<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author482/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 06:30:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ดูการจัดวาง food styling ที่ไอเดียต้องสนุกและ ‘ตรงปก’ ในสไตล์ pimfun</title>
		<link>https://adaymagazine.com/port-pimfun-foodstyling/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/port-pimfun-foodstyling/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jun 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[food styling]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[pimfun]]></category>
		<category><![CDATA[พิมฝัน ใจสงเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[food stylist]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/port-pimfun-foodstyling/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เริ่มจากเราเกิดสะดุดตาภาพอาหารสวยๆ จากเพจเฟซบุ๊ก pimfun ที่พบเจอโดยบังเอิญ องค์ประกอบต่างๆ และอาหารในภาพถูกจัดวางในสไตล์ที่เรียกว่า still life เป็นเอกลักษณ์ในผลงานของเธอ รวมทั้งผลงานอัพเดตล่าสุดอย่างภาพถ่ายเมนูเครื่องดื่มใน ATM Tea Bar และ BNK48 Cafe ที่น่ารักน่ากินจนเราอดใจคว้าตัวเจ้าของไอเดียมาทำความรู้จักไม่ไหว พิมฝัน ใจสงเคราะห์ คือหญิงสาวเจ้าของเพจที่ว่า เธอคืออดีต food stylist ประจำนิตยสาร Health &#38; Cuisine ตอนนี้พิมฝันเป็น shop image creative ของ Greyhound Cafe ดูแล presentation ทุกอย่างของคาเฟ่ในเครือเกรย์ฮาวด์ ไม่ว่าจะเป็นของแต่งร้าน ชั้นวางบนผนัง โต๊ะ เก้าอี้ รวมทั้งรายละเอียดบนโต๊ะอย่างจานที่เลือกใช้ นอกเหนือจากงานประจำ หญิงสาวสุดเท่คนนี้ยังมีจ๊อบสองเป็น food stylist และ prop stylist ไม่แน่ว่าภาพสวยๆ ในเมนูร้านอาหารหรือเครื่องดื่มร้านโปรดของใครหลายๆ คน อาจเป็นไอเดียสร้างสรรค์ของพิมฝันก็เป็นได้ งานที่เริ่มต้นจากศูนย์ “ตอนเด็กๆ เราชอบถ่ายภาพมากๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/port-pimfun-foodstyling/">ดูการจัดวาง food styling ที่ไอเดียต้องสนุกและ ‘ตรงปก’ ในสไตล์ pimfun</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เริ่มจากเราเกิดสะดุดตาภาพอาหารสวยๆ จากเพจเฟซบุ๊ก <strong>pimfun</strong> ที่พบเจอโดยบังเอิญ องค์ประกอบต่างๆ และอาหารในภาพถูกจัดวางในสไตล์ที่เรียกว่า still life เป็นเอกลักษณ์ในผลงานของเธอ รวมทั้งผลงานอัพเดตล่าสุดอย่างภาพถ่ายเมนูเครื่องดื่มใน ATM Tea Bar และ BNK48 Cafe ที่น่ารักน่ากินจนเราอดใจคว้าตัวเจ้าของไอเดียมาทำความรู้จักไม่ไหว</p>
<p><strong><br />
พิมฝัน ใจสงเคราะห์</strong> คือหญิงสาวเจ้าของเพจที่ว่า เธอคืออดีต food stylist ประจำนิตยสาร <em>Health &amp; Cuisine</em> ตอนนี้พิมฝันเป็น shop image creative ของ Greyhound Cafe ดูแล presentation ทุกอย่างของคาเฟ่ในเครือเกรย์ฮาวด์ ไม่ว่าจะเป็นของแต่งร้าน ชั้นวางบนผนัง โต๊ะ เก้าอี้ รวมทั้งรายละเอียดบนโต๊ะอย่างจานที่เลือกใช้ นอกเหนือจากงานประจำ หญิงสาวสุดเท่คนนี้ยังมีจ๊อบสองเป็น food stylist และ prop stylist</p>
<p>ไม่แน่ว่าภาพสวยๆ ในเมนูร้านอาหารหรือเครื่องดื่มร้านโปรดของใครหลายๆ คน อาจเป็นไอเดียสร้างสรรค์ของพิมฝันก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_37502.jpg" /></p>
<h3><strong>งานที่เริ่มต้นจากศูนย์</strong></h3>
<p>“ตอนเด็กๆ เราชอบถ่ายภาพมากๆ เราลงเวิร์กช็อปสอนถ่ายรูปที่หนึ่งแล้วก็ได้รู้จักกับพี่ช่างภาพที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ ตอนแรกตั้งใจว่าจะขอเข้าไปฝึกงานผู้ช่วยช่างภาพ แต่ปรากฎว่าตำแหน่งนี้เต็ม (หัวเราะ) เพื่อนเห็นว่าเราชอบของกระจุกกระจิก เลยแนะนำให้ลองฝึกตำแหน่ง food stylist ดู พอลองแล้วก็ชอบ หลังเรียนจบก็สมัครงานที่อมรินทร์ต่อเลย”</p>
<p>พิมฝันจบสาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากเด็กที่ไม่รู้เลยว่าการทำ styling เลือกพร็อพต้องทำแบบไหน หรือจัดหน้ากล้องต้องทำอย่างไร พิมฝันตั้งใจเรียนรู้งานทุกอย่างใหม่โดยเริ่มต้นจากศูนย์ อาศัยความขยันของตัวเธอเอง</p>
<p>“การฝึกฝนของเราคือเราต้องพยายามสร้างโจทย์ให้ตัวเองได้คิด สร้างสถานการณ์ให้กับสิ่งที่เราอยากจะถ่าย เราเชื่อว่าแต่ละรูปต้องมีประเด็น จะคิดมาแบบลอยๆ ไม่ได้เลย พี่บรรณาธิการก็ช่วยสอนเราเต็มที่”</p>
<p>หลายปีหลังจากนั้น เธอตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายงานเดิม แต่ในใจลึกๆ หญิงสาวคนนี้ยังรู้สึกชอบการทำ food stylist และไม่คิดจะทิ้งความสุขของการทำสิ่งเหล่านี้</p>
<h3><strong>สานฝันจากความสนุก</strong></h3>
<p>“ในใจเรามีสไตล์งานที่อยากถ่ายอยู่แล้วแต่ไม่มีใครจ้างสักที มีช่างภาพรุ่นพี่ที่ชอบงานคล้ายๆ กัน ด้วยความที่เราไม่รู้ว่าจะได้ทำงานแบบนั้นเมื่อไหร่ เลยตัดสินใจจ่ายค่าสตูดิโอแล้วถ่ายกันเองสนุกๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13442583_1200026886684475_6529580409337592901_o.jpg" /></p>
<p>“พอเป็นงานที่ทำกันเอง เรารู้สึกว่าเราต้องทำในสิ่งที่เป็นตัวตนเราที่สุด พูดง่ายๆ คือจัดแบบที่ลูกค้าเห็นแล้วต้องจ้างอะ (หัวเราะ) ก็ตั้งโจทย์กันมาว่าอยากจัดสิ่งที่ทุกคนไม่คิดว่ามันจะจัดได้ เรารู้สึกว่ารายละเอียดพวกผ้า 7 สี ของไหว้เจ้าที่ ช้าง ม้า ทุกอย่างมีสีสันที่ป๊อปอยู่ เราเอาสิ่งพวกนี้มาจัดโดยเล่นกับฟอร์มเรขาคณิต เช่น ตัดส้มกลมๆ ให้เป็นส้มทรงสี่เหลี่ยม หรือพยายามเลือกเทียนที่เขาแพ็กมาเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20229791_1591533767533783_643759893021096993_o.jpg" /></p>
<p>“อีกงานที่ทำกันเองแล้วชอบคอนเซปต์นั้นมากๆ คือโปรเจกต์ Around the Table ของ<br />
<a href="https://www.flickr.com/photos/pimfun/sets/72157697383192215">PATCHA.workspace</a> เขาเอาความทรงจำเกี่ยวกับอาหารของตัวเองและคนรอบตัวมาเล่า อย่างบ้านของเขาชอบกินอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิและปลาดิบมาก จนคิดมาตลอดว่าแม่ชอบ แต่พอตอนไปถามแม่จริงๆ แม่บอกว่าแม่ไม่ชอบเลย มันลื่นๆ ขยะแขยง แต่ก็ยอมกินเพราะว่าเห็นทุกคนในครอบครัวชอบ” เธอเล่าที่มาของไอเดียที่เธอเลือกหยิบปลาไหลมาโปะบนข้าว เพื่อบอกเล่าความรู้สึกสะอิดสะเอียนนั้น</p>
<p>หลังจากนั้นเทรนด์การจัด styling แนว still life เริ่มเป็นที่รู้จัก พิมฝันจึงได้รับการติดต่อจากคนรู้จักและลูกค้าแบรนด์ต่างๆ เริ่มจากรุ่นพี่ที่ชื่นชอบงานสนุกๆ ของเธออย่าง กร-ธนกร เสถียรวงศ์นุษา เจ้าของร้านธรรมบุญ สังฆภัณฑ์ (ที่เราเคยสัมภาษณ์เขาลงใน a day 208 ฉบับ ‘กลับบ้าน’ ประจำจังหวัดจันทบุรี) ก็จ้างให้เธอไปจัด styling ของสังฆทาน กลายเป็นว่าพิมฝันไม่ได้ทำเพียงแค่ food styling อย่างเดียว เธอรับจัดทั้งสิ่งของ เครื่องสำอาง กระเป๋า เรียกได้ว่าเป็น stylist ที่จัดของได้ทุกอย่าง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/21993049_1964077640506557_1174196114764143804_o1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/21994271_1964077463839908_5609815287946766263_o.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/22051227_1964092600505061_5624280147218277603_o1.jpg" /></p>
<p><strong>จากงานสนุกสู่งาน commercial</strong></p>
<p>หลังจากที่เราดูงานชิ้นแรกๆ ที่เธอและเพื่อนร่วมกันทำเพื่อตอบใจตัวเอง พิมฝันเริ่มพลิกให้เราดูงานที่เป็นงานจ้างจากลูกค้ามากขึ้น แววตาของเธอดูสนุกขึ้นมาทันทีเมื่อเราขอให้เธอเล่าบรรยากาศในการทำงาน</p>
<p>“ส่วนใหญ่ลูกค้าจะมีภาพในหัว มีความชอบของตัวเองมาอยู่แล้ว แต่บางคนเขาอาจจะอธิบายไม่ได้ เราก็ต้องเคาะสิ่งที่เขาต้องการไปเรื่อยๆ เช่น ทำ reference ให้ดู 3 แบบที่ต่างกันไปเลย เราจะได้จับทางถูก บางงานเราได้รับบรีฟจากเอเจนซีหรือลูกค้าที่เขามีอาร์ตไดเรกเตอร์ เราก็อาจจะไม่ต้องคิดงานเอง หน้าที่เราอาจจะมีแค่หาพร็อพ จัดวางองค์ประกอบ ดูมู้ดแอนด์โทนให้ตรงตาม reference สโคปงานของ stylist มันแล้วแต่จ๊อบเหมือนกัน”</p>
<p>“อย่างงานของ ATM Tea Bar บรีฟแรกลูกค้าชัดเจนมากว่าอยากได้ใบไม้ ดอกไม้ เขาอยากสื่อให้มันออกมาน่ารัก หรือเครื่องดื่มช็อกโกแลตกับชาเขียว พอสองอันนี้รวมกันแล้วเขามองว่ามันเป็นลายทหาร เขาเลยอยากเล่นกับตุ๊กตาจาก <em>Toy Story</em> หรือบางเมนูเราก็หยิบชื่อที่เขาคิดไว้มาเล่น อย่างแก้วที่เป็นกาแล็กซี เป็นต้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/22467618_741391752712000_1325570693757788430_o.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/22459200_741391522712023_7490539276776692384_o.jpg" /></p>
<p>กับบางงาน พิมฝันก็เหมือนเป็นครีเอทีฟไปด้วย ลูกค้าบางคนอาจต้องการเพียงแค่การจัดวางของ จัดวางองค์ประกอบแบบไหนก็ได้ให้ภาพออกมาสวย เพราะฉะนั้นเธอก็ต้องเป็นคนวางไดเรกชั่นอาร์ต คิดถึงภาพทุกช็อต ดูภาพรวมและความเข้ากันของงานทั้งหมด</p>
<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกภาพต้องคำนึงถึงสินค้าด้วย เราต้องหาให้ได้ว่าสินค้าเขามีจุดขายอะไร อย่างเมนูช็อกโกแลตล่าสุดที่เราทำให้ ATM Tea Bar ลูกค้าเขาให้โจทย์มาว่ามันเป็นเครื่องดื่มช็อกโกแลตเข้มข้น ซึ่งงานก่อนๆ มู้ดของเขาจะออกมาน่ารัก เราเลยนึกถึงช็อกโกแลตไมโลที่ทุกคนน่าจะเคยกินกับเพื่อนตอนเด็กๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-06-04-at-15.09_.44_1.jpg" /></p>
<p>“หน้าที่เราก็คือต้องสร้างวิชวลออกมาให้ได้ เราเลยคิดต่อว่าถ้าให้นึกถึงตอนเด็กๆ เราจะนึกถึงอะไร เรานึกถึงตอนที่นั่งกินนมช็อกโกแลตกับเพื่อนๆ ที่สนามในโรงเรียน พร็อพที่ใช้ก็ต้องเป็นอะไรที่ทำให้คนนึกถึงสถานที่แห่งนั้น”</p>
<h3><strong>ความสนุกที่ต้องออกมาตรงปก</strong></h3>
<p>“งาน styling นอกจากเราจะสนุกตอนคิดแล้ว เวลาอยู่หน้างานมันยิ่งสนุก มันท้าทายเราตรงที่มีปัญหาเฉพาะหน้าให้เราแก้ไขไปเรื่อยๆ improvise ไปเรื่อยๆ บางงานก็มีตันเหมือนกันแต่ทุกคนจะช่วยกัน บางงานลูกค้ายังมาช่วยเราคิดหน้างานเลย น่ารักมาก”</p>
<p>“จริงๆ เราเป็นคนใจร้อนมากเลยนะ แต่การทำ stylist เราต้องใช้สมาธิจดจ่อกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ งานตรงนี้ก็ช่วยให้เราเย็นลง ส่วนข้อจำกัดหลักๆ ของการถ่ายภาพอาหารคืออาหารที่เรานำเสนอในรูปต้องเหมือนอาหารจริง นอกจากจะเซ็ตอัพสวยแล้วต้องใช้งานได้จริง พูดง่ายๆ ว่าภาพต้องตรงปก” พิมฝันย้ำกับเราถึงวิธีคิดในการทำ styling ของเธอ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-06-04-at-15.11_.182_.jpg" /></p>
<p>คำถามสำคัญที่เราสงสัยคือ คนที่จะเป็น food stylist ได้ต้องเป็นคนชอบกินอาหารหรือชอบเข้าครัวหรือเปล่า?</p>
<p>“บอกก่อนว่าเราไม่ใช่คนที่ชอบทำอาหาร แต่เราเป็นคนที่สนใจเรื่องวัตถุดิบ คนทั่วไปอาจจะชอบกินอะไรอร่อยๆ แต่เวลาเรากิน เราชอบการที่ได้รู้ว่าสิ่งที่เรากินนั้นคืออะไร อาหารจานนี้กินยังไงมากกว่า เพราะเราชอบ เราถึงอยู่กับมันได้ คุณสมบัติของ food stylist คือต้องชอบอาหาร แค่นี้เลย</p>
<p>“อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญคือต้องช่างสังเกต เช่น เวลาเราไปกินอาหาร เราจะต้องดูว่าเขาจัดจานยังไง ใช้จานแบบไหน ต้องดูงานเยอะๆ และต้องมีความเข้าใจทางด้านอาหารด้วยนิดนึง เช่น ข้าวชนิดนี้เราอัดเป็นก้อนหรือรูปทรงต่างๆ ได้ไหม ขณะเดียวกันเราก็ชอบแฟชั่นด้วยนิดหน่อย เราคิดง่ายๆ ว่า food stylist คือการจับอาหารมาแต่งตัว เราเชื่อลึกๆ ว่างานทุกงานที่เราทำมันสะท้อนความเป็นตัวตนของเราออกมา”</p>
<p>ตอนนี้เรารู้แล้วว่างานของ pimfun เป็นงานหล่อหลอมจิตใจที่สะท้อนตัวตนของผู้หญิงคนนี้ออกมาได้แบบที่ไม่มีใครเหมือน ขณะเดียวกันงานของเธอก็หล่อหลอมความ ‘หิว’ ให้กับเราที่ตั้งใจชมผลงานของเธออย่างไม่รู้ตัว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-06-04-at-15.10_.132_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-06-04-at-15.10_.282_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ตามไปหิว ไม่สิ ตามไปดูผลงาน food styling อื่นๆ ของสาวพิมฝันได้ที่<br />
<a href="https://www.flickr.com/photos/pimfun/albums">https://www.flickr.com/photos/pimfun/albums</a></em></p>
<p><strong style="background-color: initial;">Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/pimfun.page/" target="_blank" rel="noopener">Pimfun</a></p>
<p><em><strong><br />
ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์, Pimfun และ ร้านธรรมบุญ สังฆภัณฑ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/port-pimfun-foodstyling/">ดูการจัดวาง food styling ที่ไอเดียต้องสนุกและ ‘ตรงปก’ ในสไตล์ pimfun</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/port-pimfun-foodstyling/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘จิตวิทยาการปรึกษา’ การสนทนาและรับฟังที่จะช่วยเยียวยาให้คุณเติบโต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 May 2018 18:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะซึมเศร้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[therapy]]></category>
		<category><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาการปรึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยากา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/report-counselling-psychologist/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ฉันป่วย จิตแพทย์ที่ฉันไปพบวินิจฉัยว่าฉันเป็น ‘ภาวะซึมเศร้า’ บวกกับมีความเสี่ยงจะเป็นโรคไบโพลาร์ ว่ากันตามตรง ฉันไม่แปลกใจกับสิ่งที่หมอบอกเท่าไหร่ เพราะอะไรน่ะเหรอ อาจเพราะความรู้สึกแย่ที่เกิดกับตัวฉันหลายเดือนก่อนหน้า มันแย่เสียจนฉันคิดว่าตัวเองไม่ปกติ ฉันอยากหาทางออก คิดถึงการรักษาอะไรก็ได้ที่จะพาตัวเองออกไปจากความมืด แต่วันนั้นการรักษาที่ฉันเจอกลับไม่ใช้ยาใดๆ มันเป็นการนั่งคุยกับนักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง น่าแปลก, จากที่มีปัญหาในหัวตัวเองเป็นเดือน แต่หนึ่งชั่วโมงนั้นทำฉันดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันเดินออกมาด้วยวิธีคิดชุดใหม่ในหัว มันสร้างทั้งความดีใจและประหลาดใจในตัวฉัน หนึ่งชั่วโมงนั้นเกิดอะไรขึ้นกันนะ ฉันเฝ้าคิดถึงมันเรื่อยๆ จนเกิดความสงสัยที่กระตุ้นความอยากรู้ในตัว และฉันอยากรู้จักนักจิตวิทยาการปรึกษาให้มากขึ้น ฉันติดต่อไปหา เอิ้น-ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์ เจ้าของเพจ ‘นักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง’ เพื่อให้เขาช่วยตอบความอยากรู้ของฉัน สำหรับเราสองคนนี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เอิ้นเองก็ทำหน้าที่พูดคุยเพื่อบำบัดคน ฉันเองก็ทำหน้าที่พูดคุยเพื่อสัมภาษณ์ สิ่งหนึ่งที่อาจต่างออกไปคือครั้งนี้เป็นการคุยที่ผสมผสานกันระหว่างประสบการณ์ส่วนตัวกับเรื่องการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา เรากำลังปรึกษากัน เรื่องการปรึกษา ฉันสงสัยว่านักจิตวิทยาการปรึกษาคือใคร “ถ้าให้อธิบายศาสตร์นี้คร่าวๆ จิตวิทยาการปรึกษาคือการพูดคุยที่เอื้อให้คนตรงหน้าเข้าใจตัวเอง คล้ายๆ เรากำลังเรียนรู้เรื่องราวผ่านการพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่มาปรึกษาคือ Healing and Growth Process นั่นคือกระบวนการที่นักจิตวิทยาจะค่อยๆ เยียวยาแล้วให้คนคนนั้นค่อยๆ งอกงามดีขึ้นจากที่เคยเป็น” “วิธีที่เราเน้นคือการพูดคุยเพื่อให้คุณเห็นแง่มุมบางอย่างที่อยู่ในตัวคุณ แต่บางทีคุณอาจจะไม่เห็น เช่น ถ้าสมมติว่าคุณร้องไห้ เราจะไม่ได้โฟกัสที่ไปการร้องไห้ แต่เราจะชวนคุณคุยเพื่อมองไปให้ลึกกว่านั้น อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกนี้ การชวนให้เห็นนี้จะทำให้คุณเริ่มคิดได้ว่าสิ่งที่ทำให้คุณมีปัญหาคืออะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/">‘จิตวิทยาการปรึกษา’ การสนทนาและรับฟังที่จะช่วยเยียวยาให้คุณเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ฉันป่วย</p>
<p>จิตแพทย์ที่ฉันไปพบวินิจฉัยว่าฉันเป็น ‘ภาวะซึมเศร้า’ บวกกับมีความเสี่ยงจะเป็นโรคไบโพลาร์ ว่ากันตามตรง ฉันไม่แปลกใจกับสิ่งที่หมอบอกเท่าไหร่</p>
<p>เพราะอะไรน่ะเหรอ อาจเพราะความรู้สึกแย่ที่เกิดกับตัวฉันหลายเดือนก่อนหน้า มันแย่เสียจนฉันคิดว่าตัวเองไม่ปกติ ฉันอยากหาทางออก คิดถึงการรักษาอะไรก็ได้ที่จะพาตัวเองออกไปจากความมืด แต่วันนั้นการรักษาที่ฉันเจอกลับไม่ใช้ยาใดๆ มันเป็นการนั่งคุยกับนักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง</p>
<p>น่าแปลก, จากที่มีปัญหาในหัวตัวเองเป็นเดือน แต่หนึ่งชั่วโมงนั้นทำฉันดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ฉันเดินออกมาด้วยวิธีคิดชุดใหม่ในหัว มันสร้างทั้งความดีใจและประหลาดใจในตัวฉัน หนึ่งชั่วโมงนั้นเกิดอะไรขึ้นกันนะ ฉันเฝ้าคิดถึงมันเรื่อยๆ จนเกิดความสงสัยที่กระตุ้นความอยากรู้ในตัว และฉันอยากรู้จักนักจิตวิทยาการปรึกษาให้มากขึ้น</p>
<p>ฉันติดต่อไปหา <strong>เอิ้น-ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์</strong> เจ้าของเพจ ‘<a href="https://www.facebook.com/onemancounselor/" target="_blank" rel="noopener">นักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง</a>’ เพื่อให้เขาช่วยตอบความอยากรู้ของฉัน สำหรับเราสองคนนี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เอิ้นเองก็ทำหน้าที่พูดคุยเพื่อบำบัดคน ฉันเองก็ทำหน้าที่พูดคุยเพื่อสัมภาษณ์ สิ่งหนึ่งที่อาจต่างออกไปคือครั้งนี้เป็นการคุยที่ผสมผสานกันระหว่างประสบการณ์ส่วนตัวกับเรื่องการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา</p>
<p>เรากำลังปรึกษากัน เรื่องการปรึกษา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c22.jpg" /></p>
<p><strong>ฉันสงสัยว่านักจิตวิทยาการปรึกษาคือใคร</strong></p>
<p>“ถ้าให้อธิบายศาสตร์นี้คร่าวๆ จิตวิทยาการปรึกษาคือการพูดคุยที่เอื้อให้คนตรงหน้าเข้าใจตัวเอง คล้ายๆ เรากำลังเรียนรู้เรื่องราวผ่านการพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่มาปรึกษาคือ Healing and Growth Process นั่นคือกระบวนการที่นักจิตวิทยาจะค่อยๆ เยียวยาแล้วให้คนคนนั้นค่อยๆ งอกงามดีขึ้นจากที่เคยเป็น”</p>
<p>“วิธีที่เราเน้นคือการพูดคุยเพื่อให้คุณเห็นแง่มุมบางอย่างที่อยู่ในตัวคุณ แต่บางทีคุณอาจจะไม่เห็น เช่น ถ้าสมมติว่าคุณร้องไห้ เราจะไม่ได้โฟกัสที่ไปการร้องไห้ แต่เราจะชวนคุณคุยเพื่อมองไปให้ลึกกว่านั้น อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกนี้ การชวนให้เห็นนี้จะทำให้คุณเริ่มคิดได้ว่าสิ่งที่ทำให้คุณมีปัญหาคืออะไร สุดท้ายจะเกิดความเข้าใจและทำให้คุณรู้ว่าถ้าอยากออกจากปัญหานี้ คุณจะต้องตัดตรงไหน”</p>
<p>“ถ้าให้เปรียบคงเหมือนการประเมินและแก้ไขตึก สมมติว่าตึกนี้มันเฮงซวยมาก สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่การทาสีเคลือบให้ดูดี แต่คือการชวนให้เห็นมุมกว้างของทั้งตึก คนที่มาปรึกษาจะเริ่มปรับมุมมองและเรียนรู้ว่าจะต้องปรับตึกตรงไหนบ้าง อาจเป็นการเสริมฐานให้แข็งแรงหรือทุบใหม่ทั้งตึกแล้วสร้างใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ใช่สิ่งที่ฉาบฉวย แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c8.jpg" /></p>
<p><strong>ต่างกันไหมระหว่าง ‘ปรึกษานักจิตวิทยา’ กับ ‘ปรึกษาเพื่อนหรือพ่อแม่’</strong></p>
<p>“จากหลายๆ เคสที่เราเจอ เรามักพบว่าเพื่อนหรือครอบครัวจะรีบแนะนำคนที่มีปัญหาเร็วเกินไป ‘เอ็งทำอย่างนี้สิวะ’, ‘อย่าคิดแบบนี้นะ’, ‘เพราะเอ็งคิดแบบนี้ไง ชีวิตเอ็งถึงเป็นแบบนี้’ สิ่งที่ตามมาส่วนใหญ่คือคนที่ปรึกษาคนอื่นแล้วเจอแบบนี้เขาจะรู้สึกไม่ได้รับการเข้าใจ รู้สึกว่าถูกบังคับให้เปลี่ยนความคิด ถูกตำหนิตลอดเวลา ส่วนคำแนะนำก็มักมาพร้อมความคาดหวังให้รีบเปลี่ยน พอไม่เปลี่ยนก็ถูกเร่งจนเกิดปัญหา”</p>
<p>“แต่กับนักจิตวิทยาที่เรียนเรื่องการปรึกษามา เราจะชวนเขาคุยมากกว่าจะไปบอกเขาว่าควรทำอะไร เราทำตัวเป็นผู้ฟังที่มีพื้นที่ว่างๆ ไม่จำกัดกรอบ ถึงมีกรอบเราก็จะไม่เอากรอบของเราไปครอบเขา เราอยากเป็นพื้นที่ที่ให้เขาเอาทุกอย่างในหัวที่ยุ่งเหยิงออกมาคลี่คลาย เราไม่ตัดสินว่าอันนี้ถูก อันนี้ผิด อันนี้ดี อันนี้เลว เราจะต้อนรับมันไว้ทั้งหมดแล้วเอามาจัดเรียงเพื่อให้เขาเห็นถึงเหตุผลและปัจจัยที่ก่อให้เกิดแต่ละสิ่ง ทั้งหมดคือความเป็นจริงที่จะประจักษ์ต่อชีวิตเขา ไม่ใช่การชี้นำจากเรา ที่สำคัญคือเราไม่เร่งรีบ เราหวังแค่ให้เขาเกิดความเข้าใจจริงๆ แล้วออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c3.jpg" /></p>
<p><strong>ลองยกตัวอย่างให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม</strong></p>
<p>“มีเคสนึงที่มาหาเราหลังจากกินยารักษาอาการซึมเศร้ามา 2-3 ปีแล้วชีวิตไม่ได้ดีขึ้น จิตแพทย์เจ้าของไข้เลยแนะนำให้ลองหานักจิตบำบัด เขาเลยมาหาเรา”</p>
<p>“เราคุยกับเขาเรื่องชีวิตจนพบว่าพ่อแม่เขาหย่าร้างกันตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครดูแล ต้องมาอยู่บ้านญาติที่ด่าทอ ใช้ความรุนแรง ขาดผู้นำ ขาดสังคมที่ดี หนักจนถึงมีการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเขาจึงโตมาแบบขาดที่พึ่งและโตมาด้วยตัวเอง วันหนึ่งเขาก็มีแฟน แต่แฟนก็มีนิสัยชอบเอาชนะ ชอบควบคุม ชอบชี้นำ แต่เป็นการชี้นำในทางที่ไม่ดี ถึงแม้จะแย่แต่เขาก็ยึดแฟนเป็นสรณะ เพราะโดยพื้นฐานเขารู้สึกว่าไม่มีใครรักเขาเลย แฟนจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เขามีคุณค่า ทีนี้พอเลิกกันชีวิตเขาก็เคว้งคว้าง มีปัญหามาโดยตลอด กรอบความคิดที่แฟนสร้างให้เขายังคงอยู่ในหัว มันสร้างปัญหามาตลอดหลายปีจนมาเจอเรา พอเราฟังเขาเล่าแบบนี้เราจะเห็นเลยว่าเขายังคงอยู่ในกรอบชีวิตที่พื้นฐานครอบครัวทำให้เขารู้สึกขาด เอาแต่เฝ้าเรียกร้องชีวิตว่าทำไมมีแต่คนไม่รัก”</p>
<p>“ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือชวนให้เขามองความจริงอีกข้อที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือถ้าอยากให้คนรัก ก็ต้องทำตัวให้คนมารักด้วย ไม่ใช่เป็นแค่ฝ่ายรออย่างเดียว เราทำให้เขาตระหนักว่าถ้าอยากเปลี่ยนให้ชีวิตดีขึ้นกรอบความคิดนี้ต้องขยับออกไป ทำให้เขาคิดว่าถ้าเขามองแบบนี้ชีวิตจะเปลี่ยนยังไงบ้าง กรอบเดิมไม่ดียังไง กรอบใหม่ดียังไง ทำให้เขาเห็นเชิงเหตุผลและทบทวนตัวเอง ผลปรากฏว่าหลังจากนั้นเขาก็ดีขึ้น จิตแพทย์ก็ลดยาที่เขาต้องรับลง เราเลยค้นพบว่านี่แหละคือสิ่งที่เขาขาด นั่นคือความเข้าใจทางด้านจิตใจของตัวเอง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c71.jpg" /></p>
<p><strong>ถ้างั้นฉันควรทานยาหรือเปล่า</strong></p>
<p>“เราไม่ได้ปฏิเสธการรักษาทางการแพทย์ เราไม่ได้ปฏิเสธกันและกัน เพียงแต่เรามีวิธีการมองไม่เหมือนกัน หลักคิดทางการแพทย์จะมองว่าโรคคือความผิดปกติที่มีอาการบ่งชี้ เกณฑ์วินิจฉัยจะบอกว่าร่างกายมีอะไรที่ผิดปกติ อย่างโรคจิตเวช จิตแพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยว่าคนที่จะเป็น depression หรือไบโพลาร์ต้องเป็นอะไรบ้าง การแพทย์จะมองว่าอะไรคือความป่วยที่มีสาเหตุมาจากร่างกายเป็นหลัก ดังนั้นเลยมีการใช้ยาเพื่อควบคุมหรือแก้ไขบางอย่างในร่างกายให้กลับมาฟังก์ชั่น ถามว่าเขาถูกเทรนมาเรื่องจิตบำบัดไหม ก็มีนะ แต่อาจจะไม่ได้เข้มเท่าเรื่องยา”</p>
<p>“ในสายจิตวิทยาการปรึกษาจะมองต่างกัน เราจะมองว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะต่างกันแต่เราอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจ ขอแค่คุณยอมรับตัวเองได้ มีความสุขได้จากความเข้าใจตัวเอง เราเลยไม่ได้เน้นการมองหาความเจ็บป่วยทางกาย แต่เรามองเรื่องใจและสุขภาวะเป็นหลัก พูดให้เข้าใจกว่านั้นคือมนุษย์ประกอบด้วยกายกับจิต เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกาย กายที่ดีก็ทำให้สุขภาพจิตดีได้ แต่เราจะเสริมว่าสุดท้ายบางทีจิตก็เป็นตัวนำชีวิต ถ้ามันขาดความเข้าใจหรือมีความทุกข์ จิตก็บั่นทอนร่างกายได้เหมือนกัน”</p>
<p>“ถ้าให้เปรียบเทียบมันเหมือนคนว่ายน้ำอยู่บนกระแสชีวิตน่ะครับ บางช่วงตะคริวขึ้น เรากำลังจะจมน้ำ การใช้ยารักษาเปรียบเหมือนห่วงยางที่พอโยนให้เขาปุ๊บ เขาสามารถเกาะลอยและรอดชีวิตได้เลย แต่การรักษาจิตบำบัดเหมือนทำให้เขาว่ายน้ำเองเป็นแล้วว่ายต่อไปได้ เราไม่ได้จะบอกว่าห่วงยางไม่สำคัญ ในบางเคสที่ตะคริวขึ้นและว่ายต่อไม่ได้จริงๆ เราก็จำเป็นต้องใช้ห่วงยาง แต่ปัญหาคือเราไม่ได้อยากจะให้ใช้ห่วงยางทุกเคสเท่านั้นเอง เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็ว่ายน้ำไม่เป็นสักที”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c10.jpg" /></p>
<p><strong>ทำไมฉันถึงไม่รู้จักคุณมาก่อน</strong></p>
<p>“ถ้าเราพูดถึงปัญหาสุขภาพจิตในไทย จิตแพทย์จะเป็นชื่อที่โดดเด่นขึ้นมาที่สุด อาจเพราะในประเทศไทย หมอคล้ายเป็นอาชีพชั้นนำของประเทศจึงมักเป็นแนวหน้าในการผลักดันหรือดำเนินนโยบายต่างๆ ดังนั้นคนเลยรับรู้การมีอยู่ของจิตแพทย์มากกว่า”</p>
<p>“อีกอย่างคือส่วนของนักจิตวิทยาเองก็ยังขาดความร่วมมือร่วมใจ ด้านที่มีตัวตนในทางกฎหมายก็มักเป็นนักจิตวิทยาคลินิกเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าถึงแม้หลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาจะผลิตเด็กออกมาเยอะ แต่เขาไม่มีที่ไป หลายคนไปทำอาชีพอื่น คนข้างนอกก็หาเราไม่เจอ โดยส่วนตัวเราเลยไม่โทษคนไข้นะ เหมือนเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราคือใคร ดูได้จากกระทู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในเว็บพันทิปช่วงหลังๆ ก็ได้ เริ่มมีบ้างที่หลายคนมาแนะนำให้ผู้ป่วยไปหานักจิตวิทยา แต่คำถามต่อมาคือไปหาที่ไหน ขนาดจิตแพทย์เองก็ไม่รู้จะแนะนำให้คนไข้ไปหานักจิตวิทยาที่ไหน ดังนั้นสำหรับนักจิตวิทยาในบ้านเราก็ยังเหลือสิ่งที่ต้องสู้อีกเยอะเหมือนกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c62.jpg" /></p>
<p><strong>แล้วฉันจะปรึกษาคุณอีกครั้งได้ยังไง</strong></p>
<p>“การปรึกษากับนักจิตวิทยา ตัวเลือกแรกคือการมาเจอตัวและพูดคุยกัน ทางเลือกนี้จะสร้างประโยชน์ให้เราเต็มที่ เราจะเห็นบุคลิกของกันและกัน เห็นบรรยากาศ แววตา น้ำเสียง เราจะสัมผัสสารที่คุณส่งมาได้ทุกอย่างทำให้เราทำงานง่ายขึ้น เราสามารถสังเกตบุคลิกของผู้มาปรึกษาแล้วเอื้อให้เขาเห็นสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเห็นได้”</p>
<p>“แต่ในความเป็นจริง หลายคนมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ เราเลยพยายามเสนอตัวเลือกที่มากกว่าให้กับคนไข้และนักจิตวิทยา ตัวเราเองก็ทำวิจัยเรื่องนี้นั่นคือการปรึกษาแบบออนไลน์ซึ่งเป็นการนำเว็บไซต์ อีเมล แชท โทรศัพท์และวิดีโอคอลมาประยุกต์ใช้ในการให้การปรึกษา ถามว่าบรรยากาศที่ได้เหมือนการเจอหน้ากันไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ แต่มันตอบโจทย์คนที่ไม่สะดวกมาหาเรา บางคนอยู่ต่างประเทศ ต่างจังหวัดหรือเลิกงาน 2-3 ทุ่ม หรือบางคนเขาอาจยังไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่ามาหานักจิตวิทยา เขาก็จะใช้ช่องทางนี้เพื่อการคุยกันเป็นส่วนตัว อีกอย่างคือการปรึกษากันผ่านช่องทางออนไลน์เหล่านี้ บางอย่างสามารถบันทึกไว้ได้ เราเจอหลายคนเหมือนกันที่บอกเราว่าเขามักจะหยิบเอาคำปรึกษาที่เคยคุยกันมาดู ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีที่เข้ามา”</p>
<p>“แก่นคือการที่เราเข้าใจโจทย์ของผู้มาปรึกษา ถ้าเรามองหารากของปัญหาเจอ ไม่ว่าช่องทางไหน เราก็ทำงานได้เหมือนกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c41.jpg" /></p>
<p><strong>คำถามสุดท้าย, ฉันจะเป็นกลับไปเป็นคนปกติได้จริงๆ ใช่ไหม</strong></p>
<p>“เราแต่ละคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง เวลาเราเจอความผิดหวัง บางคนก็จบที่ว่าเรารู้สึกเจ็บแต่ไม่ได้ถอดบทเรียนจากความเจ็บนั้น ดังนั้นเราเลยเจ็บซ้ำซากกับปัญหาเดิม สิ่งที่นักจิตวิทยาการปรึกษาอยากบอกคุณก็คือ สิ่งเหล่านั้นจะไม่สูญเปล่าหรอก เราทำให้เป็นบทเรียนได้ เราอยากชวนคุณมองย้อนกลับไปดูว่าคุณพลาดตรงไหน ไม่ใช่ทำเป็นลืมว่ามันเคยเกิดขึ้น เราจะเน้นให้คุณเห็นและใช้เวลาทำความเข้าใจกับตัวเองมากๆ โดยไม่เร่งร้อนให้คุณเปลี่ยนความคิดเลย”</p>
<p>“โลกมีทั้งกลางวันและกลางคืน เราจะเอาแต่ใช้ชีวิตอยู่แค่ตอนกลางวันไม่ได้หรอก เราต่างมีอารมณ์สีดำเป็นส่วนหนึ่ง เรามีด้านมืดกันทุกคน สิ่งที่เราชวนทำเลยเหมือนกับผูกมิตรเป็นเพื่อนกับมันไว้เพื่อลดความขัดแย้งในใจ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันและจัดสมดุลชีวิต งานของเราเหมือนการพาคนจากที่มืดไปสู่ที่ที่่มีแสงสว่าง จากที่แคบไปสู่ที่กว้าง จากที่หลงทางสู่การกลับบ้าน เป็นอิสระจากพันธนาการในใจ เราไม่ได้กระชากหรือผลักให้คุณออกมา แต่เราค่อยๆ ชวนให้คุณเรียนรู้ เข้าใจ และเดินไปด้วยตัวเองโดยมีเราเดินอยู่ข้างๆ เรารอคุณได้ พร้อมจะอยู่กับคุณในทุกๆ การก้าว จุดนี้อยากนั่งเหรอ นั่งเลย นั่งด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ลุก ลุกแล้วเราจะชี้ให้ดูด้วยว่าที่นั่งเมื่อกี๊เพราะอะไร จากตรงนั้นจะเกิดการเรียนรู้เพื่อสุดท้ายทำให้คุณกลับไปใช้ชีวิตได้และอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุข”</p>
<p><strong>facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/onemancounselor/" target="_blank" rel="noopener">นักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง : ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์</a><br />
<b style="background-color: initial;">website l</b> <a href="http://www.onemancounselor.com/" target="_blank" rel="noopener">www.onemancounselor.com/</a></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ฟาน.ปีติ<br />
</em><i style="background-color: initial;"><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ, ธนวัฒน์ อัศวชุติพงษ์</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/">‘จิตวิทยาการปรึกษา’ การสนทนาและรับฟังที่จะช่วยเยียวยาให้คุณเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘คุณคิดว่าฉันเป็นสีอะไร’ Palette Me เว็บไซต์ที่ให้เรารู้จักตัวเองผ่านสีสันที่เพื่อนเลือกให้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/online-paletteme/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/online-paletteme/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 May 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[สีสัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปวิตรา พลธนะวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ธีสิส]]></category>
		<category><![CDATA[Palette Me]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/online-paletteme/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยคิดเล่นๆ กันมั้ยว่าถ้าต้องแทนตัวเองเป็นสี คุณจะเป็นสีอะไร? โอเค คุณอาจจะไม่เคย (ฉันเข้าใจว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีๆ คนเราจะมานั่งคิดน่ะนะ) แต่สำหรับฉันที่ชอบเรื่องสีสันเป็นพิเศษ ฉันคิดมาตลอดว่าถ้าต้องแทนค่าตัวเองด้วยสีใดสีหนึ่ง ฉันคงมีคุณสมบัติคล้ายสีเหลืองซึ่งจะสว่างสดใสก็ได้ หรือจะกลายเป็นสีตุ่นๆ เมื่อหดหู่ได้เหมือนกัน แต่ทันทีที่ได้รู้จักเว็บไซต์ Paletteme.com ฉันก็พบว่าฉันอาจมองตัวเองเป็นสีเหลืองก็จริง แต่ในสายตาของเพื่อนคนอื่นๆ ฉันยังเป็นสีชมพูอ่อน แดงสด หรือส้มแซลมอนได้ด้วย! หลักการง่ายๆ ของ Paletteme.com คือเมื่อล็อกอินเข้าเว็บไซต์ด้วยเฟซบุ๊กของเราปุ๊บ เราจะได้ palette เปล่าๆ มาหนึ่งอัน โดยในขั้นตอนแรก เราจะต้องเลือก 1 สีที่คิดว่าเป็นตัวเองจาก 56 สีที่เว็บไซต์มีให้เลือก จากนั้นก็รอให้เพื่อนๆ มาเติม palette ของเราให้เต็ม เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนที่มีสีสันแบบไหนได้เลย หลังจากสนุกกับการดูสีที่เพิ่มขึ้นมาใน palette ของตัวเองและได้ครุ่นคิดว่าเพื่อนแต่ละคนเป็นสีอะไร (ซึ่งฉันจริงจังมากอย่างกับกำลังทำข้อสอบ) ฉันก็สงสัยขึ้นมาว่าคนเราจะรู้จักสีของตัวเองไปทำไมกัน นั่นทำให้ฉันเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าเว็บไซต์นี้เพิ่มเติม ก่อนจะรู้ว่านี่คือธีสิสจบของ เมย์-ปวิตรา พลธนะวสิทธิ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายแค่อยากให้เราได้สนุกกับการเลือกสี แต่ยังอยากให้คนได้รู้จักตัวตนของตัวเองเพิ่มขึ้นเช่นกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/online-paletteme/">‘คุณคิดว่าฉันเป็นสีอะไร’ Palette Me เว็บไซต์ที่ให้เรารู้จักตัวเองผ่านสีสันที่เพื่อนเลือกให้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยคิดเล่นๆ กันมั้ยว่าถ้าต้องแทนตัวเองเป็นสี คุณจะเป็นสีอะไร?</p>
<p>โอเค คุณอาจจะไม่เคย (ฉันเข้าใจว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีๆ คนเราจะมานั่งคิดน่ะนะ) แต่สำหรับฉันที่ชอบเรื่องสีสันเป็นพิเศษ ฉันคิดมาตลอดว่าถ้าต้องแทนค่าตัวเองด้วยสีใดสีหนึ่ง ฉันคงมีคุณสมบัติคล้ายสีเหลืองซึ่งจะสว่างสดใสก็ได้ หรือจะกลายเป็นสีตุ่นๆ เมื่อหดหู่ได้เหมือนกัน</p>
<p>แต่ทันทีที่ได้รู้จักเว็บไซต์ <span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="http://paletteme.com/" target="_blank" rel="noopener">Paletteme.com</a></span> ฉันก็พบว่าฉันอาจมองตัวเองเป็นสีเหลืองก็จริง แต่ในสายตาของเพื่อนคนอื่นๆ ฉันยังเป็นสีชมพูอ่อน แดงสด หรือส้มแซลมอนได้ด้วย!</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tutorial1.jpg" /></p>
<p>หลักการง่ายๆ ของ Paletteme.com คือเมื่อล็อกอินเข้าเว็บไซต์ด้วยเฟซบุ๊กของเราปุ๊บ เราจะได้ palette เปล่าๆ มาหนึ่งอัน โดยในขั้นตอนแรก เราจะต้องเลือก 1 สีที่คิดว่าเป็นตัวเองจาก 56 สีที่เว็บไซต์มีให้เลือก จากนั้นก็รอให้เพื่อนๆ มาเติม palette ของเราให้เต็ม เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนที่มีสีสันแบบไหนได้เลย</p>
<p>หลังจากสนุกกับการดูสีที่เพิ่มขึ้นมาใน palette ของตัวเองและได้ครุ่นคิดว่าเพื่อนแต่ละคนเป็นสีอะไร (ซึ่งฉันจริงจังมากอย่างกับกำลังทำข้อสอบ) ฉันก็สงสัยขึ้นมาว่าคนเราจะรู้จักสีของตัวเองไปทำไมกัน นั่นทำให้ฉันเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าเว็บไซต์นี้เพิ่มเติม ก่อนจะรู้ว่านี่คือธีสิสจบของ<strong> เมย์-ปวิตรา พลธนะวสิทธิ์</strong> นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายแค่อยากให้เราได้สนุกกับการเลือกสี แต่ยังอยากให้คนได้รู้จักตัวตนของตัวเองเพิ่มขึ้นเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4696.jpg" /></p>
<h3>SELF = I + ME</h3>
<p>“เราคิดว่าทุกคนน่าจะมีคำถามอยู่ในใจว่าคนอื่นคิดว่าเราเป็นคนยังไง ซึ่งเราก็อยากจะบอกว่าโปรเจกต์นี้สามารถตอบคำถามให้กับทุกคนได้นะ”</p>
<p>ทันที่เจอกัน เมย์ก็เริ่มเล่าให้ฉันฟังถึงจุดตั้งต้นของธีสิสที่ใช้เวลาพัฒนามาเกือบหนึ่งปีว่าเริ่มจากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of need) ที่บอกว่ามนุษย์เรามีความต้องการสูงสุดที่เรียกว่า Self-Actualization หรือความต้องการจะรู้ว่าศักยภาพของตัวเองคืออะไรและนำไปพัฒนาได้อย่างเต็มที่ บวกกับแนวคิดของนักสังคมวิทยาและนักจิตวิทยา George Herbert Mead ซึ่งกล่าวว่าคนเราจะรู้จัก Self ได้ด้วยส่วนประกอบสองส่วนคือ I (สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น) และ Me (เราในมุมมองของคนรอบตัว)</p>
<p>ด้วยส่วนผสมของแนวคิดทั้งสอง เธอจึงหยิบเอาเรื่องสีซึ่งสนใจอยู่แล้วมาใช้อธิบาย I และ Me ของแต่ละคน โดยสีที่เราเลือกให้ตัวเองก็คือตัวตนแบบ I ส่วนสีที่เพื่อนเลือกให้ก็คือ Me นั่นเอง</p>
<h3>COLOR A + COLOR B = PERSONALITY</h3>
<p>“เรื่องสีอยู่กับเราทุกที่ทุกเวลา สีมีผลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และบอกตัวตนของแต่ละคนได้ เราเลยเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมาโดยใช้สีมาเชื่อมโยงกับ personality ของเรา” เมย์เล่าให้ฟังต่อ</p>
<p>“คนเราไม่ได้โชว์ให้ทุกคนเห็นว่าเราเป็นคนยังไงไปซะหมด มันเกี่ยวกับจังหวะชีวิตว่าเขารู้จักเราในช่วงไหนด้วย การจะบอกว่าคนๆ นี้เป็นสีเดียวมันเลยยากมากๆ ตอนนั้นเราเลยได้ไอเดียว่าคนๆ หนึ่งน่าจะมีหลายสีที่คนอื่นมองเห็นรวมกัน ถ้าให้คนรู้จักลองมาบอกว่าเราเป็นสีอะไร ตัว Palette นี้ก็จะเป็นส่วนผสมที่เป็นตัวเรามากที่สุด”</p>
<p>นอกจากสีที่ให้เพื่อนเลือก 1 คน 1 สีแล้ว ในเว็บไซต์เรายังสามารถกรอกข้อความอธิบายที่มาที่ไปของสีนั้น และติดแฮชแท็กบอกบุคลิกของเพื่อนได้อีกด้วย</p>
<p>พอได้แนวคิดตั้งต้น เมย์จึงลองสร้างอัลบั้มที่มีแพนโทนสีต่างๆ พร้อมแฮชแท็ก #IfIWereAPantone ให้คนแชร์และให้เพื่อนๆ มาคอมเมนต์ว่าคนๆ นั้นเป็นสีอะไร อัลบั้มนี้ถูกแชร์ไปกว่าห้าพันครั้ง และทำให้เธอเริ่มมั่นใจว่าถ้าจับหัวข้อเรื่องสีและตัวตนมาพัฒนา ก็น่าจะเป็นที่สนใจของคนกลุ่มใหญ่แน่ๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/social-experiment.jpg" /></p>
<p>ขั้นตอนต่อมาเมย์ลองให้เพื่อนๆ ช่วยกันสร้าง palette ขึ้นมา และทำแบบสอบถามเพื่อทดสอบว่าเมื่อคนไม่รู้จักได้เห็น palette ต่างๆ แล้วจะสามารถบอกได้มั้ยว่าเจ้าของ palette แต่ละอันเป็นคนยังไง ซึ่งเมย์บอกว่าผลที่ออกมาน่าสนใจกว่าที่เธอคาดไว้มาก</p>
<p>“ยกตัวอย่าง palette หนึ่งที่เพื่อนเราเป็นเจ้าของ เพื่อนเราเห็นผลลัพธ์ที่เราทำแบบสอบถามว่าแล้วเขาก็บอกว่าตรง อย่างคีย์เวิร์ดที่คนบอกว่าเจ้าของ palette เป็นคนอ่อนหวาน สดใส มีความเป็นผู้หญิง หรือคีย์เวิร์ดหนึ่งที่เราช็อกมากเลย คือเขาตอบว่าเพื่อนเราเป็นเด็กโรงเรียนหญิงล้วน ซึ่งเรากับเพื่อนเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาจริงๆ เรางงมากว่าเขารู้ได้ยังไง ส่วนแบบทดสอบอื่นๆ ก็ตรงเกือบ 80% ถ้าเทียบกับการแทนคนเป็นสีๆ เดียว เราว่าเราจะไม่ได้เห็นคำตอบแบบนี้”</p>
<p>เมื่อมั่นใจแล้วว่าการสร้าง palette สีขึ้นมาน่าจะเป็นหนทางที่ช่วยอธิบายตัวตนของคนได้จริงๆ เมย์จึงเริ่มสร้างเป็นเว็บไซต์ Palette Me ที่เราเห็นกันทุกวันนี้</p>
<h3>30 SHADES OF ME</h3>
<p>หากลองเข้าไปเล่นเว็บไซต์ Palette Me คุณจะเห็นว่าเมื่อเลือกสีให้ตัวเองเสร็จแล้ว บน palette ของเราจะเขียนว่า 29 fills to go! หรือเหลืออีก 29 ช่องที่จะให้เพื่อนมาเติมสีได้นะ! ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นเลข 30 นั้น เมย์บอกว่ามันคือจำนวนความคิดเห็น (และสี) จากเพื่อนที่เธอคิดว่าเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นรู้จักตัวเอง</p>
<p>“เราคิดว่าถ้ามีเพื่อนมาเติมสีแค่ 10 คนเราจะยังมองไม่เห็นความถี่ แต่ถ้าเป็นจำนวน 30 คน เราจะเริ่มเห็นความถี่ของสีและตัวตนที่คนมองเห็นเรา ทำให้เราเห็นได้ชัดขึ้นว่าตัวเองเป็นคนยังไง”</p>
<p>และเพราะ palette ของฉันยังมีสีสันไม่ครบ 30 ช่อง ฉันเลยแอบถามเมย์ซะเลยว่าถ้า palette ของฉันถูกเติมจนเต็มแล้วอะไรจะเกิดขึ้น</p>
<p>“ถ้ามีคนเล่นครบ 30 คนเมื่อไหร่ เราจะมองเห็นได้ว่าสีและแฮชแท็กที่ถูกเลือกเยอะที่สุดคืออะไร รวมๆ แล้วคือคุณมีบุคลิกแบบไหนนั่นแหละ แล้วเราก็ออกแบบให้ดูได้ด้วยว่าเรามีบุคลิกคล้ายกับใคร ผ่าน palette ของคนที่มีสีใกล้เคียงกัน”</p>
<p>ถึงอย่างนั้น 30 ก็เป็นเพียงจำนวนน้อยที่สุดสำหรับการดูผลเท่านั้นเพราะเพื่อนของเราสามารถเข้ามาเติมสีได้เรื่อยๆ เลย เมย์บอกแล้วเปิดหน้าตา palette ของเธอที่มีเพื่อนมาเติมแล้วถึง 82 ให้เราดู จนเราอิจฉาเพราะของ palette ของฉันตอนนี้ยังเหลือที่ให้เติมอีกเยอะเหลือเกิน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/result.jpg" /></p>
<h3>I + ME = MASTERPIECE</h3>
<p>อีกสิ่งที่เรากรี๊ดหนักเมื่อลองเล่นเว็บไซต์ Palette Me ครั้งแรกคือหน้าตา palette ทรงสี่เหลี่ยมที่ถอดแบบมาจากสี่เหลี่ยมสัดส่วนทองคำ สัดส่วนที่ได้รับการยอมรับว่าสวยงามที่สุดในโลก นั่นทำให้เมื่อแต่ละสีถูกเติมลงไปใน palette มันจะถูกจัดวางในสัดส่วนเล็กใหญ่ กลายเป็น palette ที่ดูน่ารักลงตัวสุดๆ</p>
<p>“ตอนแรกเราทดลองทำ palette ในสัดส่วนต่างๆ แล้วเราก็รู้สึกว่าสัดส่วนทองคำซึ่งนักคณิตศาสตร์คิดมาแล้วสวยที่สุดตั้งแต่สองพันกว่าปีที่แล้วมันสวยจริงๆ เราเองก็อยากจะสื่อสารว่าตัวเราก็เป็น masterpiece ได้เหมือนกัน”</p>
<p>“บางคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีจุดเด่นอะไร การได้เห็น palette ของตัวเองอาจจะทำให้เขาได้เห็นคุณค่าในตัวเองว่าเขาไม่เหมือนใครนะ ยิ่งเราเห็นเป็นสีมันจะเห็นภาพชัดมาก ตอนนี้ระบบอุตสาหกรรมทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเอง เราจะถูกแทนที่ด้วย AI เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่การที่เรามีอัตลักษณ์ชัดเจนมันจะยกระดับคนได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่คนต่างจากหุ่นยนต์ก็คือความเป็นตัวเอง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fillpalette2.jpg" /></p>
<h3>THE FUTURE OF (PALETTE) ME</h3>
<p>แม้ Palette Me จะเป็นโปรเจกต์ธีสิสก็จริงแต่เมย์ก็ไม่ได้หวังจะให้มันจบลงพร้อมกับวันจบการศึกษา อย่างตอนนี้ ถ้าใครชอบใจ palette ของตัวเองมาก เมย์ก็เริ่มเอาสีสันเหล่านั้นมาทำเป็นเคสโทรศัพท์ให้เราซื้อกันได้ แถมเธอยังมีแผนว่าจะต่อยอดสิ่งนี้ไปยาวๆ เลยแหละ</p>
<p>“ตอนนี้เรากำลังดำเนินการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ ส่วนในอนาคต ถ้าเรามีผู้ใช้มากขึ้นเราก็อยากจะต่อยอดเว็บไซต์ของเราไปอีกด้วย ข้อมูลในเว็บเราจะเห็นว่าคนมองเห็นสีต่างๆ เป็นแบบไหน ซึ่งเราสามารถเอาไปใช้กับเรื่องการทำมาร์เกตติ้งได้ นอกจากนี้ เราคิดว่าเราอยากจะทำโปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์สินค้าต่างๆ ให้ผู้ใช้เว็บของเราได้ซื้อสินค้าที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเองจริงๆ จะต่อยอดเป็นของที่ทำจากสีใน palette เฉพาะตัวหรือเป็นไอเดียเวลาเขาไปเลือกสีเสื้อผ้าก็ได้”</p>
<p>พูดถึงอนาคตแล้ว เราแอบถามเมย์ส่งท้ายว่ามองย้อนกลับไป เธอรู้สึกยังไงที่ธีสิสของเธอมาได้ไกลจนเป็นที่พูดถึงขนาดนี้</p>
<p>“เราดีใจที่จากไอเดียเล็กๆ มันมาถึงจุดนี้ได้ เพราะจริงๆ แล้วเป้าหมายเราไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เราแค่อยากให้ทุกคนได้สนุกไปกับมัน ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นแค่นั้นเอง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4670.jpg" /></p>
<p>ฉันผู้ซึ่งตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้มากๆ ฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก พลางคิดว่าคืนนี้จะแชร์ palette ของตัวเองให้เพื่อนมาเติมอีกหน่อย ฉันจะได้เห็นตัวเองในเวอร์ชั่น palette สีที่สมบูรณ์เสียที</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/online-paletteme/">‘คุณคิดว่าฉันเป็นสีอะไร’ Palette Me เว็บไซต์ที่ให้เรารู้จักตัวเองผ่านสีสันที่เพื่อนเลือกให้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/online-paletteme/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BIG Co-working Space : โคเวิร์กกิ้งสเปซพันธุ์แท้ที่คิดทุกเม็ดมาเพื่อคนทำงาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-big-coworking-space/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-big-coworking-space/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Apr 2018 06:43:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[พระรามเก้า]]></category>
		<category><![CDATA[BIG Co-working Space]]></category>
		<category><![CDATA[วนิก มโนมัยพิบูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โคเวิร์กกิ้งสเปซ]]></category>
		<category><![CDATA[Co-working Space]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-big-coworking-space/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นอกจากนั่งจุ้มปุ๊กที่ออฟฟิศ การได้เปลี่ยนที่นั่งทำงานคือความสนุกอย่างหนึ่งสำหรับเรา บรรยากาศใหม่ๆ ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกที่จะเหมาะต่อการทำงาน นั่งคาเฟ่นานก็เกรงใจต้องสั่งน้ำ จะลุกไปเข้าห้องน้ำทิ้งคอมพิวเตอร์ไว้จะเป็นอะไรมั้ย ฯลฯ จุดติดขัดเหล่านี้อาจทำให้ความคิดที่กำลังไหลลื่นสะดุดก็ได้ เร็วๆ นี้เราได้รู้จักโคเวิร์กกิ้งสเปซแห่งใหม่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันย่านพระราม 9 ชื่อ BIG Co-working Space ที่ทุกคนต้องทึ่งในไซส์อันใหญ่โต เมื่อมองสเปซเผินๆ อาจรู้สึกเฉยๆ เพราะมันช่างเต็มไปด้วยความโล่ง แต่พอได้ฟังแนวคิดเบื้องหลังจากเจ้าของอย่าง วนิก มโนมัยพิบูลย์ แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะทุกรายละเอียดในโคเวิร์กสเปซสไตล์อินดัสเทรียลแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการคนทำงานอย่างแท้จริง BIG ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ความใหญ่โต “ผมทำงานการเงินมา 20 ปี และมีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับ financial technology ด้วยก็เลยได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ที่เหล่าคนทำงานสตาร์ทอัพ คนทำเทคโนโลยีด้านการเงิน แล้วก็โปรแกรมเมอร์นั่งทำงานอยู่ด้วยกัน เราเลยคิดว่าอยากสร้างที่นึงที่เป็นชุมชนของเราเอง เหมือนเป็นโต๊ะใต้ตึกคณะที่พอหมดเวลาเรียนทุกคนจะมาเจอกัน คุยกัน เป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรม sharing economy ที่ยุคสมัยเราต้องการมากขึ้นทั่วโลก” วนิกเกริ่นอย่างน่าสนใจ พอคิดได้แบบนั้นเขาจึงอยากเปลี่ยน warehouse ขนาดใหญ่ที่เดิมเคยเป็น garage หรือโชว์รูมแบรนด์มอเตอร์ไซค์ ให้เป็น garage ของสตาร์ทอัพ เกิดเป็นคำว่า Business Innovation [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-big-coworking-space/">BIG Co-working Space : โคเวิร์กกิ้งสเปซพันธุ์แท้ที่คิดทุกเม็ดมาเพื่อคนทำงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นอกจากนั่งจุ้มปุ๊กที่ออฟฟิศ การได้เปลี่ยนที่นั่งทำงานคือความสนุกอย่างหนึ่งสำหรับเรา บรรยากาศใหม่ๆ ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกที่จะเหมาะต่อการทำงาน นั่งคาเฟ่นานก็เกรงใจต้องสั่งน้ำ จะลุกไปเข้าห้องน้ำทิ้งคอมพิวเตอร์ไว้จะเป็นอะไรมั้ย ฯลฯ จุดติดขัดเหล่านี้อาจทำให้ความคิดที่กำลังไหลลื่นสะดุดก็ได้</p>
<p>เร็วๆ นี้เราได้รู้จักโคเวิร์กกิ้งสเปซแห่งใหม่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันย่านพระราม 9 ชื่อ <strong>BIG Co-working Space </strong>ที่ทุกคนต้องทึ่งในไซส์อันใหญ่โต เมื่อมองสเปซเผินๆ อาจรู้สึกเฉยๆ เพราะมันช่างเต็มไปด้วยความโล่ง แต่พอได้ฟังแนวคิดเบื้องหลังจากเจ้าของอย่าง <strong>วนิก มโนมัยพิบูลย์</strong> แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะทุกรายละเอียดในโคเวิร์กสเปซสไตล์อินดัสเทรียลแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการคนทำงานอย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1534.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1535.jpg" /></p>
<h3><strong>BIG ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ความใหญ่โต </strong></h3>
<p>“ผมทำงานการเงินมา 20 ปี และมีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับ financial technology ด้วยก็เลยได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ที่เหล่าคนทำงานสตาร์ทอัพ คนทำเทคโนโลยีด้านการเงิน แล้วก็โปรแกรมเมอร์นั่งทำงานอยู่ด้วยกัน เราเลยคิดว่าอยากสร้างที่นึงที่เป็นชุมชนของเราเอง เหมือนเป็นโต๊ะใต้ตึกคณะที่พอหมดเวลาเรียนทุกคนจะมาเจอกัน คุยกัน เป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรม sharing economy ที่ยุคสมัยเราต้องการมากขึ้นทั่วโลก” วนิกเกริ่นอย่างน่าสนใจ</p>
<p>พอคิดได้แบบนั้นเขาจึงอยากเปลี่ยน warehouse ขนาดใหญ่ที่เดิมเคยเป็น garage หรือโชว์รูมแบรนด์มอเตอร์ไซค์ ให้เป็น garage ของสตาร์ทอัพ เกิดเป็นคำว่า Business Innovation Garage หรือ BIG นั่นเอง</p>
<p>“การาจหรือโรงรถคือที่ที่เราได้สร้าง ลองนึกถึง สตีฟ จอบส์, บิลล์ เกตส์ หรือสตาร์ทอัพต่างๆ ที่ก็เริ่มทำในการาจ คอนเซปต์ของเราจึงเป็นคำว่า build bond boost สร้างคือ build ส่วน bond หมายถึงคอนเซปต์โต๊ะใต้ตึกที่ทำให้คนมาสร้างคอนเนกชั่นกัน สุดท้ายคือ boost ที่หมายถึงการที่เรามีชุมชนคนทำงานให้มาสร้างการก้าวกระโดด มีพื้นที่ห้องประชุมสัมมนาที่ทำให้คนได้มาอัพเลเวล”</p>
<h3><strong>ความโปร่งโล่งแบบที่สมองต้องการ</strong></h3>
<p>BIG Co-working Space มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 2,000 ตร.ม. ไม่รวมลานจอดรถที่ไม่ต้องกลัวเต็ม (เพราะมันเคยเป็นสนามฝึกซ้อมบิ๊กไบค์มาก่อน) ฉะนั้นข้อดีอย่างแรกเลยคือความโล่งโปร่งแบบที่หาไม่ค่อยได้จากที่อื่น แต่แค่ความใหญ่จะตอบโจทย์อะไรการทำงานได้</p>
<p>วนิกอธิบายว่ามีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่าเมื่อคนเราทำงานใช้ความคิด เราต้องการพื้นที่ที่เปิดโล่งให้ไอเดียฟุ้งกระจาย และเมื่อเปิดโล่งแล้ว พื้นที่ใช้สอยที่มีความหลากหลายจึงสำคัญมาก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_14922.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1551.jpg" /></p>
<p>ที่นี่เลยมีทั้งโซนห้องโถงใหญ่ตรงกลางที่เป็นเหมือน common area จะนั่งไหนก็ตามสบายไม่มีแย่งกัน ถ้าใครอยากได้พื้นที่กึ่งส่วนตัวก็เข้าไปนั่งในบ้านน้อยได้ (เราลองมาแล้วชอบมาก) มีห้องประชุมหลากไซส์หลายบรรยากาศให้เลือก มีโซนสวนกลางแจ้งปูหญ้าเทียมที่มีแม้กระทั่งเก้าอี้ชายหาดหรือเปลญวนให้นอน จุดที่เราชอบอีกอย่างคือการดีไซน์เพิ่มทางลาดและเอาลิฟต์เก่าสำหรับขนรถมาอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้วีลแชร์เข้ามาใช้ได้ทุกส่วน</p>
<p>“แสงธรรมชาติหรืออากาศธรรมชาติทำให้ความคิดสร้างสรรค์เราดีขึ้น พอมู้ดแอนด์โทนหรือบรรยากาศของพื้นที่ทำงานเราเปลี่ยนไป มันจะเปลี่ยนมายด์เซ็ตที่เราใช้ทำงานด้วย นี่คือเหตุผลที่เราสร้างความหลากหลายในพื้นที่ทำงานตรงนี้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_15011.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_15211.jpg" /></p>
<h3><strong>ออกแบบลึกถึงรายละเอียด </strong></h3>
<p>BIG มีแก่นการออกแบบเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และแก่นนี้ก็สะท้อนผ่านสิ่งของแทบทุกชิ้นที่อยู่ในพื้นที่ ไล่ตั้งแต่แสงไฟแบบ daylight ที่สร้างความรู้สึกแอคทีฟในการทำงาน หรือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เช่น โต๊ะรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่วนิกตั้งใจออกแบบใหม่ ให้นั่งแล้วได้บรรยากาศเหมือนโต๊ะเรียนหนังสือสมัยเด็ก แถมยังเอามาต่อกันให้เกิดรูปทรงใหม่ๆ ได้ตามจำนวนคนนั่งและความต้องการ</p>
<p>ไม่เพียงรูปร่างรูปทรง โต๊ะนี้ถูกคำนวณมาให้มีระยะความกว้างที่เหมาะสม ไม่เล็กไปจนวางคอมพิวเตอร์และของอื่นๆ ไม่ได้ ไม่ใหญ่ไปจนทำให้คนห่างเหินและยากจะสร้าง bond ต่อกัน แต่พอมาเป็นบ้านน้อยที่เอาไว้นั่งทำงานแบบกึ่งส่วนตัว ความกว้างโต๊ะจะออกแบบให้แคบลงเพื่อให้เกิดบรรยากาศใกล้ชิดมากขึ้น ขณะที่เพดานเปิดโล่งให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกปิดกั้น</p>
<p>ทุกอย่างที่อยู่ในพื้นที่ทำงาน ทีมงานยังตั้งใจออกแบบให้เคลื่อนย้ายได้เพื่อให้ผู้มาใช้บริการสร้างพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมกับทีม เช่น ถ้าอยากสร้างพื้นที่ส่วนตัวในโถงใหญ่ก็แค่เอากระดานมากั้นเป็นฉากและใช้คุยงานได้เลย หรือเคลื่อนย้ายบ้านน้อยที่ปกตินั่งได้ 4 คนมาต่อกันก็เกิดเป็นห้องประชุมขนาด 8 คนได้แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_15551.jpg" /></p>
<h3><strong>ของพื้นฐานที่คนทำงานต้องการต้องมี</strong></h3>
<p>คนทำงานต้องการอะไรบ้างคงไม่มีใครรู้ดีเท่าคนทำงานด้วยกัน ด้วยความที่เจ้าของอย่างวนิกและทีมเป็นสายเทคโนโลยีที่ใช้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซเป็นประจำอยู่แล้ว พวกเขาจึงรู้ดีว่าตัวเองต้องการของอำนวยความสะดวกพื้นฐานอะไรบ้าง พอสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาจึงจัดเต็มของจำเป็นต่างๆ ตั้งแต่กระดานไวท์บอร์ด จอทีวี เครื่องดื่มทั่วไปที่ให้บริการไม่อั้น (มีชามะนาวสำหรับคนไม่กินกาแฟด้วย) สำหรับการจัดประชุมที่ต้องการฉายสไลด์หรือกิจกรรมฉายภาพยนตร์ ที่นี่ยังมีเลเซอร์โปรเจกต์ที่ฉายขึ้นผนังขนาดใหญ่ยักษ์ได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1499.jpg" /></p>
<p>ความพิเศษที่เราประทับใจมากคือเก้าอี้สตูลทรงกล่องที่ใช้เป็นล็อกเกอร์เก็บของมีค่าได้ในตัว ถ้าจะไปกินข้าวก็แค่ขอกุญแจมาล็อกไว้ ป้ายจองโต๊ะที่บอกคนอื่นๆ ว่าเดี๋ยวจะกลับมานั่ง เครื่องพรินต์ที่มีระบบยืนยันตัวตนก่อนจะพิมพ์เอกสารได้ ห้องประชุมแบบที่มีฉนวนกันเสียง รวมถึงห้องน้ำภายนอกที่มีห้องอาบน้ำสำหรับบางคนที่อาจไปออกกำลังกายมาหรือเดินทางมาโดยขี่จักรยาน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1554.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1510.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1480.jpg" /></p>
<p>สุดท้าย ของจำเป็นอีกอย่างของคนทำงานคือ ‘สมาธิ’ ที่นี่จึงไม่เปิดเพลงคลอเหมือนคาเฟ่ วางตัวเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซพันธุ์แท้ที่ไม่ปะปนกับพื้นที่ใช้งานอื่นๆ เพื่อให้ทุกคนได้มีสมาธิในการทำงานอย่างแท้จริง แต่ถ้าอยากพักผ่อนก็แค่เดินออกไป NOXX Café ที่อยู่ข้างกันได้เลย</p>
<h3><strong>เพื่อนบ้านที่พร้อมต่อยอดงานของเรา</strong></h3>
<p>นอกจากพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซให้คนทำงานหลากหลายสายเข้ามาใช้ ที่นี่ยังมีโซนออฟฟิศให้เช่า ทำให้เกิดเป็นชุมชนบริษัทรุ่นใหม่ที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ตลอด วนิกยกตัวอย่างว่าที่นี่มีทั้งบริษัททำ chatbot ทำระบบ AI หรือบริษัทช่วยจัดตั้งสตาร์ทอัพ เมื่อมีความต้องการอะไรก็ร่วมมือกันได้ เช่นกันกับคนทั่วไปที่เข้ามาใช้พื้นที่ที่สามารถทำความรู้จักกันไว้เพื่อต่อยอดทางการงาน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1514.jpg" /></p>
<p>เรานึกเปรียบเทียบถึงอาคารออฟฟิศสมัยเก่าที่แต่ละบริษัทจะอยู่แยกกันเป็นชั้น ที่นี่เองก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ส่วนแบ่งกั้นนั้นได้สลายหายไป กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้ทุกคนมาใช้ร่วมกันอย่างสบายใจจนเกิดความคุ้นเคยกัน</p>
<p>“ถามว่าพื้นที่การทำงานร่วมกันแบบนี้มันสำคัญอย่างไร ผมมองว่าโลกยุคเป็นยุคของการ collaborate นวัตกรรมของโลกยุคนี้คือการต่อยอดความสำเร็จจากโลกยุคเก่า การจะขึ้นไปอีกระดับได้ต้องอาศัยคนร่วมมือกันคิด การที่เอาความคิดแค่จากอุตสาหกรรมเดียว หน่วยงานเดียว มันไม่พอแล้ว มันต้องมีการร่วมมือช่วยเหลือกัน พื้นที่แบบนี้ทำจะให้เกิด human touch เกิดเป็นสังคมแห่งการแบ่งปันและช่วยกันพัฒนา” วนิกสรุป</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-big-coworking-space/">BIG Co-working Space : โคเวิร์กกิ้งสเปซพันธุ์แท้ที่คิดทุกเม็ดมาเพื่อคนทำงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-big-coworking-space/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bok Bok Bike ร้านจักรยานที่เชื่อเรื่องคุณค่าของการเดินทาง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-bok-bok-bike/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-bok-bok-bike/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Mar 2018 06:43:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ช้อป]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle Product]]></category>
		<category><![CDATA[จักรยานทัวริ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านซ่อมจักรยาน]]></category>
		<category><![CDATA[bok bok bike]]></category>
		<category><![CDATA[หมา-ประพฤติ ปาลสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จักรยาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-bok-bok-bike/</guid>

					<description><![CDATA[<p>บางคนอาจไม่รู้ว่า หนึ่งในประเทศที่นักปั่นทั่วโลกชื่นชอบและอยากมาสักครั้งคือประเทศไทย บ้านเราถือเป็นประเทศใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน มีเส้นทางเชื่อมต่อกับหลายประเทศ อากาศไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป มีร้านค้าที่เป็นตัวแทนสินค้าจักรยานชั้นนำหลายแบรนด์ เราจึงมักเห็นนักปั่นหลายชาติใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางการเดินทาง กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดหนึ่งที่พวกเขาหลายคนนิยมปั่นผ่าน ในกรุงเทพฯ มีร้านจักรยานแห่งหนึ่งที่นักปั่นสาย &#8216;ทัวริ่ง&#8217; แทบทุกคนต้องแวะ นั่นคือร้านจักรยานชื่อ Bok Bok Bike ถ้าเข้าเพจเฟซบุ๊กของร้าน จะเห็นว่ามีนักปั่นจากรัสเซีย, สาธารณรัฐเช็ก, ออสเตรเลีย, ฟินแลนด์, อินเดีย และประเทศอื่นๆ มาแวะที่ร้านราวกับเป็นศูนย์นักท่องเที่ยวด้วยจักรยาน เรารู้จัก หมา-ประพฤติ ปาลสาร เจ้าของร้าน มานาน แต่ไม่เคยคุยกับเขาจริงจังเกี่ยวกับร้าน ทำไมเขาถึงยังทำร้าน ในวันที่การทำธุรกิจจักรยานไม่ง่ายดังเดิม ทำไมเขาถึงยังเน้นและเชื่อในการทำจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว ในวันที่จักรยานกลายเป็นกิจกรรมวัฒนธรรมหนึ่ง เขาเห็นอะไรบ้างในฐานะส่วนหนึ่งของการเติบโต หมาจะเล่าให้เราฟัง เริ่มจากความชอบในจักรยานและการเดินทาง จักรยานทัวริ่งคือจักรยานที่ออกแบบเพื่อการเดินทางไกลและนาน ส่วนมากคนใช้จักรยานแบบนี้จะต้องพกสัมภาระไปเยอะๆ จักรยานจึงถูกออกแบบให้ขนของได้โดยที่ไม่เสียสมดุล ปั่นได้ปลอดภัยตลอดการเดินทาง ในความเป็นจริง การจะใช้จักรยานแบบไหนเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะคน แล้วแต่ความชอบ (แต่ถ้าคุณเลือกจักรยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อเส้นทางนั้นโดยเฉพาะก็จะปั่นสบายตัวขึ้น) นักปั่นท่องเที่ยวแต่ละคนจะกำหนดระยะทางและเวลาตามชอบ บางคนปั่นแค่วันเดียว บางคนปั่นเป็นปีรอบโลก Bok Bok Bike เกิดมาในยุคที่คนรู้จักจักรยานทัวริ่งไม่มากนัก ก่อนมาทำร้าน หมายังเป็นเพียงวิศวกรคนหนึ่งในจังหวัดระยอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-bok-bok-bike/">Bok Bok Bike ร้านจักรยานที่เชื่อเรื่องคุณค่าของการเดินทาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บางคนอาจไม่รู้ว่า หนึ่งในประเทศที่นักปั่นทั่วโลกชื่นชอบและอยากมาสักครั้งคือประเทศไทย</p>
<p>บ้านเราถือเป็นประเทศใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน มีเส้นทางเชื่อมต่อกับหลายประเทศ อากาศไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป มีร้านค้าที่เป็นตัวแทนสินค้าจักรยานชั้นนำหลายแบรนด์ เราจึงมักเห็นนักปั่นหลายชาติใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางการเดินทาง กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดหนึ่งที่พวกเขาหลายคนนิยมปั่นผ่าน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1437.jpg" /></p>
<p>ในกรุงเทพฯ มีร้านจักรยานแห่งหนึ่งที่นักปั่นสาย &#8216;ทัวริ่ง&#8217; แทบทุกคนต้องแวะ นั่นคือร้านจักรยานชื่อ <strong>Bok Bok Bike</strong> ถ้าเข้าเพจเฟซบุ๊กของร้าน จะเห็นว่ามีนักปั่นจากรัสเซีย, สาธารณรัฐเช็ก, ออสเตรเลีย, ฟินแลนด์, อินเดีย และประเทศอื่นๆ มาแวะที่ร้านราวกับเป็นศูนย์นักท่องเที่ยวด้วยจักรยาน</p>
<p>เรารู้จัก <strong>หมา-ประพฤติ ปาลสาร </strong>เจ้าของร้าน มานาน แต่ไม่เคยคุยกับเขาจริงจังเกี่ยวกับร้าน ทำไมเขาถึงยังทำร้าน ในวันที่การทำธุรกิจจักรยานไม่ง่ายดังเดิม ทำไมเขาถึงยังเน้นและเชื่อในการทำจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว ในวันที่จักรยานกลายเป็นกิจกรรมวัฒนธรรมหนึ่ง เขาเห็นอะไรบ้างในฐานะส่วนหนึ่งของการเติบโต</p>
<p>หมาจะเล่าให้เราฟัง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bok1.jpg" /></p>
<h3><strong>เริ่มจากความชอบในจักรยานและการเดินทาง</strong></h3>
<p>จักรยานทัวริ่งคือจักรยานที่ออกแบบเพื่อการเดินทางไกลและนาน ส่วนมากคนใช้จักรยานแบบนี้จะต้องพกสัมภาระไปเยอะๆ จักรยานจึงถูกออกแบบให้ขนของได้โดยที่ไม่เสียสมดุล ปั่นได้ปลอดภัยตลอดการเดินทาง</p>
<p>ในความเป็นจริง การจะใช้จักรยานแบบไหนเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะคน แล้วแต่ความชอบ (แต่ถ้าคุณเลือกจักรยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อเส้นทางนั้นโดยเฉพาะก็จะปั่นสบายตัวขึ้น) นักปั่นท่องเที่ยวแต่ละคนจะกำหนดระยะทางและเวลาตามชอบ บางคนปั่นแค่วันเดียว บางคนปั่นเป็นปีรอบโลก</p>
<p>Bok Bok Bike เกิดมาในยุคที่คนรู้จักจักรยานทัวริ่งไม่มากนัก ก่อนมาทำร้าน หมายังเป็นเพียงวิศวกรคนหนึ่งในจังหวัดระยอง เขารักการปั่นจักรยาน ความรักค่อยๆ ผลักดันให้เขาเรียนรู้การอัพเกรดและซ่อมจักรยานด้วยตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเส้นทางเดิน (และปั่น) ของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยจังหวะชีวิต</p>
<p>“เราลาออกจากงานเพราะอยากกลับมาอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นไม่ได้คิดหรอกว่าจะมาทำร้านจักรยาน แต่ช่วงที่ว่างก็คิดสนุกว่าอยากหารายได้นิดหน่อยเลยเอาของเกี่ยวกับจักรยานมาขายในเว็บไซต์ รับซ่อมจักรยานที่บ้านไปด้วย พอดีตอนนั้นของที่เอามาขายเป็นแบรนด์ดัง เราเลยคิดว่าควรจะมีหน้าร้าน คิดไปคิดมาก็เลยเปิดร้าน Bok Bok Bike ขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/668.jpg" /></p>
<p>หมาค่อยๆ เริ่มสร้างร้านจักรยานที่ตัวเองอยากให้เป็น ความหลงรักในการเดินทางด้วยจักรยานเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำ Bok Bok Bike เป็นร้านสำหรับเหล่านักปั่นทัวริ่งโดยเฉพาะ</p>
<p>“เราคิดตั้งแต่ตอนเปิดร้านใหม่ๆ เลยนะว่าจะเน้น Touring and Folding (จักรยานทัวริ่งและจักรยานพับ) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากในตอนนั้น เราค่อยๆ มองหาว่าเมืองไทยยังขาดอะไร และเอาสิ่งนั้นเข้ามาในตลาด คนไทยมักคิดว่าจักรยานทัวริ่งใช้แค่เพื่อการปั่นทางไกล แบกกระเป๋าหลายใบ ความจริงยังมีจักรยานแบบกลางๆ ที่ใช้งานได้หลากหลาย เช่น จักรยานแบบ Light Touring หรือ Adventure Touring เราก็ค่อยๆ เอาเข้ามาทีละตัว รวมถึงอะไหล่อย่างขอบล้อ ยาง แฮนด์ ตะแกรง หรือกระเป๋า เราอยากมุ่งมาทางนี้แม้ตอนนั้นจักรยานทัวริ่งในไทยจะเพิ่งเริ่มต้นก็ตาม” หมาย้อนอดีตให้เราฟัง</p>
<p>การทำสิ่งใหม่อาจดูเป็นเรื่องท้าทายและน่าตื่นเต้น แต่ความใหม่นี้ก็มีข้อเสียคือเส้นทางที่กำลังเดินไปไม่มีใครเป็นแม่แบบมาก่อน ปัญหานี้กลายเป็นอุปสรรคและคำถามมากมายในการทำธุรกิจช่วงแรก เขาก้าวผ่านความลำบากนี้ได้แล้วพร้อมบทเรียนที่หยิบติดตัวมาระหว่างทาง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2412.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2812.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2712.jpg" /></p>
<h3><strong>ทำธุรกิจด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและความจริงใจ</strong></h3>
<p>หมาไม่ได้ขายแค่จักรยาน แต่ขายความอุ่นใจให้นักปั่นตลอดการเดินทาง</p>
<p>ถ้าใครเคยปั่นจักรยานทางไกลจะรู้ว่าสองข้างทางไม่ได้สะดวกสบาย ไม่มีร้านสะดวกซื้อให้แวะทุกครั้งที่ใจอยาก บ่อยครั้งก็เจอภูมิประเทศที่หลากหลาย มีทั้งวันที่ต้องปั่นตากแดด ดิ่งลงเขาในวันฝนตก หรือปั่นไปในความมืดโดยไม่รู้ว่าจุดแวะพักจะอยู่อีกไกลแค่ไหน</p>
<p>ถ้ามีอุปกรณ์ที่ดี อุปสรรคจะเบาลง หมาซึ่งเป็นนักปั่นรู้ข้อนี้ดี เขาจึงขายของด้วยความซื่อสัตย์ และความน่าเชื่อถือของ Bok Bok Bike เกิดจากการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและจริงใจ</p>
<p>ดูเป็นเคล็ดลับการค้าที่ไม่น่าตื่นเต้น แต่เจ้าของร้านคิดว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1927.jpg" /></p>
<p>“สูตรสำเร็จของการทำร้านจักรยานมันไม่ตายตัวหรอก ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้าเพราะมันคือความปลอดภัย” หมาตอบเราด้วยสายตาจริงจัง</p>
<p>“ตัวเราเองไม่เชื่อการไปบอกลูกค้าว่า ‘อันนี้ดีนะครับ’ โดยที่เรายังไม่เคยได้ลองใช้มันเลย ที่เราทำคือศึกษาข้อมูลจากนักปั่นทั่วโลก เขาพูดถึงของตัวนี้อย่างไร ทำไมถึงนิยมใช้ เข้าเว็บไซต์ผู้ผลิตเพื่อดูว่าของชิ้นนี้มีดีมีด้อยยังไง หลังจากนั้นเราก็ให้ความรู้กับลูกค้า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/trip71.jpg" /></p>
<p>“เราไม่สามารถเอามาขายโดยบอกว่าอันนี้ดีสุดในโลก มันไม่ง่ายขนาดนั้นและไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เราต้องพูดให้เขาเข้าใจว่าของชิ้นนี้ดีเพราะอะไร ยกตัวอย่างจักรยาน Thorn ที่เป็นจักรยานทัวริ่งอันดับต้นๆ ของโลกแต่เมืองไทยไม่รู้จักเลยและราคาสูงมาก เราจะทำยังไงให้คนรู้จัก Thorn สิ่งที่เราทำคือไปซื้อมาปั่น เราจะตอบได้ว่ามันดียังไง พร้อมเอารูปมาลงและข้อมูลประกอบ เราเชื่อว่ามีคนที่เห็นคุณค่าและคิดว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย” หมาตอบเราพร้อมรอยยิ้ม งานล้นมือในวันนี้คงเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่าคำตอบที่เขาคิดนั้นถูกต้องขนาดไหน</p>
<p>นอกจากอุปกรณ์ หมายังชอบเล่าเรื่องสนุกๆ ในการเดินทางบนโลกออนไลน์ โดยมี agenda เล็กๆ ว่าวิธีการเดินทางด้วยจักรยานให้สนุกมีหลากหลาย เช่น คนชอบคิดว่าปั่นจักรยานทัวริ่งต้องปั่นให้ได้เยอะๆ และเร็ว เขาก็เขียนถึงทริปที่พักตามโรงแรมที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าเรายืดหยุ่นกับการเดินทางก็จะได้เห็นระหว่างทางมากกว่าการปั่นให้จบวัน บางทริปเขาพกจักรยานพับลงเรือ ปั่นตามรอยเส้นทางที่ถูกพูดถึงใน <em>นิราศเมืองแกลง</em> โดย สุนทรภู่ (ทริปนี้เขาไปกับ กฤช เหลือลมัย นักเขียนผู้รักการปั่นจักรยานตัวจริงอีกคน)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2314.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2610.jpg" /></p>
<p>ธุรกิจจักรยานในปัจจุบันเป็นธุรกิจหนึ่งที่เจอปัญหาการตัดราคากันเองระหว่างร้านค่อนข้างสูง หลายร้านจำเป็นต้องเอากำไรน้อยลงเพื่อลดราคาให้เท่ากับตลาด แต่กับร้าน Bok Bok Bike ราคาค่าซ่อมของทางร้านกลับไม่ได้อิงกับราคาตลาดขนาดนั้นเพราะหมาบอกกับเราว่าสิ่งที่เขาให้ค่ามากกว่า คือคุณภาพของงาน</p>
<p>“วันที่เปิดร้าน เรารู้ว่าธุรกิจจักรยานไม่ง่ายเลย จะทำยังไงให้อยู่ยั่งยืนได้ เรามีคำตอบกับตัวเองอีกข้อหนึ่งคือ จงทำให้ดี ดีคือมีคุณภาพ ขายของที่มีคุณภาพ ดูแลอย่างมีคุณภาพ ซ่อมแซมแบบมีคุณภาพ ราคาสูงนะแต่เราจะทำให้แบบดีๆ เลย รวมถึงการสอนให้เขาได้ซ่อมจักรยานอง เพราะเวลาไปทัวริ่งมันมีโอกาสที่เขาต้องดูแลตัวเองสูง เราอยากให้เขาดูแลและทำเป็นโดยมาลองที่ร้านเราก่อน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/trip91.jpg" /></p>
<p>“เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะมีคนยอมรับและพร้อมใช้บริการ ปีแรกเราอาจมีลูกค้าแบบนี้ได้สัก 5 คน ปีที่สอง 10 คน ปีที่สาม 15 คน ไม่เกิน 5 ปีเราจะได้ลูกค้าประมาณ 100 คนที่เหนียวแน่นกับเรา แค่นี้ก็พอแล้วนะ เพราะถ้าลูกค้ายังปั่นต่อเนื่อง เขาต้องเอารถมาจูนมาปรับอยู่แล้ว คนเหล่านี้ก็เหมือนเป็นประชาสัมพันธ์เราในตัว” หมาเล่าให้เราฟังถึงแนวคิดตั้งแต่เปิดร้าน พร้อมเสริมถึงเป้าหมายที่เขาเห็นในใจ</p>
<p>“ถ้าเขาเอนจอยกับสิ่งที่เราทำให้ เขาได้ไปเดินทางท่องเที่ยวอย่างที่หวัง เราเชื่อว่าเขาจะอยู่กับเรา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1720.jpg" /></p>
<h3><strong>จุดแวะพักของนักปั่นทัวริ่งทั่วโลก</strong></h3>
<p>ด้วยแนวทางการทำร้านที่ชัดเจนมาหลายปี ลูกค้าประจำจาก 5 คนก็เพิ่มขึ้นจนเป็นหลักร้อยดั่งที่หมาคิดไว้</p>
<p>แต่นอกจากคนไทยแล้ว นักปั่นทัวร์ริ่งจากทั่วโลกต่างมุ่งหน้ามาเยี่ยมเยียนที่ร้านคูหาเดียวนี้เช่นกัน บ้างเอารถมาซ่อม (สินค้าจักรยานทัวริ่งบางตัวหาได้ที่นี่เท่านั้น) แต่บ้างก็มาเยี่ยมเยียนถามไถ่</p>
<p>“ในเอเชียใต้นี้ก็มีเส้นทางปั่นอยู่ไม่กี่เส้น มันเลยมีโอกาสที่เขาจะเข้ามาหาเราเยอะ ตั้งแต่ประมาณเดือนพฤศจิกายนจนถึงพฤษภาคม จะมีคนปั่นในภูมิภาคนี้มากหน่อยเพราะข้างบนมันหนาว ปั่นไม่ได้ นักปั่นทัวริ่งก็จะมารวมตัวกันในบางจุด ส่วนหนึ่งก็มาที่ร้านเรา เดี๋ยวนี้ก็เยอะหน่อยเพราะกระแสปากต่อปาก มีเหมือนกันที่แค่แวะมาเยี่ยมเพราะเพื่อนบอกให้มา” หมาเล่าให้เราฟัง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/954.jpg" /></p>
<p>“นักปั่นต่างชาติกับไทยนี่ต่างกันมั้ย&#8221; เราเอ่ยถามด้วยความสงสัย</p>
<p>“เขาก็เป็นคนธรรมดา แต่ที่เราสัมผัสได้ชัดคือพวกเขามีความกระหายที่จะเดินทาง คนเหล่านี้มีหลายแบบ บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อเอาเงินมาท่องเที่ยว บางคนก็ทำงานไปด้วย ที่เจอเยอะหน่อยก็คือคนทำงานสายไอที ที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ส่วนแบบอื่นๆ ก็มีทั้งคนที่เขาลงทุนแล้วใช้เงินที่ปันผลเอามาบริหารให้พอกับการท่องเที่ยว</p>
<p>“ถ้าเป็นคนไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงาน แต่น้อยคนที่จะไปทัวริ่งได้เป็นเดือนๆ ส่วนใหญ่ก็ 3 วัน อาทิตย์นึง สองอาทิตย์ อะไรแบบนี้ เราว่าการเดินทางหรือการปั่นทัวริ่งมันไร้รูปแบบมาก อยู่ที่เราจะออกแบบ จักรยานแบบไหนก็ออกไปปั่นทัวริ่งได้นะ แค่ต้องรู้ข้อจำกัดว่ามันทำงานได้ขนาดไหน ทั้งหมดนี้เราออกแบบได้ด้วยตัวเองให้มันตรงกับเราที่สุด”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/trip.jpg" /></p>
<h3><strong>การเติบโตทางธุรกิจที่ไม่ใช่การขยายร้าน</strong></h3>
<p>Bok Bok Bike อยู่ในตึกแถวคูหาเดียวบนถนนกรุงเกษม ไม่ไกลจากสถานีรถไฟกรุงเทพและทางด่วนยมราช (ก่อนตั้งร้านเจ้าตัวคำนวณแล้วว่าชัยภูมินี้ดีกับโลจิสติกส์ ขนส่งสินค้าสะดวกทุกรูปแบบ) สินค้าแน่นร้านจนไม่มีที่เดิน ใครเคยมาคงสงสัยเหมือนเรา ทำไมหมาถึงไม่ขยายร้าน</p>
<p>“จริงๆ คือร้านเราขยายไปมากแล้วนะ” หมาบอกกับเราพร้อมเสียงหัวเราะเล็กๆ พร้อมเล่าต่อให้เราหายสงสัย</p>
<p>“การขยายธุรกิจเราไม่ต้องขยายพื้นที่ก็ได้ ยกตัวอย่างสิ่งที่เราทำแล้วชัดมากเลยคือการทำล้อ 1 วง สมัยก่อนเราใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่หลังๆ เราสามารถทำล้อ 1 วงในเวลาชั่วโมงครึ่ง ด้วยเทคนิค เครื่องมือ และกระบวนการที่พัฒนา ปกติทำได้วันละคู่ เดี๋ยวนี้ทำได้วันละ 6 คู่แล้วเป๊ะขึ้นด้วย ดังนั้นสำหรับเรา ร้านคือขยายไปเยอะแล้วในเชิงประสิทธิภาพและบริการ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1181.jpg" /></p>
<p>หมายังขยายร้านด้วยวิธีที่เข้าใจคนใช้จักรยานสายนี้ นั่นคือการจับมือกับร้านจักรยานหลายจังหวัด รวมเป็นเครือข่ายร้านจักรยานทัวร์ริ่งเพื่อบริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพขึ้น หมาบอกกับเราว่าสิ่งนี้เปรียบเหมือนการมีเพื่อนและเพื่อนของเขาก็กระจายอยู่หลายจุดมาก เช่น ร้าน Big Mountain ที่ปากช่อง ร้าน Triple Cats Cycle ที่เชียงใหม่ ร้าน Vee Bike ที่ยะลา หรือร้าน Bike Café ที่หาดใหญ่ ฯลฯ บางร้านเกิดจากการเข้าไปพูดคุยเพื่อเป็นพันธมิตร แต่บางร้านเจ้าของก็เคยเป็นลูกค้า Bok Bok Bike มาก่อน หมาเข้าไปมีส่วนช่วยและให้คำปรึกษาตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านเลยทีเดียว</p>
<p>“เรามี know-how จากที่เคยล้มลุกคลุกคลานมา พอรู้ว่าอะไรที่ขายได้และขายไม่ได้เราก็จะเข้าไปแนะนำ หรืออย่างการซ่อม เราก็จะเอาเข้ามาฝึกที่ร้านจนชำนาญ พอเปิดร้านเราก็เข้าไปช่วยดูแลในขั้นต้น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเขาแล้วที่ต้องลงไปอยู่กับลูกค้า สัมผัสลูกค้าว่าความต้องการคืออะไร แต่เหนืออื่นใดคือคอนเซปต์ที่ยังเหมือนเดิมคือการทำให้ดีและมีคุณภาพ</p>
<p>“เรามีเพื่อนแบบนี้เพื่อกระจายลูกค้า และขยายการบริการให้มันซัพพอร์ต ถ้าคุณปั่นทัวริ่งแล้วรถตายที่ไหน เราสามารถส่งอะไหล่ให้ได้ทุกที่ หรือมาหาอะไหล่ที่กรุงเทพฯ แล้วไม่มี คุณสามารถปั่นต่อไปรับอะไหล่ที่หาดใหญ่ได้โดยที่ไม่ต้องเสียเวลารอ มันไม่ได้กว้างเฉพาะประเทศไทยนะ เรามีเพื่อนอยู่เวียดนาม มาเลเซีย และอินเดียด้วย ดังนั้นถ้าคุณมีปัญหาอยู่ที่ไหนในเอเชียใต้ เราสามารถช่วยกันได้หมดเลย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2220.jpg" /></p>
<p>ปัจจุบันหมาและ Bok Bok Bike กลายเป็นเหมือนรุ่นพี่ใจดีในวงการ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา หมาได้เห็นวงการจักรยานค่อยๆ ได้รับความนิยมและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ ท่ามกลางโลกที่ค่อยๆ หมุนไป บางอย่างในตัวเขาเองก็ค่อยๆ ปรับตัวตาม แต่จิตวิญญาณบางอย่างยังคงหนักแน่นดังเดิม</p>
<p>“ถ้าเทียบกับ 10 ปีก่อน คนปั่นจักรยานเยอะขึ้นมาก สำหรับเรามันดีอยู่แล้ว เพราะโดยส่วนตัวเราศรัทธาการใช้จักรยาน มันเป็นนวัตกรรมของมนุษย์ที่ดีมาก ผมคิดว่าการพัฒนาของมันถึงจุดสูงสุดแล้ว ทุกวันนี้เราแค่เปลี่ยนตามเทคโนโลยี ของใหม่ๆ เข้ามาเราก็ต้องตาม แต่วิธีการจัดการร้านยังคงเหมือนเดิม เรายังยึดถือในคุณภาพและการให้ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญเหมือนวันแรกที่เราเริ่ม” หมาย้ำสิ่งที่เขาตั้งใจด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่ทำให้เราเชื่อใจเขาอย่างประหลาด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/trip101.jpg" /></p>
<p>คนที่รักจักรยานมักฝันถึงการเปิดร้าน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำแล้วมีความสุข เราถามหมาว่าสำหรับคนที่ทำเป้าหมายสำเร็จแล้วอย่างเขารู้สึกอย่างไรกับชีวิตตอนนี้</p>
<p>“มันเป็นชีวิตที่มีความสุข เราตื่นมาทำงานทุกวัน แต่ไม่รู้สึกเหมือนทำงาน คือมันมีงานต้องทำ แต่มันสนุกไง เรามีความสุขในการทำ ตอนนี้เราก็ยังปั่นทัวริ่ง ทุกวันที่เข้าร้านก็คือมาทำรถ แล้วก็คุยกันว่าทริปต่อไปไปไหนดี นั่นก็คือความสุขของเราแล้ว” หมากล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>สำหรับร้านจักรยานที่เชื่อเรื่องการเดินทาง เราเชื่อว่าผู้ที่แวะมา (ไม่ว่าจะมาเป็นแวะมาซื้อของหรือมากินเบียร์) จะไม่ได้แค่ความรู้และอุปกรณ์จักรยาน</p>
<p>แต่ยังได้ความคิดว่า การเห็นโลกกว้างด้วยการเดินทางมีค่ากับมนุษย์มากเพียงใด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/477.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/trip61.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/trip2.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์ และ ประพฤติ ปาลสาร</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-bok-bok-bike/">Bok Bok Bike ร้านจักรยานที่เชื่อเรื่องคุณค่าของการเดินทาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-bok-bok-bike/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ถึงเวลาที่ผมจะกลับมา on the way” เส้นทางที่ใช่และไม่ใช่ของเจ้าของเพลงลูสเซอร์ O-Pavee</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-o-pavee/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-o-pavee/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Mar 2018 04:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นักร้อง]]></category>
		<category><![CDATA[นักแต่งเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[โอ ปวีร์]]></category>
		<category><![CDATA[o pavee]]></category>
		<category><![CDATA[Boxx Music]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-o-pavee/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้องยอมรับว่าวิธีการที่จะเป็นศิลปินในยุคนี้ง่ายกว่ายุคก่อนเป็นไหนๆ ลองนึกภาพว่าถ้าเราอยากโชว์ความสามารถ ก็แค่ปล่อยเพลงที่ร้องหรือแต่งเองลงยูทูบ ถ้าเพลงเราดีก็แปลว่าอีกไม่นานเราอาจกลายเป็นที่รู้จักตามกลไกของโลกโซเชียล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะยุคไหน การประคองตัวเองให้ยังโลดเล่นอยู่ในวงการให้ได้ ‘อย่างต่อเนื่อง’ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากพอๆ กัน เรารู้จัก โอ-ปวีร์ คชภักดี หรือ O-Pavee ครั้งแรกในวันที่เขาชนะการประกวด ‘โคน ค้น คน’ โครงการเฟ้นหานักดนตรีหน้าใหม่ที่จัดโดยไอศกรีม Cornetto เมื่อปี 2011 แฟนๆ หลายคนติดตามเขาต่อในภาพของนักร้อง นักแต่งเพลง เจ้าของเพลงป๊อปอย่าง พอ, รอ, พยายาม และ R.I.P. (love) ภายใต้สังกัด Believe Records หนึ่งในค่ายเพลงเล็กๆ ที่มาแรงสุดๆ ในยุคนั้น ด้วยจังหวะเวลาที่ค่ายเพลงนี้ต้องปิดตัวลง ศิลปินหนุ่มได้เลือกเดินทางไปยังบ้านหลังที่สองอย่าง Home Records ในเครือแกรมมี่ แต่ผลงานที่ไม่ได้ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้เราแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าเจ้าของเสียงนุ่มๆ และนักแต่งเพลงฝีมือดีคนนี้ได้ล้มหายตายจากวงการเพลงไทยไปแล้วหรือเปล่า ในวาระที่ O-Pavee ปล่อยซิงเกิลใหม่แกะกล่องที่ชื่อว่า คนที่ไม่ใช่ ภาคต่อของเพลง พยายาม ตอกย้ำคนพ่ายแพ้กับความรักให้เจ็บช้ำใจยิ่งกว่าเดิม พร้อมเปิดตัวในฐานะศิลปินของ Boxx [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-o-pavee/">“ถึงเวลาที่ผมจะกลับมา on the way” เส้นทางที่ใช่และไม่ใช่ของเจ้าของเพลงลูสเซอร์ O-Pavee</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ต้องยอมรับว่าวิธีการที่จะเป็นศิลปินในยุคนี้ง่ายกว่ายุคก่อนเป็นไหนๆ ลองนึกภาพว่าถ้าเราอยากโชว์ความสามารถ ก็แค่ปล่อยเพลงที่ร้องหรือแต่งเองลงยูทูบ ถ้าเพลงเราดีก็แปลว่าอีกไม่นานเราอาจกลายเป็นที่รู้จักตามกลไกของโลกโซเชียล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะยุคไหน การประคองตัวเองให้ยังโลดเล่นอยู่ในวงการให้ได้ ‘อย่างต่อเนื่อง’ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากพอๆ กัน</p>
<p>เรารู้จัก <strong>โอ-ปวีร์ คชภักดี </strong>หรือ <strong>O-Pavee</strong> ครั้งแรกในวันที่เขาชนะการประกวด ‘โคน ค้น คน’ โครงการเฟ้นหานักดนตรีหน้าใหม่ที่จัดโดยไอศกรีม Cornetto เมื่อปี 2011 แฟนๆ หลายคนติดตามเขาต่อในภาพของนักร้อง นักแต่งเพลง เจ้าของเพลงป๊อปอย่าง <em>พอ, รอ, พยายาม</em> และ <em>R.I.P. (love)</em> ภายใต้สังกัด Believe Records หนึ่งในค่ายเพลงเล็กๆ ที่มาแรงสุดๆ ในยุคนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_95692.jpg" /></p>
<p>ด้วยจังหวะเวลาที่ค่ายเพลงนี้ต้องปิดตัวลง ศิลปินหนุ่มได้เลือกเดินทางไปยังบ้านหลังที่สองอย่าง Home Records ในเครือแกรมมี่ แต่ผลงานที่ไม่ได้ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้เราแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าเจ้าของเสียงนุ่มๆ และนักแต่งเพลงฝีมือดีคนนี้ได้ล้มหายตายจากวงการเพลงไทยไปแล้วหรือเปล่า</p>
<p>ในวาระที่ O-Pavee ปล่อยซิงเกิลใหม่แกะกล่องที่ชื่อว่า <em>คนที่ไม่ใช่ </em>ภาคต่อของเพลง <em>พยายาม </em>ตอกย้ำคนพ่ายแพ้กับความรักให้เจ็บช้ำใจยิ่งกว่าเดิม พร้อมเปิดตัวในฐานะศิลปินของ Boxx Music ค่ายเพลงที่เต็มไปด้วยสีสันจากศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตา เราเลยอยากใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น และถือโอกาสไถ่ถามถึงบทเรียนจากอาชีพศิลปินตลอด 7 ปีที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9574.jpg" /></p>
<p><strong><br />
คุณเริ่มเล่นดนตรี ร้องเพลง แต่งเพลงเองมาตั้งแต่ตอนไหน<br />
</strong>ช่วง ม.2 &#8211; ม.3 เป็นช่วงที่เริ่มเสพดนตรี บ้านเราเริ่มมีช่อง Channel V เข้ามา ผมได้เห็นศิลปินต่างประเทศอย่าง John Mayer เล่นกีต้าร์ ร้องเพลงเอง แต่งเพลงเอง เวลาเล่นคอนเสิร์ตเขาดูเท่มากเลยเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ตั้งแต่นั้น พอ ม.4 ก็พยายามรวมกลุ่มเล่นดนตรีกับเพื่อน สุดท้ายผมรู้สึกว่าการเล่นเป็นวงเราต้องจูนกันให้ดี ต้องปรับตัวเข้าหากันค่อนข้างเยอะ ต่างคนก็มีความคิดที่หลากหลาย ผมเลยมีแนวคิดที่อยากจะทำเพลงคนเดียว อยากทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง สมัยมหาวิทยาลัยก็ทำเพลงเองมาตลอด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9578.jpg" /></p>
<p><strong><br />
คุณดูมีความเป็นตัวเองสูงมาก ลึกๆ เป็นคนเซลฟ์มั้ย<br />
</strong>ผมว่าผมเป็นนะ (หัวเราะ) คือตอนนั้นเราเด็กด้วย จะมองมุมเดียวว่ากูจะเอาแบบนี้ ชอบแบบนี้ จะไม่แคร์ใครทั้งนั้น แต่พอกลับไปดูงานเก่าๆ ของตัวเอง ผมถามตัวเองเลยว่า กูทำอะไรขึ้นมาวะเนี่ย ตลกดีครับ แต่พอเราโตขึ้น มีเรื่องให้ตกตะกอนเยอะขึ้น มุมมองของผมมันเปลี่ยนไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9582.jpg" /></p>
<p><strong><br />
หลายคนรู้จักคุณเพราะคุณชนะงานประกวด ‘โคน ค้น คน’ ของไอศกรีม Cornetto เมื่อ 7 ปีก่อน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลยมั้ย<br />
</strong>จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนอะไรขนาดนั้น เหมือนเป็นที่ที่ทำให้เราได้เข้าสู่ระบบเพลงมากกว่า เราออกจากการทำเพลงคนเดียวในห้องมาสู่การมีค่ายเพลงและทีมงานซัพพอร์ต มีโอกาสได้ทัวร์ต่างจังหวัดกับวงรุ่นพี่อย่าง Slur, Scrubb หลังจากนั้นก็ได้อยู่ในค่าย Believe Records ออกมาอยู่กับ Home Records แล้วก็มีช่วงที่ออกมาทำเองกับกลุ่มเพื่อน ผมไม่ใช่ศิลปินที่เข้ามาแล้วประสบความสำเร็จมากๆ เราค่อนข้างจะเรื่อยๆ หายไปบ้าง กลับเข้ามาบ้าง</p>
<p>ผมลองมาทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่ทำเอง ทำกับเพื่อน และการเข้าไปทำกับค่าย การเดินทางของผมทำให้ผมแกร่งขึ้นเยอะมาก แต่ช่วงที่ผมหายไปผมไม่ทิ้งดนตรีนะ ยังมีงานเบื้องหลังที่ไปทำกับคนอื่นๆ แต่งเพลงให้ศิลปินหลายคนอยู่ ทำให้ผมรู้ว่าเพลงป๊อปในไทยยังไงก็หนีไม่พ้นวิธีที่ทำให้เพลงเป็นที่รู้จัก แล้วคนถึงจะอยากดึงเราไปเล่น ไปร่วมงานกับเขามากขึ้น</p>
<p>สุดท้ายผมคิดว่า จริงๆ ผมต้องการทีมซัพพอร์ตมากกว่าการทำเองเพราะนอกจากจะเหนื่อยมากๆ แล้ว บางทีเราก็อยากตั้งใจกับเพลงมากกว่า ไม่ต้องกังวลว่าเราจะต้องคิดนู่นคิดนี่เยอะแยะ ผมเลยอยากที่จะกลับเข้าสู่ระบบ ผมจะสะเปะสะปะแบบเดิมไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9593.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9594.jpg" /></p>
<p><strong><br />
ความสะเปะสะปะในวันนั้นสอนอะไรคุณบ้าง<br />
</strong>ผมได้เห็นและเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง การทำอาชีพนี้คุณต้องตกตะกอนให้ได้ว่าสุดท้ายแล้วคุณต้องการอะไร อยากเท่ อยากมีแฟนเพลงที่ร้องเพลงคุณได้ หรือคุณต้องการแรงซัพพอร์ตยังไง หรือต้องการตอบสนองความอยากจะทำงานศิลปะ</p>
<p>สำหรับผมดนตรีมันไม่ใช่ดนตรีอย่างเดียว เราอาจคิดว่ามันคือสิ่งที่เราฟังกันจากวิทยุ แต่จริงๆ ดนตรีคือศิลปะ เหมือนภาพวาดที่สื่อความรู้สึกถึงเรา เหมือนดนตรีแจ๊ส เพลงคลาสสิก ที่เราจะไม่ได้ยินเนื้อเพลงว่า ‘ฉันรักเธอ’ ‘ฉันอยากจะเดินไปกับเธอ’ ไม่ใช่แค่เพลง easy listening ถ้าคนทำศิลปะต้องการสื่อถึงคนฟังกลุ่มนึงที่เขาเข้าใจในงานศิลปะ เข้าใจในเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง ดนตรีคือสิ่งที่ส่งความรู้สึกได้ลึกซึ้งกว่าเพลงป๊อปที่ฟังประโยคเดียวแล้วคุณก็ร้องได้ มันเลยสำคัญจริงๆ ว่าคุณต้องการอะไร</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9600-2.jpg" /></p>
<p><strong><br />
แล้วตัวคุณเองล่ะต้องการอะไร<br />
</strong>ที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์อะไรให้ตัวเองเห็นมาหลายอย่าง ผมอยากเป็นนักดนตรีที่มีเพลงให้แฟนเพลงได้ฟัง เราตัดสินใจอยู่ในทางของเพลงป๊อปที่มีกลิ่นความหลากหลายของแนวดนตรีเข้ามาผสมผสานกัน แต่ก็ต้องอยู่ในพื้นฐานของเนื้อเพลงที่คนสัมผัสได้ง่าย ฟังแล้วเข้าใจว่าเราอยากสื่ออะไร และมีเมโลดี้ไม่ยากมากเกินไป</p>
<p><strong><br />
พอเลือกที่จะทำเพลงป๊อป กดดันมั้ยว่าเพลงเราต้องมีคนฟัง<br />
</strong>ผมไม่เคยกดดันว่าคนจะชอบเพลงเราหรือเปล่า แต่เป็นความรู้สึกที่เรากดดันตัวเองว่าจะทำงานที่ดีออกมาได้มั้ยมากกว่า เพราะการที่งานเราออกไป มันคือการลงทุน มันมีความเสี่ยงอยู่ เราอยากให้งานเรามีฟีดแบ็กที่ดีเกิดขึ้น แต่ผมจะไม่เอาความรู้สึกนั้นมาเป็นกรอบหรือถ่วงตัวเอง โชคดีที่ทีมงาน Boxx Music ทำงานกันแบบแชร์ความรู้สึกและมุมมองร่วมกันจริงๆ ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่พยายามจะทำให้งานออกมาดีที่สุดเลยลดความกดดันนี้ลงไปได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_96092.jpg" /></p>
<p><strong><br />
คุณมีความเป็นลูสเซอร์ในตัวมากขนาดไหน ถึงได้เขียนแต่เพลงที่ดูลูสเซอร์หรือเศร้าๆ<br />
</strong>ที่จริงก็ไม่ใช่ลูสเซอร์ขนาดนั้น (หัวเราะ) ผมต่างจากศิลปินคนอื่นๆ ตรงที่ผมไม่ค่อยเอาเรื่องตัวเองมาเขียนมากเท่าไหร่ อกหักในชีวิตนี้เราจำได้เลย เราเองเป็นคนนึงที่ทุ่มเทในความรัก แต่ค่อนข้างจะมีเกราะกำบังในตัว เวลาที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เดี๋ยวกูแย่ละ จะรีบถอยออกมาก่อน เพลงของเราเลยต้องอาศัยหยิบจากนู่นจากนี่มาเขียน หรือบางทีแรงบันดาลใจจะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ผมเสพในตอนนั้น อย่างเพลง <em style="background-color: initial;">พยายาม</em> ก็เอาซีนหนึ่งในหนังที่ผมดูมาเขียน เพลง<em style="background-color: initial;"> R.I.P. (love)</em> ผมได้มาจากข้อความในเฟซบุ๊ก แล้วกลายเป็นว่าเพลงที่ดูลูสเซอร์กลายเป็นแนวที่เราไปได้ เพลงช้าของผมก็จะเป็นแบบนั้นหมด การจากลา การอกหัก เพลงที่ปล่อยออกมาตอนนี้ลูสเซอร์ยิ่งกว่า <em style="background-color: initial;">พยายาม</em> อีก</p>
<p><strong><br />
จะมีเพลงที่สมหวังกับความรักบ้างมั้ยเนี่ย<br />
</strong>ผมว่าน่าจะไม่มี (หัวเราะ)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_96142.jpg" /></p>
<p><strong><br />
ตอนที่เขียนเพลงให้ตัวเองกับเขียนเพลงให้คนอื่นแตกต่างกันยังไง<br />
</strong>ผมว่าต่างกันแต่มันยังเชื่อมโยงกันอยู่ เวลาเขียนเพลงให้คนอื่นเขาจะมีโจทย์ให้เราเขียน เนื้อร้องเขาอาจจะอยากให้เราเล่าเรื่องอื่นๆ แต่สุดท้ายเมโลดี้หรือทำนองเราก็ต้องคิดออกมาจากความรู้สึกเรา ซึ่งบางทีเราคิดเยอะจนเหมือนมาสร้างกรอบให้ตัวเองมากเกินไป พอใส่ตัวเองลงไปเยอะก็กลายเป็นว่าเพลงนั้นคล้ายเพลงนี้ ทำไมเพลงนี้มันโอ ปวีร์จังวะ หลังๆ เราก็เลยไม่อยากเขียนเพลงให้คนอื่นมากเท่าไหร่ แต่ถ้าหลังจากปล่อยงานตัวเองออกไปแล้วอาจจะรับเขียนเพลงเหมือนกัน แต่ว่าช่วงนี้ยัง มันตันๆ นิดนึง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9638.jpg" /></p>
<p><strong><br />
ถ้าเปรียบการเดินทางเป็นการสร้างพีระมิด คุณคิดว่าตอนนี้คุณยืนอยู่จุดไหนแล้ว<br />
</strong>ยืนอยู่ตรงกลางครับ และเป็นไปในทิศทางที่กำลังพัฒนาตัวเอง เติบโตขึ้นจากบทเรียนอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามา อย่างช่วงที่ผมปล่อยเพลง <em style="background-color: initial;">พยายาม</em> (ตุลาคม 2556) เป็นช่วงที่ผมได้รับฟีดแบ็กดีมากๆ แต่หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวาย มีการปิดกรุงเทพฯ วงการเพลงทั้งวงการเงียบมากๆ สามเดือนถัดจากนั้นค่าย Believe Records ก็ปิดตัวลง คือจริงๆ เพลงก็ยังไปต่อของมันเองได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้รับการซัพพอร์ตที่ดี ทุกอย่างรอบตัวผมเลยดูวุ่นวายไปหมด แต่ไม่ได้มองว่าเป็นช่วงที่แย่มาก เพราะทุกคนก็คงต้องมีเวลาแบบนี้กันบ้าง เรียนรู้แล้วก็เติบโตขึ้น</p>
<p>สิ่งที่เราได้เรียนรู้มันเป็นเหมือนพีระมิดที่เราค่อยๆ ไต่ไปมากกว่า ผมต้องเริ่มมาจากฐาน ตั้งแต่ยุค Fat Radio ที่ต้องทำเพลง ปั๊มแผ่น ส่งแผ่นเอง แล้วเข้าไปอยู่ในค่ายเพลง เป็นเด็กใหม่ที่ต้องไปเจอส่วนแบ่งในธุรกิจเพลง เจอคนจากหลายๆ ทีมที่เราไม่รู้จักเลย พอโตขึ้้นมาหน่อยเราก็อยากลองทำเองดีมั้ยเพื่อที่จะได้ตัดปัญหานี้ไป ตอนนั้นเราพยายามรวมกลุ่มทำเพลงกับเพื่อน ลองดูว่าเราจะสร้างทีมที่แข็งแกร่งได้มั้ย แต่สุดท้ายมันก็ไม่เหมาะกับเรา โอเค เราเก็ตแล้วว่าเราจะต้องหาทางกลับเข้ามา</p>
<blockquote><p><strong>สุดท้ายการเดินทางมันทำให้เรารู้ว่าเราจะแกร่งขึ้นได้แค่ไหน เป็นฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่าเราต้องกลับเข้าสู่เวย์ของการทำเพลงให้คนกลับมามองเราอีกครั้ง ทำให้ตัวตนของเราชัดเจนอีกครั้ง</strong></p></blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9587.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9588.jpg" /></p>
<p><strong><br />
เคยเสียดายมั้ยว่าเพลง <em>พยายาม</em> ควรจะไปได้ไกลกว่านี้<br />
</strong>ไม่เลย ทุกครั้งที่ไปโชว์ เวลาที่ผมร้องเพลงนี้ก็ยังมีคนร้องกันลั่น ผมไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรขนาดนั้น แต่เสียดายความต่อเนื่องของแผนมากกว่า ตอนนั้นเราวางแผนกันค่อนข้างดีว่าจะปล่อยเพลงอะไรต่อ แต่พอเกิดเรื่องปุ๊บ ทุกอย่างก็เบี้ยวไปหมด จริงๆ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่เราชอบลองอะไรไปเรื่อยเนี่ยแหละ เราทิ้งช่วง หายตัวไปจากวงการปีกว่า ไปทำเพลงกับอีกค่าย ไปทำเพลงกับคนอีกกลุ่ม ภาพของ O-Pavee เลยเป็นภาพที่ไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไหร่ ตอนนี้ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับ Boxx Music ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะกลับมา on the way แล้ว</p>
<p><strong><div id="erdyt-6a393f337d0eb" data-id="2MMb49c_tLQ" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-2MMb49c_tLQ-6a393f337d0eb" data-vid="2MMb49c_tLQ" data-src="https://www.youtube.com/embed/2MMb49c_tLQ?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/2MMb49c_tLQ/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></strong></p>
<p><strong>อยากให้พูดถึง <em>คนที่ไม่ใช่</em> ซิงเกิลล่าสุดสักหน่อย<br />
</strong>ผมว่ามันเป็นเพลงช้าที่เพราะที่สุดที่ผมเคยเขียน ผมพูดแค่นี้ (หัวเราะ)</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-o-pavee/">“ถึงเวลาที่ผมจะกลับมา on the way” เส้นทางที่ใช่และไม่ใช่ของเจ้าของเพลงลูสเซอร์ O-Pavee</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-o-pavee/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Let’s swing! ทำไมการเต้นสวิงถึงส่งความสุขผ่านร่างกายและหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Mar 2018 04:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Swing]]></category>
		<category><![CDATA[โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์]]></category>
		<category><![CDATA[โน้ต-มาลียา โชติสกุลรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[การเต้นสวิง]]></category>
		<category><![CDATA[Swing Dancing]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/report-bangkok-swing-dance/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงหัวเราะและสเต็ปแดนซ์น่ารักๆ สร้างความรื่นเริงให้ลานพระปฐมเจดีย์ในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพลงแจ๊สย้อนยุคจากศิลปินระดับโลกอย่าง The Shirt Tail Stompers จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ Casey MacGill and Friends จากสหรัฐอเมริกา ทำเอาเราหวนนึกถึงบรรยากาศของยุค 40s ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดคลาสสิกที่เคยดูตอนเด็กๆ ถึงแม้งาน Big Bang: Swing Dancing ครั้งที่ 3 ที่จัดที่นครปฐมจะจบลงไปแล้ว แต่กลิ่นอายและเสน่ห์ของการเต้นสวิงที่เราได้ทำความรู้จักผ่าน 2 เท้ายังคงติดอยู่ และพาให้เรามาพูดคุยกับกลุ่ม Bangkok Swing ผู้จัดงานครั้งนี้รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกให้ปรากฏการณ์การเต้นสวิงกลายเป็นกระแสและความคลั่งไคล้ของชาวไทยให้ดีขึ้น (อ้อ! อยากชวนให้ทุกคนเปิดเพลง Take the A Train ของ Duke Ellington ฟังเพลินๆ ระหว่างอ่านไปด้วยนะ) Bangkok Swing คือการรวมตัวของกลุ่มคนที่หลงใหลในการเต้นสวิงด้วยใจรัก โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นความสนุกจากการเต้นตามจังหวะแจ๊สเพราะๆ โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ คือคนบุกเบิกการเต้นสวิงในไทยหลังจากเขาได้ไปเห็นมาที่สหรัฐอเมริกาและคิดว่าที่เมืองไทยน่าจะมีบรรยากาศความสนุกแบบนี้บ้าง เลยลงมือจัดคอร์สสอนเต้นที่ The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/">Let’s swing! ทำไมการเต้นสวิงถึงส่งความสุขผ่านร่างกายและหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงหัวเราะและสเต็ปแดนซ์น่ารักๆ สร้างความรื่นเริงให้ลานพระปฐมเจดีย์ในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพลงแจ๊สย้อนยุคจากศิลปินระดับโลกอย่าง The Shirt Tail Stompers จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ Casey MacGill and Friends จากสหรัฐอเมริกา ทำเอาเราหวนนึกถึงบรรยากาศของยุค 40s ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดคลาสสิกที่เคยดูตอนเด็กๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9887.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_99952.jpg" /></p>
<p>ถึงแม้งาน Big Bang: Swing Dancing ครั้งที่ 3 ที่จัดที่นครปฐมจะจบลงไปแล้ว แต่กลิ่นอายและเสน่ห์ของการเต้นสวิงที่เราได้ทำความรู้จักผ่าน 2 เท้ายังคงติดอยู่ และพาให้เรามาพูดคุยกับกลุ่ม <strong>Bangkok Swing</strong> ผู้จัดงานครั้งนี้รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกให้ปรากฏการณ์การเต้นสวิงกลายเป็นกระแสและความคลั่งไคล้ของชาวไทยให้ดีขึ้น</p>
<p>(อ้อ! อยากชวนให้ทุกคนเปิดเพลง <em>Take the A Train</em> ของ Duke Ellington ฟังเพลินๆ ระหว่างอ่านไปด้วยนะ)</p>
<hr />
<p>Bangkok Swing คือการรวมตัวของกลุ่มคนที่หลงใหลในการเต้นสวิงด้วยใจรัก โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นความสนุกจากการเต้นตามจังหวะแจ๊สเพราะๆ <strong>โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์</strong> คือคนบุกเบิกการเต้นสวิงในไทยหลังจากเขาได้ไปเห็นมาที่สหรัฐอเมริกาและคิดว่าที่เมืองไทยน่าจะมีบรรยากาศความสนุกแบบนี้บ้าง เลยลงมือจัดคอร์สสอนเต้นที่ The Hop บนถนนสีลม จากที่คืนแรกมีคนเรียนแค่ 4 &#8211; 5 คน ตอนนี้คลาสเรียนที่ The Hop มีให้เลือกตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงการเต้นรูปแบบต่างๆ เช่น Lindy Hop หรือ Balboa จากแคลิฟอร์เนียในยุค 40s ไปจนถึง Solo Blues ที่ตารางเรียนแน่นแทบทุกเดือน</p>
<p>นอกจากคอร์สสอนเต้นที่ชวนคนใหม่ๆ เข้ามารู้จักการเต้นสวิงมากยิ่งขึ้น ชาว Bangkok Swing ยังจัดอีเวนต์คึกคักชวนคนที่อาจไม่เคยเต้นสวิงมาก่อนได้ลองก้าวขาออกจากมุมเคอะเขิน อย่างงาน Diga Diga Doo! ปาร์ตี้สวิงแดนซ์ที่จัดต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปีที่ Shanghai Mansion บนถนนเยาวราช และงาน Big Bang: Swing Dancing บนถนนหน้าลานพระปฐมเจดีย์ที่เกิดจากความคิดของสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มที่อาศัยอยู่ที่นี่ และชื่นชมความงานของพระปฐมเจดีย์จนอยากเห็นงานน่ารักนี้เกิดขึ้น จนกลายเป็นงานประจำปีที่เหล่านักเต้นสวิงหลายคนรอคอย ความเจ๋งคืองานล่าสุดที่เพิ่งจบเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเต้นสวิงที่รวมนักเต้นสวิงทั่วโลกให้มาเต้นกันอย่างคึกคักไม่หยุดพักตลอด 3 วันที่อำเภอสามพรานอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0085.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0129.jpg" /></p>
<p>ความสนุกของเพลงแจ๊สและการเต้นสวิงอยู่ที่การด้นสดตามอารมณ์ของผู้เล่นและการหยอกเย้าไปมา นักเต้นสวิงตามท่วงทำนองเช่นนี้จึงมักใส่หัวใจและความรู้สึกลงไปในฝีเท้าด้วย ทุกคนขยับร่างกายอย่างอิสระและจับคู่เต้นเพื่อเย้าแหย่กัน ราวกับบทสนทนาที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างคนแปลกหน้า 2 คนที่ต่างก็ใช้ภาษากายแสดงตัวตนออกมา</p>
<p>“การอิมโพรไวส์เป็นจุดเด่นของการเต้นสวิง เราเต้นไปตามทำนองเพลงโดยธรรมชาติ ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเทคนิค ผมว่าความสุขจากการได้เป็นตัวของตัวเองบวกกับจังหวะสนุกสนานของเพลงนี่แหละที่ทำให้การเต้นสวิงดึงดูดผู้คนให้เข้ามา ผมเองก็เริ่มเต้นด้วยความสุขเหมือนกัน คิดแค่นั้นเลย แล้วก็แค่อยากเห็นคนไทยได้มาลองเต้นเป็นคอมมูนิตี้เหมือนประเทศอื่นบ้าง อยากให้บรรยากาศของความรื่นเริงเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ต้องเต้นเป็นหรือเต้นเก่งก็เข้าร่วมได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00551.jpg" /></p>
<p>คำว่าไม่ต้องเต้นเป็นหรือเต้นเก่งที่โอ๊ตว่าหมายความตามนั้นจริงๆ เพราะทุกอีเวนต์ที่ชาว Bangkok Swing จัด พวกเขายินดีที่จะสอนสเต็ปเท้าเบื้องต้นให้ทุกคนก่อนเริ่มงานทุกครั้งแบบฟรีๆ พร้อมกับเหล่าอาสาสมัครนักเต้นที่กระจายตัวไปจับคู่กับนักเต้นหน้าใหม่ให้ลองปลดปล่อยความสนุกออกมา ก่อนจะเปิดเพลงแจ๊สจังหวะชวนแดนซ์ให้ได้ลองเต้นตามกัน เมื่อเต้นไปได้สักพัก เราก็เริ่มเห็นแต่ละคนด้นสด พลิกแพลงท่าทางไปตามความรู้สึกของเพลง และยังจับคู่ใหม่ๆ เพื่อผลัดกันโชว์ลีลาเฉพาะตัว ซึ่งภายหลังได้นำไปสู่มิตรภาพในคนกลุ่มที่มีใจรักในการเต้นสวิง และเพลงแดนซ์เป็นสายใยเชื่อมโยงเข้าหากัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_01081.jpg" /></p>
<p><strong><br />
โน้ต-มาลียา โชติสกุลรัตน์</strong> หนึ่งในหัวเรือคนสำคัญของ Bangkok Swing บอกว่าสายใยนี้เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการเต้นสวิง “ตอนแรกทุกคนอาจจะไม่รู้จักกัน มาจากคนละพื้นที่เลย บางคนก็มาจากจังหวัดใกล้เคียงในภาคกลาง บางคนก็มาไกลจากสงขลา แถมยังมีคนต่างชาติที่สนใจการเต้นสวิงอีก สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเราสอนพื้นฐานให้พวกเขาลองเต้นเองแล้ว คนของเราก็เลือกที่จะกระจายตัวไปเต้นกับเหล่านักเต้นมือใหม่โดยไม่ต้องมีใครบอก ที่จริงเราจะเต้นอยู่แค่ในวงคนคุ้นเคยแคบๆ ก็ได้ แต่เราไปได้ไกลกว่านั้น เราสามารถทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ผ่านการเต้นสวิง ผ่านการจับคู่แล้วใส่ลีลากันไม่อั้น พอเต้นเสร็จแล้วมันว้าวมาก ทำไมคนที่ไม่รู้จักกันถึงเต้นเข้ากันได้ดีขนาดนี้ จากนั้นเราก็จะเริ่มจับกลุ่มคุย อย่างน้อยเรามีความรักในการเต้นสวิงเหมือนกันอย่างหนึ่งแหละ”</p>
<p>ซึ่งจริงอย่างที่โน้ตบอก ภายในงานเราพบผู้คนหลากหลายมากแถมแต่ละคนก็มาด้วยจุดประสงค์ต่างกัน บ้างก็มาเพื่ออยากสนุกกับการเต้นสวิงและดนตรีแจ๊ส บ้างก็อยากมาลองทำสิ่งใหม่ๆ บ้างก็อยากมาออกสเต็ปให้ลืมทุกข์ เช่น กลุ่มสาวๆ ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์อกหักมากหมาดๆ ก็ได้เสียงเพลงและการเต้นเป็นตัวช่วยเสริมให้จิตใจกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม นับเป็นอีกทางเลือกในการบำบัดจิตใจที่สนุกดีทีเดียว เมื่อเห็นว่าตัวงานได้รับความสนใจทั้งจากคนที่เต้นเป็นและไม่เป็น ชาว Bangkok Swing เองก็มีกำลังใจที่จะสานฝันถักทอความสุขของการเต้นสวิงต่อไปด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00911.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0124.jpg" /></p>
<p>นอกจากกิจกรรมที่จัดโดยกลุ่ม Bangkok Swing เองแล้ว ก็ยังมีสื่ออื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศให้ความสนใจกับการเต้นสวิงในไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็น Documentary Club ที่ได้นำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง <em>Alive and Kicking </em>มาฉายและชวนโอ๊ตและโน้ตรวมถึงชาว Bangkok Swing มาพูดคุยพร้อมเปิดฟลอร์สวิงท้ายงาน หรือเร็วๆ นี้ที่เพจ Thaiconsent ได้ทำวิดีโอน่ารักเข้าใจง่ายเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศผ่านการเต้นสวิงออกมาแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส จีน อินเดีย และมาเลเซีย ก็พร้อมใจกันเขียนถึงปรากฏการณ์การเต้นสวิงในไทยที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วย</p>
<p>เราเชื่อว่าการเติบโตก้าวเล็กๆ แต่มั่นคงนี้จะทำให้การเต้นสวิงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และยังสามารถสัมผัสเข้าถึงจิตใจของคนรักเสียงเพลงและการเต้นได้ด้วย หวังว่าการเต้นสวิงจะเป็นกิจกรรมทางเลือกใหม่ที่ได้รับทั้งความรักและความสนใจจากคนไทย มาร่วมสร้างประสบการณ์ความสนุกกันเถอะ เผื่อเราจะได้รู้จักและได้มาเต้นคู่กันในงาน Swing Dance ครั้งหน้า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทั้งโอ๊ตและโน้ตยืนยันว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้เข้าร่วมกับกลุ่ม Bangkok Swing เท่านั้น พวกเขาไม่สามารถตอบแทนนักเต้นกลุ่มอื่นๆ ในไทยได้ เพราะแต่ละกลุ่มก็มีนิยาม ความหลงใหลและแรงบันดาลใจในการเต้นสวิงต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนี้ ก็นับเป็นความงามอีกอย่างของการเต้นสวิงก็ว่าได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0311.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9900.jpg" /></p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/bangkokswingdance/">Bangkok Swing</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/">Let’s swing! ทำไมการเต้นสวิงถึงส่งความสุขผ่านร่างกายและหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘วัยหนุ่ม’ ปกหนังสือที่ถอดแบบมาจากความขบถและตัวตนของวรพจน์ พันธุ์พงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-wainum-cover/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-wainum-cover/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 Mar 2018 07:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[วรพจน์]]></category>
		<category><![CDATA[เบิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[wrongdesign]]></category>
		<category><![CDATA[ปกหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[วัยหนุ่ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-wainum-cover/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลายเส้นกราฟิกลายมือขนาดใหญ่เขียนว่า ‘วัยหนุ่ม’ พาดเอียงอยู่บนปกหนังสือสีแดงเพลิง เมื่อเลื่อนสายตาลงมาจะพบชื่อนักเขียนลายเส้นแบบเดียวกันอยู่ด้านล่าง ความโฉบเฉี่ยวของลายเส้นคล้ายปลายปากกาตวัดอยู่บนหน้าปก ดูคล้ายลายเซ็นจากปลายปากกาของนักเขียนจริงๆ หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ คือเจ้าของลายมือที่ปรากฏอยู่บนนั้น หากใครเป็นแฟนหนังสือของวรพจน์อาจพอคุ้นสไตล์หน้าปกหนังสือของเขามาบ้าง ทั้งความเรียบง่ายขององค์ประกอบ สีพื้นที่ไม่ฉูดฉาด การให้น้ำหนักกับพื้นที่ว่าง และการใช้รูปถ่าย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่คงไว้บนหน้าปกหนังสือของวรพจน์เสมอมา แต่กับหนังสือเล่มล่าสุด วัยหนุ่ม ความเรียงคัดสรรในรอบ 15 ปี ตั้งแต่ปี 2002 &#8211; 2017 กลับใช้สีแดงฉูดฉาดผสมลายเส้นกึ่งกราฟิกแทนที่จะเป็นฟอนต์ธรรมดา ก้าวข้ามความเพลย์เซฟและเปลี่ยนภาพจำบางอย่างเกี่ยวกับปกหนังสือของวรพจน์ที่เราเคยเห็นกันมาในเล่มก่อนหน้า เบิ้ม-กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล หรือ Wrongdesign คือผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบหน้าปกหนังสือเล่มนี้ ได้ทดลองเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ด้วยการพาปกหนังสือโบยบินไปสู่พื้นที่ของความสนุก ความขบถ และความสดใหม่ สมชื่อหนังสือว่า วัยหนุ่ม การออกแบบปกหนังสือไม่ใช่แค่การตีความตัวอักษรในเล่มให้ออกมาเป็นภาพเท่านั้น แต่คือการถอดถ่ายตัวตนของนักเขียนลงไปในงานออกแบบ รวมถึงเก็บรักษาเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่เป็นภาพจำบางอย่างของวรพจน์ลงไปในนั้น ขณะเดียวกันก็สื่อสารเรื่องความขบถและความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวซึ่งเป็นธีมหลักของเล่มไปด้วย หน้าปกหนังสือ วัยหนุ่ม จึงเต็มไปด้วยภาพสะท้อนตัวตนของนักเขียนและการพยายามสื่อสารความคิดของนักออกแบบ แต่กว่าจะออกมาเป็นผลงานสำเร็จอย่างที่เห็น ล้วนมีการทดลองและปรับแก้หลายครั้งตั้งแต่ดราฟต์แรกในคอมพิวเตอร์ไปจนถึงขั้นพิมพ์จริง เราจึงชวนเบิ้มมาพูดคุยถึงเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือเล่มนี้กัน ทำความเข้าใจต้นฉบับและตัวตนของนักเขียน เบิ้มบอกเราว่าโดยทั่วไปก่อนจะออกแบบหน้าปกหนังสือไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำคือค้นคว้าเนื้อหาโดยรวม ทั้งอ่านตัวเล่มจริง บทคัดย่อ หรือพูดคุยกับบรรณาธิการ แต่กับหนังสือของวรพจน์ที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวจะมีวิธีการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยความสนิทสนมและรู้จักมักคุ้นกันมาอย่างยาวนาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-wainum-cover/">‘วัยหนุ่ม’ ปกหนังสือที่ถอดแบบมาจากความขบถและตัวตนของวรพจน์ พันธุ์พงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลายเส้นกราฟิกลายมือขนาดใหญ่เขียนว่า ‘วัยหนุ่ม’ พาดเอียงอยู่บนปกหนังสือสีแดงเพลิง เมื่อเลื่อนสายตาลงมาจะพบชื่อนักเขียนลายเส้นแบบเดียวกันอยู่ด้านล่าง ความโฉบเฉี่ยวของลายเส้นคล้ายปลายปากกาตวัดอยู่บนหน้าปก ดูคล้ายลายเซ็นจากปลายปากกาของนักเขียนจริงๆ</p>
<p><strong>หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์</strong> คือเจ้าของลายมือที่ปรากฏอยู่บนนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1.final_cover_.jpg" /></p>
<p>หากใครเป็นแฟนหนังสือของวรพจน์อาจพอคุ้นสไตล์หน้าปกหนังสือของเขามาบ้าง ทั้งความเรียบง่ายขององค์ประกอบ สีพื้นที่ไม่ฉูดฉาด การให้น้ำหนักกับพื้นที่ว่าง และการใช้รูปถ่าย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่คงไว้บนหน้าปกหนังสือของวรพจน์เสมอมา</p>
<p>แต่กับหนังสือเล่มล่าสุด<em> วัยหนุ่ม</em> ความเรียงคัดสรรในรอบ 15 ปี ตั้งแต่ปี 2002 &#8211; 2017 กลับใช้สีแดงฉูดฉาดผสมลายเส้นกึ่งกราฟิกแทนที่จะเป็นฟอนต์ธรรมดา ก้าวข้ามความเพลย์เซฟและเปลี่ยนภาพจำบางอย่างเกี่ยวกับปกหนังสือของวรพจน์ที่เราเคยเห็นกันมาในเล่มก่อนหน้า</p>
<p><strong>เบิ้ม-กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล</strong> หรือ <strong>Wrongdesign</strong> คือผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบหน้าปกหนังสือเล่มนี้ ได้ทดลองเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ด้วยการพาปกหนังสือโบยบินไปสู่พื้นที่ของความสนุก ความขบถ และความสดใหม่ สมชื่อหนังสือว่า <em>วัยหนุ่ม</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2.Pberm_.jpg" /></p>
<p>การออกแบบปกหนังสือไม่ใช่แค่การตีความตัวอักษรในเล่มให้ออกมาเป็นภาพเท่านั้น แต่คือการถอดถ่ายตัวตนของนักเขียนลงไปในงานออกแบบ รวมถึงเก็บรักษาเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่เป็นภาพจำบางอย่างของวรพจน์ลงไปในนั้น ขณะเดียวกันก็สื่อสารเรื่องความขบถและความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวซึ่งเป็นธีมหลักของเล่มไปด้วย</p>
<p>หน้าปกหนังสือ<em> วัยหนุ่ม</em> จึงเต็มไปด้วยภาพสะท้อนตัวตนของนักเขียนและการพยายามสื่อสารความคิดของนักออกแบบ แต่กว่าจะออกมาเป็นผลงานสำเร็จอย่างที่เห็น ล้วนมีการทดลองและปรับแก้หลายครั้งตั้งแต่ดราฟต์แรกในคอมพิวเตอร์ไปจนถึงขั้นพิมพ์จริง เราจึงชวนเบิ้มมาพูดคุยถึงเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือเล่มนี้กัน</p>
<p><strong>ทำความเข้าใจต้นฉบับและตัวตนของนักเขียน</strong></p>
<p>เบิ้มบอกเราว่าโดยทั่วไปก่อนจะออกแบบหน้าปกหนังสือไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำคือค้นคว้าเนื้อหาโดยรวม ทั้งอ่านตัวเล่มจริง บทคัดย่อ หรือพูดคุยกับบรรณาธิการ แต่กับหนังสือของวรพจน์ที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวจะมีวิธีการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง</p>
<p>ด้วยความสนิทสนมและรู้จักมักคุ้นกันมาอย่างยาวนาน วรพจน์จึงชักชวนให้เบิ้มมาออกแบบปกหนังสือรวมบทความเนื่องในวาระครบรอบ 15 ปีของเขา ซึ่งก็เป็นเวลา 15 ปีพอดีที่เบิ้มเริ่มทำงานออกแบบปกหนังสือเช่นกัน ความสัมพันธ์ในฐานะรุ่นพี่-รุ่นน้อง และในฐานะคนทำงานหนังสือเหมือนกัน ช่วยลดขั้นตอนในการทำความเข้าใจกันรวมถึงขั้นตอนคิดรูปแบบงาน</p>
<p>“พี่หนึ่งแค่พิมพ์มาในกล่องข้อความเฟซบุ๊กว่ามีหนังสือเล่มใหม่ ไม่ได้บรีฟเนื้อหาชัดเจน แค่บอกว่าอยากรวมเล่มเนื่องในวาระ 15 ปีตั้งแต่เริ่มพิมพ์หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรก อยากให้ช่วยออกแบบ เราก็บอกว่ายินดีพี่” คือบทสนทนาเรียบง่ายในการตอบรับทำงานนี้ของเบิ้ม</p>
<p>ขั้นตอนถัดมาคือการตีความคาแรกเตอร์ของหนังสือ <em>วัยหนุ่ม</em> สิ่งที่เบิ้มต้องทำความเข้าใจนอกเหนือไปจากเนื้อหาแล้ว ยังต้องเข้าใจรสนิยมและสไตล์ของนักเขียนด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/3._old_books_.jpg" /></p>
<p>“เวลานักเขียนพาต้นฉบับมาให้ เหมือนพาลูกมาโรงเรียน เขารู้คาแรกเตอร์ เข้าใจนิสัยใจคอดี แต่เราต้องอธิบายให้เขาฟังว่าลูกเขากำลังจะไปเจอคนหมู่มาก เราจะทำยังไงให้เด็กคนนี้สื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง กรณีพี่หนึ่ง เราค่อนข้างเข้าใจรสนิยมและองค์ประกอบที่แกมักจะใช้วนเวียนซ้ำๆ ในการออกแบบปกหนังสือที่ผ่านมา</p>
<p>“ธรรมชาติพี่หนึ่งไม่ค่อยชอบงานกราฟิก แกชอบงานที่มีสเปซเยอะหน่อยระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ทั้งภาพถ่ายและตัวอักษร และพี่หนึ่งไม่ค่อยใส่คำโปรยบนปกหนังสือเยอะ เราดูแล้ว ปกมันดูคอนเซอร์เวทีฟ ทั้งการใช้รูปถ่ายขาวดำหรือการใช้ฟอนต์ เฟรมแบบนี้จะให้ใครทำก็ได้”</p>
<p>“สิ่งที่เราสนใจคือธีมของเล่มนี้คือ ‘วัยหนุ่ม’ ไอเดียนี้น่าจะเอามาใช้อะไรกับภาพบนปกได้ เวลาถึงพาร์ตที่เราต้องไปออกแบบปกให้กับแก เราก็พยายามดูคาแรกเตอร์ของแก ดูสิ่งที่แกสนใจ รวมถึงทิศทางใหม่ๆ ที่อยากพาแกลองไปทำดู”</p>
<p><strong>ตั้งต้นจากวัตถุดิบที่มี</strong></p>
<p>“พี่หนึ่งเป็นคนพูดน้อย เวลาต้องการอะไรจะไม่ค่อยพูด ตอนออกแบบเล่มก่อนๆ ให้ แกจะให้รูปมา 4 &#8211; 5 ใบให้เราเลือก เล่มนี้ก็วิธีการเดียวกัน แกส่งรูปภาพมาในกล่องข้อความเฟซบุ๊ก 3 &#8211; 4 รูป อยากให้หน้าปกเรียบๆ ไม่หวือหวามาก อีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจคือแกอยากลองใช้ภาพประกอบเป็นรูปวาดพอร์เทรตตัวแกเอง พอลองเอามาดูก็คิดว่านี่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะภาพนี้เป็นเหมือนภาพจำของแก พอได้วัตถุดิบมาและได้ไอเดียบางอย่าง เราก็เริ่มทำดราฟต์ คือโฟกัสกับทางเลือกที่นักเขียนเสนอมา เลยไม่เสียเวลากับการหาทิศทางในการออกแบบ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4._various_portraits_.jpg" /></p>
<p>จากตัวเลือกที่หลากหลาย นักออกแบบต้องมองให้ออกว่าชิ้นส่วนไหนน่าสนใจและคัดสรรสิ่งที่น่าจะใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง เบิ้มเลือกรูปที่ถ่ายโดยช่างภาพ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู เพราะรูปนี้ดูเป็นธรรมชาติ และเมื่อลองนำมาแปลงเป็นรูปขาวดำแล้ว องค์ประกอบและบรรยากาศในภาพเหมาะที่จะนำมาใช้เป็นภาพหน้าปกมากที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/5._pnueng_.jpg" /></p>
<p>“เราชอบมวลบรรยากาศในรูป น้ำหนัก และอารมณ์ในรูปภาพนี้ไม่สมบูรณ์แบบนัก ภาพนี้น่าจะเป็นรูปที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดของแก ปกติจะชอบรูปคนที่มีอายคอนแทกต์ เพราะเรารู้สึกว่าดวงตาสื่อสารกับคนอ่านได้ดีกว่า แต่พี่หนึ่งชอบใส่แว่นดำ มันเป็นคาแรกเตอร์ของแก เราเลยเลือกรูปนี้เพราะดูลงตัวที่สุด”</p>
<p><strong>แปลงลายมือเป็นลายเส้นกราฟิก</strong></p>
<p>สิ่งหนึ่งที่เบิ้มอยากทดลองในงานออกแบบชิ้นนี้คือการลองใช้ลายมือของหนึ่ง วรพจน์ แทนการใช้ตัวพิมพ์ด้วยฟอนต์ปกติ โดยใช้เป็นทั้งชื่อหนังสือและชื่อนักเขียน เพราะนอกจากจะให้ความรู้สึกขบถแล้ว ยังเป็นลายเส้นที่นักอ่านขาประจำน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาเคยใช้ลายมือของตัวเองเป็นชื่อหนังสือในเล่มก่อนๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/6._handwritings_.jpg" /></p>
<p>“ปกติปกหนังสือพี่หนึ่งไม่ได้มีองค์ประกอบเชิงกราฟิกมากนัก ถ้าเป็นภาพถ่ายหรือภาพวาด ตัวหนังสือจะวางอย่างเรียบง่าย แต่เล่มนี้เราอยากลองใช้น้ำหนักการออกแบบบางอย่าง อย่างเส้นสายที่กินพื้นที่บนปกค่อนข้างมาก เราอยากลองใช้ลายมือของแกดู”</p>
<p>“พอเทคโนโลยีมันง่ายขนาดนี้ แกก็เขียนแล้วถ่ายรูปส่งมาในกล่องข้อความเฟซบุ๊ก แกส่งมาสองสามครั้ง ครั้งแรกๆ เขียนหวัดๆ ทั้งเราและพี่หนึ่งเห็นว่ายังใช้ในงานออกแบบไม่ค่อยได้เพราะเส้นหวัดมาก เราก็ต้องขอไปใหม่ แกก็เขียนมาให้อีก”</p>
<p>“เราเอาภาพลายมือแกทั้งที่เขียนเป็นชื่อหนังสือกับชื่อนักเขียน มาลองปรับคอนทราสต์ ปรับเป็นขาวดำ แปลงเป็นภาพกราฟิก ด้วยฟอนต์ลายมือที่ใหญ่ และไม่ได้วางเสมอเส้นกริด เพราะไม่ได้ตั้งใจจัดให้องค์ประกอบเป๊ะขนาดนั้น พอมาดูการแมตช์กันของฟอนต์ลายมือกับหน้าปกแล้ว ดูลงตัวระหว่างความเรียบง่ายของปกหนังสือแบบพี่หนึ่งกับความขบถแบบวัยหนุ่มของลายเส้นกราฟิกที่มาจากลายมือ”</p>
<p><strong>ค้นหาความเป็นไปได้ของปกหนังสือเล่มหนึ่งๆ</strong></p>
<p>เบิ้มมองว่างานออกแบบมีพื้นที่ในการคิดงานหลากหลาย การเสนอทางเลือกหลายๆ แบบ โดยลองจัดวางองค์ประกอบตำแหน่งของตัวอักษร รูปภาพ ชื่อนักเขียน หรือการใช้สีหลายๆ แบบ คือกระบวนการเสนอทางเลือกให้คนทำงานด้วยกัน เพื่อร่วมกันตัดสินใจเลือกว่าแบบไหนเป็นแบบที่เหมาะสมลงตัวที่สุดสำหรับหนังสือเล่มนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/7._cover1_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/7.4_cover_4_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/7.3_cover_3_.jpg" /></p>
<p>“การออกแบบหน้าปกหนังสือไม่ใช่พื้นที่แสดงตัวตนของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราจะดูว่าคนที่ทำงานกับเรามีความต้องการแบบไหน เพราะทุกอย่างมีน้ำหนักหมดในการทำงานของเรา อย่างน้อยคือเราควรจะมีทางเลือกอื่นๆ ให้คนที่ร่วมงานกับเราได้เห็นอีก พอใช้วิธีนี้รู้สึกว่ามันละมุนละม่อมกับคนที่ทำงานกับเราด้วย ต่อให้พี่หนึ่งมีชุดภาพมาแบบนี้ มีชื่อหนังสือแบบนี้ มีไอเดียมาแบบนี้ แกก็คงอยากจะเห็นหลายๆ ทางเลือก เราเองก็อยากจะลองไอเดียการออกแบบปกหนังสือเล่มหนึ่งด้วยว่ามันจะไปถึงที่สุดได้แค่ไหน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/8.red_cover_.jpg" /></p>
<p>“เราสนใจสีอยู่สองสามเฉด คือน้ำตาล เขียว กับอีกแบบหนึ่งคือสีสดๆ แบบสีแดง เพราะที่ผ่านมาพี่หนึ่งไม่ค่อยใช้ปกหนังสือสีสดๆ เรารู้สึกว่าถ้าหนังสือเล่มนี้มันเล่าเรื่องวัยหนุ่ม เล่าเรื่องความขบถ มันน่าจะดีถ้าได้ลองทางเลือกใหม่ๆ ตอนแรกอยากพาแกไปใช้สีสะท้อนแสงด้วยซ้ำ แต่เรารู้ว่าแกไม่เอาหรอก (หัวเราะ)”</p>
<p>“เรารู้สึกว่าสีแดงเหมาะกับคำว่า ‘วัยหนุ่ม’ ความร้อนแรง ความพุ่งพล่านของอารมณ์ แล้วเฉดแดง ขาว ดำ มันคลาสสิก เลือกมายังไงก็จบงานง่าย คู่สีไม่เยอะเกินไป กระบวนการพัฒนาขั้นตอนการออกแบบเลยไม่ค่อยซับซ้อน เข้าใจง่าย แล้วเราคิดว่านี่คือคาแรกเตอร์หนึ่งของพี่หนึ่ง สิ่งหนึ่งคือเราอยากลองย้อนกลับไปตอนทำงานปีแรกๆ ที่ openbooks ยังพิมพ์ปกสองสี เราอยากใช้วิธีนี้กับปกหนังสือของพี่หนึ่งในปัจจุบัน เรารู้สึกว่าถ้าเป็นภาพขาวดำแล้วจับคู่สีสองสี มันควบคุมวิธีการออกแบบค่อนข้างง่าย แล้วสนุกดีที่รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยเริ่มทำงานปีแรกๆ”</p>
<p><strong>สันหนังสือคือการสื่อสาร</strong></p>
<p>เบิ้มอธิบายให้ฟังว่านักออกแบบไม่ได้เห็นภาพปกหนังสือแบ่งเป็นสามส่วน ปกหน้า ปกหลัง และสันหนังสือ แต่เขาเห็นภาพแบบกางเป็นแผ่นเดียวบนจอคอมพิวเตอร์ การออกแบบสันปกจึงต้องสอดคล้องกันทั้งปกหน้าและปกหลังทั้งในเรื่องความสมดุลและน้ำหนัก</p>
<p>“เวลาเราออกแบบสันหนังสือ สายตาเราจะแบ่งเป็นสามส่วนอัตโนมัติ ตอนแรกที่สันปกก็จะใช้ตัวอักษรที่เป็นลายมือชุดเดียวกันนี่แหละ แต่รู้สึกว่าจะหนักไป เลยเปลี่ยนเป็นฟอนต์ Cordia UPC ที่พี่หนึ่งจะใช้แค่ฟอนต์นี้ฟอนต์เดียวตั้งแต่หนังสือเล่มแรกๆ เราคิดว่าสันปกคือการสื่อสาร เพราะเวลาขึ้นบนชั้นหนังสือ เราต้องเอียงคออ่าน ถ้าอ่านยากมากคนจะไม่รู้ว่าคือเรื่องอะไร เราเลยทำให้มันง่าย เคลียร์ ปกติเราชอบทำสันหนังสือพิสดารเรียกร้องความสนใจด้วยซ้ำ แต่เล่มนี้เราตั้งใจออกแบบให้เรียบง่าย ตอนเอาลายมือกราฟิกฉูดฉาดออกไปจากสันปกแล้วน้ำหนักมันพอดี ข้างล่างวางโลโก้สำนักพิมพ์”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/9.1_spine_2_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/9.2_spine_3_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/9.spine_.jpg" /></p>
<p><strong>ปกหลังคือพื้นที่ของสำนักพิมพ์</strong></p>
<p>“ถ้าดีไซน์ด้านหน้าเป็นพื้นที่ของนักออกแบบแล้ว ปกหลังจะเป็นพื้นที่ของสำนักพิมพ์หรือบรรณาธิการ ให้เขาขายของได้เต็มที่ อยากจะเล่าเรื่อง ใส่เท็กซ์อัดเต็มได้ถ้าเห็นว่าเหมาะสม ตอนคิดคำโปรยปกหลังกันอยู่ พี่หนึ่งก็พูดปากเปล่าขึ้นมา เราก็นั่งพิมพ์ตอนนั้นเลย แล้วลองใช้เป็นดราฟต์แรกก่อน หลังจากนั้นแกก็ส่งข้อความมาอีก 2 &#8211; 3 ชุด เลยเลือกชุดข้อความนี้แล้วเอาลายเซ็นที่เป็นเส้นกราฟิกมาเป็นองค์ประกอบร่วมด้วย เพราะในแง่หนึ่งมันเหมือนลายเซ็นของนักเขียน และอยากรักษาน้ำหนักของเส้นลายมือที่ปกหลังด้วย”</p>
<p>นอกจากการใส่ลายเส้นกราฟิกและคำโปรยแล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักของปกหลังคือภาพถ่าย ทีแรกเบิ้มได้ไฟล์รูปภาพมาจากวรพจน์ แต่เมื่อลองนำมาจัดวางองค์ประกอบแล้ว คุณภาพและองค์ประกอบของรูปภาพยังไม่ลงตัวนัก เบิ้มจึงต้องสื่อสารกลับไปเมื่อคิดว่ายังไม่เหมาะกับงานออกแบบ</p>
<p>“ตอนแรกรูปปกหลังที่พี่หนึ่งถ่ายมาให้เป็นรูปชั้นหนังสือ แต่รูปนั้นมีหนังสือไม่เยอะ พอเอามาเรียงเป็นอาร์ตเวิร์กแล้วยังไม่ลงตัว เราก็ต้องนั่งหารูปกันใหม่ พอดีเราบังเอิญไปเห็นรูปของเบลล์ (จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์) ที่ถ่ายรูปสันหนังสือของพี่หนึ่งเรียงกัน เราเห็นแล้วคิดว่าถ้าลองเอามาแปลงเป็นภาพขาวดำน่าจะเอาอยู่ เราก็โทรไปขอรูป เย็นนั้นได้ไฟล์ก็เลยลองเอามาจัดวาง ส่งให้พี่หนึ่งดูในกล่องข้อความเฟซบุ๊ก พี่หนึ่งก็โอเค จบงานง่าย”</p>
<p><strong>ความแตกต่างของฉบับปกแข็ง</strong></p>
<p>หลังจากออกแบบฉบับปกอ่อนยืนพื้น เบิ้มจึงขยับมาออกแบบฉบับปกแข็ง ในรายละเอียดของงานหากดูเพียงแค่ดีไซน์ก็แทบจะไม่ต่างกัน แต่หากดูให้เห็นถึง &#8216;ความเป็นหนังสือ&#8217; การจัดวางที่ต่างออกไปเพียงนิด กระดาษคนละแบบ การเข้ารูปเล่มที่ต่างกัน ก็ทำให้มวลอารมณ์และโทนของหนังสือแตกต่างทั้งๆ ที่มาจากต้นฉบับเดียวกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10.hard_cover_.jpg" /></p>
<p>“เราคุยกับพี่หนึ่งแล้วเห็นภาพตรงกันว่า อยากให้ปกอ่อนกับปกแข็งมีรายละเอียดต่างกัน จะได้ทำให้ใครสักคนมีเหตุผลพอที่จะเลือกซื้อแบบใดแบบหนึ่ง คือแตกต่างทั้งรายละเอียดในการออกแบบ และข้อความบนปกอ่อนกับปกแข็งเป็นคนละชุดกัน ปกแข็ง ภาพปกจะพรินต์แยกเป็นกระดาษอีกชิ้น ปั๊มจม เหมือนเป็นเฟรมภาพ ตัวหนังสือที่เป็นชื่อเรื่องจะเล็กลง ให้พื้นที่กับความว่าง ปกหลังก็จะไม่มีรูปภาพ อยากให้ปกแข็งเป็นของสะสม ทั้งการเข้าเล่ม กระดาษที่เลือกใช้ อยากให้เป็นงานศิลปะ พอพิมพ์น้อยเลยทำให้ทดลองอะไรบางอย่างได้”</p>
<p><strong>ดูลึกถึงรายละเอียดการผลิตในกระบวนการพิมพ์</strong></p>
<p>“งานออกแบบหนังสือไม่ใช่แค่งานกราฟิกดีไซน์ แต่พาร์ตใหญ่ของมันคืองานโปรดักต์ดีไซน์ เพราะหนังสือต้องถูกใช้งานจริง ต้องใกล้ชิดกับคนอ่าน ต้องจับ ต้องอ่าน ต้องพลิก ตอนทำงานในคอมพิวเตอร์มันเป็นงานสองมิติ แต่พอหลังขั้นตอนนี้มีคนรับงานเราไปทำต่อ คือขั้นตอนการผลิตงานออกแบบเราให้เป็นรูปเล่มจริงๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11.printed_.jpg" /></p>
<p>“ไอเดียเรื่องกระดาษ เราไม่อยากใช้เทมเพลตเดิมๆ มาทำหนังสือ กระดาษที่เราเห็นๆ กันมักจะเป็นกระดาษอาร์ตเคลือบด้านหรือมัน จริงๆ มันไม่ได้แย่หรือผิด แต่รูปลักษณ์แบบนี้ดูเป็นการผลิตแบบแมสโปรดักชั่นไปหน่อย ทำให้ไม่ว่าสำนักพิมพ์ไหนพิมพ์หนังสือออกมาแล้วหน้าตาเหมือนกันไปหมด ยิ่งสำนักพิมพ์บางลำพูเป็นสำนักพิมพ์เล็ก เราน่าจะสร้างทางเลือกใหม่ๆ ได้ เราเลยบอกพี่หนึ่งว่าอย่าใช้กระดาษอาร์ตการ์ดเลย เพราะต้องเสียค่าเคลือบอีก คิดสัดส่วนความถูกแพงไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์กับกระดาษที่เราเสนอไป แล้วทำให้หน้าตาหนังสือเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ในร้านหนังสือ กระดาษที่ใช้ก็ควรสร้างเนื้อหาบางอย่างให้กับมัน พี่หนึ่งก็เชื่อใจเรา แกก็โอเคตามที่เราเสนอไป ไม่ได้ต้องมีการสื่อสารหรือโน้มน้าวอะไรเลยจบงานง่าย”</p>
<p>เบิ้มเล่าเสริมว่าถ้าเป็นไปได้ คนที่อยู่ฝั่งการออกแบบควรจะดูขั้นตอนการผลิตหนังสือด้วย เพราะกระดาษแต่ละประเภทสะท้อนดีไซน์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเข้าใจขั้นตอนการผลิต จะทำให้นักออกแบบเข้าใจและเปิดพื้นที่ให้กับความคิดใหม่ๆ ได้กว้างขึ้น</p>
<p>เบิ้มยกตัวอย่างการเข้าเล่มไสกาวของหนังสือทั่วไปที่จะใช้เครื่องหนีบจนเกิดรอยตรงขอบหนังสือ สำหรับหนังสือเล่มอื่นๆ ที่เขาออกแบบรวมถึง<em> วัยหนุ่ม</em> เบิ้มจะพูดคุยกับโรงพิมพ์เพื่อขอให้เซ็ตค่าเครื่องจักรไม่ให้มีการบีบสันหนังสือในขั้นตอนสุดท้าย</p>
<p>“สิ่งที่สนใจคือพอไม่มีรอยบีบตรงสัน แล้วสันหนังสือจะโค้งขึ้น หน้าตาหนังสือเปลี่ยน หน้าตามันหลุดออกจากความเป็นแมสโปรดักต์ เราทำแบบนี้มาตลอดแล้วไม่เจอหนังสือหลุด รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้เป็นสิ่งที่นักออกแบบควรจะรู้”</p>
<p><strong>ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของการออกแบบปกหนังสือ</strong></p>
<p>เบิ้มบอกกับเราว่าการออกแบบปกหนังสือสมัยนี้ง่ายขึ้นมากเพราะเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกสบาย อีกนัยหนึ่งนอกเหนือไปจากกระบวนการออกแบบ เทคโนโลยียังชักพาคนต่างๆ ในแวดวงเดียวกันให้มาทำงานร่วมกันง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน เห็นได้ชัดจากขั้นตอนเบื้องหลังปกหลังหนังสือเล่มนี้</p>
<p>“พอย้อนกลับไปดูแล้วขั้นตอนต่างๆ มันรวดเร็วมาก สมัยก่อนเราทำงานแบบนี้ไม่ได้ กว่าจะหารูปสักรูปได้ยากมาก เราต้องทำงานกับช่างภาพ ต้องนั่งวงรูป นั่งส่องฟิล์ม ส่งไปอัดรูปสามสี่วันถึงจะได้ ความเร็วของเทคโนโลยีช่วยได้เยอะจริงๆ เราเลยมองว่าจริงๆ แล้วเหมือนเป็นการลากเส้นงานบางชิ้นกับคนบางคนมาเจอกัน เบลล์ก็เป็นแฟนหนังสือพี่หนึ่งมาเนิ่นนาน ชื่นชมงานพี่หนึ่ง แล้วเราก็รู้จักพี่หนึ่งและเบลล์เป็นการส่วนตัว การหาภาพสักภาพหนึ่งมันกลายเป็นมิตรภาพ เป็นความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ พอโยงเรื่องแบบนี้มาเจอกันแล้วก็กลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง”</p>
<p><em><strong>รูปภาพประกอบ</strong> กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล<br />
<strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-wainum-cover/">‘วัยหนุ่ม’ ปกหนังสือที่ถอดแบบมาจากความขบถและตัวตนของวรพจน์ พันธุ์พงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-wainum-cover/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Zero Decibel : ตัวตนที่เติบโตขึ้นจากความเหงาและการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของ SUNTUR</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2018 10:22:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[SUNTUR]]></category>
		<category><![CDATA[นักวาดภาพประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[YELO HOUSE]]></category>
		<category><![CDATA[zero decibel]]></category>
		<category><![CDATA[ซันเต๋อ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-zero-decibel-suntur/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล คือศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่วัย 28 ปี ผู้โดดเด่นเรื่องการวาดรูปตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์สดใสน่ารักในลายเส้นมินิมอล เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เผชิญหน้ากับความเหงาจนหยิบสิ่งนี้ขึ้นมาและรังสรรค์เป็นผลงานศิลปะทั้ง 33 ชิ้น ภายใต้ชื่อนิทรรศการ ‘Zero Decibel’ สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือผลงานชุดนี้ของซันเต๋อดูแตกต่างจากงานชิ้นก่อนๆ เป็นชิ้นงานที่นิ่งเงียบและเหงามากขึ้น เราเลยอยากชวนเขามาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังของความเงียบเหงาที่สะสมในตัวเขานานถึง 2 ปี ก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นนิทรรศการผลงานเดี่ยวครั้งนี้ให้เราได้ชมกัน 01 ความเหงาเกิดในสรรพเสียงของนิวยอร์ก ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซันเต๋อตัดสินใจออกจากงานบริษัทโฆษณาที่ทำอยู่ แพ็คเสื้อผ้าลงกระเป๋าแล้วเดินทางออกไปพักผ่อนและใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์กเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่สนใจ แต่ท่ามกลางสีสันและเสียงที่ดังระงมตลอด 24 ชั่วโมงของมหานครแห่งนี้ กลับทำให้เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เขาเล่าว่าเคยรู้สึกเฟลอยู่หลายครั้ง เหมือนเป็นลูสเซอร์ที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่เก่งสักอย่างเหมือนตอนอยู่ที่ประเทศไทย “ช่วงนั้นเราเริ่มเปลี่ยนจากการวาดสีน้ำมาเป็นสีอะคริลิก เริ่มวาดรูปลงแคนวาสเล่นๆ แล้วรู้สึกดีขึ้น กลับมาคิดได้ว่าการวาดรูปคือสิ่งที่เราชอบและเราทำได้ดีที่สุด ช่วงนั้นก็จะระบายความเหงาออกมาผ่านงานศิลปะอยู่บ้างบางที มีประมาณ 3 รูป หนึ่งในนั้นจะเป็นเสี้ยวนึงของเทพีเสรีภาพในนิวยอร์กที่เราอยากจะสื่อว่าความอิสระที่ได้อยู่ตัวคนเดียว ทำอะไรก็ได้เนี่ย พอเราได้มาครอบครองก็ใช่ว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้เราเหงาได้เหมือนกัน” 02 แมวเหมียวผู้เปิดประตูให้เห็นทางออก ปลายปี 2017 YELO House ได้ยื่นข้อเสนอให้ซันเต๋อทำนิทรรศการศิลปะของตัวเองซึ่งเป็นความปรารถนาที่เขาสะสมมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสเพราะคิดว่าฝีมือยังไม่ดีพอ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ซันเต๋อเลือกที่จะกระโดดรับข้อเสนอในครั้งนี้และเจรจาต่อรองขอยืดระยะเวลารังสรรค์ผลงานเพิ่มขึ้นอีก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/">Zero Decibel : ตัวตนที่เติบโตขึ้นจากความเหงาและการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของ SUNTUR</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล</strong> คือศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่วัย 28 ปี ผู้โดดเด่นเรื่องการวาดรูปตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์สดใสน่ารักในลายเส้นมินิมอล เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เผชิญหน้ากับความเหงาจนหยิบสิ่งนี้ขึ้นมาและรังสรรค์เป็นผลงานศิลปะทั้ง 33 ชิ้น ภายใต้ชื่อนิทรรศการ ‘Zero Decibel’</p>
<p>สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือผลงานชุดนี้ของซันเต๋อดูแตกต่างจากงานชิ้นก่อนๆ เป็นชิ้นงานที่นิ่งเงียบและเหงามากขึ้น เราเลยอยากชวนเขามาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังของความเงียบเหงาที่สะสมในตัวเขานานถึง 2 ปี ก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นนิทรรศการผลงานเดี่ยวครั้งนี้ให้เราได้ชมกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_04021.jpg"></p>
<p><strong>01 ความเหงาเกิดในสรรพเสียงของนิวยอร์ก</strong></p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซันเต๋อตัดสินใจออกจากงานบริษัทโฆษณาที่ทำอยู่ แพ็คเสื้อผ้าลงกระเป๋าแล้วเดินทางออกไปพักผ่อนและใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์กเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่สนใจ แต่ท่ามกลางสีสันและเสียงที่ดังระงมตลอด 24 ชั่วโมงของมหานครแห่งนี้ กลับทำให้เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เขาเล่าว่าเคยรู้สึกเฟลอยู่หลายครั้ง เหมือนเป็นลูสเซอร์ที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่เก่งสักอย่างเหมือนตอนอยู่ที่ประเทศไทย</p>
<p>“ช่วงนั้นเราเริ่มเปลี่ยนจากการวาดสีน้ำมาเป็นสีอะคริลิก เริ่มวาดรูปลงแคนวาสเล่นๆ แล้วรู้สึกดีขึ้น กลับมาคิดได้ว่าการวาดรูปคือสิ่งที่เราชอบและเราทำได้ดีที่สุด ช่วงนั้นก็จะระบายความเหงาออกมาผ่านงานศิลปะอยู่บ้างบางที มีประมาณ 3 รูป หนึ่งในนั้นจะเป็นเสี้ยวนึงของเทพีเสรีภาพในนิวยอร์กที่เราอยากจะสื่อว่าความอิสระที่ได้อยู่ตัวคนเดียว ทำอะไรก็ได้เนี่ย พอเราได้มาครอบครองก็ใช่ว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้เราเหงาได้เหมือนกัน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0392.jpg"></p>
<p><strong>02 แมวเหมียวผู้เปิดประตูให้เห็นทางออก</strong></p>
<p>ปลายปี 2017 YELO House ได้ยื่นข้อเสนอให้ซันเต๋อทำนิทรรศการศิลปะของตัวเองซึ่งเป็นความปรารถนาที่เขาสะสมมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสเพราะคิดว่าฝีมือยังไม่ดีพอ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ซันเต๋อเลือกที่จะกระโดดรับข้อเสนอในครั้งนี้และเจรจาต่อรองขอยืดระยะเวลารังสรรค์ผลงานเพิ่มขึ้นอีก 4 เดือน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0561.jpg"></p>
<p>“ตอนตกลงรับงานนี้ ไม่รู้ว่าจะนำเสนอคอนเซปต์อะไรที่จะใหญ่พอให้แตกออกมาเป็นหลายๆ รูปและคุมงานเก่ากับงานใหม่ได้ จนวันนึงเราวาดรูปแมวค่อยๆ เดินอยู่ในห้อง เราคิดว่าบางทีการหาทางออกไม่ต้องเร่งวิ่งเสมอไป แค่ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอทางออกได้”</p>
<p>“พอวาดรูปนั้นเสร็จ เราก็นั่งมองและคุยกับงานตัวเองประมาณครึ่งชั่วโมง คิดว่าถ้างานเราเป็นคน จะเป็นคนแบบไหน แล้วรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันเป็นคนที่นิ่งและเงียบ พูดไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกมันล้นอยู่ในใจ เราเลยหยิบคำว่า ‘เงียบ’ มาใช้ในงานเซ็ตนี้ บวกกับงานเก่าที่เราเคยทำตอนปี 2016 มันเข้าคอนเซปต์ได้ด้วย กลายเป็นธีม ‘Zero Decibel’ มันไม่ใช่ความเงียบที่ไม่มีเสียง แต่เป็นความเงียบในใจเรามากกว่า”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180209_180216_0013.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_05491.jpg"></p>
<p><strong>03 เบื้องหลังฉากแห่งความเหงา</strong></p>
<p>หลังจากได้คอนเซปต์งาน เขาตัดสินใจทำงานเซ็ตนี้ด้วยสีอะคริลิกบนแคนวาส เพราะสนุกกับการเลือกและผสมสีได้อย่างอิสระ เขาเล่าให้ฟังว่าช่วงแรกๆ ยังรู้สึกว่างานนี้ยากและใช้แรงกายเยอะมากกับผลงานแต่ละชิ้น ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่เขาไม่มีรถยนต์ส่วนตัวทำให้ต้องแบกเฟรมจากสตูดิโอในเขตแมนฮัตตันกลับมาที่บ้านในเขตควีนส์ แต่เป็นเพราะโจทย์ของงานที่แตกต่างออกไปด้วย</p>
<p>“เราใช้พลังในงานนี้เยอะมาก ตั้งใจยิ่งกว่าทำทีสิสร้อยเท่า งานนี้เราเอาศิลปะทุกอย่างที่มีในตัวออกมาใส่หมด ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้เรามีภาพในหัวหรือเป็นภาพถ่ายที่เราไปเห็นแล้วชอบ จะมีความเป็นตัวเราอยู่ในนั้น เราสเกตช์ด้วยมือออกมาก่อนแล้วค่อยๆ ตัดทอนให้แต่ละรูปมีองค์ประกอบที่ง่ายและน้อยที่สุดเพราะโจทย์มันคือความเงียบ ถ้ามีองค์ประกอบเยอะจะมารบกวนงานทำให้มันดูแล้วไม่เงียบ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0545.jpg"></p>
<p>ถึงแม้แกนหลักอย่างความเงียบจะชวนให้หลายคนคิดไปถึงความเหงาที่มักตามมา แต่จริงๆ แล้วซันเต๋อเล่าว่าผลงานชุดนี้ของเขาไม่ได้มีความเงียบที่มาจากความเหงาอย่างเดียว</p>
<p>“แกนหลักของงานคือความเงียบซึ่งเราเอามาคิดต่อว่ามีความเงียบแบบไหนบ้าง ความเงียบแบบเหงา ความเงียบแบบเศร้าจากการจากลา ความเงียบแบบมีความสุข หรือแม้แต่เงียบแบบหนังอวกาศ เราเปรียบตัวเองเป็นผู้กำกับหนัง เพราะหนังเรื่องนึงมีมากกว่าความรู้สึกเดียว เราคิดว่าฉากนี้จะมีใครเป็นพระเอกนางเอก สถานที่เกิดเหตุคือที่ไหน แล้วค่อยวาดออกมา เหมือนเป็นซีนในหนังเรื่องหนึ่ง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0348.jpg"></p>
<p><strong>04 ตัวตนที่เติบโต</strong></p>
<p>นิทรรศการนี้เป็นงานแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกของซันเต๋อ เขายอมรับว่ามีความรู้สึกหลายอย่างถาโถมเข้าหาเขาเมื่อตกลงรับงานแสดงครั้งนี้ ด้วยความต้องการให้งานที่ออกมามีคุณภาพและสมบูรณ์แบบมากที่สุด ความกังวลเลยรุมล้อมอยู่บ่อยครั้งเพราะกลัวว่าจะวาดออกมาได้ไม่เหมือนที่คิดไว้</p>
<p>“เราตั้งใจและใส่พลังเต็มที่ตลอดเวลาที่ทำงานเซ็ตนี้ กลัวว่าจะวาดไม่สวยแล้วออกมาไม่ดี กดดันถึงขนาดที่บางภาพเราต้องยกมือไหว้พระพิฆเนศให้ช่วยเราก่อนจะลงมือวาดงานชิ้นนั้น ขอให้ออกมาสวยเหมือนที่คิดไว้ บางทีก็คิดมากจนเก็บเอาไปฝัน งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมตั้งใจจริงจังขนาดนี้” ศิลปินหนุ่มเล่าแล้วบอกว่าระยะเวลา 2 ปีที่เขาได้ไปใช้ชีวิตในนิวยอร์กส่งผลต่องานของเขาที่เปลี่ยนไปจนหลายคนก็ทักว่างานนี้ไม่ใช่ ‘ซันเต๋อ’ เลย</p>
<p>“เราเห็นอะไรมากขึ้นในเวลา 2 ปี มันทำให้เรานิ่งขึ้น เพื่อนเราไม่ได้เยอะเหมือนตอนอยู่ไทย ทำให้มีเวลากับตัวเองมากขึ้น พอคิดอะไรได้มากขึ้นงานก็เลยเปลี่ยนแนว จากที่เมื่อก่อนเราวาดรูปตาจมูกปากหรือตัวการ์ตูนน่ารักสดใส แต่งานตอนนี้หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ใช่ซันเต๋อเลย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0557.jpg"></p>
<p>“เราไม่ได้รังเกียจงานเซ็ตเก่าของเรานะ เพียงแต่เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น งานก็โตขึ้นตามเรา กลายเป็นงานแบบใหม่ที่สัมพันธ์กับสิ่งที่เราชอบและตัวเราในตอนนี้ เราอยากบอกให้คนอื่นรู้ด้วยว่าซันเต๋อไม่ได้ทำเป็นแค่งานน่ารักๆ แต่เราทำงานแนวนิ่งๆ ได้เช่นกัน”</p>
<p>หลังจากงานทุกชิ้นเสร็จสิ้น เขาแพ็คกระเป๋าเตรียมกลับไทยอีกครั้งพร้อมผลงานความเงียบ 32 ชิ้น ที่โหลดอยู่ใต้ท้องเครื่องบิน และอีกหนึ่งชิ้นที่ต้องกลับมาวาดที่ไทยเพราะขนาดใหญ่เกินกว่าจะขนย้ายข้ามประเทศมาได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0550.jpg"></p>
<hr>
<p>นิทรรศการ Zero Decibel จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ยาวไปจนถึง 8 เมษายนที่ YELO House ภายในงานยังมีการเปิดประมูลชิ้นงานของซันเต๋อหนึ่งภาพ โดยรายได้จากการประมูลส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์</p>
<p>“รูปที่เปิดประมูลเป็นรูปคนกระโดดน้ำสีฟ้า เราวาดขึ้นช่วงใกล้เสร็จสิ้นงานเซ็ตนี้แล้ว รูปนี้เป็นรูปต่อจากรูปคนกระโดดน้ำลงบ่อน้ำสีดำที่เราวาดขึ้นมาช่วงที่เริ่มทำเซ็ตนี้ ตอนแรกเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังกระโจนลงไปมันดีหรือไม่ดี มองไม่เห็นอนาคต เลยเป็นน้ำสีดำ แต่หลังจากที่เรากระโดดลงไปและวาดไปเรื่อยๆ มันก็ได้ตอบคำถามที่คาในใจ เราได้รู้ว่าความมืดมนที่เราเห็นตอนแรก มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับมีความสดใสเหมือนน้ำสีฟ้า”</p>
<p>“เราชอบงานเซ็ต Zero Decibel ที่สุดตั้งแต่เกิดมา อีกสิบปีเราอาจจะมีงานที่ดีกว่าเซ็ตนี้ก็ได้ แต่ว่า ณ ตอนนี้ อายุ 28 นี่เป็นงานเซ็ตที่เราชอบมากที่สุด เพราะเราทำทุกอย่างเต็มที่ ถ้ามันจะออกมาไม่ดีหรือขายไม่ได้ก็ไม่เสียใจแล้ว”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/zero2-06.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/zero2-04.jpg"></p>
<p><strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/suntur.studio/" target="_blank">SUNTUR</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/">Zero Decibel : ตัวตนที่เติบโตขึ้นจากความเหงาและการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของ SUNTUR</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cat Foodival 3 : ชวนมาเอนจอย 100 เมนูอร่อย และคอนเสิร์ตจาก 8 ศิลปิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/event-cat-foodival-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/event-cat-foodival-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2018 01:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[event]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[Cat Radio]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[cat foodival]]></category>
		<category><![CDATA[งานเลี้ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/event-cat-foodival-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลอาหารอร่อยหู 1 เมนู 1 ศิลปิน Cat Foodival ครั้งที่ 3 จากคลื่นวิทยุ Cat Radio ที่ชวนเหล่าบรรดาศิลปินทิ้งไมค์ วางกีตาร์ แล้วมาเข้าครัวใส่ผ้ากันเปื้อน สวมบทบาทเป็นพ่อครัวแม่ครัวหัวป่าก์ ควงตะหลิวทำเมนูที่สร้างสรรค์จากชื่อเพลง ทวีความพิเศษและพิสดารยิ่งขึ้นไปอีก ปีนี้ศิลปินแต่ละวงเอาจริงเอาจังกับ ‘เรื่องกิน’ มากขึ้น ดีเจสอง-จักรพงศ์ สิริริน และดีเจหนู-มนต์ทิพย์ ลิปิสุนทร สองตัวแทนจากชาวแคทขอรับประกันความอร่อยเหาะ เพราะศิลปินหลายๆ คนแอบไปซุ่มซ้อม พัฒนารสมือตัวเองให้เหนือชั้นกว่า Cat Foodival ปีก่อนๆ พิสูจน์ได้จากความแซ่บความนัวของอาหารที่เหล่าศิลปินทำให้ทีมงานชิมก่อนวันขายจริง เราขอเตือนคุณก่อนว่าใน Cat Foodival 3 นี้อัดแน่นไปด้วยกว่า 100 บูทอาหารจากศิลปิน แถมเสริมทัพด้วยร้านอร่อยที่ Wongnai กูรูของอร่อยชวนมา ถ้าเกรงว่าจะชิมทั้งหมดคนเดียวไม่ไหว อยากให้ชวนชาวแก๊งสายกินไปช่วยกันชิมด้วยเยอะๆ ยกตัวอย่างจานเด็ดที่สองดีเจชวนตั้งตาคอยคือ ‘ยืนมองบองเพชรไม่เป็นเช่นเคย’ วาฟเฟิลแคกดัตของดีเจสองและสาวยิปโซ, ‘ฟักกลิ้งหม่าล่า’ ฟักทองย่างกับหม่าล่าสุดเผ็ดที่ฟังแค่ชื่อแล้วรู้เลยว่าเป็นเมนูเด็ดของใคร, ‘น้ำยาอีกหน่อย’ ขนมจีนน้ำยาปูแซ่บๆ ของตั้ม Monotone, ‘หมูสามกรันจ์’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/event-cat-foodival-3/">Cat Foodival 3 : ชวนมาเอนจอย 100 เมนูอร่อย และคอนเสิร์ตจาก 8 ศิลปิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลอาหารอร่อยหู 1 เมนู 1 ศิลปิน Cat Foodival ครั้งที่ 3 จากคลื่นวิทยุ Cat Radio ที่ชวนเหล่าบรรดาศิลปินทิ้งไมค์ วางกีตาร์ แล้วมาเข้าครัวใส่ผ้ากันเปื้อน สวมบทบาทเป็นพ่อครัวแม่ครัวหัวป่าก์ ควงตะหลิวทำเมนูที่สร้างสรรค์จากชื่อเพลง ทวีความพิเศษและพิสดารยิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/27798129_829519397255305_6270839689452561817_o.jpg"></p>
<p>ปีนี้ศิลปินแต่ละวงเอาจริงเอาจังกับ ‘เรื่องกิน’ มากขึ้น ดีเจสอง-จักรพงศ์ สิริริน และดีเจหนู-มนต์ทิพย์ ลิปิสุนทร สองตัวแทนจากชาวแคทขอรับประกันความอร่อยเหาะ เพราะศิลปินหลายๆ คนแอบไปซุ่มซ้อม พัฒนารสมือตัวเองให้เหนือชั้นกว่า Cat Foodival ปีก่อนๆ พิสูจน์ได้จากความแซ่บความนัวของอาหารที่เหล่าศิลปินทำให้ทีมงานชิมก่อนวันขายจริง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_05051.jpg"></p>
<p>เราขอเตือนคุณก่อนว่าใน Cat Foodival 3 นี้อัดแน่นไปด้วยกว่า 100 บูทอาหารจากศิลปิน แถมเสริมทัพด้วยร้านอร่อยที่ Wongnai กูรูของอร่อยชวนมา ถ้าเกรงว่าจะชิมทั้งหมดคนเดียวไม่ไหว อยากให้ชวนชาวแก๊งสายกินไปช่วยกันชิมด้วยเยอะๆ</p>
<p>ยกตัวอย่างจานเด็ดที่สองดีเจชวนตั้งตาคอยคือ ‘ยืนมองบองเพชรไม่เป็นเช่นเคย’ วาฟเฟิลแคกดัตของดีเจสองและสาวยิปโซ, ‘ฟักกลิ้งหม่าล่า’ ฟักทองย่างกับหม่าล่าสุดเผ็ดที่ฟังแค่ชื่อแล้วรู้เลยว่าเป็นเมนูเด็ดของใคร, ‘น้ำยาอีกหน่อย’ ขนมจีนน้ำยาปูแซ่บๆ ของตั้ม Monotone, ‘หมูสามกรันจ์’ ของชาวร็อก Zero Hero, ‘พรากกะเพรา’ เนื้อกะเพราไม่ใส่กะเพราจากวง The Ginkz หรือจะเป็นเกี๊ยวทอดเบาๆ ‘เกี๊ยวกันไหม’ ของอิ้งค์ วรันธร นักร้องสาวหน้าใส ใครใคร่ชิมอาหารอร่อยๆ ปรุงและเสิร์ฟอย่างเป็นกันเองโดยศิลปินที่คุณรักต้องบอกเลยว่าไม่ควรพลาด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__278773881.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__278773901.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__278773911.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__278773921.jpg"></p>
<p>แต่มา Cat Foodival ทั้งทีจะให้อร่อยปากอย่างเดียวก็คงไม่ใช่แนว สำหรับใครที่ใคร่เสพดนตรี ในงานมีคอนเสิร์ต 8 รสจาก 8 ศิลปินอย่าง Scrubb, Sqweez Animal,  Stamp, Deepsea Drive Machine จากประเทศญี่ปุ่น, Max Jenmana, The Richman Toy, Greasy Cafe และศิลปินหาตัวจับยากอย่าง Boy Imagine (ร่ำลือว่าปีนี้เขาจะเล่นที่งานนี้งานเดียว ก่อนจะพักงานเข้าป่าไปปลูกเมล่อนที่เชียงใหม่) บัตรราคา 300 บาทกับคอนเสิร์ตสนุกๆ จากศิลปินคุณภาพ รับรองเลยว่างานนี้คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม</p>
<p>เทศกาลอาหารอร่อยหูปีนี้จัดขึ้นที่ลานกลางแจ้ง Show DC Oasis Arena กว้างขวางกว่าทุกปี และมีบริการ รถชัตเติลบัสรับ-ส่งฟรีตามจุดสำคัญต่างๆ ทั้ง MRT ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, MRT พระราม 9, MRT เพชรบุรี, BTS สยาม, ARL มักกะสัน และสนามบินสุวรรณภูมิ ดูรายละเอียดและตารางออกรถได้ที่ <a href="http://www.thisiscat.com">www.thisiscat.com</a> หรือสอบถามข้อมูลที่เบอร์ 02 203 1890 </p>
<p>ใครได้แวะเวียนไปและชอบใจเมนูจากศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ อย่าลืมกลับมาเล่าให้เราฟังบ้างนะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>
<p><strong>Date &amp; Time :</strong> วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2561 (16.00 &#8211; 23.00 น.)<br /><strong></strong><strong>Location :</strong> Show DC Oasis Arena<br /><strong></strong><strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/thisiscatradio" target="_blank">Cat Radio</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/event-cat-foodival-3/">Cat Foodival 3 : ชวนมาเอนจอย 100 เมนูอร่อย และคอนเสิร์ตจาก 8 ศิลปิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/event-cat-foodival-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
