<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>COVID-19 &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/uncategorized/covid-19/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/uncategorized/covid-19/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 22 Oct 2021 00:33:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Sadwear &#038; hate-wear เสื้อผ้าที่ใส่ในวันที่เศร้า เบื่อ หรือไม่เหลือใครในโลกให้สนใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sadwear-hate-wear/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Apr 2021 06:16:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[hate-wear]]></category>
		<category><![CDATA[sadwear]]></category>
		<category><![CDATA[คำศัพท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129492</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อต้อง work from home คุณเลือกใส่ชุดไหนบ่อยที่สุด? ในช่วง work from home เราอาจได้ยินคำแนะนำว่าต่อให้ทำงานที่บ้านก็ควรใส่ชุดทำงานเต็มที่เสมือนว่าเรากำลังจะออกไปทำงานข้างนอก เช่น ใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเน็กไท เพื่อสะกดจิตตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำงานในบรรยากาศน่าพักผ่อนของบ้าน บางคนยังต้องประชุมงานออนไลน์ทาง Zoom ก็อาจแต่งตัวหรือแต่งหน้าเต็มที่ ส่วนบางคนอาจแต่งตัวเต็มแค่ครึ่งท่อนบนที่ปรากฏให้คนอื่นเห็นผ่านกล้อง ท่อนล่างอาจไม่ใส่กางเกงหรือใส่แค่บ็อกเซอร์สบายๆ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เราอาจสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนเลือกแต่งตัวสบายๆ ใส่ชุดนอนทำงาน บางคนหยิบชุดที่ไม่ค่อยได้ใส่ออกมาใส่บ่อยขึ้น เริ่มทดลองแต่งกายในแบบที่เราคงไม่ทำหากไปทำงานหรือออกไปนอกบ้าน ระหว่างช่วงล็อกดาวน์ หลายคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบชีวิตเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นก็คือพฤติกรรมหรือรสนิยมการแต่งกาย และเมื่อเกิดพฤติกรรมมนุษย์ใหม่ๆ ขึ้นในโลกก็ไม่พ้นที่จะมีคนพยายามบัญญัติคำหรือสร้างศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นั้น Sadwear &#38; hate-wear เมื่อเราเลือกแต่งตัวแปลกๆ ตามอารมณ์และจิตใจ ในช่วงล็อกดาวน์ปี 2020 คอลัมน์ทั้งใน The New York Times และ Esquire ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคือคำว่า sadwear และ hate-wear ซึ่งไม่ได้แปลตรงตัวว่าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วเศร้าหรือชุดที่เราเกลียด แต่ใช้อธิบายการแต่งตัวและแฟชั่นในช่วงเวลาไม่ปกติอย่างน่าสนใจ sadwear (n.) เสื้อผ้าชุดที่สะท้อนสภาพจิตใจของเราในวันเศร้าหมอง มันอาจเป็นชุดที่เราใส่แล้วสบายใจในวันที่รู้สึกเซ็ง หรืออาจเป็นชุดที่เราเลือกใส่บ่อยๆ ในช่วงล็อกดาวน์ที่ชวนให้กังวล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sadwear-hate-wear/">Sadwear &#038; hate-wear เสื้อผ้าที่ใส่ในวันที่เศร้า เบื่อ หรือไม่เหลือใครในโลกให้สนใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อต้อง work from home คุณเลือกใส่ชุดไหนบ่อยที่สุด?</p>



<p>ในช่วง work from home เราอาจได้ยินคำแนะนำว่าต่อให้ทำงานที่บ้านก็ควรใส่ชุดทำงานเต็มที่เสมือนว่าเรากำลังจะออกไปทำงานข้างนอก เช่น ใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเน็กไท เพื่อสะกดจิตตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำงานในบรรยากาศน่าพักผ่อนของบ้าน บางคนยังต้องประชุมงานออนไลน์ทาง Zoom ก็อาจแต่งตัวหรือแต่งหน้าเต็มที่ ส่วนบางคนอาจแต่งตัวเต็มแค่ครึ่งท่อนบนที่ปรากฏให้คนอื่นเห็นผ่านกล้อง ท่อนล่างอาจไม่ใส่กางเกงหรือใส่แค่บ็อกเซอร์สบายๆ</p>



<p>แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เราอาจสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนเลือกแต่งตัวสบายๆ ใส่ชุดนอนทำงาน บางคนหยิบชุดที่ไม่ค่อยได้ใส่ออกมาใส่บ่อยขึ้น เริ่มทดลองแต่งกายในแบบที่เราคงไม่ทำหากไปทำงานหรือออกไปนอกบ้าน</p>



<p>ระหว่างช่วงล็อกดาวน์ หลายคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบชีวิตเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นก็คือพฤติกรรมหรือรสนิยมการแต่งกาย และเมื่อเกิดพฤติกรรมมนุษย์ใหม่ๆ ขึ้นในโลกก็ไม่พ้นที่จะมีคนพยายามบัญญัติคำหรือสร้างศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นั้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Sadwear &amp; hate-wear เมื่อเราเลือกแต่งตัวแปลกๆ ตามอารมณ์และจิตใจ</strong></h2>



<p>ในช่วงล็อกดาวน์ปี 2020 คอลัมน์ทั้งใน<em> The New York Times </em>และ <em>Esquire</em> ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคือคำว่า <strong>sadwear</strong> และ <strong>hate-wear</strong> ซึ่งไม่ได้แปลตรงตัวว่าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วเศร้าหรือชุดที่เราเกลียด แต่ใช้อธิบายการแต่งตัวและแฟชั่นในช่วงเวลาไม่ปกติอย่างน่าสนใจ</p>



<p><strong>sadwear</strong> (n.) เสื้อผ้าชุดที่สะท้อนสภาพจิตใจของเราในวันเศร้าหมอง มันอาจเป็นชุดที่เราใส่แล้วสบายใจในวันที่รู้สึกเซ็ง หรืออาจเป็นชุดที่เราเลือกใส่บ่อยๆ ในช่วงล็อกดาวน์ที่ชวนให้กังวล โดยอาจเป็นชุดที่แปลกไปจากชุดที่เราใส่ปกติ</p>



<p><strong>hate-wear</strong> (n.) เสื้อผ้าที่หยิบมาใส่บ่อยครั้งแม้เราจะไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่ บางทีอาจใส่แล้วรู้สึกแย่ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเพราะลายมันพิลึก สวมแล้วไม่พอดีตัว เนื้อผ้าก็อาจไม่นุ่มสบาย แต่เราดันหยิบมาสวมใส่เรื่อยๆ ในช่วงเวลาไม่ปกติ</p>



<p>ต้องย้ำว่าเสื้อผ้า sadwear และ hate-wear นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าสบายๆ อยู่บ้าน หรือชุดนอนเสมอไป แต่ครอบคลุมไปถึงตัวเลือกการแต่งกายแปลกๆ ที่ในสถานการณ์ปกติเราอาจมองข้ามไปก็ได้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>เสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่กล้าใส่ มันอาจจะมีดีเทล เนื้อผ้า หรือลักษณะแปลกๆ ที่ซื้อมาแล้วแทบไม่ได้ใส่ออกไปไหน</li><li>เสื้อผ้าเก่าที่เชย ตกยุคไปแล้ว ใส่แล้วอาจรู้สึกเด๋อ หรือเสื้อผ้าที่จริงๆ ก็ชอบใส่แต่ใส่แล้วไม่ได้ดูดีมาก ใส่แล้วไม่เข้ากับตัวเองเลยไม่ค่อยได้ใส่แต่ว่าเสื้อผ้ายังคุณภาพดีอยู่เลยหยิบมาใส่บ้างจนกลายเป็นว่าใส่ซ้ำบ่อยๆ</li><li>เสื้อผ้าสำหรับโอกาสพิเศษที่ไม่ใช่ทั้งชุดอยู่บ้านหรือชุดที่ใส่ออกไปนอกบ้าน เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดกีฬา ชุดคลุมอาบน้ำ ชุดแฟนซี ฯลฯ</li><li>เครื่องประดับแปลกๆ เพี้ยนๆ ที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ใส่ไปไหน ไม่เข้ากับชุด ก็ถูกหยิบเอามาใส่เมื่อต้องประชุมงานออนไลน์ผ่าน Zoom สร้างสีสันแปลกใหม่</li></ul>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img fetchpriority="high" decoding="async" width="306" height="347" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2.jpg" alt="" data-id="129508" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129508" class="wp-image-129508" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2.jpg 306w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144624-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-37_1610967873902-2-265x300.jpg 265w" sizes="(max-width: 306px) 100vw, 306px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="306" height="347" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2.jpg" alt="" data-id="129507" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129507" class="wp-image-129507" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2.jpg 306w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/38144628-9159151-Harry_Styles_appeared_in_a_video_interview_with_Amanda_and_Jamie-a-38_1610967881825-2-265x300.jpg 265w" sizes="(max-width: 306px) 100vw, 306px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption"><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Harry Styles ให้สัมภาษณ์กับ <strong>Heart Radio</strong> ผ่านวิดีโอคอลในช่วงโควิดปีที่แล้ว</span></em></figcaption></figure>



<p></p>



<p>นอกจากพฤติกรรมชอบใส่ชุดแปลกๆ งงๆ ในช่วงโควิด ยังมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าบางวันทำงานอยู่บ้าน ไม่ได้คุยกับใครแล้วรู้สึกเครียดๆ เลยเริ่มทดลองไม่สวมชุดชั้นในเพื่อความสบายกาย บางคนก็ใส่แค่ชุดชั้นในโล่งๆ หรือเปลือยกายนั่งทำงานไปยาวๆ เพราะไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ช่วยสร้างบรรยากาศใหม่ให้กับวันที่ดำเนินไปอย่างซ้ำซากจำเจ ถือว่าเป็นโบนัสพิเศษของการทำงานอยู่บ้าน ซึ่งถ้าลองแล้วติดใจก็อาจกลายเป็นรสนิยมใหม่ๆ ในชีวิตระยะยาวไปได้</p>



<p>ย้อนกลับไปปีที่แล้ว วันไหนที่เครียดๆ เบื่อๆ ผู้เขียนเองก็ชอบไปหยิบเอารองเท้าคู่ที่ใส่ไม่ค่อยสบาย ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใส่ แต่ชอบรูปทรงและวัสดุมาสวมเล่นขณะนั่งพิมพ์งาน บางทีก็เลือกใส่กระโปรงตัวนั้นที่สั้นเกินไปนิดหนึ่ง เสื้อที่ชอบลายผ้าแต่พอใส่แล้วไม่พอดีตัวหรือไม่มั่นใจ ลองหยิบเสื้อกันหนาวตัวที่คันนิดๆ มาสวมบ้างหลังจากซื้อมาแล้วไม่เคยใส่ไปนอกบ้านเลย แม้พอส่องกระจกแล้วจะไม่ได้รู้สึกว่าเหมาะหรือดูดีแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ลองเสื้อผ้าใหม่ๆ โดยไม่ต้องไปหาซื้อ แค่หยิบหาชุดในตู้เสื้อผ้าที่เราลืมไปแล้วแทน</p>



<p>หากคุณลองนึกย้อนไปในช่วง work from home แล้วเจอชุดแปลกๆ ที่คุณใส่ซ้ำๆ อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ คุณอาจจะพบ sadwear ของตัวเองเข้าให้แล้ว อยู่ๆ ชุดแปลกๆ งงๆ ก็เกิดความหมายใหม่ กลายเป็นชุดที่ใส่แล้วช่างแม่ง เราสบายใจ สวยไหมก็ไม่ แต่เราจะใส่ ใครจะทำไม <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อสถานการณ์ไม่ปกติ สภาพจิตใจเปลี่ยนไป เสื้อผ้าที่ใส่ก็เปลี่ยนไปด้วย</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าเมื่อสถานการณ์ชีวิตเปลี่ยน จิตใจเราไม่ปกติ แถมอยู่ในภาวะที่เจอคนลดลงหรือไม่ได้เจอผู้คนเป็นเวลานาน ชีวิตประจำวันถูกจำกัดอยู่ในสถานที่เดิม มีกิจวัตรเดิมซ้ำๆ ฯลฯ สถานการณ์ชีวิตพวกนี้ล้วนมีผลให้อารมณ์และสภาพจิตใจเราไม่ปกติไปด้วย พอเครียด กังวล และเบื่อหน่ายก็สามารถส่งผลต่อตัวเลือกในการแต่งตัวของเราไปโดยปริยาย</p>



<p>เมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ หลายคนก็เริ่มรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องแต่งกายให้เข้ากับกาลเทศะ ตามเทรนด์ ตามสมัยนิยม หรือต้องเหมาะสมกับสถานที่อีกต่อไป ไม่ต้องแคร์ว่าคนรอบตัวคิดยังไงกับตัวเลือกการแต่งกายของเรา ไม่ต้องกลัวเพื่อนร่วมงานแซวเวลาเราแต่งตัวแปลกๆ จนเราไม่มั่นใจ หรือเราจะทดลองไม่ใส่อะไรเลยก็ทำได้เต็มที่ หากเราใส่แล้วเกิดมั่นใจและพึงพอใจก็อาจจะกลายเป็นรสนิยมใหม่ๆ ในระยะยาวไปได้</p>



<p> sadwear จีงอาจเป็นหนทางใหม่ในการปลดปล่อยตัวเองให้เกิดความพึงพอใจในร่างกายของเรา ไม่ต้องสวย ไม่ต้องเนี้ยบ ไม่ต้องเป๊ะ ไม่ต้องเก๋ชิค การแต่งตัวอะไรก็ได้กลายเป็น statement ของการปล่อยวางช่างแม่ง สบายใจก็ใส่ไป สร้างความพึงพอใจและผ่อนคลายความตึงเครียดในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องที่น่ากังวลใจมากกว่าเสื้อผ้า เช่น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่ชวนให้เครียดและสิ้นหวัง</p>



<p>ไม่ใช่แค่คนธรรมดาที่มี sadwear แต่คนดังก็ใส่ sadwear กันเต็มไปหมด เช่น Justin Bieber ผู้สวมฮู้ดรูป  Emoji แบบไม่สนใจโลก หรือ Harry Style ที่พันผ้าพันคอ Muppet สีเขียวมีขนดูนุ่มสบายไปงานประกาศรางวัลแกรมมี่ เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนแผ่รังสีพลังงานความเพี้ยน ความไม่แคร์โลก คล้ายๆ กับประกาศว่าในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ใครอยากใส่อะไรก็ใส่ไป ไม่ต้องแคร์สายตาสังคม เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาที่น่าสับสนกังวลใจและเครียดมากพอแล้ว ที่สำคัญเมื่อเราหยิบเสื้อผ้าเด๋อๆ แปลกๆ ขึ้นมาใส่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ก็อาจสร้างความหมายใหม่ๆ และมันยังช่วยต่ออายุเสื้อผ้าเหล่านี้อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-1024x768.jpg" alt="sadwear" class="wp-image-129495" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/123674980_725061751436263_102462967191811838_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Justin Bieber ในเสื้อลาย Emoji | Image : justinbieber</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="699" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-1024x699.jpg" alt="" class="wp-image-129496" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-1024x699.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-768x524.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n-600x409.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/160042375_278665066990259_5743395186136562853_n.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Harry Styles และผ้าพันคอขนปุย | Image : harrystyles</span></em></figcaption></figure></div>



<p>การทดลองสไตล์ใหม่ๆ ผิดๆ ถูกๆ อาจสร้างความหมายและคุณค่าใหม่ให้กับการแต่งตัวของเรา พอไม่ต้องออกไปเจอใครบ่อยๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าเยอะเท่าเดิม ไม่ต้องแต่งตัวตามสมัยเพื่อออกไปเจอคนอื่นในสังคม ใส่เสื้อซ้ำก็ได้ไม่เป็นไร สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราชะลอการบริโภค ได้หยุดและคิดมากขึ้น ลองพิจารณาตัวเลือกการแต่งกายและการช้อปปิ้งของเราใหม่</p>



<p>นิตยสาร eMarketer ระบุว่าจากแบบสำรวจผู้บริโภค พบว่าในสหรัฐอเมริกาช่วงเดือนมิถุนายน 2020 หรือในช่วงล็อกดาวน์ ผู้คนเลือกซื้อเสื้อผ้าแนวสบายๆ (leisure wear) มากขึ้น โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาวช่วงวัย 18-24 ปี ส่วนอีกแบบสำรวจในสหราชอาณาจักรก็พบว่าคนมากกว่า 3 ใน 5 รู้สึกพึงพอใจที่คนในสังคมแต่งตัวสบายๆ มากขึ้นและรู้สึกมั่นใจที่จะแต่งตัวแนวสบายๆ ขึ้น ซึ่งการแต่งตัวแนวใส่สบาย ใส่ยาวๆ ใส่ซ้ำได้มากขึ้นก็จะลดการซื้อและบริโภคผลิตภัณฑ์แฟชั่นและลดการใช้ทรัพยากรในยุคสมัยแห่งฟาสต์แฟชั่น</p>



<p>จากรายงาน <strong>A NEW TEXTILES ECONOMY: REDESIGNING FASHION’S FUTURE</strong> โดย<strong> Ellen Macarthur Foundation</strong> สรุปแนวโน้มด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอว่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา การผลิตเสื้อผ้านั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเสื้อผ้าถูกผลิตมากขึ้น ไวขึ้น ในราคาที่ต่ำลง อายุการใช้งานเสื้อผ้าก็สั้นลงไปด้วยไม่คุ้มค่ากับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล จนกระทั่งหลังการใช้งาน ฟาสต์แฟชั่นก็สร้างขยะจำนวนมาก หากมีเพียงขยะน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกรีไซเคิลกลับมาใช้งานต่อ</p>



<p>เมื่อแนวทางการแต่งตัวมาทางที่ใส่สบายและใส่ยาวๆ มากขึ้น อาจจะนำไปสู่การแต่งกายแบบใหม่ รายงานสรุปเทรนด์การบริโภคแฟชั่น<strong> The State of Fashion 2021 </strong>โดย<strong> Mckinsey &amp; Company</strong> เสนอว่าคนรุ่นใหม่ตื่นรู้ สนใจเรื่องที่มาของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่บริโภค ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งยังคิดถี่ถ้วนถึงผลกระทบก่อนซื้อมากขึ้น</p>



<p></p>



<p>ถึงอย่างนั้นวงการแฟชั่นเองก็ได้รับผลกระทบจากโควิดทางอื่นด้วย พฤติกรรม Spendemic ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ นั่นคือพฤติกรรมที่คนเริ่มชินกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้นอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ แฟชั่นโชว์ต้องปรับปรุงให้อยู่ในลักษณะดิจิทัลมากขึ้น แต่ละแบรนด์หันมาแข่งขันการนำเสนอตัวตนแบรนด์ในโลกออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และใช้งานช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มสื่อสารให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>



<p>แม้ฟังดูเผินๆ hate-wear และ sadwear อาจจะเป็นเทรนด์การแต่งตัวเฉพาะกาลจากสถานการณ์ไม่ปกติ เพื่อตอบรับสภาพจิตใจในช่วงเวลาทุกข์ยาก ไม่แน่นอนของโรคระบาด  แต่ประสบการณ์นี้พาให้เรากลับไปค้นหาเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้วในตู้ นำมาลองใส่ และทำให้มันมีชีวิตใหม่ขึ้นมา อีกไม่นานโลกอาจเข้าสู่ยุคปกติแต่ผลกระทบจากการแต่งกายในช่วงโควิดอาจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เปลี่ยนไปหลังจากนี้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h4>



<p><a href="https://www.ellenmacarthurfoundation.org/publications/a-new-textiles-economy-redesigning-fashions-future" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Circular Fashion &#8211; A New Textiles Economy: Redesigning fashion&#8217;s future</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/fashion/2021/jan/17/hate-wear-and-sadwear-fashion-new-names-for-covid-lockdown-dressing" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&#8216;Hate-wear&#8217; and &#8216;sadwear&#8217;: fashion&#8217;s new names for lockdown dressing</a></p>



<p><a href="https://www.emarketer.com/content/pandemic-driving-demand-leisurewear" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Is the Pandemic Driving Demand for Leisurewear? &#8211; Insider Intelligence Trends, Forecasts &amp; Statistics</a></p>



<p><a href="https://www.ipsos.com/ipsos-mori/en-uk/leisure-wear-pyjamas-and-even-showering-less-has-covid-accelerated-decline-formality" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Leisure-wear, pyjamas and even showering less, has COVID accelerated a decline in formality?</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2021/01/06/style/pandemic-dressing-takes-a-dark-turn.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Pandemic Dressing Takes a Dark Turn</a></p>



<p><a href="https://www.newyorker.com/magazine/2020/07/20/the-slob-chic-style-of-the-coronavirus-pandemic" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Slob-Chic Style of the Coronavirus Pandemic</a></p>



<p><a href="https://www.mckinsey.com/industries/retail/our-insights/state-of-fashion" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The State of Fashion 2021: In search of promise in perilous times</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sadwear-hate-wear/">Sadwear &#038; hate-wear เสื้อผ้าที่ใส่ในวันที่เศร้า เบื่อ หรือไม่เหลือใครในโลกให้สนใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Road Trip in Quarantine เซตภาพถ่ายบันทึกการเดินทางบนถนนใน Google Maps</title>
		<link>https://adaymagazine.com/road-trip-in-quarantine/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2020 12:26:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เซตภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[Road Trip in Quarantine]]></category>
		<category><![CDATA[Tim Melideo]]></category>
		<category><![CDATA[road trip]]></category>
		<category><![CDATA[Google Maps]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98445</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงกักตัวอยู่บ้านที่ผ่านมาคุณทำอะไร ปลูกต้นไม้ แต่งบ้าน ทำอาหาร ยังคงคร่ำเคร่งกับการงาน หรือซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ระหว่างที่เรากำลังกด cf ของรัวๆ ในอีกฟากของโลก Tim Melideo กำลังออกเดินทางขึ้นเหนือลงใต้สำรวจเมืองต่างๆ ในอเมริกาเพื่อถ่ายรูปมาปลุกปั้นโปรเจกต์ใหม่ล่าสุด อ้อ! ลืมบอกไปว่าทั้งหมดนี้เขาทำจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ทิมแนะนำตัวกับเราผ่านอีเมลว่าเขาคือช่างภาพฟรีแลนซ์ นักเดินทาง และคุณพ่อลูกหนึ่งชาวแคลิฟอร์เนียผู้กักตัวอยู่บ้านมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ในช่วงเวลาเช่นนี้ เขาแทบไม่มีงานถ่ายภาพ และจุดหมายของการเดินทางที่ไกลที่สุดคือซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน แต่ก็เป็นช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่เขาได้ไอเดียการทำ Road Trip in Quarantine ซีรีส์ภาพถ่ายจากการเดินทางผ่านหน้าจอไปยังเมืองแล้วเมืองเล่าด้วยฟีเจอร์ Google Street View ใน Google Maps เสาะหาสิ่งที่น่าสนใจแล้วเก็บภาพนั้นมาครอปและแต่งสีเหมือนเวลาออกทริปจริงๆ ยังไงอย่างงั้น จนหากไม่สังเกตดีๆ คุณอาจไม่ทันรู้ว่านี่เป็นภาพที่ได้จากกล้องของรถกูเกิลอีกที บอกไว้ก่อนว่าเซตภาพถ่ายและบทสนทนาต่อไปนี้ไม่ใช่บันทึกการเดินทางแบบโรแมนติกเพราะ “การเดินทางผ่านหน้าจอไม่สามารถแทนการเดินทางจริงๆ ได้เลย” ทิมว่าและย้ำว่าเขาหวังว่าจะได้ออกเดินทางอีกครั้งเร็วๆ นี้ แต่ระหว่างที่ยังไม่มีใครไปไหนได้ทั้งนั้น เขาชวนเราขึ้นรถ (Google) ไปเที่ยวด้วยกันก่อน เว็บไซต์ของคุณบอกว่าคุณเดินทางเยอะมากเพื่อไปถ่ายภาพ ปกติคุณถ่ายภาพแบบไหนบ้าง ส่วนใหญ่ผมถ่ายภาพพอร์เทรต สถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภายใน นอกจากนี้ผมก็ถ่ายภาพอาหารและร้านอาหารค่อนข้างบ่อย การเป็นฟรีแลนซ์ทำให้ผมมีเวลาเดินทาง ซึ่งโปรเจกต์ภาพถ่ายศิลปะส่วนตัวของผมส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการเดินทาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/road-trip-in-quarantine/">Road Trip in Quarantine เซตภาพถ่ายบันทึกการเดินทางบนถนนใน Google Maps</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงกักตัวอยู่บ้านที่ผ่านมาคุณทำอะไร</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ปลูกต้นไม้ แต่งบ้าน ทำอาหาร ยังคงคร่ำเคร่งกับการงาน หรือซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่เรากำลังกด cf ของรัวๆ ในอีกฟากของโลก <strong>Tim Melideo</strong> กำลังออกเดินทางขึ้นเหนือลงใต้สำรวจเมืองต่างๆ ในอเมริกาเพื่อถ่ายรูปมาปลุกปั้นโปรเจกต์ใหม่ล่าสุด</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">อ้อ! ลืมบอกไปว่าทั้งหมดนี้เขาทำจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565474-195785-20200410-nogales2.jpg" alt="Road Trip in Quarantine" class="wp-image-98561" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565474-195785-20200410-nogales2.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565474-195785-20200410-nogales2-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565474-195785-20200410-nogales2-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6.jpg" alt="Road Trip in Quarantine" class="wp-image-98563" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565450-693194-20200410-nogales6-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1588188998-591884-20200429-elko9.jpg" alt="Road Trip in Quarantine" class="wp-image-98560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1588188998-591884-20200429-elko9.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1588188998-591884-20200429-elko9-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1588188998-591884-20200429-elko9-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">ทิมแนะนำตัวกับเราผ่านอีเมลว่าเขาคือช่างภาพฟรีแลนซ์ นักเดินทาง และคุณพ่อลูกหนึ่งชาวแคลิฟอร์เนียผู้กักตัวอยู่บ้านมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ในช่วงเวลาเช่นนี้ เขาแทบไม่มีงานถ่ายภาพ และจุดหมายของการเดินทางที่ไกลที่สุดคือซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็เป็นช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่เขาได้ไอเดียการทำ Road Trip in Quarantine ซีรีส์ภาพถ่ายจากการเดินทางผ่านหน้าจอไปยังเมืองแล้วเมืองเล่าด้วยฟีเจอร์ Google Street View ใน Google Maps เสาะหาสิ่งที่น่าสนใจแล้วเก็บภาพนั้นมาครอปและแต่งสีเหมือนเวลาออกทริปจริงๆ ยังไงอย่างงั้น จนหากไม่สังเกตดีๆ คุณอาจไม่ทันรู้ว่านี่เป็นภาพที่ได้จากกล้องของรถกูเกิลอีกที</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">บอกไว้ก่อนว่าเซตภาพถ่ายและบทสนทนาต่อไปนี้ไม่ใช่บันทึกการเดินทางแบบโรแมนติกเพราะ “การเดินทางผ่านหน้าจอไม่สามารถแทนการเดินทางจริงๆ ได้เลย” ทิมว่าและย้ำว่าเขาหวังว่าจะได้ออกเดินทางอีกครั้งเร็วๆ นี้</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">แต่ระหว่างที่ยังไม่มีใครไปไหนได้ทั้งนั้น เขาชวนเราขึ้นรถ (Google) ไปเที่ยวด้วยกันก่อน</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="540" height="675" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20200127-2020-01-27-10.39.45.jpg" alt="Road Trip in Quarantine" class="wp-image-98562" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20200127-2020-01-27-10.39.45.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20200127-2020-01-27-10.39.45-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เว็บไซต์ของคุณบอกว่าคุณเดินทางเยอะมากเพื่อไปถ่ายภาพ ปกติคุณถ่ายภาพแบบไหนบ้าง</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่ผมถ่ายภาพพอร์เทรต สถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภายใน นอกจากนี้ผมก็ถ่ายภาพอาหารและร้านอาหารค่อนข้างบ่อย การเป็นฟรีแลนซ์ทำให้ผมมีเวลาเดินทาง ซึ่งโปรเจกต์ภาพถ่ายศิลปะส่วนตัวของผมส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการเดินทาง</span></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">พอนับได้ไหมว่าคุณไปโร้ดทริปมาแล้วกี่ครั้ง และประทับใจทริปไหนเป็นพิเศษ</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริงผมจำไม่ได้เลยว่าผมไปโร้ดทริปมากี่ครั้งแล้ว ในหนึ่งปีผมไปทริปสั้นๆ ที่ใช้เวลาขับรถประมาณ 2-6 ชั่วโมงหลายครั้งมาก ที่แน่ๆ ผมกับภรรยาและลูกชายเคยขับรถข้ามประเทศกันอย่างน้อย 10 ครั้ง เราเคยเดินทางเยอะกว่านี้ก่อนมีลูก ตอนนี้เขาอายุเกือบๆ 5 ขวบแล้วเราเลยพยายามพาเขาไปด้วยกันบ่อยขึ้นแต่การเดินทางกับเด็กนี่ไม่ง่ายเลย (หัวเราะ)&nbsp;</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าให้พูดถึงการเดินทางครั้งที่ผมชอบ มันมักจะเป็นทริปที่เราไม่มีจุดหมายที่แน่นอนและสำรวจระหว่างทางไปเรื่อยๆ ได้</span></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเริ่มต้นโปรเจกต์ Road Trip in Quarantine ได้ยังไง</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้าโควิด เราวางแผนเที่ยวในช่วงนี้ของปีไว้หลายทริปผมเลยปักหมุดสถานที่ที่อยากไปไว้เยอะมากในกูเกิลแมปส์ พอเก็บกดที่ออกไปไหนไม่ได้ผมเลยไล่ดูที่ที่ปักหมุดไว้และคิดขึ้นมาว่าผมน่าจะแคปหน้าจอที่เหล่านี้และนำมาแต่งรูปแบบที่ปกติผมแต่ง ผมเคยทำอะไรแบบนี้มาบ้างแล้วแต่ไม่ได้คิดจริงจังขนาดครั้งนี้ ผมว่ามันเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เป็นโปรเจกต์ที่ทำให้ได้ชื่นชมโลกแบบโมเดิร์นด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ&nbsp;</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="800" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535288-546360-20200407-detroit1.jpg" alt="Road Trip in Quarantine" class="wp-image-98564" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535288-546360-20200407-detroit1.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535288-546360-20200407-detroit1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535288-546360-20200407-detroit1-600x750.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy.jpg" alt="" class="wp-image-98558" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535254-618077-20200405-caddy-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณมีเกณฑ์ในการเลือกสถานที่และของที่จะถ่ายยังไง</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมเริ่มจากการดูที่ที่ผมปักหมุดไว้ก่อนแล้ว ‘ขับรถ’ ไปเรื่อยๆ เพื่อหาบางอย่างที่ดูน่าค้นหา ผมชอบถ่ายภาพเป็นหมวดๆ เช่น ใน Sun City รัฐแอริโซนา ผมพยายามถ่ายภาพบ้านหลายๆ หลังที่มีรถกอล์ฟจอดอยู่ด้านหน้า หรือในยูทาห์ ผมมองหาคลับเปลือยและร้านแนวๆ 18+ เพราะเวลาพูดถึงยูทาห์คนจะนึกถึงชาวมอร์มอนเคร่งศาสนา นอกนั้นผมก็ลองไปดูเมืองที่น่าจะมีอะไรที่ผมสนใจ อย่างเมืองทางตะวันตกตอนใต้ เมืองกลางทะเลทราย ย่านเมืองเก่า หรือสถานที่ที่เหมือนผ่านกาลเวลามานานๆ</span></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คนมักจะบอกว่าสเน่ห์ของการเดินทางคือการได้เจอของแปลกใหม่ที่ไม่คาดคิด คุณเจออะไรแบบนั้นจากการเดินทางด้วยกูเกิลแมปส์ไหม</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมเจออะไรแบบนั้นบ้างในสถานที่ที่บอกมา แต่ที่หนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือเมือง Nogales แอริโซนา ผมกดไปดูที่นั่นเพราะผมอยากลองสำรวจเมืองชายแดนดู (Nogales เป็นเมืองชายแดนระหว่างอเมริกาและเม็กซิโก) ผมเซอร์ไพรส์มากที่เมืองนี้มีป้ายร้านค้าและสถาปัตยกรรมแบบยุค mid-century เยอะมากๆ จากนั้นผมเลยเริ่มสำรวจเมืองที่อยู่ติดชายเแดนเยอะขึ้นและค้นพบว่าหลายๆ เมืองเหมือนหลุดออกมาจากยุคก่อนเลย ตอนนี้เมืองเหล่านี้เลยอยู่ในลิสต์เมืองที่ผมต้องไปจริงๆ ด้วยตัวเองหลังจากนี้</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535269-167076-20200406-suncity3.jpg" alt="" class="wp-image-98567"/></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535261-748233-20200406-suncity2.jpg" alt="" class="wp-image-98569"/></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เราคิดว่าการเดินทางผ่านกูเกิลแมปส์ยังไงก็ไม่มีทางเหมือนการเดินทางจริงๆ ถึงอย่างนั้น อะไรที่ทำให้คุณสนุกกับการเดินทางถ่ายรูปแบบนี้จนถึงขั้นรวมภาพเป็นซีรีส์ได้</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">จริงอย่างที่คุณว่า การเดินทางผ่านหน้าจอไม่สามารถแทนการเดินทางจริงๆ ได้เลย เอาเข้าจริงมันทำให้ผมเศร้าด้วยซ้ำที่ในสถานการณ์ปกติผมสามารถอยู่ที่นั่นได้ไม่ยากแต่ตอนนี้ผมกลับถูกบังคับให้ต้องมานั่งมองผ่านหน้าจอแทน ถึงอย่างนั้นมันก็สนุกที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ อยู่ดี ยิ่งผมสามารถแต่งรูปให้เหมือนรูปจากการเดินทางจริงๆ ก็ยิ่งสนุก</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">อีกอย่าง ผมสามารถวาร์ประหว่างฤดูต่างๆ ได้ เช่น ในบางที่หิมะอาจจะกำลังตกหรือกำลังฉลองเทศกาลบางอย่าง ขึ้นอยู่กับว่ารถของกูเกิลไปถ่ายภาพเมืองนั้นในช่วงไหน เพราะอย่างนี้ผมเลยได้รูปตลกๆ จากเทศกาลอีสเตอร์และภาพหิมะตกหนักที่ผมอาจไม่มีวันได้ถ่ายถ้าไปโร้ดทริปจริงๆ โดยเฉพาะหิมะเพราะผมอาศัยอยู่ตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียมาตลอดและไม่ค่อยกล้าขับรถเวลาหิมะตกหนักๆ ดังนั้นผมจะไม่เดินทางไปถ่ายรูปในช่วงฤดูนั้นแน่ๆ (หัวเราะ)</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535279-957424-20200406-suncity8.jpg" alt="" class="wp-image-98575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535279-957424-20200406-suncity8.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535279-957424-20200406-suncity8-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535279-957424-20200406-suncity8-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณใช้เวลาทำภาพซีรีส์นี้นานไหม</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกผมใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเพื่อหาสถานที่ถ่ายรูป หลังจากนั้น แต่ละวันผมจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการทำ ตอนนี้ผมใช้วิธีหาจนกว่าจะเจอสิ่งที่ผมพอใจจะถ่าย บางทีมันอาจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่บางครั้งก็ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงถ้าที่แห่งนั้นทำให้ผมเกิดไอเดียหรือแรงบันดาลใจ</span></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เราเคยเห็นช่างภาพบางคนออกเดินทางผ่านกูเกิลแมปส์เพื่อถ่ายภาพเหมือนกัน คุณทำยังไงให้ภาพของตัวเองแตกต่างจากช่างภาพเหล่านั้น</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่เคยเห็นงานของช่างภาพเหล่านั้นเลย</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5.jpg" alt="" class="wp-image-98565" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565460-143256-20200410-nogales5-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565466-421906-20200410-nogales4.jpg" alt="" class="wp-image-98566" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565466-421906-20200410-nogales4.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565466-421906-20200410-nogales4-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565466-421906-20200410-nogales4-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ภาพถ่ายชุดอื่นๆ ของคุณ เช่น Anonymous Collaborations, &#8230;for spacious skies หรือ Estate Sales เน้นถ่ายภาพสเปซมากกว่าผู้คนเหมือนกัน พูดได้ไหมว่าการถ่ายภาพด้วยกูเกิลแมปส์เป็นวิธีการที่เข้ากับสไตล์ของคุณสุดๆ</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">(หัวเราะ) ใช่เลย!!! แน่นอนที่สุด กับภาพถ่ายเซตล่าสุด ผมชอบไอเดียที่ว่าในรูปเหล่านี้ไม่มีผู้คนเลยโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีโรคระบาดทั่วโลกแบบนี้เพราะมันทำให้ภาพดูเหมือนวันส้ินโลกเข้าไปอีก</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมถึงขั้นรีทัชคนในบางภาพออกเลยนะเพราะกูเกิลต้องเบลอหน้าคนเพื่อความเป็นส่วนตัวซึ่งจะทำให้คนที่ดูรู้ว่านี่ไม่ใช่ภาพที่ช่างภาพออกไปถ่ายจริงๆ&nbsp;</span></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมคุณถึงชอบถ่ายภาพแนวนี้ คุณเห็นอะไรในตึกรามบ้านช่อง ต้นไม้ รถ พื้นที่ว่างๆ</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมถ่ายรูปแนวนี้มาเกือบๆ 15 ปีแล้ว ผมได้แรงบันดาลใจอย่างมากจากกระแส New Topographics movement ในยุค 70s และสไตล์ภาพถ่ายโร้ดทริปของช่างภาพอย่าง Stephen Shore และ William Eggleston</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมเริ่มเรียนปริญญาโทสาขา Fine Art ในปี 2009 หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาเพิ่งผ่านไปหมาดๆ ทำให้ร้านค้าและธุรกิจหลายเจ้าต้องปิดตัวและมีตึกที่ถูกทิ้งร้างไว้จำนวนมาก ตอนนั้นผมเริ่มถ่ายภาพร้านค้าต่างๆ ในอเมริกาแล้ว แต่สถานการณ์ช่วงนั้นมันทำให้ผมอยากถ่ายภาพมากขึ้น ผมสนใจความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น สนใจธรรมชาติที่เติบโตต่อไปในขณะที่สิ่งที่มนุษย์สร้างค่อยๆ เสื่อมลงเวลาไม่ได้รับการดูแล&nbsp;</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">สไตล์การถ่ายภาพและหัวข้อแบบนี้กลายเป็นสิ่งที่ผมสนใจและนำมาใช้ใน Road Trip in Quarantine นอกจากนี้ผมยังสนใจเมืองเก่าขนาดเล็กที่มีสถาปัตยกรรมจากยุคที่เมืองเพิ่งสร้าง</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565468-913719-20200410-nogales3.jpg" alt="" class="wp-image-98570" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565468-913719-20200410-nogales3.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565468-913719-20200410-nogales3-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586565468-913719-20200410-nogales3-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn.jpg" alt="" class="wp-image-98568" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1586535259-16010-20200405-bohn-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1587316707-772198-20200419-galena-ks-4.jpg" alt="" class="wp-image-98571" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1587316707-772198-20200419-galena-ks-4.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1587316707-772198-20200419-galena-ks-4-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1587316707-772198-20200419-galena-ks-4-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเคยบอกว่าภาพถ่ายจากกูเกิลแมปส์ทำให้คุณตั้งคำถามว่าช่างภาพจริงๆ ของโปรเจกต์นี้คือใคร ระหว่างผู้ที่ขับรถของกูเกิลหรือตัวคุณเอง ตอนนี้คุณได้คำตอบหรือยัง</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">“ใครคือช่างภาพที่แท้จริง?” เป็นคำถามที่มีคนถามตั้งแต่จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์การถ่ายภาพ มีช่วงเวลาในอดีตที่สตูดิโอถ่ายภาพจ้างช่างภาพหลายๆ คนเพื่อถ่ายภาพในสตูดิโอ แต่เครดิตช่างภาพมักจะเป็นของสตูดิโอผู้เดียว (ซึ่งสตูดิโอก็มักจะตั้งชื่อตามชื่อเจ้าของนั่นแหละ) ช่างภาพใหญ่หลายๆ คนให้ผู้ช่วยเป็นคนถ่ายภาพโดยที่ตัวเองได้เครดิต การถ่ายภาพพอร์เทรตบางแบบผู้ถูกถ่ายเป็นคนจัดฉากเองทั้งหมด แค่ให้คนอื่นกดชัตเตอร์ให้ คำถามคือ ช่างภาพคือคนที่กดชัตเตอร์ หรือคือคนที่คิดคอนเซปต์ จัดองค์ประกอบและจัดแสงกันแน่ นอกจากนี้ยังมีไอเดียของการหยิบภาพหรือสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ อย่างงานของ Richard Prince ด้วย</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าโปรเจกต์ Road Trip in Quarantine มีความคล้ายกับตัวอย่างที่ผมพูดมา แน่นอน คุณสามารถพูดได้ว่าคนที่ขับรถของกูเกิลคือช่างภาพ ส่วนผมคือคนที่ครอปภาพมาแต่งและปรับสี แต่ในมุมของผม ผมมองว่าสิ่งที่ปรากฏในกูเกิลแมปส์คือโลกหนึ่งใบ ผมคือคนที่ถือกล้องหันไปยังมุมต่างๆ ที่ผมต้องการ และนำมาแต่งในแบบที่ผมต้องการ&nbsp;</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ และศิลปินก็ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับมันเพื่อพัฒนาตัวเองและตามให้ทันโลก ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นศิลปะไว้ ผมคิดว่างานนี้เป็นการพัฒนาต่อจากโปรเจกต์ภาพถ่ายอื่นๆ ที่ผมเคยทำ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่แยกกันโดยสมบูรณ์</span></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังพ้นจากการกักตัวคุณจะไปที่ไหนเป็นที่แรก</h4>



<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ฮาวายก็อิตาลีและแน่นอนว่าต้องไปโร้ดทริปอีกหลายๆ ที่</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="540" height="675" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1964.jpg" alt="" class="wp-image-98573" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1964.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1964-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></figure></div>



<p>ดูผลงานอื่นๆ ของทิมได้ที่<a href="http://timmelideo.com" target="_blank" rel="noopener">&nbsp;timmelideo.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/road-trip-in-quarantine/">Road Trip in Quarantine เซตภาพถ่ายบันทึกการเดินทางบนถนนใน Google Maps</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/art-in-the-time-of-plague/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2020 06:27:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วโมงศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[William Blake]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[Edvard Munch]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[​โรคห่า]]></category>
		<category><![CDATA[Egon Schiele]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98388</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่หาทางหยุดยั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดและกำจัดเชื้อโรคร้ายแล้ว ผู้คนในแทบทุกวงการต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการบันทึกเรื่องราว บอกเล่าเหตุการณ์ และสื่อสารสถานการณ์ในวงกว้างได้อย่างทรงพลัง ในความเป็นจริงโรคระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเผชิญหน้าภัยพิบัติเช่นนี้เรื่อยมาในทุกยุคสมัย ทั้งกาฬโรค โรคห่าหรืออหิวาตกโรค โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ และไข้หวัดใหญ่สเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศิลปินในอดีตหลายคนต่างก็ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดสถานการณ์เหล่านั้นให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านงานศิลปะเสมอมา เช่นผลงานของศิลปินเหล่านี้ที่เล่าเรื่องโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกไว้อย่างน่าสนใจ &#160; Josse Lieferinxe เริ่มต้นด้วยผลงาน Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken (1497-1499) ภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ที่แสดงเรื่องราวของนักบุญเซบาสเตียน นายทหารโรมันและนักบุญมรณสักขีในศาสนาคริสต์ผู้มีชีวิตในช่วงคริสต์ศักราช 300 นักบุญเซบาสเตียนถูกธนูยิงใส่จนพรุนทั้งตัวและถูกทุบตีจนตาย (ศิลปินมากมายจึงวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนพิงต้นไม้และถูกธนูปักทั่วร่าง) ด้วยความที่เขารอดตายจากการถูกธนูกระหน่ำยิง และรอยบาดแผลที่หลงเหลือจากลูกศรก็เป็นรูพรุนคล้ายกับแผลของโรคฝีดาษ นักบุญเซบาสเตียนจึงถูกบูชาในฐานะสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองจากโรคร้าย รายละเอียดในภาพวาด Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken แสดงถึงเหตุการณ์การระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 7 ที่เกิดขึ้นที่เมืองปาเวียของอิตาลี หลังจากที่นักบุญเซบาสเตียนตายไปหลายศตวรรษแล้ว ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่เป็นประจักษ์พยานความสยดสยองของกาฬโรค หรือ ‘มฤตยูดำ’ ที่โจมตียุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ  ศพของเหยื่อในภาพผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคกำลังจะถูกฝังในขณะที่ผู้ช่วยสัปเหร่อถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายอย่างฉับพลัน (ถ้าสังเกตในภาพจะเห็นต่อมน้ำเหลืองบวมโตที่คอของเขาซึ่งเป็นอาการของโรคนี้) ในขณะที่บนท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏภาพของนักบุญเซบาสเตียนกำลังคุกเข่าอ้อนวอนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมานกับโรคร้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-in-the-time-of-plague/">‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่หาทางหยุดยั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดและกำจัดเชื้อโรคร้ายแล้ว ผู้คนในแทบทุกวงการต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการบันทึกเรื่องราว บอกเล่าเหตุการณ์ และสื่อสารสถานการณ์ในวงกว้างได้อย่างทรงพลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเป็นจริงโรคระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเผชิญหน้าภัยพิบัติเช่นนี้เรื่อยมาในทุกยุคสมัย ทั้งกาฬโรค โรคห่าหรืออหิวาตกโรค โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ และไข้หวัดใหญ่สเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศิลปินในอดีตหลายคนต่างก็ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดสถานการณ์เหล่านั้นให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านงานศิลปะเสมอมา เช่นผลงานของศิลปินเหล่านี้ที่เล่าเรื่องโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกไว้อย่างน่าสนใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Josse Lieferinxe</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นด้วยผลงาน Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken (1497-1499) ภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ที่แสดงเรื่องราวของนักบุญเซบาสเตียน นายทหารโรมันและนักบุญมรณสักขีในศาสนาคริสต์ผู้มีชีวิตในช่วงคริสต์ศักราช 300 นักบุญเซบาสเตียนถูกธนูยิงใส่จนพรุนทั้งตัวและถูกทุบตีจนตาย (ศิลปินมากมายจึงวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนพิงต้นไม้และถูกธนูปักทั่วร่าง) ด้วยความที่เขารอดตายจากการถูกธนูกระหน่ำยิง และรอยบาดแผลที่หลงเหลือจากลูกศรก็เป็นรูพรุนคล้ายกับแผลของโรคฝีดาษ นักบุญเซบาสเตียนจึงถูกบูชาในฐานะสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองจากโรคร้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายละเอียดในภาพวาด Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken แสดงถึงเหตุการณ์การระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 7 ที่เกิดขึ้นที่เมืองปาเวียของอิตาลี หลังจากที่นักบุญเซบาสเตียนตายไปหลายศตวรรษแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่เป็นประจักษ์พยานความสยดสยองของกาฬโรค หรือ ‘มฤตยูดำ’ ที่โจมตียุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ  ศพของเหยื่อในภาพผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคกำลังจะถูกฝังในขณะที่ผู้ช่วยสัปเหร่อถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายอย่างฉับพลัน (ถ้าสังเกตในภาพจะเห็นต่อมน้ำเหลืองบวมโตที่คอของเขาซึ่งเป็นอาการของโรคนี้) ในขณะที่บนท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏภาพของนักบุญเซบาสเตียนกำลังคุกเข่าอ้อนวอนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมานกับโรคร้าย ต่ำลงมามีภาพเทวทูตและปีศาจกำลังสู้รบกันอยู่บนท้องฟ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริง จิตรกรชาวดัตช์ตอนใต้ผู้วาดภาพนี้อย่าง Josse Lieferinxe ไม่เคยไปอิตาลีเลยสักครั้ง หากแต่วาดภาพนี้โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์โรคระบาดในเมืองอาวีญง ประเทศฝรั่งเศสแทน นอกจากภาพนี้แล้ว ลีเฟอริงเซยังวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนต่อสู้กับโรคระบาดอีกหลายภาพ </span></p>
<p><div id="attachment_98394" style="width: 412px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98394" class="wp-image-98394 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/01-Saint_Sebastian_Interceding_for_the_Plague_Stricken_-_Walters_371995.jpg" alt="" width="402" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/01-Saint_Sebastian_Interceding_for_the_Plague_Stricken_-_Walters_371995.jpg 402w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/01-Saint_Sebastian_Interceding_for_the_Plague_Stricken_-_Walters_371995-201x300.jpg 201w" sizes="(max-width: 402px) 100vw, 402px" /><p id="caption-attachment-98394" class="wp-caption-text">Josse Lieferinxe, <em>Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken </em>(1497-1499)</p></div></p>
<h3></h3>
<h3><strong>Pieter Bruegel the Elder</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ถึงศตวรรษหลังจากนั้น Pieter Bruegel the Elder จิตรกรคนสำคัญแห่งยุคเฟลมมิชเรอเนซองซ์ในศตวรรษที่ 16 ก็วาดภาพ The Triumph of Death (1562) ที่แสดงถึงความโกลาหลวุ่นวายและความหวาดผวาต่อโรคระบาดที่จู่โจมยุโรปในยุคกลางอย่างรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล</span></p>
<p><div id="attachment_98395" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98395" class="wp-image-98395 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/02-The_Triumph_of_Death_by_Pieter_Bruegel_the_Elder-e1590044327654.jpg" alt="" width="675" height="481" /><p id="caption-attachment-98395" class="wp-caption-text">Pieter Bruegel the Elder, <em>The Triumph of Death</em> (c. 1562), Museo del Prado, Madrid</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>William Blake</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปินระดับตำนานชาวอังกฤษ อย่าง William Blake เองก็วาดภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน (Great Plague of London) ในช่วงปี 1665-1666 เชื้อในครั้งนั้นเชื่อกันว่าเป็นเชื้อกาฬโรคที่ทำให้ชนชั้นนำและเศรษฐีมีเงิน ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ต่างก็ละทิ้งเมืองหลวง หนีโรคภัยออกไปอยู่ในชนบท ทิ้งคนยากคนจนเป็นเหยื่อโรคระบาด ประมาณการว่าโรคร้ายครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปราว 75,000-100,000 คน หรือราวหนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมดของกรุงลอนดอนในเวลานั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงปี 1779-1805 เบลคสร้างสรรค์ผลงานชุด ‘The Plague’ หรือ ‘Pestilence’ ที่บันทึกเหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นก่อนยุคสมัยของเขาออกมาหลายต่อหลายภาพ ทั้งภาพวาดสีน้ำกับปากกาหมึกซึม และภาพวาดเส้นดินสอถ่าน ถ่ายทอดความน่าสะพรึงกลัวของโรคร้ายและความโศกเศร้ารันทดจาการสูญเสียได้อย่างสะเทือนอารมณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เขายังทำงานวาดภาพสีน้ำกับปากกาหมึกซึมทับบนดินสอถ่านบนกระดาษ อย่าง Pestilence: Death of the First Born (1757-1827) ที่ใช้รูปกายของอสูรกายยักษ์ร่างกายสีเขียวส่องประกายแสงแห่งความตายแทนภาพโรคร้ายที่เหยียบย่างผ่านร่างผู้คนเจ็บไข้และล้มตายในดินแดนที่มีพีระมิดอยู่เบื้องหลัง ภาพวาดนี้อ้างอิงมาจากภัยพิบัติสุดท้าย ‘มรณกรรมของบุตรหัวปี’ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม หนังสืออพยพ ซึ่งคือการที่พระผู้เป็นเจ้าสาบแช่งให้บุตรคนแรกของชาวอียิปต์ต้องตายลงทุกคน แม้แต่บุตรของฟาโรห์ก็ตาม เบลคเปรียบเปรยเหตุการณ์ในพระคัมภีร์กับภัยพิบัติโรคระบาดที่ถูกอุปมาว่าเป็นอสูรกายที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมาลงโทษมวลมนุษย์ ในยุคสมัยที่เชื้อโรคยังไม่ถูกค้นพบนั่นเอง</span></p>
<p><div id="attachment_98396" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98396" class="size-full wp-image-98396" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/03-Pestilence-1780-1784-e1590044361998.jpg" alt="" width="675" height="450" /><p id="caption-attachment-98396" class="wp-caption-text">William Blake, <em>Pestilence</em> (1780-84) Courtesy of Robert N. Essick, Altadena, California.</p></div></p>
<p><div id="attachment_98397" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98397" class="size-full wp-image-98397" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/04-Pestilence-1805-e1590044421173.jpg" alt="" width="675" height="476" /><p id="caption-attachment-98397" class="wp-caption-text">William Blake, <em>Pestilence</em> (1805) Courtesy of Museum of Fine Arts, Boston.</p></div></p>
<p><div id="attachment_98398" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98398" class="size-full wp-image-98398" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/05-Pestilence-death-of-the-first-born-e1590044439417.jpg" alt="" width="675" height="603" /><p id="caption-attachment-98398" class="wp-caption-text">William Blake, <em>Pestilence: Death of the First Born</em> (1757–1827)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Egon Schiele</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โลกต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไข้หวัดใหญ่สเปน’ โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 500 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลกและมีผู้เสียชีวิตถึง 40 ล้านคนทั่วโลก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั่วโลกให้หยุดนิ่งไม่ต่างจากจากการระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ทั้งโรงเรียน โบสถ์ ที่ทำการไปรษณีย์ และสถานที่สาธารณะต้องปิดทำการ ระบบการคมนาคมขนส่งทั่วยุโรปต่างชะงักงัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปินในยุคนั้นหลายคนต่างตกเป็นเหยื่อของไข้หวัดใหญ่สเปน บางคนถึงกับต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือจิตรกรชาวออสเตรีย-ฮังการีผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุคเปลี่ยนศตวรรษที่ 20 อย่าง Egon Schiele นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงปี 1918 อีกอน ชีเลอ ในวัย 28 กำลังอยู่ในช่วงเวลารุ่งโรจน์ เขาเป็นหนึ่งในศิลปินดาวรุ่งที่อายุน้อยที่สุดในยุคนั้น และประสบความสำเร็จทั้งด้านชื่อเสียงและเงินทอง เขาได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้แสดงงานในต่างประเทศหลายครั้ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในโลกศิลปะระดับสากล และกำลังจะเปิดสถาบันสอนศิลปะที่เขาเคยใฝ่ฝันมานาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของเขาช่างแสนสั้น เพราะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1918 โรคไข้หวัดใหญ่ในสเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 20 ล้านชีวิตในยุโรปได้ระบาดมาถึงกรุงเวียนนา และชีเลอกับครอบครัวก็ตกเป็นเหยื่อของโรคนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนถึงแม่ของเขา ชีเลอบรรยายถึงความกังวลใจเกี่ยวกับ Edith ภรรยาท้องแก่ผู้กำลังเป็นโรคร้ายนี้ ความในจดหมายเขียนว่า </span></p>
<p style="text-align: left;"><em><span style="font-weight: 400;">&#8220;เรียนคุณแม่ชีเลอที่รักยิ่ง, อีดิทป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อ 8 วันที่แล้ว ตอนนี้เธอกำลังทุกข์ทรมานจากอาการปอดอักเสบในขณะที่เธอกำลังตั้งท้อง 6 เดือน โรคนี้ช่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ตอนนี้ผมกำลังเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด&#8221;</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในวันที่ 28 ตุลาคม อีดิทผู้กำลังตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนก็เสียชีวิตจากโรคนี้ไปพร้อมกับลูกในท้อง ชีเลอเองติดโรคและเสียชีวิตตามไปในเวลาเพียง 3 วันหลังจากนั้นด้วยวัยเพียง 28 ปี ในช่วงเวลา 3 วันก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิต เขาสเกตช์ภาพใบหน้าไร้ชีวิตของอีดิทเอาไว้หลายภาพ </span></p>
<p><div id="attachment_98399" style="width: 490px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98399" class="size-full wp-image-98399" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/06-Portrait-of-the-Dying-Edith-e1590044533437.jpg" alt="" width="480" height="675" /><p id="caption-attachment-98399" class="wp-caption-text">Egon Schiele, <em>Portrait of the Dying Edith Schiele</em> (1918)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากภาพสเกตช์เหล่านี้ ชีเลอยังมีผลงานชิ้นสุดท้ายที่ยังวาดไม่เสร็จอย่าง The Family (1918) (หรือในชื่อเดิมว่า Squatting Couple ‘คู่รักนั่งยองๆ’) ภาพวาดสีน้ำมันอันงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความรันทด แสดงภาพเปลือยของเขาและภรรยากับลูกชายผู้ไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก เป็นภาพของครอบครัวอันสมบูรณ์พร้อมหน้าที่ไม่มีวันเป็นไปได้ในความเป็นจริง (อันที่จริงเด็กในภาพคือหลานชายของอีกอน และอีดิทเองก็ไม่ได้เป็นแบบให้เขาวาดภาพนี้ เพราะขณะนั้นเธอกำลังท้องอยู่) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน ชีเลอได้ไปเยี่ยม Gustav Klimt ศิลปินรุ่นพี่ชาวออสเตรียผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ของเขาเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากที่คลิมต์เสียชีวิตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อกันว่าเป็นอาการข้างเคียงจากโรคไข้หวัดสเปน ชีเลอเองก็ได้สเกตช์ภาพใบหน้าไร้ชีวิตของคลิมต์เอาไว้ด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><div id="attachment_98400" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98400" class="size-full wp-image-98400" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/07-The-Family-e1590044557974.jpg" alt="" width="675" height="630" /><p id="caption-attachment-98400" class="wp-caption-text"><em>Egon Schiele</em>, The Family (1918)</p></div></p>
<p><div id="attachment_98401" style="width: 449px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98401" class="size-full wp-image-98401" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08-Klimt-e1590044579887.jpg" alt="" width="439" height="675" /><p id="caption-attachment-98401" class="wp-caption-text">Egon Schiele,<em> Gustav Klimt on his death bed</em> (1918)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Edvard Munch</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แต่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวนอร์เวย์อย่าง Edvard Munch ผู้เป็นที่รู้จักจากภาพวาด The Scream (1893) อันหลอนหลอก ที่เป็นไอคอนของโลกศิลปะสมัยใหม่ ก็เป็นอีกคนที่ตกเป็นเหยื่อของไข้หวัดใหญ่สเปนแต่รอดชีวิตมาได้ ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า </span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">&#8220;ความป่วยไข้ ความวิกลจริต และความตาย คอยเฝ้ามองผมมาตั้งแต่เกิด และคอยติดตามผมมาตลอดชีวิต&#8221;</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มุงก์บันทึกช่วงเวลาก่อนและหลังการป่วยจากไข้หวัดใหญ่สเปนลงในภาพวาดสีน้ำมันของเขาสองภาพ อย่างภาพ Self-Portrait With Spanish Flu (1919) ที่จับความรู้สึกเจ็บป่วยทรุดโทรมจากโรคร้ายของเขา ร่างกายซูบซีดจนแทบจะกลืนไปกับผนังห้อง เขาหันใบหน้าอ่อนล้ามามองผู้ชมด้วยดวงตาเลือนราง ปากเปิดอ้า มือไม้ไร้เรี่ยวแรงวางอยู่บนผ้าคลุมบนตัก เขาสวมเสื้อคลุมนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายสีเหลืองอยู่ในห้องคนป่วย ข้างๆ เป็นเตียงนอนกับผ้าห่มยับยู่ยี่ที่บ่งบอกถึงอาการดิ้นทุรนทุราย ร่องรอยแดงบนผนังเองก็บอกใบ้ถึงอาการไข้สูงของเขา การวาดภาพผ้าห่ม เตียงนอน และเก้าอี้ ด้วยสีสันสดใส ตรงกันข้ามกับสีสันที่ซีดจางของร่างกายของเขา ขับเน้นให้เห็นถึงความไร้ชีวิตชีวาของมุงก์ได้เป็นอย่างดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังฟื้นจากการป่วยไข้ไม่นาน มุงก์บันทึกภาพตัวเองอีกครั้งใน Self-Portrait After The Spanish Flu (1919) ที่เขาสำรวจตัวเองในกระจก ถึงแม้ใบหน้าจะซูบผอม หนวดเครารกรุงรัง เบ้าตาลึกโหล แต่ก็มีสีสันและชีวิตชีวากว่าภาพตอนที่ป่วยอยู่มากโข รวมถึงสภาพในห้องที่เต็มไปด้วยแสงสว่างจ้า พื้นปูพรมสีสันสดใส เก้าอี้หวายว่างเปล่าไร้คนป่วย และโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือ แสดงให้เห็นถึงภาพในชีวิตประจำวันของเขาที่กลับสู่สภาวะปกติในที่สุด</span></p>
<p><div id="attachment_98402" style="width: 480px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98402" class="size-full wp-image-98402" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/09-The-Scream.jpg" alt="" width="470" height="599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/09-The-Scream.jpg 470w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/09-The-Scream-235x300.jpg 235w" sizes="(max-width: 470px) 100vw, 470px" /><p id="caption-attachment-98402" class="wp-caption-text">Edvard Munch, <em>The Scream</em> (1893)</p></div></p>
<p><div id="attachment_98403" style="width: 586px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98403" class="size-full wp-image-98403" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/10-Self-Portrait-Munch-e1590044842290.jpg" alt="" width="576" height="675" /><p id="caption-attachment-98403" class="wp-caption-text">Edvard Munch, <em>Self-Portrait with the Spanish Flu</em> (1919)</p></div></p>
<p><div id="attachment_98404" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-98404" class="wp-image-98404 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/11-Self-Portrait-Munch-e1590044882224.jpg" alt="" width="675" height="544" /><p id="caption-attachment-98404" class="wp-caption-text">Edvard Munch, <em>Self-Portrait After the Spanish Flu</em> (1919)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ</span><span style="font-weight: 400;">ลงานทั้งหลายเหล่านี้ต่างเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาลำบากยากเข็ญและเปี่ยมอันตราย มนุษย์เราก็ยังคงไม่ขาดไร้ซึ่งสุนทรียะ และสามารถใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงความจริงได้อย่างทรงพลังยิ่งเสมอมา</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-in-the-time-of-plague/">‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย &#8216;อเมริกา&#8217; มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 May 2020 16:37:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98278</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคระบาดเป็นอุบัติการณ์ที่ท้าทายโครงสร้างทางสังคมระดับโลก ปัญหาที่ประเทศใดซุกไว้ใต้พรม ก็พร้อมล้นทะลักออกมายังฉากหน้า ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมอาจไม่ใช่เครื่องมือที่มั่นคงที่สุดในการพาสังคมผ่านวิกฤตโรคระบาด เพราะประเทศระดับผู้นำก็ต้องเผชิญภาวะเฉพาะหน้าในระดับรุนแรง ขณะนี้สถานการณ์ระบาดฝั่งตะวันออกทุเลาลง ตรงกันข้ามกับฝั่งตะวันตกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ที่น่าจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และมีระดับเศรษฐกิจระดับแนวหน้า หรือแท้จริงแล้วปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐอเมริกานั้นเปราะบางเมื่อเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขระดับศตวรรษในชื่อโควิด-19 &#160; ความเปราะบางทางสังคม สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจในอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับมีระบบสาธารณสุขที่ค่อนข้างต่ำ ไม่ครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางเศรษฐานะ คนรวยมากมักได้รับการปรนนิบัติที่ดีจากวิทยาการทางการแพทย์ที่รุดหน้า ส่วนคนจนมักไม่เข้าถึงสิทธิ และสวัสดิการพื้นฐานทั่วไปก็เพียงประคับประคองอาการไปวันๆ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสาธารณสุขของอเมริกานั้น Save the rich, leave the poor. เมื่อเผชิญหน้ากับโควิด-19 ยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่ในระดับเสี่ยง จากอัตราผู้ติดเชื้อที่สูงเป็นอันดับ 1 และพ่วงมาด้วยอัตราผู้เสียชีวิตที่ไต่ระดับต้นๆ ของโลก จำนวนการตรวจคัดกรองของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดระอุ ประเทศสหรัฐอเมริกามีการตรวจโควิด-19 เพียง 240,000 รายเท่านั้น หากเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีขนาดเล็กกว่า มีจำนวนประชากรน้อยกว่า แต่ประชาชนเกาหลีใต้สามารถเข้าถึงการตรวจเบื้องต้นได้มากถึง 380,000 ราย สิ่งที่เป็นปัญหาคาราคาซังของสังคมอเมริกันอีกมิติคือความเท่าเทียมในการเข้าถึงสาธารณสุขคุณภาพอันเป็นช่องโหว่ที่สุด มีประชากรอเมริกันราว 8 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีความสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ไม่มีหลักประกันทางสุขภาพ และถึงจะมีประกันแล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งไม่ครอบคลุมค่าตรวจโควิด-19  อย่างกรณีชายจากรัฐฟลอริด้าที่แม้เขาจะมีประกันสุขภาพ และเข้ารับการตรวจโควิด-19 แต่ประกันแจ้งว่าค่าตรวจนี้ไม่อยู่ในกรมธรรม์ ทำให้ต้องควักเงินจ่ายมากถึง 1,400 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/">คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย &#8216;อเมริกา&#8217; มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s2">โรคระบาดเป็นอุบัติการณ์ที่ท้าทายโครงสร้างทางสังคมระดับโลก</span> <span class="s2">ปัญหาที่ประเทศใดซุกไว้ใต้พรม</span> <span class="s2">ก็พร้อมล้นทะลักออกมายังฉากหน้า</span> <span class="s2">ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมอาจไม่ใช่เครื่องมือที่มั่นคงที่สุดในการพาสังคมผ่านวิกฤตโรคระบาด</span> <span class="s2">เพราะประเทศระดับผู้นำก็ต้องเผชิญภาวะเฉพาะหน้าในระดับรุนแรง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ขณะนี้สถานการณ์ระบาดฝั่งตะวันออกทุเลาลง</span> <span class="s2">ตรงกันข้ามกับฝั่งตะวันตกที่ทวีความรุนแรงขึ้น</span> <span class="s2">โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s2">ที่น่าจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และมีระดับเศรษฐกิจระดับแนวหน้า</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">หรือแท้จริงแล้วปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐอเมริกานั้นเปราะบางเมื่อเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขระดับศตวรรษในชื่อ</span><span class="s3">โควิด-19 </span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98417" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11.jpg" alt="" width="675" height="408" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11-600x363.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>ความเปราะบางทางสังคม</b></span><b><i> </i></b></h3>
<p class="p1"><span class="s2">สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจในอันดับต้นๆ ของโลก</span> <span class="s2">แต่กลับมีระบบสาธารณสุขที่ค่อนข้างต่ำ</span> <span class="s2">ไม่ครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางเศรษฐานะ</span> <span class="s2">คนรวยมากมักได้รับการปรนนิบัติที่ดีจากวิทยาการทางการแพทย์ที่รุดหน้า</span> <span class="s2">ส่วนคนจนมักไม่เข้าถึงสิทธิ</span> <span class="s2">และสวัสดิการพื้นฐานทั่วไปก็เพียงประคับประคองอาการไปวันๆ</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98416" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสาธารณสุขของอเมริกานั้น</span> <span class="s1"><b><i>Save the rich, leave the poor.</i></b></span><span class="s3"><br />
</span><span class="s2">เมื่อเผชิญหน้ากับโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">ยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่ในระดับเสี่ยง</span> <span class="s2">จากอัตราผู้ติดเชื้อที่สูงเป็นอันดับ</span><span class="s3"> 1 </span><span class="s2">และพ่วงมาด้วยอัตราผู้เสียชีวิตที่ไต่ระดับต้นๆ ของโลก</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">จำนวนการตรวจคัดกรองของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา</span> <span class="s2">ซึ่งเป็นจุดระอุ</span> <span class="s2">ประเทศสหรัฐอเมริกามีการตรวจ</span><span class="s3"><span class="s2">โควิด</span>-19 </span><span class="s2">เพียง</span><span class="s3"> 240,000 </span><span class="s2">รายเท่านั้น</span> <span class="s2">หากเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีขนาดเล็กกว่า</span> <span class="s2">มีจำนวนประชากรน้อยกว่า</span> <span class="s2">แต่ประชาชนเกาหลีใต้สามารถเข้าถึงการตรวจเบื้องต้นได้มากถึง</span><span class="s3"> 380,000 </span><span class="s2">ราย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">สิ่งที่เป็นปัญหาคาราคาซังของสังคมอเมริกันอีกมิติ</span><span class="s2">คือความเท่าเทียมในการเข้าถึงสาธารณสุขคุณภาพอันเป็นช่องโหว่ที่สุด</span> <span class="s2">มีประชากรอเมริกันราว</span><span class="s3"> 8 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s2">ที่ไม่มีความสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน</span> <span class="s2">ไม่มีหลักประกันทางสุขภาพ</span> <span class="s2">และถึงจะมีประกันแล้ว</span> <span class="s2">แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล</span> <span class="s2">อีกทั้งไม่ครอบคลุมค่าตรวจโควิด</span><span class="s3">-19<span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s2">อย่างกรณีชายจากรัฐฟลอริด้าที่แม้เขาจะมีประกันสุขภาพ</span> <span class="s2">และเข้ารับการตรวจโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">แต่ประกันแจ้งว่า</span><span class="s2">ค่าตรวจนี้ไม่อยู่ในกรมธรรม์</span> <span class="s2">ทำให้ต้องควักเงินจ่ายมากถึง</span><span class="s3"> 1,400 </span><span class="s2">ดอลลาร์สหรัฐ</span><span class="s3"> (</span><span class="s2">ราว</span><span class="s3"> 45,864.00 </span><span class="s2">บาท</span><span class="s3">) </span><span class="s2">โดยที่บริษัทประกันไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ขณะนี้มีความพยายามของ</span><span class="s2">ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา</span><span class="s3"> (CDC) </span><span class="s2">ออกกำหนดให้การตรวจ</span><span class="s3"><span class="s2">โควิด</span>-19 </span><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกานั้นไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย</span> <span class="s2">ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่ดี</span> <span class="s2">แต่หากมีกรณีผู้ป่วยรายที่อาการหนักต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจในห้องไอซียู</span><span class="s3"> </span><span class="s2">ค่าใช้จ่ายนี้ผู้ป่วยยังต้องออกเอง</span> <span class="s2">รัฐไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบทั้งหมด</span> <span class="s2">ดังนั้นคอนเซปต์ของ</span><span class="s3"> Universal Healthcare </span><span class="s2">การดูแลสุขภาพครบวงจรที่รัฐเป็นผู้ดูแลก็ต้องมานั่งดูรายละเอียดกันจริงๆ อีกทีว่าครอบคลุมถึงแค่ไหน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98418" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10.jpg" alt="" width="675" height="480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10-600x427.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>คนไร้บ้านที่ไม่มีบ้านให้กักตัว</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">กลุ่มคนไร้บ้านเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด</span> <span class="s2">และอเมริกาเป็นประเทศที่มีคนไร้บ้านจำนวนมหาศาล</span> <span class="s2">ไม่มีแหล่งพักพิงเป็นหลักแหล่ง</span> <span class="s2">คนกลุ่มนี้ไม่มีที่พึ่งในยามเจ็บป่วย</span> <span class="s2">และยิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโครงสร้างทางสาธารณสุขของอเมริกาที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span>(doctor–patient relationship) </span><span class="s2">ที่ระบุว่า</span><span class="s2">หากทั้ง<span class="s3"> 2 </span>ฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน</span> <span class="s2">เป็นไปได้ที่คุณจะมีสุขภาพดีตามมา</span> <span class="s2">ถ้าป่วยแพทย์ก็รักษาให้คุณพร้อมไปทำงาน</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">จึงเกิดความสนิทสนมเชื่อใจ</span> <span class="s2">เพราะแพทย์รู้ข้อมูลผู้ป่วยในขณะที่ผู้ป่วยก็รู้จักคุ้นเคยกับหมอ</span> <span class="s2">แต่กลุ่มคนไร้บ้านนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดความสัมพันธ์เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา</span> <span class="s2">ไม่มีทุนทรัพย์เพื่อเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">คำแนะนำเพื่อป้องกันโรค</span><span class="s2">อย่างการรักษาระยะห่าง</span> <span class="s2">ล้างมือเป็นประจำ</span> <span class="s2">อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น</span> <span class="s2">ส่วนใหญ่เป็นคำแนะนำที่เหมาะสำหรับทำในที่พักอาศัย</span> <span class="s2">แต่เป็นไปได้ยากที่จะทำภายนอก</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">มิติที่น่าสนใจคือ</span> <span class="s2">กลุ่มคนไร้บ้านในสหรัฐอเมริกาล้วนเป็นผู้สูงอายุมากกว่า</span><span class="s3"> 50 </span><span class="s2">ปีขึ้นไป</span> <span class="s2">ที่จำเป็นต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่แล้วในยามปกติ</span> <span class="s2">ซึ่งในวิกฤต</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s2">พวกเขาจำต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่มากกว่าเดิม</span> <span class="s2">มีการคาดการณ์ว่าเตียง</span><span class="s3">ไอซียู</span><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกาอาจไม่เพียงพอรองรับ</span> <span class="s2">และอาจเกิดการครองเตียงผู้ป่วย<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">ที่นานขึ้น</span> <span class="s2">พ่วงเครื่องช่วยหายใจ</span> <span class="s2">ทำให้สัดส่วนนี้ไปบดบังโรคอื่นๆ ที่ฉุกเฉินเช่นกัน</span></p>
<p class="p5"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98415" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นกลุ่มเสี่ยง</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ทุกคนจะมีโอกาสรับเชื้อไวรัส<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">แต่ในสหรัฐอเมริกากลับมีสถิติน่าแปลกใจว่า</span> <span class="s2">ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราติดเชื้อสูงที่สุด</span> <span class="s2">พ่วงมาด้วยความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคเบาหวาน</span> <span class="s2">โรคหัวใจ</span> <span class="s2">และโรคเกี่ยวกับปอด</span> <span class="s2">นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า</span> <span class="s2">เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ</span><span class="s2">ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับอาชีพบริการที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน</span> <span class="s2">และอาชีพส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ</span> <span class="s2">เช่น</span> <span class="s2">บริการด้านอาหาร</span> <span class="s2">ขนส่งสาธารณะ</span> <span class="s2">และเจ้าหน้าที่ให้บริการด้านสาธารณสุข</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s2">แต่ทั้งหมดจัดเป็นอาชีพที่สำคัญ</span><span class="s3"> (essential job) </span><span class="s2">อันเป็นรากฐานหลักของสังคมอเมริกันที่ไม่สามารถหยุดงานหรือสร้างระยะห่างทางสังคมได้</span> <span class="s2">ยิ่งทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มเสี่ยงในสถานการณ์<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98419" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">จากการวิเคราะห์โดย</span><span class="s3"> Harvard Global Health Institute </span><span class="s2">สำหรับกรณี</span><span class="s3"> best-case scenario </span><span class="s2">นั้น</span> <span class="s2">คาดว่าสถานการณ์<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกาอาจกินระยะเวลา</span><span class="s3"> 18 </span><span class="s2">เดือน</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">เตียงผู้ป่วยในห้อง</span><span class="s3">ไอซียู</span><span class="s2">ทั่วประเทศจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยมากถึง</span><span class="s3"> 95 เปอร์เซ็นต์ </span><span class="s2">ซึ่งถือว่าเป็น</span><span class="s3"> best case </span><span class="s2">แล้ว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">อัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ของอเมริกามีมากกว่าประเทศอื่นๆ</span> <span class="s2">ทำให้เมื่อประเมินแบบ</span><span class="s3"> worst case scenario </span><span class="s2">ระบุว่า</span> <span class="s2">ประชากรทั่วสหรัฐอเมริกามีโอกาสติดเชื้อมากถึง</span><span class="s3"> 60 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s2">ภายในเวลา</span><span class="s3"> 6 </span><span class="s2">เดือน</span> <span class="s2">ซึ่งในขณะนี้ระบบสาธารณสุขของอเมริกามีอัตราเตียงว่าง</span><span class="s3"> 36.6 </span><span class="s2">เตียงต่อประชากร</span><span class="s3"> 100,000 คน </span><span class="s2">ถ้าในกรณี</span><span class="s3"> worst case scenario </span><span class="s2">จะต้องการเตียงมากกว่าเดิมถึง</span><span class="s3"> 7 </span><span class="s2">เท่า</span> <span class="s2">เพื่อการรองรับผู้ป่วยที่อาจถาโถมเข้ามา</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จากเหตุการณ์นี้จึงมีความพยายามเปลี่ยนโรงแรมหลายแห่งที่ปิดบริการให้เป็นโรงพยาบาลชั่วคราว</span> <span class="s2">แพทย์กลับไปให้บริการปรึกษาและตรวจโรคผ่าน</span><span class="s2">เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านการแพทย์ตรวจโรคระยะไกล<span class="s3"> (telehealth)</span></span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98420" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">กลุ่มแพทย์ในสหรัฐอเมริกาออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของ</span>โด<span class="s2">นัลด์</span> <span class="s2">ทรัมป์</span> <span class="s2">ที่ล้มเหลวในการรับมือวิกฤต</span> ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทรัมป์ยกเลิก Pandemic Unit หน่วย<span class="s2">รับมือโรคระบาดโดยเฉพาะ</span> ภายใต้การดูแลของ National Security Council <span class="s2">ที่จัดตั้งขึ้นในช่วงปี</span><span class="s3"> 2014-2016 ใน<span class="s2">รัฐบาลของบารัค</span> <span class="s2">โอบามา </span></span><span class="s2">ขณะที่โรคอีโบลาระบาดในแอฟริกาฝั่งตะวันตก</span> <span class="s2">แต่ถูกตัดงบประมาณและปิดตัวในปี</span><span class="s3"> 2018 </span><span class="s2">ในสมัยรัฐบาลทรัมป์</span> <span class="s2">แถมยังมีการลดงบประมาณ</span><span class="s3"> CDC </span><span class="s2">ในพื้นที่ระบาด</span><span class="s3"> 39 </span><span class="s2">ประเทศ</span> <span class="s2">และมีท่าทีไม่เข้าไปช่วยเหลือประเทศอื่นๆในขณะที่ยากลำบาก</span> <span class="s2">อย่างจีนในช่วงแรกที่ได้รับผลกระทบหนัก</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนในแวดวงสาธารณสุขจะโจมตีไปยังรัฐบาลทรัมป์ที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการรับมือโรคระบาด</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ทรัมป์อ้างว่าจะสามารถกู้เศรษฐกิจประเทศก่อนช่วงเทศกาล</span><span class="s3"> Easter </span><span class="s2">ปี </span><span class="s3">2021 </span><span class="s2">จะมาถึง</span> <span class="s2">ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบาดคาดว่า<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">จะกินระยะเวลาระบาดนานกว่านั้น</span> <span class="s2">การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และ</span><span class="s2">ดูเหมือนทรัมป์จะสนใจตัวเลขทางเศรษฐกิจมากกว่าพยายามจัดการการระบาด</span> <span class="s2">ซึ่ง<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">เองก็มาพร้อมกับการสั่นคลอนความเชื่อมั่นของกลุ่ม</span><span class="s3">คนที่สนับสนุนทรัมป์ </span><span class="s2">ที่เริ่มมีท่าทีไม่เชื่อมั่นรัฐบาลทรัมป์อย่างชัดเจน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การมาเยือนของโรคระบาดระดับโลกในศตวรรษนี้ทำให้ความเปราะบางทางสังคมปรากฏชัดในระดับพื้นผิว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ไวรัสจะระบาดไม่เลือกหน้า</span> <span class="s2">แต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะทำให้คนเพียงกลุ่มเล็กที่มีเงินปลอดภัย</span> <span class="s2">แต่คนจนอันเป็นคนส่วนมากกลับมองหาอนาคตตัวเองไม่เจอ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s2">อ้างอิง</span></p>
<p class="p5"><span class="s2"> Are Hospitals Near Me Ready for Coronavirus? Here Are Nine Different Scenarios<br />
</span><span class="s4"><a href="https://projects.propublica.org/graphics/covid-hospitals">projects.propublica.org</a></span></p>
<p class="p5"><span class="s2">Harvard Global Health Institute Projection Shows Virginia Needs More Hospital Bed Capacity<br />
</span><span class="s4"><a href="https://www.wvtf.org/post/harvard-global-health-institute-projection-shows-virginia-needs-more-hospital-bed-capacity#stream/0">wvtf.org</a></span></p>
<p class="p5"><span class="s2">Trump disbanded NSC pandemic unit that experts had praised<br />
</span><span class="s4"><a href="https://apnews.com/ce014d94b64e98b7203b873e56f80e9a">apnews.com</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/">คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย &#8216;อเมริกา&#8217; มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เนติวิทย์และ #ส่งต่อความอิ่ม แคมเปญซื้อหนึ่งเผื่ออีกหนึ่งที่จะช่วยให้ร้านและคนรอดไปด้วยกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/food-sharing-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 May 2020 09:15:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งต่อความอิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการส่งต่อความอิ่ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=97762</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกินเวลายาวนานเป็นหลักหลายเดือน มีการบังคับใช้มาตรการ social distancing เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทำให้หลายบริษัทและธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางคนเสียรายได้ บางคนถึงขั้นตกงาน แม้จะมีนโยบายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากรัฐบาล แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากความล่าช้าและไม่มีมาตรฐานในการคัดเลือก นั่นจึงทำให้เราเห็นประชาชนลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเองในทุกหย่อมหญ้า บ้างทำคนเดียว บ้างรวมตัวกันเป็นเครือข่าย บ้างสามารถขยายได้เป็นความช่วยเหลือระดับประเทศ หนึ่งในโครงการที่เราเห็นและประทับใจมากๆ โครงการหนึ่งคือ #ส่งต่อความอิ่ม ของนักกิจกรรมนักศึกษา เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กับเพื่อนนิสิตในสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ที่เกิดมาจากการที่พวกเขาร่วมกันหาทางช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก หรือผู้ที่เปราะบางในสังคมในช่วงวิกฤต โควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านี้เนติวิทย์กับเพื่อนๆ ได้เริ่มต้นช่วยเหลือผู้ค้าในห้างจามจุรีสแควร์ก่อน จึงค่อยขยายมาทำโครงการนี้ และเสริมด้วยการออกไปแจกข้าวกล่องให้กับชุมชนผู้ได้รับความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ   ใครมีใส่เพิ่ม ใครขาดหยิบไป  ‘น้ำพริกแว่นแดง’ คือโครงการแรกที่เนติวิทย์ออกโรงช่วยเหลือแม่ค้าในห้างจามจุรีสแควร์ เนื่องจากตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พ่อค้าแม่ขายในห้างต้องต่อสู้กับการถูกกลั่นแกล้งไล่พื้นที่ภายในห้าง บวกกับค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม พอมาเจอกับวิกฤตโควิด-19 ที่ต้องปิดห้าง ส่งผลโดยตรงกับเศรษฐกิจอีก ทำให้รายได้ของพวกเขาแทบเป็นศูนย์ ทั้งค่าเช่าที่เองก็ไม่มีมาตรการใดๆ เยียวยา จนสุดท้ายพวกเขาก็เรียกร้องจนทางห้างลดค่าเช่าให้ ส่วนร้านใดที่ไม่เปิดทำการก็ไม่ต้องเสียค่าเช่า &#8220;เมื่อก่อนตอนสถานการณ์ปกติดี เราก็ไม่เห็นหรอกว่าคนเดือดร้อน แต่ตอนนี้เราก็เห็นร้านต่างๆ ที่เคยขายได้ ร้านอาหารที่เคยคึกคักก็ไม่มีคน เป็นประสบการณ์ที่ผมเคยเห็นครั้งแรก ผมก็ได้พยายามช่วยเหลือผู้ค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-sharing-project/">เนติวิทย์และ #ส่งต่อความอิ่ม แคมเปญซื้อหนึ่งเผื่ออีกหนึ่งที่จะช่วยให้ร้านและคนรอดไปด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกินเวลายาวนานเป็นหลักหลายเดือน มีการบังคับใช้มาตรการ social distancing เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทำให้หลายบริษัทและธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางคนเสียรายได้ บางคนถึงขั้นตกงาน แม้จะมีนโยบายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากรัฐบาล แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากความล่าช้าและไม่มีมาตรฐานในการคัดเลือก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นจึงทำให้เราเห็นประชาชนลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเองในทุกหย่อมหญ้า บ้างทำคนเดียว บ้างรวมตัวกันเป็นเครือข่าย บ้างสามารถขยายได้เป็นความช่วยเหลือระดับประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในโครงการที่เราเห็นและประทับใจมากๆ โครงการหนึ่งคือ #ส่งต่อความอิ่ม ของนักกิจกรรมนักศึกษา<strong> เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล</strong> กับเพื่อนนิสิตในสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ที่เกิดมาจากการที่พวกเขาร่วมกันหาทางช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก หรือผู้ที่เปราะบางในสังคมในช่วงวิกฤต โควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านี้เนติวิทย์กับเพื่อนๆ ได้เริ่มต้นช่วยเหลือผู้ค้าในห้างจามจุรีสแควร์ก่อน จึงค่อยขยายมาทำโครงการนี้ และเสริมด้วยการออกไปแจกข้าวกล่องให้กับชุมชนผู้ได้รับความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98339 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9-5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<h3><b>ใครมีใส่เพิ่ม ใครขาดหยิบไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">‘น้ำพริกแว่นแดง’ คือโครงการแรกที่เนติวิทย์ออกโรงช่วยเหลือแม่ค้าในห้างจามจุรีสแควร์ เนื่องจากตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พ่อค้าแม่ขายในห้างต้องต่อสู้กับการถูกกลั่นแกล้งไล่พื้นที่ภายในห้าง บวกกับค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม พอมาเจอกับวิกฤตโควิด-19 ที่ต้องปิดห้าง ส่งผลโดยตรงกับเศรษฐกิจอีก ทำให้รายได้ของพวกเขาแทบเป็นศูนย์ ทั้งค่าเช่าที่เองก็ไม่มีมาตรการใดๆ เยียวยา จนสุดท้ายพวกเขาก็เรียกร้องจนทางห้างลดค่าเช่าให้ ส่วนร้านใดที่ไม่เปิดทำการก็ไม่ต้องเสียค่าเช่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เมื่อก่อนตอนสถานการณ์ปกติดี เราก็ไม่เห็นหรอกว่าคนเดือดร้อน แต่ตอนนี้เราก็เห็นร้านต่างๆ ที่เคยขายได้ ร้านอาหารที่เคยคึกคักก็ไม่มีคน เป็นประสบการณ์ที่ผมเคยเห็นครั้งแรก ผมก็ได้พยายามช่วยเหลือผู้ค้า จากนั้นมาเริ่มคิดว่าแล้วจะทำอะไรอย่างอื่นได้อีก&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากจุดนั้นเองที่ทำให้เกิดเป็นโครงการส่งต่อความอิ่ม กับไอเดีย ‘ซื้อกินหนึ่ง ซื้อเผื่ออีกหนึ่ง’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอเดียนี้มาจากธรรมเนียมของคนในเมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี ที่จ่ายเงินค่ากาแฟเผื่อไว้อีกหนึ่งแก้วให้คนที่ไม่ค่อยมีเงินหรือกำลังลำบากอยู่แวะเข้ามากินได้ เพื่อทำให้คนในเมืองนาโปลีมีโอกาสได้ดื่มกาแฟกันทุกคนทั้งในช่วงปกติและโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่จะทำยังไงให้คนซื้อเผื่อกันไปเรื่อยๆ อย่างยั่งยืน ชาวเมืองนาโปลีจึงต่อยอดกับคำถามนี้ เกิดเป็นหลักการคิดง่ายๆ อย่าง ‘ใครมีก็ใส่เพิ่ม ใครขาดก็หยิบไป’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามร้านกาแฟหรือคาเฟ่จะมีตะกร้าแขวนไว้ให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์ซื้อกาแฟไว้เผื่อ และใส่ไว้ในตะกร้าให้คนที่ไม่ค่อยมีเงินได้หยิบไปดื่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98341 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<h3><b>แบ่งปันเพื่อสร้างความเท่าเทียม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากที่พวกเราเรียนรู้ธรรมเนียมเหล่านี้ของพวกเขา เราเห็นว่าเป็นธรรมเนียมที่ดีมาก และเหมาะกับสถานการณ์ช่วงนี้ เป็นธรรมเนียมการช่วยเหลือแบ่งปัน คนที่พอมีเงินก็มีช่องทางช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในช่วงนี้ได้ ส่วนคนที่กำลังเดือดร้อนก็พอจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนติวิทย์กับกลุ่มเพื่อนเริ่มต้นทำแคมเปญส่งต่อความอิ่ม ที่ร้านน้ำ 2 ร้านบริเวณแถวที่พักอาศัยของพวกเขา ได้แก่ ย่านราชเทวีและบางแค เมื่อเข้าไปคุยทำความเข้าใจตกลงกับเจ้าของร้านแล้ว พวกเขาก็ขอติดป้ายโครงการที่หน้าร้าน มีข้อความพิมพ์ตัวใหญ่ๆ บนกระดาษ A4 ว่า</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">#ส่งต่อความอิ่ม น้ำฟรี 1 แก้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับทุกคนที่กำลังลำบากหรือไม่มีเงินพอจะซื้อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชิญท่านฉีกคูปอง เลือกรสชาติ แล้วส่งให้เจ้าของร้าน</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเป็นการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยตรงแล้ว ยังถือเป็นการสนับสนุนร้านค้าอีกแรง เพราะการได้เงินสดมาก่อนแบบนี้ ทำให้เจ้าของร้านสามารถนำเงินไปหมุนเวียนได้ทันที ซึ่งใครที่พอมีกำลังทรัพย์อยากช่วยเหลือแบ่งปัน ก็ไปซื้อคูปองน้ำเพิ่มเพื่อแจกจ่ายให้คนอื่นๆ ต่อไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนติวิทย์เล่าว่าหลังจากที่แคมเปญนี้แพร่กระจายไปในโลกออนไลน์ ปัจจุบันเขาเห็นคนจำนวนมากนำไปทำในพื้นที่หลายจังหวัด จากร้านน้ำเริ่มขยายไปยังร้านขนมและร้านอาหารตามที่หลายคนได้เห็น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98340 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/29-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ไม่ว่าใครก็สร้างประโยชน์ให้สังคมได้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงที่เนติวิทย์ริเริ่มทำแบรนด์น้ำพริกแว่นแดง และแคมเปญส่งต่อความอิ่มนั้นเป็นช่วงเวลาแรกๆ ที่โควิด-19 ระบาด ยังไม่กินเวลานานและส่งผลกระทบรุนแรงมากนัก หลายคนยังทำงานใช้ชีวิตได้ปกติ ทว่าเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น รัฐบาลประกาศใช้มาตรการ social distancing หลายธุรกิจต้องหยุดหรือปิดตัว ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เองปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนติวิทย์จึงรวมตัวกับกลุ่มนิสิตนักศึกษานำเงินส่วนตัวและรายได้ของสำนักพิมพ์สามย่านที่พวกเขาก่อตั้งมาซื้อข้าวกล่องแจกให้ประชาชนที่สูญเสียรายได้จากการล็อกดาวน์เมือง โดยเริ่มจากพ่อค้าแม่ขายและลูกจ้างบริเวณศูนย์อาหารชั้นใต้ดินของห้างจามจุรีสแคว์ แล้วขยายไปยังชุมชนแออัดในกรุงเทพ เช่น ชุมชนคลองเตย ชุมชนริมทางรถไฟ เป็นต้น รวมถึงที่มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ Swing เพื่อช่วยเหลือ sex worker ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98342 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/12-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราอยากทำทุกวันแต่ทำไม่ได้ เพราะเราไม่มีเงินไม่มีทรัพยากร เลยยึดว่าเป็นทุกวันอังคารแล้วกัน ทำร่วมกับเพื่อนๆ นิสิต เพราะเห็นนิสิตหลายคนอยู่บ้านไม่มีอะไรทำเหมือนกัน ผมว่านิสิตนักศึกษาสามารถทำประโยชน์กับสังคมได้ สามารถใช้พลังงานมาช่วยกันคิดตรงนี้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากโพสต์ในโซเชียลมีเดียก็มีคนในทวิตเตอร์ติดต่อมา มีเพื่อนๆ เห็นเยอะ บางคนทำร้านอาหารอยู่แล้วก็ส่งมาสมทบไม่ก็ส่งอย่างอื่นมาให้เราไปแจก พอวันอังคารยังไม่ถึงเวลาที่เราแจกก็มีคนมารอแล้ว ไม่ทันวางก็มีคนหยิบไปหมดเลย เราก็เห็นความยากจนความเดือดร้อน ขนาดอยู่ในห้างพนักงาน รปภ.ก็มา ทุกคนลำบากกันหมด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่แจกข้าวกล่อง พวกเขาจะทำหนังสือขออนุญาตทางเขตทุกครั้ง ทั้งยังให้ผู้มารับข้าวกล่องจัดแถว เว้นระยะห่าง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโควิด-19 ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้วที่โครงการแจกข้าวกล่องดำเนินการมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โครงการผมไม่ได้เป็นโครงการระยาวมาก ผมคิดว่าเราก็ทำได้ในเบื้องต้น น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบนี้สัก 3-4 เดือนนี้ ซึ่งเราจะทำอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98344 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/34-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98343 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20-2.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20-2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/20-2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>มองหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าถ้าพูดถึงเนติวิทย์ ผู้คนส่วนใหญ่มักรู้จักเขาในฐานะนักเคลื่อนไหวและนักเรียกร้องทางการศึกษา ข้อคิดข้อเขียนและการกระทำของเขาปรากฏตามสื่อมวลชนไม่น้อย แต่ไม่ว่าจะเหตุการณ์ใดที่ส่งผลต่อภาพรวมสังคม เขาก็ยังคงออกมายืนยันจุดยืนและเคลื่อนไหวทุกครั้ง แม้จะเจอทั้งกระแสบบวกและกระแสลบขั้นรุนแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อะไรที่ยังทำให้คุณทำตรงนี้อยู่ เราตั้งคำถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมนะ เพราะเป็นตอนที่เกิดความเดือดร้อน มันทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้น ผมอยากเปลี่ยนแปลงสังคมใช่ไหม หลายๆ คนก็อยากทำ ดังนั้น การที่เราไปเห็นความทุกข์ยากมันทำให้เรามีโจทย์และตั้งคำถามกับสังคม การช่วยเหลือมันคือการแสดงออกถึงการเป็นคนในสังคมเดียวกัน ชาติเดียวกัน บางทีการที่เราอยู่แยกตัวกับคนอื่นมันทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาจริงๆ ของสังคม เมื่อเราได้ไปลงพื้นที่ได้เห็นชีวิตของคนอื่นก็ถือเป็นการเรียนรู้ของเราด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเขา การแจกข้าวกล่องในช่วงโควิด-19 คือการแก้ปัญหาเบื้องต้น เป็นการบรรเทาความลำบากของคนในสังคมที่รวดเร็วที่สุด แต่สิ่งที่นักเคลื่อนไหวอายุน้อยคนนี้มุ่งหวังจริงๆ ต้องไปให้ไกลกว่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98345 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/28-1.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/28-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/28-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/28-1-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมว่าโครงการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าเหลือเชื่อคือโครงการส่งต่อความอิ่ม รู้สึกว่าเป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงและสร้าง awareness ที่มีคนเห็น เรามีอะไรก็ต้องช่วยและแบ่งปันกัน ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องที่บ้าน เราสามารถเดินไปร้านขายของใกล้ๆ บ้าน เข้าไปถามว่าขอซื้อของเผื่อให้คนที่เดือดร้อนได้ไหม ผมว่านี่คือเรื่องดีและค่อนข้างประสบความสำเร็จ คนเริ่มมี awareness มากขึ้นว่าทุกคนสามารถช่วยเหลือสังคมได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการแก้ปัญหาระดับบุคคล สิ่งสำคัญคือเราอาจต้องคิดไปไกลกว่านั้น เช่น มี universal basic income เราจะให้เงินทุกคนมากกว่าจะไปมีระบบ ai ซึ่งคนตกหล่นไปเยอะมาก แต่เราต้องเข้าใจไงว่ารัฐบาลไม่ได้ฟังเสียงประชาชนตลอด ฉะนั้นประชาชนข้างล่างต้องเข้มแข็งด้วย พวกเราต้องมีขบวนการมีมูฟเมนต์ที่ทำแล้วมีประโยชน์ แล้วเราก็ต้องต่อรองส่งเสียงให้รัฐบาลทราบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ดี มันก็ไม่ต้องเคลื่อนไหวช่วยเหลือกันมากหรอก รัฐบาลเขาจัดให้ แต่นี่ไม่ใช่ เราอยู่ในสังคมที่เห็นอยู่ว่าการเมืองเป็นแบบไหน และบางทีคนที่มีอำนาจก็เห็นว่าประชาชนอ่อนแอ ประชาชนไม่สามารถมีปากมีเสียงกับเขาได้ การที่พวกเรามาทำสิ่งเล็กน้อยต่างๆ ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศเป็นเครือข่ายร่วมกัน จะเป็นการกดดันทางอ้อมให้ทางรัฐบาลเห็น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98346 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วอะไรที่จะทำให้สังคมเราเดินต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างไม่เป็นปกติแบบนี้ ฉันโยนคำถามที่อยากรู้ที่สุดให้นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่คนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราต้องมองวิกฤตนี้เป็นโอกาสบ้างในระดับหนึ่ง เช่น เรามองเห็นความทุกข์ของคนอื่นว่ามันไม่ได้อยู่ไกลมากหรอก ก่อนหน้านี้คุณอาจไม่ทันคิดเรื่องความเหลื่อมล้ำและผลกระทบต่างๆ หลายคนยังบินไปเมืองนอกได้ แต่ตอนนี้เราไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว อยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ คนเริ่มเห็นความทุกข์ความเหลื่อมล้ำแล้วว่ามันอยู่ใกล้ตัวมาก และมันใกล้มาถึงตัวเขามากขึ้นทุกวัน ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการเข้าใจคนอื่นว่าเขาเดือดร้อน ต้องเห็นตรงนี้ และจินตนาการถึงสังคมใหม่ร่วมกันว่าหลังโควิด-19 เราอยากให้ประเทศเราถูกปกครองแบบนี้ต่อไปจริงหรือ เราอยากได้รัฐบาลแบบนี้หรือ ต้องมานั่งคิดตั้งแต่ตอนนี้ เรียนรู้จากประสบการณ์จากในข่าวและเห็นในชีวิตจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่จริงตอนนี้คนรุ่นใหม่ก็ทำได้ อย่างที่อังกฤษคนรุ่นใหม่ยังออกมาเคลื่อนไหวได้ น่าจะเป็นประโยชน์ถ้าคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากองค์กรต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือคน ถือเป็นโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะเข้าใจสภาพปัญหามากขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98347 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/19-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /> </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-sharing-project/">เนติวิทย์และ #ส่งต่อความอิ่ม แคมเปญซื้อหนึ่งเผื่ออีกหนึ่งที่จะช่วยให้ร้านและคนรอดไปด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Making of ‘กักตัว Stories’ 10 หนังสั้นที่ถ่ายทำแบบ shoot from home ในช่วงกักตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/quarantine-stories-nadao-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 May 2020 13:18:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[นาดาว บางกอก]]></category>
		<category><![CDATA[work from home]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[กักตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงานที่บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร]]></category>
		<category><![CDATA[กักตัว Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Quarantine Stories]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ สู้! Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[nadao bangkok]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98202</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในจังหวะที่หลายคนกักตัวอยู่บ้านล่วงเข้าเดือนที่ 2 หรือมากกว่านั้น หลายคนคงเบื่อจนเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะมีหนังหรือซีรีส์เรื่องใหม่ปล่อยออกมาสักที  แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่คนทำหนังเองก็ต้องติดแหง็กอยู่บ้านไม่ต่างกัน ทันใดนั้นอัลกอริทึมของยูทูบก็แนะนำคลิปหนังสั้นเรื่องใหม่แกะกล่องจาก กักตัว Stories เข้ามาในหน้าฟีดของเราเหมือนจงใจจะพิสูจน์ให้เห็นว่าถึงอยู่บ้านก็ทำหนังได้และทำได้สนุกด้วย เพราะโปรเจกต์นี้มีตั้งแต่หนังดราม่าที่เล่าเรื่องการจับกิ๊กผ่าน Google Street View หนังเพลงพาโรดี้ ไปจนถึงหนังผีในไลฟ์ของเน็ตไอดอล อธิบายแบบรวบรัดที่สุด กักตัว Stories คือโปรเจกต์พิเศษเฉพาะกิจจากค่ายนาดาวบางกอก ที่ชวน 10 ผู้กำกับ และ 19 นักแสดง มาสร้างหนังสั้น 10 เรื่องว่าด้วยชีวิตในช่วง self-quarantine โดยมีโจทย์ที่สำคัญที่สุดคือทุกคนต้องทำงานจากบ้านใครบ้านมัน ห้ามนัดเจอตัว หมายความว่าหนังทุกเรื่องที่เราได้ดูกันนั้นถ่ายโดยนักแสดง ที่บ้านนักแสดง ด้วยการกำกับการแสดงแบบออนไลน์ และตัดต่อผ่านระบบ live-screening  หลังจากดูซีรีส์ เราจึงไม่รอช้า ขอแทรกคิว conference call ในช่วงกักตัวของ ปิง–เกรียงไกร วชิรธรรมพร โปรดิวเซอร์และผู้กำกับของโปรเจกต์ กักตัว Stories เพื่อชวนมาพูดคุยถึงความสนุกปนท้าทายและเรื่องเหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นระหว่างการ work from home ที่ผ่านมา  ย้อนไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม ปิงเริ่มผุดไอเดียการถ่ายหนังจากบ้านเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในนาดาวบางกอก ที่หลายโปรเจกต์ต้องหยุดชะงักกลางคัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/quarantine-stories-nadao-bangkok/">The Making of ‘กักตัว Stories’ 10 หนังสั้นที่ถ่ายทำแบบ shoot from home ในช่วงกักตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในจังหวะที่หลายคนกักตัวอยู่บ้านล่วงเข้าเดือนที่ 2 หรือมากกว่านั้น หลายคนคงเบื่อจนเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะมีหนังหรือซีรีส์เรื่องใหม่ปล่อยออกมาสักที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่คนทำหนังเองก็ต้องติดแหง็กอยู่บ้านไม่ต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันใดนั้นอัลกอริทึมของยูทูบก็แนะนำคลิปหนังสั้นเรื่องใหม่แกะกล่องจาก</span><em><b> กักตัว Stories </b></em><span style="font-weight: 400;">เข้ามาในหน้าฟีดของเราเหมือนจงใจจะพิสูจน์ให้เห็นว่าถึงอยู่บ้านก็ทำหนังได้และทำได้สนุกด้วย เพราะโปรเจกต์นี้มีตั้งแต่หนังดราม่าที่เล่าเรื่องการจับกิ๊กผ่าน Google Street View หนังเพลงพาโรดี้ ไปจนถึงหนังผีในไลฟ์ของเน็ตไอดอล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98242" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4.jpeg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-300x188.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-600x375.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-98243 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-e1589893528852.jpeg" alt="" width="675" height="422" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อธิบายแบบรวบรัดที่สุด <em>กักตัว Stories</em> คือโปรเจกต์พิเศษเฉพาะกิจจากค่ายนาดาวบางกอก ที่ชวน 10 ผู้กำกับ และ 19 นักแสดง มาสร้างหนังสั้น 10 เรื่องว่าด้วยชีวิตในช่วง self-quarantine โดยมีโจทย์ที่สำคัญที่สุดคือทุกคนต้องทำงานจากบ้านใครบ้านมัน ห้ามนัดเจอตัว หมายความว่าหนังทุกเรื่องที่เราได้ดูกันนั้นถ่ายโดยนักแสดง ที่บ้านนักแสดง ด้วยการกำกับการแสดงแบบออนไลน์ และตัดต่อผ่านระบบ live-screening </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากดูซีรีส์ เราจึงไม่รอช้า ขอแทรกคิว conference call ในช่วงกักตัวของ </span><b>ปิง–เกรียงไกร วชิรธรรมพร</b><span style="font-weight: 400;"> โปรดิวเซอร์และผู้กำกับของโปรเจกต์ <em>กักตัว Stories</em> เพื่อชวนมาพูดคุยถึงความสนุกปนท้าทายและเรื่องเหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นระหว่างการ work from home ที่ผ่านมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม ปิงเริ่มผุดไอเดียการถ่ายหนังจากบ้านเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในนาดาวบางกอก ที่หลายโปรเจกต์ต้องหยุดชะงักกลางคัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นเราแยกไปทำโปรเจกต์ส่วนตัวเป็นโมชั่นกราฟิกเรื่อง <a href="https://adaymagazine.com/roo-su-covid-19/" target="_blank" rel="noopener">รู้ สู้! โควิด-19</a> กับทีมที่เคยทำ รู้ สู้! Flood นั่นทำให้เราบังเอิญได้รู้ข้อมูลเรื่องการปรับตัวในช่วงโควิด เราเลยไปคุยกับพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) ว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำคอนเทนต์ที่ทำจากบ้าน อาจจะทำเล่นๆ สนุกๆ แค่ให้นักแสดงอัดวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือส่งมาจากบ้าน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-98245 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687291.jpeg" alt="" width="675" height="421" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687291.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687291-300x187.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687291-600x374.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนที่จะได้ลงมือทำ ปิงและทีมงานก็ได้รับการบ้านจากย้งให้ไปศึกษาเรื่องวิธีควบคุมคุณภาพงานรวมถึงงบประมาณ เมื่อเริ่มเห็นแววความเป็นไปได้ โปรเจกต์นี้จึงขยายตัวขึ้นชนิดที่ปิงเองก็ไม่คาดคิด จากหนังสั้น pilot จำนวน 2 ตอนที่ไม่มีแม้แต่ค่าตัวทีมงาน สู่โปรเจกต์หนังสั้นจำนวน 10 ตอนถ้วนที่สร้างรายได้ได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้างานแบบนี้ยังไม่มีใครเคยทำเราก็ต้องหาวิธีของเราเองแหละ ซึ่งเราก็มีภาพปลายทางในใจอยู่ ยกตัวอย่างงานฮอลลีวูดเราก็เคยเห็น <em>Searching</em> (2018) ที่เล่าเรื่องด้วยหน้าจอล้วนๆ ดังนั้นเราจึงรู้ว่าการเล่าเรื่องแบบนี้มันทำได้ แค่ต้องหาวิธีการถ่ายทำให้มันออกมาได้แค่นั้นเอง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘วิธี’ ที่ปิงว่าคืออะไร ข้อความบนหน้าจอด้านล่างมีคำตอบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>จากอากาศสู่กระดาษ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีวิธีการทำงานต่างจากกองถ่ายทั่วไป แต่ปิงบอกว่ารากฐานของ <em>กักตัว Stories</em> กลับไม่ต่างจากซีรีส์เรื่องอื่นๆ ที่เขาเคยทำมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนั้นเรียกว่าไอเดียและบทที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เริ่มแรกเราลองชวนผู้กำกับมาหลายๆ คนและถามเขาว่าอยากเล่าเรื่องอะไรในช่วงกักตัว ปรากฏว่าเรื่องเล่าของแต่ละคนหลากหลายมากทำให้เราตัดสินใจปล่อยฟรีมากๆ ทั้งในแง่คอนเทนต์และรูปแบบการถ่ายทำ คือจะถ่ายแนวนอน แนวตั้ง ใช้การพิมพ์แชตหรือวิดีโอคอลก็ได้” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98262" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_0426.jpeg" alt="" width="400" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_0426.jpeg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_0426-240x300.jpeg 240w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คอนเซปต์เช่นนี้เป็นที่มาของความฟรีสไตล์ที่เราได้เห็นกันไปบ้างแล้วใน <em>กักตัว Stories</em> ตอนที่ 1-4 ซึ่งปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่วิธีการเล่าเรื่องที่ใหม่ แต่ผู้กำกับหลายคนที่ร่วมกำกับในโปรเจกต์นี้ยังเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่อีกต่างหาก เช่น <a href="https://adaymagazine.com/jirassaya-wongsutin/">แคลร์–จิรัศยา วงษ์สุทิน</a>, ก๋วยเตี๋ยว–จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ หรือ อัด–อวัช รัตนปิณฑะ นักแสดงมากความสามารถจากค่ายนาดาวฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องอธิบายก่อนว่าโดยพื้นฐานนาดาวฯ เป็นบริษัทดูแลและพัฒนาศิลปิน ในขณะเดียวกันเราก็ดูแลและพัฒนาคนทำงานเบื้องหลังควบคู่กันมาโดยตลอด กับโปรเจกต์นี้เรามองว่ามันเป็นงานที่ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ โอกาสที่โปรเจกต์จะล้มก็คงไม่รุนแรงมาก ดังนั้นมันจึงเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะได้ลองทำงานกับนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหม่พร้อมกัน โดยที่ยังพอควบคุมเนื้องานได้อยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พี่ย้งชอบสอนว่าเวลาทำโปรเจกต์มันควรจะวินในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น ถ้าไม่วินเรื่องเรตติ้งอย่างน้อยมันควรวินเรื่องรายได้ หรือถ้าไม่วินเรื่องรายได้อย่างน้อยมันควรวินเรื่องคนทำงาน กับงานนี้เรารู้ว่าจะได้พัฒนาสกิลของทุกคนในโปรเจกต์ด้วยการเปิดโอกาสให้ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ในขณะที่ต้องอยู่บ้านยาวๆ ตอนนี้” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98247" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687294.jpeg" alt="" width="450" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687294.jpeg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687294-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687294-600x800.jpeg 600w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>วิชาเขียนบท 101</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามีข้อจำกัดว่าจะไม่ให้ทีมงานคนไหนเข้าบ้านนักแสดงเลยเพื่อความปลอดภัย ดังนั้นนักแสดงต้องเป็นคนเซตฉากและถ่ายทำเองทั้งหมด คำถามคือจะทำยังไงให้ผู้กำกับยังเล่าเรื่องได้อย่างอิสระที่สุดบนข้อจำกัดที่มีอยู่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อจำกัดเรื่องการถ่ายทำและการกำกับ เราถามปิงว่าเขาจัดการมันยังไงในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบของปิงแปลกไปจากที่คิด เมื่อเขาเฉลยว่าคำตอบอยู่ที่ขั้นตอน ‘เขียนบท’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ซึ่งรับผิดชอบโปรเจกต์ของนาดาวฯ มาแล้วนับไม่ถ้วนอธิบายว่า โดยปกติกว่าบทหนังจะเสร็จสมบูรณ์จนนักแสดงนำไปเล่นได้นั้นต้องผ่านการพัฒนามาแล้วหลายขั้นตอน จากพล็อต (เรื่องย่อ) สู่ทรีตเมนต์ (โครงเรื่องโดยละเอียด) จนกลายเป็นสกรีนเพลย์ (บทฉบับสมบูรณ์ที่มีบทพูดของตัวละคร) จากนั้นทีมงานจึงค่อยเริ่มขั้นตอนเตรียมการถ่ายทำ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98249" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687297.jpeg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687297.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687297-300x188.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687297-600x375.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98248" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687299.jpeg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687299.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687299-300x188.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687299-600x375.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานนี้เราตัดสินใจผ่าครึ่งกระบวนการเขียนบท คือหลังจากที่ผู้กำกับคิดพล็อตเรื่องเสร็จและผ่านการคุยกับเราในฐานะโปรดิวเซอร์ เราก็ให้เขาแคสต์นักแสดงก่อนเลย ดังนั้นผู้กำกับจะได้นักแสดงครบทุกตัวก่อนเขียนบทเสร็จ เขาจะได้รู้ว่ามีโลเคชั่นอะไรอยู่ในมือบ้าง ตรงนี้นักแสดงมีสิทธิเลือกว่าจะให้ถ่ายหรือไม่ถ่ายตรงไหนในบ้าน ซึ่งเขาก็อาจจะใช้การวิดีโอคอลกัน แล้วให้นักแสดงพาผู้กำกับทัวร์บ้านเหมือนรายการ <em>ตีท้ายครัว</em>” ปิงหัวเราะพร้อมเสริมว่า นอกจากเรื่องโลเคชั่นโปรเจกต์นี้ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกที่กลายมาเป็นความสนุกของซีรีส์ตอนออนแอร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรื่องของผู้กำกับทุกคนมีแรงบันดาลใจต่างกันหมดเลยและทุกเรื่องก็มีข้อจำกัดด้านการเขียนบท มันอาจจะบีบให้เราทำงานยากขึ้นบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เช่น ในซีรีส์นี้เราจะไม่ได้เห็นมุมกล้องที่คุ้นเคยอย่างการถ่ายข้ามไหล่ให้เห็นว่าตัวละครกำลังคุยกับใครอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สมมติว่าเราจะเล่าว่าตัวละครได้รับพัสดุ ถ้าเป็นหนังปกติเราคงถ่ายให้เห็นช็อตที่พัสดุมาส่งแล้วตัดไปเป็นภาพมุมแคบมือนักแสดงเปิดพัสดุ เราถ่ายเจาะได้หมดเลยว่าอยากให้คนดูเห็นอะไรบ้างในกล่อง แต่พอหนังของเราต้องเล่าผ่านตัวละครที่อยู่หน้าจอเป็นหลัก ตัวละครเลยต้องเอากล่องมาเปิดหน้าจอคอมฯ เพราะอันนี้ตอนเขียนบทเราเลยต้องหาวิธีพัฒนาอินเนอร์ตัวละครว่ามันคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องเอาพัสดุนั้นมาเปิดที่หน้าจอ ซึ่งมันก็ท้าทายตัวเราเองเหมือนกันว่าจะเล่ายังไงให้เล่าเรื่องได้ครบโดยที่มีพื้นที่แค่ตรงหน้าจอ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98241" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8.jpeg" alt="" width="675" height="375" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-300x167.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-600x333.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>คัมภีร์การ shoot from home</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากที่มีบทเป็นกระดาษที่จับต้องได้แล้ว ขั้นตอนการเปลี่ยนกระดาษให้กลายเป็นภาพนี่แหละที่ยาวนานที่สุดและจำเป็นต้องใช้คนเยอะมาก” ปิงเกริ่นถึงขั้นตอนการเตรียมตัวถ่ายทำจริง ที่ถึงแม้ผู้กำกับจะมีหน้าที่ออกแบบภาพที่อยากเห็น แต่ก็ไม่สามารถผลิตภาพเหล่านั้นได้ด้วยตัวคนเดียว หากต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ อีกจำนวนมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วง pre-production คือการวางแผนว่าเราจะทำงานยังไงเพื่อให้ใช้เวลาและทรัพยากรได้คุ้มค่าที่สุดในวันถ่ายทำ และเตรียมพร้อมเพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดในวันออกกองน้อยที่สุด” ปิงเสริมความสำคัญของขั้นตอนการเตรียมงานที่ต้องย้ำอีกครั้งว่างานนี้มีกฎเหล็ก ห้ามทีมงานเข้าไปเหยียบบ้านของนักแสดงเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงแรกเราทำการบ้านเรื่องเทคนิคการถ่ายทำเยอะมาก มานั่งคิดกันว่าเราจำเป็นต้องส่งกล้องกับอุปกรณ์เก็บเสียงไปให้นักแสดงเลยไหม แต่ก็ไม่ใช่ว่านักแสดงทุกคนจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็น เราจึงตัดสินใจใช้อุปกรณ์ที่นักแสดงมีอยู่แล้วเป็นหลัก เช่น โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98250" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687286.jpeg" alt="" width="675" height="471" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687286.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687286-300x209.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687286-600x419.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทีนี้ทีมโปรดักชั่นของเราก็ต้องทำการบ้านกับอุปกรณ์ทุกรุ่นทุกประเภทว่าใช้งานยังไง เช่น แม็คบุ๊กสามารถอัดทั้งภาพและเสียงได้ด้วยแอพฯ QuickTime Player แต่ถ้าใช้วินโดวส์อัดอาจจะไม่มีเสียง เราต้องเตรียมอุปกรณ์อัดเสียงไว้ด้วย มันเหมือนเราทำคัมภีร์ไบเบิลออกมาทีละพาร์ต เรื่องภาพ เรื่องเสียง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่สนุกไปกว่านั้นก็คือ ผู้กำกับบางเรื่องอาจต้องการมุมกล้องที่หลากหลายกว่าหน้าจอบนโต๊ะ หรือเทคนิคการถ่ายทำที่แอดวานซ์ไปอีกระดับ เหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายทั้งสำหรับนักแสดงไปจนถึงทีมงานที่คอยเอาใจช่วยจากหน้าจอที่บ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ยกตัวอย่างเรื่องของวรรณแวว (วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์) นอกจากกล้องหน้าจอคอมฯ เขาอยากตั้งกล้องไว้เป็นมุมมองพระเจ้าในห้องด้วย เขาเลยบอกว่าขอเลือกอวัชเป็นนักแสดงได้ไหมเพราะอวัชตั้งกล้องเป็น” ปิงเล่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดังนั้นเรื่องของวรรณแววจึงสามารถดีไซน์การถ่ายทำได้หลากหลายเลย มีทั้งการตั้งกล้อง การอัดหน้าจอ แล้วก็มีการใช้กล้อง GoPro ติดที่หัว พวกนี้เราก็ต้องสอนน้องๆ ใช้อุปกรณ์กันทีละนิดละหน่อย น้องบางคนเขาก็ออกตัวแต่แรกแล้วว่าไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเลยนะ ถ้าจะให้หนูทำจริงๆ พี่ต้องสอนหนูอย่างละเอียดมากๆ ซึ่งเราก็ต้องสอนกันไป” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687289.jpeg" alt="" width="675" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687289.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687289-300x228.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687289-600x455.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่รู้ว่าตามธรรมชาติของการถ่ายทำทุกประเภท วันออกกองจริงมักเต็มไปด้วยเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่เสมอ แม้กระทั่งการออกกองจากบ้านก็ไม่เว้น เพราะกว่าจะได้ภาพที่ต้องการ เหล่านักแสดง–ในฐานะทีมงานคนเดียวที่อยู่หน้างาน–ก็ต้องแก้ปัญหากันไปหลายตลบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรื่องนี้นักแสดงต้องเป็นทั้งฝ่ายโลเคชั่น คอสตูม และพร็อพในคนเดียว และบางงานก็ละเอียดมากเสียจนไม่ได้คาดคิดว่านักแสดงจะต้องมาทำขนาดนี้ อย่างตอนที่เราถ่ายทำเรื่อง <em>Lovers on the Street</em> ผู้กำกับต้องการฉากกลางคืน แต่วันที่เราต้องถ่ายเป็นคิวกลางวัน ห้องนอนของทั้งแพต (ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช) และเบลล์ (เขมิศรา พลเดช) ก็มีหน้าต่างเยอะมาก แสงเข้าเต็มๆ ถึงปิดม่านยังไงก็ยังสว่าง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98253" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1.jpeg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-300x188.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-600x375.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปัญหานี้ถ้าอยู่ในกองถ่ายปกติทีมงานจะต้องไปขึงผ้าดำ แต่พอทีมงานเข้าบ้านนักแสดงไม่ได้ จะส่งผ้าดำไปให้นักแสดงขึงเองก็น่าจะยากไป เราเลยใช้วิธีที่ DIY กว่านั้นอีก คือซื้อกระดาษโปสเตอร์สีดำส่งไปให้น้องๆ 10 แผ่น แล้วก็ให้นักแสดงเอาไปติดผนัง” ปิงอธิบายหน้าที่ที่เพิ่มเข้ามาของเหล่านักแสดงในโปรเจกต์ ที่ถึงแม้จะเก้ๆ กังๆ อยู่บ้างในช่วงแรก แต่นี่ก็เป็นโอกาสสำคัญของเหล่านักแสดงที่จะได้เห็นภาพการทำงานในกองถ่ายชัดกว่าที่เคย เช่นกันกับผู้กำกับทั้ง 10 คนที่ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ของการทำงานไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่เราทำงานเป็นโปรเจกต์ใหญ่เราอาจจะโฟกัสแค่งานในตำแหน่งของเราอย่างเดียว แต่ไม่เคยรู้ว่าจริงๆ แล้วตำแหน่งอื่นเขาทำงานกันยังไง พอวันนี้ต้องมาดูแลงานแทนฝ่ายพร็อพเราก็เข้าใจแล้วว่า อ๋อ เวลาที่เขาไม่พร้อมมาสแตนด์บายหน้าเซตคือเขากำลังนั่งแก้ปัญหาสก๊อตช์เทปที่ติดไม่อยู่สักทีนี่แหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนะ ถ้าหลังจากนี้ได้กลับไปออกกองด้วยกันเราคงเข้าใจกันมากขึ้น เราเลยชอบความรู้สึกนี้ของการทำงานนี้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98254" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687287-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98255" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687298.jpeg" alt="" width="675" height="381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687298.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687298-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687298-600x339.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>โลกหน้าจอของผู้กำกับ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“การกำกับการแสดงผ่านหน้าจอเป็นอุปสรรคในการทำงานบ้างไหม” เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในมุมของเรามันมีผลเยอะเหมือนกันนะ เรายังอธิบายและบรีฟนักแสดงได้ก็จริง แต่สิ่งที่แตกต่างไปคือเรื่องการสื่อสารอารมณ์ พอเราคุยกันผ่านอุปกรณ์มันก็จะแห้งแล้งเหมือนกัน </span><span style="font-weight: 400;">ไม่เหมือนเวลาเราเข้าไปบรีฟนักแสดงใกล้ๆ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่ไม่ใช่แค่อุปสรรคของผู้กำกับเท่านั้น แต่นักแสดงก็ต้องรับบทหนักมากขึ้น เพราะเมื่อผู้กำกับไม่สามารถส่งผ่านอารมณ์ผ่านหน้าจอได้อย่างเต็มที่ พวกเขาจึงต้องทำการบ้านมากขึ้นเพื่อเข้าถึงอารมณ์ของแต่ละฉากโดยที่ไม่มีผู้กำกับหรือแอ็กติ้งโค้ชคอยช่วยเหมือนเคย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98258" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687296-1.jpeg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687296-1.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687296-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687296-1-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรื่องหนึ่งที่ท้าทายคือการมองเห็นของผู้กำกับ เพราะเวลาอยู่หน้ากองเราจะเห็นทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากมอนิเตอร์ เราได้เห็นบรรยากาศซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ถ้ามันมีอะไรที่กำลังจะหลุดเข้ามาในเฟรมหรือฝนกำลังจะตกเราก็จะรู้ก่อนประมาณหนึ่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่พอกำกับงานจากทางบ้านมุมมองของเราก็แคบลงเหลือแค่จอสี่เหลี่ยม ดังนั้นความสามารถของเราในการใช้สอยโลเคชั่นก็จะลดลงทันที โดยปกติเวลากำกับอาจจะปรับตัวตามสถานการณ์ เช่น บรรยากาศด้านซ้ายมันให้อารมณ์ที่ดี หลังจากนักแสดงเล่นจบเราก็อาจจะขอให้กล้องแพนต่อไปรับทางซ้าย แต่พอเป็นการถ่ายทำแบบนี้เราก็ไม่สามารถจัดการกล้องได้อย่างอิสระเหมือนเดิมแล้ว”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98257" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687285.jpeg" alt="" width="675" height="361" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687285.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687285-300x160.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687285-600x321.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>NOT A NEW NORMAL</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ภาพที่พอใจและตัดต่อจนเรียบร้อยสมบูรณ์ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อชิ้นงานไม่แพ้กันคือการออกอากาศ สำหรับโปรเจกต์นี้ทีมงานเลือกที่จะออนแอร์ <em>กักตัว Stories</em> ผ่านทางยูทูบ <a href="https://www.youtube.com/user/NadaoBangkok" target="_blank" rel="noopener">Nadao Bangkok</a> แทนที่จะหาพาร์ตเนอร์เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สตรีมมิงหรือช่องโทรทัศน์เหมือนโปรเจกต์อื่นๆ </span></p>
<p>“พอเราทำโปรเจกต์นี้ไปได้สักระยะเราถึงนึกได้ว่าควรมีรายได้จากทางอื่นๆ เราจึงเลือกฉายในยูทูบเพื่อที่จะได้เงินโฆษณาซึ่งขึ้นอยู่กับยอดวิว พอเลือกฉายในยูทูบเราก็คิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเราเอาเงินจากโฆษณามาช่วยคนที่ต้องการในช่วงโควิดดีกว่า” ปิงอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เขาตัดสินใจนำรายได้จากยูทูบทั้งเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือสถานการณ์โควิด-19 ทั้งด้านผู้ได้รับผลกระทบ และการสนับสนุนการวิจัยด้านไวรัส การผลิตชุดตรวจ และแอนติบอดี้พลาสมาต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98259" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687290.jpeg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687290.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687290-300x188.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687290-600x375.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98260" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687283.jpeg" alt="" width="675" height="382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687283.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687283-300x170.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687283-600x340.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ถ้าพูดกันตามตรง โปรเจกต์นี้ก็ไม่ใช่การปรับตัวในระยะยาวถูกไหม” เราถาม เมื่อได้ฟังกระบวนการผลิตหนังสั้นชุดนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีอีกหลายตำแหน่งหน้าที่ในกองถ่ายที่หายไปในการถ่ายทำแบบ shoot from home ลักษณะนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ใช่” ปิงยอมรับ “มีหลายตำแหน่งในกองถ่ายที่หายไปด้วยรูปแบบโปรเจกต์แบบนี้ เช่น คนหาโลเคชั่น แผนกคอสตูม ตากล้อง ผู้ควบคุมความต่อเนื่อง หรือสเลตและรีพอร์ต</span></p>
<p>“ขนาดโปรเจกต์ <span style="font-weight: 400;"><em>กักตัว Stories </em></span>เราถ่ายทำกันจากบ้านยังมีทีมงานเกิน 5 คนเลย” ปิงพูดติดตลก เมื่อเราถามถึงมาตรการออกกอง 5 คนที่เห็นผ่านตาในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันก่อน (หลังจากวันที่คุยกันจึงมีการผ่อนปรนให้ดำเนินกองถ่ายจำกัดไม่เกิน 50 คน)</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98246" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687292.jpeg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687292.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687292-300x188.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/S__16687292-600x375.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นสิ่งที่คนเห็นภาพได้ยากอยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจธรรมชาติของงานกองถ่าย มันก็เลยทำให้มีนโยบายที่เกิดจากความไม่เข้าใจออกมานี่แหละ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คนในอุตสาหกรรมบันเทิงมีอยู่หลักหมื่นหลักแสนคน การหยุดกองถ่ายเท่ากับการหยุดอาชีพหลายตำแหน่งไปเลย ถ้าคนไม่เข้าใจกระบวนการทำหนังจริงๆ เขาก็จะคิดว่าหนังมันเกิดขึ้นจากทีมงานไม่กี่คน ทั้งที่ความจริงแล้วแค่กล้องตัวหนึ่งก็ต้องใช้ทีมงาน 5 คนเข้าไปแล้ว เพราะตากล้องก็ต้องการผู้ช่วย ต้องการคนมาช่วย operate กล้อง เคลื่อนกล้อง ต้องการ focus puller เพื่อจับโฟกัสให้ไม่หลุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุดท้ายแล้วโปรเจกต์ <em>กักตัว Stories</em> มันก็ช่วยทีมงานได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง แต่นี่ไม่ใช่ new normal มันจะไม่ใช่มาตรฐานกองถ่ายหลังจากนี้ ไม่ใช่ทุกเรื่องจะทำได้แบบนี้ นี่เป็นแค่โปรเจกต์พิเศษ คอนเทนต์ทั้งหมดถูกคิดให้เอื้อกับวิธีการถ่ายทำนี้ด้วยซ้ำ ความจริงแล้วเรายังคงต้องการหนังแบบเดิม ต้องการละครแบบเดิม”</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/quarantine-stories-nadao-bangkok/">The Making of ‘กักตัว Stories’ 10 หนังสั้นที่ถ่ายทำแบบ shoot from home ในช่วงกักตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘รักษาตารางงานและยอมรับสถานการณ์’ วิธีทำงานและจัดการกับความเครียดของชาวโปรดักชั่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/homework-film-production/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2020 12:33:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[work from home]]></category>
		<category><![CDATA[home/work]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=97470</guid>

					<description><![CDATA[<p>อย่างที่รู้กันว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบและเร่งให้เราต้องหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ๆ ให้สอดรับกับสถานการณ์กันแทบทุกอาชีพ อาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้ใครเพราะงานที่มีต่างถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด คือชาวโปรดักชั่น ในช่วงที่ไม่สามารถออกกองหรือทำงานได้ตามปกติ หลายๆ คนจึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน หันมาถ่ายทำกันบนโลกออนไลน์ กำกับและตัดต่อกันผ่านหน้าจอ เราขอพาไปบุกเบื้องหลังกองถ่าย ตามไปดูว่าพวกเขามีวิธีการปรับตัว รวมถึงจัดการกับความเครียดในช่วงนี้ยังไง &#160; &#160; ลี ชาตะเมธีกุล Film Editor, White Light Studio “White Light Post เริ่มทำงานที่บ้านกันตั้งแต่ประมาณ 2 เดือนก่อน เราเปลี่ยนมาใช้วิดีโอคอลในการประชุมประจำสัปดาห์และจบงานส่วนใหญ่ทางออนไลน์ ขณะเดียวกันเราก็มีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการให้ทีมเซตอุปกรณ์การทำงานไว้ที่บ้าน เพื่อให้ทำงานได้หากปิดเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เราเองในฐานะที่เป็นผู้บริหารก็ต้องติดตามสถานการณ์โรคระบาดและปรับแผนงานกันทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกับทีมให้มีประสิทธิภาพ จะเตรียมตัวและรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ยังไงบ้าง นอกจากนี้ก็ต้องประเมินการเงินของบริษัท ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และวางแผนสำหรับอนาคตตรงนี้ด้วย “แต่ส่วนตัวแล้วการเปลี่ยนมาทำงานที่บ้านอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราขนาดนั้น เพราะทำงานตัดต่อเลยค่อนข้างชินกับการทำงานคนเดียว การทำงานทางไกลกับลูกค้าถึงจะเป็นอะไรที่ท้าทายมาก แต่เราก็ทำได้ผ่านวิดีโอคอลและ screen sharing สิ่งสำคัญที่พยายามนำมาปรับใช้ช่วงนี้จึงเป็นเรื่องการรักษาตารางเวลาทำงานเดิมของเราไว้ ยอมรับว่าสถานการณ์นี้น่าจะอยู่กับเราไปอีกสักพักและอาจจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงมากกว่า” &#160; แฮม–ณัฐดนัย นาคสุวรรณ Freelance Cinematographer “สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือพยายามพัฒนางานของเรา ช่วงนี้พอมีงานน้อยลงก็ทำให้มีเวลาเสพงานต่างๆ มากขึ้น ซื้อทีวีมาทำโซนดูหนังที่บ้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/homework-film-production/">‘รักษาตารางงานและยอมรับสถานการณ์’ วิธีทำงานและจัดการกับความเครียดของชาวโปรดักชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่รู้กันว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบและเร่งให้เราต้องหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ๆ ให้สอดรับกับสถานการณ์กันแทบทุกอาชีพ อาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้ใครเพราะงานที่มีต่างถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด คือชาวโปรดักชั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงที่ไม่สามารถออกกองหรือทำงานได้ตามปกติ หลายๆ คนจึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน หันมาถ่ายทำกันบนโลกออนไลน์ กำกับและตัดต่อกันผ่านหน้าจอ เราขอพาไปบุกเบื้องหลังกองถ่าย ตามไปดูว่าพวกเขามีวิธีการปรับตัว รวมถึงจัดการกับความเครียดในช่วงนี้ยังไง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-97478 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1.jpg" alt="" width="600" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1.jpg 2085w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-02-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ลี ชาตะเมธีกุล</strong></p>
<p><strong>Film Editor, White Light Studio</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“White Light Post เริ่มทำงานที่บ้านกันตั้งแต่ประมาณ 2 เดือนก่อน เราเปลี่ยนมาใช้วิดีโอคอลในการประชุมประจำสัปดาห์และจบงานส่วนใหญ่ทางออนไลน์ ขณะเดียวกันเราก็มีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการให้ทีมเซตอุปกรณ์การทำงานไว้ที่บ้าน เพื่อให้ทำงานได้หากปิดเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เราเองในฐานะที่เป็นผู้บริหารก็ต้องติดตามสถานการณ์โรคระบาดและปรับแผนงานกันทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกับทีมให้มีประสิทธิภาพ จะเตรียมตัวและรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ยังไงบ้าง นอกจากนี้ก็ต้องประเมินการเงินของบริษัท ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และวางแผนสำหรับอนาคตตรงนี้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ส่วนตัวแล้วการเปลี่ยนมาทำงานที่บ้านอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราขนาดนั้น เพราะทำงานตัดต่อเลยค่อนข้างชินกับการทำงานคนเดียว การทำงานทางไกลกับลูกค้าถึงจะเป็นอะไรที่ท้าทายมาก แต่เราก็ทำได้ผ่านวิดีโอคอลและ screen sharing สิ่งสำคัญที่พยายามนำมาปรับใช้ช่วงนี้จึงเป็นเรื่องการรักษาตารางเวลาทำงานเดิมของเราไว้ ยอมรับว่าสถานการณ์นี้น่าจะอยู่กับเราไปอีกสักพักและอาจจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงมากกว่า”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-97479 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03.jpg" alt="" width="600" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-03-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>แฮม–ณัฐดนัย นาคสุวรรณ</strong></p>
<p><strong>Freelance Cinematographer</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือพยายามพัฒนางานของเรา ช่วงนี้พอมีงานน้อยลงก็ทำให้มีเวลาเสพงานต่างๆ มากขึ้น ซื้อทีวีมาทำโซนดูหนังที่บ้าน ได้ดูแลสุขภาพและออกกำลังกายมากขึ้นตามไปด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำงานหนักจนไม่มีเวลาโฟกัสกับสิ่งนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ก็ยอมรับว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีผลกระทบกับเราและคนในอุตสาหกรรมกองถ่ายเยอะมาก กองถ่ายขนาดกลางถึงใหญ่ไม่สามารถถ่ายทำได้ ฟรีแลนซ์ขาดรายได้ หลายโปรดักชั่นเฮาส์ที่เรารู้จักต้องเลย์ออฟคนออกไปทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ เข้าสู่ยุคที่บริษัทต้องพยายาม lean ที่สุดเพื่อให้อยู่รอดกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การทำงานที่บ้านจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเราสามารถประหยัดสิ่งที่ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ นั่นคือเวลา การเปลี่ยนมาประชุมออนไลน์ทำให้เราลดเวลาไปได้ 1-3 ชั่วโมงต่อการประชุมหนึ่งครั้ง และประหยัดค่าเดินทางไปได้มาก รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนในแวดวงก็หันมาใส่ใจกับสุขอนามัยเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเอาจริงๆ กองถ่ายเหมือนสนามมวยเลยนะ รุมๆ กันในสถานที่เล็กๆ ไฟร้อนๆ อากาศไม่ค่อยถ่ายเท หลังจากนี้เราว่านอกจากจะทำให้ทุกคนหันมาคิดถึงตรงนี้มากขึ้น อาจจะสนับสนุนให้มีมาตรการกำหนดเวลาในการถ่ายทำให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในกองถ่ายดีขึ้นและทำงานในกองถ่ายไปได้อย่างยั่งยืนด้วย ข้อเสียคือบางงานจำเป็นต้องสื่อสารกันแบบเห็นหน้า เห็นแววตา เห็นอารมณ์ประกอบ เลยเป็นเรื่องยากมากในการทำงานตอนนี้ แต่ก็พยายามแก้ด้วยการหา visual reference เพื่อให้เข้าใจตรงกันมากขึ้น” </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-97480 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04.jpg" alt="" width="601" height="601" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-04-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 601px) 100vw, 601px" /></p>
<p><strong>แป้ง–นิจษา สุวรรณพฤษชาติ </strong></p>
<p><strong>Founder &amp; Producer, เพื่อน โปรดักชั่น</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติเราทำงานที่บ้านและเป็นคนตั้งใจทำงานอยู่แล้ว เลยไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการทำงานลักษณะนี้ คิดว่าการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความตั้งใจของคนนั้นๆ มากกว่า จริงๆ อยู่ที่ไหนก็ทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ อย่างเราชอบทำงานในที่เงียบๆ เย็นๆ เปิดเพลงเบาๆ ขณะทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในช่วงโควิด-19 รูปแบบการทำงานก็มีปรับเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เคยประชุมหรือพรีเซนต์งานแบบต่อหน้าเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาทำงานผ่านหน้าจอคอมฯ ใช้โปรแกรม Zoom, Microsoft Teams ในการวิดีโอคอลคุยกัน การประชุมงานที่มีดีเทลค่อนข้างเยอะจึงอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง กับการสื่อสารเราว่ายังไงการได้เจอกัน เห็นสีหน้าท่าทาง มันก็ดีกว่าอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหากับการทำงานขนาดนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การถ่ายงานแบบกองใหญ่ๆ 70-100 คน อย่างที่ผ่านมา ตอนนี้ก็บอกเลยว่าหมดสิทธิ์ ทุกงานถูกเลื่อนออกไป มีเฉพาะบางงานเท่านั้นที่พอทำได้ แต่ก็ต้องปรับเป็นรูปแบบการถ่ายเก็บฟุตเทจ ถ่ายเรียลที่ไม่ได้มีการเซตการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น เดินออกไปถ่ายตามท้องถนน ตามที่ต่างๆ โดยใช้ทีมงานแค่ 5 คนเท่านั้น หรือนำ stock footage มาตัดงาน ช่วงนี้เลยต้องพยายามคิดงานออกมาให้เอื้อต่อการทำงานจริงและเข้ากับสถานการณ์มากขึ้น”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-97481 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05.jpg" alt="" width="600" height="601" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05.jpg 2085w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-05-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>เฟ่ย–พิสิณี ขาวสมัย </strong></p>
<p><strong>Freelance Director และรับจ้างรันวงการที่ RAP IS NOW </strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ปกติในการทำงานทุกขั้นตอนเราต้องพบเจอผู้คนตลอด ตอนที่โควิด-19 เริ่มระบาดแล้วยังต้องออกกองอยู่ สภาพจิตใจเราย่ำแย่มาก กังวล ไม่มีสติเลย เป็นห่วงสุขภาพตัวเองและคนรอบข้าง งานอื่นๆ ที่รับมาช่วงนั้นจึงต้องยกเลิกไปก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่หลังจากออกกองนั้นไป งานก็ยังไม่จบเพราะต้องเข้าสู่ช่วง post-production ตอนนั้นเราเลยใช้วิธีซิตอินกับคนตัดต่อผ่านสไกป์ ฮามาก จริงๆ ลืมพาสเวิร์ดไปแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าแอพฯ อะไรจะตอบโจทย์นี้ได้ คิดว่าสไกป์นี่แหละเร็วที่สุดแล้ว แต่สำหรับเรายังไงวิธีการนี้มันก็ยังไม่ชิน เพราะการมาเจอกัน คุยกัน งานจบไวกว่าเยอะ การทำงานแบบนี้มันกระตุกมาก ไม่ได้เป็นที่แอพฯ นะ แต่บางทีการตัดต่อขึ้นอยู่กับจังหวะ ต้องดูเป็นวินาที เป็นเฟรม บางทีต้องให้เป็นจังหวะนี้เป๊ะๆ แต่ไม่รู้ว่าเป๊ะหรือยังก็ต้องให้ทีมตัดต่อเรนเดอร์มาก่อน แล้วเราคอยบอกเป็นวินาทีไปว่าให้ตัดตรงไหนออกแค่ไหน กว่าจะจบงานก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ และหลังจากนั้นก็ไม่มีงานยาวๆ ไปเกือบ 2 เดือน (หัวเราะ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เริ่มช่วง pre-production งานใหม่ เราเองจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมสติให้มั่น เพราะการทำงานผ่านจอต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิมมาก เราใช้วิธีจัดระเบียบห้องให้เหมาะสมกับการทำงานมากกว่าเดิม เพราะช่วงแรกๆ เวลาทำงานเรารวนมาก ปรับตัวยาก เพราะนอนเยอะกว่าปกติ จากเดิมต้องอาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้า และเดินทาง รวมๆ กันหลายชั่วโมง ตอนนี้ขั้นตอนต่างๆ ลดลงทำให้เรามีเวลามากขึ้น ถ้าหลงเวลาก็จะทำให้เวลาเดินเร็วขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-97482 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-06.jpg" alt="" width="600" height="546" /></p>
<p><strong>แก๊ป–สิระ สิมมี </strong></p>
<p><strong>Director, CYPH.film</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมว่าความสนุกของงานช่วงนี้คือการที่ทุกคนมีเมสเซจที่อยากพูด แต่ต้องปรับรูปแบบการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ เราเลยได้เห็นงานของหลายๆ คนที่พยายามเล่าทุกอย่างผ่านวิธีการที่จะถ่ายจากบ้านได้ เช่น วิดีโอคอล, แชต, เพลง ซึ่งผมว่ามันสนุกดีที่ได้เห็นทุกคนต้องทำงานภายใต้โจทย์และข้อจำกัดแบบนี้ นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีที่อยู่บ้านแต่ออกกองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างงานล่าสุดที่ผมทำก็เป็นการกำกับจากทางบ้านเช่นเดียวกัน ส่วนที่เหนื่อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือเราต้องคิดว่าจะเล่าเรื่องยังไงให้ได้ประสิทธิภาพแบบเดียวกับช่วงเวลาปกติ ในเมื่ออาวุธบางชิ้นที่เรามีหายไปตามข้อจำกัด เช่น อุปกรณ์ก็ใช้แบบเต็มสตรีมไม่ได้เหมือนเก่า ทีมงานที่จะช่วยเราก็ไม่ได้ติดต่อกันง่ายเหมือนการอยู่ต่อหน้า ขั้นตอนการทำงานจึงวุ่นวายขึ้นมาก หนึ่งในวิธีทำงานของเราช่วงนี้คือการลุกไปอาบน้ำและแต่งตัวเหมือนได้ออกจากบ้าน จะได้รู้สึกสดชื่นและเกิดเหตุการณ์เดินไปนอนน้อยลง รวมทั้งนั่งดูบริษัทฮาไม่จำกัดฯ หรือชิงร้อยชิงล้านให้หายเครียด พอหายเครียดเราก็จะทำงานได้ปกติเหมือนเดิม” </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-97483 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07.jpg" alt="" width="600" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07.jpg 2085w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/homework_album-07-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>ดิว–ชัยธวัช  ไตรสารศรี</strong></p>
<p><strong>Colorist, White Light Studio</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เคล็ดลับการทำงานของเราคือการตั้งเวลาทำงานให้เหมือนอยู่ที่ออฟฟิศ เพื่อให้ยังแอ็กทีฟและมีเวลาพักเหมือนตอนทำงานปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้านี้เราจะเข้าออฟฟิศเพื่อเตรียมงานแก้สีกับทีมก่อนที่จะเจอลูกค้า พอวันที่ลูกค้าเข้ามาแก้สี ทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ตากล้อง และเรา จะดูหนังไปพร้อมๆ กัน พูดคุยเรื่องสีของหนัง อารมณ์ความรู้สึกของซีนต่างๆ พอเกิดโควิด-19 บริษัทให้ work from home เราจึงต้องเซตอุปกรณ์การทำงานไว้ที่บ้าน เวลาประชุมหรือรับบรีฟจากลูกค้าก็จะคุยผ่านวิดีโอคอล ไม่ก็อัพโหลดไฟล์ภาพหรือวิดีโอแทน พอไม่ได้เจอหน้ากันอย่างนี้เลยค่อนข้างจะเหงาๆ หน่อย อยากเจอทีมงานและลูกค้าเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกันซึ่งๆ หน้า เพราะเมื่อเราไม่เห็นรีแอกต์ของคนนั้นๆ ทันทีที่เราดีไซน์อะไรใหม่ๆ เข้าไปในงาน บางครั้งกว่าจะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรก็ใช้เวลาเยอะพอสมควร ตอนนี้เราเลยใช้วิธีดู reference และทำ key scene ส่งให้ลูกค้าดูหลายๆ แบบ ให้เกิดความหลากหลาย ซีนเดียวกันอาจจะเป็นสี 2-3 แบบก็ได้ ทำให้เรารู้ว่าเขาชอบแบบไหนได้เร็วขึ้น หรือหากลูกค้าอยากเข้ามาดูงานพร้อมๆ กันที่ออฟฟิศก็ยังทำได้อยู่ แต่จะมีมาตรการเว้นระยะห่างกัน ทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งบางทีถ้าไม่เปิดหน้ากากก็จำกันไม่ได้ (หัวเราะ)”</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/homework-film-production/">‘รักษาตารางงานและยอมรับสถานการณ์’ วิธีทำงานและจัดการกับความเครียดของชาวโปรดักชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครียดสุดเครียดและเคว้งสุดเคว้ง ความท้าทายของสุขภาพจิตที่มากับโรคระบาด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mental-health-in-the-time-of-quarantine/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2020 14:39:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[การเว้นระยะห่างทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหงา]]></category>
		<category><![CDATA[lockdown]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[loneliness]]></category>
		<category><![CDATA[mental health]]></category>
		<category><![CDATA[Dormant state]]></category>
		<category><![CDATA[กักตัว]]></category>
		<category><![CDATA[next wave epidemic]]></category>
		<category><![CDATA[Psychology of epidemics and quarantine]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[social isolation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96640</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่คนที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านจนถึงคนทำงานแนวหน้าด้านการแพทย์&#160;โควิด-19 ได้สร้างผลกระทบเรื้อรังต่อภาวะสุขภาพจิตมวลรวมของคนในสังคม&#160;ความท้าทายต่อไปคือการรักษาสุขภาวะทางจิตให้ดำเนินต่อไปยังไง หากความเครียดได้กัดกินเราด้วยข้อจำกัดต่างๆ ภายใต้ศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันของแต่ละคน บางคนอาจแค่เบื่อหน่าย แต่หลายคนอาจต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถึงตอนนี้เราคงคุ้นกับคำว่า &#8216;การเว้นระยะห่างทางสังคม&#8217;&#160;จนชินชาหู แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังหวั่นไหวเมื่อมองไปถึงอนาคตข้างหน้า การทำ social isolation มักเป็นส่วนหนึ่งในงานศึกษาวิจัยด้านจิตวิทยาที่นานๆ ทีจะมีการทำกันสักครั้ง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นการทดลองหมู่ที่คนทั่วโลกมีส่วนร่วมอย่างไม่เต็มใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงนั้น การเว้นระยะห่างและกักตัวเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับใช้เข้มงวด การเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยลดการระบาดของโรค แต่มีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งการสูญเสียอาชีพ เสียรายได้ ต้องแยกจากคนใกล้ชิด หรือจำเป็นต้องใกล้ชิดคนไม่อยากเข้าใกล้ด้วยจนเป็น toxic relationship ที่น่าอึดอัดใจ ลูกหลานหลายบ้านไม่ได้ไปโรงเรียน เพิ่มรายจ่ายให้สูงขึ้น การต้องมีชีวิตด้วยทรัพย์สินเก่าเก็บที่มีอยู่น้อยนิด และความวิตกกังวลต่อสุขภาพว่าเราจะเป็นผู้ติดเชื้อรายต่อไปหรือไม่ ความวิตกกังวลเหล่านี้กินระยะเวลานาน ถึงแม้สถานการณ์ไวรัสจะคลายไป แต่สภาพจิตใจผู้คนยังคงสับสน ปัญหาใหญ่ต่อไปของโลกคือ &#8216;ปัญหาสุขภาพจิต&#8217; เมื่อการปิดเมืองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นมาตรการจำเป็นและพื้นฐานที่สุดที่ทุกประเทศเลือกใช้ แต่นี่คือการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้น้อยที่สุด หากเรามองจากกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตแล้ว เราจะได้ยินคำว่า flattening the curve คือ ทำให้เจ้ายอดกราฟผู้ติดเชื้อใหม่นั้นนิ่ง ไม่ทะยานชันไปมากกว่านี้ การล็อกดาวน์ ไม่ใช่แผนระยะยาว การปิดเมืองได้ทำลายรูปแบบการใช้ชีวิตมนุษย์ เราจึงควรออกจากการปิดกั้นเพื่อไม่ให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมได้รับความเสียหาย รวมไปถึงสุขภาวะทางจิตของประชาชนอันเปราะบางที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยา แน่นอนว่าแม้สถานการณ์จะรุนแรงเพียงไร แต่ในสังคมหรือคนใกล้ตัวคุณก็ยังพอมีคนที่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ตัวเองด้วยกลยุทธ์รับมือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mental-health-in-the-time-of-quarantine/">เครียดสุดเครียดและเคว้งสุดเคว้ง ความท้าทายของสุขภาพจิตที่มากับโรคระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่คนที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านจนถึงคนทำงานแนวหน้าด้านการแพทย์&nbsp;โควิด-19 ได้สร้างผลกระทบเรื้อรังต่อภาวะสุขภาพจิตมวลรวมของคนในสังคม&nbsp;ความท้าทายต่อไปคือการรักษาสุขภาวะทางจิตให้ดำเนินต่อไปยังไง หากความเครียดได้กัดกินเราด้วยข้อจำกัดต่างๆ ภายใต้ศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันของแต่ละคน</p>
<p>บางคนอาจแค่เบื่อหน่าย แต่หลายคนอาจต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน</p>
<p>ถึงตอนนี้เราคงคุ้นกับคำว่า &#8216;การเว้นระยะห่างทางสังคม&#8217;&nbsp;จนชินชาหู แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังหวั่นไหวเมื่อมองไปถึงอนาคตข้างหน้า การทำ social isolation มักเป็นส่วนหนึ่งในงานศึกษาวิจัยด้านจิตวิทยาที่นานๆ ทีจะมีการทำกันสักครั้ง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นการทดลองหมู่ที่คนทั่วโลกมีส่วนร่วมอย่างไม่เต็มใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงนั้น การเว้นระยะห่างและกักตัวเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับใช้เข้มงวด</p>
<p>การเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยลดการระบาดของโรค แต่มีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งการสูญเสียอาชีพ เสียรายได้ ต้องแยกจากคนใกล้ชิด หรือจำเป็นต้องใกล้ชิดคนไม่อยากเข้าใกล้ด้วยจนเป็น toxic relationship ที่น่าอึดอัดใจ ลูกหลานหลายบ้านไม่ได้ไปโรงเรียน เพิ่มรายจ่ายให้สูงขึ้น การต้องมีชีวิตด้วยทรัพย์สินเก่าเก็บที่มีอยู่น้อยนิด และความวิตกกังวลต่อสุขภาพว่าเราจะเป็นผู้ติดเชื้อรายต่อไปหรือไม่ ความวิตกกังวลเหล่านี้กินระยะเวลานาน ถึงแม้สถานการณ์ไวรัสจะคลายไป แต่สภาพจิตใจผู้คนยังคงสับสน</p>
<p>ปัญหาใหญ่ต่อไปของโลกคือ &#8216;ปัญหาสุขภาพจิต&#8217;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97299" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3>เมื่อการปิดเมืองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์</h3>
<p>การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นมาตรการจำเป็นและพื้นฐานที่สุดที่ทุกประเทศเลือกใช้ แต่นี่คือการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้น้อยที่สุด หากเรามองจากกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตแล้ว เราจะได้ยินคำว่า flattening the curve คือ ทำให้เจ้ายอดกราฟผู้ติดเชื้อใหม่นั้นนิ่ง ไม่ทะยานชันไปมากกว่านี้</p>
<p>การล็อกดาวน์ ไม่ใช่แผนระยะยาว การปิดเมืองได้ทำลายรูปแบบการใช้ชีวิตมนุษย์ เราจึงควรออกจากการปิดกั้นเพื่อไม่ให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมได้รับความเสียหาย รวมไปถึงสุขภาวะทางจิตของประชาชนอันเปราะบางที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยา</p>
<p>แน่นอนว่าแม้สถานการณ์จะรุนแรงเพียงไร แต่ในสังคมหรือคนใกล้ตัวคุณก็ยังพอมีคนที่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ตัวเองด้วยกลยุทธ์รับมือ (coping strategies) พอประคับประคองตัวเองไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกที่ความเครียดจากโรคระบาดนี้อาจกินระยะเวลายาวนาน</p>
<p>แม้คุณจะคิดว่าจิตใจได้เตรียมพร้อมแล้ว แต่ก็อาจมีบางจังหวะที่ตัวเองหลุดอย่างไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่เกมชักกะเย่อที่ใครปล่อยมือหลุดก่อนแพ้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอันแสนเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมเสมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นกรมสุขภาพจิตสำรวจภาวะสุขภาพจิตของคนไทยในช่วงโรคระบาด แต่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มล็อกดาวน์เข้มข้น มีผลสำรวจว่า ประชาชนอังกฤษถึง 40% รู้สึกว่าตัวเองเข้าสู่ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และความเครียดสะสมจากการถูกกักตัวเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตมวลรวมของประเทศ ทันใดนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษ &#8216;บอริส จอห์นสัน&#8217; ถูกหามส่งโรงพยาบาลหลังติดเชื้อโควิด-19 ความวิตกกังวลของผู้คนก็ถีบตัวสูงไปถึง 60% ถือเป็นเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นทางสังคมจนอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นคลื่นระบาดระลอกต่อไป (next wave epidemic)</p>
<p>แม้โควิด-19 จะค่อยๆ เบาบางลง แต่คนในสังคมจะมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตในสภาวะพิเศษ เช่น จิตวิทยาที่ว่าด้วยโรคระบาดและการกักกันตัว (psychology of epidemics and quarantine) เพื่อเข้าใจกลไกการตอบสนองทางจิตใจของมนุษย์ในเวลาฉุกเฉิน การพยายามเชื่อมบาดแผลในใจ และบรรเทาประสบการณ์อันรุนแรงจากความสูญเสีย เช่นเดียวกับการรับมือการก่อการร้ายและภัยธรรมชาติ</p>
<p>อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตเมื่ออยู่ในช่วงกักกันตัวคือ สถานที่นั้นๆ ที่คุณจำเป็นต้องอาศัยอยู่ แต่ละคนมีสภาพพื้นที่ใช้สอยไม่เหมือนกัน คนในเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แคบ มองไปทางไหนก็เจอห้องสี่เหลี่ยม หากเทียบกับคนต่างจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างกว่า มีกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าคนเมืองที่อยู่ติดที่ คนในเมืองจึงอาจเกิดความเสี่ยงความเครียดสะสม หากอิงกับการวิจัยผ่านแบบสอบถามที่เกิดขึ้นในอังกฤษนั้น คนในเมืองเสี่ยงเสียสุขภาพจิตมากกว่าถึง 3 เท่าเลยทีเดียว</p>
<p>การล็อกดาวน์คือการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ และรัฐจำเป็นต้องรับผิดชอบสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่เปลี่ยนไป ถ้าการกักกันดำเนินไปอย่างเป็นแบบแผน จะลดการสร้างภาระทางจิตใจให้กับประชาชน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว แต่หากการกักกันตัวอยู่ในขั้นเลวร้ายไม่มีแผนเยียวยาที่รัดกุมและใช้ได้จริง สิ่งที่ตามมาคือภาวะวิตกกังวล เครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย</p>
<p>แม้คนในสังคมส่วนใหญ่จะสามารถรับมือได้ ค่อยๆ เยียวยาตัวเองได้ภายในเดือนต่อๆ มาโดยไม่จำเป็นต้องเข้าพบกับจิตแพทย์ แต่กลุ่มคนเปราะบางจะได้รับผลกระทบที่รุนแรง เสี่ยงต่อการเผชิญภาวะซึมเศร้า และอาจฆ่าตัวตายในที่สุด ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้จำเป็นต้องยกขึ้นมาอภิปรายด้วยเช่นกัน</p>
<p>มีหลายปัจจัยที่ทำให้การกักกันดำเนินไปได้ด้วยดี อย่างน้อยต้องไม่สร้างภาระต่อสุขภาพจิตมากกว่าที่เป็นอยู่ ยังคงมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน ไม่รู้สึกว่าถูกตัดขาดความสัมพันธ์ ยังสามารถทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ และที่สำคัญคือต้องรู้สึกว่าสถานภาพทางการเงินไม่เป็นอัมพาต ปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุมแห่งสมดุล การที่สัดส่วนใดหายไปจะทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อการใช้ชีวิต การกักกันจึงต้องไม่กินระยะเวลายืดเยื้อนานจนเสียสมดุลทั้งหมด</p>
<p>ถึงจุดนั้น โควิด-19 จะเป็นประเด็นหลังๆ ไปเสีย เพราะปากท้องและสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97300" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>ความเหงาภายใต้การกักกัน</strong></h3>
<p>แม้หลายคนจะอาศัยในที่พักพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว แต่กลายเป็นว่าการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันเยียวยาจากความเหงา แม้จะถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนในมิติเชิงกายภาพ แต่จิตใจกลับไม่ได้ผูกพัน</p>
<p>ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวปรากฏมากขึ้น ความระหองระแหงในคู่แต่งงานสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้เรื่องพื้นที่ การถูกจำกัดกิจกรรม พฤติกรรมถูกสอดส่องตลอดเวลาจนขาดความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้เกิดขีดจำกัดทางจิตใจ คุณจะพบว่าอะไรที่เคยคิดว่าสามารถทำได้ หรือพอที่จะเป็นไปได้ ทำจริงได้ยากขึ้นและรู้สึกมีข้อจำกัดมากกว่าที่คาดไว้</p>
<p>การที่มนุษย์ไม่สามารถมีกิจกรรมใดๆ นำไปสู่ &#8216;ภาวะนิ่งงัน&#8217; (dormant state) จากข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมเฉกเช่นกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ความเครียดจากการกักตัวรบกวนระบบการเผาผลาญในร่างกายที่ทำงานน้อยลง มีระยะเวลาการนอนที่ยาวนานขึ้น&nbsp;ความคิดสร้างสรรค์ลดลง ความจำแย่ จากการอยู่ในพื้นที่ปิด และทำกิจกรรมซ้ำๆ ไปมา</p>
<p><strong>&nbsp;<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97302" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-3.jpg" alt="" width="450" height="630" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-3-214x300.jpg 214w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></strong></p>
<p>แม้กิจกรรมทางสังคมจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การออกไปพบปะสังสรรค์ยังขัดต่อข้อกำหนด พรก.ฉุกเฉิน แต่ไม่ได้หมายความว่าการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะยุติลง เราจำเป็นต้องรักษาสายสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่เฉพาะในกรณีโควิด-19 แต่เมื่อเราเผชิญกับความสูญเสียในชีวิต การมีใครสักคนให้พูดคุยยังคงจำเป็น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการการรับฟังจากคนอื่นๆ</p>
<p>จิตแพทย์แนะนำว่าหากคุณรู้สึกเครียด วิตกกังวล ก็อย่าทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเก็บมันไว้คนเดียว การส่งสัญญาณยอมรับว่ากำลังเครียด ช่วยให้ผู้อื่นรับรู้สถานการณ์ชีวิตหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ยังพอที่จะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเหลือกันได้</p>
<p>กิจวัตรที่สำคัญไม่น้อยในระหว่างการระบาดของโรคคือการกลับมาสำรวจการดูแลตนเอง (self-care)ในแต่ละวัน แม้สถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงรบกวนรูปแบบชีวิต แต่การดูแลตัวเองต้องดำเนินไปให้ได้รับผลกระทบน้อยหรือมีความยืดหยุ่นที่จะปรับตัว</p>
<p>คุณยังต้องการอาหารที่มีคุณค่า การนอนในเวลาพอเหมาะ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอเฉกเช่นเดียวกับในภาวะปกติ&nbsp;การออกกำลังกายอาจต้องปรับให้สอดคล้องกับกิจกรรมภายในบ้าน เช่น การทำงานบ้าน จัดระเบียบสิ่งของ ยังเป็นกิจกรรมที่เรียกเหงื่อได้ดี&nbsp; หรือการทำกิจกรรมสันทนาการเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97301" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ถึงแม้ช่วงนี้เราจะสาละวนกับเรื่องราวของตัวเองเยอะขึ้น การเอาใจใส่ผู้อื่นในสังคมก็ช่วยให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวได้ หากคุณไม่จำเป็นต้องถูกกักตัว การรักษาระยะห่างทางสังคมยังเป็นสิ่งจำเป็น รักษาความสะอาดของตัวเองอยู่เสมอ หากคนใกล้ตัวประสบปัญหาในการเข้าถึงสิ่งของจำเป็น การหยิบยื่นเอื้อเฟื้อให้แก่กัน สังเกตความต้องการของคนข้างบ้านว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชุมชน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับคนในชุมชนโดยอิงข้อมูลที่ถูกต้อง และหากในชุมชนมีผู้ป่วยที่เคยมีประวัติติดเชื้อโควิด-19 ก็ไม่ควรตีตราทางสังคม (stigmatize)&nbsp;การแสดงออกถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำในสถานการณ์ยากลำบาก และช่วยทำให้เราประคับประคองจิตใจไว้ได้</p>
<p>แต่หากว่าความรู้สึกวิตกกังวลนั้นเรื้อรังจนเกินรับมือ จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล การขอความช่วยเหลือไปยังจิตแพทย์ยังเป็นเรื่องปกติที่ควรทำ เพื่อสำรวจความวิตกกังวลและอาจหาแนวทางร่วมกันในการเยียวยาในช่วงเวลาแบบนี้</p>
<p>ไม่ว่าโลกจะขับเคลื่อนไปทางไหน โลกยังต้องการความร่วมมือจากมนุษย์ แม้พื้นที่ในการใช้ชีวิตของพวกเราถูกจำกัด แต่พื้นที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ไม่ได้ถูกบีบให้แคบลงไปด้วย</p>
<p>รักษาภาวะทางจิตและความเป็นมนุษย์เอาไว้ในระยะยาว เพราะความงดงามของมนุษย์ไม่ได้ถูกลบล้างเพียงโรคระบาดหรอก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.psychologicalscience.org/news/backgrounders/covid-19-social-impacts-adults.html">APS Backgrounder Series: Psychological Science and COVID-19: Social Impact on Adults</a></p>
<p><a href="https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/07481187.2020.1748481">Coronavirus Anxiety Scale: A brief mental health screener for COVID-19 related anxiety</a></p>
<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7100496/">The Fear of COVID-19 Scale: Development and Initial Validation</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mental-health-in-the-time-of-quarantine/">เครียดสุดเครียดและเคว้งสุดเคว้ง ความท้าทายของสุขภาพจิตที่มากับโรคระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่ออยู่บ้านไม่ปลอดภัย ความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิดและการเข้าถึงความช่วยเหลือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/domestic-violence-during-pandemic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2020 14:55:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร]]></category>
		<category><![CDATA[เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[SHero]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรงในครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[domestic violence]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96959</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระยะเวลาเดือนกว่ากับมาตรการกักตัวที่บ้านทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง นอกไปจากอาการเบื่อหน่ายของผู้คนที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ อีกด้านหนึ่ง คงเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์และพื้นที่กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเป็นทุนเดิม แม้จะห่างไกลจากโรค แต่บ้านก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตอยู่ดี     ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศมีตัวเลขรายงานความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) เพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่จีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่สั่งปิดเมืองให้คนกักตัวที่บ้าน ในเมืองหนึ่งตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า ประเทศอังกฤษ มีคนโทรเข้าสายด่วนความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น 49 เปอร์เซ็นต์ และยังมีผู้หญิง 14 คน เด็ก 2 คนถูกฆ่าเสียชีวิตหลังประกาศล็อกดาวน์ได้ราว 3 อาทิตย์ เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่มีรายงานจากตำรวจเรื่องความรุนแรงเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ มีสายเข้ามาที่ AWARE สายด่วนช่วยเหลือผู้หญิงมากขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์   ส่วนบ้านเรา มีรายงาน ‘ระวังความรุนแรงในโรคระบาด เมื่อ “บ้าน” อาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน’ โดย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร พบว่า จำนวนผู้โทรเข้าสายด่วนช่วยเหลือสังคม 1300 เดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 103 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/domestic-violence-during-pandemic/">เมื่ออยู่บ้านไม่ปลอดภัย ความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิดและการเข้าถึงความช่วยเหลือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ระยะเวลาเดือนกว่ากับมาตรการกักตัวที่บ้านทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง นอกไปจากอาการเบื่อหน่ายของผู้คนที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ อีกด้านหนึ่ง คงเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์และพื้นที่กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเป็นทุนเดิม แม้จะห่างไกลจากโรค แต่บ้านก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตอยู่ดี    </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศมีตัวเลขรายงานความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) เพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่จีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่สั่งปิดเมืองให้คนกักตัวที่บ้าน ในเมืองหนึ่งตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า </span><a href="https://www.bbc.com/news/uk-52433520?at_custom3=BBC+News&amp;at_custom4=C88DD9B6-8868-11EA-8258-3916933C408C&amp;at_campaign=64&amp;at_custom1=%5Bpost+type%5D&amp;at_custom2=facebook_page&amp;at_medium=custom7&amp;fbclid=IwAR0gUJRdlVkbaINg_s7XFQ92W2cKELXDIQgiYTgDsHesm1gVw4i_6fAwtWM"><span style="font-weight: 400;">ประเทศอังกฤษ</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีคนโทรเข้าสายด่วนความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น 49 เปอร์เซ็นต์ และยังมีผู้หญิง 14 คน เด็ก 2 คนถูกฆ่าเสียชีวิตหลังประกาศล็อกดาวน์ได้ราว 3 อาทิตย์ เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่มีรายงานจากตำรวจเรื่องความรุนแรงเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ มีสายเข้ามาที่ AWARE สายด่วนช่วยเหลือผู้หญิงมากขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนบ้านเรา มีรายงาน </span><a href="https://tdri.or.th/2020/04/domestic-violence-victims-during-covid19/"><span style="font-weight: 400;">‘ระวังความรุนแรงในโรคระบาด เมื่อ “บ้าน” อาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน’</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร พบว่า จำนวนผู้โทรเข้าสายด่วนช่วยเหลือสังคม 1300 เดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 103 ราย ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมี 155 คน จำนวนที่น้อยลงไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงลดลง เพราะคนโทรแจ้งส่วนใหญ่เป็นคนนอก เช่น ครู เพื่อน เมื่อตอนนี้โรงเรียนปิด และผู้คนกักตัวที่บ้าน ตัวเลขนี้จึงอาจแสดงให้เห็นว่าการรายงานความรุนแรงเพื่อขอความช่วยเหลือลดลงอย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในภาวะที่ความรุนแรงเป็นภัยกับบางคนได้มากกว่าโรคระบาด อะไรที่เป็นปัจจัยให้การช่วยเหลือยากยิ่งขึ้น สถานการณ์ในช่วงปิดเมืองที่ผ่านมาเป็นยังไง เราชวน <strong>เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์</strong> นักกฎหมายและเจ้าของเพจ SHero พื้นที่ช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงในครอบครัว มาพูดถึงปัญหา ความยากในการช่วยเหลือเหยื่อช่วงโรคระบาด และแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับความรุนแรง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ปัญหาและความลำบากของเหยื่อในช่วงกักตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เป็นปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงการกักตัวที่ผ่านมา แต่เป็นปัญหาที่เกิดมาอย่างยาวนาน ปี 2561 มี</span><a href="https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/808864"><span style="font-weight: 400;">รายงานข่าว</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เกิดความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงในไทยสูงถึง 83.6 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 5 คนต่อวัน ในขณะที่</span><a href="https://www.matichon.co.th/local/news_1725205"><span style="font-weight: 400;">มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล</span></a><span style="font-weight: 400;">รวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์ 10 ฉบับ ในปี 2561 พบว่า เกิดความรุนแรงในครอบครัว 623 ข่าว สูงกว่าปี 2559 35.4 เปอร์เซ็นต์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เมื่อมีมาตรการที่ทำให้สมาชิกในบ้านต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันในระยะยาว ย่อมส่งผลให้ครอบครัวที่มีความรุนแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมีโอกาสจะเกิดการทะเลาะกันมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในต่างประเทศก็คอนเฟิร์มเคสเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเรามั่นใจว่าในไทยต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ยิ่งสถานการณ์ตอนนี้เกิดความเครียดมากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ ภาวะตกงาน ผู้กระทำที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงอยู่แล้วก็มีความเสี่ยงที่เขาจะทำมากขึ้น” เบสท์อธิบาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97116" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1.jpg" alt="" width="675" height="479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติหากมีเหตุความรุนแรงและต้องการความช่วยเหลือ ผู้ถูกกระทำสามารถโทรสายด่วน 1300 ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคม One Stop Crisis Center (OSCC) ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปรากฏว่าในสถานการณ์ตอนนี้คู่สายมันเต็มเพราะเขาไม่ได้รับแค่เรื่องความรุนแรง ยังมีเรื่องคนไร้บ้าน การค้าแรงงานมนุษย์ และอื่นๆ เลยกลายเป็นว่าพอคนโทรเข้าไปขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้รับการตอบรับ” เบสท์เล่าให้ฟังถึงตอนที่เธอได้ขอข้อมูลกับทางหน่วยงานช่วงมาตรการปิดเมืองเริ่มแรกๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เขาเลยเปิดให้ความช่วยเหลือด้วยการให้คนติดต่อไปที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในทุกจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักฉุกเฉิน บ้านพักเด็ก บ้านพักคนชรา ซึ่งสามารถเช็กพิกัดได้ที่</span><a href="https://www.facebook.com/mysisbot/?__tn__=K-R&amp;eid=ARDgR9PAKlXgesmsWzg7gv2vk7Ef1suTrMTVV8cT-tkY-NawaqD9KfP9X4DbONyXcU4ffvUI_zcEuR01&amp;fref=mentions&amp;__xts__[0]=68.ARBox9H2bDX4LCjpGUEApzihmE7-j6RqQBgSgmLpKEvHBK5gWOvg0sT6F957f0B9GQelR15h4xEWbjxl1wCXWGlqpyvcfySH5rFgbElUfIv1o85NJGBWHz-DAmWiWFk3FuluqkemVI_uhfYZA-pihWJigpVLEvI-CB2GVcBaouhUWdEDhrSYOK4P_sylRBg3uftkO7yLH8RIh_KFOhS8xEiBIz2TGL_jSTl2V35kP9eJY0qnfqk4AJibm3zk5-yXmGoWnDz-1bI323uUNqX3KIQ6U3gzcl9suvJqERV0SJNbypC_BfGYqV4VIdth14yZi5D5A6Y4rhznDsS5X-6ZaYmSxfW0tPO-Ua9NmxL1EGDcQ0E2u_Qy3Jliv6d4khg-zeOmCNoaPhfmJ8Ry4USavHRqzhIX3iafqWuvr53ZLzX3WgVRix9XFJaBG-Lh-e1c9rnZriJv1Lyxn9oElJKm844uXRXNAaybQd2RVB9Xd8EMC2iTV6lO0tgT2iMxOQ"><span style="font-weight: 400;">เพจมายซิส</span></a><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากปัญหาการติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือยากแล้ว การทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างนักสังคมสงเคราะห์เป็นไปด้วยความยากลำบากเช่นกัน</span></p>
<p>“ยกตัวอย่างเคสความรุนแรงต่อเด็ก ปกตินักสังคมฯ ที่เข้าไปช่วยก็จะหา child friendly space ให้ด้วย พาไปอยู่บ้านพักของ พม. หรือที่พักที่ปลอดภัย ปัญหาคือ ในเมื่อมีโรคระบาดเข้ามา child friendly space มันไม่มี หน่วยงานเขาก็ไม่กล้ารับใครใหม่&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97113" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ทีนี้จะมีอีกเคสคือโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินเคยเป็นพื้นที่รับเคสความรุนแรง ถ้าหากมีผู้ถูกกระทำมาขอความช่วยเหลือ นักสังคมจาก OSCC จะเข้ามาประกบทันที แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่เอาไว้รับเคสโควิด คนที่ถูกกระทำก็ไม่กล้าไป นักสังคมบางคนก็ต้องเวิร์กฟรอมโฮม” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกอย่างคือจากการคุยกับคนที่ทำงาน ตอนนี้งบประมาณที่จะเข้ามาช่วยเหลือนักสังคมหรือเรื่องความรุนแรงก็ลดน้อยลง เพราะว่าเขาดึงงบไปส่วนกลางเพื่อช่วยเหลือเรื่องที่ priority มากกว่านั่นคือหมอ พยาบาล” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักกฎหมายคนนี้บอกด้วยว่าโดยปกติความรุนแรงในครอบครัวเป็นเคสที่ดำเนินการได้ยากอยู่แล้ว เพราะด้วยค่านิยมในสังคมที่มองว่า ‘ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า’ ทำให้ผู้ถูกกระทำหลายคนเลือกที่จะเงียบ หรือหากบางคนเลือกดำเนินคดีก็ยังเจอกับปัญหาความล่าช้า เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ การช่วยเหลือจึงเป็นไปได้ยากมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97120" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8.jpg" alt="" width="675" height="452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>หลากหลายวิธีการช่วยเหลือความรุนแรงในครอบครัวของต่างประเทศ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาการช่วยเหลือที่ยากลำบากไม่ใช่แค่ไทย หลายประเทศเป็นกังวลต่อภาวะเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่ได้รับมือกันตั้งแต่แรกจนเกิดสถิติความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แต่รัฐบาลต่างๆ เริ่มวางแผนช่วยเหลือความปลอดภัยให้กับผู้ที่อยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น จากข้อมูลของ <a href="https://www.facebook.com/TIJprojectj/photos/a.445717222622462/787855841741930/?type=3&amp;theater">Thailand Institute of Justice</a> นำเสนอสถานการณ์การรับมือความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิด-19 และได้รวบรวมแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลในต่างประเทศช่วงการกักตัวในบ้านเอาไว้ เราได้สรุปพร้อมรวมข้อมูลประเทศอื่นๆ จากสำนักข่าวมาไว้ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในฐานะประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงสูงมากกว่าใครในยุโรป ฝรั่งเศสออกแผนรับมือและมาตรการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำหลายอย่าง เช่น ให้ร้านยาเป็นจุดขอความช่วยเหลือ โดยผู้ถูกกระทำต้องพูดโค้ดลับว่า “ขอหน้ากากเบอร์ 19” แล้วพนักงานขายจะช่วยประสานงานหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ, รัฐบาลประกาศจอง 20,000 ห้องพักในโรงแรมเป็นสถานที่พักของเหยื่อความรุนแรง, เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินในร้านค้า และสนับสนุนเงินหนึ่งล้านยูโรให้องค์กรที่ทำงานด้านนี้ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ออสเตรเลีย จัดงบประมาณ 91 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบโทรศัพท์ที่จะเป็นการช่วยเหลือหลักในครั้งนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สเปนและอิตาลี จัดโรงแรมเป็นสถานที่พักชั่วคราวให้ผู้ถูกกระทำ และใช้ WhatApps เป็นช่องทางให้ผู้ที่ถูกกระทำติดต่อขอความช่วยเหลือตำรวจได้โดยตรงหากเกิดความรุนแรง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ มีแพ็กเกจการช่วยเหลือจากรัฐ และมีการสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สำนักข่าว </span><a href="https://thediplomat.com/2020/04/japan-domestic-violence-fears-rise-amid-coronavirus-pandemic/"><span style="font-weight: 400;">The Diplomat</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าญี่ปุ่นจะเปิดคู่สายช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ศูนย์ให้ความช่วยเหลือจะเปิดให้บริการ 24 ชม. ทุกคนสามารถติดต่อได้ผ่านอีเมล เบอร์โทรศัพท์ SMS โดยศูนย์นี้จะทำงานร่วมกับหน่วยงานเอกชน พร้อมสนับสนุนการติดต่อช่วยเหลือกับสถานีตำรวจและโรงพยาบาลด้วย</span></li>
</ul>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97114" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2.jpg" alt="" width="675" height="414" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2-300x184.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2-600x368.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></h3>
<h3>แล้วเราจะป้องกันและช่วยเหลือผู้ถูกกระทำในครอบครัวได้อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเฉพาะของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่เราทุกคนในสังคมต้องช่วยกัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าความรุนแรงส่งผลต่อเหยื่อในระยะยาวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หากเป็นเด็กอาจส่งผลให้เขาซึมซับพฤติกรรมและใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นในอนาคตได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราอาจจะเจอความรุนแรงได้ทุกเมื่อ เราจึงสอบถามวิธีการช่วยเหลือเหยื่อเมื่อเกิดความรุนแรงจากเบสท์ ทั้งในมุมของผู้ถูกกระทำและคนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97115" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>สำหรับผู้ถูกกระทำ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. พยายามหาคนที่ช่วยเหลือเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือใครก็ตามที่พร้อมให้ข้อมูลเราได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะผู้ถูกกระทำที่อยู่ในช่วงตัดสินใจไม่ได้ หรือสับสน ตั้งคำถามว่านี่คือความผิดเราหรือเปล่า ไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวยังไง ให้พยายามหาคนที่ไว้ใจและสามารถพูดคุยให้กำลังใจกันได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผู้กระทำมักใช้วิธีการกดดันผู้ถูกกระทำว่า it’s your fault ดังนั้น เมสเซจหนึ่งที่เราพยายามบอกผู้ถูกกระทำคือคุณไม่ผิดนะ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมา ไม่มีใครมีสิทธิมาทำร้ายคุณ หรือบางทีคนจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำมากพอเลยไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกไม่ดี ถูกละเมิดหรือข่มเหง เมื่อนั้นคุณก็คือผู้ถูกกระทำคนหนึ่ง พยายามหาสิ่งแวดล้อมที่ซัพพอร์ตเรา คนที่พร้อมรับฟังเรา” เบสท์อธิบายเพิ่มเติม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญคือพยายามสร้างโค้ดลับกับคนที่ไว้ใจ คำที่สื่อสารแล้วเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าบอกเพื่อนว่า “น้ำตาลหมด” เพื่อนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเรากำลังขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97117" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>2. หาข้อมูลหน่วยงานใกล้บ้านที่พร้อมช่วยเหลือ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล พยายามขอเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงานโดยตรง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเราจะได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลย ไม่ต้องผ่านเบอร์ส่วนกลาง</p>
<p>3. ทำ emergency bag เตรียมไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการเก็บเอกสารสำคัญ สิ่งของจำเป็นไว้ในกระเป๋า เมื่อต้องออกมาจะได้หิ้วกระเป๋าใบนี้ออกมาได้เลย</p>
<p>4. หากเกิดเหตุทะเลาะกันให้หา safe room ห้องที่มีทางออกไว้ ในสภาวะกักตัวหาห้องที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด อย่าทะเลาะกันในห้องครัวหรือห้องที่มีอาวุธ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. สำหรับคนที่มีลูกต้องสร้างความเข้าใจกับเด็กก่อน สื่อสารกับเด็กลดความตึงเครียด สร้างสัญญาณที่เข้าใจตรงกันหากเกิดความรุนแรง เช่น ถ้าอ้าแขน ลูกต้องมาหาเราทันที หรือเมื่อบอกลูกว่าไปห้องปลอดภัย ลูกจะรู้ว่าอยู่ที่ไหนและวิ่งไปหลบที่ห้องนั้นโดยทันที หากเด็กสามารถใช้โทรศัพท์ได้ ฝึกให้เด็กโทรหาสายด่วน 191 หรือ 1300 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6. สร้างพื้นที่สงบ ในช่วงที่ต้องอาศัยกับคนที่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะช่วงกักตัว พยามสร้างพื้นที่สงบที่เรารู้สึกปลอดภัยทั้งกายและใจ สร้างกำลังใจให้ตัวเอง พยายามแยกตัวออกจากคนที่ใช้อารมณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">7. ทบทวนแผนป้องกันตัวเสมอ เก็บแผนความปลอดภัยไว้กับคนที่ไว้ใจ หรือในที่ที่ผู้กระทำจะหาไม่เจอ โดยเฉพาะเบอร์ของผู้ที่จะช่วยเหลือเรา เช่น สายด่วน เจ้าหน้าที่ตำรวจ คนที่เราไว้ใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97118" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>สำหรับผู้ที่ใกล้ชิดผู้ถูกกระทำหรือเห็นความรุนแรงในชุมชน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ประเมินสถานการณ์ว่าเกิดอะไรบ้าง คนกระทำมีอาวุธหรือไม่ สภาพแวดล้อมอันตรายเกินไปไหม ถ้าเราเข้าไปจะเสี่ยงหรือเปล่า หากรู้ว่าเข้าไปไม่ได้ให้โทรแจ้งตำรวจ</span></p>
<p>2. หากประเมินแล้วว่าปลอดภัย สามารถเข้าไปขัดได้ให้เดินเข้าไป เบสท์ยกตัวอย่างสถานการณ์ว่าถ้าเหตุเกิดเป็นข้างบ้าน รู้จักกันดี แค่เดินไปกดกริ่ง เรียกถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเดินไปบอกว่าซื้อมะม่วงมาฝาก ง่ายๆ แบบนี้ก็ได้ เพราะการเข้าไปขัดผู้กระทำจะให้พวกเขาหยุด ไม่จำเป็นว่าต้องไปตะโกนด่าหรือหาเรื่องเขาก็ได้</p>
<p>3. สำหรับคนที่มีคนรู้จักเป็นผู้โดนกระทำสามารถช่วยเหลือได้ด้วยการรับฟัง ไม่กดดัน เพราะสิ่งที่ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ต้องการอย่างแรกคือคนรับฟังหรือกำลังใจ หากเขาอยู่ใน circle abuse มาโดยตลอด เขาจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องฟังแบบไม่ตัดสิน ต่อให้ฟังแล้ว เขาบอกว่ายังอยากอยู่กับแฟน ก็ไม่ใช่ว่าไปด่าเขา เราต้องถามว่า โอเคงั้นแผนความปลอดภัยของคุณคืออะไร รู้จักเบอร์นี้ไหม 1300 เคยโทรไปไหม ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมา กดโทรหาเรานะ เพราะบางคนที่ถูกกระทำยังมีความหวังว่าแฟนตัวเองยังดีอยู่ แต่เราก็ต้องยืนยันว่าคุณมีสิทธิที่จะออกมานะ มันแจ้งความได้ แต่ถ้ามันร้ายแรงจริงๆ ยังไงก็ต้องเรียกตำรวจ คนในชุมชนก็ต้องพยายามให้ความสนใจ” เบสท์เสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การช่วยเหลือที่สำคัญอีกอย่าง คือมาตรการดูแลจากรัฐ ซึ่ง ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร เสนอ 2 แนวทางช่วยเหลือในรายงาน คือ หนึ่ง ต้องมีการเพิ่มการประชาสัมพันธ์ช่องทางช่วยเหลือ ทั้งของรัฐและองค์กรต่างๆ และสอง ขอความร่วมมือโรงแรม โฮสเทลที่ว่างอยู่ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว อาจทำเป็นที่พักฉุกเฉินให้ผู้ถูกกระทำ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเจอความรุนแรงได้ </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/domestic-violence-during-pandemic/">เมื่ออยู่บ้านไม่ปลอดภัย ความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิดและการเข้าถึงความช่วยเหลือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>#MushroomMission เมื่อ &#8216;เห็ด&#8217; ช่วยส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบางในวิกฤตโควิด-19</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mushroom-mission/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 May 2020 18:11:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[#mushroommission]]></category>
		<category><![CDATA[คนจนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สวนผักคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มผู้เปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[Yodchat*Tinyline]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาย ยอดฉัตร บุพศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96677</guid>

					<description><![CDATA[<p>เท้าน้อยๆ ของเจ้าเห็ดรูปร่างอวบอ้วนกำลังก้าวเดินไปข้างหน้ากับเพื่อนๆ วันนี้ภารกิจที่เขาได้รับคือการเดินทางไปยังกลุ่มผู้เปราะบางเพื่อบรรเทาการขาดแคลนอาหารในยามวิกฤตโรคระบาด ระหว่างทางเห็ดนึกถึงคุณยามบริษัทที่ตกงาน ก่อนหน้านี้เขาทำข้าวกล่องกินเองแทบทุกมื้อ แต่ตอนนี้เริ่มหวั่นใจเพราะมีเงินพอซื้อของสดไปได้อีกแค่ 3 วัน คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกหนึ่งเคยรับค่าแรงที่ไซต์ก่อสร้างวันละไม่ถึง 300 บาท ถูกเลิกจ้างทันที ที่บ้านมีผู้สูงอายุสุขภาพไม่ค่อยดี  คุณป้าหาบเร่อยู่กับหลานสาว 4 ขวบ ตอนนี้มีลูกค้าไม่ถึง 5 คนต่อวัน กังวลใจเพราะข้าวสารและไข่สดนั้นหมดไปนานแล้ว เจ้าเห็ดรู้ดีว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องตกงาน ไม่มีรายได้ เผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร และต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้คนอื่นได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาระดับโครงสร้างระหว่างที่ต้องเดินทางไปส่งอาหารให้ถึงมือคนที่ต้องการความช่วยเหลือ นี่คือเรื่องราวที่ ปลาย–ยอดฉัตร บุพศิริ ศิลปินและนักวาดภาพประกอบ เกิดไอเดียวาดภาพเห็ดเพื่อช่วยส่งข่าวโปรเจกต์ ‘การส่งอาหารช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางของสวนผักคนเมือง’ ที่จะซื้อผลผลิตของเกษตรกรส่งต่อให้กับกลุ่มผู้พิการ คนตกงาน คนไร้บ้าน และคนที่ต้องการความช่วยเหลือ  เป้าหมายของเธอไม่ใช่แค่ชวนให้ทุกคนมาบริจาค แต่อยากให้คนสนใจปัญหาเชิงโครงสร้างในบ้านเรา ปลายจึงชวนศิลปิน นักวาดภาพประกอบ นักเขียน และนักวาดภาพมือสมัครเล่นหลากหลายอาชีพ มาวาดภาพเห็ดในแบบของตัวเอง เกิดเป็นโปรเจกต์ #MushroomMission เห็ดแปลงร่างไปมอบอาหารในยามวิกฤต ภารกิจของเห็ดแต่ละสายพันธุ์เริ่มต้นยังไงและกำลังเดินหน้าไปในทางไหน ตามไปดูแต่ละมิสชั่นของพวกเขากัน   Mission 01: ก่อนจะมอบภารกิจให้กับเห็ด ปลายเล่าว่าเธอได้ติดตามข้อมูลข่าวสารกลุ่ม ‘อาหารปลอดภัยสู้ภัยโควิด-19’ ของ นพ. วิรุฬ ลิ้มสวาท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mushroom-mission/">#MushroomMission เมื่อ &#8216;เห็ด&#8217; ช่วยส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบางในวิกฤตโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เท้าน้อยๆ ของเจ้าเห็ดรูปร่างอวบอ้วนกำลังก้าวเดินไปข้างหน้ากับเพื่อนๆ วันนี้ภารกิจที่เขาได้รับคือการเดินทางไปยังกลุ่มผู้เปราะบางเพื่อบรรเทาการขาดแคลนอาหารในยามวิกฤตโรคระบาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างทางเห็ดนึกถึงคุณยามบริษัทที่ตกงาน ก่อนหน้านี้เขาทำข้าวกล่องกินเองแทบทุกมื้อ แต่ตอนนี้เริ่มหวั่นใจเพราะมีเงินพอซื้อของสดไปได้อีกแค่ 3 วัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกหนึ่งเคยรับค่าแรงที่ไซต์ก่อสร้างวันละไม่ถึง 300 บาท ถูกเลิกจ้างทันที ที่บ้านมีผู้สูงอายุสุขภาพไม่ค่อยดี  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณป้าหาบเร่อยู่กับหลานสาว 4 ขวบ ตอนนี้มีลูกค้าไม่ถึง 5 คนต่อวัน กังวลใจเพราะข้าวสารและไข่สดนั้นหมดไปนานแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าเห็ดรู้ดีว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องตกงาน ไม่มีรายได้ เผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร และต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้คนอื่นได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาระดับโครงสร้างระหว่างที่ต้องเดินทางไปส่งอาหารให้ถึงมือคนที่ต้องการความช่วยเหลือ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96909" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/yodchattinyline_phetladda_mushroommission-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเรื่องราวที่ <a href="https://adaymagazine.com/port-yodchat-bupasiri/" target="_blank" rel="noopener"><strong>ปลาย–ยอดฉัตร บุพศิริ</strong></a> ศิลปินและนักวาดภาพประกอบ เกิดไอเดียวาดภาพเห็ดเพื่อช่วยส่งข่าวโปรเจกต์ ‘การส่งอาหารช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางของสวนผักคนเมือง’ ที่จะซื้อผลผลิตของเกษตรกรส่งต่อให้กับกลุ่มผู้พิการ คนตกงาน คนไร้บ้าน และคนที่ต้องการความช่วยเหลือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของเธอไม่ใช่แค่ชวนให้ทุกคนมาบริจาค แต่อยากให้คนสนใจปัญหาเชิงโครงสร้างในบ้านเรา ปลายจึงชวนศิลปิน นักวาดภาพประกอบ นักเขียน และนักวาดภาพมือสมัครเล่นหลากหลายอาชีพ มาวาดภาพเห็ดในแบบของตัวเอง เกิดเป็นโปรเจกต์ #MushroomMission เห็ดแปลงร่างไปมอบอาหารในยามวิกฤต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภารกิจของเห็ดแต่ละสายพันธุ์เริ่มต้นยังไงและกำลังเดินหน้าไปในทางไหน ตามไปดูแต่ละมิสชั่นของพวกเขากัน  </span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><b></b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96899" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-10.jpg" alt="" width="450" height="551" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-10.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-10-245x300.jpg 245w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3><b>Mission 01: ก่อนจะมอบภารกิจให้กับเห็ด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปลายเล่าว่าเธอได้ติดตามข้อมูลข่าวสารกลุ่ม ‘อาหารปลอดภัยสู้ภัยโควิด-19’ ของ นพ. วิรุฬ ลิ้มสวาท และพบว่ามีการแชร์ข่าวเรื่องโปรเจกต์สวนผักคนเมือง ซึ่งช่วยเหลือผู้เดือดร้อนได้ถึง 2 ต่อด้วยการซื้อผลผลิตจากเกษตรกรแล้วนำไปให้ผู้ที่ขาดแคลนอาหาร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอ่านแล้วคิดว่าสวนผักคนเมืองมีขั้นตอนที่ดีมากๆ แต่ยังขาดการรับรู้จากคนทั่วไป ก็เลยลองคิดว่าจะช่วยเหลือยังไงได้บ้าง ซึ่งเราคิดว่าภาพวาดน่ารักๆ น่าจะดึงดูดความสนใจของคนได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธออยากให้ภาพวาดของตัวเองเป็นมิตรกับคน ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นการบังคับให้มาบริจาค ปลายจึงปรึกษาพี่ๆ ที่รู้จัก และคิดว่าจะสร้างสตอรีให้กับภาพวาด เธอจึงทยอยสเกตช์ภาพพืชผักที่จะมาเป็นตัวเล่าเรื่องนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกวาดเยอะมากเลย วาดพวกพืชผักต่างๆ เพราะกลุ่มสวนผักคนเมือง กลุ่มอาหารปันชีวิต เขานำผลิตผลของเกษตรกรไปให้ผู้เปราะบาง เราก็เลยคิดว่างั้นเป็นการเดินทางของพืชผลการเกษตรนี่แหละ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถั่วฝักยาวและถั่วงอกกระจายตัวอยู่ในสเกตช์แรกๆ ของเธอ ระหว่างนั้นปลายเขียนข้อมูลความเป็นไปได้ของกลุ่มคนจนเมืองที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ตัวเองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการเข้าถึงอาหารของทุกคนมีความจำเป็นขนาดไหน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96902" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch3_MushroomMission.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch3_MushroomMission.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch3_MushroomMission-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch3_MushroomMission-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96904" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch5_MushroomMission.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch5_MushroomMission.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch5_MushroomMission-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch5_MushroomMission-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วเราไม่อยากวาดภาพที่เป็นการบริจาคอย่างเดียว เพราะรู้สึกว่าควรไปโฟกัสที่เรื่องเลยดีกว่า สถานการณ์เป็นยังไง อยากให้คนที่รับสารทำอะไรบ้าง แต่วาดผักไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่ลงตัวสักทีเพราะเราอยากได้ผักที่มีฟอร์มใส่ลูกเล่นสนุกๆ ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราก็เลยนึกถึงเห็ด มันน่ารัก ดูเป็นมิตรกับผู้คน น่าจะสื่อสารกับใครๆ ก็ได้ อีกอย่างคือเห็ดมีหลายแบบ เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง แล้วเราก็สร้างสตอรีเป็นมิสชั่นของเห็ด วาดออกมาเป็นลายเส้นตัวกระปุกน่ารักๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96901" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch2_MushroomMission-.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch2_MushroomMission-.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch2_MushroomMission--300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Sketch2_MushroomMission--600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นเองทำให้เห็ดตัวอวบสะพายกระเป๋าออกมารับภารกิจส่งต่อข่าวสารกับปลาย แม้ว่านี่จะไม่ใช่ลายเส้นสไตล์เธอ แต่ศิลปินสาวก็วาดมันขึ้นเพราะอยากสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ พร้อมชวนศิลปินอย่างเพชรลดามาร่วมแจมด้วยการลงสีและวาดฉากอาหารเพิ่มเติมประกอบไปด้วย จนออกมาเป็นภาพ #MushroomMission </span>อย่างที่หวัง</p>
<p>&#8220;เราคิดว่าการสร้างเรื่องราวอย่างนี้ ในแง่หนึ่งเป็<wbr />นความพยายามที่จะสร้างเรื่องเล่<wbr />าใหม่ที่เป็นมิตรให้คนชนชั้<wbr />นกลางได้เข้าใจและเข้าถึงเรื่<wbr />องของกลุ่มผู้เปราะบางได้ง่าย เพราะก่อนหน้านี้จะเห็นข่าวคนแห่กลับต่างจังหวั<wbr />ดเพราะตกงาน คนเมืองก็กล่าวโทษว่าคนเหล่านี้<wbr />จะนำเชื้อโควิดไปแพร่ที่ต่างจั<wbr />งหวัดอีก แต่เรื่องเล่าแบบนี้เราว่าไม่<wbr />แฟร์เลย เพราะมันละเลยสาเหตุอันซับซ้<wbr />อนของปัญหาระดับโครงสร้างไว้เบื้<wbr />องหลังมากมาย</p>
<p>&#8220;ดังนั้นเราเลยสร้างสตอรีของเห็ดที่แปลงร่าง พยายามเดินทางไปหากลุ่มผู้<wbr />เปราะบาง ไม่ได้โจมตีใคร ไม่ได้ตำหนิว่าในขณะที่คุณมีข้<wbr />าวกิน มีบ้านอยู่ มีคนอีกกลุ่มที่ไม่มี เราไม่ได้ต้องการให้คนรับสารรู้<wbr />สึกแบบนั้น เพราะเอาเข้าจริงชนชั้นกลางก็มี<wbr />ความทุกข์ในแบบของตัวเองเหมื<wbr />อนกันนั่นแหละ การที่จะทำให้เขาขยายการรับรู้<wbr />ออกไปจากตัวเองได้จึงควรเป็นเรื่องที่เป็นมิ<wbr />ตรมากกว่า&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Mission 02: เห็ดแปลงร่าง</strong></h3>
<p>แม้จะได้ภาพเห็ดตามไอเดียที่ต้องการแล้ว แต่ปลายคิดว่าหากทำงานนี้คนเดียวอาจจะไม่เกิดอิมแพกต์ที่จะส่งต่อเรื่องราวไปถึงผู้คนได้ เธอจึงมีไอเดียว่าจะชวนคนรู้จักมาร่วมภารกิจไปด้วยกัน</p>
<p>&#8220;เราคิดว่าถ้ามีหลายคนน่าจะส่งเสียงได้ ก็เลยเริ่มร่างอีเมล เขียนเป็นโครงการชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาร่วมกัน คิดสตอรีขึ้นมาว่าเห็ดแปลงร่างได้ ให้ทุกคนวาดภาพเห็ดของตัวเองขึ้นมาเลย แล้วกำลังจะแปลงร่างเพื่อไปส่งต่ออาหารให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;คนที่ชวนมามีทั้งศิลปิน หรือบางคนอาจจะไม่ใช่นักวาดภาพ แต่เราบอกว่าคุณแค่วาดรูปในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด นั่นคือความปรารถนาดีของคุณที่จะส่งต่อข้อมูลนี้ มันเวิร์กแล้ว ไม่ต้องกังวล โปรเจกต์นี้เลยมีทั้งเด็กจิ๋ว 2 ขวบ คุณแม่ และคนหลากหลายกลุ่ม เข้ามาร่วมด้วย&#8221;</span></p>
<p>จากเห็ดสะพายกระเป๋าเตรียมเดินทางไปมอบอาหาร กลายร่างเป็นเห็ดหลากหลายสายพันธุ์และเรื่องเล่า โดยศิลปินและนักวาดภาพมือสมัครเล่นที่ปลายชวนมาร่วมกิจกรรม ลองไปดูกันว่าศิลปินแปลงร่างเห็ดของตัวเองยังไงกันบ้าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>Garagay Sriparinyasin<br />
นักเขียน</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96914" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_gagay-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&#8220;ภาพนี้เป็นภาพชุมชนเห็ดที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทาง หลังจากเห็ดพี่ใหญ่ได้เล่าเรื่<wbr />องผู้คนที่กำลังขาดแคลนอาหารให้<wbr />ฟังและบอกเห็ดทั้งหลายว่า &#8216;เป็นเวลาที่เห็ดจะได้เดิ<wbr />นทางออกไปหาผู้คนกันบ้างแล้ว แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้คนมักจะเป็นฝ่ายเดิ<wbr />นทางมาหาเห็ดก็ตาม&#8217;</p>
<p>&#8220;เห็ดบางชนิดก็ยังไม่มั่นใจว่าจะไปกันได้ยังไง และการต้องเป็นฝ่ายไปถูกเขากินมันจะเป็นยังไง ความเอร็ดอร่อยของมนุษย์คือความตายของเห็ด น่ากลัวออก</p>
<p>&#8220;พี่ใหญ่เห็ดก็ได้บอกว่า &#8216;ทุกอย่างในโลกเรานี้ล้วนมีความเชื่อมโยงและมีภารกิ<wbr />จของตัวเอง การเกิดมาเป็นเห็ด เมื่อได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่<wbr />งของอาหารให้กับผู้คน ก็เพื่อให้คนคนนั้นได้รับคุณค่าสารอาหารจากเห็<wbr />ด ทำให้พวกเขาเติบโตต่อไป เมื่อมีมนุษย์ที่เติบโตขึ้นอย่<wbr />างแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี พวกเขาก็จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ อีกมากมายบนโลกใบนี้ เป็นต้นว่าป่าที่ชุ่มชื้นหรือโรงเพาะเห็ดที่สวยงาม ทำให้พวกเราได้เกิดและเติบโตกั<wbr />นอีกมากมาย</p>
<p>&#8220;ตอนนี้มีคนที่ทุกข์<wbr />ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาไม่สามารถมาหาเห็ดกินได้<wbr />ด้วยตัวเองง่ายๆ และพวกเรายังทำหน้าที่เป็<wbr />นสื่อเพื่อพาเอาผักผลไม้กับอาหารอื่นๆ อีกมากมายไปส่งให้ถึงมือผู้<wbr />คนเหล่านั้นด้วย</p>
<p>&#8220;ขอให้พวกเราชาวเห็ดจงภาคภูมิ<wbr />ใจในภารกิจนี้ ที่พวกเราจะได้แสดงพลั<wbr />งของตนเองในนามของความเป็นเห็ด ไม่ว่าจะดอกเล็กดอกใหญ่ ต่างสี ต่างสายพันธุ์ แค่เพียงเป็นกลุ่มเห็ดที่ปลอดภั<wbr />ย</p>
<p>&#8220;ขอให้เห็ดรุ่นใหม่อย่าได้<wbr />หวาดกลัวไปเลย เมื่อเราได้ส่งต่อรสชาติ<wbr />ของความเป็นตัวเราและความพร้อมที่จะร่วมผสมผสานกั<wbr />บรสชาติอื่นๆ ความกลมกลืนนี้จะทำให้พวกเราชาวเห็ดเป็นสิ่<wbr />งมีคุณค่าตลอดไป พวกเขาจะเพาะพันธุ์เราอีกครั้<wbr />งแล้วครั้งเล่าและจะชื่นชอบพวกเราไปเสมอ&#8217;</p>
<p>&#8220;เมื่อได้ฟังดังนั้นเห็ดต่างๆ ก็เกิดความเข้าใจ และมีความพร้อมยินดีที่จะได้เดินทางออกไปปฏิบัติ<wbr />ภารกิจร่วมกัน จึงเป็นภาพของเห็ดดอกใหญ่กำลังพูดกับเห็ดดอกเล็ก และเห็ดต่างๆ ก็พากันฮึกเหิมขึ้นมา พากันยิ้มแย้มแจ่มใส มีความพร้อมที่จะออกเดิ<wbr />นทางไปใต้แสงตะวัน&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>Zujin<br />
นักเรียนชั้นอนุบาล 3</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96895" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/mushroommission_zujin-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“นี่ค่ะ เห็ดของหนู เป็นเห็ดที่มีเรื่องราวความสุขด้วยนะคะ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>Lalita Pholphalar<br />
นักแปลและนักวาดรูปมือสมัครเล่น</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96913" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/lalita_mushroommission.jpg" alt="" width="675" height="599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/lalita_mushroommission.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/lalita_mushroommission-300x266.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/lalita_mushroommission-600x532.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&#8220;ต้ารู้สึกว่าสิ่งที่เราเผชิญอยู่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่<wbr />งอาจจะใหญ่เกินตัวเราไปมาก แต่ปัญหาเฉพาะหน้าของคนตัวเล็<wbr />กๆ ก็มีอยู่จริง ถ้าเราพอจะหยิบยื่นให้กันได้<wbr />ตามกำลังที่มีมันคงช่วยให้คนที่กำลั<wbr />งลำบากประคองตัวผ่านช่วงเวลานี้<wbr />ไปได้ คล้ายๆ กับในรูปนี้ ตั้งใจให้เห็ดอยู่ข้างล่าง เป็นตัวแทนของอาหารและความช่<wbr />วยเหลือจากคนตัวเล็กๆ ด้วยกัน ช่วยประคองให้น้องหัวจุกกับหมู่<wbr />แมวยังเล่นสนุก มีความสุขกับชีวิตได้ และตั้งใจให้น้องแมวทางขวาช่<wbr />วยกัน เพราะอยากให้มี<wbr />บรรยากาศของการช่วยเหลือพึ่<wbr />งพากันอยู่ในภาพ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>Aura Cherrybag<br />
ศิลปิน</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96910" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/aura-mushroom-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&#8220;นี่คือภารกิจของเห็ดแปลงร่างระหว่างเดินทางไกลไปหากลุ่มคนเปราะบาง ออร่าเลยนึกถึงม้าซึ่งเป็นสัตว์แข็งแรง สื่อถึงการเดินทางและการเคลื่อนไหวที่ทางทีมสวนผักคนเมืองจะเข้าไปช่วยเหลือ เลยมีม้าเป็นส่วนประกอบของภาพประกอบชิ้นนี้&#8221;<strong><br />
</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>Faan.peeti<br />
นักวาดภาพประกอบ</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96912" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Faan_Mushroom_Mission-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&#8220;เราอยากใช้ภาพวาดของเราทำให้คนที่กำลังเครียดจากเหตุการณ์โควิด-19 รู้สึกดีขึ้นบ้างจากการดูงานศิลปะที่ผ่อนคลาย เลยวาดเป็นภาพเห็ด 3 ต้นกำลังเล่นดนตรีอย่างมีความสุข ยิ่งโปรเจกต์นี้เป็นการชวนบริจาคเพื่อส่งมอบอาหารให้ผู้เปราะบางเลยอยากให้คนดูเห็นว่า เมื่อเหล่าเห็ดต่างสนุกกันขนาดนี้ คนที่ได้กินมันเข้าไปต้องรู้สึกดีแน่ๆ เลย&#8221;<strong><br />
</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>Chayanich Muangthai<br />
ศิลปิน</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96911" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/chayanich_muangthai_mushroommission-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&#8220;เราวาดงานชิ้นนี้หลังกินข้าวอิ่มแล้วและไม่ได้รู้สึกหิวอะไร ในขณะที่แสงแดดเช้าของกลางๆ เดือนเมษายนนั้นร้อนจนสนามหญ้าสีเขียวกลายเป็นสีเหลืองน้ำตาลไหม้ ในภาพนี้มีความหวัง มีแสงแดด และมีเห็ดที่กำลังเบิกบาน&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Mission 03: สื่อสารปัญหาถึงระดับโครงสร้าง</strong></h3>
<p>ปลายย้ำกับเราตั้งแต่ครั้งแรกว่านี่ไม่ใช่การสื่อสารเพื่อให้คนบริจาคให้สวนผักคนเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เธออยากให้คนตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในไทย</p>
<p>ศิลปินสาวนำเสนอให้เราเห็นข้อมูลกลุ่มผู้เปราะบางที่มีรายได้ไม่แน่นอนผ่านข้อมูลการสำรวจ ‘ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของโควิด-19 ต่อคนจนเมือง’ ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ <a href="https://waymagazine.org/the-impact-of-the-covid-19-to-thailands-urban-poor/">waymagazine.com </a></p>
<p>แบบสำรวจนี้จัดทำโดยคณาจารย์จาก 6 มหาวิทยาลัย ผ่านการสอบถามชุมชนแออัดในเมือง มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 507 ชุด ทั้งคนที่รับจ้างรายเดือนแต่ไม่มีประกันสังคม ลูกจ้างรายวัน แม่ค้า หาบเร่ รถเข็นแผงลอย ไปจนถึงคนที่รับจ้างอิสระ ซึ่งพบว่า 60.24 เปอร์เซ็นต์มีรายได้ลดลง เพราะหลายกิจการต้องหยุด ทำให้เกิดการเลิกจ้าง กลุ่มคนจนเมืองจึงประสบปัญหาไม่มีเงินชำระหนี้สิน ไม่มีรายได้พอกินอยู่ในชีวิตประจำวัน ต้องรับความช่วยเหลือจากเอกชนและบุคคลทั่วไป บางส่วนต้องกู้ยืมเงินหรือนำของใช้ไปจำนำ ที่สำคัญคือคนจนเมืองจำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงมาตรการ &#8216;เราไม่ทิ้งกัน&#8217;</p>
<p>สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนในสังคมสามารถปฏิบัติตามมาตรการหยุดทำงานกักตัวที่บ้านของรัฐได้ เพราะการหยุดงานนั่นหมายถึงรายได้หดหายไม่มีพอประทังเลี้ยงชีพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96897" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-2.jpg" alt="" width="675" height="551" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-2-300x245.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Ply-Outtakes-2-600x490.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“แต่ก่อนเราไม่สนับสนุนการบริจาคเพราะมันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่ในเมื่อมีเรื่องเร่งด่วน โอเค การบริจาคมันดี เป็นการซื้อเวลา<span style="font-weight: 400;">ให้คนมีชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง </span>แต่เราว่าปัญหาจริงๆ คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้น<span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ต้องทำคู่กันคือต้องตระหนักเรื่องโครงสร้างด้วย เราต้องรู้ว่าตอนนี้กำลังอยู่ภายใต้อะไรและสามารถวิพากษ์โครงสร้างของรัฐไปด้วย&#8221;</span></p>
<p>&#8220;ดังนั้นเราจึงให้ข้อมูลไว้ในแคปชั่นภารกิจ #MushroomMission ด้วย <span style="font-weight: 400;">ถ้าอยากอ่านเรื่องคนจนเมืองให้ไปอ่านต่อได้ที่ลิงก์ของ waymagazine เขาทำสกูปไว้ดีมากๆ พอคนได้รับสารจาก #MushroomMission ได้อ่านความเป็นมาของผลกระทบคนจนเมือง อาจจะกระตุ้นให้เขาคิดต่อไปได้มากกว่าการบริจาคครั้งเดียวแล้วจบ&#8221;</span></p>
<p>ในอนาคตปลายมีแผนจะต่อยอดภารกิจของ #MushroomMission เป็น #MushroomStories ด้วย เพื่อทำงานกับเรื่องเล่าของเห็ดออกเดินทางจากเสียงผู้คนที่หลากหลายขึ้นด้วย</p>
<hr />
<p><em>ใครอยากเข้าร่วมภารกิจแปลงร่างเห็ด สามารถวาดภาพเห็ดในสไตล์ตัวเอง โพสต์ลงเฟซบุ๊กพร้อมข้อมูลของ<a href="http://www.thaicityfarm.com/2020/03/31/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1/?fbclid=IwAR12Dxsmyg5Xr8bE8W778ICpQoAvRZbI76ESKW0rRhlnD2J5RZQfPnPaCwg">กลุ่มสวนผักคนเมือง</a> หรือติดตามข้อมูลและภาพอื่นๆ ได้ที่ <a href="https://yodchattinyline.com/2020/04/18/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99/">yodchattinyline.com</a> หรือ #MushroomMission</em></p>
<p><em>ภาพ:</em> <em>Joel Chua</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mushroom-mission/">#MushroomMission เมื่อ &#8216;เห็ด&#8217; ช่วยส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบางในวิกฤตโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
