<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โอ๊ต มณเฑียร, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/oatmontien/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/oatmontien/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 07:57:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Patchouli.scent.design แบรนด์ที่รับออกแบบกลิ่นเฉพาะตัวให้ทุกสิ่งอัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/patchouli-scent-design/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2020 13:35:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เวิร์กช็อป]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องหอม]]></category>
		<category><![CDATA[Patchouli.scent.design]]></category>
		<category><![CDATA[กลิ่นหอม]]></category>
		<category><![CDATA[ต๋อม ศิริรัตน์ เหล่าทัพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=104147</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;ลองดมดูนะคะ กลิ่นนี้ทำให้คิดถึงอะไร&#8221; เราค่อยๆ สูดกลิ่นน้ำหอมจากขวดปริศนาในมือ พลางปิดตา ปิดหู ปิดทุกผัสสะอื่นๆ เพื่อให้จมูกส่งข้อมูลไปสู่สมองอย่างชัดเจนที่สุด น่าฉงนที่น้ำหอมไม่กี่หยดกลับสามารถสร้างโลกเสมือนในความนึกคิดของเราได้ทั้งใบ มันปรุงแต่งผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นในความทรงจำ ผู้หญิงที่โอบอ้อมอารีแต่ก็มีเสน่ห์ เธออยู่ในคฤหาสน์โอ่อ่าหลังเก่า ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เธออาจจะกำลังนั่งรออะไรบางอย่างหรือใครสักคน เมื่อลืมตาขึ้นเราพบว่าตัวเองนั่งอยู่ที่เดิม อยู่บนชั้นสองของคาเฟ่ย่านทองหล่อ เบื้องหน้าเรามีรอยยิ้มของ ต๋อม–ศิริรัตน์ เหล่าทัพ นักปรุงกลิ่นสุดเท่ในชุดยูนิฟอร์มสีดำประจำตัว เธอเป็นเจ้าของ Patchouli.scent.design แบรนด์น้ำหอมที่ทำงานกับกลิ่นในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดเวิร์กช็อปปรุงกลิ่นไปจนถึงการออกแบบกลิ่นเฉพาะตัวให้แบรนด์ต่างๆ ตั้งแต่ร้านชาไปจนถึงแบรนด์รถยนต์ BMW ในช่วงที่รู้สึกถูกรุมล้อมด้วยความเครียดจากหลากหลายปัจจัย เราจึงพยายามขวนขวายหาสิ่งที่ &#8216;ดีต่อใจ&#8217; มาบำบัดตัวเองมากมาย สุคนธบำบัดหรือการบำบัดด้วยกลิ่น (อโรม่าเทอราพี) ถือเป็นหนึ่งในสิ่งต้นๆ ที่เราเลือกลองด้วยความที่เริ่มต้นได้ง่ายและใกล้ตัว โชคดีที่เราได้รับเชิญมาเปิดประตูเข้าสู่โลกของกลิ่นในเวิร์กช็อปการปรุงน้ำหอมของ Patchouli.scent.design พอดี ซึ่งเอกลักษณ์ของการสอนที่นี้นั้น นอกจากจะสอนให้ใช้จมูกแล้วยังให้ใช้หัวใจในการดมด้วย วันเวิร์กช็อปต๋อมสอนเราเรื่องความแตกต่างของกลุ่มในกลิ่นแต่ละชนิดจากน้ำมันหอมระเหยหลายสิบขวดที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ เธอขอให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนอธิบายภาพซึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวจากกลิ่นที่เพิ่งดมไป เราอดตกใจไม่ได้ที่หลายๆ คนพรรณนาถึง &#8216;ผู้หญิง&#8217; ในลักษณะที่คล้ายกันโดยไม่ได้นัดหมาย &#8220;นี่แหละความน่าอัศจรรย์ของกลิ่น มันทำงานกับความทรงจำของเราที่ยึดโยงอยู่กับมันอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าความนึกคิด เกือบจะเป็นสัญชาตญาณ&#8221; ต๋อมกล่าวแล้วเฉลยว่ากลิ่นที่เราเพิ่งดมไปคือ Ylang Ylang หรือ กระดังงา  &#8220;พวกเราอาจถูกหล่อหลอมมาด้วยความทรงจำที่คล้ายกันมากกว่าที่คิด&#8221;    [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/patchouli-scent-design/">Patchouli.scent.design แบรนด์ที่รับออกแบบกลิ่นเฉพาะตัวให้ทุกสิ่งอัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ลองดมดูนะคะ กลิ่นนี้ทำให้คิดถึงอะไร&#8221;</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104370" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราค่อยๆ สูดกลิ่นน้ำหอมจากขวดปริศนาในมือ พลางปิดตา ปิดหู ปิดทุกผัสสะอื่นๆ เพื่อให้จมูกส่งข้อมูลไปสู่สมองอย่างชัดเจนที่สุด น่าฉงนที่น้ำหอมไม่กี่หยดกลับสามารถสร้างโลกเสมือนในความนึกคิดของเราได้ทั้งใบ มันปรุงแต่งผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นในความทรงจำ ผู้หญิงที่โอบอ้อมอารีแต่ก็มีเสน่ห์ เธออยู่ในคฤหาสน์</span>โอ่อ่าหลังเก่า ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เธออาจจะกำลังนั่งรออะไรบางอย่างหรือใครสักคน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อลืมตาขึ้นเราพบว่าตัวเองนั่งอยู่ที่เดิม อยู่บนชั้นสองของคาเฟ่ย่านทองหล่อ เบื้องหน้าเรามีรอยยิ้มของ </span><b>ต๋อม–ศิริรัตน์ เหล่าทัพ</b><span style="font-weight: 400;"> นักปรุงกลิ่นสุดเท่ในชุดยูนิฟอร์มสีดำประจำตัว เธอเป็นเจ้าของ </span><b>Patchouli.scent.design</b><span style="font-weight: 400;"> แบรนด์น้ำหอมที่ทำงานกับกลิ่นในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดเวิร์กช็อปปรุงกลิ่นไปจนถึงการออกแบบกลิ่นเฉพาะตัวให้แบรนด์ต่างๆ ตั้งแต่ร้านชาไปจนถึงแบรนด์รถยนต์ BMW</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104371" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงที่รู้สึกถูกรุมล้อมด้วยความเครียดจากหลากหลายปัจจัย เราจึงพยายามขวนขวายหาสิ่งที่ &#8216;ดีต่อใจ&#8217; มาบำบัดตัวเองมากมาย สุคนธบำบัดหรือการบำบัดด้วยกลิ่น (อโรม่าเทอราพี) ถือเป็นหนึ่งในสิ่งต้นๆ ที่เราเลือกลองด้วยความที่เริ่มต้นได้ง่ายและใกล้ตัว โชคดีที่เราได้รับเชิญมาเปิดประตูเข้าสู่โลกของกลิ่นในเวิร์กช็อปการปรุงน้ำหอมของ Patchouli.scent.design พอดี ซึ่งเอกลักษณ์ของการสอนที่นี้นั้น นอกจากจะสอนให้ใช้จมูกแล้วยังให้ใช้หัวใจในการดมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันเวิร์กช็อปต๋อมสอนเราเรื่องความแตกต่างของกลุ่มในกลิ่นแต่ละชนิดจากน้ำมันหอมระเหยหลายสิบขวดที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ เธอขอให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนอธิบายภาพซึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวจากกลิ่นที่เพิ่งดมไป เราอดตกใจไม่ได้ที่หลายๆ คนพรรณนาถึง &#8216;ผู้หญิง&#8217; ในลักษณะที่คล้ายกันโดยไม่ได้นัดหมาย &#8220;นี่แหละความน่าอัศจรรย์ของกลิ่น มันทำงานกับความทรงจำของเราที่ยึดโยงอยู่กับมันอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าความนึกคิด เกือบจะเป็นสัญชาตญาณ&#8221; ต๋อมกล่าวแล้วเฉลยว่ากลิ่นที่เราเพิ่งดมไปคือ Ylang Ylang หรือ กระดังงา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พวกเราอาจถูกหล่อหลอมมาด้วยความทรงจำที่คล้ายกันมากกว่าที่คิด&#8221;   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความทรงจำที่ทำให้ปัจจุบันต๋อมใช้ชีวิตอยู่กับกลิ่นหอมคืออะไร สูดเมล็ดกาแฟสักหนึ่งฟอดเพื่อรีเซตประสาทการรับกลิ่น แล้วเชิญรับฟังเรื่องราวจากนักปรุงกลิ่นมืออาชีพได้เลย</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104373" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104372" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>คุณเริ่มสนใจเรื่องกลิ่นได้ยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตการทำงานที่ผ่านมาพาเราไปค่ะ โดยพื้นฐานเราเป็นนักออกแบบ ทำงานด้านออกแบบบรรจุภัณฑ์และแบรนดิ้งซึ่งโปรดักต์เกือบทั้งหมดที่เราร่วมงานอยู่ในกลุ่มจำพวกสกินแคร์ สปา และโรงแรม ทำให้งานทั้งหมดเชื่อมโยงกับกลิ่นมาตลอด คล้ายๆ ว่าหน้าที่ของเราเหมือนคนแต่งตัวให้กับ &#8216;ของที่มีกลิ่นหอม&#8217; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอโตขึ้นเรื่อยๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่าควรศึกษาเรื่องกลิ่นไว้บ้างนะ เราจึงเริ่มต้นด้วยการเรียนปรุงน้ำหอมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภายใต้การสอนของสถาบัน PerfumersWorld บอกตามตรงตอนแรกเรามองในมุมการเรียนเพื่อส่งเสริมการขาย แต่พอได้เรียนเท่านั้นแหละ โอ้โห มันเข้าไม้เข้ามือเหมือนเจอเพื่อนที่จะสนิทด้วยง่ายๆ ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็อยู่กับงานกลิ่นมาตลอด ตอนนี้เลยทำแบรนด์ของตัวเองชื่อ Patchouli.scent.design และกำลังเรียนเรื่องสุคนธบำบัดเพิ่มเติม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>กลิ่นในโลกนี้มีมากมาย ทำไมคุณถึงเลือกใช้กลิ่น Patchouli หรือพิมเสนมาตั้งชื่อแบรนด์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของชื่อแบรนด์มันเกิดขึ้นเองจากความสุขระหว่างทางที่เราฝึกฝนงานกลิ่น เราชอบรูปถ่ายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ช่วงที่ท่านมีพระชนมพรรษาสัก 18-19 พรรษามากๆ เช่น รูปท่านทรงเรือใบ รูปเหล่านั้นมักมีความรู้สึกของ &#8216;ลม&#8217; ปลิวอยู่ในรูป ซึ่งเป็นลมแบบในอดีตด้วยนะ การตามหากลิ่นลมนี่แหละทำให้เราได้เจอกับกลิ่น Patchouli ที่ประจวบพอดีกับลมของวันวานในจินตนาการ เราจึงรักกลิ่นนี้มาตลอด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอเริ่มศึกษาคาแร็กเตอร์ของกลิ่นนี้มากขึ้น เราก็ค้นพบว่าความเป็น base note (กลิ่นน้ำหอมที่จมูกรับรู้เป็นกลิ่นสุดท้ายหลังกลิ่นอื่นๆ ก่อนหน้าจางไปแล้ว) มีคุณสมบัติตรึงกลิ่นอื่นได้ ความไม่แสดงตัวแบบโฉ่งฉ่างมันตรงประเด็นกับแบรนด์ที่เราอยากทำจึงเกิดเป็นชื่อนี้ขึ้นมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104374" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><b>แบรนด์ Patchouli.scent.design เกี่ยวข้องกับกลิ่นในแง่มุมไหนบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนทำ Patchouli.scent.design เราเป็นผู้สอนเวิร์กช็อปปรุงกลิ่นที่ชามเริญ สตูดิโอ ช่วงเวลานั้นทำให้ได้เรียนรู้ว่าการสอนเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ที่ดีมากๆ โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นที่เชื่อมโยงกับความทรงจำของคนแต่ละคน ประสบการณ์ที่ชามเริญ สตูดิโอ ทำให้คำสอนของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี พุ่งเข้ามาในหัว เป็นคำกล่าวที่ว่า &#8220;ทุกคนมีความงาม นายต้องค้นให้พบ แม้แต่คนขี้ริ้วขี้เหร่ที่สุดก็อาจจะมีความงามซ่อนอยู่&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นเรามีความตั้งใจอยากให้กลิ่นเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคน งานหลักของเราจึงเป็นคลาสเวิร์กช็อปชื่อว่า Perfume Language</span> <span style="font-weight: 400;">สอนคนให้รังสรรค์กลิ่นขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน วิธีการคือเราใช้หลัก design thinking สอนให้คนดีไซน์การถ่ายทอดความทรงจำ ความรู้สึก และความอยากผ่านกลิ่น นอกจากนี้เรายังมีเวิร์กช็อปย่อยๆ อีกด้วย พอเราเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ขาอีกข้างของแบรนด์ก็เริ่มรับงานออกแบบ signature scent และ customized product</span> <span style="font-weight: 400;">ให้แบรนด์ต่างๆ พูดง่ายๆ คืองานทุกอย่างที่ว่าด้วยเรื่องกลิ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>เล่าให้ฟังได้ไหมว่าเวิร์กช็อปการปรุงกลิ่นของ Patchouli.scent.design เป็นยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัตถุประสงค์หลักของเวิร์กช็อปคือสอนให้คนปรุงกลิ่นได้เอง พร้อมๆ กับการมอบความรู้เรื่องกลิ่นหอมและการสร้างประสบการณ์เฉพาะคน คลาสจึงถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนแรกคือการพาให้ทุกคนรู้จักกลุ่มกลิ่นและเรียนรู้ตนเองผ่านกลิ่น การเรียนส่วนนี้สำคัญมาก ขาดไม่ได้ เพราะจะเกิดการแชร์ระหว่างผู้ที่นั่งเรียนอยู่ด้วยกัน หลายครั้งที่เราได้ฟังคำตอบที่เหมือนเราหรือต่างจากเราโดยสิ้นเชิง กลุ่มกลิ่นในคลาสจะมีอยู่ 14 กลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม woody กลิ่นหอมจากไม้ต่างๆ ที่มักพาให้เราคิดถึงความห้าวหาญแต่อบอุ่น พึ่งพาได้ เหมือนไม้ยืนต้น กลุ่ม citrus กลิ่นหอมแกมเปรี้ยวที่ปลุกความสดชื่น ถ้าเปรียบกับธรรมชาติหลายคนก็มักจะคิดถึงแดดอ่อนๆ จากแสงอาทิตย์ในยามเช้า หรือกลุ่ม smoky ท็อปปิ้งอย่างหนึ่งของงานกลิ่นที่มักจะพาให้สาวๆ นึกถึงภาพชายหนุ่มที่มีเสน่ห์แต่ซับซ้อนและเข้าถึงยาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นขั้นตอนที่สองคือแบบฝึกหัดปรุงกลิ่นเพื่อให้คนได้ลองควบคุมการดีไซน์กลิ่นผ่านโจทย์ที่เราไม่ได้บอกล่วงหน้า ในแต่ละครั้งจะมีโจทย์ที่แตกต่างกันไป เช่น ปรุงกลิ่นห้องสักห้อง เพลงสักท่อน ปรุงกลิ่นที่เล่าคาแร็กเตอร์ในเรื่องแต่ง หรือตีความกลิ่นจากไพ่ทาโรต์สักใบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายคือการปรุงกลิ่นเฉพาะตัวตามที่ต้องการ (personal scent) ซึ่งแต่ละคนจะผสมขึ้นจากกลุ่มกลิ่นที่ทำงานกับความรู้สึกของตัวเองจริงๆ แล้วนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ง่ายๆ อย่างน้ำหอมส่วนตัว สเปรย์ฉีดห้อง หรือก้านหอมปรับอากาศ</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104375" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/36-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104377" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104378" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/11-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><b>เห็นว่าคุณเคยต่อยอดการปรุงกลิ่นไปเชื่อมโยงกับหลายสิ่งตั้งแต่ชายันรถ BMW ทำไมถึงเริ่มผสมผสานกลิ่นกับศาสตร์อื่นๆ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามองกลิ่นเป็นงานออกแบบประสบการณ์แบบหนึ่งบวกกับมีคนหยิบยื่นโอกาสดีๆ​ มาให้เลยได้นำงานกลิ่นไปเชื่อมโยงกับโปรดักต์อื่นๆ เช่น ร้าน TE Time and Space ซึ่งสอนปรุงชาทั้งเพื่อเป็นสินค้าและเพื่อสื่อสารความรู้สึกผ่านกลิ่น กลุ่มลูกค้าของเราค่อนข้างตรงกันเลยได้ร่วมงานกันบ่อย ที่ผ่านมาเราปรุงกลิ่นสถานที่จากกลิ่นชาของเขา หรือไปหยิบชาของเขามาทำเป็นเซตของขวัญที่มีเฉพาะที่นี่ หรือการได้โอกาสร่วมงานกับ BMW Millennium Auto ทำเวิร์กช็อปสเปรย์ฉีดในห้องที่ออกแบบและปรุงกลิ่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องอย่าลืมว่าจมูกของเราทำงานและหายใจเอากลิ่นเข้าไปตลอดเวลา ดังนั้นการทำงานกับกลิ่นสามารถทำได้กับทุกอย่างรอบตัวเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ความรู้อะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับการปรุงกลิ่นด้วยตนเอง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยพื้นฐานแล้วจะมีเรื่องของ top note, middle note และ base note ซึ่งคือการเปลี่ยนกลิ่นของน้ำหอมที่เรารับรู้ได้ (top คือกลิ่นแรกที่ร่างกายรับรู้เมื่อดมและมักจะจางไปอย่างรวดเร็ว ส่วน base คือกลิ่นที่ติดทนนานสุด บางกลิ่นสามารถติดนานถึง 24 ชั่วโมง มักจะเป็นกลิ่นที่ไม่ฉูดฉาดและเปลี่ยนแปลงไปตามกลิ่นธรรมชาติของร่างกายแต่ละคน) แต่สำหรับเราสิ่งสำคัญคือความสร้างสรรค์ ตามมาด้วยความเป็นไปได้และความถูกต้อง เช่น สัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการผลิตทั้งกลิ่นหัวเชื้อและการสร้างเป็นผลิตภัณฑ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104382" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/41-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/41-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/41-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/41-1-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><b>พูดถึงหัวเชื้อ หัวเชื้อกลิ่นที่สกัดจากวัตถุดิบในเมืองไทยมีความแตกต่างหรือจำเพาะมากกว่ากลิ่นจากเมืองนอกไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมืองไทยเรามีวัตถุดิบดีๆ เยอะมาก โดยเฉพาะดอกไม้ แต่พอสกัดเป็นกลิ่นแล้วต้องยอมรับว่าเรานิยมใช้ของนำเข้ามากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อนำวัตถุดิบแต่ละพื้นที่มาสกัดกลิ่น แม้จะเป็นกลิ่นชนิดเดียวกันก็ให้คาแร็กเตอร์และคุณสมบัติบางตัวที่แตกต่างกันได้ สองข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า ถ้าเราจริงจังเรื่องเพาะปลูกและการสกัดให้เกิดเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ได้จากการผลิตในไทยอุตสาหกรรมนี้คงไปได้ไกลมากๆ ในอนาคต ส่วนตอนนี้ที่สตูดิโอใช้จากการผลิตในไทยแน่ๆ คือกลิ่นจำพวกตะไคร้ ขิง และมะกรูด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>จากที่ทำเวิร์กช็อปมา เสียงตอบรับเป็นยังไง ช่วยเล่าเรื่องที่ประทับใจให้ฟังหน่อย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอรู้ตัวว่าทุกๆ เช้าที่ตื่นมาเรายังได้จับงานกลิ่นขึ้นมาทำทุกวันเราก็มีความสุข นี่คือเสียงตอบรับจากตัวเราเองว่าจะจูงมือมันและไปต่อ ยิ่งรวมกับการได้เห็นคนอื่นภูมิใจและเพลิดเพลินกับงานกลิ่นที่เราสอนและออกแบบก็รู้สึกดีเข้าไปใหญ่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนในเวิร์กช็อปเราเจอเรื่องประทับใจหลายอย่าง อย่างมีครั้งหนึ่งนักเรียนปรุงกลิ่นจากความสับสนของบ้านเมืองด้วยการทดลองเอากลิ่นที่ออกฤทธิ์ตรงข้ามกันมาใช้ร่วมกัน เราชอบมาก ทำให้เห็นเลยว่าการสอนครั้งนี้สามารถเปิดความคิดสร้างสรรค์ของคนจริงๆ หรือผลงาน interactive showcase ที่ Chiang Mai Design Week เมื่อปลายปี 2562 มีชาวต่างชาติคนหนึ่งดมกลิ่นที่ปรุงจากความทรงจำในการปลูกสวนกุหลาบแล้วเขาร้องไห้ ร้องเยอะมาก บอกว่าคิดถึงคุณย่าที่เพิ่งเสียไป กลิ่นมันทำงานข้ามวัฒนธรรมเลยทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104385" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/33-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104384" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/32-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><b>เคยอ่านหนังสือว่าด้วยน้ำหอม เขาบอกว่าผัสสะการดมนั้นแตกต่างจากผัสสะอื่นๆ เพราะการดมเป็นมากกว่าการกระทบของสารต่อประสาทสัมผัส (เช่น สายตาคือการกระทบของแสง รสชาติคืออาหารที่กระทบต่อมรับรส) แต่การดมคือการหายใจเอามวลของสารนั้นเข้าไปในตัว เป็นเพราะสิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้กลิ่นมีพลังและความฉับไวต่อตัวเรามาก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ ฉับไวและปลุกความรู้สึกอย่างโกหกไม่ได้ กลิ่นวิ่งแซงความคิดของเราด้วยซ้ำ มันดึงความทรงจำที่ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในตัวเราออกมาทักทายแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว นี่แหละคือพลังของมัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลิ่นเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ได้หลากหลาย ทั้งรื้อความทรงจำที่เราเองลืมไปแล้วหรือระบายไอเดียในหัวออกมา ระหว่างปรุงกลิ่นจึงมีกิจกรรมบำบัดเกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง เราจึงรู้สึกดีขึ้นด้วยการได้ระบายออก เหมือนได้เจอเครื่องมือถ่ายทอด สร้างพื้นที่ให้เราได้ทำความเข้าใจกับความทรงจำหรือความรู้สึกนั้นๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>กลิ่นอะไรที่คนมักจะมีปฏิกิริยากับมันมากที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าตอบให้โดนหยิกก็ตอบว่ากลิ่นเหม็น (หัวเราะ) ที่เหลือคือหลากหลายมาก ไร้ขอบเขตจริงๆ เพราะกลิ่นมันเชื่อมโยงกับความทรงจำ ซึ่งมันส่วนตัวมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>กลิ่นอะไรที่หอมที่สุดสำหรับคุณ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเราไม่มีกลิ่นที่คิดว่าหอมที่สุด แต่กลิ่นที่ชอบเสมอคือกลิ่นเปลือกส้ม กลิ่นพิมเสน กลิ่นไอน้ำ กลิ่นการหุงข้าว และกลิ่นผิวของคนที่หลากหลาย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>มีกลิ่นไหนที่ช่วยป้องกันโควิด-19 ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไม่มีกลิ่นที่ถูกเคลมว่าฆ่าเชื้อโควิดได้​ (หัวเราะ) แต่ถ้าพูดว่ากลิ่นไหนเหมาะกับการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันหอมระเหยหลายตัวทำหน้าที่นี้ได้ดี เช่น กานพลู อบเชย ไม้จันทน์ หรือการบูร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104386" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/40-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/40-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/40-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/40-2-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><b>ตอนนี้คุณศึกษาเรื่องสุคนธบำบัดอยู่ด้วย กลิ่นทำงานยังไงถึงเยียวยาร่างกายได้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราลองนึกให้ลึกลงไปอีกนิด จะเห็นได้เลยว่าเราได้รับน้ำมันหอมระเหยเข้าไปในร่างกายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ง่ายๆ คือผ่านทางอาหาร ทุกพืชพันธุ์ที่มีกลิ่นแปลว่ามีน้ำมันหอมระเหย เมื่อเราทานเข้าไปย่อมได้รับประโยชน์จาก aromatic substance (สารที่มีกลิ่นหอม)</span> <span style="font-weight: 400;">ที่อยู่ในน้ำมันหอมระเหยนั้นๆ ฉะนั้นถ้า</span>ร่างกายรับอาหารที่ดีเข้าไปเราก็แข็งแรง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองกลับมาที่อโรม่าเทอราพี ศาสตร์นี้ก็เป็นการนำพืชพันธุ์มาสกัดให้ได้น้ำมันหอมระเหยโดยเฉพาะ แปลง่ายๆ ก็คือเมื่อใช้น้ำมันหอมระเหยเราก็จะได้ aromatic substance มากขึ้น ร่างกายรับได้โดยตรงไม่ต้องไปทำหน้าที่แยกน้ำมันหอมระเหยออกจากกากใย และเราควบคุมปริมาณได้ เพราะฉะนั้นอโรม่าเทอราพีหรือการบำบัดด้วยกลิ่นมีผลต่อการเยียวยาร่างกายแน่นอน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อโรม่าเทอราพีอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กลิ่นในการรักษาร่างกายผ่านอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดมีองค์ประกอบของสารสำคัญที่สามารถทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบทางเคมีของร่างกาย มีผลต่ออวัยวะและระบบต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้น้ำมันหอมระเหยทาหรือนวดร่างกาย น้ำมันหอมระเหยจะซึมผ่านผิวหนังและระเหยผ่านการหายใจเข้าสู่เยื่อโพรงจมูกและกระแสเลือด ทำให้เกิดปฏิกิริยากับฮอร์โมน เอนไซม์ และอื่นๆ ซึ่งย่อมมีผลต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจริงๆ แล้วสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยมี 3 ทาง คือ ทางเภสัชวิทยา ทางกายภาพ และทางจิตวิทยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ในช่วงนี้ที่คนมีความเครียดกันมาก เราสามารถบำบัดตัวเองด้วยกลิ่นแบบง่ายๆ ได้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราแนะนำการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ตามหากลิ่นหอมใหม่ๆ ให้บ้าน ห้อง หรือออฟฟิศ มันช่วยปรับอารมณ์ได้ดีเยี่ยมเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เทคนิคการคลายเครียดของเราช่วงนี้คือการปรุงกลิ่นคลายร้อนและคลายใจในเวลาเดียวกันมาใช้ในห้อง เราลองแหกคอกโดยใช้แค่ top note กับ middle note มาปรุงกลิ่นเพื่อให้เกิดคาแร็กเตอร์ที่เบา รู้สึกสบายใจ และมีอิสระ เราแนะนำ top note กลิ่นโทนเย็น เช่น คาโมมายล์หรือการบูร ผสมกับ middle note มาดเท่ปนขี้เล่นนิดๆ อย่าง Juniper แล้วตบด้วยความเฟรนด์ลี่จากชาเขียว ให้กลิ่นที่ลอยๆ เป็นลูกโป่งพาเราลอยหลบความวุ่นวายระหว่างวันสักพักก่อนกลับมาลุยงานต่อ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/patchouli-scent-design/">Patchouli.scent.design แบรนด์ที่รับออกแบบกลิ่นเฉพาะตัวให้ทุกสิ่งอัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พัทริกา ลิปตพัลลภ นักเขียนผู้เดินทางตามชีวิตและโชคชะตาของฟรีด้า คาห์โล ที่เม็กซิโก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pattrica-lipatapanlop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2020 09:21:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือทำมือ]]></category>
		<category><![CDATA[Frida Kahlo]]></category>
		<category><![CDATA[เม็กซิโก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟรีด้า คาห์โล]]></category>
		<category><![CDATA[แพท พัทริกา ลิปตพัลลภ]]></category>
		<category><![CDATA[ซินญอริต้าในผ้ากันเปื้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=97576</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเก็บตัวอยู่กับบ้าน เราเป็นหนึ่งในหลายคนที่เลือกหยิบหนังสือบันทึกเดินทางออกมาอ่านด้วยความหวังว่ามันจะเยียวยาความอยากเที่ยวที่อัดอั้นอยู่เต็มอกให้ทุเลาได้บ้าง แต่ให้ตายเถอะ! ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน นั้นไม่เหมือนกับหนังสือท่องเที่ยวเล่มอื่นๆ ที่เราเคยอ่าน อย่างแรก ประเทศเม็กซิโก–สถานที่ที่การเดินทางในเล่มเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ประเทศติดอันดับความนิยมของคนไทยเป็นทุนเดิม  แถมคนเขียนยังไม่ได้ไปเที่ยวแบบธรรมดา แต่เธอตั้งใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปสืบสาแหรกของศิลปินชื่อดัง Frida Kahlo ถึงถิ่น และดั้นด้นข้ามทะเลทรายไปตามหาชุมชนชาติพันธุ์ Zapotec ชุมชนบ้านเกิดของแม่ของฟรีด้า ภาษาของเธออ่านง่ายเป็นกันเองในขณะที่ระหว่างบรรทัดอัดแน่นไปด้วยความไว้วางใจในโชคชะตาและรอยยิ้มของคนแปลกหน้า คละไปกับรูปถ่ายสีสดที่พาเราไปอยู่กลางตลาดของชนเผ่าได้อย่างอัศจรรย์ ทุกอย่างบรรจุอยู่ในรูปเล่มที่มีเสน่ห์ประณีตตามแบบฉบับหนังสือทำมือ ทั้งเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ที่ตกลงมาใส่มือให้ใจเต้นอยู่ไม่หยุด ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้นาทีที่เราอ่านหน้าสุดท้ายของหนังสือจบ เราตัดสินใจส่งข้อความไปหาผู้เขียน พัทริกา ลิปตพัลลภ ทันที เหตุใดศิลปินอย่างฟรีด้าจึงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของเธอ เรื่องเล่าที่เอิ่มเอมใจในเล่มนั้นเธอแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง​ และที่สำคัญ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน โชคดีที่เธอตอบรับคำชวนของเราอย่างทันควัน หลังจากการชนแก้วเตกีล่าใต้แสงจันทร์ คำตอบของคำถามที่คาใจทั้งหลายก็ค่อยๆ โปรยออกมาจากริมฝีปากของเธอ เคล้าไปกับเสียงเพลงแบบมารีอาชีของชาวเม็กซิโก และเราก็หวังเหลือเกินว่าบทสนทนาด้านล่างจะคัดย่อชั่วโมงต้องมนตร์นั้นมาให้ทุกคนได้รู้จักกับนักเขียน นักเดินทาง นักผจญภัย นักเล่าเรื่อง นักทำหนังสือ และอีกหลายนักที่ทำให้เราหลงรักผู้หญิงคนนี้ได้บ้าง &#160; อะไรคือจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพนักเขียนนักเล่าเรื่องของคุณ เราเพิ่งถามตัวเองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เองว่าความชอบเขียนชอบเล่าเรื่องของเรามันมาจากไหน จนเจอคำตอบว่าอ้อ มันมีอยู่ตั้งแต่เด็กๆ แล้วนี่นา อาจจะสักช่วงประถมปลาย เราไม่ได้โตมากับพ่อแม่ เขาฝากเราไว้กับปู่ย่า เราจำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่าโคตรโดดเดี่ยวเพราะช่วงอายุระหว่างปู่ย่ากับเราห่างกันมาก ยิ่งพอเข้าวัยรุ่นนี่พีคเลยเราทะเลาะกับย่าเราบ่อยมาก ตั้งแต่ชั้นประถมปลายเรามีสมุดบันทึกเอาไว้ขีดเขียนเต็มไปหมด มีความลับทุกอย่างอยู่ในนั้น เราไม่ได้มานั่งจดความรู้สึกย้อนหลังด้วยนะ แต่เวลาที่รู้สึกอะไรไม่ว่าจะโกรธ เสียใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pattrica-lipatapanlop/">พัทริกา ลิปตพัลลภ นักเขียนผู้เดินทางตามชีวิตและโชคชะตาของฟรีด้า คาห์โล ที่เม็กซิโก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเก็บตัวอยู่กับบ้าน เราเป็นหนึ่งในหลายคนที่เลือกหยิบหนังสือบันทึกเดินทางออกมาอ่านด้วยความหวังว่ามันจะเยียวยาความอยากเที่ยวที่อัดอั้นอยู่เต็มอกให้ทุเลาได้บ้าง แต่ให้ตายเถอะ! </span><em>ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน </em><span style="font-weight: 400;">นั้นไม่เหมือนกับหนังสือท่องเที่ยวเล่มอื่นๆ ที่เราเคยอ่าน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97584 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12.jpg" alt="พัทริกา ลิปตพัลลภ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_8207-12-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างแรก ประเทศเม็กซิโก–สถานที่ที่การเดินทางในเล่มเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ประเทศติดอันดับความนิยมของคนไทยเป็นทุนเดิม  แถมคนเขียนยังไม่ได้ไปเที่ยวแบบธรรมดา แต่เธอตั้งใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปสืบสาแหรกของศิลปินชื่อดัง Frida Kahlo ถึงถิ่น และดั้นด้นข้ามทะเลทรายไปตามหาชุมชนชาติพันธุ์ Zapotec ชุมชนบ้านเกิดของแม่ของฟรีด้า ภาษาของเธออ่านง่ายเป็นกันเองในขณะที่ระหว่างบรรทัดอัดแน่นไปด้วยความไว้วางใจในโชคชะตาและรอยยิ้มของคนแปลกหน้า คละไปกับรูปถ่ายสีสดที่พาเราไปอยู่กลางตลาดของชนเผ่าได้อย่างอัศจรรย์ ทุกอย่างบรรจุอยู่ในรูปเล่มที่มีเสน่ห์ประณีตตามแบบฉบับหนังสือทำมือ ทั้งเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ที่ตกลงมาใส่มือให้ใจเต้นอยู่ไม่หยุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้นาทีที่เราอ่านหน้าสุดท้ายของหนังสือจบ เราตัดสินใจส่งข้อความไปหาผู้เขียน</span><b> พัทริกา ลิปตพัลลภ</b><span style="font-weight: 400;"> ทันที เหตุใดศิลปินอย่างฟรีด้าจึงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของเธอ เรื่องเล่าที่เอิ่มเอมใจในเล่มนั้นเธอแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง​ และที่สำคัญ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โชคดีที่เธอตอบรับคำชวนของเราอย่างทันควัน หลังจากการชนแก้วเตกีล่าใต้แสงจันทร์ คำตอบของคำถามที่คาใจทั้งหลายก็ค่อยๆ โปรยออกมาจากริมฝีปากของเธอ เคล้าไปกับเสียงเพลงแบบมารีอาชีของชาวเม็กซิโก และเราก็หวังเหลือเกินว่าบทสนทนาด้านล่างจะคัดย่อชั่วโมงต้องมนตร์นั้นมาให้ทุกคนได้รู้จักกับนักเขียน นักเดินทาง นักผจญภัย นักเล่าเรื่อง นักทำหนังสือ และอีกหลายนักที่ทำให้เราหลงรักผู้หญิงคนนี้ได้บ้าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97585" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791.jpg" alt="พัทริกา ลิปตพัลลภ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06791-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อะไรคือจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพนักเขียนนักเล่าเรื่องของคุณ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเพิ่งถามตัวเองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เองว่าความชอบเขียนชอบเล่าเรื่องของเรามันมาจากไหน จนเจอคำตอบว่าอ้อ มันมีอยู่ตั้งแต่เด็กๆ แล้วนี่นา อาจจะสักช่วงประถมปลาย เราไม่ได้โตมากับพ่อแม่ เขาฝากเราไว้กับปู่ย่า เราจำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่าโคตรโดดเดี่ยวเพราะช่วงอายุระหว่างปู่ย่ากับเราห่างกันมาก ยิ่งพอเข้าวัยรุ่นนี่พีคเลยเราทะเลาะกับย่าเราบ่อยมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ชั้นประถมปลายเรามีสมุดบันทึกเอาไว้ขีดเขียนเต็มไปหมด มีความลับทุกอย่างอยู่ในนั้น เราไม่ได้มานั่งจดความรู้สึกย้อนหลังด้วยนะ แต่เวลาที่รู้สึกอะไรไม่ว่าจะโกรธ เสียใจ ดีใจ สับสน เราจะวิ่งไปเปิดเก๊ะในห้องนอน หยิบสมุดออกมาจดทันทีเดี๋ยวนั้นเลย เหมือนเราได้พูดได้ตะโกนออกมาเป็นตัวอักษร จนวันหนึ่งเราก็ได้ทำงานที่กองบรรณาธิการนิตยสาร <em>ดิฉัน</em> ทำอยู่ 13 ปีจนหนังสือปิดตัวก็มาเป็นนักเขียนอิสระทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และตอนนี้ก็ทำสำนักพิมพ์จิ๋วๆ ชื่อมาลาฤดูร้อน ผลิตงานเขียนของตัวเองและรับจ้างออกแบบและผลิตหนังสือให้คนอื่นด้วย ซึ่งงานเขียนของเราก็ยังใช้วิธีเดิมอยู่คือทั้งหมดมาจากสมุดบันทึกการเดินทาง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ก่อนหน้านี้คุณเคยติดใจอินเดียจนเขียนเป็นหนังสือ <em>ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก</em> มาแล้ว กับหนังสือเล่มล่าสุด คุณประทับใจอะไรในตัวฟรีด้า คาห์โล ถึงขนาดที่ต้องเดินทางไปตามหาต้นตระกูลของเธอที่ประเทศเม็กซิโก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การได้ดูหนังเรื่อง <em>Frida</em> (2002) ทำให้เราประทับใจในตัวผู้หญิงคนนี้ ก่อนจะเดินทางไปเม็กซิโกครั้งแรกเราดูหนังเรื่องนี้มาแล้วประมาณเจ็ดถึงแปดรอบบวกกับอ่านหนังสือประวัติของฟรีด้าด้วย ยิ่งดูยิ่งอ่านเราก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงบ้าอะไรวะอดทนได้ขนาดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คิดดูว่าถ้าเราเป็นฟรีด้า เกิดมาเป็นโปลิโอตั้งแต่เจ็ดขวบ ขาขวาสั้นกว่าขาซ้าย ต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เพื่อนล้อ ทั้งใส่ถุงเท้าซ้อนกันไว้เยอะๆ และหาวิธีต่อส้นรองเท้าเพิ่มขึ้น พอเข้าวัยรุ่นก็เจออุบัติเหตุใหญ่ถึงขนาดราวมือจับบนรถเมล์แทงเข้ามดลูก กระดูกแตกไม่รู้ตั้งกี่สิบจุด ในเวลาที่ตัวเองนอนเดี้ยงอยู่บนเตียงหลังจากรอดชีวิตมาได้หวุดหวิด เอ้า แฟนที่รักกันมากก็เดินมาบอกลา มาเจอ Diego Rivera ศิลปินใหญ่และต่อมาแต่งงานกัน ดิเอโก้ก็เจ้าชู้สุดๆ นอนกับผู้หญิงไปทั่วจนแมตช์ที่ทำให้ชีวิตคู่ถึงจุดพังคือการที่ดิเอโก้เป็นชู้กับพี่สาวของฟรีด้า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งชีวิตของฟรีด้าวนเวียนอยู่แต่กับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจซึ่งเธอระบายออกมาบนแคนวาส งานศิลปะแทบทุกชิ้นมีร่องรอยความเจ็บปวดอยู่ด้วยเสมอ ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงด้วยกัน เราเห็นใจความเป็นมนุษย์แบบฟรีด้า เป็นความรู้สึกที่เรามองผู้หญิงคนนี้แบบใจเขาใจเรา พอความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้ระหว่างเรากับฟรีด้าเกิดขึ้นมามันยิ่งทำให้เราอยากทำความรู้จักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยากรู้ว่าทุกอย่างที่อยู่บนตัวฟรีด้าไม่ว่าจะเสื้อผ้าหน้าผม นิสัยใจคอ หรือแม้กระทั่งลักษณะคิ้วเข้มชนกัน กระโปรงยาวกรุยกรายปักด้วยลายดอกไม้ วัฒนธรรมเหล่านี้ทั้งหมดมีที่มายังไง ผู้หญิงเม็กซิกันเป็นเหมือนเธอกันหมดไหม หรือต่างกันยังไง วันหนึ่งเราก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ถ้าอยากรู้ฉันก็ต้องไปหาคำตอบที่เม็กซิโก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97586" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_4604.jpg" alt="พัทริกา ลิปตพัลลภ" width="675" height="490" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_4604.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_4604-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_4604-600x436.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97591" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955.jpg" alt="พัทริกา ลิปตพัลลภ" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC03955-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คิดว่าตัวเองมีลักษณะไหนที่คล้ายคลึงกับฟรีด้าไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โห ไม่มีใครเหมือนฟรีด้าได้หรอก ไม่มีทางที่ใครจะมีอินเนอร์เหมือนฟรีด้าได้เลย มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ชีวิตว่าเขาผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ขณะที่เรากำลังเปิดอ่าน <em>ซินญอริต้า ในชุดผ้ากันเปื้อน</em> จดหมายของคุณในซองสีขาวก็ร่วงหล่นลงมาใส่มือ บนหน้าซองจ่าหน้าให้ส่งถึงฟรีด้าที่ ‘บ้านสีฟ้า’ (La Casa Azul) บ้านหลังนั้นสำคัญกับคุณยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาอย่างนี้ดีกว่า เคยแอบชอบใครสักคนไหม พอเรารู้สึกถูกชะตาหรือหลงรักใครสักคน เราก็อยากรู้ว่าเขาอยู่แบบไหน กินแบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีด้านขาวเทาดำยังไงบ้างในตัว แปลว่าถ้าเราอยากรู้จักใครสักคนจริงๆ เราก็ต้องไปดูบ้านของเขา ซึ่งบ้านสีฟ้า (La Casa Azul) มีความสำคัญตรงที่เป็นบ้านเกิดของฟรีด้า ขณะที่ฟรีด้ายังมีชีวิตเธอใช้เวลาอยู่ที่นี่เยอะที่สุด และยังตายที่บ้านหลังนี้ด้วย เพราะฉะนั้นบ้านหลังนี้คือวิญญาณความเป็นฟรีด้าในทุกตารางเมตร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเคยไปบ้านหลังนี้ซึ่งปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์ฟรีด้า คาห์โล สองครั้ง ความรู้สึกเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือเวลาเราค่อยๆ เดินดูไปทีละห้องๆ โดยมีเสียงเยือกเย็นของผู้หญิงคนหนึ่งดังผ่านเฮดโฟนคอยอธิบายให้เราฟังว่าแต่ละจุดในบ้านเคยเกิดอะไรขึ้น แต่ช่วงชีวิตของฟรีด้าที่อยู่ในบ้านหลังนี้เธอต้องพบเจออะไรบ้าง เธอใช้ชีวิตแบบไหน ในช่วงขณะนั้นเราจะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเหมือนมีฟรีด้ามาเดินอยู่ด้วยข้างๆ เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนจดหมายที่เราสอดไว้ในหนังสือคือจดหมายที่เราเขียนหาฟรีด้าตอนที่เราเดินทางอยู่ในเม็กซิโก คือเราก็รู้แหละว่าการเขียนจดหมายหาฟรีด้ามันไม่มีทางไปถึงหรอกเพราะฟรีด้าเสียชีวิตแล้ว แต่ประเด็นมันไม่ใช่ตรงนั้น จดหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากครั้งที่สองที่เราไปบ้านฟรีด้า พอกลับออกมาก็นึกอยากเขียนจดหมายหาเธอ อยากขอบคุณที่เธอเป็นแรงบันดาลใจให้เราเดินทางมาถึงเม็กซิโกจนได้พบเจอความน่าสนใจอีกหลายๆ อย่างของประเทศนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเขียนจดหมายฉบับนี้เสร็จเราไปที่ไปรษณีย์เพื่อติดแสตมป์ประทับตรา ก่อนส่งเราก็ก๊อบปี้จดหมายฉบับนี้ไว้ด้วยการถ่ายภาพเพื่อเอามาเป็นต้นแบบในการทำจดหมายฉบับก๊อบปี้ขึ้นมาเสียบไว้ในหนังสือที่เราทำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คิดว่าถ้าฟรีด้าได้อ่านจดหมายของคุณ เขาจะตอบกลับมาว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันไปดีแล้ว ปล่อยฉันเป็นอิสระเถอะ (หัวเราะ)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97594" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/81079938_178560950211180_160195270754172928_o-e1589355128304.jpg" alt="" width="675" height="450" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97597" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/81036789_179922206741721_3377147353373868032_o-e1589355215244.jpg" alt="พัทริกา ลิปตพัลลภ" width="675" height="450" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97589" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/80327536_174880100579265_2076789783387963392_o-e1589354819494.jpg" alt="พัทริกา ลิปตพัลลภ" width="675" height="477" /></p>
<p><b>นอกจากบ้านของฟรีด้าแล้ว เมื่อทราบว่าแม่ของฟรีด้ามาจากเมืองในคอคอด Tehuantepec คุณก็ดั้นด้นไปถึงที่นั่นซึ่งในหนังสือบอกว่ายากมาก ทำไมถึงยังไปที่นั่น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันไม่ใช่เพราะเราชอบทำอะไรยากๆ หรอก แต่เราว่ามันเป็นเพราะคนเราอาจมีเรื่องที่อยากรู้ต่างกัน มิติต่างกัน ซึ่งเรื่องที่เราอยากรู้มันดันเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังและความกระเสือกกระสนอยู่เสมอ เราเป็นคนที่ถ้าอยากรู้อะไรเราจะต้องรู้ให้ได้ และการรู้ที่ดีที่สุดก็คือการพาตัวเองไปหาคำตอบจากต้นตอ ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของวัฒนธรรมที่อยู่บนตัวฟรีด้าเองก็มาจากชนเผ่าซาโปเทกทั้งนั้น และกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าซาโปเทกที่แข็งแรงที่สุดก็อยู่บนคอคอดนี้ เลยอยากไปเห็น อยากไปรู้จัก บอกเลยว่าผู้หญิงกลุ่มนี้มันมาก ระหว่างแฟนกับเพื่อนผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกเพื่อนก่อนเสมอ ยอมขึ้นคานดีกว่าโดนเพื่อนทิ้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณบอกว่าประเทศเม็กซิโกคือ ‘ประเทศแห่งตลาด’ สินค้าที่คุณชอบที่สุดในตลาดที่นั่นคืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าให้ระบุเป็นประเภทของสินค้าเลยคงเป็นอาหาร เราไม่ได้เป็นคนทำอาหารเก่งเลยนะแต่ชอบวัฒนธรรมการกินอาหารของคนเม็กซิกัน เวลาเข้าตลาดที่ขายอาหารมันจะตามมาด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่พ่วงมากับอาหารเหล่านั้น เช่นเวลามีร้านที่ตั้งแผงขาย Tejate (เครื่องดื่มจากโกโก้) เวลาเสิร์ฟ เขาจะเสิร์ฟกับภาชนะแฮนด์เมดที่ทำจากเมล็ดกระถินซึ่งใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณ ปัจจุบันก็ยังคงใช้กันอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราชอบบรรยากาศภาพรวมของตลาดแบบเม็กซิกันที่มีทั้งสี กลิ่น ผิวสัมผัส เสียงเพลง ภาษาชนเผ่า เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เครื่องใช้ หลายอย่างเป็นวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อมาเป็นพันปีแล้ว ทุกอย่างมันตะโกนแข่งกันในเวลาเดียวกัน มันโฉ่งฉ่าง สนุก มีชีวิต ตลาดเล็กตลาดน้อยเยอะแยะไปหมด ตลาดคือลมหายใจของคนเม็กซิกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>หนังสือของคุณอัดแน่นไปด้วยสรรพสีสันของชีวิต โดยเฉพาะภาพผู้หญิงที่คุณสามารถเก็บบันทึกความรู้สึกของพวกเขาอย่างงดงามเสมอ คุณมีเคล็ดลับอะไรในการถ่ายภาพผู้คนที่พบเจอระหว่างทาง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้มีเคล็ดลับหรือมีหลักในการถ่ายภาพอะไรหรอก แค่ถ่ายตามความรู้สึก ถ่ายความจริงที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า แค่นั้นเลย ซึ่งคำว่า</span><span style="font-weight: 400;">ความจริง</span><span style="font-weight: 400;">ในความหมายของคนถ่ายภาพแต่ละคนก็อาจจะมองในมุมที่ไม่เหมือนกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97590" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC04433-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณเขียนประโยคเปิดบทแรกของเล่มไว้ว่า ‘ทุกอย่างมีเวลาของมัน’ หมายความว่าคุณเชื่อในโชคชะตามากกว่าสัญชาตญาณของตัวเองหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเชื่อทั้งสองอย่าง เพราะโชคชะตากับสัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินอยู่คู่กันในชีวิต เอาเข้าจริง ประโยคนี้มันมีที่มานะ ถ้าย้อนดูหนังสือ<em> ซินญอฯ</em> ในหน้าแรกๆ จะมีลายมือภาษาชนเผ่าประโยคหนึ่งเขียนเอาไว้เดี่ยวๆ เลย นั่นเป็นลายมือของนักเขียนภาษาชนเผ่าซึ่งเป็นคนเขียนพจนานุกรมภาษาชนเผ่าซาโปเทกที่เรามีโอกาสได้ไปเจอและขอให้แกเขียนลายมือภาษาชนเผ่าให้ ประโยคนี้แปลได้ว่า ‘ทุกอย่างมีเวลาของมัน’ มันคือประโยคที่เรามีไว้คอยเตือนใจตัวเราเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่คิดจะไปเม็กซิโก กระทั่งจนเริ่มต้นคลำทางเพื่อตามหาข้อมูลต่างๆ ในการเขียนหนังสือ ไปจนถึงการติดต่อประสานงานกับคนในพื้นที่ที่นั่น ทุกอย่างมีเรื่องของจังหวะและการรอคอยเข้ามาเกี่ยวข้อง บางช่วงเราท้อเหมือนกันนะเพราะภาษาเป็นด่านสำคัญมากในการติดต่อกับคนพื้นที่ (คนเม็กซิกันใช้ภาษาสเปนและภาษาชนเผ่าเป็นหลัก) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งช่วงที่จะเดินทางไปคอคอด Tehuantepec นี่กว่าจะเข้าไปถึงได้ยากมาก ลำพังการพาตัวเองไปถึงที่นั่น สำหรับเราไม่ได้ยากหรอก แต่เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว จำเป็นมากที่จะต้องมีคนรู้จักที่เป็นคนในพื้นที่และพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะด้วยสถานการณ์ในคอคอด Tehuantepec ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2017 ก็เริ่มมีปัญหายาเสพติด ขโมยขโจร เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ การรู้จักคนในพื้นที่อย่างน้อยทำให้เราอุ่นใจและรู้ว่าเราควรทำอะไรหรืออะไรที่ห้ามทำเด็ดขาด ตลอดการเดินทางเพื่อทำหนังสือเล่มนี้ เรามีประโยคนี้นี่ล่ะที่ทำให้เรายังเดินทางต่อไปได้อย่างมีความหวัง ‘ทุกอย่างมีเวลาของมัน’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97592" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06829-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ในฐานะนักเขียน คุณเลือกเรื่องราวที่พบเจอมาร้อยเรียงในหนังสือของคุณอย่างไร มีบ้างไหมที่ต้องจำใจทิ้งบางเรื่องไประหว่างการคัดเกลา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราบอกคนอ่านมาตลอดว่าประเทศเม็กซิโกสำหรับเราคือเสียงตะโกน ทุกองค์ประกอบของประเทศนี้ไม่มีใครยอมใคร แต่ความมั่วๆ ความอีเหละเขละขละ ความโฉ่งฉ่างที่ผสมรวมกันอยู่ในเสียงตะโกนเหล่านั้นกลับเป็นความลงตัวอย่างบอกไม่ถูกนั่นล่ะคือโจทย์ของการทำหนังสือเล่มนี้ เราจะทำยังไงให้หนังสือมันส่งเสียงตะโกนออกมาได้ตั้งแต่แรกเห็นเพื่อบอกความเป็นประเทศเม็กซิโก ยิ่งพอได้เปิดดูทีละหน้ายิ่งรู้สึกว่า โอ้โห เสียงดังจริงๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ก่อนหน้านี้คุณออกหนังสือชื่อ <em>ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก</em> จัดจำหน่ายด้วยวิธีเดียวกับ <em>ซินญอริต้าในผ้ากันเปื้อน</em> คือด้วยเพจสำนักพิมพ์ที่คุณตั้งเอง ‘มาลาฤดูร้อน’ เรารู้สึกว่าหนังสือทั้งสองเล่มมีความคล้ายกันมากคือมีความตั้งใจมากทุกกระเบียดนิ้ว โดยเฉพาะเล่มนี้ที่สอดแทรกตั้งแต่ธงลายฉลุ, ที่คั่นหนังสือ, จวบจนผ้าปักงานฝีมือจากตลาด ช่วยอธิบายหน่อยว่าทำไมหนังสือของคุณถึงต้องมีสิ่งเหล่านี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของแถมเลยนะ ทุกอย่างที่ให้ไปกับหนังสือคือองค์ประกอบที่ทำให้ความเป็นประเทศที่เรากำลังพยายามพรีเซนต์ชัดเจนขึ้น เป็นเรื่องของโสตสัมผัส ตัวอย่างเช่น เหตุผลที่เราใส่ธงราว Papel Picado (ธงพลาสติกลายฉลุ) แนบไปกับหนังสือเพราะธงราวนี้คือหนึ่งในองค์ประกอบของความเป็นเม็กซิกันที่เราไปเห็นมา ทุกบ้านทุกถนนทุกตลาดต้องมีแขวนห้อยระโยงระยางอยู่ มันบอกถึงความเป็นประเทศที่บันเทิงและครื้นเครงมาก มีเทศกาลให้ฉลองกันตลอดเวลา ซึ่งธงราวมีต้นกำเนิดมาจากกลุ่ม Astec ชนเผ่าดั้งเดิมของเม็กซิโก สมัยก่อนเผ่านี้นิยมแกะสลักลวดลายลงบนหินเพื่อบูชาเทพเจ้าจนต่อมามันถึงได้มีการพัฒนามาเป็นธงราว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97594" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/81079938_178560950211180_160195270754172928_o-e1589355128304.jpg" alt="" width="675" height="450" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97593" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/83903508_192572475476694_7998669014412820480_o-1-e1589355124591.jpg" alt="" width="675" height="450" /></p>
<p><b>คุณอยากไปเม็กซิโกเพราะต้องการตามหาคำตอบบางอย่าง หลังกลับมาแล้วคุณคิดว่าบรรลุเป้าหมายไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเรา การทำหนังสือออกมาหนึ่งเล่ม หลังจากทำเสร็จเราจะต้องไม่มีคำถามอะไรกับมันแล้ว หนังสือ <em>ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน</em> ที่ทำออกมาโดยมีฟรีด้า คาห์โล เป็นกุญแจดอกแรกที่พาเราไปรู้จักประเทศนี้ เราว่ามันก็สมบูรณ์ในตัวของมันระดับหนึ่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือหนึ่งเล่มมันไม่ใช่แค่ตัวหนังสือกับภาพถ่าย แต่ยังมีเรื่องขององค์ประกอบต่างๆ ที่เราต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นให้นานพอที่จะดึงมันออกมาได้ เลยทำให้เราไม่สามารถไปไหนแค่อาทิตย์สองอาทิตย์แล้วกลับมาทำหนังสือได้ทันทีแต่เราต้องไปใช้ชีวิตกับคนพื้นที่อยู่เป็นเดือนๆ บางทีอยู่เป็นเดือนก็ยังไม่พอแต่ต้องหาเวลากลับไปซ้ำอีกเพื่อที่จะได้เห็นและได้รู้จักประเทศประเทศหนึ่งให้มากพอ กระทั่งรู้ว่าเราจะหยิบอะไรมาเป็นวัตถุดิบในการทำหนังสือได้บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกองค์ประกอบสำคัญหมดไม่ว่าจะโทนสีที่คนที่นั่นใช้  ผิวสัมผัสบนวัตถุจากการดำเนินชีวิตสองฝั่งถนนหรือกลางหุบเขา บุคลิกตัวอักษรตามป้ายโฆษณา สีสันในตลาดสด เสียงดนตรีเม็กซิกันข้างทาง เฉดสีของฟรีด้า คาห์โล จังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองหลวงกับชนเผ่าที่ไม่เหมือนกัน ลายผ้ากันเปื้อนที่ผู้หญิงแต่ละชนเผ่าเลือกใช้ ฯลฯ เหล่านี้คือตัวอย่างของวัตถุดิบที่เราเก็บมาเรียงร้อยเรื่องราวนอกเหนือไปจากตัวอักษรและงานภาพถ่าย ฉะนั้นเราถือว่า<em> ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน</em> ทำงานในตัวมันเองได้ดีในระดับหนึ่งในแง่ของการส่งเสียงตะโกนออกไปให้คนอ่านได้ยินผ่านรูปแบบของหนังสือที่พูดไม่ได้แต่มีชีวิต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เสียงตอบรับของเล่มที่แล้วกับเล่มนี้ต่างกันไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสน่ห์ของอินเดียคือความคาดไม่ถึงก็จริง แต่ด้วยความที่คนไทยคุ้นเคยกับอินเดียอยู่แล้วมันเลยเข้าถึงง่าย นี่เราขายหมดมา 7-8 เดือนแล้วก็ยังมีคนถามหาทุกวัน ทุกวันจริงๆ นะ ส่วนเม็กซิโกแม้คนไทยจะเคยได้ยินชื่อของประเทศเม็กซิโกมาตลอดแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคยไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความน่าดีใจคือหลายคนไม่เคยสนใจประเทศเม็กซิโกเลยแต่หลังจากได้หนังสือเราไปอยู่ในมือและอ่านจนจบก็มีหลายๆ อย่างของประเทศนี้ที่เขาอยากรู้มากขึ้น อยากไปยืนในปาร์ตี้ของชนเผ่าที่เราได้ไปยืนอยู่ อยากไปเดินกลางหุบเขาคนเดียวบ้าง บางคนก็เกิดความสงสัยในวัฒนธรรมเม็กซิกันหลายๆ เรื่องตามมา จะมีคนอ่านอีกกลุ่มที่ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้วมันก็อาจยากไปสำหรับเขาที่จะเดินทางไปถึงเม็กซิโก แต่สิ่งที่คนอ่านกลุ่มนี้บอกเราคือเขาได้แรงบันดาลใจจากหนังสือของเราไปต่อยอด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97595" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC05478-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นิสัยอะไรที่นักเดินทางที่ดีพึงมี</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราว่าน่าจะเป็นเซนส์ของการเอาตัวรอดนะ เพราะนักเดินทางมักมีความอยากรู้อยากเห็นในมุมที่คนทั่วไปอาจไม่ได้ใส่ใจหรือนึกอยากหาคำตอบ ซึ่งไอ้ความอยากรู้อยากเห็นนี่ล่ะมากับการต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในสถานการณ์ต่างๆ ฉะนั้นต้องมีเซนส์ของการเอาตัวรอด </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ลูกชายรู้สึกยังไงกับงานของคุณ เขาชอบหนังสือของคุณไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมื่นไมล์ตอนนี้อายุ 17 เป็นคนอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาจะชอบพวกนิยายแฟนตาซีมากกว่า หนังสือแม่ตอนนี้ยังไม่แตะค่ะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตอนนี้กำลังเขียนเล่มต่อไปแล้วรึยัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขียนอยู่ค่ะ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ช่วยเกริ่นๆ หรือบอกใบ้ให้หน่อยได้ไหมว่าเกี่ยวกับสถานที่ไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไม่บอกดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ถ้าวิกฤตโควิดจบลงแล้ว คุณจะเดินทางไปที่ไหนเป็นอันดับแรก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับบ้านหลังที่สองค่ะ อินเดีย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97596" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/DSC06790-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><em>ขอบคุณภาพจาก พัทริกา ลิปตพัลลภ</em></p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;">ใครอ่าน Q&amp;A นี้จบแล้วอยากจะออกเดินทางไปเม็กซิโกแบบแพทสามารถสั่งหนังสือ </span><b> ‘ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน’</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ที่เพจ</span><a href="https://www.facebook.com/lovesummermala/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Summermala </span></a><span style="font-weight: 400;">แถมได้ข่าวว่าเล่ม ‘ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก’ ที่หมดไปแล้วอาจจะกลับมาพิมพ์ใหม่เร็วๆ นี้ด้วยนะ! </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pattrica-lipatapanlop/">พัทริกา ลิปตพัลลภ นักเขียนผู้เดินทางตามชีวิตและโชคชะตาของฟรีด้า คาห์โล ที่เม็กซิโก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดูชีวิตตั้งแต่ต้นจนอวสานของ Andy Warhol ในนิทรรศการที่ Tate London แบบไม่เสียค่าเครื่องบิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/andy-warhol-tate-modern/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Apr 2020 11:29:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Andy Warhol]]></category>
		<category><![CDATA[แอนดี้ วอร์ฮอล]]></category>
		<category><![CDATA[pop art]]></category>
		<category><![CDATA[ป๊อปอาร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[Tate London]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=95136</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อได้ประจันหน้ากับผลงานของ Andy Warhol คนดูมักจะมีปฏิกิริยาที่ถ้าไม่รักก็เกลียดไปเลย บ้างก็ถกว่ามัน ‘เป็นศิลปะ’ หรือไม่ บ้างก็มองว่ามันคือภาพสะท้อนของสังคมบริโภคนิยมที่ทั้งน่าเกลียดและน่าชม ซึ่งเป็นโชคดีที่เรากำลังจะได้ถกกันต่อหน้าผลงานของวอร์ฮอลจริงๆ กว่าร้อยชิ้นที่บินตรงจากอเมริกาในนิทรรศการ Andy Warhol: Pop Art ที่จะจัดขึ้น ณ River City Bangkok ในเดือนกรกฎาคม ระหว่างที่รอดูผลงานจริง ช่วงนี้หอศิลป์ Tate Modern จัดนิทรรศการครั้งใหญ่ของวอร์ฮอลเหมือนกันโดยใช้ผลงานของวอร์ฮอลเล่าประวัติของเขาเองตั้งแต่ต้นจนอวสาน แถมยังอัพโหลดผลงานบางส่วนและบทนำชมขึ้นบนโลกออนไลน์ให้เราดูกันสบายๆ จากหน้าจอคอมฯ ของตัวเอง ว่าแล้วเราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับชีวิตของศิลปินป๊อปอาร์ตตัวพ่อให้มากขึ้น ระหว่างรอไปดูงาน &#8216;ของจริง&#8217; ของเขาในอนาคตอันใกล้ ส่วนงานของวอร์ฮอลจะเป็นศิลปะหรือไม่ ผลงานในนิทรรศการนี้อาจทำให้คุณมีคำตอบ &#160; เด็กชาย Andrew Warhola ในบทสนทนากึ่งบทนำชมระหว่าง Fiontán Moran ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ และ Gregor Muir ผู้อำนวยการฝ่ายคอลเลกชั่นศิลปะสากล เล่าคอนเซปต์ของงานนี้ไว้คร่าวๆ ว่า “แอนดี้ วอร์ฮอล เป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินป๊อปอาร์ต แต่ในนิทรรศการนี้เราอยากย้อนกลับไปหาตัวตนของเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ย้อนมองความปรารถนาอีกทั้งความกลัวซึ่งอาจเป็นปัจจัยผลักดันให้เขาทำงานศิลปะ เราอยากพาเขาออกจากกระแสความโด่งดังแล้วพินิจพิเคราะห์เขาผ่านมุมมองสามประการ คือ ความเป็นผู้อพยพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/andy-warhol-tate-modern/">ดูชีวิตตั้งแต่ต้นจนอวสานของ Andy Warhol ในนิทรรศการที่ Tate London แบบไม่เสียค่าเครื่องบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ประจันหน้ากับผลงานของ Andy Warhol คนดูมักจะมีปฏิกิริยาที่ถ้าไม่รักก็เกลียดไปเลย บ้างก็ถกว่ามัน ‘เป็นศิลปะ’ หรือไม่ บ้างก็มองว่ามันคือภาพสะท้อนของสังคมบริโภคนิยมที่ทั้งน่าเกลียดและน่าชม ซึ่งเป็นโชคดีที่เรากำลังจะได้ถกกันต่อหน้าผลงานของวอร์ฮอลจริงๆ กว่าร้อยชิ้นที่บินตรงจากอเมริกาในนิทรรศการ Andy Warhol: Pop Art ที่จะจัดขึ้น ณ River City Bangkok ในเดือนกรกฎาคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่รอดูผลงานจริง ช่วงนี้หอศิลป์ Tate Modern จัดนิทรรศการครั้งใหญ่ของวอร์ฮอลเหมือนกันโดยใช้ผลงานของวอร์ฮอลเล่าประวัติของเขาเองตั้งแต่ต้นจนอวสาน แถมยังอัพโหลดผลงานบางส่วนและบทนำชมขึ้นบน<a href="https://www.tate.org.uk/whats-on/tate-modern/exhibition/andy-warhol/exhibition-guide" target="_blank" rel="noopener">โลกออนไลน์</a>ให้เราดูกันสบายๆ จากหน้าจอคอมฯ ของตัวเอง </span><span style="font-weight: 400;">ว่าแล้วเราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับชีวิตของศิลปินป๊อปอาร์ตตัวพ่อให้มากขึ้น ระหว่างรอไปดูงาน &#8216;ของจริง&#8217; ของเขาในอนาคตอันใกล้</span></p>
<p>ส่วนงานของวอร์ฮอลจะเป็นศิลปะหรือไม่ ผลงานในนิทรรศการนี้อาจทำให้คุณมีคำตอบ</p>
<h3 style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/ZjgAd6Z-dd0" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></h3>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เด็กชาย Andrew Warhola</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทสนทนากึ่งบทนำชมระหว่าง Fiontán Moran ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ และ Gregor Muir ผู้อำนวยการฝ่ายคอลเลกชั่นศิลปะสากล เล่าคอนเซปต์ของงานนี้ไว้คร่าวๆ ว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แอนดี้ วอร์ฮอล เป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินป๊อปอาร์ต แต่ในนิทรรศการนี้เราอยากย้อนกลับไปหาตัวตนของเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ย้อนมองความปรารถนาอีกทั้งความกลัวซึ่งอาจเป็นปัจจัยผลักดันให้เขาทำงานศิลปะ เราอยากพาเขาออกจากกระแสความโด่งดังแล้วพินิจพิเคราะห์เขาผ่านมุมมองสามประการ คือ ความเป็นผู้อพยพ อัตลักษณ์ความเป็นเควียร์ และความคิดเรื่องความตายกับศาสนา”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเป็นมนุษย์ที่ว่านี้ถูกนำเสนอตั้งแต่ห้องแรกที่มีชื่อว่า ‘Andrew Warhola’ ซึ่งเป็นชื่อตามสูติบัตรของวอร์ฮอล ห้องนี้เล่าประวัติในวัยเยาว์ของเขาเป็นหลัก ตั้งแต่โมเมนต์แรกของชีวิตในปี </span><span style="font-weight: 400;">1928 </span><span style="font-weight: 400;">และการเติบโตในเมืองอุตสาหกรรมพิตส์เบิร์ก รัฐ</span><span style="font-weight: 400;">เพนซิลเวเนีย</span></p>
<div id="attachment_95140" style="width: 347px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95140" class="size-full wp-image-95140" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1998-3-5219_pub_01-Web-Ready-475px-longest-edge-Check-Copyright-Before-Using-on-Web-337x475.jpg" alt="" width="337" height="475" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1998-3-5219_pub_01-Web-Ready-475px-longest-edge-Check-Copyright-Before-Using-on-Web-337x475.jpg 337w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1998-3-5219_pub_01-Web-Ready-475px-longest-edge-Check-Copyright-Before-Using-on-Web-337x475-213x300.jpg 213w" sizes="(max-width: 337px) 100vw, 337px" /><p id="caption-attachment-95140" class="wp-caption-text">The Andy Warhol Museum, Pittsburgh; Founding Collection, Contribution The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc.</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวของวอร์ฮอลอพยพจากหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศสโลวะเกียมาอยู่ในย่านยากจนที่เขาเรียกเองว่า ‘สลัมชาวเช็ก’ ในตอนเปิดของนิทรรศการ ภัณฑารักษ์จึงแสดงเอกสารคนเข้าเมืองซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมาชิกครอบครัวของวอร์ฮอลแต่ละคนอพยพเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ เมื่อไหร่ วัตถุชิ้นนี้เชื่อมโยงได้ดีกับผลงานในช่วงหลังคือภาพพิมพ์เทพีเสรีภาพ (Fabis) จากปี 1986</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่จริงวอร์ฮอลใช้รูปเทพีเสรีภาพในผลงานของเขาหลายชิ้นตั้งแต่ยุค 60s แต่ชิ้นที่จัดแสดงในโชว์ของ Tate Modern นั้นมีความพิเศษเพราะเป็นชิ้นที่เอาแบบมาจากรูปโปสต์การ์ดแสดงให้เห็นความชื่นชมของศิลปินที่มีต่ออนุสาวรีย์ในฐานะไอคอนของ ‘ความเป็นอเมริกัน’ อีกทั้งปี 1986 ยังเป็นวาระครบรอบ 100 ปีการส่งมอบอนุสาวรีย์นี้จากฝรั่งเศสมาสหรัฐฯ ด้วย บนรูปของเธอ วอร์ฮอลยังเพนต์ลายพรางทหารไปทั่วและใส่โลโก้คุกกี้ยี่ห้อ ‘Fabis’ ที่มีธงชาติของฝรั่งเศสและอเมริกาตรงมุมซ้ายล่างของภาพ สื่อถึงทั้งความขี้เล่นและความสนใจในการเมืองของเขา รวมถึงสิ่งสร้างที่เรียกว่า ‘สัญชาติอเมริกัน’ ที่เขาได้รับมาตั้งแต่เกิดต่างไปจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเขา</span></p>
<div id="attachment_95142" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95142" class="size-full wp-image-95142" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/warhol_statue_of_liberty2-e1586849599375.jpg" alt="" width="675" height="674" /><p id="caption-attachment-95142" class="wp-caption-text">© The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts/Artists Rights Society (ARS), New York</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">พ่อของวอร์ฮอลเสียชีวิตในปี 1949 และทิ้งเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับส่งลูกคนสุดท้องของบ้านเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือแอนดรูว์ วอร์ฮอลานั่นเอง หลังจากเขาจบการศึกษาพาณิชย์ศิลป์จาก Carnegie Institute of Technology วอร์ฮอลตัดตัวอักษรเอในนามสกุลของตัวเองออกและใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบเพื่อย้ายไปอยู่มหานครนิวยอร์กในปี 1949 ตอนอายุเพียง 21 ปี </span><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าในแสงสีของมหานครใหญ่ วอร์ฮอลได้พบปะผู้คนที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกับเขาและเปิดทางให้เขาเดินสู่อาชีพศิลปินอย่างเต็มตัว ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันให้เขาสามารถแสดงออกถึงเพศสภาพของตนในงานด้วย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ชีวิตหลากสี</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในไฮไลต์ของงานนี้คือชุดภาพลายเส้นแนวโฮโมอิโรติกกว่า 20 รูปที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน รูปชุดนี้วาดขึ้นสำหรับนิทรรศการในช่วงปี 50s แต่ถูกปฏิเสธโดยแกลเลอรีเนื่องจากมีความล่อแหลมเกินไป อย่างไรก็ดีมันทำให้เราเห็นได้ว่าแอนดี้แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของเขาในงานตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-95143" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Screen-Shot-2563-04-14-at-2.32.44-PM-e1586849653722.png" alt="" width="675" height="380" /></p>
<div id="attachment_95144" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95144" class="wp-image-95144 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Screen-Shot-2563-04-14-at-2.32.46-PM-e1586849662326.png" alt="" width="675" height="380" /><p id="caption-attachment-95144" class="wp-caption-text">youtube.com/tate</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นเรื่องเพศสภาพถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในห้องถัดมาที่ชื่อ ‘Sleep’ จัดแสดงผลงานวิดีโอชื่อเดียวกันจากค่ำคืนของฤดูร้อนปี 1963 ที่วอร์ฮอลตั้งกล้อง 16mm ถ่ายซูมนายแบบขณะที่เปลือยกายหลับไหล (นายแบบคือคู่รักชั่วคราวของวอร์ฮอลชื่อ John Giorno) เขาถ่ายวิดีโอกว่า 50 ม้วนและนำมาตัดต่อให้เอื่อยเฉื่อยแทบจะไร้การเคลื่อนไหวใดๆ กลายเป็นหนังยาวกว่า 5 ชั่วโมง เปลี่ยนสื่อภาพยนตร์ให้กลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง  ด้วยการตัดทอนการเล่าเรื่องออกไปให้เหลือเพียงการเฝ้ามองฟอร์มและแสงเงาของเรือนร่างแบบเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงทศวรรษที่ 60s นี้เองที่เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมายในอเมริกาไม่ว่าจะเป็นการสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy, โทรทัศน์สีกลายเป็นสิ่งที่มีกันทุกครัวเรือน, ความโด่งดังของ The Beatles นำมาสู่วัฒนธรรมบูชาดาราเซเลบริตี้, การแพร่หลายของยาเสพติด ยาวไปถึงกระแสต่อต้านสงครามกับความตายอันไร้ความหมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอนดี้ วอร์ฮอล จับเอาเรื่องราวเหล่านี้มาใส่ในงานของเขา อาทิ ในงาน Elvis I and II (1964) ที่เขาเอาภาพเอลวิสจากโปสเตอร์หนังมาทำงานซิลก์สกรีนขนาดใหญ่ แบ่งเป็นสองด้านชัดเจน ด้านหนึ่งลงสีสดจี๊ดเกินธรรมชาติ ส่วนอีกด้านเป็นสีซีเปียค่อยๆ จางหายไป ตีความได้ถึงการทำซ้ำและภาพจำของซูเปอร์สตาร์ในสมัยนั้นที่ถูกปรุงแต่งและยัดเยียดให้ผู้ชมเสพจนเหมือนจะดำรงอยู่เป็นอมตะในทรงจำของผู้คน ในขณะเดียวกัน ดาราเหล่านั้นก็ยังมีกายภาพของมนุษย์ที่อจีรังและเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา วอร์ฮอลยังเอาไอเดียนี้มาทำชุดภาพของ Marilyn Monroe หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1962 ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-95145" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/default-e1586849820243.jpg" alt="" width="675" height="337" /></p>
<div id="attachment_95146" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="Andy Warhol – Marilyn Diptych, 1962, acrylic, silkscreen ink, and graphite on linen, two panels, 205.4 x 289.6 cm (80 7/8 x 114 in.), Tate, Londonhttp://"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95146" class="size-full wp-image-95146" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Andy-Warhol-Marilyn-Diptych-1962-acrylic-silkscreen-ink-and-graphite-on-linen-two-panels-205.4-x-289.6-cm-80-78-x-114-in.-overall.-Tate-London-800x563-e1586850080760.jpg" alt="" width="675" height="475" /></a><p id="caption-attachment-95146" class="wp-caption-text">Andy Warhol – Marilyn Diptych, 1962, acrylic, silkscreen ink, and graphite on linen, two panels, 205.4 x 289.6 cm (80 7/8 x 114 in.), Tate, London</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>โรงงานและคอนเสิร์ต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งเรื่องที่วอร์ฮอลหมกหมุ่นคือวัฒนธรรมบริโภคนิยมและการผลิตทุกอย่างในโรงงาน เห็นได้จากชุดภาพที่เขาเอาผลิตภัณฑ์ที่เจอได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตอเมริกัน อย่างซุปกระป๋องยี่ห้อ Campbell&#8217;s และลังสบู่ยี่ห้อ Brillo มาทำเป็นผลงานศิลปะที่สร้างความอื้อฉาวให้กับเขาอย่างมาก นอกจากนี้เขายังเช่า</span><span style="font-weight: 400;">สตูดิโอกลางเมืองและตั้งชื่อมันว่า ‘The Silver Factory’ เป็นโรงงานที่เขาสร้างทั้งงานเพนต์ ภาพพิมพ์ รวมถึงงานฟิล์มที่เขาหลงใหล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลานี้ถูกจัดแสดงผ่านชุดภาพถ่าย วอร์ฮอลถูกรายล้อมไปด้วยดารานักร้อง นักแสดง ศิลปิน คนรวยไฮโซ สตูดิโอของเขากลายเป็นจุดนัดพบของทุกผู้คนที่มีชื่อเสียง (และชื่อเสีย) ในเมืองนิวยอร์กไปโดยปริยาย น่าสนใจที่ในห้องจัดแสดงที่ 5 ของนิทรรศการพูดถึง</span><span style="font-weight: 400;">วัตถุที่เป็นตัวแทนของโรงงานในช่วงพีคของชีวิตวอร์ฮอลได้อย่างดี นั่นคือ ‘silver cloud’ หรือลูกโป่งปาร์ตี้สี่เหลี่ยมสีเงินอัดก๊าซฮีเลียม มันเจิดจรัสสะท้อนแสงชวนฝัน ในขณะเดียวกันก็ไร้น้ำหนัก เบาหวิว และล่องลอยในอากาศอย่างไม่ยี่หระ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วถ้าจะพูดถึงยุคนี้แล้วไม่พูดถึงวง ‘The Velvet Underground’ ที่วอร์ฮอลไปช่วยปั้นและเป็นผู้จัดการวงด้วยก็กระไรอยู่ ในนิทรรศการจึงมีการจำลองบรรยากาศการแสดงสด ‘Exploding Plastic Inevitable’ ปี 1966 ที่วอร์ฮอลจัดให้วงมาเล่นควบคู่กับการฉายภาพยนตร์ของเขาเป็นแบ็กกราวนด์ให้คนดู กลายเป็นแบบฉบับของการนำเสนอดนตรีมาจวบจนปัจจุบัน</span></p>
<div id="attachment_95153" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95153" class="size-full wp-image-95153" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/tumblr_mjflyli3gR1r7l4jwo1_1280-e1586850627901.jpg" alt="" width="675" height="380" /><p id="caption-attachment-95153" class="wp-caption-text">ภาพถ่ายโพลารอยด์ที่วอร์ฮอลถ่ายเซเลบริตี้เอาไว้</p></div>
<div id="attachment_95155" style="width: 668px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95155" class="wp-image-95155 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/nubes_pbabot_500.jpg" alt="" width="658" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/nubes_pbabot_500.jpg 658w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/nubes_pbabot_500-300x228.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/nubes_pbabot_500-600x456.jpg 600w" sizes="(max-width: 658px) 100vw, 658px" /><p id="caption-attachment-95155" class="wp-caption-text">© Foto: Museo Picasso Málaga / © The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc./VEGAP, Málaga, 2018</p></div>
<div id="attachment_95150" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95150" class="size-full wp-image-95150" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/71H2Sj3wmL._SL1287_-1-e1586850360749.jpg" alt="" width="675" height="667" /><p id="caption-attachment-95150" class="wp-caption-text">The Velvet Underground &amp; Nico<span style="font-size: 16px;"> </span></p></div>
<h3></h3>
<h3><b>Valerie</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฤดูร้อนปี 1968 นักเขียนเฟมินิสต์ Valerie Solanas ย่างก้าวเข้ามาใน Factory ของวอร์ฮอลและเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ทั้งสองขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกันไปชั้น 6 แล้ววาเลรีก็ควักปืนออกมายิงเขาเข้าที่ลำตัวใต้แขนข้างขวา กระสุนทะลุอวัยวะสำคัญหลายส่วนในร่างยกเว้นหัวใจของเขา ตำรวจมองว่าการพยายามฆ่าครั้งนี้มีสาเหตุมาจากที่วอร์ฮอลปฏิเสธบทภาพยนตร์ของวาเลรีโดยเธอบอกว่าวอร์ฮอลขโมยไอเดียของเธอไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในห้องที่ 7 ของนิทรรศการเล่าเหตุการณ์นี้ด้วยภาพถ่ายของ Richard Avedon อันน่าสะพรึง แสดงให้เห็นร่างกายปูดโปนหลังการผ่าตัดของแอนดี้ที่เต็มไปด้วยแผลเป็นจากมีดผ่าตัดลากยาวข้ามจากท้องถึงหน้าอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเหตุการณ์นี้ เขาเริ่มมีอาการหวาดระแวงเวลามีคนอยู่รอบๆ และใช้เวลาหลายปีก่อนที่เขาจะกลับเข้าสังคมอีกครั้ง</span></p>
<div id="attachment_95157" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95157" class="size-full wp-image-95157" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Andy-Warhol-Mao-one-plate-F.-S.-II.93-1972-screenprint-in-colors-914-x-911-cm-edition-50-800x800-e1586851051826.jpg" alt="" width="675" height="675" /><p id="caption-attachment-95157" class="wp-caption-text">Mao (1972)</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ผู้ชายที่พยายามเป็นผู้หญิง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องจัดแสดงต่อมาแสดงผลงานหลังจากที่วอร์ฮอลกลับมาสร้างงานอีกครั้ง ซึ่งหลายชุดโด่งดังระดับตำนาน เช่น ภาพประธานาธิบดีเหมา เจอ ตุง หรืองานชุด &#8216;Ladies and Gentlemen&#8217; (1975) เป็นชุดงานที่วอร์ฮอลถูกจ้างโดย </span><span style="font-weight: 400;">Luciano Anselmino </span><span style="font-weight: 400;">นักขายงานชาวอิตาเลียนให้ทำรูป drag queen จากคลับ </span><span style="font-weight: 400;">The Gilded Grape ย่าน Greenwich village 14 คน หนึ่งในนั้นมี Marsha P. Johnson ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อจลาจล Stonewall Riot ที่เรียกร้องสิทธิให้ชาว LGBTQ+ ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฉันสงสัยนะว่าอะไรยากกว่ากันระหว่าง หนึ่ง ผู้ชายที่ต้องเป็นผู้ชาย สอง ผู้ชายที่ต้องเป็นผู้หญิง สาม ผู้หญิงที่ต้องเป็นผู้หญิง หรือสี่ ผู้หญิงที่ต้องเป็นผู้ชาย ฉันไม่รู้คำตอบที่แน่นอนหรอก แต่เท่าที่ดูมาหลายประเภทฉันรู้ว่ากลุ่มที่บอกว่าตัวเองต้องทำงานหนักที่สุดคือผู้ชายที่พยายามเป็นผู้หญิง” วอร์ฮอลกล่าวไว้ในหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Philosophy of Andy Warhol (From A to B and Back Again) </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่เขาเขียนเอง</span></p>
<div id="attachment_95156" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95156" class="wp-image-95156 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/LADIES_AND_GENTLEMAN_signed_neu_2048x2048-e1586850944543.jpg" alt="" width="675" height="396" /><p id="caption-attachment-95156" class="wp-caption-text">Ladies and Gentlemen (1975)</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ชายในวิกสีเงิน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อยุค 80s มาถึง กลายเป็นว่าแอนดี้มีสถานะเป็นดาราเสียเอง ใบหน้าของเขากับวิกสีเงินเป็นที่จดจำในฐานะ ‘ยี่ห้อ’ ของศิลปะแบบป๊อปอาร์ต ในช่วงท้ายของนิทรรศการมีงาน ‘Self Portrait’ (1987) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปถ่ายใบหน้าของวอร์ฮอลขนาดใหญ่สีแดงบนพื้นหลังดำจ้องตรงมาที่กล้องอย่างอาจหาญต่างกันลิบลับกับนักวาดภาพขี้อายผู้หลบอยู่หลังลายเส้นและภาพดาราจากนิตยสารในตอนต้น สายตาของเขาในภาพนี้แสดงถึงวุฒิภาวะ ความพร้อมที่จะเผชิญกับโลกและความตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพนี้ถ่ายเพียงหนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต</span></p>
<div id="attachment_95158" style="width: 683px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-95158" class="wp-image-95158 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/22520Andy2520Warhol2520-2520Self-Portrait-e1586851103591.jpg" alt="" width="673" height="675" /><p id="caption-attachment-95158" class="wp-caption-text">© 2020 The Andy Warhol Foundation for the Visual Arts, Inc. / Licensed by DACS, London</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องสุดท้าย บนฝาผนังสีดำมะเมื่อมขนาดยักษ์ปรากฏภาพผลงาน ‘60 Last Suppers’ แปะไว้ทั่ว นี่เป็นงานที่วอร์ฮอลเอาภาพชื่อดังของดาวินชีมาสกรีนซ้ำๆ เปิดโอกาสให้ผู้ชมใคร่ครวญพวกมันประหนึ่งการเพ่งภาวนาตามศาสนารูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการเลือกผลงานจบโชว์ที่น่าสนใจเพราะภาพนี้หลอมรวมสิ่งที่แอนดี้สนใจไว้ด้วยกัน ทั้งรูปเคารพบูชา, ความโด่งดัง, การทำซ้ำ, ภาพผู้ชายที่อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม และความตาย ประหนึ่งเป็นการมองกระบวนการของชีวิตที่มนุษย์ทุกคนจะต้องผ่าน ไม่ว่าจะโด่งดังหรือร่ำรวยเพียงใดก็ตาม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อดูโชว์จบแล้วเราหวังว่าทุกคนคงไร้ข้อกังขาว่าทำไมแอนดี้ วอร์ฮอล จึงเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 20 จากลูกของครอบครัวคนอพยพ เขาสร้างอัตลักษณ์และกอปรตัวเองเข้าไปเป็นตัวแทนของความฝันอเมริกันได้อย่างน่าอัศจรรย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดของศิลปินคนนี้ก็ยังมีอิทธิพลกับพวกเราอย่างไม่เสื่อมคลาย (อาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ) ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวที่ว่า “ในอนาคตพวกเราทุกคนจะโด่งดังระดับโลกกันคนละ 15 นาที” ซึ่งกลายมาเป็นนิยามของความหมกหมุ่นกับชื่อเสียงแบบไวรัลในปัจจุบัน อีกทั้งในช่วงนี้ที่เราต้องจ้องจอมอง ‘ภาพเสมือน’ ของสิ่งต่างๆ ก็ชวนกลับมาตั้งคำถามตามวอร์ฮอลเรื่องศิลปะและการทำซ้ำด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ก็เหลือเพียงการรอลุ้นกันว่าเราจะได้เห็นงาน ‘ของจริง’ ชิ้นไหนกันบ้างในวันเปิดของนิทรรศการ Andy Warhol : Pop Art ที่กรุงเทพฯ แอบกระซิบจากที่เราเห็นมาส่วนหนึ่งว่ามีงานชิ้นเด็ดๆ ชวนว้าวพียบไม่แพ้ที่ลอนดอนเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างนี้ก็ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจไว้เสพศิลป์ด้วยกันในวันปลอดโควิดนะ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/andy-warhol-tate-modern/">ดูชีวิตตั้งแต่ต้นจนอวสานของ Andy Warhol ในนิทรรศการที่ Tate London แบบไม่เสียค่าเครื่องบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Something Nouveau ส่องมุมมองต่อ &#8216;ผู้หญิงสมัยใหม่&#8217; ในศิลปะแบบอาร์ตนูโว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/something-nouveau-art-nouveau/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 08 Mar 2020 07:24:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[วันสตรีสากล]]></category>
		<category><![CDATA[International Women’s Day]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิงสมัยใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Nouveau Femme]]></category>
		<category><![CDATA[Art Nouveau]]></category>
		<category><![CDATA[Something Nouveau]]></category>
		<category><![CDATA[Gustav Klimt]]></category>
		<category><![CDATA[The Kiss]]></category>
		<category><![CDATA[Aubrey Beardsley]]></category>
		<category><![CDATA[Alphonse Mucha]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=92253</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 8 มีนาคมของทุกปีถือเป็น &#8216;วันสตรีสากล&#8217; (International Women’s Day) ซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพัฒนาการความก้าวหน้าและการยอมรับสตรีเพศในสังคม เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปพินิจพิเคราะห์ nouveau femme หรือผู้หญิงสมัยใหม่ในศิลปะของนิทรรศการเทคโนโลยีสื่อผสม Something Nouveau ณ River City Bangkok ผ่านบทความนี้ด้วยกัน ลองคิดกันเล่นๆ ดูว่า กว่าร้อยปีที่ผ่านมามุมมองต่อผู้หญิงสมัยใหม่ของสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร &#160; Art Nouveau นิทรรศการนี้เป็นการจัดแสดงภาพงานศิลปะผ่านระบบดิจิทัล ทั้งการฉายภาพ projection mapping รวมถึงเทคนิคการสร้างภาพ 3 มิติ กับ virtual reality ทำให้รายละเอียดของจิตรกรรมในอดีตกลับมาผลิบาน มีชีวิตขึ้น ในพื้นที่ของนิทรรศการอย่างน่าตื่นเต้น นับเป็นการจัดแสดงลักษณะนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วของ River City Bangkok หลังจากประสบความสำเร็จกับสองโชว์ก่อนหน้า คือ From Monet to Kandinsky และ Italian Renaissance ส่วนธีมในครั้งนี้เป็นสไตล์ศิลปะที่เรียกกันว่า อาร์ตนูโว ซึ่งเป็นแนวศิลปะ &#8216;ใหม่&#8217; (nouveau เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าใหม่) ที่ผุดเกิดและกระจายไปทั่วทวีปยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 &#8211; ต้นศตวรรษที่ 20 ในงานนี้เราจึงได้ชมผลงานจากศิลปิน 3 คนที่ถือว่าเป็นมาสเตอร์ของงานศิลปะแนวนี้ นั่นคือ Aubrey Beardsley จากอังกฤษ, Alphonse Mucha จากสาธารณรัฐเช็ก และ Gustav Klimt จากออสเตรีย งานของพวกเขาล้วนมีลักษณะเด่นตามสไตล์อาร์ตนูโวหลายประการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/something-nouveau-art-nouveau/">Something Nouveau ส่องมุมมองต่อ &#8216;ผู้หญิงสมัยใหม่&#8217; ในศิลปะแบบอาร์ตนูโว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">วันที่</span><span class="s2"> 8 </span><span class="s1">มีนาคมของทุกปี</span><span class="s1">ถือเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">วันสตรีสากล&#8217;</span><span class="s2"> (International Women’s Day) ซึ่ง</span><span class="s1">บัญญัติขึ้น</span><span class="s1">เพื่อเฉลิมฉลองพัฒนาการความก้าวหน้าและการยอมรับสตรีเพศในสังคม </span><span class="s1">เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปพินิจพิเคราะห์</span><span class="s2"> nouveau femme </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s1">ผู้หญิงสมัยใหม่</span><span class="s1">ในศิลปะของนิทรรศการเทคโนโลยีสื่อผสม</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span><strong>Something Nouveau </strong></span><span class="s1">ณ</span><span class="s2"> River City Bangkok </span><span class="s1">ผ่านบทความนี้ด้วยกัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ลองคิดกันเล่นๆ ดูว่า</span> <span class="s1">กว่าร้อยปีที่ผ่านมา</span><span class="s1">มุมมองต่อ</span><span class="s1">ผู้หญิงสมัยใหม่</span><span class="s1">ของสังคมนั้น</span><span class="s1">เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน</span> อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><strong><span class="s1">Art Nouveau</span></strong></h3>
<p class="p1"><span class="s1">นิทรรศการนี้เป็นการจัดแสดงภาพงานศิลปะผ่านระบบดิจิทัล </span><span class="s1">ทั้งการฉายภาพ</span><span class="s2"> projection mapping </span><span class="s1">รวมถึงเทคนิคการสร้างภาพ</span><span class="s2"> 3 </span><span class="s1">มิติ</span> <span class="s1">กับ</span><span class="s2"> virtual reality </span><span class="s1">ทำให้รายละเอียดของจิตรกรรมในอดีต</span><span class="s1">กลับมาผลิบาน </span><span class="s1">มีชีวิตขึ้น ในพื้นที่ของนิทรรศการอย่างน่าตื่นเต้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นับเป็นการจัดแสดงลักษณะนี้เป็นครั้งที่</span><span class="s2"> 3 </span><span class="s1">แล้วของ</span><span class="s2"> River City<span class="Apple-converted-space"> Bangkok </span></span><span class="s1">หลังจากประสบความสำเร็จกับสองโชว์ก่อนหน้า</span> <span class="s1">คือ </span><a href="https://adaymagazine.com/from-monet-to-kandinsky-interview/"><span class="s2">From Monet to Kandinsky</span></a> <span class="s1">และ </span><a href="https://adaymagazine.com/how-to-italian-renaissance/"><span class="s2">Italian Renaissance</span></a> <span class="s1">ส่วนธีมในครั้งนี้</span><span class="s1">เป็นสไตล์ศิลปะที่เรียกกันว่า</span><span class="s2"> อาร์ตนูโว </span><span class="s1">ซึ่งเป็นแนวศิลปะ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ใหม่&#8217;</span><span class="s2"> (nouveau </span><span class="s1">เป็นภาษาฝรั่งเศส</span> <span class="s1">แปลว่า</span><span class="s1">ใหม่</span><span class="s2">)<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ที่ผุดเกิดและกระจายไปทั่วทวีปยุโรปใน</span><span class="s1">ช่วงปลายศตวรรษที่</span><span class="s2"> 19 &#8211; </span><span class="s1">ต้นศตวรรษที่</span><span class="s2"> 20 </span><span class="s1">ในงานนี้เราจึงได้ชมผลงานจากศิลปิน 3 คน</span><span class="s1">ที่ถือว่าเป็น</span><span class="s1">มาสเตอร์</span><span class="s1">ของงานศิลปะแนวนี้</span> <span class="s1">นั่นคือ</span><span class="s2"> Aubrey Beardsley </span><span class="s1">จากอังกฤษ</span><span class="s2">, Alphonse Mucha </span><span class="s1">จากสาธารณรัฐเช็ก</span> <span class="s1">และ</span><span class="s2"> Gustav Klimt </span><span class="s1">จากออสเตรีย</span></p>
<p class="p4"><span class="s3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92283" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Arch.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Arch.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Arch-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p class="p4"><span class="s3">งานของพวกเขาล้วนมีลักษณะเด่นตามสไตล์อาร์ตนูโวหลายประการ คือหนึ่ง </span><span class="s5">การผสมผสานเส้นโค้งเว้าที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงในธรรมชาติ</span><span class="s5">เข้ากับนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ สอง การ</span><span class="s5">อ้างอิงอารยธรรมลึกลับน่าหลงใหล</span> และสาม <span class="s5">มีตัวเอกของภาพเป็นผู้หญิงที่ทั้งงดงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน </span><span class="s7">ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้</span><span class="s7">ล้วนเชื่อมโยงกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างน่าสนใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-92296 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-92297 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92289" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley_1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley_1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley_1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley_1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-92298 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Mucha3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p7"><strong><span class="s7">Industrialised Society</span></strong></h3>
<p class="p6"><span class="s7">แม้ไม่มีใครฟันธงได้แน่ชัดว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่ไหนและ</span><span class="s7">เมื่อไหร่ </span><span class="s7">บ้างโยงไปถึงพื้นเพยุคทองของเจ้าอาณานิคม</span><span class="s7">และเส้นทางเดินเรือที่เปิดให้เกิดการค้าขายและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน</span> <span class="s7">บ้างอ้างอิงถึงการเปิดโรงงานสิ่งทอที่ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน</span> <span class="s7">การแล่นของรถยนต์</span> <span class="s7">และรถไฟหัวจักรไอน้ำ</span><span class="s8"> </span><span class="s7">บ้างโยงเข้ากับการปฏิวัติและการโอนถ่ายอำนาจจากกษัตริย์</span><span class="s7">สู่พ่อค้าและนักธุรกิจ</span></p>
<p class="p6"><span class="s7">แต่สิ่งที่เราฟันธงได้แน่ชัดคือสังคมยุโรปตอนนั้นถือว่าเฟื่องฟูและก้าวหน้าที่สุดในโลก </span><span class="s7">เห็นได้ชัดจากสถาปัตยกรรมที่มุ้งเน้นประโยชน์ใช้สอย</span> <span class="s7">มีเทคโนโลยีในการใช้โครงเหล็กสร้างอาคารสูงใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน</span> <span class="s7">และถือเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองสมัยใหม่อย่างแท้จริง</span></p>
<p class="p6"><span class="s7">ในขณะเดียวกัน</span><span class="s7">คนอีกส่วนหนึ่งก็ยังยืนยันให้นักออกแบบผนวกความงามจากธรรมชาติเข้าไปกับสิ่งสร้างอุตสาหกรรมด้วย</span> เช่น<span class="s8"> William Morris </span><span class="s7">ผู้นำ</span><span class="s8"> art and craft movement </span><span class="s7">มีลักษณะเด่นในการ</span><span class="s7">ประยุกต์ฟอร์มพฤกษาพรรณไม้เข้าไปในผลงาน</span> <span class="s7">ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นจิ๋ว </span><span class="s7">ลายวอลเปเปอร์ </span><span class="s7">จวบจนการออกแบบสถาปัตยกรรม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92285" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_.jpg" alt="" width="450" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Art_Nouveau_Stare_case_-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p6"><span class="s7">มอร์ริสบอกว่า</span><span class="s7">ในยุคที่เครื่องจักรเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิต</span> <span class="s7">เราจำเป็นอย่างยิ่ง</span><span class="s7">ที่จะต้องคงความนิยมในสุนทรียะซึ่งแสดงถึงความเป็นมนุษย์เอาไว้</span> <span class="s7">แนวคิดนี้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในศิลปะ</span><span class="s7">อาร์ตนูโว</span><span class="s7">ที่ให้ความสำคัญกับการกลับไปสร้างเส้นโค้ง</span><span class="s8"> </span><span class="s7">ความไม่สมมาตร</span> <span class="s7">เพื่อโต้ตอบกับทรงเหลี่ยมและความแข็งทื่อของกรรมวิธีการผลิตแบบอุตสาหกรรม</span></p>
<p class="p6"><span class="s7">นอกจากได้เห็นการประยุกต์ใช้รูปดอกไม้ใบหญ้านานาชนิด</span><span class="s8"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s7">ยังมีการใช้ส่วนโค้งเว้าของสรีระผู้หญิง</span> <span class="s7">เพศที่เป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณและความอ่อนโยน</span> <span class="s7">เพื่อแทรกแซงความก้าวร้าวในสังคมปิตาธิปไตยด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p7"><span class="s7">Nouveau Femme</span></h3>
<p class="p6"><span class="s7">จะว่าไป</span><span class="s7">ผู้หญิงยุคนั้นก็ไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้เสียทีเดียว </span><span class="s7">เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนไป</span> <span class="s7">มีการเกิดขึ้นของไฟฟ้า การ</span><span class="s7">คมนาคม </span><span class="s7">ห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม เ</span><span class="s7">ครื่องอำนวยความสะดวก</span><span class="s8"> (</span><span class="s7">และการขยายตัวของชนชั้นแรงงาน</span><span class="s8">) </span><span class="s7">ทำให้เหล่าชนชั้นกลาง–</span><span class="s7">เศรษฐีใหม่</span><span class="s8"> (bourgeoisie) </span><span class="s7">มีเงินและเวลาว่างเพื่อกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ผู้หญิงจากที่เคยอยู่บ้านเป็นแม่บ้านเต็มตัว</span> ก็มี<span class="s7">จำนวนไม่น้อยลุกขึ้นมาประกาศความเป็นตัวของตัวเอง</span> <span class="s7">เป็นหญิงหัวก้าวหน้า</span><span class="s8"> หรือ nouveau femme </span><span class="s7">ซึ่งกลายมาเป็นหมุดหมายของสังคมอุตสาหกรรมด้วย</span></p>
<p class="p6"><span class="s7">หนึ่งในศิลปินอาร์ตนูโวที่วาดผู้หญิงสมัยใหม่ได้งดงามอย่างน่าทึ่งคือ</span><span class="s8"> อัลโฟนส์ มูคา (1860-1939) มูคา</span><span class="s7">เป็นชาวเช็กจากครอบครัวยากจน</span> <span class="s7">แต่อาศัยพรสวรรค์ด้านศิลปะของตัวเอง</span><span class="s7">เข้ามาเรียนและหาเงินที่ปารีสในปี</span> <span class="s8">1887 </span><span class="s7">เขารับงานออกแบบโปสเตอร์ภาพพิมพ์หิน</span><span class="s8"> (lithograph) </span><span class="s7">อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงในสมัยนั้น</span><span class="s7">เพื่อโปรโมตสินค้านานาชนิด</span></p>
<p class="p6"><span class="s7">งานของมูคามักมีหญิงงามเป็นพรีเซนเตอร์เสมอ</span> <span class="s7">ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นน้ำหอม </span><span class="s7">คุกกี้</span><span class="s7"> เ</span><span class="s7">บียร์ สุรา </span><span class="s7">จักรยาน</span> <span class="s7">ไปจนถึงกระดาษมวนบุหรี่</span> <span class="s7">มูคาก็วาดนางแบบของเขาในชุดกรุยกรายแสดงถึงอิสระ</span><span class="s8"> (</span><span class="s7">ไม่รัดรึงอยู่ในคอร์เซต</span><span class="s7">เหมือนสมัยก่อน</span><span class="s8">) </span><span class="s7">พวกเธอใช้สอยสินค้าด้วยทีท่าและสายตาแห่งความมั่นใจแบบผู้ชาย</span> <span class="s7">ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งเส้นโค้งที่ยั่วยวนชวนเสน่หาเสมอ</span></p>
<div id="attachment_92282" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92282" class="wp-image-92282 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Jog_Cigarettes_.jpg" alt="" width="450" height="599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Jog_Cigarettes_.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Jog_Cigarettes_-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Jog_Cigarettes_-600x800.jpg 600w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-92282" class="wp-caption-text">Alphonse Mucha, Job Cigarette</p></div>
<p class="p4"><span class="s5">วันหนึ่งชีวิตของมูคาต้องเปลี่ยนไปเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง</span> <span class="s5">เธอคือ</span><span class="s6"> Sarah Bernhardt </span><span class="s5">นักแสดงละครปารีเซียงที่มีชื่อเสียงและ</span><span class="s5">เป็นที่จดจำจากฝีมือการเล่นละครเวที</span><span class="s5">พอๆ กับคาแร็กเตอร์สุดโต่งหลังม่านของเธอ</span> <span class="s5">ที่เป็นดั่งนิยามคำว่า</span><span class="s6"> femme fatale </span><span class="s5">หรือผู้หญิง</span><span class="s5">ที่ทั้งงดงามและน่ากลัว</span></p>
<p class="p4"><span class="s5">ซาราห์บอกนักข่าวว่าเธอชอบซ้อมบทของเธอในโลงศพ </span><span class="s5">เธอเป็นนักแสดงหญิงคนแรกของยุคที่แต่งตัวและเล่นบทพระเอก </span><span class="s5">จวบจนครั้งหนึ่งในปี</span><span class="s6"> 1894 เธอ</span><span class="s3">ปฏิเสธภาพสเกตซ์สำหรับโปสเตอร์ของเธอที่โรงละครเรอเนซองซ์ในนาทีสุดท้าย </span><span class="s3">ทำให้โรงละครต้องไปว่าจ้างศิลปินคน</span><span class="s5">ใหม่อย่างเร่งด่วน</span> และศิลปิน<span class="s5">คนนั้น</span><span class="s5">คือ</span><span class="s5">มูคานั่นเอง</span></p>
<p class="p4"><span class="s5">โชคดีที่ภาพใหม่ของเขานั้นถูกใจซาราห์อย่างมาก </span><span class="s5">จน</span><span class="s3">เธอระบุว่าต่อไปนี้</span><span class="s3">ผู้ออกแบบโปสเตอร์ทุกโชว์ของเธอจะต้องเป็นมูคาเท่านั้น </span><span class="s3">ภาพสไตล์อาร์ตนูโวของเขาจึงได้เดินทางไปกับโชว์ของเธอทั่วยุโรปและอเมริกา</span> <span class="s3">สร้างชื่อเสียงให้กับทั้งคู่ไปทั่วโลก</span></p>
<div id="attachment_92281" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92281" class="wp-image-92281 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Gismonda_Sarah_Bernhardt_American_Tour_Poster.jpg" alt="" width="450" height="1279" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Gismonda_Sarah_Bernhardt_American_Tour_Poster.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Gismonda_Sarah_Bernhardt_American_Tour_Poster-106x300.jpg 106w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Alphonse_Mucha_Gismonda_Sarah_Bernhardt_American_Tour_Poster-360x1024.jpg 360w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-92281" class="wp-caption-text">Alphonse Mucha, Gismonda Sarah Bernhardt American Tour Poster</p></div>
<p class="p6"><span class="s7">คำว่า</span><span class="s8"> <span class="s6">femme fatale</span> </span><span class="s7">ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นางเอกผู้มีเกียรติเท่านั้น</span> <span class="s7">แต่ถูกใช้พูดถึงลักษณะของผู้หญิงในซ่องด้วย</span><span class="s8"> (</span><span class="s7">บางโรงละครก็มีการให้ &#8216;</span><span class="s7">ซื้อเวลา&#8217;</span><span class="s8"> </span><span class="s7">นักแสดง นักเต้น ประหนึ่งสถานบริการไปในตัว</span> <span class="s7">อย่าง</span><span class="s7">มูแลง</span> <span class="s7">รูจ</span> <span class="s7">เป็นต้น</span><span class="s8">) </span><span class="s7">ในเวลานั้นโสเภณีเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก</span> <span class="s7">แต่พวกเธอก็ถูกมองเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค</span><span class="s7">และโรคติดต่ออย่างซิฟิลิสด้วยเช่นกัน</span> <span class="s7">ในแง่นี้</span><span class="s7">โยนีของพวกเธออาจเป็นประตูสู่ความสุขและความตายของผู้ชายในเวลาเดียวกัน</span> <span class="s7">จึงไม่แปลกที่ศิลปินมากมาย ตั้งแต่<span class="s8"> Toulouse Lautrec, Édouard Manet </span>ยาวไปจนถึงยุคของ<span class="s8"> Picasso </span></span><span class="s7">ล้วนออกตามหาและเพนต์</span><span class="s8"> <span class="s6">femme fatale</span> </span><span class="s7">สำหรับงานมาสเตอร์พีซของพวกเขาในหอนางโลม</span></p>
<div id="attachment_92301" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92301" class="wp-image-92301 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Toulouse_Lautrec_La_Goulue_Arriving_At_The_Moulin_Rouge_With_Two_Women.jpg" alt="" width="450" height="593" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Toulouse_Lautrec_La_Goulue_Arriving_At_The_Moulin_Rouge_With_Two_Women.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Toulouse_Lautrec_La_Goulue_Arriving_At_The_Moulin_Rouge_With_Two_Women-228x300.jpg 228w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-92301" class="wp-caption-text">Toulouse Lautrec La Goulue Arriving At The Moulin Rouge With Two Women</p></div>
<div id="attachment_92299" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92299" class="wp-image-92299 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon.jpg" alt="" width="450" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Pablo_Picasso_Les_Demoiselles_d_Avignon-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-92299" class="wp-caption-text">Pablo Picasso Les Demoisellesd Avignon</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p7"><span class="s7">The Orientalists</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">อีกกระแสที่มากระเพื่อมให้ความนิยมนี้</span><span class="s1">ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนอันไกลโพ้น</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เนื่องจากช่วงนี้เริ่มมีการเดินเรือสินค้าไปสู่ประเทศตะวันออกกลางและเอเชียอย่างจริงจัง</span> <span class="s1">เรื่องราวของ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">โลกเก่า&#8217; </span><span class="s1">ที่ยังคงไว้ซึ่งเวทมนตร์และความงามของธรรมชาติถูกส่งต่อมาที่ยุโรปผ่านสินค้า</span> <span class="s1">งานศิลปะ</span> <span class="s1">และหนังสือ</span> <span class="s1">สร้างความตื่นตาตื่นใจ</span><span class="s1">จนเป็นแฟชั่น</span><span class="s2"> orientalism (</span><span class="s1">คตินิยมตะวันออก</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ที่ป้อนภาพโรแมนติกแฟนตาซีของสุลต่านและฮาเร็มจากดินแดนอันไกลโพ้น</span><span class="s1">ให้กับสำนึกของคนผิวขาวที่กำลังเบื่อหน่ายกับมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมของตัวเอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ผู้คนในสังคมชั้นสูงหันมาตกแต่งบ้านด้วยศิลปะอิสลาม</span> <span class="s1">สวมใส่กิโมโนราคาแพง</span> <span class="s1">หรือแม้กระทั่งเรื่องราวในพระคัมภีร์ก็ถูกนำมาเล่าใหม่อย่างมีสีสัน</span> <span class="s1">โดยเฉพาะบทที่พูดถึงความรุ่มรวยของตะวันออก</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">เรื่องของนักเต้น</span><span class="s2"> Salome</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> ก็</span></span><span class="s1">ตื่นหูตื่นใจชาวตะวันตกอย่างมาก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เรื่องที่ได้รับความนิยม</span><span class="s1">คือ <span class="s3">ซาโลเม</span></span><span class="s2"> </span><span class="s1">เจ้าหญิงนักเต้น</span><span class="s2"> femme fatale </span><span class="s1">ที่เต้นระบำยั่วยวนกษัตริย์ Herod</span> <span class="s1">จนพระองค์หลงเสน่ห์และสั่งตัดหัวนักบุญ</span> John the Baptist <span class="s1">ตามคำขอของเธอในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92311" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/16F4B37C-5DCE-4624-9A8A-DDB4DA31A012.jpeg" alt="" width="600" height="315" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/16F4B37C-5DCE-4624-9A8A-DDB4DA31A012.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/16F4B37C-5DCE-4624-9A8A-DDB4DA31A012-300x158.jpeg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p class="p4"><span class="s3">ในนิทรรศการนี้เราจะได้เห็นภาพวาดของซาโลเม</span><span class="s3">ในสไตล์อาร์ต</span><span class="s3">นูโว</span><span class="s3">โดย</span><span class="s4">ออเบรย์ เบียร์ดสลีย์ (</span><span class="s6">1846-1932</span><span class="s4">) </span><span class="s3">ศิลปินอังกฤษที่มีชื่อเสียงจากลายเส้นที่คมชัดและกลิ่นอายอีโรติกอันงดงาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92290" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Beardsley-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p4"><span class="s3">เบียร์ดสลีย์ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากภาพพิมพ์</span><span class="s5">อูกิโยะจากญี่ปุ่น</span> <span class="s5">สังเกตได้ชัดจากการจัดองค์ประกอบภาพที่ถูกลดทอนเป็นแบบ 2 มิติ</span> <span class="s5">และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ</span> <span class="s5">อย่าง</span><span class="s5">ชุดแต่งกายและทรงผมของตัวละครที่ถอดแบบมาจากเกอิชา</span> <span class="s5">ในขณะเดียวกัน</span><span class="s5">เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะเครื่องแป้ง หรือกาน้ำชา ในภาพนั้นมีเป็นรูปทรงแบบอาหรับ-</span><span class="s5">เปอร์เซีย</span> และ<span class="s5">ใช้ลายขนนกยูงซ้ำๆ หลายจุดด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92313" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2036D50C-5A6D-493E-80A6-098B2471AFD6.jpeg" alt="" width="1530" height="2048" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2036D50C-5A6D-493E-80A6-098B2471AFD6.jpeg 1530w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2036D50C-5A6D-493E-80A6-098B2471AFD6-224x300.jpeg 224w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2036D50C-5A6D-493E-80A6-098B2471AFD6-768x1028.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2036D50C-5A6D-493E-80A6-098B2471AFD6-765x1024.jpeg 765w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2036D50C-5A6D-493E-80A6-098B2471AFD6-600x803.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1530px) 100vw, 1530px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92315" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4D3C791D-57D6-42C7-A3E5-9172D32A857D.jpeg" alt="" width="578" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4D3C791D-57D6-42C7-A3E5-9172D32A857D.jpeg 578w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/4D3C791D-57D6-42C7-A3E5-9172D32A857D-217x300.jpeg 217w" sizes="(max-width: 578px) 100vw, 578px" /></p>
<p class="p4"><span class="s5">เบียร์ดสลีย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคโดยพันธุกรรมตั้งแต่</span><span class="s6"> 7 </span><span class="s5">ขวบ</span> <span class="s5">ความตายที่มาถึงได้ทุกขณะ</span><span class="s5">อาจเป็นเหตุให้เขากล้าวาดรูปวาบหวิว</span><span class="s5">และลากสะบัดอย่างจัดจ้านไม่แคร์ใคร</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">รูปซาโลเมที่วาดโดยเบียร์ดสลีย์</span><span class="s1">มีเอกลักษณ์จากเส้นโค้งที่เป็น</span><span class="s2"> c curve </span><span class="s1">และ</span><span class="s2"> s curve </span><span class="s1">ชวนให้เปรียบเทียบกับท่าเต้นของหญิงแพศยา</span><span class="s1">กับลำตัวของงูอสรพิษ</span><span class="s1">อย่างมีนัย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-92314" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E.jpeg" alt="" width="700" height="700" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E.jpeg 700w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/9955F7B4-F91F-4947-91D7-05F76D8E954E-96x96.jpeg 96w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><span class="s1">The Serpentine</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">มาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน</span> <span class="s1">นั่นคือการใช้สัญลักษณ์ที่มาจากจิตวิเคราะห์</span> <span class="s1">ซึ่งเห็นได้ชัดมากในงานของกุสตาฟ คลิมต์</span><span class="s2"> (1862-1918)</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ตั้งแต่งานสำคัญชิ้นแรกๆ ของคลิมต์</span> <span class="s1">อย่างการวาดตกแต่งผนังของ </span><span class="s2">Kunsthistorisches Museum </span><span class="s1">เราจะเห็นว่าเขาใช้สัญลักษณ์จากอารยธรรมโบราณเพื่อ</span><span class="s1">แทรกความหมายและปรัชญาที่มากกว่าความสมจริง</span> เช่น <span class="s1">การใช้รูปเทพี </span><span class="s2">Athena </span><span class="s1">จากเทพปกรณัมกรีก</span> <span class="s1">หรือ</span><span class="s1">รูปเทพีอีกองค์จากอียิปต์</span></p>
<div id="attachment_92316" style="width: 760px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92316" class="wp-image-92316 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/70184DB6-0D26-4DA3-A09E-C60D69068B66.jpeg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/70184DB6-0D26-4DA3-A09E-C60D69068B66.jpeg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/70184DB6-0D26-4DA3-A09E-C60D69068B66-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/70184DB6-0D26-4DA3-A09E-C60D69068B66-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /><p id="caption-attachment-92316" class="wp-caption-text">Gustav Klimt in The Kunsthistorisches Museum</p></div>
<p class="p1"><span class="s1">ต่อมาเมื่อถูกว่าจ้างโดยมหาวิทยาลัยเวียนนา</span><span class="s1">ให้วาดภาพในธีม</span><span class="s1">เภสัชศาสตร์ </span><span class="s1">เขาก็ใช้สัญลักษณ์คนถืองู ซึ่ง</span><span class="s1">ตามตำนานกรีกแล้วมาจากไม้เท้าของ</span><span class="s2"> Asclepius </span><span class="s1">ลูกของเทพ</span><span class="s2"> Apollo </span><span class="s1">ผู้มีวิชาความรู้ด้านการรักษาในขั้นที่ช่วยให้คนกลับคืนชีพจากความตายได้</span> <span class="s1">ดังนั้นงูในที่นี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อระหว่างโลกคนเป็น</span><span class="s1">กับโลกคนตาย</span></p>
<div id="attachment_92318" style="width: 675px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92318" class="wp-image-92318 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/FE9F5D69-8794-49D8-9116-3CA8BD43D131.jpeg" alt="" width="665" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/FE9F5D69-8794-49D8-9116-3CA8BD43D131.jpeg 665w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/FE9F5D69-8794-49D8-9116-3CA8BD43D131-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/FE9F5D69-8794-49D8-9116-3CA8BD43D131-600x902.jpeg 600w" sizes="(max-width: 665px) 100vw, 665px" /><p id="caption-attachment-92318" class="wp-caption-text">Gustav Klimt,Hygieia</p></div>
<p class="p1"><span class="s1">หนึ่งปีก่อนที่คลิมต์จะวาดภาพนี้เสร็จ</span> <span class="s1">นักจิตวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง</span><span class="s2"> Sigmund Freud </span><span class="s1">ยังออกหนังสือ</span><em><span class="s2"> The Interpretation of Dreams </span></em><span class="s1">และเคยพูดไว้ว่า</span><span class="s1">งู</span><span class="s1">นั้นมีนัยสื่อถึงอวัยวะเพศชาย </span><span class="s1">ความต้องการทางเพศของผู้หญิง</span> <span class="s1">อีกทั้งเ</span><span class="s1">ป็นสัญลักษณ์ของปัญญาและความชั่วร้าย </span><span class="s2">(</span><span class="s1">ตามไบเบิล</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ได้พร้อมๆ กัน</span> <span class="s1">งู</span><span class="s1">จึงไม่ได้มีความหมายในทางตำนานอย่างเดียว</span> <span class="s1">แต่มันถูกแปลเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกทุกคน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ประจวบกับการศึกษาอาชญวิทยาในสังคมยุคนั้น</span><span class="s1">ที่มีต้นทุนมาจากความกลัวของคนชั้นสูง</span><span class="s1">ที่ต้องใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับชนชั้นแรงงานมากขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม</span> จึง<span class="s1">มีการถ่ายรูปอาชญากรแล้วเอามาเรียงซ้อนกันอย่างใน</span><span class="s1">งานของ</span><span class="s2"> Francis Galton </span><span class="s1">เพื่อพยายามทำความเข้าใจ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ลักษณะของคนชั่ว&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">รวมถึงผู้ป่วยทางจิต</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หากเป็นผู้หญิงในสมัยนั้น </span><span class="s1">ไม่ว่าจะมีอาการเบื่ออาหาร </span><span class="s1">ลมบ้าหมู</span> <span class="s1">ไปจนถึงซึมเศร้า </span><span class="s1">มักถูกวินิฉัยว่าเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ฮิสทีเรีย&#8217; </span><span class="s1">หรือโรคที่เชื่อว่าเกิดจากแรงขับทางเพศที่ไร้การควบคุมของพวกเธอ</span> <span class="s1">เป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่งต่อสังคม</span> <span class="s1">มีการถ่ายรูปและเผยแพร่รูปคนไข้หญิงขณะถูกชอร์ตด้วยไฟฟ้า</span><span class="s1">หรือ</span><span class="s1">กำลังชัก</span> <span class="s1">โชว์ใบหน้าที่มึนเบลอ </span><span class="s1">ตาปรือ </span><span class="s1">ข้อมือ</span> <span class="s1">ข้อเท้า</span> <span class="s1">รวมถึงลำตัว บิดงอเหมือนงู</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ให้สังคมเวทนาในเคราะห์ร้ายที่มาจากความต้องการร่านสวาทที่ผิดธรรมชาติของสตรีเพศ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ</span><span class="s1">ที่คลิมต์เลือกวาดผู้หญิงในงานของเขาในท่าทางบิดเบี้ยว</span> <span class="s1">ลำตัวโป๊เปลือยยืดยาว</span> <span class="s1">ตาปรือเหมือนอยู่ในห้วงฝัน</span> <span class="s1">หรือแม้กระทั่งตั้งชื่อผลงานว่า</span><span class="s2"> Water Serpents </span><span class="s1">เปรียบเปรยถึงนางไม้น้ำ</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">บ้างบอกว่าเป็นเลสเบี้ยน</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ที่พร้อมหยิบยื่นความหายนะให้ผู้ชายด้วยความงามของพวกหล่อน</span></p>
<div id="attachment_92293" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92293" class="wp-image-92293 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_Klimt_Water_Serpents_II.jpg" alt="" width="675" height="390" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_Klimt_Water_Serpents_II.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_Klimt_Water_Serpents_II-300x173.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_Klimt_Water_Serpents_II-600x347.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-92293" class="wp-caption-text">Gustav Klimt, Water Serpents II</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><span class="s1">The Kiss</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">ในตอนจบของโชว์</span><span class="s1">เราอยากชวนให้พินิจพิเคราะห์ The Kiss ภาพชิ้นเอกข</span><span class="s1">องคลิมต์ กันใกล้ๆ</span> <span class="s1">ภาพนี้ถือเป็นหนึ่งในภาพที่ดังที่สุดในโลก</span> <span class="s1">สร้างขึ้นในช่วง &#8216;ยุคทอง&#8217; </span><span class="s2">ของเขาที่</span><span class="s1">หันมาใช้ทองคำเปลวในงานอย่างมลังเมลือง</span></p>
<div id="attachment_92294" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92294" class="wp-image-92294 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss.jpg" alt="" width="450" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Gustav_KlimtThe_Kiss-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-92294" class="wp-caption-text">Gustav Klimt, The Kiss</p></div>
<p class="p1"><span class="s1">หากมองให้ดีจะเห็นว่า</span><span class="s1">ลายสัญลักษณ์บนตัวของผู้ชายนั้นเป็นเหลี่ยม</span> <span class="s1">มีสีดำ-ขาวแข็งขรึม</span> <span class="s1">เปรียบถึงตัวแทนของตรรกะ</span> <span class="s1">ส่วนบนตัวผู้หญิงเป็นทรงกลมหลากสีสัน</span><span class="s1">ประหนึ่งอารมณ์และธรรมชาติ</span> <span class="s1">เรือนร่างที่กำลังหักงอของเธอชวนตั้งคำถามว่า</span> <span class="s1">ใครกันแน่ที่กอดรัดใคร </span><span class="s1">มือที่กำลังบีบรัดคอของเธอ</span><span class="s1">ขณะที่เขากำลังบรรจงจุมพิตตรงแก้ม</span><span class="s1">แสดงให้เห็นความกำกวมของทีท่าเพศชายที่มีต่อเพศหญิงได้ดี</span> <span class="s1">ชวนให้คิดว่า</span><span class="s1">สุดท้ายแล้ว</span><span class="s1">ผู้หญิงอยู่ใต้แรงกดดันของผู้ชาย</span> <span class="s1">หรือเธอเป็นผู้ควบคุมเขาด้วยเสน่หากันแน่</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">คำถามนี้</span><span class="s1">แม้ผ่านมากว่าร้อยปี</span><span class="s1">ก็ยังคงตอบยาก</span> <span class="s1">และนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้</span><span class="s2">อาร์ตนูโว</span><span class="s1">ร่วมสมัยเสมอมา</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/something-nouveau-art-nouveau/">Something Nouveau ส่องมุมมองต่อ &#8216;ผู้หญิงสมัยใหม่&#8217; ในศิลปะแบบอาร์ตนูโว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รูปคู่รักเนียลสันและเฮส์ใน Neilson Hays Library ห้องสมุดแห่งความรักของบางรัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/neilson-hays-library-of-love/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2020 08:42:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์]]></category>
		<category><![CDATA[เนียลสัน เฮส์]]></category>
		<category><![CDATA[Mario Tamagno]]></category>
		<category><![CDATA[The Bangkok Ladies’ Library Association]]></category>
		<category><![CDATA[Thomas Heyward Hays]]></category>
		<category><![CDATA[Jennie Neilson]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Library]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=91941</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครจะเชื่อว่าเพียงก้าวเดียวจากถนนสุรวงศ์ที่พลุกพล่าน เราจะได้พบกับความเงียบสงบอันอบอุ่นทันทีเมื่อเข้ามาในพื้นที่ของห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนที่หลบภัยจากความวุ่นวายของคนย่านบางรัก แต่เสียดายที่น้อยคนจะรู้เรื่องราวเบื้องหลังชื่อของห้องสมุดแห่งนี้ เราจึงขอบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเนียลสันและเฮส์ผ่านขุมทรัพย์ที่จัดแสดงอยู่ด้านในอาคารทรงนีโอคลาสสิกนี้ ในขณะเดียวกันจะได้เฉลยให้ทราบว่า ทำไมสถานที่นี้ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็น &#8216;ทัช มาฮาล&#8217; แห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเราถอดรองเท้าเข้าไปด้านในห้องสมุดแล้ว แน่นอนว่าสิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาใช้บริการคือการออกแบบอาคารที่โอ่โถง เสาคอรินเทียนสูงชะลูดหรูหรา รับกับหน้าต่างทรงโค้งสง่างาม อีกทั้งนวัตกรรมสำคัญของที่นี่คือผนัง 2 ชั้นที่มีช่องอากาศตรงกลาง สำหรับไล่ความชื้นที่จะมาทำลายหนังสือ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของสถาปนิกชื่อดัง Mario Tamagno ผู้เข้ามารับราชการอยู่ในสยามเมื่อ พ.ศ. 2443 หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าอาคารนี้มีผังเป็นตัว H ทรงเดียวกันกับพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตามัญโญเช่นกัน ตามเอกสารเก่าระบุว่า เมื่อก่อนทางเข้านั้นอยู่ตรงห้องทรงโดมกลาง แต่ต่อมาเปลี่ยนให้เข้าทางปีกขวาของอาคารแทน ส่วนห้องตรงกลางนั้นปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงขุมทรัพย์หลายต่อหลายชิ้นของพิพิธภัณฑ์ เช่น หนังสือพระราชนิพนธ์และโต๊ะเขียนหนังสือพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จดหมายและเอกสารการก่อตั้งในยุคแรกโดยสมาชิกสมาคมสตรี (The Ladies’ Bazaar Association) ซึ่งสมาชิกเป็นสุภาพสตรีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ โดยนำรายได้จากการขายของของสมาคมสตรีมาจัดตั้งสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ขึ้นเพื่อให้บริการแก่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ โดยมีข้อบังคับของสมาคมที่ให้การบริหารงานนั้นต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น นายกสมาคมคนแรกซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคือ Sarah Blachley Bradley ภรรยาของ Dr. Dan Beach Bradley หรือหมอบรัดเลย์คนดังนั่นเอง นอกจากนี้ในห้องยังมีการจัดแสดงภาพขาว-ดำของชาย-หญิงคู่หนึ่ง เจ้าของความรักที่ผลิดอกออกผลเป็นอาคารหลังนี้ด้วย เริ่มจากฝ่ายหญิง Jennie Neilson ซึ่งเป็นชาวเดนมาร์ก แต่ครอบครัวของเธออพยพไปอยู่รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาเธอได้เดินทางมาเป็นมิสชันนารีในประเทศไทยเมื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/neilson-hays-library-of-love/">รูปคู่รักเนียลสันและเฮส์ใน Neilson Hays Library ห้องสมุดแห่งความรักของบางรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">ใครจะเชื่อ</span><span class="s1">ว่าเพียงก้าวเดียวจากถนนสุรวงศ์ที่พลุกพล่าน</span> <span class="s1">เราจะได้พบกับความเงียบสงบอันอบอุ่นทันทีเมื่อเข้ามาในพื้นที่ของ</span><span class="s1">ห้องสมุด</span><span class="s1">เนียลสัน</span> <span class="s1">เฮส์</span><span class="s2"> และ</span><span class="s1">เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนที่หลบภัย</span><span class="s1">จากความวุ่นวายของคนย่านบางรัก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่เสียดายที่น้อยคนจะรู้เรื่องราวเบื้องหลังชื่อของห้องสมุดแห่งนี้ </span><span class="s1">เราจึงขอบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของ</span><span class="s1">เนียลสัน</span><span class="s1">และ</span><span class="s1">เฮส์</span><span class="s1">ผ่านขุมทรัพย์ที่จัดแสดงอยู่ด้านในอาคารทรงนีโอคลาสสิกนี้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในขณะเดียวกันจะได้เฉลยให้ทราบว่า</span> <span class="s1">ทำไมสถานที่นี้ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ทัช</span> <span class="s1">มาฮาล&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">แห่งกรุงเทพมหานคร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-91946 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span class="s1">เมื่อเราถอดรองเท้าเข้าไปด้านในห้องสมุดแล้ว</span> <span class="s1">แน่นอนว่าสิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาใช้บริการคือการออกแบบอาคารที่โอ่โถง</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เสาคอรินเทียนสูงชะลูดหรูหรา</span> <span class="s1">รับกับหน้าต่างทรงโค้งสง่างาม</span> <span class="s1">อีกทั้งนวัตกรรมสำคัญของที่นี่</span><span class="s1">คือผนัง 2 ชั้นที่มีช่องอากาศตรงกลาง</span> <span class="s1">สำหรับไล่ความชื้นที่จะมาทำลายหนังสือ</span> <span class="s1">ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของสถาปนิกชื่อดัง</span> <span class="s2">Mario Tamagno </span><span class="s1">ผู้เข้ามารับราชการอยู่ในสยามเมื่อ</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2443<b> </b></span><span class="s1">หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า</span><span class="s1">อาคารนี้มีผังเป็นตัว</span><span class="s2"> H </span><span class="s1">ทรงเดียวกันกับพระที่นั่งอนันตสมาคม</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตามัญโญเช่นกัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ตามเอกสารเก่าระบุว่า </span><span class="s1">เมื่อก่อนทางเข้านั้นอยู่ตรงห้องทรงโดมกลาง</span> <span class="s1">แต่ต่อมาเปลี่ยนให้เข้าทางปีกขวาของอาคารแทน</span> <span class="s1">ส่วนห้องตรงกลางนั้น</span><span class="s1">ปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่จัดแสดง</span><span class="s1">ขุมทรัพย์</span><span class="s1">หลายต่อหลายชิ้นของพิพิธภัณฑ์</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">หนังสือพระราชนิพนธ์</span><span class="s1">และ</span><span class="s1">โต๊ะเขียนหนังสือพระราชทาน</span><span class="s1">ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว</span> <span class="s1">จดหมาย</span><span class="s1">และเอกสารการก่อตั้งในยุคแรก</span><span class="s1">โดยสมาชิกสมาคมสตรี</span><span class="s2"> (The Ladies’ Bazaar Association) </span><span class="s1">ซึ่งสมาชิกเป็นสุภาพสตรีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ</span> <span class="s1">โดยนำรายได้จากการขายของของสมาคมสตรีมาจัดตั้งสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ</span><span class="s2"> (The Bangkok Ladies’ Library Association) </span><span class="s1">ขึ้นเพื่อให้บริการแก่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ</span> โดย<span class="s1">มีข้อบังคับของสมาคมที่ให้การบริหารงานนั้นต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น</span></p>
<p><span class="s1">นายกสมาคมคนแรกซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคือ</span> <span class="s2">Sarah Blachley Bradley </span><span class="s1">ภรรยาของ</span><span class="s2"> Dr. Dan Beach Bradley หรือ<span class="s1">หมอบรัดเลย์</span></span><span class="s1">คนดังนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-91948 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s1">นอกจากนี้ในห้องยังมีการจัดแสดงภาพขาว-ดำของชาย-หญิงคู่หนึ่ง</span> <span class="s1">เจ้าของความรักที่ผลิดอกออกผลเป็นอาคารหลังนี้ด้วย </span><span class="s1">เริ่มจากฝ่ายหญิง</span> <span class="s2"><strong>Jennie Neilson</strong> ซึ่งเป็น</span><span class="s1">ชาวเดนมาร์ก </span><span class="s1">แต่ครอบครัวของเธออพยพไปอยู่รัฐมิชิแกน</span> <span class="s1">ประเทศสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s1">และต่อมาเธอได้เดินทางมาเป็นมิสชันนารีในประเทศไทยเมื่อ พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2427</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ชีวิตในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย</span> <span class="s1">การกินอยู่ยังไม่สะดวกสบายเท่าไหร่</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">โชคดีที่ไม่นานนักหลังจากที่เธอย้ายมาอยู่เมืองไทย</span> <span class="s1">เธอได้พบรักกับ</span> <span class="s2"><strong>Thomas Heyward Hays</strong> </span><span class="s1">หรือที่ชาวไทยเรียกติดปากว่า</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">หมอเฮส์&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ศัลยแพทย์ของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนที่ถูกส่งมาประจำ</span> <span class="s1">ณ</span> <span class="s1">บางกอก</span> ซึ่ง<span class="s3">ต่อมาได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพฯ</span> <span class="s3">รวมถึงเป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลศิริราชด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s3">ในจดหมายของเธอเล่าว่า</span> <span class="s3">เธอหมายมั่นที่จะแต่งงานกับเขาตั้งแต่แรกเห็น</span> <span class="s3">ฝั่งหมอเฮส์เองก็มีความพยายามไปมาหาสู่</span><span class="s3">ขนาดที่ว่า</span><em><span class="s4"> “</span><span class="s3">อดทนเดินทางด้วยเรือครั้งละ</span><span class="s4"> 30 </span><span class="s3">ชั่วโมงไปเพชรบุรี</span> <span class="s3">เพื่อไปเยี่ยมแฟนของท่าน</span></em><span class="s4"><em>”</em> (*</span><span class="s3">อ้างอิงจากหนังสือ <em>เพชรเม็ดงาม 130 ปี กุลสตรีวังหลัง &#8211;</em></span> <em><span class="s3">วัฒนาวิทยาลัย</span></em><span class="s4">) </span><span class="s3">จนสุดท้ายเจนนี่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นนักเผยแพร่ศาสนาและแต่งงานกับคุณหมอเมื่อ</span> <span class="s3">พ</span><span class="s4">.</span><span class="s3">ศ</span><span class="s4">. 2430</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s3">หมอเฮส์และเจนนี่เป็นที่รู้จักทั่วไปในสังคมชาวต่างชาติและเจ้านายชั้นสูงในสมัยนั้น </span><span class="s3">แขกเหรื่อจากต่างประเทศที่ล่องเรือเข้ามาพระนคร</span><span class="s3">ล้วนต้องมาพำนักที่ห้องรับรองในโรงพยาบาลของหมอเฮส์</span> <span class="s3">คุณหมอได้มีชื่อเสียงทั้งด้านวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลทางการแพทย์</span> <span class="s5">เป็นผู้ที่นำเข้าเครื่อง<span class="s6">เอ็กซ์เรย์</span></span><span class="s5">มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย </span><span class="s1">และบุคลิกลักษณะส่วนตัวที่น่าสนใจคือ </span><span class="s1">คุณหมอโปรดปรานการปลูกดอกกุหลาบอย่างมาก</span> <span class="s1">แปลงกุหลาบของหมอเฮส์ขึ้นชื่อว่าเป็นแปลงที่งามที่สุดในสยาม</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ส่วนเจนนี่นั้นอุทิศตัวให้กับการทำงานในห้องสมุดฯ ตั้งแต่</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2438 </span><span class="s1">เธอเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับองค์กรนี้เป็นเวลาถึง</span><span class="s2"> 25 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">และรับตำแหน่งประธานห้องสมุดฯ ถึง</span><span class="s2"> 3 </span><span class="s1">สมัย</span> <span class="s1">ก่อนจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วในเดือนเมษายน</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2463 </span><span class="s1">ตามบันทึกของหมอเฮส์บอกว่า เจนนี่ล้มป่วยหลังจากพวกเขากินข้าวด้วยกันในวันศุกร์</span> <span class="s1">เธอเสียชีวิตในวันจันทร์</span> <span class="s1">โดยสิ่งเดียวที่เธอกินเข้าไปแต่คุณหมอไม่ได้กินคือ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ลูกชิ้นปลา&#8217; </span><span class="s1">สันนิษฐานว่าการตายของเธอน่าจะมาจากอหิวาตกโรค</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">การจากไปของเจนนี่</span><span class="s1">สั่นสะเทือนหัวใจของคุณหมออย่างมาก</span> <span class="s1">ในช่วงเวลาอันหดหู่นี้</span><span class="s1">เขาตัดสินใจซื้อ</span><span class="s3">ที่ดินริมถนนสุรวงศ์</span><span class="s3">เพื่อสร้างเป็นห้องสมุดถาวร</span><span class="s3">อุทิศให้แก่เจนนี่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-91952 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p5"><span class="s1">ในจดหมายของหมอเฮส์</span> <span class="s1">ลงวันที่</span><span class="s2"> 21 </span><span class="s1">มิถุนายน</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2463 ถึง</span><span class="s1">คุณนาย</span> MacFarlane<span class="s2"> (</span><span class="s1">หนึ่งในผู้ดูแลห้องสมุดและเพื่อนสนิทของทั้งคู่</span><span class="s2">) </span><span class="s1">เขียนไว้ว่า</span></p>
<p class="p5"><em><span class="s2">“</span><span class="s1">ผมรู้ว่าคุณต้องการจะพูดคุยกับผมเรื่องกิจการของห้องสมุด</span> <span class="s1">แต่คุณกลั้นความรักของคุณต่อเจนนี่ไว้ไม่มิดด้วยเสียงที่สั่นเครือ</span><span class="s1">และความชื้นในตาของคุณ</span> <span class="s1">เมื่อคุณเริ่มพูดถึงเธอ</span> <span class="s1">ผมต้องใช้ความสามารถอยากหนักหน่วงที่จะควบคุมตัวเองที่จะต้องกล่าวถึงเธอหรือเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเธอ</span> <span class="s1">ผมสามารถนั่ง</span> <span class="s1">และคิด</span> <span class="s1">และเขียนถึงเธอ</span> <span class="s1">และหากผมพ่ายแพ้ต่อความโศกเศร้า</span> <span class="s1">อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาเห็น</span> <span class="s1">ดังนั้นผมจึงเขียนข้อระบุเกี่ยวกับห้องสมุดเป็นลายลักษณ์อักษร</span> <span class="s1">เนื่องด้วยผมรู้ดีถึงความต้องการของเธอ</span><span class="s2">&#8230;”</span></em></p>
<p class="p5"><span class="s1">จากนั้นคุณหมอจึงบรรยายเงื่อนไขการสนับสนุนของเขาตามเจตจำนงของภรรยาผู้ล่วงลับ</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">การใช้หนี้</span><span class="s2"> </span><span class="s1">การขยายตึกตามแบบแนบ</span><span class="s2"> </span><span class="s1">การขยายเวลาเปิดบริการให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น</span> <span class="s1">ฯลฯ</span></p>
<p class="p5"><span class="s1">ห้องสมุดเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2465 </span><span class="s1">น่าเสียดายที่ 2 ปีหลังจากนั้น</span><span class="s1">คุณหมอเฮส์ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตตามภรรยาไป </span><span class="s1">ในพินัยกรรมเขาระบุไว้อย่างชัดเจนให้ฝังศพของเขาเคียงคู่กับเธอ</span><span class="s1">ในบริเวณสุสานฝรั่ง บริเวณเจริญกรุง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-91950 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-91949 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ห้องสมุดแห่งนี้ยังผ่านวีรกรรมอีกมากมาย </span><span class="s1">ในช่วงสงครามโลกครั้งที่</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">อาคารแห่งนี้ถูกยึดโดยกองทัพญี่ปุ่น</span><span class="s1">เนื่องจากเป็นตึกของฝ่าย</span><span class="s1">อเมริกัน </span><span class="s1">และหนังสือด้านในถูกทำให้กระจัดกระจาย</span> <span class="s1">มีจำนวนมากถูกส่งไปที่ญี่ปุ่น</span> <span class="s1">จนเจ้าหน้าที่การทูตชาวไทยไปพบเห็นหลังสงคราม </span><span class="s1">จึงทำเรื่องขอคืนกลับมาได้ประมาณ</span><span class="s2"> 800 </span><span class="s1">เล่ม</span> <span class="s1">ในช่วง</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2493</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากนี้ตัวอาคารเองก็ต้องมีการบูรณะหลายครั้ง</span> <span class="s1">โดยครั้งล่าสุดเมื่อ</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2560 </span><span class="s1">ตัวพื้นของอาคารทรุดลง</span> <span class="s1">เมื่อขุดค้นจึงทราบสาเหตุว่า</span><span class="s3">ใต้พื้นด้านล่างมีถังเก็บน้ำล้อมรอบตัวอาคาร</span><span class="s3">และระดับน้ำนั้นสูงเกินกว่าที่ควรเป็นอย่างมาก</span> <span class="s3">เกิดน้ำสะสมในดินเป็นพื้นที่น้ำขังและเกิดความชื้น</span> <span class="s3">ทำให้โครงสร้างอาคารมีความชื้นสะสมตั้งแต่พื้นลามไปจนถึงผนัง</span> <span class="s3">เกิดความผุพังตามที่ปรากฏ</span> <span class="s3">ทางห้องสมุดจึงต้อง</span><span class="s1">เรี่ยไรเงินผ่าน</span><span class="s2"> crowdsourcing </span><span class="s1">และขอรับบริจาคกว่า</span><span class="s2"> 12 </span><span class="s1">ล้านบาท</span> <span class="s1">เพื่อเป็นการต่อลมหายใจอีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-91947 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/nielson-hays-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ปัจจุบันห้องสมุดยังยืนหยัดอยู่ด้วยความรักของสมาชิกและผู้ดูแลรักษา</span> <span class="s1">มี</span> <a href="https://adaymagazine.com/neilson-hays-library/"><span class="s3">นลิน</span> <span class="s3">วนาสิน</span></a><span class="s4"><b> </b></span><span class="s3">เป็นประธานคณะกรรมการบริหารห้องสมุดฯ</span> <span class="s3">มีสมาชิกทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า</span><span class="s4"> 600 </span><span class="s3">คน</span> <span class="s3">เข้ามายืมอ่านหนังสือกว่า</span><span class="s4"> 20,000 </span><span class="s3">เล่ม</span> <span class="s3">ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นหนังสือภาษาต่างประเทศจำนวนเยอะที่สุดในไทย</span> <span class="s3">มีการจัดกิจกรรม</span><span class="s4"> book club </span><span class="s3">และกิจกรรมอ่านหนังสือเล่านิทานสำหรับเด็กเป็นประจำ</span> <span class="s3">รวมถึงมีการประกวด</span><span class="s4"> Young Writer Awards </span><span class="s3">และในปีที่ผ่านมายังริเริ่ม</span><a href="https://adaymagazine.com/?s=Literature+Festival"><span class="s4"> Literature Festival </span></a><span class="s3">ที่ชวนนักเขียนระดับโลกมาเปิดวงเสวนากันในห้องสมุดด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หากใครยังไม่เคยไป </span><span class="s1">เราก็ขอเชิญให้ลองแวะเวียนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติกของที่นี่สักครั้ง</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">อ่านหนังสือแล้วก็อย่าลืมส่งยิ้มให้กับรูปภาพของคุณเจนนี่และหมอเฮส์ด้วยล่ะ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ไปช่วยกันเป็นกำลังใจให้ห้องสมุดในชื่อของพวกเขา</span><span class="s1">ยังหยัดยืนอยู่ตรงนี้</span> <span class="s1">เป็นอนุสรณ์สถานแห่ง</span><span class="s1">ความรัก</span><span class="s1">ของ</span><span class="s1">บางรัก</span><span class="s1">ตลอดกาลนาน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/neilson-hays-library-of-love/">รูปคู่รักเนียลสันและเฮส์ใน Neilson Hays Library ห้องสมุดแห่งความรักของบางรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นกปักษาสวรรค์ในพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา จุฬาฯ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bird-of-paradise/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Dec 2019 10:39:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[bird of paradise]]></category>
		<category><![CDATA[นกปักษาสวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=84116</guid>

					<description><![CDATA[<p>เผลอแป๊บเดียวจะสิ้นปีแล้ว ไยน้องแก้วยังนกอยู่ เอ้ย! คอลัมน์ของเราเดือนนี้อยากส่งท้ายปีเก่าด้วยการเอาใจสายนก โดยพาไปชมนกที่นอกจากสวยงามเลอค่าแล้ว ยังมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับยุคบุกเบิกการศึกษาธรรมชาติวิทยาในประเทศไทยด้วย นกที่ว่านี้คือ นกปักษาสวรรค์สตัฟ ซ่อนอยู่ในตู้โบราณของพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นเอง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น 1 ใน 5 พิพิธภัณฑ์ในเครือของภาควิชาชีววิทยา ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ตึกชีววิทยา 1 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท้าความดูว่าน่าจะเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เดิมก่อตั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 โดย Henry Alabaster แต่ในช่วงแรกไม่มีผู้สนใจสืบสานจึงทำให้ต้องปิดไป หลังจากนั้นเมื่อไปดูจดหมายเหตุเราจึงพบคอลเลกชั่นสัตว์สตัฟที่คาดว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน (สมัยนั้นใช้คำว่า &#8216;สัตว์ชำแหละเนื้อแล้วอาบน้ำยา&#8217;) ในมิวเซียมหลวงที่วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5 -6 ซึ่งเคยจัดแสดงวัตถุรวมหลายๆ สาขาวิชาไว้ด้วยกัน อย่างเช่นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงวัตถุทางธรรมชาติวิทยาด้วย ในหนังสือ วัธนธัมไทย เรื่องของในพิพิธภันทแห่งชาติ บันทึกไว้ว่าช่วง พ.ศ. 2469 มีการปรับเปลี่ยนมิวเซียมหลวงให้เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทโบราณคดีและศิลปะ วัตถุอื่นๆ ที่ไม่เข้ากับโบราณคดีจึงถูกกระจายออกไปตามสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในภาควิชาด้านวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐานสากลเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ เนื่องด้วยการทำสัญญาร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์จำนวนมากกับอเมริกา โดยเฉพาะสาขาชีววิทยาที่เคยมีหัวหน้าแผนกเป็นชาวต่างชาติเกือบสิบปี ตั้งแต่ศาสตราจารย์ Thomas F. Morrison (พ.ศ. 2468-2470) ศาสตราจารย์ Gordon E. Alexander (พ.ศ. 2471-2473) และศาสตราจารย์ Ottis [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bird-of-paradise/">นกปักษาสวรรค์ในพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา จุฬาฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3"><span class="s1">เผลอแป๊บเดียวจะสิ้นปีแล้ว</span> ไ<span class="s1">ยน้องแก้วยังนกอยู่</span> <span class="s1">เอ้ย</span><span class="s2">! </span><span class="s1">คอลัมน์ของเราเดือนนี้</span><span class="s1">อยากส่งท้ายปีเก่าด้วยการเอาใจสายนก โดย</span><span class="s1">พาไปชมนก</span><span class="s1">ที่นอกจากสวยงามเลอค่าแล้ว</span> <span class="s1">ยังมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับยุคบุกเบิกการศึกษาธรรมชาติวิทยาในประเทศไทยด้วย</span> <span class="s1">นกที่ว่านี้คือ</span> <strong><span class="s1">นกปักษาสวรรค์สตัฟ</span></strong> <span class="s1">ซ่อนอยู่ในตู้โบราณของ</span><span class="s1">พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นเอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">พิพิธภัณฑ์แห่งนี้</span><span class="s1">เป็น</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">ใน</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">พิพิธภัณฑ์ในเครือของภาควิชาชีววิทยา</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ตั้งอยู่ที่ชั้น</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">ตึกชีววิทยา</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">คณะวิทยาศาสตร์</span> <span class="s1">จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span> เท้า<span class="s1">ความดูว่าน่าจะเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย</span> <span class="s3">เดิมก่อตั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span> เมื่อ<span class="s3">ประมาณ พ</span><span class="s4">.</span><span class="s3">ศ</span><span class="s4">. 2415 โดย</span><span class="s3"> Henry Alabaster </span><span class="s3">แต่ในช่วงแรกไม่มีผู้สนใจสืบสานจึงทำให้ต้องปิดไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s3">หลังจากนั้น</span><span class="s3">เมื่อไปดูจดหมายเหตุเราจึงพบคอลเลกชั่นสัตว์สตัฟที่คาดว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน</span><span class="s4"> (</span><span class="s3">สมัยนั้นใช้คำว่า &#8216;</span><span class="s1">สัตว์ชำแหละเนื้อแล้วอาบน้ำยา&#8217;</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ในมิวเซียมหลวงที่วังหน้าในสมัยรัชกาลที่</span><span class="s2"> 5 -6 </span><span class="s1">ซึ่งเคยจัดแสดงวัตถุรวมหลายๆ</span> <span class="s1">สาขาวิชาไว้ด้วยกัน</span> <span class="s1">อย่างเช่น</span><span class="s1">โบราณวัตถุ</span> <span class="s1">ศิลปวัตถุ</span> <span class="s1">สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์</span> <span class="s1">รวมไปถึง</span><span class="s1">วัตถุทางธรรมชาติวิทยาด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในหนังสือ</span><span class="s2"> </span><em><span class="s1">วัธนธัมไทย</span> <span class="s1">เรื่องของในพิพิธภันทแห่งชาติ</span></em><span class="s2"> </span><span class="s1">บันทึกไว้ว่าช่วง</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2469 </span><span class="s1">มีการปรับเปลี่ยนมิวเซียมหลวงให้เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทโบราณคดีและศิลปะ</span> <span class="s1">วัตถุอื่นๆ</span> ที่<span class="s1">ไม่เข้ากับโบราณคดี</span><span class="s1">จึงถูกกระจายออกไปตามสถานศึกษาต่างๆ</span> <span class="s1">ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นภาควิชาชีววิทยา </span><span class="s1">คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span> <span class="s1">ถือเป็นหนึ่งในภาควิชาด้านวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐานสากลเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ</span> <span class="s1">เนื่องด้วยการทำสัญญาร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์</span> <span class="s1">ทำให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์จำนวนมากกับอเมริกา</span> <span class="s1">โดยเฉพาะสาขาชีววิทยาที่เคยมีหัวหน้าแผนกเป็นชาวต่างชาติเกือบสิบปี </span><span class="s1">ตั้งแต่</span><span class="s2">ศาสตราจารย์ Thomas F. Morrison (</span><span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2468-</span><span class="s2">2470) ศาสตราจารย์ Gordon E. Alexander (</span><span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2471-</span><span class="s2">2473) </span><span class="s1">และ</span><span class="s2">ศาสตราจารย์ Ottis R. Causey (</span><span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2473-2477) </span><span class="s1">มีการเรียนการสอนที่ใช้เครื่องมือทันสมัย</span> <span class="s1">อาจารย์บางท่านถึงกับสั่งสัตว์สตัฟจากต่างประเทศเข้ามาใช้เป็นสื่อการสอน</span> <span class="s1">ดังนั้นคงไม่แปลกที่สัตว์สตัฟบางส่วนจากมิวเซียมหลวงจะถูกส่งมาร่วมทัพอยู่</span> <span class="s1">ณ</span> <span class="s1">ที่นี้ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-84119" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">สัตว์สตัฟกลุ่มนี้ถูกจัดแสดงแยกไว้จากวัตถุอื่นๆ</span> <span class="s1">โดยเมื่อเข้าไปด้านในห้องนิทรรศการหลัก พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาจ</span><span class="s1">ะเห็นตู้โบราณอยู่ด้านขวามือ</span> <span class="s1">มีสัตว์สตัฟ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">รวมมิตร&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">อยู่ด้านใน</span><span class="s2"> 14 </span><span class="s1">ตัว</span> <span class="s1">ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าแต่ละตัวนั้นล้วนเป็นสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นในไทย</span> เช่น <span class="s1">นกแก้วมาคอว์ตัวเขื่อง</span><span class="s2"> </span><span class="s1">สล็อท</span> <span class="s1">หรือ</span><span class="s1">อาร์มาดิลโล</span> <span class="s1">ยิ่งถ้ามองใกล้ๆ เราจะเห็นกระดาษระบุเลขทะเบียนสีซีดที่เขียนด้วยเลขไทย</span> <span class="s1">แถมกรรมวิธีการสตัฟก็โบราณกว่าตัวอย่างอื่นๆ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">อย่างบนหลังของอาร์มาดิลโล</span><span class="s1">เราจะเห็นเส้นฟางที่แยงออกมาจากใต้เกล็ด</span> <span class="s1">ซึ่งหมายความตัวสัตว์เหล่านี้ถูก</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ยัดไส้&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ด้วยฟาง</span><span class="s1">หรือ</span><span class="s1">สำลี</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิม</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">เป็นที่มาของคำว่า</span><span class="s2"> stuffed animal </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s1">สัตว์สตัฟ </span><span class="s1">ที่เราเรียกๆ กัน</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ก่อนที่นักสัตววิทยาจะเปลี่ยนวิธีสตัฟในช่วงศตวรรษที่</span><span class="s2"> 20 เป็น</span><span class="s1">การสร้างตุ๊กตาโฟมในท่าและขนาดของสัตว์</span> <span class="s1">แล้วค่อยเอาหนังครอบโครงนั้นทีหลัง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หรืออีกตัวอย่างคือการจัดนกฮัมมิงเบิร์ดใส่โหลแก้วร่วมกับใบไม้แห้ง</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นวิธีการจัดแสดงเพื่อความสวยงามและเป็นที่นิยมอย่างมากในยุควิกตอเรียน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่ในปัจจุบัน</span><span class="s1">การเก็บสัตว์เพื่อการศึกษา</span><span class="s1">นักสัตววิทยาจะไม่ใส่ซากพืชหรือสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เกิดแบคทีเรียหรือการย่อยสลายเพิ่มเติมใกล้กับตัวสัตว์สตัฟอีกต่อไป</span> <span class="s1">เพื่อรักษาให้ชิ้นส่วนของสัตว์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ยาวนานเท่าที่จะทำได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-84122" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p4"><span class="s5">หนึ่ง</span><span class="s6">ในสัตว์ที่จัดแสดงในกระจกครอบของตู้นี้ซึ่งยกมาพูดถึงคือ</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s6">นกปักษาสวรรค์&#8217;</span><span class="s5"> </span><span class="s6">หรือ</span><span class="s5"> bird of paradise </span><span class="s6">โดยถ้ามองเผินๆ อาจดูไม่รู้</span><span class="s6">เนื่องจากสีสันที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ปักษาสวรรค์นั้นได้จางหายไปกับกาลเวลาเสียแล้ว</span> <span class="s6">คาดว่า</span><span class="s7">เกิดจากการสลายตัวของพิกเมนต์</span><span class="s7">อื่นๆ</span> <span class="s7">ทำให้น่าจะมีแค่เม็ดสีพื้นฐานอย่างสีน้ำตาลเข้มของกลุ่มเมลานินที่คงทน</span><span class="s7">เหลืออยู่ในเคราตินและโครงสร้างขนเท่านั้น</span></p>
<p class="p4"><span class="s7">ยังโชคดีที่เรายังเห็นลักษณะเด่นของนกตัวนี้ที่ขนหาง</span><span class="s7">ซึ่งม้วนเป็นวงกลมสองเส้น</span><span class="s7">และแผงขนที่แผ่ออกจากไหล่</span> <span class="s7">ทำให้เราสันนิษฐานได้ว่า</span><span class="s7">นกตัวนี้น่าจะเป็นสายพันธุ์</span><span class="s8"> king bird-of-paradise (</span><span class="s4"><i>Cicinnurus regius</i>) </span><span class="s7">ซึ่งมีชื่อเล่นว่า</span><span class="s8"> &#8216;</span><span class="s7">อัญมณีที่มีชีวิต&#8217;</span><span class="s8"> </span><span class="s7">ถือเป็นนกขนาดเล็กที่สุดและสีสันงดงามที่สุดในสายพันธุ์ปักษาสวรรค์</span> <span class="s7">ตัวผู้จะมีสีแดงสด</span><span class="s7">ตัดกับช่วงท้องสีขาว</span> <span class="s7">เท้าสีน้ำเงิน</span> <span class="s7">และที่สำคัญคือมีปลายขนด้านข้างสีเขียวมรกต</span> <span class="s7">กับขนหางที่เด้งออกมาเป็นเอกลักษณ์</span></p>
<p class="p4"><span class="s7">องค์ประกอบที่ดูแปลกตาและเวอร์วังนี้</span><span class="s7">มีหน้าที่หลักในการดึงดูดตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์</span> <span class="s7">โดยนกปักษาสวรรค์ตัวผู้แต่ละชนิด</span><span class="s7">จะมีการระบำขนหางที่พิสดารและสวยงามน่าชม ถือเป็นจุดเด่นของนกประเภทนี้ก็ว่าได้</span></p>
<p class="p4"><span class="s8"><span class="Apple-converted-space">นกเหล่านี้</span></span><span class="s7">จะ</span><span class="s9">กระจายพันธุ์อยู่ใน<span class="s10">ป่าดิบชื้น</span>ของ<span class="s10">นิวกินี</span></span><span class="s11"> <span class="s12">หมู่เกาะโมลุกกะ</span></span><span class="s9">ใน<span class="s10">อินโดนีเซีย</span></span><span class="s11"> </span><span class="s9">และบางส่วนของ<span class="s10">ออสเตรเลีย</span></span><span class="s11"> </span><span class="s9">แบ่งออกเป็น</span><span class="s11"> 15 </span><span class="s9">สกุล</span> <span class="s9">และมีมากกว่า</span><span class="s11"> 40 </span><span class="s9">ชนิด</span> <span class="s9">ขนของพวกมัน</span><span class="s13">เคยใช้แทนเงินได้สำหรับคนท้องถิ่น</span><span class="s13">และถือเป็นเครื่องบรรณาการหรือสินค้ามีค่ามานานกว่า</span><span class="s14"> 2,000 </span><span class="s13">ปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-84120" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">เมื่อนักเดินทางชาวยุโรปได้ไป</span><span class="s1">ค้นพบ</span><span class="s1">นกเหล่านี้และนำล่องเรือกลับมาที่ทวีปของตน</span><span class="s2"> (</span><span class="s13">มีบันทึกว่านกปักษาสวรรค์ตัวแรกเดินทางจากหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกไปพร้อมกับกองเรือของ Ferdinand Magellan</span><span class="s14"> </span><span class="s13">เทียบท่าสเปนเมื่อ</span><span class="s14"> <span class="s17">ค</span><span class="s15">.</span><span class="s17">ศ</span><span class="s15">. 1522</span></span><span class="s18">) </span><span class="s1">ก็เกิดกระแสนิยมต้องการสะสมนกเหล่านี้อย่างแพร่หลาย</span> <span class="s1">โดยนกชุดแรกๆ ที่เดินทางมาถึงนั้น</span><span class="s1">ไร้ขา </span><span class="s1">เนื่องจากชาวพื้นเมืองมักตัดออกก่อนนำมาเป็นบรรณาการให้กับแขกเหรื่อ </span><span class="s1">อีกทั้งพวกเขายังเรียกมันว่า</span><span class="s2"> bolong diwata </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s1">นกของทวยเทพ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ชาวยุโรปผู้ไม่เคยเห็นนกตัวจริงในป่าดงดิบจึงมโนกันไปว่านกเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในอากาศและไม่เคยร่อนเหยียบพื้นดิน</span> <span class="s1">เป็นที่มาของชื่อ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ปักษาสวรรค์&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">บ้างเอาไปเขียนต่อยอดอีกว่าเป็นนกที่มีเสียงไพเราะที่สุดในโลก</span><span class="s2"> </span><span class="s1">กินแต่น้ำค้างสวรรค์</span> <span class="s1">ฯลฯ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ตำนานเหล่านี้ทำให้การล่านกสายพันธุ์นี้ดุเดือดยิ่งขึ้น</span> <span class="s1">แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันของชนชั้นสูงในยุโรปที่จะส่งทีมนักสำรวจไป</span><span class="s2">​</span><span class="s1">ค้นพบ </span><span class="s2">(</span><span class="s1">ล่า</span><span class="s2">) </span><span class="s1">สกุลนกปักษาสวรรค์ใหม่ๆ แล้วตั้งชื่อตามชื่อของตน</span> <span class="s1">เราจึงจะเห็นชื่ออย่าง</span><span class="s2"> Count Raggi’s, Emperor of Germany’s, </span><span class="s19">Prince Rudolph&#8217;s, Count Salvadori’s </span><span class="s20">ฯลฯ</span><span class="s19"> </span><span class="s20">นำหน้าสายพันธุ์ปักษาสวรรค์ในสารานุกรมอยู่เสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-84124" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/aldrovandi-bird-of-paradise-4-2.jpg" alt="" width="450" height="709" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/aldrovandi-bird-of-paradise-4-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/aldrovandi-bird-of-paradise-4-2-190x300.jpg 190w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-84123" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/aldrovandi-bird-of-paradise-1.jpg" alt="" width="450" height="726" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/aldrovandi-bird-of-paradise-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/aldrovandi-bird-of-paradise-1-186x300.jpg 186w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p5"><span class="s1">อีกทั้งยังมีความต้องการขนของนกเหล่านี้เพื่อประดับหมวกสตรีชาวยุโรป</span><span class="s1">ตั้งแต่ช่วงปลาย<span class="s10">ศตวรรษที่</span><span class="s21"> 19</span></span><span class="s2"> &#8211; </span><span class="s1">ต้น<span class="s10">ศตวรรษที่</span><span class="s21"> 20</span></span><span class="s2"> </span><span class="s1">ที่นิวกินีมียอดส่งออกนกชนิดนี้ถึงปีละ</span><span class="s2"> 80,000 </span><span class="s1">ตัวต่อปี</span> <span class="s1">จนสุดท้ายรัฐบาลต้องออกกฎหมายควบคุมในที่สุด</span></p>
<p class="p6"><span class="s6">แต่ความพิสดารของนกนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น</span> <span class="s6">เมื่อมันถูกนำมาเทียบเคียงกับ</span><span class="s6">นกการเวก</span><span class="s6">ในตำนานของบ้านเราด้วย</span><span class="s5">! </span></p>
<p class="p6"><span class="s6">นกการเวก</span><span class="s5"> (</span><span class="s6">หรือ</span><span class="s6">นกกรวิก </span><span class="s6">ใน <em>ไตรภูมิพระร่วง</em></span><span class="s5">) </span><span class="s6">ถือเป็นสัตว์ในตำนานของป่าหิมพานต์</span> <span class="s6">มีเสียงเสนาะไพเราะอย่างยิ่ง</span> <span class="s13">สัตว์ทุกชนิดเมื่อได้ยินแล้วจะต้องหยุดฟัง</span> <span class="s13">บ้างว่ามันหาตัวจับยากนักเพราะอยู่แต่บน<span class="s10">ท้องฟ้า</span></span> <span class="s13">กิน<span class="s10">ลม</span>เป็นอาหาร</span><span class="s14"> </span><span class="s13">จึงไปตรงกับเรื่องเล่าของนกปักษาสวรรค์</span><span class="s13">ทางตะวันตกพอดี</span></p>
<p class="p6"><span class="s13">นอกจากนี้ยังมีข้อที่ว่ากษัตริย์ปาปัวนิวกินีมักใช้ขนนกมีค่าเหล่านี้ประดับมงกุฎของตน</span><span class="s13">และใช้เป็นเครื่องบรรณาการประหนึ่งทองคำ</span> <span class="s13">ก็ไปสอดคล้องกับ</span><span class="s13">ใน <em>ไตรภูมิพระร่วง</em> ที่กล่าวไว้ว่า</span><span class="s13">ขนนกการเวกกลายเป็น<span class="s10">ทองคำ</span>ได้</span> <span class="s22">การที่จะได้ขนมานั้นต้องทำพิธี</span> <span class="s22">โดยทำนั่งร้านไว้บนยอดไม้</span> <span class="s22">เอาขันใส่น้ำไปวางไว้</span> <span class="s22">นกการเวกจะมาอาบน้ำในขัน</span> <span class="s22">แล้วสลัดขนร่วงไว้ให้</span> <span class="s22">ความมีค่านี้ก็ไปผูกกับ</span><span class="s22">นกวายุภักษ์</span><span class="s22">ที่เป็นตรากระทรวงการคลังด้วยเช่นกัน</span></p>
<p class="p6"><span class="s22">นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตรัสสั่งไปต่างประเทศให้ส่งตัวปักษาสวรรค์ตัวจริงๆ มาถวายเสียให้รู้เรื่องรู้ราว</span><span class="s23"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s22">จึงได้ตัวจริงเป็นนกยัดไส้มีขนบริบูรณ์เข้ามา</span> <span class="s22">และต่อมาทรงจัดเอาขึ้นเกาะคอน มีด้ามให้เด็กถือนำพระยานมาศในพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จเจ้าฟ้าด้วย</span></p>
<p class="p8"><span class="s1">แม้ตัวนกที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์จะไม่ใช่</span><span class="s1">สัตว์หิมพานต์</span><span class="s1">เสียทีเดียว</span> <span class="s1">แต่เรื่องราวความอัศจรรย์ของมันยังตอกย้ำกับเราว่า </span><span class="s1">มนุษย์นั้นยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากธรรมชาติด้วยความเคารพอยู่อีกมากมาย</span></p>
<hr />
<h4 class="p1"><strong><span class="s1">พิกัดขุมทรัพย์</span></strong></h4>
<p class="p9"><strong><span class="s1">พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span></strong></p>
<p class="p9"><span class="s1">ห้อง<span class="s24"> 230 </span>ชั้น<span class="s24"> 2 </span>ตึกชีววิทยา</span><span class="s24"> 1 </span><span class="s1">ภาควิชาชีววิทยา</span> <span class="s1">คณะวิทยาศาสตร์</span> <span class="s1">จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span></p>
<p><span class="s1">เวลาทำการ :</span> <span class="s1">วันจันทร์</span><span class="s24">&#8211;</span><span class="s1">ศุกร์</span> <span class="s1">เวลา</span><span class="s24"> 9:00-16:00 </span><span class="s1">น</span><span class="s24">. </span><span class="s1">ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ไม่เสียค่าเข้าชม)</span></p>
<p class="p9"><span class="s25">โทรศัพท์ :</span><span class="s1"> 0 2218 5266</span></p>
<p class="p9"><span class="s26">เว็บไซต์ :</span><span class="s27"> <a href="http://museum.stkc.go.th/cu/"><span class="s28">museum.stkc.go.th</span></a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bird-of-paradise/">นกปักษาสวรรค์ในพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา จุฬาฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จัก 4 ศิลปินเอกของอิตาลีก่อนตามไปดูนิทรรศการมัลติมีเดีย Italian Renaissance</title>
		<link>https://adaymagazine.com/how-to-italian-renaissance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Sep 2019 08:57:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[Raphael]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาเลียน เรอเนซองซ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Leonardo da Vinci]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการมัลติมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[Italian Renaissance]]></category>
		<category><![CDATA[Sandro Botticelli]]></category>
		<category><![CDATA[The Birth of Venus]]></category>
		<category><![CDATA[Michelangelo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=71808</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ดูงานศิลปะนี้ยังไงให้อิน?” เป็นคำถามที่เราถูกถาม ณ งานเปิดตัว Italian Renaissance นิทรรศการมัลติมีเดียที่หยิบภาพวาดของศิลปินเอกชาวอิตาเลียน 4 คนมาทำให้ขยับราวกับมีชีวิต คำถามนั้นชวนให้เราคิดและจุดประกายให้เริ่มเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาด้วยการรวบรวมและกลั่นกรองข้อมูลที่พอจะหาได้ ประกอบกับมุมมองในฐานะศิลปินของเราเองมาเล่าเรื่องเบื้องหลังผลงานชิ้นเอกของศิลปินทั้ง 4 โดยหวังว่าจะช่วยให้ผู้ที่กำลังจะไปดูนิทรรศการนี้ได้อรรถรสมากขึ้น หรือหากใครไปดูมาแล้วก็สามารถอ่านเพื่อต่อยอดประสบการณ์ได้ อันดับแรก ก่อนก้าวเท้าเข้าไปในงาน เราอาจจะต้องปรับทัศนคติกันก่อนว่าหากงานศิลปะคลาสสิกเหล่านี้ให้ความรู้สึกเข้าถึงยากหรือเป็นเรื่องเลอค่าของชนชั้นสูงพาลให้รู้สึกเกร็ง ความรู้สึกเหล่านี้จริงๆ ก็ถูกต้อง (อ้าว) เพราะนอกจากงานศิลปะในยุคเรอเนซองซ์จะมีฟังก์ชั่นเบื้องต้นในการเล่าเรื่องแล้ว ยังมักสร้างไว้เพื่อสำแดงอานุภาพและความร่ำรวยของผู้ว่าจ้าง ซึ่งในเวลานั้น นอกจากศาสนจักรแล้วยังมีตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวยอีกหลายตระกูลที่มีคุณูปการต่องานสร้างสรรค์อีกด้วย หนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองฟลอเรนซ์ย่อมเป็นสกุลใดไปไม่ได้นอกจากตระกูล Medici ซึ่งมั่งคั่งขึ้นมาจากความสัมพันธ์กับชนชั้นปกครอง อีกทั้งธุรกิจปล่อยกู้และการธนาคาร ซึ่งตามคำสอนของศาสนาที่เคร่งครัดในยุคนั้นถือเป็นเรื่องผิดบาป นักประวัติศาสตร์ไม่น้อยจึงมองการอุปถัมภ์ศิลปินผ่านการบำรุงโบสถ์วิหารอย่างมลังเมลืองของพวกเขาเป็นเสมือนการไถ่บาปและโฆษณาพลังอำนาจด้วยไปในตัว เพราะอย่างนี้ งานศิลปะในยุคเรอเนซองซ์จึงมีจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพียงเพื่อความงามอย่างเดียว และไม่ได้สร้างมาเพื่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ (หรือห้างสรรพสินค้า) อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน หากเรามองศิลปะชั้นเอกผ่านมุมมองของคนในยุคสมัยนั้น (กระบวนการที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกว่า ‘period eye’) เราจะไม่สามารถแยกงานศิลปะออกจากนัยทางการเมืองได้เลย และจะว่าไปนิยามของ ‘ศิลปิน’ ในช่วงนั้นก็ไม่ใช่ ‘ซุป&#8217;ตาร์’ หรืออัจฉริยะแบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน หากแต่เป็นเพียงผู้รับใช้อำนาจเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง เมื่อพอจะเข้าใจภาพรวมของงานยุคเรอเนซองซ์ ก็ถึงเวลาที่เราจะมารู้จัก 4 ศิลปินเอกในนิทรรศการ Italian Renaissance และผลงานของพวกเขากัน &#160; Sandro [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-italian-renaissance/">รู้จัก 4 ศิลปินเอกของอิตาลีก่อนตามไปดูนิทรรศการมัลติมีเดีย Italian Renaissance</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“ดูงานศิลปะนี้ยังไงให้อิน?” เป็นคำถามที่เราถูกถาม ณ งานเปิดตัว Italian Renaissance นิทรรศการมัลติมีเดียที่หยิบภาพวาดของศิลปินเอกชาวอิตาเลียน 4 คนมาทำให้ขยับราวกับมีชีวิต คำถามนั้นชวนให้เราคิดและจุดประกายให้เริ่มเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาด้วยการรวบรวมและกลั่นกรองข้อมูลที่พอจะหาได้ ประกอบกับมุมมองในฐานะศิลปินของเราเองมาเล่าเรื่องเบื้องหลังผลงานชิ้นเอกของศิลปินทั้ง 4 โดยหวังว่าจะช่วยให้ผู้ที่กำลังจะไปดูนิทรรศการนี้ได้อรรถรสมากขึ้น หรือหากใครไปดูมาแล้วก็สามารถอ่านเพื่อต่อยอดประสบการณ์ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันดับแรก ก่อนก้าวเท้าเข้าไปในงาน เราอาจจะต้องปรับทัศนคติกันก่อนว่าหากงานศิลปะคลาสสิกเหล่านี้ให้ความรู้สึกเข้าถึงยากหรือเป็นเรื่องเลอค่าของชนชั้นสูงพาลให้รู้สึกเกร็ง ความรู้สึกเหล่านี้จริงๆ ก็ถูกต้อง (อ้าว) เพราะนอกจากงานศิลปะในยุคเรอเนซองซ์จะมีฟังก์ชั่นเบื้องต้นในการเล่าเรื่องแล้ว ยังมักสร้างไว้เพื่อสำแดงอานุภาพและความร่ำรวยของผู้ว่าจ้าง ซึ่งในเวลานั้น นอกจากศาสนจักรแล้วยังมีตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวยอีกหลายตระกูลที่มีคุณูปการต่องานสร้างสรรค์อีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72018 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72015 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองฟลอเรนซ์ย่อมเป็นสกุลใดไปไม่ได้นอกจากตระกูล Medici ซึ่งมั่งคั่งขึ้นมาจากความสัมพันธ์กับชนชั้นปกครอง อีกทั้งธุรกิจปล่อยกู้และการธนาคาร ซึ่งตามคำสอนของศาสนาที่เคร่งครัดในยุคนั้นถือเป็นเรื่องผิดบาป นักประวัติศาสตร์ไม่น้อยจึงมองการอุปถัมภ์ศิลปินผ่านการบำรุงโบสถ์วิหารอย่างมลังเมลืองของพวกเขาเป็นเสมือนการไถ่บาปและโฆษณาพลังอำนาจด้วยไปในตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอย่างนี้ งานศิลปะในยุคเรอเนซองซ์จึงมีจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพียงเพื่อความงามอย่างเดียว และไม่ได้สร้างมาเพื่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ (หรือห้างสรรพสินค้า) อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน หากเรามองศิลปะชั้นเอกผ่านมุมมองของคนในยุคสมัยนั้น (กระบวนการที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกว่า ‘period eye’) เราจะไม่สามารถแยกงานศิลปะออกจากนัยทางการเมืองได้เลย และจะว่าไปนิยามของ ‘ศิลปิน’ ในช่วงนั้นก็ไม่ใช่ ‘ซุป&#8217;ตาร์’ หรืออัจฉริยะแบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน หากแต่เป็นเพียงผู้รับใช้อำนาจเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพอจะเข้าใจภาพรวมของงานยุคเรอเนซองซ์ ก็ถึงเวลาที่เราจะมารู้จัก 4 ศิลปินเอกในนิทรรศการ Italian Renaissance และผลงานของพวกเขากัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72019 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Sandro Botticelli ผู้ให้กำเนิดภาพ The Birth of Venus</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรียงตามอาวุโสของศิลปินในนิทรรศการ เราขอเริ่มจาก <strong>Sandro Botticelli</strong> (ค.ศ. 1445-1510) ผู้ให้กำเนิดภาพ ‘The Birth of Venus’ หรือ ‘กำเนิดวีนัส’ ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานถึงผู้ว่าจ้าง แต่ด้วยความที่ภาพนี้ถูกเพนต์ลงบนผ้าใบไม่ใช่บนแผ่นไม้เหมือนงานอื่นๆ ของเขา ทั้งยังมีต้นส้มที่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัวเมดีชี (คำเรียกต้นส้ม ‘mala medica’ พ้องกับชื่อตระกูล) จึงสันนิษฐานว่าหนึ่งในสมาชิกตระกูลเมดีชีจ้างให้วาดภาพนี้เพื่อประดับในคฤหาสน์ส่วนตัวสักแห่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในภาพนี้เราจะได้เห็นซีนการกำเนิดของเทพีวีนัส ผู้เป็นอุดมคติของความงามตามความเชื่อของกรีก เธอผุดขึ้นมาจากท้องทะเลตรงกลางภาพ บริสุทธิ์ดั่งเปลือกหอยมุกขาวที่ค่อยๆ ลอยท่ามกลางดอกไม้ที่ปลิดปลิวมาเกยฝั่งด้วยลมเป่าของ Zephyrus เทพแห่งลมตะวันตก ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความใคร่ ด้านขวาของภาพมีหนึ่งในบรรดาเทพีแห่งฤดูกาล Horae ยืนอยู่บนเกาะไซปรัส กำลังรอจะคลุมร่างของนางวีนัสด้วยผ้าลายดอก </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72020 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-14.jpg" alt="" width="675" height="455" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-14-300x202.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-14-600x404.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้ชมกระหายที่จะจ้องไปบนเรือนร่างอันเปล่าเปลือยของวีนัส ซึ่งหากพิจารณาอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่ามีสัดส่วนที่ผิดเพี้ยนจากความจริงไปพอสมควร เช่นว่า ท่อนแขนขาของนางนั้นยาวเกินมนุษย์​ มีไหล่ที่แคบเกินไป แถมท่ายืนยังไม่ถูกต้องตามแรงโน้มถ่วงเท่าไร (ในแคตตาล็อกของนิทรรศการเขียนไว้ว่า ‘อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างแรกๆ ของผู้หญิงที่สวยผ่านโฟโต้ช็อปในยุคนั้น’ และรูปนี้ยังถูกใช้เป็นไอคอนของโปรแกรม Adobe Illustrator อยู่หลายรุ่นด้วย)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่นี้ เราอาจพูดได้ว่างานของบอตติเชลลีมีสไตล์ที่ต่อเนื่องมาจากยุคก่อนหน้า คือยุคกลางที่นิยมการวาดสัดส่วนมนุษย์อย่างไม่สมจริงเพื่อหลีกเลี่ยงบาปของการเลียนแบบสิ่งสร้างของพระเจ้า มากกว่าศิลปินอีก 3 คนในโชว์นี้ ถึงกระนั้นภาพ ‘กำเนิดวีนัส’ ก็ยังแสดงถึงจุดเด่นสำคัญของยุคเรอเนซองซ์คือ การหยิบเรื่องจากยุคกรีก-โรมันกลับมาฟื้นฟูและเล่าใหม่ โดยกระแสนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามครูเสด ที่ทำให้ชาวอิตาลีได้เข้าถึงงานปรัชญาโบราณที่สูญหายไปอีกครั้งจากอาณาจักรไบแซนไทน์ และเมื่อนำมาผสมกับปรัชญาของศาสนาคริสต์ที่เป็นแก่นกลางของสังคม จึงกลายร่างเป็นกระแส ‘เพลโตใหม่’ (neoplatonism) พูดถึงความสวยงามอันเป็นความจริงที่อยู่ในทุกสรรพสิ่ง และในขณะเดียวกันก็มาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นเอกภาพด้วย ผลงานของบอตติเชลลีจึงมีทั้งรูปจากเทพปกรณัมผสมกับภาพพระแม่มารีตามพระคัมภีร์ของคาทอลิก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72021 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Leonardo da Vinci มนุษย์เรอเนซองซ์ตัวพ่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าแนวคิดของบอตติเชลลีย่อมอยู่ในผลงานของอีกศิลปินดังผู้ได้รับสมญาเป็น ‘มนุษย์เรอเนซองซ์ตัวพ่อ’ นั่นคือ <strong>Leonardo da Vinci</strong> (ค.ศ. 1452-1519) ศิษย์ครูเดียวกันกับบอตติเชลลีและอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของตระกูลเมดีชีเช่นเดียวกัน ขนาดที่มีหลักฐานว่าศิลปินทั้งสองคนสนิทกันระดับที่เคยเปิดร้านอาหารชื่อ ‘Tre Rane’ หรือ ‘กบสามตัว’ ด้วยกันเพื่อหาเงินเพิ่มในช่วงที่เบี้ยเลี้ยงต่ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าผลงานจิตรกรรมที่รู้ชัดว่าเป็นของดา วินชี จะมีเพียงไม่ถึง 20 ภาพ (เขาขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งการรับเงินแล้วทำงานไม่เสร็จ) แต่สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างของเขาคือ งานสเกตช์ทั้งหลายที่แสดงให้เห็นถึงความใฝ่รู้รอบด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา รวมไปถึงกลไกของนวัตกรรมต่างๆ ที่ดูมหัศจรรย์พันลึกในสมัยนั้น เช่น เรือบินที่เราจะได้เห็นมันโผบินแบบ 3D ในนิทรรศการ Italian Renaissance ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สเกตช์ของดา วินชี ที่โด่งดังอีกอย่างคือ รูปการศึกษาทางกายภาพที่ละเอียดยิบ ว่ากันว่าศิลปินหนุ่มทุ่มเทขนาดที่เคยไปขุดขโมยศพมาจากหลุมตอนกลางคืนเพื่อนำมาวาดร่างมนุษย์ที่สมจริงที่สุด โดยเขาวาดภาพเกี่ยวกับกายวิภาคทิ้งไว้มากกว่า 1,500 รูป หนึ่งในนั้นคือ ‘The Vitruvian Man’ ภาพชื่อดังที่พยายามจะสร้าง ‘สมมาตรอันสมบูรณ์แบบ’ ของร่างมนุษย์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-72023 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2400-5098-da-vinci.jpg" alt="" width="449" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2400-5098-da-vinci.jpg 799w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2400-5098-da-vinci-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2400-5098-da-vinci-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2400-5098-da-vinci-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2400-5098-da-vinci-600x901.jpg 600w" sizes="(max-width: 449px) 100vw, 449px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เขายังพยายามที่จะประดิษฐ์เทคนิคใหม่ อย่างในภาพ ‘พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย’ ในวิหาร Santa Maria Delle Grazie เขาพยายามจะวาดบนกำแพงแห้งแทนที่จะเป็นปูนเปียก ถึงแม้ว่าจะเป็นการทดลองที่ล้มเหลวเพราะรูปดังกล่าวเริ่มจางหายอย่างรวดเร็วและทำให้ต้องซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า งานชิ้นนี้–เช่นเดียวกับชิ้นอื่นๆ ของดา วินชี ยังคงงดงามด้วยเทคนิคเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคเรอเนซองซ์ เช่น การใช้เส้นนำสายตาอย่างชาญฉลาดและการเล่นกับพื้นที่ การเบลอเส้นขอบ (เทคนิค sfumato) เพื่อความสมจริง และการจัดวางท่วงท่าและสีหน้าของตัวแบบในภาพที่แสดงอารมณ์ความเป็นมนุษย์อย่างยิ่งยวด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถ้าใครอยากรู้ชัดๆ ว่าอารมณ์ความเป็นมนุษย์ที่ว่านี้เป็นอย่างไร อยากให้มาลองประสานสายตา ล้วงลึกเข้าไปในภาพ ‘Mona Lisa’ ซึ่งถูกซูมให้ขนาดใหญ่กว่าของจริงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์หลายสิบเท่าในนิทรรศการนี้ดู</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72024 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-31.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-31.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-31-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Michelangelo ประติมากรหัตถ์พระเจ้า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เรามักลืมไปเมื่อดูงานศิลปะคลาสสิกคือ ความยากเย็นแสนเข็ญในการสร้างงานหนึ่งชิ้นโดยปราศจากไฟฟ้าและเครื่องจักรของยุคปัจจุบัน เช่น รูปปั้นเดวิดชื่อดังที่ต้องเริ่มด้วยการไปกะเทาะหินอ่อนก้อนมหึมาสูงกว่า 5 เมตร หนักกว่า 6 ตัน จากภูเขาในเมืองคาร์ราราของอิตาลี แล้วขนส่งลงเรือต่อด้วยรถลากเทียมลาไป (ยัด) ไว้ในเวิร์กช็อป ณ เมืองฟลอเรนซ์ จากนั้นจึงค่อยๆ สกัดขัดแต่งอย่างประณีต หากพลาดนิดเดียวคือความพินาศ เพราะหินจะเสียทรงและต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยากในการสกัดหินนั่นเองเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ <strong>Michelangelo Buonarroti</strong> (ค.ศ. 1475-1564) ผู้มารับงานนี้ต่อจากช่าง 2 คนที่ทิ้งไปก่อนหน้าจำต้องสร้างรูปปั้น ‘David’ หรือ ‘เดวิดผู้ฆ่ายักษ์’ ในท่ายืน เพราะช่างที่ทิ้งไว้สกัดหินจนพังไปหลายส่วน สายตาจดจ้องไปข้างหน้า มือกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน พร้อมรบในศึกที่กำลังจะมาถึง ต่างไปอย่างยิ่งจากลักษณะรูปเดวิดตามขนบที่มักจะเป็นเด็กน้อยถือหัวของยักษ์ที่ตนฆ่าแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72025 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความอุตสาหะนี้ถูกถ่ายทอดในนิทรรศการ Italian Renaissance ผ่านภาพเคลื่อนไหวหินอ่อนสีขาว-ดำค่อยๆ แตกกระจายออกเป็นประติมากรรมชิ้นเอกทั้งหลาย ทั้งยังมีการค่อยๆ เลื่อนซูมอวัยวะสุดสมจริงทีละสัดส่วน ให้เราได้พินิจพิเคราะห์ถึงอัจฉริยภาพของศิลปินผู้สร้างรูปปั้นเดวิดชิ้นเอกนี้ได้เสร็จตอนอายุเพียง 29 ปี และใช้เวลาเพียง 2 ปีสร้างรูปปั้น ‘The Pietà’ เสร็จสมบูรณ์ตอนอายุเพียง 25 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประติมากรรมชิ้นเอกทั้งสองแสดงให้เห็นถึงกายวิภาคอันแม่นยำจนน่ากลัว (เขาเป็นศิลปินอีกคนที่ศึกษากายวิภาคจากศพ) โดยเฉพาะเรือนร่างของผู้ชายซึ่งถือเป็นความสวยงามในอุดมคติแบบกรีกโบราณด้วย แม้มิเกลันเจโลจะมองตัวเองเป็นประติมากรมากกว่าจิตรกร และชิงชังงานวาด ถึงอย่างนั้นในงานวาดเพดานวิหาร Sistine เราก็ยังเห็นการจัดท่วงท่ามนุษย์อันมหัศจรรย์พันลึก อย่างในฉากเด่น ‘The Creation of Adam’ หรือ ‘กำเนิดอาดัม’ เราได้เห็นพระเจ้าในร่างชายชราบิดเอื้อมตัวท่ามกลางการยึดโยงของร่างเทวดาน้อยทั้งหลาย บรรจงเอื้อมพระหัตถ์มาสู่บุรุษคนแรกหรืออาดัม ผู้กำลังเกร็งมัดกล้ามอยู่อย่างสง่างาม เกิดเป็นสมดุลจากความซับซ้อนขององค์ประกอบทางร่างกายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความล้ำเลิศของเขาสร้างความทะนงให้มิเกลันเจโล ถึงขนาดที่เคยเปรียบเปรยมือของศิลปินที่สร้างสรรค์และให้กำเนิดผลงานศิลปะว่าไม่ต่างจากพระหัตถ์ของพระเจ้าซึ่งมอบชีวิตให้อาดัม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72026 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72027 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-17-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Raphael เจ้าชายจิตรกร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหลงตัวเองไม่เป็นที่สบอารมณ์ของคนรอบข้างเสียเท่าไร ทั้งบอตติเชลลีและดา วินชี รวมไปถึง ‘เจ้าชายจิตรกร’ หรือ <strong>Raphael</strong> (ค.ศ. 1483-1520) ผู้ถูกมองว่าเป็นเด็กดาวรุ่งไฟแรงคู่แข่งคนสำคัญของมิเกลันเจโล ถึงอย่างนั้น ราฟาเอลก็มีนิสัยและพื้นเพแตกต่างจากศิลปินเจ้าอารมณ์อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเขาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะ ขณะที่มิเกลันเจโลมีวัยเด็กที่ค่อนข้างยากจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่รู้จักราฟาเอลคงรู้กันดีว่าเขาเป็นคนอ่อนหวาน รักสนุก และขี้เล่น ซึ่งลักษณะเหล่านี้ปรากฏในงานจิตรกรรมของเขาด้วย อย่างในภาพ ‘The Sistine Madonna’ หรือ ‘พระแม่มารีซิสทีน’ เขาก็วาดภาพเทวดาน้อยเท้าคางอย่างน่าเอ็นดู หรือในงานชิ้นเอกอย่าง ‘The School of Athens’ ที่เขาวาดไว้ในห้องรับรองขององค์สันตะปาปาจูเลียสที่ 2 เขายังแอบเลือกใช้โทนสีที่ล้อกับงานของมิเกลันเจโล และใส่รูปชายแก่หน้าตาบึ้งตึงคล้ายกับมิเกลันเจโลยืนเย้ยหยันอยู่ตรงด้านขวาของภาพด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าเสียดายที่ราฟาเอลจากไปในวันเกิดปีที่ 37 ขณะที่กำลังวาดภาพสุดท้ายของเขา นั่นคือ ‘The Transfiguration’ หรือ ‘การแปลงร่างของพระคริสต์’ ซึ่งเป็นภาพสุดท้ายที่จะฉายขึ้นจอในชุดภาพของเขาในนิทรรศการนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72028 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-26.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72029 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-22-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-22-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-22-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-22-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่ง มีคนเคยท้วงว่าบริบททางประวัติศาสตร์นั้นสำคัญต่อการดูงานหรือไม่ หรือท้วงว่าจริงๆ แล้วศิลปินอาจแค่ต้องการให้คนดูตีความด้วยตัวเองหรือเปล่า ส่วนตัวเราคิดว่าจริงอยู่ที่เป็นสิทธิของเราที่จะเชื่อมโยงภาพที่เห็นไม่ว่าจะจากยุคไหน ให้เกี่ยวโยงกับประสบการณ์และชุดความเข้าใจของเราในยุคนี้ ดังนั้นการลองสังเกตปฏิกิริยาที่ภาพทำงานกับเราโดยปราศจากการปูพื้นใดใดก็อาจนำไปสู่การ ‘เข้าถึง’ ที่มีความหมายเฉพาะคนได้ไม่ยาก เช่น แค่ได้มองดอกไม้ในรูปก็รู้สึกสดชื่น สบายใจ หรือได้เซลฟีกับภาพศิลปะยุโรป ก็เติมเต็มความต้องการทางสุนทรียะและรสนิยมของเราแล้ว โดยไม่ต้องไปศึกษาข้อมูลมากมายให้เสียเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยงานศิลปะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองในสภาวะสุญญากาศ แต่ล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยคนคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในสังคมหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้เขียนจึงเชื่อว่า หากเราได้รู้ที่มาที่ไปในเบื้องต้นอาจจะช่วยสะท้อนความรู้สึกหรือเชื่อมโยงประเด็นในผลงานศิลปะเข้ากับบริบทร่วมสมัยของเราได้ง่ายและลึกขึ้น เช่น เราอาจจะรู้สึกกับสตรีในภาพของบอตติเชลลีต่างไป หากได้รู้ว่าเขาวาดพวกหล่อนทุกคนตาม Simonetta หญิงสาวที่เขาหลงรักข้างเดียวตลอดชีวิต หรือหากรู้เพียงสักนิดว่าไมเคิลแองเจโลและดา วินชี เคยโดนฟ้องข้อหารักร่วมเพศ ก็อาจทำให้เรามองความสัมพันธ์ของตัวละครชายในภาพของพวกเขาในมุมใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้าย มันจึงอาจจะขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่จะตั้งโจทย์และเปิดใจว่าเราอยากจะได้อะไรจากงานศิลปะที่อยู่ตรงหน้าของเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72030 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-30.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/italian-renaissance-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p>นิทรรศการ Italian Renaissance จัดขึ้นที่ <a href="https://www.facebook.com/RiverCityBangkok/" target="_blank" rel="noopener">River City Bangkok</a> ระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม &#8211; 8 พฤศจิกายน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ <a href="https://www.facebook.com/events/320063245553847/?event_time_id=320063355553836" target="_blank" rel="noopener">ที่นี่</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>จอห์นสัน, เจอรัลดีน เอ. (แปลโดย จณัญญา เตรียมอนุรักษ์) <strong>ศิลปะเรอเนซองส์ ความรู้ฉบับพกพา.</strong> กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์, 2557.<br />
Burke, Jill. <strong>The Italian Renaissance Nude.</strong> New Haven, London: Yale University Press, 2013.<br />
Italian Renaissance Exhibition Catalogue, River City Bangkok, 2019.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-italian-renaissance/">รู้จัก 4 ศิลปินเอกของอิตาลีก่อนตามไปดูนิทรรศการมัลติมีเดีย Italian Renaissance</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูนิทรรศการ &#8216;สักสี สักศรี&#8217; ร่องรอยของวัฒนธรรมบนเรือนร่าง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tattoo-exhibition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Aug 2019 08:50:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มชาติพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[มิวเซียมสยาม]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สักสี สักศรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=67766</guid>

					<description><![CDATA[<p>คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าประเพณีการสักเป็นเสมือนอีกหนึ่งบันทึกของวัฒนธรรมทางมานุษยวิทยาที่น่าสนใจ จากหนึ่งในหลักฐานแรกๆบนเรือนร่างของมัมมี่บนเทือกเขาแอลป์เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว จวบจนปัจจุบัน วิธีการ ความหมาย ความเชื่อ ไปจนถึงทัศนคติต่อรอยสักในสังคมมนุษย์ ได้ถูกส่งต่อและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและบริบทของสถานที่มาตลอด โดยเฉพาะในแถบเอเชียบ้านเรา ดังนั้นพอเราได้ข่าวเกี่ยวกับนิทรรศการใหม่แกะกล่องชื่อว่า &#8216;สักสี สักศรี: ก่อนรอยแห่งเกียรติจะลบเลือน&#8217; จัดโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไต้หวัน และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป เราจึงตัดสินใจแวะไปเยี่ยมชมเผื่อว่าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับที่มา (และอนาคต) ของศาสตร์นี้บ้างไม่มากก็น้อย และงานนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ตั้งแต่ก้าวแรกในนิทรรศการเราได้ถูกล้อมไปด้วยบรรยากาศต้องมนตร์ ทั้งตัวอักษรและสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนถูกห้อยระโยงด้วยสายสิญจน์สีขาว พาดไปมาบนเพดาน อีกทั้งหุ่นขนาดเท่าตัวคนและงานศิลปะอื่นๆ ถูกนำมาจัดแสดงเพื่อร้อยเรียง บอกเล่า มรดกทางวัฒนธรรมในการสักของกลุ่มชาติพันธ์ชาวไท่หย่า (Atayal), ชาวไผวัน (Paiwan) จากไต้หวัน และชาวล้านนาไทย ที่แม้จะอยู่คนละพื้นถิ่นแต่รอยสักของพวกเขากลับเล่าเรื่องราวที่มีประเด็นคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มจากโซนสีแดงที่พูดถึงฝั่งไต้หวันกันก่อน โซนนี้จะเปิดเรื่องอย่างชัดเจนว่า การสักในทั้ง 2 กลุ่มชาติพันธุ์ที่เลือกมานำเสนอนั้นมีความหมายเดียวกันคือ การสื่อถึง &#8216;ความภูมิใจและเกียรติยศ&#8217; โดยชาวไท่หย่าซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของไต้หวันจะมีเอกลักษณ์ด้วยการสักหน้าเพื่อเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสามารถ ก่อนที่จะได้รับการสักหน้านั้น เพศชายจะต้องได้รับการยอมรับว่ามีความกล้าหาญ และเพศหญิงจะต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ถักทอและทำการเกษตรเก่งเสียก่อน ตามตำนานไท่หย่าเชื่อว่าผู้ที่มีรอยสักบนใบหน้าเท่านั้นที่จะข้ามสะพานแห่งสายรุ้งเพื่อไปพบบรรพบุรุษหลังความตายได้ ส่วนชาวไผวันซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของไต้หวันจะสักบริเวณลำตัวของเพศชายและมือของเพศหญิง เพื่อเป็นเครื่องแสดงออกถึงสถานะทางสังคมและความรับผิดชอบ โดยผู้ที่จะสามารถสักได้นั้นจะต้องเป็นชนชั้นสูงของเผ่าเท่านั้น ขนบธรรมเนียมกลุ่มผนวกกับคติความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้การสักไม่ใช่เพื่อสุนทรียะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ต้องได้รับอนุญาตหรือการยอมรับในกลุ่มก่อนจะสักลาย นอกจากภาพถ่ายโบราณแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tattoo-exhibition/">ตามไปดูนิทรรศการ &#8216;สักสี สักศรี&#8217; ร่องรอยของวัฒนธรรมบนเรือนร่าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าประเพณีการสักเป็นเสมือนอีกหนึ่งบันทึกของวัฒนธรรมทางมานุษยวิทยาที่น่าสนใจ จากหนึ่งในหลักฐานแรกๆบนเรือนร่างของมัมมี่บนเทือกเขาแอลป์เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว จวบจนปัจจุบัน วิธีการ ความหมาย ความเชื่อ ไปจนถึงทัศนคติต่อรอยสักในสังคมมนุษย์ ได้ถูกส่งต่อและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและบริบทของสถานที่มาตลอด โดยเฉพาะในแถบเอเชียบ้านเรา ดังนั้นพอเราได้ข่าวเกี่ยวกับนิทรรศการใหม่แกะกล่องชื่อว่า &#8216;สักสี สักศรี: ก่อนรอยแห่งเกียรติจะลบเลือน&#8217; จัดโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไต้หวัน และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป</p>
<p>เราจึงตัดสินใจแวะไปเยี่ยมชมเผื่อว่าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับที่มา (และอนาคต) ของศาสตร์นี้บ้างไม่มากก็น้อย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68149" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68148" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>และงานนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ตั้งแต่ก้าวแรกในนิทรรศการเราได้ถูกล้อมไปด้วยบรรยากาศต้องมนตร์ ทั้งตัวอักษรและสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนถูกห้อยระโยงด้วยสายสิญจน์สีขาว พาดไปมาบนเพดาน อีกทั้งหุ่นขนาดเท่าตัวคนและงานศิลปะอื่นๆ ถูกนำมาจัดแสดงเพื่อร้อยเรียง บอกเล่า มรดกทางวัฒนธรรมในการสักของกลุ่มชาติพันธ์ชาวไท่หย่า (Atayal), ชาวไผวัน (Paiwan) จากไต้หวัน และชาวล้านนาไทย ที่แม้จะอยู่คนละพื้นถิ่นแต่รอยสักของพวกเขากลับเล่าเรื่องราวที่มีประเด็นคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68143" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เริ่มจากโซนสีแดงที่พูดถึงฝั่งไต้หวันกันก่อน โซนนี้จะเปิดเรื่องอย่างชัดเจนว่า การสักในทั้ง 2 กลุ่มชาติพันธุ์ที่เลือกมานำเสนอนั้นมีความหมายเดียวกันคือ การสื่อถึง &#8216;ความภูมิใจและเกียรติยศ&#8217; โดยชาวไท่หย่าซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของไต้หวันจะมีเอกลักษณ์ด้วยการสักหน้าเพื่อเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสามารถ ก่อนที่จะได้รับการสักหน้านั้น เพศชายจะต้องได้รับการยอมรับว่ามีความกล้าหาญ และเพศหญิงจะต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ถักทอและทำการเกษตรเก่งเสียก่อน ตามตำนานไท่หย่าเชื่อว่าผู้ที่มีรอยสักบนใบหน้าเท่านั้นที่จะข้ามสะพานแห่งสายรุ้งเพื่อไปพบบรรพบุรุษหลังความตายได้ ส่วนชาวไผวันซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของไต้หวันจะสักบริเวณลำตัวของเพศชายและมือของเพศหญิง เพื่อเป็นเครื่องแสดงออกถึงสถานะทางสังคมและความรับผิดชอบ โดยผู้ที่จะสามารถสักได้นั้นจะต้องเป็นชนชั้นสูงของเผ่าเท่านั้น</p>
<p>ขนบธรรมเนียมกลุ่มผนวกกับคติความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้การสักไม่ใช่เพื่อสุนทรียะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ต้องได้รับอนุญาตหรือการยอมรับในกลุ่มก่อนจะสักลาย</p>
<p>นอกจากภาพถ่ายโบราณแล้ว เราจะสังเกตเห็นว่าภัณฑารักษ์ของไต้หวันเลือกที่จะใช้ศิลปะร่วมสมัยในการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างมีนัย ทั้งเซตภาพวาดรอยสักบนใบหน้าผู้คน โดยอันลี่ เก่ยนู่ ที่ยืมมาจัดแสดงจาก National Taiwan Museum of Fine Arts, รูปวาดรอยสักที่ถูกลดทอนเป็นลายเส้นมินิมอล โดยซ่งไห่หัว, ประติมากรรมไม้แกะสลัก โดยสตูดิโอ อิคินุ, ผ้าทอรูปใบหน้าหญิงชาวเผ่าโดยโหยวหม่า ต๋าลู่, หรือแม้กระทั้งตัวแอนิเมชั่นที่เล่าเรื่องความเชื่อก็ถูกวาดออกมาเป็นกราฟิกสวยงาม เข้าใจง่าย สื่อถึงเรื่องราวการฟื้นฟูประเพณีดั้งเดิมในศตวรรษที่ 21 ได้ดีทีเดียว</p>
<p>ส่วนฝั่งของบ้านเราก็ไม่น้อยหน้า ในโซนสีดำของประเทศไทยนั้นเล่าย้อนไปถึงอดีตที่การสักมีเหตุมีผลมากกว่าเพียงเพื่อความสวยงามเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งสักยันต์, เมตตามหานิยม, สักเลก (หายไปจากสังคมไทยเมื่อมีการตรากฎหมายขึ้นมาทดแทน), หรือแม้กระทั้งรัฐ ส่วนกลางก็เคยจำแนกชาติพันธุ์ตามลักษณะการสัก สมัยก่อนคนสยามเรียกคนที่อยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสานรวมกันว่า &#8216;ลาว&#8217; โดย หากเป็นคนที่อยู่แถบอาณาจักรล้านช้างเดิมและภาคอีสานของไทยจะเรียกว่า ‘ลาวพุงขาว’ เพราะนิยมสักตั้งแต่โคนขาลงไป ไม่สักที่หน้าท้องหรือเอว ส่วนคนล้านนาหรือคนเมืองสักตั้งแต่ช่วงหน้าท้องยาวไปถึงขา จึงเรียกว่า ‘ลาวพุงดำ’ ซึ่งในนิทรรศการนี้จะมุ่งเน้นเรื่องราววัฒนธรรม &#8216;สักขาลาย&#8217; ของชาวล้านนานี่เอง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68147" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68142" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เราจะได้เห็นลักษณะการสักที่ต่างกัน แสดงถึงความกล้าหาญ ความเป็นลูกผู้ชาย และความอดทนต่อความเจ็บปวด ผ่านลวดลายสัตว์หิมพานต์ตามคติความเชื่อจากศาสนาพุทธและฮินดู เช่น หนู นกกระจาบ แร้ง สิงโต ค้างคาว ชะมด ราชสีห์ นกกาบบัว เสือ ช้าง ลิง และหนุมาน นอกจากนี้ยังมีลวดลายที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน เช่น ลายเมฆ ตัวมอมหรือสิงโต อย่างไรก็ตาม การสักขาลายถือเป็นการสักตามจารีตประเพณีและขนบธรรมเนียมกลุ่ม ไม่มีการใช้มนตร์คาถาประกอบพิธีกรรมการสัก แต่จะใช้เป็น ‘การตั้งขันครู’ เพื่อบูชาครูที่ทำการสักลายให้ และเมื่อสักเสร็จครูสักจะผูกด้ายขาวที่ข้อมือเป็นอันจบพิธีกรรม</p>
<p>ถือเป็นโชคดีของเราที่ในวันเปิดตัวงานนี้ เราได้พบกับบุคคลสำคัญในวงการการสักล้านนาถึง 2 คน หนึ่งคือพระอาจารย์ศุภชัย ชยสุโภ จากวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่  และศราวุธ แววงาม หรือ &#8216;ช่างอ๊อด&#8217; โดยทั้งคู่เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า สำหรับชาวล้านนาแล้วการสักขาลายเคยเป็นประเพณีที่เฟื่องฟูมาก ชายหนุ่มทุกคนจะต้องสัก เริ่มตั้งแต่อายุ 13-17 ปี ใช้เวลาประมาณ 1 วัน (6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น) ต่อหนึ่งขา บางชุมชนก็สูบฝิ่นขณะถูกสักเพื่อลดทอนความเจ็บปวด เป็นเสมือนพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นชายอันสมบูรณ์ ขนาดที่ว่าหากไม่ได้สักก็มักจะโดนผู้ชายในกลุ่มล้อ โดนไล่ไปอาบน้ำที่อื่น หรือขอเมียแต่งงานไม่ได้ “แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปแล้ว” ช่างอ๊อดเล่า “คนนิยมประยุกต์ ลดทอนรอยสักดั้งเดิมเพื่อความสวยงามมากกว่า” พระอาจารย์ศุภชัยเสริมอีกด้วยว่า นอกจากลายแล้ว ตัวหมึกเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะสมัยก่อนหมึกสักจะนิยมใช้เขม่าไฟ (หมิ่น) ผสมกับดีหมี ดีงู หรือดีวัว ซึ่งจะช่วยให้หมึกเข้มชัดและซึมเข้าผิวได้ดี แต่เดี๋ยวนี้ดีสัตว์หายากและราคาแพงจึงเปลี่ยนมาเป็นหมึกจีน หมึกเคมี แทนเสียมาก</p>
<p>ในห้องที่ 2 เราจะข้ามพ้นที่มาหรือประวัติศาสตร์เข้าสู่การสืบสานตำนานที่ค่อยๆ จางหายไปในโลกใหม่ ผ่านภาพยนตร์ 3 เรื่องคือ หนึ่ง &#8216;ความทรงจำสีรุ้ง&#8217; สารคดีโดยฝูไน่ หว่าต้น ผู้บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับขั้นตอนการสักบนใบหน้าของผู้เฒ่าชาวไท่หย่า สอง &#8216;รอยสักแห่งศักดิ์ศรี : ความทรงจำแห่งรอยสักบนมือของชาวไผวันในไหลอี้&#8217; รวบรวมโดยอันลู่ซัน ปาหลี่ฝู่เล่อ และสาม &#8216;ภาพแห่งความฝัน : เรื่องราวแห่งศิลปินช่างสักซ่งไห่หัว&#8217; เป็นเรื่องเล่าของช่างสักยุคใหม่ที่กลับไปเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง นอกจากนี้ถ้าใครมาเยี่ยมชมในบางวันพิเศษก็จะได้ชมการสาธิตการสักแบบโบราณในห้องนี้ด้วยเช่นกัน (ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อนและกลัวเลือด)</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68145" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-68144" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ส่วนใครใจไม่ถึง (แบบเรา) ก็ขอเชิญเดินต่อไปห้องสุดท้ายที่มีกิจกรรมใบงานและเกมประกอบนิทรรศการให้เล่น โดยกิจกรรมโปรดของเราเป็นการเล่มปั๊มรอยสักชั่วคราวลงบนมือ แถมมีคู่มืออธิบายความเป็นมาของแต่ละลายให้เข้าใจมากขึ้นด้วย อย่างบนมือเรานี้เป็น &#8216;ลายงู&#8217; สื่อถึงความเชื่อของชาวไผวันที่ว่างูเป็นบรรพบุรุษของพวกเขา ผสมกับ &#8216;ลายเลข 8&#8217; หรือลายสากที่ข้อนิ้ว ตั้งชื่อตามครกและสากที่ใช้ในการบดข้าวฟ่าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-68150" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/สักสี-สักศรี-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>สรุปว่าแม้จะเป็นนิทรรศการเล็กๆ แค่ 3 ห้อง แต่สำหรับคนที่โปรดปรานรอยสักทั้งในฐานะลวดลายที่มีความสวยงามและร่องรอยของวัฒนธรรม บอกเลยว่าห้ามพลาด เพราะเราเชื่อว่าคุณจะต้องกลับบ้านไปแล้วรู้สึกอิ่มเอมมากๆ แน่นอน</p>
<hr />
<p><em>อ้อ! นิทรรศการนี้จัดอยู่ที่มิวเซียมสยามถึงวันที่ 27 ตุลาคมนี้เท่านั้นนะ ใครอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถไปดูได้ในเพจ </em><a class="_64-f" href="https://www.facebook.com/museumsiamfan/">Museum Siam</a><em>เลยจ้า</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tattoo-exhibition/">ตามไปดูนิทรรศการ &#8216;สักสี สักศรี&#8217; ร่องรอยของวัฒนธรรมบนเรือนร่าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
