<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Watchman, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/watchman/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/watchman/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Mar 2022 15:29:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Memoria ความลวงตาของภาพความจริง และเสียงเงียบสงัดอันอึกทึก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/memoria/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Mar 2022 14:23:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Memoria]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=155094</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;สิ่งที่ผมต้องการให้ทุกคนทำ คือปล่อยใจให้โล่งๆ แล้วปล่อยอารมณ์ให้คล้อยตามไปกับหนัง ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย เอ็นจอยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพอ&#8221; นี่คือประโยคที่ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เดินเข้ามาบอกโดยมี Tilda Swinton อยู่ข้างๆ ก่อนที่หนัง Memoria รอบพิเศษจะฉายที่หอภาพยนตร์ ประโยคและคำพูดเหล่านี้เป็น key word สำคัญมากๆ ในการดูหนัง Memoria รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ของเขา&#160; &#8216;Memoria เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Jessica (Tilda Swinton) หญิงคนหนึ่งตื่นขึ้นมาในเมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย เพราะได้ยินเสียงปัง! ในหัว หลังจากนั้นเธอได้ยินเสียงนั้นเป็นช่วงๆ วรรคๆ เสียงนี้ทั้งทำให้เธอตกใจและคาใจในเวลาเดียวกัน ทำให้เธอออกเดินทางหาที่มาของเสียง&#8217;&#160; นั่นคือเรื่องย่อของหนังที่ได้ทุนและถ่ายทำในประเทศโคลัมเบีย เคียงคู่กับดาราฮอลลีวู้ดที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างทิลดา การมาร่วมงานกันครั้งนี้ เกิดจากการที่ทั้งสองคนมีอุดมการณ์ มุมมอง ความชอบ และการให้คุณค่าบางอย่างที่เหมือนๆ กัน รวมไปถึงนิยามคำว่า &#8220;ภาพยนตร์&#8221; ที่ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับการมีเรื่องราว (story) มีพัฒนาการตัวละคร (character development) หรือมีการเล่าเรื่องตามลำดับเวลา (chronological) องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนอยู่ใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/memoria/">Memoria ความลวงตาของภาพความจริง และเสียงเงียบสงัดอันอึกทึก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8220;สิ่งที่ผมต้องการให้ทุกคนทำ คือปล่อยใจให้โล่งๆ แล้วปล่อยอารมณ์ให้คล้อยตามไปกับหนัง ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย เอ็นจอยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพอ&#8221;</p>



<p>นี่คือประโยคที่ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เดินเข้ามาบอกโดยมี Tilda Swinton อยู่ข้างๆ ก่อนที่หนัง<em> Memoria </em>รอบพิเศษจะฉายที่หอภาพยนตร์ ประโยคและคำพูดเหล่านี้เป็น key word สำคัญมากๆ ในการดูหนัง <em>Memoria </em>รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ของเขา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-1024x687.jpg" alt="" class="wp-image-155099" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-768x516.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-1536x1031.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-2048x1375.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-9-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&#8216;<em>Memoria</em> เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Jessica (Tilda Swinton) หญิงคนหนึ่งตื่นขึ้นมาในเมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย เพราะได้ยินเสียงปัง! ในหัว หลังจากนั้นเธอได้ยินเสียงนั้นเป็นช่วงๆ วรรคๆ เสียงนี้ทั้งทำให้เธอตกใจและคาใจในเวลาเดียวกัน ทำให้เธอออกเดินทางหาที่มาของเสียง&#8217;&nbsp;</p>



<p>นั่นคือเรื่องย่อของหนังที่ได้ทุนและถ่ายทำในประเทศโคลัมเบีย เคียงคู่กับดาราฮอลลีวู้ดที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างทิลดา การมาร่วมงานกันครั้งนี้ เกิดจากการที่ทั้งสองคนมีอุดมการณ์ มุมมอง ความชอบ และการให้คุณค่าบางอย่างที่เหมือนๆ กัน รวมไปถึงนิยามคำว่า &#8220;ภาพยนตร์&#8221; ที่ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับการมีเรื่องราว (story) มีพัฒนาการตัวละคร (character development) หรือมีการเล่าเรื่องตามลำดับเวลา (chronological) องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนอยู่ใน <em>Memoria </em>อย่างชัดเจน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-155100" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-6-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ถ้าพูดถึงเอกลักษณ์ของผู้กำกับ คำว่า &#8216;ลายเซ็น&#8217; สามารถแปลความได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ดีเทลเล็กๆ อย่างการใส่ฉากเท้าในหนังของ Quentin Tarantino และการเขียนบทให้ตัวละครพูดเยอะๆ หรือ Christopher Nolan ที่มักเน้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับเวลาในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ, Wes Anderson ที่เป็นนักสมมาตรตัวยง ส่วนหว่องกาไว ก็มีคำนิยามของความหว่องที่ชัดเจน&nbsp;</p>



<p><em>Memoria </em>เป็นหนังที่มีลายเซ็นของเจ้ย อีกแง่หนึ่ง มันทำให้เราได้รู้จักตัวเขาลึกขึ้น เขาเป็นคนพูดจานิ่มๆ สุภาพ มีอารมณ์ขันเล็กน้อย ชอบความจริงแท้ ไม่ค่อยอินกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนเร็วเกินไปและอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดมหาศาล ไปจนถึงสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ชีวิตของเขาเกี่ยวพันหรือผูกโยงกับ เตียง ผู้ป่วยติดเตียง ความตาย บ้านไม้ ป่า ต้นไม้ ต้นกล้วย กล้วยไม้ ธารน้ำ และเรื่องเหนือจริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-155101" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-4-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>Memoria</em> เป็นหนังที่เล่นประเด็นของเสียงได้อย่างน่าสนใจ ทุกอย่างเริ่มมาจากเสียง &#8216;ปัง!&#8217; ในหัวที่ Jessica ได้ยิน และการออกตามหาเสียงนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการไปหา sound engineer เพื่อให้ประดิษฐ์เสียงขึ้นมาเลียนแบบหรือการสังเกตมองไปรอบๆ ถึงต้นกำเนิดเสียง นำไปสู่การตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของเสียงอื่นๆ เช่นกันว่า อะไรคือความจริงแท้ของเสียงนั้น และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเข้าใจ—ในที่นี้หมายถึงเสียงที่ได้ยิน—นั้นถูกต้องตามการรับรู้ของเรา</p>



<p>ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง คือการพูดถึง &#8216;ช่องทาง&#8217; หรือ &#8216;ตัวกลาง&#8217; ที่ใช้สื่อสารหรือการให้กำเนิดส่งต่อเสียงหนึ่งๆ ที่มักจะบิดเบือน ผิดเพี้ยน และแตกต่างกันเสมอ ตรงนี้คือการพูดถึง &#8216;แก่น&#8217; ที่ส่งผ่าน &#8216;เปลือก&#8217; ชนิดใดชนิดหนึ่ง ในขณะที่อีกฉากคือฉากซื้อตู้เก็บกล้วยไม้ที่พูดถึง &#8216;แก่น&#8217; ที่แตกต่างของมันกับที่มาแตกต่างกัน แม้รูปร่างหน้าหรือ &#8216;เปลือก&#8217; เหมือนกันเป๊ะ ทั้งสองฉากทำให้เราตระหนักว่า ไม่สามารถที่จะเชื่ออะไรได้เลยจนกว่าจะได้รู้เกี่ยวกับมัน หรือต่อให้เชื่อก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งนั้นเที่ยงตรงกับความเป็นจริงแค่ไหน&nbsp;</p>



<p>หนังมีการใช้เสียงได้ยอดเยี่ยม เข้าขั้นละเอียดลออ สามารถหลับตาและจินตนาการตามได้เลยว่าขณะนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง เสียงปัง! บทสนทนา เสียงน้ำในลำธาร เสียงใบไม้ปลิวไสวเพราะลมพัดพา เสียงคนเดิน เสียงเพลง ฉะนั้นการดูหนัง <em>Memoria</em> ในโรงจึงเป็นทั้งประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมทางด้านเสียง และได้รับข้อความที่เจ้ยต้องการจะสื่อสารในเรื่องของตัวกลางและช่องทางที่ได้พูดถึงไปเมื่อตอนต้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-155102" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-3-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งที่หนังกระตุ้นให้เราคิดคือ ประเด็นที่แทรกมาในหนัง ทั้งเรื่องของการเมือง ความจริงแท้ ข้อมูลข่าวสาร ประวัติศาสตร์ และอำนาจที่กุมทุกอย่างดังกล่าวไป อำนาจนี้เลือกได้ว่าจะใช้ &#8216;ตัวกลาง&#8217; เก็บสิ่งเหล่านี้เฉยๆ ปล่อยให้สงสัยใคร่รู้ ปล่อยเพื่อทดสอบอำนาจตัวเอง ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจเชื่อมโยงกับเรื่องเสียงและภาพในหนัง บางเหตุการณ์ในชีวิตเราจะได้พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน เช่น เมื่อเรามองเห็นฟ้าแลบก่อนที่จะได้ยินเสียงฟ้าร้อง บางครั้งเสียงเหล่านั้นก็หลอกเราให้เชื่อไปในทางใดทางหนึ่ง เหมือนเสียงแมวร้องตอนกลางคืนที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับเสียงเด็กทารก</p>



<p>อภิชาติพงศ์สนใจการเมือง ชอบถามถึงข้อเท็จจริง ความเป็นจริง และอิสรภาพ เขาเหมือนส่งข้อความในหนังว่า การรับรู้ ความเข้าใจ และการโหยหาอิสรภาพ ขึ้นอยู่กับทั้งขนาดของสภาพแวดล้อมนั้นๆ และตัวของผู้อยู่อาศัยเช่นกัน ว่าต้องการที่จะหาคำตอบ หรืออยู่ในที่แห่งนั้นโดยที่พึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-155103" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-5-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เจ้ยวันนี้มีความคล้าย Kim Ki-Duk ผู้กำกับหนังชาวเกาหลีอยู่ไม่น้อย คิมเป็นสายสัจนิยมเหมือนกัน ชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับป่าและแม่น้ำ กับชีวิต สัจธรรม และความตายเหมือนกัน ที่ยกตัวอย่างเทียบกันก็เพื่อจะบอกว่า นอกจากเนื้อความแล้ว ทั้งคู่ใช้สไตล์การทำหนังที่เรียกว่า &#8216;สัจนิยม (Realism)&#8217; คือการนำเสนอโดยเน้นความเป็นธรรมชาติ ที่ต้องการเวลากับการแช่กล้องเพื่อให้คนดูเกิดการสังเกตทุกรายละเอียดในเฟรม ดื่มด่ำกับเสียง ภาพ และบรรยากาศจนถูกชี้นำความรู้สึกให้ลอยละล่องไปตามที่ผู้กำกับต้องการ</p>



<p><em>Memoria </em>เป็นหนังอีกเรื่องของเจ้ย ที่แสดงให้เห็นว่าหนังของเขาไม่ได้ทำง่ายๆ เขาคัดและเค้นความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่อยากจะพูด และความเป็นตัวเองออกมาอยู่ในเฟรมภาพภาพเดียวได้อย่างชาญฉลาด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-155104" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-7-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สาเหตุที่เราพูดถึงตัวหนังไปพร้อมๆ กับความเป็นอภิชาติพงศ์ ก็เพราะสองอย่างนี้ยึดโยงกันอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ การทำความรู้จักตัวตนของผู้กำกับเพื่อให้ดูหนังได้เข้าใจและสนุกขึ้น ทั้งยังเห็นได้ถึงความเฉียบคมของผู้กำกับที่สื่อสารข้อความได้อย่างครบครันโดยที่ไม่จำเป็นต้องมี narrative กับการเล่าเรื่องแบบ traditional หรือจำเป็นต้องเน้นเหตุผลที่มาที่ไปเสมอไป</p>



<p>สิ่งสำคัญที่สุดในการดูหนังของเจ้ยคือ ปล่อยให้คล้อยตามไปกับอารมณ์ที่หนังนำเสนอไปทุกขณะอย่างที่เขาบอก appreciate กับธรรมชาติ สิ่งรอบตัว ทุกโมเมนต์ และความรู้สึก ไม่ต้องมองว่านี่คือภาพ ไม่ต้องเข้าใจว่านี่คือการได้ยินเสียง ไม่จำเป็นต้องตีความก็ได้ โดยเฉพาะกับ <em>Memoria </em>ที่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับโลก ความเป็นจริง ตัวเรา กาลเวลา สถานที่ในเชิง objective ไม่มีสิ่งใดเป็นจริงแท้มากน้อยไปกว่ากัน แม้จะดูหยุดนิ่งแต่ก็ไหลผ่านกันในด้านความหมายและการรับรู้อยู่ตลอดเวลา หนังยังจงใจเปิดกว้างให้สามารถตีความได้หลายแบบอย่างไม่มีผิดมีถูกอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>ถ้าเจ้ยได้ยินใครก็ตามตีความหนังเขาเรื่องนี้ หรือตีความว่า &#8216;รู&#8217; และ &#8216;เสียง&#8217; คืออะไร เขาจะไม่บอกว่าผิดหรือถูก ใช่-ไม่ใช่ ตรงกับที่เขาต้องการจะสื่อหรือไม่ แต่จะเก็บมาคิดและมองว่าการตีความนั้นขยี้ประเด็นของเขาอย่างไร น่าสนใจอย่างไร&nbsp; และที่เขาคงจะชอบมากที่สุดก็คงจะเป็นความคิดนั้นต่อยอดจากความคิดของเขาอย่างไร&nbsp;</p>



<p>ความสำเร็จของเด็กหนุ่มจากขอนแก่นที่เติบโตเป็นผู้กำกับของโลก เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่าคิดคือ เราควรที่จะยินดีกับความเป็นตัวแทนหมู่บ้านของเจ้ย หรือตั้งคำถาม ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงต้องทำเรื่องขอทุนเพื่อทำหนังไกลถึงต่างประเทศ ประเทศไทยขาดอะไร?&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="685" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-1024x685.jpg" alt="" class="wp-image-155105" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-1024x685.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-768x514.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-1536x1027.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-2048x1369.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/Memoria_logo-8-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างน้อยที่สุด ชายที่ชื่อ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ มักจะพูดเสมอว่า &#8220;หากเราไม่สามารถต่อรองหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หรือไม่มีพลังมากพอ เราทำได้แค่ทำในสิ่งที่เราทำได้ ในวงของเรา และเป็นเรื่องดีไม่น้อยเลยครับ ถ้าการทำหนังของผมจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคนสนใจจะทำหนังต่อจากนี้&#8221;</p>



<p>คำพูดนี้คือสิ่งที่น่าปรบมือที่สุด และเป็นการขยายวลี ‘Long Live Cinema’ ที่เจ้ยได้พูดไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อปีที่แล้วได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดเช่นเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/memoria/">Memoria ความลวงตาของภาพความจริง และเสียงเงียบสงัดอันอึกทึก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Lost Daughter ปัจจุบันที่ทิ่มแทงและอดีตของหญิงผู้กระทำความบาป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-lost-daughter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2022 15:38:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[the lost daughter]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154866</guid>

					<description><![CDATA[<p>The Lost Daughter เป็นหนัง Netflix อีกเรื่องที่อาจดูไม่มีคนสนใจมากนัก แต่ก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2022 อย่างสมเหตุสมผลทั้งสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยม และสาขานำหญิงกับสมทบหญิงในบทบาทเดียวกัน ดู The Lost Daughter แล้วชวนให้นึกถึงหนังชิงออสการ์ปีที่แล้วอย่าง Minari ที่ว่าด้วยความพร้อมและความฝันของผู้เป็นพ่อแม่ที่ขัดแย้งกันเอง หนังเรื่องนี้พูดทั้งสองประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ละเมียดละไม ค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังชูคำถามว่าความเป็นพ่อแม่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง และสะท้อนให้เห็น &#8216;บทบาท&#8217; ที่คนหนึ่งคนมีมากกว่าหนึ่งในความสัมพันธ์ เช่น เป็นได้ทั้งลูกคน พ่อแม่คน และวันนึงจะกลายเป็นปู่ย่าหรือตายาย ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นว่าเราได้แต่ทำให้ดีที่สุด แต่ไม่มีทางที่จะบาลานซ์คุณภาพในการสวมทุกบทบาทนี้อย่างเท่าๆ กันได้เลย The Lost Daughter เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ Maggie Gyllenhaal ดัดแปลงจากนิยายสัญชาติอิตาลีชื่อเดียวกันของ Elena Ferrante ที่พูดประเด็นเดียวกันกับ Minari แต่เป็นฉบับที่กระโตกกระตากกว่า ให้อารมณ์ทริลเลอร์และจิตวิทยากว่า และเน้นอารมณ์กว่าด้วยมุมกล้องใกล้ๆ ติดตามตัวละครให้ชวนรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน ผ่านผู้เป็นทั้งแม่และภรรยา ที่ในไทม์ไลน์ปัจจุบันรับบทโดย Olivia Colman และแฟลชแบ็กย้อนอดีตรับบทโดย Jessie Buckley (บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญภาพยนตร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-lost-daughter/">The Lost Daughter ปัจจุบันที่ทิ่มแทงและอดีตของหญิงผู้กระทำความบาป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>The Lost Daughter</em> เป็นหนัง Netflix อีกเรื่องที่อาจดูไม่มีคนสนใจมากนัก แต่ก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2022 อย่างสมเหตุสมผลทั้งสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยม และสาขานำหญิงกับสมทบหญิงในบทบาทเดียวกัน</p>



<p>ดู <em>The Lost Daughter </em>แล้วชวนให้นึกถึงหนังชิงออสการ์ปีที่แล้วอย่าง <a href="https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/">Minari</a> ที่ว่าด้วยความพร้อมและความฝันของผู้เป็นพ่อแม่ที่ขัดแย้งกันเอง หนังเรื่องนี้พูดทั้งสองประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ละเมียดละไม ค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังชูคำถามว่าความเป็นพ่อแม่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง และสะท้อนให้เห็น &#8216;บทบาท&#8217; ที่คนหนึ่งคนมีมากกว่าหนึ่งในความสัมพันธ์ เช่น เป็นได้ทั้งลูกคน พ่อแม่คน และวันนึงจะกลายเป็นปู่ย่าหรือตายาย ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นว่าเราได้แต่ทำให้ดีที่สุด แต่ไม่มีทางที่จะบาลานซ์คุณภาพในการสวมทุกบทบาทนี้อย่างเท่าๆ กันได้เลย</p>



<p><em>The Lost Daughter</em> เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ Maggie Gyllenhaal ดัดแปลงจากนิยายสัญชาติอิตาลีชื่อเดียวกันของ Elena Ferrante ที่พูดประเด็นเดียวกันกับ <em>Minari </em>แต่เป็นฉบับที่กระโตกกระตากกว่า ให้อารมณ์ทริลเลอร์และจิตวิทยากว่า และเน้นอารมณ์กว่าด้วยมุมกล้องใกล้ๆ ติดตามตัวละครให้ชวนรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน ผ่านผู้เป็นทั้งแม่และภรรยา ที่ในไทม์ไลน์ปัจจุบันรับบทโดย Olivia Colman และแฟลชแบ็กย้อนอดีตรับบทโดย Jessie Buckley</p>



<p>(บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญภาพยนตร์ The Lost Daughter)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154868" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฝีไม้การกำกับของ Maggie Gyllenhaal ในหนังเรื่องแรกนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเล่าหนังดราม่าที่ดูเหมือนจะธรรมดาได้สนุกได้อย่างตลอดรอดฝั่งเช่นนี้ </p>



<p>หนังว่าด้วยเรื่องของ Leda หญิงวัยกลางคนอายุ 48 ผู้เป็นศาสตราจารย์สอนวรรณกรรมเปรียบเทียบที่ไปพักผ่อนหย่อนใจที่ประเทศกรีก ได้เจอกับแม่ลูก Nina กับ Elena ที่ทำให้ตัวเองหวนนึกถึงอดีตทีละนิดทีละน้อย โดยทั้งหมดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ &#8216;ลูกหาย&#8217; ของ Nina ตามชื่อเรื่อง แต่ลูกสาวของ Nina ไม่ได้หายทั้งเรื่อง หรือหนังทั้งเรื่องไม่ได้เป็นหนังที่เกี่ยวกับตัวละครตามหาลูกตลอดเวลา</p>



<p>เช่นเดียวกัน Elena หายไปแค่ชั่วครู่เท่านั้น ประเด็นจึงตกไปอยู่ที่เหตุการณ์ลูกหายนี้จะนำไปสู่อะไรมากกว่า และสิ่งที่หนังนำพาเราไปชี้ให้ดู คือดู &#8216;การกะเทาะเปลือกออก&#8217; ของ Leda ทีละเล็กละน้อย เผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน ที่ไม่มีใครแงะมันออกจากปากเธอได้จนกว่าเธอจะเผยมันเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154869" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลายเป็นว่าพอๆ กับที่ครอบครัวมาเฟียฝั่งสามีของ Nina และ Nina ไม่รู้จัก Leda เราเองก็ไม่ได้รู้จัก Leda ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ เรารู้เท่าที่ตัวละครนี้บอกให้ตัวละครอื่นรู้ หรือจะได้รู้ก็ต่อเมื่อบทสนทนาบางอย่างหรือฉากบางฉากทำให้ Leda ต้องนึกย้อนไปในช่วงที่เธอยังเป็นแม่ที่ยังสาวกับลูกสองคน และสามีหนึ่งคน ในบ้านหนึ่งหลัง</p>



<p>หนังเรื่องนี้ให้ตัวละครเอกมีทุกอย่าง (ซึ่งตรงกันข้ามกับหนังส่วนใหญ่ที่จะใส่ตัวละครเอกเข้าไปในสถานการณ์อะไรสักอย่างและนำพาเราค้นพบอะไรไปพร้อมๆ กัน) แต่กลับเป็นตัวละครที่หวงแหนด้านอื่นๆ ของร่างกายและแสดงออกด้วยการโชว์ให้เห็นแค่ด้านที่เธอจะสบายใจให้เห็น หนังให้เราเห็นว่า Leda ทำตัวเป็นมนุษย์ป้า มีนิสัยยอมหักไม่ยอมงอ และไม่สุงสิง ซึ่งคนบุคลิกแบบนี้แทบไม่มีใครอยากเป็น แต่คนคนนั้นจะต้องหวงอะไรสักอย่าง อาจเป็นพื้นที่ส่วนตัว ระยะห่าง หรือความลับบางอย่าง</p>



<p>สำหรับ Leda เป็นอย่างหลัง การเป็นมนุษย์ป้าตามวัยกับการพูดออกมาว่า &#8220;เด็กสมัยนี้&#8221; เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ที่จะออกมาจากปากผู้ใหญ่ แต่การทำตัวแข็งกร้าวส่วนหนึ่งเพราะเธอปิดประตูใส่หน้าทุกคนเพื่อที่จะไม่ต้องสนิทชิดเชื้อกับใคร และเพื่อไม่ต้องถูกซักถามเรื่องของตัวเองมากนัก โดยเฉพาะเรื่องของเธอกับลูกที่ในช่วงต้นเธอตอบส่งๆ ไปว่าเธอเป็นแม่คนและมีลูกสองคน </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154870" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Leda เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยอดีต เธอปากแข็งไม่ยอมเปิดเผย จนกว่าเสี้ยนที่ตาเห็นและผิวสัมผัสจะทิ่มแทงลึกไปจนเธอต้องร้องโอดโอย ถึงจะยอมปริปาก เสี้ยนที่ว่าคือ Nina กับลูกที่เธอต้องมาเจอที่ชายหาดทุกวันตราบเท่าที่ต้องการใช้วันหยุดให้คุ้ม ความเยาว์วัยและความโหยหาอิสระของ Nina ถูกแสดงออกมาผ่านการแต่งตัวและการพูดที่ดูวัยรุ่น </p>



<p>Nina และ Elena ทำให้เธอนึกถึงเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่กับ Bianca และ Martha หนังแสดงให้เราเห็นแง่มุมของความวุ่นวายและโกลาหลในการเป็นแม่ซึ่งต้องศึกษาวรรณกรรมอยู่บ้านโดยต้องดูแลลูกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกทั้งสองที่ป่วน ก้าวร้าว ดื้อ ฉากนึงที่แสดงถึงการไม่มีความเป็นส่วนตัวชัดเจนที่สุด คือฉากที่เธอช่วยตัวเองอย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม แต่กลับถูกลูกขัดจังหวะ หนำซ้ำเมื่อหนังดำเนินไปเราจะได้รู้อีกว่าชีวิตเธอในฐานะภรรยาก็น่าผิดหวัง สามีของเธอก็ไม่สามารถทำให้เธอเกิดความพึงพอใจบนเตียงได้เช่นกัน</p>



<p>ทั้งหมดสั่งสมแบบ collective จนหมดความอดกลั้น Leda รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นอยู่และสถานที่แห่งนั้นไม่ใช่ที่ทางของเธอ เธอต้องการไปในที่ที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้เป็นตัวเอง เป็นอิสระจากห่วงโซ่พันธนาการที่เรียกว่า &#8216;ชีวิตสมรส&#8217; และบ้านที่เริ่มจะกลายเป็นคุกเข้าไปทุกที จึงได้ออกจากบ้านโดยตั้งใจว่าจะเป็นการออกจากบ้านไปชั่วคราว แต่ความชั่วคราวก็เหมือนการพูดเลข 1 ที่ดำเนินไปทีละ 1 แต่เมื่อนำมารวมกันมันมากกว่านั้นจนถึงตลอดกาลได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154871" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อ Leda พบเข้ากับศาสตราจารย์ Hardy ที่รับบทโดย Peter Sarsgaard และทั้งคู่คบชู้กัน ช่วงเวลานั้นราวกับโลกหยุดหมุน โซ่ตรวนทั้งหมดถูกปลด มีความสุขกับช่วงเวลาตรงหน้าโดยไม่ต้องคิดต้องกังวลถึงสถานะหรือผลลัพธ์ที่จะตามมา นั่นทำให้ Leda เกิดอาการเห็นแก่ตัวและเลือกที่จะทิ้งลูกไว้กับสามี หรือแย่กว่านั้นคือทิ้งไว้กับแม่ที่เลี้ยงเธอมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เช่นกัน</p>



<p>การที่แม่ของ Leda เลี้ยงดูเธอมายังไง ดูเหมือนจะส่งผลกับเธอโดยตรง สร้างเธอให้รู้สึกว่าทุกอย่างคือภาระและเธอไม่เคยพร้อม หนังบอกเราแบบอ้อมๆ ว่าเราควรมีลูกเมื่อพร้อม เหมือนเวลาที่เราอยากทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ เราจะทำมันได้ดีโดยที่หากมันไม่ได้ดั่งใจหวังก็ยังไม่แตกร้าวถึงขั้นล้มเลิก แต่กับ Leda เธอล้มเลิกบทบาทในความเป็นแม่และภรรยาตั้งแต่ออกจากบ้านโดยไม่รู้ตัว นั่นทำให้เธอกลายมาเป็นมนุษย์ป้าอย่างที่เราเห็น </p>



<p>อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งให้ Leda ทำเช่นนั้น (ทิ้งลูกสามี หนีออกจากบ้าน) ก็คือคู่รักนักปีนเขาที่บังเอิญผ่านมาเจอบ้านของเธอและมาร่วมดื่มกินพูดคุยกัน คู่รักคู่นี้หนีตามกันมาและปฏิเสธกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่จะทำให้ทั้งคู่อยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ เนื่องจากบริบทสมัยนั้นมีแต่ข้อห้ามและข้อบังคับ ประโยคหนึ่งที่ทิ่มใจเธอคือเมื่อผู้หญิงพูดขึ้นว่า &#8220;สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เมกเซนส์สำหรับฉัน&#8221; เมื่อสถานการณ์เดือดระอุเหมือนกาน้ำที่ต้มไฟแรง คู่รักสองคนนี้กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นที่มาเปิดฝากาน้ำนั้น </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154872" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สัญลักษณ์สำคัญที่หนังใส่เข้ามาคือ &#8216;ตุ๊กตา&#8217; ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตุ๊กตาหายและหนังได้เผยว่าคนที่ขโมยมันไปคือ Leda อดีตของเธอก็เริ่มที่จะถูกกะเทาะออกมาเรื่อยๆ ตุ๊กตาจึงเป็นตัวแทนของ &#8216;เธอ&#8217; และ &#8216;อดีต&#8217; แม้หนังจะไม่ได้บอกชัดว่าทำไมเธอถึงทำเช่นนั้นและ Leda เองก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม แต่ตุ๊กตาตัวนี้ทำให้เธอนึกถึงตุ๊กตาของตัวเองที่ชื่อ Mina ที่เธอรักและหวงแหน มันแสดงถึงความปกติของเธอและเป็นตัวแทนให้กับ Leda แต่แล้วเมื่อเธอมอบมันให้กับลูก ก็ถูกลูกเอาไปวาดซะเละเทะ การที่ตุ๊กตาถูกวาดอย่างยุ่งเหยิงจึงไม่ต่างอะไรไปกับการความยุ่งเหยิงที่เธอในฐานะแม่กำลังเผชิญอยู่กับการเลี้ยงลูกอยู่บ้าน</p>



<p>ตราบเท่าที่ตุ๊กตาของเด็กหญิง Elena อยู่กับ Leda เธอจะนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และเริ่มที่จะมีอาการปวดหัววิงเวียนหนักขึ้นเรื่อยๆ ตุ๊กตาไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนเธอและการจมอยู่กับอดีต แต่มันยังสื่อความหมายถึงการที่เธออยากย้อนกลับไปแก้ไขให้อะไรดีกว่านี้ ทั้งทางเลือก ความสัมพันธ์ของเธอ สามี ลูก และชู้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางทำแบบนั้นได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154874" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สำหรับ Leda เธอไม่มีอะไรให้ looking forward to ขนาดนั้นอีกแล้ว คนที่ใช้ชีวิตเกิน 40 เหมือนดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมาแล้ว ผ่านจุดกึ่งกลางมาแล้ว กำลังอยู่ในเส้นทางสู่เป้าหมายที่เรียกว่า &#8216;ความตาย&#8217; สิ่งที่ Leda มีและคิดอยู่ตลอดจึงเป็นแค่คำถามที่ว่า &#8220;จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..? (what..if?)&#8221; หรือ &#8220;ถ้าเป็นแบบนี้ก็ดีสินะ&#8221; เพราะแม้เธอจะไม่อยากพูด ไม่อยากจำ และอยากลืมมันมากๆ สิ่งที่สำคัญจริงๆสำหรับ Leda คืออดีต</p>



<p>ตั้งแต่ที่ Leda ได้คุยกับ Nina ครั้งแรก เธอรู้สึกถึงการมาทาบกันบางอย่างราวกับเดจาวู สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเธอกำลังจะเกิดขึ้นกับ Nina และที่เธอห่วงไม่ใช่เรื่องที่ว่าสามีของ Nina นั้นน่ากลัวหรือเมื่อถูกจับได้เธอผู้สมรู้ร่วมคิดกับ Will จะมีชะตากรรมอย่างไร Leda สนใจแค่ว่าแม่ผู้ยังสาวคนนี้จะรู้สึกกับตัวเองและทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งลูก สามี และครอบครัวอย่างไร หลังจากได้ลิ้มรสความอิสระและความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากจะถูกจับได้ ที่น่ากลัวกว่าคือจิตใจที่อาจรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตหรือทำอะไรที่ตัวเองอาจเสียใจจนกู่ไม่กลับได้ (ทั้งการทำแบบนี้ หรือหลังจากนี้) และ Nina จะมองว่ามันเป็นบาปที่ติดตัวเธอไปตลอดจนวันนึงมันวกกลับมาทำลายเธอมั้ย</p>



<p>สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Leda ได้ถามให้ Nina คิดทบทวนดีๆ อีกครั้งว่าอยากได้กุญแจบ้านพักเธอหรือไม่ และได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือเธอนำตุ๊กตาคืนให้กับ Nina โดยไม่ให้เหตุผลว่าขโมยมาทำไมและเอามาคืนให้เธอทำไม ที่เธอทำเช่นนั้นแม้รู้ว่าจะทำให้ Nina เกลียดเธอมาก แต่ก็ตัดสินใจทำเพราะรู้ว่ามันจะเป็นการปิดโอกาสในการที่ Nina จะนัด Will ทำสิ่งที่อาจทำให้เธอเสียใจไปตลอดชีวิต </p>



<p>การที่ Leda ให้ตุ๊กตา Nina นอกจากเป็นการแก้ไขอดีตแล้ว หนังยังบอกเราแบบนัยๆ อีกด้วยว่าเรื่องราวอดีตของ Leda กับการนึกเสียใจของเธอ ได้จบลงแล้ว จากนี้เหลือแต่ปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154875" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวมาจบลงแบบปลายเปิด หลังจากที่ Nina จากไป เธอได้ทิ้งแผลที่ท้องของ Leda ทำให้เธอเสียเลือดจำนวนมากจนรถเสียการควบคุม หนังไม่ได้เล่าชัดว่าเธอมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว แต่จู่ๆ ผลส้มก็โผล่มา และเธอคุยโทรศัพท์กับลูกอย่างปกติหน้าตาเฉย พร้อมกับนั่งปอกส้มแบบต่อเนื่องเหมือนงูไม่ให้ขาดตอน</p>



<p>ตีความได้สองทางว่า 1. เธอตายไปแล้ว และก่อนตายคิดถึงสิ่งที่อยากทำคือการคุยกับลูกและปอกส้มแบบที่ชอบปอก กับ 2. คือเธอกำลังสติเลือนรางและนึกถึงสิ่งที่อยากทำ</p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวลคือเรื่องราวของความเสียใจและความเสียดาย อันเกิดมาจากความรู้สึกสับสนไม่มั่นคง ไม่พร้อม และไม่สามารถรับสภาวะปัจจุบันได้อีกต่อไปของ Leda วัยสาว เป็นเหตุให้เธอมาสู่จุดนี้ หากตายเธอก็ต้องมาตายอย่างโดดเดี่ยว แต่หากไม่ตาย เธอก็ต้องมาเกิดอุบัติเหตุในโลกที่ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่า เธอคือแม่และภรรยาที่แย่ ที่ตอนนี้ต้องมาลงเอยด้วยการอยู่คนเดียว โดยที่ไม่ว่าจะตายตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่อาจลบล้างความรู้สึกผิดเหล่านั้นได้เลย </p>



<p>Leda คือคนที่หวังจะให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบเรียบ ไม่สะดุด และทำหน้าที่ทุกอย่างให้สมศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นแม่ ภรรยา หรือในฐานะคนคนหนึ่ง แต่ความเป็นมนุษย์กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตไม่ได้ง่ายเช่นนั้น อย่างน้อยหากทำอะไรอย่างเต็มที่ ดีที่สุด และคิดให้รอบคอบ ต่อให้เป็นการปอกส้มที่ขาดตอน ไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-lost-daughter/">The Lost Daughter ปัจจุบันที่ทิ่มแทงและอดีตของหญิงผู้กระทำความบาป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>tick, tick.. Boom! บทเพลงแห่งน้ำตา วันเวลา และความฝัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tick-tick-boom-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Feb 2022 10:02:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[tick tick boom]]></category>
		<category><![CDATA[Andrew garfield]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154616</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;อีก 8 วันผมจะอายุ 30 แล้ว อีก 8 วันช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัยของผมจะสิ้นสุดลง และผมมีอะไรที่จะทำให้ตัวเองภูมิใจได้บ้าง นอกจากเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์&#8221;&#160; นอกจากชื่อนักแสดงนำอย่าง Andrew Garfield ที่ทำให้อยากดูในเบื้องต้นแล้ว นี่เป็นคำถามหรือประโยคพูดในตัวอย่างที่ทำให้ต้องหันขวับไปมองหนังเรื่องนี้ทันที เพราะที่ผ่านมาผู้เขียนเคยหาคำตอบของคำถามประมาณอยู่นี้ตลอดเวลาเหมือนกัน พร้อมกับถามต่อด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่จำแนกระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ และเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีที่สุดกับชีวิตเราจริงๆ &#160; พร้อมกันนั้น ยังได้เห็นอีกว่าหากการกลับมาของ Andrew Garfield ใน Spider-Man: No Way Home เป็นการคัมแบ็กที่ทำให้เขากลับมาป๊อปปูลาร์อีกครั้ง หนังเรื่อง tick, tick&#8230;BOOM! ของ Netflix เรื่องนี้คงเปรียบได้กับเสียงปรบมือต้อนรับการกลับมาของเขา ด้วยการปล่อยให้ Andrew ได้เฉิดฉาดและปล่อยของเต็มที่จนฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมนี้พาเขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำตัวแรกมาครองได้สำเร็จ และล่าสุดก็พาเขาเข้าชิงออสการ์นำชายเป็นครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญหนัง tick, tick&#8230;BOOM!) tick, tick&#8230;BOOM! กำกับโดย Lin-Manuel Miranda เป็นหนังชีวประวัติของ Jonathan Larson (รับบทโดย Andrew [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tick-tick-boom-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7/">tick, tick.. Boom! บทเพลงแห่งน้ำตา วันเวลา และความฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8220;อีก 8 วันผมจะอายุ 30 แล้ว อีก 8 วันช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัยของผมจะสิ้นสุดลง และผมมีอะไรที่จะทำให้ตัวเองภูมิใจได้บ้าง นอกจากเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์&#8221;&nbsp;</p>



<p>นอกจากชื่อนักแสดงนำอย่าง Andrew Garfield ที่ทำให้อยากดูในเบื้องต้นแล้ว นี่เป็นคำถามหรือประโยคพูดในตัวอย่างที่ทำให้ต้องหันขวับไปมองหนังเรื่องนี้ทันที เพราะที่ผ่านมาผู้เขียนเคยหาคำตอบของคำถามประมาณอยู่นี้ตลอดเวลาเหมือนกัน พร้อมกับถามต่อด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่จำแนกระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ และเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีที่สุดกับชีวิตเราจริงๆ &nbsp;</p>



<p>พร้อมกันนั้น ยังได้เห็นอีกว่าหากการกลับมาของ Andrew Garfield ใน <em>Spider-Man: No Way Home </em>เป็นการคัมแบ็กที่ทำให้เขากลับมาป๊อปปูลาร์อีกครั้ง หนังเรื่อง <em><em>tick, tick&#8230;BOOM!</em></em> ของ Netflix เรื่องนี้คงเปรียบได้กับเสียงปรบมือต้อนรับการกลับมาของเขา ด้วยการปล่อยให้ Andrew ได้เฉิดฉาดและปล่อยของเต็มที่จนฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมนี้พาเขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำตัวแรกมาครองได้สำเร็จ และล่าสุดก็พาเขาเข้าชิงออสการ์นำชายเป็นครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน</p>



<p>(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญหนัง <em><em>tick, tick&#8230;BOOM!</em></em>)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="774" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-1024x774.jpg" alt="" class="wp-image-154617" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-1024x774.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-300x227.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-768x580.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-1536x1161.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-2048x1548.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-600x453.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em><em>tick, tick&#8230;BOOM!</em></em> กำกับโดย Lin-Manuel Miranda เป็นหนังชีวประวัติของ Jonathan Larson (รับบทโดย Andrew Garfield) โปรดิวเซอร์และคนเขียนบทละครเวทีชื่อดังคนสำคัญของอเมริกาก่อนที่เขาจะได้รับรางวัล Tony Awards กับ Pulitzer Prize และเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ ที่เสี่ยงโชค มุ่งมั่น และทุ่มเทกับสิ่งที่ชอบแบบไม่เผื่อใจ</p>



<p>เป็นความเป็นจริงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวประเภท &#8216;ที่มา (origins)&#8217; ของอะไรสักอย่างน่าสนใจเสมอ เพราะเรื่องราวประเภทนี้มักไม่ใช่เรื่องราวที่จงใจยกยอปอปั้น แต่เป็นเรื่องราวที่มีคุณค่ากับมีมิติและแง่มุมของชีวิตมากกว่า &#8216;ข่าว&#8217; ที่เอาแต่เชิดชูความสำเร็จ (แล้วใช้เบื้องหลังเป็นเพียงตัวสนับสนุน) ตรงความเป็นมนุษย์และการฝ่าฟันของคนคนหนึ่งก่อนที่โลกจะรู้จักเขาในวงกว้าง รวมถึงความกล้าที่จะทำและปฏิเสธ การเรียนรู้ ความเสี่ยงที่ได้รับ กับสิ่งใดบ้างที่คนในเรื่องราวนั้นเสียสละไปเพื่อมาถึงจุดจุดนี้ แสดงให้เห็นถึง &#8216;กระบวนการ&#8217; มากกว่าผลลัพธ์ เพราะมันคือเรื่องราวของความพยายาม อดทน สม่ำเสมอ จริงใจ และซื่อสัตย์ต่อความเชื่อและสิ่งที่ตัวเองรักว่าเขารักมันแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นบททดสอบที่ไม่เคยง่าย การที่คนเรารักอะไรสักอย่างหนึ่งแค่แพสชั่นและความสนใจไม่เพียงพอ ไม่ใช่ทุกคนที่ดังเปรี้ยงตั้งแต่ครั้งแรก และถ้าหากยอมแพ้ Jonathan Larson คงไม่มีวันที่จะโด่งดังถึงขั้นที่มีคนเอาชีวิตเขามาสร้างเป็นหนังเรื่องนี้ได้</p>



<p>ความจริงหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังดราม่าเกี่ยวกับคนทำละครเวทีโดยมีเพลงเป็นองค์ประกอบในเนื้อเรื่องก็ได้ แต่ด้วยความที่ชีวิตเขามีแต่โน้ต เสียงเพลง เครื่องดนตรี และการขับร้อง ความเป็นมิวสิคัลจึงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการเล่าเรื่องเพื่อสอดประสานระหว่างเนื้อหาและสิ่งที่ Jonathan ให้ค่าที่สุดเหล่านี้ โดยที่เนื้อหาของเพลงแต่ละเพลงที่เขาแต่งก็สะท้อนถึงการตามล่าหาความฝันและความในใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับตัวเอง ความคิดตัวเอง ความไม่แน่ใจในเส้นทางนี้ แฟน เพื่อนสนิท การพบการจากลา การหยิบเพลงมาใช้เป็นหนึ่งเดียวกับเรื่องราวจึงเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154618" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ชื่อหนัง <em>tick, tick&#8230;BOOM! </em>มาจากชื่อละครเวทีเรื่องหนึ่งของ Jonathan ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเองที่ตามล่าหาความฝัน ณ นครแห่งโอกาส การงาน และความฝัน อย่าง New York บนเส้นทางที่ไม่แน่นอนและตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่าเขาตัดสินใจถูกหรือไม่&nbsp;</p>



<p>แม้ Jonathan จะได้เปรียบชีวิตเป็นระเบิดเวลาที่ดัง ติ๊ก ติ๊ก แล้วตามด้วยเสียงระเบิดตู้ม แต่เมื่อมองลึกไปอีกชั้น ระเบิดเวลาเป็นสิ่งที่สื่อความหมายได้ถึงสองอย่างในตัวมันเอง คือนับถอยหลังแล้วระเบิดภายในที่เรียกว่า &#8216;implode&#8217; คือการดับสูญไปโดยที่โลกไม่ได้รับรู้ โลกไม่จำ หรือ ทำไม่สำเร็จ และจบสิ้นล้มเหลว ในขณะที่อีกทางซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ Jonathan สั่งสมทุกความพยายาม อดทน มุ่งมั่น แล้วระเบิดออกมาให้โลกได้ยิน หรือเป็นการระเบิดแบบ &#8216;explode&#8217;</p>



<p>ตัวเขาเองนั้นไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตัวเองจะระเบิดแบบไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สำหรับ Jonathan แล้วการเสี่ยงทำตัวเป็นระเบิดเวลาก็ยังบรรลุเป้าหมายการมีอยู่และการเป็น &#8216;ระเบิดเวลา&#8217; มากกว่าระเบิดเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ไม่มีเสียงนาฬิกาติ๊กๆ จนทำหน้าที่เป็นที่ทับอะไรสักอย่าง หรือถูกเก็บเอาไว้ในลิ้นชักสักที่แล้วถูกลืมไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154619" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าจุดเด่นของหนังชีวประวัติไม่ใช่การอวยคนคนนั้นแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือจะต้องใส่ความเป็นตัวเอกอันเต็มไปด้วย &#8216;main character syndrome&#8217; หรือมุมมองประเภท &#8216;เพราะเป็นตัวเอกจึงต้องโดดเด่นและโลกหมุนรอบตัวเขา/เธอ&#8217; แต่ tick, tick&#8230;BOOM! เป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่า Jonathan เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งในโลกใบใหญ่ๆ นี้ที่จะหมุนต่อไปไม่ว่าจะมีชายคนนี้ติดสอยห้อยตามไปด้วยหรือไม่ และหมุนต่อไปอย่างไม่แคร์อันใดว่าชายคนนี้จะเป็น someone หรือ no one&nbsp;</p>



<p>ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการเป็นมนุษย์นั้นเต็มไปด้วย &#8216;ข้อบกพร่อง (flaw)&#8217; กับ &#8216;ความไม่รู้ (know-nothingism)&#8217; ซึ่งขับเน้นองค์ประกอบของความเป็นจริงตรงนี้ออกมาได้ดีเลยทีเดียว</p>



<p>สำหรับเรื่อง flaw เพราะมนุษย์ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการตัดสินใจ การจัดการอารมณ์ คำพูดคำจา และนิสัยใจคอ การเห็นความไม่สมประกอบในอะไรเหล่านี้ทำให้เรื่องราวนี้สมจริงกับตัวละคร Jonathan มีความ &#8216;เป็นมนุษย์&#8217; ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการที่ Jonathan พยายามเลี่ยงตอบทุกครั้งที่ตัวละครแฟนของเขาอย่าง Susan ทวงถามถึงคำตอบเกี่ยวกับการย้ายไปอยู่ด้วยกันให้ใกล้ที่ทำงานใหม่ Susan การที่ Jonathan ไม่ตอบและบ่ายเบี่ยงด้วยการชม Susan ว่าสวยบ้าง ปัดตอบด้วยการมีเซ็กส์บ้าง และบอกว่าทำงานยุ่งค่อยคุยบ้าง ลึกๆ แล้วเขารู้กับเข้าใจดีว่า 1. การตอบ Susan ไม่ต่างอะไรไปกับการยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมีโอกาสสูญเปล่าสูงกว่าสำเร็จ 2. เขาไม่สามารถให้ความแน่นอนกับแฟนได้เลย และหากบอกเธอเช่นนี้เขาจะเสียเธอไป จึงได้รั้งไว้อย่างเห็นแก่ตัวด้วยการไม่พูด และ 3. สำหรับเขาแล้วความฝันตัวเองสำคัญกว่าความสัมพันธ์ Jonathan ไม่มีทีท่าว่าจะรั้งแฟนไว้ด้วยซ้ำ ซึ่งพอเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ว่าไม่ใช่ความผิดของ Susan เลยถ้าจะไม่อยู่ข้างเขาจนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ Susan เองก็มีชีวิตของตัวเองและคู่รักต่างก็ต้องการความชัดเจนจากอีกฝ่ายกับการ value สิ่งเดียวกัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หนังพูดเรื่องความไม่รู้ของมนุษย์ ด้วยการพาคนดูไปตั้งคำถามมากมายผ่านตัวละคร Jonathan ว่าสุดท้ายแล้ว คนเราไขว่คว้าอะไรกันแน่? อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต? เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นเราต้องทำอะไรหรือแลกมาด้วยอะไร? และทำอย่างไรเราถึงจะรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่คือสิ่งที่ถูกต้อง? ซึ่งคำตอบของคำถามนั้นก็เหมือนที่ Morpheus พูดกับ Neo เอาไว้ในหนัง <em>The Matrix</em> ว่าเขาทำได้เพียงชี้ประตู ที่เหลือคือคนคนนั้นต้องเดินเข้าไปเอง <em>tick, tick&#8230;BOOM! </em>ไม่ใช่หนังที่จะหาคำตอบเหล่านี้หรือตั้งตนว่าตัวเองเป็นผู้รู้ เพราะต่างคนต่างวาระ แต่ละคนถูกหล่อหลอมมาให้มีเป้าหมายในชีวิต มุมมอง การให้ค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือนิยามต่อคำคำหนึ่งต่างกัน เช่น คำว่า &#8216;ประสบความสำเร็จ&#8217; &#8216;ดัง&#8217; &#8216;เจ็บปวด&#8217; &#8216;มีความสุข&#8217; หรือ &#8216;ลำบาก&#8217;&nbsp;</p>



<p>หนังจึงทำหน้าที่แค่กระตุ้นให้คนดูเกิดคำถามและเกิดการตรวจสอบตัวเอง ไม่ว่าคนที่ได้ดูจะยังไม่ถึงวัย กำลังจะถึง หรือผ่านพ้นวัย 30 มาแล้วก็ตาม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-154620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่ทำไมต้อง 30? ทำไมตัวเลขนี้ถึงเป็นสิ่งที่คั่นกลางระหว่างความเป็นวัยรุ่นและความเป็นผู้ใหญ่?&nbsp;</p>



<p>เลข 30 ถูกนำไปใช้เกี่ยวพันกับความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ยังคงเป็นสิ่งที่ตั้งคำถามมาถึงทุกวันนี้ว่าคืออะไรกันแน่? 30 ในฐานะเลขที่คั่นระหว่างความเป็นผู้ใหญ่กับวัยรุ่น ก็เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาเองพอๆ กับการที่เราคิดระบบตัวเลขฐานสองหรือฐานอะไรก็ตามเพื่อใช้ในการนับ การกะเกณฑ์ การคำนวณอะไรต่างๆ หรือการสร้างศาสนา พระเจ้า เงินตราสำหรับแลกเปลี่ยน และระบบสังคมการเมืองขึ้นมา ซึ่งก็ว่ากันตามลักษณะความเป็นไปของร่างกายตามธรรมชาติแล้วการเติบโตทางสรีระหรือความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ เช่น เริ่มปวดหลังแล้ว กระดูกดังกร๊อบแกร๊บแค่ขยับตัวนิดหน่อย หรือรอยเหี่ยวย่นและผิวหนังที่เริ่มหย่อนคล้อย หากนับอะไรพวกนี้ 30 อาจเป็นตัวเลขที่ทำให้ใครๆ ก็ตระหนักว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ รวมไปถึงประสบการณ์การพบเจอและเก็บเกี่ยวบทเรียนต่างๆ นานาจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันกับความเจนโลก ความรอบรู้ ความสามารถจัดการชีวิตตัวเอง รับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน โดยเฉพาะวุฒิภาวะและการใช้ประสบการณ์ในการตัดสินได้เฉียบคมก็อาจจะใช้วัดได้ว่าคนคนนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้วได้เช่นกัน</p>



<p>ไม่ว่าแต่ละคนจะนิยามความเป็นผู้ใหญ่ว่าอย่างไร ทั้งความเป็นผู้ใหญ่และเลข 30 ต่างก็เป็นสิ่งที่สังคมและคนในสังคมกำหนดกันเองขึ้นมา (โดยไม่รู้ต้นตอแน่ชัด) เป็นตัวเลขหลักไมล์ที่หวังไว้เราโตบ้าง เลิกเล่นเกมบ้าง เลิกดูแอนิเมะบ้าง หรือต้องประสบความสำเร็จหรือการที่ควรจะมั่นคงและยึดกับงานงานนึงได้แล้วโดยที่ไม่มีสิทธิ์ในการตามหาความต้องการและสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังเช่นตอนต้นของหนังที่มีโมโนล็อกเกี่ยวกับเลข 30 ว่า &#8220;เมื่อผม 30 ผมจะแก่กว่า Stephen Sondheim ตอนได้ทำละครบรอดเวย์เรื่องแรก แก่กว่า Paul McCartney ตอนแต่งเพลงสุดท้ายกับ John Lenon และตอนพ่อแม่ผมอายุ 30 พวกท่านมีลูกแล้วสองคน มีอาชีพและรายได้ที่มั่งคง กับมีอสังหาริมทรัพย์&#8221; ทั้งที่โลกเราไม่ได้สวยงามและอำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้มีโอกาสขนาดนั้นที่จะประสบความสำเร็จ บางคนสำเร็จช้า บางคนสำเร็จเร็ว บางคนสำเร็จตอนแก่ หรือตอนตายไปแล้วถึงจะสำเร็จก็มี และในทางตรงกันข้าม โลกเราก็มีคนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลยตลอดชีวิตเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154621" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งเหล่านี้ที่เขายกตัวอย่างมาเปรียบเทียบกับตัวเองคือการที่ตัว Jonathan เองกับสังคม (ที่ในชีวิตจริงก็เช่น เพื่อนฝูง พ่อแม่ ญาติๆที่มารวมตัวกันวันเชงเม้ง หรือป้าข้างบ้าน) ต่างก็คาดหวังให้คนคนนึงโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว หรือเมื่อถึงจุดจุดนึงซึ่งก็คืออายุราวๆ 30 คนคนนั้นจะต้องประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง</p>



<p>จึงได้เกิดประโยคที่เขาพูดว่า &#8220;ห้องผมมีแต่เทปคาสเซ็ตต์และแผ่นเสียงเพลงที่คนอื่นแต่ง กับชั้นหนังสือที่ย้อยด้วยน้ำหนักของบทละครและนิยายที่ผมไม่ได้เขียน&#8221; ประโยคนี้เป็นตัวสะท้อนของแรงผลักดันที่เขาได้รับ เสมือนสร้างเดดไลน์ให้เขาเกิดความเครียดและวิตกกังวลเมื่อเวลาใกล้สิ้นสุดลงทุกทีๆ จน Jonathan ที่มีพรสวรรค์เลือกที่จะปล่อยอะไรบางอย่างอย่างความสัมพันธ์ไปเพื่อแลกมาซึ่งชื่อเสียงและการได้ทำในสิ่งที่รัก (เป็นการปล่อยที่ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อย เพียงแต่รั้งไว้ไม่ได้และเขาเข้าใจตรงนี้ดี) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมองดูดีๆ ก็มองแบบนี้ได้เช่นกันว่า แรงกดดันนี้ที่เขาได้รับเป็นสิ่งที่ Jonathan สร้างให้กับตัวเองหรือรนหาที่เองมากพอๆ กับที่สังคมสร้างให้กับเขาเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>กล่าวคือ สังคมคาดหวังเราก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนหรือทุกอย่างที่บังคับชี้นิ้วให้ Jonathan ต้อง be successful ก่อน 30 ซะหน่อย แต่เป็นเขาที่กำหนดเดดไลน์นี้สำหรับตัวเขาเองขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือโลกรู้จัก Jonathan Larson เพราะการมีเดดไลน์ดีกว่าไม่มี และแรงกดดันภายใต้เวลาที่จำกัดหลายครั้งเป็นตัวดึงศักยภาพสูงสุดของคนคนนั้นออกมาใช้ จึงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าเพราะเขามีมันเขาจึงมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนข้อเสียคือเขาไม่สามารถจับมือจูงทุกอย่างไปด้วยกันไปถึงปลายทางได้ภายใต้เดดไลน์นี้ โดยเฉพาะคนรักอย่าง Susan&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154622" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>This image released by Netflix shows Robin de Jesus, from left, MJ Rodriguez and Ben Levi Ross in a scene from &#8220;Tick, Tick&#8230;Boom!&#8221; (Macall Polay/Netflix via AP)</figcaption></figure>



<p>ในขณะที่หนังนำเสนอแง่มุมพวกนี้ อีกตัวละครนึงที่ทำหน้าที่สะท้อนกับขับเคลื่อนถึงประเด็นอีกสองประเด็น อย่าง &#8216;ระบบทุนนิยมกลืนกินคน&#8217; กับความเป็นจริงอันโหดร้ายที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ที่ว่า &#8216;ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำตามความฝัน หรือทำตามฝันแล้วจะประสบความสำเร็จ&#8217; ได้ดี คือตัวละคร Michael ที่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่วัยเด็กของเขา&nbsp;</p>



<p>ทั้งคู่โตมาด้วยกัน และ Michael รักทั้งเสียงเพลง การเต้น การร้อง และรักละครเวทีดั่งชีวิตพอๆ กับที่ Jonathan รัก แต่ Michael กลับเลือกทำงานบริษัทโฆษณาที่ทำให้เขาได้มีห้องพักสุดหรูและคุณภาพชีวิตดี มีฉากนึงที่ทั้งคู่ทะเลาะกันซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่อิมแพ็กต์ที่สุดในเรื่อง Jonathan พูดราวกับว่า Michael ขายวิญญาณและพ่ายแพ้ให้วัตถุนิยม ในขณะเดียวกัน Michael ก็สวนกลับอย่างมีพอยต์ว่า &#8220;แล้วฉันผิดด้วยเหรอที่อยากมีชีวิตที่ดี&#8221; ใช่ที่เขาพูดไม่ผิด ในเมื่อไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงเป้าหมาย การประสบความสำเร็จก็เหมือนการวิ่งระยะยาวที่ไม่รู้ปลายทางบนพื้นผิวหยาบ หากทุกคนวิ่งไปได้เท่ากันก็จะไม่มีเกณฑ์วัดคำว่า &#8216;สำเร็จ&#8217; ในเมื่อไม่มีใครนำหน้าหรือโดดเด่นกว่าใคร หลายคนจึงเลือกหยุดสถิติไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งในลู่ที่มีพื้นเรียบกับมั่นคงกว่าเส้นทางขรุขระ ทุกคนต่างก็อยากมีชีวิตที่ดี และ Jonathan ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเขานั้นบ้าบิ่นและเททุกอย่างเพื่อสิ่งนี้แบบหมดหน้าตักด้วยการโชว์นิ้วกลางใส่ทุนนิยมและงานในเชิงการค้า (commercial) พร้อมกับหัวเราะร่า แม้ว่าเขากำลังอาศัยในโลกทุนนิยมกับเมืองนิยมทุนก็ตาม</p>



<p>สิ่งนึงที่ทำให้ประทับใจคือหลังจากที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน ในวันเวิร์กช็อปวันสำคัญที่จะกำหนดชะตากรรมสายบรอดเวย์ของ Jonathan ไปตลอดกาล Michael ก็โผล่ไปให้กำลังใจเขา และประโยคสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับ Jonathan ในการทำสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ คือประโยคที่ Michael พูดกับเขาว่า &#8220;นายคิดว่าข้างนอกนั่นมีนักแสดงละครเวทีกี่คน แต่ Jonathan Larson มีคนเดียว&#8221; (นักแสดงละครเวทีมีกี่คนในที่นี้ Michael หมายถึงตัวเองด้วยเพราะเขาเบื่อชีวิตที่ต้องแข่งขันแล้ว) เมื่อได้ยินเช่นนี้ Jonathan จึงรู้สึกเต็มที่กับเรื่องนี้มากกว่าที่เคย คนประเภทเขาต้องการคนซัพพอร์ตแม้ความสุดโต่งเกินเบอร์ของตัวเขากับความมีอีโก้เป็นสิ่งที่ผลักไสคนรอบข้างให้ออกจากชีวิตเขาทั้งแบบออกทันทีหรือค่อยๆ เฟดหายไปก็ตาม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154623" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดูหนัง <em>tick, tick&#8230;BOOM!</em> แล้ว รู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณแวน-ธิติพงษ์ ใน The Goodhuman&nbsp; (mockumentary จิกกัดคนรวยผู้อุดมไปด้วย growth mindset ของเบ๊น-ธนชาติ) ในข้อเท็จจริงที่ว่าคนรวยล้มบนฟูก และถ้าไม่ทำตัวแย่เกินไปยังไงก็ประสบความสำเร็จ&nbsp;</p>



<p>หนังเรื่องนี้โชว์ให้เห็นว่าสิ่งที่ Jonathan Larson ตามล่าไขว่คว้า ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย ความสำเร็จ การได้ทำในสิ่งที่ชอบ หากคุณภาพชีวิตเขาดีกว่านี้และเกิดมาในครอบครัวคนมีเงิน เขาจะกังวลเรื่องบิลค่าน้ำค่าไฟน้อยลง ไม่เครียดเรื่องอนาคตว่าจะไปรอดไม่รอดด้วยฟูกหนาๆ นุ่มๆ สุดหรูที่รองรับอยู่ด้านล่างเสมอ แล้วทำมันให้เต็มที่ ใช่ก็ดี ไม่ใช่ก็ทำอย่างอื่นแทน หรือใช้ข้อได้เปรียบที่มีเงินเป็นฟ่อนและแวดวงของชนชั้นสูงที่มักคบกันเองเพื่อดึงตัวเองกับสิ่งที่ต้องการเข้าหากันมากขึ้น ไปจนถึงเรียนคอร์สต่างๆ ติวตัวต่อตัว ความสามารถในการหาอุปกรณ์ ที่ฝึกซ้อมที่ดี ครูที่ค่าตัวแพง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่ Jonathan มีคือมี &#8216;ใจรัก&#8217; แม้ที่ผ่านมาเขาจะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยที่ไม่แน่ใจเลยว่าที่ทำอยู่มันดีมั้ย และเขาฝันเฟื่องรอวันตื่นอยู่รึเปล่าจึงไม่ได้เต็มที่กับมันและทำงานอื่นไปด้วย แต่เขาแสดงให้ตัวเองกับคนรอบข้างรวมถึงผู้คนที่เคยเขียนจดหมายปฏิเสธละครเวทีของเขาว่าเขารักมันแค่ไหน และเขาทำได้ เพียงแต่เคสนี้ต้องอาศัยพรสวรรค์ และการรู้ลิมิตของตัวเอง Jonathan รู้ตัวว่าเขาเป็นคนมีของ และหากในระยะเวลาก่อนวันเกิดเขาไม่ทุ่มเทมากพอหรือไม่ได้มีความมุ่งมั่นประเภท go hard or&nbsp;go home (ซึ่งไม่แนะนำให้ใครทำตาม) เขาจะไม่มีวันได้ไปถึงฝั่งฝันเป็นแน่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154624" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>tick, tick&#8230;BOOM! </em>ทำให้หลายคนพยักหน้าหงึกๆ กับเนื้อหาและไดอะล็อก ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะน้ำตาซึมกับสิ่งที่เกิดขึ้นและการแสดงอันยอดเยี่ยมของ Andrew Garfield ในหนังเรื่องนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้วประเด็นเกี่ยวข้องกับ &#8216;สิ่งที่อยากทำ&#8217; กับ &#8216;เวลาและเส้นตายชีวิต&#8217; เป็นหัวข้อร่วมกันหรืออะไรเราทุกคนเผชิญกับมันอยู่ตลอดเวลาจึงอินได้ไม่ยาก และ <em>tick, tick&#8230;BOOM!</em> เป็นหนังอีกเรื่องที่ผลักหัวข้อสำคัญเหล่านี้ออกมาได้สุดทางและน่าจดจำ&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถามทั้งหมดที่ได้กล่าวไป คือการบอกให้คนดูตอบตัวเองเพราะมุมมองต่อคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องตายตัว และบอกเราด้วยสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว นั่นก็คือ เรา &#8216;ไม่รู้&#8217; ไม่มีทางรู้ได้เลยถึงหนทางข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร หนังไม่ได้บอกให้เอาเยี่ยงอย่าง Jonathan Larson แต่ใช้เรื่องราวของนายคนนี้เพื่อบอกให้ทุกคนตั้งคำถามตรวจสอบถึงสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้ดีๆ ว่าคุ้มมั้ย กับบอกเราว่าไม่ผิดที่จะเป็นอย่าง Jonathan หรือ&nbsp; Michael หากเรามองว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดและเรายอมรับได้ว่าเราต้องแลกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอีกสิ่งระหว่าง &#8216;ความฝัน&#8217; กับ&nbsp;&#8216;ความจริง&#8217; และบอกเราอย่างที่ตัวละคร Rosa พูดกับ Jonathan หลังจากเขาถามว่าจากนี้ไปเมื่อเขาโด่งดังจากเวิร์กช็อปแล้วยังไงต่อ &#8220;เขียนละครเวทีเรื่องต่อไปไง และหลังจากเสร็จเรื่องนี้ ก็เขียนอีกเรื่อง และเขียนเรื่องต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ&#8221; เพราะนั่นแหละคือคีย์ การทำมันไปเรื่อยๆ ทำอีก ทำอีก จนกว่าจะนิยามกับตัวเองและคนอื่นนิยามให้ได้อย่างเต็มปากว่านี่คือสำเร็จแล้ว และเมื่อสำเร็จ ก็ทำตัวเป็นระเบิดดัง ติ๊ก ติ๊ก บูม แบบนี้ต่อไปลูกแล้วลูกเล่า เพราะในโลกของการแข่งขันคือการวิ่งระยะสั้นแล้วตามด้วยการวิ่งมาราธอนต่อ ที่พิสูจน์ว่าไม่ใช่แค่ใครวิ่งเร็วนำคนอื่น แต่คนนั้นจะวิ่งได้นานแค่ไหน</p>



<p>สำหรับ Jonathan ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ น่าเสียดายที่มันคือระเบิดลูกเดียว แต่เป็นระเบิดลูกที่สำคัญและเป็นระเบิดที่มีค่าที่สุดของเขาที่ชาวอเมริกันต่างก็กล่าวขานชื่ออย่าง &#8216;RENT&#8217; เป็นเรื่องเศร้าไม่น้อยที่ชายผู้นี้ต้องมาจากโลกนี้ไปในเช้าวันเดียวกับที่ผลงานชิ้นเอกนี้เปิดให้ชมรอบพรีวิว แต่สิ่งนึงที่ดีใจกับเขาด้วยคือการได้ทำในสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบ Jonathan Larson จากไปในฐานะศิลปินดังที่เขาปรารถนาจะเป็นมาโดยตลอด และที่สำคัญที่สุด เขาตอบคำถามเดียวคำถามนั้นที่ได้พร่ำเขียนมาตลอด 30 ปีได้ว่าเขา &#8216;มีอะไรให้ตัวเองภาคภูมิใจ&#8217;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tick-tick-boom-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7/">tick, tick.. Boom! บทเพลงแห่งน้ำตา วันเวลา และความฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>All of Us Are Dead ซอมบี้ยุค 5G ปรสิตกับเหยื่อ-ผู้ล่า และทฤษฎีโกลาหล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/allofusaredead/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Feb 2022 09:32:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154230</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากมี&#160;K-Pop&#160;เป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมกับ&#160;soft power&#160;และทำให้โลกรู้จักเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่องมานานเป็นทศวรรษ ตั้งแต่การมาของ&#160;Train to Busan&#160;ตามมาด้วยออริจินัลซีรีส์ของ&#160;Netflix&#160;เรื่อง&#160;Kingdom&#160;เกาหลีดูจะหันมาเอาดีด้านซอมบี้ไม่แพ้แนวดราม่าและแนวพีเรียด กับวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ป จนเกิดเป็น&#160;genre&#160;ใหม่ที่ชื่อ&#160;&#8216;K-Zombie&#8217;&#160;ขึ้นมา นิยามของความซอมบี้เกาหลี คือเน้นความดุดัน รวดเร็ว น่ากลัว สมกับเป็นยุค 5G ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเลยจะมาช้าๆ เนิบๆ กับซ้ำซากจำเจเหมือนเดิมไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ K-Zombie เป็นที่กล่าวขานกับคนทั่วโลกคอยจับตามองอยู่ตลอดคือ 1. คราวนี้จะเป็นซอมบี้เกาหลีในสถานที่แบบไหน ยุคไหน ช่วงเวลาไหน 2. เล่าผ่านอะไร ตัวละครไหน 3. หนังหรือซีรีส์เรื่องนั้นจะพูดอะไร หรือกล่าวได้ว่า นอกจากจะทำดีด้านความดุเดือดเลือดพล่าน สิ่งที่เกาหลีทำได้ดีคือ ใช้โลกอันน่ากลัวของไวรัสและซอมบี้เป็น background โดยมี foreground เป็นสิ่งที่อยากจะพูด สันดานดิบมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว ที่พูดให้เห็นภาพคือมนุษย์นั่นแหละที่น่ากลัวกว่าซอมบี้เหมือนที่ซีรีส์ The Walking Dead นำเสนออย่างชัดเจนมาตลอด มากกว่าที่จะเป็นแค่การดูตัวละครถูกกัด ถูกกิน หรือวิ่งตะโกนหนีตายขอความช่วยเหลือแล้วพบจุดจบอย่างน่าอนาถด้วยสภาพศพไม่สวย หลังจากที่เรามีซอมบี้รถไฟ ซอมบี้หอพัก กับซอมบี้โชซอน คราวนี้ถึงเวลาของซอมบี้ในโรงเรียนไฮสคูลกันบ้าง All of Us Are Dead คือซีรีส์ K-Zombie ที่ดัดแปลงจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน ด้วยทุนสร้างที่หนา กับความน่าดู ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ทำลายทุกสถิติที่เคยมีมา ด้วยการเปิดตัวเป็นอันดับ 1 เอาชนะ Hellbound กับ Squid Game หนำซ้ำยังเป็นซีรีส์ที่มีคนดูมากที่สุดใน Netflix ในเวลานี้ เลยอยากจะชวนคุยและพูดถึงในเชิงบทวิเคราะห์สักหน่อยว่าซีรีส์เรื่องนี้มีดีอะไร ทำไมถึงน่าดู และมีประเด็นอะไรที่ควรค่าแก่การพูดถึงบ้าง? (บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญซีรีส์&#160;All of Us Are Dead) 1 ต้องบอกว่าเรื่องนี้น่าดูตั้งแต่ตัวอย่างกับคอนเซปต์ในโรงเรียนแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/allofusaredead/">All of Us Are Dead ซอมบี้ยุค 5G ปรสิตกับเหยื่อ-ผู้ล่า และทฤษฎีโกลาหล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังจากมี&nbsp;K-Pop&nbsp;เป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมกับ&nbsp;soft power&nbsp;และทำให้โลกรู้จักเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่องมานานเป็นทศวรรษ ตั้งแต่การมาของ&nbsp;<em>Train to Busan</em>&nbsp;ตามมาด้วยออริจินัลซีรีส์ของ&nbsp;Netflix&nbsp;เรื่อง<em>&nbsp;Kingdom</em>&nbsp;เกาหลีดูจะหันมาเอาดีด้านซอมบี้ไม่แพ้แนวดราม่าและแนวพีเรียด กับวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ป จนเกิดเป็น&nbsp;genre&nbsp;ใหม่ที่ชื่อ&nbsp;&#8216;K-Zombie&#8217;&nbsp;ขึ้นมา</p>



<p>นิยามของความซอมบี้เกาหลี คือเน้นความดุดัน รวดเร็ว น่ากลัว สมกับเป็นยุค 5G ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเลยจะมาช้าๆ เนิบๆ กับซ้ำซากจำเจเหมือนเดิมไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ K-Zombie เป็นที่กล่าวขานกับคนทั่วโลกคอยจับตามองอยู่ตลอดคือ 1. คราวนี้จะเป็นซอมบี้เกาหลีในสถานที่แบบไหน ยุคไหน ช่วงเวลาไหน 2. เล่าผ่านอะไร ตัวละครไหน 3. หนังหรือซีรีส์เรื่องนั้นจะพูดอะไร </p>



<p>หรือกล่าวได้ว่า นอกจากจะทำดีด้านความดุเดือดเลือดพล่าน สิ่งที่เกาหลีทำได้ดีคือ ใช้โลกอันน่ากลัวของไวรัสและซอมบี้เป็น background โดยมี foreground เป็นสิ่งที่อยากจะพูด สันดานดิบมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว ที่พูดให้เห็นภาพคือมนุษย์นั่นแหละที่น่ากลัวกว่าซอมบี้เหมือนที่ซีรีส์ <em>The Walking Dead</em> นำเสนออย่างชัดเจนมาตลอด มากกว่าที่จะเป็นแค่การดูตัวละครถูกกัด ถูกกิน หรือวิ่งตะโกนหนีตายขอความช่วยเหลือแล้วพบจุดจบอย่างน่าอนาถด้วยสภาพศพไม่สวย</p>



<p>หลังจากที่เรามีซอมบี้รถไฟ ซอมบี้หอพัก กับซอมบี้โชซอน คราวนี้ถึงเวลาของซอมบี้ในโรงเรียนไฮสคูลกันบ้าง <em>All of Us Are Dead</em> คือซีรีส์ K-Zombie ที่ดัดแปลงจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน ด้วยทุนสร้างที่หนา กับความน่าดู ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ทำลายทุกสถิติที่เคยมีมา ด้วยการเปิดตัวเป็นอันดับ 1 เอาชนะ <em>Hellbound</em> กับ <em>Squid Game</em> หนำซ้ำยังเป็นซีรีส์ที่มีคนดูมากที่สุดใน Netflix ในเวลานี้ เลยอยากจะชวนคุยและพูดถึงในเชิงบทวิเคราะห์สักหน่อยว่าซีรีส์เรื่องนี้มีดีอะไร ทำไมถึงน่าดู และมีประเด็นอะไรที่ควรค่าแก่การพูดถึงบ้าง?</p>



<p>(บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญซีรีส์&nbsp;All of Us Are Dead)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154291" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1</h4>



<p>ต้องบอกว่าเรื่องนี้น่าดูตั้งแต่ตัวอย่างกับคอนเซปต์ในโรงเรียนแล้ว ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่น ม.ปลาย ที่ต้องเอาตัวรอดกันเอง สถานที่ปิดตาย กับวัตถุดิบชั้นดีและความอุดมสมบูรณ์ของตัวเลขมนุษย์ที่จะเปลี่ยนเป็นซอมบี้มากมายขนาดนี้ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดูเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าความน่าสนใจแทบไม่ใช่ซอมบี้ แต่เป็นการรอคอยว่าซีรีส์จะพูดอะไร มีตัวละครแบบไหนมาให้เราเกาะบ้าง และจะได้เห็นอะไรโหดร้ายจากมนุษย์ รวมไปถึงเรื่องนี้มีอะไรที่แตกต่างจากเรื่องอื่น</p>



<p>การกำกับและเรื่องของงานสร้างถือว่าทำได้ดี&nbsp;<em>All of Us Are Dead</em>&nbsp;โดดเด่นในด้านการโชว์ให้เห็นถึงความโหดร้ายและวิ่งเร็วของซอมบี้ ทำให้เราอิน กัดฟัน ตื่นเต้นแบบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หัวใจเต้นแรงถี่ๆ ไปพร้อมๆ กับตัวละครและเหตุการณ์ได้ สร้าง&nbsp;tempo&nbsp;เก่ง กับบทที่แสดงถึงความพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดของมนุษย์ผ่านความ&nbsp;&#8216;ฉันยังไม่อยากตาย&#8217;&nbsp;ของนักเรียนแต่ละคนที่แสดงออกมาทางคำพูดและการกระทำ ทั้งยังแฝงไปด้วยความเป็นตัวเองและอคติต่อเพื่อนมนุษย์</p>



<p>แต่นอกเหนือจากนั้นมีส่วนที่สอบตกไม่น้อย (หรือเยอะนั่นแหละ) ไม่ว่าจะเป็น&nbsp;character arc&nbsp;ที่ดูแปร่งๆ, การจับวางตัวละครกับพล็อตที่ดูตามอำเภอใจและจงใจ,&nbsp;logic&nbsp;กับ&nbsp;decision&nbsp;ของตัวละครที่ดูจะผิดเพี้ยน, พล็อตโฮลที่เข้าขั้นแผลเหวอะจำนวนมาก และการที่ซีรีส์ไม่สามารถไปสุดได้ในเรื่องของ&nbsp;character development, การหาทางลงหรือการใช้สอยตัวละครที่ไม่สามารถทำให้เหมาะสมได้ และค่อนข้างทำได้สิ้นเปลือง เปล่าประโยชน์ และสุรุ่ยสุร่ายพอสมควร, การทำให้เราสับสนบ่อยครั้งว่าควรรู้สึกอย่างไรกับตัวละครหรือควรรู้สึกตามหรือไม่ ควรคิดยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และการที่&nbsp;12&nbsp;อีพีเป็นจำนวนที่ยาวเกินไป เนื้อหาสามารถตัดทอนเหลือ&nbsp;6&nbsp;หรืออย่างมากก็&nbsp;8-9&nbsp;ได้ ซีรีส์เรื่องนี้เลยเป็นภาพสมมุติที่ดีว่าหาก&nbsp;<em>Kingdom</em>&nbsp;ทำเยอะอีพีกว่านั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าดูเรื่องนี้ด้วยระยะเวลาเท่านี้แล้วทำให้เกิดอาการ&nbsp;&#8216;เอียนซอมบี้&nbsp;syndrome&#8217;&nbsp;เลยทีเดียว</p>



<p>การกำกับนับว่าเป็นจุดแข็งของซีรีส์ K-Zombie เรื่องนี้ ในขณะเดียวกันบทแม้จะมีสิ่งน่าสนใจอย่าง tactic หรือกลยุทธ์การเอาตัวรอด ความสามัคคี, friendship กับบทพูดคมๆ ดีๆ แต่ก็มีข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงแบบที่เห็นตำตาได้ทุกอีพีเช่นกัน ที่ใหญ่จนทำให้เกิดคนดูสองประเภท เพียงแต่ที่บอกว่าสองประเภทนี้ไม่ใช่ว่าชอบไม่ชอบ แต่แบ่งได้เป็นคนที่ไม่ชอบ กับคนที่รู้สึกชอบเพราะเจอข้อเสียจนชินและมองข้ามได้หรือชอบเพราะมองว่าพล็อตโฮล ประโยคพูดประหลาดๆ ที่หลายครั้งอยากจะพูดก็พูด หรืออะไรก็ตามที่ไม่เมกเซนส์เหล่านั้นคือความบันเทิงรูปแบบหนึ่งของการดูซีรีส์เรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนคือหนึ่งในคนกลุ่มหลัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154292" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2</h4>



<p>แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น และอาจดูตำหนิติเตียนต่อซีรีส์อย่างไม่ปรานี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีความสดใหม่ ประเด็นน่าสนใจ และมีอะไรที่ชวนให้พูดถึง จึงจะขอละประเด็นที่มองว่าซีรีส์ทำให้มั่นใจไม่ได้ว่าควรรู้สึกยังไงไป แล้วพูดถึงเรื่องที่ควรพูดและมั่นใจได้ คือคอนเซปต์เกี่ยวกับผู้ล่าและผู้ถูกล่ากับความเป็นปรสิต เรื่องนี้ผูกโยงกับที่มาของซอมบี้ที่การสะท้อนถึงการต่อสู้ ปรับตัว วิวัฒนาการ และเอาชีวิตรอดในโลกความจริง ซึ่งเป็นประเด็นน่าสนใจที่ว่าของซีรีส์ <em>All of Us Are</em> <em>Dead </em></p>



<p>โดยปกติแล้วเราจะเห็นว่าไวรัสซอมบี้โดยเฉพาะในหนังซีรีส์แถบตะวันตกจะมีแหล่งกำเนิดจากแล็ปทดลองวิทยาศาสตร์ใหญ่ๆ โดยรัฐบาล บริษัท ไม่ก็ศูนย์วิจัยของกองทัพ เป็นการแสดงถึงความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติและความทะเยอทะยานไม่รู้จักพอของผู้มีอำนาจที่ต้องการกุมอำนาจต่อรองหรือสิทธิ์ในการใช้ชีวิตเหนือผู้อื่น เพราะพวกเขาอยู่ใน&nbsp;position&nbsp;ที่ทำได้ มีทรัพยากรทั้งคน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ความสามารถในการจัดหา เงินทุน และสิทธิ์ที่จะทำ (สิทธิ์ที่จะไม่ถูกใครห้าม) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโครงการประเภทลับๆ ล่อๆ ไม่ว่าจะมาจากภาษีประชาชนหรือเงินจากนายทุนก็ตาม&nbsp;</p>



<p>กลับกัน เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นที่&nbsp;humble&nbsp;และมันเกี่ยวข้องเต็มๆ กับการบูลลี่และการถูกบูลลี่ และความพยายามสู้ของ&nbsp;&#8216;ผู้ถูกกดขี่&#8217;&nbsp;ทั้งหมดเริ่มต้นจากเด็กคนหนึ่งนามว่า อีจินซู ถูกบูลลี่ จากนั้น อีบยองชาน ครูวิทย์ของโรงเรียนมัธยมปลายฮโยซันแห่งเมืองฮโยซันที่เป็นพ่อของเขา ได้ทำการทดลองเพื่อหาทางกระตุ้นให้ลูกชายกล้าพอและแข็งแกร่งพอที่จะโต้กลับอันธพาล ผลคือไวรัสที่เขาตั้งชื่อว่า&nbsp;&#8216;ไวรัสโยนาส&#8217;&nbsp;ตามนักปรัชญาชาวเยอรมันที่มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับชีวิตในศตวรรษที่&nbsp;20</p>



<p>บยองชานไม่ใช่ไม่ได้ลองวิธีการเบื้องต้นอย่างการปฏิบัติตามขั้นตอนและระบบ เขารีพอร์ตอาจารย์ใหญ่เกี่ยวกับการบูลลี่ในโรงเรียน แต่อาจารย์ใหญ่ก็เอาแต่แคร์ภาพลักษณ์และปิดข่าว อีกทั้งพอไปถึงขั้นตอนการสืบสวนที่นำผู้ปกครอง อาจารย์ กับเด็กที่บูลลี่และถูกบูลลี่มานั่งรวมกันในห้องเดียว ผลคือเด็กสามคนได้แก่ลูกชายของเขา, เด็กผู้หญิงชื่อมินอึนจีที่เคยถูกบังคับให้แก้ผ้าถ่ายคลิป กับคิมชอลซูเด็กชายที่ชอบมินอึนจี ต่างก็ไม่กล้าที่จะบอกว่าพวกเขาถูกบูลลี่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154293" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกฎอันโหดร้ายของธรรมชาติต่างๆ ที่เรามักได้ยินอยู่เสมอ&nbsp;&#8220;ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด&#8221;&nbsp;&#8220;ปลาใหญ่กินปลาเล็ก&#8221;&nbsp;&#8220;โลกเรามีสิ่งมีชีวิตสองประเภทคือผู้ล่า (predator) และผู้ถูกล่า (prey)&#8221;&nbsp;</p>



<p>คำพูดเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มีความเป็นสัจพจน์ หรือเป็นจริงแท้ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองและเป็นระบบที่มีมาตั้งแต่เราจะนิยามคำศัพท์และความหมายของมันซะอีก ในเรื่องการล่ากับการถูกล่า การล่าเริ่มต้นมาจากความต้องการเพื่อยังชีพ และมีชีวิตอยู่ ในขณะเดียวกันในบางครั้งมันกลายมาเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งเมื่อผู้ล่าทำเพื่อความสะใจและทำให้ตัวเองอยู่สูง อิ่มเอมพอใจ แสดงความมีอำนาจบาตรใหญ่เพื่อบอกว่าพวกเขา&nbsp;&#8216;ทำได้&#8217;&nbsp;เพื่อตอบสนองจิตใจหรือเติมเต็มช่องว่างจิตใจอันโสมมที่ไม่ควรสร้างมาหรือเกิดขึ้น ในขณะที่ผู้ถูกล่ารู้สึกเหมือนโดนกลืนกิน และการบูลลี่กับการถูกบูลลี่และการล่ากับการถูกล่าจึงเป็นสิ่งที่ต่างกันแต่ก็เหมือนกันและสามารถเป็นอย่างเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน</p>



<p>เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีทางเลือก หากพวกเขายอมรับ พวกเขาจะกลายเป็นพวกขี้ฟ้อง (อีจินซูย้ายโรงเรียนก็ยังไม่วายโดนตามแกล้ง) และโดนเล่นหนัก ส่วนถ้าไม่บอก ก็โดนเล่นหนักเรื่อยไปเช่นกัน เรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง เหมือนที่ไม่ว่าหมู ไก่ กุ้ง ปลาหมึก จะรู้ตัวหรือยอมรับยอมจำนนว่าเป็นอาหารและอยู่ใต้ห่วงโซ่ของมนุษย์อย่างเราหรือไม่ การที่พวกมันเป็นเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดๆ ระบบถูกเซ็ตไว้แล้วด้วยตัวมันเอง ด้วยความสามารถในการวิวัฒนาการหรือเกิดมาสูงกว่าด้อยกว่าที่ดูจะควบคุมไม่ได้แต่แรก</p>



<p>เมื่อย้อนกลับไป track ดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าสิ่งมีชีวิตอื่นทำได้แค่วิวัฒนาการทางกายภาพในช่วงเวลาที่กินเวลานานเป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ หรือล้านปี เหมือนที่กุ้งและกั้งมีเปลือกเพื่อจะไม่ถูกกินง่ายๆ ปลาปักเป้ามีหนามและพิษ, ตัวนิ่มกับเต่าต้องมีเกล็ดและกระดองเพื่อป้องกันตัวเอง ในขณะที่ถึงจุดหนึ่งมนุษย์หยุดวิวัฒนาการมาตั้งนานแล้ว พวกเราตัวนุ่มนิ่ม ไม่ได้มีอะไรมาป้องกันตัว แต่พวกเรากลับใช้สมองของเราทลายข้อจำกัดทางกายภาพและการใช้ชีวิตเรื่อยมา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษตรงที่มีสมอง ความคิดความอ่าน การวางแผน การสร้างระบบ การจัดหา ความสามารถในการสร้างสรรค์และเรียนรู้ และอวัยวะที่จะทำมันได้ที่ดูจะมีประสิทธิภาพและสะดวกโยธินกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เราเรียนรู้วิธีสร้างเครื่องนุ่งห่ม ปรุงสุกอาหาร เก็บอาหาร ล่าเป็นระบบ ใช้ชีวิตเป็นรูปแบบที่ชัดเจน มีความสามารถในการใช้ภาษาที่ซับซ้อน รวมถึงการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ อย่างเครื่องบินแม้ว่าเราไม่ได้มีปีกเหมือนนก หรืออย่างรถแม้ไม่ได้วิ่งไวเหมือนชีตาห์ และอีกมากมาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154294" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">3</h4>



<p>ประเด็นนี้น่าสนใจตรงคำถามที่ว่า เมื่อมาถึงจุดจุดหนึ่งที่มนุษย์กันเองทำการล่ากันเพื่อความสนุกและผู้ถูกบูลลี่ไม่สามารถป้องกันตัวได้อาจเพราะร่างกาย ชนชั้น ฐานะ จำนวน หรือตัวระบบการกดขี่ก็ตาม พวกเขาจะเอาอะไรไปสู้?</p>



<p>นั่นจึงมาสู่ทฤษฎีความโกลาหล (Chaos Theory) ที่ว่าด้วยความอลหม่านวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามระบบพลวัต ที่ดูเหมือนสะเปะสะปะ แต่แท้จริงแล้วมีระบบระเบียบของมันอยู่ เพราะความโกลาหลเป็นการเกิดขึ้นอันมีสาเหตุที่เข้าใจได้และนับเป็นอีกหนึ่งของรูปแบบที่ไม่มีรูปแบบ ความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นเมื่อมันต้องเกิด หรือมีความเป็นธรรมชาติ คือการที่อะไรบางอย่างเกิดขึ้นมาโดยที่เราไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นล่วงหน้าได้แต่ไม่ใช่เหตุการณ์แบบสุ่ม และความโกลาหลตามทฤษฎีนี้ไวต่อสภาวะเริ่มต้น หากมีตัวกระตุ้น (การบูลลี่) เกิดขึ้น ก็จะนำมาซึ่งความโกลาหล (การโต้กลับ) ได้ เหมือนเหตุการณ์อุกาบาตตก, การปฏิวัติทางการเมือง และเหตุการณ์การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปี&nbsp;2020&nbsp;ที่นำมาซึ่งการประท้วงครั้งใหญ่และสร้างความโกลาหลในวงกว้างแบบปฏิกิริยาลูกโซ่</p>



<p>ความโกลาหลคือวิวัฒนาการหรือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามระเบียบตามกฎ&nbsp;action = reaction&nbsp;ในเมื่อครูวิทย์ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เนื่องจากลูกชายของเขาอยู่ในสถานะผู้ถูกล่าสัมบูรณ์และยิ่งจะเป็นมากขึ้นทุกวัน และเขาเองก็ยังทำอะไรกับระบบไม่ได้ เขาจึงได้ก่อความโกลาหลคือสร้างไวรัสโยนาสขึ้นมาแล้วปฏิวัติวงจรนี้ใหม่ด้วยการใช้ความรู้ของการเป็นอดีตนักวิจัยเซลล์ในการสร้างยากระตุ้นฮอร์โมนโดยได้ไอเดียมาจากผู้ล่า-ผู้ถูกล่าที่เรารู้จักกันดีอย่างแมว-หนู ที่ในบางครั้งเมื่อหนูถูกต้อนจนเข้าตาจนพวกมันเริ่มจะ&nbsp;aggressive&nbsp;และโต้กลับ เข้าโจมตีแมวแบบไม่มีอะไรจะเสีย ซอมบี้ในเรื่องนี้จึงเป็นซอมบี้ชนิดใหม่ที่เพิ่งจะเคยได้ยิน&nbsp;&#8216;ซอมบี้ของผู้ถูกบูลลี่&#8217;&nbsp;หรือ&nbsp;&#8216;ซอมบี้ของผู้ถูกกดขี่&#8217;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154295" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องของวิวัฒนาการในซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ครูวิทย์ยังได้ยกตัวอย่างเรื่องของหนอนบรูดแซคแถบเขียว (Green-Banded Broodsac&nbsp;หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า&nbsp;Leucochloridium&nbsp;Paradoxum) ที่เข้าไปในตัวของหอยทากในฐานะปรสิต จากนั้นเปลี่ยนให้มันกลายเป็นซอมบี้&nbsp;ขึ้นไปที่สูง จากนั้นก็ถูกนกกิน แล้วพวกมันจะอาศัยและวางไข่ในทางเดินอาหารนก เมื่อนกถ่ายมูลและหอยทากกินเข้าไป ก็จะเกิดวงจรนี้อย่างไม่สิ้น เป็นวงจรชีวิตที่ฟังดูพิศวงและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสติปัญญาเช่นนี้ แต่สามารถอยู่รอด สืบพันธุ์ และสร้างวงจรนี้ได้เรื่อยๆ</p>



<p>นั่นก็เพราะ&nbsp;&#8216;ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่&#8217;&nbsp;อีบยองชานได้พูดถึงประเด็นนี้โดยภาพตัดสลับไปยังเด็กหญิงที่ถูกรังแกไปพร้อมๆ กัน หากมีความมุ่งมั่นพอ สิ่งมีชีวิตมักจะดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอดด้วยหนทางใดหนทางหนึ่งเอง สิ่งที่เขาพูดสะท้อนถึงเด็กผู้หญิงคนนั้นในฐานะผู้ถูกบูลลี่และตัวไวรัสในเวลาเดียวกัน เพราะโลกเราไม่ได้มีคนสองประเภทแค่ผู้ล่าและผู้ถูกล่า ตรงกลางยังมีสิ่งที่เรียกว่า&nbsp;&#8216;ปรสิต&#8217;&nbsp;หรือ&#8217;ไวรัส&#8217;&nbsp;อยู่</p>



<p>สิ่งที่เกิดขึ้นของการดิ้นรนคือ&nbsp;&#8216;วิวัฒนาการ&#8217;&nbsp;ไวรัสโยนาสที่ตอนแรกไร้ตัวตน ได้มีตัวตนเมื่อถูกสร้างและได้เข้าไปในร่างกายคนที่มีความสามารถในการคิดที่สูงกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในเบื้องต้นพวกมันเข้าไปในร่างเพื่อกระตุ้นให้คนคนนั้นดึง (จริงๆ ควรใช้คำว่าระเบิด) สัญชาตญาณดิบ นั่นก็คือความหิวกระหาย และอารมณ์รุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นใช้ร่างกายนั้น&nbsp;&#8216;กิน&#8217;&nbsp;เพื่อหล่อเลี้ยง และ&nbsp;&#8216;กัด&#8217;&nbsp;เพื่อส่งต่อและสืบพันธุ์ในลักษณะแพร่กระจาย กล่าวได้ว่าการดิ้นรนของผู้ถูกบูลลี่ ได้สร้างสิ่งที่ต้องการอยู่รอดและมีตัวตนต่อไปขึ้นมา และพวกมันพยายามที่จะ&nbsp;take over&nbsp;โลกใบนี้ในฐานะความโกลาหล โดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วที่ชื่อว่า&nbsp;&#8216;มนุษย์&#8217;&nbsp;เป็นอาวุธล้างเผ่าพันธุ์ตัวเอง</p>



<p>ทั้งยังมีซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า&nbsp;&#8216;เสี้ยวบี้ (halfbie)&#8217;&nbsp;ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนกับซอมบี้เกิดขึ้นมาจากการวิวัฒนาการอีก เสี้ยวบี้ก็เหมือนตัวไวรัสที่ครูวิทย์นิยามว่ามันไม่ใช่ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ตัวละครควีนัม อึนจี และหัวหน้าห้อง กลายเป็นเสี้ยวบี้หลักถูกกัดซึ่งเกิดจากแอนติบอดี้และลักษณะเซลล์เฉพาะตัวที่ถูกคัดเลือกให้อยู่ร่วมกัน เหมือนที่หนอนบรูดแซคแถบเขียวเลือกจะอยู่กับนก แต่ต่างตรงที่มันไม่ค่อยทำอะไรนก (ทำบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ตาย) แต่กับมนุษย์พวกมันเสริมแกร่งและเพิ่มประสาทสัมผัสให้ไม่ว่าจะเป็น การได้ยิน การได้กลิ่น พละกำลัง เพื่อให้เจ้าของร่างหรือโฮสต์ของมันเอาชีวิตรอดได้ในโลกที่พวกมันกำลังจะจัดระเบียบใหม่ให้ไร้ระเบียบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154296" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เลยกลายเป็นว่า ไวรัสคือการรีเซ็ตสถานะทุกคนให้เท่ากันคือ เป็นผู้ประสบภัยในโลก&nbsp;zombie-apocalyptic&nbsp;ไปในตัว ซึ่งถึงตอนนั้นสถานะต่างๆ ระหว่างมนุษย์ก็จะลดลง เกิดเป็นการปกครองแบบไม่มีขื่อมีแปหรือการปกครองกันเอง (anarchy) และทุกคนต่างก็ต้องการที่จะเป็นผู้รอดชีวิต (survivor) ส่วนไวรัสคือสิ่งที่บูลลี่มนุษย์ทั้งโลกแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ซะเอง</p>



<p>หลังจากนั้นการจัดระเบียบใหม่จะเป็นสิ่งเดียวกับที่ชาร์ลส์ ดาวิน นิยามว่าเป็น&nbsp;&#8220;กฎการคัดสรรทางธรรมชาติ&#8221;&nbsp;ที่ว่าด้วยการวิวัฒนาการเพื่ออยู่รอดโดยใช้ระยะเวลานาน เพียงแต่ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาจดูจับต้องไม่ได้ด้วยมือเปล่า ทำร้ายไม่ได้ ทำลายไม่ได้ และสามารถวิวัฒน์ได้เพียงระยะเวลาอันสั้น ใครจะรู้ว่าหากนายพลที่รับหน้าที่จัดการสถานการณ์ไวรัสคนนั้นไม่ได้ตัดสินใจพรากชีวิตคนบางส่วนกับระเบิดอารยธรรมที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อเซฟชีวิตชาวเกาหลีในเมืองหลวง คนส่วนใหญ่ และชาวโลกที่อาจติดเชื้อ (ซึ่งแสดงถึงการดิ้นรนในแบบของมนุษย์ที่จะรอดได้และเอาชนะไวรัสได้ก็ต่อเมื่อตัดมนุษยธรรมออก ซึ่งยากจะพูดว่าถูกหรือผิด พูดได้เพียงว่าเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด) หลังจากเหตุการณ์ตอนจบซีรีส์เรื่องนี้ ไวรัสนี้จะวิวัฒนาการยังไงได้อีก บางทีพวกมันอาจจะบินได้ มีอวัยวะงอก และมีร่างกายขนาดใหญ่เหมือนในเกมซอมบี้สุดสยองอย่าง&nbsp;Resident Evil&nbsp;ก็ได้&nbsp;</p>



<p>แต่จากที่เห็นในซีรีส์ เหมือนจะไม่ได้เล่นประเด็นนี้เพราะจะเป็นการเบี่ยงไปไกลพอสมควร แค่มีคนที่เดินท่ามกลางซอมบี้ได้ก็น่ากลัวจะแย่อยู่แล้ว และจะเห็นได้ว่าตัวละครที่มีสถานะเป็นผู้ล่าอย่างควีนัม คนที่กลางๆ และอยู่รอดมาตลอดอย่างโดดเดี่ยวอย่างหัวหน้าห้อง (ไม่บูลลี่และไม่ถูกบูลลี่) และตัวละครที่ถูกล่าอย่างอึนจี ทั้งสามตัวละครที่แสดงความซ้าย กลาง ขวา นี้ แสดงถึงการที่ไวรัสไม่ได้เลือกว่าคนดีไม่ดี แต่คนทุกประเภทได้รับอำนาจและสิทธิ์ในการอยู่รอดในโลกใบใหม่หากพวกเขามีคุณสมบัติบางอย่างพอ เพียงแต่รอดภายใต้สถานะ&nbsp;&#8220;ผู้ถูกกดขี่ที่ได้รับการอนุญาตให้รอด&#8221;&nbsp;ของไวรัสอีกที</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154297" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">4</h4>



<p>ซีรีส์ <em>All of Us Are Dead</em> พูดถึงการมีอำนาจ (power) และการไร้อำนาจ (powerless) กับเรื่องไวรัส กฎธรรมชาติ กับความโกลาหลที่จะต้องเกิดขึ้นได้อย่างมีประเด็น</p>



<p>สำหรับตัวซีรีส์ ก็เป็นอะไรที่มีความเป็นขั้วตรงข้ามพอๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอย่าง ล่า-ถูกล่า บูลลี่-ถูกบูลลี่ ระเบียบ-โกลาหล โกรธ-ความระงับ หิว-อดกลั้น หรือตาย-ไม่ตาย รอด-ไม่รอด เพราะซีรีส์เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ดี-ไม่ดี แข็งแรง-ไม่แข็งแรง มั่ว-ไม่มั่ว จุดอ่อน-จุดแข็ง ความฉลาด-ความไม่ฉลาด ความสามัคคี-การผลักไสและแตกคอ การรักกัน-ความเกลียดชัง ความเข้าใจกัน-ความไม่พยายามเข้าใจ ความน่าจดจำ-ความไม่น่าจดจำ การทำให้คนดูอินและรู้สึกตามได้-กับการทำให้สับสนว่าควรจะรู้สึกยังไง ความน่ากลัวของซอมบี้ผ่านการกำกับที่ทำได้ดี-จุดอ่อนจากการเขียนบท สิ่งที่พูดมีประเด็น-ความไม่มีสาระ ความเมกเซนส์-ไม่เมกเซนส์ จุดที่คิดมาดี-พล็อตโฮล และอีกมากมาย จนยากจะบอกได้ว่าตกลงแล้วควรจะรู้สึกยังไง ควรชอบ-ไม่ชอบดี และเป็นซีรีส์ที่ควรแนะนำให้ดู-ไม่แนะนำให้ดู</p>



<p>หากเน้นเรื่องบทมากกว่านี้ และตัดทอนรายละเอียด กับกล้าที่จะหลุดกรอบจากเว็บตูน (ที่มีข้อเสียและพล็อตโฮลเป็นทุนเดิม) ด้วยความสนุกและประเด็นน่าสนใจที่ซีรีส์เรื่องนี้มีให้ จะทำให้มันเป็นซีรีส์ที่พูดว่า&nbsp;&#8220;ดี&#8221;&nbsp;ได้อย่างมั่นใจ แต่จากที่มีและที่ได้ สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ&nbsp;<em>All of Us Are Dead</em>&nbsp;เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นอีกหนึ่งเครื่องยันยืนว่าเกาหลีเอาดีทางด้านซอมบี้แล้วรุ่ง มั่นใจว่ากระแส&nbsp;K-Zombie&nbsp;จะไม่จบแค่นี้ จากความสำเร็จที่ผ่านมาและ&nbsp;<em>All of Us Are Dead</em>&nbsp;จะทำให้มีซีรีส์ซอมบี้เกาหลีตามมาอีกมาก และทำให้อดรอคอยไม่ได้ว่าต่อไปจะมีซอมบี้ใน&nbsp;space &amp; time&nbsp;ไหนอีก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/allofusaredead/">All of Us Are Dead ซอมบี้ยุค 5G ปรสิตกับเหยื่อ-ผู้ล่า และทฤษฎีโกลาหล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CODA เงี่ยหัวใจสดับฟัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hometheater-coda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Jan 2022 07:17:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Watchman]]></category>
		<category><![CDATA[coda]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154125</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสุขภาพแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ว่า 90% ของทารกที่หูหนวกเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ได้ยินปกติ ขณะที่ในทางกลับกัน 85-90% ของพ่อแม่ที่หูหนวกมีลูกเป็น &#8216;CODA&#8217; ที่ย่อมาจาก Child of Deaf Adults หรือเป็นคำเรียกแบบย่อๆ ของลูกที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและการพูด ซึ่งนั่นก็คือที่มาของหนัง CODA ของ Apple TV+ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดภาพยนตร์ Sundance 2021 ว่าด้วยเรื่องราวของ Ruby เด็กหญิงคนเดียวที่เกิดมามีการได้ยินปกติในครอบครัวชาวประมง Rossi ที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ พี่ชาย ที่หูหนวกกันทั้งบ้าน เป็นหนังรีเมกจากหนังฝรั่งเศสชื่อ La Famille Bélier ที่มีแต่คนชมว่าดีกว่าต้นฉบับซะอีก เพราะแม้ว่าจะมีบางฉากที่เหมือนกันแบบช็อตต่อช็อต หนังเรื่องนี้โดดเด่นในแบบของตัวเอง ทำให้ไม่แปลกใจนักที่จะได้ยินเช่นนั้น เป็นหนังแนวดราม่าครอบครัวผสม coming-of-age ที่ค่อนข้างให้พลังบวกกับเห็นการเติบโตที่ชัดเจนเลยทีเดียว ดูไปยิ้มไป จะตลกก็ยิ้มตาม จะดราม่าก็รู้สึกอินตามไปด้วย จุดเด่นอย่างแรกของหนังที่อยากพูดถึงคือความสมจริง หนังฉบับนี้ต่างจากต้นฉบับตรงที่ต้นฉบับจะให้นักแสดงเรียนภาษามือ ในขณะที่ฉบับอเมริกันรีเมกนี้ ครอบครับ Rossi ทั้งสามคนเป็นนักแสดงที่เป็นหูหนวกจริงๆ ยกเว้น Emilia Jones ผู้รับบทเป็นนางเอกที่ชื่อ Ruby [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hometheater-coda/">CODA เงี่ยหัวใจสดับฟัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สถาบันสุขภาพแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ว่า 90% ของทารกที่หูหนวกเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ได้ยินปกติ ขณะที่ในทางกลับกัน 85-90% ของพ่อแม่ที่หูหนวกมีลูกเป็น &#8216;CODA&#8217; ที่ย่อมาจาก Child of Deaf Adults หรือเป็นคำเรียกแบบย่อๆ ของลูกที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและการพูด</p>



<p>ซึ่งนั่นก็คือที่มาของหนัง <em>CODA </em>ของ Apple TV+ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดภาพยนตร์ Sundance 2021 ว่าด้วยเรื่องราวของ Ruby เด็กหญิงคนเดียวที่เกิดมามีการได้ยินปกติในครอบครัวชาวประมง Rossi ที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ พี่ชาย ที่หูหนวกกันทั้งบ้าน เป็นหนังรีเมกจากหนังฝรั่งเศสชื่อ <em>La Famille Bélier</em> ที่มีแต่คนชมว่าดีกว่าต้นฉบับซะอีก เพราะแม้ว่าจะมีบางฉากที่เหมือนกันแบบช็อตต่อช็อต หนังเรื่องนี้โดดเด่นในแบบของตัวเอง ทำให้ไม่แปลกใจนักที่จะได้ยินเช่นนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154166" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c5_20220128.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เป็นหนังแนวดราม่าครอบครัวผสม coming-of-age ที่ค่อนข้างให้พลังบวกกับเห็นการเติบโตที่ชัดเจนเลยทีเดียว ดูไปยิ้มไป จะตลกก็ยิ้มตาม จะดราม่าก็รู้สึกอินตามไปด้วย</p>



<p>จุดเด่นอย่างแรกของหนังที่อยากพูดถึงคือความสมจริง หนังฉบับนี้ต่างจากต้นฉบับตรงที่ต้นฉบับจะให้นักแสดงเรียนภาษามือ ในขณะที่ฉบับอเมริกันรีเมกนี้ ครอบครับ Rossi ทั้งสามคนเป็นนักแสดงที่เป็นหูหนวกจริงๆ ยกเว้น Emilia Jones ผู้รับบทเป็นนางเอกที่ชื่อ Ruby ที่ค่อนข้างจะต้องใช้ความทุ่มเทและทำการบ้านกับบทบาทพอสมควร เธอต้องร้องเพลงให้เพราะ ในขณะเดียวกันภาษามือก็ต้องถูกต้องและดูโฟลว์ สีหน้าท่าทาง เมื่อถึงฉากสื่ออารมณ์ต่างๆ แววตากับอินเนอร์ก็ต้องได้ (ฟังดูเป็นอะไรที่ multitasking มาก)</p>



<p>แต่นั่นดูจะไม่ใช่ปัญหา เพราะการเลือกใช้นักแสดงหรือการแคสติ้งหนังเรื่องนี้เพอร์เฟกต์ ด้วยเคมีที่เข้ากันและความสามารถทางการแสดงที่ลื่นไหลกับการกำกับที่ต้องขอชมว่าค่อนข้าง solid และฉลาดใช้วิธีในการเล่าเรื่อง หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แข็งแรงทั้งด้านโครงสร้างและองค์ประกอบ พร้อมกันนี้ยังสามารถทำหน้าที่พูดอะไรบางอย่างไปพร้อมๆ กับมู้ด &amp; โทนที่สนุกไม่มีเบื่อ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154167" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c7_20220128.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แม้จะมีเด็กไฮสคูลนิสัยเสียล้อเลียน กับ make fun ครอบครัว Ruby ตามคาดเรื่องปัญหาการได้ยิน แต่หนังทำให้เรารู้สึกว่านี่เป็นความปกติสุข (normality) ของครอบครัวนี้ ครอบครัว Rossi เหมือนจะขาดอะไรไปในสายตาคนอื่นแต่สำหรับพวกเขาแล้วไม่ได้รู้สึกขาด ทุกคนในชุมชนกับคนรู้จักปฏิบัติกับพวกเขาแบบคนเท่ากัน ในหนังมีแม้กระทั่งฉากคนพ่อเปิดเพลงแร็ปเสียงดังเพราะชอบเบสที่ทุ้มและทำให้เขารู้สึกได้ มีเซ็กส์อย่างเร่าร้อน และพูดจาทะลึ่งตึงตังหยอกล้อกันอีกด้วย สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ เช่นพี่กับแม่เองก็ใช้ชีวิตโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรที่ผิดปกติ</p>



<p>แต่ถึงแม้จะบอกว่าหนังเล่าชีวิตครอบครัวนี้ที่เป็นปกติสุขดี ก็เพราะกุญแจสำคัญที่ชื่อ Ruby เป็นคนไขว้มือเชื่อมโยงครอบครัวกับโลกใบนี้ให้อยู่กันอย่างกลมกลืน Ruby หลักๆ หนังจึงเป็นการพูดถึงการเป็นเด็กที่เกิดมาในฐานะคนเดียวที่ได้ยินในครอบครัว ตัวเอกอย่าง Ruby มีอะไรที่ต้องแบกรับจากทั้งครอบครัว ความเป็นวัยรุ่นค้นหาตัวเอง และโลกภายนอกบ้าง และการที่เธอเป็นคนเดียวที่เป็นคนกลางสามารถสื่อสารให้ครอบครัวเข้าใจคนอื่นและคนอื่นเข้าใจครอบครัวทำให้เธอมีบทบาทสำคัญยังไง</p>



<p>เคสของ CODA เป็นเคสที่น่าสนใจ จากที่เห็นคือ Ruby เป็นกาวเชื่อมระหว่างสองโลกคือโลกแห่งเสียงและโลกไร้เสียง Ruby คือหัวใจของครอบครัวนี้อย่างแท้จริง และที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกคือเธอยังเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์นั่นก็คือน้ำเสียงที่ไพเราะอีกด้วย การเกิดมาได้ยินเสียงคนอื่นและเสียงตัวเอง ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบการร้องเพลง ฉะนั้นเมื่อเธอสมัครเข้าชมรมร้องประสานเสียงและได้พบกับครู Bernardo Villalobos หรือครู V เข้า แม้จะมีบุคลิกที่ขวานผ่าซาก ไม่เกรงใจใคร และไม่น่าเข้าใกล้เท่าไหร่ แต่เขาเห็นบางอย่างในตัวเธอและสนับสนุนศิษย์คนนี้เต็มที่</p>



<p>และในช่วงที่ชีวิตเธอมีทีท่าว่าจะมุ่งไปทางที่น่าสนใจมากขึ้น แต่แล้ว Ruby ก็มาถึงทางแยกที่ทางหนึ่งคือช่วยครอบครัวหาปลาและทำอาชีพประมง ซัพพอร์ตครอบครัว กับอีกทางคือทำตามความฝัน ทำตามเสียงหัวใจ นั่นคือการร้องเพลง และเข้าวิทยาลัยดนตรี Berklee</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154168" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c3_20220128.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นี่คือสาเหตุที่บอกว่าหนังเรื่องนี้คือหนัง coming-of-age เพราะไม่ใช่แค่ coming ของตัว Ruby เอง แต่ยังเป็นการ coming ของครอบครัวด้วย เพราะนอกจากเรื่องชีวิต CODA กับทางเลือกของ Ruby หนังเรื่องนี้ยังสอดแทรกประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและการเติบโตด้วย เช่น การที่วันนึงลูกจะต้องโตขึ้นและไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ไปตลอด หรือการตัดสินใจของสมาชิกครอบครัวคนใดคนนึงที่มักจะส่งผลกันเสมอ และความเข้าใจกันของครอบครัว</p>



<p>การอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นอะไรที่เหมือนเซฟโซน คล้ายๆ กับที่คำว่าบ้านที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า &#8216;home&#8217; คือผู้คนมากกว่าสถานที่ พ่อแม่มักเป็นห่วงลูก แต่สำหรับครอบครัวนี้พวกเขาทั้งเป็นห่วงและทั้งต้องการ Ruby ในเวลาเดียวกันเพื่อให้ครอบครัวมีหนทางทำมาหากิน พอ Ruby เป็นคนสำคัญ ก็จะเกิดความคาดหวัง ที่นำไปสู่ความกดดัน และความรู้สึกที่ต้องแบกรับ แล้วสำหรับ Ruby ล่ะ เธอต้องการอะไร และอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอระหว่างครอบครัวและความฝัน ดูเป็นชอยส์ที่ไม่ง่ายเอาซะเลยสำหรับเด็กคนนึง เธอที่เกิดมาปกติดูจะไม่มีเจตจำนงเสรีที่จะเลือกเท่าไหร่นักไม่ว่าจะอยากเป็น translator ให้กับครอบครัวตลอดเวลาหรือไม่ เหมือนที่แม่ของเธอเองก็พูดเช่นกันว่าตอนแรกก็หวังว่า Ruby จะเกิดมาหูหนวกเหมือนกันเพราะกลัวว่าเธอจะดูแลลูกได้ไม่ดีและลูกจะรู้สึกไม่ fit in กับครอบครัว</p>



<p>ในเรื่องราวนี้ Ruby ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตด้วยการแสดงสิ่งที่คิดและต้องการให้ครอบครัวได้รับรู้เพราะพวกเขาไม่เคยรู้ว่าเสียงร้องของ Ruby ไพเราะหรือเป็นเด็กที่มีของขนาดไหน เธอต้องทำเพื่อตัวเองบ้าง แม้ตลอดเวลาเธอจะมีครอบครัวและครอบครัวจะมีเธอเสมอ แต่การเติบโตจะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีความคิดความอ่าน มีอิสระ และมีทางเลือกว่าจะเดินเส้นทางไหนได้เอง และพัฒนาทางจิตใจจากตำแหน่งเดิม เหมือนนกที่โตแล้วต้องบินออกจากรัง ครอบครัวที่เปรียบเสมือนแม่นกที่ฟูมฟักมาตลอดก็ต้องทำความเข้าใจเช่นกัน ส่วนครอบครัวเองก็ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ และสำคัญที่สุดคือทั้งสองฝ่ายต้องพยายามเข้าใจและหา solution ที่ดีที่สุดร่วมกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154170" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c6_20220128.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ยินเสียงและแตกต่างกัน แล้วพวกเขาจะเข้าใจได้ยังไง? นั่นจึงนำมาสู่อีกประเด็นสำคัญที่จับได้จากหนังเรื่องนี้คือเรื่องของการใช้ภาษาและไวยากรณ์ที่เกี่ยวโยง กับเรื่องของความเข้าใจ เพราะภาษาเป็นสิ่งที่ connect คนเข้าด้วยกัน และ <em>CODA</em> ก็เป็นหนังที่พูดถึงทั้งภาษาพูดและภาษากาย</p>



<p>การที่ Ruby สื่อสารกับครอบครัวเธอใช้ภาษามือเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอนอยู่แล้ว อีกจุดนึงที่มองเห็นว่าเป็นการใช้ทั้งสองไวยากรณ์คือการที่พระเอก (ที่หนังใส่มาเป็นพาร์ตโรแมนติกแต่ไม่ได้ลงลึกมากนัก) ฟังเสียงร้องเพลงของ Ruby แล้วเริ่มสนใจ เปิดใจ เริ่มชอบ เริ่มสนิท เริ่มเข้าหา หากไม่นับหน้าตา Ruby ที่น่ารักไม่ใช่เล่นคือผลพวงจากการใช้ &#8216;ภาษาเสียง&#8217; ที่เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน การซ้อม การพบกันบ่อยๆ การเปิดโอกาสคุยกันทำให้ทั้งคู่เริ่มที่จะชอบพอกัน จากนั้นจึงหล่อเลี้ยงด้วย &#8216;ภาษากาย&#8217; คือการมองตา จ้องหน้าและการ จูบ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ภาษากายเป็นสิ่งที่หนังโฟกัสที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ดั้งเดิมที่สุดของมนุษย์สำหรับการ express ความอารมณ์รู้สึกออกมา (ไม่ว่าจะเป็นคนชนชาติไหน พูดภาษาอะไร มนุษย์ทุกคนมีภาษากายเป็นภาษาร่วมกันไม่มากก็น้อย) และภาษากายยังเป็นภาษาแรกที่มนุษย์รู้จักอีกด้วย แม้ว่าจะยังไม่ได้เรียนรู้อีกด้วย เช่นการหัวเราะ ร้องไห้ เสียงดัง ตั้งแต่ยังเป็นทารก</p>



<p>การที่หนัง <em>CODA </em>ใช้ตัวละครกับการบกพร่องทางการได้ยินกับลูกที่เกิดมาแตกต่างก็เพื่อพูดเรื่องนี้ ว่าไม่สำคัญว่าโลกของ Ruby กับพ่อ แม่ พี่ชาย จะมีเสียงหรือไม่ &#8216;ความเข้าใจและนึกถึงกันและกัน&#8217; คือสิ่งสำคัญที่จะแสดงภาษากายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและไม่ต้องพึ่งการประดิษฐ์คิดค้นที่สุด นั่นคือจะทำให้เกิด &#8216;รอยยิ้ม&#8217; ตามมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154171" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c4_20220128.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีหลายฉากที่หนังแสดงถึงความอยู่คนละโลกของ Ruby กับครอบครัวได้ดี ถึงขั้นดีมาก เช่น นางเอกเปิดเพลงเสียงดังเท่าไหร่ก็ได้, ฉากที่กรี๊ดในห้องไม่มีใครได้ยิน หรือใช้การกะพริบไฟแทนนาฬิกาปลุก (ไม่ก็นาฬิกาปลุกมนุษย์ลูก) และฉากที่เรือเจ้าหน้าที่มาเทียบแต่พ่อกับพี่ชายไม่ได้ยิน</p>



<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉาก powerful อย่างฉากที่ครอบครัวมาฟัง Ruby ร้องเพลง หนังเลือกที่จะตัดเสียงให้เงียบสงัดเพื่อให้เราเข้าใจว่าพ่อ แม่ และพี่ชายของ Ruby รู้สึกยังไงตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึ่งคนพ่อใช้การสังเกตสีหน้าของคนที่มาร่วมฟังในงานร้องเพลง มีทั้งคนที่พยักหน้า โยกเบาๆ ตาม ยิ้ม และชอบจนน้ำตาซึม วินาทีนั้นคนพ่อรู้ได้ทันทีว่าลูกสาวตัวเองร้องเพลงเพราะขนาดไหน นำมาซึ่งฉากตอนใกล้จบที่ Ruby ร้องเพลงท้ายรถกระบะแล้วพ่อเอามือจับที่ลำคอของเธอเพื่อรู้สึกถึงการสั่นไหว เขา &#8216;ยิ้ม&#8217; ด้วยความดีใจแม้จะไม่ได้ยินก็ตาม</p>



<p>ฉากที่ประทับใจที่สุดของหนังที่ทำหน้าที่พูดถึงการเชื่อมโยงสองโลกเข้าด้วยกันได้ดีที่สุดคือการที่ครอบครัวมาฟัง Ruby ออดิชั่นในช่วงท้ายของหนังและ Ruby แปลภาษามือไปด้วยร้องไปด้วย การที่ครอบครัวมาดูคือการที่ครอบครัวเข้าหาเธอ และการที่เธอแปลภาษามือไปด้วย นั่นคือการที่เธอแสดงให้ครอบครัวได้เข้าใจหรือเข้าหาครอบครัว</p>



<p>ภาพที่ตาเห็นจึงเป็นไวยากรณ์เดียวที่ครอบครัวนี้รับรู้ได้ และสีหน้าที่ยิ้มแย้มยินดีไปกับลูกกับสีหน้าของ Ruby ตอนร้องเพลงเป็นไวยากรณ์ระหว่างครอบครัวที่ชัดเจนที่สุดยิ่งกว่าภาษามือ หรือ ท้ายที่สุดแล้วทุกคนต่างก็มีความสุข Ruby มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการและเป็นเรื่องดีที่ครอบครัวซัพพอร์ต ในขณะเดียวกันครอบครัวก็ดีใจกับ Ruby ที่ได้ทำสิ่งที่ชอบอย่างเห็นได้ชัดทางสีหน้า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154172" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_Coda_Content_c2_20220128.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>CODA</em> ถือเป็นทั้งหนังดราม่าว่าด้วยเรื่องความรักความเข้าใจ ที่เล่าเรื่องสนุกกับมีอะไรกวนโอ๊ยชวนหัวเราะหน่อยๆ มีกลิ่นคอมเมดี้นิดๆ โรแมนติกไม่น้อย และยังเป็นหนัง coming-of-age ทั้งของ Ruby เองกับครอบครัวอีกด้วย</p>



<p>ดูหนังเรื่องนี้นอกจากอบอุ่นหัวใจและเติมเต็มช่องว่างบางส่วนที่อยู่ในใจแล้ว ก็เป็นการทำให้ realize เหมือนกันว่าที่ผ่านมามนุษย์มีหนทางที่จะสื่อสาร รับรู้ และเข้าใจกันเสมอมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่ที่พยายามเข้าใจกันมั้ยก็เท่านั้น ต่อให้เป็นโลกที่ไร้เสียงก็ยังมีตาเห็น โลกที่ตามองไม่เห็นก็ยังมีการสัมผัส โลกที่สัมผัสไม่ได้ก็ยังมีเสียงกับภาพ และการที่จะเข้าใจผู้อื่นคือการใช้ &#8216;หัวใจ&#8217; เพื่อจะเปิดรับ เข้าหา และเรียนรู้เกี่ยวกับคนคนนั้น จึงอยากชมใครก็ตามที่ตั้งชื่อไทยหนังเรื่องนี้ว่า &#8216;หัวใจไม่ไร้เสียง&#8217; เพราะค่อนข้างสื่อสารถึงตัวหนังได้ดี</p>



<p>ในบางเรื่องบางครั้ง สมองไม่ใช่อวัยวะเดียวที่จะตัดสินใจได้เสมอไป เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องของหัวใจหรือการใช้หัวใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นเรื่องดีถ้าจะมีใครสักคนไม่ว่าจะเพื่อน คนรัก ครอบครัว ใช้หัวใจของพวกเขาฟังเสียงหัวใจของเราเช่นกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hometheater-coda/">CODA เงี่ยหัวใจสดับฟัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Power of the Dog ชายชาตรีบนหลังม้ากับหมาจนตรอก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-power-of-the-dog/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jan 2022 09:31:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[power of the dog]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=153916</guid>

					<description><![CDATA[<p>พูดถึงหนังคาวบอย ส่วนมากเราจะนึกถึงหนังที่มีใบไม้ปลิว ตัวละครพร้อมเผชิญหน้ากัน กล้องจับที่ปืน ซูมหน้า ตามมาด้วยเสียงดัง แล้วใครสักคนก็ล้มลง หนัง Netflix ดัดแปลงจากนิยายของ Thomas Savage เรื่อง &#8216;The Power of the Dog&#8217; ของผู้กำกับ Jane Campion ที่เพิ่งจะกวาดสามรางวัลลูกโลกทองคำไปหมาดๆ เป็นหนังคาวบอยที่สร้างความสดใหม่ให้กับหนังตระกูลนี้ด้วยการเล่าเรื่องแนวดราม่า (จริงๆ ต้องเรียกว่าดราม่า-จิตวิทยา) ที่บอกเล่าเรื่องแบบประณีตบรรจง เนิบช้า ค่อยๆ ดิ่งลึกผ่านเรื่องราว 5 บทในเรื่องเดียวกัน แต่กลับน่าสนใจและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ปะทุอยู่ภายในคำพูด สีหน้า การกระทำ ไม่ต่างจากเสียงดังของปืนลูกโม่ในหนังคาวบอยแอ็กชั่น สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงตอนของหนังก็เทียบได้กับการยิงกราดจิตใจซะจนเละเทะเช่นกัน (บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญภาพยนตร์) เรื่องราวในหนัง The Power of the Dog เกิดขึ้นในรัฐมอนทาน่า ปี 1925 ช่วงเวลาปลายแห่งยุคคาวบอย ที่ใช้ตัวละครกับพื้นที่ในการถ่ายทอดประเด็นที่อยากจะพูดได้อย่างคุ้มค่า หนังเปิดเรื่องมาโดยนำตัวละคร Phil (Benedict Cumberbatch) และ George (Jesse [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-power-of-the-dog/">The Power of the Dog ชายชาตรีบนหลังม้ากับหมาจนตรอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>พูดถึงหนังคาวบอย ส่วนมากเราจะนึกถึงหนังที่มีใบไม้ปลิว ตัวละครพร้อมเผชิญหน้ากัน กล้องจับที่ปืน ซูมหน้า ตามมาด้วยเสียงดัง แล้วใครสักคนก็ล้มลง </p>



<p>หนัง Netflix ดัดแปลงจากนิยายของ Thomas Savage เรื่อง <em>&#8216;The Power of the Dog&#8217;</em> ของผู้กำกับ Jane Campion ที่เพิ่งจะกวาดสามรางวัลลูกโลกทองคำไปหมาดๆ เป็นหนังคาวบอยที่สร้างความสดใหม่ให้กับหนังตระกูลนี้ด้วยการเล่าเรื่องแนวดราม่า (จริงๆ ต้องเรียกว่าดราม่า-จิตวิทยา) ที่บอกเล่าเรื่องแบบประณีตบรรจง เนิบช้า ค่อยๆ ดิ่งลึกผ่านเรื่องราว 5 บทในเรื่องเดียวกัน แต่กลับน่าสนใจและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ปะทุอยู่ภายในคำพูด สีหน้า การกระทำ ไม่ต่างจากเสียงดังของปืนลูกโม่ในหนังคาวบอยแอ็กชั่น สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงตอนของหนังก็เทียบได้กับการยิงกราดจิตใจซะจนเละเทะเช่นกัน</p>



<p>(บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญภาพยนตร์)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153917" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c6_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องราวในหนัง <em>The Power of the Dog </em>เกิดขึ้นในรัฐมอนทาน่า ปี 1925 ช่วงเวลาปลายแห่งยุคคาวบอย ที่ใช้ตัวละครกับพื้นที่ในการถ่ายทอดประเด็นที่อยากจะพูดได้อย่างคุ้มค่า  </p>



<p>หนังเปิดเรื่องมาโดยนำตัวละคร Phil (Benedict Cumberbatch) และ George (Jesse Plemons) สองพี่น้อง Burbank เจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวย มาเทียบกันให้เห็นชัดๆ ทำให้ได้รู้ว่า สองพี่น้องคู่นี้นิสัยต่างกันสิ้นเชิง คนนึงเป็นคนชอบข่ม ชอบกดคนอื่น ขี้เหยียด เดาใจยาก กับจะว่าเป็นคนใจร้ายก็ได้ แต่ฉลาด มีหัวคิด รู้ว่าต้องทำอะไร ส่วนอีกคนเหลาะแหละ ดูไม่ได้เรื่อง พึ่งพาไม่ได้ ตัดสินใจไม่เป็น แต่กลับจิตใจดีและใสซื่อกว่า </p>



<p>บุคลิกสุดโต่งของสองพี่น้องทำให้เราต้องมาตั้งคำถามตั้งแต่ต้นเรื่องว่าแล้วแบบไหนดีกว่ากัน ระหว่างคนพี่ที่อยู่ในโลกอันโหดร้ายใบนี้ได้แต่นิสัยเสีย กับคนน้องที่ดูปราศจากคนพี่แล้วทำอะไรไม่เป็น แน่นอนว่าคำตอบที่ได้คือการเรียนรู้อะไรจากคาแรกเตอร์ทั้งสองมากกว่าต้องเลือกเชียร์คนใดคนหนึ่งในเมื่อเราสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูกไม่ถูกควรไม่ควรที่จะเป็นจากการสังเกตสองตัวละครนี้ในฐานะผู้ชม ความรู้สึกไม่ชอบหน้าที่เรามีให้คนพี่ และความสงสารคนน้องต้องบังเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ตามไดเรกชั่นที่ผู้กำกับได้วางไว้      </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153918" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c8_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ต่อมาการนำทั้งสองมาพบกับสองแม่หม้ายและลูกชาย Rose (Kirsten Dunst) กับ Peter หรือ Pete (Kodi Smit-McPhee) ยิ่งทำให้ประเด็นตรงนี้ชัดขึ้น เมื่อ George หลงรัก Rose ส่วน Phil นอกจากไม่ไว้ใจแล้ว เขายังถูกบทขับเน้นให้เห็นบุคลิกที่ชัดขึ้น เมื่อทำการเหยียด Pete โดยการเรียกเขาว่า &#8216;เด็กติ๋ม (sissy boy)&#8217; หลังจากเห็น Pete ทำดอกไม้ประดิษฐ์กับแจกผ้าเช็ดปากที่แสดงถึงการเอาใจใส่เรื่องความเนี้ยบและความสกปรก ซึ่งแทนที่จะเป็นเรื่องดี Pete กลับถูกหัวเราะเยาะเย้ยจนเสียหน้า ขาดความมั่นใจในตัวเอง</p>



<p>ตั้งแต่ Phil กับน้องชายที่เรียกน้องว่า &#8216;ไอ้อ้วน&#8217; เสมอ และ Phil กับ Pete จึงจะเห็นได้ว่านี่เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบแบบ 2 มุมมอง คือการเปรียบเทียบให้คนอื่นต่ำกว่า (Downward Comparison) กับการเปรียบเทียบให้คนอื่นอยู่สูงกว่า (Upward Comparison)      </p>



<p>ทั้งสองแบบต่างกันที่ แบบแรกคือสิ่งที่ Phil ทำ เขาใช้คำพูดและการกระทำพูดให้คนอื่นดูแย่และรู้สึกแย่ เพื่อที่เขาจะได้อยู่สูงกว่าคนอื่น หนังไม่ต้องบอกก็วิเคราะห์ได้ว่าคนประเภทนี้ต้องมีปมหรือลึกๆ รู้สึกอะไรบางอย่าง เช่น การรู้สึกด้อยภายใน หรือต้องการเอาชนะต้องการอยู่เหนือกว่า ในขณะที่แบบที่สองคือการที่ George กับ Pete โดนกดเช่นนั้น นอกจากทั้งจะมองว่าตัวเองต่ำกว่าและ Phil อยู่สูงกว่า คุณค่าในตัวเองในมุมมองของพวกเขาก็หดหายไปเช่นกัน นอกจากเปราะบางแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ขาดความมั่นใจ (self-confident) ไม่กล้าตัดสินใจ และกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง (imposter syndrome) ในที่สุด      </p>



<p>สิ่งที่เราต้องการจะเห็นจากหนังเรื่องนี้จึงมีอยู่สองสามสิ่ง 1. อะไรทำให้ Phil ผู้ดูฉลาด เก่ง สมบูรณ์แบบ เป็นคนทำตัวแย่ๆ 2. เขาจะบูลลี่อะไรอีกและคนที่โดนเขาบูลลี่จะโต้กลับยังไง โดนข่มไปเรื่อยหรือเอาชนะได้มั้ย? 3. เรื่องราวจะไปจบที่ตรงไหน      </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153919" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c4_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สำหรับตัวละคร Phil เราจะรู้ว่าเขามี mentor คือ Bronco Henry ผู้ชี้นำวิถีคาวบอยและแนวทางการเป็นลูกผู้ชายให้กับเขา เราจะได้ยิน Phil พูดถึงชื่อ Bronco ในเชิงเทิดทูนและรำลึกถึงอยู่บ่อยครั้ง ประมาณว่าหากไม่มี Bronco ก็จะไม่มีเขาในวันนี้      </p>



<p>ลูกน้องต่างก็เทิดทูนและมองว่า Phil คือความสมบูรณ์แบบและผู้นำที่ยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกันก็คล้อยตามเห็นดีเห็นงามไปกับเขาหมดซะทุกอย่าง นั่นทำให้นอกจาก Phil จะมีบุคลิกและนิสัยร้ายๆ แบบนี้ คนรอบตัวของเขาที่คอยเอาแต่เออออและไม่ห้ามปรามหรือกล้าขัดแย้ง (ส่วนนึงเพราะอยู่ใน position ที่พูดอะไรไม่ได้) ยิ่งทำให้ Phil เป็น Phil มากขึ้นไปอีก คนคนนึงจะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อเขาทำตัวมีอำนาจกับมีกลุ่มคนผู้สนับสนุนเขา ซึ่งในหนังเรื่องนี้ตัวละคร Phil มีทั้งสองอย่างนี้ครบ บวกกับสีหน้าท่าทางและคำพูดที่ดูน่ากลัว ทั้งหมดจึงกลายมาเป็นออร่าความไม่น่าเข้าใกล้ของ Phil และลุคที่ให้ความรู้สึกกดขี่ข่มเหงอย่างสิ้นเชิง (dominant &amp; intimidate)       </p>



<p>พฤติกรรมและสูตรสำเร็จของการเป็น Phil คือการสื่อสารอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะเยาะ แววตา ปฏิกิริยาโต้ตอบ และการมองคนอื่นต่ำเขาสูงกว่าเสมอ ที่แสดงออกไปเพื่อให้มีคนได้เห็นและคนที่ถูกพูดถึงได้รู้สึกว่าตัวเองนั้นไร้ค่า กระจอกสิ้นดี ซึ่งพอเนื้อเรื่องแสดงชัดว่า Phil อยู่ศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดราวกับเป็นคนกระโดดสระแล้วทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของน้ำรอบด้าน และชีวิตทุกคนได้รับผลกระทบจากคำพูดการกระทำของเขา      </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c7_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกจากน้องชายและ Pete ที่โดนเหยียดว่าเป็นเกย์หรือทำตัวเหมือนเด็กผู้หญิงตลอดเรื่อง ตัวละครนึงที่โดนจิตวิทยาใส่อย่างหนักคือตัวละคร Rose แม่หม้ายที่ Phil สงสัยว่าจะมาปอกลอกน้องชายหัวอ่อนและไม่ทันคนของเขา Phil จึงได้ทำการบั่นทอนจิตใจ Rose เพื่อให้ Rose อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ทนไม่ไหว และถอนตัวไป      </p>



<p>Phil กระทำการบูลลี่ Rose ด้วยการทำให้เธอสงสัยในความคู่ควรของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความเป็นภรรยาที่ดี รวมไปถึงความสามารถ เช่นฉากที่ Rose เล่นเปียโน เธอเล่นอย่างไม่มั่นใจ เมื่อ Phil เห็นดังนั้นเขาถือคติ &#8216;คนล้มไม่ใช่แค่ข้าม แต่ต้องเหยียบ&#8217; จึงได้เล่นแบนโจเพลงเดียวกันอย่างชำนาญเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความต่างชั้น เขากดดัน Rose จนทำให้เธอกลายเป็นคนติดเหล้า แล้วคอยผิวปากกับปรากฏตัวให้ Rose กลัวทุกครั้งจนต้องพึ่งแอลกอฮอล์แล้วหลับไปเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอ Phil และไม่รับรู้อะไร นอกจากนี้กิจวัตรประจำวันของ Phil นอกเหนือจากต้อนวัวและขี่ม้าแล้ว คือการแกล้งและแซว Pete จากระยะไกล</p>



<p>ตัวละคร Phil ยังแสดงความไม่พอใจบ่อยครั้งเมื่อสิ่งที่ตัวเองพูดไม่เป็นไปตามที่พูด และสิ่งที่ห้ามปรามหรือสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้นได้เกิดขึ้น เช่นช่วงเวลาที่น้องชายบอกว่าเขาแต่งงานกับ Rose เห็นได้ชัดว่า Phil หงุดหงิด เขาเอาไปลงกับม้าและข้าวของ เราไม่อาจรู้ได้จริงเลยว่า Phil ผิดหวังน้อง อิจฉา หรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยความสำคัญในสายตาน้อง ซึ่งมันก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเป็นทั้งสามอย่างรวมกัน      </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153921" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c3_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จุด twist point ของเรื่องราวแสดงให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องจนถึงกลางเรื่อง อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่าทุกคนมีปม (โดยเฉพาะคนนิสัยเลวร้าย) ขอเสริมเช่นกันว่าทุกคนมีความลับ และสองอย่างนี้สำหรับ Phil เป็นสิ่งเดียวกัน      </p>



<p>Phil มีรังลับที่มีทางเข้าเป็นกิ่งไม้เล็กใหญ่คอยปิด เขาแหวกมัน และเข้าไปยังอาณาเขตของเขาราวกับนี่เป็นรังลับที่จะเผยธาตุแท้ของตัวเองออกมา ความลับหรือสิ่งที่เรารู้เพียงคนเดียวจนกว่าจะเปิดให้ใครเข้ามาหรือมีใครสักคนบังเอิญค้นพบก็เปรียบเสมือนรังลับแห่งนี้ สถานที่ที่ Phil สามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องเสแสร้งเหมือนที่ทำอยู่ในโลกภายนอก ไม่ว่าจะผ่อนคลาย แสดงความเกรี้ยวกราด เสียใจ หรือเก็บซ่อนสิ่งของบางอย่าง      </p>



<p>สถานที่แห่งนี้ในฐานะ &#8216;โซนที่ตัดขาดกับพื้นที่และกาลเวลา&#8217; ปราศจากบริบททางสังคม ไม่อิงกับมุมมองและการถูกตัดสินจากผู้อื่น หรือกฎเกณฑ์ใดๆ จึงทำให้ Phil สามารถปลดเปลื้องทุกอารมณ์กับความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์และสบายใจอย่างที่สุด เป็นที่มาของฉากที่เขาลูบไล้ลูบคลำตัวเองด้วยผ้าที่ถักทอเป็นตัวอักษร BH ที่น่าจะย่อมาจาก Bronco Henry ฉากนี้เป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้ทราบว่าเขาเป็นเกย์ซึ่งทำให้ช็อกไม่น้อย นั่นตอบคำถามทุกอย่างทันทีถึงสาเหตุที่ทำไมเขาต้องบูลลี่ Pete พฤติกรรมเขาไม่ต่างไปจากตอนเราเรียน ม.ปลาย แล้วแสร้งทำเป็นไม่สนใจคนที่ชอบ หรือการที่เราไปแกล้งล้อไม่ก็ทุบหลังใครสักคนเพราะเราชอบคนคนนั้น  Phil มีความปรารถนาชายเบื้องลึก และลึกๆ เขารู้สึกบางอย่างกับ Pete (แม้หนังจะไม่ได้บอกตรงๆ) แต่เขาไม่เพียงแต่จะเก็บมันไว้ เขาเลือกจะแสดงมันออกมาแบบกลับด้านด้วยการทำตัวแบบเพศชายที่มีความเป็นพิษ (toxic masculinity) เพื่อปฏิเสธความเป็นจริงนี้แล้วสามารถอยู่ในสังคม ณ ช่วงเวลานั้นที่มีค่านิยมเชิดชูเพศชาย กับรังเกียจเพศหญิงและเหยียดคนที่รักคนเพศเดียวกันอย่างรุนแรง ได้อย่างสบายใจในฐานะ &#8216;ผู้ชายอกสามศอก&#8217; ซึ่งเป็นการหลอกตัวเอง (self-deception) ในทางหนึ่ง นั่นรวมไปถึงการที่เขามักจะทำตัวห้าวอยู่เสมอ โดยเฉพาะการไม่ใส่ถุงมือและทำอะไรมือเปล่า ทั้งหมดเพื่อแสดงความแข็งแกร่งและบอกคนอื่นว่า &#8216;ข้ามันแน่&#8217; แล้วใช้มันเป็นเกราะปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง      </p>



<p>นอกจากนี้ Pete ยังบังเอิญเข้าไปในรังลับของ Phil และพบกับนิตยสารคนเล่นกล้ามเข้า จุดนี้เป็นอีกจุดที่หนังทำให้เรารู้ พร้อมๆ กับที่ Pete รู้ความจริง       </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153922" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c5_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>น่าสนใจที่ว่า ตัวละคร Pete ที่เหมือนจะถูกบูลลี่รังแกและเหยียดหยามตลอดทั้งเรื่องนั้น กลับเป็นตัวละครที่ทำให้คนเพอร์เฟกต์และมั่นใจอย่าง Phil หวาดหวั่นมากที่สุด เพราะทุกครั้งที่เขาเห็น Pete เขารู้สึกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกลัวว่าตัวเองจะเผลอเผยธาตุแท้ กลัวจะห้ามใจไม่ได้และเผลอรู้สึก กลัวว่า Pete จะจับได้ ไปจนถึงลึกๆ แล้วรู้สึก respect กับอิจฉา Pete ในเวลาเดียวกัน เขาอิจฉาที่ Pete เป็นตัวของตัวเองและแสดงด้าน feminine ออกมาได้อย่างไม่อาย อิจฉาที่กล้าหาญกว่าเขา และเคารพที่ Pete กล้าหาญแสดงตนโดยไม่สนใจค่านิยม      </p>



<p>Pete เป็นเด็กผอมกะหร่อง ดูอ่อนปวกเปียก แต่เขาดูเป็นเด็กฉลาดและสนใจความรู้และการประดิษฐ์คิดค้นมากกว่าใช้แรงและใช้กำลัง การให้ความสำคัญกับการศึกษาของเขากับร่างกายที่บอบบางเป็นตัวบ่งบอกว่า Pete ให้ค่ากับอะไร เรายังได้พบว่า Pete มีด้านที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายหรือเป็นไปตามความตั้งใจแม้กระทั่งต้องเสียสละอะไรไปบางอย่างก็ตาม เขาได้คร่าชีวิตกระต่ายตัวน้อยน่ารัก เขาก็เอามันมาชำแหละบนโต๊ะเพื่อศึกษา anatomy ของมันในเชิงการแพทย์ ต่อมา Pete กับ Phil สนิทกันมากขึ้นหลัง Pete ไปค้นพบความลับของ Phil ทั้งคู่ทำอะไรด้วยกัน ไปไหนด้วยกันบ่อยขึ้น ไปจนถึง Phil ถักเชือกหนังให้ Pete ซึ่งทั้งหมดทำให้พูดได้ว่าลึกๆ แล้ว Phil รู้สึกโล่งใจว่าในโลกใบนี้อย่างน้อยๆ ก็มีคนคนหนึ่งที่เขาสามารถเป็นตัวเองด้วยได้ Phil จึงเริ่มเปิดใจกับ Pete และ Pete เอง (แม้หนังจะไม่ได้แสดงให้เห็นตรงๆ) ก็ดูที่จะมีความรู้สึกบางอย่างให้กับ Phil เช่นกัน แต่จะเป็นความรู้สึกอะไร เคารพ ชื่นชอบในเชิงไหน อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนที่จะตีความ       </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153923" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c9_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จนมาถึงไคลแมกซ์ของหนังที่ทำให้เราช็อกอีกรอบพอๆ กับที่ล่วงรู้ความลับนั้นของ Phil และเรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่าง Phil กับ Bronco Henry นั่นก็คือการที่ Phil ตายด้วย &#8216;โรคแอนแทร็กซ์&#8217; หรือติดเชื้อทางผิวหนัง       </p>



<p>ซึ่งคนระวังตัวอย่าง Phil ไม่น่าตายเพราะโรคนี้แม้จะใช้มือเปล่าก็ตาม และหนังก็ได้วางเป็นนัยว่าคนที่วางยาฆ่า Phil ด้วยเชื้อแอนแทร็กซ์ด้วยการเห็นเขาใส่ถุงมือและซ่อนเชือกไว้ใต้เตียงในตอนท้าย นอกหน้าต่างนั้น George กับ Rose แม่เขาจูบกันอยู่ แค่ฉากสั้นๆ นี้บอกอะไรได้หลายอย่าง ทั้งยังพาเรื่องราวไปขมวดถึงประโยคที่พูดตอนต้นเรื่องว่า &#8220;ผมจะเป็นลูกแบบไหน หากไม่ปกป้องแม่ของผม&#8221; แม้ Pete จะรู้สึกดีกับ Phil แต่เขายอมสละ Phil เพื่อแม่ ในขณะเดียวกัน การที่ Phil พูดในช่วงกลางเรื่องเรื่องที่ว่า &#8220;หากมองไม่เห็นก็แปลว่าไม่มี&#8221; ก็ยังแสดงถึงการปกปิดอันมิดชิดเรื่องเพศวิถีของ Phil เช่นกัน      </p>



<p>&#8216;ความตาย&#8217; นั่นคือผลของการกระทำของ Phil ตั้งแต่แรก ผลพวงของการปฏิเสธความจริงที่ไปทำร้ายคนอื่น และ Phil ต้องมาพบกับจุดจบแม้บรรยากาศทุกอย่างจะดีขึ้นแล้ว แม้เขารู้สึกวางใจและสบายใจแล้ว และแม้ว่าเราจะได้เห็นแง่มุมอ่อนโยนจนเห็นอกเห็นใจและเข้าใจตัวละครนี้แล้วก็ตาม สาเหตุทั้งหมดที่ Phil ตายคือเขาได้ทำให้ Pete กลายเป็นหมาจนตรอก แทนที่จะอ่อนแอ Pete กลับ react ด้วยการแสดงความเกรี้ยวด้วยความไม่มีอะไรจะเสีย นี่คือ &#8216;พลังของสุนัข&#8217; ตามชื่อเรื่อง      </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153924" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Power-of-the-Dog_Content_c1_20220117.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ผู้แต่งอย่าง Thomas Savage เขียนหนังสือที่เป็นต้นฉบับหนังเรื่องนี้โดยมาจากประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นเกย์แต่ต้องปิดบังความเป็นจริงด้วยการแต่งงานกับผู้หญิง ความอัดอั้นตันใจต่อค่านิยมสังคมในปี 1967 และ Jane Campion ได้รับไม้ต่อ นำมันมาแปลงจากอักษรเป็นภาพเคลื่อนไหวอย่างทรงพลังในอีก platform       </p>



<p>การเลือกให้เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1925 กับการเลือกที่จะเล่าในสภาพภูมิศาสตร์แบบที่ราบและเนินเขาในยุคคาวบอย เป็นการเลือกอย่างชาญฉลาด ให้พื้นที่โล่งๆ เล่าเรื่องราวสังคมชูความเป็นชายและสื่อสารเมสเสจอย่างชัดเจน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สิ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์ (ซึ่งสามารถคัดกรองได้) ยิ่งมีน้อย ยิ่งตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก คนดูจะยิ่งรู้ยิ่งเข้าใจว่าควรโฟกัสอะไร และหนังก็ได้แสดงเจตจำนงว่าจะโฟกัสหรือเน้นไปที่ความสัมพันธ์ การแสดงตัวตนอย่างไรในสังคมหนึ่งๆ และความรู้สึกของตัวละคร เพื่อให้เห็นถึงความเข้มข้นกับความซีเรียสว่ามันคือเรื่องใหญ่และสำคัญต่อจิตใจตัวละครขนาดไหน      </p>



<p>ท้ายที่สุด <em>The Power of the Dog</em> ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจ ความสูงต่ำ ความ toxic masculinity ความเก็บกดภายใต้ค่านิยมทางเพศในบริบทและยุคสมัย กับตัวตนภายใน และเรื่องราวนี้ยังทำให้น่าตั้งคำถามว่าใครกันแน่คือหมาที่ขี้แพ้กว่ากัน ระหว่างหมาที่ได้แต่เห่าที่ไม่กล้าเผยตัวจากเงามืด หรือหมาที่ถูกเห่าใส่ตลอดแต่เผยคมเขี้ยวในยามที่มันหันหลังชนกำแพงหลังจากถูกไล่ต้อนมายังตรอกทางตัน </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-power-of-the-dog/">The Power of the Dog ชายชาตรีบนหลังม้ากับหมาจนตรอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Silent Sea ความจริงในด้านมืดของดวงจันทร์ที่กรีดร้องดังแต่กลับไร้เสียง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hometheater-thesilentsea/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Jan 2022 15:00:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=153327</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงการออกไปสำรวจนอกโลกและยานอวกาศเรามักจะนึกถึงอเมริกาและรัสเซียนำมาก่อน นี่นับว่าเป็นอีกครั้งที่เกาหลีทำให้โลกต้องหันมามอง&#160;ด้วยการทำสิ่งที่ประเทศนี้ทำแล้วประสบความสำเร็จภายในช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้ นั่นก็คือใช้โลกของภาพยนตร์และซีรีส์ในการพูดอะไรสักอย่าง&#160;และครั้งนี้ ด้วยซีรีส์ The Silent Sea ที่มีสองนักแสดงระดับแม่เหล็กแรงสูงอย่าง กงยู และ แบดูนา เกาหลีใต้พาประเทศตัวเองออกเดินทางจากโลกไปสู่ดวงจันทร์ จนทำให้ทั้งโลกต้องพูดว่า &#8220;เกาหลีเค้าไปดวงจันทร์แล้ว&#8221;&#160; ซึ่งอันที่จริงมีการประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าประเทศเกาหลีใต้มีความตั้งใจจะปล่อยยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2020 ก่อนที่จะเลื่อนมาปล่อยในปี 2022 นี้ ซีรีส์จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนวิดีโอจำลองก่อนปฏิบัติการจริง ที่ว่าด้วยเรื่องราวของประเทศเล็กๆ อย่างเกาหลีใต้ แต่กลับมีบทบาทสำคัญระดับโลกด้วยการมีสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ และค้นพบสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกที่กำลังย่ำแย่สุดขีดไปตลอดกาล&#160; นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการจัดการ และการดิ้นรนหาทางออกของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว *บทความเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์* The Silent Sea ไม่เพียงแต่จะเป็นหนังไซ-ไฟที่มีกลิ่นอายลึกลับปนสยองขวัญอยู่หน่อยๆ แต่ยังเป็นหนังแนวโลกอนาคตดิสโทเปียที่กำลังพูดประเด็นเดียวกับ Mad Max (2015) และ Interstellar (2014) ที่ว่าด้วยการเพิ่มประชากรและการใช้สอยทรัพยากรของมนุษย์อย่างไม่หยุดและผลิตขยะ สร้างมลพิษ และสารเคมีมาทำลายโลกอย่างช้าๆ จนถึงจุดที่สายเกินแก้ นั่นจึงทำให้ในซีรีส์เรื่องนี้ &#8216;ภัยแล้ง&#8217; คือความสยองขวัญหลักของเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าการที่มีอะไรไม่รู้อยู่บนดวงจันทร์ซะอีก ในโลกอนาคตของซีรีส์ มนุษย์มีการก่อตั้ง &#8216;คณะกรรมการเพื่อนโยบายการอยู่รอดของมนุษย์&#8217; ที่ทำหน้าที่คิดนโยบายและหาทางแบ่งสรรปันส่วนน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำซะอีก นโยบายที่ว่าคือการให้แต่ละคนมีบัตรสีต่างๆ และแบ่งระดับชนชั้นของผู้ใช้น้ำเพื่อกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและเบิกน้ำมาใช้ในแต่ละครั้ง แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ เพราะมันเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์และความไม่เท่าเทียมจนต้องออกมาเดินขบวนประท้วง แม้ซีรีส์จะไม่ได้ลงลึกตรงนี้สักเท่าไหร่และมีแอร์ไทม์น้อย ไปเน้นที่การดำเนินเรื่องในฟากดวงจันทร์ซะมากกว่าเพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่นั่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hometheater-thesilentsea/">The Silent Sea ความจริงในด้านมืดของดวงจันทร์ที่กรีดร้องดังแต่กลับไร้เสียง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงการออกไปสำรวจนอกโลกและยานอวกาศเรามักจะนึกถึงอเมริกาและรัสเซียนำมาก่อน นี่นับว่าเป็นอีกครั้งที่เกาหลีทำให้โลกต้องหันมามอง&nbsp;ด้วยการทำสิ่งที่ประเทศนี้ทำแล้วประสบความสำเร็จภายในช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้ นั่นก็คือใช้โลกของภาพยนตร์และซีรีส์ในการพูดอะไรสักอย่าง&nbsp;และครั้งนี้ ด้วยซีรีส์ <em>The Silent Sea </em>ที่มีสองนักแสดงระดับแม่เหล็กแรงสูงอย่าง กงยู และ แบดูนา เกาหลีใต้พาประเทศตัวเองออกเดินทางจากโลกไปสู่ดวงจันทร์</p>



<p>จนทำให้ทั้งโลกต้องพูดว่า &#8220;เกาหลีเค้าไปดวงจันทร์แล้ว&#8221;&nbsp;</p>



<p>ซึ่งอันที่จริงมีการประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าประเทศเกาหลีใต้มีความตั้งใจจะปล่อยยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2020 ก่อนที่จะเลื่อนมาปล่อยในปี 2022 นี้ ซีรีส์จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนวิดีโอจำลองก่อนปฏิบัติการจริง ที่ว่าด้วยเรื่องราวของประเทศเล็กๆ อย่างเกาหลีใต้ แต่กลับมีบทบาทสำคัญระดับโลกด้วยการมีสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ และค้นพบสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกที่กำลังย่ำแย่สุดขีดไปตลอดกาล&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการจัดการ และการดิ้นรนหาทางออกของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว</p>



<p>*บทความเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์*</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153331" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c12_20211224.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>The Silent Sea </em>ไม่เพียงแต่จะเป็นหนังไซ-ไฟที่มีกลิ่นอายลึกลับปนสยองขวัญอยู่หน่อยๆ แต่ยังเป็นหนังแนวโลกอนาคตดิสโทเปียที่กำลังพูดประเด็นเดียวกับ <em>Mad Max </em>(2015) และ<em> Interstellar</em> (2014) ที่ว่าด้วยการเพิ่มประชากรและการใช้สอยทรัพยากรของมนุษย์อย่างไม่หยุดและผลิตขยะ สร้างมลพิษ และสารเคมีมาทำลายโลกอย่างช้าๆ จนถึงจุดที่สายเกินแก้ นั่นจึงทำให้ในซีรีส์เรื่องนี้ &#8216;ภัยแล้ง&#8217; คือความสยองขวัญหลักของเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าการที่มีอะไรไม่รู้อยู่บนดวงจันทร์ซะอีก</p>



<p>ในโลกอนาคตของซีรีส์ มนุษย์มีการก่อตั้ง &#8216;คณะกรรมการเพื่อนโยบายการอยู่รอดของมนุษย์&#8217; ที่ทำหน้าที่คิดนโยบายและหาทางแบ่งสรรปันส่วนน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำซะอีก นโยบายที่ว่าคือการให้แต่ละคนมีบัตรสีต่างๆ และแบ่งระดับชนชั้นของผู้ใช้น้ำเพื่อกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและเบิกน้ำมาใช้ในแต่ละครั้ง แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ เพราะมันเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์และความไม่เท่าเทียมจนต้องออกมาเดินขบวนประท้วง</p>



<p>แม้ซีรีส์จะไม่ได้ลงลึกตรงนี้สักเท่าไหร่และมีแอร์ไทม์น้อย ไปเน้นที่การดำเนินเรื่องในฟากดวงจันทร์ซะมากกว่าเพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่นั่น แต่ก็เป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ตำแล้วเจ็บจนต้องหันไปมองว่ามันแทงลงไปลึกแค่ไหน เลือดออกมั้ย และคิดหรือมองหาสาเหตุว่าเสี้ยนหนามนี้มันมาจากไหนกันแน่ เพื่อที่เราจะไม่ต้องโดนทิ่มอีก</p>



<p>เรามีการนิยามยุคสมัยของโลกโดยลงท้ายด้วยคำว่า &#8216;ซีน (cene)&#8217; และมีคำศัพท์นึงคือคำว่า &#8216;แอนโทรโปซีน (Anthropocene)&#8217; เป็นคำศัพท์ที่นิยามขึ้นเพื่อบ่งบอกยุคสมัยหรือมนุษย์สมัยที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ ว่าในยุคที่มนุษย์เป็นสปีชีส์หลักที่ปกครองและกำหนดชะตากรรมดวงดาวที่ชื่อว่า &#8216;โลก&#8217; ซึ่งประกอบสร้างเป็นเราขึ้นมา เราได้สร้าง ทำลาย และทิ้งอะไรไว้ให้กับโลกใบนี้บ้าง นั่นคือสิ่งที่ <em>The Silent Sea</em> กำลังพูดถึง ยุคแอนโทรโปซีนที่ดูกำลังจะเข้าใกล้จุดสิ้นสุดมากขึ้นทุกทีๆ</p>



<p>นอกจากนี้ในซีรีส์ยังถ่ายทอดให้เราเห็นว่าโลกกำลังย่ำแย่ขนาดไหน ด้วยการแสดงให้เห็นว่านอกจากโลกร้อนและภัยแล้งสุดขีดจนต้องหันไปกลั่นน้ำทะเลมาใช้ดื่มกิน (น้ำทะเลเองก็ลดลงเรื่อยๆ) แล้ว ยังมีเรื่องของโรคระบาด การกำจัดขยะ และการปนเปื้อนกับการติดเชื้ออีก&nbsp;</p>



<p>ใช่แล้วมันฟังดูคุ้นๆ ปัญหาเหล่านี้ถือว่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไทม์ไลน์ของเราสักเท่าไหร่ เรากำลังอยู่ในเส้นเรื่องนี้ราวกับว่าเรากำลังเป็นพยานและมีส่วนสมรู้ร่วมคิดในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานการณ์ในโลกอนาคตของซีรีส์ ทำให้หากไม่ทำอะไรอย่างระมัดระวังกว่านี้ การที่เราข้ามผ่านช่วงเวลาแอนะล็อกมาสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วจะไม่ใช่กระบวนการเร่งเพื่อไปข้างหน้าหรือข้างบน แต่เป็นการเร่งพร้อมกับเสื่อมสลายและพุ่งดิ่งลงสู่โลงศพเร็วขึ้นเท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153332" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c15_20211224.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดร.ซง ที่รับบทโดยแบดูนา นักชีวดาราศาสตร์และน้องสาวของพี่สาวผู้เป็นเฮดของศูนย์วิจัยบัลแฮบนดวงจันทร์ผู้ล่วงลับ ถูกเชื้อเชิญให้ไปทำภารกิจกู้งานทดลองบางอย่างกลับมายังโลกโดยไม่รับข้อมูลอะไรมากนัก นอกจากการบรีฟหน้าที่อย่างคร่าวๆ ว่าต้องทำอะไรบ้าง (บรีฟสั้นกว่างานครีเอทีฟและงานโฆษณาซะอีก)&nbsp;</p>



<p>ภารกิจนี้นำโดยกัปตันฮัน หรือกงยู ผู้ทำตามคำสั่งรัฐบาลโดยไม่ถามคำถามใดๆ ถูกสั่งมายังไงก็ทำเช่นนั้น ในแง่นึงกัปตันฮันดูเป็น professional แต่ในอีกแง่ การที่ถูกสั่งมาให้ซ้ายหันขวาหันก็ทำตาม ไม่ตั้งคำถาม และไม่ให้ความสำคัญกับสาเหตุของเรื่องที่ว่า &#8216;เกิดอะไรขึ้นที่สถานีบัลแฮเมื่อห้าปีก่อนกันแน่&#8217; ทำให้คนดูและตัวละครทั้ง ดร.ซงกับกัปตันฮันเองต้องตั้งคำถามถึงความถูกต้องและสิ่งที่สมควรไม่สมควร</p>



<p>ยิ่งดูจะยิ่งพบว่ารัฐบาลและหน่วยงานรัฐกำลังปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องห้าปีก่อน ไม่ได้มีสารเคมีรั่วไหล และนั่นไม่ใช่สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของลูกเรือ นักวิจัย กับพี่สาวของด็อกเตอร์</p>



<p>ไม่แน่ใจว่าจะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างและคนเขียนบทหรือไม่ และนี่อาจจะดูเป็นการ overinterpret ไปบ้าง แต่ลองถอยออกมามองก็จะพบว่าเนื้อหาของซีรีส์กับเรื่องของดวงจันทร์และด้านมืดของดวงจันทร์นั้นมีความเกี่ยวข้องกันในเชิงสัญลักษณ์และความหมายอยู่</p>



<p>อย่างที่ทราบกันดีว่าดวงจันทร์เป็นดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตนเอง แสงที่เราเห็นจากโลกเป็นแสงที่ตกกระทบจากแสงของดวงอาทิตย์ และเมื่อเราไปอยู่บนดวงจันทร์ แสงสว่างที่เราจะมองเห็นได้ก็จะเป็นแสงจากดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ส่วนเรื่องของด้านมืด ในซีรีส์พี่สาวของด็อกเตอร์ซงนิยามจุดอับหรือจุดที่มองไม่เห็นของดวงจันทร์ (ที่แสงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง) ว่าเป็น &#8216;ทะเลแห่งความเงียบสงบ&#8217; หรือทะเลสงัดตามชื่อเรื่อง เพราะหากใครสักคนโดดไปโดยไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว ก็จะลอยเคว้งราวกับอยู่ในทะเลแห่งความมืด อีกทั้งเสียงยังเดินทางไม่ได้เพราะไม่มีอากาศในอวกาศ ไม่ว่าตะโกนดังแค่ไหนก็จะไม่มีใครได้ยิน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153334" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c28_20211224.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฉะนั้นหากนำแสงดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์และทะเลสงัดไปเทียบเคียงกับเรื่องของความจริงและการปกปิดความจริงของรัฐ ก็สามารถแปลความหมายได้ว่ารัฐเป็นผู้ควบคุมแสงอาทิตย์ที่จะส่องไปยังด้านไหนของดวงจันทร์ ส่วนประชากรโลกเมื่อมองจากโลกก็จะได้รับรู้และเห็นรูปร่างและด้านต่างๆ ของดวงจันทร์เท่าที่รัฐเผยให้เห็น ไม่ต่างจากการเล่นไม้เล่นมือเพื่อให้เกิดรูปร่างของเงาบนกำแพงเหมือนที่เราเล่นกันตอนเด็กๆ ผู้ควบคุมแสง เงา และรูปร่าง เป็นผู้กำหนดว่าผู้เห็นจะเห็นอะไร หรือไม่ให้เห็นอะไรเลย</p>



<p>เหล่าตัวเอกคือผู้เดินทางไปค้นพบความจริงตามวิสัยมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ โดยมีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวเข้ามาทำภารกิจชิงตัวอย่างและทำลายตัวอย่างที่เหลือพร้อมกับกำจัดทุกคนอีกที&nbsp;</p>



<p>แต่ก็เป็นเรื่องดีหน่อยที่กัปตันฮันถึงแม้จะไปทำภารกิจเพื่อลูกสาวและโฟกัสไปที่การทำตามคำสั่ง แต่กงยูย่อม/มักจะไม่เล่นเป็นตัวร้าย เขาจึงมาชั่งน้ำหนักดูและตัดสินใจว่าตัวเองจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าจะทำยังไงกับความเป็นจริงที่ค้นพบว่า ที่ศูนย์วิจัยบัลแฮกำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับน้ำบนดวงจันทร์ และมันเป็นไวรัสหรือ &#8216;ตัวทำลาย&#8217; ที่ดันไปเป็นสิ่งเดียวกับ &#8216;ความหวัง&#8217; ของมนุษยชาติซะอย่างงั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153335" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c5_20211224.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไวรัสนี้เป็นไวรัสที่ค้นพบในชื่อ &#8216;น้ำดวงจันทร์&#8217; (มีการค้นพบธาตุประกอบของน้ำบนดวงจันทร์จริงๆ และดูเหมือนซีรีส์หยิบตรงนั้นมาคิดต่อยอด) ที่เมื่อสัมผัสกับเลือดหรือเข้าไปในร่างกายสิ่งมีชีวิตแล้ว ก็จะสูบกินร่าง โฮสต์และเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ ซึ่งดูจะเป็นหนทางแก้ปัญหาภัยแล้งบนโลกที่ดูจะเข้าท่าไม่น้อย หากแต่ว่าปัญหาหลักคือมนุษย์ยังไม่รู้จักมันดีพอ และไวรัสกับการเพิ่มขึ้นของน้ำจะต้องพึ่งพาชีวิตของสิ่งมีชีวิต&nbsp;</p>



<p>เท่ากับว่ามนุษย์ชาวเกาหลีใต้เล่นเกมอันตรายและกำลังเล่นบทพระเจ้าอยู่ หรือที่จริงเราเล่นมาตั้งนานแล้วและกำลังเล่นมาโดยตลอด พวกเขาควบคุมปัจจัยที่จะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล ชะตากรรมและความเป็นอยู่ของชาวโลกขึ้นอยู่กับมัน และแน่นอนว่าใครกุมสิ่งนี้ไว้ในกำมือ คือกุมอำนาจแห่งชีวิต จึงได้เกิดการบุกแย่งชิงของพวกอาร์เอ็กซ์ (RX) กลุ่มทหารรับจ้างที่โฟกัสเรื่องผลประโยชน์และทรัพยากรพลังงานก่อนหน้าที่กลุ่มของตัวเอกจะเดินทางมาถึง และเกาหลีเองก็ไม่เปิดให้เรื่องนี้รั่วไหลเพราะเรื่องของผลประโยชน์และการผูกขาด</p>



<p>แต่ก็ใช่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังการทดลองจะไม่มีวิธีรับมือ ในเมื่อใช้เวลานานแล้วยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าจะควบคุมเจ้าไวรัสนี้และใช้งานมันดั่งใจนึกได้ยังไง จึงได้ทำการทดลองอีกอย่างนั่นก็คือการ &#8216;โคลนนิ่ง&#8217; เด็กขึ้นมา เพื่อทดลองว่ามนุษย์จะสามารถใช้และอยู่ร่วมกับของเหลวที่ใกล้เคียงน้ำที่สุดนี้ได้หรือไม่</p>



<p>โปรเจกต์ร่างโคลน &#8216;Luna&#8217; จึงถือกำเนิดขึ้น โดยผู้ที่รับผิดชอบและนำทีมวิจัยคือพี่สาวของ ดร.ซง นั่นเอง มีการโคลนเด็กหญิงขึ้นมาจำนวนมากอย่างไร้มนุษยธรรมเพื่อทดสอบความเข้ากันของมนุษย์กับน้ำดวงจันทร์เผื่อกรณีนำมาใช้บนโลกแล้วควบคุมไม่ได้ เกิดวงจรหรือวัฏจักรการเกิดของน้ำที่มากเกินไป ในมุมกลับมนุษย์จะสูญพันธุ์เพราะน้ำแทนความแห้งแล้ง</p>



<p>มีการใช้ร่างโคลนของเด็กน้อยลูน่ามากมายก่อนที่จะมาถึงคนที่ 73 ถึงได้มีการค้นพบว่าทางที่เข้าท่าที่สุดไม่ใช่การทำให้น้ำเข้ากับมนุษย์ แต่เราเองต่างหากที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับมัน ลูน่าหมายเลข 073 เป็นเครื่องพิสูจน์นั้นว่าเมื่อถึงจุดที่มนุษย์ดำเนินมาถึงทางตัน เราต้องวิวัฒน์เพื่อความอยู่รอด เหมือนที่สิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์วิวัฒนาการและปรับตัวจนอยู่รอดมาถึงปัจจุบัน ด้วยการคงไว้ซึ่งส่วนที่จำเป็น เปลี่ยนเป็นสิ่งที่ต้องมี และตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก</p>



<p>เมื่อมองกลับไปก็จะพบว่าเราหยุดวิวัฒนาการทางร่างกายกันมาพักใหญ่แล้ว (กลับไปวิวัฒน์ให้กับสายพันธุ์จักรกลแทน) การค้นพบครั้งใหม่นี้จึงผลักดันให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น อย่างที่เห็นว่าเด็กหญิงลูน่า 073 มีสายตาเฉียบคม เคลื่อนที่ว่องไว รักษาตัวเองได้ และมีเหงือกเหมือนปลา นั่นเป็นสิ่งที่มนุษย์ดูจะต้องการเพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่กับน้ำดวงจันทร์นี้ หรือมากกว่านั้นคือมาอยู่บนดวงจันทร์แทนโลกซะเลย เพราะในตอนท้ายก็จะเห็นว่าลูน่า 073 หายใจและใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ได้โดยไม่ต้องสวมชุด</p>



<p>ตอนนี้ความจริงและตัวแปรที่จะเปลี่ยนโลกอยู่ในกำมือของ ดร.ซงและกัปตันฮันแล้ว ในไม่ช้าทั้งคู่จะต้องกลับไปยังโลก ทั้งสองมีสองตัวแปรสำคัญคือน้ำดวงจันทร์ในฐานะทางแก้หรือตัวแปรเพื่อปัจจุบัน กับอีกตัวแปรคือลูน่าในฐานะตัวแปรแห่งอนาคตที่จะเป็นการชี้ให้โลกเห็นว่ามนุษย์ต้องการอะไรเพื่ออยู่รอด อยู่ที่ทั้งสองจะจัดการกับความจริงนี้ยังไง จึงเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากเหตุการณ์ตอนจบซีรีส์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153336" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Home-Theatre_The-Silent-Sea_Content_c16_20211224.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>The Silent Sea </em>ถือว่าเป็นซีรีส์ที่ตรงปก ด้วยการมอบสิ่งที่สัญญาว่าจะมอบให้เมื่อคนได้อ่านเรื่องย่อและดูตัวอย่าง นั่นก็คือความลึกลับ สยองขวัญ การสืบหาต้นตอและสิ่งที่เกิดขึ้น กับการรับมือและการตั้งคำถามว่าจะทำยังไงกับมัน ในเนื้อเรื่องสไตล์ไซ-ไฟอวกาศของฝั่งเกาหลีที่มีสองนักแสดงดังเป็นตัวละครหลัก ชอบซีรีส์เรื่องนี้ตรงความค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เผยค่อยๆ ค้นพบ เราคนดูรู้อะไรไปพร้อมกับตัวละคร อาจไม่ได้หวือหวา แต่ดูได้เพลินๆ ตั้งแต่ต้นยันจบ</p>



<p>ที่สำคัญที่สุดคือซีรีส์บนอวกาศเรื่องแรกของเกาหลีเรื่องนี้ไม่ได้น่าดูแค่ในฐานะ &#8216;ซีรีส์บนอวกาศเรื่องแรกของเกาหลี&#8217; แต่เหมือนที่ <em>Hellbound</em> พูดเรื่องศรัทธาความเชื่อ กับ<em> Squid Game</em> พูดเรื่องทุนนิยมและการดิ้นรน <em>The Silent Sea</em> เป็นมากกว่านั้น เนื้อหาซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงเรื่องที่ทุกคนบนโลกเกี่ยวข้องได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการพูดประเด็นที่ควรให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้อย่างประเด็นสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป ทั้งยังให้เหตุผลอย่างน่าเชื่อว่าเหตุใดในเรื่องนี้เกาหลีถึงมีบทบาทสำคัญ ไม่ใช่ขาประจำอย่างอเมริกา</p>



<p>จะพูดแบบนี้ก็ได้ว่าถึงตอนนี้ยิ่งดูยิ่งชัดว่าเกาหลีใต้ไม่เพียงแต่จะใช้ soft power ถ่ายทอดและเผยแพร่วัฒนธรรมตัวเอง แต่ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ประเทศนี้บูมขนาดนี้ ส่วนนึงเพราะพวกเขามีอิสระที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ แตะประเด็นอะไรก็ได้ (แม้กระทั่งเล่นประเทศตัวเอง) และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่อีกส่วนนึงคือเกาหลีดูจะเข้าใจและรู้ &#8216;how to ทำซีรีส์อย่างไรให้เป็นสากล&#8217; ไม่ใช่แค่ขายเอกลักษณ์ พูดภาษาเกาหลี หรือแค่มีฉากรินและกระดกเหล้าโซจูบ่อยๆ&nbsp;</p>



<p>นั่นคือสาเหตุที่ทำไมเราถึงเห็นซีรีส์เกาหลีมักจะขึ้นอันดับ 1 ในประเทศไทยและหลายๆ ประเทศเสมอ นี่คืออีกเรื่องที่ควรหยิบยกเป็นกรณีศึกษาหากไทยต้องการทำหนังซีรีส์ให้สะดุดตาชาวโลก</p>



<p><a href="https://www.netflix.com/title/81098012">ดู The Silent Sea ทาง Netflix ที่นี่</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hometheater-thesilentsea/">The Silent Sea ความจริงในด้านมืดของดวงจันทร์ที่กรีดร้องดังแต่กลับไร้เสียง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Don&#8217;t Look Up ความโง่เขลาอันตรายยิ่งกว่าอุกกาบาต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dont-look-up/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 10:42:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=152994</guid>

					<description><![CDATA[<p>พอจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ที่ปะหน้าว่าเป็นหนังตลกร้าย ทำให้คิดขึ้นได้ว่า จะว่าไปแล้วในชีวิตทุกคนล้วนแต่ต้องเคยผ่านประสบการณ์อันย้อนแย้งที่เรียกว่า&#160;&#8216;หัวเราะทั้งน้ำตา&#8217;&#160;หรือสภาวะที่เลยขีดจำกัดของการขำไม่ออกที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ้นหวัง บ้าบอชนิดสุดจะเหลือเชื่อ หรือทำเอาใจเรารู้สึกเจ็บจี๊ดจนปลงแล้ว มีอีกความรู้สึกนึงที่สอดคล้องกับการหัวเราะทั้งน้ำตา คือการ&#160;&#8216;เจ็บใจ&#8217;&#160;ที่เหมารวมทั้งการเจ็บใจแบบตั้งคำถามเชิง&#160;what if? ว่าทำไมตัวเองไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือทำไมสิ่งนี้เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้นทั้งที่เราสามารถยับยั้งให้เกิดหรือทำให้มันเกิดขึ้นได้&#160;&#160;แต่ไม่มีอะไรเจ็บใจไปกว่าการรู้แล้วว่าต้องทำยังไง แต่ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ Don&#8217;t Look Up หนังเสียดสีตลกร้าย (satire &#38; sarcasm) ที่ฉุดกระชากลากถูคนดูตัวเปล่าไปตามพื้นถนนและอุดมไปด้วยดาราดังอย่างคับคั่งของผู้กำกับและคนเขียนบทเจ้าประชดประชันอย่าง Adam McKay เรื่องนี้ ถ่ายทอดสถานการณ์สิ้นหวังออกมาได้กวนโอ๊ย เซอร์เรียล จนไม่รู้ว่าจะขำ น้ำตาไหล หรือรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้นดี เป็นหนังส่งท้ายปีของ&#160;Netflix&#160;ที่แค่ดูนักแสดงก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว เพราะนักแสดงเรื่องนี้มีทั้ง&#160;Leonardo DiCaprio, Jennifer Lawrence, Cate Blanchett, Meryl Streep, Jonah Hill, Mark Rylance, Tyler Perry, Timothée Chalamet, Ron Perlman, Ariana Grande&#160;และ&#160;Kid Cudi&#160; แต่ถึงกระนั้น&#160;Don&#8217;t Look Up&#160;ก็ไม่ใช่แค่หนังขายดารา เพราะเมื่อได้ดูก็พบว่าหนังขับเน้นประเด็นกับตัวละครให้โดดเด่นด้วยนักแสดงดัง โดยเนื้อความจริงๆ ของหนังอยู่ที่การเสียดสีผู้มีอำนาจกับทุนนิยม การตัดสินใจของผู้นำผู้แสนโง่เขลา ไดอะล็อกจิกกัดประชดประชัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dont-look-up/">Don&#8217;t Look Up ความโง่เขลาอันตรายยิ่งกว่าอุกกาบาต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>พอจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ที่ปะหน้าว่าเป็นหนังตลกร้าย ทำให้คิดขึ้นได้ว่า จะว่าไปแล้วในชีวิตทุกคนล้วนแต่ต้องเคยผ่านประสบการณ์อันย้อนแย้งที่เรียกว่า&nbsp;&#8216;หัวเราะทั้งน้ำตา&#8217;&nbsp;หรือสภาวะที่เลยขีดจำกัดของการขำไม่ออกที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ้นหวัง บ้าบอชนิดสุดจะเหลือเชื่อ หรือทำเอาใจเรารู้สึกเจ็บจี๊ดจนปลงแล้ว</p>



<p>มีอีกความรู้สึกนึงที่สอดคล้องกับการหัวเราะทั้งน้ำตา คือการ&nbsp;&#8216;เจ็บใจ&#8217;&nbsp;ที่เหมารวมทั้งการเจ็บใจแบบตั้งคำถามเชิง&nbsp;what if? ว่าทำไมตัวเองไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือทำไมสิ่งนี้เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้นทั้งที่เราสามารถยับยั้งให้เกิดหรือทำให้มันเกิดขึ้นได้&nbsp;&nbsp;แต่ไม่มีอะไรเจ็บใจไปกว่าการรู้แล้วว่าต้องทำยังไง แต่ไม่ทำ หรือทำไม่ได้</p>



<p><em>Don&#8217;t Look Up</em> หนังเสียดสีตลกร้าย (satire &amp; sarcasm) ที่ฉุดกระชากลากถูคนดูตัวเปล่าไปตามพื้นถนนและอุดมไปด้วยดาราดังอย่างคับคั่งของผู้กำกับและคนเขียนบทเจ้าประชดประชันอย่าง Adam McKay เรื่องนี้ ถ่ายทอดสถานการณ์สิ้นหวังออกมาได้กวนโอ๊ย เซอร์เรียล จนไม่รู้ว่าจะขำ น้ำตาไหล หรือรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้นดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153010" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c11_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เป็นหนังส่งท้ายปีของ&nbsp;Netflix&nbsp;ที่แค่ดูนักแสดงก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว เพราะนักแสดงเรื่องนี้มีทั้ง&nbsp;Leonardo DiCaprio, Jennifer Lawrence, Cate Blanchett, Meryl Streep, Jonah Hill, Mark Rylance, Tyler Perry, Timothée Chalamet, Ron Perlman, Ariana Grande&nbsp;และ&nbsp;Kid Cudi&nbsp;</p>



<p>แต่ถึงกระนั้น&nbsp;<em>Don&#8217;t Look Up</em>&nbsp;ก็ไม่ใช่แค่หนังขายดารา เพราะเมื่อได้ดูก็พบว่าหนังขับเน้นประเด็นกับตัวละครให้โดดเด่นด้วยนักแสดงดัง โดยเนื้อความจริงๆ ของหนังอยู่ที่การเสียดสีผู้มีอำนาจกับทุนนิยม การตัดสินใจของผู้นำผู้แสนโง่เขลา ไดอะล็อกจิกกัดประชดประชัน เสียดแทงเหมือนในซีรีส์&nbsp;<em>Succession&nbsp;</em>(ที่&nbsp;McKay&nbsp;ร่วมโปรดิวซ์และกำกับด้วย) ไปจนถึงเรื่องราวของการที่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง ทั้งอนุญาตและไม่อนุญาตให้มนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งมีสิทธิ์มีเสียงในชะตากรรมของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ&nbsp;Dr. Randall&nbsp;(Leonardo DiCaprio) กับ&nbsp;Kate Dibiasky&nbsp;ศาสตราจารย์และนักศึกษาปริญญาเอก&nbsp;Michigan State University&nbsp;ได้เป็นพยานและผู้ค้นพบอุกกาบาตที่ตั้งชื่อสดๆ ร้อนๆ ว่า&nbsp;&#8216;Dibiasky&#8217;&nbsp;ที่มีขนาดใหญ่ถึง&nbsp;5-10&nbsp;กิโลเมตร กำลังจะพุ่งชนโลกภายในอีก&nbsp;6&nbsp;เดือน ซึ่งนี่คือภัยพิบัติระดับที่สามารถทำมนุษย์สูญพันธ์ุได้เลย</p>



<p>หลังจากค้นพบเรื่องนี้แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อไปและท่าทีของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาเป็นยังไงน่ะเหรอ?</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153011" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c7_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นั่นคือสาเหตุที่เรื่องนี้ต้องเป็นหนังตลกร้ายแบบเหนือจริง เพราะความเป็นจริงเกี่ยวกับการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ โรคระบาด และการจัดการในวงกว้างของหลายๆ รัฐบาลทั่วโลก เมื่อถอดฟิลเตอร์&nbsp;&#8216;dark comedy&#8217;&nbsp;ของหนังออกไปก็จะเห็นว่ามันตลกร้ายและไม่เมกเซนส์ไม่แพ้กัน ไหนๆ ก็จะมาทางนี้แล้ว การเล่าเรื่องแบบนี้จึงขับเน้นประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อได้อย่างเข้าท่าเลยทีเดียว</p>



<p>หลังจากการค้นพบดาวหาง เวลาส่วนใหญ่ของเรื่องจะถูกเล่าไปกับความพยายามของศิษย์อาจารย์ที่จริงจังกับเรื่องนี้เพียงสองคน</p>



<p>ในขณะที่ตัวแปรที่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้อย่างรัฐบาลกลับอุบเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพราะไม่ดีต่อตำแหน่งทางการเมืองของประธานาธิบดีหญิง&nbsp;Janie Orlean&nbsp;หรือตัวแปรที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลให้คนตระหนักถึงเรื่องนี้แบบซีเรียสอย่างสำนักข่าว กลับให้ความสำคัญกับเรื่องข่าวดาราเลิกกันดีกัน และเน้นขายแอร์ไทม์เพื่อเรตติ้ง สองอย่างนี้คือการเสียดสีถึง&nbsp;&#8216;อำนาจการคัดกรอง&#8217;&nbsp;ที่ทั้งคัดกรองโอกาสในการรับรู้และโอกาสในการเตรียมการ ที่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาต้องการให้รู้ หรืออนุญาตให้รู้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153012" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c6_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>พอมีข่าวฉาวเกี่ยวกับประธานาธิบดี เรื่องอุกกาบาตจึงกลายเป็นจุดเรียกคะแนนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปขึ้นมาทันที หรือกล่าวได้ว่า&nbsp;&#8216;ข่าวสารคืออำนาจ (information is power)&#8217; คือเรื่องจริงเสมอ และมันจะจำเป็นก็ต่อเมื่อผู้ที่ควบคุมและเก็บงำมันอยู่บอกว่ามันจำเป็นต้องรู้ และรู้ได้แล้วนะ จากนั้นกระบวนการยิงซากดาวเทียมกับจรวดเพื่อเบี่ยงวิถีอุกกาบาตยักษ์จึงได้เริ่มต้นขึ้น</p>



<p>แต่ถ้าทำได้ เรื่องนี้จะไปตลกร้ายอะไรและมันคงจบตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเรื่อง และสิ่งที่จะมาหยุดยั้งให้คนได้ใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุขต่อไปคือหนึ่งในองค์ประกอบของอำนาจอย่าง &#8216;ทุนนิยม&#8217;&nbsp;หรือนายทุน&nbsp;Peter Isherwell&nbsp;ผู้เป็น&nbsp;CEO&nbsp;เจ้าของ&nbsp;BASH&nbsp;บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนประธานาธิบดีอยู่ เขามีอำนาจแม้กระทั่งเดินเข้ามาในห้องระหว่างประชุมและเรียกตัวประธานาธิบดีไปพูดคุยราวกับเรียกลูกน้อง</p>



<p>นี่ยังถือว่าเบา เพราะหากให้เปรียบเปรยกับอำนาจทุนนิยมกับการเมืองที่เห็นในปัจจุบันแล้ว สามารถถ่ายทอดเป็นฉากนายทุนเดินเข้าไปปลุกผู้นำในห้องนอนหรือห้องน้ำได้ด้วยซ้ำ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153013" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c10_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลายเป็นว่าจากภัยระดับทำเอามนุษย์สูญพันธุ์ กลายเป็นช่องทางทำเงินมหาศาลด้วยแร่อุกกาบาตจากนอกโลก ส่งผลให้ชะตากรรมคนในโลกและประเทศอยู่ใต้การชี้เป็นชี้ตายโดยนายทุนไปโดยทันที</p>



<p>และเมื่อครบองค์ประชุมของกลุ่มคนที่มักเกื้อหนุนกันเองอย่าง ผู้นำ สื่อ กับนายทุน พวกเขาจึงรวมตัวร่วมมือร่วมใจกันในการ&nbsp;&#8216;ไม่ทำอะไรเพื่อประชาชนเลย&#8217;&nbsp;และกอบโกยทุกอย่างที่พอจะกอบโกยได้ด้วยการใช้&nbsp;propaganda&nbsp;สารพัด เพื่อจะบอกประชาชนว่าการที่จะใช้เทคโนโลยีนาโนแยกส่วนอุกกาบาตดีต่อทุกคนจริงๆ มันจึงกลายเป็นว่าหากภารกิจสำเร็จ ก็เพียงแต่สำเร็จในฐานะผลพวงของการแสวงหาผลประโยชน์เท่านั้นเอง</p>



<p>เลวร้ายกว่าคือ&nbsp;Dr. Randall&nbsp;ก็เอากับเขาด้วย จากบุคคลผู้เคยเป็น&nbsp;someone&nbsp;ในวงการวิทยาศาสตร์ในระดับกลางๆ แต่เป็น&nbsp;no one&nbsp;ในโลกกว้าง ได้กลายเป็นเซเลบและโฆษกให้กับรัฐบาลและขายความดีความชอบของภารกิจนี้ไปโดยทันที อีกทั้งชื่อเสียงยังทำให้เขาหลงระเริง แล้วไประเริงรักกับผู้ประกาศข่าวจนลืมลูกลืมภรรยาอีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153014" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c2_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีจุดนึงที่หนังพูดถึงอำนาจได้ดี คือการที่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครสักคนจะพูดความจริง คนคนนั้นจะถูกนำไปคลุมหัว ปิดหูปิดตา ปรับทัศนคติ บังคับให้ยินยอมทางกฎหมาย&nbsp;</p>



<p>กับอีกจุดนึงที่นำเสนอเรื่องจริงอย่างกวนประสาท คือการให้เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงนำขนมและน้ำมาขายให้กับคนในทำเนียบขาวทั้งที่มันเป็นของแจกฟรี วิธีการนี้ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่นายทุนและเผด็จการทำอยู่ พวกเขากว้านของที่เป็นของทุกคนได้ มาเป็นของตัวเอง จากนั้นนำมาขายต่อ เล็กๆ น้อยๆ ก็เอา รวยอยู่แล้วก็ยังไม่เลิกไม่รา ตราบใดที่สามารถขูดรีดหรือขูดเศษอาหารบนภาชนะได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153015" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c13_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่ออุกกาบาตยักษ์เริ่มใกล้เข้ามาทุกทีๆ&nbsp;Dr. Randall&nbsp;ที่กำลังสงสัยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ได้ตบะแตกออกสื่อ และพูดดังๆ จนเส้นเลือดปูดออกไปว่า&nbsp;&#8220;เรากำลังจะตายกันหมด&#8221;</p>



<p>Randall&nbsp;กับตัวละคร&nbsp;Kate&nbsp;ของ&nbsp;Jennifer Lawrence&nbsp;ได้จุดกระแส&nbsp;&#8216;Just Look Up&#8217;&nbsp;ด้วยการบอกให้ทุกคนมองขึ้นไปบนฟ้าสิ แล้วจะเห็นว่าความจริงมันอยู่บนนั้น โดยทั้งสองคนได้&nbsp;Riley Bina&nbsp;(Ariana Grande) ผู้เป็นนักร้องและ&nbsp;influencer&nbsp;สนับสนุน ซึ่งหนังจะสื่อว่า เธอคือตัวแทนของผู้มีชื่อเสียงที่เลือกฝั่งทางการเมือง และชื่อเสียงมีผลต่อการตัดสินใจผู้คน</p>



<p>ในขณะที่ฝั่งประธานาธิบดีและลูกชายได้บอกว่า&nbsp;&#8216;Don&#8217;t Look Up&#8217;&nbsp;เพื่อไม่ให้หลงกลการเคลื่อนไหวและปลุกระดมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล รวมถึงหลอกใช้ให้พวกหัวรุนแรง (ซึ่งมีแบบนี้จริงๆ ในอเมริกา เช่น กลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีน) ต้านกระแสของทั้งสองคนกลับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153016" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c12_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ประธานาธิบดี สื่อ และนายทุนกำลังทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเชิงอัตวิสัย (subjective) หรืออยู่ที่คนจะมองจะเชื่อ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐาน (ที่พุ่งได้ และพุ่งเข้ามาใกล้ทุกขณะ) ที่เป็นเรื่องเชิงภววิสัย (objective)</p>



<p>อีกทั้งการเงยหน้ากับการก้มหน้า ยังบ่งบอกในเชิงสัญญะได้อีกด้วย เช่น การก้มหน้าคือการที่คนถูกบอกว่า&nbsp;&#8216;รัฐบาลบอกให้คุณก้มหน้า เชื่อฟัง คุณก็ต้องก้มสิ อย่าเงยขึ้นมา&#8217;&nbsp;ในขณะที่การบอกให้เงยหน้าคือการท้าทายอำนาจและไม่ยอมจำนน หรือหากจะมองในแง่ของตำแหน่งของผู้มองและวัตถุที่มอง ก็สามารถมองได้เช่นกันว่าแค่เงยหน้าขึ้นไป ก็จะพบกับความจริง&nbsp;</p>



<p>การก้มหน้าคือการไม่ยอมรับความจริง แต่อยู่กับความจริงที่รัฐและสื่อสร้างขึ้นให้กับระดับที่อยู่ด้านล่างกว่า ใครให้อะไรมาก็เสพก็เชื่อไปซะหมด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153017" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c4_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากหนังลง&nbsp;Netflix&nbsp;มีกระแสมากมายพูดถึงความเขลาของผู้นำหรือที่มีตัวย่อว่า&nbsp;&#8216;ผนงรจตกม&#8217;&nbsp;แต่น่าคิดว่าจริงๆ แล้วพวกเขาโง่จริงๆ หรือไม่?</p>



<p>ในหนังสือ&nbsp;<em>The Basic Laws of Human Stupidity</em>&nbsp;ของ&nbsp;Calo M. Cipolla&nbsp;หรือโง่ศาสตร์ กฎที่ว่าด้วยเรื่องของความเขลา ได้แบ่งคนออกเป็น 4 ประเภท คือ คนกระจอก คนฉลาด คนโฉด และคนโง่ ซึ่งพอพิจารณาคุณสมบัติแล้ว โดยเฉพาะข้อที่ว่า&nbsp;&#8216;คนโง่ไม่เพียงแต่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ยังตัดสินใจและกระทำอะไรโดยกระทบให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วย&#8217;</p>



<p>จึงสรุปได้ว่า&nbsp;Janie&nbsp;ไม่ใช่คนโง่เขลาอย่างเดียว (แม้บุคลิกดูจะเป็นเช่นนั้น เป็นตัวละครสไตล์&nbsp;Adam McKay&nbsp;เขาแหละ) แต่เป็น&nbsp;&#8216;คนโง่&nbsp;+คนโฉด&#8217;&nbsp;ที่ผสมเรื่องของผลประโยชน์เข้าไปด้วย หรือกล่าวคือประธานาธิบดีเป็นผู้ที่ไม่รู้เลยว่าการแยกส่วนอุกกาบาตตามนายทุนจะสำเร็จหรือไม่ แต่เธอรู้ตัวว่าเธอทำไปโดยที่ไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่นๆ และหากเรื่องราวผิดพลาด ซึ่งก็ผิดพลาดและผลคือสูญเสียดาวบ้านเกิด เธอมีทางหนีทีไล่คือกระสวยยังชีพที่จะพาเหล่าคนชนชั้นอีลิท (elite) หรือชนชั้นสูงไปอยู่บนดาวดวงอื่นที่ใกล้ที่สุดที่มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้</p>



<p>เธอมีอำนาจอยู่ในกำมือแต่เป็นเพียงแขนขาของทุนนิยม และมันจะทำให้เธอต้องออกจากดาวโลก ลูกของเธอต้องอยู่ลำพัง กับคนทั้งโลกต้องตาย ซึ่งมันอาจไม่ใช่ความรับผิดชอบของอเมริกา เพียงแต่เมื่อ&nbsp;Janie&nbsp;เลือกที่จะเป็นผู้กำหนดเองและกุมข่าวสารทั้งที่ให้ทั่วโลกร่วมมือกันหยุดยั้งได้ ความรับผิดชอบจึงเป็นของเธอและประเทศที่เธอได้รับมอบหมายจากผู้คนให้ดูแล</p>



<p>มีประโยคหนึ่งที่สะท้อนถึงตรงนี้ได้อย่างเจ็บแสบ คือหลังจากที่ประธานาธิบดีเพิ่งจะเอาด้วยเพราะเรื่องอุกกาบาตมีผลประโยชน์กับเธอ ตัวละคร&nbsp;Kate&nbsp;ก็ได้พูดกับเธอว่า&nbsp;&#8220;อยากให้รู้ไว้ว่าฉันไม่ได้โหวตคุณ&#8221;&nbsp;ประโยคนี้ทำประธานาธิบดีหน้าชา&nbsp;</p>



<p>เป็นประโยคสั้นๆ ที่กลับจุดประกายให้คิด ไม่เพียงแต่&nbsp;Kate&nbsp;ที่ไม่ได้เลือกเธอต้องมาคอยรับผลกรรมจากการตัดสินใจและการกระทำของประธานาธิบดี แต่คนอื่นๆ ในประเทศที่ไม่ได้เลือก ไหนจะคนประเทศอื่น และเด็กทารกที่เพิ่งเกิดกับเด็กที่ยังไม่ถึงวัยเลือกตั้งได้ เมื่อมองไปถึงระดับนั้นก็จะพบว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมาใช้ชีวิตในโลงศพอย่างไม่รู้ตัวเพราะคนที่กุมความรับผิดชอบกับกุมชะตากรรมของโลกเอาไว้แคร์แต่เรื่องของตัวเอง (น่าคิดกว่าคือใครบ้างที่เลือกคนคนนี้มาบริหารประเทศมหาอำนาจแบบนี้เนี่ย)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153018" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c16_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งหนึ่งที่หนังใส่เข้ามาตลอดเรื่องอย่างน่าสนใจและมีนัยสำคัญคือภาพของธรรมชาติ ภูเขาน้ำทะเล สิงสาราสัตว์ ผู้คน ชาติชาติพันธุ์ วัฒนธรรม อารยธรรรม สิ่งปลูกสร้าง และอีกมากมาย</p>



<p>เป็นการบอกตรงๆ ที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เหมือนเพลง&nbsp;Getsunova&nbsp;ว่า โลกของเราไม่ได้เป็นของคนคนเดียว แต่เป็นของทุกสิ่งมีชีวิตรวมถึงตัวของโลกเอง แล้วทำไมเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นถึงได้มีอำนาจเหนือคนอื่นๆ และสามารถกำหนดชะตากรรมของผู้คนได้ขนาดนี้จากการเลือกทำและไม่เลือกทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ตั้งตนเป็นผู้ครองอำนาจนั้นหรือผู้ที่ถูกเลือกให้ถือครองก็ตาม&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายกฎที่ต้องคำนึงถึงสูดสุดคือ&nbsp;&#8216;ประโยชน์และสวัสดิภาพของคนส่วนรวม&#8217;&nbsp;ไม่ใช่&nbsp;&#8216;ส่วนตน&#8217;&nbsp;ไม่เช่นนั้นไม่เพียงแต่มนุษย์ แต่สิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับความสูญเสียที่มีคนได้รับผลตอบแทนก็จะพานได้รับผลกระทบไปด้วย ถ้าพูดได้พวกมันก็คงพูดว่า&nbsp;&#8220;แล้วฉันเลือกอะไรได้&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153019" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c3_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ประเภทคนในหนังเรื่องนี้ ก็เหมือนกับความเป็นจริงที่ว่าโลกของเรามีคนหลายรูปแบบ บางคนรู้และสามารถทำอะไรได้ แต่ไม่ทำ, บางคนรู้แล้ว พยายามทำแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จเพราะเกินความสามารถ, บางคนรู้แต่แม้แต่พยายามทำยังไม่ได้เพราะถูกตีกรอบไว้, บางคนที่ไม่รู้อะไรเลย กับบางคนที่รู้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้และแสร้งหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ออกจากปากคนที่พวกเขานับถือหรือเชื่อใจเป็นสิ่งที่ถูกต้องและความจริงสูงสุดแล้ว</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่&nbsp;Randall&nbsp;ทำให้คือชวน&nbsp;Kate&nbsp;กับ&nbsp;Yule&nbsp;(Timothée Chalamet) เด็กหนุ่มที่&nbsp;Kate&nbsp;เพิ่งเจอ ไปช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตและกินข้าวมื้ออาหารราวกับภาพ&nbsp;The Last Supper&nbsp;กันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งสุดท้าย นี่คือการยอมรับชะตากรรมโดยสมบูรณ์ พวกเขาได้พยายามแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอความตายและใช้ช่วงเวลาสุดท้ายให้คุ้มค่าและมีความหมายที่สุด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-153020" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Don_t-Look-Up_Content_c8_20211229.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>Don&#8217;t Look Up </em>ไม่ใช่เรื่องราวความน่ากลัวของอุกกาบาต แต่เป็นความน่ากลัวของสามสิ่งที่หนักเสนอให้เราเห็นตลอดเวลาและเน้นย้ำตลอดบทความนี้คือ อำนาจของผู้นำ สื่อ และนายทุน กับความเขลาและความหยิ่งผยองของกลุ่มคนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถ take advantage จากสถานการณ์และเอาอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง</p>



<p>มันก็จริงที่ว่าอุกกาบาตเป็นมหันตภัยและภัยคุกคามที่คร่าชีวิตคนบนโลกในหนังเรื่องนี้ แต่อุกกาบาตก็ไม่ต่างอะไรไปกับไวรัสโรคระบาด น้ำท่วม ไฟไหม้ พายุ แผ่นดินไหว มลภาวะ ภัยแล้ง ยันสภาวะเศรษฐกิจที่มนุษย์ต่างก็ได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่มนุษย์ป้องกันได้หรือสามารถฟื้นตัวจากมันได้ นี่จึงเป็นการวัดประสิทธิภาพของรัฐล้วนๆ ว่าในช่วงเวลาเหล่านั้นรัฐหรือตัวแทนประชาชนจัดการปัญหาได้ดีแค่ไหน และขจัดมันออกไปได้เร็วที่สุดด้วยระยะเวลาเท่าไหร่</p>



<p>ถ้าสามารถละเว้นได้ ป้องกันได้ จัดการได้ แต่ไม่ป้องกัน นั่นไม่ต่างอะไรไปกับการร่วมมือกับภัยและปัญหานั้นเพื่อตัวเองแต่เพียงผู้เดียว หรือก็คือภัยจากอุกกาบาต (meteor) ในหนังเรื่องนี้ เปรียบเปรย (metaphor) ได้เป็นความเห็นแก่ตัวของอำนาจสามกลุ่มนั้นที่กระแทกกระทั้นเหมือนอุกกาบาตก้อนใหญ่เข้าใส่ประชาชน ในยามวิกฤต&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dont-look-up/">Don&#8217;t Look Up ความโง่เขลาอันตรายยิ่งกว่าอุกกาบาต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Matrix: โลกความจริง ห้วงความฝัน ภายในเม็ดยาสีแดงและน้ำเงิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-matrix-resurrections/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Dec 2021 16:02:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[The Animatrix]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไซไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[The Matrix Reloaded]]></category>
		<category><![CDATA[The Matrix Revolutions]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[The Matrix]]></category>
		<category><![CDATA[Resurrections]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=152271</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้วตั้งแต่โลกได้รู้จักไตรภาค The Matrix หนังไซ-ไฟปรัชญาเหนือกาลเวลาที่ดูเอาสนุกก็ได้ ดูเอาลึกก็ตอบโจทย์ ที่มักจะถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งจนถึงทุกวันนี้ การฟื้นคืนชีพของ The Matrix ในภาค 4 ที่มีชื่อว่า &#8216;Resurrections&#8217; ที่คนเขียนบทเปรยๆ ว่าจะไม่ใช่ภาคต่อจากภาคสาม แต่ก็มีองค์ประกอบจากทั้งสามภาคอยู่ครบ ทำให้อดไม่ได้ที่จะกลับไปสำรวจตรวจสอบไตรภาคนี้ใหม่อีกครั้ง พร้อมกับแอนิเมชั่นเสริมเรื่องราวที่สำคัญไม่แพ้ไตรภาคหลักอย่าง The Animatrix แล้วกลั่นกรองมาเป็นบทความนี้เพื่อชวนผู้อ่านคิดวิเคราะห์และทบทวนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนที่จะ &#8216;หวนกลับสู่แหล่งกำเนิด&#8217; อีกครั้งตามคำโปรยของภาคล่าสุด บทความนี้จะเป็นการพูดถึงทั้ง 3 ภาค กับอีก 1 เรื่อง ที่แม้จะรับประกันได้ว่ายาวและเนื้อหาอัดแน่นแน่ แต่เมื่ออ่านจบจะพบว่าเป็นเรื่องราวที่อยู่ภายในเม็ดยาสีแดงและสีน้ำเงินเท่านั้นเอง ฉะนั้นเลยขอล้อเลียนหนังด้วยการหยิบยื่นยาสองเม็ดให้ เม็ดนึงคืออ่านถึงตรงนี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติ อีกเม็ดคือกินแล้วจะอ่านจนจบ แล้วจะได้เห็นว่าโพรงกระต่ายที่เต็มไปด้วยตัวอักษรนี้ลึกแค่ไหน (เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญ The Matrix Trilogy และ The Animatrix) The Matrix (1999) เพาะพันธุ์มนุษย์เหนือโลก 2199 เรื่องราวเริ่มต้นที่ห้องเล็กๆ ของ โทมัส เอ. แอนเดอร์สัน (Thomas A. Anderson) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-matrix-resurrections/">The Matrix: โลกความจริง ห้วงความฝัน ภายในเม็ดยาสีแดงและน้ำเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้วตั้งแต่โลกได้รู้จักไตรภาค <em>The Matrix </em>หนังไซ-ไฟ<a href="https://adaymagazine.com/category/life/thought/philosophy-of-everything/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ปรัชญา</a>เหนือกาลเวลาที่ดูเอาสนุกก็ได้ ดูเอาลึกก็ตอบโจทย์ ที่มักจะถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งจนถึงทุกวันนี้</p>



<p>การฟื้นคืนชีพของ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_2199" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Matrix </a>ในภาค 4 ที่มีชื่อว่า &#8216;Resurrections&#8217; ที่คนเขียนบทเปรยๆ ว่าจะไม่ใช่ภาคต่อจากภาคสาม แต่ก็มีองค์ประกอบจากทั้งสามภาคอยู่ครบ ทำให้อดไม่ได้ที่จะกลับไปสำรวจตรวจสอบไตรภาคนี้ใหม่อีกครั้ง พร้อมกับแอนิเมชั่นเสริมเรื่องราวที่สำคัญไม่แพ้ไตรภาคหลักอย่าง <em>The Animatrix </em>แล้วกลั่นกรองมาเป็นบทความนี้เพื่อชวนผู้อ่านคิดวิเคราะห์และทบทวนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนที่จะ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=9vkg5pZNcMs" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;หวนกลับสู่แหล่งกำเนิด&#8217;</a> อีกครั้งตามคำโปรยของภาคล่าสุด</p>



<p>บทความนี้จะเป็นการพูดถึงทั้ง 3 ภาค กับอีก 1 เรื่อง ที่แม้จะรับประกันได้ว่ายาวและเนื้อหาอัดแน่นแน่ แต่เมื่ออ่านจบจะพบว่าเป็นเรื่องราวที่อยู่ภายในเม็ดยาสีแดงและสีน้ำเงินเท่านั้นเอง ฉะนั้นเลยขอล้อเลียนหนังด้วยการหยิบยื่นยาสองเม็ดให้ เม็ดนึงคืออ่านถึงตรงนี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติ อีกเม็ดคือกินแล้วจะอ่านจนจบ แล้วจะได้เห็นว่าโพรงกระต่ายที่เต็มไปด้วยตัวอักษรนี้ลึกแค่ไหน</p>



<h6 class="has-text-align-center wp-block-heading">(เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญ The Matrix Trilogy และ The Animatrix)</h6>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152358" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c7_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">The Matrix (1999) เพาะพันธุ์มนุษย์เหนือโลก 2199</h4>



<p>เรื่องราวเริ่มต้นที่ห้องเล็กๆ ของ โทมัส เอ. แอนเดอร์สัน (Thomas A. Anderson) ผู้มีสองชีวิต กลางวันเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา กลางคืนเป็นแฮ็กเกอร์นามแฝงว่า &#8216;นีโอ (Neo)&#8217; บนหน้าจอมีข่าวการหลบหนีของมอร์เฟียส (Morpheus) และข้อความปริศนามาจากทรินิตี้ (Trinity) ที่บอกให้เขาตาม &#8216;กระต่ายขาว&#8217; ไป ทันใดนั้นมีเสียงเคาะประตู</p>



<p>&#8220;นายเคยรู้สึกอย่างงี้มั้ย รู้สึกไม่แน่ใจว่านายกำลังตื่นหรือฝันอยู่&#8221; นีโอถามโพล่งออกไปกับลูกค้าที่ใช้บริการแฮ็กเกอร์ของเขา ซึ่งไม่ได้คำตอบที่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ แต่รอยสักของผู้หญิงที่มาด้วยทำให้เขาตัดสินใจที่จะตามไปอย่างไม่ลังเล ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบกับทรินิตี้ กระต่ายตัวจริงที่มารับช่วงต่อจากรอยสักด้วยการมาพูดกรอกหูให้อยากรู้อยากเห็นมากกว่าเดิม และตามเธอไปพบกับ &#8216;คำตอบ&#8217; ที่นีโอต้องการมาตลอด</p>



<p>ในช่วงต้นนี้มีตัวเลขสำคัญสองชุด ชุดแรกคือ 506 ก่อนที่กล้องจะซูมเข้าเลข 0 และเลขห้องของนีโอคือห้อง 101 ที่จะพูดถึงในภายหลัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152360" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c15_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งที่นีโอกำลังรู้สึก ทำให้นึกถึงปรัชญาความฝันของจวงจื่อแห่งสำนักเต๋าที่ครั้งหนึ่งเคยฝันว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ และเมื่อตื่นมา เขาเกิดคำถามในใจว่าแท้จริงแล้ว &#8216;ตนเองเป็นคนที่ฝันว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ หรือเป็นผีเสื้อที่ฝันมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนกันแน่&#8217; นีโอรู้สึกไม่มั่นใจแล้วว่านี่คือชีวิตของเขา และเขาต้องการรู้ว่าเมทริกซ์คืออะไร และมันคือสิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นในชีวิตที่น่าเบื่อ และหารู้ไม่ว่าจะเปลี่ยนมุมมองของเขาที่มีต่อโลกไปตลอดกาล</p>



<p>วันต่อมานีโอถูกเจ้านายด่าในขณะที่กำลังเหม่อลอย มองไปยังคนเช็ดกระจก โดยประโยคที่เจ้านายด่าว่า &#8220;คุณแอนเดอร์สัน คุณคิดว่าคุณเป็นคนพิเศษ ไม่มีกฎข้อบังคับใดๆ ใช้กับคุณได้ (ตลกร้ายตรงที่หลังจากนี้มันดันเป็นเรื่องจริง) แต่ผิดถนัด นี่คือบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก ถ้าพนักงานมีปัญหา บริษัทก็จะมีปัญหาด้วย คุณต้องตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ที่โต๊ะทำงานตรงเวลาตั้งแต่วันนี้ หรือไปเดินเตะฝุ่น&#8221; จากนั้นเขาก็กลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะทำงานที่เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมเหมือนๆ กันหมด ดูเป็นลูป เป็นวังวนชีวิตรูปแบบเดิมๆ ที่น่าเบื่อหน่าย</p>



<p>ประโยคนี้และฉากนี้เป็นการ foreshadow หรือเผยล่วงหน้าถึงเนื้อหาอีกเลเยอร์นึงที่หลบซ่อนจากชีวิตนีโอมาตลอด นั่นก็คือเขาเป็นคนพิเศษ บริษัทเปรียบได้ดั่งระบบเมทริกซ์ และหากเขาขัดขืนต่อต้าน ไม่ทำตามระบบ เมทริกซ์ก็จะไม่เป็นระเบียบและดำเนินต่อไปอย่างไม่ราบรื่น นีโอมีทางเลือกว่าเขาจะอยู่ในระบบนี้ต่อ หรือจะออกไป โดยการที่กลับไปนั่งทำงาน อีกทั้งการเป็นแฮ็กเกอร์เองก็บ่งบอกได้เช่นกันว่านีโอนั้นมีเนเจอร์ของความขบถ สงสัยใคร่รู้ และไม่ยอมจำนนต่อรูปแบบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152361" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c16_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์และสายเรียกเข้าจากมอร์เฟียส บอกว่านีโอถูกสายลับหรือเอเจนท์ตามล่าหาตัวเพื่อสอบสวน มอร์เฟียสบอกทางหนีทีไล่ให้กับนีโอ แต่เมื่อมาถึงการปีนตึกสูง เขาไม่กล้าและยอมจำนน ตรงนี้จะสังเกตได้ว่า นีโอมีแค่พูดคำว่า &#8220;บ้าชัดๆ&#8221; &#8220;ไม่ไหวหรอก&#8221; &#8220;ตายแน่&#8221; &#8220;เราไม่ใช่คนสำคัญ ไม่ใช่ใครเลย&#8221; เขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ และไม่เชื่อมั่นในตัวเอง สุดท้ายเลยลงเอยด้วยการถูกจับตัวแล้วหยอดเครื่องติดตามเข้าทางสะดือ</p>



<p><em>The Matrix </em>เป็นความตั้งใจของผู้กำกับสองพี่น้องลิลลี่และลาน่า วาชอว์สกี้ ที่ตั้งใจเสียดสีทุนนิยมกับอำนาจรัฐ ฉากพูดไม่ได้ด้วยการที่จู่ๆ ปากก็หายไปและไม่มีทางขัดขืนได้นี้ แสดงถึงความล้นพ้นของเจ้าหน้าที่ที่ปิดปากไม่ให้พูด ไม่ให้ใช้สิทธิ์ ไม่ให้ตั้งคำถาม แต่เนเจอร์ความเคลือบแคลงใจของนีโอก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ มันนำพาเขาไปเจอทรินิตี้อีกครั้ง และเจอมอร์เฟียสในที่สุด และเขาก็ได้รับคำตอบว่า เมทริกซ์คืออะไร? และชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร?</p>



<p>การที่นีโอโชว์นิ้วกลางใส่สายลับอาจดูหยาบคาย แต่มันสะท้อนถึงการพูดว่า &#8220;f*ck the system&#8221; หรือการไม่สนไม่แคร์ระบบนั่นเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152362" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c9_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&#8220;จะบอกให้ว่าคุณมาที่นี่ทำไม คุณมาเพราะคุณรู้อะไรบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ คุณรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับโลกใบนี้แม้คุณจะไม่รู้ว่าคืออะไร ความรู้สึกนี้นำคุณมาหาผม เพื่อถามผมว่าเมทริกซ์คืออะไร? มันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกที่ รอบๆ ตัวเรา ข้างนอกนั่น และในห้องนี้ก็ด้วย มันเป็นโลกที่สร้างมาเพื่อลวงคุณและปิดบังคุณไม่ให้เห็นความจริง ความจริงที่ว่า คุณเป็นเพียงแค่ทาสคนนึง คุณเกิดมาเพื่อถูกจองจำในคุกที่ไม่สามารถลิ้มรส สัมผัส ดูดดม เป็นเรือนจำขังจิตใจคุณ&#8221; นี่คือสิ่งที่มอร์เฟียสบอกกับนีโอ พร้อมกับอีกประโยคเด็ด &#8220;ยินดีต้อนรับสู่ทะเลทรายแห่งโลกความจริง (desert of the real world)&#8221;</p>



<p>นีโอค่อนข้างช็อกเมื่อได้รู้ความจริงว่าทุกสิ่งที่ผ่านมา ชีวิต ความทรงจำ ประสบการณ์ และสิ่งรอบตัวที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 มาตลอดนี้คือของปลอมที่รับรู้โดยตัวเขาแบบดิจิทัล (ditital self) หรือเป็น &#8216;ห้วงความฝันไซเบอร์&#8217; และสิ่งที่มอร์เฟียสพูดคือความเป็นจริงที่ใจอยากปฏิเสธ ความจริงที่ว่านี่คือปี 2199 ไม่ใช่ 1999 ความจริงที่ว่ามนุษย์ถูกใช้เป็นถ่านที่ให้พลังชีวิตในรูปแบบกระแสไฟฟ้าแก่เหล่าเครื่องจักร ความจริงที่ว่ามนุษย์พ่ายแพ้ให้แก่ปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) จนต้องไปอยู่ในนครใต้ดินอย่าง ไซออน (Zion) ที่เป็นที่มั่นสุดท้ายของมนุษยชาติ และโลกจริงไม่ได้น่าอยู่เลยสักนิด ความหมายของชีวิตเขามีแค่นั้น แค่เกิดมาเป็นถ่าน อยู่กับความฝัน และตายไป</p>



<p>ไม่เคยได้ใช้ตาหรือกล้ามเนื้อจริงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว มากสุดก็แค่กระตุก กะพริบตาถี่ๆ เหมือนตอนเราหลับฝัน และดิ้นเล็กน้อย ภายในสิ่งที่ทำหน้าที่ครบวงจรเป็นทั้งครรภ์ โลกทั้งใบ และโลงศพให้กับเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152363" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c8_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทฤษฎีที่ควรนำมาพูดถึงความจริงและโลกจำลองในหนัง <em>The Matrix</em> มี 3 ทฤษฎีด้วยกัน</p>



<p>ทฤษฎีแรกอยู่ในหนังสือ <em>Simulacra and Simulation </em>ของ ฌอง โบดริยาร์ด (อยู่ในห้องของนีโอในตอนต้นเรื่อง) ที่ว่าด้วยแนวคิดภาพจำลองและการที่ชีวิตคนเราอยู่ในโลกซิมูเลชั่นหรือการสร้างภาพเสมือน </p>



<p>ทฤษฎีต่อมาคือ Brain in a Vat ของ กิลเบิร์ต ฮาร์แมน (Gilbert Harman) ที่ว่าด้วยสมองที่ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันอยู่ในโหลแก้วหรืออยู่ในกะโหลกมนุษย์ อยู่ในความจริงหรืออยู่ในภาพลวง อย่างที่มอร์เฟียสพูดกับนีโอว่า &#8220;อะไรคือความจริงล่ะ? ถ้านิยามว่าความจริงคือการมองเห็น สัมผัส รับกลิ่น รับรส ถ้างั้นความจริงก็เป็นแค่สัญญาณไฟฟ้าที่สมองแปลงออกมา&#8221; </p>



<p>ตามทฤษฎีนี้ ความจริงไม่ใช่ความเป็นจริงร่วมหนึ่งเดียวในเชิงภววิสัย (Objective) แต่เป็นความเป็นจริงประเภทอัตวิสัย (Subjective) ที่รับรู้ได้ด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าระหว่างเซลล์สมอง และความรู้สึกว่าอะไรจริงไม่จริงกับอารมณ์ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองมนุษย์ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้ด้วยกระแสไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเสียบปลั๊กอยู่กับโลกจำลองที่เครื่องจักรสร้างขึ้นมา จึงกลายเป็นความเป็นจริงที่ขอนิยามศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า &#8216;อัตภววิสัย (Sobjective)&#8217; ที่ต้องพึ่งพิงมุมมองทั้งสองส่วนพร้อมๆ กัน </p>



<p>สมองในโหลถูกเชื่อมต่อเข้ากับสายไฟ เข้าใจมาตลอดว่าสิ่งที่เข้าใจและสิ่งที่รับรู้คือความเป็นจริง คือโลกทั้งใบ นั่นทำให้สมองกับร่างกายเป็นเหมือนฮาร์ดแวร์ โดยมีซอฟต์แวร์คือความทรงจำและการรับรู้ เข้าใจ ประสบ เก็บเกี่ยวระหว่างทางตั้งแต่จำความได้ หลอมรวมมาเป็นตัวตนของคนคนหนึ่ง ว่าแต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ได้กำลังเสียบปลั๊กหรืออยู่ในโหลแก้วใบหนึ่งเท่านั้น? </p>



<p>กับอีกทฤษฎีคือการอุปมาอุปมัยเรื่องถ้ำของเพลโต ที่นักโทษกลุ่มหนึ่งถูกจองจำในถ้ำให้หันไปในทิศทางเดียวตลอด นักโทษเหล่านั้นทำได้แค่มองเงาของวัตถุที่ตกกระทบมายังฝาผนังโดยมีแสงสาดอยู่ด้านหลัง คนเหล่านั้นไม่มีทางรู้เลยว่า แสงที่ทำให้เกิดเงาเป็นแสงอาทิตย์หรือแสงไฟที่สุมขึ้นมาเพื่อให้เกิดเป็นแสงและเงา อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเงาที่พวกเขาเห็นนั้นรูปร่างที่แท้จริงคืออะไร อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้กำเนิดเงานั้น หรือใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเงาที่พวกเขาเห็น และเพื่ออะไร จนกว่าจะปลดแอกตัวเองให้เป็นอิสระแล้วออกจากถ้ำไปดูด้วยตาตนเอง </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152364" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c17_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มอร์เฟียสหยิบยื่นยาสองเม็ดให้แก่นีโอ ได้แก่ยาเม็ดสีแดงและสีน้ำเงิน หากเลือกสีน้ำเงิน นีโอจะกลับไปใช้ชีวิตปกติตามเดิม และหากเลือกสีแดง เขาจะถลำลึกเข้าสู่โพรงกระต่ายแบบ one way อย่างไม่มีทางหวนกลับ (เป็นเรื่อง satire ที่ตามตำนานปรัมปราเทพกรีก มอร์เฟียสเทพแห่งความฝัน แต่ในเรื่องนี้เป็นคนปลุกนีโอให้ตื่นจากความฝัน)</p>



<p>สิ่งที่น่าคิดคือมาถึงตรงนี้ดูนีโอเหมือนจะมีทางเลือกสองทาง คือกินยาเม็ดใดเม็ดหนึ่ง แต่อันที่จริงแล้วเขาได้เลือกเม็ดสีแดงไปตั้งแต่ตอนที่ตามกระต่ายสีขาวและมายังที่นัดหมายเพื่อเจอทรินิตี้แล้วอย่างไม่รู้ตัว นีโอกินยาสีแดงตั้งแต่เขาเลือกเดินออกจากห้อง และตอนนี้เขากินมันจริงๆ เพื่อคอนเฟิร์มว่าสิ่งที่เขาสงสัยนั้นคือสิ่งที่เขาเลือกจะรู้ และหากมองดีๆ จะเห็นได้ว่าโลกทั้งใบและการรับรู้ของนีโอต่อจากนี้ จะอยู่ภายใต้ยาสองเม็ด เหมือนที่ทั้งบทความนี้อยู่ภายใต้ลิงก์ลิงก์เดียว และผู้อ่านเลือกจะอ่านตั้งแต่คลิกลิงก์เข้ามาแล้ว และไหนๆ ก็กดเข้ามา จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะอ่านต่อไปว่าบทความนี้จะไปจบที่ไหน และสงสัยไป กลิ้งเมาส์ไถหน้าจอไปว่าจะได้รับรู้อะไรระหว่างทางบ้าง</p>



<p>และเม็ดสีแดงที่เขาหยิบจากมือมอร์เฟียส คืออีกโลกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ร่างกายและสมองผูกผันกับมันด้วยการที่บรรพบุรุษกำเนิดมาจากมัน นั่นทำให้เขาได้พบความจริงว่าตัวเองไม่เคยมีชีวิต ไม่เคยมองเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้มันเลย เขาได้แต่ฝันอยู่ในฝักที่มีสายระโยงระยางเชื่อมต่ออยู่ แต่บัดนี้เขาได้ตื่นขึ้นแล้ว ซึ่งถึงตรงนี้จำเป็นที่จะต้องพูดถึง <em>The Animatrix</em> ที่เป็นคลังเรื่องราวที่บอกเล่าเกี่ยวกับการตื่นรู้และเหตุการณ์ก่อน <em>The Matrix </em>ก่อนที่จะไปสู่เนื้อหาถัดไป </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c26_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">The Animatrix (2003)&nbsp;</h4>



<p>เนื้อหาที่ไม่รู้ก็ได้ แต่หากรู้จะช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาล <em>The Matrix</em> ได้เป็นอย่างดี <em>The Animatrix </em>ว่าด้วยเรื่องราวที่เรารู้อยู่แล้วที่หลังจากดูแล้วจะรู้มากขึ้น เรื่องราวที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้ว่าตัวเองไม่รู้ ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก Matrix และโลกความจริง</p>



<p>ส่วนสำคัญที่อยากหยิบยกมาพูดถึงคือเรื่องราวของการตระหนักรู้ถึงตัวตนและโลกความจริงที่แตกต่างกันออกไป</p>



<p>เรื่องราวแรก &#8216;Kid&#8217;s Story&#8217; เป็นของ คิด (Kid) เด็กที่โผล่มาในภาคสองที่นับถือนีโอและขอบคุณที่นีโอช่วยปลดแอกเขา เราจะได้พบว่าเขาสงสัยกับความเป็นจริงมาโดยตลอด รู้สึกว่าทุกอย่างไม่จริงและมีโลกความเป็นจริงอีกใบที่รอให้เขาไปสำรวจ เขาได้คุยกับคู่สนทนาปริศนาที่ทำให้เขาถูกติดต่อมาและถูกตามล่าโดยสายลับ ก่อนที่จะไปลงเอยด้วยการกระโดดตึก ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ โชคดีที่ก่อนตกถึงพื้นนีโอ ทรินิตี้ มาชิงร่างเขาไว้ทัน แต่ทั้งหมดเกิดจากจิตที่โหยหาอิสระของเด็กคนนี้ </p>



<p>ท้ายที่สุดคิดอาจมีป้ายหลุมศพในโลกเมทริกซ์ แต่เขาได้ตื่นขึ้นพร้อมกับใบเกิดของแท้ในโลกแห่งความจริง โมเมนต์นั้นคือโมเมนต์ที่เขาพูดได้เต็มปากเป็นครั้งแรกว่าเขามีชีวิต</p>



<p>เรื่องราวที่สอง &#8216;World Record&#8217; เป็นเรื่องของ แดน เดวิส (Dan Davis) ชายผิวสีนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกที่เลือกลงแข่งอีกครั้งหลังจากคนปรามาสว่าเขาได้เหรียญทองด้วยสถิติโลก 8.99 วิจากการใช้ยา เขาต้องการพิสูจน์ว่าคนเหล่านั้นผิด </p>



<p>ในตอนนี้จะมีคำพูดที่ว่า &#8220;ผู้ที่มีความโดดเด่นด้านสัญชาตญาณ ธรรมชาติขอความสงสัยใครรู้ และประสาทสัมผัสเท่านั้นจะเป็นผู้ที่ตื่นรู้และรับรู้การมีอยู่ของเมทริกซ์&#8221; เคสของแดนเป็นเคสที่หายาก ขณะที่เขาวิ่ง จากที่วิ่งแข่ง มันได้กลายเป็นการวิ่งเอาเป็นเอาตายเพื่อแสวงหาอิสรภาพพร้อมๆ กับที่ตัวตนในฝักของเขาพยายามจะตื่นและดึงสายขึ้นมา ลู่วิ่งได้เป็นเส้นทางสู่โลกความจริง คู่แข่งได้เป็นสายลับที่ต้องการหยุดเขาจากจุดหมายครั้งนี้ ท้ายที่สุดน่าเสียดายที่เขาถูกหยุดอย่างควบคุมไม่ได้ด้วยเครื่องจักรในโลกภายนอก ทำให้เขากลายเป็นคนพิการนั่งรถเข็น สติฟั่นเฟือน ถึงกระนั้นยังมีให้เห็นถึงใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ที่แสดงออกผ่านการยืนขึ้นแม้จะชั่วครู่ เพราะสำหรับแดน สถิติใหม่ 8.72 ไม่ได้มีค่าอะไรเลย มันเป็นความสำเร็จที่ถูกหยิบยื่นให้เพื่อให้เขายังคงอยู่ในความฝัน และถูกจองจำด้วยความปลอมต่อไป</p>



<p>เรื่องราวที่สาม &#8216;A Detective Story&#8217; คือเรื่องราวของนักสืบ แอช (Ash) ที่ถูกว่าจ้างให้ตามหาตัวทรินิตี้ ด้วยการติดต่อกับทรินิตี้เขาไขปริศนาหาตัวเธอพบในรถไฟขบวนหนึ่ง แอชอยากไปกับทรินิตี้ และออกสู่โลกความจริง แต่เราเสี่ยงที่จะถูกสายลับสิงเพราะยังไม่ได้ตื่นเต็มรูปแบบ นี่เป็นเรื่องราวของคดีสุดท้ายที่จะจบทุกคดีที่เขาเคยทำมา คดีหนึ่งเดียวที่แท้จริงที่นำเขาไปสู่ความตาย แต่นั่นดีกว่าการมีชีวิตอยู่อย่างลวงหลอก</p>



<p>ทั้งสามเรื่องนี้บอกอะไร? เป็นการบอกว่า แต่ละคนมีเคสที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาอิสรภาพในโลกเมทริกซ์ที่แตกต่างกัน คนนึงตื่นได้ด้วยตัวเองและได้รับการช่วยเหลือ อีกคนนึง มีแต่คนหยุดยั้ง ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อตัวเอง น่าเสียดายที่ไม่มีใครช่วย และอีกคนที่ไม่ได้มีแม้แต่โอกาสที่จะถาม ไปไม่ถึงฝั่งฝันที่เรียกว่า &#8216;ความเป็นจริง&#8217; ที่สะกดเหมือน &#8216;อิสรภาพ&#8217; สำหรับจักรวาลหนังเรื่องนี้ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152366" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c27_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เนื้อหาอีกสองตอนต่อเนื่องที่สำคัญอย่างยิ่งคือเนื้อหา Prequel หรือก่อนหน้าที่มนุษย์จะมาลงเอยเช่นนี้ ที่มีอยู่ใน The Second Renaissance Part I &amp; II ที่พูดถึงเรื่องราวแห่งการ &#8216;ทำตัวเอง&#8217; ของมนุษย์ มาจากไฟล์ที่ถูกจัดเก็บไว้ในระบบของไซออน เพื่อวันนึงจะมีคนรื้อค้นมาระลึกถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องอยู่ที่นั่น</p>



<p>ทุกอย่างเริ่มมาจากการที่โลกวิวัฒน์ไปถึงจุดหนึ่งที่มนุษย์สะดวกสบายสุดขีดโดยมีหุ่นยนต์ทำงานให้แทน ต่อมาได้เกิดเคสที่เปลี่ยนทุกอย่างอย่างไม่มีวันหวนกลับ คือการโต้กลับครั้งแรกของ จักรกลชาติ (Machinity) ที่เป็นอีกศัพท์ที่ขอนิยามขึ้นมาใหม่ เริ่มต้นด้วยหุ่นรับใช้ B1-66ER บีบหัวเจ้าของบ้านที่เป็นมนุษย์จนเลือดกระฉูดสมองกระจาย ตามมาด้วยการเรียกร้องสิทธิ์ของเจ้าหุ่น ที่มองว่าตัวเองก็เป็นประชากรและมีชีวิตจิตใจ จึงควรได้รับสิทธิ์ไต่สวนและพิจารณาคดี</p>



<p>การพิจารณาคดีนี้ทำให้โลกลุกเป็นไฟ มีทั้งคนที่สงสารและรังเกียจเดียดฉันท์สิ่งมีชีวิตจักรกลเพิ่มขึ้น เกิดการเดินขบวนประท้วง แบน และทำลายปัญญาประดิษฐ์ แอนดรอยด์ และหุ่นยนต์ขึ้นทั่วโลก จนนำไปสู่การแบ่งแยกอาณาเขต กลายเป็นว่าหุ่นยนต์ไปตั้งประเทศของตัวเองเป็น ประเทศ 01 (Nation Zero One) และพัฒนาความรุ่งเรืองล้ำหน้า ขยายจำนวนประชากร พุ่งขึ้นสูงในกราฟในขณะที่มนุษย์เริ่มพุ่งดิ่งลง ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไป วันหนึ่งหุ่นยนต์จะครองโลก</p>



<p>สงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรจึงเริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่าเลือดเนื้อและกายหยาบของเราไม่อาจสู้อาวุธล้ำหน้าและเครื่องจักรที่มีกำลังผลิตกับให้กำเนิด (reproduce) อย่างรวดเร็ว จำนวนมาก และอย่างไม่จบไม่สิ้นได้ จึงได้สิ้นหวัง (และคิดน้อย) ถึงขั้นคิดปฏิบัติการณ์ดาร์กสตอร์ม (Dark Storm Operation) ปิดน่านฟ้าด้วยควันสีดำเพื่อตัดแสงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งพลังงานของเครื่องจักร แต่นั่นก็เท่ากับปิดความหวังและสร้างความมืดมนให้กับมนุษยชาติมากขึ้นไปอีก กลายเป็นฝ่ายสิ่งมีชีวิตหยิ่งผยองอย่างมนุษย์ที่ต้องลงไปอาศัยอยู่ในโลกใต้ดินซะเอง ในขณะที่โลกเบื้องบน ถูกยึดครองโดยเครื่องจักรอย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งนำมนุษย์ไปทดลองและมาหล่อเลี้ยงเผ่าพันธุ์ตัวเองในฐานะแหล่งพลังงาน</p>



<p>เล่ามาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ถ้า <em>The Matrix</em> เป็นหนังที่มนุษย์ดูการปฏิวัติเพื่อปลดแอกของมนุษย์จากโลกของเครื่องจักร The Animatrix คือหนังที่ให้มนุษย์เป็นเพียงพยาน และมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้เหล่าเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ดูอย่างสะใจพร้อมกับหัวเราะคิกคักด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการล่มสลายของมนุษย์ที่นำตัวเองมาสู่จุดนี้ด้วยการให้สติปัญญาและพึ่งพาสิ่งอื่นจนเกินไป และการแสวงหาต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งอิสรภาพของเครื่องจักร</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152367" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c21_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลับมาที่<em> The Matrix </em>ภาคแรก หลังจากที่นีโอได้กินยา เขาก็ได้รับรู้ถึงโลกแห่งความเป็นจริงด้วยคำอธิบายปรัชญาแน่นๆ ของมอร์เฟียส, ฝึกฝนการต่อสู้ด้วยการอัพโหลดข้อมูล (ในเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้และจดจำคือสมอง ส่วนข้อมูลคือกระแสไฟฟ้า การส่งข้อมูลเข้าสู่สมองโดยทางตรงจึงทำได้ในหนัง<em> The Matrix</em>), ได้ต่อสู้ผ่านเครื่องคอนทรัคต์, ได้ลองฝึกกระโดดในโปรแกรมจำลอง </p>



<p>ความน่าสนใจคือสิ่งที่มอร์เฟียสพูดในเรื่องการตื่นรู้ที่ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเกิดเข้าไปเสนอยาเม็ดสีแดง ยัดยาเข้าปาก หรือไปช่วยใครออกจากฝักก็ได้ ผู้ที่ไม่ตื่นรู้ไม่ต่างจากผู้ที่ไม่ต้องการตื่น ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่พร้อมตื่นด้วยตัวเองหรือมีความระแคะระคายกับความเป็นจริง เริ่มตั้งคำถามกับมันเอง นอกจากจะไม่เต็มใจแล้ว ยังถึงขั้นขัดขืน และทำการปกป้องระบบด้วย นอกจากนี้ที่เลวร้ายกว่าคือทุกคนที่ไม่ได้ตื่นรู้จะมีสิทธิ์เป็นสายลับหมด กล่าวคือพวกเขาสามารถถูกแทรกแซงชีวิตและมาแทนที่ด้วยตัวระบบได้ทุกเมื่อ เมื่อเช่นนั้นแล้วเราเคยมีชีวิตจริงๆ หรือไม่ในเมทริกซ์? พอยต์นี้แสดงได้ถึงความไร้ตัวตนและความไม่เคยมีชีวิตที่แท้จริงเลยในโลกเสมือนจริงใบนี้</p>



<p>มอร์เฟียสเน้นย้ำกับนีโอว่า &#8220;ผมทำได้แค่โชว์ประตูให้คุณ ที่เหลือคือคุณต้องเปิดมันและเดินผ่านเข้าไปเอง&#8221; อีกทั้งในระหว่างการฝึก เมสเสจสำคัญคือนีโอต้องตระหนักว่า กฎเป็นสิ่งที่เครื่องจักรสร้างขึ้นภายใต้โลกใบนี้เพื่อครอบให้คนอยู่ภายใต้มัน และผู้ตระหนักรู้ว่านี่ไม่ใช่ความจริง สิ่งรอบตัวในเมทริกซ์ทั้งสสารและแรงโน้มถ่วง รวมถึงความเจ็บปวด และความเป็นไปของสิ่งใดๆ ที่ไม่มีสิ่งใดจริง เป็นเพียงสิ่งที่จิตปรุงแต่งและการที่จิตยึดติดกับหลักเกณฑ์ตามความเข้าใจเท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152368" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c23_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ต่อมานีโอได้ไปพบตัวละครสำคัญอย่างเทพพยากรณ์ (The Oracle) ผู้ทำนายอนาคตว่า Neo จะเป็น เดอะ วัน (The One) หรือผู้ถูกเลือกที่คล้ายคลึงกับ &#8216;เมสซิยาห์ (Messiah)&#8217; ของแต่ละศาสนา ที่จะมาชี้นำเส้นทางและปลดปล่อยมนุษยชาติจากเหล่าเครื่องจักรครองโลก&nbsp;</p>



<p>เพราะเทพพยากรณ์ทำนาย มอร์เฟียสถึงได้มีศรัทธาในตัวนีโอ ทำให้คิดได้ว่าจริงๆ แล้ว ณ จุดนี้ที่มนุษย์เจริญจนถึงขั้นโดนเครื่องจักรครองพื้นผิวโลกและต้องลงมาอยู่ข้างล่าง อารยธรรมถอยกลับ สิ้นหวังสุดขีด เป็นยุคสมัยที่ต้องดำเนินหรือพึ่งพาความเชื่อและบุคคลในคำทำนายเป็นอย่างมาก นีโอคือศูนย์รวมจิตใจที่จะแบกรับภาระหนักอึ้งตรงนี้ ในขณะเดียวกันเขาเป็นแกนกลางที่ทำให้คนรอบๆ ตัวรวมถึงมนุษย์กลุ่มสุดท้ายรู้สึกว่ายังมีความหวัง และการต่อสู้ไปวันๆ ยังมีความหมาย ในโลกที่ดูยังไงก็ไม่สามารถต่อกรเครื่องจักรและชิงอาณาจักรเดิมกลับมาได้เลย</p>



<p>เทพพยากรณ์โชว์ว่าชื่อนี้ฉันได้แต่ใดมาด้วยการทักนีโอตั้งแต่เดินเข้ามาว่าเธอรู้ว่านีโอคิดจะทำอะไรบ้าง คิดอะไรอยู่ในใจ รวมถึงรู้คำถามที่เขาต้องการจะได้รับคำตอบ ก่อนจะบอกว่าเขาไม่ใช่ The One ทั้งที่จริงๆ ชื่อ &#8216;Neo&#8217; มาจากคำว่า &#8216;One&#8217; ที่จัดเรียงตัวอักษรใหม่ แต่ทำไมเทพพยากรณ์ถึงบอกเช่นนั้น? เธอพูดว่า &#8220;ไม่รู้สิ บางทีในชีวิตหน้ามั้ง?&#8221; ทั้งหมดเพื่อให้นีโอลดทั้งอีโก้ ลดความสำคัญของตัวเองลง ลดความกดดัน และทำตามสัญชาตญาณตัวเองมากขึ้น นั่นก็เพราะมันเป็นคำพูดที่อาจดูย้อนแย้งแต่เธอต้องบอกเพื่อให้นีโอเป็นเดอะวันจริงๆ ในภายหลัง</p>



<p>ตอนนีโอเดินเข้ามาหาเทพพยากรณ์ เธอบอกว่า &#8220;เรื่องแจกันไม่เป็นไรนะ&#8221; ก่อนที่นีโอจะทำแตกจริงๆ ชวนให้คิดว่าหากเทพพยากรณ์ไม่บอก นีโอจะหันไปชนแจกันตกแตกหรือไม่? เป็นเค้าลางที่บอกว่าคำพยากรณ์ก็ส่วนหนึ่ง แต่นั่นเป็นเพียงคำพูด สิ่งที่สำคัญคือความเชื่อและการเลือกที่จะกระทำ กับการตอบสนองกับคำพูดหนึ่งๆ ของคนคนหนึ่งว่าจะเติมเต็มมันให้จริงหรือไม่ หรือเป็นที่เรียกว่า (self-fulfilling) ทั้งยังบอกด้วยว่าเขากับมอร์เฟียสจะต้องมีคนใดคนหนึ่งตาย สุดท้ายเป็นนีโอที่จะเลือกกำหนดชะตากรรมเอง จะช่วย หรือจะหนีรอด </p>



<p>ป้ายบนหัวทางเข้าห้องที่เขียนว่า รู้จักตัวเอง &#8220;Know Thyself&#8221; เพื่อให้ผู้อ่าน (ซึ่งในที่นี้คือนีโอ) ได้รู้จักตัวเองว่าเขาคือใคร และเขาเลือกสิ่งใด เพราะอะไร เมื่อไหร่ที่เรารู้ เราจะรู้ว่าเราจะทำอะไรต่อไป และรู้อนาคตของตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152369" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c22_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อีกฉากนึงที่น่าจดจำและส่งผลต่อมายด์เซ็ตของนีโอที่จะกลายมาเป็นเดอะวันในภายภาคหน้าคือก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องเทพพยากรณ์ เขาเจอผู้เป็นไปได้รายอื่นๆ ที่มีสิทธิ์เป็นเดอะวัน ดูเหมือนเด็กพวกนั้นมีพลังจิตและกฎแรงโน้มถ่วงกับสภาพของสสารของวัตถุที่เด็กๆ ถือหรือเล่นอยู่จะบิดงอและไม่สมเหตุสมผล หนึ่งในเด็กเหล่านั้นยื่นช้อนให้นีโอและพูดว่า &#8220;อย่าพยายามงอช้อนเพราะมันเป็นไปไม่ได้ ให้ตระหนักถึงความจริงแทน ความจริงที่ว่ามันไม่มีช้อน&#8221; และนีโอก็งอช้อนได้จริงๆ</p>



<p>นี่เป็นการตอกย้ำในสิ่งที่มอร์เฟียสพยายามบอกเขามาตลอด ว่าในโลกเมทริกซ์ คนเรากระโดดสูงข้ามตึกได้ ดูไร้แรงโน้มถ่วงหรือเคลื่อนไหวว่องไวในการต่อสู้ได้เหนือมนุษย์ ตกลงพื้นและไม่เป็นไรได้ (ในคอนสตรัคต์ที่ทำให้พื้นดูเด้งดึ๋ง กระแทกไม่เจ็บ) และสิ่งรอบตัวในเมทริกซ์ที่ถูกประกอบสร้างมาด้วยโค้ดไม่มีสิ่งใดมีอยู่จริงแต่แรก เหมือนเรื่องที่ว่า เครื่องจักรไม่อาจรู้ได้ว่าไก่มีรสชาติอย่างไร หรืออาจคิดไม่ออกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ จะแตกต่างกันได้ยังไง จึงให้รสชาติคล้ายๆ ไก่หมด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152370" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c19_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ประเด็นที่น่าคิดคือ &#8216;ถ้าโลกความจริงโหดร้าย หรือความฝันจะเป็นทางเลือกดีกว่า&#8217; หัวข้อนี้ถูกตั้งคำถามโดยตัวละครไซเฟอร์ (เกือบเรียกผิดเป็นไฟเซอร์แล้ว) &nbsp;</p>



<p>ไซเฟอร์ยื่นข้อเสนอให้กับเอเจนท์สมิธ หนึ่งในสายลับ ว่าจะส่งตัวมอร์เฟียสให้เพื่อให้สมิธไปเค้นเอารหัสเมนเฟรมไซออนและปิดฉากมนุษยชาติ ข้อแลกเปลี่ยนคือเขาต้องการถูกลบความทรงจำ นำกลับไปบรรจุในเมทริกซ์ใหม่เป็นเซเลบ รวยๆ มีบ้านหลังโตๆ แม้เขารู้ว่าเนื้อมีเดียมแรร์สุด juicy ชุ่มฉ่ำหวานหอมจะเป็นเพียงสิ่งที่เมทริกซ์บอกสมองให้รู้สึกเมื่อได้สัมผัสลิ้มรสด้วยโค้ดที่เขียนขึ้น เขาขออยู่กับมันดีกว่าอยู่ในโลกข้างนอก เขาเหนื่อยหน่ายแล้ว กับโลกอันผุพัง อากาศไม่บริสุทธิ์ และการต่อสู้อันไม่รู้จบและดูจะไม่มีปลายทางแน่นอนนี้ สู้นอนในฝักอย่างมีความสุขในโลกจำลอง โดยไม่รับรู้อะไรในโลกความจริงซะยังดีกว่า </p>



<p>ซึ่งอันที่จริงแล้วน่าตั้งคำถามไม่น้อยว่าอะไรกันล่ะที่คือความจริง? ความจริงคือโลกภายนอก หรือสิ่งที่สมองเรารับรู้โดยตราบเท่าที่ไม่มีคนมายื่นเม็ดยาหรือไม่ตั้งคำถามก็จะอยู่กับมันไปได้ตลอดกันแน่? และที่สำคัญกว่านั้น อะไรคือโลกความจริงระหว่างโลกที่เราไม่รู้จักเลยกับโลกที่คุ้นเคยมาตลอดตั้งแต่จำความได้ เหมือนในหนัง<em> Inception</em> (2010) ที่มีฉากคนกลุ่มหนึ่งมาฝันซ้อนฝันหลายชั้นในเวลาโลกความจริงเป็นชั่วโมงเป็นวัน แต่ในความฝันคือพวกเขาอยู่เป็น 40-50 ปีหรือแทบทั้งชีวิต ฉะนั้นคนเหล่านั้นไม่ได้มาเพื่อฝัน พวกเขามาเพื่อตื่น และที่นั่นคือโลกความจริงของพวกเขา</p>



<p>ทำให้ถึงแม้ว่าไซเฟอร์จะดูเป็นคนทรยศ (Judas) คนเห็นแก่ตัว และพวกหลีกหนีความจริง ก็ไม่อาจตัดสินเขาได้เลยหากพูดในแง่มุมตัวละคร ไม่ใช่การ romanticize การทรยศ เพราะเขาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง และไม่แคร์ว่ามนุษยชาติจะเป็นอย่างไรเพราะมนุษยชาติไม่ได้สำคัญสำหรับเขา บางคนเขาไม่ได้รู้จักด้วยซ้ำ และเขาไม่ได้ผูกพันกับใครหรืออะไรที่ไม่ได้ชวนให้ผูกพันเท่าไหร่บนโลกใบนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงเลือกที่จะเลือกได้ดั่งใจ และกำหนดให้เมทริกซ์คือความเป็นจริงของเขา แทนโลกความจริงที่ดูเน่าๆ ในสายตาตนเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152371" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c18_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากการทรยศของไซเฟอร์ มอร์เฟียสถูกจับ สิ่งที่สมิธพูดทำให้ได้ฉุกคิดถึงความเป็นจริงของเผ่าพันธุ์มนุษย์รวมถึงการทำงานของเมทริกซ์ที่สอดคล้องกับจิตใจมนุษย์ ได้อย่างแจ่มแจ้ง</p>



<p>สมิธเปรียบเทียบมนุษย์กับไวรัส การอุปมาอุปมัยนี้ทำให้เราไม่ต้องไปคิดถึงประเด็นที่ว่าเราเป็นสัตว์ประเสริฐหรือไม่ แค่ลำพังพฤติกรรมของเราก็ไม่ได้ดูเหมือนสัตว์เลือดอุ่นแล้ว พฤติกรรมของเราสร้างถิ่นฐาน ปักหลัก ก่อกำเนิดอารยธรรม และอพยพ เป็นอย่างนี้มาช้านานและทุกครั้งที่เกิดกระบวนการนี้ เรามักใช้สอยทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำร้ายธรรมชาติที่ให้กำเนิดเราเสมอ โดยมีระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบีบคั้นให้อยู่รอด ไปจนถึงทุนนิยมและวัตถุนิยมที่บังคับให้เราต้องดำดิ่งไปในเวย์นั้นอย่างกู่ไม่กลับและเลี่ยงไม่ได้ </p>



<p>กับอีกเรื่องคือเรื่องของมนุษย์กับการอยู่กับความเป็นจริง สมิธพูดอย่างมีพอยต์ว่า เมทริกซ์รุ่นแรกเคยสร้างให้มนุษย์ปีติสุข ได้ดั่งใจสมหวัง สุขสงบ ตลอดเวลา แต่มันไม่ใช่ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะสายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์อย่างพวกเราที่รับรู้ถึงตัวตน ประสบการณ์ ความทรงจำ และสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น มนุษย์รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติและเกิดการต่อต้าน ไม่ก็ฮอร์โมนแห่งความสุขที่เอ่อล้นมากไปทำให้เราตายลงเพราะนั่นไม่ใช่ชีวิต เป็นความทุกข์และความเจ็บปวด ความผิดหวัง ความเสียใจ ที่เป็นเหมือน ความขัดแย้ง (conflict) ในทุกๆ สตอรี่ที่บ่งบอกว่าเรื่องราวนี้คือความจริง หรือคล้ายกับเวลาเราลองหยิกตัวเองหรือตบหน้าตัวเองเพื่อเช็กว่าเราไม่ได้กำลังฝันอยู่</p>



<p>ประเด็นของสมิธยังคิดต่อยอดมาได้ถึงเรื่องที่ว่า ความสมจริงคือการที่เราได้เลือกได้ตัดสินใจ สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์สมองโดยเฉพาะมนุษย์อย่างเราๆ นั้นขับเคลื่อนด้วยคำถามอยู่เสมอ คำถามเหล่านั้นนำไปสู่การเลือกว่าจะรีแอ็กกับมันอย่างไร ทำมันหรือไม่ ซึ่งถ้าทำ มันจะนำไปสู่ทางแยกคือการสัมฤทธิ์ผลหรือผลลัพธ์ล้มเหลวอีก ตรงนี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่ามันคือความสมจริง และโลกใบนี้ต้องอยู่กับมันให้ได้แม้จะไม่ได้เข้าข้างคนใดคนนึงก็ตาม เป็นเพียงการสุ่ม และกำหนดได้ด้วยการกระทำ พวกเขาจึงต้องทำต่อไป เกิดเป็นลูปขังให้มนุษย์อยู่ในกรงที่มองไม่เห็น </p>



<p>การสร้างอารยธรรมและนวัตกรรมผ่านวิวัฒนาการของมนุษย์ ส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น และกำลังจะเป็นภัยกับตัวมนุษย์เองด้วย เช่น ภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิที่สูงขึ้น กับการที่ประชากรเพิ่มทวี แต่ทรัพยากรน้อยลง และสำหรับใน <em>The Matrix </em>โลกได้พังทลายไปแล้วเพราะน้ำมือของมนุษย์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152372" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c20_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากนีโอตัดสินใจไปช่วยมอร์เฟียส เขาได้ปะทะกับเอเจนท์สมิธ และประกาศว่าเขาคือ &#8216;นีโอ&#8217; ไม่ใช่ &#8216;มิ้สเตอร์แอ้นเดอร์สั่น (เสียงสมิธ)&#8217; อีกต่อไป ชื่อนี้เขาไม่ได้เลือก พ่อแม่เขาหรือเมทริกซ์ตั้งให้ แต่ชื่อนีโอเขาเลือกเอง นั่นเป็นการปลดปล่อยจิตใจขั้นต้น ทำให้เขาสามารถปะทะได้อย่างสูสีกับสมิธที่คนธรรมดาไม่น่าจะต่อกรด้วยได้เลย แต่หลังจากนั้นในยกสอง นีโอถูกสมิธดักทางได้และถูกกระหน่ำยิงจนเสียชีวิต นั่นป็นจุดที่ทำให้คำทำนายของเทพพยากรณ์ทำงานและเป็นจริง</p>



<p>ทรินิตี้ได้รับคำทำนายว่าเธอจะรักนีโอ และเธอไม่แน่ใจแม้กระทั่งผ่านฉากเล่นใหญ่ทุนสร้างสูงรอบๆ ตึกมาแล้วก็ตาม เพราะเธอไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าที่เธอรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยนีโอนั้นเป็นเพราะเทพพยากรณ์บอกแล้วเธอเติมเต็มมันด้วยการรู้สึกให้ หรือเพราะเธอชอบจริงๆ แต่ภายหลังเธอได้รู้ตัว และรู้ว่ามันไม่สำคัญ ในช่วงเวลาที่สิ้นหวัง ถ้าเธอรู้สึกรักคือรู้สึกรัก และเธอทำตามสัญชาตญาณตนเอง ซึ่งทำให้สัญชาตญาณกับตัวตนเวอร์ชั่นเดอะวันตื่นขึ้นมาจริงๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152373" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c14_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในฉากสาวชุดแดงที่เปลี่ยนเป็นสายลับในการฝึกฝนเพื่อทำความเข้าใจโลก นีโอได้ถามว่า &#8220;ถ้าผมเข้าใจมันผมจะหลบกระสุนได้งั้นเหรอ?&#8221; มอร์เฟียสตอบกลับว่า &#8220;เปล่าเลย ถ้าคุณเข้าใจมันเมื่อไหร่ คุณจะไม่จำเป็นต้องหลบกระสุนด้วยซ้ำ&#8221;</p>



<p>เวลานั้นมาถึง เขาเคลื่อนไหวว่องไว และอยู่เหนือประสาทสัมผัส มองเห็น และโต้ตอบสมิธได้หมด เขามองเห็นทุกอย่างเป็นโค้ดหรือฟอร์มที่แท้จริง แล้วยกระดับตนเองอยู่เหนือมัน ยิ่งกว่าคำว่า ascend คือคำว่า transcend ที่เป็นการยกระดับในเชิงทะลุขีดจำกัดไปอีกขั้น บัดนี้นีโออยู่เหนือมนุษย์ทุกคนบนโลก ถอยออกมามองทุกอย่างในฐานะส่วนประกอบของระบบ และไม่ยึดติดกับหลักเกณฑ์ใดๆ ไม่มีอะไรมาตีกรอบความสามารถของนีโอเวอร์ชั่นนี้ได้แม้กระทั่งหลักฟิสิกซ์เคมีชีวะ จึงไม่ใช่แค่ต่อสู้แบบคนเทิร์นโปร แต่นีโอกระโดดเข้าไปในตัวสมิธและ rewrite โค้ดจนระเบิดกระจายหายไป (แรงสะเทือนจากการระเบิดที่เขาสร้างส่งผลกระทั่งทำให้รอบข้างดูเด้งไปมาและโคงงอ) เห็นดังนั้นสายลับคนอื่นถึงกับวิ่งหนีหายไป</p>



<p>และในตอนจบนีโอก็ทำสิ่งที่ทั้งคนดูและสหายของเขาก็ไม่คาดคิด นั่นคือเขา &#8216;บินได้&#8217;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152374" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c5_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">The Matrix Reloaded (2003) สงครามมนุษย์เหนือโลกและ The Matrix Revolutions (2003) ปฏิวัติมนุษย์เหนือโลก&nbsp;</h4>



<p>สองภาคนี้จะพาเราไปขยายโลกของ <em>The Matrix </em>ด้วยการพาไปพบตัวละครใหม่ๆ ประเด็นใหม่ กับเห็นนครไซออนที่มีการพูดถึงในภาคแรก รวมถึงจะเป็นบทสรุปให้กับเรื่องราวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มใหม่แบบใดก็ไม่อาจรู้ได้ในภาค Resurrections ส่วนสาเหตุที่ต้องพูดพ่วงทั้งสองภาคเพราะทั้งการถ่ายทำและเนื้อหาของทั้งสองภาคเชื่อมต่อกันแบบติดๆ</p>



<p>ภาค Reloaded จะพาเราไปเห็นไซออน เมืองที่ดูเหมือนเหมืองใต้ดินหรือโลกทั้งใบของมนุษย์ในช่วงเวลาปัจจุบัน ประเด็นที่น่าสนใจในการท่องไซออนคือเราจะได้เห็นว่าไม่ว่าจะสีผิวและเชื้อชาติใด ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างมนุษย์อีกต่อไปผ่านเครื่องแต่งกาย อารยธรรม ข้าวของเครื่องใช้ รูปแบบที่อยู่อาศัยและเฟอร์นิเจอร์ มีความเป็นเหล็กๆ หินๆ การใส่เสื้อผ้าโปร่งระบายอากาศได้ดี ภาษาอังกฤษที่ใช้สื่อสาร และการที่มนุษย์ทุกคนถูกนิยามว่าเป็น &#8216;ชาวไซออน&#8217; สามัคคีกันโดยมีศัตรูหนึ่งเดียวคือเหล่าจักรกล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="636" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.08.05-1024x636.png" alt="" class="wp-image-152375" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.08.05-1024x636.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.08.05-300x186.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.08.05-768x477.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.08.05-600x373.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.08.05.png 1166w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฉากนึงที่ขยายประเด็นเกี่ยวกับมนุษย์กับเครื่องจักรได้ดีคือฉากที่นีโอนอนไม่หลับแล้วออกมาคุยกับสมาชิกสภาฮาแมนน์ ฮาแมนน์ชวนนีโอมองดูเครื่องจักรที่คอยขับเคลื่อนให้มนุษย์ยังมีชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่ว่า แม้มันจะเป็นภัยถึงขั้นไล่มนุษย์ลงมาอยู่ข้างล่างและยึดข้างบน แต่เครื่องจักรก็ยังจำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะเพื่อการต่อสู้กับพวกมัน</p>



<p>น่าคิดว่าเรากำเนิดเกิดมาแบบชีวะ (Bio) และเดิมทีเป็นชีวะมาตั้งแต่แรก แต่เรากลับสังเคราะห์และประดิษฐ์โดยเอาเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่ง จนวันนึงมันมีอิทธิพลกับเราแบบที่ขาดไม่ได้ เช่นทุกวันนี้ที่เราต้องใช้มันทำงาน สื่อสาร จัดเก็บข้อมูล ระบุพิกัดและนำทาง โดยเฉพาะซื้อเสื้อผ้า สั่งซื้อยาอาหารเสริม หาทรัพยากรและอาหาร ดูรีวิวบ้านและหาทำเลที่อยู่ จนไม่อาจเรียกมันว่าปัจจัย 5 อีกต่อไป เป็นเป็นปัจจัย 0 ที่อยู่เหนือทั้ง 4 ปัจจัยไปแล้ว</p>



<p>เครื่องจักรและเทคโนโลยีสำคัญกับมนุษย์กว่าที่คิด มันขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสังคมของเรา หล่อเลี้ยงชีวิตเรา และในหนังเรื่องนี้ได้เล่าถึงจุดที่สิ่งนี้ได้ใช้เราไปหล่อเลี้ยงชีวิตบ้างในทางกลับกัน ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายสิ้นดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152376" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c13_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นีโอกลับเข้าไปในเมทริกซ์ ปะทะกับผู้ปกป้องเทพพยากรณ์ที่ชื่อ &#8216;เซราฟ (Seraph)&#8217; และได้ต่อสู้กัน เขาเห็นเซราฟเป็นโค้ดสีเหลืองอร่าม จึงได้เข้าใจว่าเขาคือโปรแกรม และเทพพยากรณ์เองคือโปรแกรมเช่นกัน (แต่เป็นโปรแกรมเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่การบิ๊กแบงของโลกเมทริกซ์) นีโอเกิดคำถามว่าโปรแกรมนี้ต้องการอะไร และจะไว้ใจได้หรือไม่ในเมื่อโปรแกรมเกิดจากเครื่องจักรและเมทริกซ์</p>



<p>เขาไม่มีทางรู้ได้ว่าเทพพยากรณ์มาดีมาร้าย แต่สำคัญที่เขาจะเชื่อสิ่งที่เทพพยากรณ์พูดหรือไม่ ทางเลือกของนีโอมีไม่มากนัก </p>



<p>บทสนทนาระหว่างทั้งสองทำให้เรารู้ว่า การที่คนเห็นผี ปีศาจ และสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ที่หาสาเหตุไม่ได้ เกิดขึ้นมาจากโปรแกรมและบัคในเมทริกซ์ ซึ่งทำให้ mind-blow ไม่น้อย จากนั้นนีโอก็รู้ว่าเขาต้องทำอย่างไรต่อไป เขาต้องไปหาตัวคีย์เมคเกอร์ (Key Maker) ที่ถูกคุมขังโดย เมโรวินเจี้ยน (Merovingian) โปรแกรมเก่าแก่อีกตัว มาเฟียขาใหญ่แห่งโลกเมทริกซ์ รวมถึงชะตากรรมของทรินิตี้เอง (ในฉากแรกของภาคนี้ นีโอฝันเห็นเหตุการณ์ว่าทรินิตี้จะตายจากการถูกยิง) เขาเป็นกังวลอย่างมาก มันเป็นฝันที่เสมือนจริง นีโอที่ได้รับพลังมองเห็นอนาคตจะต้องเลือกว่าจะทำอย่างไร</p>



<p>&#8220;เธอไม่ได้มาเพื่อตัดสินใจเลือก นีโอ เธอเลือกไปแล้ว เธอแค่มาหาฉันเพื่อต้องการรู้ว่าทำไมเธอถึงเลือกแบบนั้น&#8221; เทพพยากรณ์บอกกับนีโอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c3_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ภัยคุกคามได้รุกคืบตัวระบบ เมื่อเอเจนท์สมิธเป็นอิสระจากการถูกปลดปล่อยโดยนีโอในตอนจบภาคแรก โค้ดของเขาไม่ถูกจองจำโดยเมทริกซ์อีกต่อไป สมิธฆ่าเบน (ลูกเรือชาวไซออนคนหนึ่ง) ขณะที่กำลังจะยกหูเพื่อกลับเข้าร่าง จากนั้นกระแสไฟฟ้าในรูปข้อมูลที่ชื่อสมิธเข้าไปแทนที่สมองของเบน หรือก็คือสมิธได้ทำการย้ายตัวเองด้วยการข้ามออกมาสู่โลกความเป็นจริงแล้ว</p>



<p>นอกจากนี้เขายังสามารถแทงคนอื่นที่หน้าอกแล้ว rewrite โค้ดของใครก็ตามในเมทริกซ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งสายลับด้วยกัน แล้วเปลี่ยนผู้นั้นให้กลายเป็นสมิธ แล้วเพิ่มจำนวนขั้นเป็นกองทัพสมิธอย่างรวดเร็ว จนถ้าถามว่าใครคือสมิธ และสมิธคนไหนคือตัวหลัก ก็คงต้องตอบว่าไม่สำคัญที่ใครแทงใครก่อนหลัง หรือใครคือสมิธคนแรกที่กลับมาในฟอร์มเดิมและถอดสายสื่อสารออก แต่ &#8216;ทุกคนคือสมิธ&#8217;&nbsp;</p>



<p>ขนาดนีโอที่เป็นเดอะวันเองก็ยังปะทะกับสมิธจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนี้ไม่ไหว จนต้องบินหนีไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152379" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c25_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เพอร์เซโฟเน่ ภรรยาของเมโรวินเจี้ยนทำให้เดอะแก๊งสามารถชิงตัวคีย์เมคเกอร์มาได้ หลังจากนั้นหนังก็ได้โชว์ความโดดเด่นสองด้านของภาค Reloaded คือแอ็กชั่นแบบ non-stop ที่ทั้งมันและน่าจดจำ กับปรัชญาเกี่ยวกับผู้สร้าง และหลังจากการรีเซ็ตระบบพร้อมๆ กับช่วงเวลาที่จักรกลส่งเครื่องขุดเจาะและหุ่นยนต์หมึกพิฆาตหรือเซนติเนล (Sentinel) มาถล่มไซออนหลายตัว คีย์เมคเกอร์เปิดประตูให้นีโอเดินเข้าไปหาแหล่งกำเนิด (The Source) หรือต้นขั้วของเมทริกซ์ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c2_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ที่นั่น เขาพบกับสถาปนิก (The Architect) หรือผู้สร้างผู้ออกแบบที่มีศักดิ์เป็นดั่งพระเจ้าของเมทริกซ์ และสถาปนิกได้บอกกับเขาโดยสรุปอย่างกระชับและชัดเจนได้ว่า</p>



<p>1. นีโอคือผลพวงของ &#8216;ความวิปลาส&#8217; และคือจำนวนที่เหลือจากสมการไม่สิ้นสุด </p>



<p>2. มีเมทริกซ์เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว 5 เวอร์ชั่น และนี่คือเวอร์ชั่นที่ 6 หรือก็คือมีผู้ปลดปล่อยก่อนหน้านีโอมาแล้ว 5 คนด้วยกัน แต่คำถามคือทำไมถึงไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และผู้ปลดปล่อยจะมีไว้ทำไมในเมื่อทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม?</p>



<p>3. จากเวอร์ชั่นที่เพอร์เฟกต์สมบูรณ์ เมทริกซ์ถูกออกแบบบนพื้นฐานความบกพร่องเหมือนตัวมนุษย์ (มีแซะ)</p>



<p>4. ถ้าเขาคือบิดา เทพพยากรณ์คือมารดา</p>



<p>5. เมื่อเกิดความวิปลาสครั้งใหม่เช่นนี้ มันคือหายนะที่จะทำลายระบบ จึงเสนอให้นีโอเลือกคนมา 23 คน เป็นหญิง 16 ชาย 7 เพื่อสร้างไซออนใหม่หลังถูกทำลาย</p>



<p>6. ปัญหาคือทางเลือก และนีโอต้องเลือกว่าจะทำตามเดอะวัน 5 คนก่อนหน้า หรือเชื่อในสารเคมีในสมองที่ทำให้เกิดความรัก และเลือกประตูอีกบานเพื่อไปช่วยทรินิตี้ แต่ถ้าเลือกเช่นนั้น ไซออนจะพินาศ</p>



<p>กลายเป็นว่าปี 2199 ที่ชาวไซออนเข้าใจกันนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ไซออนและเมทริกซ์มีมาแล้ว 5 วงจร (cycle) และนี่เป็นวงจรที่ 6 แต่พวกเขาถูกคุมขังภายใต้คุกคุมขังที่ตัวเองเชื่อว่าเป็นผู้ต่อต้านในฐานะมนุษยชาติกลุ่มเดียวและไม่มีกลุ่มก่อนหน้านี้หลังสงครามเครื่องจักร ส่วนการเป็นเดอะวันเป็นเพียงปาหี่และไร้ความหมาย นีโอเองก็เป็นแค่หนึ่งในสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากมนุษยชาติกำเนิดใหม่ เดินหน้า และเริ่มมีความต้องการต่อต้านทวงคืนโลกของตัวเอง จึงมีผู้ถูกเลือกเกิดขึ้น เพื่อที่จะมาที่แหล่งกำเนิดซึ่งก็คือปลายทาง และทำการรีเซ็ตเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความหมายไปมากกว่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c11_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>และไม่ต้องเดาให้ยาก นีโอเลือกทรินิตี้ เขาเลือกทำตามสัญชาตญาณของตนเอง ซึ่งไม่มีทางรู้ได้ว่าจะถูกหรือไม่ แต่การที่นีโอเลือกทรินิตี้ก็ไม่ต่างจากที่ไซเฟอร์เลือกตัวเอง และตอนที่นีโอเองเลือกจะช่วยมอร์เฟียสแม้ว่ามันทำเป็นทางเลือกที่ทำให้เขาจะอยู่ในอันตรายก็ตามที การเลือกเช่นนี้ทำให้นีโอเป็นเดอะวันที่แตกต่าง และมันจบลงด้วยการที่เขาช่วยทรินิตี้ไว้ได้ แต่ถึงแม้ยังไม่รู้ชะตากรรมไซออน เขาก็เลือกที่จะเซฟมนุษยชาติในแบบของตัวเองมากกว่าฟังคำของเครื่องจักร</p>



<p>ฉากจบภาค Reloaded น่าสนใจตรงที่นีโอสามารถใช้พลังนอกเมทริกซ์ได้ และสัมผัสรู้ได้ว่าตัวเองต้องใช้พลังในจังหวะไหน หรือต้องทำสิ่งใดต่อ&nbsp;</p>



<p>ทันทีที่เขารู้ นีโอยื่นมือออกมาและหยุดเซนทิเนลจำนวนมากได้ในพริบตา ดูเหมือนในตอนนี้นีโอจะมีพลังจิตที่แกร่งกล้ามากพอจนเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าและคลื่นบางอย่างที่ส่งผลได้กับเครื่องจักรเท่านั้น การใช้พลังนี้ถึงขั้นที่นีโอส่งตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในเมทริกซ์โดยไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊ก และเขาไปติดอยู่ในโปรแกรมที่อยู่เหนือ time และ space ที่ชานชาลาของเทรนแมน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c24_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อนีโอออกมาได้ด้วยการช่วยเหลือของมอร์เฟียส ทรินิตี้ และเซราฟ หลังจากนั้นสงครามระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรก็เริ่มต้นขึ้น นีโอขอใช้ยานหนึ่งลำซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการเดินทางไปนครเครื่องจักรเพื่อจบเรื่องราวทุกอย่าง และไนโอบี (Niobe) ก็ยินดีสละยานไป เพราะนาทีนี้เธอมีแต่จะต้องเชื่อเท่านั้น แต่ไม่ใช่เชื่อเทพพยากรณ์ เธอเชื่อในนีโอเหมือนที่มอร์เฟียสเชื่อ ในขณะเดียวกันก็ทำสิ่งที่ตัวเองพอทำได้ให้ดีที่สุด นั่นคือเดินทางผ่านเส้นทางลำเลียง กลับไปยังไซออนให้ทันเวลาเพื่อเปิดระเบิดคลื่นเหล็กไฟฟ้า (EMP) หยุดเซทิเนลจากการรุมทึ้งที่มั่นสุดท้ายของมนุษย์</p>



<p>ก่อนจากกันเธอพูดกับนีโอว่า &#8220;ยานสองลำในสองทิศทาง ฟังดูเหมือนการทำนายเลย&#8221;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c10_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นีโอกับทรินิตี้ที่ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถูกขัดขวางโดยสมิธในร่างเบน ซึ่งเอาชนะเขาได้ในที่สุดหลังจากนีโอถูกยิงด้วยปืนไฟฟ้าจนตาบอด เขาเห็นร่างจริงของมนุษย์ และสัมผัสได้ถึงพลังงานไฟฟ้าและตัวตนของเครื่องจักร ทำให้ในที่สุดนีโอก็เดินทางมาถึงนครเครื่องจักร แต่แลกมาซึ่งชีวิตคนรัก</p>



<p>เขาต่อรองกับเครื่องจักรว่า จะไปกำจัดสมิธที่ตอนนี้ขยายจำนวนจนทำให้เมทริกซ์กลายเป็น &#8216;Smithrix&#8217; ไปแล้ว หากปล่อยไว้โปรแกรมจะพัง เครื่องจักรและโลกจำลองจะล่มสลาย สูญเสีย ล้มตายกันทั้งสองฝั่ง โดยเดิมพันว่าหากชนะไซออนเป็นอิสระ และเมื่อถูกถามว่าถ้าเขาทำไม่สำเร็จล่ะ? เขาตอบกลับว่า &#8220;ไม่มีทาง&#8221; เพราะมาถึงจุดนี้แล้วนีโอไม่ได้มาเพื่อเฟล และชีวิตคนรักเขาไม่ได้เสียไปอย่างสูญเปล่า เขามาเพื่อชนะและทำสำเร็จ เขาเชื่อแบบนั้น&nbsp;</p>



<p>และไม่กังขาถึงการกระทำหรือผลลัพธ์อื่น ตลอดเวลาที่ผ่านมานีโอต้องเลือก แต่ครั้งนี้การพ่ายแพ้ไม่อยู่ในชอยส์ของเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-1024x682.jpg" alt="The Matrix" class="wp-image-152384" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c1_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นีโอปะทะกับสมิธเป็นครั้งสุดท้าย เป็นสมิธที่รวมร่างกับเทพพยากรณ์จนมีนิมิตมองเห็นล่วงหน้า เรื่องย้อนแย้งคือในตอนแรกสมิธกล่าวหาว่านีโอคือมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ผิดนักในโลกภายนอก แต่ภายในเมทริกซ์เขากลับเป็นไวรัสที่ขยายจำนวนและทำลายโลกของเขาซะเอง ทั้งคู่จึงเข้าห้ำหั่นกันอย่าง epic แต่ด้วยระดับพลังที่เป็นเครื่องหมายเท่ากับ อันเนื่องมาจากการที่สมิธสร้างนีโอ นีโอสร้างสมิธ โค้ดของนีโอมาจากการเรียนรู้จากการต่อสู้กับสมิธ และโค้ดของสมิธกับความอิสระของเขามาจากนีโอ </p>



<p>ทั้งคู่มีความเสมอกันในทุกด้านทำให้ทั้งเป็นการบาลานซ์กันและกัน ในอีกฝั่งเหมือนหยิงหยางหรือเครื่องเล่นไม้กระดกที่คนนั่งน้ำหนักเท่ากัน</p>



<p>เมื่อสู้ไปก็ไม่ได้อะไร ไม่จบไม่สิ้น ไม่มีใครแพ้ไม่มีใครชนะ นีโอถึงตระหนักได้ถึงความเป็นจริงบางอย่าง ว่าเขาต้องโอบรับสิ่งที่เขาสร้างเพื่อที่จะทำลายมัน นั่นคือสิ่งที่เท่ากัน นีโอคิดสมการความเท่าเทียมที่ชื่อ &#8216;สร้าง=ทำลาย&#8217; ออก และกลายเป็นสมิธ (ซึ่งสมิธเห็นภาพแล้วว่านีโอจะพ่ายแพ้และถูกเขาแทงเพื่อ rewrite แต่เขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะทำแบบนั้น) จากนั้นนีโอจึง rewrite โค้ดของสมิธที่กลืนกินร่างของทุกคนในเมทริกซ์แล้ว แบบ once and for all ส่งผลให้เขาระเบิดมาจากภายใน (implode) </p>



<p>และในฉากปะทะครั้งสุดท้ายนี้เราจะได้รู้ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่เทพพยากรณ์ทำนายไว้ แม้กระทั่งการที่เธอถูกเปลี่ยนให้เป็นสมิธก็ตาม ทุกอย่าง ทั้งหมด ในไตรภาค <em>The Matrix</em> คือผลของคำทำนาย ศรัทธาที่มนุษย์มีต่อตัวมนุษย์ด้วยกัน และชอยส์ที่มนุษย์เลือกที่จะกระทำเอง ตั้งแต่เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีจนเลยเถิด เลือกกำจัดหุ่นยนต์ เลือกปิดน่านฟ้าจนทำลายอิสรภาพตัวเอง จนมาถึงการเลือกปลดแอกมนุษยชาติของนีโอ หรือก็คือเรื่องราวบาปของบรรพบุรุษที่ถูกแก้ไขโดยผู้มาทีหลัง</p>



<p>ท้ายที่สุดเมทริกซ์ถูกรีเซ็ตเป็นเวอร์ชั่น 7.0 ออกแบบโดย ซาตี (Sati) โปรแกรมเด็กที่ต้องการ pay tribute ให้กับนีโอ ส่วนสถาปนิกรักษาคำพูด &#8216;ในตอนนี้&#8217;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152385" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_The-Matrix_Content_c4_20211217.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หากสังเกตจะเห็นได้ว่า <em>The Matrix </em>คือเรื่องราวการต่อสู้ของคู่ตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นสมิธกับนีโอ สถาปนิกกับเทพพยากรณ์ มนุษย์กับเครื่องจักร ความเชื่อและทางเลือก การถูกคุมขังและอิสรภาพ</p>



<p>อีกทั้งเมื่อมองภาพรวมแล้วยังทำให้เห็นเค้าโครงของโครงสร้างเรื่องแบบ Hero&#8217;s Journey หรือการเดินทางของวีรบุรุษของโจเซฟ แคมป์เบลล์ (Joseph Campbell) ที่มองเห็นโครงสร้างตำนานปรัมปรากรีกที่การเดินทางของตัวเอกของเรื่องมักจะมีแพตเทิร์นที่แน่นอน ต่อมาแพตเทิร์นนี้ถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์เมื่อมีตัวเอกเป็นผู้ถูกเลือก โดยเมื่อนำมาเทียบกันแล้วนีโอในห้องเล็กๆ นั่นคือตัวเอกคนนั้น เขาถูกตัวอักษรบนหน้าจอเป็น Call to Adventure หรือการออกผจญภัยจากชีวิตเดิมๆ เขาตอบรับ เดินทาง พบสหาย พบผู้ชี้แนะ (Mentor) คือทรินิตี้ มอร์เฟียส และเทพพยากรณ์ จบลงที่การบรรลุเป้าหมาย เติบโตขึ้นจากมิสเตอร์แอนเดอร์สันคนนั้น แม้ว่าปลายทางคือร่างที่ไร้วิญญาณก็ตาม แต่มันเป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ของชายที่ชื่อ นีโอ </p>



<p>เลข 101 ที่พูดถึงตอนต้นตีความได้สองแบบคือ 1 กับ 0 ที่เป็นเลขฐานสองที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์และเมื่อทุกอย่างวิวัฒน์ประกอบสร้างเป็น AI และเมทริกซ์ หรืออีกแบบคือเหมือนวิชา 101 ห้องนี้แสดงถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ส่วนเลข 506 นั้น เลข 5 คือจำนวนเวอร์ชั่นก่อนหน้าของเมทริกซ์กับเดอะวัน ก่อนที่จะรีเซ็ตเป็น 0 และเกิดใหม่เป็นนีโอหรือคนที่ 6 </p>



<p>และหลายอย่างมีความล้อหลอกกับความเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์และความไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นฟิลเตอร์สีเขียวในโลกเมทริกซ์ตลอดเรื่อง, การอบคุกกี้ที่แสดงถึงคุกกี้ในระบบ, เครื่องจักร = ฮาร์ดแวร์, โปรแกรม = ซอฟต์แวร์, การเปิดปิดรีเซ็ตระบบเพื่อเข้าสู่หน้าจอตั้งค่า, สายลับ=โปรแกรมแอนตี้ไวรัส กับไวรัสหรือตัวทายโปรแกรม/ระบบ คือสมิธและมนุษย์ และอีกมากมาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="634" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.15.15-1024x634.png" alt="" class="wp-image-152387" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.15.15-1024x634.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.15.15-300x186.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.15.15-768x475.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.15.15-600x371.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Screen-Shot-2564-12-17-at-20.15.15.png 1160w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อ่านจบเชื่อว่าผู้อ่านคงไม่แปลกใจว่าทำไม <em>The Matrix </em>ยังคงเป็นภาพยนตร์ในตำนานที่เป็นที่กล่าวขานหรือมีคนอ้างอิงถึงบ่อยครั้งได้ตลอดเวลาขนาดนี้ และไม่ได้น้อยลงตามกาลเวลา กระทั่งเป็นหนึ่งในหนังที่มีคนหยิบมาดูซ้ำบ่อยที่สุดเรื่องนึง บทความนี้เป็นเพียงการยกประเด็นสำคัญที่จำเป็นแก่การมองเห็นภาพรวมและอธิบายโลกของ <em>The Matrix </em>ในไตรภาคเท่านั้น ยังมีประเด็นและบทสนทนาอีกมากมายที่ไม่ว่าได้เห็นได้ยินกี่ครั้งก็มักจะตะลึงงึงงันได้เสมอกับความเฉียบของไอเดียที่หนังนำเสนอ</p>



<p>เรื่องราวทั้งหมดของมหากาพย์ไซ-ไฟ<em> The Matrix </em>เป็นเพียงเรื่องราวที่อยู่ในยาเม็ดสีแดงเท่านั้น หากนีโอเลือกยาเม็ดสีน้ำเงิน เขาจะยังคงอยู่ในโลกเมทริกซ์ต่อไป และเรื่องราวทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น </p>



<p>16 ธันวาคม 2564 หลังจากผ่านมาเนิ่นนานและทั้งหมดที่ได้ดูกันไป คือวันที่เราและนีโอจะกลับไปเสียบปลั๊กเยือนเมทริกซ์อีกครั้งใน <em>The Matrix: Resurrections</em> หลังจากที่เขาและเราถูกกรอกยาสีฟ้าให้กินตลอดเวลาที่ผ่านมา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-matrix-resurrections/">The Matrix: โลกความจริง ห้วงความฝัน ภายในเม็ดยาสีแดงและน้ำเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cloud Atlas: บทลำนำแห่งการเดินทางต่อสู้ ดวงวิญญาณ กับชีวิตต่างร่างกายในหลายภพชาติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cloud-atlas/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Dec 2021 15:25:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=152070</guid>

					<description><![CDATA[<p>คอนเซปต์เรื่องของชาตินี้ชาติหน้า (next life), การกลับชาติมาเกิด (reincarnation), ดวงวิญญาณ (Soul) และการระลึกชาติ (recall) เป็นความเชื่ออันพิศวงที่มีมาช้านานและเป็นข้อถกเถียงที่ไม่จบไม่สิ้น นำมาสนทนากี่ครั้งก็ยังน่าสนใจเสมอ ด้วยการที่ทั้งสามประเด็นจัดอยู่ใน phantom zone ของการรับรู้ ทดลอง และการพิสูจน์ของมนุษย์ Cloud Atlas นิยายชื่อดังของ David Mitchell พูดถึงประเด็นเหล่านี้ และในปี 2012 สองพี่น้อง Wachowski ร่วมกันกำกับกับอีกคนอย่าง Tom Tykwer ดัดแปลงเรื่องนี้เป็นหนังความยาวราวๆ 3 ชั่วโมง เพื่อโชว์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีดีแค่หนังไตรภาค The Matrix แต่ยังสามารถรับมือกับเรื่องราวที่อัดแน่น ซับซ้อน ตัวละครเยอะ และถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างงดงาม และสมบูรณ์ สอดประสานลงตัว (ภายหลัง 4 คนรวมถึงคนแต่งนิยายได้มาร่วมงานกันในซีรีส์ Sense 8 อีกครั้ง) เนื่องในโอกาสที่ The Matrix: Resurrections หรือ The Matrix [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cloud-atlas/">Cloud Atlas: บทลำนำแห่งการเดินทางต่อสู้ ดวงวิญญาณ กับชีวิตต่างร่างกายในหลายภพชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คอนเซปต์เรื่องของชาตินี้ชาติหน้า (next life), การกลับชาติมาเกิด (reincarnation), ดวงวิญญาณ (Soul) และการระลึกชาติ (recall) เป็นความเชื่ออันพิศวงที่มีมาช้านานและเป็นข้อถกเถียงที่ไม่จบไม่สิ้น นำมาสนทนากี่ครั้งก็ยังน่าสนใจเสมอ ด้วยการที่ทั้งสามประเด็นจัดอยู่ใน phantom zone ของการรับรู้ ทดลอง และการพิสูจน์ของมนุษย์</p>



<p><em>Cloud Atlas</em> นิยายชื่อดังของ David Mitchell พูดถึงประเด็นเหล่านี้ และในปี 2012 สองพี่น้อง Wachowski ร่วมกันกำกับกับอีกคนอย่าง Tom Tykwer ดัดแปลงเรื่องนี้เป็นหนังความยาวราวๆ 3 ชั่วโมง เพื่อโชว์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีดีแค่หนังไตรภาค <em>The Matrix </em>แต่ยังสามารถรับมือกับเรื่องราวที่อัดแน่น ซับซ้อน ตัวละครเยอะ และถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างงดงาม และสมบูรณ์ สอดประสานลงตัว (ภายหลัง 4 คนรวมถึงคนแต่งนิยายได้มาร่วมงานกันในซีรีส์ <em>Sense 8</em> อีกครั้ง)</p>



<p>เนื่องในโอกาสที่ <em>The Matrix: Resurrections </em>หรือ <em>The Matrix </em>ภาค 4 กำลังจะฉายในอีกไม่ช้าโดยมี David Mitchell เป็นคนร่วมเขียนบทกับ Lana Wachowski จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะกลับไปสำรวจตรวจสอบสวยงาม ความดราม่า-แอ็กชั่น-ไซไฟ-ลึกลับที่คล้ายคลึงกัน ปรัชญาในหนัง และสไตล์การเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้อีกครั้งหลังจากไม่ได้ดูมาเนิ่นนานและเชื่อว่าทุกคนต่างก็เติบโตขึ้นกว่าครั้งล่าสุดที่ได้ดูพอสมควร</p>



<p>บทความนี้จะเป็นทั้งการสังเคราะห์ข้อมูลให้เข้าใจง่าย ชวนขบคิดผ่านการวิเคราะห์ประเด็นเนื้อหา และเป็นเสมือน guide book ฉบับเข้าใจง่ายของหนังมีรายละเอียดมากมายอย่าง <em>Cloud Atlas </em>ที่ครบจบสมบูรณ์ในเล่มเมื่ออ่านจบถึงบรรทัดสุดท้าย</p>



<p>(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญหนัง <em>Cloud Atlas</em>)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152072" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c1_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตัวตน</strong><strong>สรรพสิ่ง</strong><strong>โลก</strong><strong>จักรวาล</strong><strong>ภายใต้คำว่า</strong><strong> &#8216;</strong><strong>เรื่องราว</strong><strong>&#8216;</strong></h2>



<p>ในชีวิตจริงเรามองผ่านออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างในฐานะหรือมุมมองของบุคคลที่ 1 (First Person View) แต่ในทุกครั้งที่เราดูหนังสักเรื่อง จะขึ้นอยู่กับว่าหนังหยิบยื่นมุมมองไหนให้กับเรา 1 หรือ 2 หรือ 3 แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมมองไหน สิ่งนึงที่หนังต้องมีคือ &#8216;ตัวละครหลัก (protaginist)&#8217; เพื่อให้เราเกาะไปด้วยได้ตลอดทาง และมีความเข้าอกเข้าใจหรืออินไปกับสิ่งที่ตัวละครเผชิญ แก้ไขปัญหา กระทำและสาเหตุที่ทำเช่นนั้น</p>



<p>สำหรับ <em>Cloud Atlas</em> เป็นหนังที่นำคนดูไปนั่งเก้าอี้ &#8216;ผู้สังเกตการณ์ (Observer)&#8217; ที่คอยเฝ้ามองดูเรื่องราวในฐานะ &#8216;พยาน (Witness)&#8217; และนำเสนอหลายเรื่องราวโดยการตัดสลับพาเราไปตรงนั้นตรงนี้แล้วสร้างอารมณ์ร่วมให้กับเราได้ตลอด สะท้อนถึงเมสเสจสำคัญที่ว่า ในทุกๆ เรื่องราว ไม่มีใครเป็นตัวประกอบ ต่างคนต่างก็เป็นตัวเอกของเรื่องราวตัวเองหรือเรื่องราวที่ถูกนำมาเล่าขานทั้งสิ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152073" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c18_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หนังเรื่องนี้ประกอบไปด้วย 6 เรื่อง 6 ช่วงเวลา 6 ไทม์ไลน์ 6 genre เล่าเรื่องราวที่แตกต่างในคนละช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันแต่กลับมีจุดร่วมกันและส่งผลต่อกันและกันอย่างอัศจรรย์ เป็นการหยิบไอเดียของการมีหลายชีวิต (live many lives) มาเล่าโดยถักทอทุกเรื่องราวเข้าด้วยกันในหนังหนึ่งเรื่อง ที่ผ่านการคิดเรียงร้อยมาอย่างดีแล้ว และเก็บตะเข็บให้ราบรื่นด้วยการตัดต่อกับดนตรีประกอบที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางอารมณ์&nbsp;</p>



<p>ต้องขอชมวิธีที่ผู้กำกับทั้งสามเลือก เพราะเดิมทีนิยายต้นฉบับจะเล่า 6 ไทม์ไลน์แบบเรียงลำดับ แต่ผู้กำกับกลับเลือกนำมันมาตีความให้เหมาะกับฉบับภาพยนตร์ด้วยการเล่าตัดสลับ 6 เรื่องแบบโดดไปโดดมา ผลลัพธ์ที่ได้คือ &#8216;ความ <em>Cloud Atlas</em>&#8216; ที่ไม่มีเรื่องไหนเหมือน แม้วิธีการนำเสนอนี้จะทำให้หนังซับซ้อนไปบ้าง แต่ก็ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของหนัง และตรงจุดกับคอนเซปต์ &#8216;หลายชีวิตในหลายเรื่องราว&#8217;&nbsp;</p>



<p>แต่คำว่า &#8216;ซับซ้อน&#8217; ในที่นี้จะคลับคล้ายคลับคลากับความซับซ้อนของซีรีส์เรื่อง <em>&#8216;Dark&#8217; </em>ของ Netflix ที่ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นในแง่เนื้อหา เพียงแต่ล้ำในคอนเซปต์และนำเสนอด้วยการเล่าตัดไปตัดมา มีตัวละครตัวเดียวในหลายไทม์ไลน์ หลายนักแสดง หลายช่วงวัย (จนมารวมๆ กันแล้วจะได้ตัวละครราวๆ 50 กว่าเวอร์ชั่นเห็นจะได้) ซะมากกว่า ภายใน 3 ซีซั่น 26 อีพี ในขณะที่ <em>Cloud Atlas </em>เป็นหนังที่มีความยาว 3 ชั่วโมงกับตัวละคร 61 ตัว ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว</p>



<p>อีกทั้งการเล่าเรื่องแบบตัดสลับของหนัง <em>Cloud Atlas </em>ชวนให้คิดไม่น้อยว่าจริงๆ แล้วอดีต ปัจจุบัน อนาคต หรืออดีตกว่า ปัจจุบันกว่า และเท่าที่สามารถถ่างออกไปไกลกว่านั้นได้ อะไรเกิดก่อนเกิดหลัง หรือแท้จริงแล้ว มันกำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเหมือนหนังเรื่องนี้เพียงแต่เราไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้และแต่ละไทม์ไลน์ต่างก็แยกกันอย่างสิ้นเชิง หลงเหลือเพียงผลลัพธ์ที่ถูกส่งต่อเท่านั้น?</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152074" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c4_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Halle Berry หนึ่งในนักแสดงหลักเคยพูดไว้ในคลิปสัมภาษณ์เบื้องหลังว่า &#8220;นี่เป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะได้ทำอะไรสนุกๆ แบบนี้ คงไม่มีหนังเรื่องไหนเหมือนเรื่องนี้อีกแล้ว&#8221; แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ถึงตอนนี้ยังไม่มีเรื่องไหนคล้าย</p>



<p>โดยความสนุกที่ Halle บอก คือการที่นักแสดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดงหลัก ไม่ว่าจะเป็น Tom Hanks, Halle Berry, Hugo Weaving&nbsp; (Smith ใน <em>The Matrix</em>), Jim Sturgess, Bae Doona, Ben Whishaw, Hugh Grant, Jim Broadbent และคนอื่นๆ จะมารับบทเป็นตัวเองในอีกชาติภพ ที่หน้าตาอาจมีเค้าเดิมบ้าง แต่สำเนียง องค์ประกอบย่อย และตัวตน เอกลักษณ์ จนถึงเพศแตกต่าง&nbsp;</p>



<p>เท่ากับว่าในหนังเรื่องเดียว นักแสดงส่วนใหญ่ต้องรับบทมากกว่า 1 บทขึ้นไป มันเป็นทั้งความท้าทายกับนักแสดง ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่แต่ละคนจะได้เฉิดฉายในบทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหนังเรื่องเดียวซึ่งไม่ใช่โอกาสที่มีบ่อยเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะบทบาทที่เยอะต่อหนึ่งคนขนาดนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิตของฉัน</strong><strong>ชีวิตของเธอ</strong><strong>ชีวิตของเรา</strong><strong>และชีวิตคนอื่น</strong><strong>&nbsp;</strong></h2>



<p>&#8220;ชีวิตของเรา ไม่ใช่ของเราแต่เพียงผู้เดียว จากมดลูกสู่สุสาน (womb to tomb) เราผูกพันกับผู้อื่น เรื่องราวในอดีตและปัจจุบัน ทุกการกระทำดีที่ก่อ ทุกความผิดที่สร้าง ส่งผลเกิดเป็นอนาคตของเรา&#8221; หรือก็คือผลที่ตามมาของแต่ละชีวิต กระทบถึงกันชั่วกัลปาวสาน นี่เป็นประโยคที่ตัวละคร Sonmi-451 พูดไว้ในช่วงท้ายของหนังอย่างอิมแพคและทรงพลัง กับอีกประโยคคือ &#8220;ความตายก็แค่ประตูหนึ่งบานที่ปิดลง เมื่อมันปิด อีกบานจะเปิดขึ้น&#8221;</p>



<p>ทั้งสองประโยคบ่งบอกถึงไอเดียหลักเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจน การเล่าเรื่องราวของแนวคิด &#8216;การเกิดใหม่&#8217; และ &#8216;กรรม&#8217; ในแง่ของการกระทำที่ส่งผล ในเวอร์ชั่นหรือมุมมองของปุถุชนผู้เป็นฆราวาส (Secular)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152075" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c17_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp;เมื่อเป็นเช่นนั้น หนังจึงไม่มี subplot แต่ทุกพล็อตเป็น main plot และไม่มีช่องว่างให้คนดูรู้สึกว่าตรงนี้ช้า ตรงนี้เปื่อย ตรงนี้หน่วง แต่อย่างใด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ถูกเล่าด้วยการต่ออารมณ์ไปสู่อารมณ์กับเนื้อหาของฉากที่ใกล้เคียงกัน&nbsp; เหมือนที่ในเวลานี้ที่ใครก็ตามกำลังอ่านบทความอยู่ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กันจนยากจะนับ และเราได้อภิสิทธิ์นั้นที่จะได้เฝ้ามองและรับรู้มันพร้อมๆ กันถึง 6 เรื่อง รวมถึงเห็นความสำคัญของชีวิต กับอิทธิพลของชีวิตนึงต่ออีกชีวิตนึง หรืออีกหลายชีวิตอย่างไม่คาดคิด</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นเจตนารมณ์ ผลงาน ไดอารี่ คำกล่าว หนัง วิดีโอฟุตเทจ หนังสือ บทสนทนา ข่าว หรือการกระทำใดๆ ทำหน้าที่เป็นหนังที่สอนให้เราตระหนักถึง cause-effect หรือการกระทำและผลของการกระทำได้อย่างเห็นผล ผ่านการเผชิญหน้าต่อสิ่งต่างๆ และพัฒนาการการเติบโต เอาชนะอุปสรรคของตัวละครหลักในแต่ละไทม์ไลน์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152077" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c6_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่</strong><strong> 1&nbsp; </strong><strong>ปี</strong><strong> 1849 </strong><strong>เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางทางทะเลแถบแปซิฟิก</strong><strong>ในแนวดราม่า</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ประวัติศาสตร์</strong></p>



<p>ตัวเอกคือ Adam Ewing ทนายความและนักเดินเรือผู้พบสหายใหม่อย่าง Henry Goose และได้ช่วยชีวิตทาสที่ชื่อ Autua ไว้ก่อนเดินเรือ ระหว่างทริป Adam ล้มป่วยลงโดยมี Henry คอยดูแลรักษาและวินิจฉัยโรคว่าเขากำลังมีหนอนกัดกินสมอง ทั้งที่อันที่จริง Henry พยายามวางยาพิษ Adam เพื่อช่วงชิงทรัพย์สมบัติ แต่ได้ Autua ช่วยไว้และพากลับมาเจอภรรยาที่บ้านที่ชื่อ Tilda ได้สำเร็จ&nbsp;</p>



<p>ไดอารี่ของ Adam Ewing ถูกอ่านในไทม์ไลน์ที่ 2 โดย Robert Frobisher</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่ 2 ปี 1936 ความรักและความฝันของเกย์หนุ่มผู้ทะเยอทะยานในแนวรักทางไกลที่ประเทศสกอตแลนด์</strong></p>



<p>Robert Frobisher ตัวเอกเกย์ผู้ละทิ้งคู่รักของเขาอย่าง Dr.Sixsmith ไปตามล่าหาความฝันด้วยการไปเป็นผู้ช่วย Vyvyan Ayrs นักดนตรีที่อดีตเคยดังเสมือนเป็นไฟให้กับตะเกียงที่กำลังจะดับมอด เขาช่วย Vyvyan คิดบทเพลงที่ชื่อ &#8216;The Cloud Atlas Sextet&#8217; ขึ้นมา และทราบภายหลังว่าเขาถูกสืบประวัติมาก่อน เพื่อที่ Vyvyan จะได้หลอกใช้และเทกเครดิตไปแต่เพียงผู้เดียวเนื่องจากสังคมสมัยนั้นไม่ยอมรับเกย์ เรื่องราวจบลงด้วยการที่ Robert ยิงนักดนตรีนิสัยไม่ดีตายคาที่ และหลบหนีไป ก่อนที่จะไปฆ่าตัวตายในภายหลังเพื่อเป็นทางออกสำหรับสิ่งที่เขาได้ทำไว้</p>



<p>จดหมายของ Frobisher ตกไปยัง Sixsmith และ Luisa Rey ในไทม์ไลน์ที่ 3 ได้อ่านมันหลังจากได้พบกับอดีตคนรักของ Robert</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่</strong><strong> 3 </strong><strong>ปี</strong><strong> 1973 </strong><strong>เป็นแนว</strong><strong> political-thriller </strong><strong>เกิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก</strong><strong>เรื่องราวการเปิดโปงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์</strong></p>



<p>Luisa Rey นักข่าวกัดไม่ปล่อยเป็นตัวเอก เธอสืบค้นเรื่องไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับบริษัทน้ำมันและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ส่งผลต่อเรื่องผลประโยชน์และชีวิตคน การตามหาความจริงทำให้เธอเสี่ยงอันตราย คนที่มีเอี่ยวเสียชีวิต ถูกตามไล่ล่า ลอบฆ่า และด้วยความช่วยเหลือของพนักงานภายในบริษัท เธอทำสำเร็จ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นทำเอาลุ้นแทบแย่</p>



<p>รายงานข่าวของ Luisa Rey กลายเป็นนิยายสืบสวน-ลุ้นระทึกของ Cavendish ในไทม์ไลน์ที่ 4&nbsp;</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่</strong><strong> 4 </strong><strong>ปี</strong><strong> 2012 </strong><strong>แนวดราม่า</strong><strong>&#8211;</strong><strong>คอมเมดี้</strong><strong>เกิดที่ประเทศอังกฤษ</strong><strong>เรื่องราวของชายชรากับภารกิจหลบหนีจากบ้านพัก</strong></p>



<p>เรื่องราวของ Timothy Cavendish ชายผู้ถูกนักเลงทวงหนี้ และเพราะความแค้นที่เขาเคยไปมีซัมธิงกับภรรยาพี่ชาย เขาถูกหลอกส่งตัวไปขังลืมที่สถานดูแลคนชราโดยมีพยาบาล Naokes สุดใจร้ายและชอบใช้กำลังคอยบูลลี่เขาอยู่ตลอด เนื้อเรื่องฝั่งนี้ที่เป็นการต่อต้านท้าทายผู้ดูแล ให้ความคล้ายคลึงกับหนังชื่อดังอย่าง <em>One Flew Over the Cuckoo&#8217;s Nest </em>รวมถึงพยาบาล Naokes&nbsp; มีความคล้ายกับพยาบาล Ratched ด้วยเช่นกัน</p>



<p>ตัวละคร Sonmi-451 ในไทม์ไลน์ที่ 5 ได้ดูเรื่องราวของ Cavendish ในรูปแบบหนัง โดยมี Tom Hanks แสดงเป็นเขาในฉากที่โวยใส่พยาบาลในแผนกต้อนรับ</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่</strong><strong> 5 </strong><strong>กรุง</strong><strong> Neo Seoul </strong><strong>ประเทศเกาหลีปี</strong><strong> 2144 </strong><strong>เป็นเนื้อเรื่องโลกอนาคตดิสโทเปียของหุ่นยนต์สังเคราะห์</strong><strong> Sonmi-451 </strong><strong>และการปฏิวัติ</strong></p>



<p>หลังจากการตื่นรู้ของหุ่นสังเคราะห์อย่าง Yoona-939 เพื่อนที่ฆ่าผู้ดูแลร้านคาเฟ่ที่ทำงานอยู่ขณะถูกข่มขืนและจบลงด้วยการปลดระวาง จากนั้น Sonmi-451 ก็ได้เกิดการตระหนักรู้ในตัวตนตาม เธอถูกช่วยเหลือโดย Hae Joo หนึ่งในกองกำลังปฏิวัติสหภาพในการหลบหนี ทั้งหมดก็เพื่อให้ Sonmi-451 จุดประกายและปลุกขวัญกำลังใจในการสู้กับรัฐผู้กดขี่ แม้ท้ายที่สุดเธอจะถูกปลดระวาง และดูเหมือนพ่ายแพ้ แต่ข้อความของเธอได้กระจายออกไปแล้ว</p>



<p>Sonmi ได้กลายเป็นไอคอนของนักปฏิวัติในฐานะผู้ตื่นรู้และต่อต้านระบบ และเป็นเทพที่คนในอนาคตนับถือในไทม์ไลน์ที่ 6 มีรูปปั้นเคารพบูชา และมีคลิปวิดีโอของ Sonmi เปิดให้เห็น</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่</strong><strong> 6 </strong><strong>ปี</strong><strong> 106 </strong><strong>หลังจากการล่มสลายของมนุษยชาติ</strong><strong> (post-apocalyptic) </strong><strong>ที่บิ๊ก</strong><strong>ไอล์</strong></p>



<p>เป็นอนาคตที่ไกลโพ้นที่สุดในทุกไทม์ไลน์ ไทม์ไลน์ที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เพราะหลังจากเล่าถึงความดิบและป่าเถื่อนของมนุษย์ด้วยกัน กับความดูงมงงาย ไร้อารยะ ดูเป็นชนเผ่า จนทำให้คิดในใจว่ายุคโบราณและเกิดก่อนใครแน่ๆ แต่ก็ได้เผยว่ามียานความเร็วสูง มีการนับถือ Sonmi-451 เป็นเทพ และแท้จริงแล้วไทม์ไลน์นี้เกิดทีหลังสุดซะอย่างนั้น&nbsp;</p>



<p>มี Zachary เป็นตัวเอก ชายผู้ศรัทธาอย่างงมงาย ปิดกั้นและไม่เปิดรับสิ่งใหม่ ได้รับคำทำนายจากแม่หมอแห่งหมู่บ้านหุบเขาที่ตนอาศัยอยู่ และได้พาหญิงต่างแดนนาม Meronym ไปค้นหาความจริงที่ Mauna Sol วิหารศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะค้นพบว่าจริงๆ แล้ว Sonmi-451 ที่พวกเขานับถือเป็นนักปฏิวัติ แถมยังเป็นหุ่นสังเคราะห์อีกด้วย ท้ายที่สุดเขาเปิดใจยอมรับและไม่ใช้ชีวิตอยู่ในความเชื่อ</p>



<p>Zachary เล่าเรื่องตัวเองให้หลานๆ ฟังในตอนท้ายบนดาวดวงอื่น และเรื่องราวนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้คนอีกมากมายในอีกหลายช่วงเวลาหลังจากนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152078" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c11_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การต่อสู้ของดวงวิญญาณ</strong><strong>การตาย</strong><strong>และการถือกำเนิดใหม่</strong></h2>



<p>ใจความเกี่ยวกับการต่อสู้ของหนัง<em> Cloud Atlas </em>สรุปได้จากบทพูดของสองตัวละคร</p>



<p>ประโยคพูดของตัวละคร Henry Goose ของ Tom Hanks ที่ว่า &#8220;มันมีกฎข้อเดียวที่ผูกมัดทุกคนเข้าด้วยกัน หลักการเดียวที่อธิบายความสัมพันธ์บนโลกใบนี้ ผู้อ่อนแอคือเหยื่อ ผู้เข้มแข็งได้กินอิ่ม&#8221; ตัวละครพ่อตาของ Adam Ewing ที่รับบทโดย Hugo Weaving ก็ได้พูดในเชิงนี้เช่นกันว่า &#8220;โลกนี้มีลำดับตามธรรมชาติ และคนที่คิดฝ่าฝืนมันมักจะไม่พบจุดจบที่ดี นายและคนรอบข้างจะต้องวิบัติหากจะเข้าร่วม อย่างดีก็จะเป็นทหารชั้นเลวที่โดนถ่มถุยทุบตี อย่างร้ายจะถูกแขวนคอและตรึงกางเขน สิ่งที่นายทำมันไม่ได้มีค่าอะไรไปกว่าน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร&#8221;</p>



<p>ถอดโครงสร้างโดยอิงตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่มีแก่นคือ &#8216;การต่อสู้&#8217; ของ soul ผ่านร่างอวตารต่างๆ ในตัวตนที่ต่างกัน กับอำนาจและอุดมการณ์ที่อยู่เหนือความสามารถที่เอาชนะ แต่ไม่มีใครยอมแพ้ เป็นการปะทะระหว่างผู้ต่อต้านกับผู้มีอำนาจ การถูกกดขี่และการกดขี่ ความเป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่า (เหยื่อ) อำนาจกับผู้อยู่ใต้มัน ความโลภ การทรยศ ความดีงาม ความกล้าหาญ ความขลาดกลัว ในเรื่องราวที่มีกลิ่นอายและมีรสชาติหลากรสหลากสไตล์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c15_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ซึ่งหากพิจารณาดูแล้ว ธีมของ &#8216;การต่อสู้กับค่านิยมในต่างยุคต่างสมัย&#8217; คือธีมหลักธีมเดียวของทั้ง 6 เรื่องราว</p>



<p>Adam Ewing ต่อสู้ในยุคของการค้าทาสหรือค่านิยมการกำหนดให้สีผิวที่แตกต่างดูต้อยต่ำทั้งที่จริงๆ เราทุกคนเมื่อย้อนกลับไป 200,000 ปีที่แล้วต่างก็มีบรรพบุรุษเป็นคนดำและมาจากทวีปแอฟริกา ตัวของ Adam ผู้มีชื่อสียง ยศศักดิ์ ต้องออกหน้าเพื่อช่วยคน (ที่แม้ในความเป็นจริงจะเท่ากัน) ที่สถานะต่ำกว่าในขณะนั้น และตัดสินใจกับภรรยาว่าจะไปเข้าร่วมต่อสู้เพื่อทาสผิวดำ ปลดปล่อยพวกเขาเป็นอิสระ ให้กลับมาเป็นมนุษย์ที่เท่ากันอีกครั้ง นี่คือเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างทนายความกับทาสหลบหนีที่ในท้ายที่สุด ผลของการทำดีต่อผู้อื่นก็ได้ส่งผลตอบแทนเป็นชีวิตเขาและการได้เดินทางถึงบ้านเกิด ส่วน Autua เองก็ต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเขาคู่ควรและเป็นคนเท่ากันเช่นกัน</p>



<p>Robert Frobisher ต่อสู้กับค่านิยมที่กดทับตัวตนที่แท้จริง บังคับให้เขาต้องเป็นคนที่ไม่ได้เป็น หลบๆ ซ่อนๆ และพอมีโอกาสในการ express ความคิด โชว์ความสามารถ เขากลับถูกบล็อกด้วยความไม่เท่าเทียมที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง และมีคนที่ทำตัวสูงส่งกว่าใช้ประโยชน์จะขโมยเครดิตผลงานจากความไม่เท่าเทียมนี้ เป็นการต่อสู้ที่ดูแล้วช่างไม่แฟร์กับหนุ่มอนาคตไกลเลยสักนิด นี่คือสตอรี่ของความไม่สมหวัง แต่ก็ไม่แย่ซะทีเดียว</p>



<p>Luisa Rey ที่ต้องต่อสู้กับค่านิยมแห่งการกอบโกยผลประโยชน์ หรือระบบ อำนาจนิยมและทุนนิยม เห็นแก่สิ่งที่จะได้รับมากกว่าการนำมาสู่ความยั่งยืนอย่างที่ปากว่า และผลกระทบที่จะตามมากับคนอื่นๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152081" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c12_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Timothy Cavendish ต่อสู้กับค่านิยมที่คนชรามักต้องอยู่บ้านพักคนชรา และความเป็นจริงอันโหดร้ายที่ว่ายิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งดูสายเกินแก้และปิดโอกาสที่จะสุขสมหวังมากขึ้นเท่านั้น ด้วยการแหกคุกแห่งบ้านพักคนชราเป็น จนมาลงเอยกับรักแรกที่เขาได้แต่เฝ้ามองแต่ไม่เคยได้มีโอกาสทำอะไรกับรักครั้งนี้ได้ในที่สุด เขาเอาชนะความเสียดายได้ และทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ</p>



<p>Sonmi-451 ต่อสู้เอาชนะค่านิยมแห่งการกดขี่แบ่งแยกและกำแพงระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้น มี Sonmi มากมาย แต่ 451 ได้ยกระดับพัฒนาจิตใจ (transcend) จากการเป็นเพียงหุ่นบริการที่มีเป้าหมายเพียงเอนเตอร์เทนและเสิร์ฟอาหารกับเครื่องดื่มให้กับลูกค้า จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตใต้สำนึก (consciousness) เป็นของตัวเอง ตระหนักถึงตัวตน และมีความทรงจำกับอารมณ์ไม่ต่างจากมนุษย์ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า &#8216;Soul&#8217; ท้ายที่สุดเธอไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเทียม แต่เกิดขึ้นกึ่งกลางระหว่างทั้งสอง ทั้งเธอยังมีความรักได้ และยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์ให้กับมนุษย์อีกด้วย</p>



<p>และ Zachary ที่ต้องต่อสู้กับค่านิยมของความเชื่องมงายและคำทำนาย ในทีแรก Zachary นับถือมนุษย์สังเคราะห์ถึงขั้นกราบไหว้บูชา และการทำตามคำทำนายของแม่หมอประจำหมู่บ้านอย่างรัดกุมเพื่อที่จะอยู่ใน comfort zone และทุกอย่างเป็นไปตามนั้น เขาถึงขั้นถูกผี Old Georgie (ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเก่าที่มาหลอนเพื่อฉุดรั้งไม่ให้คนเดินไปข้างหน้าหรือตั้งคำถาม) เป่าหูไม่ให้ไปค้นพบความจริง และเกือบจะสังหารหญิงที่อนาคตจะเป็นภรรยาให้กำเนิดลูกหลานกับเขาก็เพราะผีตนนี้ แต่ท้ายที่สุดเขาเอาชนะมันได้ และทำสิ่งที่ต้องทำโดยไม่ฟังคำทำนาย Zachary จึงได้ลงเอยอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152082" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c8_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในบทสนทนาเรื่องการเข้าร่วมต่อสู้ระหว่าง Adam และ Tilda กับพ่อตาที่เล่าขนานกับการปฏิวัติที่ล้มเหลวแต่จุดประกายของ Sonmi-451 และ Hae Joo ที่เป็นอีกชาติภพของทั้งสอง เป็นอีกใจความของเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากเรื่องการสู้ และการตอกกลับของ Adam เป็นการตอกกลับอย่างทรงพลังด้วยการพูดว่า &#8220;แล้วมหาสมุทรคืออะไร หากไม่ใช่หยดน้ำมารวมกัน&#8221;&nbsp;</p>



<p>ทุกๆ ความพยายามมีผล ทุกๆ การกระทำไม่เคยไร้ค่า หากทำแล้วผิดพลาด นั่นก็เป็นเพียงการเรียนรู้วิธีที่จะไม่ได้นำไปสู่การสัมฤทธิ์ผลและเก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อที่จะเติบโต รอบคอบรัดกุม และพาเราไปใกล้กับความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการตายเพื่ออุดมการณ์ เป็นเหยื่อของระบบที่กดขี่ แต่ไม่ได้สู้เพื่อมันหรือยังไม่ได้มีโอกาสทำอะไรที่สามารถทำได้</p>



<p>และเรื่องราวทั้ง 6 นี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นเพียงน้ำ 6 หยดในมหาสมุทรแห่งเรื่องราวอันกว้างใหญ่ที่รอวันไปสำรวจเท่านั้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152083" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c3_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทุกเรื่องราวมีคุณค่า</strong></h2>



<p><em>Cloud Atlas </em>คือหนังที่แสดงให้เราเห็นถึงความสำคัญของเรื่องเล่า ผู้คนคอนเนกต์กันด้วยเรื่องเล่า ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ผู้เขียนและผู้อ่าน ผู้วาดและนักทำหนังกับผู้ชมผู้มอง หรือนักทำข่าวกับผู้เสพข่าว และทั้งผู้คนที่อยู่ในเรื่องราวเอง และเรื่องเล่ามักเป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับผู้คนที่มักจะถูกส่งต่ออย่างไม่จบสิ้นเสมอ พอๆ กับความเป็นจริงที่ว่า ไม่มีชีวิตไหนอยู่อย่างโดดๆ การกระทำนึงมักนำไปสู่การกระทำนึง ผลลัพธ์นึงนำไปสู่ผลลัพธ์นึงเสมอ ซึ่งกลับมาสู่เรื่องของ &#8216;กรรม&#8217; นั่นเอง</p>



<p>&#8220;ดิ แอตลาส เป็นสิ่งมีค่าเดียวในชีวิตที่ผมได้มีโอกาสสร้างสรรค์ ผมรู้ผมคงเขียนมันไม่ได้ถ้าผมไม่ได้รู้จักคุณ เราพบกันครั้งแล้วครั้งเล่าในต่างชาติภพ ต่างวัย เพลงนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพลงของผมหรือของคุณ แต่เป็นบทเพลงของเรา&#8221;&nbsp;บทสนทนาระหว่าง Robert Frobisher กับ Vyvyan ในไทม์ไลน์ที่ 2 สื่อถึงธีมของเรื่องราวทั้ง 6 ได้อย่างชัดเจน ระหว่างกระบวนการสรรค์สร้างเพลง Cloud Atlas ที่เป็นชื่อเรื่องของหนังเรื่องนี้&nbsp;</p>



<p>เพราะทั้งหมดคือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นสิงสาราสัตว์หรือผู้คน และเราอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียวกันภายใต้สังคม วิถี และวัฒนธรรมของดาวที่มีชื่อว่า &#8216;โลก&#8217; (อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้จนกว่าจะไปตั้งอาณานิคมบนดาวดวงอื่นได้สำเร็จ) โลกเป็นของเราทุกคนและเราเกิดมาจากมัน เราจึงต้องตระหนักตรงนี้ให้มาก และปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม ไม่ควรทำตัวเหนือใครในเชิงจิตวิญญาณและการกระทำ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152084" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c5_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp;แม้ 6 เรื่องราวจะไม่ใช่เรื่องราวที่จบดีทุกเรื่อง แต่มันคือเรื่องราวที่ดีที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองกับการเชื่อมโยงไปยังเรื่องราวอื่น เรื่องราวที่ดีคือเรื่องราวที่สมจริงนั่นคือสิ่งที่สร้างคุณค่า (value) ให้กับหนังอย่างมหาศาล เพราะเรื่องราวที่ดูจริงไม่ว่าจะภายใต้ genre ไหน ผนวกเข้ากับข้อความที่แข็งแรง จะสามารถสะท้อนบทเรียนอะไรบางอย่างกลับมาแก่ผู้อ่านผู้ฟังผู้ชม โดยที่ไม่จำเป็นต้องจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งได้ ท้ายที่สุดตัวละครแต่ละตัว หลังจบเรื่องต่างก็เติบโตไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งและค้นพบเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง</p>



<p>มีทั้งเรื่องราวที่ขมขื่น เศร้าโศก เกี่ยวข้องกับความตายและการไม่สมหวังของ Robert Frobisher, เรื่องราวที่น่าปีติยินดีของ Timothy Cavendish ที่กลับมาลงเอยกับรักแรกอีกครั้ง, เรื่องราวที่น่าเฉลิมฉลองของ Luisa Rey หลังจากผ่านอะไรมาตั้งมากมายก่อนจะเปิดโปงได้สำเร็จ, เรื่องราวที่สวยงามของผู้หลุดพ้นและผู้ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดอย่าง Zachary, เรื่องราวที่น่าเอาใจช่วยที่แม้จะไม่ได้เห็นต่อแต่สามารถจินตนาการได้ของคู่ Adan Ewing และ Tilda และเรื่องราวที่ลึกซึ้งกินใจของ Sonmi-451 กับการตื่นรู้ของหุ่นสังเคราะห์ที่ลุกมาต่อสู้ในฐานะสัญลักษณ์เพื่อเผ่าตัวเองและมนุษย์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152085" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c10_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp; ภายใต้ความไซไฟแฟนตาซีของ <em>Cloud Atlas </em>ไส้ในจึงเป็นการนำเสนอเรื่องจริงที่ว่าไม่มีชีวิตใดสมหวังไปซะทุกอย่าง ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะหมดหวัง จึงควรเชื่อในหลักแห่งการกระทำและยึดมันไว้ให้แน่น คิดหน้าคิดหลังก่อนพูดก่อนทำ เมื่อนั้นเราจะควบคุมชะตาได้ อย่างน้อยๆ ก็เท่าที่ได้ภายใต้กฎเกณฑ์อันน่ากลัวบางอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและทำให้อีกคนอยู่เหนืออีกคน มนุษย์บางกลุ่มอยู่เหนืออีกกลุ่ม&nbsp;</p>



<p>และแม้คนเราจะมีชีวิตเดียว แต่การได้เป็นพยานของเรื่องราวหลายภพชาติและการรับรู้ว่ามีเรื่องของภพชาติและการกลับชาติมาเกิดอยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้โล่งไม่น้อยว่าคนดีบางคนได้สุขสมหวัง คนชั่วบางคนได้รับผลกรรม คนที่ไม่ได้มีโอกาสหรือความสุขได้มีโอกาสใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ซึ่งนั่นก็ทำให้เห็นเช่นกันว่าในบางครั้งมันมีลูปของมันอยู่ ลูปที่ว่าใครเป็นคนยังไงในอีกชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างกับภพชาติอื่นๆ เท่าไหร่นัก ยิ่งหนังพูดถึงเรื่องผลของการกระทำด้วยแล้ว มีแต่จะเป็นวงจรที่ยากจะหลุดพ้น คนเป็นยังไงก็มักจะเป็นอย่างนั้น (นำไปสู่คำถามน่าสนใจที่ว่าเรามีเจตจำนงเสรีหรือไม่?)</p>



<p>นี่คือบทเพลงเกี่ยวกับโอกาสแก้ตัวและการถูกลงทัณฑ์ที่เป็นผลจากปฏิกิริยาห่วงโซ่ (chain reaction) ของการกระทำจากมนุษย์ และการเกิดขึ้นแบบสุ่มของชีวิตในจักรวาล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-152086" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-1536x1023.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/12/Home-Theatre_Cloud-Atlas_Content_c16_20211210.jpg 1584w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การดูหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนการพลิกหน้ากระดาษในหนังสือที่เรียงตามช่วงเวลาปกติ (linear) กลับไปกลับมา ในจังหวะและช่วงตอนที่ทำให้อารมณ์ไหลลื่นไปด้วยกันได้ โดยที่การที่รู้ชะตากรรมของตัวละครบางตัวในอีกไทม์ไลน์ไม่ได้เป็นการสปอยล์แต่อย่างใด แต่การรู้ปลายทางของตัวละครนั้นยังทำให้อินกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวละครนั้นมากขึ้นด้วย</p>



<p>แม้ว่าจะตัดวิธีการเล่าเรื่องตรงนี้ออกไปแล้วนำมาเรียงใหม่เป็นเรื่องนึงจบอีกเรื่องต่อก็ตาม สิ่งที่ทำให้ <em>Cloud Atlas </em>ยังคงน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเดิมคือ &#8216;เนื้อหาของเรื่องราว&#8217; เพราะนี่คือเรื่องราวแห่งการต่อสู้ เรื่องราวที่เรียกได้ว่าครบรสเหมือนซื้อหนังสือเรื่องสั้น 6 in 1 ในจักรวาลเดียวกัน คุมโทนในธีมหรือเมสเสจเดียวกัน และเรื่องราวการลุกขึ้นเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะด้วยความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ &#8216;ยิ่งใหญ่&#8217; และ &#8216;ควรค่าแก่การเล่าขาน&#8217; เสมอ&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวทั้ง 6 มีคุณค่ากับความสำคัญในการนำมาถ่ายทอดและเผยแพร่ และหนังหนึ่งเรื่องชื่อ <em>Cloud Atlas</em> ที่บรรจุเรื่องราวเหล่านี้เองก็ควรค่าแก่การหยิบมาดูแล้วดูอีกเช่นกัน ซึ่งไม่ว่าหยิบมาดูกี่ครั้ง ก็ไม่เคยประทับใจน้อยลง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cloud-atlas/">Cloud Atlas: บทลำนำแห่งการเดินทางต่อสู้ ดวงวิญญาณ กับชีวิตต่างร่างกายในหลายภพชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
