<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018 &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/sub-series/year-2018/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/sub-series/year-2018/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 22 Oct 2021 08:57:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เมื่อเดินหลบโคลนไม่ได้ เราก็เหยียบและสนุกกับมันไปเลย” &#8211; The TOYS</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-the-toys/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Dec 2018 09:44:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[What The Duck]]></category>
		<category><![CDATA[​The TOYS]]></category>
		<category><![CDATA[ธันวา บุญสูงเนิน]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49678</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ดีเลยครับ ตั้งแต่กลับมาจากเกาหลีก็ยังไม่ได้นอนเต็มที่เลย เล่นดนตรีแล้วก็ทัวร์ ทัวร์ ทัวร์ ทัวร์” การถามคำถามเบสิกว่าชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง กับศิลปินหนุ่มวัย 23 ที่ฮอตและหาตัวจับยากสุดๆ ในเวลานี้ทำเอาเราตื่นเต้นไม่ใช่เล่น คำตอบแสนธรรมดานี้ก็ทำเอาเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งทันทีว่า ชั่วโมงการนอนของเขาน่าจะวิกฤตกว่าพวกเราที่นั่งปั่นต้นฉบับตอนปิดเล่มเสียอีก วินาทีนี้เราคงไม่ต้องอธิบายว่า ทอย–ธันวา บุญสูงเนิน หรือ The TOYS ชายหนุ่มตรงหน้าเราคนนี้เป็นใคร หรือมีดีอะไรบ้าง หากมองย้อนไปปี 2018 ที่ผ่านมา อดีตเด็กดื้อที่น่าจับตามากที่สุดในฤดูกาลนั้น ได้เติบโตเป็นศิลปินชื่อดังอย่างเต็มตัว มีอัลบั้มแรก มีแฟนคลับมากมาย มีทัวร์ต่างประเทศ ร่วมงานกับศิลปินเบอร์ใหญ่มากมาย อีกทั้งปิดท้ายปีด้วยรางวัลใหญ่ Best New Asian Artist Thailand จากเวที 2018 MAMA Premiere in Korea ที่แน่ๆ ตอนนี้คิวงานของเขาแน่นเอี้ยดไปจนถึงเดือนกันยาฯ ปีหน้าเรียบร้อย คำว่า ประสบความสำเร็จสุดๆ น่าจะใช้อธิบายสถานะปัจจุบันของศิลปินหนุ่มคนนี้ได้ดีทีเดียว ในปีที่น่ายินดี เขาเจอกับข่าวคราวดราม่ามากมายที่เหมือนว่าจะทำให้การเดินทางในวงการดนตรีขรุขระ ทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตัวตน คำถามเรื่องผลงาน แม้กระทั่งท่ามินิฮาร์ตนิ้วกลาง หรือชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้ เราในฐานะคนธรรมดาที่เคยคุยกับเด็กหนุ่มมาสองครั้งสองครา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-the-toys/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เมื่อเดินหลบโคลนไม่ได้ เราก็เหยียบและสนุกกับมันไปเลย” &#8211; The TOYS</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“ดีเลยครับ ตั้งแต่กลับมาจากเกาหลีก็ยังไม่ได้นอนเต็มที่เลย เล่นดนตรีแล้วก็ทัวร์ ทัวร์ ทัวร์ ทัวร์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การถามคำถามเบสิกว่าชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง กับศิลปินหนุ่มวัย 23 ที่ฮอตและหาตัวจับยากสุดๆ ในเวลานี้ทำเอาเราตื่นเต้นไม่ใช่เล่น คำตอบแสนธรรมดานี้ก็ทำเอาเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งทันทีว่า ชั่วโมงการนอนของเขาน่าจะวิกฤตกว่าพวกเราที่นั่งปั่นต้นฉบับตอนปิดเล่มเสียอีก</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49697" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วินาทีนี้เราคงไม่ต้องอธิบายว่า </span><b>ทอย–ธันวา บุญสูงเนิน</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><b>The TOYS</b><span style="font-weight: 400;"> ชายหนุ่มตรงหน้าเราคนนี้เป็นใคร หรือมีดีอะไรบ้าง หากมองย้อนไปปี 2018 ที่ผ่านมา <span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://adaymagazine.com/pop-26/" target="_blank" rel="noopener">อดีตเด็กดื้อที่น่าจับตามากที่สุดในฤดูกาลนั้น</a> </span>ได้เติบโตเป็นศิลปินชื่อดังอย่างเต็มตัว มีอัลบั้มแรก มีแฟนคลับมากมาย มีทัวร์ต่างประเทศ ร่วมงานกับศิลปินเบอร์ใหญ่มากมาย อีกทั้งปิดท้ายปีด้วยรางวัลใหญ่ Best New Asian Artist Thailand จากเวที 2018 MAMA Premiere in Korea </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่แน่ๆ ตอนนี้คิวงานของเขาแน่นเอี้ยดไปจนถึงเดือนกันยาฯ ปีหน้าเรียบร้อย คำว่า ประสบความสำเร็จสุดๆ น่าจะใช้อธิบายสถานะปัจจุบันของศิลปินหนุ่มคนนี้ได้ดีทีเดียว</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49690" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปีที่น่ายินดี เขาเจอกับข่าวคราวดราม่ามากมายที่เหมือนว่าจะทำให้การเดินทางในวงการดนตรีขรุขระ ทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตัวตน คำถามเรื่องผลงาน แม้กระทั่งท่ามินิฮาร์ตนิ้วกลาง หรือชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้ เราในฐานะคนธรรมดาที่เคยคุยกับเด็กหนุ่มมาสองครั้งสองครา จินตนาการไม่ออกว่าเขาจะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้ยังไง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับกัน เขาผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาด้วยทัศนคติที่แน่วแน่ของตัวเอง แถมก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีหยุด และไม่ยอมให้อะไรมาทำลายความสุขตัวเองได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเอ่ยปากมาว่านอนน้อย แต่อย่างน้อยๆ รอยยิ้มและสีหน้าของเขาก็ทำเอาเราเชื่อสุดใจว่า ปีนี้เป็นปีที่แฮปปี้จริงๆ เขาเรียนรู้อะไรจากปีทองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดีร้ายมากมายบ้าง เอาล่ะ คำถามต่อไปของบทสนทนาเริ่มขึ้นแล้ว</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49696" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>พอมีเวลาพักผ่อนน้อยมากๆ มันกระทบต่อชีวิตคุณยังไงบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนช้าลงมาสักพักแล้วครับ แล้วเห็นอะไรก็เป็นงานไปหมดเลย วันหนึ่งวันหมดไปกับงาน เหมือนเราไม่ได้มีชีวิตของเราเลย แม้กระทั่งนั่งอยู่ในบ้านก็ต้องทำเพลง ทำโปรเจกต์เพลงต่างๆ เวลาไปกินข้าวที่ห้างหรือข้างนอก ผมก็ต้องถ่ายรูปกับแฟนคลับที่เขามาขอถ่ายรูป ผมรู้สึกว่าทุกๆ ชั่วโมงมันเป็นงานไปหมดเลย ไม่มีชีวิตที่เป็นปกติสักที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49700" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-27.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ถามจริงๆ อึดอัดไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อึดอัด แต่คิดว่าเดี๋ยวคงชินไปเอง แต่นี่มันนานมากแล้ว ไม่ชินสักที (หัวเราะ) ตอนแรกผมอึดอัดแทบทุกเรื่องเลยครับ แต่มันเหมือนผมก้าวผ่านเส้นเส้นหนึ่งมาได้แล้ว เราจะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ในเมื่อเราเดินหลบโคลนไม่ได้ เราก็เหยียบมันไปเลย เราสนุกกับมันไปเลยดีกว่า กลายเป็นว่าผมสนุกที่จะเปื้อน พออยู่กับมันจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันสนุกมากๆ เลยครับ</span></p>
<p><b>โคลนที่ว่ามันหมายถึงดราม่าต่างๆ ที่คุณเจอรึเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างเลย มันคือทุกอย่างที่ชีวิตเราหลบไม่ได้ เพราะมันคือสิ่งที่ชีวิตต้องเจออะไรแบบนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49701" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-34.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-34-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ย้อนกลับไปวันแรกๆ ที่คุณตัดสินใจเดินในเส้นทางศิลปิน คิดไหมว่าชีวิตต้องมาเจออะไรหนักๆ แบบนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่คิดเลย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคิดด้วยครับ ตอนนั้นผมอายุน้อย ผมยังไม่รู้จักคำว่าวงการดนตรีเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องทำอะไรยังไง ไม่มีความรู้เลย แต่ถ้าจะให้ผมอธิบายตอนนี้ว่าวงการคืออะไร ผมตีความว่ามันเป็นเหมือนโลกอีกใบหนึ่งแล้วกัน มันเป็นโลกที่เรียกว่า money machine, money world คอยที่จะทำทุกอย่างให้กลายเป็นงานไปหมด เป็นโลกใบที่ขัดกับชีวิตอันปกติสุข</span></p>
<p><b>ลึกๆ แล้วโหยหาชีวิตอันปกติสุขของตัวเองไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมโหยหามาก แต่ในเมื่อมันไม่มีเวลาของความปกติ ผมเลยเอามันมารวมกันครับ อะไรจะเกิดขึ้นก็ตามแต่ผมไม่สนใจ ขอแค่ได้ทำทุกอย่างที่ผมชอบ ผมโคตรมีความสุขเลย ผมสนใจแค่เรื่องเดียวคือมันต้องไม่เดือดร้อนใคร ไม่กระทบกับใคร </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49695" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าเราพยายามทำอะไรบางอย่างที่มันทำให้เราอึดอัดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ดาราศิลปินหลายคนเขามีปัญหาเรื่องนี้ ตอนนี้ผมเข้าใจเลยว่าทำไมศิลปินดาราถึงเป็นโรคซึมเศร้าง่าย ซึ่งตอนแรกผมไม่เข้าใจเลยเวลาเห็นดราม่าของแต่ละคน สงสัยด้วยซ้ำว่าทำไมเขาต้องเป็นโรคซึมเศร้าด้วย พอมาวันหนึ่งที่เรื่องเหล่านั้นมันมาเกิดขึ้นกับผมบ้าง ผมรู้แล้วว่าผมต้องทำอะไร ผมใช้เท้าเขี่ยมันออกเพื่อให้ผมเดินต่อไปได้อย่างเต็มเท้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่คิดว่าเราจะต้องมีความสุขบนความสุขของคนอื่น งงคำนี้ไหมครับ (หัวเราะ) คือทุกวันนี้ศิลปินดาราทุกคนมีหน้าที่สร้างความสุขให้กับคนดู ส่วนตัวผมทำไม่เป็นครับ ทำได้แป๊บเดียว ผมแค่ชอบทำเพลง แค่ชอบวาดรูป สมมติวันนี้ผมวาดรูป ไม่มีทางที่ผมจะเอารูปที่ผมวาดไปเสิร์ฟที่หน้าใครแล้วบอกให้เขาชอบผลงานของผมเถอะ ผมแค่วาดแล้วตั้งมันทิ้งไว้ ไม่ต้องการให้ใครมาเข้าใจ หรือต้องการให้คนมาชมด้วยนะ ผมแค่แฮปปี้กับวันนี้ วันที่ผมทำงานเสร็จแล้วผมก็วางมันไว้เฉยๆ ใส่บ็อกเซอร์นั่งกินกาแฟรอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49702" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เวลาได้ยินคำว่า ‘The TOYS แม่ง fake’ มีสักแวบไหมที่รู้สึกโกรธ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่โกรธ ผมไม่รู้จะโกรธทำไม ผมว่าชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะมานั่งแคร์ว่าคนอื่นคิดยังไงกับเรา ชีวิตคนเรามันสั้นจริงนะครับ วันๆ หนึ่งมันมีข่าวคนเสียชีวิตตั้งมากมาย ผมแคร์อย่างเดียวคือพรุ่งนี้ผมจะได้รถที่ตัวเองชอบมาขับไหม ผมจะได้กินข้าวที่ผมอยากกินไหม ผมชอบกินเพราะงั้นเรื่องนี้น่าแคร์กว่า จะให้มานั่งห่วงทั้งวันว่าคนจะมองเราเป็นคนยังไง ผมว่ามันไร้สาระ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเราเลย</span></p>
<p><b>คุณเป็นคนตั้งใจทำงานเพลงมากๆ ผิดหวังไหมที่คนสนใจติชมตัวตนของคุณมากกว่าผลงาน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เลยครับ ผมไม่สนใจเลย ตอนเป็นเด็ก ผมยอมรับว่าผมเคยกลัวว่าพี่คนนั้นจะไม่ชอบเรา กังวลว่าทำไมพี่คนนั้นเขามองเราแบบนี้ ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้เป็นนะเว้ย แต่สุดท้ายต่อให้เราเป็นหรือไม่เป็นแบบนั้น เขาก็มองเรา ตัดสินว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้อยู่ดี จะมองยังไงก็เรื่องของเขา ผมคิดแบบนี้ ตราบใดที่ผมเดินเหยียบเต็มเท้าอยู่อย่างนี้ ถ้าผมไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ผมก็จะเป็นของผมอย่างนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49699" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-20.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-20-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันไม่ใช่เรื่องที่จะเก็บมาเป็นปัญหาเลยครับ อย่างตอนนี้ผมชอบเรื่องรถสปอร์ตผมก็จะคิดแค่เรื่องรถสปอร์ต ปัญหาที่ผมนอนไม่หลับคือผมไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนสีรถเป็นสีไหน ผมไม่สนใจว่าใครจะบอกผมยังไง ผมมองแค่ว่ารถสีนี้มันสวยในสายตาผมไหม ตอนแรกผมคิดว่าสีส้มสวย แล้วสักพักก็ชอบสีแดง แต่พอชอบสีแดง ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนเบื่อง่าย สุดท้ายสีที่อยู่ได้นานที่สุดคือสีดำ เพราะว่ามันไม่ฉูดฉาด ตอนนี้เลยคิดว่าจะเปลี่ยนเป็นสีดำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49703" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ทำไมถึงจริงจังเรื่องรถและอยากเปลี่ยนสีรถตัวเองขนาดนั้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ผมชอบมานานแล้วครับ คือตอนเด็กๆ ผมไม่มีปัญญาซื้อรถสปอร์ต คุณนึกออกไหมว่าเราทำได้แค่มองมันอยู่ในโทรศัพท์ วันไหนรถคันที่เราชอบวิ่งผ่านหน้าเราไปเราก็ได้แต่ถ่ายรูป แต่ก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มันมาเป็นของตัวเอง ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้ซื้อของที่เคยอยากได้สมัยก่อน จริงๆ ผมยังไม่เคยเปลี่ยนสีรถตัวเองเลยสักครั้ง ที่อินขนาดนั้นเพราะว่าผมกำลังทำความรู้จักกับ wrap car อยู่ มันเป็นเทคนิคเปลี่ยนสีรถที่เนียนมาก โคตรเนียนเลยอะ ตื่นเต้น (หัวเราะ)</span></p>
<p><b>พอมีรถแล้ว คุณมีเวลาขับมันด้วยเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หึ ส่วนใหญ่นั่งรถตู้เหมือนเดิม (หัวเราะ) บางทียุ่งมากจนต้องย้ายมานั่งคิดเพลง ทำเพลงกันบนรถตู้แล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49707" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-58.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-58.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-58-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-58-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>รู้สึกยังไงเวลาโดนมองว่าพยายามสร้างคาแร็กเตอร์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนตัวผมดีใจมากเลยที่คนมองว่าผมสร้างคาแร็กเตอร์ เฮ้ย มันเป็นคาแร็กเตอร์เหรอวะเนี่ย คือถ้าคนมองเราเป็นคาแร็กเตอร์ผมว่ามันกลายเป็นเรื่องที่เจ๋งนะ แต่คาแร็กเตอร์ผมไม่ได้มาเพราะผมสร้างมันขึ้นมา มันเกิดจากการที่ผมค่อยๆ เรียนรู้ อย่างที่คนชอบถามว่า ทำไมเมื่อก่อนผมพูดรู้เรื่อง ตอนเด็กๆ ที่เข้าวงการผมถูกปลูกฝังมาว่า “ทอยต้องรู้นะจะต้องตอบอะไร ถ้าทอยขึ้นไปอยู่บนเวที ทอยต้องรู้ว่าจะพูดอะไรนะ” ผมต้องท่องมันเป็นการบ้าน กดกีตาร์ก็ต้องท่อง ไปรับรางวัลผมก็ต้องท่องๆๆๆ มันเป็นมาแบบนี้ครับ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ววันหนึ่งผมก็ท่องมันไม่ไหวเพราะผมมีงานทุกวัน ผมไม่สนแล้ว ผมขี้เกียจท่องอะ ผมก็เลยเริ่มอิมโพรไวส์อะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเองมากขึ้น เริ่มที่จะไม่แคร์ว่าใครจะมองอะไรมากขึ้น กลายเป็นว่าผมเริ่มรู้ตัวว่าสุดท้ายผมเข้าวงการมาเพราะผมชอบทำเพลง แต่ผมไม่ได้ทำเพื่อเสิร์ฟให้คนชอบผมรักผมเถอะนะ ผมน่ารักนู่นนี่ ผมมาถึงวันนี้เพราะผมชอบมันล้วนๆ เลยครับ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49712" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-41.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-41.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-41-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-41-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แต่อาชีพศิลปินที่ต้องทำตัวให้คนชอบเข้าไว้ มันก็ทำให้คุณมีเงินซื้อรถสปอร์ตนะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนครับ มันคือผลพลอยได้มหาศาล มันมีส่วนทำให้ความคิดผมเปลี่ยนเหมือนกันครับ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ผมได้ซื้อรถนะ หลายๆ อย่างที่เราเคยคิดตอนเด็กว่าชาตินี้เราจะได้จับมันไหม ชาตินี้เราจะซื้อบ้านราคานี้ได้เหรอ สุดท้ายเราก็ปล่อยให้ความคิดพวกนี้ผ่านไป กลับไปนั่งฟังเพลงเหมือนเดิมเพราะไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราได้ แต่พอมันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วมันทำให้ผมรู้ว่าอะไรที่เคยแพงมันถูกลงเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินนะครับ ผมหมายถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วย ซึ่งตรงนี้มันทำให้ผมแคร์อะไรน้อยลง สุดท้ายผมเลือกที่จะแคร์แค่คนรอบตัว ครอบครัว พี่น้องแฟนคลับ ทีมงาน มันมีค่ามากกว่าการแคร์คนข้างนอกอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ผมค่อนข้างเป็นคนที่สนิทกับใครยาก สำหรับคนที่อยู่ในวงการมันเป็นเรื่องที่แย่นะ เพราะเราต้องสนิทกับใครง่ายๆ เพื่อคอนเนกชั่นนู่นนี่ ไม่ใช่เฉพาะวงการเพลงหรอก ผมว่าเราเป็นกันทุกวงการเลย นี่คือข้อเสียของผมจริง ผมพยายามแล้วนะครับไม่ใช่ไม่พยายาม (หัวเราะ) แต่สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับว่าผมสนิทกับคนอื่นยากมากๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49705" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-47.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-47.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-47-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-47-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เคยได้ยินว่าทางค่ายส่งคุณไปเรียนการแสดงเพื่อฝึกทักษะการสื่อสาร ได้เรียนแล้วเป็นยังไงบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดีครับ เป็นอะไรที่ท้าทายดี แต่สุดท้ายก็เรียนไม่จบคอร์สเพราะไม่มีเวลาไปเรียนต่อ มันเป็นคอร์สการแสดงที่หนักไปทางการสื่อสาร ช่วยให้เรากล้าพูดกับคนแปลกหน้ามากขึ้น การสื่อสารระหว่างเรากับเขาควรจะวางตัวยังไง ควรจะอายคอนแทกต์ หรือสื่อสารด้วยมือแบบไหนยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกๆ ผมมองว่ามันจำเป็นนะ เพราะการที่เราจะทำให้คนชอบเราเยอะ เราก็ต้องน่ารักอะครับ (หัวเราะ) ผมรู้ว่าผมอึดอัดแน่ๆ ผมเลยขอเป็นตัวเองแบบนี้ดีกว่า จริงๆ เมื่อก่อนกลัวคนที่ทำงานด้วยกัน หรือกลัวเพื่อนๆ จะมองว่าผมหยิ่ง คือทำไงได้ล่ะครับ เพราะเราสื่อสารไม่เก่ง เข้าหาคนไม่เป็น ข้อที่เอามาใช้จริงๆ คือข้อที่ครูบอกว่า ถ้าเขาถามเรื่องนี้ เราต้องตอบให้ยาวไว้ก่อน เพราะแต่ก่อนผมเป็นคนถามคำตอบคำ คือผมไม่รู้จะพูดอะไร แต่พอผมพูดเยอะขึ้น ถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่มหัศจรรย์ (หัวเราะ)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-63.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-63.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-63-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-63-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ประสบการณ์จากหนึ่งปีที่ผ่านมามันสอนอะไรคุณบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าทุกอย่างมันเป็นบทเรียนได้หมด อย่างบันไดที่เราเดินขึ้นมาด้วยกันเมื่อกี้ ก้าวสิบขั้นเสียงมันไม่เหมือนกันสักขั้นเลยเคยสังเกตไหมครับ ทุกก้าวที่เราเดินเสียงมันไม่เคยเท่ากันสักครั้งเลย ผมคิดว่าเส้นทางการเดินทางอะไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณเดินครั้งแรกแล้วกลับมาเดินซ้ำใหม่เรื่อยๆ ผลของมันไม่มีวันที่จะเป็นเหมือนเดิมได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-62.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-62.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-62-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-62-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสุขของผมคือการถอดอะไรบางอย่างที่มันคลุมเราอยู่ เช่น เรามีกรอบแบบนี้อยู่ แต่เราไม่เดินตามกรอบ เราแค่เดินไปเรื่อยๆ ของเรา ผมชอบเพราะมันสนุกกว่า ถ้าให้ผมต้องเดินตามกรอบไปเรื่อยๆ ผมขอย้อนกลับไปเป็นคนธรรมดาดีกว่า แต่ทุกวันนี้ผมว่ามันเจ๋งมากเลย เพราะว่าผมจะเดินไปตรงไหนก็ได้ แล้วผมก็จะออกนอกกรอบไปเรื่อยๆ มันเป็นความสุขอย่างเดียวของผม</span></p>
<p><b>หมายถึงเรื่องดนตรีหรือว่าทุกเรื่องในชีวิต</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างในชีวิตเลยครับ ไอ้สิ่งนี้มันอยู่กับผมมาตั้งแต่จำความได้ ผมเดินตามกรอบได้ไม่นานเท่าไหร่ เหมือนมันชอบออกไปด้วยตัวของมันเอง ไม่รู้เหมือนกันครับ (หัวเราะ) แต่ผมชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่สร้างให้ผมรู้สึกแบบนี้ตลอดเวลาเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49706" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-45.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-45.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-45-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-45-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เมื่อกี้พูดถึงความสุขแล้ว ความทุกข์ของคุณคืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หิวข้าว อาบน้ำแล้วมันเย็นเจี๊ยบ หรือออกไปเดินแล้วมันร้อนมาก แล้วก็รถติด สิ่งเหล่านี้คือเรื่องใหญ่มากๆ สำหรับผม ส่วนการที่คนมองผมเป็นแบบนู้นแบบนี้ ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นความทุกข์ เรียกว่าไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรเลยดีกว่าครับ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ที่มีดราม่าชื่อเล่นของผม ที่บอกว่าผมชื่อเอมไม่ใช่ทอย คือสุดท้ายผมก็เฉยๆ ไม่ได้อะไร ถามแล้วก็ตอบไป สุดท้ายก็มีใครไม่รู้เอารูปและข้อความผมในหนังสือรุ่นมาโพสต์ ซึ่งผมก็ชื่อทอยจริงๆ มันพิสูจน์ว่าข่าวนั้นมันปลอม ผมไม่รู้ว่าผมต้องมานั่งแก้ปัญหาที่ผมไม่ได้ทำไปทำไม ปัญหาที่ต้องแก้อย่างเดียวก็คือกินข้าว ผมต้องอิ่มไว้ก่อนไม่งั้นผมจะทำอะไรลำบาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49704" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-42.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-42.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-42-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-42-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ความสำเร็จที่คุณได้รับมาอยู่เรื่อยๆ มีเพลงดัง มีแฟนคลับมากมาย ตารางทัวร์เต็มไปจนถึงเดือนกันยาปีหน้า ไหนจะรางวัลใหญ่ที่ได้รับมาอีก เริ่มเชื่อหรือยังว่าตัวเองเก่ง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่นะ เอาจริงๆ ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลายๆ คนคิดว่านี่คือความสำเร็จ สำหรับผมความสำเร็จมันเกิดขึ้นตั้งแต่ไลน์แรกที่ผมเขียนเพลง หรืออะไรก็ตามที่ผมทำแล้วผมมีความสุข เช่น กินข้าวมื้อนี้อร่อยมาก นั่งรถตู้เห็นวิวสวยๆ ไอ้เรื่องพวกนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องผลพลอยได้จากความสุข เหมือนที่คุณตันบอกว่าถ้าเราอยากรวย เราต้องมีความสุขก่อน อันนี้บางคนอาจฟังแล้วรู้สึกว่ามันไม่เมคเซนส์นะ พอผมโตขึ้น ผมเลยเข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-65.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-65.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-65-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>กลัวไหมถ้าวันพรุ่งนี้ชื่อเสียงของคุณหายไป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่ได้ตั้งผังชีวิตตัวเองไว้แบบนี้อยู่แล้ว ผังของผมไม่ใช่การเป็นคนดังหรืออะไร ผมตั้งผังไว้แล้วว่าผมจะต้องทำอะไรก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย </span><i><span style="font-weight: 400;">ก่อนฤดูฝน</span></i><span style="font-weight: 400;"> จะดังก็ดังขึ้นมาแบบดื้อๆ ให้มันเป็นแค่รางวัลเล็กๆ น้อยๆ ที่เราตั้งใจทำเพลงแล้วกันครับ เต็มที่แค่นั้น ถ้ามีคนถามถึงงานที่ประสบความสำเร็จ ผมจะไม่พูดถึงมันเลย ผมจะพูดอย่างเดียวคือ ถ้าวันนี้ผมเขียนเพลงได้หนึ่งบรรทัดผมแฮปปี้แล้วนะ ผมจะตอบแบบนี้ตลอดไป</span></p>
<p><b>งั้นอีกห้าปีเราจะกลับมาถามใหม่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้ครับ เดี๋ยวผมจะตอบเหมือนเดิม (ยิ้ม)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49685" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-68.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-68.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/the-toys-68-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-the-toys/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เมื่อเดินหลบโคลนไม่ได้ เราก็เหยียบและสนุกกับมันไปเลย” &#8211; The TOYS</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “รางวัลที่แท้จริงคือการได้ทำโฆษณาดีๆ” &#8211; จุรีพร ไทยดำรงค์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-judy-jureeporn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2018 09:42:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ครีเอทีฟโฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[จูดี้]]></category>
		<category><![CDATA[จุรีพร ไทยดำรงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49591</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักโฆษณาหลายๆ คนที่เรามีโอกาสได้พูดคุยชอบพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า ‘เจ๊’ ให้เราฟัง เพราะคนโฆษณาเกือบทั้งวงการนับถือเธอเป็นทั้งไอดอลและครู  เจ๊คนที่ว่าคือ จูดี้–จุรีพร ไทยดำรงค์ Chief Creative Officer แห่ง GREYnJ UNITED เอเจนซีโฆษณาสัญชาติไทยในเครือ GREY worldwide เธอคือนักโฆษณาที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมามากกว่า 30 ปี ตำนานของเธอเป็นที่กล่าวขานกันว่า เธอคือบัณฑิตจากคณะบัญชีรั้วจามจุรีที่หันเหมาเป็นนักโฆษณาที่เคยใฝ่ฝันในวัยเด็ก เรียนรู้วิธีการคิดและพิตช์งานโฆษณาแบบครูพักลักจำ ใช้พรแสวงเข้าสู้ พอทุกอย่างเข้ามือก็เปิดเอเจนซีของตัวเองที่ชื่อว่า JEH United (เจ๊ ยูไนเต็ด) ตลอดการทำงานเธอสร้างงานโฆษณาติดหูติดตาคนไทยมามากมาย และกวาดรางวัลโฆษณามานับไม่ถ้วน พอพูดถึงความสำเร็จของคนโฆษณา คำว่า ‘รางวัล’ มักโดดเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของเอเจนซี GREYnJ UNITED จริงๆ เพราะแค่หนังโฆษณาที่ปล่อยไปเมื่อช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมาอย่าง FRIENDSHIT (โฆษณาโมบายล์แอพ KPLUS) เพียงตัวเดียวก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการโฆษณาไทยทั้งตัวไอเดียสุดล้ำ ความสนุกในคอนเทนต์ และรางวัลที่พวกเขากวาดมาแทบจะทุกเวทีตั้งแต่เวทีระดับประเทศ ภูมิภาค จนถึงเวทีระดับโลกอย่าง D&#38;AD Awards 2018 และ Cannes Lions [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-judy-jureeporn/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “รางวัลที่แท้จริงคือการได้ทำโฆษณาดีๆ” &#8211; จุรีพร ไทยดำรงค์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">นักโฆษณาหลายๆ คนที่เรามีโอกาสได้พูดคุยชอบพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า ‘เจ๊’ ให้เราฟัง เพราะคนโฆษณาเกือบทั้งวงการนับถือเธอเป็นทั้งไอดอลและครู </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49597" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ๊คนที่ว่าคือ <b>จูดี้–</b></span><b>จุรีพร ไทยดำรงค์</b><span style="font-weight: 400;"> Chief Creative Officer แห่ง GREYnJ UNITED เอเจนซีโฆษณาสัญชาติไทยในเครือ GREY worldwide เธอคือนักโฆษณาที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมามากกว่า 30 ปี ตำนานของเธอเป็นที่กล่าวขานกันว่า เธอคือบัณฑิตจากคณะบัญชีรั้วจามจุรีที่หันเหมาเป็นนักโฆษณาที่เคยใฝ่ฝันในวัยเด็ก เรียนรู้วิธีการคิดและพิตช์งานโฆษณาแบบครูพักลักจำ ใช้พรแสวงเข้าสู้ พอทุกอย่างเข้ามือก็เปิดเอเจนซีของตัวเองที่ชื่อว่า JEH United (เจ๊ ยูไนเต็ด) ตลอดการทำงานเธอสร้างงานโฆษณาติดหูติดตาคนไทยมามากมาย และกวาดรางวัลโฆษณามานับไม่ถ้วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอพูดถึงความสำเร็จของคนโฆษณา คำว่า ‘รางวัล’ มักโดดเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของเอเจนซี GREYnJ UNITED จริงๆ เพราะแค่หนังโฆษณาที่ปล่อยไปเมื่อช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมาอย่าง FRIENDSHIT (โฆษณาโมบายล์แอพ KPLUS) เพียงตัวเดียวก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการโฆษณาไทยทั้งตัวไอเดียสุดล้ำ ความสนุกในคอนเทนต์ และรางวัลที่พวกเขากวาดมาแทบจะทุกเวทีตั้งแต่เวทีระดับประเทศ ภูมิภาค จนถึงเวทีระดับโลกอย่าง D&amp;AD Awards 2018 และ Cannes Lions 2018</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49598" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จก้อนใหญ่ก้อนนี้ไม่ใช่แค่เอเจนซีของเธอที่ชื่นใจเท่านั้น เราเชื่อว่าวงการโฆษณาไทยก็ยิ้มหน้าบานไม่แพ้กัน แถมเดือนที่แล้วเธอได้รางวัล Hall of Fame จากสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก และกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เธอก็เพิ่งได้รางวัล South East Asia Creative Person of The Year จากนิตยสาร Campaign Asia Pacific ที่ถือเป็นรางวัลใหญ่ส่งท้ายสำหรับนักโฆษณาทั่วทวีปเอเชียและแปซิฟิก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาเป็นว่าการคุยกับนักโฆษณาสักคนในจังหวะสิ้นปีแบบนี้ คงเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ๊อีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49610" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<h4 style="text-align: center;"><b>01</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทำโฆษณาแทบทุกคนย้ำกับเราว่า วิธีการทำงานของพวกเขาคือการทำงานเป็นทีม ช่วยกันคิด ช่วยกันคราฟต์ หากมีทีมงานที่ทำงานด้วยใจ (และลูกค้าน่ารักด้วย) ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความสำเร็จของ FRIENDSHIT ส่งผลต่อตัวคุณยังไงบ้าง” เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โฆษณาตัวนี้คือผลงานของบริษัท ถามว่ามันส่งผลต่อตัวเราโดยตรงไหม ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ส่งผลต่อการทำงานของบริษัทเยอะเหมือนกัน คือตั้งแต่เราพิตช์งานลูกค้า KBank ได้เมื่อสองปีที่แล้ว แบรนด์ลูกค้าถือเป็นแบรนด์ที่ล้ำ เทคโนโลยีเขาเคลื่อนไหวเร็วกว่าใครเพื่อนมาก ในฐานะที่เราเป็นเอเจนซีเรารู้ตัวทันทีว่าเราต้องต้องอัพเกรดตัวเองก้าวไปพร้อมๆ กับลูกค้าให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โจทย์ตอนที่เรารับบรีฟคือ ‘ล้ำ’ ครีเอทีฟต้องพัฒนาไอเดียให้ล้ำ เวลาเลือกผู้กำกับหรือเลือกโปรดักชั่นเฮาส์เราก็เลือกทีมที่ล้ำ เพื่อให้งานมันสะท้อนความล้ำที่เป็นแก่นของมันออกมาให้มากที่สุด” ความก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่ดึงธนาคารเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา ถือเป็นโจทย์ยากของเอเจนซี แพลตฟอร์มโฆษณาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คืออีกหนึ่งความท้าทายที่คนทำโฆษณาต้องวิ่งตามให้ทัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49613" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีเฟซบุ๊ก ไลน์ กูเกิล สมัยนี้มันมีวิธีทำโฆษณาเยอะแยะเต็มไปหมด เราแก่แล้วก็ยอมรับว่าในบางครั้งก็ตามไม่ทัน (หัวเราะ) คือถ้าตามทันเราอาจสะดุดล้มหัวฟาดไปแล้ว รอบตัวเราก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ที่เข้าใจเรื่องพวกนี้ง่ายกว่า เราก็ให้พวกเขาแชร์ให้เราฟังดีกว่า แล้วคนรุ่นเดอะอย่างเรามีหน้าที่เอาประสบการณ์ที่มีออกมาใช้เป็นไกด์ไลน์ คอยตบไอเดียของพวกเขาให้กลับมาสู่แบรนด์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าจูดี้จะทำงานในวงการมามากกว่า 30 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินกว่าเด็กสมัยนี้อย่างเราจะจินตนาการ เธอบอกเราว่า เธอชอบการพูดคุยกับเด็กรุ่นใหม่ เพราะมันทำให้เธอได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เจอแง่คิดที่แตกต่างจากคนรุ่นเดียวกับเธอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49611" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4 style="text-align: center;"><b>02</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามีคำพูดสองสามประโยคที่เราจะพูดกับน้องๆ ทุกรุ่น ‘ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้นอกจากจะไม่ทำ’ มันเป็นความเชื่อที่เราพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง เราเคยฝันอยากทำโฆษณา แม้จะเรียนจบบัญชี แต่พอเรามีความมุ่งหวังกับอาชีพครีเอทีฟหรืออะไรก็ตามด้วยใจจริง เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา ซึ่งสุดท้ายเราก็ได้เป็นครีเอทีฟจริงๆ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกประโยคหนึ่งที่เราชอบบอกคือ ‘เก่งไม่กลัว กลัวไม่กล้า’ เราเห็นคนโฆษณามาหลายยุค เราชอบทำงานกับคนที่กล้ามากกว่า บางคนเก่งมากแต่ขาดความกล้าจนกลายเป็นว่าอิดออดไม่ยอมทำอะไร ความเก่งในตัวยังไงสักวันมันก็หาย แต่คนที่กล้า ถ้าเขากล้าทำอะไรไปเรื่อยๆ เราเชื่อว่ามันจะต้องมีสักวันที่เขากลายเป็นคนเก่ง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49616" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/greynj.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/greynj.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/greynj-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/greynj-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดูเหมือนว่าปีนี้เป็นปีทองของเธออยู่กลายๆ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือทั้งเอเจนซีและตัวเธอเองได้รางวัลใหญ่มามากมาย เราเอ่ยถามถึงบทเรียนที่เธอได้รับจากความสำเร็จเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ รางวัลที่เขาให้กับบุคคลอย่าง South East Asia Creative Person of The Year รางวัลนี้ ส่วนตัวถามว่าดีใจไหม ก็ดีใจที่เราได้รับการ recognition เหมือนบอกว่างานต่างๆ ที่เราทำในปีนี้มันมีคนมองเห็นนะ รางวัลมันเป็นเหมือนการให้กำลังใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือพอเราได้รับกำลังใจแล้ว เราจะทำให้งานต่อๆ ไปในอนาคตของเรามันดีขึ้นได้มากกว่านี้อีกไหม สุดท้ายเวลาผ่านไป รางวัลมันก็แค่วัตถุอย่างหนึ่ง ถ้าเราคลั่งไคล้หลงใหลมันมาก มันก็จะยิ่งไม่ดีกับตัวเราเอง ถ้าเรายึดติดเราจะยิ่งไม่พัฒนาไปไหนแล้วก็ย่ำอยู่กับที่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49599" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างรางวัลต่างๆ ที่เราเคยได้รับในเวลาที่ผ่านมา เราคิดเสมอว่ามันไม่ได้เป็นรางวัลของเราคนเดียว มันเป็นรางวัลของทีมงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟ ทีม client service แพลนเนอร์ โปรดิวเซอร์ ทุกๆ คนที่ตั้งใจทำงานชิ้นนั้นออกมา พูดง่ายๆ คือ งานที่ดี หัวหน้าอย่างเราก็ได้หน้าได้ตา ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในจุดที่การได้รางวัลมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รางวัลที่แท้จริงคือรางวัลของการที่ได้ทำงานดีๆ ออกมาแล้วมีคนเห็นมัน มีคนรู้สึกชื่นชอบ ชื่นชมมัน เพราะมันให้อะไรกับคนดู อาจจะเป็นความสุขหรือแง่คิดดีๆ พอมันสะท้อนออกไปให้ประโยชน์กับคนหมู่มาก สุดท้ายมันก็จะกลับมาหาตัวเราเองว่า ‘เออ เว้ย ไอ้สิ่งที่เราทำดีนี่หว่า’ มันจะยิ่งทำให้เราอยากทำงานไปเรื่อยๆ อยากพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ให้รางวัลมันอยู่ที่ผลตอบรับจากคนดูดีกว่า”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49596" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4 style="text-align: center;"><b>03</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดชีวิตของการทำงาน เธอมองรางวัลเป็นเพียงกำลังใจเท่านั้น เพราะความสุขที่แท้จริงของเธอคือการทำงานโฆษณา เธอเล่าปนเสียงหัวเราะว่า เธอจำแทบไม่ได้เลยว่าเอารางวัลตัวล่าสุดที่ได้รับมาไปวางไว้ตรงไหน เพราะตลอดชีวิตของการทำงานเธอแทบไม่เคยหาที่เก็บให้กับโล่รางวัลเหล่านั้นอย่างจริงจังเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างในห้องทำงานของเธอตอนนี้ มีสิงโตตัวหนึ่งกั้นประตู อีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ทับกระดาษ เธอว่าอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่าความสำเร็จของโฆษณาแม้แต่ FRIENDSHIT มันสำเร็จตั้งแต่เวลาคนเห็นแล้วหยุดดู ดูจนจบแล้วพูดถึงแล้วแชร์ มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับตอนที่เราทำ TVC กระเบื้องโอฬาร ‘ฝากไว้ก่อนโอฬาร’ งานโฆษณาชิ้นแรกๆ ที่สร้างชื่อให้เรา” แววตาเธอดูเป็นประกายทันที ราวกับว่าความประทับใจนั้นอยู่ติดตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้</span></p>
<div id="erdyt-69f7962d4cb8b" data-id="aPcaLwHbtf4" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-aPcaLwHbtf4-69f7962d4cb8b" data-vid="aPcaLwHbtf4" data-src="https://www.youtube.com/embed/aPcaLwHbtf4?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/aPcaLwHbtf4/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราจำได้ว่าหลังจากที่เราทำโฆษณาชุดนี้ เราไปนั่งที่ร้านบลูบาร์ เป็นบาร์ฮิปๆ สมัยก่อน ในร้านจะมีจอทีวีเล็กๆ จังหวะที่พักเบรกโฆษณา จากที่ต่างคนต่างคุย ทุกคนกลับหยุดดูโฆษณาตัวนี้ คือทั้งร้านอยู่ในความเงียบ แม้แต่ดีเจต้องหรี่เสียงเพลงให้เบาลงเพราะทุกคนสนใจดูและฟังลิงพูดในโฆษณา พอจบทุกคนก็หัวเราะพร้อมกัน ตอนนั้นเราขนลุกไปทั้งตัวเลย เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่าความรู้สึกแบบนี้แหละคือรางวัลของการทำโฆษณา มันภูมิใจเหมือนชีวิตนี้เราไม่ต้องการอะไรแล้ว ฟินแล้ว (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ตั้งใจว่าพยายามทำโฆษณาทุกตัวให้ได้แบบนี้ พยายามมองหาข้อคิดดีๆ ที่ฟังแล้วไม่เลี่ยน หรืออาจจะเป็นมุมมองง่ายๆ ที่คนเคยมองข้าม เพราะมันสามารถดึงความสนใจคนได้ และสื่อให้สารของเราไปถึงคน ในขณะเดียวกันอยู่ในความทรงจำของคนได้นานๆ ก็ดี”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แคมเปญโฆษณา </span><i><span style="font-weight: 400;">จน เครียด กินเหล้า</span></i><span style="font-weight: 400;"> และ</span><i><span style="font-weight: 400;"> ให้เหล้าเท่ากับแช่ง</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของ สสส. คืองานมาสเตอร์พีซของก๊อบปี้ไรต์เตอร์รุ่นใหญ่คนนี้ สำหรับเธอ งานโฆษณาที่ดีควรมีอะไรสอดแทรกเพื่อให้คนจดจำ ทำให้คนฉุกคิดอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง อย่างน้อยๆ ก็ขับเคลื่อนให้สังคมน่าอยู่ขึ้น การทำโฆษณาที่ขายของเพียงอย่างเดียว เธอรู้สึกเป็นการทำงานที่เสียเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โฆษณาเป็นตัวหล่อหลอมและสะท้อนสังคมอย่างหนึ่ง” เธอเล่าด้วยสีหน้าจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเชื่อว่าโฆษณามีอิทธิพลมากต่อคน มันทำครั้งหนึ่งคนได้ดูเยอะมากๆ เป็นล้านๆ คน ยิ่งทุกวันนี้เราแชร์กันง่ายขึ้น ถ้าเราไม่มีสิ่งดีๆ แทรกไปมันก็เหมือนกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ฮิตเลอร์ยังใช้ propaganda นั่นแปลว่าโฆษณามันสามารถเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเกิดมาได้ทำโฆษณาทั้งทีก็จะพยายามส่งสารที่เป็นประโยชน์ต่อคน ถ้าให้เราขายครีมหน้าขาว แบบขาวแล้วได้ผัวเราจะไม่ทำเด็ดขาด เราอยากทำแบบขาวที่ใจไม่ใช่ที่หน้า เพราะตามความเป็นจริง หน้าตาคนเรามันขาวกันทุกคนไม่ได้อยู่แล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จูดี้ทิ้งทายว่า ถ้าไม่มีโฆษณา TVC ช่วงพักเบรกที่เธอดูตอนเด็กๆ ตัวเธอเองก็อาจจะไม่ได้เป็นนักโฆษณาอย่างวันนี้ นี่คงเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอว่า โฆษณาเป็นสิ่งที่มีพลังหล่อหลอมชีวิตเด็กคนหนึ่งได้จริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49607" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4 style="text-align: center;"><b>04</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลายคนอยากให้วงการโฆษณาไทยในวันนี้กลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม คุณคิดยังไงกับประเด็นนี้” เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่าวงการโฆษณาในแง่ของครีเอทีฟตอนนี้ก็ยังรุ่งเรืองอยู่นะ ในฐานะที่เราอยู่มานาน หากแบ่งยุคของโฆษณาไทย ช่วง 1980 เป็นยุคแรกที่โฆษณาเข้ามาในบ้านเรา ครีเอทีฟส่วนใหญ่ในยุคนั้นเป็นเด็กจบนอก เอเจนซีโฆษณายุคนั้นเป็นต่างชาติ งานโฆษณาในตอนนั้นจึงไม่ใช่ไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นมุมมองแบบฝรั่งมองศิลปะวัฒนธรรมไทย มันมีเพลง มีความอาร์ต สวยๆ เท่ๆ มันทำให้เราเริ่มชอบโฆษณา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิบปีต่อมา เด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยไทยเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น เป็นยุคที่โฆษณามีรากเหง้าความเป็นไทยชัดเจนขึ้น มีความตลก จิกกัดตัวเอง ไม่ติดเท่เท่าไหร่ ถือว่าเป็นยุคที่โฆษณาไทยโดดเด่นและเฟื่องฟูมากๆ ได้รับรางวัลเต็มไปหมด เพราะแต่ก่อนเขาเชื่อกันว่าโฆษณาตลกมันขายของไม่ได้ แต่โฆษณาไทยมันตลกแบบมีความเป็นมนุษย์ ความตลกแบบไทยๆ เลยก้าวผ่านไปได้ คนจากคานส์ก็เริ่มจับตามองเรามากขึ้น ถึงกับเอาโฆษณาไทยยุค 90s ไปเก็บเป็นคอลเลกชั่นเลยก็มี”</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค </span></i><span style="font-weight: 400;">คือหนึ่งในโฆษณาไทยจากยุค 90s ที่เป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายทั้งในไทยและต่างประเทศ</span></p>
<div id="erdyt-69f7962d4cbbc" data-id="ea-oVCU-3Fo" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ea-oVCU-3Fo-69f7962d4cbbc" data-vid="ea-oVCU-3Fo" data-src="https://www.youtube.com/embed/ea-oVCU-3Fo?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ea-oVCU-3Fo/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอมาปี 1997 ช่วงฟองสบู่แตกมันส่งผลกระทบกับทุกธุรกิจจริงๆ โดยเฉพาะโฆษณาเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ตาย ครีเอทีฟโดนเลย์ออฟ แยกย้ายไปทำธุรกิจส่วนตัวกันหมด งานโฆษณาที่มากับความตลกก็เริ่มไม่ได้รางวัลแล้ว หัวเราะตกเก้าอี้ยังไงก็ไม่ได้ โฆษณาในยุคนั้นก็เลยเปลี่ยนมาเป็นโฆษณาสะท้อนความเป็นจริงของสังคมมากขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยบูมฟู่ฟ่าเหมือนแต่ก่อนอีกเลย เพราะเราได้บทเรียนมาแล้วว่าพอธุรกิจพัง เงินที่จะเอามารันธุรกิจพัง โฆษณาก็พัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากปี 2000 ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ที่เรามองว่ายังรุ่งเรืองอยู่เพราะว่าโฆษณาไทยมันเป็นสิ่งที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของคนไทย เรามีขนบธรรมเนียม มีความคิดสร้างสรรค์ที่ยูนีก เราได้เปรียบกว่าที่อื่นๆ ที่เขาอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสทำอะไรสนุกๆ เท่าเรา อีกอย่างหนึ่งคือคนไทยเราเปิดรับอะไรง่าย ยิ่งการเข้ามาของดิจิทัล โฆษณามันสอดแทรกอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิตเราได้ง่าย เพราะฉะนั้นโฆษณาไทยไม่เคยตกต่ำเลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49605" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอหันมามองเศรษฐกิจบ้านเราในวินาทีนี้ มันอาจไม่ได้แย่เท่ายุคฟองสบู่แตกจริง กลับกัน การเติบโตของโฆษณาดิจิทัลในช่วงสองถึงสามปีมานี้เป็นสิ่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งแบรนด์ลูกค้า หรือจำนวนดิจิทัลเอเจนซีเกิดใหม่ ในมุมของเจ้าของบริษัทที่ผ่านยุคเฟื่องฟูและยุคตกต่ำของวงการ เธอกลับบอกเราว่า อะไรที่มาไวไปไวยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองมันอย่างไม่ประมาท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลายคนพอเห็นเหตุการณ์นั้นก็เหมือนเห็นสัจธรรม โฆษณาในยุคหลังฟองสบู่แตกมันจะมีความยากขึ้น ส่วนตัวเราคิดมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เฮฮา สนุกสนานอย่างเดียว เรารู้แล้วว่าโฆษณาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิตเราแล้ว พอโฆษณาพัง ชีวิตเราพังตามแน่ๆ แต่ถ้าเรายังชอบทำโฆษณาอยู่ ก็ต้องคิดแล้วว่าเราจะทำยังไงให้บริษัทโฆษณาของเราไม่พัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ไม่ใช่แค่บริษัทเรา เราว่าทุกๆ บริษัทครีเอทีฟไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ ปีนี้ทุกคนมีงานดีๆ เด็ดๆ ออกมาเยอะแยะเลย มันเป็นความรู้สึก เป็นสัญญาณที่บอกว่าเราจะกลับมาบูมกันอีก นี่แค่เป็นช่วงเริ่มต้นเอง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49606" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4 style="text-align: center;"><b>05</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถือว่าวันนี้คุณเลยความฝันของตัวเองมาไกลมากๆ แล้ว มีสิ่งไหนที่ยังอยากทำให้สำเร็จอีกไหม” เราถามคำถามสุดท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราทำโฆษณารับใช้ทุนนิยม convince คนให้มาซื้อของของลูกค้าเราเยอะแล้ว ตอนนี้เราอยากมีอำนาจ convince คนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อให้ประเทศนี้ โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น เรามีโปรเจกต์ดูแลแมวจรจัดที่ทำมาต่อเนื่องหลายปีชื่อ<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.facebook.com/CatRepublicClub/"><strong> Cat Republic Club</strong> </a></span>เรารู้สึกว่ากรุงเทพฯ มีประชากรแมวจรจัดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราทำได้ก็คือช่วยเลี้ยงดูพวกเขา จับมาทำหมัน และหาบ้านหลังใหม่ อย่างน้อยๆ ก็อยากช่วยให้จำนวนสัตว์จรจัดในเมืองลดลงได้บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วก็มี <span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.facebook.com/maewangproject/"><strong>Mae Wang Project</strong></a></span> สองสามปีที่แล้วเราเริ่มปลูกป่าบนพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เดี๋ยวนี้ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่หนักขึ้นทุกวันแล้ว ไม่รู้ว่าการที่เราลุกขึ้นมาปลูกตอนนี้จะช่วยโลกทันอยู่หรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็ยังดีกว่าเราอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49614" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/จูดี้-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-judy-jureeporn/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “รางวัลที่แท้จริงคือการได้ทำโฆษณาดีๆ” &#8211; จุรีพร ไทยดำรงค์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “ลิมิตคือสิ่งที่เราตั้งไว้เอง” – นิโคลีน รองอันดับ 1 Miss World 2018</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-nicolene-mtw/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Dec 2018 06:13:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์]]></category>
		<category><![CDATA[มิสไทยแลนด์เวิลด์]]></category>
		<category><![CDATA[Miss Thailand World]]></category>
		<category><![CDATA[Miss World]]></category>
		<category><![CDATA[มิสเวิลด์]]></category>
		<category><![CDATA[นางงาม]]></category>
		<category><![CDATA[Love For All]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กออทิสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49534</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ขอคิดก่อนนะ เรื่องเยอะมากเลยปีนี้” นิโคลีน หญิงสาววัย 20 ตรงหน้าเราพูดไปหัวเราะไปเมื่อเราถามว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาของเธอเป็นยังไงบ้าง เอาแค่วันนี้ เธอก็ต้องตอบคำถามสื่อ 5-6 เจ้าเข้าไปแล้ว ส่วนเสื้อผ้าที่ต้องเปลี่ยนเพื่อถ่ายรูปถูกวางซ้อนกันอยู่มุมห้อง กะคร่าวๆ จากสายตาแล้ว วันนี้เธออาจต้องเปลี่ยนชุดเกือบๆ สิบครั้ง นิโคลีน หากมองย้อนกลับไป ปี 2018 คงเป็นการเดินทางอันยาวนานสำหรับ นิโคลีน–พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ ตั้งแต่พิธีกรประกาศชื่อเธอในตำแหน่ง Miss Thailand World 2018 ตามมาด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 Miss World 2018 ด้วยสปีชที่ทำให้หลายคนประทับใจและเทใจให้เธอ บนเวทีประกวดมิสเวิลด์รอบ 5 คนสุดท้ายที่ประเทศจีน นิโคลีนพูดถึงน้องชายวัยรุ่นที่เป็นออทิสติก เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีแพสชั่นจัดตั้งโครงการ Love For All ร่วมกับมูลนิธิออทิสติกไทยและมูลนิธิแสงสว่าง เพื่อสนับสนุนเรื่องอาชีพให้กับเด็กไทยที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ท่ามกลางเรื่องราวทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้นในปี 2018 เราสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่นิโคลีนได้เรียนรู้มากที่สุด นั่นคือเหตุผลที่เราชวนเธอมาทบทวนด้วยกันในวันนี้ ไม่มีเวที ไม่มีแสงสี ไม่มีสปอตไลต์ แต่นิโคลีนก็ตอบเราด้วยสายตาเป็นประกาย “ทุกคนมีความคิดเห็นของตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของเรา” ถ้านี่คือการประกวดนางงามรอบแรกที่ต้องแนะนำตัวสั้นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-nicolene-mtw/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “ลิมิตคือสิ่งที่เราตั้งไว้เอง” – นิโคลีน รองอันดับ 1 Miss World 2018</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="font-weight: 400;">“ขอคิดก่อนนะ เรื่องเยอะมากเลยปีนี้”</span> <span style="display:none;">นิโคลีน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">หญิงสาววัย 20 ตรงหน้าเราพูดไปหัวเราะไปเมื่อเราถามว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาของเธอเป็นยังไงบ้าง เอาแค่วันนี้ เธอก็ต้องตอบคำถามสื่อ 5-6 เจ้าเข้าไปแล้ว ส่วนเสื้อผ้าที่ต้องเปลี่ยนเพื่อถ่ายรูปถูกวางซ้อนกันอยู่มุมห้อง กะคร่าวๆ จากสายตาแล้ว วันนี้เธออาจต้องเปลี่ยนชุดเกือบๆ สิบครั้ง</span> <span style="display:none;">นิโคลีน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">หากมองย้อนกลับไป ปี 2018 คงเป็นการเดินทางอันยาวนานสำหรับ </span><b>นิโคลีน–พิชาภา ลิมศนุกาญจน์</b><span style="font-weight: 400;"> ตั้งแต่พิธีกรประกาศชื่อเธอในตำแหน่ง Miss Thailand World 2018 ตามมาด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 Miss World 2018 ด้วยสปีชที่ทำให้หลายคนประทับใจและเทใจให้เธอ</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="450" height="675" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-39.jpg" alt="" class="wp-image-49542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-39.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-39-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">บนเวทีประกวดมิสเวิลด์รอบ 5 คนสุดท้ายที่ประเทศจีน นิโคลีนพูดถึงน้องชายวัยรุ่นที่เป็นออทิสติก เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีแพสชั่นจัดตั้งโครงการ Love For All ร่วมกับมูลนิธิออทิสติกไทยและมูลนิธิแสงสว่าง เพื่อสนับสนุนเรื่องอาชีพให้กับเด็กไทยที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางเรื่องราวทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้นในปี 2018 เราสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่นิโคลีนได้เรียนรู้มากที่สุด นั่นคือเหตุผลที่เราชวนเธอมาทบทวนด้วยกันในวันนี้</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีเวที ไม่มีแสงสี ไม่มีสปอตไลต์ แต่นิโคลีนก็ตอบเราด้วยสายตาเป็นประกาย</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-45.jpg" alt="" class="wp-image-49545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-45.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-45-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-45-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“ทุกคนมีความคิดเห็นของตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของเรา”</strong></h3>



<p><span style="font-weight: 400;">ถ้านี่คือการประกวดนางงามรอบแรกที่ต้องแนะนำตัวสั้นๆ เราคงบอกว่านิโคลีนคือหญิงสาวชาวไทยที่แม้จะเติบโตในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา แต่แม่และยายก็เลี้ยงดูมาแบบคนไทย เธอพูดภาษาไทยได้ (แม้จะบอกว่าตัวเองไม่เข้าใจศัพท์สแลงวัยรุ่นใดใด) ทำงานเสิร์ฟอาหารที่ร้านอาหารไทย กลับมาเมืองไทยบ้างเป็นบางครั้ง และเป็นแฟนตัวยงของ Miss Thailand Universe มาตั้งแต่จำความได้</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ ก่อนจะเป็นมิสเวิลด์ นิโคลีนก็ฝันอยากไปจักรวาลมาก่อน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อปีที่แล้วตอนที่นิโคลยังอยู่อเมริกา นิโคลเรียนหนังสือและทำงานไปด้วยทุกวันเป็นรูทีน แต่นิโคลรู้สึกว่าเราไม่ได้รักในสิ่งที่เราเรียน ไม่ได้รักในสิ่งที่เราทำ เราก็เลยเริ่มคิดว่าตัวเองอยากจะทำอะไร จนนิโคลคิดถึงการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ซึ่งเป็นความฝันของเรามานานแล้ว ก็เลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่างมาตามความฝันที่ประเทศไทย เพราะกติกาของการประกวดคือต้องมาอยู่เมืองไทยหกเดือนก่อนประกวด พอถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อน นิโคลเลยบินมาคนเดียวเพื่อมาเรียนและเตรียมตัว แล้วแม่ถึงค่อยบินมาช่วยเรื่องการประกวดทีหลัง”</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-34.jpg" alt="" class="wp-image-49547" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-34-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">การเตรียมตัวที่ว่าไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม การเข้าคอร์สอบรมบุคลิกภาพ เรียนการแสดง ทำการบ้านกับตัวเองว่าเธอคือใคร และเรื่องราวของเธอคืออะไรเพื่อใช้ในการตอบคำถาม (ซึ่งเท่านี้ก็เยอะแล้ว) แต่ยังรวมถึงการปรับตัวเข้ากับชีวิตในเมืองไทย ตั้งแต่การทำทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ย้ายหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยที่อเมริกามาไทย จัดการงานเอกสารราชการต่างๆ ไปจนถึงการหัดพูดภาษาไทยแบบที่คนไทยพูดกันจริงๆ</span></p>



<p>ทั้งหมด เป็นไปเพื่อการประกวดทั้งสิ้น</p>



<p><span style="font-weight: 400;">“ปีนี้ชีวิตของนิโคลอยู่กับการประกวดเพราะว่าเราตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้ว เราเป็นคนที่เราอยากทำอะไรก็จะทำเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำแล้วอยากทำให้ดีที่สุด เราตั้งความหวังไว้สูงเพราะถ้าเราผิดหวังเราจะได้รู้ว่าเราเต็มที่แล้ว ถึงจะเสียใจแต่เราจะไม่ regret ในสิ่งที่เราทำ”</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">แต่แล้วกลางปี 2018 ความฝันที่จะเป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ก็พังทลาย เมื่อนิโคลีนไม่แม้กระทั่งได้เข้ารอบสุดท้ายเพื่อลุ้นมงกุฎและตั๋วไปจักรวาล</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="450" height="675" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-38.jpg" alt="" class="wp-image-49548" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-38.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-38-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนลงจากเวที เราผิดหวังเพราะว่าเรารู้สึกว่าเรามีอะไรมากกว่าที่เขาอยากได้ นิโคลรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่เวลาที่ถูกต้อง เราอาจจะไม่ได้อยู่ในที่ที่ถูกต้อง ก็เลยลองอีกสักตั้ง บอกตัวเองว่าถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จเราจะไม่ประกวดอีกแล้ว เพราะมันไม่ดีต่อความรู้สึกและความมั่นใจของเรา ในการประกวดเราต้องอยู่ในสายตาของคนตลอดเวลา ให้เขาติ-ชม ให้เขาพูดถึงเรา ในระหว่างที่เราทำงานก็จะมีคนที่มีความคิดเห็นของเขาเสมอ เช่น เราอาจจะไม่ได้สวยสำหรับเขา อาจจะมีคนอื่นที่สวยกว่า ซึ่งเราก็ห้ามไม่ได้”</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อห้ามคนอื่นไม่ได้ สุดท้ายสิ่งที่ทำได้จึงกลายเป็นการจัดการจิตใจของตัวเอง</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“จากการประกวด นิโคลเรียนรู้ว่าทุกคนมีความคิดเห็นของตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของเรา ถ้าเราเลือกที่จะไม่อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ negative เลือกแต่สิ่งที่ positive เข้ามาในชีวิต มันทำให้เราทำงานต่อได้ ทำให้เราแข็งแรง มีความมั่นใจในตัวเอง”</span></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“สนับสนุนในสิ่งที่เขาอยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เขาทำ”</strong></h3>



<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจตัวเองที่ทำให้นิโคลีนผ่านคำวิจารณ์ต่างๆ มาได้ แต่ยังเป็นน้องชายและโครงการ Love For All ที่เธอลงมือทำตั้งแต่กลับมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ ที่ทำให้รู้ว่าที่สิ่งที่เธอกำลังทุ่มเทอยู่นั้น เธอทำเพื่ออะไร</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;นิโคลเป็นคน protective น้องชายมาก มีครั้งหนึ่งที่น้องของนิโคลโดนแกล้งที่โรงเรียนอย่างรุนแรง เขาโดนผลักเข้ากอกุหลาบจนเลือดออกเต็มตัวเลย นิโคลเลยขึ้นไปหาเด็กที่เป็นคนทำอย่างรุนแรงว่า ยูเข้าใจไหมว่าน้องไอเป็นเด็กออทิสติก เขาไม่เหมือนคนอื่น ยูเข้าใจไหมว่ายูทำอะไรลงไป นั่นเป็นจุดที่นิโคลอารมณ์เสียมากที่สุด นิโคลว่าเขายาวมาก สิ่งที่นิโคลทำไปมันไม่ใช่สิ่งที่ดีนะ แต่ว่าเราอยากสอนให้เขารู้ว่านี่คือสิ่งที่ผิด</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="506" height="675" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-2.jpg" alt="" class="wp-image-49551" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-2.jpg 506w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-2-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-2-600x800.jpg 600w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">“โครงการ Love For All มีแรงบันดาลใจมาจากน้องของนิโคล เพราะเราไม่อยากให้คนคิดว่าเด็กออทิสติกทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสามารถ เราเห็นว่าน้องเป็นคนดี สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง และนอกจากน้องของนิโคลก็ยังมีเด็กที่รักการร้องเพลง เต้น ดีไซน์ เด็กที่ชอบคอมพิวเตอร์กราฟิกยังมีเลย ที่ยังไม่ได้การสนับสนุน​</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“ทางด้านอาชีพเราจะมีเวิร์กช็อปร่วมกับมูลนิธิออทิสติกไทย เช่น เวิร์กช็อปการพิมพ์งาน สอนใช้เครื่องมือสกรีนเสื้อเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มีคลาสดีไซน์นามบัตร เป็นสิ่งที่เขาเอาไปใช้งานได้ทั้งหมด สอนทำกาแฟ ทำอาหาร เขาอาจจะไม่ได้เป็นสถาปนิก ไม่ได้เป็นวิศวกร แต่สิ่งที่สำคัญ ก็คือเขาต้องยืนได้ด้วยสองขาของตัวเอง มีรายได้ และก็ใช้เงินให้เป็น ส่วนถ้าเขาไม่ได้อยากไปสายอาชีพ เราก็สนับสนุนเขาในสิ่งที่เขาชอบ เช่น มีน้องคนหนึ่งเขาชอบเรียนภาษาอังกฤษ เรียนปริญญาตรีภาษาอังกฤษ เขาอยากต่อปริญญาโท เราก็อยากสนับสนุนน้องง่ายๆ ด้วยการหาเงินบริจาค หาทุนให้ เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถช่วยเขาได้ในสิ่งที่เขาอยากทำ</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4.jpg" alt="" class="wp-image-49553" width="506" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-4-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้น้องของนิโคลเรียนไฮสคูลอยู่ สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดคือเล่นเกมและพยายามแฮ็กเกม เขาสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องโทรศัพท์ เรื่องเทคโนโลยี ถ้าเขาอยากเรียนด้านคอมพิวเตอร์ดีไซน์ หรือ digital entertainment นิโคลก็พร้อมที่จะช่วยตลอดเวลา แต่ถ้าเขาไม่อยากเรียนเราก็พร้อมที่จะสนับสนุน เราไม่อยากผลักให้เขาทำอะไรที่เขาไม่อยากทำเพราะเขาจะไม่มีความสุขและเขาจะทำไม่ได้ดี นิโคลคิดว่าทุกครอบครัวควรจะเป็นแบบนี้ </span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“หน้าที่ของเราคือสนับสนุนในสิ่งที่เขาอยากทำไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เราต้องช่วยเขาในแบบที่เขาต้องการ เราไม่อยากให้เขาเป็นคนที่เราคิดเอาไว้เพราะเรารู้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าเขาทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เขาจะมีแรงบันดาลใจในการทำงาน ในการจะก้าวหน้า ไม่ใช่เพราะเรา แต่เพราะเขาเอง”</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1.jpg" alt="" class="wp-image-49550" width="506" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/Nicolene-FB-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“ลิมิตคือสิ่งที่เราตั้งไว้เอง”</strong></h3>



<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่คุยกัน นิโคลหยุดพักสั้นๆ สองครั้ง ครั้งหนึ่งคือการกินยาแก้อักเสบ เพราะเธอแพ้น้ำที่ประเทศจีนระหว่างไปประกวดมิสเวิลด์ อีกครั้ง คือตอนที่แม่ของเธอเอาชาเขียวมาให้เพราะวันนี้เธอตื่นเช้ามากและมีงานทั้งวัน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">แต่วันที่เราคุยกัน ก็ไม่อาจเทียบความยาวนานและหนักหน่วงของหลายๆ วันในปีที่ผ่านมาได้เลย</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“ในการประกวดมิสเวิลด์ ทุกๆ วันนิโคลจะได้ตารางงานประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเราต้องมีเสื้อผ้าเตรียมไว้หนึ่งถึงสองเซต บางวันก็อาจจะถึงสามเซต ต้องแต่งหน้า ทำผมเอง </span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ทุกวันเราจะต้องเหนื่อยอารมณ์ ร่างกาย และสมองตลอดเวลา พอก้าวออกจากห้องก็มีคนจับตามองอยู่ตลอด ไม่ว่าเราจะกินข้าว ไปห้องน้ำ ออกไปข้างนอกเพื่อซื้อของ นี่คือการทำงานของนางงาม เป็นความกดดันที่ทำให้เราเหนื่อยทางอารมณ์ การที่เราต้องตื่นเช้า มีวันยาวๆ 12 ชั่วโมง นี่คือความเหนื่อยทางร่างกาย ส่วนเหนื่อยสมองคือตอนที่เราต้องเตรียมตัวทำงานกับคนอื่น พร้อมจะต้องมีสปีชตลอดเวลา พร้อมที่จะรีเสิร์ช ศึกษาทุกที่ ทุกงานที่เราไป</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-28.jpg" alt="" class="wp-image-49558" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p><span style="font-weight: 400;">“มีครั้งหนึ่งตอนอยู่ที่การประกวดมิสเวิลด์ นิโคลรู้สึกว่าอยากยอมแพ้ แต่นิโคลบอกตัวเองว่าถ้าเราผ่านจุดที่เราเหนื่อยไปได้ คิดดูว่าเราจะเป็นคนที่แข็งแรงแค่ไหน นิโคลเลยคิดว่าเราต้องตื่นขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี บอกตัวเองว่าวันนี้จะเหนื่อย แต่ว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุด เพราะนิโคลรู้ว่ายิ่งเราทำงานหนักเท่าไหร่ รางวัลก็ยิ่งหอมหวาน และถ้าไม่มีเรื่อง negative ชีวิตของนิโคลก็คงไม่สามารถ positive ได้เพราะชีวิตคือการบาลานซ์</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“เราต้องผลักตัวเองให้เกินลิมิต เพราะลิมิตคือสิ่งที่เราตั้งไว้เอง ตัวเรายังไม่รู้เลยว่าเราสามารถจะไปไกลถึงไหนถ้าเราเซตลิมิตเอาไว้เราก็จะคิดว่าเราต้องหยุดแค่นี้ แต่ว่าจริงๆ แล้วเราอาจจะผ่านมันไปได้อีกก็ได้ นั่นจะเป็น breaking point เป็นจุดเกิดใหม่ของเราเลย”</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-23.jpg" alt="" class="wp-image-49559" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-23-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“best version ของเราเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา”</strong></h3>



<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อคุยกันใกล้จบ เราถึงรู้ว่านิโคลีนมีคิวสัมภาษณ์อีกคิวต่ออีกทันที โดยเธอต้องเปลี่ยนชุด ถ่ายรูป และตอบคำถามใหม่อีกรอบ</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนบันเทิง แต่ที่เราไม่รู้ คือทำไมเธอถึงเลือกเอาตัวเองมาอยู่ในจุดนี้ ทั้งที่คนที่ไม่มีมงกุฎนางงามก็เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมได้เหมือนกัน</span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“การที่เราเป็นคนสาธารณะ เรามีแพลตฟอร์ม เรามีพื้นที่ที่จะพูด และคนจะฟังเรา เราก็เลยมีพื้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลง การที่เรามีชื่อเสียงมันทำให้คนที่เขาไม่เคยรู้จักโครงการนี้ ได้รู้จัก ได้เข้าใจเด็กออทิสติกมากขึ้น การที่เขาจับจ้องนิโคล เราถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้แพลตฟอร์มของเราผลักดันโครงการและผลงานของเด็กออทิสติกที่ทำงาน </span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">“การมีแพลตฟอร์ม มีชื่อเสียง มันมีประสิทธิภาพกว่าเป็นคนธรรมดา&nbsp;แต่ก็ไม่ได้แปลว่าถ้าคุณไม่มีแพลตฟอร์มแล้วคุณจะทำไม่ได้นะ ยังไงๆ เราก็ยังช่วยสังคมได้อยู่ นิโคลคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องเป็น influencer เสมอที่จะสร้างอิมแพ็กต์ได้ ถ้าคุณมีความคิดเห็นอะไร ถ้าคุณพร้อมจะเปลี่ยนสังคม พร้อมที่จะเปลี่ยนโลก ลงมือทำ โลกของเราก็จะเปลี่ยนแล้ว&#8221;</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-30.jpg" alt="" class="wp-image-49557" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p>หนึ่งปีผ่านไป เราพานิโคลีนย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่บินมาเมืองไทยตัวคนเดียวจนถึงวันนี้ว่าเธอโตขึ้นแค่ไหน</p>



<p>และที่สำคัญคือนิโคลีนในวันนี้คือนิโคลีนเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง</p>



<p><span style="font-weight: 400;">“best version ของเราเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ตอนประกวดมิสเวิลด์ best version ของเราคือเป็นมิสเวิลด์ที่เขาอยากจะเห็น ส่วนตอนนี้ที่เราประสบความสำเร็จแล้ว the best version ของนิโคลคือการปฏิบัติหน้าที่เป็นมิสเวิลด์เอเชียและรองอันดับ 1 ให้ดีที่สุด โดยที่เรายังเป็นคนเดิม แต่พร้อมที่จะทำงานเพิ่มเติม พร้อมจะโต พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่ในทุกงาน </span></p>



<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ในอนาคต best version ของเราก็จะเปลี่ยนไปอีก ถ้าปีนี้จบแล้ว โกลต่อไปคือการเป็น business woman เกี่ยวกับโครงการ Love For All และตอนนั้น ภาพที่นิโคลมองตัวเองก็จะเปลี่ยนไปอีก ซึ่งนิโคลคิดว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี ถ้ามันเปลี่ยนเราเป็นคนที่ดีขึ้น&#8221;</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-36.jpg" alt="" class="wp-image-49560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-36.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-36-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/นิโคลีน-36-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p><em><strong>ภาพ</strong>&nbsp;เฟซบุ๊กเพจ&nbsp;<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="http://facebook.com/nicolene.pb/" target="_blank" rel="noopener">Nicolene Pichapa Limsnukan</a></span></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-nicolene-mtw/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “ลิมิตคือสิ่งที่เราตั้งไว้เอง” – นิโคลีน รองอันดับ 1 Miss World 2018</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “ถ้าพยายามทำงานหนักพอ ผลตอบรับจะดีเอง” – ชนาธิป สรงกระสินธ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-j-chanatip/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Dec 2018 06:06:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[chanatip]]></category>
		<category><![CDATA[football]]></category>
		<category><![CDATA[footballthai]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[meesij]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49227</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลอดการสนทนาสั้นๆ ของเรากับ ‘เมสซี่เจ’ เจ–ชนาธิป สรงกระสินธ์ พูดคำว่า ‘พยายาม’ ทั้งหมด 12 ครั้ง &#8220;ผมพยายามจะทำผลงานให้ดี&#8221; &#8220;ผมพยายามซ้อมให้เต็มที่&#8221; &#8220;ผมพยายามพัฒนาตัวเอง&#8221; ฯลฯ พยายามแล้ว พยายามเล่า กับคนอื่นเราอาจจะรู้สึกแปลก แต่พอคำว่า ‘พยายาม’ ออกมาจากเมสซี่เจในปีนี้ มันดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที ถ้าย้อนกลับไปช่วงต้นปี หลายคนคงไม่คิดว่าจะเป็นปีที่ดีของเจสักเท่าไหร่ เริ่มต้นปีด้วยข่าวฉาว ถ้าคุณยังไม่ทราบข่าว เพียงคุณเสิร์ชในกูเกิลว่า ‘เมสซี่เจ ความรัก’ คุณก็จะเข้าใจว่าเจโดนมาหนักมากขนาดไหน กับอาชีพนักฟุตบอล การเริ่มต้นซีซั่นที่สองกับสโมสรคอนซาโดเล ซัปโปโร ในญี่ปุ่นก็เป็นโจทย์ยาก เจยังต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้การยอมรับในต่างแดน อะไรหลายๆ อย่างช่างไม่เป็นใจเลยกับคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ แต่ถ้านับจากนาทีนี้กับรางวัลนักเตะแห่งปีของสโมสร เราคงต้องบอกว่าเจทำได้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาเอาชนะคำครหาได้อย่างหมดจด แถมด้วยสกอร์ขาดลอยอีกต่างหาก แท็กติกอะไรที่พาเขามาถึงจุดนี้ได้ มาลองย้อนไฮไลต์ตลอดปี เราอาจจะเจอคำตอบ BEFORE KICK-OFF : HARD TIME “There’re always lessons to be found [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-j-chanatip/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “ถ้าพยายามทำงานหนักพอ ผลตอบรับจะดีเอง” – ชนาธิป สรงกระสินธ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดการสนทนาสั้นๆ ของเรากับ ‘เมสซี่เจ’ เจ–ชนาธิป สรงกระสินธ์ พูดคำว่า ‘พยายาม’ ทั้งหมด 12 ครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมพยายามจะทำผลงานให้ดี&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมพยายามซ้อมให้เต็มที่&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมพยายามพัฒนาตัวเอง&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พยายามแล้ว พยายามเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กับคนอื่นเราอาจจะรู้สึกแปลก แต่พอคำว่า ‘พยายาม’ ออกมาจากเมสซี่เจในปีนี้ มันดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49403 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-6.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ถ้าย้อนกลับไปช่วงต้นปี หลายคนคงไม่คิดว่าจะเป็นปีที่ดีของเจสักเท่าไหร่</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นปีด้วยข่าวฉาว ถ้าคุณยังไม่ทราบข่าว เพียงคุณเสิร์ชในกูเกิลว่า ‘เมสซี่เจ ความรัก’ คุณก็จะเข้าใจว่าเจโดนมาหนักมากขนาดไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กับอาชีพนักฟุตบอล การเริ่มต้นซีซั่นที่สองกับสโมสรคอนซาโดเล ซัปโปโร ในญี่ปุ่นก็เป็นโจทย์ยาก เจยังต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้การยอมรับในต่างแดน อะไรหลายๆ อย่างช่างไม่เป็นใจเลยกับคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้านับจากนาทีนี้กับรางวัลนักเตะแห่งปีของสโมสร เราคงต้องบอกว่าเจทำได้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาเอาชนะคำครหาได้อย่างหมดจด แถมด้วยสกอร์ขาดลอยอีกต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แท็กติกอะไรที่พาเขามาถึงจุดนี้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาลองย้อนไฮไลต์ตลอดปี เราอาจจะเจอคำตอบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49410 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-13.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>BEFORE KICK-OFF : HARD TIME</b></p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><b>“There’re always lessons to be found in the darkest moments”</b></p>
</blockquote>
<p style="text-align: right;"><b>Andrea Pirlo</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคำพูดที่ว่า ‘เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’ เป็นเรื่องจริง การเริ่มต้นปีของชีวิตเจคงทำให้เขาแพ้ไปครึ่งหนึ่งแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรักของคนที่มีชื่อเสียงทำให้เรื่องหัวใจของเขากลายเป็นเรื่องสาธารณะ ยิ่งเมื่อความรักครั้งนั้นไม่สมหวัง ไม่แปลกที่ข่าวการเลิกราของเจกับดาราสาวกลายเป็นพาดหัวข่าวทั่วประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายเสียงโจมตี หลายเสียงวิจารณ์และหลายเสียงด่าทอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แย่สำหรับผมเลย” เจย้อนให้เราฟังถึงเหตุการณ์ช่วงต้นปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเป็นนักฟุตบอลต้องเสียสละ ช่วงแรกผมไม่รู้หรอก เราจะมารู้ตอนเราดังแล้วเท่านั้น เราต้องเสียสละทุกๆ อย่าง สุดท้ายถึงมันจะเป็นความรัก แต่ผมถามว่าในหนึ่งวันเนี่ย ผมอยู่แต่กับฟุตบอล แล้วผมจะจัดการความรักได้ยังไง ไม่มีใครอยากให้เดินมาสุดทางแบบนี้หรอกครับ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะจบ แต่มันเป็นเรื่องของคนสองคน ช่วงนั้นเลยค่อนข้างหนักสำหรับผมมาก หลายๆ เรื่องถาโถมเข้าใส่” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49398 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจจะเป็นช่วงเวลาที่พอดิบพอดี เพราะเมื่อเรื่องราวข่าวของเจโหมถึงขีดสุดโดยสื่อ นั่นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาต้องกลับไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมก่อนเริ่มต้นซีซั่นใหม่กับสโมรคอนซาโดเล ซัปโปโรที่ประเทศญี่ปุ่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไปทำงานอยู่ต่างแดนคนเดียวในสภาพหัวใจแตกสลายเป็นอะไรที่โคตรยากในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเจ เขาบอกเราว่ามันดีแล้วที่เป็นแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมรู้สึกว่าผมโชคดีนะที่อยู่ที่นู่น” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ต้องโดนตามมาสัมภาษณ์ ไม่เล่นโซเชียล ถามว่าช่วงนั้นเศร้าไหม เศร้านะ ผมนอนไม่หลับ นอนตี 3 ทุกวัน จำได้เลยว่าเปิดคอมพ์ดูมังกรหยกทุกวันเป็นเดือนๆ คนที่นั่นก็ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร เพราะผมไม่ได้บอกใคร โค้ชผมยังถามคนอื่นเลยว่าผมเป็นคนยังไง ทำไมชอบอยู่คนเดียว เป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า เพราะว่าตอนนั้นพอกินข้าวเสร็จผมก็หายขึ้นห้องเลย จริงๆ มีหลายคนเป็นห่วงนะครับ แต่ผมไม่อยากคุยกับใคร”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วอะไรที่ทำให้ผ่านมาได้” เราถามให้เจย้อนคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฟุตบอล” เขาตอบสั้น แต่ได้ใจความ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49400 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-3.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>1st HALF : TRY HARD</b></p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><b>“You have to fight to reach your dream. </b><b>You have to sacrifice and work hard for it</b><b>”</b></p>
</blockquote>
<p style="text-align: right;"><b>Lionel Messi</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฟุตบอลทำให้ผมมีทุกอย่าง ฟุตบอลสร้างชีวิต ทำให้หลายคนรู้จักชนาธิป แล้วผมจะทิ้งฟุตบอลได้ยังไง” เจย้อนถามคำถามกับเราโดยที่ไม่ต้องการคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกที่สภาพจิตใจจะมีผลกับนักฟุตบอล ต่อให้เป็นนักฟุตบอลระดับโลก แต่ปัญหาส่วนตัวก็ทำให้นักฟุตบอลหลายคนฟอร์มตก ดังนั้นนอกจากความแข็งแรงทางด้านร่างกาย ความแข็งแรงทางด้านจิตใจจึงเป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนควรมีเพื่อแบกรับความกดดันทั้งจากงานและเรื่องส่วนตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยิ่งเป็นเจ สิ่งที่เขาแบกอยู่ก็มากกว่าแค่ตัวเขาเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฟุตบอลคืองานของผม ผมเกิดมาจากมัน ผมรู้สึกว่าในสนามก็ต้องสู้และต้องซ้อมเพราะผมไม่ได้มาเล่นแค่ตัวเอง ถ้าผมเล่นดีหรือซ้อมดีคนไทยจะมีความสุข คนญี่ปุ่นก็จะยอมรับตัวเรา ผมเหมือนทำหน้าที่ของประเทศชาติอยู่ด้วย ดังนั้นผมก็ต้องแยกแยะ พอผ่านเรื่องนี้มาได้ ผมรู้สึกว่าโตขึ้นนะ” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49402 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-5.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-5.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-5-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ แล้วแคมป์ฝึกซ้อมช่วงก่อนซีซั่นของคอนซาโดเล ซัปโปโรนั้นหนักเอาการ เริ่มต้นจากการตื่นนอนตอน 8 โมง เริ่มซ้อมตอน 9:30 เสร็จตอน 11:30 กลับเข้ามานอน และเริ่มซ้อมอีกทีตอนบ่าย 3 เสร็จตอน 6 โมง วนเวียนอย่างนี้ทุกวัน ยิ่งการมาถึงของมิโฮไล เปโตรวิช โค้ชคนใหม่ที่มาพร้อมกับแผนการทำทีมใหม่ทำให้ทุกคนในทีมต้องปรับตัวมากขึ้นไปอีก รวมถึงตัวของเจด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นถือว่าซ้อมหนักมาก โค้ชมิช่า (ชื่อเล่นของมิโฮไล เปโตรวิช) มาด้วยระบบใหม่ ไม่เคยซ้อมมาก่อน มีอะไรหลายอย่างให้ต้องปรับตัว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงแรกๆ ที่ซ้อมผมโดนด่าเยอะมาก ทำไมวิ่งไปตรงนี้ ทำไมไม่จ่าย ทำไมไม่ยิง ลงสนามในเกมอุ่นเครื่องก็ไม่ได้เป็นตัวจริง ถูกจัดให้อยู่ในทีมชุดสอง แต่ผมมองว่าคำด่าเหล่าน้ันมันทำให้เราพัฒนา ผมถามตัวเองตลอดว่าต้องทำยังไงถึงจะได้กลายเป็นตัวจริง พยายามซ้อมให้ดีทุกๆ วัน สู้ทุกอย่าง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเริ่มต้นการฝึกซ้อมในฐานะทีมสำรอง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เจก็ค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในสนามซ้อม จนเมื่อศึกเจลีก (ลีกแข่งฟุตบอลของประเทศญี่ปุ่น) เปิดซีซั่น เจสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้ แม้ช่วงแรกฟอร์มของเจและทีมจะยังไม่เข้าที่ แต่การปลดล็อกความกดดันในใจทั้งหมดของเขาก็มาถึง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดือนมีนาคมระหว่างการแข่งขันของคอนซาโดเล ซัปโปโร พบกับ เซเรโซ โอซาก้า เจ้าของเสื้อเบอร์ 18 พร้อมตัวหนังสือ ‘CHANATIP’ เริ่มต้นปีมหัศจรรย์ของเขาในวันนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49407 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-10.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>2nd HALF : SUPER COMEBACK</b></p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><b>“The more difficult the victory, the greater the happiness in winning”</b></p>
</blockquote>
<p style="text-align: right;"><b>Pele</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาครึ่งหลังของแมตช์ เซเรโซ โอซาก้า กับ คอนซาโดเล ซัปโปโร ทีมของเจตามหลังอยู่ด้วยสกอร์ 2-1 ความกดดันแผ่ปกคลุมผู้เล่นทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในนาทีที่ 63 คอนซาโดเล ซัปโปโรก็ทำประตูตีเสมอได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักเตะไทยวัย 24 ปีที่มีความสูงแค่ 158 เซนติเมตร กระโดดลอยตัวโหม่งบอลที่พุ่งเข้ามาจากทางกราบขวาตุงตาข่ายโดยที่ผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามหมดสิทธิ์ป้องกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รู้สึกยังไงตอนที่เห็นว่าลูกฟุตบอลที่เราโหม่งนอนจมอยู่ก้นตาข่าย” เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ร้องไห้เลย ร้องไห้เพราะว่าดีใจ ผมทำได้แล้ว มันเกินฝันไปมาก ยิ่งลูกแรกเป็นลูกโหม่งด้วย บางทีผมก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน แต่ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นโชคชะตาที่ลิขิตเรามาแล้วก็ได้” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49404 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-7.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> หลังจากนั้นไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง แต่เมื่อจบฤดูกาล รวมแล้วเจหรือ ‘ชนา’ ของแฟนบอลญี่ปุ่นทำประตูให้คอนซาโดเล ซัปโปโรรวม 9 ประตู เขากลายเป็นกำลังหลักของสโมสรและพาทีมจบอันดับ 4 ทั้งๆ ที่ปีที่แล้วพวกเขาจบฤดูกาลในอันดับที่ 11</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเทียบกับช่วงแรกของปีที่มีปัญหา ต้องบอกว่าสุดท้ายแล้วเจพาตัวเองกลับมาได้อย่างสวยงาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางทีผมก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าฟอร์มจะดีขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ” เจถ่อมตัวก่อนจะว่าต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลึกๆ แล้วเราเชื่อแหละว่าเราจะทำได้ แต่เอาจริงๆ ผมเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่นะ เป็นคนขี้เกรงใจด้วย ดังนั้นด้วยฟอร์มการเล่นแบบนี้มันเลยดีต่อผมมาก พอทีมผลงานดี สปิริตของทีมก็ดีขึ้น พอเรายิงได้ ทุกๆ คนก็ยอมรับเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโค้ช แฟนบอล เพื่อนร่วมทีม ทุกคนเริ่มยอมรับในตัวผม รู้ไหมว่าตอนนี้ถ้าผมเดินในซัปโปโรคือเหมือนในไทยเลยนะ แฟนบอลที่นั่นเขาน่ารักมาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ไม่จำเป็นต้องถาม เราก็รู้ว่าเหตุผลอะไรที่พาเจทะลุออกจากปัญหามายืนอยู่ตรงจุดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มุ่งมั่นและพยายาม ผมอยากทำมันให้ได้จริงๆ ว่ะ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49409 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-12.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>END OF THE MATCH : MAN OF THE MATCH </b></p>
<blockquote>
<h2 style="text-align: center;"><b> “Talent without working hard is nothing”</b></h2>
</blockquote>
<h2 style="text-align: right;"><b>Cristiano Ronaldo</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เจได้สิ่งตอบแทนผลงานตลอดปีด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรคอนซาโดเล ซัปโปโรจากการโหวตของเพื่อนร่วมทีม และการติดทีมยอดเยี่ยมเจลีกจากการจัดอันดับโดยสื่อของประเทศญี่ปุ่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าจะบอกว่านี่คือนักเตะไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คงเป็นคำชมที่ไม่เกินไปนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางครั้งผมมองย้อนกลับไปผมยังคิดเลยว่ากูเล่นได้ไงวะ คนอื่นตัวเบ้อเริ่ม แต่ผมตัวเล็ก ผมสูงแค่ 158 เอง ในสนามผมตัวเล็กมาก แล้วผมเล่นกับพวกนั้นได้ไงวะ บางครั้งก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คือผมพยายามทำงานหนักมากนะ รู้สึกว่าการที่เราทำงานหนัก ผลตอบรับมันจะดีเอง นี่คือสูตรที่ยังไงก็ถูก โอเค สุดท้ายมีเรื่องโอกาสของแต่ละคนที่ไม่เท่ากันด้วย แต่ถ้าคุณทำงานไม่หนักพอ (นิ่งคิด) คือสุดท้ายถ้าคุณไม่ซ้อม คุณจะเล่นบอลเก่งได้ไง เป็นไปไม่ได้ เมสซี่เป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก เขาก็ต้องซ้อม”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49405 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-8.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเจอยู่ในช่วงปิดพักระหว่างฤดูกาล ด้วยฟอร์มที่ดีตลอดปีที่ผ่านมาทำให้มีการพูดถึงหนาหูว่าเจอาจจะไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ เสียงชื่นชมต่างๆ นานาสวนทางกับเมื่อตอนต้นปี สุดท้ายแล้วปีนี้น่าจะเสริมสร้างความมั่นใจให้เจมากขึ้นเป็นกอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เชื่อเถอะ ถึงแม้เขาจะไปไกลกว่านี้สักแค่ไหน แต่ชายที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเราก็ยังคงเป็น ‘ชนาธิป สรงกระสินธ์’ ที่เรารู้จัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถึงจะเก่งยังไง ผมก็ชนะไม่ได้ทุกนัดหรอก มันมีวันที่เราเล่นดีและไม่ดี สุดท้ายแล้วเราต้องเอากลับมาคิดว่าเราบกพร่องตรงไหนและแก้สิ่งที่เราทำพลาดให้ดีขึ้น ฟุตบอลมันจะมีวันที่เราเล่นได้ตามมาตรฐาน วันที่พีค วันที่ดาวน์ แต่ผมจะพยายามให้มันอยู่ในมาตรฐานเดียวกับช่วงพีค”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฟุตบอลเวลามันขึ้นมันไว แต่เวลาลงมันลงฟุ่บเลย ลงไวกว่า ยิ่งตอนนี้ความคาดหวังจากสังคมสูงมาก โลกโซเชียลมันทำให้เวลานักฟุตบอลคนไหนเล่นไม่ดีเขาก็พิมพ์ไปเลย ซึ่งมันบั่นทอนจิตใจเรา ถึงจะโมโหกับบางคอมเมนต์ แต่เราคือคนของประชาชน เราทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่นให้ดีขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อะไรที่ทำให้พยายามมาได้มากขนาดนี้” เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถึงผมจะแลกไปเยอะ แต่ผมรู้ว่าใครๆ ก็อยากมาเป็นเหมือนผมใช่ไหม ว่ากันตามตรงตอนนี้ชีวิตการเล่นฟุตบอลของผมเหลือแค่ 5-10 ปีเท่านั้นเอง ดังนั้นผมก็ต้องเต็มที่กับมัน ผมก็ไม่อยากไปสอนคนนั้นคนนี้หรอกว่าต้องทำยังไง เดี๋ยวหาว่าเสือก แต่ผมคิดว่าเราก็ต้องพยายามกันในทิศทางของตัวเอง ตอนนี้ผมก็พัฒนาในทางของผม เพราะโลกของฟุตบอลน่ะครับ เราไม่รู้หรอก ถ้าเราฟอร์มตก มันมีแต่คนคอยซ้ำ เชื่อผมสิ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สรุปแล้วปีนี้สอนอะไรคุณบ้าง” เราถามทิ้งท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจนิ่งคิด ก่อนจะตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอาจจะเสียสิ่งที่มีค่า แต่เราก็ได้สิ่งที่คุ้มค่ามา  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกอะไร”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49399 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-2.jpg" alt="เมสซี่เจ เจ ชนาธิป" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/เมสซี่เจ-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ต้อง ภานุวัฒน์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-j-chanatip/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “ถ้าพยายามทำงานหนักพอ ผลตอบรับจะดีเอง” – ชนาธิป สรงกระสินธ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” &#8211; กิตติ สิงหาปัด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-of-kitti-singhapad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Dec 2018 10:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติ สิงหาปัด]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[journalist]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49228</guid>

					<description><![CDATA[<p>เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาแวดวงสื่อสารมวลชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราได้ยินข่าวคราวการปิดตัวลงของนิตยสารหัวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งข่าวคราวการเลย์ออฟพนักงานข่าวหลายช่อง ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมกับช่อง 3 ที่เลย์ออฟพนักงานเกือบร้อยคน ซึ่งเมื่อข่าวการเลย์ออฟของช่อง 3 ออกสู่สาธารณะก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยน้ำหนักของการขยับตัวของสื่อเจ้าใหญ่ย่อมกระทบในวงกว้าง กระนั้นก็ไม่อาจสรุปแบบกำปั้นทุบดินได้ว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของแวดวงสื่อโทรทัศน์ เพราะช่องข่าวหลายช่อง รายการข่าวหลายรายการ รวมถึงนักข่าวหลายคนก็ยังคงยืนหยัดท้าทายกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ หนึ่งในนั้นคือ กิตติ สิงหาปัด แห่งรายการ ข่าว 3 มิติ ผู้ปักหลักอ่านข่าวในรายการข่าวว่าด้วยประเด็นทางสังคมที่ผู้คนให้ความสนใจ หรือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในขณะนั้นมาเนิ่นนาน&#160; กิตติสละเวลามาพูดคุยกับเราในบ่ายวันหนึ่งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือกว่าเขาจะต้องไปอ่านข่าว บทสนทนานั้นทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของเขาขับเคลื่อนบนความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเปลี่ยนสายงานจากเซลส์ขายยามาสู่นักข่าวภาคสนาม การขยับขยายจากนักข่าวภาคสนามมาสู่ผู้ประกาศข่าว หรือกระทั่งการโยกย้ายจากช่องไอทีวีมาสู่ช่อง 3 “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” เขาว่าอย่างนั้น พลางกำชับว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนคือปรัชญาและอุดมการณ์ในการทำข่าวที่มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ในฐานะคนที่เห็นทั้งการเลย์ออฟของไอทีวีเมื่อหลายปีก่อน และการเลย์ออฟในปีที่ผ่านมาของช่อง 3 คุณคิดว่าการเลย์ออฟ 2 ยุคนี้แตกต่างกันอย่างไร มันคนละแบบกัน ตอนไอทีวีมันเกิดขึ้นเพราะช่องถูกรัฐบาลยึดไปเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เดิมไอทีวีเป็นเอกชน เมื่อไม่มีตัวบริษัทไอทีวีแล้ว กล่าวคือตัวบริษัทหยุดกิจการ เขาก็เลิกจ้าง เป็นธรรมชาติของกฎหมาย ในแง่สภาพแวดล้อม ยุคนั้นโทรทัศน์มีแค่ 5-6 ช่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-of-kitti-singhapad/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” &#8211; กิตติ สิงหาปัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาแวดวงสื่อสารมวลชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราได้ยินข่าวคราวการปิดตัวลงของนิตยสารหัวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งข่าวคราวการเลย์ออฟพนักงานข่าวหลายช่อง ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมกับช่อง 3 ที่เลย์ออฟพนักงานเกือบร้อยคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเมื่อข่าวการเลย์ออฟของช่อง 3 ออกสู่สาธารณะก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยน้ำหนักของการขยับตัวของสื่อเจ้าใหญ่ย่อมกระทบในวงกว้าง กระนั้นก็ไม่อาจสรุปแบบกำปั้นทุบดินได้ว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของแวดวงสื่อโทรทัศน์ เพราะช่องข่าวหลายช่อง รายการข่าวหลายรายการ รวมถึงนักข่าวหลายคนก็ยังคงยืนหยัดท้าทายกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนั้นคือ กิตติ สิงหาปัด แห่งรายการ <em>ข่าว 3 มิติ</em> ผู้ปักหลักอ่านข่าวในรายการข่าวว่าด้วยประเด็นทางสังคมที่ผู้คนให้ความสนใจ หรือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในขณะนั้นมาเนิ่นนาน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กิตติสละเวลามาพูดคุยกับเราในบ่ายวันหนึ่งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือกว่าเขาจะต้องไปอ่านข่าว บทสนทนานั้นทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของเขาขับเคลื่อนบนความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเปลี่ยนสายงานจากเซลส์ขายยามาสู่นักข่าวภาคสนาม การขยับขยายจากนักข่าวภาคสนามมาสู่ผู้ประกาศข่าว หรือกระทั่งการโยกย้ายจากช่องไอทีวีมาสู่ช่อง 3</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” เขาว่าอย่างนั้น พลางกำชับว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนคือปรัชญาและอุดมการณ์ในการทำข่าวที่มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49243" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-11.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-11.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-11-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>ในฐานะคนที่เห็นทั้งการเลย์ออฟของไอทีวีเมื่อหลายปีก่อน และการเลย์ออฟในปีที่ผ่านมาของช่อง 3 คุณคิดว่าการเลย์ออฟ 2 ยุคนี้แตกต่างกันอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคนละแบบกัน ตอนไอทีวีมันเกิดขึ้นเพราะช่องถูกรัฐบาลยึดไปเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เดิมไอทีวีเป็นเอกชน เมื่อไม่มีตัวบริษัทไอทีวีแล้ว กล่าวคือตัวบริษัทหยุดกิจการ เขาก็เลิกจ้าง เป็นธรรมชาติของกฎหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่สภาพแวดล้อม ยุคนั้นโทรทัศน์มีแค่ 5-6 ช่อง พอคนถูกเลย์ออฟ ส่วนหนึ่งก็สมัครงานต่อเลย โอนมาเป็นพนักงานของช่องทีไอทีวีโดยกรมประชาสัมพันธ์ และอีกส่วนหนึ่งเขาก็สมัครทำงานที่อื่น สภาพแวดล้อมในวงการยังดีอยู่ ก็ไม่มีปัญหา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลย์ออฟในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 หรือที่อื่น เป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนดำเนินธุรกิจดิจิทัล แต่ละช่องก็รับคนเข้ามาเยอะเพื่อขยายธุรกิจแบบเต็มที่ เอาคนมาทำงานให้เต็ม เมื่อธุรกิจไม่เป็นไปตามที่คาด ก็ต้องลดคนลงมาให้เท่ากับปริมาณงานที่มีอยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับช่อง 3 การเลย์ออฟในยุคนี้มี 2 ส่วน หนึ่ง คือพนักงานที่มีอายุเกิน 60 ปีซึ่งมีหลายสิบคน ช่อง 3 ไม่เคยมีระเบียบการนี้มาก่อน ปกติจะจ้างงานกันแบบตลอดชีพ และส่วนที่สอง คือกลุ่มพนักงานที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี แต่บริษัทคงคิดแล้วว่าต้องลดคนเลยเชิญกลุ่มนี้ออกส่วนหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการเลย์ออฟในช่วง 2 ยุคนี้ อาจจะเปรียบเทียบกันลำบากเพราะสถานการณ์มันคนละแบบกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49263" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-31.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-31.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-31-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>จากการเลย์ออฟทั้ง 2 ยุค คุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุคไอทีวีมันเป็นการเลย์ออฟซึ่งไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสื่อ ไม่ได้มีการปรับตัวอะไรเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ไม่ว่าอาชีพอะไรก็มีความไม่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่เป็นคัมภีร์สำหรับลูกจ้างไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม คือจงทำตัวให้เข้มแข็ง ในทีนี้หมายถึงต้องเป็นพนักงานที่ทำงานเก่ง ให้ตัวเองมีความสำคัญกับงานอยู่ตลอดเวลา ต่อให้มีการเลย์ออฟมันก็จะไม่มาถึงเรา ในกรณีที่การเลย์ออฟคิดเป็นสัดส่วน เช่น พนักงาน 100 คน ให้ออก 10 คน ยังไง 10 คนหลังก็ต้องออก เพราะฉะนั้น 90 คนที่เก่งในกระบวนการของบริษัทก็ต้องไม่ถูกไล่ออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการเลย์ออฟยุคนี้มันเกิดขึ้นในยุคที่อุตสาหกรรมสื่อไม่ได้ขยายตัวและเติบโตเหมือนเมื่อก่อน เพราะมันมีสิ่งอื่นมาแย่งชิงงานออกไป ซึ่งถ้าคนทำงานโทรทัศน์รู้เรื่องพวกนี้ก็ต้องเพิ่มสมรรถภาพให้ตัวเอง ต้องมีความรู้ที่หลากหลายและทำได้หลายสื่อ เขียนหนังสือพิมพ์ได้ ทำทีวีได้ ทำวิดีโอ ทำบล็อกได้ ถึงจะอยู่รอด ที่สุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับความเก่งของแต่ละปัจเจกบุคคล บางคนที่ปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ได้ถูกเลย์ออฟแต่ลาออกไปทำอย่างอื่นก่อนก็มี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49266" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นักข่าวต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักข่าวต้องเข้าใจว่าทุกวันนี้สื่อไม่ได้มีน้อยเหมือนยุคเก่าที่ไม่ว่าจะทำอะไรคนก็ติดตาม เพราะหนังสือพิมพ์มีแค่ 3 ฉบับ ทีวีมีแค่ 4 ช่อง วิทยุมีไม่กี่คลื่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเคยทำวิทยุ ทำโทรทัศน์ทั้งรูปแบบรายการข่าวและสารคดี สิ่งที่ผ่านมาสอนผมว่าธุรกิจมันมีช่วงเฟื่องฟู ช่วงตกต่ำ เพราะฉะนั้นเราต้องหาที่ยืนของตัวเอง ตราบใดที่เรายังเข้มแข็ง ทำตัวให้มีคุณค่า มีคนติดตามเรา เราก็จะอยู่ได้ เพียงแต่มันอาจไม่หวือหวา ร่ำรวย หรือเติบโตมหาศาลแบบเมื่อก่อนที่มีทีวีไม่กี่ช่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่นักข่าวต้องปรับตัวแน่นอนคือเรื่องเทคโนโลยี อันนี้เป็นธรรมชาติของทุกอาชีพ นักข่าวก็เช่นเดียวกัน อย่างเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานที่เปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ สมัยก่อนเราใช้เทป เอาเทปมาใส่เครื่องตัดต่อ แล้วเอาเทปไปยัดออกอากาศ มาถึงยุคหนึ่งพอตัดต่อเสร็จแล้วสามารถ transfer เป็นไฟล์ดิจิทัลได้แล้วออกอากาศได้เลย จากนั้นก็เริ่มถ่ายมาเป็นการ์ด จนตอนนี้เอากล้องไปถ่ายข้างนอกแล้วออกอากาศสดได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นของเทคโนโลยีคือเรื่องแพลตฟอร์ม เมื่อก่อนเราทำอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว พอมีสื่อในหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น เราก็ต้องคิดแล้วว่า เวลาผลิตงานชิ้นหนึ่ง นอกจากออกอากาศแบบโทรทัศน์แล้ว งานชิ้นนั้นมันต้องไปอยู่บนเว็บไซต์ อยู่บนโซเชียลมีเดียด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องเทคโนโลยี เราต้องปรับตัวในเชิงการแข่งขันกับสื่ออื่น ในกรณีที่เราทำข่าวที่คนอื่นทำด้วย เราต้องคอยดูว่า ประเด็นแบบนี้สื่อออนไลน์จะเสนอแบบไหน หนังสือพิมพ์จะเสนอแบบไหน แล้วของเราควรจะเพิ่มอะไรเข้าไป ซึ่งเวลาเลือกประเด็น ผมยึดแนวทางที่ว่า ผมจะไม่เล่นอะไรที่โซเชียลมีเดียเสนอกันมากๆ แล้ว เพราะในเมื่อคนรู้หมดแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำในสื่อของเรา แบบนี้ประโยชน์ต่อคนดูมันจะน้อย ผมจะทำประเด็นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียแล้วก็ต่อเมื่อมันเป็นประเด็นที่อาจจะยังไม่เคลียร์ หรือเราต้องไปลงพื้นที่เพิ่มเติม สัมภาษณ์คนมาเพิ่มเติม เราต้องทำให้งานของเรามีคุณค่าเพียงพอที่คนจะดู </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49261" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-29.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-29.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-29-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>ข่าวที่มีคุณค่าเป็นแบบไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวที่มีประโยชน์ ข่าวที่ดีกับสาธารณะ ข่าวที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เวลาเราทำข่าว เราอยากเป็นสื่อกลางในการช่วยคน อาจจะเป็นเคสเล็กๆ ไม่ใหญ่ แต่พอทำข่าวออกไปปุ๊บ พรุ่งนี้เขาได้รับการช่วยเหลือเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ไปช่วย ไปแก้ ไปสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งแปลว่าการทำข่าวของเรามันมีผล ไม่ใช่ทำข่าวไปแล้วล่องลอยในอากาศ ไม่มีการตอบสนองอะไรเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ถ้ามองในฐานะผู้ประกาศข่าว คุณอยากอ่านข่าวแบบไหนมากที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ามองในฐานะคนธรรมดาด้วย สิ่งที่ผมอยากตื่นขึ้นมาเจอมากที่สุดในแต่ละวันคือข่าวดี ผมไม่ได้อยากลีด <em>ข่าว 3 มิติ</em> ด้วยข่าวสึนามิที่อินโดนีเซียพัดถล่มคนตาย 200-300 คน ข่าวโรงงานนิวเคลียร์ระเบิด คนตายมหาศาล แม้ว่าข่าวเหล่านี้จะดีในแง่ของคุณค่าข่าวก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างพวกข่าว break through ในวงการต่างๆ เช่น ‘สวัสดีครับคุณผู้ชม วันนี้ขอรายงานท่านด้วยความดีใจว่านักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนี้ได้ค้นพบยารักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็งได้แล้ว’ ผมอยากเจอข่าวแบบนี้ตลอด แล้วถ้าเจอแหล่งข่าวที่ดีเราจะให้นักข่าวลงไปทำอย่างละเอียดเลย เพราะผมชอบข่าวลักษณะนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันเป็นข่าวดีที่คนอ่าน คนฟัง คนดูแล้วมีความสุข</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49281" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-49.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-49.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-49-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมารายการ <em>ข่าว 3 มิติ</em> เพิ่งจะครบรอบ 10 ปี มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปรัชญาและอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน ในชีวิตที่ผมทำข่าวมา ผมทำข่าวในสายที่เรียกว่าสายสาระ สายข่าวหนัก ไม่ค่อยเล่นข่าวหวือหวา ข่าวประเด็นชาวบ้าน ข่าวพวกนั้นมีคนทำอยู่เยอะแล้ว นานๆ ผมถึงจะทำทีหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำ แล้วก็เน้นการทำข่าวเดี่ยว ข่าวฉีก ข่าวสืบสวนสอบสวน ผมจะเน้นข่าวแบบนี้ ข่าวที่ให้นักข่าวลงทำข่าวในภาคสนามเอง จะไม่เอาข่าวคนอื่นมาเขียน มายำ และจะไม่ใส่ความเห็น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ เหล่านี้เป็นหลักของผม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ผมก็ยังคงทำข่าวแบบนี้ แต่ที่เปลี่ยนก็เป็นเรื่องภูมิทัศน์สื่ออย่างที่คุยกันไป ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ในแง่วิธีการทำงานง่ายขึ้นด้วยซ้ำ สมัยก่อนจะรายงานสดจากพื้นที่ต้องไปเช่าสัญญาณดาวเทียม แต่เดี๋ยวนี้เอาเครื่องส่ง streaming 4G ถือไปเครื่องหนึ่งเราก็ยืนออกอากาศได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49269" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>อะไรที่ขับเคลื่อนชีวิตชีวิตนักข่าวของคุณมาตลอดสามสิบกว่าปี </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่เติบโตได้โดยไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องมีระบบ ไม่ต้องมีซีต่างๆ แบบราชการ ผมเป็นเด็กชนบทแล้วยังเติบโตได้ในอาชีพนี้ อีกทั้งพอเราทำงานดี องค์กรและผู้ชมก็จะเห็นเอง ตั้งแต่ทำอาชีพนี้มาผมไม่เคยหยุด และกล้าพูดได้ว่าจากนักข่าวที่อ่านข่าว ณ ขณะนี้ในหน้าจอโทรทัศน์ ผมเป็นคนที่ทำอาชีพนี้ยาวนานที่สุด โดย 7 ปีก่อนหน้านี้ผมอ่าน <em>ข่าว 3 มิติ</em> ทุกวันจนกระทั่งเริ่มป่วยเลยขอหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าอาชีพนี้ให้ทั้งเป้าหมายชีวิตส่วนตัวและให้รายได้ทางเศรษฐกิจที่เราอยู่ได้ แล้วอาชีพนี้ก็มีส่วนช่วยสังคม พอผมเป็นที่รู้จักในอาชีพนี้ การช่วยเหลือคนอื่นก็ง่ายขึ้น ผมทำอาชีพนี้มาสามสิบกว่าปีไม่เคยรู้สึกว่า เฮ้ย วันจันทร์อีกแล้ว ข่าวมันกำหนดไม่ได้ว่าให้เกิดเวลาไหน แล้วผมก็ไม่มีความรู้สึกว่า มาทำงาน ตอกบัตร ถึงเวลาเลิกงาน เสาร์-อาทิตย์หยุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้มันหล่อเลี้ยงให้ผมอยู่ในอาชีพนี้มาอย่างยาวนาน หลายคนถามว่า ‘คุณจะเลิกอ่านข่าวเมื่อไหร่’ ผมก็ไม่รู้ ประกอบกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล เคยพูดว่า อาชีพของเราขึ้นอยู่กับความนิยมของประชาชน หมายความว่าการทำอาชีพสื่อมันขึ้นอยู่กับผู้ชมของเรา อย่างถ้าคุณทำสำนักพิมพ์แล้วคนไม่อ่าน คุณก็อยู่ไม่ได้ ต้องปิดสำนักพิมพ์ เช่นเดียวกัน คุณทำทีวีแล้วไม่มีคนดูก็ต้องปิดรายการ สิ่งนี้เป็นสัจธรรมเลย ถ้าประชาชนยังดูเราอยู่ เราก็ทำได้ยันแก่ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49257" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายในปีนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสภาวะที่อาชีพผมถูก disrupt อันดับแรกเราต้องรู้ว่า เราอยู่ตรงไหนขององคาพยพที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งการเพิ่มขึ้นของช่องโทรทัศน์ 20-30 ช่อง การที่โลกไร้สายมาสู่ยุค 4G 5G แปลว่าคนสามารถเสพสื่อได้หลายช่องทางอย่างรวดเร็วกว่าเดิม เราพยายามเกาะติดเทคโนโลยี แต่ก็รู้ว่าไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีพวกนี้ได้เลย เราเป็นคนทำข่าว คงไม่แข่งกับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก หรือ บิล เกตส์ แต่เราต้องคิดว่า เราทำข่าวออกมา ยิ่งมีแพลตฟอร์มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีประโยชน์ต่อพวกเราเท่านั้น แต่ก่อนคนดูข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างเดียว ตอนนี้คนดูผ่านมือถือได้ ดูย้อนหลังก็ได้ และยังไปอยู่ช่องทางอื่นๆ อีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตราบใดถ้าเรายังคิดว่า งานของเราดี มีคุณค่าพอ เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส ไม่ให้เป็นอุปสรรคของเรา แต่ขณะเดียวกันเราต้องดูว่าอะไรที่มันกระทบเรา เราต้องปรับตรงนั้น อย่าไปกลัว ผมเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีวิวัฒนาการ เรียนรู้และปรับตัว อาชีพสื่อมวลชนยังต้องเป็นอาชีพที่สำคัญกับสังคม ไม่ใช่ว่าใครมีมือถือแล้วถ่ายเหตุการณ์นั้นสังคมก็จะอยู่ได้ สมมติเหตุการณ์ไฟไหม้คนถ่ายรายงานสถานการณ์มาแล้วก็จบ อาจไม่ได้ใส่รายละเอียดว่ามีคนเสียชีวิตกี่คน ไฟไหม้โดยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ กระทั่งการโกงในโครงการต่างๆ เราจะรู้ได้อย่างไร ต้องมีสื่อมวลชนที่เข้าไปขุดคุ้ย หาความจริงมาบอก เป็นหมาเฝ้าบ้าน &nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเชื่อว่าไม่ว่าอาชีพไหนๆ ก็ต้องปรับตัวให้อยู่รอด หาจุดแข็งและรักษาจุดยืนไว้ เพื่อให้คนที่ติดตามเราเขาเห็นคุณค่าเหล่านี้ รวมถึงการรักษาจรรยาบรรณที่จะทำให้เราอยู่ได้ดีในอาชีพของตัวเอง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49254" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คำถามสุดท้าย ความสุขของคุณในปีนี้คืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่อาชีพการงาน ผมมีความสุขที่ได้ทำงานในแนวทางที่ชอบ มันเป็นพื้นที่ที่เราสามารถอยู่สู้กับมันได้ แต่ความสุขเหนือกว่าสิ่งอื่นใดของผมในปีนี้ก็คือสุขภาพ ปีที่แล้วผมป่วย แต่ปีนี้กลับมาแข็งแรง กลับมาเตะบอล เล่นกีฬาได้ปกติ แล้วลูกคนโตก็เพิ่งเรียนจบ นั่นก็เป็นความสุขเหมือนกัน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-of-kitti-singhapad/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” &#8211; กิตติ สิงหาปัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า &#8220;ถ้าทำดีที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด&#8221; &#8211; ผศ. ปวิตร แห่ง BACC</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-pawit-bacc/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Dec 2018 09:52:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[ครูป้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปวิตร มหาสารินันทน์]]></category>
		<category><![CDATA[#saveYOURbacc]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ. ปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[BACC]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49107</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับหอศิลปกรุงเทพฯ ตลอดปีที่ผ่านมาเป็นละครหนึ่งเรื่อง ละครเรื่องนี้พาคนดูอย่างเราขึ้นลงราวกับรถไฟเหาะตีลังกา เกริ่นบทนำต้นปีด้วยความชื่นมื่นจากข่าวการมาถึงของผู้อำนวยการหอศิลป์คนใหม่ เดือนพฤษภาคม เกิดดราม่าแรก &#8211; ผู้ว่าฯ กทม. นึกครึ้มใจอยากจะเอาหอศิลป์คืนไปทำเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซ ผลที่ตามมาคือประชาชนต่างลุกฮือขึ้นมาปกป้อง จนสุดท้ายเรื่องก็เงียบ เดือนกันยายน เกิดดราม่าที่สอง &#8211; หอศิลป์แถลงข่าวว่ากำลังจะโดนตัดน้ำตัดไฟเพราะไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณประจำปีจาก กทม. สื่อและประชาชนลุกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกระแส #saveYOURbacc สุดท้ายทาง กทม.ต้องยอมออกมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเรื่องก็เงียบไปอีกครั้ง เงียบ &#8211; จนเหมือนจะจบบริบูรณ์ ถ้าเปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับหอศิลปกรุงเทพฯ ตลอดปีที่ผ่านมาเป็นละครหนึ่งเรื่อง ครูป้อม–ผศ. ปวิตร มหาสารินันทน์ คงเป็นเหมือนตัวละครหลัก ครูป้อมเริ่มต้นปีในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลปกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมพร้อมเสียงจากหลายๆ ฝ่ายที่สนับสนุนว่าเหมาะสมแล้ว แต่ไม่ทันไร ดราม่าทั้งหมดที่กล่าวมาก็เกิดขึ้น ละครที่มีชื่อว่าหอศิลป์มีเรื่องให้พูดถึงแทบทุกเดือน ครูป้อมออกสื่อแทบจะทั้งปีเพราะมีเรื่องปวดหัวให้แก้อยู่เรื่อยไป ไม่ว่าจะเป็นการออกมาแถลงข่าวหรือการไปพบปะพูดคุยกับสภา กทม. เราเห็นเขาสู้งานหนักโดยที่เราอาจจะลืมไปแล้วว่า นี่เขาเพิ่งจะอยู่ในตำแหน่งมาแค่ 9 เดือนเท่านั้นเอง “มีอะไรหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้” ครูป้อมบอกเราในช่วงหนึ่งของการสนทนา ถึงแม้ตอนนี้ปัญหาต่างๆ จะเงียบไปจนเหมือนจะจบบริบูรณ์ แต่ดูจากความเหนื่อยล้าของชายหนุ่มผมยาวเครางามตรงหน้า มันเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าละครเรื่องนี้ยังไม่อวสานและปีที่แสนหนักหน่วงนี้ยังไม่จบง่ายๆ แล้วปีนี้สอนให้ครูป้อมรู้ว่าอะไรบ้าง ไปฟังเลกเชอร์จากปากเขาเองเลยดีกว่า [[ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-pawit-bacc/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า &#8220;ถ้าทำดีที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด&#8221; &#8211; ผศ. ปวิตร แห่ง BACC</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับหอศิลปกรุงเทพฯ ตลอดปีที่ผ่านมาเป็นละครหนึ่งเรื่อง ละครเรื่องนี้พาคนดูอย่างเราขึ้นลงราวกับรถไฟเหาะตีลังกา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกริ่นบทนำต้นปีด้วยความชื่นมื่นจากข่าวการมาถึงของผู้อำนวยการหอศิลป์คนใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดือนพฤษภาคม เกิดดราม่าแรก &#8211; ผู้ว่าฯ กทม. นึกครึ้มใจอยากจะเอาหอศิลป์คืนไปทำเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซ ผลที่ตามมาคือประชาชนต่างลุกฮือขึ้นมาปกป้อง จนสุดท้ายเรื่องก็เงียบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดือนกันยายน เกิดดราม่าที่สอง &#8211; หอศิลป์แถลงข่าวว่ากำลังจะโดนตัดน้ำตัดไฟเพราะไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณประจำปีจาก กทม. สื่อและประชาชนลุกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกระแส #saveYOURbacc สุดท้ายทาง กทม.ต้องยอมออกมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเรื่องก็เงียบไปอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เงียบ &#8211; จนเหมือนจะจบบริบูรณ์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49134 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01.jpg" alt="bacc" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_01-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับหอศิลปกรุงเทพฯ ตลอดปีที่ผ่านมาเป็นละครหนึ่งเรื่อง ครูป้อม–ผศ. ปวิตร มหาสารินันทน์ คงเป็นเหมือนตัวละครหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครูป้อมเริ่มต้นปีในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลปกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมพร้อมเสียงจากหลายๆ ฝ่ายที่สนับสนุนว่าเหมาะสมแล้ว แต่ไม่ทันไร ดราม่าทั้งหมดที่กล่าวมาก็เกิดขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ละครที่มีชื่อว่าหอศิลป์มีเรื่องให้พูดถึงแทบทุกเดือน ครูป้อมออกสื่อแทบจะทั้งปีเพราะมีเรื่องปวดหัวให้แก้อยู่เรื่อยไป ไม่ว่าจะเป็นการออกมาแถลงข่าวหรือการไปพบปะพูดคุยกับสภา กทม. เราเห็นเขาสู้งานหนักโดยที่เราอาจจะลืมไปแล้วว่า นี่เขาเพิ่งจะอยู่ในตำแหน่งมาแค่ 9 เดือนเท่านั้นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีอะไรหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้” ครูป้อมบอกเราในช่วงหนึ่งของการสนทนา ถึงแม้ตอนนี้ปัญหาต่างๆ จะเงียบไปจนเหมือนจะจบบริบูรณ์ แต่ดูจากความเหนื่อยล้าของชายหนุ่มผมยาวเครางามตรงหน้า มันเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าละครเรื่องนี้ยังไม่อวสานและปีที่แสนหนักหน่วงนี้ยังไม่จบง่ายๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วปีนี้สอนให้ครูป้อมรู้ว่าอะไรบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปฟังเลกเชอร์จากปากเขาเองเลยดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">[[ (Spoiler Alert) นี่ไม่ใช่ละครที่ feel good และมีตอนจบแบบ happy ending หรอกนะ ]]</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49155 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-14.jpg" alt="bacc" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>สถานการณ์หอศิลป์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ตอนนี้หายเหนื่อยหรือยัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังเลยครับ ทุกวันนี้ผมยังตามอยู่ 4 เรื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องแรกคือสัญญาที่สภา กทม.บอกว่า จะแก้ตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้แก้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่สองคืองบประมาณปี 2562 คือตั้งแต่ตุลาคม 2561-กันยายน 2562 ตอนนี้ผ่านมา 3 เดือนแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่สามคืองบประมาณปี 2563 เราส่งไปตามกำหนดแต่ตอนนี้ก็ไม่รู้ถึงไหนแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่สี่มีความคืบหน้านิดหน่อยคือเรื่องกรรมการมูลนิธิหอศิลป์ ที่ตอนนี้มีกรรมการสรรหาชุดใหม่แล้วหลังจากเว้นว่างไป 10 เดือน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนี่ยครับ ก็ตาม 4 เรื่องนี้อยู่ตลอด ตามอยู่ทุกวัน แต่บางทีก็อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่เราทำได้</span></p>
<p><b>ไม่หงุดหงิดเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติผมใจร้อนมากนะครับ (หัวเราะ) แต่พอมาอยู่ตรงนี้มันทำให้ผมใจเย็นขึ้นเยอะ อย่างแรกเลยคือผมมีพนักงานประจำสี่สิบกว่าคนที่ต้องรับผิดชอบ รวมฟรีแลนซ์ รปภ. แม่บ้าน และผู้ประกอบการร้านค้าก็ประมาณ 150 คน ดังนั้นผมต้องสร้างบรรยากาศให้มันเป็นไปในเชิงบวกและเฟรนด์ลี่ไว้ก่อน ทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีและชัดเจนที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49146 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-5.jpg" alt="bacc" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณมีวิธีจัดการกับแต่ละปัญหายังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมมองว่าทุกปัญหาเป็นเรื่องของความท้าทายนะครับ จริงๆ แล้วตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีด้วยซ้ำที่เราจะได้ทบทวนสิ่งที่ทำมาว่ามันอยู่รอดได้จริงๆ หรือเปล่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้คนที่เข้ามาในหอศิลป์ ทุกคนอาจจะคิดว่ามันเรียบร้อยแล้ว งานยังเยอะเหมือนปกติ มีกิจกรรมไม่ขาด เรายังทำให้คนที่เข้ามารู้สึกว่าเขาได้อะไรกลับไปและสามารถอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ สำหรับผมคำว่า ‘เป็นมิตร’ สำคัญ เพราะคำว่าศิลปะและวัฒนธรรมดูเป็นคำที่ไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ ผมอยากให้หอศิลป์เป็นมิตรเพราะมันมีไม่กี่ที่ที่คุณจะดูหนัง ดูละคร ดูงานทัศนศิลป์ มีฟรี Wi-Fi ซื้อของคราฟต์ ซื้อของ eco friendly และไปกินไอติมรูปทุเรียนได้ในตึกเดียวกัน ทั้งหมดนี้ยังดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งผมต้องยกประโยชน์ให้ทีมงานผมเลย</span></p>
<p><b>คุณนำทีมต่อสู้กับปัญหายังไง เพราะถ้าว่ากันตามตรง ฝั่งตรงข้ามก็เป็นอะไรที่ชนะยาก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นการต่อสู้นะครับ มันเหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองมากกว่าว่าทำไมรัฐบาลท้องถิ่นต้องสนับสนุนศิลปะด้วย ทำไมประชาชนต้องเห็นว่าหอศิลป์เป็นเรื่องจำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเรื่องของทีม จริงๆ แล้วปีที่ผ่านมามีคนลาออกเยอะเหมือนกันเพราะความไม่แน่นอน ตามหลักเขาต้องให้ลาออกไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมครับถึงไม่กระทบกับงานโดยรวม แต่ผมเข้ามา 2 เดือนก็เกินแล้ว (หัวเราะ) เราเข้าใจเขานะครับ บางคนอายุไม่มากและเขามีทางอื่นที่ดีกว่า เราก็รั้งเขาไว้ไม่ได้ แต่คนที่อยู่มานานเขาก็ไม่ไปไหน อย่างผมมีสัญญาจ้าง 4 ปี แต่พวกเขายาวกว่านั้น เขาต้องเจอภาวะที่ไม่รู้ว่าปีหน้าจะมีเงินเดือนจ่ายหรือเปล่า มันสั่นคลอนพวกเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือพนักงานที่นี่เขารักศิลปะและเสียสละจริงๆ อย่างเมื่อเช้าผมเพิ่งเข้าประชุม ผมบอกทุกคนว่าปีนี้ผมขอบคุณมากเลยนะ ปีนี้มันยากมากๆ เลย ไม่ใช่แค่ปัญหาที่เข้ามา แต่เราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากที่เราชัดเจนว่าฝ่ายไหนทำอะไร แต่ปีนี้เราเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นเราเปลี่ยนแปลงกันเยอะมากจริงๆ แต่เขาก็ยังมีกำลังใจอยู่ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49153 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-12.jpg" alt="bacc" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-12.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-12-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>การทำงานของหอศิลป์ในปีนี้เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้หอศิลป์จะมีหลายส่วนที่กระจัดกระจายไปหลายๆ ด้านแต่ไม่ได้ไปทางเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเข้ามาหอศิลป์แล้วจะดูทุกอย่าง มันเหนื่อย สิ่งที่ผมอยากเห็นคือการที่คนสามารถมาดูงานหลายสาขาของศิลปะแต่เป็นเนื้อหาเดียวกันได้ในครั้งเดียว ปีนี้เราเลยพยายามสร้างงานที่เชื่อมโยงหลายด้านของความเป็นหอศิลป์ไว้ด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของคนดู เราอยากให้เขาสัมผัสศิลปะมากกว่าหนึ่งสาขาในแต่ละครั้งที่มา เขาจะได้รู้ว่ามันมีวิธีการพูดถึงประเด็นหนึ่งได้หลายสาขาในศิลปะ หรือสมมติคนที่ปกติดูแต่งานทัศนศิลป์ เขาอาจจะได้เห็นศิลปะการแสดงด้วย คนที่ปกติดูแต่การแสดง เขาก็จะได้ดูงานทัศนศิลป์ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นพัฒนากลายเป็น interdisciplinary ที่ทำให้วงการศิลปะพัฒนาต่อ ยกตัวอย่างเช่นปีหน้า เรามีงานทัศนศิลป์เกี่ยวกับ LGBTQ+ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชั้น 7-8 ช่วงนั้นจะมีทั้งการแสดง ทอล์ก สัมมนา forum และอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ บรรยากาศจะทำให้คนเกิดการคุยกัน เพราะสุดท้ายแล้ว หอศิลป์ถูกออกแบบมาเป็นแบบนั้น มันถูกออกแบบให้มาทำกิจกรรมได้มากกว่าหนึ่งอย่าง</span></p>
<p><b>ย้อนกลับไปวันแรกที่รับตำแหน่ง คุณรู้มาก่อนหรือเปล่าว่าจะเจอเรื่องราวมากมายขนาดนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการสรรหาเขาเลือกผมตั้งแต่วันที่ 28 ธันวา ช่วงมกรากับกุมภา ผมเลยเหมือนทำงานสองที่ เช้ามาที่หอศิลป์ บ่ายไปสอนหนังสือ เรามาเจอฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ตลอดเวลา ตอนนั้นผมเลยได้รู้ว่าถ้าคณะกรรมการมองหอศิลป์เป็นแค่พิพิธภัณฑ์ เขาคงไม่เลือกผมเพราะจริงๆ แล้วผมไม่ได้มีพื้นฐานหรือประสบการณ์การทำงานในเชิงพิพิธภัณฑ์มาก่อน แต่ผมมีพื้นฐานเรื่องการทำ performing art management ซึ่งสิ่งที่คณะกรรมการพยายามอยากจะพัฒนาหอศิลป์ให้เป็น มันไปในทางเดียวกับผมและก็เป็นสิ่งที่เราพยายามทำกันมาตลอดปีนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนเรื่องดราม่าที่เกิดขึ้น มีคนชอบถามผมว่ารู้มาก่อนหรือเปล่าว่าจะมีปัญหา ตอนนั้นผมรู้ว่ามันจะไม่เหมือนเดิมนะ เขาก็บอกผมทุกอย่างว่างบประมาณยังไม่ได้เบิกจ่าย แต่ผมก็รู้แค่นั้น ผมไม่รู้ถึงขั้นที่ว่าอยู่ดีๆ ผู้ว่าฯ จะมีความคิดยึดกลับไปบริหารหรือเรื่องสัญญาที่ กทม.สนับสนุนเราไม่ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49137 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04.jpg" alt="bacc" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_04-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>หนักเหมือนกันนะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนักแต่สนุกนะครับ (ตอบทันที) มีเรื่องตลกคือก่อนหน้านี้ที่ผมสอนหนังสือ ผมป่วยบ่อยมาก ไข้หวัดใหญ่ผมเป็นมาแล้วทุกสายพันธุ์เดือนเว้นเดือน แต่กลายเป็นว่าอยู่ที่นี่ไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีคำว่าลาป่วย ปกติมาก อาจจะอย่างที่เขาบอกกันมั้งว่าศิลปะบำบัด (หัวเราะ) เหมือนอยู่ใกล้สิ่งที่เรารักน่ะครับ พอเราเครียด เราไปดูงานศิลปะ เราก็หาย</span></p>
<p><b>ไม่กระทบชีวิตส่วนตัวเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทบเยอะเหมือนกัน ทุกวันนี้กลับบ้านดึกแทบทุกวัน แต่ก็เพราะหลบรถติดด้วย การอยู่ที่นี่ทั้งวันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแย่น่ะครับเพราะเราไม่จำเป็นต้องไปที่ไหน ที่นี่มีทุกอย่างที่เรารัก รวมถึงกาแฟดริปและไอศครีม เราสามารถใช้ชีวิตและใช้ประโยชน์จากที่อยู่ตรงนี้ได้ตลอด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริงๆ งานตรงนี้มันเป็นงานบริการน่ะครับ เราอยู่ได้ด้วยภาษีประชาชน ดังนั้นเราก็ต้องเสียสละบริการประชาชน เขาเข้ามาต้องมีความสุข ได้แรงบันดาลใจ ได้ความรู้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้น</span></p>
<p><b>เป็นงานบริการที่ใช้ตัวและใจสูงมากนะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ๆ (หัวเราะ)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49148 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-7.jpg" alt="bacc" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ผลตอบรับเป็นยังไงบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมยังไม่ได้เห็นตัวเลขของปีนี้นะครับ แต่ผมคิดว่าจำนวนกิจกรรมไม่ได้น้อยไปกว่าปีที่แล้ว ส่วนจำนวนคนดู ปีที่แล้วมีคนเข้ามาประมาณหนึ่งล้านเจ็ดแสนคน ปีนี้ประมาณหนึ่งล้านหกแสนคน ไม่ต่างกันมากแต่เราใช้งบประมาณน้อยลง ผมว่าผมก็ต้องพอใจนะ มันเป็นเพราะกระแสของหอศิลป์ด้วย คนก็มีความรู้สึกว่าไม่รู้หอศิลป์จะปิดเมื่อไหร่ ก็รีบมาเสียก่อน ซึ่งผมโอเค ถ้ามันเป็นเหตุผลให้คนมา เพราะเราก็อยากให้คนมาอยู่แล้ว ที่ผมบอกว่าวิธีการช่วยหอศิลป์คือการมาหอศิลป์ ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ เพราะที่นี่คือภาษีของพวกคุณน่ะครับ ดังนั้นมันเป็นสิทธิ์และสวัสดิการของประชาชนที่มาใช้บริการหอศิลป์</span></p>
<p><b>อะไรที่ทำให้ยังคงมีแรงทำงานหนักมาจนถึงขนาดนี้ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ แล้วแรงบันดาลใจมันมีมาเรื่อยๆ ครับ ผมสอนหนังสือมาหลายปี ลูกศิษย์ก็ชอบแวะมาบอกว่าอาจารย์สู้ๆ แค่นี้ก็เป็นกำลังใจให้เราได้มากแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีอยู่วันหนึ่งที่ผมเดินขึ้นไปนิทรรศการและเจอกลุ่มนักศึกษาชายประมาณ 5-6 คนมาเที่ยวหอศิลป์กัน มันเป็นภาพที่ (นิ่งคิด) คือสมัยผมมันต้องเตะบอล กินเหล้า แต่นี่สองทุ่มนะเว้ย ไม่ไปเที่ยวไหนเหรอ แมนเหรอวะ (หัวเราะ) อะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่บอกเราว่า เฮ้ย มึงต้องทำให้หอศิลป์อยู่ไปจนถึงยุคที่ไอ้เด็กพวกนี้ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในประเทศ แล้วเราจะไม่ต้องมาทะเลาะกันเลยว่าทำไมต้องสนับสนุนหอศิลป์ เพราะที่นี่เป็นที่แฮงเอาต์ของพวกกู มันสำคัญ เราไม่ต้องพูดกันเลยว่าทำไม หน้าที่ของเราแค่ทำยังไงก็ได้ให้หอศิลป์อยู่ไปถึงวันนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49136 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03.jpg" alt="bacc" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/bacc_03-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ถ้าให้คุณมองย้อนกลับไป คุ้มไหมกับการตัดสินใจมาเป็น ผอ.หอศิลป์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุ้มครับ (ตอบทันที) คุ้มมาก คุ้มทุกอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมได้ใช้ทุกอย่างที่ผมมี ทุกประสบการณ์ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาทุกอย่าง การทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ พนักงานประจำทุกคน แม่บ้าน รปภ. ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการทุกคน การที่ได้ทำงานบริการให้ประชาชน เจอศิลปินใหม่ๆ ได้รู้จักคนที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้คุยด้วย ได้ทำงานกับคนดูเป็นล้าน ทุกอย่างมันคุ้มมาก เหนื่อยนะ กลับบ้านหลับสนิททุกวันแต่คุ้มจริงๆ </span></p>
<p><b>กลัวไหมว่าทุกอย่างจะพังในมือเรา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริงๆ มันเป็นไปได้นะครับ ทุกอย่างเป็นไปได้ ด้วยสถานการณ์ ผลประโยชน์ หรือเรื่องการเมืองต่างๆ ผมว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ แต่ถามว่าถ้าตอนนั้นทุกอย่างพังลงจริงๆ ผมล้มเหลวหรือเปล่า (นิ่งคิด) ผมว่าผมทำตอนนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า มันมีอะไรหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าเราทำสิ่งที่ควบคุมได้ให้ดีที่สุดแล้วเนี่ย เราจะไม่เสียใจทีหลังแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่แรงสนับสนุนจากทุกคนก็ทำให้ผมเชื่อนะครับ ไม่ใช่เพราะต้องเชื่อ แต่ผมเชื่อจริงๆ ว่ามันไม่มีทางล้มเหลว หอศิลป์ไม่มีทางจบง่ายๆ เพราะยังไงประชาชนต้องอยู่กับเรา ที่นี่เป็นหอศิลป์ของประชาชน มันถูกสร้างมาด้วยอุดมการณ์แบบนั้นและเราก็จะทำงานแบบนั้นเสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49156 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-15.jpg" alt="bacc" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ครูป้อม-BACC-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">[[ (Spoiler Alert) นี่ไม่ใช่ละครที่ feel good และมีตอนจบแบบ happy ending หรอกนะ ]]</span></p>
<p><b>ดูเหมือนบทเรียนที่สำคัญที่สุดในปีนี้คือการทำวันนี้ให้ดีที่สุดใช่หรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันนั้นก็ใช่ครับ แต่ถ้ามองทั้งปีเนี่ย (นิ่งคิด) มันเป็นปีที่ท้าทายที่ทำให้ผมทำอะไรเยอะแยะในเรื่องของการงาน แต่ผมล้มเหลวในเรื่องส่วนตัวมากๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาง่ายๆ เลยคือเมื่อต้นปี ผมขอผู้หญิงคนนึงแต่งงาน แต่ปลายปีเขาถอนหมั้นผมแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเข้าใจกันนะครับ เรามีเวลาให้กันน้อยลง แต่ตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ดังนั้นบทเรียนสำคัญที่สุดในปีนี้ของผมคงเป็นการบอกตัวเองว่า ชีวิตมันไม่ได้มีแต่งานนะเว้ย ต้องมีด้านอื่นด้วยมันถึงจะบาลานซ์กัน นี่คือบทเรียนของผมในปีนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็นั่นแหละครับ เราก็ต้องลุยกันต่อไป</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-pawit-bacc/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า &#8220;ถ้าทำดีที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด&#8221; &#8211; ผศ. ปวิตร แห่ง BACC</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “รางวัลเป็นแค่ความเห็น ไม่ใช่คำตัดสิน” &#8211; วีรพร นิติประภา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-veeraporn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Dec 2018 08:20:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประมาณเวิร์กช็อป]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลซีไรต์]]></category>
		<category><![CDATA[The Blind Earth Worm in the Labyrinth]]></category>
		<category><![CDATA[S.E.A Write]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต]]></category>
		<category><![CDATA[วีรพร นิติประภา]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=48875</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อว่าใครที่กดติดตามเฟซบุ๊กของวีรพร นิติประภา ย่อมจะเห็นตรงกันว่าปี 2018 ยังคงเป็นอีกหนึ่งปียุ่งๆ ของนักเขียนคนนี้ นับตั้งแต่ต้นปีที่เราเห็นเธอไปออกร้านขายตุ้มหูอยู่ตามงานอีเวนต์ต่างๆ จากนั้นไม่นานเราก็เห็นเธอประกาศเปิดเวิร์กช็อปการเขียนชื่อว่า &#8216;ประมาณเวิร์คช็อป&#8217; ยิ่งพอมาถึงเดือนตุลาคม ไม่เพียงแต่วีรพรจะคว้ารางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายเป็นหนที่สองจาก พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ เท่านั้น หาก ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต นวนิยายเล่มแรกของเธอยังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย ไหนๆ อีกไม่กี่วันก็จะพ้นปี เราคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะชวนวีรพรมานั่งพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตุ้มหู้ เวิร์กช็อป หรือดับเบิลซีไรต์ ตุ้มหูและเวิร์กช็อป “จริงๆ ช่วงปลายปีที่แล้วเราเริ่มว่างพอจะมีเวลาเขียนเรื่องบ้าง แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าจะได้รางวัลอีกก็เลยลองทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ หลายคนมักจะถามเราว่า ทำไมเราถึงเขียนงานคอลลาจได้ ก็เพราะว่าเราทำงานแบบนี้มา เราอยู่กับการทำเครื่องประดับซึ่งเป็นงานอยู่แล้ว ตุ้มหูที่ทำไปขายก็มีที่ขายได้บ้างแต่ไม่ได้เทน้ำเทท่าอะไร ถือว่าทำสนุกๆ เพราะยอดขายหนังสือของเราก็ไม่ได้จะพอกิน” วีรพรเล่าเมื่อเราถามถึงเรื่องที่เธอไปขายตุ้มหูเมื่อช่วงต้นปี “แล้วเราก็เริ่มคิดเรื่องเวิร์กช็อป คิดว่าถ้าได้มีคลาสก็คงดี เพราะเป็นความตั้งใจลับๆ ของเราตั้งแต่ที่เริ่มเขียนนิยายแล้วว่า เราอยากบอกว่าโลกนี้ยังมีวิธีคิดมากกว่าที่คุณคิดว่ามี ยังมีวิธีเขียนแบบอื่นๆ อยู่อีก โดยเฉพาะในประเทศนี้ที่ทุกอย่างซ้ำซากไปหมด คนทำงานอยู่ไม่กี่แบบ แต่งตัวอยู่ไม่กี่แนว คิดอยู่ไม่กี่อย่าง” วีรพรอธิบายว่า เวิร์กช็อปการเขียนของเธอไม่ได้จัดขึ้นเพื่อจะเลกเชอร์ผู้เข้าร่วมว่าการเขียนที่ดีเป็นอย่างไร ควรจะเปิดเรื่องด้วยเทคนิคไหน หรืออธิบายสูตรสำเร็จของการเขียน แต่เป็นการให้พวกเขาได้มาพูดคุยกัน ได้มาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน “การมานั่งบอกขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-veeraporn/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “รางวัลเป็นแค่ความเห็น ไม่ใช่คำตัดสิน” &#8211; วีรพร นิติประภา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อว่าใครที่กดติดตามเฟซบุ๊กของวีรพร นิติประภา ย่อมจะเห็นตรงกันว่าปี 2018 ยังคงเป็นอีกหนึ่งปียุ่งๆ ของนักเขียนคนนี้</p>
<p>นับตั้งแต่ต้นปีที่เราเห็นเธอไปออกร้านขายตุ้มหูอยู่ตามงานอีเวนต์ต่างๆ จากนั้นไม่นานเราก็เห็นเธอประกาศเปิดเวิร์กช็อปการเขียนชื่อว่า &#8216;ประมาณเวิร์คช็อป&#8217; ยิ่งพอมาถึงเดือนตุลาคม ไม่เพียงแต่วีรพรจะคว้ารางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายเป็นหนที่สองจาก <em>พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ</em> เท่านั้น หาก <em>ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต</em> นวนิยายเล่มแรกของเธอยังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย</p>
<p>ไหนๆ อีกไม่กี่วันก็จะพ้นปี เราคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะชวนวีรพรมานั่งพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตุ้มหู้ เวิร์กช็อป หรือดับเบิลซีไรต์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48976" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-9.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48978" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-11.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ตุ้มหูและเวิร์กช็อป</b></h3>
<p>“จริงๆ ช่วงปลายปีที่แล้วเราเริ่มว่างพอจะมีเวลาเขียนเรื่องบ้าง แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าจะได้รางวัลอีกก็เลยลองทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ หลายคนมักจะถามเราว่า ทำไมเราถึงเขียนงานคอลลาจได้ ก็เพราะว่าเราทำงานแบบนี้มา เราอยู่กับการทำเครื่องประดับซึ่งเป็นงานอยู่แล้ว ตุ้มหูที่ทำไปขายก็มีที่ขายได้บ้างแต่ไม่ได้เทน้ำเทท่าอะไร ถือว่าทำสนุกๆ<span class="Apple-converted-space"> </span>เพราะยอดขายหนังสือของเราก็ไม่ได้จะพอกิน” วีรพรเล่าเมื่อเราถามถึงเรื่องที่เธอไปขายตุ้มหูเมื่อช่วงต้นปี</p>
<p>“แล้วเราก็เริ่มคิดเรื่องเวิร์กช็อป คิดว่าถ้าได้มีคลาสก็คงดี เพราะเป็นความตั้งใจลับๆ ของเราตั้งแต่ที่เริ่มเขียนนิยายแล้วว่า เราอยากบอกว่าโลกนี้ยังมีวิธีคิดมากกว่าที่คุณคิดว่ามี ยังมีวิธีเขียนแบบอื่นๆ อยู่อีก โดยเฉพาะในประเทศนี้ที่ทุกอย่างซ้ำซากไปหมด คนทำงานอยู่ไม่กี่แบบ แต่งตัวอยู่ไม่กี่แนว คิดอยู่ไม่กี่อย่าง”</p>
<p>วีรพรอธิบายว่า เวิร์กช็อปการเขียนของเธอไม่ได้จัดขึ้นเพื่อจะเลกเชอร์ผู้เข้าร่วมว่าการเขียนที่ดีเป็นอย่างไร ควรจะเปิดเรื่องด้วยเทคนิคไหน หรืออธิบายสูตรสำเร็จของการเขียน แต่เป็นการให้พวกเขาได้มาพูดคุยกัน ได้มาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน</p>
<p>“การมานั่งบอกขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มันไม่ทำให้คนอยากเขียน เราเลยลองมานั่งถามตัวเองว่า แล้วอะไรล่ะทำให้เราสนุกที่จะเขียน มันคือคำถามเดียวกับว่า อะไรที่ทำให้เราอยากพูดหรืออยากโพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กนั่นแหละ เพราะพื้นฐานมันคือบางครั้งเราก็ไม่อยากติดตายอยู่ในตัวเอง</p>
<p>“เราหวังว่าผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปจะได้รู้ว่ามันมีทางออกจากตัวเราอยู่ ซึ่งสำคัญนะ เพราะเรามักถูกสอนให้จมอยู่กับตัวเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ดูจะจมดิ่งลงเรื่อยๆ ในความเพ้อเจ้อ ความโง่เง่า ความเศร้าของตัวเอง แต่ถ้าสมมติว่าคุณออกจากมันมาได้แล้วมองย้อนกลับไป คุณย่อมจะเห็นปัญหามากขึ้น เราพบว่าการเขียนถึงสิ่งที่พะวง เขียนถึงสิ่งที่เจ็บช้ำน้ำใจ สิ่งที่ไม่เข้าใจ เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการเขียน”</p>
<p>ด้วยเหตุนี้เวิร์กช็อปของวีรพรจึงกระตุ้นให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้เข้าร่วม แต่เรื่องราวที่พูดคุยกันย่อมไม่ใช่เรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป เพราะคลาสนี้เปรียบเสมือนวิชาเปิดใจที่นักเรียนแต่ละคนจะได้หยิบฉวยปมปัญหาและบาดแผลในจิตใจมาเปิดเปลือยให้นักเรียนทุกคนในห้องได้รู้</p>
<p>“ถ้าคุณจะเป็นนักเขียน คุณต้องกล้าพอที่จะเปิดเปลือยตัวเอง คุณต้องกล้าพอจะบอกคนอื่นว่ากูเฮงซวยว่ะ กูโง่ว่ะ ชีวิตกูพลาดว่ะ นักเขียนที่ดีในความคิดเราคือนักเขียนที่สามารถยอมรับความงี่เง่าของชีวิตตัวเองได้ เพราะหาไม่แล้วเราจะเจอแต่งานเขียนเอาเท่และไม่เป็นธรรมชาติ นักเขียนส่วนใหญ่ไม่กล้าจะบอกว่า กูแม่งเพิ่งผ่านนรกมาสดๆ ร้อนๆ ว่ะ ไม่กล้ายอมรับความเป็นปุถุชนของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการเป็นนักเขียนเลยนะ เพราะสำหรับเรา การทำงานเขียนคือการพูดถึงมนุษย์ในฐานะมนุษย์”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48979" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-12.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48980" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-13.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ดับเบิลซีไรต์ และ <em>The Blind Earthworm in the Labyrinth</em></b></h3>
<p>แม้วีรพรจะบอกว่าไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รางวัลซีไรต์อีกครั้งจากนวนิยายเล่มที่สอง ถึงอย่างนั้นเราก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า เธอจะไม่มีหวังกับ <em>พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ</em> หน่อยเลยเหรอ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“เราคิดว่าเราทำเต็มที่ ถามว่าควรค่าจะได้รางวัลไหม ก็คิดนะ แต่ไม่รู้ว่าคิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า เพราะมนุษย์ทุกคนคงเป็นอย่างนี้ พอถึงงานตัวเองก็จะ blind blind หน่อย จริงๆ เราค่อนข้างแน่ใจว่าเขาไม่น่าจะให้เราซ้ำ ถึงจะมีนักเขียนคนอื่นๆ ที่เคยได้ดับเบิลซีไรต์ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนจะได้สองซีไรต์ติดกันในประเภทเดียวกันแบบนี้</p>
<p>“เราคิดว่ากรรมการเองก็ลำบากใจไม่น้อย เพราะถ้าเราได้ก็ย่อมจะมีคำถามว่า หล่อนเพิ่งได้ไปรอบที่แล้วเองนะ ทำไมไม่ให้คนอื่นบ้าง ซึ่งการให้คนอื่นสำหรับเราก็ fair enough นะ สมมติเขาจะตัดเราออกจากรายชื่อไปเลยเพราะคิดว่าเพิ่งได้รางวัลไป และต่อให้เขาจะรู้สึกว่าเล่มที่สองของเราดีกว่าเล่มแรก เราก็คิดว่าแฟร์อยู่ดี สรุปสั้นๆ คือ เราไม่คิดว่าจะได้”</p>
<p>แต่แล้วในวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ก็ได้ประกาศให้ <em>พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ</em> ได้รับรางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายประจำปี 2561 เราถามวีรพรว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อรางวัลที่ไม่คิดว่าจะได้ กลับกลายเป็นของเธออีกครั้ง</p>
<p>“คือพอหนังสือเข้า shortlist เราก็ลุ้นอยู่แล้วแหละ แต่มันจะลุ้นแบบสองจิตสองใจว่าจะได้หรือไม่ได้ จะบอกตัวเองว่ากูคงไม่ได้มันก็ไม่เชื่อแล้ว แต่พอจะบอกว่ากูน่าจะได้ก็ไม่เชื่ออีก เราอยู่ในสภาวการณ์ที่แปลกประหลาดมาก</p>
<p>“ตอนที่นั่งรอเขาประกาศผล เรารู้สึกพิพักพิพ่วนและอยากอ้วก เราคิดในใจว่า ได้โปรดเถอะ คราวหน้าอย่าเป็นอย่างนี้อีก เราต้องทำหน้ายังไงวะ ในเมื่อมีนักเขียนที่นั่งอยู่ตรงนั้นอีกแต่ไม่ได้รางวัล เราต้องทำหน้าดีใจเหรอ หรือทำหน้าเฉยๆ คือถ้าเป็นนิยาย เราดีไซน์ไม่ถูกจริงๆ ว่าฉากนี้ตัวละครควรแสดงความรู้สึกยังไง”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48971" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48972" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-5.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>บางคนอาจมองว่าการได้ชื่อเป็นนักเขียนสองซีไรต์ย่อมจะตอกย้ำว่าวีรพรเป็นนักเขียนมือฉกาจ แต่สำหรับสาวพังก์วัย 56 คนนี้กลับมองว่า รางวัลทางวรรณกรรมเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นหนึ่งเท่านั้น</p>
<p>“เรามักจะพูดกับหลายๆ คนในเวิร์กช็อปอยู่เสมอว่า รางวัลเป็นแค่ความเห็น ไม่ใช่คำตัดสิน มันไม่ได้ช่วยให้คุณทำงานดีขึ้น อย่าไปสนใจมาก ถ้าคุณเป็นพังก์ที่ไม่ยอมให้ใครตัดสินว่าคุณเลว คุณก็ต้องอย่าให้ใครตัดสินว่าคุณดี ยังไงก็แล้วแต่ สิ่งต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับงานชิ้นต่อไปของคุณอยู่ดี เราหวังว่าเราจะยังสนุกกับการเขียน การคิด และสามารถเขียนนิยายที่น่าพอใจออกมาได้ และยังเห็นว่ามีคนอ่านอยู่บ้าง”</p>
<p>วีรพรเล่าอย่างทีเล่นทีจริงว่า จริงๆ แล้วเธอตั้งใจจะเขียนนิยายแค่เล่มเดียวแล้วไปขายหมูปิ้งด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นลำพังแค่การเขียนนิยายได้ถึงสองเล่มจึงน่าตื่นเต้นมากพอแล้ว<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ในหลายๆ แง่ รางวัลก็เหมือนกับการที่ใครสักคนมาแนะนำหนังสือให้คุณอ่าน คือเขาจะแนะนำจากสิ่งที่เขาเห็น ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน และมันอาจ mislead ก็ได้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ได้รางวัลสองเล่มเราก็เฉยๆ นะ คือถ้าเขียนเล่มสามมาแล้วขายไม่ดี เราก็แค่ลองไปขายหมูปิ้ง (หัวเราะ) เพราะเราไม่ได้เกิดมาจะเป็นนักเขียนหรือนักอะไรทั้งนั้น เราไม่ได้คาบแล็ปท็อปออกมาจากท้องแม่ เราไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าจะมีอะไรน่าสนใจกว่านี้ไหม เรายังอยากทำหนัง อยากทำเพลง หรือสักวันหนึ่งอาจลองเพนต์งานศิลปะดู ซึ่งเราก็อาจพบว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบงานเพนต์ก็ได้ เรายังเปิดพื้นที่ให้ตัวเองอยู่ ไม่คิดว่าจะต้องมานั่งปิดตายอยู่กับรางวัลซีไรต์ การเขียน หรืออะไรเลยด้วยซ้ำ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48974" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-7.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48973" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-6.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>พ้นไปจากรางวัลซีไรต์แล้ว ปีนี้ <em>ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต</em> นวนิยายเล่มแรกของวีรพรยังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ <em>The Blind Earthworm in the Labyrinth</em> ซึ่งถือเป็นอีกหมุดหมายที่น่าสนใจของงานวรรณกรรมไทย วีรพรยิ้มกว้างขณะเล่าถึงเรื่องนี้</p>
<p>“ผลตอบรับดีมากนะ แต่ทั้งนี้เพราะเครดิตของคุณก้อง (ก้อง ฤทธิ์ดี &#8211; ผู้แปล) แหละ เพราะพอเป็นฉบับแปล โดยเฉพาะกับงานที่มีความเฉพาะตัวสูง ถ้าเราไม่ได้คุณก้องช่วย อย่าว่าแต่จะมีคนอ่านแล้วชอบ-ไม่ชอบเลย แค่การจะถูกอ่านยังเป็นเรื่องยาก เพราะตัวเราและภาษาของเราไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ การมีคนมาช่วยให้สื่อสารออกไปได้จึงสำคัญ</p>
<p>“คุณก้องเคยถามเรานะว่า ระหว่างที่เขียนไม่คิดเลยเหรอว่านวนิยายจะได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ (หัวเราะ) เพราะงานของเรา นอกจากจะมีเรื่องของน้ำเสียงแล้ว ยังมีความสวิงสวายเต็มไปหมด แต่คุณก้องเก็บมู้ดและฟีลในนวนิยายของเราไว้ได้ ซึ่งจริงๆ เรา concern เรื่องที่นักแปลจะสามารถเก็บน้ำเสียงของต้นฉบับไว้ได้น้อยมากเลยนะ ตราบเท่าที่มันเมคเซนส์ เพราะแม้แต่งานแปลฝรั่งมาเป็นไทยหลายๆ เล่ม คุณก็อย่าคิดว่าในภาษาเดิม เขาจะเขียนอย่างที่คุณได้อ่านจริงๆ”</p>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48970 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-3.jpg" alt="แหม่ม วีรพร นิติประภา" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/แหม่ม-วีรพร-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></h3>
<h3><b>Veeraporn is Happy, Veeraporn is Happy<span class="Apple-converted-space"> </span></b></h3>
<p>ทั้งการไปเป็นแม่ค้าขายตุ้มหู จัดเวิร์กช็อปการเขียน ได้รางวัลซีไรต์อีกครั้ง รวมถึงนิยายเล่มแรกได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เราพบว่าปี 2018 ของวีรพรก็สุดแสนจะคอลลาจไม่แพ้งานเขียนของเธอ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“แฮปปี้กับปีนี้ไหม” เราถามไปอย่างง่ายๆ วีรพรหัวเราะก่อนจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสดใส</p>
<p>“ถ้าคุณอายุเท่าเรา คุณจะแฮปปี้ทุกปีแหละตราบที่ยังหายใจได้ บอกกงๆ เพราะอาจมีบางปีที่ อ้าว หยุดหายใจเสียแล้วว่ะ คนแก่นะ (หัวเราะ) เราแฮปปี้กับหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพียงแต่มันดูจะเกิดขึ้นช่วงปลายปีมากกว่าต้นปีน่ะ อย่างพอได้ซีไรต์รอบสอง เราคิดว่าคนคงจะไม่อะไรกับเรามาก ที่ไหนได้ ก็ค่อนข้างชุกอยู่ แต่เราก็คิดว่าเป็นหน้าที่นะเพราะกรรมการเขาอุตส่าห์ให้รางวัล หรือยังมีคนที่อยากอ่านหนังสือเรา อยากรู้ว่าเราคิดอะไร อย่างที่คุณมาสัมภาษณ์เราอยู่นี้ ถ้าสมมติว่าปล่อยไปแล้วไม่มีใครอ่าน เขาก็คงเลิกจ้างให้คุณมาสัมภาษณ์เราไปเอง (หัวเราะ) แต่ถ้ายังมีคนมาสัมภาษณ์เรา นั่นแปลว่าเราคงจะยังอยู่ในความสนใจ</p>
<p>“เรายังสนุกกับการเขียน มันยังมีความเป็นไปได้ของการเลี้ยงดูตัวเองและยึดเป็นอาชีพได้อยู่ เทียบกับพวกคุณที่ยังต้องทำงานออฟฟิศ เราสบายกว่ามาก เราคิดว่าตัวเองโชคดีนะ เพราะคนส่วนใหญ่ในวัยห้าสิบมักจะไม่รู้ว่าจะทำอะไร แอ๊วผู้ชายก็ไม่อยากแอ๊ว หนังก็ไม่อยากดู ข้าวก็กินมาหมดทุกร้านแล้ว mid-life crisis จริงๆ แต่เรากลับพบว่ามีสิ่งที่อยากทำเยอะแยะไปหมด ตอนนี้เรามีโปรเจกต์เต็มหัวไปหมด” วีรพรยิ้มก่อนจะขอตัวไปสูบบุหรี่ข้างนอกร้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-veeraporn/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “รางวัลเป็นแค่ความเห็น ไม่ใช่คำตัดสิน” &#8211; วีรพร นิติประภา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นอนให้พอ ทำงานให้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก่งไปทุกเรื่อง ปีนี้สอนให้รู้ว่าจากทางบ้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-2018-from-readers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Dec 2018 04:39:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[นอน]]></category>
		<category><![CDATA[การนอน]]></category>
		<category><![CDATA[2018]]></category>
		<category><![CDATA[2019]]></category>
		<category><![CDATA[new year resolution]]></category>
		<category><![CDATA[พักผ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ปีใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=50205</guid>

					<description><![CDATA[<p>Khattiya Homthong ชื่อฟ้านะคะ สำหรับปี 2018 นี้ สอนให้รู้ว่า&#8230; Just Run เฮ้ย เราก็วิ่งได้นี่นา ที่จริงฟ้าเริ่มวิ่งเพราะจะไป trekking ที่เนปาล (เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา) ทริปดังกล่าวจบลงด้วยดี แต่หลังจากกลับมาดันได้วิ่งเยอะกว่าเดิมอีก จากคนวิ่งไม่เป็น ความพยายามทำให้เราเลยเถิดไปมาก จาก 5K ไปเป็น 10K จนถึง 21K และระยะที่ไกลที่สุดที่ทำได้ตอนนี้คือ วิ่งเทรล 30K ความชันสะสม 2,130 เมตร โดยที่ร่างกายไม่ได้บาดเจ็บเลย 🙂 การวิ่งพาเราไป Annapurna Base Camp, ภูสอยดาว, ตรัง, โคราช, เชียงดาว, ตะนาวศรี และบางแสน แสนภูมิในใจความพยายามและความมีวินัยของตัวเอง ที่ฝึกฝนต่อเนื่องจนมาถึงจุดนี้ได้ Continuous ยากกว่าการเริ่มต้นก็คือการทำมันให้ได้อย่างต่อเนื่อง เลยพยายามหาเป้าหมายใหม่ๆ ให้ตัวเองเพื่อจะได้มีแรงจูงใจทำต่อ ซึ่งต้องเป็นเป้าหมายที่อยู่บนความเป็นจริงด้วย ดีใจที่ตัวเองไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไป  Priority ในเมื่อเวลามันก็มีเท่าเดิม แต่มีสิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-from-readers/">นอนให้พอ ทำงานให้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก่งไปทุกเรื่อง ปีนี้สอนให้รู้ว่าจากทางบ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><b>Khattiya Homthong</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ชื่อฟ้านะคะ สำหรับปี 2018 นี้ สอนให้รู้ว่า&#8230; </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> Just Run </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เฮ้ย เราก็วิ่งได้นี่นา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่จริงฟ้าเริ่มวิ่งเพราะจะไป trekking ที่เนปาล (เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา) ทริปดังกล่าวจบลงด้วยดี แต่หลังจากกลับมาดันได้วิ่งเยอะกว่าเดิมอีก จากคนวิ่งไม่เป็น ความพยายามทำให้เราเลยเถิดไปมาก จาก 5K ไปเป็น 10K จนถึง 21K และระยะที่ไกลที่สุดที่ทำได้ตอนนี้คือ วิ่งเทรล 30K ความชันสะสม 2,130 เมตร โดยที่ร่างกายไม่ได้บาดเจ็บเลย <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิ่งพาเราไป Annapurna Base Camp, ภูสอยดาว, ตรัง, โคราช, เชียงดาว, ตะนาวศรี และบางแสน แสนภูมิในใจความพยายามและความมีวินัยของตัวเอง ที่ฝึกฝนต่อเนื่องจนมาถึงจุดนี้ได้ </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> Continuous </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ยากกว่าการเริ่มต้นก็คือการทำมันให้ได้อย่างต่อเนื่อง เลยพยายามหาเป้าหมายใหม่ๆ ให้ตัวเองเพื่อจะได้มีแรงจูงใจทำต่อ ซึ่งต้องเป็นเป้าหมายที่อยู่บนความเป็นจริงด้วย ดีใจที่ตัวเองไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไป</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">  Priority</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อเวลามันก็มีเท่าเดิม แต่มีสิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด ก็คงต้องเลือกแค่บางอย่างเท่านั้น ซึ่งคำตอบนั้นมาจากการลองทำสิ่งต่างๆ มากมาย จนรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรหรือไม่ต้องการอะไร </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> Simple </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตเราเต็มไปด้วยสิ่งเกินจำเป็น ฟ้าเรียนรู้เรื่องนี้ผ่านการวิ่ง พอเราต้องฝึกฝนตัวเองก็ต้องหาเวลาฝึกซ้อม ต้องตัดบางอย่างที่เคยคิดว่าทำไม่ได้ออกไป (เล่นเกม, ดูทีวี, ช้อปปิ้ง, เล่นโซเชียล, นอนกินบ้านกินเมือง) ขอบคุณตารางซ้อมวิ่งที่ช่วยฝึกความมีวินัยให้กับเรา ไม่มีสนามแข่งไหนที่ฟ้าไปโดยไม่ซ้อมเลย เพราะฟ้าไม่มีพื้นฐานทางกีฬา เลยค่อยข้างเจียมตัวมากๆ </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> Be Myself </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรกับใครทั้งนั้น ไม่ต้องไปตามหาแรงบันดาลใจด้วย เลิกใช้ชีวิตตามแบบคนอื่นหรือแบบที่คนอื่นอยากให้เป็น ใครจะพูดยังไงก็ช่างเขาเถอะ ไม่ใช่อะไร เราไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือจนอธิบายทุกคนได้ แค่ลงมือทำ ลองผิดลองถูกไปจนกว่าจะเจอทางของตัวเองนั่นแหละดีแล้ว ซึ่งพอทำได้แล้วมันดีต่อใจเรามาก </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> Friendship and Family </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้รู้จักคนเยอะขึ้น เพราะเราออกไปทำกิจกรรมที่ได้พบเจอผู้คนมากขึ้น เลยได้เพื่อนใหม่มาตลอด เพื่อนที่เคยถามเราว่า &#8220;เอ้ย อยู่ๆ ทำไมมาวิ่ง&#8221; ตอนนี้ก็ร่วมวิ่งไปกับเราแล้ว ใครถามเราก็ชวนมาวิ่งหมด งาน Human Run นี่ป้ายยามาได้ 2 คน  ยิ่งตอนไปวิ่งเทรลนี่เป็นสังคมที่น่ารักมาก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดีมากๆ และที่สำคัญครอบครัวฟ้าไม่เคยตั้งคำถาม แต่กลับพร้อมสนับสนุนทุกอย่าง คงดีใจที่เราออกไปใช้ชีวิตนอกจอสี่เหลี่ยมสักที รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> Fail</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">บางทีความตั้งใจมากเกินไปก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จได้ทุกครั้ง แต่นั่นแหละ ยิ่งพลาดเยอะก็ยิ่งมีภูมิคุ้มกันมาก ผิดแล้วก็เริ่มใหม่ อย่าเสียเวลาฟูมฟายเยอะ </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> การนอนให้พอ เป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง วันที่นอนน้อย ไม่จำเป็นต้องฝืนไปออกกำลังกาย มันไม่เท่ ร่างกายจะพังก่อน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เวลาตั้ง New Year&#8217;s Resolution แล้วมักจะทำไม่ค่อยได้ อย่างการวิ่ง ไม่ได้อยู่ในแผนของปี 2018 นี้ด้วยซ้ำ ควรจะจบตั้งแต่ตอนจบทริป แต่ด้วยความที่ถือคติ &#8216;ลองทำดู&#8217; การวิ่งเลยได้ไปต่อ  </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องขอบคุณหัวหน้าที่ทำให้เข้าใจความหมายนี้  มันเริ่มมาจากการที่ถูกนายดุบ่อยๆ ว่า &#8220;แล้วเธอทำอะไรอยู่ ทำไม่ไม่ทำให้จบสักที&#8221; ถึงวิธีนี้จะไม่ช่วยให้ปิดโปรเจกต์ได้เยอะขึ้น แต่ปีนี้จะพยายามทำให้มันจบให้ได้ค่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไงก็ตามแอบตั้ง New Me Resolution ไว้ตามนี้ (ทำตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังทำได้อยู่ค่ะ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; เก็บเงินตามเป้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; Run Half Marathon A Month </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; อ่านหนังสือที่มีอยู่ให้จบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; วางแผนอะไรไว้ก็ทำตามให้ได้</span><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<hr />
<h3><b>nonniiiie</b></h3>
<p>#ปีนี้สอนให้รู้ว่า ร่างกายเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจเรามากที่สุด เวลาเรามีความผิดปกติอย่างไรร่างกายจะแสดงอาการให้เรารู้ว่าเราป่วยนะ ควรใส่ใจนะ ควรดูแลนะ ควรหาทางรักษานะ ปีที่ผ่านมาเราใช้ร่างกายทำกิจกรรมหนักๆ เช่น ทำงาน นอนดึก ปาร์ตี้ โดยที่เราไม่เคยให้ร่างกายได้พักผ่อน อีกทั้งทุกๆ ปี ร่างกายเราก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา</p>
<p>#NewYearsResolution ปีนี้เราอยากจะตอบแทนเพื่อนสนิทของเราโดยเริ่มจากการดูแลตัวเอง วางแผนออกกำลังกาย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะเมื่อสุขภาพกายดีสุขภาพใจก็จะดีตาม พร้อมที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในปี 2019 และปีต่อๆ ไป</p>
<hr />
<h3><b>Supanut Lertrakkul</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2018 : ปีนี้ของผมสอนอะไรมากกว่าหลายๆ ปี อาจเพราะผมต้องเดินทางมาใช้ชีวิตโดยลำพังที่เมืองหลวง ต้องเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และต้องคอยตามทุกอย่างในเมืองให้ทัน ด้วยความรู้สึกว่า &#8220;ไม่อยากเด๋อ&#8221; 555555 แต่พอผมได้ลองทำอะไรบางอย่างครั้งแรกที่เมืองกรุงแห่งนี้ผมก็ตระหนักได้ว่า คนเราล้วนมีครั้งแรกเสมอ ครั้งแรกก็จะอาย เขิน ทำอะไรไม่ถูก เด๋อๆ ด๋าๆ ไปบ้าง แหงล่ะ คนเราไม่ได้จะต้องเก่ง หรือทำเป็นไปหมดทุกเรื่องเสียหน่อย ยอมเสียหน้าบ้าง เพื่อได้เรียนรู้อะไรบางอย่างมากขึ้น <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">new year’s resolution : ด้วยความที่เรียนสื่อสารมวลชนก็อยากทดลองทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นในปีนี้ อย่างแรกเลย ผมอยากเริ่มต้นทำพ็อดแคสต์หลังจากเป็นผู้ฟังมาตั้งแต่ต้นปี ด้วยความรู้สึกอยากหาอะไรดูระหว่างทำงานไปด้วยได้ โดยไม่ต้องชายตาไปมองจอก็สรุปได้ว่า ก็ไม่ต้องดูภาพสิวะ ฟังแต่เสียงพอ พ็อดแคสต์มีความเป็นกันเองทางหูและความคิดของผมเป็นอย่างมาก และรู้สึกว่าสิ่งนี้มันเติบโตได้ และน่าลองทำ หวังว่าปีนี้ผมจะมีเสียงตัวเองไปอยู่ในพ็อดแคสต์สักพ็อดแคสต์หนึ่งนะ</span></p>
<hr />
<h3><b>วริศรา สุวรรณเทวี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีนี้สอนให้รู้ว่าครอบครัวและสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้ถ้าขาดครอบครัวและเพื่อนที่พร้อมจะให้กำลังใจเวลาเจอปัญหาอะไรก็ตาม นอกจากนั้นถึงครอบครัวและคนรอบข้างจะซัพพอร์ต แต่ถ้าสุขภาพไม่ดีเราก็ไม่สามารถทำเรื่องที่คิดไว้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยู่ๆ ปีนี้ก็ได้มะเร็งเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุครบ 21 ปี ทั้งๆ ที่มะเร็งเคยเป็นเรื่องไกลตัวมาตลอด จากเด็กที่กำลังจะขอทุนเรียนต่อโท อยู่ดีๆ หมอก็เรียกตัวกลับบ้านมาฟังผลแล้วบอกว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 นะ เดี๋ยวหมอให้เวลาขึ้นไปทำเรื่องพักการเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาคุยเรื่องการรักษาต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอกลับมารักษาตัวที่บ้าน เราถึงได้มองเห็นความสำคัญของครอบครัวจริงๆ การที่เป็นคนสำคัญสำหรับใครสักคนมันรู้สึกดีมากๆ หลังจากที่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวมาตลอด ไม่เคยโทษตัวเองว่าทำไมถึงโชคร้าย แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่ได้เป็นมะเร็งตอนที่อายุยังน้อย ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย แถมได้เวลาทบทวนตัวเองอีกตั้ง 1 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ new year’s resolution ในปี 2019 ของเราก็คือ มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ได้กลับไปเรียนต่อให้จบ และได้กลับไปทำงานอาสาเหมือนก่อนที่จะป่วย จริงๆ แอบคิดไว้ว่าถ้าหายเราก็อยากแบ่งปันเรื่องพวกนี้ให้คนที่กำลังท้อหรือป่วยอยู่เหมือนกัน</span></p>
<hr />
<h3><b>Puritymind (เพียวริตี้มายด์)</b></h3>
<p><strong>ปีนี้ (2018) สอนให้รู้ว่า&#8230;</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ต้นปี 2018 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้สูญเสียบุคคลสำคัญ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คือพ่อ จากลาโลกนี้ไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลับตา หยุดหายใจอย่างสงบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรายังต้องลืมตา ต้องเข้มแข็ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คนรอบข้างเป็นที่พึ่งต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แท้จริงแล้วความสูญเสีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำให้ก่อกำเนิดหลายเรื่องราว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจากไปของพ่อทำให้ได้น้องสาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับคืนมาหลังจากไม่เข้าใจกันมานาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านความเศร้าโศก สู่ความจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีบ้างที่คิดถึงพ่อ และแอบร้องไห้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ร้องเพราะเรื่องราวในอดีตระหว่างเราและพ่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันทำงาน มันแค่ไม่อยากให้พ่อจากไป แต่ก็ต้องทำใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเข้าใจ ยอมรับความจริงและเดินต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับมาปัจจุบัน หน้าที่ภาระมีเช่นเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่เพิ่มเติมคือความตั้งใจมากขึ้นและใส่ความสุขลงไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สองเท้ายังก้าวต่อไป จะก้าวคนละกี่ก้าวขอจงก้าวไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าหยุดถ้ายังมีแรง ถ้าเหนื่อยแค่พัก หายเหนื่อยไปต่อ รอจังหวะที่ดีพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พ่อเคยบอกว่า อยู่ที่ไหนมีความสุขก็อยู่ที่นั่นแหละ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางทีคนเราควรทำตามใจบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็อีกนั่นแหละ บางทีตามใจไม่เป็นตามจริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกสิ่งจะเป็นจริงตามใจคงต้องตั้งใจทำให้สิ่งนั้นเป็นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้แล้วว่าเราจะหาความสุขได้จากที่ไหน ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้แล้วว่าเราพ้นจากความทุกข์มากมายนี้ได้ยังไง ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสุขมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะได้มา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขึ้นอยู่กับว่า คุณพอใจในสิ่งที่คุณมีตอนนี้รึยัง ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้แล้วว่า คำว่าพอเป็นยังไง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอบคุณปี 2018 แสนวิเศษ กับบทเรียนอันเลอค่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วปีนี้ก็สอนให้รู้ว่า&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีหน้าชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">~~~~~~~~~~~~~~~~~~~</span></p>
<p><strong>New Year&#8217;s Resolution ปี 2019</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้เรายังหายใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้เรายังก้าวไปบนเส้นทาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้เราไม่เหงาอ้างว้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้คนข้างๆ มีความสุขไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้รอยยิ้มเปื้อนแก้มเราและเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้ดอกไม้แห่งความสุขเบ่งบาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้หัวใจรู้สึกถึงความชุ่มชื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้ชีวิตห่างจากความชั่ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้ความกลัวทำร้ายเราไม่ได้ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมอะไรที่ทำให้เราต้องค้นหาคำตอบกับความจริงที่ยังรอพิสูจน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเธอรู้ไหมบางที&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทสรุปในชีวิตมาจากการตั้งคำถาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคนเคยบอก&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามสำคัญกว่าคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คงเป็นความมุ่งมั่นที่เรายังต้องถามกันต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมายที่มันจะต้องมีวันเป็นจริง สักวันอย่างแน่นอน </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-2018-from-readers/">นอนให้พอ ทำงานให้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก่งไปทุกเรื่อง ปีนี้สอนให้รู้ว่าจากทางบ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​The TOYS : เด็กดื้อทายาทนักร้องดังผู้กลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในฤดูกาลนี้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-26/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-26/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jun 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ธันวา บุญสูงเนิน]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าหนาวที่แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนฤดูฝน]]></category>
		<category><![CDATA[what the duck ก็]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[กีตาร์]]></category>
		<category><![CDATA[​The TOYS]]></category>
		<category><![CDATA[ทอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-26/</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอ้โห เกินไปอะ! คือสิ่งที่เราพึมพำในใจหลังจากรู้ว่าเพลง หน้าหนาวที่แล้ว และ ก่อนฤดูฝน ที่เราอินหนักหนาในฤดูนี้ ถูกร้อง เขียนเนื้อ แต่งทำนอง เรียบเรียง โดยชายหนุ่มวัย 21 เพียงคนเดียว The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินน้องเล็กจากค่ายเพลง What The Duck หากไม่นับรวมเพลงที่เขาทำเองร้องเอง ทอยยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกหลายคน กับความสามารถทางดนตรีดีกรีแชมป์กีตาร์ระดับประเทศ นอกจากนี้ประวัติการเป็น ‘ทายาทนักร้องดัง’ (ลูกชายคุณนิตยา บุญสูงเนิน และหลานของคุณเจินเจิน บุญสูงเนิน) ก็ยิ่งทำให้ศิลปินหนุ่มคนนี้น่าจับตามอง เราชวนทอยมาคุยถึงเส้นทางการเข้าสู่วงการเพลง ความดื้อกับการพิสูจน์ตัวเอง งานเบื้องหลังที่เขาชอบและการเป็นศิลปินเบื้องหน้าที่ไม่เคยคิดฝัน นั่งจิบกาแฟแบบสบายๆ ยามบ่ายแก่ๆ สวนทางกับตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขาในช่วงนี้ รู้สึกยังไงที่ทุกคนเรียกทอยว่า ‘ทายาทนักร้องดัง’ ผมโอเคครับ เราเป็นลูกแม่นิตยา หลานป้าเจินเจิน แต่จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนรู้ว่า คนในครอบครัวผมไม่ได้อยากให้ผมเข้ามาอยู่ในวงการนี้เลย คุณแม่บอกผมว่า “วงการนี้ไม่มีที่ตรงกลาง ถ้าไม่เจ๋งจริงก็อยู่ไม่ได้แน่ๆ แป๊บเดียวก็ร่วง” พวกเขาไม่เคยสนับสนุน ไม่ให้เรียนดนตรีอะไรเลย เอาแต่ส่งผมไปเรียนอย่างอื่น คำที่แม่พูดวันนั้นมันไม่ได้ทำให้เราเลิกเหรอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-26/">​The TOYS : เด็กดื้อทายาทนักร้องดังผู้กลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในฤดูกาลนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โอ้โห เกินไปอะ! คือสิ่งที่เราพึมพำในใจหลังจากรู้ว่าเพลง <em style="background-color: initial;">หน้าหนาวที่แล้ว</em> และ <em style="background-color: initial;">ก่อนฤดูฝน</em> ที่เราอินหนักหนาในฤดูนี้ ถูกร้อง เขียนเนื้อ แต่งทำนอง เรียบเรียง โดยชายหนุ่มวัย 21 เพียงคนเดียว</p>
<p><div id="erdyt-69f7962d5b930" data-id="eRH_v2o1a9w" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-eRH_v2o1a9w-69f7962d5b930" data-vid="eRH_v2o1a9w" data-src="https://www.youtube.com/embed/eRH_v2o1a9w?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/eRH_v2o1a9w/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><strong>The TOYS</strong> หรือ <strong>ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน</strong> ศิลปินน้องเล็กจากค่ายเพลง What The Duck หากไม่นับรวมเพลงที่เขาทำเองร้องเอง ทอยยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกหลายคน กับความสามารถทางดนตรีดีกรีแชมป์กีตาร์ระดับประเทศ นอกจากนี้ประวัติการเป็น ‘ทายาทนักร้องดัง’ (ลูกชายคุณนิตยา บุญสูงเนิน และหลานของคุณเจินเจิน บุญสูงเนิน) ก็ยิ่งทำให้ศิลปินหนุ่มคนนี้น่าจับตามอง</p>
<p>เราชวนทอยมาคุยถึงเส้นทางการเข้าสู่วงการเพลง ความดื้อกับการพิสูจน์ตัวเอง งานเบื้องหลังที่เขาชอบและการเป็นศิลปินเบื้องหน้าที่ไม่เคยคิดฝัน นั่งจิบกาแฟแบบสบายๆ ยามบ่ายแก่ๆ สวนทางกับตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขาในช่วงนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_84321.jpg" /></p>
<p><strong>รู้สึกยังไงที่ทุกคนเรียกทอยว่า </strong><strong>‘ทายาทนักร้องดัง’<br />
</strong>ผมโอเคครับ เราเป็นลูกแม่นิตยา หลานป้าเจินเจิน แต่จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนรู้ว่า คนในครอบครัวผมไม่ได้อยากให้ผมเข้ามาอยู่ในวงการนี้เลย คุณแม่บอกผมว่า “วงการนี้ไม่มีที่ตรงกลาง ถ้าไม่เจ๋งจริงก็อยู่ไม่ได้แน่ๆ แป๊บเดียวก็ร่วง” พวกเขาไม่เคยสนับสนุน ไม่ให้เรียนดนตรีอะไรเลย เอาแต่ส่งผมไปเรียนอย่างอื่น</p>
<p><strong>คำที่แม่พูดวันนั้นมันไม่ได้ทำให้เราเลิกเหรอ<br />
</strong>ผมเป็นคนค่อนข้างดื้อนิดนึงครับ ผมเชื่อฟังแม่ กลัวด้วย แต่ผมดื้อในเรื่องที่รู้สึกว่าไม่จริง คำที่แม่พูดวันนั้น ทำให้อยากพิสูจน์ตัวเอง มีแรงผลักในชีวิตมากขึ้น ตอนอายุ 17 มีค่ายเพลงชวนผมไปเป็นโปรดิวเซอร์ รายได้ก็น่าตกใจสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะหาได้ ตอนนั้นผมรู้ตัวว่ามีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ผมมั่นใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ต้องกล้าล้มแล้วครับ ผมดร็อปเรียนแล้วเลือกโอกาสนั้น ไม่ได้ซีเรียสด้วยว่าใครจะมองยังไง</p>
<p>ตอนนั้นไปที่ไหนก็ไม่มีใครยอมรับผม หมายถึงว่าเขาไม่เชื่อว่าผมจะทำได้ เพราะว่าผมดื้อ<br />
แต่ข้อดีคือมันทำให้เราได้เรียนรู้ เรื่องนี้เราทำไม่ได้จริงๆ ก็จบไป ลองทำอย่างอื่น ถ้าเรื่องไหนที่เราทำมันได้ก็เก็บตรงนั้นทีละนิดทีละหน่อย มาสร้างเป็นสิ่งใหม่ ผมว่าผมคิดไม่ผิดเลย ตอนนี้ผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เคยเห็นด้วยกับผม เขาเปิดมากขึ้น เพราะเขาเห็นสิ่งที่ผมทำได้แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83672.jpg" /></p>
<p><strong>ตอนนั้นทอยทำอะไร ค่ายเพลงถึงชวนไปเป็นโปรดิวเซอร์<br />
</strong>ผมเริ่มอัดงานให้พี่ที่ห้องอัดครับ ปกติซ้อมดนตรีกับเพื่อนที่นั่น เหมือนกับว่าวันนั้นเขาจะอัดเสียงกีตาร์แต่ขี้เกียจโทรตามเพื่อน เห็นผมว่างอยู่พอดีเลยชวนอัดเสียงกีตาร์แทน ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะทำได้ พอลองเล่นคอร์ดดูก็พอใช้ได้ หลังๆ เริ่มได้อัดเสียงกลอง ทำนั่นทำนี่ไปเรื่อยๆ ก็เลยได้รู้จักผู้ใหญ่มากขึ้น</p>
<p><strong>การไม่ไปเรียนเหมือนคนอื่นทำให้ทอยต้องเจออะไรบ้าง<br />
</strong>ตอนแรกๆ ก็มองว่าเป็นอุปสรรคเหมือนกัน ในขณะที่เห็นทุกคนไปโรงเรียน ผมก็นั่งคิดตลอดว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี มันมีช่วงที่ท้อนะ แต่เรารู้ว่ามีจุดหมายอยู่ แค่ยังไม่เห็นมันเฉยๆ พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง ผมเชื่อมาตลอดว่าการเรียนเป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่โอกาสก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน ที่ผมมีวันนี้ได้เพราะการเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัวที่มันให้แรงบันดาลใจกับผมครับ</p>
<p>ช่วงที่เป็นโปรดิวเซอร์แล้วมีรายได้เข้ามา ครอบครัวก็ปล่อยมากขึ้นครับ หลังจากนั้น ผมได้แชมป์ Overdrive Guitar Contest 9 ตอนอายุ 19 น่าจะเป็นเวทีที่ช่วยพิสูจน์ให้ที่บ้านได้เห็นว่าผมทำได้จริงๆ นะ เพราะมันเป็นเวทีประกวดกีตาร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและกรรมการเป็นชาวต่างชาติผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83992.jpg" /></p>
<p><strong>เตรียมตัวหนักแค่ไหนก่อนลงแข่ง </strong><strong>Overdrive<br />
</strong>ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย กะสมัครไปฮาๆ ด้วยตอนนั้น ผมส่งเดโม่ไปในวันสุดท้ายที่เขารับสมัคร ผมไม่เคยมีกีตาร์เป็นของตัวเองก็เลยไปยืมพี่แชมป์-ธนัช เมทะนะยานนท์ มือกีตาร์วง Instinct มา กล้องที่ถ่ายก็เป็นของเพื่อน ไม่คิดว่าจะเข้ารอบหรือว่าได้แชมป์อะไร ตั้งแต่เด็กผมก็ไม่เคยเรียนกีตาร์ ผมชอบฟังต่างประเทศ หยิบเอาเทคนิคที่ผมชอบมาผสมให้เป็นเทคนิคของผมแค่นั้น จากที่เป็นแค่เด็กเล่นกีตาร์ธรรมดาๆ แต่พอชนะขึ้นมาชีวิตเปลี่ยนนิดนึงครับ มีคนมาชวนไปทำงานเกี่ยวกับกีตาร์เยอะขึ้น</p>
<p><strong>เป็นแชมป์กีตาร์แต่ไม่มีกีตาร์เป็นของตัวเอง<br />
</strong>ใช่ครับ ผมเป็นคนไม่ชอบกีตาร์เลยไม่คิดที่จะซื้อ ตอนแข่งผมก็ยืมเขามาไม่ใช่แค่ Overdrive เวทีเดียวนะ ตอนอายุ 14 ผมแข่งเวที Light Ibanez Guitar Solo Competition 2014 ได้ที่ 2 ของประเทศ ผมก็ยืมกีตาร์พี่แชมป์เหมือนกัน ตอนอายุ 17 ผมได้ที่ 5 ของโลกจากเวที Kiesel<br />
Guitars Solo Contest ผมก็ยืมกีตาร์พี่ช่างภาพที่รู้จักกันมา ผมคิดว่าผมชนะเพราะผมไม่ชอบมันด้วยแหละ ถ้าผมเล่นกีตาร์ให้เป็นกีตาร์ ทุกวันนี้ผมคงไม่มีรางวัลอะไรพวกนี้หรอก</p>
<p><strong>อยากเล่นกีตาร์ให้ได้ผลลัพธ์เป็นอะไร<br />
</strong>ผมชอบเล่นกีตาร์ให้เป็นอย่างอื่น ถ้าเป็นกีตาร์โปร่ง ผมก็เล่นให้มันเป็นกลองที่ผมชอบไปเลย เลียนแบบเสียงกลองให้ได้ใกล้ที่สุด ถ้าเป็นกีตาร์ไฟฟ้าผมก็เลียนแบบเสียงเปียโน การที่เราชอบอะไรมากๆ เราก็จะพยายามให้มันเป็นสิ่งนั้น ผมชอบตีกลองมากๆ กลายเป็นว่าผมพยายามทำให้มันเป็นแค่กลอง แต่การที่ผมทำในสิ่งที่ผมไม่ชอบอย่างเล่นกีตาร์ ใช้มันสร้างอะไรใหม่ๆ ผมว่ามันท้าทายดีครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83981.jpg" /></p>
<p><strong>มาร่วมงานกับค่าย </strong><strong>What The Duck ได้ยังไง<br />
</strong>เขารู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ก็เลยชวนครับ จริงๆ ผมไม่เคยฝันว่าจะเป็นศิลปินเลย The TOYS มันเริ่มมาจากจุดที่ผมไม่ได้คิดไว้ เพลง <em style="background-color: initial;">หน้าหนาวที่แล้ว</em> ผมอยู่ในนามโปรดิวเซอร์แล้วต้องการส่งเพลงนี้ไปที่ค่ายเพลงค่ายหนึ่งเพื่อให้คนอื่นร้อง เขาฟังแค่ครึ่งเพลงก็ปฏิเสธกลับมาเลย ผมเสียดายเพลงนี้เลยเอามาปล่อยในช่องยูทูบ The TOYS พอ 2 ปีผ่านไป ก็มีคนเข้ามาฟังประมาณ 30 ล้านครั้ง ดีใจมากเลยครับ</p>
<p><strong>สิ่งที่ทอยเรียนรู้จาก </strong><strong><em>หน้าหนาวที่แล้ว</em> คืออะไร<br />
</strong>ตอนโดนปฏิเสธครั้งนั้นมัน ‘เคย’ ทำผมเชื่อว่าต้องทำเพลงให้แมส ต้องทำท่อนนี้ให้คนจำ ทำยังไงก็ได้ให้ยัดหูคนที่สุด แต่ตอนนี้ความเชื่อของผมมันพลิกอีกรอบเพราะเพลงนี้ ไม่ใช่แค่เพลงผมนะ เพลงคนอื่นที่ผมฟังครั้งแรกแล้วคิดว่ามันต้องมาแน่ๆ แต่ดันไม่มา มันทำให้ผมเห็นว่าทิศทางของคนฟังก็เปลี่ยนไป วงการเพลงในตอนนี้มันคาดเดาอะไรไม่ได้จริงๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8424edit2.jpg" /></p>
<p><strong>เล่าเกี่ยวกับ </strong><strong><em>ก่อนฤดูฝน</em> ซิงเกิลล่าสุดให้เราฟังหน่อย<br />
</strong>ผมเขียนเพลงนี้จากวันที่ฝนตกกับเพื่อนนั่งคุยกันว่า เห็นฝนตกวันนี้ มันทำให้เรานึกถึงวันก่อนๆ บรรยากาศเก่าๆ ที่อยู่กับคนคนนึง พอมาวันนี้มันไม่มีแล้ว แต่ฝนก็ยังคงตกอยู่ เพลงที่พูดถึงฤดูกาล มันสื่อสารง่ายดี เหมือนพาคนฟังไปเที่ยวในฤดูฝน ผมชอบการเล่าเรื่องที่คนฟังจะไปด้วยกันกับผม</p>
<p><strong>คนฟังหลายคนติดใจกับท่อนแรพที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำไมทอยถึงแต่งท่อนนี้<br />
</strong>มันเป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ให้คนฟังไม่รู้เรื่องครับ ถ้าผมเลือกทำเพลงให้คนฟังเข้าใจได้ตั้งแต่ฟังครั้งแรก ถึงคุณชอบ พอฟังไปเรื่อยๆ ก็คงเบื่อ แต่ถ้าฟังเพลงผมไม่รู้เรื่อง คุณไม่รู้ว่าผมร้องอะไรอยู่ จะใช่คำนี้รึเปล่า คุณจะฟังจนกว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร แล้วจะฟังเพลงนี้ได้นานขึ้น แปลว่าเราจะอยู่ด้วยกันได้นานขึ้น</p>
<p><strong>ระหว่างอาชีพโปรดิวเซอร์กับศิลปิน ชอบอันไหนมากกว่ากัน<br />
</strong>ผมชอบการเป็นโปรดิวเซอร์ครับ สนุกกับการเป็นคนเบื้องหลังมากๆ เพราะผมทำโปรดิวซ์ตั้งแต่แรกด้วย มันเป็นตำแหน่งเดียวที่ได้คิดงานเต็มที่ ได้แสดงสิ่งที่ผมคิดออกมา นำเสนอเสียงในหัวเราได้เต็มที่ที่สุดแล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่มีโปรดิวเซอร์ธันวาคนนี้ ก็อาจจะไม่มี The TOYS ผมอาจจะไม่มีทุกอย่างเหมือนวันนี้ก็ได้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8427edit1.jpg" /></p>
<p><strong>ให้น้ำหนักกับการทำเพลงให้คนอยากฟัง และการทำเพลงที่เราอยากทำยังไง<br />
</strong>ถ้าเป็นโปรดิวเซอร์ต้องทำตามโจทย์อยู่แล้วครับ แต่ถ้าเป็น The TOYS นะ 80 เปอร์เซ็นต์ผมให้เพลงที่อยากทำอีก 20 เปอร์เซ็นต์คือทำเพลงให้คนที่อยากฟัง ผมไม่เคยมองว่าเพลงจะขายได้หรือไม่ได้ The TOYS เป็นแบบที่อยากทำอะไรทำ ทาง What The Duck ก็ค่อนข้างให้อิสระในเรื่องนี้</p>
<p>ส่วนใหญ่ผมจะเขียนเพลงจากความรู้สึก ณ ตอนนั้น สมมติว่าเราเจอเรื่องแย่ๆ พรุ่งนี้เราเขียนเลย มันจริงใจและสื่อสารได้ตรงกว่า ถ้าเป็นเรื่องที่เราคิดเก็บไว้อยู่แล้ว เหมือนว่าเราต้องพยายามเอาสิ่งนั้นกลับมาใหม่ มันให้ความรู้สึกที่ต่างกันนะ ตัวแนวเพลงก็เหมือนกัน ถ้าวันนี้ผมอินกับแนวอะไรอยู่ ก็จะหยิบมันมา</p>
<p><strong>การทำงานคนเดียวมันเหนื่อยนะ ทำไมถึงเลือกทำเพลงเองคนเดียว<br />
</strong>ส่วนตัวมันเหนื่อยกว่า แต่เป้าหมายชัดเจนกว่า สมมติว่าเราเล็งไปที่ 5 เราสามารถไปที่ 5 ได้เลย ผมเป็นคนชัดเจนกับอะไรอย่างนั้นอย่างเดียว เล็งไปแล้วต้องยิงตรงนั้นอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าผมไม่วางใจคนอื่นนะ ถ้ามีทีมงาน บางคนอาจจะเล็งไปที่ 9 บางคนไปที่ 1 คงต้องจูนกันนิดนึง แต่ละคนก็ต้องมีความชอบ มีแนวทางของตัวเองเป็นธรรมดาครับ</p>
<p><strong>เวลาทำงานกับศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ รู้สึกกดดันบ้างมั้ย<br />
</strong>ตอนแรกๆ เป็นอย่างนั้น เลยบอกพี่ๆ ไปว่าอย่าคาดหวัง ผมทำในแนวของผมให้ดีที่สุดละกัน เพราะถ้าเหมือนคนอื่นเขาก็ไปจ้างให้คนอื่นทำได้ ผมคิดแค่นั้นครับ หลังๆ เป็นความเคยชินด้วย ไม่กดดันแล้ว การมีคนไม่เชื่อว่าผมจะทำงานได้นี่เป็นเรื่องปกติมากๆ แต่ผมชอบนะ ถ้ายิ่งมีแรงบางอย่างที่พยายามกด ผมก็จะยิ่งเดินเข้าไปหาหน้าดื้อๆ เลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83611.jpg" /></p>
<p><strong>ที่มาถึงจุดนี้ได้ ทอยคิดว่าเป็นเพราะอะไร<br />
</strong>ผมว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะโชคนะ หลายๆ อย่างมันเป็นโอกาสมากเลย ถ้าไม่เจอพี่ห้องอัดวันนั้น ก็อาจจะไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะคนเก่งเขาต้องเชี่ยวชาญในด้านนั้น ซึ่งผมไม่มี ผมชอบเรื่องจินตนาการ ชอบผสมอะไรที่เขาไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ ชอบเรียบเรียง เขียนเนื้อเพลงให้ศิลปินที่ผมชอบมาร้อง มีโอกาสได้ทำเพลงอีกหลายๆ แนวในอนาคต แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ</p>
<p><strong>ในฐานะคนทำเพลงรุ่นใหม่ ทอยอยากทำอะไรให้กับวงการ<br />
</strong>ผมอยากยกระดับเพลงไทยให้ขึ้นไปแตะระดับเพลงสากล ผมอยากให้ต่างประเทศฟังเพลงไทยบ้าง มันน่าจะรู้สึกดีมากๆ เลยถ้าหากเราไปต่างประเทศ เดินๆ อยู่ได้ยินเขาเปิดเพลงไทย ผมมองเล็กๆ แค่นี้ก่อนครับ เพราะว่าจริงๆ ถ้าให้ผมทำคนเดียว คงทำไม่ได้แน่ๆ</p>
<p>ขอบคุณสถานที่ดีต่อใจ <a href="https://www.facebook.com/hellostrangerscafe/">Hello strangers cafe</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-26/">​The TOYS : เด็กดื้อทายาทนักร้องดังผู้กลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในฤดูกาลนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-26/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
