<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นิติพัฒน์ สุขสวย, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author148/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 13:12:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-83/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-83/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Apr 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-83/</guid>

					<description><![CDATA[<p>11 ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ ต้องใช้แผนที่ “ผมชอบงาน Samsonite มาก” สุรชัยพูดถึงงานที่ได้รางวัลใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา ตอนทำเสร็จใหม่ๆ เขาพรินต์ออกมาดูแล้วดูอีก เขาอินกับมันจนต้องเรียกประชุมบริษัทเพื่อบอกทุกคนในทีมว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของอิลลูชั่นตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท “ถึงงานชิ้นนี้ไม่ได้รางวัล ผมก็ยังชอบมัน ยังภูมิใจกับมัน แต่จะพยายามหาคำตอบว่า ทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จ” สุรชัยขอตัวลุกออกไปนอกห้อง เขาเป็นคนชอบเก็บข้อมูล ชอบวิเคราะห์ บ้าสถิติ เขาทำแบบนี้กับงานโฆษณามาตลอด 20 ปี “ดูนี่” สุรชัยเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับอัลบั้มภาพขนาดใหญ่ 2 อัลบั้ม ด้านในเป็นภาพงานโฆษณาสิ่งพิมพ์จากทั่วโลกพรินต์ขนาดโปสการ์ดจัดเรียงอย่างเป็นระบบ อัดแน่นเต็มเล่ม เขาพยายามค้นหาความเหมือนของงานเหล่านี้ว่ามีรูปแบบอะไรซ้ำๆ บ้าง เขาพลิกให้ดูงานที่แบ่งหมวดตามวิธีวางโลโก้ วิธีเล่าเรื่อง และภาษาภาพแบบต่างๆ เขาทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 1998 ก่อนไทยจะได้รางวัลในเวทีโลกด้วยซ้ำ “นี่เป็นรีเสิร์ชแบบง่ายๆ ผมยังอีกเยอะมาก พวกนั้นเป็นความลับ” นักรีเสิร์ชแห่งวงการโฆษณาหัวเราะ พอเก็บกระเป๋าออกจากบริษัท Zoom System ที่ญี่ปุ่น เขาก็ไม่เจอโค้ชอีกเลย เวลาผ่านไป 5 &#8211; 6 ปี ชีวิตชักรวน เมื่อไปเรียนปริญญาโทก็คิดว่า เขาน่าจะเป็นโค้ชให้ตัวเองได้ แล้วเขาอยากให้โค้ชคนนี้สอนอะไร คำตอบคือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-83/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">11</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ ต้องใช้แผนที่</strong></h3>
<p>“ผมชอบงาน Samsonite มาก” สุรชัยพูดถึงงานที่ได้รางวัลใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา ตอนทำเสร็จใหม่ๆ เขาพรินต์ออกมาดูแล้วดูอีก<br />
เขาอินกับมันจนต้องเรียกประชุมบริษัทเพื่อบอกทุกคนในทีมว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของอิลลูชั่นตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท</p>
<p>“ถึงงานชิ้นนี้ไม่ได้รางวัล ผมก็ยังชอบมัน ยังภูมิใจกับมัน<br />
แต่จะพยายามหาคำตอบว่า ทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จ” สุรชัยขอตัวลุกออกไปนอกห้อง</p>
<p>เขาเป็นคนชอบเก็บข้อมูล<br />
ชอบวิเคราะห์ บ้าสถิติ เขาทำแบบนี้กับงานโฆษณามาตลอด 20 ปี</p>
<p>“ดูนี่” สุรชัยเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับอัลบั้มภาพขนาดใหญ่<br />
2 อัลบั้ม ด้านในเป็นภาพงานโฆษณาสิ่งพิมพ์จากทั่วโลกพรินต์ขนาดโปสการ์ดจัดเรียงอย่างเป็นระบบ<br />
อัดแน่นเต็มเล่ม เขาพยายามค้นหาความเหมือนของงานเหล่านี้ว่ามีรูปแบบอะไรซ้ำๆ บ้าง<br />
เขาพลิกให้ดูงานที่แบ่งหมวดตามวิธีวางโลโก้ วิธีเล่าเรื่อง และภาษาภาพแบบต่างๆ<br />
เขาทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 1998 ก่อนไทยจะได้รางวัลในเวทีโลกด้วยซ้ำ</p>
<p>“นี่เป็นรีเสิร์ชแบบง่ายๆ ผมยังอีกเยอะมาก พวกนั้นเป็นความลับ” นักรีเสิร์ชแห่งวงการโฆษณาหัวเราะ</p>
<p>พอเก็บกระเป๋าออกจากบริษัท<br />
Zoom System ที่ญี่ปุ่น เขาก็ไม่เจอโค้ชอีกเลย เวลาผ่านไป 5 &#8211; 6 ปี<br />
ชีวิตชักรวน เมื่อไปเรียนปริญญาโทก็คิดว่า เขาน่าจะเป็นโค้ชให้ตัวเองได้<br />
แล้วเขาอยากให้โค้ชคนนี้สอนอะไร คำตอบคือ<br />
เขาอยากให้ช่วยเทรนให้ประสบความสำเร็จในการประกวด<br />
เขาเลยใช้วิธีการที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กคือ ไปขุดค้น</p>
<p>“โฆษณาประกวดมีคาแรกเตอร์บางอย่างเหมือนกัน<br />
คือโฆษณาที่ไม่มีก๊อปปี้มักจะประสบความสำเร็จ ถ้าสำเร็จแสดงว่าต้องมีสูตรลับอะไรบางอย่าง<br />
แล้วมีใครรู้ความลับนั้นหรือยัง เท่าที่ผมอ่านหนังสือมา เหมือนจะยังไม่มีใครรู้<br />
ถ้าเรารู้ก็อาจจะประสบความสำเร็จ ผมเรียกมันว่าแผนที่ ในการเดินทางทั้งหมด<br />
สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ก็คือแผนที่”<br />
สุรชัยเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง</p>
<p>เขาพบว่าความสำเร็จของแอดที่ไม่มีก๊อปปี้ไม่ได้มีแค่ไอเดียกับองค์ประกอบภาพ<br />
แต่ยังมีเรื่องภาษาภาพซึ่งบอกเล่าความคิดอีกหลายชั้น<br />
เขาพยายามศึกษาว่ามีใครใช้ภาษาภาพแบบไหนพูดอะไรบ้าง<br />
ทำให้เขาเลือกทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เรื่องโฆษณาสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีก๊อปปี้</p>
<p>สุรชัยถอดรหัสให้ฟังว่า โฆษณาที่ไม่มีก๊อปปี้ไม่ใช่การเอาก๊อปปี้ออกจากรูป<br />
แต่เป็นการละลายก๊อปปี้เข้ากับวิชวล จุดสูงสุดของมันก็คือ<br />
นำพรินต์แอดที่ไม่มีก๊อปปี้นั้นมารวมกับอาร์ตไดเรกชัน งาน Samsonite คือตัวอย่าง เขาเชื่อว่าต่อไปพรินต์แอดที่อาร์ตไดเรกชันไม่น่าสนใจ<br />
จะไม่น่าสนใจอีกต่อไป</p>
<p>เขาเชื่อว่า สุดท้ายงานโฆษณาสิ่งพิมพ์จะวัดกันที่คราฟต์<br />
เขาจึงให้ความสำคัญกับคราฟต์มาก สมกับสโลแกนของอิลลูชั่นที่ว่า Craft is<br />
our blood.</p>
<p>“คนส่วนใหญ่คิดว่าเขาเปิดโฟโต้ช็อปแล้วใช้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมคิดอะไร<br />
รู้หรือเปล่าว่าผมคิดอะไรบ้างถึงได้กรังด์ปรีซ์” สุรชัยยิ้มแล้วค่อยๆ<br />
เล่าเบื้องหลังที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน</p>
<p>ตอนที่สุรชัยไปเป็นกรรมการตัดสินงาน<br />
Spikes Asia เขาถูกชะตากับกรรมการคนหนึ่งชื่อ หยาง เหยา<br />
เป็นครีเอทีฟอยู่ที่ JWT เซี่ยงไฮ้<br />
เขาพบว่าในเวทีประกวดเมื่องาน 2 ชิ้นต้องมาแข่งกันเพื่อชิงกรังด์ปรีซ์ กฎคืองานชิ้นที่ได้คะแนนมากกว่าเป็นฝ่ายชนะ<br />
ในการหาคะแนนนั้นมี 2 แบบ คือเจ้าของงานเป็นมาเฟีย กับเป็นคนที่ทุกคนรัก หยางเป็นคนประเภทหลัง<br />
คาแรกเตอร์บางอย่างของเขาทำให้สุรชัยเชื่อว่าครีเอทีฟชาวจีนคนนี้มีโอกาสได้รางวัลใหญ่</p>
<p>ปีนั้นงานของหยางเข้าชิงด้วย<br />
กรรมการปรึกษากันว่างานสไตล์พู่กันจีนชิ้นนี้ควรให้ในหมวดอาร์ตไดเรกชันหรืออิลลัสเตรชันดี<br />
จึงถามเจ้าของงานว่าเอเจนซี่ทำอะไรบ้าง หยางบอกว่า แค่ดีไซน์องค์ประกอบแต่ภาพทั้งหมดเป็นงานของศิลปิน<br />
“ผมฟังแล้วชอบเลย ครีเอทีฟคนนี้ใช้ทั้งตัวของศิลปินเว้ย<br />
ไม่ใช่ใช้แค่มือ ในเมืองไทยเขาใช้แค่มือผมนะ ไม่ได้ใช้หัวผมเลย พี่สุรชัยลบๆ ถูๆ<br />
ตรงนี้ให้หน่อย เขาไม่ได้ต้องการความคิดเห็นอะไรของผมเลย ผมรอวันที่จะได้ร่วมงานกับหยางเลย<br />
จากนั้นอีก 2 ปี เขาก็ส่งงาน Samsonite มา ผมกระโดดงับทันที”</p>
<p>สเกตช์ที่ส่งมาหาสุรชัยไอเดียดีมาก<br />
วิชวลยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่สุรชัยเห็นแล้วว่าจะขัดเกลามันไปทางไหน</p>
<p>“เขาถามว่าจะคิดราคาเท่าไหร่ ผมกลัวพลาดงานนี้มาก เลยตอบไปว่า<br />
จะทำให้ฟรี” สุรชัยซี้ดปากยาว “ขอแค่ถ้าได้รางวัลที่คานส์ช่วยสั่งซื้อรางวัลทั้งหมดมาให้ผมด้วยก็แล้วกัน<br />
ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนนะ ผมมีเงินเดือนพนักงานที่ต้องจ่าย<br />
ตอนนั้นมีทริปพาพนักงานไปดูงานที่ลูฟร์ ต้องแคนเซิลหมดเพื่อทำงานนี้”</p>
<p>ถ้าจะบอกว่าโชคดี ก็ง่ายไป</p>
<p>ตอนส่งงานประกวดหยางใส่ชื่อเขาไว้ในตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ด้วย<br />
เพราะมองว่าเขาทำงานในตำแหน่งนี้ด้วย สุรชัยเคยฝันว่าอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์โฆษณา<br />
แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ พอได้เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ครั้งแรกก็ได้กรังด์ปรีซ์เลย</p>
<p>งานชิ้นนี้ได้หลายรางวัลที่คานส์<br />
หยางถามสุรชัยว่าเคยขึ้นเวทีรับรางวัลหรือยัง พอสุรชัยบอกว่ายัง<br />
หยางก็ให้เกียรติเขาเป็นคนขึ้นไปรับรางวัลหนึ่งแทนเอเจนซี่</p>
<p>“เขาใช้คนเป็น รู้จักให้เกียรติคน” สุรชัยพูดถึงหยาง</p>
<p>แม้ว่าหยางอยากให้สุรชัยขึ้นเวทีคนเดียว<br />
เขาก็ยังดึงดันจนในที่สุดก็พาศุภชัย ลูกทีมคนสำคัญของเขาขึ้นเวทีด้วย และอย่างที่ทราบ<br />
ในปีต่อมาเขาให้ลูกน้องคนนี้เป็นผู้รับรางวัลแทนเขา”</p>
<p>“เขาใช้คนเป็น รู้จักให้เกียรติคน”<br />
ผมพูดถึงสุรชัย</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>12</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เมสซี่บอกว่าใครควรได้บัลลง ดอร์</strong></h3>
<p>ฉากหนึ่งในเรื่อง <em>อเล็กซานเดอร์มหาราช</em><br />
ทหารถามอเล็กซานเดอร์ว่า “ท่านบอกว่า<br />
ถ้าเราตีเมืองได้กว้างใหญ่ไพศาลแล้วจะให้ผมอยู่กับลูกกับเมีย ผมร่วมทำสงครามกับท่าน<br />
ผมก็ยังไม่ได้อยู่กับลูกเมียสักที” สุรชัยเล่าว่าเขาดูฉากนี้แล้วสะเทือนใจมาก<br />
บางครั้งเราก็คิดถึงแต่เป้าหมายของตัวเองเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวมาก</p>
<p>“คุณต้องการอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลหรือต้องการชีวิต”<br />
สุรชัยโยนคำถามขึ้นกลางอากาศ “บริษัทของผมก็ต้องตอบคำถามนี้<br />
พอมาถึงจุดหมายสูงสุดอย่างกรังด์ปรีซ์ ผมก็กลับมาคิดว่าทำยังไงให้คนของเรามีความสุขมากกว่านี้<br />
ยังไงทหารก็ต้องเป็นทหาร แต่ทำยังไงให้ทหารมีความสุขขึ้น<br />
เขาก็จะทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น”</p>
<p>สุรชัยบอกว่า กำไรปีหลังๆ<br />
ของอิลลูชั่นไม่ได้มากเหมือนก่อน เพราะเขาดูแลคนดีขึ้น “ผมไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นนะ” สุรชัยรีบออกตัว “คุณค่าของการทำบริษัทคืออะไร<br />
ถ้าไม่ได้ทำเพื่อดูแลคนก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะหาเงินอย่างเดียวไปทำอย่างอื่นก็ได้<br />
ผมไม่ได้รวยนะ แต่ผมมีประมาณนึงแล้ว ซึ่งผมพอใจแล้ว”</p>
<p>หลักในการทำงานอย่างหนึ่งของเขาคือ<br />
ไม่ชอบออกหน้ารับความดีความชอบเพียงผู้เดียว ทั้งที่เขาเป็นกัปตันทีม ผู้จัดการทีม<br />
และประธานสโมสร แต่ทุกครั้งเขาจะพยายามพาผู้เล่นของเขาออกมารับความดีความชอบด้วยกันเสมอ<br />
เพราะความสำเร็จของอิลลูชั่นมาจากการทำงานเป็นทีม</p>
<p>บริษัทก็เหมือนป่าที่ต้องมีต้นไม้ สัตว์ แมลง<br />
ทุกอย่างไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต้องเกื้อหนุนกัน</p>
<p>“เมสซี่บอกว่าปีนี้ใครควรได้รางวัลบัลลง<br />
ดอร์”<br />
สุรชัยตอบคำถามเรื่องที่ให้ลูกน้องรับรางวัลแทนด้วยคำถาม</p>
<p>อิเนียสต้า-ตัวเคลื่อนเกมระดับพรสวรรค์<br />
ที่เล่นเคียงข้างเมสซี่ในทีมบาร์เซโลน่า คือคำตอบของคำถามสุรชัย</p>
<p>“มันคือกฎของกีฬา<br />
ผมเป็นแค่ดาวซัลโว แล้วคนที่ส่งบอลให้ผมยิงล่ะ เราเล่นกันเป็นทีม<br />
คนไทยไม่ค่อยเข้าใจขนาดของความสำเร็จ ของทุกอย่างมีน้ำหนักของมัน<br />
ของบางอย่างไม่มีทางยกได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างเหรียญทองโอลิมปิก เห็นเล็กๆ<br />
อย่างนั้น เรายกด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ กรังด์ปรีซ์คานส์ก็เหมือนกัน<br />
คนไม่ค่อยเข้าใจว่าการทำงานให้ประสบความสำเร็จสักชิ้น คนเดียวเอาไม่อยู่นะ”<br />
สุรชัยยกตัวอย่างได้เห็นภาพ</p>
<p>“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเล่นบาสเก่งมาก<br />
ผมเชื่อว่าผมคนเดียวปราบได้ทุกทีม ก็แค่หาเพื่อนมาร่วมให้ครบทีม ผมบอกว่าจะเลี้ยง<br />
จะทำทุกอย่างเองหมดเลย สุดท้ายผมก็แพ้ แล้วเข้าใจว่า ในการทำอะไรก็แล้วแต่<br />
ไม่มีทางที่เราจะทำได้ด้วยตัวคนเดียว”</p>
<p>นอกจากวิธีดูแลเพื่อนร่วมทีมแล้ว<br />
ผมยังชอบวิธีที่เขาหาเพื่อนร่วมทีม</p>
<p>เขาเคยทำงานเป็นล่ามในงานศิลปหัตถกรรมที่ญี่ปุ่น<br />
งานนั้นเชิญช่างแกะสลักไม้จากเมืองไทยไป 2 คน คนหนึ่งเป็นคนแก่หัวหงอก<br />
อีกคนเป็นช่างหนุ่ม เขาสังเกตว่ามีคุณลุงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมาดูที่บูททุกวัน<br />
จนวันสุดท้ายถึงเดินเข้ามาขอซื้อช้างแกะสลัก<br />
เขาชี้นิ้วไปที่ช้างตัวหนึ่งในกองช้างไม้ทั้งหมด เขาอยากได้ตัวนั้น<br />
สุรชัยเลยถามเหตุผล เขาบอกว่าเขาเป็นครูสอนศิลปะในอำเภอเล็กๆ<br />
เขาดูศิลปะไทยไม่ออกหรอกว่าสวยหรือไม่สวย รู้แค่ช้างตัวนี้แกะโดยคุณลุงซึ่งเขารู้สึกว่ามีจิตใจดีมาก</p>
<p>“เขาบอกว่า<br />
คนจิตใจดีย่อมทำงานที่ดี โอ้โห” สุรชัยลากเสียงยาว “ผมไม่เคยถูกสอนมาแบบนี้เลยนะ มีแต่งานที่ดีต้ององค์ประกอบดี แนวคิดดี ดูแค่ตัวงาน<br />
ไม่ต้องดูคนสร้าง แต่คำพูดของลุงล้มทฤษฎีศิลปะของผมหมดเลย<br />
มหัศจรรย์มาก ไม่มีอะไรจะง่ายกว่านี้อีกแล้ว คุณค่าของงานไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน<br />
ต้องดูที่คนสร้างด้วย”</p>
<p>เขาชอบทำงานกับคนดี</p>
<p>“ตอนที่ฟริตจอฟ คาปรา พบว่าตัวเองเข้าใจคณิตศาสตร์ได้ดีพอๆ กับความเชื่อทางตะวันออก<br />
เขาก็ไปถามกฤษณะ มูรติ ว่า เขาควรจะเป็นอะไรดี ระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับนักปรัชญา” สุรชัยหยุดให้ผมคิด</p>
<p>“กฤษณะ มูรติ บอกว่า<br />
เป็นคนดี แล้วจากนั้นคุณจะเป็นอะไรก็ได้ มันไม่สำคัญเลย โอ้โห” สุรชัยลากเสียงยาวอีกครั้ง</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>13</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> อย่าต่อไฟจากผม<br />
จงเอาวิธีติดไฟไปจากผม</strong></h3>
<p>ญี่ปุ่นผลิตกราฟิกดีไซเนอร์และอิลลัสเตรเตอร์ปีละเป็นร้อยๆ<br />
คน แต่ประเทศไทยไม่เคยสร้างคนแบบนี้ สุรชัยเปรียบว่า ญี่ปุ่นสร้างคนแบบเป็นคลื่น<br />
มาทีเป็นแผง ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม แต่คนไทยสร้างคนแบบหัวธนู<br />
มีคนเก่งขึ้นมาคนเดียวก็พอใจแล้ว</p>
<p>สุรชัยสนใจเรื่องการสร้างคน</p>
<p>บุคคลากรคุณภาพในวงการรีทัชของเมืองไทยตอนนี้ กว่าครึ่งเป็นผลผลิตของสุรชัย</p>
<p>มีช่วงหนึ่งที่เขาสนใจเรื่องความคิดมาก<br />
นักคิดคนไหนดังเขาก็หาหนังสือมาอ่านหมด<br />
และเมื่อนักคิดนักเขียนคนโปรดของคนอย่างเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน เจ้าของทฤษฎีหมวก 6 ใบ<br />
และโทนี่ บูซาน เจ้าของ mind map มาพูดที่เมืองไทย เขาก็ไม่พลาด</p>
<p>ทั้งสองงานนั้น<br />
เขาได้ความคิดสำคัญกลับมา</p>
<p>ไม่ใช่ได้จากการฟังวิทยากรพูดบนเวที<br />
เพราะทุกอย่างที่วิทยากรพูด เขาอ่านหนังสือมาหมดแล้ว<br />
เขาค้นพบสิ่งนั้นตอนต่อแถวขอลายเซ็น</p>
<p>“ผมเปรียบสิ่งที่พวกเขาคิดเหมือนแสงสว่าง ผมอ่านหนังสือเขา<br />
ฟังเขาพูด ยืนต่อคิวรอให้เขาเซ็นหนังสือ ก็เหมือนมาต่อไฟจากเขา<br />
เอาสิ่งที่เขาคิดไปใช้” สุรชัยเล่าถึงเหตุการณ์ที่ดูแสนจะธรรมดาสามัญ</p>
<p>“ผมยืนดูคนขอลายเซ็นแล้วรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว<br />
ผมไม่ใช่แฟนคลับที่จะมาเทิดทูนเขา ผมไม่คิดจะใช้แสงสว่างจากเขาไปจนตาย<br />
เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้อยากได้แสงไฟจากเขา แต่อยากได้วิธีจุดไฟจากเขา ผมอยากรู้ว่าเขาคิดจากอะไร<br />
ผมจะได้คิดได้แบบเขา” สุรชัยไม่ได้พูดเพราะอยากแดกดัน<br />
แต่เขาพูดมันออกมาจากใจ</p>
<p>เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้รับเชิญไปบรรยายหรือสอนหนังสือ<br />
เขาพยายามจะทำให้คนฟังเห็นว่าความคิดทั้งหมดทั้งมวลของเขามีรากเหง้ามาจากอะไร</p>
<p>บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ก็เช่นกัน</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>14</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ภาพเหมือน</strong></h3>
<p>ผมถอยห่างออกมาหรี่ตามองภาพเหมือนของสุรชัยที่ผมวาดไว้ด้วยตัวหนังสือ</p>
<p>เรื่องความเหมือน<br />
ผมไม่แน่ใจ</p>
<p>เพราะเท่าที่เขียนจนถึงบรรทัดนี้<br />
ผมเล่าเรื่องราวของสุรชัยไปแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นเอง</p>
<p>ยังมีความคิดและทัศนคติในการมองโลกของสุรชัยอีกหลายต่อหลายเรื่องที่น่าเอามาเล่า<br />
ด้วยที่ทางอันจำกัด ผมเลยขอส่งท้ายด้วยเรื่องนี้</p>
<p>เขาพูดเสมอว่า<br />
งานของเขาก็แค่ทำภาพภาพเดียว เป็นงานที่ง่ายมาก ไม่ได้ทำให้ใครอยู่ใครตาย<br />
แต่เขาก็รักมัน ทุ่มเทกับมันทั้งชีวิต ผมอยากรู้ว่า คุณค่าของงานตกแต่งภาพมันอยู่ตรงไหน</p>
<p>“คุณค่ามันไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เราทำ แต่อยู่ที่ความสุขที่ได้ทำ<br />
จะทำอาชีพอะไรก็ได้ เท่าที่ศักยภาพคุณมี ผมจะไปเป็นหมอ เป็นวิศวะก็ไม่ได้<br />
เมื่อเราทำได้แค่นี้ ก็ทำให้มันดีสิวะ”</p>
<p>เขาคงไม่รู้ตัว, สุรชัย พุฒิกุลางกูร กลายเป็นโค้ชอีกคนของผมแล้ว</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-80">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-81">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-82">ตอนที่ 3</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-83/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-83/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-82/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-82/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Apr 2017 03:31:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-82/</guid>

					<description><![CDATA[<p>8 ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ “ชีวิตเราเป็นภาคขยายตัวเราตอน 1 ถึง 7 ขวบ” สุรชัยพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง เขามองว่า ความสนใจของชีวิตช่วงนั้นจะเป็นตัวกำหนดความสนใจของเราทั้งชีวิต ชีวิตของเด็กชายในจังหวัดน่านช่วงนั้นสนใจหนัง ศิลปะ และกีฬา แน่นอนว่ามันคือส่วนสำคัญต่อชีวิตของเขาในเวลาถัดมา เหตุการณ์ที่ยานอพอลโล 11 ลงดวงจันทร์ เป็นอีกเรื่องที่ส่งผลกับชีวิตของเด็กชายสุรชัยจนถึงนายสุรชัยในวันนี้ “ตอนนั้นผมอายุ 4 ขวบ จำได้ว่าวิ่งกับเพื่อนไปที่สนามแล้วชี้ว่ายานอพอลโลอยู่ตรงไหนบนฟ้า” สุรชัยย้อนนึกถึงชีวิตวัยละอ่อน “มันน่าทึ่งมากที่มนุษย์เดินทางไปที่ที่ไม่มีใครจับจองได้ ผมสนใจเรื่องที่ว่างที่ไม่มีใครจับจอง ผมชอบดูหนังเกี่ยวกับการไปขุดทอง ตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นเดินทางไกล ไปขุดกระดูกไดโนเสาร์” พอเริ่มโตเขาก็พบว่า ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปดวงจันทร์ การค้นพบอเมริกา หรือการหาดินแดนใหม่ของประเทศในยุโรป ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางเพื่อหาดินแดนใหม่ วัตถุดิบใหม่ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการโลก “มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการไปหาพื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีคนจับจอง แล้วหาสิ่งที่มีมูลค่าในนั้นเอามาพัฒนาต่อ” สุรชัยหยุดเรียบเรียงความคิด “ผมถามตัวเองว่า ในโลกปัจจุบันยังมีที่ไหนที่ยังไม่มีคนจับจอง หนังสือการตลาดเรียกพื้นที่นี้ว่า Blue Ocean เป็นทะเลที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ วิธีการทำงานของอิลลูชั่นก็เป็นแบบนั้น ทำยังไงถึงจะไปให้ถึงดินแดนนั้นแล้วจับจองให้ได้” เกาะที่อิลลูชั่นพบแล้วมีชื่อว่า CGI การจับจองเกาะ CGI ไม่ใช่การติดป้ายบอกหน้าบริษัท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-82/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">8</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ</strong></h3>
<p>“ชีวิตเราเป็นภาคขยายตัวเราตอน 1 ถึง 7 ขวบ”<br />
สุรชัยพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง</p>
<p>เขามองว่า ความสนใจของชีวิตช่วงนั้นจะเป็นตัวกำหนดความสนใจของเราทั้งชีวิต<br />
ชีวิตของเด็กชายในจังหวัดน่านช่วงนั้นสนใจหนัง ศิลปะ และกีฬา แน่นอนว่ามันคือส่วนสำคัญต่อชีวิตของเขาในเวลาถัดมา</p>
<p>เหตุการณ์ที่ยานอพอลโล<br />
11 ลงดวงจันทร์ เป็นอีกเรื่องที่ส่งผลกับชีวิตของเด็กชายสุรชัยจนถึงนายสุรชัยในวันนี้</p>
<p>“ตอนนั้นผมอายุ<br />
4 ขวบ จำได้ว่าวิ่งกับเพื่อนไปที่สนามแล้วชี้ว่ายานอพอลโลอยู่ตรงไหนบนฟ้า” สุรชัยย้อนนึกถึงชีวิตวัยละอ่อน “มันน่าทึ่งมากที่มนุษย์เดินทางไปที่ที่ไม่มีใครจับจองได้<br />
ผมสนใจเรื่องที่ว่างที่ไม่มีใครจับจอง ผมชอบดูหนังเกี่ยวกับการไปขุดทอง ตอนเด็กๆ<br />
ผมชอบเล่นเดินทางไกล ไปขุดกระดูกไดโนเสาร์”</p>
<p>พอเริ่มโตเขาก็พบว่า<br />
ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปดวงจันทร์<br />
การค้นพบอเมริกา หรือการหาดินแดนใหม่ของประเทศในยุโรป<br />
ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางเพื่อหาดินแดนใหม่ วัตถุดิบใหม่ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ<br />
เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการโลก</p>
<p>“มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการไปหาพื้นที่ใหม่ๆ<br />
ที่ยังไม่มีคนจับจอง แล้วหาสิ่งที่มีมูลค่าในนั้นเอามาพัฒนาต่อ” สุรชัยหยุดเรียบเรียงความคิด “ผมถามตัวเองว่า ในโลกปัจจุบันยังมีที่ไหนที่ยังไม่มีคนจับจอง<br />
หนังสือการตลาดเรียกพื้นที่นี้ว่า Blue Ocean เป็นทะเลที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ<br />
วิธีการทำงานของอิลลูชั่นก็เป็นแบบนั้น<br />
ทำยังไงถึงจะไปให้ถึงดินแดนนั้นแล้วจับจองให้ได้”</p>
<p>เกาะที่อิลลูชั่นพบแล้วมีชื่อว่า<br />
CGI</p>
<p>การจับจองเกาะ CGI ไม่ใช่การติดป้ายบอกหน้าบริษัท แต่ต้องทำให้คนทั้งโลกรับรู้<br />
ซึ่งไม่มีวิธีการไหนจะดีไปกว่าการได้รางวัลในระดับโลก และการเปิดบูทที่คานส์</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>9</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> เริ่มต้นน้ำ</strong></h3>
<p>สุรชัยได้รับมรดกเป็นที่ดินริมแม่น้ำน่านจากปู่ของเขา</p>
<p>ปู่ของสุรชัยซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เพื่อทำโรงน้ำแข็ง<br />
แต่เมื่อน้ำเปลี่ยนทิศก็ไม่อาจทำโรงงานน้ำแข็งได้<br />
ที่ดินแปลงนี้เลยถูกปล่อยทิ้งร้างไว้</p>
<p>“วันนึงเรานั่งหาปลาในแม่น้ำแล้วเห็นว่าปลาลดลง<br />
อาจจะเกิดจากฤดูกาล หรือกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศทาง ถ้าเราไม่รู้ตัวล่วงหน้า<br />
อาชีพเราก็จบ” สุรชัยเริ่มต้นเล่าถึงทฤษฎีดูต้นน้ำของเขา</p>
<p>ตลอด 20 ปีของการทำงาน<br />
เขาไปดูงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา การพิมพ์<br />
และคอมพิวเตอร์ ช่วงแรกที่เขาเปิดบริษัทอิลลูชั่นของตัวเอง<br />
อาร์ตไดเรกเตอร์ทุกคนที่มาหาเขาต่างบอกว่า อยากได้คานส์ สุรชัยเลยบอกแฟนว่า<br />
ต้องพาทีมไปดูงานของจริงที่คานส์ ไม่มีเงินก็ต้องกู้</p>
<p>ตอนที่เขาเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วทำงานในบริษัทของพี่ชาย<br />
เขาโดนผู้ใหญ่ในฝ่ายบริหารบอกว่าบิลลิ่งปีนี้ต้องเพิ่มขึ้น 2 เท่า<br />
สุรชัยเลยคิดต่อว่า ถ้าเขาทำเพิ่มขึ้นได้ 2 เท่าได้แล้ว โดนบอกให้เพิ่มอีก 2 เท่าจะทำยังไง สุรชัยเลยศึกษาว่าโลกนี้มีอะไรที่ทำให้เร็วขึ้นได้บ้าง คำตอบคือ อุตสาหกรรมรถยนต์<br />
เมื่อก่อนรถ 1 คันใช้เวลาผลิตหลายเดือน เดี๋ยวนี้เหลือแค่ไม่กี่นาที<br />
เขาเลยบินไปดูพิพิธภัณฑ์ของโตโยต้าที่เมืองนาโกย่า แล้วก็พบรหัสอะไรบางอย่าง<br />
โตโยต้าเริ่มจากการเป็นโรงงานทอผ้า<br />
ด้วยความที่เข้าใจระบบกลไกดีเลยพัฒนามาผลิตรถยนต์ มีโรงงานทอผ้าอีกแห่งพบความสัมพันธ์ว่าการทอลายบนผ้าเหมือนกับจุดสี<br />
CMYK เลยเปลี่ยนมาผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับตกแต่งภาพยี่ห้อชิมาเซกิ</p>
<p>ช่วงที่เรียนที่ญี่ปุ่น<br />
บริษัทตกแต่งภาพที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นชื่อ Nippon Color<br />
Engineering กำลังทำ 3 เรื่องในเวลานั้น งานหลักคือแต่งฟิล์ม<br />
ซึ่งถือเป็นยุคปลายแล้ว งานต่อมาคือการแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ชิมาเซกิ<br />
และงานใหม่ล่าสุดคือการใช้โปรแกรม 3D สร้างโมเดลทำโลโก้ง่ายๆ<br />
สำหรับใช้ในงานโฆษณา</p>
<p>สุรชัยเห็นแล้วว่าทิศทางของงานตกแต่งภาพจะไปทางไหน</p>
<p>เขาพบรหัสลับอีกอย่าง<br />
ถ้าอยากรู้ว่าการใช้ภาพในวงการโฆษณาจะไปทางไหนให้ดูจากโฆษณารถยนต์<br />
เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีเงินเยอะ<br />
ตอนนี้งานโฆษณารถยนต์ในยุโรปไม่มีการถ่ายรูปมารีทัชแล้ว แต่ใช้ภาพจาก CGI ทั้งหมด โดยใช้ภาพจากไฟล์ที่ดีไซเนอร์ออกแบบรถเลย<br />
เลยไม่มีทางที่จะไม่เหมือน เผลอๆ เหมือนกว่าของจริงอีก</p>
<p>2 ปีก่อน สุรชัยไปดูงานของ Adobe แล้วพบว่าชีวิตนักรีทัชของเขาจบแล้ว<br />
เพราะบริษัทมหาอำนาจด้านซอฟต์แวร์ออกแบบมีแนวคิดจะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าทั่วไปใช้งานง่ายที่สุดแต่ได้คุณภาพเหมือนมืออาชีพที่สุด<br />
นั่นแปลว่าพวกมืออาชีพต้องตายแน่ๆ</p>
<p>เมื่อก่อนสุรชัยไปดูนิทรรศการเพื่อเอาความรู้ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนความรู้ก็เปลี่ยน<br />
เขาเลยเปลี่ยนใจไปเพื่อหาคีย์เวิร์ดคำเดียวจากแต่ละงาน<br />
เขาจะแกะมันให้ได้ก่อนขึ้นเครื่องกลับ</p>
<p>“ถ้าไม่อยากตาย เราก็ต้องทำในสิ่งที่ยากขึ้น&#8221;<br />
คือคีย์เวิร์ดนั้น</p>
<p>สุรชัยเป็นนักเก็บสถิติ ดูบิลลิ่งทุกสัปดาห์<br />
ดูความเคลื่อนไหวของสไตล์งาน คาดการณ์ได้ว่า<br />
บิลลิ่งเดือนไหนจะเป็นบิลลิ่งเฉลี่ยของปีหน้า เขาสนใจมันครั้งแรกตอนอยู่ญี่ปุ่น เมื่อได้ฟังข้อมูลทางวิทยุบอกประมาณว่า วันไหนฝนตกยอดขายนมจะเพิ่มเป็น<br />
2 เท่า เขาก็เริ่มสนใจในความสัมพันธ์บางอย่างที่มีอยู่ขึ้นกับว่าเขาจะหามันเจอ</p>
<p>สุรชัยเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์คือการหาความเหมือนในสิ่งที่ต่าง<br />
และหาความต่างในสิ่งที่เหมือน</p>
<p>สินค้าส่งออกหลักของฟินแลนด์คือ<br />
เยื่อกระดาษ และแบรนด์ดังของฟินแลนด์คือ โนเกีย<br />
เขาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างของสองอย่างคือการสื่อสาร เป็นการเปลี่ยนจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัล</p>
<p>คำถามที่เขาถามตัวเองมาตลอด<br />
20 ปี คือวิวัฒนาการของบริษัทรีทัชจะกลายเป็นอะไร จากทฤษฎีดูต้นน้ำและเก็บสถิติ เขามั่นใจว่ามันคือ CGI</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>10</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ผมไม่ได้ขุดหลุม แต่กำลังปลูกป่า</strong></h3>
<p>“ตอนไปญี่ปุ่นผมคิดว่าผมจะเป็นซามูไร เป็นนักรบให้กษัตริย์<br />
ไม่ได้อยากเป็นกษัตริย์” สุรชัยเล่าย้อนถึงเป้าหมายชีวิตที่วางไว้</p>
<p>เขาไม่เคยคิดจะเปิดบริษัทของตัวเอง<br />
เมื่อกลับมาก็ทำงานในบริษัทของพี่ชายที่ชื่อ Kamarart Studio งานส่วนใหญ่ของเขาเป็นกราฟิกดีไซน์ ออกแบบโบรชัวร์<br />
สื่อสารด้วยรูปกับตัวหนังสือ เขาสังเกตว่างานที่ทำมีตัวหนังสือผิดตลอด<br />
ตรวจกี่รอบก็ผิด เลยถามตัวเองว่ามีงานแบบไหนบ้างที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ<br />
ซึ่งมันก็เริ่มสอดคล้องกับความฝันอีกก้อน</p>
<p>ตอนเรียนปริญญาโท เขาเคยคิดว่าอยากสร้างบริษัทที่ครีเอทีฟเดินเข้ามาเล่าไอเดียหรือสเกตช์บนกระดาษ<br />
แล้วเขาจะทำภาพให้เป็นจริงโดยไม่ต้องใช้รูปถ่าย คล้ายเขาเนรมิตภาพนั้นขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์</p>
<p>“ผมได้อ่านหนังสือเรื่องคนปลูกป่า มีคนคนหนึ่งเดินเข้าไปในเมือง<br />
เจอชายคนแรกขุดดินอยู่ข้างทาง เขาถามว่าทำอะไรอยู่ ชายคนนั้นตอบว่า ขุดดินอยู่ เดินไปอีกหน่อยก็เจอคนกำลังขุดดิน<br />
ชายคนนี้บอกว่า กำลังปลูกต้นไม้ เดินไปอีกก็เจอคนขุดดินอีก แต่ชายคนนี้บอกว่า<br />
เขากำลังปลูกป่า 3 คนนี้ทำสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวไม่เหมือนกัน” สุรชัยเล่าได้เห็นภาพ “ภาพป่าในหัวผมชัดมาก<br />
และต่างจากคนรอบตัวมาก”</p>
<p>หลังจากที่ทำงานกับพี่ชายมา 7 &#8211; 8 ปี<br />
สุรชัยก็ตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ illusion ในปี 2001<br />
ชื่อนี้สื่อความหมายถึงวงการโฆษณาที่เป็นวงการแห่งการสร้างภาพมายา<br />
และความตั้งใจที่บริษัทของเขาจะสร้างภาพที่ไม่มีอยู่จริงให้เหมือนจริง เขาเริ่มต้นจากการทำงานรีทัช<br />
แต่มีปลายทางที่ชัดเจนรออยู่แล้วว่าจะทำ CGI</p>
<p>ยุคนั้นโปรดักชันเฮาส์ส่วนใหญ่นิยมตั้งออฟฟิศย่านทาวน์อินทาวน์<br />
แต่เขาคิดต่าง “จะให้ลูกค้ามาหาเราหรือเราไปหาลูกค้า<br />
ถ้าให้ลูกค้ามาหา เราทำงานที่บ้านก็ได้ ผมคิดว่าเราควรไปหาลูกค้า<br />
เลยเอาแผนที่กรุงเทพฯ มากางแล้วเขียนตำแหน่งเอเจนซี่ทั้งหมดลงไป<br />
ลากเส้นจากจุดที่อยู่ตรงกลาง ที่นี่คือจุดที่อยู่ตรงกลางพอดี” สุรชัยชี้นิ้วลงกับพื้น</p>
<p>ป่าของสุรชัยเลยขึ้นมาตั้งอยู่บนชั้นเพนเฮาส์ของตึกหรูย่านหลังสวน</p>
<p>เริ่มแรกบริษัทของสุรชัยตั้งอยู่ที่ชั้น<br />
25 ตอนนั้นเขามีพนักงาน 10 คน แต่เช่าพื้นที่ไว้เผื่อสำหรับพนักงาน 20 คน<br />
เพราะคิดว่าบริษัทของเขาต้องโต ภายในเวลาปีเดียวเขาก็ย้ายขึ้นมาอยู่ที่ชั้น 26<br />
ซึ่งเป็นชั้นเพนต์เฮาส์บนสุดของตึก เหมายกชั้น</p>
<p>“ผมไม่ได้รวยขึ้นนะ วันที่ผมมาอยู่ตึกแถวนี้ร้างหมด<br />
ผมชอบเดินดูที่ว่าง วันนึงได้เดินขึ้นมาดูชั้นนี้<br />
วิวมันสวยที่สุดแห่งนึงในกรุงเทพฯ เลยนะ ผมจะเอาตรงนี้แหละ เอาทั้งชั้น<br />
ใหญ่แค่ไหนก็จะเอา ผมเรียนรู้แล้วว่า ต้องทำให้ไปถึงภาพสุดท้ายที่เรามีให้เร็วที่สุด<br />
ถ้าต้องทำอะไรแลกเพื่อให้ได้มาก็ต้องทำ” สุรชัยเปรียบเทียบว่า<br />
มันก็เหมือนกับตอนที่เขาเลิกทำร้านอาหารไปเรียนคอมพิวเตอร์ที่ญี่ปุ่น</p>
<p>ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาโดยไม่เสียอะไร</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-80">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-81">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-83">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-82/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-82/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-81/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Apr 2017 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-81/</guid>

					<description><![CDATA[<p>4 ผมคือนักก๊อปปี้ตัวฉกาจ สุรชัยเรียนมาทางสายวิทย์ และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี แต่สุดท้ายเขาก็หลงเสน่ห์ศิลปะจนกลายมาเป็น 1 ใน 20 ของนักศึกษาสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นแรก ในปี 2526 ตอนเด็กๆ เขาคิดว่า วิชาศิลปะคือการวาดรูป แต่พอไปเรียนกลับพบว่า นี่คือโลกอีกใบที่เขาไม่รู้จักเลย ไม่รู้เลยว่าสีน้ำมัน สีน้ำ ต้องวาดยังไง ไม่ได้ชำนาญเหมือนเพื่อนที่มาจากช่างศิลป์หรือเพาะช่าง อดีตนักกีฬาระดับหัวแถวอย่างสุรชัยกลายเป็นศิลปินติดกลุ่มรั้งท้ายของรุ่น “เวลาผมยืนดรอว์อิ้งข้างใคร สไตล์รูปจะออกมาเหมือนคนนั้นเลย” สุรชัยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ การแปลงภาพวัตถุทรงสามมิติให้มาเป็นลายเส้นนั้นยากสำหรับเขา ไม่เหมือนการก๊อปปี้ภาพวาดของเพื่อน เห็นใครวาดสไตล์ไหนแล้วได้คะแนนดีก็ทำตาม “ตอนเด็กๆ ผมมีคุณสมบัติอย่างนึง เห็นนิดเดียวแล้วจำได้เลย ดูบาส NBA แป๊บเดียวผมทำท่าตามได้ ตาผมพิเศษมาก ดูหนังสือรวมภาพวาดของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ก็จำชุดสีได้ พอเอาไปใช้ในงานอาจารย์ก็ชมว่าสีของผมสวยมาก ผมเป็นนักก๊อปปี้ตัวฉกาจเลย” สุรชัยหัวเราะอีกรอบ แนวคิดในการวาดรูปของสุรชัยเปลี่ยนไปตอนเรียนปี 3 ช่วงนั้นเขาชอบใช้กล้อง Leica M3 ของคุณพ่อออกไปถ่ายรูป แต่ค่าฟิล์มมันแพงเขาก็เลยไม่ใช่ฟิล์ม เล็งวิวไฟน์เดอร์ ดูองค์ประกอบภาพให้ลงตัว แล้วกดชัตเตอร์ “แม่งสวยว่ะ” เขาพูดถึงภาพที่ตัวเองมองเห็นผ่านวิวไฟน์เดอร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-81/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong>4</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ผมคือนักก๊อปปี้ตัวฉกาจ</strong></h3>
<p>สุรชัยเรียนมาทางสายวิทย์ และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี แต่สุดท้ายเขาก็หลงเสน่ห์ศิลปะจนกลายมาเป็น 1 ใน 20 ของนักศึกษาสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นแรก ในปี 2526</p>
<p>ตอนเด็กๆ เขาคิดว่า วิชาศิลปะคือการวาดรูป แต่พอไปเรียนกลับพบว่า นี่คือโลกอีกใบที่เขาไม่รู้จักเลย ไม่รู้เลยว่าสีน้ำมัน สีน้ำ ต้องวาดยังไง ไม่ได้ชำนาญเหมือนเพื่อนที่มาจากช่างศิลป์หรือเพาะช่าง อดีตนักกีฬาระดับหัวแถวอย่างสุรชัยกลายเป็นศิลปินติดกลุ่มรั้งท้ายของรุ่น</p>
<p>“เวลาผมยืนดรอว์อิ้งข้างใคร สไตล์รูปจะออกมาเหมือนคนนั้นเลย” สุรชัยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ การแปลงภาพวัตถุทรงสามมิติให้มาเป็นลายเส้นนั้นยากสำหรับเขา ไม่เหมือนการก๊อปปี้ภาพวาดของเพื่อน เห็นใครวาดสไตล์ไหนแล้วได้คะแนนดีก็ทำตาม “ตอนเด็กๆ ผมมีคุณสมบัติอย่างนึง เห็นนิดเดียวแล้วจำได้เลย ดูบาส NBA แป๊บเดียวผมทำท่าตามได้ ตาผมพิเศษมาก ดูหนังสือรวมภาพวาดของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ก็จำชุดสีได้ พอเอาไปใช้ในงานอาจารย์ก็ชมว่าสีของผมสวยมาก ผมเป็นนักก๊อปปี้ตัวฉกาจเลย” สุรชัยหัวเราะอีกรอบ</p>
<p>แนวคิดในการวาดรูปของสุรชัยเปลี่ยนไปตอนเรียนปี 3 ช่วงนั้นเขาชอบใช้กล้อง Leica M3 ของคุณพ่อออกไปถ่ายรูป แต่ค่าฟิล์มมันแพงเขาก็เลยไม่ใช่ฟิล์ม เล็งวิวไฟน์เดอร์ ดูองค์ประกอบภาพให้ลงตัว แล้วกดชัตเตอร์ “แม่งสวยว่ะ” เขาพูดถึงภาพที่ตัวเองมองเห็นผ่านวิวไฟน์เดอร์ “ผมอยากวาดภาพให้ได้แบบนี้บ้าง เลยเปลี่ยนมาวาดแนวเหมือนจริงแบบซูเปอร์เรียลิสติก เขียนแก้วให้เหมือนแก้ว เขียนผ้าให้เหมือนผ้า ซึ่งเป็นเบสิกสุดๆของงานศิลปะ ใครๆ ก็เขียนได้ แต่ตรงกับจริตของผมมาก”</p>
<p>จะบอกว่าเขาเปลี่ยนจากการก๊อปสไตล์ของเพื่อนมาเป็นก๊อปของจริงก็ไม่ผิด</p>
<p>โปรเจกต์จบของเขาทำเรื่อง ‘สภาพแวดล้อมลวงตา’ งานของเขาจะแขวนโชว์บนกำแพงอิฐ เขาก็วาดภาพขนาด 3 x 3 เมตร เป็นรูปกำแพงอิฐนั้น ดูเผินๆ จะไม่เห็นว่านี้คือภาพวาด พอไปเรียนที่ญี่ปุ่นเขาก็ยังคงวาดรูปในคอนเซปต์นี้ งาน CGI ที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ก็คือการทำภาพเหมือนแบบซูเปอร์เรียลิสติกนั่นเอง</p>
<p>illusion กลายมาเป็นชื่อบริษัทของเขาในที่สุด</p>
<p>ฝีไม้ลายมือด้านศิลปะของเขาไม่ธรรมดา ได้ร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติสาขาจิตรกรรม ซึ่งคัดจากศิลปินทั่วประเทศ และในการประกวดศิลปกรรมเฉพาะนักศึกษาในเชียงใหม่ เขาก็ได้รางวัลที่ 1</p>
<p>แต่เขาไม่เลือกเป็นศิลปิน</p>
<p>“ผมไม่ชอบไลฟ์สไตล์ของศิลปินเมืองไทยที่ผมเห็นตอนนั้น อีกอย่าง ผมชอบทำงานสั้นๆ เสร็จเร็วๆ” ในที่สุดก็พบว่าตัวเองชอบงานออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยเขาเลยไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นด้วยความมุ่งมั่น รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร</p>
<p>เขาอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์โฆษณา</p>
<hr id="horizontalrule" />
<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">5</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ญี่ปุ่นห่างจากเมืองไทย 2</strong><strong> ชั่วโมง แต่ต่างกัน 40 </strong><strong>ปี</strong></h3>
<p>“ผมได้อะไรกลับจากญี่ปุ่นเยอะมาก<br />
ทุกวันนี้ยังใช้ไม่หมดเลย” สุรชัยหมายความตามนั้นจริงๆ</p>
<p>ด้วยความสนใจในงานกราฟิกดีไซน์ของญี่ปุ่นและเซน<br />
ทำให้สุรชัยตัดสินใจบินมาเรียนต่อที่โตเกียว<br />
บัณฑิตจิตรกรรมคนนี้มีเป้าหมายว่าจะกลับมาทำงานที่บริษัท<br />
การลดชั้นกลับไปเรียนระดับอาชีวะจะได้ฝึกปฏิบัติทุกวัน<br />
ซึ่งน่าจะดีกว่าการทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท<br />
สุรชัยเลือกเรียนโฆษณาซึ่งที่นั่นใช้คำที่กินความหมายกว้างกว่า Communication<br />
Design ในโรงเรียน Tokyo Design Gakuin</p>
<p>“ผมเลิกเชื่อว่าต้องเรียนให้สูงถึงจะประสบความสำเร็จ<br />
เรียนให้ถูกต้องต่างหากที่จะประสบความสำเร็จ” สุรชัยเคยเขียนอธิบายการเลือกเรียนอาชีวะไว้แบบนั้น</p>
<p>“ญี่ปุ่นห่างจากไทยแค่<br />
2 ชั่วโมง แต่ดูต่างกันตั้ง 40 ปี นี่กูเดินผ่านอุโมงค์มหัศจรรย์ออกมานี่หว่า” สุรชัยย้อนนึกถึงความรู้สึกตอนที่ไปถึงญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี<br />
1988 เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังที่ตัวเอกได้ออกเดินทางไปในอนาคต<br />
เลยเหมือนในหนังว่า จะเอาทุกอย่างที่ใช้เป็นอาวุธในการทำงานกลับมาเมืองไทย</p>
<p>สุรชัยบอกว่า<br />
เขาโชคดีมากที่ได้เจอครูดีๆ มากมาย ทีครั้งหนึ่งเขาเอางานที่วาดมาวางหน้าห้อง<br />
ครูก็ถามกลับทันทีว่าไปลอกงานใครมา เพราะคนจากประเทศร้อนไม่มีทางใช้ชุดสีแบบนี้ ว่าแล้วก็ไล่ให้เขาเข้ามิวเซียมไปดูงานไฟน์อาร์ต<br />
ดูการใช้สีและเทคนิคแบบต่างๆ เมื่อเขารู้ตัวว่าความรู้เรื่องไฟน์อาร์ตเขาว่างเปล่ามาก<br />
สุรชัยเลยต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ผ่านการมองนอกห้องเรียน<br />
เดินทางทุกซอกซอยในญี่ปุ่น เจอมิวเซียมที่ไหนเข้าฟรีก็เข้าไปทุกวัน<br />
ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>
<p>สิ่งที่มีอิทธิพลกับตัวเขาอีกอย่างในญี่ปุ่นก็คือ<br />
เพื่อนชาวจีนในโรงเรียนสอนภาษา “แม่งโคตรขยันเลย ผมทำงานเก็บขยะตามสำนักงานวันละ 2<br />
ชั่วโมงก็โอเคแล้วนะ แต่มันทำควบ 3 กะ เกือบถึงเช้า แล้วก็ตื่นมาเรียนต่อ ท่องศัพท์ได้ด้วย” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น<br />
เมื่อเห็นเพื่อนจีนใช้ชีวิตแบบสุดคุ้ม เขาก็เอาบ้าง “ผมถนัดเรียนแบบสิ่งรอบตัว”<br />
สุรชัยหัวเราะเสียงดัง เขาไม่ได้ใช้เวลาไปกับการทำงานเหมือนเพื่อนจีน<br />
แต่เขาเอาเวลาไปดูงานศิลปะ</p>
<p>ในปีแรกเพื่อนร่วมรุ่นของเขาซึ่งเพิ่งจบมัธยมกันมา<br />
ไม่มีใครดรอว์อิ้งสู้บัณฑิตจิตรกรรมอย่างเขาได้ แต่พอขึ้นปี 2 งานของน้องๆกลับพัฒนาแซงหน้าเขา “เด็กพวกนี้โตมากับสภาพแวดล้อมจริงๆ” สุรชัยวิเคราะห์<br />
“ผมเรียนวาดรูปโดยดูรูปจากหนังสือ ไม่เคยได้นั่งเก้าอี้ดีๆ ไม่เคยใช่ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบบดีๆ<br />
วัตถุดิบที่มีในหัวผมแทบจะเป็นศูนย์ แต่เด็กพวกนี้มีประสบการณ์ตรง อย่างที่ผมเรียกว่าได้เห็นสัดส่วน<br />
1 ต่อ 1 เขาจับขวดแก้วสวยๆมาเป็นสิบปี<br />
เวลาออกแบบเลยดูดีมีรสนิยม”</p>
<p>สุรชัยเล่าถึงเพื่อนร่วมคลาสออกแบบคนหนึ่งของเขา<br />
“มันบ้ามนุษย์อวกาศมาก เวลาโรงเรียนมีงานเลี้ยงสำคัญๆ แล้วตรงกับ NHK ถ่ายทอดสดเกี่ยวกับอวกาศ มันจะไม่มาเลย ต้องดูถ่ายทอด ในวิชาครีเอทีฟ ครูให้โจทย์ว่าออกแบบอะไรก็ได้<br />
มันออกแบบอะไรรู้ไหม มันออกแบบท่าเดินในอวกาศ” เขาสบถให้ในความสร้างสรรค์ของเพื่อน<br />
“ผมไม่มีทางคิดได้เลย พอถามว่าทำไมต้องเดินแบบนี้<br />
มันก็มีข้อมูลบอกว่าในเงื่อนไขแบบนี้ๆ ต้องเดินแบบนี้ การเอางานอดิเรกที่เราชอบซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้วมาดีไซน์ที่มัน&#8230;<br />
จบเลย ไม่เหมือนเมืองไทย ให้เด็กดีไซน์เรื่องวัด ก็มีแต่เงาแบบอาจารย์ปรีชา เถาทอง<br />
เพราะเราไม่มีอะไรในหัวเลย”</p>
<p>เครื่องเริ่มติด<br />
เขาก็เล่าต่ออีกเรื่อง</p>
<p>ตอนเรียนปี<br />
2 มีวิชาหนึ่งที่เก็บผลงานตั้งแต่ต้นปีรวมมาส่งเป็นพอร์ตโฟลิโอปลายปี<br />
หน้าสุดท้ายเป็นประวัติของศิลปิน<br />
สุรชัยเอารูปถ่ายติดบัตรของเขาใส่ซองพลาสติกอย่างดีแล้วแม็กรูปติดไว้กับพอร์ตอย่างเรียบร้อย<br />
งานทุกชิ้นในเล่มเขาได้เกรด A มาหมด<br />
แต่พอร์ตโฟลิโอเล่มนี้เขาได้เกรด D</p>
<p>“อาจารย์เรียกผมมาคุยเลย เขาบอกว่าครั้งนี้จะสอนให้ผมจำไปตลอดชีวิต<br />
อะไรก็ตามที่เป็นของลูกค้า มีรูปเดียว คุณห้ามทำมันเสียหายเด็ดขาด<br />
นี่คือคุณสมบัติที่จะทำให้ผมเป็นมืออาชีพในอนาคต ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ<br />
ไม่มองหน้าอาจารย์เป็นอาทิตย์ สุดท้ายสิ่งนี้ก็ฝังแน่นอยู่ในตัวผม<br />
การลงโทษบางอย่างก็สำคัญ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา<br />
ไปถามลูกค้าของผมคนไหนก็ได้ ไม่เคยมีใครเห็นงานของลูกค้าคนอื่นนะ<br />
ผมถือเป็นความลับที่สุด” สุรชัยหยิบชาร้อนขึ้นจิบ</p>
<p>ก็คงจะเป็นอย่างนั้น<br />
ขนาดผมขอดูงานชิ้นใหม่เอี่ยมที่เขาทำให้เอเจนซี่ชื่อดังอย่าง Droga5 ออสเตรเลีย และ Y&amp;R ปานามา<br />
ซึ่งเขาภูมิใจเป็นหนักหนา เขายังไม่ยอมให้ดู และไม่บอกด้วยว่าเป็นงานของสินค้าอะไร<br />
และเป็นงานรูปแบบไหน</p>
<p>ไม่เป็นไร<br />
ผมจะรอดูงานนี้ที่คานส์</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>6</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เริ่มเรียนเมื่อเลิกเรียน</strong></h3>
<p>สุรชัยมีความฝันอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์</p>
<p>ช่วงเวลา<br />
2 &#8211; 3 ปีที่อยู่ในญี่ปุ่น ฝีไม้ลายมือของเขาได้รับการพิสูจน์แล้วโดยรางวัลจากหลายเวทีประกวด<br />
เขาคิดว่าน่าจะลองเริ่มต้นอาชีพนี้ที่แดนอาทิตย์อุทัย เลยสมัครงานกับบริษัทเล็กๆ<br />
เจ้าของบริษัทถามเขาว่า ชอบกราฟิกดีไซเนอร์คนไหน สุรชัยตอบไปว่า คัตซุมิ อะซะบะ เจ้าของบริษัทเลยบอกว่ารอเดี๋ยว<br />
แล้วต่อสายหาอะซะบะเพื่อนัดให้นักออกแบบหนุ่มชาวไทยเข้าไปพบ<br />
ประมาณว่าเป็นช่างสกุลเดียวกันควรได้พบกัน</p>
<p>“การเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเป็นแค่การปรับตัวจากเด็กสู่คนทำงาน<br />
คนที่เรียนจบมาจะไม่ค่อยเก่งเมื่อเทียบกับคนไทย<br />
ไม่ว่าจะเข้าบริษัทเล็กบริษัทใหญ่ก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด นับไปเรื่อยๆ<br />
พออายุสัก 35 เขาจะเก่งกว่าคนไทยทุกคน เพราะพอเราออกจากมหาวิทยาลัยก็หยุดเรียน<br />
ถ้าคิดว่าจบมหาวิทยาลัยแล้วเริ่มเรียน ยังไงก็ชนะทุกคน” สุรชัยอธิบายต่อว่า<br />
การที่เจ้าของบริษัทนัดให้เขาไปเจอกับอะซะบะ ก็ถือเป็นการเรียนรูปแบบหนึ่ง<br />
เขาอยากให้สุรชัยได้เรียนรู้กับครูถูกคน</p>
<p>สุรชัยก็ไม่รู้เหมือนกันว่า<br />
ทำไมบริษัทนี้ถึงดูแลคนที่มาสมัครงานซึ่งก็ไม่ได้รับดีขนาดนี้</p>
<p>ที่ออฟฟิศของอะซะบะมีโต๊ะปิงปองตั้งอยู่ สุรชัยรู้ภายหลังว่าเขาเคยเป็นนักปิงปองทีมชาติญี่ปุ่นมาก่อน<br />
นั่นทำให้เขานึกถึงสถาปนิกคนโปรดอย่าง ทาดาโอะ อันโดะ ซึ่งเคยเป็นนักมวย “คนที่มีพื้นฐานกีฬาเมื่อมาทำงานศิลปะมันจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษ<br />
ผมชอบสเปซในงานของอันโดะมาก ผมไม่เคยเจอที่ไหนเลย<br />
เวทีมวยเป็นสเปซที่ต่างจากกีฬาทุกชนิด เพราะมีเชือกที่ยืดหยุ่นเป็นรั้ว<br />
จะมีสถาปนิกกี่คนที่เคยได้อยู่บนสเปซอย่างเวทีมวย” อดีตนักบาสวิเคราะห์</p>
<p>ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครอยากเป็นกราฟิกดีไซเนอร์<br />
มีแต่คนอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์เพราะรู้สึกว่าใหญ่กว่า<br />
แต่อะซะบะกลับเป็นกราฟิกดีไซเนอร์จนแก่<br />
เขาบอกว่าสองอาชีพนี้เป็นงานคนละแบบที่ไม่มีตำแหน่งไหนใหญ่กว่ากัน<br />
ใครถนัดยังไงก็ควรทำอย่างนั้น</p>
<p>อะซะบะชอบงานของสุรชัย จนได้ร่วมงานกันในอนาคต<br />
แต่วันนั้นกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ของญี่ปุ่นให้คำแนะนำง่ายๆ<br />
ที่ส่งผลต่ออาชีพของสุรชัยถึงทุกวันนี้ “เขาถามว่า ทำไมผมไม่เป็นอิลลัสเตรเตอร์<br />
จะเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ทำไม ผมก็งงว่าจะมาลดชั้นผมทำไม เขาอธิบายว่า งานส่วนใหญ่ของผมเป็นงานเพนต์<br />
ผมเป็นอิลลัสเตรเตอร์ในญี่ปุ่นได้ทันที<br />
แต่ถ้าจะเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ต้องเรียนรู้ใหม่ และสิ่งที่สำคัญ<br />
ถ้าผมจะเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ผมต้องทำงานกับลูกค้า นักการตลาด ซึ่งพูดคนละภาษากับผม<br />
แต่ถ้าผมเป็นอิลลัสเตรเตอร์ ผมจะได้ทำงานกับอาร์ตไดเรกเตอร์ซึ่งพูดภาษาเดียวกับผม<br />
นั่นคือ ภาษาศิลปะ” สุรชัยรินชาจากกาเติมลงในแก้วที่ว่างเปล่า</p>
<p>วันนั้นเขายังไม่ยอมรับความคิดนี้<br />
แต่สุดท้ายเขาก็เป็นอิลลัสเตรเตอร์มา 20 ปีพอดี</p>
<p>และเป็นอิลัสเตรเตอร์อันดับ<br />
1 ของโลกด้วย</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>7</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ชีวิตก็เหมือนรถไฟที่เปลี่ยนรางไปเปลี่ยนรางมา</strong></h3>
<p>“ตอนจับเมาส์คอมพิวเตอร์ครั้งแรก<br />
ผมรู้สึกว่านี่มันบาสนี่หว่า นี่คือภาคต่อของบาส”<br />
สุรชัยเล่าถึงการลองใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรกในบูทที่แอปเปิ้ลเอาคอมมาให้คนลองใช้<br />
ครั้งนั้นมีหลายคนสับสนว่าต้องมองมือหรือมองเคอร์เซอร์<br />
แต่สุรชัยใช้ได้คล่องแคล่วตั้งแต่ครั้งแรก<br />
หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้คอมพิวเตอร์อีกเลย<br />
จนกระทั่งมาทำงานในร้านอาหารไทย</p>
<p>มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาถามหาคนไทยในร้านที่สุรชัยทำงาน<br />
เขาอยากหาคนที่อ่านภาษาไทยได้ไปช่วยทำคาราโอเกะภาษาไทยให้ผู้หญิงไทยร้องในบาร์<br />
พอรู้ว่าสุรชัยเรียนดีไซน์เลยชวนทำรูปกราฟิกนิ่งๆ ประกอบเพลงด้วย<br />
สุรชัยสนใจแต่ทำคอมพิวเตอร์ไม่เป็น บริษัทนี้เลยบอกว่า ไม่เป็นไร พวกเขาจะสอนให้<br />
โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมาเรียนทุกวัน</p>
<p>สุรชัยวิเคราะห์ว่า<br />
ถ้าสอนจนทำงานได้แล้ว การจ้างคนที่มีฝีมืออย่างเขาในเรตของวุฒิอาชีวะมันคุ้มกว่าการจ้างคนจบปริญญาตรีเป็นไหนๆ<br />
แล้วก็อาจจะเป็นเพราะดวงตาที่เป็นประกายพร้อมเรียนรู้ของเด็กหนุ่มจากเมืองไทย</p>
<p>ช่วงนั้นทางบ้านไม่ได้ส่งเงินให้สุรชัยแล้ว<br />
รายได้ทั้งหมดของเขามาจากการทำงานในร้านอาหาร<br />
การลาออกไปเรียนคอมพิวเตอร์จึงทำให้เขาไม่มีรายได้<br />
แต่ถ้าไม่เรียนคราวนี้ก็ไม่รู้จะมีโอกาสอีกไหม เขาใช้เวลาคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกเรียนคอมพิวเตอร์</p>
<p>นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งที่สองของเขา</p>
<p>Zoom System เป็นบริษัทเล็กๆ ตั้งอยู่ในตึกขนาด 3 คูหา ที่นี่สุรชัยได้เจอโค้ชทีเดียว<br />
6 คน พนักงานในบริษัทสอนให้เขารู้จักเครื่องแมคอินทอชรุ่นดึกดำบรรพ์<br />
และลองใช้โปรแกรมตกแต่งภาพอย่างง่ายที่ทำได้แค่สีเดียว<br />
อาร์ตไดเรกเตอร์รุ่นใหญ่คนหนึ่งเห็นเขาลองใช้คำสั่งต่างๆ อยู่หลายวัน<br />
ก็มาแนะเคล็ดลับว่า การทำรูปก็เหมือนเขียนเรียงความนั่นแหละ<br />
ถ้าเรารู้ศัพท์น้อยก็เลือกเขียนหัวข้อง่ายๆ แทนที่จะทดลองใช้เครื่องมือ<br />
ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือที่ง่ายที่สุดอันเดียว วาดรูปด้วยเทคนิคที่ง่ายที่สุด<br />
ช่วงนั้นเขาตั้งใจเรียนรู้มาก ไปตั้งแต่เช้าและกลับพร้อมคนสุดท้าย อยู่จนคนคุมห้องไว้ใจให้ถือกุญแจล็อกห้องเอง<br />
จากโปรแกรมขาวดำก็เลื่อนขั้นมาทำโปรแกรมสี<br />
ในที่สุดบริษัทนี้ก็รับเขาเป็นพนักงานประจำด้วยสัญญาจ้างงาน 6 เดือน</p>
<p>งานแรกของเขาคือทำเพลงประกอบคาราโอเกะ<br />
2 รูป ใช้เวลาทำ 3 สัปดาห์ แล้วส่งให้ทีมปรับแก้อีกสัปดาห์ พอเสร็จงานเจ้านายก็เรียกคนทั้งบริษัทมาดูผลงานของสุรชัย<br />
พอเปิดขึ้นมาสุรชัยพบว่า มันไม่เหมือนงานที่เขาส่งไป มันดูดีขึ้นมาก<br />
เพลงนี้เกี่ยวกับรถไฟในป่า เขาเปิดหารูปรถไฟในห้องสมุดมาวาด<br />
แต่รูปนั้นดันไม่ใช่รถไฟญี่ปุ่น ทีมงานเลยเอาไปแก้ใหม่ทั้งหมด</p>
<p>“ผมรู้สึกผิด<br />
เพราะผมไม่ได้มีส่วนกับงานนี้เลย ผมเลยเอาเงินเดือนไปคืนเจ้าของบริษัท ผมรับไม่ได้จริงๆ<br />
ทั้งที่นั่นคือเงินก้อนเดียวที่จะทำให้ผมมีชีวิตในญี่ปุ่นต่อไปได้” สุรชัยเว้นวรรค ถึงเขาจะไม่มีเงิน แต่ก็มีศักดิ์ศรี</p>
<p>“เจ้าของบริษัทบอกว่า<br />
ไม่เป็นไร รับเงินไปแล้วเรียนรู้ไป โอ้โห ฟังแล้วน้ำตาไหลเลย ผมนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น<br />
มันเป็นโมเมนต์ที่สุดยอดมาก” สุรชัยเล่าอย่างมีอารมณ์ร่วมเต็มที่</p>
<p>พอเข้าเดือนที่สอง<br />
อาร์ตไดเรกเตอร์รุ่นใหญ่คนเดิมบอกให้เด็กๆ เอาคอมมาตั้งข้างเครื่องสุรชัย<br />
เขากระซิบความลับให้ฟังว่า สุรชัยคือแรงบันดาลใจให้อยากเรียนรู้คอมพิวเตอร์<br />
เขาเคยรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินเรียน<br />
แต่วันหนึ่งก็มีเด็กจากประเทศโลกที่สามมาเรียนรู้เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ พอพวกเขานั่งคุยกันไปนานๆ<br />
ก็สนิทกันมากขึ้น</p>
<p>“เขารู้ว่าผมจบจิตรกรรม<br />
เลยถามว่าเมืองไทยมีศิลปินเยอะไหม ผมบอกว่าเป็นพันคน<br />
แล้วเขาก็ถามว่าวงการโฆษณาที่ผมอยากทำงานล่ะมีครีเอทีฟเยอะแค่ไหน ก็หลายอยู่ แล้ววงการคอมพิวเตอร์<br />
มีน้อยมาก เขาแนะนำผมว่า ลืมเรื่องวงการศิลปะกับโฆษณาไปเลย<br />
กลับเมืองไทยไปซื้อเครื่องแมคอินทอชแล้วขยันเหมือนตอนที่อยู่ที่นี่<br />
ผมจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำภาพด้วยคอมพิวเตอร์ 1 ใน 5 ของเมืองไทยใน 5 ปี”<br />
สุรชัยเว้นจังหวะ “มันเปลี่ยนความคิดผมเลยนะ”</p>
<p>ในญี่ปุ่นมีนิทรรศการขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนวงการโฆษณา<br />
2 งาน คือ Nippon Graphic Exhibition เป็นงานกราฟิกซึ่งสุรชัยเคยได้รางวัลจากเวทีนี้แล้ว<br />
กับ JACA Contemporary Graphic Art Exhibition<br />
เป็นงานอิลลัสเตรชันซึ่งงานของสุรชัยเคยถูกคัดมาแสดงในงานนี้ด้วย<br />
ปีนั้นอะซะบะผู้เป็นกรรมการอยู่ทั้ง 2 งาน อยากนำงานนี้มาแสดงที่เมืองไทย<br />
เลยชวนสุรชัยมาเป็นล่ามให้</p>
<p>วีซ่าของสุรชัยใกล้จะหมดแล้ว<br />
ถ้าเขากลับมาเมืองไทย เขาจะไม่ได้กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นอีก</p>
<p>ในที่สุดเขาก็เลือกกลับบ้าน<br />
เพราะมั่นใจว่าเขาไม่มีทางทำงานได้ดีในประเทศนี้แน่<br />
เขารู้จักความเป็นญี่ปุ่นแค่ภาพ องค์ประกอบ แต่ไม่ได้เข้าใจ<br />
มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและลึกซึ้งมาก</p>
<p>ก่อนกลับสุรชัยไปหาวิศวกรที่คุมซอฟต์แวร์ของบริษัทเพื่อขอก๊อปปี้โปรแกรมกลับมาด้วย วิศวกรคนนั้นเข้าใจและยินดีก๊อปปี้ให้<br />
แต่มีข้อแม้</p>
<p>“เขาให้ผมสัญญากับเขาว่า เมื่อผมเอาซอฟต์แวร์เหล่านี้ไปใช้ทำธุรกิจได้เงินแล้ว<br />
ผมต้องซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์มาใช้ มันคือจรรยาบรรณ ในฐานะที่คุณเป็นดีไซเนอร์<br />
ถ้ามีคนเอางานคุณไปใช้โดยไม่จ่ายเงิน คุณก็ไม่พอใจใช่ไหม” สุรชัยบอกว่าคำสัญญาในครั้งนั้นทำให้เขาใช้โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์มาโดยตลอด</p>
<p>สิบกว่าปีให้หลัง สุรชัยกลับไปที่บริษัทนี้อีกครั้ง แต่บริษัทย้ายไปแล้ว<br />
และเขาตามหาข้อมูลของบริษัทนี้ไม่เจอเลย เขาจึงเปรียบคนเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนเทวดาที่โผล่มาช่วยเขา</p>
<p>“จังหวะชีวิตบางทีเราก็เป็นคนเลือก เหมือนรถไฟเปลี่ยนรางไปเปลี่ยนรางมา แต่ที่จุดเปลี่ยนของผมทุกครั้ง<br />
มักจะมีคนมายืนบอกว่าควรไปทางไหน”<br />
สุรชัยสรุปความพลิกผันในชีวิตของเขาแบบนั้น</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-80">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-82">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-83">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-81/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-80/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-80/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Apr 2017 03:16:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-80/</guid>

					<description><![CDATA[<p>0 สุรชัย พุฒิกุลางกูรคือ นักคิด ผมคิดว่าอย่างนั้น เขาเฝ้าสังเกตชีวิตและครุ่นคิดกับมันจนได้ทฤษฎีที่น่าสนใจหลายเรื่อง ทุกทฤษฎีล้วนจริง ง่าย สร้างแรงบันดาลใจและเหมาะจะนำไปใช้งาน ใครกำลังสับสนในชีวิต อยู่ใกล้ๆ ความคิดของเขาไว้ แล้วจะไม่หลงทาง สุรชัยเป็นอิลัสเตรเตอร์โฆษณาที่ได้รางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เหมือนที่ธนญชัย ศรศรีวิชัย เคยเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 และอนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง เคยเป็นช่างภาพโฆษณาอันดับ 1 ผู้มี ‘ชัย’ ทั้งสาม เปรียบไปก็คล้ายนักกีฬาที่คว้าแชมป์โลก แต่สุรชัยพิเศษกว่าเพื่อนตรงที่งานของเขาน่าจะทำลายทุกสถิติของงานโฆษณาในหมวดสิ่งพิมพ์ตลอดกาล เห็นสุรชัยเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา หยิบเมาส์ปากกาวาดภาพเหมือน ผมก็อยากลองวาดภาพเหมือนตัวเขา ด้วยตัวหนังสือของผมดูบ้าง 1 งานสร้างภาพ ผมพบสุรชัย พุฒิกุลางกูร ครั้งแรกในงาน Cannes Lions International Festival of Creativity เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดและงานแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลสุดในโลก ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ตอนนี้สุรชัยและบริษัท illusion ของเขากำลังเนื้อหอมมากในระดับโลก เพราะเขากำลัง ‘สร้างภาพ’ ด้วยวิธีใหม่ ไม่ใช่การถ่ายรูปแล้วเอามารีทัช [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-80/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">0</strong></h3>
<p>สุรชัย<br />
พุฒิกุลางกูรคือ นักคิด</p>
<p>ผมคิดว่าอย่างนั้น</p>
<p>เขาเฝ้าสังเกตชีวิตและครุ่นคิดกับมันจนได้ทฤษฎีที่น่าสนใจหลายเรื่อง<br />
ทุกทฤษฎีล้วนจริง ง่าย สร้างแรงบันดาลใจและเหมาะจะนำไปใช้งาน</p>
<p>ใครกำลังสับสนในชีวิต<br />
อยู่ใกล้ๆ ความคิดของเขาไว้ แล้วจะไม่หลงทาง</p>
<p>สุรชัยเป็นอิลัสเตรเตอร์โฆษณาที่ได้รางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ<br />
1 ของโลก</p>
<p>เหมือนที่ธนญชัย<br />
ศรศรีวิชัย เคยเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1</p>
<p>และอนุชัย<br />
ศรีจรูญพู่ทอง เคยเป็นช่างภาพโฆษณาอันดับ 1</p>
<p>ผู้มี ‘ชัย’ ทั้งสาม เปรียบไปก็คล้ายนักกีฬาที่คว้าแชมป์โลก<br />
แต่สุรชัยพิเศษกว่าเพื่อนตรงที่งานของเขาน่าจะทำลายทุกสถิติของงานโฆษณาในหมวดสิ่งพิมพ์ตลอดกาล</p>
<p>เห็นสุรชัยเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา<br />
หยิบเมาส์ปากกาวาดภาพเหมือน</p>
<p>ผมก็อยากลองวาดภาพเหมือนตัวเขา<br />
ด้วยตัวหนังสือของผมดูบ้าง</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>1 </strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>งานสร้างภาพ</strong></h3>
<p>ผมพบสุรชัย พุฒิกุลางกูร ครั้งแรกในงาน Cannes Lions<br />
International Festival of Creativity เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดและงานแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลสุดในโลก<br />
ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลางปีที่ผ่านมา</p>
<p>ตอนนี้สุรชัยและบริษัท<br />
illusion ของเขากำลังเนื้อหอมมากในระดับโลก เพราะเขากำลัง ‘สร้างภาพ’ ด้วยวิธีใหม่<br />
ไม่ใช่การถ่ายรูปแล้วเอามารีทัช แต่เป็นการสร้างภาพขึ้นมาใหม่ทั้งหมดด้วยเทคนิค CGI<br />
หรือ Computer-Generated Imagery นั่นหมายความว่า ไม่ว่าครีเอทีฟจะคิดภาพแปลกประหลาดแค่ไหนมา<br />
เขาก็สามารถทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด</p>
<p>ปี<br />
2011 งานภาพที่เขาทำโฆษณากระเป๋า Samsonite ของเอเจนซี่ JWT เซี่ยงไฮ้<br />
ประเทศจีน กวาดรางวัลจากทุกเวทีทั่วโลกมาได้ถึง 11 กรังปรีซ์<br />
41 โกลด์ และซิลเวอร์ บรอนซ์ อีกนับไม่ถ้วน<br />
ถ้านับในแง่ปริมาณ นี่คือสิ่งพิมพ์ที่ได้รับรางวัลรวมมากที่สุดในโลก<br />
ถ้านับในแง่คุณภาพ ที่คือโฆษณาสิ่งพิมพ์ชิ้นแรก<br />
ที่คว้ารางวัลโกลด์ได้จากทุกเวทีประกวดที่ใหญ่และยากที่สุดในโลก</p>
<p>คุณูปการสำคัญของงานชิ้นนี้ที่ลืมไม่ได้คือ<br />
มันช่วยปลุกวงการโฆษณาสิ่งพิมพ์โลกที่เงียบเหงามานานหลายปีให้ตื่นขึ้นมาคึกคักอีกครั้ง</p>
<p>ปีที่ผ่านมาสุรชัยมางานคานส์ไลออนส์เพื่อออกบูท<br />
ถือเป็นครั้งแรกของหน่วยงานจากเมืองไทย</p>
<p>บูทขนาด<br />
2 คูหาของเขา<br />
ตั้งอยู่หน้าโซนโชว์งานโฆษณาที่ได้รางวัลหมวดสิ่งพิมพ์ โดยทำเลและขนาดแล้ว<br />
นับว่าเด่นที่สุดบูทหนึ่งของงาน มีครีเอทีฟเดินมาดูภาพเบื้องหลังรางวัลชิ้นต่างๆ ของ<br />
illusion หนาตาตลอดทั้งวัน<br />
และมีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาสอบถามความเป็นไปได้ของการทำงานร่วมกัน</p>
<p>อิลัสเตรเตอร์มือทองบอกผมว่า<br />
เขาเป็นคนชอบมองที่ว่าง เห็นทำเลตรงไหนดีก็จำไว้ ตอนมางานคานส์ไลออนส์ ครั้งแรกเมื่อปี<br />
2002 เขาพบว่าทำเลตรงนี้เตะตามาก 10 ปีผ่านไป เขาก็ได้มาตั้งบูทตรงนี้</p>
<p>“เราควรทำอะไรสักอย่างกับรางวัลกรังปรีซ์ที่ได้” สุรชัยเล่าถึงเหตุผลในการยกทีมบินมาตั้งบูทที่เมืองคานส์<br />
“คนส่วนใหญ่รู้ว่านี่คืองานของเอเจนซี่ JWT<br />
เซี่ยงไฮ้ แต่น้อยคนจะรู้ว่าโปรดักชันเฮาส์ที่ชื่ออิลลูชั่นจากกรุงเทพฯ<br />
เป็นคนทำงานนี้”</p>
<p>ผู้ก่อตั้งบริษัท illusion มองว่าวิธีหาลูกค้ามี<br />
2 อย่าง คือใช้เซลล์ออกไปหา<br />
กับใช้สื่อโฆษณาที่ดีที่สุด<br />
โดยเฉพาะงานที่อุดมไปด้วยครีเอทีฟและบุคลากรในวงการโฆษณาที่เก่งที่สุดในโลกหมื่นกว่าคน</p>
<p>พอคุยกันได้สักพัก<br />
ผมก็ถ่ายรูปเขาเพื่อเอาไปทวีตรายงานบรรยากาศ แต่เขากวักมือเรียกน้องๆ<br />
ในทีมให้มาถ่ายรูปด้วย</p>
<p>ในค่ำคืนของการประกาศรางวัล<br />
การเดินขึ้นไปรับรางวัลโกลด์บนเวทีนั้น ดูขลังไม่แพ้การรับรางวัลออสการ์<br />
สุรชัยได้รับโอกาสให้ขึ้นไปรับรางวัลอีกหน คราวนี้เขาชวน ศุภชัย อุไรรัตน์<br />
มือขวาของเขาให้ขึ้นเวทีด้วยกันเช่นเดิม<br />
แต่ปีนี้เขาให้ศุภชัยเป็นคนรับรางวัลจากมือประทาน<br />
เพราะปีที่แล้วเขาเป็นคนรับไปแล้ว</p>
<p>“รางวัลมันหนัก” สุรชัยพูดถึงเหตุผลในการให้ทีมเป็นผู้รับรางวัลแทนพร้อมเสียงหัวเราะ<br />
ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าหมายถึงอะไร</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>2 </strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ขอทานความเชื่อมั่น</strong></h3>
<p>“กรังปรีซ์ทำให้ผมปรากฏตัวบนเฟซบุ๊ก” สุรชัยบอกผมในวันที่เรานัดคุยกันที่ออฟฟิศสุดหรูของเขาบนเพนต์เฮาส์ของตึกสูงย่านหลังสวน</p>
<p>เขาเพิ่งเริ่มใช้เฟซบุ๊กไม่นาน<br />
แต่ก็ขยันเขียนประสบการณ์ชีวิตและความคิดอันแสนจะคมคายให้ได้อ่านกันเกือบทุกวัน</p>
<p>สุรชัยมองว่า<br />
ครูเป็นอาชีพที่มีคุณค่าที่สุดรองจากพ่อแม่ เขาจึงตั้งใจว่าเมื่ออายุ 55 จะเบนเข็มมาทำงานการศึกษาเต็มตัว ก็เลยสมัครเรียนปริญญาโท<br />
และวางแผนว่าต้องเรียนปริญญาเอกให้จบก่อนอายุ 55 เขาไม่ได้กลับไปเรียนเพื่อเอาความรู้มาสอน<br />
เพราะเขามีความคิดและทฤษฏีของตัวเองมากมาย<br />
ชีวิตเขาถึงมาจุดนี้ได้ด้วยวิธีคิดเหล่านี้</p>
<p>“เราไม่ฟังคนที่ยืนอยู่ในระดับเดียวกัน<br />
ผมต้องยืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าถึงมีคนฟัง<br />
ถ้าผมจบปริญญาตรีทำอะไรก็ไม่สำเร็จใครจะอยากฟัง” สุรชัยเล่าเสียงดังฟังชัด<br />
“พอผมได้กรังปรีซ์ผมก็ลาออกจากศิลปากรเลย<br />
เพราะผมมีโต๊ะให้ยืนพูดแล้ว”</p>
<p>เขาเริ่มสื่อสารสิ่งที่อยากบอกผ่านเฟซบุ๊กซึ่งเขาเคยแอนตี้ ในวัย 47<br />
เร็วกว่าแผนที่วางไว้นิดหน่อย</p>
<p>“ผมไม่ได้ว่าคนที่เล่นเฟซบุ๊กนะ ผมรู้สึกว่าคนใช้เฟซบุ๊กหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเหมือนขอทาน<br />
ทุกคนอยากมีตัวตน อยากแสดงตัวตนออกมา ก็หาอะไรมาแชร์<br />
เอาคำพูดคนอื่นมาเป็นคำพูดของตัวเอง มีคำคมเต็มไปหมด เป็นคำที่คนโพสต์ก็ไม่เข้าใจ<br />
แต่โพสต์แล้วดูดี เป็นเหมือนขอทานเคาะขัน ขอความเชื่อมั่น ซึ่งผมเคยเป็นมาก่อน”<br />
สุรชัยเล่าอย่างอารมณ์ดี</p>
<p>“ผมเริ่มได้รางวัลประกวดวาดรูปตั้งแต่ มศ.2 พอมาแข่งบาสเกตบอลก็ประสบความสำเร็จเรื่อยๆ<br />
ทีมชนะ ผมได้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยม พอเปลี่ยนมาวาดรูปประกวดก็ได้รางวัลไปเรียนที่ญี่ปุ่นส่งงานประกวดผมก็ชนะอีก<br />
ผมพยายามเล่าความสำเร็จของผมให้ทุกคนฟังเพื่อให้เขาสนใจ<br />
ผมจะได้มีตัวตนในสังคม เป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความเชื่อมั่น<br />
เหมือนไว้ผมยาวแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นศิลปินนั่นแหละ<br />
ผมเลยรู้สึกว่าการพูดแต่เรื่องรางวัลไม่ได้ต่างจากขอทานเลย” เขาเว้นจังหวะ</p>
<p>“ตอนกลับมาจากญี่ปุ่นผมทำตัวโลว์โปรไฟล์<br />
ไม่คุยโวโอ้อวดเรื่องความสำเร็จกับใคร แล้วก็ตัดผมสั้น<br />
เพราะรู้ว่าสิ่งภายนอกไม่ได้สร้างความมั่นใจให้ผม ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหรือคำชม<br />
ความมั่นใจต้องสร้างเองจากข้างใน ผมเลยตั้งหน้าตั้งตาทำงานมากกว่าออกงาน” สุรชัยหยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมาจิบ</p>
<p>ส่วนการโพสต์เรื่องราวมากมายผ่านเฟซบุ๊กตัวเอง<br />
สุรชัยไม่ได้หวังดัง เขาแค่อยากแบ่งปันความรู้ของตัวเองสู่สังคม<br />
สุรชัยวางถ้วยชาแล้วพูดต่อ “ทุกเหตุการณ์ในชีวิต<br />
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันมีจุดมุ่งหมาย กรังปรีซ์ตัวนี้ไม่ได้ทำให้ผมได้ตัวต่อไป<br />
แต่เป็นโอกาสให้ผมได้ออกมาพูด” และเป็นโอกาสให้พวกเราได้ฟัง</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>3 </strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เวลาเล่นกีฬา เราพูดแค่วันนี้สนุกหรือไม่สนุก</strong></h3>
<p>ในเฟซบุ๊ก<br />
สุรชัยเขียนถึงเหตุการณ์วัยเด็กเป็นฉากๆ ได้ชัดเจน<br />
ทั้งบรรยากาศและความรู้สึกของเขาขณะนั้น</p>
<p>“ผมไม่ได้จดจำเหตุการณ์ในชีวิตเป็นเรื่องๆ ว่ามันเป็นเรื่องดีหรือเศร้า<br />
แต่จำเป็นซีเควนซ์เหมือนหนัง แค่กดปุ่มเพลย์มันก็ออกมา” เขายังคงเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น</p>
<p>สุรชัยรีเพลย์ชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า<br />
เขาโตมาในอำเภอสา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ชุมชนเล็กๆ<br />
แห่งนี้ มีไฟฟ้าจากเครื่องปั่นใช้ได้แค่วันละ 2 ชั่วโมง<br />
บ้านของเขาเป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ดตั้งแต่เครื่องก่อสร้างไปจนถึงสังฆภัณฑ์<br />
ถ้าเทียบในระดับอำเภอ บ้านเขาก็ถือว่าฐานะค่อนข้างดี</p>
<p>ภาพยนตร์คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตสุรชัยตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบัน<br />
พี่ชายของเขาป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดเลยได้รับกล้องถ่ายหนังเป็นของขวัญ<br />
กล้องฟิล์มขาวดำที่ต้องส่งฟิล์มไปล้างถึงออสเตรเลียตัวนี้ทำให้บ้านของเขาสนุกกับหนัง<br />
ทั้งถ่าย เล่น ตัดต่อ และดู<br />
อยากกระโดดขึ้นกำแพงก็แค่กระโดดลงมาแล้วกรอฟิล์มย้อนหลัง<br />
อยากหายตัวก็ให้คนยืนนิ่งๆ แล้วเขาวิ่งออกจากเฟรม จากนั้นก็เอาฟิล์มไปตัด</p>
<p>ชายผู้รู้จักกระบวนการโพสต์โปรดักชันตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนเล่าว่า<br />
หนังจีนกำลังภายในมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขามาก เขาก็เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ<br />
ที่พยายามฝึกวิทยายุทธ์อย่างที่เห็นในจอทีวี ตอนแรกเขาฝึกเอามือทิ่มทรายร้อนๆ<br />
แต่เจ็บเลยเปลี่ยนไปฝึกกำลังภายในแทน<br />
เขาฝึกกระโดดโดยการให้แม่เอาตะกั่วมาเย็บติดเป็นแถบถ่วงไว้ที่ข้อเท้า เขาจริงจังกับสิ่งนี้อยู่เป็นปี</p>
<p>อย่างที่เขาบอก<br />
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่งเสมอ</p>
<p>การเล่นฝึกกำลังภายในทำให้เขาลอยตัวเวลาเล่นบาสได้นานมาก</p>
<p>ช่วงที่เรียน<br />
ป.6 เพื่อนนักบาสของสุรชัยรวมทีมกันลงแข่งทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชนของจังหวัดน่าน<br />
เลยมาชวนเขา&#8230;ให้ออกแบบชุดแข่ง เพราะเขามีฝีมือทางศิลปะดีมาก<br />
ถึงขนาดทำโปรโมชัน ใครมาซื้อสมุดวาดเขียนที่บ้านเขา<br />
จะวาดรูปส่งครูในชั่วโมงศิลปะให้</p>
<p>“ผมนึกว่าเพื่อนจะชวนผมไปเล่น เพราะผมก็เล่นบาสดีนะ พวกมันมี 11<br />
คน แต่ทีมต้องมี 12 คน<br />
ผมเลยบอกว่า กูออกแบบให้ได้ แต่ต้องให้กูชุดนึง” สุรชัยเล่าจบก็หัวเราะ<br />
มันคือดีลแปลกประหลาด รับออกแบบเสื้อแลกกับตำแหน่งในทีมบาส</p>
<p>นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขาครั้งแรก<br />
จากทั้งหมด 3 ครั้ง<br />
ทุกครั้งเขาต้องแลกมาด้วยอะไรสักอย่างเสมอ</p>
<p>การสวมชุดแข่งที่ตัวเองออกแบบลงสนามครั้งนั้น<br />
เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นจนถูกเรียกไปติดทีมเยาวชนจังหวัดน่าน (อายุไม่เกิน 18 ปี) จากนั้นเขาก็เข้าสู่เส้นทางสายบาสเกตบอลเต็มตัว เขาเลื่อนชั้นขึ้นมาติดทีมประชาชนจังหวัดน่าน<br />
ได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมและรางวัลนักกีฬามือทองทำแต้มได้สูงสุดของทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่<br />
เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทีมในวัยเด็ก เขาคือคนทีไปได้ไกลที่สุด</p>
<p>“ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดคือได้เป็นตัวสำรอง” สุรชัยพูดถึงช่วงที่<br />
เล่นให้ทีมมงฟอร์ต ช่วงนั้นเขายังไม่เก่งมาก และยังไม่เสพติดความสำเร็จ “เวลาเป็นตัวสำรองมันมีแรงจูงใจ เราเห็นคนที่เก่งกว่า<br />
แล้วอยากเก่งกว่าเขา มันเป็นแรงขับชั้นดี มีตัวจริงเก่งกว่าผมอีกตั้งเยอะ<br />
แต่โค้ชเห็นศักยภาพบางอย่างของผม<br />
พอตัวจริงเล่นไม่ดีเขาก็ชอบเปลี่ยนผมลงไปในช่วงเวลาที่น้อยมากๆ กดดันมากๆ<br />
ซึ่งผมต้องทำแต้มให้ได้ แล้วผมก็มักจะทำได้”</p>
<p>ในนัดชิงชนะเลิศการแข่งขันระดับเยาวชนของเชียงใหม่<br />
เขาถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกมที่ทีมตามอยู่ แล้วเขาก็ทำให้ทีมตีเสมอ<br />
และแซงชนะได้ในช่วงเวลาต่อมาได้สำเร็จ “นี่ไม่ใช่แค่ภารกิจในเกมกีฬา<br />
แต่เป็นภารกิจสร้างคน คนที่ทำได้สำเร็จ ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไป แค่ผ่านโมเมนต์นี้เท่านั้น”<br />
อดีตนักชู้ตมือทองเล่าด้วยตาเป็นประกาย<br />
เขาว่าคุณสมบัติที่ชอบทำงานเครียดๆ ในเวลาสั้นๆ ยังคงติดตัวเขามาถึงวันนี้<br />
ซึ่งช่างเหมาะกับงานโฆษณาเหลือเกิน</p>
<p>สุรชัยไม่ได้เล่นบาสมานานแล้ว<br />
เพราะตอนนี้มือคืออุปกรณ์ทำงานที่สำคัญที่สุดของเขา ต้องไม่เอาไปใช้ในกิจกรรมที่มีโอกาสบาดเจ็บ<br />
ไม่งั้นอาจเสียการเสียงานได้</p>
<p>หลังจากที่ติดทีมประชาชนจังหวัดน่าน<br />
เขาก็ข้ามไปติดทีมประชาชนจังหวัดเชียงใหม่เป็นทีมใหญ่ในฝันของนักกีฬาจำนวนมาก<br />
โค้ชของเขาแนะนำว่าการติดทีมใหญ่ด้วยวัย 18 ปี<br />
และประสบการณ์เพียงเท่านี้เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี<br />
ถ้าอยากพัฒนาต่อก็ไม่ควรรับโอกาสนี้ แต่เขาเห็นต่าง เขาบอกโค้ชว่า<br />
เขาฝันไว้แค่ติดเทียมประชาชนเท่านั้น ไม่ได้ต้องการไปไกลกว่านี้<br />
เมื่อเขาตัดสินใจเล่นทีมชุดใหญ่ของเชียงใหม่ก็ ‘เสียบาส’<br />
อย่างที่โค้ชว่าไว้</p>
<p>“การเล่นบาสไม่ได้ยากมาก ถ้าเราไม่กลัวคู่ต่อสู้ก็มีโอกาสชนะ<br />
แต่ถ้าเราคิดว่าแพ้แน่เราจะเล่นไม่ได้ โค้ชคนนี้มักยัดผมลงไปเจอตัวที่ผมกลัวมัน<br />
คิดว่ามันต้องทิปเราได้แน่ๆ พอขึ้นไปมันก็ทิปเราได้จริงๆ พอกำลังใจเสียก็เล่นได้ไม่ดี<br />
สุดท้ายมาเจอศิลปะผมก็เลิกเล่นบาสไป” สุรชัยเล่าถึงชาติสุดท้ายของเขากับบาสเกตบอล<br />
แต่ถึงตอนนี้ลูกบาสไม่ได้อยู่ในมือของเขาแต่มันก็ยังอยู่ในใจ</p>
<p>“ผมบอกน้องๆ ในออฟฟิศว่า อย่าคิดว่ามาทำงาน ให้คิดว่ามาเล่นกีฬา<br />
เพราะเวลาเราเล่นกีฬา เราจะพูดแค่ว่าวันนี้สนุกหรือไม่สนุก<br />
ถ้าไม่สนุกก็เพราะเราเล่นไม่ดี ถ้าพรุ่งนี้อยากเล่นดีขึ้น<br />
ก็ต้องตั้งใจฝึกฝนมากขึ้น เราต้องเล่นเก่งขึ้นทุกวัน<br />
วิธีคิดแบบกีฬามันโคตรเวิร์กเลย ทุกสนามมีกฎของมัน เราแค่ทำตามกฏแล้วเอาชนะในเกมให้ได้<br />
ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เวลาผมเล่นบาสแล้วทำลูกออก<br />
ผมไม่เคยขว้างลูกทิ้งให้ฝ่ายตรงข้ามวิ่งไปเก็บไกลๆ ผมตั้งใจวางลูกบนเส้นทุกครั้ง<br />
เพราะนี่คือกฎ กีฬามันไม่ได้มีแต่เรื่องภายนอกแต่เป็นเรื่องสปิริตด้วย<br />
ถ้าเราเข้าใจก็เอาไปใช้กับอะไรก็ได้ ทุกวันนี้ผมยังคิดว่าตัวเองเล่นบาสอยู่เลย”</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-81">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-82">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-83">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em style="background-color: initial;"><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-80/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-80/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 3/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-60/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-60/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2016 12:49:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ประภาส ชลศรานนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-60/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทราบว่าคุณสนใจเรื่องศาสนาค่อนข้างมาก คุณสนใจในมุมไหน ผมสนใจหลายมิติ ทั้งในแง่สังคม ทั้งกระพี้ ทั้งแก่น กระพี้ก็มีอะไรน่าสนใจเยอะ เพราะมันทำให้แก่นไม่ถูกแมลงเจาะ สมัยหนุ่มๆ สนใจทางปัญญาอย่างเดียวเลย ตีความแต่อริยสัจสี่ ทำเป็นพยายามจะเข้าใจแก่นของพระศาสนา แล้วก็ตีความเข้าข้างตัวเอง ตีความแบบที่ฝรั่งตี เพราะเราโตมากับตำราของฝรั่ง ดูหนังฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่ง อีกอย่างเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แล้วหนังสือเกี่ยวกับเซนก็มีให้ศึกษาเยอะ ได้อ่านหนังสือของท่านพุทธทาส ของอาจารย์หลายๆ ท่าน ยิ่งโตก็ยิ่งรู้ว่า สิ่งที่เรารู้นั้นน้อยเหลือเกิน สิ่งที่เราเข้าใจนั้นอาจจะไม่ถูกทั้งหมด ในทางพระพุทธศาสนานี่ปัญญาที่เราจะได้มา มันต้องประกอบกับศีล ประกอบกับสมาธิด้วย ปัญญามันถึงจะอยู่กับเราจริงๆ ถ้าเคร่งแต่ศีลอย่างเดียวก็ไม่ถึงพระศาสนา คุณมองปรากฏการณ์ที่หนังสือธรรมะขายดีมากในช่วงนี้ว่ายังไง น่าชื่นชม หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เคยพูดไว้ เหมือนพยากรณ์ว่า วิชาทางจิตจะเจริญในเมือง คือคนยุคใหม่ไม่เข้าวัดหรอก ไปงานศพอย่างเดียวหรือไปทำสังฆทาน ศีลบางคนก็ถือ บางคนก็ไม่ถือ โลกมันก็เปลี่ยนไปเยอะ อาชีพบางอย่างมันก็ถือศีลลำบาก ตัวตลกถือศีลไม่ได้เลย พูดส่อเสียดอำตลอดเวลา มุสาตลอด อีกอย่างคนเมืองไม่ได้ผ่านวิถีชีวิตแบบอยู่กับทุ่งกับนาที่มีปัญหาก็เข้าไปปรึกษาพระ หนทางเดียวที่คนเมืองอยากแก้ปัญหาชีวิตตัวเองก็คืออ่านจากหนังสือ แล้วคนเมืองก็เป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะเสียด้วย คนเกิดมาทำไม ผมเคยเขียนตอบไปแล้วว่า เกิดมาเพื่อรักคนอื่น ลองคิดต่อๆ ไปก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-60/">คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 3/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">ทราบว่าคุณสนใจเรื่องศาสนาค่อนข้างมาก<br />
คุณสนใจในมุมไหน<br />
</strong>ผมสนใจหลายมิติ<br />
ทั้งในแง่สังคม ทั้งกระพี้ ทั้งแก่น กระพี้ก็มีอะไรน่าสนใจเยอะ<br />
เพราะมันทำให้แก่นไม่ถูกแมลงเจาะ สมัยหนุ่มๆ สนใจทางปัญญาอย่างเดียวเลย ตีความแต่อริยสัจสี่<br />
ทำเป็นพยายามจะเข้าใจแก่นของพระศาสนา แล้วก็ตีความเข้าข้างตัวเอง<br />
ตีความแบบที่ฝรั่งตี เพราะเราโตมากับตำราของฝรั่ง ดูหนังฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่ง<br />
อีกอย่างเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แล้วหนังสือเกี่ยวกับเซนก็มีให้ศึกษาเยอะ<br />
ได้อ่านหนังสือของท่านพุทธทาส ของอาจารย์หลายๆ ท่าน ยิ่งโตก็ยิ่งรู้ว่า<br />
สิ่งที่เรารู้นั้นน้อยเหลือเกิน สิ่งที่เราเข้าใจนั้นอาจจะไม่ถูกทั้งหมด<br />
ในทางพระพุทธศาสนานี่ปัญญาที่เราจะได้มา มันต้องประกอบกับศีล ประกอบกับสมาธิด้วย<br />
ปัญญามันถึงจะอยู่กับเราจริงๆ ถ้าเคร่งแต่ศีลอย่างเดียวก็ไม่ถึงพระศาสนา</p>
<p><strong>คุณมองปรากฏการณ์ที่หนังสือธรรมะขายดีมากในช่วงนี้ว่ายังไง<br />
</strong>น่าชื่นชม<br />
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เคยพูดไว้ เหมือนพยากรณ์ว่า วิชาทางจิตจะเจริญในเมือง<br />
คือคนยุคใหม่ไม่เข้าวัดหรอก ไปงานศพอย่างเดียวหรือไปทำสังฆทาน ศีลบางคนก็ถือ<br />
บางคนก็ไม่ถือ โลกมันก็เปลี่ยนไปเยอะ อาชีพบางอย่างมันก็ถือศีลลำบาก<br />
ตัวตลกถือศีลไม่ได้เลย พูดส่อเสียดอำตลอดเวลา มุสาตลอด<br />
อีกอย่างคนเมืองไม่ได้ผ่านวิถีชีวิตแบบอยู่กับทุ่งกับนาที่มีปัญหาก็เข้าไปปรึกษาพระ<br />
หนทางเดียวที่คนเมืองอยากแก้ปัญหาชีวิตตัวเองก็คืออ่านจากหนังสือ แล้วคนเมืองก็เป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะเสียด้วย</p>
<p><strong>คนเกิดมาทำไม<br />
</strong>ผมเคยเขียนตอบไปแล้วว่า<br />
เกิดมาเพื่อรักคนอื่น ลองคิดต่อๆ ไปก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ มันเป็นสิ่งที่ให้เรายึดไว้<br />
ทำให้ตัวเองมีคุณค่ากับคนอื่น มีเราอยู่แล้วคนอื่นดีขึ้น คิดแบบนี้มันจรรโลงใจ<br />
หรือมีคนถามว่าเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ไหม ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้<br />
แต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าไม่มีนะ<br />
เราเอาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ไม่ได้ก็จริง แต่คิดแบบนี้แล้วมันเป็นความคิดที่รับใช้ชีวิตเราได้ดีกว่า<br />
ถ้าเราคิดว่าเกิดมาชาติเดียวแล้วใช้ชีวิตให้ระห่ำไปเลย<br />
เหมือนไปดูหนังกลางแปลงที่หนึ่ง แล้วเราคิดว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว<br />
เราก็ทิ้งของทิ้งอะไรไว้เละเทะ การเชื่อว่าตายแล้วเราจะกลับมาใหม่<br />
จะทำให้เราไม่กล้าทิ้งอะไรไว้ให้เละเทะในที่เดิมที่เราจะมาดูหนังกลางแปลงใหม่</p>
<p><strong>คุณอยู่ในฝั่งที่เชื่อ?<br />
</strong>ศาสนาพุทธพูดเรื่องวัฏสงสาร<br />
เกิดแก่เจ็บตาย ถ้ามันสุดแล้วไม่วนมันจะเป็นวัฏหรือ มันจะเป็นวงกลมหรือ<br />
เป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือหลุดออกจากวงกลมนี้ ไม่ต้องตอบว่าเชื่อหรือเปล่า<br />
แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราต้องกลับมาใหม่ เราก็จะต้องดีขึ้น จิตสูงขึ้น<br />
สูงจนออกจากวงกลมนี้ไป แต่ถ้าถามแบบคนสมัยใหม่ว่าผมเชื่อไหม ผมก็จะบอกว่า<br />
ผมคิดเรื่องการกลับมาเกิดใหม่แล้วมันจรรโลงชีวิต ความคิดนี้ ศรัทธานี้<br />
มันอุ้มชูชีวิตของเราได้ ตอบแบบนี้จะบอกว่าเป็นสีเทาก็ยอม</p>
<p>ผมว่าทุกคนต้องเคยไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ใหญ่<br />
ผมถามกลับเลยว่าเราทำไปทำไม ทำเล่นๆ หรือ ทำเอาเท่หรือ เปล่าเลย<br />
เรากรวดน้ำไปให้ผู้ใหญ่ของเรา เพราะเรารู้ว่ามีท่านอยู่อีกภพหนึ่ง<br />
นั่นคือเราเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ</p>
<p><strong>ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่คุณศรัทธาที่สุด<br />
</strong>มันไม่มีที่สุดหรอก<br />
ผมศรัทธาในพระศาสนา ศรัทธาในความดีงามของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความดีงามของพระเจ้าอยู่หัวของเรา<br />
ความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกผมก็ศรัทธา</p>
<p><strong> สายสิญจน์ที่ข้อมือของคุณมีที่มายังไงครับ<br />
</strong>ผมไปงานบุญที่วัดป่าต่างจังหวัดมา<br />
แล้วธรรมเนียมคนต่างจังหวัดก็รู้อยู่แล้ว เขาก็ผูกสายสิญจน์ให้ ก็ดีออก ไม่เสียหาย<br />
ไม่ได้หนักไม่ได้อะไร เป็นมงคล ผมชอบคำว่ามงคล เป็นคำดี ผมว่าฝรั่งไม่มีนะคำนี้<br />
ขลังหรือเปล่าไม่รู้ แต่เป็นมงคล เหมือนเราไปกราบแม่ แล้วแม่เอามือลูบหัว<br />
เรารู้สึกว่ามันเป็นมงคล ไปทำบุญแล้วพระรดน้ำมนต์ให้ เป็นมงคล</p>
<p><strong>คุณมองคนที่ตัดสติ๊กเกอร์แปะท้ายรถว่า<br />
</strong><strong>‘</strong><strong>รถคันนี้สีแดง</strong><strong>’ </strong><strong>ว่ายังไง<br />
</strong>ก็เหมือนคนสมัยก่อนที่เขานุ่งผ้าสีตามวัน<br />
เรื่องเดียวกันนั่นแหละ</p>
<p><strong>ถ้ามีคนบอกว่ากำลังจะไปเปลี่ยนชื่อเพราะหมอดูทัก<br />
คุณจะบอกอะไรเขา<br />
</strong>มันเป็นอีกศาสตร์หนึ่ง เหมือนวิชากินอาหารตามกรุ๊ปเลือด<br />
เหมือนวิชาดมกลิ่นตามธาตุเรือนเกิด ชีวิตมนุษย์มันสนุกมากเนอะ<br />
มีเรื่องให้ได้ปุจฉาให้เถียงให้ไม่ไว้วางใจได้ตลอด ผมไม่ได้มองเรื่องแบบนี้ว่าแย่นะ<br />
ก็ต้องดูว่ามันเป็นวิถีชีวิตของเราไหม เรื่องความเชื่อพวกนี้<br />
ถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วทำให้เรามั่นใจมากขึ้น มีพลังใจมากขึ้น ก็ต้องถือว่าศรัทธาตัวนี้ดี<br />
แต่ผมเห็นบางคนเปลี่ยนชื่อไม่รู้กี่รอบ<br />
แล้วก็เที่ยวบังคับคนอื่นให้เปลี่ยนชื่อก็มี<br />
บางคนทำขนาดรื้อบ้านเพราะหมอดูทักเรื่องฮวงจุ้ย ก็คงต้องถามว่า<br />
มันรบกวนชีวิตเราไหม มันมีวิชาแปลกๆ เยอะ คนรู้จักคนหนึ่ง ศรัทธาในพระอาทิตย์<br />
วิชาของพวกเขาต้องตื่นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าทุกวัน แต่ไปทำอีท่าไหนไม่รู้<br />
ดูเสียจนเป็นต้อแดดไปเลย</p>
<p>คนจีนซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่ให้ความสำคัญเรื่องฮวงจุ้ยมาเป็นพันปี<br />
เขาพูดว่าคนจะเจริญได้ด้วย 3 ประการคือ ฟ้า ดิน และคน เราจะแปล 3 คำนี้ว่ายังไง<br />
ซินแสอาจบอกว่า ฟ้าคือเทพเจ้าผู้ดลบันดาลชะตาชีวิตเรา ดินคือฮวงจุ้ยทำเลที่ตั้ง<br />
คนคือโหงวเฮ้งลักษณะของบุคคล แต่ผมอาจจะช่วยซินแสอธิบายเพิ่มเติมว่าอันที่จริงแล้วคีย์เวิร์ด<br />
3 คำนี้ อาจแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า ‘ฟ้าคือโอกาส<br />
ดินคือทำเลหรือตำแหน่ง คนคือความสามารถ’ ยกตัวอย่าง<br />
ชาวนาจะทำผลผลิตได้ดีมั้ย ก็อยู่ที่ฟ้า อยู่ที่ดิน และอยู่ที่คน<br />
ฟ้าผมจะหมายถึงฤดูกาล เราปลูกข้าวถูกฤดูมั้ย ฝนตกต้องตามฤดูมั้ย ดินผมก็แปลตรงๆ<br />
เลยว่าดิน ทำเลปลูกดีมั้ย ระบายน้ำดีมั้ย ดินอุดมมั้ย<br />
ส่วนคนผมก็จะหมายความว่าเราปลูกเก่งมั้ย ขยันมั้ย</p>
<p>ลองยกตัวอย่างคนในเมืองบ้างก็ได้ สมมติเป็นคนทำงานบริษัท ฟ้าคืออะไร<br />
โอกาส หรือกาลเทศะ หรือไตรมาส หรือไฮซีซั่น โลว์ซีซั่นก็ได้ พวกนี้แหละฟ้าทั้งนั้น<br />
ดินล่ะแปลว่าอะไร ตำแหน่งที่ทำงานไง put the man on the right job ถูกตำแหน่งมั้ย ส่วนคนก็หมายถึงความสามารถ<br />
ความพยายาม และก็ทัศนคตินั่นเอง</p>
<p><strong>ทุกวันนี้เวลาต้องกรอกแบบฟอร์มช่องอาชีพ<br />
คุณเขียนว่าอะไร<br />
</strong>นักธุรกิจ<br />
หน้าที่ตรงนั้นคือเขาต้องการรู้ว่าเราเป็นพ่อค้าหรือเป็นนักเรียน<br />
หรือเป็นข้าราชการ ผมก็เขียนไปตามที่เขาต้องการ แล้วอันที่จริงผมก็เป็นนักธุรกิจนะ</p>
<p><strong> ทำไมเวลาที่เราเห็นคุณหรือเห็นงานของคุณผ่านสื่อ<br />
เราถึงเห็นแต่บทบาทของนักคิด นักเขียน ศิลปิน เราไม่เคยเห็นคุณในภาพของนักบริหารเลย<br />
ทั้งๆ ที่คุณมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานกรรมการ และงานบริหารของคุณก็ไม่ใช่น้อยๆ<br />
</strong>น่าจะเป็นเพราะงานบริหารผมไม่โดดเด่นมั้ง<br />
ผมเป็นผู้บริหารที่ใส่กางเกงยีนส์ เดินไปเดินมาทั้งวัน ไม่ค่อยอยู่กับโต๊ะ</p>
<p><strong>ความฝันในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของคุณคืออะไร<br />
</strong>ได้สร้างงานศิลปะออกมาเรื่อยๆ<br />
โดยเฉพาะเรื่องงานเขียนกับเรื่องศิลปะการแสดง</p>
<p><strong>ไม่ได้ฝันเรื่องสร้างตึกเลย<br />
</strong>ก็ฝันเหมือนกัน แต่ฝันเรื่องวรรณกรรมมากกว่า</p>
<p><strong>แล้วพอทำฝันสำเร็จแล้ว<br />
</strong>มีด้วยหรือทำฝันสำเร็จ ฝันมันก็คือฝัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ<br />
ทำเสร็จก็ฝันต่อ เป็นมนุษย์นี่ ถ้าไม่มีฝันชีวิตมันก็จะไม่มีการรอคอย<br />
เราเหมือนเมล็ดพืชที่รองอก รอน้ำ ฝันนี่แหละน้ำ<br />
ไม่มีฝันเราก็เป็นเมล็ดพืชที่เป็นฟอสซิล</p>
<p><strong>ความฝันของคุณในวันนี้คือ<br />
</strong>ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากทำเยอะแยะ หนังก็อยากทำ มิวเซียมก็อยากทำ<br />
โรงเรียนก็อยากทำ เดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไปก็อยากทำ</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>โตขึ้นคุณอยากเป็นอะไร<br />
</strong>ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการได้เป็นอะไรเท่าการได้ทำอะไร<br />
ผมเคยเขียนเรื่องนี้ว่าอย่าไปฝันว่าอยากเป็นอะไรกัน คุณต้องอยากทำอะไรก่อน<br />
แล้วมันจะเป็นเอง</p>
<p><strong>คุณพอจะไปแข่งรายการ <em>แฟนพันธุ์แท้ </em>ตอนไหนได้บ้าง<br />
</strong>ไปแข่งไม่ได้เลย ผมไม่ได้มีฮอบบี้แบบนั้นเลยนะ ถึงขนาดว่า ผมชอบวงดิ<br />
อีเกิลส์ แต่รู้จักชื่อสมาชิกไม่ครบทุกคน ผมไม่ใช่มนุษย์แบบแฟนพันธุ์แท้</p>
<p><strong>ถ้ามีแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนประภาส ชลศรานนท์<br />
คำถามรอบสุดท้ายจะเป็นอะไร<br />
</strong>อันนี้เอาสนุกๆ ใช่ไหม เพราะทีมงานเขาขอทำแล้ว แต่ผมไม่ให้ทำ</p>
<p><strong>สมมติเล่นๆ แล้วกันครับ<br />
</strong>ลองถามว่าแว่นที่ผมใส่นี่สายตาสั้นหรือสายตายาว</p>
<p><strong>ไม่ถามง่ายไปหน่อยหรือ คำถามแฟนพันธุ์แท้มักจะยาก<br />
</strong>หรือจะถามว่า ผมเคยถ่ายแฟชั่นบ้างมั้ย (หัวเราะ)</p>
<p><strong>เหมือนกับว่าคุณไม่ชอบอยู่เบื้องหน้า?<br />
</strong>มันเป็นที่ที่เราอยู่แล้วไม่สบาย</p>
<p><strong>เดินห้างคนจำได้ไหม<br />
</strong>ไม่ได้</p>
<p><strong>ดีใจหรือเสียใจ<br />
</strong>ดีใจสิ ผมชอบแบบนี้ เคยไปซื้อหนังสือในห้างแล้วใช้เครดิตการ์ด<br />
คนขายเห็นชื่อก็ตกใจ อุ้ย! หน้าตาเป็นอย่างนี้เอง<br />
ผมก็เลยคุยกับเขาว่าอ่านหนังสือผมเหรอครับ เขาก็บอกว่าอ่านทุกเล่มเลย<br />
เคยเห็นแต่รูปเล็กๆ ที่อยู่ในหนังสือ ผมไปเดินแผงเทปที่สยามฯ ประจำ คนขายเขาก็เชียร์โน่นเชียร์นี่<br />
แล้วก็เชียร์เฉลียง เฮีย วงเนี้ยเพลงมันแปลกดี เฮียน่าจะชอบ เขาเรียกผมเฮียเลย เขาไม่รู้จักผมหรอก<br />
ผมก็บอกว่าเฮียก็ชอบ แต่เฮียอยากได้เพลงวัยรุ่น</p>
<p><strong>เดินงานสัปดาห์หนังสือแล้วคนจำได้ไหม<br />
</strong>ได้ อันนั้นเป็นคนอ่านจริงๆ เขาตั้งใจมา ผมก็ตั้งใจไป<br />
ผมให้เวลากับแฟนๆ หนังสือเต็มที่เลยนะ ให้เซ็นหนังสือ 2 ชั่วโมงก็เซ็น เมื่อยก็สู้<br />
รู้สึกเหมือนเป็นที่ของเรา ญาติเราทั้งนั้น ไม่ได้รู้สึกเหมือนไปโชว์ตัว</p>
<p><strong>มีประโยคเด็ดเวลาเซ็นหนังสือไหมครับ<br />
</strong>ก็เปลี่ยนๆ ไปตามหนังสือ ผมจะเอาชื่อหนังสือมาเล่น อย่างเรื่อง <em style="background-color: initial">มะเฟืองรอฝาน</em><br />
ก็จะเขียนว่า ‘ขวานขวัญจักฝานฝัน’ ไปแปลกันเอาเอง บางทีก็แหย่ๆ เล่น อย่างเรื่อง <em style="background-color: initial">เชือกกล้วยมัดต้นกล้วย</em><br />
ก็เป็น ‘มัดได้มัดดี’ เรื่อง<em style="background-color: initial"><br />
กบเหลาดินสอ </em>ก็ ‘เหลาทุกวัน’ คือให้เขาอ่านหนังสือทุกวันนั่นแหละ</p>
<p><strong>แล้วเรื่อง <em>หลังตู้เย็น<br />
</em></strong>เออ เล่มนี้ไม่มี (หยุดคิว) ‘กี่คิว’ (หัวเราะ)</p>
<p><strong>ในแต่ละวันคุณต้องทำงานอะไรบ้าง<br />
</strong>แต่ละช่วงไม่เหมือนกัน อาทิตย์นี้มาออฟฟิศทำอย่างเดียวเลย<br />
เขากำลังทำคอนเสิร์ตกัน (เพลงแบบประภาส) ก็ต้องมาฟังเพลงที่เอาไปเรียบเรียงใหม่<br />
แต่ที่ผ่านๆ มา บางช่วงก็ประชุมเกือบทุกวัน ยิ่งช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการ<br />
เปลี่ยนแปลงทีมงาน บางช่วงก็ว่าง ต้องไปหาหนังดู<br />
ปีนี้แทบทั้งปีต้องคอยปลีกเวลาที่บ้านอิทธิฤทธิ์วันละครั้ง สองวันครั้งบ้าง<br />
ไปตรวจงานแอนิเมชัน (เรื่อง<em style="background-color: initial"> ยักษ์</em>) เขาเขียนเสร็จฉากนึงก็เข้าไปดู<br />
ออกแบบตัวละครเสร็จตัวนึงก็เข้าไปดู</p>
<p><strong>เป็นงานเชิงตัดสินใจ ให้ความเห็น?<br />
</strong>แล้วแต่งาน รายการทีวีนี่ให้ความเห็น เสริมบ้าง<br />
เรื่องเพลงนี่ช่วยตัดสินเองเลย งานแอนิเมชันนี่กำกับเอง</p>
<p><strong>เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์คุณทำอะไรบ้าง<br />
</strong>เขียนหนังสือใช้เวิร์ด แล้วก็ใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อป<br />
แล้วก็เปิดอินเทอร์เน็ต เช็กเมล อ่านเว็บไซต์บ้าง แต่ยาวๆ ก็ไม่ไหว ถ้าดีมากๆ<br />
ก็เซฟเก็บไว้แล้วอ่านทีหลัง ผมมองมันเหมือนตู้ไปรษณีย์ที่บ้าน<br />
กลับมาก็ต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ ดูว่ามีใครส่งอะไรมาถึงเราบ้าง ดูบัญชีได้<br />
ผมใช้โทรศัพท์ที่ฟังเพลงได้ ก็จำเป็นที่จะต้องอัพเดตเพลงอยู่เรื่อยๆ ต้องเอาซีดีมาแปลงเป็นไฟล์ติดตัวไว้ฟัง</p>
<p><strong>เพลงที่คุณฟังบ่อยที่สุดตอนนี้คือ<br />
</strong>ตอนนี้ฟังเพลงเดียวกับลูก เขาฟังเพลงประกอบหนังของจิบลิ สตูดิโอ<br />
เพลงของ Depapepe ก็ฟัง เออ มันเก่งเล่นกีตาร์กันเก่งเว้ย แล้วผมเพิ่งไปซื้อแผ่นเพลงบรรเลงของอิตาลี<br />
ของสเปน ซื้อมา 4 &#8211; 5 แผ่น ฟัง Ann Sally ฟังแล้วเหมือนอยู่ในทุ่ง<br />
ฟังแล้วหัวเบา แล้วก็ฟังเพลงไทยเดิมเพื่อศึกษาอะไรบางอย่างมาทำรายการ คุณพระช่วย</p>
<p><strong>คุณยังได้ใช้กบเหลาดินสออยู่ไหม<br />
</strong>ผมเขียนทุกเพลงบนกระดาษด้วยดินสอ เขียนหนังสือน่ะเขียนในคอมได้แต่เขียนเพลงไม่ได้<br />
เขียนหนังสือมันเขียนไปตามที่คิดที่พูดแล้วค่อยกลับมาตบๆ เอา<br />
แต่เขียนเพลงมันทำไม่ได้ เพราะใช้คำน้อย ต้องแช่อยู่กับคำไม่กี่คำ บางทีก็นอนเขียน<br />
ปากกานี่นอนเขียนแล้วไม่ออก จะเหน็บตรงไหนก็ต้องกลัวหมึกเลอะ<br />
ดินสอนี่โยนลงบนที่นอนเลย แล้วเขียนเพลงมันคล้ายๆ กับเขียนรูป มันใช้อารมณ์ที่ขีดๆ<br />
บนกระดาษแล้วคิดออก<br />
ได้รับรู้ความรู้สึกของความความฝืดที่ไส้ดินสอมันกระทบกับกระดาษ<br />
เวลาแต่งเพลงนี่บางทีก็วาดรูปไปด้วยนะ</p>
<p><strong>ถ้าให้คุณเอาชีวิตตัวเองมาเขียนเป็นบทหนัง<br />
ธีมของหนังเรื่องนี้คืออะไร<br />
</strong>ชีวิตผมเรียบง่ายมากนะ ถ้าเป็นหนังก็คงเป็นหนังที่ไม่สนุกเลย<br />
เด็กบ้านนอกคนหนึ่งมาเรียนกรุงเทพฯ เรียนจบก็ทำงาน ถ้ามีหนังแบบนี้ผมก็ไม่ดู<br />
แต่ชีวิตช่วงที่สนุกที่สุดน่าจะเป็นตอนอยู่ถาปัด ก็เรื่อง <em>ว้าวุ่น<br />
</em>ที่ปินดาเขียนนั่นแหละ ตัวละครเยอะ และล้วนประหลาดๆ ทั้งนั้น จะว่าไปช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าเอามาทำเป็นหนังนะ<br />
นิติพงษ์กับศรัณยูนอนมุ้งเดียวกัน ช่วงเวลาตรงนั้นละครถาปัดเพิ่งเริ่มมาไม่นาน<br />
อาจารย์สดใส (พันธุมโกมล) ท่านกำลังปูพื้นฐานละครเวทีสมัยใหม่ในเมืองไทย เก้ง<br />
จิระกำลังเรียนภาพยนตร์อยู่ใกล้ๆ กัน ส่วนข้างนอกกำลังจะเกิดแกรมมี่<br />
กำลังจะตั้งเจเอสแอล แอ๊ด คาราบาวกำลังจะออกเทปม้วนแรก ครูเล็ก ภัทราวดี (มีชูธน)<br />
กำลังทำการแสดงที่เรียกว่าคอนเสิร์ตแรกของคนไทย<br />
แกรด์เอ็กซ์เอาเพลงลูกทุ่งกับเพลงฝรั่งมารวมกัน ยังไม่มีมาบุญครอง สยามสแควร์<br />
มีแต่ร้านตัดผมกับร้านอาหาร ไม่มีเซ็นเตอร์พอยท์ เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์)<br />
กำลังจะเข้าประกวดร้องเพลง เออ&#8230;ช่วงเวลานั้นน่าเอามาทำหนังจริงๆ ด้วย</p>
<p><strong>คุณเพิ่งไปงานเลี้ยงรุ่นครบรอบ 30<br />
ปีที่เจอกันของเพื่อนรุ่นนี้มา บรรยากาศในงานเป็นยังไงบ้าง<br />
</strong>ก็เฮฮา มากันเกือบครบ นัดไปเจอกันที่คณะ กะเอาวันให้ตรงกับวันที่เจอกันวันแรกเมื่อ<br />
30 ปีก่อน บางคนไม่ได้เจอกันมา 20 กว่าปี บางคนเรียนจบก็แยกย้าย เพิ่งได้มาเจอกัน<br />
ก็แปลกดีที่กี่ปีไม่ต้องเจอก็ได้ พอมาเจอกันใหม่ ไอ้เวลาตรงนั้นมันหายไปเลย<br />
เหมือนถูกเลื่อนออกแล้วมาชนกันใหม่ เหมือนกลับไปหาอดีต เป็นความมหัศจรรย์นะที่เรากลับไปหาอดีตได้</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ไม่ได้เขียนคอลัมน์ประจำนานๆ คิดถึงผู้อ่านไหม<br />
</strong>คิดถึง</p>
<p><strong>ถ้า </strong><strong>a day </strong><strong>อยากชวนคุณมาเขียนคอลัมน์ประจำ<br />
</strong>ก็สนใจอยู่ แต่มันมีติ่งของความกังวลที่อยู่ในใจด้วย เคยคิดอยากเขียนให้คนอีกรุ่นนึงอ่าน<br />
ไม่แน่ใจว่าภาษาแบบผมจะยังไปถึงเขาได้มั้ย มันมีสองความคิดว่าจะเขียนแบบใหม่<br />
หรือจะเขียนในวิธีเดิมๆ ที่ผมถนัด แต่ก็เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ เขียนให้ a day เด็กๆ จะอ่านกันหรือ</p>
<p><strong>อ่านสิครับ เริ่มเล่มหน้าเลยดีไหม<br />
</strong>ขอรับคำเทียบเชิญไว้ก่อน</p>
<p><strong>ประโยคเมื่อกี้ผมเขียนลงใน </strong><strong>a day </strong><strong>แล้วนะครับ<br />
</strong>(หัวเราะ)</p>
<blockquote><p>“ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการได้เป็นอะไรเท่าการได้ทำอะไร<br />
อย่าไปฝันว่าอยากเป็นอะไรกัน คุณต้องอยากทำอะไรก่อน แล้วมันจะเป็นเอง”</p></blockquote>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 95 กรกฎาคม 2551)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-58">ตอนที่ 1<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-59">ตอนที่ 2</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-60/">คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 3/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-60/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 2/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-59/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-59/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Nov 2016 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ประภาส ชลศรานนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-59/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างนิสิตนักศึกษาในยุคของคุณกับยุคของลูกคุณ มันต่างอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยมองว่าอะไรดีกว่าหรือแย่กว่า มันเป็นเรื่องของยุคสมัย แล้วผมก็ค่อนข้างรำคาญผู้ใหญ่ที่ชอบบอกว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง มันวัดกันไม่ได้หรอก มันต้องว่ากันเป็นคนๆ ไป ยุคสมัยมันไม่เหมือนกัน สิ่งรอบตัวก็ไม่เหมือนกัน อย่างสมัยผมไปคณะทุกวัน นัดเพื่อนบ่ายสามก็ต้องรอถึงทุ่มนึง เพราะมันยังไม่มา เวลาตั้งแต่บ่ายสามถึงทุ่มนี่ ทำให้เรานั่งคุยกัน ทำให้เราคิดจะทำนู่นทำนี่กัน สมัยนี้มันมีเทคโนโลยี ก็โทรถาม เฮ้ย! ถึงไหนแล้ววะ มันไม่เหมือนกัน เราจะไปว่าเด็กสมัยนี้ไม่อยู่ติดคณะไม่ได้ ก็เขามีโทรศัพท์มือถือ ก็รู้ว่าต้องไปไหนเมื่อไหร่ แล้วจะให้มาติดคณะทำไม คนรุ่นพ่อผมก็อาจจะบอกว่าคนรุ่นผมไม่ได้เรื่องก็ได้ ผมว่าทุกยุคสมัยที่ต่างกันไป มันต่างกันตรงสิ่งที่เขารับรู้ว่าเขารับรู้ผ่านอะไร ยุคที่ผมเด็กๆ คนรุ่นก่อนเป็นยุค 14 ตุลา สิ่งที่เขารับรู้มันเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง แล้วพอขึ้นชื่อว่าเป็นปัญญาชน เขารับอย่างเดียวไม่ได้ เขารู้อย่างเดียวไม่ได้ เขาต้องคิดแล้วก็ต้องแสดงออก ยุคนั้นคนหนุ่มสาวแสดงออกเรื่องมาร์กซิส เรื่องอะไรก็ว่าไป ผมก็เป็นคนในยุคที่รับละครเอพิกของเยอรมนี ดูหนังฝรั่งเศส ดูหนังของคุโรซาว่า ของมันก็ขึ้น แล้วคนหนุ่มสาวฮอร์โมนมันแรง ทำอะไรก็แรงไปหมด แต่พอยุคฮอลลีวู้ดเรืองอำนาจสูงสุด คนก็อยากเป็นร็อก เป็นบลูส์ เป็นแจ๊ซ ทำหนังสั้น มนุษย์มันแสวงหากันตลอด เพราะมนุษย์ถูกสั่งให้เกิดมาแล้วคิดตลอดว่าพรุ่งนี้ต้องไม่เหมือนวันนี้ รู้สึกไหมว่าเนื้อหาของงานศิลปะในยุคนี้ประเด็นมันเล็กลง วนเวียนอยู่กับตัวเองมากขึ้น ศิลปะมันก็เป็นอย่างนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-59/">คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 2/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างนิสิตนักศึกษาในยุคของคุณกับยุคของลูกคุณ</strong></p>
<p>มันต่างอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยมองว่าอะไรดีกว่าหรือแย่กว่า<br />
มันเป็นเรื่องของยุคสมัย<br />
แล้วผมก็ค่อนข้างรำคาญผู้ใหญ่ที่ชอบบอกว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง<br />
มันวัดกันไม่ได้หรอก มันต้องว่ากันเป็นคนๆ ไป ยุคสมัยมันไม่เหมือนกัน<br />
สิ่งรอบตัวก็ไม่เหมือนกัน อย่างสมัยผมไปคณะทุกวัน<br />
นัดเพื่อนบ่ายสามก็ต้องรอถึงทุ่มนึง เพราะมันยังไม่มา<br />
เวลาตั้งแต่บ่ายสามถึงทุ่มนี่ ทำให้เรานั่งคุยกัน ทำให้เราคิดจะทำนู่นทำนี่กัน<br />
สมัยนี้มันมีเทคโนโลยี ก็โทรถาม เฮ้ย! ถึงไหนแล้ววะ มันไม่เหมือนกัน เราจะไปว่าเด็กสมัยนี้ไม่อยู่ติดคณะไม่ได้<br />
ก็เขามีโทรศัพท์มือถือ ก็รู้ว่าต้องไปไหนเมื่อไหร่ แล้วจะให้มาติดคณะทำไม<br />
คนรุ่นพ่อผมก็อาจจะบอกว่าคนรุ่นผมไม่ได้เรื่องก็ได้</p>
<p>ผมว่าทุกยุคสมัยที่ต่างกันไป<br />
มันต่างกันตรงสิ่งที่เขารับรู้ว่าเขารับรู้ผ่านอะไร ยุคที่ผมเด็กๆ<br />
คนรุ่นก่อนเป็นยุค 14 ตุลา สิ่งที่เขารับรู้มันเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง<br />
แล้วพอขึ้นชื่อว่าเป็นปัญญาชน เขารับอย่างเดียวไม่ได้ เขารู้อย่างเดียวไม่ได้<br />
เขาต้องคิดแล้วก็ต้องแสดงออก ยุคนั้นคนหนุ่มสาวแสดงออกเรื่องมาร์กซิส<br />
เรื่องอะไรก็ว่าไป ผมก็เป็นคนในยุคที่รับละครเอพิกของเยอรมนี ดูหนังฝรั่งเศส<br />
ดูหนังของคุโรซาว่า ของมันก็ขึ้น แล้วคนหนุ่มสาวฮอร์โมนมันแรง ทำอะไรก็แรงไปหมด<br />
แต่พอยุคฮอลลีวู้ดเรืองอำนาจสูงสุด คนก็อยากเป็นร็อก เป็นบลูส์ เป็นแจ๊ซ<br />
ทำหนังสั้น มนุษย์มันแสวงหากันตลอด<br />
เพราะมนุษย์ถูกสั่งให้เกิดมาแล้วคิดตลอดว่าพรุ่งนี้ต้องไม่เหมือนวันนี้</p>
<p><strong>รู้สึกไหมว่าเนื้อหาของงานศิลปะในยุคนี้ประเด็นมันเล็กลง<br />
วนเวียนอยู่กับตัวเองมากขึ้น</strong></p>
<p>ศิลปะมันก็เป็นอย่างนี้ เหมือนแฟชั่น มีวัฏจักรของมันอยู่ พูดเรื่องตัวเอง<br />
แล้วก็พูดเรื่องโลก แล้วก็กลับมาพูดเรื่องตัวเอง<br />
ภาพดังระดับโลกที่แวนโก๊ะตัดหูตัวเอง นั่นไม่ใช่พูดเรื่องตัวเองหรือ</p>
<p>เวลามองงานศิลปะในหนังในเพลง บางทีผมก็เคยสงสัยว่า<br />
ตอนนี้เรากำลังกลับไปยุคบาโรกอยู่หรือเปล่า ร็อกโคโค่หรือเปล่า<br />
แล้วมันจะเข้าสู่ยุคเรเนซองส์เมื่อไหร่<br />
ถ้าเราพูดถึงสิ่งที่วัยรุ่นกำลังพูดผ่านงานศิลปะก็ต้องบอกว่า<br />
เขากำลังทำงานศิลปะในแง่ที่เป็นมีเดียมากนะ ยิ่งมีคอมพิวเตอร์ก็ยิ่งทำงานง่าย<br />
เผยแพร่ง่าย รับง่าย ทุกวันนี้เพลงมีคุณค่าน้อยลง มีไว้เปิดคลอจากคอมพิวเตอร์<br />
ไม่ได้รอฟังจากดีเจคนโปรด คอมพิวเตอร์ทำให้ทุกอย่างทำงานง่ายขึ้น แม้แต่ศิลปะ<br />
ทั้งเสียงทั้งภาพ ทีนี้ยิ่งง่ายก็ยิ่งเยอะ ยิ่งเยอะก็ยิ่งโดดเด่นได้ยากขึ้น มันแปรผันกัน<br />
สุดท้ายงานไหนจะโดดเด่นมันก็อยู่ที่เนื้อหาแล้ว เพราะกระพี้มันง่ายนี่</p>
<p>ศิลปะพอพูดถึงเนื้อหาก็ต้องบอกว่ามันก็มีเรื่องเดียวคือ ศรัทธา<br />
ใครศรัทธาอะไรก็ทำเรื่องนั้นออกมา ใครสนใจเรื่องคนก็ทำเรื่องคน<br />
ใครสนใจเรื่องโลกก็ทำเรื่องโลก กลับไปดูในอดีตก็ได้<br />
ศิลปะสมัยก่อนของฝรั่งมีแต่เรื่องเทวดากับพระเจ้า<br />
ของไทยเราก็มีแต่เทวดากับพระพุทธเจ้า คนสมัยก่อนไม่กล้าเอาศิลปะมารับใช้ตัวเองหรอก<br />
เพลงในยุคแรกๆ ก็เกิดในโบสถ์พิธีกรรม แต่ขนบมันเปลี่ยนไป คนกล้าใช้ศิลปะมาอธิบายความรู้สึกตัวเองมากขึ้น<br />
คนที่เขายังไม่มีศรัทธาอะไร เขาก็เลยพูดแต่ตัวเอง<br />
วันนึงเขาเจอศรัทธาเขาก็จะสร้างงานชนิดใหม่เอง จอห์น เลนน่อน นั่นยังไง<br />
บีเทิลส์ยุคแรกนี่มีแต่ <em>Love Me Do</em> มีแต่ <em>She Loves You</em> แล้วก็ร้องเย้<br />
เย้ เย้ แต่พอเขาโตขึ้นเขามีศรัทธาอะไรบางอย่าง เขาก็เขียน <em>Imagine</em> สันติภาพของโลกล้วนๆ</p>
<p><strong>หนุ่มสาวยังมีพลังพอจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ไหม</strong></p>
<p>เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เจอรูตรงไหนก็อุดๆ ไปเหอะ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเอง<br />
อาจจะไม่ได้เปลี่ยนขนาดที่กาลิเลโอหรือไอน์สไตน์เปลี่ยน แต่สิ่งที่เราคิดอยู่<br />
ทำอยู่ มันก็อาจจะช่วยเปลี่ยนโลกได้ทีละนิด<br />
เคยได้ยินข่าวลือเรื่องประเทศจีนจะสร้างเขื่อนขนาดยักษ์เพื่อกั้นน้ำ<br />
แล้วปล่อยให้น้ำตกลงมาแรงๆ แรงขนาดว่าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สักสิบยี่สิบปีแกนโลกจะเปลี่ยนองศามั้ย ความคิดนี้ฟังดูบ้ามาก<br />
ที่เขาจะทำอย่างนั้นเพราะต้องการให้แกนโลกเปลี่ยนเพื่อประเทศของเขาในส่วนที่หนาวจะได้หนาวน้อยลง<br />
ผมฟังแล้วผมก็คิดแวบแรกเลยว่า มันบ้าแล้ว ไม่มีทางทำได้หรอก<br />
แต่แวบที่สองก็คิดต่อว่า ไอ้ความคิดบ้าๆ แบบนี้แหละเป็นจริงมามากแล้ว<br />
หรือถ้าไม่จริง ความคิดบ้าๆ แบบนี้แหละ<br />
ที่จะกระตุ้นให้คนกล้าคิดเปลี่ยนแปลงโลกต่อได้ ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า<br />
ถ้าอยากจะเปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะคิดใหญ่คิดเล็กแค่ไหนก็คิดไปเถิด</p>
<p><strong>คุณอยากเห็นโลกใบนี้เป็นแบบไหน</strong></p>
<p>ผมชอบความเอื้ออาทร ชอบโลกที่มีมุทิตาจิต คือโลกที่ชื่นชมคนอื่น อย่าชื่นชมตัวเองอย่างเดียว<br />
มันทำให้โลกเบา ผมชอบแบบนั้น ผมไม่ชอบให้ฝรั่งเป็นเจ้าโลกคนเดียว<br />
เขาครองโลกมาหลายร้อยปีแล้วนะ</p>
<p><strong>ก็เลยพยายามเปลี่ยนโลกให้เป็นแบบนั้น</strong></p>
<p>ไม่ได้พยายาม ผมเป็นนักเขียน เป็นนักแต่งเพลง ก็พูดไปเรื่อยๆ<br />
แรงเราไม่เท่าน้ำตกที่ตกมาจากเขื่อนของจีนหรอก เป็นถึงน้ำหยดหรือเปล่าก็ไม่รู้<br />
กี่เพลงๆ ก็พูดเรื่องนี้ เพลง <em>อื่นๆ อีกมากมาย</em> เพลง <em>ต้นชบากับคนตาบอด</em> หรือแม้แต่เพลง <em>เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ</em> มันก็คือกราฟิกรูปคำว่า &#8216;อย่าเห็นแก่ตัว&#8217;<br />
รูปนั้นแหละ<br />
แต่นำเสนอผ่านสื่ออีกแบบหนึ่ง</p>
<p><strong>ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ก็ส่งไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p>ใช่ ไม่เป็นถึงขนาดน้ำตกที่ตกจากเขื่อน เป็นแค่ละอองน้ำฝอยๆ ก็เอา<br />
ละอองฝอยไปเรื่อยๆ ก็ชุ่มชื้นดีนะ เดี๋ยวตะไคร่ก็ขึ้นเอง<br />
เดี๋ยวกล้วยไม้ก็ออกดอกเอง</p>
<p><strong>โลกเปลี่ยนไปในทางที่คุณอยากเห็นมันเป็นมากขึ้นไหม</strong></p>
<p>โลกมันใหญ่มากนะ ผมแค่มองอาณาเขตของตัวเอง แล้วก็พยายามทำรอบๆ<br />
ตัวให้เป็นแบบนั้น ผมคิดเหมือนตอนทำเพลงเฉลียงชุดแรก ชุดที่สอง ทำโดยที่ไม่ได้คิดว่าใครจะเอาด้วยหรือเปล่า<br />
เหมือนวิ่งจ๊อกกิ้งไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong>อะไรคือพลังที่ทำให้คุณยังคงวิ่งจ๊อกกิ้งมาได้เกือบ 30 ปี</strong></p>
<p>ไม่รู้นะ สิ่งที่ผมได้รับจากครูบาอาจารย์ของผมไม่ว่าจะทางอ้อมหรือทางตรง<br />
ทุกวันนี้มันยังอยู่ นอกจากนั้นผมว่าผมยังได้รับอะไรบางอย่างกระเด้งกลับมา<br />
แค่มีคนบอกว่าฟังเพลง<em> อิฐก้อนหนึ่ง</em> ที่ผมแต่งแล้วทำให้เขากลับมาดูตัวเองมากขึ้นว่าเขาจะทำอะไรให้สังคมได้<br />
แค่คนเดียวผมก็ถือเป็นพลังงานแล้ว และอาจเป็นเพราะผมไม่คาดหวังมากด้วยมั้ง<br />
เลยทำให้แรงเสียดทานน้อย</p>
<p>ครูบาอาจารย์ของผมให้ &#8216;ทัศนคติ&#8217; ผม คนฟังเพลงของผม<br />
คนอ่านของผมทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้ &#8216;ศรัทธา&#8217;<br />
สิ่งนั้นอยู่คนเดียว</p>
<p><strong>บางคนอาจเคยมีความฝันว่าอยากเปลี่ยนแปลงโลก แต่พอเจอข้อจำกัดมากมาย<br />
เลยเปลี่ยนความคิด คุณอยากบอกอะไรกับคนเหล่านี้</strong></p>
<p>ผมจะบอกว่า ให้คิดแบบนี้แค่วูบเดียวนะ ผมว่าทุกคนก็เคยเป็น<br />
เปเล่ก็เคยเป็น แหม พูดถึงเปเล่ก็แก่ไป (หัวเราะ) ผมก็เคยเป็น แต่ให้เป็นแค่วูบเดียว<br />
เพราะมันเหนื่อยอยู่ มันหิวอยู่ มันร้อนอยู่ หรือมันท้อใจอยู่<br />
แต่รุ่งขึ้นแล้วให้กลับมาคิดอย่างเดิม มนุษย์เราเป็นไปได้ที่ท้อแท้<br />
แต่อย่าเอาอารมณ์นั้นมายืดมาสรุปแล้วทำลายอุดมคติของตัวเอง<br />
อย่าไปเอาอารมณ์แบบก่องข้าวน้อยรอข้าวจากแม่</p>
<p><strong>ความสุขของการเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดของคนจำนวนมากคืออะไร</strong></p>
<p>ผมว่าผมมีความสุข เพราะผมไม่ได้คาดหวังว่าผมจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดคน<br />
จริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าผมเป็นอย่างนั้นหรืออยากเป็นอย่างนั้นนะ<br />
แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่ผมทำพอจะไปให้คนต่อยอดความคิดได้ หรือถ้ามันทำให้บางคนมีพลัง<br />
มีกำลังใจบ้าง ผมก็ดีใจที่มันมีประโยชน์ และขอขอบคุณที่ชมกัน<br />
แต่อย่าชมกันขนาดนั้นเลย</p>
<p><strong>ถ้ามีอะไรสักอย่างทำให้คุณเลิกสร้างงาน สิ่งนั้นคือ</strong></p>
<p>แรงน้อยลง ด้วยวัย ด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ ต้องยอมรับว่าต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือด้วย<br />
ภาษาเอย ความทันสมัยเอย อายุคนมีผลเหมือนกันนะ<br />
มันมีส่วนทำให้บางครั้งเราก็วางเฉยมากขึ้น</p>
<p><strong>เคยมีช่วงที่เฉียดๆ จะมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างไหม</strong></p>
<p>มันก็วางเฉยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย มันคงไม่ทีเดียวหักโป๊ะหรอก<br />
ก็ไปเรื่อยๆ ก็ต้องคอยดูว่าถ้ามันไม่มีอะไรใหม่ๆ ก็จะไม่ทำ เราจะรู้ตัวเองดีที่สุด<br />
ถ้าตัวเองทำแล้วชักไม่ตื่นเต้นก็แสดงว่ามันซ้ำ</p>
<p><strong>การวางเฉยกับสิ่งรอบตัวถือเป็นศัตรูกับความคิดสร้างสรรค์?</strong></p>
<p>ผมก็เคยคิดเหมือนกัน พอคิดอย่างนี้แล้วก็กลับไปคิดอีกว่า<br />
หรือบางทีเราอาจจะนำเสนอเรื่องที่เรารู้สึกวางเฉยออกมาอีกก็ได้ นำเสนอเรื่องการวางเฉยให้สนุก<br />
เออ น่าสนุกนะ แม้กระทั่งวางเฉยผมว่ามันก็มีศิลปะอยู่ เป็นศิลปะแห่งการวางเฉย<br />
หรือเปล่า (หัวเราะ)</p>
<p><strong>วางเฉยกับเพิกเฉยเหมือนกันไหม</strong></p>
<p>เพิกเฉยนี่มันมีอารมณ์ต้านนะ แต่วางเฉยอยู่ตรงกลาง อาจจะใกล้ๆ<br />
กับอุเบกขามากกว่า</p>
<p><strong>ในช่วงวัยรุ่น เวลาเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเรามักอยากวิจารณ์<br />
อยากแสดงความคิดเห็น ฟันธงไปเลยว่าดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ แต่พอโตขึ้น เรามักเลือกที่จะปรับตัว<br />
ปรับใจ ให้เข้ากับงานที่เราไม่ชอบ แทนการวิจารณ์</strong></p>
<p>ก็เป็นไปได้ แต่เราต้องพูดกันบนบรรทัดฐานที่ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่ความสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว<br />
การไม่วิจารณ์อาจจะไม่ได้แปลว่าเราไม่สร้างสรรค์</p>
<p><strong>ตอนนี้เวลาที่คุณดูผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ อย่างหนัง เพลง หนังสือ<br />
มันยังทำให้คุณตื่นเต้นได้ไหม</strong></p>
<p>ถ้าเจออันที่มันจับใจก็ยังเป็น ผมดูหนัง <em>15 ค่ำ เดือน 11</em> ของเก้ง (จิระ<br />
มะลิกุล) นี่ผมตื่นเต้นนะ <em>โหมโรง </em>ของอิท (อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์) ผมก็ตื่นเต้น<br />
โฆษณาหลายตัวตอนนี้ผมก็ตื่นเต้น ผมเป็นคนชื่นชมผู้คน อย่างหนังสือนิ้วกลมอ่านสนุก<br />
ผมก็ชื่นชม a day ทำเล่มแรกออกมาผมก็ชื่นชม จะว่าตื่นเต้นก็ได้ อาจจะมีคนบอกว่าหนังสือมันเด็ก<br />
ก็ดีแล้ว อยากอ่านหนังสือที่เหมาะกับตัวเองก็ไปหาเล่มอื่นอ่านสิ<br />
เรากำลังพูดถึงหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่ใช่เหรอ ล่าสุดเพิ่งไปดู <em>อินเดียน่าโจนส์</em> มา<br />
ดูไปถึงกลางๆ เรื่อง ผมขำอย่างมีความสุขเลย เออ สปีลเบิร์กมันก็เป็นอย่างนี้นะ<br />
มันไม่มีอะไรใหม่ๆ เลยนี่หว่า แต่มันทำถึงทุกฉาก ผมเป็นคนที่ดูหนังยุคนั้นทุกภาค<br />
ดูแล้วหายคิดถึงเลย เหมือนเขาตีโจทย์แตกว่าทำให้คนแก่ดู แม้จะไม่มีอะไรใหม่เลย<br />
ผมก็ตื่นเต้นว่าเขาทำให้เราหายคิดถึงได้</p>
<p><strong>แล้วกับการสร้างงานใหม่ๆ ของคุณเองล่ะ คุณยังตื่นเต้นกับมันไหม</strong></p>
<p>ถ้าเป็นเรื่องที่เราเคยทำแล้วและคิดว่าเราเชี่ยวชาญแล้ว ก็ไม่ตื่นเต้น<br />
แต่จะใช้ความเก๋าของเราไปช่วยคนอื่นเขาทำ ไปโปรดิวซ์ให้มากกว่า ไม่ใช่ว่าเบื่อ<br />
แค่เปลี่ยนบทบาท แต่งานที่เราไม่เคยทำก็ยังตื่นเต้น สนุก รอคอยที่จะได้ทำ</p>
<p><strong>ทุกอย่างในโลกนี้เหมือนจะมีคนคิดคนทำมาหมดแล้ว<br />
มันยังเหลือสิ่งใหม่ให้เราได้สร้างสรรค์อีกหรือ</strong></p>
<p>ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีออริจินัลไอเดีย ฟังดูโหดร้ายไหม<br />
ฟังแล้วความคิดเชิงลบมากเลยมั้ย แต่ไม่หรอกนี่แหละ positive thinking เลยล่ะ<br />
มันไม่มีสิ่งที่เราคิดขึ้นมาเองเดี่ยวๆ หรอก มันจะมาจากอีกสิ่งหนึ่งเสมอ<br />
สิ่งนั้นอาจจะมาจากการที่เราเห็นด้วยกับมัน บางคนอาจลอกเลียนมาเลย<br />
แต่บางคนลอกนิดหน่อยแล้วบิด บางคนเอามาแต่แก่นแล้วใส่เปลือกใหม่ บางคนต่อต้านไปเลย<br />
อีกแบบคือต่อยอดไปเรื่อยๆ คนหนึ่งพูดว่าโลกแบน คนที่พูดว่าโลกกลมไม่ใช่ออริจินัลนะ<br />
เพราะเขาคิดต่อต้าน ทุกอย่างไม่ได้ถูกพูดไว้หมดแล้ว มันยังรอให้เราคิดต่อต้าน<br />
คิดต่อยอดอีกเยอะมาก ถ้าบอกว่าทุกอย่างถูกทำไปหมดแล้ว ดาวินซี่ก็คงไม่วาดโมนาลิซา<br />
แองเจโลก็คงไม่ปั้นเดวิด ก็เขาวาดเขาปั้นกันมาเป็นแสนเป็นหมื่นแล้ว<br />
สุนทรภู่ก็คงไม่เขียน <em>พระอภัยมณี<br />
</em>เพราะเสภาเรื่องเจ้าชายเดินทางกลางป่าก็มีคนเขียนเยอะแยะแล้ว มนุษย์คิดทุกอย่างจากสิ่งที่มีมาก่อนทั้งนั้น<br />
เครื่องบินก็คิดจากนก โถส้วมก็คิดจากถังส้วม<br />
อย่าไปสนใจว่าเราจะคิดออริจินัลได้ยังไง มันไม่มีออริจินัลในโลกนี้<br />
แล้วก็ไม่จริงหรอกที่ว่าไม่มีอะไรเหลือให้เราได้สร้างสรรค์อีก<br />
ทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกนี้แล้วล้วนรอให้เราสร้างสรรค์ต่อ</p>
<p><strong>คุณว่าการออกแบบจำเป็นต่อโลกใบนี้ไหม</strong></p>
<p>ตอนที่เราไม่มีชักโครก คนอาจจะคิดว่ามันคิดมาทำไมวะก็ได้นะ<br />
มันจะพัฒนาไปเรื่อยๆ สู่สิ่งที่เราคิดไม่ถึง วันที่เบลล์ (อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม<br />
เบลล์) ประดิษฐ์โทรศัพท์ คนเขางงนะ คิดทำไม แค่พูดข้ามแม่น้ำหรือข้ามอะไรนี่เอง<br />
เดินไปบอกก็ได้ คนเรามีเรื่องด่วนอะไรอย่างนั้นเลยเหรอ ถ้าด่วนขี่ม้าไปบอกก็ได้<br />
เรายังนึกไม่ออกหรือเปล่าว่าสิ่งที่เราออกแบบในตอนนี้มันจะมีผลอะไรต่ออนาคต นี่คือมิติหนึ่ง<br />
แต่ถ้ามองว่าสิ่งที่ออกแบบมันเบียดบังทรัพยากร ไร้สาระ<br />
จะว่าไปมันก็ไม่มีอะไรที่ไร้สาระหรอก การคิดของเบลล์ยังถูกมองว่าไร้สาระเลย<br />
ทุกวันนี้คนที่อเมริกาตดเรายังได้ยินก็เพราะสิ่งประดิษฐ์ของเขา<br />
ในขณะที่ยุคที่เขามองว่าไร้สาระ หรือจะมองว่าจะคุยกันไปทำไมทั้งโลก ไม่ต้องรีบหรอก<br />
ก็ได้ แต่ถ้ามองด้วยวิถีเซน การไม่ออกแบบก็ถือเป็นการออกแบบอย่างหนึ่งนะ</p>
<p><strong>เหมือนคุณจะเชื่อว่าโลกใบนี้ไม่มีขาวจัดดำจัด ไม่มีผิด ไม่มีถู</strong>ก</p>
<p>ตัวโน้ตในดนตรีสากลนี่เราก็รู้ว่ามันคือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด๊<br />
โดกับเรเนี่ยคนดนตรีเขาบอกว่ามันก็ห่างกันเสียงนึง แต่มีกับฟานี่มันห่างกันครึ่งเสียง<br />
ทั้งโลกก็ตกลงกันว่าเสียงในโน้ตนี้มันมีห่างกันครึ่งเสียงกับหนึ่งเสียง<br />
แต่ในดนตรีของฮินดู เขาเรียกว่าราคะ คล้ายๆ สเกลในภาษาดนตรี บางราคะนี่เขาแบ่งละเอียดไปอีก<br />
คือครึ่งของครึ่งเสียง ผมกำลังจะบอกว่าการที่เราคิดว่ามันมีหนึ่งเสียงหรือครึ่งเสียง<br />
มันก็ไม่ได้ผิดหรือถูก แต่มันแบ่งเป็นครึ่งของครึ่งได้อีก ผิดกับถูกมันห่างกัน 1<br />
แล้ว แต่โลกนี้มันมีเรื่องที่ห่างกันครึ่งก็มี แล้วไอ้ที่มันห่างกันครึ่งของครึ่งก็มี<br />
มันเป็นดีกรี</p>
<blockquote><p>อย่าไปสนใจว่าเราจะคิดออริจินัลได้ยังไง มันไม่มีออริจินัลในโลกนี้ แล้วก็ไม่จริงหรอกที่ว่าไม่มีอะไรเหลือให้เราได้สร้างสรรค์อีก ทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกนี้แล้วล้วนรอให้เราสร้างสรรค์ต่อ</p></blockquote>
<p><em>(</em><em>จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 95 </em><em>กรกฎาคม 2551</em><em>)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-58">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-60">ตอนที่ 3</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-59/">คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 2/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-59/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 1/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-58/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-58/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2016 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ประภาส ชลศรานนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-58/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประภาส ชลศรานนท์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ถึงขนาดสามารถคัดสรรบทสัมภาษณ์ดีๆ ออกมารวมได้เป็นเล่ม-หลังตู้เย็น คือชื่อหนังสือเล่มนั้น ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวว่าประภาสคือใคร ไม่ต้องเสียเวลาคุยซ้ำในคำถามเดิมๆ ที่เขาเคยตอบไปแล้ว วันนี้เขา คิด เห็น เป็น อยู่ อย่างไร ไปฟังกันเลย คุณพิมพ์ Status ใน hi5 ของคุณว่า &#8216;หลังคาเป็นของแข็ง&#8217; มันหมายความว่าอะไร เรื่อง hi5 เนี่ยต้องเล่าก่อนว่า พอผมรู้ว่ามันมี มันเป็นที่นิยมก็อยากรู้ให้ละเอียด ฟังเขาเล่าก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วมันดียังไง มันเหมือนเขาบอกกินแห้วแล้วมัน เวลากัดมันจะรู้สึกแถวๆ ฟันหน้า ใครไม่เคยกินแห้วไม่มีทางเข้าใจ hi5 กับผมตอนนั้นก็เหมือนแห้ว ก็เลยเข้าไปเล่นดู ทำตามที่เขาบอกว่าต้องทำอะไรบ้าง ให้ทำอะไรก็ทำ ให้ใส่รูปก็ใส่ ก็คลิกเข้าไปหารูปในโฟลเดอร์ของตัวเอง แล้วเจอรูปนี้ (รูปหน้าจั่วบ้านของเขาเอง) เป็นรูปแรก ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เอามาใส่เลย เขาให้เขียนคำโปรย ก็เลยเขียนคำนี้ลงไป หลังคามันแข็งจริงๆ นี่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไรหรอก เป็นการพูดถึงสัจพจน์ง่ายๆ การพูดเรื่องจริงแบบจริงๆ เนี่ยมันทำให้ความคิดสมถะ มันเป็นวิถีนึงของเซน เมื่อน้ำไหลไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-58/">คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 1/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประภาส ชลศรานนท์</strong> เคยให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน<br />
ถึงขนาดสามารถคัดสรรบทสัมภาษณ์ดีๆ<br />
ออกมารวมได้เป็นเล่ม-<em style="background-color: initial">หลังตู้เย็น</em> คือชื่อหนังสือเล่มนั้น</p>
<p>ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวว่าประภาสคือใคร</p>
<p>ไม่ต้องเสียเวลาคุยซ้ำในคำถามเดิมๆ ที่เขาเคยตอบไปแล้ว</p>
<p>วันนี้เขา คิด เห็น เป็น อยู่ อย่างไร ไปฟังกันเลย</p>
<p><strong>คุณพิมพ์ Status </strong><strong>ใน hi5 </strong><strong>ของคุณว่า &#8216;หลังคาเป็นของแข็ง&#8217; มันหมายความว่าอะไร</strong></p>
<p>เรื่อง hi5 เนี่ยต้องเล่าก่อนว่า พอผมรู้ว่ามันมี<br />
มันเป็นที่นิยมก็อยากรู้ให้ละเอียด ฟังเขาเล่าก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร<br />
แล้วมันดียังไง มันเหมือนเขาบอกกินแห้วแล้วมัน เวลากัดมันจะรู้สึกแถวๆ ฟันหน้า<br />
ใครไม่เคยกินแห้วไม่มีทางเข้าใจ  hi5<br />
กับผมตอนนั้นก็เหมือนแห้ว<br />
ก็เลยเข้าไปเล่นดู ทำตามที่เขาบอกว่าต้องทำอะไรบ้าง ให้ทำอะไรก็ทำ ให้ใส่รูปก็ใส่<br />
ก็คลิกเข้าไปหารูปในโฟลเดอร์ของตัวเอง แล้วเจอรูปนี้ (รูปหน้าจั่วบ้านของเขาเอง)<br />
เป็นรูปแรก ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เอามาใส่เลย เขาให้เขียนคำโปรย ก็เลยเขียนคำนี้ลงไป<br />
หลังคามันแข็งจริงๆ นี่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไรหรอก เป็นการพูดถึงสัจพจน์ง่ายๆ<br />
การพูดเรื่องจริงแบบจริงๆ เนี่ยมันทำให้ความคิดสมถะ มันเป็นวิถีนึงของเซน<br />
เมื่อน้ำไหลไป แล้วไงวะ (หัวเราะ) อ้าว แล้วจะถามทำไม ก็น้ำมันไหลไป<br />
มันเป็นอย่างนั้น หลังคาเป็นของแข็ง ก็มันเป็นอย่างนั้น<br />
มีไฮกุบทนึงของเซนที่ผมชอบมาก ดอกไม้บานอีกครา ม้านั้นมีขาถึงสี่ขา<br />
แต่นกมีเพียงสอง จบ หลังคาเป็นของแข็ง จบ (หัวเราะ) วิถีของเซนมันเป็นอย่างนั้น<br />
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครจะเข้ามาอ่านบ้าง แค่อยากลองว่า hi5 เป็นแบบนี้เองเหรอ<br />
มีเพื่อนแล้วก็ไปหาเพื่อนต่อ ผมก็เข้าไปหาคนที่แอดเราไว้<br />
แค่พอรู้ว่ามันเป็นอะไรยังไง แล้วก็รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจะสนุกมากสำหรับคนหนุ่มคนสาว<br />
เป็นเหมือนเกมมนุษยสัมพันธ์ แต่ผมไม่ได้เข้าไปบ่อยๆ หรอก แค่อยากรู้<br />
แล้วก็ทักทายคนบางคนที่น่าสนใจ มันไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา วิถีชีวิต เออ<br />
คำนี้ใช่เลยนะ มีหลายเรื่องที่เราไม่ปฏิเสธ แต่ไม่เอา เพราะมันไม่ใช่วิถีของเรา</p>
<p><strong>เห็นอะไรในวิถีชีวิตแบบ hi5 </strong><strong>บ้าง</strong></p>
<p>มันเป็นโลกใบที่สองของมนุษย์ ผมมองเรื่องโลกใบที่สองมาตั้งนานแล้ว<br />
คนเรามีโลกสองโลก โลกที่เราอยู่จริงๆ ในปัจจุบัน กับโลกอีกใบนึง<br />
จะใบเล็กใบใหญ่ก็แล้วแต่ ตอนที่สุนทรภู่เขียน <em>พระอภัยมณี</em><br />
เขามีโลกอีกใบอยู่ที่เกาะแก้วพิสดาร นักอ่านบางคนมีอยู่ใน <em>แฮร์รี่ พอตเตอร์</em><br />
ศิลปินบางคนมีอยู่ในภาพเพนต์ของตัวเอง วัยรุ่นบางคนอยู่ในเกมออนไลน์<br />
เวลาที่เราเข้าไปดูหนัง ตอนเดินออกมาจากโรงฯ<br />
เคยรู้สึกไหมว่าเราต้องปรับตัวกลับมาอยู่อีกโลกหนึ่ง เพราะตอนที่เราอยู่ในโรงฯ<br />
เราเข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ เวลาก็เป็นเวลาของหนัง พอหนังเลิกเดินออกมาเลยมีความมึนอยู่นิดๆ<br />
มันมีความเชื่อมต่ออยู่ กี่โมงแล้ว กลับบ้านยังไง มันกลับมาหาความจริงแล้ว hi5<br />
ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง<br />
มันไม่หลุดเข้าไปเลย มันทับโลกจริงของเราไม่สนิท เลือนๆ อยู่<br />
บางคนก็เลือนมากเลือนน้อย แต่สนิทเป๊ะนี่ไม่มี ผมมองว่า hi5 คือโลกใบที่สองของมนุษย์<br />
เป็นอีกโลกที่เอามาให้เลือก</p>
<p><strong>ทำไมเราต้องมีโลกใบที่สองด้วย</strong></p>
<p>เราไม่ใช่หุ่นยนต์ มนุษย์มันไม่แห้งแล้งขนาดนั้น<br />
เพราะจินตนาการของมนุษย์ทำให้เรามีอีกโลกหนึ่ง แต่มันก็มีดีกรีของมัน<br />
ทำให้เราชุ่มชื่น จะว่าไปก็เหมือนกลูโคลส ให้พลังงาน หรือบางทีก็เหมือนคาเฟอีน<br />
ทำให้เราตื่นตัว แต่กินมากติด เคยได้ยืนชื่อโรคฮิคิโคโมริ ที่ญี่ปุ่นไหม<br />
คือเริ่มมีเด็กหนุ่มบางคนที่ไม่ยอมไปเรียน ใช้คอมพิวเตอร์ออนไลน์ทั้งวัน<br />
มีชีวิตอีกโลกอยู่ในจอ นอนกลางวัน ตื่นกลางคืน ไม่มีเพื่อนข้างนอก<br />
ใช้ปากคุยกับคนน้อยเพราะใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดแทน แต่ไม่ก้าวร้าวนะ<br />
เขาจะออกมาจากห้องตอนหลังเที่ยงคืนเพื่อซื้อบะหมี่ซองไปเก็บ<br />
คือเขาเริ่มเสพติดโลกใบที่สอง เขาอยู่กับมันมากกว่าโลกใบแรก</p>
<p><strong>ตัวตนของเราในโลกจริงกับโลกใบที่สอง เหมือนหรือต่างกันยังไง</strong></p>
<p>ก็อย่างที่บอกว่ามันแล้วแต่ดีกรี บางคนเหมือนคนละโลก บางคนก็คล้ายมาก<br />
แม้แต่ตัวผมกับโลกที่ผมเขียนหนังสือให้คนอ่านก็ทับไม่สนิท<br />
ภาษาพูดของผมกับภาษาเขียนก็ไม่สนิทเป๊ะ<br />
เพราะเวลาอ่านคนอ่านเขาเอาโลกของตัวเองมาผสมด้วย<br />
คนพูดช้าอ่านหนังสือผมก็ได้ยินเสียงผมช้า คนพูดเร็วจะได้ยินเสียงผมเร็ว<br />
มันมีโลกของเขาผสมอยู่นิดๆ แม้ผมจะเขียนจากความคิดของผมทั้งหมด<br />
หรือเขียนจากสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ ไม่ได้เฟก แต่มันก็ไม่ทับตัวผมเป๊ะทั้งหมด<br />
ผมพูดเร็ว บางครั้งพูดห้วน แต่เขียนหนังสืออย่างนั้นไม่ได้<br />
เหมือนเวลาเราไปงานแต่งงานแล้วต้องใส่สูท อยู่บ้านผมนุ่งกางเกงชาวเล สูทก็ตัวผม<br />
กางเกงชาวเลก็ตัวผม มันบอกไม่ได้หรอกว่าทับกันสนิทรึเปล่า<br />
เพื่อนรุ่นผมทำเว็บบอร์ดไว้สื่อสารกัน ก็มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง<br />
ถ้าเจอหน้ากันเขาไม่พูดเลยนะ<br />
แต่พอเข้าไปในโลกใบที่สองในเว็บบอร์ดนี่เขาเหมือนเจ้ายุทธจักรเลย ช่างพูด ช่างแซว<br />
พอเจอหน้ากันเพื่อนก็ถาม เฮ้ย! เดี๋ยวนี้มึงคุยเก่งนะ เขาก็เงียบ ไม่พูดอะไร<br />
ทุกคนก็งง แซวแรงๆ มันก็ไม่โต้ตอบ แล้วมันก็กลับไปอาละวาดต่อในเว็บบอร์ด<br />
เหมือนเป็นอาณาจักรของมัน</p>
<p><strong>คุณว่าตัวตนในโลกใบไหนจริงกว่ากัน</strong></p>
<p>อย่าไปสนใจว่าอันไหนจริงกว่า เพราะมันอาจจะจริงทั้งคู่<br />
คนเราไม่ได้มีบุคลิกเดียว อย่างเพื่อนคนที่ผมเล่า<br />
เราไม่สามารถตอบได้นะว่าอันไหนจริงกว่าอันไหน แม้แต่ไปอยู่ในโลกฝันแบบสุดกู่<br />
ดอนกิโฆเต้ไง คนดูละครเรื่องนี้ ยังไงก็คงต้องเชียร์ให้เขาอยู่ในโลกใบที่สอง<br />
ถ้าถามว่าคนเราสามารถมีชีวิตในโลกใบที่สองได้ตลอดเวลาไหม ก็อาจจะมีนะ<br />
อย่างที่เด็กญี่ปุ่นเป็นอยู่ ไม่รู้สิ ผมว่าโลกใบที่สองมันเหมือนของหวาน<br />
มันเหมือนขนม มันทำให้ชีวิตชุ่มฉ่ำ ใครไม่มีก็แห้งแล้งล่ะ<br />
โลกนี้ไม่มีช็อกโกแลตคงแห้งแล้งน่าดู<br />
แต่เราจะกินมันอย่างเดียวหรือกินมันมากกว่าอาหารหลักไม่ได้นี่<br />
เรื่องโลกสองใบนี่ผมว่ามันอยู่ที่การ &#8216;มอง&#8217; มัน เราไม่ควรสรุป แต่เราควร &#8216;มอง&#8217; มันอย่างไรมากกว่า<br />
คนช่างฝันทุกคนมีโลกใบที่สองกว้างใหญ่<br />
ผมอยากให้ถอยออกมามองมันทั้งสองโลกแล้วเลือกใช้<br />
สร้างโลกใบที่สองให้แข็งแรงเพื่อเป็นแหล่งพลังงานมาใช้ในโลกใบที่หนึ่ง</p>
<p>สมดุลไง ไอนสไตน์พูดว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ที่เขาพูดอย่างนี้ได้เพราะเขามีความรู้เยอะมาก<br />
เขาเลยมีสมดุลของความรู้กับจินตนาการ เช่นกัน ถ้าคุณเป็นคนช่างฝัน<br />
คุณต้องเป็นคนที่ปรับตัวเก่งและอยู่ในโลกจริงได้อย่างไม่กระทบกระเทือนด้วย<br />
ทุกเรื่องในชีวิตเลยล่ะที่เราต้องสมดุล</p>
<p><strong>คุณสนิทกับเพื่อนในโลกไซเบอร์ไหม </strong></p>
<p>ผมเข้าไปในโลกไซเบอร์ครั้งแรกจากเว็บบอร์ดของ thaimung คือมันเกิดจากคอลัมน์คุยกับประภาสก่อน<br />
บัวไรเขาอยากเอามาทำให้ได้คุยกันต่อในเว็บ ผมก็เอาสิ แต่มันมาอิงกับคอลัมน์เป๊ะๆ<br />
ไม่ได้ ต้องให้คนอ่านเขาคุยกันเอง แล้วเราเข้าไปคุยกับเขาด้วย<br />
ก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นน้องเป็นนุ่ง เป็นลูกศิษย์ลูกหา<br />
เพราะพวกนี้เขาเคยรวมตัวกันให้ผมสอนแต่งเพลง</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงเลือกใช้นามแฝงว่า &#8216;</strong><strong>ลุงชาลี&#8217;<br />
</strong><strong>แทนที่จะใช้ชื่อจริง</strong></p>
<p>ก็ทำตามสมัยนิยม ไม่มีอะไรหรอก<br />
เห็นเขาตั้งชื่อเป็นนามแฝงกันก็ตั้งบ้าง เออ<br />
แล้วก็ตั้งคำถามในใจว่าเขาตั้งชื่อใหม่ทำไม เพื่อให้จับไม่ได้ว่าเป็นใครหรือเปล่า<br />
หรือเพื่อให้สงสัยว่าเป็นใคร หรือว่าตั้งไว้สนุก ๆไม่มีอะไร<br />
หรือตั้งเพราะจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ตั้งชื่อตัวเอง<br />
เพราะทุกคนเกิดมาไม่มีใครได้ตั้งชื่อตัวเอง แต่ละคนคงมีเจตนาไม่เหมือนกัน<br />
หรือตั้งเพราะมันเป็นอีกโลกนึง เราเลยต้องเป็นอีกคนนึง ที่เรียกกันว่านามจอ ก็ผมเนี่ยแหละไปล้อเขา<br />
ว่าอย่างนี้เรียกว่านามปากกาไม่ได้หรอก ต้องเรียกว่านามจอ<br />
เพราะมันเป็นชีวิตที่อยู่แค่ในจอ แล้วผมก็ตั้งชื่อตามวัฒนธรรมกับเขาบ้าง<br />
ชื่อลุงชาลีก็เป็นชื่อที่คิดออกเดี๋ยวนั้น แล้วก็เอาเลย<br />
ของแบบนี้มันไม่ต้องใช้เหตุผลเยอะ มันเป็นชื่อไทยๆ แล้วก็ฝรั่งได้ด้วย เท่จะตาย<br />
นางฟ้าชาลี มีนางฟ้า 3 คนมานั่งด้วยตลอดเวลา</p>
<p><strong>คุณมี MSN </strong><strong>ไหม</strong></p>
<p>มี</p>
<p><strong>เล่นไหม</strong></p>
<p>ปีละ 2 ครั้ง (หัวเราะ) อ้า วันนี้ว่างแล้ว ตั้งใจ เตรียมเวลาเลย<br />
เพราะรู้ว่าเป็นชั่วโมงแน่ พอเปิดเดี๋ยวก็มาแล้ว มิตรสหายเต็มไปหมด<br />
ใครทักมาก็ทักกลับ ได้รับรู้ถึงมิตรภาพจากคนไม่เห็นหน้ากัน ก็ดีนะ แต่ทำบ่อยๆ<br />
ไม่ไหว ไม่ใช่วิถีชีวิตเรา แล้วก็เคยใช้เปิดประชุมกับเพื่อน เป็นเรื่องงาน<br />
อันนี้ต้องนัดกัน</p>
<p><strong>คุณสนิทกับคนอ่านไหม</strong></p>
<p>ผมรู้สึกว่าผมกับคนอ่านของผมเป็นคนชนิดเดียวกัน<br />
รู้เลยว่าคุยด้วยไม่ยาก คุยแป๊บเดียวก็สนิทแล้ว แล้วผมก็จะกันเองจริงๆ<br />
จะถามข่าวคราวอย่างที่ผมรู้สึกจริงๆ บางคนเข้ามาทัก<br />
คุยกันสักพักก็รู้เลยว่าถ้าเรามีชีวิตอยู่ใกล้เราคงสนิทมาก</p>
<p><strong>ทุกวันนี้มีคนอ่านเขียนอีเมลมาหาบ่อยไหม</strong></p>
<p>หลังจากหยุดเขียนคอลัมน์คุยกับประภาสก็มีไม่มาก<br />
แต่เพราะพ็อกเก็ตบุ๊กรวมเล่ม <em>คุยกับประภาส</em> ยังมีขายอยู่ ก็เลยอาจจะมีคนอยากถาม<br />
แต่ไม่รู้ว่าผมไม่ได้ตอบที่ไหน จดหมายกระดาษนี่แทบจะไม่มีแล้ว คนใช้อีเมลกันหมด<br />
คนที่เขียนมามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เป็นคนทำงาน วัยหนุ่มสาว เคยมีพระสงฆ์ 2 &#8211; 3<br />
รูปเขียนจดหมายมาเสวนาด้วย ก็เลยได้โอกาสเขียนไปเรียนธรรมกับท่าน<br />
หรือล่าสุดอัดรายการ <em>ยกสยาม</em> ผมเดินเข้าไปดู มีข้าราชการบำนาญคนนึงเข้ามาทัก<br />
เขาบอกว่าเพิ่งได้อ่านหนังสือผมจากห้องสมุด ที่เด็กสุดที่เคยเมลมาอยู่มัธยมต้น</p>
<p><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าเวลาเลี้ยงลูกจะทำอายุตัวเองให้เท่ากับอายุลูก<br />
การได้กลับมาเป็นวัยรุ่นครั้งที่สองเป็นยังไงบ้าง</strong></p>
<p>โชคดีที่ลูกผมไม่ได้เป็นวัยรุ่นแบบชอบเต้นชอบเที่ยว (หัวเราะ)<br />
ผมก็เลยไม่ต้องกระชากวัยมาก</p>
<p><strong>ทุกวันนี้ยังถูกเชิญไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยอยู่ไหม</strong></p>
<p>ผมไม่ค่อยตอบรับเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยถนัด</p>
<p><strong>ทำไมไม่ถนัด</strong></p>
<p>หัวข้อที่จะให้บรรยายมันถนัดยาก แค่ฟังชื่อก็ยากแล้ว ประมาณเทคโนโลยีกับการสร้างสรรค์อะไรแบบนี้<br />
คือย่างนี้นะ ถ้าเคยอ่านหนังสือผมนี่อาจจะนึกออก<br />
ผมเป็นคนไม่ชอบพูดเรื่องอะไรที่เป็นบทสรุป เป็นฮาวทูแบบสำเร็จรูป<br />
ผมมองเรื่องทุกเรื่องเป็นลูกโซ่เกี่ยวโยงกัน แล้วผมก็อธิบายอย่างนั้นทุกครั้ง<br />
ยิ่งอธิบายด้วยนิทานด้วยเรื่องสั้นนี่ทำบ่อย อ่านแล้วถ้าถูกจริตก็จะเข้าใจทันที<br />
แต่ถามว่าเข้าใจว่ายังไง ให้แยกพูดเป็นประโยคหรือเป็นเรื่องจะยากมาก<br />
พอผมรู้ว่าตัวเองเป็นคนบุคลิกอย่างนั้น<br />
ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะไปพูดอย่างที่คนเขาเชิญมาได้หรือเปล่า</p>
<p><strong>หัวข้อแบบไหนที่เชิญมาแล้วไปแน่ๆ </strong></p>
<p>ไม่มีหัวข้อ เหมือนกับตอนที่คุณหนุ่มเมืองจันท์มาชวนไปเขียนคอลัมน์คุยกับประภาสในหนังสือพิมพ์<br />
มติชน ผมถามว่าให้เขียนอะไร เขาก็บอกว่าเขียนอะไรก็ได้<br />
งั้นผมเขียนอย่างที่คนอ่านชวนคุยในแต่ละครั้งได้ไหม<br />
ก็เลยกลายเป็นคอลัมน์คุยกับประภาส ที่บอกไม่ได้ว่ามันเป็นคอลัมน์ประเภทไหนกันแน่</p>
<p><strong>เวลาไปคุยกับเด็ก สิ่งที่คุณมักจะย้ำกับพวกเขาเสมอคืออะไร</strong></p>
<p>ศรัทธา ทัศนคติ</p>
<p>มนุษย์เราทำอะไรก็ได้ ถ้าด้วยศรัทธาละก็ พลังมันจะมหาศาล<br />
ไม่คิดถึงตัวเอง ไม่คิดถึงว่าคุ้มไม่คุ้ม อย่าไปบวกลบคูณหาร ไม่ว่าจะเรื่องเวลา<br />
เรื่องเงินทอง เรื่องแรงกาย ซึ่งมันเหมือนคนจิตว่าง มันเป็นการทำเพื่อธรรม<br />
ไม่ใช่ทำเพื่อเงินทอง ทำเพื่อทน หรือทำเพื่อเท่<br />
ศรัทธาจะเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ชีวิตเราเดินต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ส่วนทัศนคติดีๆ<br />
มันจะควบคุมพลังอันมหาศาลของตัวศรัทธาได้</p>
<p><strong>ถ้าคุณได้รับเชิญให้ไปพูดในงานปัจฉิมนิเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัย<br />
คุณจะบอกอะไรพวกเขา</strong></p>
<p>ก็คงจะบอกว่า ให้เตรียมปลดปล่อยพันธนาการกับเรื่องที่เรียนมา<br />
ให้เป็นอิสระได้แล้ว เราเรียนเพราะเราอยากรู้ อย่าไปยึด อย่าไปกอด<br />
ข้างหน้ามันอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับที่เราเรียนมาเลยก็ได้<br />
ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าที่เรียนมาไม่มีประโยชน์นะ แต่ความรู้มันเปลี่ยนทุกวัน<br />
วันนี้บอกว่ากินไข่แล้วดี พรุ่งนี้มาอีกแล้วกินไข่แล้วไม่ดี<br />
ความรู้มันเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เรียนไว้ให้ตกตะกอนนอนก้น เหมือนเราอ่านหนังสือ<br />
อ่านเยอะๆ แต่อย่ากอด ถ้ามัวแต่กอดไว้ มือไม้จะไม่เหลือทำอะไร<br />
แม้แต่จะป้องกันตัวเองก็ไม่ได้ ก็มือมันไม่ว่างนี่ ต้องยอมรับนะว่าคนที่เป็นบัณฑิต<br />
ยิ่งได้เกียรตินิยม มันจะมีความฮึกเหิมอยู่ มีความทระนงอยู่ มันเหมือนชุดเกราะสวยๆ<br />
ที่อัศวินได้รับมา มันป้องกันเราได้ก็จริงแต่มันหนักเหลือเกิน ถ้าผมจะพูดก็คือ<br />
อย่าทระนงในความรู้อันมากมายของเรา ในโลกใบใหญ่มีคนมีความรู้มากมายเดินชนกันเต็มไปหมด<br />
ไม่รู้กี่แขนงวิชา และทุกคนแทบจะใส่เกราะเดินชนกัน</p>
<p>แต่คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่มีความรู้ท่วมหัวเลย<br />
กลับเป็นคนที่ไม่สนใจเกราะของตัวเองมากกว่า ก็แหง ก็เขาไม่ต้องแบกอะไรนี่<br />
จะปีนต้นไม้ก็ได้ จะขึ้นม้าก็เร็ว จะหลบลงคูก็ได้ จะง้าวคันธนูก็ยิ่งคล่อง<br />
ทีนี้ยิ่งเราไม่ได้ใส่เกราะใส่หน้ากากให้เกะกะ สายตาเราจะกว้างไกล<br />
ในสนามรบนี่สายตาสำคัญที่สุด</p>
<p><strong>ถ้าความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการทำงาน เด็กๆ<br />
จำเป็นต้องมีอะไรอีก</strong></p>
<p>ในสายตาผม<br />
คนที่มองเห็นว่าผมล้มเหลวส่วนใหญ่มาจากทัศนคติอันคับแคบทั้งนั้น และหลายครั้งมันมาจากเกราะอันน่าเกะกะ<br />
คนที่เก่งๆ เขาจะรู้ว่าจังหวะไหนต้องถอดเกราะ จังหวะไหนต้องใส่ ไหนๆ<br />
ก็พูดถึงอัศวินแล้ว ขอสนุกกับการเปรียบเทียบต่อ ทัศนคติเป็นรถม้าศึกดีมั้ย<br />
เคยเห็นใช่มั้ย แบบที่ม้าลากแล้วอัศวินยืนอยู่ข้างหลัง คือถ้าเรามีความรู้เยอะ<br />
มีเกราะใหญ่ แต่มีทัศนคติกว้างไกลก็เหมือนมีรถม้าใหญ่ที่สมดุลกัน<br />
ใส่เกราะยืนแล้วก็สง่าผ่าเผยดีนะ<br />
เป็นแม่ทัพเลยล่ะ แต่ถ้าความรู้เยอะ ทัศนคติแคบ<br />
เกราะใหญ่รถม้าเล็กดูน่าเกลียดนะ ใครจะมาทำงานด้วย มาขึ้นรถม้าด้วยก็ไม่มีที่ยืนนะ<br />
บางคนหนักข้อกว่านั้น นอกจากจะมีเกราะที่ใหญ่แล้ว มีรถม้าเล็กแล้ว<br />
ยังมีอัตตาใหญ่อีก อัตตานี่เหมือนคนอีกคนนึงเลย<br />
ทีนี้อย่าว่าแต่มีที่ให้ผู้ร่วมงานยืนเลย ตัวเองก็ยืนลำบาก</p>
<p><strong>อัตตามีประโยชน์บ้างไหม</strong></p>
<p>ฤทธิ์เยอะ ตัวใหญ่ เป็นยักษ์ได้เลย คือมันไม่เชื่อใคร แข็งแรงมาก<br />
ใช้ให้ดีก็คงมีประโยชน์ แต่ยักษ์ตัวนี้ไม่เคยเชื่อง ผมว่าน่ากลัวนะ<br />
บางทีก็น่ากลัวมากจนไม่มีใครอยากทำงานด้วย ทำงานกับยักษ์นี่อันตราย<br />
เก็บมันไว้ในตะเกียงเถอะ ไว้เรียกออกมาตอนจะใช้จริงๆ ดีกว่า</p>
<blockquote><p>&#8220;มนุษย์ถูกสั่งให้เกิดมาแล้วคิดตลอดว่า<br />
พรุ่งนี้ต้องไม่เหมือนวันนี้&#8221;</p></blockquote>
<p>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 95 กรกฎาคม 2551)</p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-59">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-60">ตอนที่ 3</a></p>
<p><em style="background-color: initial"><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-58/">คุยกับประภาส ชลศรานนท์ 1/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-58/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-37/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-37/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Jul 2016 02:43:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ธนญชัย ศรศรีวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[คานส์ ไลอ้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับหนังโฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[Cannes Lion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-37/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนนี้คุณกำลังสนุกกับการซื้อที่ปลูกป่าอยู่ที่เชียงใหม่ด้วยเงินทั้งหมดที่คุณมี ถ้าคุณไม่เอาไปปลูกป่า เงินจำนวนนี้ซื้ออะไรได้บ้าง (หยิบเครื่องคิดเลขมากด) ผมสามารถซื้อรถซูเปอร์คาร์ระดับท็อปของโลกได้ 40 คัน อะไรทำให้คุณอยากเอาเงินจำนวนนี้มาปลูกป่า เริ่มจากผมไปบ้านคุณสาธิต กาลวันตวานิช (ผู้บริหารบริษัทฟีโนมีน่า) เป็นบ้านริมน้ำอยู่จังหวัดลำพูน เป็นบ้านไทลื้อ ออกแบบโดยคุณจุลพรและคุณสาธิต เป็นบ้านไทยที่สวยมาก น่าอยู่ ทุกครั้งที่หยุดตอนปีใหม่ ผมจะไปที่บ้านหลังนี้ทุกปี วันๆ ไม่ทำอะไร นั่งคุยนอนคุยกับคุณสาธิต คุยกับคุณจุลพร คนสองคนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผม ทั้งความคิด ความรู้และทัศนคติ บ้านหลังนี้มีต้นไม้เยอะมาก ผมไปทุกปี ผมสังเกตเห็นว่าต้นไม้มันโตเร็วมาก เพราะผมเห็นมันตั้งแต่ต้นเล็กๆ เป็นต้นไม้ที่ปลูกจากเมล็ด คุณเชื่อไหมแค่ 4 ปี ต้นมันสูงทะลุขึ้นไปเป็นสิบเมตร ในปีนั้นที่ผมเห็น ผมก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ ถ้ากูปลูกเยอะๆ มันก็กลายเป็นป่าเลยสิวะ คุณจุลพรก็บอกว่า ทำป่าไม่ยาก ง่าย ทำเลย ตอนแรกทำไปก่อน 17 ไร่ คุณจุลพรเป็นคนคิดและจัดการทั้งหมด พอแกเริ่มปลูก ไอ้มนุษย์หน้าโง่อย่างผม ก็เริ่มฉลาดขึ้น เริ่มเข้าสู่กระบวนการการเรียนรู้ จากนั้นอีกปีหนึ่งที่ดินแปลงข้างๆ ก็ประกาศขาย เป็นที่ดินติดแบงก์ เป็นที่ดินของโครงการหมู่บ้านจัดสรรขายทั้งโครงการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-37/">ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">ตอนนี้คุณกำลังสนุกกับการซื้อที่ปลูกป่าอยู่ที่เชียงใหม่ด้วยเงินทั้งหมดที่คุณมี<br />
ถ้าคุณไม่เอาไปปลูกป่า เงินจำนวนนี้ซื้ออะไรได้บ้าง<br />
</strong>(หยิบเครื่องคิดเลขมากด) ผมสามารถซื้อรถซูเปอร์คาร์ระดับท็อปของโลกได้<br />
40 คัน</p>
<p><strong>อะไรทำให้คุณอยากเอาเงินจำนวนนี้มาปลูกป่า<br />
</strong>เริ่มจากผมไปบ้านคุณสาธิต<br />
กาลวันตวานิช (ผู้บริหารบริษัทฟีโนมีน่า) เป็นบ้านริมน้ำอยู่จังหวัดลำพูน เป็นบ้านไทลื้อ ออกแบบโดยคุณจุลพรและคุณสาธิต เป็นบ้านไทยที่สวยมาก น่าอยู่<br />
ทุกครั้งที่หยุดตอนปีใหม่ ผมจะไปที่บ้านหลังนี้ทุกปี วันๆ ไม่ทำอะไร<br />
นั่งคุยนอนคุยกับคุณสาธิต คุยกับคุณจุลพร คนสองคนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผม<br />
ทั้งความคิด ความรู้และทัศนคติ บ้านหลังนี้มีต้นไม้เยอะมาก ผมไปทุกปี<br />
ผมสังเกตเห็นว่าต้นไม้มันโตเร็วมาก เพราะผมเห็นมันตั้งแต่ต้นเล็กๆ<br />
เป็นต้นไม้ที่ปลูกจากเมล็ด คุณเชื่อไหมแค่ 4 ปี ต้นมันสูงทะลุขึ้นไปเป็นสิบเมตร<br />
ในปีนั้นที่ผมเห็น ผมก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ ถ้ากูปลูกเยอะๆ มันก็กลายเป็นป่าเลยสิวะ<br />
คุณจุลพรก็บอกว่า ทำป่าไม่ยาก ง่าย ทำเลย ตอนแรกทำไปก่อน 17 ไร่<br />
คุณจุลพรเป็นคนคิดและจัดการทั้งหมด พอแกเริ่มปลูก ไอ้มนุษย์หน้าโง่อย่างผม<br />
ก็เริ่มฉลาดขึ้น เริ่มเข้าสู่กระบวนการการเรียนรู้<br />
จากนั้นอีกปีหนึ่งที่ดินแปลงข้างๆ ก็ประกาศขาย เป็นที่ดินติดแบงก์<br />
เป็นที่ดินของโครงการหมู่บ้านจัดสรรขายทั้งโครงการ ผมก็ตัดสินใจซื้อ<br />
กลับมากรุงเทพฯ ผมก็ทำงานหนักมาก เพื่อหาเงินซื้อที่แปลงนั้น</p>
<p>2 ปีถัดมา คุณจุลพรชวนผมกับคุณสาธิตไปเดินป่าด้วยกัน<br />
ที่นั่นการสลายตัวตนก็เริ่มเกิด ในป่าไม่มีอะไรเลย ห้องน้ำไม่มี วิทยุไม่มี<br />
ทีวีไม่มี ไม่มีห่าอะไรสักอย่าง ผมกางเต็นท์ใช้เวลาเกือบ 15 นาที<br />
ลูกหาบเผามูซอใช้เวลาแค่ 5 นาที มีมีดเล่มเดียว ฟันไผ่<br />
ฟันต้นกล้วย ฉุบฉับๆ เสร็จออกมาแล้วเป็นเพิงเล็กๆ<br />
จากการที่ต้องช่วยเหลือตัวเองในป่า ผมพบว่า ผมฉลาดขึ้นเพราะความไม่มี<br />
เราเลยต้องใช้สมองมากขึ้น ที่ตลกกว่านั้นคือ ในป่านั้นนอนสบายมาก<br />
เราใช้เวลาก่อนนอนคุยกัน เช้ามา ผมปวดขี้ ผมต้องไปขี้ใต้ต้นไม้<br />
เชื่อไหมว่านี่คือการขี้ที่ดีที่สุดในชีวิตของผม เราเริ่มคุยกัน<br />
เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการขี้ การขี้ครั้งนี้ของผม ผมพบว่าผมไม่ต้องขี้ในห้องน้ำ<br />
เมื่อไม่มีห้องน้ำก็ไม่ต้องมีเซรามิก ไม่ต้องระเบิดภูเขาเพื่อมาทำเซรามิก<br />
ไม่ต้องมีที่ฉีดตูด ไม่ต้องสร้างโรงงานถลุงเหล็ก เพราะไม่มีก๊อกน้ำ<br />
ไม่ต้องสร้างโรงงานผลิตพลาสติก เพราะมันไม่มีลูกลอย ไม่ต้องมีถังเก็บขี้<br />
เป็นการขี้ที่คลาสสิกที่สุด ใช้แค่ทิชชู ที่ตลกกว่านั้น ขี้ของผมไม่ต้องไปอยู่ในถังเก็บขี้ แต่ขี้ของผมมันลงไปหาต้นไม้เลยกลายเป็นปุ๋ย</p>
<p>ผมพบอะไรมากมายจากการเดินป่าครั้งนั้น<br />
พบว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์ไม่ต้องการอะไรมาก ต้องการอากาศบริสุทธิ์ น้ำที่สะอาด<br />
อาหารที่ไม่มีสารพิษ เพราะฉะนั้นป่าต่างหากที่สำคัญ ปัญญาของคนต่างหากที่สำคัญ ผมเลยคิดว่า<br />
ก่อนตายถ้าผมทำให้คนอื่นรู้สึกแบบเดียวกับที่ผมรู้สึก ประเทศน่าจะดีขึ้นได้<br />
เพราะคนที่มีปัญญาคนนึงก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น<br />
ถ้าเรามีคนมีสติปัญญาดีๆ ที่น่ารักสักร้อยคน โอ้โห ประเทศเปลี่ยนเลยนะ<br />
แล้วปัญญามาจากไหน ก็มาจากธรรมะ ธรรมะมาจากไหน ก็มาจากธรรมชาติ<br />
ผมไม่เคยเห็นคนทำธุรกิจปลูกต้นไม้ขายมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ยิงกันดับคาซ่อง<br />
คนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจิตใจจะดี เหมือนชาวบ้านแต่ก่อนที่มีที่นาเป็นของตัวเอง<br />
เป็นภาพที่ดีงาม ความสวยงามมันเกิดจากธรรมชาติ การให้คนกลับไปตรงนั้นน่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง</p>
<p><strong>คิดแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว<br />
</strong>ตั้งแต่อายุ<br />
30 เริ่มจริงจังตอนอายุ 38 เมื่อ 4 ปีก่อน ไม่ใช่สิ ต้องนับว่า 5 ปี<br />
เพราะใช้เวลาปีนึงเต็มๆ ในการเตรียมเงิน เตรียมอะไรต่างๆ</p>
<p><strong>คุณจริงจังกับมันมาก<br />
</strong>ผมทุ่มทุกอย่าง<br />
ทำงานหนักมาก ปีนั้นปีเดียว ผมทำหนังโฆษณาไป 114 เรื่อง<br />
เพราะต้องการเห็นสิ่งนี้สิ่งเดียวเลย</p>
<p><strong>ป่าของคุณใหญ่ไหม<br />
</strong>ตอนนี้มีอยู่ประมาณ<br />
85 ไร่ เลียบแม่น้ำปิง ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร<br />
ที่อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ตรงนี้เป็นที่ที่ดีมาก เดิมเป็นของหมู่บ้านจัดสรร<br />
ถ้าผมมีที่ดินติดแม่น้ำยาวประมาณกิโลนึง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือไม่ต้องทำอะไรเลย แบ่งเป็นแปลงแล้วขาย แค่นั้นผมก็น่าจะได้เงินประมาณพันล้าน<br />
แต่ผมทำในสิ่งที่โง่ที่สุดในสายตาของมนุษย์ทั่วไปคือ ปลูกป่า<br />
เพราะผมอยากเห็นพื้นที่ป่าริมแม่น้ำปิงกลับคืนมาเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน</p>
<p>ที่ตรงนี้เคยเป็นป่ามาก่อน<br />
ทุกที่ในโลกเคยเป็นป่ามาก่อน</p>
<p><strong>ชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ไหม<br />
</strong>ได้<br />
แต่ถ้าคุณอยากได้ผักจากที่นี่ คุณต้องปลูกคืน ถ้าอยากได้ตะไคร้สักต้น<br />
ก็เอาไปได้เลย แต่ต้องปลูกเพิ่ม จนกระทั่งชาวบ้านรู้ว่า เอ๊ะ<br />
ทำไมต้องเดินมาขอมันด้วย ปลูกเองที่บ้านก็ได้ ผมคงทำเป็นรีสอร์ต<br />
มาถึงก็เก็บเงินคุณก่อนเลยประมาณหมื่นห้าต่อวัน แต่ถ้าคุณปลูกต้นไม้ในที่นี้<br />
เราจะคืนเงินให้ต้นละ 200<br />
ถ้าปั่นจักรยานผลิตไฟฟ้าใช้เอง ก็คืนให้อีก<br />
ถ้าปลูกต้นไม้อีกก็คืนอีก เผลอๆ คุณอาจจะพักฟรี<br />
แล้วคุณก็มีส่วนทำให้พื้นที่นี้ดีขึ้น<br />
ถ้าลูกคุณกลับมาที่นี่อีกครั้งก็จะเป็นว่าต้นไม้ที่เขาปลูกมันโตขึ้น<br />
เมื่อถึงเวลานั้นคุณจะกลับไปปลูกต้นไม้ที่บ้านของคุณเองก็ได้ ผมไม่ได้ต้องการเงิน<br />
แต่ต้องการดูแลรักษาที่นี่ในลักษณะที่เคารพธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญกว่าเงินคือความคิดคน ผมตั้งโจทย์ว่าคุณต้องเสียเงินก่อนหมื่นห้า<br />
แต่พอคุณปลูกต้นไม้ช่วยดูแลพื้นที่ ผมก็จะบอกว่า คุณค่ามันมากกว่าเงินหมื่นห้าอีก</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ความฝันของคุณในวันนี้คืออะไร<br />
</strong>ผมเป็นแค่ผู้กำกับตัวเล็กๆ<br />
คนหนึ่งบนโลกใบนี้ ที่ฝันอยากเปลี่ยนประเทศของผม เพราะมันยังไม่ดีพอสำหรับผม<br />
ผมอยากเปลี่ยนด้วยการทำสิ่งเล็กๆ เช่น ปลูกป่า อีก 10  ปีข้างหน้า<br />
ทั่วโลกจะประสบปัญหาเรื่องขาดอาหาร ระบบทุนนิยมจะพัง<br />
ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะทำให้เรามีพื้นที่ผลิตอาหารน้อยลง อาหารยิ่งหายาก วันนั้นเราตั้งคำถามกับชีวิตว่า เงินคืออะไร คุณค่าของชีวิตเราคืออะไร<br />
บางทีคุณค่าของชีวิตอาจไม่ใช่เงินอีกต่อไป<br />
มันอาจจะเป็นองค์ความรู้หรืออะไรก็ตามที่ดีต่อผู้อื่น อย่างการเคารพธรรมชาติ<br />
เพราะคนทำตัวเหนือธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติตลอดเวลา<br />
เมื่อทุกอย่างในโลกพังหมดเราจะกลับไปหาชีวิตแบบดั้งเดิมอีกครั้ง<br />
เราต้องเตรียมพร้อม อาจฟังดูเหมือนผมบ้า แต่ขอโทษ โลกหน้ามนุษย์จะกลับไปหาธรรมชาติ</p>
<p><strong>การทำหนังใหญ่ยังเป็นความฝันของคุณอยู่ไหม<br />
</strong>ยังอยากทำ<br />
มันจะเป็นหนังที่ทำด้วยความสามารถทั้งหมดที่ผมมีใช้เงินน้อยๆ แต่สนุกมาก<br />
เนื้อหาจะเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้คนดีขึ้น มีความคิดมากขึ้น มีปัญญามากขึ้น<br />
ผมชอบหนังอย่าง <em>Local<br />
Hero</em> หนังง่ายๆ อย่าง <em>Little Miss Sunshine, Forest Gump</em> มันเป็นหนังที่มีคุณค่ากับโลก หรือหนังอิหร่านอย่าง <em>Children of<br />
Heaven</em> ที่อยู่ในใจผมตลอดเวลา ผมอยากทำหนังเล็กๆ<br />
ที่พูดประเด็นเกี่ยวกับมนุษย์ โดยความตลก ความสนุก เป็นแค่สิ่งที่หุ้มห่อเนื้อหา<br />
เนื้อหาต้องง่าย คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆ ผมเชื่อว่าหนังมีอิทธิพลต่อคนอยู่แล้ว<br />
ถ้าเราใส่สิ่งที่ดีเข้าไป คนดูก็ได้สิ่งที่ดี สุดท้ายผมจะบอกว่า ผมไม่ใช่คนดีหรอก<br />
ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เคยทำอะไรเลวๆ<br />
ผมไม่อยากออกสื่อหรือออกทีวีเพราะถ้าออกไปแล้วไปพูดอะไร<br />
คนที่มันไม่เห็นด้วยมันก็ด่า พูดดีเกินไปมันก็หมั่นไส้ ผมก็รู้<br />
มีคนด่าก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าจะมีใครด่าก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา<br />
ผมคิดแบบนี้ แต่ในหน้าที่ของความเป็นมนุษย์แม่ผมสอนว่า ต้องเป็นคนดี คิดดี<br />
ความดีคือความฉลาดอย่างหนึ่ง ฉลาดที่สุด ถ้าเราเป็นคนดี<br />
เราจะเป็นคนฉลาดโดยอัตโนมัติ นักธุรกิจที่ฉลาดที่สุดก็คือนักธุรกิจที่ให้มากที่สุด<br />
ผมเชื่ออย่างนั้น</p>
<p><strong>หนังที่ดูแล้วอยากเป็นคนดีทำยากไหม<br />
</strong>หมูๆ<br />
แค่อธิบายว่าความดีมันดียังไง สวยงามยังไงเท่านั้นเอง วันก่อนมีคนถามผมว่า<br />
ถ้าผมดูหนังแล้วร้องไห้จะร้องเพราะอะไร ผมก็มาคิด เศร้าเหรอ<br />
ผมไม่เคยร้องไห้เพราะเศร้าเลยนะ ผมร้องไห้เพราะเห็นความดีในหนัง เห็นความประทับใจ<br />
เห็นใครสักคนที่เป็นคนดีมาก ผมร้องไห้เลย วันก่อนเพิ่งดูหนังเรื่อง <em>I</em><em style="background-color: initial">nvictus </em>ที่คลินต์ อีสต์วู้ด กำกับ มอร์แกน<br />
ฟรีแมน เล่นเป็น เนลสัน แมนเดล่า มีฉากนึงที่แมตต์ เดมอน<br />
ซึ่งเล่นเป็นกัปตันทีมรักบี้ ในฉากนั้น แมตต์<br />
เดมอนยืนอยู่ที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอกแล้วพูดว่า ผมไม่เข้าใจว่า เนลสัน แมนเดล่า<br />
เป็นคนผิวดำ ติดคุก 27<br />
ปีโดยคำสั่งของคนขาว แต่ทันทีที่ออกจากคุกเขาก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สิ่งแรกที่เขาทำคือการให้อภัยคนขาว<br />
สนับสนุนให้คนขาวทำทีมรักบี้ แมตต์ เดมอนมองไปที่หน้าต่าง แล้วพูดประโยคนี้<br />
ช็อตนั้นผมร้องไห้เลย มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก<br />
การที่แมนเดล่าจะทำอย่างนั้นได้เขาต้องลืมความลำบาก ลืมความเป็นคนดำของเขา<br />
แล้วหันมามองประโยชน์ส่วนรวมของชาติ แล้วการให้อภัยจะตามมา<br />
คนที่ลืมความเจ็บแค้นได้ จิตใจต้องสูงมาก ดูเสร็จผมอยากนั่งเครื่องบินไปหา คลินต์ อีสต์วู้ด อยากบอกกับเขาว่า ขอบคุณมากครับที่คุณทำหนังเรื่องนี้ให้เราได้ดู</p>
<blockquote><p>&#8220;แม่ผมสอนว่าต้องเป็นคนดี คิดดี ความดีคือความฉลาดอย่างหนึ่ง ฉลาดที่สุด ถ้าเราเป็นคนดี เราจะเป็นคนฉลาดโดยอัตโนมัติ นักธุรกิจที่ฉลาดที่สุดก็คือนักธุรกิจที่ให้มากที่สุด ผมเชื่ออย่างนั้น&#8221;</p></blockquote>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 120 สิงหาคม 2553)</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-34">ตอนที่ 1<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/view-35">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-36">ตอนที่ 3 </a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-37/">ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-37/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-36/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-36/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2016 02:19:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Cannes Lion]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ธนญชัย ศรศรีวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[คานส์ ไลอ้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับหนังโฆษณา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-36/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนนี้คุณต้องการอะไรในชีวิต ผมเป็นคนที่ทำผิดพลาดในชีวิตบ่อย เวลาผิดก็จำ แล้วถามตัวเองว่าทำไมถึงทำผิด เวลาใช้ชีวิตผมเลยคิดตลอดว่า นี่คือชีวิตที่ต้องการหรือเปล่า ผมต้องการให้ชื่อเสียงขจรขจาย ตายไปแล้วคนยังจำชื่อได้หรอ ก็ไม่ สิ่งที่ผมสนใจที่สุดก็คือ เวลาที่ใช้ชีวิต ผมต้องการใช้ชีวิตที่มีปลายทางคือความสุข ก็ต้องตั้งคำถามว่า ความสุขจริงๆ คืออะไร ความสุขคือการที่เรามีใช่หรือไม่ มีเงินมีทอง มีรถ มีบ้าน มีความมั่นคง มี มี มี มี ต้องมีคุณถึงจะมีความสุข สิ่งที่ตลกที่สุดสำหรับผมก็คือ มีเยอะๆ แล้วมันเหนื่อย ปวดหัว มีเยอะๆ ก็กลัว กลัววันหนึ่งจะไม่มี พอไม่มีมันก็โล่ง มีน้อยๆ มันก็สบายใจ โอเค ตอนนี้ผมเป็นคนที่มี แต่ผมจะไม่เดือดร้อนเลยถ้ามันจะไม่มี เพราะสิ่งที่เรามีเดี๋ยววันหนึ่งเราตายไปมันก็ไม่มีแล้ว นี่คือทางกายภาพ ส่วนเรื่องความคิด เราก็ควรที่จะยึดติดว่าเรามี เราเป็น ไม่ตัวกูของกู ความคิดกู ไอเดียกู ยินดีต้อนรับการขโมยความคิดเสมอ เอาไปเลย เอากันไปเยอะๆ สนับสนุนด้วย เพราะความคิดของผมหรือสิ่งที่ผมทำไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหม่ที่สุด ผมก็ได้รับความคิดดีๆ จากคนอื่นเหมือนกัน และถ้าผมต้องตายไปก็ไม่ต้องเขียนอะไรที่หลุมฝังศพผม คนที่ยังไม่เคย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-36/">ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอนนี้คุณต้องการอะไรในชีวิต<br />
</strong>ผมเป็นคนที่ทำผิดพลาดในชีวิตบ่อย เวลาผิดก็จำ แล้วถามตัวเองว่าทำไมถึงทำผิด เวลาใช้ชีวิตผมเลยคิดตลอดว่า นี่คือชีวิตที่ต้องการหรือเปล่า ผมต้องการให้ชื่อเสียงขจรขจาย ตายไปแล้วคนยังจำชื่อได้หรอ ก็ไม่ สิ่งที่ผมสนใจที่สุดก็คือ เวลาที่ใช้ชีวิต ผมต้องการใช้ชีวิตที่มีปลายทางคือความสุข ก็ต้องตั้งคำถามว่า ความสุขจริงๆ คืออะไร ความสุขคือการที่เรามีใช่หรือไม่ มีเงินมีทอง มีรถ มีบ้าน มีความมั่นคง มี มี มี มี ต้องมีคุณถึงจะมีความสุข สิ่งที่ตลกที่สุดสำหรับผมก็คือ มีเยอะๆ แล้วมันเหนื่อย ปวดหัว มีเยอะๆ ก็กลัว กลัววันหนึ่งจะไม่มี พอไม่มีมันก็โล่ง มีน้อยๆ มันก็สบายใจ โอเค ตอนนี้ผมเป็นคนที่มี แต่ผมจะไม่เดือดร้อนเลยถ้ามันจะไม่มี เพราะสิ่งที่เรามีเดี๋ยววันหนึ่งเราตายไปมันก็ไม่มีแล้ว นี่คือทางกายภาพ ส่วนเรื่องความคิด เราก็ควรที่จะยึดติดว่าเรามี เราเป็น ไม่ตัวกูของกู ความคิดกู ไอเดียกู ยินดีต้อนรับการขโมยความคิดเสมอ เอาไปเลย เอากันไปเยอะๆ สนับสนุนด้วย เพราะความคิดของผมหรือสิ่งที่ผมทำไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหม่ที่สุด ผมก็ได้รับความคิดดีๆ จากคนอื่นเหมือนกัน และถ้าผมต้องตายไปก็ไม่ต้องเขียนอะไรที่หลุมฝังศพผม</p>
<p><strong>คนที่ยังไม่เคย ‘มี’ จะขอลองสัมผัสการ ‘มี’ ก่อนได้ไหม<br />
</strong>อยากมีก็มีไปก่อน แต่มีแล้วต้องคิดด้วยว่า สิ่งที่คุณมีคือความสุขหรือเปล่า คิดเยอะๆ การที่เรามีตัวตนอยู่ การประสบความสำเร็จ เป็นหลุมพรางที่ทำให้ชีวิตเราหยุด หยุดเพื่อชื่นชมมัน ปลาบปลื้มอิ่มเอิบกับความสำเร็จ มีสื่อมาสัมภาษณ์ ต้องขับรถ รถก็ติด เพียงเพื่อไปออกทีวี ไอ้พวกนี้ทำให้ชีวิตผมไม่เดินหน้าต่อ เพราะต้องหยุดมาทักทายสิ่งเหล่านี้ มันเสียเวลา ผมเลยตัดสินใจว่าจะไม่หยุดชื่นชมความสำเร็จ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า</p>
<p><strong>คำว่า ‘ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก’ ที่ต่อท้ายชื่อคุณ ให้อะไรกับคุณบ้าง<br />
</strong>เวลาผมพูดก็จะมีคนฟังผมมากขึ้น นอกนั้นไม่มีอะไร แขนขาผมก็เหมือนเดิม ทำงานเยอะๆ เหมือนเดิม</p>
<p><strong>คุณเคยบอกว่าไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเพื่อเก็บเงินจะได้สบายตอนแก่<br />
</strong>ความสบายคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงหรือ ผมเคยถามคนทำยาสีฟันว่า ยาสีฟันเดี๋ยวนี้มีสารโน่นนี่ดีมาก แต่มนุษย์ยุคก่อนไม่มียาสีฟัน ทำไมเราขุดซากขึ้นมาถึงเจอฟันเกือบครบทุกซี่ เขาบอกเมื่อก่อนเราไม่มีช็อกโกแลต กาแฟ มันชวนให้เราตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ในชุดความคิดที่ว่า เราต้องทำงาน หาเงินเยอะๆ เพื่อให้เราสบาย มีรถขับเพื่อย่นระยะทาง มีซูเปอร์มาร์เก็ตที่เดินเข้าไปแล้วมีทุกอย่าง มีระบบเงินเพื่อทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้น ป่วยก็ไปหาหมอ เกิดมาไม่ต้องเรียนเยอะ รู้แค่เฉพาะอย่างแล้วเอาไปเชื่อมต่อกับส่วนอื่น โลกเป็นระบบสายพานการผลิตในโรงงานไปแล้ว ทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมาทำให้มนุษย์ตายเร็ว เรากำลังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า ความสบายทำให้เราอ่อนแอ เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกลไกการทำงานของร่างกายเรา เผลอๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ทำให้เราอ่อนแอ ผมเคยเห็นคนแก่อายุเกือบ 70 ที่เชียงใหม่ แบกกล้วยมาเป็นเครือ แข็งแรงมาก คนแก่ต่างจังหวัดที่ไม่มีลูกหลานดูแล ทำงานทั้งวัน ดูเหมือนลำบาก แต่ด้วยความที่เขาดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ต้องพึ่งตัวเอง เขาแข็งแรงฉิบหายเลย ไม่เหมือนคนรวยในเมือง คนจนตายช้า คนรวยตายเร็วเพราะสบายเกินไป คนรวยอยากสบายตอนแก่ เลยต้องทำงานหนักเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อยา เป็นความคิดที่ตลกดี</p>
<p><strong>ความสบายไม่ควรเป็นเป้าหมายของมนุษย์<br />
</strong>แม่ผมเพิ่งล้ม ต้องเข้าโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ หมอว่าคนแก่มวลกระดูกไม่แข็งแรง วิธีที่จะทำให้แข็งแรงคือต้องเดินบ่อยๆ ต้องมีการปะทะ เณรที่วัดเส้าหลินต้องชกกำแพงทุกวัน ชกทุกวันกระดูกก็แข็งขึ้น นักมวยก็ต้องเอาขวดเคาะหน้าแข้งทุกวัน ขามันถึงจะแข็งขึ้น ความเข้มแข็งมาพร้อมกับความเจ็บปวดเสมอ แต่เป็นความเจ็บปวดที่งดงาม ถ้าเราปล่อยให้ลูกเดินบนพื้นดินเปล่าๆ ไม่ต้องใส่รองเท้า แรกๆ ก็เจ็บ แต่พอหนังเท้าหนา เหยียบอะไรก็ไม่เจ็บแล้ว นอนบนพื้นกระดานแข็งมันไม่สบาย แต่มันคือการนอนที่ดีที่สุด ไม่ปวดหลัง การนั่งขี้ยองๆ ขี้ใต้ต้นไม้ มันเมื่อย แต่เป็นการขี้ที่ดีที่สุด เร็วที่สุด และถูกสุขภาวะที่สุด มนุษย์สร้างอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเพื่อความสบาย แต่สุดท้ายเราก็พบว่า มันก็จะสร้างปัญหาต่อไปไม่รู้จบ เช่น ไมโครเวฟ นี่หรือคือการพัฒนาที่ถูกต้อง</p>
<p><strong>การพัฒนาที่ถูกต้องควรเป็นยังไง<br />
</strong>ทุกวันนี้เราคิดว่าการพัฒนาที่ฉลาดคือ ต้องเรียนหนังสือ ต้องแข่งขัน ต้องติว ต้องกวดวิชา ต้องเอนทรานซ์ เข้ามหาวิทยาลัยตามคณะต่างๆ พอเรียนจบก็ต้องแข่งกันสมัครงาน พอได้งานก็ทำงานหาเงินซื้อรถ พอได้รถก็ขับรถ ขับไปไหน ก็ขับไปซูเปอร์มาร์เก็ต จอดรถ เสียค่าจอดรถ จอดเสร็จก็เดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อที่จะไปซื้ออาหาร พอทำงานไปเยอะๆ รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ ก็หาเงินอีกเพื่อไปเสียค่าสมาชิกฟิตเนส ต้องเสียเวลาคุยว่า ค่าสมาชิกรายปีรายเดือนเป็นอย่างไร ไปซื้อรองเท้า ถุงเท้า ซื้อเครื่องวัดชีพจรและอื่นๆ อีกมากมาย การที่เราจะใช้ชีวิตในปัจจุบันมันเหนื่อยมาก มันอ้อมมาก และสิ่งที่ดีกว่านี้ ฉลาดกว่านี้คืออะไร ภาพที่ผมเห็น คือชาวสวนธรรมดาๆ คนหนึ่งกำลังขุดดินเพื่อปลูกผัก จบ ในภาพนั้นบอกเราว่า หนึ่ง คุณออกกำลังกาย สอง คุณสร้างอาหาร สาม คุณได้กิน จบ สั้นที่สุด ง่ายที่สุด ฉลาดที่สุด มนุษย์เมื่อก่อนผนวกการล่าสัตว์หาอาหารกับการออกกำลังกายไว้ด้วยกัน ไม่ใช่ถ้าอยากออกกำลังกายต้องเข้าฟิตเนส แต่เกิดจากการทำอะไรด้วยตัวเอง แล้วพึ่งพาคนอื่นให้น้อยลง ถ้าเป็นความเข้มแข็งทางจิตใจก็คือยึดเหนี่ยวคนอื่นให้น้อย พึ่งสติของตัวเองให้มากที่สุด หัดปรึกษาตัวเอง จิตใจเราจะเข้มแข็งขึ้น เมื่อให้คำปรึกษาตัวเองได้ ก็ย่อมเป็นที่ปรึกษาผู้อื่นได้</p>
<p><strong>น่าแปลกที่คนเมืองเรียนสูงๆ ทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นเลย กลับมองว่าตัวเองเก่งกว่าชาวบ้านที่ทำทุกอย่างได้เองหมด<br />
</strong>มันเป็นความคิดที่โง่ที่สุด เขาใช้เงินเป็นตัวแบ่งสถานภาพของสังคม ในขณะที่ภูฏานใช้ความสุขเป็นตัววัด ถามว่าคุณมีเงินเยอะแล้วชีวิตดีขึ้นหรือเปล่า คุณแค่มีกระเป๋าพราด้า พูดภาษาอังกฤษคล่อง แต่การพูดภาษาอังกฤษได้มันเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เรียกว่าปัญญานะ ความรู้ในโลกแบ่งเป็น instinct intellect intuition คุณมีสมองแค่ระดับ intellect เท่านั้น ระดับ intuition คือไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว คือการให้ผู้อื่น คือระดับปัญญาญาณ นั่นคือชาวบ้าน ถามว่าคุณอยู่ในเมืองคุณเคยให้แกงข้างบ้านไหม เคยไปช่วยเขาซ่อมหลังคาไหม เคยให้อะไรคนอื่นไหม ถ้าเอากรอบแบบตะวันตก กรอบทุนนิยมมาครอบ ใช่ คุณเจ๋ง คุณรวย แต่ถ้าเอาอภิปรัชญาของศาสนาพุทธมาพูด คุณด้อยค่าเหลือเกิน คุณรู้ภาษาอังกฤษ แต่คุณอ่านหนังสืออะไร คุณพูดภาษาอังกฤษได้ แล้วคุณพูดอะไรออกมา ผมพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่คนต่างชาติก็พยายามฟังว่าผมพูดอะไร คุณไม่จำเป็นต้องพูดให้ถูกหลักหรอก มันสำคัญตรงที่ความคิดที่คุณจะพูดคืออะไร</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงสนใจความคิดของปราชญ์ชาวบ้าน<br />
</strong>คนอย่างพ่อผายเป็นต้นแบบที่ทำให้พบว่า เรามีชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ด้วยการพึ่งตัวเอง ในขณะที่โครงสร้างของสังคมกำลังนำเราไปสู่การแบ่งหน้าที่การทำ ทำให้เราเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง อ่อนแอลง แต่ปราชญ์ชาวบ้านสอนให้เรารู้จักเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน เป็นหัวขบวนของการพึ่งตัวเอง</p>
<p><strong>ตอนหนุ่มๆ เคยคิดไหมว่าวันนึงคุณจะหันมาสนใจอะไรแบบนี้<br />
</strong>ไม่เคยคิดเลย สมัยหนุ่มๆ ผมคิดแต่ชีวิตที่ดีที่สุดคืออะไร ซึ่งไม่ใช่แบบนี้เลย ตอนนั้นผมมีฮีโร่หลายคน บิลล์ เกตส์, วอเรน บัฟเฟต เท่ๆ รวยๆ ทั้งนั้น จนชีวิตผ่านอะไรมามากขึ้น ก็พบว่าฮีโร่จริงๆ ของผมคือ พระพุทธเจ้า, ในหลวง, คานธี, แมนเดล่า, ท่านติช นัท ฮันห์ คนเหล่านี้ต้องการอะไรในชีวิตน้อยมาก แต่เป็นคนที่มีความสุขมาก ใช้ชีวิตได้คุ้มค่ากับการเกิดมามาก</p>
<p><strong>อะไรทำให้คุณศรัทธาในความดี<br />
</strong>ตอนเด็กๆ ผมเคยตั้งคำถามกับความดี แม่บอกว่าทำดีมันยาก แต่ก็ต้องทำ บ้านผมไม่ได้ถึงกับจน แต่ก็ไม่รวย พ่อเป็นข้าราชการที่ไม่โกง มีลูก 4 คน ได้กินแต่น้ำพริกกับผัก ลูกข้าราชการคนอื่นขับรถไปโรงเรียน แต่พวกเราขี่จักรยาน เงินก็ไม่ค่อยมี วันนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นคนดี แต่วันนี้ผมรู้แล้ว มันทำให้เรากล้าพูดถึงอดีตของเรา มันทำให้เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ แม่ผมบอกว่า มันทำให้เรามั่นใจว่าถ้าเราทำดีก็ไม่ต้องกลัวอะไร</p>
<p><strong>ชีวิตช่วงที่คุณเริ่มมีเงินใหม่ๆ คุณใช้จ่ายไปกับอะไรเยอะที่สุด<br />
</strong>ผมผ่านชีวิตช่วงที่ไม่มีเงินมาก่อน นั่งรถเมล์ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ 8 บาท ซื้อปลากระป๋องมากระป๋องนึงแบ่งกินกับพี่ชาย วันนั้นผมคิดว่าถ้ามีเงินมากกว่านี้คงจะดี ผมอยากมีชีวิตที่สบาย แต่ทุกครั้งที่สบายผมก็ดันชอบกลับไปนึกถึงตอนลำบาก เออ ตอนนั้นมันดีนะ ได้ทำโน่นทำนี่เอง แข็งแรงดี แต่พออายุ 22 &#8211; 23 ผมเริ่มทำงาน มีเงินมากขึ้น ผมก็เอาไปซื้อหนังสือหมดเลย ที่บ้านผม พ่อกับแม่ไม่ค่อยซื้ออะไรให้ลูก ยกเว้นหนังสือ พ่อแม่ผมสอนว่า ความรู้สำคัญกว่าเงิน ตอนนั้นผมซื้อหนังสือเยอะมาก อ่านพวกหนักๆ ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ การตลาด การลงทุน จิตวิทยา ปรัชญา ศาสนา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และอื่นๆ จนถึงทุกวันนี้ ผมหมดเงินไปกับหนังสือรวมๆ กันแล้วเป็นล้าน พอผมอ่านเยอะผมก็รู้มากขึ้น พอรู้มากขึ้นผมก็เก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น พองานดี คนก็เอางานมาให้ผมทำมากขึ้น ผมก็เลยมีตังค์มากขึ้น ลืมตามาอีกที ฉิบหายกูรวยขึ้นนี่หว่า ผมก็เอาเงินมาซื้อที่ดิน ผมซื้อมันด้วยเหตุผลหลายข้อ หนึ่ง การลงทุน สอง เพราะผมชอบต้นไม้ ผมชอบธรรมชาติ สาม เพื่อความอยู่รอด เพราะเมื่อประชากรเยอะขึ้น โลกร้อนมากขึ้น การเติบโตของไบโอดีเซล สนามกอล์ฟโง่ๆ ทำให้พื้นที่ผลิตอาหารลดลง พื้นที่ที่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้เหลือน้อยเต็มที ผมพบว่าทุกอย่างงอกจากดิน อาหารของมนุษย์งอกจากดิน ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็อยู่ไม่ได้</p>
<p>ผมซื้อที่ดินครั้งแรกตอนอายุ 27 ด้วยเหตุผลนึง แต่พอผมอายุ 33 ผมก็ซื้อที่ดินด้วยอีกเหตุผลนึง ผมต้องการที่ดินเพื่อไปทำอะไรบางอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็คือโปรเจกต์ปลูกป่าที่เชียงใหม่</p>
<p><strong>อะไรทำให้คุณสนใจเรื่องต้นไม้ใบหญ้า<br />
</strong>มันเริ่มจากผมมีพ่อเป็นนายอำเภอ ต้องตามไปพ่อไปดูชาวไร่ชาวนา ขึ้นเขาลงห้วย เดินข้ามเขาเป็นลูกๆ พ่อผมเป็นคนรักธรรมชาติ มันเลยปลูกฝังผมตั้งแต่เด็ก แต่พอมาทำงานด้านดีไซน์ ด้านโฆษณา มันก็ชักจะห่างจากสิ่งที่ผมเคยเป็น แต่ความรักยังอยู่</p>
<p><strong>บ้านใหม่ที่คุณกำลังสร้างอยู่บนแนวคิดที่เคารพธรรมชาติมาก<br />
</strong>เวลาจะสร้างบ้าน ส่วนใหญ่สถาปนิกจะคิดถึงบ้านก่อนว่าหน้าตาจะเป็นยังไง พอได้หน้าตาบ้านแล้ว ก็ค่อยไปดูพื้นที่ ต้นไม้ไหนขวาง แม่งสั่งตัดต้นไม้ก่อนเลย เพราะคุณมีภาพในหัวไว้แล้วว่า คุณต้องการบ้านแบบนี้ โดยไม่เคยถามดินตรงนั้น ไม่เคยถามต้นไม้ตรงนั้นว่าพวกมันอยากได้อะไร เราควรเดินคุกเข่าย่อตัวลงไปศึกษาพื้นดินแห่งนั้นอย่างเคารพว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพื้นดินแห่งนี้ เพื่อเราจะขอเข้าไปอยู่กับเขา ถ้าเราจะทำบ้าน เราก็ต้องทำความเข้าใจกับพื้นที่ก่อน สถาปัตยกรรมก็เหมือนอาหาร อาหารที่มีคุณค่าสูงสุดคืออาหารที่ถูกปรุงแต่งน้อยที่สุด งานสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าสูงสุดก็คืองานที่ปรุงแต่งน้อยที่สุด เข้าใจบริบทของพื้นที่ให้มากที่สุด</p>
<p><strong>คุณว่าบ้านคืออะไร<br />
</strong>คือสถานที่ที่เราใช้อยู่อาศัย แล้วก็ทำให้เรามีความสุข การจะมีความสุขได้ต้องไม่ปวดหัว ถ้ามีสวนฝรั่งเศสเนี้ยบๆ ให้คอยดูแล อันนี้ปวดหัว มีสนามหญ้า ก็ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ต้องคอยรดน้ำ ต้องเสียเงินค่าหญ้า ค่าคนสวน ค่าคนดูแล ค่าเครื่องตัดหญ้า บ้านที่มีห้องเยอะก็ปวดหัว ห้องรับแขก indoor ห้องรับแขก outdoor ห้องน้ำสำหรับห้องรับแขก ห้องหนังสือ ห้องโฮมเธียเตอร์ ห้องดนตรี ห้องฟิตเนส ห้องสำหรับวางโต๊ะสนุกเกอร์ ห้องกินข้าวเล็ก ห้องกินข้าวใหญ่สำหรับแขกพิเศษ ห้องครัวฝรั่ง ห้องครัวไทย ห้องนอนพ่อแม่ ห้องนอนแม่ของพ่อ ห้องนอนลูกชายคนที่หนึ่ง ห้องนอนลูกชายคนที่สอง ห้องนอนแขก ห้องนอนคนใช้ ห้องน้ำของห้องนอนพ่อกับแม่ ห้องน้ำของห้องนอนแม่ของพ่อ ห้องน้ำของลูกชายคนที่หนึ่ง ห้องน้ำของลูกชายคนที่สอง ห้องน้ำของห้องนอนแขก และห้องน้ำของห้องคนใช้ ยิ่งห้องเยอะ ยิ่งต้องมีคนรับใช้เยอะ พอคนรับใช้เยอะขึ้น ก็ยิ่งต้องทำห้องให้คนใช้อีก บ้านก็ต้องใหญ่ขึ้น พอบ้านใหญ่ขึ้นก็ต้องดูแลมากขึ้น เสียเงินมากขึ้น ปวดหัวมากขึ้น หลายคนคิดว่ารวยๆ จะสบาย แต่ผมว่าน่าสงสาร ที่ตลกก็คือพอบ้านคุณห้องเยอะขึ้นกลับทำให้คุณอึดอัด เพราะห้องคุณเยอะคุณเลยได้แต่ละห้องที่เล็กลง ผมว่าบ้านที่น่าอยู่ คือบ้านที่เก็บของมีค่าไว้น้อยที่สุด มีห้องน้อยที่สุด และไม่ต้องดูแลมาก วิธีทำบ้านให้น่าอยู่ก็คือการที่ไม่มี หรือมีให้น้อยที่สุด คุณจะไม่กลัวขโมย มึงเข้ามาเลย บ้านกูมีแต่หนังสือ มึงขโมยไปเลยหนังสือ เอาไปอ่าน สนามหญ้าไม่ต้องมี ปล่อยให้มันเป็นป่า เพื่อนฝูง ลูกเด็กเล็กแดงมาก็ให้มานั่งดูแมลง ดูกิ้งกือ ดูไส้เดือนไป ใบไม้ตกลงพื้นก็ปล่อยมันเน่า ปล่อยให้ไส้เดือนเป็นคนสวน ไม่ต้องไปคอยกวาด ดูแลนิดหน่อย ปล่อยธรรมชาติให้เค้าจัดการกันเองบ้าง ตอนนั้นความสวยงามที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องไปป่าไปเขา ไปสวนสาธารณะ อยู่บ้านเราเอง อยู่ในป่าของเราเอง</p>
<p><strong>บ้านใหม่ของคุณอยู่แถวไหน<br />
</strong>ในหมู่บ้านธารารมย์ แถวรามคำแหง กว้าง 350 ตารางวา มีจามจุรี 9 ต้น อันนี้แหละที่ดูดให้ผมซื้อ อาจารย์จุลพร นันทพานิช (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช.) บอกว่าที่ผืนนี้ไม่มีใครรุกล้ำมาเกือบ 50 ปี เป็นที่ดินเก่าที่ไม่มีใครมาจัดการ มีเฟิร์นขึ้นน่ะ มีความหลากหลายมากในพื้นที่ 1 ตารางฟุต มันสุดมาก เชื่อไหม พอเห็นแบบนี้ มาฝรั่งเศสแล้วผมไม่ชอบสวนฝรั่งเศสเลยนะ ผมว่ามันไม่สวย มองไปก็เห็นแต่สิ่งที่มนุษย์เข้าไปจัดการ ทุกอย่างเป็นระเบียบ อยู่ในความควบคุม อยู่ในสายตาของมนุษย์ ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ไม่มีการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีความหลากหลาย เห็นแต่การกำหนดว่ากูจะตั้งต้นไม้ตรงนี้เป็นแนวนี้ จะตัดตรงนี้ให้ตรง มันไม่มีชีวิต แต่ป่ามีชีวิต ทุกตารางนิ้วถูกกำหนดมาแล้วด้วยแสง ด้วยลม เขาจัดระเบียบของเขาเอง มหัศจรรย์มาก</p>
<p><strong>คุณได้เรียนรู้อะไรจากการสร้างบ้านหลังนี้<br />
</strong>สถาปนิกคนที่ทำบ้านหลังนี้ชื่อคุณเอกและคุณพร เป็นแฟนกัน เป็นคนน่ารักมาก ไม่มีอีโก้ ขยันมาก และคิดเยอะมาก คุณเอก คุณพร และผม คุยกันเยอะมาก เนื้อหาที่เราคุยก็เป็นเรื่องชีวิตคืออะไร ที่อยู่อาศัยคืออะไร เราคุยกันว่าทำอย่างไรให้บ้านถูกที่สุด ถูกใจที่สุด ดีที่สุด ดูแลน้อยที่สุด อยู่สบายที่สุด และสวยที่สุด ในความคิดของเรา สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า รูปร่างหน้าตาบา้นควรจะกลืนไปกับพื้นที่ ไปกับต้นไม้ พูดง่ายๆ เหมือนมีบ้านแต่มองไม่เห็น เห็นแต่ต้นไม้ คุณเอกบอกว่า ทำบ้านกับพี่ผมเขียนหนังสือได้เล่นนึงเลย ผมตั้งคำถามว่า เราเกิดมาพร้อมความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง เป็นผู้กระทำ เป็นผู้มีอำนาจ เวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี มนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่โง่เขลา ไม่เคยฟังเสียงธรรมชาติ มนุษย์ต้องการดำรงสถานภาพแห่งตัวตนอยู่ตลอดเวลา สีทาบ้านต้องเป็นสีที่รักษาพื้นผิวอย่างดี แผ่นไม้ต้องทาเคลือบให้ดำรงอยู่จนลืมไปว่า ถ้าซูมเข้าไปในโมเลกุลไม้มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทันทีที่คุณทาเสร็จ มันก็เริ่มเสื่อมแล้ว ทุกอย่างมีความเสื่อม แต่มนุษย์พยายามแอนตี้เรื่องความเสื่อมตลอดเวลา ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้ แล้วไงล่ะ คุณอยากให้บ้านสวยตลอด แต่ทำไมเวลาไปเที่ยวถึงไปน้ำตก ไปทะเล ไปป่าล่ะ เพราะลึกๆ คุณคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้วธรรมชาติคืออะไร ก็คือการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมก็เลยทำบ้านด้วยการเอาความเสื่อมเป็นความงามไปเลย โบกปูนก็โบกให้มันหยาบๆ ผนังถ้ามันต้องเปลี่ยนแปลง ก็เอาโยเกิร์ตราดให้ตะไคร่ขึ้น ราขึ้น ทำให้เขาอยู่อย่างมีความสุขไปเลย ผนังบ้านผมก็จะเป็นผนังที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที โดยเชื้อเชิญเลยว่า คุณครับขึ้นมาบนผนังผมเลยครับ ไม้ก็ไม่ต้องไปทาเคลือบอะไร ถ้ามันเสื่อมมันผุก็สวยดี จะสกปรกก็ของเรื่องของมัน มีตะขาบ หนอน ไส้เดือนก็อยู่ร่วมกันไป สนุกดีออก มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ถ้าต้องอยู่ในบ้านที่โมเดิร์น แล้วมีสนามหญ้าเรียบๆ ตื่นมาก็เหมือนเดิมทุกวัน ตายดีกว่า</p>
<p>เป็นสถาปัตยกรรมที่สนุกมาก เป็นสถาปัตยกรรมที่แอนตี้สถาปัตยกรรมอีกที เป็นบ้านที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีสนามหญ้า ปล่อยรกเป็นป่าไปเลย แล้วทำสะพานเชื่อมไปที่ตัวบ้าน อาจารย์จุลพรบอกว่า ไม่ต้องไปทำอะไรเลย แค่เอาสิ่งที่มนุษย์สร้างอย่างเศษอิฐ เศษปูน เศษพลาสติกออกก็พอ ที่เหลือธรรมชาติจะจัดการเอง โอโห นี่มันคือสุดยอด พอไม่ต้องจัดการ ก็ประหยัดต้นทุนได้เยอะมาก แล้วก็งาม เป็นความงามที่มนุษย์สร้างไม่ได้ ในยุคนี้ผมเห็นแต่สิ่งที่มนุษย์สร้างอยู่รอบตัว มันน่าเบื่อจะตาย ปั๊มปึ้งๆๆ รู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวออกจากรางมามันก็เหมือนกัน โรเล็กซ์มึง โรเล็กซ์กู ก็เหมือนกัน แต่ผมอยากเห็นธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างตรงหน้าผม เช่น ป่า ผมอยากดูว่ามันเติบโตขึ้นมาได้ยังไง ผมไม่อยากได้เฟอร์รารี่หรือโรเล็กซ์ในบ้านผม แต่ผมอยากเห็นต้นไม้ว่ามันมีชีวิตยังไง มีสัตว์มาอยู่ในที่ของผม ต้นไม้ทุกต้น สัตว์ทุกตัว ไม่เคยเหมือนกัน ขนาดฝาแฝดยังไม่เหมือนกัน นี่คือความมหัศจรรย์</p>
<p>การทำบ้านก็คือการค้นหาตัวเองว่าจริงๆ แล้วตัวเราเป็นยังไง ต้องการอะไร และอยากใช้ชีวิตยังไง พบว่า ทุกอย่างมันต้องเสื่อม ชีวิตผมไม่มีอะไรอยู่แล้ว วันนึงก็ต้องตาย ก็เลยถามตัวเองว่า เราเป็นคนยังไง ก็เป็นคนไม่มีอะไร ตื่นมาก็ทำงาน มีกาแฟแก้วนึงก็นั่งทำโน่นทำนี่ไป พอหิวก็กินข้าว ผมอยากมีสวนครัว จะได้เดินไปเด็ดผักมาผัดกิน กินเสร็จก็นั่งเล่น แล้วก็กลับไปทำงานต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ห้องนั่งเล่นของผมไม่มีทีวี ใครเอาปืนมาจ่อหัวแล้วบอกว่า ถ้าคุณทำบ้าน บ้านคุณต้องมีโซฟา มีทีวี (ทำเสียงเป็นสถาปนิก) เอาล่ะครับ คุณธีรชัย เดี๋ยวผมจะออกแบบ อันนี้เป็นห้องนั่งเล่น ทีวีตั้งตรงนี้ เจ้าของบ้านก็พยักหน้าหงึกๆ แบบ เออ ห้องนั่งเล่นต้องมีทีวี แล้วคุณไม่ถามตัวเองบ้างเลยเหรอว่าคุณดูทีวีมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน ผมสังเกตว่าเวลาใครมาหาผมที่บ้าน ที่ที่ดีที่สุดคือนั่งคุยกันนอกบ้าน ดื่มไวน์กัน ผมไม่เคยเห็นเพื่อนๆ ที่มาบ้านผมจะนั่งดูทีวีกับผมเลย คิดไปคิดมา ผมว่าทีวีนี่แหละ ตัวปัญหา และรายการบางรายการในทีวีก็เป็นตัวปัญหา เชื่อไหม ผมเลิกดูทีวีมาปีนึงแล้ว ถ้าดูก็ดูแต่ดีวีดี สิ่งมหัศจรรย์คือ เวลาผมเหลือเยอะมาก เพราะฉะนั้นบ้านใหม่ที่ผมกำลังจะทำ ผมจะทำให้มันด้อยค่าลงไป มันจะอยู่ในมุมมุมนึงของห้องนอนเท่านั้น บางทีถ้าเราอยากดูดีวีดีงานก็ดู พอบ้านไม่มีห้องนั่งเล่นก็เบาขึ้นเยอะ ห้องน้อยลง การดูแลรักษาน้อยลง ชีวิตง่ายขึ้น เมื่อจัดการน้อยลง ก็มีเวลามากขึ้น นั่นหมายความว่า เราจะมีเวลามากหรือไม่มากขึ้นกับตัวเรา เราเป็นคนกำหนดเอง ผมคำนวณหมด แม้แต่การคุยกับแม่บ้าน บอกว่าให้ไปช่วยเช็ดตรงนี้หน่อย เพราะห้องมันเยอะ อันนี้มันเสียเวลา ผมก็เสียเวลา แม่บ้านก็เสียเวลา เอาออกให้หมด ให้เหลือน้อยที่สุด พอไม่มีเราก็มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น ถ้าบอกว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ทำไมเราถึงใช้เวลาไปทำสิ่งที่ไม่มีค่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผมคือเวลา ไม่ใช่เงิน เงินเสียไปยังเอาคืนได้ แต่เวลาเสียไปแล้วเอาคืนไม่ได้ เลยใช้คุ้มมาก ไม่ใช่คุณมีตังค์แล้วต้องทำห้องเยอะๆ ไม่มีใครบอกให้คุณทำแบบนั้น คุณทำเยอะเองคุณก็เหนื่อยเอง ถ้าคุณรวย คุณก็มีชีวิตอยู่เรียบๆ ได้นี่ แล้วก็เอาเงินไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ไปทำป่าทำเขาดีกว่า</p>
<blockquote><p>&#8220;ตอนเด็กๆ ผมเคยตั้งคำถามกับความดี แม่บอกว่าทำดีมันยาก แต่ก็ต้องทำ บ้านผมไม่ได้ถึงกับจน แต่ก็ไม่รวย พ่อเป็นข้าราชการที่ไม่โกง มีลูก 4 คน ได้กินแต่น้ำพริกกับผัก ลูกข้าราชการคนอื่นขับรถไปโรงเรียน แต่พวกเราขี่จักรยาน เงินก็ไม่ค่อยมี วันนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นคนดี แต่วันนี้ผมรู้แล้ว มันทำให้เรากล้าพูดถึงอดีตของเรา มันทำให้เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ&#8221;</p></blockquote>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 120 สิงหาคม 2553)</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-34">ตอนที่ 1<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/view-35">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-37">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em style="font-weight: bold;background-color: initial"><strong>ภาพ</strong> </em>นิติพัฒน์ สุขสวย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-36/">ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-36/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-35/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-35/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jun 2016 04:32:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับหนังโฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[Cannes Lion]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ธนญชัย ศรศรีวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[คานส์ ไลอ้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-35/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ว่ากันว่า ไอเดียแปลกๆ หลายอย่างผ่านลูกค้าได้เพราะออกมาจากปากคุณ ถ้าไอเดียเดียวกันนี้ออกมาจากปากของผู้กำกับรุ่นใหม่ ลูกค้าไม่ซื้อแน่นอน ที่ลูกค้าเชื่อผมก็เพราะตอนที่ผมยังเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ ผมก็ยืนต่อหน้าลูกค้าประมาณ 10 คน แล้วพูดในสิ่งที่ผมคิดแบบนี้ ถ้าคุณอายุน้อย คุณก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับชุดความคิดเก่า ถ้าคุณแน่ใจว่าความคิดของคุณถูกต้อง คุณก็ต้องกล้าลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่า ผมคิดแบบนี้ เพราะแบบนี้ แล้วคุณก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ พร้อมโดนลูกค้าไล่ออกจากห้องโดยไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก พร้อมรับความเจ็บปวด ความกล้าหาญของผมไม่ได้มาจากการได้รางวัล แต่เพราะตอนนั้นผมเป็นคนแบบนี้ ผมถึงได้รางวัล คุณเคยโดนลูกค้าไล่ออกจากห้องไหม ไม่ค่อย ผมมีวิธีพูด แต่สิ่งที่ผมพูดมาจากสิ่งที่ผมศึกษา ทำการบ้าน อ่านหนังสือเยอะมาก เศรษฐศาสตร์ การเมือง จิตวิทยา ศาสนา การต่อรอง ประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่าการจะทำให้ใครเชื่อเรา เราต้องเข้าใจเขาก่อน ผมเข้าใจว่าเขาต้องมีกำไรจากการขายสินค้าของเขา แต่ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องโยงใยเรื่องเข้ากับสังคม แล้วผมก็ต้องเข้าใจผู้บริโภค เมื่อเข้าใจ 2 ส่วนนี้ค่อยมาหาจุดที่เขาได้ร้อย ผู้บริโภคได้ร้อย มันมีวิธีทำได้ ผมไม่ใช่ผู้กำกับที่ทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาเงินไปวันๆ ใครบอกให้ทำอะไรก็ทำ ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมทำหนังโฆษณาเหล้าไม่ได้ เพราะมันเหี้ยเหลือเกิน ทั้งๆ ที่คุณเป็นนักดื่มตัวยง ถ้าผมกินเหล้าเท่ากับผมต้องทำโฆษณาให้คนกินเหล้าเหรอ ผมไม่อยากไปสร้างกรรมกับคนอื่น ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ดี อ่อนแอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-35/">ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">ว่ากันว่า<br />
ไอเดียแปลกๆ หลายอย่างผ่านลูกค้าได้เพราะออกมาจากปากคุณ<br />
ถ้าไอเดียเดียวกันนี้ออกมาจากปากของผู้กำกับรุ่นใหม่ ลูกค้าไม่ซื้อแน่นอน<br />
</strong>ที่ลูกค้าเชื่อผมก็เพราะตอนที่ผมยังเป็นผู้กำกับหน้าใหม่<br />
ผมก็ยืนต่อหน้าลูกค้าประมาณ 10 คน แล้วพูดในสิ่งที่ผมคิดแบบนี้<br />
ถ้าคุณอายุน้อย คุณก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับชุดความคิดเก่า<br />
ถ้าคุณแน่ใจว่าความคิดของคุณถูกต้อง คุณก็ต้องกล้าลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่า ผมคิดแบบนี้ เพราะแบบนี้ แล้วคุณก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ<br />
พร้อมโดนลูกค้าไล่ออกจากห้องโดยไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก พร้อมรับความเจ็บปวด<br />
ความกล้าหาญของผมไม่ได้มาจากการได้รางวัล แต่เพราะตอนนั้นผมเป็นคนแบบนี้<br />
ผมถึงได้รางวัล</p>
<p><strong>คุณเคยโดนลูกค้าไล่ออกจากห้องไหม<br />
</strong>ไม่ค่อย<br />
ผมมีวิธีพูด แต่สิ่งที่ผมพูดมาจากสิ่งที่ผมศึกษา ทำการบ้าน อ่านหนังสือเยอะมาก<br />
เศรษฐศาสตร์ การเมือง จิตวิทยา ศาสนา การต่อรอง ประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่าการจะทำให้ใครเชื่อเรา เราต้องเข้าใจเขาก่อน ผมเข้าใจว่าเขาต้องมีกำไรจากการขายสินค้าของเขา<br />
แต่ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องโยงใยเรื่องเข้ากับสังคม แล้วผมก็ต้องเข้าใจผู้บริโภค<br />
เมื่อเข้าใจ 2<br />
ส่วนนี้ค่อยมาหาจุดที่เขาได้ร้อย ผู้บริโภคได้ร้อย มันมีวิธีทำได้<br />
ผมไม่ใช่ผู้กำกับที่ทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาเงินไปวันๆ ใครบอกให้ทำอะไรก็ทำ<br />
ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมทำหนังโฆษณาเหล้าไม่ได้ เพราะมันเหี้ยเหลือเกิน</p>
<p><strong>ทั้งๆ<br />
ที่คุณเป็นนักดื่มตัวยง<br />
</strong>ถ้าผมกินเหล้าเท่ากับผมต้องทำโฆษณาให้คนกินเหล้าเหรอ<br />
ผมไม่อยากไปสร้างกรรมกับคนอื่น ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ดี อ่อนแอ<br />
เมื่อรู้แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมก็จะไม่ทำให้คนอื่นมาเป็นแบบผม บางคนบอกว่า<br />
คุณทำโฆษณารณรงค์ให้คนเลิกกินเหล้า แต่คุณก็ยังกินเหล้าอยู่ ผมอยากจะถามว่า โอเค<br />
ถ้าผมกินเหล้า ผมต้องทำโฆษณาให้คนกินเหล้าใช่ไหม ก็ไม่ใช่</p>
<p><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า<br />
ถ้าได้สัก </strong><strong>100<br />
ล้านคุณจะยอมทำโฆษณาเหล้า แต่จะเอาเงิน 50 ล้านไปทำสิ่งดีๆ<br />
</strong>คิดไปคิดมา<br />
ตอนนี้ให้พันล้านกูก็ไม่ทำ</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ถ้ามีหนังเกี่ยวกับน้ำหอมที่ใช้แล้วหญิงเยอะติดต่อเข้ามาจะทำไหม<br />
</strong>ทำ<br />
แต่ต้องเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ให้ความคิดอะไรบางอย่าง<br />
เราอยู่ในกองขี้ที่เรียกว่าธุรกิจโฆษณา ถ้าทุกคนมองว่าเป็นขี้มันก็เป็นขี้<br />
แต่ถ้าเราวางขี้ไว้บนสนามหญ้า มันจะเป็นปุ๋ย ถ้าผมไม่ทำ คนอื่นก็ทำ<br />
ถ้าคนอื่นทำก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำยังไง สำหรับผม ถ้ามีแง่มุมอะไรบางอย่างให้พูดได้<br />
เช่น เราพูดถึงแชมพู แต่ก็พูดถึงปัญหาสังคมไปด้วย<br />
หรือยื่นคำถามอะไรให้กับสังคม ก็ควรจะพูด</p>
<p><strong>คุณตามใจลูกค้าแค่ไหน<br />
</strong>ผมเป็นคนที่เปิดรับความคิดของคนมาก<br />
แต่ในการคุยกันเราต้องหาข้อสรุปที่ลงตัว เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า เรา<br />
เอเจนซี่ และคนดู เราต้องหาให้ได้ ซึ่งไม่ใช่การประนีประนอม ไม่ใช่คุณได้ห้าสิบ<br />
ผมได้ห้าสิบ แต่คุณต้องได้ร้อย ผมได้ร้อย คนดูได้ร้อย<br />
การได้ร้อยนั้นคุณต้องเสียสละอะไรบางอย่าง การจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด<br />
ต้องผ่านกระบวนการคิดเพื่อหาข้อสรุปอันเป็นปัญญานั้นให้ได้<br />
ข้อสรุปที่ฉลาดหรือข้อสรุปที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข้อสรุปที่คุณชอบก็ได้<br />
แต่เป็นข้อสรุปที่ดีกับคุณซึ่งคุณยังไม่เห็นว่ามันดีกับคุณยังไง<br />
หน้าที่ของเราคือทำหนังโฆษณาให้คนดูชอบ ถ้าตั้งเป้าแบบนี้<br />
เราต้องตัดความชอบส่วนตัวของคุณออกก่อนนะ มันอาจจะมีบางอย่างที่คุณไม่ชอบ<br />
แต่คุณต้องซื้อมัน เพราะคนดูชอบ และนั่นคือประโยชน์สูงสุดที่คุณควรได้ เช่น<br />
ลูกค้าบางรายอยากให้ตัวแสดงหน้าตาดี<br />
แต่ถ้าตัวแสดงหน้าตาคล้ายชาวบ้านเขาจะรู้สึกว่าโปรดักต์ของคุณใกล้ชิดกับเขามากกว่า<br />
คุณอาจจะไม่ชอบ แต่มันดีกับคุณ</p>
<p><strong>ถ้าลูกค้ายืนยันว่ายังไงก็ขอตัวแสดงที่หน้าตาดี<br />
</strong>เราก็อาจจะปรับให้ดีขึ้นมาอีกนิด<br />
แล้วก็บอกเขาว่า ดีขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้ แต่หนังแย่ลงนะ<br />
ผมจะยอมทำตามเขาก็ต่อเมื่อเขาพูดว่า เขายังติดในความคิดของเขาอยู่ เขาอยากได้<br />
เขาเป็นเจ้าของเงิน และผมต้องทำทุกอย่างที่เขาต้องการ เมื่อนั้นผมจะยอมทำตาม<br />
แต่ห้ามบอกผมว่าความคิดของคุณถูก เพราะผมไม่เชื่อ และผมก็จะเถียงไปเรื่อยๆ<br />
จนกว่าคุณจะยอมรับว่าความคิดของคุณผิด</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>เคยโดนลูกค้าสวนว่า<br />
คุณต่างหากที่เป็นฝ่ายยึดติดกับความคิดตัวเองไหม<br />
</strong>ไม่<br />
เพราะผมมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะอธิบายสิ่งเหล่านี้</p>
<p><strong>เหมือนที่<br />
ททท</strong><strong>.<br />
เคยชวนคุณไปพูดเรื่องการท่องเที่ยวแล้วคุณก็บอกว่า<br />
คุณมีเหตุผลมากมายที่จะอธิบายว่าทำไมเราถึงควรปิดประเทศไม่ให้มีการท่องเที่ยว<br />
</strong>เมื่อไม่มีการท่องเที่ยว<br />
ชาวบ้านก็หันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ดิ้นรนหาวิธีอื่นทำให้ดำรงชีพอยู่ได้<br />
ถ้าไม่ได้จากสิ่งนี้ เขาก็จะได้จากสิ่งอื่น<br />
ขึ้นกับรัฐบาลมีวิสัยทัศน์พอจะหาอย่างอื่นให้ชาวบ้านหรือเปล่า<br />
หรือมีวิสัยทัศน์พอจะทำให้ชาวบ้านรู้ว่า<br />
เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเงินหรือเปล่า เหตุผลของการปิดประเทศคือ เพื่อฟื้นฟูดูแลทรัพยากรทั้งหมดที่มันเสื่อมสลายไปกับการท่องเที่ยวให้กลับคืนมาเหมือนเดิม<br />
จริงๆ เราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่หยุดการท่องเที่ยว ทุกอย่างก็จะฟื้นคืนมาเอง<br />
คนก็เหมือนกัน เราต้องฟื้นฟูเขาขึ้นมาใหม่ ในช่วง 2 &#8211; 3 ปีที่ปิดประเทศก็ให้ชาวบ้านหาความรู้<br />
เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาตัวเอง กลับไปหารากเหง้าของตัวเอง<br />
ถ้าคุณอยู่บุรีรัมย์ก็ต้องรู้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านของที่นี่เมื่อร้อยปีที่แล้วเป็นยังไง<br />
ให้คนกลับไปหาพื้นถิ่นของตัวเอง เขาจะเริ่มรักและหวงแหนสิ่งที่ตัวเองมีอยู่<br />
เมื่อคิดว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้นดีก็จะต่อยอดจากตรงนั้น เหมือนที่คนญี่ปุ่นหวงแหนและรักในถิ่นกำเนิด<br />
ปรัชญา และวัฒนธรรมของเขา เมื่อนั้นเราจะเปิดประเทศอีกครั้ง<br />
แต่ไม่ได้เปิดแบบเวียดนามถูกกูถูกกว่า ลาวถูกกูถูกกว่า<br />
ทุกวันนี้รัฐบาลขายการท่องเที่ยวเหมือนกระเป๋าตลาดนัด เราต้องขายแบบหลุยส์ วิตตอง<br />
ต้องจำกัดคน ไม่ใช่ใครก็เข้ามาได้เพราะมันถูก ถ้าเราทำประเทศให้กลับมามีค่าได้<br />
ทำให้ทุกตารางนิ้วของประเทศมีค่าได้ คุณก็ขายเขาแพงๆ ได้ ใครๆ ก็อยากซื้อ<br />
จะทำแกงไตปลาชามละ 200 ก็ได้ น้ำพริกปลาทูจานละ 500 ก็ได้ เมื่อนั้นเราค่อยเปิดประเทศ ผมบอกเขาไปว่า ผมคิดของผมแบบนี้</p>
<p><strong>ในวันที่เรากลับมาเปิดประเทศ<br />
ถ้าคุณต้องทำหนังให้ ททท</strong><strong>. สักเรื่อง คุณจะทำออกมายังไง<br />
</strong>จะบอกว่าเราเป็นประเทศที่ออร์แกนิกทั้งประเทศ<br />
อาหารทุกอย่างปลอดสารเคมีหมด เต็มไปด้วยสมุนไพรที่มีค่ามาก<br />
เต็มไปด้วยทรัพยากรที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ เป็นความอุดมสมบูรณ์ถึงขีดสุดของโลก<br />
คุณต้องมา ภาพทุกอย่างต้องดูพรีเมียมหมด มันแพงกว่าตอนนี้แน่ๆ<br />
แต่ยังอยู่ในระดับที่นักท่องเที่ยวจ่ายได้ แล้วชาวบ้านจะดีขึ้น<br />
แต่ต้องเริ่มต้นจากเขาต้องรักในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามีก่อน<br />
และรู้ว่าจะพัฒนาไปในทิศทางไหน</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>เราต้องบริการฝรั่งแบบสุดตัวสุดใจอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ไหม</strong><strong></strong></p>
<p>ถ้าเรามีจิตใจที่จะดูแลเขาเป็นอย่างดีก็เป็นเรื่องที่ดี<br />
เขาจะชอบ ถ้าคุณบริการฝรั่งดีแต่บริการคนไทยไม่ดี อันนี้มีปัญหาแล้ว<br />
เพราะสิ่งที่ทำยังเคลือบไปด้วยประโยชน์ ถ้าเรามองมนุษย์ทุกคนในโลกเหมือนกันหมด<br />
รักและเมตตาเขาเหมือนกันหมด เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเริ่มแยกแยะว่า<br />
คนนี้มีตังค์มากกว่าต้องบริการดีกว่า นี่คือสิ่งที่แย่ที่สุด</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ในการเดินทางแต่ละครั้ง<br />
เราควรได้อะไรจากมัน<br />
</strong>ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยว<br />
ผมอยากเจออะไรใหม่ๆ คนใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ ต้องได้ความรู้ ต้องได้แรงบันดาลใจ<br />
ถ้าเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเฉยๆ ผมว่าไม่ใช่การเที่ยว ทุกวันนี้เรานอนวันละ 8 ชั่วโมงอยู่แล้ว<br />
ถ้าทำงานที่มีความสุขก็เหมือนได้พักผ่อนตลอดเวลา<br />
ที่คุณต้องการการพักผ่อนอย่างมากเพราะคุณทำงานที่ไม่มีความสุขมั้ง<br />
คุณพบว่างานที่คุณทำไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่ต้องทำเพียงเพราะได้เงิน<br />
ก็ขอแนะนำให้เลิกทำงานที่คุณไม่ชอบ แล้วไปทำในสิ่งที่ชอบ<br />
เมื่อนั้นคุณจะไม่ต้องการการพักผ่อน</p>
<p><strong>คุณไม่ได้เที่ยวมานานแค่ไหน<br />
</strong>น่าจะสัก<br />
3 ปี แต่ผมเป็นคนที่เที่ยวน้อยมาก 5 &#8211; 6 ปีเที่ยวครั้งนึง<br />
ชอบทำงาน ก่อนมาไม่ค่อยชอบ รู้สึกว่าเสียเวลาทำงาน แต่พอมาแล้วก็ชอบทุกที<br />
แล้วก็คิดว่า เออ ทำไมกูต้องทำงานด้วยวะ</p>
<p><strong>คนที่บอกว่า<br />
เที่ยวแล้วเสียเวลาทำงานถือว่าเป็นพวกบ้างานไหม<br />
</strong>อาจจะเป็นคนที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต<br />
ผมทำงานเยอะ ไม่กล้าไปเที่ยวเพราะไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง<br />
อยากอยู่ในสภาวะที่คุ้นเคย การทำงานมันสนุกดี ได้แก้ปัญหา ได้คิด<br />
แต่พอมาเที่ยวก็พบว่า โลกมันมีอะไรอีกตั้งเยอะ ก็ได้แรงบันดาลใจ<br />
เราใช้สมองเต็มที่ในการทำงาน เวลาเที่ยวก็ใช้สมองเต็มที่เหมือนกัน<br />
ยังอยู่ในแพตเทิร์นเดียวกับการทำงาน ต่อให้เจอความสวยยังไงก็จะวิเคราะห์<br />
ทำไมถึงเป็นหลังคาแบบนี้ทั้งเมือง ก็มองวิสัยทัศน์ของคนที่มีอำนาจ<br />
หลังคาต้องเหมือนกันเพราะแต่ละบ้านต้องเป็นส่วนหนึ่งของวิวนั้น<br />
มีส่วนร่วมอยู่ในเมืองเดียวกัน รับใช้เมืองร่วมกัน ทำบ้านก็ไม่ให้เด่นกว่าคนอื่น<br />
หลังคาสีเดียวกัน เหมือนเขารู้หน้าที่ว่าเขาเป็นเมืองท่องเที่ยว<br />
เข้ามีหน้าที่ต้องเป็นคนต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่เมืองไทยคงไม่ใช่ ต่างคนต่างทำ<br />
ต่างคิด รูปแบบก็ไม่ค่อยมีเอกลักษณ์</p>
<p><strong>ถ้าทิ้งงานได้สักสัปดาห์<br />
ตอนนี้อยากไปไหนที่สุด<br />
</strong>ที่ไหนก็ได้ที่มีงานศิลปะเยอะๆ<br />
เพราะตอนนี้ร่างกายขาดศิลปะ อาจจะเป็นญี่ปุ่น ไม่ก็บาร์เซโลนา<br />
ในขณะเดียวกับผมก็ชอบอินเดียมาก เพราะมันมีความหลากหลาย มีความลึกซึ้งอะไรบางอย่าง<br />
มีความจนสุดๆ มีพันกว่าภาษา มีศาสนาเยอะมาก น่าสนใจว่าเขาอยู่ร่วมกันได้ยังไง<br />
เขาสื่อสารกับคนอื่นได้ยังไง แตกต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้<br />
เหมือนป่าไม้ที่มีพืชที่แตกต่างกันมากมายอยู่ร่วมกัน</p>
<p><strong>คุณบอกว่าไม่ดูหนังโฆษณาของผู้กำกับคนอื่นมา<br />
</strong><strong>6<br />
ปีแล้ว แรงบันดาลใจในการคิดงานของคุณหลักๆ มาจากคน<br />
คนเหล่านั้นคือใคร<br />
</strong>เยอะมาก<br />
จากทุกๆ คนที่อยู่รอบตัวผม เพื่อนผม แม่ผม ยาม แม่บ้าน<br />
หรือแม้แต่ลูกน้องของผมก็อินสไปร์ผม หลายคนสอนให้ผมใจเย็น<br />
สอนว่าผมเริ่มไม่ฟังความคิดของคนอื่นแล้ว</p>
<p><strong>เขากล้าเตือนคุณ<br />
</strong>ไม่ได้เตือน<br />
แต่ผมรู้เอง เขาแค่พูดว่า “พี่ ผมยังพูดไม่จบเลย” ผมก็ โอ๊ย ตายห่า<br />
ขอบคุณนายมากว่ะ เด็กขายพวงมาลัยก็อินสไปร์ผมนะ มีอยู่วันนึง ผมขับรถไปแถวพระราม 9<br />
มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาเคาะกระจกถามว่า ซื้อพวงมาลัยไหม<br />
ผมก็ไม่ซื้อ อีกวันผ่านาอีก เด็กก็เคาะอีก ผมก็บอกว่าไม่เอา เขาก็เคาะอีก<br />
พอเปิดกระจกลง เขาก็ถามผมว่า “พี่&#8230;หัวหยิกอย่างนี้<br />
ไปทำอะไรกับหัวมา” ผมแม่งงงเลย<br />
อีกวันเขาเห็นพวงมาลัยที่ผมแวะซื้อมาจากที่อื่นก็บอกว่า “ทีอย่างงี้ซื้อ<br />
ไม่ซื้อของหนู” วันถัดมาก็มาเคาะกระจกอีก ผมถามว่ามีอะไร<br />
เขายื่นพวงมาลัยมาบอกว่า “ให้ ไม่ต้องซื้อ” ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างรุนแรง<br />
ผมเข้าใจว่ามันเป็นโควต้าที่ต้องขายให้หมด แต่ผมไม่ได้มองในส่วนนั้น<br />
ผมมองว่าเด็กคนนี้เราไม่เคยซื้อเขาเลย ตังค์เขาก็มีไม่เยอะ แต่วันนี้เขาให้เรา<br />
เด็กคนนี้เปลี่ยนชีวิตผมเลย</p>
<p>มีครั้งนึง<br />
ผมก่อกองไฟที่เชียงใหม่แล้วพบว่าทำไมไมันติดยากจัง ใช้เวลาจุดวันแรกครึ่งชั่วโมง<br />
วันต่อมาก็สั้นลงตามลำดับ แต่ยังไงก็ไม่เกิน 10 นาที<br />
มีวันนึงไปก่อไฟแบบนี้ที่บ้านแม่แล้วมีชาวสวนเดินผ่านมา เขาจุดติดใน 1 นาที เขาบอกว่าให้จุดอันที่ติดไฟง่ายไปหายาก<br />
ไหม้จากฟางไปหากิ่งเล็กแล้วค่อยกิ่งใหญ่ขึ้นๆ สิ่งนี้ก็เปลี่ยนชีวิตผม เมื่อก่อนผมอยากทำให้ประเทศดีขึ้น<br />
ด้วยวิธีอะไรก็ได้ แต่ผมไปคิดถึงขอนไม้ใหญ่ๆ มากเกินไป จริงๆ แล้วถ้าเราเป็นไฟ<br />
ก่อนจะเปลี่ยนของใหญ่ต้องเปลี่ยนของเล็กก่อน คุยกับคนที่ติดไฟง่ายก่อน<br />
พอเขาจุดติดค่อยลากไปหาคนอิ่น ทุกคนต่างเป็นเชื้อไฟ ประเทศก็จะสว่างไสว<br />
ฟืนใหญ่มันมีความชื้น ติดยาก ต้องใช้เวลา มองฟืนใหญ่แล้วก็ท้อว่าเมื่อไหร่จะติด<br />
โดยลืมไปว่าทำสิ่งเล็กๆให้ติดก่อน ทำกับครอบครัวเราได้ไหม เพื่อนร่วมงานได้ไหม<br />
เพื่อนบ้านได้ไหม ถ้าได้ฟืนที่ดีก็จะไปติดอย่างอื่นเอง ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ<br />
ไม่ต้องเป็นนักการเมืองก็ได้ เราคิดใหญ่ได้ แต่ต้องเริ่มจากอะไรเล็กๆ ก่อน</p>
<p><strong>ถ้าในงานนี้คุณถูกเชิญไปขึ้นเวทีพูดให้ครีเอทีฟทั้งหมดฟัง<br />
คุณอยากพูดเรื่องอะไรที่สุด<br />
</strong>ถ้าคุณเป็นครีเอทีฟแล้วทำให้ลูกค้าขายของได้<br />
คุณก็เป็นครีเอทีฟ แต่ถ้าคุณเป็นครีเอทีฟที่ทำให้ลูกค้าขายของได้<br />
และสังคมดีขึ้นด้วย คุณจะไม่เป็นแค่ครีเอทีฟ ครีเอทีฟทุกคนทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้<br />
เขาจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง<br />
อาชีพครีเอทีฟโฆษณาอยู่ในสภาวะที่หล่อหลอมให้ตัวตนตัวกูของกูสูงขึ้น<br />
ทุกคนอยากเป็นที่รู้จัก อยากมีชื่อเสียง ต้องการเงิน ต้องการความสะดวกสบาย<br />
แต่ก็มีครีเอทีฟอีกหลายคนเหมือนที่ไม่คิดถึงตัวเอง ปฏิเสธอะไรหลายอย่างแล้วลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างโดยปราศจากความกลัว<br />
ผมจะบอกเขาว่า ผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่ใช่คนดี ผมคือขี้ดีๆ นี่เอง<br />
และพวกเราก็อยู่ในธุจกิจขี้เหม็นนี้ ผมไม่ได้ดีไปกว่าพวกคุณ<br />
แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่ามันเป็นขี้ เราน่าจะมีวิธีทำให้ขี้นั้นมีประโยชน์ได้</p>
<p><strong>ฟังดูเหมือนคุณไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน<br />
</strong>ในโลกปัจจุบัน<br />
เรามักมองอะไรสั้นเกินไป ถ้าพูดเรื่องเศรษฐกิจก็มองแค่คนที่มีเงินมากที่สุด<br />
แต่ลืมไปว่า เมื่อคุณมีเงินมากที่สุด คุณก็เหนื่อยนะ ลำบากในการจัดการมัน ลืมไปว่า<br />
ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ลืมไปว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร ลืมไปว่า คุณค่าจริงๆ<br />
ของมนุษย์คืออะไร โฆษณาเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้ระบบทุนนิยมอยู่แล้ว<br />
ถ้าเราแตะเบรกนิดนึง แล้วตั้งความคิดใหม่ ถ้าโฆษณามันมีอานุภาพขนาดทำให้โลกแย่ได้<br />
ด้วยตัวของโฆษณาเองก็น่าจะทำให้โลกดีขึ้นได้ โฆษณาออนแอร์ตลอดเวลา<br />
ถ้าเราใส่เนื้อหาดีๆ ลงไปในโฆษณา ทัศนคติที่ดี ความคิดที่ดี<br />
มันก็ทำให้ประเทศของเราดีขึ้นได้<br />
ผมอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้ดีขึ้นด้วยการใช้โฆษณา<br />
เอาเงินคนรวยมาทำให้คนจนดีขึ้นสิ ตอนนี้เราอยู่ในยุคแห่งการใช้เงิน อย่าปฏิเสธเงิน<br />
แต่จงใช้เงินเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำสิ่งต่างๆ ให้มันดีขึ้นได้<br />
ไม่ใช่ทำอะไรเพื่อเงินก็เหมาว่าเลวหมด ถ้าคุณจะทำอะไรใหญ่ๆ คุณต้องใช้เงินนะ<br />
คุณหาวิธีหาเงินดีๆ สิ โยกเงินคนรวยมาให้คนจนสิ คุณต้องหาวิธีให้ได้</p>
<p><strong>คุณคือโรบินฮู้ดที่ใช้กล้องแทนธนู<br />
</strong>ผมไม่ใช่คนดีนะ<br />
แต่ผมเป็นคนคิดมาก ถ้าคนยังจนอยู่ เขายังไม่แข็งแรง ไม่ฉลาด ไม่ดีขึ้น<br />
เขาก็ไม่มีเงินให้คุณ คุณต้องช่วยเขา ทำให้เขาดีขึ้นก่อนแล้วเขาถึงจะมีเงินให้คุณ</p>
<p><strong>ถ้าครีเอทีฟอยากใช้ทักษะที่ตัวเองมีลุกขึ้นมาเปลี่ยนประเทศ<br />
ต้องทำอะไรเป็นอย่างแรก<br />
</strong>ต้องรู้สึกตัวก่อนว่าเราอยู่บนปัญหา<br />
เราต้องรู้สึกแย่ รู้สึกว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา<br />
แล้วเราก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานั้นๆ เหมือนกบที่อยู่ในน้ำร้อน<br />
ถ้าน้ำยังอุ่นอยู่กบก็ไม่ดิ้น แต่อาจจะมีกบบางตัวที่เริ่มรู้ว่าเราอยู่บนเตาแก๊ส<br />
เราต้องมองทะลุหม้อให้เห็นว่ามีไฟอยู่ข้างใต้ ถ้าเราเริ่มเห็นสัญญาณ<br />
เราก็จะเปลี่ยนแปลงก่อน นั่นหมายความว่าเราต้องใช้สายตาในการมองผู้อื่น แต่หลายๆ<br />
คนยังห่วงแต่ตัวเอง ซัมเมอร์นี้กูจะใส่เสื้ออะไร ที่นั่นมีเซลมึงไปหรือยัง<br />
ไอโฟนมีแอพพลิเคชันใหม่เว้ย ไม่ได้มองอะไรมากไปกว่าจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์<br />
มันต้องมองไปรอบๆ คุณเห็นคนทะเลาะกันที่ข้างถนนแล้วคุณรู้สึกยังไง คุณเห็นเด็กมัธยมหัวเกรียนซิ่งมอเตอร์ไซค์แล้วคุณรู้สึกยังไง<br />
คุณรู้สึกยังไงกับข่าวเด็ก ป.5 ข่มขืนกัน ถ้าคุณรู้สึกกับสิ่งต่างๆ<br />
เหล่านี้ คุณจะเริ่มขยับ เพราะเด็กคนนั้นอาจจะมาเคาะประตูบ้านคุณ<br />
เอาปืนมาจ่อหัวคุณแล้วขอของในบ้านคุณทั้งหมด อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิด<br />
การคิดเรื่องบวกเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมองอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง<br />
มองอย่างมีสติ เราจะได้รู้ว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน จะได้แก้ตรงนั้น</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ในช่วง<br />
</strong><strong>2<br />
&#8211; 3 ปีที่ผ่านมา ที่บ้านเมืองเรามีปัญหาเรื่องการเมืองอย่างรุนแรง<br />
คุณอยู่ตรงไหน และทำอะไรอยู่<br />
</strong>ผมไม่สบายใจเลยกับปัญหาที่เกิดขึ้น<br />
ผมคิดว่าจะทำอะไรต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า คำตอบคือ<br />
ผมจะทำให้คนหันมาสนใจการใช้ชีวิตที่อิงกับธรรมชาติมากที่สุด</p>
<p><strong>ฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกับการเมืองนะ<br />
</strong>ไม่เกี่ยว<br />
ผมไม่ค่อยสนใจว่านักการเมืองจะคิดอะไร ผมอยากเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น<br />
แต่คงไม่ลงสมัคร ส.ส. เราสามารถเปลี่ยนได้จากตัวเราเองก่อน<br />
เรารู้ว่าเรามีเพื่อนฝูง มีน้องๆ ที่ให้ความสนใจความคิดเรา<br />
หน้าที่ของเราก็คือพัฒนาความคิดเรา เมื่อผมได้รับแรงบันดาลใจจากผู้อื่น<br />
หน้าที่ของผมคือ ผมต้องส่งแรงบันดาลใจนั้นไปหาคนอื่นต่อไป<br />
ประเทศน่ะเปลี่ยนได้  แต่ต้องเปลี่ยนที่เรา<br />
เราต้องเลือกปิดก่อน ปิดทีวีคือไม่ฟัง ปิดเพื่อให้มีสติ<br />
ไม่มีประโยชน์ที่จะมองสิ่งนั้นตลอดเวลา มันทำให้เครียด แต่เราละเลยไม่ได้<br />
การเมืองก็เหมือนซิตคอมวันต่อวัน เนื้อหาคือคนพวกนี้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน<br />
สัญญาว่าจะทำโน่นทำนี่ให้ โกหกบ้าง โกงบ้าง แล้วก็เล่นการเมืองกันตลอดเวลา<br />
เข้าไปแสดงหาประโยชน์ ทำยังไงให้คนพวกนี้ไม่มีโอกาสทำอะไรเลวๆ ถามว่า จู่ๆ<br />
เขาเดินเข้ามาเขียนชื่อตัวเองสมัครเป็น ส.ส. แล้วเป็นได้เลยเหรอ ไม่ ประชาชนนั่นแหละเลือกเข้าไป ทำไมประชาชนถึงเลือก<br />
ก็เพราะประชาชนเดือดร้อน แล้วก็อยากได้อะไรง่ายๆ อยากได้เงินง่ายๆ ทำไมถึงอยากได้<br />
ก็เพราะเขาขาด ทำไมเขาถึงขาด ก็เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่เขามีอยู่มันไม่มีอะไร<br />
เขาอ่อนแอ รอการช่วยเหลือ แล้วทำยังไงเขาถึงจะเข้มแข็ง ก็ต้องหัดพึ่งตัวเองได้<br />
ก็ต้องอาศัยความขยันกับความไม่โลภ และการเป็นคนดี</p>
<p>อย่างแรกที่คุณต้องคิดคือ<br />
คุณคืออะไร คุณคือมนุษย์ แล้วมนุษย์คืออะไร ต้องการอะไร มนุษย์ต้องการเงินเหรอ<br />
ตื้นไปมั้ง มนุษย์ต้องการความสงบสุขในชีวิต ตื่นเช้ามาแล้วมีความสุข มีอยู่ มีกิน<br />
เหลือค่อยไปขาย แล้วคุณก็รวยเอง แต่คุณต้องไปทำนะ ประเทศเรามีแรงเสียดทานหลายๆ<br />
อย่าง เรามีกระทรวงเกษตรฯ มีนักวิชาการหลายๆ คนที่ไปสนับสนุนมอนซานโต<br />
สนับสนุนคนขายยาฆ่าแมลง คนขายเมล็ดพันธุ์<br />
สนับสนุนการเกษตรแบบใช้เทคโนโลยีแบบวิทยาศาสตร์<br />
เรื่องเกษตรธรรมชาติไม่เคยถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในนโยบาย สิ่งที่นักการเมืองทำคือ<br />
จับมือกับเอกชน โดยมีเป้าหมายว่า ทำให้ประชาชนอ่อนแอโดยการเอาเงินมาล่อ ปลูกพืชเป็นเชิงเดี่ยว<br />
ซึ่งนานๆ ไปมันทำให้ดินเสีย เพราะปลูกมัน ปลูกข้าวโพด เป็นไร่ๆ ปลูกไปเรื่อยๆ<br />
ไม่มีการหมุนเวียน เสร็จปุ๊บแม่งก็ขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง คนขายปุ๋ย<br />
เพราะฉะนั้นทำยังไงถึงทำให้ประชาชนเข้มแข็ง<br />
ลืมตาอ้าปากได้โดยไม่ต้องพึ่งนักการเมือง คำตอบคือ กลับไปหาธรรมชาติ<br />
กลับไปหาภูมิปัญญาดั้งเดิม กลับไปหาการเกษตรที่ไม่ต้องพึ่งพาเยอะ ความคิดต่างๆ<br />
ในโลกยุคหน้ามันกลับไปหาธรรมชาติหมด<br />
เราต้องตั้งคำถามกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์แล้วว่าทำให้เราดีขึ้นจริงหรือเปล่า<br />
ดินในโลกเกือบ 60<br />
เปอร์เซ็นต์แย่ลง ทัสคานี หรือที่สวยๆ ในสเปน อังกฤษ ที่เราเห็นเป็นทุ่งเรียบๆ<br />
น่ะ จริงๆ แล้วดินห่วยมาก เพราะหนึ่ง ปลูกองุ่น สอง เลี้ยงสัตว์<br />
เขาเป็นประเทศกินเนื้อ การเลี้ยงวัวนี่ฆ่าความหลากหลายทางชีวภาพหมดเลยนะ<br />
พอไม่มีความหลากหลาย ดินก็เสีย จุลินทรีย์ก็หาย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น คนรวยโง่ๆ<br />
ไปเที่ยวทัสคานีก็บอกว่าสวย แล้วเสือกมาทำที่เขาใหญ่  มีต้นไม้ห่าอะไรแม่งตัดหมดเลย<br />
อยากให้เป็นแบบนั้น คิดแต่ภาพอย่างเดียว ไปเที่ยวก็ไม่เคยคิดเลยว่าทำไม เพราะอะไร<br />
มึงเคยเดินลงจากรถแล้วไปถามชาวนาที่โน่นไหมว่าดินเป็นยังไง มองแต่ความสวย ผมไม่เห็นว่ามันจะสวยเลย<br />
ที่สวยที่สุดคือป่าดงดิบในเมืองไทย อันนี้สวยจริง</p>
<blockquote><p>&#8220;ถ้าคุณเป็นครีเอทีฟแล้วทำให้ลูกค้าขายของได้<br />
คุณก็เป็นครีเอทีฟ แต่ถ้าคุณเป็นครีเอทีฟที่ทำให้ลูกค้าขายของได้และสังคมดีขึ้นด้วย คุณจะไม่เป็นแค่ครีเอทีฟ ครีเอทีฟทุกคนทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้<br />
เขาจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง&#8221;</p></blockquote>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 120 สิงหาคม 2553)</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-34">ตอนที่ 1</a><strong><br />
</strong></p>
<p><em style="background-color: initial"><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-35/">ธนญชัย ศรศรีวิชัย : ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังระดับโลกที่ความคิดน่าสนใจมาก 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-35/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
