" /></p>
<h3>Heartwork the Sharing Space and Printing House</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> co-working space และรับทำงานสิ่งพิมพ์ทุกชนิด<br />
<strong style="background-color: initial;">คอนเซปต์:</strong> พื้นที่ที่เปิดให้คนมานั่งทำงานที่ตัวเองรัก พร้อมกับให้บริการงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ<br />
<strong style="background-color: initial;">เจ้าของ: </strong>พลอย-ชลธิชา เตชะวิเชียร (26 ปี)<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/heartworknevergetshard/">HeartWork the Sharing Space</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มนันยา เรือนรักเรา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-heartwork/">HeartWork the Sharing Space and Printing House : สเปซที่อยากชวนทุกคนมานั่งทำงานที่ใจบอกว่าใช่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-heartwork/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ZETTINO : แบรนด์กระเป๋าหนังที่เติมเต็มหน้าที่การงานและไลฟ์สไตล์ของหนุ่มๆ Young Gentleman</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-zettino/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-zettino/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Dec 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจหนุ่มสาว]]></category>
		<category><![CDATA[เพลินจิต]]></category>
		<category><![CDATA[Zettino]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าผู้ชาย]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[Young Gentleman]]></category>
		<category><![CDATA[โชติ จินดารัตนชลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พิชญ์ เล็กสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ภัสมน สง่าเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ธัญนันท์ อุดมดีพลังชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-zettino/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับหนุ่มๆ เฟิร์สจ๊อบเบอร์ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน นอกจากความรับผิดชอบที่มากขึ้น การมองหาเครื่องแต่งกายที่ช่วยเสริมความมั่นใจก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน แต่กวาดตามองดูแบรนด์กระเป๋าหนังของผู้ชายที่วางขายในห้างสรรพสินค้าก็ต้องยอมรับว่าราคาสูงเกินเงินเดือนมาตรฐานไม่น้อย จุดเริ่มต้นนี้ทำให้ ตั๋ง-โชติ จินดารัตนชลกิจ, บาส-พิชญ์ เล็กสกุล, บูม-ภัสมน สง่าเมือง และบิ้วท์-ธัญนันท์ อุดมดีพลังชัย 4 หนุ่มสาวที่รวมตัวกันตั้งไข่แบรนด์เครื่องหนังสำหรับผู้ชาย Zettino เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสุภาพบุรุษทุกไลฟ์สไตล์ เรื่องคุณภาพน่าจะการันตีด้วยการเติบโตของแบรนด์ที่กำลังจะก้าวสู่ขวบปีที่ 4 ในเร็วๆ นี้ แต่ความน่าสนใจที่เราอยากคุยกับทั้ง 4 คนรุ่นใหม่คือทิศทางการสร้างแบรนด์ของ Zettino ที่พวกเขาวางตัวเองให้ไม่ใช่แค่แบรนด์ในโลกออนไลน์ทั่วไป แต่เน้นการสร้างประสบการณ์ เรื่องราว และภาพลักษณ์ของผู้ใช้ พร้อมเป้าหมายที่ไปไกลถึงตลาดต่างประเทศ แบรนด์ที่เริ่มต้นจากหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ จะไปไกลแค่ไหน คำตอบอยู่ในเรื่องราวของพวกเขาทั้ง 4 คนชัดเจนแล้ว กระเป๋าที่ช่วยเสริมลุคให้พร้อมสำหรับวัยทำงาน ตั๋ง: เริ่มจากพวกเราทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยร่วมกัน พอเรียนจบเริ่มทำงานก็อยากจะหาเสื้อผ้าใหม่เปลี่ยนจากชุดนิสิตที่ใส่อยู่ทุกวันเป็นชุดทำงาน หลายคนทำงานในบริษัทข้ามชาติที่เขาคาดหวังว่าเราต้องแต่งตัวดูดี น่าเชื่อถือ แต่ยังไม่ค่อยมีอะไรโดนใจเท่าไหร่ในแง่ของดีไซน์และราคา มีแบรนด์เนมที่สวยแต่ก็แพงไปเลย กับแบรนด์ที่ราคาถูกแต่งานก็ไม่เรียบร้อย พวกเราคิดกันว่าเมืองไทยก็ผลิตงานประณีตหลายๆ อย่าง เลยชวนกันมาลองศึกษาและทำกันเอง ล้มลุกคลุกคลานกันมา ตอนนั้นทุกคนยังทำงานประจำอยู่ก็มาคุยกันว่าข้อจำกัดของเรามีอะไรบ้าง ถ้าอยากจะทำเครื่องแต่งกายผู้ชายที่คลาสสิกและไทม์เลสมากกว่าของผู้หญิงที่ต้องเปลี่ยนไปตามแฟชั่นเรื่อยๆ ด้วยเวลาที่เรามี เริ่มทำสินค้าผู้ชายอาจจะง่ายกว่า แต่ตอนนั้นเงินทุนไม่ค่อยเยอะ ถ้าเราทำเสื้อผ้าต้องทำหลายไซส์และมีเงินทุนสำหรับสต็อกสินค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-zettino/">ZETTINO : แบรนด์กระเป๋าหนังที่เติมเต็มหน้าที่การงานและไลฟ์สไตล์ของหนุ่มๆ Young Gentleman</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับหนุ่มๆ เฟิร์สจ๊อบเบอร์ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน นอกจากความรับผิดชอบที่มากขึ้น การมองหาเครื่องแต่งกายที่ช่วยเสริมความมั่นใจก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน แต่กวาดตามองดูแบรนด์กระเป๋าหนังของผู้ชายที่วางขายในห้างสรรพสินค้าก็ต้องยอมรับว่าราคาสูงเกินเงินเดือนมาตรฐานไม่น้อย จุดเริ่มต้นนี้ทำให้ <strong>ตั๋ง-โชติ จินดารัตนชลกิจ</strong>, <strong>บาส-พิชญ์ เล็กสกุล</strong>, <strong>บูม-ภัสมน สง่าเมือง</strong> แล<strong>ะบิ้วท์-ธัญนันท์ อุดมดีพลังชัย</strong> 4 หนุ่มสาวที่รวมตัวกันตั้งไข่แบรนด์เครื่องหนังสำหรับผู้ชาย <strong>Zettino</strong> เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสุภาพบุรุษทุกไลฟ์สไตล์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6596.jpg" /></p>
<p>เรื่องคุณภาพน่าจะการันตีด้วยการเติบโตของแบรนด์ที่กำลังจะก้าวสู่ขวบปีที่ 4 ในเร็วๆ นี้ แต่ความน่าสนใจที่เราอยากคุยกับทั้ง 4 คนรุ่นใหม่คือทิศทางการสร้างแบรนด์ของ Zettino ที่พวกเขาวางตัวเองให้ไม่ใช่แค่แบรนด์ในโลกออนไลน์ทั่วไป แต่เน้นการสร้างประสบการณ์ เรื่องราว และภาพลักษณ์ของผู้ใช้ พร้อมเป้าหมายที่ไปไกลถึงตลาดต่างประเทศ</p>
<p>แบรนด์ที่เริ่มต้นจากหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ จะไปไกลแค่ไหน คำตอบอยู่ในเรื่องราวของพวกเขาทั้ง 4 คนชัดเจนแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6723.jpg" /></p>
<h3>กระเป๋าที่ช่วยเสริมลุคให้พร้อมสำหรับวัยทำงาน</h3>
<p><strong>ตั๋ง:</strong> เริ่มจากพวกเราทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยร่วมกัน พอเรียนจบเริ่มทำงานก็อยากจะหาเสื้อผ้าใหม่เปลี่ยนจากชุดนิสิตที่ใส่อยู่ทุกวันเป็นชุดทำงาน หลายคนทำงานในบริษัทข้ามชาติที่เขาคาดหวังว่าเราต้องแต่งตัวดูดี น่าเชื่อถือ แต่ยังไม่ค่อยมีอะไรโดนใจเท่าไหร่ในแง่ของดีไซน์และราคา มีแบรนด์เนมที่สวยแต่ก็แพงไปเลย กับแบรนด์ที่ราคาถูกแต่งานก็ไม่เรียบร้อย พวกเราคิดกันว่าเมืองไทยก็ผลิตงานประณีตหลายๆ อย่าง เลยชวนกันมาลองศึกษาและทำกันเอง ล้มลุกคลุกคลานกันมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6687.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6684.jpg" /></p>
<p>ตอนนั้นทุกคนยังทำงานประจำอยู่ก็มาคุยกันว่าข้อจำกัดของเรามีอะไรบ้าง ถ้าอยากจะทำเครื่องแต่งกายผู้ชายที่คลาสสิกและไทม์เลสมากกว่าของผู้หญิงที่ต้องเปลี่ยนไปตามแฟชั่นเรื่อยๆ ด้วยเวลาที่เรามี เริ่มทำสินค้าผู้ชายอาจจะง่ายกว่า แต่ตอนนั้นเงินทุนไม่ค่อยเยอะ ถ้าเราทำเสื้อผ้าต้องทำหลายไซส์และมีเงินทุนสำหรับสต็อกสินค้า ก็จะเหนื่อย แต่กระเป๋าไม่มีไซส์ คนอ้วนคนผอมก็สามารถใช้กระเป๋าสตางค์แบบเดียวกันได้ เลยคิดว่ากระเป๋าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6613.jpg" /></p>
<h3>ออกแบบจากสิ่งที่เห็นและอยากเป็น</h3>
<p><strong>บิ้วท์: </strong>เรื่องออกแบบเราเริ่มจากฟังก์ชัน อย่างน้อยๆ ต้องรู้ว่าผู้ชายใส่อะไรบ้างในกระเป๋าใบหนึ่ง อย่างใบแรกที่ออกแบบมาเป็น messenger bag ส่วนมากผู้ชายก็จะใช้โน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว หรือถ้า 15 นิ้วก็จะเป็น MacBook เราต้องรองรับตรงนี้เพราะผู้ชายคิดเรื่องฟังก์ชันก่อน ส่วนรูปแบบก็ไม่ต้องเยอะ ด้วยความที่ผู้ชายชอบความคลาสสิก แค่เน้นฝีมือช่างดีๆ วัสดุดีๆ ก็โอเคแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6648.jpg" /></p>
<p><strong>บูม:</strong> ทุกครั้งที่ทำเราจะทำใบตัวอย่างขึ้นมาและไล่ถามเพื่อนของแต่ละคนว่าแบบนี้โอเคไหม ควรจะราคาเท่าไหร่ ถามเยอะเหมือนกัน</p>
<p><strong>ตั๋ง:</strong> เพราะทุกคนในทีมไม่ได้มาจากสายอาร์ต มีแค่บูมคนเดียวที่มาจากสายกราฟิก ที่เหลือจะมาจากสายธุรกิจ หลายๆ อย่างคือสิ่งที่เราเห็นเพื่อนร่วมงานในบริษัทไม่ว่าจะคนไทยหรือคนต่างชาติ เขาถือกระเป๋าแบบไหน ใช้งานแบบไหน สีอะไรที่เขาใช้กัน ก็นำพวกนั้นเป็นอินพุตให้เราว่าน่าจะออกแบบประมาณไหน พวกนี้เป็นสิ่งที่เราออกไปถามความคิดเห็นหรือสังเกตดูจากแบรนด์ต่างๆ ดูเยอะๆ จะเริ่มเห็นว่ามีอะไรที่แชร์ร่วมกัน เราก็ใส่เอกลักษณ์ของเราไปในจุดที่มองว่าอยากจะใส่เข้าไป</p>
<p><strong>บิ้วท์: </strong>เราอยู่กับกลุ่มลูกค้าอยู่แล้ว คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก็คือคนที่ทำงานกับพวกเรา เราค่อนข้างจะเข้าใจและมีอินพุตอยู่รอบๆ ตัวเราเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_66912.jpg" /></p>
<h3>เอกลักษณ์คือกระเป๋าที่โชว์ธรรมชาติของหนัง</h3>
<p><strong>บิ้วท์:</strong> หนังวัวที่เราใช้แรกๆ คือหนังออยล์ซึ่งเป็นหนังที่ไม่ค่อยมีคนเอามาทำกระเป๋าเท่าไหร่ ต้องดูแลรักษาระดับหนึ่ง แต่หนังออยล์จะมีเท็กซ์เจอร์ ความเงา และโชว์ความเป็นหนังมากกว่าหนังอื่นๆ เพราะผู้ชายจะชอบหนังที่เป็นธรรมชาติและโชว์วัสดุจริงๆ นอกจากนี้ก็จะใส่กิมมิกเล็กๆ เช่นตัดมุมหรือตะเข็บกระเป๋าที่ทำให้ดูสวยขึ้น เย็บเป็นรูปตัว Z เรามองว่าลูกค้าของ Zettino ไม่ได้ต้องการโหวกเหวกโวยวายเรื่องการแต่งตัว กิมมิกของเราจึงไม่ต้องชัดเจน แต่เน้นภาพที่เขาใช้สินค้าแบรนด์เราแล้วดูน่าเชื่อถือมากกว่า</p>
<p><strong>ตั๋ง: </strong>เรากำลังมองคนกลุ่มที่ไม่ได้ติดกับแบรนด์ใหญ่ แต่เน้นเรื่องราว คุณภาพของชิ้นงานมากกว่า ใช้เงินเป็นมากขึ้นและศึกษาตัวสินค้า เราพยายามบอกลูกค้าว่าหนังที่เราใช้จะเป็นรอยนะ แต่มันคือธรรมชาติของเครื่องหนัง ซึ่งคนต่างชาติจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ เข้าใจว่าหนังชนิดไหนแพงกว่ากัน แต่กลุ่มลูกค้าในประเทศจะถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา งั้น Zettino จะพยายามถ่ายทอดเรื่องพวกนี้ให้กับคนที่อยากเรียนรู้และอยากจะแต่งตัวให้ดูดีเหมาะกับกาลเทศะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_66521.jpg" /></p>
<h3>สร้างเรื่องราวให้หนุ่มๆ Young Gentleman</h3>
<p><strong>ตั๋ง:</strong> สินค้าผู้ชายไม่ได้มีอะไรหวือหวา ถ้าเอาหลายแบรนด์มาเทียบกันมันไม่ได้ต่างกันหรอก แต่สิ่งที่เรากำลังจะมุ่งไปและดึงออกมาเรื่อยๆ คือประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับและสัมผัสว่าเราเข้าใจถึงการเป็น Young Gentleman จริงๆ ว่าคืออะไร ควรจะแต่งตัวยังไงเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นหรือให้เขาเติบโตในหน้าที่การงาน เราพยายามเติมเต็มภาพของลูกค้าให้ดูเป็นสุภาพบุรุษมากขึ้น เพราะว่าเรามีอินไซต์และเข้าใจว่าเขาต้องเจออะไรบ้างในชีวิตการทำงานของเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6711.jpg" /></p>
<p>เมื่อก่อนเราเริ่มต้นจากการมองว่ากลุ่มลูกค้าคือเพื่อนเราในที่ทำงาน แต่พอทำไปสักพักจะเห็นลูกค้าที่อายุเยอะหน่อย แต่วิธีการแต่งตัวเขายังวัยรุ่น นึกถึงหัวหน้างานที่ลุคคูลๆ ไปกินข้าวกับลูกน้องได้ คุยเรื่องเดียวกับเรา วิธีคิด วิธีที่เขาแสดงออกยังมีไฟ เราเลยรู้สึกว่าลูกค้าเราไม่ได้จำกัดอายุแล้วล่ะ แต่คือทัศนคติของเขาที่ยังเป็น Young Gentlemen</p>
<p><strong>บิ้ว:</strong> ผู้ชายไม่ว่าอายุเยอะยังไงก็ยังมีความสนุก มีความขี้เล่นอยู่ในตัว ยังโดนมาร์เวลหลอกเอาเงินมาได้ตั้งแต่เด็กยันแก่ Zettino อยากเป็นแบรนด์แบบนั้นที่มองภายนอกดูน่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าคนที่น่าเชื่อถือ ทำงานดีๆ ต้องน่าเบื่อ อยากให้ดูสนุก มีไลฟ์สไตล์แง่อื่นๆ ในชีวิตที่ไม่ใช่แค่เรื่องงาน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6715.jpg" /></p>
<h3>เครื่องแต่งกาย 3 ซีรีส์ที่เป็นตัวแทนของ 3 ไลฟ์สไตล์</h3>
<p><strong>ตั๋ง: </strong>ตอนนี้เราแตกตัวเองออกมาเป็น 3 ซีรีส์ คือ Zettino Classic รวมคอลเลกชันงานชิ้นแรกๆ ที่ใช้หนังออยล์ ลุคเป็นหนุ่มสแกนดิเนเวียน มีความขี้เล่น ภายนอกอาจดูจริงจังแต่ก็ซ่อนความเป็นเด็กไว้ในตัวอยู่บ้าง Zettino Black ใช้หนัง Shrunken ที่ทนขึ้น ไม่เป็นรอย ก็จะเหมาะกับกลุ่มที่ต้องการลุคทางการมากขึ้น เปรียบเสมือนวันทำงาน วันที่เราต้องออกไปเจอลูกค้า ลุคเหมือนหนุ่มอังกฤษที่ดูขรึมๆ และ Zettino Experience ลุคเป็นหนุ่มเวสต์โค้ตในสหรัฐอเมริกา ชอบการเดินทางลุยๆ หน่อย สินค้าในหมวดนี้ก็จะมีสายคล้องกล้อง กระเป๋ากล้อง กระเป๋าเดินทางที่เป็นหนัง Crazy Horse ที่เซอร์กว่า ซึ่งทั้ง 3 บุคลิกนี้อาจจะเป็นคนละคนกันหรือคนเดียวกันในแต่ละสถานการณ์ก็ได้ ทั้งหมดนี้คือการ relaunch ใหม่ของแบรนด์ ก็พัฒนาจากเดิมที่เราออกทีละชิ้น เซ็ตนี้เป็นครั้งแรกที่เราลงทุนมากกับการออกพร้อมกัน 3 ซีรีส์ และมีสินค้าใหม่ออกมาครบทั้งกระเป๋า เข็มขัด รองเท้า ปีหน้าเราก็จะเริ่มออกคอลเลกชันให้เป็นแบรนด์แฟชั่นมากขึ้น เราค่อยๆ ขยับตัวจากแบรนด์ที่ออกบูทตามตลาดนัด อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6741.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6650.jpg" /></p>
<h3>ตลาดต่างประเทศไม่เหมือนใครและไม่เหมือนไทย</h3>
<p><strong>บูม:</strong> ถ้าเป็นเจ้าใหญ่หน่อยก็คือที่ญี่ปุ่นและตอนนี้กำลังจะมีที่ยุโรป ลูกค้าชาวเนเธอร์แลนด์จะเอาไปขาย แต่อย่างญี่ปุ่นเราก็พบว่าค่อนข้างยากเหมือนกัน เพราะสไตล์การแต่งตัวของเขาจะคนละแบบกับคนไทยเลย ญี่ปุ่นชอบกระเป๋าทรงเนี้ยบๆ แข็งๆ และแต่งตัวจัดกว่าคนไทยเยอะ อย่างโท้ตแบ็กคนไทยจะไม่สะพาย แต่ที่ญี่ปุ่นคนสะพายกันเยอะมาก ใน Zettino Black ก็จะมีบางใบที่เราทำเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าญี่ปุ่นเลย คนญี่ปุ่นเขาจะศึกษาเยอะก่อนซื้อของชิ้นหนึ่ง ถามว่าทำยังไง อะไหล่มาจากไหน แต่ถ้าชอบเขาก็จะซื้อเยอะเลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_66281.jpg" /></p>
<p><strong>ตั๋ง: </strong>แต่ละประเทศมีเนเจอร์ไม่เหมือนกัน ถ้าเราผลิตให้ลูกค้าต่างชาติภายใต้แบรนด์เขามันทำได้อยู่แล้ว ถ้ามีลูกค้าสั่งเรา เราทำได้เลย แต่การที่เขาจะส่งออกโดยใช้ชื่อแบรนด์เราไปขาย เท่าที่เห็นมาก็ยังไม่ค่อยเห็นแบรนด์ไทยไปโตในต่างประเทศมากเพราะมันใช้เงินมหาศาล ตัวเราเองเลยยังต้องพึ่งพาพาร์ตเนอร์อยู่ว่ามีใครสนใจจะเอาแบรนด์เราไปเปิดในประเทศเขาบ้าง และเขามีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่เราได้รู้คือมีหลายคนเห็นว่าแบรนด์เรามีศักยภาพที่จะไปอยู่ในต่างประเทศได้นะ</p>
<p>โจทย์ต่อมาคือเราต้องมีแบบเยอะขึ้น ญี่ปุ่นชอบหนังแบบนี้ ยุโรปชอบแบบนี้ เราอาจต้องออกแบบแล้วให้พาร์ตเนอร์แต่ละคนมาเลือกต่อว่าในโซนเขาแบบไหนที่จะขายได้ แล้วเราก็ผลิตขึ้นมา นี่คือวิธีการที่แบรนด์ใหญ่ๆ ที่เราไปสอบถามมาทำกัน ซึ่งเรายังไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นก็ต้องค่อยๆ ทำไป</p>
<p>การเอาแบรนด์ไทยไปตลาดโลกก็ไม่ต่างอะไรจากการบอกว่าเอาบอลไทยไปบอลโลก (หัวเราะ) เราเลยมองในหลายมิติมากขึ้น แน่นอนมันไม่ง่ายอยู่แล้ว อีกมุมที่เราพยายามจะทำคือพาร์ตเนอร์กับร้านสูท เพราะในกรุงเทพฯ มีร้านตัดสูทเยอะมากและคุณภาพทัดเทียมกับฮ่องกงแล้ว ร้านสูทพวกนี้เขาจะบินไปรับออเดอร์ถึงต่างประเทศ เราก็กำลังคุยกันว่าถ้างวดหน้าเราพร้อม เราขอบินตามไปด้วยและจะดูแลเรื่องเครื่องหนังให้ลุคเขาสมบูรณ์ ก็อาจเป็นอีกวิธีที่เราจะก้าวไปในตลาดต่างประเทศได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_67061.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6699.jpg" /></p>
<h3>เป็นดีไซเนอร์ในแบบของตัวเอง</h3>
<p><strong>บูม:</strong> ทิศทางที่เราตั้งใจสร้างแบรนด์ เราคิดตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแบรนด์เลยแค่อาจยังไม่ชัดเท่าตอนนี้ เราใส่ใจทุกด้านตั้งแต่การตอบลูกค้า การโพสต์เฟซบุ๊กที่แม้จะเป็นเราตอบก็ต้องตอบเป็นผู้ชายเพราะต้องการสร้างบุคลิกว่า Zettino เป็นผู้ชายพูดจาสุภาพ หรือเรื่องภาพ กราฟิกก็ทำให้เป็นแพตเทิร์นมากขึ้น</p>
<p><strong>ตั๋ง: </strong>ตั้งแต่ต้นเรามีแค่ภาพลางๆ หรี่ตาแล้วมองไกลๆ ก็จะเบลอ แต่ตอนนี้เราก็ตาโตขึ้นนิดนึง เราก็ทำให้มันชัดเจนมากขึ้น จากการที่เราไปเข้าคอร์สอบรมของกระทรวงต่างๆ ได้รู้จักคนมากขึ้น มีลูกค้ามาฟีดแบ็กคุณภาพของสินค้า ภาพเราก็ชัดเจนมากขึ้น แต่สิ่งที่เราไม่เคยเปลี่ยนเลยคือคุณภาพ เราจี้ตั้งแต่ต้นว่าอยากได้แบบนี้ ไม่ได้บอกว่างานเรายากที่สุดในท้องตลาด แต่พยายามถามช่างว่าอย่างนี้ทำได้ไหม บางทีของ 2 ชิ้น หน้าตาคล้ายกันแต่ทำไมเรารู้สึกว่าอีกชิ้นสวยกว่า เพราะวัสดุ ขั้นตอน กระบวนการผลิต เราค่อยๆ เรียนรู้เรื่องนี้ไปเพราะเราไม่ได้เป็นดีไซน์เนอร์ แต่เรา learning by doing เพื่อจะเป็นดีไซเนอร์ในแบบของเรา</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_65681.jpg" /></p>
<h3>Zettino</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> แบรนด์กระเป๋าหนังและเครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษ<br />
<b style="background-color: initial;">คอนเซปต์:</b> เครื่องแต่งกายที่ใส่ใจภาพลักษณ์และไลฟ์สไตล์ของผู้ชาย Young Gentleman<br />
<b style="background-color: initial;">Facebook | </b><a href="https://www.facebook.com/ZETTINO/" target="_blank" rel="noopener">Zettino</a></p>
<p><a href="zettino.com" target="_blank" rel="noopener">zettino.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-zettino/">ZETTINO : แบรนด์กระเป๋าหนังที่เติมเต็มหน้าที่การงานและไลฟ์สไตล์ของหนุ่มๆ Young Gentleman</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-zettino/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>{JUN} &#038; Ordinary Selected : แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ผู้ชายและร้านขายสินค้าดีไซน์บรรจุฝันของนักออกแบบเมืองเหนือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-ordinary-selected/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-ordinary-selected/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Dec 2017 02:16:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[งานคราฟต์]]></category>
		<category><![CDATA[Chiang Mai Design Week 2017]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลออกแบบเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ร้าน]]></category>
		<category><![CDATA[JUN]]></category>
		<category><![CDATA[ordinary selected]]></category>
		<category><![CDATA[จุล-ธัญญพร จิตราภิรมย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-ordinary-selected/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาไปตลาดขายของดีไซน์ หลายคนคงจะมีแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใจมักนึกถึง ในโอกาสที่เราขึ้นเหนือไปร่วมเทศกาลออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) และงาน nap ที่รวบรวมสินค้าดีไซน์เก๋ แน่นอนว่าไม่ลืมหยิบแบรนด์ดีไซน์ของคนเจียงใหม่แต๊ๆ มาแนะนำ กระเป๋าแคนวาสดีไซน์เท่ เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายคอจีนสำหรับผู้ชาย คือเอกลักษณ์ของสินค้าแบรนด์ {JUN} ฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์สาวเชียงใหม่ จุล-ธัญญพร จิตราภิรมย์ ศิษย์เก่าปริญญาตรีและโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักออกแบบตกแต่งภายในและดีไซเนอร์ประจำ ‘ข่วงบ้าน’ ซึ่งเป็นกิจการร้านเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว จากแบรนด์บรรจุฝันเล็กๆ ที่เธอตั้งใจทำสินค้าดีไซน์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ขยับขยายออกมาเป็น Ordinary Selected ร้านรวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์ฝีมือดีไซน์เนอร์ชาวเหนือ ในบ่ายวันอากาศดี เราแวะไปเยือนช็อปบรรจุฝันที่ตั้งอยู่ย่านวัดเกตุ หญิงสาวเจ้าของร้านยิ้มต้อนรับเราอย่างอบอุ่น หลังจากที่เธอชวนดูสินค้าดีไซน์เก๋ในร้านพอหอมปากหอมคอ บทสนทนาที่เล่าเส้นทางการเติบโตทางความฝันของเธอก็เริ่มต้นขึ้น ร่างแบบจากความชอบและจินตนาการ “เราเริ่มจากทำสายกล้องขายก่อน เราชอบถ่ายรูปและอยากมีสายกล้องเท่ๆ สวยๆ ใช้ แต่สมัยนั้นสายกล้องค่อนข้างแพง เลยอยากทำขายในราคาที่ไม่แพงมาก หลังจากนั้นก็อยากทำนู่นทำนี่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ดีไซน์กระเป๋าแบบที่อยากใช้ เราชอบจินตนาการเกี่ยวกับเสื้อผ้า ชอบคิดว่าผู้ชายคนนี้ถ้าใส่ชุดแบบนี้ต้องดูดีแน่เลย แต่ถ้าให้นึกว่าตัวเองอยากใส่อะไร นึกไม่ออกเลยนะ (หัวเราะ) แบรนด์ {JUN} ก็เลยขยับมาทำเสื้อผ้าผู้ชายด้วย” “ตอนแรกๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-ordinary-selected/">{JUN} &amp; Ordinary Selected : แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ผู้ชายและร้านขายสินค้าดีไซน์บรรจุฝันของนักออกแบบเมืองเหนือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาไปตลาดขายของดีไซน์ หลายคนคงจะมีแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใจมักนึกถึง ในโอกาสที่เราขึ้นเหนือไปร่วมเทศกาลออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) และงาน nap ที่รวบรวมสินค้าดีไซน์เก๋ แน่นอนว่าไม่ลืมหยิบแบรนด์ดีไซน์ของคนเจียงใหม่แต๊ๆ มาแนะนำ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6019.jpg" /></p>
<p>กระเป๋าแคนวาสดีไซน์เท่ เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายคอจีนสำหรับผู้ชาย คือเอกลักษณ์ของสินค้าแบรนด์ {JUN} ฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์สาวเชียงใหม่ <strong>จุล-ธัญญพร จิตราภิรมย์</strong> ศิษย์เก่าปริญญาตรีและโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักออกแบบตกแต่งภายในและดีไซเนอร์ประจำ ‘ข่วงบ้าน’ ซึ่งเป็นกิจการร้านเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว จากแบรนด์บรรจุฝันเล็กๆ ที่เธอตั้งใจทำสินค้าดีไซน์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ขยับขยายออกมาเป็น Ordinary Selected ร้านรวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์ฝีมือดีไซน์เนอร์ชาวเหนือ</p>
<p>ในบ่ายวันอากาศดี เราแวะไปเยือนช็อปบรรจุฝันที่ตั้งอยู่ย่านวัดเกตุ หญิงสาวเจ้าของร้านยิ้มต้อนรับเราอย่างอบอุ่น หลังจากที่เธอชวนดูสินค้าดีไซน์เก๋ในร้านพอหอมปากหอมคอ บทสนทนาที่เล่าเส้นทางการเติบโตทางความฝันของเธอก็เริ่มต้นขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6115.jpg" /></p>
<h3>ร่างแบบจากความชอบและจินตนาการ</h3>
<p>“เราเริ่มจากทำสายกล้องขายก่อน เราชอบถ่ายรูปและอยากมีสายกล้องเท่ๆ สวยๆ ใช้ แต่สมัยนั้นสายกล้องค่อนข้างแพง เลยอยากทำขายในราคาที่ไม่แพงมาก หลังจากนั้นก็อยากทำนู่นทำนี่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ดีไซน์กระเป๋าแบบที่อยากใช้ เราชอบจินตนาการเกี่ยวกับเสื้อผ้า ชอบคิดว่าผู้ชายคนนี้ถ้าใส่ชุดแบบนี้ต้องดูดีแน่เลย แต่ถ้าให้นึกว่าตัวเองอยากใส่อะไร นึกไม่ออกเลยนะ (หัวเราะ) แบรนด์ {JUN} ก็เลยขยับมาทำเสื้อผ้าผู้ชายด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6100.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6091.jpg" /></p>
<p>“ตอนแรกๆ ก็กังวลเหมือนกันว่าแบรนด์จะไปรอดมั้ย วันที่ตัดสินใจทำสายกล้อง มีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกเราว่า &#8216;ตลาดสายกล้องเต็มแล้ว ไม่น่าจะไปรอด’ เราฟังนะแต่ก็ไม่เชื่อ เรารู้สึกว่าคนซื้อไม่ได้มีแค่คนเดียวและคนใช้กล้องก็เพิ่มขึ้นทุกวัน เราอาจจะต้องดิ้นรนหาที่ทางให้แบรนด์หน่อย เวลาที่ขายไม่ได้หรือมีคนบอกให้เราหยุด ถ้าเราหยุดมันก็จะจบที่ตรงนั้นใช่มั้ย แต่บางทีเราต้องรู้จักเชื่อตัวเองและดื้อดูบ้าง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6059.jpg" /></p>
<h3>แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ผู้ชายของดีไซน์เนอร์สาว</h3>
<p>“กระเป๋าของเราจะมีความเป็นผู้ชายมากหน่อย อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้หญิงแมนๆ เลยรู้สึกว่าเราคิดสไตล์เรียบๆ แบบนี้ออกมาได้ดีกว่าการทำกระเป๋าถือผู้หญิงหวานๆ ที่เราไม่ถนัด แถมคนส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยทำแบรนด์ผู้ชายกัน ยิ่งเราเป็นผู้หญิงที่ดีไซน์สินค้าผู้ชาย ของเราก็จะดู unisex นิดนึง มีดีเทลหรือสไตล์บางอย่างที่แบรนด์ผู้ชายทั่วไปไม่ได้นึกถึง แตกต่างจากแบรนด์ที่ผู้ชายออกแบบให้ผู้ชาย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6032.jpg" /></p>
<p>“จริงๆ เราไม่รู้หรอกว่าผู้ชายจะชอบกระเป๋าทรงไหน หรือต้องสะพายยังไง แต่พอทำออกมาแล้วคนที่ชอบส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่เนี้ยบนิดนึง เพราะกระเป๋าและเสื้อผ้าเราจะเน้นความเนี้ยบ มีรายละเอียด ใส่แล้วไม่เหมือนใคร ก็จะเน้นรูปแบบที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เพราะอย่างเรื่องดีไซน์ การเลือกวัตถุดิบ หาช่างตัดเย็บ ทุกอย่างเราทำเองหมด เราเวิร์กเอาต์กับช่างตัดเยอะเหมือนกัน เพราะบางทีสิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่ช่างเขาทำได้ไม่เหมือนกัน แต่เราโชคดีที่ไปเจอช่างตัดเย็บที่เขาเข้าใจแล้วก็พร้อมที่จะทดลองกับเรา อย่างช่างตัดเสื้อเขาก็เป็นช่างตัดสูทผู้ชายอยู่แล้ว งานเขาก็เลยเนี้ยบมากๆ ถือว่าเป็นจังหวะดีที่เราได้เจอช่างตัดเย็บที่ดี”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6063.jpg" /></p>
<h3>แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ตะวันออก</h3>
<p>“เสื้อผ้าตามท้องตลาดที่เราเห็นจะออกแนวตะวันตก เป็นเสื้อคอเชิ้ตปกเชิ้ต เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วเสื้อผ้าสไตล์ตะวันออกของเราแบบเสื้อชนเผ่าหรือเสื้อชาวไทใหญ่มีรายละเอียดบางอย่างที่ดูดีไม่แพ้กัน หรือเสื้อคอจีน จะเป็นเสื้อที่ผู้ชายใส่แล้วดูภูมิฐานขึ้นและดูเท่ได้เหมือนกัน แบรนด์เราเลยหยิบเอาสไตล์ของคอเสื้อฮั่นฝู (ชุดจีนโบราณของชาวฮั่น) ที่มีทั้งแบบผ่าตรงและเฉียงข้าง อย่างแบบผ่าตรงเราก็เอามาทำเป็นเสื้อโค้ทตัวใหญ่ยาว ส่วนแบบเฉียงข้างเราหยิบมาทำเป็นเสื้อเชิ้ตที่ตัดทรงให้ดูสลิมขึ้น ดูน่าสนใจและใส่ได้บ่อยขึ้น”</p>
<p>“อย่างคอลเลกชั่น Ordinary Oriental ที่เราทำในปีนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ทรงเสื้อเชิ้ตที่เรียกว่า แลกระโดง ซึ่งชายชาวพม่านิยมใส่เป็นเสื้อตัวใน สวมทับด้วยเสื้อคลุมไม่มีคอที่เรียกว่า ไต้ป๋งอีงจี่ (ชุดของหลาวเปิงในเรื่องบ่วงบรรจถรณ์) แต่ว่ารอบนี้เราทำเสื้อคลุมออกมาไม่ทันเลยปล่อยเสื้อคอตั้งออกมาก่อน ความพิเศษคือจะไม่ใช่เสื้อคอตั้งแบบคอจีนทั่วไป แต่จะเป็นคอตั้งที่เฉียงลงเป็นทรงแบบพม่า ในอนาคตก็คงจะลองหาเสื้อผ้าสไตล์ชนเผ่าหรือสไตล์ตะวันออกมาเป็นแรงบันดาลใจเรื่อยๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6029.jpg" /></p>
<h3>สินค้าไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่หยิบจับง่าย</h3>
<p>“หลายเจ้าเขาอาจจะทำเสื้อผ้าสไตล์ท้องถิ่นขายในราคาสูง แต่เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เราคิดว่าเสื้อผ้าสไตล์ท้องถิ่นควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนหยิบจับง่าย ซื้อง่าย ใส่ง่าย อยากให้แบรนด์เราเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ก็ซื้อใส่ได้ ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือน ซื้อเสื้อผ้าตัวละสองสามพันเราก็ไม่ไหวอ่ะ พันนึงก็อาจจะพอสู้ได้ เพราะงั้นราคาที่ตั้งไว้คงให้กำไรไม่เยอะหรอก เราอาจจะรวยช้าหรือเติบโตช้าหน่อย แต่ลูกค้าแฮปปี้เราก็โอเค”</p>
<p>“ม้อตโต้ของแบรนด์คือ ‘Ordinary Goods for Casual Life’ เราไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระเป๋าหรือเสื้อผ้า อยากทำสินค้าหลายๆ อย่างให้ลูกค้าเลือก เร็วๆ นี้จะทำหมวกและเนกไทด์ออกมา ที่สำคัญคือจะต้องคุมทุกอย่างให้อยู่ในธีมเดียวกันคือเป็นท้องถิ่นมากขึ้นอย่างที่คนสมัยนี้เริ่มโหยหา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6061.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6024.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6052.jpg" /></p>
<h3>พื้นที่คัดสรรงานดีไซน์ของเมืองเหนือ และพื้นที่ใหม่ของคนรักงานฝีมือ</h3>
<p>“เราเพิ่งเปิดร้าน Ordinary Selected เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ตอนแรกแค่อยากมีพื้นที่ทำงานออกแบบและคุยงานกับลูกค้า ทีนี้เราก็เอาสินค้าแบรนด์ {JUN} มาวางด้วยเผื่อให้ลูกค้าเข้ามาดูที่ร้านได้ แต่ถ้าโชว์แค่สินค้าของเรา ทุกอย่างก็คงจบอยู่ที่เราคนเดียว ถ้าสินค้าแบรนด์อื่นได้โชว์และได้ขายด้วย สิ่งนี้ก็น่าจะช่วยให้แบรนด์สินค้าดีไซน์ของคนเชียงใหม่มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น เลยชวนเพื่อนๆ ดีไซน์เนอร์เอาของมาลงที่ร้านเรา อีกอย่างคือลูกค้าที่เดินเข้ามาที่ร้านเขาจะได้มั่นใจว่าสิ่งที่เขาซื้อเป็นของฝากให้คนอื่นมันเป็นของที่ออริจินัลจากเชียงใหม่จริงๆ”</p>
<p>“สินค้าแบรนด์อื่นที่เราเลือกมาก็จะเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เน้นโลคอลคราฟต์เป็นหลัก เงื่อนไขในการเลือกคือต้องผลิตในพื้นที่ภาคเหนือ ใช้วัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น ดีไซน์เนอร์จะต้องเป็นคนเหนือ และอยากให้เป็นงานครีเอทีฟที่ผ่านการคิดและออกแบบมาแล้ว หรือเป็นงานคราฟต์ที่ทำจากมือจริงๆ เรารู้สึกว่างานของดีไซน์เนอร์เชียงใหม่จะดูท้องถิ่นและเป็นธรรมชาติ น่ารัก จับต้องได้ง่าย และใกล้ตัวเรามากกว่า”</p>
<p>“พอเราทำร้านจริงจังก็อยากให้มีคนเข้าร้านเราเยอะขึ้น เลยคิดกับเพื่อนว่าลองเปิดเวิร์กช็อปสีน้ำให้คนรู้จักร้านเราเยอะขึ้น ผลตอบรับค่อนข้างดีเลย หลังๆ ก็เปิดเวิร์กช็อปที่หลากหลายมากขึ้น อย่างงานปั้นหรืองานถัก ขณะเดียวกันเราได้รู้จักกับลูกค้าด้วย มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแทนที่จะเป็นแค่การที่เขามาซื้อแล้วไป บางคนมาเวิร์กช็อป เขาก็กลับมาซื้อของร้านเราซ้ำเรื่อยๆ มาเรียนรู้กับเราเรื่อยๆ กลายเป็นชุมชนเล็กๆ ของคนชอบงานคราฟต์”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6047.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6040.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6041.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6022.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6028.jpg" /></p>
<h3>หล่อเลี้ยงกิจการแห่งความฝัน</h3>
<p>“ด้วยความที่บ้านเราทำการค้ามาตลอด เลยรู้สึกชอบการขายของและอยากทำอะไรเป็นของตัวเอง พอโตขึ้นเราก็ได้ทำแบรนด์และร้านของตัวเองอย่างที่ตั้งใจ แต่ตอนนี้ฝันเราไม่ได้แค่เรามีแบรนด์แล้วจบ เราต้องทำยังไงให้ฝันเราอยู่ต่อไปให้ได้ เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันที่เราได้เลี้ยงฝัน ดูแลให้มันแข็งแรง ค่อยๆ ดูมันเติบโตขึ้น”</p>
<p>“เวลานึกย้อนกลับไปมองพัฒนาการของตัวเอง เราเริ่มทำสายกล้องขายด้วยเงิน 2,000 บาท แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นมา มีคนตั้งใจมาหาเราที่งาน nap มีคนรู้จักเราเพิ่มขึ้น เราอยากให้สิ่งที่เราตั้งใจสร้างเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ 5 ปีข้างหน้าอาจจะเป็นที่รู้จักสำหรับคนไทย หรือว่า 10 ปีถัดไปก็อยากมีโอกาสไปเปิดตลาดต่างประเทศ เป็นความฝันไกลๆ ที่เราคิดเผื่อไว้ หากเป็นจริงได้ก็คงจะดีมากเลย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_60802.jpg" /></p>
<h3>{JUN}</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์<br />
<strong>คอนเซปต์:</strong> สินค้าไลฟ์สไตล์ Unisex ส่วนผสมระหว่างความเรียบง่ายและไอเดียท้องถิ่น<br />
<strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/ordinaryjun" target="_blank" rel="noopener">JUN</a></p>
<h3>Ordinary Selected</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> Selected Shop<br />
<strong>คอนเซปต์: </strong>ร้านขายสินค้าดีไซน์และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่รับหน้าที่ส่งต่อความภูมิใจจากดีไซน์เนอร์ชาวเหนือ<br />
<strong>Facebook:</strong> <a href="https://www.facebook.com/ordinaryselected/" target="_blank" rel="noopener">Ordinary Selected</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-ordinary-selected/">{JUN} &amp; Ordinary Selected : แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ผู้ชายและร้านขายสินค้าดีไซน์บรรจุฝันของนักออกแบบเมืองเหนือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-ordinary-selected/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KASA’ MAYA : เสื้อผ้าฤดูร้อนจากใจหญิงไทยผู้ข้ามฟ้าไปลุยงานกับช่างฝีมือภารตะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-kasa-maya/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-kasa-maya/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Nov 2017 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[Kasa' Maya]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์เสื้อผ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-kasa-maya/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หญิงไทยคนหนึ่งโบกมือลาวงการแฟชั่นที่เธอรักและผูกพันมากว่า 20 ปี ออกเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองชัยปุระ รัฐราชาสถานที่ประเทศอินเดียกับกลุ่มเพื่อน เพื่อพบกับความรัก ความฝันครั้งใหม่โดยไม่คาดคิด นั่นคือศาสตร์การย้อมคราม พิมพ์ลายด้วยเทคนิค Hand Wood Block Printed ซึ่งถือเป็นงานฝีมือเก่าแก่อันเลื่องชื่อของรัฐ หลังบินกลับมาไทย เธอลงมือตัดเย็บตัวอย่างเสื้อผ้าที่อยากสวมใส่ในวันธรรมดาแต่สวยเหมือนเป็นวันพิเศษ ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาเป็นเสื้อผ้าที่ใส่อยู่บ้าน (Loungewear) ดีไซน์สวยสะบัดแต่ใส่สบาย แล้วหอบหิ้วต้นแบบทั้งหมดข้ามน้ำข้ามทะเลไปให้ช่างฝีมือเมืองชัยปุระดู ก่อนลงมือปลุกปั้นจนกลายเป็น KASA&#8217; MAYA แบรนด์เสื้อผ้า Loungewear แฮนด์เมดสไตล์ใหม่ที่ Urbanista ผู้หลงใหลในสัมผัสธรรมชาติ โหยหาความเบาสบาย ใจเต้นแรงกับลวดลายชนเผ่าร่วมสมัย ต้องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เหมือนเป็นพล็อตภาพยนตร์สารคดีแฟชั่นชวนฝันใช่ไหม? แต่เปล่าเลย นี่คือเรื่องจริงของ หมู-กษมา โรหิตรัตนะ ดีไซน์เนอร์อิสระผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า KASA&#8217; MAYA ผู้ค้นพบส่วนผสมอันยั่งยืนระหว่าง ความสวย และความสบายในโลกแฟชั่น จุดเริ่มต้นที่ไม่มีวันจบเมื่อพบชัยปุระ “หลังจากออกจากวงการแฟชั่นที่คลุกคลีมาร่วม 20 กว่าปี เราก็มีเวลาได้ออกเดินทางไปเที่ยวเมืองชัยปุระที่ประเทศอินเดียกับเพื่อนๆ ชาวยุโรปที่เขาทำงานออกแบบ ตอนนั้นเพื่อนๆ เดินทางไปตามหาโรงงานย้อมพิมพ์ทำงานผ้าต่างๆ เพราอินเดียถือเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมยาวนาน เก่งเรื่องงานผ้ามาก พวกผ้าไหม ผ้าฝ้าย งานทอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-kasa-maya/">KASA’ MAYA : เสื้อผ้าฤดูร้อนจากใจหญิงไทยผู้ข้ามฟ้าไปลุยงานกับช่างฝีมือภารตะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	หญิงไทยคนหนึ่งโบกมือลาวงการแฟชั่นที่เธอรักและผูกพันมากว่า 20 ปี ออกเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองชัยปุระ รัฐราชาสถานที่ประเทศอินเดียกับกลุ่มเพื่อน เพื่อพบกับความรัก ความฝันครั้งใหม่โดยไม่คาดคิด นั่นคือศาสตร์การย้อมคราม พิมพ์ลายด้วยเทคนิค Hand Wood Block Printed  ซึ่งถือเป็นงานฝีมือเก่าแก่อันเลื่องชื่อของรัฐ</p>
<p>
		หลังบินกลับมาไทย เธอลงมือตัดเย็บตัวอย่างเสื้อผ้าที่อยากสวมใส่ในวันธรรมดาแต่สวยเหมือนเป็นวันพิเศษ ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาเป็นเสื้อผ้าที่ใส่อยู่บ้าน (Loungewear) ดีไซน์สวยสะบัดแต่ใส่สบาย แล้วหอบหิ้วต้นแบบทั้งหมดข้ามน้ำข้ามทะเลไปให้ช่างฝีมือเมืองชัยปุระดู ก่อนลงมือปลุกปั้นจนกลายเป็น<strong> KASA&#8217; MAYA </strong>  แบรนด์เสื้อผ้า Loungewear แฮนด์เมดสไตล์ใหม่ที่ Urbanista  ผู้หลงใหลในสัมผัสธรรมชาติ โหยหาความเบาสบาย ใจเต้นแรงกับลวดลายชนเผ่าร่วมสมัย ต้องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9328.jpg"></p>
<p>
	เหมือนเป็นพล็อตภาพยนตร์สารคดีแฟชั่นชวนฝันใช่ไหม?</p>
<p>
	แต่เปล่าเลย นี่คือเรื่องจริงของ  <strong>หมู-กษมา โรหิตรัตนะ</strong> ดีไซน์เนอร์อิสระผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า KASA&#8217; MAYA  ผู้ค้นพบส่วนผสมอันยั่งยืนระหว่าง ความสวย และความสบายในโลกแฟชั่น</p>
<h3><strong style="background-color: initial">จุดเริ่มต้นที่ไม่มีวันจบเมื่อพบชัยปุระ</strong></h3>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0294.jpg" style="background-color: initial;text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0292.jpg" style="background-color: initial;text-align: center"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__29564973.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>
	“หลังจากออกจากวงการแฟชั่นที่คลุกคลีมาร่วม 20 กว่าปี เราก็มีเวลาได้ออกเดินทางไปเที่ยวเมืองชัยปุระที่ประเทศอินเดียกับเพื่อนๆ ชาวยุโรปที่เขาทำงานออกแบบ ตอนนั้นเพื่อนๆ เดินทางไปตามหาโรงงานย้อมพิมพ์ทำงานผ้าต่างๆ เพราอินเดียถือเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมยาวนาน เก่งเรื่องงานผ้ามาก พวกผ้าไหม ผ้าฝ้าย งานทอ งานย้อม งานพิมพ์ลาย มีโรงงานที่บรรจุช่างฝีมือคุณภาพคอยทำงานให้แฟชั่นดีไซเนอร์เบอร์ต้นๆ ของโลก&#8221;</p>
<p>
	&#8220;ระหว่างเดินทางเป็นช่วงเมษายน อากาศที่นั่นร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส ทำให้เราใส่เสื้อผ้าปกติที่เคยใส่ไม่ได้ สวมยีนส์ก็ไม่ได้ ร้อนเกิน เราก็เปลี่ยนมาซื้อกางเกงผ้าฝ้ายที่เมืองนั้นใส่แทน แล้วเรารู้สึกสบาย มันโปร่งมาก เราก็ชอบ บวกกับเป็นคนไม่ได้อินกับเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์มาตั้งแต่ทำงานในวงการแฟชั่นแล้ว เนื่องจากเนื้อผ้าทำให้เหนอะตัวเวลาใส่ ยิ่ง 4 &#8211; 5 ปีก่อนเขานิยมทำลวดลายผ่านเทคนิค Digital Print สีฉูดฉาด ผ้าหนาปึ้กยิ่งไม่สบายตัว</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__29564977.jpg" style="background-color: initial;text-align: center"></p>
<p>
	&#8220;ช่วงวัยเราตอนออกเดินทางไปอินเดียก็เป็นวัยที่ชัดเจนแล้วว่าตัวเองอยากใส่อะไรที่สบาย แต่ก็ยังสวยในเวลาเดียวกัน เลยพบว่าอินเดียมีวัตถุดิบในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าเหล่านั้นอยู่ อีกเหตุคือเวลาเราทำงานแฟชั่น เราจะชอบดูแบรนด์เมืองนอก อย่าง DRIES VAN NOTEN (แฟชั่นดีไซเนอร์ผู้โด่งดังแห่งกลุ่ม The Antwerp Six &#8211; 6 ดีไซเนอร์แถวหน้าสุดเปรี้ยวแห่งแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ดรีสถือเป็นดีไซเนอร์อิสระผู้เป็นที่รักของวงการ เดินทางไปเปิดน่านน้ำการทำงานปักผ้ากับช่างฝีมือรัฐราชาสถานตั้งแต่ช่วงปี 1980) งานมือของเขาส่วนใหญ่ก็ Made in India หมดเลย พอมาถึงหน้างานจริง ก็เกิดความคิดในใจว่า เห้ย ทำไมเราไม่ลองทำกับช่างฝีมือทีมงานดีๆ ที่อินเดียดูบ้างนะ”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__29564979.jpg" style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__29564972-11.jpg" style="text-align: center;background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__29564974.jpg"></p>
<h3>คลุกวงในช่างฝีมือภารตะ</h3>
<p>
	“บังเอิญว่าเมืองที่เราไปเป็นเมืองแห่ง Hand Wood Block Printed ได้ไปเห็นการทำงานแต่ละขั้นตอนก็ชอบ กว่าจะได้ผ้าแต่ละเมตร ผ่านมือคนหลายคนมาก ไหนจะต้องแกะบล็อกไม้ ปั๊มลายลงบนผ้าด้วยโคลนสูตรพิเศษ โรยทราย นำไปตากให้แห้งเพื่อกันสีซึมเปื้อนเวลาย้อมครามธรรมชาติ ย้อมเสร็จนำไปตาก ตากแล้วมาพิมพ์โคลนใหม่เพื่อให้ได้ลายที่ซับซ้อนขึ้น แล้วไหนจะต้องล้างซักฟาดผ้าให้สะอาดจนแน่ใจว่าไม่เหลือเศษทราย และสีออกจนหมด ลึกซึ้งมาก แล้วเนื้อผ้าฝ้ายที่นู่น อย่างที่เล่าว่าเราใส่แล้วรู้สึกโปร่ง สบาย บาง เราทำงานในวงการมาก็ไม่เคยเจอผ้าฝ้ายเนื้อแบบนี้ เวลาพูดถึงฝ้าย คนจะนึกถึงผ้าดิบแทน แต่ที่นี่ไม่ใช่เลย  ผ้าเขามีความโปร่ง นุ่ม เวลาย้อมสีจะเห็นเนื้อสีทั้งสองด้าน&#8221;
	</p>
<p style="text-align: center">
		<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9326.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>
		&#8220;พอเจอโรงงานที่เขาทำส่งออกให้แบรนด์เมืองนอก มีมาสเตอร์ (คำที่ใช้เรียกช่างฝีมือที่อินเดีย) ที่ไว้ใจได้ เราก็เอ่ยปากขอเขาทดลองทำคอลเลกชันเล็กๆ ดู ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องแบรนด์ขายจริงจังอะไร กลับมาก็ขึ้นแบบเสื้อผ้า บินไปคุยกับเขา เลือกลายบล็อกไม้อินเดียที่เป็นกราฟิกร่วมสมัยในตัวมาใช้กับแบบเสื้อผ้า บางตัวก็ดูเป็นกิโมโนญี่ปุ่น บางคนดูแทบไม่ออกเลยว่าเป็นเสื้อผ้าจากอินเดีย&#8221;
	</p>
<p>
		&#8220;ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัว คิดในใจแค่ว่าอยากทำอะไรที่อยากใส่ ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างไรอย่างน้อยเราได้ใส่เสื้อผ้าที่ชอบตลอดปี (หัวเราะ)&#8221;
	</p>
<p style="text-align: center">
		<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9321.jpg" style="background-color: initial;text-align: center">
	</p>
<p>
		&#8220;คอลเลกชันแรกของเราเล็กมากเลย  เหมือนเขาทำพันชิ้น แต่เราขอเขาเริ่มร้อยชิ้น แล้วซอยชิ้นงานเป็นกิโมโนสั้นกับยาวอย่างละ 50 ตัวอะไรแบบนั้น อีกคำถามที่เจอบ่อยคือ ทำงานกับคนอินเดียไม่กลัวเหรอ  คุยภาษาอะไรทำไมถึงควบคุมคุณภาพงานได้แบบนี้ ความจริงคือ เราทำงานกับคนอินเดีย สื่อสารกับเขาด้วยภาษาอังกฤษล้วน ต้องบินไปอินเดีย ปีละ 5 &#8211; 6 ครั้ง   คนไทยชอบพูดกันติดปากเล่นๆ ว่า ถ้าเจองูกับเจอแขกให้ตีแขกก่อน แต่ตอนนี้แขกกลัวกษมามาก (หัวเราะ)&#8221;
	</p>
<p>
		&#8220;ช่างเทเลอร์ตัดเสื้อให้เราที่นู่น คนขึ้นแพตเทิร์นเป็นผู้ชายหมดเลยนะ  แล้วเราจะเรียกทุกคนว่ามาสเตอร์ มีโรงงานหนึ่งพอมาสเตอร์เห็นกษมา มาสเตอร์จะมือสั่น  กษมา กษมามาอีกแล้ว คือน่ากลัวมาก ตาผี ไม่ปล่อยเลยแม้แต่เซนติเมตรเดียวเพราะว่าเราเป็นคนออกแบบเองไง ถ้าใครเกิดขึ้นแบบผิด เราจะรู้ทันทีเลย แล้วเป็นผู้หญิงไม่ได้กลัวผู้ชาย เห็นอะไรผิดพลาดก็จะบอกเขาตรงๆ มาสเตอร์ มาสเตอร์ต้องแก้นะ ต้องทำแบบนี้ ”
	</p>
<p style="text-align: center">
		<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9396.jpg" style="background-color: initial;text-align: center">
	</p>
<h3><strong style="background-color: initial">เสื้อผ้าฤดูร้อนดีไซน์เรียบง่ายแต่ไม่ง่ายซักนิด</strong></h3>
<p>
		“การขึ้นแบบ เราทำเอง ขึ้นหุ่นเองหมด แต่ในขณะเดียวกันหุ่นสัดส่วนก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ต้องฟิตติ้งกับรูปร่างตัวเอง แล้วก็ต้องนึกถึงคนอื่นๆ ที่หุ่นแตกต่างจากเรา ทั้งหมดเราได้มาจากการทำงานที่ผ่านมา ก็พยายามทำเสื้อฟรีไซส์ที่เข้าได้กับคนทุกรูปร่าง&#8221;
	</p>
<p>
		&#8220;เสื้อผ้าเราเป็น Loungewear คือใส่สบาย ใส่อยู่บ้านได้ แต่เราอยากให้เป็นชุดอยู่บ้านที่ใส่ไปเดินนอกบ้าน ไปงานปาร์ตี้ได้ด้วย พวกกางเกงนอนทรงตรงเราไม่ทำ เราตัดเย็บเป็นกางเกงนอนทรงสวยขาบานหน่อย ใส่สบายไม่พอ ต้องเปรี้ยวด้วย เราก็ดีไซน์ตัวกิโมโนเพิ่มเข้ามา จริงๆ เป็นทรงธรรมดาเลยแต่ว่าด้วยเนื้อผ้า ลวดลายจากบล็อกไม้อินเดีย และการพรีเซนต์ ทำให้คนใส่ไม่เหมือนใส่ชุดนอน&#8221;
	</p>
<p style="text-align: center">
		<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9384.jpg" style="background-color: initial;text-align: center">
	</p>
<p>
		&#8220;ไม่เคยคิดว่าเสื้อผ้าแบรนด์ KASA’ MAYA เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นนะ เพราะคนทำไม่ใช่คนแฟชั่นจัด เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดอะไร แต่มีสไตล์ของเรา  มีความจริงใจในแบบเราซ่อนอยู่ แพตเทิร์นทุกตัวเราคิดเยอะ  ไม่ได้อยากทำแบบอยู่บ้านแล้วจบ ถ้าลูกค้าจะเอาไปใส่อยู่บ้านก็ต้องสวยอ่ะ อย่างเดรส V Neck   ทรงตรงทิ้งลงมาปกติซึ่งทุกคนชอบ ขายดี เราก็ไม่อยากทำแบบนั้นเพราะมันง่ายไป หลายคนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำอะไรง่ายๆ เจาะคอ V แล้วขายก็จบได้กำไรคืนแล้ว ตัวผ้าลายพิมพ์จากอินเดียมันสวยในตัว แต่เราไม่เอา เราอยากทำให้มันไม่ธรรมดาในรายละเอียด เรารู้อยู่แก่ใจ เช่น ด้านหลังเดรสเราก็เปลี่ยนมาใช้ผ้าสีเข้มเพื่อถ่วงน้ำหนัก ตะเข็บต้องเก็บให้เรียบร้อย ใส่งานปัก งานกระดุมเข้าไปเล็กๆ น้อยๆ ตลอด&#8221;
	</p>
<p style="text-align: center">
		<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9406.jpg" style="background-color: initial;text-align: center">
	</p>
<p>
		&#8220;หัวใจอยู่ที่รายละเอียด เราให้ความสำคัญทุกอย่าง เพราะว่าผ้ามันเรียบ เราก็อยากให้คนใส่มีดีเทล รู้สึกดีกับเสื้อผ้าที่เราทำ แม้กระทั่งโลโก้ ป้ายแท็กต่างๆ เราก็ทำเองหมดในช่วงแรก ไม่ปล่อยให้โรงงานไหนจนกว่าจะไว้ใจว่าเขาสามารถพิมพ์ได้ สองสี สามสีในเฉดที่เราต้องการ เวลาจัดหน้าร้านเอาเสื้อใส่ไม้แขวนเราก็ซีเรียสกับตัวพู่ห้อยว่าสีสันจะเข้ากับชุดไหม คือมันเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่คนซื้ออาจไม่รู้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจ เราปล่อยไม่ได้จริงๆ สีสันเข้ากันก็จะขับเน้นให้เสื้อผ้าโดดเด่นขึ้น ถ้าไม่เข้ากันก็จะดึงให้เสื้อผ้าดรอปลง หรือถ้าเจาะรูป้ายพลาด ก็ไม่ปล่อย ทำใหม่ คนซื้ออาจไม่รู้สึก แต่เรารู้สึกผิดในใจ ปล่อยไม่ได้จริงๆ”
	</p>
<p style="text-align: center">
		<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9392.jpg" style="background-color: initial;text-align: center">
	</p>
<h3><strong style="background-color: initial">แผนการตลาด คือ ไม่มีแผนการตลาด</strong></h3>
<p>
		“ตอนนี้มีหน้าร้านที่ Siam Discovery กับล่าสุดที่ทองหล่อ ถือเป็นสถานที่ในฝัน เพราะเป็นพื้นที่ที่เราชอบมาเดิน มันเป็นเรา เอาต้นไม้มาวางได้ มองเห็นท้องฟ้า แสงแดด แม้จะต้องแลกกับช่วงเวลาเช่าที่สั้นๆ แต่เราก็โอเค ในอนาคตก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าจะมีหน้าร้านและสตูดิโอทำงานในที่เดียวกัน คนที่รักเสื้อผ้าแบบเดียวกับเราสามารถเดินทางมาช็อปปิ้งได้ แล้วเราก็นั่งทำงานใกล้ๆ เขาได้ แค่นี้แหละ ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้เลย&#8221;
	</p>
<p>
		&#8220;เวลาไปออกงานแฟร์ก็เหมือนไปเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนเรา ส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยได้กำไรอะไรนะ (หัวเราะ) แต่ที่ประทับใจคือที่ Wonderfruit เป็นงานแรกที่เราลองไปขาย แล้วก็ขายหมดเกลี้ยง กับงาน Made by Legacy ปีที่จัดที่สโมสรรถไฟก็มีคนซื้อไปเยอะมาก&#8221;
	</p>
<p>
		&#8220;เราใช้ใจทำแบรนด์นี้มากๆ ทำอย่างที่อยากใส่ก่อน แล้วก็คิดว่าน่าจะมีคนอื่นชอบเหมือนเราบ้าง แล้วถ้าเขาชอบเรา เขาก็จะมาเจอกับเราเอง&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9294.jpg" style="text-align: center;background-color: initial"></p>
<p>
		&#8220;อย่างเวลาใครชวนให้โปรโมต เราก็ไม่รู้จะโปรโมตยังไง จะร่วมรายการเซลล์ยังไง ในเมื่อของเรามีจำกัด เสื้อผ้าเราผลิตได้แค่ช่วงฤดูร้อนของอินเดียเท่านั้น ฤดูฝน พื้นยังชื้นอยู่ทำไม่ได้ ฤดูหนาวก็มืดไว ก็ทำได้น้อยมาก ของเราจึงขาดช่วงบ่อย แต่ตอนนี้เริ่มรู้วิธีรับมือละ (หัวเราะ) ส่วนราคาที่ตั้งก็ไม่รู้จะลดยังไงดี (ยิ้มเขิน) คือเป็นราคาที่อยากให้ทุกคนจับต้องได้ แม้เราจะจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างที่อินเดียในเรทที่สูง เพื่องานคุณภาพก็ตาม เราไม่ได้อยากให้เสื้อผ้าเราไกลเกินเอื้อม คนที่เขาชอบเสื้อผ้าแบบเดียวกับเรา แต่เป็นเด็กเพิ่งเรียนจบใหม่ยังไม่มีเงินเก็บมาก เขาก็สามารถใส่เสื้อผ้าเราได้ เราดีใจด้วยซ้ำที่เห็นเด็กๆ ใส่ชุดเรา”
	</p>
<h3><strong style="background-color: initial;text-align: center">เสื้อผ้าฤดูร้อนที่สร้างความสุขทุกฤดู</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF93721.jpg"></p>
<p>“โห เราสนุก เราสุขตั้งแต่ครีเอตมันขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระหว่างขึ้นแบบ ทดลองทำ ตกดึกนอนฝันว่าอยากทำให้เป็นจริงไวๆ อยากเห็นว่าตอนสำเร็จแล้วของจริงจะเป็นแบบไหนกัน มันมีความสุขมากเลยนะ  อย่างตอนอยู่ที่สตูดิโอทำงานที่อินเดีย พองานเสร็จเราก็จะถามช่างว่า นี่สวยไหม? โอ้ย ไอชอบมาก แต่ช่างเขาก็สั่นหน้าแบบ หล่อนชอบไปได้ไง ไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เราก็แน่ใจว่านี่สวยมาก แล้วพอมีคนชอบสิ่งที่เราทำไปก็ยิ่งมีความสุขขึ้นไปอีก”</p>
<p style="text-align: center">
<h3>
		<strong style="background-color: initial">KASA&#8217; MAYA</strong><br />
	</h3>
<p>
			<strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> เสื้อผ้า Loungewear  แฮนด์เมด<br /><strong style="background-color: initial">คอนเซปต์: </strong>เสื้อผ้าย้อมครามพิมพ์บล็อกไม้ลายสวยสะบัดสวมสบายจากช่างฝีมือชัยปุระ ประเทศอินเดีย<br /><strong style="background-color: initial">เจ้าของ:</strong> หมู-กษมา โรหิตรัตนะ<br /><strong style="background-color: initial">Facebook :</strong> <a href="http://www.facebook.com/kasamayabkk">kasamayabkk</a></p>
<p><a href="http://www.facebook.com/kasamayabkk"></a><em style="background-color: initial;text-align: center"><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ, </em><em style="background-color: initial;text-align: center">กษมา โรหิตรัตนะ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-kasa-maya/">KASA’ MAYA : เสื้อผ้าฤดูร้อนจากใจหญิงไทยผู้ข้ามฟ้าไปลุยงานกับช่างฝีมือภารตะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-kasa-maya/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Friday People : แบรนด์เสื้อผ้าจักรยานที่ออกแบบอย่างเข้าใจผู้ใช้ทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-friday-people/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-friday-people/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Oct 2017 12:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[โจ้ - อมร ขันติธรรมากร]]></category>
		<category><![CDATA[เชษฐ์ - กุลเชษฐ์ ชลทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ปั่นจักรยาน]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้าปั่นจักรยาน]]></category>
		<category><![CDATA[friday people]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-friday-people/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อ 5 &#8211; 6 ปีที่แล้ว กระแสการปั่นจักรยานในไทยได้รับความนิยมมาก ขนาดที่ว่าในปี 2554 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าเรานำเข้าจักรยานและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับจักรยานเฉลี่ยเดือนละประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยอดรวมทั้งปีมีมูลค่าสูงมากถึง 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 พันล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นความตื่นตัวด้านการปั่นจักรยานกันมากจนน่าประหลาดใจ เมื่อมีความต้องการจากผู้บริโภคสูงขนาดนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการปั่นจักรยานในบ้านเราจึงเติบโตและเกิดการแข่งขันในตลาด ช่วงนั้นมีกลุ่มนักปั่นในเมืองปรากฏตัวให้เห็นตามท้องถนนบ่อยครั้ง แต่ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกแวดวง เมื่อกระแสแพร่หลายได้ ก็มีวันซบเซาลงได้จากปัจจัยหลายด้าน เช่น ขาดนโยบายสนับสนุน ขาดกิจกรรมกระตุ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว มิหนำซ้ำในปีนี้ ประเทศที่มีอุตสาหกรรมจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปกลับมีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 15 ภาพรวมของวงการนักปั่นทั่วโลกจึงได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แต่ในขณะที่กระแสการปั่นเริ่มถดถอย เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สองหนุ่มเพื่อนซี้ โจ้-อมร ขันติธรรมากร หนึ่งในหุ้นส่วน Sealee Urban ร้านจักรยานไลฟ์สไตล์บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และ เชษฐ์-กุลเชษฐ์ ชลทรัพย์ เจ้าของกิจการเสื้อผ้าผู้หญิงที่ทำร่วมกับภรรยานาน 7 ปี กลับหันมาจับมือกันทำเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์ผสานฟังก์ชันสำหรับการปั่นจักรยานที่ชื่อ Friday People ขึ้นมา นี่คือมิติใหม่ของแบรนด์เครื่องแต่งกายวงการนักปั่นไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-friday-people/">Friday People : แบรนด์เสื้อผ้าจักรยานที่ออกแบบอย่างเข้าใจผู้ใช้ทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อ 5 &#8211; 6 ปีที่แล้ว กระแสการปั่นจักรยานในไทยได้รับความนิยมมาก ขนาดที่ว่าในปี 2554 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าเรานำเข้าจักรยานและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับจักรยานเฉลี่ยเดือนละประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยอดรวมทั้งปีมีมูลค่าสูงมากถึง 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 พันล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นความตื่นตัวด้านการปั่นจักรยานกันมากจนน่าประหลาดใจ</p>
<p>เมื่อมีความต้องการจากผู้บริโภคสูงขนาดนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการปั่นจักรยานในบ้านเราจึงเติบโตและเกิดการแข่งขันในตลาด ช่วงนั้นมีกลุ่มนักปั่นในเมืองปรากฏตัวให้เห็นตามท้องถนนบ่อยครั้ง แต่ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกแวดวง เมื่อกระแสแพร่หลายได้ ก็มีวันซบเซาลงได้จากปัจจัยหลายด้าน เช่น ขาดนโยบายสนับสนุน ขาดกิจกรรมกระตุ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว มิหนำซ้ำในปีนี้ ประเทศที่มีอุตสาหกรรมจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปกลับมีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 15 ภาพรวมของวงการนักปั่นทั่วโลกจึงได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_14.jpg" /></p>
<p>แต่ในขณะที่กระแสการปั่นเริ่มถดถอย เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สองหนุ่มเพื่อนซี้ <strong>โจ้-อมร ขันติธรรมากร </strong>หนึ่งในหุ้นส่วน <a href="https://sealeestore.com/" target="_blank" rel="noopener">Sealee Urban</a> ร้านจักรยานไลฟ์สไตล์บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และ <strong>เชษฐ์-กุลเชษฐ์ ชลทรัพย์</strong> เจ้าของกิจการเสื้อผ้าผู้หญิงที่ทำร่วมกับภรรยานาน 7 ปี กลับหันมาจับมือกันทำเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์ผสานฟังก์ชันสำหรับการปั่นจักรยานที่ชื่อ Friday People ขึ้นมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_9.jpg" /></p>
<p>นี่คือมิติใหม่ของแบรนด์เครื่องแต่งกายวงการนักปั่นไทย ที่มีจุดยืนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเสื้อผ้าปั่นจักรยานกับเสื้อผ้าสวมใส่สบายและดูดีในชีวิตประจำวัน ด้วยความที่โจ้เป็นนักปั่นและเชษฐ์เป็นนักทำเสื้อผ้าเป็นทุนเดิม เลยมั่นใจว่าตัวเองสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพ ด้วยปณิธานการปลูกปั้นธุรกิจเสื้อผ้าสำหรับคอจักรยานในช่วงขาลงของธุรกิจ เราจึงประทับใจความกล้าและสะดุดตากับภาพลักษณ์สินค้าอันทันสมัย รวมถึงการวางจุดยืนที่ต่างไปจากแบรนด์เสื้อผ้าจักรยานอื่นๆ ในท้องตลาดไทย</p>
<p>ความท้าทายอีกประการคือการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเสื้อผ้าฟังก์ชันที่ต้องการการทดลองใส่ให้เห็นผลจริง แต่โจ้และเชษฐ์บอกเราว่าถ้าได้ลองด้วยตัวเองแล้วจะพบว่าเสื้อผ้า Friday People ช่วยส่งเสริมการปั่นจักรยานในเมืองให้สะดวกสบายพร้อมทั้งดูดีมีสไตล์มากขึ้น ด้วยใจเชื่อว่าถ้าตั้งใจทำเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ตัวเองแล้วมีดี พวกเขาจึงอยากส่งต่อสิ่งดีนี้ให้คนที่ชอบปั่นจักรยานได้มีความสุขทั่วถึงกัน ที่สำคัญ ทั้งสองหนุ่มยังชอบมาเปิดบูทขายเสื้อผ้าและคุยกับผู้อ่าน HUMAN RIDE ที่งาน a day BIKE FEST ไม่เคยขาด</p>
<h3>คิดเพื่อเสื้อผ้าปั่นเที่ยวตัวเดียวกัน</h3>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “โจ้ปั่นจักรยานมา 6 ปี และเปิดร้านจักรยาน Sealee Urban มา 5 ปี เขารู้ความต้องการด้านฟังก์ชันเสื้อผ้าของคนขี่จักรยาน ส่วนผมอยู่ในธุรกิจเสื้อผ้ามานาน ทั้งออกแบบและตัดเย็บเอง เข้าใจเรื่องตลาดและกระบวนการผลิต&#8221;</p>
<p>“โจ้มาคุยว่า ปัจจุบันตลาดเสื้อผ้านักปั่นมีแต่เสื้อผ้ารัดๆ ถ้าอยากใส่แบบลำลองจะมีแต่เสื้อผ้าทั่วไป เขาเลยมองหาเสื้อผ้าที่อยู่กึ่งกลางของสองสิ่ง ซึ่งต้องมีฟังก์ชันสำหรับการระบายเหงื่อ ฟังก์ชันสำหรับการปั่น และต้องใส่ไปเที่ยวหรือใส่ออกมาใช้ชีวิตได้เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป เลยมาคุยกันเรื่องส่วนผสมเสื้อผ้า เกิดเป็นโปรเจกต์ Friday People ตั้งแต่ปลายปี 2014 ที่เราเปิดคอลเลกชันแรก จากวันนั้นเราทำแบรนด์มา 3 ปีแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_17.jpg" /></p>
<p><strong>โจ้ :</strong> “ผมเข้ามาทำเสื้อผ้าเพราะเราอยู่ในวงการจักรยานแล้วรู้สึกว่าสินค้าที่ต้องการหาซื้อไม่ได้ ชุดปั่นจักรยาน ถ้าไม่เป็นชุดกีฬาจะเป็นเสื้อผ้าใส่เที่ยวที่เข้ารูปเกินไป ใส่ปั่นได้ก็จริง แต่มาเดินข้างนอกไม่ค่อยเหมาะ บวกกับเราเป็นสไตล์ปั่นเที่ยวเมือง ปั่นไป แวะดูสถานที่ และหาของอร่อยกินไป บางทีเราใส่ชุดปั่นจักรยานถ่ายภาพหรือคนเห็นเราก็รู้สึกเคอะเขิน เพราะชุดจักรยานแนบเนื้อขึ้นมา ผมจะไม่ค่อยมั่นใจสรีระของตัวเอง อาจมีพุงออกบ้าง ถ้าปั่นจักรยานแข่งตามงานก็โอเคเพราะแต่งชุดเหมือนกัน แต่พอปั่นในเมือง เวลาขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ชุดจัดเต็มอยู่คนเดียว เหมือนเราเป็นคนโดดเดี่ยวอยู่บนโลก พอใส่ชุดไปเที่ยว บางทีปั่นเยอะไม่ได้เพราะไม่ถนัด ต้องเปลี่ยนชุดบ่อยๆ ทำให้เสียเวลามาก เราอยากทำชุดที่ตอบโจทย์ทั้งสองอย่างแล้วไม่ต้องคอยเปลี่ยนบ่อยๆ ด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_19.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อ Friday People</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong> “ชื่อแบรนด์เกิดจากการที่ผมและกลุ่มเพื่อนเจอกันทุกวันศุกร์ เรามีกิจกรรมร่วมกันเยอะมาก ทั้งทำงาน ปาร์ตี้ และคุยเล่น ตัวผมเป็นคนชอบปั่นจักรยานมาก พอคุยกับเชษฐ์เกี่ยวกับปัญหาเสื้อผ้าของคนปั่นจักรยาน เราเลยลงมือทำแบรนด์เสื้อผ้าที่ตอบโจทย์คนกิจกรรมเยอะ แล้วคนรักวันศุกร์แบบพวกเราเลยเลือกใช้ชื่อแบรนด์ว่า Friday People เพื่อสะท้อนตัวตนของตัวเอง และคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบเราด้วย”</p>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “เราตั้งใจทำเสื้อผ้าสำหรับทั้งการเวิร์กและเพลย์ ซึ่งเป็นช่องว่างของตลาดที่เข้าไปเติมเต็มความต้องการตรงนี้ได้ ผมมองว่ามีคนต้องการตรงนี้ แล้วเราไปตอบโจทย์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะฉะนั้นเมื่อตัวเลือกน้อยกว่าคู่แข่งเลยน้อยตาม ผมอยากให้ Friday People เป็นเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ชายที่กิจกรรมเยอะๆ ได้”</p>
<p><strong>โจ้ :</strong> “ไม่ใช่เน้นแค่กลุ่มนักปั่นอย่างเดียว แต่ถ้างานที่ต้องใส่เสื้อผ้าลุยในชีวิตประจำวันก็ต้องใช้ได้ เพราะเราเจาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ หรือทำงานกลางแจ้ง งานออกกองเยอะๆ งานตากล้อง งานที่อาศัยความคล่องตัว มีลูกค้าอย่างคุณหมอ ข้าราชการ ตำรวจ และอีกหลายอาชีพที่ใส่แล้วโอเค”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_12.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อนักปั่นจักรยานแบบไหนก็ใส่ได้</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong> “เสื้อผ้าของเราใส่ปั่นจักรยานได้ทุกแบบ แต่ที่เน้นเป็นพิเศษคือการปั่นในเมือง ไม่ใช่แค่ใส่ปั่นจักรยานนะ สมมติออกไปเที่ยวอยู่ดีๆ แล้วเพื่อนเกิดปุบปับชวนไปตีแบต เราก็ไปได้ แต่ถ้าเป็นสายปั่นจริงจังอาจเลี่ยงการใส่ชุดกีฬาไม่ได้ เพราะต้องใช้ปั่นเพื่อทำความเร็ว ตรงนั้นจะไม่ใช่กลุ่มค้าเราโดยตรง”</p>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “เราเอาไลฟ์สไตล์จักรยานเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเสื้อผ้า ต่อจากนั้นก็พัฒนาเป็นเสื้อผ้าของกีฬาอื่นๆ แต่ถ้าไม่ใส่ปั่นจักรยาน คนทำงานเหงื่อเยอะก็ใส่ได้ เพราะเราทำดีไซน์เรียบๆ เน้นสีหลักง่ายๆ อย่างสีเข้มและสีอ่อน ใช้ผ้าแห้งเร็ว โดยปกติเสื้อเชิ้ตทั่วไปเหงื่อออกแล้วผ้าจะแนบเนื้อ ซึ่งจะดูไม่ดีสำหรับคนทำงาน แต่เชิ้ตของเราแก้ไขปัญหาจุดนี้ได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_6.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อฟังก์ชันระบายเหงื่อ</h3>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “ตัวผมไม่ได้ปั่นจักรยาน แต่เป็นคนเหงื่อเยอะ ฟังก์ชันสำหรับการระบายเหงื่อเป็นฟังก์ชันที่อยากได้โดยส่วนตัว เพราะเวลาใส่กางเกงขาสั้นทั่วไปเหงื่อจะซึมเหนอะหนะหน้าขา ผมเลยเลือกใช้ผ้ากีฬาทำกระเป๋ากางเกง ตัดเย็บจากขอบเอวลงมา ทำให้ใส่แล้วโอเค ซึ่งตรงนี้เป็นการพยายามหาจุดเล็กจุดน้อยที่ตลาดเสื้อในปัจจุบันไม่ได้ลงรายละเอียด”</p>
<p><strong>โจ้ :</strong> “อย่างเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อโปโล เราทำรายละเอียดเฉพาะในปกเสื้อเพราะบางคนเหงื่อเยอะ ตรงคอเสื้อจะเหลือง เลยใช้ผ้าระบายเหงื่อและผ้ากีฬาสีดำ ส่วนแบรนด์กีฬาโดยตรงเขาจะใช้พวกผ้าที่ฟังก์ชันจ๋าๆ อย่างผ้าโพลีนพลิ้วๆ ซึ่งใส่ได้บางโอกาส แต่ของเราพยายามทำให้รูปทรงใส่ได้ในประจำวัน”</p>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “ผ้าที่เราใช้ทอทั้งสองด้าน ด้านในเป็นผ้ากีฬาไมโครโพลีเอสเตอร์ ด้านนอกจะทอด้วยคอตตอน ใส่แล้วเย็นสบายกว่าโปโลทั่วไป มีลูกค้าที่ซื้อเสื้อไปใส่ตีกอล์ฟ เพราะรูปลักษณ์ดูลำลอง ตีกอล์ฟเสร็จแล้วไปทำธุระต่อได้เลย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_161.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อฟังก์ชันเสียบแว่นตา</h3>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “เราเป็นคนชอบใส่แว่น เพราะฉะนั้นเสื้อของเราจะมีหูเสียบแว่นโดยเฉพาะ เพราะปกติถ้าจะเสียบหน้าสาบเสื้อแล้วแว่นหล่น เลยทำหูช่องเสียบให้กระชับ ไม่ต้องกลัวร่วง”</p>
<p><strong>โจ้ :</strong> “นอกจากช่องเสียบแว่นตาบนเสื้อเชิ้ต เรายังแบ่งรูเพื่อใส่แว่น และมีการแบ่งเป็นรูใส่โทรศัพท์ไปด้วย จะได้สะดวกเวลาเคลื่อนตัวเร็วๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_4.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อให้ของในกระเป๋ากางเกงไม่ร่วงหล่น</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong> “เราคิดมานานแล้วว่ากางเกงทั่วไปทรงกระเป๋าตื้นมาก ใส่แล้วนั่งจะหล่นง่าย เลยดีไซน์ให้กระเป๋าลึกๆ เพื่อให้ใส่ของง่าย ใส่ได้จำนวนมากกว่าปกติ มีช่องกระเป๋าซิปที่ใส่มือถือได้ ป้องกันมือถือและของหล่นระหว่างปั่นจักรยาน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อฟังก์ชันเป้ากางเกงยืดหยุ่น</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong> “เสื้อผ้าทั่วไปพอเราใส่ออกมาปั่นจะแบบเข้ารูปทำให้ยกแข้งขาไม่ได้ ตอนนั่งยองต้องค่อยๆ ลุก ถ้าขยับเร็วเป้าขาดจะขาด ทำให้ต้องกังวลเรื่องรั้งเป้า แต่กางเกงของเรารูปร่างไม่ต่างจากชุดทั่วไป แต่เป้าจะออกแบบให้มีความยืดหยุ่น เวลาใส่ไม่ต้องคอยระวังว่าจะขาดไหมเพราะเป็นผ้ายืด ช่วย 2 ส่วน ส่วนหนึ่งจะช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวก อีกส่วนคือการระบายอากาศ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_3.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อฟังก์ชันปรับกระชับเอว</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong> “กางเกงของเรามีแถบปรับเอว บางคนปั่นจักรยานแล้วขาจะใหญ่ขึ้น ต้องใส่กางเกงอัพไซส์ขึ้นไปเพื่อให้ใส่ต้นขาได้พอดี เขาต้องหากางเกงหลวมๆ มาใส่เพื่อให้ใส่ขาลงไปได้ แต่จะเกิดปัญหาไม่พอดีเอว เราก็เลยใช้ฟังก์ชันปรับลดเอวตามสะดวก เพื่อให้เกาะเอวตามปกติ แต่ขาไซส์ไหนก็ใส่ได้”</p>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “อย่างผมเองไม่ปั่นจักรยาน แต่เวลาออกไปกินเหล้ากินเบียร์ วันรุ่งขึ้นเราจะอ้วนขึ้นนิดหนึ่งเราก็จะปลดล็อกเพื่อปรับขนาดเอวให้พอดีได้ จะช่วยตอบโจทย์คนไม่ชอบใส่เข็มขัดด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_18.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อนักปั่นสายกลางคืน</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong> “สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยานตอนกลางคืนหรือจำเป็นต้องปั่นตอนค่ำ เสื้อผ้าของเรามีแถบสะท้อนแสงเพื่อช่วยให้คนที่ขับรถบนท้องถนนเห็นว่าเรากำลังปั่นอยู่ด้วย อย่างเสื้อโปโลจะซ่อนแถบนี้ไว้ตรงปก ถ้าจะใช้ก็พับขึ้นมา แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวันก็ใส่เหมือนเสื้อผ้าปกติได้เลย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_51.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อคนกลุ่มเล็กๆ</h3>
<p><strong>โจ้ : </strong>“นอกจากแพสชันของเราที่คิดทุกอย่างจากปัญหาของตัวเองซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ผมต้องการแต่ในท้องตลาดไม่มีให้ การพัฒนาเสื้อผ้าอีกส่วนมาจากฟีดแบ็กจากคนปั่นด้วยกัน ข้อดีของแบรนด์ขนาดเล็กอย่างเราคือใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าแบรนด์ใหญ่ๆ ทำให้แก้ไขและพัฒนาได้ทันที กว่าจะมาถึงรุ่นที่วางขายตอนนี้ เราพัฒนามา 4-5 รุ่นแล้ว ค่อยๆ ปรับและพัฒนาเรื่อยๆ เน้นให้คนไทยซึ่งอยู่ในเมืองร้อนใส่”</p>
<p>“ตอนแรกผมวางไว้ว่าลูกค้าเราคือคนกลุ่มอายุ 24 &#8211; 35 ปี แต่พอจำหน่ายจริง อายุของลูกค้าส่วนมากเริ่มที่ 30 กว่าขึ้นไปจนถึง 55 ปี คนที่ซื้อเสื้อผ้าเราเลยเป็นผู้ใหญ่ที่เขาคำนึงถึงฟังก์ชันมากกว่าดีไซน์”</p>
<p><strong>เชษฐ์ : </strong>“โจ้จะป้อนฟังก์ชันมาให้ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มอยากได้อะไร ผมจะคุยกับดีไซเนอร์ พยายามหาผ้าและดีไซน์แบบใหม่ คอยติดตามเทคโนโลยีดีๆ เข้ามาปรับใช้ โดยจะเน้นการใช้ผ้าโปโล ผ้าแห้งเร็ว ผ้าเชิ้ต และผ้าสแปนเด็กซ์ สี่กลุ่มหลักใหญ่ๆ มีรายละเอียดที่ต่างจากเสื้อผ้าทั่วไป 2 เรื่องคือวัตถุดิบ เสื้อผ้าทั่วไปเน้นแฟชั่น แต่เราเน้นวัตถุดิบเนื้อผ้าที่ตอบโจทย์ชีวิตลุยๆ ซึ่งในตลาดค่อนข้างน้อย เรื่องที่สองคือช่างตัดเย็บทั่วไปจะไม่เข้าใจรายละเอียดว่าต้องเย็บยังไง แต่เราใช้ช่างและนักออกแบบที่เชี่ยวชาญจริงๆ”</p>
<p><strong>โจ้ :</strong> “ตอนแรกเราคิดว่านักปั่นที่ซื้อสินค้าเราจะมีแค่คนในเมืองใหญ่ แต่ความจริงเรามีลูกค้าตามต่างจังหวัดที่เขาเลือกเพราะฟังก์ชันแล้วถูกใจสินค้าเยอะมาก ผมแปลกใจเหมือนกันเพราะคนต่างจังหวัดตัดสินใจซื้อเสื้อผ้ากางเกงราคาหลักพันโดยไม่เคยลอง ไม่เคยจับผ้ามาก่อน แต่เขาไว้ใจและกล้าลองซื้อของบนตลาดออนไลน์มากขึ้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_15.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อก้าวข้ามอุปสรรค</h3>
<p><strong>เชษฐ์ : </strong>“ความยากของการทำแบรนด์นี้คือการคัดเลือกผ้า ถึงแม้ผ้ากีฬาในตลาดมีเยอะ แต่เราต้องการผ้ากีฬาที่ดูไม่กีฬา”</p>
<p><strong>โจ้ : </strong>“เพราะเราตั้งใจทำให้เสื้อผ้าเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันลูกค้าเราก็โตขึ้น ไม่ใช่แค่กลุ่มคนปั่นจักรยาน แต่เพราะฟังก์ชันคิดมาเพื่อช่วยให้คนใส่รู้สึกดี โดยเฉพาะคนที่อยากตัวแห้งสบาย เสื้อไม่เปียกและดูเนี้ยบได้ตลอดเวลา”</p>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> “อุปสรรคที่เรามีคือการนำเสนอสินค้าให้เห็นคุณสมบัติทุกอย่าง เราเป็นสินค้าฟังก์ชันขายบนพื้นที่ออนไลน์ ถึงเราถ่ายรูปสินค้าสวยและพยายามอธิบายรายละเอียดเสื้อผ้าแค่ไหน ใช่ว่าคนเห็นแล้วจะเข้าใจ เลยตั้งใจพยายามออกบูททุกปีเพื่อออกไปคุยกับลูกค้า ให้ลูกค้าได้ทดลองใส่จริง ลองใช้จริง เกิดการบอกปากต่อปากแล้วนำไปรีวิวอีกต่อ เพราะถึงขายออนไลน์ยังไงก็ไม่รู้สึกจริงเหมือนได้จับด้วยมือตัวเอง”</p>
<p><strong>โจ้ :</strong> “ทุกวันนี้การตลาดบนโลกออนไลน์เปลี่ยนเร็วจริงๆ แค่เฟซบุ๊กอย่างเดียวผ่านมาสามปี ตอนนี้ระบบเปลี่ยนวิธีการให้คนเห็นโพสต์เราน้อยลง เราต้องปรับตัวให้ไวและทำการบ้านกันหนักขึ้นมากๆ นอกจากจะมีเฟซบุ๊กไว้สื่อสารกับลูกค้า เราก็มีไลน์ เผื่อลูกค้ามีปัญหาอะไรเราก็จะช่วยแก้ไขและตอบข้อสงสัยได้ตลอดเวลา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_8.jpg" /></p>
<h3>คิดเพื่อความสุขของทุกคนในทุกๆ วัน</h3>
<p><strong>โจ้ :</strong>“ความสุขของเราคือได้ฟีดแบ็กกลับมาว่าเขาแฮปปี้ ใส่แล้วสบาย มันเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป เราอยากให้เสื้อผ้าของเราเป็นชุดที่เขาใส่ได้ทุกวัน ใส่แล้วมั่นใจ เราเชื่อว่าเขาเห็นคุณค่าความตั้งใจของเรา”</p>
<p><strong>เชษฐ์ :</strong> &#8220;ผมว่าการทำ Friday People เป็นความสุขเล็กๆ ส่วนตัว เราทำเอง ได้ใส่เสื้อผ้าที่สบายด้วยตัวเอง แต่ความสุขที่ใหญ่กว่าคือคำชมจากลูกค้าและกำลังใจจากลูกค้าที่ได้รับกลับมา มันแสดงให้เห็นว่าเขาคิดเหมือนเรา ใจตรงกับเรา เขาเข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อออกไปในรายละเอียดของเสื้อผ้า นี่คือกำลังใจที่จะทำให้เรายังทำเสื้อผ้าต่อไปเรื่อยๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Friday_People_11.jpg" /></p>
<h3>Friday People</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ :</strong> เสื้อผ้าเพื่อฟังก์ชันและไลฟ์สไตล์<br />
<b style="background-color: initial;">คอนเซปต์ : </b>เสื้อผ้าที่สามารถใส่ไปทำงานได้ ใส่เที่ยวได้ และใส่ทำกิจกรรมได้ตลอดทั้งวัน<br />
<b style="background-color: initial;">เจ้าของ :</b> โจ้-อมร ขันติธรรมากร (อายุ 34 ปี) และ เชษฐ์-กุลเชษฐ์ ชลทรัพย์ (อายุ 36 ปี)<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/FridayPPL">Friday People<br />
</a><a href="http://www.friday-people.com">www.friday-people.com</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-friday-people/">Friday People : แบรนด์เสื้อผ้าจักรยานที่ออกแบบอย่างเข้าใจผู้ใช้ทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-friday-people/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Duangduan the dressmaker : เสื้อคลุมกิโมโนร่วมสมัยตัดเย็บจักรใจแม่ดวงเดือน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-duangduan-chiangmai/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-duangduan-chiangmai/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Sep 2017 02:11:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อทรงญี่ปุ่น.ขายเสื้อฮาโอริ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงเดือน.แบรนด์เสื้อผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์เสื้อผ้าเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้าเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อฮาโอริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-duangduan-chiangmai/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะเสื้อคลุมสไตล์ญี่ปุ่นที่อยากได้ไม่มีแบบที่ถูกใจสักที สองหนุ่มสาว ปอ-กิตติธัช สุริยะป้อ Motion Graphic Designer ที่บริษัทเอเจนซี Tapas Deluxe และแซนดี้-บุญญิสา อินวิจิตต์ Content Designer ของบริษัทโปรดักชั่น DDMY Studio แห่งเมืองเชียงใหม่ จึงริเริ่มร่างแบบและก่อตั้งแบรนด์เสื้อคลุมกิโมโนแนวสตรีทสนองนี้ดตัวเองชื่อเก๋ว่า Duangduan the dressmaker ด้วยคอนเซปต์น่ารักว่าเสื้อทุกตัวตัดเย็บด้วยมือขของคุณแม่คนเก่ง แม่อี๊ด-ดวงเดือน สุริยะป้อ ข้าราชการพยาบาลผู้ชำนาญและหลงใหลการตัดเย็บเป็นชีวิตจิตใจ จากผืนไอเดียคิดสนุกของสองหนุ่มสาว ถูกเย็บเข้ากับฝีมือและความใส่ใจของคนเป็นแม่ ยิ่งทำให้เสื้อคลุมร่วมสมัยของแบรนด์นี้มีเรื่องราวและอบอุ่นมากกว่าใคร นี่คือเหตุผลที่ทำให้บทสนทนาที่คลอด้วยเสียงของจักรเย็บผ้าของแม่เริ่มต้นขึ้น เริ่มต้นจากเสื้อที่แม่ตัดให้ ปอ: เริ่มต้นจากความชอบ ความอยากได้ก่อน เราชอบแต่งตัวเลยติดตามแฟชั่นกันปกติและเห็นว่าเสื้อคลุมกิโมโนหรือถ้าเรียกตามต้นตำรับคือฮาโอริ (Haori) เป็นเทรนด์ที่กำลังมา แต่แบบที่เราอยากได้ยังไม่มีขายในเชียงใหม่ เรากับแซนดี้เลยไปเดินกาดหลวงและเจอผ้าที่ถูกใจพอดี แม่เราก็ชอบตัดเสื้อผ้าอยู่แล้วเลยขอให้แม่ช่วยตัดให้ แซนดี้: เราใส่ชุดที่แม่ตัดเป็นเสื้อคู่ไปเทศกาลงานออกแบบที่ท่าแพอีสต์เมื่อปีที่แล้ว มีคนที่เรารู้จักชอบเยอะและเพื่อนหลายคนก็อยากได้ เลยลองตั้งโต๊ะรับพรีออเดอร์ในงานขายเสื้อผ้ามือสองที่บ้านข้างวัด ตอนนั้นเราซื้อผ้าตัวอย่างมานิดๆ หน่อยๆ ตัดเป็นพาเลตให้ลูกค้าเลือก พอมีคนสั่งเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าเราคงต้องขายกันจริงจังมากขึ้น ร่างแบบสร้างให้เป็นแบรนด์ แซนดี้: เราเอาชื่อจริงของแม่มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ Duangduan (ดวงเดือน) ไม่ได้เขียนผิดแต่เป็นความตั้งใจที่อยากเลือกใช้ตัวอักษรซ้ำๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-duangduan-chiangmai/">Duangduan the dressmaker : เสื้อคลุมกิโมโนร่วมสมัยตัดเย็บจักรใจแม่ดวงเดือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะเสื้อคลุมสไตล์ญี่ปุ่นที่อยากได้ไม่มีแบบที่ถูกใจสักที สองหนุ่มสาว <strong>ปอ-กิตติธัช สุริยะป้อ</strong> Motion Graphic Designer ที่บริษัทเอเจนซี Tapas Deluxe และ<strong style="background-color: initial;">แซนดี้-บุญญิสา อินวิจิตต์</strong> Content Designer ของบริษัทโปรดักชั่น <a href="https://www.facebook.com/ddmy.studio/" target="_blank" rel="noopener">DDMY Studio</a> แห่งเมืองเชียงใหม่ จึงริเริ่มร่างแบบและก่อตั้งแบรนด์เสื้อคลุมกิโมโนแนวสตรีทสนองนี้ดตัวเองชื่อเก๋ว่า Duangduan the dressmaker ด้วยคอนเซปต์น่ารักว่าเสื้อทุกตัวตัดเย็บด้วยมือขของคุณแม่คนเก่ง <strong style="background-color: initial;">แม่อี๊ด-ดวงเดือน สุริยะป้อ </strong>ข้าราชการพยาบาลผู้ชำนาญและหลงใหลการตัดเย็บเป็นชีวิตจิตใจ</p>
<p>จากผืนไอเดียคิดสนุกของสองหนุ่มสาว ถูกเย็บเข้ากับฝีมือและความใส่ใจของคนเป็นแม่ ยิ่งทำให้เสื้อคลุมร่วมสมัยของแบรนด์นี้มีเรื่องราวและอบอุ่นมากกว่าใคร นี่คือเหตุผลที่ทำให้บทสนทนาที่คลอด้วยเสียงของจักรเย็บผ้าของแม่เริ่มต้นขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_10.jpg" /></p>
<h3>เริ่มต้นจากเสื้อที่แม่ตัดให้</h3>
<p><strong>ปอ</strong>: เริ่มต้นจากความชอบ ความอยากได้ก่อน เราชอบแต่งตัวเลยติดตามแฟชั่นกันปกติและเห็นว่าเสื้อคลุมกิโมโนหรือถ้าเรียกตามต้นตำรับคือฮาโอริ (Haori) เป็นเทรนด์ที่กำลังมา แต่แบบที่เราอยากได้ยังไม่มีขายในเชียงใหม่ เรากับแซนดี้เลยไปเดินกาดหลวงและเจอผ้าที่ถูกใจพอดี แม่เราก็ชอบตัดเสื้อผ้าอยู่แล้วเลยขอให้แม่ช่วยตัดให้</p>
<p><strong>แซนดี้</strong>: เราใส่ชุดที่แม่ตัดเป็นเสื้อคู่ไปเทศกาลงานออกแบบที่ท่าแพอีสต์เมื่อปีที่แล้ว มีคนที่เรารู้จักชอบเยอะและเพื่อนหลายคนก็อยากได้ เลยลองตั้งโต๊ะรับพรีออเดอร์ในงานขายเสื้อผ้ามือสองที่บ้านข้างวัด ตอนนั้นเราซื้อผ้าตัวอย่างมานิดๆ หน่อยๆ ตัดเป็นพาเลตให้ลูกค้าเลือก พอมีคนสั่งเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าเราคงต้องขายกันจริงจังมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_5.jpg" /></p>
<h3>ร่างแบบสร้างให้เป็นแบรนด์</h3>
<p><strong>แซนดี้</strong>: เราเอาชื่อจริงของแม่มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ Duangduan (ดวงเดือน) ไม่ได้เขียนผิดแต่เป็นความตั้งใจที่อยากเลือกใช้ตัวอักษรซ้ำๆ ที่เอื้อต่อการจดจำ ตามด้วย the dressmaker ชื่อหนังที่เราสองคนชอบ ด้วยคาแรกเตอร์ตัวละครที่เย็บผ้าเก่ง จัดการเก่งทั้งงานนอกบ้านและในบ้านเหมือนแม่อี๊ด พอรวมกันแล้วเป็นความหมายที่พอดิบพอดีมากๆ</p>
<p><strong>ปอ</strong>: เราเป็นคนทำงานออกแบบที่ค่อนข้างเบื่อ branding design ตามยุคสมัยที่ต้องดูเรียบๆ มินิมอล พอเรามีโอกาสได้ทำแบรนด์ของตัวเอง เราก็อยากทำให้ดีและเป็นภาพที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยคนก็ยังจำได้ เลยเลือกใช้สีน้ำเงิน-ส้ม และเอาหน้าคุณแม่มาดราฟต์เป็นโลโก้ให้สอดคล้องกับชื่อที่ตั้งขึ้นมา คล้ายกับแบรนด์อย่างแม่ประนอมหรือสามแม่ครัวอะไรทำนองนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_2.jpg" /></p>
<p><strong>แม่อี๊ด</strong>: จริงๆ แม่ไม่ได้แก่หนังตาตกเหมือนในรูปขนาดนี้นะลูก แต่พอมีคนบอกว่าน่ารัก แม่ก็โอเคละ (หัวเราะ)</p>
<p><strong>ปอ</strong>: เรื่องการต่อยอดดีไซน์ คิดคอนเซปต์ของร้าน หรือออกแบบกราฟิกต่างๆ หลักๆ จะเป็นแซนดี้คิด ส่วนปอเป็นคนรับออเดอร์จากลูกค้า สั่งของ ส่งของ ส่วนงานตัดเย็บหลักๆ ก็จะเป็นแม่ แม่รู้รายละเอียดเรื่องการแบ่งผ้า ต่อลายผ้า เป็นคนเคาะว่าเสื้อแบบนี้สามารถตัดได้ รวมทั้งเทคนิคการเย็บแบบไหนที่ทำให้คอเสื้อและแขนเสื้ออยู่ทรง ซึ่งถ้าเป็นเสื้อแฟชั่นที่ผลิตแบบโรงงานเขาก็คงไม่ซีเรียสขนาดนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Duangduan_7.jpg" /></p>
<h3>วัตถุดิบต้องใช่ คือความใส่ใจจากแม่</h3>
<p><strong>แม่อี๊ด</strong>: บางทีลูกๆ อาจจะเห็นแค่ความสวยงามของผ้า แต่พอแม่เอามาตัดจริงๆ มันอาจจะลื่นไปจนเย็บยากและทำให้เสื้อไม่สวยไปเลย แม่ก็จะช่วยดูเนื้อผ้าที่ลูกเลือกมาด้วยว่าเหมาะกับตัดเย็บไหม หรือผ้าที่หนาเกินไปจะทำให้ลูกใส่แล้วร้อนรึเปล่า</p>
<p>ผ้าทุกชิ้นจะต้องซักก่อนที่จะลงแบบตัด เพื่อให้ผ้าอยู่ตัวง่ายต่อการเย็บ พอเย็บเสร็จก็ซักอีกรอบเพื่อเช็กด้วยว่าผ้าผืนนี้ผ่านการย้อมที่ดีพอไหมเพื่อให้แน่ใจว่าเวลาลูกๆ ซื้อเสื้อตัวนี้ไป สีของเสื้อจะไม่ตก แม่อยากให้ทุกคนใส่เสื้อตัวนั้นไปได้นานๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_6.jpg" /></p>
<h3>Custom-made ที่ลูกทุกคนใส่ได้</h3>
<p><strong><br />
แซนดี้</strong>: เราเป็นคนตัวใหญ่ ชอบมีปัญหาเวลาใส่เสื้อโอเวอร์ไซส์ เพราะถ้าเราซื้อเสื้อไซส์ XL มาจะกลายเป็นว่าตัวเราดูใหญ่ไปเลย หรือคนที่สูงมากๆ อาจจะมีปัญหากับความสั้นความยาวของเสื้อเหมือนปอ เราอยากมีไซส์เสื้อของตัวเองและคิดว่าคงมีหลายคนที่เป็นเหมือนกัน เสื้อคลุมของดวงเดือนเลยรับทำแบบ custom-made ด้วย คือไม่ว่าคนที่ชอบแต่งตัวจะหุ่นดีหรือไม่ดีก็สามารถใส่เสื้อของเราได้และสนุกกับแฟชั่นได้</p>
<h3>ประดับด้วยไอเดียที่ไม่หยุดนิ่ง</h3>
<p><strong><br />
ปอ</strong>: หลักๆ คือเราอยากทำเสื้อคลุมที่ใส่แล้วทำให้ตัวเราดูดี ถ้าเราชอบและกล้าใส่เสื้อที่ตัวเองทำ ก็น่าจะมีคนที่อยากใส่เหมือนกับเราด้วย อย่างตอนนี้เพิ่งปล่อยเสื้อคลุม UNDER-COVER Hoodigan ดีไซน์ล่าสุดที่คิดจากการที่เราอยากได้ฮู้ดและเสื้อคลุมตัวยาวของตัวเอง เลยลองวาดและตัดออกมาเป็นดีไซน์ที่ค่อนข้างหลุดออกมาจากฮาโอริแบบแรกที่เราทำ</p>
<p><strong><br />
แซนดี้</strong>: แบรนด์เราอายุยังน้อยเลยรู้สึกว่ายังเถลไถลไปทำอย่างอื่นได้ ส่วนตัวเราสนุกกับการแต่งตัวและหยิบจับวัสดุท้องถิ่นมาใช้ เพื่อที่เราจะพูดได้ว่าเราเป็นแบรนด์เสื้อผ้าจากเชียงใหม่จริงๆ อย่างเครื่องประดับชื่อ YAOYUAN (เย้ายวน) ก็เป็นพื้นที่ให้คนเลอะเทอะอย่างเราได้ทำอะไรสนุกๆ เราหยิบเศษผ้าของชนเผ่าเย้ามาทำเป็นต่างหูและสร้อยโชคเกอร์แฮนด์เมด หรือตอนที่มีคนชวนเราไปขายของหาทุนให้แมวจรจัด เราก็ถักโครเชต์ปลอกคอแมวและต่างหูขายเป็นเซ็ตให้กับสาวๆ ทาสแมว เรารู้สึกว่าเราสนุกกับการคิด ถ้ามีคนชวนเราไปทำอะไรที่น่าสนใจเราจะไม่ปฏิเสธเลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_4.jpg" /></p>
<h3>เลือกวิธีขายให้ปัง</h3>
<p><strong><br />
แซนดี้</strong>: เราทุกคนมีงานประจำเลยเน้นขายออนไลน์เป็นหลัก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ชอบงานแฮนด์เมด และฝากขายเล็กๆ น้อยๆ ที่ร้าน Lynyn House ตรงเวิ้งบ้านข้างวัด เราเลยมีลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวด้วย เป็นโชคดีของเราด้วยที่ถูกชวนไปขายในงาน <a href="https://www.public-garden.com" target="_blank" rel="noopener">Consumer Trade Show</a> ที่ประเทศสิงคโปร์ทำให้เราได้เจอกับลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ซึ่งวันที่ 22 กันยายนนี้เป็นโอกาสรอบที่สองที่ Duangduan the dressmaker ได้เดินทางไป</p>
<h3>สื่อสารแบรนด์แบบสนุกคิดสนุกทำ</h3>
<p><strong><br />
แซนดี้</strong>: เราอยากให้แบรนด์เราเฟรนด์ลี่นะ พอชื่อแบรนด์เรามาทางนี้ เราก็ลองเล่าเรื่องผ่านคนเป็นแม่ลงไปในแคปชั่นบ้างนิดๆ หน่อยๆ ให้เป็นแบรนด์ที่ห่วงใยคุณ เหมือนคุณได้ใส่เสื้อผ้าที่แม่ตัด ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบ storyline ของแบรนด์เรา</p>
<p>มีคนแซวเสื้อสไตล์นี้ว่าเหมือนเสื้อคนขายซูชิ เราเลยพยายามทำให้แบรนด์เราออกห่างจากเสื้อคนขายซูชิด้วย อย่างเวลาโพสต์เนื้อหาในเพจ เราจะเล่าว่าคนไลฟ์สไตล์ไหนก็ใส่เสื้อคลุมของเราได้ เราสนุกมากเวลาคิดคอนเซปต์การถ่ายภาพ เช่น จับนางแบบแต่งตัวเป็นชนเผ่า โพกหัวเหมือนคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จแล้วไปยืนตรงดงกล้วย หรือเอาผ้าปูที่นอนมาคาดเอวเหมือนผ้าโอบิ สวมรองเท้าบูทยาวๆ แล้วไปยืนตรงวัดจีน เราชอบทำอะไรประหลาดๆ แต่กลายเป็นว่าพอทำมาแล้วทุกคนก็ชอบ เราก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_8.jpg" /></p>
<h3>แบรนด์เสื้อผ้าที่คอยชุบชูใจลูก</h3>
<p><strong><br />
ปอ</strong>: การทำแบรนด์นี้เหมือนได้สานสัมพันธ์กับครอบครัว เราออกมาอยู่นอกบ้านตั้งแต่สมัยเรียนและไม่เคยคิดจะกลับบ้านเลย หรือตอนทำงานประจำอย่างเดียว เลิกงานปุ๊บก็แยกย้ายกันเข้าห้องใครห้องมัน พอเริ่มทำแบรนด์นี้จะคิดจะทำอะไรก็มีเรื่องให้ได้เจอและคุยกับแม่ตลอด</p>
<p><strong><br />
แซนดี้</strong>: เหมือนเราได้เติมความฝันและหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย เพราะเราอยากเป็นดีไซเนอร์ตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องที่ภูมิใจมากที่สุดคือมีครั้งหนึ่ง เราทำอีเวนต์อบรมคนขายสินค้าทางการเกษตร เชิญพี่ทราย (ปิยะภรณ์ ธรรมปัญญา) จาก<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/shop-23" target="_blank" rel="noopener">แบรนด์กิ๋นลำกิ๋นดี</a> มาพูด และเขาเลือกแนะนำแบรนด์เราขึ้นมาเป็นตัวอย่างแบรนด์ที่เล่าเรื่องเสื้อผ้าได้น่าติดตามทั้งๆ ที่เราไม่ได้รู้จักพี่เขาเป็นการส่วนตัว เราดีใจมากที่มีคนพูดถึงแบรนด์ของเรา แบบว่า เฮ้ย! เราเป็นต้นแบบได้ด้วยเหรอ ทั้งๆ ที่ตอนเริ่มต้นทำ เราแทบไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/duangduan_9.jpg" /></p>
<h3>Duangduan the dressmaker</h3>
<p><strong><br />
ประเภทธุรกิจ</strong>: เสื้อผ้าแฮนด์เมด<br />
<strong>คอนเซปต์</strong>: เสื้อคลุมร่วมสมัยและเครื่องประดับไอเดียสนุกของลูกๆ ที่ตัดเย็บด้วยฝีมือและความใส่ใจจากแม่<br />
<strong>เจ้าของ</strong>: ปอ-กิตติธัช สุริยะป้อ (25 ปี), แซนดี้-บุญญิสา อินวิจิตต์ (23 ปี) และคุณแม่อี๊ด-ดวงเดือน สุริยะป้อ (55 ปี)<br />
<strong>Facebook</strong> : <a href="https://www.facebook.com/dddressmaker" target="_blank" rel="noopener">Duangduan the dressmaker ดวงเดือนเดอะเดรสเมคเกอร์</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มนันยา เรือนรักเรา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-duangduan-chiangmai/">Duangduan the dressmaker : เสื้อคลุมกิโมโนร่วมสมัยตัดเย็บจักรใจแม่ดวงเดือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-duangduan-chiangmai/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KANONG : แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ชูเอกลักษณ์ของมวยไทยมากกว่าที่เคยเป็น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-kanong/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-kanong/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Sep 2017 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[ลายทวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าลายมวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คะนอง]]></category>
		<category><![CDATA[kanong]]></category>
		<category><![CDATA[fighting lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[คมสันต์ สุทธินันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ชวิศา พงษ์อนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋า]]></category>
		<category><![CDATA[นวม]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าแฮนด์เมด]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-kanong/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพของมวยไทยที่เห็นมาตั้งแต่เด็กนั้นคือศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ทุกสัดส่วนของร่างกายจู่โจมและตั้งรับคู่ต่อสู้ และถึงแม้เราจะเห็นว่าปัจจุบัน มวยไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาวที่หันหน้าเข้าหานวม แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในแง่การออกกำลังกายเสียมากกว่า ถ้าเป็นในแง่แฟชั่นที่เราเห็นกันจนชินตาก็ยังเป็นแค่กางเกงมวยสีเจ็บๆ ที่ชาวต่างชาตินิยมหาซื้อใส่และนำกลับไปเป็นของฝากจากเมืองไทย กรอบของมวยไทยที่เราเล่ามาถูกทลายลงด้วยหมัดฮุกของคู่รักอย่าง ไผ่-คมสันต์ สุทธินนท์ และ นัท-ชวิศา พงษ์อนันต์ ที่หยิบมวยไทยมานำเสนอในรูปแบบของสินค้าไลฟ์สไตล์ชื่อแบรนด์ว่า &#8216;คะนอง&#8217; สินค้ารุ่นแรกที่ปล่อยออกมาคือกระเป๋าหลากสไตล์ที่อยากให้คนใช้ภูมิใจกับการใช้สินค้าที่มีเรื่องราวของมวยไทย เช่นเดียวกับการออกแบบที่ให้ความรู้สึกดุดัน แต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนช้อยของตัวอักษรที่เห็นแล้วต้องร้องอ๋อ จนเราเองยังอดไม่ได้ที่จะสัมผัสและลองสะพายกระเป๋าแบรนด์คะนองนี้ด้วยตัวเอง ความตั้งใจที่อยากปล่อยหมัดทลายกรอบคำว่ามวยไทยของพวกเขาเป็นอย่างไร เชิญขึ้นเวทีชกไปพร้อมกัน ยกที่ 1 : จุดเริ่มต้นความคึกคะนอง ไผ่: ก่อนหน้านั้นบ้านเราทำธุรกิจส่งออกอุปกรณ์มวยไทยอย่างนวมกับกางเกงอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวต่างชาตินะ เขาชอบที่ได้ใส่ของที่ผลิตในประเทศไทย เราเลยคุยกับนัทว่าทำไมคนไทยไม่อินกับมวยไทยเลย ภาพจำมวยไทยของคนไทยส่วนใหญ่คือความรุนแรง ป่าเถื่อน แต่จริงๆ แล้วมวยไทยเป็นสิ่งที่มีมูลค่า เราคิดว่าควรจะรักษาและทำให้อยู่ร่วมกับคนทุกเพศทุกวัยในชีวิตประจำวันได้ ยกที่ 2 : ขับเคลื่อนด้วยความชอบล้วนๆ ไผ่: เราทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้หรือจบด้านแฟชั่นมาโดยตรง แต่ทุกอย่างที่เราคิดจนเกิดแบรนด์คะนองขึ้นมาคือแพสชันล้วนๆ การทำงานที่เกิดจากความรู้สึกแบบนี้ทั้งยากและเสี่ยงกว่าการทำงานตามหลักการด้วยซ้ำ แต่ข้อดีคือแบรนด์เราจะไม่เหมือนใคร อย่างที่บอกว่าเราอยากให้คนไทยทัชกับมวยไทยมากขึ้น นี่คือแพสชันของแบรนด์คะนอง เราเลยทำสินค้าออกมาในรูปแบบไลฟ์สไตล์ ไม่ตามเทรนด์แฟชั่นประเดี๋ยวประด๋าว อย่างกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าคลัทช์ที่เราตั้งใจนำเสนอความอ่อนช้อยแต่เข้มแข็งในตัว การตัดสีที่หยิบเอกลักษณ์ของกางเกงมวยไทยมาตัดทอนใส่กระเป๋าให้ดูร่วมสมัยกับปัจจุบันมากขึ้น อีกอย่างคือเราอยากเปลี่ยนความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อมวยไทย จากที่ไม่กล้าเข้าหามวยไทย ให้กลายเป็นว่าใครถือกระเป๋ามวยไทยแล้วมองเข้ามาจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้สปอร์ตจัง ยกที่ 3 : [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-kanong/">KANONG : แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ชูเอกลักษณ์ของมวยไทยมากกว่าที่เคยเป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ภาพของมวยไทยที่เห็นมาตั้งแต่เด็กนั้นคือศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ทุกสัดส่วนของร่างกายจู่โจมและตั้งรับคู่ต่อสู้ และถึงแม้เราจะเห็นว่าปัจจุบัน มวยไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาวที่หันหน้าเข้าหานวม  แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในแง่การออกกำลังกายเสียมากกว่า ถ้าเป็นในแง่แฟชั่นที่เราเห็นกันจนชินตาก็ยังเป็นแค่กางเกงมวยสีเจ็บๆ ที่ชาวต่างชาตินิยมหาซื้อใส่และนำกลับไปเป็นของฝากจากเมืองไทย</p>
<p>
	กรอบของมวยไทยที่เราเล่ามาถูกทลายลงด้วยหมัดฮุกของคู่รักอย่าง<br />
	<strong>ไผ่-คมสันต์ สุทธินนท์</strong> และ <strong>นัท-ชวิศา พงษ์อนันต์</strong> ที่หยิบมวยไทยมานำเสนอในรูปแบบของสินค้าไลฟ์สไตล์ชื่อแบรนด์ว่า &#8216;คะนอง&#8217; สินค้ารุ่นแรกที่ปล่อยออกมาคือกระเป๋าหลากสไตล์ที่อยากให้คนใช้ภูมิใจกับการใช้สินค้าที่มีเรื่องราวของมวยไทย เช่นเดียวกับการออกแบบที่ให้ความรู้สึกดุดัน แต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนช้อยของตัวอักษรที่เห็นแล้วต้องร้องอ๋อ จนเราเองยังอดไม่ได้ที่จะสัมผัสและลองสะพายกระเป๋าแบรนด์คะนองนี้ด้วยตัวเอง</p>
<p>
	ความตั้งใจที่อยากปล่อยหมัดทลายกรอบคำว่ามวยไทยของพวกเขาเป็นอย่างไร เชิญขึ้นเวทีชกไปพร้อมกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9255.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kanong11.jpg"></p>
<p>
	<strong><br />
	</strong></p>
<h3><strong>ยกที่ 1 : จุดเริ่มต้นความคึกคะนอง</strong></h3>
<p>
	<strong>ไผ่</strong>: ก่อนหน้านั้นบ้านเราทำธุรกิจส่งออกอุปกรณ์มวยไทยอย่างนวมกับกางเกงอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวต่างชาตินะ เขาชอบที่ได้ใส่ของที่ผลิตในประเทศไทย เราเลยคุยกับนัทว่าทำไมคนไทยไม่อินกับมวยไทยเลย ภาพจำมวยไทยของคนไทยส่วนใหญ่คือความรุนแรง ป่าเถื่อน แต่จริงๆ แล้วมวยไทยเป็นสิ่งที่มีมูลค่า เราคิดว่าควรจะรักษาและทำให้อยู่ร่วมกับคนทุกเพศทุกวัยในชีวิตประจำวันได้</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kanong9.jpg"></p>
<p>
	<strong><br />
	</strong></p>
<h3><strong>ยกที่ 2 : ขับเคลื่อนด้วยความชอบล้วนๆ</strong></h3>
<p>
	<strong>ไผ่</strong>: เราทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้หรือจบด้านแฟชั่นมาโดยตรง แต่ทุกอย่างที่เราคิดจนเกิดแบรนด์คะนองขึ้นมาคือแพสชันล้วนๆ การทำงานที่เกิดจากความรู้สึกแบบนี้ทั้งยากและเสี่ยงกว่าการทำงานตามหลักการด้วยซ้ำ แต่ข้อดีคือแบรนด์เราจะไม่เหมือนใคร อย่างที่บอกว่าเราอยากให้คนไทยทัชกับมวยไทยมากขึ้น นี่คือแพสชันของแบรนด์คะนอง เราเลยทำสินค้าออกมาในรูปแบบไลฟ์สไตล์ ไม่ตามเทรนด์แฟชั่นประเดี๋ยวประด๋าว อย่างกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าคลัทช์ที่เราตั้งใจนำเสนอความอ่อนช้อยแต่เข้มแข็งในตัว การตัดสีที่หยิบเอกลักษณ์ของกางเกงมวยไทยมาตัดทอนใส่กระเป๋าให้ดูร่วมสมัยกับปัจจุบันมากขึ้น</p>
<p>
	อีกอย่างคือเราอยากเปลี่ยนความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อมวยไทย จากที่ไม่กล้าเข้าหามวยไทย ให้กลายเป็นว่าใครถือกระเป๋ามวยไทยแล้วมองเข้ามาจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้สปอร์ตจัง</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kanong.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kanong8.jpg"></p>
<h3><strong>ยกที่ 3 : เวทีแรกสู่สากล </strong></h3>
<p>
	<strong>ไผ่</strong>: งานแรกที่เรานำไปวางขายคืองาน <a href="http://www.giftex.jp/en/" target="_blank">GIFTEX 2017</a> ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์คะนองเลย ตอนแรกเรายอมรับว่าอาจจะไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่ เพราะในงานก็มีสินค้าอย่างอื่นที่ทำโดยคนญี่ปุ่นอยู่ด้วย แถมยังเป็นประเทศที่สินค้าหมวดของขวัญ ของตกแต่งแข็งแรงที่สุดในโลก ปรากฏว่ากระเป๋าเดินทางขนาดประมาณ 85 ลิตรที่เราใส่สินค้าไปรุ่นละ 2-3 โหล หมดเกลี้ยงทั้งบูธภายในเวลาไม่กี่วัน สินค้าที่ขายดีมากที่สุดคือกระเป๋าเป้หนังสีดำ ช่องด้านหน้าลายกางเกงมวยไทยสีแดงตัดกับอักษรไทยสีทอง ซึ่งมันตอกย้ำเราว่าแบรนด์คะนองมาถูกทางแล้วและชาวต่างชาติก็ให้การยอมรับ ลูกค้าหลายคนบินตามกลับมาซื้อสินค้าถึงเมืองไทย เพราะฉะนั้นแล้วเราก็อยากที่จะทำให้คนไทยใช้แบรนด์คะนองของเราด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9272.jpg"></p>
<h3><strong>ยกที่ 4 : แฮนด์เมดคือหัวใจหลักของคุณภาพ </strong></h3>
<p>
	<strong>ไผ่</strong>: หลังจบงาน GIFTEX ที่ญี่ปุ่น ยอดสั่งซื้อของเราเยอะมากๆ แต่เราก็ยังเลือกที่จะยืนพื้นเอกลักษณ์การผลิตของไทยคือแฮนด์เมด ที่งานของเราประสบความสำเร็จมากๆ เป็นเรื่องคุณภาพสินค้าด้วย ถึงแม้ว่างานแฮนด์เมดจะไม่ใช่งานที่เนี้ยบ สมบรูณ์แบบ แต่มันคือการใส่ใจรายละเอียด อย่างการปักตัวอักษรไทยถ้าเราไปใช้เครื่องจักรเร่งการผลิตให้ทันกับออเดอร์ ต้องการกำไรเพียงอย่างเดียว สุดท้ายแล้วแบรนด์เราก็ไม่เหลือคุณค่าอะไร อาจจะโดนเลียนแบบด้วยซ้ำ เราคิดว่าการผลิตงานแฮนด์เมดอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้คนไทยเข้าถึงและยอมรับสินค้าเกี่ยวกับมวยไทยในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kanong3.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kanong2.jpg"></p>
<h3><strong>ยกที่ 5 : ตีตลาดเมืองไทยคือโจทย์ท้าทาย</strong></h3>
<p>
	<strong>ไผ่</strong>: การวางขายแบรนด์คะนองในไทยกลับเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะต้องเปลี่ยนความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อมวยไทย เป้าหมายหลักของเราคืออยากให้คนไทยรู้สึกกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ เมื่อถือสินค้าของเราแล้วต้องไม่รู้สึกว่าเชย กลับกันอยากให้รู้สึกว่าคลาสสิก เราไม่ได้คำนึงถึงเรื่องธุรกิจอย่างเดียว แต่เราต้องการรณรงค์เรื่องมวยไทยให้เข้าไปในไลฟ์สไตล์ของคนด้วย ลองมองย้อนกลับไปความเป็นไทยหลายอย่างในวัยเด็กของเรากำลังถูกกลืนกิน เพราะฉะนั้น วันข้างหน้าของแบรนด์คะนองจะไม่จำกัดแค่เรื่องมวยไทย เอกลักษณ์อื่นๆ มีให้เราหยิบยกมานำเสนออีกมากมาย</p>
<p>
	สุดท้ายเราไม่รู้หรอกว่าแบรนด์คะนองจะโตแค่ไหน แต่ปลายทางที่เราอยากเห็น คือเอกลักษณ์ความเป็นไทยต้องไม่ถูกกลืนกินและอยู่ร่วมกับคนสมัยใหม่ได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Type-C3.jpg"></p>
<h3>Kanong</h3>
<p>
	<strong>ประเภทธุรกิจ</strong>: สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์มวยไทย <br />
	<strong></strong><strong>คอนเซปต์</strong>: แบรนด์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์มวยไทยที่เข้าถึงคนไทย ทุกเพศ ทุกวัย <br />
	<strong>เจ้าของ</strong>: คมสันต์ สุทธินนท์ และ ชวิศา พงษ์อนันต์<br />
	<strong></strong><strong>Website</strong>: <a href="http://kanongwear.com/" target="_blank">www.kanongwear.com<br />
	</a><b style="background-color: initial">facebook l </b><a href="https://www.facebook.com/kanongwear/" target="_blank">Kanong &#8211; Fight Lifestyle</a></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-kanong/">KANONG : แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ชูเอกลักษณ์ของมวยไทยมากกว่าที่เคยเป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-kanong/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
