<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>sci-fine &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/sci-fine/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/sci-fine/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Apr 2021 17:43:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>มนุษย์ต่อสู้กับอาการเมารถเมาเรือมาเป็นพันๆ ปี แต่ทำไมถึงไม่ชนะสักที</title>
		<link>https://adaymagazine.com/motion-sickness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Oct 2020 19:53:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ประสาทวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[เมารถ]]></category>
		<category><![CDATA[เมาเรือ]]></category>
		<category><![CDATA[Motion Sickness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=111104</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมยังจำความรู้สึกขณะนั่งแถวหลังของรถแวนเก่าๆ ได้ รถที่อัดแน่นไปด้วยสัมภาระนักท่องเที่ยวกำลังวิ่งบนเส้นทางผ่านหุบเขาสลับซับซ้อนของแคว้นแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย เพื่อมุ่งตรงไปยังภูเขา &#8216;กุลมาร์ค&#8217; ในช่วงฤดูหนาวปีที่แล้ว เส้นทางนี้เป็นดินกรวดปนโคลนและชิดขอบเหวน่าหวาดเสียวพอสมควร แต่คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการนั่งข้างหลังในพื้นที่แคบๆ จนต้องชันเข่าขึ้นมาแนบชิดลำตัว ช่วง 10 นาทีแรกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นของกลิ่นอายการผจญภัย สมองเบิกบานเห็นนู่นเห็นนี่ก็เป็นแรงบันดาลใจไปทั้งหมด จากนั้นไม่นานเมื่อรถบุโรทั่งของคนท้องถิ่นบดถนนและขยี้ก้อนดินก้อนโคลนไปเรื่อยๆ สมองของผมเริ่มงงงวย ดวงตาพร่าเบลอราวกับลูกตาทั้งสองข้างเคลื่อนหนีไปอยู่ที่หลังหัว ลำไส้ปั่นป่วนเหมือนงูเลื้อย เหงื่อแตกเต็มใบหน้าแม้อากาศจะหนาวเหน็บ ทุกครั้งที่มองไปข้างนอกก็อยากจะกระโดดหนีออกไปจากรถเสีย แม้รู้ว่ามันจะทำให้คุณตกเขาตายก็ตาม อาการเมารถ หรือภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหว (Motion Sickness) เปลี่ยนทริปในฝันของคุณให้เป็นนรกบนดิน นี่คือการต่อสู้แสนปริศนาของมนุษย์ที่เราพยายามจับต้นชนปลายและพยายามแก้ไขมานานนับร้อยศตวรรษ แต่ก็เหมือนเราไขไม่ตรงจุดเสียที  โชคดีที่ทริปสู่กุลมาร์คไม่ได้ทำให้ผมอ้วกแตกในรถ ซึ่งอาจจะทำให้ได้รับคำแซ่ซ้องจากผู้ร่วมทริปจนถึงวันตาย ผมเชื่อว่ายังไงคุณก็ต้องเคยมีอาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบินหนักๆ สักครั้งในชีวิต หรืออาจจะเมา VR เวลาเล่นเกม ภาวะนี้เป็นอุปสรรคที่นักเดินทางแทบทุกคนเคยเผชิญ อาการจะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนพอวิงเวียนเป็นพิธี แต่บางคนอาจคายของเก่าในท้อง ชักเกร็ง หรือหมดสติไปเลยก็มี น่าสนใจที่มนุษย์พยายามแก้ปัญหานี้กันทุกแวดวง วิศวกรด้านรถยนต์ก็พยายามออกแบบช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลเพื่อลดอาการเมารถให้มากที่สุด อุตสาหกรรมเกมกำลังพัฒนาระบบ VR ใหม่ที่ทำให้คนส่วนใหญ่สวมใส่ได้โดยไม่ทำให้วิงเวียน และอุตสาหกรรมต่อเรือที่ออกแบบไจโรสโคปห้องโดยสารไม่ให้โคลงเคลงรุนแรงไปตามคลื่นลม ภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหวนั้นหลักๆ มีความเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนไหวของร่างกายและระบบต่างๆ ในหัวของคุณ เมื่อเข้าสู่ยุคที่ประสาทวิทยากำลังเจริญงอกงามทำให้เราเห็นภาพกิจกรรมทางสมอง (brain imaging) ได้เหมือนจริง และความก้าวหน้าด้านพันธุศาสตร์ที่เรากลับพบว่าอาการเมารถเมาเรือมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด ละเอียดลึกไปถึงระดับยีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/motion-sickness/">มนุษย์ต่อสู้กับอาการเมารถเมาเรือมาเป็นพันๆ ปี แต่ทำไมถึงไม่ชนะสักที</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3">ผมยังจำความรู้สึกขณะนั่งแถวหลังของรถแวนเก่าๆ ได้ รถที่อัดแน่นไปด้วยสัมภาระนักท่องเที่ยวกำลังวิ่งบนเส้นทางผ่านหุบเขาสลับซับซ้อนของแคว้นแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย เพื่อมุ่งตรงไปยังภูเขา<span class="s1"> &#8216;</span>กุลมาร์ค&#8217; ในช่วงฤดูหนาวปีที่แล้ว เส้นทางนี้เป็นดินกรวดปนโคลนและชิดขอบเหวน่าหวาดเสียวพอสมควร แต่คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการนั่งข้างหลังในพื้นที่แคบๆ จนต้องชันเข่าขึ้นมาแนบชิดลำตัว</p>
<p class="p1">ช่วง<span class="s1"> 10 </span>นาทีแรกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นของกลิ่นอายการผจญภัย สมองเบิกบานเห็นนู่นเห็นนี่ก็เป็นแรงบันดาลใจไปทั้งหมด จากนั้นไม่นานเมื่อรถบุโรทั่งของคนท้องถิ่นบดถนนและขยี้ก้อนดินก้อนโคลนไปเรื่อยๆ สมองของผมเริ่มงงงวย ดวงตาพร่าเบลอราวกับลูกตาทั้งสองข้างเคลื่อนหนีไปอยู่ที่หลังหัว ลำไส้ปั่นป่วนเหมือนงูเลื้อย เหงื่อแตกเต็มใบหน้าแม้อากาศจะหนาวเหน็บ ทุกครั้งที่มองไปข้างนอกก็อยากจะกระโดดหนีออกไปจากรถเสีย แม้รู้ว่ามันจะทำให้คุณตกเขาตายก็ตาม</p>
<p class="p1"><span class="s1"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111195" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-459965213-1024x649.jpg" alt="" width="1024" height="649" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-459965213-1024x649.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-459965213-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-459965213-768x486.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-459965213-600x380.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-459965213.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p class="p1">อาการเมารถ หรือภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหว<span class="s1"> (Motion Sickness) </span>เปลี่ยนทริปในฝันของคุณให้เป็นนรกบนดิน นี่คือการต่อสู้แสนปริศนาของมนุษย์ที่เราพยายามจับต้นชนปลายและพยายามแก้ไขมานานนับร้อยศตวรรษ แต่ก็เหมือนเราไขไม่ตรงจุดเสียที<span class="s1"> </span></p>
<p class="p1">โชคดีที่ทริปสู่กุลมาร์คไม่ได้ทำให้ผมอ้วกแตกในรถ ซึ่งอาจจะทำให้ได้รับคำแซ่ซ้องจากผู้ร่วมทริปจนถึงวันตาย ผมเชื่อว่ายังไงคุณก็ต้องเคยมีอาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบินหนักๆ สักครั้งในชีวิต หรืออาจจะเมา<span class="s1"> VR </span>เวลาเล่นเกม ภาวะนี้เป็นอุปสรรคที่นักเดินทางแทบทุกคนเคยเผชิญ อาการจะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนพอวิงเวียนเป็นพิธี แต่บางคนอาจคายของเก่าในท้อง ชักเกร็ง หรือหมดสติไปเลยก็มี</p>
<p class="p1">น่าสนใจที่มนุษย์พยายามแก้ปัญหานี้กันทุกแวดวง วิศวกรด้านรถยนต์ก็พยายามออกแบบช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลเพื่อลดอาการเมารถให้มากที่สุด อุตสาหกรรมเกมกำลังพัฒนาระบบ<span class="s1"> VR </span>ใหม่ที่ทำให้คนส่วนใหญ่สวมใส่ได้โดยไม่ทำให้วิงเวียน และอุตสาหกรรมต่อเรือที่ออกแบบไจโรสโคปห้องโดยสารไม่ให้โคลงเคลงรุนแรงไปตามคลื่นลม</p>
<p><span class="s1"><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111198" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1135214767.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p class="p1">ภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหวนั้นหลักๆ มีความเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนไหวของร่างกายและระบบต่างๆ ในหัวของคุณ เมื่อเข้าสู่ยุคที่ประสาทวิทยากำลังเจริญงอกงามทำให้เราเห็นภาพกิจกรรมทางสมอง<span class="s1"> (brain imaging) </span>ได้เหมือนจริง และความก้าวหน้าด้านพันธุศาสตร์ที่เรากลับพบว่าอาการเมารถเมาเรือมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด ละเอียดลึกไปถึงระดับยีน ความต่างของเพศ ล้วนมีความเชื่อมโยงที่ทำให้เราอ่อนไหวง่ายหรือต้านทานอาการเมารถเมาเรือได้มากกว่าคนอื่นๆ</p>
<p class="p1">คำว่าคลื่นไส้ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า<span class="s1"> nausea </span>มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกที่แปลว่า<span class="s1"> &#8216;</span>เรือ&#8217; แต่จริงๆ อาการคลื่นไส้มีมานานกว่าที่มนุษย์จะค้นพบนวัตกรรมเดินเรือเสียอีก แต่ต้องยอมรับว่าอาการนี้เด่นชัดจนถูกเรียกตามเรือ เพราะการเดินเรือนั้นเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างถาวร ทำให้เราค้นพบทวีปและดินแดนใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเท้าติดดินเสมอไป สายน้ำและมหาสมุทรเป็นเส้นทางขนาดมหึมา ทำให้มนุษย์นักผจญภัยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเมาเรือเป็นของแถม และยุทธการทางสงครามต่างๆ ที่รบพุ่งกันด้วยเรือก็มักระบุคำว่าเมาเรือแทบทั้งสิ้น</p>
<p class="p1">คำถามคือมีมนุษย์เท่านั้นหรือที่เมารถเมาเรือ<span class="s1">? </span>นักวิทยาศาสตร์พบว่า แมว สุนัข นก หรือแม้กระทั่งปลา ก็ล้วนมึนงงได้ทั้งหมด<span class="s1"> (</span>แต่อาจไม่แสดงอาการเหมือนมนุษย์<span class="s1">) </span>สัตว์ที่ไม่มีอาการเมาการเคลื่อนไหวคงมีเพียงสัตว์ที่ไม่มีระบบการทรงตัว<span class="s1"> (vestibular system) </span>ในร่างกายเท่านั้น ระบบละเอียดอ่อนนี้อยู่ในหูชั้นใน มีไว้สำหรับระบุตำแหน่งและองศาการเคลื่อนไหวของร่างกาย</p>
<p class="p1">มีท่อครึ่งวงกลม<span class="s1"> 3 </span>วง<span class="s1"> (semicircular canals) </span>โค้งอยู่ในหูชั้นใน ซึ่งภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ ท่อทั้งหมดอยู่ในองศาที่พอดิบพอดีกัน น้ำที่ขลุกขลิกไปมาส่งสัญญาณ<span class="s1"> 2 </span>ชนิดไปยังสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว คือ สมองส่วนซีรีเบลลัม<span class="s1"> (cerebellum) </span>และอีกที่คือก้านสมอง<span class="s1"> (brainstem) </span>อันเป็นไฮเวย์เชื่อมสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เจ้าระบบการทรงตัวนี้ยังเชื่อมโยงไปยังดวงตาด้วย เมื่อคุณหมุนเร็วเท่าไหร่ ภาพรอบตัวก็จะยิ่งเบลอมากเท่านั้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111201" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1254417864-1024x717.jpg" alt="" width="1024" height="717" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1254417864-1024x717.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1254417864-300x210.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1254417864-768x538.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1254417864-600x420.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1254417864.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3 class="p1"><b>ความขัดแย้งในการรับรู้</b></h3>
<p class="p3">ในช่วงแรกนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาการป่วยจากการเคลื่อนไหวเกิดจากระบบการทรงตัวถูกกระตุ้นมากเกินไป แต่ถ้าเป็นตามนั้นจริง ทำไมนักเดินเรือทั้งหลายถึงเวียนหัวจากกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกโดยไม่จำเป็นต้องอยู่กลางทะเล ทำไมผู้โดยสารรถแถวหลังถึงเวียนหัวมากกว่าคนขับรถ ทำไมเวลาเราดูคนอื่นเล่นเกมแล้วปวดหัวมากกว่าตอนที่เราเล่นด้วยตัวเอง</p>
<p class="p3">อาการเมาการเคลื่อนไหวจึงอาจเกิดจากความขัดแย้งในการรับรู้ผัสสะต่างๆ ที่สับสนของสมองที่เตรียมตัวไม่ทัน เช่น เวลาคุณอ่านหนังสือบนรถแล้วเริ่มเวียนหัว เพราะดวงตาพยายามเพ่งหนังสือและดวงตาส่งข้อมูลไปยังสมองว่าหนังสือนั้นนิ่งอยู่กับที่ ขณะเดียวกันที่รถส่ายไปมาโยกซ้ายโยกขวา ระบบการทรงตัวกลับบอกสมองของคุณว่ากำลังเคลื่อนที่อยู่ ตาบอกสมองอย่างหนึ่งระบบทรงตัวบอกสมองอีกอย่างหนึ่ง ข้อมูลที่ทับซ้อนกันทำให้สมองสูญเสียการควบคุมสมดุลร่างกายและทำให้คุณรู้สึกป่วย</p>
<p class="p1">แม้คำอธิบายค่อนข้างเข้าท่า แต่ทฤษฎี<span class="s1"> sensory conflict </span>นี้ก็ยังตอบบางปริศนาได้ไม่หมด เช่น หากนักเดินเรือผู้มากประสบการณ์และนักเดินทางที่ไม่ค่อยประสีประสามาอยู่ในเรือลำเดียวกัน ฝ่าฟันพายุคลื่นลมไปด้วยกัน เจอ<span class="s1"> sensory conflict </span>พร้อมๆ กัน แต่ทำไมนักเดินทางมือใหม่ถึงเมาเรือง่ายกว่าคนที่เดินทางเป็นประจำ<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>เหตุนี้จึงมาสู่คำอธิบายถัดไปว่า สมองของเรานั้นมีความสามารถในการคาดคะเนรูปแบบการเคลื่อนไหวได้ไม่เท่ากัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์และการเรียนรู้ที่สั่งสมมานั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111197" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1061972184.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">ทฤษฎีนี้นำเสนอโดย<span class="s1"> Charles Oman </span>จากสถาบัน<span class="s1"> MIT </span>ในปี<span class="s1"> 1990 </span>เขายกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ขณะที่คุณขับรถอยู่ สมองจะตีความถนนที่อยู่ตรงหน้า เมื่อตาเห็นโค้ง สมองจะบอกให้เตรียมหักพวงมาลัยเพื่อเข้าโค้ง แรงเหวี่ยงของรถเป็นสิ่งที่สมองพอคาดเดาได้ ตรงกันข้ามกับคนที่นั่งหลังรถ สมองของเขาอาจจดจ่อกับสิ่งอื่น เมื่อรถเลี้ยวทันทีสมองก็ไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่ร่างกายพยายามรักษาสมดุล เหตุการณ์เช่นนี้สร้างความขัดแย้งระหว่างสมองกับผัสสะซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะสมไปเรื่อยๆ ระหว่างการเดินทางหลายชั่วโมง อาการเมารถจะค่อยๆ ทำให้คุณเสียสมดุล หน้ามืดและอาเจียน</p>
<p class="p1">แต่ถ้าชีวิตของคุณคือการนั่งรถ สมองได้จดจำรูปแบบการเคลื่อนไหวและการส่ายอย่างฉับพลันอยู่เป็นประจำ คุณก็ไม่รู้สึกอะไรมาก แถมอาจอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ จบได้อย่างสบาย</p>
<p class="p1">ทฤษฎีของ<span class="s1">ชาร์ลส์</span>ฟังดูน่าสนใจ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็บอกไม่ได้ว่าตรงไหนของสมองที่ขัดแย้งกัน</p>
<p class="p1">กระทั่งนักประสาทวิทยา<span class="s1"> Kathleen Cullen </span>จาก<span class="s1"> Johns Hopkins University </span>ค้นพบว่าน่าจะมีเซลล์ประสาท<span class="s1"> (neurons) </span>ที่ส่งอิทธิพลต่ออาการเมารถเมาเรือ โดยทีมวิจัยได้ทดลองกับลิง สอนให้มันเดินในเส้นทางที่กำหนด จากนั้นติดอุปกรณ์ทดลองไว้บนหัวลิงที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก อุปกรณ์นี้จะส่ายไปมาจนลิงต้องพยายามทรงตัวขณะเดิน เพื่อให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างทิศทางเคลื่อนไหวกับสิ่งที่ลิงคิดจะไปข้างหน้า</p>
<p class="p1">สรุปง่ายๆ คือ นี่เป็นกลวิธีทำให้ลิงเดินมึนงงเหมือนคนเมา<span class="s1"> (</span>ผู้อ่านคงถามว่าทำไมไม่จับลิงเหวี่ยงไปรอบๆ ล่ะ<span class="s1">? </span>อันนั้นก็ทรมานเกินไปไหม<span class="s1">)<span class="Apple-converted-space"> </span></span>ทีมวิจัยพบว่าเซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งบริเวณ<span class="s1">ซีรีเบลลัม</span>และก้านสมองของลิงมีกิจกรรมขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวพุ่งสูง เดี๋ยวหยุด น่าจะเป็นจุดที่ส่งผลให้เมารถเมาเรือในมนุษย์ได้เช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111200" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1247706612.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3 class="p1">แล้วทำไมบางคนถึงต้านทานอาการเมารถได้มากกว่า</h3>
<p class="p1">มีรายงานว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นเมาการเคลื่อนไหวง่าย หรือเพศหญิงมักเมารถง่ายกว่าเพศชาย มีหลายทฤษฎีพยายามตอบคำถามนี้ แต่ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจคือทฤษฎีของ<span class="s1"> Michel Treisman </span>จากมหาวิทยาลัย<span class="s1"> Oxford </span>ที่อธิบายความต่างของเพศในการต้านทานอาการเมารถว่าอาจมาจากสาเหตุของ<span class="s1"> &#8216;</span>มวลร่างกาย&#8217; <span class="s1">(body mass) </span>ที่ผู้หญิงจะรับน้ำหนักช่วงล่างไว้ที่สะโพกโดยมีฐานคือส่วนเท้าที่เล็กกว่า ทำให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำแต่ฐานแคบ ทรงตัวยากกว่าผู้ชาย</p>
<p class="p1">นอกจากนั้นความต่างอาจอยู่ในระดับยีน โดยบริษัท<span class="s1"> 23andMe </span>ที่มีความเชี่ยวชาญการศึกษาด้านพันธุศาสตร์ในเชิงพาณิชย์ เก็บตัวอย่าง<span class="s1"> DNA ของ</span>คนกว่า<span class="s1"> 80,000 </span>ตัวอย่าง พบว่ามียีนราว<span class="s1"> 35 </span>ชนิดที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของดวงตา หู ช่องภายในหู และระดับการควบคุมน้ำตาลในเลือดที่มีสาเหตุให้คุณอาจเมารถง่ายกว่าเพื่อนของคุณ</p>
<p class="p1">ถ้าเมารถเกิดจากความขัดแย้งของผัสสะและสมอง เราสามารถมียารักษาให้ตรงจุดได้หรือไม่<span class="s1">?</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111196" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1044229176.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">มีสารเคมีที่แพทย์ใช้อยู่แพร่หลายคือ<span class="s1"> scopolamine </span>เป็นยาที่ใช้ในการรักษาอาการเมารถและอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัด บางครั้งใช้ก่อนการผ่าตัดเพื่อลดน้ำลาย ตัวสารเคมีนี้จะไปบล็อกสารสื่อประสาทระหว่างระบบการทรงตัวกับสมองส่วนกลาง แต่ปัญหาที่ตามมาคือสารเคมีนี้มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม ตาแห้ง ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว และปัสสาวะขัด ทำให้ไม่ควรนำมาใช้พร่ำเพรื่อและจัดเป็นยาอันตราย</p>
<p class="p1">แต่ถ้าคุณไม่ต้องการพึ่งพาสารเคมีใดๆ นักวิจัยแนะนำว่าการมองไปยังจุดที่เห็นเป็นเส้นระนาบ เช่น สุดทะเล สุดขอบป่า หรือเนินภูเขา ก็ช่วยให้สมองรับรู้ทิศทางได้ง่ายขึ้นและลดภาวะความขัดแย้งให้กับสมองได้</p>
<p class="p1">อาการเมารถที่ดูพื้นฐาน เผยให้เห็นความซับซ้อนของกลไกสมองมากกว่าที่เราคิด แม้สมองจะเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์มากมาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดน่าหงุดหงิดใจที่ติดตัวมนุษย์มาเป็นล้านๆ ปี<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span></p>
<p class="p1">หากคุณเป็นนักเดินทางแต่ดันเมารถง่ายก็น่าหัวเสียไม่น้อยที่อ่านหนังสือฆ่าเวลาสักเล่มไม่ได้เลย หรือไม่รื่นรมย์กับการเดินทางเป็นเวลานานๆ ตัวผมเองก็จัดว่าเป็นคนเมารถง่ายและต้องเดินทางบ่อย ก็ยังไม่มีวี่แววว่าสมองจะรับมือภาวะนี้ได้สักที</p>
<p class="p1">ยิ่งต่อไปมนุษย์จะเดินทางด้วยความเร็วสูง ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าสมองของพวกเราจะรับมือได้ยังไง จากการเดินเรือในท้องทะเลสู่จรวดความเร็วเสียง สมองมนุษย์จะปรับทันไหมในโลกที่เปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111199" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1220886091-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1220886091-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1220886091-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1220886091-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1220886091-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/GettyImages-1220886091.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">อ้างอิง</p>
<p class="p4">Brainstem processing of vestibular sensory exafference : implications for motion sickness etiology<br />
<span class="s2"><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4130651/">ncbi.nlm.nih.gov</a></span></p>
<p class="p4">Cerebellar Prediction of the Dynamic SensoryConsequences of Gravity<br />
<span class="s2"><a href="https://www.cell.com/current-biology/pdfExtended/S0960-9822(19)30851-6">cell.com</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/motion-sickness/">มนุษย์ต่อสู้กับอาการเมารถเมาเรือมาเป็นพันๆ ปี แต่ทำไมถึงไม่ชนะสักที</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมมนุษย์เรามองหาเก้าอี้อยู่ตลอดเวลา เมื่อวิวัฒนาการ &#8216;การนั่ง&#8217; ป่วนมนุษย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sitting-and-biology-of-human-inactivity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2020 16:22:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[เก้าอี้]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีววิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[การนั่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=106154</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยประหลาดใจกับตัวเองไหมว่าทำไมสายตาของเราถึงต้องมองหา &#8216;เก้าอี้&#8217; อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเข้าไปในร้าน ตึก อาคาร จิบกาแฟ กินก๋วยเตี๋ยว หรือมีเหตุให้ต้องรออะไรสักอย่าง &#8220;มีเก้าอี้ว่างไหมน้อ&#8221; หลายคนยอมควักกระเป๋าซื้อเก้าอี้ที่แปะสรรพคุณโก้เก๋เพื่อสุขภาพร้อยแปดแม้จะสนนราคาหลักแสนบาท คุณอาจจะมีเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งเป็นประจำ หากใครมานั่งทับก็รู้สึกไม่ชอบใจ (เพื่อนที่ผู้เขียนรู้จักคนหนึ่งไม่ยอมนั่งเก้าอี้ที่ยังอุ่นๆ จากก้นคนอื่นด้วยซ้ำ) แถมนักการเมืองบ้านเราก็หวงเก้าอี้ตำแหน่งเสียยิ่งกว่าอะไร ราวกับว่าเก้าอี้มีพลังลึกลับบางอย่างดึงดูดให้เราต้องหย่อนก้นลงไปสัมผัสเสมอ แล้วทำไมมนุษย์ถึงอดใจไม่ได้ที่จะต้องนั่งเก้าอี้ ทั้งๆ ที่หากเทียบช่วงเวลาวิวัฒนาการมนุษย์กับกำเนิดของเก้าอี้ก็น่าจะกินเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น การนั่งของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดไหน ทำไมแค่การนั่งถึงป่วนชีวิตเราได้มากมายขนาดนี้ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาต่อไป ขณะนี้คุณนั่ง ยืน หรือนอนอ่านบทความในท่าไหนกัน อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนท่า แล้วคุณจะรู้ว่าแค่อากัปกิริยาง่ายๆ ของคนเรามีที่มาซับซ้อนกว่าที่คิด &#160; ชนเผ่าที่ไม่เอาเก้าอี้ มีเรื่องตลกจากนักมานุษยวิทยาที่เข้าไปทำงานในประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก มีอยู่วันหนึ่งที่ทีมวิจัยได้เชิญสมาชิกเผ่า Hadza เป็นชนเผ่าที่ยังดำรงชีวิตวิถีดั้งเดิมแบบล่าสัตว์เก็บของป่าที่เหลืออยู่น้อยมากในทวีปแอฟริกา ทีมงานเชิญสมาชิกในเผ่ามาพูดคุยในห้องที่จัดไว้พร้อมเก้าอี้รองรับทุกคน แต่เมื่อถึงเวลาปรากฏว่าชนเผ่า Hadza กลับนั่งยองบนพื้นหรือยืนโดยไม่มีใครนั่งเก้าอี้ที่เตรียมไว้เลยสักคน ส่วนนักมานุษยวิทยาชาวตะวันตกพอเห็นเก้าอี้ปุ๊บก็นั่งลงโดยอัตโนมัติตามความเคยชิน บรรยากาศที่ต่างคนต่างมีอากัปกิริยาแตกต่างทำให้ทีมนักวิจัยประหลาดใจ แค่เรื่องง่ายๆ อย่างการนั่งก็สามารถสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ น่าสนใจที่ชนเผ่า Hadza มีกิจวัตรประจำวันที่ค่อนข้างแอ็กทีฟ พวกเขาเดินเท้าไปหาของป่าไม่ต่ำกว่าสิบห้ากิโลเมตรทุกๆ วัน คนในเผ่าไม่ป่วยจากโรคที่คนเมืองเป็น และแทบไม่มีใครเลยที่เข้าข่ายอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ตรงข้ามกับคนเมืองที่เสียชีวิตจากการขาดออกกำลังกายเฉลี่ยห้าล้านคนต่อปี เสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และอีกสารพัดโรค ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนิสัยที่พวกเรานั่งๆ นอนๆ โดยไม่มีกิจกรรมอื่นแทรก เรานั่งติดต่อกันมากกว่าสิบสี่ชั่วโมงต่อวัน ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย เราแทบนั่งเพื่อทำทุกอย่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sitting-and-biology-of-human-inactivity/">ทำไมมนุษย์เรามองหาเก้าอี้อยู่ตลอดเวลา เมื่อวิวัฒนาการ &#8216;การนั่ง&#8217; ป่วนมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3">เคยประหลาดใจกับตัวเองไหมว่าทำไมสายตาของเราถึงต้องมองหา<span class="s1"> &#8216;</span>เก้าอี้&#8217; อยู่ตลอดเวลา</p>
<p class="p3">ไม่ว่าจะเข้าไปในร้าน ตึก อาคาร จิบกาแฟ กินก๋วยเตี๋ยว หรือมีเหตุให้ต้องรออะไรสักอย่าง &#8220;มีเก้าอี้ว่างไหมน้อ&#8221;<span class="s1"><i> </i></span>หลายคนยอมควักกระเป๋าซื้อเก้าอี้ที่แปะสรรพคุณโก้เก๋เพื่อสุขภาพร้อยแปดแม้จะสนนราคาหลักแสนบาท คุณอาจจะมีเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งเป็นประจำ หากใครมานั่งทับก็รู้สึกไม่ชอบใจ<span class="s1"> (</span>เพื่อนที่ผู้เขียนรู้จักคนหนึ่งไม่ยอมนั่งเก้าอี้ที่ยังอุ่นๆ จากก้นคนอื่นด้วยซ้ำ<span class="s1">) </span>แถมนักการเมืองบ้านเราก็หวงเก้าอี้ตำแหน่งเสียยิ่งกว่าอะไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106365" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-19-at-23.17.30-1024x727.png" alt="" width="1024" height="727" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-19-at-23.17.30-1024x727.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-19-at-23.17.30-300x213.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-19-at-23.17.30-768x545.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-19-at-23.17.30-600x426.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Screen-Shot-2563-08-19-at-23.17.30.png 1848w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p3">ราวกับว่าเก้าอี้มีพลังลึกลับบางอย่างดึงดูดให้เราต้องหย่อนก้นลงไปสัมผัสเสมอ<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> แล้ว</span></span>ทำไมมนุษย์ถึงอดใจไม่ได้ที่จะต้องนั่งเก้าอี้ ทั้งๆ ที่หากเทียบช่วงเวลาวิวัฒนาการมนุษย์กับกำเนิดของเก้าอี้ก็น่าจะกินเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น การนั่งของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดไหน ทำไมแค่การนั่งถึงป่วนชีวิตเราได้มากมายขนาดนี้</p>
<p>ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาต่อไป ขณะนี้คุณนั่ง ยืน หรือนอนอ่านบทความในท่าไหนกัน อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนท่า แล้วคุณจะรู้ว่าแค่อากัปกิริยาง่ายๆ ของคนเรามีที่มาซับซ้อนกว่าที่คิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><b>ชนเผ่าที่ไม่เอาเก้าอี้</b></h3>
<p class="p3">มีเรื่องตลกจากนักมานุษยวิทยาที่เข้าไปทำงานในประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก มีอยู่วันหนึ่งที่ทีมวิจัยได้เชิญสมาชิกเผ่า<strong><span class="s1"> Hadza </span></strong>เป็นชนเผ่าที่ยังดำรงชีวิตวิถีดั้งเดิมแบบล่าสัตว์เก็บของป่าที่เหลืออยู่น้อยมากในทวีปแอฟริกา ทีมงานเชิญสมาชิกในเผ่ามาพูดคุยในห้องที่จัดไว้พร้อมเก้าอี้รองรับทุกคน แต่เมื่อถึงเวลาปรากฏว่าชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>กลับนั่งยองบนพื้นหรือยืนโดยไม่มีใครนั่งเก้าอี้ที่เตรียมไว้เลยสักคน ส่วนนักมานุษยวิทยาชาวตะวันตกพอเห็นเก้าอี้ปุ๊บก็นั่งลงโดยอัตโนมัติตามความเคยชิน</p>
<div id="attachment_106343" style="width: 710px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-106343" class="wp-image-106343 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/010-hadza-2.jpg" alt="" width="700" height="525" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/010-hadza-2.jpg 700w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/010-hadza-2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/010-hadza-2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /><p id="caption-attachment-106343" class="wp-caption-text">(ภาพจาก : David Raichlen)</p></div>
<p class="p1">บรรยากาศที่ต่างคนต่างมีอากัปกิริยาแตกต่างทำให้ทีมนักวิจัยประหลาดใจ แค่เรื่องง่ายๆ อย่างการนั่งก็สามารถสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ น่าสนใจที่ชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>มีกิจวัตรประจำวันที่ค่อนข้างแอ็กทีฟ<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>พวกเขาเดินเท้าไปหาของป่าไม่ต่ำกว่า<span class="s1">สิบห้า</span>กิโลเมตรทุกๆ วัน คนในเผ่าไม่ป่วยจากโรคที่คนเมืองเป็น และแทบไม่มีใครเลยที่เข้าข่ายอ้วนหรือน้ำหนักเกิน</p>
<p class="p1">ตรงข้ามกับคนเมืองที่เสียชีวิตจากการขาดออกกำลังกายเฉลี่ย<span class="s1">ห้า</span>ล้านคนต่อปี เสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และอีกสารพัดโรค ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนิสัยที่พวกเรานั่งๆ นอนๆ โดยไม่มีกิจกรรมอื่นแทรก เรานั่งติดต่อกันมากกว่า<span class="s1">สิบสี่</span>ชั่วโมงต่อวัน ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย เราแทบนั่งเพื่อทำทุกอย่าง ทั้งๆ ที่สัตว์อื่นบนโลกที่ขี้เกียจมากกว่าเราแต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ามนุษย์<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>ดังนั้นการนั่งจึงอาจจะเป็นคำสาปของเหล่ามนุษย์สายพันธุ์ <em>Homo sapiens</em> ก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่วิวัฒนาการน่าจะให้ประโยชน์กับความขี้เกียจและส่งต่อรุ่นต่อรุ่น เช่น สัตว์เลื้อยคลานยังต้องนอนนานเป็นเดือนเพื่อผ่านช่วงที่มีทรัพยากรจำกัด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ยังจำศีลเพื่อผ่านคืนวันอันหนาวเหน็บ ญาติของเราอย่างชิมแปนซี หรือโบโนโบที่นอนเล่นทั้งวันก็ไม่ยักจะเป็นอะไร<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>แต่พอมนุษย์ขี้เกียจบ้างปุ๊บ เอ้า ตายง่ายๆ เฉยเลย</p>
<p class="p1">ผู้เขียนเคยมีบทความเปรียบเทียบความขี้เกียจของเหล่าไพรเมตและมนุษย์ไว้บ้างแล้วชื่อว่า <a href="https://adaymagazine.com/why-are-lazy-people-fat/" target="_blank" rel="noopener">ทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอด</a></p>
<h3></h3>
<h3 class="p1"><b>ความลับอาจอยู่ที่ท่านั่ง</b></h3>
<p class="p1">กลับมาที่รูปแบบของชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>ในหมู่บ้านเล็กๆ ของพวกเขานั้นไม่มีเก้าอี้เลย และเขาไม่จำเป็นต้องใช้เก้าอี้ หลังจากเหนื่อยล้าจากการล่าสัตว์และหาของป่า พวกเขาจะมานั่งพักใต้ร่มไม้ จากนั้นก็สุมไฟเพื่อย่างเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ทำความสะอาดผลไม้ที่เก็บมา ท่านั่งประจำของพวกเขาคือ<span class="s1"> &#8216;</span>ท่านั่งยอง&#8217;<span class="s1"> (resting squat) </span>ซึ่งเป็นท่าที่พวกเราทุกคนรู้จัก แต่ในชีวิตปัจจุบันแทบจะไม่มีใครทำกันเลยเนื่องจากอาจดูไม่สุภาพ และการหล่อหลอมทางสังคมทำให้ท่านั่งนี้ใช้แค่ขับถ่ายในส้วมซึมเท่านั้น ยิ่งทุกวันนี้หลายบ้านมีชักโครกกันหมดแล้ว ท่านั่งยองจึงห่างไกลตัวออกไปอีก ซึ่งเอาเข้าจริงท่านั่งยองนี้มีรากวิวัฒนาการมานานกว่า<span class="s1">สอง</span>ล้านปีในมนุษย์ นักโบราณคดีพบว่ามนุษย์โบราณอย่าง<span class="s1"><i> Homo erectus </i></span>ที่ว่าสามารถเดินตัวตรงได้แล้วยังนั่งยองๆ เป็นประจำด้วย ถือเป็นท่าที่มีความเก่าแก่พอๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้</p>
<div id="attachment_106344" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-106344" class="wp-image-106344 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/3224606276_d407cdd69f_k-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/3224606276_d407cdd69f_k-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/3224606276_d407cdd69f_k-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/3224606276_d407cdd69f_k-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/3224606276_d407cdd69f_k-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/3224606276_d407cdd69f_k.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-106344" class="wp-caption-text">(ภาพจาก : David Raichlen)</p></div>
<p class="p1">จะบอกว่าชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>ไม่มีเทคโนโลยีพอเพื่อประดิษฐ์เก้าอี้ก็ว่าเช่นนั้นไม่ได้ เพราะชนเผ่านี้เป็นนักล่าที่รู้จักใช้เครื่องมือทุ่นแรง พวกเขาสร้างธนู หอกที่สังหารเหยื่อได้เด็ดขาด และมีกระท่อมที่แข็งแรงพอที่จะต้านพายุแรงได้สบายๆ เพียงแต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำเก้าอี้เพื่อนั่ง และแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ เพื่อการตกแต่งเลย อย่างมากสุดพวกเขาก็นอนบนแผ่นหนังสัตว์ และนั่งรอบกองไฟด้วยท่านั่งยองๆ</p>
<p class="p6"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106350" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-881239924-1024x668.jpg" alt="" width="1024" height="668" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-881239924-1024x668.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-881239924-300x196.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-881239924-768x501.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-881239924-600x392.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-881239924.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">การนั่งยองของชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>เรียกว่าท่า<span class="s1"> deep squat </span>ที่ฝ่าเท้าทั้งสองแนบสนิทพื้น ทิ้งก้นไปหลังข้อเท้า เอาจริงๆ ก็เป็นท่าที่ไม่สบายนักหากไม่เคยฝึกมาก่อน<span class="s1"> (</span>ยิ่งฝรั่งเจอท่านี้เข้าคงแปลกใจ เพราะพวกเขานั่งยองๆ แทบไม่ได้กันสักคน ถ้าไม่ได้เล่นโยคะ<span class="s1">) </span>ท่านี้จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นพอสมควร</p>
<p class="p1">สมาชิกเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>ตั้งแต่เด็กจนแก่เฒ่านั่งท่านี้กันหมด<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>การนั่งยองทำให้กล้ามเนื้อขาทำงานมากกว่านั่งบนเก้าอี้ และมอบความสะดวกในการเคลื่อนตัวไม่ว่าจะหุงหาอาหารหรือแล่เนื้อสัตว์ที่มักวางอยู่ในระดับพื้น<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>การนั่งยองทำให้พวกเขาทำกิจกรรมอื่นๆ ได้โดยไม่เสียเวลา เพียงแค่พวกเขาถ่ายน้ำหนัก ขยับขา ก็หันไปทำอย่างอื่นได้ทันที<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>ทีมวิจัยได้ทดลองติดตั้งเซ็นเซอร์ขนาดเล็กเพื่อวัดกิจกรรมกล้ามเนื้อของคนในเผ่าทั้งชายและหญิงจำนวน<span class="s1">ยี่สิบแปด</span>คน เพื่อดูว่าพวกเขามีกิจวัตรอะไรบ้างในแต่ละวัน ซึ่งผลปรากฏออกมาน่าสนใจ</p>
<p class="p1">ชาวเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>ใช้เวลาพักผ่อนแต่ละวันนานถึง<span class="s1">สิบ</span>ชั่วโมงเทียบเท่ากับคนในสังคมเมือง แต่ที่แตกต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์คือชาว<span class="s1"> Hadza </span>เปลี่ยนอิริยาบถนั่งและเดินมากกว่าคนเมือง<span class="s1">กว่าห้าสิบ</span>เท่า<span class="s1">! </span>เรียกได้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เฉยแม้จะเป็นเวลาพักผ่อนก็ตาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-106342" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/00_m.jpg" alt="" width="560" height="315" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/00_m.jpg 560w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/00_m-300x169.jpg 300w" sizes="(max-width: 560px) 100vw, 560px" /></p>
<p class="p1">เมื่อตรวจดูสุขภาพแต่ละคนพบว่าชนเผ่านี้ล้วนมีสุขภาพดี มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในระดับต่ำ ทำให้ห่างไกลโรคเกี่ยวกับหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้นท่านั่งยองเองก็ยังเป็น<span class="s1"> &#8216;</span>ท่ากายบริหาร&#8217; โดยกลายๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงสม่ำเสมอ เนื่องจากเวลาที่เรานั่งยองและพยายามทรงตัวจากศูนย์ถ่วงที่โน้มต่ำด้านหลัง ทำให้กล้ามเนื้อขาทำงานมากขึ้นกว่านั่งบนเก้าอี้<span class="s1">สิบ</span>เท่า ซึ่งชาว<span class="s1"> Hadza </span>นั่งท่านี้นานถึง<span class="s1">หนึ่ง</span>ในสามของกิจกรรมในแต่ละวัน ช่วยให้กล้ามเนื้อได้แอ็กทีฟตลอดเวลาแม้เสร็จกิจที่ต้องใช้กำลังมากอย่างการเก็บของป่าและล่าสัตว์</p>
<p class="p1">กิจกรรมต่อเนื่องทำให้กล้ามเนื้อทรงตัวเรียกว่า<span class="s1"> active resting </span>ลดการก่อตัวของไขมันไตรกลีเซอไรด์ตลอดทั้งวัน ต่างจากคนเมืองที่ถ้าพักแล้วคือพักเลยเบ็ดเสร็จ พวกเรานั่งหรือนอนบนโซฟาโดยไม่กระดิกกล้ามเนื้อ<span class="s1"> (</span>ยกเว้นปากจะเคี้ยวนู่นนี่<span class="s1">) </span>เรานั่งนานติดต่อเป็นชั่วโมงๆ เมื่อมองย้อนกลับไปท่านั่งยองนี้เองที่บรรพบุรุษของเรานั่งติดต่อกันเป็นเวลากว่า<span class="s1">สอง</span>ล้านปี ก่อนที่มนุษย์จะเข้าสู่การทำกสิกรรมด้วยซ้ำ</p>
<p class="p1">มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เมื่อเราเปลี่ยนบทบาทจากการล่าสัตว์หาของป่าสู่การทำกสิกรรม อาจเป็นจุดกำเนิดให้มนุษย์ประดิษฐ์เก้าอี้ จากหลักฐานโบราณคดีที่ปรากฏย้อนไปยังจุดกำเนิดเก้าอี้ราว<span class="s1">ห้าพัน</span>ปีก่อน<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>นี่จึงแสดงว่าท่านั่งยองมีมานานกว่านั้น ก่อนที่เราจะเรียนรู้การนั่งเก้าอี้ ห้าพันปีให้หลังนี่จึงทำให้การนั่งทำลายสุขภาพของเรามากกว่าที่คิดเพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ขี้เกียจตั้งแต่แรก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและทางสังคมทำให้เราผูกพันกับการนั่งบนเก้าอี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดำเนินไปพร้อมกับความเจริญทางด้านวัตถุ การนั่งบนเก้าอี้จึงเป็นอากัปกิริยาที่ยอมรับของสังคมในขณะที่ท่านั่งยองถูกมองว่าไม่สุภาพ ไม่สำรวม ดูไร้อารยะ ทำให้เราค่อยๆ รังเกียจที่จะนั่งท่ายองไปโดยปริยาย</p>
<p class="p7"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-106349" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-875858360-1024x604.jpg" alt="" width="1024" height="604" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-875858360-1024x604.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-875858360-300x177.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-875858360-768x453.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-875858360-600x354.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/GettyImages-875858360.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">การนั่งนานๆ สามารถทำลายสุขภาพได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าร่างกายจะสร้างไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระแสเลือด เรียกว่าไตรกลีเซอไรด์<span class="s1"> (Triglycerides) </span>เมื่อไม่แอ็กทีฟไขมันนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ มีส่วนช่วยลดไขมันลง มีงานวิจัยที่ศึกษาอาสาสมัครที่เป็นพนักงานออฟฟิศโดยให้พวกเขาเปลี่ยนอิริยาบถให้ลุกนั่งมากกว่าเดิมขณะทำงานเป็นเวลา<span class="s1">สี่</span>วัน ผลปรากฏว่าช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์โได้มากถึง<span class="s1"> 32 เปอร์เซ็นต์ </span>การเคลื่อนไหวเบาๆ เป็นครั้งคราวช่วยให้ผนังหลอดเลือดมีการเคลื่อนตัวยืดหยุ่น ทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้ง่ายขึ้น และดีต่อมวลรวมของร่างกาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><b>จะทิ้งเก้าอี้เลยดีไหม</b><span class="s1"><b>?</b></span></h3>
<p class="p1">ในเมื่อเราเกิดมาพร้อมกับสังคมที่มีเก้าอี้ จะโยนเก้าอี้ทิ้งเลยก็กระไรอยู่ หรือจะให้คุณเปลี่ยนมานั่งยองๆ แบบชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>ก็อาจทรมานร่างกายจนเกินไป พวกเขาฝึกนั่งท่านี้มาแต่เด็กๆ วิถีชีวิตที่อยู่กับพื้นดินทำให้การนั่งยองยังคงอยู่ในอารยธรรมของพวกเขาอย่างเหนียวแน่น</p>
<p class="p1">สำหรับมนุษย์เมืองอย่างเราๆ การนั่งให้น้อยลงน่าจะเป็นคำแนะนำเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด ควรให้เวลาพักเบรกตัวเองทุกๆ<span class="s1"> 30-40 </span>นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ไม่เกร็งอยู่ในท่าเดิมนานๆ จะหาเรื่องเข้าห้องน้ำ กินกาแฟ และข้ามไปเมาท์กับเพื่อนแผนกข้างๆ หรือถ้าคุณเป็นสายฮาร์ดคอร์หน่อยก็อาจลองขออนุญาตหัวหน้านั่งท่าชนเผ่า<span class="s1"> Hadza </span>กลางออฟฟิศเพื่อโชว์ให้เพื่อนๆ เห็นถึงท่านั่งอารยธรรมเก่าแก่ของมนุษย์อันน่าศึกษาและน่าพิศวง</p>
<p class="p1">บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องอายที่จะนั่งยอง จะมาหาว่าเราไร้อารยะก็ว่าไป แต่บรรพบุรุษพวกเรานั่งยองมานานกว่า<span class="s1">สอง</span>ล้านปี</p>
<p class="p1">เอ้า นั่งลง<span class="s1">!</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1">อ้างอิง</p>
<p class="p6">Sitting, squatting, and the evolutionary biology of human inactivity</p>
<p class="p6">PNAS March 31, 2020 117 (13) 7115-7121; first published March 9, 2020</p>
<p class="p7"><span class="s3"><a href="https://www.pnas.org/content/117/13/7115">pnas.org</a></span></p>
<p class="p6">Triglyceride Test (Lowering Your Triglycerides)</p>
<p class="p6"><a href="https://www.medicinenet.com/triglyceride_test/article.htm" target="_blank" rel="noopener">medicinenet.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sitting-and-biology-of-human-inactivity/">ทำไมมนุษย์เรามองหาเก้าอี้อยู่ตลอดเวลา เมื่อวิวัฒนาการ &#8216;การนั่ง&#8217; ป่วนมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;พอนอนได้ อะไรก็ดีขึ้น&#8217; เมื่อคุณภาพการนอนทำนายผลการเรียนและชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sleep-deprivation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2020 17:27:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพการนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ผลการเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[sleep deprivation]]></category>
		<category><![CDATA[อดนอน]]></category>
		<category><![CDATA[สมองเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=103378</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณน่าจะเคยเห็นโฆษณาที่ฉายซ้ำภาพวัยรุ่นนั่งจุ่มกลางกองหนังสือยามค่ำคืน มีเพียงโคมไฟดวงเล็กๆ ส่องแสงสลัวในความมืดมิด ภาพเหล่านี้มักถูกใช้เป็นตัวแทนของ &#8216;เด็กขยัน&#8217;&#160;ที่มุ่งมั่นอ่านหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำไม่หลับไม่นอน ยิ่งช่วงใกล้สอบไฟนอล ใครนอนก่อนก็ถือว่าแพ้ไป คนขยันเขาต้องอ่านกันยันเช้า ถ้าอยากนอนก็ไปนอนวันหยุดโน่น จะว่าไปห้องสมุดตามมหาวิทยาลัยก็ยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงใกล้สอบ นักเรียนและนักศึกษาจะขลุกอยู่กับหนังสือในช่วงชั่วโมงสุดท้าย หากคุณไปถามว่า รู้ไหมว่าการอดนอนนั้นทำลายสุขภาพ ทุกคนจะล้วนพยักหน้าและเข้าใจตรงกันว่าการอดนอนมันไม่ดีหรอก แต่พวกเขาก็ยังยินดีที่จะสังเวยสุขภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเร่งด่วน เพราะการนอนยังสามารถเก็บไว้ทำวันหลังได้ อย่างน้อยก็หลังสอบเสร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่วัยรุ่นเผชิญหน้ากับภาวะ sleep deprivation หรือภาวะขาดการนอนหลับที่มีคุณภาพ ส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการทางสมอง รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนในระยะยาว เพราะการเรียนอย่างเป็นธรรมชาตินั้นไม่ใช่กระบวนการท่องจำหรือยัดทะนานความรู้ใส่สมองในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะสมองต้องการความยืดหยุ่นทางการรู้คิด (cognitive performance) ที่การอ่านหนังสือชั่วข้ามคืนไม่สามารถมอบให้ได้ สมองอาจสูญเสียศักยภาพในการสร้างการรู้คิดใหม่ๆ หากเราไม่ได้พักผ่อนอย่างมีวินัย งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ มองในทิศทางเดียวกันว่า การนอนอาจส่งผลต่อการเรียนมากกว่าที่คิด คุณภาพของการนอนอาจทำนายผลการเรียนในอนาคตด้วย มันอาจจะเชยไปเสียแล้วกับแนวคิดที่ว่า การอดนอนอ่านหนังสือแสดงว่าเป็นคนขยัน เพราะคนที่นอนอย่างมีคุณภาพต่างหากคือคนที่อาจมีผลการเรียนโดดเด่นกว่าและมีสุขภาพมวลรวมที่ดีกว่าในระยะยาว &#160; เป็นวัยรุ่น ยุ่งจะตาย กิจวัตรในช่วงวัยเรียนนั้นมีความซับซ้อนยุ่งยากผิดแผกกับธรรมชาติมนุษย์ เด็กแต่ละคนมีภาระหน้าที่นอกเหนือจากการเรียน บางคนต้องทำงานพิเศษ บางคนต้องหาเลี้ยงครอบครัว แม้แต่เด็กทั่วๆ ไปก็ต้องหอบการบ้านหลายวิชามาปั่น เพื่อให้เสร็จทันส่งอีกวัน กิจวัตรรุมเร้าซ้ำซากเหล่านี้รบกวนวัฏจักรการนอนตามธรรมชาติของมนุษย์&#160;ดังนั้นหากพวกเขาจะได้พักผ่อนจริงๆ ก็ต้องเอาไปทบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งหลายคนอาจนอนหนักๆ จนเกิน 12 ชั่วโมงไปเลย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sleep-deprivation/">&#8216;พอนอนได้ อะไรก็ดีขึ้น&#8217; เมื่อคุณภาพการนอนทำนายผลการเรียนและชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คุณน่าจะเคยเห็นโฆษณาที่ฉายซ้ำภาพวัยรุ่นนั่งจุ่มกลางกองหนังสือยามค่ำคืน มีเพียงโคมไฟดวงเล็กๆ ส่องแสงสลัวในความมืดมิด ภาพเหล่านี้มักถูกใช้เป็นตัวแทนของ &#8216;เด็กขยัน&#8217;&nbsp;ที่มุ่งมั่นอ่านหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำไม่หลับไม่นอน ยิ่งช่วงใกล้สอบไฟนอล ใครนอนก่อนก็ถือว่าแพ้ไป คนขยันเขาต้องอ่านกันยันเช้า ถ้าอยากนอนก็ไปนอนวันหยุดโน่น</p>
<p>จะว่าไปห้องสมุดตามมหาวิทยาลัยก็ยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงใกล้สอบ นักเรียนและนักศึกษาจะขลุกอยู่กับหนังสือในช่วงชั่วโมงสุดท้าย หากคุณไปถามว่า รู้ไหมว่าการอดนอนนั้นทำลายสุขภาพ ทุกคนจะล้วนพยักหน้าและเข้าใจตรงกันว่าการอดนอนมันไม่ดีหรอก แต่พวกเขาก็ยังยินดีที่จะสังเวยสุขภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเร่งด่วน เพราะการนอนยังสามารถเก็บไว้ทำวันหลังได้ อย่างน้อยก็หลังสอบเสร็จ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103449" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>นี่จึงเป็นเหตุผลที่วัยรุ่นเผชิญหน้ากับภาวะ sleep deprivation หรือภาวะขาดการนอนหลับที่มีคุณภาพ ส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการทางสมอง รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนในระยะยาว เพราะการเรียนอย่างเป็นธรรมชาตินั้นไม่ใช่กระบวนการท่องจำหรือยัดทะนานความรู้ใส่สมองในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะสมองต้องการความยืดหยุ่นทางการรู้คิด (cognitive performance) ที่การอ่านหนังสือชั่วข้ามคืนไม่สามารถมอบให้ได้ สมองอาจสูญเสียศักยภาพในการสร้างการรู้คิดใหม่ๆ หากเราไม่ได้พักผ่อนอย่างมีวินัย</p>
<p>งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ มองในทิศทางเดียวกันว่า การนอนอาจส่งผลต่อการเรียนมากกว่าที่คิด คุณภาพของการนอนอาจทำนายผลการเรียนในอนาคตด้วย มันอาจจะเชยไปเสียแล้วกับแนวคิดที่ว่า การอดนอนอ่านหนังสือแสดงว่าเป็นคนขยัน เพราะคนที่นอนอย่างมีคุณภาพต่างหากคือคนที่อาจมีผลการเรียนโดดเด่นกว่าและมีสุขภาพมวลรวมที่ดีกว่าในระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เป็นวัยรุ่น ยุ่งจะตาย</strong></h3>
<p>กิจวัตรในช่วงวัยเรียนนั้นมีความซับซ้อนยุ่งยากผิดแผกกับธรรมชาติมนุษย์ เด็กแต่ละคนมีภาระหน้าที่นอกเหนือจากการเรียน บางคนต้องทำงานพิเศษ บางคนต้องหาเลี้ยงครอบครัว แม้แต่เด็กทั่วๆ ไปก็ต้องหอบการบ้านหลายวิชามาปั่น เพื่อให้เสร็จทันส่งอีกวัน กิจวัตรรุมเร้าซ้ำซากเหล่านี้รบกวนวัฏจักรการนอนตามธรรมชาติของมนุษย์&nbsp;ดังนั้นหากพวกเขาจะได้พักผ่อนจริงๆ ก็ต้องเอาไปทบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งหลายคนอาจนอนหนักๆ จนเกิน 12 ชั่วโมงไปเลย ตื่นอีกทีเที่ยงหรือยิงยาวไปถึงเย็น ส่วนใหญ่ก็อาจเลือกนอนช่วงกลางวันแทน&nbsp;การนอนแบบ &#8216;ทิ้งดิ่ง&#8217;&nbsp;เช่นนี้น่าจะสร้างผลเสียมากกว่าเป็นการสร้างช่วงเวลาที่ดีให้กับร่างกาย</p>
<p>หลายคนแนะนำว่าการนอนอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงนั้นจำเป็น แต่การนอนที่มีคุณภาพไม่อาจนับเหมาเพียงจำนวนชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้ไม่สามารถนำไปทบในวันถัดๆ ไปได้ พฤติกรรมการนอนที่สม่ำเสมอต่างหากที่จำเป็นต่อสมอง จากงานวิจัยของสถาบัน Brigham and Women’s Hospital ศึกษาร่วมกับอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด งานวิจัยนี้ต้องการเชื่อมโยงการนอนหลับ กลไกนาฬิกาชีวภาพจังหวะเซอร์คาเดียน (circadian rhythm) และผลการเรียนของนักศึกษามาประมวลร่วมกัน โดยผู้ร่วมการวิจัยต้องจดบันทึกการนอนของตัวเองเป็นเวลา 30 วันเพื่อรายงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103448" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ผลที่ออกมาน่าสนใจว่า การนอนและการตื่นจำเป็นต้องสัมพันธ์กัน ไม่ใช่แค่ได้นอนแต่เราต้องสามารถตื่นในเวลาที่พอเหมาะได้ด้วย&nbsp;พวกเขาพบนัยสำคัญว่านักศึกษาที่มีรูปแบบการนอนสม่ำเสมอ ร่างกายจะตื่นเองได้โดยไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก ซึ่งพวกเขามีผลการเรียนที่สูงกว่าค่ามาตรฐาน ส่วนจำนวนชั่วโมงการนอนกลับไม่ได้ส่งผลต่อการเรียนมากนัก ดังนั้นการนอนนับชั่วโมงที่เอาไปทบในวันหยุดก็ยังไม่จัดว่าเป็นการนอนคุณภาพอย่างแท้จริง เพราะคุณแค่ได้พักช่วงสุดสัปดาห์แต่ก็กลับมาเสียวินัยในการนอนอีกช่วงวันปกติ ถ้ามองเป็นกราฟก็ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ร่างกายขาดสมดุลในการนอน</p>
<p>หากใครที่รู้ตัวว่าสามารถตื่นได้เองโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การนอนน้อยส่งผลต่อลักษณะทางกายภาพสมองด้วยไหม</strong></h3>
<p>จากอีกงานวิจัยด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิได้ศึกษาลึกลงไปถึงลักษณะทางกายภาพของสมองที่เชื่อมโยงกับภาวะนอนน้อย พวกเขาพบว่าพฤติกรรมการนอนมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของสมองส่วนเนื้อสีเทา (grey matter) อันเป็นเนื้อเยื่อสมองส่วนที่อยู่ด้านนอก ประกอบด้วยเซลล์ประสาท (neuron), เดนไดรต์ (dendrite), แอ็กซอน (axon) และเซลล์ค้ำจุนระบบประสาท (glial cells) จำนวนมาก มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและความรู้สึก ทั้งประสาทสัมผัส ความนึกคิด ความจำ การมองเห็น การพูด และการได้ยิน&nbsp;เด็กอยู่ในวัยเจริญเติบโตจำเป็นต้องมีผัสสะเปิดกว้างรับ input ใหม่ๆ เข้ามาให้สมองประมวลผลอยู่เสมอ ดังนั้นสมองส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการเรียนรู้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>งานวิจัยพบว่าเด็กที่นอนไม่เป็นเวลาจะมีสมองส่วนเนื้อสีเทาเล็กลงกว่าเด็กที่หลับอย่างมีวินัย โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า anterior cingulate cortex และ precuneus cortex ทำให้ส่งผลต่อศักยภาพในการเรียนและอาจส่งผลต่อการพัฒนาทางสมองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ แน่นอนว่าโรคสมองเสื่อม ‘อัลไซเมอร์’ (alzheimer’s disease) อาจมาเคาะประตูสมองเร็วกว่ากำหนด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สมองจะเล็กลง</strong><strong>เพราะนอนดึก</strong></h3>
<p>เมื่อร่างกายขาดการนอนอย่างเป็นระบบ สมองจะค่อยๆ เสื่อมลงทีละจุด กระบวนการนี้อาจกินเวลาเป็น 10 ปีโดยที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่มักรู้อีกทีตอนความทรงจำเริ่มเลือนราง จำอะไรไม่ได้ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ยากขึ้น</p>
<p>มีทฤษฎีอธิบายปรากฏการณ์นี้เยอะมาก เช่น เบต้าแอมีลอยด์ (beta amyloid) หรือโปรตีนพิษที่ไปทำลายเซลล์ประสาทเซลล์แล้วเซลล์เล่า ซึ่งโปรตีนนี้เกิดขึ้นในสมองตามธรรมชาติ เบต้าแอมีลอยด์เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่เกิดจากการย่อยสลายของโปรตีนขนาดใหญ่อย่างแอมีลอยด์พรีเคอเซอร์ (amyloid precursor) ซึ่งถูกย่อยโดยเอนไซม์ที่ชื่อเบต้าซีครีเทส (beta secretase) และแกมม่าซีครีเทส (gamma secretase) ตามลำดับ จนได้เป็นโปรตีนเบต้าแอมีลอยด์ที่เป็นพิษต่อเซลล์ประสาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-103450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-12-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-12-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-12-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-12-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-12-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>โปรตีนพิษนี้ร้ายมากเพราะมุ่งไปทำลายเซลล์ประสาทโดยตรง เรียกการรวมตัวนี้ว่า ‘พลากส์’ (plaques) มีความเป็นพิษสูง เน้นทำลายเซลล์บริเวณที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการจดจำ โปรตีนเหล่านี้จะบ่อนทำลายเซลล์ประสาทเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปีก่อนที่ภาวะความจำเสื่อมจะมาเยือน และคนส่วนใหญ่ ‘ไม่เคยรู้ตัว’ ว่ามันเกิดขึ้นในสมองนานแล้ว ซึ่งเป็นผลกระทบจากการขาดวินัยในการนอนด้วยเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากมีผลกระทบต่อการเรียน การอดนอนยังทำให้คุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ลดลง โดยเฉพาะการมีความสุขต่อตัวเองซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จากงานวิจัยเดียวกันของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิยังพบว่า นักศึกษาที่นอนไม่เป็นเวลามีแนวโน้มตกอยู่ในภาวะวิตกกังวล สูญเสียความสร้างสรรค์ และมีผัสสะการรับรู้สภาพแวดล้อมบิดเบือน เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน ใช้เวลาทำงานให้เสร็จนานขึ้น</p>
<p>เรารู้มานานแล้วว่าวงจรการนอนหลับแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ NREM sleep (non-rapid eye movement sleep) และ REM sleep (rapid eye movement sleep) วงจร NREM เป็นวงจรการหลับเริ่มแรกซึ่งจะลึกลงไปเรื่อยๆ แบ่งออกเป็นสามระยะ (stage I, II และ III) ส่วนวงจร REM เป็นวงจรการหลับที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ คลายตัวและหยุดทำงานยกเว้นหัวใจ กระบังลม และกล้ามเนื้อตา นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ร่างกายเกิดการฝัน และการกรอกตาเร็ว (rapid eye movement) ร่วมด้วย จะว่าไปเพราะการนอนนี่เองที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้กับเราโดยตรง แต่เราก็มักไม่เห็นความสำคัญสักเท่าไหร่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีงานวิจัยจากปี 2009 จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทดลองกับอาสาสมัคร 2 กลุ่ม พวกเขาต้องแก้ปริศนาทั้งในโลกความจริงและโลกการนอน โดยต้องทดสอบปริศนาเกี่ยวกับคำ 2 ครั้ง จากนั้นจะงีบหลับ 40 นาที หลายคนก็หลับไปเลยแต่อีกส่วนจะเข้าสู่ช่วงหลับฝัน จากนั้นพวกเขาจะตื่นมาทำปริศนาอีกรอบ ปรากฏว่าอาสาสมัครที่หลับอยู่ในช่วง REM sleep มีโอกาสฝันถึงกลุ่มคำจากปริศนา พวกเขาทำคะแนนทดสอบได้ดีกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยให้ความเห็นว่าการนอนหลับช่วยให้สมองผ่อนคลายและทำให้มีโอกาสลดความเหนื่อยล้าทางการตระหนักรู้ (cognitive fatigue) ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>หัวใจสำคัญที่สมองสามารถแก้ปัญหาขณะนอนหลับได้ ถ้าจะให้เห็นภาพก็คงเปรียบกับระบบคอมพิวเตอร์ สมองของเราจะเปิดโปรแกรมหลายๆ ตัวขณะที่เราตื่น เพื่อรับผัสสะรอบด้าน ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และผิวสัมผัส สมองต้องใช้พลังงานมากในการจัดการรายละเอียดเหล่านี้&nbsp; แต่ขณะที่เรานอนหลับ ทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือเมื่อจดจ่อกับสิ่งเดียว สมองจะใช้พลังงานน้อยลง ช่วงนี้เองคือจังหวะทองคำที่จะทำให้เกิด ‘ยูเรก้า’ (eureka moment) ที่จู่ๆ คุณนึกไอเดียออกทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นอยู่เลย คล้ายกรณีของ Archimedes ที่บังเอิญค้นพบหลักการของอาร์คิมีดีส (Archimedes’ principle) ขณะแช่อ่างอาบน้ำ หรือนักคิดหลายๆ คนก็ได้ไอเดียแจ๋วๆ จากการนอนหลับพักผ่อน</p>
<p>สมองของมนุษย์แสนพิเศษ อย่างสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ทำหน้าที่เป็นตำรวจจราจรที่ควบคุมการไหลของข้อมูลต่างๆ คัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก อะไรที่น่าจะมีประโยชน์ก็เก็บไว้ แต่หลายครั้งที่ตำรวจจราจรเข้มงวดวินัยเกินไปจนกรองความไร้สาระออกเสียหมด แต่สมองส่วนหน้าจะทำงานอีกรูปแบบในช่วงกลางคืน เพื่อเก็บข้อมูลจากการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นและจัดเก็บบางส่วนไว้ในคลังความทรงจำ อย่างไรก็ตามการนอนหลับยังมีอิทธิพลต่อฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกาย และมีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ของสมองอีกด้วย</p>
<p>ยิ่งชีวิตของพวกเราเกี่ยวพันกับกระบวนการสร้างสรรค์มากเท่าไหร่<span style="color: #000000;"> การนอนก็เป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด</span> หากคุณคิดอะไรไม่ออกก็ไปนอนสักงีบ เพราะการมาบลัฟกันว่าไม่ได้นอนมากี่วันมันเชยระเบิดเสียแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เปลี่ยนแนวคิดใหม่ เรียนดี นอนก็ต้องดี</strong></h3>
<p>การนอนเป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรรีบแก้ไข การนอนที่ดีจะมี cycle ของตัวมันเองอันเป็นธรรมชาติ เราจะผ่อนคลายและสงบ หัวใจเต้นช้าลง อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง การนอนเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะเก็บเกี่ยวการเรียนรู้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นคนที่มีระบบการนอนดีมักมีความจำดี สมองสามารถเก็บกวาดขยะอย่างเบตาแอมีลอยด์ สิ่งเป็นพิษและเป็นสาเหตุสำคัญของโรคสมองเสื่อม</p>
<p>ถึงเวลาแล้วที่ต้องนอนให้เป็นเวลา ไม่ใช่จะนอนตอนไหนก็ได้จนผิด cycle ของนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ในร่างกาย ความมุมานะเพื่อไปสู่จุดหมายแห่งการศึกษาเป็นเรื่องดีแแต่ต้องตอบสนองต่อองค์ความรู้ใหม่ๆ ในร่างกายของเราด้วย</p>
<p>เพราะสมองของเราดำเนินตามพลวัตของธรรมชาติ เมื่อร่างกายบอกว่า “พอแล้ว! ไปนอนเถอะ” แต่เราฝืนบ่อยๆ เข้า วันหนึ่งมันก็อาจดื้อและอาจทำสิ่งล้ำค่าที่เราเรียนรู้มาทั้งชีวิตหล่นหาย</p>
<p>ไปนอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.nature.com/articles/srep41678">Scientific Reports volume 7, Article number: 41678 (2017)</a></p>
<p><a href="https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24051113/">Late Bedtimes Weaken School Performance and Predispose Adolescents to Health Hazards</a></p>
<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2813509/">Alzheimer’s Disease and the β-Amyloid Peptide</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sleep-deprivation/">&#8216;พอนอนได้ อะไรก็ดีขึ้น&#8217; เมื่อคุณภาพการนอนทำนายผลการเรียนและชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิญญาณออกจากร่าง เห็นแสงปลายอุโมงค์  สมองทำงานอย่างไรใน &#8216;ภาวะเฉียดตาย&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/near-death-experiences/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 13:40:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะเฉียดตาย]]></category>
		<category><![CDATA[Near-death experiences]]></category>
		<category><![CDATA[เฉียดตาย]]></category>
		<category><![CDATA[death]]></category>
		<category><![CDATA[ความตาย]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100074</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเผชิญหน้ากับความตายทิ้งอะไรบางอย่างในสมองของพวกเราหรือไม่ แม้เราจะรู้จักกลไกการทำงานของสมองค่อนข้างดีแล้วขณะที่มีชีวิตปกติ แต่เราแทบไม่รู้อะไรเลยเมื่อสมองต้องเผชิญความตายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ประสบการณ์เฉียดตาย (Near-Death Experiences) เป็นภาวะฉับพลันเมื่อร่างกายเผชิญกับความรุนแรงที่ไม่ทันตั้งตัวจากหัวใจวาย ภาวะช็อก ถูกอัดกระแทกด้วยแรงระเบิด หรือตกจากที่สูง ประสบการณ์เหล่านี้ถูกเล่าผ่านหลายวัฒนธรรมทั่วโลกที่ล้วนมีจุดร่วมคล้ายคลึงกันคือ เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ รู้สึกเหมือนวิญญาณออกจากร่าง หรือเหาะเหินเดินอากาศได้ ทำไมสมองถึงนำเสนอประสบการณ์เหล่านี้ให้กับพวกเรา และความตายจะแทรกตัวอยู่ในสมองมนุษย์ต่อไปยังไง &#160; เคยสบตากับความตายมาแล้วหรือยัง แฟนๆ ที่ชื่นชอบอ่านวรรณกรรมของ Ernest Hemingway น่าจะทราบดีว่า นักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกันผู้นี้ชอบใช้ชีวิตโลดโผน โชกโชนไปด้วยประสบการณ์เลือดตกยางออกตั้งแต่ครั้งหนุ่มๆ  เขาเคยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกระเบิดตกใส่ระยะเผาขนห่างเพียงไม่กี่หลา แรงระเบิดกระแทกร่างลอยละลิ่วจนเขาไปรู้สึกตัวอีกทีที่เตียงผู้ป่วยในสภาพเจ็บสาหัส เฮมิงเวย์เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นว่า “ผมได้สบตากับความตายมาแล้ว ความตายนั้นง่ายนิดเดียว ในพริบตาชีวิตก็อาจดับวูบไป&#8230; ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ตายคือตาย เท่านั้นเอง” หลังจากนั้นเฮมิงเวย์นำประสบการณ์เฉียดตายและมุมมองต่อความตายมาเขียนเป็นเรื่องสั้นชื่อ The Snows of Kilimanjaro ใน ค.ศ. 1936 ที่เล่าเรื่องตัวละครชายผู้เป็นโรคเนื้อตายเน่า (gangrene) ที่จู่ๆ เขาก็ไร้ซึ่งความเจ็บปวด และสามารถถอดจิตล่องลอยไปตามสถานที่ต่างๆ ผ่านน้ำตก ลัดเลาะแนวภูเขา จนกระทั่งไปอยู่ ณ จุดสูงสุดของยอดเขาคิลิมันจาโร วรรณกรรมนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การบรรยายประสบการณ์เฉียดตายได้อย่างน่าสนใจ จนถือว่าเป็นกรณีคลาสสิกในการอธิบาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/near-death-experiences/">วิญญาณออกจากร่าง เห็นแสงปลายอุโมงค์  สมองทำงานอย่างไรใน &#8216;ภาวะเฉียดตาย&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเผชิญหน้ากับความตายทิ้งอะไรบางอย่างในสมองของพวกเราหรือไม่ แม้เราจะรู้จักกลไกการทำงานของสมองค่อนข้างดีแล้วขณะที่มีชีวิตปกติ แต่เราแทบไม่รู้อะไรเลยเมื่อสมองต้องเผชิญความตายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม</p>
<p>ประสบการณ์เฉียดตาย (Near-Death Experiences) เป็นภาวะฉับพลันเมื่อร่างกายเผชิญกับความรุนแรงที่ไม่ทันตั้งตัวจากหัวใจวาย ภาวะช็อก ถูกอัดกระแทกด้วยแรงระเบิด หรือตกจากที่สูง ประสบการณ์เหล่านี้ถูกเล่าผ่านหลายวัฒนธรรมทั่วโลกที่ล้วนมีจุดร่วมคล้ายคลึงกันคือ เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ รู้สึกเหมือนวิญญาณออกจากร่าง หรือเหาะเหินเดินอากาศได้</p>
<p>ทำไมสมองถึงนำเสนอประสบการณ์เหล่านี้ให้กับพวกเรา และความตายจะแทรกตัวอยู่ในสมองมนุษย์ต่อไปยังไง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101664" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-12.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-12.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-12-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เคยสบตากับความตายมาแล้วหรือยัง</strong></h3>
<p>แฟนๆ ที่ชื่นชอบอ่านวรรณกรรมของ Ernest Hemingway น่าจะทราบดีว่า นักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกันผู้นี้ชอบใช้ชีวิตโลดโผน โชกโชนไปด้วยประสบการณ์เลือดตกยางออกตั้งแต่ครั้งหนุ่มๆ  เขาเคยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกระเบิดตกใส่ระยะเผาขนห่างเพียงไม่กี่หลา แรงระเบิดกระแทกร่างลอยละลิ่วจนเขาไปรู้สึกตัวอีกทีที่เตียงผู้ป่วยในสภาพเจ็บสาหัส เฮมิงเวย์เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101665" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-ErnestHemingway.jpg" alt="" width="450" height="562" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-ErnestHemingway.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-ErnestHemingway-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><em>“ผมได้สบตากับความตายมาแล้ว ความตายนั้นง่ายนิดเดียว ในพริบตาชีวิตก็อาจดับวูบไป&#8230; ไม่</em><em>มีอะไรซับซ้อนเลย ตายคือตาย เท่านั้นเอง” </em></p>
<p>หลังจากนั้นเฮมิงเวย์นำประสบการณ์เฉียดตายและมุมมองต่อความตายมาเขียนเป็นเรื่องสั้นชื่อ <em>The Snows of Kilimanjaro</em> ใน ค.ศ. 1936 ที่เล่าเรื่องตัวละครชายผู้เป็นโรคเนื้อตายเน่า (gangrene) ที่จู่ๆ เขาก็ไร้ซึ่งความเจ็บปวด และสามารถถอดจิตล่องลอยไปตามสถานที่ต่างๆ ผ่านน้ำตก ลัดเลาะแนวภูเขา จนกระทั่งไปอยู่ ณ จุดสูงสุดของยอดเขาคิลิมันจาโร</p>
<p>วรรณกรรมนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การบรรยายประสบการณ์เฉียดตายได้อย่างน่าสนใจ จนถือว่าเป็นกรณีคลาสสิกในการอธิบาย Near-Death Experiences (เรียกย่อว่า NDEs) เฮมิงเวย์บรรยายถึงความมืดมิด การไร้ซึ่งความเจ็บปวด การเห็นแสงสว่างโชติช่วง และความรู้สึกเงียบสงบไร้การถูกจองจำ</p>
<p>นักอ่านหลายคนลงความเห็นว่า คนที่จะบรรยายได้เช่นนี้จะต้องเคยมีประสบการณ์เฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง สามารถจ้องมองความตายโดยไม่รู้สึกหวาดผวา เขาคนนั้นถึงจะเรียบเรียงปรากฏการณ์สุดพิสดารเป็นภาพได้เช่นนี้</p>
<p>หากคุณเคยมีประสบการณ์เฉียดตายมาบ้าง จำได้ไหมว่าเห็นภาพอะไร ณ ขณะนั้น</p>
<h3><strong><br />
</strong><strong>NDEs </strong><strong>ในเชิงกายภาพ</strong></h3>
<p>ประสบการณ์เฉียดตาย (NDEs) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หัวใจล้มเหลว เกิดภาวะช็อก และสามารถเกิดจากอีกหลายๆ ปัจจัย ผู้ป่วยที่เป็นโรคภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันถึง 1 ใน 10 มักเคยมีประสบสถานการณ์นี้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้รอดชีวิตจากปรากฏการณ์ NDEs มักบอกเล่าประสบการณ์ในทำนองว่า วิญญาณหลุดออกจากร่าง จิตไปอยู่ในอีกมิติอื่น หรือท่องไปในดินแดนที่ไร้ขอบเขตของพื้นที่และกาลเวลา เหตุการณ์เหล่านี้ทรงพลังมากเสียจนอาจเปลี่ยนทัศนคติต่อการใช้ชีวิตไปอย่างถาวร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101666" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-10-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>น่าสนใจที่ว่าหลายคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุการณ์ล้วนมีทำนองคล้ายกัน เช่น การถอดจิต การสามารถหลุดพ้นจากความเจ็บปวด หรือมีการเห็นภาพบางอย่างร่วมด้วย เช่น เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ได้เจอคนรักที่สูญเสียไป หรือเจอคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เห็นมิติของเวลาที่บิดเบี้ยว เดินทางไปพบเทพเทวดา หรือเผชิญหน้าอสูรร้าย</p>
<p>มีความพยายามอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ในเชิงการแพทย์ว่า การที่เราเห็นแสงสวรรค์จากปลายอุโมงค์นั้น น่าจะเกิดจากความดันเลือดที่ไปเลี้ยงระบบการมองเห็นลดลงกะทันหัน ทำให้สูญเสียการมองเห็นชั่วคราว รูม่านตาหดตัว ทำให้มีโอกาสเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือภาพแคบลงในลักษณะคล้ายอุโมงค์ที่เรียกว่า &#8216;วิสัยทัศน์อุโมงค์&#8217; (tunnel vision) ทำให้การมองเห็นรอบข้างแคบลงและเห็นแสงสว่างเพียงจุดเดียวอยู่เบื้องหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101667" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปรากฏการณ์ NDEs นี้อาจมอบทั้งความรู้สึกเชิงบวกและเชิงลบก็ได้ บางคนอาจรู้สึกเหมือนได้พบความสงบเงียบเหมือนอยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ รู้สึกใกล้ชิดกับเทพเทวดา แต่บางคนอาจกลายเป็นประสบการณ์เลวร้ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าอันน่าหวาดผวา อาจสัมผัสถึงความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหรือความโดดเดี่ยวอ้างว้าง  แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินเรื่องราวเชิงบวกจากปรากฏการณ์ NDEs มากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ที่รอดชีวิตมักเล่าเรื่องที่รู้สึกดีต่อตัวเอง การรอดชีวิตเป็นโอกาสที่สองที่ฟ้าประทานมาให้ ส่วนประสบการณ์ด้านแย่ๆ มักไม่ถูกเล่าต่อ เพราะคนที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมีจิตใจบอบช้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากเล่าเรื่องแย่ๆ จะพานให้สังคมคิดว่าตัวเองเป็นคนบาปที่สวรรค์ไม่ต้องการ ก็เลยไม่เล่าให้ใครฟังเสียมากกว่า ดังนั้นปรากฏการณ์ NDEs ก็ไม่ได้เป็นเรื่องดีเสมอไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ประสบการณ์เฉียดตายทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าชีวิตมันแสนเปราะบาง มีเพียงเส้นบางๆ ที่อะไรก็ตามมากระชากก็คงขาดได้ทันทียื้อไว้ เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เกราะทางความคิดของเราถูกลอกออกทีละแผ่นๆ จากที่เคยเชื่อหรือวาดฝันอะไรไว้จะกลับมาทบทวนว่าความเป็นจริงของชีวิตมักมีเหตุการณ์ต่างๆ มาทำลายความเชื่อนี้ได้เสมอ</p>
<p>แม้ความรู้สึกที่ตามมาจะหนักหน่วง แต่นักจิตวิทยาเชื่อว่าจะสามารถหายได้โดยอาศัยเวลาทีละน้อย คล้ายการบำบัดคนที่เป็น PTSD (post-traumatic stress disorder) แต่ในบางกรณีความทรงจำก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงอยู่ในความทรงจำในหลายรูปแบบ อาจจะเป็นเสียง กลิ่น ภาพ รส หรือการสัมผัส ที่ทำให้กลับไปหวนนึกถึงประสบการณ์เฉียดตายนั้นอีกครั้ง</p>
<p>นักจิตวิทยาจากหลายสถาบันสนใจกลไกความคิดผ่านผลพวงปรากฏการณ์ NDEs มากว่า 40 ปี คนแรกที่ให้นิยามนี้อย่างเป็นทางการคือ Raymond Moody นักจิตวิทยาที่ใช้คำว่า &#8216;Near-Death Experiences&#8217; และออกหนังสือขายดีตามมาในชื่อ <em>Life After Life</em> เขาได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตมากมาย และพบรูปแบบที่คล้ายๆ กันในชุดเรื่องเล่าของแต่ละคน นำมาจัดหมวดหมู่จนนำมาสู่การศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์</p>
<p>เขาพบว่าประสบการณ์นี้พิเศษตรงที่ความทรงจำจะผูกโยงกับความรู้สึกอันเข้มข้น แม้หลายคนจะจดจำเหตุการณ์ไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือบางคนบอกเล่าเกินความจริง แต่หากให้พวกเขานึกถึงประสบการณ์เฉียดตายนั้นอีกครั้ง คนส่วนใหญ่จะพูดถึงความรู้สึกเป็นอันดับแรกก่อนเหตุการณ์เท็จจริงเสมอ จึงทำให้เรื่องเล่าของแต่ละคนมีส่วนผสมของจินตนาการเข้าไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101668" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-Ernest_Hemingway_on_Safari_in_Africa_c1933.jpg" alt="" width="675" height="537" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-Ernest_Hemingway_on_Safari_in_Africa_c1933.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-Ernest_Hemingway_on_Safari_in_Africa_c1933-300x239.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-Ernest_Hemingway_on_Safari_in_Africa_c1933-600x477.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>แต่ความท้าทายของการศึกษาประสบการณ์เฉียดตายคือ NDEs จะอยู่ในความทรงจำของเราและเปลี่ยนพฤติกรรมของคนบางคนได้อย่างถาวรตลอดชีวิตได้ยังไง เช่นเดียวกับกรณีเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่รอดจากเหตุระเบิดตกใส่ครั้งแรกจนทำให้เขาเสพติดความเสี่ยงตาย นำไปสู่กิจกรรมสุดบ้าเลือดหลายอย่างที่ตามมา ทั้งสู้กับวัวกระทิง ชกต่อยกับนักเลง ขับรถด้วยความเร็วสูง และอีกสารพัด จนจบท้ายด้วยการฆ่าตัวตายโดยยิงปืนลูกซองกรอกปาก ความระห่ำของเขาถ่ายทอดมาเป็นงานเขียนที่เรียบง่ายแต่หนักแน่น มักกล่าวถึงความตายที่เรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองเช่นกัน</p>
<p>การเปลี่ยนพฤติกรรมถาวรอาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวคุณ บุคคลนั้นอาจไม่รู้สึกต้องการทรัพย์สมบัติอะไรเลย กลายเป็นคนชอบทำบุญและทำเพื่อผู้อื่น อันนี้จัดเป็นกรณีเชิงบวก แต่ก็อาจมีคนที่ยอมกล้าเสี่ยงทำอะไรร้ายแรงเพียงเพราะไม่หวาดกลัวความตาย ซึ่งมองว่าความตายนั้นไม่ทรมานและเกิดขึ้นง่ายนิดเดียว มีชีวิตอยากทำอะไรก็ได้จะคิดมากทำไม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิทยาศาสตร์พยายามให้คำตอบ</strong></h3>
<p>การศึกษากลไกทางประสาทในมิติวิทยาศาสตร์นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะ NDEs อาจเกี่ยวโยงกับภาวะสมองกระทบกระเทือนหลายปัจจัยร่วม ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดเมื่อสมองได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง สมองอาจได้รับความเสียหายหรือความดันโลหิตผิดปกติอย่างรวดเร็ว และก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาคนเป็นๆ ไปนอนในเครื่อง MRI แล้วทำให้เขาช็อกขั้นขีดสุดเพื่อศึกษาสมอง (ทารุณชะมัดเลยถ้าทำกันจริงๆ)</p>
<p>ดังนั้นอาจต้องใช้องค์ความรู้การแพทย์สมัยใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงนิยามของความตาย จากในอดีตที่เมื่อหัวใจมนุษย์หยุดเต้นแพทย์จะถือว่าตายแล้ว แต่ปัจจุบันเรามีเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าที่ทำให้หัวใจกลับมาเต้นได้อีกครั้ง จึงทำให้มีการนิยามความตายใหม่เสมอ เป็นภาวะสมองตาย (brain dead) ที่สูญเสียเลือดจนสมองเสียหายจนไม่สามารถย้อนคืนหรือฟื้นฟูได้ สมองจะโหยหาเลือดมาหล่อเลี้ยงให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด (ischemia) และสมองขาดอ็อกซิเจน (anoxia) เมื่อสมองไม่มีกิจกรรมคลื่นไฟฟ้าใดๆ ถึงจะเรียกว่าตายแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101669" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-7.jpg" alt="" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-7-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-7-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ NDEs อาจทำให้สมองมีความใกล้เคียงกับภาวะสมองล้มเหลวแต่ไม่ถึงกับตายโดยทันที มีเพียงสมองบางส่วนที่ได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง หากอธิบายให้เห็นภาพ สมองจะเปรียบเสมือนจังหวัด ที่หากเมืองใดเมืองหนึ่งไฟดับกะทันหันและไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้ามาทดแทน เมืองข้างเคียงจะค่อยๆ ดับตามไปด้วยจากกิจกรรมไฟฟ้าในประสาทลดลงฉุกเฉิน จุดนี้เองที่ปรากฏการณ์ NDEs อาจไปดึงความทรงจำจากสมองส่วนต่างๆ มาด้วย และดึงเอาประสบการณ์ในอดีตที่จัดอยู่ในความทรงจำระยะยาว (long-term memory) หรืออาจไปดึงเอาความทรงจำ รูป รส กลิ่น เสียง ทำให้รู้สึกเหมือนถอดจิตได้ที่เรียกว่า out-of-body experiences หรือ OBE</p>
<p>การกระทบกระเทือนอาจรบกวนสมองส่วน temporoparietal junction (TPJ) ที่อยู่ ณ จุดกลีบสมองขมับ (temporal lobe) และสมองกลีบข้าง (parietal lobe) ที่ควบคุมการรับรู้ความสัมพันธ์และตำแหน่งของร่างกาย (body scheme) ของเราจะคอยอัพเดตร่างกายมวลรวมของเราทั้งหมด พอถูกรบกวนจะรู้สึกว่าร่างกายลอยได้ เดินทางไปที่ต่างๆ ได้</p>
<p>จากนั้นเมื่อสมองกลับมามีกิจกรรมปกติอีกครั้ง บุคคลนั้นรอดชีวิตแต่ได้รับประสบการณ์ที่สมองไปดึงมา ทำให้เขาได้ชุดเรื่องเล่ามาใช้อธิบายประสบการณ์เฉียดตายที่พวกเขาเจอขณะหมดสติ นั่นเพราะสมองยังทำงานต่อเนื่องตามกลไกตามธรรมชาติ แม้เราจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม</p>
<p>ดังนั้นหากคุณถามผู้รอดชีวิตทุกคนว่า ปรากฏการณ์ NDEs ของพวกเขาสมจริงแค่ไหน ทุกคนจะตอบว่า “จริงอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์” แม้เขาจะไปเจอกับเทพธิดาหรือปีศาจซาตาน เพราะสมองถูกทำให้คิดแบบนั้น มันจริงเช่นเดียวกับการที่เขาเดินหน้าปากซอยตามปกตินั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101670" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom.jpg" alt="" width="675" height="449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7.-Psilocybe-Cubensis-or-Magic-Mushroom-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="color: #333333;">สมองที่ทำงานผิดพลาดอย่างฉุกเฉินนี้เองทำให้แต่ละคนได้ชุดเรื่องเล่าของประสบการณ์อันแปลกประหลาด และน่าสนใจที่ปรากฏการณ์ NDEs ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพราะสมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่อาจมีปรากฏการณ์ NDEs แบบเบาๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อนอนไม่พอ มือชา ขาชาเป็นอัมพาตชั่วคราว เหนื่อยล้ามากๆ ได้รับสารเคมีบางชนิด จนกิจกรรมไฟฟ้าในสมองผิดพลาด บางคนอาจรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุข หรือจิตหลุดออกจากร่าง</span></p>
<p>มีรายงานว่าสารหลอนประสาทหลายชนิดอย่าง เ<span style="color: #333333;">ห็ดขี้ควาย (magic mushroom) และสารแอลเอสดี อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ NDEs ได้เช่นกัน ซึ่งในทางศาสนาหรือลัทธิก็มีการใช้สารหลอนประสาทในพิธีกรรมเพื่อให้เราใกล้เคียงความรู้สึกเข้าใกล้พระเจ้าหรือสัมผัสกับผู้สร้างโลก</span></p>
<p>จากกลไกอันมหัศจรรย์ของสมองนี้เองที่ทำให้ประสบการณ์เฉียดตายเป็นเรื่องของธรรมชาติ หาใช่ปาฏิหาริย์ที่ทำให้มนุษย์มีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้ง น่าสนใจที่การแพทย์สมัยใหม่พาเราไปสำรวจมิติของความตายได้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ความตายนั้นมีชีวิตในสมองของพวกเราเสมอ เพียงแค่รอเวลาสำแดงออกมานั้นเอง</p>
<p>หากเวลานั้นมาถึง คุณจะหวาดกลัวหรือเป็นสุขสงบ ความตายก็มอบโอกาสให้ทุกคนเท่ากัน เพียงแต่คุณไม่ได้เลือกเท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.near-death.com/science/experts/raymond-moody.html">Dr. Raymond Moody&#8217;s Near-Death Experience Research</a></p>
<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6179873/">Getting Comfortable With Death &amp; Near-Death Experiences: Near-Death Experiences: An Essay in Medicine &amp; Philosophy</a></p>
<p><a href="https://lifeafterlife.com/">LIFE AFTER LIFE</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/near-death-experiences/">วิญญาณออกจากร่าง เห็นแสงปลายอุโมงค์  สมองทำงานอย่างไรใน &#8216;ภาวะเฉียดตาย&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัตว์ต้องขึ้นศาลไหม เมื่อระบบยุติธรรมในอดีตเคยจัดการศีลธรรมแบบข้ามขอบเขตสายพันธุ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/animal-trials/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2020 09:01:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Animal trials]]></category>
		<category><![CDATA[การไต่สวนสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบยุติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เตี้ย มช.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ศาล]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100894</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความยุติธรรมของมนุษย์นั้นเป็นสากลไหม? เวลาเราตัดสินอะไรว่าถูกหรือผิดตามหลักจริยธรรมของมนุษย์ หลักนี้สามารถใช้ครอบจักรวาลได้ทุกสายพันธุ์หรือเปล่า? จากเหตุการณ์ &#8216;เจ้าเตี้ย&#8217; สุนัขขาสั้นแสนรักของชาว มช. กับนิสัยอินดี้สไตล์หมาเนื้อหอม แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าเตี้ยตายอย่างปริศนา ไม่ว่าจากอุบัติเหตุหรือการวางแผนฆ่า ขณะที่มิติคดีทางกฎหมายดำเนินไป ก็ปรากฏ &#8216;แม่ของเจ้าเตี้ย&#8217; ที่ขึ้นไป สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ พร้อมกับป้ายห้อยคอ &#8216;ฆ่าลูกฉันทำไม&#8217; เป็นนัยที่พยายามเอาผิดกับคนที่ขับรถพาเจ้าเตี้ยออกไปจาก มช. ไม่น่าจะมีใครคิดว่าแม่เจ้าเตี้ยเป็นผู้เขียนข้อความนี้เองใช่ไหม ถ้าแม่เจ้าเตี้ยเขียนได้จริง แวดวงวิชาการศึกษาพฤติกรรมสัตว์คงต้องชำระองค์ความรู้กันยกใหญ่ &#8216;ฆ่าลูกฉันทำไม&#8217; จึงเป็นการสื่อถึงมนุษย์ที่พยายามนำบรรทัดฐานความยุติธรรมใส่ให้สัตว์ แม้แม่เจ้าเตี้ยจะไม่เข้าใจความยุติธรรมเลยก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการที่สัตว์มีพื้นที่บนโรงพักที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบยุติธรรมมนุษย์ เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้แท้จริงแล้วเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์โลก และมนุษย์ก็ดำเนินคดีกับสัตว์จริงๆ มีบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่ต่างขึ้นโรงขึ้นศาลในช่วงกระบวนการยุติธรรมกำลังตั้งไข่ นี่ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับกรอบความเป็นสากลของจริยธรรมที่เราผนวกโลกของสัตว์เข้ามาด้วย แม้พวกมันจะไม่เข้าใจกลไกซับซ้อนเหล่านี้เลยก็ตาม &#160; หมูกับคดีฆาตกรรม มีเหตุการณ์พิลึกในปี 1379 ช่วงยุคกลางตอนปลายที่ฝรั่งเศส เมื่อหมูเล้าหนึ่งเกิดอาการตื่นตระหนก ไล่ทำร้ายผู้คน แล้วทำให้ชายนามว่า Perrinot Muet ที่ดันไปอยู่ในจังหวะนั้นพอดีพลาดท่าเสียชีวิต ในทางกฎหมายของยุโรปขณะนั้นมองว่าหมูเล้านี้มีความผิดฐานฆ่าคนตาย เป็นความผิดร้ายแรงและต้องประหารชีวิต เป็นคดีอุกอาจที่ไม่ควรปล่อยให้ลอยนวล เรื่องเดือดร้อนทำให้เจ้าของหมูนามว่า Friar Humbert ต้องสูญเสียหมูหมดเล้าที่อาจทำให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัวทันที ชายผู้นี้จึงเขียนจดหมายคำร้องไปยังท่านดยุคแห่งเบอร์กันดีเพื่อขอความช่วยเหลือในการพิจารณาคดี เพราะการประหารหมูทั้งเล้าดูเป็นการลงโทษเกินไปเสียหน่อยและอาจทำให้หมูบริสุทธ์ต้องตายไปด้วย ท่านดยุคจึงแนะนำให้เอาผิดกับหมูเพียง 3 ตัวเท่านั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/animal-trials/">สัตว์ต้องขึ้นศาลไหม เมื่อระบบยุติธรรมในอดีตเคยจัดการศีลธรรมแบบข้ามขอบเขตสายพันธุ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความยุติธรรมของมนุษย์นั้นเป็นสากลไหม? เวลาเราตัดสินอะไรว่าถูกหรือผิดตามหลักจริยธรรมของมนุษย์ หลักนี้สามารถใช้ครอบจักรวาลได้ทุกสายพันธุ์หรือเปล่า?</p>
<p>จากเหตุการณ์ &#8216;เจ้าเตี้ย&#8217; สุนัขขาสั้นแสนรักของชาว มช. กับนิสัยอินดี้สไตล์หมาเนื้อหอม แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าเตี้ยตายอย่างปริศนา ไม่ว่าจากอุบัติเหตุหรือการวางแผนฆ่า ขณะที่มิติคดีทางกฎหมายดำเนินไป ก็ปรากฏ &#8216;แม่ของเจ้าเตี้ย&#8217; ที่ขึ้นไป สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ พร้อมกับป้ายห้อยคอ &#8216;ฆ่าลูกฉันทำไม&#8217; เป็นนัยที่พยายามเอาผิดกับคนที่ขับรถพาเจ้าเตี้ยออกไปจาก มช.</p>
<p>ไม่น่าจะมีใครคิดว่าแม่เจ้าเตี้ยเป็นผู้เขียนข้อความนี้เองใช่ไหม ถ้าแม่เจ้าเตี้ยเขียนได้จริง แวดวงวิชาการศึกษาพฤติกรรมสัตว์คงต้องชำระองค์ความรู้กันยกใหญ่ &#8216;ฆ่าลูกฉันทำไม&#8217; จึงเป็นการสื่อถึงมนุษย์ที่พยายามนำบรรทัดฐานความยุติธรรมใส่ให้สัตว์ แม้แม่เจ้าเตี้ยจะไม่เข้าใจความยุติธรรมเลยก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการที่สัตว์มีพื้นที่บนโรงพักที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบยุติธรรมมนุษย์ เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้แท้จริงแล้วเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์โลก และมนุษย์ก็ดำเนินคดีกับสัตว์จริงๆ</p>
<p>มีบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่ต่างขึ้นโรงขึ้นศาลในช่วงกระบวนการยุติธรรมกำลังตั้งไข่ นี่ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับกรอบความเป็นสากลของจริยธรรมที่เราผนวกโลกของสัตว์เข้ามาด้วย แม้พวกมันจะไม่เข้าใจกลไกซับซ้อนเหล่านี้เลยก็ตาม</p>
<div id="attachment_101002" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://archive.org/stream/cu31924014604627#page/n139/mode/1up" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101002" class="wp-image-101002 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060154858_44c28cdcd3_b.jpg" alt="" width="675" height="485" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060154858_44c28cdcd3_b.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060154858_44c28cdcd3_b-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060154858_44c28cdcd3_b-600x431.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a><p id="caption-attachment-101002" class="wp-caption-text">การไต่สวนคดีหมู จากหนังสือ <em>The Book of Days</em> (1863)</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>หมูกับคดีฆาตกรรม</strong></h3>
<p>มีเหตุการณ์พิลึกในปี 1379 ช่วงยุคกลางตอนปลายที่ฝรั่งเศส เมื่อหมูเล้าหนึ่งเกิดอาการตื่นตระหนก ไล่ทำร้ายผู้คน แล้วทำให้ชายนามว่า Perrinot Muet ที่ดันไปอยู่ในจังหวะนั้นพอดีพลาดท่าเสียชีวิต ในทางกฎหมายของยุโรปขณะนั้นมองว่าหมูเล้านี้มีความผิดฐานฆ่าคนตาย เป็นความผิดร้ายแรงและต้องประหารชีวิต เป็นคดีอุกอาจที่ไม่ควรปล่อยให้ลอยนวล</p>
<p>เรื่องเดือดร้อนทำให้เจ้าของหมูนามว่า Friar Humbert ต้องสูญเสียหมูหมดเล้าที่อาจทำให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัวทันที ชายผู้นี้จึงเขียนจดหมายคำร้องไปยังท่านดยุคแห่งเบอร์กันดีเพื่อขอความช่วยเหลือในการพิจารณาคดี เพราะการประหารหมูทั้งเล้าดูเป็นการลงโทษเกินไปเสียหน่อยและอาจทำให้หมูบริสุทธ์ต้องตายไปด้วย ท่านดยุคจึงแนะนำให้เอาผิดกับหมูเพียง 3 ตัวเท่านั้น ส่วนตัวอื่นๆให้ปล่อยไป ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขาคัดเลือกหมูที่ทำผิดยังไง แต่การประหารสัตว์ส่วนใหญ่คือการแขวนคอ ตัดหัว และเผาทั้งเป็น</p>
<p>ในยุโรปช่วงนั้นมีเหตุการณ์ที่สัตว์ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลบ่อยๆ โดยอำนาจเชิงตุลาการอยู่ภายใต้ฝ่ายศาสนจักร นิกายคาทอลิก เรียกการไต่สวนสัตว์นี้ว่า animal trials ส่วนใหญ่พวกมันอยู่ในฐานะจำเลยผู้กระทำความผิด พฤติกรรมของสัตว์กลับถูกจัดอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันกับมนุษย์ และหากละเมิดกฎหมายนี้พวกมันก็ต้องถูกลงโทษในความผิดเดียวกันกับมนุษย์ ทั้งขังลืม แขวนคอ และเผาทั้งเป็น ณ สถานที่เดียวกันกับที่ใช้ลงโทษมนุษย์ นับเป็นความแปลกพิสดารที่คนในอดีตพยายามจัดการกับตราชั่งทางศีลธรรมแบบข้ามขอบเขตสายพันธุ์</p>
<div id="attachment_101004" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://archive.org/stream/cu31924021236017" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101004" class="wp-image-101004 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/43024066415_9767dd4264_b.jpg" alt="" width="450" height="525" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/43024066415_9767dd4264_b.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/43024066415_9767dd4264_b-257x300.jpg 257w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></a><p id="caption-attachment-101004" class="wp-caption-text">ภาพหมูกินเด็กในยุโรป จากหนังสือ <em>The Criminal Prosecution and Capital Punishment of Animals</em> (1906)</p></div>
<p>สัตว์ที่ต้องคดีบ่อยในยุโรปคือหมู เพราะพวกมันมีจำนวนมากและยังไม่มีเทคโนโลยีการเลี้ยงแบบปิด หมูเป็นกองทัพจึงเดินสะเปะสะปะอย่างอิสระ พวกมันทำลายข้าวของชาวบ้าน หมูหนุ่มๆ ก็อาจฉุนโมโหไล่ขวิดผู้คนบ้าง (อย่าลืมว่าหมูแรงเยอะนะ) ดังนั้นจึงปรากฏวีรกรรมแสบๆ ของหมูที่เลยเถิดเป็นความรุนแรงต่อมนุษย์ เช่น ไปกัดเด็ก งับแขนขาจนเนื้อแหว่งวิ่น หรือรุมเขมือบเด็กเล็กไปเลยก็มี</p>
<p>ศาสนจักรเห็นว่าพฤติกรรมของสัตว์จำต้องอยู่ภายใต้กฎหมายมนุษย์ แนวทางคดีส่วนใหญ่จึงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกที่สัตว์มีพฤติกรรมก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของมนุษย์โดยตรง กลุ่มที่สองคือสัตว์รำคาญที่ก่อให้สูญเสียทรัพย์และผลผลิตทางการเกษตร เช่น หนูและตั๊กแตนที่รุมกินพืชผล สัตว์พวกนี้มีปริมาณมาก จำเป็นต้องขับไล่ออกไป</p>
<p>คดีความเกี่ยวกับสัตว์ของฝรั่งเศสที่บันทึกไว้มีมากกว่า 200 คดี ส่วนใหญ่สัตว์มักตกเป็นจำเลยต้องโทษประหาร นอกจากหมูแล้ว ยังมีควาย กระทิง ม้า ปลาไหล แกะ แพะ และสุนัข (บางบันทึกระบุว่ามีโลมา เรายังนึกไม่ออกว่าพวกมันต้องโทษอะไร)</p>
<div id="attachment_101003" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://archive.org/stream/cu31924021236017" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101003" class="wp-image-101003 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060155908_49049aaf54_c.jpg" alt="" width="675" height="727" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060155908_49049aaf54_c.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060155908_49049aaf54_c-279x300.jpg 279w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/30060155908_49049aaf54_c-600x646.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a><p id="caption-attachment-101003" class="wp-caption-text">ภาพการประหารหมูต่อหน้าสาธารณชน จากหนังสือ <em>The Criminal Prosecution and Capital Punishment of Animals </em>(1906)</p></div>
<p>ส่วนสัตว์อีกจำพวกที่ศาลออกคำสั่งอัปเปหิ (excommunication) หรือการขับไล่แทนการประหาร เพราะไม่รู้จะประหารยังไง เนื่องจากพวกมันมีจำนวนมากเหลือเกิน คือสัตว์จำพวกหนู ตั๊กแตน งู หอยทาก ปลวก เรียกการไต่สวนนี้ว่า vermin trials การดำรงอยู่ของพวกมันอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ ไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่มนุษย์เป็นผู้ดูแล กระบวนการดำเนินคดีจะแตกต่างออกไป</p>
<p>โดยเจ้าทุกข์ (ชาวเมือง) จะร้องต่อศาลว่ามีพื้นที่ที่ศัตรูพืชกำลังระบาด ศาลจะแต่งตั้งทนายเพื่อแก้ต่างให้สัตว์เพื่อนำประเด็นเข้าสู่ศาล จากนั้นข้าราชการฝ่ายราชสำนักจะเป็นผู้กล่าวประโยคทำนองว่า สัตว์จำเลยได้มาอยู่ในศาลแล้ว (แม้พวกมันจะไม่ได้มาจริงๆ ก็ตาม) สัตว์จำเลยมีโอกาส 3 ครั้งที่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลและยื่นอุทธรณ์ หากไม่มาปรากฏตัวตามคำสั่งศาล ศาลจะมีอำนาจอัปเปหิโดยทันที</p>
<p>แน่นอนว่าไม่มีหนูหรือตั๊กแตนตัวไหนมาตามคำสั่งศาลหรอก พวกมันจึงแพ้คดีแน่เหมือนแช่แป้งและต้องถูกกำจัดอยู่ดีในท้ายที่สุด ดังนั้นศาลตัดสินคดีความเกี่ยวกับสัตว์จึงออกจะเป็น &#8216;พิธีกรรม&#8217; เสียมากกว่าการใช้อำนาจตุลาการตัดสินจริงๆ โดยอำนาจทั้งหมดอยู่ในการบริหารโดยศาสนจักรทั้งสิ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>แล้วทำไมศาสนจักรถึงมีบทบาทคดีเกี่ยวกับสัตว์</strong></h3>
<p>นักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันอย่าง Peter T. Leeson มีทฤษฎีที่น่าสนใจว่า คดีเหล่านี้สร้างรายได้โดยง่าย</p>
<p>ค่าธรรมเนียมศาลจะตกเป็นของศาสนจักร และการที่ศาสนามีส่วนร่วมในการลงโทษแทนทำให้ชาวบ้านไม่ต้องลงมือเอง จึงช่วยลดความรู้สึกผิดบาป ความยุติธรรมในศาลอยู่ภายใต้การตัดสินของพระเจ้าและมีความชอบธรรม สัตว์ที่กระทำผิดต่อมนุษย์เป็นบาป ต้องถูกลงโทษหรืออัปเปหิออกไป</p>
<p>เรายังต้องทำความเข้าใจอิทธิพลทางสังคมในยุคกลางตอนปลายอีกว่า ช่วงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สังคมยุโรปพยายามจะธำรงไว้ซึ่งระเบียบและกฎเกณฑ์ เพื่อไม่ให้สังคมออกนอกลู่นอกทางหลังจากที่ผ่านยุคมืด ข้อพิพาทระหว่างคนและสัตว์จึงอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้สังคมมนุษย์มีความเป็นอารยะมากขึ้น</p>
<p>แม้ดูเป็นการเอาเปรียบสัตว์ที่ยังไงพวกมันก็ต้องผิดอยู่วันยังค่ำ แต่ในอีกมิติหนึ่งเมื่อสัตว์มีพื้นที่ในระบบยุติธรรมช่วงแรกๆ ทำให้สังคมเริ่มมองเห็นสัตว์ การกระทำของสัตว์มีแรงจูงใจ และมีแนวคิดว่า &#8216;สัตว์มีสิทธิ&#8217; ถึงจะไม่ชัดเจนเลยทีเดียว แต่เกิดการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ผ่านกระบวนทัศน์ทางสังคมที่มีต่อสวัสดิภาพสัตว์</p>
<p>มีเหตุการณ์น่าสนใจในฝรั่งเศสเมื่อปี 1750 เมื่อลาแก่ตัวหนึ่งถูกใช้งานอย่างหนัก พอมันล้มลงเจ้าของลาก็ยังถูกทุบตีอยู่อีกจนปางตาย ทำให้ชาวเมืองที่เห็นต้องช่วยกันห้ามและยื่นเรื่องต่อศาลว่า ผู้เป็นเจ้าของไม่สมควรครอบครองลาตัวนี้เนื่องจากมีพฤติกรรมทารุณสัตว์จนเกินไป นี่จึงเป็นแสงสว่างแรกๆ ของการนำเสนอแนวคิดสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เข้าสู่สังคมโลก มนุษย์มิใช่เพียงผู้ใช้งานสัตว์ยังไงก็ได้ แต่ต้องให้สภาพการเป็นอยู่ที่ดีต่อสัตว์ที่ครอบครองด้วย</p>
<p>จากเมื่อก่อนเรามองสัตว์ว่าเป็นสิ่งที่ถูกควบคุมโดยธรรมชาติ แต่สังคมมนุษย์พบว่าพวกมันเองมีความรู้สึก รับรู้ถึงความเจ็บปวด การทำความเข้าใจสวัสดิภาพสัตว์ใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะมาถึงปัจจุบันที่เราพยายามรักษาสิทธิบางประการที่สัตว์พึงมีเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ เช่น พยายามรณรงค์ไม่ให้มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในสัตว์ ไม่สนับสนุนยาหรือเครื่องสำอางที่ทดลองในสัตว์ พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เบียดเบียนสัตว์น้อยที่สุด ไม่อยากเห็นการใช้แรงงานสัตว์อย่างทารุณ ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2557 คือ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ กฎหมายฉบับนี้ห้ามทารุณสัตว์ โดยห้ามทำให้สัตว์เจ็บปวดทางกายหรือใจจนพิการหรือตาย</p>
<p>นี่จึงเป็นความเข้าใจใหม่ๆ ที่เรามีต่อชีวิตสัตว์ ดังนั้นหากเราเอากรอบความยุติธรรมของมนุษย์โดดๆ มาสวมให้สัตว์อาจจะไม่ใช่เรื่องถูกต้องนัก เพราะเราต้องศึกษาวิถีการดำรงอยู่ของสัตว์ที่อยู่นอกเหนือสังคมมนุษย์ พวกมันมีโครงสร้างทางสังคมยังไง พวกมันอยู่กันเป็นฝูงและบริหารจัดการอำนาจยังไงเพื่อการดำรงอยู่ การอ้างความยุติธรรมของมนุษย์ไปจับใส่ปากสัตว์จึงอาจทำให้เกิดอคติต่อการตัดสินใจหลายๆ อย่างของพวกเรา</p>
<p>แต่ความสวยงามหนึ่งในสังคมมนุษย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องคือ การเรียกร้องสวัสดิภาพสัตว์ที่เราจะไม่ทนเห็นการทารุณสัตว์ในรูปแบบต่างๆ แม้ตัวสัตว์เองจะไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมใดๆ และอาจไม่เข้าใจความยุติธรรมเลย มนุษย์ยังสามารถมอบสวัสดิภาพที่ดีแก่ชีวิตพวกมันโดยไม่จำเป็นต้องตีค่ามันเป็นอื่น สัตว์ยังคงเป็นสัตว์อันมีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่ต้องจำแลงกายเป็นมนุษย์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.jstor.org/stable/3656215?mag=when-societies-put-animals-on-trial&amp;seq=1">Animal Trials: A Multidisciplinary Approach</a></p>
<p><a href="https://www.jstor.org/stable/60202497?mag=when-societies-put-animals-on-trial&amp;seq=1#metadata_info_tab_contents">Official account of the noble lords bite! and his dangerous condition</a></p>
<p><a href="https://www.jstor.org/stable/984029?mag=when-societies-put-animals-on-trial&amp;seq=1#metadata_info_tab_contents">The Trial of Animals and Insects. A Little Known Chapter of Medieval Jurisprudence</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/animal-trials/">สัตว์ต้องขึ้นศาลไหม เมื่อระบบยุติธรรมในอดีตเคยจัดการศีลธรรมแบบข้ามขอบเขตสายพันธุ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย &#8216;อเมริกา&#8217; มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 May 2020 16:37:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98278</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคระบาดเป็นอุบัติการณ์ที่ท้าทายโครงสร้างทางสังคมระดับโลก ปัญหาที่ประเทศใดซุกไว้ใต้พรม ก็พร้อมล้นทะลักออกมายังฉากหน้า ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมอาจไม่ใช่เครื่องมือที่มั่นคงที่สุดในการพาสังคมผ่านวิกฤตโรคระบาด เพราะประเทศระดับผู้นำก็ต้องเผชิญภาวะเฉพาะหน้าในระดับรุนแรง ขณะนี้สถานการณ์ระบาดฝั่งตะวันออกทุเลาลง ตรงกันข้ามกับฝั่งตะวันตกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ที่น่าจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และมีระดับเศรษฐกิจระดับแนวหน้า หรือแท้จริงแล้วปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐอเมริกานั้นเปราะบางเมื่อเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขระดับศตวรรษในชื่อโควิด-19 &#160; ความเปราะบางทางสังคม สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจในอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับมีระบบสาธารณสุขที่ค่อนข้างต่ำ ไม่ครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางเศรษฐานะ คนรวยมากมักได้รับการปรนนิบัติที่ดีจากวิทยาการทางการแพทย์ที่รุดหน้า ส่วนคนจนมักไม่เข้าถึงสิทธิ และสวัสดิการพื้นฐานทั่วไปก็เพียงประคับประคองอาการไปวันๆ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสาธารณสุขของอเมริกานั้น Save the rich, leave the poor. เมื่อเผชิญหน้ากับโควิด-19 ยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่ในระดับเสี่ยง จากอัตราผู้ติดเชื้อที่สูงเป็นอันดับ 1 และพ่วงมาด้วยอัตราผู้เสียชีวิตที่ไต่ระดับต้นๆ ของโลก จำนวนการตรวจคัดกรองของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดระอุ ประเทศสหรัฐอเมริกามีการตรวจโควิด-19 เพียง 240,000 รายเท่านั้น หากเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีขนาดเล็กกว่า มีจำนวนประชากรน้อยกว่า แต่ประชาชนเกาหลีใต้สามารถเข้าถึงการตรวจเบื้องต้นได้มากถึง 380,000 ราย สิ่งที่เป็นปัญหาคาราคาซังของสังคมอเมริกันอีกมิติคือความเท่าเทียมในการเข้าถึงสาธารณสุขคุณภาพอันเป็นช่องโหว่ที่สุด มีประชากรอเมริกันราว 8 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีความสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ไม่มีหลักประกันทางสุขภาพ และถึงจะมีประกันแล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งไม่ครอบคลุมค่าตรวจโควิด-19  อย่างกรณีชายจากรัฐฟลอริด้าที่แม้เขาจะมีประกันสุขภาพ และเข้ารับการตรวจโควิด-19 แต่ประกันแจ้งว่าค่าตรวจนี้ไม่อยู่ในกรมธรรม์ ทำให้ต้องควักเงินจ่ายมากถึง 1,400 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/">คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย &#8216;อเมริกา&#8217; มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s2">โรคระบาดเป็นอุบัติการณ์ที่ท้าทายโครงสร้างทางสังคมระดับโลก</span> <span class="s2">ปัญหาที่ประเทศใดซุกไว้ใต้พรม</span> <span class="s2">ก็พร้อมล้นทะลักออกมายังฉากหน้า</span> <span class="s2">ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมอาจไม่ใช่เครื่องมือที่มั่นคงที่สุดในการพาสังคมผ่านวิกฤตโรคระบาด</span> <span class="s2">เพราะประเทศระดับผู้นำก็ต้องเผชิญภาวะเฉพาะหน้าในระดับรุนแรง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ขณะนี้สถานการณ์ระบาดฝั่งตะวันออกทุเลาลง</span> <span class="s2">ตรงกันข้ามกับฝั่งตะวันตกที่ทวีความรุนแรงขึ้น</span> <span class="s2">โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s2">ที่น่าจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และมีระดับเศรษฐกิจระดับแนวหน้า</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">หรือแท้จริงแล้วปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐอเมริกานั้นเปราะบางเมื่อเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขระดับศตวรรษในชื่อ</span><span class="s3">โควิด-19 </span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98417" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11.jpg" alt="" width="675" height="408" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-11-600x363.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>ความเปราะบางทางสังคม</b></span><b><i> </i></b></h3>
<p class="p1"><span class="s2">สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจในอันดับต้นๆ ของโลก</span> <span class="s2">แต่กลับมีระบบสาธารณสุขที่ค่อนข้างต่ำ</span> <span class="s2">ไม่ครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางเศรษฐานะ</span> <span class="s2">คนรวยมากมักได้รับการปรนนิบัติที่ดีจากวิทยาการทางการแพทย์ที่รุดหน้า</span> <span class="s2">ส่วนคนจนมักไม่เข้าถึงสิทธิ</span> <span class="s2">และสวัสดิการพื้นฐานทั่วไปก็เพียงประคับประคองอาการไปวันๆ</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98416" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-12-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสาธารณสุขของอเมริกานั้น</span> <span class="s1"><b><i>Save the rich, leave the poor.</i></b></span><span class="s3"><br />
</span><span class="s2">เมื่อเผชิญหน้ากับโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">ยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่ในระดับเสี่ยง</span> <span class="s2">จากอัตราผู้ติดเชื้อที่สูงเป็นอันดับ</span><span class="s3"> 1 </span><span class="s2">และพ่วงมาด้วยอัตราผู้เสียชีวิตที่ไต่ระดับต้นๆ ของโลก</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">จำนวนการตรวจคัดกรองของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา</span> <span class="s2">ซึ่งเป็นจุดระอุ</span> <span class="s2">ประเทศสหรัฐอเมริกามีการตรวจ</span><span class="s3"><span class="s2">โควิด</span>-19 </span><span class="s2">เพียง</span><span class="s3"> 240,000 </span><span class="s2">รายเท่านั้น</span> <span class="s2">หากเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีขนาดเล็กกว่า</span> <span class="s2">มีจำนวนประชากรน้อยกว่า</span> <span class="s2">แต่ประชาชนเกาหลีใต้สามารถเข้าถึงการตรวจเบื้องต้นได้มากถึง</span><span class="s3"> 380,000 </span><span class="s2">ราย</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">สิ่งที่เป็นปัญหาคาราคาซังของสังคมอเมริกันอีกมิติ</span><span class="s2">คือความเท่าเทียมในการเข้าถึงสาธารณสุขคุณภาพอันเป็นช่องโหว่ที่สุด</span> <span class="s2">มีประชากรอเมริกันราว</span><span class="s3"> 8 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s2">ที่ไม่มีความสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน</span> <span class="s2">ไม่มีหลักประกันทางสุขภาพ</span> <span class="s2">และถึงจะมีประกันแล้ว</span> <span class="s2">แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล</span> <span class="s2">อีกทั้งไม่ครอบคลุมค่าตรวจโควิด</span><span class="s3">-19<span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s2">อย่างกรณีชายจากรัฐฟลอริด้าที่แม้เขาจะมีประกันสุขภาพ</span> <span class="s2">และเข้ารับการตรวจโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">แต่ประกันแจ้งว่า</span><span class="s2">ค่าตรวจนี้ไม่อยู่ในกรมธรรม์</span> <span class="s2">ทำให้ต้องควักเงินจ่ายมากถึง</span><span class="s3"> 1,400 </span><span class="s2">ดอลลาร์สหรัฐ</span><span class="s3"> (</span><span class="s2">ราว</span><span class="s3"> 45,864.00 </span><span class="s2">บาท</span><span class="s3">) </span><span class="s2">โดยที่บริษัทประกันไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ขณะนี้มีความพยายามของ</span><span class="s2">ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา</span><span class="s3"> (CDC) </span><span class="s2">ออกกำหนดให้การตรวจ</span><span class="s3"><span class="s2">โควิด</span>-19 </span><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกานั้นไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย</span> <span class="s2">ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่ดี</span> <span class="s2">แต่หากมีกรณีผู้ป่วยรายที่อาการหนักต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจในห้องไอซียู</span><span class="s3"> </span><span class="s2">ค่าใช้จ่ายนี้ผู้ป่วยยังต้องออกเอง</span> <span class="s2">รัฐไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบทั้งหมด</span> <span class="s2">ดังนั้นคอนเซปต์ของ</span><span class="s3"> Universal Healthcare </span><span class="s2">การดูแลสุขภาพครบวงจรที่รัฐเป็นผู้ดูแลก็ต้องมานั่งดูรายละเอียดกันจริงๆ อีกทีว่าครอบคลุมถึงแค่ไหน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98418" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10.jpg" alt="" width="675" height="480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-10-600x427.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>คนไร้บ้านที่ไม่มีบ้านให้กักตัว</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">กลุ่มคนไร้บ้านเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด</span> <span class="s2">และอเมริกาเป็นประเทศที่มีคนไร้บ้านจำนวนมหาศาล</span> <span class="s2">ไม่มีแหล่งพักพิงเป็นหลักแหล่ง</span> <span class="s2">คนกลุ่มนี้ไม่มีที่พึ่งในยามเจ็บป่วย</span> <span class="s2">และยิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโครงสร้างทางสาธารณสุขของอเมริกาที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span>(doctor–patient relationship) </span><span class="s2">ที่ระบุว่า</span><span class="s2">หากทั้ง<span class="s3"> 2 </span>ฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน</span> <span class="s2">เป็นไปได้ที่คุณจะมีสุขภาพดีตามมา</span> <span class="s2">ถ้าป่วยแพทย์ก็รักษาให้คุณพร้อมไปทำงาน</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">จึงเกิดความสนิทสนมเชื่อใจ</span> <span class="s2">เพราะแพทย์รู้ข้อมูลผู้ป่วยในขณะที่ผู้ป่วยก็รู้จักคุ้นเคยกับหมอ</span> <span class="s2">แต่กลุ่มคนไร้บ้านนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดความสัมพันธ์เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา</span> <span class="s2">ไม่มีทุนทรัพย์เพื่อเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">คำแนะนำเพื่อป้องกันโรค</span><span class="s2">อย่างการรักษาระยะห่าง</span> <span class="s2">ล้างมือเป็นประจำ</span> <span class="s2">อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น</span> <span class="s2">ส่วนใหญ่เป็นคำแนะนำที่เหมาะสำหรับทำในที่พักอาศัย</span> <span class="s2">แต่เป็นไปได้ยากที่จะทำภายนอก</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">มิติที่น่าสนใจคือ</span> <span class="s2">กลุ่มคนไร้บ้านในสหรัฐอเมริกาล้วนเป็นผู้สูงอายุมากกว่า</span><span class="s3"> 50 </span><span class="s2">ปีขึ้นไป</span> <span class="s2">ที่จำเป็นต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่แล้วในยามปกติ</span> <span class="s2">ซึ่งในวิกฤต</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s2">พวกเขาจำต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่มากกว่าเดิม</span> <span class="s2">มีการคาดการณ์ว่าเตียง</span><span class="s3">ไอซียู</span><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกาอาจไม่เพียงพอรองรับ</span> <span class="s2">และอาจเกิดการครองเตียงผู้ป่วย<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">ที่นานขึ้น</span> <span class="s2">พ่วงเครื่องช่วยหายใจ</span> <span class="s2">ทำให้สัดส่วนนี้ไปบดบังโรคอื่นๆ ที่ฉุกเฉินเช่นกัน</span></p>
<p class="p5"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98415" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-11-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นกลุ่มเสี่ยง</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ทุกคนจะมีโอกาสรับเชื้อไวรัส<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">แต่ในสหรัฐอเมริกากลับมีสถิติน่าแปลกใจว่า</span> <span class="s2">ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราติดเชื้อสูงที่สุด</span> <span class="s2">พ่วงมาด้วยความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคเบาหวาน</span> <span class="s2">โรคหัวใจ</span> <span class="s2">และโรคเกี่ยวกับปอด</span> <span class="s2">นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า</span> <span class="s2">เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ</span><span class="s2">ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับอาชีพบริการที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน</span> <span class="s2">และอาชีพส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ</span> <span class="s2">เช่น</span> <span class="s2">บริการด้านอาหาร</span> <span class="s2">ขนส่งสาธารณะ</span> <span class="s2">และเจ้าหน้าที่ให้บริการด้านสาธารณสุข</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s2">แต่ทั้งหมดจัดเป็นอาชีพที่สำคัญ</span><span class="s3"> (essential job) </span><span class="s2">อันเป็นรากฐานหลักของสังคมอเมริกันที่ไม่สามารถหยุดงานหรือสร้างระยะห่างทางสังคมได้</span> <span class="s2">ยิ่งทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มเสี่ยงในสถานการณ์<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98419" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-11-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">จากการวิเคราะห์โดย</span><span class="s3"> Harvard Global Health Institute </span><span class="s2">สำหรับกรณี</span><span class="s3"> best-case scenario </span><span class="s2">นั้น</span> <span class="s2">คาดว่าสถานการณ์<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">ในสหรัฐอเมริกาอาจกินระยะเวลา</span><span class="s3"> 18 </span><span class="s2">เดือน</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s2">เตียงผู้ป่วยในห้อง</span><span class="s3">ไอซียู</span><span class="s2">ทั่วประเทศจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยมากถึง</span><span class="s3"> 95 เปอร์เซ็นต์ </span><span class="s2">ซึ่งถือว่าเป็น</span><span class="s3"> best case </span><span class="s2">แล้ว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">อัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ของอเมริกามีมากกว่าประเทศอื่นๆ</span> <span class="s2">ทำให้เมื่อประเมินแบบ</span><span class="s3"> worst case scenario </span><span class="s2">ระบุว่า</span> <span class="s2">ประชากรทั่วสหรัฐอเมริกามีโอกาสติดเชื้อมากถึง</span><span class="s3"> 60 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s2">ภายในเวลา</span><span class="s3"> 6 </span><span class="s2">เดือน</span> <span class="s2">ซึ่งในขณะนี้ระบบสาธารณสุขของอเมริกามีอัตราเตียงว่าง</span><span class="s3"> 36.6 </span><span class="s2">เตียงต่อประชากร</span><span class="s3"> 100,000 คน </span><span class="s2">ถ้าในกรณี</span><span class="s3"> worst case scenario </span><span class="s2">จะต้องการเตียงมากกว่าเดิมถึง</span><span class="s3"> 7 </span><span class="s2">เท่า</span> <span class="s2">เพื่อการรองรับผู้ป่วยที่อาจถาโถมเข้ามา</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จากเหตุการณ์นี้จึงมีความพยายามเปลี่ยนโรงแรมหลายแห่งที่ปิดบริการให้เป็นโรงพยาบาลชั่วคราว</span> <span class="s2">แพทย์กลับไปให้บริการปรึกษาและตรวจโรคผ่าน</span><span class="s2">เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านการแพทย์ตรวจโรคระยะไกล<span class="s3"> (telehealth)</span></span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-98420" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-13-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">กลุ่มแพทย์ในสหรัฐอเมริกาออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของ</span>โด<span class="s2">นัลด์</span> <span class="s2">ทรัมป์</span> <span class="s2">ที่ล้มเหลวในการรับมือวิกฤต</span> ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทรัมป์ยกเลิก Pandemic Unit หน่วย<span class="s2">รับมือโรคระบาดโดยเฉพาะ</span> ภายใต้การดูแลของ National Security Council <span class="s2">ที่จัดตั้งขึ้นในช่วงปี</span><span class="s3"> 2014-2016 ใน<span class="s2">รัฐบาลของบารัค</span> <span class="s2">โอบามา </span></span><span class="s2">ขณะที่โรคอีโบลาระบาดในแอฟริกาฝั่งตะวันตก</span> <span class="s2">แต่ถูกตัดงบประมาณและปิดตัวในปี</span><span class="s3"> 2018 </span><span class="s2">ในสมัยรัฐบาลทรัมป์</span> <span class="s2">แถมยังมีการลดงบประมาณ</span><span class="s3"> CDC </span><span class="s2">ในพื้นที่ระบาด</span><span class="s3"> 39 </span><span class="s2">ประเทศ</span> <span class="s2">และมีท่าทีไม่เข้าไปช่วยเหลือประเทศอื่นๆในขณะที่ยากลำบาก</span> <span class="s2">อย่างจีนในช่วงแรกที่ได้รับผลกระทบหนัก</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนในแวดวงสาธารณสุขจะโจมตีไปยังรัฐบาลทรัมป์ที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการรับมือโรคระบาด</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ทรัมป์อ้างว่าจะสามารถกู้เศรษฐกิจประเทศก่อนช่วงเทศกาล</span><span class="s3"> Easter </span><span class="s2">ปี </span><span class="s3">2021 </span><span class="s2">จะมาถึง</span> <span class="s2">ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบาดคาดว่า<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">จะกินระยะเวลาระบาดนานกว่านั้น</span> <span class="s2">การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และ</span><span class="s2">ดูเหมือนทรัมป์จะสนใจตัวเลขทางเศรษฐกิจมากกว่าพยายามจัดการการระบาด</span> <span class="s2">ซึ่ง<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s2">เองก็มาพร้อมกับการสั่นคลอนความเชื่อมั่นของกลุ่ม</span><span class="s3">คนที่สนับสนุนทรัมป์ </span><span class="s2">ที่เริ่มมีท่าทีไม่เชื่อมั่นรัฐบาลทรัมป์อย่างชัดเจน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">การมาเยือนของโรคระบาดระดับโลกในศตวรรษนี้ทำให้ความเปราะบางทางสังคมปรากฏชัดในระดับพื้นผิว</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ไวรัสจะระบาดไม่เลือกหน้า</span> <span class="s2">แต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะทำให้คนเพียงกลุ่มเล็กที่มีเงินปลอดภัย</span> <span class="s2">แต่คนจนอันเป็นคนส่วนมากกลับมองหาอนาคตตัวเองไม่เจอ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s2">อ้างอิง</span></p>
<p class="p5"><span class="s2"> Are Hospitals Near Me Ready for Coronavirus? Here Are Nine Different Scenarios<br />
</span><span class="s4"><a href="https://projects.propublica.org/graphics/covid-hospitals">projects.propublica.org</a></span></p>
<p class="p5"><span class="s2">Harvard Global Health Institute Projection Shows Virginia Needs More Hospital Bed Capacity<br />
</span><span class="s4"><a href="https://www.wvtf.org/post/harvard-global-health-institute-projection-shows-virginia-needs-more-hospital-bed-capacity#stream/0">wvtf.org</a></span></p>
<p class="p5"><span class="s2">Trump disbanded NSC pandemic unit that experts had praised<br />
</span><span class="s4"><a href="https://apnews.com/ce014d94b64e98b7203b873e56f80e9a">apnews.com</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/">คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย &#8216;อเมริกา&#8217; มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครียดสุดเครียดและเคว้งสุดเคว้ง ความท้าทายของสุขภาพจิตที่มากับโรคระบาด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mental-health-in-the-time-of-quarantine/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2020 14:39:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[next wave epidemic]]></category>
		<category><![CDATA[Psychology of epidemics and quarantine]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[social isolation]]></category>
		<category><![CDATA[การเว้นระยะห่างทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหงา]]></category>
		<category><![CDATA[lockdown]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[loneliness]]></category>
		<category><![CDATA[mental health]]></category>
		<category><![CDATA[Dormant state]]></category>
		<category><![CDATA[กักตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96640</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่คนที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านจนถึงคนทำงานแนวหน้าด้านการแพทย์&#160;โควิด-19 ได้สร้างผลกระทบเรื้อรังต่อภาวะสุขภาพจิตมวลรวมของคนในสังคม&#160;ความท้าทายต่อไปคือการรักษาสุขภาวะทางจิตให้ดำเนินต่อไปยังไง หากความเครียดได้กัดกินเราด้วยข้อจำกัดต่างๆ ภายใต้ศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันของแต่ละคน บางคนอาจแค่เบื่อหน่าย แต่หลายคนอาจต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถึงตอนนี้เราคงคุ้นกับคำว่า &#8216;การเว้นระยะห่างทางสังคม&#8217;&#160;จนชินชาหู แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังหวั่นไหวเมื่อมองไปถึงอนาคตข้างหน้า การทำ social isolation มักเป็นส่วนหนึ่งในงานศึกษาวิจัยด้านจิตวิทยาที่นานๆ ทีจะมีการทำกันสักครั้ง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นการทดลองหมู่ที่คนทั่วโลกมีส่วนร่วมอย่างไม่เต็มใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงนั้น การเว้นระยะห่างและกักตัวเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับใช้เข้มงวด การเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยลดการระบาดของโรค แต่มีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งการสูญเสียอาชีพ เสียรายได้ ต้องแยกจากคนใกล้ชิด หรือจำเป็นต้องใกล้ชิดคนไม่อยากเข้าใกล้ด้วยจนเป็น toxic relationship ที่น่าอึดอัดใจ ลูกหลานหลายบ้านไม่ได้ไปโรงเรียน เพิ่มรายจ่ายให้สูงขึ้น การต้องมีชีวิตด้วยทรัพย์สินเก่าเก็บที่มีอยู่น้อยนิด และความวิตกกังวลต่อสุขภาพว่าเราจะเป็นผู้ติดเชื้อรายต่อไปหรือไม่ ความวิตกกังวลเหล่านี้กินระยะเวลานาน ถึงแม้สถานการณ์ไวรัสจะคลายไป แต่สภาพจิตใจผู้คนยังคงสับสน ปัญหาใหญ่ต่อไปของโลกคือ &#8216;ปัญหาสุขภาพจิต&#8217; เมื่อการปิดเมืองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นมาตรการจำเป็นและพื้นฐานที่สุดที่ทุกประเทศเลือกใช้ แต่นี่คือการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้น้อยที่สุด หากเรามองจากกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตแล้ว เราจะได้ยินคำว่า flattening the curve คือ ทำให้เจ้ายอดกราฟผู้ติดเชื้อใหม่นั้นนิ่ง ไม่ทะยานชันไปมากกว่านี้ การล็อกดาวน์ ไม่ใช่แผนระยะยาว การปิดเมืองได้ทำลายรูปแบบการใช้ชีวิตมนุษย์ เราจึงควรออกจากการปิดกั้นเพื่อไม่ให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมได้รับความเสียหาย รวมไปถึงสุขภาวะทางจิตของประชาชนอันเปราะบางที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยา แน่นอนว่าแม้สถานการณ์จะรุนแรงเพียงไร แต่ในสังคมหรือคนใกล้ตัวคุณก็ยังพอมีคนที่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ตัวเองด้วยกลยุทธ์รับมือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mental-health-in-the-time-of-quarantine/">เครียดสุดเครียดและเคว้งสุดเคว้ง ความท้าทายของสุขภาพจิตที่มากับโรคระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่คนที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านจนถึงคนทำงานแนวหน้าด้านการแพทย์&nbsp;โควิด-19 ได้สร้างผลกระทบเรื้อรังต่อภาวะสุขภาพจิตมวลรวมของคนในสังคม&nbsp;ความท้าทายต่อไปคือการรักษาสุขภาวะทางจิตให้ดำเนินต่อไปยังไง หากความเครียดได้กัดกินเราด้วยข้อจำกัดต่างๆ ภายใต้ศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันของแต่ละคน</p>
<p>บางคนอาจแค่เบื่อหน่าย แต่หลายคนอาจต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน</p>
<p>ถึงตอนนี้เราคงคุ้นกับคำว่า &#8216;การเว้นระยะห่างทางสังคม&#8217;&nbsp;จนชินชาหู แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังหวั่นไหวเมื่อมองไปถึงอนาคตข้างหน้า การทำ social isolation มักเป็นส่วนหนึ่งในงานศึกษาวิจัยด้านจิตวิทยาที่นานๆ ทีจะมีการทำกันสักครั้ง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นการทดลองหมู่ที่คนทั่วโลกมีส่วนร่วมอย่างไม่เต็มใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงนั้น การเว้นระยะห่างและกักตัวเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับใช้เข้มงวด</p>
<p>การเว้นระยะห่างทางสังคมช่วยลดการระบาดของโรค แต่มีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งการสูญเสียอาชีพ เสียรายได้ ต้องแยกจากคนใกล้ชิด หรือจำเป็นต้องใกล้ชิดคนไม่อยากเข้าใกล้ด้วยจนเป็น toxic relationship ที่น่าอึดอัดใจ ลูกหลานหลายบ้านไม่ได้ไปโรงเรียน เพิ่มรายจ่ายให้สูงขึ้น การต้องมีชีวิตด้วยทรัพย์สินเก่าเก็บที่มีอยู่น้อยนิด และความวิตกกังวลต่อสุขภาพว่าเราจะเป็นผู้ติดเชื้อรายต่อไปหรือไม่ ความวิตกกังวลเหล่านี้กินระยะเวลานาน ถึงแม้สถานการณ์ไวรัสจะคลายไป แต่สภาพจิตใจผู้คนยังคงสับสน</p>
<p>ปัญหาใหญ่ต่อไปของโลกคือ &#8216;ปัญหาสุขภาพจิต&#8217;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97299" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3>เมื่อการปิดเมืองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์</h3>
<p>การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นมาตรการจำเป็นและพื้นฐานที่สุดที่ทุกประเทศเลือกใช้ แต่นี่คือการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้น้อยที่สุด หากเรามองจากกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตแล้ว เราจะได้ยินคำว่า flattening the curve คือ ทำให้เจ้ายอดกราฟผู้ติดเชื้อใหม่นั้นนิ่ง ไม่ทะยานชันไปมากกว่านี้</p>
<p>การล็อกดาวน์ ไม่ใช่แผนระยะยาว การปิดเมืองได้ทำลายรูปแบบการใช้ชีวิตมนุษย์ เราจึงควรออกจากการปิดกั้นเพื่อไม่ให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมได้รับความเสียหาย รวมไปถึงสุขภาวะทางจิตของประชาชนอันเปราะบางที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยา</p>
<p>แน่นอนว่าแม้สถานการณ์จะรุนแรงเพียงไร แต่ในสังคมหรือคนใกล้ตัวคุณก็ยังพอมีคนที่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ตัวเองด้วยกลยุทธ์รับมือ (coping strategies) พอประคับประคองตัวเองไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกที่ความเครียดจากโรคระบาดนี้อาจกินระยะเวลายาวนาน</p>
<p>แม้คุณจะคิดว่าจิตใจได้เตรียมพร้อมแล้ว แต่ก็อาจมีบางจังหวะที่ตัวเองหลุดอย่างไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่เกมชักกะเย่อที่ใครปล่อยมือหลุดก่อนแพ้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอันแสนเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมเสมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นกรมสุขภาพจิตสำรวจภาวะสุขภาพจิตของคนไทยในช่วงโรคระบาด แต่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มล็อกดาวน์เข้มข้น มีผลสำรวจว่า ประชาชนอังกฤษถึง 40% รู้สึกว่าตัวเองเข้าสู่ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และความเครียดสะสมจากการถูกกักตัวเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตมวลรวมของประเทศ ทันใดนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษ &#8216;บอริส จอห์นสัน&#8217; ถูกหามส่งโรงพยาบาลหลังติดเชื้อโควิด-19 ความวิตกกังวลของผู้คนก็ถีบตัวสูงไปถึง 60% ถือเป็นเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นทางสังคมจนอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นคลื่นระบาดระลอกต่อไป (next wave epidemic)</p>
<p>แม้โควิด-19 จะค่อยๆ เบาบางลง แต่คนในสังคมจะมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตในสภาวะพิเศษ เช่น จิตวิทยาที่ว่าด้วยโรคระบาดและการกักกันตัว (psychology of epidemics and quarantine) เพื่อเข้าใจกลไกการตอบสนองทางจิตใจของมนุษย์ในเวลาฉุกเฉิน การพยายามเชื่อมบาดแผลในใจ และบรรเทาประสบการณ์อันรุนแรงจากความสูญเสีย เช่นเดียวกับการรับมือการก่อการร้ายและภัยธรรมชาติ</p>
<p>อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตเมื่ออยู่ในช่วงกักกันตัวคือ สถานที่นั้นๆ ที่คุณจำเป็นต้องอาศัยอยู่ แต่ละคนมีสภาพพื้นที่ใช้สอยไม่เหมือนกัน คนในเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แคบ มองไปทางไหนก็เจอห้องสี่เหลี่ยม หากเทียบกับคนต่างจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างกว่า มีกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าคนเมืองที่อยู่ติดที่ คนในเมืองจึงอาจเกิดความเสี่ยงความเครียดสะสม หากอิงกับการวิจัยผ่านแบบสอบถามที่เกิดขึ้นในอังกฤษนั้น คนในเมืองเสี่ยงเสียสุขภาพจิตมากกว่าถึง 3 เท่าเลยทีเดียว</p>
<p>การล็อกดาวน์คือการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ และรัฐจำเป็นต้องรับผิดชอบสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่เปลี่ยนไป ถ้าการกักกันดำเนินไปอย่างเป็นแบบแผน จะลดการสร้างภาระทางจิตใจให้กับประชาชน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว แต่หากการกักกันตัวอยู่ในขั้นเลวร้ายไม่มีแผนเยียวยาที่รัดกุมและใช้ได้จริง สิ่งที่ตามมาคือภาวะวิตกกังวล เครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย</p>
<p>แม้คนในสังคมส่วนใหญ่จะสามารถรับมือได้ ค่อยๆ เยียวยาตัวเองได้ภายในเดือนต่อๆ มาโดยไม่จำเป็นต้องเข้าพบกับจิตแพทย์ แต่กลุ่มคนเปราะบางจะได้รับผลกระทบที่รุนแรง เสี่ยงต่อการเผชิญภาวะซึมเศร้า และอาจฆ่าตัวตายในที่สุด ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้จำเป็นต้องยกขึ้นมาอภิปรายด้วยเช่นกัน</p>
<p>มีหลายปัจจัยที่ทำให้การกักกันดำเนินไปได้ด้วยดี อย่างน้อยต้องไม่สร้างภาระต่อสุขภาพจิตมากกว่าที่เป็นอยู่ ยังคงมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน ไม่รู้สึกว่าถูกตัดขาดความสัมพันธ์ ยังสามารถทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ และที่สำคัญคือต้องรู้สึกว่าสถานภาพทางการเงินไม่เป็นอัมพาต ปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุมแห่งสมดุล การที่สัดส่วนใดหายไปจะทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อการใช้ชีวิต การกักกันจึงต้องไม่กินระยะเวลายืดเยื้อนานจนเสียสมดุลทั้งหมด</p>
<p>ถึงจุดนั้น โควิด-19 จะเป็นประเด็นหลังๆ ไปเสีย เพราะปากท้องและสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97300" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>ความเหงาภายใต้การกักกัน</strong></h3>
<p>แม้หลายคนจะอาศัยในที่พักพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว แต่กลายเป็นว่าการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันเยียวยาจากความเหงา แม้จะถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนในมิติเชิงกายภาพ แต่จิตใจกลับไม่ได้ผูกพัน</p>
<p>ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวปรากฏมากขึ้น ความระหองระแหงในคู่แต่งงานสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้เรื่องพื้นที่ การถูกจำกัดกิจกรรม พฤติกรรมถูกสอดส่องตลอดเวลาจนขาดความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้เกิดขีดจำกัดทางจิตใจ คุณจะพบว่าอะไรที่เคยคิดว่าสามารถทำได้ หรือพอที่จะเป็นไปได้ ทำจริงได้ยากขึ้นและรู้สึกมีข้อจำกัดมากกว่าที่คาดไว้</p>
<p>การที่มนุษย์ไม่สามารถมีกิจกรรมใดๆ นำไปสู่ &#8216;ภาวะนิ่งงัน&#8217; (dormant state) จากข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมเฉกเช่นกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ความเครียดจากการกักตัวรบกวนระบบการเผาผลาญในร่างกายที่ทำงานน้อยลง มีระยะเวลาการนอนที่ยาวนานขึ้น&nbsp;ความคิดสร้างสรรค์ลดลง ความจำแย่ จากการอยู่ในพื้นที่ปิด และทำกิจกรรมซ้ำๆ ไปมา</p>
<p><strong>&nbsp;<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97302" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-3.jpg" alt="" width="450" height="630" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-3-214x300.jpg 214w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></strong></p>
<p>แม้กิจกรรมทางสังคมจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การออกไปพบปะสังสรรค์ยังขัดต่อข้อกำหนด พรก.ฉุกเฉิน แต่ไม่ได้หมายความว่าการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะยุติลง เราจำเป็นต้องรักษาสายสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่เฉพาะในกรณีโควิด-19 แต่เมื่อเราเผชิญกับความสูญเสียในชีวิต การมีใครสักคนให้พูดคุยยังคงจำเป็น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการการรับฟังจากคนอื่นๆ</p>
<p>จิตแพทย์แนะนำว่าหากคุณรู้สึกเครียด วิตกกังวล ก็อย่าทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเก็บมันไว้คนเดียว การส่งสัญญาณยอมรับว่ากำลังเครียด ช่วยให้ผู้อื่นรับรู้สถานการณ์ชีวิตหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ยังพอที่จะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเหลือกันได้</p>
<p>กิจวัตรที่สำคัญไม่น้อยในระหว่างการระบาดของโรคคือการกลับมาสำรวจการดูแลตนเอง (self-care)ในแต่ละวัน แม้สถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงรบกวนรูปแบบชีวิต แต่การดูแลตัวเองต้องดำเนินไปให้ได้รับผลกระทบน้อยหรือมีความยืดหยุ่นที่จะปรับตัว</p>
<p>คุณยังต้องการอาหารที่มีคุณค่า การนอนในเวลาพอเหมาะ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอเฉกเช่นเดียวกับในภาวะปกติ&nbsp;การออกกำลังกายอาจต้องปรับให้สอดคล้องกับกิจกรรมภายในบ้าน เช่น การทำงานบ้าน จัดระเบียบสิ่งของ ยังเป็นกิจกรรมที่เรียกเหงื่อได้ดี&nbsp; หรือการทำกิจกรรมสันทนาการเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97301" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-5-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ถึงแม้ช่วงนี้เราจะสาละวนกับเรื่องราวของตัวเองเยอะขึ้น การเอาใจใส่ผู้อื่นในสังคมก็ช่วยให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวได้ หากคุณไม่จำเป็นต้องถูกกักตัว การรักษาระยะห่างทางสังคมยังเป็นสิ่งจำเป็น รักษาความสะอาดของตัวเองอยู่เสมอ หากคนใกล้ตัวประสบปัญหาในการเข้าถึงสิ่งของจำเป็น การหยิบยื่นเอื้อเฟื้อให้แก่กัน สังเกตความต้องการของคนข้างบ้านว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชุมชน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับคนในชุมชนโดยอิงข้อมูลที่ถูกต้อง และหากในชุมชนมีผู้ป่วยที่เคยมีประวัติติดเชื้อโควิด-19 ก็ไม่ควรตีตราทางสังคม (stigmatize)&nbsp;การแสดงออกถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำในสถานการณ์ยากลำบาก และช่วยทำให้เราประคับประคองจิตใจไว้ได้</p>
<p>แต่หากว่าความรู้สึกวิตกกังวลนั้นเรื้อรังจนเกินรับมือ จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล การขอความช่วยเหลือไปยังจิตแพทย์ยังเป็นเรื่องปกติที่ควรทำ เพื่อสำรวจความวิตกกังวลและอาจหาแนวทางร่วมกันในการเยียวยาในช่วงเวลาแบบนี้</p>
<p>ไม่ว่าโลกจะขับเคลื่อนไปทางไหน โลกยังต้องการความร่วมมือจากมนุษย์ แม้พื้นที่ในการใช้ชีวิตของพวกเราถูกจำกัด แต่พื้นที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ไม่ได้ถูกบีบให้แคบลงไปด้วย</p>
<p>รักษาภาวะทางจิตและความเป็นมนุษย์เอาไว้ในระยะยาว เพราะความงดงามของมนุษย์ไม่ได้ถูกลบล้างเพียงโรคระบาดหรอก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.psychologicalscience.org/news/backgrounders/covid-19-social-impacts-adults.html">APS Backgrounder Series: Psychological Science and COVID-19: Social Impact on Adults</a></p>
<p><a href="https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/07481187.2020.1748481">Coronavirus Anxiety Scale: A brief mental health screener for COVID-19 related anxiety</a></p>
<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7100496/">The Fear of COVID-19 Scale: Development and Initial Validation</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mental-health-in-the-time-of-quarantine/">เครียดสุดเครียดและเคว้งสุดเคว้ง ความท้าทายของสุขภาพจิตที่มากับโรคระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อะไรคือความเป็น &#8216;มนุษย์&#8217; หากเส้นแบ่งที่ว่านี้เลือนรางจากการทดลองข้ามสายพันธุ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/chimera/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2020 14:27:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[genome]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คิเมียรา]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลอง]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ข้ามสายพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกถ่ายสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[Chimera]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=95375</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์ที่แท้จริงอยู่ไหม หากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีส่วนประกอบของมนุษย์เจือปนอยู่ ความก้าวหน้าทางวิทยาการและการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ลบเส้นแบ่งให้เลือนรางลงเรื่อยๆ เรากำลังเข้าสู่ยุค &#8216;คิเมียรา&#8217; ยุคสัตว์ผสมมนุษย์ ผลผลิตแปลกประหลาดจากการทดลอง สิ่งที่เรียกว่า &#8216;มนุษย์&#8217; เป็นผลผลิตจากวิวัฒนาการกินระยะเวลายาวนานกว่า 300 ล้านปี จากรูปแบบชีวิตและโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าลอยเท้งเต้งในน้ำ ดิ้นรนให้อยู่รอดผ่านทั้งช่วงมืดหม่นและสว่างโชติช่วง กระบวนการแห่งชีวิตอันยาวนานทำให้เรามีสมองอันปราดเปรื่องจนยากจะหาสายพันธุ์ใดในโลกเทียบเคียง มนุษย์นั้นมาไกลเหลือเกิน แต่ปลายปีที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนนำยีนสมองมนุษย์ไปปลูกถ่ายในสมองลิงจำนวน 11 ตัว พวกมันเป็นลิงกลุ่มแรกๆ ที่มีส่วนผสมของสมองมนุษย์ ผลปรากฏว่าลิงทั้ง 11 ตัวสามารถผ่านการทดสอบเกี่ยวกับการใช้ทักษะความทรงจำระยะสั้น (short-term memory) เอาชนะลิงตัวอื่นๆ ไปอย่างน่าอัศจรรย์  และมีแนวโน้มว่า &#8216;ลิงสมองมนุษย์&#8217; จะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ คำถามที่ตามมาคือ เราจะยังเรียกลิงพวกนี้ว่า &#8216;ลิง&#8217; (monkey) อยู่อีกไหม ในขณะที่พวกมันถูกทำให้เป็นมนุษย์มากขึ้น ในอนาคตมีงานวิจัยจำนวนมากที่จ่อคิวทำให้เส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์บางลงเรื่อยๆ เราต้องเผชิญคำถามที่ตอบยากขึ้นในอนาคต ภาพจาก : Juan Carlos Izpisua Belmonte นอกจากนี้การวิจัยสร้างหมูทดลองที่มียีนมนุษย์ผสมเรียกว่า Chimera หรือมีความพยายามนำเซลล์สมองของมนุษย์มาทดลองเลี้ยงในจานเพาะเชื้อ พบว่าเซลล์เหล่านั้นพยายามที่จะสื่อสารกัน และในอนาคตความเป็นไปได้ในการสร้างมนุษย์สังเคราะห์โดยการนำสเตมเซลล์มนุษย์ที่ดูเหมือนตัวอ่อนมนุษย์มาเลี้ยงโดยไม่จำเป็นต้องมีการปฏิสนธิ เรากำลังเข็นสิ่งมีชีวิตผสมผสานออกจากห้องปฏิบัติการ แล้วเราจะหาอะไรมานิยามเพื่อออกแบบระเบียบวิจัยและขอบเขตเชิงจริยธรรมมารับมือ ช่วงที่ผ่านมาจึงมีกระแสเรียกร้องว่า สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทดลองควรได้รับการคุ้มครองเช่นกัน สิ่งที่มีรูปแบบคล้ายกับมนุษย์หรือครอบคลุมถึงเนื้อเยื่อมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นด้วยว่า สมควรมีกฎหมายที่ร่างขึ้นใหม่ในการคุ้มครองสิ่งมีชีวิตลูกผสม ถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นถูกจงใจทำให้ &#8216;คล้ายมนุษย์&#8217; ก็สมควรได้รับการปกป้องแบบมนุษย์ใช่หรือไม่ ดังนั้นข้อเสนอนี้จึงยิ่งทำให้เรานิยามกรอบความเป็นมนุษย์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 และศตวรรษถัดๆ ไป สิ่งมีชีวิตจากการทดลองควรนิยามว่าอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าเรายังไม่เข้าใกล้สิ่งมีชีวิตเสมือนมนุษย์แบบภาพยนตร์ sci-fi [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chimera/">อะไรคือความเป็น &#8216;มนุษย์&#8217; หากเส้นแบ่งที่ว่านี้เลือนรางจากการทดลองข้ามสายพันธุ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">เราจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์ที่แท้จริงอยู่ไหม</span> <span class="s1">หากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีส่วนประกอบของมนุษย์เจือปนอยู่</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ความก้าวหน้าทางวิทยาการและการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ลบเส้นแบ่งให้เลือนรางลงเรื่อยๆ</span> <span class="s1">เรากำลังเข้าสู่ยุค</span> &#8216;<span class="s1">คิเมียรา&#8217;</span> ยุค<span class="s1">สัตว์ผสมมนุษย์</span> <span class="s1">ผลผลิตแปลกประหลาดจากการทดลอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">สิ่งที่เรียกว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s1">มนุษย์&#8217;</span><span class="s3"> </span><span class="s1">เป็นผลผลิตจากวิวัฒนาการกินระยะเวลายาวนานกว่า</span><span class="s3"> 300 </span><span class="s1">ล้านปี</span> <span class="s1">จากรูปแบบชีวิตและโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าลอยเท้งเต้งในน้ำ</span> <span class="s1">ดิ้นรนให้อยู่รอดผ่านทั้งช่วงมืดหม่นและสว่างโชติช่วง</span> <span class="s1">กระบวนการแห่งชีวิตอันยาวนานทำให้เรามีสมองอันปราดเปรื่องจนยากจะหาสายพันธุ์ใดในโลกเทียบเคียง</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">มนุษย์นั้นมาไกลเหลือเกิน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่ปลายปีที่ผ่านมา</span> <span class="s1">ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนนำยีนสมองมนุษย์ไปปลูกถ่ายในสมองลิงจำนวน</span><span class="s3"> 11 </span><span class="s1">ตัว</span> <span class="s1">พวกมันเป็นลิงกลุ่มแรกๆ ที่มีส่วนผสมของสมองมนุษย์</span> <span class="s1">ผลปรากฏว่า</span><span class="s1">ลิงทั้ง</span><span class="s3"> 11 </span><span class="s1">ตัวสามารถผ่านการทดสอบเกี่ยวกับการใช้ทักษะความทรงจำระยะสั้น</span><span class="s3"> (short-term memory) </span><span class="s1">เอาชนะลิงตัวอื่นๆ ไปอย่างน่าอัศจรรย์</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s1">และมีแนวโน้มว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s1">ลิงสมองมนุษย์&#8217;</span><span class="s3"> </span><span class="s1">จะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">คำถามที่ตามมาคือ</span> <span class="s1">เราจะยังเรียกลิงพวกนี้ว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s1">ลิง&#8217;</span><span class="s3"> (monkey) </span><span class="s1">อยู่อีกไหม</span> <span class="s1">ในขณะที่พวกมันถูกทำให้เป็นมนุษย์มากขึ้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในอนาคตมีงานวิจัยจำนวนมากที่จ่อคิวทำให้เส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์บางลงเรื่อยๆ</span> <span class="s1">เราต้องเผชิญคำถามที่ตอบยากขึ้นในอนาคต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-95676" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Juan-Carlos-Izpisua-Belmonte.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Juan-Carlos-Izpisua-Belmonte.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Juan-Carlos-Izpisua-Belmonte-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Juan-Carlos-Izpisua-Belmonte-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3" style="text-align: center;"><span class="s4">ภาพจาก</span><span class="s1"> : Juan Carlos Izpisua Belmonte</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากนี้การวิจัยสร้างหมูทดลองที่มียีนมนุษย์ผสมเรียกว่า</span><span class="s3"> Chimera </span><span class="s1">หรือมีความพยายามนำเซลล์สมองของมนุษย์มาทดลองเลี้ยงในจานเพาะเชื้อ</span> <span class="s1">พบว่าเซลล์เหล่านั้นพยายามที่จะสื่อสารกัน</span> <span class="s1">และในอนาคตความเป็นไปได้ในการสร้างมนุษย์สังเคราะห์โดยการนำสเตมเซลล์มนุษย์ที่ดูเหมือนตัวอ่อนมนุษย์มาเลี้ยงโดยไม่จำเป็นต้องมีการปฏิสนธิ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เรากำลังเข็นสิ่งมีชีวิตผสมผสานออกจากห้องปฏิบัติการ</span> <span class="s1">แล้วเราจะหาอะไรมานิยามเพื่อออกแบบระเบียบวิจัยและขอบเขตเชิงจริยธรรมมารับมือ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ช่วงที่ผ่านมาจึงมีกระแสเรียกร้องว่า</span> <span class="s1">สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทดลองควรได้รับการคุ้มครองเช่นกัน สิ่งที่มี</span><span class="s1">รูปแบบคล้ายกับมนุษย์หรือครอบคลุมถึงเนื้อเยื่อมนุษย์</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นด้วยว่า</span> <span class="s1">สมควรมีกฎหมายที่ร่างขึ้นใหม่ในการคุ้มครองสิ่งมีชีวิตลูกผสม</span> <span class="s1">ถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นถูกจงใจทำให้</span> &#8216;<span class="s1">คล้ายมนุษย์&#8217;</span> <span class="s1">ก็สมควรได้รับการปกป้องแบบมนุษย์ใช่หรือไม่</span> <span class="s1">ดังนั้นข้อเสนอนี้จึงยิ่งทำให้เรานิยามกรอบความเป็นมนุษย์ใหม่ในศตวรรษที่</span><span class="s3"> 21 </span><span class="s1">และศตวรรษถัดๆ ไป<br />
</span><span class="s3"><br />
</span><span class="s1">สิ่งมีชีวิตจากการทดลองควรนิยามว่าอย่างไร</span> <span class="s1">ซึ่งแน่นอนว่า</span><span class="s1">เรายังไม่เข้าใกล้สิ่งมีชีวิตเสมือนมนุษย์แบบภาพยนตร์</span><span class="s3"> sci-fi </span><span class="s1">เร็วๆ นี้</span> <span class="s1">แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เพราะแท้จริงแล้ววิทยาการมีความเป็นไปได้สูงว่าเราสามารถทำได้</span> <span class="s1">ในอนาคตเราจะเผชิญความยุ่งยากทางจริยธรรม</span> <span class="s1">และหากได้คำตอบช้าเกินไปเราอาจถูกบังคับแบบไร้ทางเลือก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>แล้วอะไรคือมนุษย์</h3>
<p class="p1"><span class="s1">การนิยามมนุษย์ขึ้นใหม่และสิ่งมีชีวิตที่เสมือนมนุษย์</span> <span class="s1">เป็นประเด็นที่ </span><span class="s3">Bartha Knoppers <span class="s1">นักวิจัย</span></span><span class="s1">จากมหาวิทยาลัย</span><span class="s3"> McGill University </span><span class="s1">และ</span><span class="s3"> Hank Greely </span><span class="s1">จากมหาวิทยาลัย</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span>Stanford University </span><span class="s1">หยิบยกขึ้นมาถกเถียงจากกระแสเทรนด์งานวิจัยทางชีววิทยาที่ล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ</span> <span class="s1">การแข่งขันในแวดวงวิชาการพยายามผลักนวัตกรรมใหม่ที่</span><span class="s3"> groundbreaking </span><span class="s1">ตลอดเวลาเพื่อเป็นผู้นำ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เป็นไปได้ว่าหลายสถาบันทั่วโลกจะผลักดันทุนวิจัยให้เกิดงานน่าทึ่งอีกมาก</span> <span class="s1">และส่วนหนึ่งอาจเป็นงานวิจัยประเภท</span><span class="s3"> Dark Research </span><span class="s1">ที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม</span> <span class="s1">แอบทำกันโดยละเมิดข้อบังคับสากล</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แน่นอนว่าศาลจะต้องตัดสินคดีความเหล่านี้ในอีกไม่ช้า</span> และ<span class="s1">จะเจอคำถามอย่าง</span><span class="s3"> “</span><span class="s1">สิ่งนี้เป็นเนื้อเยื่อของมนุษย์หรือไม่</span> <span class="s1">หรือเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์มาก่อนหรือไม่</span><span class="s3">” </span><span class="s1">กรณี</span> <span class="s1">ลิงที่ปลูกถ่ายเซลล์สมองมนุษย์</span> <span class="s1">จะถูกนิยามยังไง</span> <span class="s1">เพราะในเชิงปฏิบัติพวกมันก็ไม่ใช่ลิงตามปกติวิสัย</span> <span class="s1">แล้วหากเราทำมนุษย์ให้เป็น</span><span class="s3"> Embryo </span><span class="s1">จากสเตมเซลล์ได้สำเร็จ</span> <span class="s1">ศาลจะให้สิทธิคุ้มครองการเป็นมนุษย์ด้วยไหม</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นิยามต่างๆ ของการเป็นมนุษย์มีเส้นแบ่งที่เบลอเกินไป</span> <span class="s1">เพราะในอนาคตแทบจะไม่มีมนุษย์พันธุ์แท้</span><span class="s3">ร้อยเปอร์เซ็นต์ </span><span class="s1">ส่วนใหญ่จะถูกความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ดัดแปลง</span> <span class="s1">ปรับเปลี่ยน</span> <span class="s1">อาจทำให้เราต้านโรคดีขึ้น</span> <span class="s1">มีภูมิต้านทานมากขึ้น</span> <span class="s1">แต่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับการสูญเสียตัวตน</span> <span class="s1">สูญเสียสิทธิในการเป็นมนุษย์เพื่อรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน</span> <span class="s1">เพราะในแต่ละประเทศจะนิยามความเป็นมนุษย์ไม่เหมือนกัน</span> <span class="s1">ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมและคุณค่าทางสังคม</span> <span class="s1">ในทางกฎหมายก็ยังติดที่อาศัยการตีความทางด้านภาษาอยู่มาก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ข้อเสนอแรกจึงเน้นไปที่ความเกี่ยวข้องของ</span><span class="s3"> genome </span><span class="s1">มนุษย์ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ก่อน</span> <span class="s1">แต่ข้อเสนอนี้ก็ถูกวิพากษ์ไม่น้อย</span> <span class="s1">เพราะหากเรามองเพียง</span><span class="s3"> genome </span><span class="s1">อย่างเดียวก็เป็นการเหมายกเข่งทางด้านพันธุศาสตร์</span> <span class="s1">เมื่อมองมนุษย์ลงไปให้ลึกกว่านั้น</span> <span class="s1">เรายังพบมนุษย์ที่มี<span class="s3"> genome </span></span><span class="s1">ไม่เหมือนคนทั่วไป</span> <span class="s1">มีภาวะผิดปกติหรือพิการที่ทำให้</span><span class="s3">  genome </span><span class="s1">ไม่เหมือนกรอบที่พยายามวางไว้</span> <span class="s1">ดังนั้นตรงนี้จะเรียกว่าพวกเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ด้วยใช่หรือไม่ ทั้งที่เขาก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเราๆ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากนี้</span><span class="s3"> genome </span><span class="s1">ของมนุษย์ยังมีความคล้ายกับชิมแปนซีชนิดเครือญาติ</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เราเหมือนหนู</span><span class="s3"> 97.5 เปอร์เซ็นต์ </span><span class="s1">ดังนั้นหากพึ่ง</span><span class="s3"> genome </span><span class="s1">เองก็ยังให้นิยามไม่ดีพอ</span> ตัว<span class="s1">อ่อนมนุษย์</span><span class="s3"> (embryo) </span><span class="s1">นั้น</span> <span class="s1">แม้จะมาจากสเตมเซลล์มนุษย์ หรือ</span><span class="s1">มาจากส่วนหนึ่งของมนุษย์</span> <span class="s1">แต่ในหลายประเทศกลับไม่ได้ให้การคุ้มครองและไม่ถือว่ามีสิทธิเป็นทารก</span><span class="s3"> (baby) </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">อีกสิ่งหนึ่งที่ใช้พิจารณา</span><span class="s1">คือ</span> <span class="s1">สิ่งมีชีวิตนั้นมีนัยสำคัญทางศีลธรรมอย่างไร</span><span class="s3"> (morally significant) </span><span class="s1">หรือกลับไปตั้งคำถามว่าอะไรทำให้เราเป็นมนุษย์เสียก่อน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความตระหนักในตัวเอง</span> <span class="s1">มีทักษะในการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารทางสังคม</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า</span><span class="s1">หากสิ่งมีชีวิตนั้นไม่จำเป็นต้องพูด</span> <span class="s1">สื่อสารในแบบที่เราทำ</span> <span class="s1">หรือไม่มีความต้องการอยู่ร่วมเป็นสังคมเลยล่ะ</span> <span class="s1">เขายังเป็นมนุษย์ในเชิงศีลธรรมอยู่ไหม</span></p>
<p class="p5"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-95677" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/อิทรัสกัน-ไคเมียร่า.jpg" alt="" width="675" height="486" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/อิทรัสกัน-ไคเมียร่า.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/อิทรัสกัน-ไคเมียร่า-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/อิทรัสกัน-ไคเมียร่า-600x432.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p6"><span class="s1"><b>เข้าสู่ยุคสมัยแห่ง</b></span><span class="s5"><b> &#8216;</b></span><span class="s1"><b>คิเมียรา&#8217;</b></span></h3>
<p class="p6"><span class="s1">นักวิทยาศาสตร์คาดว่า</span> <span class="s1">คดีความทางกฎหมายกรณีต่อๆไปที่มีนัยยะสำคัญคือ</span> <span class="s1">คดีความเกี่ยวกับสัตว์ที่เกิดจากการทดลองที่สื่อเรียกว่า </span><span class="s1">คิเมียรา</span><span class="s6"> </span><span class="s1">เป็นการอ้างอิงชื่อจากสัตว์ในเทพปกรณัมกรีก</span> <span class="s1">เป็นสิ่งมีชีวิตรวมของสัตว์ร้าย</span><span class="s6"> 3 </span><span class="s1">ชนิด</span> <span class="s1">คือ</span> <span class="s1">ส่วนหัวเป็นสิงโต</span> <span class="s1">ลำตัวเป็นแพะ</span> <span class="s1">บั้นท้ายเป็นมังกรหรืองู</span></p>
<p class="p6"><span class="s1">ในโลกวิทยาศาสตร์นั้นคิเมียราเป็นสัตว์ที่มีเซลล์</span><span class="s6"> 2 </span><span class="s1">พันธุ์ผสมอยู่</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">คิเมียรา</span> <span class="s1">หมู</span><span class="s6">&#8211;</span><span class="s1">มนุษย์ </span><span class="s1">พวกมันเติบโตโดยมีเซลล์สร้างอวัยวะมนุษย์ได้</span> <span class="s1">เพื่อจุดประสงค์ในอนาคตเราอาจสับเปลี่ยนอวัยวะที่มาจากหมู</span> <span class="s1">ไม่ต้องรออวัยวะบริจาคจากมนุษย์</span> <span class="s1">อย่างไรก็ตามผลการทดลองที่เป็นตัวอ่อนได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<p class="p6"><span class="s1">ในทางทฤษฎีนั้นอวัยวะที่จะนำมาใช้ทดแทนต้องมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด</span> <span class="s1">มิเช่นนั้นร่างกายผู้ป่วยจะปฏิเสธเมื่อภูมิต้านทานพบสิ่งแปลกปลอม</span> <span class="s1">แต่หากเราสามารถทำให้หมูสร้างอวัยวะเหมือนมนุษย์ได้</span><span class="s1">เพื่อมนุษย์</span> <span class="s1">หมูตัวนั้นจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ด้วยไหม</span></p>
<p class="p6"><span class="s1">คล้ายกับกรณีหนู</span><span class="s6"> (mice) </span><span class="s1">ทดลองที่มีเซลล์สมองมนุษย์</span> <span class="s1">พวกมันเรียนรู้ได้เร็วกว่าหนูปกติ</span><span class="s6"> 4 </span><span class="s1">เท่า</span><span class="s6"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ถ้าหมูสามารถสร้างอวัยวะที่มีความซับซ้อนคล้าย</span><span class="s1">เซลล์สมอง</span><span class="s1">มนุษย์</span> <span class="s1">จนสมองนั้นมีนัยสำคัญทางศีลธรรม</span><span class="s6"> (morally significant)<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เราอาจต้องเรียกหมูว่ามนุษย์ด้วยอย่างนั้นหรือ</span></p>
<p class="p6"><span class="s1">มีความพยายามนิยามว่า</span> <span class="s1">คุณสมบัติเด่นของมนุษย์อีกข้อ</span><span class="s1">คือการเรียนรู้</span> <span class="s1">ที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง</span> <span class="s1">แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบการกระตุ้นสมองด้วยการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เครื่องจักรช่วยสอนมนุษย์ได้</span> <span class="s1">ให้เรามีการตระหนักรู้เพิ่มขึ้น</span> <span class="s1">หรือสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับจักรกล</span> <span class="s1">ซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อความรู้คิดและบุคลิกภาพของมนุษย์</span></p>
<p class="p6"><span class="s1">นี่จึงเป็นความซับซ้อนในการนิยามมนุษย์ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน</span> <span class="s1">เพราะยิ่งตั้งคำถามจะได้คำถามที่ตามมาเป็นพรวน</span> <span class="s1">ปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่ล้ำหน้าและ</span><span class="s1">ล้ำเส้น</span><span class="s1">เสียจนนักกฎหมายและนักจริยศาสตร์ต้องวุ่นวายกันตัวเป็นเกลียวเพื่อเร่งทำความเข้าใจการเป็นมนุษย์</span> <span class="s1">เพื่อหาคำวินิจฉัยข้อพิพาทมากมายใน</span><span class="s1">ยุคคิเมียรา</span></p>
<p class="p6"><span class="s1">และความยุ่งยากนี้จะเป็นส่วนบนของภูเขาน้ำแข็งใต้มหาสมุทรเท่านั้น </span><span class="s1">เพราะวันหนึ่งเราอาจไม่แน่ใจที่จะเรียกตัวเองว่า</span><span class="s6"> &#8216;</span><span class="s1">มนุษย์&#8217; </span><span class="s1">อีกแล้วก็เป็นได้</span><span class="s6"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s1">อ้างอิง</span></p>
<p><span class="s1">Human-pig chimeras are being grown – what will they let us do<br />
</span><span class="s7"><a href="https://www.newscientist.com/article/2092430-human-pig-chimeras-are-being-grown-what-will-they-let-us-do/">newscientist.com</a></span></p>
<p class="p3"><span class="s1">Interspecies Chimerism with Mammalian Pluripotent Stem Cells<br />
</span><span class="s7"><a href="https://www.cell.com/cell/fulltext/S0092-8674(16)31752-4?_returnURL=https%253A%252F%252Flinkinghub.elsevier.com%252Fretrieve%252Fpii%252FS0092867416317524%253Fshowall%253Dtrue">cell.com</a></span></p>
<p class="p3"><span class="s1">Moral uncertainty and the farming of human-pig chimeras<br />
</span><a href="https://jme.bmj.com/content/45/7/440" target="_blank" rel="noopener"><span class="s1">jme.bmj.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chimera/">อะไรคือความเป็น &#8216;มนุษย์&#8217; หากเส้นแบ่งที่ว่านี้เลือนรางจากการทดลองข้ามสายพันธุ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ภูมิคุ้มกัน&#8217; คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้ว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/immune-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Apr 2020 14:42:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรนา]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=94913</guid>

					<description><![CDATA[<p>ล้างมือนาน 20 วินาทีก็แล้ว จามใส่ข้อพับแขนทุกครั้งก็แล้ว ไม่เอามือแตะหน้าแตะตาก็แล้ว อยู่ห่างจากมวลหมู่มนุษย์ 1 เมตร กักตัวนาน 14 วัน โอเค ทำตามหมดในเช็กลิสต์ พฤติกรรมที่ดูจุกจิกทั้งหลายกลายเป็นความจำเป็นเนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โควิด-19 ที่อาจจะแวะเวียนมาทักทายเราอีกหลายระลอก แต่ปราการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของคุณคือ &#8216;ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย&#8217; ที่เป็นตัวตัดสินโยนหัว-ก้อยว่าไวรัสจะเล่นงานคุณหนักแค่ไหน น่าเสียดายที่ไม่มีเส้นมาตรฐานชัดเจนว่าคุณควรมีภูมิต้านทานเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันและเสื่อมถอยตามอายุขัยของร่างกาย นี่จึงทำให้ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดในวงจรระบาด แต่ในบางกรณีภูมิคุ้มกันเองก็ไม่ได้ยึดติดกับตัวเลขอายุ หลายคนมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง แม้ตัวเลขจะเลยไปไกลแล้ว แต่อีกคนกลับมีภูมิคุ้มกันอ่อนทั้งๆ ที่ยังมีอายุน้อย ในยุคต่อไปแม้วิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้ว ประเด็นเรื่องภูมิคุ้มกันอาจถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง มีธุรกิจต่างๆ เข้ามาหว่านล้อมคุณด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อเคลมว่าสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันคุณแข็งแกร่งดั่งหินผา นี่จึงอาจเป็นความหวั่นวิตกรูปแบบใหม่ จนคุณยอมเสียทรัพย์แค่ไหนก็ได้เพื่อภูมิคุ้มกัน &#160; เราสามารถหมุนนาฬิกาภูมิคุ้มกันกลับมาได้ไหม นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านวิทยาภูมิคุ้มกันต่างลงความเห็นว่า ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นกลไกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยปริศนามากที่สุดรองลงมาจากสมอง เพราะภูมิคุ้มกันมี cell type นับพันชนิด ส่งโมโลกุลที่มีความจำเพาะมากกว่า 8,000 ยีน เป็นโครงข่ายที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนเกี่ยวพันกันไปหมด การศึกษาภูมิคุ้มกันจึงเหมือนการมองท่อน้ำใต้ดินจากแผนผังเมืองที่มีการไหลเวียนตลอดเวลา หากคุณมีอายุไม่มาก ยืนยันว่าตัวเองมีสุขภาพดี ไม่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงให้ร่างกายทรุดโทรม ภูมิคุ้มกันก็น่าจะยังทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพพอจะกำจัดเชื้อโรคที่เข้ารุกรานร่างกาย แม้กระทั้งกลุ่มไวรัสโคโรนาที่ภูมิคุ้มกันคนส่วนใหญ่ยังรับมือได้ แต่ข่าวร้ายคือภูมิคุ้มกันอยู่กับใครไม่นาน มันค่อยๆ เสื่อมถอยตามอายุขัย เรียกว่าภาวะ immunosenescence ซึ่งเริ่มมีผลกระทบกับคนในช่วงวัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/immune-system/">&#8216;ภูมิคุ้มกัน&#8217; คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">ล้างมือนาน</span><span class="s3"> 20 </span><span class="s1">วินาทีก็แล้ว</span> <span class="s1">จามใส่ข้อพับแขนทุกครั้งก็แล้ว</span> <span class="s1">ไม่เอามือแตะหน้าแตะตาก็แล้ว</span> <span class="s1">อยู่ห่างจากมวลหมู่มนุษย์</span><span class="s3"> 1 </span><span class="s1">เมตร</span> <span class="s1">กักตัวนาน</span><span class="s3"> 14 </span><span class="s1">วัน</span> <span class="s1">โอเค ทำตามหมดในเช็กลิสต์</span><span class="s3"> </span><span class="s1">พฤติกรรมที่ดูจุกจิกทั้งหลายกลายเป็นความจำเป็นเนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">ที่อาจจะแวะเวียนมาทักทายเราอีกหลายระลอก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่</span><span class="s1">ปราการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของคุณคือ</span> &#8216;<span class="s1">ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย&#8217;</span> <span class="s1">ที่เป็นตัวตัดสินโยนหัว-ก้อยว่า</span><span class="s1">ไวรัสจะเล่นงานคุณหนักแค่ไหน</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">น่าเสียดายที่ไม่มีเส้นมาตรฐานชัดเจนว่าคุณควรมีภูมิต้านทานเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย</span> <span class="s1">เนื่องจากภูมิคุ้มกันของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันและเสื่อมถอยตามอายุขัยของร่างกาย</span> <span class="s1">นี่จึงทำให้ผู้สูงอายุ</span><span class="s3"> 70 </span><span class="s1">ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดในวงจรระบาด</span> <span class="s1">แต่ในบางกรณีภูมิคุ้มกันเองก็ไม่ได้ยึดติดกับตัวเลขอายุ</span> <span class="s1">หลายคนมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง</span> <span class="s1">แม้ตัวเลขจะเลยไปไกลแล้ว</span> <span class="s1">แต่อีกคนกลับมีภูมิคุ้มกันอ่อนทั้งๆ ที่ยังมีอายุน้อย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในยุคต่อไปแม้วิกฤตโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">ผ่านพ้นไปแล้ว</span> <span class="s1">ประเด็นเรื่องภูมิคุ้มกันอาจถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง</span> <span class="s1">มีธุรกิจต่างๆ เข้ามาหว่านล้อมคุณด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อเคลมว่าสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันคุณแข็งแกร่งดั่งหินผา</span> <span class="s1">นี่จึงอาจเป็นความหวั่นวิตกรูปแบบใหม่</span> <span class="s1">จนคุณยอมเสียทรัพย์แค่ไหนก็ได้เพื่อภูมิคุ้มกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>เราสามารถหมุนนาฬิกาภูมิคุ้มกันกลับมาได้</b></span><span class="s1"><b>ไหม</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านวิทยาภูมิคุ้มกันต่างลงความเห็นว่า</span> <span class="s1">ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นกลไกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยปริศนามากที่สุดรองลงมาจากสมอง</span> <span class="s1">เพราะภูมิคุ้มกันมี</span><span class="s3"> cell type </span><span class="s1">นับพันชนิด</span> <span class="s1">ส่งโมโลกุลที่มีความจำเพาะมากกว่า</span><span class="s3"> 8,000 </span><span class="s1">ยีน</span> <span class="s1">เป็นโครงข่ายที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนเกี่ยวพันกันไปหมด</span> <span class="s1">การศึกษาภูมิคุ้มกันจึงเหมือนการมองท่อน้ำใต้ดินจากแผนผังเมืองที่มีการไหลเวียนตลอดเวลา</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94973" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-4.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-4-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-4-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">หากคุณมีอายุไม่มาก</span> <span class="s1">ยืนยันว่าตัวเองมีสุขภาพดี</span> <span class="s1">ไม่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงให้ร่างกายทรุดโทรม</span> <span class="s1">ภูมิคุ้มกันก็น่าจะยังทำงานได้ดี</span> <span class="s1">มีประสิทธิภาพพอจะกำจัดเชื้อโรคที่เข้ารุกรานร่างกาย</span> <span class="s1">แม้กระทั้งกลุ่มไวรัสโคโรนาที่ภูมิคุ้มกันคนส่วนใหญ่ยังรับมือได้</span> <span class="s1">แต่ข่าวร้ายคือ</span><span class="s1">ภูมิคุ้มกันอยู่กับใครไม่นาน</span> <span class="s1">มันค่อยๆ เสื่อมถอยตามอายุขัย</span> <span class="s1">เรียกว่าภาวะ</span><span class="s2"> immunosenescence </span><span class="s1">ซึ่งเริ่มมีผลกระทบกับคนในช่วงวัย</span><span class="s3"> 60 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">ยิ่งสูงวัยมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสป่วยมากขึ้นจากการติดเชื้อ</span> <span class="s1">โดยเฉพาะช่วงที่ไข้หวัดระบาดหรือ</span><span class="s3"> flu season </span><span class="s1">แค่ไข้หวัดใหญ่ก็เพียงพอจะทำให้ผู้สูงอายุไปนอนแอดมิตที่โรงพยาบาลได้</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s1">มีสถิติว่าคนที่มีอายุมากกว่า</span><span class="s3"> 75 </span><span class="s1">ปี</span><span class="s1">มีโอกาสเสียชีวิตจากไวรัสเพิ่มขึ้น</span><span class="s3"> 30-40 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s1">เลยทีเดียว</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่สำหรับคนหนุ่มสาวคงไม่วิตกกังวลต่อภาวะ</span><span class="s3"> immunosenescence </span><span class="s1">มากเท่าไหร่</span> <span class="s1">เพราะอาจรู้สึกว่ายังไกลตัว</span> <span class="s1">แต่ในความเป็นจริงคุณบ่อนทำลายภูมิคุ้มกันตัวเองได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อนี่แหละ </span><span class="s1">จากวิถีชีวิตที่โชกโชน</span> <span class="s1">ทั้งนอนดึก</span> <span class="s1">ตื่นสาย</span> <span class="s1">โหมทำงานหนัก</span> <span class="s1">ขาดการออกกำลังกาย</span> <span class="s1">รวมไปถึงการสูบบุหรี่จัดและการมีน้ำหนักตัวอยู่ในข่ายอ้วน</span> <span class="s1">ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันถดถอย</span><span class="s1">เกินกว่าอายุจริง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">อายุทางปฏิทิน</span><span class="s3"> (chronological age) </span><span class="s1">และอายุทางชีวภาพ</span><span class="s3"> (biological age) </span><span class="s1">มักไม่ห่างกันมากในทางทฤษฎี</span> <span class="s1">แต่กรณีภูมิคุ้มกันนั้นอาจห่างช่วงกันได้ถึง</span><span class="s3"> 20 </span><span class="s1">ปี</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">คุณมีอายุ</span><span class="s3"> 30 </span><span class="s1">นิดๆ</span> <span class="s1">แต่ไม่เคยดูแลสุขภาพเลย</span> <span class="s1">กินจุ</span> <span class="s1">ดื่มหนัก</span> <span class="s1">เมื่อไวรัสเข้ารุกรานร่างกายภูมิคุ้มกันอาจมีประสิทธิภาพต่อต้านไม่เพียงพอ</span> <span class="s1">เพราะภูมิคุ้มกันคุณอาจเทียบเท่ากับคนอายุ</span><span class="s3"> 50 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">การใช้ชีวิตเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ศักยภาพในการต้านโรคต่ำกว่าที่ควรจะเป็น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94974" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-4.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-4-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-4-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ดังนั้นการทำความเข้าใจกลไกภูมิคุ้มกันช่วยให้แพทย์พอประเมินได้ว่า</span><span class="s1">โรคภัยรูปแบบใดจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย</span> <span class="s1">ถ้าภูมิคุ้มกันบกพร่องแพทย์จะเลือกวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้คุณหรือไม่</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">หากแพทย์สามารถบอกอายุโดยประเมินจากภูมิคุ้มกันคุณได้</span><span class="s1">ก็น่าจะทำให้เลือกใช้กระบวนการรักษาที่แม่นยำขึ้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">งานวิจัยล่าสุดจากทีมมหาวิทยาลัย</span><span class="s3">สแตนฟอร์ด</span><span class="s1">พยายามหาคำตอบนี้</span> <span class="s1">โดยพวกเขาใช้วิทยาการที่เรียกว่า</span> <span class="s1">การบูรณาการพหุโอมิกส์</span><span class="s3"> (multi-omics) ที่</span><span class="s1">มักกล่าวถึงบ่อยๆ ในด้านวิทยาการแพทย์แม่นยำ </span><span class="s1">งานวิจัยติดตามระบบภูมิคุ้มกันของอาสาสมัคร</span><span class="s3"> 135 </span><span class="s1">คน</span> <span class="s1">แบ่งออกเป็น</span><span class="s3"> 2 </span><span class="s1">ช่วงวัย</span> <span class="s1">ระหว่าง</span><span class="s3"> 20-31 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">และ</span><span class="s3"> 60-96 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">ติดตามพวกเขาต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง</span><span class="s3"> 9 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นการติดตามที่ใช้เวลานานที่สุดเท่าที่เคยทำมา</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ข้อมูลที่ได้พบว่า</span><span class="s1">อายุของภูมิต้านทานร่างกายสอดคล้องกับความเสี่ยงเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย</span> <span class="s1">ยิ่งอายุภูมิคุ้มกันมาก</span><span class="s1">ก็ยิ่งบอบบาง เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส</span> <span class="s1">และใช้ช่วงเวลาให้ร่างกายฟื้นนานกว่า</span> <span class="s1">จนอาจกล่าวได้ว่าศักยภาพของภูมิต้านทานในร่างกายมีส่วนกำหนดอายุขัยพวกเราได้</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">แต่อย่างไรก็ตามแม้คุณอยากรู้อายุภูมิต้านทานของคุณมากแค่ไหน</span> <span class="s1">ก็ไม่มีสถานบริการใดๆ รับตรวจให้คนทั่วไปอยู่ดี</span><span class="s3"><br />
</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เมื่อเราสูงวัยขึ้น</span><span class="s1">ความปั่นป่วนก็เริ่มมาเยือน โดยเฉพาะเซลล์ภูมิคุ้มกันที่พวกเราคุ้นเคยมากที่สุดและมีปริมาณมากที่สุด</span> <span class="s1">คือ</span><span class="s3"> neutrophil </span><span class="s1">หรือเซลล์เม็ดเลือดขาว</span> <span class="s1">ผู้เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับการติดเชื้อ</span> <span class="s1">เดินลาดตระเวนไปทั่วเส้นเลือดเพื่อค้นหาแบคทีเรีย</span> <span class="s1">หากพบเป้าหมาย</span><span class="s3"> neutrophil </span><span class="s1">ก็จะกลืนกินแบคทีเรียเหมือนเกม</span><span class="s3"> Pac-Man </span><span class="s1">หรือปล่อยสารเคมีที่ทำลายโครงสร้าง</span><span class="s3"> RNA </span><span class="s1">ของไวรัส</span> <span class="s1">เม็ดเลือดขาวที่ออกสู่ภายนอกหลอดเลือดจะถูกชักนำด้วยสารเคมีเพื่อมุ่งเข้าหาบริเวณที่อักเสบ</span> <span class="s1">เราเรียกกระบวนการนี้ว่า</span><span class="s3"> chemotaxis<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">จุดนี้เองที่ทำให้เมื่ออายุมากขึ้นการชักนำต่างๆ จะค่อยๆ ทำได้น้อยลง</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">แม้</span><span class="s3"> neutrophil </span><span class="s1">จะค้นพบผู้รุกรานได้</span> <span class="s1">แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดก็ไม่ดีเท่าหรืออาจใช้เวลานานขึ้น และนั่นทำให้จุลชีพก่อโรคมีเวลามากพอที่จะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายติดเชื้อ</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94975" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">นี่ยังไม่นับรวม</span><span class="s3"> neutrophil </span><span class="s1">ที่ทำลายกันเอง ก่อให้เกิดภาวะอักเสบ</span> <span class="s1">ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีทำให้</span><span class="s3"> neutrophil </span><span class="s1">กลับมาทำงานอย่างเป็นปกติอีกครั้ง</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">มีงานวิจัยพบว่ายาลดไขมันในกระแสเลือดกลุ่ม</span> <span class="s3">statins </span><span class="s1">มีแนวโน้มช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวต่อสู้โรคได้</span> <span class="s1">มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ</span> <span class="s1">แต่วิธีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการวิจัย</span> <span class="s1">ยังไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับแพทย์</span><span class="s1">เพราะมีผลข้างเคียง ทำให้ไตวาย</span> <span class="s1">ตับอักเสบ</span> <span class="s1">หากใช้ยากลุ่ม <span class="s3">statins </span>เป็นเวลานาน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>ทำไมบางคนถึงภูมิคุ้มกันดี</b></span><b> </b><span class="s1"><b>แต่ฉันไม่ดีเหมือนเขา</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">เราทราบกันดีว่า</span><span class="s1">คนในแต่ละช่วงวัยมีภูมิต้านทานไม่เท่ากัน</span> <span class="s1">แล้วคนในวัยเดียวกันแท้ๆ</span> <span class="s1">ก็ยังมีภูมิคุ้มกันไม่เท่ากันอีก</span> <span class="s1">เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิต</span> <span class="s1">การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหลากหลาย</span> <span class="s1">และในช่วงชีวิตแต่ละคนเคยประสบโรคภัยอะไรมาแล้วบ้าง</span> <span class="s1">ซึ่งภูมิคุ้มกันเองมีการปรับเปลี่ยนตัวเองตลอด</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">การที่บางคนมีภูมิคุ้มกันดีตั้งแต่เด็กๆ เป็นโรคน้อย</span> <span class="s1">ก็ถือว่า </span><span class="s2">&#8216;</span><span class="s1">ถูกหวยทางพันธุกรรม&#8217;</span><span class="s2"><b> </b></span><span class="s1">รวมถึงสภาพแวดล้อมที่พวกเราเติบโตก็สามารถชี้วัดได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">มีงานวิจัยที่น่าสนใจของ </span><span class="s3">Technion–Israel Institute of Technology<span class="Apple-converted-space"> ซึ่ง</span></span><span class="s1">พยายามทดสอบอายุภูมิต้านทานของบรรดาเด็กๆ ที่อาศัยในโซนชุมชนแออัดของบังกลาเทศ</span> <span class="s1">เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณสุขที่ดีนัก</span> <span class="s1">พวกเขาเสี่ยงติดเชื้อและล้วนเคยมีโรคเกี่ยวกับปรสิต</span> <span class="s1">เมื่อนักวิจัยเอามาเทียบกับวัยรุ่นในเมืองแถบแคลิฟอร์เนีย</span> <span class="s1">ประเทศสหรัฐอเมริกา</span> <span class="s1">ที่ฐานะดี กลับพบว่าเด็กๆ จากบังกลาเทศมีภูมิต้านทานดีกว่าวัยรุ่นแคลิฟอร์เนีย</span> <span class="s1">น่าจะเข้ากับประโยคที่ว่า</span> &#8216;<span class="s1">อะไรที่ฆ่าคุณไม่ได้</span><span class="s1">ทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">การที่ระบบภูมิต้านทานไม่เคยเผชิญโรคเลยก็อาจเป็นผลเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะภูมิต้านทานต่ำในอนาคต</span> <span class="s1">แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กบังกลาเทศจะมีสุขภาพดี </span><span class="s1">แม้พวกเขาจะมีภูมิต้านทาน รับมือกับเชื้อประจำถิ่นได้</span> <span class="s1">แต่ก็ยังเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ อยู่ดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>แล้วเรามีวิธีรักษาภูมิคุ้มกันให้พร้อมอยู่เสมอได้ยังไง</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">กุญแจสำคัญที่นำไปสู่กระบวนการ</span><span class="s3"> anti-aging </span><span class="s1">ของร่างกาย</span><span class="s1">คือการจำกัดปริมาณแคลอรีในแต่ละวัน</span> <span class="s1">จากงานวิจัยที่ให้สัตว์ทดลองอดอาหารลงกว่าเดิม</span><span class="s3"> 60 เปอร์เซ็นต์ </span><span class="s1">ตั้งแต่แมลงหวี่จนถึงลิง</span> <span class="s1">ผลปรากฏว่าภูมิต้านทานของสัตว์ทดลองเหล่านี้ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการอด</span><span class="s3"> (starvation) </span><span class="s1">จากเหตุผลที่วิวัฒนาการทำให้ร่างกายปรับตัวเมื่ออยู่ในภาวะอด</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่หากเรานำมาปรับใช้โดยที่ไม่จำเป็นต้องอดจริงๆ</span> <span class="s1">นักวิทยาศาสตร์ก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการไปปิดกลไกของเซลล์ไม่ให้รับรู้สารอาหาร</span> <span class="s1">จำลองกระบวนการอด</span> <span class="s1">เรียกว่า</span><span class="s3"> mTOR (mammalian target of rapamycin) </span><span class="s1">เป็นกลุ่ม</span><span class="s3"> protein kinase </span><span class="s1">ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณสารอาหาร</span><span class="s1">เพื่อควบคุมระดับพลังงานภายในเซลล์</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เมื่อถูกปิดเซลล์จะเข้าสู่ภาวะอด</span> <span class="s1">จากการทดลองในสัตว์พบว่ามีส่วนทำให้ภูมิต้านทานสูงขึ้น</span> <span class="s1">จัดการกับจุลชีพที่ก่อโรคได้ดีขึ้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">กินอาหารให้น้อยลง</span> <span class="s1">ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</span> <span class="s1">และเลือกอาหารที่มีคุณค่า ยังเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันระยะยาว</span> <span class="s1">โดยที่เริ่มทำได้เลย ไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมใดๆ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">การเตรียมร่างกายให้พร้อมโดยที่ไม่ต้องรอให้ชรานั้นดี</span> <span class="s1">เพราะกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันกินระยะเวลาตลอดช่วงชีวิต</span> <span class="s1">ในยุคที่โรคระบาดหลายชนิดเตรียมจ่อเล่นงาน</span> &#8216;<span class="s1">ปราการภูมิคุ้มกัน&#8217;</span> ยัง<span class="s1">เป็นที่มั่นสุดท้ายสำหรับพวกเราเสมอ</span></p>
<hr />
<p class="p1"><em><span class="s1">อ้างอิง</span></em></p>
<p><span class="s1"><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2265901/" target="_blank" rel="noopener">Immunosenescence: emerging challenges for an ageing population</a></span></p>
<p class="p5"><a href="https://www.researchgate.net/publication/270002631_mTOR_inhibition_improves_immune_function_in_the_elderly" target="_blank" rel="noopener"><span class="s1">mTOR inhibition improves immune function in the elderly</span></a></p>
<p class="p5"><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5394987/" target="_blank" rel="noopener"><span class="s1">mTOR Signaling in Growth, Metabolism, and Disease</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/immune-system/">&#8216;ภูมิคุ้มกัน&#8217; คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/covid-19-in-africa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธเนศ รัตนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2020 15:11:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fine]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรนา]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีปแอฟริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[Sci-Fine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=93414</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยังไม่มีการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ว่า ทำไมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 ถึงไม่ระบาดเป็นวงกว้างในกลุ่มประเทศทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่ระบบสาธารณสุขในทวีปนี้น่าจะเป็นจุดเปราะบางมากที่สุด แถมยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจากประเทศอื่น ชาติในกลุ่มแอฟริกาต่างจำเป็นต้องทำธุรกิจกับจีนผู้เป็นมหาพันธมิตรทางการค้าอันดับหนึ่ง และในทวีปนี้มีประชากรมากถึง 1.3 พันล้านคน บวกกับเป็นกลุ่มประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องโรคระบาดร้ายแรงมานับครั้งไม่ถ้วน โควิด-19 จะเป็นยังไงเมื่อมาถึงทวีปแอฟริกา ขณะนี้มีผู้ป่วยในแอฟริกาเพียง 95 รายที่ได้รับการยืนยันแล้ว โดยอยู่ในพื้นที่ 3 ประเทศ คือ แคเมอรูน โตโก และอียิปต์ (อียิปต์มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุด แต่ยังไม่ถึงหลักร้อย) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในแอฟริกานั้นไม่ได้ติดเชื้อจากกลุ่มประเทศในเอเชียหรือจากจีนที่เป็นผู้ค้าสำคัญ แต่ล้วนเป็นนักธุรกิจที่ติดโควิด-19 หลังเดินทางกลับจากทวีปยุโรป &#160; ทำไมโควิด-19 ถึงระบาดน้อยมากในแอฟริกา จากการประเมินโดยสถิติก่อนหน้านี้ ว่ากันว่าหากไวรัสโคโรนาเดินทางไปถึงแอฟริกาเมื่อไหร่ ก็น่าจะเกิดการระบาดหนักและรุนแรง เพราะปัจจัยระบบสาธารณสุขในแอฟริกายังเปราะบางอยู่มากและไม่ครอบคลุมในหลายพื้นที่ ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ และยังไม่มีพื้นฐานความรู้การปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ เพราะเอาเข้าจริงทวีปแอฟริกาเองก็เผชิญกับภาวะระบาดของโรคร้ายแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่ โรคมาลาเรียจากประชากรยุงที่เป็นพาหะ และวัณโรคที่ถือว่าเป็นโรคที่หายสาบสูญแล้วในหลายประเทศก็ยังคงระบาดอยู่ในแอฟริกา ที่สำคัญ โรคภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจาก HIV ยังคร่าประชากรในทวีปนี้หลายแสนรายต่อปี ตรงกันข้ามกับโควิด-19 ที่ไม่แสดงพิษสงมากในแอฟริกา ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต แม้กลุ่มประเทศแอฟริกาจะมีอัตราระบาดน้อย แต่รัฐก็ให้ความสำคัญในการควบคุมวงจรระบาดอย่างเคร่งครัด แพทย์จาก London School of Hygiene [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-in-africa/">ทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">ยังไม่มีการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ว่า</span> <span class="s1">ทำไมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่</span><span class="s3"> โควิด-19 </span><span class="s1">ถึงไม่ระบาดเป็นวงกว้างในกลุ่มประเทศทวีปแอฟริกา</span> <span class="s1">ทั้งๆ ที่ระบบสาธารณสุขในทวีปนี้น่าจะเป็นจุดเปราะบางมากที่สุด</span> <span class="s1">แถมยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจากประเทศอื่น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ชาติในกลุ่มแอฟริกาต่างจำเป็นต้องทำธุรกิจกับจีนผู้เป็นมหาพันธมิตรทางการค้าอันดับหนึ่ง</span> <span class="s1">และในทวีปนี้มีประชากรมากถึง</span><span class="s3"> 1.3 </span><span class="s1">พันล้านคน</span> <span class="s1">บวกกับเป็นกลุ่มประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องโรคระบาดร้ายแรงมานับครั้งไม่ถ้วน</span><span class="s3"> โควิด-19 </span><span class="s1">จะเป็นยังไงเมื่อมาถึงทวีปแอฟริกา</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ขณะนี้มีผู้ป่วยในแอฟริกาเพียง</span><span class="s3"> 95 </span><span class="s1">รายที่ได้รับการยืนยันแล้ว</span> <span class="s1">โดยอยู่ในพื้นที่</span><span class="s3"> 3 </span><span class="s1">ประเทศ</span> <span class="s1">คือ</span> <span class="s1">แคเมอรูน</span> <span class="s1">โตโก</span> <span class="s1">และอียิปต์</span><span class="s3"> (</span><span class="s1">อียิปต์มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุด</span> <span class="s1">แต่ยังไม่ถึงหลักร้อย</span><span class="s3">) </span><span class="s1">ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในแอฟริกานั้นไม่</span><span class="s1">ได้ติดเชื้อจากกลุ่มประเทศในเอเชียหรือจากจีนที่เป็นผู้ค้าสำคัญ</span> <span class="s1">แต่ล้วนเป็นนักธุรกิจที่ติดโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">หลังเดินทางกลับจากทวีปยุโรป</span></p>
<p class="p3"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-93653" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/3-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s1">ทำไม</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s1">ถึงระบาดน้อยมากในแอฟริกา</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">จากการประเมินโดยสถิติก่อนหน้านี้</span> ว่ากันว่า<span class="s1">หากไวรัสโคโรนาเดินทางไปถึงแอฟริกาเมื่อไหร่</span> <span class="s1">ก็น่าจะเกิดการระบาดหนักและรุนแรง</span> <span class="s1">เพราะปัจจัยระบบสาธารณสุขในแอฟริกายังเปราะบางอยู่มากและ</span><span class="s1">ไม่ครอบคลุมในหลายพื้นที่</span> <span class="s1">ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ</span> <span class="s1">และยังไม่มีพื้นฐานความรู้การปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เพราะเอาเข้าจริงทวีปแอฟริกาเองก็เผชิญกับภาวะระบาดของโรคร้ายแรงครั้งแล้วครั้งเล่า</span> <span class="s1">ทั้งโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา</span><span class="s3"> </span><span class="s1">ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่</span> <span class="s1">โรคมาลาเรียจากประชากรยุงที่เป็นพาหะ</span> <span class="s1">และวัณโรคที่ถือว่าเป็นโรคที่หายสาบสูญแล้วในหลายประเทศก็ยังคงระบาดอยู่ในแอฟริกา</span> <span class="s1">ที่สำคัญ โรคภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจาก</span><span class="s3"> HIV </span><span class="s1">ยังคร่าประชากรในทวีปนี้หลายแสนรายต่อปี</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ตรงกันข้ามกับ</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s1">ที่ไม่แสดงพิษสงมากในแอฟริกา</span> <span class="s1">ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แม้กลุ่มประเทศแอฟริกาจะมีอัตราระบาดน้อย</span> <span class="s1">แต่รัฐก็ให้ความสำคัญในการควบคุมวงจรระบาดอย่างเคร่งครัด</span> <span class="s1">แพทย์จาก</span><span class="s3"> London School of Hygiene &amp; Tropical Medicine </span><span class="s1">ให้ความเห็นว่า</span> <span class="s1">ปัจจัยเสริมที่ทำให้แอฟริกาไม่เป็นแหล่งระบาดของโควิด</span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">เนื่องจากระเบียบกักกันโรค</span><span class="s3"> (isolation) </span><span class="s1">ที่รัฐเริ่มใช้ตั้งแต่แรกๆ</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s1">มี</span><span class="s3"> 4 </span><span class="s1">ประเทศในทวีปแอฟริกาที่ออกระเบียบการเคลื่อนย้ายของบุคคลออกจากพื้นที่มีรายงานความเสี่ยงระบาด</span> <span class="s1">มีการตรวจคัดกรองสนามบินทุกแห่ง</span> <span class="s1">มีการเกณฑ์นักศึกษาแพทย์ให้ไปเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยคัดกรองในสนามบินและสถานที่สำคัญตามหัวเมืองใหญ่ต่างๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s1">อีกประเด็นที่สำคัญคือ</span><span class="s3"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ช่วงวัยของประชากรแอฟริกาที่ยังไม่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแบบในยุโรปและเอเชีย </span><span class="s1">ส่วนใหญ่ยังเป็นคนอายุน้อย</span> <span class="s1">หากเทียบกับทวีปยุโรปที่มีสัดส่วนของคนอายุ</span><span class="s3"> 40 </span><span class="s1">ปีมากที่สุด</span> <span class="s1">ส่วนประเทศจีนมีคนอายุ</span><span class="s3"> 37 </span><span class="s1">ปีมากที่สุด</span> <span class="s1">ในขณะที่ประเทศไนจีเรียมีประชากรอายุเฉลี่ย</span><span class="s3"> 17.9 </span><span class="s1">ปีเท่านั้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">จากการคาดการณ์ว่ากลุ่มคนที่เสี่ยงต่อ</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s1">คือผู้สูงอายุมากที่สุด</span> <span class="s1">เมื่อมีผู้สูงอายุน้อยอัตราผู้ติดเชื้อจึงน้อยตามไปด้วย</span> <span class="s1">ทวีปแอฟริกามีผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน</span><span class="s3"> 65 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">เพียง</span><span class="s3"> 3 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s1">เท่านั้น</span> <span class="s1">หากเทียบกับจีนที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุ</span><span class="s3"> 65 </span><span class="s1">ปีอยู่ที่</span><span class="s3"> 12 เปอร์เซ็นต์ </span><span class="s1">ซึ่งก็เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจว่า<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">รวมไปถึงทฤษฎีว่าไวรัสโคโรนาไม่ถูกกับสภาพอากาศร้อนแล้ง</span> <span class="s1">ทำให้ศักยภาพการแพร่พันธุ์ลดลง</span> <span class="s1">เพราะช่วงระบาดของโรคหวัดตามฤดูกาลของกลุ่มประเทศแอฟริกาจะเริ่มราวๆ เดือนเมษายน</span> <span class="s1">ที่อุณหภูมิจะค่อยๆ เย็นลง</span> <span class="s1">แต่ต่อไปยังไม่แน่ใจว่า<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">จะเป็นโรคตามฤดูกาล</span><span class="s3"> (seasonal disease) </span><span class="s1">หรือไม่</span> <span class="s1">ก็ยังเป็นสมมติฐานโดยคร่าวๆ ที่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s1">อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนไม่สามารถรับรองได้เต็มปากว่า</span><span class="s1">แอฟริกาจะเป็นทวีปที่รอดพ้น<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">โดยสมบูรณ์เพราะตอนนี้หลายประเทศในแอฟริกาเริ่มมีรายงาน</span><span class="s3"> first case </span><span class="s1">แล้ว</span> <span class="s1">เช่น ซูดาน</span> <span class="s1">กานา</span> <span class="s1">กาบอง</span> <span class="s1">และกินี</span> <span class="s1">ทำให้เริ่มมีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรทางการแพทย์ จากที่ต้องรับมือโรคระบาดที่เป็น</span><span class="s3"> native </span><span class="s1">ของแอฟริกาเอง</span> <span class="s1">ต้องเตรียมไปรับมือ<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">ด้วยเช่นกัน</span></p>
<p class="p4"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-93652" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/2-3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3><span class="s1">อุปสรรคและ</span><span class="s1">ข้อได้เปรียบของแอฟริกา</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดหลายคนมองว่า</span> <span class="s1">ภาวะนิ่งนอนใจจะไม่สามารถเกิดขึ้นในแอฟริกา</span> <span class="s1">เพราะเรายังไม่รู้ว่า</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s1">จะกลายพันธุ์ต่อยังไงเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่</span> <span class="s1">ในขณะที่ระบบสาธารณะสุขยังเปราะบาง</span> <span class="s1">และการป้องกันบางอย่างเกิดขึ้นได้ยากมากในแอฟริกา</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">คำแนะนำการเว้นระยะห่างทางสังคม</span><span class="s3"> (social distancing) </span><span class="s1">ที่เป็นไปได้น้อยในแอฟริกา</span> <span class="s1">เนื่องจากความจำกัดทางด้านเศรษฐกิจ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">คนในชาติต้องอาศัยในบ้านแคบๆ</span> <span class="s1">ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว</span> <span class="s1">สมาชิกในครอบครัวใช้พื้นที่ร่วมกัน</span> <span class="s1">ส่วนคำแนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ ก็ยังเป็นไปได้ยาก</span> <span class="s1">เพราะน้ำเพื่อบริโภคยังขาดแคลน</span> <span class="s1">เจลล้างมือไม่ต้องพูดถึง</span> <span class="s1">นี่จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้ทุกคนล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะ</span> <span class="s1">เนื่องจากความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรจำกัด</span> <span class="s1">การแนะนำให้</span><span class="s3"> work from home </span><span class="s1">แทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย</span> <span class="s1">เพราะอาชีพส่วนใหญ่ของผู้คนคือเกษตรกรรมและรับจ้าง</span> <span class="s1">หากป่วยก็ยังต้องออกไปใช้แรงงานอย่างไม่มีข้อแม้อยู่ดี</span></p>
<p class="p4"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-93651" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/1-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s1">แม้จะมีอุปสรรคมาก</span> <span class="s1">แต่ข้อได้เปรียบข้อหนึ่งของแอฟริกาคือ</span><span class="s1">แพทย์</span><span class="s1">ผู้เชี่ยวชาญ</span><span class="s1">และการบริหารจัดการของรัฐมีประสบการณ์ในการรับมือโรคระบาดร้ายแรงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน</span> <span class="s1">โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข</span> <span class="s1">หน่วยแพทย์เคลื่อนที่</span> <span class="s1">ศูนย์วิจัยโรคที่จัดตั้งช่วงที่อีโบลา</span><span class="s1">ระบาดหนัก</span> <span class="s1">มีความพร้อมจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปรับมือ<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">ได้ทันที</span> <span class="s1">หากมีการพัฒนาวัคซีนก็สามารถหากลุ่มตัวอย่างทดสอบได้ง่าย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในช่วงปี</span><span class="s3"> 2014-2</span><span class="s3">016 อีโบลา</span><span class="s1">คร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง</span><span class="s3"> 11,000 </span><span class="s1">ในแอฟริกาฝั่งตะวันตก</span> <span class="s1">ประชาชนมีความเข้าใจที่จะร่วมมือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว</span> <span class="s1">รัฐจึงสามารถรับมือกับความโกลาหลในกรณีฉุกเฉิน</span> <span class="s1">และยุติข่าวลวงได้ทันท่วงที</span><span class="s3"> (</span><span class="s1">เนื่องจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่ำ</span> <span class="s1">ทำให้ข่าวทั้งหมดมาจากภาครัฐ</span> <span class="s1">ทำให้ข่าวประเภท</span><span class="s3"> fake news </span><span class="s1">ยามวิกฤตเกิดขึ้นน้อย</span> <span class="s1">ถึงมี ก็ไม่มีคนอ่าน</span><span class="s1">คนแชร์อยู่ดี</span><span class="s3">) </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แม้ขณะนี้แอฟริกาจะไม่มีการระบาดของ<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">หนักเท่าฝั่งยุโรปและเอเชีย</span> <span class="s1">แต่ประเทศต่างๆ ในแอฟริกาประกาศหยุดการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะและงดกิจกรรมทางศาสนาอย่างเป็นทางการ</span> <span class="s1">ถึงทำเต็มที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ยังไม่นิ่งนอนใจกับการกลายพันธุ์ที่คาดเดาไม่ได้ของ<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในเมื่อแอฟริกาเป็นพื้นที่ระบาดของโรคมาลาเรียที่เปรียบเสมือนโรคขาประจำ <span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">เองก็มีลักษณะอาการเริ่มต้นคล้ายมาลาเรีย</span><span class="s1">คือ</span> <span class="s1">มีไข้</span> <span class="s1">ปวดกล้ามเนื้อ</span> <span class="s1">เหนื่อยอ่อน</span> <span class="s1">อาจทำให้มีอุปสรรคในการวินิจฉัยไปตรงกับโรคมาลาเรีย</span> <span class="s1">นี่จึงเป็นไฟต์บังคับที่รัฐต้องยกระดับจาก</span><span class="s3"> malaria-ebola endemic </span><span class="s1">โดยเพิ่ม<span class="s3">โควิด</span></span><span class="s3">-19 </span><span class="s1">ไปอีกตัว</span> <span class="s1">ทำให้แอฟริกายังไม่ใช่ที่ปลอดภัย</span> <span class="s1">เพราะอาจเป็นการ</span> &#8216;<span class="s1">หนีเสือปะจระเข้&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ที่คนแอฟริกาเห็นยอดระบาด</span><span class="s3">โควิด-19 </span><span class="s1">น้อยก็คงไม่ดีใจ</span> <span class="s1">เพราะมีโรคอื่นให้วิตกอีกเพียบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s1">อ้างอิง</span></p>
<p class="p6"><span class="s1"><span class="s4"><a href="https://www.sciencemag.org/news/2020/03/ticking-time-bomb-scientists-worry-about-coronavirus-spread-africa">sciencemag.org</a></span></span></p>
<p class="p6"><span class="s4"><a href="https://www.thelancet.com/journals/lanhiv/article/PIIS0140-6736(20)30561-4/fulltext">thelancet.com</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-in-africa/">ทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
