<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ติณห์นวัช จันทร์คล้อย, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/tinnawatc/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/tinnawatc/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 20 Dec 2022 03:14:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เมื่อเห็ดราดูน่ารัก! รู้จัก Microbial Art ศิลปะจากเห็ด รา และสารพัดแบคทีเรีย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/microbial-art/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:01:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[จุลินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดรา]]></category>
		<category><![CDATA[รา]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Fantastic Fungi]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=147989</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘เห็ดรา’ ภาพในหัวของคุณเป็นยังไง ? ผมนึกถึงขนมปังที่เคยลืมทิ้งไว้ในตู้และเมื่อเปิดมาอีกทีมันก็ปกคลุมไปด้วยราสีเขียวอมฟ้าแซมด้วยสีดำน่าขนลุก ผมนึกถึงกองไม้ในบ้านที่ไม่ค่อยมีใครไปแตะต้องและพอหน้าฝนทีไร เห็ดสีขาวหน้าตาประหลาดก็งอกขึ้นมาทักทายชวนอี๋ทุกครั้งที่เห็น ผมนึกถึงชื่อน่ากลัวๆ ที่แบบเรียนวิชาสุขศึกษาตั้งให้เห็ดบางพันธุ์ที่มีฤทธิ์หลอนประสาท ไปจนถึงเห็ดตัวร้ายในมาริโอ้ที่วิ่งชนเมื่อไหร่ก็เกมโอเวอร์ทันที หลายคนอาจมีมุมมองและภาพจำที่ไม่สวยงามนักต่อเห็ดรา ผมเองก็เช่นกัน แต่ทันใดที่ได้ดูภาพยนตร์สารคดี Fantastic Fungi ภาพนั้นก็เปลี่ยนไปทันที การเดินทางไปในโลกลี้ลับของเห็ดราผ่านภาพที่สวยชวนตะลึงเป็นเวลาชั่วโมงกว่าๆ ทำให้เห็นเรื่องราวของมันในอีกมุม และได้รู้ว่าจุลชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่ถือบทเด่นในระบบนิเวศในฐานะ ‘nature’s recycler’ หรือผู้หมุนเวียนสารอาหารของธรรมชาติ แถมยังมีคุณประโยชน์มากมายโดยเฉพาะในทางการรักษาเยียวยา ทั้งในด้านการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เยียวยาอาการซึมเศร้า และบาดแผลทางใจจากภาวะ PTSD ทว่าก่อนหน้านี้วงการแพทย์กลับไม่เคยชายตามอง  เมื่อได้ลองมองมันใกล้ๆ จากที่เคยรู้จักแต่มุมน่าขนลุก รู้ตัวอีกทีผมก็เห็นมุมน่ารักของมันและเปลี่ยนเป็นเอ็นดูตัวละครลับแห่งโลกนิเวศวิทยาตัวนี้ไปซะแล้ว ใครยังไม่เคยดู ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ ขณะที่สารคดี Fantastic Fungi เป็นเหมือนสปอตไลต์ดวงใหญ่ ฉายแสงให้คนทั่วโลกหันมาสนใจเห็ดราและเปลี่ยนภาพจำที่คนมีต่อพวกมัน ยังมีนักสร้างสรรค์อีกหลายคนที่ยืนอยู่ระหว่างพรมแดนของวิทยาศาสตร์และศิลปะ ผู้ทำหน้าที่คล้ายสปอตไลต์ดวงเล็กๆ เปิดอีกหลายมุมมองของเห็ดราผ่านโปรเจกต์ศิลปะที่สนุก งดงาม น่าเอ็นดู ไปจนถึงเกาหัวว่าคิดได้ไง จุดกึ่งกลางระหว่างศิลปะและเห็ดราอยู่ตรงไหน เราจะพาไปดูกัน โลกอีกใบในจานเพาะเชื้อ เวลาเราเห็นราในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่มันจะดูน่ากลัวด้วยสีและรูปทรงชวนหยึย แต่สำหรับนักจุลชีววิทยา Tracy Debenport ผู้เฝ้ามองการเติบโตของราในห้องแล็บพยาธิวิทยาพืช มหาวิทยาลัยคอร์เนล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/microbial-art/">เมื่อเห็ดราดูน่ารัก! รู้จัก Microbial Art ศิลปะจากเห็ด รา และสารพัดแบคทีเรีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึง ‘เห็ดรา’ ภาพในหัวของคุณเป็นยังไง ?</p>



<p>ผมนึกถึงขนมปังที่เคยลืมทิ้งไว้ในตู้และเมื่อเปิดมาอีกทีมันก็ปกคลุมไปด้วยราสีเขียวอมฟ้าแซมด้วยสีดำน่าขนลุก ผมนึกถึงกองไม้ในบ้านที่ไม่ค่อยมีใครไปแตะต้องและพอหน้าฝนทีไร เห็ดสีขาวหน้าตาประหลาดก็งอกขึ้นมาทักทายชวนอี๋ทุกครั้งที่เห็น ผมนึกถึงชื่อน่ากลัวๆ ที่แบบเรียนวิชาสุขศึกษาตั้งให้เห็ดบางพันธุ์ที่มีฤทธิ์หลอนประสาท ไปจนถึงเห็ดตัวร้ายในมาริโอ้ที่วิ่งชนเมื่อไหร่ก็เกมโอเวอร์ทันที</p>



<p>หลายคนอาจมีมุมมองและภาพจำที่ไม่สวยงามนักต่อเห็ดรา ผมเองก็เช่นกัน แต่ทันใดที่ได้ดูภาพยนตร์สารคดี<em> Fantastic Fungi </em>ภาพนั้นก็เปลี่ยนไปทันที การเดินทางไปในโลกลี้ลับของเห็ดราผ่านภาพที่สวยชวนตะลึงเป็นเวลาชั่วโมงกว่าๆ ทำให้เห็นเรื่องราวของมันในอีกมุม และได้รู้ว่าจุลชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่ถือบทเด่นในระบบนิเวศในฐานะ ‘nature’s recycler’ หรือผู้หมุนเวียนสารอาหารของธรรมชาติ แถมยังมีคุณประโยชน์มากมายโดยเฉพาะในทางการรักษาเยียวยา ทั้งในด้านการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เยียวยาอาการซึมเศร้า และบาดแผลทางใจจากภาวะ PTSD ทว่าก่อนหน้านี้วงการแพทย์กลับไม่เคยชายตามอง </p>



<p>เมื่อได้ลองมองมันใกล้ๆ จากที่เคยรู้จักแต่มุมน่าขนลุก รู้ตัวอีกทีผมก็เห็นมุมน่ารักของมันและเปลี่ยนเป็นเอ็นดูตัวละครลับแห่งโลกนิเวศวิทยาตัวนี้ไปซะแล้ว ใครยังไม่เคยดู ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ</p>



<p>ขณะที่สารคดี <em>Fantastic Fungi </em>เป็นเหมือนสปอตไลต์ดวงใหญ่ ฉายแสงให้คนทั่วโลกหันมาสนใจเห็ดราและเปลี่ยนภาพจำที่คนมีต่อพวกมัน ยังมีนักสร้างสรรค์อีกหลายคนที่ยืนอยู่ระหว่างพรมแดนของวิทยาศาสตร์และศิลปะ ผู้ทำหน้าที่คล้ายสปอตไลต์ดวงเล็กๆ เปิดอีกหลายมุมมองของเห็ดราผ่านโปรเจกต์ศิลปะที่สนุก งดงาม น่าเอ็นดู ไปจนถึงเกาหัวว่าคิดได้ไง</p>



<p>จุดกึ่งกลางระหว่างศิลปะและเห็ดราอยู่ตรงไหน เราจะพาไปดูกัน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โลกอีกใบในจานเพาะเชื้อ</strong></h3>



<p>เวลาเราเห็นราในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่มันจะดูน่ากลัวด้วยสีและรูปทรงชวนหยึย แต่สำหรับนักจุลชีววิทยา Tracy Debenport ผู้เฝ้ามองการเติบโตของราในห้องแล็บพยาธิวิทยาพืช มหาวิทยาลัยคอร์เนล ภาพที่เธอเห็นนั้นต่างออกไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="828" height="812" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1.jpg" alt="เห็ดรา" class="wp-image-147990" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1.jpg 828w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-300x294.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-768x753.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-600x588.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/1-48x48.jpg 48w" sizes="(max-width: 828px) 100vw, 828px" /></figure></div>



<p>หากมองผ่านๆ ภาพถ่ายใบนี้คงดูคล้ายภาพทิวทัศน์ทุ่งหญ้ากับดอกไม้ที่ผ่านกระบวนการปรับสีให้ดูแปลกตา หรือดูคล้ายภาพกราฟิกที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมสามมิติ แต่จริงๆ แล้วมันคือภาพถ่ายเห็ดราส่วนหนึ่งที่ผ่านตาเทรซี่ทุกวัน</p>



<p>เทรซี่เล่าว่ากิจวัตรประจำวันของเธอคือการส่องกล้องเข้าไปมองราในจานเพาะเชื้อเพื่อวิจัยและค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการใช้เห็ดราเพื่อเยียวยารักษา สิ่งที่เธอพบในนั้นไม่ใช่แค่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่กลับเป็นมุมมองความงามที่น้อยคนจะได้เห็น ภาพราที่เห็นผ่านเลนส์ขยายนั้นราวกับเป็นโลกอีกใบ ราแต่ละชนิดมีรูปทรง สีสัน การเคลื่อนไหว และแพตเทิร์นการเติบโตที่แตกต่างกัน นอกจากนี้พวกมันยังเติบโตตลอดเวลา ทำให้แต่ละวินาทีมีจังหวะและองค์ประกอบที่ชวนเซอร์ไพรส์</p>



<p>โลกใบนั้นทำให้เทรซี่ตกหลุมรัก จนวันหนึ่งเธอตัดสินใจหยิบกล้องถ่ายรูปมาติดตั้งเข้ากับกล้องจุลทรรศน์และเริ่มถ่ายภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเอาไว้&nbsp;</p>



<p>พอดีกับที่แพสชั่นส่วนตัวของเทรซี่คือการเล่าเรื่องเห็ดราให้คนรู้สึกตื่นตา เปลี่ยนภาพจำของมันที่เคยถูกพูดถึงแต่ในด้านลบ และทำให้คนอยากรู้จักโลกของพวกมันมากขึ้น เธอจึงเริ่มโพสต์คอลเลกชั่นโลกใบจิ๋วในอินสตาแกรมชื่อ <a href="https://www.instagram.com/under.the.scope/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">under.the.scope</a> จนปัจจุบันมีผู้ติดตามมากกว่าสี่หมื่นคน และภาพถ่ายราในนั้นคว้ารางวัลภาพถ่ายจุลทรรศน์จาก Nikon Small World มาแล้วถึง 2 ครั้ง</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="1000" height="1000" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2.jpg" alt="" data-id="147991" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=147991" class="wp-image-147991" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="1000" height="886" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/4.jpg" alt="" data-id="147993" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/4.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=147993" class="wp-image-147993" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/4.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/4-300x266.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/4-768x680.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/4-600x532.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="956" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3-956x1024.jpg" alt="เห็ดรา" class="wp-image-147992" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3-956x1024.jpg 956w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3-280x300.jpg 280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3-768x823.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3-600x643.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3.jpg 1000w" sizes="(max-width: 956px) 100vw, 956px" /></figure></div>



<p>หลังจากเริ่มมีคนทยอยเข้ามารู้จักโลกของเห็ดราของเทรซี่มากขึ้น นักวิจัยสาวก็ต่อยอดงานศิลปะให้กลายเป็นเว็บไซต์และคอมมิวนิตี้ชื่อ <a href="https://microbeinstitute.org/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Microbe Institute</a> เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องของเห็ดราผ่าน ‘ศิลปะ’ หลากหลายแขนง ไม่ใช่แค่เฉพาะภาพถ่าย แต่ยังมีผลิตภัณฑ์มากมายที่ได้แรงบันดาลใจจากรา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าและชุดเดรสพิมพ์ลายเซลล์ของยีสต์, เสื้อยืดสกรีนลายโครงสร้างโมเลกุลของรา หรือต่างหูที่มาจากรูปทรงของไวรัส! นอกจากนี้มันยังเป็นคอมมิวนิตี้ที่เป็นพื้นที่ให้คนรักการส่องกล้องจุลทรรศน์มาเจอกันด้วย</p>



<p>ที่สำคัญ เธอไม่ติดว่าใครจะนิยามสิ่งที่เธอทำว่ายังไง จะเรียกมันเป็นโครงการวิทยาศาสตร์หรือโปรเจกต์ศิลปะก็ได้ เพราะในมุมของเทรซี่วิทยาศาสตร์และศิลปะไม่เคยแยกขาดจากกัน แต่ตั้งอยู่บนสเปกตรัมที่ไร้เส้นแบ่ง และหลายต่อหลายครั้งการสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้ผู้คนก็ทำได้ผ่านการใช้ศิลปะ เช่นที่เธอทำ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ศิลปินที่ชวนรู้จักราในมุมฟรุ้งฟริ้ง</strong></h3>



<p>ในมหาวิทยาลัยศิลปะ British Higher School of Art and Design ที่กรุงมอสโก สตูดิโอทำงานของนักเรียนคนอื่นๆ อาจระเกะระกะไปด้วยอุปกรณ์ศิลปะ แต่สตูดิโอของ Dasha Plesen กลับเป็นเหมือนห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์เพราะมันประกอบไปด้วยโต๊ะหนึ่งตัว หลอดทดลอง ชั้นวางจานเพาะเชื้อ กล้องจุลทรรศน์ และหากแวะเข้าไปดูอินสตาแกรม <a href="https://www.instagram.com/dashaplesen/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">dashaplesen</a> ของเธอ แทนที่จะได้เห็นภาพที่เที่ยว อาหาร หรือชีวิตประจำวันเหมือนอย่างวัยรุ่นวัยเดียวกัน ในนั้นกลับมีแต่รา รา และรา!</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="539" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-1024x539.jpg" alt="เห็ดรา" class="wp-image-147996" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-1024x539.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-300x158.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-768x405.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-1536x809.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-2048x1079.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/5-1-600x316.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ดาชาเรียกตัวเองว่าเป็น Bio Artist งานศิลปะของเธอใช้ ‘จานเพาะเชื้อ’ เป็นเหมือนเฟรมผ้าใบ และแต่งแต้มสีสันลงไปด้วย ‘เชื้อรา’ ชนิดต่างๆ ในกระบวนการทำงาน เธอต้องเฝ้าสังเกตว่าเชื้อราเติบโตแบบไหน เพราะเชื้อราแต่ละตัวให้สีและรูปร่างที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังต้องหมั่นทดลองว่าการเติบโตของราจะเปลี่ยนไปยังไงภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเพื่อควบคุมให้ ‘งานศิลปะ’ ชิ้นนี้เป็นอย่างใจคิด </p>



<p>กระบวนการของดาชาคงคล้ายๆ ศิลปินภาพเขียนที่ต้องผสมสีที่ใช่ ค้นหาฝีแปรงที่ชอบ ทดลองเทคนิคการเพนต์ที่เป็นตัวเอง ต่างกันตรงที่ว่า เชื้อรามีชีวิตของมันเองที่หลายครั้งก็อยู่เหนือการควบคุม ตรงนี้แหละที่ทำให้ ‘ไดอารีรา’ ในอินสตาแกรมของดาชาน่าสนใจ เพราะวันนี้งานของเธอเป็นสีหนึ่ง พอกลับมาดูอีกวันสีก็เปลี่ยนไปแล้ว วันนี้รูปร่างแบบหนึ่ง อีกวันมีรูปร่างใหม่เพิ่มขึ้นมา บางครั้งดาชาจะใช้การร่างเส้นทับลงไป เพื่อบันทึกรูปร่างของราในแต่ละวันเอาไว้เปรียบเทียบ</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-3 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1-819x1024.jpg" alt="" data-id="147998" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=147998" class="wp-image-147998" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2-819x1024.jpg" alt="" data-id="148000" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=148000" class="wp-image-148000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/7-2.jpg 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2-819x1024.jpg" alt="" data-id="148002" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=148002" class="wp-image-148002" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/8-2.jpg 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-148003" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-1536x863.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-2048x1151.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/9-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/10-1-819x1024.jpg" alt="เห็ดรา" class="wp-image-148004" width="614" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/10-1-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/10-1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/10-1-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/10-1-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/10-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 614px) 100vw, 614px" /></figure></div>



<p>ถ้าใครย้อนดูภาพราของดาชากลับไปสักระยะหนึ่งจะเห็นสไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จากแรกๆ ที่สีสันยังเป็นโทนตุ่นๆ มาจนถึงช่วงที่เล่นสีสดใสอย่างสนุกสนาน มีการทดลองใส่เนื้อวัสดุอื่นๆ อย่างกากเพชร เกล็ดสายรุ้ง ผสมกับการเพนต์สีจริง หรือเพาะราซ้อนลงบนภาพถ่าย คงเหมือนศิลปินทุกแขนงที่เมื่อเวลาผ่านไปลายเส้นก็เจดจัด สไตล์ก็ชัดขึ้น</p>



<p>สิ่งที่ผมสงสัยมีอย่างเดียวคือเมื่องานเสร็จ นอกจากชื่อดาชา เราต้องใส่ชื่อราในฐานะศิลปินผู้ร่วมสร้างงานด้วยหรือเปล่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทเพลงจากชีวิตเล็กๆ ในตัวเรา</strong></h3>



<p>จากงานศิลปะที่ทำให้เราต้องมองราในมุมใหม่ คราวนี้เรามาลองฟังเสียงของมันดูบ้าง</p>



<p>ตอนเช้าที่เรายืนส่องกระจก เราคงคิดว่าภาพสะท้อนที่เห็นตรงหน้ามีเพียงแค่ตัวเราใช่ไหมครับ แต่ถ้าคิดตามไอเดียของ Ani Liu ศิลปินและนักวิจัยจาก MIT Media Lab อาจไม่ใช่แบบนั้น เพราะหลิวบอกว่าบนเนื้อตัวของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียและจุลชีวิตนับล้านล้าน</p>



<p>ความสนใจของเอนี หลิว อยู่ตรงจุดที่ทาบกันของเทคโนโลยี ชีววิทยา การเมือง และตัวตนของมนุษย์ นำพาให้หลิวสนใจจุลชีวิตในร่างกาย ในฐานะสิ่งที่อยู่กับเราทุกวันแต่เรากลับไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของมัน เธอตั้งคำถามว่า หากแบคทีเรียในร่างกายของเราสามารถส่ง ‘เสียง’ ให้เราได้ยินได้ จะเป็นยังไง? และคิดต่อว่า หากจะมีภาษาอะไรสักอย่างที่จุลชีวิตเหล่านี้ใช้สื่อสารกับเรา มันควรเป็นภาษาอะไร?</p>



<p>‘ดนตรี&#8217; คือภาษาสากลที่หลิวคิดว่าเหมาะสมที่สุด ชิ้นส่วนไอเดียต่างๆ เหล่านี้ประกอบกันขึ้นมาเป็น ‘Biota Beats’ โปรเจกต์แปลงแบคทีเรียในร่างกายให้กลายเป็นเสียงดนตรี ที่หลิวสร้างสรรค์ร่วมกับกลุ่มคนที่รวมตัวกันทำโปรเจกต์ต่างๆ อย่าง EMW Street Bio iGem&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="586" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/11-1024x586.jpeg" alt="เห็ดรา" class="wp-image-148005" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/11-1024x586.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/11-300x172.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/11-768x439.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/11-600x343.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/11.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>Microbial Record Player คือเครื่องเล่นเพลงหน้าตาเหมือนเทิร์นเทเบิลหรือเครื่องเล่นแผ่นไวนิล แต่สื่อที่ใช้เล่นเป็นสิ่งที่เรียกว่า Biota Record หรือแผ่นเพลงที่สร้างจากแบคทีเรียในตัวเรา วิธีการบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ไม่ต้องไปไกลถึงห้องอัด แค่ ‘swab’ หรือใช้ไม้เก็บตัวอย่างแบคทีเรียจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะช่องปาก เท้า สะดือ หรือรักแร้ แล้วป้ายลงบนแผ่นเสียง จากนั้นรอให้พวกมันเติบโตและสร้างชุมชนก่อนนำไปวางบนเครื่องเล่น จากนั้นก็รอโยกไปกับจังหวะของชีวิตเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา</p>



<p>กระบวนการเบื้องหลังบทเพลงคือเทคโนโลยีที่แปลงเชื้อราบนแผ่นเสียงให้กลายเป็นภาพ เธอแบ่งภาพที่เกิดขึ้นเป็นแพตเทิร์นต่างๆ แต่ละแพตเทิร์นจะเชื่อมกับชุดเสียงที่ออกแบบโดยนักดนตรี เมื่อกดเล่น แบคทีเรียจากแต่ละอวัยวะของเราที่อยู่ในส่วนต่างๆ ของแผ่นก็จะมอบจังหวะและทำนองที่แตกต่างกัน และแน่นอน เพลงของเราก็จะเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ตามการเติบโตของจุลชีวิตเหล่านั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/13.png" alt="" class="wp-image-148007" width="487" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/13.png 974w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/13-300x282.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/13-768x722.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/13-600x564.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/13-24x24.png 24w" sizes="(max-width: 487px) 100vw, 487px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14-576x1024.jpeg" alt="เห็ดรา" class="wp-image-148008" width="432" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14-576x1024.jpeg 576w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14-169x300.jpeg 169w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14-768x1365.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14-864x1536.jpeg 864w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14-600x1066.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/14.jpeg 1125w" sizes="(max-width: 432px) 100vw, 432px" /></figure></div>



<p>“หมู่มวลจุลินทรีย์และชีวิตเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวเรา บนร่างกายเรา และข้างในตัวเรามีผลต่อพฤติกรรมของเราขนาดไหน?”</p>



<p>“เรามักเชื่อมโยงอารมณ์และนิสัยของเรากับความเป็น ‘ตัวเรา’ แต่ที่จริงมันเกิดจากการร่วมสร้างกับชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย”</p>



<p>สองประโยคด้านบนนี้ ผมแปลแบบสรุปความจากงานศิลปะของ Ani Liu และจดลงสมุดด้วยความชอบเป็นพิเศษ อาจเพราะมันเป็นคำถามที่ผมไม่เคยถามและเป็นมุมมองที่ผมไม่เคยมอง หลายครั้งเราอาจคิดว่า ‘ตัวเรา’ ขับเคลื่อนจากแค่ ‘เรา’ แต่ไม่เคยคิดในมุมกลับกันที่ว่า หรือที่จริง สิ่งที่มีอิทธิพลต่อ ‘เรา’ มากที่สุดอาจเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราไม่เคยมองเห็น คงเหมือนกับที่สารคดี<em> Fantastic Fungi</em> พูดถึง Mycelium หรือ ‘ขยุ้มรา’ ที่แตกแขนงสร้างเครือข่ายอยู่ใต้ดินทุกตารางนิ้วที่เรายืนเพื่อสร้างสมดุลในธรรมชาติ แต่เรากลับไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่และไม่รู้ประโยชน์ของมัน</p>



<p>จุดราเล็กๆ ที่พาให้ Tracy Debenport ค้นพบอาณาจักรกว้างใหญ่หลังเลนส์กล้องจุลทรรศน์ สู่ศิลปะจากราที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงสีสันตลอดเวลา จนถึงบทเพลงจากแบคทีเรียในตัวเรา ในโปรเจกต์ทั้งสาม ศิลปะยังคงทำหน้าที่อย่างที่เป็นมาเสมอ คือการติดเลนส์ขยาย ฉายไฟ เพิ่มเสียง เพื่อให้เราหันไปมองสิ่งเล็กๆ ที่ไม่เคยเหลียวมองหรือไม่คิดจะมอง เพื่อพบว่าทุกชีวิตไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างมีความอัศจรรย์ในตัวมันเอง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h4>



<p><a href="http://ani-liu.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ani-liu.com</a></p>



<p><a href="http://biotabeats.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">biotabeats.com</a></p>



<p><a href="https://dashaplesen.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">dashaplesen.com</a></p>



<p><a href="http://www.tracylovesfungi.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">tracylovesfungi.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/microbial-art/">เมื่อเห็ดราดูน่ารัก! รู้จัก Microbial Art ศิลปะจากเห็ด รา และสารพัดแบคทีเรีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต : งานศิลปะที่แปลงข้อมูลที่เรารู้ ให้เป็นเรื่องที่เรารู้สึก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/peoples-lives-are-not-just-numbers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Aug 2021 10:50:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=142442</guid>

					<description><![CDATA[<p>สงครามครั้งนี้คร่าชีวิตคนไปกว่า 50,000 ภัยพิบัติพรากชีวิตคนไปหลายพัน, ประชากรกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของประเทศกำลังอดอยาก, โรคระบาดทำให้ประชาชนกว่า 100,000 คนล้มตาย ฯลฯ&#160;ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต ตั้งแต่บทเรียนในหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาจนถึงข่าวในนิวส์ฟีด บ่อยครั้งที่เรื่องราวในโลกถูกส่งมาถึงเราในรูปแบบของ ‘ตัวเลข’ และ ‘สถิติ’ ชุดตัวเลข 0-9 และเส้นกราฟง่ายต่อการสรุปความ สื่อสาร ส่งต่อ และจัดเก็บในฐานข้อมูล แต่ก็อย่างที่ Joseph Stalin กล่าวว่า “หนึ่งความตายคือโศกนาฏกรรม ล้านความตายคือสถิติ” บางครั้งขนาดของข้อมูลที่ใหญ่และจำนวนตัวเลขที่มหาศาลก็ห่างไกลเกินขอบเขตการรับรู้และดูไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตจนทำให้สมองและร่างกายเล็กๆ ของเรายากจะจินตนาการและประมาณความรู้สึกที่จะมีให้กับตัวเลขและสถิติเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว 6,000,000 คนคือตัวเลขจำนวนประมาณการผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น เลข 7 หลักฟังแล้วน่าสนั่นพรั่นพรึงก็จริง แต่ไม่อาจทำให้เรารู้สึกหดหู่ได้เท่าตอนที่กำลังยืนอยู่หน้ากองแว่นสายตาและรองเท้าขนาดมหึมา อดีตของในครอบครองของชาวยิวที่ถูกสังหารซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เอาชวิตซ์-เบียร์เคเนา แม้จำนวนวัตถุเหล่านั้นอาจไม่มากมายถึงล้านชิ้น ทว่าเรารับรู้ได้ว่าแว่นตาทุกอันล้วนเคยอยู่บนใบหน้าใครสักคน รองเท้าทุกคู่เคยมีเจ้าของ กะขนาดด้วยสายตาก็พอจะรู้ว่าเขาเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย&#160;ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต เมื่อเรามองทะลุตัวเลขเข้าไปเห็นผู้คน รับรู้เรื่องราวนั้นในสเกลของมนุษย์ผู้เชื่อมโยงได้กับตัวเรา เมื่อนั้นเราจึงเริ่มตระหนักถึงความเลวร้ายของสงครามและความเจ็บปวดของผู้คนอย่างที่ตัวเลขและสถิติไม่อาจทำให้เรารู้สึกได้&#160;ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต แต่ก็ใช่ว่าเราจะสามารถรับรู้ทุกเรื่องราวบนโลกในสเกลของมนุษย์ได้ทั้งหมด เช่น เรื่องราวเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ห่างไกลจากเรามาก เรื่องราวที่กลายเป็นอดีต หรือเรื่องใหญ่ในสเกลที่เราไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน งานศิลปะหลายชิ้นจึงช่วยทำหน้าที่แปลค่าข้อมูลทางสถิติให้กลายเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่เรารับรู้ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น และร่างกาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peoples-lives-are-not-just-numbers/">ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต : งานศิลปะที่แปลงข้อมูลที่เรารู้ ให้เป็นเรื่องที่เรารู้สึก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สงครามครั้งนี้คร่าชีวิตคนไปกว่า 50,000<em> </em>ภัยพิบัติพรากชีวิตคนไปหลายพัน<em>, </em>ประชากรกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของประเทศกำลังอดอยาก<em>, </em>โรคระบาดทำให้ประชาชนกว่า 100,000 คนล้มตาย ฯลฯ<em>&nbsp;</em><span style="display:none;">ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต</span></p>



<p>ตั้งแต่บทเรียนในหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาจนถึงข่าวในนิวส์ฟีด บ่อยครั้งที่เรื่องราวในโลกถูกส่งมาถึงเราในรูปแบบของ ‘ตัวเลข’ และ ‘สถิติ’ ชุดตัวเลข 0-9 และเส้นกราฟง่ายต่อการสรุปความ สื่อสาร ส่งต่อ และจัดเก็บในฐานข้อมูล แต่ก็อย่างที่ Joseph Stalin กล่าวว่า “หนึ่งความตายคือโศกนาฏกรรม ล้านความตายคือสถิติ” บางครั้งขนาดของข้อมูลที่ใหญ่และจำนวนตัวเลขที่มหาศาลก็ห่างไกลเกินขอบเขตการรับรู้และดูไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตจนทำให้สมองและร่างกายเล็กๆ ของเรายากจะจินตนาการและประมาณความรู้สึกที่จะมีให้กับตัวเลขและสถิติเหล่านี้ได้</p>



<p>ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว 6,000,000 คนคือตัวเลขจำนวนประมาณการผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น เลข 7 หลักฟังแล้วน่าสนั่นพรั่นพรึงก็จริง แต่ไม่อาจทำให้เรารู้สึกหดหู่ได้เท่าตอนที่กำลังยืนอยู่หน้ากองแว่นสายตาและรองเท้าขนาดมหึมา อดีตของในครอบครองของชาวยิวที่ถูกสังหารซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เอาชวิตซ์-เบียร์เคเนา แม้จำนวนวัตถุเหล่านั้นอาจไม่มากมายถึงล้านชิ้น ทว่าเรารับรู้ได้ว่าแว่นตาทุกอันล้วนเคยอยู่บนใบหน้าใครสักคน รองเท้าทุกคู่เคยมีเจ้าของ กะขนาดด้วยสายตาก็พอจะรู้ว่าเขาเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย&nbsp;<span style="display:none;">ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต</span></p>



<p>เมื่อเรามองทะลุตัวเลขเข้าไปเห็นผู้คน รับรู้เรื่องราวนั้นในสเกลของมนุษย์ผู้เชื่อมโยงได้กับตัวเรา เมื่อนั้นเราจึงเริ่มตระหนักถึงความเลวร้ายของสงครามและความเจ็บปวดของผู้คนอย่างที่ตัวเลขและสถิติไม่อาจทำให้เรารู้สึกได้&nbsp;<span style="display:none;">ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต</span></p>



<p>แต่ก็ใช่ว่าเราจะสามารถรับรู้ทุกเรื่องราวบนโลกในสเกลของมนุษย์ได้ทั้งหมด เช่น เรื่องราวเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ห่างไกลจากเรามาก เรื่องราวที่กลายเป็นอดีต หรือเรื่องใหญ่ในสเกลที่เราไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน งานศิลปะหลายชิ้นจึงช่วยทำหน้าที่แปลค่าข้อมูลทางสถิติให้กลายเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่เรารับรู้ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น และร่างกาย ในแบบที่ตัวเลขไม่สามารถให้เราได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ไกลสู่ใกล้ ใหญ่สู่เล็ก</strong></h3>



<p>234,000 ตัน คือปริมาณน้ำแข็งในกรีนแลนด์ที่ละลายใน 1 ปีจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และตลอด 27 ปีที่ผ่านมาอัตราความเร็วในการละลายของก้อนน้ำแข็งเหล่านี้มีแต่จะเร็วขึ้น&nbsp;</p>



<p>ข้อเท็จจริงนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ประสบการณ์ของคนตัวเล็กๆ อย่างเราไม่อาจพาการรับรู้ไปถึงจุดที่ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ ‘แค่ไหน’ เราเคยเห็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ในร้านขายส่ง ใหญ่กว่านั้นอาจเป็นก้อนที่เมืองหิมะในดรีมเวิลด์ ทว่าเรานึกไม่ออกว่าน้ำแข็ง 2 แสนกว่าตันมันใหญ่ขนาดไหน และการละลายนั้นรวดเร็วจนน่าวิตกขนาดนั้นเชียวหรือ&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าเราได้เห็นก้อนน้ำแข็งที่ว่านั้นตรงหน้าเราจะรู้สึกมากขึ้นหรือเปล่า? ศิลปิน Olafur Eliasson สงสัยก่อนจะกลายมาเป็น ‘Ice Watch’ งานศิลปะที่เขายกก้อนน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์จริงๆ มาตั้งไว้ในพื้นที่สาธารณะในลอนดอน</p>



<p>“มันฟังดูนามธรรมมาก กรีนแลนด์อยู่ไกลจากเรา อยู่นอกขอบเขตที่ร่างกายและสมองของเราจะคิดไปถึง ผมแค่อยากจะเปลี่ยนเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลกร้อนด้วยการทำให้มันถูกรับรู้ผ่านสมองและร่างกายของเรา” ศิลปินขยายความ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-142443" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1-2.jpg 1704w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>น้ำแข็ง 30 ก้อนที่แตกออกจากแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่น้ำหนักรวมกันกว่าร้อยตัน ถูกขนจากกรีนแลนด์มาจัดวางไว้หน้าหอศิลป์เทตโมเดิร์นและที่หน้าสำนักงานใหญ่ของสำนักข่าว Bloomberg ผู้คนที่ผ่านไปมาสามารถสังเกตการณ์และเข้ามาใช้ร่างกายสัมผัส ดมกลิ่น ชิมรสชาติ (!?) รวมถึงเฝ้ารอดูการละลายของมันได้ เมื่อผู้คนได้รับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับก้อนน้ำแข็งเล็กๆ ที่นับเป็นเพียงแค่ 0.05 เปอร์เซ็นต์ของน้ำแข็งทั้งหมดที่กำลังละลาย คนก็เริ่มจินตนาการถึงภาพที่ใหญ่ขึ้นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกของเราน่าเป็นห่วงแค่ไหน&nbsp;</p>



<p>ระยะเวลาการจัดแสดงขึ้นอยู่กับเวลาที่น้ำแข็งทุกก้อนจะละลายหายไปจนหมด เมื่อนั้นก็เป็นอันปิดนิทรรศการ เช่นเดียวกับธารน้ำแข็ง 2 แสนกว่าตันที่กรีนแลนด์ เมื่อมันละลายจนหมด โลกของเราก็คงถึงคราวปิดฉากเช่นกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-1024x683.jpg" alt="ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต" class="wp-image-142444" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/2-2.jpg 1704w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ผลกระทบที่จะตามมาหลังการละลายของธารน้ำแข็งคือระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้น 70-130 เซนติเมตร สองศิลปินชาวฟินนิช Pekka Niittyvirta และ Timo Aho จึงจับตัวเลขที่น่าสนใจนี้มาสร้างเป็นงานศิลปะ และแม้จะสร้างขึ้นโดยคนละคน จัดแสดงคนละทวีป แต่งานนี้ก็ช่างคล้องจองกับ Ice Watch ของโอลาเฟอร์ราวกับเป็นหนังภาคต่อ</p>



<p>‘Lines&#8217; คือ installation art ที่ทำขึ้นบริเวณชุมชนเลียบชายฝั่งในสกอตแลนด์ เส้นแสงลากผ่านริมน้ำ ลัดเลาะทุ่งหญ้า ตัดเข้ามายังเขตชุมชน ลากยาวผ่านบ้านเรือนของผู้คน ดูเผินๆ อาจเหมือนไฟประดับในเทศกาล ทว่ามันคือเส้นที่บ่งบอกว่าหากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงในอัตรานี้ต่อไปเรื่อยๆ นี่คือระดับความสูงของน้ำทะเลที่เราจะได้เห็นใน ค.ศ. 2100 </p>



<p>ลำพังตัวเลขอาจทำให้เห็นภาพไม่ชัด แต่เมื่อมีแสงเส้นนี้พวกเขารู้สึกได้ทันทีว่าชายฝั่งที่เคยเดินเล่นจะหายไป ที่ดินที่ใช้ทำการเกษตรจะถูกน้ำกลืนไปทั้งผืน บ้านครึ่งหลังจะจมใต้น้ำ ชุมชนจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีก และแน่นอนว่าชีวิตของผู้คนที่อยู่ตรงนี้ก็จะหายไปเช่นกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-1024x684.jpg" alt="ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต" class="wp-image-142445" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/3-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“งานศิลปะมีศักยภาพในการถ่ายทอดชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปจนถึงแนวคิดที่ยากและซับซ้อนทั้งหลายด้วยวิธีที่ทรงพลังในแบบที่คำหรือตัวหนังสือไปไม่ถึง หวังว่างานชิ้นนี้จะทำให้ผู้คนนึกภาพ (ปัญหาโลกร้อน) ตามได้และเชื่อมโยงมันเข้ากับชีวิตจริงได้ดีขึ้น” ศิลปินทั้งสองกล่าว</p>



<p>ยกเรื่องไกลตัวมาอยู่ใกล้ตัว ถ่ายทอดประเด็นใหญ่ผ่านอะไรเล็กๆ–นี่เป็นแค่ไม้ตายแรกที่ศิลปะใช้ในการแปรเปลี่ยนตัวเลขและสถิติให้เป็นความรู้สึก กระบวนท่าถัดไปคือการสร้างอิมแพกต์ด้วยการเปลี่ยนจำนวนให้กลายเป็นปริมาณ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เผชิญหน้ากับปริมาณ</strong></h3>



<p>เช้าวันหนึ่งในปี 2013 ผู้คนที่มาเดินเล่นริมชายหาดนอร์ม็องดีในฝรั่งเศสต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น เมื่อหาดทรายผืนที่คุ้นเคยเต็มไปด้วยร่องรอยรูปร่างกายมนุษย์เกลื่อนกลาดยาวตลอดหาด แม้จะไม่ถึงกับสยองขวัญเพราะไม่มีเลือดเนื้อ แต่นั่นก็ทำให้คนตื่นตระหนกและตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="700" height="467" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4.jpeg" alt="" class="wp-image-142446" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4.jpeg 700w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/4-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></figure></div>



<p>‘The Fallen 9000’ คืองานศิลปะที่สองศิลปินอังกฤษ Jamie Wardley และ Andy Moss ชวนอาสาสมัครกว่า 60 คน รวมถึงคนในพื้นที่อีกกว่า 500 คน มาขูดขีดผืนทรายสร้างร่องรอยรูปมนุษย์จำนวน 9,000 รูปเพื่อระลึกถึงผู้คนที่เสียชีวิตจากการยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งนอร์ม็องดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า D-Day โดยจำนวนคนเหล่านั้นมีทั้งทหารเยอรมัน ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร และพลเรือน&nbsp;</p>



<p>ไม่ใช่ทุกคนที่จะนึกภาพความตายจำนวนมหาศาลขนาดนั้นออก แต่ทันทีที่ภาพร่างมนุษย์ทั้ง 9,000 ภาพถูกประทับลงจนครบ ทุกคนก็ประจักษ์ด้วยสายตาพร้อมกันว่าปริมาณของมันกินพื้นที่ชายหาดไปหลายร้อยเมตร นี่แหละความโหดร้ายของสงคราม</p>



<p>งานศิลปะชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ตรงนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถูกชะล้างหายไปด้วยคลื่นทะเล แต่นอกจากการตระหนักถึงความสูญเสียจากสงคราม The Fallen 9000 ยังเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านกิจกรรมขุดทราย นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่พวกเขาจะคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในพื้นที่ของตัวเอง บางรอยประทับอาจหมายถึงเป็นคุณปู่ คุณทวด เพื่อนซี้ หรือคนรักของใครสักคน เพราะเบื้องหลังตัวเลข 9,000 คือชีวิตคนที่เคยมีอยู่จริง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="990" height="659" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2.jpg" alt="ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต" class="wp-image-142447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2.jpg 990w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/5-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 990px) 100vw, 990px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Image: Jean Yves Desfoux/Maxppp /Landov</span></em></figcaption></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกตัวเลขมีชื่อเรียก ใบหน้า และเรื่องราวให้กล่าวขาน</strong></h3>



<p>ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2020 หนังสือพิมพ์<em> The New York Times </em>พาดหัวว่าประชากรในอเมริกาเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิดไปแล้วถึง 100,000 คน แทนที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ในวันนั้นจะประกอบด้วยพาดหัวข่าวต่างๆ และภาพถ่ายเหมือนทุกวัน พื้นที่ทั้งหน้ากระดาษกลับอุทิศให้กับรายชื่อผู้เสียชีวิตจำนวน 1,000 คน (นับเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด) พร้อมระบุอายุ เมืองที่อยู่อาศัย และเรื่องราวสั้นๆ ของพวกเขา นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวนี้มีเพียงตัวหนังสือ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/NYT-front-page-05-24-20-articleLarge-v2-569x1024.jpeg" alt="ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต" class="wp-image-142449" width="427" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/NYT-front-page-05-24-20-articleLarge-v2-569x1024.jpeg 569w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/NYT-front-page-05-24-20-articleLarge-v2-167x300.jpeg 167w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/NYT-front-page-05-24-20-articleLarge-v2.jpeg 600w" sizes="(max-width: 427px) 100vw, 427px" /></figure></div>



<p>“Alan Lund, 81, รัฐวอชิงตัน, คอนดักเตอร์ผู้มีหูสุดมหัศจรรย์”</p>



<p>“Lorena Borjas, 59, เมืองนิวยอร์กซิตี้, นักเคลื่อนไหวเพื่อผู้ลี้ภัยทรานส์เจนเดอร์&#8221;</p>



<p>“Jean-Claude Henrion, 72, เมืองแอตแลนติส, ขี่ Harley-Davidson เป็นชีวิตจิตใจ”</p>



<p>“Patricia H. Thatcher, 79, เมืองคลิฟตันปาร์ค, ร้องเพลงในโบสถ์มา 42 ปี”</p>



<p>“Jerome Berrian, 64, เมืองชิคาโก, สนุกกับการขับรถทางไกล, ยามค่ำคืน กับอาหารมื้อใหญ่”</p>



<p>แทนที่จะใส่อินโฟกราฟิกรูปคน 100,000 คนเพื่ออุทิศให้ผู้สูญเสีย Simone Landon ผู้ช่วยบรรณาธิการแผนกกราฟิกกลับบอกว่า “วิธีนั้นไม่สามารถบอกเล่าได้ว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นใครและชีวิตของเขาเป็นยังไง นี่ต่างหากคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับพวกเราในฐานะประเทศหนึ่ง” เธอจึงรวบรวมข่าวและประกาศผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จากหนังสือพิมพ์เล็กใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมต่อท้ายด้วยข้อความที่คัดมาเพื่อบอกเล่าถึงพวกเขา ทั้งหมดนี้เพื่อบอกว่า ‘จำนวนตัวเลข’ ไม่ได้สำคัญเท่ากับ ‘ชีวิตคน’ ที่สูญเสีย ทุกคนต่างมีชื่อ มีที่อยู่ และมีเรื่องราวของตัวเอง</p>



<p>ในขณะที่หน้าหนึ่งของ <em>The New York Times</em> บอกเราว่าภายใต้ตัวเลขคือชีวิต งานศิลปะชิ้นต่อไปนี้บอกเราว่า ‘ภายใต้ตัวเลขคือความทรงจำของใครบางคน’</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-1024x683.jpg" alt="ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต" class="wp-image-142450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/7-2.jpg 1222w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>26 มีนาคม 2019 ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนเบื้องล่างรอบอาคาร The London Studios กำลังตื่นตระหนก สายตามองไปยังยอดตึกพบร่างมนุษย์ 72 ร่างยืนอยู่บนดาดฟ้า บนยอดตึกฝั่งตรงข้ามก็มีมนุษย์ 12 คนยืนอยู่บนนั้นด้วยท่าทางเดียวกัน มนุษย์ทั้ง 84 คนกำลังจะทำอะไรกันแน่?</p>



<p>เราต้องเล่าย้อนกลับไปถึงสถิติที่น่าตกใจในอังกฤษที่ว่าทุกสัปดาห์จะมีคนถึง 125 คนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง และ 75 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนั้น–หรือนับเป็น 84 คน–เป็นผู้ชาย ถือเป็นอัตราที่สูงมากจนผิดสังเกต จากการสำรวจพบว่าสาเหตุเริ่มต้นมาจากการเป็นคนตกงาน ไร้บ้าน ติดสารเสพติด และทุกปัญหานำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต แต่สิ่งตอกย้ำให้ปัญหาสาหัสขึ้นคือสังคมที่สร้างภาพจำว่าเพศชายต้องเข้มแข็ง ห้ามแสดงความอ่อนแอ จึงมีผู้ชายน้อยมากที่สบายใจในการพูดถึงความรู้สึกหรือแม้แต่เผชิญหน้ากับความอ่อนแอของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ปัญหาสุขภาพจิตในประชากรผู้ชายชาวอังกฤษอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วง ทว่าปัญหานี้กลับไม่เคยถูกนำมาพูดถึงเป็นวาระอย่างจริงจัง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง CALM (ย่อมาจาก Campaign Against Living Miserably) จึงเกิดขึ้น โดยมีภารกิจคือการสร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายของประชากรชาวอังกฤษ และแคมเปญแรกที่องค์กรใช้เปิดตัวกับสังคมคือ ‘Project 84’ ที่เรากำลังพูดถึง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/8-2-668x1024.jpg" alt="" class="wp-image-142451" width="501" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/8-2-668x1024.jpg 668w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/8-2-196x300.jpg 196w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/8-2-768x1177.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/8-2-600x920.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/8-2.jpg 880w" sizes="(max-width: 501px) 100vw, 501px" /></figure></div>



<p>84 คนบนยอดตึกที่สร้างความตกอกตกใจให้ชาวเมืองนั้น แท้จริงเป็นหุ่นที่สร้างสรรค์โดย Mark Jenkins ศิลปินที่เป็นที่รู้จักจากการทำประติมากรรมรูปคนเสมือนจริงจากเทปห่อพัสดุและนำไปติดตั้งไว้ในพื้นที่สาธารณะ หุ่นเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมไปแสดงตนในที่แจ้ง และมันก็ทำหน้าที่ได้ดีตามที่ตั้งใจเพราะในวันที่หุ่นเหล่านี้ขึ้นไปยืนตระหง่านบนยอดตึก คนทั่วทุกสารทิศพากันถ่ายรูป วิดีโอ และแชร์ออกไปจนแคมเปญถูกพูดถึงในหน้าหนังสือพิมพ์ รายการข่าวในทีวี ประเด็นการฆ่าตัวตายและปัญหาสุขภาพจิตถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสังคมในช่วงเวลานั้น แรงกระเพื่อมค่อยๆ แรงขึ้นจนสุดท้ายนายกรัฐมนตรี Theresa May ก็ประกาศก่อตั้งกระทรวงป้องกันการฆ่าตัวตายขึ้นมาเป็นครั้งแรกในอังกฤษ</p>



<p>ความน่าตื่นตกใจก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กระทบความรู้สึกลึกกว่านั้นคือหุ่นใน Project 84 สร้างขึ้นจากเรื่องราวของคนที่มีตัวตนอยู่จริง โดยมีการทำงานร่วมกับครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต ตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นรูปตัวหุ่นจากร่างกายของคนในครอบครัว สวมเครื่องแต่งกายตามชุดที่พวกเขาชอบใส่ ให้คนรอบตัวพวกเขาเขียนความทรงจำลงไปบนตัวหุ่น สัมภาษณ์คนใกล้ชิดถึงความทรงจำที่มีต่อผู้เสียชีวิต และถอดบทสัมภาษณ์เหล่านั้นเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ของโปรเจกต์</p>



<p>เพื่อนของ ‘เจช’ หนึ่งในผู้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเล่าว่าทั้งคู่พบกันที่มหาวิทยาลัย สนิทกันเหมือนพี่น้อง และไม่มีใครคิดว่าเพื่อนจะตัดสินใจจากไป, คุณแม่ของเฮนรี่ วัยรุ่นอายุ 21 ปี เล่าว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและเขาเป็นลูกชายคนเดียวของเธอ เขาชอบถ่ายรูป เธอไปส่งเขาที่สถานีรถไฟโดยไม่รู้ว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกัน, ลูกสาวทั้งสามของพอล คุณพ่ออายุ 49 ปี บอกว่าพ่อคือกำลังหลักและเป็นแสงสว่างที่ทำให้ทุกคนมีความสุข แต่ทุกคนไม่เคยรู้เลยว่าพ่อต้องแบกความทุกข์จากบาดแผลทางใจในอดีตที่ไม่เคยบอกใครตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันจนกระทั่งเขาจากไป</p>



<p>สำหรับ Project 84 ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิต 84 คนไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่าทุกคนคือคน ทุกคนมีเรื่องราว และทุกคนล้วนเป็นใครบางคนของคนที่อยู่เบื้องหลังเสมอ&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="474" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-2.jpg" alt="" class="wp-image-142452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-2.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-2-300x178.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-2-768x455.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/9-2-600x356.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="533" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2.jpg" alt="" class="wp-image-142453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/10-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure></div>



<p>จากตัวเลขและสถิติ งานศิลปะทั้ง 5 ชิ้นทำหน้าที่คล้ายกันคือเปลี่ยนข้อมูลที่เรา ‘รู้’ ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เรา ‘รู้สึก’ เพราะหลายครั้งหลายคราว การที่คนเราจะเปลี่ยนทัศนคติ ตื่นตัวทางความคิด ตระหนักถึงความสำคัญ และลงมือทำอะไรบางอย่างไม่ได้อาศัยแค่ข้อมูล แต่อาศัยความรู้สึกร่วมด้วย</p>



<p>“ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิต และเป็นคนในครอบครัวของใครสักคน”</p>



<p>ประโยคนี้พาดอยู่บนภาพโปรไฟล์ของเพื่อนหลายคนในนิวส์ฟีด ในวันที่ตัวเลขและสถิติผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันทำให้ใครบางคนที่อยู่ในฟองสบู่แห่งความสุขสบายยังคงเฉยชาและมองมันเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือความรู้สึกร่วมในฐานะคนด้วยกัน และในสถานการณ์นี้ เชื่อว่าเราสามารถรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องแม้แต่อาศัยงานศิลปะใด&nbsp;</p>



<p>แค่ลืมตาและมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นมนุษย์ก็พอ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h4>



<p><a href="https://www.dezeen.com/2018/12/12/ice-watch-olafur-eliasson-installation/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">dezeen.com</a></p>



<p><a href="https://www.dezeen.com/2019/03/18/lines-pekka-niittyvirta-timo-aha-light-installation/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">dezeen.com</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2020/05/23/reader-center/coronavirus-new-york-times-front-page.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="http://www.projecteightyfour.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">projecteightyfour.com</a></p>



<p><a href="https://www.sltrib.com/news/2020/05/24/us-deaths-near-an/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">sltrib.com</a></p>



<p><a href="https://www.thisiscolossal.com/2013/09/the-fallen-9000/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">thisiscolossal.com</a></p>



<p><p style="display:none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/peoples-lives-are-not-just-numbers/">ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิต : งานศิลปะที่แปลงข้อมูลที่เรารู้ ให้เป็นเรื่องที่เรารู้สึก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Every Thing We Touch โปรเจกต์ภาพถ่ายที่ชวนไปรู้จักคนผ่านของที่ &#8216;จับ&#8217; ใน 1 วัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/every-thing-we-touch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Jun 2021 19:01:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Every Thing We Touch]]></category>
		<category><![CDATA[Paula Zuccotti]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซเนอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=134509</guid>

					<description><![CDATA[<p>every thing we touch ช่วงที่ผ่านมา ผมได้อยู่บ้านยาวๆ เลยถือโอกาสจัดบ้านสักหน่อย ทุกครั้งที่จัดบ้าน ผมจะมีช่วงเวลาที่ชอบเป็นพิเศษคือตอนที่ได้เอาข้าวของทั้งหมดออกมากองรวมกันเพื่อเตรียมจัดเก็บเข้าไปใหม่ให้เป็นที่เป็นทาง โมเมนต์นี้เหมือนเป็นโอกาสที่เราจะได้ ‘รีวิว’ ชีวิตผ่านข้าวของจากช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโต ผมพบว่าข้าวของในแต่ละช่วงชีวิตคือสิ่งที่สามารถบอกเล่าตัวตนในช่วงเวลานั้นๆ ของเราได้ดีมาก ของเล่นในลังนั้นบอกว่าครั้งหนึ่งเราเคยสนุกกับจินตนาการขนาดไหน กล่องเหล็กบรรจุดินสอ EE บอกว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเด็กที่มีความฝันอยากเรียนคณะศิลปะ กล้องถ่ายรูปฝุ่นจับตัวนั้นย้อนภาพตัวเราตอนมหา&#8217;ลัยกลับมาอีกครั้ง และเมื่อกวาดตามองโต๊ะที่ผมกำลังนั่งพิมบทความนี้ แล็ปท็อป สมุดปฏิทิน เก้าอี้แก้ปวดหลัง ไปจนถึงข้าวของบนเตียง เหล่านี้คงเป็นสิ่งที่บอกถึงตัวผมในตอนนี้เช่นกัน&#160; หลายครั้งผมจินตนาการว่า หากเราจากโลกนี้ไปแล้วมีใครสักคนเข้ามาเห็นข้าวของทั้งหมดของเรา เขาจะเห็นตัวตนของเราเป็นยังไงและจินตนาการถึงเรื่องราวชีวิตของเราออกมาแบบไหน Can objects tell the story of our lives? ข้าวของบอกเรื่องราวชีวิตของเราได้รึเปล่า ? คือคำถามที่ Paula Zuccotti เขียนไว้บนหน้าเว็บไซต์ของเธอ พอลล่าเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เธอเคยทำงานในหน่วยรีเสิร์ชพฤติกรรมและคาดการณ์เทรนด์เพื่อวางกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับแบรนด์ระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็นไนกี้ อิเกีย และสตาร์บัคส์ งานของเธอทำให้พอลล่ามีโอกาสสำรวจเส้นความสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่าง ‘ข้าวของ’ กับ ‘ผู้คน’ คนมีปฏิสัมพันธ์กับของยังไง? ข้าวของแต่ละอย่างมีความหมายยังไงกับมนุษย์? อะไรคือความหมายที่อยู่ลึกลงไปในของใช้แต่ละอย่าง ในด้านสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/every-thing-we-touch/">Every Thing We Touch โปรเจกต์ภาพถ่ายที่ชวนไปรู้จักคนผ่านของที่ &#8216;จับ&#8217; ใน 1 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div style="display: none;">
<p style="display: none;">every thing we touch</p>
<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p>
</div>



<p>ช่วงที่ผ่านมา ผมได้อยู่บ้านยาวๆ เลยถือโอกาสจัดบ้านสักหน่อย ทุกครั้งที่จัดบ้าน ผมจะมีช่วงเวลาที่ชอบเป็นพิเศษคือตอนที่ได้เอาข้าวของทั้งหมดออกมากองรวมกันเพื่อเตรียมจัดเก็บเข้าไปใหม่ให้เป็นที่เป็นทาง โมเมนต์นี้เหมือนเป็นโอกาสที่เราจะได้ ‘รีวิว’ ชีวิตผ่านข้าวของจากช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโต</p>



<p>ผมพบว่าข้าวของในแต่ละช่วงชีวิตคือสิ่งที่สามารถบอกเล่าตัวตนในช่วงเวลานั้นๆ ของเราได้ดีมาก ของเล่นในลังนั้นบอกว่าครั้งหนึ่งเราเคยสนุกกับจินตนาการขนาดไหน กล่องเหล็กบรรจุดินสอ EE บอกว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเด็กที่มีความฝันอยากเรียนคณะศิลปะ กล้องถ่ายรูปฝุ่นจับตัวนั้นย้อนภาพตัวเราตอนมหา&#8217;ลัยกลับมาอีกครั้ง และเมื่อกวาดตามองโต๊ะที่ผมกำลังนั่งพิมบทความนี้ แล็ปท็อป สมุดปฏิทิน เก้าอี้แก้ปวดหลัง ไปจนถึงข้าวของบนเตียง เหล่านี้คงเป็นสิ่งที่บอกถึงตัวผมในตอนนี้เช่นกัน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="738" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2-1024x738.jpg" alt="every thing we touch" class="wp-image-134843" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2-1024x738.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2-768x554.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2-1536x1107.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2-600x433.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-2.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หลายครั้งผมจินตนาการว่า หากเราจากโลกนี้ไปแล้วมีใครสักคนเข้ามาเห็นข้าวของทั้งหมดของเรา เขาจะเห็นตัวตนของเราเป็นยังไงและจินตนาการถึงเรื่องราวชีวิตของเราออกมาแบบไหน</p>



<p class="has-text-align-center"><em>Can objects tell the story of our lives?</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>ข้าวของบอกเรื่องราวชีวิตของเราได้รึเปล่า ?</em></p>



<p>คือคำถามที่ Paula Zuccotti เขียนไว้บนหน้าเว็บไซต์ของเธอ พอลล่าเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เธอเคยทำงานในหน่วยรีเสิร์ชพฤติกรรมและคาดการณ์เทรนด์เพื่อวางกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับแบรนด์ระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็นไนกี้ อิเกีย และสตาร์บัคส์</p>



<p>งานของเธอทำให้พอลล่ามีโอกาสสำรวจเส้นความสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่าง ‘ข้าวของ’ กับ ‘ผู้คน’ คนมีปฏิสัมพันธ์กับของยังไง? ข้าวของแต่ละอย่างมีความหมายยังไงกับมนุษย์? อะไรคือความหมายที่อยู่ลึกลงไปในของใช้แต่ละอย่าง ในด้านสังคม วัฒนธรรม และการบริโภค? ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร? นี่คือคำถามที่เธอต้องใช้เป็นประจำเมื่อทำงานหลัก</p>



<p>แต่ในอีกด้านพอลล่ายังเป็นช่างภาพและคนทำหนัง ในบทบาทนี้ เมื่อมองไปยังสิ่งของ คำถามของเธอเรียบง่ายกว่าเวลาทำงานประจำมาก เธอแค่อยากรู้ว่าวันวันหนึ่งคนเราหยิบจับอะไรบ้างตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอน และ ‘หนึ่งวัน’ ของเราจะหน้าตาเป็นยังไง หากมองมันผ่านสิ่งของทั้งหมดที่เราหยิบถือ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="738" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2-1024x738.jpg" alt="" class="wp-image-134853" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2-1024x738.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2-768x554.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2-1536x1107.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2-600x433.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-2.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="739" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-2-1024x739.jpg" alt="every thing we touch" class="wp-image-134854" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-2-1024x739.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-2-768x554.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-2-600x433.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-2.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ของเธอ ของฉัน</strong></h3>



<p>‘Every Thing We Touch’ คือโปรเจกต์ที่พอลล่าทำขึ้นเพื่อตอบคำถามเล็กๆ นี้ของตัวเอง เธอออกเดินทางไปรอบโลกเพื่อพบปะผู้คน 62 คนที่ต่างวัย ต่างภาษา ต่างฐานะ คละแบ็กกราวนด์&nbsp; ตั้งแต่เด็กนักเรียนในดูไบ แดร็กควีนกลางแยกชิบูย่า ลุงคาวบอยในอเมริกา ไปจนถึงอาม่าจากเซี่ยงไฮ้&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่พอลล่าขอให้พวกเขาทำเรียบง่ายมาก เธอขอให้พวกเขาจดบันทึกและเก็บข้าวของทุกอย่างที่แต่ละคนสัมผัสหรือหยิบจับในหนึ่งวันเอาไว้ ไม่เว้นแม้แต่ของชิ้นเล็กๆ ที่ดูไม่ได้สลักสำคัญอย่างตั๋วรถไฟหรือใบเสร็จ (จะมีข้อยกเว้นก็เพียงของที่ติดตั้งไว้กับสถานที่อย่างลูกบิดหรือสวิตช์ไฟ​ และข้าวของชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์) พร้อมกำชับว่าขอให้จดแบบเรียงตามลำดับเวลาตั้งแต่ลืมตาตื่นถึงเข้านอน และขอให้ซื่อสัตย์กับตัวเองมากที่สุด&nbsp;</p>



<p>พอลล่าขอให้ทุกคนนำข้าวของมามอบที่สตูดิโอที่เธอเช่าไว้ในแต่ละประเทศที่ไปเยือน จากนั้นเธอก็ตั้งกล้อง กางฉากสีขาว และบันทึกภาพข้าวของในชีวิตของแต่ละคนลงในภาพถ่าย 1 ใบ โดยจัดวางเรียงลำดับตามเวลาที่ของแต่ละชิ้นถูกสัมผัสในหนึ่งวัน ก่อนจะส่งมันกลับคืนเจ้าของ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-2.jpg" alt="every thing we touch" class="wp-image-134855" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-2.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-2-768x554.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-2-600x433.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="738" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5-2-1024x738.jpg" alt="every thing we touch" class="wp-image-134856" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5-2-1024x738.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5-2-768x553.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5-2-600x432.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5-2.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/7-2.jpg" alt="" class="wp-image-134858" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/7-2.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/7-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/7-2-768x554.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/7-2-600x433.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></figure></div>



<p>ท้ายที่สุด ภาพถ่ายข้าวของจากคนทั่วโลกก็ถูกบรรจุรวมอยู่ในหนังสือชื่อ <em>Every Thing We Touch : A 24-Hour Inventory of Our Lives</em> และเว็บไซต์<a href="http://everythingwetouch.org"> everythingwetouch.org</a>&nbsp;</p>



<p>เมื่อไม่เห็นหน้า เราจึงรู้จักกันผ่านข้าวของ ภาพถ่ายแต่ละใบเหมือนเป็นประตูที่นำพาเราเข้าไปในชีวิตมนุษย์ที่เราไม่รู้จักจากทุกหลืบมุมของโลก หนึ่งวันของแดร็กควีนในโตเกียวเริ่มด้วยเครื่องสำอาง ชุดลายสัตว์ วิกผมหลากสี พู่ขนนก และรองเท้าส้นสูง, หนึ่งวันของนักเรียนในดูไบไม่มีอะไรแตกต่างจากนักเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่สะดุดตาคือใบไม้แห้งหลายใบที่ชวนให้อยากรู้ว่าเธอหยิบมันขึ้นมาทำอะไร, หนึ่งวันของนักยิมนาสติกในเซี่ยงไฮ้ดูเหมือนจะประกอบด้วยชุดกีฬาและอุปกรณ์กายกรรม แต่หากมองดีๆ ของที่เขาสัมผัสเป็นสิ่งสุดท้ายของวันคือจอยเกมเพลย์สเตชั่น, หนึ่งวันของนักออกแบบเทคนิคพิเศษในหนังชาวอาร์เจนตินาเต็มไปด้วยผิวหนังปลอม อวัยวะปลอม แผลปลอม และชุดบอดี้สูท, หนึ่งวันของแม่ชีที่อยู่ในช่วงจำศีลในสเปนมีเพียงเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าสตางค์</p>



<p>พอลล่าเรียกสิ่งที่ตัวเองกำลังทำว่า ‘Future Archeology’ หรือโบราณคดีแห่งอนาคต–ในขณะที่นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาขุดค้นข้าวของมาศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่าคนในอดีตคิดยังไง อยู่ยังไง กินยังไง ทำอาหารยังไง เล่นยังไง สิ่งที่พอลล่าทำกลับกัน เธอบันทึกชีวิตของคนในวันนี้ใส่ ‘ไทม์แคปซูล’ ในรูปแบบภาพถ่ายเพื่อส่งมันไปให้คนในอนาคตเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนรุ่นเรา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8-1024x575.jpeg" alt="" class="wp-image-134845" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8-1024x575.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8-1536x863.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8-600x337.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/8.jpeg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="739" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/6-2-1024x739.jpg" alt="" class="wp-image-134857" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/6-2-1024x739.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/6-2-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/6-2-768x554.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/6-2-600x433.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/6-2.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>สำหรับผม ภาพถ่ายในโปรเจกต์ Every Thing We Touch ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการดูหนังสารคดีชีวิตคน (แม้จะไม่เห็นคนสักคนในภาพ) วัดเอาจากสิ่งที่หยิบจับ เราเห็นทั้งชีวิตคนที่ใกล้เคียงกับเรา และหลายชีวิตที่ต่างจากเราลิบลับ ของบางชิ้นที่ใครคนหนึ่งหยิบจับทุกวัน อาจกลายเป็นของประหลาดเมื่อมองผ่าน ‘เลนส์’ ของคนอื่น ในทางกลับกันของบางชิ้นที่เราเห็นแล้วต้องงงว่า ‘ใช้ทำไร’ อาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อใจจนประเมินค่าไม่ได้ในสายตาของผู้เป็นเจ้าของ</p>



<p>สำหรับพอลล่า เธอบอกว่าหากจะมีบทเรียนอะไรสักอย่างที่ตัวเธอรวมถึงคนที่เห็นโปรเจกต์นี้จะได้ไป มันคงเป็นการได้ออกจากโลกใบเล็กๆ ของเราไปมองชีวิตคนอื่น และเห็นว่าชีวิตของคนช่างเป็นสิ่งที่หลากหลายไร้แพตเทิร์น&nbsp;</p>



<p>“ข้าวของที่เราใช้ยังไม่เหมือนกันเลย นับประสาอะไรกับความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ” ประโยคนี้ดังขึ้นมาในหัวขณะที่ผมนั่งดูรูป 60 กว่าใบในโปรเจกต์ของพอลล่า</p>



<p>ในขณะที่คนนอกอย่างผมได้เห็นชีวิตของพวกเขา ในทางกลับกัน เมื่อมองจากมุมของซับเจกต์ผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวและข้าวของ พวกเขาได้เห็นชีวิตตัวเอง พอลล่าเล่าว่าผู้เข้าร่วมโปรเจกต์หลายคนบอกว่าแม้การจดบันทึกข้าวของที่หยิบจับในชีวิตประจำวันจะดูแปลกๆ แต่มันก็เป็นโอกาสที่ทำให้พวกเขามีเวลาหยุด และทบทวนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่ค่อยได้หยุดคิดสักเท่าไหร่ พวกเขาได้ถามตัวเองว่าของที่เรามี กิน เลือก ซื้อ ในแต่ละวัน ไปจนถึงสมบัติที่เก็บสะสมแต่ละชิ้นมีความหมายยังไงและมันสะท้อนอะไรในตัวเรา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ของสำคัญของชีวิต</strong></h3>



<p>โปรเจกต์ Every Thing We Touch เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2013 และจบสิ้นกระบวนการในปี 2019 ใครจะไปรู้ว่าในปีถัดมาโลกจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดถึงอย่างการระบาดของไวรัสโควิด&nbsp;</p>



<p>มีคำกล่าวว่า “เราทุกคนตกอยู่ในพายุลูกเดียวกัน แต่เราไม่ได้อยู่บนเรือลำเดียวกัน” แม้โลกทั้งโลกจะเผชิญวิกฤตเดียวกัน แต่ต้นทุนชีวิตและสังคมที่แต่ละคนอยู่ทำให้เรารับมือกับมันได้ไม่เท่ากัน เรือเล็กอาจจมหายไปกับเกลียวคลื่น ในขณะที่เรือใหญ่อาจโคลงเคลงแต่คนในลำเรืออาจยังอยู่สบายไม่ต่างจากโมงยามปกติ ในสถานการณ์แบบนี้ พอลล่าคิดว่าน่าจะดีหากเธอนำคำถามเดิมที่เคยถามและรูปแบบโปรเจกต์ที่เคยทำมาต่อยอด เพื่อช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เพื่อนร่วมโลกกำลังเผชิญอยู่มากขึ้น–มองเห็น ‘เรือ’ ของกันและกันมากขึ้น</p>



<p>Future Archaeology of a Global Lockdown คือโปรเจกต์ภาพถ่ายล่าสุดของพอลล่า ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สามารถเดินทางข้ามโลกได้เหมือนก่อน เธอเปลี่ยนวิธีการจากที่ต้องตระเวนออกไปพบผู้คนและบันทึกภาพด้วยตัวเองมาเป็นแบบ crowdsourcing หรือให้คนทางบ้านสร้างสรรค์และส่งวัตถุดิบของตัวเองเข้ามาแทน</p>



<p>คำถามก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยสิ่งที่พอลล่าถามในครั้งนี้คือ “What are the 15 things that are helping you get through this?” – “ของ 15 ชิ้นที่ทำให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้คืออะไร?”&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="751" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9-1024x751.png" alt="every thing we touch" class="wp-image-134847" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9-1024x751.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9-300x220.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9-768x563.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9-1536x1127.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9-600x440.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/9.png 1726w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>พอลล่าเปิดโปรเจกต์ทางอินสตาแกรมด้วยการโพสต์ภาพของ 15 ชิ้นของตัวเอง ติดแฮชแท็ก #EveryThingWeTouchCovidEssentialsX15 พร้อมคำแนะนำการถ่ายภาพที่ทุกคนทำได้จากที่บ้าน ไม่นานนักภาพถ่ายกว่า 1,000 ภาพจาก 50 ประเทศทั่วโลกก็ทยอยถูกโพสต์พร้อมแคปชั่นอย่าง เพื่อเตือนตัวเองว่าฉันคือใคร, เพื่อรู้สึกมีชีวิตอีกครั้ง, เพื่อดูแลตัวเอง, เพื่อไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป หรือเพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="686" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-1024x686.png" alt="every thing we touch" class="wp-image-134849" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-1024x686.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-300x201.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-768x515.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-1536x1029.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-600x402.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/10.png 1612w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หากกวาดสายตาดูในเว็บไซต์<a href="http://lockdownessentials.org/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> lockdownessentials.org</a> ที่รวบรวมภาพถ่ายจากโปรเจกต์ครั้งนี้ เราพอจะแบ่งประเภทสิ่งของที่คนส่งเข้ามาได้เป็นหมวดหมู่คร่าวๆ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>ของที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างอาหาร หน้ากากอนามัย หรือคอมพิวเตอร์แลปท็อป</li><li>ของที่เรารัก เช่น ตุ๊กตาหรือของสะสม</li><li>ของที่ทำให้บรรยากาศในบ้านรื่นรมย์ขึ้น เช่น ต้นไม้หรือเทียนหอม</li><li>ของที่ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เช่น หนังสือ เน็ตฟลิกซ์ หรือเครื่องดนตรี</li><li>ของที่ทำให้เราสามารถคลายทุกข์และช่วยหลบลี้หนีจากชีวิตแย่ๆ ชั่วคราว เช่น ยานอนหลับหรือแอลกอฮอล์</li></ul>



<p>ที่น่าสนใจคือในบรรดาภาพที่คนส่งมา หากเทียบระหว่างของที่มีฟังก์ชั่นทางกายกับของที่มีความหมายต่อใจ ของอย่างหลังดูเหมือนจะมีเปอร์เซ็นต์เยอะกว่าด้วยซ้ำ</p>



<p>พอลล่าบอกว่างานของเธอ ในฐานะนักรีเสิร์ชสำหรับอนาคตนั้นวนเวียนอยู่กับการเฝ้าถามคำถามเกี่ยวกับอนาคตมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นในอนาคต การเงินในอนาคต หรือการอยู่อาศัยในอนาคต ทว่าในคำถามนั้นมันซ่อนความจริงเอาไว้อย่างหนึ่งนั่นคือ “เราไม่เข้าใจปัจจุบัน” การได้มองข้าวของในชีวิตของตัวเองผ่านเลนส์ คงเป็นโอกาสที่เราจะได้เห็นชีวิตปัจจุบันของตัวเองมากขึ้นท่ามกลางความขมุกขมัว และเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงมากขึ้น</p>



<p>แล้วคุณล่ะ มีคำตอบในใจหรือยังว่าของ 15 ชิ้นนั้นคืออะไร</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h4>



<p><a href="https://everythingwetouch.org" target="_blank" rel="noreferrer noopener">everythingwetouch.org</a></p>



<p><a href="https://lockdownessentials.org" target="_blank" rel="noreferrer noopener">lockdownessentials.org</a></p>



<p><a href="http://paulazuccotti.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">paulazuccotti.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/every-thing-we-touch/">Every Thing We Touch โปรเจกต์ภาพถ่ายที่ชวนไปรู้จักคนผ่านของที่ &#8216;จับ&#8217; ใน 1 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลูกชิ้นขยะ แมลงสาบรสมินต์ เครื่องปรินต์ซูชิ เมื่อนักออกแบบจินตนาการเมนูของพรุ่งนี้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/food-of-tomorrow/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 May 2021 16:21:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[โอเด้ง]]></category>
		<category><![CDATA[Pop Roach]]></category>
		<category><![CDATA[แมลงสาบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการณ์ทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[นักออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซน์]]></category>
		<category><![CDATA[ซูชิ]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=131511</guid>

					<description><![CDATA[<p>food of tomorrow บ่ายวันหนึ่งขณะกำลังนั่งจิบกาแฟพลางเลื่อนนิวส์ฟีดดูเพลินๆ ผมก็พลันสะดุดตากับข่าวหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าฟังแล้วตื่นเต้น ขำ หรืออยากลุกไปอ้วกมากกว่ากัน “นมแมลงสาาาาบ แหวะะะะ”&#160; เพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกันโพล่งขึ้นสุดเสียงทำให้รู้ได้ว่ามันกำลังเลื่อนไปเจอข่าวเดียวกัน ผมรีบดึงแก้วกาแฟที่กำลังจิบอยู่ออก เลื่อนอ่านเนื้อความให้ชัด พลางเบ้ปากเป็นรูปครัวซองต์ “นักวิทยาศาสตร์จาก Institute for Stem Cell Biology and Regenerative Medicine in Bangalore ในอินเดียค้นพบผลึกในลำไส้แมลงสาบเต่าทองแปซิฟิก ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนและโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายคน แถมรสชาติก็ไม่ได้แย่ไปกว่านมวัว นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้จึงคาดการณ์ไปว่าในอนาคตที่ประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นและโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านอาหาร การเปิดฟาร์มแมลงสาบเพื่อผลิตน้ำนมแทนนมวัวจึงเป็นอีกทางเลือกที่เป็นไปได้และคุ้มค่าไม่น้อย ‘น้ำนมแมลงสาบ’ จึงอาจกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลกในอนาคต” ‘อาหาร’ คือเรื่องใหญ่ของมนุษยชาติ เราต้องกินเพื่ออยู่รอด อาหารที่ดีทำให้เรามีชีวิตที่ดี แม้ปัจจุบันเราจะอยู่ในยุคที่พรั่งพร้อมด้านอาหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ยิ่งเรามีศักยภาพในการถลุงเอาทรัพยากรธรรมชาติมาทำอาหารได้มากเท่าไหร่ บวกกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเร็วและต้องการอาหารมากขึ้นทุกวัน เราก็ยิ่งเร่งสปีดให้โลกเข้าใกล้ ‘วิกฤตขาดแคลนอาหาร’ (ตามที่องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2050) มากขึ้นทุกที แม้เราจะไม่อยากให้ถึงวันที่ต้องตื่นมากินซีเรียลใส่นมแมลงสาบ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในวันใดวันหนึ่ง และไม่ใช่เพียงองค์การสหประชาชาติ นักโภชนาการ นักนวัตกรรม หรือนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคาดการณ์เพื่อรับมือกับวิกฤตอาหารในวันข้างหน้า แต่ ‘ศิลปิน’ และ ‘นักออกแบบ’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-of-tomorrow/">ลูกชิ้นขยะ แมลงสาบรสมินต์ เครื่องปรินต์ซูชิ เมื่อนักออกแบบจินตนาการเมนูของพรุ่งนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><div style="display:none;">
<p style="display:none;">food of tomorrow</p>
<p style="display:none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p>
</div></p>



<p>บ่ายวันหนึ่งขณะกำลังนั่งจิบกาแฟพลางเลื่อนนิวส์ฟีดดูเพลินๆ ผมก็พลันสะดุดตากับข่าวหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าฟังแล้วตื่นเต้น ขำ หรืออยากลุกไปอ้วกมากกว่ากัน</p>



<p>“นมแมลงสาาาาบ แหวะะะะ”&nbsp;</p>



<p>เพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกันโพล่งขึ้นสุดเสียงทำให้รู้ได้ว่ามันกำลังเลื่อนไปเจอข่าวเดียวกัน ผมรีบดึงแก้วกาแฟที่กำลังจิบอยู่ออก เลื่อนอ่านเนื้อความให้ชัด พลางเบ้ปากเป็นรูปครัวซองต์ “นักวิทยาศาสตร์จาก Institute for Stem Cell Biology and Regenerative Medicine in Bangalore ในอินเดียค้นพบผลึกในลำไส้แมลงสาบเต่าทองแปซิฟิก ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนและโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายคน แถมรสชาติก็ไม่ได้แย่ไปกว่านมวัว นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้จึงคาดการณ์ไปว่าในอนาคตที่ประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นและโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านอาหาร การเปิดฟาร์มแมลงสาบเพื่อผลิตน้ำนมแทนนมวัวจึงเป็นอีกทางเลือกที่เป็นไปได้และคุ้มค่าไม่น้อย ‘น้ำนมแมลงสาบ’ จึงอาจกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลกในอนาคต”</p>



<p>‘อาหาร’ คือเรื่องใหญ่ของมนุษยชาติ เราต้องกินเพื่ออยู่รอด อาหารที่ดีทำให้เรามีชีวิตที่ดี แม้ปัจจุบันเราจะอยู่ในยุคที่พรั่งพร้อมด้านอาหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ยิ่งเรามีศักยภาพในการถลุงเอาทรัพยากรธรรมชาติมาทำอาหารได้มากเท่าไหร่ บวกกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเร็วและต้องการอาหารมากขึ้นทุกวัน เราก็ยิ่งเร่งสปีดให้โลกเข้าใกล้ ‘วิกฤตขาดแคลนอาหาร’ (ตามที่องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2050) มากขึ้นทุกที</p>



<p>แม้เราจะไม่อยากให้ถึงวันที่ต้องตื่นมากินซีเรียลใส่นมแมลงสาบ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในวันใดวันหนึ่ง และไม่ใช่เพียงองค์การสหประชาชาติ นักโภชนาการ นักนวัตกรรม หรือนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคาดการณ์เพื่อรับมือกับวิกฤตอาหารในวันข้างหน้า แต่ ‘ศิลปิน’ และ ‘นักออกแบบ’ ก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ช่วยกันขบคิดว่าในวันที่ทรัพยากรไม่เพียงพอสำหรับคนทั้งโลกอีกต่อไป เมนูอาหารของเราจะมีหน้าตายังไง ไปจนถึงว่าการออกแบบจะช่วยแก้ปัญหายังไง เมื่อถึงวันที่คนจำเป็นต้องกินสิ่งที่ไม่เคยกิน ไม่อยากกิน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองเคยขยะแขยง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แมลงสาบ 5 รส</strong></h2>



<p>เมื่อได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤตขาดแคลนอาหารและไอเดีย ‘อาหารทดแทน’ ที่องค์การสหประชาชาติเสนออย่างละเอียด ผมก็พบว่าเราดูหมิ่นอาหารจากแมลงไม่ได้จริงๆ แมลงมีสารอาหารไม่ต่างจากเนื้อสัตว์อื่น แต่ที่พิเศษกว่าคือใช้ทรัพยากรสำหรับทำฟาร์มเพาะเลี้ยงน้อยกว่าหลายเท่าตัว พอบอกแบบนี้เชื่อว่าหลายคนเข้าใจได้ แต่อินไซต์หนึ่งที่ศิลปินและนักออกแบบแห่ง MIT Media Lab อย่าง Ai Hasegawa ค้นเจอก็คือ คนเลือกที่จะไม่กินแมลงสาบหรือแมลงชนิดอื่นๆ เพราะทัศนคติที่มีต่อสีและหน้าตาของมัน ก็มันเกลียดไปแล้วอะ จะให้กินลงได้ไง!</p>



<p>POP ROACH คือเมนูที่ไอทำขึ้นเพื่อหาทางรับมือกับปัญหาวิกฤตอาหารในอนาคต เธอสนใจแมลงสาบเพราะมันอึด ถึก ทน และแพร่พันธุ์เร็ว เอาง่ายๆ คือมันรอดจากโลกยุคไดโนเสาร์มาถึงวันนี้ โลกจะแย่กว่านี้อีกหน่อยพวกมันก็คงไม่สะทกสะท้านอะไร และอย่างที่เล่าไปเรื่องสรรพคุณ เอาเข้าจริงแมลงสาบเป็นอาหารที่ใช้ได้เลยทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่การออกแบบและนวัตกรรมจะช่วยได้คือทำให้คนมีทัศนคติกับพวกมันดีขึ้น</p>



<p>และด้วยความที่ MIT Media Lab เป็นแหล่งสร้างสรรค์นวัตกรรมล้ำโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องการผสานหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ไอจึงตั้งคำถามว่าถ้าเราใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมแก้ไขยีนส์ของแมลงสาบให้ไม่เป็นสีน้ำตาลเข้มอย่างตอนนี้แต่มีสีสันสดใส มันจะดูน่ารักขึ้นไหม? แล้วถ้าการตัดแต่งพันธุกรรมนี้สามารถทำให้แมลงสาบมีรสชาติอูมามิ มีประโยชน์มากขึ้น และมีกลิ่นหอมเป็นของตัวเองด้วยล่ะ คนจะเปลี่ยนทัศนคติและอยากกินมันมากขึ้นหรือเปล่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/1.jpg" alt="food of tomorrow" class="wp-image-131523" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/1.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/1-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-1024x768.jpg" alt="food of tomorrow" class="wp-image-131525" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>และนี่คือภาพไอเดียของ POP ROACH หรือแมลงสาบ 5 สีแห่งโลกอนาคตที่ไอออกแบบ แต่ละตัวจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันอย่างมินต์ มะลิ หรือกล้วยหอม ส่วนภาพข้างบนคือภาพที่ POP ROACH จัดแสดงในนิทรรศการ Future and the Arts ที่ Mori Art Museum เพื่อจำลองภาพเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่แมลงสาบแอบมากินขนมของเราและเราไม่จำเป็นต้องกรี๊ดและไล่ตีมันอีกต่อไป แต่สามารถจับมันกินแกล้มกับขนมไปได้เลย&nbsp;</p>



<p>เห็นรูปแล้วก็ยอมรับว่ามันดูน่ารักขึ้นจริงๆ แต่ก็สารภาพว่ายังคงต้องขอเวลาทำใจ</p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจนอกจากไอเดีย POP ROACH คือแล็บที่ไอเรียนเพื่อพัฒนาโปรเจกต์นี้ที่ MIT ซึ่งมีชื่อว่า ‘design fiction’ แล็บนี้เจ๋งตรงที่ใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือคาดการณ์อนาคต หาความเป็นไปได้ใหม่ๆ และทำโปรโตไทป์บางอย่างขึ้นมาพิสูจน์ไอเดียและทำให้คนอื่นเห็นภาพตาม หลายครั้งศาสตร์ของ design fiction อาจจะมีทางแก้ปัญหาที่ดูเหวอๆ และชวนขมวดคิ้วอยู่บ้าง นั่นก็เพราะมันถูกคิดอยู่บนจุดกึ่งกลางระหว่างความเป็นจริงกับความฝัน และมีส่วนผสมของจินตนาการที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยคิดไปถึง</p>



<p><p style="display:none;">food of tomorrow</p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ลูกชิ้นเนื้อเพื่อมวลมนุษย์</strong></h2>



<p>ในปี 2014 SPACE10 แล็บวิจัยงานออกแบบและพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ของ IKEA ต้องการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารและเล่าให้มวลมนุษยชาติรับรู้ว่า ในวันข้างหน้าอาหารของเราอาจทำขึ้นจากวัตถุดิบที่เราเคยมองข้าม และสร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน</p>



<p>แต่จะบอกกันแบบธรรมดาคนก็คงไม่สนใจแถมไม่เห็นภาพ SPACE10 จึงใช้อาหารอย่าง ‘มีตบอล’ (หรือเรียกแบบไทยๆ ว่าลูกชิ้น) เป็นดั่งแคนวาส วาดภาพของวัตถุดิบที่จะกลายเป็นอาหารของพวกเราในอนาคตออกมาเป็นเมนูอาหารที่ชื่อ ‘Tomorrow’s Meatball’</p>



<p>เหตุที่ต้องเป็นมีตบอลก็เพราะทุกวัฒนธรรมทั่วโลกล้วนมีอาหารเมนูนี้ในแบบฉบับของตัวเอง ตั้งแต่สวีเดน ประเทศต้นกำเนิดของ SPACE10 อิตาลี อเมริกา หรือแม้กระทั่งประเทศในแถบเอเชีย เช่น ลูกชิ้นหมูในก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กที่เรากิน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1920" height="1280" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-1024x683.jpg" alt="food of tomorrow" class="wp-image-131526" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/3.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure></div>



<p>Tomorrow’s Meatball ประกอบด้วยลูกชิ้น 8 ลูก แต่ละลูกถูกออกแบบและทำขึ้นจากวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคตที่แตกต่างกัน เช่น</p>



<p>The Wonderful Waste Ball ถ้าฟังแค่ชื่ออาจชวนให้สิ้นหวังว่าวันข้างหน้าเราต้องกินขยะกันแล้วหรือ แต่คำว่า waste ในที่นี้หมายถึงของเหลือจากการประกอบอาหารในจานของเรา เช่น เศษใบกะเพราที่โดนคัดออกก่อนเอาไปผัด ขั้วหรือเปลือกของพืชผักผลไม้ที่เอาไปทำอาหารในเมนูไม่ได้ และเศษเนื้อที่โดนคัดออกจากร้านสเต็ก สถิติจากองค์การสหประชาชาติบอกว่าของเหลือเหล่านี้นับเป็น 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมดในโลก และมันยังกินได้ ดังนั้น สิ่งที่ลูกชิ้นลูกนี้ต้องการจะบอกก็คือ เพียงเราหาวิธีนำสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นอาหาร เท่านี้ก็ประหยัดทรัพยากรไปได้เยอะแล้วนะ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-1024x683.jpg" alt="food of tomorrow" class="wp-image-131527" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/4.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>มีตบอลลูกต่อมาอย่าง The Artificial Meatball บอกเราว่า ในอนาคตลูกชิ้นเนื้ออาจไม่ได้มีความหมายตรงตัวว่าทำมาจากเนื้อวัว เช่นเดียวกับที่ไส้กรอกหมูอาจไม่ได้ทำมาจากหมู และนักเก็ตไก่ก็อาจไม่ต้องเสียไก่สักตัวในการทำ เพราะเนื้อในอนาคตสามารถเติบโตได้จากห้องแล็บซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการทำฟาร์มปศุสัตว์ที่ก่อมลภาวะให้โลกไปได้มาก</p>



<p>นอกจากนี้ ในเซตมีตบอลมหัศจรรย์พันลึกยังมี The Lean Green Algae Ball หรือลูกชิ้นสาหร่ายที่ไม่ได้อยู่ในหม้อสุกี้ แต่มีขึ้นเพื่อบอกว่าในอนาคตสาหร่ายอาจกลายเป็นวัตถุดิบหลักเพราะเป็นพืชที่โตเร็ว โตได้ทุกที่ที่มีน้ำ แถมมีสารอาหารครบถ้วน, The Urban Farmer’s Ball มีตบอลที่เล่าว่าในอนาคตผักที่เรากินอาจไม่ได้มาจากฟาร์มแสนไกล แต่โตในเมืองที่เราอยู่หรือแม้แต่ในห้องนอนที่บ้านเพื่อลดสิ่งที่เรียกว่า ‘food miles’ หรือระยะทางการขนส่งอาหารเพื่อลดของเสียจากการขนส่ง แถมยังทำให้อาหารที่เรากินสดใหม่ตลอดเวลา หรือจะเป็น The Crispy Bug Ball ที่พูดเป็นเสียงเดียวกับเมนู POP ROACH ว่าแมลงนี่แหละ อาหารแห่งอนาคต</p>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-1 wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-131530" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/5.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-131533" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/7-1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>
</div>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-2 wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-131529" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-131532" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/8.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>
</div>



<p>ในขณะที่ Tomorrow’s Meatball ใช้ความคิดสร้างสรรค์วาดให้เราเห็นภาพของอาหารที่มนุษย์ต้องกินในอนาคต โปรเจกต์ต่อไปอย่าง OPEN MEALS ก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์บวกกับนวัตกรรมเพื่อพามนุษย์ไปชิมอาหารเหล่านั้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ซูชิดิจิ</strong>ทัล</h2>



<p>OPEN MEALS คือกลุ่มนักสร้างสรรค์จากครีเอทีฟเอเจนซี Dentsu ประเทศญี่ปุ่นที่รวมตัวกันพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือ ‘การปฏิวัติอาหารครั้งที่ 5’&nbsp;</p>



<p>หลังการปฏิวัติอาหารครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อมนุษยชาติค้นพบไฟในการประกอบอาหาร ครั้งที่ 2 เมื่อเราเริ่มรู้จักการทำการเกษตร ครั้งที่ 3 ตอนที่เราเริ่มคิดค้นการถนอมอาหาร และการปฏิวัติครั้งล่าสุดคือการทำให้กิจกรรมการผลิตอาหารกลายเป็นอุตสาหกรรม ในการปฏิวัติครั้งที่ 5 OPEN MEALS มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘digitization of food’ อาหารจะผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล และแปรสภาพกลายเป็นชุดข้อมูลที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ครอบครอง และส่งถึงกันผ่านอินเทอร์เน็ตได้! (เราเดาว่าชื่อ OPEN MEALS มาจากคำทางเทคโนโลยีที่คล้ายกันอย่าง open source ซึ่งหมายถึงรูปแบบซอฟต์แวร์ที่นักพัฒนาเปิดเผยและแจกจ่ายโค้ดหรือข้อมูลให้ใครก็ได้สามารถนำไปใช้พัฒนาต่อ)</p>



<p>OPEN MEALS เริ่มต้นโปรเจกต์แรกด้วยการลองเปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นชุดข้อมูลหรือ data และลองใช้ข้อมูลชุดนั้นผลิตอาหารจริงๆ ขึ้นมา โดยเมนูแรกที่เป็นดั่งหนูทดลองคือเมนูอาหารญี่ปุ่นที่มีหน้าตาเรียบง่าย มีคุณลักษณะของวัตถุดิบ พื้นผิว สี รูปทรง และรสชาติแตกต่างกัน เหมาะแก่การแปลค่าเป็นชุดข้อมูลอย่าง ‘โอเด้ง’ นั่นเอง&nbsp;</p>



<p>โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า ‘DIGITAL ODEN’ พวกเขานำโอเด้งหัวไชเท้าญี่ปุ่นหั่นแว่นมาผ่านขั้นตอนตรวจจับรสชาติ วัดค่าโอเด้งชิ้นนี้ออกมาเป็นตัวเลขว่ามีความเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และรสอูมามิอยู่ที่เท่าไหร่ จากนั้นนำโอเด้งไปเข้าเครื่องสแกน 3 มิติเพื่อสร้างไฟล์ 3 มิติของโอเด้งออกมา ก่อนจะนำไปวัดค่าความหนาแน่นและความชื้น และสุดท้ายคือถอดองค์ประกอบของสารอาหารในโอเด้งว่ามีคุณประโยชน์อะไรบ้าง</p>



<p>ลองจินตนาการว่าตอนนี้โอเด้งหัวไชเท้าญี่ปุ่นแสนอร่อยของเราได้กลายสภาพเป็นชุดข้อมูล ก่อนที่ OPEN MEALS จะนำตัวเลขยาวเป็นพรืดใส่เข้าในโปรแกรมและสั่งการเครื่องพิมพ์ 3 มิติให้พิมพ์โอเด้งที่มีเนื้อวัตถุดิบ รสชาติ รูปร่าง สี และพื้นผิวตามชุดข้อมูลที่ได้มาเป๊ะๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และบู้มมมม! ในเวลาเพียงไม่กี่นาที โอเด้งหัวไชเท้าญี่ปุ่นอีกชิ้นที่มีหน้าตาเหมือนชิ้นแรกเป๊ะๆ ก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น แถมกินได้เหมือนกันด้วย!</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-1024x575.png" alt="food of tomorrow" class="wp-image-131542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-1024x575.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-300x168.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-768x431.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9-600x337.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/9.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>DIGITAL ODEN ถือเป็นก้าวแรกของ OPEN MEALS ที่ทดลองแปลงอาหารไปสู่ข้อมูลดิจิทัลและนำข้อมูลดิจิทัลแปลงกลับมาเป็นอาหารด้วยระบบการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งพวกเขามองว่ามันจะกลายเป็นนวัตกรรมหลักของการผลิตอาหารในอนาคต หนึ่ง–เพราะมันช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยของเสียมหาศาลจากการผลิตอาหารหรือทำฟาร์ม สอง–ในอนาคตจะเต็มไปด้วยวัตถุดิบสังเคราะห์ทดแทนมากมายเต็มไปหมด เนื่องจากทรัพยากรจริงมีไม่เพียงพอ เช่น เนื้อปลาเทียมที่สามารถเติบโตและส่งตรงออกจากห้องแล็บ หรือโปรตีนที่แปรรูปมาจากสาหร่ายและแมลง และสาม–เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถเข้าไปอยู่ในครัวเรือนได้ การผลิตอาหารในอนาคตจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมใหญ่อีกต่อไป</p>



<p>เมื่อสามารถแปลงโอเด้งเป็นข้อมูลดิจิทัลได้แล้ว OPEN MEALS ก็จับอาหารอื่นๆ ที่มีในโลกมาทำแบบเดียวกัน ตั้งแต่กล้วยไข่ไปจนถึงตับห่านฟัวกราส์ ข้าวผัดไข่ฝีมือแม่ไปยันอาหารระดับมิชลินสตาร์ ข้อมูลทั้งหมดอัพโหลดขึ้นไปบนแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า ‘Foodbase’ โปรเจกต์ถัดมาที่ทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลอาหารของคนทั้งโลก</p>



<p>ลองนึกภาพ Spotify ที่บรรจุเพลงจากทั่วโลกให้เรากดฟังจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต่างกัน Foodbase ก็บรรจุอาหารทั้งโลกไว้ในรูปแบบรหัสข้อมูล ในวันที่เราเกิดอยากกินข้าวปั้นหน้ากุ้ง สิ่งที่เราต้องทำอาจมีเพียงเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ากับคอมพิวเตอร์และ ‘ปรินต์’ ข้าวปั้นหน้ากุ้งออกมา แพลตฟอร์ม Foodbase นี้ถูกพัฒนาไปพร้อมๆ กับโปรโตไทป์ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Pixel Food Printer ที่ออกแบบมาเพื่อพิมพ์อาหารโดยเฉพาะ เพื่อให้รสชาติและรสสัมผัสที่ใกล้เคียงอาหารจริงที่เรากินกันทุกวันนี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="480" height="270" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/10.png" alt="food of tomorrow" class="wp-image-131545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/10.png 480w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/10-300x169.png 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="417" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/11-1024x417.png" alt="" class="wp-image-131544" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/11-1024x417.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/11-300x122.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/11-768x313.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/11-600x244.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/11.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>และในเทศกาล The South by Southwest หรือ SXSW ที่แบรนด์และเอเจนซีทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่ออัพเดตนวัตกรรมและเทรนด์โลก OPEN MEALS ก็ได้เปิดตัวโปรเจกต์ ‘SUSHI TELEPORTATION’ ที่เป็นเสมือนโชว์เคสของเทคโนโลยีนี้ พวกเขาส่งชุดข้อมูลของเมนูซูชิเจ้าอร่อยจากญี่ปุ่นไปโผล่งานที่อเมริกาด้วยการพิมพ์ออกมาสดๆ ก่อนจะพัฒนาต่อเป็น ‘SUSHI SINGULARITY’ ร้านซูชิแบบโอมากาเสะที่หลอมรวมทุกนวัตกรรมที่ OPEN MEALS พัฒนาเอาไว้มาอยู่ด้วยกัน มันเป็นร้านซูชิที่มีเชฟใหญ่เป็นเครื่องปรินต์ เนื้อปลาบลูฟินทูน่าส่งตรงจากน่านน้ำข้อมูลผ่านสัญญาณไวไฟโดยไม่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลก นอกจากนี้ ซูชิแต่ละคำสามารถควบคุมปริมาณสารอาหารให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายและโรคประจำตัวของแต่ละคนได้ สามารถเลือกได้ว่าเราต้องการคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนขนาดไหน สัดส่วนของปลากับข้าวมาก-น้อยเท่าไหร่ ยิ่งกว่าให้เชฟโอมากาเสะมาปั้นให้เสียอีก</p>



<p>ถ้าใช้ความเป็นจริงในวันนี้เป็นมาตรวัด เราอาจยังนึกไม่ออกว่าโปรเจกต์ดีไซน์ฟิกชั่นอย่าง OPEN MEALS จะมีไว้เพื่ออะไร และจะไปอยู่ตรงไหนในโลก ประโยคเหล่านี้คือความเป็นไปได้และความน่าจะเป็นในอนาคตที่พวกเขาเขียนไว้ในเว็บไซต์ของตัวเอง</p>



<p class="has-text-align-center">‘ยกเมนูจากรายการทำอาหารในทีวีมาไว้บนโต๊ะกินข้าวที่บ้าน’&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">‘เปิดร้านอาหารที่ไม่ต้องมีครัว แค่มีเว็บไซต์’&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">‘แบ่งจานที่เราทำเองให้คนในอีกมุมโลกได้ชิม’&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">‘ส่งอาหารไปอวกาศ’&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">‘ทำอาหารที่เข้ากับความต้องการของแต่ละคนสุดๆ’&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">‘สร้างโลกที่ไม่มีใครต้องหิวโหย’</p>



<p></p>



<p>แม้จินตนาการแห่งอนาคตอย่างแมลงสาบสีม่วงรสมะลิ มีตบอลที่ทำจากแมลง หรือซูชิที่ปรินต์เองได้จะทำให้เราตื่นตาตื่นใจกับภูมิทัศน์ใหม่ทางด้านอาหาร และทำให้ชาวโลกอุ่นใจว่าเราคงมีทางออกบางอย่างที่ทำให้ไม่อดตายยามเกิดวิกฤต แต่ถึงยังไงก็ตาม การบริโภคอย่างพอดีและปรับวิถีชีวิตของคนทั้งโลกเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกทำลายมากและเร็วไปกว่านี้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีอยู่วันยังค่ำ</p>



<p>เพราะถึงวันนั้น แม้อาหารของเราจะเปลี่ยนไปยังไง หน้าตาเมนูของเราจะเป็นแบบไหน</p>



<p>การได้นั่งกินมันท่ามกลางโลกและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์คงทำให้อาหารจานนั้นอร่อยขึ้นบ้าง จริงไหม</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h4>



<p><a href="http://media.mit.edu/projects/pop-roach/overview" target="_blank" rel="noreferrer noopener">media.mit.edu</a></p>



<p><a href="http://open-meals.com/index.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">open-meals.com</a></p>



<p><a href="http://space10.com/project/tomorrows-meatball" target="_blank" rel="noreferrer noopener">space10.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-of-tomorrow/">ลูกชิ้นขยะ แมลงสาบรสมินต์ เครื่องปรินต์ซูชิ เมื่อนักออกแบบจินตนาการเมนูของพรุ่งนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่าให้เพศศึกษาพาสับสน! รู้จัก Domka Spytek นักออกแบบที่เล่าเรื่องเซ็กซ์ผ่านของเล่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/domka-spytek-sex-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2021 18:36:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Sex Education]]></category>
		<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[lqbtq]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซน์]]></category>
		<category><![CDATA[เพศหลากหลาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=125071</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพศศึกษา เราเรียนรู้เรื่อง ‘เซ็กซ์’ กันจากที่ไหน? หนังโป๊, ซีรีส์, เพื่อน, แฟน, กูเกิล, ตัวเอง ฯลฯ หากถามคำถามนี้กับทุกคน เชื่อว่าคำตอบคงวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากนี้ และเดาว่าแหล่งการเรียนรู้เรื่องเซ็กซ์ที่ควรจะสำคัญที่สุดอย่าง ‘ห้องเรียนวิชาเพศศึกษา’ คงถูกนึกออกเป็นคำตอบท้ายๆ อาจเพราะการเรียนเพศศึกษาในบ้านเราที่ดูเหมือนจะเป็นการเรียนเอาฮาและใช้ไม่ได้จริง (สิ่งที่จำได้จากวิชานี้สำหรับผมมีแต่มุกลามกของเพื่อนที่ปลิวว่อนห้องและข้อสอบที่ไล่นักเรียนผู้มีอารมณ์ทางเพศไปเตะบอล) และแม้จะสอนเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการมีอะไรกันอย่างปลอดภัยไปขนาดไหน แต่สุดท้ายศีลธรรมอันดีก็ดูเหมือนจะพยายามฝังหัวเราเป็นนัยๆ ว่า ‘เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่เอากันน่ะดีที่สุด’ &#160; โปแลนด์ ดินแดนที่ห้ามพูดเรื่องเพศ โปแลนด์ก็ดูเหมือนจะมีวิชาเพศศึกษาที่ ‘อาการหนัก’ ไม่แพ้บ้านเรา เผลอๆ อาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นประเทศเคร่งศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายคาทอลิก คำสอนของศาสนาหล่อหลอมให้เกิดสังคมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกจนโปแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเรื่องราวการเหยียดเพศและเกลียดกลัวเพศหลากหลายมากเป็นอันดับต้นๆ ในยุโรป ถึงขนาดมีการจัด ‘เขตปลอด LGBTQ+’ ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ ถ้าอยากรู้ว่าการสอนเพศศึกษาในโปแลนด์เป็นเอามากขนาดไหนก็ลองอ่านย่อหน้านี้ดู “เครื่องแต่งกายที่วาบหวิวเร้าอารมณ์อย่างกระโปรงสั้น, ชุดโชว์สะดือ, กางเกงเอวต่ำ, สายเดี่ยว, แหวกอก และเปิดหลัง คือการเชื้อเชิญและนำไปสู่อะไรที่มากกว่านั้น คุณปล่อยให้คนอื่นมองคุณว่าเป็นผู้หญิงใจง่าย&#8230;ถ้าพวกเขาล่วงเกินคุณ นั่นเป็นความผิดของคุณ ก็เพราะคุณไปยั่วเขาเอง” นี่คือเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ Zycie na maksa หรือ Life [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/domka-spytek-sex-education/">อย่าให้เพศศึกษาพาสับสน! รู้จัก Domka Spytek นักออกแบบที่เล่าเรื่องเซ็กซ์ผ่านของเล่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p style="display:none;">เพศศึกษา</p>
<p>เราเรียนรู้เรื่อง ‘เซ็กซ์’ กันจากที่ไหน?</p>



<p>หนังโป๊, ซีรีส์, เพื่อน, แฟน, กูเกิล, ตัวเอง ฯลฯ หากถามคำถามนี้กับทุกคน เชื่อว่าคำตอบคงวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากนี้ และเดาว่าแหล่งการเรียนรู้เรื่องเซ็กซ์ที่ควรจะสำคัญที่สุดอย่าง ‘ห้องเรียนวิชาเพศศึกษา’ คงถูกนึกออกเป็นคำตอบท้ายๆ</p>



<p>อาจเพราะการเรียนเพศศึกษาในบ้านเราที่ดูเหมือนจะเป็นการเรียนเอาฮาและใช้ไม่ได้จริง (สิ่งที่จำได้จากวิชานี้สำหรับผมมีแต่มุกลามกของเพื่อนที่ปลิวว่อนห้องและข้อสอบที่ไล่นักเรียนผู้มีอารมณ์ทางเพศไปเตะบอล) และแม้จะสอนเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการมีอะไรกันอย่างปลอดภัยไปขนาดไหน แต่สุดท้ายศีลธรรมอันดีก็ดูเหมือนจะพยายามฝังหัวเราเป็นนัยๆ ว่า ‘เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่เอากันน่ะดีที่สุด’</p>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โปแลนด์ ดินแดนที่ห้ามพูดเรื่องเพศ</strong></h2>



<p>โปแลนด์ก็ดูเหมือนจะมีวิชาเพศศึกษาที่ ‘อาการหนัก’ ไม่แพ้บ้านเรา เผลอๆ อาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นประเทศเคร่งศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายคาทอลิก คำสอนของศาสนาหล่อหลอมให้เกิดสังคมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกจนโปแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเรื่องราวการเหยียดเพศและเกลียดกลัวเพศหลากหลายมากเป็นอันดับต้นๆ ในยุโรป ถึงขนาดมีการจัด ‘เขตปลอด LGBTQ+’ ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ</p>



<p>ถ้าอยากรู้ว่าการสอนเพศศึกษาในโปแลนด์เป็นเอามากขนาดไหนก็ลองอ่านย่อหน้านี้ดู</p>



<p><em>“เครื่องแต่งกายที่วาบหวิวเร้าอารมณ์อย่างกระโปรงสั้น, ชุดโชว์สะดือ, กางเกงเอวต่ำ, สายเดี่ยว, แหวกอก และเปิดหลัง คือการเชื้อเชิญและนำไปสู่อะไรที่มากกว่านั้น คุณปล่อยให้คนอื่นมองคุณว่าเป็นผู้หญิงใจง่าย&#8230;ถ้าพวกเขาล่วงเกินคุณ นั่นเป็นความผิดของคุณ ก็เพราะคุณไปยั่วเขาเอง”</em></p>



<p><br>นี่คือเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ <em>Zycie na maksa</em> หรือ <em>Life to the Max</em> หนังสือเรียนสุขศึกษาและชีวิตวัยรุ่นของโรงเรียนในกรุงวอร์ซอซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกในปี 2018 หนังสือเรียนที่สะท้อนแนวคิดชายเป็นใหญ่และไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของร่างกายตัวเองเล่มนี้จุดกระแสให้มีการปฏิรูปการเรียนเพศศึกษาในโปแลนด์ใหม่ และบรรจุมันลงไปเป็นหลักสูตรขั้นพื้นฐานของทุกโรงเรียน (ใช่ ในโปแลนด์ วิชาเพศศึกษาไม่ใช่วิชาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน) รวมถึงเกิดแคมเปญ <a href="#SEXEDpl">#SEXEDpl</a> ที่ขับเคลื่อนให้การพูดเรื่องเพศเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1034" height="740" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1-1.png" alt="" class="wp-image-125079" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1-1.png 1034w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1-1-300x215.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1-1-1024x733.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1-1-768x550.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1-1-600x429.png 600w" sizes="(max-width: 1034px) 100vw, 1034px" /></figure></div>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ให้ดีไซน์จุดประกายเรื่องเพศ</strong></h2>



<p><strong>Domka Spytek</strong> คือนักออกแบบหลากหลายศาสตร์ (multidisciplinary designer) ชาวโปแลนด์ที่เติบโตมาในสังคมอนุรักษนิยม ในสังคมที่เธอคุ้นเคย การพูดเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย การเรียนการสอนเรื่องเพศถูกเล่าผ่านเรื่องเล่าของผู้ชาย ในขณะที่ผู้หญิงไม่เคยรู้สึกมีสิทธิเหนือร่างกายของตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงเพศที่หลากหลายกว่านั้น เกย์, เลสเบี้ยน, ไบเซ็กชวล, น็อน-ไบนารี ฯลฯ เพศเหล่านี้ไม่เคยมีพื้นที่แม้เพียงส่วนเสี้ยวในบทเรียนเพศศึกษา เมื่อสปายเทกได้เข้าเรียนในโรงเรียนออกแบบที่ Pedagogical University of Krakow เธอจึงนำประสบการณ์เรื่องเพศที่ฝังอยู่ในเนื้อตัวเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงในการทำงานออกแบบ</p>



<p>&#8220;สิ่งที่เราไม่พูดกันกลายเป็นความลับ และบ่อยครั้งความลับสร้างความอับอาย ความหวาดกลัว และมายาคติ”</p>



<p>คือประโยคที่สปายเทกเขียนไว้ในเว็บไซต์รวบรวมงานออกแบบของเธอ</p>



<p>‘ข้อเท็จจริง’ ไม่ใช่ ‘มายาคติ’ คือคอนเซปต์ของสื่อการสอนวิชาเพศศึกษาที่เธออยากเห็น วิชาเพศศึกษาไม่ควรสร้างค่านิยมความเป็นหญิงที่ต้องรักนวลสงวนตัว หรือความเป็นชายที่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา แต่ควรเป็นวิชาที่ทำให้ทุกคน–ไม่ว่าจะเป็นเพศใด–ได้เข้าใจร่างกายของตัวเองในทุกช่วงชีวิต และเรียนรู้ที่จะกำหนดขอบเขตให้ร่างกายตัวเอง สิ่งที่วิชาเพศศึกษาควรมอบให้ไม่ใช่ความกลัว (เช่น กลัวท้อง กลัวการทำแท้ง กลัวการติดโรค ฯลฯ จนไม่กล้าทำความรู้จักร่างกายตัวเอง) แต่คือความรู้ เพื่อเสริมพลังให้ทุกคนมีสิทธิในร่างกายตัวเองและรู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ยังไง</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-1024x683.jpg" alt="" data-id="125080" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=125080" class="wp-image-125080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="2880" height="1920" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-1024x683.jpg" alt="" data-id="125081" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=125081" class="wp-image-125081" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></figure></li></ul></figure>



<p><a href="http://ero.edu" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ero.edu</a> คือสื่อการเรียนการสอนวิชาเพศศึกษาที่ออกแบบให้เปิดกว้างและไม่แบ่งแยกเพศ เป็นโปรเจกต์ออกแบบที่สปายเทกพัฒนาตั้งแต่เรียนปริญญาตรีจนถึงปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปะ Konstfack ในสวีเดน</p>



<p>ero.edu ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ ‘ข้อควรปฏิบัติทางเพศ’ เหมือนบทเรียนเพศศึกษาทั่วไป แต่เริ่มต้นที่ความเข้าใจพื้นฐานของร่างกายผ่านอินโฟกราฟิกที่นำเสนอส่วนประกอบของอวัยวะเพศ ในประเทศที่การพูดเรื่องจู๋จิ๋มเป็นสิ่งต้องห้าม ความน่ารักของสื่อการสอนช่วยคลายบรรยากาศและทำให้เด็กๆ กล้าหยิบจับมันมากขึ้น</p>



<p>จากนั้นจึงไปสู่การเรียนภาคปฏิบัติที่เธอออกแบบสื่อการสอนคล้ายเกมกระดาน กติกาคือเด็กๆ ต้องช่วยกันประกอบส่วนต่างๆ ของระบบสืบพันธุ์ขึ้นมา ตรงนี้แหละที่การเล่นมีบทบาทสำคัญ เพราะในระหว่างที่เด็กๆ ได้เล่นด้วยกัน ‘บทสนทนา’ จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ “ร่างกายของฉันเป็นแบบนี้ ร่างกายของเธออาจเป็นอีกแบบ ฉันรู้สึกดีมากกับส่วนนี้ ของเธอล่ะเป็นยังไง&#8230;” บทสนทนาเรื่องเพศเป็นไปแบบสบายๆ ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ไม่ต้องทำตลกกลบเกลื่อน นี่คือสิ่งมีค่าที่สุดที่เด็กๆ จะได้ไปจากงานของเธอ</p>



<p>ero.edu ถูกใช้ในเวิร์กช็อปกับกลุ่มเด็ก ม.1-ม.3 กว่า 100 คนในสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน หลังจากทดลองสปายเทกพบว่ามันทำให้เด็กๆ ที่นั่นเข้าใจกลไกของร่างกายและเชื่อมโยงมันเข้ากับความรู้สึกได้อย่างดี แผนการต่อไปของโปรเจกต์นี้จึงเป็นการผลิตและนำมันกลับไปทัวร์ที่โปแลนด์แดนบ้านเกิดของเธอ ซึ่งน่าจะท้าทายกว่าในสวีเดนหลายเท่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/4-768x1024.jpg" alt="เพศศึกษา" class="wp-image-125085" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/4-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/4-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/4-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/4-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/4.jpg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>สปายเทกมองว่าในการขับเคลื่อนเรื่องเพศ การใช้แคมเปญรณรงค์อย่าง #SEXEDpl เพื่อสื่อสารให้คนในวงกว้างเกิดความตระหนักเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือภาคปฏิบัติ และ ‘การเล่น’ ก็เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะบรรยากาศที่สนุกสนานทำให้คนกล้าที่จะมีส่วนร่วม พูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เมื่อเราอยากให้การคุยกันเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมดา ก็ทำเกมที่เอื้อให้คนได้คุยกันแบบนั้นออกมา</p>



<p>สปายเทกเล่าถึงกลยุทธ์เดียวกันในอีกซีกโลกอย่างอเมริกา ที่นั่นมีบอร์ดเกม The Period Game ที่จำลองการมีรอบเดือนของเด็กแรกรุ่น แต่ละช่องของกระดานคือกระบวนการของร่างกายผู้หญิงขณะมีประจำเดือนซึ่งผู้เล่นจะเรียนรู้ไปตลอดการเดินหมาก ระหว่างทางเราสามารถหงายการ์ดรับมือกับการมีประจำเดือนครั้งแรก เช่น หงายการ์ดโทรไปปรึกษาเพื่อน หงายการ์ดเปิดอกบอกพ่อแม่ ไปจนถึงหงายการ์ดใส่ผ้าอนามัยหรือถ้วยอนามัย เพื่อให้เด็กผู้หญิงวัยใกล้มีประจำเดือนได้เข้าใจวิธีรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญบอร์ดเกมนี้ไม่ได้สงวนให้ผู้หญิงอย่างเดียว แต่จะยิ่งดีเสียอีกถ้าคนต่างเพศจะได้มาเล่นด้วยกันเพื่อเข้าอกเข้าใจเพศหญิงมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-4 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-1024x768.jpg" alt="" data-id="125090" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=125090" class="wp-image-125090" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/5-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-1024x768.jpg" alt="" data-id="125091" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=125091" class="wp-image-125091" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/6-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องเพศแบบใหม่ที่ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้</strong></h2>



<p>ก่อนหน้าที่สปายเทกจะทำสื่อการสอนเด็กอย่าง ero.edu เธอเคยทำสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่ในโปแลนด์ที่เติบโตมากับภาพจำเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นชายและหญิงที่ถูกหล่อหลอมจากค่านิยมของสังคม ประเภท “ผู้ชายต้องเข้มแข็งและไม่แสดงออกความรู้สึก” และ “ผู้หญิงต้องนุ่มนวลและเปราะบาง” หลายครั้งความคิดที่เรามีต่อกันคือจุดเริ่มต้นของความคาดหวังและการทำร้ายหัวใจกันอย่างที่เห็นในหนังสือเรียนเล่มที่เล่าไปตอนต้นนั่นแหละ</p>



<p>งานชิ้นนี้ชวนเรามาสำรวจภาพจำเกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่ทุกคนถูกสังคมหล่อหลอม โดยดีไซเนอร์เริ่มต้นจากการรีเสิร์ชความคิดของคนอายุ 20-75 ปีว่าพวกเขามีภาพจำเกี่ยวกับอัตลักษณ์ นิสัย บุคลิกภาพ ฯลฯ ของเพศชายและหญิงยังไง และถ้าเปรียบอัตลักษณ์นั้นเป็นวัตถุหนึ่งชิ้นมันจะหน้าตาเป็นยังไง เช่น ฟองน้ำสีชมพูนุ่มๆ สื่อถึงความอ่อนโยนของผู้หญิง บล็อกสามเหลี่ยมที่มีตะปูตอกอยู่สื่อถึงความแข็งกร้าวของผู้ชาย หรือบล็อกเหลี่ยมๆ เรียบๆ สื่อถึงความเย็นชา ฯลฯ</p>



<p>จากนั้นสปายเทกก็ผลิตวัตถุแทนอัตลักษณ์เหล่านี้ออกมาจริงๆ ผู้เข้าร่วมจะได้เข้ามาสัมผัสและมีประสบการณ์กับวัสดุหลายรูปทรงหลายพื้นผิว จากนั้นทุกคนจะได้นำวัสดุต่างๆ เหล่านี้มาออกแบบ ‘totem’ แสดงถึงความเป็นชายและหญิงตามภาพจำที่สังคมกำหนด และสุดท้าย พวกเขาจะได้ลองออกแบบโทเทมที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของตัวเองอีกหนึ่งชิ้น</p>



<p>เซอร์ไพรส์เกิดขึ้นกับหลายคนในช่วงที่ทำชิ้นสุดท้ายนี่แหละ เพราะแทบไม่มีโทเทมของใครเลยที่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มักมีชิ้นส่วนของอีกเพศเจือปน ผู้หญิงบางคนก็นิยามตัวเองด้วยบล็อกไม้ตอกตะปู ในขณะเดียวกันก็ไม่ผิดถ้าผู้ชายจะบอกว่าตัวเองมีส่วนประกอบของฟองน้ำสีชมพู เพราะอัตลักษณ์ทางเพศของเราไม่ได้ตายตัวอย่างที่สังคมบอก และที่สำคัญ เพศในโลกนี้ไม่ได้มีแค่สอง หากแต่มีความเป็นไปได้มากมายมหาศาล เช่นเดียวกับโทเทมที่มีหน้าตาแตกต่างกันไปได้เป็นพันๆ แบบ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-1024x1024.png" alt="เพศศึกษา" class="wp-image-125095" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-1024x1024.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1-96x96.png 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/7-1.png 1400w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="724" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8-1024x724.png" alt="" data-id="125101" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8.png" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=125101" class="wp-image-125101" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8-1024x724.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8-300x212.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8-768x543.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8-1536x1086.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8-600x424.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/8.png 1542w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="785" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9-1024x785.png" alt="" data-id="125102" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9.png" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=125102" class="wp-image-125102" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9-1024x785.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9-300x230.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9-768x589.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9-1536x1178.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9-600x460.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/9.png 1648w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-1024x683.jpg" alt="เพศศึกษา" class="wp-image-125104" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/10-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-1024x683.jpg" alt="เพศศึกษา" class="wp-image-125105" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/11-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>นอกจากผลลัพธ์ที่ออกมาตอนสุดท้ายจะน่ารัก น่าเอากลับไปตั้งที่บ้าน ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พูดคุยกับตัวเองระหว่างออกแบบโทเทมคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือโอกาสที่แต่ละคนจะได้ออกแบบชุดความคิดที่มีต่ออัตลักษณ์และเพศสภาพเสียใหม่ และเมื่อแต่ละคนมีมุมมองเรื่องเพศที่เปิดกว้างขึ้น การจะเปลี่ยนมุมมองเรื่องเพศของสังคมก็คงเป็นไปได้</p>



<p>เพราะร่างกายนี้เป็นของเราหาใช่ใครอื่น สุดท้ายแล้ววงสนทนาเรื่องเซ็กซ์ที่เปิดกว้างหรืออึดอัดคับแคบในแต่ละสังคมก็มีพื้นฐานมาจากความคิดเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ ของสังคมนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ สิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง สิทธิที่เราจะพูดเรื่องนี้ได้ตราบใดที่ไม่ไปทำร้ายคนอื่น สิทธิที่จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ และสิทธิที่จะไม่ถูกล่วงเกินจากคนอื่น ไปจนถึงสิทธิที่จะเลือกวิถีทางเพศในแบบของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เมื่อมองกลับมายังบ้านเรา เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงห้องเรียนวิชาเพศศึกษาได้ด้วยการออกแบบบอร์ดเกมหรือสื่อการสอนสนุกๆ เพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องเริ่มจากออกแบบประเทศให้คนเข้าใจและเชื่อในสิทธิมนุษยชนเสียก่อน</p>



<p>&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p><a href="https://www.bbc.com/news/world-europe-45746116" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://www.calvertjournal.com/features/show/11116/sex-education-gender-games-poland-product-design-domka-spytek" target="_blank" rel="noreferrer noopener">calvertjournal.com</a></p>



<p><a href="https://domkaspytek.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">domkaspytek.com</a></p>



<p><a href="https://eroedu.eu" target="_blank" rel="noreferrer noopener">eroedu.eu</a></p>



<p><a href="https://www.periodgame.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">periodgame.com</a></p>


<div style="display:none;"><a href="https://adaymagazine.com"></a><p></p>
</div>


<p></p>



<p></p>


<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/domka-spytek-sex-education/">อย่าให้เพศศึกษาพาสับสน! รู้จัก Domka Spytek นักออกแบบที่เล่าเรื่องเซ็กซ์ผ่านของเล่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตียงกอดได้ ชุดกอดทางไกล และโทรศัพท์เลียหู เมื่องานศิลปะกอดเราได้เหมือนมนุษย์?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hugging-art-and-design/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Feb 2021 18:21:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[social distancing]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[design]]></category>
		<category><![CDATA[กอด]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[งานดีไซน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=121046</guid>

					<description><![CDATA[<p>การกอด ♪ โลกเราวันนี้ สับสนเหลือเกิน ฉันเลยเป็นห่วง เห็นเธอเหนื่อยล้า เลยคิดว่าดี ถ้าเรากอดกัน&#8230; ♪ ปี 2540 ในวันที่วงทีโบนบรรเลงเพลง กอด ผู้คนบนแดนซ์ฟลอร์ที่กอดกันตามคำในเนื้อเพลงและเต้นรำไปพร้อมจังหวะดนตรีเรกเก้คงคิดไม่ถึงว่า อีก 24 ปีให้หลังโลกจะยังสับสนเหมือนเดิมและดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ผู้คนยังคงเหนื่อยล้าไม่เปลี่ยน อาจเพราะในวันนี้การกอดกันอย่างสนิทใจทำได้ยากกว่าในวันนั้น ผู้คนในตอนนั้นคงคิดไม่ถึงว่าในปี 2564 สิ่งที่ฟังดูง่ายๆ อย่าง ‘สัมผัสทางกาย’ จะกลายเป็นสิ่งที่ชาวโลกโหยหา พร้อมกันกับที่คำว่า ‘รักษาระยะห่าง’ กลายเป็นวลีติดปาก เกิดคำอย่าง skin hunger ที่ใช้เรียกผู้ที่หิวโหยสัมผัสมนุษย์จากการใช้ชีวิตห่างเหินกันยาวนานร่วมปี หากจะสัมผัสกันได้ก็ด้วยมือที่อาบกลิ่นเจลแอลกอฮอล์หรือหากจะจูบกันก็ต้องผ่านหน้ากากอนามัย ในช่วงเวลาที่โลกร้างไร้การสัมผัส อ้อมกอดคือสิ่งที่คนโหยหา ศิลปินมากมายสะท้อนสภาวะนี้ออกมาผ่านศิลปะ ส่วนอีกหลายคนเลือกใช้งานศิลปะเป็นเครื่องมือทดแทนสัมผัสที่ขาดหาย วันนี้ Art for All จะพาไปรู้จักงานศิลปะเหล่านั้นกัน การกอดรับรองว่าทุกชิ้นไม่มีป้าย ‘ห้ามสัมผัส’ แน่นอน! &#160; เตียงกอด Lucy McRae คือศิลปินที่นิยามตัวเองว่าเป็น body architect เธอทำงานศิลปะบนเรือนร่างของคนและมักค้นหาความเป็นไปได้ในอาณานิคมผิวกายด้วยการเชื่อมโยงจินตนาการถึงโลกอนาคตเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพ นอกจากนี้แมคเรยังเคยเสนอคำว่า ‘touch [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hugging-art-and-design/">เตียงกอดได้ ชุดกอดทางไกล และโทรศัพท์เลียหู เมื่องานศิลปะกอดเราได้เหมือนมนุษย์?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">การกอด</span></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">♪ โลกเราวันนี้ สับสนเหลือเกิน ฉันเลยเป็นห่วง<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">เห็นเธอเหนื่อยล้า เลยคิดว่าดี ถ้าเรากอดกัน&#8230; ♪</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2540 ในวันที่วงทีโบนบรรเลงเพลง <em>กอด</em> ผู้คนบนแดนซ์ฟลอร์ที่กอดกันตามคำในเนื้อเพลงและเต้นรำไปพร้อมจังหวะดนตรีเรกเก้คงคิดไม่ถึงว่า อีก 24 ปีให้หลังโลกจะยังสับสนเหมือนเดิมและดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ผู้คนยังคงเหนื่อยล้าไม่เปลี่ยน อาจเพราะในวันนี้การกอดกันอย่างสนิทใจทำได้ยากกว่าในวันนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้คนในตอนนั้นคงคิดไม่ถึงว่าในปี 2564 สิ่งที่ฟังดูง่ายๆ อย่าง ‘สัมผัสทางกาย’ จะกลายเป็นสิ่งที่ชาวโลกโหยหา พร้อมกันกับที่คำว่า ‘รักษาระยะห่าง’ กลายเป็นวลีติดปาก เกิดคำอย่าง </span><a href="https://adaymagazine.com/skin-hunger/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">skin hunger</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ใช้เรียกผู้ที่หิวโหยสัมผัสมนุษย์จากการใช้ชีวิตห่างเหินกันยาวนานร่วมปี หากจะสัมผัสกันได้ก็ด้วยมือที่อาบกลิ่นเจลแอลกอฮอล์หรือหากจะจูบกันก็ต้องผ่านหน้ากากอนามัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่โลกร้างไร้การสัมผัส อ้อมกอดคือสิ่งที่คนโหยหา ศิลปินมากมายสะท้อนสภาวะนี้ออกมาผ่านศิลปะ ส่วนอีกหลายคนเลือกใช้งานศิลปะเป็นเครื่องมือทดแทนสัมผัสที่ขาดหาย วันนี้ Art for All จะพาไปรู้จักงานศิลปะเหล่านั้นกัน</span></p>
<p><span style="display: none;">การกอด</span><span style="font-weight: 400;">รับรองว่าทุกชิ้นไม่มีป้าย ‘ห้ามสัมผัส’ แน่นอน!</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เตียงกอด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Lucy McRae คือศิลปินที่นิยามตัวเองว่าเป็น body architect เธอทำงานศิลปะบนเรือนร่างของคนและมักค้นหาความเป็นไปได้ในอาณานิคมผิวกายด้วยการเชื่อมโยงจินตนาการถึงโลกอนาคตเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพ นอกจากนี้แมคเรยังเคยเสนอคำว่า ‘touch crisis’ หรือ ‘วิกฤตการสัมผัส’ ไว้ตั้งแต่โลกยังไม่รู้จักโควิด-19 และคำว่า social distancing เสียอีก</span></p>
<p>(ถ้าคอนเซปต์งานของแมคเรฟังดูซับซ้อน เราขออธิบายง่ายๆ ว่างานของเธอใช้จินตนาการคล้ายหนัง Sci-Fi เช่น ชุดของเราจะเป็นยังไงถ้าอยู่บนดาวอังคาร และมักถ่ายทอดจินตนาการผ่านศาสตร์ที่เธอถนัดคือชีววิทยา เช่น การสร้างเส้นใยชีวภาพหรือปลูกถ่ายเส้นใยผ้าลงบนร่างกาย ถึงอย่างนั้นงานส่วนใหญ่ของเธอไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จริงแต่เป็นตัวต้นแบบเพื่อเล่าถึงโลกในอนาคตมากกว่า)<span style="display: none;">การกอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปช่วง 8 สัปดาห์แรกของมนุษย์ในท้องแม่ สัมผัสทางกายคือผัสสะแรกที่เรารับรู้ได้ก่อนจะเริ่มมองเห็น ได้ยินเสียง และรู้รสชาติ กายสัมผัสจึงเป็นภาษาแรกที่มนุษย์ใช้สื่อสาร ทารกที่ร้องไห้สงบลงได้เมื่ออยู่ในอ้อมกอดแม่ การได้สัมผัสผิวหนังและแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจของคนที่เราคุ้นเคยจึงเชื่อมโยงกับความรู้สึกปลอดภัย แต่ในวันนี้สิ่งที่เราสัมผัสมากที่สุดในแต่ละวันของชีวิตกลับเป็นหน้าจอทัชสกรีนแทนที่จะเป็นผิวหนังของใครสักคน เราสะกิดเพื่อนด้วยการแตะหน้าจอส่งสติ๊กเกอร์ และมอบกอดผ่านการกด ‘ปุ่มแคร์’ มากกว่ากอดกันจริงๆ นี่คือช่วงเวลาที่เราแตะกันมากที่สุดผ่านเทคโนโลยีแต่แตะตัวกันน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าชีวิตที่ขาดความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจจากการสัมผัสเป็นเวลานานส่งผลต่อสุขภาวะที่ดีของเรา นี่คือสิ่งที่แมคเรมองว่าเป็นต้นเหตุของ ‘วิกฤต’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใน Festival of the Impossible เทศกาลดิจิทัลอาร์ตในซานฟรานซิสโกที่ชวนศิลปินมาค้นหาความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่างคนกับเทคโนโลยีที่จัดขึ้นเมื่อปี 2019 แมคเรเปิดตัวงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เธอเรียกว่าเป็น ‘Future Survival Kit’ หรือ ‘ชุดยังชีพแห่งอนาคต’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘Compression Carpet’ คือเตียงขนาดพอดีตัวคน หน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากหนังดิสโทเปียผสมการ์ตูนช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ก บนเตียงคือฟูกที่มีผิวสัมผัสและสีใกล้เคียงผิวกายมนุษย์ พื้นที่ตรงกลางเว้นไว้ให้คนลงไปนอนเพื่อให้งานศิลปะชิ้นนี้ ‘กอด’ เรา โดยคนที่ลงไปนอนสามารถปรับเลือกได้ว่าต้องการกอดแน่นๆ แบบอิ่มใจ หรือกอดหลวมๆ แบบกำลังสบาย</span></p>
<p><div id="attachment_121062" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121062" class="wp-image-121062 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-1024x755.jpeg" alt="การกอด" width="1024" height="755" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-1024x755.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-300x221.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-768x566.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1-600x443.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-121062" class="wp-caption-text">Compression Carpet, Lucy McRae (2019)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าทางการแพทย์มีการใช้ ‘เตียงกอด’ หรือ ‘hug machine’ อยู่จริงๆ เตียงนี้มีกลไกใกล้เคียงกับงานของแมคเร ใช้สำหรับบำบัดผู้ป่วยออทิสติกหรือผู้ที่มีภาวะ hypersensitivity (ไวต่อสัมผัส) เพราะแรงกดและกอดสามารถทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบและปลอดภัยขึ้นได้ เช่นกันกับที่แมคเรเล่าถึงเอฟเฟกต์จากงานของเธอ เพียง 3 นาทีหลังถูกกอดโดย Compression Carpet หลายคนมีแววตาเปี่ยมสุขขึ้นทันที ผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ลองเตียงกอด เปรียบประสบการณ์การถูกกอดโดยเครื่องนี้กับอ้อมกอดจากเพื่อนของเธอทุกครั้งที่เธอรู้สึกวิตกกังวลและประคองใจไม่ไหว</span></p>
<p><span style="display: none;">การกอด</span><span style="font-weight: 400;">ในทางฟังก์ชั่น Compression Carpet อาจดูเหมือนเป็นต้นแบบของผลิตภัณฑ์ประจำครัวเรือนในโลกอนาคต แต่ในอีกทางหนึ่ง เตียงกอดช่วยสะกิดให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวกั้นกลาง เพราะการจะใช้เตียงกอดนี้จำเป็นต้องมีคนอีกคนคอยหมุนด้ามจับเพื่อทำให้เครื่องกอดเราแน่นขึ้น เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแทนที่จะนอนกอดกับเครื่องจักรไร้ชีวิตทำไมคนเราจึงไม่ลุกไปกอดกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แน่ใจว่านี่คือคำถามที่แมคเรตั้งใจทิ้งไว้ในเครื่องกอดนี้หรือเปล่า</span></p>
<p><div id="attachment_121063" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121063" class="wp-image-121063 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-1024x683.jpeg" alt="การกอด" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-121063" class="wp-caption-text">Compression Carpet, Lucy McRae (2019)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ผนังกอด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงศิลปะ คุณนึกถึงงานประเภทไหนเป็นอย่างแรก? งานจิตรกรรมที่ต้องมองด้วยตา sound art ที่ต้องฟังด้วยหู หรืองาน installation ที่สามารถสัมผัสได้ตามใจชอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนิทรรศการชื่อ The Senses: Design Beyond Vision ภัณฑารักษ์จาก Cooper Hewitt, Smithsonian Design Museum ตั้งคำถามว่าเหตุใดโลกศิลปะและการออกแบบจึงให้ความสำคัญกับการมองเห็นมากกว่าผัสสะอื่นๆ เธอนำแนวคิดทางมานุษยวิทยาตะวันตกอย่าง ‘ocularcentrism’ ที่บอกว่า ‘ดวงตาคือศูนย์กลางของการรับรู้’ มาเป็นตัวอย่าง เรารับรู้และเชื่อในสิ่งที่ดวงตาเห็นมากกว่าผัสสะอื่นๆ แนวคิดนี้มีผลกับโลกศิลปะและการออกแบบมหาศาล ทำให้เวลาเราพูดถึงงานศิลปะหรืองานออกแบบสักชิ้น ‘ภาพ’ หรือ ‘ฟอร์ม’ จึงถูกให้ความสำคัญเหนือผัสสะที่เหลือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากคำถามที่ว่า นิทรรศการ The Senses: Design Beyond Vision จึงรวบรวมเอางานศิลปะที่ลดความสำคัญของการมองเห็นและเพิ่มน้ำหนักให้กับผัสสะอื่นๆ มาแสดงเพื่อเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้โลกศิลปะและการออกแบบ มีตั้งแต่ installation art ที่ต้องใช้จมูกดม ภาพพิมพ์ที่ชิมได้ และงานศิลปะที่ต้องเอาตัวเข้าไปกอด อย่าง ‘Tactile Orchestra’</span></p>
<p><div id="attachment_121064" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121064" class="wp-image-121064 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1-1024x680.jpg" alt="การกอด" width="1024" height="680" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1-768x510.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1-600x398.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-121064" class="wp-caption-text">Tactile Orchestra, Studio Roos Meerman &amp; KunstLAB (2017)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยืนมองจากภายนอก ผลงานของ Studio Roos Meerman และ KunstLAB ชิ้นนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากผนังบุขนสัตว์สีดำความยาว 6 เมตร แต่ทันทีที่เราเข้าไปจับ ลูบ คลำ ขยำ และแนบกอดลงบนผนังนุ่มๆ เราจะได้ยินเสียงเพลงดังขึ้น แถมการกอดแต่ละจุดก็ให้ทำนองที่ไม่เหมือนกันด้วย เมื่อหลายคนเข้าไปกอดผนังพร้อมกันเสียงที่ออกมาจึงสอดประสานกันไม่ต่างจากเครื่องดนตรีของวงออร์เคสตราที่สอดประสานเป็นท่วงทำนอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าจุดประสงค์ของ Tactile Orchestra จะเป็นเพียงการทดลองว่าคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับศิลปะด้วยการใช้ร่างกายและผัสสะอื่นๆ  นอกเหนือจากการมองเห็นได้มากน้อยแค่ไหน แต่ของแถมที่คนดูได้ไปอย่างการสวมกอดขนนุ่มๆ ก็ทำให้งานศิลปะชิ้นนี้เป็นงานที่มีคนมาใช้เวลามากที่สุดชิ้นหนึ่งในนิทรรศการ และคงทำให้ผู้ชมนิทรรศการที่กำลังเหงาอยากซื้องานศิลปะชิ้นนี้กลับไปตั้งไว้บ้านกันบ้างแหละ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เสากอด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอเดียของ ‘ศิลปะกอดได้’ ไม่ได้มีอยู่แค่ในแกลเลอรีหรือเทศกาลศิลปะ แต่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่คนต้องการมันมากที่สุดอย่างศูนย์ดูแลสุขภาพจิตด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Mental Health Care GGz คือศูนย์ดูแลสุขภาพจิตในเมืองเบรดา เนเธอร์แลนด์ ที่ภายในโถงทางเดินแผนกสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นมีเสาทรงกลมมน สูงราวตัวคนตั้งอยู่ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอาจมองว่าสวยน่าถ่ายรูปลงอินสตาแกรม แต่สำหรับ Daan Roosegaarde ผู้ออกแบบเสา ‘Lunar’ เชื่อว่าการสัมผัสนั้นสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่กำลังเผชิญกับความเปราะบางทางจิตใจ และหวังให้ศิลปะชิ้นนี้ช่วยเยียวยาพวกเขา</span></p>
<p><div id="attachment_121065" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121065" class="size-large wp-image-121065" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-1-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-1-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-121065" class="wp-caption-text">Lunar, Studio Roosegaarde (2011)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสาหน้าตาน่ารักนี้ตั้งไว้ให้กอด ทุกครั้งที่เด็กๆ มอบสัมผัสและกอดมัน เสาจะเปล่งแสงและเสียงเหมือนมีชีวิตด้วยเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ภายใน แม้จะเป็นแค่งานศิลปะ แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่รู้สึกโดดเดี่ยวและกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต ‘เสากอด’ คงจะพอทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่สามารถซัพพอร์ตพวกเขาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ </span></p>
<p><div id="attachment_121066" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121066" class="size-large wp-image-121066" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-1-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-1-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-121066" class="wp-caption-text">Lunar, Studio Roosegaarde (2011)</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ชุดกอดทางไกล</h3>
<p><div id="attachment_121068" style="width: 828px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121068" class="size-full wp-image-121068" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1.jpg" alt="การกอด" width="818" height="614" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1.jpg 818w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-1-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 818px) 100vw, 818px" /><p id="caption-attachment-121068" class="wp-caption-text">Emotional First Aid, Elena Lasaite (2020)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความโหยหาสัมผัสที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดนเร่งปฏิกิริยาให้รุนแรงขึ้นในช่วงโควิด-19 ทุกคนต่างเก็บตัวอยู่ในบ้าน มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวผ่านบานหน้าต่างของโปรแกรม Zoom และกรอบเล็กๆ ของโทรศัพท์สมาร์ตโฟน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลานี้ ศิลปินอย่าง Elena Lasaite ตั้งคำถามว่า ‘หากเราต้องการที่พึ่งทางใจเป็นอ้อมกอดจริงๆ ของใครสักคนจะทำยังไง?’</span></p>
<p style="display: none;">การกอด</p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคืองานศิลปะที่ดูเผินๆ เหมือนเสื้อชูชีพอย่าง ‘Emotional First Aid’ หรือที่เราขอเรียกเป็นภาษาไทยว่า ‘ชุดปฐมพยาบาลทางใจ’ ชุดเป่าลมตัวนี้ออกแบบให้เมื่อสวมใส่จะมีรูปทรงคล้ายแขนมนุษย์โอบกอดเราจากด้านหลัง สร้างขึ้นสำหรับใครที่ต้องการกอดแบบฉุกเฉินโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวอย่างช่วงล็อกดาวน์ เพียงเป่าลมเข้าไปแค่ 20 วินาทีชุดกอดก็สามารถช่วยชีวิตเราได้ทันที!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น ชุดเป่าลมธรรมดาไม่อาจเยียวยาความรู้สึกเหงาของเราได้จริงๆ งานศิลปะของเอเลน่าเพียงกำลังบอกเราว่าทุกวันนี้ความเหงาและความหิวโหยสัมผัสกลายเป็นโรคฮิตของมนุษย์จนต้องมีชุดปฐมพยาบาลซะแล้วต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน Sandeep Hoonjan และ Xianzhi Zhang สองนักศึกษาออกแบบจาก Royal College of Art ก็คงมีวิถีชีวิตไม่ต่างกับเอเลน่ามากนัก แต่คำถามของทั้งสองต่างออกไป พวกเขาสงสัยว่าเทคโนโลยีจะสามารถทำให้เราส่งสารเป็นผัสสะอื่นๆ นอกจากภาพและเสียงอย่างที่เป็นอยู่ได้ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘Feel the conversation’ คือระบบโทรศัพท์ที่สามารถแปลงเสียงสนทนาที่สองฝั่งคุยกันให้กลายเป็นการสัมผัสทางกาย ว่าง่ายๆ คือเมื่อเรารับสายแล้วเซย์ฮัลโหล แทนที่คนอีกฝั่งจะได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียวสิ่งที่เขาจะได้แถมไปด้วยคือการสัมผัสอย่างการถูกเลียหู!</span></p>
<p><div id="attachment_121069" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-121069" class="size-large wp-image-121069" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-1-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-121069" class="wp-caption-text">Feel the conversation, Sandeep Hoonjan &amp; Xianzhi Zhang (2020)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบที่ทั้งสองสร้างขึ้นคือหูโทรศัพท์ติดตั้งซิลิโคนรูปร่างหน้าตาเหมือนลิ้นซึ่งสามารถขยับขึ้นลงได้คล้ายการเลีย เมื่อฝั่งหนึ่งเริ่มพูด สัญญาณเสียงจะถูกแปลงเป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะการพูดและความดัง เช่น ถ้าเรากระซิบเนิบๆ ว่า “สวัสดีจ้ะ” หูโทรศัพท์ก็จะเลียอย่างนุ่มนวลหรือถ้าเราตะโกนแบบกระแทกกระทั้นว่า “เป็นไงบ้างวะเพื่อน!” ลิ้นที่หูโทรศัพท์ก็จะเลียหูเพื่อนเราแบบเอาเป็นเอาตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้งานศิลปะชิ้นนี้จะไม่ได้กอดเราเหมือนชิ้นอื่นแต่ก็จุดประกายแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าการส่ง haptic message หรือ ‘ข้อความที่สัมผัสได้ด้วยร่างกาย’ ในช่วงเวลาที่คนต้องอยู่ไกลกันจะสามารถทดแทนการสัมผัสและเยียวยาผู้คนที่กำลังโหยหาการแตะเนื้อต้องตัวได้หรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไม่นานมานี้ Disney และแลปพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตอย่าง MIT Media Lab ร่วมกันพัฒนาชุด ‘Force Jacket’ ที่ทำให้สัมผัสทางกายเกิดขึ้นได้ขณะที่เราเล่นเกมหรือชมภาพยนตร์แบบ virtual reality ภายในแจ็กเก็ตประกอบด้วยถุงลมที่สามารถยุบ-พองได้ตามการควบคุม, เซนเซอร์ที่สามารถปล่อยแรงดันเฉพาะจุด รวมถึงเครื่องสร้างแรงสั่นทะเทือนความถี่สูง เมื่อสวมเข้าไปพร้อมกับแว่น VR เราจึงสามารถรับรู้ ‘สัมผัสเสมือน’ ในส่วนบนของร่างกายได้เหมือนไปยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-121070" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-1024x570.png" alt="" width="1024" height="570" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-1024x570.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-300x167.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-768x427.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-600x334.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิดีโอทดลองของพวกเขาทำให้เห็นว่าเมื่อสวมชุดนี้เล่นเกมสโนว์บอล เราจะรู้สึกเหมือนโดนลูกบอลหิมะปาใส่ตัว หรือรู้สึกเหมือนโดนตุ๊ยท้องได้เมื่อใส่ตอนเล่นเกมชกมวย และที่เด็ดที่สุดคือมันสามารถจำลองความรู้สึกเหมือนเรากำลังถูกสวมกอดโดยใครบางคนได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อบวกไอเดียสัมผัสทางไกลของ ‘Feel the conversation’ เข้ากับไอเดียของชุดกอดเสมือน ภาพอนาคตก็ฉายให้เห็นว่าวันหนึ่งการ ‘กอด’ อาจสามารถส่งถึงกันได้จากทางไกลจากคนหนึ่งถึงอีกคน เราอาจสัมผัสร่างกายกันแบบข้ามทวีป ไปจนถึงว่าเราอาจสามารถสวมกอดกับคนที่จากไปแล้วได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไงก็ตาม ไม่ว่าอ้อมกอดจากงานศิลปะ งานดีไซน์ และเทคโนโลยีในอนาคตเหล่านี้จะใกล้เคียงกอดจริงแค่ไหน กอดที่มาจากแรงบีบของกลไกคงไม่สามารถทดแทนกอดจริงๆ จากมนุษย์ได้ เพราะในอ้อมกอดของคนนั้นเราสามารถสัมผัสทั้งกลิ่น เสียง อุณหภูมิ และความอบอุ่นที่คุ้นเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน การเห็นงานศิลปะอย่างเตียงกอด เสากอด ไปจนถึงชุดกอด กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าโลกเราในวันนี้เต็มไปด้วยคนที่กำลังโดดเดี่ยวมากมายเพียงใดจนแค่เห็นภาพก็อยากจะลุกไปกอดใครสักคน</span></p>
<hr />
<h4><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></h4>
<p><a href="https://www.designboom.com/design/elena-lasaite-emotional-first-aid-kit-experience-hug-03-19-2020/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">designboom.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.dezeen.com/2020/05/27/sandeep-hoonjan-xianzhi-zhang-haptic-phones/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">dezeen.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.lucymcrae.net/compression-carpet" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">lucymcrae.net</span></a></p>
<p><a href="http://roosmeerman.com/news/tactile-orchestra-new-york" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">roosmeerman.com</span></a></p>
<p><a href="https://variety.com/2018/digital/news/disney-force-jacket-prototype-haptic-feedback-1202788359/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">variety.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hugging-art-and-design/">เตียงกอดได้ ชุดกอดทางไกล และโทรศัพท์เลียหู เมื่องานศิลปะกอดเราได้เหมือนมนุษย์?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมาธิดีไซน์ : รวมงานศิลปะและดีไซน์ที่ช่วยสงบจิตสงบใจในยามอยากกรี๊ดดังๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/meditation-design/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Jan 2021 17:49:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[meditation]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วัด]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซน์]]></category>
		<category><![CDATA[งานออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118660</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาธิ จากรายงานของ World Economic Forum 10 ทักษะที่คนทำงานสนใจเรียนรู้มากที่สุดในปี 2020 อันดับที่ 5 คือ การทำสมาธิ (meditation) ไม่เพียงเท่านั้น อันดับอื่นๆ ยังเป็นทักษะเชิงอารมณ์และสังคมแทบทั้งหมด อย่างการรับฟัง การมีสติ หรือความเมตตากรุณา ต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากปี 2019 ที่คนมักเทความสนใจไปที่ทักษะทางวิชาชีพอย่าง algorithm, cloud computing หรือ deep learning จะว่าเป็นสถิติที่น่าแปลกใจก็ไม่เชิง เพราะในปี 2020 ความท้าทายทางเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องรอง หรือเผลอๆ อาจจิ๊บจ๊อยไปเลยด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับวิกฤตมากมายที่อุบัติขึ้นท้าทายมนุษย์โลก ท่ามกลางความเปราะบางและสั่นไหว ทักษะอย่าง ‘การทำสมาธิ’ จึงเป็นเหมือนชุดปฐมพยาบาลทางใจที่หลายคนแสวงหาในปีที่ผ่านมา  &#160; อย่าเพิ่งนึกถึงพิธีกรรมทางศาสนา เพราะปัจจุบันมีงานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์นับไม่ถ้วนที่ศึกษาเรื่องการทำสมาธิอย่างจริงจังและรายงานถึงคุณประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยเรื่องความคิด ความทรงจำ ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ ไปจนถึงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่มากกว่าประโยชน์ใดๆ สำหรับตัวผมเอง การทำสมาธิคือช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราจะได้มีโอกาสเชื่อมต่อกับตัวเองบ้างท่ามกลางโลกที่บังคับให้เราต้องเชื่อมต่อกับสิ่งอื่นตลอดเวลา ความท้าทายของการฝึกสมาธิคือเราไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการอ่านหรือรับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง และใช่ว่าการเริ่มต้นฝึกสมาธิจะทำได้ง่ายๆ สำหรับทุกคนซะที่ไหน (ลองรำลึกความทรงจำในคาบพระพุทธฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/meditation-design/">สมาธิดีไซน์ : รวมงานศิลปะและดีไซน์ที่ช่วยสงบจิตสงบใจในยามอยากกรี๊ดดังๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="display: none;">สมาธิ</p>
<p>จากรายงานของ World Economic Forum 10 ทักษะที่คนทำงานสนใจเรียนรู้มากที่สุดในปี 2020 อันดับที่ 5 คือ การทำสมาธิ (meditation) ไม่เพียงเท่านั้น อันดับอื่นๆ ยังเป็นทักษะเชิงอารมณ์และสังคมแทบทั้งหมด อย่างการรับฟัง การมีสติ หรือความเมตตากรุณา ต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากปี 2019 ที่คนมักเทความสนใจไปที่ทักษะทางวิชาชีพอย่าง algorithm, cloud computing หรือ deep learning</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าเป็นสถิติที่น่าแปลกใจก็ไม่เชิง เพราะในปี 2020 ความท้าทายทางเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องรอง หรือเผลอๆ อาจจิ๊บจ๊อยไปเลยด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับวิกฤตมากมายที่อุบัติขึ้นท้าทายมนุษย์โลก ท่ามกลางความเปราะบางและสั่นไหว ทักษะอย่าง ‘การทำสมาธิ’ จึงเป็นเหมือนชุดปฐมพยาบาลทางใจที่หลายคนแสวงหาในปีที่ผ่านมา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าเพิ่งนึกถึงพิธีกรรมทางศาสนา เพราะปัจจุบันมีงานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์นับไม่ถ้วนที่ศึกษาเรื่องการทำสมาธิอย่างจริงจังและรายงานถึงคุณประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยเรื่องความคิด ความทรงจำ ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ ไปจนถึงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่มากกว่าประโยชน์ใดๆ สำหรับตัวผมเอง การทำสมาธิคือช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราจะได้มีโอกาสเชื่อมต่อกับตัวเองบ้างท่ามกลางโลกที่บังคับให้เราต้องเชื่อมต่อกับสิ่งอื่นตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความท้าทายของการฝึกสมาธิคือเราไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการอ่านหรือรับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง และใช่ว่าการเริ่มต้นฝึกสมาธิจะทำได้ง่ายๆ สำหรับทุกคนซะที่ไหน (ลองรำลึกความทรงจำในคาบพระพุทธฯ ที่เราโดนบังคับให้นั่งสมาธิคงพอนึกออก) กำแพงทางศาสนาและขั้นตอนการปฏิบัติที่ถ่ายทอดให้เข้าใจยากเข้าขั้นแอ็บสแตรกท์คือปราการด่านใหญ่ที่กั้นผู้คนจากทักษะนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ ยังมีคนที่พยายามสร้างสะพานเชื่อมให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงการทำสมาธิได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านศาสนาหรือพิธีเคารพบูชาอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สะพานนั้นเรียกว่า ‘ศิลปะและงานออกแบบ’</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สมาธิสเปซ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายปีก่อนเมื่อครั้งไปเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผมลองเสิร์ชหาสถานที่น่าสนใจไม่ไกลจากที่พักและพบกับสถานที่ชื่อ Muon Meditation Studio เมื่อได้อ่านก็พบว่ามันคือ ‘สถานที่นั่งสมาธิ’ ที่ตั้งอยู่ใจกลางชินจูกุ ย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดในโตเกียว ตอนนั้นผมอุทานขึ้นมาในใจว่า “เฮ้ย มันมีที่สำหรับนั่งสมาธิที่ไม่ใช่วัดด้วยว่ะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ไม่ได้เข้าไปใช้บริการเพราะต้องจองล่วงหน้า แต่ดูจากภาพก็พอจะเห็นว่าบรรยากาศของ ‘สมาธิสถาน’ แห่งนี้ นอกจากจะไม่ใกล้เคียงกับวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมยังดูจะใกล้เคียงกับสปาหรือฟิตเนสมากกว่าด้วยซ้ำ ตั้งแต่รีเซปชั่นตกแต่งแบบมินิมอล ทางเดินแคบและยาวที่มีแค่แสงสลัวนำทาง ห้องล็อกเกอร์ให้เราวางสัมภาระทุกอย่างเอาไว้ และห้องสำหรับทำสมาธิที่ไม่ได้มีอาสนและพระประธานแต่มีเพียงแท่งไฟสีเหลืองอุ่นให้คนนั่งลงตรงหน้าและใช้แสงไฟนั้นเป็นตัวช่วยทำสมาธิและกำหนดใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118661" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/1-4.jpg" alt="สมาธิ" width="1200" height="800" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118662 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2-6-e1610113066727.jpg" alt="สมาธิ" width="1200" height="800" /></p>
<p><div id="attachment_118663" style="width: 4144px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-118663" class="wp-image-118663" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/3-6.jpg" alt="สมาธิ" width="4134" height="2756" /><p id="caption-attachment-118663" class="wp-caption-text">ภาพ : ondesign.co.jp/city/interior/2536</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนสนใจการทำสมาธิ แต่สถานที่อย่างวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมก็ห่างไกลจากไลฟ์สไตล์หรือแม้แต่ความเชื่อของคนคนนั้น การออกแบบพื้นที่อย่าง Muon จึงช่วยปลดพันธนาการการนั่งสมาธิที่เคยผูกติดอยู่กับพื้นที่ทางศาสนาและเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาเรียนรู้ทักษะนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับศาสนสถาน แต่ ondesign สตูดิโอผู้ออกแบบสมาธิสถานเล่าว่าทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในนี้ออกแบบโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ในศาสนสถานและห้องชงชาในวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด เช่น ทางเดินยาวนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศาลเจ้าญี่ปุ่น (นอกจากจะทำให้บริเวณวัดสงบจากการรบกวนของเขตเมืองยังเป็นกุศโลบายให้ผู้มาเยือนละทิ้งเรื่องราวของโลกภายนอกไว้ข้างหลัง) ส่วนห้องนั่งสมาธิได้แรงบันดาลใจมาจากป่าไผ่ที่เห็นตามวัดญี่ปุ่น ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ของความสันโดษแม้ผู้ใช้บริการจะเพิ่งเดินฝ่าคลื่นมนุษย์ในชินจูกุมาเดี๋ยวเดียว</span></p>
<p style="display: none;">สมาธิ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมาธิสถานหรือห้องสมาธิ เป็นสัญญาณบอกว่า ‘ความสงบ’ กลายเป็นสิ่งมีค่าและเป็นที่ต้องการในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายและหาความสงบได้ยากอย่างเขตเมือง โดยเฉพาะในออฟฟิศ ล่าสุดสตูดิโอออกแบบอย่าง Office Of Things จึงทำโปรเจกต์ออกแบบห้องสมาธิสำหรับติดตั้งในที่ทำงานโดยเฉพาะ เป็นโครงการระยะยาวเพื่อค้นหาคำตอบว่า การมีพื้นที่ผ่อนคลายจิตใจในสถานที่ทำงานจะสร้างประโยชน์อะไรให้กับคนและองค์กรบ้าง</span></p>
<p><div id="attachment_118664" style="width: 435px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-118664" class="wp-image-118664" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/4-3-e1610113179649.jpg" alt="สมาธิ" width="425" height="675" /><p id="caption-attachment-118664" class="wp-caption-text">ภาพ : oo-t.co</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในออฟฟิศปกติ เมื่อพนักงานอยากหลบออกไปพักสมองจากงานเป็นเวลาสั้นๆ ห้องครัว ตู้กดน้ำ หรือพื้นที่สูบบุหรี่อาจจะเป็นคำตอบ แต่หลายครั้งในสถานที่เหล่านั้นเราก็ยังไม่วายต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานและบทสนทนาที่สุดท้ายทำให้เราไม่ได้อยู่กับตัวเองอยู่ดี ห้องสมาธิจึงถูกออกแบบมาให้เข้าไปได้ทีละคน ภายในมีเบาะนุ่มๆ บุไว้รอบ บนเพดานออกแบบแสงช่วยให้เกิดความสงบ และเสียงเงียบที่ทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกในเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลับมาทำงานด้วยความสดชื่น สามารถโฟกัสและตัดสินใจกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันห้องสมาธิถูกนำไปติดตั้งในออฟฟิศระดับโลกอย่างยูทูบและกูเกิล แม้ตอนนี้จะเข้าสู่ช่วงเวิร์กฟรอมโฮม (อีกครั้ง) แต่ในช่วงเวลาที่อยู่บ้าน งานและชีวิตอาจกลืนกันเป็นเนื้อเดียว ผมคิดว่าการหาพื้นที่ทำสมาธิเพื่อพักใจ พักจากงาน และเชื่อมต่อกับตัวเองก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สมาธิทีวี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากนึกถึงสื่อที่ช่วยฝึกสมาธิ ความคิดแรกคงหนีไม่พ้นเทปเสียงธรรมะ “หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ” ที่เราคุ้นหูตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นฟังทีไรเป็นนั่งหลับสัปหงก และตัวผมในตอนนั้นก็นึกไม่ถึงว่าในอนาคตจะมีสื่อช่วยฝึกสมาธิในรูปแบบที่ทั้งน่ารักและสนุกอย่างแอนิเมชั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>Headspace Guide to Meditation</em> คือซีรีส์แอนิเมชั่นโดย Andy Puddicombe ผู้สอนเรื่องการทำสมาธิและผู้ก่อตั้ง Headspace บริษัทเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยการทำสมาธิ (พวกเขาเป็นที่รู้จักจากแอพพลิเคชั่นฝึกทำสมาธิในชื่อเดียวกัน) ซีรีส์ชุดนี้เกิดขึ้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “เราจะพา Headspace ไปอยู่ในที่ที่เหนือความคาดหมายกว่านี้ได้ยังไง?” และเน็ตฟลิกซ์คือคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซีรีส์นี้ออกฉายในวันที่ 1 มกราคม 2021 พอเหมาะพอดีกับช่วงที่บางคนต้องกักตัวอยู่บ้านในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำเอาชีวิตสั่นคลอน “รายการนี้เป็นเสมือนเครื่องมือที่คนสามารถเก็บไว้ในกล่องเครื่องมือของตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้น” Morgan Selzer หัวหน้าทีมคอนเทนต์และโปรดิวเซอร์พูดถึงซีรีส์สมาธิชุดนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118669 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/5-2.jpg" alt="สมาธิ" width="1200" height="630" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/5-2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/5-2-300x158.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/5-2-768x403.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/5-2-1024x538.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/5-2-600x315.jpg 600w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-118670" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/6-1.jpg" alt="" width="1280" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/6-1.jpg 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/6-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/6-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/6-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/6-1-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาแต่ละตอนเล่าเรื่องตั้งแต่การปล่อยวาง การทำความรู้จักความโกรธ การจัดการกับความเจ็บปวด ฯลฯ แม้ฟังดูเป็นเรื่องหนักแต่การเล่ามันออกมาใช่ว่าจะต้องเคร่งเครียด กลับกันแอนิเมชั่นเรื่องนี้คุยกับเราด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองและลายเส้นน่ารักจนลืมว่าเนื้อหาที่แท้จริงอาจไม่ได้ต่างจากเทปธรรมะที่เคยฟังตอนเด็กๆ เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยาวของแต่ละตอนออกแบบให้อยู่ที่ราวๆ 20 นาทีเพื่อไม่ให้หนักเกินไปจนกลายเป็นเครียด ครึ่งแรกเป็นเนื้อหา เรื่องราวของตัวละคร ส่วนครึ่งหลังว่าด้วยการฝึกสมาธิรูปแบบต่างๆ เช่น ช่วยเรากำหนดจังหวะการหายใจหรือการเคลื่อนความรู้สึกไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เรื่องเหล่านี้ถ้าแค่ฟังเฉยๆ อาจนึกภาพตามไม่ออก แต่เมื่อเห็นแอนิเมชั่นลูกบอลกลมๆ กลิ้งไปตามร่างกายเราก็ทำให้นึกภาพตามได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ Headspace เคยร่วมมือกับการ์ตูนในตำนานอย่าง <em>Sesame Street</em> ผลิตการ์ตูนซีรีส์ที่ชื่อ <em>Monster Meditation</em> ที่พาตัวการ์ตูนอย่างเอลโมหรือคุกกี้มอนสเตอร์มาสอนเทคนิคการหายใจและทำสมาธิเพื่อคลายความตึงเครียดให้เด็กๆ ใครกักตัวอยู่บ้านพร้อมกับลูก นี่อาจเป็นทางออกที่ช่วยผ่อนคลายได้ทั้งครอบครัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-118673" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/7.png" alt="" width="768" height="432" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/7.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/7-300x169.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/7-600x338.png 600w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สมาธิเทคโนโลยี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่กระชากสมาธิและพัดพาสติของเราให้กระเจิงมากที่สุด หนึ่งในคำตอบคงหนีไม่พ้นเทคโนโลยี ตั้งแต่เรื่องราวในนิวส์ฟีดที่ไล่ตามเท่าไหร่ก็ไม่เคยทัน ไปจนถึงโนติฟิเคชั่นที่เด้งเตือนขึ้นมาทุกห้านาที ในยามที่อยากดึงสติกลับมาสู่เนื้อตัว การหลีกหนีเทคโนโลยีก็ดูจะเป็นทางออกที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นั่นก็อาจไม่ใช่ทางออกเดียว สำหรับบางคนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากมันได้ เทคโนโลยีอาจมีส่วนช่วยให้เรามีสมาธิและเรียกสติกลับมาได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอพพลิเคชั่นอย่าง Headspace, Calm หรือ Breathe มีรูปแบบคล้ายแบบฝึกหัดสมาธิประจำวัน แอพฯ เหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการออกแบบเสียงและภาพ ทำหน้าที่เสมือนเป็นไกด์ให้ลมหายใจของเราปรับเข้าสู่โหมดความสงบได้เร็วขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-118674" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/8-1.jpg" alt="" width="800" height="334" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/8-1.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/8-1-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/8-1-768x321.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/8-1-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อมีเทคโนโลยีอย่าง Muse อุปกรณ์สวมศีรษะที่มีไว้สำหรับตรวจจับคลื่นความถี่ในสมองหรือ EEG (Electroencephalography) นอกจากจะได้ฝึกสมาธิแล้ว เรายังสามารถ ‘เห็น’ สมาธิของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการติดตามการเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองของตัวเองในแต่ละวันด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นเทคโนโลยีอย่าง EEG นี่เองที่ทำให้คำที่เราได้ยินบ่อยๆ ในการฝึกสมาธิอย่าง ‘มองดูความคิดที่เกิดขึ้น’ หรือ ‘เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง’ จับต้องได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปิน Lisa Park ใช้เครื่องมือรูปแบบใกล้เคียงกันสร้างงานศิลปะจัดวางกึ่งเพอร์ฟอร์แมนซ์ชื่อ Eunoia II ในงานนั้นเธอสวมอุปกรณ์จับคลื่นความถี่สมองไว้บนศีรษะและทำสมาธิ ความถี่ที่เกิดขึ้นในสมองของเธอจะสะท้อนออกมาเป็นวงกระเพื่อมของน้ำที่จัดวางไว้รอบๆ ยิ่งคลื่นในหัวสงบมากเท่าไหร่ คลื่นข้างนอกก็สงบเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-118676" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1.jpg" alt="" width="1000" height="667" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/9-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรืองานศิลปะชื่อ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=Y226vEjkxnA&amp;feature=emb_title" target="_blank" rel="noopener">Mind Mirror</a> โดยศิลปิน Freyja Sewell ก็ใช้เทคโนโลยี EEG สร้างอุปกรณ์สวมศีรษะที่ทำให้ผู้นั่งสมาธิสามารถมองเห็นสมาธิของตัวเองเป็นโมชั่นกราฟิก เสมือนได้ ‘ส่องกระจกใจ’ ตามชื่องาน การได้เห็นภาพคลื่นสมองของตัวเองกระเพื่อมอยู่บนสมาร์ตโฟนช่วยให้ผู้ฝึกสมาธิเรียนรู้ว่าต้องปฏิบัติแบบใดคลื่นสมองจึงจะอยู่ในสภาวะสงบที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118678" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/3-7.jpg" alt="" width="505" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/3-7.jpg 580w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/3-7-224x300.jpg 224w" sizes="(max-width: 505px) 100vw, 505px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้สมาธิจะมีข้อดีมากมาย แต่หากทำสมาธิแล้วไม่หายวุ่นวายใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อย่าเพิ่งรีบโทษตัวเองหรือการทำสมาธิไปเสียก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันไม่ใช่คทาวิเศษที่เสกปิ๊งแล้วปี 2021 จะดีขึ้นในทันตา แต่มันคือวิธีที่เราจะดูแลจิตใจตัวเองให้ผ่านปีนี้ไปได้” Morgan Selzer พูดถึงซีรีส์ <em>Headspace Guide to Meditation</em> และเขาคงหมายถึงการทำสมาธิด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่เขาบอก สมาธิคือ ‘เครื่องมือ’ หนึ่งที่ใครจะหยิบใช้เมื่อไหร่ก็ได้ และศิลปะและการออกแบบก็ช่วยให้คนเข้าถึงเครื่องมือชุดนี้ได้ง่ายขึ้น–การออกแบบพื้นที่ทำหน้าที่สลายพรมแดน เปิดกว้างให้สมาธิไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของศาสนา การออกแบบสื่อช่วยทำเรื่องเข้าใจยากให้เข้าใจง่าย การออกแบบเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกให้การใช้เครื่องมือนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้าย ผมอยากลองชวนทุกคนหายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ&#8230;ช้าๆ สักสิบรอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำสมาธิให้กำลังใจตัวเองสักหนึ่งที ก่อนออกไปลุยกับปี 2021 ให้เต็มที่</span></p>
<hr />
<h4><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></h4>
<p><a href="http://www.ondesign.co.jp/city/interior/2536/">ondesign.co.jp</a></p>
<p><a href="https://www.vulture.com/article/headspace-guide-to-meditation-netflix-series.html?fbclid=IwAR12Cl-BjTLdo-SNbDufb8PXFeHsntI43bvwTnAO6NXcOfkpaaMSjoTPma8">vulture.com</a></p>
<p><a href="https://www.weforum.org/agenda/2020/10/x-charts-showing-the-jobs-of-a-post-pandemic-future-and-the-skills-you-need-to-get-them/?fbclid=IwAR0KoBIEWKKQrkwBXQdFC7g--xK3ulQg1aU8SzT2E1DPiwD2iDvdzjSzLhs"><span style="font-weight: 400;">weforum.org</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/meditation-design/">สมาธิดีไซน์ : รวมงานศิลปะและดีไซน์ที่ช่วยสงบจิตสงบใจในยามอยากกรี๊ดดังๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Book of Homelessness หนังสือภาพเล่มแรกของโลกที่เด็กๆ ไร้บ้านวาดชีวิตของตัวเองด้วยตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-book-of-homelessness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Nov 2020 19:37:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[โฮมเลส]]></category>
		<category><![CDATA[the book of homelessness]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[คนไร้บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[homeless]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=115172</guid>

					<description><![CDATA[<p>นานครั้งผมจะมีโอกาสผ่านไปย่านหัวลำโพงเพื่อต่อรถไฟใต้ดินกลับบ้าน พื้นที่ตรงนั้นเรียงรายไปด้วยคนที่อาศัยฟุตพาท ชายคาตึก หรือขั้นบันไดเป็นที่พัก บ้างกำลังนั่งตักแกงถุงเข้าปาก บ้างนอนบนเสื่อผืนหัวหนุนกระเป๋าใบใหญ่ ภาพที่เห็นไม่อาจบอกได้ชัดว่าแต่ละคนอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่ บางคนอาจแค่นั่งพักชั่วคราวก่อนเดินทางต่อ แต่กับบางคน หลักฐานการใช้ชีวิตบนเนื้อตัวและสิ่งที่ตกหล่นอยู่รอบตัวก็ทำให้เดาได้ว่าพวกเขาใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นเสมือน ‘บ้าน’ มานานพอควร หลายครั้งที่เดินผ่านตรงนั้น ใจหนึ่งอยากลองไปนั่งข้างๆ ถามเขาว่ามาจากไหน กำลังจะไปที่ไหน ชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาเป็นยังไง สุดท้ายเวลากับภาระที่รออยู่ข้างหน้าก็ผลักให้เราก้าวเท้าผ่านคนเหล่านั้นไปเฉยๆ ‘คนไร้บ้าน’ หรือ ‘homeless’ คือเพื่อนร่วมเมืองที่เราพบในทุกวัน ไม่ใช่แค่หัวลำโพงแต่แทบทุกมุมเมืองที่เราผ่าน แม้มีงานศิลปะและสื่อมากมายพูดถึงคนไร้บ้าน หรือเราอาจจะเคยเห็นชีวิตของพวกเขาบ่อยๆ ผ่านภาพถ่ายสตรีท สกู๊ปข่าวในทีวี หรือหนังสารคดีที่เข้าไปเก็บเรื่องราวของพวกเขามาเล่าบนจอ ทว่าเรากลับรู้จักคนกลุ่มนี้น้อยมาก สื่อที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่การ ‘พูดแทน’ และ ‘เล่าต่อ’ ของใครบางคนเท่านั้น เราไม่เคยฟังเรื่องราวของคนไร้บ้านที่เล่าโดยคนไร้บ้านจริงๆ เลยสักครั้ง “หากคนไร้บ้านเล่าอะไรสักอย่างให้เราฟังได้ เขาจะอยากเล่าอะไร?” คือคำถามที่กลายมาเป็นหนังสือ The Book of Homelessness หนังสือภาพเล่มแรกของโลกที่สร้างสรรค์โดยคนไร้บ้าน &#160; The House of Homelessness จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ย้อนกลับไปในปี 2013 ณ YMCA Hostel ในย่าน North London ประเทศอังกฤษ โฮสเทลแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่พักพิงของคนไร้บ้านในลอนดอนโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ปัญหาคือเมื่อเด็กและวัยรุ่นไร้บ้านจากหลากหลายที่มารวมตัวกันโดยไม่มีเป้าหมายว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป ความเสี่ยงที่พวกเขาจะเลี้ยวสู่เส้นทางอาชญากรรมและความรุนแรงจึงมีสูง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-book-of-homelessness/">The Book of Homelessness หนังสือภาพเล่มแรกของโลกที่เด็กๆ ไร้บ้านวาดชีวิตของตัวเองด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1">นานครั้งผมจะมีโอกาสผ่านไปย่านหัวลำโพงเพื่อต่อรถไฟใต้ดินกลับบ้าน พื้นที่ตรงนั้นเรียงรายไปด้วยคนที่อาศัยฟุตพาท<span class="s1"> </span>ชายคาตึก หรือขั้นบันไดเป็นที่พัก บ้างกำลังนั่งตักแกงถุงเข้าปาก บ้างนอนบนเสื่อผืนหัวหนุนกระเป๋าใบใหญ่ ภาพที่เห็นไม่อาจบอกได้ชัดว่าแต่ละคนอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่ บางคนอาจแค่นั่งพักชั่วคราวก่อนเดินทางต่อ แต่กับบางคน หลักฐานการใช้ชีวิตบนเนื้อตัวและสิ่งที่ตกหล่นอยู่รอบตัวก็ทำให้เดาได้ว่าพวกเขาใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นเสมือน<span class="s1"> ‘</span>บ้าน<span class="s1">’ </span>มานานพอควร</p>
<p class="p1">หลายครั้งที่เดินผ่านตรงนั้น ใจหนึ่งอยากลองไปนั่งข้างๆ ถามเขาว่ามาจากไหน กำลังจะไปที่ไหน<span class="s1"> </span>ชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาเป็นยังไง สุดท้ายเวลากับภาระที่รออยู่ข้างหน้าก็ผลักให้เราก้าวเท้าผ่านคนเหล่านั้นไปเฉยๆ</p>
<p class="p1"><span class="s1">‘</span>คนไร้บ้าน<span class="s1">’ </span>หรือ<span class="s1"> ‘homeless’ </span>คือเพื่อนร่วมเมืองที่เราพบในทุกวัน ไม่ใช่แค่หัวลำโพงแต่แทบทุกมุมเมืองที่เราผ่าน แม้มีงานศิลปะและสื่อมากมายพูดถึงคนไร้บ้าน หรือเราอาจจะเคยเห็นชีวิตของพวกเขาบ่อยๆ ผ่านภาพถ่ายสตรีท สกู๊ปข่าวในทีวี หรือหนังสารคดีที่เข้าไปเก็บเรื่องราวของพวกเขามาเล่าบนจอ ทว่าเรากลับรู้จักคนกลุ่มนี้น้อยมาก สื่อที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่การ<span class="s1"> ‘</span>พูดแทน<span class="s1">’ </span>และ<span class="s1"> ‘</span>เล่าต่อ<span class="s1">’ </span>ของใครบางคนเท่านั้น เราไม่เคยฟังเรื่องราวของคนไร้บ้านที่เล่าโดยคนไร้บ้านจริงๆ เลยสักครั้ง</p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span>หากคนไร้บ้านเล่าอะไรสักอย่างให้เราฟังได้ เขาจะอยากเล่าอะไร<span class="s1">?” </span>คือคำถามที่กลายมาเป็นหนังสือ<span class="s1"> <em>The Book of Homelessness </em></span>หนังสือภาพเล่มแรกของโลกที่สร้างสรรค์โดยคนไร้บ้าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115173 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-6-1024x728.jpg" alt="the book of homelessness" width="1024" height="728" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-6-1024x728.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-6-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-6-768x546.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-6-600x427.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-6.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>The House of Homelessness</h3>
<p class="p1">จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ย้อนกลับไปในปี<span class="s1"> 2013 </span>ณ<span class="s1"> YMCA Hostel </span>ในย่าน<span class="s1"> North London </span>ประเทศอังกฤษ โฮสเทลแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่พักพิงของคนไร้บ้านในลอนดอนโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ปัญหาคือเมื่อเด็กและวัยรุ่นไร้บ้านจากหลากหลายที่มารวมตัวกันโดยไม่มีเป้าหมายว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป ความเสี่ยงที่พวกเขาจะเลี้ยวสู่เส้นทางอาชญากรรมและความรุนแรงจึงมีสูง โฮสเทลจึงขอความร่วมมือจาก<span class="s1"> Marice Cumber </span>ผู้จัดงานด้านศิลปวัฒนธรรมในย่าน<span class="s1"> Crouch End </span>ที่อยู่ละแวกใกล้เคียง โดยให้โจทย์ไปว่า<span class="s1"> ‘</span>ศิลปะ<span class="s1">’ จะ</span>พัฒนาชีวิตวัยรุ่นไร้บ้านให้เติบโตไปในทางที่สวยงามได้ยังไงบ้าง</p>
<p class="p1"><span class="s1">‘Accumulate–The Art School for The Homeless&#8217; </span>หรือ<span class="s1"> ‘</span>โรงเรียนศิลปะเพื่อคนไร้บ้าน<span class="s1">’ </span>จึงถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีทุนตั้งต้นเป็นการนำผลไม้เหลือทิ้งจากที่คนบริจาคให้ YMCA Hostel มาแปรรูปเป็นแยมขาย จากนั้นจึงนำเงินที่ได้มาจัดเวิร์กช็อปศิลปะและการออกแบบให้วัยรุ่นไร้บ้าน เมื่อมีคอร์สแล้วพวกเขาก็ชักชวนครูจากมหาวิทยาลัยด้านการออกแบบ<span class="s1"> Ravensbourne </span>มาเป็นวิทยากรและให้นักศึกษามาเป็นผู้ช่วยสอน</p>
<p class="p1">ทุกๆ ปี<span class="s1"> Accumulate </span>จะจัดคอร์สให้วัยรุ่นทั้งหลายที่นี่เรียนรู้และทำโปรเจกต์ร่วมกัน ทั้งคอร์สถ่ายภาพ<span class="s1"> </span>ทำหนัง<span class="s1"> </span>กราฟิกดีไซน์<span class="s1"> </span>ภาพประกอบ<span class="s1"> </span>การเขียนเชิงสร้างสรรค์<span class="s1"> </span>แฟชั่น<span class="s1"> </span>ประติมากรรม และอื่นๆ อีกมาก จุดมุ่งหมายใหญ่คือสร้างทักษะและผลักดันวัยรุ่นไร้บ้านเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบการศึกษาและการจ้างงาน หลังจากจัดคอร์สต่อเนื่องได้สามปี โรงเรียนเฉพาะกิจแห่งนี้ก็เริ่มอยู่ได้ด้วยทุนสนับสนุนและขยับขยายไปเปิดสาขาในโฮสเทลอีก<span class="s1"> 8 </span>แห่งทั่วลอนดอน</p>
<p class="p1">ในปี<span class="s1"> 2016 </span>จากแค่เวิร์กช็อปประจำปี คัมเบอร์เริ่มต่อยอดโปรเจกต์สู่การมอบกองทุนเพื่อการศึกษา วัยรุ่นในคลาสที่มีความสามารถโดดเด่นจะได้เข้าเรียนในสาขา<span class="s1"> Creative &amp; Digital Media </span>ที่มหาวิทยาลัย<span class="s1"> Ravensbourne </span>และสามารถย้ายออกจากโฮสเทลไปมีที่อยู่ของตัวเองได้ จากทุนเดียวในปีแรก ปีถัดมาพวกเขาก็ขยายโควตาเป็นการมอบ<span class="s1"> 4 </span>ทุน จนถึงตอนนี้โครงการได้ส่งเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว<span class="s1"> 20 </span>คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115174 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6.jpg" alt="the book of homelessness" width="705" height="470" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6.jpg 705w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 705px) 100vw, 705px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115175 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-4.jpg" alt="the book of homelessness" width="705" height="511" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-4.jpg 705w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-4-300x217.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-4-600x435.jpg 600w" sizes="(max-width: 705px) 100vw, 705px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>The Book of Homelessness</h3>
<p class="p1">สำหรับ<span class="s1">คัมเบอร์ </span>การพาวัยรุ่นไร้บ้านมาเจอกับศิลปะไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่สร้างงานสร้างอาชีพ แต่เธอมองว่าศิลปะคือเครื่องมือที่ดีที่ทำให้พวกเขาสามารถถ่ายทอดเรื่องของตัวเองออกมาได้</p>
<p class="p1">ในหนัง รายการทีวี หรือสารคดีมากมาย คนไร้บ้านมักมีสถานะเป็นเพียง<span class="s1"> ‘subject&#8217; หรือ &#8216;คนที่ถูกพูดถึง&#8217; </span>เสมอ น้อยครั้งที่พวกเขาจะมีโอกาสเล่าเรื่องของตัวเองด้วยเสียงของตัวเองจริงๆ และจากประสบการณ์ของ<span class="s1">คัมเบอร์ </span>ชีวิตคนไร้บ้านที่นำเสนอผ่านสื่อก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงของพวกเขาเลย นั่นทำให้เธอนึกถึงแพลตฟอร์มอะไรบางอย่างที่เหมาะสำหรับคนไร้บ้านที่มีเรื่องจะเล่า</p>
<p class="p3"><span class="s1"><em>The Book of Homelessness</em> </span>จึงเกิดขึ้น หนังสือขนาด<span class="s1"> 160 </span>หน้าเล่มนี้บรรจุภาพวาดและกราฟิกเรียงร้อยไปกับบทความและบทกวี โดยศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดคือคนไร้บ้านที่อาศัยใน YMCA Hostel และบ้านชั่วคราวที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปในโรงเรียนศิลปะเพื่อคนไร้บ้านเป็นเวลาหนึ่งปี</p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span>หลายอย่างที่คนเข้าใจผิด การตีตรามากมายที่ผู้คนกระทำต่อคนไร้บ้าน พวกเขาอยากบอกว่านั่นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ความจริงที่แตกต่างออกไปอยู่ที่นี่</p>
<p class="p3"><span class="s1">“</span>ความเจ็บปวด<span class="s1"> </span>การถูกทำร้าย<span class="s1"> </span>ความไร้ศักยภาพ<span class="s1"> </span>ครอบครัว<span class="s1"> </span>สงคราม<span class="s1"> </span>การถูกทอดทิ้ง<span class="s1"> </span>ความรักที่สูญหาย<span class="s1"> </span>การก้าวผ่านชีวิตที่ยากลำบาก<span class="s1"> </span>การต่อสู้ และความสำเร็จ เล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดิบและตรงไปตรงมา<span class="s1">” คัมเบอร์</span>เล่าถึงสิ่งที่บรรจุในหนังสือเล่มนี้</p>
<p class="p3">ภาพการ์ตูนที่วาดด้วยลายเส้นขาว-ดำเล่าโมเมนต์ของการถูกพ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน<span class="s1">, </span>ภาพคอลลาจสีสันสดใสปะติดปะต่อความรู้สึกของ LGBTQ+ ที่ต้องหลบซ่อนตัวตน<span class="s1">, </span>ภาพแผนที่แทนเส้นทางเดินของชีวิตที่มีอุปสรรคปะปนกับเรื่องสนุก<span class="s1">, </span>ภาพลายเส้นหวือหวาของคนจมน้ำที่กำลังชูมือขอความช่วยเหลือ<span class="s1">, </span>ภาพถ่าย<span class="s1"> self-portrait </span>ที่ปิดปากตัวเองด้วยคำว่า <span class="s1">VICTIM </span></p>
<p class="p3">ด้านบนคือส่วนหนึ่งของชีวิตไร้บ้านที่ถูกบอกเล่าในหนังสือ หลายชิ้นก็เป็นภาพลายเส้นไร้เดียงสา หากหลายชิ้นถ้าไม่บอกอาจคิดว่าทำโดยกราฟิกดีไซเนอร์มืออาชีพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115176" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-6-819x1024.jpg" alt="the book of homelessness" width="540" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-6-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-6-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-6-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-6-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-6.jpg 1240w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115177 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-6.jpg" alt="the book of homelessness" width="487" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-6.jpg 487w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-6-214x300.jpg 214w" sizes="(max-width: 487px) 100vw, 487px" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115178 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-6.jpg" alt="the book of homelessness" width="529" height="388" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-6.jpg 529w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-6-300x220.jpg 300w" sizes="(max-width: 529px) 100vw, 529px" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-115179" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/7-5.jpg" alt="" width="532" height="668" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/7-5.jpg 532w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/7-5-239x300.jpg 239w" sizes="(max-width: 532px) 100vw, 532px" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-115180" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-4-1024x614.jpg" alt="" width="1024" height="614" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-4-1024x614.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-4-300x180.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-4-768x461.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-4-600x360.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-4.jpg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115181" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-5-820x1024.jpg" alt="the book of homelessness" width="541" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-5-820x1024.jpg 820w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-5-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-5-768x959.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-5-600x749.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-5.jpg 1240w" sizes="(max-width: 541px) 100vw, 541px" /></p>
<p class="p1">กระบวนการเวิร์กช็อปของ Accumulate เริ่มขึ้นช่วงเดือนมกราคมและต่อเนื่องยาวนานเกือบปี เหตุที่กระบวนการเวิร์กช็อปต้องอาศัย<span class="s1"> ‘</span>เวลา<span class="s1">’ </span>เป็นสำคัญไม่ใช่แค่เพื่อให้เด็กๆ ในคอร์สฝึกทักษะจนมีฝีไม้ลายมือใกล้เคียงมืออาชีพเพียงอย่างเดียว แต่เวลายังเป็นเครื่องมือสำคัญที่เหล่าวิทยากรและกระบวนกรจากมหาวิทยาลัย<span class="s1"> Ravensbourne </span>ต้องใช้เพื่อสร้าง<span class="s1"> ‘</span>พื้นที่ปลอดภัย<span class="s1">’ </span>ให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทุกคนรู้สึกเชื่อใจและสามารถเล่าเรื่องราวที่อยากจะเล่าออกมาได้ เพราะหลายเรื่องเป็นบาดแผลใหญ่ในชีวิตพวกเขา ทั้งการถูกข่มขืน ถูกล่วงละเมิด ยาเสพติด การถูกทำร้ายจากครอบครัว ฯลฯ การใช้ &#8216;การเล่าเรื่อง&#8217; พาพวกเขาข้ามผ่านเรื่องราวเลวร้ายอย่างปลอดภัยและไม่เปิดแผลขึ้นมาจึงสำคัญ</p>
<p class="p1"><span class="s1">Mitchel </span>หนึ่งในศิลปินในโครงการและเจ้าของผลงานในหนังสือให้สัมภาษณ์กับ<span class="s1"><a href="https://www.theguardian.com/society/2020/nov/17/this-truth-worlds-first-graphic-novel-homeless-people" target="_blank" rel="noopener"> <em>The Guardian</em></a> </span>ว่า<span class="s1"> “</span>บางครั้งการมองกลับไปยังความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นก็ทำให้เศร้า แต่การได้มองเห็นที่ที่เราจากมา ทั้งเคยเป็นขโมย<span class="s1"> </span>นอนเต็นท์ เข้า-ออกคุกเป็นว่าเล่น ก็เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นว่าตอนนี้ผมกำลังเติบโตไปข้างหน้า<span class="s1">”</span></p>
<p class="p1">ส่วน<span class="s1"> Amalia </span>ศิลปินอีกคนในหนังสือเล่าว่า<span class="s1"> “</span>จากประสบการณ์ของคนไร้บ้าน ฉันได้รู้ว่าชีวิตไม่สามารถมอบสิ่งที่คุณต้องการได้เสมอไป แต่ชีวิตมอบศักยภาพให้คุณเป็นคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดได้ ช่วงเวลาที่ได้ทำงานศิลปะและบทกวีในหนังสือทำให้ฉันเห็นพลังของการสร้างสรรค์ มันช่วยให้ฉันเติบโต เปลี่ยนแปลง และเยียวยาฉันจากความไม่มั่นคง จากประสบการณ์ที่ถูกคนในครอบครัวทำร้าย และจากการเป็นคนไร้บ้าน<span class="s1">”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-115182" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-5.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-115183" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-5.jpg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">เห็นหนังสือเล่มนี้แล้ว เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหนังสือของบ้านเราอย่าง<a href="https://adaymagazine.com/my-echo-my-shadow-and-me/" target="_blank" rel="noopener"><span class="s1"><em> My Echo, My Shadow and Me</em> </span></a>โดยสำนักพิมพ์<span class="s1"> a book </span>และโครงการ<span class="s1"> Conne(x)t Klongtoey </span>หนังสือเล่มนี้มีรูปแบบและจุดเริ่มต้นใกล้เคียงกันคือเริ่มจากคอร์สการศึกษาเฉพาะกิจด้านศิลปะและการออกแบบ<span class="s1"> 4 </span>แขนงคือ การแต่งเพลงและผลิตดนตรีแรป<span class="s1"> </span>ศิลปะการสักและสตรีทอาร์ต<span class="s1"> </span>การออกแบบแฟชั่น และการถ่ายภาพ ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพให้เด็กในชุมชนคลองเตย</p>
<p class="p1">หนังสือภาพถ่ายเล่มนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งผลงานจบคอร์สของเด็กๆ ในคลาสถ่ายภาพ ทั้งยังเป็นประตูให้คนภายนอกเข้าไปสัมผัสชีวิตของเด็กๆ ในชุมชนคลองเตย หนึ่งในชุมชนที่สื่อนำเสนอเรื่องราวมากที่สุดแต่เราแทบไม่เคยได้ยินเสียงจริงๆ จากปากพวกเขาเลย ภาพถ่ายและไดอารีที่เขียนโดยลายมือเด็กในชุมชนจึงพาคนอ่านไปพบโลกอีกใบในคลองเตยที่สื่อใดก็ไม่สามารถพูดแทนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-115184" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/12-3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1">โมเดลของ<span class="s1"> Accumulate–The Art School for The Homeless, <em>The Book of Homelessness </em></span>รวมถึง<span class="s1"><em> My Echo, My Shadow and Me </em>ไม่ต่างกัน นั่น</span>คือศิลปะไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการสร้างชิ้นงานแต่กลายเป็น<span class="s1"> ecosystem </span>หรือ<span class="s1"> ‘</span>ระบบนิเวศ<span class="s1">’ </span>ที่ทำให้ผู้คนในกระบวนการสร้างสรรค์เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และมีการหมุนเวียนทรัพยากรไปสู่คนทุกฝ่าย โมเดลแบบนี้แตกต่างจากการช่วยเหลือแบบ<span class="s1"> ‘</span>ผู้ให้<span class="s1">&#8211;</span>ผู้รับ<span class="s1">’ </span>ที่เราคุ้นเคย ซึ่งมีแต่จะผลิตซ้ำสถานะที่<span class="s1"> ‘</span>สูงกว่า<span class="s1">&#8211;</span>ต่ำกว่า<span class="s1">’ </span>ขึ้นในสังคม</p>
<p class="p1">สำหรับ<em><span class="s1"> The Book of Homelessness </span></em>ทุกคนคือผู้รับ ทุกคนได้เรียนรู้ ทุกคนได้ประโยชน์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง กำไรจากการขายหนังสือจะแบ่งครึ่งระหว่างโครงการกับศิลปินเจ้าของผลงาน โดยส่วนที่เป็นของโครงการจะกลายเป็นทุนการศึกษาสำหรับปีถัดไป อาจารย์มหาวิทยาลัยได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานกับกลุ่มคนที่ไม่เคยสัมผัส<span class="s1"> </span>นักศึกษาออกแบบได้ทบทวนความรู้ที่ตัวเองมี ลองฝึกสกิลการสอนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ วัยรุ่นไร้บ้านในโครงการได้ทักษะทางศิลปะและโอกาสในการเรียนต่อที่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุด ศิลปะทำให้พวกเขาสามารถเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากเล่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ตัวละครที่ใครต่อใครนำไปเล่าต่อและผลิตซ้ำชุดความคิดเดิมๆ ที่มีต่อคนไร้บ้านออกสู่สังคม</p>
<p class="p1">ผมชอบที่หนังสือใช้ชื่อว่า<em><span class="s1"> The Book of Homelessness </span></em>หรือ<span class="s1"> ‘</span>หนังสือของชีวิตที่ไร้บ้าน<span class="s1">’ </span>แทนที่จะเป็น<span class="s1"> The Book of ‘Homeless’ </span>หรือ<span class="s1"> ‘</span>หนังสือของคนไร้บ้าน<span class="s1">’ </span>เพราะ หนึ่ง–คงไม่มีใครในหนังสือเล่มนี้อยากถูกแปะป้ายว่าเป็นคนไร้บ้านไปตลอด ความไร้บ้านเป็นเพียงสภาวะหนึ่งให้พวกเขาได้เรียนรู้และถ่ายทอดมันออกมาผ่านงานศิลปะ ความไร้บ้านเป็นส่วนเสี้ยวของชีวิตที่หวังว่าวันหนึ่งมันจะต้องผ่านไป</p>
<p class="p1">และสอง–ผมมองว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่บันทึกเรื่องราวของคนไร้บ้าน แต่คือหนังสือที่เล่าประสบการณ์ของ<span class="s1"> ‘</span>ภาวะไร้บ้าน<span class="s1">’ ที่ทุก</span>ผู้ทุกคนต้องเคยเผชิญไม่ว่าจะมีบ้านหรือไม่ ชีวิตของคนมีบ้านและคนไร้บ้านอาจดูแตกต่างกัน แต่ลึกๆ ในความเป็นมนุษย์เราไม่ได้ต่างกันมากนัก มนุษย์ทุกคนล้วนเคยรัก ถูกทอดทิ้ง<span class="s1"> </span>เจ็บปวด<span class="s1"> </span>สูญเสีย และมีความหวัง เราทุกคนต่างต้องเจอ<span class="s1"> ‘</span>ภาวะไร้บ้าน<span class="s1">’ ใน</span>วันใดวันหนึ่งของชีวิต</p>
<p class="p1">และเมื่อวันนั้นมาถึง หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยทำให้รู้ว่าเราจะเรียนรู้และก้าวผ่านมันไปยังไง</p>
<hr />
<h4 class="p5">อ้างอิง</h4>
<p class="p3"><span class="s3"><a href="https://accumulate.org.uk/product/the-book-of-homelessness/" target="_blank" rel="noopener">accumulate.org.uk</a></span></p>
<p><a href="https://www.creativereview.co.uk/accumulate-launches-new-radio-show-created-by-young-homeless-people/" target="_blank" rel="noopener">creativereview.co.uk</a></p>
<p class="p3"><span class="s3"><a href="https://www.itsnicethat.com/news/accumulate-book-of-homelessness-graphic-novel-illustration-publication-181120" target="_blank" rel="noopener">itsnicethat.com</a></span></p>
<p class="p6"><span class="s3"><a href="https://www.theguardian.com/society/2020/nov/17/this-truth-worlds-first-graphic-novel-homeless-people" target="_blank" rel="noopener">theguardian.com</a></span></p>
<p class="p3"><span class="s2">ภาพประกอบทั้งหมดจาก</span> Accumulate: The Book of Homelessness (Copyright © Book of Homelessness, 2020)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-book-of-homelessness/">The Book of Homelessness หนังสือภาพเล่มแรกของโลกที่เด็กๆ ไร้บ้านวาดชีวิตของตัวเองด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘มนุษยธรรม’ คืออะไร? ชวนดู 3 โปรเจกต์ศิลปะที่ทำให้เข้าใจความหมายของคำนี้มากขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/icrc-humanitarian-art/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Nov 2020 06:00:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[อภิสิทธิ์ สิทสันเทีย]]></category>
		<category><![CDATA[Little Sun Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Untitled]]></category>
		<category><![CDATA[Olafur Eliasson]]></category>
		<category><![CDATA[Humans]]></category>
		<category><![CDATA[Little Sun]]></category>
		<category><![CDATA[juli baker and summer]]></category>
		<category><![CDATA[สหพันธ์กาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[นริศรา เพียรวิมังสา]]></category>
		<category><![CDATA[สภากาชาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ICRC]]></category>
		<category><![CDATA[Louise Michel]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Banksy]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Dismaland]]></category>
		<category><![CDATA[Studio Roosegaarde]]></category>
		<category><![CDATA[Smog Free]]></category>
		<category><![CDATA[Across the body]]></category>
		<category><![CDATA[Eindhoven University of Technology]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=113158</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ทหารสองนายเดินผ่านหมู่บ้านเขตสงคราม เสียงเครื่องบินดังมาแต่ไกล ทันใดเครื่องบินที่โฉบบนฟ้าเหนือศีรษะของทั้งคู่กลับถลาลง ทั้งลำปักลงบนพื้น เสียงระเบิดดังสนั่นตามมาด้วยไฟลุกท่วม ทหารทั้งสองสาวเท้าเข้าไปใกล้ เปลวไฟกำลังลุกโชนอยู่บนร่างของชายที่อยู่ในห้องเครื่อง ทว่าชุดที่ชายผู้นั้นสวมคือเครื่องแบบของฝ่ายศัตรู ทหารนายหนึ่งเห็นดังนั้นจึงยั้งตัวไว้ แต่อีกนายรีบรุดเข้าไปดึงชายผู้นั้นออกจากกองไฟ ถ้าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาทำแบบนั้นคงเป็นเพราะภายใต้เครื่องแบบทหารฝ่ายตรงข้าม เขาคนนั้นเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทรมานจากการโดนไฟคลอก” หากมีคนถามว่า ‘มนุษยธรรม’ คืออะไร  ฉากเล็กๆ ที่น่าจดจำในภาพยนตร์เรื่อง 1917 ฉากนี้คงเป็นสิ่งที่ผมนึกได้เป็นอย่างแรก (แม้ว่าตามเนื้อเรื่องในหนัง ทหารผู้มอบความช่วยเหลือจะถูกทำร้ายโดยคนที่ตนช่วยไว้ก็ตาม) ก่อนจะตอบตามความเข้าใจส่วนตัวว่า ‘มนุษยธรรมคือความปรารถนาที่จะมอบความช่วยเหลือโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีเชื้อชาติ สัญชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมืองมาเป็นตัวขวางกั้น’ แม้ภาพจำของหลายคนรวมทั้งตัวผมเอง การมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะผูกอยู่กับเรื่องใหญ่ไกลตัว อย่างผู้คนในพื้นที่สงคราม เขตชายแดน หรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ แต่เอาเข้าจริงเราสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับเพื่อนมนุษย์บนรถไฟฟ้า คนบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งคนที่เราเห็นในข่าว และดูเหมือนว่าในช่วงเวลาที่เพื่อนร่วมโลกของเรากำลังสะบักสะบอมจากวิกฤตการณ์มากมาย การมองโลกด้วยสายตาที่มีมนุษยธรรมคือทักษะสำคัญที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น และเพื่อจะเข้าใจคำคำนี้ให้มากขึ้น ผมอยากชวนไปมองโลกผ่านสายตาของ 3 ศิลปินระดับโลกผู้ใช้ ‘ศิลปะ’ เป็นเครื่องมือในการมอบมนุษยธรรมให้แก่คนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก &#160; ‘มนุษยธรรม’ คือแสงสว่างอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน ในวันที่พวกเราหลายคนตกใจกับบิลค่าไฟที่สูงปรี๊ดในฤดูร้อน อีกพันล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานไฟฟ้าได้ ศิลปิน Olafur Eliasson จึงริเริ่มโปรเจกต์ Little Sun [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/icrc-humanitarian-art/">‘มนุษยธรรม’ คืออะไร? ชวนดู 3 โปรเจกต์ศิลปะที่ทำให้เข้าใจความหมายของคำนี้มากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">ทหารสองนายเดินผ่านหมู่บ้านเขตสงคราม</span> <span style="font-weight: 400;">เสียงเครื่องบินดังมาแต่ไกล</span> <span style="font-weight: 400;">ทันใดเครื่องบินที่โฉบบนฟ้าเหนือศีรษะของทั้งคู่กลับถลาลง</span> <span style="font-weight: 400;">ทั้งลำปักลงบนพื้น</span> <span style="font-weight: 400;">เสียงระเบิดดังสนั่นตามมาด้วยไฟลุกท่วม</span> <span style="font-weight: 400;">ทหารทั้งสองสาวเท้าเข้าไปใกล้</span> <span style="font-weight: 400;">เปลวไฟกำลังลุกโชนอยู่บนร่างของชายที่อยู่ในห้องเครื่อง</span> <span style="font-weight: 400;">ทว่าชุดที่ชายผู้นั้นสวมคือเครื่องแบบของฝ่ายศัตรู</span> <span style="font-weight: 400;">ทหารนายหนึ่งเห็นดังนั้นจึงยั้งตัวไว้</span> <span style="font-weight: 400;">แต่อีกนายรีบรุดเข้าไปดึงชายผู้นั้นออกจากกองไฟ</span> <span style="font-weight: 400;">ถ้าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาทำแบบนั้นคงเป็นเพราะภายใต้เครื่องแบบทหารฝ่ายตรงข้าม</span> <span style="font-weight: 400;">เขาคนนั้นเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทรมานจากการโดนไฟคลอก</span><b>”</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมีคนถามว่า ‘มนุษยธรรม’ คืออะไร  ฉากเล็กๆ ที่น่าจดจำในภาพยนตร์เรื่อง <em>1917</em> ฉากนี้คงเป็นสิ่งที่ผมนึกได้เป็นอย่างแรก (แม้ว่าตามเนื้อเรื่องในหนัง ทหารผู้มอบความช่วยเหลือจะถูกทำร้ายโดยคนที่ตนช่วยไว้ก็ตาม) ก่อนจะตอบตามความเข้าใจส่วนตัวว่า ‘มนุษยธรรมคือความปรารถนาที่จะมอบความช่วยเหลือโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีเชื้อชาติ สัญชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมืองมาเป็นตัวขวางกั้น’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113231" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1917_plane_scene-1024x860.jpg" alt="" width="1024" height="860" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1917_plane_scene-1024x860.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1917_plane_scene-300x252.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1917_plane_scene-768x645.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1917_plane_scene-600x504.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ภาพจำของหลายคนรวมทั้งตัวผมเอง การมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะผูกอยู่กับเรื่องใหญ่ไกลตัว อย่างผู้คนในพื้นที่สงคราม เขตชายแดน หรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ แต่เอาเข้าจริงเราสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับเพื่อนมนุษย์บนรถไฟฟ้า คนบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งคนที่เราเห็นในข่าว และดูเหมือนว่าในช่วงเวลาที่เพื่อนร่วมโลกของเรากำลังสะบักสะบอมจากวิกฤตการณ์มากมาย การมองโลกด้วยสายตาที่มีมนุษยธรรมคือทักษะสำคัญที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพื่อจะเข้าใจคำคำนี้ให้มากขึ้น ผมอยากชวนไปมองโลกผ่านสายตาของ 3 ศิลปินระดับโลกผู้ใช้ ‘ศิลปะ’ เป็นเครื่องมือในการมอบมนุษยธรรมให้แก่คนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>‘มนุษยธรรม’ คือแสงสว่างอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่พวกเราหลายคนตกใจกับบิลค่าไฟที่สูงปรี๊ดในฤดูร้อน อีกพันล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานไฟฟ้าได้ ศิลปิน </span><a href="https://www.olafureliasson.net/" target="_blank" rel="noopener"><b>Olafur Eliasson </b></a><span style="font-weight: 400;">จึงริเริ่มโปรเจกต์ </span><b>Little Sun</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สามารถเข้าถึงแสงสว่างได้อย่างเท่าเทียม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-113222" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3.jpg" alt="" width="643" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3.jpg 643w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 643px) 100vw, 643px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอเลียซอนเป็นศิลปินชาวเดนมาร์ก-ไอซ์แลนด์ ผู้เติบโตท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ อีกทั้งสังคมรอบตัวยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นที่หนึ่ง งานศิลปะแทบทุกชิ้นของเขาจึงพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และผู้คน เขามักใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลางให้คนสัมผัสความงามในธรรมชาติ และทำให้คนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกของเรา เช่น นำก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์จำนวน 24 ก้อนที่แตกออกมาจากธารน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ มาตั้งโชว์หน้าพิพิธภัณฑ์ <a href="https://www.tate.org.uk/" target="_blank" rel="noopener">Tate Modern</a> ในลอนดอน เพื่อให้คนสัมผัสกับปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการสัมผัสก้อนน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายไปต่อหน้าต่อตา ไปจนถึงสร้างพระอาทิตย์จำลองขนาดยักษ์ไปตั้งไว้ในห้องโถงของพิพิธภัณฑ์เดียวกัน ให้คนเข้ามานั่งเล่น นอนเล่น วิ่งเล่นท่ามกลางฉากพระอาทิตย์ตก เพื่อให้คนตระหนักถึงแหล่งพลังงานสำคัญอย่างดวงอาทิตย์และปัญหาเรื่องสภาพอากาศของโลกไปพร้อมกับความสนุก</span></p>
<p><div id="attachment_113220" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-113220" class="wp-image-113220 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1024x683.jpg" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-113220" class="wp-caption-text">Ice Watch (2014) / Olafur Eliasson</p></div></p>
<p><div id="attachment_113221" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-113221" class="wp-image-113221 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1024x769.jpg" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="1024" height="769" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1024x769.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-768x577.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-600x451.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-113221" class="wp-caption-text">The Weather Project (2003) / Olafur Eliasson</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โปรเจกต์ Little Sun แตกต่างจากสองชิ้นที่ผมยกตัวอย่างมาก่อนหน้าตรงที่ มันไม่เพียงชี้ให้เห็นปัญหาของการเข้าถึงแหล่งพลังงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาโดยตรงอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Little Sun เป็นโคมไฟรูปดอกทานตะวันสีเหลืองสดใส ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังเครื่อง เพียงนำไปตากแดดในช่วงกลางวันและนำมาเปิดใช้เพื่อให้ความสว่างได้ตลอดทั้งคืนแบบไม่ต้องง้อไฟฟ้า คนในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงจึงสามารถใช้งานศิลปะชิ้นนี้ให้ความสว่าง ไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ ที่ต้องอ่านหนังสือ หรือผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานในเวลากลางคืน สมกับที่ Eliasson ให้คำนิยามงานศิลปะชิ้นนี้ไว้ว่า ‘work of art that works in life’ หรือ ‘งานศิลปะที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้’</span></p>
<p><div id="attachment_113223" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-113223" class="wp-image-113223 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-1024x264.png" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="1024" height="264" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-1024x264.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-300x77.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-768x198.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-600x155.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-113223" class="wp-caption-text">Little Sun (2012) / Olafur Eliasson</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Olafur ก่อตั้ง </span><a href="https://littlesunfoundation.org/" target="_blank" rel="noopener"><b>Little Sun Foundation</b></a><span style="font-weight: 400;"> ขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการส่งต่อโคมไฟทานตะวันไปยังพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงในแอฟริกาและอเมริกาใต้ โดยผู้สนใจสามารถบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ ก่อนที่ยอดบริจาคจะกลายเป็นโคมไฟ Little Sun ส่งไปยังโรงเรียนห่างไกล ค่ายผู้ลี้ภัย หรือพื้นที่ที่กำลังประสบภัยธรรมชาติ ผ่านความร่วมมือขององค์กรด้านมนุษยธรรมที่ดูแลอยู่ในพื้นที่นั้น ผลลัพธ์สุดท้ายคือโคมไฟอันจิ๋วได้เข้าไปเปลี่ยนให้ชีวิตคนกว่า  2 ล้านคนดีขึ้นและยังช่วยจุดประกายความสนใจเรื่องพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ให้แก่คนทั่วโลก</span></p>
<h3></h3>
<h3><b>‘มนุษยธรรม’ คืออากาศหายใจที่บริสุทธิ์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อากาศหายใจคือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่ปัญหามลพิษในหลายประเทศทำให้ผู้คนไม่มีโอกาสเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานข้อนี้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศในฝันของใครหลายคนอย่างเนเธอร์แลนด์ที่เคยเผชิญกับภาวะฝุ่นควันเช่นเดียวกัน บรรดาชาวดัตช์ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์คนละด้านคนละแขนงจึงชวนกันมาระดมสมองหาวิธีแก้ไขปัญหา ซึ่งแน่นอนว่ามีศิลปินรวมอยู่ในนั้นด้วย</span></p>
<p><div id="attachment_113224" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-113224" class="wp-image-113224 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1024x683.jpg" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5.jpg 1620w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-113224" class="wp-caption-text">Smog Free Tower / Daan Roosegaarde</p></div></p>
<p><a href="https://www.studioroosegaarde.net/stories" target="_blank" rel="noopener"><b>Studio Roosegaarde </b></a><span style="font-weight: 400;">สตูดิโอศิลปะและนวัตกรรมจากเดนมาร์กริเริ่มโปรเจกต์ศิลปะชื่อ </span><b>Smog Free</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมองจากภายนอกดูเหมือนจะเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ที่มีไว้เพื่อความสวยงามหรือให้ชาวเมืองไปนั่งแฮงเอาต์ แต่จริงๆ แล้วงานศิลปะชิ้นนี้กำลังทำหน้าที่ฟอกอากาศไปด้วย โดยได้รับการรับรองจาก Eindhoven University of Technology ในเนเธอร์แลนด์ว่าสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ได้ถึง 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง</span></p>
<p><div id="attachment_113225" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-113225" class="wp-image-113225 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-1024x288.jpg" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="1024" height="288" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-1024x288.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-300x84.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-768x216.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/6-600x169.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-113225" class="wp-caption-text">Smog Free Ring / Daan Roosegaarde</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Smog Free ยังเปิดให้คนทั่วไปสนับสนุนการฟอกอากาศด้วยกิมมิกที่น่ารักเอามากๆ โดยนำฝุ่นที่เครื่องกรองได้ในแต่ละวันมาบรรจุในรูปแบบของ ‘แหวน’ ที่ทุกคนสามารถซื้อกลับไป จะเอาไปใส่เองหรือขอแฟนแต่งงานก็ไม่ว่า เพราะการสนับสนุนแหวนหนึ่งวงมีส่วนช่วยให้เกิดอากาศบริสุทธิ์ถึงหนึ่งพันลูกบาศก์เมตร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีงานศิลปะช่วยกรองฝุ่นตั้งอยู่กลางเมือง นอกจากจะมอบอากาศบริสุทธิ์ให้คนไว้หายใจ ยังเป็นการบอกคนในเมืองเป็นนัยว่า ‘ชีวิตที่ดี’ ไม่ได้สงวนไว้สำหรับคนที่มีเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับทุกคน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>‘มนุษยธรรม’ คือทุกคนได้รับการช่วยเหลือโดยไม่เลือกปฏิบัติ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเอ่ยชื่อ </span><a href="https://www.instagram.com/banksy/" target="_blank" rel="noopener"><b>Banksy</b></a><span style="font-weight: 400;"> ภาพจำของคนทั่วไปคงเป็นศิลปินกราฟฟิตี้ตัวแสบที่มักพูดถึงประเด็นสังคมผ่านผลงานอย่างแสบสัน ตรงไปตรงมา และอาจจะ ‘จริง’ เกินไปจนมีปัญหากับตำรวจอยู่เป็นประจำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่จริงๆ แล้ว Banksy ถือเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ใช้งานศิลปะของตัวเองเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้คนและสนับสนุนงานด้านมนุษยธรรมอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัย เขาเคยบริจาคเงินจากการประมูลภาพวาดเกี่ยวกับปัญหาผู้ลี้ภัยของตัวเองให้แก่โรงพยาบาลในยุโรป และตอนที่ </span><a href="http://dismaland.co.uk/" target="_blank" rel="noopener"><b>Dismaland </b></a><span style="font-weight: 400;">สวนสนุกสุดดาร์กที่รวบรวมงานศิลปะเสียดสีสังคมสิ้นสุดลง เขาก็ส่งชิ้นส่วนโครงสร้างที่ถูกรื้อถอนไปสร้างค่ายผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส ส่วนเรือบังคับที่บรรจุผู้ลี้ภัยเอาไว้เต็มลำ ซึ่งเปิดให้คนหยอดเหรียญบังคับเล่น ในงานเดียวกัน Bansky ยังนำไปเล่นเกมต่ออีกเกม คือให้คนทายน้ำหนักเรือลำนี้ โดยการทาย 1 ครั้งมีมูลค่า 2.5 ดอลลาร์ แล้วเมื่อจบเกม Banksy ก็รวบรวมเงินทั้งหมดไปบริจาคให้ผู้ลี้ภัย</span></p>
<p><div id="attachment_113232" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-113232" class="wp-image-113232 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Banksy-ha-messo-in-vendita-una-sua-opera-per-soli-2-sterline-Collater.al_-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Banksy-ha-messo-in-vendita-una-sua-opera-per-soli-2-sterline-Collater.al_-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Banksy-ha-messo-in-vendita-una-sua-opera-per-soli-2-sterline-Collater.al_-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Banksy-ha-messo-in-vendita-una-sua-opera-per-soli-2-sterline-Collater.al_-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Banksy-ha-messo-in-vendita-una-sua-opera-per-soli-2-sterline-Collater.al_-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Banksy-ha-messo-in-vendita-una-sua-opera-per-soli-2-sterline-Collater.al_.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-113232" class="wp-caption-text">How heavy it weighs (2018) / Banksy / collater.al</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Banksy เพิ่งทำภารกิจที่ดูแล้วน่าจะใหญ่ที่สุดในฐานะศิลปินและผู้สนับสนุนด้านมนุษยธรรม ด้วยการระดมทุนและลงทุนส่วนตัวเพื่อซื้อเรือยอร์ชและนำมาดัดแปลงเป็นเรือกู้ชีพ เพื่อตามหาและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่กำลังเผชิญกับอันตรายกลางทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยเรือลำนี้ตั้งชื่อว่า </span><b>Louise Michel</b><span style="font-weight: 400;"> ตามชื่อนักเคลื่อนไหวชาวฝรั่งเศส ลำเรือตกแต่งด้วยสีชมพูและกราฟฟิตี้สไตล์ Banksy</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-113227 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-1024x576.jpg" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/8.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ระหว่างภารกิจเรือ Louise Michel จะถูกเพิกเฉยจากทางการยุโรป แต่ล่าสุดในเดือนกันยายนมีรายงานว่าผู้ลี้ภัย 353 คนได้ถูกช่วยเหลือโดยเรือลำนี้ และโอนถ่ายไปยังเรือ Sea-Watch 4 ซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากเยอรมนีเพื่อทำการกักตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-113228 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9.jpg" alt="มนุษยธรรม humanitarian" width="712" height="401" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9.jpg 712w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/9-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 712px) 100vw, 712px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Banksy บอกว่าเป้าหมายของงานศิลปะกลางทะเลชิ้นนี้คือการให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนที่กำลังอยู่ในภาวะยากลำบากอย่างไม่มีอคติ ไม่มีคำว่า ‘สัญชาติ’ หรือ ‘เชื้อชาติ’ มาแบ่งแยกให้เราต้องเลือกปฏิบัติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้สนใจสามารถสนับสนุนให้เรือ Louise Michel ทำภารกิจต่อผ่านการบริจาคในเว็บไซต์ </span><a href="http://mvlouisemichel.org"><span style="font-weight: 400;">mvlouisemichel.org</span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>มนุษยธรรมคืออะไร? ชวนตีความและส่งต่อความหมายคำนี้ผ่านภาพวาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากได้เห็นความหมายของคำว่า ‘มนุษยธรรม’ ผ่านงานศิลปะทั้งสามโปรเจกต์ เราลองกลับมาถามตัวเองกันดีไหมว่า สำหรับเรา มนุษยธรรมหมายถึงอะไรกันแน่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุด <a href="https://blogs.icrc.org/th/" target="_blank" rel="noopener">คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย</a> (ICRC) สหพันธ์กาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) และ สภากาชาดไทย (The Thai Red Cross Society) เปิดโอกาสให้ทุกคนมาขบคิดถึงความหมายของคำนี้โดยอ้างอิงจากรูปแบบการทำงานและแนวคิดของทั้ง 3 องค์กร และสร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพวาดในการประกวดภาพวาดหัวข้อ ‘มนุษยธรรมคืออะไร’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะลงมือวาด เราลองไปดูตัวอย่างผลงานของศิลปินไทย 3 คนว่าพวกเขาตีความคำคำนี้อย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113253" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/18.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากผลงาน </span><b>Humans</b><span style="font-weight: 400;"> โดย </span><a href="https://adaymagazine.com/author/julibakerandsummer/" target="_blank" rel="noopener"><b>juli baker and summer</b></a> <span style="font-weight: 400;">ภาพวาดสีอะคริลิกวาดผู้คนที่เปลือยเปล่าโดยไม่มีการแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติ ฐานะ หรืออาชีพ อาศัยอยู่ในกรอบรูปโลกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ทั้งหมดโดยไม่แบ่งแยกด้วยประเทศ เพราะภารกิจด้านมนุษยธรรมของทั้งสามองค์กรให้ความช่วยเหลือคนทุกคนโดยไม่แบ่งว่าเป็นคนชาติไหน หรือมีความเชื่อแบบใด </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113246" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภารกิจของทั้งสามองค์กรถูกเล่าผ่านองค์ประกอบต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในภาพ เช่น ผู้หญิงที่ถือดอกทานตะวันเป็นตัวแทนของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (ICRC) จากแรงบันดาลใจที่เธอเคยได้อ่านเรื่องราวการใช้ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ คนที่จับมือกันเป็นวงกลมท่ามกลางสายฝนสื่อถึงสหพันธ์กาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ที่ร่วมมือกันยามเกิดภัยพิบัติ ส่วนหัวใจตรงกลางภาพสื่อถึงภารกิจหลักที่คนรู้จักสภากาชาดไทยคือการบริจาคเลือดนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113245" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ juli baker and summer เธอมองว่า ศิลปะคือ soft power แบบหนึ่ง เพราะเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ไม่ได้มีท่าทีรุนแรง ทุกคนเปิดใจให้ และศิลปะยังแฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้น และน่าสนุกที่จะได้เห็นคนหลากหลายตีความคำคำเดียวออกมาเป็นภาพ เพราะการได้แสดงออกทางความคิดที่หลากหลายคือสิ่งที่สวยงาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/16.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานชิ้นที่สองคือ </span><b>Untitled</b><span style="font-weight: 400;"> โดย </span><b>นริศรา เพียรวิมังสา</b><span style="font-weight: 400;"> ในงานชิ้นนี้เธอเลือกใช้เทคนิคศิลปะที่ทำอยู่ในปัจจุบันอย่างการปักผ้า เพราะการซ่อมแซมเสื้อผ้าที่ชำรุดมีความเชื่อมโยงกับภารกิจของ ICRC ที่ทำหน้าที่เยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113239" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความหมายของคำว่า ‘มนุษยธรรม’ นริศรามองว่ามันคือการให้ความช่วยเหลือโดยไม่แบ่งแยกชาติพันธุ์ ไม่แบ่งฝักฝ่าย เธอจึงนำเศษผ้าจากที่ต่างๆ มาเย็บรวมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ทุกคนมีสิทธิได้รับการเยียวยา องค์ประกอบสำคัญที่เย็บผ้าผืนต่างๆ เข้าด้วยกันคือ ‘ดวงตา’ ที่ให้ความหมายของการจ้องมองเพื่อตระหนักรู้ถึงปัญหาและเฝ้าระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยให้สีของดวงตาสื่อถึงชนชาติต่างๆ ที่ร่วมมือกันทำงาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113240" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/5-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนริศรา งานศิลปะไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกเล่าปัญหาทั้งหมดให้คนรู้ ทว่าทำหน้าที่ชี้ให้คนตระหนักถึงปัญหา และเว้นพื้นที่ไว้ให้คนขบคิดกับมันต่อ นั่นแหละคืออานุภาพของศิลปะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113252" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/17.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และผลงานชิ้นที่สาม </span><b>Across the body</b><span style="font-weight: 400;"> โดย </span><b>อภิสิทธิ์ สิทสันเทีย</b><span style="font-weight: 400;"> ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวที่ ICRC เคยมอบความช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยระหว่างเขตแดนไทยและกัมพูชากลับไปเจอกันอีกครั้ง บวกกับรูปแบบงานจิตรกรรมของศิลปินที่จะถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของสถานการณ์ ซึ่งไปในทางเดียวกับภารกิจของ ICRC ที่มีการใช้ virtual reality เพื่อถ่ายทอดผลกระทบของความรุนแรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในภาพนี้อภิสิทธิ์จึงถ่ายทอดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างรอยต่อ ด้วยเต็นท์ที่คร่อมอยู่ระหว่างสองเขตแดนที่สื่อถึงการมอบความช่วยเหลือโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ องค์ประกอบต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในภาพอย่างซองจดหมาย สื่อถึงภารกิจของ ICRC ที่ทำหน้าที่ในการส่งจดหมายเพื่อให้ครอบครัวที่พลัดพรากกลับมาเจอกัน รองเท้าที่ชวนให้คิดไปถึงบุคคลที่สูญหายจากความขัดแย้ง ไฟที่กำลังลุกไหม้ในอีกเขตแดนสื่อถึงสงครามและความรุนแรงที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113236" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อภิสิทธิ์เองมองว่า ศิลปะไม่ได้ทำหน้าที่หยิบยื่นทางออกให้ปัญหา เช่นเดียวกับผลงานชิ้นนี้ที่ทำหน้าที่พาคนดูไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ และเปิดพื้นที่ให้คนดูคิดต่อว่าภาพตรงหน้าคืออะไร เราทำอะไรกับมันได้ เราเลือกจะเพิกเฉยกับมันหรือจะลงมือทำอะไรกับมันต่อ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113237" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/2-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่ได้เห็นผลงานของทั้งสามศิลปินแล้วรู้สึกว่าไฟในตัวลุกโชน</span> <span style="font-weight: 400;">อยากบอกเล่าความหมายของคำว่า</span><b> ‘</b><span style="font-weight: 400;">มนุษยธรรม</span><b>’ </b><span style="font-weight: 400;">ในมุมมองของตัวเองก็อย่ารอช้า</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะทาง</span> ICRC <span style="font-weight: 400;">เปิดผลงานตั้งแต่วันนี้ &#8211;</span> 23 <span style="font-weight: 400;">พฤศจิกายนนี้เท่านั้น</span> <span style="font-weight: 400;">ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล</span> 9,000 <span style="font-weight: 400;">บาท</span> <span style="font-weight: 400;">และรองชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล</span> 6,000 <span style="font-weight: 400;">บาท</span> <span style="font-weight: 400;">ใครสนใจอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม</span> <span style="font-weight: 400;">ตามไปได้ที่</span> <a href="http://blogs.icrc.org/th/2020/09/23/call-for-artists" target="_blank" rel="noopener">blogs.icrc.org/th/2020/09/23/call-for-artists</a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาเข้าจริงถ้าไม่นับเรื่องรางวัลจากการประกวด</span> <span style="font-weight: 400;">แค่ได้นั่งทบทวนความหมายของ</span><b> ‘</b><span style="font-weight: 400;">มนุษยธรรม</span><b>’ </b><span style="font-weight: 400;">กับตัวเอง</span> <span style="font-weight: 400;">และส่งต่อมันออกมาให้คนอื่นดูผ่านภาพวาด</span> <span style="font-weight: 400;">ก็น่าจะได้</span><b> ‘</b><span style="font-weight: 400;">โลกที่น่าอยู่ขึ้น</span><b>’ </b><span style="font-weight: 400;">กลับมาเป็นรางวัลแล้ว</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/icrc-humanitarian-art/">‘มนุษยธรรม’ คืออะไร? ชวนดู 3 โปรเจกต์ศิลปะที่ทำให้เข้าใจความหมายของคำนี้มากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อการลบไม่ได้ช่วยให้ลืม : รวมงานศิลปะที่ว่าด้วย ‘การลบ’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/erased-art/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Oct 2020 21:08:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[การลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[หมุดคณะราษฎร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=111153</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลบรูปแฟนเก่าจากมือถือ ลบรอยสักบางประโยคที่เลิกอินไปแล้ว ลบกราฟฟิตี้บนกำแพง ลบบางคนออกจากเฟรนด์ลิสต์ ลบบางเรื่องออกจากประวัติศาสตร์&#160; เราลบเพื่อให้บางอย่างหายไป ลบเพื่อทำลายหลักฐาน ลบเพื่อล้างอดีตและเริ่มใหม่ ลบเพื่อทำให้บางอย่างถูกลืมจากใครบางคน หรือไม่ก็คนลบเองนั่นแหละที่อยากจะลืม ชัยชนะของการลบคือสิ่งที่ถูกลบสูญหาย ทว่าบางครั้งการลบก็สร้างสิ่งใหม่คล้ายร่องรอยและพื้นที่ว่างกำลังส่งเสียงให้ได้ยินว่า &#8216;ตรงนี้มีบางอย่างถูกลบออก’ หลายครั้งการลบจึง ‘พูด’ ดังกว่าสิ่งที่ถูกลบไปเสียอีก&#160; ด้วยความย้อนแย้งเช่นนี้ การลบจึงกลายเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างงานศิลปะที่ศิลปินใช้เพื่อสร้างความหมาย เช่นย้อนกลับไปในปี 1953 ที่ศิลปินคนหนึ่งทำงานศิลปะด้วยการเอางานศิลปะของคนอื่นมาลบ &#160; ลบเพื่อสร้าง ตามปกติ เมื่อพูดถึงงานศิลปะเรามักจะพูดว่าภาพนี้ถูก ‘สร้างโดย’ ใคร แต่กับภาพ Erased de Kooning Drawing เราอาจจะต้องบอกว่ามัน ‘ถูกลบ’ โดย Robert Rauschenberg เสียมากกว่า เพราะงานที่ว่าเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่ปรากฏร่องรอยจางๆ ของดินสอเท่านั้น เดิมทีภาพนี้เป็นผลงานศิลปะแนว Abstract Expressionism ของ Willem de Kooning ศิลปินรุ่นพี่ที่เราเชนเบิร์กไปรบเร้าอ้อนวอนขอผลงานเพื่อนำมาลบ กระบวนการลบของเขาใช้เพียงยางลบดินสอธรรมดา และต้องใช้เวลากว่าสองเดือนกระดาษถึงจะหมดจดอย่างที่เห็น มหกรรมการลบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเราเชนเบิร์กทดลองลบผลงานตัวเองไปแล้วหลายรอบ แต่เขาคิดว่า ถ้าจะทำงานด้วยการลบให้ครบจบกระบวนความจริงๆ เขาจะต้องลบผลงานของคนอื่น ว่าแต่เราเชนเบิร์กลบงานศิลปะไปทำไม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/erased-art/">เมื่อการลบไม่ได้ช่วยให้ลืม : รวมงานศิลปะที่ว่าด้วย ‘การลบ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ลบรูปแฟนเก่าจากมือถือ ลบรอยสักบางประโยคที่เลิกอินไปแล้ว ลบกราฟฟิตี้บนกำแพง ลบบางคนออกจากเฟรนด์ลิสต์ ลบบางเรื่องออกจากประวัติศาสตร์&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราลบเพื่อให้บางอย่างหายไป ลบเพื่อทำลายหลักฐาน ลบเพื่อล้างอดีตและเริ่มใหม่ ลบเพื่อทำให้บางอย่างถูกลืมจากใครบางคน หรือไม่ก็คนลบเองนั่นแหละที่อยากจะลืม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชัยชนะของการลบคือสิ่งที่ถูกลบสูญหาย ทว่าบางครั้งการลบก็สร้างสิ่งใหม่คล้ายร่องรอยและพื้นที่ว่างกำลังส่งเสียงให้ได้ยินว่า &#8216;ตรงนี้มีบางอย่างถูกลบออก’ หลายครั้งการลบจึง ‘พูด’ ดังกว่าสิ่งที่ถูกลบไปเสียอีก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความย้อนแย้งเช่นนี้ การลบจึงกลายเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างงานศิลปะที่ศิลปินใช้เพื่อสร้างความหมาย เช่นย้อนกลับไปในปี 1953 ที่ศิลปินคนหนึ่งทำงานศิลปะด้วยการเอางานศิลปะของคนอื่นมาลบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ลบเพื่อสร้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามปกติ เมื่อพูดถึงงานศิลปะเรามักจะพูดว่าภาพนี้ถูก ‘สร้างโดย’ ใคร แต่กับภาพ Erased de Kooning Drawing เราอาจจะต้องบอกว่ามัน ‘ถูกลบ’ โดย Robert Rauschenberg เสียมากกว่า เพราะงานที่ว่าเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่ปรากฏร่องรอยจางๆ ของดินสอเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดิมทีภาพนี้เป็นผลงานศิลปะแนว Abstract Expressionism ของ Willem de Kooning ศิลปินรุ่นพี่ที่เราเชนเบิร์กไปรบเร้าอ้อนวอนขอผลงานเพื่อนำมาลบ กระบวนการลบของเขาใช้เพียงยางลบดินสอธรรมดา และต้องใช้เวลากว่าสองเดือนกระดาษถึงจะหมดจดอย่างที่เห็น มหกรรมการลบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเราเชนเบิร์กทดลองลบผลงานตัวเองไปแล้วหลายรอบ แต่เขาคิดว่า ถ้าจะทำงานด้วยการลบให้ครบจบกระบวนความจริงๆ เขาจะต้องลบผลงานของคนอื่น</span></p>
<p><div id="attachment_111181" style="width: 552px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111181" class="wp-image-111181 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-1.jpg" alt="ศิลปะของการลบ" width="542" height="640" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-1.jpg 542w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-1-254x300.jpg 254w" sizes="(max-width: 542px) 100vw, 542px" /><p id="caption-attachment-111181" class="wp-caption-text">Erased de Kooning Drawing, 1953 by Robert Rauschenberg | San Francisco Museum of Modern Art (SFMOMA)</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่าแต่เราเชนเบิร์กลบงานศิลปะไปทำไม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองเผินๆ การลบเหมือนทำลายและด้อยค่าผลงานศิลปะของเดอคูนนิ่ง แต่ในมุมของเราเชนเบิร์ก เขากลับบอกว่ามันเป็น ‘การเฉลิมฉลอง’ ให้กับความคิดที่ว่างานศิลปะไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่การทำบางอย่างขึ้นใหม่ แต่การไม่ทำหรือการลบก็เป็นกระบวนการสร้างสรรค์และเป็นศิลปะได้เช่นกัน (Erased de Kooning Drawing เกิดขึ้นหนึ่งปีให้หลังเพลง</span><i><span style="font-weight: 400;"> 4&#8217;33&#8221; </span></i><span style="font-weight: 400;">ของ John Cage–บทเพลงยาว 4 นาที 33 วินาทีที่มีเพียงเสียงเงียบจนทำให้โลกศิลปะถกเถียงกันว่าความเงียบและการไม่เล่นดนตรีนั้นถือเป็นดนตรีหรือเปล่า)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าเฉลิมฉลองที่เราเชนเบิร์กหมายถึงยังอาจหมายรวมถึงการเฉลิมฉลองให้กับกระแสความคิดใหม่ๆ ของศิลปะที่กำลังจะมาถึง เพราะหลังจากนั้นไม่นานศิลปะแนว Abstract Expressionism (แบบผลงานของเดอคูนนิ่ง) ที่ให้ความสำคัญกับการแสดงออกความรู้สึกก็ถูกรุกไล่ด้วยศิลปะแนวป๊อปอาร์ตและคอนเซปต์ชวลอาร์ตที่ให้น้ำหนักกับเรื่องไอเดีย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ลบเพื่อตั้งคำถาม</h3>
<p><div id="attachment_111182" style="width: 1690px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111182" class="wp-image-111182 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1.jpg" alt="ศิลปะของการลบ" width="1680" height="1105" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1.jpg 1680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1-300x197.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1-768x505.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1-1024x674.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1-600x395.jpg 600w" sizes="(max-width: 1680px) 100vw, 1680px" /><p id="caption-attachment-111182" class="wp-caption-text">Erased Lynching Series: der Wild West Show, (Set 1) by Ken Gonzalez-Day, 2006.</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปถ่ายจากปี 1915 รูปหนึ่งแสดงให้เห็นกลุ่มคนบนหลังม้ารวมตัวกันใต้ต้นไม้ สามในสี่ชี้ปืนลูกโม่ไปที่กลางภาพ แม้ไม่มีร่องรอยใดๆ ผิดสังเกต แต่พื้นที่ว่างบริเวณใต้ต้นไม้ที่กลุ่มคนเอาปืนจ่อก็ส่งสัญญาณไม่ชอบมาพากล ชวนให้คิดว่าต้องมีบางสิ่งถูกลบไปจากภาพนี้แน่ๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือหนึ่งในภาพจากซีรีส์ Erased Lynchings โดยศิลปิน Ken Gonzales-Day ที่รวบรวมภาพถ่ายการแขวนคอ รุมประชาทัณฑ์ในแคลิฟอร์เนียช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ สิ่งที่ปรากฏในภาพถ่ายต้นฉบับคือร่างไร้ชีวิตของคนเม็กซิกัน-อเมริกัน, คนละติน, คนแอฟริกัน-อเมริกัน, คนเอเชีย-อเมริกัน, คนพื้นเมือง และคนยิว ด้วยย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เป็นเรื่องปกติที่คนเชื้อชาติเหล่านี้จะถูกรุมประชาทัณฑ์และแขวนคอประจานไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะทำผิดหรือไม่ก็ตาม และเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ผู้สังหารจะรวมตัวโพสต์ท่ากับเหยื่อเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก่อนจะส่งมันให้เพื่อนและครอบครัว</span></p>
<p><div id="attachment_111183" style="width: 1788px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111183" class="wp-image-111183 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-1.jpg" alt="ศิลปะของการลบ" width="1778" height="1394" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-1.jpg 1778w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-1-300x235.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-1-768x602.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-1-1024x803.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-1-600x470.jpg 600w" sizes="(max-width: 1778px) 100vw, 1778px" /><p id="caption-attachment-111183" class="wp-caption-text">Erased Lynching Series: Leo Frank (Atlanta, Ga. 1915) (Set II) by Ken Gonzales-Day, 2013.</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการลบจะสร้างความหมาย การลบยังสร้างคำถามได้ ในงานศิลปะ Erased Lynchings เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายถูกลบออกจากภาพทุกใบเพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้ปรากฏ ความว่างเปล่ากลางภาพนั่นเองทำให้ผู้มองภาพฉงนสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่สูญหาย พร้อมกับที่เกิดคำถามว่าบุคคลในภาพเหล่านี้คือใครและเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในช่วงเวลานั้น&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสายตาของศิลปิน ความกำกวมคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ชมอยากค้นหาคำตอบ นำไปสู่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในที่สุด และนอกจากนี้ศิลปินยังมองว่ากระบวนการลบในผลงานชุดนี้คือการเล่าเรื่องความโหดร้ายทารุณของการเหยียดสีผิวแบบที่ไม่ผลิตซ้ำสถานะของเหยื่อให้กับผู้คนในภาพด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เพื่อนร่วมลบ</h3>
<p><em><span style="font-weight: 400;">&#8220;The only way to walk forward is to erase your own history&#8221;&nbsp;</span></em></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">&#8220;ทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าคือการลบประวัติศาสตร์ของตัวคุณเอง&#8221;</span></em></p>
<p><div id="attachment_111184" style="width: 828px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111184" class="wp-image-111184 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1.jpg" alt="ศิลปะของการลบ" width="818" height="545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1.jpg 818w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 818px) 100vw, 818px" /><p id="caption-attachment-111184" class="wp-caption-text">The Only Way to Walk Forward is to Erase Your Own History by Juan Arata, 2016.</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเป็นยังไงถ้าสิ่งที่เราต้องตัดสินใจว่าจะลบหรือไม่คืองานศิลปะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งหนึ่ง ศิลปิน Juan Arata สร้างผลงานด้วยการก่อกองทรายเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมผืนผ้า จัดวางบนพื้นที่ตรงกลางระหว่างช่องประตูที่เชื่อมห้องนิทรรศการ 2 ห้องเข้าด้วยกัน ว่าง่ายๆ คือมันเกะกะขวางทางเดินและใครก็ตามที่ต้องการเดินไปสู่ห้องนิทรรศการอีกห้องก็จำเป็นต้องเดินย่ำลงบนผลงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการนี้มีชื่อว่า What Makes Us Humans? ประกอบด้วยผลงานของหลากหลายศิลปินภายใต้คำถามเดียวกันว่า ‘อะไรทำให้เราเป็นมนุษย์?’ กองทรายนี้จัดแสดงในส่วนนิทรรศการที่ว่าด้วยประเด็นการอพยพย้ายถิ่นเพื่อแสวงหาสิ่งใหม่</span><span style="font-weight: 400;">และความก้าวหน้า</span><span style="font-weight: 400;">อันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ </span><span style="font-weight: 400;">ฮวนจึงท้าทายผู้ชมด้วยการหลอมรวมประสบการณ์การก้าวไปข้างหน้า (เพื่อไปสู่ห้องนิทรรศการถัดไป) กับการลบทำลายประวัติศาสตร์ (ของชิ้นงาน)</span><span style="font-weight: 400;"> นานวันเข้า จำนวนคนที่ย่ำลงบนกองทรายยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ ถ้อยคำบนผืนทรายก็ยิ่งถูกลบไปมากเท่านั้น ดังนั้นนอกจากจะเป็นผู้ชมนิทรรศการ ทุกคนในนี้ยังเป็นผู้ร่วมกัน ‘ลบ’ งานศิลปะในนิทรรศการไปพร้อมกัน</span></p>
<p><div id="attachment_111185" style="width: 828px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111185" class="size-full wp-image-111185" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1.jpg" alt="" width="818" height="545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1.jpg 818w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 818px) 100vw, 818px" /><p id="caption-attachment-111185" class="wp-caption-text">The Only Way to Walk Forward is to Erase Your Own History by Juan Arata, 2016.</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ความสูญเสีย’ เป็นอีกเรื่องที่หลายคนอยากลบแต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะลบมันแบบไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเกิดความสูญเสียจากคดีกราดยิงหลายครั้ง ศิลปิน Greg Bokor จึงพูดถึงประเด็นความสูญเสียผ่าน ‘erase’ ภาพเหมือนจริงของปืนกล AR-15 ความยาว 6 เมตรจัดแสดงในงานประกวด ArtPrize ปี 2013 ข้างกันมียางลบพิมพ์ชื่อเหยื่อ 83 คนผู้ถูกสังหารจากเหตุกราดยิงที่เคยเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาในเมืองโคลัมไบน์, ออโรร่า, โคโลราโด และนิวทาวน์ เหยื่อเกือบทั้งหมดเป็นเยาวชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยางลบสลักชื่อถูกแจกให้ผู้ชมร่วมกัน ‘ลบ’ (หรือไม่ลบ) ภาพปืนกลคนละไม้คนละมือเพื่อใช้เวลาสั้นๆ ตรงนั้นตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดจากอาวุธปืนและระลึกถึงชีวิตที่สูญเสียไปจากเหตุการณ์รูปแบบนี้ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในอเมริกา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111186" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1.jpg" alt="" width="1280" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1.jpg 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-111187" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-1.jpg" alt="" width="600" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-1.jpg 818w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-1-266x300.jpg 266w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-1-768x865.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-1-600x676.jpg 600w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะมุ่งลบภาพปืนกลให้หมดจด หลายคนใช้โอกาสนี้ส่งข้อความด้วยการทิ้งร่องรอยเป็นถ้อยคำหรือสัญลักษณ์ ถึงอย่างนั้น ภาพวาดปืนกลชิ้นนี้ก็จัดแสดงอยู่ได้เพียง 6 ชั่วโมงก่อนถูกลบออกไปจนเกลี้ยงเหลือเพียงกระดาษเปล่า </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>วันหนึ่งเราจะถูกลบ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราต่างไม่อยากให้ตัวตนในโลกดิจิทัลหายไปกันทั้งนั้น ถ้าเราอยากจะรักษามันไว้ตลอดไป เราแค่ต้องมั่นใจว่าสิ่งต่างๆ ที่เก็บไว้จะยังสามารถเปิดได้เมื่ออนาคตมาถึง”&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">– Vint Cerf อดีตรองประธานกรรมการบริษัท Google</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกกายภาพ คนๆ หนึ่งจะถูกลบออกจากโลกก็ต่อเมื่อความตายมาถึง แต่สำหรับโลกดิจิทัล ดูเหมือนว่าข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เราอัพโหลดเข้าไปไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือไฟล์เสียง จะคงอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาล&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่าแต่มันเป็นแบบนั้นจริงไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการ TEEN AGE ที่จัดขึ้นโดย National Ethnographic Museum ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ชวนคิดเรื่องความมั่นคงถาวรและความเบาบางของข้อมูลในโลกดิจิทัลผ่านงานศิลปะปฏิสัมพันธ์ ‘hash2ash’ โดยศิลปิน panGenerator&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานนี้ ศิลปินเชื้อเชิญให้ผู้ชมอัพโหลดภาพเซลฟี่ของตัวเองเข้าไปในระบบและรอดูภาพของตัวเองบนจอที่จะแสดงผลให้เราดู (หรือถ่ายรูปคู่) เพียงเดี๋ยวเดียว หลังจากนั้นไม่นานภาพของเราจะค่อยๆ ถูกลบออกจากจอ กลายเป็นก้อนกรวดจริงๆ ร่วงกราวลงสู่พื้นเบื้องล่าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111188" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1.jpg" alt="" width="1200" height="801" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/9-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><div id="attachment_111189" style="width: 1210px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111189" class="size-full wp-image-111189" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1.jpg" alt="" width="1200" height="801" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><p id="caption-attachment-111189" class="wp-caption-text">hash2ash by panGenerator, 2017.</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพดิจิทัลที่สูญสลายกลายเป็นก้อนกรวดไม่เพียงตั้งคำถามเรื่องการเก็บรักษาข้อมูลดิจิทัลที่ดูมั่นคงถาวรแต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกลบหายไปเมื่อไหร่ แต่คุณสมบัติของก้อนกรวดที่เราสามารถหยิบถือและรับรู้ถึงน้ำหนักได้ยังทำให้เราฉุกคิดถึงคุณสมบัติของข้อมูลดิจิทัลที่ตรงกันข้ามกับก้อนกรวดโดยสิ้นเชิง นั่นคือเบาหวิวและจับต้องไม่ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ลบ = บวก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่อิ้งค์ วรันธร บอกไว้ในเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">ลบไม่ได้ช่วยให้ลืม</span></i><span style="font-weight: 400;"> บ่อยครั้งการลบได้สร้างความหมายและการจดจำให้กับสิ่งที่ถูกลบมากกว่าตอนที่สิ่งนั้นยังปรากฏชัดเจนเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าในยุคที่เราติดต่อและมองเห็นกันได้ตลอดเวลาผ่านโซเชียลมีเดีย เรามีสมาร์ตโฟนที่สามารถบันทึกทุกอย่างได้ง่ายดาย ‘การลบ’ จะยังสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหม, เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าโพสต์ที่เราลบไปจะไม่ถูกแคปไว้แล้วโดยใครสักคน, รูปที่เราลบจากมือถือจะไม่หลงเหลืออยู่ในสักซอกมุมของหน่วยความจำ หรือจะรับประกันได้ยังไงว่าบางอย่างที่เราลบจากโซเชียลมีเดียจะหายไปหรือล่องลอยอยู่ ณ ส่วนไหนของระบบ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับงานศิลปะซีรีส์ Erased Lynchings หลายครั้งการพยายามลบกับกลายเป็นการสร้างคำถาม การไล่ลบกลับถูกตอบโต้ด้วยการทำซ้ำ ส่งต่อ กระทั่งเป็นที่รับรู้มากขึ้น มากกว่านั้น แทนที่การลบจะทำให้บางสิ่งหายไปอย่างสมบูรณ์ มันอาจยิ่ง ‘เพิ่ม’ สิ่งนั้นขึ้นในจำนวนนับไม่ถ้วน เหมือนการถอนหมุดคณะราษฎรออกจากสนามหลวงแล้วโบกปูนทับเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่ได้สร้างหมุดอันใหม่ขึ้นอีกนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะในรูปแบบที่จับต้องได้อย่างพวงกุญแจ, หมุดจำลอง หรือกระทั่งคุกกี้และขนมโตเกียว หรือในรูปแบบดิจิทัลทั้งภาพโปรไฟล์ในเฟซบุ๊ก ไฟล์สามมิติ ไปจนถึงฟิลเตอร์อินสตาแกรม กลายเป็นว่าแทนที่การลบจะลดความสำคัญ กลับยิ่งทำให้คนสนใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะรูปแฟนเก่า รอยสัก หรือประวัติศาสตร์ ดูเหมือนถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนความคิดจากความพยายามที่จะลบความผิดพลาดและความเจ็บปวดให้เหี้ยนเป็นการยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริงและถามตัวเองว่าเราจะเรียนรู้จากมันได้ยังไง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111190" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1.jpg" alt="" width="2048" height="1536" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.designboom.com/art/erase-an-ar-15-rifle-a-response-to-gun-violence-by-greg-bokor" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">designboom.com</span></a></p>
<p><a href="https://pangenerator.com/projects/hash2ash/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">pangenerator.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.si.edu/blog/removing-victims-lynching-photos-artist-emphasizes-those-erased-history" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">si.edu</span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/erased-art/">เมื่อการลบไม่ได้ช่วยให้ลืม : รวมงานศิลปะที่ว่าด้วย ‘การลบ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
