Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อคนเข้าใจผิดคิดว่า HIV หรือ AIDS เป็นมะเร็งเกย์

Highlights

  • เกย์ถูกเหมารวมว่าเป็นสาเหตุการระบาดของ HIV/AIDS เพราะผู้ป่วยคนแรกที่ตรวจพบว่าติดเชื้อในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นชายรักร่วมเพศ
  • งานวิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์เรื่อง Tearoom Trade ประกอบสร้างความชิงชังต่อ LGBT ว่าใช้ชีวิต 'ผิดปกติ' เสี่ยงต่อการติดโรค
  • ช่วงปี 1980 คนคิดว่า AIDS คือ 'มะเร็งเกย์' ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่หนังสือพิมพ์เกย์เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดดังกล่าว
  • หลังปี 2000 ทิศทางการเล่าเรื่องเกย์ที่ติดเชื้อ HIV/AIDS เปลี่ยนไป หันมาส่งเสริมความเข้าใจและเห็นใจว่าพวกเขาเป็นเหยื่อการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล Reagan
  • บทความนี้ยังชวนวิเคราะห์ภาพยนตร์อเมริกัน 2 เรื่อง The Laramie Project และ Dallas Buyers Club, บทกวี Undetectable ของชาวอเมริกันเชื้อสายมาเลย์ และตลกจบในตอน (skit) เรื่อง Little Britain จากสหราชอาณาจักร

วันที่ 24 เมษายน 1980 ชาวเมืองซานฟรานซิสโกชื่อ Ken Horne ถูกส่งตัวไปยังศูนย์ป้องกันโรคติดต่อ เขามีอาการหน้ามืด วิงเวียน ร่างกายอ่อนแรง ผิวหนังมีจุดสีม่วงคล้ำหลายแห่ง ฮอร์นเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV/AIDS ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านั้นเขามีเพศสัมพันธ์กับโสเภณีชายที่อาบอบนวดแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก

เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่าฮอร์นเป็นมะเร็ง 6 เดือนต่อมาก็พบผู้ป่วยอาการแบบเดียวกันเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 41 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชายรักชายที่อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก สร้างความตื่นกลัวแก่สาธารณชน เพราะไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและวิธีการป้องกัน ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV/AIDS จึงถูกละเลยแม้กระทั่งจากคนใกล้ชิด ซ้ำร้ายสถานพยาบาลก็ยังปฏิเสธการรักษา

สิ่งที่อันตรายพอกันกับโรคระบาดคือความกลัวซึ่งเกิดจากความไม่รู้และข้อมูลที่บิดเบือน ตอนแรกโรคระบาดนี้ถูกเรียกว่า GRID ย่อมาจาก gay-related immune deficiency หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดกับเกย์ บางคนก็เรียกว่ามะเร็งเกย์ สังคมประณามเกย์ว่ามั่วเซ็กซ์จนเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด สร้างเหตุผลรองรับความชิงชัง

 

ก่อนหน้านั้นในปี 1970 นักวิชาการชื่อ Laud Humphreys ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Tearoom Trade: Impersonal Sex in Public Places ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของชายที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบภายนอกและสอดใส่กับชายด้วยกันในห้องน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ตอนเก็บข้อมูล ฮัมฟรีย์สปกปิดตัวตนและเหตุผลของการศึกษา ไม่ได้แจ้งข้อมูลที่จำเป็นให้ ‘ผู้ถูกวิจัย’ รับทราบ

หนังสือถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เพื่อนร่วมงานกว่าครึ่งค่อนภาควิชาลาออกเพราะทนมองหน้ากันต่อไปไม่ได้ หนังสือพิมพ์ The Washington Post สาปนักสังคมศาสตร์อย่างฮัมฟรีย์สว่าทำวิจัยยังไงให้ดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แม้ว่าผู้ถูกวิจัยส่วนใหญ่เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์จำแนกตัวเองว่าไม่ใช่ชายรักชาย พวกเขาตัดสินใจมีความสัมพันธ์ลักษณะดังกล่าวเพียงแค่นึกสนุกและได้ปลดปล่อย แต่หนังสือเล่มนี้ตอกย้ำภาพเหมารวมว่าเกย์มีเซ็กซ์สุดแปลกประหลาดและไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตนเอง

งานวิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคที่ขยายวงกว้างขึ้นสร้างมลทินติดตัว (stigma) ถ้าเป็นเกย์จะถูกตีตราทันทีว่ามั่วเซ็กซ์และมีเชื้อ HIV/AIDS ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการแก้ข่าวให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างเช่นนายแพทย์ Lawrence Mass ที่เขียนอธิบายในบทความชื่อ Disease Rumors Largely Unfounded ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เกย์ New York Native ฉบับประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 1981 แมส ยืนยันว่ามะเร็งเกย์เป็นข่าวโคมลอย ไม่มีมูล ศูนย์ป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกายังไม่ฟันธงว่าโรคระบาดนี้เกิดขึ้นกับเกย์เท่านั้น หนังสือพิมพ์ New York Native ก่อตั้งขึ้นเพื่อประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ HIV/AIDS ระหว่างปี 1980-1997 แต่เมื่อภาพจำเกิดขึ้นแล้วก็แก้ไขลำบาก

Little Britain

Little Britain เป็น sketch comedy เรื่องตลกจบในตอนสั้น ออกอากาศทางช่อง BBC ใช้ตลกร้ายเสียดสีภาพเหมารวมของเกย์ผ่านตัวละคร Daffyd Thomas ได้เจ็บแสบดี เขาชอบมโนว่าตัวเองเป็นเกย์เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ‘I’m the only gay in the village.’ โทมัสไปขอรับการตรวจ HIV บุคลากรทางการแพทย์ซักประวัติแล้วพบว่าเขาไม่มีความเสี่ยง ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แต่โทมัสก็ยืนยันหนักแน่นว่าเขาอาจมีเชื้อ HIV เพราะเป็นเกย์

ข้ามมาฝั่งสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์เรื่อง Dallas Buyers Club ที่สร้างโดยใช้เค้าโครงจากชีวิตจริงของ Ron Woodroof เขาพบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV/AIDS ช่วงปลายปี 1980 ตอนหมอแจ้งผลการตรวจและอธิบายความเป็นไปได้ของการติดเชื้อ วูดรูฟทั้งโกรธทั้งกลัวหมอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเกย์ ภาพตัด หูดับ ไม่ฟังคำอธิบายใดๆ

เพื่อนในวงเหล้าก็เชื่อแบบเดียวกัน พอเมาแล้วก็แซววูดรูฟว่าไปมีเซ็กซ์กับผู้ชายมา ที่บ้านเจอมือดีพ่นสีล้อเลียนบนฝาผนัง ตอนหมอแนะนำว่ามีการรวมกลุ่มของผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เพื่อช่วยเหลือกันและกัน วูดรูฟปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเพราะคิดว่าในกลุ่มต้องมีแต่ชายรักชายแน่ๆ แสดงให้เห็นว่าในเวลานั้นสังคมยังขาดความตระหนักรู้เรื่อง HIV/AIDS

ผู้กำกับเลือกดึงความเป็นผู้ชายจัดในตัวคาวบอยจากรัฐทางตอนใต้ของอเมริกา ชอบปราบพยศวัวกระทิง ทำงานเป็นช่างไฟแมน แล้วภาพสลับมาที่วันหนึ่งชายคนนี้ถูกเพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ด ทำเอาวูดรูฟคลั่งและสั่นคลอนไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน เพราะตัวเองรังเกียจกลุ่มชายรักชายมาก รับไม่ได้จนต้องลากตัวเองไปห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลมาล้มล้างคำสบประมาท พิสูจน์ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV ด้วยสาเหตุอื่น กู้อีโก้กลับคืน

Dallas Buyers Club ที่มา : mangomoment.wordpress.com

หากมองอีกมุมหนึ่งเกย์ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS คือเหยื่อของการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาล Ronald Reagan เรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1981-1989 รัฐบาลของเขาพยายามซุกปัญหาโรคระบาดไว้ใต้พรม ไม่ศึกษาเพิ่มเติมและเปิดเผยข้อมูลให้กระจ่างแจ้ง ทำให้ผู้ติดเชื้อมากมายใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองยาที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ลองผิดลองถูกจนเสียชีวิตไปก็มาก

ในหนังเรื่อง Dallas Buyers Club นั้น วูดรูฟกล่าวโทษสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริกา (FDA) ว่ารับใต้โต๊ะจากบริษัทยา ผูกขาดนำยาต้าน AZT เพียงชนิดเดียวมาทดลองใช้กับผู้ป่วยโดยไม่สนว่าอาจมียาตัวอื่นที่ใช้รักษาโรคนี้ได้ มุ่งแสวงหาผลกำไร ละเลยชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง

เมื่อรัฐเอาแต่ได้ วูดรูฟจึงดิ้นรนหาทางรอดด้วยการพึ่งตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ขับรถข้ามชายแดนไปเม็กซิโกเพื่อลองยาชนิดอื่น พอเห็นว่ายาส่งผลดี สุขภาพของเขาฟื้นตัวต่อเนื่อง วูดรูฟก็กลับมาตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS คนอื่น เริ่มแรกก็เป็นการค้าขาย แต่ตอนท้ายของหนังวูดรูฟช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

จุดเปลี่ยนผ่านของหนังเกิดขึ้นเมื่อวูดรูฟพบกับหญิงข้ามเพศชื่อ Rayon ตอนแรกวูดรูฟก็ตั้งป้อมเกลียดเรยอน แต่เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไป เรยอนกลายเป็นผู้ช่วยทางการค้า กระจายยาของวูดรูฟสู่ตลาดเกย์และเพศทางเลือกอย่างกว้างขวาง เมื่อได้รู้ได้เห็นมากขึ้นวูดรูฟจึงคิดได้ว่าตนเองและกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต่างก็เป็นเหยื่อของรัฐบาลพอ กัน ความรังเกียจก็ลดน้อยลงจนหมดไปในที่สุด และมองพวกเขาเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ผู้เผชิญชะตากรรมเดียวกัน

ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่อง Dallas Buyers Club จะแก้ไขความเข้าใจผิดว่าเกย์คือต้นเหตุของการแพร่กระจายเชื้อ HIV/AIDS แต่ฮอลลีวูดก็ยังไม่ละทิ้งการผูกเรื่องแบบเดิม เชิดชูผู้ชายเป็นตัวแทนการต่อสู้กับการกดขี่ของรัฐ ลดทอนหญิงข้ามเพศและตัวละคร LGBT อื่นๆ ให้เป็นเพียงส่วนประกอบให้วูดรูฟโดดเด่นขึ้นเท่านั้น

The Laramie Project ที่มา : imdb.com

ภาพยนตร์เรื่อง The Laramie Project สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของ Matthew Shepard เป็นหนังที่ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับเกย์และ HIV/AIDS ได้ลึกซึ้งน่าสนใจ คืนวันที่ 12 ตุลาคม 1998 เชพเพิร์ดซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 21 ปี เป็นเกย์และเรียนอยู่ที่ University of Wyoming ถูกนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัย 2 คนล่อลวงไปทำร้ายร่างกายจนอาการสาหัส พวกนั้นผูกร่างเขาไว้กับรั้วหนามของฟาร์มเปลี่ยวแห่งหนึ่งนานกว่า 24 ชั่วโมง

วันรุ่งขึ้นตำรวจหญิงมาพบร่างไร้สติจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ แกะเชพเพิร์ดออกจากรั้วหนามและนำเขาส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่าเชพเพิร์ดเสียชีวิต ผลแล็บแสดงว่าเขามีเลือดบวก ตำรวจหญิงไม่ทันใส่ถุงมือ โดนลวดหนามบาดเป็นแผล แล้วไปสัมผัสร่างกายเชพเพิร์ดที่เต็มไปด้วยเลือดโดยไม่ป้องกัน มีโอกาสติดเชื้อ HIV

ตำรวจหญิงคนนั้นมีลูก ระหว่างที่เธอรอผลตรวจเลือดว่าติดเชื้อ HIV หรือเปล่า เธอไม่กล้าแม้จะกอดลูกและสมาชิกคนอื่นในครอบครัว เพราะประสาทเสียว่าจะส่งต่อเชื้อให้คนที่เธอรัก ผู้กำกับจงใจปั่นความรู้สึกคนดู ตั้งคำถามว่าระหว่างความสงสารเชพเพิร์ดที่เป็นเหยื่อของความเกลียดชังกับความไม่พอใจที่เขาเป็นเหตุให้แม่ต้องห่างลูก ความรู้สึกไหนรุนแรงมากกว่ากัน หนังตบท้ายว่าตำรวจคนนั้นไม่ติดเชื้อ HIV เธอไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปและไม่ถือโทษเชพเพิร์ด

สิ่งที่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องข้างต้นมีเหมือนกันคือความพยายามเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเกย์กับการระบาดของ HIV/AIDS ด้วยใจที่เป็นธรรม และถอดรหัสการยึดโยงว่าเกย์มีโอกาสติดเชื้อ HIV/AIDS สูงกว่าบุคคลอื่นผ่านบริบทสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ผลพวงการระบาดของ HIV/AIDS ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเกิดความกระตือรือร้นสนใจการเมืองมากขึ้น เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตเขา นับเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของโรคระบาดที่ช่วยสร้างการตื่นรู้บางอย่างแก่สังคม

Justin Chin กวีและนักแสดงเกย์ชาวอเมริกันเชื้อสายมาเลย์ติดเชื้อ HIV และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2015 ด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคเอดส์ ในปี 2001 จัสตินรวบรวมบทกลอนไว้ในหนังสือเรื่อง Harmless Medicine เล่าประสบการณ์การต่อสู้กับ HIV/AIDS ความหมายของชีวิตเปลี่ยนไปยังไงเมื่อรู้ว่าติดเชื้อ

บทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ Undetectable กล่าวถึงร่างกายที่เสื่อมถอย แต่ความรู้สึกรับรู้ภาวะกลับชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

I get tired easily. I take more naps. (ฉันเหนื่อยง่าย งีบหลับบ่อย)
I dream less. (ฉันฝันน้อยลง)
I smell like the medicine chest. (กลิ่นตัวเหมือนตู้ยา)
Some days I think I can smell. (บางวันคิดไปเองว่าได้กลิ่น)
Every single cell in me. (เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย)
I can feel every single one (รู้สึกได้ว่าเซลล์ไหน)
that dies. (ตายแล้ว)

Author

ภาวิน มาลัยวงศ์

คนช่างคิดที่ชอบดูหนัง เดินทาง นอน และสอนหนังสือ

Illustrator

นักรบ มูลมานัส

ผู้เรียกตนเองว่านักวาดภาพประกอบ แต่ไม่ได้วาดภาพขึ้นมาเอง พยายามจะเป็นศิลปินบ้าง นักเขียนบ้าง

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)