<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author416/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author416/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 07:57:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>MADSAKI &#8216;Combination Platter&#8217; สตรีทอาร์ตที่หล่อหลอมจากวัฒนธรรมและความทรงจำวัยเด็ก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-madsaki-centralembassy/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-madsaki-centralembassy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 May 2018 11:19:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัลเอ็มบาสซี]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สตรีทอาร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[MADSAKI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-madsaki-centralembassy/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทั้งภาพวาด ศิลปะกราฟฟิตี้ที่ฉูดฉาดหวือหวา ลายเส้นการ์ตูนในวัยเด็กที่แสนจะคุ้นตา และงานปั้นสูง 5 เมตร ณ ใจกลางชั้น G ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ล้วนทำเราอดนึกถึงออเดิร์ฟอาหารสัญชาติจีนที่รวมวัตถุดิบหลากชนิดเข้าไว้ด้วยกันไม่ได้ ความรู้สึกของการชมงานศิลปะที่ปะปนกันนี้น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ MADSAKI ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่นคนนี้อยากสื่อสารกับคนทั้งโลกนั่นเอง ก่อนหน้านี้ MADSAKI เคยจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวมาแล้ว 2 ครั้ง คือ ‘Here Today, Gone Tomorrow’ ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ ‘Bada Bing, Bada Boom’ ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สร้างความประทับใจให้ผู้ชมจากหลายวัฒนธรรมพร้อมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะหมุนเวียนในวงกว้าง เราเลยตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับเขาต่อหน้า ในวาระที่ MADSAKI มาเยือนกรุงเทพฯ พร้อมนิทรรศการล่าสุดในชื่อ ‘Combination Platter’ เด็กนอกคอกที่ประสบความสำเร็จบนหนทางของตัวเอง MADSAKI เป็นเด็กญี่ปุ่นจากโอซาก้าธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนหน้านั้นเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และทำให้ต้องฝึกเรียนรู้จากการ์ตูนดังหลายเรื่อง เช่น The Simpsons, The Sesame [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-madsaki-centralembassy/">MADSAKI &#8216;Combination Platter&#8217; สตรีทอาร์ตที่หล่อหลอมจากวัฒนธรรมและความทรงจำวัยเด็ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทั้งภาพวาด ศิลปะกราฟฟิตี้ที่ฉูดฉาดหวือหวา ลายเส้นการ์ตูนในวัยเด็กที่แสนจะคุ้นตา และงานปั้นสูง 5 เมตร ณ ใจกลางชั้น G ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ล้วนทำเราอดนึกถึงออเดิร์ฟอาหารสัญชาติจีนที่รวมวัตถุดิบหลากชนิดเข้าไว้ด้วยกันไม่ได้ ความรู้สึกของการชมงานศิลปะที่ปะปนกันนี้น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ <strong>MADSAKI</strong> ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่นคนนี้อยากสื่อสารกับคนทั้งโลกนั่นเอง</p>
<p>ก่อนหน้านี้ MADSAKI เคยจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวมาแล้ว 2 ครั้ง คือ ‘Here Today, Gone Tomorrow’ ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ ‘Bada Bing, Bada Boom’ ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สร้างความประทับใจให้ผู้ชมจากหลายวัฒนธรรมพร้อมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะหมุนเวียนในวงกว้าง เราเลยตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับเขาต่อหน้า ในวาระที่ MADSAKI มาเยือนกรุงเทพฯ พร้อมนิทรรศการล่าสุดในชื่อ<strong> ‘Combination Platter’</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8831.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8835.jpg" /></p>
<h3>เด็กนอกคอกที่ประสบความสำเร็จบนหนทางของตัวเอง</h3>
<p>MADSAKI เป็นเด็กญี่ปุ่นจากโอซาก้าธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนหน้านั้นเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และทำให้ต้องฝึกเรียนรู้จากการ์ตูนดังหลายเรื่อง เช่น <em>The Simpsons</em>,<em> The Sesame Streets</em> และ<em> Family Guy</em> นับแต่นั้นการ์ตูนก็กลายเป็นสื่อการเรียนรู้โดยมีเหล่าตัวละครคอยเป็นคุณครูสอน ทำให้โลกใบเล็กๆ ของเขาค่อยๆ หมุนไป</p>
<p>การโตมาในช่วงควันหลงหลังสงครามโลกทำให้เขาถูกล้อเลียนด้วยคำว่า ‘Jap’ (ไอ้ญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นคำแสลงเหยียดชนชาติที่ใช้กันทั่วไปในตอนนั้น เขาเองเริ่มตั้งคำถามกับจุดยืนที่ก้ำกึ่งระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา และแสดงความสับสนนั้นผ่านทางศิลปะ ซึ่งสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นตัวตนของเขามาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9536.jpg" /></p>
<h3>ศิลปะที่ไม่ได้ล้ำสมัยหรือสูงส่ง แต่สื่อสารพูดคุยได้ดี</h3>
<p>“คุณอยู่ไม่รอดหรอกในโลกของศิลปะ ลาออกเถอะนะถ้าอยากประหยัดเงิน” เขาบอกกับเรา</p>
<p>MADSAKI จบการศึกษาสาขา Fine Arts จาก Parsons School of Design มหาวิทยาลัยชื่อดังในนิวยอร์กที่ส่งออกศิลปิน นักออกแบบระดับโลกอย่าง Marc Jacobs, Donna Karan (DKNY) และ Alexander Wang ให้ไปโลดแล่นในวงการ ศิลปะสตรีทอาร์ตของเขาจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เขานำตัวการ์ตูนที่ฝังอยู่ในตัวมาแต่เด็ก บวกกับรากที่โตมากับสังคมพหุวัฒนธรรมมาสร้างผลงาน แต่สิ่งนี้กลับไม่เพียงพอต่อความคาดหวังในการต่อยอดเทรนด์ศิลปะแนวใหม่ของสถาบัน ถึงอย่างนั้น งานของเขาก็มีกลิ่นอายเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิถีชีวิตในวัยเด็กและปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_0187.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_0192.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_0196.jpg" /></p>
<p>“ผมชอบเอาสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในชีวิตประจำวันมาวาด เช่นภาพจากฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูด ผลงานศิลปะคลาสสิกหรือตัวการ์ตูน ผมอาจจะวาดตัวละครจาก <em>Dragon Ball </em>ให้อยู่ในภาพเดียวกับ <em>The Simpsons</em> เพราะผมโตมาแบบทุกอย่างถูกหลอมเข้าด้วยกัน หรือลองใส่พวกคำสบถลงบนหัว Big Bird จาก <em>Sesame Streets</em> ดู เพราะผมคิดว่าถ้าไม่ทำงานศิลปะแล้วคงไม่มีวันได้เห็น Big Bird ที่แสนน่ารักพูดคำหยาบแน่ จะมองว่างานของผมดูเบสิกเกินไปก็ได้ แต่นี่แหละคือตัวผม การต่อเติมสิ่งที่มีอยู่แล้วก็เป็นการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน”</p>
<p>ถ้าได้ลองชมงานแสดงศิลปะเดี่ยวของ MADSAKI ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ เราอาจจะได้พบทั้งภาพจากหนังเรื่องโปรด ภาพศิลปะระดับโลก และตัวการ์ตูนสมัยเด็กในแบบที่คาดไม่ถึงก็ได้นะ</p>
<h3>ศิลปะคือความผ่อนคลาย</h3>
<p>“สัญลักษณ์รูปตาที่มีสีย้อยลงมาเป็นความบังเอิญครับ ถ้าใช้สีสเปรย์มันก็จะมีรอยหยดแบบนั้นเอง แต่สุดท้ายแล้วให้คนดูตัดสินเองดีกว่า เราตีความภาพเดียวกันไม่เหมือนกันหรอกครับ ผมไม่อยากเอาความคิดตัวเองไปยัดใส่คนอื่น ศิลปะเป็นอิสระแห่งการตีความอยู่แล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8818.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8868.jpg" /></p>
<p>MADSAKI ยืนยันว่าแม้สิ่งที่เขาวาดจะมาจากความทรงจำและความประทับใจส่วนตัว เขาเองก็ไม่เคยคิดจะให้คำจำกัดความงานของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว ผู้ชมทุกคนมีสิทธิ์รู้สึกในสิ่งที่อยากรู้สึก เห็นในสิ่งที่อยากเห็น เช่นเดียวกับที่เขาวาดในสิ่งที่อยากวาด</p>
<p>“บางครั้งเราไม่ต้องคิดเยอะขนาดนั้นก็ได้ งานศิลปะมีไว้เพื่อผ่อนคลาย แม้แต่ผมเองในฐานะศิลปินก็มีช่วงที่เหนื่อยกับงานศิลปะจนหันไปทำอย่างอื่นพักหนึ่ง แล้วค่อยเริ่มกลับมาทำงานศิลปะใหม่เช่นกัน ถ้าหมดไอเดียก็ช่างมันแล้วนอนครับ ผมเค้นศิลปะออกมาไม่ได้จริงๆ” MADSAKI หัวเราะพลางตอบคำถามอย่างเป็นกันเอง ทำให้เรารู้สึกว่าเขาเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นศิลปินเท่านั้น</p>
<p>“ผมแค่อยากให้คนมีความสุขกับศิลปะ”</p>
<p>เราขอให้ความหวังเล็กๆ นี้ของ MADSAKI เป็นจริงได้ด้วยสายตาของคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกวัฒนธรรมบนโลกเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8861.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_0288.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>สำหรับคนที่สนใจอยากสัมผัสตัวตนของ MADSAKI แบบผ่อนคลายสบายใจผ่านผลงานของเขาบ้าง เราขอกระซิบว่านิทรรศการ ‘Combination Platter’ จะจัดแสดงที่ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2561 เท่านั้น นอกจากชื่นชมและเรียนรู้ตัวตนของเขาแล้ว เรายังจะพกพาความเป็น MADSAKI กลับบ้านไปได้ด้วยกับสินค้า Limited Edition ที่ทางศิลปินร่วมกันออกแบบกับ SIWILAI Store โดยเฉพาะ</em></p>
<p><em>ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์ และชวัลญา ไทยพินิจ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-madsaki-centralembassy/">MADSAKI &#8216;Combination Platter&#8217; สตรีทอาร์ตที่หล่อหลอมจากวัฒนธรรมและความทรงจำวัยเด็ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-madsaki-centralembassy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เราคือเหยื่อจากสงครามที่ไม่ได้ก่อ’ ความหวังของนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลอัฟกานิสถานและกัมพูชา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/report-wheelchair-basketball-player/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/report-wheelchair-basketball-player/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Mar 2018 01:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[wheelchair basketball]]></category>
		<category><![CDATA[พิการ]]></category>
		<category><![CDATA[รถเข็น]]></category>
		<category><![CDATA[บาสเก็ตบอล]]></category>
		<category><![CDATA[พาราลิมปิคส์]]></category>
		<category><![CDATA[โอลิมปิคส์]]></category>
		<category><![CDATA[wheelchair]]></category>
		<category><![CDATA[วีลแชร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/report-wheelchair-basketball-player/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงตะโกนเชียร์และลูกบาสเกตบอลที่กระทบพื้นสนามกีฬาของศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น อาจทำให้การแข่งครั้งนี้ฟังดูไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่ภาพที่นักกีฬาใช้พลังแขนบังคับรถเข็น พลางเอื้อมมือชู้ตลูกบาสคงเป็นภาพที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำเราไปอีกนาน เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปชมการแข่งขันรอบคัดเลือกวีลแชร์บาสเกตบอลของพาราลิมปิกเกมส์หรือกีฬาโอลิมปิกสำหรับผู้พิการ วันนั้นเราเห็นนักกีฬาหลากชาติตบเท้าเข้าร่วมกันอย่างคึกคัก ทุกคนล้วนมีความฝันที่จะคว้าถ้วยรางวัลจากสิ่งที่รักติดมือกลับประเทศอย่างภาคภูมิใจ แต่สำหรับทีมชาติอัฟกานิสถานและกัมพูชาแล้ว นี่ยังเป็นโอกาสที่พวกเขาจะสะท้อนให้โลกเห็นถึงชีวิตหลังเสียงระเบิดและอาวุธสงครามที่น้อยคนจะได้รับรู้ นักกีฬาเหล่านี้คือเหยื่อจากสงครามภายในประเทศที่ไม่เคยได้รับการเยียวยาหรือสวัสดิการจากรัฐบาลแม้แต่น้อย พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากและสิ้นหวังจากพิษสงครามที่ไม่ได้ก่อ จนกระทั่งความช่วยเหลือจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าไปถึง และต่อลมหายใจพวกเขาด้วยการสนับสนุนเงินทุนให้ฝึกเล่นกีฬาจนมีโอกาสเติบโตถึงระดับทีมชาติ 1 “ผมยังจำวันนั้นได้ดี ผมกำลังเรียนตามปกติ จู่ๆ ก็มีระเบิดตกใส่หลังคาห้อง ทุกอย่างวุ่นวายมาก ผมยังพอมีสติและพยายามคลานหาทางหนีตาย สุดท้ายผมถูกส่งไปโรงพยาบาลเพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าผมเสียขาทั้งสองข้างไปแล้ว” Khawja Wasiqullah Sediqi หนึ่งในผู้เล่นทีมวีลแชร์บาสเกตบอลชายของทีมชาติอัฟกานิสถานนั่งรำลึกถึงเหตุการณ์ที่พลิกทั้งชีวิตของเขาบนรถเข็นให้เราฟัง ย้อนกลับไปในปี 1996 เขาเป็นเพียงเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ของกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน สงครามยังคงดำเนินต่อไปพร้อมพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกหลายรายก่อนจะยุติในอีก 6 ปีให้หลัง เหลือไว้เพียงความสูญเสียที่จะคงอยู่กับเหยื่อความไม่ยุติธรรมอย่างเซดิคิไปตลอดชีวิต ช่วงที่กลุ่มตาลีบันกุมบังเหียนชีวิตประชาชนชาวอัฟกานิสถาน กฏหมายอิสลามถูกบังคับใช้อย่างรุนแรง ผู้หญิงห้ามเรียนและทำงาน ต้องแต่งตัวปกปิดร่างกายให้มิดชิดเหลือแค่ดวงตา ส่วนผู้ชายถูกบังคับให้ไว้หนวดและแต่งกายแบบพื้นถิ่นเท่านั้น การทำโทษอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นการโบยตีและประหารชีวิตในที่สาธารณะนั้นกลายเป็นเรื่องที่เห็นได้ปกติตามท้องถนน ถือเป็นการ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ ตามคำอ้างของกลุ่มตาลีบันเพื่อไม่ให้มีผู้กล้าทำผิดอีก “ขาฉันพิการตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ส่วนพี่ชายฉันเสียชีวิตคาที่ แม่บอกว่าตอนนั้นมีจรวดตกใส่หลังคาบ้าน ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านจนมีโอกาสได้ไปโรงเรียนพร้อมเด็กสาวคนอื่นๆ ครั้งแรกตอนอายุ 12 ปีหลังกลุ่มตาลีบันถูกขับไล่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-wheelchair-basketball-player/">‘เราคือเหยื่อจากสงครามที่ไม่ได้ก่อ’ ความหวังของนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลอัฟกานิสถานและกัมพูชา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงตะโกนเชียร์และลูกบาสเกตบอลที่กระทบพื้นสนามกีฬาของศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น อาจทำให้การแข่งครั้งนี้ฟังดูไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่ภาพที่นักกีฬาใช้พลังแขนบังคับรถเข็น พลางเอื้อมมือชู้ตลูกบาสคงเป็นภาพที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำเราไปอีกนาน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair7.jpg" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปชมการแข่งขันรอบคัดเลือกวีลแชร์บาสเกตบอลของพาราลิมปิกเกมส์หรือกีฬาโอลิมปิกสำหรับผู้พิการ วันนั้นเราเห็นนักกีฬาหลากชาติตบเท้าเข้าร่วมกันอย่างคึกคัก ทุกคนล้วนมีความฝันที่จะคว้าถ้วยรางวัลจากสิ่งที่รักติดมือกลับประเทศอย่างภาคภูมิใจ แต่สำหรับทีมชาติอัฟกานิสถานและกัมพูชาแล้ว นี่ยังเป็นโอกาสที่พวกเขาจะสะท้อนให้โลกเห็นถึงชีวิตหลังเสียงระเบิดและอาวุธสงครามที่น้อยคนจะได้รับรู้</p>
<p>นักกีฬาเหล่านี้คือเหยื่อจากสงครามภายในประเทศที่ไม่เคยได้รับการเยียวยาหรือสวัสดิการจากรัฐบาลแม้แต่น้อย พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากและสิ้นหวังจากพิษสงครามที่ไม่ได้ก่อ จนกระทั่งความช่วยเหลือจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าไปถึง และต่อลมหายใจพวกเขาด้วยการสนับสนุนเงินทุนให้ฝึกเล่นกีฬาจนมีโอกาสเติบโตถึงระดับทีมชาติ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair26.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair29.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>1</strong></p>
<p>“ผมยังจำวันนั้นได้ดี ผมกำลังเรียนตามปกติ จู่ๆ ก็มีระเบิดตกใส่หลังคาห้อง ทุกอย่างวุ่นวายมาก ผมยังพอมีสติและพยายามคลานหาทางหนีตาย สุดท้ายผมถูกส่งไปโรงพยาบาลเพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าผมเสียขาทั้งสองข้างไปแล้ว” <strong>Khawja Wasiqullah Sediqi </strong>หนึ่งในผู้เล่นทีมวีลแชร์บาสเกตบอลชายของทีมชาติอัฟกานิสถานนั่งรำลึกถึงเหตุการณ์ที่พลิกทั้งชีวิตของเขาบนรถเข็นให้เราฟัง</p>
<p>ย้อนกลับไปในปี 1996 เขาเป็นเพียงเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ของกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน สงครามยังคงดำเนินต่อไปพร้อมพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกหลายรายก่อนจะยุติในอีก 6 ปีให้หลัง เหลือไว้เพียงความสูญเสียที่จะคงอยู่กับเหยื่อความไม่ยุติธรรมอย่างเซดิคิไปตลอดชีวิต</p>
<p>ช่วงที่กลุ่มตาลีบันกุมบังเหียนชีวิตประชาชนชาวอัฟกานิสถาน กฏหมายอิสลามถูกบังคับใช้อย่างรุนแรง ผู้หญิงห้ามเรียนและทำงาน ต้องแต่งตัวปกปิดร่างกายให้มิดชิดเหลือแค่ดวงตา ส่วนผู้ชายถูกบังคับให้ไว้หนวดและแต่งกายแบบพื้นถิ่นเท่านั้น การทำโทษอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นการโบยตีและประหารชีวิตในที่สาธารณะนั้นกลายเป็นเรื่องที่เห็นได้ปกติตามท้องถนน ถือเป็นการ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ ตามคำอ้างของกลุ่มตาลีบันเพื่อไม่ให้มีผู้กล้าทำผิดอีก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair24.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair5.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair8.jpg" /></p>
<p>“ขาฉันพิการตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ส่วนพี่ชายฉันเสียชีวิตคาที่ แม่บอกว่าตอนนั้นมีจรวดตกใส่หลังคาบ้าน ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านจนมีโอกาสได้ไปโรงเรียนพร้อมเด็กสาวคนอื่นๆ ครั้งแรกตอนอายุ 12 ปีหลังกลุ่มตาลีบันถูกขับไล่ หลังจากนั้นฉันก็เข้าร่วมทีมวีลแชร์บาสเกตบอลหญิงของอัฟกานิสถาน แน่นอนว่าฉันถูกครอบครัวต่อต้าน เพราะกีฬาไม่ได้มีไว้เพื่อผู้หญิง” นี่คือเสียงจาก <strong>Nilofar Bayat</strong> กัปตันทีมวีลแชร์บาสเกตบอลหญิงของอัฟกานิสถานที่แสดงให้เห็นผลพวงของการบังคับใช้กฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัด เธอบอกกับเราว่าตัวเธอเองไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ เพื่อนร่วมทีมบางคนโดนตีเมื่อกลับบ้านค่ำหลังการซ้อมด้วยเหตุผลที่ว่าผู้หญิงไม่ควรกลับบ้านดึก</p>
<p>แม้บายัตจะได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่และมีความสุขกับชีวิตดีแล้ว แต่กว่าจะถึงจุดนี้ เธอคู่ควรกับความพิการและการปฏิบัติเช่นนั้นแล้วใช่หรือไม่?</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair11.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair12.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>2</strong></p>
<p>นอกจากอัฟกานิสถานแล้ว ยังมีผู้คนอีกหลายประเทศทั่วโลกที่ต้องต่อสู้ชีวิตอย่างยากลำบากภายใต้ผลกระทบจากสงคราม หนึ่งในนั้นคือชาวกัมพูชาเพื่อนบ้านเรา</p>
<p>“ฉันเดินไม่ได้ตั้งแต่ถูกกระสุนลูกหลงเข้าที่สันหลังช่วงสงครามกลางเมืองพระตะบอง ความเป็นอยู่ยากลำบากมาก เพราะครอบครัวฉันคนอื่นๆ ก็พิการเช่นกัน ฉันต้องลาออกจากโรงเรียนเพราะตอนนั้นการขนส่งไม่เอื้ออำนวย ฉันเดินไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ ไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ ฉันอับอายและถูกกีดกันจากสังคม จนในที่สุด ICRC ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยให้ฉันได้ทำหน้าที่ในฐานะโค้ชวีลแชร์บาสเกตบอลของประเทศ ฉันอยากจะเป็นกำลังใจให้เหยื่อและผู้พิการคนอื่นๆ ได้มายืนที่เดียวกับฉันในตอนนี้” <strong>Sokchan Sieng</strong> บอกกับเรา และแม้ตอนนี้สงครามในกัมพูชาจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ซากกับระเบิดและอาวุธที่หลงเหลืออยู่ก็ยังคอยสร้างความเจ็บปวดและทำร้ายชาวบ้านจนถึงชีวิต นี่แหละคือสิ่งที่สงครามและความรุนแรงมอบให้มนุษย์อย่างพวกเราไว้เป็นที่ระลึก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair14.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair15.jpg" /></p>
<p>หากลองมองจากมุมกว้าง เราจะเห็นว่านอกจากเหยื่อที่พิการจากสงครามโดยตรงแล้ว ยังมีผู้คนอีกมากมายที่อดอยาก ขาดยารักษาโรค และไม่ได้รับการศึกษา เพราะเงินคงคลังทั้งหมดถูกทุ่มไปกับการกว้านซื้ออาวุธมาทำสงคราม จนประเทศไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>“ผมว่าเราไม่ควรจะมองเห็นแค่คนพิการจากระเบิดนะ ยังมีคนอีกมากที่เจ็บป่วยล้มตายเพราะประเทศขาดการพัฒนาทางการแพทย์ แม้แต่โรคโปลิโอที่ควรจะรักษาให้หายขาดได้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ยังไม่นับโรคทางจิตเวชอื่นๆ นี่แหละคือผลพวงของสงคราม ไม่ว่าจะคนก่อการร้าย คนบริสุทธิ์ หรือคนที่เข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนล้วนเป็นเหยื่อของมันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง” <strong>Jess Markt </strong>โค้ชทีมวีลแชร์บาสเกตบอลของอัฟกานิสถานจาก ICRC บอกกับเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair16.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair25.jpg" /></p>
<p>จริงอย่างที่มาร์คว่า ไม่เคยมีสงครามไหนที่มีผู้ชนะ ทุกคนต่างพ่ายแพ้และเจ็บปวด นี่เป็นเพียงการแข่งขันว่าใครจะสูญเสียน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง</p>
<p>“แล้วตอนนี้พวกคุณกำลังฝันถึงอะไร” เราถาม</p>
<p>“ประเทศที่สงบสุข” พวกเขาตอบสั้นๆ และนั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้เรารู้สึกถึงความสำคัญของการเป็นมนุษย์</p>
<p>Let there be peace.</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair17.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wheelchair18.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ปฏิพล รัชตอาภา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-wheelchair-basketball-player/">‘เราคือเหยื่อจากสงครามที่ไม่ได้ก่อ’ ความหวังของนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลอัฟกานิสถานและกัมพูชา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/report-wheelchair-basketball-player/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Let’s swing! ทำไมการเต้นสวิงถึงส่งความสุขผ่านร่างกายและหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Mar 2018 04:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[โน้ต-มาลียา โชติสกุลรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[การเต้นสวิง]]></category>
		<category><![CDATA[Swing Dancing]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Swing]]></category>
		<category><![CDATA[โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/report-bangkok-swing-dance/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงหัวเราะและสเต็ปแดนซ์น่ารักๆ สร้างความรื่นเริงให้ลานพระปฐมเจดีย์ในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพลงแจ๊สย้อนยุคจากศิลปินระดับโลกอย่าง The Shirt Tail Stompers จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ Casey MacGill and Friends จากสหรัฐอเมริกา ทำเอาเราหวนนึกถึงบรรยากาศของยุค 40s ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดคลาสสิกที่เคยดูตอนเด็กๆ ถึงแม้งาน Big Bang: Swing Dancing ครั้งที่ 3 ที่จัดที่นครปฐมจะจบลงไปแล้ว แต่กลิ่นอายและเสน่ห์ของการเต้นสวิงที่เราได้ทำความรู้จักผ่าน 2 เท้ายังคงติดอยู่ และพาให้เรามาพูดคุยกับกลุ่ม Bangkok Swing ผู้จัดงานครั้งนี้รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกให้ปรากฏการณ์การเต้นสวิงกลายเป็นกระแสและความคลั่งไคล้ของชาวไทยให้ดีขึ้น (อ้อ! อยากชวนให้ทุกคนเปิดเพลง Take the A Train ของ Duke Ellington ฟังเพลินๆ ระหว่างอ่านไปด้วยนะ) Bangkok Swing คือการรวมตัวของกลุ่มคนที่หลงใหลในการเต้นสวิงด้วยใจรัก โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นความสนุกจากการเต้นตามจังหวะแจ๊สเพราะๆ โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ คือคนบุกเบิกการเต้นสวิงในไทยหลังจากเขาได้ไปเห็นมาที่สหรัฐอเมริกาและคิดว่าที่เมืองไทยน่าจะมีบรรยากาศความสนุกแบบนี้บ้าง เลยลงมือจัดคอร์สสอนเต้นที่ The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/">Let’s swing! ทำไมการเต้นสวิงถึงส่งความสุขผ่านร่างกายและหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงหัวเราะและสเต็ปแดนซ์น่ารักๆ สร้างความรื่นเริงให้ลานพระปฐมเจดีย์ในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพลงแจ๊สย้อนยุคจากศิลปินระดับโลกอย่าง The Shirt Tail Stompers จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ Casey MacGill and Friends จากสหรัฐอเมริกา ทำเอาเราหวนนึกถึงบรรยากาศของยุค 40s ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดคลาสสิกที่เคยดูตอนเด็กๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9887.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_99952.jpg" /></p>
<p>ถึงแม้งาน Big Bang: Swing Dancing ครั้งที่ 3 ที่จัดที่นครปฐมจะจบลงไปแล้ว แต่กลิ่นอายและเสน่ห์ของการเต้นสวิงที่เราได้ทำความรู้จักผ่าน 2 เท้ายังคงติดอยู่ และพาให้เรามาพูดคุยกับกลุ่ม <strong>Bangkok Swing</strong> ผู้จัดงานครั้งนี้รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกให้ปรากฏการณ์การเต้นสวิงกลายเป็นกระแสและความคลั่งไคล้ของชาวไทยให้ดีขึ้น</p>
<p>(อ้อ! อยากชวนให้ทุกคนเปิดเพลง <em>Take the A Train</em> ของ Duke Ellington ฟังเพลินๆ ระหว่างอ่านไปด้วยนะ)</p>
<hr />
<p>Bangkok Swing คือการรวมตัวของกลุ่มคนที่หลงใหลในการเต้นสวิงด้วยใจรัก โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นความสนุกจากการเต้นตามจังหวะแจ๊สเพราะๆ <strong>โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์</strong> คือคนบุกเบิกการเต้นสวิงในไทยหลังจากเขาได้ไปเห็นมาที่สหรัฐอเมริกาและคิดว่าที่เมืองไทยน่าจะมีบรรยากาศความสนุกแบบนี้บ้าง เลยลงมือจัดคอร์สสอนเต้นที่ The Hop บนถนนสีลม จากที่คืนแรกมีคนเรียนแค่ 4 &#8211; 5 คน ตอนนี้คลาสเรียนที่ The Hop มีให้เลือกตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงการเต้นรูปแบบต่างๆ เช่น Lindy Hop หรือ Balboa จากแคลิฟอร์เนียในยุค 40s ไปจนถึง Solo Blues ที่ตารางเรียนแน่นแทบทุกเดือน</p>
<p>นอกจากคอร์สสอนเต้นที่ชวนคนใหม่ๆ เข้ามารู้จักการเต้นสวิงมากยิ่งขึ้น ชาว Bangkok Swing ยังจัดอีเวนต์คึกคักชวนคนที่อาจไม่เคยเต้นสวิงมาก่อนได้ลองก้าวขาออกจากมุมเคอะเขิน อย่างงาน Diga Diga Doo! ปาร์ตี้สวิงแดนซ์ที่จัดต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปีที่ Shanghai Mansion บนถนนเยาวราช และงาน Big Bang: Swing Dancing บนถนนหน้าลานพระปฐมเจดีย์ที่เกิดจากความคิดของสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มที่อาศัยอยู่ที่นี่ และชื่นชมความงานของพระปฐมเจดีย์จนอยากเห็นงานน่ารักนี้เกิดขึ้น จนกลายเป็นงานประจำปีที่เหล่านักเต้นสวิงหลายคนรอคอย ความเจ๋งคืองานล่าสุดที่เพิ่งจบเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเต้นสวิงที่รวมนักเต้นสวิงทั่วโลกให้มาเต้นกันอย่างคึกคักไม่หยุดพักตลอด 3 วันที่อำเภอสามพรานอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0085.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0129.jpg" /></p>
<p>ความสนุกของเพลงแจ๊สและการเต้นสวิงอยู่ที่การด้นสดตามอารมณ์ของผู้เล่นและการหยอกเย้าไปมา นักเต้นสวิงตามท่วงทำนองเช่นนี้จึงมักใส่หัวใจและความรู้สึกลงไปในฝีเท้าด้วย ทุกคนขยับร่างกายอย่างอิสระและจับคู่เต้นเพื่อเย้าแหย่กัน ราวกับบทสนทนาที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างคนแปลกหน้า 2 คนที่ต่างก็ใช้ภาษากายแสดงตัวตนออกมา</p>
<p>“การอิมโพรไวส์เป็นจุดเด่นของการเต้นสวิง เราเต้นไปตามทำนองเพลงโดยธรรมชาติ ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเทคนิค ผมว่าความสุขจากการได้เป็นตัวของตัวเองบวกกับจังหวะสนุกสนานของเพลงนี่แหละที่ทำให้การเต้นสวิงดึงดูดผู้คนให้เข้ามา ผมเองก็เริ่มเต้นด้วยความสุขเหมือนกัน คิดแค่นั้นเลย แล้วก็แค่อยากเห็นคนไทยได้มาลองเต้นเป็นคอมมูนิตี้เหมือนประเทศอื่นบ้าง อยากให้บรรยากาศของความรื่นเริงเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ต้องเต้นเป็นหรือเต้นเก่งก็เข้าร่วมได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00551.jpg" /></p>
<p>คำว่าไม่ต้องเต้นเป็นหรือเต้นเก่งที่โอ๊ตว่าหมายความตามนั้นจริงๆ เพราะทุกอีเวนต์ที่ชาว Bangkok Swing จัด พวกเขายินดีที่จะสอนสเต็ปเท้าเบื้องต้นให้ทุกคนก่อนเริ่มงานทุกครั้งแบบฟรีๆ พร้อมกับเหล่าอาสาสมัครนักเต้นที่กระจายตัวไปจับคู่กับนักเต้นหน้าใหม่ให้ลองปลดปล่อยความสนุกออกมา ก่อนจะเปิดเพลงแจ๊สจังหวะชวนแดนซ์ให้ได้ลองเต้นตามกัน เมื่อเต้นไปได้สักพัก เราก็เริ่มเห็นแต่ละคนด้นสด พลิกแพลงท่าทางไปตามความรู้สึกของเพลง และยังจับคู่ใหม่ๆ เพื่อผลัดกันโชว์ลีลาเฉพาะตัว ซึ่งภายหลังได้นำไปสู่มิตรภาพในคนกลุ่มที่มีใจรักในการเต้นสวิง และเพลงแดนซ์เป็นสายใยเชื่อมโยงเข้าหากัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_01081.jpg" /></p>
<p><strong><br />
โน้ต-มาลียา โชติสกุลรัตน์</strong> หนึ่งในหัวเรือคนสำคัญของ Bangkok Swing บอกว่าสายใยนี้เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการเต้นสวิง “ตอนแรกทุกคนอาจจะไม่รู้จักกัน มาจากคนละพื้นที่เลย บางคนก็มาจากจังหวัดใกล้เคียงในภาคกลาง บางคนก็มาไกลจากสงขลา แถมยังมีคนต่างชาติที่สนใจการเต้นสวิงอีก สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเราสอนพื้นฐานให้พวกเขาลองเต้นเองแล้ว คนของเราก็เลือกที่จะกระจายตัวไปเต้นกับเหล่านักเต้นมือใหม่โดยไม่ต้องมีใครบอก ที่จริงเราจะเต้นอยู่แค่ในวงคนคุ้นเคยแคบๆ ก็ได้ แต่เราไปได้ไกลกว่านั้น เราสามารถทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ผ่านการเต้นสวิง ผ่านการจับคู่แล้วใส่ลีลากันไม่อั้น พอเต้นเสร็จแล้วมันว้าวมาก ทำไมคนที่ไม่รู้จักกันถึงเต้นเข้ากันได้ดีขนาดนี้ จากนั้นเราก็จะเริ่มจับกลุ่มคุย อย่างน้อยเรามีความรักในการเต้นสวิงเหมือนกันอย่างหนึ่งแหละ”</p>
<p>ซึ่งจริงอย่างที่โน้ตบอก ภายในงานเราพบผู้คนหลากหลายมากแถมแต่ละคนก็มาด้วยจุดประสงค์ต่างกัน บ้างก็มาเพื่ออยากสนุกกับการเต้นสวิงและดนตรีแจ๊ส บ้างก็อยากมาลองทำสิ่งใหม่ๆ บ้างก็อยากมาออกสเต็ปให้ลืมทุกข์ เช่น กลุ่มสาวๆ ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์อกหักมากหมาดๆ ก็ได้เสียงเพลงและการเต้นเป็นตัวช่วยเสริมให้จิตใจกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม นับเป็นอีกทางเลือกในการบำบัดจิตใจที่สนุกดีทีเดียว เมื่อเห็นว่าตัวงานได้รับความสนใจทั้งจากคนที่เต้นเป็นและไม่เป็น ชาว Bangkok Swing เองก็มีกำลังใจที่จะสานฝันถักทอความสุขของการเต้นสวิงต่อไปด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00911.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0124.jpg" /></p>
<p>นอกจากกิจกรรมที่จัดโดยกลุ่ม Bangkok Swing เองแล้ว ก็ยังมีสื่ออื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศให้ความสนใจกับการเต้นสวิงในไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็น Documentary Club ที่ได้นำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง <em>Alive and Kicking </em>มาฉายและชวนโอ๊ตและโน้ตรวมถึงชาว Bangkok Swing มาพูดคุยพร้อมเปิดฟลอร์สวิงท้ายงาน หรือเร็วๆ นี้ที่เพจ Thaiconsent ได้ทำวิดีโอน่ารักเข้าใจง่ายเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศผ่านการเต้นสวิงออกมาแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส จีน อินเดีย และมาเลเซีย ก็พร้อมใจกันเขียนถึงปรากฏการณ์การเต้นสวิงในไทยที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วย</p>
<p>เราเชื่อว่าการเติบโตก้าวเล็กๆ แต่มั่นคงนี้จะทำให้การเต้นสวิงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และยังสามารถสัมผัสเข้าถึงจิตใจของคนรักเสียงเพลงและการเต้นได้ด้วย หวังว่าการเต้นสวิงจะเป็นกิจกรรมทางเลือกใหม่ที่ได้รับทั้งความรักและความสนใจจากคนไทย มาร่วมสร้างประสบการณ์ความสนุกกันเถอะ เผื่อเราจะได้รู้จักและได้มาเต้นคู่กันในงาน Swing Dance ครั้งหน้า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทั้งโอ๊ตและโน้ตยืนยันว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้เข้าร่วมกับกลุ่ม Bangkok Swing เท่านั้น พวกเขาไม่สามารถตอบแทนนักเต้นกลุ่มอื่นๆ ในไทยได้ เพราะแต่ละกลุ่มก็มีนิยาม ความหลงใหลและแรงบันดาลใจในการเต้นสวิงต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนี้ ก็นับเป็นความงามอีกอย่างของการเต้นสวิงก็ว่าได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0311.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9900.jpg" /></p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/bangkokswingdance/">Bangkok Swing</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/">Let’s swing! ทำไมการเต้นสวิงถึงส่งความสุขผ่านร่างกายและหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/report-bangkok-swing-dance/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูโลกใบเล็กที่อัดแน่นด้วยจินตนาการของนักออกแบบชาวฮ่องกง ในนิทรรศการ BANGKOK Pocket Worlds</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-bangkok-pocket-worlds-hkdc/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-bangkok-pocket-worlds-hkdc/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Mar 2018 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ฮ่องกง]]></category>
		<category><![CDATA[Hong Kong]]></category>
		<category><![CDATA[BANGKOK Pocket Worlds]]></category>
		<category><![CDATA[LHONG 1919]]></category>
		<category><![CDATA[Hong Kong Design Centre]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-bangkok-pocket-worlds-hkdc/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราไม่ได้แค่จัดการพื้นที่ แต่เรากำลังสร้างสถานที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่จำกัด” นี่เป็นสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวเราขณะเดินชมนิทรรศการขนาดกะทัดรัด ฝีมือนักออกแบบชาวฮ่องกงในมุมห้องจัดแสดงของ LHONG 1919 ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นเมืองขนาดเล็ก ศิลปะการออกแบบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมและบริหารวิถีชีวิตในพื้นที่ใช้สอยที่มีจำกัด สิ่งนี้ถูกสะท้อนอยู่ในตัวงานออกแบบของ 10 ศิลปิน จาก 8 แบรนด์ ที่มาในรูปแบบพกพาได้ ตามคอนเซปต์ของนิทรรศการว่า BANGKOK Pocket Worlds ที่ข้างในกระเป๋าไซส์มินิของทุกคนจะบรรจุโลกแห่งศิลปะที่ผสมผสานตัวตนของพวกเขาไว้อย่างลงตัว นับเป็นการสร้างศูนย์การเรียนรู้ขนาดย่อมที่แบ่งปันเรื่องราวของตัวศิลปินและผู้รับชมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด Uncle ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานสตรีทอาร์ตและผู้ก่อตั้ง AfterWorkShop (AWS) บอกเราว่าศิลปะเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงเขากับสังคมเข้าไว้ด้วยกัน “สตรีทอาร์ตเป็นผลงานศิลปะที่เห็นได้ทั่วไปตามชุมชน และมันสะท้อนชีวิตของสังคมในพื้นที่นั้นๆ ผมมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ผมอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เมื่อเห็นสตรีทอาร์ตตามฝาผนังชุมชน ก็ได้เรียนรู้ทั้งสัญลักษณ์ ภาพวาดพุทธศาสนาตามวัด ดอกไม้ ความเชื่อและความคิดของคนไทย ผมจะเอาสิ่งนั้นมาประยุกต์กับงานของผม ล่าสุดผมไปทำงานสตรีทอาร์ตที่ลอนดอนมา เลยเลือกทำเป็นรูปลิงเพราะปีนั้นเป็นปีลิงตามปีนักษัตรจีน ผมอยากส่งต่อสิ่งที่ผมรู้หรือวัฒนธรรมของผมให้คนอื่นด้วย ใครก็ได้ที่อาศัยหรือผ่านไปมาแถวนั้น” Mui Kinoshita นักออกแบบหัวสมัยใหม่ที่เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบในฐานะเครื่องมือที่ช่วยยกระดับชีวิตของคนให้ดีขึ้น ผลงานที่เธอพกมาแสดงในครั้งนี้คือโคมไฟที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่กลับมีเครื่องกรองอากาศคอยดักจับมลพิษผสมผสานอยู่ด้วย ซึ่งช่วยลดพื้นที่ใช้สอยไปได้เยอะทีเดียว “สำหรับฉัน การออกแบบไม่ใช่แค่การทำของให้สวยงาม เรื่องนั้นเป็นเรื่องผิวเผิน หน้าที่ของการออกแบบคือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คนต่างหาก เรากำลังสร้างนวัตกรรมที่มีการออกแบบเป็นพื้นฐาน สร้างวิถีชีวิตตัวเลือกให้มนุษย์ จะบอกว่าเป็นศิลปะแห่งการแก้ปัญหาก็ได้ แต่ก่อนจะแก้ปัญหาเราต้องเข้าใจปัญหาก่อน หน้าที่ของนักออกแบบยุคนี้จึงไม่ได้อยู่แค่งานออกแบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-bangkok-pocket-worlds-hkdc/">ตามไปดูโลกใบเล็กที่อัดแน่นด้วยจินตนาการของนักออกแบบชาวฮ่องกง ในนิทรรศการ BANGKOK Pocket Worlds</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เราไม่ได้แค่จัดการพื้นที่ แต่เรากำลังสร้างสถานที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่จำกัด” นี่เป็นสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวเราขณะเดินชมนิทรรศการขนาดกะทัดรัด ฝีมือนักออกแบบชาวฮ่องกงในมุมห้องจัดแสดงของ LHONG 1919</p>
<p>ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นเมืองขนาดเล็ก ศิลปะการออกแบบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมและบริหารวิถีชีวิตในพื้นที่ใช้สอยที่มีจำกัด สิ่งนี้ถูกสะท้อนอยู่ในตัวงานออกแบบของ 10 ศิลปิน จาก 8 แบรนด์ ที่มาในรูปแบบพกพาได้ ตามคอนเซปต์ของนิทรรศการว่า <a href="https://www.hkdesigncentre.org/en/events/entry/dxhk-bangkok-pocket-worlds/" target="_blank"><strong>BANGKOK Pocket Worlds</strong></a> ที่ข้างในกระเป๋าไซส์มินิของทุกคนจะบรรจุโลกแห่งศิลปะที่ผสมผสานตัวตนของพวกเขาไว้อย่างลงตัว นับเป็นการสร้างศูนย์การเรียนรู้ขนาดย่อมที่แบ่งปันเรื่องราวของตัวศิลปินและผู้รับชมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2785.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2764.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Uncle_Monkey_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Uncle</b> ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานสตรีทอาร์ตและผู้ก่อตั้ง AfterWorkShop (AWS) บอกเราว่าศิลปะเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงเขากับสังคมเข้าไว้ด้วยกัน</p>
<p>“สตรีทอาร์ตเป็นผลงานศิลปะที่เห็นได้ทั่วไปตามชุมชน และมันสะท้อนชีวิตของสังคมในพื้นที่นั้นๆ ผมมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ผมอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เมื่อเห็นสตรีทอาร์ตตามฝาผนังชุมชน ก็ได้เรียนรู้ทั้งสัญลักษณ์ ภาพวาดพุทธศาสนาตามวัด ดอกไม้ ความเชื่อและความคิดของคนไทย ผมจะเอาสิ่งนั้นมาประยุกต์กับงานของผม ล่าสุดผมไปทำงานสตรีทอาร์ตที่ลอนดอนมา เลยเลือกทำเป็นรูปลิงเพราะปีนั้นเป็นปีลิงตามปีนักษัตรจีน ผมอยากส่งต่อสิ่งที่ผมรู้หรือวัฒนธรรมของผมให้คนอื่นด้วย ใครก็ได้ที่อาศัยหรือผ่านไปมาแถวนั้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Uncle_Monkey_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2816.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Mui_Airluna_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Mui Kinoshita</b> นักออกแบบหัวสมัยใหม่ที่เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบในฐานะเครื่องมือที่ช่วยยกระดับชีวิตของคนให้ดีขึ้น ผลงานที่เธอพกมาแสดงในครั้งนี้คือโคมไฟที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่กลับมีเครื่องกรองอากาศคอยดักจับมลพิษผสมผสานอยู่ด้วย ซึ่งช่วยลดพื้นที่ใช้สอยไปได้เยอะทีเดียว</p>
<p>“สำหรับฉัน การออกแบบไม่ใช่แค่การทำของให้สวยงาม เรื่องนั้นเป็นเรื่องผิวเผิน หน้าที่ของการออกแบบคือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คนต่างหาก เรากำลังสร้างนวัตกรรมที่มีการออกแบบเป็นพื้นฐาน สร้างวิถีชีวิตตัวเลือกให้มนุษย์ จะบอกว่าเป็นศิลปะแห่งการแก้ปัญหาก็ได้ แต่ก่อนจะแก้ปัญหาเราต้องเข้าใจปัญหาก่อน หน้าที่ของนักออกแบบยุคนี้จึงไม่ได้อยู่แค่งานออกแบบ แต่ต้องออกไปเข้าใจผู้คนด้วย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Mui_Airluna_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2777.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Xavier_way_of_the_candle_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Xavier Tsang</b> ผู้ก่อตั้ง BeCandle และนักศิลปะแห่งกลิ่นที่คิดค้นกล่องแห่งความทรงจำ (Memory Chest) ที่บรรจุอุปกรณ์ทำเทียนและน้ำมันหอมระเหยเพื่อให้ผู้ใช้สร้างกลิ่นแห่งประสบการณ์ที่อยากเก็บไว้ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต</p>
<p>“กลิ่นเป็นศิลปะที่ไม่เห็นได้ด้วยตา แต่ทิ้งความรู้สึกและปลุกจิตใต้สำนึกที่รุนแรงได้ เมื่อก่อนผมอยู่แถวชนบท บางครั้งก็ต้องเผาใบไม้เพื่อให้ความอบอุ่น วันหนึ่งผมคิดถึงช่วงเวลานั้น แต่ก็ไม่รู้จะนำมันกลับมายังไง เลยลองสร้างกลิ่นขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความทรงจำวัยเด็กขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ศิลปะชนิดอื่นให้ไม่ได้ และผมอยากให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกันนี้”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Xavier_way_of_the_candle_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2833.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kay_mobile_market_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Kay Chan</b> นักออกแบบเพื่อสังคมที่ยั่งยืนพัฒนาระบบตลาดเคลื่อนที่โดยใช้จักรยาน (Mobile Bike Market) แทนที่ตลาดแบบดั้งเดิมเพื่อลดพื้นที่ และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายโดยตรง แถมยังนำปลาเค็มซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นดั้งเดิมของฮ่องกงมาใส่บรรจุภัณฑ์ออกขาย ให้สะดวกต่อการเก็บและบริโภค และช่วยให้วัฒนธรรมการกินของคนฮ่องกงคงอยู่ต่อไป</p>
<p>“การที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้เจรจากันโดยตรงจะทำให้ผู้ขายเห็นปฏิกิริยาตอบกลับของลูกค้า และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ซื้อ สิ่งนี้นับเป็นเรื่องสำคัญของการออกแบบ นอกจากนี้สิ่งที่เราทำคือการเชื่อมโยงจุดเล็กๆ ในสังคมเข้าหากัน ทำให้เราแก้ไขปัญหายิบย่อยที่รัฐบาลเข้าไม่ถึงได้รวดเร็วและยั่งยืน เรียกได้ว่าเรากำลังออกแบบวิถีชีวิตเพื่อคนในสังคมอย่างแท้จริงและยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Kay_mobile_market_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2748.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Jim_design_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Jim Wong</b> กราฟิกดีไซเนอร์ที่นำรูปเรขาคณิตมาเชื่อมโยงเข้ากับวัฒนธรรมและตัวอักษรบอกเราว่าเขายังเชื่อมั่นในพลังของสื่อสิ่งพิมพ์อยู่</p>
<p>“จริงอยู่ที่มีคนบอกว่าสื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย แต่ผมว่ามันแค่กำลังเปลี่ยนรูปร่างมากกว่า เหมือนเทปคาสเซตต์ที่เปลี่ยนรูปเป็นซีดี ผมกำลังทำให้สื่อสิ่งพิมพ์อ่านง่ายขึ้น ด้วยการสร้างรูปภาพที่เข้าใจง่ายผ่านรูปทรงเรขาคณิตและภาพพิมพ์ตัวอักษร เมื่อผสมผสานกับวัฒนธรรมแล้วเราก็ได้งานร่วมสมัยขึ้นมา แถมสื่อสิ่งพิมพ์ที่จับต้องได้ยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ ผมเคยออกแบบหนังสือที่ปกมีเนื้อสัมผัสเป็นไม้ด้วย ผมไม่ได้ว่าดิจิทัลไม่ดีนะ แต่สิ่งพิมพ์ก็ยังมีเสน่ห์ของมันและเล่นกับจินตนาการของคนได้อยู่”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Jim_design_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2758.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Ken_interior_2.jpg"></p>
<p><strong>CM Jao</strong> และ <strong>Ken Cheung</strong> นักออกแบบภายในผู้ก่อตั้ง Oft Interiors และยังเป็นนักออกแบบโรงภาพยนตร์ที่น่าจับตามองในฮ่องกงและจีนได้พกความล้ำสมัยและแนวคิดที่เล่นกับประสบการณ์ของผู้ใช้มาอย่างเต็มเปี่ยม</p>
<p>“เราออกแบบโรงภาพยนตร์จากการมองหาจุดเริ่มต้นของมันก่อนจะดำดิ่งลงไปในห้วงจินตนาการ เช่น เราออกแบบเพดานของโรงหนังให้เป็นริ้วๆ กระดาษเหมือนตัวบท เรามองว่าตัวบทเป็นจุดกำเนิดของหนังทุกเรื่อง เมื่อคนเห็นจะได้ลองมองย้อนด้วยความชื่นชมและเห็นคุณค่าของมัน นอกจากออกแบบแล้ว เรายังหาความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมด้วย เราเปลี่ยนพื้นที่ที่สร้างโรงหนังไม่ได้ให้สร้างได้ด้วยการทำพื้นที่วงกลมให้โค้งขึ้นไปเพื่อขยายพื้นที่ เมื่อนำสถาปัตยกรรมกับการออกแบบมารวมกันเราจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้นับร้อยนับพัน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Ken_interior_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2787.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Keikko_Happy_Paradise_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Keikko Lee</b> และ <b style="background-color: initial">Rosetta Lau</b> นักออกแบบภายใน นักออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ที่นำความเป็นฮ่องกงดั้งเดิมบวกกับศิลปะสมัยใหม่มาใส่ไว้ในสถานที่ในชีวิตประจำวันของทุกคน อย่างร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆ ได้เล่าถึงหลักการออกแบบให้เราฟัง</p>
<p>“เราพยายามผสมงานคราฟต์ลงไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แสงไฟนีออนตามป้ายร้านต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดเด่นของฮ่องกงกำลังได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการมีไฟนีออนเยอะเกินไปกลายเป็นมลภาวะ ทำให้คนเริ่มแสบตา แต่เราก็ไม่ได้อยากให้มันหายไป เราเลยเอามาใส่ไว้ในงานออกแบบภายใน ซึ่งจำกัดบริเวณที่แสงจะไปถึง การเอาไปประยุกต์ใช้กับร้านอาหารหรือคาเฟ่ก็เหมือนเราใส่มันกลับเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนอีกที”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Keikko_Happy_Paradise_1.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2804.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Jack_motion_graphic_2.jpg"></p>
<p><b style="background-color: initial">Jack Lau</b> นักออกแบบภาพเคลื่อนไหวหรือโมชั่นกราฟิกผู้ก่อตั้ง Vision Desire ได้ตั้งเป้าหมายจะสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมและการศึกษาผ่านงานของเขา ซึ่งทำสำเร็จมาแล้วในการรณรงค์ให้วัยรุ่นตระหนักถึงผลร้ายของการดื่มแอลกอฮอล์และมลภาวะจากการเผาทำลาย</p>
<p>“คนสมัยนี้ไม่ค่อยมีความอดทนและไม่ชอบอ่าน ผมเลยคิดว่าการทำโมชั่นกราฟิกจะช่วยให้ผู้คนหันมาสนใจประเด็นต่างๆ ในสังคมได้มากกว่า รวดเร็วกว่า และง่ายกว่า ซึ่งผมก็ทำไม่ยาวมาก เพราะถ้ายาวมากไปคนก็จะไม่ดูอีก แต่ผมยังไม่อยากหยุดแค่ตรงนี้นะ เป้าหมายคือทำให้โมชั่นกราฟิกมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมให้ได้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นความคิดและเพิ่มทักษะการสร้างความสัมพันธ์ของคนให้มากขึ้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Jack_Lau_motion_graphic_1.jpg"></p>
<hr>
<p>จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เหล่านักออกแบบต้นกล้าจากฮ่องกงกำลังทำคือการนำศิลปะการออกแบบกลับมาหาชีวิตผู้คนมากขึ้น ไม่ใช่การทำให้ผลงานกลายเป็นสิ่งหรูหราจับต้องไม่ได้ และพวกเขากำลังก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อแนะนำความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้โลกได้รู้จัก พวกเขาจะแบกความฝันใส่ไว้ในกระเป๋าเล็กๆ ใบนั้น และเดินทางนำมันไปเผยแพร่ตามมุมต่างๆ ของโลก โดยมีประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น</p>
<p>การจัดแสดงงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ DXHK ที่ทาง Hong Kong Design Centre (HKDC) เป็นผู้จัด จุดประสงค์ของงานนี้ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอผลงานและความสามารถของนักออกแบบฮ่องกงรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเชื่อมไปถึงการร่วมมือในอนาคตกับศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ของไทยเรา โดยหวังจะทำให้พื้นที่ออกแบบงานสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และยังส่งเสริมให้คนไทยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบได้ในวงกว้างอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Designers_Group_Photo_bottom.jpg"></p>
<p><strong>website l</strong> <a href="https://www.hkdesigncentre.org">hkdesigncentre.org<br /></a><b style="background-color: initial">Facebook |</b> <a href="https://www.facebook.com/hkdesigncentre/" target="_blank">HKDC 香港設計中心</a></p>
<p><em style="background-color: initial"><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-bangkok-pocket-worlds-hkdc/">ตามไปดูโลกใบเล็กที่อัดแน่นด้วยจินตนาการของนักออกแบบชาวฮ่องกง ในนิทรรศการ BANGKOK Pocket Worlds</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-bangkok-pocket-worlds-hkdc/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดู MachUcan Party งานเลี้ยงของเหล่าคนแหวกแนวที่อาจได้ไปตามฝันไกลถึงเปรู</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-machucan-party/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-machucan-party/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Feb 2018 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[U beer]]></category>
		<category><![CDATA[MachUcan Party]]></category>
		<category><![CDATA[มาชูปิกชู]]></category>
		<category><![CDATA[เปรู]]></category>
		<category><![CDATA[Machu Picchu]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-machucan-party/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงของ U Beer คือสีเหลืองประจำแบรนด์ที่ดูสดใสและสว่างไสวไปด้วยพลังของคนหนุ่มสาว เสียงพูดคุยของเหล่าผู้เข้าร่วมที่พร้อมใจกันใส่ชุดสีเหลืองในรูปแบบของตัวเองทำให้ห้องยิ่งดูคึกคัก ทำเอาเราใจเต้นตึกตักไปด้วย พวกเขาทั้งหมดคือคนที่ผ่านเข้ารอบแรกของแคมเปญ Machu Picchu Ultimate Peru ที่จะพาพวกเขาไปผจญภัยไกลถึงมาชูปิกชู (Machu Picchu) อาณาจักรของชาวอินคาที่เคยหายสาบสูญไปของเปรู ประเทศแถบอเมริกาใต้ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและวิถีชีวิตสุด exotic ที่เราไม่เคยได้สัมผัส ความแปลกใหม่ในการเลือกจุดหมายปลายทางที่ฟังดูน่าลึกลับทำให้เราอยากทราบถึงที่มาของแคมเปญนี้ ซึ่ง บอย-ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ กุนซือของแบรนด์ U Beer ได้เล่าให้เราฟัง “U Beer เป็นแบรนด์ของคนกล้า กล้าที่จะใช้ชีวิต เป็นหนุ่มสาวที่รักความท้าทายอยู่ในตัว ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยจะไปเที่ยว ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศแถบยุโรป น้อยคนนักที่จะพูดถึงอเมริกาใต้ ซึ่งไม่แปลกเพราะเป็นทวีปที่ไกลและไปได้ยาก ยิ่งมาชูปิกชูเป็นสถานที่ลึกลับยิ่งฟังดูน่าค้นหา แถมมาชูปิกชูก็อยู่ในประเทศเปรู ซึ่งมาคล้องจองกับชื่อแบรนด์ U Beer ของเราเลย ไม่มีอะไรจะเหมาะไปมากกว่านี้แล้ว ส่วนคนที่ไป เราจะคัดเลือกจากความเป็นตัวของตัวเอง และจะเน้นคนที่เมื่อไปแล้วสามารถกลับมาเล่าให้คนอื่นฟังได้ถึงความมหัศจรรย์ของมาชูปิกชู เราเองได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตเปรูให้ได้เข้ามาชูปิกชูก่อนนักท่องเที่ยวทั่วไป และยังได้ออกเป็นกลุ่มสุดท้าย เหมือนที่นั่นเป็นของพวกเรา ประสบการณ์แบบนี้ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้&#8221; “ส่วนเรื่องการรับคนเข้ามา เราบอกเลยว่ามาทางไหนก็ได้ ขอให้มา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-machucan-party/">ตามไปดู MachUcan Party งานเลี้ยงของเหล่าคนแหวกแนวที่อาจได้ไปตามฝันไกลถึงเปรู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงของ U Beer คือสีเหลืองประจำแบรนด์ที่ดูสดใสและสว่างไสวไปด้วยพลังของคนหนุ่มสาว เสียงพูดคุยของเหล่าผู้เข้าร่วมที่พร้อมใจกันใส่ชุดสีเหลืองในรูปแบบของตัวเองทำให้ห้องยิ่งดูคึกคัก ทำเอาเราใจเต้นตึกตักไปด้วย </p>
<p>พวกเขาทั้งหมดคือคนที่ผ่านเข้ารอบแรกของแคมเปญ<strong> Machu Picchu Ultimate Peru </strong>ที่จะพาพวกเขาไปผจญภัยไกลถึงมาชูปิกชู (Machu Picchu) อาณาจักรของชาวอินคาที่เคยหายสาบสูญไปของเปรู ประเทศแถบอเมริกาใต้ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและวิถีชีวิตสุด exotic ที่เราไม่เคยได้สัมผัส</p>
</p>
<p>ความแปลกใหม่ในการเลือกจุดหมายปลายทางที่ฟังดูน่าลึกลับทำให้เราอยากทราบถึงที่มาของแคมเปญนี้ ซึ่ง <strong>บอย-ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์</strong> กุนซือของแบรนด์ U Beer ได้เล่าให้เราฟัง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8697.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8719.jpg"></p>
<p>“U Beer เป็นแบรนด์ของคนกล้า กล้าที่จะใช้ชีวิต เป็นหนุ่มสาวที่รักความท้าทายอยู่ในตัว ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยจะไปเที่ยว ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศแถบยุโรป น้อยคนนักที่จะพูดถึงอเมริกาใต้ ซึ่งไม่แปลกเพราะเป็นทวีปที่ไกลและไปได้ยาก ยิ่งมาชูปิกชูเป็นสถานที่ลึกลับยิ่งฟังดูน่าค้นหา แถมมาชูปิกชูก็อยู่ในประเทศเปรู ซึ่งมาคล้องจองกับชื่อแบรนด์ U Beer ของเราเลย ไม่มีอะไรจะเหมาะไปมากกว่านี้แล้ว ส่วนคนที่ไป เราจะคัดเลือกจากความเป็นตัวของตัวเอง และจะเน้นคนที่เมื่อไปแล้วสามารถกลับมาเล่าให้คนอื่นฟังได้ถึงความมหัศจรรย์ของมาชูปิกชู เราเองได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตเปรูให้ได้เข้ามาชูปิกชูก่อนนักท่องเที่ยวทั่วไป และยังได้ออกเป็นกลุ่มสุดท้าย เหมือนที่นั่นเป็นของพวกเรา ประสบการณ์แบบนี้ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้&#8221;</p>
<p>“ส่วนเรื่องการรับคนเข้ามา เราบอกเลยว่ามาทางไหนก็ได้ ขอให้มา อยากทำอะไรก็ได้ จะใส่เสื้อเหลืองตีลังการอบอนุสาวรีย์ฯ สิบตลบ จะบ้าแค่ไหนก็มา เราไม่อยากจำกัดความคิดของคนอยู่แล้ว ยิ่งคนสมัยนี้ไอเดียเขาไปไกลมาก แบรนด์เราสนใจเรื่องความแปลกใหม่อยู่แล้ว คนพวกนี้แหละคือตัวแทนคาแรกเตอร์ของแบรนด์เราที่แท้จริง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8820.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8814.jpg"></p>
</p>
<p>หลังจากได้พูดคุยกับผู้บุกเบิกประสบการณ์นี้แล้ว เรายังไม่พลาดที่จะพูดคุยต่อกับหนึ่งในผู้เข้ารอบที่เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับไอเดียสร้างความประทับใจบวกกับความเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้มานั่งอยู่ตรงนี้</p>
<p>“เราก็ถ่ายรูปลงไปเลย เราเป็นพวกบ้าบออยู่แล้วก็ส่งไปแบบนั้นเลย พอได้รับข้อความตอบกลับก็ดีใจมาก วันนี้แต่งตัวมาแบบจัดเต็ม เสื้อผ้าก็มีซื้อใหม่ ปรับแต่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงความเป็นตัวเราออกมาโดยที่ถ้าไม่มีงานนี้เกิดขึ้นเราคงไม่ได้มีแรงบันดาลใจจะลุกขึ้นมาทำ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8763.jpg"></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญคู่รัก โบ๊ท-ภควัต ทองเจริญ และ ฝ้าย-ปริชญา สุทธิเวทย์ เจ้าของหนังสือ <em>A Long Way Home </em>ที่บอกเล่าประสบการณ์การนั่งรถไฟกลับจากอังกฤษมาไทยเป็นเวลา 71 วัน และเจ้าของเพจท่องเที่ยวชื่อดัง <a href="https://www.facebook.com/PakaPrich/" target="_blank">PakaPrich Adventure</a> งานนี้เจ้าตัวเล่าว่ามาชูปิกชูก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝันของพวกเขา และเมื่อได้ไปแล้วก็ไม่รู้สึกผิดหวังเลย เส้นทางคดเคี้ยวสุดผจญภัยและความงดงามที่ทั้งสองได้สัมผัสยังคงอยู่ในความทรงจำของทั้งคู่ แถมยังตามมาด้วยรายละเอียดน่ารักๆ และความรู้สึกดีๆ ที่นำมาแบ่งปันให้เราและผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆ ได้รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__12214496.jpg"></p>
<p>ไฮไลต์หลักของงานอีกอย่างหนึ่งคือผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้มีโอกาสลิ้มลอง Pisco เครื่องดื่มขึ้นชื่อของประเทศเปรูที่โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อนำไปผสมเคล้ากับมะนาวแล้วจะออกมาเป็น Pisco Sour รสเปรี้ยวหอมมะนาวสูตรต้นตำหรับที่คงติดลิ้นเราไปอีกนาน</p>
<p>ถึงงานในวันนี้จะกินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ความรู้และสิ่งที่เราได้นั้นมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นจากผู้เข้าร่วมแคมเปญไฟแรงที่ชื่นชอบความท้าทาย แขกรับเชิญสุดน่ารัก และ U Beer ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์การตั้งแคมเปญตั้งแต่ขั้นตอนรับสมัครจนถึงสถานที่ปลายทาง สมกับคำขวัญของแคมเปญที่กล่าวว่า “อย่าไป! ถ้าใจไม่พอ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8802.jpg"></p>
<p><a href="http://www.machucan.com/" target="_blank">machucan.com</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>สัญญา ธาดาธนวงษ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-machucan-party/">ตามไปดู MachUcan Party งานเลี้ยงของเหล่าคนแหวกแนวที่อาจได้ไปตามฝันไกลถึงเปรู</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-machucan-party/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Wonder : ภาพยนตร์มหัศจรรย์ของคนธรรมดาทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-wonder/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-wonder/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Dec 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[wonder]]></category>
		<category><![CDATA[Stephen Chbosky]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว Wonder]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-wonder/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Stephen Chbosky Region: USA Genre: Drama / Family / Coming of Age ‘มหัศจรรย์’ และ ‘ประหลาด’ ทั้งสองคำเป็นคำที่ใช้อธิบายสัตว์ สิ่งของ และคนที่ไม่ธรรมดา แต่เห็นความต่างในความเหมือนนั่นไหม? เราไม่เคยใช้คำว่าประหลาดกับคนที่เราชื่นชมและหวงแหน หรือคนที่เรามองว่า ‘มหัศจรรย์’ แต่เราจะคอยหยิบยื่นคำว่า ‘ประหลาด’ ให้กับคนที่เราไม่ยอมรับในความต่างของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดหรือตัวประหลาดก็ล้วนเป็นคำที่ถูกใช้เพื่อสะท้อนถึง ‘สัตว์ประหลาด’ ในตัวเราเองทั้งนั้น Stephen Chbosky ผู้กำกับที่เคยพาเราเข้านั่งอยู่ในหัวใจของคนซอกหลืบสังคม จากภาพยนตร์เรื่อง The Perks of Being a Wallflower ที่ตรึงใจผู้ชมได้หลายล้านคนทั่วโลก เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสอนบทเรียนใหม่ให้เรา นั่นก็คือผลจากการที่เราแบ่งแยกคน ‘ประหลาด’ ออกจากคนมหัศจรรย์ในภาพยนตร์เรื่อง Wonder ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อเดียวกันของ R.J. Palacio ออกัสต์ พูลล์แมน (แสดงโดย เจค็อบ เทรมเบลย์) เป็นเด็กชาย ป. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-wonder/">Wonder : ภาพยนตร์มหัศจรรย์ของคนธรรมดาทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Director:</strong> Stephen Chbosky<br />
	<strong></strong><strong>Region:</strong> USA<br />
	<strong></strong><strong>Genre:</strong> Drama / Family / Coming of Age</p>
<p>
	‘มหัศจรรย์’ และ ‘ประหลาด’ ทั้งสองคำเป็นคำที่ใช้อธิบายสัตว์ สิ่งของ และคนที่ไม่ธรรมดา แต่เห็นความต่างในความเหมือนนั่นไหม? เราไม่เคยใช้คำว่าประหลาดกับคนที่เราชื่นชมและหวงแหน หรือคนที่เรามองว่า ‘มหัศจรรย์’ แต่เราจะคอยหยิบยื่นคำว่า ‘ประหลาด’ ให้กับคนที่เราไม่ยอมรับในความต่างของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดหรือตัวประหลาดก็ล้วนเป็นคำที่ถูกใช้เพื่อสะท้อนถึง ‘สัตว์ประหลาด’ ในตัวเราเองทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/W_D07_01088_lola_v001_R_resize.jpg"></p>
<p>
	Stephen Chbosky ผู้กำกับที่เคยพาเราเข้านั่งอยู่ในหัวใจของคนซอกหลืบสังคม จากภาพยนตร์เรื่อง <em>The Perks of Being a Wallflower</em> ที่ตรึงใจผู้ชมได้หลายล้านคนทั่วโลก เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสอนบทเรียนใหม่ให้เรา นั่นก็คือผลจากการที่เราแบ่งแยกคน ‘ประหลาด’ ออกจากคนมหัศจรรย์ในภาพยนตร์เรื่อง <em>Wonder</em> ที่ดัดแปลงมาจาก<a href="http://www.adaymagazine.com/recommends/book-wonder" target="_blank">วรรณกรรมเยาวชน</a>ชื่อเดียวกันของ R.J. Palacio</p>
<p>
	ออกัสต์ พูลล์แมน (แสดงโดย เจค็อบ เทรมเบลย์) เป็นเด็กชาย ป. 5 ที่มีแขน ขา และหัวใจ ที่ฝันอยากเป็นนักอวกาศออกไปสำรวจรอบโลก แต่เขากลับต้องติดอยู่ในบ้านเพื่อเรียนโฮมสคูลเพราะใบหน้าของเขาแตกต่างจากคนอื่น ใช่แล้ว เขาเป็นตัวประหลาด (Freak) และเขารู้ตัวดี ทุกสายตาที่เหลือบมองมาและเบือนหนีไปในเสี้ยววินาที คำถามเกี่ยวกับหน้าตาที่เหมือนสร้างมาเพื่อให้เขารู้สึกแปลกแยก เด็กๆ ที่ร้องไห้เมื่อเห็นเขา หรือกระทั่งพ่อแม่ที่ปฏิบัติกับเขาอย่างพิเศษต่างกับเด็กคนอื่นๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าคนที่มองเขาว่าเป็นปกติมีเพียงแค่เดซี่ หมาของเขาเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/W_D36_06626_lola_v001_C_resize_resize.jpg"></p>
<p>
	เรื่องราวเริ่มยากลำบากขึ้นเมื่อเขาต้องเข้าโรงเรียนครั้งแรก แน่นอนว่าทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ไม่ใช่สายตาแห่งความชื่นชม แต่เป็นสายตาแห่งความรู้สึกที่ต่างกันไป จนกระทั่งเขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นตัวประหลาด ร่างสุดยอดไปในที่สุด</p>
<p>
	สิ่งที่น่าสนใจของ <em>Wonder</em> ในฉบับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการฉายให้เห็นมุมมองของตัวละครแต่ละตัว บางคนอาจมีปมแผลในใจและต้องการปกป้องตัวเองด้วยการปฏิบัติกับออกัสต์อย่าง ‘ตัวประหลาด’ บางคนทั้งรักและท้อกับสิ่งที่ออกัสต์เป็นในเวลาเดียวกัน  บางคนต้องเสียสละเพื่อให้ออกัสต์มีความสุขจนต้องเขวี้ยงความสุขของตัวเองทิ้ง ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดจะเกิดในเวลาเดียวกัน แต่ผู้กำกับสตีเฟ่นก็กำลังสอนให้เรารู้ว่า อย่าได้ตัดสินคนอื่นเหมือนที่ตัวละครหลายตัวในเรื่องทำ และอย่าได้ด่วนสรุปจนกว่าจะรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมด เรื่องเล่าเดียวกันจากต่างมุมมอง อาจกลายเป็นคนละเรื่องไปเลยก็ได้ คนยิ้มอาจต้องแอบร้องไห้ คนเศร้าอาจต้องแอบหัวเราะ เด็กอาจต้องแกล้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่เพื่อแบกรับความรู้สึกคนอื่นไว้บนบ่าตัวเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/W_D12_01977_R_resize.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/W_D41_07349_resize.jpg"></p>
<p>
	ความน่ารักอีกอย่างคือการที่สตีเฟ่นเล่นกับความคิดและความฝันของออกัสต์ได้อย่างลงตัว ภาพเด็กชายใส่ชุดอวกาศจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของแต่ละช่วงหนัง เราจะได้เห็นนักบินอวกาศวิ่งกระโดดโลดเต้นเมื่อมีความสุข คอตกเมื่อเศร้า และยังมีตัวละครจาก <em>Star Wars</em> หนังโปรดตลอดกาลของออกัสต์มาร่วมแจมด้วย จะเป็นตัวอะไรบ้างนั้นลองไปลุ้นกันเองในโรงภาพยนตร์นะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/W_D13_02210_R_resize.jpg"></p>
<p>
	สิ่งสำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ คนมหัศจรรย์มักมีความประหลาดซ่อนอยู่ และคนประหลาดมักมีความมหัศจรรย์ซ่อนอยู่เสมอ ด้วยความทับซ้อนกันนี้ การที่เราตัดสินว่าคนๆ นี้ ‘มหัศจรรย์’ หรือ ‘ประหลาด’ ไปแล้ว ก็เหมือนเรากำลังปิดตาตัวเองข้างหนึ่ง มองไม่ชัดและไปได้ไม่ไกล เพราะเราเลือกที่จะทิ้งมุมมองอีกมุมหนึ่งไว้ข้างหลัง แล้วเดินหน้าต่อไปกับคำตัดสินนั้นจนเราอาจพลาดความอัศจรรย์ธรรมดาในชีวิตของใครหลายคน หลงลืมหลายๆ เรื่องที่เราเรียนรู้ได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  พลาดการทำความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ พลาดที่จะเห็นความ ‘มหัศจรรย์’ หรือบางครั้งเราเรียกว่า ‘ประหลาด’ ที่คอยส่องแสงประกายในทุกที่ที่คนเหล่านี้ไปถึง</p>
<p style="text-align: center">
	<em>“You can’t blend in, when you were born to stand out”</em></p>
<p style="text-align: center">
	<em>เธอทำตัวกลมกลืนกับคนอื่นไม่ได้หรอก เพราะเธอเกิดมาเพื่อโดดเด่น</em></p>
<p>
	ด้วยรักถึง ออกัสต์ พูลล์แมน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-wonder/">Wonder : ภาพยนตร์มหัศจรรย์ของคนธรรมดาทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-wonder/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WONDER : สัมผัสความงดงามของมนุษย์ผ่านตัวหนังสือและชีวิตไม่ธรรมดาของเด็กชายออกัสต์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-wonder/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-wonder/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Dec 2017 09:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[wonder]]></category>
		<category><![CDATA[ออกัสต์ พูลแมนส์]]></category>
		<category><![CDATA[R.J. Palacio]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-wonder/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชื่อหนังสือ: Wonderผู้เขียน: R.J. Palacioสำนักพิมพ์: Knopt Doubleday เมื่อเห็นคำว่า Wonder หรือ ‘ความมหัศจรรย์’ เรามักนึกถึงเรื่องราวสุดประทับใจที่แสนหอมหวานเหมือนในนิทาน แต่บนหน้าปกหนังสือของ R.J. Palacio เล่มนี้กลับมีเพียงใบหน้าเด็กชายคนหนึ่งพร้อมตัวหนังสือบิดเบี้ยว ประกอบกับพื้นหลังสีฟ้าเรียบๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น เมื่อเห็นแบบนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า นิยามคำว่า Wonder ของ R.J. Palacio คืออะไรกันแน่ จนเมื่อมีโอกาสพลิกกระดาษแต่ละหน้าและใช้สายตาไล่เรียงอ่านทุกตัวอักษร เราจึงได้เข้าใจความมหัศจรรย์ในรูปแบบที่ต่างออกไป ออกัสต์ พูลล์แมน พระเอกของเราเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่มีความปกติทางพันธุกรรมบนใบหน้า ไม่ได้มีปราสาท หรือข้าวของเครื่องใช้คอยคุยเป็นเพื่อน และที่สำคัญ เขากลายร่างเป็นเจ้าชายรูปงามด้วยมนตร์วิเศษเหมือนการ์ตูน Beauty and the Beast ไม่ได้ ‘You don’t have to be mean to be mean.’ ‘คุณไม่ต้องเป็นคนใจร้ายเพื่อที่จะทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นหรอก’ คำพูดนี้ของเด็กชายออกัสต์มักลอดผ่านเข้ามาในความคิดเรายามค่ำคืน ช่วงเวลาที่เรามักได้ทบทวนเรื่องราวในชีวิตราวกับกรอหนังดู ช่วงเวลาที่บางคนได้รอยยิ้มเล็กๆ มาประดับไว้ข้างริมฝีปาก และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ใครอีกหลายคนแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับแก้วที่ตกแตกและโดนเหยียบย่ำจนกลายเป็นฝุ่นผง เมื่อนึกถึงเด็กชายออกัสต์ที่มีความผิดปกติบนใบหน้าจนต้องได้รับการศัลยกรรมเป็นสิบครั้งในวัยเด็กที่มีเพื่อนจริงๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-wonder/">WONDER : สัมผัสความงดงามของมนุษย์ผ่านตัวหนังสือและชีวิตไม่ธรรมดาของเด็กชายออกัสต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>ชื่อหนังสือ:</strong> Wonder<br /><strong></strong><strong>ผู้เขียน:</strong>  R.J. Palacio<br /><strong>สำนักพิมพ์:</strong> Knopt Doubleday</p>
<p>เมื่อเห็นคำว่า  Wonder หรือ ‘ความมหัศจรรย์’ เรามักนึกถึงเรื่องราวสุดประทับใจที่แสนหอมหวานเหมือนในนิทาน แต่บนหน้าปกหนังสือของ  R.J. Palacio เล่มนี้กลับมีเพียงใบหน้าเด็กชายคนหนึ่งพร้อมตัวหนังสือบิดเบี้ยว ประกอบกับพื้นหลังสีฟ้าเรียบๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น เมื่อเห็นแบบนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า นิยามคำว่า Wonder ของ R.J. Palacio คืออะไรกันแน่ จนเมื่อมีโอกาสพลิกกระดาษแต่ละหน้าและใช้สายตาไล่เรียงอ่านทุกตัวอักษร เราจึงได้เข้าใจความมหัศจรรย์ในรูปแบบที่ต่างออกไป</p>
<p style="text-align: center">
<p>ออกัสต์ พูลล์แมน พระเอกของเราเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่มีความปกติทางพันธุกรรมบนใบหน้า ไม่ได้มีปราสาท หรือข้าวของเครื่องใช้คอยคุยเป็นเพื่อน และที่สำคัญ เขากลายร่างเป็นเจ้าชายรูปงามด้วยมนตร์วิเศษเหมือนการ์ตูน <em>Beauty and the Beast</em> ไม่ได้</p>
<blockquote>
<p>‘You don’t have to be mean to be mean.’</p>
<p>‘คุณไม่ต้องเป็นคนใจร้ายเพื่อที่จะทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นหรอก’</p>
</blockquote>
<p>คำพูดนี้ของเด็กชายออกัสต์มักลอดผ่านเข้ามาในความคิดเรายามค่ำคืน ช่วงเวลาที่เรามักได้ทบทวนเรื่องราวในชีวิตราวกับกรอหนังดู ช่วงเวลาที่บางคนได้รอยยิ้มเล็กๆ มาประดับไว้ข้างริมฝีปาก และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ใครอีกหลายคนแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับแก้วที่ตกแตกและโดนเหยียบย่ำจนกลายเป็นฝุ่นผง</p>
<p>เมื่อนึกถึงเด็กชายออกัสต์ที่มีความผิดปกติบนใบหน้าจนต้องได้รับการศัลยกรรมเป็นสิบครั้งในวัยเด็กที่มีเพื่อนจริงๆ อยู่ไม่ถึงห้าคนแล้ว เราก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาต้องเป็นหนึ่งในแก้วเหล่านั้นแน่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Book-Mockup_wonder2.jpg"></p>
<p>สิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของเขาไม่ได้มาจากคนใจร้ายเท่านั้น แต่ยังมาจากความไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่กรีดร้องใส่เขาราวกับเจอสัตว์ประหลาด ความคึกคะนองของเด็กประถมวัยเดียวกันที่อยากเล่นสนุกจนสร้างเกมซึ่งมีกฎว่าใครสัมผัสตัวออกัสต์แล้วต้องไปล้างมือในสิบวินาที การปกป้องที่เกินพอดีของพ่อแม่จนทำให้เขารู้สึกราวกับไร้แขนขา ไปจนถึงสายตาแสดงความสงสารและการเหลือบมองจากคน ‘ปกติ’ อย่างเรา เครื่องมือเหล่านี้สร้างความรู้สึกแบ่งแยกและหยิบยื่นความน้อยเนื้อต่ำใจให้เด็กชายออกัสเป็นอย่างมาก</p>
<p>นั่นแหล่ะ เราไม่ได้อยากทำให้เขาเจ็บใช่ไหม? ก็คงเหมือนหลายครั้งในชีวิตที่เราเผลอทำร้ายคนรอบข้างครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ตามมาก็คือบาดแผลที่มองไม่เห็นและการเยียวยาที่ไม่เคยได้รับ หลายคนบอกว่าการเป็นผู้ใหญ่ทำให้เราเห็นใจเพื่อนมนุษย์และรู้จักคิดก่อนพูด แต่การที่เรายังทำร้ายกันและกันนับครั้งไม่ถ้วนแสดงว่าในส่วนหนึ่งของเราคงยังเป็นเด็กอยู่เสมอ ยังมี ‘ความไม่รู้’ และ ‘ความบริสุทธิ์’ ราวกับเด็กน้อยที่พูดจาโผงผางตามใจ โดยไม่เคยรู้และอาจไม่มีวันได้รู้ว่าสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นกำลังทิ่มแทงใครอยู่</p>
<p>การที่หนังสือเล่มนี้เลือกใช้คำพูดแบบเด็กๆ และมุมมองแบบเด็กๆ ใช้ไวยากรณ์ถูกบ้างผิดบ้าง ก็เพื่อให้เราได้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ไม่มีการประดิษฐ์คำพูดหรือเก็บกักความรู้สึกนึกคิด เป็นเพียงผ้าขาวที่เมื่อแต่งแต้มลวดลายอะไรก็เห็นได้ชัดเจน </p>
<p>“หน้าเธอโดนไฟไหม้เหรอถึงเป็นแบบนี้” เด็กเหล่านี้อาจถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่นึกถึงใจออกัสต์ดูสิ เห็นไหมว่า <em>You don’t have to be mean to be mean.</em></p>
<p>สิ่งที่สร้างความมหัศจรรย์ให้หนังสือเล่มนี้อีกอย่างคือการเล่าเรื่องเดียวกันจากหลายมุมมอง เช่นในขณะที่พ่อแม่ดูแลออกัสต์อย่างไข่ในหิน โอลิเวีย พี่สาวของออกัส ก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แทบไม่เคยได้รับความห่วงใยในแบบที่น้องได้รับแม้แต่น้อย หรือแจ็ค เพื่อนของออกัสต์ ที่เล่าถึงความยากลำบากในการคบกับเขา ทั้งต้องถูกแบ่งแยกและล้อเลียนไปพร้อมกับออกัสต์ ทำให้ตระหนักได้ว่า แม้เราจะเห็นใจออกัสต์ เราก็ต้องไม่ละเลยความรู้สึกของคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผิดปกติของเขาด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Book-Mockup_wonder1.jpg"></p>
<p>R.J. Palacio กล่าวว่าเธอดีใจที่หนังสือเล่มนี้กลายเป็นตัวจุดประกายให้เยาวชนหันมาสนใจการอ่านและประเด็นผู้พิการ แรงบันดาลใจของเธอมาจากความรู้สึกผิดที่เธอเคยพาลูกเดินหนีเด็กสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าพิการ และยังอยากให้ทุกคนตระหนักถึงสิ่งเดียวกันนี้ในฐานะมนุษย์ เธอกล่าวอีกว่า เธอจะไม่แต่งภาคต่อของ Wonder อย่างแน่นอน เพราะเธอมีความสุขที่ได้เห็นเด็กๆ พยายามเขียนตอนจบของเรื่องในแบบของตัวเอง บางคนก็จินตนาการไปถึงมุมมองของเดซี่ หมาของออกัสต์ที่มีต่อออกัสต์เลยทีเดียว</p>
<p>สิ่งนี้เองคือความงดงามของมนุษย์ และความมหัศจรรย์สมชื่อหนังสือ <em>Wonder</em> เราอาจไม่มีทางเลิกทำร้ายกันโดยไม่รู้ตัวได้อย่างสมบูรณ์หรอก แต่การที่เราเริ่มหันมาสนใจกันและกันให้มากขึ้น คงช่วยให้บาดแผลเหล่านั้นลดน้อยลงและได้รับการเยียวยาบ้าง</p>
<p>เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ก็อดนึกไปถึงคำพูดของครูสอนวิชาภาษาอังกฤษของออกัสต์ไม่ได้ว่า “When given the choice between being right or being kind, choose kind.” เมื่อเธอต้องเลือกระหว่างความถูกต้องและความใจดี ให้เลือกความใจดี เธอไม่ผิดหรอกที่จะถามออกัสต์ว่า “หน้าเธอโดนไฟไหม้เหรอถึงเป็นแบบนี้” แต่เธอเลือกที่จะส่งยิ้มให้เขาโดยไม่พูดอะไรได้ </p>
<p>เธอเลือกที่จะเป็นคนใจดีได้เสมอ  </p>
<p><strong>ความยากง่ายในการอ่าน :</strong> เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับสื่อสารได้ ตัวหนังสือถูกบอกเล่าในมุมมองแบบเด็กๆ เข้าใจง่าย ภาษาอังกฤษของเรื่องนี้เป็นธรรมชาติมาก เหมือนไม่ผ่านการประดิดประดอยมาก่อนเลย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-wonder/">WONDER : สัมผัสความงดงามของมนุษย์ผ่านตัวหนังสือและชีวิตไม่ธรรมดาของเด็กชายออกัสต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-wonder/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ช่างสัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/job-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/job-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Aug 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[job anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างมิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[อานนทร์ พีรนันทปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[MIMPTATTOO]]></category>
		<category><![CDATA[รอยสัก]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสัก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/job-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า Art is everywhere หรือศิลปะอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตึกรามบ้านช่องที่เราเห็นจนชินตาก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะทั้งสิ้น แต่จะมีศิลปะรูปแบบไหนที่จะติดตัวเราไปได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือน &#8216;รอยสัก&#8217; บ้าง? ถึงรอยสักจะเคยเป็นสิ่งที่ใช้ลงโทษและแบ่งชนชั้นในสังคม แต่เมื่อได้ผ่านการขัดเกลาและพัฒนามานานหลายปี การสักก็กลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งที่วิจิตรและสะท้อนให้เห็นตัวตนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับงานสักอย่างใกล้ชิดผ่านการทำงานของ ช่างมิ้ม-อานนทร์ พีรนันทปัญญา ช่างสักไทยชื่อดังจากร้าน MIMPTATTOO ที่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานรอยสักใน Musée du quai Branly ที่ประเทศฝรั่งเศส 1. เข็มแรกของช่างสัก เพราะรอยสักเป็นสิ่งที่แก้ได้ยากและติดตัวเราตลอดไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ช่างสักมือใหม่หลายคนจึงมักเริ่มลองสักกับวัสดุอื่นที่มีสัมผัสใกล้เคียงกับผิวหนังคนก่อน เช่น รองเท้าฟองน้ำ หนังหมู หรือหนังเทียม เมื่อฝึกปรือจนมั่นใจว่าสักลงบนผิวหนังจริงได้แล้ว ก็ควรเริ่มสักจากลายที่ไม่ซับซ้อนและง่ายต่อการแก้ไขก่อน เช่น รอยสักแบบ Tribal (ชนเผ่า)ที่มีรูปแบบชัดเจน หรือรอยสักแบบ Minimal และรอยสักแบบจุดที่มีรายละเอียดไม่มาก หากชำนาญแล้วจะลองสักรูปแบบอื่นๆ ตามความสนใจ เช่น Realistic (รอยสักรูปเสมือนจริง) Japanese (รอยสักแบบญี่ปุ่น) หรือรอยสักลายโอลด์สคูลก็ยังไม่สาย 2. เข็มแห่งตัวตน เมื่อได้ลองสักหลายๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-7/">ช่างสัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า Art is everywhere หรือศิลปะอยู่ในทุกที่<br />
ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตึกรามบ้านช่องที่เราเห็นจนชินตาก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะทั้งสิ้น<br />
แต่จะมีศิลปะรูปแบบไหนที่จะติดตัวเราไปได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือน &#8216;รอยสัก&#8217; บ้าง?</p>
<p>  ถึงรอยสักจะเคยเป็นสิ่งที่ใช้ลงโทษและแบ่งชนชั้นในสังคม<br />
แต่เมื่อได้ผ่านการขัดเกลาและพัฒนามานานหลายปี<br />
การสักก็กลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งที่วิจิตรและสะท้อนให้เห็นตัวตนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี<br />
เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับงานสักอย่างใกล้ชิดผ่านการทำงานของ <strong>ช่างมิ้ม-อานนทร์ พีรนันทปัญญา</strong> ช่างสักไทยชื่อดังจากร้าน<br />
MIMPTATTOO ที่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานรอยสักใน Musée du quai Branly ที่ประเทศฝรั่งเศส</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_90491.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>1. เข็มแรกของช่างสัก</strong></p>
<p><strong></strong>เพราะรอยสักเป็นสิ่งที่แก้ได้ยากและติดตัวเราตลอดไป<br />
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ช่างสักมือใหม่หลายคนจึงมักเริ่มลองสักกับวัสดุอื่นที่มีสัมผัสใกล้เคียงกับผิวหนังคนก่อน<br />
เช่น รองเท้าฟองน้ำ หนังหมู หรือหนังเทียม เมื่อฝึกปรือจนมั่นใจว่าสักลงบนผิวหนังจริงได้แล้ว<br />
ก็ควรเริ่มสักจากลายที่ไม่ซับซ้อนและง่ายต่อการแก้ไขก่อน เช่น รอยสักแบบ Tribal (ชนเผ่า)ที่มีรูปแบบชัดเจน หรือรอยสักแบบ Minimal และรอยสักแบบจุดที่มีรายละเอียดไม่มาก<br />
หากชำนาญแล้วจะลองสักรูปแบบอื่นๆ ตามความสนใจ เช่น Realistic (รอยสักรูปเสมือนจริง) Japanese (รอยสักแบบญี่ปุ่น)<br />
หรือรอยสักลายโอลด์สคูลก็ยังไม่สาย</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>2. เข็มแห่งตัวตน</strong></p>
<p><strong></strong>เมื่อได้ลองสักหลายๆ รูปแบบแล้ว ช่างสักจะเริ่มค้นพบรอยสักที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง<br />
อาจจะผสมรอยสักหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน หรือสร้างสรรค์รอยสักจากจินตนาการก็ได้<br />
อย่างช่างมิ้มจะถนัดรอยสักแบบญี่ปุ่นที่สอดแทรกความเป็นไทยลงไปด้วย</p>
<p style="text-align: center">ลายสักที่เป็นเอกลักษณ์ของช่างสักก็เหมือนลายมือที่ใช่จะเลียนแบบกันได้ง่ายๆ<br />
ถึงจะลงเข็มตามได้ทุกเส้นทุกรอย แต่ความหนักเบา ความรุนแรง<br />
ความอ่อนของงาน ย่อมต่างกันอยู่ดี<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9560.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_90993.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9045.jpg"></p>
<p><strong>3. เข็มที่ขยับตามหัวใจ</strong></p>
<p><strong></strong>ลวดลายสวยๆ จากปลายเข็มที่เราเห็น เกิดจากฝีมือและความรู้สึกของช่างสักซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้รอยสักโลดโผนและสื่อถึงอารมณ์ได้<br />
เมื่อสักลายอะไรก็ตาม ช่างสักมักจะต้องอินและหมกมุ่นไปกับรอยสักนั้นๆ ด้วย บางครั้งความรู้สึกเหล่านี้ก็ยากที่จะสลัดทิ้ง<br />
เหมือนนักแสดงที่เข้าถึงบทบาทจนถอนตัวไม่ขึ้นแม้การถ่ายทำจะจบลง</p>
<p>ครั้งหนึ่ง ช่างมิ้มเคยปฏิเสธรับงานสักรูปพระที่เผาตัวตายเพื่อเรียกร้องสิทธิในเวียดนาม<br />
เขาเข้าใจดีว่าภาพนี้เป็นการเรียกร้องไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่เขาอาจรู้สึกหดหู่ได้หากต้องเข้าถึงรอยสักนี้<br />
การปฏิเสธงานของช่างสักไม่ได้หมายถึงความหยิ่งผยอง แต่ช่างสักก็เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ทำตามหัวใจเท่านั้น</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>4. เข็มสะอาดเพื่อเพื่อนมนุษย์</strong></p>
<p><strong></strong>แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นช่างสักคือการรักษาสุขลักษณะ<br />
เมื่อเจอเลือด เข็ม แผลสดต่างๆ ที่ทำให้ติดเชื้อได้ก็ต้องระมัดระวังให้ดี<br />
ขณะใส่ถุงมือเปื้อนเลือดก็ไม่ควรไปจับสิ่งของอื่นและต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้สักให้ดีทุกครั้ง<br />
ต่อให้ช่างสักจะฝีมือฉมังขนาดไหน แต่ถ้าทำให้เพื่อนมนุษย์ต้องติดโรค<br />
ก็ไม่มีทางเป็นช่างสักที่ดีได้เลย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9057.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9198.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>5. เข็มที่เชื่อมความผูกพัน</strong></p>
<p><strong></strong>ความสัมพันธ์ของช่างสักกับลูกค้าก็เหมือนช่างทำผมกับสาวๆ<br />
ที่มาทำผม คือค่อนข้างใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กันเกือบตลอดเวลา ทำให้ช่างสักต้องเริ่มฝึกสร้างบทสนทนาเพื่อบรรยากาศที่ผ่อนคลาย<br />
ทั้งช่างสักและลูกค้าเลยได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นความชอบในรอยสัก<br />
รสนิยม หรือประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อมีลูกค้าใหม่เข้ามา<br />
ช่างสักก็จะถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ที่ได้ยินมาให้ฟังอีกที<br />
เหมือนเป็นการสร้างสังคมเล็กๆ ขึ้นในร้านสักก็ว่าได้</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>6. เข็มที่ผูกมัดหน้าที่ของช่างสัก</strong></p>
<p><strong></strong>หลายคนเข้าใจว่าช่างสักเป็นอาชีพที่มีอิสระในการเลือกรับงานและจะเข้างานกี่โมงก็ได้<br />
แต่ความจริงแล้ว ช่างสักก็มีหน้าที่ต้องไปทำงานทุกวันตามเวลาเหมือนอาชีพอื่นๆ แถมยังเป็นงานที่ต้องนั่งอยู่ในท่าเดิมๆ<br />
ถ้านั่งไม่ถูกวิธีย่อมมีปัญหากับร่างกายแน่นอน หรือบางทียังต้องกลับไปคิดรอยสักของลูกค้าต่อที่บ้านหรือเอางานสักไปฝึกไปวาดต่อ<br />
เรียกได้ว่าถ้าไม่รักงานสักจริง คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหนื่อยแน่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9114.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>7. เข็มหลากหลายที่สร้างสรรค์ลวดลายอย่างแตกต่าง</strong></p>
<p><strong></strong>งานสักถือเป็นศิลปะเฉพาะกลุ่ม<br />
แต่ละกลุ่มก็มีความชื่นชอบแตกต่างกันไป การจะวางกรอบจำกัดหรือกำหนดทิศทางให้วงการช่างสักจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก<br />
ช่างสักแต่ละคนมีสิทธิที่จะแสดงตัวตน ความคิด ฝีไม้ลายสักลงบนผิวหนังในแบบตัวเอง ถึงผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะต่างกัน<br />
แต่สิ่งที่ช่างสักมีร่วมกันก็คือการสร้างสรรค์ศิลปะที่ติดตัวผู้คนไปทุกที่ให้มีความหมายที่สุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9028.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-7/">ช่างสัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/job-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักทำน้ำหอม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/job-6/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/job-6/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Jul 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[job anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[นักทำน้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[Perfumer]]></category>
		<category><![CDATA[เคนจิ-ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน]]></category>
		<category><![CDATA[Artisan Valley]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำหอม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/job-6/</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้ำหอมเป็นศิลปะที่แสดงเอกลักษณ์ของใครหลายคนได้ บางคนอาจเดินมาพร้อมกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ ขณะที่อีกคนกลับพกกลิ่นสดชื่นจากท้องทะเลมาด้วย แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่ากว่าจะได้น้ำหอมมาแต่ละกลิ่นเพื่อบรรจุลงขวดสวยงามหรูหรา บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังอย่างนักทำน้ำหอมต้องผ่านอะไรมาบ้าง เรามีโอกาสได้นั่งคุยกับ เคนจิ-ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน เจ้าของแบรนด์น้ำหอมของไทยอย่าง Artisan Valley เพื่อทำความรู้จักกับอาชีพนักทำน้ำหอมให้ดียิ่งขึ้น 1. อาชีพที่ต้องแลกมาด้วยความอุตสาหะที่ประเทศฝรั่งเศส กว่าจะเป็น Perfumer ได้ ต้องเรียนเพื่อสอบเป็น Junior Perfumer ก่อน แล้วทำงาน 8 ปี จึงสอบเลื่อนขั้นไปเป็น Senior Perfumer จากนั้นก็ทำงานอีก 8 ปี กว่าจะสอบเลื่อนขั้นไปเป็น Perfumer มืออาชีพ (Professional Perfumer) โดยมีสถาบันศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่าง Givaudan, International Flavors &#38; Fragrances และ ISIPCA เป็นผู้รับรอง ส่วนคนที่เรียนทำน้ำหอมเองจากความหลงใหลจะไม่เรียกตัวเองว่าเป็น Perfumer เพราะถือเป็นการให้เกียรติคนที่เรียนด้านนี้มาโดยตรง ส่วนที่ไทยยังไม่มีสาขาวิชาไหนสอนเรื่อง Perfumer โดยเฉพาะ 2. ศิลปะจากการใช้ชีวิตการปรุงน้ำหอมคือการบอกเล่าเรื่องราว น้ำหอมที่ดีจะทำให้คนที่ดมรู้สึกหรือเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่หอมหรือไม่หอม หากเราไม่เคยออกไปใช้ชีวิต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-6/">นักทำน้ำหอม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น้ำหอมเป็นศิลปะที่แสดงเอกลักษณ์ของใครหลายคนได้<br />
บางคนอาจเดินมาพร้อมกลิ่นหอมหวานของดอกไม้<br />
ขณะที่อีกคนกลับพกกลิ่นสดชื่นจากท้องทะเลมาด้วย แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่ากว่าจะได้น้ำหอมมาแต่ละกลิ่นเพื่อบรรจุลงขวดสวยงามหรูหรา<br />
บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังอย่างนักทำน้ำหอมต้องผ่านอะไรมาบ้าง เรามีโอกาสได้นั่งคุยกับ<strong style="background-color: initial"><br />
เคนจิ</strong><strong style="background-color: initial">-ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน</strong> เจ้าของแบรนด์น้ำหอมของไทยอย่าง Artisan Valley เพื่อทำความรู้จักกับอาชีพนักทำน้ำหอมให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>1. อาชีพที่ต้องแลกมาด้วยความอุตสาหะ<br /></strong>ที่ประเทศฝรั่งเศส กว่าจะเป็น Perfumer ได้ ต้องเรียนเพื่อสอบเป็น Junior Perfumer ก่อน แล้วทำงาน 8 ปี จึงสอบเลื่อนขั้นไปเป็น Senior Perfumer จากนั้นก็ทำงานอีก 8 ปี กว่าจะสอบเลื่อนขั้นไปเป็น<br />
Perfumer มืออาชีพ (Professional Perfumer) โดยมีสถาบันศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่าง Givaudan, International<br />
Flavors &amp; Fragrances และ ISIPCA เป็นผู้รับรอง<br />
ส่วนคนที่เรียนทำน้ำหอมเองจากความหลงใหลจะไม่เรียกตัวเองว่าเป็น Perfumer เพราะถือเป็นการให้เกียรติคนที่เรียนด้านนี้มาโดยตรง ส่วนที่ไทยยังไม่มีสาขาวิชาไหนสอนเรื่อง<br />
Perfumer โดยเฉพาะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_3102.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>2. ศิลปะจากการใช้ชีวิต<br /></strong>การปรุงน้ำหอมคือการบอกเล่าเรื่องราว<br />
น้ำหอมที่ดีจะทำให้คนที่ดมรู้สึกหรือเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่หอมหรือไม่หอม หากเราไม่เคยออกไปใช้ชีวิต<br />
เราจะไม่มีเรื่องน่าสนใจมาเล่าเลย เราต้องรู้จักออกเดินทางและสนใจสิ่งรอบข้าง หากจะทำน้ำหอมกลิ่นเรือยอร์ช<br />
เราก็จะต้องออกไปนั่งเรือยอร์ชจริงๆ จะลงมือทำน้ำหอมโดยที่ไม่มีประสบการณ์ไม่ได้</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>3. ส่วนผสมของศาสตร์และศิลป์<br /></strong>น้ำหอมเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ นักทำน้ำหอมต้องมีทั้งสุนทรียะในการเล่าเรื่องผ่านกลิ่นและการทดลองผสมน้ำมันหอมระเหย (สารที่สกัดได้จากวัตถุดิบต่างๆ<br />
เช่น ดอกกุหลาบและส้ม) หลากกลิ่นเข้าด้วยกัน ก่อนอื่นเราต้องตีโจทย์ให้แตกว่าแต่ละกลิ่นให้ความรู้สึกอะไร<br />
สื่ออะไรได้บ้าง หนักเบายังไง<br />
และที่สำคัญคือร้อยเรียงไปกับกลิ่นไหนได้บ้าง จากนั้นก็ทดลองผสมกลิ่นไปเรื่อยๆ<br />
จนกว่าน้ำหอมจะสื่อเรื่องที่เราจะเล่าได้<br />
นักทำน้ำหอมแต่ละคนจะตีความลักษณะกลิ่นนั้นๆ ต่างกันไป<br />
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำหอมเป็นเอกลักษณ์ เหมือนเป็นนามปากกาประจำตัว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_31791.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong></strong></p>
<p><strong>4. ดอกกุหลาบของช่างตีเหล็ก<br /></strong>น้ำหอม Smith’s Rose ของ Artisan<br />
Valley เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเล่าเรื่องราว น้ำหอมกลิ่นนี้มาจากตัวละครเอลฟ์ ช่างตีเหล็กในนิยายเรื่องหนึ่ง<br />
เมื่อเหนื่อยและท้อจากการทำงาน เขาก็ได้หยิบดอกกุหลาบขึ้นมาดมเพื่อผ่อนคลาย<br />
จากนั้นเขาก็หยิบเอาส่วนหนึ่งจากนิยายนั้นมาเป็นคำบรรยายน้ำหอม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_3246.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>ถึงช่างฝีมือทุกคน จงมีความสุข<br />
จงกล้าหาญ จงเป็นที่รัก<br /></em><i style="background-color: initial">ขอให้ความพยายามของท่านเบ่งบานด้วยความปีติยินดี</i></p>
<p><strong>5. กลิ่นที่มีราคาและคุณค่า<br /></strong>วัตถุดิบที่นำมาทำน้ำหอมมีราคาแตกต่างกันไป<br />
เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบที่สกัดได้จากสารเคมีราคา 10 บาท<br />
ไปจนถึงวัตถุดิบราคาหลักล้านอย่าง Ambergris (อำพันทะเล) ที่สกัดจากอ้วกของวาฬอายุนับร้อยปี กลิ่นของ Ambergris<br />
นั้นเหนือจินตนาการและต่างกันไปตามการเกิด ไม่สามารถผลิตซ้ำได้ วัตถุดิบใกล้ตัวในบ้านเรา เช่น ดอกลั่นทมและไม้กฤษณาก็แพงกว่าลาเวนเดอร์เกือบร้อยเท่า<br />
แต่บ้านเราดันต้องนำเข้าน้ำหอมกลิ่นเหล่านี้จากต่างประเทศ ทำให้ไทยเสียดุลการค้าโดยไม่จำเป็น<br />
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเรายังขาดคนทำน้ำหอมและความรู้เรื่องน้ำหอมอยู่</p>
<p><strong>6. ความกล้าจากความหลงใหล<br /></strong>ถึงวงการน้ำหอมในบ้านเราจะยังไม่ใหญ่โตและมั่นคง<br />
แต่ก็มีนักทำน้ำหอมหลายคนที่หลงใหลและสนใจในการทำน้ำหอมเป็นอาชีพ ถึงขนาดยอมกล้าเสี่ยงลองทำน้ำหอมโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่<br />
ความกล้าที่จะใช้ชีวิตเพื่อสิ่งที่ตัวเองชอบแบบนี้เป็นสิ่งที่นักทำน้ำหอมหลายคนภูมิใจอยากส่งต่อให้เด็กรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_3255.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> กฤต วิเศษเขตการณ์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-6/">นักทำน้ำหอม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/job-6/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217; : ร้านขายของสุดกรีนที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-321/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-321/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Jun 2017 10:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านผลิตภัณฑ์สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[BACC Co-Cycling Space]]></category>
		<category><![CDATA[หอม-คำหอมศรีนอก]]></category>
		<category><![CDATA[เพียง-ภูเพียง ศรีนอก]]></category>
		<category><![CDATA[นี-อุษณีย์ ปุณโณปกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปาน-อรัญ วะสี]]></category>
		<category><![CDATA[ต้องการ วลัยกร สมรรถกร]]></category>
		<category><![CDATA[สวนชั้น 1 it’s going green]]></category>
		<category><![CDATA[​หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้ากรีน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกค้า]]></category>
		<category><![CDATA[Jacob Vadakkanchery]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-321/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เป็นแหล่งรวมศิลปะหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน และยังมีศิลปะการใช้ชีวิตวิถีออร์แกนิกที่ซ่อนตัวอยู่ในร้าน สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217; ร้านเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยสินค้ากรีนๆ ที่เจ้าของตั้งใจคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อลูกค้า ต้องใช้เอง กินเอง จนกว่าจะมั่นใจว่าได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสบู่ข้าวปลอดสารพิษ เสื้อผ้าฝ้ายย้อมธรรมชาติ ไปจนถึงผักผลไม้สดใหม่ปลอดสารเคมี ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นของออร์แกนิกชั้น 1 สมชื่อร้าน สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217; นอกจากสินค้าคุณภาพดีแล้ว ผู้ก่อตั้งร้านที่หลงรักวิถีชีวิตออร์แกนิกอย่าง ต้องการ-วลัยกร สมรรถกร, หอม-คำหอม ศรีนอก, เพียง-ภูเพียง ศรีนอก, นี-อุษณีย์ ปุณโณปกรณ์ และ ปาน-อรัญ วะสี ยังมีแผนจะทำให้ร้านนี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องออร์แกนิก เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าใจและมีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตธรรมชาติมากขึ้น เราเลยอยากถือโอกาสนี้เรียนรู้ธุรกิจสีเขียวไปพร้อมกับทุกๆ คน ธุรกิจที่ผูกพันกับวิถีชีวิต ต้องการ: เราไม่มีความรู้ด้านธุรกิจเลย แต่มีประสบการณ์ตอนทำตลาดนิดนิดที่ปากช่องมาก่อน มีหลายคนหนีจากเมืองไปทำฟาร์มออร์แกนิกที่ปากช่อง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย เราอยากให้ปากช่องเป็นตู้กับข้าวของกรุงเทพฯ ส่วนตลาดนิดนิดเป็นเหมือนกิจกรรมที่ให้คนขายงานคราฟต์ของออร์แกนิก งานทำมือ มาออกร้านขายสินค้า เราเลยรู้จักซัพพลายเออร์หลายคน คำหอม: พอทำมาได้สองสามปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-321/">สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217; : ร้านขายของสุดกรีนที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เป็นแหล่งรวมศิลปะหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน และยังมีศิลปะการใช้ชีวิตวิถีออร์แกนิกที่ซ่อนตัวอยู่ในร้าน สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217; ร้านเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยสินค้ากรีนๆ ที่เจ้าของตั้งใจคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อลูกค้า ต้องใช้เอง กินเอง จนกว่าจะมั่นใจว่าได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสบู่ข้าวปลอดสารพิษ เสื้อผ้าฝ้ายย้อมธรรมชาติ ไปจนถึงผักผลไม้สดใหม่ปลอดสารเคมี ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นของออร์แกนิกชั้น 1 สมชื่อร้าน สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_22541.jpg" /></p>
<p>นอกจากสินค้าคุณภาพดีแล้ว ผู้ก่อตั้งร้านที่หลงรักวิถีชีวิตออร์แกนิกอย่าง <strong>ต้องการ-วลัยกร สมรรถกร, หอม-คำหอม ศรีนอก, เพียง-ภูเพียง ศรีนอก, นี-อุษณีย์ ปุณโณปกรณ์ และ ปาน-อรัญ วะสี </strong>ยังมีแผนจะทำให้ร้านนี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องออร์แกนิก เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าใจและมีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตธรรมชาติมากขึ้น เราเลยอยากถือโอกาสนี้เรียนรู้ธุรกิจสีเขียวไปพร้อมกับทุกๆ คน</p>
<h3><strong>ธุรกิจที่ผูกพันกับวิถีชีวิต</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2278.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> เราไม่มีความรู้ด้านธุรกิจเลย แต่มีประสบการณ์ตอนทำตลาดนิดนิดที่ปากช่องมาก่อน มีหลายคนหนีจากเมืองไปทำฟาร์มออร์แกนิกที่ปากช่อง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย เราอยากให้ปากช่องเป็นตู้กับข้าวของกรุงเทพฯ ส่วนตลาดนิดนิดเป็นเหมือนกิจกรรมที่ให้คนขายงานคราฟต์ของออร์แกนิก งานทำมือ มาออกร้านขายสินค้า เราเลยรู้จักซัพพลายเออร์หลายคน</p>
<p><strong>คำหอม:</strong> พอทำมาได้สองสามปี มีคนถามว่าทำไมไม่จัดที่กรุงเทพฯ พอดีตอนนั้นนีกับปานชวนมาเปิดร้านที่นี่ ซึ่งก็ดีที่เราจะมีพื้นที่ส่งต่อความเชื่อของเราออกไป</p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> เราเชื่อว่าออร์แกนิกเป็นเรื่องที่ยั่งยืน มีประโยชน์ต่อทั้งคนและโลก เราอยากให้คนเมืองกรุงได้กินได้ใช้ของดีๆ แบบคนปากช่องบ้าง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2225.jpg" /></p>
<p><strong>คำหอม:</strong> ออร์แกนิกเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องการกิน เราอยากมีร้านที่ลูกค้ามาหาของดีๆ ได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นกิจกรรมแบบตลาดนิดนิดเราจะจัดบ่อยไม่ได้ เราว่ามันคือการสร้างชุมชน สร้างประสบการณ์ร่วมให้ทุกคน</p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> เราเคยป่วยเป็นมะเร็ง แล้วไปเข้าคอร์สธรรมชาติบำบัดของหมอ Jacob Vadakkanchery เลยได้รู้ว่าทุกวันนี้เรารับสารพิษเข้าร่างกายเยอะมาก ทั้งเรื่องกินและของใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วไม่ใช่แค่เรา โลกที่เราอาศัยก็รับสารเคมีด้วย ดังนั้นออร์แกนิกเป็นเรื่องขององค์รวมต่างหาก</p>
<h3><strong>เราต้องอยู่ได้ ทุกคนต้องอยู่ดี</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><strong><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1606.jpg" /></strong></p>
<p><strong>คำหอม:</strong> คนเข้าใจกันว่าของออร์แกนิกถูก ไม่ใช้สารเคมี ไม่เสียค่าปุ๋ยเลย ประหยัดไปได้เยอะ แต่คนไม่รู้หรอกว่าเราต้องใช้แรงคนมากขนาดไหน เราใช้คนสู้กับทุกอย่าง ทั้งแมลง ทั้งสภาพอากาศ บางทีพืชผลไม่ได้เยอะมากมาย คนต้องเข้าใจเรื่องนี้ เราเห็นใจเกษตรกร เราจะไม่กดราคาเขา แต่ขณะเดียวกันเราต้องเห็นใจผู้บริโภค เราเลยตั้งราคาที่คนทุกคนยืนอยู่ได้ ถ้าขายถูกมาก เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้ ถ้าแพงไป ผู้บริโภคก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน</p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> มั่นใจว่าราคาที่ตั้งไว้สมเหตุสมผลมาก ไม่แพงจนเกินไป คุณไม่สามารถหาของดีราคาเท่านี้ได้แล้วในใจกลางกรุงเทพฯ เราขอแค่เราอยู่ได้ ทุกคนอยู่ได้ ไม่ต้องมีกำไรมากมาย</p>
<h3><strong>ร้านผลิตภัณฑ์สีเขียวออกแบบมาเพื่อลูกค้า</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2250.jpg" /></p>
<p><strong>คำหอม:</strong> เราออกแบบให้ร้านโปร่งและสามารถเห็นสินค้าได้ชัดๆ พยายามหาสินค้าหลากหลายมานำเสนอ มีทั้งของกินของใช้ มีคนมานำเสนอสินค้าใหม่ๆ เรื่อยๆ เราคัดเอาของที่เราใช้แล้วดีมาขาย แถมมีจักรยานไม้ไผ่จากร้านจักรยาน BACC Co-Cycling Space ข้างๆ มาตกแต่งด้วย จะได้เข้ากับธีมออร์แกนิก</p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> เราคิดแต่ว่าถ้าเป็นของดีที่เราอยากได้ คนอื่นจะไม่อยากได้เหรอ คิดแค่นี้เลย อยากให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด</p>
<h3><strong>แฟรนไชส์ไม่มีทางได้เกิด</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2239.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องการ: </strong>เคยมีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์เรา แต่เราคิดว่าถ้ามีหลายสาขา ผู้ประกอบการคนอื่นอาจจะไม่เข้าใจสินค้าท้องถิ่นหรือสินค้าออร์แกนิกจริงๆ แล้วจุดประสงค์ร้านเราจะเสียไป เราอยากเก็บคุณภาพนี้ไว้</p>
<p><strong>คำหอม:</strong> เราเลยขอเป็นที่ปรึกษาแทน ถ้าอยากเปิดร้านออร์แกนิก เราก็พร้อมสนับสนุน แต่เราไม่ทำแฟรนไชส์</p>
<h3>อยากส่งต่อสิ่งดีๆ</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1552.jpg" /></p>
<p><strong>คำหอม:</strong> เราจะขายผักผลไม้หน้าตาไม่สวย ทุกวันนี้ขยะทางเกษตรเยอะมาก สิ่งที่มาจากธรรมชาติไม่ได้หน้าตาสวยตลอด มีผิดรูปบ้างแต่กินได้ รสชาติเหมือนที่หน้าตาสวยๆ แหละ ถ้าเราขายของสดไม่ออกก็จะแบ่งกันกินเองในร้านหรือลดราคา เราไม่อยากสร้างขยะโดยไม่จำเป็น</p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> ในอนาคตเราจะจัดกิจกรรมให้คนเข้าร่วม อย่างธรรมชาติบำบัดที่เคยเรียนกับหมอ Jacob ทุกอย่างเป็นธรรมชาติล้วน ขนาดดีท็อกซ์ยังใช้น้ำเปล่าเลย แล้วเราก็ส่งเสริมให้ซัพพลายเออร์ทำป้ายลงรายละเอียดสินค้าของตัวเอง ให้คนซื้อเข้าใจสรรพคุณและรู้จักสินค้าท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย</p>
<h3><strong>สินค้ากรีนล้วนน่าอุดหนุน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/aoon4.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_22571.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องการ:</strong> ร้านเรามีรองเท้าทะเลจรที่เก็บขยะจากทะเลมาทำเป็นพื้นรองเท้า แถมได้ถุงผ้าบาติกจากแม่บ้านท้องถิ่นมาใส่ เราเล่าเรื่องนี้แล้วสนุกมาก เร็วๆ นี้มีแปรงสีฟันไม้ไผ่มาด้วย น่ารักมาก ที่ไทยเราทำเองแล้ว ไม่ต้องไปซื้อกันถึงญี่ปุ่น มีครีมอาบน้ำกลิ่นน้ำอบของนวยนาดอีก เขาทำให้ร้านเราเฉพาะเลย หอมมากจนฝรั่งยังต้องกลับมาขอซื้ออีก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1572.jpg" /></p>
<p><strong>คำหอม:</strong> เดี๋ยวจะมีเสื้อผ้าใยสับปะรดเข้ามาด้วย อุตสาหกรรมสับปะรดในไทยใหญ่มาก กากเหลือเยอะ เอามาทำเสื้อผ้าได้ เราก็เพิ่งรู้เหมือนกัน เปิดร้านนี้มาก็ได้รู้จักสินค้าใหม่ๆ เยอะ</p>
<p>อย่าลืมแวะเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้และอุดหนุนสินค้าออร์แกนิกคุณภาพดีที่หาได้แค่ที่นี่กันนะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1628.jpg" /></p>
<h3>สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217;</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> Selected Shop<br />
<b style="background-color: initial;">คอนเซปต์:</b> ร้านขายของที่รวมสินค้าสีเขียวสำหรับการใช้สอยในชีวิตประจำวันที่ดีต่อสุขภาพ<br />
<strong>เจ้าของ:</strong> ต้องการ-วลัยกร สมรรถกร, หอม-คำหอม ศรีนอก, เพียง-ภูเพียง ศรีนอก, นี-อุษณีย์ ปุณโณปกรณ์ และ ปาน-อรัญ วะสี<br />
<strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/itsgoing/">สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217;</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-321/">สวนชั้น 1 &#8216;it’s going green&#8217; : ร้านขายของสุดกรีนที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-321/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
