<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>erdy, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/erdy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 Oct 2021 05:07:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Ugly Cry อย่าอายที่จะร้องไห้เหมียนหมา เพราะมันคือขั้นตอนธรรมดาที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ugly-cry/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Oct 2021 09:59:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[Sy Chonato]]></category>
		<category><![CDATA[ugly cry]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=147720</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?” Ugly Cry คำถามนี้โผล่ขึ้นมาในบทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับกลุ่มเพื่อนผ่านวิดีโอคอล เพื่อนคนนี้เองเคยส่งรูปตัวเองตอนร้องไห้หนักมากในช่วงเวลาที่อกหักมาให้ดู เก็บเป็นหลักฐานและความทรงจำถึงหนึ่งในช่วงเวลาเปราะบางของชีวิต ก่อนจะเจอเหตุการณ์นี้ ผู้เขียนเองก็ไม่เคยนึกว่าการร้องไห้นั้นมีกี่แบบและโลกของเราบัญญัติการร้องไห้ไว้กี่ประเภท กระทั่งได้มาเจอคำคำหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะปีนี้อาจไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับใครหลายคน ด้วยสถานการณ์และบรรยากาศที่ชวนหม่นหมอง ผู้เขียนเลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะเขียนถึงคำที่เกี่ยวข้องกับการร้องไห้ ซึ่งในภาษาอังกฤษ มีคำเฉพาะสำหรับอาการร้องไห้ขั้นรุนแรงจนใบหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้ นั่นคือคำว่า ugly cry Ugly Cry เมื่อเราร้องไห้อย่างรุนแรงจนหมดสภาพ ugly cry เป็นคำนามและคำกริยาแปลว่า &#8216;การร้องไห้อย่างรุนแรงจนใบหน้าดูน่าเกลียด คือการปล่อยโฮร้องไห้จนหน้าบิดเบี้ยว ปากของผู้ร้องไห้จะเปิดกว้าง จมูกแดง ขอบตาบวมช้ำจนแทบจะไม่เห็นดวงตา&#8217; เมื่อได้ยินคำว่า ugly cry แวบแรกผู้เขียนนึกถึงวิดีโอ ‘Leave Britney Alone’ ในปี 2007 ที่เคยเป็นไวรัลดัง วิดีโอนี้เป็นของ Chris Crocker แฟนคลับ Britney Spears ที่อัดวิดีโอพูดคร่ำครวญ ร้องไห้วิงวอนขอให้สื่อมวลชนและคนในสังคมเลิกล้อเลียนบริตนีย์และหยุดแสวงประโยชน์จากชีวิตส่วนตัวของนักร้องสาว เพราะตอนนั้นเธอกำลังผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ทั้งเรื่องหย่าร้าง ปัญหายาเสพติด ปัญหาทางอารมณ์ และปัญหาชีวิตส่วนตัวอื่นๆ ขอความเห็นใจและขอเป็นส่วนตัวให้กับเธอด้วย&#160; ในปี 2007 ภาพผู้ชาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ugly-cry/">Ugly Cry อย่าอายที่จะร้องไห้เหมียนหมา เพราะมันคือขั้นตอนธรรมดาที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”<span style="display:none;"> Ugly Cry </span></p>



<p>คำถามนี้โผล่ขึ้นมาในบทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับกลุ่มเพื่อนผ่านวิดีโอคอล เพื่อนคนนี้เองเคยส่งรูปตัวเองตอนร้องไห้หนักมากในช่วงเวลาที่อกหักมาให้ดู เก็บเป็นหลักฐานและความทรงจำถึงหนึ่งในช่วงเวลาเปราะบางของชีวิต ก่อนจะเจอเหตุการณ์นี้ ผู้เขียนเองก็ไม่เคยนึกว่าการร้องไห้นั้นมีกี่แบบและโลกของเราบัญญัติการร้องไห้ไว้กี่ประเภท กระทั่งได้มาเจอ<a href="https://adaymagazine.com/category/life/culture/in-other-words/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำ</a>คำหนึ่งที่น่าสนใจ</p>



<p>เพราะปีนี้อาจไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับใครหลายคน ด้วยสถานการณ์และบรรยากาศที่ชวนหม่นหมอง ผู้เขียนเลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะเขียนถึงคำที่เกี่ยวข้องกับการร้องไห้ ซึ่งในภาษาอังกฤษ มีคำเฉพาะสำหรับอาการร้องไห้ขั้นรุนแรงจนใบหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้ นั่นคือคำว่า ugly cry</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Ugly Cry เมื่อเราร้องไห้อย่างรุนแรงจนหมดสภาพ</strong></h3>



<p>ugly cry เป็นคำนามและคำกริยาแปลว่า &#8216;การร้องไห้อย่างรุนแรงจนใบหน้าดูน่าเกลียด คือการปล่อยโฮร้องไห้จนหน้าบิดเบี้ยว ปากของผู้ร้องไห้จะเปิดกว้าง จมูกแดง ขอบตาบวมช้ำจนแทบจะไม่เห็นดวงตา&#8217;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Leave Britney Alone (Complete)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/WqSTXuJeTks?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>เมื่อได้ยินคำว่า ugly cry แวบแรกผู้เขียนนึกถึงวิดีโอ <strong>‘</strong>Leave Britney Alone<strong>’</strong> ในปี 2007 ที่เคยเป็นไวรัลดัง วิดีโอนี้เป็นของ Chris Crocker แฟนคลับ Britney Spears ที่อัดวิดีโอพูดคร่ำครวญ ร้องไห้วิงวอนขอให้สื่อมวลชนและคนในสังคมเลิกล้อเลียนบริตนีย์และหยุดแสวงประโยชน์จากชีวิตส่วนตัวของนักร้องสาว เพราะตอนนั้นเธอกำลังผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ทั้งเรื่องหย่าร้าง ปัญหายาเสพติด ปัญหาทางอารมณ์ และปัญหาชีวิตส่วนตัวอื่นๆ ขอความเห็นใจและขอเป็นส่วนตัวให้กับเธอด้วย&nbsp;</p>



<p>ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>



<p>กลับมาที่ ugly cry พจนานุกรมภาษาอังกฤษ Merriam-Webster ติดตามการใช้งานคำศัพท์ในยุคต่างๆ และพบเรื่องน่าสนใจว่าจริงๆ การใช้คำนี้ในป๊อปคัลเจอร์นั้นเริ่มตั้งแต่ช่วงปี 1970s โดยปรากฏในวรรณกรรมที่ช่วยขยายการร้องไห้ที่รุนแรงดูน่าเกลียดกว่าการร้องไห้ธรรมดา หลังจากนั้นคำนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปี 2000 เป็นต้นมา&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าในภาษาอังกฤษจะมีคำอื่นๆ ที่แสดงถึงการร้องไห้เช่น weep (ร่ำไห้), wail (คร่ำครวญ), snivel (ร้องไห้ปนสูดน้ำมูก), blubber&nbsp;(สะอึกสะอื้น) แต่ไม่มีคำไหนที่จะเน้นย้ำความน่าเกลียดน่าอายของใบหน้าที่กำลังร้องไห้ได้ดีเท่า ugly cry</p>



<p>คำว่า<strong> </strong>ugly cry face<strong> </strong>โผล่ขึ้นมาครั้งแรกในนิตยสาร<em> Glamour</em> ปี 1991 และรายการทีวีโชว์ The Kardashians ก็มีส่วนทำให้คำนี้กลายเป็นคำฮิต โดย Kim Kardashian นั้นได้รับฉายาว่าเป็นสาวงามที่หน้าตาน่าเกลียดเวลาร้องไห้หรือเป็น&nbsp;ugly crier&nbsp;คือร้องไห้อย่างไม่ห่วงสวย ต่างจากกุลสตรีตามแบบแผนที่น้ำตาไหลเบาๆ อย่างพองาม</p>



<p>ในช่วงต้นปี 2000 Oprah Winfrey ยิ่งทำให้คำนี้เริ่มฮิตแพร่หลายอย่างก้าวกระโดด เธอกล่าวในเทปหนึ่งว่า “During that whole tape session, I could see you doing what I&#8217;ve often tried to do on TV. You&#8217;re fighting the ugly cry, when your lips start to go.&#8221;<em> </em>หลังจากนั้นโอปราห์ก็เอ่ยถึงอาการร้องไห้น่าเกลียดนี้อีก เธอเองเป็นราชินีแห่งรายการดราม่าเรียกน้ำตาที่ร้องไห้บ่อยครั้งในรายการตัวเอง</p>



<p>เมื่อไปสำรวจ Google Ngram Viewer<strong> </strong>ระบบ<a href="https://books.google.com/ngrams">นับจำนวน</a>การใช้งานคำใดคำหนึ่งที่กูเกิลเก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2005-2019 ก็พบว่าคำว่า ugly cry ก็มีแนวโน้มการใช้งานพุ่งทะยานสูงหลังปี 2000 เป็นต้นมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1633336422387-1024x536.jpeg" alt="Ugly Cry" class="wp-image-147732" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1633336422387-1024x536.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1633336422387-300x157.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1633336422387-768x402.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1633336422387-600x314.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1633336422387.jpeg 1087w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คนเราร้องไห้ยังไงและทำไม</strong></h3>



<p>การร้องไห้คือกลไกธรรมชาติของการแสดงออกทางอารมณ์ ในทางกายภาพ น้ำตาซึ่งเป็นของเหลวที่ประกอบด้วยน้ำ โปรตีน&nbsp;เมือก และไขมันจะถูกปล่อยออกมาจากต่อมน้ำตา แต่สิ่งที่บางคนอาจไม่รู้คือการร้องไห้นั้นไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์เสมอไป&nbsp;ในทางวิทยาศาสตร์คนเราหลั่งน้ำตาได้ 3 ประเภทแตกต่างกัน ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list"><li>Basal Tears<strong> </strong>คือน้ำตาที่ต่อมน้ำตาหลั่งออกมาเรื่อยๆ เพื่อกันดวงตาของเราแห้ง ป้องกันดวงตาจะเศษผงและฝุ่น โดยร่างกายผลิตน้ำตาประเภทนี้ประมาณวันละ 5-10 ออนซ์ </li><li>Reflex Tears น้ำตาที่หลั่งออกมาเพื่อป้องกันดวงตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาหรือเมื่อมีอาการระคายเคืองจากสิ่งอื่น เช่น หัวหอม ควัน ฯลฯ</li><li>Emotional Tears น้ำตาจากอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเกิดความเศร้าหรือปลื้มปิติ ระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายเราจะจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการร้องไห้ออกมา</li></ol>



<p>เมื่อเราเปรียบเทียบส่วนผสมของน้ำตาจากความความระคายเคืองกับน้ำตาจากอารมณ์ความรู้สึก กลับพบว่าทั้งสองมีสารประกอบในของเหลวที่ต่างกัน น้ำตาอันเกิดจากอารมณ์นั้นมีสารที่ช่วยลดความเจ็บปวด ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น น้ำตาจึงเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่ช่วยการปลดเปลื้องความเครียดและบรรเทาความเจ็บปวด เมื่อเราเผชิญอารมณ์ต่างๆ ที่รุนแรงไม่ว่าจะสุขมากหรือทุกข์มาก การร้องไห้จะช่วยพาให้เรากลับสู่สมดุลปกติของอารมณ์ได้</p>



<p>ในภาษาอังกฤษมีสำนวน have a good cry&nbsp;จากแนวคิดที่ว่าการร้องไห้ออกมาบ้างเป็นเรื่องดี เพราะการร้องไห้ช่วยปลดเปลื้องความรู้สึก ช่วยคลายเครียดและทำให้รู้สึกดีขึ้น ในประเทศญี่ปุ่นถึงกับมีการจัดคลับคนร้องไห้ โดยให้คนมาดูหนังหรือรายการทีวีดราม่าสุดเศร้าหรืออ่านหนังสือที่ชวนเศร้าไปพร้อมๆ กัน</p>



<p><a href="https://www.thecut.com/2014/03/anatomy-of-the-ugly-cry.html">บทความ</a>จาก<strong> </strong>The Cut ได้สำรวจพิจารณาใบหน้าของการร้องไห้แบบหมดสภาพในฉากภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง สรุปว่าส่วนสำคัญของใบหน้าที่ทำให้เกิดภาพ ugly cry ไม่ใช่ดวงตาที่ผลิตต่อมน้ำตา แต่คือส่วนริมฝีปากที่แหกออกและคิ้วขมวดที่ช่วยขยายภาพใบหน้าและอารมณ์ได้แจ่มชัด ซึ่งน่าชื่นชมเมื่อนักแสดงพาอารมณ์ของตัวละครและเรื่องราวไปได้สุด ปล่อยโฮร้องโดยใช้กล้ามเนื้อทั้งใบหน้าโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="512" height="330" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/whenharry.gif" alt="Ugly Cry" class="wp-image-147733"/><figcaption>ตัวละคร Sally Albright ร้องไห้แรงจนหน้าเหยเก ในภาพยนตร์ <em>When Harry Met Sally</em> (1989)</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เกิดเป็นชายอย่าร้องไห้ ทำงานเป็นมืออาชีพอย่าร้องไห้ แล้วใครร้องไห้ได้บ้าง?</strong></h3>



<p>เรามักได้ยินคนกล่าวขอโทษเพราะรู้สึกผิดและอับอายเมื่อเขาร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น ร้องไห้ในที่สาธารณะ หรือร้องไห้ในที่ทำงาน สังคมมักมองว่าการร้องไห้คือแสดงออกถึงความอ่อนแอ ความไม่มีวุฒิภาวะ หรือการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หลายคนต้องโตมากับค่านิยมว่าหากเป็นมืออาชีพ ต้องอย่าร้องไห้ให้ใครเห็นเป็นอันขาด</p>



<p>ในแบบ<a href="https://www.roberthalf.com/blog/management-tips/the-ups-and-downs-of-emotions-at-work?utm_campaign=Press_Release&amp;utm_medium=Link&amp;utm_source=Press_Release">สำรวจ</a>ความคิดเห็นคนทำงาน 3,200 คนโดยสำนัก Accountemps พบว่ามีคนจำนวน 45% เคยร้องไห้ในที่ทำงาน มีคนกว่า 70% กลับรู้สึกว่าไม่โอโคและรับไม่ได้กับการร้องไห้ในที่ทำงาน และมีคนเพียง 30% เท่านั้นที่รู้สึกว่าการร้องไห้คือเรื่องปกติและจะไม่มีผลกระทบด้านลบกับการงาน สำหรับผู้เขียนสารภาพว่ายังเขินอายที่จะร้องไห้ให้ใครเห็น แถมยังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจและทำตัวไม่ถูกเมื่อคนอื่นมาร้องไห้อยู่ตรงหน้า แต่ก็กลับตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมความโศกเศร้าเสียใจจึงควรเก็บมิดชิดไว้ในที่ส่วนตัวจึงจะเหมาะสมกว่า</p>



<p>แม้เราจะชินกับแนวคิด Men don’t cry<strong> </strong>คติที่ว่าผู้ชายนั้นควรจะร้องไห้ยากกว่าผู้หญิง เกิดเป็นชายต้องไม่ร้องไห้ออกมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ศาสตราจารย์ <a href="https://warwick.ac.uk/newsandevents/features/big-boys-dont-cry/">Bernard Capp</a> นักวิชาการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของอารมณ์กล่าวว่าแนวคิดเรื่องผู้ชายกับการร้องไห้นั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัยตลอดมา เมื่อย้อนกลับไปดูในอดีตแคปป์พบว่าคัมภีร์ไบเบิลนั้นเต็มไปด้วยบันทึกเรื่องราวการร้องไห้ของผู้ชาย มีบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ร้องไห้คร่ำครวญเมื่อโดนถอดยศ แสดงให้เห็นว่าการหลั่งน้ำตาคือพฤติกรรมปกติของเหล่าฮีโร่กรีกโบราณ เหล่าผู้ชายอีลีตในสมัยยุคกลางตะวันตกไม่ได้มีแนวคิดควบคุมอารมณ์ </p>



<p>แต่เมื่อมาถึงยุคเรอเนซองซ์ สังคมตะวันตกให้ความสำคัญกับเหตุผลจึงเกิดค่านิยมแบบ Stoicism หรือยินดีกับความความนิ่งเฉยเป็นกลาง พวกเขาเชื่อว่าการไม่มีอารมณ์ความรู้สึกคือสิ่งดีงาม ผู้ชายชนชั้นอีลีตตะวันตกจึงเกิดมีคติใหม่ในชนชั้นสังคมว่า พวกเขาต้องควบคุมอารมณ์ของตนในที่สาธารณะ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกข์ยาก การแสดงออกด้วยน้ำตาของเพศชายจึงเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ ทุกยุคทุกสมัยและต่างกันไปในหลากวัฒนธรรม ไม่ได้ตายตัวแต่อย่างใด</p>



<p>ในขณะเดียวกัน คำว่า ugly cry กลายเป็นคำที่มักข้องเกี่ยวกับความเป็นเพศหญิง มักถูกใช้โดยผู้หญิงเพื่อบอกเล่าหรือกระทั่งเสียดสีตัวเองในยามที่ร้องไห้หนักมากจนหน้าตาไม่น่าดูชมตามมาตรฐาน สำหรับผู้หญิงเอง การร้องไห้หนักมากจึงกลายเป็นประสบการณ์อันน่าหวาดกลัว น่าอับอาย ไม่น่าจดจำ ไม่อยากนึกถึง เต็มไปด้วยรู้สึกผิดควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้</p>



<p>ย้อนกลับมาที่คำถามของเพื่อนที่ถามว่า<strong> </strong>“ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” ผู้เขียนจึงยอมรับอย่างเหนียมอายว่าเพิ่งร้องไห้เพราะอ่านเรียงความของ Emmanuel Carrère แล้วทัชหัวใจเป็นอย่างมาก นึกๆ ดูแล้วการที่เพื่อนส่งรูปตัวเองตอนร้องไห้หนักมากก็นับเป็นความจริงใจเหมือนกัน เพราะการจะส่งรูปแบบนั้นให้คนอื่นได้ต้องมีความไว้ใจที่กล้าจะเผยความเปราะบางให้ได้รับรู้อย่างไม่ปิดบัง </p>



<p>ในเวลานี้หลายคนต้องพบกับความสูญเสีย เผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ รู้สึกเครียด สิ้นหวัง และเหนื่อยล้าหมดแรง หรือต่อให้ไม่ลำบากก็อาจมีความรู้สึกผิดเมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ยากทุกวัน เรื่องราวมากมายในทุกวันนี้ทำให้เราอยากร้องไห้ และมันไม่ผิดเลยที่เราจะทำแบบนั้นบ้าง เพราะการร้องไห้คือการปลดปล่อยให้ความเศร้าและความกดดันที่เราสะสมมานานได้ระเบิดออกมา ปล่อยให้กลไกร้องไห้ของร่างกายได้ดูแลสมดุลความรู้สึกและอารมณ์ของเราโดยไม่ต้องกักเก็บเอาไว้ </p>



<p>คำว่า ugly cry คือหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกว่าการร้องไห้ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือกลไกธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่ได้จำกัดเพศ วัย หรือเชื้อชาติ การร้องไห้จนหมดสภาพควรเป็นประสบการณ์ที่เรามีร่วมกันได้อย่างไม่เขินอาย และการยอมรับว่าเราก็ร้องไห้อาจเป็นการยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ </p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://knowyourmeme.com/memes/leave-britney-alone" target="_blank" rel="noreferrer noopener">knowyourmeme.com</a></p>



<p><a href="https://www.merriam-webster.com/words-at-play/ugly-cry-origin-meaning" target="_blank" rel="noreferrer noopener">merriam-webster.com</a></p>



<p><a href="https://newrepublic.com/article/132289/agony-ecstasy-ugly-cry" target="_blank" rel="noreferrer noopener">newrepublic.com</a></p>



<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/26869816_Ironic_Effects_of_Emotion_Suppression_When_Recounting_Distressing_Memories" target="_blank" rel="noreferrer noopener">researchgate.net</a></p>



<p><a href="https://www.roberthalf.com/blog/management-tips/the-ups-and-downs-of-emotions-at-work?utm_campaign=Press_Release&amp;utm_medium=Link&amp;utm_source=Press_Release" target="_blank" rel="noreferrer noopener">roberthalf.com</a></p>



<p><a href="https://www.thecut.com/2014/03/anatomy-of-the-ugly-cry.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">thecut.com</a></p>



<p><a href="https://warwick.ac.uk/newsandevents/features/big-boys-dont-cry/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">warwick.ac.uk</a></p>



<p></p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 </h3>
<p>11ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>12ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 2 </h3>
<p>21ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>22ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>32ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>42ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 5 </h3>
<p>51ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>52ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 6 </h3>
<p>61ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>62ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 7 </h3>
<p>71ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>72ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 8 </h3>
<p>81ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>82ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<h3> 9 </h3>
<p>91ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
<p>92ในปี 2007 ภาพผู้ชาย (หรือเกย์) ร้องไห้โฮออกสื่อสาธารณะอย่างไม่อายใครถือเป็นความแปลกประหลาด ในยุคนั้นเสียงตอบรับจากชาวเน็ตเป็นไปในทางลบมาก ใครที่ได้ดูต่างตำหนิว่าช่างกล้าแสดงใบหน้าเหยเก พูดไม่เป็นภาษาให้คนในโลกสาธารณะได้เห็น ในขณะเดียวกันก็มีคนมองคริสเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย ภาพเขาร้องไห้โฮจึงถูกแชร์จนมีคนเข้ามาดู 2 ล้านคนในเวลา 24 ชั่วโมง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนตามจนกลายเป็นมีมดัง ในปี 2012 มีคนดูคลิปของคริสมากกว่า 40 ล้านครั้ง</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ugly-cry/">Ugly Cry อย่าอายที่จะร้องไห้เหมียนหมา เพราะมันคือขั้นตอนธรรมดาที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกร้อนแล้วไปไหน? &#8216;Solastalgia&#8217; ความทุกข์ทนกระวนกระวายใจจากวิกฤตภูมิอากาศ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/solastalgia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Sep 2021 15:23:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Solastalgia]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[Sy Chonato]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=145327</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้นเดือนสิงหาคม 2021 ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ&#160;(UN) ได้ออกรายงาน IPCC ส่งสัญญาณฉุกเฉิน ‘code red’ สำหรับมนุษยชาติ ประกาศว่า ‘ความเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศอันเกิดจากมนุษย์ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศอย่างรุนแรงในหลายภูมิภาคทั่วโลก’ โลกร้อน ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเราได้เห็นข่าวคราวภัยธรรมชาติมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะน้ำท่วมรุนแรงที่เยอรมนี, ไฟไหม้ป่ารุนแรงที่แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลีย กรีซ ตุรกี ฯลฯ หลายพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกเจอปัญหาน้ำทะเลสูงขึ้นจนคนต้องย้ายบ้านหนี ส่วนในประเทศไทย มีผลการรายงานจากการประเมินของ Greenpeace ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2030 พื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 96 เปอร์เซ็นต์อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังมีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญภัยแล้งรุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับทั่วโลกที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปจนสัตว์ต่างๆ ปรับตัวไม่ไหว เริ่มลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อาจพูดได้ว่าไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ข่าวทั้งหมดนี้ทำให้คุณรู้สึกยังไง หวาดกลัว สิ้นหวัง มีความหวังเพราะมองโลกในแง่ดีว่าเป็นแค่การคาดการณ์เท่านั้น&#160;หรือคุณเลือกที่จะเพิกเฉยหนีความจริงไปก่อนเพราะสถานการณ์ฟังดูไกลตัว และทุกวันนี้ก็มีเรื่องอื่นๆ ให้เครียดมากพออยู่แล้ว? หากรู้สึกทุกข์ใจ หวั่นไหว สิ้นหวังในเรื่องวิกฤตสภาพอากาศ หวาดกลัวภัยธรรมชาติจะมากระทบชีวิตของเราอยู่เนืองๆ จนนอนไม่หลับ หยุดคิดไม่ได้ เราขอแนะนำให้รู้จักคำว่า &#8216;Solastalgia&#8217; ความรู้สึกสิ้นหวัง วิตกกังวล อันเป็นผลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง Solastalgia [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/solastalgia/">โลกร้อนแล้วไปไหน? &#8216;Solastalgia&#8217; ความทุกข์ทนกระวนกระวายใจจากวิกฤตภูมิอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ต้นเดือนสิงหาคม 2021 ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ&nbsp;(UN) ได้ออกรายงาน <a href="https://news.un.org/en/story/2021/08/1097362" target="_blank" rel="noreferrer noopener">IPCC</a> ส่งสัญญาณฉุกเฉิน ‘code red’ สำหรับมนุษยชาติ ประกาศว่า ‘ความเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศอันเกิดจากมนุษย์ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศอย่างรุนแรงในหลายภูมิภาคทั่วโลก’ <span style="display:none;"> โลกร้อน </span></p>



<p>ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเราได้เห็นข่าวคราวภัยธรรมชาติมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะน้ำท่วมรุนแรงที่เยอรมนี, ไฟไหม้ป่ารุนแรงที่แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลีย กรีซ ตุรกี ฯลฯ หลายพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกเจอปัญหาน้ำทะเลสูงขึ้นจนคนต้องย้ายบ้านหนี ส่วนในประเทศไทย มีผลการรายงานจากการประเมินของ Greenpeace ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2030 พื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 96 เปอร์เซ็นต์อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังมีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญภัยแล้งรุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับทั่วโลกที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปจนสัตว์ต่างๆ ปรับตัวไม่ไหว เริ่มลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อาจพูดได้ว่าไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ</p>



<p>ข่าวทั้งหมดนี้ทำให้คุณรู้สึกยังไง หวาดกลัว สิ้นหวัง มีความหวังเพราะมองโลกในแง่ดีว่าเป็นแค่การคาดการณ์เท่านั้น&nbsp;หรือคุณเลือกที่จะเพิกเฉยหนีความจริงไปก่อนเพราะสถานการณ์ฟังดูไกลตัว และทุกวันนี้ก็มีเรื่องอื่นๆ ให้เครียดมากพออยู่แล้ว?</p>



<p>หากรู้สึกทุกข์ใจ หวั่นไหว สิ้นหวังในเรื่องวิกฤตสภาพอากาศ หวาดกลัวภัยธรรมชาติจะมากระทบชีวิตของเราอยู่เนืองๆ จนนอนไม่หลับ หยุดคิดไม่ได้ เราขอแนะนำให้รู้จัก<a href="https://adaymagazine.com/category/life/culture/in-other-words/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำ</a>ว่า <strong>&#8216;Solastalgia&#8217;</strong> ความรู้สึกสิ้นหวัง วิตกกังวล อันเป็นผลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง<strong> </strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="676" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-1024x676.jpg" alt="โลกร้อน" class="wp-image-145373" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-1024x676.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-300x198.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-768x507.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-1536x1013.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-2048x1351.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-157376514-600x396.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Solastalgia เมื่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมพาให้เราทุกข์ใจแบบ non-stop</strong><span style="display:none;"> โลกร้อน </span></h3>



<p>ในปี 2007&nbsp;Glenn Albrecht&nbsp;นักปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศออสเตรเลียได้ประดิษฐ์คำศัพท์ว่า solastalgia (n.) แปลว่า “ความกังวลหม่นหมองอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม”</p>



<p>ความรู้สึกนี้ตรงกันข้ามกับคำว่า nostalgia (ความรู้สึกโหยหาอดีตอันสวยงาม) หรือ homesickness (อาการทุกข์ตรมจากความคิดถึงบ้านหรือถิ่นฐานกำเนิด)&nbsp;solastalgia คือความรู้สึกหวาดหวั่นว่าบ้านหรือที่อยู่อาศัยของเราจะถูกทำลายลงไป ความวิตกว่าที่ดินที่เราอาศัยจะตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเกินกว่าจะดำรงชีวิตอยู่ได้ และความกลัวว่าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในอนาคตอาจทำให้วันใดวันหนึ่งเราจะไม่สามารถอยู่อาศัยในบ้านของเราได้อีกต่อไป</p>



<p>ในเชิงภาษา คำนี้เกิดจากการผสมความหมายจากคำอังกฤษที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกหลายคำ ประกอบไปด้วย</p>



<ul class="wp-block-list"><li>‘solace’ แปลว่า การปลอบประโลมใจ&nbsp;(มาจาก solar +&nbsp;solacium)</li><li>‘desolation’ แปลว่า ความอ้างว้างเดียวดาย (มาจาก solus + desolare)</li><li>‘algia’ แปลว่า อาการเจ็บป่วย ทุกข์ทน</li></ul>



<p>เมื่อประกอบรวมกันเป็นคำว่า solastalgia จึงหมายถึง ‘ความเจ็บปวด ความป่วยไข้อันมาจากการไร้ซึ่งการปลอบประโลมใจ ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ บ้าน และอาณาเขตของตัวเอง’ <em>(Solastalgia is the pain or sickness caused by the loss or lack of solace and the sense of isolation connected to the present state of one’s home and territory.)</em></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="723" height="484" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-936492784.jpg" alt="โลกร้อน" class="wp-image-145378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-936492784.jpg 723w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-936492784-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-936492784-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-936492784-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-936492784-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 723px) 100vw, 723px" /></figure></div>



<p>ในเชิงแนวคิด เกล็นน์ระบุว่า&nbsp;solastalgia เป็นแนวคิดที่ผสมผสานมาจากหลักคิดของนักคิดนักเขียนหลายคน ได้แก่&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>แนวคิดของ David Rapport ที่อธิบายการมีอยู่ของ ecosystem distress syndrome หรืออาการทุกขภาวะจากระบบนิเวศ&nbsp;</li><li>สุขภาพของผืนแผ่นดิน (land health) ของ Aldo Leopold ผู้เขียนหนังสือ <em>A Sand County Almanac</em> (1949) เขาเป็นนักอนุรักษ์ชาวอเมริกันผู้เป็นบิดาการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ที่ให้กำเนิดแนวคิด ‘land ethic’ ซึ่งเสนอให้เราเปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ต่อผืนแผ่นดิน โดยเปลี่ยนจาก ‘เจ้าของ’ หรือ ‘ผู้ครอบครอง’ เป็นการมองว่าผืนแผ่นดินและสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นเสมือนสมาชิกส่วนหนึ่งที่จะต้องดูแลและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน</li><li>&nbsp;Elyne Mitchell ผู้เขียนหนังสือ <em>Soil and Civilization</em> (1946) ซึ่งนำเสนอให้ชาวออสเตรเลียเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสุขภาพของระบบนิเวศ</li></ul>



<p>เมื่อผืนแผ่นดินเสื่อมโทรมลงจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับความเป็นอยู่ทางกายเท่านั้น แต่ตัวตน จิตใจ และชีวิตที่ผู้คนได้ผูกโยงไว้กับดินแดนที่อาศัยอยู่ก็อาจแตกสลายตามลงไปด้วย นอกจากในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัวกับชุมชนที่ผูกพันกันอาจต้องแตกระแหง แยกย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งเกล็นน์ได้ยกตัวอย่างกลุ่มชาติพันธุ์ในออสเตรเลียที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นเมื่อสภาพบ้านเกิดเสื่อมสภาพลง พวกเขาให้เหตุผลว่า “ชีวิตที่บ้านนั่นแย่เกินไป” (because life at home is too awful.)&nbsp;นอกจากชนพื้นเมือง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือสุขภาพจิตของเกษตรกรซึ่งมักจะขึ้นกับสุขภาพของผืนแผ่นดินที่เขาทำมาหากิน เช่น เมื่อเกิดภัยแล้ง ไร้น้ำ เราก็มักจะเห็นข่าวเกษตรกรเลือกจะจบชีวิตลงไปพร้อมกับผืนดินที่ไร้พืชผล</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="483" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840.jpg" alt="โลกร้อน" class="wp-image-145377" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-667422840-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure></div>



<p>การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอาจไม่ใช่แค่หมีขั้วโลกที่ต้องจมน้ำ หรือนกพันธุ์หายากในเกาะฮาวายที่ต้องสูญพันธุ์ แต่ยังเกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ป่า หรือภัยแล้ง ทำให้เรามีสิทธิที่จะสูญเสียบ้าน สูญเสียความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ (psychological home)&nbsp;สูญเสียสิ่งของที่เราสะสมไว้ด้วยความรักที่เปี่ยมด้วยความทรงจำ หรืออาจจะเสียสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนไปก็ได้</p>



<p>Solastalgia&nbsp;ไม่ใช่แค่ความหวาดวิตกกังวลของคนที่อินเรื่องการรักษ์โลกหรือพวกนักเคลื่อนไหวที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่กำลังหวาดหวั่นลึกๆ ว่าจะต้องโยกย้ายจากถิ่นฐาน&nbsp; </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สักวันอาจเป็นเราที่ต้องหนีตายจากภัยธรรมชาติ</strong><span style="display:none;"> โลกร้อน </span></h3>



<p>Michelle Nijhuis นักเขียนด้านสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกันได้เขียน<a href="https://www.theguardian.com/commentisfree/2021/jul/06/us-west-wildfires-heatwaves" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บทความ</a>เล่าประสบการณ์ว่า เธออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดไฟป่าได้ทุกเมื่อ ครอบครัวเธอจึงต้องเตรียมตัวอพยพหนีไฟป่าตลอดเวลา เธอจัดเตรียม&nbsp;firebag (กระเป๋าฉุกเฉินสำหรับหนีไฟป่า) พร้อมไว้เสมอ แม้จะเคยชินว่าไฟป่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่สถานการณ์ไฟป่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในอเมริกานั้นรุนแรงและยาวนานกว่าที่เธอเคยประสบ&nbsp;ทำให้เธอกังวลเสมอว่าสักวันคงจะเป็นครอบครัวเธอเองที่ต้องหนีตายอย่างเร่งด่วน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="twitter-tweet" data-width="500" data-dnt="true"><p lang="en" dir="ltr">At least 65 people have been killed in fires raging through northern Algeria. The flames have been stoked by sweltering temperatures that have also exacerbated fires in Greece and Italy <a href="https://t.co/PfOZmuAcxb">https://t.co/PfOZmuAcxb</a> <a href="https://t.co/Xe7eLVF1cb">pic.twitter.com/Xe7eLVF1cb</a></p>&mdash; Reuters (@Reuters) <a href="https://twitter.com/Reuters/status/1425724986854191107?ref_src=twsrc%5Etfw">August 12, 2021</a></blockquote><script async src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script>
</div></figure>



<p class="has-text-align-center"><em>ไฟป่าที่กรีซที่ทำให้ผู้คนต้องอพยพออกจากเกาะอย่างวุ่นวาย โดยมีฟ้าสีแดงฉานเป็นพื้นหลังราวกับหนังวันสิ้นโลก</em></p>



<p>การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศกำลังทำร้ายชีวิตคนจำนวนมาก นำมาซึ่งการขาดอาหาร ความยากจน การพังทลายของระบบนิเวศ และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต โลกกำลังเผชิญกับภาวะ The Great Climate Migration หรือการอพยพลี้ภัยย้ายถิ่นฐานระลอกใหญ่ </p>



<p>แม้ทุกวันนี้มีพื้นที่โลกเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ร้อนเกินกว่าที่คนจะอยู่อาศัยได้ แต่ภายในปี 2070 พื้นที่ร้อนเกินอยู่อาศัยอาจเพิ่มขึ้นเป็น 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีคนเป็นพันล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ มีรายงานว่าภายในปี 2050 อาจมีคนมากถึง 140 ล้านคนที่ถูกบังคับให้โยกย้ายถิ่นฐานเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ และอาจมีปัญหาอีกมากมายตามมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามแย่งชิงที่อยู่อาศัยหรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยากเลยที่จะจินตนาการถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="483" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874.jpg" alt="" class="wp-image-145376" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-470436874-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อุบัติภัยทางธรรมชาติทำร้ายจิตใจของทุกคน</strong></h3>



<p>นอกจาก solastalgia แล้ว การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันน่ากลัวยังบันดาลให้เกิดคำศัพท์อื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันมากมาย เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>eco-anxiety (n.) ความหวาดกลัวเรื้อรังในมหันภัยสิ่งแวดล้อม</li><li>ecological grief หรือ climate grief (n.) ความรู้สึกเศร้าอาลัยในความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อมที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว เช่น ความอาลัยต่อสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ ความอาลัยในพื้นที่ป่าและระบบนิเวศที่สูญหายไปซึ่งต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะก่อร่างสร้างระบบอันซับซ้อนขึ้นมาใหม่ อย่างความรู้สึกโกรธเคืองการสูญเสียพื้นที่ป่าแอมะซอนหรือแนวปะการัง Great Barrier Reef</li></ul>



<p>เมื่อเราได้เริ่มเรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยข่าวร้ายที่ชวนให้หมดหวัง ระดับความหวาดกลัวอาจเริ่มตั้งแต่หวั่นใจไปจนถึงรู้สึกเครียดกังวลว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะตายกันหมด ภาวะที่วิตกและสิ้นหวังรุนแรงทำให้หลายคนยอมแพ้และเชื่อว่าทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป และภาวะนี้สร้างผลกระทบต่อจิตใจมากกว่าที่หลายคนคิด</p>



<p>American Psychological Association (APA) รายงานว่า ประสบการณ์การได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอาจสร้างบาดแผลในใจให้กับผู้คนได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการสูญเสียคนรัก การสูญเสียของรักหรือที่อยู่อาศัย หรือการได้รับบาดเจ็บทางกาย มีผลสำรวจว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนแคทรินาในปี 2005 มีความคิดอยากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 2 เท่า แถมยังมีคนมากถึง 1 ใน 6 ที่เผชิญกับโรค PTSD สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศนั้นอาจส่งผลต่อจิตใจในระยะยาว และยังกระทบสุขภาพจิตได้ในระดับชุมชนเลยทีเดียว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="483" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131.jpg" alt="" class="wp-image-145380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1159720131-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure></div>



<p>และไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่หรือนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่วิตกกังวลกับอนาคตของสิ่งแวดล้อมที่สั่นคลอน ความรู้สึกหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้กระทบเด็กๆ ด้วย จากผลสำรวจวัยรุ่นชาวอเมริกันโดย Washington Post-Kaiser Family Foundation ในปี 2019 พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list"><li>57 เปอร์เซ็นต์รู้สึกหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ&nbsp;</li><li>52 เปอร์เซ็นต์รู้สึกโกรธแค้น (เป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าผู้ใหญ่เสียอีก)</li><li>มีวัยรุ่นเพียง 29 เปอร์เซ็นต์ที่ตอบว่ายังมองโลกในแง่ดีในเรื่องนี้ได้อยู่</li></ul>



<p>แบบสำรวจหนึ่งจากออสเตรเลียพบว่าเด็กๆ ที่ต้องผ่านประสบการณ์ภัยแล้งรุนแรงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าโลกจะสิ้นสุดลงในอายุขัยของเขา และมีเด็กคนหนึ่งต้องป่วยจนเข้าโรงพยาบาลเพราะไม่ยอมดื่มน้ำ เนื่องจากกลัวว่าจะไปทวีความรุนแรงให้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="483" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411.jpg" alt="โลกร้อน" class="wp-image-145375" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-462797411-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วเราจะทำยังไงต่อไปในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง</strong></h3>



<p>ในอนาคตอันใกล้ เราคงต้องเผชิญกับข่าวอุบัติภัยเกี่ยวกับสภาพอากาศที่สร้างความตระหนกตกใจอีกมากมาย&nbsp;</p>



<p>หนังสือ <em>The Story of More: How We Got to Climate Change and Where to Go from Here</em> โดย Hope Jahren พยายามเชื่อมโยงเรากลับสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ชวนให้เราเรียนรู้และเข้าใจว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ทรัพยากรมีจำกัด เน้นย้ำว่าโลกมีไม่พอ ไม่ใช่เพราะมีคนมากเกินไป ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีคนเพียง 1 ใน 6 ของโลกเท่านั้นที่ใช้พลังงานครึ่งหนึ่งของที่ทั้งโลกผลิตได้ ส่งผลให้คนจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบทางสภาพอากาศ มลพิษ ฤดูกาลไม่แน่นอน และชายฝั่งเสื่อมสลาย หรือต่อให้เราเริ่มต้นด้วยตัวเองโดยใช้รถจากพลังงานไฟฟ้า ไฟฟ้านั้นก็มีโอกาสจะผลิตจากถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราควรตระหนักรู้ร่วมกัน</p>



<p>อีกตัวอย่างที่เราอยากหยิบมาแชร์คือคำกล่าวของ Mitch Prinstein นักจิตวิทยาจาก APA ที่ได้ให้คำแนะนำเพื่อบรรเทาและรับมืออาการตื่นกังวลจากสิ่งแวดล้อม (eco-anxiety) ไว้ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list"><li><strong>หาความรู้เพิ่มเติม</strong> เมื่อมีข้อมูลมากมายมหาศาล บางข่าวอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายเน้นให้ตื่นตระหนก (alarmist) หากอ่านแค่หัวเรื่องก็อาจชวนให้สิ้นหวัง บางข่าวมีแต่ข้อความที่เน้นให้ตกใจมากกว่าอธิบายให้ความรู้ความเข้าใจ ดังนั้นหากรู้สึกตื่นกลัว ให้ลองศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติม เข้าใจกระบวนการ ที่มาของตัวเลขที่เราอ่านพบ ทบทวนและเปรียบเทียบข่าวจากหลายแหล่ง และอ่านความเห็นจากหลายมุม</li><li><strong>ประมวลความรู้สึกของตัวเอง</strong>&nbsp;สำรวจความรู้สึกของตัวเองว่าอยู่ในระดับไหน ถ้ารู้สึกว่ามากเกินไปจนทนไม่ไหว ควรปรึกษานักบำบัด อาจเริ่มจากการคุยกับเพื่อน คนรอบตัว ครอบครัว และสร้างกลุ่มสนับสนุน</li><li><strong>สร้างความเปลี่ยนแปลงแม้จะเล็กน้อย</strong> แน่นอนว่าแค่เราเปลี่ยนวิถีชีวิตอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว แต่มันก็ไม่เสียหาย เช่น การเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าบางจุดในบ้านเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ เปลี่ยนหัวฝักบัวให้ประหยัดน้ำ อาจได้ผลมากกว่ารีไซเคิล ยังไงก็ตาม เราต้องไม่กดดันตัวเองมากเกินไปจนทำให้ล้มเลิกไปได้ อย่าโบยตีตัวเองรุนแรงเกินไปหากเราไม่สามารถรักษ์โลกได้ตามเป้าหมาย ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป</li><li><strong>สนับสนุนคนรุ่นใหม่</strong>&nbsp;หากตัวเราไม่มีแรง ไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองได้ เราอาจสนับสนุน รับฟังคนรุ่นใหม่ และเป็นกระบอกเสียงให้นักเคลื่อนไหวที่ออกมาพูดแทนเรา สนับสนุนโดยการบริจาคหรือกระจายให้คนรอบตัวเราตระหนักรู้ พูดแทนกลุ่มคนเปราะบางที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เรื่องราวของเขาถูกได้ยิน หรือลงชื่อเพื่อร่วมผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อม เช่น <a href="https://thailandcan.org/%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พ.ร.บ.อากาศสะอาด</a>&nbsp;</li><li><strong>อย่าหยุดใช้ชีวิต</strong> แบ่งเวลาให้กิจกรรมที่เราพึงพอใจ อย่าให้ความกลัวทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดูแลสุขภาพตัวเอง ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย พักผ่อนเมื่อรู้สึกตึงเครียดมากเกินไป และยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ </li></ol>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="534" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c.jpg" alt="" class="wp-image-145372" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27876074221_96cac6f76a_c-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption>Emma Marris <br>ภาพจาก flickr.com</figcaption></figure></div>



<p>Emma Marris นักเขียนด้านสิ่งแวดล้อมพูดในทอล์กหัวข้อ What’s the most effective way to communicate nature? ในเทศกาล Explorers Festival 2018 ไว้ว่า เมื่อเธอแนะนำตัวเองว่าเป็นนักเขียนด้านสิ่งแวดล้อม ผู้คนมักคิดว่าเธอมีแต่จะนำข่าวร้ายมาเล่าให้ฟังและทำลายบรรยากาศด้วยเรื่องแย่ๆ เพราะโลกกำลังจะพังทลาย นั่นเพราะข่าวสิ่งแวดล้อมมีแต่เรื่องราวในมุมน่าหดหู่ชวนสิ้นหวังไปหมด บางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่าไม่มีทางออก คนจำนวนมากจึงผลักตัวเองออกจากความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม</p>



<p>มาร์ริสได้แสดงทัศนะต่อประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า คนมักเข้าใจว่าธรรมชาติเป็นเรื่องไกลตัวและมักมองตัวเองแยกออกจากระบบนิเวศ ทั้งที่จริงแล้วมนุษย์คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง เราต่างอ่อนไหวและเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หวงแหนในที่อยู่อาศัยไม่ต่างจากสัตว์อื่น ระบบร่างกายของเรานั้นต้องการอาหาร อากาศสะอาด น้ำแก้กระหาย ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสม และที่อยู่อาศัยเพื่อดำรงชีวิต เรากับธรรมชาติล้วนเชื่อมโยงถึงกัน</p>



<p>จากสายตาของคนทั่วไป ปัญหาวิกฤตสภาพอากาศนั้นอาจดูยิ่งใหญ่ ซับซ้อน และน่าปวดหัว แน่นอนว่าการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เห็นการแก้ไหนที่จะทำได้ง่ายๆ หลายคนจึงเลือกปิดหูปิดตาหนีความจริง ตัดขาดตัวเองจากธรรมชาติ เพราะถึงจะคิดจนจนหมดแรงก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหมดลงไป</p>



<p>แต่บางทีนั่นอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด ในเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ภาวะไม่ปกติและเราต้องอยู่กับปัญหานี้ไปอีกนาน ทางที่ดีกว่าอาจเป็นการเริ่มทำความเข้าใจปัญหา หาความเป็นไปได้ของทางออก ร่วมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่&nbsp;และเมื่อเกิดความกลัวหรือสิ้นหวังเมื่อไหร่ บางทีสิ่งแรกที่ควรจะทำคือการยอมรับความรู้สึกเหล่านั้น</p>



<p>หากรู้สึกหวาดหวั่นกับสิ่งแวดล้อม อย่าลืมหาเพื่อนร่วมทุกข์เพื่อแลกเปลี่ยน ร่วมปลอบประโลมจิตใจและเรียนรู้ไปด้วยกัน ในเมื่อนี่คือปัญหาของคนทั้งโลกที่เราทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ก็อย่าเก็บความกลัวและความหวาดหวั่นไว้คนเดียว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="737" height="473" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1265517839.jpg" alt="โลกร้อน" class="wp-image-145382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1265517839.jpg 737w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1265517839-300x193.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/GettyImages-1265517839-600x385.jpg 600w" sizes="(max-width: 737px) 100vw, 737px" /></figure></div>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.apa.org/news/press/releases/2017/03/climate-mental-health" target="_blank" rel="noreferrer noopener">apa.org</a></p>



<p><a href="https://www.greenpeace.org/static/planet4-eastasia-stateless/2021/06/966e1865-gpea-asian-cites-sea-level-rise-report-200621-f-3.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">greenpeace.org</a></p>



<p><a href="https://news.un.org/en/story/2021/08/1097362" target="_blank" rel="noreferrer noopener">news.un.org</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/interactive/2020/07/23/magazine/climate-migration.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://www.penguinrandomhouse.com/books/575671/the-story-of-more-by-hope-jahren/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">penguinrandomhouse.com</a></p>



<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/5820433_Solastalgia_The_Distress_Caused_by_Environmental_Change" target="_blank" rel="noreferrer noopener">researchgate.net</a></p>



<p><a href="https://games-cdn.washingtonpost.com/notes/prod/default/documents/fd042513-7ab8-40e0-9551-5f844587dbdd/note/4b15d814-7840-4c50-8e78-cf8ad6d5aeb0.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">washingtonpost.com</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=BbTib-yy2dg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">youtube.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/solastalgia/">โลกร้อนแล้วไปไหน? &#8216;Solastalgia&#8217; ความทุกข์ทนกระวนกระวายใจจากวิกฤตภูมิอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บางปัญหาเริ่มแก้จากตัวเราไม่ได้ &#8216;Jugaad&#8217; ความครีเอทีฟเฉพาะหน้าที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jugaad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2021 15:18:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Sy Chonato]]></category>
		<category><![CDATA[Jugaad]]></category>
		<category><![CDATA[frugal innovation]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมมัธยัสถ์]]></category>
		<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=141291</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก Jugaad ในประเทศอินเดีย แนวคิดการแก้ปัญหาเพื่อเอาตัวรอดเฉพาะกาลแบบนี้มีคำศัพท์ไว้เรียกเฉพาะ&#160;นั่นคือคำว่า Jugaad ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการนวัตกรรมจากการแปลเป็นคำภาษาอังกฤษว่า ‘Frugal Innovation’ หรือ ‘นวัตกรรมมัธยัสถ์’ แต่มากกว่าการประดิษฐ์สิ่งของเพื่อเอาตัวรอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ คำคำนี้ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เราเลยหยิบมาเขียนให้ชวนสำรวจไปด้วยกัน Jugaad ความฉลาดเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาจากความขาดแคลน Jugaad แปลว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยใช้ทางลัด การพลิกแพลง ดัดแปลงเพื่อเอาตัวรอด (hack, workaround) หรือการแก้ปัญหาอย่างยืดหยุ่นโดยอาศัยภูมิปัญญา โดย Collins Dictionary ให้ความหมายไว้ว่า การแก้ปัญหาอย่างมีไหวพริบ (a resourceful approach to problem-solving)&#160; คำคำนี้เป็นคำในภาษาพูดของอินเดียที่คนในประเทศรู้จักและเข้าใจดี ปรากฏทั้งในภาษาฮินดู ภาษาอูรดู และภาษาปัญจาบ ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น คำว่า jugaad เกิดขึ้นในวัฒนธรรมที่ผู้คนต้องพยายามคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกกับสถานการณ์ตรงหน้า เป็นการแก้ปัญหาแบบปัจจุบันทันด่วน แก้ขัดไปก่อนเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้แม้ต้องเผชิญกับวิกฤต อุปสรรค หรือความขัดสน ลองนึกถึงสิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น การดัดแปลงสิ่งของที่มีอยู่ให้เกิดฟังก์ชั่นบางอย่างที่ตอบโจทย์เราได้โดยไม่ต้องซื้อใหม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jugaad/">บางปัญหาเริ่มแก้จากตัวเราไม่ได้ &#8216;Jugaad&#8217; ความครีเอทีฟเฉพาะหน้าที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก <span style="display:none;"> Jugaad <span></p>



<p>ในประเทศอินเดีย แนวคิดการแก้ปัญหาเพื่อเอาตัวรอดเฉพาะกาลแบบนี้มี<a href="https://adaymagazine.com/category/life/culture/in-other-words/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำศัพท์</a>ไว้เรียกเฉพาะ&nbsp;นั่นคือคำว่า <strong>Jugaad</strong> ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการนวัตกรรมจากการแปลเป็นคำภาษาอังกฤษว่า ‘Frugal Innovation’ หรือ ‘นวัตกรรมมัธยัสถ์’ แต่มากกว่าการประดิษฐ์สิ่งของเพื่อเอาตัวรอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ คำคำนี้ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เราเลยหยิบมาเขียนให้ชวนสำรวจไปด้วยกัน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Jugaad ความฉลาดเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาจากความขาดแคลน</strong></h3>



<p>Jugaad แปลว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยใช้ทางลัด การพลิกแพลง ดัดแปลงเพื่อเอาตัวรอด (hack, workaround) หรือการแก้ปัญหาอย่างยืดหยุ่นโดยอาศัยภูมิปัญญา โดย Collins Dictionary ให้ความหมายไว้ว่า การแก้ปัญหาอย่างมีไหวพริบ (a resourceful approach to problem-solving)&nbsp;</p>



<p>คำคำนี้เป็นคำในภาษาพูดของอินเดียที่คนในประเทศรู้จักและเข้าใจดี ปรากฏทั้งในภาษาฮินดู ภาษาอูรดู และภาษาปัญจาบ ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น คำว่า jugaad เกิดขึ้นในวัฒนธรรมที่ผู้คนต้องพยายามคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกกับสถานการณ์ตรงหน้า เป็นการแก้ปัญหาแบบปัจจุบันทันด่วน แก้ขัดไปก่อนเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้แม้ต้องเผชิญกับวิกฤต อุปสรรค หรือความขัดสน</p>



<p>ลองนึกถึงสิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น การดัดแปลงสิ่งของที่มีอยู่ให้เกิดฟังก์ชั่นบางอย่างที่ตอบโจทย์เราได้โดยไม่ต้องซื้อใหม่ ยกตัวอย่างจากเหตุการณ์ในประเทศอินเดียเมื่อครูอาจารย์ทั้งหลายต้องสอนออนไลน์เพราะโควิด-19</p>



<ul class="wp-block-list"><li>คุณครูชาวอินเดียปิ๊งไอเดียนำเอาถาดใสในตู้เย็นมาวางบนภาชนะให้สามารถวางมือถือถ่ายคลิประหว่างสอนออนไลน์ได้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องถือมือถือไปด้วยตอนเขียน</li><li>คุณครูอีกคนสร้างที่แขวนมือถือจากของที่มี ให้สามารถถ่ายตัวเองตอนสอนออนไลน์ได้</li></ul>



<p><blockquote class="twitter-tweet"><p lang="en" dir="ltr">A teacher using a refrigerator tray to teach online. <a href="https://twitter.com/hashtag/Teachinghacks?src=hash&amp;ref_src=twsrc%5Etfw">#Teachinghacks</a> <a href="https://twitter.com/hashtag/onlineeducation?src=hash&amp;ref_src=twsrc%5Etfw">#onlineeducation</a> <a href="https://t.co/NptsEgiyH6">pic.twitter.com/NptsEgiyH6</a></p>— Monica Yadav (@yadav_monica) <a href="https://twitter.com/yadav_monica/status/1292047281676382210?ref_src=twsrc%5Etfw">August 8, 2020</a></blockquote> <script async="" src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script></p>
<p><blockquote class="twitter-tweet"><p lang="en" dir="ltr">I don&#39;t know where or who. But this picture made my day. A teacher setting up their online class with available resources. <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/2764.png" alt="❤" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> There is so much passion in this picture makes me overwhelmed. <a href="https://twitter.com/hashtag/COVID19India?src=hash&amp;ref_src=twsrc%5Etfw">#COVID19India</a> <a href="https://t.co/88C7PBdSEW">pic.twitter.com/88C7PBdSEW</a></p>&mdash; Pishu Mon <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f339.png" alt="🌹" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> (@PishuMon) <a href="https://twitter.com/PishuMon/status/1270377920339431425?ref_src=twsrc%5Etfw">June 9, 2020</a></blockquote> <script async src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script></p>



<p>ได้เห็นตัวอย่างคงจะพอคุ้นกับจิตวิญญาณความเอาตัวรอดแบบ jugaad ซึ่งอันที่จริงแล้วคนไทยเราก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าชาวอินเดียเลย อย่างการเอาตัวรอดในวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเราเองก็แสนจะคุ้นเคยกับการเอาตัวรอดในคราววิกฤต ซึ่งมักจะสอดแทรกอารมณ์ขันท่ามกลางความลำบากและภัยธรรมชาติเสมอ</p>



<p>หากจะให้ครุ่นคิดถึงเหตุผลที่ทำให้อินเดียเป็นจุดกำเนิดของคำคำนี้ อาจเพราะที่นั่นเป็นประเทศใหญ่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีประชากรจำนวนมากเป็นคนจนผู้อาศัยในเขตชนบท พวกเขาอยู่ในภาวะที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดเหล่านี้บีบบังคับให้ผู้คนต้องคิดนอกกรอบ และต้องหาทางลัดหรือทางประหยัดในการสร้างสิ่งจำเป็นเพื่อเอาชีวิตรอด หรือกระทั่งซ่อมแซมของเก่าแบบปะติดปะต่อเพื่อให้มีอายุการใช้งานยืนยาวขึ้น</p>



<p>แม้ผลลัพธ์จะดูพิสดาร ผิดแผกหลุดไปจากวิธีปฏิบัติปกติ และไม่แน่ใจเลยว่าจะยั่งยืนไหมในระยะยาว แต่ในเวลาเดียวกันการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="512" height="375" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/nomorefunnyblogspotcom.jpg" alt="Jugaad" class="wp-image-141309" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/nomorefunnyblogspotcom.jpg 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/nomorefunnyblogspotcom-300x220.jpg 300w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><em>ยานพาหนะจากขวดน้ำ<br>ภาพจาก nomorefunny.blogspot.com</em></figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Frugal Innovation นวัตกรรมมัธยัสถ์ จากอารมณ์ขันสู่ไหวพริบ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ของคนยากไร้</strong></h3>



<p>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า jugaad ได้ถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงเทคโนโลยีทั้งในเชิงการออกแบบและวิศวกรรม การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้ข้อจำกัดได้ถูกสรรเสริญในโลกตะวันตก ทำให้คำคำนี้ได้ถูกแปลเป็น Frugal Innovation หรือนวัตกรรมมัธยัสถ์ ซึ่งเป็นไอเดียของนวัตกรรมที่สรรเสริญความเรียบง่ายและความประหยัดอันเกิดจากการมีข้อจำกัด เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีคุณภาพ และดีพอที่จะแก้ปัญหาของผู้บริโภค</p>



<p>ในปี 2015 มีหนังสือของสำนักพิมพ์ The Economist ชื่อ<strong> </strong><em><a href="https://www.amazon.com/Frugal-Innovation-more-Economist-Books/dp/1610395050" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Frugal Innovation: How to do more with less</a></em> เขียนโดย<strong><em> </em></strong>Jaideep Prabhu และ Navi Radjou เป็นเล่มที่รวบรวมตัวอย่างและอธิบายถึงแนวคิดสุดสร้างสรรค์ของ jugaad เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการได้นำหลักคิดนอกกรอบนี้ไปใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ภายใต้ข้อจำกัดและตระหนักถึงทรัพยากรโลกที่ลดลง สร้างความยืดหยุ่นในองค์กร และเข้าใจถึงความต้องการของคนหมู่มาก–ผู้อยู่ในระดับล่างของพีระมิดและเข้าไม่ถึงทรัพยากรบางส่วน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="312" height="499" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/frugal.jpg" alt="Jugaad" class="wp-image-141295" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/frugal.jpg 312w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/frugal-188x300.jpg 188w" sizes="(max-width: 312px) 100vw, 312px" /><figcaption><em>Frugal Innovation: How to do more with less <br>โดย Jaideep Prabhu และ Navi Radjou</em></figcaption></figure></div>



<p>หนังสือ <em>Frugal Innovation</em> ได้อธิบายว่า เดิมทีแล้วแนวคิด jugaad นั้นถูกมองว่าเป็นวิธีการคิดและผลิตสำหรับตลาดคนยากจนเท่านั้น ซึ่งลักษณะของนวัตกรรมมัธยัสถ์มีทั้งหมด 4 ประการ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list"><li>เครื่องมือและเทคนิคแบบลีน (Lean tools and techniques) หรือหลักการแห่งความเรียบง่ายเพื่อลดต้นทุนอย่างสุดขั้ว</li><li>ทางออกแบบฉกฉวย (Opportunist solution) ใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าเพื่อแก้ปัญหา เช่น แนวคิดการพิมพ์ 3D เพื่อสร้างอวัยวะเทียม</li><li>การปรับใช้ข้ามบริบท (Contextualized adaptations) เช่น <a href="https://www.npr.org/2011/12/28/144385288/in-philippine-slums-capturing-light-in-a-bottle" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หลอดไฟโซลาร์เซลล์</a>ดัดแปลงจากขวดน้ำในสลัมที่มะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์</li><li>นวัตกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น (Bottom-up innovation) เช่น การนำของเดิมที่มีอยู่มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา&nbsp;</li></ul>



<p>ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แบบนวัตกรรมมัธยัสถ์จากอินเดียที่ถูกหยิบมาชื่นชมอยู่บ่อยครั้ง คือตู้เย็นไร้ไฟฟ้าแบรนด์ Mitticoo<strong>l</strong> ที่ทำจากวัสดุดินเผาเทอร์ราคอตต้า โดยอาศัยเทคโนโลยีดั้งเดิมคือการเติมน้ำให้ระเหยเพื่อรักษาความเย็น นอกจากไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า ตู้เย็นประเภทนี้ยังมีราคาแสนถูก เหมาะกับคนอินเดียจำนวนมากซึ่งอาศัยอยู่นอกระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทำให้พวกเขาไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงาน แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="350" height="350" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2.png" alt="" class="wp-image-141315" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2.png 350w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MittiCool-Refrigerator2-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /><figcaption><em>mitticool.com</em></figcaption></figure></div>



<p>แน่นอนว่าตู้เย็นประเภทนี้อาจเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่การมีอยู่ของมันก็แอบบอกถึงปัญหาขนาดใหญ่อย่างการเข้าไม่ถึงไฟฟ้าของประชาชนที่ยากไร้ของประเทศไปด้วย</p>



<p>หากพิจารณาดู ตัวอย่างของนวัตกรรมมัธยัสถ์นั้นมักมาจากบริบทของชุมชนในฝั่งโลกที่กำลังพัฒนา ซึ่งมีประชากรยากไร้ผู้เข้าไม่ถึงปัจจัยพื้นฐานมากมาย นักประดิษฐ์จึงต้องมองหาวิธีคิดแบบใหม่เพื่อแก้ขัดให้พวกเขาไปก่อน โดยเจดีปผู้เขียนหนังสือเชื่อว่า วิธีคิดแบบโลกที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนากำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน และการพบกันนี้จะทำให้เกิดแนวทางสร้างสรรค์ใหม่ๆ เขาเชื่อว่าแนวคิด &#8216;Future is bright, futures is frugal.&#8217; จะทำให้อนาคตสดใส เรากำลังเข้าสู่ภาวะที่คนในโลกพัฒนาแล้วจะใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคิดถึงคนส่วนใหญ่มากขึ้น</p>



<p>ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คำว่า jugaad ได้โผล่มาเรื่อยๆ ตามสื่อต่างๆ จนกลายเป็น buzzword หรือคำฮิต และ toolkit หรือกระบวนการ / เครื่องมือในวงการนวัตกรรม คำคำนี้ช่วยชี้ทางให้ธุรกิจสมัยใหม่ได้พลิกมุมมองและประหยัดทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ได้กำไร สร้างโอกาสและมูลค่าในตลาดที่กำลังเติบโต</p>



<p>มากไปกว่าการผลิตให้มีราคาถูกลงเพื่อผู้บริโภคที่ยากจน หรือมองเป็นเทคนิคการลดต้นทุนของบริษัทใหญ่ หัวใจของ jugaad คือการเปลี่ยนวิธีการทำความเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคผู้อยู่ฐานล่างสุดของพีระมิด (bottom-of-the pyramid consumers) มองหาปัญหาที่แท้จริงและแก้มันอย่างตรงจุด เปลี่ยนวิธีการจัดการ ลดขั้นตอนที่สิ้นเปลือง ปรับหลักคิดการบริหารธุรกิจใหม่เพื่อตอบรับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง</p>



<p>โลกที่พัฒนาแล้วที่เคยชินกับการจับจ่าย ผลิต และบริโภคอย่างสิ้นเปลืองได้ปรับวิธีคิดแบบ throwaway culture หรือวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง ที่เดิมผู้บริโภคเคยชินกับการทิ้งของที่พังมากกว่าซ่อม มาเป็นการใช้อย่างยาวนานที่สุด ให้คุ้มกับทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกแสวงมา เพื่อแก้ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลในทุกๆ ปี กรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจแล้ว ประชากรในสหภาพยุโรปผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 16 กิโลกรัมต่อคน สหภาพยุโรปจึงผลักดันประเด็น<strong> ‘</strong>สิทธิในการซ่อม (right to repair)’<strong> ​</strong>ที่ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในยุโรปต้องรับประกันได้ว่าสินค้าที่ตนผลิตออกมาจะซ่อมแซมได้ภายในระยะเวลา 10 ปีของการใช้งาน&nbsp;</p>



<p>นิตยสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่าง <em>Fast Company</em> ยังออก<a href="https://www.fastcompany.com/90644432/6-jugaad-principles-that-could-rebuild-the-u-s-economy-post-covid-19" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บทความ</a>มาถอดบทเรียนและชื่นชมความลื่นไหลในการแก้ปัญหาของชาวอินเดียในช่วงที่โควิดกำลังระบาด เป็นที่รู้กันว่าจำนวนคนอินเดียที่เจ็บป่วยและล้มตายนั้นสูงมาก หลายคนจึงต้องหยิบเอาทักษะการเอาตัวรอดมาใช้ในช่วงวิกฤต เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.newindianexpress.com/good-news/2021/may/28/pharmacists-oxygen-flow-meter-jugaad-saved-over-50-critical-covid-patients-in-jharkhand-2308815.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เภสัชกรชาวอินเดีย</a>ได้ดัดแปลงออกซิเจนโฟลมิเตอร์ (อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับควบคุมการไหลของออกซิเจน) ทำให้ช่วยชีวิตคนได้มากกว่า 60 ชีวิต</li><li>คนในมุมไบทำ air bubble (อุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ใช้ครอบตัวเพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้อื่น) ด้วยการดัดแปลงของที่มีอยู่แล้วเพื่อขึ้นขนส่งมวลชนได้อย่างสบายใจ โดยภาพนี้ได้กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก</li></ul>



<p><blockquote class="twitter-tweet" style="text-align:center;"><p lang="en" dir="ltr">Social distancing <a href="https://twitter.com/hashtag/CoronaInnovation?src=hash&amp;ref_src=twsrc%5Etfw">#CoronaInnovation</a> <a href="https://t.co/s7NyqHbF8i">pic.twitter.com/s7NyqHbF8i</a></p>&mdash; Harsh Goenka (@hvgoenka) <a href="https://twitter.com/hvgoenka/status/1393554796347486213?ref_src=twsrc%5Etfw">May 15, 2021</a></blockquote> <script async src="https://platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"></script></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความสร้างสรรค์เพื่อเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน แก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวไม่ได้</strong></h3>



<p>แม้ jugaad จะปลุกสัญชาตญาณและความสร้างสรรค์ในตัวมนุษย์ที่พร้อมจะพลิกแพลง ดัดแปลง และหาทางออกท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนไร้ซึ่งทางออก แต่เนื่องจาก jugaad เป็นแนวคิดที่แพร่หลายในประเทศพหุวัฒนธรรมอย่างอินเดีย ทำให้ย่อมมีคนไม่เห็นด้วยที่แปลคำว่า jugaad เป็น Frugal Innovation ตรงๆ อย่างที่บทความตะวันตกตีความ</p>



<p>บ้างก็แย้งว่า jugaad คือการทำให้ความยากจนขาดแคลนนั้นดูดี ดูเท่ แก้ไขได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเกิดขึ้นแบบไร้การวางแผนและทำซ้ำหรือทำตามได้ยาก เพราะแต่ละคน แต่ละบ้าน ล้วนมีทรัพยากร ทักษะ และต้นทุนต่างกันออกไป บางคนก็มองว่าการสรรเสริญ jugaad คือการชื่นชมการเอาตัวรอดของคนจน (glorify poverty) จนละเลยต้นตอปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริง และเป็นการฉกฉวยเอาแนวคิดท้องถิ่นของวัฒนธรรมหนึ่งไปใช้ในโลกธุรกิจหรือรับใช้ทุนนิยม ทั้งๆ ที่บริบทสถานการณ์ต่างกันมาก</p>



<p>ในภาวะยากลำบาก ประชาชนจำนวนมากชินชากับการพึ่งตัวเองเพื่อเอาตัวรอด jugaad เป็นสัญญาณบอกว่าประชากรนั้นขาดแคลน จึงต้องพยายามสร้างสรรค์พลิกแพลงบางอย่างให้ตอบโจทย์ชีวิตพวกเขา มันช่วยบ่งบอกว่าแท้จริงแล้วระบบโครงสร้างนี้ยังขาดอะไร และระบบจะพัฒนาปรับปรุงยังไงจึงจะช่วยอำนวยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้การเกิดขึ้นของ jugaad ยังเป็นการส่งเสียงว่าคนจนนั้นมีความสามารถ มีศักยภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์ที่เกินคาด เพียงแต่ขาดโอกาสและเข้าไม่ถึงทรัพยากรและเงินทุนเท่านั้น</p>



<p>แน่นอนว่าแนวคิดแบบ jugaad อาจไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างในระดับมหภาคได้ เพราะหลายเรื่องเรียกร้องการวางแผนอย่างถ้วนถี่รอบคอบ เช่น การเข้าถึงประกันสุขภาพ การเข้าถึงสวัสดิการหรือโครงสร้างพื้นฐาน ภาวะการขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ฯลฯ</p>



<p>กระนั้นเอง การมีอยู่ของ jugaad ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาแท้จริงที่แฝงซ่อนอยู่ในระดับมหภาค ซึ่งไม่สามารถแก้ได้เฉพาะหน้าหรือชั่วครั้งชั่วคราว ที่สำคัญที่สุด มันคือหลักฐานชิ้นใหญ่ที่บอกว่าทุกปัญหานั้นเริ่มแก้จากตัวเราไม่ได้เสมอไป เช่น การได้มาซึ่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการ เพราะเห็นได้ชัดว่าเราไม่สามารถผลิตวัคซีนเองได้ ต้องพึ่งพาให้รัฐจัดหา หรืออย่างการมีระบบสาธารณสุขที่ดีมากพอที่จะไม่ทิ้งให้ใครต้องตายที่บ้านหรือข้างถนน ปัญหาเหล่านี้ใช้เวลายาวนานในการวางแผน ใช้ทรัพยากรมากมาย และเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่เราหรือเพื่อนเราจะมาร่วมมือกันแก้</p>



<p>สรุปคือ ถึงแม้ว่า jugaad จะเป็นความหัวใสในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันก็ไม่อาจนำพาชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่ความผิดบาปของผู้คนที่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อเอาชีวิตรอด เพราะโครงสร้างสังคมไม่เอื้อให้พวกเขารอดชีวิตได้เลย</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.amazon.com/Frugal-Innovation-more-Economist-Books/dp/1610395050" target="_blank" rel="noreferrer noopener">amazon.com</a></p>



<p><a href="https://www.bbc.com/culture/article/20171213-jugaad-an-untranslatable-word-for-winging-it" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://www.cam.ac.uk/frugalinnovation" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cam.ac.uk</a></p>



<p><a href="https://www.imd.org/research-knowledge/articles/frugal-innovation-creating-and-capturing-value-in-emerging-markets/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">imd.org</a></p>



<p><a href="https://mitticool.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">mitticool.com</a></p>



<p><a href="https://www.newindianexpress.com/good-news/2021/may/28/pharmacists-oxygen-flow-meter-jugaad-saved-over-50-critical-covid-patients-in-jharkhand-2308815.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">newindianexpress.com</a></p>



<p><a href="http://nomorefunny.blogspot.com/2011/11/thai-flood-hacks_21.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nomorefunny.blogspot.com</a></p>



<p><a href="https://www.semanticscholar.org/paper/Frugal-or-Fair-The-Unfulfilled-Promises-of-Frugal-Pansera/41515dabd5325136fd0dbd7d3aedcbb26a007d1a" target="_blank" rel="noreferrer noopener">semanticscholar.org</a></p>



<p><a href="https://www.sdgmove.com/2021/03/16/eu-right-to-repair/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">sdgmove.com</a></p>



<p><a href="https://theprint.in/opinion/jugaad-cant-fix-indias-broken-healthcare-system-people-need-medical-insurance/655410/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theprint.in</a></p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 </h3>
<p>11เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>12เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 2 </h3>
<p>21เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>22เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>32เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>42เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 5 </h3>
<p>51เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>52เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 6 </h3>
<p>61เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>62เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 7 </h3>
<p>71เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>72เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 8 </h3>
<p>81เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>82เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 9 </h3>
<p>91เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>92เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 10 </h3>
<p>101เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>102เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 11 </h3>
<p>111เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>112เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 12 </h3>
<p>121เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>122เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 13 </h3>
<p>131เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>132เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 14 </h3>
<p>141เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>142เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 15 </h3>
<p>151เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>152เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 16 </h3>
<p>161เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>162เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 17 </h3>
<p>171เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>172เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<h3> 18 </h3>
<p>181เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
<p>182เมื่อประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤต หลายครั้งที่เราเห็นคนไทยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีเอาตัวรอดที่หลากหลายและ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เราเคยเห็นประชาชนเอาเก้าอี้มาทำเป็นรองเท้าสำหรับเดินในที่ที่น้ำท่วมขัง หรือสร้างเรือจากวัสดุเหลือใช้อย่างขวดน้ำ ภาพเหล่านี้ชวนให้เราประหลาดใจและแอบอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความหัวไวต่อสถานการณ์อันยากลำบาก</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jugaad/">บางปัญหาเริ่มแก้จากตัวเราไม่ได้ &#8216;Jugaad&#8217; ความครีเอทีฟเฉพาะหน้าที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Waldeinsamkeit ความรู้สึกเดียวดายแสนผ่อนคลายเมื่อเราอยู่ในป่า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/waldeinsamkeit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2021 14:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Sy Chonato]]></category>
		<category><![CDATA[Waldeinsamkeit]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เข้าป่า]]></category>
		<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=138723</guid>

					<description><![CDATA[<p>เข้าสู่เดือนที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เราดำรงชีวิตกันอยู่แต่ในบ้าน เชื่อว่าหลายคนเริ่มโหยหาพื้นที่กว้าง อากาศปลอดโปร่ง และอยากสัมผัสธรรมชาติและป่าเขาแน่ๆ ป่า เพราะโควิดระลอกล่าสุดยังไม่คลี่คลายลงไปง่ายๆ ผู้เขียนสังเกตว่าตัวเองชอบไล่เปิดดูรูปจากทริปเดินป่าในอดีตอยู่บ่อยครั้งเพื่อคลายเครียด ระหว่างดูก็คิดถึงประสบการณ์ของการอยู่ในพื้นที่กว้าง มีเสียงนกดังมาจากยอดไม้ เสียงน้ำในลำธาร สัมผัสได้ถึงแสงลอดใบไม้ และความชื้นในอากาศ คิดถึงการเดินไปบนพื้นดินขรุขระแล้วได้กลิ่นใบไม้แห้ง หรือการสำรวจสิ่งมีชีวิตตามรายทาง เช่น แมลงหรือทาก รวมถึงการเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นมายาวนานหลายสิบหรือร้อยปี ด้วยคิดถึงความรู้สึกยามได้เดินป่า ผู้เขียนจึงสงสัยว่าความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาตินี้มีคำเฉพาะอยู่บ้างไหม? เลยมาพบคำว่า Waldeinsamkeit ในภาษาเยอรมันที่ชวนให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราและป่าเขา Waldeinsamkeit ความรู้สึกสันโดษเดียวดายเมื่อเราอยู่กลางป่า ป่า Waldeinsamkeit ประกอบขึ้นจากคำว่า wald แปลว่า &#8216;ป่า&#8217; + einsamkeit แปลว่า &#8216;ความเดียวดาย / สันโดษ&#8217; เมื่อรวมกันจึงแปลว่า &#8216;forest solitude / forest loneliness&#8217; หรือ &#8216;ความรู้สึกสันโดษเดียวดายเมื่ออยู่ในป่าหรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ&#8217; แม้จะฟังดูเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย แต่ความสันโดษในป่ากลับมีความหมายในเชิงสงบ ผ่อนคลาย สดชื่น รู้สึกเชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของโลกและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ คำคำนี้ไม่ใช่คำใหม่แต่อย่างใด เพราะ waldeinsamkeit เป็นคำศัพท์ภาษาเยอรมันที่มีมานานและเพิ่งจะถูกหยิบมาพูดถึงเมื่อไม่นานมานี้ โดยบทความหนึ่งในเว็บไซต์ BBC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/waldeinsamkeit/">Waldeinsamkeit ความรู้สึกเดียวดายแสนผ่อนคลายเมื่อเราอยู่ในป่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เข้าสู่เดือนที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เราดำรงชีวิตกันอยู่แต่ในบ้าน เชื่อว่าหลายคนเริ่มโหยหาพื้นที่กว้าง อากาศปลอดโปร่ง และอยากสัมผัสธรรมชาติและป่าเขาแน่ๆ<span style="display:none;"> ป่า </span></p>



<p>เพราะโควิดระลอกล่าสุดยังไม่คลี่คลายลงไปง่ายๆ ผู้เขียนสังเกตว่าตัวเองชอบไล่เปิดดูรูปจากทริปเดินป่าในอดีตอยู่บ่อยครั้งเพื่อคลายเครียด ระหว่างดูก็คิดถึงประสบการณ์ของการอยู่ในพื้นที่กว้าง มีเสียงนกดังมาจากยอดไม้ เสียงน้ำในลำธาร สัมผัสได้ถึงแสงลอดใบไม้ และความชื้นในอากาศ คิดถึงการเดินไปบนพื้นดินขรุขระแล้วได้กลิ่นใบไม้แห้ง หรือการสำรวจสิ่งมีชีวิตตามรายทาง เช่น แมลงหรือทาก รวมถึงการเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นมายาวนานหลายสิบหรือร้อยปี</p>



<p>ด้วยคิดถึงความรู้สึกยามได้เดินป่า ผู้เขียนจึงสงสัยว่าความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาตินี้มีคำเฉพาะอยู่บ้างไหม? เลยมาพบ<a href="https://adaymagazine.com/category/life/culture/in-other-words/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำ</a>ว่า <strong>Waldeinsamkeit</strong> ในภาษาเยอรมันที่ชวนให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราและป่าเขา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-1024x1024.jpg" alt="ป่า" class="wp-image-138727" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/119782453_10160548378368289_6148480138703058257_n.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em>เขาสก, สุราษฎร์ธานี</em></figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Waldeinsamkeit ความรู้สึกสันโดษเดียวดายเมื่อเราอยู่กลางป่า</strong><span style="display:none;"> ป่า </span></h3>



<p>Waldeinsamkeit ประกอบขึ้นจากคำว่า wald แปลว่า &#8216;ป่า&#8217; + einsamkeit แปลว่า &#8216;ความเดียวดาย / สันโดษ&#8217; เมื่อรวมกันจึงแปลว่า &#8216;forest solitude / forest loneliness&#8217; หรือ &#8216;ความรู้สึกสันโดษเดียวดายเมื่ออยู่ในป่าหรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ&#8217;</p>



<p>แม้จะฟังดูเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย<strong> </strong>แต่ความสันโดษในป่ากลับมีความหมายในเชิงสงบ ผ่อนคลาย สดชื่น รู้สึกเชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของโลกและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่</p>



<p>คำคำนี้ไม่ใช่คำใหม่แต่อย่างใด เพราะ waldeinsamkeit เป็นคำศัพท์ภาษาเยอรมันที่มีมานานและเพิ่งจะถูกหยิบมาพูดถึงเมื่อไม่นานมานี้ โดยบทความหนึ่งในเว็บไซต์ BBC ได้หยิบคำนี้ขึ้นมาเขียนถึงเพราะช่างเหมาะสมกับบรรยากาศหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ในยุโรปได้เริ่มคลี่คลายลง ผู้คนจึงเริ่มเตรียมตัวปลดล็อกมาตรการเข้มงวดจากการ social distancing ที่งดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยาวนานจากการระบาดหนัก คนเริ่มโหยหาธรรมชาติที่ห่างหายไปนานจากชีวิตปีกว่าๆ ที่ผ่านมา&nbsp;(ส่วนฝั่งบ้านเราก็ได้แต่มองดูภาพเพื่อนในต่างประเทศอัพสตอรีในสวนกับป่ากันตาปริบๆ)</p>



<p>ประเด็นคือ ความรักในการผจญภัยได้ฝังรากในวิถีชีวิตและความคิดแบบคนยุโรปและถูกสะท้อนออกมาผ่านคำเหล่านี้ ซึ่งนอกจาก waldeinsamkeit&nbsp;ในภาษาเยอรมันแล้ว ยังมีคำในภาษาต่างๆ ทั่วโลกที่สะท้อนความสัมพันธ์ของคนกับป่าได้อย่างน่าสนใจ เช่น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>Wanderlust</strong> แปลว่า ความใคร่อยากออกเดินทาง เป็นคำที่มีรากมาจากภาษาเยอรมัน และไปโผล่ในภาษาอังกฤษครั้งแรกในปี 1902 กระทั่งกลายเป็นคำที่แพร่หลายจนหลายคนคุ้นหูกันในปัจจุบัน</li></ul>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>Fernweh </strong>แปลตรงตัวว่า ‘distance sickening’ คือความรู้สึกป่วยใจ กระหายที่จะไปให้ไกลจากบ้านของตัวเอง หรือความรู้สึกของการ ‘พาฉันไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้าน’ ซึ่งคำนี้เป็นคำตรงข้ามกับคำว่า ‘heimweh’ ซึ่งแปลว่าอาการป่วยใจอยากกลับบ้าน หรือ ‘homesickness&#8217; โดย Vladimir Nabokov ผู้เขียนหนังสือ <em>Lolita</em>&nbsp;ได้อธิบายถึงคำนี้ว่าคือ ‘คู่ตรงข้ามกับ nostalgia หรือการโหยหาอดีตที่คุ้นเคย แต่เป็นการถวิลหาดินแดนอันแปลกประหลาด ความรู้สึกนี้จะเข้มข้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ’</li></ul>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>Waldbaden</strong> คือการอาบป่า เป็นกิจกรรมที่พาร่างกายไปซึมซับธรรมชาติเพื่อสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมีคำที่มีความหมายคล้ายกันอยู่ในภาษาญี่ปุ่นด้วยคือ shinrin-yoku (森林浴) ความน่าสนใจคือในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ยุค 80s เกิดกิจกรรม ‘การอาบป่า’ และบริการ ‘ป่าบำบัด’ กันอย่างจริงจัง</li></ul>



<p>นอกจากนี้ เมื่อสำรวจโลกของคำ ในภาษาญี่ปุ่นยังมีอีกคำหนึ่งที่น่ารักมากที่เกี่ยวข้องคือ komorebi (木漏れ日)&nbsp;หมายถึง การเต้นไหวของเงาแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านต้นไม้ คำคำนี้ทำให้เรานึกถึงวิดีโอความยาว 3 นาทีกว่าๆ ของ Steve Atkins คนทำหนังฮอลลีวูดที่ทำวิดีโอนี้ขึ้นเพื่อสรรเสริญปรากฏการณ์แสนธรรมดาอันงดงามนี้ หากมีเวลาก็ขอชวนไปชมให้ชื่นใจ (ดูวิดีโอได้<a href="https://vimeo.com/532297223" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ที่นี่</a>)</p>



<p>กลับมาที่คำว่า waldeinsamkeit หลักฐานที่ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์กับป่ามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นมาเนิ่นนานคือคำนี้ถูกหยิบไปใช้เป็นชื่อบทกวีหลายชิ้น หนึ่งในนั้นคือบทกวีชื่นชมความงามของธรรมชาติของ Ralph Waldo Emerson (1803-1882) นักคิดนักเขียนชาวอเมริกันผู้นำการเคลื่อนไหวแนวคิดแบบ transcendentalism หรืออุตรวิสัย&nbsp;ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถค้นพบสัจธรรมของชีวิตได้เอง ซึ่งหากพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แนวคิดนี้มักถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงบ่อยครั้ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="436" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/436px-Houghton_MS_Am_1506_4_-_Cranch_edit.jpg" alt="" class="wp-image-138724" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/436px-Houghton_MS_Am_1506_4_-_Cranch_edit.jpg 436w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/436px-Houghton_MS_Am_1506_4_-_Cranch_edit-218x300.jpg 218w" sizes="(max-width: 436px) 100vw, 436px" /><figcaption><em>ภาพลูกตาโปร่งใส–Transparent Eyeball โดย Christopher Pearse Cranch&nbsp;นำเสนอ<em>แนวคิด transcendentalism</em> ของ Ralph Waldo Emerson โดยเปรียบคนเป็นลูกตาโปร่งใสที่คอยจดจ้อง ซึมซับธรรมชาติ จนเขาได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและพระเจ้า</em></figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความหลงใหลต่อธรรมชาติคือความเป็นมนุษย์</strong><span style="display:none;"> ป่า </span></h3>



<p>ต่อให้ไม่ต้องมีสิ่งใดมารับรอง เราล้วนรู้สึกได้ว่าเรานั้นหลงใหลและถูกดึงดูดจากสิ่งมีชีวิตและพรรณพืช ความรู้สึกนี้ส่งผลให้เกิดสมมติฐานชื่อ Biophilia Hypothesis โดย Edward O. Wilson นักธรรมชาติวิทยาผู้เชื่อว่ามนุษย์นั้นมีแรงขับเคลื่อนในการเชื่อมต่อและรักใคร่ในธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิต โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อเราย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ของผู้มีอันจะกินในสังคมอียิปต์โบราณ สังคมเปอร์เซีย หรือสังคมจีนในยุคกลาง ทุกสังคมล้วนมีหลักฐานของการสร้างสวนที่ยิ่งใหญ่ แสดงให้เห็นความพยายามอย่างแรงกล้าของมนุษย์ที่จะเชื่อมต่อกับธรรมชาติแม้จะพัฒนาระบบเมืองและอุตสาหกรรมไปไกลมากแค่ไหนก็ตาม</p>



<p>David Strayer นักจิตวิทยาปัญญา (Cognitive Psychologist) จากรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ก็ได้ยืนยันว่าธรรมชาตินั้นช่วยเยียวยาเรา จากการศึกษาผลกระทบที่ธรรมชาติส่งผลต่อสมองอันตึงเครียดของมนุษย์ โดยเขาได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เดินทางท่องเที่ยวแบ็กแพ็กในป่า 3 วัน และพบว่านักเดินทางเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น เขาจึงสรุปเคล็ดลับ 3-day effect หรือระยะเวลา 3 วันที่คนได้สัมผัสธรรมชาติว่าการเดินป่าช่วยรีเซตสมองที่เคร่งเครียด ฟื้นฟูประสาทสัมผัสให้ชัดเจนจนเราสามารถได้กลิ่นและได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน อย่างไรก็ดี ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดละเอียดว่าแท้จริงแล้วธรรมชาติส่งผลในการลดความเครียดและสมองของมนุษย์ยังไง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="843" height="843" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n.jpg" alt="ป่า" class="wp-image-138725" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n.jpg 843w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52694957_10158425955308289_2807289593597001728_n-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 843px) 100vw, 843px" /><figcaption><em>เขาพนม, กระบี่</em></figcaption></figure></div>



<p>บทความ <em>The New York Times</em> ยังได้เขียนถึงปัญหาแห่งคนยุคสมัยใหม่ที่เกิด<strong> </strong>&#8216;โรคภาวะขาดธรรมชาติ (Nature-deficit disorder)&#8217; โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการระบาดของโควิด-19 เมื่อเด็กจำนวนมากต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีกิจกรรมนอกบ้านที่เปิดให้เข้าถึงพื้นที่สีเขียว โดยการถูกจำกัดนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการโดยรวมของเด็กๆ เช่น ขาดพัฒนาการด้านประสาทสัมผัสทั้งทางกายและใจ เด็กๆ อาจอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย ไม่เข้าใจและไม่รู้สึกถึงสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลก สถานการณ์โรคระบาดนี้เองทำให้เราได้กลับมาตระหนักถึงความเชื่อมโยงของมนุษย์กับธรรมชาติที่สำคัญและไม่อาจแยกออกจากกันได้</p>



<p>ในเวลาที่โรคระบาดยังไม่คลี่คลาย หลายคนยังออกไปเที่ยวไม่ได้ ยูทูบเบอร์บางคนจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการทำวิดีโอจำลองการเดิน (virtual walk) เพื่อจำลองประสบการณ์การเดินป่าและห้อมล้อมด้วยธรรมชาติมากมาย แม้ไม่อาจทดแทนประสาทสัมผัสของการไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ได้ แต่ก็ช่วยแก้ขัดในช่วงเวลานี้ไปก่อน</p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="4K Virtual Forest Walk along Middle Fork Trail at Snoqualmie region. Part 1- 3 HR Relax Music" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/oSmUI3m2kLk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่แสนยาวนาน มนุษย์ใช้ชีวิตอาศัยอยู่โดยพึ่งพิงใกล้ชิดธรรมชาติมานานแสนนานก่อนเราจะพัฒนามาสู่สังคมเมือง เข้าสู่ยุคสมัยนี้ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงวัฏจักรธรรมชาติของโลกอย่างรุนแรง การได้ไปสัมผัสธรรมชาติทำให้เราได้มีโอกาสกลับไปเชื่อมโยงตัวเองกับระบบนิเวศ เห็นความสำคัญของธรรมชาติ และมองเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวภาค (biosphere) ที่ทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อย</p>



<p>เมื่อเราได้ออกไปท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปปีนเขา ไปเดินป่า สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงวันหยุดที่แสนสดชื่น เป็นโอกาสได้ฝึกทักษะการเอาตัวรอดต่างๆ เช่น การดูแผนที่ การดูเส้นทางน้ำ-ป่า การดูผักและพืชที่กินได้ตามทาง การศึกษาวงจรชีวิตสัตว์ ฯลฯ&nbsp;เราอาจซึมซับ สังเกต และสัมผัสป่าไม้เป็นเพียงสถานที่ผจญภัยเพื่อความบันเทิง หรือเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามเป็นเพียงพื้นหลังภาพโปรไฟล์อันถัดไป แต่นั่นก็เป็นเพียงมุมมองความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อป่าเพียงแบบหนึ่งเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="843" height="844" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n.jpg" alt="ป่า" class="wp-image-138726" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n.jpg 843w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-768x769.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-600x601.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/52976967_10158426049933289_8338492028077735936_n-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 843px) 100vw, 843px" /><figcaption><em>เขาพนม, กระบี่ </em></figcaption></figure></div>



<p>สิ่งที่หลายคนอาจเผลอมองข้ามไปคือ ในปัจจุบันยังมีกลุ่มคนอีกมากในโลกที่ยังดำรงชีพโดยอาศัยผืนป่าเพื่อทำกิน สำหรับพวกเขา ป่ามิใช่เพียงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชั่วคราว มิใช่สถานที่สันโดษเงียบเหงา แต่คือชุมชน แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยที่ส่งต่อวิถีชีวิตสืบต่อมานาน พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน และชีวิตพวกเขานั้นเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เปราะบางต่อภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเปราะบางต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดนกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกป่าทั้งที่มีการใช้ทรัพยากรต่างๆ ในป่าในปริมาณน้อยนิดอย่างมีสติและคุ้มค่ากว่าเราหลายเท่า</p>



<p>นอกจากการท่องเที่ยวธรรมชาติเพื่อความผ่อนคลาย การได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนที่อยู่กินกับป่าก็ทำให้เรา–เหล่าคนเมือง–ได้ขยับกรอบความคิดของตัวเอง แอบมองออกไปนอกชีวิตปกติประจำวัน ออกจากกรอบที่คิดว่าประเทศไทยคือกรุงเทพฯ และปริมณฑล และทำให้เราคิดใคร่ครวญมากขึ้นเมื่อต้องบริโภคสินค้าบางสิ่งบางอย่าง เพราะตัวเลือกต่างๆ ในชีวิตของเราล้วนส่งผลกระทบต่อโลกและธรรมชาติไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อาจพูดได้ว่าการเดินทางเข้าไปในป่าทำให้เราได้สำรวจพริวิเลจของตัวเองในแบบที่ไม่เคยตระหนักมาก่อน</p>



<p>มีบทกวีหนึ่งของ Alan Watts ในเว็บไซต์แนะนำคุณประโยชน์ของการอาบป่าที่เรารู้สึกประทับใจและเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว มันเขียนไว้ว่า&nbsp;</p>



<p><em>&#8216;คุณไม่ได้เกิดมาสู่โลกนี้ คุณเกิดจากโลก เหมือนคลื่นกำเนิดจากมหาสมุทร คุณไม่ใช่คนแปลกหน้าของโลก&#8217;</em></p>



<p>เมื่อได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของคำว่า waldeinsamkeit มันก็ช่วยย้ำเตือนว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่รู้สึกดีกับการได้ไปสัมผัสธรรมชาติ</p>



<p>เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่คนแปลกหน้าของชีวภาคทั้งมวลแต่อย่างใด</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h3>



<p><a href="https://www.bbc.com/travel/article/20210314-waldeinsamkeit-germanys-cherished-forest-tradition" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://www.bbc.com/travel/article/20200323-the-travel-ache-you-cant-translate" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://www.nationalgeographic.com/travel/article/forest-bathing-nature-walk-health" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nationalgeographic.com</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2020/06/23/parenting/nature-health-benefits-coronavirus-outdoors.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://vimeo.com/532297223" target="_blank" rel="noreferrer noopener">vimeo.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/waldeinsamkeit/">Waldeinsamkeit ความรู้สึกเดียวดายแสนผ่อนคลายเมื่อเราอยู่ในป่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Solarpunk แนวคิดต่อต้านอนาคตอันห่วยแตกด้วยโลกแห่งสายลมแสงแดดที่ช่วยพยุงความหวัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/solarpunk/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 May 2021 18:00:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[Sy Chonato]]></category>
		<category><![CDATA[Solarpunk]]></category>
		<category><![CDATA[ดิสโทเปีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=134538</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในอีก 100 ปีข้างหน้า คุณจินตนาการโลกและมนุษย์ไว้ยังไง? solarpunk เวลาเราดูหนังไซ-ไฟหรืออ่านนวนิยายไซ-ไฟที่จินตนาการถึงโลกอนาคต บรรยากาศในเรื่องมักเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวังไร้ทางออก หนังหรือนวนิยายเหล่านั้นมักเป็นธีมดิสโทเปียซึ่งสะท้อนความสิ้นหวังในมนุษยชาติ เราได้เห็นตัวละครอาศัยอยู่ในโลกที่เสื่อมโทรม ถูกปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จ มีปัญหาทั้งประชากรล้นโลก ธรรมชาติผุพัง สภาพอากาศแปรปรวน ระบบนิเวศล่มสลาย สัตว์และพืชสูญพันธุ์ไปหมดสิ้นจนเหลือแค่ภาพในไมโครชิปให้นึกถึง&#160; โลกอนาคตในหนังหรือนิยายดิสโทเปียมักเป็นดินแดนที่อากาศเป็นพิษ ไม่ก็น้ำท่วมหรือต้องเผชิญสภาวะหนาวเย็นเหมือนยุคน้ำแข็ง สังคมเต็มไปด้วยอาชญากรรม เกิดสงครามจากการแก่งแย่งชิงทรัพยากร อารยธรรมเสื่อมโทรมล่มสลายลงไป ฯลฯ แล้วคุณนึกภาพออกไหมว่า หากมนุษยชาติมีสติปัญญาในการร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ร่วมกันสร้างโลกอนาคตในเวอร์ชั่นน่าอยู่ สะอาด สันติ และปลอดภัยได้สำเร็จ หากวันนั้นมาถึง โลกและสังคมของเราจะมีหน้าตาเป็นยังไง? Solarpunk แนวคิดต่อต้านดิสโทเปียอันห่วยแตกด้วยภาพโลกอนาคตที่ดีเหลือเชื่อ เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า &#8216;solarpunk&#8217; Solarpunk มาจากคำว่า solar (แสงอาทิตย์) ​+ punk (พังก์) คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด solarpunk นั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/solarpunk/">Solarpunk แนวคิดต่อต้านอนาคตอันห่วยแตกด้วยโลกแห่งสายลมแสงแดดที่ช่วยพยุงความหวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในอีก 100 ปีข้างหน้า คุณจินตนาการโลกและมนุษย์ไว้ยังไง?<span style="display:none;"> solarpunk </span></p>



<p>เวลาเราดูหนังไซ-ไฟหรืออ่านนวนิยายไซ-ไฟที่จินตนาการถึงโลกอนาคต บรรยากาศในเรื่องมักเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวังไร้ทางออก หนังหรือนวนิยายเหล่านั้นมักเป็นธีมดิสโทเปียซึ่งสะท้อนความสิ้นหวังในมนุษยชาติ เราได้เห็นตัวละครอาศัยอยู่ในโลกที่เสื่อมโทรม ถูกปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จ มีปัญหาทั้งประชากรล้นโลก ธรรมชาติผุพัง สภาพอากาศแปรปรวน ระบบนิเวศล่มสลาย สัตว์และพืชสูญพันธุ์ไปหมดสิ้นจนเหลือแค่ภาพในไมโครชิปให้นึกถึง&nbsp;</p>



<p>โลกอนาคตในหนังหรือนิยายดิสโทเปียมักเป็นดินแดนที่อากาศเป็นพิษ ไม่ก็น้ำท่วมหรือต้องเผชิญสภาวะหนาวเย็นเหมือนยุคน้ำแข็ง สังคมเต็มไปด้วยอาชญากรรม เกิดสงครามจากการแก่งแย่งชิงทรัพยากร อารยธรรมเสื่อมโทรมล่มสลายลงไป ฯลฯ</p>



<p>แล้วคุณนึกภาพออกไหมว่า หากมนุษยชาติมีสติปัญญาในการร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ร่วมกันสร้างโลกอนาคตในเวอร์ชั่นน่าอยู่ สะอาด สันติ และปลอดภัยได้สำเร็จ </p>



<p>หากวันนั้นมาถึง โลกและสังคมของเราจะมีหน้าตาเป็นยังไง?</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">Solarpunk แนวคิด<strong>ต่อต้านดิสโทเปียอันห่วยแตกด้วยภาพโลกอนาคตที่ดีเหลือเชื่อ</strong></h3>



<p>เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า &#8216;solarpunk&#8217;</p>



<p>Solarpunk มาจาก<a href="https://adaymagazine.com/category/life/culture/in-other-words/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำ</a>ว่า solar (แสงอาทิตย์) ​+ punk (พังก์) คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด solarpunk นั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>



<p>เมื่อมารวมกันแล้ว คำถามสำคัญที่แนวคิดแบบ solarpunk อยากให้ทุกคนลองคิดตามคือ หากมนุษย์สามารถแก้วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ ถ้าเรามีโลกอนาคตที่ขจัดปัญหาในยุคปัจจุบันได้หมดจด–โลกแบบนั้นจะมีหน้าตาเป็นยังไง?</p>



<p><strong>แนวคิดความเคลื่อนไหวและสุนทรียภาพแบบ solarpunk มักมีค่านิยมดังนี้</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li>เชื่อในพลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็นต์</li><li>ใส่ใจโลก ระบบนิเวศ การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์ ทั้งสัตว์และต้นไม้ แคร์ความหลากหลายทางชีวภาพ</li><li>เชื่อในไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ดีต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เลือกจะซ่อมมากกว่าซื้อใหม่ การเลือกซื้อของที่ใช้ได้ยาวนานมากกว่าใช้แล้วทิ้ง</li><li>เบื่อหน่ายในสถานการณ์ที่เลวร้ายสิ้นหวังของโลกที่อับจนหนทาง จนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้</li><li>เชื่อในการร่วมมือกันของมนุษย์ ใส่ใจและสนับสนุนความเคลื่อนไหวทางสังคม</li><li>ยังไม่หมดหวังในมนุษยชาติและเชื่อว่ามนุษยชาติจะปรับตัวไปสู่อนาคตที่ดีได้</li></ul>



<p>หากเชื่อในค่านิยมเหล่านี้ เราก็อาจนับตัวเองเป็นสมาชิกชาว solarpunk ได้ ซึ่งอันที่จริงพวกเขาก็มีคอมมิวนิตี้ออนไลน์ไว้แลกเปลี่ยนกันทั้งในเรื่องไลฟ์สไตล์รักโลก แชร์ภาพวาด ในขณะเดียวกันก็วิจารณ์การเมือง สังคม และระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="753" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52-1024x753.png" alt="solarpunk" class="wp-image-134542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52-1024x753.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52-300x221.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52-768x564.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52-1536x1129.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52-600x441.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-21-at-12.02.52.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ชาว solarpunk นั้นเชื่อในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กับสรรเสริญความเป็นมนุษย์ แม้จะใฝ่ฝันถึงเทคโนโลยีที่ก้าวไกลจนมนุษย์ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งพลังงานฟอสซิล ทว่าสังคมอุดมคติแบบ solarpunk นั้นไม่ได้เป็นอนาคตที่แห้งแล้งที่ดำเนินไปด้วยหุ่นยนต์ แต่มองว่ามนุษย์ในอนาคตจะให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชน และเชื่อมั่นว่ามนุษย์อันหลากหลายจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติในบรรยากาศพหุวัฒนธรรม&nbsp;</p>



<p>ส่วนในเรื่องสุนทรียภาพ รสนิยมในแบบ solarpunk มองเห็นอนาคตที่มนุษย์จะมีเวลาว่างมาแสวงหาความสุข เย็บปักถักร้อย ผลิตของใช้เองแบบ DIY ซ่อมของพังให้ใช้ได้นานๆ ชาว solarpunk ให้ความสนใจวิธีคิดแบบ <a href="https://www.greenery.org/articles/bill-mollison-permaculture/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">permaculture</a> หรือ permanent agriculture แนวคิดของ Bill Mollison ที่เน้นออกแบบพื้นที่โดยคำนึงถึงความหลากหลายและระบบนิเวศโดยรวมของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้น สถาปัตยกรรมแบบ solarpunk จึงไม่ใช่การกลับไปอยู่ในกระท่อมกลางไร่กลางป่า แต่เป็นเมืองที่มีตึกสูง เต็มไปด้วยต้นไม้&nbsp;ตกแต่งด้วยศิลปะแบบอาร์ตนูโว มีส่วนโค้งเว้า มีการประดับประดาด้วยลายเถาวัลย์อันชดช้อยพลิ้วไหว ชวนให้เพลิดเพลินตา&nbsp;ฟังแล้วช่างดูเป็นฝันอันไม่น่าเชื่อ ต่างจากภาพจำของโลกอนาคตอันแห้งแล้งในหนังไซ-ไฟที่มักจินตนาการว่ามนุษย์ในอนาคตจะเป็นเพียงเครื่องจักรกลในอุตสาหกรรมของระบบใหญ่อันไร้จิตใจ หรือถูกรันด้วยระบบอันซับซ้อนของปัญญาประดิษฐ์ที่ไร้อารมณ์</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แนวคิดของโลกอนาคตที่คนรุ่นต่อไปจะไม่สาปส่งเรา</strong></h3>



<p>ท่ามกลางความสิ้นหวังของโลกปัจจุบัน solarpunk ชวนเราฝันถึงอนาคตอีกแบบที่อยากให้ลูกหลานของเราอยู่ เป็นสุนทรียภาพที่ไม่ได้ชวนเราหนีจากความจริงของโลกปัจจุบัน แต่เป็นแนวคิดที่เชื่อว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความสามารถของมนุษย์จะนำเราไปสู่โลกข้างหน้าที่สะอาด สงบสุข ปลุกใจให้เราคิดในระยะยาว เลือกทางที่คนรุ่นต่อไปจะขอบคุณเรา</p>



<p>แนวคิดนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 2008 จากบทความ <a href="https://republicofthebees.wordpress.com/2008/05/27/from-steampunk-to-solarpunk/">From Steampunk to Solarpunk</a> โดย Republic of the Bees บล็อกเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมือง โดยเริ่มเผยแพร่ภาพใน Tumblr และค่อยๆ แพร่หลายในโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง แต่จนถึงตอนนี้แนวคิดของ solarpunk ก็นับว่าไม่ได้ถูกกระจายในวงกว้างมากนัก สังเกตได้จากแฮชแท็ก <a href="https://www.instagram.com/explore/tags/solarpunk/?hl=en" target="_blank" rel="noreferrer noopener">#solarpunk</a> ในอินสตาแกรมที่ยังมีภาพเพียง 17,000 ภาพเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed.png" alt="solarpunk" class="wp-image-134543" width="512" height="329" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed.png 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/unnamed-300x193.png 300w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>นอกจากภาพวาด แนวทางสุนทรียภาพที่มองโลกอย่างสว่างสดใสท่ามกลางความเศร้าหมองสิ้นหวังของชีวิตปัจจุบันยังปรากฏในเพลย์ลิสต์และนิยายหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น <a href="https://open.spotify.com/playlist/23T1HAY0vQu1vrkqyGX8Vt?si=e327a828ba434795">เพลย์ลิสต์</a>นี้ใน Spotify ที่ประกอบไปด้วยเพลงหลายประเภทจากหลากภาษาซึ่งต่างมีจุดร่วมคือเสียง upbeat ชวนให้รู้สึกคึกคักเบิกบานใจ</p>



<p>ส่วนฝั่งนิยาย หนึ่งในนวนิยายที่โดดเด่นและเป็นแรงบันดาลใจให้แนวคิด solarpunk คือ <em>Island</em> ของ Aldous Huxley ซึ่งเคยเขียนหนังสือดิสโทเปียเล่มสำคัญที่หลายคนพอคุ้นเคยอย่าง <em>Brave New World</em> (1932) ในเรื่องนั้นฮักซ์ลีย์ได้วาดภาพโลกอนาคตแบบดิสโทเปียซึ่งถูกปกครองโดยเผด็จการเบ็ดเสร็จ รัฐควบคุมและสอดส่องประชาชน ในขณะที่ <em>Island</em> วาดฝันถึงโลกอนาคตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL-668x1024.jpg" alt="solarpunk" class="wp-image-134541" width="501" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL-668x1024.jpg 668w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL-196x300.jpg 196w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL-768x1178.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL-1001x1536.jpg 1001w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL-600x920.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/91YXkfRmIKL.jpg 1043w" sizes="(max-width: 501px) 100vw, 501px" /><figcaption><em>Island (1962) นิยายเล่มสุดท้ายของ Aldous Huxley ที่เขียนถึงสังคมอุดมคติในเกาะลับ เป็นโลกคู่เทียบกับอนาคตใน Brave New World ที่แสดงถึงโลกดิสโทเปียขั้นสุด</em></figcaption></figure></div>



<p>ในนิยายไซ-ไฟเรื่องนี้ฮักซ์ลีย์จินตนาการถึงชุมชนปกครองตนเองบนเกาะ Pala อันห่างไกล ในเกาะนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งใด เด็กที่เกิดมาในเกาะนี้คือบุตรของทุกคนที่ร่วมกันดูแล (Mutual Adoption Club) ซึ่งจะได้เรียนรู้ทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนานิกายมหายานที่ชวนให้มีสติ แถมเกาะนี้ยังเต็มไปด้วยนกขุนทองที่โบยบินอยู่ทุกหนแห่ง คอยร้องบอกให้ผู้คนมี “สติ” และ “เมตตากรุณา” อยู่เสมอ </p>



<p>ความพิเศษคือหนังสือเล่มนี้เป็นจินตนาการสุดท้ายที่ฮักซ์ลีย์ได้ฝากไว้กับโลก เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายก่อนเขาเสียชีวิตที่ชวนให้ผู้อ่านร่วมฝัน แม้ฟังดูเป็นฝันอันห่างไกลจากความจริงที่เราเผชิญ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พังก์ไม่ใช่สไตล์ แต่คือการขบถต่ออำนาจ</strong></h3>



<p>Solarpunk นั้นมองโลกในแง่ดี วาดภาพอนาคตสว่าง สะอาด สวยงามเหลือเชื่อจนดูไม่น่าจะเข้าพวกกับคำว่าพังก์แบบที่เรารู้จัก ซึ่งมักจะมีภาพจำของความดิบเถื่อน ก้าวร้าว มีการตะโกนเสียงดัง</p>



<p>นั่นอาจจะจริง เพราะ solarpunk คือพี่น้องที่แตกต่างกันสุดขั้วกับนิยามของสุนทรียภาพที่หลายคนคุ้นหูกันอย่าง&nbsp;steampunk (ภาพจินตนาการของอนาคตที่เกิดในยุควิกตอเรียน) หรือ cyberpunk (แนวทางภาพอนาคตที่แสนไฮเทคแต่คุณภาพชีวิตต่ำ) ถึงกระนั้นแนวคิดสำคัญของความเป็น &#8220;พังก์&#8221; ที่ทุกแนวคิดมีร่วมกันไม่ใช่สไตล์ที่จัดจ้านดังภาพจำ แต่พังก์หมายถึงจิตใจของการขบถที่ต่อต้านอำนาจต่างหาก</p>



<p>อ้างอิงตามปณิธาน <a href="https://hieroglyph.asu.edu/2014/09/solarpunk-notes-toward-a-manifesto/">Solarpunk: Notes toward a manifesto</a> ของ Adam Flynn ในปี 2014 ซึ่งอธิบายว่า &#8220;solarpunk คือการต่อต้านด้วยโครงสร้างพื้นฐาน&nbsp;คือขบถต่อระบบที่เป็นอยู่ และปฏิปักษ์กับภาพวาดอนาคตอันห่วยแตกสิ้นหวัง&#8221;</p>



<p>พวกเขาคือผู้มองโลกในแง่ดีอย่างสุดขั้ว (radical positivist) ที่กล้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง การปฏิวัติที่เขย่าทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางจนได้มาซึ่งอนาคตที่ดีเหลือเชื่อ เปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งพลังงาน เปลี่ยนการกระจายพลังงาน เปลี่ยนหน้าตาสถาปัตยกรรม เปลี่ยนค่านิยม วิถีชีวิต เปลี่ยนการได้มาซึ่งอาหารและวิธีการกำจัดขยะ รวมไปถึงสรรเสริญการมีส่วนร่วมในชุมชน ท้ายที่สุดแล้ว solarpunk อาจสร้างภาพวาดให้เราได้ฝันและเห็นปลายทางร่วมกันว่าอยากส่งต่อโลกแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อจากเราที่สำคัญกว่าความสำเร็จส่วนตัว</p>



<p>แนวคิด solarpunk กำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อสถานการณ์โรคระบาดได้คลี่คลายลงในหลายๆ ส่วนของโลก ผู้คนก็เริ่มกลับมาตั้งคำถามกับโลกที่เขาอาศัยอยู่ ปลุกความเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีว่าจะแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ของโลกได้ แม้กระทั่งใน <em>The&nbsp;<em>New York Times</em></em> ก็เพิ่งมีบทความ <em>The Wind and Solar Boom Is Here</em> ที่ชวนมองว่ายุคแห่ง fossil fuels กำลังจะจบสิ้นลงไป พลังงานลมและแสงอาทิตย์กำลังจะเบ่งบาน แม้มองไปรอบตัวตอนนี้จะยังดูอีกไกล แต่ก็ชวนให้เรามีความหวัง</p>



<p>สิ่งที่ solarpunk มอบให้ทุกคนคือแรงบันดาลใจให้เราต่อสู้เพื่อระบบและสังคมที่ดีกว่า ทำให้เราต่อต้านการยินยอมและต่อต้านภาพอนาคตอันห่วยแตกที่เราไม่อยากให้คนรุ่นถัดไปต้องเกิดมารับรู้ และมีกำลังใจออกไปประท้วงส่งเสียงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง</p>



<p>แม้จะดูเหลือเชื่อเกินจริง แต่ solarpunk คือภาพจำลองและเสียงสะท้อนเล็กๆ ว่ายังมีคนที่ไม่หมดหวังในมนุษยชาติและอนาคตอันสดใส แม้จะห่างไกลเหลือเกิน</p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://hieroglyph.asu.edu/2014/09/solarpunk-notes-toward-a-manifesto/">hieroglyph.asu.edu</a></p>



<p><a href="https://www.instagram.com/explore/tags/solarpunk/">instagram.com</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/04/29/opinion/wind-solar-power.html">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://republicofthebees.wordpress.com/2008/05/27/from-steampunk-to-solarpunk/">republicofthebees.wordpress.com</a></p>



<p><a href="https://solarpunks.net/">solarpunks.net</a></p>



<p><a href="https://theconversation.com/explainer-solarpunk-or-how-to-be-an-optimistic-radical-80275">theconversation.com</a></p>



<p><div style="display:none;">
<h2> 1 </h2>
<p>11เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>12มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 2 </h2>
<p>21เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>22มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 3 </h2>
<p>31เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>32มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 4 </h2>
<p>41เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>42มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 5 </h2>
<p>51เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>52มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิดนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 6 </h2>
<p>61เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>62มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวนั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 7 </h2>
<p>71เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>72มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 8 </h2>
<p>81เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>82มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิดนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 9 </h2>
<p>91เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>92มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคินฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 10 </h2>
<p>101เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>102มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 11 </h2>
<p>111เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>112มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 12 </h2>
<p>121เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>122มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 13 </h2>
<p>131เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>132มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 14 </h2>
<p>141เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>142มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวนฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 15 </h2>
<p>151เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>152มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวนั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 16 </h2>
<p>161เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>162มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคินฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 17  </h2>
<p>171เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>172มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 18 </h2>
<p>181เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>182มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด นั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 19  </h2>
<p>191เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>192มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด นั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 20  </h2>
<p>201เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>202มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด  นั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
<h2> 21  </h2>
<p>211เมื่อโลกอนาคตมักจะมาพร้อมภาพจำอันน่าสะพรึงกลัวและน่าหดหู่ จึงเกิดแนวคิดที่ต่อต้านภาพจำของ shitty future หรืออนาคตแสนห่วยแตกด้วยการวาดภาพอนาคตในแบบที่เราอยากเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่เราคุ้นเคย จนเกิดเป็นภาพวาด สถาปัตยกรรม นวนิยาย และความเคลื่อนไหวทางสังคม มูฟเมนต์อันแสนจะครีเอทีฟนี้เรียกว่า </p>
<p>212มาจากคำว่า คำแรกสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังงานแสงอาทิตย์ คนที่ยึดถือแนวคิด  นั้นฝันเห็นสังคมที่ก้าวพ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่หมดสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม&nbsp;ส่วนพังก์คือคติของความแข็งกร้าวกับระบบในโลกที่เป็นอยู่ ต่อต้านกันแบบถอนรากถอนโคน หรือเป็นการต่อต้านโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure as a form of resistance.)&nbsp;</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/solarpunk/">Solarpunk แนวคิดต่อต้านอนาคตอันห่วยแตกด้วยโลกแห่งสายลมแสงแดดที่ช่วยพยุงความหวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cottagecore เมื่อการทิ้งชีวิตจริงไปพึ่งพิงตัวเองในป่ามันไม่ง่ายแบบนั้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cottagecore/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 May 2021 14:04:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[cottage core]]></category>
		<category><![CDATA[การพึ่งตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[การเกษตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=131560</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณเคยฝันถึงชีวิตในหมู่บ้านชนบทและกิจกรรมนอกบ้านบ้างไหม มีบางวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่ายชีวิตในโลกสมัยใหม่อันวุ่นวายตรงหน้า และนึกอยากผลักภาระทุกอย่างเพื่อย้อนกลับไปอยู่ในโลกยุคที่ทุกอย่างเรียบง่ายกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของโรคระบาดที่ทำให้คนโหยหาสุนทรียภาพแห่งการหนีหาย หลุดจากโลกความเป็นจริงไปอยู่ในไร่ทุ่งแสนงดงามและอบอุ่น ลองหลับตาคิดว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่กลางป่าหรือในไร่กว้างสุดลูกหูลูกตา แสงอาทิตย์พาดผ่านใบไม้กระทบลงบนดวงหน้าของคุณ เสียงนกน้อยร้องกังวานอยู่ไกลๆ ใบไม้ปลิวไหว ในมือคุณมีดอกไม้ป่า เท้าเปล่าสัมผัสผืนดินชื้น ในตะกร้าหวายมีเห็ดที่คุณเพิ่งเก็บมา กลิ่นขนมอบลอยมาจากกระท่อมน้อยน่ารัก หากคุณเคยฝันถึงภาพชีวิตเหล่านี้ คุณอาจตกอยู่ในภวังค์ของความงามสุนทรียภาพแบบ cottagecore ที่ชวนฝันโดยไม่รู้ตัว Cottagecore ภาพฝันชีวิตในไร่แบบโรแมนติกอบอุ่นอ่อนหวาน Cottagecore (farmcore หรือ countrycore ก็เรียก) คือชื่อเรียก &#8216;สุนทรียภาพจากการตีความชีวิตเกษตรกรรมแบบตะวันตก โดยมักจะทำให้ภาพดูโรแมนติกเกินจริง อบอุ่นอยู่ในไร่หรือธรรมชาติ&#160;ธีมของ cottagecore จึงมักเกี่ยวโยงกับแนวคิดอุดมคติของการพึ่งพาตัวเอง (self-sufficiency) การอบขนม ชีวิตเกษตรกรรมที่เรียบง่าย การห่วงใยดูแลคนในชุมชนอย่างอบอุ่น สุนทรียภาพนี้เกิดจากการที่คนในยุคปัจจุบันเฝ้าฝันถึงชีวิตอันเรียบง่าย ความผ่อนคลาย ฝันหวานกับการอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่ง&#8217; เพื่อให้เห็นภาพกว่านั้น ภาพจำของสุนทรียภาพแบบนี้มักประกอบไปด้วย กระท่อมหลังน้อยในป่าใหญ่หรือบ้านไร่ สัตว์เลี้ยงตัวน้อยในฟาร์ม&#160; ดอกไม้ป่า ดอกไม้แห้ง กิจกรรมการเก็บดอกไม้ในป่า การเก็บเห็ด การเย็บปักถักร้อย cross stitch และ embroidery การอบพาย อบขนม มัฟฟิน สโคน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cottagecore/">Cottagecore เมื่อการทิ้งชีวิตจริงไปพึ่งพิงตัวเองในป่ามันไม่ง่ายแบบนั้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คุณเคยฝันถึงชีวิตในหมู่บ้านชนบทและกิจกรรมนอกบ้านบ้างไหม</p>



<p>มีบางวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่ายชีวิตในโลกสมัยใหม่อันวุ่นวายตรงหน้า และนึกอยากผลักภาระทุกอย่างเพื่อย้อนกลับไปอยู่ในโลกยุคที่ทุกอย่างเรียบง่ายกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของโรคระบาดที่ทำให้คนโหยหาสุนทรียภาพแห่งการหนีหาย หลุดจากโลกความเป็นจริงไปอยู่ในไร่ทุ่งแสนงดงามและอบอุ่น</p>



<p>ลองหลับตาคิดว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่กลางป่าหรือในไร่กว้างสุดลูกหูลูกตา แสงอาทิตย์พาดผ่านใบไม้กระทบลงบนดวงหน้าของคุณ เสียงนกน้อยร้องกังวานอยู่ไกลๆ ใบไม้ปลิวไหว ในมือคุณมีดอกไม้ป่า เท้าเปล่าสัมผัสผืนดินชื้น ในตะกร้าหวายมีเห็ดที่คุณเพิ่งเก็บมา กลิ่นขนมอบลอยมาจากกระท่อมน้อยน่ารัก</p>



<p>หากคุณเคยฝันถึงภาพชีวิตเหล่านี้ คุณอาจตกอยู่ในภวังค์ของความงามสุนทรียภาพแบบ <strong>cottagecore</strong> ที่ชวนฝันโดยไม่รู้ตัว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-1024x1024.jpg" alt="cottagecore" class="wp-image-131722" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/93377361_3199505870080658_8104707440969708110_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Image : instagram.com/aclotheshorse</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-1024x1024.jpg" alt="cottagecore" class="wp-image-131723" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/171124823_1384617655230798_4536309278247163735_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">instagram.com/pixeldust.png</span></em></figcaption></figure></div>



<p class="has-text-align-center"><a href=""></a></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Cottagecore ภาพฝันชีวิตในไร่แบบโรแมนติกอบอุ่นอ่อนหวาน</strong></h2>



<p><strong>Cottagecore (farmcore หรือ countrycore ก็เรียก)</strong> คือชื่อเรียก &#8216;สุนทรียภาพจากการตีความชีวิตเกษตรกรรมแบบตะวันตก โดยมักจะทำให้ภาพดูโรแมนติกเกินจริง อบอุ่นอยู่ในไร่หรือธรรมชาติ&nbsp;ธีมของ cottagecore จึงมักเกี่ยวโยงกับแนวคิดอุดมคติของการพึ่งพาตัวเอง (self-sufficiency) การอบขนม ชีวิตเกษตรกรรมที่เรียบง่าย การห่วงใยดูแลคนในชุมชนอย่างอบอุ่น สุนทรียภาพนี้เกิดจากการที่คนในยุคปัจจุบันเฝ้าฝันถึงชีวิตอันเรียบง่าย ความผ่อนคลาย ฝันหวานกับการอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่ง&#8217;</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพกว่านั้น ภาพจำของสุนทรียภาพแบบนี้มักประกอบไปด้วย</p>



<p class="has-text-align-center">กระท่อมหลังน้อยในป่าใหญ่หรือบ้านไร่</p>



<p class="has-text-align-center">สัตว์เลี้ยงตัวน้อยในฟาร์ม&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">ดอกไม้ป่า ดอกไม้แห้ง</p>



<p class="has-text-align-center">กิจกรรมการเก็บดอกไม้ในป่า การเก็บเห็ด</p>



<p class="has-text-align-center">การเย็บปักถักร้อย cross stitch และ embroidery</p>



<p class="has-text-align-center">การอบพาย อบขนม มัฟฟิน สโคน ฯลฯ</p>



<p class="has-text-align-center">ชุดน้ำชาและการปิกนิกใต้ต้นไม้ใหญ่</p>



<p class="has-text-align-center">บทกวีและการเขียนอักษรด้วยลายมือ</p>



<p class="has-text-align-center">การทำสวน ทำของใช้ DIY</p>



<p class="has-text-align-center">การอ่านหนังสือในสวน ในป่า ในทุ่ง</p>



<p class="has-text-align-center">ภาพทุ่งกว้าง ฟาร์มดอกไม้ แสงอาทิตย์ลอดต้นไม้ในป่ากว้าง</p>



<p>ในช่วงปี 2020-2021 ธีม cottagecore ได้โผล่เข้ามาในโซเชียลมีเดียหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรมหรือ TikTok รวมไปถึงมีชุมชนอยู่ใน Tumblr ด้วยลักษณะของความหวานชวนฝัน หากได้ลองเข้าไปในอินสตาแกรมและกดไปที่แฮชแท็ก #cottagecore จะได้ผลลัพธ์มากกว่า 1.7 ล้านภาพ ส่วนแฮชแท็กนี้ใน TikTok นั้นมีคนดูกว่า 6 พันล้านครั้ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="866" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-04-at-20.47.34-866x1024.jpg" alt="cottagecore" class="wp-image-131724" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-04-at-20.47.34-866x1024.jpg 866w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-04-at-20.47.34-254x300.jpg 254w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-04-at-20.47.34-768x908.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-04-at-20.47.34-600x709.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Screen-Shot-2564-05-04-at-20.47.34.jpg 1034w" sizes="(max-width: 866px) 100vw, 866px" /></figure></div>



<p>พ้นไปจากโซเชียลมีเดีย คำคำนี้ยังถูกใช้เรียกนิยามอัลบั้ม <em>Folklore</em> ของ Taylor Swift ซึ่งชวนจินตนาการไปถึงชีวิตโรแมนติกในกระท่อมน้อยแสนห่างไกล ขนมอบในเตาสุดน่ารัก ชุดเย็บปักถักร้อย และเขียนจดหมายน้อยข้างเตาผิง</p>



<p>ในทางเดียวกัน บางคนหนีความจริงไปเล่นเกม Animal Crossing เกมของ Nintendo ที่พาคนมารับบทเกษตรกรบนเกาะของตัวเอง ทำงานเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ แลกเปลี่ยนผลผลิตกัน นอกจากนี้ยังสามารถบินไปเยี่ยมกระท่อมของเพื่อนแก้เหงา พูดคุย หรือเล่นดนตรีสังสรรค์กันยามค่ำเมื่อจบวัน&nbsp;</p>



<p>กระแสการโหยหาท้องทุ่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ที่มันกลับมาฮิตเชื่อว่าเพราะช่วงล็อกดาวน์ ผู้คนคงรู้สึกอึดอัดที่ต้องถูกจำกัดพื้นที่และกิจกรรมอยู่ในบ้านของตัวเองเป็นเวลานาน เลยเริ่มอินและฝันหวานถึงชีวิตโรแมนติกในฟาร์มน้อยเพื่อลดความกังวล และแก้เครียดจากสภาวะในโลกสมัยใหม่</p>



<div class="wp-block-image is-style-default"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/176945661_508466853869381_2901837080339512711_n-820x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131728" width="615" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/176945661_508466853869381_2901837080339512711_n-820x1024.jpg 820w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/176945661_508466853869381_2901837080339512711_n-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/176945661_508466853869381_2901837080339512711_n-768x959.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/176945661_508466853869381_2901837080339512711_n-600x749.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/176945661_508466853869381_2901837080339512711_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 615px) 100vw, 615px" /><figcaption><em>Image : instagram.com/fordeabbey</em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/128158364_287876105992542_6434326295218703728_n-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131736" width="614" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/128158364_287876105992542_6434326295218703728_n-1-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/128158364_287876105992542_6434326295218703728_n-1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/128158364_287876105992542_6434326295218703728_n-1-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/128158364_287876105992542_6434326295218703728_n-1-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/128158364_287876105992542_6434326295218703728_n-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 614px) 100vw, 614px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Image : instagram.com/alysonsimplygrows</span></em></figcaption></figure></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อเราอยากหนีชีวิตไปให้ไกล แต่หนีความจริงในประวัติศาสตร์ไม่พ้น</strong></h2>



<p>Cottagecore อาจเป็นเพียงเทรนด์สุนทรียะร่วมสมัยของคนที่แค่อยากจะหนีไปจากความซับซ้อนยากลำบากแห่งยุคสมัยใหม่ โหยหาชีวิตในไร่อ่อนหวานสีพาสเทลอันเรียบง่ายกว่าชีวิตทุนนิยมยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม</p>



<p>ค่านิยมนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุนนิยมและชีวิตในเมือง และหันไปอยู่ในป่า โอบรับสังคมเกษตรกรรมที่คนในชุมชนใกล้ชิดธรรมชาติ ชีวิตเกษตรกรในฟาร์มถูกทำให้ดูเป็นเหมือนดิสนีย์แลนด์ที่ไร้พิษภัย ไลฟ์สไตล์และสิ่งของเครื่องใช้ดูน่ารัก มีพร็อพให้ชวนถ่ายรูปลงอินสตาแกรม</p>



<p>แม้ภาพฝันของป่าและทุ่งกว้างจะเป็นเพียงภาพมโนเพื่อหนีจากความจริงในปัจจุบัน แต่ก็มีคำวิจารณ์และกระแสโต้กลับเกิดขึ้นเช่นกัน นิตยสาร <em>i-D</em> ตั้งคำถามว่า “Cottagecore คือแฟนตาซีของนักล่าอาณานิคมหรือไม่?”<strong> </strong>เพราะภาพที่สร้างขึ้นมักดูไร้พิษภัย ลบภาพประวัติศาสตร์ของแรงงานทาสยุคล่าอาณานิคมอันเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงที่เกี่ยวพันกับการทำไร่ทำนาในอเมริกาไปเสียสิ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/181172758_806670909948569_2734358980684005831_n-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131741" width="614" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/181172758_806670909948569_2734358980684005831_n-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/181172758_806670909948569_2734358980684005831_n-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/181172758_806670909948569_2734358980684005831_n-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/181172758_806670909948569_2734358980684005831_n-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/181172758_806670909948569_2734358980684005831_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 614px) 100vw, 614px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Image : instagram.com/liskin_dol</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/179626046_479690246573572_6817706658132574727_n-819x1024.jpg" alt="cottagecore" class="wp-image-131742" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/179626046_479690246573572_6817706658132574727_n-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/179626046_479690246573572_6817706658132574727_n-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/179626046_479690246573572_6817706658132574727_n-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/179626046_479690246573572_6817706658132574727_n-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/179626046_479690246573572_6817706658132574727_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Image : instagram.com/liskin_dol</span></em></figcaption></figure></div>



<p>Henry Navarro นักเคลื่อนไหวกล่าววิจารณ์การพยายามจะลบคนผิวสี (people of color) ออกไปจากภาพประวัติศาสตร์ให้หมดจดไว้ว่า <em>“นวนิยายคลาสสิกถูกเขียนขึ้นโดยคนขาวและตัวละครหลักก็ย่อมเป็นคนผิวขาว แต่พวกเราอยู่ตรงนั้นด้วย อยู่ในเครื่องเทศที่พวกเขาปรุงอาหาร อยู่ในน้ำหมึกที่เขาใช้เขียน อยู่ในฝ้ายที่เป็นชุดของเขา เราไม่เคยเห็นตัวละครผิวดำในหนังต้องทำสวน สวนเป็นเพียงฉากภาพนิ่ง เราแค่เห็นคนขาวเคลื่อนตัวไปในพื้นที่ ไม่เคยได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง”</em>&nbsp;</p>



<p>ชีวิตของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้นไม่ได้อ่อนหวานเรียบง่ายไปเสียหมด และภาพฝันโรแมนติกเกินจริงอาจไปลดทอนความยากลำบากของเกษตรกรโดยไม่ตั้งใจ โดยเ​ฉพาะในยุคเกษตรกรรมหรือยุคศักดินา (Feudalism) ซึ่งไม่อบอุ่นปลอดภัยอย่างที่นึกฝัน แต่ตกอยู่ใต้อำนาจของชนชั้นสูงเพียงไม่กี่ครอบครัว</p>



<p>ความทรงจำบ้านไร่อันอบอุ่นงดงามของคนผิวขาวซึ่งอาจเป็นความทรงจำคนละชุดกับบรรพบุรุษแรงงานทาสผิวดำที่เผชิญชะตากรรมแสนโหดร้ายของการถูกกดขี่ ทำร้าย แสวงประโยชน์จากแรงงานและร่างกายทาสที่ต้องออกไปทำงานกลางแจ้ง และตัดกับภาพฝันชีวิตอันรุ่มรวย อบอุ่นของเจ้าของที่ดินที่เอาเปรียบและขูดรีดอย่างทารุณ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/960x0.jpg" alt="" class="wp-image-131739" width="579" height="438" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/960x0.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/960x0-300x227.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/960x0-768x582.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/960x0-600x454.jpg 600w" sizes="(max-width: 579px) 100vw, 579px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Gone with the Wind (1939)</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="418" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/0b86cb2c7995d6412e3ef55c13561779.jpg" alt="" class="wp-image-131740" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/0b86cb2c7995d6412e3ef55c13561779.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/0b86cb2c7995d6412e3ef55c13561779-300x209.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Forrest Gump (1994)</span></em></figcaption></figure></div>



<p>นอกจากนี้ ในอเมริกายังเกิดเทรนด์การแต่งงานในสถานที่อย่าง plantation house ซึ่งเราอาจเคยเห็นตามหนังอเมริกัน plantation house เป็นสถาปัตยกรรมบ้านไร่แบบไอคอนิกในยุคเกษตรกรรมซึ่งในปัจจุบันอาจดูน่ารัก แต่ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ สถานที่สวยงามเหล่านี้มีความทรงจำ ประวัติศาสตร์การกดขี่ และความทุกข์ทนของแรงงานทาสที่ถูกลบลืม</p>



<p>เรามักจะประเมินความเหนื่อยยาก ความลำบาก และการใช้แรงงานของเกษตรกรต่ำเกินไป และทำเหมือนว่ามันเรียบง่ายจนน่าหวนกลับไป ไม่ได้คำนึงไปถึงค่าปุ๋ย ค่าที่ดิน ค่าอาหารสัตว์ ยังไม่นับรวมว่าในยุคสมัยนี้มีภัยแล้งแสนสาหัสจากความไม่แน่นอนอันเกิดจากภาวะโลกร้อน ระหว่างที่พืชยังไม่ออกดอกออกผล นี่คือความท้าทายที่เกษตรกรในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ&nbsp;</p>



<p>Cottagecore คือภาพสวยๆ ที่ช่วยให้เราลืมชีวิตปัจจุบันไปได้ชั่วครู่ ซึ่งอาจไม่ได้ผิดหรือบาปที่เราจะอยากหนีไปอยู่ในบ้านไร่หรือกระท่อมน้อยให้ไกลจากทุกสิ่ง ทิ้งปัญหาและความวุ่นวายในชีวิตสมัยใหม่ไว้ข้างหลัง&nbsp;</p>



<p>แต่ทุกครั้งที่เราบอกตัวเองว่าอยากหนีโลกความจริงไปอยู่แห่งหนใด อยากไปทำไร่หรือเป็นเกษตรกร เราต้องอย่าลืมว่ามันอาจเป็นเพียงภาพฝันชั่วคราวแก้เหงาเท่านั้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h4>



<p><a href="https://grist.org/climate/why-is-cottagecore-so-white/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">grist.org</a></p>



<p><a href="https://i-d.vice.com/en_uk/article/ep4egw/is-cottagecore-a-colonialist-fantasy-" target="_blank" rel="noreferrer noopener">i-d.vice.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/commentisfree/2019/dec/11/plantation-weddings-are-wrong-why-is-it-so-hard-for-white-americans-to-admit-that" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://www.wmagazine.com/story/taylor-swift-cottagecore-folklore" target="_blank" rel="noreferrer noopener">wmagazine.com</a></p>



<div style="display: none;">

<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p>
<div style="display: none;">อาจเป็นเพียงเทรนด์สุนทรียะร่วมสมัยของคนที่แค่อยากจะหนีไปจากความซับซ้อนยากลำบากแห่งยุคสมัยใหม่ โหยหาชีวิตในไร่อ่อนหวานสีพาสเทลอันเรียบง่ายกว่าชีวิตทุนนิยมยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม</div>

<div style="display: none;">ค่านิยมนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุนนิยมและชีวิตในเมือง และหันไปอยู่ในป่า โอบรับสังคมเกษตรกรรมที่คนในชุมชนใกล้ชิดธรรมชาติ ชีวิตเกษตรกรในฟาร์มถูกทำให้ดูเป็นเหมือนดิสนีย์แลนด์ที่ไร้พิษภัย ไลฟ์สไตล์และสิ่งของเครื่องใช้ดูน่ารัก มีพร็อพให้ชวนถ่ายรูปลงอินสตาแกรม</div>

<div style="display: none;">แม้ภาพฝันของป่าและทุ่งกว้างจะเป็นเพียงภาพมโนเพื่อหนีจากความจริงในปัจจุบัน แต่ก็มีคำวิจารณ์และกระแสโต้กลับเกิดขึ้นเช่นกัน นิตยสาร i-D ตั้งคำถามว่า “ คือแฟนตาซีของนักล่าอาณานิคมหรือไม่?” เพราะภาพที่สร้างขึ้นมักดูไร้พิษภัย ลบภาพประวัติศาสตร์ของแรงงานทาสยุคล่าอาณานิคมอันเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงที่เกี่ยวพันกับการทำไร่ทำนาในอเมริกาไปเสียสิ้น<div>

<div style="display: none;">Henry Navarro นักเคลื่อนไหวกล่าววิจารณ์การพยายามจะลบคนผิวสี (people of color) ออกไปจากภาพประวัติศาสตร์ให้หมดจดไว้ว่า “นวนิยายคลาสสิกถูกเขียนขึ้นโดยคนขาวและตัวละครหลักก็ย่อมเป็นคนผิวขาว แต่พวกเราอยู่ตรงนั้นด้วย อยู่ในเครื่องเทศที่พวกเขาปรุงอาหาร อยู่ในน้ำหมึกที่เขาใช้เขียน อยู่ในฝ้ายที่เป็นชุดของเขา เราไม่เคยเห็นตัวละครผิวดำในหนังต้องทำสวน สวนเป็นเพียงฉากภาพนิ่ง เราแค่เห็นคนขาวเคลื่อนตัวไปในพื้นที่ ไม่เคยได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง” </div>

<div style="display: none;">ชีวิตของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้นไม่ได้อ่อนหวานเรียบง่ายไปเสียหมด และภาพฝันโรแมนติกเกินจริงอาจไปลดทอนความยากลำบากของเกษตรกรโดยไม่ตั้งใจ โดยเ ฉพาะในยุคเกษตรกรรมหรือยุคศักดินา (Feudalism) ซึ่งไม่อบอุ่นปลอดภัยอย่างที่นึกฝัน แต่ตกอยู่ใต้อำนาจของชนชั้นสูงเพียงไม่กี่ครอบครัว</div>

<div style="display: none;">ความทรงจำบ้านไร่อันอบอุ่นงดงามของคนผิวขาวซึ่งอาจเป็นความทรงจำคนละชุดกับบรรพบุรุษแรงงานทาสผิวดำที่เผชิญชะตากรรมแสนโหดร้ายของการถูกกดขี่ ทำร้าย แสวงประโยชน์จากแรงงานและร่างกายทาสที่ต้องออกไปทำงานกลางแจ้ง และตัดกับภาพฝันชีวิตอันรุ่มรวย อบอุ่นของเจ้าของที่ดินที่เอาเปรียบและขูดรีดอย่างทารุณ</div>

<div style="display: none;">นอกจากนี้ ในอเมริกายังเกิดเทรนด์การแต่งงานในสถานที่อย่าง plantation house ซึ่งเราอาจเคยเห็นตามหนังอเมริกัน plantation house เป็นสถาปัตยกรรมบ้านไร่แบบไอคอนิกในยุคเกษตรกรรมซึ่งในปัจจุบันอาจดูน่ารัก แต่ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ สถานที่สวยงามเหล่านี้มีความทรงจำ ประวัติศาสตร์การกดขี่ และความทุกข์ทนของแรงงานทาสที่ถูกลบลืม</div>

<div style="display: none;">เรามักจะประเมินความเหนื่อยยาก ความลำบาก และการใช้แรงงานของเกษตรกรต่ำเกินไป และทำเหมือนว่ามันเรียบง่ายจนน่าหวนกลับไป ไม่ได้คำนึงไปถึงค่าปุ๋ย ค่าที่ดิน ค่าอาหารสัตว์ ยังไม่นับรวมว่าในยุคสมัยนี้มีภัยแล้งแสนสาหัสจากความไม่แน่นอนอันเกิดจากภาวะโลกร้อน ระหว่างที่พืชยังไม่ออกดอกออกผล นี่คือความท้าทายที่เกษตรกรในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ</div>

<div style="display: none;">คือภาพสวยๆ ที่ช่วยให้เราลืมชีวิตปัจจุบันไปได้ชั่วครู่ ซึ่งอาจไม่ได้ผิดหรือบาปที่เราจะอยากหนีไปอยู่ในบ้านไร่หรือกระท่อมน้อยให้ไกลจากทุกสิ่ง ทิ้งปัญหาและความวุ่นวายในชีวิตสมัยใหม่ไว้ข้างหลัง  แต่ทุกครั้งที่เราบอกตัวเองว่าอยากหนีโลกความจริงไปอยู่แห่งหนใด อยากไปทำไร่หรือเป็นเกษตรกร เราต้องอย่าลืมว่ามันอาจเป็นเพียงภาพฝันชั่วคราวแก้เหงาเท่านั้น</div>

<div style="display: none;">พ้นไปจากโซเชียลมีเดีย คำคำนี้ยังถูกใช้เรียกนิยามอัลบั้ม Folklore ของ Taylor Swift ซึ่งชวนจินตนาการไปถึงชีวิตโรแมนติกในกระท่อมน้อยแสนห่างไกล ขนมอบในเตาสุดน่ารัก ชุดเย็บปักถักร้อย และเขียนจดหมายน้อยข้างเตาผิง ในทางเดียวกัน บางคนหนีความจริงไปเล่นเกม Animal Crossing เกมของ Nintendo ที่พาคนมารับบทเกษตรกรบนเกาะของตัวเอง ทำงานเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ แลกเปลี่ยนผลผลิตกัน นอกจากนี้ยังสามารถบินไปเยี่ยมกระท่อมของเพื่อนแก้เหงา พูดคุย หรือเล่นดนตรีสังสรรค์กันยามค่ำเมื่อจบวัน</div>

<div style="display: none;">กระแสการโหยหาท้องทุ่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ที่มันกลับมาฮิตเชื่อว่าเพราะช่วงล็อกดาวน์ ผู้คนคงรู้สึกอึดอัดที่ต้องถูกจำกัดพื้นที่และกิจกรรมอยู่ในบ้านของตัวเองเป็นเวลานาน เลยเริ่มอินและฝันหวานถึงชีวิตโรแมนติกในฟาร์มน้อยเพื่อลดความกังวล และแก้เครียดจากสภาวะในโลกสมัยใหม่</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cottagecore/">Cottagecore เมื่อการทิ้งชีวิตจริงไปพึ่งพิงตัวเองในป่ามันไม่ง่ายแบบนั้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sadwear &#038; hate-wear เสื้อผ้าที่ใส่ในวันที่เศร้า เบื่อ หรือไม่เหลือใครในโลกให้สนใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sadwear-hate-wear/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Apr 2021 06:16:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[sadwear]]></category>
		<category><![CDATA[คำศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[hate-wear]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129492</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อต้อง work from home คุณเลือกใส่ชุดไหนบ่อยที่สุด? ในช่วง work from home เราอาจได้ยินคำแนะนำว่าต่อให้ทำงานที่บ้านก็ควรใส่ชุดทำงานเต็มที่เสมือนว่าเรากำลังจะออกไปทำงานข้างนอก เช่น ใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเน็กไท เพื่อสะกดจิตตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำงานในบรรยากาศน่าพักผ่อนของบ้าน บางคนยังต้องประชุมงานออนไลน์ทาง Zoom ก็อาจแต่งตัวหรือแต่งหน้าเต็มที่ ส่วนบางคนอาจแต่งตัวเต็มแค่ครึ่งท่อนบนที่ปรากฏให้คนอื่นเห็นผ่านกล้อง ท่อนล่างอาจไม่ใส่กางเกงหรือใส่แค่บ็อกเซอร์สบายๆ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เราอาจสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนเลือกแต่งตัวสบายๆ ใส่ชุดนอนทำงาน บางคนหยิบชุดที่ไม่ค่อยได้ใส่ออกมาใส่บ่อยขึ้น เริ่มทดลองแต่งกายในแบบที่เราคงไม่ทำหากไปทำงานหรือออกไปนอกบ้าน ระหว่างช่วงล็อกดาวน์ หลายคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบชีวิตเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นก็คือพฤติกรรมหรือรสนิยมการแต่งกาย และเมื่อเกิดพฤติกรรมมนุษย์ใหม่ๆ ขึ้นในโลกก็ไม่พ้นที่จะมีคนพยายามบัญญัติคำหรือสร้างศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นั้น Sadwear &#38; hate-wear เมื่อเราเลือกแต่งตัวแปลกๆ ตามอารมณ์และจิตใจ ในช่วงล็อกดาวน์ปี 2020 คอลัมน์ทั้งใน The New York Times และ Esquire ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคือคำว่า sadwear และ hate-wear ซึ่งไม่ได้แปลตรงตัวว่าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วเศร้าหรือชุดที่เราเกลียด แต่ใช้อธิบายการแต่งตัวและแฟชั่นในช่วงเวลาไม่ปกติอย่างน่าสนใจ sadwear (n.) เสื้อผ้าชุดที่สะท้อนสภาพจิตใจของเราในวันเศร้าหมอง มันอาจเป็นชุดที่เราใส่แล้วสบายใจในวันที่รู้สึกเซ็ง หรืออาจเป็นชุดที่เราเลือกใส่บ่อยๆ ในช่วงล็อกดาวน์ที่ชวนให้กังวล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sadwear-hate-wear/">Sadwear &#038; hate-wear เสื้อผ้าที่ใส่ในวันที่เศร้า เบื่อ หรือไม่เหลือใครในโลกให้สนใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อต้อง work from home คุณเลือกใส่ชุดไหนบ่อยที่สุด?</p>



<p>ในช่วง work from home เราอาจได้ยินคำแนะนำว่าต่อให้ทำงานที่บ้านก็ควรใส่ชุดทำงานเต็มที่เสมือนว่าเรากำลังจะออกไปทำงานข้างนอก เช่น ใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเน็กไท เพื่อสะกดจิตตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำงานในบรรยากาศน่าพักผ่อนของบ้าน บางคนยังต้องประชุมงานออนไลน์ทาง Zoom ก็อาจแต่งตัวหรือแต่งหน้าเต็มที่ ส่วนบางคนอาจแต่งตัวเต็มแค่ครึ่งท่อนบนที่ปรากฏให้คนอื่นเห็นผ่านกล้อง ท่อนล่างอาจไม่ใส่กางเกงหรือใส่แค่บ็อกเซอร์สบายๆ</p>



<p>แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เราอาจสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนเลือกแต่งตัวสบายๆ ใส่ชุดนอนทำงาน บางคนหยิบชุดที่ไม่ค่อยได้ใส่ออกมาใส่บ่อยขึ้น เริ่มทดลองแต่งกายในแบบที่เราคงไม่ทำหากไปทำงานหรือออกไปนอกบ้าน</p>



<p>ระหว่างช่วงล็อกดาวน์ หลายคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบชีวิตเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นก็คือพฤติกรรมหรือรสนิยมการแต่งกาย และเมื่อเกิดพฤติกรรมมนุษย์ใหม่ๆ ขึ้นในโลกก็ไม่พ้นที่จะมีคนพยายามบัญญัติคำหรือสร้างศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นั้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Sadwear &amp; hate-wear เมื่อเราเลือกแต่งตัวแปลกๆ ตามอารมณ์และจิตใจ</strong></h2>



<p>ในช่วงล็อกดาวน์ปี 2020 คอลัมน์ทั้งใน<em> The New York Times </em>และ <em>Esquire</em> ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคือคำว่า <strong>sadwear</strong> และ <strong>hate-wear</strong> ซึ่งไม่ได้แปลตรงตัวว่าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วเศร้าหรือชุดที่เราเกลียด แต่ใช้อธิบายการแต่งตัวและแฟชั่นในช่วงเวลาไม่ปกติอย่างน่าสนใจ</p>



<p><strong>sadwear</strong> (n.) เสื้อผ้าชุดที่สะท้อนสภาพจิตใจของเราในวันเศร้าหมอง มันอาจเป็นชุดที่เราใส่แล้วสบายใจในวันที่รู้สึกเซ็ง หรืออาจเป็นชุดที่เราเลือกใส่บ่อยๆ ในช่วงล็อกดาวน์ที่ชวนให้กังวล โดยอาจเป็นชุดที่แปลกไปจากชุดที่เราใส่ปกติ</p>



<p><strong>hate-wear</strong> (n.) เสื้อผ้าที่หยิบมาใส่บ่อยครั้งแม้เราจะไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่ บางทีอาจใส่แล้วรู้สึกแย่ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเพราะลายมันพิลึก สวมแล้วไม่พอดีตัว เนื้อผ้าก็อาจไม่นุ่มสบาย แต่เราดันหยิบมาสวมใส่เรื่อยๆ ในช่วงเวลาไม่ปกติ</p>



<p>ต้องย้ำว่าเสื้อผ้า sadwear และ hate-wear นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าสบายๆ อยู่บ้าน หรือชุดนอนเสมอไป แต่ครอบคลุมไปถึงตัวเลือกการแต่งกายแปลกๆ ที่ในสถานการณ์ปกติเราอาจมองข้ามไปก็ได้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>เสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่กล้าใส่ มันอาจจะมีดีเทล เนื้อผ้า หรือลักษณะแปลกๆ ที่ซื้อมาแล้วแทบไม่ได้ใส่ออกไปไหน</li><li>เสื้อผ้าเก่าที่เชย ตกยุคไปแล้ว ใส่แล้วอาจรู้สึกเด๋อ หรือเสื้อผ้าที่จริงๆ ก็ชอบใส่แต่ใส่แล้วไม่ได้ดูดีมาก ใส่แล้วไม่เข้ากับตัวเองเลยไม่ค่อยได้ใส่แต่ว่าเสื้อผ้ายังคุณภาพดีอยู่เลยหยิบมาใส่บ้างจนกลายเป็นว่าใส่ซ้ำบ่อยๆ</li><li>เสื้อผ้าสำหรับโอกาสพิเศษที่ไม่ใช่ทั้งชุดอยู่บ้านหรือชุดที่ใส่ออกไปนอกบ้าน เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดกีฬา ชุดคลุมอาบน้ำ ชุดแฟนซี ฯลฯ</li><li>เครื่องประดับแปลกๆ เพี้ยนๆ ที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ใส่ไปไหน ไม่เข้ากับชุด ก็ถูกหยิบเอามาใส่เมื่อต้องประชุมงานออนไลน์ผ่าน Zoom สร้างสีสันแปลกใหม่</li></ul>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="306" height="347" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2.jpg" alt="" data-id="129508" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129508" class="wp-image-129508" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2.jpg 306w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2-265x300.jpg 265w" sizes="(max-width: 306px) 100vw, 306px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="306" height="347" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2.jpg" alt="" data-id="129507" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129507" class="wp-image-129507" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2.jpg 306w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2-265x300.jpg 265w" sizes="(max-width: 306px) 100vw, 306px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption"><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Harry Styles ให้สัมภาษณ์กับ <strong>Heart Radio</strong> ผ่านวิดีโอคอลในช่วงโควิดปีที่แล้ว</span></em></figcaption></figure>



<p></p>



<p>นอกจากพฤติกรรมชอบใส่ชุดแปลกๆ งงๆ ในช่วงโควิด ยังมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าบางวันทำงานอยู่บ้าน ไม่ได้คุยกับใครแล้วรู้สึกเครียดๆ เลยเริ่มทดลองไม่สวมชุดชั้นในเพื่อความสบายกาย บางคนก็ใส่แค่ชุดชั้นในโล่งๆ หรือเปลือยกายนั่งทำงานไปยาวๆ เพราะไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ช่วยสร้างบรรยากาศใหม่ให้กับวันที่ดำเนินไปอย่างซ้ำซากจำเจ ถือว่าเป็นโบนัสพิเศษของการทำงานอยู่บ้าน ซึ่งถ้าลองแล้วติดใจก็อาจกลายเป็นรสนิยมใหม่ๆ ในชีวิตระยะยาวไปได้</p>



<p>ย้อนกลับไปปีที่แล้ว วันไหนที่เครียดๆ เบื่อๆ ผู้เขียนเองก็ชอบไปหยิบเอารองเท้าคู่ที่ใส่ไม่ค่อยสบาย ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใส่ แต่ชอบรูปทรงและวัสดุมาสวมเล่นขณะนั่งพิมพ์งาน บางทีก็เลือกใส่กระโปรงตัวนั้นที่สั้นเกินไปนิดหนึ่ง เสื้อที่ชอบลายผ้าแต่พอใส่แล้วไม่พอดีตัวหรือไม่มั่นใจ ลองหยิบเสื้อกันหนาวตัวที่คันนิดๆ มาสวมบ้างหลังจากซื้อมาแล้วไม่เคยใส่ไปนอกบ้านเลย แม้พอส่องกระจกแล้วจะไม่ได้รู้สึกว่าเหมาะหรือดูดีแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ลองเสื้อผ้าใหม่ๆ โดยไม่ต้องไปหาซื้อ แค่หยิบหาชุดในตู้เสื้อผ้าที่เราลืมไปแล้วแทน</p>



<p>หากคุณลองนึกย้อนไปในช่วง work from home แล้วเจอชุดแปลกๆ ที่คุณใส่ซ้ำๆ อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ คุณอาจจะพบ sadwear ของตัวเองเข้าให้แล้ว อยู่ๆ ชุดแปลกๆ งงๆ ก็เกิดความหมายใหม่ กลายเป็นชุดที่ใส่แล้วช่างแม่ง เราสบายใจ สวยไหมก็ไม่ แต่เราจะใส่ ใครจะทำไม <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อสถานการณ์ไม่ปกติ สภาพจิตใจเปลี่ยนไป เสื้อผ้าที่ใส่ก็เปลี่ยนไปด้วย</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าเมื่อสถานการณ์ชีวิตเปลี่ยน จิตใจเราไม่ปกติ แถมอยู่ในภาวะที่เจอคนลดลงหรือไม่ได้เจอผู้คนเป็นเวลานาน ชีวิตประจำวันถูกจำกัดอยู่ในสถานที่เดิม มีกิจวัตรเดิมซ้ำๆ ฯลฯ สถานการณ์ชีวิตพวกนี้ล้วนมีผลให้อารมณ์และสภาพจิตใจเราไม่ปกติไปด้วย พอเครียด กังวล และเบื่อหน่ายก็สามารถส่งผลต่อตัวเลือกในการแต่งตัวของเราไปโดยปริยาย</p>



<p>เมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ หลายคนก็เริ่มรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องแต่งกายให้เข้ากับกาลเทศะ ตามเทรนด์ ตามสมัยนิยม หรือต้องเหมาะสมกับสถานที่อีกต่อไป ไม่ต้องแคร์ว่าคนรอบตัวคิดยังไงกับตัวเลือกการแต่งกายของเรา ไม่ต้องกลัวเพื่อนร่วมงานแซวเวลาเราแต่งตัวแปลกๆ จนเราไม่มั่นใจ หรือเราจะทดลองไม่ใส่อะไรเลยก็ทำได้เต็มที่ หากเราใส่แล้วเกิดมั่นใจและพึงพอใจก็อาจจะกลายเป็นรสนิยมใหม่ๆ ในระยะยาวไปได้</p>



<p> sadwear จีงอาจเป็นหนทางใหม่ในการปลดปล่อยตัวเองให้เกิดความพึงพอใจในร่างกายของเรา ไม่ต้องสวย ไม่ต้องเนี้ยบ ไม่ต้องเป๊ะ ไม่ต้องเก๋ชิค การแต่งตัวอะไรก็ได้กลายเป็น statement ของการปล่อยวางช่างแม่ง สบายใจก็ใส่ไป สร้างความพึงพอใจและผ่อนคลายความตึงเครียดในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องที่น่ากังวลใจมากกว่าเสื้อผ้า เช่น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่ชวนให้เครียดและสิ้นหวัง</p>



<p>ไม่ใช่แค่คนธรรมดาที่มี sadwear แต่คนดังก็ใส่ sadwear กันเต็มไปหมด เช่น Justin Bieber ผู้สวมฮู้ดรูป  Emoji แบบไม่สนใจโลก หรือ Harry Style ที่พันผ้าพันคอ Muppet สีเขียวมีขนดูนุ่มสบายไปงานประกาศรางวัลแกรมมี่ เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนแผ่รังสีพลังงานความเพี้ยน ความไม่แคร์โลก คล้ายๆ กับประกาศว่าในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ใครอยากใส่อะไรก็ใส่ไป ไม่ต้องแคร์สายตาสังคม เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาที่น่าสับสนกังวลใจและเครียดมากพอแล้ว ที่สำคัญเมื่อเราหยิบเสื้อผ้าเด๋อๆ แปลกๆ ขึ้นมาใส่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ก็อาจสร้างความหมายใหม่ๆ และมันยังช่วยต่ออายุเสื้อผ้าเหล่านี้อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-1024x768.jpg" alt="sadwear" class="wp-image-129495" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Justin Bieber ในเสื้อลาย Emoji | Image : justinbieber</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="699" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-1024x699.jpg" alt="" class="wp-image-129496" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-1024x699.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-768x524.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-600x409.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Harry Styles และผ้าพันคอขนปุย | Image : harrystyles</span></em></figcaption></figure></div>



<p>การทดลองสไตล์ใหม่ๆ ผิดๆ ถูกๆ อาจสร้างความหมายและคุณค่าใหม่ให้กับการแต่งตัวของเรา พอไม่ต้องออกไปเจอใครบ่อยๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าเยอะเท่าเดิม ไม่ต้องแต่งตัวตามสมัยเพื่อออกไปเจอคนอื่นในสังคม ใส่เสื้อซ้ำก็ได้ไม่เป็นไร สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราชะลอการบริโภค ได้หยุดและคิดมากขึ้น ลองพิจารณาตัวเลือกการแต่งกายและการช้อปปิ้งของเราใหม่</p>



<p>นิตยสาร eMarketer ระบุว่าจากแบบสำรวจผู้บริโภค พบว่าในสหรัฐอเมริกาช่วงเดือนมิถุนายน 2020 หรือในช่วงล็อกดาวน์ ผู้คนเลือกซื้อเสื้อผ้าแนวสบายๆ (leisure wear) มากขึ้น โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาวช่วงวัย 18-24 ปี ส่วนอีกแบบสำรวจในสหราชอาณาจักรก็พบว่าคนมากกว่า 3 ใน 5 รู้สึกพึงพอใจที่คนในสังคมแต่งตัวสบายๆ มากขึ้นและรู้สึกมั่นใจที่จะแต่งตัวแนวสบายๆ ขึ้น ซึ่งการแต่งตัวแนวใส่สบาย ใส่ยาวๆ ใส่ซ้ำได้มากขึ้นก็จะลดการซื้อและบริโภคผลิตภัณฑ์แฟชั่นและลดการใช้ทรัพยากรในยุคสมัยแห่งฟาสต์แฟชั่น</p>



<p>จากรายงาน <strong>A NEW TEXTILES ECONOMY: REDESIGNING FASHION’S FUTURE</strong> โดย<strong> Ellen Macarthur Foundation</strong> สรุปแนวโน้มด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอว่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา การผลิตเสื้อผ้านั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเสื้อผ้าถูกผลิตมากขึ้น ไวขึ้น ในราคาที่ต่ำลง อายุการใช้งานเสื้อผ้าก็สั้นลงไปด้วยไม่คุ้มค่ากับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล จนกระทั่งหลังการใช้งาน ฟาสต์แฟชั่นก็สร้างขยะจำนวนมาก หากมีเพียงขยะน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกรีไซเคิลกลับมาใช้งานต่อ</p>



<p>เมื่อแนวทางการแต่งตัวมาทางที่ใส่สบายและใส่ยาวๆ มากขึ้น อาจจะนำไปสู่การแต่งกายแบบใหม่ รายงานสรุปเทรนด์การบริโภคแฟชั่น<strong> The State of Fashion 2021 </strong>โดย<strong> Mckinsey &amp; Company</strong> เสนอว่าคนรุ่นใหม่ตื่นรู้ สนใจเรื่องที่มาของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่บริโภค ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งยังคิดถี่ถ้วนถึงผลกระทบก่อนซื้อมากขึ้น</p>



<p></p>



<p>ถึงอย่างนั้นวงการแฟชั่นเองก็ได้รับผลกระทบจากโควิดทางอื่นด้วย พฤติกรรม Spendemic ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ นั่นคือพฤติกรรมที่คนเริ่มชินกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้นอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ แฟชั่นโชว์ต้องปรับปรุงให้อยู่ในลักษณะดิจิทัลมากขึ้น แต่ละแบรนด์หันมาแข่งขันการนำเสนอตัวตนแบรนด์ในโลกออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และใช้งานช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มสื่อสารให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>



<p>แม้ฟังดูเผินๆ hate-wear และ sadwear อาจจะเป็นเทรนด์การแต่งตัวเฉพาะกาลจากสถานการณ์ไม่ปกติ เพื่อตอบรับสภาพจิตใจในช่วงเวลาทุกข์ยาก ไม่แน่นอนของโรคระบาด  แต่ประสบการณ์นี้พาให้เรากลับไปค้นหาเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้วในตู้ นำมาลองใส่ และทำให้มันมีชีวิตใหม่ขึ้นมา อีกไม่นานโลกอาจเข้าสู่ยุคปกติแต่ผลกระทบจากการแต่งกายในช่วงโควิดอาจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เปลี่ยนไปหลังจากนี้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h4>



<p><a href="https://www.ellenmacarthurfoundation.org/publications/a-new-textiles-economy-redesigning-fashions-future" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Circular Fashion &#8211; A New Textiles Economy: Redesigning fashion&#8217;s future</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/fashion/2021/jan/17/hate-wear-and-sadwear-fashion-new-names-for-covid-lockdown-dressing" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;Hate-wear&#8217; and &#8216;sadwear&#8217;: fashion&#8217;s new names for lockdown dressing</a></p>



<p><a href="https://www.emarketer.com/content/pandemic-driving-demand-leisurewear" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Is the Pandemic Driving Demand for Leisurewear? &#8211; Insider Intelligence Trends, Forecasts &amp; Statistics</a></p>



<p><a href="https://www.ipsos.com/ipsos-mori/en-uk/leisure-wear-pyjamas-and-even-showering-less-has-covid-accelerated-decline-formality" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Leisure-wear, pyjamas and even showering less, has COVID accelerated a decline in formality?</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/01/06/style/pandemic-dressing-takes-a-dark-turn.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Pandemic Dressing Takes a Dark Turn</a></p>



<p><a href="https://www.newyorker.com/magazine/2020/07/20/the-slob-chic-style-of-the-coronavirus-pandemic" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Slob-Chic Style of the Coronavirus Pandemic</a></p>



<p><a href="https://www.mckinsey.com/industries/retail/our-insights/state-of-fashion" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The State of Fashion 2021: In search of promise in perilous times</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sadwear-hate-wear/">Sadwear &#038; hate-wear เสื้อผ้าที่ใส่ในวันที่เศร้า เบื่อ หรือไม่เหลือใครในโลกให้สนใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘Anthropause’ เมื่อโลกมนุษย์กดปุ่ม pause ธรรมชาติจึงได้กด play</title>
		<link>https://adaymagazine.com/anthropause/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Mar 2021 17:14:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[oxford languages]]></category>
		<category><![CDATA[คำศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[พจนานุกรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[anthropause]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=124960</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงที่ทั่วโลกอยู่ในภาวะล็อกดาวน์ เราได้อ่านข่าวฝูงปลาที่กลับคืนมาในคลองเวนิสเมื่อน้ำใสขึ้นเพราะจราจรเรือที่ลดลง สัตว์ป่าก้าวเท้าเข้ามาเยือนเมืองใหญ่ ฝูงแพะเดินเล่นในเมืองเวลส์ สัตว์บางกลุ่มกลับคืนสู่บริเวณที่เคยถูกยึดครองและรบกวนจากมนุษย์ มลภาวะทางเสียงและอากาศลดลงในหลายพื้นที่ทั่วโลก เราจะเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าอะไรดี? &#160; ขอต้อนรับสู่ภาวะมนุษย์หยุดชะงัก วารสาร Nature Ecology &#38; Evolution พาดหัวปกเดือนกันยายน 2020 ว่า “Welcome to the anthropause”–“ขอต้อนรับสู่ภาวะมนุษย์หยุดชะงัก” เมื่อปีที่แล้ว โควิด-19 ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยต้องมาแลกเปลี่ยนหารือถึงผลกระทบของโรคระบาดที่มีต่อโลกและธรรมชาติ และหาคำอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ต่างๆ จนอุบัติคำว่า Anthropause ขึ้นมา คำนี้ประกอบขึ้นจากคำว่า “anthropo-” (เกี่ยวข้องกับมนุษย์) + pause (หยุด, ชะงัก) หมายถึงการชะลอช้าลงของการท่องเที่ยวและกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ในระดับโลก (global slowdown of travel and other human activities) เช่น การเดินทางหรือการเคลื่อนย้ายข้ามประเทศ&#160; คำคำนี้ไม่เพียงโผล่อยู่ในวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์แบบเข้มข้น แต่ในปี 2020 William Gibson นักเขียนไซ-ไฟก็ทวีตถึงคำว่า anthropause เช่นกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/anthropause/">‘Anthropause’ เมื่อโลกมนุษย์กดปุ่ม pause ธรรมชาติจึงได้กด play</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ช่วงที่ทั่วโลกอยู่ในภาวะล็อกดาวน์ เราได้อ่านข่าวฝูงปลาที่กลับคืนมาในคลองเวนิสเมื่อน้ำใสขึ้นเพราะจราจรเรือที่ลดลง สัตว์ป่าก้าวเท้าเข้ามาเยือนเมืองใหญ่ ฝูงแพะเดินเล่นในเมืองเวลส์ สัตว์บางกลุ่มกลับคืนสู่บริเวณที่เคยถูกยึดครองและรบกวนจากมนุษย์ มลภาวะทางเสียงและอากาศลดลงในหลายพื้นที่ทั่วโลก</p>



<p>เราจะเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าอะไรดี?</p>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขอต้อนรับสู่ภาวะมนุษย์หยุดชะงัก</strong></h2>



<p>วารสาร <em>Nature Ecology &amp; Evolution</em> พาดหัวปกเดือนกันยายน 2020 ว่า “Welcome to the anthropause”–“ขอต้อนรับสู่ภาวะมนุษย์หยุดชะงัก”<strong> </strong></p>



<p>เมื่อปีที่แล้ว โควิด-19 ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยต้องมาแลกเปลี่ยนหารือถึงผลกระทบของโรคระบาดที่มีต่อโลกและธรรมชาติ และหาคำอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ต่างๆ จนอุบัติคำว่า <strong>Anthropause </strong>ขึ้นมา </p>



<p>คำนี้ประกอบขึ้นจากคำว่า <strong>“anthropo-” (เกี่ยวข้องกับมนุษย์) + pause (หยุด, ชะงัก)</strong> หมายถึงการชะลอช้าลงของการท่องเที่ยวและกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ในระดับโลก (global slowdown of travel and other human activities) เช่น การเดินทางหรือการเคลื่อนย้ายข้ามประเทศ&nbsp;</p>



<p>คำคำนี้ไม่เพียงโผล่อยู่ในวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์แบบเข้มข้น แต่ในปี 2020 William Gibson นักเขียนไซ-ไฟก็ทวีตถึงคำว่า anthropause เช่นกัน สมกับที่ได้เป็นหนึ่งใน <a href="https://languages.oup.com/word-of-the-year/2020/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;คำแห่งปี 2020&#8217;</a> ของ Oxford Languages (กิบสันนี่เองที่ริเริ่มใช้คำว่า ‘cyberspace’ ในปี 1982 โดยบรรจุคำนี้ในนิยาย <em>Burning Chrome</em> เพื่อจินตนาการถึงจินตภาพของระบบเครือข่าย จากนั้นคำนี้ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายเมื่อพูดถึงพื้นที่เครือข่ายของอินเทอร์เน็ต) </p>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การรบกวนจากมนุษย์ลดลงฉับพลัน สรรพสัตว์โผล่กลับมา</strong></h2>



<p>บทความ <em>The Coronavirus Quieted City Noise. Listen to What’s Left.</em> จาก <em>The New York Times</em> พูดถึงการสำรวจบันทึกเสียงต่างๆ ในเมืองนิวยอร์กและพบว่าหลังจากโรคระบาดเมืองก็เงียบลงจนฟังแล้วแยกความแตกต่างได้อย่างชัดเจน </p>



<p>เมื่อมนุษย์ต้องหยุดชะงัก พักจากกิจกรรมชั่วคราว ผู้คนออกจากบ้านเมื่อจำเป็น เมืองก็เงียบงันไร้เสียงรบกวน ในหลายๆ เมืองทั่วโลกจึงมีสัตว์หลากชนิดแอบย่องเข้ามาเยี่ยมเยือนเขตพื้นที่เมือง สำรวจถนนที่ว่างเปล่า กลายเป็นภาพน่าประหลาดใจ ในหลายๆ พื้นที่ของโลกยังพบว่าสัตว์ขยายพันธุ์ได้ดีขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวหายไป นกพันธุ์หายากปรากฏตัวในพื้นที่ใกล้สนามบินเพราะเที่ยวบินที่ลดลงอย่างมาก ถือเป็นโอกาสอันดีของนักวิจัยทางธรรมชาติที่จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่นอกเหนือไปจากเรา</p>



<p>เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ถ้วนหน้า นักวิจัยจำนวนมากก็ต้องปรับปรุงการศึกษาของตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันและนำมาซึ่งการวิจัยใหม่ๆ เช่นที่วารสาร <em>Science</em> เล่าถึง Ari Friedlaender นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้ศึกษาผลกระทบของการท่องเที่ยวและการประมงที่มีต่อวาฬหลังค่อม เมื่อเกิดโควิด-19 เขากลับต้องหยุดการลงพื้นที่วิจัยในทวีปแอนตาร์กติกาเพราะการประมงและการท่องเที่ยวลดลง</p>



<p>ถึงอย่างนั้นเมื่อต้องกลับบ้านที่อเมริกา เขากลับพบว่าการลดลงของการจราจรทางเรือทำให้เขาสามารถศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับวาฬเมื่อสิ่งรบกวนจากมนุษย์หายไปได้ เช่น เขาสามารถวัดค่าความเครียดของวาฬในช่วงเดือนที่เงียบสงบเทียบกับช่วงเดือนที่การจราจรพลุกพล่านได้ การศึกษาใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นแทน</p>



<p>นิตยสาร <em>Cosmos</em> ระบุว่า เมื่อสิ่งรบกวนจากมนุษย์หายไป นักชีววิทยาที่ศึกษาสัตว์ทั่วโลกจึงติดเครื่องติดตามระบุตำแหน่งเพื่อทำความเข้าใจแพตเทิร์นการเคลื่อนตัวของสัตว์ป่าในธรรมชาติเมื่อไม่มีการรบกวนโดยคน จนได้ชุดข้อมูลใหม่ๆ มากมายมาศึกษาต่อเพื่อสร้างการปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า ช่วงเวลาที่มนุษย์หยุดชะงักจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะศึกษาความแตกต่างเพื่อเข้าใจสมดุลของธรรมชาติ และผลกระทบที่มนุษย์และเมืองมีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยร่วมโลกกับเรา</p>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Anthropause สัมผัสและสะพรึงถึงเศษเสี้ยวของวันที่โลกไร้มนุษย์ยึดครอง</strong></h2>



<p>Anthropause ทำให้เราได้เห็นเมืองร้างว่างเปล่าเหมือนในหนังซอมบี้วันสิ้นโลก ชวนให้คิดถึงเมืองเชอร์โนบิลซึ่งเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ขั้นร้ายแรงเมื่อปี 1986 จนกลายเป็น Chernobyl Exclusion Zone (CEZ) พื้นที่ร้างขนาดกว่า 2,800 ตารางกิโลเมตรที่ถูกประเมินว่าไม่สามารถอยู่อาศัยได้เพราะปริมาณกัมมันตภาพรังสีที่ตกค้าง เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี เมืองร้างนี้ถูกยึดครองโดยสัตว์ป่าและกลายเป็นพื้นที่สำหรับศึกษาการ rewilding หรือการฟื้นฟูที่ดินและผืนป่าให้กลับสู่สภาพเดิม หรือการกลับคืนสู่แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่า</p>



<p>มากไปกว่านั้น คำนี้ยังชวนให้เราคิดถึงบรรยากาศ post-apocalyptic ในนิยายวันสิ้นโลกอย่าง <em>The Drowned World </em>โดย J. G. Ballard นวนิยายเล่มนี้จินตนาการถึงโลกที่ร้อนขึ้นในปี 2145 เมืองลอนดอนกลายเป็นหนองน้ำ พืชและสัตว์กลับมายึดครองพื้นที่อีกครั้งหลังดินแดนมนุษย์ล่มสลาย ส่วนเมืองแถบศูนย์สูตรก็ถูกทิ้งร้าง ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกด้วยอุณหภูมิที่สูงเกินไป </p>



<p>นี่เป็นจินตนาการที่น่าสะพรึงแต่อาจใกล้ตัวกว่าที่เราคิด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="304" height="475" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/16234584._SY475_.jpg" alt="anthropause" class="wp-image-124965" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/16234584._SY475_.jpg 304w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/16234584._SY475_-192x300.jpg 192w" sizes="(max-width: 304px) 100vw, 304px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>The Drowned World</em> โดย J. G. Ballard (1962)</span></figcaption></figure></div>



<p>แน่นอนว่าการอุบัติขึ้นของ Anthropause ไม่ได้หมายความว่าโควิด-19 จะเป็นสิ่งสวยงามที่ช่วยทำความสะอาด กวาดล้างมนุษย์อันสกปรก เบื้องหลังกิจกรรมมนุษย์ที่หยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงที่หายไปจากมหาสมุทรหรือหาดทรายไร้นักท่องเที่ยว ในอีกมุมก็คือภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ชีวิตคนตกงาน ธุรกิจขนาดเล็กที่ล้มลง คนขาดรายได้จุนเจือครอบครัว เผยช่องว่างของความเหลื่อมล้ำที่เคยถูกซุกเอาไว้ให้ได้เห็นชัดๆ กับตา</p>



<p>อย่าลืมว่าไม่ใช่แค่สัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการรบกวนของมนุษย์ ประชากรโลกจำนวนมหาศาลเองก็กำลังเผชิญภัยพิบัติเพราะมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตขาดแคลนน้ำ ขาดความมั่นคงทางอาหาร พืชผลที่สูญเสียจากความไม่แน่นอนของฤดูกาล มลภาวะทางน้ำและอากาศ กลุ่มคนที่เปราะบางกำลังถูกทารุณและถูกคุกคามจากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงโดยไม่มีทางหนี และสถานการณ์ก็กำลังแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อแผ่นดินถูกเปลี่ยนแปลงโดยน้ำมือมนุษย์มากกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเสียอีก</p>



<p>เหตุการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ช่วยย้ำเตือนว่าเราต่างกำลังอาศัยอยู่ในยุค Anthropocene ยุคสมัยใหม่ทางธรณีวิทยาที่มนุษย์ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในระดับใหญ่ ซึ่งทั้งน่าตกตะลึงและสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน สารคดีเรื่อง <em>Earth</em> โดย Nikolaus Geyrhalter เล่าถึง ‘ผืนดิน’ ที่ถูกมนุษย์ขุดและขนย้ายปีละหลายพันล้านตัน จากที่ตามธรรมชาติ ในแต่ละวันดินจำนวน 60 ล้านตันจะถูกเคลื่อนย้ายผ่านแม่น้ำ สายลม และพลังงานธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มนุษย์เคลื่อนที่ดินและหินมากถึงวันละ 156 ล้านตัน ทำให้พวกเราเป็นปัจจัยกำหนดสภาพธรณีวิทยามากที่สุดในยุคนี้&nbsp;</p>



<p>ที่สำคัญใน interconnected world หรือโลกที่เชื่อมต่อกันอย่างแยกได้ยาก ทุกการกระทำของเราส่งผลต่อคนอื่นเสมอ การบริโภคของเราล้วนใช้ทรัพยากรและทิ้งขยะไว้เบื้องหลัง หรือปล่อยเป็นมลภาวะไปในอากาศ ซึ่งแม้จะดูเหมือนพ้นตัวเราแต่ที่จริงมันแค่ลอยไปอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกและอาจกระทบคนอื่นไม่เร็วก็ช้า เราในยุคสมัยนี้จึงเป็นผู้กำหนดอนาคตของมนุษยชาติรุ่นต่อไป&nbsp;</p>



<p>การหยุดพักครั้งนี้อาจเป็นเวลาอันดีที่มนุษย์จะได้ทบทวนกิจกรรมที่เราทำ สิ่งที่เราสร้าง นโยบายที่เราสนับสนุน มองให้รอบว่ามันกระทบกลุ่มคนที่เปราะบางหรือสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะนี่คือโลกที่เราต้องใช้ร่วมกับระบบนิเวศและร่วมกับผู้คนในยุคถัดจากเราอีกหลายร้อย หลายพันปี </p>



<p>คนที่เขาไม่มีสิทธิเลือกนอกจากรับมรดกระบบและโลกนี้จากคนรุ่นเรา</p>



<p>&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p><a href="https://www.nature.com/articles/s41559-020-1237-z" target="_blank" rel="noreferrer noopener">COVID-19 lockdown allows researchers to quantify the effects of human activity on wildlife</a></p>



<p><a href="https://www.unep.org/news-and-stories/story/how-chernobyl-has-become-unexpected-haven-wildlife">How Chernobyl has become an unexpected haven for wildlife &#8211; UN Environment</a></p>



<p><a href="https://languages.oup.com/word-of-the-year/2020/">Oxford Word of the Year 2020</a></p>



<p><a href="https://cosmosmagazine.com/nature/animals/the-anthropause-during-covid-19/">The &#8216;anthropause&#8217; during COVID-19</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/interactive/2020/05/22/upshot/coronavirus-quiet-city-noise.html">The Coronavirus Quieted City Noise. Listen to What’s Left.</a></p>



<p><a href="https://www.sciencemag.org/news/2020/08/pandemic-stilled-human-activity-what-did-anthropause-mean-wildlife">The pandemic stilled human activity. What did this ‘anthropause’ mean for wildlife?</a></p>



<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com"></a></p>



<div style="display:none;">เมื่อมนุษย์ต้องหยุดชะงัก พักจากกิจกรรมชั่วคราว ผู้คนออกจากบ้านเฉพาะเมื่อจำเป็น เมืองก็เงียบงันไร้เสียงรบกวน ในหลายๆ เมืองทั่วโลกจึงมีสัตว์หลากชนิดแอบย่องเข้ามาเยี่ยมเยือนเขตพื้นที่เมือง สำรวจถนนที่ว่างเปล่ากลายเป็นภาพน่าประหลาดใจ ในหลายๆ พื้นที่ของโลกยังพบว่าสัตว์ขยายพันธุ์ได้ดีขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวหายไป นกพันธุ์หายากปรากฏตัวในพื้นที่ใกล้สนามบินเพราะเที่ยวบินที่ลดลงอย่างมาก ถือเป็นโอกาสอันดีของนักวิจัยทางธรรมชาติที่จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่นอกเหนือไปจากเรา</div>



<div style="display:none;">เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ถ้วนหน้า นักวิจัยจำนวนมากก็ต้องปรับปรุงการศึกษาของตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันและนำมาซึ่งการวิจัยใหม่ๆ เช่นที่วารสาร <em>Science</em> เล่าถึง Ari Friedlaender นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้ศึกษาหัวข้อผลกระทบของการท่องเที่ยวและการประมงที่มีต่อวาฬหลังค่อม เมื่อเกิดโควิด-19 เขากลับต้องหยุดการลงพื้นที่วิจัยในทวีปแอนตาร์กติกาเพราะการประมงและการท่องเที่ยวลดลง</div>



<div style="display:none;">ถึงอย่างนั้นเมื่อต้องกลับบ้านที่อเมริกา เขากลับพบว่าการลดลงของการจราจรทางเรือทำให้เขาสามารถศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับวาฬเมื่อสิ่งรบกวนจากมนุษย์หายไปได้ เช่น เขาสามารถวัดค่าความเครียดของวาฬในช่วงเวลาช่วงเดือนเงียบสงบเทียบกับช่วงเดือนที่การจราจรพลุกพล่านได้ การศึกษาใหม่ๆ ขึงเกิดขึ้นแทน</div>



<div style="display:none;"><em>Cosmos</em> ระบุว่าเมื่อสิ่งรบกวนจากมนุษย์หายไป นักชีววิทยาที่ศึกษาสัตว์ทั่วโลกจึงติดเครื่องติดตามระบุตำแหน่งเพื่อทำความเข้าใจแพตเทิร์นการเคลื่อนตัวของสัตว์ป่าในธรรมชาติเมื่อไม่มีการรบกวนโดยคนจนได้ชุดข้อมูลใหม่ๆ มากมายมาศึกษาต่อเพื่อสร้างการปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า ช่วงเวลาที่มนุษย์หยุดชะงักจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะศึกษาความแตกต่างเพื่อเข้าใจสมดุลของธรรมชาติ และผลกระทบที่มนุษย์และเมืองมีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยร่วมโลกกับเรา</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/anthropause/">‘Anthropause’ เมื่อโลกมนุษย์กดปุ่ม pause ธรรมชาติจึงได้กด play</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;วันนี้วันพุธเองเหรอ&#8221; Blursday อาการหลงวันลืมคืนเมื่อวันหยุดและวันทำงานหลอมเป็นหนึ่งเดียว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/blursday/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2021 19:50:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประสาทวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ล็อกดาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[Blursday]]></category>
		<category><![CDATA[ความเบลอ]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงวันคืน]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[กักตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=120548</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณรู้สึกว่าปี 2020 ผ่านไปเร็วหรือช้า? เกิดการสับสนในวันเวลาบ้างไหม? หากคุณรู้สึกว่าทุกๆ วันช่างเหมือนกันจนรู้สึกหลงเวลา ลืมวันลืมคืน คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ หนึ่งในคำที่น่าสนใจในรายชื่อคำประจำปีของ Oxford คือคำว่า Blursday ก่อนจะรู้จักคำใหม่ เราขอชวนย้อนกลับไปมองเรื่องราวไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นมากมายในปี 2020 ก่อน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่รุนแรงไปจนถึงโรคระบาดที่แทบจะทำให้ทั้งโลกหยุดลงชั่วคราว เพื่อให้มี ‘คำ’ ที่ตอบรับกับสถานการณ์ สภาพสังคม พฤติกรรม และกิจกรรมที่เกิดขึ้นแบบเฉพาะเจาะจงที่สุด นักพจนานุกรมจึงต้องคอยสังเกตการณ์และวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนแบบเกือบจะเรียลไทม์ จากเหตุการณ์มากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น รายงาน Word of the Year 2020 โดย Oxford Dictionary พบว่ามีการใช้คำใหม่ๆ เกิดขึ้นในปีที่แล้วเยอะมากจนไม่สามารถเลือกแค่หนึ่งคำให้เป็นคำแห่งปีได้ ดังตัวอย่างคำในลิสต์ด้านล่างนี้ Covidiot (n.) ผู้ที่ไม่ยอมทำตามข้อปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 เช่น ไม่ยอมใส่หน้ากาก ไม่ยอมล้างมือ ไม่เชื่อในการ social distancing ไม่ว่าจะด้วยความขี้เกียจ ความไม่รู้ หรือไม่เชื่อว่าโควิด-19 เป็นเรื่องจริงซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลก Mask Shaming (n.) การประณามหยามเหยียดคนที่ไม่ยอมใส่หน้ากากหรือเหยียดคนที่ใส่หน้ากากเพื่อให้รู้สึกอับอาย คำนี้มีความน่าสนใจเพราะมีความหมายตรงกันข้ามจากคนสองฝั่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blursday/">&#8220;วันนี้วันพุธเองเหรอ&#8221; Blursday อาการหลงวันลืมคืนเมื่อวันหยุดและวันทำงานหลอมเป็นหนึ่งเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">คุณรู้สึกว่าปี 2020 ผ่านไปเร็วหรือช้า? เกิดการสับสนในวันเวลาบ้างไหม?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณรู้สึกว่าทุกๆ วันช่างเหมือนกันจนรู้สึกหลงเวลา ลืมวันลืมคืน คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ หนึ่งในคำที่น่าสนใจในรายชื่อคำประจำปีของ Oxford คือคำว่า <strong>Blursday</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะรู้จักคำใหม่ เราขอชวนย้อนกลับไปมองเรื่องราวไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นมากมายในปี 2020 ก่อน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่รุนแรงไปจนถึงโรคระบาดที่แทบจะทำให้ทั้งโลกหยุดลงชั่วคราว เพื่อให้มี ‘คำ’ ที่ตอบรับกับสถานการณ์ สภาพสังคม พฤติกรรม และกิจกรรมที่เกิดขึ้นแบบเฉพาะเจาะจงที่สุด นักพจนานุกรมจึงต้องคอยสังเกตการณ์และวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนแบบเกือบจะเรียลไทม์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเหตุการณ์มากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น รายงาน </span><a href="https://languages.oup.com/word-of-the-year/2020/"><span style="font-weight: 400;">Word of the Year 2020</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดย Oxford Dictionary พบว่ามีการใช้คำใหม่ๆ เกิดขึ้นในปีที่แล้วเยอะมากจนไม่สามารถเลือกแค่หนึ่งคำให้เป็นคำแห่งปีได้ ดังตัวอย่างคำในลิสต์ด้านล่างนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Covidiot (n.)</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ที่ไม่ยอมทำตามข้อปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 เช่น ไม่ยอมใส่หน้ากาก ไม่ยอมล้างมือ ไม่เชื่อในการ social distancing ไม่ว่าจะด้วยความขี้เกียจ ความไม่รู้ หรือไม่เชื่อว่าโควิด-19 เป็นเรื่องจริงซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Mask Shaming (n.)</b><span style="font-weight: 400;"> การประณามหยามเหยียดคนที่ไม่ยอมใส่หน้ากากหรือเหยียดคนที่ใส่หน้ากากเพื่อให้รู้สึกอับอาย คำนี้มีความน่าสนใจเพราะมีความหมายตรงกันข้ามจากคนสองฝั่ง แล้วแต่ว่าอยู่ฝั่งไหน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Infit (n.)</b><span style="font-weight: 400;"> ชุดนอกบ้านที่เราต้องใส่อยู่บ้านให้เรียบร้อยเพื่อประชุมทางออนไลน์ ทำให้เกิดพฤติกรรมการแต่งชุดทำงานหรือชุดสุภาพแค่ท่อนบนเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://adaymagazine.com/infodemic/" target="_blank" rel="noopener"><b>Infodemic (n.)</b></a><span style="font-weight: 400;"> ภาวะการระบาดของข่าวปลอมที่กระจายไปทั่วในช่วงที่มีโรคระบาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://adaymagazine.com/doomscrolling/" target="_blank" rel="noopener"><b>Doomscrolling (n.)</b></a><span style="font-weight: 400;"> อาการเลื่อนหน้าจอไถฟีดไปเรื่อยๆ อย่างหมดหวังในช่วงเวลาเลวร้ายเหมือนจะสิ้นโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Zoombomb (n.) </b><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมก่อกวนการประชุมออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom โดยตั้งใจเปิดภาพที่สร้างความรำคาญ&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">กระอักกระอ่วนใจ เช่น เปิดเสียงดังรบกวน ส่งภาพวาบหวิว ฯลฯ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Blursday อาการสับสนในการรับรู้เวลาจนจำวันผิด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในคำที่เกิดขึ้นในปี 2020 ที่น่าสนใจคือคำว่า Blursday ที่เกิดจากคำว่า Blur (เบลอ พร่ามัว ไม่ชัดเจน) + Day (วัน) รวมกันได้คำที่หมายความว่า <strong>‘</strong></span><b>วันใดๆ ที่ไม่สามารถระบุแยกได้จากวันอื่นๆ ในสัปดาห์’</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Oxford อธิบายสาเหตุไว้เพิ่มเติมว่าอาการนี้ <em>&#8220;</em></span><i><span style="font-weight: 400;"><em>&#8230;เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงกักตัวที่บ้านจนเกิดอาการไม่รู้วันไม่รู้คืน สับสนว่าวันนี้เป็นวันอะไร ชีวิตแต่ละวันซ้ำซากจำเจอยู่ในสถานที่เดียวจนแยกแต่ละวันที่ผ่านไปให้แตกต่างจากกันได้ยาก วันหยุดและวันทำงานได้หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ฯลฯ&#8221;</em>&nbsp;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ในปีนี้ หลายๆ คนอาจเริ่มปรับตัวกับชีวิตทำงานทางไกลได้แล้ว แต่เมื่อผู้เขียนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนชีวิตกับคนรอบตัวก็พบว่า Blursday ยังเป็นสิ่งที่เราประสบร่วมกัน เช่น เมื่อคุยงานนัดหมายกันแล้วจำวันผิด คิดว่าวันที่คุยกันเป็นวันพฤหัสบดีทั้งที่เป็นวันอังคาร หรือบางทีทำงานไปเรื่อยๆ ก็ต้องตกใจเมื่อถึงวันศุกร์โดยไม่รู้ตัว หรือต่อให้ไม่ถึงหลักวัน หลายคนก็ทำงานไปเรื่อยๆ จนดึกโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่ต้องเดินทางกลับบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาไม่ปกติเช่นนี้ที่คนจำนวนมากต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปลี่ยนชีวิตประจำวัน เป็นโอกาสอันดีของนักวิทยาศาสตร์ที่จะสำรวจการรับรู้เวลาของคนในวงกว้าง Philip Gable นักวิชาการด้านจิตวิทยาจาก The University of Alabama at Birmingham ทำแบบสำรวจในคำถามนี้เหมือนกันโดยไปสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,100 คน พบว่าในช่วงล็อกดาวน์แบบนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ส่วนคนอีกประมาณ​ 25 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าเวลาในช่วงโรคระบาดผ่านไปไวกว่าที่ควรจะเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sophie Herbst นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาจากเบอร์ลินให้ความเห็นว่า ผู้คนได้สูญเสีย ‘temporal cues’ หรือ ‘ตัวชี้นำในการรับรู้เวลา’ โดยทั่วไป ชีวิตของคนยุคปัจจุบันมักถูกแบ่งประเภทเป็นวันธรรมดาและวันหยุดซึ่งช่วยให้เราสามารถรับรู้ถึงเวลาที่ผ่านไปได้ แต่ในช่วงเวลากักตัวหลายคนอาจทำงานข้ามไปวันเสาร์-อาทิตย์จนทำให้เส้นแบ่งเวลาผิดเพี้ยนไปจากปกติ ทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปไม่กี่เดือนนั้นเหมือนเกิดขึ้นแสนนาน นอกจากนี้ความเบื่อหน่าย ความกังวล หรือความกลัวก็ทำให้เรารู้สึกว่าเวลานั้นยาวนานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอยากหลุดจากภาวะ Blursday อาจทำได้ด้วยการพยายามเรียก temporal cues กลับคืนมาด้วยการสร้างเส้นแบ่งของเวลาในแต่ละวันให้ตัวเอง สร้างความแตกต่างหลากหลายในแต่ละวัน สร้างกิจวัตรใหม่ๆ ให้เช้า กลางวัน เย็นแตกต่างกัน กำหนดวันพักผ่อนให้ตัวเอง หรือกำหนดวันที่จะทำกิจกรรมบางอย่างโดยเฉพาะ เช่น จะวิ่งทุกๆ วันเสาร์ จะออกไปเดินข้างนอกทุกเย็น หรือจะออกกำลังกายวันเว้นวัน เพื่อให้จดจำและแยกแยะวันต่างๆ ได้ดีขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>รับรู้เวลาด้วยเรื่องราวรอบตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะรู้สึกว่า ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้และแน่นอน หากแต่การรับรู้เวลาของมนุษย์นั้นไม่แม่นยำและมีความรู้สึกมาเกี่ยวข้องเสมอ นอกจากความรู้สึกส่วนตัว การรับรู้ถึงเวลายังข้องเกี่ยวกับปัจจัยทางสถานที่และวัฒนธรรมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือ</span> <b><i>A Geography Of Time </i></b><span style="font-weight: 400;">นักสังคมจิตวิทยา</span> Robert V. Levine ได้<span style="font-weight: 400;">พาเราไปสำรวจการรับรู้ของผู้คนในต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม และต่างยุคสมัย เช่น ยุคก่อนที่จะมีนาฬิกาเป็นมาตรฐานสากลในการวัดเวลา จากการสำรวจ เลวีนสรุปว่าตัวแปรที่มีผลต่อ psychological time หรือเวลาทางจิตวิทยามี 5 ปัจจัย คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Pleasantness (ความพึงพอใจ) </b><span style="font-weight: 400;">หากเรารู้สึกมีความสุข อิ่มเอม เวลามักจะผ่านไปไวกว่าปกติเสมอ ความเบื่อหน่ายหรือกิจกรรมที่ซ้ำซากทำให้เรารับรู้ระยะเวลาได้ช้ากว่าปกติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Urgency (ความรีบเร่งฉุกเฉิน) </b><span style="font-weight: 400;">หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรีบก็ดูเหมือนเวลาจะเดินช้าลงไปอีก เช่น หากต้องนำคนที่เรารักส่งโรงพยาบาลด้วยเหตุฉุกเฉิน เวลาไม่กี่นาทีก่อนจะถึงแผนกฉุกเฉินนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน&nbsp;</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Amount of activity (ปริมาณของกิจกรรมในแต่ละวัน)</b><span style="font-weight: 400;"> หากเรามีกิจกรรมต้องทำมากมาย เราย่อมรู้สึกว่าเวลานั้นน้อย เดินไว และไม่เพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><strong>Variety (ความหลากหลาย)</strong> หากเผชิญชีวิตที่ซ้ำซากจำเจจนแยกแต่ละชั่วโมงและวันออกจากกันได้ยาก เวลาอาจเดินช้าในความรู้สึก เช่น คนที่ชีวิตที่คุ้นชินกับความไวและความหลากหลายในเมือง เมื่อเข้าสู่โหมดชีวิตช่วงกักตัวอยู่บ้าน กินอาหารเมนูเดิมทุกวันในสภาพแวดล้อมที่จำกัดอาจรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลงจนแทบทนไม่ได้</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="color: #333333;"><b>Time-free tasks (งานประเภทที่ไม่กำหนดเวลา) </b><span style="font-weight: 400;">งานบางประเภทไม่อาจทำตามกำหนดเดดไลน์ได้โดยง่าย โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพสักภาพหรือการเขียนหนังสือสักเล่ม เมื่อศิลปินจดจ่อกับงานจนตัดขาดจากโลกจึงบิดเบือนการรับรู้เวลาของเขาไป เช่นที่นักจิตวิทยา Mihaly Csikszentmihalyi กล่าวว่า &#8220;ชั่วโมงหนึ่งๆ ผ่านไปราวกับนาที แต่บางที หนึ่งวินาทีก็ดูเหมือนจะยืดยาวเป็นนิรันดร์&#8221;</span></span></li>
</ul>
<p><div id="attachment_120562" style="width: 421px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120562" class="wp-image-120562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-624x1024.jpg" alt="" width="411" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-624x1024.jpg 624w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-183x300.jpg 183w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-768x1261.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL-600x985.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/81N-0PvAkiL.jpg 1559w" sizes="(max-width: 411px) 100vw, 411px" /><p id="caption-attachment-120562" class="wp-caption-text">ภาพ amazon.com</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Oliver Sacks นักประสาทวิทยาผู้ล่วงลับเล่าถึงประสบการณ์การรักษาคนไข้ลงในความเรียงชื่อ ‘Speed’ หรือ ‘ความไว’ จากหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">The River of Consciousness</span></i><span style="font-weight: 400;">&nbsp;เขาสังเกตว่าคนเราต่างมีนาฬิกาการรับรู้เวลาฝังอยู่ในร่างโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น คนไข้ผู้เคลื่อนไหวช้าจนแทบหยุดนิ่งรู้สึกว่าเวลานาฬิกาบนผนังผ่านไปเร็วผิดปกติ กลับกันบางโรคทำให้คนไข้รับรู้เวลาผิดเพี้ยนถึงขนาดที่สามารถจับแมลงวันได้ด้วยมือเปล่าเพราะเขารู้สึกว่าแมลงวันบินช้าเหลือเกิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้คนจะบอกว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วขึ้นเมื่อเราแก่ชราลง แซกส์กลับยืนยันว่าเมื่ออายุมากขึ้น แต่ละวินาที แต่ละนาทียังให้ความรู้สึกเหมือนเดิม หนึ่งชั่วโมงยังยาวเท่าเดิมเมื่อเราเบื่อหน่าย หรืออาจรวดเร็วผ่านไปไวในห้วงที่เรากระตือรือร้นสนใจ และบางครั้งเวลาเพียงชั่วครู่ก็ถูกยืดขยายขึ้นในความทรงจำ เช่น ในวินาทีใกล้ตายสมองของเราจะยืดขยายรายละเอียดที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่ววูบได้อย่างไม่น่าเชื่อ</span></p>
<p><div id="attachment_120561" style="width: 464px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-120561" class="wp-image-120561" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-689x1024.jpg" alt="" width="454" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-689x1024.jpg 689w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-202x300.jpg 202w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-768x1141.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L-600x891.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/A1b6WoFSq7L.jpg 1723w" sizes="(max-width: 454px) 100vw, 454px" /><p id="caption-attachment-120561" class="wp-caption-text">ภาพ amazon.com</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>อย่าหวาดกลัวที่จะหลงทางในเวลา เพราะเราต่างรับรู้เวลาต่างกัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้อยู่บ้านนานๆ และได้ประสบอาการ Blursday เข้ากับตัว ผู้เขียนรู้สึกเหมือนได้รับประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่หลังใช้ชีวิตที่แยกวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อย่างชัดเจนมาตลอด ทำงานในสายอาชีพที่ถูกวัดด้วยเวลาอยู่เสมอจนเวลาที่เสียไปคือความสูญเสียทางโอกาสและรายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ชีวิตแบบเบลอๆ แยกวันธรรมดากับสุดสัปดาห์ไม่ออกทำเอาหลายคนเครียด พานคิดไปว่าชีวิตตัวเองไม่มีคุณภาพอย่างใครๆ หากที่จริงแล้วชีวิตรูปแบบนี้เป็นผลพลอยได้หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่การใช้ชีวิตเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง และการมีวันหยุด 2 วันให้พักต่อสัปดาห์ก็เกิดจากการเรียกร้องของการเคลื่อนไหวทางแรงงานที่ทำให้มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์มาแต่โบร่ำโบราณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองออกไปจากชีวิตตัวเอง ยังมีคนอีกมากที่อยู่บ้านสม่ำเสมอตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จะระบาด เช่น คุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลลูกที่บ้าน คนที่เกษียณอายุ คนที่ว่างงาน หรือผู้ป่วยเรื้อรัง ความรู้สึกสับสนว่าเป็นวันอะไรนี้จึงอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนเหล่านี้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือหากมองดูคนในวัฒนธรรมอื่นๆ ที่อยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างออกไป ‘เวลา’ สำหรับผู้คนในสังคมเกษตรกรรม สังคมที่อยู่ในป่าหรือบนเกาะอาจข้องเกี่ยวกับฤดูกาล สภาพอากาศ มากกว่าสนใจว่าวันนั้นคือวันจันทร์หรืออังคาร วัฒนธรรมที่ต่างไปเหล่านี้ทำให้เขาอาจรับรู้เวลาและดำเนินชีวิตโดยอาศัยตัวแปรจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ปริมาณแสงอาทิตย์ น้ำขึ้น-น้ำลง ระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ฯลฯ หากเรายึดติดกับคติที่ว่าการไม่รับรู้เวลาแบบในสังคมสมัยใหม่คือการไร้ความสามารถก็อาจเป็นการตีกรอบเวลาที่แคบเกินไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อลองพิจารณาดู ‘เวลา’ ที่เรารับรู้อาจไม่ได้เป็นเส้นตรงหรือเที่ยงตรงสม่ำเสมอตลอดไปจนวันตาย แต่เป็นเหมือนการเดินทางบนถนนที่บางครั้งเรียบลื่น บางช่วงก็ขรุขระ บางช่วงอาจรู้สึกเร็ว บางช่วงอาจรู้สึกช้าจนทนไม่ไหว ที่สำคัญ ในแต่ละช่วงชีวิตเราอาจให้คุณค่าและความหมายกับเวลาต่างกันไปก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมองไปให้ไกลจากตัวเอง อาการ Blursday จึงอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก หรือเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขขนาดนั้น แค่เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนจำนวนมากพร้อมๆ กันในช่วงโควิด-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อประสบกับอาการ Blursday ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้สำรวจและทำความเข้าใจว่าปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อการรับรู้เวลาของเรา รวมถึงลองออกไปสำรวจผู้คนที่รับรู้เวลาต่างจากเรา ไม่แน่เราอาจเจอวิธีรับรู้และใช้เวลาแบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจก็ได้</span></p>
<hr>
<p><span style="font-weight: 400;">A Geography Of Time: The Temporal Misadventures of a Social Psychologist</span></p>
<p><a href="http://languages.oup.com/word-of-the-year/2020" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">languages.oup.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The River of Consciousness: Sacks, Oliver: 9780385352567</span></p>
<p><a href="https://www.webmd.com/lung/news/20200507/what-day-is-it-this-it-your-brain-on-quarantine" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">What Day Is It? This Is Your Brain on Quarantine</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blursday/">&#8220;วันนี้วันพุธเองเหรอ&#8221; Blursday อาการหลงวันลืมคืนเมื่อวันหยุดและวันทำงานหลอมเป็นหนึ่งเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Skin hunger เพราะเป็นมนุษย์เราจึงโหยหาการถูกสัมผัสร่างกาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/skin-hunger/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2021 14:23:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Touch Hunger]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ความโหยหา]]></category>
		<category><![CDATA[คำศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมผัสทางกาย]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[ล็อกดาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[สัมผัส]]></category>
		<category><![CDATA[2020]]></category>
		<category><![CDATA[Skin Hunger]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118960</guid>

					<description><![CDATA[<p>skin hunger ช่วงที่โควิด-19 รุนแรงจนต้องล็อกดาวน์และทำงานที่บ้าน มีใครรู้สึกไม่สดชื่นและคิดถึงการสัมผัสร่างกายมนุษย์คนอื่นบ้างไหม? วันนี้เราเลยขอแนะนำให้รู้จักอาการหรือคำว่า ‘skin hunger’ หรือ ‘touch hunger’ แปลตรงๆ หมายถึง&#160;“ความหิวโหยของผิวหนัง” แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น คำนี้หมายความว่า&#160;“ความรู้สึกโหยหาการสัมผัสผู้อื่นหรือความปรารถนาที่จะเชื่อมต่อกับคนอื่นผ่านสัมผัสทางกายภาพ ไม่ว่าจะผ่านการสัมผัส การกอด จับมือ หรืออื่นๆ” &#160; พูดให้ง่ายกว่านั้น มันคือการโหยหาหรือความปรารถนาทางชีวภาพและจิตวิทยาของเราตามธรรมชาติการเป็นมนุษย์นั่นเอง &#160; เพราะเป็นมนุษย์จึงต้องสัมผัส ‘skin hunger’ เป็นที่พูดถึงบ่อยขึ้นในช่วงปี 2020 เพราะนโยบายรักษาระยะห่างทางสังคม และเมื่อต้องล็อกดาวน์เพราะโรคระบาดทำให้มนุษย์ตัดขาดจากกันและกัน (ในทางกายภาพ) อาการนี้จึงทวีความเข้มข้นไปอีกขั้นจนเกิดเป็นคำว่า ‘touch deprivation’ หรืออาการโหยหาการสัมผัสอย่างรุนแรง มนุษย์เรียนรู้ผ่านการสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เด็กทารกเรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์และรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้สัมผัสตัวแม่ เมื่อโตขึ้นเรารู้สึกมีชีวิตชีวาเมื่อได้เชื่อมต่อกับคนอื่นและสังคม การสัมผัสร่างกายมนุษย์คนอื่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาวะที่ดีเพราะการสัมผัสทำให้สมองของเราหลั่งฮอร์โมนส์ oxytocin หรือสารแห่งความเชื่อใจ ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ซึ่งช่วยคลายความกังวลและผ่อนคลายระบบประสาทของเราให้อยู่ในสภาวะปกติ อาการเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ในช่วงยุค 60s เด็กกำพร้าชาวโรมาเนียหลายพันคนถูกพามาพักพิงในบ้านเด็กกำพร้าโดยขาดการติดต่อกับมนุษย์ (human contact) อย่างสิ้นเชิง นักประสาทชีววิทยา Mary Carlson และจิตแพทย์ได้ไปเยี่ยมเด็กๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/skin-hunger/">Skin hunger เพราะเป็นมนุษย์เราจึงโหยหาการถูกสัมผัสร่างกาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="display: none;">skin hunger</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงที่<a href="https://adaymagazine.com/?s=%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94-19" target="_blank" rel="noopener">โควิด-19</a> รุนแรงจนต้องล็อกดาวน์และทำงานที่บ้าน มีใครรู้สึกไม่สดชื่นและคิดถึงการสัมผัสร่างกายมนุษย์คนอื่นบ้างไหม?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เราเลยขอแนะนำให้รู้จักอาการหรือคำว่า</span><b> ‘skin hunger’ </b>หรือ<b> ‘touch hunger’ </b>แปลตรงๆ หมายถึง<span style="font-weight: 400;">&nbsp;“ความหิวโหยของผิวหนัง” แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น คำนี้หมายความว่า</span><i>&nbsp;“</i>ความรู้สึกโหยหาการสัมผัสผู้อื่นหรือความปรารถนาที่จะเชื่อมต่อกับคนอื่นผ่านสัมผัสทางกายภาพ ไม่ว่าจะผ่านการสัมผัส การกอด จับมือ หรืออื่นๆ<i>”</i> <span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดให้ง่ายกว่านั้น มันคือการโหยหาหรือความปรารถนาทางชีวภาพและจิตวิทยาของเราตามธรรมชาติการเป็นมนุษย์นั่นเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เพราะเป็นมนุษย์จึงต้องสัมผัส</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘skin hunger’ เป็นที่พูดถึงบ่อยขึ้นในช่วงปี 2020 เพราะนโยบายรักษาระยะห่างทางสังคม และเมื่อต้องล็อกดาวน์เพราะโรคระบาดทำให้มนุษย์ตัดขาดจากกันและกัน (ในทางกายภาพ) อาการนี้จึงทวีความเข้มข้นไปอีกขั้นจนเกิดเป็นคำว่า ‘touch deprivation’ หรืออาการโหยหาการสัมผัสอย่างรุนแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เรียนรู้ผ่านการสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เด็กทารกเรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์และรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้สัมผัสตัวแม่ เมื่อโตขึ้นเรารู้สึกมีชีวิตชีวาเมื่อได้เชื่อมต่อกับคนอื่นและสังคม การสัมผัสร่างกายมนุษย์คนอื่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาวะที่ดีเพราะการสัมผัสทำให้สมองของเราหลั่งฮอร์โมนส์ oxytocin หรือสารแห่งความเชื่อใจ ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ซึ่งช่วยคลายความกังวลและผ่อนคลายระบบประสาทของเราให้อยู่ในสภาวะปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ในช่วงยุค 60s เด็กกำพร้าชาวโรมาเนียหลายพันคนถูกพามาพักพิงในบ้านเด็กกำพร้าโดยขาดการติดต่อกับมนุษย์ (human contact) อย่างสิ้นเชิง นักประสาทชีววิทยา Mary Carlson และจิตแพทย์ได้ไปเยี่ยมเด็กๆ และพบว่าพวกเขามีอาการไม่ออกเสียง ไม่แสดงสีหน้าเพื่อบอกความรู้สึก ตัดขาดจากสังคม และมีการเคลื่อนไหวที่ผิดเพี้ยนไป สอดคล้องกับที่นักจิตวิทยา </span><span style="font-weight: 400;">Harry Harlow สรุปไว้ว่า</span><span style="font-weight: 400;">ลิงวัยทารกนั้นโหยหาความรู้สึกของการถูกบำรุงดูแลยิ่งกว่าการได้รับดูแลจริงๆ เสียอีก</span></p>
<p>ข้อสรุปนี้มาจากการทดลองของฮาร์โลว์ที่ให้ลูกลิงกำพร้าอยู่กับแม่ลิงปลอมทำจากลวดซึ่งให้นมได้ และแม่ลิงปลอมทำจากผ้าซึ่งไม่มีอาหาร ผลการทดลองพบว่าลูกลิงวิ่งหาแม่ลิงขดลวดเฉพาะเวลาต้องการอาหารเท่านั้น ในขณะที่ช่วงเวลาอื่นๆ มันเลือกจะอยู่กับแม่ลิงที่ทำจากผ้าซึ่งนุ่มนิ่มและมีสัมผัสคล้ายแม่ลิงจริงๆ มากกว่า</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ‘การโหยหาการสัมผัส’ ไม่จำเป็นต้องเป็นการสัมผัสที่สื่อถึงความรักและอาจไม่ได้เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แต่เป็นการสัมผัสทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ในบางอาชีพที่การสัมผัสร่างกายคนแปลกหน้าเป็นส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น ช่างแต่งหน้า ช่างตัดผม หมอนวด หรือเทรนเนอร์ อาชีพเหล่านี้กลายเป็นอาชีพที่ตกที่นั่งลำบากในช่วงการรักษาระยะห่าง บางคนต้องไปหาช่องทางบริการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ เช่น สอนออนไลน์หรือแนะนำผ่านวิดีโอคอล แต่ก็ไม่อาจทดแทนประสบการณ์ผ่านการสัมผัสทางกายภาพได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ในวันที่เราต้องรักษาระยะห่าง เราจึงหิวโหยความใกล้ชิดผูกพัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดโควิด-19 อันมาพร้อมกับข้อปฏิบัติที่ทำให้เราต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน ต้องกักตัวเองเพื่อดูอาการ ระมัดระวังการข้ามเขตแดน ทั้งหมดเป็นไปเพื่อลดความเสี่ยงโดยเราต้องหักห้ามใจจากความเป็นมนุษย์ที่อยากสัมผัส–ใกล้ชิด–เชื่อมต่อกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้อ่านเรื่องราวจำนวนมากของผู้คนที่ต้องกล่าวลาคนในครอบครัวที่กำลังจะจากไปโดยมีข้อแม้ว่าห้ามสัมผัสร่างกาย เมื่อคนที่เรารักกำลังจะตายตรงหน้าแต่กลับเข้าไปกอดไม่ได้โรคนี้จึงร้ายกาจกับเราทุกคนเพราะได้พรากเอาสัมผัสอุ่นที่ช่วยให้จิตใจแข็งแรงไป เราไม่สามารถกอดใครได้สนิทใจไปอีกสักพักจนกว่าจะอยู่ในภาวะที่วางใจได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสให้ได้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทั้งหมอและคนไข้ แต่นั่นกลับทำให้งานของหมอบางคนยากขึ้น เพราะหลายครั้ง ‘การสัมผัส’ ส่งผลทางใจต่อคนไข้ เช่น มีรายงานว่าเมื่อต้องดูแลคนไข้อีโบลาซึ่งห้ามสัมผัสคนไข้เด็ดขาด การรักษาพยาบาลก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะการสัมผัสช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกไว้ใจและปลอดภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลาเช่นนี้ ลำพังแค่ต้องติดตามข่าวมหาศาล ฟังยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อ ส่องมองดูการจัดการของรัฐอย่างคับแค้นใจ หรือเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจก็พาลให้เครียดมากอยู่แล้ว หากต้องล็อกดาวน์อยู่คนเดียวกับข่าวสารมากมายอาจยิ่งทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ไปกว่าเดิม การรักษาระยะห่างทางสังคมจึงกลายเป็นฝันร้ายของมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่ในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านจิตใจและอารมณ์ในช่วงที่เราต้องการ ‘คนอื่น’ มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การใกล้ชิดคนที่เรารัก รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกของผิวสัมผัสนุ่มเนียน ขนแขนสากๆ และอุณหภูมิร่างกายอุ่นๆ อาจหาอะไรมาทดแทนได้ยาก แต่เรายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ หากการตัดสินใจของเราทำให้มีใครต้องป่วยหรือตายก็คงรู้สึกผิดในใจไปอีกนาน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>มีคนแนะนำวิธีแก้ปัญหาความรู้สึกเดียวดายหรือตึงเครียดจากการไร้สัมผัสหลายทาง เผื่อใครอยากลองพิจารณาแก้ขัดไปก่อน เช่น</h4>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป็นโอกาสดีที่เราจะเรียนรู้ที่จะสัมผัสตัวเอง ลองสัมผัสร่างกายของเราว่ารู้สึกดีตรงส่วนไหน สำรวจดินแดนร่างกายของเราว่าโดนสัมผัสตรงส่วนไหนแล้วรู้สึกดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อาบน้ำอุ่น หรือลองหาของที่มีผิวสัมผัสน่าพึงใจ เช่น ผ้าห่มที่อุ่นสบาย หมอนที่นุ่มกำลังดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลองนวดส่วนต่างๆ ในร่างกายด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า มือ หรือเท้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลองหาสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย อุปถัมภ์สัตว์ไร้บ้าน แต่เราก็ต้องมั่นใจก่อนว่าพร้อมดูแลเขาในระยะยาวไม่ใช่เพราะเหงาชั่วคราว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างบับเบิลเพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ตัวจำนวนจำกัด เป็นคนที่เราไว้ใจว่าปลอดภัยเพื่อพบปะกันได้บ้าง และจดบันทึกการพบเจอไว้ด้วย เผื่อต้องย้อนหลังกลับมาตรวจสอบหากคนใกล้ตัวเหล่านี้ติดเชื้อ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในบางประเทศ หากอยากกอดกับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง อาจต้องมีแผ่นพลาสติกกั้นไว้เพื่อความปลอดภัย</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้รู้จักกับคำว่า skin hunger หวังว่าคำคำนี้จะช่วยอธิบายว่ามันคือความรู้สึกที่เรามีร่วมกัน ไม่เป็นไรที่เราจะไม่ชินกับการไม่ได้พบเจอและไม่ได้สัมผัสมนุษย์คนอื่น ไม่ผิดที่เราจะคิดถึงสัมผัสทางกายภาพที่ไม่มีอะไรมาแทนได้อย่างหมดจด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกโหยหาการสัมผัสนี้ไม่ได้จำกัดเลยว่าเราจะเป็นคนเก็บตัวหรือชอบเข้าสังคม แค่เพราะเป็นมนุษย์ เราจึงอยากสัมผัสใกล้ชิดกันและกันในช่วงเวลาอันไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยเรื่องน่าวิตกกังวลมากมายเหลือเกิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้าย เราก็คงได้แต่รอวันที่มนุษย์ทุกคนจะเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง รอวันที่พวกเราจะได้กลับมาสบายใจอีกครั้ง ไม่ต้องวิตกกังวลที่จะสวมกอดกัน</span></p>
<hr>
<h4><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></h4>
<p><a href="https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/jocn.15488">onlinelibrary.wiley.com</a></p>
<p><a href="https://www.vice.com/en/article/d3gzba/the-life-of-the-skin-hungry-can-you-go-crazy-from-a-lack-of-touchhttp://vice.com" target="_blank" rel="noopener">vice.com</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/skin-hunger/">Skin hunger เพราะเป็นมนุษย์เราจึงโหยหาการถูกสัมผัสร่างกาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
