<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Projects &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/projects/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/projects/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 07:17:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>a day experience : Rayong Time Ago ย่ำเท้าเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระยอง เมืองที่มีมากกว่าผลไม้และชายทะเล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-experience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2020 08:00:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนยมจินดา]]></category>
		<category><![CDATA[วัดโขดทิมธาราม]]></category>
		<category><![CDATA[ปากน้ำประแสร์]]></category>
		<category><![CDATA[วัดบ้านแลง]]></category>
		<category><![CDATA[เพจอักษราร้อยวลีลิขิต]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[มาหาสมุทร]]></category>
		<category><![CDATA[a day experience : Rayong Time ago]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=88827</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากพูดถึงจังหวัดระยอง แหล่งท่องเที่ยวเดียวที่เราสนิทด้วยสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคือหาดแม่รำพึง ไประยองกี่ครั้งกี่หนก็ได้เพียงแค่วนเวียนอยู่บริเวณหน้าหาดตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบงานรับน้องใหม่  เมื่อเสม็ดก็ไม่เคยไปถึง อยากตะลุยกินผลไม้ก็ไปตอนหมดช่วงเสียทุกที นั่นเองที่เมื่อรู้ว่า a day experience ครั้งนี้ร่วมมือกับ GC พาเราออกเดินทางไปรู้จักระยองในมุมที่ใครหลายคนไม่เคยสัมผัส ย่ำเท้าชมโบราณสถานและสกุลช่างที่ซ่อนอยู่ในเมือง ซึ่งล้วนได้มาจากการศึกษาโครงการเส้นทางแห่งความสุข ได้บอกลาทะเลและไปนอนรับลมริมแม่น้ำประแสร์ เราจึงรีบดอดมาร่วมด้วยแทบจะทันที  ไม่ต่างกันกับเพื่อนร่วมทัวร์อีก 13 คน ที่แต่ละคนก็ให้เหตุผลคล้ายกันนี้ เหตุผลที่ว่าอยากรู้จักระยองให้มากขึ้นอีกสักหน่อย เอาล่ะ สิ้นเสียงแนะนำตัว นี่เป็นสัญญาณให้รู้ว่าการออกสำรวจสถาปัตยกรรมโบราณในจังหวัดระยองกำลังเริ่มต้น 01 วัดโขด (ทิมธาราม) จุดหมายปลายทางแรกของเราในทริปนี้คือ วัดโขด (ทิมธาราม) วัดเก่าแก่แห่งเดียวของจังหวัดระยองที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังซ่อนตัวอยู่ในอุโบสถเก่า  ปลื้มกมล แก้วทอง นักโบราณคดีหนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยของโครงการฯ และ ฝ้าย–จิรพันธ์ุ สัมภาวะผล เจ้าของเพจอักษราร้อยวลีลิขิต เป็นคนรับหน้าที่พาพวกเราชม พร้อมให้ความรู้อย่างเจาะลึก  แทบไม่ต้องรอให้เห็นภาพจิตรกรรมด้านใน ปลื้มเริ่มต้นละลายพฤติกรรมของคนต่างอายุ ต่างสาขาอาชีพ อย่างพวกเรา ด้วยการโยนคำถามให้เราทายถึงที่มาของชื่อวัด แน่นอนว่าผู้ร่วมทริปของเราล้วนเดาถูกว่าชื่อ ‘โขด’ นี้มีที่มาจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งวัด ซึ่งตั้งอยู่บนเนินทรายสูง ส่วน ‘ทิมธาราม’ ก็ได้มาจากชื่อของผู้สร้างวัดนั่นเอง  เมื่อรู้ที่มาและเริ่มคลายความประหม่ากับเพื่อนร่วมทริป เขาจึงหันมาชี้ชวนให้พวกเราดูรูปแบบสถาปัตยกรรมของอุโบสถเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า อุโบสถหลังที่ว่านี้สร้างตามแบบอยุธยาตอนปลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-experience/">a day experience : Rayong Time Ago ย่ำเท้าเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระยอง เมืองที่มีมากกว่าผลไม้และชายทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากพูดถึงจังหวัดระยอง แหล่งท่องเที่ยวเดียวที่เราสนิทด้วยสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคือหาดแม่รำพึง ไประยองกี่ครั้งกี่หนก็ได้เพียงแค่วนเวียนอยู่บริเวณหน้าหาดตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบงานรับน้องใหม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเสม็ดก็ไม่เคยไปถึง อยากตะลุยกินผลไม้ก็ไปตอนหมดช่วงเสียทุกที นั่นเองที่เมื่อรู้ว่า a day experience ครั้งนี้ร่วมมือกับ GC พาเราออกเดินทางไปรู้จักระยองในมุมที่ใครหลายคนไม่เคยสัมผัส ย่ำเท้าชมโบราณสถานและสกุลช่างที่ซ่อนอยู่ในเมือง ซึ่งล้วนได้มาจากการศึกษาโครงการเส้นทางแห่งความสุข ได้บอกลาทะเลและไปนอนรับลมริมแม่น้ำประแสร์ เราจึงรีบดอดมาร่วมด้วยแทบจะทันที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างกันกับเพื่อนร่วมทัวร์อีก 13 คน ที่แต่ละคนก็ให้เหตุผลคล้ายกันนี้ เหตุผลที่ว่าอยากรู้จักระยองให้มากขึ้นอีกสักหน่อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาล่ะ สิ้นเสียงแนะนำตัว นี่เป็นสัญญาณให้รู้ว่าการออกสำรวจสถาปัตยกรรมโบราณในจังหวัดระยองกำลังเริ่มต้น</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89082" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/35-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/35-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/35-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/35-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><b>01 วัดโขด (ทิมธาราม)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดหมายปลายทางแรกของเราในทริปนี้คือ วัดโขด (ทิมธาราม) วัดเก่าแก่แห่งเดียวของจังหวัดระยองที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังซ่อนตัวอยู่ในอุโบสถเก่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปลื้มกมล แก้วทอง นักโบราณคดีหนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยของโครงการฯ และ ฝ้าย–จิรพันธ์ุ สัมภาวะผล เจ้าของเพจอักษราร้อยวลีลิขิต เป็นคนรับหน้าที่พาพวกเราชม พร้อมให้ความรู้อย่างเจาะลึก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แทบไม่ต้องรอให้เห็นภาพจิตรกรรมด้านใน ปลื้มเริ่มต้นละลายพฤติกรรมของคนต่างอายุ ต่างสาขาอาชีพ อย่างพวกเรา ด้วยการโยนคำถามให้เราทายถึงที่มาของชื่อวัด แน่นอนว่าผู้ร่วมทริปของเราล้วนเดาถูกว่าชื่อ ‘โขด’ นี้มีที่มาจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งวัด ซึ่งตั้งอยู่บนเนินทรายสูง ส่วน ‘ทิมธาราม’ ก็ได้มาจากชื่อของผู้สร้างวัดนั่นเอง </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89078" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/31-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/31-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/31-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/31-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้ที่มาและเริ่มคลายความประหม่ากับเพื่อนร่วมทริป เขาจึงหันมาชี้ชวนให้พวกเราดูรูปแบบสถาปัตยกรรมของอุโบสถเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อุโบสถหลังที่ว่านี้สร้างตามแบบอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากมีขนาดเล็ก ผนังสอบ ตัวหลังคาในอดีตจะเป็นทรงลาดลง ตามเอกลักษณ์ของภาคตะวันออก เรียกว่า จั่นหับ แต่เนื่องจากหลังคาดั้งเดิมทำด้วยไม้ ปัจจุบันจึงมีการซ่อมแซมใหม่ และมีการทำจั่วซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมซึ่งได้มาจากตะวันตกในสมัยหลัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าบันหรือผนังด้านบนประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายครามดูแปลกตา ส่วนตัวผนังด้านล่างเองก็ค่อนข้างทรุดโทรมไปมากตามสภาพอากาศและน้ำที่อาจไหลลงตามซอกขอบหลังคา ภาพจิตรกรรมด้านนอกจึงหลุดหายไปทั้งหลัง เหลือเพียงที่ประตูทางเข้าด้านซ้ายที่สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องราวจาก <em>รามเกียรติ์</em> ตอนยกรบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวผนังด้านในเป็นจิตรกรรมพื้นถิ่นของจังหวัดระยอง ดูได้จากสีที่ใช้วาด คือจะใช้สีเขียวเป็นหลัก ซึ่งจะมีการรองพื้นด้วยสีขาวก่อน ทำให้สีที่ได้เจือจางคล้ายสีพาสเทล ขัดกับของไทยประเพณีที่มักจะใช้สีสด อย่างสีแดง สีดำ หรือสีส้ม โดยเรื่องราวที่บันทึกไว้นั้นคือเรื่องทศชาติชาดก ที่บ้างก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และบ้างก็เลือนหายจนแทบมองไม่ออก นั่นเองที่ทำเอาพวกเรานึกเสียดายกันยกใหญ่หากวันข้างหน้าภาพเหล่านี้ถึงคราวลบเลือน</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89076" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/29-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/29-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/29-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/29-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89071" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/24-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/24-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/24-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/24-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังดูภาพจิตรกรรมจบ ฝ้ายรับหน้าที่พาเราขึ้นบนศาลา ตามไปดูอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของวัด นั่นคือสมุดพระมาลัย ที่ว่ากันว่ามีแค่ 2 เล่มในโลกเท่านั้น เล่มหนึ่งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนอีกเล่มอยู่ตรงหน้าเราตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากจะได้ดูสมุดพระมาลัย ฝ้ายยังนำตัวอย่างสมุดและอุปกรณ์เครื่องเขียนแบบโบราณ ทั้งเยื่อข่อย น้ำหมึกจากธรรมชาติ มาให้พวกเราดูเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนเข้าคลาสเรียนการเขียนอักษรไทยโบราณแบบเต็มๆ ใน</span><span style="font-weight: 400;">วันรุ่งขึ้นด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89070" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/22-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/22-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/22-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/22-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89085" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/38-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/38-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/38-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/38-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><b>02 ถนนยมจินดา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่งรถออกจากวัดเพียงไม่นานก็ถึงสถานที่ที่สองที่เราจะไปเยือนอย่างถนนยมจินดา อาร์ม–อธิวัฒน์ คุณาเดชดี รับหน้าที่พาเราลัดเลาะเดินชมย่าน พาเข้า-ออกบ้านต่างๆ พร้อมเล่าเกร็ดน่ารู้ให้ฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยมจินดา คือถนนเส้นแรกของจังหวัดระยอง หากมองดูเผินๆ อาจคล้ายคลึงกับเจริญกรุงของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นย่านการค้าในอดีต ธุรกิจที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าโรง ทั้งโรงสี โรงหนัง โรงละคร จึงเริ่มต้นที่ถนนสายแรกแห่งนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89063" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/14-1-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/14-1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/14-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/14-1-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89064" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/15-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/15-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/15-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/15-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาร์มเล่าให้ฟังว่าที่ดินบนถนนแห่งนี้มีเจ้าของครอบครองเพียงไม่กี่ตระกูล ซึ่งถือเป็นตระกูลใหญ่ของระยองทั้งสิ้น เช่น ตระกูลยมจินดา (ตระกูลสายตรงของเจ้าเมืองระยอง) ตระกูลบุญศิริ ตระกูลวิริยะพงษ์ ตระกูลสินธุวณิชย์ ตระกูลสมะลาภา ตระกูลสัตย์อุดม ตระกูลเปี่ยมพงศ์สานต์ ตระกูลปัทมดิลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บ้านโบราณที่เขาพาเราเข้าไปดูการออกแบบหลายๆ หลังจึงมีองค์ประกอบของวัสดุที่บ่งบอกฐานะอยู่ เช่น ตึกเถ้าแก่เทียน ที่ในอดีตเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของระยอง ก็มีการปูพื้นด้วยหน้าไม้ขนาดใหญ่ รวมทั้งยังมีการฉลุไม้ตกแต่งเป็นลวดลายขั้นสูง ดูอ่อนช้อย หรืออย่างบ้านมาลีวณิชย์ ร้านขายสังฆภัณฑ์บนถนนเส้นนี้ ก็มีการใช้กระเบื้องนำเข้าจากอิตาลีด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89054" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/1-1-3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/1-1-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/1-1-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ แค่ได้เข้าไปเยี่ยมชม ดูสถาปัตยกรรมภายในบ้านหลายๆ หลัง และได้รับรู้ข้อมูลจากอาร์มประกอบ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าการมาร่วมทริปครั้งนี้พิเศษมากแล้ว เพราะได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนมากมาย แต่เมื่อได้เจอครูหมูซึ่งเป็นหลานสาวของเจ้าเมืองโดยบังเอิญก็ทำให้เราเข้าใจคำว่าโชคสองชั้น เพราะมีโอกาสได้เข้าไปบุกบ้านชมง้าวของเจ้าเมืองและใบสาแหรกตระกูลยมจินดา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89056" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/5-1-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/5-1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/5-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/5-1-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><b>03 วัดบ้านแลง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะเข้าที่พัก พวกเราเดินทางมาชมโบราณสถานกันต่อที่วัดบ้านแลง โดยสิ่งสำคัญที่ควรค่าแก่การรับชมของวัดแห่งนี้คือ อุโบสถและหอไตรกลางน้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89060" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/10-1-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/10-1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/10-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/10-1-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89106" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/9-1-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/9-1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/9-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/9-1-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อุโบสถของที่นี่แม้จะมีรูปทรงตามแบบอยุธยาตอนปลายเช่นเดียวกันกับวัดโขด (ทิมธาราม) แต่กลับอยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่า ทั้งจั่นหับที่ลาดลงและกระเบื้องเคลือบบนหน้าบัน เอกลักษณ์ของวัดในเมืองระยอง ทั้งนี้อาจเพราะตัวอุโบสถต้องการสร้างเลียนหอไตรกลางน้ำซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันด้วย สระบัวที่ล้อมรอบอุโบสถนี้จึงช่วยขับให้อุโบสถดูสวยแปลกตายิ่งขึ้นไปอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้อ เจดีย์ที่อยู่รายรอบอุโบสถเองก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะเป็นเจดีย์ทรงปรางค์แห่งเดียวในจังหวัดระยองด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89058" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><strong>04 มาหาสมุทร</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียงแค่เดินทะลุประตูรั้ว มองเข้าไปเห็นลานบ้านกว้างด้านใน วิวแม่น้ำประแสร์ และลมเย็นๆ ช่วงใกล้ค่ำที่พัดโกรกเข้ามา ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คืนนี้เราจะพักผ่อนกันที่มาหาสมุทร โฮมสเตย์ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากโรงงานแปรรูปแมงกะพรุนแห่งนี้ให้เต็มอิ่ม </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89096" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/49.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/49.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/49-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/49-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัดภาพมาอีกทีก็ถึงเวลาของมื้อเช้า ซึ่งที่นี่เสิร์ฟให้แบบจัดหนักจัดเต็ม มาในรูปแบบของปิ่นโตที่อัดแน่นไปด้วยกับข้าวน่ากิน ทั้งปลาหมึกต้มหวาน ปลาทอด ห่อหมก กินไปพลาง ชมวิวแม่น้ำประแสร์ไปพลาง ถือเป็นเช้าที่รื่นรมย์มากๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89098" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/51.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/51.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/51-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/51-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><b>05 เขียนอักษรไทยกับเพจอัษราร้อยวลีลิขิต</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้เวลาออกไปเรียนวิชาที่เรารอคอยอย่างคลาส calligraphy อักษรไทย ซึ่งครูที่จะมาสอนก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นฝ้ายนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89101" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/54.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/54.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/54-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/54-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ้ายเริ่มต้นสอนตั้งแต่สเตปแรก นั่นคือการเลือกขนนกที่ถูกใจและถนัดมือ เมื่อได้มาแล้วก็ทำตามขั้นตอนง่ายๆ 4 ข้อ ที่พอทำจริงก็เล่นเอาปาดเหงื่ออยู่เหมือนกัน</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ตัดโคนขน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปาดออกประมาณ 2.5 เซนติเมตร </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปาดออกให้ได้ขนาดตามต้องการ เป็นการกำหนดขนาดของหัวปากกา ตัวอักษรจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผ่าครึ่งเพื่อเป็นช่องเดินน้ำหมึก</span></li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89086" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/39-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/39-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/39-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/39-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อแต่ละคนได้ปากกาคู่ใจ (ด้วยความช่วยเหลือจากฝ้ายเป็นส่วนใหญ่) กันมาแล้ว ฝ้ายจึงเดินแจกน้ำหมึกให้เราได้ทดลองเขียนตามกระดาษตัวอย่างเป็นการฝึกมือ จากนั้นจะเขียนจดหมายให้ตัวเองหรือใครๆ ก็ได้ตามใจ ซึ่งเมื่อเราได้ตวัดปากกาเป็นอักษรไทยโบราณไม่กี่ประโยคก็ขอยอมแพ้ พยายามเท่าไหร่ก็ยังเขียนให้สวยอย่างครูไม่ได้ จึงขออนุญาตเขียนเป็นตัวไทยปกติ เพราะกลัวจะเขียนจดหมายไม่เสร็จ ตรงข้ามกับเพื่อนร่วมทริปหลายคนที่ตวัดปากกาเสมือนมืออาชีพ เขียนสวยซะจนยากจะเชื่อว่านี่คือครั้งแรก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89087" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/40-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/40-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/40-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/40-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89088" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/41.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/41.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/41-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/41-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเขียนจนพอใจก็ถึงเวลาพับจดหมายใส่ซองกระดาษที่พับเองกับมือ แล้วนำไปปิดผนึกด้วยครั่งหรือจะจ่าหน้าซองด้วยพิมพ์ดีดก่อนก็ได้ ขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนที่พวกเราสนุกมากเพราะเป็นสิ่งที่น้อยครั้งนักจะได้สัมผัสในชีวิตจริง กว่าจะได้ปิดผนึกจดหมายจึงสาละวนอยู่กับการพิมพ์ดีด การละลายครั่งกันสนุกสนาน หากใครจะฝากฝ้ายส่งก็สามารถ จะได้มีตราประทับบอกให้รู้ว่าเป็นของฝากจากการมาระยอง แต่เราส่วนใหญ่ล้วนถือจดหมายกลับไปพร้อมปากกาขนนก อยากดูแลเองเพราะอดไม่ได้ที่จะหยิบมาดูให้ชื่นใจ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89092" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/45.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/45.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/45-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/45-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-89093" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/46.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/46.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/46-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/46-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเดินทางตลอด 2 วัน 1 คืน ที่ระยองแห่งนี้ มีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสอยู่มาก ทำเอาแทบลืมไปเลยว่าสถานที่ที่เรายืนอยู่นี้เป็นจังหวัดเดียวกันกับที่เราเคยมาเที่ยวทะเลหรือตะลุยกินผลไม้ แม้ว่าจดหมายที่ปิดผนึกไว้จะยังไม่ได้แกะมาอ่านอีกครั้ง แต่แค่ได้เห็นจ่าหน้าซองว่าเขียนที่ระยอง บรรยากาศและความทรงจำในวันนั้นก็กลับมาแล้ว</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-experience/">a day experience : Rayong Time Ago ย่ำเท้าเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระยอง เมืองที่มีมากกว่าผลไม้และชายทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับทายาทรุ่นสี่ ‘โรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง’ ว่าด้วยมรดกอาชีพแห่งปากน้ำระยอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-6/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Dec 2019 07:00:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[ทายาท]]></category>
		<category><![CDATA[ลุ่มแม่น้ำระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[อนุชิต ตันติเวชวุฒิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=80301</guid>

					<description><![CDATA[<p>นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราได้มาเยือนโรงงานน้ำปลา แค่เพียงสูดลมหายใจเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นไอของความเค็มและความคาวจากหัวน้ำปลาแท้ที่เตรียมบรรจุ มันไม่ใช่กลิ่นเค็มแหลมคมที่ชวนให้เวียนหัว แต่เป็นกลิ่นเค็มแบบหอมๆ ที่ชวนให้น้ำลายสอ เรานัดพบกับ นุ–อนุชิต ตันติเวชวุฒิกุล ทายาทรุ่นที่ 4 เจ้าของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง หรือโรงน้ำปลาตั้งไถ่เชียง แห่งปากน้ำระยอง เพื่อพูดคุยถึงการสืบสานกิจการจากบรรพบุรุษ “ธุรกิจนี้เหมือนเอาเงินไปถมไว้ในบ่อ ต้องรอปีหนึ่งถึงจะถอนออกมาใช้ได้” นุเกริ่นกับเราเช่นนี้เพราะกว่าจะผลิตน้ำปลาได้แต่ละทีนั้นต้องหมักปลาจนได้ที่ ใช้เวลาเป็นแรมปี คนรุ่นใหม่ส่วนมากจึงไม่คิดสานต่ออาชีพคนทำน้ำปลา แต่แน่นอนว่านุเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ส่วนน้อย โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่งผลิตน้ำปลามายาวนานราว 80 ปี จากกิจการเล็กๆ ในครัวเรือนสู่โรงงานอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบซึ่งมีกำลังการผลิตมากถึง 12,000 ขวดต่อวัน และมีบ่อหมักน้ำปลาถึง 1,000 บ่อ โดยข้อได้เปรียบของโรงงานแห่งนี้คือตั้งอยู่ใกล้ปากน้ำระยอง สามารถขนปลาที่จับได้สดๆ ลงบ่อหมักได้ทันที จึงมั่นใจได้ว่าความสดใหม่นั้นไม่เป็นรองใคร น้ำปลาตราชูตราชั่งโด่งดังมานานทั้งด้านคุณภาพ ความสดใหม่ และรสชาติที่ดีเยี่ยม ถึงขนาดที่ว่าเชฟกระทะเหล็กอาหารไทย อย่างชุมพล แจ้งไพร ไว้ใจเลือกใช้น้ำปลาตราชูตราชั่งในการปรุงอาหาร และยังใช้ในโรงเรียนสอนทำอาหารไทยของเขาด้วย ในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง นุอาสาเล่าให้ฟังถึงที่มาของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่งแห่งปากน้ำระยอง ตั้งแต่จุดเริ่มต้น วิถีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดทะเล การต่อยอดกิจการจากคนรุ่นก่อน ไปจนถึงปรัชญาในการดำเนินธุรกิจให้กลมกล่อมไม่แพ้น้ำปลา เปิดฝาบ่อน้ำปลาของครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเล อันที่จริงโรงงานน้ำปลาแห่งนี้เริ่มต้นจากซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ ทวดของนุเดินทางจากเมืองจีนมาตั้งรกรากอยู่ที่ปากน้ำระยอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-6/">คุยกับทายาทรุ่นสี่ ‘โรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง’ ว่าด้วยมรดกอาชีพแห่งปากน้ำระยอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราได้มาเยือนโรงงานน้ำปลา แค่เพียงสูดลมหายใจเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นไอของความเค็มและความคาวจากหัวน้ำปลาแท้ที่เตรียมบรรจุ</p>
<p>มันไม่ใช่กลิ่นเค็มแหลมคมที่ชวนให้เวียนหัว แต่เป็นกลิ่นเค็มแบบหอมๆ ที่ชวนให้น้ำลายสอ</p>
<p>เรานัดพบกับ <strong>นุ–อนุชิต ตันติเวชวุฒิกุล</strong> ทายาทรุ่นที่ 4 เจ้าของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง หรือโรงน้ำปลาตั้งไถ่เชียง แห่งปากน้ำระยอง เพื่อพูดคุยถึงการสืบสานกิจการจากบรรพบุรุษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80304" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ธุรกิจนี้เหมือนเอาเงินไปถมไว้ในบ่อ ต้องรอปีหนึ่งถึงจะถอนออกมาใช้ได้”</p>
<p>นุเกริ่นกับเราเช่นนี้เพราะกว่าจะผลิตน้ำปลาได้แต่ละทีนั้นต้องหมักปลาจนได้ที่ ใช้เวลาเป็นแรมปี คนรุ่นใหม่ส่วนมากจึงไม่คิดสานต่ออาชีพคนทำน้ำปลา แต่แน่นอนว่านุเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ส่วนน้อย</p>
<p>โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่งผลิตน้ำปลามายาวนานราว 80 ปี จากกิจการเล็กๆ ในครัวเรือนสู่โรงงานอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบซึ่งมีกำลังการผลิตมากถึง 12,000 ขวดต่อวัน และมีบ่อหมักน้ำปลาถึง 1,000 บ่อ โดยข้อได้เปรียบของโรงงานแห่งนี้คือตั้งอยู่ใกล้ปากน้ำระยอง สามารถขนปลาที่จับได้สดๆ ลงบ่อหมักได้ทันที จึงมั่นใจได้ว่าความสดใหม่นั้นไม่เป็นรองใคร</p>
<p>น้ำปลาตราชูตราชั่งโด่งดังมานานทั้งด้านคุณภาพ ความสดใหม่ และรสชาติที่ดีเยี่ยม ถึงขนาดที่ว่าเชฟกระทะเหล็กอาหารไทย อย่างชุมพล แจ้งไพร ไว้ใจเลือกใช้น้ำปลาตราชูตราชั่งในการปรุงอาหาร และยังใช้ในโรงเรียนสอนทำอาหารไทยของเขาด้วย</p>
<p>ในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง นุอาสาเล่าให้ฟังถึงที่มาของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่งแห่งปากน้ำระยอง ตั้งแต่จุดเริ่มต้น วิถีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดทะเล การต่อยอดกิจการจากคนรุ่นก่อน ไปจนถึงปรัชญาในการดำเนินธุรกิจให้กลมกล่อมไม่แพ้น้ำปลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80305" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-54.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-54.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-54-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-54-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>เปิดฝาบ่อน้ำปลาของครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเล</strong></p>
<p>อันที่จริงโรงงานน้ำปลาแห่งนี้เริ่มต้นจากซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้</p>
<p>ทวดของนุเดินทางจากเมืองจีนมาตั้งรกรากอยู่ที่ปากน้ำระยอง แรกเริ่มก็รับจ้างทั่วไป ก่อนจะค่อยๆ ขยับมาทำซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ ซึ่งเป็นวิชาความรู้ที่ติดตัวมาจากเมืองจีน</p>
<p>“ปรากฏว่าขายไม่ได้เลยเพราะคนไทยกินไม่เป็น” นุเล่า</p>
<p>ทวดของเขาจึงสืบเสาะจนรู้ว่าเครื่องปรุงที่คนไทยกินเป็นและทุกบ้านต้องมีติดครัวคือน้ำปลา “เราถือว่าชาวปากน้ำเป็นครูบาอาจารย์ของโรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง เพราะทวดได้คนท้องถิ่นสอนว่าต้องใช้ปลาอะไร หมักยังไง ต้องหมักกี่เดือน ส่วนกะปิมาเริ่มทำทีหลังเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน เริ่มแรกหมักในตุ่มหรือไหเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80306" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-51.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-51.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-51-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-51-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>เหยาะความใส่ใจลงในธุรกิจ</strong></p>
<p>พอถึงคราวที่ต้องรับช่วงต่อกิจการจากรุ่นพ่อแม่ จุดแข็งที่นุคงไว้เหมือนเดิมตั้งแต่แรกเริ่มคือการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบให้ดีที่สุด โดยเน้นเรื่องความสดของปลาเป็นพิเศษ เพราะถ้าวัตถุดิบดีมีคุณภาพแล้ว ย่อมจะสะท้อนออกมาในทุกหยดของน้ำปลา</p>
<p>“ของเราได้เปรียบตรงที่ว่าแพปลากับบ่อหมักอยู่ใกล้กัน ตั้งแต่รับปลาขึ้นมาบนแพ จนถึงลงบ่อหมัก ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นเราจะได้วัตถุดิบที่สดมาก พอได้ปลามาเราก็จะเอามาเคล้ากับเกลือและหมักลงบ่อทันที นี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจน และเราพยายามรักษาคุณภาพนี้ให้ได้เรื่อยมา”</p>
<p>ส่วนการพัฒนาต่อยอดในรุ่นของนุ นอกจากการขยายเป็นสเกลธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น สร้างบ่อหมักมากขึ้น และเสริมกำลังผลิตในโรงงานให้มากขึ้น ส่วนที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างคือการพัฒนารสชาติน้ำปลา โดยปรุงแต่งให้ถูกปากถูกใจผู้บริโภคยุคนี้มากขึ้น รสชาติน้ำปลาจึงแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่อย่างชัดเจน นั่นคือกลมกล่อมขึ้น</p>
<p>“ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้เปลี่ยนไป น้ำปลาดั้งเดิมคือแค่ปลาผสมกับเกลือ เพราะคนต้องการแค่รสเค็มของเกลือและรสหวานจากเนื้อปลา แต่ปัจจุบันผู้บริโภคต้องการรสหวานมากขึ้น เราเลยปรุงแต่งรสด้วยน้ำตาลทราย ซึ่งเราใช้แค่นี้ ไม่มีสารปรุงแต่งรสตัวอื่นอีก”</p>
<p>นุขยายความว่าโรงงานน้ำปลาแต่ละแห่งก็จะมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง แต่ละเจ้าก็จะมีการปรุงรสชาติแตกต่างกันไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80310" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“น้ำปลาตราชูตราชั่งเองก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่ชอบกลิ่นแบบนี้ รสชาติแบบนี้” ซึ่งนี่เองคือแรงผลักที่ทำให้เขาพยายามรักษาคุณภาพและมาตรฐานรสชาติให้ดีสมกับที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น</p>
<p>“เราพยายามรักษาคุณภาพให้เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ ก็ต้องเป็นแบบนี้ เพราะเอาไปปรุงแล้วมันได้ผลลัพธ์ออกมาดี ลูกค้าพอใจ เราเลยแคร์เรื่องการรักษาคุณภาพมาก โดยเฉพาะเรื่องความสดใหม่และรสชาติ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>น้ำปลาเติมเต็มรสชาติในจาน คนทำน้ำปลาได้เติมเต็มในใจ</strong></p>
<p>สำหรับนุ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน อาชีพคนทำน้ำปลาก็ยังจำเป็นอยู่ และเขาอยากรักษาอาชีพนี้ให้อยู่คู่ระยองไปตลอด ด้วยความรักผูกพันในอาชีพ และตระหนักดีว่าไม่ว่ายังไงอาหารไทยก็ต้องมีน้ำปลาและกะปิเป็นของคู่กัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80315" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นอกจากจะเป็นอาชีพเพื่อเลี้ยงดูชีวิตแล้ว นุยังรู้สึกสนุกที่ได้สานต่อธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว เขามีหลักยึดในการทำงานอยู่ 3 ข้อคือ ซื่อสัตย์ อดทน และกตัญญู</p>
<p>“อันดับแรกคือต้องซื่อสัตย์กับผู้บริโภค ถามว่าที่ผ่านมาสินค้าเคยมีปัญหาไหม มีนะ และเราเปลี่ยนให้ใหม่หมด คือใจเขาใจเรา เราก็อยากขายของได้ ลูกค้าก็อยากได้ของดี ถ้าเราเอาของไม่ดีไปขาย เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไร ดังนั้นเรื่องความซื่อสัตย์มาเป็นอันดับหนึ่ง</p>
<p>“สองคือเรื่องความอดทน เพราะงานทุกอย่างมีปัญหาหมด ปัญหาเรื่องแรงงาน วัตถุดิบ เราต้องอดทนเพราะเราคือผู้ผลิต สมมติพนักงานดื้อ เราโวยวายไป ผลลัพธ์อาจจะแย่กว่าที่เราคิดก็ได้ ดังนั้นถ้าควบคุมตัวเองได้ก็น่าจะดีกว่า</p>
<p>“สามคือเรื่องความกตัญญู เราต้องรำลึกไว้เสมอว่าเรามาถึงวันนี้ได้เพราะบรรพบุรุษ เขาสร้างมาก่อน วางรากฐานมาให้เป็นอย่างดีและแข็งแรง ฉะนั้นวันนี้ที่เราอายุเท่านี้ เราแข็งแรง เรามีหน้าที่ต้องดูแลบรรพบุรุษทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เขาเริ่มอ่อนแอลง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่าสุดท้ายก็ส่งผลดีต่อตัวเราเองและธุรกิจ ผมจะขอพรเสมอให้คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานทุกคนมีความสุข แข็งแรง และเจริญงอกงาม”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80307" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-37.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-37.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-37-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>หยดน้ำปลาที่นำรายได้มาสู่ชุมชน</strong></p>
<p>อีกสิ่งหนึ่งที่นุภาคภูมิใจไม่น้อยไปกว่าการสานต่ออาชีพคนทำน้ำปลาคือ การได้มีส่วนช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชนปากน้ำระยอง</p>
<p>“วัตถุดิบเราก็ซื้อจากคนในท้องถิ่น แรงงานเราก็ใช้แรงงานท้องถิ่น แล้วโรงน้ำปลาตราชูตราชั่งโชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี หลายคนเป็นคนที่นี่ ทั้งฝ่ายบัญชี ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ พนักงานในไลน์ผลิต เราโชคดีที่ได้รู้จักและทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ ถึงจะเครียดยังไงมันก็ผ่านไปได้”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80308" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-48.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-48.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-48-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/โรงงานน้ำปลาตราชูตราชั่ง-48-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นุทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “ผมรักอาชีพนี้ สนุกกับการทำอาชีพนี้ ถึงจะมีปัญหาบ้างแต่เหมือนได้ผจญภัยในทุกๆ วัน บางทีก็เหนื่อย แต่ยังไงก็รักในอาชีพทำกะปิทำน้ำปลาอยู่ดี”</p>
<p><iframe loading="lazy" style="border: none; overflow: hidden;" src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fadaymagazine%2Fvideos%2F2519888168333193%2F&amp;show_text=0&amp;width=560" width="560" height="315" frameborder="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-6/">คุยกับทายาทรุ่นสี่ ‘โรงน้ำปลาตราชูตราชั่ง’ ว่าด้วยมรดกอาชีพแห่งปากน้ำระยอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พาเดินเท้าสำรวจสถาปัตยกรรมเก่าแก่ร้อยปีบนถนนยมจินดา ย่านเก่าที่ได้ชื่อว่าเป็น Beverly Hills แห่งระยอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Nov 2019 11:00:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76191</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม่น้ำระยองโผล่หน้ามาต้อนรับเราแรกสุดก่อนจะเดินเข้าไปเจอกับถนนยมจินดาซึ่งวางตัวข้างๆ กัน สารภาพว่าครั้งแรกที่เห็นแม่น้ำระยองสายเล็กที่น้ำขุ่นและแคบ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่าครั้งหนึ่งย่านนี้เคยเป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของเมืองระยองได้ยังไง หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คงจะได้คำตอบ จุดเริ่มต้นของความคึกคักของถนนสายนี้เกิดขึ้นได้เพราะทำเลที่ตั้ง ด้วยอยู่ริมแม่น้ำระยองซึ่งเดิมทีถูกใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางและการขนส่งสินค้า จึงทำให้มีการตั้งชุมชนกระจายตัวริมสองฝั่งแม่น้ำ ชุมชนยมจินดาเกิดขึ้นพร้อมกับการตัดถนนยมจินดาซึ่งเป็นถนนสายแรกของเมืองระยอง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2443 เป็นถนนที่ผ่าใจกลางเมืองและวางตัวขนานไปกับแม่น้ำระยอง ทำให้ชุมชนยมจินดากลายเป็นทั้งย่านที่อยู่อาศัย แหล่งการค้า รวมถึงแหล่งขนถ่ายสินค้าไปยังกรุงเทพฯ และหัวเมืองอื่นๆ เมื่อมีการตัดถนนยมจินดา แม่น้ำระยองซึ่งเคยเป็นเหมือนเส้นโลหิตสำคัญก็ถูกลดความสำคัญลง จากบ้านเรือนที่เคยหันหน้าเข้าแม่น้ำก็ปรับเปลี่ยนเป็นอาคารและตึกแถวที่หันหน้าเข้าหาถนน บางบ้านก็ใช้วิธีดีดและงัดบ้านทั้งหลังให้หน้าบ้านหันกลับมาฝั่งถนน และเมื่อผู้คนหันมาสัญจรทางบกมากกว่าทางน้ำ แม่น้ำระยองจึงแปรเปลี่ยนจากสถานะประตูรับแขกหน้าบ้านเป็นแค่คลองหลังบ้านเท่านั้น เมื่อการคมนาคมเริ่มสะดวก ความเจริญก็เข้ามาเคาะประตูบ้านเรือนในย่านนี้ ชุมชนยมจินดาจึงค่อยๆ เติบโตและรุ่งเรืองสุดขีดในฐานะย่านการค้าที่สำคัญของระยองและภาคตะวันออก ในสมัยนั้น เจ้าสัวนายทุนมาปักหลักทำธุรกิจบนถนนยมจินดา คหบดีและเศรษฐีต่างท้องถิ่นก็มักจะมาจับจองที่ดินสำหรับสร้างบ้านเรือน รวมถึงร้านค้าต่างๆ ก็ทยอยมาเปิดที่นี่ อาคารพาณิชย์จึงเรียงรายเต็มสองฝั่งถนน ทั้งโรงหนัง โรงฝิ่น โรงสี ธนาคาร ร้านทอง ร้านยาจีน ร้านเครื่องเขียน และอู่ต่อเรือ เพราะเป็นถนนสายแรก ความเจริญทั้งหมดของเมืองระยองจึงกระจุกตัวอยู่ที่ถนนยมจินดา ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นย่านคนรวยไปโดยปริยาย ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ ย่านนี้คงเหมือนกับ Beverly Hills ในลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นย่านคนมีฐานะที่นิยมสร้างบ้านหลังใหญ่โต บนถนนยมจินดาเองก็มีทั้งบ้านขุนนางและคหบดีให้เห็นอยู่หลายหลัง ทุกวันนี้พื้นเพของผู้คนที่อยู่อาศัยในชุมชนยมจินดาส่วนใหญ่เป็นคนระยอง และมีส่วนหนึ่งที่บรรพบุรุษเป็นชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไหหลำและแต้จิ๋วมาตั้งบ้านเรือนที่นี่ด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-5/">พาเดินเท้าสำรวจสถาปัตยกรรมเก่าแก่ร้อยปีบนถนนยมจินดา ย่านเก่าที่ได้ชื่อว่าเป็น Beverly Hills แห่งระยอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม่น้ำระยองโผล่หน้ามาต้อนรับเราแรกสุดก่อนจะเดินเข้าไปเจอกับถนนยมจินดาซึ่งวางตัวข้างๆ กัน สารภาพว่าครั้งแรกที่เห็นแม่น้ำระยองสายเล็กที่น้ำขุ่นและแคบ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่าครั้งหนึ่งย่านนี้เคยเป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของเมืองระยองได้ยังไง</p>
<p>หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คงจะได้คำตอบ</p>
<p>จุดเริ่มต้นของความคึกคักของถนนสายนี้เกิดขึ้นได้เพราะทำเลที่ตั้ง ด้วยอยู่ริมแม่น้ำระยองซึ่งเดิมทีถูกใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางและการขนส่งสินค้า จึงทำให้มีการตั้งชุมชนกระจายตัวริมสองฝั่งแม่น้ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76194" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ชุมชนยมจินดาเกิดขึ้นพร้อมกับการตัดถนนยมจินดาซึ่งเป็นถนนสายแรกของเมืองระยอง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2443 เป็นถนนที่ผ่าใจกลางเมืองและวางตัวขนานไปกับแม่น้ำระยอง ทำให้ชุมชนยมจินดากลายเป็นทั้งย่านที่อยู่อาศัย แหล่งการค้า รวมถึงแหล่งขนถ่ายสินค้าไปยังกรุงเทพฯ และหัวเมืองอื่นๆ</p>
<p>เมื่อมีการตัดถนนยมจินดา แม่น้ำระยองซึ่งเคยเป็นเหมือนเส้นโลหิตสำคัญก็ถูกลดความสำคัญลง จากบ้านเรือนที่เคยหันหน้าเข้าแม่น้ำก็ปรับเปลี่ยนเป็นอาคารและตึกแถวที่หันหน้าเข้าหาถนน บางบ้านก็ใช้วิธีดีดและงัดบ้านทั้งหลังให้หน้าบ้านหันกลับมาฝั่งถนน และเมื่อผู้คนหันมาสัญจรทางบกมากกว่าทางน้ำ แม่น้ำระยองจึงแปรเปลี่ยนจากสถานะประตูรับแขกหน้าบ้านเป็นแค่คลองหลังบ้านเท่านั้น</p>
<p>เมื่อการคมนาคมเริ่มสะดวก ความเจริญก็เข้ามาเคาะประตูบ้านเรือนในย่านนี้ ชุมชนยมจินดาจึงค่อยๆ เติบโตและรุ่งเรืองสุดขีดในฐานะย่านการค้าที่สำคัญของระยองและภาคตะวันออก</p>
<p>ในสมัยนั้น เจ้าสัวนายทุนมาปักหลักทำธุรกิจบนถนนยมจินดา คหบดีและเศรษฐีต่างท้องถิ่นก็มักจะมาจับจองที่ดินสำหรับสร้างบ้านเรือน รวมถึงร้านค้าต่างๆ ก็ทยอยมาเปิดที่นี่ อาคารพาณิชย์จึงเรียงรายเต็มสองฝั่งถนน ทั้งโรงหนัง โรงฝิ่น โรงสี ธนาคาร ร้านทอง ร้านยาจีน ร้านเครื่องเขียน และอู่ต่อเรือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76195" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เพราะเป็นถนนสายแรก ความเจริญทั้งหมดของเมืองระยองจึงกระจุกตัวอยู่ที่ถนนยมจินดา ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นย่านคนรวยไปโดยปริยาย ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ ย่านนี้คงเหมือนกับ Beverly Hills ในลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นย่านคนมีฐานะที่นิยมสร้างบ้านหลังใหญ่โต บนถนนยมจินดาเองก็มีทั้งบ้านขุนนางและคหบดีให้เห็นอยู่หลายหลัง</p>
<p>ทุกวันนี้พื้นเพของผู้คนที่อยู่อาศัยในชุมชนยมจินดาส่วนใหญ่เป็นคนระยอง และมีส่วนหนึ่งที่บรรพบุรุษเป็นชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไหหลำและแต้จิ๋วมาตั้งบ้านเรือนที่นี่ด้วย จุดสังเกตคือบ้านของคนจีนนิยมใช้ประตูบานเฟี้ยมซึ่งสามารถพับเป็นส่วนๆ ได้</p>
<p>ภายนอกแล้วชุมชนยมจินดาเป็นย่านการค้าที่มีทั้งตึกแถว อาคารไม้ และอาคารก่ออิฐถือปูน ปะปนกันไป เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน บ้านเรือนส่วนใหญ่ที่เป็นร้านค้าก็กลายมาเป็นที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังหลงเหลือเค้าลางของความเป็นศูนย์กลางความเจริญให้เห็น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76198" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>พอพูดถึงความรุ่งเรืองต่างๆ นานาและความใหญ่โตโอ่อ่าของบ้านเรือนที่นี่แล้ว หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพ เราเลยขออาสาพาเดินเท้าสำรวจถิ่นย่านบ้านเรือนบนถนนยมจินดา ซึ่งเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ที่บรรจุลมหายใจ ความทรงจำ และวิถีชุมชนดั้งเดิมของเมืองระยองเอาไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76567" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-37.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-37.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-37-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>บ้านเจ้าเมือง ต้นตระกูลยมจินดา </strong><strong>: </strong><strong>จากเรือนคหบดีสู่ร้านอาหารต้นตำรับเมืองระยอง</strong></p>
<p>บ้านเจ้าเมือง ต้นตระกูลยมจินดาเป็นบ้านไม้สีฟ้าติดริมแม่น้ำระยอง บ้านนี้เคยเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและอดีตที่ทำการของพระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2474 ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองระยองคนสุดท้ายและเป็นต้นตระกูลยมจินดา ถนนเส้นแรกของเมืองระยองหรือถนนยมจินดาที่เรายืนอยู่นี้ก็เป็นความคิดริเริ่มของเจ้าเมืองระยองท่านนี้ที่ให้ตัดถนนเลียบแม่น้ำระยอง</p>
<p>ภายหลังชาวระยองจึงเรียกขานถนนเส้นนี้ว่า ‘ยมจินดา’ เพื่อเป็นเกียรติแด่ท่านเจ้าเมือง ภายในตัวบ้านมีสารพัดของสะสมของเจ้าบ้านจัดแสดงตามมุมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเปิดเป็นร้านอาหารต้นตำรับระยองแท้ๆ โดยทายาทตระกูลยมจินดา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76554" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>บ้านบุญศิริ </strong><strong>: </strong><strong>บ้านสมัยใหม่แบบกรุงเทพฯ หลังแรกบนถนนยมจินดา</strong></p>
<p>บ้านบุญสิริคือบ้านโมเดิร์นแบบกรุงเทพฯ หลังแรกบนถนนยมจินดา เป็นบ้านสองชั้น สร้างด้วยคอนกรีต มีรั้วรอบขอบชิด ด้านหน้าบ้านติดกับถนนยมจินดา ด้านหลังติดแม่น้ำระยอง เดิมทีที่ดินบริเวณนี้ทั้งหมดเป็นของพระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) ต่อมาทายาทของท่านได้แต่งงานกับพูน บุญศิริ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองระยอง จึงได้แบ่งที่ดินผืนใหญ่ของเจ้าเมืองมาสร้างเป็นบ้านบุญศิริหลังนี้เมื่อ พ.ศ. 2474 บ้านบุญศิริจึงอยู่ในละแวกเดียวกันกับบ้านเจ้าเมืองยมจินดาเพราะเคยเป็นที่ดินผืนเดียวกันมาก่อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76555" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ตึกกี่พ้ง </strong><strong>: </strong><strong>ตึกสไตล์ชิโน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>โปรตุกีสหลังแรกในระยอง</strong></p>
<p>เจ้าของตึกคนแรกคือ กี่พง แซ่ตั๋น เศรษฐีชาวจีนจากปักษ์ใต้ ตึกกี่พ้งถือว่าเป็นตึกแบบตะวันตกหลังแรกของเมืองระยอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2456 เป็นตึกสองชั้นทรงสี่เหลี่ยมซึ่งมีความยาวถึง 12 คูหา ด้านหน้าไม่กว้างนักแต่เน้นให้อาคารมีความลึกและยาว</p>
<p>อาคารเป็นศิลปะแบบชิโน-โปรตุกีส หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาตึกทรงนี้จากย่านเก่าเมืองภูเก็ต เพราะมีการว่าจ้างช่างชาวภูเก็ตมาสร้างตึกหลังนี้ สมัยก่อนเป็นที่จำหน่ายพริกไทยและเสื้อผ้านำเข้าจากเมืองจีน ต่อมาทายาทคือนายสิงห์และนางกราย กลิ่นสมุทร ได้เก็บรักษาตึกหลังนี้ไว้ ปัจจุบันพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตึกกี่พ้งถูกแบ่งทำเป็นร้านขายของ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76556" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ตึกเถ้าแก่เทียน </strong><strong>: </strong><strong>อดีตธนาคารพาณิชย์แห่งแรก สู่แกลเลอรีและศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์</strong></p>
<p>ตึกนี้เปลี่ยนมือมาหลายเจ้าของซึ่งล้วนแต่เข้ามาสร้างตำนานบนถนนยมจินดา โดยแรกเริ่มท่านขุนพานิชชลาสินธุ์ หรือเถ้าแก่เทียน เป็นผู้สร้างตึกนี้ซึ่งเป็นตึกปูนเก่าแก่เป็นอันดับ 2 รองจากตึกกี่พ้ง</p>
<p>ตัวตึกเป็นศิลปะชิโน-โปรตุกีสที่ให้กลิ่นอายจีนผสมตะวันตก โดยเถ้าแก่เทียนได้แรงบันดาลใจมาจากตึกรามในจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นบ้านเกิด บริเวณจั่วด้านบนของผนังตึกทั้งสองข้างมีการตกแต่งด้วยปูนปั้นลวดลายประณีต</p>
<p>สมัยแรกที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยและร้านค้า ต่อมามีการแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นสำนักงานธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของระยองในสมัยนั้น ภายหลังเปิดเป็นแกลเลอรีศิลปะในนาม ‘ดาวินชี สตูดิโอ’ หรือ ‘วิกเถ้าแก่เทียน’</p>
<p>ปัจจุบันตึกเถ้าแก่เทียนถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเมืองระยอง (Rayong Creativity Development Center – RCDC) เป็นศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์เมืองระยองและถนนยมจินดา มีนิทรรศการพัฒนาการของเมืองระยอง ภาพถ่ายที่หาชมได้ยาก และภาพวาดตึกรามบ้านช่องต่างๆ บนถนนยมจินดา รวบรวมมาจัดแสดงที่ศูนย์นี้ด้วย ไฮไลต์อีกอย่างคือด้านข้างตึกมีภาพสตรีทอาร์ตที่วาดขึ้นใหม่เพื่อเลียนแบบโครงสร้างอิฐภายในตัวอาคารเดิม กลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็กอินที่ใครแวะมายมจินดาจะต้องไม่พลาด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76197" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>บ้านสัตย์อุดม </strong><strong>: </strong><strong>บ้านขุนนางเก่าสู่กล่องเก็บอดีตในนามพิพิธภัณฑ์เมืองระยอง</strong></p>
<p>เดิมทีเป็นบ้านของขุนศรีอุทัยเขตร์ (โป๊ง สัตย์อุดม) ขุนนางผู้เป็นเจ้าของโรงสี โรงหนัง และอู่ต่อเรือ จุดเด่นของบ้านหลังนี้คือเป็นบ้านไม้สองชั้นที่ยังคงเก็บรักษาช่องลมที่มีลวดลายฉลุสไตล์จีนไว้</p>
<p>ปัจจุบันบ้านไม้หลังนี้ถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองระยองซึ่งได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่จากบ้านสัตย์อุดม โดยเกิดจากความตั้งใจของกลุ่มชมรมอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองเก่าระยอง ให้เป็นที่รวบรวมของเก่าของดีของจังหวัด ทั้งภาพถ่ายโบราณหาชมยาก ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวระยองในอดีต เช่น เฟอร์นิเจอร์สมัยโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ที่หาดูได้ยาก เปลือกหอยโบราณ ภาพเจ้าเมืองระยอง ภาพการแต่งกายสมัยก่อน ภาพตึกรามบ้านช่องสมัยโบราณ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76196" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ถนนยมจินดา-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><br />
<strong>บ้านมาลีวณิชย์ </strong><strong>: </strong><strong>บ้านไม้สไตล์จีนที่ประดับด้วยกระเบื้องจากอิตาลี</strong></p>
<p>บ้านมาลีวณิชย์เป็นอาคารหลังใหญ่ทำจากไม้ทั้งหลัง ใช้เทคนิคการสร้างแบบโบราณคือกั้นผนังด้วยไม้ฝาแบบบานเกล็ด และเป็นประตูแบบบานเฟี้ยมซึ่งเป็นลักษณะดั้งเดิมของร้านค้าชาวจีนมาตั้งแต่อดีต ปูพื้นด้วยกระเบื้องโมเสกจากอิตาลีซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บรักษาพื้นเดิมไว้อยู่ ปัจจุบันบ้านนี้เป็นร้านขายหนังสือและหมอนของชาวจีน</p>
<p>จากการบอกเล่าของเจ้าของบ้านรุ่นที่สอง บ้านมาลีวณิชย์ยังคงรูปแบบและวัสดุเดิมไว้โดยไม่มีการต่อเติมหรือซ่อมแซมมากนัก และเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของบ้านไม้เก่าใจกลางชุมชนยมจินดาที่แสดงให้เห็นความเก่าแก่และความรุ่งเรืองของชุมชนการค้าของชาวจีน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76557" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ศาลเจ้าแม่ทับทิม </strong><strong>: </strong><strong>ศาสนสถานของชาวจีนกลางชุมชนยมจินดา</strong></p>
<p>นอกจากบรรดาร้านรวงต่างๆ บนถนนยมจินดาแล้ว ยังมีศาลเจ้าแม่ทับทิมที่อยู่คู่ชุมชนและมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76558" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-26.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ศาลเจ้าแม่ทับทิม หรือศาลตุ้ยบ้วยเนี่ย เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2421 เพื่อประดิษฐานองค์เจ้าแม่ทับทิมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่กราบไหว้ของชาวระยอง ศาลนี้เป็นศาลเจ้าที่หันออกสู่แม่น้ำระยอง องค์เจ้าแม่อัญเชิญมากับเรือเพื่อให้คนมาขอพรให้รอดพ้นจากอันตรายขณะเดินเรือในทะเล นอกจากจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนไหหลำที่อพยพเข้ามาในย่านนี้แล้ว ปัจจุบันยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนทั่วไปในแถบนี้ด้วย</p>
<p>ศาลเจ้าในย่านการค้าแห่งนี้จึงเป็นหลักฐานของการเข้ามาตั้งรกรากของชาวจีนที่ไม่ทิ้งขนบดั้งเดิมของตนซึ่งมีชีวิตพันผูกอยู่กับเทพเจ้า นอกจากศาลเจ้าแม่ทับทิมจะเป็นตัวแทนของการมีอยู่ของกลุ่มชาวจีนบนถนนสายนี้แล้ว ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนที่แม้จะไม่ได้อยู่รวมกันเป็นชุมชนหนาแน่นเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังกลับมารวมตัวกันเมื่อถึงงานเทศกาลสำคัญๆ โดยในแต่ละปีจะมีการจัดงานต่างๆ เช่น งานกินเจ งานลุยไฟ งานแจกข้าวสาร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76559" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ตลาดโรงสี </strong><strong>: </strong><strong>ชวนช้อปปิ้งและชิมอาหารพื้นถิ่นเมืองระยอง</strong></p>
<p>เดิมตลาดโรงสีคือโรงสีไฟของคุณพูน บุญศิริ ซึ่งถือเป็นโรงสีที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น ปัจจุบันด้านหน้าเปิดเป็นตลาดขนาดย่อมช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นตลาดที่สนับสนุนการรักษาประเพณีของชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76561" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-41.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-41.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-41-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ยมจินดา-41-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ถ้าใครได้มาเยือนตลาดโรงสีแห่งถนนยมจินดา เราขอแนะนำขนมท้องถิ่นหากินยากอย่างขนม ‘มัดไต้’ หรือขนมข้าวต้มมัดไส้คาวของชาวระยอง ทำจากข้าวเหนียวใส่ไส้ถั่วเหลืองซีกผสมหมู ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ห่อด้วยใบกะพ้อซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่น มัดเป็นปล้องๆ ให้แน่นแล้วนำไปนึ่ง นอกจากขนมมัดไต้ที่ห้ามพลาดแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารขึ้นชื่อของระยองอย่าง ‘แกงหมูใบชะมวง’ สูตรต้นตำรับฝีมือชาวบ้านชุมชนยมจินดาให้ชิมด้วย</p>
<p>ใครสนใจอยากเดินทางไปสัมผัสกลิ่นอายสถาปัตยกรรมรุ่นเก๋าและเรื่องราวบนถนนยมจินดาสามารถใช้เส้นทางถนนสุขุมวิท เลี้ยวขวาแยกปากน้ำระยอง เลยวัดลุ่มมหาชัยชุมพลไปประมาณ 100 เมตร ทางเข้าถนนยมจินดาจะอยู่ทางขวามือ</p>
<hr />
<p><em>ขอขอบคุณข้อมูลจากโครงการวิจัยข้อมูลชาติพันธุ์และวิถีชุมชนระยอง จัดทำโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยความร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), คุณเฉลียว ราชบุรี (รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดระยอง), คุณอธิวัฒน์ คุณาเดชดี (ศูนย์พัฒนาข้อมูลประวัติศาสตร์เมืองระยอง) และคุณสุทธิพร ภู่ธนะพิบูล (เลขาฯ มูลนิธิกุศลร่วมใจ ศาลเจ้าแม่ทับทิมระยอง)</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-5/">พาเดินเท้าสำรวจสถาปัตยกรรมเก่าแก่ร้อยปีบนถนนยมจินดา ย่านเก่าที่ได้ชื่อว่าเป็น Beverly Hills แห่งระยอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับทีมนวัตกรที่ใช้เทคโนโลยีล้ำๆ ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองระยอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gc-innovation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Oct 2019 11:00:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นักโบราณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[โบราณคดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=75184</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครว่าการศึกษางานประวัติศาสตร์อาศัยเฉพาะนักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์เข้ามาทำงานเพื่อบันทึกช่วงเวลาในอดีตเพียงกลุ่มเดียว ในความเป็นจริง การทำงานประวัติศาสตร์ยังอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยพิสูจน์หลักฐานที่ค้นพบเพื่อยืนยันข้อมูลที่นักโบราณคดีคาดการให้มีน้ำหนักมากขึ้นด้วย และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรนำทีมนักศึกษากว่าร้อยชีวิตลงพื้นที่สำรวจศาสนสถานและโบราณวัตถุในจังหวัดระยองร่วมกับทีมนวัตกรที่มีความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้โครงการ ‘เส้นทางแห่งความสุข’ ซึ่งร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมแหล่งศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดระยองให้ได้รับการอนุรักษ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ในกระบวนการทำงาน ทีมอาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดีเดินทางไปสำรวจเมืองแกลง จังหวัดระยอง นำทีมโดย ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ หัวหน้าโครงการวิจัยคลังข้อมูลสารสนเทศศิลปวัฒนธรรมระยอง โดยลงพื้นที่สำรวจที่วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม ซึ่งเป็นวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายร้อยปี อย่างเช่นพระแท่นราชบัลลังก์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  และเพื่อยืนยันข้อมูลหลักฐานต่างๆ ของโบราณวัตถุให้มีน้ำหนักมากขึ้น จึงอาศัยเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยพิสูจน์รายละเอียดต่างๆ และนั่นทำให้ทีมนวัตกร GC ซึ่งมี ดร.จิตติ์พร เครือเนตร ผู้จัดการฝ่ายหน่วยงาน Corporate Innovation พร้อมด้วย ณิชาพร สิงหพันธ์, วันชนะ สมบุญ, ชัญญรัชต์ ต๊ะสุทา และ ภัทรวิน เกษมจิตต์ ลงพื้นที่ร่วมกับนักโบราณคดีจากศิลปากรเพื่อเก็บข้อมูลและนำนวัตกรรมมาช่วยพิสูจน์หลักฐาน  ว่าแล้วการทำงานโดยใช้สองศาสตร์ความรู้เพื่อย้อนรอยอดีตประวัติศาสตร์จังหวัดระยองจึงเกิดขึ้น แต่เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยงานนักโบราณคดีได้ยังไงนั้น ทีมนวัตกรพร้อมอธิบายกระบวนการทำงานเพื่อไขข้อสงสัยเรากันแล้ว &#160; ศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยวิทยาศาสตร์ “การทำงานครั้งนี้คือเราต้องย้อนกลับไปดูนวัตกรรมของอดีตว่าเขาคิดยังไง อะไรคือที่มาของการสร้างงานที่ทรงคุณค่าในวันนั้น แล้วมันกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าประวัติศาสตร์ในวันนี้&#8221; ดร.จิตติ์พรเริ่มต้นเล่าแนวคิดของการทำงานร่วมกันของนักโบราณคดีและนักวิจัยจากทีมนวัตกร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gc-innovation/">คุยกับทีมนวัตกรที่ใช้เทคโนโลยีล้ำๆ ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองระยอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ใครว่าการศึกษางานประวัติศาสตร์อาศัยเฉพาะนักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์เข้ามาทำงานเพื่อบันทึกช่วงเวลาในอดีตเพียงกลุ่มเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเป็นจริง การทำงานประวัติศาสตร์ยังอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยพิสูจน์หลักฐานที่ค้นพบเพื่อยืนยันข้อมูลที่นักโบราณคดีคาดการให้มีน้ำหนักมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรนำทีมนักศึกษากว่าร้อยชีวิตลงพื้นที่สำรวจศาสนสถานและโบราณวัตถุในจังหวัดระยองร่วมกับทีมนวัตกรที่มีความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้โครงการ ‘เส้นทางแห่งความสุข’ ซึ่งร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมแหล่งศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดระยองให้ได้รับการอนุรักษ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75866" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกระบวนการทำงาน ทีมอาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดีเดินทางไปสำรวจเมืองแกลง จังหวัดระยอง นำทีมโดย </span><a href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-1/"><span style="font-weight: 400;">ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์</span></a><span style="font-weight: 400;"> หัวหน้าโครงการวิจัยคลังข้อมูลสารสนเทศศิลปวัฒนธรรมระยอง โดยลงพื้นที่สำรวจที่วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม ซึ่งเป็นวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายร้อยปี อย่างเช่นพระแท่นราชบัลลังก์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77471" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/GC-Innovation-Team-25.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/GC-Innovation-Team-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/GC-Innovation-Team-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/GC-Innovation-Team-25-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพื่อยืนยันข้อมูลหลักฐานต่างๆ ของโบราณวัตถุให้มีน้ำหนักมากขึ้น จึงอาศัยเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยพิสูจน์รายละเอียดต่างๆ และนั่นทำให้ทีมนวัตกร GC ซึ่งมี <strong>ดร.จิตติ์พร เครือเนตร</strong> ผู้จัดการฝ่ายหน่วยงาน Corporate Innovation พร้อมด้วย <strong>ณิชาพร สิงหพันธ์</strong>, <strong>วันชนะ สมบุญ</strong>, <strong>ชัญญรัชต์ ต๊ะสุทา</strong> และ <strong>ภัทรวิน เกษมจิตต์</strong> ลงพื้นที่ร่วมกับนักโบราณคดีจากศิลปากรเพื่อเก็บข้อมูลและนำนวัตกรรมมาช่วยพิสูจน์หลักฐาน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75868" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-4.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-4-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-4-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่าแล้วการทำงานโดยใช้สองศาสตร์ความรู้เพื่อย้อนรอยอดีตประวัติศาสตร์จังหวัดระยองจึงเกิดขึ้น แต่เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยงานนักโบราณคดีได้ยังไงนั้น ทีมนวัตกรพร้อมอธิบายกระบวนการทำงานเพื่อไขข้อสงสัยเรากันแล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยวิทยาศาสตร์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“การทำงานครั้งนี้คือเราต้องย้อนกลับไปดูนวัตกรรมของอดีตว่าเขาคิดยังไง อะไรคือที่มาของการสร้างงานที่ทรงคุณค่าในวันนั้น แล้วมันกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าประวัติศาสตร์ในวันนี้&#8221; </span>ดร.จิตติ์พรเริ่มต้นเล่าแนวคิดของการทำงานร่วมกันของนักโบราณคดีและนักวิจัยจากทีมนวัตกร</p>
<p>&#8220;ต้องยอมรับว่าคนสมัยก่อนมีความเป็นนักคิดค้น สร้างสรรค์ มีความเก่งคนละแบบกับคนในวันนี้ ดังนั้นจึงเหมือนว่าตอนนี้เรากำลังขี่ไทม์แมชชีนกลับไปเรียนรู้นวัตกรรมที่เขาสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือศิลปวัฒนธรรมขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีสมัยนี้เรียนรู้ และทีมของเราจะใช้แนวคิดนี้ตลอดการทำงานร่วมกับทีมคณะโบราณคดีด้วย”</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่ทีมนวัตกรจะลงพื้นที่สำรวจร่วมกับทีมคณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัยศิลปากร พวกเขาเล่าว่าจะต้องศึกษาเอกสารและวารสารวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานด้านโบราณคดีเพื่อสำรวจว่ามีส่วนไหนบ้างที่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ช่วยยืนยันหลักฐาน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75871" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงแรกเราจะศึกษาข้อมูลก่อนว่าช่วยอะไรได้บ้าง นักโบราณคดีต้องการตรวจสอบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อะไรบ้าง โดยศึกษาว่าทีมขุดค้นทำงานประเภทไหน เขาเคยทำอะไรมาก่อนที่เราจะไปลงพื้นที่กัน เช่น เขาเคยไปเจอสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง สมุดบันทึกนั้นทำด้วยใบลาน ทำจากสีแต่สีจางไป ใบลานฉีกขาด แล้วถ้าอยากจะบูรณะจะต้องทำยังไง เราก็จะไปลองศึกษาผ่านเอกสารหรือข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบไหนที่จะไปช่วยตอบโจทย์ได้ เมื่อเราได้เทคนิคต่างๆ มา ก็จะย้อนไปดูว่าเรามีเทคโนโลยีนี้กันหรือเปล่า” ภัทรวิน เกษมจิตต์ หนึ่งในทีมนวัตกร GC เล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากศึกษาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทีมวิจัยจึงลงพื้นที่สำรวจวัดราชบัลลังก์ประดิษฐารามร่วมกับทีมคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในกระบวนการสืบค้นนั้น เป้าหมายหลักที่ทางทีมโบราณคดีต้องการคือ ‘วัสดุศาสตร์’ เช่น สีที่ขาดหายไป ณ จุดนั้นคือสีอะไร มันหายไปจริงๆ หรือมีกลิ่นของสีออกมาอยู่ แล้วสีนี้มาจากวัสดุประเภทไหน กลิ่นเล็กๆ คืออะไร เราจะใช้เทคโนโลยีของเราไปดมหรือพิสูจน์เพื่อให้สามารถบอกได้ว่าเป็นสีของอะไรในสมัยก่อน” วันชนะ สมบุญ นักวิจัย หนึ่งในทีมนวัตกรบอกเล่ารายละเอียดการทำงานให้ฟัง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77458" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-3-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-3-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-3-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รูปแบบอื่นๆ ที่เราได้รับโจทย์มาคือ เขาอยากรู้ว่าใช้เวลาปลูกสร้างวัสดุต่างๆ นานแค่ไหน พวกอิฐ หิน ดิน ทราย ในสมัยนั้นมีเทคโนโลยีในการผลิตยังไง และการผลิตในแต่ละพื้นที่ก็จะไม่เหมือนกัน เนื่องจากสิ่งปรุงแต่งในแต่ละพื้นที่มันต่างกัน ดินในประเทศไทย ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือดินทางภาคเหนือ ก็จะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งปลูกสร้างออกมา สีก็ต้องแตกต่างกัน อิฐที่ออกมา ถึงแม้จะมีสีแดงใกล้เคียงกัน แต่ก็แยกแยะประเภทได้อีก แดงส้ม แดงเหลือง แล้วระยองเป็นประเภทไหน เราก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสูตรที่เขาผลิตดินอันนั้นคืออะไร” วันชนะ สมบุญ จากทีมนวัตกร GC เล่าเสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงพื้นที่ทำให้ทีมนวัตกรได้เข้าใจโจทย์ที่ทีมขุดค้นจากศิลปากรต้องการ กระบวนการต่อไปคือการนำหลักฐานที่ค้นพบบางส่วนเข้าห้องแล็บเพื่อใช้เทคโนโลยีช่วยพิสูจน์ข้อมูล ซึ่งต้องใช้ถึง 3 เครื่องมือในการตรวจสอบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77441" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1845.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1845.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1845-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1845-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนแรกจะดูวัสดุของอาคาร โบสถ์ และเจดีย์ ว่าเขาสร้างขึ้นมาอยู่ในสมัยใกล้ๆ กันหรือเปล่า หรืออยู่ในช่วงเวลาเดียวกันไหม เพราะฉะนั้นเราจะตั้งสมมติฐานว่าถ้าเขาสร้างในเวลาที่ใกล้กัน วัสดุที่ใช้สร้างมันควรจะเป็นวัสดุเดียวกัน โดยองค์ประกอบที่อยู่ในวัสดุจะเหมือนกัน อย่างเช่นตัวดินก็น่าจะเป็นดินที่มาจากแหล่งเดียวกัน” ภัทรวินอธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เครื่องที่จะใช้บอกว่าเป็นวัสดุเดียวกันหรือเปล่าคือกล้องอิเล็กตรอน ตัวเครื่องจะสร้างอิเล็กตรอนขึ้นมา แล้วอิเล็กตรอนเหล่านั้นจะไปสัมผัสกับพื้นผิววัสดุ จากนั้นมันจะเกิดปฏิกิริยาหลายรูปแบบคือเกิดการสะท้อน การกระเจิง หรือการดูดซับตัวพื้นผิวนั้นบ้าง โดยหลักการเหล่านี้จะทำให้เห็นลักษณะของพื้นผิว” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภัทรวินเล่าอีกว่ากล้องอิเล็กตรอนสามารถส่องได้หมื่นเท่า ทำให้เห็นพื้นผิวที่เป็นรูพรุนเล็กๆ ของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง แต่การดูแค่พื้นผิวเองอาจจะยังไม่ตอบโจทย์มากนัก ภายในห้องแล็บจึงมีเครื่องมืออีกอย่างที่ติดอยู่กับเครื่องอิเล็กตรอนตัวนี้เพื่อช่วยให้ระบุข้อมูลของวัตถุได้มากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77455" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A2022.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A2022.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A2022-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A2022-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราให้ชื่อมันว่าเป็น EDS ย่อมาจาก Energy Dispersive X-ray เป็นรังสี X ที่สามารถบอกได้ว่าวัตถุนั้นๆ เป็นธาตุประเภทไหน อย่างเช่น แคลเซียม ซิลิคอน ออกซิเจน คาร์บอน เพราะฉะนั้นถ้าหากอิฐที่นำมาพิสูจน์ผลออกมาว่ามีสัดส่วนขององค์ประกอบใกล้เคียงกัน มันก็จะระบุได้ว่าสองสิ่งปลูกสร้างมันถูกสร้างมาในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งจากการวิเคราะห์เราค้นพบว่าองค์ประกอบของอิฐที่เราเอามาพิสูจน์ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ขององค์ประกอบที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ซึ่งก็อาจจะบอกคร่าวๆ ได้ว่า อิฐที่เอามาใช้สร้างโบสถ์กับสร้างเจดีย์นี้น่าจะมาจากแหล่งเดียวกันและ</span><span style="font-weight: 400;">ผลิตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1918.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1918.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1918-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1918-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นที่ทีมนวัตกรจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยหาคำตอบคือ เรื่องของสี ซึ่งเป็นสีที่ปรากฏในภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังและอาคารต่างๆ ในวัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนคนจะใช้สีที่ทำมาจากแร่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารหนู สังกะสี ทองแดง แต่ละแร่จะให้สีแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเครื่องมือที่เราจะใช้เพื่อดูตัวแร่พวกนี้คือ &#8216;แสงรามาน&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งแสงนี้จะบอกได้ว่าธาตุต่างๆ ผสมกับอะไรบ้าง เช่น ธาตุทองแดงที่ต่อพันธะกับออกซิเจน หรือธาตุทองแดงที่ต่อพันธะกับสังกะสี โดยการทำงานของเครื่องมือนี้จะแสดงกราฟของธาตุต่างๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์และชัดเจน เราก็เลยใช้เทคนิคนี้มาบอก เช่น สีเขียวนี้คือแร่ธาตุที่เป็นสีเขียวอยู่แล้ว ก็จะขึ้นเป็นกราฟรูปแบบหนึ่ง หรือคนสมัยก่อนเอาแร่ธาตุสีน้ำเงินกับสีเหลืองมาผสมกันแล้วเป็นสีเขียว กราฟก็จะขึ้นอีกรูปแบบหนึ่ง” ภัทรวินอธิบายถึงการทำงานของเครื่องมือที่ทีมวิจัยใช้หาคำตอบอย่างเชี่ยวชาญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่ได้จากเทคนิคแสงรามานนี้จะช่วยทำให้นักโบราณคดีต่อยอดความรู้เรื่องสีต่างๆ ได้ เช่น เมื่อพบว่าสีแดงได้มาจากแร่ธาตุตัวหนึ่ง ทีมโบราณคดีจะศึกษาต่อว่าแร่ธาตุนั้นอยู่ในพื้นที่ของวัตถุนั้นหรือไม่ หรืออยู่บริเวณข้างเคียงจุดไหน เพื่อจะทราบถึงภูมิศาสตร์ในอดีตและข้อมูลของการปลูกสร้างหรือการก่อสร้าง รวมถึงประวัติศาสตร์ในการค้าขายสินแร่ต่างๆ ของแต่ละยุคด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77452" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1947.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1947.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1947-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1947-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ทีมนวัตกรยังเล่าว่าในอนาคตอาจจะมีการต่อยอดด้วยการสร้างสีเลียนแบบธรรมชาติเพื่อบูรณะซ่อมแซมโบราณวัตถุให้คงสภาพอยู่ได้ในระยะยาวมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป้าหมายของทีมคือการสร้างงานที่มีคุณค่าเพื่อพัฒนาให้งานทางประวัติศาสตร์ส่งต่อไปถึงลูกหลานของระยองและประเทศไทยได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราจะมีโครงการแรกที่เราเริ่มทำคือการเก็บข้อมูลเรื่องสีโบราณ โดยจะทำเป็นฐานข้อมูลสารบัญของสีโบราณในแต่ละสมัย เช่น ในสมัยอยุธยาจะเน้นใช้สีแดง สีทอง สีดำ  ส่วนช่วงกรุงรัตนโกสินทร์จะเน้นสีเหลืองหรือสีน้ำเงิน แล้วแต่ละสีมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร โดยโครงการนี้จะเป็นโครงการแรกที่เริ่มเก็บข้อมูลสีโบราณโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ทำให้เกิดข้อมูลใหม่ๆ ขึ้น&#8221; ภัทรวินเล่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75870" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-6.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-6-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/innoooo-6-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>รวมกันมันมีพลังกว่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างทางของการทำงาน แม้ว่านักวิจัยทั้งสองทีมจะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันตามสายงานของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญคือพวกเขามักจะคอยแลกเปลี่ยนข้อมูลและวิธีการเรียนรู้ร่วมกันเสมอ โดยเฉพาะการช่วยเหลือกันในข้อจำกัดของการใช้งานด้านเทคโนโลยี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่สามารถยกเครื่องมือไปทำงานนอกสถานที่ได้ แต่ถ้าเราจะนำวัตถุตรงนั้นมาใช้ก็อาจจะทำให้วัตถุเสียหาย เพราะบางอย่างไม่สามารถขุดหรือตักมาพิสูจน์ได้เยอะ เราเลยต้องคุยกับนักวิจัยที่ศิลปากรว่าต้องหาวิธีอะไรบ้างที่จะนำวัตถุมาหาข้อมูลได้โดยไม่ทำให้เสียหาย” ดร.จิตติ์พรเล่า ก่อนนักวิจัยอย่างภัทรวินจะช่วยเสริมว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตัวอย่างวัตถุที่ทีมศิลปากรสามารถส่งมาให้เราที่ห้องแล็บได้ เช่น อิฐ สี ซึ่งจริงๆ สามารถขูดเป็นผงฝุ่นมาได้ ไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับวัตถุมากนัก ส่วนตัวอย่างของวัตถุที่ส่งมาไม่ได้จริงๆ ก็เช่นฐานพระ เราไม่สามารถสกัดมาเพราะอาจเกิดความเสียหายได้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77448" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1908.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1908.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1908-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8L3A1908-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นอกจากนี้ ทีมนวัตกรยังเล่าว่า ผลของข้อมูลจากเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ช่วยให้นักโบราณคดีสามารถนำข้อมูลไปต่อยอดความรู้ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น เช่น การค้นพบแร่ธาตุในสีแดง นักโบราณคดีจะไปศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าในบริเวณพื้นที่นั้นๆ ภูมิศาสตร์ในอดีตเป็นอย่างไร มีการปลูกสร้างหรือมีการก่อสร้างอย่างไร และในประวัติศาสตร์มีการค้าขายสินแร่ แบบไหนบ้าง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พวกเราเชื่อในการทำงานร่วมกัน เพราะมันมีพลัง ยิ่งการทำงานกับทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น ด้วยความเป็นนักค้นคว้าของทั้งสองฝั่ง ที่แม้ว่าระหว่างทางของการทำงานจะมีกระบวนการที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายมีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างงานที่ทรงคุณค่า ซึ่งสิ่งนี้เป็นการร่วมทำงานที่เรียกว่า ‘Interdisciplinary’ หรือ ‘สหวิทยาการ’ ที่นำศาสตร์แห่งความรู้แขนงต่างๆ มาใช้ร่วมกันได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งสุดท้ายเราจะได้งานที่มีพลังมากๆ” ดร.จิตติ์พรทิ้งท้าย</span></p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;"><em>Rayong Time Ago คือซีรีส์คอลัมน์เล่าคอนเซปต์มรดกที่มีชีวิต (Living Heritage) ของจังหวัดระยอง ผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสถานที่เก่าแก่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ โดยมีจุดตั้งต้นจากโปรเจกต์ที่ร่วมมือกันระหว่างคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ติดตามบทความต่อไปได้ที่เว็บไซต์ <a href="http://adaymagazine.com">adaymagazine.com</a></em></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gc-innovation/">คุยกับทีมนวัตกรที่ใช้เทคโนโลยีล้ำๆ ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองระยอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เตาเผาข้าวหลามรักษ์โลก&#8217; เตาไร้ควันที่เติมไฟให้คนระยองอนุรักษ์งานบุญข้าวหลาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Oct 2019 11:00:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหลาม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหลามหนองแฟบ 4.0]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาชาวบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74638</guid>

					<description><![CDATA[<p>โบราณว่าที่ใดมีควัน ที่นั่นมีไฟ แต่สำหรับกลุ่มข้าวหลามหนองแฟบ จังหวัดระยอง ที่นี่ไม่มีควันในช่วงงานบุญข้าวหลามเหมือนเคย แต่ยังคงมีไฟในเตาเผาข้าวหลามแบบใหม่ที่ให้ความร้อนกำลังพอเหมาะ จากที่ตั้งใจทำให้การเผาข้าวหลามในงานบุญกลับมาคึกคักอีกครั้ง ไฟในเตาเผาข้าวหลามแบบใหม่ล่าสุดนี้ช่วยส่องทางให้ชาวบ้านมองเห็นโอกาสในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเองได้ยังไง เราจึงชวนให้ทุกคน ตั้งแต่บุคคลต้นคิด คนช่วยทำ คนลองใช้ มาช่วยกันเล่าให้เห็นภาพความร่วมมืออันแสนน่ารักนี้ไปพร้อมกัน &#160; เริ่มต้นจากความคิดถึง พระครูรัตนากรวิสุทธิ์ ผู้นำกลุ่มข้าวหลามหนองแฟบ เล่าให้เราฟังถึงวันชื่นคืนสุขที่เคยได้พบกับตัวเองในงานบุญข้าวหลามของจังหวัดระยอง ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ถือว่าเป็นประเพณีสำคัญของเกษตรกรไทยในหลายภาค หลายจังหวัด โดยจะมีรายละเอียดพิธีกรรมแตกต่างกันไป บางที่เรียกว่างานบุญข้าวใหม่ งานบุญผีเปรต ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำขวัญข้าวก่อนเข้าฤดูฝน ให้เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา คุ้มครองผลผลิตในไร่นาให้อุดมสมบูรณ์ แถมยังมีผลพลอยได้ทำให้คนในชุมชนที่ต่างคนต่างทำงานได้มาพบปะกันอีกด้วย “ตอนเด็กๆ อาตมาจำได้ว่าช่วยแม่เผาข้าวหลามหลังบ้าน ถึงเวลาบุญข้าวหลามทีไรก็จะช่วยเผาช่วยกินมาตั้งแต่เด็กๆ ข้าวหลามของคนในพื้นที่ระยองจะรสคล้ายๆ กัน ต่างกันแค่เทคนิคการเผา สูตรแต่ละบ้านปรับนั่นนิดปรับนี่หน่อยให้หอมอร่อย แต่เดี๋ยวนี้พอจะถึงเดือน 3 อาตมาก็สังเกตว่าไม่มีใครเผาข้าวหลามเลย แต่เช้ามาญาติโยมทำบุญก็มีข้าวหลามหน้าตาเหมือนกันหมด รสชาติเหมือนกันหมด เพราะชาวบ้านเขาซื้อจากที่อื่นมา ไม่ได้เผาเอง “อาตมาอยากอนุรักษ์ประเพณีบุญข้าวหลาม ซึ่งเชื่อมความสามัคคีทั้งพระ ทั้งฆราวาส อยากสืบสานประเพณีการเผาข้าวหลามในระยองไว้ให้ได้ อาตมาก็มาคิดกุศโลบายปีแรกว่า เราน่าจะลองเผาให้เด็กนักเรียนดู [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-4/">&#8216;เตาเผาข้าวหลามรักษ์โลก&#8217; เตาไร้ควันที่เติมไฟให้คนระยองอนุรักษ์งานบุญข้าวหลาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โบราณว่าที่ใดมีควัน ที่นั่นมีไฟ แต่สำหรับกลุ่มข้าวหลามหนองแฟบ จังหวัดระยอง ที่นี่ไม่มีควันในช่วงงานบุญข้าวหลามเหมือนเคย แต่ยังคงมีไฟในเตาเผาข้าวหลามแบบใหม่ที่ให้ความร้อนกำลังพอเหมาะ จากที่ตั้งใจทำให้การเผาข้าวหลามในงานบุญกลับมาคึกคักอีกครั้ง ไฟในเตาเผาข้าวหลามแบบใหม่ล่าสุดนี้ช่วยส่องทางให้ชาวบ้านมองเห็นโอกาสในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเองได้ยังไง เราจึงชวนให้ทุกคน ตั้งแต่บุคคลต้นคิด คนช่วยทำ คนลองใช้ มาช่วยกันเล่าให้เห็นภาพความร่วมมืออันแสนน่ารักนี้ไปพร้อมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74646" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-56.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-56.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-56-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-56-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เริ่มต้นจากความคิดถึง</strong></h4>
<p><strong>พระครูรัตนากรวิสุทธิ์</strong> ผู้นำกลุ่มข้าวหลามหนองแฟบ เล่าให้เราฟังถึงวันชื่นคืนสุขที่เคยได้พบกับตัวเองในงานบุญข้าวหลามของจังหวัดระยอง ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ถือว่าเป็นประเพณีสำคัญของเกษตรกรไทยในหลายภาค หลายจังหวัด โดยจะมีรายละเอียดพิธีกรรมแตกต่างกันไป บางที่เรียกว่างานบุญข้าวใหม่ งานบุญผีเปรต ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำขวัญข้าวก่อนเข้าฤดูฝน ให้เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา คุ้มครองผลผลิตในไร่นาให้อุดมสมบูรณ์ แถมยังมีผลพลอยได้ทำให้คนในชุมชนที่ต่างคนต่างทำงานได้มาพบปะกันอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74644" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ตอนเด็กๆ อาตมาจำได้ว่าช่วยแม่เผาข้าวหลามหลังบ้าน ถึงเวลาบุญข้าวหลามทีไรก็จะช่วยเผาช่วยกินมาตั้งแต่เด็กๆ ข้าวหลามของคนในพื้นที่ระยองจะรสคล้ายๆ กัน ต่างกันแค่เทคนิคการเผา สูตรแต่ละบ้านปรับนั่นนิดปรับนี่หน่อยให้หอมอร่อย แต่เดี๋ยวนี้พอจะถึงเดือน 3 อาตมาก็สังเกตว่าไม่มีใครเผาข้าวหลามเลย แต่เช้ามาญาติโยมทำบุญก็มีข้าวหลามหน้าตาเหมือนกันหมด รสชาติเหมือนกันหมด เพราะชาวบ้านเขาซื้อจากที่อื่นมา ไม่ได้เผาเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74645" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“อาตมาอยากอนุรักษ์ประเพณีบุญข้าวหลาม ซึ่งเชื่อมความสามัคคีทั้งพระ ทั้งฆราวาส อยากสืบสานประเพณีการเผาข้าวหลามในระยองไว้ให้ได้ อาตมาก็มาคิดกุศโลบายปีแรกว่า เราน่าจะลองเผาให้เด็กนักเรียนดู ตอนแรกคิดว่าง่าย พอไปเผาเองแล้วร้อนมาก เจอทั้งความร้อน ทั้งควัน เผาออกมาก็ดิบบ้าง สุกบ้าง จิตวิญญาณของข้าวหลามคือจะต้องเผาออกมาให้หวาน มัน อร่อย แล้วก็ไม่แฉะ ถ้าเละจะกินไม่อร่อยเลย”</p>
<p>แม้สิ่งที่ฝันไว้จะไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง แต่ในปีต่อมา ความฝันของหลวงพ่อก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เพราะพบว่าไม่ได้มีเพียงหลวงพ่อรูปเดียวที่อยากให้ประเพณีการเผาข้าวหลามยังคงอยู่คู่เมืองระยองต่อไป แต่ GC Glycol บริษัทธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่เน้นการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้าน มองไกลในแง่การรักษาวัฒนธรรมประเพณีในพื้นที่จังหวัดระยองให้คงอยู่ต่อไป โดยได้เข้ามาสนับสนุนให้มีการประกวดชิงถ้วยรางวัลการเผาข้าวหลามในระยอง จัดงานถนนคนเดินเป็นถนนข้าวหลาม ทำให้ชาวบ้านตื่นตัว กลับมารวมตัวกันเผาข้าวหลามมากขึ้น เมื่อมองประเพณีนี้ในมุมใหม่ของทั้งคนในที่เห็นมาตั้งแต่เด็กและคนนอกที่มองผ่านแว่นแห่งความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี ทำให้เกิดเป็นเตาเผาข้าวหลามหนองแฟบ 4.0 จากความร่วมมือของทุกคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เติมไฟให้ชุมชน</strong></h4>
<p>จากที่คิดว่าเพียงจัดงานประกวดเพื่อการอนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่ให้คงอยู่สืบไป ก็กลายเป็นโครงการที่พัฒนาเตาเผาข้าวหลามให้เป็นมิตรต่อคนเผาและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p>“การเผาข้าวหลามแบบที่ผ่านมาแต่ละที ต้องเกณฑ์คนเข้าป่าไปหาฟืน หาไม้ไผ่มาทำกระบอกอีก ถ้าจะเผาข้าวหลาม 300 กระบอก ต้องใช้คนอย่างน้อย 5-6 คน พอก่อฟืนก็มีเรื่องของสภาพอากาศอีก เวลาฝนตกฟืนดับ ข้าวหลามก็ดิบ ถ้าลมแรงไปก็ไหม้อีก ความสม่ำเสมอในการควบคุมคุณภาพมันไม่มี ก็เลยมานั่งคิดว่าเราจะทำยังให้มันง่าย สะดวก และประหยัด ตอนแรกอาตมาเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ต ลองเอาถัง 200 ลิตรมาใส่ถ่านลงไป ก็เจอปัญหาว่าตรงกลางไหม้ พอปีต่อๆ มาก็ยังมีปัญหาเรื่องไหม้เหมือนเดิม จนได้ GC Glycol เขามาช่วยออกแบบเตาเผาข้าวหลามแบบใช้เตาแก๊ส เราก็เผาได้ดีขึ้น อาตมาให้เณรลองเผาก็ทำได้ ไม่ต้องนั่งเฝ้าตลอดเวลาเหมือนเตาถ่าน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74648" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-83.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-83.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-83-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-83-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ธิป–คณาธิป เครือวงศ์บาน</strong> Senior Technician ประจำ GC Glycol ในฐานะช่างเทคนิค ผู้ศึกษาเรื่องเตาเผาข้าวหลาม มองเห็นความเป็นไปได้จากเตาที่วัดทดลองทำอยู่แล้ว เติมแนวคิดในการนำวัสดุที่มีมาพัฒนาต่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยต่อชุมชน โดยที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่มันซับซ้อนมาก “พระอาจารย์มาปรึกษาว่าจะทำยังไงดี เราทำเรื่องเทคนิค เครื่องกล วิศวกรรมอะไรพวกนี้มาอยู่แล้ว คิดว่ามันไม่น่าจะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หลักการง่ายๆ คือเตาได้ความร้อนจากเปลวไฟของแก๊ส LPG แล้วเราก็ทำตัวท่อให้กระจายความร้อนภายในตัวถัง ให้ข้างบนและข้างล่างร้อนทั่วกันหมดทั้งถัง ข้อดีคือข้าวหลามจะสุกทั่วกันทั้งกระบอก ควบคุมง่าย มันเหมือนเตาอบที่กระจายความร้อน ควบคุมคุณภาพได้ ควบคุมเวลาในการเผาได้ จึงลองประดิษฐ์เตาสเตนเลสที่ไม่เป็นสนิม ไม่มีการปนเปื้อนของสิ่งเจือปนเข้าไปในข้าวหลาม” ธิปช่วยชาวบ้านผลิตเตาเผาข้าวหลามที่ไม่มีควัน ไม่มีความร้อนออกมาปะทะคนเผา สร้างความปลอดภัยให้ชาวบ้านในระยะยาวได้ 16 เตา รองรับงานบุญใหญ่ๆ ให้สามารถช่วยกันเผาข้าวหลามได้จำนวนมากๆ พร้อมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74651" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เราอยากให้ชาวบ้านรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น เราไปจดอนุสิทธิบัตรเตาเผาข้าวหลามนี้มาแล้ว และได้มอบให้ทางวัด ให้วัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ ใช้นวัตกรรมของเราเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่จะแพร่กระจายต่อๆ กันไป”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>เตาเติมไอเดีย</strong></h4>
<p><strong>ป้าแอ๋ว สนิทวาจา</strong> แม่บ้านในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการทดลองใช้เตาเผาข้าวหลามหนองแฟบ 4.0 เล่าถึงสูตรข้าวหลามเมืองระยองที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ ขึ้นชื่อเรื่องความหวาน มัน หอม เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไปด้วยให้หอมหวานยิ่งขึ้น ป้าแอ๋วบอกสูตรแบบไม่มีหวงว่าต้องแช่ข้าวเหนียวไว้ก่อนประมาณ 3 ชั่วโมง ทำให้นุ่มพอดี จากนั้นใส่ถั่วดำ ส่วนผสมของน้ำกะทิก็จะใส่น้ำกะทิ น้ำตาลทราย แล้วก็น้ำตาลมะพร้าว ใส่เกลือนิดหน่อยเพิ่มความกลมกล่อม “ตัวป้าแอ๋วเองประยุกต์ใส่เผือก ใส่ฟักทอง ลงไปด้วย คนกินก็ชอบกัน ใส่ไว้ในเตาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งจะกำลังดี เตาหนึ่งเผาได้ 30 กระบอก เราใช้เตาเผาข้าวหลามหนองแฟบ 4.0 นี้มาได้ปีกว่าๆ ชอบที่ไม่ต้องกลับกระบอกข้าวหลามบ่อยๆ เหมือนเตาฟืน มือไม่ดำด้วย”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74650" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-68.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-68.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-68-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-68-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เปลี่ยนวิธีการเผาแล้ว แน่นอนว่าชีวิตของชาวบ้านดีขึ้นจากการไม่ต้องดมควันหรือเลอะเขม่าฟืนก็จริง แต่ลูกค้าหลายคนก็อาจจะยังไม่มั่นใจว่าความหอมอร่อยแบบเดิมๆ จะหายไปด้วยหรือเปล่า</p>
<p>เรื่องนั้นหลวงพ่อยืนยันว่า “รสชาติเหมือนเดิม เพียงแต่บางทีคนเราติดว่าข้าวหลามต้องเผาด้วยเตาถ่านสิ ถ้าเราไม่บอกว่าเราเผาด้วยเตาแก๊ส คนกินก็แยกไม่ออกหรอก ตอนแรกที่เราเปลี่ยนมาใช้เตาของ GC Glycol ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่ามันไม่อร่อยหรอก ไม่หอมหรอก ด้วยความเคยชินคนก็อาจจะคาดหวังกลิ่นควันไม้แบบเดิม แต่พอหลังๆ ไม่มีเสียงตำหนิแบบนั้นแล้ว มีแต่คนถามพระอาจารย์ว่าเมื่อไหร่จะเผาอีก เรื่องรสชาติไม่มีเสียงบ่นเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74839" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-75.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-75.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-75-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/เตาเผาข้าวหลาม-75-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“โอกาสที่เห็นคือเราสามารถสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนได้ กำลังพัฒนาว่าจะเก็บยังไงให้ได้นาน เพราะถ้าผลิตทีหนึ่งแล้วเก็บได้นานก็จะลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ ต่อไปเราอาจจะมีเครื่องซีลข้าวหลาม เพื่อให้คนกินได้สะดวก ไม่ต้องมานั่งทุบ นั่งผ่า ขายสะดวกขึ้น ถ้าจะทำให้ชุมชนมีรายได้จริงๆ เราต้องทำให้วางบนเชลฟ์ในร้านสะดวกซื้อได้ ให้สะดวกกับคนกิน ก็จะทำให้ข้าวหลามและงานบุญข้าวหลามไม่สูญหาย ถ้าเราจะให้มันยั่งยืน ต้องทำให้ทันสมัย ให้เด็กรุ่นใหม่อยากจับต้อง”</p>
<hr />
<p><em>GC เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อศิลปวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบในจังหวัดระยอง เราขอชวนให้ทุกคนติดตามบทความอื่นๆ ที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวระยองได้ที่คอลัมน์ Rayong Time Ago และพบกับบทความที่นำเสนอระยองในแง่มุมอื่นที่น่าสนใจในเดือนพฤศจิกายน </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-4/">&#8216;เตาเผาข้าวหลามรักษ์โลก&#8217; เตาไร้ควันที่เติมไฟให้คนระยองอนุรักษ์งานบุญข้าวหลาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสน่ห์และความงามที่ซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์แบบของ Sleep Industry Bed &#038; Coffee</title>
		<link>https://adaymagazine.com/loft-cafe-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Oct 2019 12:00:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[The Series of Loft Places]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[โฮสเทล]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[airbnb]]></category>
		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรมศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74930</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ตอนนี้ครบรอบ 2 ปี พอดีเลย” กฤษณ์ อนรรฆกุล บอกในวันธุรกิจที่ปลุกปั้นชื่อ Sleep Industry Bed &#38; Coffee ถึงคราวจุดเทียนฉลองขวบวัยที่เพิ่มขึ้น ย้อนกลับไป 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่เขาจะมาลงหลักกับธุรกิจห้องพักที่ให้บริการลักษณะ Airbnb เขาเคยทำงานสื่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี และเคยมีช่วงชีวิตของการทำงานประจำเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน หลังจากปลดเน็กไทเป็นที่เรียบร้อย ช่วงนั้นธุรกิจอย่าง Airbnb กำลังเริ่มเป็นที่นิยม ประจวบเหมาะกับที่เจ้าตัวเคยประทับใจเมื่อได้ลองใช้บริการห้องพักสไตล์นี้ จึงตัดสินใจที่จะเริ่มสร้างธุรกิจห้องพักอย่างที่ตัวเองวาดหวังโดยเริ่มต้นจากให้เช่าคอนโดตัวเอง ยิ่งทำยิ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากขึ้น จนเป็นจุดเริ่มต้นของ Sleep Industry Bed &#38; Coffee ในเวลาต่อมา จากเดิมอาคารหลังนี้เคยเป็นร้านขายเสื้อผ้า จังหวะที่เจ้าของร้านเดิมตัดสินใจย้ายออกไปเปิดสาขาที่อื่น อาคาร 4 ชั้น จึงได้ฤกษ์ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ฉาบผนังด้วยสีเขียวให้กลายเป็นบรรยากาศคุมโทนสีขาว เทา ดำ เป็นหลัก มีความดิบและความเปลือย โดยเจ้าของไอเดียนิยามสไตล์การตกแต่งนี้ว่า Industrial Loft “เหตุผลที่เลือกอาคารนี้เพราะว่า หนึ่ง พื้นที่ห้องว่างโล่ง อยากได้อะไร จะใส่อะไร เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องรื้อถอน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loft-cafe-3/">เสน่ห์และความงามที่ซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์แบบของ Sleep Industry Bed &#038; Coffee</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ตอนนี้ครบรอบ 2 ปี พอดีเลย” <b>กฤษณ์ อนรรฆกุล </b>บอกในวันธุรกิจที่ปลุกปั้นชื่อ <b>Sleep Industry Bed &amp; Coffee </b>ถึงคราวจุดเทียนฉลองขวบวัยที่เพิ่มขึ้น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไป 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่เขาจะมาลงหลักกับธุรกิจห้องพักที่ให้บริการลักษณะ Airbnb เขาเคยทำงานสื่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี และเคยมีช่วงชีวิตของการทำงานประจำเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากปลดเน็กไทเป็นที่เรียบร้อย ช่วงนั้นธุรกิจอย่าง Airbnb กำลังเริ่มเป็นที่นิยม ประจวบเหมาะกับที่เจ้าตัวเคยประทับใจเมื่อได้ลองใช้บริการห้องพักสไตล์นี้ จึงตัดสินใจที่จะเริ่มสร้างธุรกิจห้องพักอย่างที่ตัวเองวาดหวังโดยเริ่มต้นจากให้เช่าคอนโดตัวเอง ยิ่งทำยิ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากขึ้น จนเป็นจุดเริ่มต้นของ Sleep Industry Bed &amp; Coffee</span> <span style="font-weight: 400;">ในเวลาต่อมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74938" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1217.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1217.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1217-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1217-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเดิมอาคารหลังนี้เคยเป็นร้านขายเสื้อผ้า จังหวะที่เจ้าของร้านเดิมตัดสินใจย้ายออกไปเปิดสาขาที่อื่น อาคาร 4 ชั้น จึงได้ฤกษ์ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ฉาบผนังด้วยสีเขียวให้กลายเป็นบรรยากาศคุมโทนสีขาว เทา ดำ เป็นหลัก มีความดิบและความเปลือย โดยเจ้าของไอเดียนิยามสไตล์การตกแต่งนี้ว่า Industrial Loft</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่เลือกอาคารนี้เพราะว่า หนึ่ง พื้นที่ห้องว่างโล่ง อยากได้อะไร จะใส่อะไร เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องรื้อถอน เลยตัดสินใจว่างั้นทำตรงนี้ ตอนเริ่มแรกคิดว่าจะสร้างเป็นห้องพักทั้งหมด แต่เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว พื้นที่บริเวณชั้นหนึ่งไม่เหมาะต่อการทำเป็นที่พักผ่อนอย่างยิ่ง เพราะติดพื้นเกินไปและยังอยู่ริมถนนด้วย งั้นเอาเฉพาะชั้นบน และมาคิดต่อว่าชั้นล่างสุดจะทำอะไร ช่วงนั้นสนใจเรื่องกาแฟจึงไปเรียน และตัดสินใจเปิดเป็นคาเฟ่เพื่อเอาไว้เสิร์ฟให้นักเดินทางที่มาพัก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชื่อของ Sleep Industry Bed &amp; Coffee นั้นเชื่อมโยงกับจุดประสงค์ตั้งต้นที่ว่า อยากทำสถานที่นี้ให้คนได้มาพักผ่อนคำแรกที่คิดได้จึงเป็นคำว่า Sleep จากนั้นจึงหาคำอื่นเพิ่มโดยยึดโยงจากสไตล์การออกแบบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74940" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1377.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1377.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1377-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1377-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากลองเดินสำรวจไล่มาตั้งแต่ทางเข้า เชื่อว่าทุกคนไม่ต้องสังเกตก็คงได้เห็นนกฟลามิงโกสีชมพูเด่นเตะตา ยืนเรียงรายต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดูผิดแปลกกับโทนสีของร้าน แต่สิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับกฤษณ์เมื่อครั้งที่ไปเรียนทำกาแฟ หลังจากตระเวนชิมรสชาติของกาแฟอันหลากหลายแล้ว เขาถูกใจรสเปรี้ยวของเมล็ดเอธิโอเปีย ซึ่งมีสัญลักษณ์คือ นกฟลามิงโกสีชมพู เขาจึงตั้งมันไว้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ชื่นชอบในรสชาติของเมล็ดกาแฟ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริเวณชั้นหนึ่งคือ คาเฟ่ เปิดขึ้นเพื่อไว้บริการอาหาร เครื่องดื่ม ให้กับนักเดินทางผู้มาเยือน ผสมผสานการตกแต่งที่ให้ความเป็นลอฟท์ ตั้งแต่พื้นปูนขัดมัน ผนังก่ออิฐสีขาว เฟอร์นิเจอร์ลายหินอ่อน เก้าอี้สีเทาเข้มตัดสลับสีน้ำตาล เคาน์เตอร์บาร์ที่สร้างด้วยโครงไม้รูปทรงจั่ว ส่วนของชั้นล่างสุดนี้รอบๆ มีต้นไม้ประดับประดาสบายตา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74941" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1259.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1259.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1259-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1259-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่ากันว่าคาเฟ่นี้เด่นในเรื่องการเสิร์ฟเมนูอาหารเช้าสไตล์อเมริกัน และขนมหวาน ขนมเค้กต่าง ๆ รวมถึงเครื่องดื่มหลากหลายเมนู ไม่ต้องมองหาว่ารายการไหนคือซิกเนเจอร์ เพราะที่นี่ไม่มี ด้วยเน้นเมนูง่ายๆ แต่ใส่ใจเรื่องของวัตถุดิบเป็นสำคัญกว่า โดยมีเพื่อนร่วมทางของ</span><span style="font-weight: 400;">กฤษณ์</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">โอม–ธีรรัชต์ แสงเรือง</span> <span style="font-weight: 400;">พาสทรีเชฟ</span><span style="font-weight: 400;">หลากชั่วโมงบินที่ผ่านงานมาแล้วทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ดูแลในส่วนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขยับตัวเดินต่อไปที่บันไดทางขึ้นชั้น 2 จะพบกับชั้นลอยเป็นพื้นที่ไว้ทำงานหรือใช้รองรับแขกที่ล้นจากด่านล่าง และเมื่อก้าวขึ้นบันไดต่อไปอีกชั้นจะเป็นในส่วนของห้องพัก ที่นี่จะมีเพียงแค่ 2 ห้องเท่านั้น แบ่งเป็นชั้น 3-4 ขนาดของห้องไม่เล็กและไม่ใหญ่ไป จัดวางตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์สีไม้ตัดสลับกับโทนสีหลักที่มีความดิบ เปลือย เก่า มีดีไซน์และออกแบบจัดวางตำแหน่งเครื่องใช้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้อย่างเป็นระเบียบ   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74942" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1184.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1184.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1184-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1184-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><br />
</span><span style="font-weight: 400;">“ส่วนตัวเป็นคนชอบรีโนเวตของเดิม คือไม่ใช่ไม่ชอบของใหม่นะ แต่เราจะมองว่าของเดิมมีอะไรอยู่แล้ว นำมาปรับปรุงทำเป็นอะไรอย่างอื่นได้บ้าง ผมว่าผมไม่ใช่วินเทจ ผมชอบความเก่าที่ยังคง comfortable อย่างเตียงสมัยก่อนอาจจะดูแข็ง กระด้าง เราเองก็ชอบแบบแข็งแต่ยังไงก็ต้องสบายไว้ก่อน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องพักแม้จะมีขนาดความกว้างประมาณ 30 ตารางเมตร แต่ด้วยการตกแต่งที่เผยให้เห็นความเปลือย ความดิบ และดึงเทรนด์ยุค Minimalism มาใช้ในการออกแบบ เราจึงได้รู้สึกผ่อนคลายไปกับความเรียบ โล่ง รู้สึกว่าไม่อึดอัด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74943" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1141.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1141.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1141-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1141-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีขาว เทา ดำ นั้นมาจากความชอบและสะท้อนออกมาเป็นการตกแต่ง กฤษณ์ เล่าให้ฟังว่า จากการเลือกซื้อของส่วนใหญ่ สีเทาจะเข้ามาเป็นสีแรกๆ ในตัวเลือก ไม่สกปรกง่าย สะดวกต่อการใช้ และสามารถเข้ากับทุกสภาพ อยู่ได้กับทุกสไตล์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเป็นคนชอบมอง รู้สึกว่ามันสบายตา มันทำให้เกิดความกว้าง เปิดโล่ง ไม่อึดอัด”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74944" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1226.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1226.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1226-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1226-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเขาบาลานซ์ยังไงระหว่างงานที่ดูคล้ายยังทำไม่เสร็จกับความดิบที่ตั้งใจเผย เราสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมคิดว่ามันยากนะ ช่วงที่ปรับปรุงร้านใหม่ๆ ก็คุยกับช่างว่ามีตัวอย่างมาให้ดูนะ อย่างผนังไม่เรียบแต่ไม่ใช่ไม่เสร็จหรือทำให้ปูนล่อนออกเหมือนผ่านการใช้งานมา ซึ่งช่างก็ไม่เข้าใจและก็ได้คำตอบกลับมาอย่างเช่นว่า แล้วมันจะสวยเหรอครับ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วความงามของการตกแต่งสไตล์ลอฟท์อยู่ตรงไหน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74945" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1235.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1235.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1235-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_1235-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมว่ามันมีเรื่องราวนะ ร่องรอยต่างๆ มันสามารถบอกอะไรกับเรา เป็นความทรงจำให้เราได้ ว่ารอยนี้มันเกิดจากอะไร ปีไหน ยังไง พอได้มองก็มักจะเตือนสติ เตือนความจำ ให้คิดถึงว่ารอยนี้นั้นมาจากการเปิดร้านเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถ้าสมบูรณ์ทั้งหมดก็จะไม่มีอะไรเลย อาจจำไม่ได้ว่าตอนนั้นใครเป็นคนทำให้เกิด เปรียบเหมือนชีวิตที่เป็นการเรียนรู้ลองผิดลองถูก เรียนรู้จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพื้น บางทีเราไปเห็นว่าที่อื่นเขาทำได้ แต่ไม่รู้หรอกว่ากลวิธีการทำเขาทำกันยังไง เราก็ลองผิดลองถูกหาวิธีจนเราทำได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุดท้ายแม้ว่าเราจะไปทำร้านอื่นๆ ผมว่ายังไงก็ยังมีกลิ่นของอะไรพวกนี้อยู่ดี เหมือนมันเป็นธรรมชาติที่ออกมาจากตัวเราเอง”</span></p>
<p>________________________________________________________________________</p>
<p><strong>The Series of Loft Places</strong> คอลัมน์ที่เราคัดสรรสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คาเฟ่ ออฟฟิศ ที่มีความโดดเด่นในสไตล์ลอฟท์ ทั้งการออกแบบและเรื่องราว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการตกแต่งสไตล์ลอฟท์ โดยคุณก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ กับ TOA Loft ปูนฉาบขัดมันสำเร็จรูป เป็นสูตรน้ำ ปลอดภัย ไร้กลิ่นฉุน พร้อมกับตัวเคลือบสูตรพิเศษในเซต ที่จะช่วยปกป้องผนังลอฟท์ให้มีความทนทานเสมือนการเคลือบแก้ว อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเช็ดล้างง่าย และยังไม่อมฝุ่น ปลอดภัยต่อสุขภาพอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-75884 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2.jpg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-75882 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loft-cafe-3/">เสน่ห์และความงามที่ซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์แบบของ Sleep Industry Bed &#038; Coffee</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านสไตล์ลอฟท์ในแบบ &#8216;เก่ง–พีรเดช&#8217; ผู้เชื่อว่าการเป็น reference ให้คนอื่นย่อมดีกว่าเสมอ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/loft-home-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Oct 2019 02:00:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[The Series of Loft Places]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ของตกแต่งบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[งานออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74869</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ้านแต่ละหลังมอบความรู้สึกให้กับเราไม่เหมือนกัน บ้างอบอุ่น บ้างผ่อนคลาย บ้างหรูหรา หรือเคร่งเครียดขรึมขลัง แต่บ้านของ “เก่ง–พีรเดช นรเศรษฐกร” คือความสนุก และความประหลาดใจ ด้วยสไตล์ลอฟท์ที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ซุกซ่อนลูกเล่นและเซอร์ไพรส์ไว้อย่างแนบเนียน ทำให้เราต้องเดินทางไปพูดคุยเพื่อถามถึงแรงบันดาลใจ และ &#8216;อะไร&#8217; ที่ทำให้ลอฟท์ของเขานั้นพิเศษกว่าลอฟท์ทั่วไป ในโฮมออฟฟิศที่มีหน้าต่างอยู่ระดับเดียวกับพื้นหญ้า  เก่งเริ่มต้นบทสนทนาโดยมีแก้วกาแฟอยู่ตรงหน้า “ที่นี่เริ่มสร้างก่อนน้ำท่วมประมาณปีเศษๆ (พ.ศ. 2554) พื้นเพจริงๆ อยู่ตลาดบางแค มันวุ่นวาย พอจบมาทำงานก็ดูที่ไปเรื่อยๆ 10 ปีก่อนส่วนใหญ่จะไปบูมบางบัวทอง รัตนาธิเบศร์ แต่พอบ้านจัดสรรมันเยอะ ความแออัดมันก็เยอะตาม มีห้างก็ยิ่งหนัก กลายเป็นว่าไม่ได้วิ่งมาหาพื้นที่ที่มันสะดวกจริงๆ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเวิร์ก บวกกับพ่อแม่อายุเยอะแล้ว ก็ควรจะอยู่ในที่เงียบๆ สบายๆ ก็มาดูแถวๆ สนามหลวง 2 เราก็ชอบโซนนิ่งแถวนี้ มันเงียบดี” ใช่ เมื่อเข้ามาก็รู้สึกได้ถึงความเงียบ เรายืนยัน เมื่อได้พื้นที่ ก็ถึงทีลงมือ เก่งเริ่มเล่าถึงลำดับต่อมา “เราดูว่าคนในบ้านมีกี่คน แล้วทำมายด์แมพ คนนี้ตื่น ใช้ชีวิตกี่โมง แล้วก็มา study ที่ดิน ว่าหันหน้าไปทางไหน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loft-home-1/">บ้านสไตล์ลอฟท์ในแบบ &#8216;เก่ง–พีรเดช&#8217; ผู้เชื่อว่าการเป็น reference ให้คนอื่นย่อมดีกว่าเสมอ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บ้านแต่ละหลังมอบความรู้สึกให้กับเราไม่เหมือนกัน</p>
<p>บ้างอบอุ่น บ้างผ่อนคลาย บ้างหรูหรา หรือเคร่งเครียดขรึมขลัง</p>
<p>แต่บ้านของ “เก่ง–พีรเดช นรเศรษฐกร” คือความสนุก และความประหลาดใจ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยสไตล์ลอฟท์ที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ซุกซ่อนลูกเล่นและเซอร์ไพรส์ไว้อย่างแนบเนียน ทำให้เราต้องเดินทางไปพูดคุยเพื่อถามถึงแรงบันดาลใจ และ &#8216;อะไร&#8217; ที่ทำให้ลอฟท์ของเขานั้นพิเศษกว่าลอฟท์ทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโฮมออฟฟิศที่มีหน้าต่างอยู่ระดับเดียวกับพื้นหญ้า </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74882" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8514.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8514.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8514-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8514-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เก่งเริ่มต้นบทสนทนาโดยมีแก้วกาแฟอยู่ตรงหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่นี่เริ่มสร้างก่อนน้ำท่วมประมาณปีเศษๆ (พ.ศ. 2554) พื้นเพจริงๆ อยู่ตลาดบางแค มันวุ่นวาย พอจบมาทำงานก็ดูที่ไปเรื่อยๆ 10 ปีก่อนส่วนใหญ่จะไปบูมบางบัวทอง รัตนาธิเบศร์ แต่พอบ้านจัดสรรมันเยอะ ความแออัดมันก็เยอะตาม มีห้างก็ยิ่งหนัก กลายเป็นว่าไม่ได้วิ่งมาหาพื้นที่ที่มันสะดวกจริงๆ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเวิร์ก บวกกับพ่อแม่อายุเยอะแล้ว ก็ควรจะอยู่ในที่เงียบๆ สบายๆ ก็มาดูแถวๆ สนามหลวง 2 เราก็ชอบโซนนิ่งแถวนี้ มันเงียบดี” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เมื่อเข้ามาก็รู้สึกได้ถึงความเงียบ เรายืนยัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้พื้นที่ ก็ถึงทีลงมือ เก่งเริ่มเล่าถึงลำดับต่อมา “เราดูว่าคนในบ้านมีกี่คน แล้วทำมายด์แมพ คนนี้ตื่น ใช้ชีวิตกี่โมง แล้วก็มา study ที่ดิน ว่าหันหน้าไปทางไหน ตรงไหนจะเป็นหน้าบ้าน จากนั้นก็จัดโซนนิ่งว่าห้องใครควรจะอยู่ตรงไหน รับแดดยังไง เบี่ยงยังไง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74883" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8326.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8326.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8326-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8326-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้โครงสร้างจึงเริ่มวางแผนการใช้ชีวิต “ถ้าทำบ้านอยู่ตรงกลางเหมือนทั่วไป ทุกคนก็จะต้องเข้าทางเดียว ใช้ facility เดียวกัน ความเป็นส่วนตัวมันก็ไม่มี ก็แยกเป็นส่วนพักอาศัยหลักของเรากับนิว (คุณนิว–กิตติธัช นรเศรษฐกร) ส่วนพักอาศัยที่สองจะเป็นของแม่กับพ่อ ป้า แล้วก็พี่สาว ห้องนอนเราอยู่ชั้นล่าง เพราะว่าสมัยก่อนบ้านเก่าเป็นตึกแถว กินเหล้าเสร็จขึ้นห้องทีก็ตกบันดงบันได (หัวเราะ) พ่อแม่อายุมากก็ควรจะอยู่ห้องชั้นล่างเหมือนกัน คือแยกสเปซด้วยเจเนอเรชั่น แล้วคั่นตรงกลางด้วยน้ำ แต่เชื่อมกันด้วยเส้นแกน คือ corridor ประตูเข้าบ้านก็ทำให้เล็ก แล้วเตี้ย เวลาคนเข้าบ้านมาจะได้ก้มหัวให้เราตลอด (หัวเราะ) แต่พอมุดประตูเล็กมาปุ๊บก็จะเจอสวนรกๆ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากให้คนรู้สึกเหมือนแกะเปลือกมันออกไปทีละชั้น เข้ามาเล็ก เล็กปุ๊บมาเจอขยายใหญ่ จะเรียกว่าลูกเล่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่รู้สึกว่าอยากให้พื้นที่มันเปลี่ยนความรู้สึกคนได้ งานสถาปัตย์ งานอินทีเรียร์มันเป็นสัดส่วนที่ห่อหุ้มคน ฉะนั้นจะเป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นหลัก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะจบเรื่องของโครงสร้าง เก่งพาเรากลับมาที่โฮมออฟฟิศที่นั่งอยู่ด้วยกันตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอเป็นออฟฟิศ คนทำงานก็อยากได้พื้นที่สูงโปร่ง แต่มันมีปัญหาว่ามันสูงขี่กันหมดเลย เราก็กดมันลงไปในดิน ทีนี้เวลานั่งทำงานเราก็จะเห็นเส้นแนวนอนเป็นสวนทั้งหมดรอบตัว ในเชิงสถาปัตย์ภายนอก มันก็ไม่ไปบังตัวอาคารที่เราต้องการจะให้มันเด่น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อจบการติดตั้งภายนอก เก่งเล่าต่อถึงการตกแต่งภายใน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกห้องจะต่างกันไปตามคาแร็กเตอร์ของแต่ละคน นิวก็เป็นของเค้า เราก็แบบของเรา ห้องพ่อแม่ก็ฉาบเรียบทาสีเรียบๆ ปูพื้นกระเบื้อง แต่ถูกครอบด้วยตัวอาคาร ส่วนตัวอาคารถูกครอบด้วยธรรมชาติ ให้ทุกห้องมีพื้นที่สีเขียวของตัวเอง เราก็จะชอบตอนอยู่บนเตียง ซ้ายก็สวน ขวาก็สวน ส่วนข้างหน้าก็มีของสะสมจุ๊กจิ๊ก เล็กๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74885" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8408.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8408.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8408-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8408-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องส่วนตัวเป็นพื้นที่ที่เราใช้เวลากับมันมากที่สุดในบ้าน การตกแต่งน่าจะสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างบ้าน เราถามเก่งว่าตอนแต่งบ้านเขาคำนึงถึงอะไรเป็นอย่างแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“functional มาก่อน ถ้าใช้ไม่ได้มันจะเป็นแค่โชว์รูม แล้วให้ความรู้สึกมันเปลี่ยนตอนเรา rotate ข้าวของ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบื่อพรมอันนี้ว่ะ ใช้พรมเปอร์เซียดีกว่า ตัดกับเก้าอี้ขาวๆ มันก็ได้ หรือจริงๆ เรามีรูปเยอะ รูปเขียน รูปที่เพื่อน รุ่นน้อง รุ่นพี่ อาจารย์ทำให้ จริงๆ แล้วมันสลับรูปเขียนที่ผนังได้ตาม season เลยก็ได้นะ สมมติรูปนี้เหมาะกับหน้าฝน รูปนี้เหมาะกับหน้าหนาว รูปนี้เหมาะกับหน้าร้อน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74886" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8276.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8276.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8276-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8276-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้สึกสนุกกับการนึกภาพตามในหัว เก่งก็ดูจะสนุกกับการเล่าไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ บ้านมันควรจะสนุกไง บ้านหลังนี้มันเหมือนกับทำไม่เสร็จตลอดเวลา เพราะเดี๋ยวก็เปลี่ยน เดี๋ยวก็เติม มันก็ดีตรงที่มันไม่เหมือนบ้านสำเร็จ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้ถึงการสร้างและการตกแต่งคร่าวๆ ก็ถึงคราวของแรงบันดาลใจและสไตล์ ซึ่งถือเป็นเนื้อหาหลักของการพูดคุยในวันนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลองไปเปิดเพลง<em> Dancing In The Moonlight</em> ของ Toploader ดู ตอนแรกเห็นภาพบ้านเป็นแบบมิวสิกวิดีโออันนั้น เป็นปาร์ตี้ๆ เข้าห้องนั้น ขึ้นไปห้องนี้ สนุกดี หลาย element หลายฟังก์ชั่น แต่มันอยู่ในที่เดียวกัน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74887" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8249.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8249.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8249-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8249-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วทำไมต้องเป็นลอฟท์ เราสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ แค่ชอบในความที่วัสดุเป็นไม้ก็ไม้ไป ปูนก็ปูนไป โลหะก็โลหะ บางสเปซก็ทาสี ต้นไม้ก็ต้นไม้ ก็ปล่อยรก ของมันเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ปล่อยมันไป เดี๋ยวมันโทรมมันก็ลอฟท์ (หัวเราะ) จริงๆ เราไม่ได้มองว่า ลอฟท์ต้องเป็นท่อ เปลือย ปูนขัดมัน คอนกรีต อะไรอย่างนี้นะ คือเราไม่ได้ไปยึดติดกับคำนี้ เพราะลอฟท์มันแล้วแต่คนจะแปล สำหรับเรามองว่ามันเป็นการเอาวัสดุก่อสร้างมาใช้แบบปรุงแต่งมันให้น้อยที่สุดมากกว่า ให้มันเป็นธรรมชาติของมัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบอันเรียบง่ายยิ่งทำให้เราอยากรู้ว่า แล้วอะไรที่ทำให้ลอฟท์ของเขาแตกต่างจากลอฟท์ที่อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สเปซว่ะ” เก่งตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าลองศึกษา ลอฟท์ส่วนใหญ่จะเป็นบ้าน กล่อง ข้างในเป็นไม้ เหล็ก ปูน ท่อ คอนดูต เชลฟ์โลหะ คือมันถูกบอกว่าทุกอย่างจะเป็น in the box กับสเปซที่มันเพลนๆ </span><span style="font-weight: 400;">แต่ของเราไม่ใช่อย่างนั้น เรามองว่าลอฟท์แบบบ้านเรามันถูกครอบด้วยธรรมชาติ </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราพยายามจะเน้นบ่อยๆ เราชอบความรู้สึกที่เข้ามาแล้วบ้านเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้พวกนี้มากกว่า </span><span style="font-weight: 400;">หน้าร้อนก็ไม่ร้อนมาก หน้าหนาวมันก็สวย หน้าฝนมันก็ชื้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และด้วยความ “พยายามจะเน้นบ่อยๆ” นั้นเอง เราจึงถามต่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">เขาคิดว่าพื้นที่สีเขียวมันสำคัญขนาดไหนสำหรับบ้านหนึ่งหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ คิดว่าสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่บ้านด้วย ต้องเป็นทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ ผู้มีอำนาจบ้านเรามองพื้นที่เป็นเงิน ถ้ามองเป็นปริมาตรของความสุข จะรู้ว่ามันพอหรือไม่พอสำหรับใช้ชีวิต ซึ่งเขาอาจจะอยู่แต่ในห้องประชุม หรืออยู่ในที่ที่มันเป็นห้องแอร์จนลืม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">นอกจากจะเป็นคำตอบที่ไปไกลกว่าคำถามแล้ว ยังเป็นคำตอบที่ทำให้เรายิ้มแห้งและหัวเราะตามอย่างเห็นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">แต่เพียงแค่สเปซและพื้นที่สีเขียวคงไม่อาจสร้างความโดดเด่นได้ แล้วอะไรอีกที่เป็นปัจจัยแห่งความแตกต่าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74889" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8337.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8337.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8337-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8337-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าสวยแบบคนอื่น” เก่งตอบอย่างมั่นใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาทำบ้านให้ลูกค้าเราบอกเสมอว่า อย่าสวยแบบคนอื่น ไม่ต้องซีเรียสว่ามันจะต้องเป็นโมเดิร์นหรือเป็นอะไร ยุคนี้เขาชอบแบบนี้กันเราต้องแบบนี้ อันนั้นมันคือการตลาด ถ้าคุณทำตามสมัยนิยม วันหนึ่งมันจะถูกหมุน เปลี่ยน แล้วบ้านคุณจะเชย ทำไมไม่ทำสวยให้เป็นสวยของเรา หรือเป็น reference ให้คนอื่นล่ะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจึงลองสมมติเล่นๆ ว่าถ้าเราอยากมีบ้านสไตล์ลอฟท์สักหลังหนึ่ง เขาจะแนะนำเราอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างแรกแนะนำให้หาเงิน” เก่งตอบทันที คำตอบที่ไม่คาดคิดเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งวง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74891" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8467.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8467.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8467-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_8467-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต่อไปก็ต้องทำการบ้านตัวเอง หาไวต์บอร์ดเลย ตั้งหัวข้อไว้ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จะอยู่กับมันอีกสามสิบสี่สิบปียังไง ทำยังไงให้มันเป็นเราที่สุด ไม่ใช่แบบ เบื่อว่ะ อยากเปลี่ยนไปเป็นแบบบ้านคนอื่น (หัวเราะ) ตั้งคำถามกับตัวเองเยอะๆ base จากความต้องการของเราเองให้ได้มากที่สุด บดให้มันเหลือแกนเน้นๆ หาตัวเองให้เจอ แล้วทำคาแร็กเตอร์ตัวเองให้เด่นขึ้นมา ถ้ามันเป็นคุณ ยังไงคุณก็ไม่เบื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แค่สนุกผมว่าพอแล้ว ไม่ต้องคิดไรเยอะ คุณต้องสนุกกับมันอยู่ตลอด เคยอยู่ที่ที่มันไม่สนุกแล้วอยากอยู่มั้ยล่ะ ก็แค่นั้น (หัวเราะ) แล้วก็ท้ายสุด เป็นตัวเองดีที่สุด สบายใจด้วย” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เก่งบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่จะแยกกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">________________________________________________________________________</span></p>
<p><strong>The Series of Loft Places</strong> คอลัมน์ที่เราคัดสรรสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คาเฟ่ ออฟฟิศ ที่มีความโดดเด่นในสไตล์ลอฟท์ ทั้งการออกแบบและเรื่องราว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการตกแต่งสไตล์ลอฟท์ โดยคุณก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ กับ TOA Loft ปูนฉาบขัดมันสำเร็จรูป เป็นสูตรน้ำ ปลอดภัย ไร้กลิ่นฉุน พร้อมกับตัวเคลือบสูตรพิเศษในเซต ที่จะช่วยปกป้องผนังลอฟท์ให้มีความทนทานเสมือนการเคลือบแก้ว อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเช็ดล้างง่าย และยังไม่อมฝุ่น ปลอดภัยต่อสุขภาพอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-75884 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2.jpg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-75882 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loft-home-1/">บ้านสไตล์ลอฟท์ในแบบ &#8216;เก่ง–พีรเดช&#8217; ผู้เชื่อว่าการเป็น reference ให้คนอื่นย่อมดีกว่าเสมอ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากตึกสำเพ็งพลาซ่ามาเป็น LUK Hostel  เบื้องหลังของโฮสเทลที่อยากชวนคุณลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/loft-hostel-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 17:03:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[The Series of Loft Places]]></category>
		<category><![CDATA[โฮสเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวราช]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนเยาวราช]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรม]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[สำเพ็ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74894</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฉันเดินข้ามถนนที่มีรถแล่นผ่านพลุกพล่านอย่างระแวดระวัง แม้จะยังไม่เย็นย่ำมากนัก แต่แถวเยาวราชก็มีคนมากมายเดินกันขวักไขว่ ทั้งชาวไทย ชาวจีน และนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ ฉันก้าวเท้ากวาดตามองอาหารหน้าตาน่าทานตลอดทาง และพบว่าในตรอกเล็กๆ บนถนนวานิช 1 อันอัดแน่นไปด้วยร้านรวงและแผงลอยที่ตั้งประจำการเพื่อรอต้อนรับลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังมี ‘โฮสเทล’ ขนาดใหญ่หลบซ่อนอยู่ แม้มองเผินๆ ลุก โฮสเทลจะดูกลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมรอบข้าง ทว่าด้วยรูปทรง ขนาด และพื้นที่โล่งชั้น 1 ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าที่นี่มีเอกลักษณ์ในตัวของมันที่จะไม่ทำให้ใครๆ มองข้ามไป แน่นอนว่าถ้าใครรู้จัก Once Again Hostel ที่เป็นการทำงานระหว่างคนรุ่นใหม่กับชุมชนในย่านกรุงเก่า โฮสเทลแห่งนี้คือโปรเจกต์ที่ มิค–ภัททกร ธนสารอักษร และ ศา–ศานนท์ หวังสร้างบุญ ลุกขึ้นมาต่อยอดร่วมกับหุ้นส่วน เอิฟ–ธรณ์เทพ เตือนวชาติ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้ชื่อ ‘ลุก โฮสเทล’ ที่มีความหมายตรงๆ ถึงการชวนกันลุกขึ้นมาสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แม้ที่นี่จะเพิ่งเปิดได้แค่ 5 เดือน แต่ด้วยการออกแบบที่ส่งต่อความเป็นสำเพ็งและเยาวราชมาสู่การตีความแบบใหม่ ทำให้โฮสเทลแห่งนี้ไม่ได้เป็นโฮสเทลทั่วๆ ไปที่เน้นการออกแบบสวยๆ ดึงดูดความสนใจผู้เข้าพัก ทว่ายังหยิบเอาเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของโลเคชั่นมาประยุกต์ใช้ ฉันจึงอยากชวนคุณมาสำรวจว่าเบื้องหลังผนังปูนเปลือย กระเบื้องที่เรียงตัวเป็นแพตเทิร์น และบันไดที่จู่ๆ ก็เหมือนลอยตัวอยู่กลางอากาศนี่มีอะไรซ่อนอยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loft-hostel-2/">จากตึกสำเพ็งพลาซ่ามาเป็น LUK Hostel  เบื้องหลังของโฮสเทลที่อยากชวนคุณลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ฉันเดินข้ามถนนที่มีรถแล่นผ่านพลุกพล่านอย่างระแวดระวัง แม้จะยังไม่เย็นย่ำมากนัก แต่แถวเยาวราชก็มีคนมากมายเดินกันขวักไขว่ ทั้งชาวไทย ชาวจีน และนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ ฉันก้าวเท้ากวาดตามองอาหารหน้าตาน่าทานตลอดทาง และพบว่าในตรอกเล็กๆ บนถนนวานิช 1 อันอัดแน่นไปด้วยร้านรวงและแผงลอยที่ตั้งประจำการเพื่อรอต้อนรับลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังมี ‘โฮสเทล’ ขนาดใหญ่หลบซ่อนอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74904" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0079.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0079.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0079-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0079-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้มองเผินๆ ลุก โฮสเทลจะดูกลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมรอบข้าง ทว่าด้วยรูปทรง ขนาด และพื้นที่โล่งชั้น 1 ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าที่นี่มีเอกลักษณ์ในตัวของมันที่จะไม่ทำให้ใครๆ มองข้ามไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าถ้าใครรู้จัก Once Again Hostel ที่เป็นการทำงานระหว่างคนรุ่นใหม่กับชุมชนในย่านกรุงเก่า โฮสเทลแห่งนี้คือโปรเจกต์ที่ มิค–ภัททกร ธนสารอักษร และ ศา–ศานนท์ หวังสร้างบุญ ลุกขึ้นมาต่อยอดร่วมกับหุ้นส่วน เอิฟ–ธรณ์เทพ เตือนวชาติ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้ชื่อ ‘ลุก โฮสเทล’ ที่มีความหมายตรงๆ ถึงการชวนกันลุกขึ้นมาสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74906" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0320.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0320.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0320-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0320-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ที่นี่จะเพิ่งเปิดได้แค่ 5 เดือน แต่ด้วยการออกแบบที่ส่งต่อความเป็นสำเพ็งและเยาวราชมาสู่การตีความแบบใหม่ ทำให้โฮสเทลแห่งนี้ไม่ได้เป็นโฮสเทลทั่วๆ ไปที่เน้นการออกแบบสวยๆ ดึงดูดความสนใจผู้เข้าพัก ทว่ายังหยิบเอาเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของโลเคชั่นมาประยุกต์ใช้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันจึงอยากชวนคุณมาสำรวจว่าเบื้องหลังผนังปูนเปลือย กระเบื้องที่เรียงตัวเป็นแพตเทิร์น และบันไดที่จู่ๆ ก็เหมือนลอยตัวอยู่กลางอากาศนี่มีอะไรซ่อนอยู่ ถ้าพร้อมแล้วก็กดลิฟต์ขึ้นล็อบบี้ที่อยู่ชั้น 5 ไปด้วยกันเลย</span></p>
<p><b>ตึกเก่าเล่าใหม่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Once Again Hostel ก็มีคอนเซปต์ของเขาคือ การมีอะไรเกี่ยวกับอดีต เราก็เลยอยากหาความสดใหม่ ความไปข้างหน้า ถ้ามองจากไทม์ไลน์ที่นั่นคือ bring back the past ส่วนที่นี่เรารู้สึกว่าเยาวราชเป็นพื้นที่ของโอกาส ตั้งแต่คนจีนมาตั้งรกราก เศรษฐีหลายๆ คนก็มาเริ่มกันที่เยาวราช เพราะมันเป็นดินแดนแห่งโอกาส ถ้ามองไกลๆ มันเป็นสถานที่ที่ก่อตั้ง innovation ไปเรื่อยๆ เรามองว่ามันเป็นพื้นที่ของอนาคต ที่นี่จึงเป็น future concept”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอิฟเท้าความถึงที่มาที่ไปในการเลือกย่านนี้เป็นโลเคชั่นของลุก โฮสเทลให้ฉันฟังด้วยท่าทางยิ้มแย้ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้ามอง Once Again เป็นคน คาแร็กเตอร์จะเป็นคนที่มองปัจจุบันเป็นหลัก อยู่กับความเป็นจริง อายุไม่เด็กมาก ไม่รู้สึกว่าไฟต้องลุกตลอดเวลา เข้าใจโลกมากขึ้น แต่ยังไม่อยากตกเทรนด์ ประมาณวัยสามสิบกว่าๆ แบบเรา แต่คาแร็กเตอร์ลุกคือเป็นเด็กเพิ่งเรียนจบ อยากลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง นั่นก็คือเอิฟนั่นเอง ซึ่งเด็กกว่าและมองเห็นอนาคตอีกไกล”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มิคช่วยเสริมให้เห็นภาพของโฮสเทลนี้ชัดเจนขึ้น และจากที่เห็นบุคลิกของเอิฟผู้แสนกระตือรือร้น ฉันก็เห็นตรงกับภาพที่เขาอธิบายไว้จริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74907" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0182.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0182.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0182-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0182-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะมาเป็นโฮสเทล ที่ตรงนี้เคยเป็นสำเพ็งพลาซ่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และดูทึบมากๆ มิคที่เป็นโต้โผด้านการออกแบบจึงพยายามคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งก่อสร้างใหม่แห่งนี้ออกมาใช้งานได้ สวยงาม และกลมกลืนไปกับพื้นที่ในย่านสำเพ็งที่ค่อนข้างวุ่นวายและเยาวราชที่มีความจีนเป็นภาพจำ โดยศารับหน้าที่สำรวจหาข้อมูลกับคนในท้องถิ่นมาให้ รวมถึงคิดคอนเซปต์ต่างๆ ส่วนเอิฟคอยช่วยเสนอความเห็น รวมถึงบริหารจัดการส่วนที่เป็นบุคลากรกับระบบภายในทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><b>ถอดสถานที่ออกมาเป็นสัญลักษณ์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากสำรวจพื้นที่กันแล้ว ทั้งหมดก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อวางคอนเซปต์ในการออกแบบ และพบว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญคือ ‘ความจีน’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74908" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0108.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0108.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0108-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0108-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แรกสุดมันมีความยากและย้อนแย้งว่าเรามองกลุ่มเป้าหมายเป็นฝรั่ง ซึ่งเอิฟจะค่อนข้างคุ้นเคยกับคนกลุ่มนี้ เอิฟก็ไม่อยากให้จีนจ๋า เป็นจีนที่ไม่ใช่แบบแพตเทิร์นจีน ลายจีน ตู้มังกร แต่ด้วยความที่อยู่ตรงนี้มันต้องมีความจีน ก็เลยใช้ความจีนเชิงสัญลักษณ์ เช่น สีแดง หรือแพตเทิร์นซ้ำๆ บางอย่างที่เป็นคาแร็กเตอร์ของแพตเทิร์นจีน ผนังจีน รู้สึกว่าเราถอดความจีนมาจากสัญลักษณ์ต่างๆ มากกว่า”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74910" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0170.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0170.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0170-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0170-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มิคสวมวิญญาณสถาปนิกอธิบายถึงแนวคิดในการออกแบบของเขา ฉันเองก็รู้สึกได้ว่าที่นี่มีความจีนผสมอยู่แต่ไม่ได้เห็นชัดขนาดนั้น เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แอบแฝงอยู่มากกว่า อย่างเรือนกระจกบนดาดฟ้าที่เรานั่งคุยกันอยู่ ชายหนุ่มก็ตั้งใจออกแบบหลังคาเป็นทรงป้าน ซึ่งมาจากหลังคาของสถาปัตยกรรมจีนอย่างพวกโรงเตี๊ยม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกความจีนที่ฉันสังเกตเห็นคือ สีแดง สีแห่งความโชคดีและความสุขของชาวจีนที่ปรากฏตามผนังล็อบบี้ ห้องพัก และบาร์ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มิคซ่อนไว้เหมือนกัน ทั้งยังมีรายละเอียดเรื่องแพตเทิร์นที่ถ้าไม่สังเกตหรือคุยกับคนออกแบบจริงๆ ก็อาจจะไม่รู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างแพตเทิร์นนี้มาจากฟุตพาทของสำเพ็งสมัยก่อน เรารู้จักอาเจ๊กคนหนึ่งที่รู้เรื่องสำเพ็งเยอะมาก เอารูปเก่าๆ ให้เราดู สมัยก่อนฟุตพาทแถวนี้เป็นหินก้อนใหญ่ๆ แล้วปูเป็นแพตเทิร์นเรียงๆ กัน เท่มาก เราอยากเอากลิ่นอายเหล่านั้นมาใช้ อาจจะไม่ได้กลับมาในรูปแบบโบราณ แต่กลับมาในรูปแบบปัจจุบัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถาปนิกหนุ่มชี้ชวนให้ดูกระเบื้องปูพื้นสีเทาที่เราเหยียบอยู่ นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดผ่านการศึกษาและคิดมาอย่างดี ยังไม่นับรวมการห้อยโคมไฟในระดับที่ลดหลั่นกันไปบริเวณคอร์ตกลาง เพื่อสื่อถึงแสงสีของป้ายร้านย่านเยาวราชที่มีความเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำเดี๋ยวเล็กเดี๋ยวใหญ่อีก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74911" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0095.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0095.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0095-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0095-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าหรี่ตาลงจะเห็นเป็นจุดกำเนิดแสงสว่างที่ไม่เท่ากัน มันแรนด้อมๆ เหมือนเยาวราช แล้วการวางไฟแบบนี้ก็ช่วยให้สเปซดูต่อเนื่องกัน เป็นการเอาความแรนด้อมตรงนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์”</span></p>
<p><b>เปลี่ยนความยากเป็นความไม่ธรรมดา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกจุดหนึ่งที่ทำให้โฮสเทลนี้โดดเด่นกว่าสิ่งก่อสร้างรอบข้างคือ ขนาดอันใหญ่โต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่ฉันกับช่างภาพเดินเข้ามาในโฮสเทลก็รู้สึกถึงความกว้างของที่นี่ จนสงสัยว่ามีตึกเดี่ยวที่ใหญ่ขนาดนี้ด้วยหรือ แต่พอพูดคุยกับทั้งสองคนก็ได้ทราบว่าลุก โฮสเทลไม่ได้รีโนเวตจากตึกเดียวจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะตึกที่เราเห็นเป็นตึกเดียวนี้ที่จริงมันคือสองตึกแล้วทุบตรงกลาง เห็นได้จากสเปซที่ฝั่งหนึ่งมี 5 ชั้น และอีกฝั่งมี 6 ชั้น นั่นคือเหตุผลที่เราสร้างบันไดตรงกลาง คิดว่าน่าจะเป็นความท้าทายของสถาปนิกประมาณหนึ่งในการออกแบบ” เอิฟหัวเราะพลางมองรุ่นพี่ที่รับหน้าที่ออกแบบตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74913" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0124.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0124.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0124-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0124-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถามว่าเราเห็นอะไรในตึกนี้ดีกว่า มันยากนะเพราะมันคือตึกที่ไม่เหมือนกัน แต่เราก็มองเห็นว่าสเปซมันจะไม่ธรรมดาไปด้วย เลยคิดว่าอยากให้เป็นพื้นที่เดียวกันไปเลย คนที่มาจะบอกว่าเหมือนอยู่ในสเปซที่อยู่ในหนัง อยู่ในสเปซที่ไม่มีอยู่จริง มันสปรินต์และมีบันไดลอยกลางอากาศอยู่ เป็นสเปซที่สร้างแรงบันดาลใจ รู้สึกว่ามีอะไร เราเลยอยากโชว์สเปซตรงนี้ให้มีศักยภาพสูงสุด ก็เลยเจาะช่องให้คนมองเห็นสเปซภายในตึกทั้งหมด ทำให้คนในตึกเห็นกัน ไม่น่ากลัว จากตอนแรกที่ตึกน่ากลัวมาก ไม่ค่อยกล้ามาคนเดียว แต่ตอนนี้มันโปร่งโล่งและแสงธรรมชาติเข้าถึง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันพยักหน้าเห็นด้วย เพราะตอนที่เดินเข้ามาในอาคารและเงยหน้าขึ้นมองด้านบนก็พบช่องตรงกลางที่ทำให้เห็นโครงสร้างด้านใน ยิ่งเมื่อเดินสำรวจข้างในก็รู้สึกถึงความเป็นคอมมิวนิตี้ที่เปิดโอกาสให้คนบังเอิญเจอกันแบบโฮสเทล และความเป็นส่วนตัวเมื่อเข้าห้องพักแล้ว แถมแสงธรรมชาติก็ส่องสว่างผ่านพื้นกระจกชั้นดาดฟ้าจนถึงชั้นล่างสุด</span></p>
<p><b>สร้างความกลมกลืนด้วยปูนเปลือย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารู้สึกว่าความเป็นไปได้ของอาคารนี้ในสมัยก่อนคือสำเพ็งพลาซ่า มันคือโอกาสในสมัยก่อน และเราเห็นโอกาสในอนาคตที่มันจะเป็นไปได้ เราเลยทำให้ที่นี่เป็นเหมือนอาคารในอนาคตที่เรามองเห็น ไม่ได้บอกว่าอนาคตต้อง futuristic เทคโนโลยีล้ำเลิศ แต่เรามองว่าอนาคตที่น่าสนใจคือการที่มนุษย์ได้สัมผัสกับแสงธรรมชาติ ได้อยู่กับอะไรที่โปร่ง มองเห็นกันและกัน เราพยายามให้ลักษณะของมันไม่เด้งจากความเป็นสำเพ็งมากจนเกินไป สุดท้ายสำเพ็งมันก็คือตึกเก่าๆ ปูนๆ เราเลยยังคงความเป็นปูนๆ อยู่ อยากให้มันกลืนไปกับสำเพ็งด้วย เลยทำให้โทนสีเก่าๆ ด้วยการใช้ปูนที่เห็นนั่นแหละ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยบริบทเมืองเก่าที่อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์นี่เองที่ทำให้มิคหยิบเอาการออกแบบอินดัสเทรียลมาใช้กับลุก โฮสเทลอย่างเต็มที่ เพราะถึงแม้ที่นี่จะดูกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมแต่ก็แฝงความมีอะไรอยู่ แสดงให้เห็นถึงงานออกแบบที่อยู่ย่านสำเพ็งและบ่งบอกถึงอนาคตได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74914" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0091.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0091.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0091-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0091-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่าสำเพ็งคือความไม่เป็นระเบียบ ไม่ใช่ความเป๊ะ เราตีความมาได้แบบนี้ อาจแตกต่างกับที่อื่นก็ได้ แต่เราอยากให้เป็นกลิ่นอายที่คนเข้ามาแล้วรู้สึกว่าสำเพ็งน่าอยู่ น่าเข้ามาใช้ชีวิต ไม่ใช่การที่ต้องใหม่เว่อร์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อนาคตมีได้หลายเส้นทางใช่ไหม เราเห็นอนาคตเส้นทางหนึ่งที่มองว่าสำเพ็งยังอยู่ต่อไปได้ถ้าปรับให้ดูใหม่และเป็นแนวที่เราคิดว่าเข้าถึงได้ง่าย นั่นคือแนวอินดัสเทรียล ซึ่งตามมาด้วยความลอฟท์ของมัน ปูนเปลือย โชว์ท่อไฟ โชว์งานระบบทั้งหมด เพราะด้วยความที่เรามองว่าสำเพ็งไม่ใช่ความเนี้ยบนั่นเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการออกแบบแนวปูนเปลือยของโฮสเทลแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลือยเพื่อความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เปลือยถึงประวัติศาสตร์และความเป็นสำเพ็งด้วย</span></p>
<p><b>มากกว่าความงามคือให้ประสบการณ์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งความน่าสนใจของที่นี่คงหนีไม่พ้นส่วนล็อบบี้ต้อนรับที่มีตู้ยาเก่าจำนวนมหาศาลเรียงรายอยู่ตามผนัง สารภาพตามตรงว่าฉันแอบลองดึงที่จับออกมาเหมือนกัน ถึงจะรู้ว่านั่นคือการออกแบบของมิคแล้วก็ตาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74915" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0117.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0117.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0117-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0117-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สมัยก่อนตู้ยาถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอินทีเรียร์ในร้านของเยาวราช เป็นชั้นตู้ยาเยอะๆ แต่เราไม่อยากเอาตู้ยาโบราณที่เป็นลายไม้เก่าๆ มาใช้ เราตีความตู้ยาเป็นแค่การใช้กริดสี่เหลี่ยมจำนวนเยอะๆ พูดง่ายๆ คือเอาระบบกริดผืนผ้ามาใช้ แล้วติดมือจับเข้าไป คนจะรู้สึกว่านี่คือตู้ยา แต่จริงๆ มันเป็นแค่การถอดสัญลักษณ์มาใช้เหมือนกับส่วนอื่นๆ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงกระนั้น ความสวยงามที่ทุกคนมองเห็นก็มีฟังก์ชั่นแฝงอยู่ อย่างตอนที่ฉันไป แผงตู้ยายาวขนาดเท่าประตูเปิดอ้า ทำให้เห็นว่ามีห้องน้ำซ่อนอยู่ภายในตู้ยาเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป็นการบอกว่าตู้ยามีที่เก็บฟังก์ชั่นนู่นนี่ ซึ่งด้วยความที่เราอยากเซอร์ไพรส์แขกหรือคนที่มาให้รู้สึกว่าตู้ยาดึงได้หรือเปล่าวะ พอเล่นๆ แล้วเปิดได้เป็นห้องน้ำ คนก็ตกใจเยอะเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วมันคือฟังก์ชั่นที่ต้องทำให้ส่วนต้อนรับแหละ ซึ่งก็ใส่ไว้หลังตู้ยาเลย เรียกว่าเป็นฟังก์ชั่น ดีไซน์ ความสวยงาม และเรื่องประสบการณ์ที่คนเล่นแล้วเจออะไร เป็นประสบการณ์ที่เจอได้เฉพาะที่นี่ เพราะด้วยความเป็นสำเพ็งกับเยาวราช ถ้าลองเดินเล่นๆ ในจุดที่ไม่ใช่จุดหลักๆ ลองไปตามตรอกต่างๆ จะชอบเจอเซอร์ไพรส์ อยู่ๆ ก็เจอวัดจีนหรือโรงเรียน มันคือความเซอร์ไพรส์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นประสบการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74917" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0279.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0279.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0279-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/IMG_0279-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเราจบบทสนทนากันในช่วงฟ้ามืดพอดี เอิฟเดินลงมาส่งพวกฉันและบอกลาด้วยน้ำเสียงสดใส ร้านค้ารอบข้างปิดหมดแล้ว คงเหลือแต่โฮสเทลที่ยังเปิดไฟส่องไสว อีกไม่นานแผงลอยจะเริ่มตั้งและถนนวานิช 1 ก็จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อนั้น คงจะมีคนไทยหรือนักท่องเที่ยวจากชาติไหนสักชาติเดินสำรวจย่านเยาวราชจนมาเจอความเซอร์ไพรส์แห่งใหม่ที่มีชื่อว่าลุก โฮสเทลบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">________________________________________________________________________</span></p>
<p><strong>The Series of Loft Places</strong> คอลัมน์ที่เราคัดสรรสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คาเฟ่ ออฟฟิศ ที่มีความโดดเด่นในสไตล์ลอฟท์ ทั้งการออกแบบและเรื่องราว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการตกแต่งสไตล์ลอฟท์ โดยคุณก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ กับ TOA Loft ปูนฉาบขัดมันสำเร็จรูป เป็นสูตรน้ำ ปลอดภัย ไร้กลิ่นฉุน พร้อมกับตัวเคลือบสูตรพิเศษในเซต ที่จะช่วยปกป้องผนังลอฟท์ให้มีความทนทานเสมือนการเคลือบแก้ว อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเช็ดล้างง่าย และยังไม่อมฝุ่น ปลอดภัยต่อสุขภาพอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-75884 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2.jpg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Content-TOA-2-2-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-75882 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TOA-colour-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loft-hostel-2/">จากตึกสำเพ็งพลาซ่ามาเป็น LUK Hostel  เบื้องหลังของโฮสเทลที่อยากชวนคุณลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เขียนอักษรศิลป์โบราณและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นกับเพจ &#8216;อักษราร้อยวลีลิขิต&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Sep 2019 05:00:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[เพจศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Online Media]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[อักษราร้อยวลีลิขิต]]></category>
		<category><![CDATA[Calligraphy]]></category>
		<category><![CDATA[จิรพันธุ์ สัมภาวะผล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอักษร]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะร่วมสมัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=71125</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฉันสูดหายใจแรงและรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะในระหว่างเอื้อมมือไปรับสมุดไทยดำเรื่อง จินดามณี มาชื่นชม สันนิษฐานว่าเล่มที่อยู่ตรงหน้าฉันน่าจะเก่าแก่ราว 200 ปีและเป็นฉบับที่ลูกศิษย์ลูกหาคัดลอกมาจากตำราของอาจารย์อีกทีหนึ่ง แน่นอนว่าสมุดเล่มนี้เป็นของรักของหวง เพราะเจ้าของค่อยๆ คลี่ผ้าห่อสมุดออกอย่างบรรจง ก่อนส่งให้ฉันอย่างระมัดระวัง ตามประสาบัณฑิตเอกภาษาไทยอย่างฉัน จินดามณี ถูกพูดถึงนับครั้งไม่ถ้วนในชั้นเรียนเพราะได้ชื่อว่าเป็นหนังสือเรียนเล่มแรกของไทย แต่พอได้มาเห็นสมุดไทยอายุหลายร้อยปีของจริงกับตา ก็อดตื่นเต้นไม่ได้จริงๆ นอกจาก จินดามณี ข้างกันนั้นยังมีสมุดไทยโบราณอีกหลายเล่ม บางเล่มดูออกว่าผ่านมาหลายชั่วอายุคนจนเกิดความเสียหายที่กาลเวลาฝังรอยไว้ ทั้งรูพรุนและขอบกระดาษเหลืองกรอบ แต่ที่ทำให้ฉันตะลึงจนละสายตาไม่ได้คือตัวอักษรวิจิตรที่จดจารอยู่บนหน้ากระดาษเหล่านั้นต่างหาก มองปราดเดียวก็รู้ว่ากว่าจะได้ตัวอักษรไทยสวยๆ เหล่านั้นมา คนโบราณคงฝึกฝนชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าเพื่อค้นหาเทคนิคการเขียนเฉพาะตัว จนได้ลายเส้นตัวอักษรที่งดงามอ่อนช้อยไม่แพ้งานประณีตศิลป์แขนงอื่นๆ หากจะเรียกว่านี่คือ calligraphy แบบไทยๆ ก็คงไม่ผิดนัก ฝ้าย–จิรพันธุ์ สัมภาวะผล คือเจ้าของสมุดไทยล้ำค่าและเจ้าของลายเส้นสวยๆ ในเพจ &#8216;อักษราร้อยวลีลิขิต&#8217; ผู้รื้อฟื้นการเขียนตัวอักษรไทยโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และอุทิศตัวฝึกฝนการเขียนอักษรไทยวิจิตรด้วยตัวเองตามแบบฉบับโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกคัดตัวอักษรด้วยปากกาขนนกบนกระดาษข่อย ไปจนถึงการผสมสีและบดแร่ต่างๆ เป็นหมึกใช้เอง ซึ่งน้ำหมึกจากปลายปากกาของฝ้ายนี่แหละที่กำลังชุบชีวิตจิตวิญญาณงานช่างศิลป์ไทยที่นับวันจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา อักษราร้อยวลีลิขิตเป็นเพจที่ฝ้ายตั้งใจรวบรวมเทคนิคการเขียนอักษรไทยวิจิตรรูปแบบต่างๆ รวมทั้งแชร์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ฝ้ายค้นพบจากเอกสารโบราณต่างๆ ระหว่างค้นคว้าเกี่ยวกับอักษรไทยโบราณ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากจะเปิดเพจให้ความรู้แบบฟรีๆ แล้ว ฝ้ายยังจัดเวิร์กช็อปสอนการเขียนอักษรไทยโบราณสำหรับผู้ที่สนใจและเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันคัดลายมือระดับชาติด้วย หนึ่งในงานที่ฝ้ายภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้เป็นหนึ่งในผู้คัดลอกคัมภีร์อักษรขอมโบราณสำหรับประกอบเครื่องสังเค็ดหรือสิ่งของสำหรับถวายพระสงฆ์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ซึ่งในประเทศไทยเหลือผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น สำหรับใครที่เคยคิดว่าการคัดลายมือไทยเป็นสิ่งที่ดูเชย ล้าสมัย หรือเคยเป็นยาขมในวัยเด็ก และคิดว่าตัวอักษรไทยมีแค่หัวกลมกับหัวเหลี่ยม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-3/">เขียนอักษรศิลป์โบราณและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นกับเพจ &#8216;อักษราร้อยวลีลิขิต&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ฉันสูดหายใจแรงและรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะในระหว่างเอื้อมมือไปรับสมุดไทยดำเรื่อง <em>จินดามณี</em> มาชื่นชม สันนิษฐานว่าเล่มที่อยู่ตรงหน้าฉันน่าจะเก่าแก่ราว 200 ปีและเป็นฉบับที่ลูกศิษย์ลูกหาคัดลอกมาจากตำราของอาจารย์อีกทีหนึ่ง</p>
<p>แน่นอนว่าสมุดเล่มนี้เป็นของรักของหวง เพราะเจ้าของค่อยๆ คลี่ผ้าห่อสมุดออกอย่างบรรจง ก่อนส่งให้ฉันอย่างระมัดระวัง</p>
<p>ตามประสาบัณฑิตเอกภาษาไทยอย่างฉัน <em>จินดามณี </em>ถูกพูดถึงนับครั้งไม่ถ้วนในชั้นเรียนเพราะได้ชื่อว่าเป็นหนังสือเรียนเล่มแรกของไทย แต่พอได้มาเห็นสมุดไทยอายุหลายร้อยปีของจริงกับตา ก็อดตื่นเต้นไม่ได้จริงๆ</p>
<p>นอกจาก <em>จินดามณี</em> ข้างกันนั้นยังมีสมุดไทยโบราณอีกหลายเล่ม บางเล่มดูออกว่าผ่านมาหลายชั่วอายุคนจนเกิดความเสียหายที่กาลเวลาฝังรอยไว้ ทั้งรูพรุนและขอบกระดาษเหลืองกรอบ แต่ที่ทำให้ฉันตะลึงจนละสายตาไม่ได้คือตัวอักษรวิจิตรที่จดจารอยู่บนหน้ากระดาษเหล่านั้นต่างหาก</p>
<p>มองปราดเดียวก็รู้ว่ากว่าจะได้ตัวอักษรไทยสวยๆ เหล่านั้นมา คนโบราณคงฝึกฝนชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าเพื่อค้นหาเทคนิคการเขียนเฉพาะตัว จนได้ลายเส้นตัวอักษรที่งดงามอ่อนช้อยไม่แพ้งานประณีตศิลป์แขนงอื่นๆ หากจะเรียกว่านี่คือ calligraphy แบบไทยๆ ก็คงไม่ผิดนัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71141" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-27.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ฝ้าย–จิรพันธุ์ สัมภาวะผล</strong> คือเจ้าของสมุดไทยล้ำค่าและเจ้าของลายเส้นสวยๆ ในเพจ &#8216;อักษราร้อยวลีลิขิต&#8217; ผู้รื้อฟื้นการเขียนตัวอักษรไทยโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และอุทิศตัวฝึกฝนการเขียนอักษรไทยวิจิตรด้วยตัวเองตามแบบฉบับโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกคัดตัวอักษรด้วยปากกาขนนกบนกระดาษข่อย ไปจนถึงการผสมสีและบดแร่ต่างๆ เป็นหมึกใช้เอง ซึ่งน้ำหมึกจากปลายปากกาของฝ้ายนี่แหละที่กำลังชุบชีวิตจิตวิญญาณงานช่างศิลป์ไทยที่นับวันจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา</p>
<p>อักษราร้อยวลีลิขิตเป็นเพจที่ฝ้ายตั้งใจรวบรวมเทคนิคการเขียนอักษรไทยวิจิตรรูปแบบต่างๆ รวมทั้งแชร์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ฝ้ายค้นพบจากเอกสารโบราณต่างๆ ระหว่างค้นคว้าเกี่ยวกับอักษรไทยโบราณ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว</p>
<p>นอกจากจะเปิดเพจให้ความรู้แบบฟรีๆ แล้ว ฝ้ายยังจัดเวิร์กช็อปสอนการเขียนอักษรไทยโบราณสำหรับผู้ที่สนใจและเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันคัดลายมือระดับชาติด้วย</p>
<p>หนึ่งในงานที่ฝ้ายภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้เป็นหนึ่งในผู้คัดลอกคัมภีร์อักษรขอมโบราณสำหรับประกอบเครื่องสังเค็ดหรือสิ่งของสำหรับถวายพระสงฆ์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ซึ่งในประเทศไทยเหลือผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น</p>
<p>สำหรับใครที่เคยคิดว่าการคัดลายมือไทยเป็นสิ่งที่ดูเชย ล้าสมัย หรือเคยเป็นยาขมในวัยเด็ก และคิดว่าตัวอักษรไทยมีแค่หัวกลมกับหัวเหลี่ยม เราขอให้คุณลองมาทำความรู้จักกับการเขียนอักษรไทยวิจิตรดูสักครั้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71142" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>พรแสวงไปสู่ (พร) สวรรค์ของการเขียน</strong></p>
<p>หลายคนอาจคิดว่าฝ้ายเรียนจบด้านวิจิตรศิลป์หรือเป็นช่างฝีมือที่คุ้นเคยกับการขีดเขียนอักษรไทยอยู่แล้ว แต่ผิดถนัด เขาไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรง แต่พรแสวงและความสนใจในจิตรกรรมไทยที่มีอยู่เป็นทุนเดิมผลักดันให้นักเรียนช่างไฟฟ้าคนนี้หาข้อมูลแบบลงลึกเรื่องอักษรไทยโบราณ</p>
<p>“ความตั้งใจแรกเริ่มคือจะเขียนยังไงให้สวยเหมือนคนสมัยก่อน การเขียนสวยมีแค่ 2 ปัจจัย หนึ่งคือการฝึกฝน สองคืออุปกรณ์ เราต้องไปดูว่าสมัยนั้นใช้วัสดุอะไร และเราสามารถใช้อะไรสร้างงานให้เหมือนงานเก่าๆ ได้ เราเลยเริ่มค้นดูเอกสารเก่าๆ เพื่อดูต้นแบบตัวอักษร และศึกษาเรื่องอุปกรณ์ที่จะเขียนให้ได้เหมือนตัวอักษรของคนโบราณ เลยหาหนังสือหัดคัด เริ่มใช้ปากกาปลายตัด แล้วก็ฝึกเขียนหลายๆ แบบเรื่อยมา”</p>
<p>พอพูดถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า การคัดตัวอักษรวิจิตรของไทยต่างจาก calligraphy ของฝรั่งยังไง เพราะดูเผินๆ ก็เป็นศิลปะแห่งอักษรศิลป์เหมือนกัน ฝ้ายจึงเฉลยให้เราฟังว่าหลักๆ จุดที่ต่างคือตัวอักษรไทยจะใช้น้ำหนักเส้นสม่ำเสมอ</p>
<p>“ของฝรั่งจะมีการใช้น้ำหนักเส้นค่อนข้างเยอะ เน้นการใช้ความหนา-บางของเส้น แต่ของไทยจะเป็นน้ำหนักเดียว สิ่งที่เหมือนกันโดยบังเอิญคืออักขระวิจิตรของไทยจะมีเครื่องหมายที่เรียกว่า ‘ละสุด’ ทำหน้าที่หยุดท้ายบรรทัดเพื่อรักษาแนวสายตาว่าแต่ละบรรทัดตรงกัน หลอกสายตาว่าตัวอักษรอยู่ในฟอร์มซ้าย-ขวาเท่ากัน ซึ่งของฝรั่งก็มีเหมือนกัน แต่จะใช้วิธีลากเส้นจนสุดบรรทัดแทน”</p>
<p>พอเริ่มฝึกฝนจนคัดตัวอักษรไทยได้ชำนาญแล้ว ฝ้ายก็ขยับมาลองคัดอักษรขอมดูบ้าง โดยเริ่มจากการแกะยันต์คาถาชินบัญชรที่เขียนด้วยอักษรขอม หลายปีให้หลังฝ้ายมีโอกาสถวายงานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ในการเขียนอักษรขอมในคัมภีร์ทางศาสนาเพื่อใช้ในพระราชพิธีอีกด้วย</p>
<p>งานครั้งนั้นเป็นที่มาที่ทำให้ฝ้ายริเริ่มทำคู่มือแบบเรียนการเขียนอักษรขอมเบื้องต้น โดยอ้างอิงและรวบรวมจากตำราอักษรโบราณที่ทยอยเก็บสะสมมาเรื่อยๆ เพื่อที่จะเขียนตำราอักษรขอมฉบับของตัวเอง เพื่อให้คนรู้จักและเข้าถึงการเขียนอักษรขอมได้ในวงกว้างขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71143" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ของแถมจากอักษรวิจิตรคือการเรียนรู้วัฒนธรรมทางอ้อม</strong></p>
<p>ในมุมมองของฝ้ายผู้ซึ่งคลุกคลีกับการเขียนอักษรไทยวิจิตรมาเป็นสิบปี แน่นอนว่าสมุดไทยไม่ได้มีไว้แค่บันทึกตัวอักษรสวยๆ เท่านั้น แต่ยังบันทึกองค์ความรู้ต่างๆ และบอกเล่าวัฒนธรรมทางอ้อมอีกด้วย</p>
<p>“เมื่อคัดลอก อันดับแรกคือเราต้องอ่านก่อน การอ่านทำให้เราซึมซับองค์ความรู้ในแต่ละเล่ม เช่น ในยุครัตนโกสินทร์ก็จะมีทั้งวรรณกรรม ศิลปกรรมลายเส้น โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ตำรายา ตำรากดจุด แบบเรียน เราสามารถศึกษาองค์ความรู้จากคนโบราณได้จากสมุดไทย ที่น่าสังเกตคือความรู้แทบจะทุกสาขาในสมัยก่อนจะบันทึกด้วยอักษรขอม โดยเฉพาะคาถาทั้งหลายที่เป็นภาษาบาลีจะนิยมเขียนด้วยอักษรขอม เพราะมีความเชื่อว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ มักจะใช้บันทึกคัมภีร์ทางศาสนาหรือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์”</p>
<p>หรือความเชื่อที่ผูกพันกับศาสนาก็สะท้อนออกมาผ่านการสร้างงานของคนสมัยก่อนด้วยเช่นกัน</p>
<p>“ในคัมภีร์ทางศาสนามีความเชื่อว่าห้ามขีดฆ่า การฆ่าตัวอักษรเท่ากับการฆ่าพระ ฆ่าเณร เพราะฉะนั้นคนที่รับจ้างเขียนก็ต้องตั้งใจเขียน เพราะผู้สร้างเขามีศรัทธาอันแรงกล้า อย่างสมุดเล่มหนึ่งมีราคาแพงมาก เท่ากับทองคำ 8 บาทในสมัยก่อน แล้วยังมีค่าช่างเขียนหนังสือ ช่างเขียนภาพ ผ้าห่อคัมภีร์ เพราะฉะนั้นกว่าจะสร้างงานให้เสร็จเล่มหนึ่งใช้เงินจำนวนมาก”</p>
<p>หรือการสร้างอุปกรณ์พิเศษสำหรับวางตำรา ก็สะท้อนให้เห็นว่าหนังสือไม่ได้มีค่าแค่เป็นวัตถุสำหรับบันทึกตัวอักษรลงไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าที่คนในสังคมยึดถือว่า ตำราต่างๆ เป็นของสูง ไม่ต่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องวางให้สูงกว่าพื้นและเจ้าของต้องให้ความเคารพ</p>
<p>“คนโบราณสร้าง ‘กากะเยีย’ ที่ทำด้วยไม้ 8 ชิ้นร้อยไขว้กันเป็นที่วางหนังสือใบลานหรือตำราต่างๆ เพราะมีความเชื่อว่าตำราเรียนทั้งหลายเป็นของสูง บางทีเป็นเรื่องคาถาอาคมที่คัดลอกโดยครูบาอาจารย์ จะไม่วางที่พื้นให้เสมอกับเท้า เวลาจะแบกตำราเรียนไปไหนเราจะพกกากะเยียไปด้วย พอคลี่ไม้ออกมาก็จะกลายเป็นที่วาง เหมือนเป็นโต๊ะขนาดย่อมๆ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การเขียนคือสะพานเชื่อมตัวตนเข้ากับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น</strong></p>
<p>ฝ้ายเล่าถึงเรื่องที่ไม่คาดคิดอย่างหนึ่งที่ค้นพบระหว่างค้นคว้าเอกสารโบราณเพื่อจะนำมาคัดลอก กลายเป็นว่าเอกสารนั้นคือหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของระยอง โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนแม้จะเป็นคนระยองก็ตาม</p>
<p>“เราไปเจอตำราเล่มหนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแนวประวัติศาสตร์ แต่ทราบมาจากอาจารย์ด้านวรรณกรรมว่าเป็นบทแหล่ที่แต่งขึ้นจากเหตุการณ์จริง คือหักมุมจากที่เราคิดไปเลย บทแหล่ของระยองที่เราเจอนี่ล้ำมาก เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับราชทูตไทยเดินทางไปอังกฤษ พอได้อ่านเอกสารเพื่อเขียนเราถึงได้รู้ หรืออีกครั้งหนึ่งที่ไปเจอทำเนียบชื่อวัดเก่าในจังหวัดระยองซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว เราเลยได้รู้ว่าวัดเก่าๆ ในระยองอยู่ตรงไหน และตอนนี้กลายเป็นวัดอะไรที่เปลี่ยนชื่อไป ทำให้ได้รู้ประวัติดั้งเดิมของวัดในระยองด้วย และเราเคยเห็น <em>สมุดภาพจันทโครพ</em> ของจังหวัดระยอง ของภาคอื่นจะเขียนเป็นตัวหนังสือลงสมุดไทยเท่านั้น แต่ของจังหวัดเราเป็นภาพเขียนจิตรกรรมด้วย ตอนแรกไม่คิดว่าบ้านเราจะมีอะไรแบบนี้ด้วย แต่พอได้เจอก็ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นตัวเองมากขึ้น”</p>
<p>กลายเป็นว่าฝ้ายได้รู้เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของระยองผ่านการคัดเขียนอักษรไทยวิจิตร ได้รู้เรื่องราวของบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น เหมือนกับการเขียนได้รื้อฟื้นคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งหลับใหลมานานแสนนาน</p>
<p>การปลุกชีวิตให้การเขียนอักษรโบราณจึงไม่ต่างจากการปลุกชีวิตของประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของระยองให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง และเชื่อมให้คนท้องถิ่นได้รู้จักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตัวเองดียิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71144" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ทำเพจเพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องอักษรไทยวิจิตร</strong></p>
<p>เมื่อความหลงใหลและความเชี่ยวชาญเริ่มบ่มเพาะจนได้ที่แล้ว ฝ้ายก็พร้อมส่งต่อความรู้สู่คนวงกว้าง โดยการสร้างเพจ ‘อักษราร้อยวลีลิขิต’ ขึ้น เพื่อเผยแพร่สิ่งที่ตัวเองหลงใหลให้คนอื่นรู้จัก และให้ความรู้เรื่องการเขียนอักษรโบราณ มีโพสต์ทั้งงานเก่าและใหม่ สักระยะผ่านไป เมื่อเห็นว่ามีคนสนใจพอสมควร ฝ้ายจึงลงมือผลิตคอนเทนต์ให้ความรู้เรื่องแบบตัวอักษรต่างๆ ทั้งแบบฝึกหัดสอนเขียน ความรู้เกี่ยวกับเอกสารโบราณ เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการเขียนอักษรวิจิตร รวมถึงวิดีโอสอนการเขียนตัวหนังสือสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกด้วย</p>
<p>“เราทำเพจอักษราร้อยวลีลิขิตทำมา 3 ปี ส่วนใหญ่คนที่เข้ามามีทั้งคนที่มีความรู้เรื่องการเขียนอักษรไทยและคนที่สนใจอยากลองเขียน ที่เราทำเพจเพื่อเป็นที่ให้คนที่สนใจเรื่องเดียวกันมาเจอกันและอยากสร้างแรงบันดาลใจในการเขียน พอมีคนเริ่มมาสนใจ เริ่มมีคนให้คุณค่ากับการเขียนตัวอักษร เราเลยรู้ว่ายังมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจ มีคนเข้ามาขอคำแนะนำให้ช่วยออกความเห็นเรื่องการเขียน หรือถามว่าควรจะฝึกยังไง มีคำถามเข้ามาเป็นระยะ มันก็บ่งบอกว่ามีคนรุ่นใหม่สนใจงานลักษณะนี้เหมือนกัน ที่เราทำคืออยากเพาะเมล็ดพันธุ์ให้ฝังเข้าไปเบ่งบานในใจเขา ส่วนเขาจะเอาไปต่อยอดหรือไม่ก็แล้วแต่ ที่สำคัญคุณได้ลองสัมผัสมันแล้ว”</p>
<p>เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่ในระยองสนใจรื้อฟื้นศิลปะโบราณให้กลับมามีชีวิตและโลดเต้นในโลกออนไลน์ที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ หันมาศึกษามรดกทางวัฒนธรรมที่บรรจุอยู่ในสมุดไทยโบราณผ่านการคัดเขียนอักษรไทยวิจิตรอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71145" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>การเขียนอักษรไทยวิจิตร 101</strong></p>
<p>อ่านบทสัมภาษณ์แล้ว หลายคนอาจจะสนใจอยากลองเขียนอักษรไทยวิจิตรโบราณดูบ้าง ฝ้ายเลยพาเราไปทำความรู้จักกับบทเรียนพื้นฐานของการเขียนอักษรวิจิตรตามแบบโบราณแท้ๆ ตั้งแต่การเตรียมเรื่องที่จะเขียน รูปแบบของตัวอักษรในสมัยต่างๆ กระดาษแต่ละประเภท น้ำหมึก ปากกา ไปจนถึงการวัดเส้นบรรทัด</p>
<p>เตรียมปากกาและกระดาษของคุณให้พร้อม แล้วไปทำความรู้จัก calligraphy แบบไทยๆ กัน!</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71146" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-53.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-53.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-53-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-53-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>01 ทำความรู้จักตัวอักษร</strong></p>
<p>แบบของตัวอักษรมีชื่อเรียกตามยุคสมัยและชื่อเรียกตามแต่ละพื้นที่ เช่น ภาคเหนือ จะเรียกว่า ‘อักษรล้านนา’ หรือ ‘ตัวเมือง’ ตามชื่ออาณาจักรล้านนา ส่วนภาคกลางจะแบ่งตัวอักษรเป็น 4 ยุคคือ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แต่ละยุคก็มีชื่อเรียกตัวอักษรแตกต่างกันไป</p>
<p>ตัวอักษรของสุโขทัยเรียกว่า ‘ลายสือไทย’ ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นผู้ประดิษฐ์ ตัวอักษรจะอ้วนกว่ายุคอื่นหน่อย ถัดมาตัวอักษรสมัยอยุธยาเรียกว่า ‘ตัวไทยย่อ’ เอกลักษณ์คือตัวหนังสือจะเอียง ส่วนสมัยธนบุรีจะคล้ายตัวหนังสือของอยุธยาตอนปลาย แต่จะอวบขึ้นมาหน่อย และตัวอักษรสมัยรัตนโกสินทร์จะเริ่มใกล้เคียงกับตัวอักษรไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือตัวหนังสือจะผอมกว่ายุคอื่นๆ</p>
<p>ส่วนตัวอักษรมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้คือ ตัวหัวกลมแบบกระทรวงศึกษาธิการ และหัวเหลี่ยมหรือตัวอาลักษณ์ แต่สำหรับที่ใช้สอนหนังสือในโรงเรียนและการแข่งขันคัดลายมือระดับชาติจะเหลือแต่อักษรหัวกลมเป็นหลัก</p>
<p>ใครสนใจอยากคัดตัวอักษรแบบไหน ก็ลองไปหาแบบที่ชอบเตรียมไว้ได้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>02 รู้เรื่องกระดาษ เขียนร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง</strong></p>
<p>ฝ้ายอธิบายว่ากระดาษที่ใช้กันในสมัยก่อนแบ่งเป็น 2 ภาคหลักๆ คือ ภาคเหนือ และภาคกลางลงไปจนถึงภาคใต้ การเรียกชื่อกระดาษจะเรียกตามวัตถุดิบที่ใช้ทำ เช่น ภาคเหนือใช้กระดาษสาที่ทำจากปอสา ก็จะเรียกว่า ‘กระดาษสา’ ส่วนภาคกลางใช้เปลือกข่อยทำกระดาษ ก็จะเรียกว่า ‘สมุดข่อย’ ในขณะที่ภาคใต้ใช้กระดาษข่อยเหมือนกัน แต่มีชื่อเรียกแตกต่างไปจากภาคกลาง โดยจะเรียกว่า ‘หนังสือบุด’</p>
<p>สมุดของไทยมีอยู่ 2 สีหลักๆ คือ สมุดไทยขาว และสมุดไทยดำ สมุดไทยขาวจะใช้หมึกดำเขียน ส่วนสมุดไทยดำจะใช้สีขาว สีเหลือง สีแดง หรือสีทอง ในการเขียน เพื่อดึงสีสันของตัวอักษรให้เห็นชัด</p>
<p>สมุดไทยดำเหมือนกับสมุดไทยขาวตรงที่ทำจากข่อยเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่สมุดไทยดำจะใช้เขม่าผสมกาวแล้วทาให้ทั่วกระดาษ เพราะต้องการปกปิดกระดาษที่มีตำหนิ เช่น อาจมีส่วนเปลือกติดมาบ้างทำให้กระดาษไม่ขาวทั่วกันทั้งเล่ม</p>
<p>ใครที่สนใจอยากเขียนลงบนกระดาษดั้งเดิมที่คนโบราณใช้ ก็อาจจะลองหากระดาษสาหรือกระดาษข่อยมาลองเขียนดู หรือยังไม่อยากจะแอดวานซ์ถึงขนาดใช้กระดาษข่อยของจริง ก็อาจจะเริ่มจากกระดาษมีเส้นธรรมดาๆ ก่อนก็ได้แล้วค่อยไต่ระดับไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71147" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-44.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-44.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-44-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-44-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>03 หมึกจากแร่ธาตุธรรมชาติ</strong></p>
<p>หมึกคือสีที่ใช้เขียนลงบนสมุด ถ้าเป็นสมุดไทยขาวก็จะไม่ยุ่งยากนักเพราะใช้หมึกสีดำเป็นหลัก เช่น หมึกจีน</p>
<p>ส่วนสีที่ใช้กับสมุดไทยดำจะซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เพราะต้องใช้หมึกจากแร่ธาตุ ที่นิยมกันจะมีรงทองซึ่งทำหน้าที่เหมือนกาวยึดสีให้ติดกับหน้ากระดาษ สีเหลืองได้จากหรดาลซึ่งเป็นแร่ธาตุในชั้นดิน โดยเราจะเรียกสมุดไทยดำที่เขียนด้วยสีเหลืองว่า ‘สมุดไทยดำเส้นรงทอง’ หรือ ‘สมุดไทยดำเส้นหรดาล’ คือดึงชื่อของวัตถุดิบอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นชื่อเรียก</p>
<p>ส่วนหมึกสีแดงได้จากชาดซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่ง สีทองได้จากทองคำเปลวมาติดบนกาว สีขาวได้จากดินขาวนำมาบดผสมน้ำให้เหลว หรือจะใช้ดินสอขาวเอามาเหลาปลายให้แหลมคล้ายดินสอก็ได้ ข้อดีของดินสอขาวคือสามารถลบออกและเขียนลงไปได้ใหม่คล้ายชอล์กเขียนกระดานดำ</p>
<p>ในเมืองไทยมีแร่ธาตุต่างๆ ที่กล่าวมาสำหรับทำงานประณีตศิลป์อยู่แล้ว สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะใช้หมึกดำเขียนบนกระดาษขาวไปก่อนเพื่อฝึกมือก่อนลงสีด้วยแร่ธาตุจริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71148" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-35.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-35.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-35-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>04 ปลายปากกากำหนดเส้นสาย</strong></p>
<p>ปากกาหรือดินสอที่ใช้จะขึ้นอยู่กับพื้นผิวกระดาษ เช่น กระดาษสาของภาคเหนือที่มีเนื้ออ่อนนุ่มก็ต้องใช้จำพวกกิ่งไม้ ไม้ไผ่ หรือก้านกูดปิด (ผักกูดก้านแข็งที่นำมาตัดแต่งโคนให้คล้ายปากกาขนนก) ในการเขียน เพราะการใช้กิ่งไม้ปลายไม่แหลมนักจะทำให้กระดาษไม่ขาด</p>
<p>ส่วนกระดาษข่อยของภาคกลางจะเนื้อแน่นกว่า จึงสามารถรองรับได้ทุกวัสดุ ทั้งปากกาคอแร้งและปากกาขนนก</p>
<p>ฝ้ายเล่าว่าข้อดีของปากกาขนนกคือเส้นจะนุ่มลื่น ไม่ค่อยเกี่ยวกระดาษ ทั้งยังมีโครงสร้างหัวปากกาคล้ายๆ ปากกาคอแร้งที่เป็นเหล็ก แต่ข้อเสียของปากกาคอแร้งคือ คนที่ไม่ชำนาญ ไม่รู้มุมปากกาที่มีความเหลี่ยม ความคม ก็อาจเกี่ยวกระดาษขาดได้</p>
<p>ใครถนัดปากกาแบบไหนก็ลองใช้ดูได้ สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะใช้วิธีลากเส้นตามเส้นประตัวหนังสือแบบที่ชอบดูก่อน โดยเริ่มไต่ระดับจากการใช้ดินสอ ปากกา ปากกาคอแร้ง และปากกาขนนก ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-71164" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-76.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-76.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-76-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/อักษราร้อยวลีลิขิต-76-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>05 วัดระยะบรรทัดตามมาตราไทยโบราณ</strong></p>
<p>ฝ้ายเล่าว่าสมัยโบราณจะใช้ไม้บรรทัดที่เป็นหน่วยเฉพาะตามมาตราไทย เช่น นิ้ว กระเบียด และอนุกระเบียด</p>
<p>ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของเรื่องเส้นบรรทัดสำหรับการเขียนอักษรไทยโบราณคือ สมัยก่อนจะเขียนตัวหนังสือใต้เส้นบรรทัดซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะรับมาจากวัฒนธรรมการเขียนแบบอินเดีย</p>
<p>ใครที่อยากลองเขียนอักษรวิจิตรตามแบบโบราณ ขอแนะนำให้ลองตีเส้นบรรทัดด้านบน แล้วเขียนตัวหนังสือด้านล่างเส้นดู รับรองว่าน่าจะท้าทายนักเขียนอักษรมือใหม่อยู่ไม่น้อย</p>
<p>ส่วนใครที่อ่านแล้วยังไม่เห็นภาพ เราแนะนำให้เข้าไปติดตามการเขียนอักษรไทยวิจิตรที่เพจ <a href="https://www.facebook.com/aksararoywaleelikhit/">อักษราร้อยวลีลิขิต</a> เพราะมีการสาธิตการเขียนอักษรไทยหลายๆ แบบ แถมมีวิดีโอเพื่อช่วยให้มือใหม่ฝึกเขียนตามง่ายขึ้นด้วย</p>
<hr />
<p><em>GC เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อศิลปวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบในจังหวัดระยอง เราขอชวนให้ทุกคนติดตามบทความอื่นๆ ที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวระยองได้ที่คอลัมน์ Rayong Time Ago และพบกับบทความถัดไปในเดือนตุลาคม</em></p>
<p><em>แล้วจะรู้ว่าระยองไม่ได้มีดีแค่ทะเล ผลไม้ หรือกะปิ แต่วัฒนธรรมตั้งแต่ครั้งวันวานที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นของชาวระยองนี่แหละคือเสน่ห์ของจริง</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-3/">เขียนอักษรศิลป์โบราณและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นกับเพจ &#8216;อักษราร้อยวลีลิขิต&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกะรอยสกุลช่างระยองผ่านมุมมองของอาจารย์ประวัติศาสตร์ศิลปะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Aug 2019 11:00:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[Rayong Time ago]]></category>
		<category><![CDATA[ยมจินดา]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ลุ่มน้ำระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โบราณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[นักโบราณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลช่าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=69255</guid>

					<description><![CDATA[<p>รศ. ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร นักประวัติศาสตร์ศิลปะรุ่นใหม่สายลุยที่เคยเดินเท้าเข้า-ออกชุมชน เพื่อตามหาวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้างตามลายแทงแผนที่โบราณ จนกลายมาเป็นหนังสือ ‘วัดร้างในบางกอก’ ซึ่งบอกเล่าร่องรอยและเรื่องราวที่ถูกหลงลืมไปของวัดร้างทั่วกรุงเทพฯ กว่า 20 แห่ง อีกเล่มที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ‘อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ศิลปกรรมที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลอง’ ซึ่งแกะรอยงานศิลปกรรมเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ที่เรียงรายอยู่ตามขอบโค้งแม่น้ำลำคลองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปีที่แล้วเขานำทีมนักวิจัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะเข้าไปฝังตัวศึกษามรดกทางวัฒนธรรมทั้งศาสนสถานและชุมชนเก่าแก่ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำระยอง กะเทาะข้อมูลด้านงานช่างที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมซึ่งสืบต่อกันมายาวนานด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ตามโครงการวิจัยด้านศิลปกรรมและงานช่างเมืองระยอง ทำให้ได้องค์ความรู้พื้นฐานอย่างช่วงเวลาที่สร้าง คติความเชื่อในการสร้าง ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ และลักษณะเด่นของสกุลช่างศิลปกรรมเมืองระยอง เราจึงชวนเขามาพูดคุยลงลึกถึงกระบวนการทำงานอันยากลำบากและความสำคัญของสกุลช่างระยองที่น้อยคนนักจะรู้จัก &#160; อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาศึกษาเรื่องราวของสกุลช่างในระยอง เกิดจากความร่วมมือของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ทำวิจัยในพื้นที่ระยอง คณะโบราณคดีมีโครงการวิจัย 4 โครงการ โครงการแรกเป็นเรื่องโบราณคดี ประวัติความเป็นมาของระยอง เส้นทางประวัติศาสตร์ โครงการที่ 2 เรื่องเอกสารโบราณสมุดไทยใบลาน โครงการที่ 3 เกี่ยวกับศิลปกรรมและงานช่าง โครงการที่ 4 คือชุมชนและชาติพันธุ์ในระยอง ภายในระยะเวลา 3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-2/">แกะรอยสกุลช่างระยองผ่านมุมมองของอาจารย์ประวัติศาสตร์ศิลปะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รศ. ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร</strong> นักประวัติศาสตร์ศิลปะรุ่นใหม่สายลุยที่เคยเดินเท้าเข้า-ออกชุมชน เพื่อตามหาวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้างตามลายแทงแผนที่โบราณ จนกลายมาเป็นหนังสือ ‘วัดร้างในบางกอก’ ซึ่งบอกเล่าร่องรอยและเรื่องราวที่ถูกหลงลืมไปของวัดร้างทั่วกรุงเทพฯ กว่า 20 แห่ง อีกเล่มที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ‘อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ศิลปกรรมที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลอง’ ซึ่งแกะรอยงานศิลปกรรมเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ที่เรียงรายอยู่ตามขอบโค้งแม่น้ำลำคลองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล</p>
<p>ปีที่แล้วเขานำทีมนักวิจัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะเข้าไปฝังตัวศึกษามรดกทางวัฒนธรรมทั้งศาสนสถานและชุมชนเก่าแก่ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำระยอง กะเทาะข้อมูลด้านงานช่างที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมซึ่งสืบต่อกันมายาวนานด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ตามโครงการวิจัยด้านศิลปกรรมและงานช่างเมืองระยอง ทำให้ได้องค์ความรู้พื้นฐานอย่างช่วงเวลาที่สร้าง คติความเชื่อในการสร้าง ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ และลักษณะเด่นของสกุลช่างศิลปกรรมเมืองระยอง เราจึงชวนเขามาพูดคุยลงลึกถึงกระบวนการทำงานอันยากลำบากและความสำคัญของสกุลช่างระยองที่น้อยคนนักจะรู้จัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69257" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาศึกษาเรื่องราวของสกุลช่างในระยอง</strong></p>
<p>เกิดจากความร่วมมือของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ทำวิจัยในพื้นที่ระยอง คณะโบราณคดีมีโครงการวิจัย 4 โครงการ โครงการแรกเป็นเรื่องโบราณคดี ประวัติความเป็นมาของระยอง เส้นทางประวัติศาสตร์ โครงการที่ 2 เรื่องเอกสารโบราณสมุดไทยใบลาน โครงการที่ 3 เกี่ยวกับศิลปกรรมและงานช่าง โครงการที่ 4 คือชุมชนและชาติพันธุ์ในระยอง ภายในระยะเวลา 3 ปี ระยะแรกทำเสร็จไปแล้วคือที่ลุ่มน้ำระยอง ระยะที่สองคือลุ่มน้ำประแสร์ อำเภอแกลง ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ตัวผมเองสอนประวัติศาสตร์ศิลปะอยู่แล้วจึงเลือกทำวิจัยเรื่องนี้ เพราะประวัติศาสตร์ศิลปะก็เกี่ยวข้องกับงานช่าง งานศิลปกรรมโบราณด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69256" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ก่อนลงพื้นที่จริง คณะวิจัยต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>ศาสตร์ด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นการศึกษาผ่านหลักฐานจากพื้นที่นั้น เราจึงไม่สามารถกระโจนลงไปในพื้นที่ได้เลยทันที เราต้องทำ literature review (การทบทวนวรรณกรรม) ก่อนว่าพื้นที่นี้เคยถูกกล่าวถึงไว้อย่างไรบ้าง หรือมีใครศึกษาไปขนาดไหนแล้ว เราต้องอ่านให้เยอะที่สุดเพื่อจะได้รู้เกี่ยวกับพื้นที่มากที่สุด แต่เราพบว่าระยองแทบไม่มีเอกสารไหนกล่าวถึงเรื่องศิลปกรรมเลย มีแต่เรื่องของพระเจ้าตากฯ สุนทรภู่ สวนผลไม้ และทะเล เรียกได้ว่าเริ่มต้นเราแทบจะไม่มีเอกสารอะไรเลย เราจึงเริ่มใหม่ เนื่องจากศิลปกรรมส่วนใหญ่จะเป็นแบบประเพณีซึ่งอยู่ตามวัดวาอาราม ใช้วิธีทำงานเชิงบัญชีหางว่าว มาไล่ดูว่าในระยองมีวัดกี่วัด แต่ละวัดมีประวัติยังไงบ้าง คัดเลือกวัดที่อายุ 50-100 ปีขึ้นไป หรือวัดที่มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์ หรือการตั้งถิ่นฐานโบราณเราก็จะเลือกไว้ เมื่อลิสต์ชื่อวัดได้แล้วจึงเริ่มออกสำรวจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69807" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_5917.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_5917.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_5917-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_5917-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_5917-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_5917-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>แต่เราเห็นข้อจำกัดว่า หากทำแต่ศิลปกรรมในวัดมันจะตัน เพราะบอกได้แต่เรื่องศาสนาและภูมิปัญญาช่างที่เกี่ยวข้องกับคติความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงแบ่งอีกส่วนหนึ่งมาศึกษาสถาปัตยกรรมชุมชนริมน้ำในอำเภอเมืองระยองที่เรียกว่า ‘ชุมชนยมจินดา’ ว่าการตั้งถิ่นฐานตรงนี้เป็นยังไง เพื่ออะไร อยู่กันมาตั้งแต่เมื่อไหร่</p>
<p>พอเราศึกษาเอกสารแล้ว เราก็สำรวจแบบปูพรมเลย นั่งรถเข้าไปดูทุกวัดให้ละเอียดที่สุด เพราะถ้าอะไรมันตกหล่นไป ข้อมูลอาจจะบิดเบือนได้ พอได้ข้อมูลมาแล้วเราก็จะกลับมาจัดระเบียบ งานวิจัยนี้เราเลือกแบ่งตามประเภทของงาน เช่น งานสถาปัตยกรรม ซึ่งแบ่งเป็นโบสถ์ วิหาร เจดีย์ ประติมากรรม และจิตรกรรม ส่วนที่แยกออกมาเลยคือ สถาปัตยกรรมในชุมชนยมจินดา นี่คือวิธีการจัดระเบียบข้อมูล ดูว่ามันได้รับรูปแบบจากไหน ก็ต้องลองเอาไปเปรียบเทียบกับที่อื่น ถ้ามันคล้ายก็แสดงว่ามีอายุหรือฝีมือช่างเหมือนกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69276" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อะไรคือจุดเด่นของสกุลช่างที่เพิ่งค้นพบในจังหวัดระยอง</strong></p>
<p>อธิบายคำว่า ‘สกุลช่าง’ ก่อนว่าจริงๆ แล้วคือลักษณะพื้นถิ่นที่พบเฉพาะพื้นที่ อย่างสถาปัตยกรรมอุโบสถแบบเก่าที่ระยองได้รับอิทธิพลจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงอยุธยาตอนปลายนิยมก่อผนังโบสถ์สูง หลังคาโค้ง มีเพิงยื่นออกมาด้านหน้า ระยองรับอิทธิพลนี้มาพัฒนาและสร้างซ้ำๆ กันในท้องถิ่น ขณะที่กรุงเทพฯ หรืออยุธยาเลิกทำไปเป็นร้อยปีแล้ว แต่ระยองยังทำกันมาจนถึงปัจจุบัน มีหลังคาที่เรียกว่า ‘จั่นหับ’ หรือเพิงหมาแหงนที่ยื่นออกมาหน้าวัด เจอไม่ต่ำกว่าสิบวัดที่กระจายตัวอยู่ตามลุ่มน้ำระยอง ในกลุ่มนี้อุโบสถของวัดบ้านแลงน่าจะมีอายุเก่าที่สุด เพราะคล้ายโบสถ์อยุธยา วัดนาตาขวัญก็อายุไล่เลี่ยกัน อีกที่คือวัดตะพงใน วัดเขาโบสถ์ จะเป็นวัดรุ่นใหม่ช่วงรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ในเมืองมีวัดป่าประดู่ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล และที่อุโบสถวัดโขด (ทิมธาราม) ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังด้วย แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งเวลาที่เราเข้าไปศึกษาในวัดที่มีพระอยู่คือ ของอาจจะถูกซ่อมได้ตลอดเวลา อาคารทรงเก่า แต่ปูนใหม่ กระจกใหม่ เราจึงไม่รู้ว่าโครงสร้างเดิมเก่าขนาดไหน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69258" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69262" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-8-วัดโขดทิดธาราม.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-8-วัดโขดทิดธาราม.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-8-วัดโขดทิดธาราม-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-8-วัดโขดทิดธาราม-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วสกุลช่างของพระพุทธรูปในระยองเท่าที่พบมีข้อมูลอะไรน่าสนใจบ้าง</strong></p>
<p>เราเจอกลุ่มพระพุทธรูปเก่าถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 ที่เพิ่งรับพุทธศาสนาเข้ามาใหม่ เรียกว่าศิลปะแบบฟูนัน หรือทวารวดีตอนต้น เป็นพระพุทธรูปสลักหินองค์เล็กๆ ที่วัดหนองกะบอก เป็นลักษณะแบบที่รับมาจากอินเดียสมัยแรกๆ เลย พระพุทธรูปลักษณะนี้เราเจอกระจายตัวตั้งแต่แม่น้ำโขงในกัมพูชา เวียดนาม ไล่มาเจอที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทยด้วย ซึ่งบอกได้ว่าระยองเป็นจุดที่มีอารยธรรมอินเดียเข้ามาในช่วงแรกๆ</p>
<p>อีกอันที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ด้วย คือเราไปเจอพระพุทธรูปทำจากหินทราย ซึ่งนิยมกันในศิลปะอยุธยาตอนต้น เจอที่วัดบ้านค่าย จึงบอกได้ว่าประวัติศาสตร์ของระยองเริ่มตอนที่เป็นเมืองในอาณัติของอยุธยาแล้ว มีการติดต่อด้านการค้ากัน พระพุทธรูปที่พบในระยองไม่มีลักษณะท้องถิ่นที่บ่งบอกว่าผลิตที่ระยอง แต่นำเข้ามาจากที่อื่นแทน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69350" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3670.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3670.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3670-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3670-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3670-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3670-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นอกจากนี้ยังมีอะไรอีกบ้างที่เป็นศิลปกรรมสกุลช่างระยองที่น่าสนใจ</strong></p>
<p>มีวัดที่ถูกทิ้งร้างกลางเมืองระยองคือวัดจันทอุดมซึ่งเคยเป็นวัดหลวง ปัจจุบันกลายเป็นโรงพยาบาลระยองไปแล้ว ยังเหลือเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ส่วนเจดีย์กลางน้ำเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่นิยมสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นแลนด์มาร์กที่ปากแม่น้ำระยองเหมือนกับพระสมุทรเจดีย์ในจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งคอนเซปต์และรูปแบบแสดงให้เห็นว่าระยะนั้นระยองเริ่มเจริญขึ้น มีการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ๆ ทรงระฆังตามเมืองหลวง</p>
<p>ส่วนจุดเด่นของจิตรกรรมฝาผนังที่วัดโขด (ทิมธาราม) ซึ่งพบอยู่ที่เดียวคือ มีการวาดภาพตามแบบสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีรายละเอียดเยอะๆ เอกลักษณ์ของจิตรกรรมวัดโขดคือ เขาจะใช้เส้นวาดลงบนผนังปูนขาวๆ ลงสีเขียวจางๆ อ่อนๆ ซึ่งต่างจากจิตรกรรมประเพณีของไทยที่นิยมใช้สีแดง วาดเป็นทศชาติชาดก บางฉากเข้าใจว่าช่างตีความอ่านคัมภีร์และเขียนขึ้นมาเองซึ่งเป็นลักษณะเด่นของที่นี่ เพราะปกติช่างมักจะลอกของครูมาทั้งดุ้น แต่ที่วัดโขดมีบางตอนที่ไม่ใช่ขนบ เสียดายที่เราเจอแค่ที่เดียวเลยสรุปไม่ได้ว่าเป็นสกุลช่างเฉพาะหรือไม่</p>
<p>เราเจอสมุดไทยที่มีภาพจิตรกรรมเรียกว่า ‘สมุดพระมาลัย’ ที่เขียนคำสวดเรื่องพระมาลัย สวดพระอภิธรรม มีภาพประกอบ สมุดภาพพระมาลัยเราเจอที่วัดบ้านแลงเยอะมาก สมุดนี้มีการวาดพระ เทวดา ชาดกแบบประเพณี ปิดทองบนเครื่องประดับ ระบายสีฉากทึบแบบจิตรกรรมรัตนโกสินทร์ ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ สีที่ใช้เขียนจะผสมสีขาวให้อ่อนลงเป็นสีนวลแบบที่คนเดี๋ยวนี้เรียกว่าสีพาสเทล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69260" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-13-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-13-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-13-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/สกุลช่าง-13-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วในชุมชนยมจินดาเจออะไรบ้างที่เรียกได้ว่าเป็นสกุลช่างระยองด้วยเหมือนกัน</strong></p>
<p>ต้องบอกว่างานสถาปัตยกรรมในระยองช่วงหลังๆ รับมาจากกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ อย่างบ้านเรือนในระยองก็ก๊อปปี้บ้านจากกรุงเทพฯ ไป บ้านในชุมชนยมจินดามีประมาณ 4 ประเภทคือ บ้านไม้ที่สร้างขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 บ้านไม้ที่สร้างใหม่สมัยรัชกาลที่ 6 บ้านทรงตึกที่เก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5-6 และอาคารเรือนแถวไม้และตึกแถวช่วงหลัง พ.ศ. 2475 ซึ่งเจอเยอะที่สุด เพราะเป็นชุมชนที่ทำการค้าขายจึงต้องใช้พื้นที่ประหยัด ส่วนบ้านเดี่ยวหรือตึกจะเป็นของบรรดาเศรษฐี</p>
<p>สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์พื้นถิ่นระยองจริงๆ ก็จะมีอุโบสถ เจดีย์ทรงระฆังที่นิยมทำกันทั่วไป แต่ก็ยังเป็นของที่รับมาจากกรุงเทพฯ แล้วเข้ามาปรับปรุงในท้องถิ่นตัวเอง อาจจะไม่ถึงขนาดเอามาผสมผสานกัน แต่มีการปรับให้ง่ายขึ้น เช่น โบสถ์ของอยุธยาก่อผนังหนาเพื่อรับหลังคา แต่ของระยองไม่ได้ก่ออิฐขึ้นไปเพื่อรับน้ำหนักโดยตรง แต่ใช้วิธีตั้งเสารับ แล้วก่อผนังปิดเสาไม้ เจอหลายแห่งที่หล่อปูนปิดเสาไม้ ไม่ได้ก่ออิฐแล้ววางคาน ทำให้ภายนอกดูเหมือนไม่มีเสาแต่จริงๆ แล้วมีอยู่ข้างใน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้อยุธยาไม่ทำกัน เพราะช่างระยองคุ้นเคยกับงานไม้มากกว่างานปูน อาจเพราะระยองมีไม้เยอะด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69277" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ถนนยมจินดา-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>สกุลช่างสำคัญต่อการบอกเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนระยองอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>งานที่พบในระยองส่วนใหญ่เป็นงานที่รับจากส่วนกลางแล้วไปพัฒนาในท้องถิ่น ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นไล่มาตั้งแต่อยุธยาตอนปลายจนถึงราว 50 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ที่เราตรวจสอบอายุก็อยู่ช่วงรัชกาลที่ 3-6 อยู่ในช่วงเดียวกับที่รัตนโกสินทร์เริ่มมีการค้าทางทะเล คนเริ่มร่ำรวยก็สร้างโบสถ์กันเยอะ ปรากฏการณ์ตรงนี้สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การพัฒนาของระยองด้วยที่เจริญขึ้นจากการค้าช่วงรัตนโกสินทร์ หรือหลังจากที่พระเจ้าตากฯ ไปเมืองระยอง ก็ทำให้ระยองเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ ได้โดยตรง</p>
<p>อย่างกรณีศิลปะประเพณีที่เจอในวัด แสดงให้เห็นว่าถ้ามีวัดแสดงว่ามีชุมชน บางทีชุมชนก็ไม่รู้ว่าเขาเก่าแก่เท่าไร แต่ตัวงานศิลปะมันฟ้องอยู่ว่าเก่าแก่สมัยไหน เราก็เอาอายุของวัดมาตีความอายุชุมชนได้ อย่างบ้านเรือนในชุมชนยมจินดาก็ดูได้ว่าบ้านที่เก่าสุดสร้างขึ้นสมัยไหน เช่น ไล่ได้ว่าหลังที่เก่าที่สุดสร้างในรัชกาลที่ 5 ถ้าบ้านเป็นตึกก็อาจจะสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เราจะได้รู้ว่าแม้จะอยู่ในชุมชนเดียวกัน แต่มาจากคนละยุคกัน มีความเจริญขึ้นเมื่อไหร่ ซบเซาลงเมื่อไหร่ อย่างชุมชนยมจินดาเจริญมากในสมัยรัชกาลที่ 5-6 พอถนนสุขุมวิทตัดผ่านก็ถอยลงเลย บ้านใหม่ๆ ไปสร้างริมถนนใหญ่หมด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-69348 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3669.png" alt="" width="1570" height="715" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3669.png 1570w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3669-300x137.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3669-768x350.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3669-1024x466.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/IMG_3669-600x273.png 600w" sizes="(max-width: 1570px) 100vw, 1570px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในโครงการนี้มากน้อยแค่ไหน</strong></p>
<p>ล่าสุดในเฟสสอง มีการแปรรูปโครงการวิจัยที่เราทำด้วย หนึ่งในนั้นคือมีการอบรมครูและนักเรียนในพื้นที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราอบรมครูโดยมอบเอกสารรายงานการศึกษาให้ครูได้นำงานวิจัยไปใช้ผนวกกับการเรียนการสอน ได้รับเสียงตอบรับจากคุณครูว่า เขาอยู่ระยองแต่ไม่เคยรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้เลย เป็นความรู้ใหม่ที่น่าตื่นเต้น ตอนนี้เราเริ่มจากคนที่มีบทบาทในการอนุรักษ์มากที่สุดก็คือครูกับเด็กนักเรียนก่อน แล้วค่อยขยายผลไปสู่คนทั่วไป กระบวนการที่ทำให้คนตระหนักก็จะตามมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในฐานะของอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ศิลปะ การค้นพบสกุลช่างของระยองครั้งนี้นำไปสู่อะไรใหม่ๆ บ้าง</strong></p>
<p>ถ้าในแง่การศึกษาก็แน่นอนว่าการวิจัยครั้งนี้เป็นการเพิ่มคลังข้อมูล เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครเขียนเกี่ยวกับระยองเลย การศึกษานี้คือการเอาของที่มีอยู่มาศึกษาและทำเป็นรูปเล่มออกมา งานทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มันเป็นการอธิบายตัวงานศิลปะต่างๆ ว่ามันเป็นมายังไง มีแนวคิดยังไง และมันสวยยังไง ถ้าเอาไปใช้ในการท่องเที่ยวน่าจะเป็นการใช้อธิบาย 3 อย่างนี้ว่ามีความหมายอะไรอยู่ การท่องเที่ยวสมัยใหม่เป็นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ และเรื่องเล่านั้นต้องผ่านการวิจัยมาก่อน พอไปเที่ยวแล้วได้รู้แจ้งเห็นจริง สติปัญญามันฟื้น ไม่ใช่แค่ความบันเทิง มันทำให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผลว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ อย่าง GC เองที่มีเป้าหมายต่อโครงการนี้เพื่อเสริมสร้างแหล่งศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมระยองให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ อีกทั้งสถานที่เก่าแก่ในระยองก็ได้รับการอนุรักษ์และขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็น ‘มรดกที่มีชีวิต’ (Living Heritage)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69273" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-8.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/ดร.ประภัสสร์-ชูวิเชียร-8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><em>Rayong Time Ago คือซีรีส์คอลัมน์เล่าคอนเซปต์มรดกที่มีชีวิต (Living Heritage) ของจังหวัดระยอง ผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสถานที่เก่าแก่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ โดยมีจุดตั้งต้นจากโปรเจกต์<span style="font-weight: 400;">ที่ร่วมมือกันระหว่างคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ติดตามบทความต่อไปในเดือนกันยายน </span></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rayong-time-ago-2/">แกะรอยสกุลช่างระยองผ่านมุมมองของอาจารย์ประวัติศาสตร์ศิลปะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
