<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาวิน มาลัยวงศ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/winmalaiwong/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/winmalaiwong/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 27 Sep 2021 11:38:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Who run the world? Girls and Gay! เมื่อผู้หญิงและ LGBTQ+ รักษ์โลกกว่าผู้ชาย?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/life-of-pride-eco-gender-gap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Sep 2021 10:23:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ+]]></category>
		<category><![CDATA[LGBT]]></category>
		<category><![CDATA[feminists]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=147223</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมาย หลายคนหันมาใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการบรรจุลงหีบห่อสำหรับจัดจำหน่าย เหล่าผู้บริโภคต่างคุ้นตากับสัญลักษณ์ฉลากเขียวที่บอกให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่ไม่ได้รับการรับรอง นิเวศเพศสภาพ ในปี 2018 บริษัทที่รับทำวิจัยทางการตลาดชื่อ Mintel เปิดเผยข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์รักษ์โลกพุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุเพราะผู้หญิงรับผิดชอบดูแลงานบ้าน ซื้อของเข้าบ้าน หุงหาอาหาร ไปจนถึงคัดแยกขยะ มีการสำรวจสถิติในสหราชอาณาจักรพบว่าผู้หญิง 71 เปอร์เซ็นต์ใส่ใจการอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม ในขณะที่มีผู้ชายเพียง 59 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บริษัท Mintel เรียกความเหลื่อมล้ำนี้ว่า &#8216;ช่องว่างระหว่างนิเวศเพศสภาพ&#8217; (eco-gender gap) หลังจากที่บริษัท Mintel เสนอรายงานชิ้นดังกล่าว มีการวิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างนิเวศเพศสภาพ ฝั่งหนึ่งบอกว่าผู้ชายกังวลเรื่องภาพเหมารวม จะให้ถือถุงผ้าออกไปซื้อของเดี๋ยวคนจะมองว่าออกสาว มีผลการศึกษารองรับการเชื่อมโยงทางความคิดที่บอกว่า คนมองการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของผู้หญิง การรู้คิดเช่นนี้กดทับพฤติกรรมและสร้างความเพิกเฉย ไม่ใช่ว่าผู้ชายมองไม่เห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่พวกเขายังไม่กล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งเพศสภาพและออกหน้ารณรงค์เรื่องนี้ ส่วนการที่มีผู้หญิงออกตัวแรง เป็นกระบอกเสียง ตลอดจนริเริ่มโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพราะว่าคราวใดที่โลกเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น ผู้หญิงมักเจอผลกระทบก่อนเป็นลำดับแรก องค์การสหประชาชาติรายงานว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่อพยพย้ายถิ่นฐานจากวิกฤตภูมิอากาศเป็นเพศหญิง อย่างเช่นในคราวที่เฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาเมื่อปี 2005 ผู้หญิงต้องทนอยู่กับผลที่ตามมาเป็นระยะเวลายาวนาน ในขณะที่ผู้ชายหาทางเอาตัวรอดจากปัญหาได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/life-of-pride-eco-gender-gap/">Who run the world? Girls and Gay! เมื่อผู้หญิงและ LGBTQ+ รักษ์โลกกว่าผู้ชาย?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมาย หลายคนหันมาใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการบรรจุลงหีบห่อสำหรับจัดจำหน่าย เหล่าผู้บริโภคต่างคุ้นตากับสัญลักษณ์ฉลากเขียวที่บอกให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่ไม่ได้รับการรับรอง <span style="display:none;"> นิเวศเพศสภาพ </span></p>



<p>ในปี 2018 บริษัทที่รับทำวิจัยทางการตลาดชื่อ Mintel เปิดเผยข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์รักษ์โลกพุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุเพราะผู้หญิงรับผิดชอบดูแลงานบ้าน ซื้อของเข้าบ้าน หุงหาอาหาร ไปจนถึงคัดแยกขยะ มีการสำรวจสถิติในสหราชอาณาจักรพบว่าผู้หญิง 71 เปอร์เซ็นต์ใส่ใจการอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม ในขณะที่มีผู้ชายเพียง 59 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บริษัท Mintel เรียกความเหลื่อมล้ำนี้ว่า <a href="https://www.mintel.com/press-centre/social-and-lifestyle/the-eco-gender-gap-71-of-women-try-to-live-more-ethically-compared-to-59-of-men" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;ช่องว่างระหว่างนิเวศเพศสภาพ&#8217;</a> (eco-gender gap)</p>



<p>หลังจากที่บริษัท Mintel เสนอรายงานชิ้นดังกล่าว มีการวิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างนิเวศเพศสภาพ ฝั่งหนึ่งบอกว่าผู้ชายกังวลเรื่องภาพเหมารวม จะให้ถือถุงผ้าออกไปซื้อของเดี๋ยวคนจะมองว่า<a href="https://assets.ogilvy.com/truffles_email/redpaper_june2010/MainstreamGreen.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ออกสาว</a> มีผลการศึกษารองรับการเชื่อมโยงทางความคิดที่บอกว่า คนมองการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของ<a href="https://www.researchgate.net/publication/305887861_Is_Eco-Friendly_Unmanly_The_Green-Feminine_Stereotype_and_Its_Effect_on_Sustainable_Consumption" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ผู้หญิง</a> การรู้คิดเช่นนี้กดทับพฤติกรรมและสร้างความเพิกเฉย ไม่ใช่ว่าผู้ชายมองไม่เห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่พวกเขายังไม่กล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งเพศสภาพและออกหน้ารณรงค์เรื่องนี้</p>



<p>ส่วนการที่มีผู้หญิงออกตัวแรง เป็นกระบอกเสียง ตลอดจนริเริ่มโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพราะว่าคราวใดที่โลกเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น ผู้หญิงมักเจอผลกระทบก่อนเป็นลำดับแรก องค์การสหประชาชาติรายงานว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่อพยพย้ายถิ่นฐานจากวิกฤตภูมิอากาศเป็น<a href="https://www.undp.org/content/dam/undp/library/gender/Gender%20and%20Environment/UNDP%20Linkages%20Gender%20and%20CC%20Policy%20Brief%201-WEB.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เพศหญิง</a> อย่างเช่นในคราวที่เฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาเมื่อปี 2005 ผู้หญิงต้องทนอยู่กับผลที่ตามมาเป็นระยะเวลายาวนาน ในขณะที่ผู้ชายหาทางเอาตัวรอดจากปัญหาได้ไม่ยาก</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="460" height="599" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/460px-Greta_Thunberg_6_cropped.jpg" alt="นิเวศเพศสภาพ" class="wp-image-147269" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/460px-Greta_Thunberg_6_cropped.jpg 460w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/460px-Greta_Thunberg_6_cropped-230x300.jpg 230w" sizes="(max-width: 460px) 100vw, 460px" /><figcaption>Greta Thunberg by <a href="https://commons.wikimedia.org/w/index.php?title=User:Anderspangpang&amp;action=edit&amp;redlink=1" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Anders Hellberg</a></figcaption></figure></div>



<p>ในการประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน เมื่อปี 2018 Mary Robinson อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยหนทางแบบ<a href="https://www.reuters.com/article/us-global-climatechange-women/climate-change-a-man-made-problem-with-a-feminist-solution-says-robinson-idUSKBN1JE2IN" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สตรีนิยม</a> กล่าวคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อมกระทบความเป็นอยู่ของผู้หญิงโดยตรง จะมากีดกันผู้หญิงออกจากวงสนทนาถือว่าไม่ยุติธรรม จริงๆ แล้วสังคมต้องเรียนรู้วิธีรับมือจากผู้หญิงที่เจอผลกระทบด้วยซ้ำ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมวางแผนเชิงกลยุทธ์การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม</p>



<p>ในอเมริกา นอกเหนือจากผู้หญิงแล้ว <a href="https://adaymagazine.com/search/lgbt" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ</a>ก็อินกับการดูแลสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งการดำเนินชีวิตประจำวัน และการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองที่มีนโยบายก้าวหน้าและชัดเจนต่อการจัดการและบริหารสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ชาว LGBTQ+ ยังชูประเด็นดังกล่าวในงาน pride เป็นประจำ อย่าง Gilbert Baker ศิลปินชาวอเมริกันผู้ออกแบบธง pride ก็ตั้งใจใช้แถบสีเขียวที่อยู่ตรงกลางเป็นสัญลักษณ์แทน ‘ธรรมชาติ’</p>



<p>การรักเพศเดียวกันเคยถูกตีตราว่าผิดธรรมชาติ สีเขียวตรงกลางธงจึงแสดงความพยายามที่จะรื้อสร้างความคิดความอ่านของคนในสังคมใหม่ว่า LGBTQ+ คือความสวยงามที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในทางหนึ่ง การต่อสู้เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศจึงเป็นสิ่งเดียวกันกับการรณรงค์เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะในฐานะผู้ถูกกดทับ เหล่า LGBTQ+ ได้เรียนรู้ที่จะมองทุกอย่างบนโลกใบนี้ในระนาบเดียวกัน ทุกสิ่งมีเสรีภาพในการดำรงอยู่และแสวงหาความสุขเท่ากัน ไม่ใช่ว่าคนมีสิทธิมากกว่าต้นไม้ แม่น้ำ หรือสรรพสัตว์อื่นๆ</p>



<p>นอกจากนี้ ข้อจำกัดของชีวิตและบริบททางสังคมยังบีบบังคับให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อม<a href="https://www.researchgate.net/publication/262607121_Queer_Domicide_LGBT_Displacement_and_Home_Loss_in_Natural_Disaster_Impact_Response_and_Recovery" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มากกว่าคนอื่น</a> เนื่องจากอัตลักษณ์ทางเพศทำให้ LGBTQ+ ขัดแย้งกับครอบครัว บางครั้งเลวร้ายถึงขั้นถูกไล่ออกจากบ้าน พวกเขาต้องเร่ร่อนตามถนนหาที่หลบร้อนหลบหนาว ชีวิตพัวพันและผกผันตามสภาพแวดล้อม เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ LGBTQ+ มักจะเจอผลกระทบยาวนานกว่าและได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับท้ายๆ ด้วยเพราะหนึ่ง–พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับครอบครัว และสอง–พวกเขายังเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ อย่างในรัฐที่ไม่อนุญาตให้เพศเดียวกันสมรสกัน พอไม่ได้การรับรองทางกฎหมายก็พลอยไม่ได้รับสิทธิ​ต่างๆ เหมือนกับคู่สมรสของรักต่างเพศ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-1024x683.jpg" alt="นิเวศเพศสภาพ" class="wp-image-147270" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1314885065-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>สิ่งเหล่านี้ทำให้ LGBTQ+ ตื่นตัวอยากได้โลกใบใหม่ที่ดีกว่าเดิม โลกที่ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและปลอดภัย มีการตั้งกลุ่มและองค์กรระหว่างบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น บริการดูแลสุขภาพผู้ติดเชื้อ HIV (Wellness AIDS Services) ในเมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน ซึ่งเป็น<a href="https://wellnessaids.org/">อง</a><a href="https://wellnessaids.org/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ค์</a><a href="https://wellnessaids.org/">กร</a>ที่ไม่ได้ให้บริการเรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรณรงค์เรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม และกระจายน้ำดื่มสะอาดปราศจากเชื้อโรคปนเปื้อนให้กับคนในชุมชนอย่างเท่าเทียม</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของชาว LGBTQ+ ที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงลำพัง ไม่ได้รวมกลุ่มกับใครให้เห็นอีกมาก เช่น Anohni Hegarty ศิลปินทรานส์เจนเดอร์ที่ปล่อยเพลง <a href="https://www.youtube.com/watch?v=Fi0q0O4V5Qs" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;4 DEGREES&#8217;</a> จากอัลบั้ม <em>Hopelessness</em> ออกมาวันก่อนที่สหประชาชาติจะจัดประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีส ชื่อเพลงอ้างถึงการ<a href="https://www.theguardian.com/environment/2013/dec/31/planet-will-warm-4c-2100-climate" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คาดการณ์</a>ของนักวิทยาศาสตร์ว่าภายในปี 2100 อุณหภูมิทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าเป็นจริง เมืองตามปากแม่น้ำจะจมทะเลถาวร และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวมทั้งหมด</p>



<p>เพศสภาพและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กันเหนียวแน่น สิ่งที่ผู้ชายมองข้ามหรือคิดว่ามีรายละเอียดยิบย่อยปล่อยให้ผู้หญิงจัดการไป กลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงและ LGBTQ+ สิ่งจำเป็นเร่งด่วนในตอนนี้จึงเป็นโจทย์ที่ว่า ทำยังไงให้ทุกคนก้าวข้ามเส้นแบ่งนิเวศเพศสภาพ ลบล้างภาพเหมารวมแบบเดิม แล้วสร้างการตระหนักรู้ใหม่ว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องของเธอ เรื่องของพวกเขา</p>



<p>ทว่าเป็นเรื่องของเราทุกคน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.mintel.com/press-centre/social-and-lifestyle/the-eco-gender-gap-71-of-women-try-to-live-more-ethically-compared-to-59-of-men" target="_blank" rel="noreferrer noopener">mintel.com</a></p>



<p><a href="https://assets.ogilvy.com/truffles_email/redpaper_june2010/MainstreamGreen.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ogilvy.com</a></p>



<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/305887861_Is_Eco-Friendly_Unmanly_The_Green-Feminine_Stereotype_and_Its_Effect_on_Sustainable_Consumption" target="_blank" rel="noreferrer noopener">researchgate.net</a></p>



<p><a href="https://www.undp.org/content/dam/undp/library/gender/Gender%20and%20Environment/UNDP%20Linkages%20Gender%20and%20CC%20Policy%20Brief%201-WEB.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">undp.org</a></p>



<p><a href="https://www.reuters.com/article/us-global-climatechange-women/climate-change-a-man-made-problem-with-a-feminist-solution-says-robinson-idUSKBN1JE2IN" target="_blank" rel="noreferrer noopener">reuter.com</a></p>



<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/262607121_Queer_Domicide_LGBT_Displacement_and_Home_Loss_in_Natural_Disaster_Impact_Response_and_Recovery" target="_blank" rel="noreferrer noopener">researchgate.net</a></p>



<p><a href="https://wellnessaids.org/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">wellnessaid.org</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=Fi0q0O4V5Qs" target="_blank" rel="noreferrer noopener">youtube.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/environment/2013/dec/31/planet-will-warm-4c-2100-climate" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theguardian.com</a></p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 <span style="display:none;"> นิเวศเพศสภาพ </span> </h3>
<p>11ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>12ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<h3> 2 <span style="display:none;"> นิเวศเพศสภาพ </span> </h3>
<p>21ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>22ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>32ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>42ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<h3> 5 </h3>
<p>51ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>52ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<h3> 6 </h3>
<p>61ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>62ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<h3> 7 </h3>
<p>71ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
<p>72ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงระมัดระวังและพยายามทำงานเชิงรุก ควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันคือ Greta Thunberg เด็กสาววัย 18 ปีจากสวีเดนผู้ออกมาตั้งคำถามกับผู้นำระดับโลกเรื่องสภาวะโลกร้อนจนได้รับฉายาว่า climate icon และ Alexandria Ocasio-Cortez ส.ส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโกที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสอเมริกา ผู้สนับสนุนข้อเสนอด้านนโยบายการแก้ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/life-of-pride-eco-gender-gap/">Who run the world? Girls and Gay! เมื่อผู้หญิงและ LGBTQ+ รักษ์โลกกว่าผู้ชาย?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะเซ็กซ์ห้ามไม่ได้และไม่น่าละอายอย่างที่ครูบอก ส่องบทเรียนเพศศึกษาใน Sex Education 3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sex-education-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Sep 2021 14:43:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Sex Education]]></category>
		<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Sex Education 3]]></category>
		<category><![CDATA[series]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[sex]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กซ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=146995</guid>

					<description><![CDATA[<p>*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์* Sex Education 3 ก่อนอ่านบทความนี้ เราอยากชวนคุณนึกถึงเซ็กซ์ที่ผ่านมาของตัวเองดู แล้วตอบคำถามว่าเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับคุณไหม? หลังถึงจุดสุดยอด คู่นอนรีบลุกไปล้างตัวเพราะรู้สึกผิดบาป ทั้งที่เรายังตัวสั่นไม่เสร็จ กล้ามเนื้อไม่ทันคลายตัวจากการจิกเกร็ง พยายามรั้งให้นอนสัมผัสร่างกายกันต่อสักนิด แต่ชวนยังไงอีกฝ่ายก็ไม่ยอม ยืนยันจะไปอาบน้ำก่อนเพื่อชะล้าง ‘ความสกปรก’ ออกจากเนื้อตัว จนเรางงว่าเซ็กซ์ที่เพิ่งผ่านพ้นดีหรือแย่&#160;และเราต้องรู้สึกยังไง? ปฏิกิริยาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะในสังคมที่ปลูกฝังค่านิยมว่าเซ็กซ์เป็นสิ่งสกปรกหรือเรื่องต้องห้าม เมื่อเราตั้งต้นด้วยชุดความคิดเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่ผิดเลยที่เมื่อถึงเวลามีเซ็กซ์ เราจะสลัดตัวเองออกจากความรู้สึกผิดบาปนั้นได้ยากเหลือเกิน ความย้อนแย้งคือในขณะเดียวกันเซ็กซ์ก็สร้างความสุขให้เรา ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการความสุข แต่เมื่อโดนค่านิยมนี้ครอบอยู่ การมีเซ็กซ์กลับกลายเป็นทุกข์เพราะเราเผลอไปมีความสุขกับสิ่งต้องห้าม หลังถึงจุดสุดยอด บางคนอาจทำมากกว่าการอาบน้ำ แต่ยังก่นด่า โบยตีตัวเองด้วยแส้ทางศีลธรรม คำถามคือ เซ็กซ์ควรเป็นเรื่องที่เราต้องรู้สึกผิดหรือเปล่า? เซ็กซ์คือการเมือง Sex Education 3 ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในปัจจัยที่ปลูกฝังค่านิยมนี้ให้หลายคนคือวิชาเพศศึกษา&#160; นับตั้งแต่ปี 1960 จนถึงปัจจุบัน วิชาเพศศึกษาในโรงเรียนแบ่งเป็น 2 แบบ อย่างแรกคือหลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ (Abstinence-Only Sex Education) เน้นการสอนไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะแต่งงาน เพราะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด หลักสูตรนี้จะไม่พูดถึงวิธีการใช้ถุงยางและการคุมกำเนิด ยกเว้นจะหยิบยกมาด้อยค่าว่าแม้ป้องกันแล้วแต่ยังมีอัตราความล้มเหลวอยู่ ไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ การสอนอีกแบบเรียกว่าหลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้าน (Comprehensive Sexuality [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sex-education-3/">เพราะเซ็กซ์ห้ามไม่ได้และไม่น่าละอายอย่างที่ครูบอก ส่องบทเรียนเพศศึกษาใน Sex Education 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><strong>*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์*</strong><span style="display:none;"> Sex Education 3 </span></p>



<p>ก่อนอ่านบทความนี้ เราอยากชวนคุณนึกถึงเซ็กซ์ที่ผ่านมาของตัวเองดู แล้วตอบคำถามว่าเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับคุณไหม?</p>



<p>หลังถึงจุดสุดยอด คู่นอนรีบลุกไปล้างตัวเพราะรู้สึกผิดบาป ทั้งที่เรายังตัวสั่นไม่เสร็จ กล้ามเนื้อไม่ทันคลายตัวจากการจิกเกร็ง พยายามรั้งให้นอนสัมผัสร่างกายกันต่อสักนิด แต่ชวนยังไงอีกฝ่ายก็ไม่ยอม ยืนยันจะไปอาบน้ำก่อนเพื่อชะล้าง ‘ความสกปรก’ ออกจากเนื้อตัว จนเรางงว่าเซ็กซ์ที่เพิ่งผ่านพ้นดีหรือแย่&nbsp;และเราต้องรู้สึกยังไง?</p>



<p>ปฏิกิริยาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะในสังคมที่ปลูกฝังค่านิยมว่าเซ็กซ์เป็นสิ่งสกปรกหรือเรื่องต้องห้าม เมื่อเราตั้งต้นด้วยชุดความคิดเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่ผิดเลยที่เมื่อถึงเวลามีเซ็กซ์ เราจะสลัดตัวเองออกจากความรู้สึกผิดบาปนั้นได้ยากเหลือเกิน ความย้อนแย้งคือในขณะเดียวกันเซ็กซ์ก็สร้างความสุขให้เรา ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการความสุข แต่เมื่อโดนค่านิยมนี้ครอบอยู่ การมีเซ็กซ์กลับกลายเป็นทุกข์เพราะเราเผลอไปมีความสุขกับสิ่งต้องห้าม</p>



<p>หลังถึงจุดสุดยอด บางคนอาจทำมากกว่าการอาบน้ำ แต่ยังก่นด่า โบยตีตัวเองด้วยแส้ทางศีลธรรม</p>



<p>คำถามคือ เซ็กซ์ควรเป็นเรื่องที่เราต้องรู้สึกผิดหรือเปล่า?</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-147178" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เซ็กซ์คือการเมือง</strong><span style="display:none;"> Sex Education 3 </span></h3>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในปัจจัยที่ปลูกฝังค่านิยมนี้ให้หลายคนคือวิชาเพศศึกษา&nbsp;</p>



<p>นับตั้งแต่ปี 1960 จนถึงปัจจุบัน วิชาเพศศึกษาในโรงเรียนแบ่งเป็น 2 แบบ อย่างแรกคือหลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ (Abstinence-Only Sex Education) เน้นการสอนไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะแต่งงาน เพราะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด หลักสูตรนี้จะไม่พูดถึงวิธีการใช้ถุงยางและการคุมกำเนิด ยกเว้นจะหยิบยกมาด้อยค่าว่าแม้ป้องกันแล้วแต่ยังมีอัตราความล้มเหลวอยู่ ไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์</p>



<p>การสอนอีกแบบเรียกว่าหลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้าน (Comprehensive Sexuality Education) เน้นการเรียนการสอนที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ การทำงานของสรีระ พฤติกรรมทางเพศ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงทัศนคติและค่านิยมทางสังคมที่ส่งผลต่ออัตลักษณ์ทางเพศ ช่วงหลังยังมีโปรแกรมแบบค็อกเทลผสมเพิ่มเข้ามา (Abstinence-Plus Sex Education) ซึ่งยังเน้นว่าไม่ควรมีเซ็กซ์ แต่ก็ยอม<a href="https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/download/179500/154775/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สอน</a>เรื่องการใช้ถุงยางและวิธีการคุมกำเนิด</p>



<p>หลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ยึดโยงอยู่กับศาสนาและการเมืองอย่างเหนียวแน่น ในหลายประเทศมีการอ้างว่าการคุมกำเนิดและการมีเซ็กซ์ก่อนแต่งงานขัดต่อหลักทางศาสนา และผู้ที่ทำงานวิจัยเพื่อส่งเสริมหลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐมากและยาวนานกว่า อย่างในอเมริกาเพิ่งจะหันมาพิจารณาให้ทุนสนับสนุนหลักสูตรแบบรอบด้านเพิ่มตอนรัฐบาลของบารัก โอบามา แต่พอโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็กลับไปสนใจหลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์<a href="https://www.kff.org/womens-health-policy/fact-sheet/abstinence-education-programs-definition-funding-and-impact-on-teen-sexual-behavior/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แบบเดิม</a></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-147181" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เซ็กซ์คือการตีกรอบ?</strong><span style="display:none;"> Sex Education 3 </span></h3>



<p>บทเรียนเพศศึกษาที่สอนให้งดมีเซ็กซ์จึงกลายเป็นมาตรฐานเพราะได้รับการรับรองจากสถาบันหลักทางสังคม ซึ่ง<a href="https://adaymagazine.com/category/creative/film/home-theater/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ซีรีส์</a> <em>Sex Education</em> ซีซั่น 3 แสดงความขัดแย้งและความแตกต่างของหลักสูตรเพศศึกษาสองแบบชัดเจนมาก อย่างฉากการสอนเพศศึกษาแบบเน้นไม่ให้มีเซ็กซ์เกิดขึ้นในชั้นเรียนที่เป็นระบบระเบียบและเป็นทางการ มีแขกรับเชิญที่ถูกสกรีนแล้วว่าเหมาะสมมาให้ความรู้ภายใต้การควบคุมดูแลของครู</p>



<p>ส่วนบทเรียนเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านเกิดขึ้นในห้องน้ำร้างหลังโรงเรียนหรือไม่ก็ในห้องนอน เป็นการพูดคุยกันระหว่างเพื่อน เพื่อนของเพื่อน แม่ของเพื่อน ในท่าทีผ่อนคลายไม่เป็นทางการ ลองผิดลองถูกไปจนพบคำตอบที่ ‘พอเหมาะ’ กับแต่ละบุคคล อาจเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่ทำให้การสอนเพศศึกษา 2 แบบใช้ฉากและโทนเสียงต่างกันสิ้นเชิง</p>



<p>นอกจากนี้ ซีรีส์ยังสอดแทรกสัญญะเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงขั้วตรงข้ามระหว่างหลักสูตรทั้งสองแบบ อย่างฉากที่ Hope (รับบทโดย Jemima Kirke) ครูใหญ่คนใหม่สั่งทุบห้องน้ำร้างหลังโรงเรียนทิ้ง เป็นสัญญาณว่าเธอต้องการรื้อบทเรียนเพศวิถีศึกษารอบด้านทิ้งให้หมด การทาสีทับภาพเขียนรูปอวัยวะเพศตามผนังกำแพงเป็นสัญลักษณ์ของการกดทับเรื่องเพศแบบเดียวกับหลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเซ็กซ์ การตีเส้นทางเดินตามโถงอาคารเรียนคือการกำหนดทิศทางชีวิตให้นักเรียนทุกคน ไหนจะคาบเพศศึกษาที่ปลดอิสรภาพทางเพศของเด็กทิ้งด้วยการจัดให้นักเรียนเข้าห้องตามเพศกำเนิด มากกว่านั้นคือปลดอิสรภาพทางความคิดด้วยการไม่อนุญาตให้เด็กยกมือถาม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-1024x683.jpg" alt="Sex Education 3" class="wp-image-147172" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เซ็กซ์คือเรื่องส่วนตัวที่มีผลต่อส่วนรวม</strong></h3>



<p>เราอาจเห็นในซีรีส์อยู่บ้างว่าหลักสูตรเพศศึกษาที่โฮปชอบนั้นส่งผลเสียต่อตัวเด็กยังไง แต่รู้ไหมว่าในโลกความจริง มีผลงานวิจัยจากหน่วยงานย่อยของหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา&nbsp;(National Center for Biotechnology Information) ระบุว่า การบังคับใช้หลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเซ็กซ์นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะไม่สามารถลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้ ซ้ำร้ายยังมี<a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3194801/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อัตรา</a>การเกิดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะวัยรุ่นไม่ได้รับความรู้เรื่องการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง</p>



<p>มองย้อนกลับมาที่บ้านเรา ในประเทศไทยมีโรงเรียนเพียงร้อยละ 4 จากโรงเรียนทั้งหมดที่ประยุกต์ใช้หลักสูตรเพศวิถีศึกษาแบบครอบคลุมทุกด้าน ครูส่วนใหญ่เน้นการบรรยายตอนสอน จะมีแค่ร้อยละ 3 ของครูทั้งหมดที่ให้นักเรียน<a href="https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/download/179500/154775/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มีส่วนร่วม</a>ด้วย ในปี 2019 มีรายงานของ UNESCO ระบุว่านักเรียนไทยอย่างน้อย 1 ใน 3 ถูกรังแกอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงเดือนที่ทำการสำรวจ <a href="https://bangkok.unesco.org/th/conte/content/Thai-press-advisory-lets-talk-about-sex-thai-language-technical-guidance-sexuality-education" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สาเหตุหลัก</a>มาจากรูปร่างหน้าตาและการแสดงออกที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางเพศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจลดลงได้หากเด็กได้มีการเรียนรู้หลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้าน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-1024x683.jpg" alt="Sex Education 3" class="wp-image-147180" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>นอกจากนี้ หลักสูตรที่เน้นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสัมพันธภาพกับผู้อื่นด้วย เช่นตัวละคร Adam (รับบทโดย Connor Swindells) ผู้เป็นผลพวงของการถูกกดทับจากสถาบันครอบครัว สังคม และหลักสูตรเพศศึกษาที่เน้นการห้ามพูด ห้ามทำ ห้ามถาม ทั้งหมดนี้สามารถทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้มหาศาลและยาวนาน ทำให้อดัมสับสนกับเพศสภาพตัวเองจนเลือกแสดงออกด้วยท่าทีก้าวร้าว ทำลายข้าวของและผู้คนรอบข้าง ชีวิตพังตั้งแต่ซีซั่นก่อนหน้าจนถึงซีซั่น 3 ทำให้อดัมที่เคยหันหน้าคุยกับใครไม่ได้รู้ว่าตัวเองมีปัญหาและกล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ&nbsp;</p>



<p>ฉากที่นั่งหันหลังชนกับ Eric (รับบทโดย Ncuti Gatwa) เพื่อเปิดใจคุยกันทั้งน่าเศร้าและน่ายินดีในคราวเดียวกัน เพราะอดัมไม่มีชุดคำศัพท์และไม่สามารถอธิบายให้เอริกเข้าใจว่าเขาต้องการมีเซ็กซ์แบบไหน นี่คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบทเรียนเพศศึกษาที่ชูโรงด้วยความกลัว กลัวท้อง กลัวติดโรค กลัวตัวเองไม่ตรงบรรทัดฐานสังคม ยังส่งผลกระทบระยะยาวทำให้เกิดความกลัวในด้านสัมพันธภาพกับคนอื่นได้ด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-1024x683.jpg" alt="Sex Education 3" class="wp-image-147183" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เซ็กซ์คือสิ่งหลายสิ่ง แต่ไม่ใช่ความรู้สึกผิด</strong></h3>



<p>ในทางกลับกัน Maeve (รับบทโดย Emma Mackey) เป็นคนประเภทกล้าลองและเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง ชีวิตสอนบทเรียนเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านให้แก่เมฟ อย่างซีซั่นก่อนๆ จะเห็นได้ว่าเมฟถูกตีตราว่าเป็นหญิงร้าย โดนใส่ความว่ามั่ว แถมเธอยังตั้งครรภ์​ในวัยเรียนจนต้องแบกการตัดสินใจที่ใหญ่เกินตัวอย่างการทำแท้งอีก เมฟเจ็บปวดมาไม่น้อยกว่าจะเข้าใจเรื่องวิถีทางเพศ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าเธอเข้าใจมันอย่างถ่องแท้คือฉากหนึ่งของซีซั่นนี้ที่เมฟกำลังจะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหนุ่มวีลแชร์ Isaac (รับบทโดย George Robinson) ซึ่งเป็นชั่วขณะที่สวยงามมากในซีรีส์</p>



<p>เมฟถามแทนใจผู้ชมว่าเธอจะกระตุ้นและสนองอารมณ์ทางเพศไอแซกได้ยังไง เพื่อที่ทั้งคู่จะได้มีความสุขร่วมกัน แล้วไอแซกก็ถามกลับด้วยคำถามเดียวกัน ภายใต้ข้อจำกัดของสรีระทางร่างกาย ทั้งคู่ก็ประนีประนอมหาจุดกึ่งกลางที่ ‘พอเหมาะ’ และ ‘เท่าเทียม’ เมฟและไอแซกแสดงให้เห็นว่าการพูดเรื่องเซ็กซ์และการซักถามเมื่อสงสัยไม่ใช่เรื่องผิดบาป การขออนุญาตเป็นสิ่งที่พึงกระทำเสมอ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-1024x683.jpg" alt="Sex Education 3" class="wp-image-147176" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>การพูดเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องง่ายและการไม่พูดถึงมันทำได้ง่ายกว่า หลักสูตรที่ห้ามพูด ห้ามถาม ห้ามทำเรื่องทางเพศเป็นทางออกสำหรับสังคมสะดวกแดก (Fast Food Culture) ที่ขอให้ง่ายและไวเอาไว้ก่อน อย่างฉากที่ Jackson (รับบทโดย Kedar Williams-Stirling) หนุ่มสุดฮ็อตประจำโรงเรียนตัดสินใจจะมีเซ็กซ์กับ non-binary อย่าง Cal (รับบทโดย Dua Saleh) ก็มีความอึกอักว่าจะชมอีกฝ่ายยังไงดี ต้องใช้คำไหนถึงจะไม่เจาะจงระบุเพศ</p>



<p>แม้จะยากและเป็นสิ่งใหม่ แต่คาลและแจ็กสันไม่ได้วิ่งหนีหายจากกันไป สุดท้ายทั้งคู่กลับมาเผชิญหน้า เปิดใจรับฟังและหาทางออกร่วมกัน คำถามคือ ในเมื่อหลักสูตรเพศศึกษามี 2 อย่างและเราเลือกได้ แล้วทำไมจะปล่อยให้เยาวชนไปเรียนรู้กันเองนอกชั้นเรียนและผ่านความเจ็บปวดแบบเมฟ บทเรียนจำเป็นต้องราคาแพงมากขนาดนั้นเชียวหรือ?</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-1024x683.jpg" alt="Sex Education 3" class="wp-image-147184" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/sex-ed_14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ความรู้เรื่องเพศไม่เคยหยุดนิ่งและลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแบบเรียนเพศวิถีศึกษารอบด้านนี่แหละจะช่วยเปิดเวทีและสร้างบทสนทนาที่ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจอันดี จนวันหนึ่งเราจะสามารถพูดเรื่องเร้นลับในสื่อสาธารณะได้โดยไม่ต้องกลัวเกรง เหมือนวันที่เด็กในวงประสานเสียงได้ร้องเพลง “suck, suck, suck, sucking on my titties…” อย่างภาคภูมิใจ</p>



<p>วันนั้นอาจเป็นวันที่เราไม่ได้รู้สึกผิดกับเซ็กซ์อีกต่อไป</p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://bangkok.unesco.org/th/conte/content/Thai-press-advisory-lets-talk-about-sex-thai-language-technical-guidance-sexuality-education" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bangkok.unesco.org</a></p>



<p><a href="https://www.kff.org/womens-health-policy/fact-sheet/abstinence-education-programs-definition-funding-and-impact-on-teen-sexual-behavior/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">kff.org</a></p>



<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3194801/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ncbi.nlm.nih.gov</a></p>



<p><a href="https://www.sasharg.com.ar/descargas/Actualizaciones/The%20rise%20of%20digisexuality.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">sasharg.com.ar</a></p>



<p><a href="https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/download/179500/154775/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">tci-thaijo.org</a></p>



<p><a href="https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/download/179500/154775/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">thaijo.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sex-education-3/">เพราะเซ็กซ์ห้ามไม่ได้และไม่น่าละอายอย่างที่ครูบอก ส่องบทเรียนเพศศึกษาใน Sex Education 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซื่อสัตย์กับตัวเองและเป็นผู้ร้ายตลอดไป? อ่าน Loki ใหม่ในมุมมองเควียร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/loki/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Jul 2021 11:00:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ+]]></category>
		<category><![CDATA[Loki]]></category>
		<category><![CDATA[Tom Hiddleston]]></category>
		<category><![CDATA[Disney+]]></category>
		<category><![CDATA[Queer]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรีส์]]></category>
		<category><![CDATA[Marvel]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=140573</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ Loki Loki เป็นซีรีส์ภาคแยกในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Cinematic Universe) ซึ่งเนื้อหาของซีรีส์นั้นยึดโยงกับภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Endgame (2019) ในฉากที่ตัวละคร Loki ใช้ tesseract หลบหนีจากเหล่าอเวนเจอร์สที่เดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขเหตุการณ์ตอนท้ายของหนังเรื่อง The Avengers (2012)&#160; สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือโลกิพบตัวเองอยู่กลางทะเลทราย แล้วจู่ๆ ก็มีกลุ่มคนในชุดสีดำจาก Time Variance Authority (TVA) องค์กรลับที่ดูแลจัดการเวลาในจักรวาลมาจับกุมเขา โทษฐานทำให้ ‘ลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์’ (sacred timeline) ปั่นป่วน เพราะสิ่งที่โลกิทำคือการหนีออกจากเหตุการณ์ที่ควรจะเป็น และทำให้เกิดเส้นเวลาใหม่ๆ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ทางเดียวที่โลกิจะขอลดหย่อนโทษได้คือต้องให้ความร่วมมือกับองค์กรในการจับกุม ‘ตัวเขา’ อีกคน ซึ่งกำลังสร้างความปั่นป่วนในเส้นเวลาอยู่เช่นกัน ซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศทาง Disney+ ได้ Tom Hiddleston มารับบทโลกิเช่นเดิม และจัดหนักจัดเต็มความบันเทิงได้ตามมาตรฐาน Marvel แต่แง่มุมที่เราสนใจเป็นพิเศษในเรื่องนี้คือการสำรวจเพศสภาพของโลกิที่ผู้สร้างให้เขายอมรับอย่างเต็มปากว่าชอบได้มากกว่าหนึ่งเพศ&#160; อันที่จริง หากย้อนกลับไปดูงานคอมิกของ Marvel ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่พูดถึงเรื่องเพศของตัวละครอย่างเปิดเผย นักอ่านได้เห็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร่รักเพศเดียวกันอย่าง Wiccan [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loki/">ซื่อสัตย์กับตัวเองและเป็นผู้ร้ายตลอดไป? อ่าน Loki ใหม่ในมุมมองเควียร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><em>บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์</em> <span style="display:none;"> Loki </span></p>



<p><em>Loki</em> เป็นซีรีส์ภาคแยกในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Cinematic Universe) ซึ่งเนื้อหาของซีรีส์นั้นยึดโยงกับภาพยนตร์เรื่อง <em>Avengers: Endgame</em> (2019) ในฉากที่ตัวละคร Loki ใช้ tesseract หลบหนีจากเหล่าอเวนเจอร์สที่เดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขเหตุการณ์ตอนท้ายของหนังเรื่อง <em>The Avengers</em> (2012)&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือโลกิพบตัวเองอยู่กลางทะเลทราย แล้วจู่ๆ ก็มีกลุ่มคนในชุดสีดำจาก Time Variance Authority (TVA) องค์กรลับที่ดูแลจัดการเวลาในจักรวาลมาจับกุมเขา โทษฐานทำให้ ‘ลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์’ (sacred timeline) ปั่นป่วน เพราะสิ่งที่โลกิทำคือการหนีออกจากเหตุการณ์ที่ควรจะเป็น และทำให้เกิดเส้นเวลาใหม่ๆ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ทางเดียวที่โลกิจะขอลดหย่อนโทษได้คือต้องให้ความร่วมมือกับองค์กรในการจับกุม ‘ตัวเขา’ อีกคน ซึ่งกำลังสร้างความปั่นป่วนในเส้นเวลาอยู่เช่นกัน</p>



<p>ซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศทาง Disney+ ได้ Tom Hiddleston มารับบทโลกิเช่นเดิม และจัดหนักจัดเต็มความบันเทิงได้ตามมาตรฐาน Marvel แต่แง่มุมที่เราสนใจเป็นพิเศษในเรื่องนี้คือการสำรวจเพศสภาพของโลกิที่ผู้สร้างให้เขายอมรับอย่างเต็มปากว่าชอบได้มากกว่าหนึ่งเพศ&nbsp;</p>



<p>อันที่จริง หากย้อนกลับไปดูงานคอมิกของ Marvel ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่พูดถึงเรื่องเพศของตัวละครอย่างเปิดเผย นักอ่านได้เห็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร่รักเพศเดียวกันอย่าง Wiccan กับ Hulkling สมาชิกของทีม The Young Avengers แต่พอสตูดิโอเริ่มทำหนังและซีรีส์ บนหน้าจอกลับมีตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ LGBTQ+ โผล่มาบ้างเป็นครั้งคราว ซีนไม่เด่น เป็นเพียงตัวประกอบ ล่าสุดที่เห็นคือ Valkyrie จากภาพยนตร์ <em>Thor: Ragnarok</em> แทบไม่มีสักครั้งเลยที่ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ LGBTQ+ จะได้รับบทเด่นเป็นตัวเอกของเรื่อง</p>



<p>หรือหากหันไปมองทางฝั่ง Disney ก็มีตัวละครเอกที่เพศสภาพกำกวมอย่าง<a href="https://adaymagazine.com/queer-in-frozen-and-maleficent/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> Elsa กับ Maleficent</a> ผู้กำกับไม่ได้สร้างให้ทั้งสองตัวละครยอมรับว่ารักเพศเดียวกัน แต่มีการนำเสนอซ่อนนัยผ่านจูบ True Love&#8217;s Kiss ของทั้งคู่กับตัวละครหญิงคนอื่นในเรื่อง ทำให้พอจะเดาได้ว่าการนำเสนอแฝงนัยแบบนี้เป็นเทคนิคการต่อสู้อย่างหนึ่งเพื่อผลักดันให้เรื่องความหลากหลายทางเพศปรากฏในสื่อกระแสหลักที่มีการตรวจสอบเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนัง Disney ที่มีภาพจำว่าเหมาะสำหรับเด็ก การพูดตรงไปตรงมาถูกมองว่าเป็นการชี้นำการตัดสินใจของเด็กที่กำลังพัฒนาตัวตนทางเพศ เทคนิคนี้ช่วยให้หลบหลีกพูดเรื่องต้องห้ามได้โดยไม่เกิดปัญหา ซึ่งผู้กำกับซีรีส์ <em>Loki </em>ก็ใช้เทคนิคนี้ด้วยเช่นกันกับตัวละคร variant ทั้งหลาย&nbsp; <em>&nbsp;</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-H-2021-1024x577.jpg" alt="Loki" class="wp-image-140625" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-H-2021-1024x577.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-H-2021-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-H-2021-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-H-2021-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-H-2021.jpg 1296w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Variant แปลว่าสิ่งที่มีลักษณะคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานหรือแตกต่างจากปกติ ในซีรีส์เรื่อง <em>Loki</em> คำว่า variant ถูกใช้เรียกตัวละครผู้ก่ออาชญากรรมและปั่นป่วนลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวร้ายของเรื่อง เห็นได้ชัดในฉากหนึ่งของซีรีส์ที่โลกิพบว่ามี variant อีกมากมายที่ถูกกำจัดโดยส่งไปอยู่ระหว่างช่องว่างของกาลเวลาอันว่างเปล่า หากอ่านจากมุมมองแบบเควียร์ variant ใน <em><em>Loki</em></em> มีลักษณะร่วมคล้ายกันกับเอลซ่าและมาเลฟิเซนต์ซึ่งถูกสังคมรังเกียจกีดกัน ปมขัดแย้งในซีรีส์ก็แสดงข้อพิพาทระหว่างเควียร์กับสังคม ตลอดจนความเห็นไม่ลงรอยในกลุ่มเควียร์เองด้วย</p>



<p>เควียร์มีนิยามที่กินความกว้าง เป็นร่มคันใหญ่ที่ใช้เรียกผู้มีความหลากหลายทางเพศและคนที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคมด้วยเหตุผลอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องรสนิยมทางเพศ ความแตกต่างถูกตีค่าว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ต้องมีการควบคุมและจำกัดพื้นที่ทางสังคม ผู้กำกับ Kate Herron ให้สัมภาษณ์กับช่อง ForAllNerds TV ว่าเธอได้แรงบันดาลใจฉากช่องว่างของกาลเวลา (the void) ใน <em>Teletubbies</em> ทว่าช่องว่างของกาลเวลาใน <em>Loki</em> นั้นสื่อถึงโลกที่ไม่พึงปรารถนา (dystopia) ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับดินแดนในอุดมคติ (utopia) ช่องว่างแห่งกาลเวลานี้ยังเปรียบได้กับความกระอักกระอ่วนใจ เลือกข้างไม่ได้ จริงหรือเท็จ ชายหรือหญิง ประนีประนอมหรือยอมแตกหักกับสังคม</p>



<p>อีกจุดที่น่าสนใจคือตัวละครโลกิตกหลุมรัก Sylvie (รับบทโดย Sophia Di Martino) ซึ่งเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของตัวเองในรูปลักษณ์ผู้หญิง บางคนอาจคิดว่าโลกิเป็นคนหลงตัวเอง (narcissist) เลยชอบตัวเอง แต่หากมองจากทฤษฎีเควียร์ เราก็อาจตีความได้ว่าความสัมพันธ์ของโลกิกับซิลวี่เกิดขึ้นเพราะทั้งสองต่างเป็นคนชายขอบ ประสบการณ์ร่วมของการถูกจำแนกตีตราว่าเป็นสิ่งผิดปกติทำให้ทั้งคู่เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน พัฒนาเป็นความชอบในที่สุด นอกจากนี้จะเห็นว่ามีฉากโลกิในเวอร์ชั่นเด็ก คนชรา และสัตว์มานั่งปรับทุกข์กัน จากจุดนี้ variant ก็คือแกะดำที่มีอยู่ทุกสมัยในทุกวัฒนธรรมนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-variant-e0b980e0b89be0b987e0b899e0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989e0b8abe0b8a3e0b8b7e0b8ade0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989-1024x576.jpg" alt="Loki" class="wp-image-140626" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-variant-e0b980e0b89be0b987e0b899e0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989e0b8abe0b8a3e0b8b7e0b8ade0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-variant-e0b980e0b89be0b987e0b899e0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989e0b8abe0b8a3e0b8b7e0b8ade0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-variant-e0b980e0b89be0b987e0b899e0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989e0b8abe0b8a3e0b8b7e0b8ade0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-variant-e0b980e0b89be0b987e0b899e0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989e0b8abe0b8a3e0b8b7e0b8ade0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-variant-e0b980e0b89be0b987e0b899e0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989e0b8abe0b8a3e0b8b7e0b8ade0b888e0b8a3e0b8b0e0b980e0b882e0b989.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading" style="display:none;">1</h3>



<p>ความกลัวต่อสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลหรือไม่มีคำอธิบาย ขับเคลื่อนให้สังคมต่อต้านและกำจัดความผันแปร ดังเช่นที่หน่วยงาน TVA เทิดทูนลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์เหนืออื่นใด variant จะมาป่วนหรือเปลี่ยนชุดความคิดนี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจำเป็นต้อง “เฉือนทิ้ง” (ในซีรีส์ใช้คำว่า prune) ทำให้นึกถึงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง variant เป็นตัวแปรแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นและอาจมีอิทธิพลต่อการทดลองโดยที่ผู้วิจัยไม่ต้องการ ผู้วิจัยต้องควบคุมตัวแปรนี้โดยทำให้ค่าความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนมีน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์</p>



<p>พอเจ้าหน้าที่ Mobius ของ TVA (รับบทโดย Owen Wilson) เกิดอยากศึกษา variant ขึ้นมา พยายามทุกวิธีเพื่อสืบค้นและทำความเข้าใจว่า variant มาจากไหนและต้องการอะไร เขาจึงถูกกำจัดไปอยู่ในช่องว่างของกาลเวลาเช่นกันด้วยข้อหาสมคบคิด ซีรีส์เรื่องนี้ตั้งคำถามกับองค์ความรู้ที่ผู้คนสรรเสริญเยินยอ เช่น วิทยาศาสตร์ ศาสนา คู่ขั้วตรงข้ามของการแบ่งเพศสภาพ ฯลฯ ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการแสวงหาด้วยเจตจำนงอิสระจริงหรือ หากยังมีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน องค์ความรู้นั้นถือว่าสุดยอดได้หรือไม่ เราสามารถมีสังคมอุดมคติได้ด้วยวิธีการกำจัดคนที่เห็นต่างเช่นนั้นหรือ?</p>



<p>ซีรีส์ <em>Loki</em> ล้อเล่นกับคอนเซปต์เรื่องเวลาได้แยบยล เวลาเป็นแนวเส้นตรงไม่ไหลวนกลับ ในภาพยนตร์ของ Disney เรื่อง <em>Alice Through the Looking Glass</em> (2016) มีประโยคเด็ดว่า “but ‘Time’ is a ‘He’.” คือเวลาถูกสร้างให้เป็นผู้ชายเพราะผู้ชายมีกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เหมือนเวลาที่ไม่ย้อนกลับไปกลับมา ในทางกลับกัน ผู้หญิงถูกมองว่ามีวิธีคิดย้อนสลับวกวนไปมา สังคมให้คุณค่าวิธีคิดแบบผู้ชายว่าดีกว่าผู้หญิง และอลิซเป็นตัวแทนต่อสู้รื้อสร้างความเข้าใจแบบนี้ เธอวางแผนขโมยเครื่องควบคุมเวลา (The Chronosphere) เพื่อย้อนกลับไปแก้ไขอดีต เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์กับปิตาธิปไตย</p>



<p>มองกลับมาที่ <em>Loki</em> จะเห็นได้ว่าเวลาถูกประกอบสร้างให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ ตัวละครต้องนับถือลำดับและขั้นตอน การลัดเวลาข้ามขั้นตอนเป็นอาชญากรรมอันยิ่งใหญ่ เวลาแสดงถึงอำนาจเหนือและภาวะการถูกครอบงำ เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงและ variant ในหนังและซีรีส์สองเรื่องนี้รับบทผู้ถูกกดทับ การเอาชนะเงื่อนไขของเวลานั้นยาก แต่ซิลวี่กับโลกิทำได้ ซิลวี่สะกดเจ้าเมฆจอมสังหาร Alioth จนเคลิบเคลิ้มและเปิดทางให้เธอกับโลกิไปเผชิญหน้ากับผู้ควบคุมลำดับเวลาศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็คือ He Who Remains (รับบทโดย Jonathan Majors)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/ARC_105_11408_R.0-1-1024x576.jpg" alt="Loki" class="wp-image-140629" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/ARC_105_11408_R.0-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/ARC_105_11408_R.0-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/ARC_105_11408_R.0-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/ARC_105_11408_R.0-1-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/ARC_105_11408_R.0-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>



<p>ผู้กำกับหยอดปมขัดแย้งระหว่างสองตัวละครไว้อย่างน่าสนใจ โดยให้ซิลวี่มีภูมิหลังที่ลำบากกว่าโลกิ เธอถูกพรากวัยเยาว์ ต้องปากกัดตีนถีบมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะหลบหนีไปที่ไหน TVA ก็ส่งคนไปทำลายล้าง จนต้องเร้นกายอยู่ในความมืด ลดทอนตัวตนเพื่อความอยู่รอด ส่วนโลกิเป็นบุตรบุญธรรมของเทพเจ้า Odin ดังนั้นจะมาบอกว่าซิลวี่กับโลกิเป็นเควียร์หมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะความละเอียดอ่อนของการทาบทับระหว่างเพศสภาพและสถานะทางสังคมยังปรากฏให้เห็น</p>



<p>ตัวละครชายอย่างโลกิและ He Who Remains มองว่าบรรทัดฐานทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็น ควรยึดถือไว้ ไม่เช่นนั้นสังคมจะยุ่งเหยิง เหมือนเควียร์ที่สมาทานกับกฎระเบียบทางสังคม ฉากการต่อสู้ระหว่างซิลวี่กับโลกิจึงแสดงให้เห็นความขัดแย้งภายในกลุ่มเควียร์ โลกิแนะว่าเควียร์ต้องคิดถึงส่วนรวมก่อนเป็นอย่างแรก ไม่อย่างนั้นก็จะถูกมองเป็นผู้ร้ายตลอดไป ส่วนซิลวี่ยืนยันจะไม่ประนีประนอม จะฆ่า He Who Remains ให้ได้ ไม่ว่าเควียร์จะเลือกสิ่งไหนก็ต้องรู้สึกผิด หากไม่ยอมเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ต้องยอมถูกกดหัวต่อไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-ep-6-1200-1-1024x569.jpg" alt="Loki" class="wp-image-140624" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-ep-6-1200-1-1024x569.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-ep-6-1200-1-300x167.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-ep-6-1200-1-768x427.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-ep-6-1200-1-600x334.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/loki-ep-6-1200-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ซีรีส์ได้ romanticize เรื่องบรรทัดฐานทางสังคมด้วยการทำให้เสียงของโลกิมีน้ำหนักมากกว่า คิดรอบด้านและรู้สติมากกว่า สุดท้ายแล้วการตัดสินใจของซิลวี่โดยไม่ยอมรับฟังใครจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ก่อให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา เธอจะถูกประณามดังเช่นหญิงอื่นในตำนานอย่าง Eve หรือ Pandora ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของหายนะแห่งมวลมนุษยชาติ ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีบทสรุปแน่ชัด คงต้องติดตามซีรีส์เรื่องนี้ในภาคถัดไป</p>



<p>ที่แน่ๆ <em>Loki </em>เป็นซีรีส์ที่ผนวกการเมืองเรื่องเพศสภาพไว้หลากมิติหลายแง่มุม ความกำกวมในเรื่องเพศและรูปลักษณ์ของเทพเจ้าผู้หลอกลวงคนนี้สร้างความลื่นไหลและเอื้อประโยชน์ต่อการตีความใหม่อย่างดีเยี่ยม</p>



<p>หวังใจว่าในหนังและซีรีส์เรื่องต่อๆ ไปของทั้งฝั่ง Marvel และ Disney การนำเสนอแบบแฝงนัยและการอ่านแบบเควียร์จะถูกประยุกต์ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทคนิคนี้ช่วยให้เควียร์ส่งเสียงดังมากขึ้นยามที่ต้องต่อสู้กับอำนาจเบ็ดเสร็จ ค่อยๆ กร่อนเซาะการกดทับให้หมดไป&nbsp;</p>



<p>คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ในอนาคตการนำเสนอเรื่องเพศสภาพจะใช้น้ำเสียงท่าทีดุดันขึ้นไหมในวัฒนธรรมทัศนา เมื่อสื่อบันเทิงหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องเพศสภาพมากขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p><em>รับชม Loki ได้แล้ววันนี้ทาง Disney+</em></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://youtu.be/dSLbp9NP3C8" target="_blank" rel="noreferrer noopener">youtube.com</a></p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 Loki</h3>
<p>11ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<p>12ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<h3> 2 Loki</h3>
<p>21ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<p>22ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<p>32ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
<p>42ในตอนสุดท้ายนี้เองที่เราเห็นว่าซิลวี่กับโลกิเริ่มเสียงแตก จากการที่ He Who Remains โยนข้อเสนอ 2 อย่างให้ซิลวี่กับโลกิเลือกด้วยเจตจำนงเสรี ข้อเสนอแรกคือซิลวี่กับโลกิฆ่าเขาแล้วปล่อยให้เกิดสงครามข้ามกาลเวลา ข้อเสนอที่สองคือพวกเขามาทำหน้าที่ควบคุมลำดับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์แทน แล้วจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามประสงค์ ซิลวี่เลือกข้อแรก แต่โลกิมีทีท่าลังเล ฉากนี้สะท้อนให้เห็นข้อพิพาทเรื่องเป้าหมายในการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มเควียร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าจะสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ต้องยอมสูญเสียตัวตน หรือสู้เพื่อหลุดออกมาจากกรอบสังคมอันคร่ำครึ</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loki/">ซื่อสัตย์กับตัวเองและเป็นผู้ร้ายตลอดไป? อ่าน Loki ใหม่ในมุมมองเควียร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Naya Rivera กับบทเลสเบี้ยนสายฉอดเชื้อสายลาตินในสื่อกระแสหลักของสังคมอเมริกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/naya-rivera/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2020 11:47:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[เลสเบี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Naya Rivera]]></category>
		<category><![CDATA[Glee]]></category>
		<category><![CDATA[gay sharks]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรี่ส์]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<category><![CDATA[Grey’s Anatomy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=105609</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักแสดงสาว Naya Rivera หายตัวไปในขณะที่พักผ่อนกับลูกชายวัย 4 ขวบ ริเวร่าเช่าเรือไปล่องเล่นในทะเลสาบไพรุทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเลยกำหนดเวลาต้องคืนเรือกลับพบเพียงลูกชายของเธอนอนหลับอยู่ในเรือเพียงลำพัง ลูกชายให้การว่าทั้งคู่ลงไปว่ายน้ำเล่นกัน แม่ช่วยดันเขากลับขึ้นเรือแล้วก็จมหายไป ผ่านไป 5 วันจึงพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในทะเลสาบได้รับการยืนยันว่าเป็นร่างของริเวร่า นายา ริเวร่า เป็นนักแสดงผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังจากซีรีส์มิวสิคัลอเมริกันเรื่อง Glee ที่ออกอากาศระหว่าง ค.ศ. 2009-2015 เธอรับบทเป็น Santana Lopez เชียร์ลีดเดอร์สาวสุดเฟียร์ซผู้มีเพศสภาพกำกวม วิวัฒนาการตัวละครเริ่มต้นจากแม่เสือสาวนักล่าผู้ไม่จริงจังเรื่องความรัก พรากพรหมจรรย์ตัวละครนำชาย ปากร้ายพร้อมฟาดใส่ทุกคน หลังจากนั้นตัวละครคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเธอสามารถยอมรับว่าตัวเองรักเพศเดียวกัน ในซีซั่นแรกซานตานาเป็นเพียงตัวละครสมทบ มีบทบ้างประปราย แต่ฉากฮิตจนเป็นที่กล่าวถึงทั่วประเทศคือปฏิกิริยาตอนเธอโยนผ้าเช็ดปากทิ้งพร้อมกอดอกขมวดคิ้วทำหน้า &#8216;ว่าไงนะ&#8217; ใส่เพื่อนเชียร์ลีดเดอร์ร่วมก๊วนอีกคนชื่อ Brittany ที่ถามว่า “นี่ รู้หรือเปล่าว่าโลมาก็คือปลาฉลามที่เป็นเกย์” (Did you know that dolphins are just gay sharks?) ฉากนี้ออกอากาศวันที่ 13 เมษายน 2010 คำว่า &#8216;gay sharks&#8217; กลายเป็นคำที่ถูกใช้สืบค้นบ่อยที่สุดบนกูเกิลในวันที่ 14 เมษายน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/naya-rivera/">Naya Rivera กับบทเลสเบี้ยนสายฉอดเชื้อสายลาตินในสื่อกระแสหลักของสังคมอเมริกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3">เมื่อวันที่<span class="s1"> 8 </span>กรกฎาคมที่ผ่านมา นักแสดงสาว<span class="s1"> Naya Rivera </span>หายตัวไปในขณะที่พักผ่อนกับลูกชายวัย<span class="s1"> 4 </span>ขวบ ริเวร่าเช่าเรือไปล่องเล่นในทะเลสาบไพรุทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเลยกำหนดเวลาต้องคืนเรือกลับพบเพียงลูกชายของเธอนอนหลับอยู่ในเรือเพียงลำพัง ลูกชายให้การว่าทั้งคู่ลงไปว่ายน้ำเล่นกัน แม่ช่วยดันเขากลับขึ้นเรือแล้วก็จมหายไป ผ่านไป<span class="s1"> 5 </span>วันจึงพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในทะเลสาบได้รับการยืนยันว่าเป็นร่างของริเวร่า</p>
<p class="p3">นายา ริเวร่า เป็นนักแสดงผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังจากซีรีส์มิวสิคัลอเมริกันเรื่อง<span class="s1"> <i>Glee</i> </span>ที่ออกอากาศระหว่าง ค<span class="s1">.</span>ศ<span class="s1">. 2009-</span><span class="s1">2015 </span>เธอรับบทเป็น<span class="s1"> Santana Lopez </span>เชียร์ลีดเดอร์สาวสุดเฟียร์ซผู้มีเพศสภาพกำกวม วิวัฒนาการตัวละครเริ่มต้นจากแม่เสือสาวนักล่าผู้ไม่จริงจังเรื่องความรัก พรากพรหมจรรย์ตัวละครนำชาย ปากร้ายพร้อมฟาดใส่ทุกคน หลังจากนั้นตัวละครคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเธอสามารถยอมรับว่าตัวเองรักเพศเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-105825" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-14-at-18.33.10-1024x777.png" alt="" width="1024" height="777" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-14-at-18.33.10-1024x777.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-14-at-18.33.10-300x228.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-14-at-18.33.10-768x583.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-14-at-18.33.10-600x455.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-14-at-18.33.10.png 1818w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p3">ในซีซั่นแรกซานตานาเป็นเพียงตัวละครสมทบ มีบทบ้างประปราย แต่ฉากฮิตจนเป็นที่กล่าวถึงทั่วประเทศคือปฏิกิริยาตอนเธอโยนผ้าเช็ดปากทิ้งพร้อมกอดอกขมวดคิ้วทำหน้า<span class="s1"> &#8216;</span>ว่าไงนะ&#8217;<span class="s1"> </span>ใส่เพื่อนเชียร์ลีดเดอร์ร่วมก๊วนอีกคนชื่อ<span class="s1"> Brittany </span>ที่ถามว่า<span class="s1"> “</span>นี่ รู้หรือเปล่าว่าโลมาก็คือปลาฉลามที่เป็นเกย์<span class="s1">” (Did you know that dolphins are just gay sharks?) </span>ฉากนี้ออกอากาศวันที่<span class="s1"> 13 </span>เมษายน <span class="s1">2010 </span>คำว่า<span class="s1"> &#8216;gay sharks&#8217; </span>กลายเป็นคำที่ถูกใช้สืบค้นบ่อยที่สุดบนกูเกิลในวันที่<span class="s1"> 14 </span>เมษายน เรียกว่าดังชั่วข้ามคืน</p>
<p class="p3">ซีรีส์เรื่อง<span class="s1"> <i>Glee</i> </span>สอดแทรกประเด็นการยอมรับความหลากหลายทางเพศผ่านหลายตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น<span class="s1"> Kurt </span>ที่แอ๊บแมนว่าเล่นอเมริกันฟุตบอลตบตาพ่อ แต่วิ่งลงสนามพร้อมเพลง<em><span class="s1"> Single Ladies </span></em>ของแม่บียอนเซ่<span class="s1"> Sheldon Beiste </span>โค้ชฟุตบอลที่จำใจฝากทีมไว้กับผู้ช่วยเพื่อไปผ่าตัดแปลงเพศก่อนเปิดตัวว่าเป็นผู้ชายข้ามเพศ หลังจากซีซั่นแรกซานตานาและบริตนีย์ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นเพราะเคมีที่เข้ากันระหว่างสาวผมบลอนด์สุดทึ่มกับสาวเชื้อสายลาตินปากร้ายสายฟาด</p>
<p class="p3">ในตอนที่ชื่อว่า<em><span class="s1"> Mash Off </span></em>ของซีซั่นสาม<span class="s1"> Finn </span>ไม่พอใจซานตานาที่พูดจาไม่ดีทำให้เขาต้องอับอายเพื่อน จึงเอาคืนด้วยการแฉว่าเธอถนัดแต่ทำให้คนอื่นขายหน้าเพราะตัวเองก็มีปมที่ไม่กล้ายอมรับว่าแอบชอบบริตนีย์ แท้จริงแล้วซานตานาฉอดกลบเกลื่อนความไม่มั่นคงทางอารมณ์ภายในจิตใจตัวเอง กลัวทุกคนรู้แล้วยอมรับไม่ได้ กังวลว่าบริตนีย์จะปฏิเสธ เส้นเรื่องและปมขัดแย้งระหว่างซานตานาและบริตนีย์ถูกพัฒนาไปจนตอนจบของเรื่องที่ทั้งสองตัดสินใจแต่งงานกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-105814" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/glee-gay-shark.jpg" alt="" width="480" height="360" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/glee-gay-shark.jpg 480w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/glee-gay-shark-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p class="p3">นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียวที่สื่ออเมริกันนำเสนอสาวลาตินเป็นเลสเบี้ยนผู้เอาความสวยและดุดันเป็นเกราะกำบังความเปราะบางทางจิตใจก่อนหน้านี้ก็มีตัวละครคุณหมอชื่อ<span class="s1"> Callie Torres </span>จากซีรีส์แนว<span class="s1"> medical drama </span>เรื่อง<span class="s1"> <i>Grey’s Anatomy</i> </span>แคลลี่ไม่ได้ปากร้ายเท่าซานตานา แต่เธอก็เป็นคนโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมาจนทำเอาเพื่อนร่วมงานสะอึกไปหลายครั้ง แคลลี่เดตและมีความสัมพันธ์กับหมอผู้ชาย<span class="s1"> 2 </span>คนคือ<span class="s1"> George O’Malley </span>กับ<span class="s1"> Mark Sloan </span>ก่อนจะหันมาสนใจเพศเดียวกัน</p>
<p class="p3">ซานตานาและแคลลี่ยังคงรักษาภาพจำของสาวลาตินไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ฉากแคลลี่ใส่ชั้นในสีชมพูยืนเต้นเป็นปมสำคัญของเรื่องและถูกนำมาใช้โฆษณาเรียกความสนใจ สุดท้ายแล้วสื่อกระแสหลักของอเมริกันชอบนำเสนอภาพแทนสาวลาตินว่าสวยร้อนแรง ที่เพิ่มเติมคือซานตานาและแคลลี่มีความสัมพันธ์ได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย มีงานวิจัยที่เสนอว่าการถ่ายทอดเรื่องราวลักษณะนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมได้</p>
<p class="p3">ผู้ชมอาจคิดได้ว่าเพศสภาพเป็นภาวะของความลื่นไหล บุคคลหนึ่งสามารถพัฒนาความชอบผู้ชายแล้วหันไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงได้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้ชมอาจคิดว่าภาวะความเป็นเกย์และเลสเบี้ยนเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ อย่างตอนแคลลี่แนะนำแฟนสาวให้พ่อรู้จัก พ่อเธอไปพาบาทหลวงมาอ่านคัมภีร์ไบเบิลให้ฟังจนแคลลี่ทนไม่ไหวสวนกลับไปว่า<span class="s1"> “นี่พ่อคิดว่าสวดไล่ความเป็นเกย์ได้เหรอ” (You think you can pray away the gay. You can’t pray away the gay.) </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-105817" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-ew.comgallerycallie-torres-best-moments-greys-anatomy.jpg" alt="" width="998" height="758" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-ew.comgallerycallie-torres-best-moments-greys-anatomy.jpg 998w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-ew.comgallerycallie-torres-best-moments-greys-anatomy-300x228.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-ew.comgallerycallie-torres-best-moments-greys-anatomy-768x583.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-ew.comgallerycallie-torres-best-moments-greys-anatomy-600x456.jpg 600w" sizes="(max-width: 998px) 100vw, 998px" /></p>
<p class="p5"><span class="s5">เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่ออเมริกันมักมอบบทบาทความหลากหลายทางเพศให้กับตัวละครผิวสี</span> <span class="s5">สร้างความเป็นอื่นทั้งในแง่สีผิวและเพศสภาพ</span> <span class="s5">ตัวการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เกย์คนแรกของสำนักพิมพ์ดีซี</span> <span class="s5">คอมิกส์</span><span class="s5">ชื่อว่า</span> <span class="s6">Extraño </span><span class="s7">ก็มีเชื้อสายลาติน</span> <span class="s7">แถมคำว่า</span> e<span class="s6">xtraño </span><span class="s7">ในภาษาสเปนแปลว่า</span><span class="s6"> &#8216;</span><span class="s7">แปลก&#8217;</span><span class="s6"> </span><span class="s7">เวลาสังคมอเมริกันกล่าวถึงความหลากหลายทางเพศก็ยังมีเส้นแบ่งเราแบ่งเขาอยู่ดี</span> <span class="s7">สร้างตัวละครที่แปลกแตกต่างให้มีเชื้อชาติอื่นก่อนแล้วค่อยเชื่อมโยงใกล้ตัวเข้ามา</span></p>
<p class="p6">การสลับระหว่างการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาสเปนในซีรีส์ <span class="s1"><i>Glee</i> </span>และ<span class="s1"> <i>Grey’s Anatomy</i> </span>ก็น่าสนใจมาก ผู้กำกับไม่ได้เปิดเผยภูมิหลังเรื่องเชื้อชาติของซานตานาและแคลลี่มากนัก ผู้ชมเห็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกของทั้งสองคนว่าดูเหมือนผู้หญิงลาติน จนเมื่อถึงฉากหลังการ<span class="s1"> come out </span>จึงให้ตัวละครรัวภาษาสเปน ซานตานาบอกยายว่า<span class="s1"> “<i>Abuelita</i>, I love girls the way that I’m supposed to feel about boys.”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-105818" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-glee-the-new-york-story.fandom.comwikiKurt_Hummel.jpg" alt="" width="720" height="900" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-glee-the-new-york-story.fandom.comwikiKurt_Hummel.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-glee-the-new-york-story.fandom.comwikiKurt_Hummel-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-glee-the-new-york-story.fandom.comwikiKurt_Hummel-600x750.jpg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p class="p6"><span class="s1"> Sara Ramirez </span>นักแสดงผู้รับบทแคลลี่พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน ฉากที่พ่อของแคลลี่ปฏิเสธไม่ยอมรับแฟนเธอ รามิเรซใส่สปีดรัวภาษาสเปนแบบถึงเครื่อง ได้อารมณ์โกรธผิดหวังจนผู้ชมอ่านซับไตเติลไม่ทัน สุดท้ายเพื่อนหมอต้องขอให้แคลลี่หยุดฟูมฟายเพราะฟังไม่รู้เรื่อง และกำลังต้องเข้าผ่าตัดยายของซานตานาผู้รับไม่ได้ที่หลานเป็นเกย์ไล่เธอไปให้พ้นหูพ้นตา พ่อของแคลลี่ถึงกับไปเชิญบาทหลวงมาสวดไล่ความเป็นเกย์</p>
<p class="p6">จะเห็นว่าภาษาสเปนและวัฒนธรรมลาตินถูกสอดแทรกเข้าไปในซีรีส์ช่วงจังหวะไม่สู้ดีนัก ยายของซานตานาและพ่อของแคลลี่คือสัญลักษณ์ชวนเชื่อว่าวัฒนธรรมลาตินล้าหลังและไม่ยืดหยุ่น แถมถูกนำมาเปรียบเทียบกับความเป็นอเมริกันผิวขาว ตอนแคลลี่ของขึ้นสุด<span class="s1"> Arizona </span>แฟนของเธอเลยเล่าแบ่งปันให้ฟังตอนบอกพ่อว่าเป็นเลสเบี้ยน พ่อ<span class="s1">แอริโซน่า</span>เป็นทหารที่ความคิดค่อนไปทางอนุรักษนิยมยังยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศได้มากกว่า</p>
<p class="p6"><span class="s1"> <span class="Apple-converted-space"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-105816" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-_www.hln_.be_showbizz_celebrities_-glee-actrice-naya-rivera-verdwijnt-tijdens-mysterieuze-boottocht-met-zoontje-mama-kwam-niet-teruga9702811_refererhttps_3A_2F_2Fwww.google.com_2F.jpg" alt="" width="763" height="1018" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-_www.hln_.be_showbizz_celebrities_-glee-actrice-naya-rivera-verdwijnt-tijdens-mysterieuze-boottocht-met-zoontje-mama-kwam-niet-teruga9702811_refererhttps_3A_2F_2Fwww.google.com_2F.jpg 763w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-_www.hln_.be_showbizz_celebrities_-glee-actrice-naya-rivera-verdwijnt-tijdens-mysterieuze-boottocht-met-zoontje-mama-kwam-niet-teruga9702811_refererhttps_3A_2F_2Fwww.google.com_2F-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/https-_www.hln_.be_showbizz_celebrities_-glee-actrice-naya-rivera-verdwijnt-tijdens-mysterieuze-boottocht-met-zoontje-mama-kwam-niet-teruga9702811_refererhttps_3A_2F_2Fwww.google.com_2F-600x801.jpg 600w" sizes="(max-width: 763px) 100vw, 763px" /></span></span></p>
<p class="p6">ถึงแม้ว่าริเวร่าจากโลกนี้ไปแล้ว ผลงานและบทบาทของเธอใน<span class="s1"> <i>Glee</i> </span>ยังสร้างประโยชน์นานัปการ กระตุ้นการแสวงหาความรู้เรื่องเลสเบี้ยนผิวสี หากเปรียบเทียบกันแล้วเกย์ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักมากกว่าเลสเบี้ยน สะท้อนอคติทางสังคมว่าสุดท้ายแล้วยังสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นชายมากกว่า เรื่องราวประสบการณ์ของเลสเบี้ยนถูกจำกัดอยู่แค่ในสื่อเฉพาะกลุ่ม ไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง สร้างแรงกระเพื่อมได้น้อย</p>
<p class="p6">ผู้มีความหลากหลายทางเพศหลงรักตัวละครซานตานาเพราะเธอสามารถสื่อสารกับ<span class="s1"> LGBTQ+ </span>ที่เป็นเยาวชนได้ดีกว่าและมากกว่า ครั้งหนึ่งริเวร่าให้สัมภาษณ์ว่า เธอรู้สึกละอายเพราะคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับการเชิดชูเยอะมากมายขนาดนี้ เธอก็เป็นแค่นักแสดงคนหนึ่งที่โชคดีได้รับบทที่คนเขียนสร้างขึ้นมาอย่างจับใจริเวร่าบอกว่าในชีวิตจริงเธอไม่ได้มีประสบการณ์ใกล้เคียงกับตัวละครซานตานาเลย ความอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งทำให้แฟนซีรีส์เสียใจกับการจากไปของเธอ<span class="s1"> </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/naya-rivera/">Naya Rivera กับบทเลสเบี้ยนสายฉอดเชื้อสายลาตินในสื่อกระแสหลักของสังคมอเมริกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Crip กับ Queer ความสัมพันธ์เชิงซ้อนของความพิการและความหลากหลายทางเพศ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/crip-and-queer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2020 17:17:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[The Family Stone]]></category>
		<category><![CDATA[Special]]></category>
		<category><![CDATA[LGBT]]></category>
		<category><![CDATA[Queer]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<category><![CDATA[come out]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีคริพ]]></category>
		<category><![CDATA[Crip Theory]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์ภาพยนตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100887</guid>

					<description><![CDATA[<p>Crip theory หรือทฤษฎีคริพ ถือกำเนิดขึ้นราวปี 2000 โดย Robert McRuer ศาสตราจารย์ด้านภาษาอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา &#8216;คริพ&#8217; มาจากการตัดพยางค์แรกของคำว่า cripple ซึ่งซ่อนความหมายเชิงลบ ใช้เรียกบุคคลผู้มีความพิการทางร่างกาย แม็กครูเออร์พัฒนาทฤษฎีคริพไปพร้อมกับความสนใจในทฤษฎีเควียร์ จึงใช้แนวทางเดียวกันในการตั้งชื่อทฤษฎีที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ เควียร์เคยมีความหมายลบอย่างที่ตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain พูดว่า “You know I ain’t queer.” หลังจากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนเพศเดียวกัน พยายามปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่พวกแปลกประหลาด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเพราะความเหงาชั่วครั้งคราวเท่านั้น คนที่มีความหลากหลายทางเพศนำคำว่าเควียร์มาใช้โดยสร้างความหมายใหม่ที่เป็นบวก การสร้างคำอื่นมาแทนที่ไม่ได้ช่วยขจัดความคิดลบๆ ต่อ LGBTQ+ ให้หมดไป วิธีที่ดีกว่าคือการรื้อสร้างคำนี้และร่วมสร้างการตระหนักรู้แก่สังคมว่าเควียร์ก็มีความหมายที่ดีได้ แม็กครูเออร์เลือกใช้คำว่าคริพด้วยเหตุผลเดียวกัน นำคำที่ใช้เหยียดหยามความพิการย้อนกลับมาแจกแจงสร้างความเข้าใจอันดีให้แก่สังคม แม็กครูเออร์ชี้ว่าผู้พิการและผู้มีความหลากหลายทางเพศมีประสบการณ์คล้ายกัน ถูกกีดกันให้เป็นคนชายขอบในสังคมด้วยกลไกของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมที่มุ่งเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมหาศาลให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ความรักต่างเพศมีคุณค่าในระบบนี้เพราะสามารถผลิตแรงงานให้แก่สังคม ส่วน LGBTQ+ ไปตัดตอนการสืบพันธุ์ ทำให้แรงงานลดลง จึงโดนเหยียด ตัวชี้วัดคุณค่าของบุคคลหนึ่งในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและทุนนิยมประเมินได้จากศักยภาพในการผลิต ผู้พิการถูกตัดสินว่าไร้ความสามารถก็เพราะวิธีคิดแบบนี้ สังคมมองว่าความรักต่างเพศเป็นค่ามาตรฐานและความรักเพศเดียวกันเป็นความเบี่ยงเบน อีกทั้งคิดว่าการมีอวัยวะครบ 32 เป็นความสมบูรณ์และความพิการเป็นความบกพร่อง นี่คือความสัมพันธ์ที่คริพกับเควียร์มีร่วมกัน ในบทหนึ่งของหนังสือ Crip Theory: Cultural Signs of Queerness and Disability [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/crip-and-queer/">Crip กับ Queer ความสัมพันธ์เชิงซ้อนของความพิการและความหลากหลายทางเพศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">Crip theory </span><span class="s2">หรือ</span><span class="s2">ทฤษฎีคริพ</span> <span class="s2">ถือกำเนิดขึ้นราวปี</span> <span class="s1">2000 </span><span class="s2">โดย</span> <span class="s1">Robert McRuer </span><span class="s2">ศาสตราจารย์ด้านภาษาอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ</span> <span class="s2">วอชิงตัน </span><span class="s2">ประเทศสหรัฐอเมริกา</span> &#8216;<span class="s2">คริพ&#8217; </span><span class="s2">มาจากการตัดพยางค์แรกของคำว่า</span> <span class="s1">cripple </span><span class="s2">ซึ่งซ่อนความหมายเชิงลบ ใช้เรียกบุคคลผู้มีความพิการทางร่างกาย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม็กครูเออร์พัฒนาทฤษฎีคริพไปพร้อมกับความสนใจในทฤษฎีเควียร์</span> <span class="s2">จึงใช้แนวทางเดียวกันในการตั้งชื่อทฤษฎีที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่</span> <span class="s2">เควียร์เคยมีความหมายลบอย่างที่ตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s1"> <i>Brokeback Mountain</i> </span><span class="s2">พูดว่า</span><em><span class="s1"> “You know I ain’t queer.” </span></em><span class="s2">หลังจากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนเพศเดียวกัน</span> <span class="s2">พยายามปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่พวกแปลกประหลาด</span> <span class="s2">เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเพราะความเหงาชั่วครั้งคราวเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101852" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.filmlinc.org_films_brokeback-mountain_-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.filmlinc.org_films_brokeback-mountain_-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.filmlinc.org_films_brokeback-mountain_-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.filmlinc.org_films_brokeback-mountain_-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.filmlinc.org_films_brokeback-mountain_-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.filmlinc.org_films_brokeback-mountain_.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">คนที่มีความหลากหลายทางเพศนำคำว่า</span><span class="s2">เควียร์</span><span class="s2">มาใช้โดยสร้างความหมายใหม่ที่เป็นบวก</span> <span class="s2">การสร้างคำอื่นมาแทนที่ไม่ได้ช่วยขจัดความคิดลบ</span><span class="s2">ๆ</span> <span class="s2">ต่อ</span><span class="s1"> LGBTQ+ </span><span class="s2">ให้หมดไป</span> <span class="s2">วิธีที่ดีกว่าคือการรื้อสร้างคำนี้และร่วมสร้างการตระหนักรู้แก่สังคมว่า</span><span class="s2">เควียร์ก็</span><span class="s2">มีความหมายที่ดีได้</span> <span class="s2">แม็กครูเออร์</span><span class="s2">เลือกใช้คำว่า</span><span class="s2">คริพ</span><span class="s2">ด้วยเหตุผลเดียวกัน</span> <span class="s2">นำคำที่ใช้เหยียดหยามความพิการย้อนกลับมาแจกแจงสร้างความเข้าใจอันดีให้แก่สังคม</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม็กครูเออร์ชี้ว่าผู้พิการและผู้มีความหลากหลายทางเพศมีประสบการณ์คล้ายกัน</span> <span class="s2">ถูกกีดกันให้เป็นคนชายขอบในสังคมด้วยกลไกของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมที่มุ่งเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมหาศาลให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค</span> <span class="s2">ความรักต่างเพศมีคุณค่าในระบบนี้เพราะสามารถผลิตแรงงานให้แก่สังคม</span> <span class="s2">ส่วน</span><span class="s1"> LGBTQ+ </span><span class="s2">ไปตัดตอนการสืบพันธุ์</span> <span class="s2">ทำให้แรงงานลดลง</span> <span class="s2">จึงโดนเหยียด</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ตัวชี้วัดคุณค่าของบุคคลหนึ่งในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและทุนนิยมประเมินได้จากศักยภาพในการผลิต</span> <span class="s2">ผู้พิการถูกตัดสินว่าไร้ความสามารถก็เพราะวิธีคิดแบบนี้</span> <span class="s2">สังคมมองว่าความรักต่างเพศเป็นค่ามาตรฐานและความรักเพศเดียวกันเป็นความเบี่ยงเบน</span><span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> อีกทั้ง</span></span><span class="s2">คิดว่าการมีอวัยวะครบ</span><span class="s1"> 32 </span><span class="s2">เป็นความสมบูรณ์และความพิการเป็นความบกพร่อง</span> <span class="s2">นี่คือความสัมพันธ์ที่คริพกับเควียร์มีร่วมกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101849" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/crip-theory-724x1024.jpg" alt="" width="724" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/crip-theory-724x1024.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/crip-theory-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/crip-theory-768x1086.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/crip-theory-600x848.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/crip-theory.jpg 800w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในบทหนึ่งของหนังสือ </span><span class="s1"><i>Crip Theory: Cultural Signs of Queerness and Disability</i> </span><span class="s2">แม็กครูเออร์อ้างถึงวิธีสอนการเขียนรายงานในมหาวิทยาลัย</span> <span class="s2">ผู้สอนมักกำหนดรูปแบบชัดเจนตายตัวว่าต้องมีคำนำ</span> <span class="s2">เนื้อหา</span> <span class="s2">และบทสรุป</span> <span class="s2">การวัดผลก็พิจารณาดูว่าประเด็นต่าง</span><span class="s2">ๆ</span> <span class="s2">เชื่อมโยงอย่างมีเหตุผล</span> <span class="s2">ความคิดหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อนำไปสู่ข้อโต้แย้งหลัก</span> <span class="s2">แต่การเขียนไม่ได้เป็นลักษณะนี้เสมอไป</span> <span class="s2">การวางกฎเกณฑ์ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง</span> <span class="s2">แต่ในทางกลับกันก็ส่งเสริมกระบวนการคิดให้เราเหยียดความแตกต่าง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม็กครูเออร์ย้ำว่าเราควรศึกษาการทับซ้อนของความหลากหลายทางเพศและความพิการประกอบกัน</span> <span class="s2">ในขณะที่ทฤษฎีคริพได้รับความสนใจจากสังคม</span> <span class="s2">ฮอลลีวูดก็ปล่อยภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s1"> <i>The Family Stone</i> </span><span class="s2">ออกมาในปี</span><span class="s1"> 2005 เรื่องนี้</span><span class="s2">เป็นหนังครอบครัวซึ้งปนเศร้า เสนอเรื่องราวของหญิงสาวจากมหานครนิวยอร์กชื่อ</span> <span class="s1">Meredith </span><span class="s2">เปิดเรื่องมาช่วงคริสต์มาส</span> <span class="s2">เมเรดิทกำลังเดินทางไปพบครอบครัวของแฟนหนุ่มที่เธอจะแต่งงานด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แฟนของเธอมาจากครอบครัวใหญ่</span> <span class="s2">มีพี่น้องหลายคน</span> <span class="s2">เมเรดิทกังวลว่าพวกเขาจะไม่ชอบเธอซึ่งอาจ</span><span class="s2">ส่งผลต่อความสัมพันธ์</span> <span class="s2">ตอนกินอาหารเย็นก็คุยกันเรื่องน้องชายคนสุดท้องของครอบครัวชื่อ</span> <span class="s1">Thad </span><span class="s2">ที่เป็นเกย์และหูหนวก</span> <span class="s2">พ่อกับแม่เปรยว่าอยากให้ลูกทุกคนเป็นเหมือนแท็ด</span> <span class="s2">เมเรดิทพยายามสร้างความประทับใจโดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา</span> <span class="s2">แต่ผิดคิวพูดทำนองว่าโลกโหดร้ายจะแย่</span> <span class="s2">ไม่น่ามีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็น</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">แบบนี้&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">แล้วชี้ไปที่แท็ด</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">คำพูดของเธอจุดชนวนให้อาหารเย็นมื้อนั้นพังพินาศ</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">แบบนี้&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">มีความกำกวมว่าเธอหมายถึงความบกพร่องทางการได้ยินหรือการเป็นคนรักเพศเดียวกัน</span> <span class="s2">เมเรดิทรู้ตัวว่าสิ่งที่พูดฟังดูแย่มาก</span> <span class="s2">ก็พยายามอธิบายเพิ่มเติมว่าปัญหามันทับซ้อนกันหลายอย่าง</span> <span class="s2">เธอแค่สงสัยทำไมพ่อแม่พูดเหมือนอยากให้ลูกไปเผชิญปัญหานานัปการ</span> <span class="s2">หากเลือกได้</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">ความปกติ&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ไม่ดีกว่าเหรอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101853" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.manrepeller.com_2016_12_the-family-stone.html.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ผู้กำกับกำหนดให้สมาชิกของครอบครัวนี้ทุกคนเป็นคนหัวก้าวหน้า</span> <span class="s2">รักอิสระ</span> <span class="s2">เสรีนิยม</span> <span class="s2">แล้วหย่อนตัวละครว่าที่สะใภ้ผู้มีลักษณะสุดโต่งตรงกันข้าม</span><span class="s1"> (antithesis) </span><span class="s2">เหยียดเพศ</span> <span class="s2">เหยียดความพิการ</span> <span class="s2">ครอบครัวของแฟนเธอก็เหยียดเมเรดิทกลับว่ามีความคิดคร่ำครึ</span> <span class="s2">ไม่เท่าทันพวกเขา</span> <span class="s2">ฉากทะเลาะกันในหนังเรื่องนี้แสดงปมขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้นในสังคม</span> <span class="s2">การปะทะกันทางความคิดระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม</span> <span class="s2">สุดท้ายหนังจบด้วยการเรียนรู้และการประนีประนอม</span> <span class="s2">อารมณ์อบอุ่นตามสไตล์หนังเทศกาลคริสต์มาส</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">วัฒนธรรมเกย์ให้ความสำคัญกับเรือนกายมาก</span> <span class="s2">การศึกษาหลายชิ้นแสดงการเชื่อมโยงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์กับการประกอบสร้างเรือนกายของเกย์</span> <span class="s2">นฤพนธ์</span> <span class="s2">ด้วงวิเศษ</span> <span class="s2">นักวิชาการประจำศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ยกตัวอย่างกรณีศึกษาประกอบดังนี้</span> <span class="s2">ตอนวัฒนธรรมฟิตเนสได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาช่วง</span><span class="s1"> 1960s </span><span class="s2">นิตยสารเกย์ถ่ายทอดภาพเรือนร่างบึกบึนของผู้ชายที่เกย์พึงมี</span> <span class="s2">ช่วง</span><span class="s1"> 1970s </span><span class="s2">ผสมกลิ่นอายของฮิปปี้</span> <span class="s2">ไว้ผมยาว</span> <span class="s2">บางทีก็มีหนวด</span> <span class="s2">จนถึงช่วง</span><span class="s1"> 1980s </span><span class="s2">ที่เรียกร้องการยอมรับและสิทธิทางกฎหมาย</span> <span class="s2">เกย์หันกลับมาแต่งตัวสะอาดเรียบร้อย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">หากดูจากกรอบความคิดเรื่องวัฒนธรรมเรือนกาย</span> <span class="s2">ภาพยนตร์</span><span class="s1"> <i>The Family Stone</i> </span><span class="s2">ไม่ได้ก้าวหน้าหลุดกรอบมากมายนักเรื่องการผนวกความสัมพันธ์เชิงซ้อนระหว่างความพิการและความหลากหลายทางเพศ</span> <span class="s2">แม้ว่าตัวละคร</span><span class="s2">แท็ดจะ</span><span class="s2">มีความบกพร่องทางการได้ยิน</span> <span class="s2">แต่ความพิการถูกประกอบสร้างให้ดูเย้ายวนด้วยเรือนร่างของนักแสดงที่ฟิตสมส่วน</span> <span class="s2">หน้าตาน่ารัก</span> <span class="s2">แต่งกายสะอาดดูดี</span> <span class="s2">อยู่ในค่ามาตรฐานของวัฒนธรรมเกย์มาก</span> <span class="s2">ในความเป็นจริง</span><span class="s2">ผู้พิการไม่ได้มีรูปร่างแบบแท็ดกันทุกคน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101850" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__thailand.kinokuniya.com_bw_9781476700403.jpg" alt="" width="300" height="457" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__thailand.kinokuniya.com_bw_9781476700403.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__thailand.kinokuniya.com_bw_9781476700403-197x300.jpg 197w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ซีรีส์เรื่อง</span><span class="s1"> <i>Special</i> </span><span class="s2">ที่เริ่มออกอากาศทางเน็ตฟลิกซ์</span><span class="s2">ในปี</span> <span class="s1">2019 </span><span class="s2">นำเสนอเรื่องราวของเกย์ที่มีความบกพร่องทางร่างกายได้ดีมีชั้นเชิงกว่า</span> <span class="s2">ซีรีส์นี้ดัดแปลงมาจากบันทึกความจำเรื่อง</span><span class="s1"> <i>I’m Special: And Other Lies We Tell Ourselves</i> </span><span class="s2">ถ่ายทอดชีวิตและประสบการณ์จริงของ</span> <span class="s1">Ryan O&#8217;Connell </span><span class="s2">นอกจากนี้</span><span class="s2">โอคอนเนลล์</span><span class="s2">ยังผันตัวมานั่งแท่นผู้อำนวยการผลิต</span> <span class="s2">มือเขียนบท</span> <span class="s2">และนักแสดงนำในซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> <i>Special</i> </span><span class="s2">เสนอเรื่องราวของเกย์ร่างอวบชื่อ</span><span class="s2">ไรอัน</span> เขา<span class="s2">เกิดมาพร้อมภาวะสมองพิการ</span> <span class="s2">หรือ</span><span class="s1"> cerebral palsy </span><span class="s2">ไรอันมีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว</span> <span class="s2">กล้ามเนื้อเกร็ง</span> <span class="s2">และข้อต่อยึด</span> <span class="s2">เวลาจะก้มผูกเชือกรองเท้าทีก็ทุลักทุเล</span> <span class="s2">ไรอันเคยถูกรถชนด้วยข้อจำกัดทางร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวก</span><span class="s2">แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก</span> <span class="s2">จนเมื่อไปฝึกงานที่บริษัทนิตยสาร</span><em><span class="s1"> Eggwoke </span></em><span class="s2">เขาจึงถือโอกาสโกหกทุกคนว่าร่างกายเป็นแบบนี้เพราะอุบัติเหตุ</span> <span class="s2">ไม่ใช่ความพิการแต่กำเนิด</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ตอนที่</span><span class="s1"> 7 </span><span class="s2">ของซีซั่นแรกชื่อ</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">นัดบอดใบ้&#8217;</span><span class="s1"> <span class="s2">โอลิเวีย </span></span><span class="s2">บรรณาธิการนิตยสารตัวแสบ</span><span class="s2">แอบได้ยินว่าไรอันอยากมีแฟน</span> <span class="s2">เลยช่วยจัดการนัดบอด <span class="s1">(blind date) </span>ให้เขาพบกับเกย์อีกคนที่เธอรู้จักและคิดว่าทั้งคู่เหมาะสมกันมาก</span> <span class="s2">เมื่อไปถึงร้านอาหารไรอันค้นพบว่าโอลิเวียนัดให้เขาไปเจอหนุ่มกล้ามแน่นหน้าตาเหมือนนายแบบ </span><span class="s1">Abercrombie &amp; Fitch </span><span class="s2">ชื่อ</span><span class="s2">ไมเคิล</span> <span class="s2">ผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน</span> <span class="s2">มาเดตพร้อมกับล่ามภาษามือ</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไมเคิลพูดติดตลกว่าเขาเคยเจอแต่นัดใบ้</span> <span class="s2">ไม่เคยมีประสบการณ์นัดบอด</span><span class="s1"> เขา</span><span class="s2">รู้สึกตื่นเต้น ทำตัวไม่ค่อยถูก</span> <span class="s2">ส่วนไรอันโกรธโอลิเวียมาก</span> <span class="s2">เหมือนโดนเธอตบหน้าอย่างรุนแรง</span> <span class="s2">โอลิเวียคิดว่าเขาสองคน</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">เหมาะสม&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">เพียงเพราะพิการเหมือนกัน</span><span class="s2">โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น</span> <span class="s2">เป็นวิธีคิดที่หยาบหยาม</span> <span class="s2">เมื่อไรอันกลับถึงออฟฟิศก็ต่อว่าโอลิเวียยกใหญ่</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">บทสนทนาของทั้งคู่ตอนนี้น่าสนใจมาก</span> <span class="s2">ไรอันปฏิเสธภาวะบกพร่องของร่างกายตนเอง</span> <span class="s2">บอกว่าเป็นความผิดปกติที่ไม่รุนแรง</span> <span class="s2">แล้วเหวี่ยงใส่โอลิเวียที่กล้านัดเขาให้ไปเจอกับคนที่พิการกว่า</span><em><span class="s1"> “I’m not disabled. I still do better than a deaf guy.” </span></em><span class="s2">ส่วนโอลิเวียก็แย้งว่า ถึงไมเคิลจะไม่ได้ยิน</span><span class="s2">แต่ส่วนอื่นดีมากนะ</span> <span class="s2">กล้ามแน่นและจู๋ใหญ่</span> <span class="s2">เป็นตัวท็อปในวงการ</span> <span class="s2">ไรอันควรจะดีใจที่ได้รับโอกาสนี้</span> <span class="s2">เลิกโวยวายเหมือนเด็กน้อยได้แล้ว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">สองคนแสดงให้เห็นว่าความพิการมีมิติแบ่งแยกชนชั้น</span> <span class="s2">ความพิการที่ไม่แสดงหลักฐานทางกายภาพชัดเจนนั้นดีกว่า</span> <span class="s2">น่าสังเกตว่าบทบาทของโอลิเวียในซีรีส์</span><span class="s1"> <i>Special</i> </span><span class="s2">คล้ายคลึงกับเมเรดิทจากภาพยนตร์</span><span class="s1"> <i>The Family Stone</i> </span><span class="s2">ทั้งสองเป็นผู้หญิงผิวขาวยุคใหม่</span> <span class="s2">ทำงานเก่ง อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ </span><span class="s2">เหมือนหัวก้าวหน้า</span><span class="s2">แต่ความคิดล้าหลัง</span> <span class="s2">ผู้กำกับพร้อมใจกันหยิบยื่นบท</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">ศัตรู&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ผู้เสแสร้งแกล้งทำให้ผู้หญิงลักษณะแบบนี้</span><span class="s2">เป็นตัวถ่วงความเจริญของคริพกับเควียร์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101855" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/special-netflix-2.jpg" alt="" width="512" height="298" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/special-netflix-2.jpg 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/special-netflix-2-300x175.jpg 300w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ซีรีส์เรื่อง</span><span class="s1"> <i>Special</i> </span><span class="s2">สร้างปมขัดแย้งให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น</span> <span class="s2">ผู้ชมถูกกระตุ้นให้สำรวจว่าระหว่างความพิการกับเพศสภาพ</span><span class="s2">สิ่งไหนรบกวนจิตใจไรอันมากกว่ากัน</span><em><span class="s1"> “I was in the closet about being gay, and then I was in the closet about being disabled, and now no more closets.” </span></em><span class="s2">เขาปกปิดเพศสภาพของตนเอง</span> <span class="s2">แล้วก็ต้องมาหลอกคนอื่นเรื่องความพิการทางร่างกาย</span> <span class="s2">การเดินทางของตัวละครคือการเรียนรู้ยอมรับตัวตนและอยู่กับสิ่งที่สังคมมองเป็นความเบี่ยงเบนจากมาตรฐานถึงสองอย่างในคราวเดียว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไรอันเปิดใจยอมรับความพิการได้ยากลำบากกว่าเรื่องเพศสภาพ</span> <span class="s2">ณ</span> <span class="s2">จุดหนึ่ง</span> <span class="s2">ทุกคนรู้</span> <span class="s2">เพื่อนร่วมงานรู้</span> <span class="s2">แฟนคลับรู้ ไรอันเป็นเกย์</span> <span class="s2">ไม่ใช่สิ่งที่น่าละอายสำหรับเขาอีกต่อไป</span> <span class="s2">ฉากหนึ่งที่ไรอันมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มขายบริการ</span> <span class="s2">เขาเคอะเขินตอนถอดเสื้อผ้าเปิดเผยร่างกาย</span> <span class="s2">ความเปลือยเปล่าบ่งชี้ความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐานและแสดงความเปราะบางทางอารมณ์ของตัวละครเป็นอย่างดี</span> <span class="s2">เขาไม่อาจหลบซ่อนได้อีกต่อไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การ</span><span class="s1"> come out </span><span class="s2">ไม่ได้โฟกัสที่การเปิดเผยเพศสภาพของไรอัน</span> <span class="s2">แต่ไปเน้นการ</span><span class="s1"> come out </span><span class="s2">ความพิการเสียมากกว่า</span> <span class="s2">เหตุการณ์ที่ผลักดันให้ไรอันประกาศความบกพร่องทางร่างกายให้เพื่อนร่วมงานทราบคือตอนชายหนุ่มที่เขาแอบชอบนั่งลงผูกเชือกรองเท้าให้</span> <span class="s2">หนังจำลองฉากซินเดอเรลลาเบา</span><span class="s2">ๆ</span> <span class="s2">แต่เป็นเวอร์ชั่นกระอักกระอ่วนไม่ชวนฟินเท่าไหร่</span> <span class="s2">ไรอันรู้สึกว่าเจ้าชายช่วยเหลือเขามากเสียจนรู้สึกผิดที่โป้ปดมาตลอด</span> <span class="s2">ผลักเจ้าชายหัวทิ่ม</span> <span class="s2">แล้ววิ่งโขยกเขยกหนีไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การใช้รองเท้ายืนยันตัวตนเป็นอะไรที่คลาสสิก</span> <span class="s2">มีมาตั้งแต่เทพนิยายซินเดอเรลลา</span> <span class="s2">พ่อมดแห่งออซ</span> <span class="s2">จนมาถึงซีรีส์เรื่องนี้</span> <span class="s2">ชายหนุ่มช่วยผูกเชือกรองเท้าทำให้ไรอันตระหนักรู้ว่าผู้อื่นรักเขามากกว่าที่เขารักตัวเอง</span> <span class="s2">คนที่มีปัญหากับความพิการมากที่สุดคือตัวเขาเอง</span> <span class="s2">ดังนั้นไรอันจึงเริ่มต้นแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อน</span> <span class="s2">หากอยากได้ความจริงใจจากผู้คนรอบข้าง</span> <span class="s2">เขาต้องซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกนึกคิดของตัวเองก่อน</span><span class="s2">ถึงจะยุติธรรมกับทุกฝ่าย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101854" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.stage13.com_2019_04_11_jim-parsons-special-everything-you-need-to-know-about-netflix-series-based-on-ryan-oconnells-life_-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.stage13.com_2019_04_11_jim-parsons-special-everything-you-need-to-know-about-netflix-series-based-on-ryan-oconnells-life_-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.stage13.com_2019_04_11_jim-parsons-special-everything-you-need-to-know-about-netflix-series-based-on-ryan-oconnells-life_-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.stage13.com_2019_04_11_jim-parsons-special-everything-you-need-to-know-about-netflix-series-based-on-ryan-oconnells-life_-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.stage13.com_2019_04_11_jim-parsons-special-everything-you-need-to-know-about-netflix-series-based-on-ryan-oconnells-life_-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/https-__www.stage13.com_2019_04_11_jim-parsons-special-everything-you-need-to-know-about-netflix-series-based-on-ryan-oconnells-life_.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อนคู่คิดที่อยู่ข้างกายเกย์ที่มีความบกพร่องทางร่างกายทั้งในภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s1"> <i>The Family Stone</i> </span><span class="s2">และซีรีส์</span><span class="s1"> <i>Special</i> </span><span class="s2">เป็นตัวละครผิวสี</span> <span class="s2">แท็ดมีหนุ่มผิวสีเป็นคู่สมรส ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาในเมืองบอสตันและวางแผนจะรับอุปการะบุตรร่วมกัน</span> <span class="s2">ส่วนไรอันมี &#8216;</span><span class="s2">คิม&#8217;</span> <span class="s2">สาวพลัสไซส์ผิวสีเป็นเพื่อนคู่คิดคอยให้คำปรึกษา</span> <span class="s2">สื่อว่าคนที่แปลกแยกในสังคม</span> <span class="s2">ไม่ว่าจะด้วยเหตุด้านเชื้อชาติ</span> <span class="s2">เพศสภาพ</span> <span class="s2">ทุพพลภาพ </span><span class="s2">สามารถเข้าใจกันได้ดี</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ความหลากหลายทางเพศไม่ได้ยืนแยกอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปในปัจจุบัน</span> <span class="s2">ความสลับซับซ้อนสร้างความสวยงาม</span> <span class="s2">เพิ่มเฉดสี</span> <span class="s2">และขับเคลื่อนให้การศึกษาเรื่องนี้พัฒนาก้าวหน้าต่อไปไม่หยุด</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/crip-and-queer/">Crip กับ Queer ความสัมพันธ์เชิงซ้อนของความพิการและความหลากหลายทางเพศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมทางสังคมช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศได้รวดเร็วที่สุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thai-gender-situation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2020 15:26:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เพศทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความหวัง]]></category>
		<category><![CDATA[ความแตกต่างทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[หลังเพศนิยม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98626</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความแตกต่างทางเพศกับความเหลื่อมล้ำทางเพศมีความหมายต่างกัน ความแตกต่างทางเพศถูกกำหนดด้วยลักษณะทางกายภาพ มีนักวิชาการด้านเพศสภาพพยายามชักจูงว่า ‘จู๋’ กับ ‘จิ๋ม’ คืออวัยวะเพศอย่างเดียวกัน จิ๋มคือสภาวะที่จู๋ผลุบเข้าไปอยู่ด้านในแล้วเจริญเติบโตมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง การอธิบายแบบนี้เกิดขึ้นเพื่อปฏิเสธความแตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง โต้แย้งการใช้เพศจำแนกคนว่าผิดตั้งแต่เลือกเครื่องมือในการทดสอบสมมติฐาน แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับความนิยมและถูกตีตกไป ต่อมามีการยอมรับว่าความแตกต่างทางเพศมีอยู่จริง สภาพร่างกายของผู้ชายไม่เหมือนของผู้หญิง แต่ความแตกต่างไม่ได้นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเพศ ความเหลื่อมล้ำทางเพศเกิดขึ้นจากความคิดที่ผ่านกระบวนการประกอบสร้างทางสังคมซ้ำแล้วซ้ำอีก ตอนเรียนอนุบาลเด็กผู้หญิงที่นุ่งกระโปรงจะถูกตักเตือนให้ลุก-นั่งอย่างระมัดระวัง พอเข้าชั้นมัธยมนักเรียนหญิงก็เจอกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับเสื้อผ้าหน้าผม ในขณะที่เด็กผู้ชายมีอิสระมากกว่า เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยก็สร้างชุดความคิดว่าเป็นผู้ชายดีกว่าผู้หญิง กลายเป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำ การคิดแบบคู่ขั้วตรงข้ามสร้างปัญหามากขึ้นไปอีกเมื่อมีเพศทางเลือกเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เกย์หรือเลสเบี้ยนที่การแสดงออกเรื่องเพศไม่ตรงกับลักษณะทางกายภาพ อินเทอร์เซ็กซ์ที่มีอวัยวะสืบพันธุ์กำกวม การแต่งตัวข้ามเพศและการผ่าตัดแปลงเพศก็ช่วยลบลักษณะทางกายภาพ สร้างความลื่นไหล ‘กรอบเพศ’ ที่เป็นชุดความคิดเดิมไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จากความกลัวไม่เข้าใจ คนก็เริ่มเหยียด จัดอันดับเพศทางเลือกเป็นฐานต่ำสุดของชนชั้นทางเพศ จะเห็นว่าความแตกต่างทางเพศถูกใช้เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำทางเพศ ทีนี้คนที่ถูกกดทับอย่างเพศหญิงและเพศทางเลือกจึงรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองและเรียกร้องความเท่าเทียม แต่การรวมตัวกันของกลุ่มนี้มีความย้อนแย้งบางอย่างอยู่ ในขณะที่ต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำจากภายนอก บางทีคนในกลุ่มเองก็สถาปนาตนกดกันเอง เหยียดในเหยียด มีอภิสิทธิ์ชนที่ได้รับความสนใจมากกว่าและส่งเสียงดังกว่า อย่างในประเทศไทย เกย์ที่เป็นชนชั้นกลางอาศัยอยู่ในเมืองมีโอกาสแสดงความคิดเห็นมากกว่า เรียกว่าแทบจะเป็นกระบอกเสียงของการเรียกร้อง แล้วสังคมก็เหมารวมว่าข้อเสนอเหล่านี้คือ ‘ความหวัง’ ของกลุ่มเพศทางเลือก ซึ่งแท้จริงแล้วอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เกย์ที่เป็นชนชั้นแรงงานหรืออยู่ในสังคมชนบท เลสเบี้ยน ผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศ ไม่จำเป็นต้องมีความหวังแบบเดียวกันเสมอ ในขณะที่เกย์ชนชั้นกลางต่อสู้เรื่องสิทธิการแต่งกาย เพศทางเลือกที่เป็นชนชั้นแรงงานอาจจะสนใจโอกาสในการทำงานและปัญหาปากท้อง ก่อนหน้านี้รัฐไทยไม่สนใจเสียงของผู้หญิงและเพศทางเลือก นโยบายการขับเคลื่อนประเทศถูกออกแบบอยู่บนฐานความคิดของผู้ชายกลุ่ม elite และนายทุน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-gender-situation/">การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมทางสังคมช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศได้รวดเร็วที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความแตกต่างทางเพศกับความเหลื่อมล้ำทางเพศมีความหมายต่างกัน</p>
<p>ความแตกต่างทางเพศถูกกำหนดด้วยลักษณะทางกายภาพ มีนักวิชาการด้านเพศสภาพพยายามชักจูงว่า ‘จู๋’ กับ ‘จิ๋ม’ คืออวัยวะเพศอย่างเดียวกัน จิ๋มคือสภาวะที่จู๋ผลุบเข้าไปอยู่ด้านในแล้วเจริญเติบโตมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง การอธิบายแบบนี้เกิดขึ้นเพื่อปฏิเสธความแตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง โต้แย้งการใช้เพศจำแนกคนว่าผิดตั้งแต่เลือกเครื่องมือในการทดสอบสมมติฐาน แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับความนิยมและถูกตีตกไป</p>
<p>ต่อมามีการยอมรับว่าความแตกต่างทางเพศมีอยู่จริง สภาพร่างกายของผู้ชายไม่เหมือนของผู้หญิง แต่ความแตกต่างไม่ได้นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเพศ ความเหลื่อมล้ำทางเพศเกิดขึ้นจากความคิดที่ผ่านกระบวนการประกอบสร้างทางสังคมซ้ำแล้วซ้ำอีก ตอนเรียนอนุบาลเด็กผู้หญิงที่นุ่งกระโปรงจะถูกตักเตือนให้ลุก-นั่งอย่างระมัดระวัง พอเข้าชั้นมัธยมนักเรียนหญิงก็เจอกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับเสื้อผ้าหน้าผม ในขณะที่เด็กผู้ชายมีอิสระมากกว่า เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยก็สร้างชุดความคิดว่าเป็นผู้ชายดีกว่าผู้หญิง กลายเป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำ</p>
<p>การคิดแบบคู่ขั้วตรงข้ามสร้างปัญหามากขึ้นไปอีกเมื่อมีเพศทางเลือกเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เกย์หรือเลสเบี้ยนที่การแสดงออกเรื่องเพศไม่ตรงกับลักษณะทางกายภาพ อินเทอร์เซ็กซ์ที่มีอวัยวะสืบพันธุ์กำกวม การแต่งตัวข้ามเพศและการผ่าตัดแปลงเพศก็ช่วยลบลักษณะทางกายภาพ สร้างความลื่นไหล ‘กรอบเพศ’ ที่เป็นชุดความคิดเดิมไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จากความกลัวไม่เข้าใจ คนก็เริ่มเหยียด จัดอันดับเพศทางเลือกเป็นฐานต่ำสุดของชนชั้นทางเพศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-99475 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>จะเห็นว่าความแตกต่างทางเพศถูกใช้เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำทางเพศ ทีนี้คนที่ถูกกดทับอย่างเพศหญิงและเพศทางเลือกจึงรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองและเรียกร้องความเท่าเทียม แต่การรวมตัวกันของกลุ่มนี้มีความย้อนแย้งบางอย่างอยู่ ในขณะที่ต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำจากภายนอก บางทีคนในกลุ่มเองก็สถาปนาตนกดกันเอง เหยียดในเหยียด มีอภิสิทธิ์ชนที่ได้รับความสนใจมากกว่าและส่งเสียงดังกว่า</p>
<p>อย่างในประเทศไทย เกย์ที่เป็นชนชั้นกลางอาศัยอยู่ในเมืองมีโอกาสแสดงความคิดเห็นมากกว่า เรียกว่าแทบจะเป็นกระบอกเสียงของการเรียกร้อง แล้วสังคมก็เหมารวมว่าข้อเสนอเหล่านี้คือ ‘ความหวัง’ ของกลุ่มเพศทางเลือก ซึ่งแท้จริงแล้วอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เกย์ที่เป็นชนชั้นแรงงานหรืออยู่ในสังคมชนบท เลสเบี้ยน ผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศ ไม่จำเป็นต้องมีความหวังแบบเดียวกันเสมอ ในขณะที่เกย์ชนชั้นกลางต่อสู้เรื่องสิทธิการแต่งกาย เพศทางเลือกที่เป็นชนชั้นแรงงานอาจจะสนใจโอกาสในการทำงานและปัญหาปากท้อง</p>
<p>ก่อนหน้านี้รัฐไทยไม่สนใจเสียงของผู้หญิงและเพศทางเลือก นโยบายการขับเคลื่อนประเทศถูกออกแบบอยู่บนฐานความคิดของผู้ชายกลุ่ม elite และนายทุน ตอนนี้เมื่อความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม รัฐเพิกเฉยต่อไปไม่ได้ จึงเลือกหันไปฟังเสียงของ ‘อภิสิทธิ์ชน’ ไม่ใช่ ‘สามัญชน’ ของกลุ่มผู้หญิงและเพศทางเลือก นโยบายพัฒนาประเทศแสดงการตระหนักรู้เรื่องนี้มากขึ้น แต่อาจไม่ครอบคลุมตอบสนอง ‘ความหวัง’ ในการเปลี่ยนแปลงเรื่องเพศเสียทั้งหมด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-99477 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>อย่างในด้านกฎหมายจะพบว่าระบบกฎหมายไทยมิได้รองรับสิทธิต่างๆ ของ LGBTQ+ เท่าที่ควร แม้ผ่านการปฏิรูปจากระบบกฎหมายจารีตโบราณสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่ บทบัญญัตินั้นมาจากแนวคิดที่ยังคงอยู่บนพื้นฐานว่า เพศมีเพียง 2 เพศเท่านั้น คือชาย-หญิง ไม่ได้รองรับหรือยอมรับสิทธิของเพศอื่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการหมั้น การสมรส และความสัมพันธ์ในครอบครัว ก็ถูกยกร่างขึ้นมาระหว่างการปฏิรูปนี้เอง โดยการยกร่างมาจากนักกฎหมายชายไทยและที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างประเทศซึ่งล้วนเป็นผู้ชายทั้งสิ้น</p>
<p>นอกจากนี้การฟังความเห็นของรัฐเป็นการฟังอย่างเดียวจริงๆ ตัวแทนผู้หญิงและเพศทางเลือกมีโอกาสพูด แต่ไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องในการตัดสินใจริเริ่มและดำเนินการ ภาพที่ปรากฏคือผู้หญิงและเพศทางเลือกสามารถช่วงชิงพื้นที่ในการแสดงออกกว้างขึ้น สร้างวิมานในอากาศว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ แต่สุดท้ายแล้วความหวังก็อาจเป็นความหวังตลอดไปเพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจยังคงเป็นผู้ชายกลุ่ม elite และนายทุน</p>
<p>การผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมทางสังคมเป็นวิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด สิ่งนี้ถือเป็นความหวังสูงสุด หากโครงสร้างแบบนี้ยังคงอยู่ โอกาสที่สังคมไทยจะก้าวไปสู่โลกอุดมคติสำหรับผู้หญิงและเพศทางเลือกก็ริบหรี่ลง ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กลุ่มคนเพศหลากหลายก็สร้าง ‘ความหวังขั้นทุติยภูมิ’ ที่สำคัญรองลงมา เช่น การยอมรับจากครอบครัว ความอดทนอดกลั้นในการอยู่ร่วมกันในสังคม การเห็นว่าความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งปกติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-99476 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ที่บอกว่าการยอมรับจากครอบครัวและความใจกว้างต่อความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่สำคัญรองลงมาและไม่ควรถูกกำหนดเป็นเป้าหมายหลักของการเรียกร้อง เพราะว่าสองอย่างนี้มักถูกใช้เป็นเหยื่อหลอกล่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเกิดความพึงพอใจ ครอบครัวยอมรับได้เพื่อนที่ทำงานก็ให้โอกาส สื่อต่างๆ ตอกย้ำวาทกรรมว่าสองสิ่งนี้ประเสริฐสุดแล้ว ยังอยากได้อะไรอีก สร้างเงื่อนไขไม่ให้ LGBTQ+ ออกไปเรียกร้องเพิ่มเติม รัฐผลิตกลไกการควบคุมผ่านการกระตุ้นสำนึกผิดชอบชั่วดี</p>
<p>ความหวังขั้นทุติยภูมิเหล่านี้ไม่ได้ขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศให้หมดไปจากสังคม เพียงแค่ช่วยบรรเทาและทำให้การอยู่กับความเหลื่อมล้ำทรมานน้อยลงแค่นั้นเอง แต่ในระยะยาวเมื่อเยาวชนไทยที่เข้าใจความหวังขั้นทุติยภูมิเหล่านี้เติบโตและไปอยู่ในตำแหน่งที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของโครงสร้าง ถึงเวลานั้นหวังว่าพวกเขาจะใช้โอกาสรื้อสร้างสังคมและปรับโฉมนโยบายที่ยึดโยงการเมืองเรื่องเพศเสียใหม่ ซึ่งถ้าเลือกจะฝากความหวังไว้กับเยาวชน คงต้องใช้เวลารอนานหน่อย</p>
<p>เยาวชนไทยในปัจจุบันแสดงแนวโน้มทางความคิดที่ดีมากเกี่ยวกับเรื่องเพศ คนรุ่นเก่ามักมองโลกโดยแบ่งแยกเพศ และอาจหมายรวมถึงเลือกที่รักมักที่ชังต่อเพศใดเพศหนึ่ง กลุ่มคนเพศทางเลือกเองก็ติดอยู่ในกับดักนี้ เป็นที่มาของการสร้างอักษรย่อ LGBTQ+ ชอบจำแนกคนเข้า ‘กล่องเพศ’ ทุกอย่างต้องมีชื่อเรียกและลักษณะเฉพาะที่อธิบายได้ อย่างแผนภูมิแสดงชื่อเรียกเพศหลากหลายต่างๆ ที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ การเป็น LGBTQ+ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าบุคคลหนึ่งจะมีความคิดก้าวหน้าเรื่องเพศวิถีและเพศสภาพ</p>
<p>โลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านทางความคิดเรื่องเพศ เยาวชนทั้งในสังคมไทยและต่างประเทศเริ่มซึมซับปรัชญาแนว ‘หลังเพศนิยม’ (postsexualism) ซึ่ง Michel Foucault นักคิดชาวฝรั่งเศส ได้เสนอไว้นานมาแล้วตั้งแต่ช่วงเกือบปลายศตวรรษที่ 20 แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งระนาบเพิ่งเกิดขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 21 นี้เอง ถ้าการทำลายโครงสร้างอำนาจเป็นความหวังสูงสุดในเชิงปฏิบัติ ปรัชญาแนวหลังเพศนิยมก็คือความหวังสูงสุดทางความคิดเรื่องเพศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-99478 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>หลังเพศนิยมเป็นความพยายามไปให้ไกล หลุดพ้นจากขอบเขตของกรอบเพศ ตราบใดที่เรายังต้องมาคุยกันเรื่องนี้ก็หมายความว่าความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงอยู่ เช่น หากเรารณรงค์ให้ผู้หญิงข้ามเพศใช้คำนำหน้าชื่อว่านางสาว ถึงแม้เรียกร้องสำเร็จแต่การแบ่งแยกทางเพศไม่ได้หายไป ผู้หญิงข้ามเพศเพียงแค่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัด ได้รับชัยชนะ หากคิดแบบหลังเพศนิยมเราควรเรียกร้องให้ไม่ต้องมีคำนำหน้าชื่อเลย ทุกคนใช้แค่ชื่อเท่าเทียมกัน รัฐมองประชาชนทุกคนเป็นมนุษย์คนหนึ่งโดยไม่ต้องสนใจตัวบ่งชี้ทางเพศ</p>
<p>เยาวชนรุ่นใหม่มองเรื่องเพศเป็นเหมือนเสื้อผ้า ใส่แล้วก็สามารถถอดออก ถ้าชอบใจก็หยิบมาใส่ซ้ำ ไม่ถูกใจก็โยนทิ้งไป แล้วหาชุดใหม่ที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมกว่า ไม่ยึดติด สังเกตว่าบางทีเขาก็ออกเดตกับเพศตรงข้าม อีกเดี๋ยวก็หันมาสร้างความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน รักใครก็รักเพราะเขาเป็นคนคนนั้น เรื่องเพศหญิง-ชายไม่เกี่ยว</p>
<p>การใช้ชีวิตและมีประสบการณ์แบบนี้ส่งผลทางความคิดแน่นอน พวกเขาจะไม่มองโลกเป็น 2 คู่ขั้วตรงข้าม ขาวกับดำ ดีกับชั่ว หญิงกับชาย อีกต่อไป ทุกอย่างมีมิติหลากหลายขึ้น หวังว่ากระแสความคิดนี้จะกลบชุดความคิดการเมืองเรื่องเพศแบบเก่าไป ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจได้ ณ เวลานี้ ก็คงต้องฝาก ‘ความหวัง’ ไว้กับเยาวชน แต่ในฐานะคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ที่ยังสนิทสนมกับโลกใบเดิม แต่อยากเห็นประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมที่เข้าใจความหลากหลายทางเพศดีขึ้น คงต้องช่วยกันปูทางไว้เท่าที่จะทำได้ด้วย ไม่ควรปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่แบกความหวังไว้เพียงลำพัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-99479 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/แนวนอน5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-gender-situation/">การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมทางสังคมช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศได้รวดเร็วที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะรักชาติหรือเชิดชูเพศสภาพ ความปกติใหม่ของอุดมการณ์ชาตินิยมแบบรักร่วมเพศ (homonationalism)</title>
		<link>https://adaymagazine.com/homonationalism/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2020 17:37:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[รักร่วมเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[Homonationalism]]></category>
		<category><![CDATA[ชาตินิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนการสิทธิพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[พรางชมพู]]></category>
		<category><![CDATA[Goodness Gracious Me]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรี่ส์]]></category>
		<category><![CDATA[The Business of Fancydancing]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98285</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื้อชาติกับเพศสภาพมีความสัมพันธ์เกาะเกี่ยวกันมานาน ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงระหว่างปี 1955-1968 เกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) ร่วมเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวสี รับบทบาทหลายระดับตั้งแต่มดงานตัวเล็กไปจนถึงตำแหน่งหัวหน้า สมการความสัมพันธ์ของคนภายในกลุ่มน่าสนใจมาก ตอนนั้นเป็นยุคก่อน Stonewall riots เกย์และเลสเบี้ยนบางคนเลือกเก็บงำเพศสภาพของตน ไม่เปิดเผยให้เพื่อนร่วมขบวนการทราบ แถมยังคิดลบต่อการเป็นคนรักเพศเดียวกันด้วย ในขณะเดียวกันเกย์และเลสเบี้ยนผิวขาวบางคนเข้าร่วมต่อสู้เพราะเข้าใจอารมณ์ของคนผิวสีที่ถูกกดขี่ มีประสบการณ์ร่วมในฐานะพลเมืองชั้นสองในสังคมเหมือนกัน แต่ว่าเกย์และเลสเบี้ยนผิวสีที่จอยกรุ๊ปกลับรู้สึกอึดอัด พวกเขาถูกกดขี่ทั้งเรื่องสีผิวและเพศสภาพ โดนเหยียดในเหยียด พอมารวมกลุ่ม ขบวนการต่อสู้เหมือนเรียกร้องความเท่าเทียมของเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว แล้วละเลยประเด็นเพศสภาพ เกิดคำถามว่าความเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นทีละจุดหรือพร้อมกันทั้งระนาบ กล่าวได้ว่าการรวมตัวกันในขบวนการสิทธิพลเมืองเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจ รวบรวมชนกลุ่มน้อยให้ได้มากสุดเพื่อช่วงชิงอำนาจการต่อรอง แต่ละกลุ่มมีวาระและวัตถุประสงค์ของการต่อสู้ยิบย่อยต่างกันไป เมื่อพบว่าเรือลำใหญ่ไม่ตอบโจทย์ ชนกลุ่มน้อยก็เริ่มปลดเรือชูชีพแยกย้ายกัน ตอนนั้นเรียกว่า lifeboat politics หนึ่งในกลุ่มที่แยกออกไปคือเกย์และเลสเบี้ยน เชื้อชาติกับเพศสภาพคือสองสิ่งที่มีความสำคัญเท่ากัน เมื่อเพศสภาพถูกบีบให้เป็นซับเซตรองอยู่ภายใต้เชื้อชาตินานเข้าจึงสร้างความลำบากใจให้เกย์และเลสเบี้ยน เป็นที่มาของการแยกวง ซีรีส์เรื่อง Goodness Gracious Me ที่ออกอากาศทาง BBC ช่วงปี 1998-2001 นำประเด็นนี้มาสร้างเป็นตลกจบในตอนเสียดสีเรื่องชาตินิยม ซีรีส์มีเนื้อหาเกี่ยวกับปมขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมเอเชียใต้กับบริบทของอังกฤษสมัยใหม่ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ลูกชายของครอบครัวชาวอินเดียพาแฟนหนุ่มผิวขาวมาเปิดตัวกับพ่อแม่ ตอนเดินเข้าประตูมาพ่อกับแม่ก็แซวว่าพากันไปจีบหญิงมา ฝั่งลูกชายพยายามบอกใบ้เรื่องความสัมพันธ์เชิงคู่รัก พ่อบอกไม่เห็นแปลก ผู้ชายอยู่บ้านเดียวกันก็เหมือนทหารอยู่ในกองร้อย พูดอ้อมไปอ้อมมาจนสุดท้ายลูกชายกับแฟนทนไม่ได้ หลุดปากออกไปว่าเป็นเกย์ พ่อแม่ถึงกับเดินหนีด้วยความผิดหวัง ตบหน้าลูกเรียกสติไปคนละหนึ่งฉาด เสียใจที่ลูกเป็นเกย์ก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ที่โกรธกว่าคือทำไมลูกไม่หาแฟนเป็นหนุ่มอินเดีย (You could [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/homonationalism/">จะรักชาติหรือเชิดชูเพศสภาพ ความปกติใหม่ของอุดมการณ์ชาตินิยมแบบรักร่วมเพศ (homonationalism)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="s1">เชื้อชาติกับเพศสภาพมีความสัมพันธ์เกาะเกี่ยวกันมานาน</span> <span class="s1">ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงระหว่างปี</span> <span class="s5">1955-1968 </span><span class="s1">เกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสิทธิพลเมือง</span><span class="s5"> (Civil Rights Movement) </span><span class="s1">ร่วมเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวสี</span> <span class="s1">รับบทบาทหลายระดับตั้งแต่มดงานตัวเล็กไปจนถึงตำแหน่งหัวหน้า</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">สมการความสัมพันธ์ของคนภายในกลุ่มน่าสนใจมาก</span> <span class="s1">ตอนนั้นเป็นยุคก่อน </span><span class="s5">Stonewall riots </span><span class="s1">เกย์และเลสเบี้ยนบางคนเลือกเก็บงำเพศสภาพของตน</span> <span class="s1">ไม่เปิดเผยให้เพื่อนร่วมขบวนการทราบ</span> <span class="s1">แถมยังคิดลบต่อการเป็นคนรักเพศเดียวกันด้วย</span> <span class="s1">ในขณะเดียวกันเกย์และเลสเบี้ยนผิวขาวบางคนเข้าร่วมต่อสู้เพราะเข้าใจอารมณ์ของคนผิวสีที่ถูกกดขี่</span> <span class="s1">มีประสบการณ์ร่วมในฐานะพลเมืองชั้นสองในสังคมเหมือนกัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แต่ว่าเกย์และเลสเบี้ยนผิวสีที่จอยกรุ๊ปกลับรู้สึกอึดอัด</span> <span class="s1">พวกเขาถูกกดขี่ทั้งเรื่องสีผิวและเพศสภาพ</span> <span class="s1">โดนเหยียดในเหยียด</span> <span class="s1">พอมารวมกลุ่ม </span><span class="s1">ขบวนการต่อสู้เหมือนเรียกร้องความเท่าเทียมของเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว </span><span class="s1">แล้วละเลยประเด็นเพศสภาพ</span> <span class="s1">เกิดคำถามว่าความเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นทีละจุดหรือพร้อมกันทั้งระนาบ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">กล่าวได้ว่าการรวมตัวกันในขบวนการสิทธิพลเมืองเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจ</span> <span class="s1">รวบรวมชนกลุ่มน้อยให้ได้มากสุดเพื่อช่วงชิงอำนาจการต่อรอง</span> <span class="s1">แต่ละกลุ่มมีวาระและวัตถุประสงค์ของการต่อสู้ยิบย่อยต่างกันไป</span> <span class="s1">เมื่อพบว่าเรือลำใหญ่ไม่ตอบโจทย์</span> <span class="s1">ชนกลุ่มน้อยก็เริ่มปลดเรือชูชีพแยกย้ายกัน</span> <span class="s1">ตอนนั้นเรียกว่า</span><span class="s5"> lifeboat politics </span><span class="s1">หนึ่งในกลุ่มที่แยกออกไปคือเกย์และเลสเบี้ยน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99048" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/p07nrycd.jpg" alt="" width="480" height="270" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/p07nrycd.jpg 480w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/p07nrycd-300x169.jpg 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99047" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Goodness-Gracious-Me.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Goodness-Gracious-Me.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Goodness-Gracious-Me-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Goodness-Gracious-Me-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">เชื้อชาติกับเพศสภาพคือสองสิ่งที่มีความสำคัญเท่ากัน</span> <span class="s1">เมื่อเพศสภาพถูกบีบให้เป็นซับเซตรองอยู่ภายใต้เชื้อชาตินานเข้าจึงสร้างความลำบากใจให้เกย์และเลสเบี้ยน</span> <span class="s1">เป็นที่มาของการแยกวง </span><span class="s1">ซีรีส์เรื่อง</span><span class="s5"> <i>Goodness Gracious Me</i> </span><span class="s1">ที่ออกอากาศทาง BBC ช่วงปี</span> <span class="s5">1998-2001 </span><span class="s1">นำประเด็นนี้มาสร้างเป็นตลกจบในตอนเสียดสีเรื่องชาตินิยม</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ซีรีส์มีเนื้อหาเกี่ยวกับปมขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมเอเชียใต้กับบริบทของอังกฤษสมัยใหม่</span> <span class="s1">มีอยู่ตอนหนึ่งที่ลูกชายของครอบครัวชาวอินเดียพาแฟนหนุ่มผิวขาวมาเปิดตัวกับพ่อแม่</span> <span class="s1">ตอนเดินเข้าประตูมา</span><span class="s1">พ่อกับแม่ก็แซวว่าพากันไปจีบหญิงมา</span> <span class="s1">ฝั่งลูกชายพยายามบอกใบ้เรื่องความสัมพันธ์เชิงคู่รัก</span> <span class="s1">พ่อบอกไม่เห็นแปลก ผู้ชายอยู่บ้านเดียวกัน</span><span class="s1">ก็เหมือนทหารอยู่ในกองร้อย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">พูดอ้อมไปอ้อมมาจนสุดท้ายลูกชายกับแฟนทนไม่ได้</span> <span class="s1">หลุดปากออกไปว่าเป็นเกย์ </span><span class="s1">พ่อแม่ถึงกับเดินหนีด้วยความผิดหวัง</span> <span class="s1">ตบหน้าลูกเรียกสติไปคนละหนึ่งฉาด</span> <span class="s1">เสียใจที่ลูกเป็นเกย์ก็แค่ส่วนหนึ่ง</span> <span class="s1">แต่ที่โกรธกว่าคือทำไมลูกไม่หาแฟนเป็นหนุ่มอินเดีย</span><span class="s5"> (<em>You could have found a nice Indian boy!</em>) </span><span class="s1">ไปคว้าผู้ชายผิวขาวเข้าบ้านอย่างนี้</span><span class="s1">รับไม่ได้</span> <span class="s1">แฟนหนุ่มถึงกับเกาหัว</span> <span class="s1">ไม่คาดคิดว่าจะเจอปฏิกิริยาตอบโต้เช่นนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99050" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The-Business-of-Fancydancing.jpg" alt="" width="400" height="283" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The-Business-of-Fancydancing.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The-Business-of-Fancydancing-300x212.jpg 300w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">หนังอีกเรื่องที่แสดงว่าเชื้อชาติสำคัญกว่าเพศสภาพได้แก่</span><span class="s5"> <i>The Business of Fancydancing</i> </span><span class="s1">ของนักเขียนและผู้กำกับ</span><span class="s5"> Sherman Alexie </span><span class="s1">ถ่ายทอดเรื่องราวของเกย์เชื้อสายอเมริกันอินเดียน</span><span class="s5"> (American Indian) </span><span class="s1">ที่ทิ้งบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมของคนผิวขาวจนประสบความสำเร็จเป็นนักกวีที่มีชื่อเสียง</span><span class="s1">และมีแฟนเป็นชายผิวขาว</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ครั้งหนึ่งเขาตัดสินใจบอกยายว่าเป็นเกย์</span> <span class="s1">ยายนิ่งมาก</span> <span class="s1">ไม่แสดงอาการโกรธหรือเสียใจ</span> <span class="s1">พร้อมทั้งเล่านิทานเปรียบเทียบว่าครั้งหนึ่งเคยเลี้ยงไก่</span> <span class="s1">แล้วไก่เป็นเกย์</span> <span class="s1">เชิดใส่แม่ไก่ตัวเมีย</span> <span class="s1">ป้ออยู่แต่กับไก่ตัวผู้</span> <span class="s1">ยายบอกไม่เห็นเป็นไรเลยว่าจะเป็นไก่แบบไหน</span> <span class="s1">ไก่ก็คือไก่</span> <span class="s1">หลานของเธอไม่ว่าจะมีเพศสภาพแบบไหน</span> <span class="s1">ขอแค่อย่าลืมพื้นเพความเป็นคนพื้นเมือง</span></p>
<p class="p3"><span class="s5">Seymour </span><span class="s1">ขอบคุณที่ยายยอมรับและรักเขาในแบบที่เป็น</span> <span class="s1">แต่รู้สึกว่าชีวิตยังไม่สมบูรณ์</span> <span class="s1">โหยหาบางอย่างที่ขาดไป</span> <span class="s1">จึงออกผจญภัยในโลกกว้าง</span> <span class="s1">ตอนอยู่ในเขตสงวนสำหรับอเมริกันอินเดียน</span><span class="s1">พวกเพื่อนเชิดชูชาติพันธุ์</span><span class="s1">ละเลยเพศสภาพของเขา</span> <span class="s1">พอเข้าไปอยู่ในสังคมอเมริกันที่แวดล้อมด้วยคนผิวขาวเขาก็คิดถึงสายใยของอเมริกันอินเดียน</span> <span class="s1">หนังแสดงความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์กับเพศสภาพ</span> <span class="s1">สองสิ่งอยู่ร่วมกันด้วยความเสมอภาคยากเหลือเกิน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">หนังสร้างอุปมาอุปไมยที่ตัดสินใจยาก</span> <span class="s1">ไม่ว่าซีย์มัวร์จะเลือกเพื่อนหรือแฟน</span><span class="s1">ก็ต้องยอมเสียอีกฝั่งหนึ่งไป</span> <span class="s1">เป็นความลังเลใจเดียวกันกับตอนที่เกย์และเลสเบี้ยนแยกตัวออกจากขบวนการสิทธิพลเมืองเพื่อมาริเริ่มการเคลื่อนไหวทางสังคมของตนเองที่เน้นความเสมอภาคทางเพศ</span> <span class="s1">ประสบการณ์ก่อนหน้าสอนให้รู้จักวิธีสร้างแรงกระเพื่อม ก่อให้เกิดการตระหนักรู้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s1">นโยบายการต่อสู้ของกลุ่มถูกกำหนดโดย</span><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">ผิวขาวชนชั้นกลาง</span> <span class="s1">เพื่อประโยชน์ของ</span><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">ผิวขาวชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่</span> <span class="s1">จนกระทั่งปลายปี</span><span class="s5"> 1970s </span><span class="s1">เริ่มเกิดความตึงเครียดภายในกลุ่ม</span> <span class="s1">ปรากฏการณ์</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">แหก&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">มีให้เห็นอยู่เนือง</span><span class="s1">ๆ </span><span class="s1">ครั้งหนึ่ง</span> <span class="s5">Audre Lorde </span><span class="s1">กวีเลสเบี้ยนนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน</span> <span class="s1">เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง</span> <span class="s5">Mary Daly </span><span class="s1">นักคิดเลสเบี้ยนสายสตรีนิยมสุดโต่ง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ในจดหมายฉบับนี้</span> <span class="s1">ลอร์ด</span><span class="s1">กล่าวว่าเลสเบี้ยนผิวขาวอย่าง</span><span class="s1">ดาลี</span><span class="s1">ชอบใช้ผู้หญิงผิวสีเป็น</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">หมากเดินเกม&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">เรียกร้องความสนใจ</span> <span class="s1">ป่าวประกาศให้สังคมรู้ว่าผู้หญิงผิวสีถูกกระทำย่ำยี สมควรได้รับความช่วยเหลือ</span> <span class="s1">พอสปอตไลต์ส่องมา</span><span class="s1">ก็ยื่นข้อเสนอต่าง</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">ที่คิดเอง</span><span class="s1">เออเอง</span> <span class="s1">ไม่เคยถามผู้หญิงผิวสีสักนิดว่าต้องการอะไร</span> <span class="s1">ลอร์ดบอกว่าเลสเบี้ยนผิวขาวต้องเลิกพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้</span> <span class="s1">แล้วหันมาคุยและฟังกันอย่างจริงจัง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เพศสภาพและเชื้อชาติผลัดกันช่วงชิงพื้นที่การต่อสู้เรียกร้องในสหรัฐอเมริกานับแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งปี</span> <span class="s5">2000 </span><span class="s1">ที่เกิดวินาศกรรม</span><span class="s5"> 9/11 </span><span class="s1">การโจมตีแบบพลีชีพทางอากาศของผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์</span><span class="s1">ทำให้กลุ่มชาตินิยมกับผู้มีความหลากหลายทางเพศหันมาญาติดี</span> <span class="s1">จับมือร่วมกันต่อต้านการกระทำของผู้ก่อการร้าย</span></p>
<p class="p3"><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมสร้างชาติอีกครั้ง</span> <span class="s1">ไม่ว่าคุณจะมีเพศสภาพไหนก็ตาม</span> <span class="s1">ขอให้มีสำนึกรักชาติเป็นพื้นฐาน</span> <span class="s1">จากก่อนหน้าที่ตีกันเองไปมา</span> <span class="s1">เมื่อมีศัตรูเป็นผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์เหมือนกัน</span> <span class="s1">นักคิดและนักการเมืองผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น</span><span class="s5"> Florian Philippot, Pim Fortuyn </span><span class="s1">และ</span><span class="s5"> Milo Yiannopoulos ก็</span><span class="s1">หันมาสนับสนุนการเมืองฝ่ายขวาอนุรักษนิยมจัด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99049" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Terrorist-Assemblages-Homonationalism-in-Queer-Times.jpg" alt="" width="450" height="673" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Terrorist-Assemblages-Homonationalism-in-Queer-Times.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Terrorist-Assemblages-Homonationalism-in-Queer-Times-201x300.jpg 201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Terrorist-Assemblages-Homonationalism-in-Queer-Times-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">การสลับขั้วทางความคิดนี้เป็นความปรกติใหม่</span><span class="s5"> (new normal) </span><span class="s1">ที่เกิดขึ้นในสังคมช่วงต้นศตวรรษที่</span><span class="s5"> 21 </span><span class="s1">มีชื่อเรียกว่า</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">ชาตินิยมแบบรักร่วมเพศ&#8217;</span><span class="s5"> (homonationalism) </span><span class="s1">ในหนังสือเรื่อง</span><span class="s5"> <i>Terrorist Assemblages: Homonationalism in Queer Times</i> ของ </span><span class="s5">Jasbir Puar </span><span class="s1">วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์</span><span class="s5"> 9/11 </span><span class="s1">สร้างจุดเปลี่ยนผ่านให้กับการเมืองเรื่องเพศ</span> <span class="s1">ก่อนหน้านี้</span><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">ถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของความตายตลอดช่วงปี</span><span class="s5"> 1980s-</span><span class="s5">1990s </span><span class="s1">ว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด</span><span class="s5"> HIV/AIDS</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">พอเริ่มศตวรรษที่</span><span class="s5"> 21 </span><span class="s1">บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศกลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่</span> <span class="s1">จะเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันและสิทธิการเลี้ยงดูบุตรของครอบครัวหลากหลายทางเพศล้วนถูกผลักดันให้เกิดขึ้นในช่วงนี้</span><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">สามารถร่วมสร้างชาติให้มั่นคงได้ถ้าหันมาให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและคำนึงถึงผลประโยชน์ความเป็นปึกแผ่นของชาติให้มาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99058" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-3.jpg" alt="" width="640" height="480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-3.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-3-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-3-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">จะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่</span> <span class="s1">ประเทศไทยเองก็มีภาพยนตร์เนื้อหาเกี่ยวกับชาตินิยมแบบรักร่วมเพศออกมาในปี</span><span class="s5"> 2002 </span><span class="s1">เรื่อง</span> <em><span class="s1">พรางชมพู</span> <span class="s1">กะเทยประจัญบาน</span></em> <span class="s1">ของกิตติกร</span> <span class="s1">เลียวศิริกุล</span> <span class="s1">เป็นเรื่องราวของเกย์และกะเทย</span><span class="s5"> 6 </span><span class="s1">คนที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญเครื่องบินตกบริเวณชายแดนไทย-พม่า</span> <span class="s1">โชคดีรอดชีวิตมาได้</span> <span class="s1">แต่ก็พลัดไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารของพม่า</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ฉากของหนังส่งเสริมแก่นเรื่องเป็นอย่างดี</span> <span class="s1">พื้นที่ชายแดนแสดงความก้ำกึ่งระหว่างไทยกับพม่า</span> <span class="s1">เปรียบเหมือนเพศสภาพของเกย์และกะเทย</span><span class="s5"> 6 </span><span class="s1">คนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเพศชายและหญิง</span> <span class="s1">นอกจากนี้ยังเข้ากันกับสภาพของชนกลุ่มน้อยที่จะมองว่าเป็นพลเมืองของพม่าหรือไม่ก็ได้</span> <span class="s1">ตามทฤษฎีแนววิพากษ์</span> <span class="s1">พื้นที่กึ่งกลางถูกตีความเป็นสิ่งที่ดี</span> <span class="s1">มอบอิสรภาพว่าเราสามารถเลือกซ้ายหรือขวาก็ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99059" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-4.jpg" alt="" width="400" height="260" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-4.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-4-300x195.jpg 300w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">แต่ใน</span> <em><span class="s1">พรางชมพู</span> <span class="s1">กะเทยประจัญบาน</span></em> <span class="s1">ผู้กำกับตีความ</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">กึ่งกลาง&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">ใหม่ว่าเป็นพื้นที่แห่งสงครามและความไม่สงบ</span> <span class="s1">ยิงกันโครมคราม</span> <span class="s1">ผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้ง</span><span class="s5"> 6 </span><span class="s1">คนและชนกลุ่มน้อยในเรื่องไม่ได้อยู่ตรงกลางด้วยความผ่อนคลาย</span> <span class="s1">แต่ถูกกดดันให้เลือกข้าง</span> <span class="s1">ฉากจบสรุปปมขัดแย้งนี้ได้ดีทีเดียว</span> <span class="s1">ทั้งสองฝ่ายอยู่กลางลำน้ำขนาบสองข้างด้วยทหารไทยและพม่ายืนถือปืน</span> <span class="s1">ตัวละครกะเทยตะโกนร้องขอทางฝั่งไทยว่าอย่ายิง</span> <span class="s1">เธอเป็นคนไทย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">สุดท้ายชนกลุ่มน้อยต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนต่อไป</span> <span class="s1">แต่กะเทยรอด</span> <span class="s1">แถมได้ไปให้สัมภาษณ์ออกรายการทีวี</span> <span class="s1">โดยกล่าวว่าพวกเธอดวงซวยที่เกิดมา</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">น้อยกว่าคนอื่น&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">ถึงแม้จะโชคร้ายที่เกิดมา</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">ผิดเพศ&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">แต่พวกเธอก็โชคดีที่เกิดมา</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">ถูกที่&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">ใช้วาทกรรมชาตินิยมกดทับเพศสภาพเต็มที่</span> <span class="s1">การเกิดเป็นเกย์และกะเทยสัญชาติไทยนั้นดีกว่าเป็นชนกลุ่มน้อยรักต่างเพศ</span> <span class="s1">ควรภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นคนไทย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99060" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-5.jpg" alt="" width="400" height="259" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-5.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-5-300x194.jpg 300w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">ฉากที่หยาวและสมโชคจะสานสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้วนั่งคุยกัน</span> <span class="s1">มีการเปรียบเทียบว่าสมโชคเป็นกะเทย</span> <span class="s1">เลวร้ายสุดอย่างมากก็แค่โดนไล่ออกจากบ้าน</span> <span class="s1">ส่วนหยาวโชคร้ายกว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกทหารไล่ยิงเลย</span> <span class="s1">ต้องใช้ชีวิตเร่รอน</span> <span class="s1">หยาวถามสมโชคว่าเป็นกะเทยทำไม</span> <span class="s1">สมโชคไม่พอใจว่าเป็นคนชายขอบเหมือนกัน</span><span class="s1">มาเหยียดกันเพื่ออะไร</span> <span class="s1">มีฟาดใส่กันเล็กน้อย</span> <span class="s1">ฉากนี้สะท้อนอคติทางสังคมและความเหลื่อมล้ำระหว่างชาติพันธุ์กับเพศสภาพชัดเจนมาก</span> <span class="s1">เป็นบทสนทนาสั้น</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">ที่ทรงพลังพอควรเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99057" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-2.jpg" alt="" width="400" height="310" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-2.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-2-300x233.jpg 300w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">เกย์และกะเทย</span><span class="s5"> 6 </span><span class="s1">คนนี้ก็เหยียดกันเองภายในกลุ่ม</span> <span class="s1">เธอจะมาพูดว่าเป็นกะเทยเหมือนกันไม่ได้</span> <span class="s1">ฉันแปลงแล้วและไม่มีลูกกระเดือก</span> <span class="s1">สถานภาพทางเพศไม่เท่ากัน</span> <span class="s1">ตัวละครสมหญิงติดอยู่กับการจำแนก</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">กล่องเพศ&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">ด้วยการตัดสินจากลักษณะทางกายภาพ</span> <span class="s1">หนังเสียดสีการแบ่งแยกชนชั้นในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ</span> <span class="s1">ระหว่างทหารรสนิยมรักต่างเพศเหยียด</span> <span class="s1">ชนกลุ่มน้อยของพม่าเหยียด</span> <span class="s1">เหยียดกันเองในกลุ่ม</span><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">อย่างไหนเจ็บกว่ากัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99056" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1.jpg" alt="" width="675" height="678" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1-600x603.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/พรางชมพู-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">ในตอนจบ</span><span class="s1">เกย์และกะเทยทั้ง</span><span class="s5"> 6 </span><span class="s1">คนสามารถก้าวข้ามอคติทางเพศที่มีแก่กันได้เนื่องจากทั้งหมดต่างรักชาติ</span> <span class="s1">ท่ามกลางความแตกต่าง</span><span class="s1">ทุกคนเป็นคนไทย รักชาติไทยเหมือนกัน</span> <span class="s1">สัญลักษณ์ผืนธงชาติไทยปลิวไสวกระแทกตา</span> <span class="s1">อุดมการณ์แบบนี้แหละที่จะช่วยพยุงให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตไปได้</span> <span class="s1">อย่าโฟกัสความแตกต่าง</span><span class="s1">หากให้เชื่อมความสัมพันธ์ผ่านความเหมือน</span> <span class="s1">อวยชาตินิยมสุด</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นเพศไหน</span><span class="s1">ก็ขอให้เป็นคนดีของสังคมและรักชาติ ดูเหมือนจะเป็นวาทกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานในช่วง</span><span class="s5"> 10-20 </span><span class="s1">ปีให้หลัง</span> <span class="s1">แต่การครอบงำหยั่งรากลึกเสียเหลือเกิน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/homonationalism/">จะรักชาติหรือเชิดชูเพศสภาพ ความปกติใหม่ของอุดมการณ์ชาตินิยมแบบรักร่วมเพศ (homonationalism)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>LGBT สูงวัยไม่โอเค เมื่อต้องปกปิดตัวตนและรักษาระยะห่างทางสังคม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lgbt-baby-boomer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Apr 2020 15:44:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[LGBT]]></category>
		<category><![CDATA[การมองแบบเควียร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิจารณ์]]></category>
		<category><![CDATA[Thelma & Louise]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[Laura Mulvey]]></category>
		<category><![CDATA[lesbian]]></category>
		<category><![CDATA[สตรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เควียร์]]></category>
		<category><![CDATA[เลสเบี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Baby Boomer]]></category>
		<category><![CDATA[เบบี้บูมเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Cloudburst]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Love Is Strange]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[queer gaze]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=95705</guid>

					<description><![CDATA[<p>หัวข้อหนึ่งที่บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตกให้ความสนใจ คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ข้อมูลจาก American Psychological Association บ่งชี้ว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรที่มีอายุ 65 ปีหรือแก่กว่าจำนวน 52 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2.4 ล้านคนแสดงตัวว่าเป็น LGBT ตัวเลขนี้ยังไม่รวมคนที่ไม่สะดวกเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2060 จำนวน LGBT ผู้สูงวัยในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านคน และถ้านับรวมผู้ที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนทางเพศชัดเจน ตัวเลขอาจสูงถึง 20 ล้านคน ประชากรเหล่านี้เป็น LGBT ยุคเบบี้บูมเมอร์ผู้ถูกละเลย ไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบเกี่ยวกับพฤติกรรมความต้องการของพวกเขาที่อาจแตกต่างออกไปยามแก่เฒ่า แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แจกแบบสอบถามให้ LGBT อายุ 50-95 ปี จำนวน 2,560 คนจากทั่วประเทศ ผลการวิจัยปรากฏว่าคนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา สูงกว่าคนรักต่างเพศที่อายุไล่เลี่ยกัน LGBT สูงวัยมีความเครียดมากกว่า กลัวถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นตามสถานพยาบาลหรือบ้านพักคนชราเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ คนที่มีความสัมพันธ์รักต่างเพศอาจหวังพึ่งลูกหลานเมื่อยามแก่เฒ่า แต่ LGBT ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนหรือคู่ชีวิตรุ่นราวคราวเดียวกัน พอต่างคนต่างแก่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็เกิดความกังวลว่าใครจะดูแล กลัวถูกทอดทิ้ง บ้านพักคนชราจึงเป็นทางออกที่ดี 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ LGBT ผู้สูงวัยในอเมริกาเลือกปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเมื่อพิจารณาหาบ้านพักคนชรา เนื่องจากกลัวไปสารพัดอย่าง ทั้งการปฏิเสธหรือการเลือกปฏิบัติ การปกปิดตัวตนของ LGBT สูงวัยเพราะไม่อยากเป็นเป้าความสนใจส่งผลกระทบต่อเนื่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lgbt-baby-boomer/">LGBT สูงวัยไม่โอเค เมื่อต้องปกปิดตัวตนและรักษาระยะห่างทางสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">หัวข้อหนึ่งที่บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตกให้ความสนใจ</span> คือ<span class="s1">การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย</span> <span class="s1">ข้อมูลจาก </span><span class="s2">American Psychological Association </span><span class="s1">บ่งชี้ว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรที่มีอายุ<span class="s2"> 65 </span>ปีหรือแก่กว่าจำนวน</span><span class="s2"> 52 </span><span class="s1">ล้านคน</span> <span class="s1">ในจำนวนนี้</span><span class="s2"> 2.4 </span><span class="s1">ล้านคนแสดงตัวว่าเป็น</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ตัวเลขนี้ยังไม่รวมคนที่ไม่สะดวกเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">มีการคาดการณ์ว่าภายในปี</span> <span class="s2">2060 </span><span class="s1">จำนวน</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ผู้สูงวัยในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นเป็น</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">ล้านคน</span> <span class="s1">และถ้านับรวมผู้ที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนทางเพศชัดเจน</span> <span class="s1">ตัวเลขอาจสูงถึง</span><span class="s2"> 20 </span><span class="s1">ล้านคน</span> <span class="s1">ประชากรเหล่านี้เป็น</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ยุคเบบี้บูมเมอร์</span><span class="s1">ผู้ถูกละเลย</span> <span class="s1">ไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบเกี่ยวกับพฤติกรรมความต้องการของพวกเขาที่อาจแตกต่างออกไปยามแก่เฒ่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แจกแบบสอบถามให้</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">อายุ</span><span class="s2"> 50-95 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">จำนวน</span><span class="s2"> 2,560 </span><span class="s1">คน</span><span class="s1">จากทั่วประเทศ </span><span class="s1">ผลการวิจัยปรากฏว่าคนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า</span> <span class="s1">การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา สูงกว่าคนรักต่างเพศที่อายุไล่เลี่ยกัน</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">สูงวัยมีความเครียดมากกว่า</span> <span class="s1">กลัวถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นตามสถานพยาบาลหรือบ้านพักคนชราเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96017" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">คนที่มีความสัมพันธ์รักต่างเพศอาจหวังพึ่งลูกหลานเมื่อยามแก่เฒ่า</span> <span class="s1">แต่</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนหรือคู่ชีวิตรุ่นราวคราวเดียวกัน</span> <span class="s1">พอต่างคนต่างแก่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้</span> <span class="s1">ก็เกิดความกังวลว่าใครจะดูแล</span> <span class="s1">กลัวถูกทอดทิ้ง</span> <span class="s1">บ้านพักคนชราจึงเป็นทางออกที่ดี</span> 20 <span class="s1">กว่าเปอร์เซ็นต์ของ</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ผู้สูงวัยในอเมริกาเลือกปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเมื่อพิจารณาหาบ้านพักคนชรา</span> <span class="s1">เนื่องจากกลัวไปสารพัดอย่าง</span> ทั้ง<span class="s1">การปฏิเสธหรือการเลือกปฏิบัติ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">การปกปิดตัวตนของ</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">สูงวัยเพราะไม่อยากเป็นเป้าความสนใจส่งผลกระทบต่อเนื่อง</span> <span class="s1">พวกเขาต้องเผชิญกับบทสนทนาชวนกระอักกระอ่วนใจ</span> <span class="s1">เช่น การชวนคุยเรื่องสามีหรือภรรยา</span> <span class="s1">บุตรหลาน</span> <span class="s1">เหล่านี้เป็นหัวข้อชวนอึดอัด</span> <span class="s1">ไม่ต่างจากบริบทสังคมไทยที่พอรวมญาติกันแล้ว</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">เจอคำถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน</span> <span class="s1">บ้านพักคนชราในอเมริกาหันมาเอาใจใส่ประเด็นที่สร้างความอ่อนไหวเช่นนี้มากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96016" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder1.jpg" alt="" width="675" height="409" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder1-300x182.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/lgbt-elder1-600x364.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ที่น่าเศร้าคือ</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ยุคเบบี้บูมเมอร์</span><span class="s1">ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศพึงได้รับอย่างเท่าเทียม</span> <span class="s1">อยู่มาทุกยุคทุกสมัย</span><span class="s1">ตั้งแต่การจลาจล</span><span class="s2"> Stonewall riots </span><span class="s1">จนถึงการเรียกร้องสิทธิการแต่งงานของเพศเดียวกันอย่างถูกกฎหมายในทั้ง</span><span class="s2"> 50 </span><span class="s1">รัฐทั่วอเมริกา</span> <span class="s1">กลุ่มนี้เป็น</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">รุ่นบุกเบิกของทุกสิ่งทุกอย่าง</span> <span class="s1">บั้นปลายชีวิตนึกว่าจะสบาย</span> <span class="s1">กลับกลายเป็นต้องมาต่อสู้เรื่องการเลือกปฏิบัติต่อ</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ผู้สูงอายุอีก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96008" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst_poster.jpg" alt="" width="675" height="949" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst_poster.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst_poster-213x300.jpg 213w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst_poster-600x844.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">มีภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เสนอประสบการณ์ของ</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">ผู้สูงอายุอย่างน่าสนใจ</span> <span class="s1">ได้แก่</span><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">ของผู้กำกับ</span><span class="s2"> Thom Fitzgerald </span><span class="s1">ที่ดัดแปลงจากบทละครของเขาเอง</span> <span class="s1">หนังสัญชาติแคนาดา</span><span class="s2">&#8211;</span><span class="s1">อเมริกันเรื่องนี้ออกฉายในปี</span> <span class="s2">2011 </span><span class="s1">อีกเรื่องหนึ่งชื่อ</span><span class="s2"> <i>Love Is Strange</i> </span><span class="s1">หนังสัญชาติฝรั่งเศส</span><span class="s2">&#8211;</span><span class="s1">อเมริกันของผู้กำกับ</span><span class="s2"> Ira Sachs </span><span class="s1">เผยแพร่ในปี</span> <span class="s2">2014 </span><span class="s1">ทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ดราม่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงรักร่วมเพศสองคนชื่อ</span><span class="s2"> Stella </span><span class="s1">กับ</span><span class="s2"> Dotty </span><span class="s1">ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา</span><span class="s2"> 31 </span><span class="s1">ปี</span><span class="s2"> สเตลลา</span><span class="s1">พูดในตอนหนึ่งว่า อยู่กับดอตตี้</span><span class="s1">ตั้งแต่เธอตัวผอม </span><span class="s1">จนบัดนี้ตัวอ้วนกลมและตาเริ่มมองไม่เห็น</span> <span class="s1">ในวัย</span><span class="s2"> 70 </span><span class="s1">กว่าสเตลลา</span><span class="s1">เองก็เริ่มหูหนัก</span> <span class="s1">แต่ร่างกายยังคล่องแคล่ว</span> <span class="s1">ทั้งสองอยู่ด้วยกันที่บ้านของดอตตี้</span><span class="s1">ในรัฐเมน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หลานสาวของดอตตี้</span><span class="s1">เป็นห่วงยาย</span> <span class="s1">จึงหลอกล่อให้ดอตตี้</span><span class="s1">เซ็นเอกสารมอบสิทธิโดยชอบธรรมให้เธอตัดสินใจแทน</span> <span class="s1">แล้วก็พาดอตตี้</span><span class="s1">ไปไว้ที่บ้านพักคนชรา</span> <span class="s1">ไม่ฟังเสียงคัดค้านจาก</span><span class="s2">ดอตตี้</span><span class="s1">และสเตลลา</span><span class="s2"> </span><span class="s1">เพราะคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด</span><span class="s2"> สเตลลา</span><span class="s1">แอบย่องพาดอตตี้</span><span class="s1">หนี</span> <span class="s1">แล้วขับรถข้ามชายแดนไปแคนาดาเพื่อจดทะเบียนสมรส</span> <span class="s1">หวังครอบครองสิทธิในการดูแลดอตตี้</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s1">หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นก่อนศาลสูงสุดของอเมริกาจะมีคำตัดสินเห็นชอบให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ในเดือนมิถุนายนปี</span> <span class="s2">2015</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96014" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst5.jpg" alt="" width="453" height="210" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst5.jpg 453w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst5-300x139.jpg 300w" sizes="(max-width: 453px) 100vw, 453px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ความพิเศษของ</span><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">คือการเลียนแบบโครงเรื่องของภาพยนตร์คลาสสิกจากยุค</span><span class="s2"> 90s </span><span class="s1">เรื่อง</span><span class="s2"> <i>Thelma &amp; Louise</i> </span><span class="s1">ที่ผู้หญิงไม่ได้รับความยุติธรรมทางสังคม ถูกผู้ชายกดขี่</span> <span class="s1">ทำให้ตัวละคร</span><span class="s2"> Thelma </span><span class="s1">กับ</span><span class="s2"> Louise </span><span class="s1">หลบไปผ่อนคลายความตึงเครียดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์</span> <span class="s1">จัดโร้ดทริป</span><span class="s1">เพื่อนหญิงพลังหญิง</span> <span class="s1">จนเป็นเหตุให้เข้าไปพัวพันกับการก่ออาชญากรรมหลายคดี</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ทอม ฟิตซ์เจอรัลด์ ผู้กำกับ</span> <span class="s1">สอดแทรกความแตกต่างระหว่างคู่เทลมา-ลุยส์ </span><span class="s1">และ</span><span class="s2">สเตลลา-ดอตตี้ </span><span class="s1">ไว้หลายจุดเพื่อเสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบ</span><span class="s2"> เทลมา</span><span class="s1">กับลุยส์</span><span class="s1">เป็นหญิงสาวในวัยที่แรงปรารถนาลุก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">โชติช่วง</span> <span class="s1">พร้อมเดินหน้าบวกกับปัญหาทุกอย่าง</span> <span class="s1">ไม่เกรงกลัว</span> <span class="s1">ในทางกลับกันสเตลลา</span><span class="s1">กับดอตตี้</span><span class="s1">เป็นคุณยายที่ควรได้นั่งชิลล์ มีความสุขกับชีวิต</span> <span class="s1">แต่มีเหตุให้ยักแย่ยักยันพากันออก</span><span class="s2">โร้ดทริป</span><span class="s1">ทั้งที่สภาพร่างกายไม่เอื้อ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">รถยนต์เป็นสัญลักษณ์แทนสังขารของตัวละครในหนังทั้งสองเรื่อง</span><span class="s2"> เทลมา</span><span class="s1">กับลุยส์</span><span class="s1">ขับรถเปิดประทุนคันใหญ่โฉบเฉี่ยว</span><span class="s2"> สเตลลา</span><span class="s1">กับดอตตี้</span><span class="s1">ขับรถกระบะบุโรทั่งสภาพพร้อมพัง </span><span class="s2"><i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">เหมือนจะสื่อว่าวันเวลาผ่านไป</span><span class="s2"> 20 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ดีขึ้น</span> <span class="s1">ผู้หญิงยังต้องเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมจากสังคมเหมือนเดิม</span> <span class="s1">ที่เพิ่มเติมคือสภาพร่างกายที่โรยรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96032" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Thelma-Louise3.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Thelma-Louise3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Thelma-Louise3-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Thelma-Louise3-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96011" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst3.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst3-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cloudburst3-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2"><i>Thelma &amp; Louise</i> </span><span class="s1">กับ</span><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">ยังคล้ายคลึงกันอีกอย่าง</span> <span class="s1">มีตัวละครชายหนึ่งเดียวโบกรถขอร่วม</span><span class="s2">โร้ดทริป </span><span class="s1">ในเรื่อง</span><span class="s2"> <i>Thelma &amp; Louise</i> </span><span class="s1">ตัวละคร</span><span class="s2"> J.D. </span><span class="s1">บริหารเสน่ห์ของเพศชาย </span><span class="s1">อ่อยขอติดรถไปด้วย</span> <span class="s1">แสร้งว่าสุภาพ</span> <span class="s1">แท้จริงแล้วรอโอกาสที่สองสาวอ่อนแอหวังปอกลอกขโมยเงิน</span> <span class="s1">เป็นผู้ชายที่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์</span><span class="s2"> (</span><span class="s2"><i>Thelma &amp; Louise</i> </span><span class="s1">ถูกวิจารณ์ว่าเสนอภาพแทนความเป็นชายในแง่ลบเกินไป</span> <span class="s1">อันนี้แล้วแต่มุมมอง</span><span class="s2">)</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ใน</span><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">ทั้งสเตลลา</span><span class="s1">และดอตตี้</span><span class="s1">ก็เจอชายหนุ่มชื่อ</span><span class="s2"> Prentice </span><span class="s1">โบกรถขออาศัยติดไปแคนาดาด้วย</span> <span class="s1">เริ่มแรกเขา</span><span class="s1">ขยับกางเกงลงต่ำโชว์กล้ามท้อง</span><span class="s2"> Apollo’s belt </span><span class="s1">คิดว่าป้าๆ </span><span class="s1">ต้องตาลุกแน่</span> <span class="s1">จนสเตลลา</span><span class="s1">บอกว่า</span> <span class="s1">เก็บเถอะ</span> <span class="s1">อ่อยผิดคนแล้ว</span> <span class="s1">ส่วนดอตตี้</span><span class="s1">มองอะไรไม่ค่อยเห็น</span> <span class="s1">หักมุมไปอีก</span> <span class="s1">ล้อเลียนว่าเสน่ห์ความเป็นชายกล้ามแน่นไม่ใช่ว่าจะส่งผลสำเร็จ สร้างความพึงพอใจในทุกโอกาส</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ทั้งสามคนนั่งยัดกันเข้าไปในตอนหน้าของรถกระบะ </span><span class="s1">ทำให้พื้นที่แออัดมากกว่าในเรื่อง</span><span class="s2"> <i>Thelma &amp; Louise</i> </span><span class="s1">ตัวละครไม่มีพื้นที่ส่วนตัว</span><span class="s2"> เพรนทิซ</span><span class="s1">เองก็ต่างจาก</span><span class="s2"> J.D. </span><span class="s1">ในแง่ที่ว่าเขากำลังตามหาความฝันและยังอ่อนต่อโลกมาก</span><span class="s2"> เพรนทิซ</span><span class="s1">เป็นฝ่ายถูกสเตลลา</span><span class="s1">แกล้ง</span> <span class="s1">สร้างเสียงหัวเราะหลายครั้งในหนัง</span> <span class="s1">เขาเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ซึมซับบทเรียนชีวิตที่สำคัญมากมายจากสเตลลา</span><span class="s1">และดอตตี้</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ในขณะเดียวกันก็เป็นกาวใจช่วยประสานระหว่างเธอทั้งสอง</span> <span class="s1">เปิดมุมมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับเลสเบียนไม่จำเป็นต้องขมชื่น</span> <span class="s1">เห็นแก่ตัว</span> <span class="s1">ชอบตัดสินเสมอไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96018" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1.jpg" alt="" width="600" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2"><i>Love Is Strange </i></span><span class="s1">เล่าเรื่องราวความรักของชายรักร่วมเพศ</span><span class="s2"> Ben </span><span class="s1">กับ</span><span class="s2"> George </span><span class="s1">ที่ใช้ชีวิตผ่านทุกข์และสุขด้วยกันมานาน</span><span class="s2"> 39 </span><span class="s1">ปีในมหานครนิวยอร์ก</span> <span class="s1">ตอนเปิดเรื่องทั้งสองคนตัดสินใจแต่งงานกัน</span> <span class="s1">ส่งผลให้จอร์จ</span><span class="s1">ถูกเชิญออกจากงานสอนดนตรีในโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่ง</span> <span class="s1">ก่อนหน้าทุกคนรวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนทราบดีว่าเขาเป็นเกย์</span> <span class="s1">แต่ไม่มีใครพูดถึง</span> <span class="s1">พิธีแต่งงานคือการยืนยันอย่างเป็นทางการ</span> <span class="s1">เปิดเผยต่อสาธารณะ</span> <span class="s1">โรงเรียนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้</span> <span class="s1">แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมอเมริกันว่ายังมีเงื่อนไข</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">พอสูญเสียหลักประกันความมั่นคงด้านการงาน</span><span class="s2"> เบ็น</span><span class="s1">และจอร์จ</span><span class="s1">ประสบวิกฤตทางการเงิน</span> <span class="s1">ตัดสินใจขายที่พักกลางกรุงนิวยอร์กเพื่อเอาเงินมาหมุน</span> <span class="s1">ทำทุกทางให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้</span> <span class="s1">และหาทางลดค่าใช้จ่ายด้วยการแยกกันอยู่</span><span class="s2"> เบ็น</span><span class="s1">ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของหลานชายและภรรยาย่านบรุกลิน</span> <span class="s1">โดยแชร์ห้องนอนกับเด็กวัยรุ่น</span> <span class="s1">ลูกของหลานชายชื่อ</span><span class="s2"> Joey </span><span class="s1">ส่วนจอร์จ</span><span class="s1">ย้ายไปอยู่กับเพื่อนคู่รักเกย์ที่เป็นตำรวจ</span> <span class="s1">ทำงานไม่เป็นเวลา</span> <span class="s1">แถมยังชอบเปิดตี้เมื่อมีเวลาว่าง</span> <span class="s1">ทั้งสองคนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก</span> <span class="s1">ทว่าก็ต้องยอมอดทน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">จุดเด่นในการดำเนินเรื่องของ</span><span class="s2"> <i>Love Is Strange</i> </span><span class="s1">คือการล้อเลียนเสียดสี</span><span class="s2"> (irony) </span><span class="s1">พอมีระยะห่างกัน เบ็น</span><span class="s1">กับจอร์จ</span><span class="s1">เหมือนต้องกลับมาเดตกันใหม่</span> <span class="s1">โทรหากัน</span> <span class="s1">แอบคุยกันยามว่าง</span> <span class="s1">หาเวลาไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ตามที่ต่าง</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">กลางกรุงนิวยอร์ก</span> <span class="s1">เดินมาส่งอีกฝ่ายที่หน้าบ้าน</span> <span class="s1">แลกจูบลาก่อนแยกย้ายกันไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96027" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange4-1.jpg" alt="" width="675" height="396" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange4-1-300x176.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange4-1-600x352.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ที่เล่ามาอาจฟังดูโรแมนติกถ้ามันเกิดขึ้นกับคู่รักที่กำลังทำความรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน</span> <span class="s1">แต่สำหรับคู่ที่อยู่ด้วยกันมานานเกือบ</span><span class="s2"> 40 </span><span class="s1">ปี </span><span class="s1">แล้วต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในความสัมพันธ์ช่างเป็นอะไรที่น่าเศร้า</span> <span class="s1">หลายครั้งเบ็น</span><span class="s1">และจอร์จ</span><span class="s1">รู้สึกเวทนาชะตากรรมของตัวเอง</span> <span class="s1">น้อยใจว่าที่ต่อสู้ร่วมกันมาหลายสิบปี</span><span class="s1">สุดท้ายแทบไม่มีความหมายอะไรเลย</span> <span class="s1">ไม่การันตีความมั่นคงในชีวิต</span> <span class="s1">ไม่สร้างเสริมการยอมรับทั้งจากสังคมและศาสนา</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ผู้กำกับ</span><span class="s1">ขยี้ย้ำความย้อนแย้งนี้ด้วยการใช้มหานครนิวยอร์กเป็นฉากของหนัง</span> <span class="s1">ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของเมืองใหญ่ ผู้คนพลุกพล่าน</span> <span class="s1">แต่ชีวิตของเบ็น</span><span class="s1">และจอร์จ</span><span class="s1">ผ่านไปอย่างเชื่องช้า</span> <span class="s1">นั่งดูนาฬิกานับเวลาเป็นวินาทีกัน</span><span class="s2"> เบ็น</span><span class="s1">เกาะติดหลานสะใภ้และเพื่อนของโจอี้</span><span class="s2"> </span><span class="s1">หลานสะใภ้ยุ่งด้วยเรื่องร้อยแปดพันเก้า</span> <span class="s1">แอบเหวี่ยงใส่เบ็น</span><span class="s1">ว่าว่างนักเหรอชอบมาชวนเธอคุย</span> <span class="s1">ส่วนโจอี้</span><span class="s1">ก็หงุดหงิดที่เบ็น</span><span class="s1">มาแย่งเวลาของเขากับเพื่อนไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ฉากหนึ่งของหนัง</span><span class="s2"><i> Love Is Strange</i><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ที่สะเทือนอารมณ์มากคือตอนที่จอร์จ</span><span class="s1">นั่งนิ่งอยู่คนเดียวกลางปาร์ตี้ที่จัดขึ้นในห้องพักของคู่รักตำรวจ</span> <span class="s1">มีคนแปลกหน้ามาชวนคุย</span><span class="s2"> จอร์จ</span><span class="s1">ตอบว่าเขาอยู่ที่นี่</span> <span class="s1">ไม่ได้อยากมีส่วนร่วม</span> <span class="s1">แต่ไม่มีที่ไป</span> <span class="s1">และทุกคนกำลังนั่งอยู่บนที่นอนของเขา</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">หมายถึงโซฟาในห้องนั่งเล่น</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ความเป็นส่วนตัวของ</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">สูงวัยถูกช่วงชิงลิดรอนไป</span> <span class="s1">ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนเกินของสังคม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-96020" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange3-1024x603.jpg" alt="" width="1024" height="603" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange3-1024x603.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange3-300x177.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange3-768x452.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange3-600x354.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากประเด็นเหล่านี้</span> <span class="s1">ภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">และ</span><span class="s2"> <i>Love Is Strange</i> </span><span class="s1">ยังเล่าเรื่องผ่านการมองแบบเควียร์</span><span class="s2"> (queer gaze) </span><span class="s1">ได้อย่างลึกซึ้ง</span><span class="s2"> Laura Mulvey </span><span class="s1">นักทฤษฎีภาพยนตร์แนวสตรีนิยมผู้มีชื่อเสียงในแวดวงการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวไว้ว่า</span><span class="s2"><span class="s1">การมองแบบเควียร์</span></span><span class="s1">เป็นสิ่งจำเป็น</span><span class="s1">เพราะทำให้มนุษย์มองโลกอย่างมีมิติมากขึ้น</span> <span class="s1">หลุดจากการมองเป็นคู่แบบขั้วตรงข้าม</span> <span class="s1">ไม่จำกัดอยู่แค่มุมมองของผู้ชายหรือผู้หญิง</span> <span class="s1">และการมองแบบเควียร์</span><span class="s1">ไม่ควรผูกติดกับการตีความเรื่องแรงปรารถนาทางเพศเสมอไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">อย่างในหนังเกย์</span><span class="s2"> <span class="s1">การมองแบบเควียร์</span></span><span class="s1">ถูกนำมาใช้จับจ้องกล้ามท้องของชายหนุ่มว่ายั่วเพศ</span> <span class="s1">แต่ใน</span><span class="s2"> <i>Cloudburst</i> </span><span class="s1">กับ</span><span class="s2"><i> Love Is Strange</i> </span><span class="s1">ใช้</span><span class="s2"><span class="s1">การมองแบบเควียร์</span></span><span class="s1">ด้วยท่าทีต่างออกไป</span> <span class="s1">ตอนเบ็น</span><span class="s1">ขอให้เพื่อนของโจอี้</span><span class="s1">ยืนเป็นแบบให้เขาวาดภาพ</span> <span class="s1">เขาเพ่งมองไปที่ร่างกายของเด็กหนุ่มด้วยความชื่นชมว่าวัยเยาว์ช่างงดงาม</span> <span class="s1">ไม่ได้สื่อถึงความต้องการอยากสัมผัสหรือความอิจฉาอยากครอบครอง</span> <span class="s1">ผู้กำกับจับภาพนิ่งของเด็กหนุ่มแล้วแพนกล้องให้เห็นภาพจากมุมสูงของมหานครนิวยอร์ก</span> <span class="s1">เปรียบเทียบความเยาว์วัยว่ามีชีวิตชีวาเหมือนเมืองที่ไม่เคยหลับ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96023" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6.jpg" alt="" width="659" height="439" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6.jpg 659w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 659px) 100vw, 659px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96028" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange5-1.jpg" alt="" width="675" height="351" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange5-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange5-1-300x156.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/love-is-strange5-1-600x312.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ตอนดอตตี้</span><span class="s1">เพ่งมองดูเพรนทิซ</span><span class="s1">เต้นไปกับแสงแดดอ่อนยามเช้า</span> <span class="s1">เธอเห็นเพียงแค่เค้าโครงร่างกาย</span> <span class="s1">ไม่เห็นรายละเอียด</span> <span class="s1">แต่สัมผัสได้ถึงความงดงามอ่อนช้อย</span> <span class="s1">การมองแบบเควียร์ของดอตตี้</span><span class="s1">สื่อให้เห็นการชื่นชมวัยเยาว์เช่นกัน</span><span class="s2"> เธอ</span><span class="s1">ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว</span> <span class="s1">จำได้เพียงรางเลือนในปัจจุบัน</span> <span class="s1">แต่ตระหนักรู้ได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีและงดงาม</span> <span class="s1">ส่วนสเตลลา</span><span class="s1">ก็มองเพรนทิซ</span><span class="s1">แก้ผ้าวิ่งเล่นกับฝนด้วยความขบขัน</span> <span class="s1">การตีความแบบนี้เป็นทางเลือกของ</span><span class="s2"><span class="s1">การมองแบบเควียร์</span></span><span class="s1">ทั้งสิ้น</span> <span class="s1">เราไม่จำเป็นต้องมองสิ่งเดิมแบบเดิมเสมอไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ส่วนผู้กำกับหนังทั้งสองเรื่องใช้การมองแบบเควียร์ผลักให้ตัวละครทบทวนและระลึกถึงความหลังที่ไม่มีวันย้อนกลับคืน</span> <span class="s1">แสดงช่วงเวลาที่</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">มีพลัง</span> <span class="s1">แรงปรารถนา</span> <span class="s1">ความมุ่งมั่นของวัยหนุ่มสาว</span> <span class="s1">ขัดแย้งกับสภาพปัจจุบันที่</span><span class="s2"> LGBT </span><span class="s1">สูงวัยต้องเผชิญ</span> <span class="s1">ทั้งความเสื่อมถอยของเรี่ยวแรงและกำลังใจ</span> <span class="s1">โทนของหนังเศร้ามาก</span> <span class="s1">แต่ตอนจบกลับสร้างความหวังอยู่ในที</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lgbt-baby-boomer/">LGBT สูงวัยไม่โอเค เมื่อต้องปกปิดตัวตนและรักษาระยะห่างทางสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กาลครั้งหนึ่ง เมื่อคนเข้าใจผิดคิดว่า HIV หรือ AIDS เป็นมะเร็งเกย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gay-related-immune-deficiency/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2020 16:42:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Gay-Related Immune Deficiency]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[เกย์]]></category>
		<category><![CDATA[ชายรักชาย]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[AIDS]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[gender]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=94320</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 24 เมษายน 1980 ชาวเมืองซานฟรานซิสโกชื่อ Ken Horne ถูกส่งตัวไปยังศูนย์ป้องกันโรคติดต่อ เขามีอาการหน้ามืด วิงเวียน ร่างกายอ่อนแรง ผิวหนังมีจุดสีม่วงคล้ำหลายแห่ง ฮอร์นเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV/AIDS ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านั้นเขามีเพศสัมพันธ์กับโสเภณีชายที่อาบอบนวดแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่าฮอร์นเป็นมะเร็ง 6 เดือนต่อมาก็พบผู้ป่วยอาการแบบเดียวกันเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 41 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชายรักชายที่อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก สร้างความตื่นกลัวแก่สาธารณชน เพราะไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและวิธีการป้องกัน ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV/AIDS จึงถูกละเลยแม้กระทั่งจากคนใกล้ชิด ซ้ำร้ายสถานพยาบาลก็ยังปฏิเสธการรักษา สิ่งที่อันตรายพอกันกับโรคระบาดคือความกลัวซึ่งเกิดจากความไม่รู้และข้อมูลที่บิดเบือน ตอนแรกโรคระบาดนี้ถูกเรียกว่า GRID ย่อมาจาก gay-related immune deficiency หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดกับเกย์ บางคนก็เรียกว่ามะเร็งเกย์ สังคมประณามเกย์ว่ามั่วเซ็กซ์จนเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด สร้างเหตุผลรองรับความชิงชัง &#160; ก่อนหน้านั้นในปี 1970 นักวิชาการชื่อ Laud Humphreys ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Tearoom Trade: Impersonal Sex in Public Places ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของชายที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบภายนอกและสอดใส่กับชายด้วยกันในห้องน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ตอนเก็บข้อมูล ฮัมฟรีย์สปกปิดตัวตนและเหตุผลของการศึกษา ไม่ได้แจ้งข้อมูลที่จำเป็นให้ &#8216;ผู้ถูกวิจัย&#8217; รับทราบ หนังสือถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เพื่อนร่วมงานกว่าครึ่งค่อนภาควิชาลาออกเพราะทนมองหน้ากันต่อไปไม่ได้ หนังสือพิมพ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gay-related-immune-deficiency/">กาลครั้งหนึ่ง เมื่อคนเข้าใจผิดคิดว่า HIV หรือ AIDS เป็นมะเร็งเกย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p5"><span class="s1">วันที่</span><span class="s5"> 24 </span><span class="s1">เมษายน</span> <span class="s5">1980 </span><span class="s1">ชาวเมืองซานฟรานซิสโกชื่อ</span> <span class="s5">Ken Horne </span><span class="s1">ถูกส่งตัวไปยังศูนย์ป้องกันโรคติดต่อ</span> <span class="s1">เขามีอาการหน้ามืด วิงเวียน</span> <span class="s1">ร่างกายอ่อนแรง</span> <span class="s1">ผิวหนังมีจุดสีม่วงคล้ำหลายแห่ง</span> <span class="s1">ฮอร์นเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ในประเทศสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s1">ก่อนหน้านั้น</span><span class="s1">เขามีเพศสัมพันธ์กับโสเภณีชายที่อาบอบนวดแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่า</span><span class="s1">ฮอร์นเป็นมะเร็ง</span> <span class="s1">6 เดือนต่อมาก็พบผู้ป่วยอาการแบบเดียวกันเพิ่มขึ้นอีกจำนวน</span><span class="s5"> 41 </span><span class="s1">คน</span> <span class="s1">ซึ่งทั้งหมดเป็นชายรักชายที่อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก</span> <span class="s1">สร้างความตื่นกลัวแก่สาธารณชน </span><span class="s1">เพราะไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและวิธีการป้องกัน</span> <span class="s1">ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">จึงถูกละเลยแม้กระทั่งจากคนใกล้ชิด</span> <span class="s1">ซ้ำร้ายสถานพยาบาลก็ยังปฏิเสธการรักษา</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">สิ่งที่อันตรายพอกันกับโรคระบาดคือความกลัวซึ่งเกิดจากความไม่รู้และข้อมูลที่บิดเบือน</span> <span class="s1">ตอนแรกโรคระบาดนี้ถูกเรียกว่า</span><span class="s5"> GRID </span><span class="s1">ย่อมาจาก</span><span class="s5"> gay-related immune deficiency หรือ</span><span class="s1">โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดกับเกย์</span> <span class="s1">บางคนก็เรียกว่ามะเร็งเกย์</span> <span class="s1">สังคมประณามเกย์ว่ามั่วเซ็กซ์จนเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด</span> <span class="s1">สร้างเหตุผลรองรับความชิงชัง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p5"><span class="s1">ก่อนหน้านั้นในปี</span> <span class="s5">1970 </span><span class="s1">นักวิชาการชื่อ</span><span class="s5"> Laud Humphreys </span><span class="s1">ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง</span><span class="s5"> <i>Tearoom Trade: Impersonal Sex in Public Places</i> ซึ่ง</span><span class="s1">ศึกษาพฤติกรรมของชายที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบภายนอกและสอดใส่กับชายด้วยกันในห้องน้ำสาธารณะ</span> <span class="s1">ทั้งนี้ตอนเก็บข้อมูล</span> <span class="s1">ฮัมฟรีย์สปกปิดตัวตนและเหตุผลของการศึกษา</span> <span class="s1">ไม่ได้แจ้งข้อมูลที่จำเป็นให้</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">ผู้ถูกวิจัย&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">รับทราบ</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">หนังสือถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์</span> <span class="s1">เพื่อนร่วมงานกว่าครึ่งค่อนภาควิชาลาออก</span><span class="s1">เพราะทนมองหน้ากันต่อไปไม่ได้</span> <span class="s1">หนังสือพิมพ์</span><span class="s5"> <i>The Washington Post</i> </span><span class="s1">สาปนักสังคมศาสตร์อย่างฮัมฟรีย์สว่าทำวิจัยยังไงให้ดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">แม้ว่าผู้ถูกวิจัยส่วนใหญ่เกือบ</span><span class="s5"> 60 </span><span class="s1">เปอร์เซ็นต์จำแนกตัวเองว่าไม่ใช่ชายรักชาย</span> <span class="s1">พวกเขาตัดสินใจมีความสัมพันธ์ลักษณะดังกล่าวเพียงแค่นึกสนุกและได้ปลดปล่อย</span> <span class="s1">แต่หนังสือเล่มนี้ตอกย้ำภาพเหมารวมว่าเกย์มีเซ็กซ์สุดแปลกประหลาดและไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตนเอง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">งานวิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคที่ขยายวงกว้างขึ้นสร้างมลทินติดตัว</span><span class="s5"> (stigma) </span><span class="s1">ถ้าเป็นเกย์จะถูกตีตราทันทีว่ามั่วเซ็กซ์และมีเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการแก้ข่าวให้ข้อมูลที่ถูกต้อง </span><span class="s1">อย่างเช่น</span><span class="s1">นายแพทย์ </span><span class="s5">Lawrence Mass ที่</span><span class="s1">เขียนอธิบายในบทความชื่อ</span><span class="s5"> <em>Disease Rumors Largely Unfounded</em> </span><span class="s1">ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เกย์</span><span class="s5"> <i>New York Native</i> </span><span class="s1">ฉบับประจำวันที่</span><span class="s5"> 18 </span><span class="s1">พฤษภาคม</span> <span class="s5">1981 </span><span class="s1">แมส</span> <span class="s1">ยืนยันว่ามะเร็งเกย์เป็นข่าวโคมลอย</span> <span class="s1">ไม่มีมูล</span> <span class="s1">ศูนย์ป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกายังไม่ฟันธงว่าโรคระบาดนี้เกิดขึ้นกับเกย์เท่านั้น</span> <span class="s1">หนังสือพิมพ์</span><span class="s5"> <i>New York Native</i> </span><span class="s1">ก่อตั้งขึ้นเพื่อประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ระหว่างปี</span><span class="s5"> 1980-</span><span class="s5">1997 </span><span class="s1">แต่เมื่อภาพจำเกิดขึ้นแล้วก็</span><span class="s1">แก้ไขลำบาก</span></p>
<p><div id="attachment_94325" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94325" class="wp-image-94325 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ittle-Britain-Daffyd-Thomas-first-episode.jpg" alt="" width="675" height="368" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ittle-Britain-Daffyd-Thomas-first-episode.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ittle-Britain-Daffyd-Thomas-first-episode-300x164.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/ittle-Britain-Daffyd-Thomas-first-episode-600x327.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-94325" class="wp-caption-text">Little Britain</p></div></p>
<p class="p5"><span class="s5"><i>Little Britain</i> </span><span class="s1">เป็น</span><span class="s5"> sketch comedy </span><span class="s1">เรื่องตลกจบในตอนสั้น</span> <span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">ออกอากาศทางช่อง</span><span class="s5"> BBC </span><span class="s1">ใช้ตลกร้ายเสียดสีภาพเหมารวมของเกย์ผ่านตัวละคร</span> <span class="s5">Daffyd Thomas </span><span class="s1">ได้เจ็บแสบดี</span> <span class="s1">เขาชอบมโนว่าตัวเองเป็นเกย์เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน</span><em><span class="s5"> &#8216;I’m the only gay in the village.&#8217; </span></em><span class="s5">โทมัส</span><span class="s1">ไปขอรับการตรวจ</span><span class="s5"> HIV </span><span class="s1">บุคลากรทางการแพทย์ซักประวัติแล้ว</span><span class="s1">พบว่าเขาไม่มีความเสี่ยง</span> <span class="s1">ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์</span> <span class="s1">แต่โทมัสก็ยืนยันหนักแน่นว่าเขาอาจมีเชื้อ</span><span class="s5"> HIV </span><span class="s1">เพราะเป็นเกย์</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ข้ามมาฝั่งสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s1">ภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s5"> <i>Dallas Buyers Club</i> </span><span class="s1">ที่สร้างโดยใช้เค้าโครงจากชีวิตจริงของ</span> <span class="s5">Ron Woodroof </span><span class="s1">เขาพบว่าตัวเองติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ช่วงปลายปี</span> <span class="s5">1980 </span><span class="s1">ตอนหมอแจ้งผลการตรวจและอธิบายความเป็นไปได้ของการติดเชื้อ</span> <span class="s1">วูดรูฟทั้งโกรธทั้งกลัวหมอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเกย์</span> <span class="s1">ภาพตัด</span> <span class="s1">หูดับ</span> <span class="s1">ไม่ฟังคำอธิบายใดๆ</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">เพื่อนในวงเหล้าก็เชื่อแบบเดียวกัน</span> <span class="s1">พอเมาแล้วก็แซววูดรูฟว่าไปมีเซ็กซ์กับผู้ชายมา</span> <span class="s1">ที่บ้านเจอมือดีพ่นสีล้อเลียนบนฝาผนัง</span> <span class="s1">ตอนหมอแนะนำว่ามีการรวมกลุ่มของผู้ติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">เพื่อช่วยเหลือกันและกัน</span> <span class="s1">วูดรูฟปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเพราะคิดว่าในกลุ่มต้องมีแต่ชายรักชายแน่ๆ</span> <span class="s1">แสดงให้เห็นว่าในเวลานั้นสังคมยังขาดความตระหนักรู้เรื่อง</span><span class="s5"> HIV/AIDS</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ผู้กำกับเลือกดึงความเป็นผู้ชายจัดในตัวคาวบอยจากรัฐทางตอนใต้ของอเมริกา</span> <span class="s1">ชอบปราบพยศวัวกระทิง</span> <span class="s1">ทำงานเป็นช่างไฟแมน</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">แล้วภาพสลับมาที่วันหนึ่งชายคนนี้ถูกเพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ด</span> <span class="s1">ทำเอาวูดรูฟคลั่งและสั่นคลอนไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน</span> <span class="s1">เพราะตัวเองรังเกียจกลุ่มชายรักชายมาก</span> <span class="s1">รับไม่ได้จนต้องลากตัวเองไปห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลมาล้มล้างคำสบประมาท</span> <span class="s1">พิสูจน์ว่าตัวเองติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV </span><span class="s1">ด้วยสาเหตุอื่น</span> <span class="s1">กู้อีโก้กลับคืน</span></p>
<p><div id="attachment_94322" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://mangomoment.wordpress.com/2014/02/08/dallas-buyers-club/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94322" class="wp-image-94322 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Dallas-Buyers-Club.jpg" alt="" width="675" height="352" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Dallas-Buyers-Club.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Dallas-Buyers-Club-300x156.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Dallas-Buyers-Club-600x313.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a><p id="caption-attachment-94322" class="wp-caption-text">Dallas Buyers Club ที่มา : mangomoment.wordpress.com</p></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">หากมองอีกมุมหนึ่งเกย์ผู้ติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">คือเหยื่อของการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาล </span><span class="s5">Ronald Reagan </span><span class="s1">เรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริการะหว่างปี</span> <span class="s5">1981-</span><span class="s5">1989 </span><span class="s1">รัฐบาลของเขาพยายามซุกปัญหาโรคระบาดไว้ใต้พรม</span> <span class="s1">ไม่ศึกษาเพิ่มเติมและเปิดเผยข้อมูลให้กระจ่างแจ้ง </span><span class="s1">ทำให้ผู้ติดเชื้อมากมายใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองยาที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน</span> <span class="s1">ลองผิดลองถูกจนเสียชีวิตไปก็มาก</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ในหนังเรื่อง</span><span class="s5"> <i>Dallas Buyers Club</i> </span><span class="s1">นั้น</span> <span class="s1">วูดรูฟกล่าวโทษสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริกา (FDA) ว่ารับใต้โต๊ะจากบริษัทยา</span> <span class="s1">ผูกขาดนำยาต้าน</span><span class="s5"> AZT <span class="s1">เพียงชนิดเดียว</span></span><span class="s1">มาทดลองใช้กับผู้ป่วย</span><span class="s1">โดยไม่สนว่าอาจมียาตัวอื่นที่ใช้รักษาโรคนี้ได้</span> <span class="s1">มุ่งแสวงหาผลกำไร</span> <span class="s1">ละเลยชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">เมื่อรัฐเอาแต่ได้</span> <span class="s1">วูดรูฟจึงดิ้นรนหาทางรอดด้วยการพึ่งตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่</span> <span class="s1">ขับรถข้ามชายแดนไปเม็กซิโกเพื่อลองยาชนิดอื่น</span> <span class="s1">พอเห็นว่ายาส่งผลดี</span> <span class="s1">สุขภาพของเขาฟื้นตัวต่อเนื่อง</span> <span class="s1">วูดรูฟก็กลับมาตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">คนอื่น</span> <span class="s1">เริ่มแรกก็เป็นการค้าขาย</span> <span class="s1">แต่ตอนท้ายของหนังวูดรูฟช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">จุดเปลี่ยนผ่านของหนังเกิดขึ้นเมื่อวูดรูฟพบกับหญิงข้ามเพศชื่อ</span> <span class="s5">Rayon </span><span class="s1">ตอนแรกวูดรูฟก็ตั้งป้อมเกลียดเรยอน</span> <span class="s1">แต่เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไป</span> <span class="s1">เรยอนกลายเป็นผู้ช่วยทางการค้า</span> <span class="s1">กระจายยาของวูดรูฟสู่ตลาดเกย์และเพศทางเลือกอย่างกว้างขวาง</span> <span class="s1">เมื่อได้รู้ได้เห็นมากขึ้น</span><span class="s1">วูดรูฟจึงคิดได้ว่าตนเองและกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต่างก็เป็นเหยื่อของรัฐบาลพอ</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">กัน</span> <span class="s1">ความรังเกียจก็ลดน้อยลงจนหมดไปในที่สุด</span> <span class="s1">และมองพวกเขาเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ผู้เผชิญชะตากรรมเดียวกัน</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s5"> <i>Dallas Buyers Club</i> </span><span class="s1">จะแก้ไขความเข้าใจผิดว่าเกย์คือต้นเหตุของการแพร่กระจายเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">แต่ฮอลลีวูดก็ยังไม่ละทิ้งการผูกเรื่องแบบเดิม</span> <span class="s1">เชิดชูผู้ชายเป็นตัวแทนการต่อสู้กับการกดขี่ของรัฐ</span> <span class="s1">ลดทอนหญิงข้ามเพศและตัวละคร</span><span class="s5"> LGBT </span><span class="s1">อื่นๆ ให้เป็นเพียงส่วนประกอบให้วูดรูฟโดดเด่นขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><div id="attachment_94326" style="width: 346px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.imdb.com/title/tt0257850/?ref_=vp_back" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94326" class="wp-image-94326 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Laramie-Project-2002.jpg" alt="" width="336" height="475" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Laramie-Project-2002.jpg 336w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Laramie-Project-2002-212x300.jpg 212w" sizes="(max-width: 336px) 100vw, 336px" /></a><p id="caption-attachment-94326" class="wp-caption-text">The Laramie Project ที่มา : imdb.com</p></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">ภาพยนตร์เรื่อง</span><span class="s5"> <i>The Laramie Project</i> </span><span class="s1">สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของ </span><span class="s5">Matthew Shepard </span><span class="s1">เป็นหนังที่ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับเกย์และ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ได้ลึกซึ้งน่าสนใจ</span> <span class="s1">คืนวันที่</span><span class="s5"> 12 </span><span class="s1">ตุลาคม</span> <span class="s5">1998 </span><span class="s1">เชพเพิร์ด</span><span class="s1">ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง</span><span class="s5"> 21 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">เป็นเกย์และเรียนอยู่ที่</span><span class="s5"> University of Wyoming </span><span class="s1">ถูกนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัย</span><span class="s5"> 2 </span><span class="s1">คนล่อลวงไปทำร้ายร่างกายจนอาการสาหัส</span> <span class="s1">พวกนั้นผูกร่างเขาไว้กับรั้วหนามของฟาร์มเปลี่ยวแห่งหนึ่งนานกว่า</span><span class="s5"> 24 </span><span class="s1">ชั่วโมง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">วันรุ่งขึ้นตำรวจหญิงมาพบร่างไร้สติจึง</span><span class="s1">รีบเข้าไปช่วยเหลือ</span> <span class="s1">แกะเชพเพิร์ดออกจากรั้วหนามและนำเขาส่งโรงพยาบาล</span> <span class="s1">ปรากฏว่าเชพเพิร์ดเสียชีวิต </span><span class="s1">ผลแล็บแสดงว่าเขามีเลือดบวก</span> <span class="s1">ตำรวจหญิงไม่ทันใส่ถุงมือ</span> <span class="s1">โดนลวดหนามบาดเป็นแผล</span> <span class="s1">แล้วไปสัมผัสร่างกายเชพเพิร์ดที่เต็มไปด้วยเลือดโดยไม่ป้องกัน</span> <span class="s1">มีโอกาสติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ตำรวจหญิงคนนั้นมีลูก</span> <span class="s1">ระหว่างที่เธอรอผลตรวจเลือดว่าติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV </span><span class="s1">หรือเปล่า</span> <span class="s1">เธอไม่กล้าแม้จะกอดลูกและสมาชิกคนอื่นในครอบครัว</span> <span class="s1">เพราะประสาทเสียว่าจะส่งต่อเชื้อให้คนที่เธอรัก</span> <span class="s1">ผู้กำกับจงใจปั่นความรู้สึกคนดู</span> <span class="s1">ตั้งคำถามว่าระหว่างความสงสารเชพเพิร์ดที่เป็นเหยื่อของความเกลียดชังกับความไม่พอใจที่เขาเป็นเหตุให้แม่ต้องห่างลูก</span> <span class="s1">ความรู้สึกไหนรุนแรงมากกว่ากัน</span><span class="s5"> </span><span class="s1">หนังตบท้ายว่าตำรวจคนนั้นไม่ติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV </span><span class="s1">เธอไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป</span><span class="s1">และไม่ถือโทษ</span><span class="s1">เชพเพิร์ด</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">สิ่งที่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องข้างต้นมีเหมือนกันคือความพยายามเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเกย์กับการระบาดของ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ด้วยใจที่เป็นธรรม</span> <span class="s1">และถอดรหัสการยึดโยงว่าเกย์มีโอกาสติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">สูงกว่าบุคคลอื่นผ่านบริบทสังคม</span> <span class="s1">เศรษฐกิจ</span> <span class="s1">และการเมือง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ผลพวงการระบาดของ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเกิดความกระตือรือร้นสนใจการเมืองมากขึ้น</span> <span class="s1">เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตเขา</span> <span class="s1">นับเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของโรคระบาดที่ช่วยสร้างการตื่นรู้บางอย่างแก่สังคม</span></p>
<p class="p5"><span class="s5">Justin Chin </span><span class="s1">กวีและนักแสดงเกย์ชาวอเมริกันเชื้อสายมาเลย์ติดเชื้อ</span><span class="s5"> HIV </span><span class="s1">และเสียชีวิตเมื่อวันที่</span><span class="s5"> 24 </span><span class="s1">ธันวาคม</span> <span class="s5">2015 </span><span class="s1">ด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคเอดส์</span> <span class="s1">ในปี</span> <span class="s5">2001 </span><span class="s1">จัสติน</span><span class="s1">รวบรวมบทกลอนไว้ในหนังสือเรื่อง</span><span class="s5"> <i>Harmless Medicine</i> </span><span class="s1">เล่าประสบการณ์การต่อสู้กับ</span><span class="s5"> HIV/AIDS </span><span class="s1">ความหมายของชีวิตเปลี่ยนไปยังไงเมื่อรู้ว่าติดเชื้อ</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">บทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ</span><span class="s5"> <em>Undetectable</em> </span><span class="s1">กล่าวถึงร่างกายที่เสื่อมถอย</span> <span class="s1">แต่ความรู้สึกรับรู้ภาวะกลับชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน</span></p>
<p class="p6"><em><span class="s1"> I get tired easily. I take more naps. </span></em><span class="s1">(</span><span class="s3">ฉันเหนื่อยง่าย</span> <span class="s3">งีบหลับบ่อย)<br />
</span><span class="s1"><em>I dream less.</em> (</span><span class="s3">ฉันฝันน้อยลง)<br />
</span><em><span class="s1">I smell like the medicine chest. </span></em><span class="s1">(</span><span class="s3">กลิ่นตัวเหมือนตู้ยา)<br />
</span><em><span class="s1">Some days I think I can smell. </span></em><span class="s1">(</span><span class="s3">บางวันคิดไปเองว่าได้กลิ่น)<br />
</span><em><span class="s1">Every single cell in me. </span></em><span class="s1">(</span><span class="s3">เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย)<br />
</span><em><span class="s1">I can feel every single one </span></em><span class="s1">(</span><span class="s3">รู้สึกได้ว่า</span><span class="s3">เซลล์ไหน)<br />
</span><span class="s1"><em>that dies.</em> (</span><span class="s3">ตายแล้ว)</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gay-related-immune-deficiency/">กาลครั้งหนึ่ง เมื่อคนเข้าใจผิดคิดว่า HIV หรือ AIDS เป็นมะเร็งเกย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่หญิง ไม่ชาย ไม่จำเป็นต้องใช่ทั้งสอง I–intersex อักษรที่ลับแลที่สุดใน LGBTQIA</title>
		<link>https://adaymagazine.com/intersex/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Feb 2020 14:07:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Anne Fausto-Sterling]]></category>
		<category><![CDATA[The Intersex Society of North America]]></category>
		<category><![CDATA[Kathleen Worrall]]></category>
		<category><![CDATA[Annabel]]></category>
		<category><![CDATA[Middlesex]]></category>
		<category><![CDATA[Kathleen Winter]]></category>
		<category><![CDATA[house]]></category>
		<category><![CDATA[Jeffrey Eugenides]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQIA+]]></category>
		<category><![CDATA[Grey’s Anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เซ็กซ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[XXY]]></category>
		<category><![CDATA[Intersex]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=90594</guid>

					<description><![CDATA[<p>อินเทอร์เซ็กซ์ (intersex) เป็นเงาของกลุ่มตัวอักษรย่อ LGBTQIA มาโดยตลอด ก่อนปี 1990 เรื่องราวของอินเทอร์เซ็กซ์ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบผ่านวาทกรรมทางการแพทย์ มีงานวิจัยที่คำนวณสัดส่วนคร่าวๆ ว่ามีจำนวนคนที่เป็นอินเทอร์เซ็กซ์เพียง 1 คน จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ 2,000 คน ตั้งแต่ปี 1950 หมอจะแจ้งว่าอินเทอร์เซ็กซ์เป็นความผิดปกติทางเพศที่ควรได้รับการ &#8216;แก้ไข&#8217; พ่อแม่ควรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ควรบอกให้ใครรู้แม้กระทั่งตัวเด็กเองเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา อินเทอร์เซ็กซ์มักผ่านการผ่าตัดนับครั้งไม่ถ้วนในวัยเยาว์เพื่อปรับปรุง &#8216;ความบกพร่อง&#8217; นี้ อินเทอร์เซ็กซ์ในภาพจริง vs อินเทอร์เซ็กซ์ในภาพจำ อินเทอร์เซ็กซ์คือบุคคลที่มีอวัยวะเพศและ/หรือโครงสร้างทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์แตกต่างไปจากเพศชายและเพศหญิง อินเทอร์เซ็กซ์ไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัวเหมือนกันทุกคน ดีกรีความแตกต่างกระจัดกระจายหลายเฉดสี เช่น อินเทอร์เซ็กซ์อาจเกิดมามีอวัยวะภายนอกเป็นเพศหญิง แต่ด้วยโครโมโซม XY ทำให้มีอัณฑะอยู่ภายในแทนที่จะเป็นรังไข่และไม่มีมดลูก อินเทอร์เซ็กซ์อาจเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศหญิงและมีอวัยวะภายในแบบเพศหญิง แต่คลิตอริสขนาดใหญ่ยื่นออกมาจนดูเหมือนอวัยวะเพศชาย หรือในบางกรณีช่องคลอดก็ปิด ทำให้กายภาพภายนอกดูไม่เหมือนเพศหญิง อินเทอร์เซ็กซ์อาจจะเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศชาย แต่อวัยวะเพศเล็กและถุงอัณฑะถูกแบ่งออกมาในลักษณะที่ดูเหมือนแคมของเพศหญิง ความเชื่อผิดๆ ที่อินเทอร์เซ็กซ์ไม่ปลื้มคือ อินเทอร์เซ็กซ์มีทั้งอวัยวะเพศชายและอวัยวะเพศหญิง จากความจริงทางการแพทย์สู่ความจริงของเนื้อตัวและร่างกาย เหตุการณ์หลังปี 1990 เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญสำหรับอินเทอร์เซ็กซ์ นักวิทยาศาสตร์สายสตรีนิยมชื่อ Anne Fausto-Sterling ตีพิมพ์บทความทางวิชาการที่ยอมรับการมีอยู่ของอินเทอร์เซ็กซ์ในสังคม สร้างแรงขับเคลื่อนจนเกิดการจัดตั้ง The Intersex Society of North America (ISNA) หรือสมาคมอินเทอร์เซ็กซ์แห่งทวีปอเมริกาเหนือ ขึ้นในปี 1993 การก่อตั้งสมาคมฯ อย่างเป็นทางการกระตุ้นให้อินเทอร์เซ็กซ์หลายคนกล้าออกมาแบ่งปันประสบการณ์ ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงไปบ้าง แต่วงสนทนาก็ยังคับแคบอยู่เพียงแค่ในทวีปอเมริกาเหนือตามชื่อสมาคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/intersex/">ไม่หญิง ไม่ชาย ไม่จำเป็นต้องใช่ทั้งสอง I–intersex อักษรที่ลับแลที่สุดใน LGBTQIA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p5"><span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์</span><span class="s5"> (intersex) </span><span class="s1">เป็นเงาของกลุ่มตัวอักษรย่อ</span><span class="s5"> LGBTQIA </span><span class="s1">มาโดยตลอด</span> <span class="s1">ก่อนปี</span> <span class="s5">1990 </span><span class="s1">เรื่องราวของอินเทอร์เซ็กซ์ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบผ่านวาทกรรมทางการแพทย์</span> <span class="s1">มีงานวิจัยที่คำนวณสัดส่วนคร่าว</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">ว่ามีจำนวนคนที่เป็นอินเทอร์เซ็กซ์เพียง</span><span class="s5"> 1 </span><span class="s1">คน จากจำนวนเด็กเกิดใหม่</span><span class="s5"> 2,000 </span><span class="s1">คน</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ตั้งแต่ปี</span> <span class="s5">1950 </span><span class="s1">หมอจะแจ้งว่าอินเทอร์เซ็กซ์เป็นความผิดปกติทางเพศที่ควรได้รับการ</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">แก้ไข&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">พ่อแม่ควรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ</span> <span class="s1">ไม่ควรบอกให้ใครรู้</span><span class="s1">แม้กระทั่งตัวเด็กเอง</span><span class="s1">เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา</span> <span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์มักผ่านการผ่าตัดนับครั้งไม่ถ้วนในวัยเยาว์เพื่อปรับปรุง</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">ความบกพร่อง&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">นี้</span></p>
<h3>อินเทอร์เซ็กซ์ในภาพจริง vs อินเทอร์เซ็กซ์ในภาพจำ</h3>
<p class="p5"><span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์คือบุคคลที่มีอวัยวะเพศและ</span><span class="s5">/</span><span class="s1">หรือโครงสร้างทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์แตกต่างไปจากเพศชายและเพศหญิง</span> <span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์ไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัวเหมือนกันทุกคน</span> <span class="s1">ดีกรีความแตกต่างกระจัดกระจายหลายเฉดสี</span> <span class="s1">เช่น</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์อาจเกิดมามีอวัยวะภายนอกเป็นเพศหญิง</span> <span class="s1">แต่ด้วยโครโมโซม</span><span class="s5"> XY </span><span class="s1">ทำให้มีอัณฑะอยู่ภายในแทนที่จะเป็นรังไข่และไม่มีมดลูก</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์อาจเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศหญิงและมีอวัยวะภายในแบบเพศหญิง</span> <span class="s1">แต่คลิตอริสขนาดใหญ่ยื่นออกมาจนดูเหมือนอวัยวะเพศชาย</span> <span class="s1">หรือในบางกรณีช่องคลอดก็ปิด </span><span class="s1">ทำให้กายภาพภายนอกดูไม่เหมือนเพศหญิง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์อาจจะเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศชาย</span> <span class="s1">แต่อวัยวะเพศเล็กและถุงอัณฑะถูกแบ่งออกมาในลักษณะที่ดูเหมือนแคมของเพศหญิง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ความเชื่อผิด</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">ที่อินเทอร์เซ็กซ์ไม่ปลื้มคือ อินเทอร์เซ็กซ์มีทั้งอวัยวะเพศชาย</span><span class="s1">และอวัยวะเพศหญิง</span></p>
<h3>จากความจริงทางการแพทย์สู่ความจริงของเนื้อตัวและร่างกาย</h3>
<p class="p5"><span class="s1">เหตุการณ์หลังปี</span> <span class="s5">1990 </span><span class="s1">เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญสำหรับอินเทอร์เซ็กซ์</span> <span class="s1">นักวิทยาศาสตร์สายสตรีนิยมชื่อ</span> <span class="s5">Anne Fausto-Sterling </span><span class="s1">ตีพิมพ์บทความทางวิชาการที่ยอมรับการมีอยู่ของอินเทอร์เซ็กซ์ในสังคม</span> <span class="s1">สร้างแรงขับเคลื่อนจนเกิดการจัดตั้ง</span><span class="s5"> The Intersex Society of North America</span><span class="s5"> (ISNA) หรือ<span class="s1">สมาคมอินเทอร์เซ็กซ์แห่งทวีปอเมริกาเหนือ</span> </span><span class="s1">ขึ้นในปี</span> <span class="s5">1993 </span><span class="s1">การก่อตั้งสมาคมฯ อย่างเป็นทางการกระตุ้นให้อินเทอร์เซ็กซ์หลายคนกล้าออกมาแบ่งปันประสบการณ์</span> <span class="s1">ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงไปบ้าง</span> <span class="s1">แต่วงสนทนาก็ยังคับแคบอยู่เพียงแค่ในทวีปอเมริกาเหนือตามชื่อสมาคม</span></p>
<p><div id="attachment_90717" style="width: 520px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-90717" class="wp-image-90717 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/AF-S1.jpg" alt="" width="510" height="410" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/AF-S1.jpg 510w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/AF-S1-300x241.jpg 300w" sizes="(max-width: 510px) 100vw, 510px" /><p id="caption-attachment-90717" class="wp-caption-text"><span class="s5">Anne Fausto Sterling brown.edu</span></p></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">ข้ามมาอีกซีกโลก</span> <span class="s1">ประเทศออสเตรเลียเริ่มตื่นตัวเรื่องอินเทอร์เซ็กซ์ช่วงหลังปี</span><span class="s5"> 2000 </span><span class="s1">เหตุการณ์หนึ่งที่จุดประกายความสนใจของสังคมคือ คดีสะเทือนขวัญที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ในปี </span><span class="s5">2010 </span><span class="s5">Kathleen Worrall </span><span class="s1">ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมน้องสาวตัวเองที่เปลี่ยนรหัส</span><span class="s5"> Wi-Fi </span><span class="s1">ที่บ้านแล้วไม่ได้บอกให้ทราบ</span> <span class="s1">ข่าวหลายสำนักรายงานว่าแคทลีนมีความผิดปกติทางอารมณ์</span> <span class="s1">ของขึ้นง่าย</span> <span class="s1">เพราะหยุดกินยาที่หมอสั่งเพื่อรักษาอาการ</span><span class="s5"> congenital adrenal hyperplasia (CAH) </span><span class="s1">ซึ่งอาการ</span><span class="s5"> CAH </span><span class="s1">นี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ</span><span class="s5"> 1 </span><span class="s1">ใน</span><span class="s5"> 5 </span><span class="s1">ที่ส่งสัญญาณว่าแคทลีนอาจจะเป็นอินเทอร์เซ็กซ์</span> <span class="s1">คดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม</span> <span class="s1">นักข่าวกรูกันไปสัมภาษณ์ขอความเห็นทางการแพทย์</span> <span class="s1">แต่กลับละเลยความเป็นไปได้เรื่องฮอร์โมนที่มีผลต่อพฤติกรรมความรุนแรงในอินเทอร์เซ็กซ์</span> <span class="s1">นักกิจกรรมด้านอินเทอร์เซ็กซ์ที่พยายามตั้งข้อสังเกตก็รอเก้อหน้าแห้งกันไป</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">กรณีของแคทลีน</span><span class="s1">เปิดประเด็นถกเถียงเรื่องภาพแทนของอินเทอร์เซ็กซ์ในสื่อสังคม โซเชียล</span> <span class="s1">ตลอดจนวรรณกรรม</span> <span class="s1">ว่ามีน้อยเหลือเกิน</span> <span class="s1">และที่มีอยู่ก็แสดงภาพอินเทอร์เซ็กซ์ผิดเพี้ยนไปหมด</span> <span class="s1">แถมยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันอีก</span> <span class="s1">วาทกรรมทางการแพทย์กำหนดจินตนาการความนึกคิดของสังคมที่มีต่ออินเทอร์เซ็กซ์</span> <span class="s1">นักกิจกรรมและสมาคมเกี่ยวกับอินเทอร์เซ็กซ์ร่วมกันรณรงค์ว่าการตื่นรู้</span><span class="s5"> (intellectuality) </span><span class="s1">เรื่องนี้ไม่ควรเกิดจากช่องทางเดียว</span> <span class="s1">และเชื้อเชิญให้อินเทอร์เซ็กซ์ออกมาเล่าประสบการณ์ตรง</span> <span class="s1">เป็นการเล่าเรื่องคู่ขนานไปกับองค์ความรู้ทางการแพทย์</span> <span class="s1">แล้วคอยดูว่าสองอย่างมีจุดตัดกันตรงไหนและยังไง</span> <span class="s1">ซึ่งจุดตัดที่ว่าถือเป็นการสร้างการตื่นรู้เรื่องอินเทอร์เซ็กซ์ที่แท้จริง</span> <span class="s1">ผสานความจริงจากเนื้อตัวและร่างกายเข้ากับความจริงทางวิทยาศาสตร์</span></p>
<h3>อินเทอร์เซ็กซ์ในวรรณกรรม ซีรีส์​ และภาพยนตร์</h3>
<p class="p5"><span class="s1">การตื่นรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของอินเทอร์เซ็กซ์ผลักดันการศึกษาภาพแทนอินเทอร์เซ็กซ์ในงานวรรณกรรมและสื่อต่าง</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">ที่ผลิตขึ้นหลังปี</span> <span class="s5">2000 </span><span class="s1">เมื่ออินเทอร์เซ็กซ์กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">นิยาย</span><span class="s5"> <i>Annabel</i> </span><span class="s1">ของ </span><span class="s5">Kathleen Winter </span><span class="s1">นักเขียนสัญชาติแคนาดา</span> <span class="s1">ตีพิมพ์ในปี</span> <span class="s5">2010 </span><span class="s1">และนิยาย</span><span class="s5"> <i>Middlesex</i> </span><span class="s1">ของ </span><span class="s5">Jeffrey Eugenides<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ผู้แต่งใช้เวลาหาข้อมูลถึง</span><span class="s5"> 9 </span><span class="s1">ปี</span><span class="s1">กว่าจะแต่งนิยายเรื่องนี้จนจบและเผยแพร่ในปี</span> <span class="s5">2002 </span><span class="s1">จนได้รับรางวัลพูลิตเซอร์</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์ตอบรับนิยาย 2 เล่มนี้ค่อนข้างดี</span> เพราะที่ผ่านมา<span class="s1">อินเทอร์เซ็กซ์เป็นเหมือนเมืองลับแล</span> <span class="s1">แล้วอยู่ดี</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">นักเขียน 2 คนนี้ก็นำแว่นขยายมาส่องให้คนอื่นๆ เห็นอินเทอร์เซ็กซ์ปรากฏอยู่บนแผนที่</span> <span class="s1">แต่ก็มีท้วงบ้างเล็กน้อยว่าผู้แต่งสร้างตัวละครเอกอินเทอร์เซ็กซ์ให้เกิดและเติบโตช่วงปี</span><span class="s5"> 1960 </span><span class="s1">เหมือนละครพีเรียดที่ย้อนเวลากลับไป</span><span class="s5"> 50-60 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">ถึงแม้ข้อมูลเกี่ยวกับบริบททางสังคมในสมัยนั้นจะเป๊ะจริง</span> <span class="s1">แต่ภาพจำที่เกิดขึ้นไม่ช่วยให้อินเทอร์เซ็กซ์ก้าวข้ามมาถึงบริบทสังคมในปัจจุบันเท่าไหร่</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ซีรีส์อเมริกัน 2 เรื่องที่แตะประเด็นนี้คือ</span><span class="s5"> <i>House</i> </span><span class="s1">และ</span><span class="s5"> <i>Grey’s Anatomy</i> </span><span class="s1">ตอนที่ออกฉายในปี</span> <span class="s5">2006 </span><span class="s1">ซีรีส์ทั้งสองเรื่อง</span><span class="s1">ถูกจัดเป็น</span><span class="s5"> medical drama </span><span class="s1">ทั้งคู่</span> <span class="s1">สุดท้ายแล้วอินเทอร์เซ็กซ์ก็ยึดโยงอยู่กับแวดวงวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่าง</span><span class="s1">หลีกหนีไม่พ้น</span> <span class="s1">ซีรีส์ทั้งสองพยายามเสนอว่าอินเทอร์เซ็กซ์ควรมีสิทธิเหนือเรือนกายของตนเอง</span> <span class="s1">การผ่าตัดรักษาไม่ควรทำตั้งแต่แรกเกิด และการตัดสินใจไม่ควรตกเป็นของหมอหรือพ่อแม่</span> <span class="s1">สิ่งที่พ่อแม่ของอินเทอร์เซ็กซ์สามารถทำได้คือเลี้ยงดูจนลูกมีวุฒิภาวะ สามารถตัดสินใจเองได้ว่าต้องการทำยังไงกับร่างกายของตน</span></p>
<p><div id="attachment_90708" style="width: 634px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-90708" class="wp-image-90708 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Greys-Anatomy-Season-2-Episode-13-48-244c.jpg" alt="" width="624" height="352" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Greys-Anatomy-Season-2-Episode-13-48-244c.jpg 624w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Greys-Anatomy-Season-2-Episode-13-48-244c-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Greys-Anatomy-Season-2-Episode-13-48-244c-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 624px) 100vw, 624px" /><p id="caption-attachment-90708" class="wp-caption-text">recapguide.com</p></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">ในซีรีส์</span><span class="s5"> <i>Grey’s Anatomy</i> </span><span class="s1">ตอน</span><span class="s5"> Begin the Begin (S2E13) </span><span class="s1">แพทย์ฝึกหัดชื่อจอร์จต้องคอยดูแลคนไข้ที่เขาค้นพบภายหลังว่าเป็นอินเทอร์เซ็กซ์</span> <span class="s1">พ่อแม่ต่างยืนยันว่าลูกเป็นผู้หญิง จะให้ผ่าตัดให้ได้</span> <span class="s1">แต่จอร์จรู้สึกว่าการทำแบบนั้นไม่ยุติธรรม</span> <span class="s1">คนไข้ของเขาควรรับทราบข้อมูลครบถ้วนก่อนการรักษา</span> <span class="s1">จะบอกพ่อแม่อย่างนี้ก็กลัวล้ำเส้นแพทย์เจ้าของเคสและก้าวก่ายการตัดสินใจของครอบครัวคนไข้</span> <span class="s1">แต่เขาก็ตัดสินใจบอกไป</span> <span class="s1">ในตอนแรก</span><span class="s1">คนไข้ของจอร์จงงเพราะไม่เคยรู้มาก่อน</span> <span class="s1">คิดว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงที่แปลกประหลาด โดนเพื่อนล้อเพราะไม่มีหน้าอก</span> <span class="s1">จนต้องแอบไปกินฮอร์โมน</span> <span class="s1">เมื่อความจริงเปิดเผย</span> <span class="s1">ตัวละครอินเทอร์เซ็กซ์ถามทุกคนว่า</span><em><span class="s5"> “</span><span class="s1">นี่หมายความว่าฉันจะเป็นเด็กผู้ชายก็ได้งั้นเหรอ</span><span class="s5">?” </span></em><span class="s1">แล้วก็ยิ้มพร้อมพูดว่า</span><em><span class="s5"> “Yes!” </span></em><span class="s1">แสดงว่าสิ่งที่พ่อแม่คิดกับสิ่งที่ลูกอยากเป็นอาจจะไม่ตรงกันก็ได้</span> <span class="s1">พ่อแม่ของอินเทอร์เซ็กซ์ไม่ควรไปลิดรอนโอกาสในชีวิต</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ทว่าปัญหาของซีรีส์คือยังไงอินเทอร์เซ็กซ์ก็ต้องเลือกระหว่างชายหรือหญิง</span> <span class="s1">ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง</span> <span class="s1">จะอยู่ในภาวะก้ำกึ่งโดยไม่รับการผ่าตัดไม่ได้</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ทางฝั่งลาตินอเมริกาก็ปล่อยเรื่องราวเกี่ยวกับอินเทอร์เซ็กซ์ที่น่าสนใจออกมาเช่นกัน</span> <span class="s1">เป็นหนังเรื่อง</span><span class="s5"> <i>XXY</i> </span><span class="s1">ของผู้กำกับ</span> Lucía Puenzo<span class="s5"> </span><span class="s1">เรื่องนี้เคยมาฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a28e76148256" data-id="cWcyZDMm1rE" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-cWcyZDMm1rE-6a28e76148256" data-vid="cWcyZDMm1rE" data-src="https://www.youtube.com/embed/cWcyZDMm1rE?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/cWcyZDMm1rE/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p5"><span class="s1"><em>XXY</em> ถ่ายทอดเรื่องราวของอินเทอร์เซ็กซ์วัยรุ่นอายุราว</span><span class="s5"> 15 </span><span class="s1">ปี ชื่อ </span><span class="s1">อเล็กซ์</span> <span class="s1">ตอนเกิดพ่อแม่ตัดสินใจว่ายังไม่ให้อเล็กซ์รับการผ่าตัด</span> <span class="s1">แล้วพากันอพยพย้ายถิ่นฐานจากอาร์เจนตินาไปอยู่ที่บ้านชายทะเลห่างจากผู้คนในประเทศอุรุกวัย</span> <span class="s1">เพื่อปกป้องอเล็กซ์จากการถูกกลั่นแกล้ง ล้อเลียน</span> <span class="s1">ชีวิตเงียบสงบไปสักพักจนอเล็กซ์เข้าสู่วัยรุ่น</span> <span class="s1">แม่ก็เริ่มกังวลว่าจะยังไงต่อ</span> <span class="s1">จึงชวนเพื่อนเก่าที่เป็นศัลยแพทย์ฝีมือดีมาเที่ยวบ้าน</span><span class="s1">เพื่อขอคำปรึกษาและคงคิดเลยไปถึงเรื่องผ่าตัดด้วย</span> <span class="s1">คุณหมอมาพร้อมกับภรรยาและลูกชายชื่อ</span> <span class="s1">อัลบาโร</span> <span class="s1">ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอเล็กซ์</span></p>
<p><div id="attachment_90713" style="width: 842px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-90713" class="wp-image-90713" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo8_1280.png" alt="" width="832" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo8_1280.png 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo8_1280-300x162.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo8_1280-768x415.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo8_1280-1024x554.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo8_1280-600x324.png 600w" sizes="(max-width: 832px) 100vw, 832px" /><p id="caption-attachment-90713" class="wp-caption-text">au-miel.tumblr.com</p></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการใช้วิทยาศาสตร์แย้งกับวิทยาศาสตร์</span> <span class="s1">พ่อของอเล็กซ์ชื่อคราเคน</span><span class="s5"> </span><span class="s1">เป็นคู่ปรับกับหมอศัลยกรรม</span> <span class="s1">พอรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยี่ยมก็รู้สึกไม่ชอบหน้าสักเท่าไหร่</span> <span class="s1">อเล็กซ์ชวนอัลบาโรคุยว่างานของพ่อพวกเขาคล้าย</span><span class="s1">ๆ</span> <span class="s1">กัน</span> <span class="s1">พ่อของอัลบาโรผ่าตัดคน</span> <span class="s1">แต่พ่อของตัวเองผ่าตัดสัตว์ทะเล</span> <span class="s1">คราเคนหมกมุ่นอ่านหนังสือและศึกษาเรื่องเต่าทะเลเป็นพิเศษ</span> <span class="s1">นอกจากนี้ก็มีปลาการ์ตูนมาเข้าฉากบ้าง</span> <span class="s1">สัตว์ทะเลสองประเภทนี้มีความสำคัญกับหนังเพราะสามารถเปลี่ยนเพศได้โดยสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำหนด</span> <span class="s1">อย่างปลาการ์ตูนระยะแรกจะไม่รู้ว่าเป็นเพศใด</span> <span class="s1">จนโตเต็มวัยจึงสามารถแยกได้</span> <span class="s1">และเมื่อตัวเมียตายไป</span> <span class="s1">ตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุดจะเริ่มเปลี่ยนเป็นเพศเมียแทนที่</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ส่วนเพศของเต่าทะเลนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิความร้อน</span><span class="s5"> (temperature-dependent sex determination </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s5"> TSD)<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ถ้าไข่ถูกฟักอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า</span><span class="s5"> 27.7 องศาเซลเซียส</span> <span class="s1">เต่าก็จะออกมาเป็นเพศผู้</span> แต่<span class="s1">ถ้าถูกฟักอยู่ในอุณภูมิสูงกว่า</span><span class="s5"> 31 </span><span class="s1">องศาเซลเซียส</span> <span class="s1">เต่าจะออกมาเป็นเพศเมีย</span> <span class="s1">ถ้าไข่ถูกฟักอยู่ในอุณหภูมิขึ้น-ลงระหว่าง</span><span class="s5"> 27.7 </span><span class="s1">กับ</span><span class="s5"> 31 </span><span class="s1">องศา<span class="s5">เซลเซียส</span></span> <span class="s1">เต่าที่เกิดมาจะเป็นส่วนผสมระหว่างเพศผู้และเพศเมีย</span> <span class="s1">เขาถึงได้บอกว่าต่อไปภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อระบบนิเวศ ทำให้เต่าทะเลที่เกิดมาเป็นเพศเมียทั้งหมด</span> <span class="s1">ความลื่นไหลทางเพศของสัตว์ทะเลเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพ่อของอเล็กซ์</span> โดยมัน<span class="s1">ช่วยเปิดโลก เปลี่ยนมุมมอง</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a28e761482aa" data-id="ehTyBdGDjUU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ehTyBdGDjUU-6a28e761482aa" data-vid="ehTyBdGDjUU" data-src="https://www.youtube.com/embed/ehTyBdGDjUU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ehTyBdGDjUU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">ย้อนกลับมาที่หนัง</span><span class="s5"> <i>XXY</i> </span><span class="s1">หมอศัลยกรรมพ่อของอัลบาโรเชื่อว่า ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวด้วยวิธีทางการแพทย์</span> <span class="s1">เขาอยากผ่าตัดแปลงเพศอเล็กซ์เพราะคิดว่าเป็นเคสที่ท้าทายความสามารถ</span> <span class="s1">ในขณะที่คราเคนพยายามใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าใจความเป็นไปได้ของสรรพสิ่งในโลก </span><span class="s1">ว่าไม่ได้มีข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งเดียว</span> <span class="s1">และอเล็กซ์ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ในตอนจบของเรื่อง อเล็กซ์รู้สึกมีอำนาจเหนือเรือนกายของตนเหมือนคนไข้ในซีรีส์</span><span class="s5"> <i>Grey’s Anatomy</i> </span><span class="s1">แต่ความต่างคืออเล็กซ์ไม่ได้เลือกระหว่างของเพียง 2 สิ่ง</span> <span class="s1">แต่ตัดสินใจให้เพศสภาพค้างคาอยู่ตรงกลางแบบนั้น</span> <span class="s1">พ่อและแม่ก็เคารพเชื่อมั่นในทางเลือกของอเล็กซ์เช่นกัน</span><span class="s5"> </span></p>
<p class="p5"><span class="s1">นอกจากการใช้สัญลักษณ์แล้ว</span> <span class="s1">ผู้กำกับยังสร้างสถานการณ์ผกผัน</span><span class="s5"> (situational irony) </span><span class="s1">เพื่อล้อเล่นกับความคาดหวังเรื่องบทบาททางเพศด้วย</span> <span class="s1">หลังจากครอบครัวของศัลยแพทย์เดินทางมาถึงอุรุกวัย</span> <span class="s1">อเล็กซ์แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าสนใจอัลบาโร</span> <span class="s1">เดินหน้าจีบ</span> <span class="s1">อยากได้ทั้งความรักและความใคร่</span> <span class="s1">อเล็กซ์ซื้อสร้อยที่ทำมาจากกระดองเต่าให้อัลบาโรเป็นที่ระลึก</span> <span class="s1">ออกแนวรักโรแมนติก</span> <span class="s1">พออีกฉากหนึ่งอเล็กซ์เดินมาชวนเขาไปมีเพศสัมพันธ์กันเพราะเห็นอัลบาโรแอบช่วยตัวเอง</span> <span class="s1">ตอนแรกอัลบาโรมองว่าอเล็กซ์แปลก</span> <span class="s1">ตีตัวออกห่าง ไม่ยุ่งด้วย</span> <span class="s1">แต่ตอนหลังเริ่มชอบ</span> <span class="s1">สองคนแอบไปมีเพศสัมพันธ์กัน</span> <span class="s1">อเล็กซ์ที่กายภาพภายนอกเป็นผู้หญิงกลับอยาก</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s1">รุก&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s1">อัลบาโร</span> <span class="s1">เขาไม่ได้ขัดขืน</span> <span class="s1">แถมแสดงออกว่าชื่นชอบเสียด้วย</span> <span class="s1">อัลบาโรพิจารณาว่าตนเองอาจเป็นเกย์</span> <span class="s1">เป็นความย้อนแย้งระหว่างสิ่งที่เห็นภายนอกและความต้องการภายใน</span> <span class="s1">จะว่าไปผู้กำกับก็ใส่เบาะแสพอให้ผู้ชมเดาได้</span><span class="s1">จากพฤติกรรมเดินหน้าจีบไม่กลัวเกรงของอเล็กซ์และความเขินอายของอัลบาโรว่าเรื่องจะคลายปมออกมาประมาณนี้</span></p>
<p><div id="attachment_90715" style="width: 842px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-90715" class="wp-image-90715" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo7_1280.png" alt="" width="832" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo7_1280.png 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo7_1280-300x162.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo7_1280-768x415.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo7_1280-1024x554.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/tumblr_nerkg84Nev1s9q35fo7_1280-600x324.png 600w" sizes="(max-width: 832px) 100vw, 832px" /><p id="caption-attachment-90715" class="wp-caption-text">au-miel.tumblr.com</p></div></p>
<p class="p5"><span class="s1">ผู้กำกับ</span> <span class="s1">ลูเซีย</span> พู<span class="s1">เอนโซ</span> <span class="s1">สอดแทรกสาระเกี่ยวกับอินเทอร์เซ็กซ์ไว้ในหนังเรื่องนี้เยอะเหมือนกัน</span> <span class="s1">อย่างตอนต้นเรื่องอเล็กซ์ไปชกต่อยกับเพื่อนผู้ชายที่ตัวเองไว้ใจจนยอมบอกความลับว่าเป็นอินเทอร์เซ็กซ์</span> <span class="s1">คนดูเห็นว่าสาเหตุที่อเล็กซ์โกรธไม่ใช่แค่รู้สึกว่าเพื่อนทรยศ</span> <span class="s1">แต่เป็นเพราะอเล็กซ์หยุดกินยาตามหมอสั่งด้วย</span> <span class="s1">ทำให้ฮอร์โมนเพศชายพลุ่งพล่านพร้อมบวกทุกสถานการณ์</span> <span class="s1">ชวนให้ย้อนกลับไปทบทวนแรงจูงใจกรณีของ</span><span class="s1">แคทลีน</span> <span class="s1">วอร์รัลล์</span> <span class="s1">ก่อนหน้า </span><span class="s1">ที่หยิบยกมาไม่ใช่จะแก้ต่างว่าแคทลีน</span><span class="s1">ไม่ผิด</span> <span class="s1">แค่ต้องการจะเสนอว่ายังมีความจริงเกี่ยวกับอินเทอร์เซ็กซ์อีกหลายมิติที่ถูกละเลย</span> <span class="s1">เหล่านี้เป็นสิ่งประกอบสร้างความเข้าใจของสังคมต่อตัวตนอินเทอร์เซ็กซ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">เรื่องราวของอินเทอร์เซ็กซ์ที่กล่าวมาทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของอเมริกาเหนือ</span> <span class="s1">ลาตินอเมริกา</span> <span class="s1">และออสเตรเลีย</span> <span class="s1">ตอนนี้ที่อยากเห็นคืออินเทอร์เซ็กซ์ในบริบทสังคมเอเชีย</span> <span class="s1">แม้กระทั่งในประเทศไทย</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">อาจจะมาช้า</span> <span class="s1">แต่มาแน่</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/intersex/">ไม่หญิง ไม่ชาย ไม่จำเป็นต้องใช่ทั้งสอง I–intersex อักษรที่ลับแลที่สุดใน LGBTQIA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
