<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/thudson/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/thudson/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 27 Dec 2023 10:39:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ByBamBam ศิลปินที่ใช้ความเจ็บปวดของตัวเองสร้างงานศิลปะฮีลใจผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bybambam/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Nov 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[ByBamBam]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[artist]]></category>
		<category><![CDATA[นักวาด]]></category>
		<category><![CDATA[thai artist]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=172065</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพลายเส้นเด็กผู้หญิงจมูกแดงที่มีท่าทางซนแก่น กลายเป็นเอกลักษณ์ในงานของศิลปินหญิงที่ใช้นิกเนมว่า ByBamBam&#160;หรือชื่อจริงคือ สุชญา ทองรมย์ ที่กำลังโด่งดังในแวดวงนักวาดภาพทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ ซึ่งความสดใสที่เจ้าตัวถ่ายทอดออกมานั้น ทำให้เราคิดว่าเธอคงเป็นนักวาดภาพอารมณ์ดีที่มีความสุขอยู่ภายในตัวจนล้น แต่เมื่อได้นั่งคุยกับเธออย่างจริงจัง สิ่งที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกแทบจะเป็นสิ่งที่ตรงอยู่ตรงข้ามกันเลย แบ๊มบอกเราว่าเธอเพิ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรค Dyslexia มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีความบกพร่องในการอ่านหนังสือ การสะกด และการเขียนหนังสือ ส่งผลให้การเรียนของเธอมีปัญหาอย่างมาก รวมถึงการเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งตอนนั้นสิ่งเดียวที่ช่วยประคับประคองจิตใจของเธอให้ผ่านมาได้คือการทำงานศิลปะ&#160; “เราคิดมาเสมอว่าตัวเองเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง จะมีแค่เรื่องเดียวที่ทำได้ดีคือการวาดรูป ที่หลายคนออกปากชมว่ารูปของเราสวย ดังนั้นพอถึงช่วงที่ตัวเองต้องเลือกแล้วว่าจะเรียนหรือทำงานด้านไหนต่อไป ศิลปะก็คือคำตอบเดียวของเรา” ระหว่างรอเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอมีโอกาสได้ไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งการได้ออกไปพบเจอโลกข้างนอกนี้ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เธอเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก และเริ่มต้นเส้นทางของนักเรียนศิลปะเพื่อที่จะเป็นศิลปินต่อไปในอนาคต “ตอนนั้นสิ่งเดียวที่เป็นความสุขของเราคือการได้ดูการ์ตูน เราชอบลายเส้นของตัวการ์ตูน ชอบสี และการดูการ์ตูนก็ทำให้เราไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เพราะการที่ต้องพบเจอผู้คนเราจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่า ยกเว้นเวลาที่มีงานกลุ่มในชั้นเรียน เราจะได้รับหน้าที่เป็นคนทำส่วนของการออกแบบตกแต่ง การวาดภาพ ดังนั้นตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเราไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรค Dyslexia จึงบอกตัวเองว่าเราต้องพยายามให้มาก เริ่มจากการฝึกฝนพื้นฐานการวาดภาพ แล้วก็เริ่มทำงานที่ออกมาจากความคิดของเรา ก็มีหลายครั้งที่งานของเรายังไม่เป็นที่ยอมรับก็มีรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่ก็พยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถสร้างผลงานที่คนอื่นอยากให้เป็น และมีผลงานที่เป็นสไตล์ของเราเองควบคู่ไปด้วย” แต่ด้วยความต้องการอยากแสดงผลงานของตัวเอง แบ๊มจึงตัดสินใจเอาภาพวาดในสไตล์ของตัวเองจริงๆ ไปลองลงขายในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และก็ได้ผลตอบรับที่ดีสร้างรายได้ที่น่าพอใจให้เธออย่างมาก&#160; “งานแรกของเรามีคนประมูลซื้อต่อโดยให้ราคาสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ซึ่งเป็นเงินที่เยอะมากสำหรับเด็กอย่างเราในตอนนั้น” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ&#160; “เป็นครั้งแรกที่ผลงานออกมาจากคาแรกเตอร์ของตัวเราจริงๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bybambam/">ByBamBam ศิลปินที่ใช้ความเจ็บปวดของตัวเองสร้างงานศิลปะฮีลใจผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ภาพลายเส้นเด็กผู้หญิงจมูกแดงที่มีท่าทางซนแก่น กลายเป็นเอกลักษณ์ในงานของศิลปินหญิงที่ใช้นิกเนมว่า ByBamBam&nbsp;หรือชื่อจริงคือ สุชญา ทองรมย์ ที่กำลังโด่งดังในแวดวงนักวาดภาพทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ ซึ่งความสดใสที่เจ้าตัวถ่ายทอดออกมานั้น ทำให้เราคิดว่าเธอคงเป็นนักวาดภาพอารมณ์ดีที่มีความสุขอยู่ภายในตัวจนล้น แต่เมื่อได้นั่งคุยกับเธออย่างจริงจัง สิ่งที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกแทบจะเป็นสิ่งที่ตรงอยู่ตรงข้ามกันเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-172074" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แบ๊มบอกเราว่าเธอเพิ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรค Dyslexia มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีความบกพร่องในการอ่านหนังสือ การสะกด และการเขียนหนังสือ ส่งผลให้การเรียนของเธอมีปัญหาอย่างมาก รวมถึงการเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งตอนนั้นสิ่งเดียวที่ช่วยประคับประคองจิตใจของเธอให้ผ่านมาได้คือการทำงานศิลปะ&nbsp;</p>



<p>“เราคิดมาเสมอว่าตัวเองเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง จะมีแค่เรื่องเดียวที่ทำได้ดีคือการวาดรูป ที่หลายคนออกปากชมว่ารูปของเราสวย ดังนั้นพอถึงช่วงที่ตัวเองต้องเลือกแล้วว่าจะเรียนหรือทำงานด้านไหนต่อไป ศิลปะก็คือคำตอบเดียวของเรา”</p>



<p>ระหว่างรอเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอมีโอกาสได้ไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งการได้ออกไปพบเจอโลกข้างนอกนี้ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เธอเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก และเริ่มต้นเส้นทางของนักเรียนศิลปะเพื่อที่จะเป็นศิลปินต่อไปในอนาคต</p>



<p>“ตอนนั้นสิ่งเดียวที่เป็นความสุขของเราคือการได้ดูการ์ตูน เราชอบลายเส้นของตัวการ์ตูน ชอบสี และการดูการ์ตูนก็ทำให้เราไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เพราะการที่ต้องพบเจอผู้คนเราจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่า ยกเว้นเวลาที่มีงานกลุ่มในชั้นเรียน เราจะได้รับหน้าที่เป็นคนทำส่วนของการออกแบบตกแต่ง การวาดภาพ ดังนั้นตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเราไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรค Dyslexia จึงบอกตัวเองว่าเราต้องพยายามให้มาก เริ่มจากการฝึกฝนพื้นฐานการวาดภาพ แล้วก็เริ่มทำงานที่ออกมาจากความคิดของเรา ก็มีหลายครั้งที่งานของเรายังไม่เป็นที่ยอมรับก็มีรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่ก็พยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถสร้างผลงานที่คนอื่นอยากให้เป็น และมีผลงานที่เป็นสไตล์ของเราเองควบคู่ไปด้วย”</p>



<p>แต่ด้วยความต้องการอยากแสดงผลงานของตัวเอง แบ๊มจึงตัดสินใจเอาภาพวาดในสไตล์ของตัวเองจริงๆ ไปลองลงขายในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และก็ได้ผลตอบรับที่ดีสร้างรายได้ที่น่าพอใจให้เธออย่างมาก&nbsp;</p>



<p>“งานแรกของเรามีคนประมูลซื้อต่อโดยให้ราคาสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ซึ่งเป็นเงินที่เยอะมากสำหรับเด็กอย่างเราในตอนนั้น” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-172079" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-9-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เป็นครั้งแรกที่ผลงานออกมาจากคาแรกเตอร์ของตัวเราจริงๆ ไม่ได้เป็นภาพที่วาดเพื่อให้ตรงใจกับใคร เราสามารถขายผลงานที่เขียนขึ้นมาเองได้จริงๆ ผลตอบรับนี้ทำให้เราตัดสินใจว่าฉันจะดื้อแล้ว (หัวเราะ) หมายถึงจะทำงานที่เป็นสไตล์ของตัวเองจริงๆ แล้ว และพอเรายืนยันตัวเองด้วยผลงานอย่างต่อเนื่อง ก็มีแกลเลอรีต่างๆ ติดต่อเข้ามา ซึ่งพอเรียนจบเราก็เริ่มแสดงผลงานของตัวเองมาเรื่อยๆ”</p>



<p>นิทรรศการภาพวาดของ ByBamBam เติบโตและถูกนำไปแสดงตามแกลเลอรีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเราก็ให้เธอช่วยแนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เผื่อใครที่กำลังผลักดันตัวเองสู่เส้นทางของศิลปินได้ลองเอาไปปรับใช้</p>



<p>“ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็จะเป็นจากทางแกลเลอรีช่วยพาเราไปแสดงผลงาน กับอีกส่วนคือเราจะไปกดไลก์และมีปฎิสัมพันธ์กับแกลเลอรีต่างประเทศ ใน Instagram และเขาก็เห็นผลงานของเรา ก็ติดต่อขอนำผลงานไปแสดง แต่เราก็ต้องหมั่นสร้างผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วย”&nbsp;</p>



<p>ฟังจากที่เธอเล่ามา บางคนอาจจะคิดว่าเส้นของของแบ๊มไม่ได้ยากลำบากสักเท่าไหร่ เพราะเธอก็เหมือนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่กว่าจะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสจริงๆ ของเธอนั้น แบ๊มต้องอยู่กับความเจ็บปวดมานานนับสิบๆ ปี&nbsp;</p>



<p>“ถ้ามันดีจริงๆ เราคงไม่ต้องไปพบแพทย์” เธอพูดจบแล้วนิ่งเงียบไปสักครู่&nbsp;</p>



<p>“เราตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าช่วงเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 ก็เอาความรู้สึกของตัวเองมาใช้ทำเป็นธีสีสจบการศึกษาด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในงานของ ByBamBam ที่เล่าเรื่องเศร้าด้วยสีสันที่สดใส และส่วนตัวเป็นคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดกันว่า People Born with a Gift เราเชื่อในเรื่องของการฝึกฝน แต่ก็ยอมรับว่าสำหรับเราก็มีเรื่องของความโชคดีเข้ามาประกอบด้วยที่มีโอกาสเข้ามา แต่การที่เราจมอยู่กับการฝึกฝนก็มีข้อเสียเหมือนกัน เช่น เวลาอาจารย์สั่งการบ้านให้วาดรูปสี่รูป เราก็จะวาดไปเลยหกรูป แล้วเอาสี่รูปที่ดีที่สุดไปส่ง ซึ่งทำให้เราเกิดความเครียดสะสม เพราะเราจะกดดันตัวเองว่าผลงานของเราต้องสมบูรณ์แบบ และความฝังใจที่มีมาตั้งแต่เด็กว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ดังนั้นผลงานที่เราวาดออกมาต้องดีที่สุด”</p>



<p>เรื่องที่แบ๊มเล่ามาทำให้เราคิดได้ว่า จริงๆ แล้วหลายครั้งที่ตัวเองบ่นกระปอดกระแปดว่าคิดอะไรไม่ออก หรือไม่รู้ว่าจะหาเรื่องเล่าหรือมุมอะไรมาต่อยอดเป็นผลงานของตัวเองได้ ซึ่งจริงๆ แล้ววัตถุดิบดีๆ นั้นอยู่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในตัวเราเองทั้งนั้น</p>



<p>“แต่เรื่องของตัวเองก็ต้องขายได้ด้วยนะ” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา</p>



<p>“ตอนที่แสดงผลงานเดี่ยวของตัวเองครั้งแรกเลย แม้ว่าภาพวาดจะขายได้หมดก็ตาม แต่ก็มีเสียงตอบรับกลับมาว่าภาพของเราดูแล้วค่อนข้างเศร้า บางทีคนก็อยากได้งานของเราไปแขวนตกแต่งแต่พอภาพสื่อออกมาในเรื่องของความโศกเศร้าก็อาจทำให้เขาตัดสินใจไม่ซื้อรูปของเราก็มี ดังนั้นการเป็นศิลปินสำหรับเราเรื่องของมาร์เกตติ้งก็คือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน และการมีสังกัดเขาก็ช่วยเราได้มากในเรื่องของความเห็น เช่น ลงสีให้เนี้ยบกว่านี้ วาดลายเส้นให้คมกว่านี้ หรือลองใช้เทคนิคบางอย่างที่ทำให้งานออกมาได้ดีกว่า เป็นต้น”</p>



<p>Grocery – แวะช็อปเพื่อพักใจ จึงเป็นงานนิทรรศการที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับให้คนที่ต้องเดินทางเพื่อใช้ชีวิตได้มีจุดแวะพักบรรเทาความเหนื่อยใจที่ต้องประสบในแต่ละวัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-172075" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-10-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-172076" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-11-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เราเริ่มคิดจากความต้องการของตัวเองอีกแล้ว (หัวเราะ) ที่เป็นคนชอบการช็อปปิ้ง จึงทำเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมาว่า ‘สถานีพักใจ’ ให้คนที่กำลังเดินทางกลับบ้านหรือทำงานกลับมาเหนื่อยๆ ได้แวะที่ร้านขายของแห่งนี้ แล้วก็ซื้อความสุขให้ตัวเองสักชิ้นสองชิ้น ซึ่งถ้าเปลี่ยนจากสิ่งของทั่วไปมาเป็นงานศิลปะให้เขาได้หยิบเล่น ได้ถ่ายรูปก็คงสนุกดี ซึ่งในร้านเราก็จะมีตระกร้าช็อปปิ้งให้คุณหยิบของในร้านใส่ลงไป แล้วก็ถือถ่ายรูปหรือเล่นขายของกับเพื่อนก็ได้ เหมือนเราเป็นเด็กอีกครั้ง เสร็จแล้วก็เอาเก็บเข้าที่เดิมห้ามเอากลับบ้านนะคะ (หัวเราะลั่น)”</p>



<p>คาแรกเตอร์ที่โดดเด่นของ ByBamBam คือ เด็กผู้หญิงที่มีจมูกสีแดง ซึ่งเธอเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนสเกตช์หน้าเพื่อนๆ ในชั้นเรียนและใบหน้าของตัวเอง แล้วเริ่มเติมไอเดียลงไปทีละเล็กละน้อยจนได้เอกลักษณ์ของตัวคาแรกเตอร์ออกมา โดยจมูกที่เป็นสีแดงนั้นมาจากอาการภูมิแพ้ที่คนเกิดอาการนี้จะจามไม่หยุดจนจมูกมีเลือดฝาดนั่นเอง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-172077" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-8-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“อย่างส่วนที่เป็นดวงตาเกิดจากความบังเอิญที่ตอนแรกเราวาดไม่เสร็จแล้วมาเห็นว่าการใช้จุดสีดำแทนดวงตาที่สมจริงก็ดูเข้ากันไปอีกแบบ” เธอกล่าว&nbsp;</p>



<p>“ตอนที่เอาคาแรกเตอร์นี้ไปส่งเป็นการบ้าน อาจารย์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะคะ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นเราเองก็ตอบอาจารย์ไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ออกมา แต่เรารู้สึกว่าชอบตัวคาแรกเตอร์นี้และไม่อยากทิ้ง ก็เลยพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ แม้จะโดนอาจารย์ดุตลอดก็ตาม”</p>



<p>เราแซวเธอ เธอว่าตัวคาแรกเตอร์ของ ByBamBam แม้จะเป็นเด็กผู้หญิงแต่ก็มีความกวนๆ แบบต้องหันมาดูซ้ำบ่อยๆ อย่างบางรูปจะเห็นว่าตัวคาแรกเตอร์นั้นไม่ได้โกนขนหน้าแข้ง เธอหัวเราะชอบใจทันที</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-172078" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เราชอบวาดคนที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างนี้แหละ บางงานตัวเด็กคนนั้นก็จะมีพุงยื่นออกมานิดนึง ซึ่งความไม่สมบูรณ์แบบนี้เป็นเสน่ห์ของงานศิลปะ ซึ่งเรามองว่าเป็นความสวยงามที่อยู่ในผลงาน”&nbsp;</p>



<p>การที่เธอได้นำผลงานไปแสดงในหลายประเทศเราได้ถามเธอว่ามีฟีดแบ็กจากศิลปินต่างชาติแนะนำอะไรกลับมาบ้างไหม ซึ่งสิ่งที่เธอบอกก็น่าสนใจอย่างมาก</p>



<p>“อย่างที่อังกฤษเขาก็บอกเราว่า “ถ้าคุณอยากปรับปรุงอะไรก็แล้วแต่คุณ คุณทำแล้วคุณมีความสุขก็ทำต่อไปแค่นั้น” หรือที่เกาหลีใต้เขาก็จะแนะนำว่าเราต้องเก็บรายละเอียดงานให้เรียบร้อยมากขึ้น เพราะบางภาพก็มีขนพู่กันติดอยู่ในเฟรมภาพ ส่วนทางฟิลิปปินส์ก็ยังไม่มีฟีดแบ็กอะไรกลับมา ส่วนที่ไทยทางแกลเลอรีก็แนะนำเรื่องการวาดลายเส้นที่อยากให้มีความคมมากขึ้น ทำให้เราคิดว่าตัวเองคงต้องมีความใจเย็นมากกว่าเดิมและเก็บงานให้ดีขึ้นๆ ไป รวมถึงลองหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในผลงานครั้งต่อไปด้วยค่ะ”</p>



<p>ทำไมถึงสนใจงานเพนต์ติ้งมากกว่าดิจิทัลอาร์ต – เราถามไปตรงๆ&nbsp;</p>



<p>“การได้หยิบจับอุปกรณ์ทำให้เรามีความสุขค่ะ” คำตอบนี้เรียบง่ายแต่ชัดเจน</p>



<p>“เราชอบความรู้สึกของการได้ล้างพู่กัน ได้หยิบผ้ามาเช็ดพู่กัน เปลี่ยนขนาดแปรงไปมา ซึ่งเราสนุกกับกระบวนการตรงนี้มากกว่า”</p>



<p>ตอนนี้ชีวิตของแบ๊มเหมือนได้รับการคลี่คลายมากขึ้น แผลต่างๆ ในใจก็ถูกบรรเทาให้จางลงไป เราก็สงสัยว่าถ้าอย่างนั้นไอเดียในการทำงานศิลปะของเธอจะลดน้อยลงตามไปด้วยหรือไม่&nbsp;</p>



<p>“ไม่เลยค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-172080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เพราะกลายเป็นว่าเรามองเห็นความสุขในชีวิตมากขึ้น ตอนนี้ไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมากกว่าสมัยก่อนมาก แม้ว่าตอนนี้จะยังต้องกินยารักษาโรคซึมเศร้าอยู่ก็ตาม แต่ตอนนี้เรารู้ตัวเลยว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก แต่ก็ยอมรับว่าเหนื่อยกับอาการป่วยของตัวเองมากอยากให้จบลงเสียที แต่ก็เชื่อว่างานต่อไปในอนาคตของ ByBamBam จะเล่าเรื่องที่พูดถึงความสุขออกมาได้จริงๆ แต่ก็จริงเหมือนที่เขาพูดกันว่าถ้าไม่รู้จักรสชาติที่ขมขื่น เราก็ไม่รู้ว่าความสุขจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร”</p>



<p>ความสุขของแต่ละคนก็มีภาพที่แตกต่างกันไป ส่วนความสุขของ ByBamBam ในวันนี้ เธอบอกว่าเหมือนเป็นบทกวีดีๆ ที่เธอได้เขียนออกมา และรอวันที่จะแปลงถ้อยคำเหล่านั้นเป็นรูปวาดที่สดใสในสไตล์ของเธอ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bybambam/">ByBamBam ศิลปินที่ใช้ความเจ็บปวดของตัวเองสร้างงานศิลปะฮีลใจผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ihapstudio ทีมออกแบบที่ทำงานด้วยความสุข แม้มองแค่ก้อนหินก็คิดงานออก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ihapstudio/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Sep 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[The Power of Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ihapstudio]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=171204</guid>

					<description><![CDATA[<p>การทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักและมีความสุขเป็นความฝันของใครต่อใครมาทุกยุคทุกสมัย แต่ในชีวิตจริงคำว่า &#8216;สุข&#8217; ค่อยๆ ถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือ จากปัจจัยต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่ต้องรับมือกับโจทย์สุดหินและการแก้ปัญหาระหว่างทางจากผู้คนที่เกี่ยวข้องจนบางทีงานที่ร่างขึ้นต้นไว้กับงานจบสุดท้ายออกมาเป็นคนละเรื่องกันเลย สร้างความปวดหัว (ใจ) กันมานักต่อนัก จากความหนักหน่วงของการเป็นนักออกแบบอิสระนับตั้งแต่วันที่ ตูน-บุญฤทธิ์ อรัญกูล ผู้ก่อตั้งและ Design Director ของ ihapstudio ตัดสินใจเก็บกระเป๋าเดินทางออกจากจังหวัดเพชรบูรณ์บ้านเกิดมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่กรุงเทพฯ เมื่อสิบสองปีก่อน จนถึงวันที่เขาทำบริษัทนี้ขึ้นมาสิ่งแรกที่เป็นหัวใจหลักของที่นี่คือ ทุกคนต้องทำงานด้วยความสุขเพราะเชื่อในกฎของแรงดึงดูดที่ว่าถ้าเราแน่วแน่ในทิศทางของตัวเองแล้ว โลกก็จะพาคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กันให้มาเจอกัน I am Happy =&#160;ihapstudio Ihapstudio คือผู้ให้บริการที่ช่วยจัดการแบรนด์ดิ้งกับบริษัทหรือองค์กรที่อยากปรับภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ทันสมัยหรือมีความเป็นสากลมากขึ้น โดยทั้งหมดใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และมุมมองที่ตูนสั่งสมมาตลอดหลายปี จนสามารถสร้างระบบการทำงานของทีมที่มีคุณภาพขึ้นมาได้สำเร็จโดยไม่ต้องอดหลับอดนอนแบบที่ผ่านมา ซึ่งนั่นคือคำถามสำคัญของเราว่าแล้วเขาทำอย่างไร&#160; “ชื่อของ ihapstudio เป็นการตัดทอนมาจากคำว่า I am happy เพราะผมอยากให้เราทำงานอย่างมีความสุขไม่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่พังๆ” เขาเริ่มต้นเล่าถึงที่มาของบริษัท “หลังจากที่เราตะลุยทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ทำงานเยอะๆ หนักๆ จนร่างกายฟ้องแล้วว่าไม่ไหว ผมก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำและฟอร์มทีมของตัวเองเล็กๆ ขึ้นมา โดยใช้ความเชื่อมั่นและศรัทธาว่าถ้าเราเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนระบบการทำงานของตัวเอง เปลี่ยนวิธีการหาลูกค้า เปลี่ยนวิธีคิดต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ihapstudio/">ihapstudio ทีมออกแบบที่ทำงานด้วยความสุข แม้มองแค่ก้อนหินก็คิดงานออก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักและมีความสุขเป็นความฝันของใครต่อใครมาทุกยุคทุกสมัย แต่ในชีวิตจริงคำว่า &#8216;สุข&#8217; ค่อยๆ ถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือ จากปัจจัยต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่ต้องรับมือกับโจทย์สุดหินและการแก้ปัญหาระหว่างทางจากผู้คนที่เกี่ยวข้องจนบางทีงานที่ร่างขึ้นต้นไว้กับงานจบสุดท้ายออกมาเป็นคนละเรื่องกันเลย สร้างความปวดหัว (ใจ) กันมานักต่อนัก</p>



<p>จากความหนักหน่วงของการเป็นนักออกแบบอิสระนับตั้งแต่วันที่ ตูน-บุญฤทธิ์ อรัญกูล ผู้ก่อตั้งและ Design Director ของ ihapstudio ตัดสินใจเก็บกระเป๋าเดินทางออกจากจังหวัดเพชรบูรณ์บ้านเกิดมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่กรุงเทพฯ เมื่อสิบสองปีก่อน จนถึงวันที่เขาทำบริษัทนี้ขึ้นมาสิ่งแรกที่เป็นหัวใจหลักของที่นี่คือ ทุกคนต้องทำงานด้วยความสุขเพราะเชื่อในกฎของแรงดึงดูดที่ว่าถ้าเราแน่วแน่ในทิศทางของตัวเองแล้ว โลกก็จะพาคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กันให้มาเจอกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171239" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c18-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>I am Happy =&nbsp;ihapstudio</strong></h3>



<p>Ihapstudio คือผู้ให้บริการที่ช่วยจัดการแบรนด์ดิ้งกับบริษัทหรือองค์กรที่อยากปรับภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ทันสมัยหรือมีความเป็นสากลมากขึ้น โดยทั้งหมดใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และมุมมองที่ตูนสั่งสมมาตลอดหลายปี จนสามารถสร้างระบบการทำงานของทีมที่มีคุณภาพขึ้นมาได้สำเร็จโดยไม่ต้องอดหลับอดนอนแบบที่ผ่านมา ซึ่งนั่นคือคำถามสำคัญของเราว่าแล้วเขาทำอย่างไร&nbsp;</p>



<p>“ชื่อของ ihapstudio เป็นการตัดทอนมาจากคำว่า I am happy เพราะผมอยากให้เราทำงานอย่างมีความสุขไม่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่พังๆ” เขาเริ่มต้นเล่าถึงที่มาของบริษัท</p>



<p>“หลังจากที่เราตะลุยทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ทำงานเยอะๆ หนักๆ จนร่างกายฟ้องแล้วว่าไม่ไหว ผมก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำและฟอร์มทีมของตัวเองเล็กๆ ขึ้นมา โดยใช้ความเชื่อมั่นและศรัทธาว่าถ้าเราเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนระบบการทำงานของตัวเอง เปลี่ยนวิธีการหาลูกค้า เปลี่ยนวิธีคิดต่างๆ สุดท้ายแล้วเราจะได้ลูกค้าที่เป็นคนแบบเดียวกับเรา (เป็นส่วนใหญ่) ได้เจอคนที่มีทัศนคติใกล้เคียงกัน และการทำงานก็จะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันน้อยลงไปเอง ดังนั้นการสร้างระบบที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ผมจะไม่ยอมให้ทีมงานต้องมาเป็นแบบผมในเมื่อก่อน ถ้าถึงเวลาเลิกงานแล้วคุณต้องหยุดทำงานแล้วกลับบ้านเลย อย่าทำงานเกินเวลา คุณเก็บของแล้วไปหาความสบายใจให้ตัวเอง ไปใช้ชีวิตของตัวเองให้มากขึ้นดีกว่า”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171240" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งที่น่าสนใจต่อมาคือ เรื่องที่เราให้เขาเล่าถึงวิธีการสร้างโปรไฟล์งานของตัวเองเพื่อให้เข้าตากลุ่มลูกค้าที่อยากให้ทำงานในสไตล์แบบที่ตัวเองเป็น</p>



<p>“ผมเริ่มทำงานชิ้นเล็กๆ ก่อนตอนที่ยังไม่ได้ทำบริษัท โดยสมมุติมันขึ้นมาเอง เพราะในความเป็นจริงเมื่อเราไปรับงานโปรเจกต์ของลูกค้ามา แรกๆ เราจะยังไม่ได้งานดีๆ ที่เข้าทางเราหรอก ดังนั้นต้องคิดว่าถ้าเราอยากมีผลงานที่ให้เข้าตาลูกค้าอีกระดับหนึ่ง หรืองานที่เขาเห็นแล้วต้องเข้ามาคุยกับเราแน่ๆ ก็ต้องสร้างงานสไตล์นั้นขึ้นมาเองก่อน โดยผมจะเอางานที่ตัวเองทำไปลงตามเว็บไซต์อย่าง Behance หรือเว็บที่รวมงานของดีไซเนอร์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยที่เราจะสร้างผลงานให้อยู่ในระดับเดียวกับงานของดีไซเนอร์ในนั้น เพื่อที่คนมาเห็นเขาก็จะเชื่อว่าเราสามารถทำงานแบบนั้นได้ เป็นทั้งการยกระดับฝีมือตัวเอง และการเรียกราคาเพิ่มขึ้นได้ จนมีลูกค้าเข้ามาจ้างเรามากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็สามารถเปิดเป็นบริษัทขึ้นมาได้”</p>



<p>แนะนำแนวทางการสร้างผลงานให้เห็นภาพได้ไหม – แน่นอนว่าพูดมาขนาดนี้เราต้องเราขอเรียนรู้วิชาสักหน่อย</p>



<p>“อย่างแรกผมจะเอาความเป็นเลิศของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เอาตัวลูกค้าเป็นตัวตั้ง” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี&nbsp;</p>



<p>“สมมติว่าเราจะทำโปรเจกต์ปรับแบรนด์ดิ้งในร้านขายหมูปิ้งสักเจ้า ผมก็จะไปหาข้อมูลว่ามีงานไหนที่เอามาใช้เทียบเคียงกับความเป็นหมูปิ้งได้และยกระดับหมูปิ้งขึ้นไปได้บ้าง ก็ดูตัวอย่างแบรนด์แฮมเบอร์เกอร์ของต่างประเทศ แบรนด์ร้านสเต๊กของต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งบางอย่างเราก็ทำแบบนี้ได้ ก็คิดว่าจะทำม็อกอัปอย่างไร ภาพรวมเป็นอย่างไร แล้วก็มาจัดการกับเรื่องงานภาพ งานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีเว็บไซต์ทำม็อกอัปที่สะดวกสบายกว่าสมัยก่อนมาก บางครั้งเราต้องลงทุนซื้อโปรดักต์ดีๆ เพื่อเอามาสร้างเป็นม็อกอัปของตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็นำผลงานไปลงที่เว็บไซต์ต่างประเทศ พอเราลงงานบ่อยๆ ก็จะมีลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติมาจ้างเรามากขึ้น ทุกวันนี้เราก็ยังทำแบบนี้อยู่”</p>



<p>แม้จะเริ่มมีชื่อเสียงและได้ความไว้วางใจอยู่แล้ว แต่การเอาผลงานไปใส่ไว้ตามเว็บไซต์ออกแบบต่างๆ ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพราะเขาให้เหตุผลว่าตัวงานจะช่วยให้การพูดคุยกับลูกค้ายากๆ ง่ายขึ้นด้วย</p>



<p>“หลายๆ ครั้ง ด้วยความที่เราไม่ใช่สตูดิโอที่โด่งดังมาก ต่อให้เราแนะนำของที่ดีให้เขา ถ้าเราไม่ได้มีอะไรที่เป็นเครื่องการันตีของเรา บางครั้งลูกค้าก็จะไม่เชื่อเรา และจะทำให้งานที่ควรจะออกมาดีระดับคว้ากล่องกลับมาได้ก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีสิ่งเหล่านี้เอาไว้ใช้เวลาเราอยากได้บัฟ (Buff) เพิ่มเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้า เพราะบางครั้งลูกค้าก็จะไม่เห็นภาพว่าแบรนด์ของเขาจะดูอินเตอร์ขึ้นได้อย่างไร เราก็จะมีผลงานคล้ายๆ กันเปิดให้เขาดู”&nbsp;</p>



<p>ผลงานล่าสุดที่เขายกระดับแบรนด์ดูมีความเป็นสากลคือ ทำแบรนดิ้งโรงน้ำแข็งสยามพาณิชย์ ที่เปลี่ยนภาพขององค์กรให้มีความเป็นสากลได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171236" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/ihapstudio-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เดิมทีโลโก้ของโรงงานนี้จะมีความไทยๆ บ้านๆ ซึ่งเราสามารถปรับให้มีความเป็นสากลได้ ผมก็ลองปรับโลโก้ที่แต่เดิมเป็นรูปครอบครัวของเพนกวินจักรพรรดิ ซึ่งผมเก็บความน่ารักของเขาตรงนี้ไว้ แล้วเทียบเคียงกับแบรนด์อินเตอร์ว่าเขาใช้แนวทางอย่างไร ซึ่งแนวทางของแบรนด์โรงน้ำแข็งสยามพาณิชย์จำเป็นต้องให้ความมินิมัล เพราะเราอยากให้มีความน้อยแต่มาก มีความเฉียบ เนี้ยบ แต่บางแบรนด์ก็สามารถเยอะแบบตะโกนได้ โดยใช้อาร์ตไดเรกชันแบบยุคใหม่เข้าไปช่วยปรับ”</p>



<p>ความมินิมัลไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำให้ดูอินเตอร์ใช่ไหม – เราถามย้ำ&nbsp;</p>



<p>“ใช่! รกแล้วเท่ก็สามารถทำได้” เขาตอบอย่างหนักแน่น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Power of Creativity</strong></h3>



<p>พูดเรื่องที่มาที่ไปของ ihapstudio ต่อมาคือการเจาะเข้าไปให้รู้ถึงวิธีคิดและการสร้างไอเดียใหม่ๆ ที่เราอยากรู้ที่สุด&nbsp;</p>



<p>“ดูละครช่องฟรีทีวีเยอะๆ ครับ” เขาตอบ&nbsp;</p>



<p>เราถามเขาอีกรอบเพราะกลัวจะฟังผิด ละครช่องฟรีทีวีแน่ๆ ใช่ไหม ไม่ใช่ซีรีส์ในสตรีมมิงต่างประเทศแน่นะ – เขาพยักหน้า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171241" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ผมบอกทีมเสมอว่าถ้าเราอยากเป็นนักออกแบบที่สามารถสร้างสรรค์งานที่หลากหลายได้ เราต้องสวมบทเป็นคนคนนั้นหรือแบรนด์ๆ นั้นให้ได้ ผมเป็นคนที่ชอบดูละครช่องฟรีทีวีมาก ซึ่งนักออกแบบคนอื่นคงไม่ดูอะไรแบบนี้ เขาคงไปดูอะไรที่เท่ๆ คูลๆ ฉลาดๆ กัน (หัวเราะ) แต่ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่เสพงานแมสๆ เกิดมีลูกค้าบ้านๆ มาปรึกษาแล้วเราจะเข้าใจเขาได้อย่างไร ซึ่งจริตแบบละครไทยนั้นสามารถเอามาใช้ในงานออกแบบได้เหมือนกัน”</p>



<p>ยังไงนะ – เราเอามือเกาหัวเพราะสงสัยกันเลย&nbsp;</p>



<p>“มันเป็นความสามารถของนักออกแบบที่ใครก็สามารถทำได้ เพราะมันคือหลักการของการออกแบบที่แปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างแบรนด์ Muji ก็ได้ สิ่งที่เป็นนามธรรมของเขาคือความน้อย ธรรมดา ไม่มีอะไร พอถ่ายทอดออกมาเป็นภาพก็คือ คนที่อยู่ในพื้นที่โล่งๆ มีตัวหนังสือธรรมดาปรากฏขึ้นมา แต่ถ้าเป็นแบรนด์อย่าง Marimekko ก็จะมีความเป็นลายๆ ดิบๆ มีความไม่เนี้ยบผสมอยู่ ซึ่งกลายเป็นจริตหรือคำนิยามให้แบรนด์ได้”</p>



<p>จริตตรงกลางคืออะไร – เราให้เขาช่วยอธิบายเพิ่ม</p>



<p>“บางแบรนด์ต้องการการตะโกน บางแบรนด์ก็ต้องการเรื่องความยั่งยืน ดังนั้นแต่ละคนจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่อยู่ตรงกลางของแต่ละแบรนด์คือการที่การออกแบบนั้นกลับมาสู่ความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของแบรนด์นั้น เช่น ถ้าเป็นแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา ธรรมชาติของตัวมันจะต้องเป็นแบรนด์ที่ให้ความรู้สึกตื่นตัว รวดเร็ว แข็งแรง ถ้าเอาไปอิงกับเทรนด์ที่น้อยแต่มาก ใช้เส้นหนึ่งเส้นเล่าเรื่องแบรนด์ ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ความรู้สึกนี้ เมื่อเทรนด์มินิมัลหมดไป แบรนด์นี้อาจจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้นธรรมชาติของแบรนด์คุณเป็นอย่างไรคุณก็ยึดสิ่งนั้นไว้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>การสร้างสรรค์งานศิลปะไม่เคยมีทางลัด ต้องอาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ ดังนั้นเราจึงให้เขาช่วยแนะนำวิธีคิดในการตามหาไอเดียใหม่ๆ เป็นวิทยาทาน&nbsp;</p>



<p>“การเสพงานออกแบบจากพินเทอเรสต์ กูเกิล หรือเว็บออกแบบดีไซน์ต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เช่น ถ้าผมต้องออกแบบตัวเลข 1 การทำความรู้จักเลข 1 ได้เร็วที่สุดคือการเข้ากูเกิ้ลหรือไม่ก็พินเทอเรสต์ ผมจะพิมพ์หาเลยว่า Logo Number 1 ภาพเลข 1 ก็จะขึ้นมาเต็มไปหมด ซึ่งเราจะเห็นว่าตอนนี้เลข 1 ในโลกนี้มีแบบไหนบ้าง พอเรารู้แล้วก็หาความเป็นไปได้ว่าจะทำให้งานออกแบบเรามีความแตกต่างได้อย่างไร เราเสพเว็บออกแบบเพื่อทำให้งานออกมาไม่เหมือน และเสพเพื่อหยิบอะไรบางอย่างเอามาใช้ ส่วนสิ่งที่ทำให้งานมีเอกลักษณ์คือรสนิยมหรือความเป็นธรรมชาติของแบรนด์ที่เราจะออกแบบให้”</p>



<p>“ส่วนต่อมาคือเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน พาตัวเองออกไปเดินดูนกชมไม้บ้าง ดูบ้านคน ดูสิ่งที่อยู่ระแวกแถวบ้านเรา เวลาผมเดินผ่านป้ายร้านค้าแถวบ้าน ผมก็จะคิดไปด้วยว่าเราน่าจะออกแบบให้เป็นแบบนั้นแบบนี้”</p>



<p>เมื่อพูดถึงตรงนี้เรานึกขึ้นได้จึงบอกเขาว่าระหว่างเดินทางมาที่สตูดิโอนี้ ได้ผ่านร้านอาหารใกล้ๆ และป้ายร้านค้านั้นเขียนคำตัวโตๆ ว่า ‘แซ่บสะท้าน เผ็ดเด้าลิ้น’ จนต้องหันมองอีกรอบ ซึ่งเขาก็บอกว่าคำนี้ก็เอามาใช้เป็นวัตถุดิบในการคิดงานได้เหมือนกัน</p>



<p>“ไอเดียดีๆ มักจะอยู่นอกกูเกิลจริงๆ นะ ป้ายที่บอกมานั้นบางทีเราก็หยิบอะไรบางอย่างมาใส่ไว้ในงานแพ็กเกจจิ้งก็ได้ เพราะบางงานเขาก็อยากได้ความขบขันแบบไทยๆ ก็มี หรืออย่างในหนังสือ Very Thai: Everyday Popular Culture ที่เป็นงานรวมรูปถ่ายวัฒนธรรมของบ้านเราในสายตาคนต่างชาติ ก็ทำออกมาเก๋ได้ ดังนั้นการไปเดินตลาดแถวบ้านที่ไม่จำเป็นต้องเป็นตลาดที่ออกแบบสวยงามก็มีวัตถุดิบให้เราหยิบมาใช้ได้เสมอ และดูแปลกหูแปลกตาด้วย อย่างคำว่าแซ่บสะท้าน เผ็ดเด้าลิ้น คิดดีๆ สามารถทำให้ออกมาโคตรเท่ได้ด้วยนะ (หัวเราะ)”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171242" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ส่วนตัวคิดว่าผมเป็นคนที่เชื่อมโยงทุกอย่างได้ดี (หัวเราะ) คือเราพยายามคิดทุกอย่างให้เป็นภาพให้ได้จนกลายเป็นอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราดูละครฟรีทีวีแล้วเห็นโฆษณาขายน้ำปลาร้า สิ่งนั้นอาจจะเชื่อมโยงกับเข้าการออกแบบขวดไวน์ที่เรากำลังทำอยู่ก็ได้ หรือเดินออกไปหน้าบ้านเห็นก้อนหินที่มีรอยแตกเราก็อาจจะนึกถึงเรื่องการออกแบบให้แบรนด์ร้านขนมปังก็ได้ นี่คือการฝึกฝนและขัดเกลาของผมมาตั้งแต่เริ่มทำอาชีพนักออกแบบ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ออกแบบความฝันและทำให้เป็นจริง</strong></h3>



<p>ทุกคนต่างมีความฝันแม้ว่ามันจะค่อยๆ ถูกบดขยี้ด้วยเส้นทางของชีวิตที่ไม่เคยราบรื่น ฝันของตูนเองไม่ต่างกับใครอีกหลายคนที่อยากประสบความสำเร็จได้ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีนักออกแบบใหญ่ๆ และรับรางวัลอะไรสักอย่าง แต่วันนี้ความฝันของเขากะทัดรัดลงแต่แข็งแรงขึ้นจนเข้าใกล้ความจริงเรื่อยๆ แล้ว</p>



<p>“ตอนนี้ฝันในวันนั้นไม่อยู่แล้วครับ แต่เป็นสิ่งที่เราอยากทำงานดีๆ ออกมาให้กับลูกค้ามากกว่า โดยที่เราและลูกค้าต่างก็มีความสุขที่ได้ทำงานด้วยกัน และถ้างานนั้นได้รางวัลกลับมาด้วยก็เป็นเรื่องที่ดี ความฝันยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้ผมได้อยู่เหมือนเดิม เพียงแค่ฝันในตอนนี้ไม่ได้หวือหวาแบบเมื่อก่อน ฝันของผมถูกปรับจูนให้เข้ากับบุคลิกและวัยของผมเสียมากกว่า ดังนั้นอีกหมุดหมายที่ผมอยากทำคือการแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ ดังนั้นผมก็มักจะขอเข้าไปบรรยายให้กับบริษัทหรือที่ปรึกษาธุรกิจที่รู้จัก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ต้องการความรู้เรื่องการดีไซน์ การสร้างแบรนด์ ซึ่งหลายๆ ครั้งผมก็จะขอไปบรรยายฟรีๆ เลย ขอแค่ให้เขามีเวลาให้ เพราะผมเป็นคนที่ไม่ได้เรียนมาทางสายนักออกแบบโดยตรง ดังนั้นจึงรู้ว่าเส้นทางของการเป็นนักออกแบบนั้นยาก”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171238" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-04-ihapstudio_Content_c17.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>อย่างไรก็ตามใช่ว่าความฝันในวัยเยาว์ของเขานั้นจะหดหายไปเสียหมด เพราะล่าสุด ihapstudio ก็ถูกคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ให้เป็นหนึ่งใน 60 แบรนด์ ของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ในโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers’ Room / Talent Thai &amp; Creative Studio Promotion 2023 ซึ่งมีแนวคิดในการส่งเสริมนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้สามารถพัฒนาธุรกิจและปรับตัวเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ihapstudio อยู่ในหมวดของนักออกแบบกลุ่มธุรกิจบริการออกแบบ Creative Studio</p>



<p>“การได้คัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี้ช่วยให้สิ่งที่ผมอยากทำมีพลังเพิ่มขึ้น เพราะผมเป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เรียนหนังสือก็ไม่จบ เริ่มงานด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟร้านส้มตำ ได้เงินเดือน 800 บาท ต่อมาก็ไปทำงาน AE ขายรูปในสตูดิโอถ่ายรูปที่สยามสแควร์ แล้วก็ฝึกฝนตัวเอง หัดเรียนรู้โปรแกรมวาดภาพและแต่งภาพ แล้วก็ค่อยๆ ผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ได้ทำงานในเอเจนซีโฆษณา ดังนั้นผมอยากเอาประสบการณ์ทั้งหมดของตัวเองมาช่วยให้น้องๆ นักออกแบบได้เรียนรู้และสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับการทำงานเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรือลำบากอย่างที่เราเห็นๆ กันมาตลอด”</p>



<p>เมื่อเรียนรู้วิธีการคิดแบบนักออกแบบมืออาชีพมาพอหอมปากหอมคอแล้ว สุดท้ายเราจึงให้เขาฝากอะไรบางอย่างในฐานะรุ่นพี่นักออกแบบสู่รุ่นน้องที่กำลังจะออกไปโบยบินเผชิญโลก</p>



<p>“ผมอยากบอกว่าอย่าให้ความฝันของเราฝ่อไปตามสิ่งรอบข้างที่คอยกดดันเรา เพราะมันจะกดดันเราแน่ๆ เก็บความฝันที่มีความเป็นเด็กของตัวเองไว้แล้วใช้วิธีจัดการแบบมืออาชีพ เพื่อทำความฝันของเราให้เป็นจริงขึ้นมา&#8221;&nbsp;</p>



<p>หวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะจุดประกายความฝันของหลายๆ คนให้ลุกโชน และหาหนทางให้ตัวเองได้พบเจอกับการทำงานที่ตัวเองมีความสุขได้ในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ihapstudio/">ihapstudio ทีมออกแบบที่ทำงานด้วยความสุข แม้มองแค่ก้อนหินก็คิดงานออก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การก้าวข้ามความกลัวในทุกครั้ง (แรก) ที่ทำให้ เบลล่า ราณี เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสดใส</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bella-ranee-campen-mantra-warrior-the-legend-of-the-eight-moons/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Sep 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[เบลล่า]]></category>
		<category><![CDATA[นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[Mantra Warrior : The Legend of The Eight Moons]]></category>
		<category><![CDATA[ราณี แคมเปน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=170614</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความกลัวเป็นอารมณ์สำคัญของสิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกทางด้านลบ แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดพัฒนาการ วิธีปรับตัว โดยเฉพาะกับมนุษย์ ความกลัวเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีสติและตระหนักถึงสิ่งสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ ว่าการกระทำของเรานั้นจะสร้างผลกระทบกับตัวเองและคนในสังคมอย่างไร เราจึงเผชิญหน้ากับความกลัวกันมาตั้งแต่จำความได้ โดยเฉพาะอะไรที่เป็นครั้งแรก จะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกหวาดหวั่นอยู่เสมอ แต่เมื่อผ่านมาได้แล้วเราก็จะพบว่าตัวเองเติบโตขึ้นอีกขั้น วันนี้เราจึงชวน เบลล่า-ราณี แคมเปน นักแสดงหญิงมากความสามารถมานั่งคุยถึงหลายเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกของเธอ ว่าผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสะกดคนดูอย่างเธอนั้นจัดการอย่างไรกับความรู้สึกที่ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นในชีวิต และเรียนรู้ความหมายของการก้าวผ่านนั้นในแง่มุมไหน รวมถึงงานใหม่ที่เป็นครั้งแรกของเธอนั่นคือ การพากย์เสียงตัวละครนางสีดาในแอนิเมชันฝีมือคนไทยเรื่อง นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์ (Mantra Warrior : The Legend of The Eight Moons) ที่สร้างขึ้นมาโดยใช้แรงบันดาลใจจากมหากาพย์รามเกียรติ์ หกล้มครั้งแรก ครั้งแรกสำหรับเราที่รู้สึกว่าเป็นการก้าวผ่านความกลัวมาได้ คงเป็นตอนเด็กๆ ที่ตั้งใจจะขี่จักรยานแบบสองล้อ เป็นการที่เราเอาล้อเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างคอยประคองตัวจักรยานออก ซึ่งเราคิดว่าถ้าเราขี่จักรยานแบบสองล้อได้ก็จะทำให้เราดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าฉันสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว การทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเป็นความรู้สึกกลัวสำหรับเรามาก และกว่าเราจะขี่จักรยานสองล้อได้เราผ่านการหกล้มมาหลายครั้ง ทั้งเท้าและหัวเข่าเต็มไปด้วยรอยแผล โดยเฉพาะตอนที่หนักที่สุดคือการที่เราล้มแล้วขาไปขูดกับขอบฟุตบาท เราได้รับบาดเจ็บจนเป็นแผลเนื้อเปิดออกมาเลย แต่ก็ได้เรียนรู้ว่าความเจ็บปวดจริงๆ เป็นแบบนี้นี่เอง เพราะก่อนหน้านี้เวลาเราจะล้มก็จะมีคุณพ่อคุณแม่มาคอยประคองไว้ แต่เราก็พยายามจนสามารถขี่จักรยานสองล้อได้ ไม่คิดจะล้มเลิกเพราะคนอื่นเขาขี่กันได้เราก็ต้องขี่ได้ เราคิดว่าการการขี่จักรยานได้สำหรับเราเป็นเรื่องน่าภูมิใจมาก เพราะเราเจ็บขนาดนั้นเรายังไม่ยอมแพ้เลย และนั่นทำให้เรามีเป้าหมายในการทำเรื่องยากๆ เรื่องอื่นๆ ต่อไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bella-ranee-campen-mantra-warrior-the-legend-of-the-eight-moons/">การก้าวข้ามความกลัวในทุกครั้ง (แรก) ที่ทำให้ เบลล่า ราณี เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสดใส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ความกลัวเป็นอารมณ์สำคัญของสิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกทางด้านลบ แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดพัฒนาการ วิธีปรับตัว โดยเฉพาะกับมนุษย์ ความกลัวเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีสติและตระหนักถึงสิ่งสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ ว่าการกระทำของเรานั้นจะสร้างผลกระทบกับตัวเองและคนในสังคมอย่างไร เราจึงเผชิญหน้ากับความกลัวกันมาตั้งแต่จำความได้ โดยเฉพาะอะไรที่เป็นครั้งแรก จะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกหวาดหวั่นอยู่เสมอ แต่เมื่อผ่านมาได้แล้วเราก็จะพบว่าตัวเองเติบโตขึ้นอีกขั้น</p>



<p>วันนี้เราจึงชวน เบลล่า-ราณี แคมเปน นักแสดงหญิงมากความสามารถมานั่งคุยถึงหลายเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกของเธอ ว่าผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสะกดคนดูอย่างเธอนั้นจัดการอย่างไรกับความรู้สึกที่ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นในชีวิต และเรียนรู้ความหมายของการก้าวผ่านนั้นในแง่มุมไหน รวมถึงงานใหม่ที่เป็นครั้งแรกของเธอนั่นคือ การพากย์เสียงตัวละครนางสีดาในแอนิเมชันฝีมือคนไทยเรื่อง <em>นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์ (Mantra Warrior : The Legend of The Eight Moons)</em> ที่สร้างขึ้นมาโดยใช้แรงบันดาลใจจากมหากาพย์รามเกียรติ์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170621" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C04-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">หกล้มครั้งแรก</h3>



<p>ครั้งแรกสำหรับเราที่รู้สึกว่าเป็นการก้าวผ่านความกลัวมาได้ คงเป็นตอนเด็กๆ ที่ตั้งใจจะขี่จักรยานแบบสองล้อ เป็นการที่เราเอาล้อเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างคอยประคองตัวจักรยานออก ซึ่งเราคิดว่าถ้าเราขี่จักรยานแบบสองล้อได้ก็จะทำให้เราดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าฉันสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว การทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเป็นความรู้สึกกลัวสำหรับเรามาก และกว่าเราจะขี่จักรยานสองล้อได้เราผ่านการหกล้มมาหลายครั้ง ทั้งเท้าและหัวเข่าเต็มไปด้วยรอยแผล โดยเฉพาะตอนที่หนักที่สุดคือการที่เราล้มแล้วขาไปขูดกับขอบฟุตบาท เราได้รับบาดเจ็บจนเป็นแผลเนื้อเปิดออกมาเลย แต่ก็ได้เรียนรู้ว่าความเจ็บปวดจริงๆ เป็นแบบนี้นี่เอง เพราะก่อนหน้านี้เวลาเราจะล้มก็จะมีคุณพ่อคุณแม่มาคอยประคองไว้ แต่เราก็พยายามจนสามารถขี่จักรยานสองล้อได้ ไม่คิดจะล้มเลิกเพราะคนอื่นเขาขี่กันได้เราก็ต้องขี่ได้ เราคิดว่าการการขี่จักรยานได้สำหรับเราเป็นเรื่องน่าภูมิใจมาก เพราะเราเจ็บขนาดนั้นเรายังไม่ยอมแพ้เลย และนั่นทำให้เรามีเป้าหมายในการทำเรื่องยากๆ เรื่องอื่นๆ ต่อไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">ความกล้าที่จะเดินออกจากเซฟโซนครั้งแรก</h3>



<p>เราย้ายโรงเรียนครั้งแรกตอนอยู่ชั้นประถมสาม เราต้องไปเรียนต่อชั้นประถมสี่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ เรากลายเป็นเด็กใหม่ที่ไม่รู้จักใครมาก่อนเลย ต่างจากคนอื่นๆ ที่พวกเขาเรียนกันมาด้วยกันตั้งแต่แรก และด้วยความเป็นลูกครึ่งทำให้หน้าตาเราไม่ค่อยเหมือนเด็กคนอื่นๆ ด้วย จึงเป็นครั้งแรกที่เราเจอกับเรื่องคัลเจอร์ช็อกจากการที่ไม่รู้ว่าจะทำตัวเข้ากับเพื่อนใหม่อย่างไร แต่ก็เป็นความกลัวที่เราสร้างขึ้นมาเอง เพราะเพื่อนๆ ก็เป็นฝ่ายที่เข้ามาชวนเราคุยเองด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เราเรียนรู้วิธีเข้าสังคมใหม่ๆ ทั้งการเล่นกับเพื่อน การเข้าชมรมเพื่อทำกิจกรรมกับคนอื่นๆ นึกถึงเรื่องนี้ก็แปลกเหมือนกันที่เรากลับรู้สึกว่าความกลัวที่จะต้องเจอกับอะไรใหม่ๆ ตอนที่ยังเด็กจะมีน้อยกว่าตอนที่โตขึ้นมากๆ เช่น ตอนเป็นเด็กเราสามารถว่ายน้ำได้เองโดยไม่ต้องหัดเรียนว่ายน้ำเลย แต่พอโตขึ้นมาพอรู้อะไรมากขึ้นแล้วเรามีโอกาสจมน้ำเพราะตอนนั้นตัวเองแขนหักแต่ก็ยังลงไปเล่นน้ำ แขนข้างที่หักก็ใช้งานไม่ได้ทำให้เราถูกคลื่นซัดออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรากลัวการว่ายน้ำมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย และพอมาทำงานเราก็มีฉากที่ต้องถ่ายในน้ำบ่อยมาก เรียกว่าเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของนักแสดงไทยเลยก็ได้ (หัวเราะ) เรามีความกลัวที่ต้องลงไปในน้ำทุกครั้ง แต่เราก็ผ่านความรู้สึกนั้นมาด้วยความขี้รำคาญของตัวเองจนได้ (หัวเราะ) เพราะหลายครั้งที่เราหงุดหงิดตัวเองว่าจะกลัวอะไรขนาดนั้น เราแก้ปัญหานี้ด้วยการไปเรียนดำน้ำตัดสินใจพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งที่กลัวเสียเลย เอาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าจะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ไม่มีอะไรแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ต้องลงไปถ่ายฉากที่ต้องกระโดดลงไปในน้ำอยู่ดี (หัวเราะ) แต่เราไม่อยากเป็นคนที่ต้องมีเงื่อนไขในการทำงานให้ตัวเองดังนั้นเราต้องเอาชนะสิ่งที่ติดอยู่ในใจเราตลอดหลายปีนั้นให้ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170625" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C05-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">การเข้าไปอยู่ในสายตาประชาชนครั้งแรก</h3>



<p>วันที่ต้องออกงานและอยู่ในสายตาของคนดูต่อหน้าจำนวนมากเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกประหม่าแบบสุดๆ มือก็สั่น เสียงก็สั่น ลืมสคริปต์ที่ท่องมา แต่ก็ต้องตั้งสติและเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ ตอนนั้นคิดแต่ว่าสิ่งนี้ก็เหมือนอุปสรรคหรือความกลัวต่างๆ ที่เคยผ่านมา ในวันนั้นเรายังทำได้เลย วันนี้เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน การจะทำอะไรให้สำเร็จสักอย่างแม้จะไม่ถึงขั้นประความสำเร็จก็ตามเราก็ต้องผ่านเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้น ไม่มีความสำเร็จไหนที่จะได้มาง่ายๆ ถ้าได้อะไรมาแบบง่ายๆ ไปเสียทุกอย่างก็จะไม่มีอะไรให้เราได้ภาคภูมิใจ แม้ว่าเราจะแอบคิดบ่อยๆ เหมือนกันว่าไม่เอาแล้ว ทำให้บางครั้งเราก็จะถามตัวเองว่าทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเรื่องเหล่านี้ต้องเกิดกับฉัน ไม่เอาแล้ว ฉันจะไม่ทำแล้วบ้าง แต่ก็จะเกิดขึ้นในวันที่ตัวเองรู้สึกเหนื่อยมากๆ อารมณ์ช่วงนั้นเรามีความรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ฉันทำเพื่อใคร เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่เพื่อตัวเองเลย เราต้องเหนื่อยแบบนี้ตลอดก็เกินไปนะ ถ้าเราอยากลงจากยอดเขาของอาชีพนี้ต้องทำอย่างไร แต่เราก็อุตส่าห์ปืนขึ้นไปจนถึงยอดเขาแล้ว ขึ้นไปจนเอาธงไปปักได้แล้ว เราจะดึงธงนั้นออกมาแล้วโยนลงไปข้างล่างก็ไม่ใช่เรื่อง ความคิดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราก้าวข้ามมาได้ จริงๆ แล้วเราแค่เหนื่อยแล้วก็พาลไปใส่สิ่งอื่นๆ ทั้งๆ ที่งานตรงนี้เป็นงานที่เรารัก เป็นงานที่เราชอบ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงนี้คือคุณค่าของชีวิตของเรา และทำให้เราเริ่มรู้แล้วว่าความหมายของการมีชีวิตคืออะไร</p>



<h3 class="wp-block-heading">ได้รู้จักความหมายของชีวิตครั้งแรก</h3>



<p>เกิดขึ้นตอนที่เราเริ่มทำงานและหาเงินได้เอง ซึ่งมาจากการที่เราใช้แรง ใช้สมอง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเรา ในการสร้างผลงานขึ้นมาแล้วเกิดเป็นรายได้สามารถจ่ายค่าเทอมตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้เอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เมื่อมีคนถามว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร หลังจากที่เราค้นพบคุณค่าของตัวเองและได้คิดทบทวนแล้ว เราเชื่อว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้ เราอยากช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่เราสามารถทำได้ไม่ว่าจะช่วยเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์โลกก็ตาม เรารู้สึกว่าตัวเองมีแรงมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้บ้าง หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็พอจะสร้างแรงกระตุ้นอะไรก็ตามให้กับบางเรื่องได้ เราอยากตอบแทนสิ่งที่เราได้รับมาจากคนอื่นๆ ที่เขามอบให้เรากลับไปให้เขาด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">พบกับการสูญเสียครั้งแรก</h3>



<p>เป็นการจากไปของคุณพ่อค่ะ ซึ่งต้องขอบคุณธรรมะเลยที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องของสัจธรรม การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เรายอมรับกับการสูญเสียนี้ได้มากขึ้น แต่ความเศร้านี้ก็ส่งผลกับเราหลังจากนั้นเหมือนกัน เพราะเราเก็บความรู้สึกนั้นไว้มากเกินไป เราไม่พูด เราไม่แสดงอารมณ์ เราไม่แสดงอะไรออกมาเลย เราเหมือนคนที่เก็บกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ จนวันหนึ่งความรู้สึกนั้นก็โพล่งออกมาจนเราต้องไปพบแพทย์ ซึ่งถ้าใครที่มีความรู้สึกคล้ายๆ กับเราก็ควรมีที่ปรึกษาหรือไปพบผู้เชี่ยวชาญค่ะ ซึ่งครอบครัวเรามีกันสามคน พ่อ แม่ ลูก พวกเราสนิทกันมาก เมื่อคนหนึ่งหายไปเหลือแค่เรากับแม่ เราก็เป็นเหมือน Barrier สำหรับรองรับอารมณ์ของคุณแม่ ส่วนตัวเราก็เก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ตอนนั้นเราไม่รู้วิธีปลดปล่อยความทุกข์ของตัวเอง จนเวลาผ่านไป เราคิดไปเองว่าความรู้สึกของตัวเองโอเคดีแล้ว แต่เรากลับรู้สึกว่าตัวเองอยากร้องไห้แต่ร้องไห้ไม่ออก ก็ไปหาหนังเศร้าๆ มาดู พอดูแล้วความรู้สึกของตัวเองกลับยิ่งแย่ รู้สึกหนักหน่วงไปหมด เราอยู่กับความรู้สึกนี้จนตัวเองเริ่มทนไม่ไหวต้องหาวิธีจัดการกับความรู้สึกนี้ของตัวเองให้ได้ </p>



<p>เราได้มีโอกาสรู้จักกับเวิร์กช็อปละครบำบัด (Drama Therapy and Psychodrama) ทำให้เราค่อยๆ จัดการความรู้สึกของตัวเองได้ทีละเล็กทีละน้อยจนค่อยๆ เป็นปกติตามลำดับ โดยเวิร์กช็อปนี้เขาจะให้เราเล่นละคร แต่จะเป็นละครที่มาจากชีวิตจริงของเรา เขาจะให้เรานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตสักสามช่วงเวลา เป็นช่วงที่แวบขึ้นมาครั้งแรกในหัวของเรา อาจจะเป็นตอนที่เรียนชั้นอนุบาล ช่วงอยู่ชั้นประถม หรือช่วงที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเป็นต้น แล้วเขาก็ให้เราแสดง อย่างช่วงที่เป็นเด็ก เราก็จะมีแต่ความสุข ช่วงกลางๆ เริ่มมีความซีเรียสกับการเรียนเพราะจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตเริ่มมีความจริงจังมากขึ้น และเข้าสู่ช่วงตอนที่ทำงานที่เจอกับความรู้สึกว่าเราต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เขาเหมือนให้เรารื้อฟื้นความทรงจำ แล้วก็เหมือนให้เข้าไปแก้ไขความรู้สึกที่ไม่ควรจะติดอยู่ในใจของเรา เป็นการคุยกับตัวเอง ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปที่ดีมากๆ ค่ะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170626" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/C18-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ความรู้สึกหนักหน่วงที่สุดครั้งแรก</h3>



<p>ความเศร้าของแต่ละคนเปรียบเทียบกันไม่ได้ เรื่องที่เรามองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อาจจะเป็นเรื่องที่หนักมากๆ สำหรับคนอื่นก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องหนักๆ ของเราก็ช่วงที่คุณพ่อเสียเพราะโรคมะเร็งในวันที่คุณแม่กำลังแอดมิตเพราะโรคมะเร็ง ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่าโลกจะโหดร้ายกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าฉันต้องเสียทั้งสองคนนี้ไปฉันต้องเสียสติแน่ๆ ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูกเลย แต่เมื่อย้อนกลับไปดูตัวเองวันนั้นก็เป็นการคิดไปก่อน คิดไปเอง กลัวไปก่อน แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกเพราะเราก็เป็นแค่คนธรรมดาที่มีความรู้สึก มีความรัก ดังนั้นธรรมะจึงเข้ามาช่วยเราตรงนี้ได้อย่างมากในเรื่องของการไม่ยึดติด การเข้าใจว่าทุกอย่างต้องเกิดขึ้น ต้องมีความเป็นไป เราก็อย่าไปเทใจจนเกินไปหรือไปต่อต้านกับธรรมชาติ เราไม่มีทางทำได้ ยกเว้นเรื่องการทำงาน เราไม่เคยปล่อยให้มันต้องเป็นไปตามยถากรรม (หัวเราะ) เราจริงจังกับทุกงานมากๆ เราอยากทำงานของเราให้สุดตัว และโชคดีที่งานแต่ละชิ้นของเราไม่ค่อยเหมือนกัน ความน่าสนใจของแต่ละงานจะแตกต่างกัน เราจึงเหมือนได้ทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด แม้ว่าจะเป็นงานละครเหมือนกันแต่ละครแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading">การจับงานพากย์แอนิเมชันครั้งแรก</h3>



<p>ตอนแรกจะไม่รับงานนี้นะเพราะเรากังวลว่าตัวเองจะทำไม่ได้ แค่ร้องเพลงเรายังร้องเพี้ยนเลย (หัวเราะ) แล้วงานพากย์แอนิเมชันต้องใช้พลังเยอะมาก แต่ทางทีมงานเขาก็มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกสอนเรา เพราะเรากลัวว่าตัวเองจะเป็นภาระกับทีมงาน แต่พอได้ลองทำก็พบว่าสนุกมาก เราได้เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆ ได้รู้ว่าคนที่พากย์เสียงต้องใช้พลังงานเยอะมากจริงๆ เหมือนเราไปวิ่งมาราธอนเลย ตอนพากย์เสียงเหงื่อเราออกเยอะมาก ซึ่งเราต้องทำให้เสียงของเราเข้าไปประกอบกับงานด้านภาพให้ได้อารมณ์ ได้อรรถรสของหนัง เราเรียนรู้ว่าการพากย์เสียงนั้นจะมีเสียงที่ได้ยินในหูตัวเอง กับเสียงที่ได้ยินหลังจากพากย์ออกมาซึ่งมีความแตกต่างกัน เราต้องบวกพลังในการพูดของเราอีกหนึ่งขั้น ต้องเล่นใหญ่ขึ้น เพราะจะสร้างความดึงดูดกับคนดูได้มากกว่า และหลังจากที่ได้ดูภาพรวมของแอนิเมชันเรื่องนี้ เราประทับใจงานภาพและเรื่องราวของหนังมาก นี่คือฝีมือของทีมงานคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ และเรื่องราวก็อิงมาจากวรรณคดีที่เราอ่านมาตั้งแต่เด็ก เขานำมหากาพย์รามเกียรติ์มาปรับเป็นแอนิเมชันได้ดีมาก ตัวละครมีคาแรกเตอร์ที่คาดไม่ถึง อย่างตัวละครของเราคือนางสีดา ก็จะเป็นนางสีดาที่น่ารัก สดใส และมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอะไรก็แสดงออกไปแบบนั้น ส่วนทศกัฐณ์ หล่อมาก (หัวเราะ) เขาตีความใหม่แล้วทำออกมาได้ดีมากเลย ทั้งสนุก ตื่นเต้น และมีฉากแอ็กชันที่ดูแล้วเพลินมากๆ</p>



<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="ตัวอย่างภาพยนตร์ นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์  | Mantra Warrior | Official Trailer" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/MvZWJTA8-f4?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h3 class="wp-block-heading">รับบทนางสีดา (ตีความใหม่) ครั้งแรก ใน นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์</h3>



<p>นางสีดาที่เราเคยรู้จัก สำหรับเราคือคนที่มีความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์กับความรัก บุคลิกของเธอก็น่าจะเป็นคนที่มีความสุขุม นิ่งๆ เงียบๆ แต่ในแอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ใช่คนแบบที่เราคิดเลย เธอจะเป็นนางสีดาอีกเวอร์ชันที่มีความเซ็กซี่ด้วย ไม่มีตรงไหนที่ใกล้เคียงตัวเราเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ) อาจจะมีความเหมือนกันบ้างนิดหน่อยที่เป็นคนร่าเริง สดใส เพราะเราเป็นคนที่จริงจังกับตัวเองประมาณหนึ่ง เราไม่ชอบเอาตัวเองไปอยู่ในบรรยากาศของความเครียด ความสุขในการทำงานของเราจึงมีความสนุกสนานเฮฮาอยู่ในสิ่งที่ทำด้วย อีกอย่างเราเป็นคนที่ทำงานเยอะมาก ดังนั้นถ้าต้องเครียดกับงานด้วยก็จะเหมือนสร้างความเครียดคูณสองเพิ่มเข้าไปอีก แต่ก็ดีที่ตัวเราแม้ว่าจะเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เช่น ถ้าต้องรับบทที่ยากก็จะเข้าถึงความคิดของตัวละครตัวนั้นให้ได้ แต่ก็ยังสามารถพาตัวเองออกมาจากความรู้สึกของตัวละครนั้นได้ ซึ่งสมัยแรกๆ เราก็เข้าไม่ถึงหรอกว่าการแสดงคืออะไร แต่เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่า ความรู้สึกจากข้างในต่างๆ ที่จะสร้างท่าทางบุคลิกของตัวละครออกมาได้เอง โดยที่เราไม่ต้องไปคิดว่าฉันจะขยับแขนหรือจะเดินไปด้วยอากัปกิริยาแบบไหน ดังนั้นถ้าช่วงไหนที่เรารับบทหนักๆ หน่อย ก็จะรู้ตัวเองว่าเริ่มไม่ไหวเหมือนกัน เพราะถึงเราจะเอาตัวเองออกมาจากบทของตัวละครนั้นได้ แต่ร่างกายกับกับจิตใจของเราได้อยู่กับความรู้สึกนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเลย เราก็ต้องสลับมารับละครตลกบ้าง ส่วนเหตุผลสำคัญที่มารับงานพากย์ <em>นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์คือ</em> การที่เราอยากสนับสนุนคนไทย การที่แอนิเมชันไทยทำออกมาได้ดีขนาดนี้ เราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เรื่องนี้โด่งดังไประดับโลก นี่คือเหตุผลจริงๆ ที่เราตกลงมารับหน้าที่พากย์เป็นนางสีดาในแอนิเมชันเรื่องนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">เตรียมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ในทุกครั้งแรกที่เจอ</h3>



<p>เราก็อายุมากขึ้นแล้ว ตอนนี้สิ่งที่หนักใจก็คงเป็นเรื่องความโสด (หัวเราะลั่น) เพราะอาจจะเป็นเป้าหมายในชีวิตที่เราอยากมีครอบครัวก็ได้ แต่บางคนเขาก็มีความสุขที่อยู่คนเดียว แต่เราก็ไม่ได้คิดมากขนาดนั้นหรอก ถ้าเราไม่เจอคนที่ดี คนที่ใช่ หรือคนที่คลิกกับเรา เราก็อย่าเพิ่งมีใครเลยดีกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงของชีวิต เราคิดว่าเราเตรียมความพร้อมเอาไว้ค่อนข้างโอเคแล้ว เราพร้อมเกษียณออกจากวงการแล้วนะ ล้อเล่น! แต่เราก็จัดการตัวเองไว้หลายๆ อย่างแล้ว สิ่งที่ต้องกลัวต่อไปคงไม่ค่อยมีแล้ว นอกจากไปทำอะไรผาดโผนแบบกระโดดบันจี้จัมป์ แม้ว่าจะมีคนพูดไว้ว่า หนึ่งเรื่องในชีวิตที่ควรทำคือการไปกระโดดบันจี้จัมป์แต่เราไม่ไปด้วยนะ (หัวเราะ) ตอนนี้ชีวิตก็มีความสุขดีแล้ว แต่เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอล้วนดีเสมอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดี เรื่องร้ายก็จะทำให้เราแข็งแกร่งเติบโตมากขึ้นถ้าเราผ่านไปได้ วันหนึ่งที่เรามองย้อนกลับมา เราจะรู้ว่าเรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่เท่าไหร่เลย สิ่งที่ได้เจอจะกลั่นกรองให้เราเป็นคนที่แข็งแกร่งกับโลกมากขึ้น ไม่ว่าอะไรจะเข้ามาหาเราอีก ดังนั้นเราจึงไม่เก็บสิ่งที่ไม่ดีสำหรับตัวเองเอาไว้เยอะๆ เราจะหาทางปล่อยมันออกไป จะคงไว้แต่สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ แม้กระทั่งเรื่องการมองคนด้วย เราจะไม่พยายามมองคนอื่นในแง่ร้าย เราจะมองเขาในแง่ดีเสมอ เช่น คนคนนี้แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่พูดเสียงดัง โหวกเหวก โวยวาย ไปบ้าง เราก็จะมองว่าเขาเป็นคนที่มีความจริงใจมากๆ เราจะโฟกัสที่ข้อดีของเขา วิธีคิดนี้จะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น แต่ในทุกความท้าทายก็ต้องบอกว่าเราไม่ได้เป็นคนเข้าไปหา ส่วนใหญ่มันจะมาหาเราเอง แต่ก็พร้อมที่จะปะทะ (หัวเราะ) เพราะการที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ดีกว่าต้องทำแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายเราก็จะติดอยู่ในเซฟโซนของตัวเอง การเจออะไรที่เป็นครั้งแรกก็เป็นวิธีทลายอีโก้ในตัวเราเองได้ด้วย แต่ถ้าอะไรที่ไม่ใช่สำหรับเราจริงๆ แม้จะลองกัดฟันทำแล้วก็ตามแล้วไม่ใช่สิ่งที่เราโอเคจริงๆ การเดินถอยออกมาก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันค่ะ</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bella-ranee-campen-mantra-warrior-the-legend-of-the-eight-moons/">การก้าวข้ามความกลัวในทุกครั้ง (แรก) ที่ทำให้ เบลล่า ราณี เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสดใส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Earthology ธุรกิจแฟชั่นที่เซฟสิ่งแวดล้อมและขอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/earthology-studio-good-goods/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Aug 2023 10:34:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Earthology Studio]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=170396</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนหน้านี้ทาง UN ได้ออกมาประกาศว่า &#8216;ยุคโลกร้อน&#8217; ได้สิ้นสุดลงแล้ว ได้ยินปุ๊ปก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที แต่ไม่ทันจะหายใจได้ทั่วท้องเขาก็ประกาศต่อว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ &#8216;ยุคโลกเดือด&#8217; หรือ Global Boiling แล้ว นั่นหมายความว่าเราต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังอยากสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา และอยากเชื่อมโยงธุรกิจตัวเองเข้ากับการพัฒนาความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ลองดูวิธีการทำงานของ เชอรี่-กฤติกา ชัยวิไล ผู้ปลุกปั้น Earthology Studio ให้เป็นแบรนด์ที่เข้าใจและผลักดันให้โปรดักต์เพื่อสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างกลมกลืน คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยการวางทิศทางของ Earthology ไว้อย่างไร ชื่อของเรามาจากคำว่า Earth บวก Technology เราต้องการเป็นแบรนด์ที่มีความร่วมสมัย ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่คราฟต์จ๋าๆ เราต้องการให้ Earthology มีดีไซน์ที่เข้ากับคนรุ่นใหม่ สร้างความสนใจให้พวกเขาหันมามองว่าแบรนด์นี้คืออะไร มีโปรดักต์อะไร เมื่อเขารู้ว่าเรามีอะไรแล้วก็ให้เขามาพบเรื่องของที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ที่เราทำและความเป็นมาของแบรนด์ คุณสร้างแบรนด์ที่ยึดโยงกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมเต็มตัว ในมุมหนึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้ Earthology ดำเนินธุรกิจยากกว่าแบรนด์แฟชั่นทั่วไปแค่ไหน เรามีความท้าทายเยอะมากๆ เพราะเวลาทำงานเราต้องคำนึงถึงเรื่องของ Ecosystem เรื่องของกลุ่มวัตถุดิบ และทุกคนที่เราร่วมงานด้วยต้องมีความเข้าใจในจุดยืนเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับบ้านเรา และตลาดของแฟชั่นเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้กว้างมาก ความท้าทายจึงมีทุกๆ วัน ดังนั้นภารกิจของเราจึงเป็นการทำความเข้าใจกับกลุ่มคนที่ทำงานด้วยกัน ให้เขาเห็นความสำคัญของความเป็นชุมชนท้องถิ่น เพราะเราเห็นความพิเศษนี้ที่ซ่อนอยู่ในบ้านเรา ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกท้อแท้ในการทำงานเลย ตอนนี้เห็นว่าหลายแบรนด์แฟชั่นก็เริ่มมาจับเทรนด์ของสิ่งแวดล้อมกันแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/earthology-studio-good-goods/">Earthology ธุรกิจแฟชั่นที่เซฟสิ่งแวดล้อมและขอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ก่อนหน้านี้ทาง UN ได้ออกมาประกาศว่า &#8216;ยุคโลกร้อน&#8217; ได้สิ้นสุดลงแล้ว ได้ยินปุ๊ปก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที แต่ไม่ทันจะหายใจได้ทั่วท้องเขาก็ประกาศต่อว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ &#8216;ยุคโลกเดือด&#8217; หรือ Global Boiling แล้ว นั่นหมายความว่าเราต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังอยากสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา และอยากเชื่อมโยงธุรกิจตัวเองเข้ากับการพัฒนาความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ลองดูวิธีการทำงานของ เชอรี่-กฤติกา ชัยวิไล ผู้ปลุกปั้น Earthology Studio ให้เป็นแบรนด์ที่เข้าใจและผลักดันให้โปรดักต์เพื่อสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างกลมกลืน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170404" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยการวางทิศทางของ Earthology ไว้อย่างไร</strong></h4>



<p>ชื่อของเรามาจากคำว่า Earth บวก Technology เราต้องการเป็นแบรนด์ที่มีความร่วมสมัย ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่คราฟต์จ๋าๆ เราต้องการให้ Earthology มีดีไซน์ที่เข้ากับคนรุ่นใหม่ สร้างความสนใจให้พวกเขาหันมามองว่าแบรนด์นี้คืออะไร มีโปรดักต์อะไร เมื่อเขารู้ว่าเรามีอะไรแล้วก็ให้เขามาพบเรื่องของที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ที่เราทำและความเป็นมาของแบรนด์</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณสร้างแบรนด์ที่ยึดโยงกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมเต็มตัว ในมุมหนึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้ Earthology ดำเนินธุรกิจยากกว่าแบรนด์แฟชั่นทั่วไปแค่ไหน</strong></h4>



<p>เรามีความท้าทายเยอะมากๆ เพราะเวลาทำงานเราต้องคำนึงถึงเรื่องของ Ecosystem เรื่องของกลุ่มวัตถุดิบ และทุกคนที่เราร่วมงานด้วยต้องมีความเข้าใจในจุดยืนเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับบ้านเรา และตลาดของแฟชั่นเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้กว้างมาก ความท้าทายจึงมีทุกๆ วัน ดังนั้นภารกิจของเราจึงเป็นการทำความเข้าใจกับกลุ่มคนที่ทำงานด้วยกัน ให้เขาเห็นความสำคัญของความเป็นชุมชนท้องถิ่น เพราะเราเห็นความพิเศษนี้ที่ซ่อนอยู่ในบ้านเรา ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกท้อแท้ในการทำงานเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้เห็นว่าหลายแบรนด์แฟชั่นก็เริ่มมาจับเทรนด์ของสิ่งแวดล้อมกันแล้ว กระแสเหล่านี้คุณคิดว่าเกิดจากอะไร</strong></h4>



<p>มาจากกระแสของโลกเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Fast Fashion หรือ Slow Fashion ก็ตาม ความยั่งยืนหรือ Sustainability ได้กลายเป็นแก่นของเรื่องนี้ไปแล้ว เราไม่ทำเรื่องนี้ไม่ได้แล้วเพราะผู้บริโภคเขาก็ต้องการ เดี๋ยวนี้เวลาที่คนจะเลือกซื้อของหรือเลือกสินค้าจากแบรนด์ไหนก็ตาม เขาจะดูว่าแบรนด์นั้นมีเป้าหมายหรือมีมุมมองในการดูแลสิ่งแวดล้อมและเรื่องของสังคมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจด้วยหรือไม่ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในยุคนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C10-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-170410" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C10-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C10-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C10-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C10.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมคุณถึงเชื่อมั่นกับการทำธุรกิจที่มีความซับซ้อนแบบนี้</strong></h4>



<p>เราเชื่อในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าเมื่อทำงานอะไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสเราก็อยากสร้างแรงปะทะหรือผลกระทบที่ดีให้กับผู้คน เราอาจจะไม่สามารถเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปได้ แต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใครสักคนที่กำลังอยากมีธุรกิจของตัวเองได้คำนึงถึงเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อมได้บ้าง ดังนั้นเราจึงทำการสื่อสารในเรื่องของความยั่งยืนอย่างชัดเจน เพราะต้องการให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาใหญ่ๆ ของการทำธุรกิจด้านนี้มีเรื่องอะไรที่แตกต่างจากธุรกิจแฟชั่นทั่วไปบ้างไหม</strong></h4>



<p>คิดว่าไม่มีความแตกต่างแบบชัดเจน เพราะอุปสรรคมีอยู่ในทุกอุตสาหกรรมหรือทุกธุรกิจอยู่แล้ว ถ้าเรามีความมุ่งมั่นต่อสิ่งที่ทำ เดี๋ยวเราจะค่อยๆ หาทางออกให้กับปัญหาเหล่านั้นได้เอง ถ้าวันนี้ยังหาทางไม่ได้ก็ลองถอยกลับมาหน่อย ลองตั้งหลักใหม่ พรุ่งนี้ค่อยหาทางใหม่ด้วยวิธีการอื่น เดี๋ยวก็จะแก้ปัญหาได้แน่ๆ ค่ะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170412" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณใช้การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ</strong></h4>



<p>เรื่องสำคัญเลยคือการบอกกับเขาว่า การซื้อเสื้อตัวใหม่ไม่ผิด แต่เราอยากให้เสื้อตัวนั้นสามารถอยู่กับเขาได้นาน อย่างน้อยก็สามารถหยิบมาใส่ได้ 5-10 ครั้ง หรือกระทั่งหลายๆ ปี ซึ่งเราเป็นคนที่ภูมิใจมากที่ตัวเองมีเสื้อผ้าที่อยู่กับตัวเองมานานเป็นสิบปี เราเอาชุดเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ด้วยวิธีการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง Earthology จึงสื่อสารด้วยเหตุผลว่าตอนนี้ยังมีคนจำนวนน้อยที่จะดูว่าเสื้อผ้าในตู้ของตัวเองนั้นมีที่มาจากไหน ซึ่งเมื่อไหร่ที่เราที่เราให้ความสนใจในเรื่องของที่มาที่ไปตั้งแต่เรื่องของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการจ้างงาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้เรื่องของความยั่งยืนขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะเราจะดูว่าเสื้อผ้านี้ใช้เส้นใยแบบไหน มีผ้าที่ทำจากขวดพลาสติกบ้างไหม แบรนด์นี้ให้ความสำคัญกับคนผลิตแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้วผู้บริโภคนี่แหละที่เป็นคนขับเคลื่อนตลาด และตลาดก็เป็นเรื่องของ Supply กับ Demand อยู่แล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเป็นค่าต้นทุนสูงกว่าปกติเหมือนกัน</strong></h4>



<p>ใช่ เป็นสิ่งที่เราต้องฝ่าฟันอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแค่เราต้องประคองตัวเองให้อยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เราต้องทำเรื่องของสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ดังนั้น Earthology จึงไม่ได้เป็นแบรนด์ที่มีคอลเลกชันเยอะ ซึ่งเราจะทำออกมาประมาณปีละสองคอลเลกชัน ซึ่งก็ถือว่าไม่เยอะ กำลังพอดี ทำให้เรามีเวลาในการเลือกวัตถุดิบ การจัดสรรให้เหมาะสมกับเรื่องของต้นทุน ซึ่งเรามีข้อดีตรงที่พื้นฐานของ Earthology มาจากโรงงานสิ่งทอ (บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด) เราจึงมีวัตถุดิบที่เปิดกว้างสำหรับเราด้วย ทำให้เราอาจจะมีต้นทุนที่ดีกว่าคนอื่นๆ อยู่บ้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170414" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ที่บอกว่าสร้างระบบหมุนเวียนให้กับแบรนด์ Earthology นั้นเป็นอย่างไร</strong></h4>



<p>เราพยายามหาวัตถุดิบท้องถิ่นของบ้านเรามาใช้ และสร้างเป็น Ecosystem กลับไปยังชุมชน ซึ่งตอนนี้เรามีคอลเลกชันที่ทำมาจากเส้นใยของใบสับปะรด เดิมทีของเหล่านี้จะนำไปกำจัดด้วยการเผา เราไม่อยากให้วัตถุดิบนี้ถูกทิ้งแบบนั้น เราจึงร่วมมือกับเกษตรกร ทั้งในเรื่องของการจัดระบบการเกษตร และนำวัตถุดิบที่ได้มาทำเป็นเส้นใยเพื่อผลิตเป็นผ้า และออกแบบให้สามารถใช้งานได้ เราต้องการวัตถุดิบที่ไม่ได้เกิดจากการปลูกใหม่สร้างใหม่ แต่มาจากกระบวนการเกิดของมันที่มีอยู่แล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าใครสักคนอยากทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แล้วเขาก็ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ระบบของเขายังไม่สมบูรณ์เขาจะสามารถพูดได้แค่ไหนว่าแบรนด์นี้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน</strong></h4>



<p>ถ้าคุณวางเป้าหมายว่าจะเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืน แต่อาจจะยังไม่สามารถทำ Ecosystem ได้สมบูรณ์ ก็สามารถทำได้ เราคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย แม้ว่าในต่างประเทศจะกำหนดว่าวัตถุดิบของคุณต้องมาจากกระบวนการเพื่อสิ่งแวดล้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะมาจากการรีไซเคิลหรืออะไรก็ตาม แต่สำหรับแบรนด์ที่ยังไม่มีความพร้อม เขาอาจจะบอกว่าแบรนด์เขามีส่วนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วยก็ไม่ผิด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณพยายามที่จะช่วยเซฟสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงสภาพแวดล้อมของเราเลวร้ายลงทุกวัน อย่างข่าวเรื่องเราเข้าสู่ยุคโลกเดือดแล้ว สร้างความรู้สึกบั่นทอนกำลังใจบ้างไหม</strong></h4>



<p>ไม่เลย เรากลับรู้สึกว่าตัวเองต้องสื่อสารให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็มีหลายหน่วยงานและผู้คนให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น เพียงแต่คนส่วนใหญ่เขายังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ดังนั้นเมื่อเรามีโอกาสได้ร่วมงานกับหลายๆ องค์กร เราก็จะจัดกิจกรรมให้เขาได้มีส่วนร่วมด้วย เช่น ถ้าบริษัทนี้มีแพ็กเกจจิ้งที่เป็นพลาสติก เราก็จะให้เขานำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วเข้าระบบ และรีไซเคิลออกมาเป็นชุดฟอร์มทำงานของพนักงาน ซึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นการสื่อสารอีกทางกับพวกเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170411" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170406" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C07-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณเป็นคนที่คิดเร็วทำเร็วแค่ไหน</strong></h4>



<p>ถ้าเรื่องการคิดเร็วสำหรับเราคือส่วนที่เป็นการสื่อสารกับลูกค้า เพราะพวกเขาต้องการข้อมูลหรือความเข้าใจจากเรา ตรงนี้เราคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร็ว แต่ถ้าเป็นเรื่องของการวางแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนนี้ต้องใช้เวลาในการลงรายละเอียด เพราะเราอยากสื่อสารกลับไปว่า ถ้าคุณซื้อเสื้อตัวนี้ เส้นทางของเสื้อมาจากเส้นใยที่ใช้ขยะขวดพลาสติกที่มีในประเทศมารีไซเคิล และกระบวนการนี้จะลดการใช้น้ำได้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ ซึ่งจะโยงไปถึงเรื่องการลดคาร์บอน ลดพลังงานการขนส่งไปเท่านี้ นี่คือการเดินทางที่เราหวังว่าวันหนึ่งคนจะให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในชีวิตประจำวัน คุณจัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในบ้านอย่างไร</strong></h4>



<p>การแยกขยะเป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว ในส่วนของขยะเศษอาหารเราจะคุยกันก่อนเลยว่าวันนี้มีใครกินข้าวหรือไม่กินบ้าง แล้วเราจะทำอาหารให้พอดีกับจำนวนคนที่กิน เราพยายามให้เกิดขยะเศษอาหารเหลือน้อยที่สุด พอทำเป็นประจำแล้วมันก็ง่าย หรือในเรื่องการเดินทางถ้าไม่มีสิ่งของที่ต้องขน เราก็จะใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า ซึ่งเราอยากให้ภาครัฐฯ สนับสนุนการเดินทางสาธารณะให้มากๆ เพราะคนรุ่นใหม่ก็คงไม่ค่อยอยากขับรถกันหรอก ถ้าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามันง่ายขึ้น มันก็คือความสะดวกสบายและคุมเวลาได้ ถ้าต้องขับรถไปไหนมาไหน การคุมเวลาจะยากขึ้นทันที ส่วนในภาคธุรกิจที่ต่างประเทศเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า The Green Procurement List หรือ การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ซึ่งถ้าใครทำธุรกิจในมุมของความยั่งยืน ทางรัฐฯ ก็จะเข้ามาช่วยโอบอุ้มในด้านของการจัดซื้อจัดจ้างกับทางภาครัฐฯ ซึ่งถ้ามีแผนการนี้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเขาก็จะอยู่ได้ เพราะต้นทุนของเขาก็จะลดลงไปค่อนข้างมาก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในการทำงานกับทางชุมชน คุณพบว่าคนต่างจังหวัดเขาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมแค่ไหน</strong></h4>



<p>ต้องยอมรับเลยว่าการรับรู้ในเรื่องนี้กระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองจริงๆ เราต้องกระจายความรู้เรื่องนี้ออกไป นั่นคือพัฒนาในเรื่องการศึกษาแก่เยาวชน ซึ่งเป็นแผนงานระดับอภิมหาประเทศที่ต้องแก้ไข รัฐบาลต้องมาช่วยเรื่องนี้ ส่วนภาคธุรกิจทุกคนต่างก็พยายามทำกันเต็มที่แล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าใครๆ ก็อยากทำอะไรที่ดีให้กับทุกอย่างในประเทศเราอยู่แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170402" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/Earthology-C09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Earthology เข้ามาร่วมงานกับร้าน Good Goods เซ็นทรัลเวิลด์ ได้อย่างไร</strong></h4>



<p>เราชอบแนวคิดของร้าน Good Goods ที่พยายามชูภูมิปัญญาของชาวบ้านหรือชุมชน แล้วพัฒนาด้วยการใส่ดีไซน์ที่ทันสมัยเข้าไป ทำให้โปรดักต์ดูไม่เชย แล้ววันหนึ่งร้าน Good Goods ก็ชวนเรามาทำอะไรร่วมกัน เราก็ตกลงเลย เพราะอยากให้โปรดักต์ของ Earthology มาเป็นส่วนหนึ่งกับร้าน Good Goods ด้วยเหมือนกัน ซึ่งนอกจากโปรดักต์ที่เราออกแบบให้กับทางร้านแล้ว เราก็คิดโปรเจกต์สนุกๆ ขึ้นมา นั่นคือ การทำกางเกงมวย เป็นกางเกงมวยสาย Sustain (หัวเราะ) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเองก็ไม่เคยทำ และก็ยังไม่มีใครทำ เพราะเวลาคนต่างชาติคิดถึงประเทศไทย นอกจากเรื่องอาหารก็คือมวยไทยและกางเกงช้างนี่แหละ แต่กางเกงช้างก็ทำออกมาแล้ว เราเลยลองทำกางเกงมวยขึ้นมาโดยใช้เส้นใยจากขวดพลาสติก และปักลาย Good Goods กับ Earthology ลงไป ตอนออกแบบก็สนุกมาก และสามารถใช้ต่อยมวยได้ด้วยนะ เพราะโรงงานของเราเป็นคนที่ทำซัพพลายให้กับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอยู่แล้ว การดีไซน์ให้กางเกงมวยที่ใช้เส้นใยเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังคงเอกลักษณ์และความเป็นกางเกงมวยยังคงอยู่เหมือนเดิม</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การได้คุยกันครั้งนี้ทำให้เรารู้สึกว่าคุณพยายามทำให้เรื่องของการเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมค่อยๆ เข้ามาอยู่ในความคุ้นเคยของผู้คนทีละนิดจริงๆ</strong></h4>



<p>ใช่ เราไม่ผิดหรอกที่ชีวิตประจำวันทำให้เราต้องสร้างขยะที่ย่อยสลายไม่ได้ออกมา แต่ถ้าเราช่วยกันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไปซื้อข้าวกล่องก็ไม่ต้องให้เขาใส่ถุงพลาสติก แต่เราเอาถุงผ้าไปใส่ก็ได้ อะไรที่เปลี่ยนได้ก็ค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ หามุมที่เราสามารถเปลี่ยนแล้วทำได้ต่อไปนานๆ อย่างมีความสุขไปก่อน มันไม่สำคัญหรอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ทันทีทันใด</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/earthology-studio-good-goods/">Earthology ธุรกิจแฟชั่นที่เซฟสิ่งแวดล้อมและขอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สูงสุดคืนสู่ออนไลน์ แนวคิดการทำธุรกิจของ Munkong Gadget ร้านขายหูฟังที่ป้ายยาเก่ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/munkong-gadget-headphone-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Jul 2023 11:49:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[munkonggadget]]></category>
		<category><![CDATA[มั่นคง Gadget]]></category>
		<category><![CDATA[Munkong ONLINE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169464</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการฟังเพลงคือการเสพสื่อบันเทิงที่ง่ายดายที่สุด เพราะเรามีอุปกรณ์ที่ใช้ฟังเพลงได้ทุกที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพา ต่อมาก็หลอมรวมเป็นฟังก์ชันหนึ่งของสมาร์ตโฟน และหูฟังก็กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ใช้ฟังเพลงแต่สามารถสะท้อนตัวตนของคนใช้งานได้ด้วย และหากใครเข้ามาในโลกของหูฟังอย่างจริงจังแล้วคงต้องเคยได้ยินหรือเคยถูกป้ายยาระดับพระกาฬจาก เฮียมั่นคง-กมล พูนทรัพย์ และ มิสเตอร์เบียส-อัฐพงษ์ เอี่ยมไพบูลย์ สองผู้ก่อตั้งร้านมั่นคงแกดเจ็ตกันมาบ้าง ซึ่งธุรกิจขายอุปกรณ์ฟังความสุขนี้ก็ผ่านมาแล้วทั้งช่วงรุ่งโรจน์ มีการขยายสาขามากมาย การเผชิญกับผลกระทบครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดการปรับตัว และวันนี้ที่พวกเขาได้ตั้งลำพร้อมจะไปต่อ ดังนั้นลองหยิบหูฟังคู่ใจของคุณมาสวมใส่ เปิดเพลงที่ชอบ และอ่านเรื่องราวของพวกเขากัน ความมั่นคงที่ (เริ่ม) ไม่มั่นคง มั่นคงแกดเจ็ต ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการฟังเพลง ก่อตั้งเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากการทำออนไลน์โดยใช้การประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บบอร์ดที่ได้รับความนิยมในยุคต้นปี 2000 อย่างเว็บไซต์พันทิปและเว็บไซต์แกดเจ็ตของไทยต่างๆ รวมถึงการสร้างความสนิทสนมด้วยการพูดคุยกับผู้ใช้งานในคอมมูนิตี้อย่างเป็นกันเอง ถือเป็นร้านค้าเจ้าแรกๆ ของไทยที่เน้นการทำธุรกิจบนออนไลน์อย่างจริงๆ แล้วจึงเพิ่มหน้าร้าน และขยายสาขาตามมา “เราขยับจากการขายของออนไลน์สู่การเปิดช็อปเป็นที่แรกคือสาขางามวงศ์วาน แล้วก็ขยับมาที่ประตูน้ำ แล้วก็ขยายไปยัง Digital Gateway, Siam Paragon, Paradise Park, Amarin Plaza, Stadium One&#160;และปิ่นเกล้า แต่พอการระบาดของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นมาทำให้เรารู้จักคำว่า Game Change นั่นคือการมีสาขาเยอะๆ แล้วไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป ทำให้ไม่เกิดผลดีกับการมีสาขาเยอะๆ สำหรับกลุ่มสินค้าแบบนี้&#8221; มิสเตอร์เบียสเล่าย้อนกลับไปถึงการเปลี่ยนแปลงของมั่นคงแกดเจ็ต วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/munkong-gadget-headphone-2023/">สูงสุดคืนสู่ออนไลน์ แนวคิดการทำธุรกิจของ Munkong Gadget ร้านขายหูฟังที่ป้ายยาเก่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการฟังเพลงคือการเสพสื่อบันเทิงที่ง่ายดายที่สุด เพราะเรามีอุปกรณ์ที่ใช้ฟังเพลงได้ทุกที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพา ต่อมาก็หลอมรวมเป็นฟังก์ชันหนึ่งของสมาร์ตโฟน และหูฟังก็กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ใช้ฟังเพลงแต่สามารถสะท้อนตัวตนของคนใช้งานได้ด้วย และหากใครเข้ามาในโลกของหูฟังอย่างจริงจังแล้วคงต้องเคยได้ยินหรือเคยถูกป้ายยาระดับพระกาฬจาก เฮียมั่นคง-กมล พูนทรัพย์ และ มิสเตอร์เบียส-อัฐพงษ์ เอี่ยมไพบูลย์ สองผู้ก่อตั้งร้านมั่นคงแกดเจ็ตกันมาบ้าง ซึ่งธุรกิจขายอุปกรณ์ฟังความสุขนี้ก็ผ่านมาแล้วทั้งช่วงรุ่งโรจน์ มีการขยายสาขามากมาย การเผชิญกับผลกระทบครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดการปรับตัว และวันนี้ที่พวกเขาได้ตั้งลำพร้อมจะไปต่อ ดังนั้นลองหยิบหูฟังคู่ใจของคุณมาสวมใส่ เปิดเพลงที่ชอบ และอ่านเรื่องราวของพวกเขากัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความมั่นคงที่ (เริ่ม) ไม่มั่นคง</strong></h3>



<p>มั่นคงแกดเจ็ต ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการฟังเพลง ก่อตั้งเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากการทำออนไลน์โดยใช้การประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บบอร์ดที่ได้รับความนิยมในยุคต้นปี 2000 อย่างเว็บไซต์พันทิปและเว็บไซต์แกดเจ็ตของไทยต่างๆ รวมถึงการสร้างความสนิทสนมด้วยการพูดคุยกับผู้ใช้งานในคอมมูนิตี้อย่างเป็นกันเอง ถือเป็นร้านค้าเจ้าแรกๆ ของไทยที่เน้นการทำธุรกิจบนออนไลน์อย่างจริงๆ แล้วจึงเพิ่มหน้าร้าน และขยายสาขาตามมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169469" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เราขยับจากการขายของออนไลน์สู่การเปิดช็อปเป็นที่แรกคือสาขางามวงศ์วาน แล้วก็ขยับมาที่ประตูน้ำ แล้วก็ขยายไปยัง Digital Gateway, Siam Paragon, Paradise Park, Amarin Plaza, Stadium One&nbsp;และปิ่นเกล้า แต่พอการระบาดของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นมาทำให้เรารู้จักคำว่า Game Change นั่นคือการมีสาขาเยอะๆ แล้วไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป ทำให้ไม่เกิดผลดีกับการมีสาขาเยอะๆ สำหรับกลุ่มสินค้าแบบนี้&#8221; มิสเตอร์เบียสเล่าย้อนกลับไปถึงการเปลี่ยนแปลงของมั่นคงแกดเจ็ต</p>



<p>วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยี เมื่อสมาร์ตโฟนเข้ามาแทนที่อุปกรณ์การฟังเพลงแบบเดิมๆ ที่ก่อนหน้านี้เราจะใช้อุปกรณ์แยกฟังก์ชันกัน เช่น กล้องถ่ายรูป, เครื่องเล่นเพลง MP3, iPod, ต่อมาทุกอย่างก็รวมเข้าเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน แต่อุปกรณ์ด้านเสียงเพลงก็ยังพอมีช่องว่างให้ตัวเองสามารถมีที่ยืนได้</p>



<p>“แกดเจ็ตพัฒนาตามความสามารถของสมาร์ตโฟน แต่ตลาดของอุปกรณ์เหล่านี้ก็สวนทางกัน การฟังเพลงของคนส่วนใหญ่ 90% อยู่ที่สตรีมมิง ทีนี้คนที่ชอบฟังเพลงจริงๆ เขาจะพบว่าหูฟังของเขาเมื่อใช้ไปสักพัก ทักษะในการฟังเพลงของเขาจะเพิ่มขึ้น และพบว่าหูฟังที่ใช้อยู่มันเริ่มไม่ดีเหมือนตอนแรกที่ซื้อแล้ว (หัวเราะ) ไลฟ์สไตล์ของคนเล่นหูฟังจะเป็นลักษณะนี้&#8221; มิสเตอร์เบียสเล่า</p>



<p>&#8220;คนเราไม่เคยพอใจกับความสุนทรีย์&#8221; – เราคิดอย่างนั้น ซึ่งเจ้าของร้านทั้งสองก็พยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นเราก็ถามไปที่เรื่องของการแนะนำและขายหูฟัง ซึ่งมั่นคงแกดเจ็ตได้ชื่อว่าเป็นเลิศในการ &#8216;ป้ายยา&#8217; ให้คนรักการฟังเพลงยอมควักกระเป๋าตังค์เพื่อจ่ายเงินซื้อหูฟังดีๆ มาตลอดหลายปี และเคล็ดลับการขายนั้นคือการบอกแบบเพื่อนแนะนำของดีให้แก่กัน</p>



<p>“เวลาที่ผมเขียนรีวิวผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องซื้อนะ หรือเวลาใครมาถามผมว่าตัวนี้ดีไหม ผมก็บอกเลยว่าคุณใช้ของเดิมไปเถอะ แต่ลูกค้าก็ไม่เชื่อ มาลองฟังเอง (หัวเราะ) ผมแค่ให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น แต่เวลาที่ผมเขียนหรือพูดออกมาผมจะใช้ภาษาที่กวนๆ หน่อย อย่างคำว่า &#8216;พระกาฬ&#8217; ตอนแรกเมื่อยี่สิบปีก่อน คนก็จะสงสัยว่าอะไรคือความระดับพระกาฬ ซึ่งมาจากคำศัพท์สมัยก่อน เช่น มือปราบระดับพระกาฬ เราก็เอามาใช้เป็น &#8216;หูฟังระดับพระกาฬ&#8217; แล้วก็ขยายคำสร้อย เช่น พระกาฬเรียกพี่ พระกาฬเรียกพ่อ พระกาฬเรียกไม่รู้กี่ร้อยอย่าง (หัวเราะ)”</p>



<p>&#8220;สิ่งที่พวกเราเรียนรู้ในการทำธุรกิจเครื่องเสียงมากว่าสองทศวรรษคือ โลกสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อก่อนเราจะคุ้นเคยกับลำโพงที่มีสายระโยงระยางเต็มโต๊ะ ตอนนี้ก็มีลำโพงแบบไร้สายออกมาให้เลือกฟังแทบจะครบทุกยี่ห้อ ส่วนหูฟังก็มีแบบใหม่ๆ ให้เลือกใช้ตามลักษณะความต้องการของคนใช้มากมาย ทั้งเรื่องของขนาดและฟังก์ชัน เมื่อรวมเข้ากับการเกิดขึ้นของนักรีวิวหรืออินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากที่นำโปรดักต์มานำเสนอให้คนดูตลอดเวลา ตอนนี้โจทย์เดียวของกลุ่มลูกค้าในตลาดนี้คือ สินค้าตัวนี้มีขายที่ไหน และร้านอะไรที่มีความน่าเชื่อถือไม่เอาของเลียนแบบมาหลอกขาย ซึ่งช่วงสามปีที่ผ่านมาเราได้ลองจับตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง เรื่องของสินค้าเลียนแบบสำหรับเรายังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่คนซื้อเองก็ต้องเลือกจากร้านที่เชื่อถือได้ ผมเองยังโดนปลอมเว็บมั่นคงเลย เอาไปหมดเลย เราก็ร้องเรียนไปตามแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ก็ช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง&#8221;</p>



<p>ถ้าอย่างนั้นเราควรให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากันระหว่างหูฟังหรือเครื่องเล่นเพลง – เราถามต่อ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169470" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“อัปเดตหูฟังง่ายกว่า” มิสเตอร์เบียสบอก ซึ่งเหตุผลของเขาคือ ตอนนี้อุปกรณ์สำหรับฟังเพลงมีความหลากหลายมาก รวมถึงช่องทางที่จะฟังเพลงด้วย ซึ่งในแต่ละสตรีมมิ่งก็จะให้คุณภาพของเสียงแตกต่างกัน ดังนั้นการรู้ว่าตัวเองจะเสพเพลงจากสื่อชนิดไหนเป็นหลักจึงทำให้ง่ายต่อการหาหูฟังที่รองรับอุปกรณ์ชนิดนั้นได้ง่ายกว่านั่นเอง</p>



<p>ส่วนการทำธุรกิจก็ต้องเรียนรู้ปรับตัวกันไปตามระยะทาง แต่ในแง่ของกลุ่มผู้บริโภคของมั่นคงแกดเจ็ตที่ทางมิสเตอร์เบียสกำลังจะพูดถึงก็มีความน่าสนใจตรงที่พวกเขาต่างมีความเป็นเพื่อนกันอย่างแนบแน่นและอบอุ่น&nbsp;</p>



<p>&#8220;กลุ่มลูกค้าของเราเขามองว่าหูฟังคือของเล่น ดังนั้นจึงมีการซื้อมาขายไปกันอย่างต่อเนื่อง ในยุคแรกๆ ลูกค้าของเราเป็นเด็กมัธยม วันนี้เขาก็ยังอยู่และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน แต่ก็ยังชอบเล่นหูฟังอยู่ จึงมักจะเข้ามาคุยกันในเฟสบุ๊กอยู่เสมอ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปรับเปลี่ยนเพื่อความมั่นคง</strong></h3>



<p>“วันที่ทุกอย่างเปลี่ยน เกมเปลี่ยน เราก็ยังเชื่อมั่นในการบริการของเรา&#8221; เฮียมั่นคงเสริมขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ทำให้เราสื่อสารกับผู้บริโภคได้คือ ออนไลน์ ซึ่งวิธีนี้เป็นจุดแข็งของเรามาตั้งแต่วันแรก การเกิดโรคระบาดทำให้เรามองเห็นจุดแข็งของตัวเองชัดเจนขึ้นว่าเราควรทำธุรกิจด้วยวิธีการแบบไหน ถ้าเป็นสินค้าที่ราคาไม่สูงมาก ผู้ซื้อก็สามารถตัดสินใจได้เลยจากการดูรีวิวต่างๆ ซึ่งพวกเขาหาข้อมูลเก่งกว่าพวกเราด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่โปรดักต์ที่มีราคาสูง ลูกค้าก็ต้องการที่จะทดลองฟังหรือทดลองใช้ก่อน เราจึงยังต้องมีหน้าร้านเอาไว้ให้กับคนที่สนใจเข้ามาทดลองฟัง เราไม่ได้ตัดขาด เพื่อไปทำแต่ด้านออนไลน์จนไม่มีที่ให้เขาได้ลองสินค้าเลย&#8221;</p>



<p>คำว่า Game Change ที่พวกเขาพูดถึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับตัวในการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรับมือกับผู้เล่นที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในตอนนี้ด้วย เพราะแพลตฟอร์มซื้อขายของออนไลน์ต่างๆ มีระบบและวิธีการจัดการสินค้าที่ง่ายดายกว่าเดิม จนใครก็สามารถเป็นพ่อค้าแม่ค้ากันได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ <strong>Munkong Gadget ก็ยังมีจุดแข็งที่ใครก็ยากที่จะเอาลงได้ นั่นคือ ความเชื่อใจของลูกค้าที่ส่งผลไปถึงการการันตีในตลาดสินค้าขายของมือสองด้วย จึงทำให้การเลือกซื้อสินค้ากับทางร้านยังคงเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของผู้บริโภค</strong></p>



<p><strong></strong><strong> “มีเรื่องหนึ่งที่ตลกมากคือ ถ้าคุณจะขายสินค้าต่อแล้วมีใบเสร็จหรือบอกว่าซื้อมาจากร้านมั่นคง ของชิ้นนั้นจะขายออกเร็วมาก” </strong>นี่คือสิ่งที่เฮียมั่นคงบอกเราถึงความมั่นใจของคนซื้อที่มีต่อชื่อเสียงของร้าน&nbsp;</p>



<p>แต่ทั้งสองก็บอกว่าแม้จะได้การยอมรับแค่ไหนแต่พวกเขาก็ยังไม่นิ่งนอนใจและวางแผนการทำธุรกิจต่อไปเพื่อความมั่นคง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169471" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“แม้ว่าเราจะจับตลาดออนไลน์จนครอบคลุมได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่เราก็ยังมีแผนในการพา <strong>Munkong Gadget เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเราก็มองลู่ทางอยู่ว่าจะไปได้แค่ไหน เพราะความน่ากลัวของตลาดออนไลน์คือการแข่งขันกันที่ราคา แต่ผมเป็นคนที่ทำงานแล้วจะมองที่สถานการณ์เลวร้ายสุดก่อนเสมอ ซึ่งจุดแย่ที่สุดถ้าจะต้องเจอคือก็แค่เจ๊ง มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว ดังนั้นถ้าเราเห็นปลายทางแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกกลัวและไม่รู้สึกเครียดเลย”</strong> เฮียมั่นคงกล่าวถึงความท้าทายในวันที่อะไรก็ไม่มีความแน่นอน</p>



<p><strong></strong><strong>“อีกปัจจัยมาจากการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มใหม่ๆ ด้วย” </strong>มิสเตอร์เบียสช่วยเสริม “ซึ่งรวมไปถึงการที่แบรนด์ผลิตภัณฑ์นั้นเขามาทำการตลาดเองโดยตรง แต่ก็ยังไม่น่ากลัวจนถึงขั้นที่เราต้องคิดแผนการทำงานใหม่หรอก”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169472" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อได้มาคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องหูฟังทั้งที เราก็มีเรื่องที่จะไม่ถามไม่ได้เลยคือ ‘เสียงเพลงที่ดี’ ในความคิดของพวกเขาเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งสองได้ตอบออกมาพร้อมกันเหมือนกับนัดกันไว้</p>



<p>“ถ้าคุณฟังแล้วรู้สึกพอใจ รู้สึกเพลิดเพลินนั่นคือจบแล้ว จนกว่าความเพลิดเพลินนั้นคุณนำไปเปรียบเทียบกับหูฟังตัวอื่นแล้วรู้สึกดีกว่า นั่นหมายความว่าความสุขแบบใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว และมันจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะหยุดอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง ซึ่งงานของพวกผมคือการตามหาสินค้าและศึกษาว่าโปรดักต์ที่ออกมาใหม่ๆ เขาทำออกมาแบบไหน ให้เสียงออกมาได้ละเอียดระดับไหน”&nbsp;</p>



<p>“แต่ผมบอกเลยว่าบางทีของที่แพงกว่าก็ไม่ได้เสียงดีกว่าเสมอไป” ประโยคนี้ก็เป็นอีกคำตอบที่เฮียมั่นคงพูดออกมาเหมือนรู้ว่าในหัวเราคิดอะไร&nbsp;</p>



<p>“หูฟังราคาสามหมื่นบาทบางทีก็ไม่ได้ดีไปกว่าหูฟังราคาหนึ่งหมื่นห้าพันบาทเสมอ เสียงหรือคีย์บางอย่างที่คนต้องการ หาไม่ได้ในหูฟังราคาแพง แต่ดันอยู่ในหูฟังที่ราคาถูกกว่าก็มี คนเรามีรสนิยมในการฟังเพลงไม่เหมือนกัน คนเราชอบเสียงแหลม เสียงทุ้มไม่เท่ากัน”&nbsp;</p>



<p>ธุรกิจประเภทซื้อมา-ขายไปแบบนี้ จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ก็มีความซับซ้อนที่ชวนปวดหัวเช่นกัน เพราะในเรื่องของความพึงพอใจของแต่ละคนบางทีก็นำมาสู่ความเห็นและข้อโต้แย้งที่ไม่สามารถชี้ชัดได้ในเรื่องของการฟังเพลง&nbsp;</p>



<p>“กว่า 20 ปี ที่ผ่านมา นอกจากเรื่องข้อเสนอแนะการบริการก็มีเรื่องที่พูดคุยกันมาตลอดคือ ไฟล์เสียงดิจิทัลยังไงก็จะให้เสียงที่เหมือนกัน เพราะมันเป็นแค่เลขฐานหนึ่งกับฐานศูนย์ แต่จริงๆ แล้วโลกของเครื่องเสียงนั้นมีความซับซ้อนกว่านั้น จึงเกิดเป็นการถกเถียงในประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา โดยพื้นฐานมาจากการที่แต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต และอาชีพที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคนทำงานสายวิศวกรรม เขาก็จะเชื่อว่าไฟล์ดิจิตัลยังไงก็ออกมาเหมือนกัน เพราะเป็นการส่งสัญญาณแบบดิจิทัล แต่คนที่ทำงานด้านอื่นก็จะมีความเห็นต่างกัน เราจึงเห็นว่าในตลาดมีสายสัญญาณหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักแสนให้เลือก ซึ่งของเหล่านี้จะทำให้เสียงดีขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่าอยู่ที่ความเชื่อของแต่ละคน” เฮียมั่นคงสรุปให้เราเข้าใจแบบง่ายๆ&nbsp;</p>



<p>“มีเรื่องตลกที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องการฟังเพลงคือ บางคนในวงการเครื่องเสียงเขาเชื่อถึงขั้นว่าใช้นิ้วไหนกดปุ่มเล่นเพลงแล้วจะได้เสียงออกมาดีที่สุดก็มี” มิสเตอร์เบียสบอกเรื่องนี้ออกมาทำเราถึงกับทึ่ง</p>



<p>ดังนั้นการบริการของมั่นคงแกดเจ็ต จึงเน้นไปที่การพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองบอกเราว่า ในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น การลบคอมเมนต์เท่ากับการผลักไสเขาออกไป และบางคำถามที่มีความแตกต่างไม่ว่าจะถามเพราะสงสัยหรือตั้งใจถามเพื่อป่วน พวกเขายิ่งต้องเคลียร์ข้อกังขาต่อบุคคลคนนั้นให้ได้ การอธิบายจึงเป็นสิ่งร้านนี้ใช้ความใส่ใจมาตลอด&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง</strong></h3>



<p>มั่นคงแกดเจ็ต ตอนนี้มีหน้าร้านอยู่สองสาขาคือที่ Siam Paragon และ Stadium One โดยสาขาหลังนั้นเรียกว่าเป็น Headquarter ของมั่นคงแกดเจ็ตก็ว่าได้ เพราะได้มีการเพิ่มเติมโซนสำหรับสินค้าประเภทลำโพงและอุปกรณ์ด้านโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้ครบถ้วนที่สุดสำหรับการฟังเพลงของลูกค้าที่หลากหลาย ที่ในตอนนี้ความต้องการเรื่องความบันเทิงในที่พักอาศัยเพิ่มมากขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<p>อุปกรณ์ฟังเพลงถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยระดับหนึ่ง แต่มันก็สามารถตอบสนองความสุขให้กับคนใช้งาน ซึ่งตอนนี้เราเห็นสาวๆ หลายคนให้ความสนใจเรื่องของหูฟังกันมากขึ้น เราจึงถามเฮียทั้งสองถึงสัดส่วนของผู้บริโภคกลุ่มนี้ว่าพวกเขามีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจบ้าง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่ตอนนี้สัดส่วนของผู้หญฺิงที่เข้ามาถามหาหูฟังกับทางเราเพิ่มขึ้นจริงๆ โดยส่วนใหญ่สิ่งแรกที่เขามองคือเรื่องของดีไซน์ เวลาสวมแล้วเขาดูดีไหม และส่วนใหญ่ต้องการหูฟังที่ใช้งานได้หลากหลาย ฟังเพลงก็ได้ ใช้ดูหนังก็ฟังรู้เรื่อง ซึ่งผู้ชายจะเลือกที่การใช้งานด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า” มิสเตอร์เบียสกล่าว</p>



<p>มาถึงตรงนี้ก็เป็นคำถามสำคัญนั่นคือ ความคิดที่บอกว่า ‘ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เราก็จะเหมือนไม่ได้ทำงาน’ สำหรับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงตรงนี้ พวกเขามีมุมมองกับเรื่องนี้อย่างไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ผมขอเถียงเลยว่าไม่จริง” เฮียมั่นคงตอบแบบหนักแน่น&nbsp;</p>



<p>“สำหรับผมถ้าคุณเป็นมืออาชีพแล้วคุณจะทำอะไรก็ได้ มืออาชีพคือคนทำอะไรออกมาได้ดีถ้าคุณตั้งใจ ผมมาทำธุรกิจนี้ไม่ใช่เพราะความชอบ แต่เป็นสิ่งที่ผมถนัดมาตั้งแต่เด็ก พอเราได้ทำงานที่ตัวเองถนัดจึงทำให้เราสามารถทำงานออกมาได้ดี เพราะเราเข้าใจมัน ผมมาทำมั่นคงแกดเจ็ตเพราะการมาของ iPod ซึ่งตอนนั้นผมแปลกใจมากกับเครื่องเล่นเพลงตัวนี้ ธุรกิจของเราจึงเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมครั้งใหญ่ของโลก ซึ่งก็เข้าทางของผมพอดีเพราะเป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้ว iPod ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงแบบเดิมๆ จากฟังแผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต แผ่นซีดี มาเป็นฟังเพลงจากไฟล์ดิจิทัลและต่อยอดให้เราทำธุรกิจมาถึงวันนี้”&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นคุณต้องรักงานนั้นให้ได้ก่อน ก่อนที่งานมันจะมารักเรา” มิสเตอร์เบียสกล่าวและหัวเราะเสียงดัง&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายเราให้ทั้งสองแนะนำว่าถ้าอยากทำร้านหูฟังของตัวเองบ้าง หรือทำธุรกิจประเภทเดียวกันนี้ พวกเขามีอะไรที่อยากบอกกับเรากันบ้าง&nbsp;</p>



<p>“ข้อแรกเลยคุณจะขายที่ไหน เพราะการที่คุณจะมีตัวตนในธุรกิจนี้ อย่างไรก็ต้องมีพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า แต่การเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ แต่ถ้าคุณบอกว่างั้นเปิดเป็นโซว์รูมที่บ้าน คำถามคือใครที่จะมาหาคุณ ใครที่จะยอมเดินทางมาหาคุณ เดี๋ยวนี้ขนาดซื้อของในร้านสะดวกซื้อเรายังกดสั่งผ่านแอปพลิเคชันให้เขามาส่งเลย สิ่งที่น่ากังวลของคนเริ่มต้นธุรกิจวันนี้คือ เรื่องการเดินทางและการเอาตัวเองไปผูกไว้กับหน้าร้านตั้งแต่เช้าถึงเย็น รอลูกค้าเข้ามาหา ซึ่งวันนี้ใช้วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้แล้ว แต่ถ้าบอกว่าจะขายผ่านช่องทางออนไลน์ คุณก็จะมีคู่แข่งจำนวนมหาศาลทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง และคู่แข่งจากต่างประเทศ ดังนั้นการทำธุรกิจขายหูฟังมันไม่ยากแต่มันก็ไม่ง่าย” เฮียมั่นคงให้ข้อคิด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ไม่มีหรอกทางลัดในการทำธุรกิจ” มิสเตอร์เบียสเสริม “ถ้าคุณใช้ทางลัด ส่วนมากจะไปไม่รอด เพราะคุณจะไม่เข้าใจว่ากำลังขายสินค้าให้ใคร หรือจะขายอะไร คุณต้องมีการเรียนรู้ คุณมีช่องทางในการขายแต่คุณตอบปัญหาของลูกค้าไม่ได้ คุณแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคไม่ได้ เพราะคุณใช้ทางลัด ต่อให้คุณมีเงินทุนมากมาย คุณก็ไปต่อยากอยู่ดี คุณต้องมีความรู้ที่ถ่องแท้กับงานของคุณระดับหนึ่งก่อนเลย”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169477" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/มั่นคง-gadget-C09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เรื่องความน่าเชื่อถือต้องใช้เวลา พวกเราผ่านมาแล้วทั้งถูกต่อว่า พนักงานทำผิดพลาด ปัญหาเรื่องการเคลมสินค้า การตอบคำถามกับลูกค้า เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนรู้แล้วว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งสิ่งนั้นคืออย่ารอปัญหาให้เกิดและอย่ารอให้ลูกค้ามาด่าแม่เรา รีบเคลียร์ให้จบก่อนที่ความขุ่นข้องหมองใจจะเกิดขึ้น ให้ความสนใจเรื่องบริการหลังการขายก่อนเรื่องการขาย” หลังคำแนะนำนี้เฮียมั่นคงก็เล่าถึงหลักคิดของเขาที่ใช้การเรียนรู้จากแบรนด์สมาร์ตโฟนผลไม้ ที่ได้ชื่อเรื่องบริการและการดูแลสินค้าที่อยู่ในระยะประกันที่ขึ้นชื่อในเรื่องความง่ายในการขอเคลมหรือแก้ปัญหาโดยไม่สร้างความจุกจิกกวนใจให้กับลูกค้า&nbsp;</p>



<p>“ถ้าคุณอยากเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว แต่ใช้วิธีดูวิธีทำจากยูทูปแล้วพรุ่งนี้จะเปิดร้านเลย” มิสเตอร์เบียสยกอีกหนึ่งตัวอย่าง</p>



<p>“ถามจริงๆ คุณไม่กลัวเลยเหรอ แล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘อร่อย’ จริงๆ คุณเข้าใจหรือรู้จักหรือยัง การทำอาหารนั้นต้องมีความใส่ใจการมอง ความรู้สึก และเข้าใจถึงรสชาติที่อร่อยของคุณว่าคืออะไร” เพราะรู้สึกจึงทำความเข้าใจแล้วลงมือทำและทำออกมาได้ดี นี่อาจจะเป็นขั้นตอนสั้นๆ ที่เรียบง่าย เหมือนที่เราแค่เอาหูฟังใส่หูและเปิดเพลงเท่านั้น แต่ขั้นตอนกว่าจะเป็นเสียงที่ส่งมอบความสุขให้เรานั้นกลับมีกระบวนการซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งการทำธุรกิจให้เป็นที่รักของผู้ใช้บริการก็ต้องเอาใจใส่เหมือนกับที่พวกเขาทำจนสำเร็จมาแล้วเช่นกัน </p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/munkong-gadget-headphone-2023/">สูงสุดคืนสู่ออนไลน์ แนวคิดการทำธุรกิจของ Munkong Gadget ร้านขายหูฟังที่ป้ายยาเก่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อแมงมุมลายตัวนี้บอกฉันว่าอย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเกลียด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/spider-man-across-the-spider-verse/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2023 12:25:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[See Saw Scene]]></category>
		<category><![CDATA[SpiderMan]]></category>
		<category><![CDATA[Spider-Man: Across the Spider-Verse]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167687</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าคุณเป็นคนที่ทัน Spider-Man เวอร์ชันโทบี แมไกวร์ (หรือแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ก็ตาม) และกำลังจะดู Spider-Man: Across the Spider-Verse นั่นคือจุดเช็กอินแล้วว่า เราต่างก็ &#8216;ไม่เด็ก&#8217; กันแล้วนะ และนั่นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่แอนิเมชันที่มีสไตล์ของงานภาพจัดจ้านเรื่องนี้ จะยื่นมือของมันออกมาจากอีกมัลติเวิร์สเพื่อพาคุณกลับไปสำรวจความผิดพลาดของตัวเองในวันที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ Into the Spider-Verse Spider-Man เป็นซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel Comics ถือเป็นซูเปอร์ฮีโร่เบอร์ 1 ของค่ายนี้ และในช่วงยุค 90s ทางมาร์เวลประสบปัญหาทางธุรกิจ จึงได้ขายลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนเรื่องต่างๆ ให้กับค่ายหนังหลายเจ้านำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งลิขสิทธิ์ของตัวละครในจักรวาลของสไปเดอร์แมนนั้นถูกทางโซนี่ซื้อไป โดยมีเงื่อนไขว่าหากโซนี่ไม่ได้สร้างหนังเกี่ยวกับไอ้แมงมุมใดๆ ก็ตามภายในระยะเวลา 5 ปี ลิขสิทธิ์ของ Spider-Man จะกลับไปอยู่กับทางมาร์เวล ซึ่งข้อตกลงนี้ทำให้ภายหลังมาร์เวลได้ลิขสิทธิ์ตัวละครหลายตัวของเขาคืนกลับมา เช่น Ghost Rider ที่ยอมไม่สร้างหนังภาคต่อเพราะรายได้ไม่เข้าเป้า หรือทางดิสนีย์ (ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของมาร์เวลในปัจจุบัน) ก็ทำการซื้อกิจการของค่าย 21st Century Fox มาเสียเลย ทำให้มาร์เวลได้ลิขสิทธิ์ของตัวละคร X-Men กลับมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/spider-man-across-the-spider-verse/">เมื่อแมงมุมลายตัวนี้บอกฉันว่าอย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเกลียด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าคุณเป็นคนที่ทัน Spider-Man เวอร์ชันโทบี แมไกวร์ (หรือแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ก็ตาม) และกำลังจะดู Spider-Man: Across the Spider-Verse นั่นคือจุดเช็กอินแล้วว่า เราต่างก็ &#8216;ไม่เด็ก&#8217; กันแล้วนะ และนั่นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่แอนิเมชันที่มีสไตล์ของงานภาพจัดจ้านเรื่องนี้ จะยื่นมือของมันออกมาจากอีกมัลติเวิร์สเพื่อพาคุณกลับไปสำรวจความผิดพลาดของตัวเองในวันที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่</p>



<h3 class="wp-block-heading">Into the Spider-Verse</h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>Spider-Man เป็นซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel Comics ถือเป็นซูเปอร์ฮีโร่เบอร์ 1 ของค่ายนี้ และในช่วงยุค 90s ทางมาร์เวลประสบปัญหาทางธุรกิจ จึงได้ขายลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนเรื่องต่างๆ ให้กับค่ายหนังหลายเจ้านำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งลิขสิทธิ์ของตัวละครในจักรวาลของสไปเดอร์แมนนั้นถูกทางโซนี่ซื้อไป โดยมีเงื่อนไขว่าหากโซนี่ไม่ได้สร้างหนังเกี่ยวกับไอ้แมงมุมใดๆ ก็ตามภายในระยะเวลา 5 ปี ลิขสิทธิ์ของ Spider-Man จะกลับไปอยู่กับทางมาร์เวล</p>



<p>ซึ่งข้อตกลงนี้ทำให้ภายหลังมาร์เวลได้ลิขสิทธิ์ตัวละครหลายตัวของเขาคืนกลับมา เช่น Ghost Rider ที่ยอมไม่สร้างหนังภาคต่อเพราะรายได้ไม่เข้าเป้า หรือทางดิสนีย์ (ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของมาร์เวลในปัจจุบัน) ก็ทำการซื้อกิจการของค่าย 21st Century Fox มาเสียเลย ทำให้มาร์เวลได้ลิขสิทธิ์ของตัวละคร X-Men กลับมา เป็นต้น</p>



<p>แต่ดีลนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับไอ้แมงมุมได้ เพราะไม่ว่าจะดีจะร้ายอย่างไร หนังในแฟรนไซส์ไอ้แมงมุมซึ่งยังไม่นับวิดีโอเกมของเครื่อง PlayStation ซึ่งเป็นของโซนี่เหมือนกัน ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับทางบริษัทมาโดยตลอด แม้แต่หนังที่สนุกน้อยอย่าง Venom หรือ Morbius ก็เป็นตัวละครจากจักรวาลของสไปเดอร์แมนที่ยังเก็บกำไรให้โซนี่ได้แบบชิลๆ</p>



<p>แม้ว่าเราจะได้เห็น Spider-Man เวอร์ชัน ทอม ฮอลแลนด์ ได้เข้าไปอยู่ในจักวารของ MCU (Marvel Cinematic Universe) มาแล้วประมาณ 5 ปี นับตั้งแต่ Captain America: Civil War (2016) จนถึง Spider-Man: No Way Home (2021) แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การที่มาร์เวลขอยืมตัวละครสไปเดอร์แมนมาใช้เท่านั้น ซึ่งไม่มีอะไรจะการันตีได้ว่าไอ้แมงมุมจะได้ Homecoming สู่มาร์เวลอย่างเต็มตัว และยิ่งมีการเกิดขึ้นแอนิเมชัน Spider-Man: Into the Spider-Verse (2018) ด้วยแล้ว ก็เป็นการพิสูจน์ว่าจักรวาลของตัวละครนี้สามารถเดินทางและเติบโตไปต่อได้อีกไม่รู้จบ โดยไม่ต้องพึ่งมาร์เวลเลยก็ได้ (แถมยังเล่าเรื่องของพหุจักรวาลได้เข้าใจง่ายกว่าที่มาร์เวลพยายามทำอยู่ด้วย)</p>



<h3 class="wp-block-heading">Across the Spider-Verse</h3>



<p>ในภาคแรก Spider-Man: Into the Spider-Verse เล่าถึงเด็กหนุ่มวัย 14 ปี เชื้อสายอเมริกัน-แอฟริกัน-เปอร์โตริกันชื่อ ไมลส์ โมราเลส (Miles Morales) ซึ่งถูกแมงมุมอาบรังสีกัดจนทำให้เขามีพลังแมงมุม เหมือน ปีเตอร์ พาร์กเกอร์ (Peter Parker) ซูเปอร์ฮีโร่รุ่นพี่ โดยในจักรวาลของแอนิเมชันเรื่องนี้ ปีเตอร์ได้เสียชีวิตจากการต่อสู้ และไมล์ต้องรับช่วงต่อความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งจากพลังที่ยิ่งใหญ่ต่อจากปีเตอร์ โดยเขาได้เหล่าผู้มีพลังแมงมุมจากจักรวาลอื่นๆ มาช่วยกันเป็นครูที่ชี้นำทางในการใช้พลัง รวมถึงการค้นหาความหมายของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในแบบตัวเขาเอง</p>



<p><em>Spider-Man: Into the Spider-Verse</em> (2018) ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งรายได้และคำวิจารณ์ด้านเนื้อหา โดยงานภาพของแอนิเมชันเรื่องนี้สร้างความตื่นเต้นกับคนดูและคนในวงการครีเอทีฟอย่างมาก ทั้งการใช้ลายเส้นในการกำหนดบุกคลิกลักษณะของตัวละครที่สื่อถึงโลกที่พวกเขาข้ามมา การใส่องค์ประกอบของงานศิลปะแบบต่างๆ และมีการคารวะศิลปินดังๆ มากมายที่เป็นแรงบันดาลใจของทีมงาน รวมไปถึงเรื่องราวของความเป็นครอบครัวเพื่อสื่อสารกับกลุ่มคนดูที่เป็นเด็กๆ ได้ลงตัว จนโซนี่ประกาศไฟเขียวให้สร้างภาคต่อทันทีหลังจากหนังทำเงินผ่านจุดคุ้มทุนสร้างไม่นาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167719" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p><em>Spider-Man: Across the Spider-Verse </em>(2023) กลับมาพร้อมกับงานสร้างที่ยกระดับมาตรฐานของงานภาคแรกขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งในภาคนี้จะพาเราไปพบกับจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ อีก 6 จักรวาล มีตัวละครที่ใช้พลังแมงมุมถึง 240 ตัว โดยใช้ทีมงานในการสร้างแอนิเมชันรวมๆ กันแล้วกว่าหนึ่งพันคน พร้อมเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้น ปมเรื่องที่ถูกพันกันโยงใยมากกว่าภาคที่แล้ว ทั้งเรื่องปัญหาของวัยรุ่น การปกป้องคนที่ตัวเองรัก ทางเลือกที่ยิ่งใหญ่ของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ผลกระทบจากเหตุการณ์หนึ่งที่นำไปสู่การสร้างความผิดพลาดครั้งใหญ่ขึ้นมาโดยที่ไม่ตั้งใจ และปมอื่นๆ อีกมากมาย ที่ใส่เข้ามาแต่กลับสามารถถักทอร้อยเรื่องออกมาได้อย่างราบรื่นตลอดเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ โดยที่ไม่วายจะกระทุ้งเราให้ฉุกคิดถึงเรื่องการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นระยะ</p>



<p>หนังทำให้เราย้อนกลับไปนึกถึงช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น ช่วงที่มีความคิด ความฝัน ความต้องการไม่ต่างกับเด็กๆ ในตอนนี้ที่ต้องการให้ผู้ใหญ่ยอมรับและคอยสนับสนุนเขาในสิ่งที่เขาหรือเราอยากเป็น แต่หลายครั้งเราก็พบว่าด้วยช่องว่างระหว่างวัย และการมองโลกที่เปลี่ยนไปของผู้ใหญ่ทำให้กลายเป็นปัญหาคลาสสิกของคนทุกรุ่นว่า คนรุ่นก่อนไม่เคยเข้าใจคนรุ่นใหม่เลย และหลายคนยังใช้ไม้บรรทัดของตัวเองมาตัดสินว่าสิ่งที่เด็กคิดหรือเลือกทางเดินของเขานั่นเป็นสิ่งที่ผิด</p>



<p>ปัญหานี้ถูกนำเสนอผ่านตัวละครทั้งไมล์และเกว็น โดยทั้งสองคนต้องต่อสู้กับปัญหารอบด้านทั้งเรื่องความรู้สึกของการเป็นคนแปลกแยก การแบกรับกับความรู้สึกของการสูญเสียคนรัก การต้องการกำลังใจจากคนในครอบครัว ทางเลือกที่ต้องแลกมาด้วยการเสียสละ และการถูกตัดสินจากผู้ใหญ่เพียงเพราะพวกเขาเป็นแค่เด็กวัยรุ่น</p>



<p>จริงอยู่ที่ผู้ใหญ่ (ในเรื่อง) คือคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความผิดพลาดมามากมายจนทำให้พวกเขาไม่อาจจะวางใจในความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งเรื่องเล็กน้อยอย่างการเลือกทางเดินต่อไปของเด็กหรือการตัดสินใจที่จะนำไปสู่การพังทลายของเส้นเรื่องในแต่ละจักรวาล จนกลายเป็นพฤติกรรมที่คอยสะท้อนกลับมาสู่เราเป็นระยะว่านี่คือผู้ใหญ่ในแบบที่เราไม่เคยชอบ และเราจะไม่มีทางเป็นคนแบบนี้ที่นำความ Toxic ให้กับเด็กๆ แน่นอน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167718" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/spiderman-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>มีมุกตลกหนึ่งในหนังที่อาจจะไม่ได้สปอยล์เนื้อหาเท่าไหร่ แต่เป็นประเด็นที่น่าคิดตามอยู่ในบทสนทนาหนึ่งที่ Spider-Man (ไมล์) พูดกับพ่อของเขาว่า “ผู้ใหญ่นี่ไม่ค่อยสนใจเรื่อง Mental Health กันเลย” ประโยคสั้นๆ นี่ สามารถสื่อสารความหมายออกมาได้มากมาย ทั้งเรื่องของการตัดพ้อว่าผู้ใหญ่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของเด็กหรือแม้กระทั่งของตัวเองเลย และกลายเป็นคนที่เอาแต่สะสมความเครียดเอาไว้ จนสร้างอสูรร้ายในตัวขึ้นมา โดยที่คนคนนั้นอาจเป็นได้ทั้งThe Spot ตัวร้ายหลักของภาคนี้ หรือแม้แต่ มิเกล โอฮารา (Miguel O&#8217;Hara) หรือ Spider-Man 2099 ผู้ที่ไม่ขอประนีประนอมใดๆ เพื่อรักษาสิ่งที่ตัวเองดูแลไว้ ซึ่งความฉลาดของคนเขียนบทแอนิเมชันเรื่องนี้คือ เขาสามารถทำให้ตัวละครผู้ใหญ่ในเรื่องที่ถึงแม้จะดูน่ารำคาญแต่คนดูก็จะเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา และหันกลับมาทบทวนตัวเองกันว่าแล้วเราจะเป็นคนแบบเดียวกับตัวละครเหล่านั้นหรือไม่</p>



<p>ดังนั้น Spider-Man: Into the Spider-Verse ภาคนี้จึงถูกพูดถึงในแง่ของการเป็นแอนิเมชันที่ยอดเยี่ยม การเล่าเรื่องที่สนุก เข้าใจง่าย เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี แฟนด้อมของสไปดี้ต้องหลงรัก และยังทำหน้าที่สะท้อนภาพของการเติบโตให้คนดูคิดตามไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หากจะมีข้อด้อยก็คงเป็นแค่เรื่องของเพลงประกอบที่ไม่ดึงดูดใจได้เท่าภาคแรก และอย่ากระพริบตาบ่อย เพราะกิมมิคเกี่ยวกับสไปเดอร์แมนนั้นเขาใส่มาจนล้นกว่าภาคก่อนหลายเท่า จนอาจทำให้ต้องซื้อตั๋วไปดูซ้ำ แต่ก็ยอมรับว่าเราอดจะตื่นเต้นกับภาคต่อไปที่ใช้ชื่อ <em>Spider-Man: Beyond the Spider-Verse</em> ไม่ได้จริงๆ ว่าพวกเขาจะยกมาตรฐานของงานขึ้นไปอีกขนาดไหน</p>



<p style="font-size:14px"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/spider-man-across-the-spider-verse/">เมื่อแมงมุมลายตัวนี้บอกฉันว่าอย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเกลียด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การทำธุรกิจที่ใช้สายลมนำทางของ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว จนเกิดตลาด JODD FAIRS แดนเนรมิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jodd-fairs-danneramit-pairoj-roykaew/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 May 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[JODD FAIRS]]></category>
		<category><![CDATA[แดนเนรมิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167032</guid>

					<description><![CDATA[<p>กิจกรรมหลังเลิกงานหรือช่วงเย็นวันหยุดคุณมักจะทำอะไร แน่นอนว่าเรายังพอมีตัวเลือกในการออกจากบ้านไปเดินเล่นตามสถานที่ต่างๆ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถ่ายรูป พบปะเพื่อนฝูง หาของอร่อย หรือชอปปิ้งเติมความสุขตัวเอง และตลาดนัดกลางคืนคือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ดังนั้นวันนี้เราจึงมาคุยกับ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว ผู้ก่อตั้งตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์และตลาดจ๊อดแฟร์ ซึ่งตอนนี้เปิดสาขาใหม่ที่แดนเนรมิต พื้นที่แห่งความทรงจำวัยเด็กของหลายๆ คน ถึงมุมมองในวันที่ตลาดนัดทั่วประเทศเกิดการล้มหายไปจากโรคระบาด การเผชิญกับบาดแผลมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา จนมาถึงวันที่เขาได้จังหวะในการลุกขึ้นมาอีกครั้ง จุดเริ่มต้นที่ให้สายลมเป็นตัวขับเคลื่อน ต้นปีที่ผ่านมาตลาด JODD FAIRS เซ็นทรัล พระราม 9 ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะพื้นที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ที่หลายคนใช้เป็นหมุดหมายในการนัดเจอหรือแวะไปหาของอร่อยๆ กินก่อนกลับบ้าน เมื่อรวมกับความคิดถึงชีวิตในการเดินตลาดรถไฟที่เคยเกิดขึ้นทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในยุคก่อนโควิด-19 ระบาด กลายเป็นกระแสที่ผู้คนพูดถึงกันแบบปากต่อปาก ซึ่งความสำเร็จนี้จึงเป็นหัวข้อเริ่มต้นที่เราพูดคุยกับชายคนนี้ว่าเป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วหรือแค่เรื่องบังเอิญกันแน่ “มันผ่านการวิเคราะห์มาแล้วนิดๆ ใช้คำว่า &#8216;นิดหนึ่ง&#8217; ก็ได้&#8221; เขาตอบแต่เราขมวดคิ้ว “ตอนนั้นผมมองว่าช่วงเวลาของโควิด-19 มันกินระยะเวลานานแล้ว เราจำศีลกันนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องออกมาสู้กันได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นง่อยกัน และเจ้าของพื้นที่ก็ยื่นโอกาสมาให้ ทั้งราคาที่กำลังดี พื้นที่ไซซ์เล็ก โลเคชันที่เดินทางสะดวก ทำสัญญาระยะสั้น ทำให้ผมตั้งคอนเซ็ปต์การทำงานใหม่เป็นการชกแบบสั้นๆ เมื่อก่อนผมจะไม่เอาวิธีนี้เลย แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเปลี่ยนความคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องคิดไกล คิดแบบสั้นๆ ก็ได้นี่ ยิ่งเป็นตอนที่ไม่มีใครกล้าทำด้วยแล้วก็วัดดวงไปเลย รายได้อาจจะเก็บได้แค่นี้ก็เท่านี้ ถ้าได้เกินกว่านี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jodd-fairs-danneramit-pairoj-roykaew/">การทำธุรกิจที่ใช้สายลมนำทางของ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว จนเกิดตลาด JODD FAIRS แดนเนรมิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กิจกรรมหลังเลิกงานหรือช่วงเย็นวันหยุดคุณมักจะทำอะไร แน่นอนว่าเรายังพอมีตัวเลือกในการออกจากบ้านไปเดินเล่นตามสถานที่ต่างๆ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถ่ายรูป พบปะเพื่อนฝูง หาของอร่อย หรือชอปปิ้งเติมความสุขตัวเอง และตลาดนัดกลางคืนคือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ดังนั้นวันนี้เราจึงมาคุยกับ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว ผู้ก่อตั้งตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์และตลาดจ๊อดแฟร์ ซึ่งตอนนี้เปิดสาขาใหม่ที่แดนเนรมิต พื้นที่แห่งความทรงจำวัยเด็กของหลายๆ คน ถึงมุมมองในวันที่ตลาดนัดทั่วประเทศเกิดการล้มหายไปจากโรคระบาด การเผชิญกับบาดแผลมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา จนมาถึงวันที่เขาได้จังหวะในการลุกขึ้นมาอีกครั้ง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นที่ให้สายลมเป็นตัวขับเคลื่อน</strong></h2>



<p>ต้นปีที่ผ่านมาตลาด JODD FAIRS เซ็นทรัล พระราม 9 ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะพื้นที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ที่หลายคนใช้เป็นหมุดหมายในการนัดเจอหรือแวะไปหาของอร่อยๆ กินก่อนกลับบ้าน เมื่อรวมกับความคิดถึงชีวิตในการเดินตลาดรถไฟที่เคยเกิดขึ้นทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในยุคก่อนโควิด-19 ระบาด กลายเป็นกระแสที่ผู้คนพูดถึงกันแบบปากต่อปาก ซึ่งความสำเร็จนี้จึงเป็นหัวข้อเริ่มต้นที่เราพูดคุยกับชายคนนี้ว่าเป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วหรือแค่เรื่องบังเอิญกันแน่</p>



<p>“มันผ่านการวิเคราะห์มาแล้วนิดๆ ใช้คำว่า &#8216;นิดหนึ่ง&#8217; ก็ได้&#8221; เขาตอบแต่เราขมวดคิ้ว</p>



<p>“ตอนนั้นผมมองว่าช่วงเวลาของโควิด-19 มันกินระยะเวลานานแล้ว เราจำศีลกันนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องออกมาสู้กันได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นง่อยกัน และเจ้าของพื้นที่ก็ยื่นโอกาสมาให้ ทั้งราคาที่กำลังดี พื้นที่ไซซ์เล็ก โลเคชันที่เดินทางสะดวก ทำสัญญาระยะสั้น ทำให้ผมตั้งคอนเซ็ปต์การทำงานใหม่เป็นการชกแบบสั้นๆ เมื่อก่อนผมจะไม่เอาวิธีนี้เลย แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเปลี่ยนความคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องคิดไกล คิดแบบสั้นๆ ก็ได้นี่ ยิ่งเป็นตอนที่ไม่มีใครกล้าทำด้วยแล้วก็วัดดวงไปเลย รายได้อาจจะเก็บได้แค่นี้ก็เท่านี้ ถ้าได้เกินกว่านี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป ดังนั้นผมก็ลุยเลยในวันที่ตลาดเจ้าอื่นๆ ปิดตัวไปหมด ตอนนั้นเหมือนเราเดินอยู่ในกลางคืนที่มืดมิด แล้วอยู่ๆ มีแสงกับเสียงเกิดขึ้นมา ซึ่งมาจากการที่เรากล้าทำในวันที่คนอื่นไม่กล้า&#8221;</p>



<p>ไพโรจน์มักจะพูดบ่อยๆ ว่าตัวเขานั้นทำธุรกิจด้วยสัญชาตญาณ ดังนั้นนอกจากความกล้าที่ต้องมีมากกว่าคนอื่นแล้วความเสี่ยงที่เขาต้องเตรียมรับมือก็มากเป็นทวีคูณด้วย</p>



<p>“เสี่ยงมากครับ&#8221; เขายืนยัน</p>



<p>“ตอนเราเปิดจองพื้นที่ในตลาด JODD FAIRS เซ็นทรัล พระราม 9 วันแรก เราขายที่ได้แค่ 70% เท่านั้น เมื่อเทียบกับโครงการตลาดนัดรถไฟเราไม่เคยต้องนั่งรอลูกค้าเลย แต่ผมรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ผมก็เปลี่ยนวิธีการใหม่ ด้วยการย้อนไปสู่ยุคแรกของการขาย นั่นคือขายตรงกับลูกค้าเลย พวกเราโทรศัพท์หาลูกค้าเก่าๆ บอกเขาว่าเราจะเปิดตลาดนัดตรงพื้นที่นี้คุณสนใจหรือไม่ ซึ่งทีมงานเราไม่เคยทำวิธีนี้เลย แต่ผมก็บอกพวกเขาว่า เราต้องวิ่งหาลูกค้าแล้วนะ ไม่ใช่นั่งรอเขาเข้าหา คนไหนพอมีแรงมีกำลังก็ออกไปกันเลย เราเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแม้แต่ชื่อตลาด ซึ่งช่วงแรกคนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องชื่อนี้เพราะเขาไม่รู้ว่าผมคือเจ้าของ&#8221;</p>



<p>เหตุผลที่ไม่ใช้ชื่อ &#8216;ตลาดนัดรถไฟ&#8217; เพราะเขาบอกว่าไม่อยากให้แบรนด์หลักต้องเสียชื่อ หากเกิดเหตุการณ์ให้ต้องปิดๆ เปิดๆ ตลาดไปมา และการใช้ชื่อใหม่ไปเลยก็สามารถเล่นอะไรใหม่ๆ ได้ และสอดคล้องกับที่ตลาดจะสามารถย้ายโลเคชันไปเรื่อยๆ เหมือนสายลมที่พัดไปทุกที่บนโลก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167041" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“คุณรู้ไหม ที่ผมเลือกแดนเนรมิตเป็น JODD FAIRS สาขาใหม่เพราะ &#8216;ลม&#8217; ที่พัดมาวูบเดียวในวันที่ต้องตัดสินใจเท่านั้นแหละ&#8221; เขาบอกความลับ และเราก็ตั้งใจฟังต่อ</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ผมมองที่บริเวณถนนรัชดาไว้ เพราะผมชอบทำเลตรงนั้นมากกว่า ผมมองที่ตรงรัชดากับตรงแดนเนรมิตคู่ขนานกันไป ทีมงานผมชอบที่ตรงแดนเนรมิตมาก แต่ผมกลับไม่รู้สึกพิเศษอะไรกับที่แดนเนรมิตเลย ถ้าพูดตรงๆ ผมแทบไม่เห็นความเป็นไปได้ของพื้นที่ตรงแดนเนรมิตเลย จนช่วงวันท้ายๆ ที่ผมต้องตัดสินใจว่าจะเอายังไง วันนั้นทางแดนเนรมิตได้เรียกผมเข้ามาคุย ผมก็ไปนั่งตัดสินใจตรงสระน้ำของแดนเนรมิต เชื่อไหมระหว่างที่นั่งคิดอยู่ก็มีลมเย็นๆ พัดมาที่ตัวผม ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ตรงนั้นไม่มีลมพัดเลย วินาทีนั้นผมก็ตัดสินใจทันทีว่า โอเค! ทำ แล้วก็ลุยเลย&#8221;</p>



<p>นั่งคิดนอนคิดอยู่ครึ่งปีแต่ตัดสินใจง่ายๆ ด้วยสายลม? &#8211; เราถามย้ำอีกที</p>



<p>“ใช่! ลมกับน้ำ คือสิ่งที่บอกผมว่าทำ&#8221; เขายืนยันอย่างหนักแน่น “เพราะช่วงไวรัสระบาด ผมเยียวยาตัวเอง ครอบครัว ลูกน้องด้วยการอยู่กับธรรมชาติ ผมพาทีมงานเกือบทั้งหมดย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ไปอยู่ในไร่ที่ม่อนจ๊อด เพราะไม่อย่างนั้นคนงานก็จะไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ผมก็ให้พวกเขาช่วยดูแลงานในไร่ ลองปลูกดอกไม้ลองทำงานที่ไม่เคยทำ ช่วงนั้นเราตื่นมาก็ฟังเสียงธรรมชาติ ว่างก็ไปกระโดดน้ำเล่นกับลูกกับน้องๆ ทำอาหารกินด้วยกัน กิจวัตรเหล่านี้ทำให้สิ่งที่เคยรู้สึกกลัวหายไป ผมได้หยุดคิด ได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวเองมากขึ้น ลมที่พัดมาหาผมในวันนั้นไม่ได้เป็นแสงสว่างอะไรให้ผมหรอกนะ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า โอเค! ผมสู้ได้ ลุย! เซ็นสัญญาเลย&#8221;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนจากการล้ม</strong></h2>



<p>แม้ว่าการเปิดตลาดนัด JODD FAIRS แดนเนรมิต จะผ่านไปด้วยดี แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเขาเองก็เจ็บตัวไม่น้อยจากผลกระทบของโรคระบาด และสถานการณ์ตอนนั้นที่ต้องอาศัยสัญชาตญาณของตัวเองล้วนๆ เพื่อประคับประคองคนเบื้องหลังให้อยู่รอดไปด้วยกัน</p>



<p>&#8220;ตอนนั้นตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ต้องปิดบริการชั่วคราว ส่วนตลาดนัดรถไฟรัชดา ผมต้องเลิกทำไปเลย แม้จะเสียดายก็ตาม เพราะมันคือธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัวหลายครอบครัว ทั้งครอบครัวของผม ทีมงาน พ่อค้าแม่ค้า แต่ถ้าผมไม่หยุดก็เหมือนเลือดของเรากำลังไหลไม่หยุด ย้อนกลับไปคิดก็ดีใจที่ตัวเองตัดสินใจถูกว่าหยุดไปก่อนเหมือนกัน&#8221;</p>



<p>ถือเป็นการล้มที่รุนแรงที่สุดของชีวิตด้วยไหม &#8211; เราถาม</p>



<p>&#8220;ถ้าในเรื่องของการทำธุรกิจก็อาจจะใช่ สำหรับผมเป็นการล้มหนักที่สุด แต่ไม่ได้เสียใจที่สุด เพราะการทำธุรกิจนั้นก็มีช่วงเวลาของมันอยู่ตั้งแต่การเริ่มต้น ต่อยๆ เติบโต แล้วก็มาถึงจุดที่ถ้าไม่โตไปต่อก็ตาย ผมเคยวิเคราะห์กับทีมงานก่อนที่จะมีโรคระบาดเกิดขึ้นว่าถึงวันหนึ่งตลาดก็ต้องปิดตัวลงอยู่ดี เพราะตอนนั้นเราพึ่งพากลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวมากเกินไป แล้วถ้าเกิดอะไรที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เข้ามาเที่ยวในประเทศเมื่อไหร่เราเกมเลยทันที ยิ่งช่วงนั้นเราไม่ได้ควบคุมสินค้าที่อยู่ภายในโครงการด้วย ในตลาดจึงมีแต่สินค้าที่คนไทยไม่ได้ต้องการ เช่น กางเกงช้าง ผลไม้อบแห้ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก ผมมองแล้วว่าต่อไปคงไม่รอดแน่นอน จนโควิด-19 เกิดขึ้นมาพอดี ก็ถือว่าตลาดไม่ได้ล้มด้วยตัวเราเอง&#8221;</p>



<p>เพราะเหตุนี้ตลาดนัด JODD FAIRS แดนเนรมิต จึงถูกวางคอนเซ็ปต์ที่ไม่เหมือนตลาดนัด JODD FAIRS เซ็นทรัล พระราม 9 โดยเขาสร้างพื้นที่ตรงนี้เพื่อตอบสนองความสุขของคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนและเอาเรื่องของกำไรรายได้ไว้คุยกันทีหลัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167042" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&#8220;ผมอยากทำให้ที่นี่เป็นตลาดนัดที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ในไร่ที่ม่อนจ๊อด เชียงใหม่ อยากให้ความรู้สึกของสถานที่ท่องเที่ยว ผู้คนสามารถมาถ่ายรูป พักผ่อน ปูเสื่อนั่งเล่นกับลูกๆ ซื้ออาหารจากร้านค้าในโครงการมานั่งกิน เพราะผมมองว่าพื้นที่บริเวณนี้ มีส่วนของพื้นที่สีเขียวน้อยมาก ผมอยากทำให้ที่นี้เป็นพื้นที่สีเขียวของโซนนี้ คนที่มาสามารถพายเรือได้ รอบๆ ตัวปราสาทก็มีการปูหญ้า ใครอยากมานั่งเล่นก็ได้ พื้นที่ตรงนี้จะเป็นที่ของทุกคนจะมาเป็นครอบครัวก็ได้ หรือคนหนุ่มสาวจะชวนกันมาเดินเที่ยวก็ได้เพราะไหนๆ ผมก็มีโอกาสเล่นกับพื้นที่ตรงนี้แล้ว ผมก็อยากเล่นกับความเป็นธรรมชาติมากกว่าจะทำให้มันเป็นพื้นที่ของการตั้งร้านขายของ&#8221;</p>



<p>เราถามถึงเหตุผลที่เขามองว่าความคุ้มค่าในการทำธุรกิจนั้นคือ ความสุขของคนที่เข้ามาใช้บริการ และความสุขของพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาขายของในโครงการ เรื่องของกำไรรายได้นั้นขอแค่หล่อเลี้ยงธุรกิจไปได้ก็พอนั้นคืออะไร และคำตอบที่เขาบอกว่าทำให้เราถึงกับต้องย้ำกับเขาอีกรอบว่าได้ยินไม่ผิด</p>



<p>&#8220;จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมอยากเลิกทำธุรกิจนี้แล้ว ตอนนั้นผมวางเป้าหมายว่าจะย้ายไปอยู่ที่อเมริกากับลูกๆ แล้ว ผมเบื่อ เบื่อระบบของบ้านเราที่อะไรก็ยากไปหมด ที่นี่ระบบไม่มีการส่งเสริมให้กับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เลย และการทำธุรกิจถ้าคุณไม่มีพรรคไม่มีพวกก็จะยิ่งยากขึ้นอีก มันไม่แฟร์เลยจริงๆ&#8221;</p>



<p>ยังไม่รวมกับเรื่องของการคอร์รัปชันต่างๆ อีกด้วย &#8211; เราเสริมและเขาก็พยักหน้าตอบรับ &#8220;เรื่องพวกนี้ทำให้ผมเบื่อมาก ผมคุยกับลูกว่าเขาอยากไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็บอกว่าไปสิ ลูกก็ไปเรียน ผมก็จะไปหาที่ทำตลาดที่นั่น แต่สุดท้ายด้วยจังหวะ เวลา โอกาส มันก็ทำให้เกิดการพูดคุยกับทางแดนเนรมิต เขาติดต่อผมมาว่าอยากฟังผมเล่าว่าจะทำตลาดตรงนี้แบบไหน ซึ่งเขาบอกว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญขอแค่อย่าทำให้พื้นที่ตรงนี้เสียชื่อก็พอ ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่รู้จะคุยกับเขาอย่างไร เพราะเราก็ไม่ใช่นักธุรกิจ แต่ก็ใช้ความจริงใจ ใช้ความรู้สึกจริงๆ คุยกับทางนั้น ผมอาจจะไม่เก่งในการทำพรีเซนเทชัน แต่ผมเล่าได้ว่าผมมีประสบการณ์แบบนี้ ผมอยากทำแบบนี้ ถ้าทางคุณเชื่อใจ ผมจะทำให้ดีที่สุด ผมอยากทำพื้นที่ตรงนี้ให้เหมือนฟาร์ม เป็น farmer market แบบที่ลอสแองเจลิส หลังจากนั้นผมก็ได้คุยกับทางแดนเนรมิตบ่อยขึ้น อาจจะเพราะเขาเริ่มเข้าใจสิ่งที่เราบอกหรืออาจจะเริ่มชอบขี้หน้าผมแล้วก็ได้ (หัวเราะ) ดังนั้น JODD FAIRS แดนเนรมิต ผมไม่ได้เป็นคนเลือก แต่พวกเขาต่างหากที่เลือกผม ซึ่งผมมองว่านี่คือโชคดีของผมด้วย เพราะพื้นที่ตรงนี้ปิดมาแล้ว 20 กว่าปี มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเป็นผมที่ถูกเลือกให้สานต่อ&#8221;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใช้ศิลปะนำทางการทำธุรกิจ</strong></h2>



<p>ฟังเรื่องราวที่เขาเล่าถึงวิธีคิดและการทำงานของเขา เราก็บอกไปตรงๆ ว่า หลักการเหล่านี้ขัดแย้งทุกอย่างของการธุรกิจ 101 ที่เคยรู้มา และมันก็คงเป็นเรื่องยากในการถอดบทเรียนเพื่อเอาไปประยุกต์ใช้จริง (หรือเปล่า?)</p>



<p>&#8220;ผมบอกเลยนะว่าทฤษฎีของผมมันขัดแย้งไปทุกอย่าง&#8221; เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี</p>



<p>&#8220;ผมใช้สัญชาตญาณในการทำธุรกิจ ผมแก้ปัญหาไว ผมคิดไว ทำไว ถ้าต้องผ่านขั้นตอนจากสายพาน จากตรงนี้ไปถึงตรงนั้นแล้วกว่าจะวนมา สำหรับผมมันไม่ทันการแล้ว แบบนั้นมันช้าเกินไป แต่ผมก็มีตัวเลข มีสถิติทุกอย่างไว้ดูประกอบ แต่ที่สำคัญกว่าคือคนส่วนใหญ่ทำธุรกิจเขาจะมองแต่ตัวเอง แต่ผมมองเรื่องศิลปะ ผมให้ศิลปะนำตัวเลข ตัวเลขจะอยู่ลำดับสุดท้ายเลยนะ ดังนั้นตั้งแต่เริ่มต้นผมจะมีภาพจินตนาการไว้แล้วว่าโครงการของผมจะเป็นแบบไหน แต่วิธีการแบบนี้ก็ต้องแล้วแต่คนนำไปใช้ บางคนอาจจะใช้มากเกินไป แต่จะไม่มีศิลปะเลยก็ไม่ได้ คุณลองคิดดูว่าถ้าโลกนี้ไม่มีศิลปะ โลกของเราจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างคงแบนราบไม่มีมิติ ไม่มีเรื่องของแสงและเงา จริงๆ แล้วศิลปะเป็นตัวชี้นำธุรกิจแต่คนกลับไม่พูดเรื่องนี้ก่อน แล้วก็ไปคำนวณนู่นนี่นั่นแต่สุดท้ายก็มาจบที่อาร์ตเวิร์กอยู่ดี ถ้าโปรดักต์ของคุณออกแบบมาไม่สวยจะมีคนซื้อไหม ศิลปะไม่ใช่แค่การวาดรูปหรืองานประติมากรรมเท่านั้น แต่มันคือภาพรวมของโลกใบนี้ เราอยู่ในจักรวาลของศิลปะด้วยซ้ำ เราแค่ต้องทำตัวให้เล็กลงแล้วก็มองอะไรให้กว้างขึ้น&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167043" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ศิลปะ ประสบการณ์ บาดแผล ผู้คน สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หล่อหลอมชายคนนี้ขึ้นมา</p>



<p>&#8220;ผมได้รับวัฒนธรรมการฟังเพลงมาจากพ่อ แต่เชื่อไหมตอนผมอายุสัก 7-8 ขวบ ชีวิตผมรู้สึกมัวหมองชิบเป๋ง! เพราะทุกๆ วันตอนตี 5 พ่อผมจะเปิดวิทยุแล้ว ถ้าไม่ฟังข่าวก็ฟังเพลง ผมก็คิดว่าทำไมกูไม่ได้นอนเหมือนเด็กคนอื่นวะ (หัวเราะ) แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่กรอกหูเราทุกวัน ทำให้กลายเป็นว่าชีวิตผมไม่ฟังเพลงไม่ได้นะ วันไหนไม่ได้ฟังจะตายเอา (หัวเราะ) ผมอาจจะดูเป็นคนก้าวร้าว แข็งกร้าว แต่ผมได้รับความมีจิตใจดีจากแม่ แม่ผมเป็นคนโคตรเฟรนด์ลี่ สิ่งนี้ผมเรียนรู้จากแม่ แต่ผมก็โชคร้ายหน่อยที่เสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมอยู่กับความเสียใจนี้เป็นสิบๆ ปี เมื่อก่อนที่ผมรู้สึกท้อแท้ ผมจะนึกถึงพ่อถึงแม่ พ่อช่วยผมหน่อย แม่ช่วยผมหน่อย ผมพูดกับตัวเองแบบนี้ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่แล้ว ผมจึงมองแต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้า แก้ปัญหาด้วยตัวผมเอง ผมไม่สร้างความหวังด้วยจินตนาการของผมอีกแล้ว ในเมื่อโลกมันเป็นแบบนี้ ผมก็จะสู้ ผมจึงเป็นคนที่เชื่อว่าขอให้กูมีโอกาสเถอะ กูจะลุยทันที แพ้ก็ไม่เป็นไร และผมก็โชคดีที่ได้เจอเพื่อนที่ดี ได้คำแนะนำดีๆ ผมไม่เชื่อเรื่องบาปบุญหรอกนะ แต่ผมคิดเสมอว่าถ้าเราทำดีมันก็น่าจะได้ดีแค่นี้จริงๆ ผมมองพุทธศาสนาด้วยเรื่องของหลักและเหตุผล ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ และปาฏิหาริย์กับสัญชาตญาณเป็นคนละแบบกัน สมมุติว่าผมเป็นสุนัขล่าเนื้อ ผมได้กลิ่นเนื้อ ผมก็จะรู้ว่าถ้าเดินผ่านแปลงผักมันจะไม่มีของให้เรากิน เราต้องออกไปตามหาเนื้อเท่านั้น แต่เราก็ต้องรู้จักตัวเอง ยอมรับว่าตัวเองทำอะไรได้แค่ไหน บางอย่างที่เราไม่ถนัดเราต้องกล้าที่จะถาม ผมเองก็ไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง แต่ผมเป็นคนที่กล้าถามและเรียนรู้กับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ยอมรับในความสามารถของคนอื่น ผมทำแบบคุณไม่ได้ คุณช่วยทำให้ผมได้ไหม คุณต้องเคารพและให้เกียรติในสิ่งที่คนอื่นเขาถนัด และคนที่คิดแบบผมไม่ได้ก็ต้องเชื่อมั่นในตัวผมด้วย&#8221;</p>



<p>&#8216;เจ้าพ่อตลาดนัด&#8217; คือคำที่คนในวงการให้ฉายาชายคนนี้ และในเมื่อเขาพูดถึงคำนี้ขึ้นมาเราก็ถามไปตรงๆ ว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเหมือนในหนังมาเฟียอิตาลีแค่ไหน เขาต้องคอยระวังข้างหลังตลอดเวลาด้วยไหม</p>



<p>&#8220;ถ้าเราทำทุกอย่างให้ถูกต้อง คุณไม่ต้องกลัวใครแล้ว&#8221; เขาหัวเราะ</p>



<p>&#8220;ผมเดินไปไหนไปนั่งตรงไหนก็ได้ เพราะเราทำความดี เราช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้า ผมทำให้เขามีที่ค้าขาย คนเลยเกลียดผมน้อย (หัวเราะ) ถ้าจะมีคนเกลียดก็คงเป็นคนที่ทำธุรกิจเหมือนกับผมนี่แหละ แต่ผมไม่มีเรื่องความขัดแย้งหรอก เพราะถ้าคุณคิดจะเล่นงานคนอื่น เท่ากับคุณทำตัวคุณเอง เรามาแข่งขันกันดีกว่า ผมอยากให้มีตลาดนัดกลางคืนเยอะๆ เพราะผลประโยชน์จะเกิดกับผู้ใช้บริการ และให้พูดตรงๆ ยิ่งมีตลาดนัดกลางคืนมากเท่าไหร่ ผมยิ่งได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะถ้ามีตลาดเกิดขึ้นเยอะ และบริหารไม่รอด เปิดเยอะ ปิดเยอะ ราคาค่าตัวผมก็จะยิ่งแพงขึ้นไปอีก เพราะนั่นจะพิสูจน์ว่าใครเจ๋งที่สุด&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167044" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167048" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เพื่อไม่ให้เกิดแต้มต่อที่ห่างกันนักในการแข่งขันนี้ เราจึงให้เขาบอกเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการพัฒนาบริหารตลาดนัดให้ไม่เจ๊งแบบของเขา</p>



<p>&#8220;คุณต้องชัดเจนว่าตลาดนัดกลางคืนของคุณคืออะไร บางทีเขาไม่รู้ว่าตัวเขาคืออะไร เขารู้แค่ว่าจะเอาพื้นที่มาทำ เปิดให้คนมาเช่า ถึงคุณจะขายพื้นที่ได้ แต่ร้านค้าขายของไม่ได้ เขาก็จะไปจากคุณ และคุณให้เขาน้อยกว่าสิ่งที่คุณเก็บจากเขาด้วยหรือเปล่า ซึ่งตลาดของผม ผมให้คุณมากกว่าที่ผมเก็บจากคุณ ดังนั้นถึงพื้นที่เราจะแพงที่สุด แต่ก็มีคนจับจองเยอะที่สุดเช่นกัน&#8221;</p>



<p>&#8220;ต่อมาคือการเลือกร้านค้าที่ดี ดีของผมคือเขามีผลิตภัณฑ์ที่ดี มีการตกแต่งร้านที่ดี รักษาความสะอาด ถ้าเป็นอาหารต้องอร่อยและถ่ายรูปได้ เดี๋ยวนี้อร่อยอย่างเดียวแต่ขายตัวเองไม่เป็นก็ไม่รอด ดังนั้นเราจึงมีการคัดร้านค้าด้วย คุณต้องส่งโปรไฟล์มาให้เราด้วยว่าร้านคุณเป็นแบบไหน และถ้าเราให้พื้นที่แล้วคุณต้องตกแต่งร้านด้วย เรื่องนี้ถือเป็นจุดแข็งของเรา ให้สิ่งดีๆ มาอยู่ในที่ดีๆ และเราก็ช่วยปรับให้ลงตัว ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นก็คือคำว่า &#8216;ตรงปก&#8217; อะไรที่มันใช่คนก็จะกลับมาอีก แต่ถ้าไปแล้วมันไม่ตรงปกเขาก็ไปแค่ครั้งเดียว และเรามีหน่วยที่เรียกว่า &#8216;แพทย์สนาม&#8217; คอยเดินตรวจร้านค้า ร้านไหนป่วยหรือมีปัญหา ก็จะเข้าไปให้คำแนะนำเขาว่าทำอย่างนี้สิ เราจะช่วยเขาเพราะไม่อยากให้ใครมาขาดทุนในพื้นที่ของเราแม้แต่คนเดียว&#8221;</p>



<p>ฟังสิ่งที่เจ้าพ่อตลาดนัดเล่ามาจนล่วงเลยถึงช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ระหว่างที่เรายืนอยู่ตรงริมสระน้ำที่เขาเล่าให้ฟัง ก็มีลมเย็นๆ พัดมากระทบที่ตัวเราเบาๆ เกิดเป็นความรู้สึกที่ทำให้เข้าใจแล้วว่าพื้นที่ตรงนี้มีสิ่งที่พิเศษกับความรู้สึกของเขาอย่างไร และนั่นก็ทำให้เราสงสัยว่าชีวิตของเขาในวันนี้ยังมีความกลัวอะไรหลงเหลืออีกไหมหลังจากผ่านเรื่องหนักๆ มาจนแข็งแกร่งขนาดนี้</p>



<p>เขานิ่งคิดอยู่สักครู่ และเราก็นั่งมองไปที่ลายน้ำในสระที่เกิดจากแรงลมเงียบๆ</p>



<p>&#8220;ผมไม่เคยกลัวอะไรเลย แต่พอมีลูกแล้วผมอ่อนไหวมากขึ้น&#8221; เขาตอบ</p>



<p>&#8220;จุดอ่อนของผมคือคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นลูก ภรรยา หรือว่าพ่อแม่ อะไรที่ทำให้คนที่เรารักเสียใจ ความเจ็บป่วย หรือเกิดความกังวล ทั้งหมดนี้คือจุดอ่อน ความรักทำให้ผมมีจุดอ่อน&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167046" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/จ๊อดแฟร์-C09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ถ้ารู้ว่าจุดอ่อนตัวเองคืออะไรแล้วเขาวางแผนชีวิตไว้ให้กับคนข้างหลังอย่างไร</p>



<p>&#8220;ผมไม่ได้วางแผนอะไรให้กับลูก แต่ผมก็จะไม่ให้เขาเดือดร้อนอยู่แล้ว ผมบอกเขาว่าลูกจะทำอะไร จะทำอาชีพเดียวกับผมหรือไม่ก็แล้วแต่เขาเลย ลูกอยากไปไหนก็ไป ไปให้สุดขอบโลกแล้วกลับมาเล่าให้ผมฟังด้วยว่าไปเจออะไรมาบ้าง ถ้ามีโอกาสลูกจะทำอาชีพอะไรก็ทำ ทำอะไรก็ได้ที่คุณรัก คุณรักอะไรผมก็รักด้วย ผมมีความสุขกับการที่ได้เห็นเขามีความสุข ซึ่งสุดท้ายแล้วความรักนี่แหละที่เป็นจุดอ่อนของมนุษย์ ถ้าคุณไม่มีความรักคุณก็จะไม่มีจุดอ่อน เหมือนเจ้าพ่อในหนังต่อให้เก่งแค่ไหน โหดแค่ไหน พอลูกตัวเองโดนจับไปเท่านั้นแหละเรียบร้อยเลย จะให้กูทำอะไรก็ได้ (หัวเราะ) &#8220;</p>



<p>การพูดคุยวันนี้ทำให้เรารู้จักอีกด้านของเขา ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่หยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จโดยไม่อาศัยแบบแผนใดๆ ในการทำธุรกิจ ซึ่งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ช่วงเวลาประจวบเหมาะ โอกาส หรือพื้นที่ของแดนเนรมิตที่ทำให้เราได้มานั่งคุยกัน</p>



<p>&#8220;พูดตรงๆ นะ ความสำเร็จมันไม่มีหรอก ผมฟลุกก็แค่นั้น&#8221; เขาบอกเราก่อนที่จะชวนกันเดินไปดูปราสาทที่เหลือเป็นสัญลักษณ์ของอดีตสวนสนุกในความทรงจำของวัยรุ่นยุค 80-90 ปลายๆ</p>



<p>&#8220;กุญแจแห่งความสำเร็จดอกนั้นมันไม่มีหรอก คุณจะหามันเจอได้อย่างไร คุณต้องถามหัวใจตัวเองดีกว่า ว่าคุณจะเอาความสำเร็จแบบไหน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกุญแจแต่มันคือหัวใจ คุณจะบริหารธุรกิจแบบไหน คุณจะเอาเปรียบเขาไหม ต้องถามใจตัวเองจริงๆ ผมถึงบอกว่าถ้าคุณอยากสำเร็จคุณต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าคุณคือใคร คุณจะทำอะไร คุณต้องไม่โกหกตัวเอง เพราะตราบใดที่คุณโกหกตัวเอง คุณก็จะโกหกทุกคน จากนั้นก็เรียบร้อย เกมโอเวอร์&#8221; เมื่ออ่านถึงตรงนี้จบไม่เพียงแต่คุณจะรู้จัก ไพโรจน์ ร้อยแก้ว ดีขึ้น เราเชื่อว่าคุณน่าจะรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยเหมือนกัน</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jodd-fairs-danneramit-pairoj-roykaew/">การทำธุรกิจที่ใช้สายลมนำทางของ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว จนเกิดตลาด JODD FAIRS แดนเนรมิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>John Wick: Chapter 4 ภาพสะท้อนของเกมการเมืองและการสร้างมาตรฐานใหม่กับหนังแอ็กชันโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/john-wick-chapter-4-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Mar 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[John Wick 4]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165695</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนเข้าสู่ยุคสหัสวรรษหนังเรื่อง The Matrix (1999) ของสองพี่น้อง Wachowski ได้สร้างภาพของหนังแอ็กชันใหม่ขึ้นมา โดยใช้การสโลว์ของภาพและมุมกล้องที่หมุนรอบตัวละครจนเกิดเป็นชื่อที่เรียกฉากสไตล์นี้ว่า Bullet time แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นผู้ที่คิดค้นซีนแบบนี้เป็นคนแรกก็จริง แต่ The Matrix ก็ทำให้ฉากหลบกระสุนที่ว่านี้กลายเป็นความป็อปที่คนในแวดวงครีเอทีฟและศิลปะต่างๆ ทั่วโลกได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงานของตัวเองกันมากมาย ซึ่งผ่านมามากกว่า 23 ปี แล้วก็ตาม ฉากที่ว่านี้ก็ยังถูกนำมาใช้อยู่เรื่อยๆ ในงานวิชวลต่างๆ และมันก็สร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้กับคนดูได้เสมอ&#160; ต่อมาวงการหนังแอ็กชันฮอลลีวูดก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจากการมาของหนังสายลับอย่าง The Bourne Identity (2002) ที่นำเสนอภาพของการต่อสู้ที่เน้นความสมจริง กระชับ ฉับไว และทำให้หนังสายลับรุ่นพี่ที่มีก่อนหน้านั้นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ รวมทั้งการวางรากฐานและออกแบบฉากต่อสู้ที่ไม่สามารถน้อยกว่าสิ่งที่ เจสัน บอร์น ได้สร้างเอาไว้อีกแล้ว&#160; เมื่อทิศทางของหนังบู๊แอ็กชันเริ่มนิ่ง การเกิดขึ้นของแฟรนไซส์หนังซูเปอร์ฮีโร่ก็เริ่มเบ่งบาน จนกลายเป็นลูกรักของฮอลลีวูดและตารางทำเงินบล็อกบัสเตอร์ยาวนานนับสิบปี แม้ว่านานๆ ทีจะมีหนังที่สร้างปรากฏการณ์ขึ้นมาได้บ้างก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนนั้นก็น้อยมากจนนึกภาพไม่ออกว่านอกจากเรื่องของการพัฒนาด้านวิชวลเอฟเฟ็กต์แล้ว ฮอลลีวูดจะมีอะไรมาให้เราได้ตื่นเต้นกันได้อีกบ้าง&#160; จนกระทั่งการเกิดขึ้นมาของหนังฟอร์มเล็กๆ อย่าง John Wick ในปี 2014 ที่ภาคแรกนั้นเป็นหนังเกรดบีทั่วไป และทำรายได้แค่พอประมาณแต่เมื่อเวลาผ่านไปตัวหนังกลับถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะหนังแอ็กชันที่น่าสนใจ จนมีโอกาสได้สร้างภาคต่อและกลายเป็นหนังที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการหนังแอ็กชันของโลกทันที ในขณะที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/john-wick-chapter-4-2023/">John Wick: Chapter 4 ภาพสะท้อนของเกมการเมืองและการสร้างมาตรฐานใหม่กับหนังแอ็กชันโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ก่อนเข้าสู่ยุคสหัสวรรษหนังเรื่อง <em>The Matrix</em> (1999) ของสองพี่น้อง Wachowski ได้สร้างภาพของหนังแอ็กชันใหม่ขึ้นมา โดยใช้การสโลว์ของภาพและมุมกล้องที่หมุนรอบตัวละครจนเกิดเป็นชื่อที่เรียกฉากสไตล์นี้ว่า Bullet time แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นผู้ที่คิดค้นซีนแบบนี้เป็นคนแรกก็จริง แต่ The Matrix ก็ทำให้ฉากหลบกระสุนที่ว่านี้กลายเป็นความป็อปที่คนในแวดวงครีเอทีฟและศิลปะต่างๆ ทั่วโลกได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงานของตัวเองกันมากมาย ซึ่งผ่านมามากกว่า 23 ปี แล้วก็ตาม ฉากที่ว่านี้ก็ยังถูกนำมาใช้อยู่เรื่อยๆ ในงานวิชวลต่างๆ และมันก็สร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้กับคนดูได้เสมอ&nbsp;</p>



<p>ต่อมาวงการหนังแอ็กชันฮอลลีวูดก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจากการมาของหนังสายลับอย่าง <em>The Bourne Identity</em> (2002) ที่นำเสนอภาพของการต่อสู้ที่เน้นความสมจริง กระชับ ฉับไว และทำให้หนังสายลับรุ่นพี่ที่มีก่อนหน้านั้นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ รวมทั้งการวางรากฐานและออกแบบฉากต่อสู้ที่ไม่สามารถน้อยกว่าสิ่งที่ เจสัน บอร์น ได้สร้างเอาไว้อีกแล้ว&nbsp;</p>



<p>เมื่อทิศทางของหนังบู๊แอ็กชันเริ่มนิ่ง การเกิดขึ้นของแฟรนไซส์หนังซูเปอร์ฮีโร่ก็เริ่มเบ่งบาน จนกลายเป็นลูกรักของฮอลลีวูดและตารางทำเงินบล็อกบัสเตอร์ยาวนานนับสิบปี แม้ว่านานๆ ทีจะมีหนังที่สร้างปรากฏการณ์ขึ้นมาได้บ้างก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนนั้นก็น้อยมากจนนึกภาพไม่ออกว่านอกจากเรื่องของการพัฒนาด้านวิชวลเอฟเฟ็กต์แล้ว ฮอลลีวูดจะมีอะไรมาให้เราได้ตื่นเต้นกันได้อีกบ้าง&nbsp;</p>



<p>จนกระทั่งการเกิดขึ้นมาของหนังฟอร์มเล็กๆ อย่าง John Wick ในปี 2014 ที่ภาคแรกนั้นเป็นหนังเกรดบีทั่วไป และทำรายได้แค่พอประมาณแต่เมื่อเวลาผ่านไปตัวหนังกลับถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะหนังแอ็กชันที่น่าสนใจ จนมีโอกาสได้สร้างภาคต่อและกลายเป็นหนังที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการหนังแอ็กชันของโลกทันที</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-165699" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-13.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>ในขณะที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel กำลังโรยแรงในเฟสที่สี่ ทางด้าน DC ก็เข้าสู่การรีเซตจักรวาลหนังใหม่ จะมีแต่ John Wick: Chapter 4 ที่กลับได้การต้อนรับที่อบอุ่นจากคนดูในรอบเปิดตัวอย่างล้นหลาม (เมื่อเทียบกับ The Matrix Resurrections (2021) ที่คว่ำสนิท) ยืนยันด้วยเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องในรอบสื่อจากหลายๆ ประเทศ รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ทางทีมงานเองก็ต้องฝ่าฟันและเค้นไอเดียของตัวเองออกมาจนเรียกว่าหมดเกลี้ยง โดยที่ตัวผู้กำกับออกมาบอกเองว่าหลังจบหนังภาคสี่เขาขอพักเรื่องของ John Wick ไปยาวๆ ก่อนเพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเล่นอีกแล้ว</p>



<p>แต่กว่าที่หนังจะประสบความสำเร็จจนเกิดเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของหนังแอ็กชันฮอลลีวูดได้แล้ว เส้นทางของหนังเรื่องนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยดงกระสุนมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเดิมทีสองผู้กำกับหนัง แชด สตาเฮลสกี (Chad Stahelski) และ เดวิด ลีตช์ (David Leitch) นั้น อาชีพหลักของพวกเขาคือ สตันต์แมน และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับบ้าง แต่งานกำกับภาพยนตร์แบบเต็มตัวของพวกเขาทั้งสองนั้นยังไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งไอเดียการสร้างหนัง John Wick ภาคแรกนั้นมาจากการที่พวกเขาพูดคุยกับ คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ที่เคยร่วมงานในหนังไตรภาค The Matrix กันมาก่อน ว่าอยากทำหนังแอ็กชันมันๆ สักเรื่อง เพื่อให้คนอยากตีตั๋วเข้ามาดูหนังในโรงภาพยนตร์กันอีกครั้ง หลังจากที่ช่วงนั้นคนอเมริกันเริ่มนิยมดูหนังทางสตรีมมิงมากกว่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165703" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ด้วยความที่พล็อตหนังของ John Wick ภาคแรกนั้นในสายตาของค่ายหนังคงดูทรงแล้วไม่น่าจะไปรอด ซึ่งว่าด้วยเรื่องของนักฆ่ามืออาชีพที่เกษียณตัวเองออกจากวงการไปแล้ว และกลับมาจับปืนอีกครั้งเพื่อล้างแค้นให้กับหมาของตัวเองที่ถูกลูกชายมาเฟียยิงและชิงรถคันโปรดของเขาไป เกิดเป็นการแหกกฎของโลกนักฆ่าจนเกิดเป็นการไล่ล่าระดับถูกตั้งค่าหัวเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ ถ้าว่ากันตามตรง ณ วันนั้น มันคือพล็อตที่มีความเป็นหนังเกรดบีสูง (หรืออาจจะเป็นหนังเพื่อทำลงสู่ตลาดโฮมวิดีโอเลยก็ยังได้) และชื่อชั้นของสองผู้กำกับก็ไม่ได้ใหญ่โตแบบ เควนติน แทแรนติโน แต่โชคดีที่หนังได้ชื่อของ Keanu Reeves มาช่วยแบกเอาไว้ ทำให้พวกเขาได้ทุนสร้างมาในระดับหนึ่ง (ประมาณ 20 ล้านเหรียญฯ) ทำให้หัวหอกทั้งสามจึงต้องรัดเข็มขัดและคุมงบประมาณให้ดีที่สุดเพื่อแลกกับหนังในอย่างที่พวกเขาอยากให้เป็น จนในที่สุดหนังภาคแรกก็ทำเงินพอหอมปากหอมคอ เก็บรายได้ไปประมาณ 80 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ทีมงานได้ไฟเขียวให้สร้างภาคต่อได้ (โดยทางสตูดิโอเพิ่มทุนสร้างให้เป็น 40 ล้านเหรียญฯ สำหรับหนังภาคสอง)</p>



<p>John Wick: Chapter 2 (2017) จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนังชุดนี้ ซึ่งทีมงานได้ออกแบบและสร้างโลกของเหล่านักฆ่าขึ้นมาเพื่อเติมองค์ประกอบของหนังให้มีน้ำหนักมากขึ้น โดยขยายเรื่องราวไปยังโรงแรม The Continental ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง รวมถึงการให้ความสำคัญของการออกแบบงานภาพที่สำคัญพอๆ กับฉากต่อสู้ จนกลายเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นและสามารถนำมาสร้างเป็นส่วนต่อขยายของตัวเองต่อไปได้หลังจากจบหนังชุดนี้</p>



<p>ถ้าใครเริ่มรู้สึกคุ้นๆ กับพล็อตเรื่องประมาณนี้ ใช่แล้ว! มันคือพล็อตที่อยู่ในหนังและนิยายกำลังภายในจีนหลายๆ เรื่องนั้นเอง ทั้งจอมยุทธ์ที่ล้างมือออกไปจากยุทธภพและต้องกลับเข้ามาอีกครั้งด้วยเหตุผลบางอย่าง เรื่องของบุญคุณและความแค้นที่ต้องชำระ โรงเตี๊ยมของเหล่าจอมยุทธ์ที่มีกฎเหล็กว่าห้ามต่อสู้กันภายในพื้นที่ของโรงแรมแต่สุดท้ายก็เกิดการต่อสู้ขึ้นจนได้ (อย่างในหนังเรื่อง Dragon Inn (1992) หรือเดชคัมภีร์แดนพยัคฆ์ ก็เป็นหนังที่มีพล็อตเรื่องคล้ายๆ กัน)&nbsp; การดูแลควบคุมความเป็นไปของยุทธภพจากพรรคใหญ่ เช่น พรรคเหรียญทองของเซี่ยงกัวกิมฮ้งในฤทธิ์มีดสั้น (ซึ่งเหรียญทองนั้นก็ยังเป็นไอเท็มที่นักฆ่าใช้ในการซื้อสิทธิพิเศษในหนังด้วย) และการหาทางโค่นอำนาจของสำนักในปกครองเพื่อขึ้นสู่อำนาจแทน เป็นต้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165717" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-11-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดังนั้นการที่ทีมงานใส่เรื่องของโรงแรม The Continental และสภาสูงเข้ามา ทำให้เนื้อหาของ John Wick มีความหนักแน่นมากขึ้น จากหนังที่มีเนื้อเรื่องไม่เกินสองบรรทัดในภาคแรก สู่การแตกประเด็นไปพูดถึงเรื่องของการท้าทายอำนาจ คนคุมเกม และการเมืองในโลกของนักฆ่า โดยแฝงปรัชญาของชาวตะวันออกเอาไว้อย่างกลมกลืน ด้วยการนำพล็อตของยุทธจักรหนังจีนมาปรับใช้ในหนังตะวันตกที่ปรุงออกมาแล้วกลายเป็นความสดใหม่ และหยิบยืมไอเดียจากหนังฮ่องกงและหนังญี่ปุ่นยุค 80-90 มาใช้อย่างเต็มที่</p>



<p>จากเนื้อเรื่องของชายวัยชราคนหนึ่งที่อดีตเป็นนักฆ่าฝีมือดีออกตามล้างแค้นให้กับสุนัขของตัวเองในหนังภาคแรก ก็ขยายตัวออกเป็นเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกันตัว John Wick ก็ค่อยๆ ถูกบีบโดยอำนาจของสภาสูงและเหล่าผู้มีอำนาจในเรื่องให้ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นหมากตัวหนึ่งเพื่อให้แต่ละฝ่ายใช้ตัวเขาเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165709" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165713" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฝ่ายสภาสูงต้องการใช้ John Wick มาเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อให้คนที่อยู่ใต้การปกครองเห็นว่าจุดจบของคนที่พยายาม &#8216;ละเมิดกฎ&#8217; นั้น ต้องพบเจอกับความน่ากลัวอะไรบ้าง เพราะสภาสูงมองว่า John Wick คือ ปัญหาที่จะสร้างความสั่นคลอนอำนาจของพวกเขาได้ ดังนั้นจึงต้องกำจัด &#8216;ปัญหา&#8217; นั้นทิ้งโดยไม่สนใจว่าจะต้องเสียทรัพยากรขององค์กรไปเท่าไหร่ก็ตาม</p>



<p>ด้านสมาชิกพรรคก็ฉวยจังหวะนี้ใช้สัญญาที่ผูกมัดกับ John Wick เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเพิ่มขึ้น โดยหวังที่ตัวเองจะสามารถคานอำนาจกับสภาสูงได้มากขึ้น และอาจถึงขั้นหาทางยึดอำนาจมาไว้ในมือตัวเอง ซึ่งการยืมมือ John Wick มาใช้นั้น เรียกว่ามีแต่ได้กับได้ เพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับผิดทั้งหมดก็คือตัว John Wick นั่นเอง เพราะเขาใช้ &#8216;กฎ&#8217; ที่ทางสภาบัญญัติไว้มาเป็นข้อบังคับให้ John Wick ต้องทำตาม และในเกมนี้ใครที่สามารถคุม John Wick ได้ ก็เท่ากับชนะไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง</p>



<p>จากการล้างแค้นส่วนตัวจนทำให้ต้องเข้าไปพัวพันเข้าไปสู่เกมการเมืองในโลกอาชญากรรม ภาพของ John Wick ค่อยๆ ถูกเปลี่ยนไปในหนังแต่ละภาค (โดยที่เนื้อหาเป็นช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน) ในหนังภาคแรกเขาคือ ชายผู้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ผู้ที่สั่งเป็นสั่งตายตัวละครอื่นๆ ในเรื่อง และกลายเป็นฝ่ายที่ถูกตามล่าเสียเองในหนังภาคสอง จนต้องพาตัวเองไปยอมจำนนกับ The Elder เพื่อขอให้ยกเลิกการตั้งค่าหัวของตัวเขาในหนังภาคสาม และพบกับการถูกหักหลังจากคนที่เป็นพันธมิตรของเขา โดยที่ตอนท้ายในหนังภาคสามคือการซ้อนทับของเรื่องราวจอมยุทธ์ที่ดำเนินมาถึงช่วงที่ตัวเองพลัดตกไปในหุบเขา แน่นอนเขานั้นยังไม่ตายและพร้อมกลับขึ้นมาสะสางความแค้นครั้งนี้ให้จบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165716" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Body-JohnWick4-07-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>John Wick: Chapter 4 จึงเป็นการดำเนินเรื่องเพื่อปิดฉากสงครามนี้ โดยที่ตัวเขาเปลี่ยนสถานะจากหมากที่ถูกควบคุมมาเป็นผู้ดำเนินเกมนี้ด้วยตัวเอง โดยครั้งนี้สภาสูงและคนดูมีหน้าที่เพียงเฝ้าดูการหาทางออกของตัวละครเท่านั้น โดยมีฉากที่นำเสนอผ่านมุมมองที่เรียกว่า God Eye View หรือการเฝ้าดูของผู้มีอำนาจที่นั่งมอง John Wick เอาชีวิตรอดอย่างทุลักทุเล</p>



<p>ด้วยการปูเรื่องราวและวางรากฐานของหนังสามภาคก่อนหน้า และการปล่อยของจนหมดเปลือกของทีมงาน รวมทั้งได้ทัพนักแสดงแอ็กชันฝีมือดีมาร่วมงานมากมาย การสร้างคาแร็กเตอร์ของนักฆ่าที่ทำให้คนดูหลงรักอย่าง ตอนนี เยน (Donnie Yen), ฮิโรยูกิ ซานาดะ (Hiroyuki Sanada), รินะ ซาวายามะ (Rina Sawayama) และการแสดงของ บิล สการ์สการ์ด (Bill Skarsgård) รวมทั้งนักแสดงชุดก่อนอย่าง เอียน แม็คเชน (Ian McShane) กับ ลอเรนซ์ ฟิชเบิร์น (Laurence Fishburne) จึงทำให้หนังภาคนี้มีความสมบูรณ์ในแบบที่ควรจะเป็นอย่างพอดิบพอดี แม้ว่าฉากต่อสู้ในหนังจะมีจำนวนมากและยืดเยื้อไปสักหน่อย แต่มันก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับวงการหนังแอ็กชันของโลกได้สำเร็จ ที่ต่อไปนี้หากใครจะทำหนังบู๊เดือดๆ ขึ้นมา คงไม่สามารถน้อยกว่า John Wick ได้อีกแล้ว</p>



<p>รวมถึงทีมงานของ John Wick เองที่ต้องรักษามาตรฐานที่ตัวเองทำไว้ในซีรีส์ The Continental และ Ballerina หนังภาคแยกของจักรวาลนักฆ่านี้ที่กำลังจะตามออกมาไว้ด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/john-wick-chapter-4-2023/">John Wick: Chapter 4 ภาพสะท้อนของเกมการเมืองและการสร้างมาตรฐานใหม่กับหนังแอ็กชันโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความทรมานที่ไร้ฝันในชีวิต สู่การเกิดประกายไฟแห่งความหวังของ &#8216;The Jum&#8217; ณภัทร จงจิตตโพธา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/metro-art-the-jump-napat-jongjitphotha/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2023 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Fire Friends Town]]></category>
		<category><![CDATA[Metro Art]]></category>
		<category><![CDATA[The Jum]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165552</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาวะหมดไฟ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกหดหู่ เบื่อหน่ายในการทำงานเท่านั้น แต่มันลามไปถึงการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ และกัดกินสุขภาพร่างกายของเราให้เสื่อมโทรมลงไปโดยไม่รู้ตัวด้วย ซึ่งความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากนี้เคยเกิดขึ้นกับ&#160; The Jum หรือ ณภัทร จงจิตตโพธา ศิลปิน Pop Art รุ่นใหม่ ที่กำลังได้รับการจับตามองจากคนในแวดวงดิจิทัลอาร์ตตอนนี้ด้วย โดยเขาสร้างชื่อจากคาแรกเตอร์ตัว &#8216;น้องไฟ&#8217; ที่โด่งดังอย่างมากในตลาดงานศิลปะ NFT และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อีกมากมายที่อยากประสบความสำเร็จในงานศิลปะดิจิตอลแบบเขา&#160; แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ The Jum ต้องฝ่าฟันกับความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักหน่วง นั่นคือความรู้สึกหมดใจในการทำงานศิลปะ และเคยหันไปใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปแบบวันต่อวัน ที่ยิ่งทำให้เขารู้สึกท้อแท้จนถึงขั้นสูญสิ้นความฝันของตัวเอง&#160; หลังจากเดินหลงทางอยู่ในความืดมนจนเกือบถอดใจ สุดท้ายเขาก็ค้นพบแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์และก่อให้เกิดประกายไฟในตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ที่ทำให้เขาสร้างตัวคาแรกเตอร์ &#8216;น้องไฟ&#8217; ขึ้นมาเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ในการบอกกับตัวเองว่าต่อไปนี้เขาจะลุกขึ้นลุยกับงานศิลปะอีกครั้ง และจะต้องประสบความpppสำเร็จให้ได้&#160; เราขอชวนคุณไปค้นหาว่าอะไรที่ทำให้เขาสามารถจุดไฟในตัวให้กลับมาลุกโชนขึ้นได้อีกครั้ง งานศิลปะชุด Fire Friend Town ของคุณครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงกับผู้คนในย่านลาดพร้าวด้วยไหม ความเกี่ยวข้องน่าจะเป็นส่วนของพื้นที่ซึ่งงานของผมได้รับเชิญให้มาจัดแสดงที่ Metro Art ภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งตัวผมและผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้มีโอกาสพบปะเจอกัน และทำให้งานศิลปะได้ออกมาเจอผู้คนมากขึ้น จากเดิมที่เราต้องไปดูงานศิลปะที่แกลเลอรี การมี Art Space ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนก็สร้างโอกาสใหม่ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/metro-art-the-jump-napat-jongjitphotha/">ความทรมานที่ไร้ฝันในชีวิต สู่การเกิดประกายไฟแห่งความหวังของ &#8216;The Jum&#8217; ณภัทร จงจิตตโพธา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>        ภาวะหมดไฟ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกหดหู่ เบื่อหน่ายในการทำงานเท่านั้น แต่มันลามไปถึงการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ และกัดกินสุขภาพร่างกายของเราให้เสื่อมโทรมลงไปโดยไม่รู้ตัวด้วย ซึ่งความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากนี้เคยเกิดขึ้นกับ&nbsp; The Jum หรือ ณภัทร จงจิตตโพธา ศิลปิน Pop Art รุ่นใหม่ ที่กำลังได้รับการจับตามองจากคนในแวดวงดิจิทัลอาร์ตตอนนี้ด้วย โดยเขาสร้างชื่อจากคาแรกเตอร์ตัว &#8216;น้องไฟ&#8217; ที่โด่งดังอย่างมากในตลาดงานศิลปะ NFT และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อีกมากมายที่อยากประสบความสำเร็จในงานศิลปะดิจิตอลแบบเขา&nbsp;</p>



<p>        แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ The Jum ต้องฝ่าฟันกับความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักหน่วง นั่นคือความรู้สึกหมดใจในการทำงานศิลปะ และเคยหันไปใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปแบบวันต่อวัน ที่ยิ่งทำให้เขารู้สึกท้อแท้จนถึงขั้นสูญสิ้นความฝันของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>        หลังจากเดินหลงทางอยู่ในความืดมนจนเกือบถอดใจ สุดท้ายเขาก็ค้นพบแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์และก่อให้เกิดประกายไฟในตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ที่ทำให้เขาสร้างตัวคาแรกเตอร์ &#8216;น้องไฟ&#8217; ขึ้นมาเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ในการบอกกับตัวเองว่าต่อไปนี้เขาจะลุกขึ้นลุยกับงานศิลปะอีกครั้ง และจะต้องประสบความpppสำเร็จให้ได้&nbsp;</p>



<p>        เราขอชวนคุณไปค้นหาว่าอะไรที่ทำให้เขาสามารถจุดไฟในตัวให้กลับมาลุกโชนขึ้นได้อีกครั้ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-05-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-165555" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-05-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-05-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-05-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-05.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">งานศิลปะชุด Fire Friend Town ของคุณครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงกับผู้คนในย่านลาดพร้าวด้วยไหม</h2>



<p>        ความเกี่ยวข้องน่าจะเป็นส่วนของพื้นที่ซึ่งงานของผมได้รับเชิญให้มาจัดแสดงที่ Metro Art ภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งตัวผมและผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้มีโอกาสพบปะเจอกัน และทำให้งานศิลปะได้ออกมาเจอผู้คนมากขึ้น จากเดิมที่เราต้องไปดูงานศิลปะที่แกลเลอรี การมี Art Space ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งผมก็หวังว่าคนทั่วไปจะตอบรับพื้นที่ตรงนี้ด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">ตัวคาแรคเตอร์ &#8216;น้องไฟ&#8217; ของคุณ ถูกจุดประกายขึ้นมาจากอะไร</h2>



<p>         จากการที่ผมเคยเป็นคนที่หมดไฟไปแล้ว ผมเคยยอมแพ้และเลิกทำงานศิลปะไปเลย เพราะท้อแท้กับระบบต่างๆ ของประเทศไทย ที่ไม่ค่อยเห็นค่าหรือสนับสนุนงานศิลปะเลย เหมือนเขาไม่เห็นคุณค่าของงานศิลปะแม้แต่นิดเดียว ผมจึงหันไปใช้ชีวิตวนลูปอยู่กับการทำงานประจำ เป็นการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เช้าไปทำงานเย็นก็กลับบ้านวนไปวนมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมี NFT เกิดขึ้น ผมจึงวาดตัวน้องไฟขึ้นมา ตอนนั้นเหมือนเรากำลังจุดไฟในตัวเองให้ติดขึ้นมาอีกครั้ง และคนต่างชาติก็ให้ความสนใจกับงานของผม ตอนนั้นหัวใจของผมจึงรู้สึกฟูฟ่องขึ้นมา และกลับมาทำงานศิลปะอีกครั้ง</p>



<h2 class="wp-block-heading">วันที่หันหลังให้กับศิลปะ ตอนนั้นชีวิตของคุณเป็นอย่างไร</h2>



<p>        เป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือน ไม่มีความฝันอะไร อยู่กับความรู้สึกที่ทรมานมาก จากคนที่เคยมีไฟ มีความมุ่งมั่น มีความฝัน มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน พอวันหนึ่งเป้าหมายมันสูญสิ้นไปด้วยสภาพปัญหาและภาระต่างๆ ที่พบเจอ รวมถึงสภาพแวดล้อมในสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้ผมรู้สึกหมดไฟจากการทำงานศิลปะด้วย เช่น อยู่ๆ วันหนึ่งเราก็ต้องมาเจอข่าวว่าเดี๋ยวหอศิลป์จะถูกยุบบ้าง เดี๋ยวก็มีข่าวเกี่ยวกับคนในแวดวงศิลปะที่ไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งๆ ที่เขากำลังจะได้โอกาสดีๆ บ้าง ใจที่เคยฟูก็ค่อยๆ ห่อเหี่ยวลงไป ซึ่งอย่างที่บอก การเกิดขึ้นของ NFT ทำให้เราพบว่ายังมีคนที่ให้คุณค่าในผลงานของเราอยู่ และทำให้ผมอยากกลับมาลุยอีกครั้ง</p>



<h2 class="wp-block-heading">กระแสของ NFT ตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หัวใจคุณเริ่มฝ่อลงไปไหม</h2>



<p>        ไม่เลยครับ เพราะผมเป็นคนที่เข้าไปในโลกของ NFT ตั้งแต่แรกๆ ผมเก็บเกี่ยวความสำเร็จมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว และต่อไปถ้า NFT จะไปต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้งานของผมก็ขยายไปในส่วนของงานเพนต์ติ้งและอื่นๆ แล้ว เพราะผมเชื่อมาตลอดว่าเราไม่สามารถทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ต้องมีงานอื่นๆ มารองรับด้วย ชีวิตของเราในยุคนี้ไม่สามารถทำอะไรอย่างเดียวได้แล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading">คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง</h2>



<p>        ผมคิดว่ายังกึ่งๆ อยู่ ยังไม่ประสบความสำเร็จขนาดที่จะลอยตัวหรือมีชีวิตที่มั่นคงได้ แต่ผมก็ไม่ได้คิดเรื่องตัวเองจะประสบความสำเร็จเมื่อไหร่เลย เพราะยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผมจึงมองไปที่จุดหมายระยะไกลมากกว่า และดูที่ความต้องการพื้นฐานของเราว่าจะสามารถเดินไปต่อได้อย่างไร และปรับเปลี่ยนวิธีตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165557" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">วิธีที่คุณใช้ศิลปะมาต่อยอดเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองนั้นทำอย่างไร</h2>



<p>        วิธีแรกคือการขายผลงาน วิธีต่อมาคือนำผลงานของเรามาสร้างเป็นโปรดักต์ Fire Friend ที่ผมทำงานหลากหลายรูปแบบเพราะตัวเองเป็นเด็กต่างจังหวัด ดังนั้นการทำงานศิลปะเพื่อเลี้ยงชีพจึงมีปัจจัยเยอะกว่าศิลปินที่เป็นคนกรุงเทพฯ เช่น การเดินทางเข้ากรุงเทพฯก็ต้องมีค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าต่างๆ ดังนั้นทุกอย่างทำสำหรับต้องใช้เงินทั้งนั้น ผมไม่สามารถพูดได้ว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ ดังนั้นการขายผลงานจึงเป็นสิ่งตั้งต้นที่จะทำให้เราสามารถสร้างผลงานต่อยอดไปได้เรื่อยๆ</p>



<p>        การต่อยอดนั้นมาจากการที่ผมเรียนมาทางด้านโปรดักต์ดีไซน์ด้วย ผมจึงนำความรู้ตรงนี้มาใช้กับผลงาน Fire Friend ด้วยการนำเทคนิคต่างๆ มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ และการรู้จักกลุ่มลูกค้า ดูการตลาด และองค์ประกอบในการขายผลงานต่างๆ ซึ่งต้องใช้วิธีคิดหลายๆ อย่างมาผสมผสานไว้ด้วยกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading">ในฐานะรุ่นพี่มีอะไรอยากแนะนำน้องๆ ที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู้เส้นทางการเป็นนักวาดตัวคาแรกเตอร์บ้าง</h2>



<p>        ปัญหาที่น้องๆ มีคงเป็นปัญหาเดียวกับผมคือจะหาลายเส้นของตัวเองได้อย่างไร ทุกคนต้องมีคำถามอยู่แล้วว่าจะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างไรให้ไม่ซ้ำกับคนอื่น ซึ่งสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลา เราลองทำงานออกมา 10 ครั้งแล้วยังไม่เจอเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็ต้องลองทำต่อไปอีกร้อยครั้งพันครั้ง จนกว่าจะหาเจอ คุณต้องอาศัยความอดทน และต้องมีทุนเริ่มต้นด้วย เพราะการทำงานศิลปะเราต้องลงทุนกับค่าอุปกรณ์ แต่ก็ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้มากเพราะตอนนี้งานศิลปะนั้นเปิดกว้างกว่าเดิม ต่างประเทศเริ่มยอมรับในฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และเขาก็สนใจประเทศไทยกันมาก</p>



<p>        สิ่งเหล่านี้ประกอบไปด้วยเรื่องของความอดทน การใช้ชีวิต การเลี้ยงชีพตัวเองด้วย เพราะปัจจัยในการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์ สภาพแวดล้อม สังคม หรือแม้กระทั่งการเมืองที่ดีด้วย แต่สิ่งที่เรียกว่าโอกาสก็เป็นตัวแปรสำคัญเหมือนกัน เพราะต่อให้เราทำงานเยอะแค่ไหน ถ้าโอกาสมาไม่ถึงก็ไม่มีใครมองเห็นผลงานเราอยู่ดี หรือเราใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องแล้วก็วาดรูปไปเรื่อยๆ ไม่มีพื้นที่ให้นำผลงานออกมาแสดง มันก็แทบไม่มีทางให้เราต่อยอดได้ ดังนั้นการประสบความสำเร็จจึงมีปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยส่งเสริมผลงานของเราด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">แสดงว่าถ้าจะทำงานศิลปะควรจะเป็นคนที่ไม่เก็บตัวหรือเรียกง่ายๆ ว่าจะเป็นคน Introvert ไม่ได้แล้ว</h2>



<p>        เรื่องนี้ตอบยากเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นผม ผมจะให้งานมันเดินทางไปด้วยตัวมันเอง แต่ผมก็จะลงงานในออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็ไม่เชิงว่าเราจะเดินเข้าหาใครต่อใครตลอด เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยกล้าเดินเข้าหาใครด้วยเหมือนกัน แต่ยอมรับว่าโอกาสที่เข้ามาหาเกิดจากการที่เราทำงานอย่างต่อเนื่องและอัปเดตอยู่เสมอทางออนไลน์ ซึ่งข้อดีของโลกออนไลน์คือเป็นพื้นที่เปิดกว้างที่คนสามารถแชร์ต่อๆ กันไปได้ ทำให้งานของเรามีคนเห็นอยู่เรื่อยๆ ทำให้ผมยังเป็นที่มองเห็นอยู่ในทุกวันนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading">วันที่คุณหันหลังให้กับการทำงานศิลปะ เพราะเหนื่อยหน่ายและท้อแท้ แล้วสมมติว่ามีปีศาจตนหนึ่งบอกว่า “ขายวิญญาณให้ฉันสิ แล้วฉันจะทำให้เธอดัง” เอาไหม?</h2>



<p>         ไม่ขายครับ ผมกลัวจะเป็นเหมือนพี่เสก โลโซ เพราะพี่เสกเขาบอกว่าเขาขายวิญญาณให้ซาตาน (หัวเราะ) แต่ที่ไม่คิดว่าต้องยอมขายเพราะความร่ำรวยสำหรับผมคือการที่เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่าย วันนี้ผมอยากไปเที่ยวก็ไปได้ อยากกินอะไรก็กินได้ อยากได้ของอะไรที่เห็นแล้วเราสามารถซื้อได้ โดยที่มันไม่ได้แพงมาก แต่มันตอบโจทย์กับเรามากๆ ก็พอ หรือวันนี้เราสามารถนอนพักได้โดยไม่ต้องมานั่งประชุมงาน ผมรู้สึกว่าแค่นี้สำหรับผมก็คือความร่ำรวยแล้วครับ</p>



<p>        ถ้ามองย้อนไปวันนั้นผมก็ไม่โทษตัวเองที่รู้สึกยอมแพ้นะ เพราะเราไม่สามารถถอยหลังหรือย้อนเวลากลับไปได้ แต่ผมจะเอาสิ่งที่เคยทำผิดพลาดมาแต่งเติมร่วมกับสิ่งที่มีในปัจจุบันที่ต่อยอดได้ หรือเอาข้อเสียในงานเก่าๆ ของเรามาปรับปรุงเพื่อให้ตัวเองพัฒนาขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-04-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">รวมถึงนัยยะของการเกิด ‘น้องไฟ’ คาแรกเตอร์ลูกไฟที่มีหลากหลายสีด้วยหรือเปล่า</h2>



<p>        ใช่ ดังนั้นน้องไฟจึงเป็นเหมือนก้อนไฟที่ใช้จุดพลังในตัวเอง ดังนั้นตัวคาแรกเตอร์จึงมีสีสันมากมายโดยผมอยากให้เป็นความรู้สึกที่เห็นแล้วมีความละมุนมากกว่าความร้อนแรง สามารถเข้ากับคนทั่วไปได้ ไม่ได้มีสีสันร้อนแรงหรือเป็นเปลวไฟที่ลุกโชนจนเกินไป นั่นเป็นเพราะผมดึงคาแรกเตอร์ทุกอย่างในวัยเด็กของผมมาใช้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีสัน แม้ว่าทุกวันนี้ผมก็ยังคงมีความหม่นหมองๆ กับชีวิตอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเป็นงานของผมนั้นมันออกมาจากสิ่งที่อยู่ในเบื้องลึกที่ตอนเด็กๆ เราชอบสีโทนสีชมพู เหลือง ฟ้า ซึ่งเป็นโทนสีที่ผมชอบใช้ประจำ แม้ว่าโตขึ้นมาเราจะเจอกับสภาพสังคมที่น่าเจ็บปวด (หัวเราะ) หรือแม้แต่เรื่องของชีวิตส่วนตัวก็ตามที่ทำให้ชีวิตหม่นลงไปเรื่อยๆ แต่เวลาทำงานผมจะดึงความเป็นเราในวัยเด็กที่เราเคยรู้สึกสนุกกับชีวิต วัยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้น้องไฟช่วยลบความหม่นหมองในจิตใจผมไปเรื่อยๆ ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">น้องไฟที่เป็นเหมือนก้อนพลังงานในตัวคุณ ถ้ามันเป็นสีดำ หน้าที่ของมันจะยังเหมือนเดิมไหม</h2>



<p>        เหมือนเดิมแน่นอน เพราะเปลวไฟจะเป็นสีอะไรก็ขึ้นอยู่ที่คนจะสื่อความหมาย บางคนชอบสีดำมาก ในตู้เสื้อผ้าของเขาเมื่อเปิดออกมาก็เจอแต่เสื้อสีดำ เขาก็เปรียบสีดำเป็นสีแห่งความสุขของเขา มันขึ้นอยู่กับมุมมองที่เรากำหนดเอง เช่น บางบริบทสีดำอาจจะไม่เหมาะสม แต่สำหรับผมสีดำคือสีที่ผมชอบ ผมก็มองว่าสีดำคือสีแห่งความสุขของผม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165562" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">ศิลปะของคุณเป็นการเยียวยาหรือแค่การปลอบประโลมจิตใจ</h2>



<p>        เป็นทั้งสองอย่างเลยและผมก็ว่าได้ผลด้วย เพราะเวลาที่ผมเปิดดูสมุดสเก็ตช์เล่มเก่าๆ ก็เหมือนตัวเองได้ดึงตัวละครที่มันเคยอยู่ในสมุดสเก็ตช์เมื่อ 10-20 ปีที่แล้วกลับมาใช้งานต่อ ซึ่งเป็นการต่อยอดความฝันในวัยเด็กของตัวเองด้วย ‘น้องไฟ’ คือการพิสูจน์ว่าในที่สุดเราก็หาเอกลักษณ์ในงานของตัวเองเจอจนได้ ซึ่งมันถูกยอมรับทั้งตัวผมเองและคนอื่นๆ เพราะผลงานในโลกยุคสมัยนี้ต้องเกิดจากการยอมรับของคนทั่วไปด้วย ถ้าคนดูยอมรับในตัวน้องไฟ เราก็สามารถจับมือไปด้วยกันต่อได้ และน้องไฟทำให้ผมกลับมามีไฟในการทำงานด้วยในวันแรกที่มีคนยอมรับมัน ผมจึงสานต่อคาแรกเตอร์นี้มาเรื่อยๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading">จากที่เล่ามา ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณไม่มีความกลัวอะไรในชีวิตอีกแล้ว</h2>



<p>        ยังมีอยู่ครับ ผมกลัวการผิดพลาด และเชื่อว่าทุกคนกลัวการผิดพลาดหมด ก่อนหน้านี้ผมล้มไม่ได้เลย เพราะเราเป็นเด็กต่างจังหวัด พ่อแม่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย แถมพ่อก็เป็นหนี้ด้วย เราก็เลยต้องสู้ ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ ผมอิจฉาเพื่อนที่จบมาแล้วก็มีแม่ที่ให้เงินไปทำแบรนด์เป็นของตัวเอง ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วทำไมเราต้องไปทำงานเพื่อหาทุนมาก่อนถึงจะทำแบรนด์ของตัวเองได้ แต่ชีวิตคนเรามันก็แตกต่างกันอยู่แล้ว เราก็ต้องเดินตามทางของเรา ผมจะมีความคิดที่ว่าถ้าคนเราเกิดมาก็ต้องตาย แล้วเราจะไม่ลองทำอะไรหน่อยเหรอ ถ้าเราไม่สู้เราก็จะวนอยู่กับการทำงานแบบเช้าเย็นกลับ เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรก็ทำ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่พ่อของแฟนผมกำลังซ่อมรถ อยู่ๆ ก็ธาตุไฟแตกแล้วก็เสียชีวิตเลย ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมก็คิดว่า ชีวิตไม่มีอะไรจีรัง ผมจึงลุยเลยไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading">ระหว่างทางที่ลุยนั้น คุณได้รับบาดแผลกลับมาเยอะแค่ไหน</h2>



<p>        บาดแผลมีไม่ค่อยเยอะครับ ถ้าคนที่ติดตามผมมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ จะเห็นว่าผมทำงานหลายอย่าง มีทั้งเอาของไปขายตามตลาดนัดด้วย เพราะผมเป็นคนที่มีแผนสำรองเสมอ ถ้าแผนที่หนึ่งพลาด เราก็มีแผนสอง เช่น ผมจะทำอาชีพวาดรูปผมก็จะหาอาชีพเสริมไว้ เราจะวางแผนรองรอไว้ เพราะผมกลัวที่จะล้ม ถ้าเราล้มลงไปก็ไม่รู้จะยืมเงินใครได้ จึงเลยต้องวางแผนไว้ตลอด ทุกวันนี้ผมเขียนตารางงานไว้ตลอดว่า ในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง และมีน้องชายผมคอยช่วยดูเรื่องนี้ด้วย!แม้ว่าจะมีทะเลาะกันบ้าง แต่เราทั้งคู่ก็พยายามช่วยประคับประคองกันไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-06-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-165561" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-06-1-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-06-1-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-06-1-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/the-jum-06-1.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">คุณวางแผนให้อนาคตตัวเองไว้แบบไหน</h2>



<p>        ผมขอทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุดไปก่อนดีกว่า เพราะผมเคยคาดหวังกับอนาคตมาก จนวันหนึ่งก็พบว่าชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ผมเลยเปลี่ยนความคิดเป็นอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตก็ค่อยว่ากันดีกว่า แต่ผมก็มีเป้าหมายนะ ซึ่งเป้าหมายในอนาคตของผมขึ้นอยู่กับระยะเวลาและปัจจัยหลายๆ อย่าง เป้าหมายของผมก็สูงพอสมควร มันเลยทำให้เราอยากจะปีนขึ้นไปด้วย และเราก็จะทำให้สำเร็จ เพราะเราทุ่มเทกับมันเต็มที่ทุกครั้ง สำหรับผมแล้วสิ่งที่ยอมไม่ได้เลยคือการพ่ายแพ้แก่สิ่งที่เราอยากจะทำ</p>



<h2 class="wp-block-heading">คนรุ่นใหม่แบบคุณรู้สึกทรมานกับการที่ต้องรอคอยอะไรสักอย่างไหม </h2>



<p>        สำหรับผมการรอคอยเป็นเรื่องที่ทรมานมากเหมือนกัน (หัวเราะ) ยิ่งถ้าเป็นวัยรุ่นน่าจะยิ่งมีผลมากกว่าด้วย เพราะธรรมชาติของวัยรุ่นคือความใจร้อน ไฟแรง ผมเองก็อยากให้งานบางอย่างมันรวดเร็วขึ้นด้วย แต่การรอคอยก็ต้องดูด้วยว่าเป็นเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องของความสำเร็จคงต้องมองระยะยาวๆ ด้วย จะไปใจร้อนเร่งให้มันเกิดขึ้นก็คงยาก</p>



<h2 class="wp-block-heading">ประสบการณ์คือสิ่งที่จะช่วยรองรับแรงกระแทกเมื่อเราล้มจริงๆ</h2>



<p>        เรื่องนี้ผมเห็นด้วยจริงๆ และบางประสบการณ์ที่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยกลับช่วยผมในวันนี้มากๆ เช่น ตอนที่ผมเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด ทำให้ผมจากที่เป็นคนไม่ค่อยกล้าคุยกับใคร กลายเป็นว่าเมื่อเราได้เจอลูกค้าทุกวัน เราก็ต้องพูดคุยกับเขาทุกวัน ผมก็ได้เทคนิคการพูดจากตรงนี้ หรือการขายของออนไลน์ทำให้ผมรู้จักระบบหลังบ้านมากขึ้น รู้ว่าช่วงเวลาไหนที่เราควรโพสต์เพื่อให้คนมองเห็นผลงานเรามากที่สุด หรือการทำงานด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ผมก็เรียนรู้เรื่องสัดส่วนของมนุษย์ เรื่องโครงสร้างของการออกแบบ ได้รู้จัดการหาซัพพลายเออร์มาช่วยผลิตชิ้นงาน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">คุณมองว่าตัว &#8216;น้องไฟ&#8217; มีศักยภาพที่จะไปเป็นตัวละครในเกมได้ เหมือนตัว Kirby ที่โด่งดังของเกมค่าย Nintendo คุณมีแผนที่จะสร้างโปรเจกต์ทำนองนี้ไหม</h2>



<p>        การเอาตัวน้องไฟไปเป็นตัวละครในเกมก็อยู่ในแผนการที่ผมวางไว้เหมือนกัน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้แค่ไหน เพราะสิ่งที่ขาดอยู่ในตัวน้องไฟตอนนี้คือ ตัวน้องยังไม่มีความฝันของตัวเอง แต่มันยังคงเดินหน้าทำในสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันไปเรื่อยๆ ความมุ่งมั่นของน้องไฟคือ มันจะยังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับที่ผมจะไม่หันหลังกลับไปอีกแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าผ่านไปอีกสักสิบปี ไฟในตัวน้องไฟจะเบาบางลงไหม</h2>



<p>        น้องไฟก็ยังคงซิ่งเหมือนเดิม เพราะเดี๋ยวนี้คนที่อายุมากก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นคนแก่แล้วครับ ส่วนผมเองก็ยังคงซิ่งอยู่เหมือนเดิมแน่นอน</p>



<p>นิทรรศการศิลปะ Fire Friends Town จัดแสดงที่บริเวณ Metro Art อาร์ต สเปซ แห่งใหม่ในสถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน</p>



<p>รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: <a href="https://www.facebook.com/metromallbangkok">Metro Mall Bangkok</a></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">เรื่อง: ทรรศน หาญเรืองเกียรติ / ชุติมณฑน์ แก้วมี&nbsp; ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/metro-art-the-jump-napat-jongjitphotha/">ความทรมานที่ไร้ฝันในชีวิต สู่การเกิดประกายไฟแห่งความหวังของ &#8216;The Jum&#8217; ณภัทร จงจิตตโพธา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ในโลกที่ดอกพริมโรสเบ่งบานของ PRJ ศิลปินที่สร้างงานศิลปะโอบกอดและเยียวยาใจให้กับผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/metro-art-prj-parimroj-pinyo/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[PRJ]]></category>
		<category><![CDATA[ภริมโรจน์ ภิญโญ]]></category>
		<category><![CDATA[Metro Art]]></category>
		<category><![CDATA[The Happiness of GON World]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165296</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงนี้ถ้าคุณมีโอกาสได้แวะเวียนไปในโซน Metro Mall ของ MRT พหลโยธิน คุณคงสะดุดตากับความสดใสที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ โดยเฉพาะ ‘เจ้าก้อน’ ตัวคาแรกเตอร์สีชมพูอ้วนกลมผลงานการสร้างสรรค์ของ PRJ หรือ ภริมโรจน์ ภิญโญ หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันให้กับ Metro Art อาร์ตสเปซแห่งแรกของไทยในรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่นั่งต้อนรับผู้คนที่แวะเวียนไปมาด้วยรอยยิ้มที่ใครเห็นก็คงอดจะรู้สึกสดใสตามไปด้วยไม่ได้ รวมถึงงานในคอลเลกชัน The Happiness of GON World ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย&#160; แต่ความสำเร็จในวันนี้ของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกพริมโรสมาตั้งแต่ต้น เพราะเส้นทางชีวิตของเขานั้นมีความพลิกผันมากมายตั้งแต่เด็กจนโต รวมถึงการติดกับดักทางความคิดด้านลบของตัวเองมาหลายปี เกิดเป็นบาดแผลในใจที่เกิดจากการถูกบุลลี่มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาเกือบจะไม่ได้มาเป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะเพื่อช่วยฮีลใจและสร้างความสุขให้กับคนดูงานของเขาด้วยซ้ำ ชวนไปพบที่มาของ ‘เจ้าก้อน’ และเรื่องราวของ PRJ ในวันที่ความคิดในอดีตได้คลี่คลายลงไปจนเขาพบความสุขที่แท้จริงของตัวเอง รวมถึงความสำคัญของศิลปะที่เจ้าตัวเชื่อว่าจะช่วยเยียวยาและเติมพลังให้คุณสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง ถ้าคุณไม่ได้ทำงานศิลปะ คุณคิดว่าการมี Art Space นั้น สำคัญต่อชีวิตคนอย่างไร สำหรับผม Art Space คือพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคน ทุกอาชีพ เข้าถึงได้ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ผมเคยตั้งคำถามว่าทำไมศิลปะอื่นๆ เช่น เพลงหรือการแสดงถึงเข้าถึงผู้คนได้ง่าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/metro-art-prj-parimroj-pinyo/">ในโลกที่ดอกพริมโรสเบ่งบานของ PRJ ศิลปินที่สร้างงานศิลปะโอบกอดและเยียวยาใจให้กับผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>        ช่วงนี้ถ้าคุณมีโอกาสได้แวะเวียนไปในโซน Metro Mall ของ MRT พหลโยธิน คุณคงสะดุดตากับความสดใสที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ โดยเฉพาะ <em>‘เจ้าก้อน’</em> ตัวคาแรกเตอร์สีชมพูอ้วนกลมผลงานการสร้างสรรค์ของ PRJ หรือ ภริมโรจน์ ภิญโญ หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันให้กับ Metro Art อาร์ตสเปซแห่งแรกของไทยในรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่นั่งต้อนรับผู้คนที่แวะเวียนไปมาด้วยรอยยิ้มที่ใครเห็นก็คงอดจะรู้สึกสดใสตามไปด้วยไม่ได้ รวมถึงงานในคอลเลกชัน <em>The Happiness of GON World</em> ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย&nbsp;</p>



<p>        แต่ความสำเร็จในวันนี้ของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกพริมโรสมาตั้งแต่ต้น เพราะเส้นทางชีวิตของเขานั้นมีความพลิกผันมากมายตั้งแต่เด็กจนโต รวมถึงการติดกับดักทางความคิดด้านลบของตัวเองมาหลายปี เกิดเป็นบาดแผลในใจที่เกิดจากการถูกบุลลี่มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาเกือบจะไม่ได้มาเป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะเพื่อช่วยฮีลใจและสร้างความสุขให้กับคนดูงานของเขาด้วยซ้ำ</p>



<p>        ชวนไปพบที่มาของ ‘เจ้าก้อน’ และเรื่องราวของ PRJ ในวันที่ความคิดในอดีตได้คลี่คลายลงไปจนเขาพบความสุขที่แท้จริงของตัวเอง รวมถึงความสำคัญของศิลปะที่เจ้าตัวเชื่อว่าจะช่วยเยียวยาและเติมพลังให้คุณสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165303" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ถ้าคุณไม่ได้ทำงานศิลปะ คุณคิดว่าการมี Art Space นั้น สำคัญต่อชีวิตคนอย่างไร</h3>



<p>         สำหรับผม Art Space คือพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคน ทุกอาชีพ เข้าถึงได้ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ผมเคยตั้งคำถามว่าทำไมศิลปะอื่นๆ เช่น เพลงหรือการแสดงถึงเข้าถึงผู้คนได้ง่าย แต่สำหรับงานภาพวาด ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นแค่ทางเลือกมากกว่า บางคนก็พูดว่าต้องรวยก่อนถึงจะเสพงานศิลปะนี้ได้ ทำไมอาชีพของผมถึงได้อยู่ไกลจากคนทั่วไปเหลือเกิน แต่ตอนนี้ทางสถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน ได้สร้าง Art Space ขึ้นมา แล้วให้ผมนำผลงานมาติดตั้งไว้ที่นี่ ผู้รู้สึกดีใจมาก เพราะอย่างน้อยงานของเราจะได้ทำหน้าที่โอบกอดและเยียวยาผู้คนได้บ้าง และทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่างานศิลปะนั้นไม่ได้เข้าถึงยากเลย อย่างน้อยต่อไปเมื่อศิลปินท่านอื่นๆ มีโอกาสได้นำผลงานมาแสดงที่นี่ เขาอาจจะทำให้คนรู้สึกว่า แทนที่ในวันอาทิตย์เขาจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ ก็มีสถานที่ให้เขาออกมาเดิน มาชมงาน มารู้จักว่าศิลปะไม่ได้มีแค่ภาพวาด ภาพสีน้ำ หรือภาพเหมือนเท่านั้น แต่มีงานที่พูดถึงภาพประกอบ งานคาแรกเตอร์ หรือแม้แต่งานศิลปะกราฟฟิตี้ก็ได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">ศิลปะที่สร้างความตื่นตะลึงให้คุณเป็นงานแบบไหน</h3>



<p>        ผมเคยเห็นตึกสีเทาที่กำแพงด้านข้างของตึกมีงานศิลปะกราฟฟิตี้ระบายอยู่ตรงนั้น ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังของงานศิลปะทันทีที่มันสามารถทำให้ตึกแห่งนั้นมีชีวิตชีวา มีสีสัน ทำให้ผมเชื่อว่าศิลปะสามารถสร้างชีวิตให้กับสถานที่ที่เหี่ยวแห้งได้ ยิ่งถ้าสถานที่ตรงนั้นเป็นจุดที่ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา งานศิลปะที่ตั้งอยู่ตรงนั้นอาจทำให้คนที่กำลังรีบเดินสามารถหยุดมองผลงานได้สักนาที แล้วถ้าผลงานนั้นสามารถเข้าถึงหัวใจของเขาได้ เยียวยาเขาได้ พื้นที่ตรงนั้นก็จะเป็นเหมือนตัวกระตุ้นให้เขาเริ่มอยากรู้แล้วว่าในบ้านเรานั้นมีแกลเลอรีอยู่ที่ไหนบ้าง อาจจะให้แรงบันดาลใจต่อบางคนได้ว่าแล้วงานศิลปะแบบอื่นๆ มีอะไรบ้างหรืองานแบบไหนที่เขายังไม่เคยเสพ บางคนอาจจะเคยเห็นภาพวาดโมนาลิซ่าแต่ก็ยังไม่ได้ประทับใจอะไร แต่ยังมีงานศิลปะแขนงอื่นๆ ที่เขาอาจจะชอบก็ได้ ถ้าเราสามารถเห็นงานศิลปะที่มีความหลากหลายได้ เดี๋ยวเขาก็จะเริ่มหางานศิลปะที่ตัวเองชอบดูไปเรื่อยๆ ได้เอง เพราะศิลปะนั้นพร้อมที่จะรับใช้มนุษย์อยู่แล้ว เหมือนกับงานของผมที่พร้อมจะโอบกอดคนดู และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในใจให้กับคนดูอยู่เสมอ</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณบอกว่าผลงานชื่อ &#8216;ความสุขในโลกของเจ้าก้อน&#8217; คือการผจญภัยไปใน Forest City ที่มีความสุขงอกงามขึ้นมา และได้ทำอะไรตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ คอนเซ็ปต์นี้สะท้อนตัวตนของ PRJ อย่างไร</h3>



<p>        &#8216;เจ้าก้อน&#8217; คือ สภาวะในจิตใจของผม เป็นเหมือนก้อนไอติม ซึ่งชื่อเล่นของผมคือ ไอติม ชื่อจริงคือ ภริมโรจน์ ซึ่งเป็นชื่อที่คุณแม่ตั้งไว้รอตั้งแต่ก่อนผมเกิดเพราะคิดว่าคงได้ลูกผู้หญิง ตอนแรกแม่คิดไว้ว่าจะให้ชื่อพริมโรส แต่เมื่อคลอดออกมาแล้วพบว่าผมเป็นผู้ชายก็เลยเปลี่ยนเป็นภริมโรจน์แทน ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากชื่อดอกพริมโรส ดอกไม้แห่งความรุ่งเรือง แต่ชื่อนี้กลับเป็นปัญหากับผมมาตลอด 30 ปี ยิ่งผมเป็นเด็กที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยๆ ด้วยแล้ว ด้วยความที่ชื่อแปลกก็จะถูกเพื่อนๆ ล้อเสมอ และพี่น้องคนอื่นในบ้านก็เป็นผู้หญิงหมดเลย ผมจึงซึมซับความอ่อนน้อม ความอ่อนโยนเข้ามาไว้ในตัว ผมเคยพยายามเปลี่ยนตัวเองให้แมนขึ้นลองเป็นนักกีฬาฟุตบอลแต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง ตอนนั้นผมเป็นคนที่ไม่ชอบตัวเองมากๆ ไม่ชอบทุกอย่างที่ตัวเองเป็นเลย</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณจึงใช้ศิลปะมาช่วยบรรเทาความรู้สึกนี้ด้วยใช่ไหม</h3>



<p>        ไม่เชิงว่าใช้ศิลปะเป็นตัวหลัก เพราะก่อนหน้านี้ผมศึกษาต่อทางด้านการออกแบบ ไม่ได้เรียนศิลปกรรมโดยตรง เมื่อเรียนจบผมก็เปิดบริษัทรับทำงานกราฟิก เมื่อทำงานจริงเราจะเจอโจทย์มากมายจากลูกค้า เจออะไรหลายๆ อย่างจากการทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ จนทำให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้เจอมาตลอด 30 ปีในชีวิต ได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมขึ้นมา และผมก็เริ่มชอบความเป็นตัวของตัวเองทีละเล็กทีละน้อย ดังนั้นในผลงานชุดนี้จะมีภาพเจ้าก้อนที่เหมือนกำลังนั่งสมาธิอยู่ซึ่งผมตั้งชื่อคอลเลกชันนี้ว่า Achieve ซึ่งเป็นเหมือนความรู้สึกของผู้ที่บรรลุนิติภาวะ ได้เรียนรู้ว่าเราแค่ชอบตัวเองก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเอง 100% เลยก็ได้เหมือนกัน ภาพลักษณ์ผมข้างนอกอาจจะเป็นสีดำแต่ข้างในตัวตนของผมเป็นสีชมพูก็ได้ เราสามารถมีตัวตนระหว่างโลกทั้งสองนี้ได้ การทำงานในชีวิตจริงแม้ผมจะถูกเอารัดเอาเปรียบบ้าง แต่ผมก็มีความสุขในโลกนี้ได้ กลับกันในอีกโลกผมก็มีความสุขกับเจ้าก้อน มีความสุขกับดอกพริมโรส และความสนุกที่เราได้อยู่ข้างในโลกแห่งนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165300" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เป็นการใช้ความรู้สึกของการได้ผจญภัยเพื่อปลดล็อกความกลัวของตัวเอง?​</h3>



<p>        อาจจะไม่ใช่เรื่องของความกลัว เพราะผมแค่ไม่ชอบตัวเอง ผมจึงสร้าง Forest City เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย เป็นโลกอีกใบที่ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ เหมือนกับคำว่าศิลปะรับใช้ผู้คน และศิลปะของผมอาจจะสามารถรับใช้คนอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งเจ้าก้อนสามารถทำอย่างนั้นได้จริงๆ มีคนส่งข้อความมาหาผมว่าเขาชอบเข้ามาดู IG ของผม เขาเข้ามาดูทุกวันเลย ภาพของเจ้าก้อนช่วยสร้างกำลังใจให้เขา ช่วยให้เขามีกำลังใจทำงานหาเงินมาใช้หนี้ แต่ก็เข้าใจว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสุขในโลกของเจ้าก้อนได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณตั้งใจตั้งแต่แรกเลยไหมว่าจะสร้าง ‘เจ้าก้อน’ เพื่อช่วยฮีลใจคนดู</h3>



<p>        ไม่เลยครับ ตอนแรกที่ผมร่างเจ้าก้อนขึ้นมามันเป็นสิ่งที่ abstract มากๆ ผมวาดไปเรื่อยๆ ตอนแรกยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรเลย ดวงตาก็ไม่มี แต่ผมวาดออกมาเยอะมากๆ เพราะตัวเองเป็นคน Extrovert มากๆ ด้วย เป็นคนที่อยากปลดปล่อย อยากพูด อยากขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไปยืนตะโกนดังๆ ที่ชายทะเล อยากร้องคาราโอเกะ อยากปลดปล่อยความรู้สึกข้างในตัวออกมา การวาดรูปก็เป็นวิธีที่ให้ผมปลดปล่อยอารมณ์ออกมาได้ และเป็นการได้ทำอะไรที่ดีกว่าแค่หายใจทิ้งหรือถ่มน้ำลายออกไป ผมวาดไปเรื่อยๆ จนตั้งคำถามกับตัวเองว่างานของเราจะทำประโยชน์อะไรได้บ้างไหมที่มากกว่าความสวยงาม ผมจึงลองมาจัดระเบียบความคิดว่าผมเป็นใคร ผมทำอะไร ผมเป็นยังไง จนผมมาเจอความอ่อนแอตัวเอง เราก็ค่อยๆ ขมวดมันไปเรื่อยๆ เป็นเจ้าก้อนในวันนี้ที่เติบโตขึ้นจากเจ้าก้อนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และจะเป็นเจ้าก้อนที่ไม่เหมือนตอนนี้ในอีก 10 ปี ข้างหน้า ผมลองรื้ออารมณ์ไปกับมัน ใส่ดวงตา ใส่องค์ประกอบต่างๆ เข้าไป และเมื่อเจ้าก้อนสามารถสร้างความรู้สึกกับคนดูได้ ก็เหมือนผมได้เจอคุณค่าของตัวเองแล้ว ผมใจฟูมากๆ ซึ่งจุดเริ่มต้นทั้งหมดก็มาจากการที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่อ่อนแอมาก</p>



<p>        ดังนั้นถ้ามองดูรายละเอียดจะเห็นว่าเจ้าก้อนแม้จะดูนุ่มนิ่มแต่ตัวมันเต็มไปด้วยบาดแผล เป็นรอยแผลเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวจากสิ่งที่ผมได้เจอมาในอดีต แต่เจ้าก้อนเองก็ไม่เคยหยุดยิ้มเลย เหมือนจะบอกว่าก็มาเลยสิไม่ว่าเรื่องอะไร เจ้าก้อนคือแรงบันดาลใจให้กับบางคนรู้ว่าต่อให้ต้องมีบาดแผลแค่ไหนเราก็สู้กับมันได้ เหมือนที่ผมสู้กับเรื่องต่างๆ มา 30 ปี เดี๋ยวเราจะเจอทางออกเอง เหมือนผมที่ยอมรับความเป็นตัวเอง จากนั้นเราก็พบสีสันเกิดขึ้นในความรู้สึกแล้ว และเป็นความสดชื่นเหมือนอยู่ท่ามกลางดอกพริมโรส และเราจะสามารถเป็นตัวเองได้ในเวอร์ชันที่ดีขึ้นด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณบอกว่าถูกบุลลี่มาตั้งแต่เด็ก อยากรู้ว่าพลังใจที่เข้มแข็งจนทำให้ผ่านพ้นเรื่องแย่ๆ พวกนั้นได้มาจากไหน</h3>



<p>        คงเป็นพ่อและแม่ของผม คุณแม่เรียนมาทางวารสารศาสตร์ ท่านจะมีความคิดที่แปลกๆ และเท่ ดูจากชื่อผมก็ได้ (หัวเราะ) ท่านเองก็ทำงานสายครีเอทีฟด้วย ส่วนคุณพ่อก็จะอารมณ์นักเลงหน่อยๆ เขาเรียนรุ่นเดียวกับพี่หนุ่ย (อำพล ลำพูน) ผมมีทั้งพ่อและแม่ที่แข็งแรงมาก น้องสาวผมก็แข็งแรง และช่วงที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 ตอนนั้นทางบ้านประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผมต้องทำงานหาเงินใช้เองเพราะทางบ้านไม่สามารถช่วยเหลือได้ จุดนี้ที่ทำให้ผมแข็งแรงขึ้นมาต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ผมทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน พยายามเอาตัวเองให้รอดและต้องเรียนให้จบ ด้วยกระบวนการของชีวิตช่วงนั้นทำให้ผมเติบโตขึ้นมากๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเคยลองเป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนแล้วไม่ใช่ตัวเอง แต่เรารู้มาว่าคุณเองเคยเป็นนักเทควันโดระดับจังหวัดด้วย ทำไมไม่เอาดีทางนั้นเลยล่ะ</h3>



<p>        จริงๆ ผมเพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นคนชอบการแข่งขันจากการเป็นนักกีฬาเทควันโด ตอนนั้นได้เป็นตัวแทนจังหวัด ตัวแทนภาค และเกือบจะเป็นตัวแทนทีมชาติเลย ผมอยู่ในขั้นเตรียมซ้อมจริงจัง แต่ก็ไม่ได้แข่งต่อ แต่ก็หยุดไปเพราะเพื่อนๆ มีแฟน และผมก็ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งด้วย (หัวเราะ) แต่การเล่นเทควันโดทำให้ผมเริ่มค้นพบว่าตัวเองลึกๆ เป็นคนที่ชอบการแข่งขัน เทควันโดคือสิ่งที่ทำให้เราแข่งกับคนอื่นได้นอกจากการเรียน และการวาดรูปก็ใช่ด้วยเหมือนกัน แต่เป็นการแข่งขันที่เหมือนกับการวิ่งแข่ง ที่เราต่างมีลู่วิ่งของตัวเอง เราวิ่งแข่งกันไปให้ถึงเส้นชัยในลู่วิ่งของตัวเองไม่มีการขัดขากัน ผมสนุกกับการแข่งขันแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยจนถึงได้เข้าทำงานที่ DUCTSTORE เพราะผมมีเป้าหมายว่าอยากเก่งเหมือนพี่ตั้ม Mamafaka</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165301" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ตอนนี้คุณภูมิใจกับเจ้าก้อนมากๆ ถามกลับกันว่าถ้าตั้งแต่แรกเจ้าก้อนไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนดูได้ คุณจะรู้สึกแย่ไหม</h3>



<p>        ไม่เคยคิดเลย เจ้าก้อนเป็นงานอดิเรกของผมหลังเลิกงาน ผมแค่ปล่อยมันออกมาเหมือนกับการกินข้าวที่เมื่อหิวเราก็ต้องกิน แต่ถ้าผมไม่วาดรูปผมต้องอกแตกตายแน่ๆ ศิลปะแขนงนี้การเอาความอัดอั้นของผมออกมาได้ดีที่สุด เพียงแต่ภาพวาดไม่ได้ใช้การเสพด้วยการกินเข้าไป แต่เป็นการรับอารมณ์และความหมายผ่านทางดวงตา</p>



<h3 class="wp-block-heading">จากงานอดิเรกสู่การเป็นงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ คุณรู้สึกกดดันบ้างหรือเปล่า</h3>



<p>        ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะชื่อเสียงที่เกิดขึ้นบีบให้ผมต้องวาดรูปเป็นอาชีพแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ผมกับแฟนยังสามารถช่วยกันจัดการเรื่องต่างๆ ได้ โชคดีที่เราได้ Galleria Benetti มาช่วยดูแลเรื่องการทำธุรกิจด้านต่างๆ ซึ่งเป็นข้อดีเพราะผมไม่ต้องทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการวาดรูปเลย ซึ่งผลงานทั้งหมดที่อยู่ใน Metro Art นี้ผมทำงานทั้งหมดมากกว่าครึ่งปีเลย เพราะงานครั้งนี้มีขอบเขตที่ค่อนข้างใหญ่เพราะมีทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรม ตอนที่ทำก็พบความยุ่งยากหลายอย่างเรียกว่าถ้าโปรเจกต์ใหญ่กว่านี้อีกนิด ผมคงต้องทำงานสถาปัตยกรรมด้วย อาจจะต้องสร้างเจ้าก้อนขึ้นมาเป็นบ้านเลยก็ได้ (หัวเราะ)</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณจะฟูมฟัก ‘เจ้าก้อน’ ให้เติบโตไปทางไหน</h3>



<p>        อยากให้เจ้าก้อนโตขึ้นในแบบที่เป็นหนุ่มขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น รู้ว่าต้องวางตัวยังไง ทำอย่างไรที่จะโอบกอดคนอื่นได้ดีขึ้น เมื่อก่อนเจ้าก้อนเป็นแค่สิ่งที่ผมปล่อยออกมา แต่มันดันตรงกับจริตของคนที่เขาได้เห็นแล้วรู้สึกเหมือนถูกเจ้าก้อนโอบกอด ดังนั้นผมเชื่อว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าก้อนไม่สามารถที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้ ต้องมีผมที่คอยสนับสนุนมันด้วย ผมอยากให้เจ้าก้อนเป็นเหมือนสิ่งที่วง Paper planes ทำได้ นั่นคือ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ ที่มาดูงาน และพร้อมที่จะรับใช้แบรนด์ต่างๆ ที่อยากเข้ามาร่วมงานด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">การเรียนรู้ชีวิตที่เติบโตขึ้นของเจ้าก้อน จะค่อยๆ ทำให้รอยยิ้มของมันหุบลงไหม</h3>



<p>        ไม่ว่าอย่างไรก็ตามผมกับเจ้าก้อนจะยิ้มให้กับปัญหา ผมจะไม่เป็นศิลปินที่บอกว่าคุณก็อ่อนแอไปสิไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เราทั้งคู่จะเป็นตัวอย่างของคนที่ยิ้มสู้กับปัญหา ยกตัวอย่างภาพเจ้าก้อนถือร่มแต่นั่งกินกาแฟไปด้วย ผมต้องการสื่อว่าเราสามารถนั่งพักดื่มกาแฟชิลๆ ได้ แต่ยังไงก็ต้องกางร่มไปทำงานต่อ การได้แวะพักสักหน่อยก็น่าจะดี เราสามารถหยุดพักได้แล้วไปต่อ ซึ่งลึกๆ ก็มาจากสิ่งที่ผมได้ฝ่าฟันมาจากการเป็นเด็กระยองที่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด (มหาวิทยาลัยบูรพา) ซึ่งมีหลายคนที่เป็นแบบผม เป็นนักศึกษาที่ต้องเดินทางจากจังหวัดอื่นเพื่อศึกษาต่อ และเขาก็ต้องแข็งแรงฉับไว เพราะชีวิตมันหยุดพักยาวๆ ไม่ได้หรอก</p>



<h3 class="wp-block-heading">เจ้าก้อนจะสามารถเดินทางไปพบปะผู้คนในประเทศต่างๆ ได้ไหม</h3>



<p>        ต้องไปได้อยู่แล้วครับ (หัวเราะ) เพราะเจ้าก้อนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถ้าเทียบงานของศิลปินต่างชาติ งานของคนไทยราคาไม่สูงอยู่แล้ว เพราะค่าเงินของเราต่ำมาก (หัวเราะ) หนึ่งแสนบาทของเราคงไม่เยอะมากอยู่แล้วสำหรับคนต่างชาติ ผมจึงมีเป้าหมายว่าจะเป็นศิลปินระดับโลกให้ได้ แต่ถ้าสุดท้ายผมทำไม่ได้อย่างน้อยผมก็ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองอยู่ในระดับเอเชีย เพราะจริงๆ ศิลปินเอเชียนั้นเก่งมากทั้งจีน เกาหลี หรือศิลปินอินโดนีเซียนั้นมาแรง ประโยคที่ว่าประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกคือเรื่องจริง อย่างช่วงที่ NFT บูม มีศิลปินระดับโลกคนหนึ่งบอกว่าประเทศไทยมีศิลปินเยอะมาก เขาไม่คิดว่าจะมีเยอะขนาดนี้ คนไทยเจ๋งจังเลย นั่นเป็นเพราะประเทศเรามีสิ่งที่สร้างให้คนเป็นศิลปินได้ เป็นศิลปินที่เกิดขึ้นมาจากการถูกกดดัน คนในประเทศเราถูกกดทับเยอะ มีความเหลื่อมล้ำเยอะ จึงมีศิลปินเกิดขึ้นเยอะ งานของผมตอนนี้มีคนซื้อไปหมดแล้ว ซึ่งมาจากความช่วยเหลือของแกลเลอรี ถ้าผมขายเองน่าจะไม่ได้เพราะคงยอมให้เขากดราคา ดังนั้นตอนนี้ผมเชื่อว่าเจ้าก้อนพร้อมที่จะออกไปสู่สายตาคนอื่นๆ ในโลกได้แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165302" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/PRJ-05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เมื่อค้นพบความสุขของตัวเองแล้ว คุณพบว่าอะไรคือความคลี่คลายที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน</h3>



<p>        ความมีอีโก้ครับ เมื่อก่อนผมมีความคิดนี้ติดตัวมากๆ และเป็นความคิดที่น่ารังเกียจมากๆ ด้วย เช่น เมื่อก่อนที่ผมเห็นคนที่ไม่ได้ตั้งใจทำงานเลย แต่ตัวเขากลับมีคนติดตามผลงานเยอะ ผมจะรู้สึกว่าทำไมเขาเป็นคน idiot จัง หรือคนที่หน้าตาดีแค่นั้นไม่มีอะไรเลย ทำไมคนไปชอบหมอนั่นจัง หรือคนที่ชอบคนคนนี้เพราะเขาแค่เตะฟุตบอลเก่งแค่นี้เองเหรอ จนผมพบสิ่งที่เรียกว่าการตื่นรู้ของตัวเอง ผมเริ่มมองภาพที่กว้างขึ้นและผมว่าคนที่น่ารังเกียจคือตัวเองที่มีความคิดแบบนั้น และผมก็คลี่คลายความคิดนั้นออกไปได้ แต่ความมีอีโก้ในบางเรื่องเป็นสิ่งที่เราต้องมีด้วยเหมือนกัน เช่น เราจะเป็นคนอะไรก็ได้ไปเสียทุกอย่างไม่ได้ เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเราด้วย เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองขนาดจะเลือกคณะเรียนยังต้องให้เพื่อนช่วยเลือกให้เลย (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ผมมีความมั่นใจในตัวเองแล้ว ผมเชื่อว่าผมเลือกทางเดินได้ถูกแล้ว ต่อไปนี้ผมจะไม่ให้ใครมากำหนดทางเดินชีวิตของผมแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading">สำหรับวันนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวพร้อมทำลายความมั่นใจของเราลงไปได้ คุณมีคำแนะนำบ้างไหม</h3>



<p>        อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เหมือนครั้งหนึ่งที่ผมเป็นเด็กหลังห้อง แล้วมองคนที่อยู่หน้าห้องที่เรียนที่เขาเก่ง หล่อ หน้าตาดี มีกิจกรรมเด่นๆ ทำ แล้วรู้สึกว่าเขาเจ๋งจังเลย แล้วก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบ สุดท้ายเราเป็นทุกข์เสียเอง พอผมรู้สึกชอบตัวเอง ผมก็เรียนรู้ถึงความแตกต่างในตัวคนแต่ละคน เช่น ถ้าให้คนแต่ละคนมาวาดรูปวงกลม ทุกคนก็วาดวงกลมของตัวเองที่องศาความเบี้ยวไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว ผมมองว่านี่เป็นความเจ๋งเฉพาะตัวของแต่ละคน ศิลปะจึงมีอยู่ในทุกสิ่งที่มีชีวิตหรือทุกอย่างของโลกใบนี้ ดังนั้นไม่ต้องไปมองว่าคนอื่นดีกว่าเราหรอก แต่จะทำได้หรือเปล่าเพราะการคิดแบบนี้มันยาก</p>



<h3 class="wp-block-heading">การยอมรับตัวเองเป็นสิ่งที่ทำได้ยากแต่ต้องทำให้ได้</h3>



<p>        ใช่ มันยากที่จะยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะมันเป็นกลไกของชีวิต สัญชาตญาณในตัวมนุษย์ทำให้เรามีการแข่งขัน สิ่งมีชีวิตต้องแข่งขันในหลายๆ เรื่องเสมอ มันคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาและวิวัฒนาการ ผมเองก็แข่งกับตัวเอง แต่ก็สนุกกับการได้แข่งขันกับเพื่อนมากกว่า ตอนนี้ผมมีเพื่อนที่เป็นศิลปินหลายคน ผมอยากวิ่งแข่งกับพวกเขา มันสนุกดีนะ เพราะการแข่งขันกับตัวเองมันรู้สึกเหงา (หัวเราะ) คงเพราะผมเป็นมนุษย์สังคมด้วยก็ได้ เลยอยากช่วยผลักดันกันและกันไปเรื่อยๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading">ตลอด 30 ปี ที่ผ่านมาคุณคิดว่าเป็นการเลือกเส้นทางของตัวเองหรือเพราะชีวิตถูกลิขิตไว้แล้ว</h3>



<p>        ผมเป็นคนเลือกเอง ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองฟลุกหรือว่าใช้ดวงอะไรเลย ผมแลกวันนี้มาด้วยเลือด ผมทำงานหนักมาก ผมทำงานไม่หลับไม่นอนเลย ซึ่งแฟนผมจะเห็นตลอด สิ่งที่ผมทุ่มเททำให้ผมค้นพบตัวเอง เจอจุดหมายปลายทางที่จะไป พอเล่าออกมาอาจฟังเหมือนไม่นาน แต่ผมใช้เวลาทั้งหมดมาเป็นสิบปี และเป็นสิบปีที่ไม่มีความฟลุกเกิดขึ้นเลย ผมภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำไป และอยากส่งต่อเรื่องนี้ให้น้องๆ ที่กำลังตั้งใจทำงานของตัวเองอยู่ ซึ่งคุณก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันเพราะของจริงต้องใช้เวลาพิสูจน์เท่านั้น</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">เรื่อง: ทรรศน หาญเรืองเกียรติ / ชุติมณฑน์ แก้วมี&nbsp; ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/metro-art-prj-parimroj-pinyo/">ในโลกที่ดอกพริมโรสเบ่งบานของ PRJ ศิลปินที่สร้างงานศิลปะโอบกอดและเยียวยาใจให้กับผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
