<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>น้ำใส ศุภวงศ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/namsai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 22 May 2020 16:30:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>การงานหลังฝันร้าย ว่าด้วยการทำงานที่จะเปลี่ยนไปหลังยุคโควิด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/working-after-the-end-of-the-covid/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2020 15:48:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[aday237]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[virtual office]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[report]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[work from home]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96064</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอสารภาพก่อนว่าการเขียนบทความเพื่อทำนายอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดเลย อนาคตมีรูปร่างไม่คงตัว เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน นึกจะจับก็ไหลลื่นหลุดมือเหมือนสารเหลว ยิ่งเมื่อพูดถึงอนาคตการทำงานหลังโควิด-19 ‘ผ่านพ้น’ ด้วยแล้ว ยิ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะปัจจุบันขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้เรายังเพิ่งอาศัยอยู่ในจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์เท่านั้น สิ่งที่เราได้เห็นแล้วคือผลลัพธ์ในดีกรีแรก แต่ดีกรีแรกนั้นจะส่งผลต่อดีกรีต่อๆ มายังไงกลับเป็นสิ่งที่คาดคะเนถึงยากกว่า ไม่ใช่ยากกว่าเพียงสองเท่า แต่ยากกว่าแบบยกกำลัง Daniel Zhang ผู้บริหาร Alibaba กล่าวถึงผลลัพธ์ของโรคระบาดใหญ่ครั้งที่แล้วอย่างซาร์สไว้ว่า “17 ปีที่แล้วธุรกิจ e-commerce เติบโตอย่างสูงหลังโรคซาร์สระบาด เราเชื่อว่าภัยพาลสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและภาคธุรกิจเสมอ มันจะมาพร้อมโอกาสใหม่ๆ เราสังเกตว่าผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถจัดแจงธุระทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานของตนทางดิจิทัล&#8230; ผู้บริโภคหลายคนเปลี่ยนวิถีชีวิต และพนักงานหลายบริษัทก็เปลี่ยนวิถีการทำงาน ตอนนี้หลายคนทำงานที่บ้าน ซื้ออาหาร ของสด ของชำ และสิ่งจำเป็นจากบ้าน ผมคิดว่านี่เป็นความท้าทายยิ่ง วิกฤตครั้งนี้สร้างความท้าทายใหญ่ต่อสังคม แต่มันก็ให้โอกาสพวกเราได้ลองวิถีชีวิตและวิถีการทำงานแบบใหม่ด้วยเช่นกัน “ดังนั้นหลังสิ่งนี้ผ่านพ้น ผมคาดว่าจะเกิดแนวโน้มอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจและผู้บริโภคจำนวนมากจะมีชีวิตดิจิทัล หรือมีการทำงานแบบดิจิทัล ดังนั้นในระยะยาวนี่ถือเป็นเรื่องดีสำหรับความก้าวหน้าของดิจิทัลในสังคม” ผลของโควิด-19 ทำให้หลายคนรวมถึงตัวผมเริ่มไม่ต้องเข้าออฟฟิศและทำงานที่บ้าน นี่เป็นการทดลองนโยบายใหญ่ยักษ์ที่สุดครั้งหนึ่งในระดับโลก เราได้ยินเรื่องการทำงานที่บ้านรวมถึงการเข้างานแบบยืดหยุ่นมานานหลายปี แต่มาได้สัมผัสจริงก็คราวนี้โดยมีโควิด-19 เป็นตัวเร่ง อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone, Brand Inside และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/working-after-the-end-of-the-covid/">การงานหลังฝันร้าย ว่าด้วยการทำงานที่จะเปลี่ยนไปหลังยุคโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขอสารภาพก่อนว่าการเขียนบทความเพื่อทำนายอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดเลย อนาคตมีรูปร่างไม่คงตัว เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน นึกจะจับก็ไหลลื่นหลุดมือเหมือนสารเหลว ยิ่งเมื่อพูดถึงอนาคตการทำงานหลังโควิด-19 ‘ผ่านพ้น’ ด้วยแล้ว ยิ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะปัจจุบันขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้เรายังเพิ่งอาศัยอยู่ในจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์เท่านั้น</p>
<p>สิ่งที่เราได้เห็นแล้วคือผลลัพธ์ในดีกรีแรก แต่ดีกรีแรกนั้นจะส่งผลต่อดีกรีต่อๆ มายังไงกลับเป็นสิ่งที่คาดคะเนถึงยากกว่า ไม่ใช่ยากกว่าเพียงสองเท่า แต่ยากกว่าแบบยกกำลัง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96567" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>Daniel Zhang ผู้บริหาร Alibaba กล่าวถึงผลลัพธ์ของโรคระบาดใหญ่ครั้งที่แล้วอย่างซาร์สไว้ว่า</p>
<p>“17 ปีที่แล้วธุรกิจ e-commerce เติบโตอย่างสูงหลังโรคซาร์สระบาด เราเชื่อว่าภัยพาลสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและภาคธุรกิจเสมอ มันจะมาพร้อมโอกาสใหม่ๆ เราสังเกตว่าผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถจัดแจงธุระทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานของตนทางดิจิทัล&#8230; ผู้บริโภคหลายคนเปลี่ยนวิถีชีวิต และพนักงานหลายบริษัทก็เปลี่ยนวิถีการทำงาน ตอนนี้หลายคนทำงานที่บ้าน ซื้ออาหาร ของสด ของชำ และสิ่งจำเป็นจากบ้าน ผมคิดว่านี่เป็นความท้าทายยิ่ง วิกฤตครั้งนี้สร้างความท้าทายใหญ่ต่อสังคม แต่มันก็ให้โอกาสพวกเราได้ลองวิถีชีวิตและวิถีการทำงานแบบใหม่ด้วยเช่นกัน</p>
<p>“ดังนั้นหลังสิ่งนี้ผ่านพ้น ผมคาดว่าจะเกิดแนวโน้มอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจและผู้บริโภคจำนวนมากจะมีชีวิตดิจิทัล หรือมีการทำงานแบบดิจิทัล ดังนั้นในระยะยาวนี่ถือเป็นเรื่องดีสำหรับความก้าวหน้าของดิจิทัลในสังคม”</p>
<p>ผลของโควิด-19 ทำให้หลายคนรวมถึงตัวผมเริ่มไม่ต้องเข้าออฟฟิศและทำงานที่บ้าน นี่เป็นการทดลองนโยบายใหญ่ยักษ์ที่สุดครั้งหนึ่งในระดับโลก เราได้ยินเรื่องการทำงานที่บ้านรวมถึงการเข้างานแบบยืดหยุ่นมานานหลายปี แต่มาได้สัมผัสจริงก็คราวนี้โดยมีโควิด-19 เป็นตัวเร่ง</p>
<p>อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone, Brand Inside และ Siam Intelligence Unit (SIU) บันทึกไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่เราต้องปรับตัวเพื่อให้ใช้ชีวิตได้บนความปกติใหม่ (New Normal) นั้นสะท้อนผ่านการเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนย้าย 3 สิ่ง คือข้อมูล คน และสิ่งของ ในโลกใหม่นี้การเคลื่อนย้ายข้อมูลไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะเราทำข้อมูลทุกประเภทให้เป็นดิจิทัลและสร้างเครือข่ายครอบคลุมไว้แล้ว (ผมขอหมายเหตุเพิ่มว่าครอบคลุมเฉพาะบางส่วนของโลก) การเคลื่อนย้ายผู้คนคือการเดินทางนั้นย่อมได้รับผลกระทบ ประชาชนร่นถอยจากการเชื่อมต่อระดับนานาชาติสู่ระดับที่เล็กลง นั่นคือชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดนโยบายและอุดมการณ์ชาตินิยม อาจส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศและการเดินทางไปต่างประเทศลดลง</p>
<p>สำหรับการเคลื่อนย้ายที่ 3 คือการเคลื่อนย้ายสิ่งของ อิสริยะแยกแยะว่าในสายพานการผลิตนั้น แต่ละส่วนจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการค้นคว้าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ด้านการผลิตจะมีการใช้หุ่นยนต์มากขึ้นเพราะความกลัวเรื่องโรค การกระจายสิ่งของในระดับไมล์สุดท้าย (คือการส่งถึงบ้านหรือถึงที่) ยังต้องพึ่งพามนุษย์อยู่ ไปจนถึงการขายหน้าร้านที่น่าจะได้รับผลกระทบสูงสุดเพราะการเลือกสินค้า หรือกระทั่งการ ‘ค้นพบ’ สินค้าที่เหมาะกับตัวเองนั้นสามารถทำบนโลกออนไลน์ได้ (อย่างที่หลายคนก็ตระหนักดีในช่วงนี้เพราะเปิดเว็บซื้อของรัวๆ)</p>
<p>โดยสรุปแล้วอิสริยะเห็นว่าโลกหลังโควิด-19 พึ่งพาการใช้คนน้อยลงจากเดิม และงานจำนวนมากจะถูกโอนย้ายไปสู่ช่องทางดิจิทัลแทน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96565" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-8-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เมื่อมองโควิด-19 ในฐานะตัวเร่ง ผมคิดว่าหากในภาคอุตสาหกรรมโควิด-19 ไปเร่งการใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิต (เท่าที่ทราบ หลายโรงงานพิจารณาลงทุนซื้อเครื่องจักรทดแทนแรงงานเพิ่มแล้ว) ในภาคเศรษฐกิจความรู้ โควิด-19 ก็จะเร่งการลดการพึ่งพาแรงงาน (สมอง) มนุษย์เช่นกัน การลดการพึ่งพานี้จะเกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือระบบอัตโนมัติและธรรมชาติการกินรวบของระบบดิจิทัล</p>
<p>สำหรับระบบอัตโนมัตินั้น ตัวอย่างที่เป็นภาพแทนได้ชัดที่สุดก่อนโควิด-19 ด้วยซ้ำคือ ธุรกิจธนาคารที่มีการลดจำนวนสาขาให้บริการเพราะผู้คนสามารถใช้ตู้เอทีเอ็มเพื่อรับบริการอย่างเดียวกันได้ (แถมไม่ต้องโดนขายประกันตลอดเวลา) ต่อมาโลกก็เคลื่อนเข้าสู่ระบบธนาคารดิจิทัลซึ่งก็ยิ่งลดจำนวนคนลงไปอีก ผมคิดว่าสำหรับอุตสาหกรรมที่สามารถลดรูปเป็นข้อมูล (ธุรกรรมการเงินคือการเคลื่อนย้ายข้อมูล ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายธนบัตร) และอุตสาหกรรมที่ ‘ความถูกต้องเรียบร้อย’ คือมาตรฐาน (เช่น การเงิน การบัญชี เทียบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ได้น้อยกว่า) โควิด-19 จะส่งผลรุนแรงและเราจะได้เห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก</p>
<p>ส่วนเรื่องธรรมชาติการกินรวบของระบบดิจิทัล ผมคิดว่าโควิด-19 มาพร้อมกับความยืด-หยุ่นในการทำงานด้านความรู้ความคิดที่มากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ควรระลึกไว้คือความยืดหยุ่นนั้นถูกปรับใช้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงเราคนเดียว บริษัทที่ใช้นโยบาย virtual office จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกจ้างแรงงานโดยดูที่ความสามารถมากขึ้นและไม่ต้องพิจารณาปัจจัยอย่างระยะห่างของบ้านพนักงานกับที่ทำงาน คำถามอย่าง ‘บ้านอยู่ไกลไหม’ จะถูกตัดออกจากการสัมภาษณ์ของบริษัท virtual บริษัทสามารถจ้างงานข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศได้ บางบริษัทพูดถึงความยืดหยุ่นของการจ้างงานข้ามไทม์โซนว่า ‘เหมือนงานนั้นรันไปตลอด 24 ชั่วโมง’ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับบริษัทที่ต้องมีตัวตนและออฟฟิศจริง</p>
<p>เราไม่เพียงแข่งกับคนในย่านเดียวกันหรือจังหวัดเดียวกันแล้ว แต่เรากำลังแข่งกับคนทั้งประเทศหรือทั้งโลก–เราอาจเคยได้ยินคำพูดนี้มานาน แต่วันนี้มันก้าวเข้าสู่สถานะความจริง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96566" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-7-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เมื่อทุกคนมีความยืดหยุ่นในการทำงาน แรงงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดจะหาวิธีขยายขนาดการรับงานของตัวเองเพื่อให้ได้ผลตอบรับตามที่พอใจ การผูกบริษัทกับพนักงานแบบหนึ่งต่อหนึ่งอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป (เดิมทีมันใช้ได้เพราะคนเราสามารถอยู่ในสถานที่ทางกายภาพได้เพียงที่เดียวเท่านั้น) คนคนหนึ่งอาจเป็นพนักงานของ 3-4 บริษัทโดยแบ่งเวลาให้แต่ละบริษัทตามสัดส่วนของงาน แนวคิดเรื่องการจ้างงานโดยดูจากสิ่งที่ทำไม่ใช่เวลาที่ทำจะแข็งแรงขึ้น เราไม่จำเป็นต้องนั่งทำงาน 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงในออฟฟิศ และกลัวว่าเจ้านายจะโกรธหากกลับบ้านก่อนอีกแล้ว ถ้าทำงานเสร็จก็คือเสร็จ สามารถล็อกออฟไปได้เพื่อใช้เวลาที่เหลือตามหาโอกาสอื่นๆ นั่นยิ่งทำให้บริษัทต้องการแรงงาน ‘ระดับกลาง’ น้อยลง และตามหาแรงงาน ‘ที่มีประสิทธิภาพหรือเหมาะสมที่สุด’ ได้อย่างสะดวกขึ้น</p>
<p>บริษัทที่มีนโยบายการจ้างงานที่ยืดหยุ่น (เช่น ไม่ผูกมัดตัวพนักงาน จ่ายงานตามความสามารถ) ก็จะใช้ประโยชน์จากแรงงาน ‘พรีเมียม’ ได้ดีกว่าบริษัทที่แข็งขืนในธุรกิจประเภทเดียวกัน บางบริษัทในต่างประเทศเริ่มโครงการรับนักศึกษาฝึกงานแบบ virtual โครงการนี้ไม่ถูกผูกมัดด้วยสถานที่ (บ้านอยู่ไหนก็มาทำได้) และจำนวน (ไม่ต้องเตรียมเก้าอี้หรือพื้นที่ออฟฟิศให้ก็ทำได้) ทำให้ได้ผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีคุณภาพมากขึ้น นี่เป็นพลวัตการจับคู่แบบใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เราจะได้เห็นอะไรอีกหากโลกก้าวเข้าสู่การทำงานที่บ้านอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่เป็นไปได้คือความสัมพันธ์ของคนในที่ทำงานอาจไม่เหมือนเดิม เดิมทีเราผูกสัมพันธ์กันด้วยการพูดคุยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องไร้สาระตามโต๊ะหรือตอนกินข้าวกลางวัน แต่เมื่อเรายกออฟฟิศอันเป็นพื้นที่ออกจากสมการ เป็นไปได้ไหมว่าเพื่อนร่วมงานจะเป็นเพียง ‘เพื่อนร่วมงาน’ มากขึ้น และเป็น ‘เพื่อน’ กันน้อยลง การนัดวิดีโอคอลหรือทักแชตเพื่อคุยเรื่องไร้สาระไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินทำก็จริง แต่มันก็ยากพอที่จะทำให้บางเรื่องถูกเก็บไว้ไม่พูดเพราะไม่สะดวก แถมยังด้วยความที่มันมีหลักฐานเก็บไว้ด้วย ยิ่งทำให้บางคนต้องระวัง การสานสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการจะเกิดขึ้นน้อยลง ซึ่งจะเปลี่ยนเครือข่ายความสัมพันธ์ในออฟฟิศไป (ลองคิดดูว่าเพื่อนที่ชอบเลียเจ้านายจะปรับตัวยังไง เขาจะทักเจ้านายไปเพื่อเมาท์คุณไหม–อาจไม่ ทั้งด้วยความที่ไม่มีอะไรให้เมาท์ เมาท์ไม่สะดวก หรือทั้งคู่)</p>
<p>หากเพื่อนร่วมงานเป็นเพียง ‘เพื่อนร่วมงาน’ ก็เป็นไปได้ว่าเราจะหวนกลับสู่เพื่อนในวงสังคมอื่น ซึ่งนั่นอาจเปลี่ยนวิธีการคิดเรื่องธุรกิจชุมชนไป อาจเกิดย่านและร้านรวงประเภทใหม่ๆ ให้เราได้รวมตัว</p>
<p>ความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ถูกแบ่งอยู่ในกล่องใครกล่องมันด้วยผลกระทบของโควิด-19 เราอาจทรีตความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งว่ามีค่ามากขึ้น อะไรก็ตามที่ไม่สามารถผลิตซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อคนหมู่มากจะถือเป็นความรุ่มรวย เราต่างต้องการความสัมพันธ์แบบของใครของมัน แต่เมื่อเราต้องการความสัมพันธ์นี้พร้อมๆ กันหลายร้อยล้านคน ก็เป็นเรื่องน่าสนใจว่าจะทำให้เกิดงานใหม่ๆ อะไรขึ้นมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96568" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับโควิด-19 คือการมองว่ามันสร้างโอกาสให้เราเห็นว่าสิ่งใดสำคัญแท้จริง สิ่งสำคัญที่โดดเด่นขึ้นมาในทุกวันนี้คืออาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย หรือความสัมพันธ์ ส่วนไอเทมแฟชั่นล่าสุดหรือของแบรนด์เนมอาจเป็นเพียงเสียงรบกวน ผมคิดว่าหลังจากนี้เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจับจ่ายของผู้คน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่กำลังจะตามมา เราอาจกลับมาย้อนถามตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่เสียงดังที่สุด ว่าเราทำงานไปทำไมและทำงานไปเพื่อซื้ออะไร มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกตรึงไว้กับ 4 มิติ ซึ่ง 3 มิติคือตำแหน่งแห่งที่ และมิติที่ 4 คือเวลา โควิด-19 ยึด 3 มิติของเราไว้ มันสร้างอุปสรรคให้เราเคลื่อนกายไปไหนมาไหนได้ยาก สิ่งที่เรายังพอจัดการได้อยู่ในปัจจุบันคือเวลา การปันส่วนความคิดให้กับแต่ละช่วงเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นทรัพยากรสำคัญของคนในระบบเศรษฐกิจความรู้</p>
<p>ผมคิดว่าเราจะได้เห็นผู้ชนะที่ชนะอย่างล้นเหลือเกินจินตนาการมาพร้อมกับเหยื่อทางเศรษฐกิจจำนวนนับไม่ถ้วน</p>
<p>การทำงานเพียงเพื่อทำงานไม่พอแล้วในระนาบใหม่ แต่ต้องทำงานให้ดียิ่งเพียงเพื่อไม่ให้ตัวเองตกขบวน</p>
<p>คำถามคือประเทศของเราเตรียมทรัพยากรไว้เพียงพอสำหรับการพาประชาชนขึ้นขบวนความเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/working-after-the-end-of-the-covid/">การงานหลังฝันร้าย ว่าด้วยการทำงานที่จะเปลี่ยนไปหลังยุคโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โลกหมุนด้วยไลก์&#8217; ว่าด้วยทุนนิยม โซเชียลเน็ตเวิร์ก และการแข่งขันแบบจีน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shen-man-and-yy-platform/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Aug 2019 18:41:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YY]]></category>
		<category><![CDATA[แพลตฟอร์มออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สตรีมเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เชี่ยน เหมิน]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[world while web]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลเน็ตเวิร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[สตรีมมิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[Shen Man]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=69778</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราต่างปรารถนาจะเป็นใครสักคน และหากการเป็นใครสักคนทำให้เราเลี้ยงชีพได้ก็ย่ิงดีเข้าไปใหญ่! Shen Man เคยเป็นนางพยาบาล เธออายุ 21 ปี “จะ 22 ปีเร็วๆ นี้ มีเวลากอบโกยอย่างมากก็อีกสองปี” พ่อเธอบอก เธอนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไมค์จ่อตรงปาก เธอเคยเป็นนางพยาบาล, แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่นางพยาบาลแล้ว เธอร้องเพลงหากิน ไม่ใช่การร้องเพลงตามผับ ตามคลับ ตามบาร์ ไม่ใช่การร้องเพลงบนเวที แต่เป็นการร้องเพลงเพื่อเอาอกเอาใจคนบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไลฟ์สตรีมมิงแพลตฟอร์มชื่อ YY เธอร้องเพื่อหาเงินจริงๆ และเธอทำมันเต็มเวลาโดยไม่ทำงานอื่น รายได้ของเธอต่อเดือนหลายล้านบาท มาจากสปอนเซอร์ที่กดซื้อ ‘กิฟต์’ บนแพลตฟอร์มให้ ถ้าสปอนเซอร์มีเงินน้อย อาจซื้อให้ได้เพียงอมยิ้มไม่กี่อัน ตีเป็นเงินก็ไม่กี่หยวน แต่หากสปอนเซอร์เป็นมหาเศรษฐีเขาก็อาจเลือกกดซื้อเครื่องบินหรือรถยนต์ให้เธอ มันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าธุรกรรมง่ายๆ ที่แสดงออกมาเป็นภาพเอฟเฟกต์บนจอเท่านั้น แต่สำหรับเธอและเขามันคือเงินจริงๆ มันคือการแข่งขัน มันคืออาชีพ มันคือการเล่นกับตัวเลข บนโลกแห่งความเป็นจริง เชี่ยน เหมิน อาจเป็นชนชั้นที่ทั้งถูกเรียก และเรียกตัวเองว่า &#8216;เตี่ยวซือ&#8217; (diaosi) แปลว่า &#8216;พวกขี้แพ้&#8217; หรือ loser ในภาษาอังกฤษ แต่ไม่ใช่กับบนนี้–ไม่ใช่กับ YY–ณ ที่แห่งนี้ เธอเป็นนางฟ้า เป็นดาราตัวเอก และเธอก็ต้องยึดยื้อตำแหน่งนี้ไว้สุดชีวิต จะด้วยการพูดคุยยั่วเย้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shen-man-and-yy-platform/">&#8216;โลกหมุนด้วยไลก์&#8217; ว่าด้วยทุนนิยม โซเชียลเน็ตเวิร์ก และการแข่งขันแบบจีน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">เราต่างปรารถนาจะเป็นใครสักคน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">และหากการเป็นใครสักคนทำให้เราเลี้ยงชีพได้</span><span class="s1">ก็ย่ิงดีเข้าไปใหญ่</span><span class="s2">!</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">Shen Man </span><span class="s1">เคยเป็นนางพยาบาล</span> <span class="s1">เธออายุ</span><span class="s2"> 21 </span><span class="s1">ปี</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">จะ</span><span class="s2"> 22 </span><span class="s1">ปีเร็วๆ</span> <span class="s1">นี้</span> <span class="s1">มีเวลากอบโกยอย่างมากก็อีกสองปี</span><span class="s2">” </span><span class="s1">พ่อเธอบอก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เธอนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์</span> <span class="s1">ไมค์จ่อตรงปาก</span> <span class="s1">เธอเคยเป็นนางพยาบาล</span><span class="s2">, </span><span class="s1">แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่นางพยาบาลแล้ว</span> <span class="s1">เธอร้องเพลงหากิน</span> <span class="s1">ไม่ใช่การร้องเพลงตามผับ</span> <span class="s1">ตามคลับ</span> <span class="s1">ตามบาร์</span> <span class="s1">ไม่ใช่การร้องเพลงบนเวที</span> <span class="s1">แต่เป็นการร้องเพลงเพื่อเอาอกเอาใจคนบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก</span> <span class="s1">ไลฟ์สตรีมมิงแพลตฟอร์มชื่อ</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">เธอร้องเพื่อหาเงินจริงๆ</span> <span class="s1">และเธอทำมันเต็มเวลาโดยไม่ทำงานอื่น</span> <span class="s1">รายได้ของเธอต่อเดือนหลายล้านบาท</span> <span class="s1">มาจากสปอนเซอร์ที่กดซื้อ</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">กิฟต์</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">บนแพลตฟอร์มให้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ถ้าสปอนเซอร์มีเงินน้อย</span> <span class="s1">อาจซื้อให้ได้เพียงอมยิ้มไม่กี่อัน</span> <span class="s1">ตีเป็นเงินก็ไม่กี่หยวน</span> <span class="s1">แต่หากสปอนเซอร์เป็นมหาเศรษฐี</span><span class="s1">เขาก็อาจเลือกกดซื้อเครื่องบินหรือรถยนต์ให้เธอ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">มันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าธุรกรรมง่ายๆ</span> <span class="s1">ที่แสดงออกมาเป็นภาพเอฟเฟกต์บนจอเท่านั้น</span> <span class="s1">แต่สำหรับเธอและเขา</span><span class="s1">มันคือเงินจริงๆ</span> <span class="s1">มันคือการแข่งขัน</span> <span class="s1">มันคืออาชีพ</span> <span class="s1">มันคือการเล่นกับตัวเลข</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">บนโลกแห่งความเป็นจริง</span> <span class="s1">เชี่ยน เหมิน อาจเป็นชนชั้นที่ทั้งถูกเรียก</span> <span class="s1">และเรียกตัวเองว่า</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">เตี่ยวซือ&#8217;</span><span class="s2"> (diaosi) </span><span class="s1">แปลว่า</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">พวกขี้แพ้&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s2"> loser </span><span class="s1">ในภาษาอังกฤษ</span> <span class="s1">แต่ไม่ใช่กับบนนี้–</span><span class="s1">ไม่ใช่กับ</span><span class="s2"> YY–</span><span class="s1">ณ</span> <span class="s1">ที่แห่งนี้</span> <span class="s1">เธอเป็นนางฟ้า</span> <span class="s1">เป็นดาราตัวเอก</span> <span class="s1">และเธอก็ต้องยึดยื้อตำแหน่งนี้ไว้สุดชีวิต</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">จะด้วยการพูดคุยยั่วเย้า</span> <span class="s1">ด้วยการขอบคุณสปอนเซอร์รายใหญ่โดยเรียกนามแฝงของเขาออกสื่อ</span> <span class="s1">ด้วยการแต่งตัวโป๊เล็กๆ</span> <span class="s1">น้อยๆ</span> <span class="s1">พูดถึงหน้าอกของตัวเอง</span><span class="s2"> (“</span><span class="s1">ถ้าใหญ่ขึ้นมาละก็นะ</span><span class="s2">”) </span><span class="s1">หรือด้วยการขอร้องและตะโกนให้สปอนเซอร์ทั้งใหญ่เล็กร่วมกันซื้อกิฟต์ก่อนที่เธอจะ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">แพ้&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">เธอก็ทำทั้งนั้น</span> <span class="s1">มันคืองาน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s1">นี่ไม่ใช่ฉากจากซีรีส์</span><span class="s2"> Black Mirror </span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">จะว่าไป</span><em><span class="s2"> Black Mirror </span></em><span class="s1">ซีรีส์เทคโนโลยีด้านมืดก็เคยเสนอเรื่องราวคล้ายกันนี้มาแล้วในตอน</span><span class="s2"> <em>Fifteen Million Merits</em> </span><span class="s1">ในตอนนั้น</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ตัวละครเอกต้องปั่นจักรยานเพื่อสะสมคะแนน</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">เงิน</span><span class="s2">) </span><span class="s1">เมื่อสะสมคะแนนได้มากๆ</span> <span class="s1">เขาก็สามารถใช้คะแนนนั้นเพื่อสนับสนุนคนที่เขาชื่นชอบในการประกวดความสามารถออนไลน์ได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ต่อมาเพียงสี่ปี</span> <span class="s1">เรื่องราวใน</span><span class="s2"><em> Black Mirror</em> </span><span class="s1">ที่ Charlie Brooker</span> <span class="s1">ผู้สร้าง</span> <span class="s1">จินตนาการไว้</span><span class="s1">ก็เป็นจริงเต็มรูปแบบ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">และมันไม่ได้น่ากลัวน้อยไปกว่ากัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นี่คือฉากหนึ่งจากภาพยนตร์สารคดี</span><span class="s2"> People’s Republic of Desire </span><span class="s1">จาก </span><span class="s2">Hao Wu </span><span class="s1">ผู้กำกับชาวจีน</span> <span class="s1">สารคดีเรื่องนี้สำรวจปรากฏการณ์ไลฟ์สตรีมมิงที่เกิดขึ้นในประเทศ</span> <span class="s1">โดยเน้นไปที่แพลตฟอร์ม</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">เป็นหลัก</span> <span class="s1">อาจเป็นเพราะแพลตฟอร์มนี้เป็นแพลตฟอร์มที่</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">กระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">และ</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ล่อลวงผู้ใช้ให้เสียเงิน</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">ได้เก่งที่สุด</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากสารคดีเรื่องนี้จะติดตามชีวิตของเชี่ยน</span> <span class="s1">เหมิน แล้ว</span> <span class="s1">มันยังติดตามนักแสดงตลกชายที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า Big Li</span> <span class="s1">ด้วย</span> <span class="s1">ถ้าเชี่ยน</span> <span class="s1">เหมิน</span> <span class="s1">ดึงดูดใจผู้ชมให้เสียเงินด้วยเสน่ห์เรียบๆ</span> <span class="s1">ด้วยความธรรมดา</span> <span class="s1">และเสียงร้องที่ถึงจะไม่ได้แย่</span> <span class="s1">แต่ก็ไม่ได้เพราะพริ้งขั้นเทพแล้ว</span> <span class="s1">บิ๊ก</span> <span class="s1">ลี</span> <span class="s1">ก็ดึงดูดใจพวกเขาด้วยความรู้สึก</span><span class="s2">​​ &#8216;</span><span class="s1">เข้าถึงได้&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">“</span><span class="s1">ผมชอบบิ๊ก ลี เพราะบิ๊ก ลี ทำให้ผมรู้สึกว่าคนขี้แพ้อย่างพวกเราก็มีโอกาสกับเขาเหมือนกัน</span><span class="s2">” </span><span class="s1">แฟนของบิ๊ก ลี</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นกลุ่มชายใช้แรงงานให้สัมภาษณ์</span> <span class="s1">พวกเขาบอกว่า</span> <span class="s1">การได้ดูไลฟ์สตรีมเมอร์เหล่านี้เป็นการหนีไปจากโลกแห่งความเป็นจริง</span> <span class="s1">เป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่พวกเขารอคอยในแต่ละวัน</span> <span class="s1">และพวกเขาก็รู้ดีว่าการคอมเมนต์หรือการดูเฉยๆ</span> <span class="s1">นั้นไม่มีประโยชน์อะไร</span> <span class="s1">หากต้องการให้ตัวไลฟ์สตรีมเมอร์</span><span class="s2">–</span><span class="s1">คนที่พวกเขาดูอยู่ในจอ</span><span class="s2">–</span><span class="s1">สนใจ</span> <span class="s1">พวกเขาก็มีทางเลือกเดียว</span> <span class="s1">คือการซื้อกิฟต์ให้เท่านั้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">“</span><span class="s1">ว้า</span><span class="s2">! </span><span class="s1">เธอไม่สนใจจะขอบคุณเราเลยด้วยซ้ำ</span><span class="s2">” </span><span class="s1">พวกเขาบ่นหลังจากซื้ออมยิ้มให้ไลฟ์สตรีมเมอร์คนหนึ่ง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในจีน</span> <span class="s1">ไลฟ์สตรีมเป็นธุรกิจใหญ่ยักษ์</span> <span class="s1">ประชากรมากกว่า</span><span class="s2"> 400 </span><span class="s1">ล้านคนดูไลฟ์สตรีม</span> <span class="s1">และบนแพลตฟอร์มต่างๆ</span> <span class="s1">ก็มีช่องไลฟ์สตรีมรวมกันนับล้านช่อง</span> <span class="s1">บางช่องร้องเพลง</span> <span class="s1">บางช่องเล่นตลกหรือ prank แกล้งเพื่อน</span> <span class="s1">บางช่องไม่ได้ทำอะไร</span> <span class="s1">มากินข้าวให้ดูเฉยๆ</span> <span class="s1">บางช่องก็ถ่ายสัตว์เลี้ยงแช่ไว้</span> <span class="s1">มีทุกรูปแบบ</span> <span class="s1">ทั้งมาเดี่ยว</span> <span class="s1">มาคู่</span> <span class="s1">มากลุ่ม</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">เหมือนกับยูทูบบ้านเรานั่นเอง</span><span class="s2">) </span><span class="s1">นี่เป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาล</span> <span class="s1">มีการประเมินว่ามูลค่าของมันมากถึง</span><span class="s2"> 4.4 </span><span class="s1">พันล้านดอลลาร์สหรัฐ</span> <span class="s1">เงินที่ไหลเวียนอยู่ในนี้ถูกแบ่งสรรปันส่วนกันระหว่างไลฟ์สตรีมเมอร์</span> <span class="s1">เอเยนต์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการไลฟ์สตรีมเมอร์</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">กินส่วนแบ่งจากรายได้ของพวกเขา</span> <span class="s1">แต่ก็จะช่วยโปรโมตและซื้อโหวตให้ในกรณีที่จำเป็น</span><span class="s2">) </span><span class="s1">และแพลตฟอร์มอย่าง</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">ซึ่งกินส่วนแบ่งมากถึง</span><span class="s2"> 40%</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ที่น่าตกใจคือผู้ดูไลฟ์สตรีมบางคนมีรายได้เดือนละไม่ถึงพันดอลลาร์สหรัฐ</span> <span class="s1">แต่พวกเขาเตรียมงบไว้</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ซื้อกิฟต์&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ให้กับคนที่ตัวเองชื่นชอบมากกว่ารายได้ในแต่ละเดือนเสียอีก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เหตุผลที่ทำให้ห่าว</span> <span class="s1">วู สนใจถ่ายทำสารคดีประเด็นนี้คือเขาพบว่า</span> <span class="s1">บริการไลฟ์สตรีมอย่าง</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">ดึงดูดคนในทุกชนชั้น</span> <span class="s1">ตั้งแต่ชนชั้นแรงงานล่างสุดที่ทำรายได้ไม่กี่ร้อยหยวน</span> <span class="s1">ชนชั้นกลางที่ดูเอาสนุก</span> <span class="s1">ไปจนถึงคนร่ำคนรวยที่มีเงินนับร้อยล้านบาทไว้เททิ้ง</span><span class="s2">–</span><span class="s1">ไม่สิ–</span><span class="s1">เทไปกับความชื่นชอบของตนที่มีต่อใครคนหนึ่ง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">และมันก็เป็นธุรกิจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><strong><span class="s1">แ</span></strong><span class="s1">พลตฟอร์มอย่าง</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">นั้นฉลาด</span><span class="s2">, </span><span class="s1">ฉลาดจนน่าตกใจ</span><span class="s2">, </span><span class="s1">มันถูกออกแบบมาให้รีดเงินจากผู้ใช้ได้ดีทุกวิถีทาง</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">ตัวอย่างหน่ึงคือ</span> <span class="s1">ทุกๆ</span> <span class="s1">ปีมีหนึ่งสัปดาห์</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">จะจัดแข่งขันสตรีมเมอร์ยอดฮิต</span> <span class="s1">คุณจะได้โหวตให้สตรีมเมอร์ที่คุณชื่นชอบก็ต่อเมื่อ</span><span class="s2">, </span><span class="s1">ใช่</span><span class="s2">, </span><span class="s1">คุณจ่ายเงิน</span> <span class="s1">การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นในทุกปี</span> <span class="s1">เงินถูกเทเข้าแพลตฟอร์มนับสิบล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาไม่กี่วัน</span> <span class="s1">คะแนนโหวตของสตรีมเมอร์สุดฮอตวัดกันที่หลักสิบล้าน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ด้วยไฟแห่งการแข่งขัน</span> <span class="s1">สตรีมเมอร์ที่เคยครองตำแหน่งอันดับหนึ่งอย่างเชี่ยน</span> <span class="s1">เหมิน</span> <span class="s1">มีทุกอย่างให้ต้องสูญเสีย</span> <span class="s1">เธอรู้ดีกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เธออันดับตก</span> <span class="s1">เมื่อนั้นความรุ่งโรจน์ของเธอก็จะหายวับ</span> <span class="s1">เธอรู้ว่าการถูกลดอันดับคือสัญญาณของขาลง</span> <span class="s1">เมื่อเธอรู้อย่างนี้</span> <span class="s1">เธอจึงเล่นหมดหน้าตัก</span><span class="s2">–</span><span class="s1">ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้</span><span class="s2">–</span><span class="s1">ขอร้องและออกคำสั่งให้กองทัพสปอนเซอร์ของเธอใช้จ่ายให้มากเท่าที่จะมากได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เอเจนซีบางรายก็ต้องเทเงินลงไปในการแข่งขันด้วยซ้ำ</span> <span class="s1">หากพวกเขามองว่ามันเป็นการพนันที่ได้แต้มต่อ</span> <span class="s1">หากใช้เงินแล้วเด็กในสังกัดของตนชนะ</span> <span class="s1">นั่นก็ย่อมแปลว่าตนมีไพ่ในการหากินไปอีกปี</span> <span class="s1">หากประเมินแล้วเด็กไปไม่ไหวและใกล้แพ้</span> <span class="s1">พวกเขาก็อาจตัดไฟแต่ต้นลม</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้บางครั้ง</span> <span class="s1">ตัวสตรีมเมอร์เองก็ต้องลงเงินเพื่อโหวตให้ตัวเองเป็นเม็ดเงินหลักล้าน</span> <span class="s1">พวกเขารู้</span><span class="s2">–</span><span class="s1">ว่านี่อาจเป็นการลงทุนที่มีแต่เสีย</span><span class="s2">–</span><span class="s1">คล้ายกับการแข่งขันสะสมอาวุธที่ไม่มีใครชนะ</span> <span class="s1">นอกจากตัวแพลตฟอร์ม</span> <span class="s1">แต่อันดับ</span> <span class="s1">คะแนนโหวต</span> <span class="s1">และความเสียหน้ามันค้ำคอ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">กับผู้แพ้</span><span class="s2">, </span><span class="s1">นอกจากความนิยมที่ตกลงแล้ว</span><span class="s2">, </span><span class="s1">บางส่วนอาจถูกก่นด่าจากอดีตแฟนด้วยซ้ำว่าเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">พวกหลอกลวง&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">พวกดีแต่ปาก&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ที่</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">มาทำให้เชื่อว่าจะชนะ</span> <span class="s1">แล้วกลับแพ้&#8217;</span><span class="s2">–</span><span class="s1">ใช่</span><span class="s2">, </span><span class="s1">ตรรกะมันไม่ถูกนักหรอก</span><span class="s2">, </span><span class="s1">ถ้าเลือกได้ใครอยากจะแพ้กันเล่า</span><span class="s2">–</span><span class="s1">แต่ก็เป็นกับดักทางอารมณ์ที่เข้าใจได้</span><span class="s2">–</span><span class="s1">ใครๆ</span> <span class="s1">ก็อยากอยู่ฝั่งชนะ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">คุณคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ชวนให้เศร้าไหม</span> <span class="s1">หรือมันเป็นเรื่องปกติของโลกที่ต้องดำเนินไปเช่นนี้อยู่แล้ว</span> <span class="s1">มันคือความงามหรือความน่ารังเกียจของตลาดเสรีกันแน่</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แพลตฟอร์มอย่าง</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">ต่างอะไรไปจากแพลตฟอร์มอย่าง</span><span class="s2"> Patreon </span><span class="s1">ที่ให้คนทั่วไปสามารถมาเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ผู้สนับสนุน&#8217;</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span>(Patron) </span><span class="s1">ของศิลปินได้ด้วยการจ่ายเงินเป็นจำนวนคงที่ต่อเดือน</span> <span class="s1">ด้วยความหวังที่ว่าเขาหรือเธอจะผลิตงานดีๆ</span> <span class="s1">ออกมาอีก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">และจะว่าไป</span> <span class="s1">มันก็ไม่ต่างจากแพลตฟอร์มอย่าง</span><span class="s2"> Twitch (</span><span class="s1">เล่นเกมเพื่อคนสนับสนุน</span><span class="s2">) </span><span class="s1">แพลตฟอร์มเกิร์ลกรุ๊ปที่ต้องให้แฟนๆ</span> <span class="s1">ซื้ออัลบั้มเพื่อ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">โหวต&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">น้องๆ</span> <span class="s1">ที่ตัวเองชื่นชอบ</span> <span class="s1">แพลตฟอร์มอย่างยูทูบและเฟซบุ๊กเลย</span> <span class="s1">เทียบกันแล้ว</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">อาจ</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ไปข้างหน้า</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">มากกว่าเท่านั้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นักวิจารณ์นิยาม</span><span class="s2"> YY </span><span class="s1">โดยให้</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">ลองจินตนาการถึงวงการสื่อบันเทิงอเมริกันในอีก</span><span class="s2"> 40-50 </span><span class="s1">ปี</span><span class="s2">” </span><span class="s1">นี่คือเศรษฐกิจแห่งความโด่งดัง</span> <span class="s1">ระบบที่จะบันดาลให้บางคนเป็นผู้ชนะด้วยสมการใหม่</span> <span class="s1">ที่ไม่ขึ้นกับหน้าตาหรือความสามารถเท่านั้น</span> <span class="s1">คุณเป็นอะไรก็ได้</span> <span class="s1">คุณธรรมดาที่สุดก็ได้</span> <span class="s1">คุณ</span><span class="s1">แค่โชคดีก็ได้</span> <span class="s1">เหมือนการสุ่มลอตเตอรี่โชคชะตาใหม่</span> <span class="s1">และหากใครดวงดีก็จะประสบความสำเร็จ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">คุณรู้ไหม</span> <span class="s1">ถึงคุณจะเกลียดระบบที่ว่านี้อย่างไร</span> <span class="s1">แต่หากคุณได้เห็นชีวิตของเหล่าไลฟ์สตรีมเมอร์</span> <span class="s1">เห็นความพ่ายแพ้หรือชัยชนะของพวกเขา</span> <span class="s1">เห็นรอยยิ้มและหยาดน้ำตา</span> <span class="s1">คุณก็อดที่จะเอาใจช่วยเล็กๆ</span> <span class="s1">ไม่ได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เพราะเราต่างปรารถนาจะเป็นใครสักคน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shen-man-and-yy-platform/">&#8216;โลกหมุนด้วยไลก์&#8217; ว่าด้วยทุนนิยม โซเชียลเน็ตเวิร์ก และการแข่งขันแบบจีน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำยังไงเมื่ออ่านหนังสือแล้วไม่จำ หรือหนังสือจะไม่ใช่สื่อที่มี ‘ประสิทธิภาพ’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/why-books-dont-work/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 18:24:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[อ่านหนังสือแล้วไม่จำ]]></category>
		<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></category>
		<category><![CDATA[reading]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำใส ศุภวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[trend]]></category>
		<category><![CDATA[Why Books Don’t Work]]></category>
		<category><![CDATA[Andy Matuschak]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=65909</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนังสือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มันเป็นเพียงวัตถุแบนๆ ทำจากต้นไม้ มีส่วนยืดหยุ่น บนนั้นมีรอยหยึกหยักสีดำๆ ที่ดูน่าขันพิมพ์ไว้ แต่เมื่อใดก็ตามที่สายตาของคุณไล่ผ่านมัน ก็เปรียบเสมือนว่าคุณได้เข้าไปอยู่ในใจของใครอีกคน อาจเป็นคนที่ตายไปแล้วเป็นพันๆ ปี ผู้เขียนพูดกับคุณด้วยความแจ่มชัดแม้เงียบงันข้ามผ่านกาลเวลา การเขียนอาจเป็นนวัตกรรมล้ำเลิศที่สุดของมนุษย์ มันเป็นการผูกคนที่ไม่เคยพบพาน คนต่างยุคต่างสมัยเข้าไว้ด้วยกัน หนังสือเป็นวัตถุที่ไม่ยึดติดกับเวลา เป็นสัญลักษณ์ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์นั้นมีเวทมนตร์ – คอสมอส, คาร์ล เซแกน ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าผมชอบหนังสือ อยู่กับมันมาตั้งแต่ยังเด็ก ตั้งแต่หนังสือการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน หนังสือนิยายสืบสวนสอบสวนของอกาธา คริสตี้ หนังสือที่พาให้เราเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ จนถึงหนังสือที่มอบความรู้ให้กับเราในแขนงต่างๆ ตั้งแต่จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ หากไม่ได้อ่านหนังสือพวกนั้น วันนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้ทำงานอย่างที่ได้ทำหรือเขียนอย่างที่อยากเขียน แต่นั่นเอง ถึงจะรักหนังสือแค่ไหน ผมก็รู้ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะหนังสือน็อนฟิกชั่น (หรือหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง–ไม่ได้อ่านเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น) ทั้งหลาย ข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ‘พออ่านจบแล้ว บางทีก็จำสิ่งที่ผู้เขียนเขียนได้เพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น’ นั่นคือในวินาทีที่อ่านจบนะครับ หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน เมื่อถูกถามเราก็อาจจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือที่ว่ามาแน่ๆ และพอจับใจความหลักออกมาได้สักหนึ่งหรือสองประโยค แต่ถ้าให้อธิบายโดยละเอียดก็อาจทำไม่ได้–จำไม่ได้เสียแล้ว น่าเสียดายที่เวลาเกือบสิบชั่วโมงถูกใช้ไปกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เราในฐานะผู้อ่านได้รับกลับเป็นเพียงความรางเลือน ลองถามตัวเอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/why-books-dont-work/">ทำยังไงเมื่ออ่านหนังสือแล้วไม่จำ หรือหนังสือจะไม่ใช่สื่อที่มี ‘ประสิทธิภาพ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>หนังสือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มันเป็นเพียงวัตถุแบนๆ ทำจากต้นไม้ มีส่วนยืดหยุ่น บนนั้นมีรอยหยึกหยักสีดำๆ ที่ดูน่าขันพิมพ์ไว้ แต่เมื่อใดก็ตามที่สายตาของคุณไล่ผ่านมัน ก็เปรียบเสมือนว่าคุณได้เข้าไปอยู่ในใจของใครอีกคน อาจเป็นคนที่ตายไปแล้วเป็นพันๆ ปี ผู้เขียนพูดกับคุณด้วยความแจ่มชัดแม้เงียบงันข้ามผ่านกาลเวลา การเขียนอาจเป็นนวัตกรรมล้ำเลิศที่สุดของมนุษย์ มันเป็นการผูกคนที่ไม่เคยพบพาน คนต่างยุคต่างสมัยเข้าไว้ด้วยกัน หนังสือเป็นวัตถุที่ไม่ยึดติดกับเวลา เป็นสัญลักษณ์ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์นั้นมีเวทมนตร์</em></p>
<p style="text-align: right;"><strong>– </strong><b>คอสมอส, คาร์ล เซแกน</b></p>
<p>ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าผมชอบหนังสือ อยู่กับมันมาตั้งแต่ยังเด็ก ตั้งแต่หนังสือการ์ตูนอย่าง <em>โดราเอมอน</em> หนังสือนิยายสืบสวนสอบสวนของอกาธา คริสตี้ หนังสือที่พาให้เราเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์อย่าง <i>แฮร์รี่ พ</i><i>อตเตอร์</i> จนถึงหนังสือที่มอบความรู้ให้กับเราในแขนงต่างๆ ตั้งแต่จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ หากไม่ได้อ่านหนังสือพวกนั้น วันนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้ทำงานอย่างที่ได้ทำหรือเขียนอย่างที่อยากเขียน</p>
<p>แต่นั่นเอง ถึงจะรักหนังสือแค่ไหน ผมก็รู้ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะหนังสือน็อนฟิกชั่น (หรือหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง–ไม่ได้อ่านเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น) ทั้งหลาย</p>
<p>ข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ‘พออ่านจบแล้ว บางทีก็จำสิ่งที่ผู้เขียนเขียนได้เพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น’ นั่นคือในวินาทีที่อ่านจบนะครับ หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน เมื่อถูกถามเราก็อาจจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือที่ว่ามาแน่ๆ และพอจับใจความหลักออกมาได้สักหนึ่งหรือสองประโยค แต่ถ้าให้อธิบายโดยละเอียดก็อาจทำไม่ได้–จำไม่ได้เสียแล้ว</p>
<p>น่าเสียดายที่เวลาเกือบสิบชั่วโมงถูกใช้ไปกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เราในฐานะผู้อ่านได้รับกลับเป็นเพียงความรางเลือน</p>
<p>ลองถามตัวเอง คุณเป็นเหมือนกันไหม? คุณหยิบหนังสือมาสักเล่ม ด้วยความตั้งใจว่าจะซึมซับข้อเขียนที่ถูกเรียบเรียงมาอย่างดี คุณพลิกอ่านมันวันแล้ววันเล่า จบวันหนึ่งคุณก็ปิด วางหนังสือเล่มนั้นลง เพียงเพื่อพบว่าแท้จริงสิ่งที่คุณจดจำนั้นสาธยายออกมาได้ไม่เกินหนึ่งหรือสองย่อหน้า​?</p>
<p>ทำไมหนังสือจึงเป็นสื่อที่ ‘ไร้ประสิทธิภาพ’ และมีวิธีใดไหมที่จะทำให้หนังสือเป็นสื่อที่ดีกว่านี้คือคำถามใจกลางของข้อเขียนของ Andy Matuschak นักออกแบบ วิจัย และพัฒนาซอฟต์แวร์ ชื่อ <i>Why Books Don’t Work</i></p>
<p>Matuschak เทียบหนังสือกับการฟังเลกเชอร์ เขาคิดว่าเลกเชอร์ส่วนมากก็ไร้ประสิทธิภาพเช่นกัน ด้วยความที่มันตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดๆ เรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ว่า ‘ผู้บรรยายบรรยายความคิดหนึ่ง นักเรียนได้ยินคำบรรยายเหล่านั้นแล้วนักเรียนก็จะเข้าใจ’ นี่คือแนวความคิดเรื่องความเข้าใจที่เรียกว่า transmissionism–Matuschak ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อใดก็ตามที่การเลกเชอร์ได้ผล นั่นก็เป็นเพราะผู้สอนไม่เพียงพึ่งพาการเลกเชอร์เท่านั้น แต่ยังใช้สื่อหรือวิธีการอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย อย่างเช่นการให้ทำโครงงานหรือการชวนแก้ไขปัญหา</p>
<p>หนังสือก็ใช้โมเดลความเข้าใจแบบ transmissionism เช่นกัน Matuschak บอกว่าหนังสือนั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยความคิดเดียวที่ว่า ‘ผู้คนจะซึมซับปัญญาจากการอ่านประโยค’ เมื่อผู้เขียนเขียนหนังสือ พวกเขาไม่คาดหวังให้ผู้อ่านอ่านเพียงประโยคบนหน้ากระดาษเท่านั้น พวกเขาคาดหวังให้ผู้อ่านค่อยๆ ไตร่ตรองถึงสิ่งที่อ่านอย่างถี่ถ้วน ตั้งคำถามกลับ หรือพกพาสิ่งที่สงสัยไปเป็นบทสนทนากับคนอื่นๆ ผู้อ่านที่อ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพมักสะท้อนสิ่งที่ได้อ่านในสมองด้วยประโยคอย่าง ‘ประโยคนี้ทำให้ฉันนึกถึง&#8230;’ ‘ประเด็นนี้ขัดแย้งกับ&#8230;’ ‘ฉันไม่เข้าใจที่&#8230;.’ หรือจดสรุปสิ่งที่ได้อ่านด้วยภาษาของตนเอง ไม่เพียงลอกเลียนสิ่งที่เพิ่งได้อ่านมาเท่านั้น</p>
<p>แต่ Matuschak ก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับผู้อ่านทุกคนและการคาดหวังให้ผู้อ่านเป็นผู้แบกรับภาระทั้งหมดก็อาจไม่ใช่วิธีการที่ดีนัก คำถามต่อมาที่เขาตั้งจึงเป็น ‘จะมีวิธีใดไหมที่หนังสือจะช่วยให้ผู้อ่านทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามหนักหน่วง’</p>
<p>เขายกตัวอย่างบางความพยายามที่เกิดกับหนังสืออย่างตำราหรือเทกซ์บุ๊กขึ้นมา ตำราส่วนมากมักสอดแทรกคำถามให้ผู้อ่านตอบหรือระลึกก่อนเดินหน้าไปยังไอเดียใหม่ๆ ซึ่งก็ดูสอดคล้องดีกับวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง แต่ Matuschak คิดว่านั่นอาจไม่เพียงพอ เพราะผู้คนจำนวนมากยังคงพึ่งพาการสมัครเข้าคอร์สรายวิชาเพื่อเรียนรู้มากกว่าที่จะอ่านตำราด้วยตนเองอยู่ เพราะเมื่อเราลงเรียนรายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง ภาระในการตัดสินใจว่าเราควรตั้งคำถามอะไรและตอนไหนนั้นจะไม่ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับผู้สอนมากกว่า และหากนักเรียนติดขัดช่วงใด ผู้สอนก็สามารถประเมินและลงรายละเอียดเพิ่มขึ้นได้ มีวิธีใดไหมที่จะทำให้หนังสือแบกรับภาระพวกนี้ไว้</p>
<p>Matuschak เสนอคำถามที่ไกลไปกว่านั้น เขาเสนอว่า ‘แทนที่เราจะคิดว่าทำอย่างไรให้หนังสือมีประสิทธิภาพ ทำไมเราไม่ประดิษฐ์สื่อรูปแบบใหม่ขึ้นมาเสียเลย นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละทิ้งวิธีการเล่าแบบหนังสือหรือทิ้งกระดาษไป แต่เป็นการขอให้เราละทิ้งความคิดดั้งเดิมที่ว่าหนังสือควรเป็นอย่างไรไปเท่านั้น’ เขาพยายามออกแบบ ‘สื่อ’ ชนิดใหม่ขึ้นมา โดยทดลองผ่าน ‘หนังสือ’ ชื่อ <a href="https://quantum.country/">Quantum Country</a> ที่อธิบายเรื่องการประมวลผลเชิงควอนตัม โดยใน ‘หนังสือ’ เล่มนี้จะมีแบบทดสอบอินเตอร์แอ็กทีฟสอดแทรกเป็นช่วงๆ ในบทเรียนและยังมีการส่งแบบทดสอบมาเพื่อย้ำให้ผู้เรียนจดจำภายหลังอ่านจบแล้วด้วย (ตามหลักเส้นโค้งการลืม (Forgetting Curve) ที่บอกว่าเราควรทบทวนด้วยความถี่ที่มากในช่วงแรกและลดลงในช่วงหลังเพื่อประสิทธิภาพในการจำหรือการเรียนรู้สูงสุด)</p>
<p>Matuschak ยอมรับว่า Quantum Country นั้นเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ของการพัฒนาสื่อใหม่ เป็นเพียงก้าวแรกเริ่มของวิวัฒนาการ ‘หนังสือ’ แต่เขาก็หวังว่ามันจะทำให้เราพอเห็นความแตกต่างระหว่าง ‘การอ่าน’ กับ ‘การเข้าใจ’ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการถ่ายทอดความรู้ของมนุษยชาติในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><i>อ้างอิง</i></p>
<p><i>Matuschak, Andy. 2019. “Why Books Don’t Work.” San Francisco. Retrieve from: <a href="https://andymatuschak.org/books">andymatuschak.org/books</a>.</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/why-books-dont-work/">ทำยังไงเมื่ออ่านหนังสือแล้วไม่จำ หรือหนังสือจะไม่ใช่สื่อที่มี ‘ประสิทธิภาพ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาจีน : เมื่อจีนกำลังก้าวมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ai-china/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jun 2019 01:28:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[china]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=63018</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงประเทศจีน คุณคิดถึงอะไร? เป็นไปได้ไหม คำที่คุณนึกถึงหลังจากอาหารจีน–กำแพงเมืองจีนหรือคนจีน อาจเป็นคำว่า ‘ของก๊อป’ นั่นอาจเป็นมุมมองที่คุณเคยมีกับมือถือสัญชาติจีน คุณอาจเคยคิดว่ามือถือสัญชาติจีนนั้นตามมือถือสัญชาติอเมริกาและเกาหลีอยู่หลายขุม, ในอดีต พวกเขาดูเป็นผู้ตามที่ไม่คิดค้นอะไรใหม่ แต่ก็มีความรวดเร็วมากพอที่จะผลิตซ้ำสิ่งที่ผู้อื่นบุกเบิก ไม่เคยอยู่แถวหน้า แต่ก็ไม่ล้าหลังเกินไปนัก มุมมองต่อสินค้าจีนว่าเป็น ‘ของก๊อป’ กำลังเปลี่ยนแปรไปทีละน้อย โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีหลังที่ต้องยอมรับว่าโทรศัพท์มือถือบางรุ่นนั้นมีดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ล้ำหน้าและดูตอบโจทย์มากกว่ามือถือสัญชาติอเมริกาเสียอีก จีนมีทรัพยากรมากพอ, มีความมุ่งมั่นมากพอ และมีแนวทางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากพอ เมื่อพวกเขาตั้งใจทำอะไรแล้ว พวกเขาก็จะมานะบากบั่น มองเป้าหมายไม่วางตาจนกว่าจะสำเร็จลุล่วง เดือนกรกฎาคมปี 2017 รัฐบาลจีนเผยแพร่เอกสารนโยบายสำคัญฉบับหนึ่ง ซึ่งในเอกสารฉบับนี้ พวกเขาระบุความมุ่งมั่นตั้งใจ วางเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2030 จีนจะต้องก้าวมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกให้ได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาตั้งใจจะแซงทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และทุกประเทศในยุโรป และก้าวมาอยู่แถวหน้าสุดของวงการที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ไม่ต้องรอนาน–เวลาผ่านไปเพียงสองปี ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมาย อย่างน้อยก็ในบางระดับแล้ว งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอีกไม่นาน งานวิจัยสำคัญด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะมีจำนวนมากกว่างานวิจัยที่มาจากสหรัฐอเมริกา ด้วยการสนับสนุนด้านการลงทุนจากรัฐบาล ในส่วนของทางการศึกษาและอุตสาหกรรม ที่ต้องเน้นว่าเป็น ‘งานวิจัยสำคัญ’ ก็เพราะว่าหากนับกันเฉพาะจำนวนลุ่นๆ งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์ของจีนนั้นมีจำนวนมากกว่าสหรัฐฯ​ ตั้งแต่ปี 2006 แล้วนะครับ แต่อย่างที่เรารู้ จำนวนไม่ได้สื่อถึงคุณภาพเสมอไป–สถาบันปัญญาประดิษฐ์อัลเลนจากซีแอตเทิล (Allen Institute for Artificial [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-china/">ถึงเวลาจีน : เมื่อจีนกำลังก้าวมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="WW-Default">เมื่อพูดถึงประเทศจีน คุณคิดถึงอะไร?</p>
<p class="WW-Default">เป็นไปได้ไหม คำที่คุณนึกถึงหลังจากอาหารจีน–กำแพงเมืองจีนหรือคนจีน อาจเป็นคำว่า ‘ของก๊อป’</p>
<p class="WW-Default">นั่นอาจเป็นมุมมองที่คุณเคยมีกับมือถือสัญชาติจีน คุณอาจเคยคิดว่ามือถือสัญชาติจีนนั้นตามมือถือสัญชาติอเมริกาและเกาหลีอยู่หลายขุม, ในอดีต พวกเขาดูเป็นผู้ตามที่ไม่คิดค้นอะไรใหม่ แต่ก็มีความรวดเร็วมากพอที่จะผลิตซ้ำสิ่งที่ผู้อื่นบุกเบิก ไม่เคยอยู่แถวหน้า แต่ก็ไม่ล้าหลังเกินไปนัก</p>
<p class="WW-Default">มุมมองต่อสินค้าจีนว่าเป็น ‘ของก๊อป’ กำลังเปลี่ยนแปรไปทีละน้อย โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีหลังที่ต้องยอมรับว่าโทรศัพท์มือถือบางรุ่นนั้นมีดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ล้ำหน้าและดูตอบโจทย์มากกว่ามือถือสัญชาติอเมริกาเสียอีก</p>
<p class="WW-Default">จีนมีทรัพยากรมากพอ, มีความมุ่งมั่นมากพอ และมีแนวทางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากพอ เมื่อพวกเขาตั้งใจทำอะไรแล้ว พวกเขาก็จะมานะบากบั่น มองเป้าหมายไม่วางตาจนกว่าจะสำเร็จลุล่วง</p>
<p class="WW-Default">เดือนกรกฎาคมปี 2017 รัฐบาลจีนเผยแพร่เอกสารนโยบายสำคัญฉบับหนึ่ง ซึ่งในเอกสารฉบับนี้ พวกเขาระบุความมุ่งมั่นตั้งใจ วางเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2030 จีนจะต้องก้าวมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกให้ได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาตั้งใจจะแซงทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และทุกประเทศในยุโรป และก้าวมาอยู่แถวหน้าสุดของวงการที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก</p>
<p class="WW-Default">ไม่ต้องรอนาน–เวลาผ่านไปเพียงสองปี ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมาย อย่างน้อยก็ในบางระดับแล้ว</p>
<p class="WW-Default">งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอีกไม่นาน งานวิจัยสำคัญด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะมีจำนวนมากกว่างานวิจัยที่มาจากสหรัฐอเมริกา ด้วยการสนับสนุนด้านการลงทุนจากรัฐบาล ในส่วนของทางการศึกษาและอุตสาหกรรม</p>
<p class="WW-Default">ที่ต้องเน้นว่าเป็น ‘งานวิจัยสำคัญ’ ก็เพราะว่าหากนับกันเฉพาะจำนวนลุ่นๆ งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์ของจีนนั้นมีจำนวนมากกว่าสหรัฐฯ​ ตั้งแต่ปี 2006 แล้วนะครับ แต่อย่างที่เรารู้ จำนวนไม่ได้สื่อถึงคุณภาพเสมอไป–สถาบันปัญญาประดิษฐ์อัลเลนจากซีแอตเทิล (Allen Institute for Artificial Intelligence &#8211; AI2) จึงพยายามแยกแยะงานวิจัยชั้นดีออกจากงานวิจัยก๊อปแปะหรืองานวิจัยดาดๆ ด้วยการคัดกรองงานวิจัยที่ ‘มีผู้อ้างถึง (cited) มาก’ ออกมา–ด้วยตรรกะที่ว่ายิ่งมีผู้อ้างถึงงานวิจัยชิ้นใดมาก นั่นย่อมแปลว่างานวิจัยนั้นต้อง ‘มีความสำคัญ’ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p class="WW-Default">หลังวิเคราะห์งานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์จำนวนสองล้านชิ้นจนสิ้นปี 2018 สถาบันวิจัยอัลเลนก็สรุปด้วยความมั่นใจว่า “หากวัดกันที่งานวิจัย 50 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกอ้างถึงสูงสุด จีนจะแซงสหรัฐฯ ในปีนี้ หากวัดงานวิจัยที่มีผู้อ้างถึงสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์ จีนจะแซงสหรัฐฯ ในปีหน้า และหากวัดที่ 1 เปอร์เซ็นต์สูงสุด จีนจะแซงสหรัฐฯ ในปี 2025” Oren Etzioni นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของสถาบันให้สัมภาษณ์กับ <em>The Verge</em> ว่า “คุณภาพของงานวิจัยปัญญาประดิษฐ์จีนนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด”</p>
<p class="WW-Default">ทั้งหมดนี้นับว่าเร็วกว่าที่รัฐบาลจีนคาดการณ์ไว้นานทีเดียว</p>
<p class="WW-Default">ทำไมจีนจึงพัฒนาได้เร็วนัก? หนังสือ <em>AI Superpowers</em> ของไค-ฟู ลี อดีตประธานกูเกิลประเทศจีนอธิบายว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นั้นต้องอาศัยปัจจัย 4 ประการคือ หนึ่ง–พลังการประมวลผล สอง–ข้อมูล สาม–ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล และสี่–นโยบาย (ที่เอื้อให้เกิดการพัฒนา) ซึ่งในตอนนี้ประเทศจีนมีปัจจัยทุกประการครบถ้วน และในบางปัจจัยก็มีมากกว่าสหรัฐฯ เสียอีก</p>
<p class="WW-Default">ด้วยจำนวนประชากรและมุมมองด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่ต่างออกไปในจีน ทำให้บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลก้อนมหึมาได้ ต่างจากสหรัฐฯ และประเทศในยุโรปที่มีการควบคุมเข้มงวดกว่า ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของเรื่องนี้คือ บริษัทอย่าง Baidu นั้นสามารถร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อใช้ประชากรจำนวน 2 ล้านคนเป็น ‘กลุ่มทดสอบ’ เพื่อพัฒนาระบบจราจรอัตโนมัติ เรื่องแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นได้ยากเย็นในที่อื่น</p>
<p class="WW-Default">มุมมองและนโยบายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของจีนที่แตกต่างออกไปก็มีส่วนช่วยเช่นกัน สำหรับคนจีน การ ‘ก๊อบปี้’ นั้นไม่ถือเป็นเรื่องเสียเกียรติ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำและปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาด บริษัทสัญชาติจีนไม่คิดค้นอะไรเพียงเพื่อ ‘ขับเคลื่อนนวัตกรรม’ แต่พวกเขายอมที่จะ ‘ลอกเลียน’ โมเดลจากที่อื่น ปรับให้เข้ากับตลาด และแข่งขันด้วยรากฐานทางธุรกิจบนโลกแห่งความเป็นจริง ในหนังสือ <em>AI Superpowers</em> ไค-ฟู ลี บอกว่าถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในซิลิคอนวัลเลย์เป็นความโหดเหี้ยมทางธุรกิจแล้ว นั่นแสดงว่าคุณยังไม่เคยสัมผัสกับประสบการณ์สตาร์ทอัพแบบจีน ที่แต่ละบริษัทพร้อมใช้ทุกวิถีทาง ทั้งบนดินและใต้ดินเพื่อห้ำหั่นคู่แข่งให้วอดวายไป จีนเป็นสนามรบอย่างแท้จริง ผู้ชนะจากสนามรบอันโหดเหี้ยมเช่นนี้ย่อมไม่กลัวเกรงที่จะบุกออกไปยังพรมแดนใหม่ๆ ในโลกกว้าง</p>
<p class="WW-Default">ประโยคหนึ่งที่อาจปลุกให้เราตื่นได้ มาจากไค-ฟู ลี เขาให้สัมภาษณ์กับโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันว่า “ชาวซิลิคอนวัลเลย์ส่วนใหญ่ยังมองว่าจีนเป็นประเทศขี้ก๊อป (copycat) อยู่ ผมอยากบอกว่านั่นเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงทีเดียว”</p>
<p class="WW-Default">ปัจจุบันจีนสิ้นสุด “กระบวนการคัดลอกจากตะวันตก” แล้ว</p>
<p class="WW-Default">ขั้นต่อไปพวกเขาจะวิวัฒนาการเร็ว–อาจเร็วจนไม่มีใครตามทัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-china/">ถึงเวลาจีน : เมื่อจีนกำลังก้าวมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใช้เน็ตให้น้อย ใช้ชีวิตให้มาก : แนวคิด Digital Minimalism ลดการเชื่อมต่อเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/digital-minimalism/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 May 2019 18:10:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Minimalism]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลเน็ตเวิร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[detox]]></category>
		<category><![CDATA[social media detox]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=60080</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราหลีกเลี่ยงหน้าจอไม่ได้ในวันนี้ แต่เราใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้ไหม? นี่คือคำถาม ณ ใจกลางของหนังสือ Digital Minimalism : Choosing a Focused Life in a Noisy World ของ Cal Newport ในเล่มก่อนหน้านี้อย่าง Deep Work นิวพอร์ตสำรวจการทำงาน ‘โดยไร้สิ่งกวนใจ’ ให้เราสามารถดำดิ่งลงไปในเนื้องานได้ด้วยการ ‘บล็อก’ เวลาเป็นท่อนๆ ในแต่ละวัน หลังจากหนังสือเล่มนั้นวางแผง (และกลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์) ได้ไม่นาน นิวพอร์ตก็พบว่าคนส่วนมากไม่เพียงไม่สามารถตั้งสมาธิกับการงานได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่พวกเขายังไม่สามารถจดจ่อกับการใช้ชีวิตได้ด้วย ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านด้วยความตะขิดตะขวงใจ นี่จะเป็นหนังสืออีกเล่มใช่ไหมที่บอกให้เราไป ‘ดิจิทัลดีทอกซ์’ ชวนให้เราเลิกเล่นเน็ตสักเจ็ดวันสิบห้าวัน ราวกับนิวพอร์ตอ่านใจผมออก เขาปฏิเสธตั้งแต่บทแรกว่านี่ไม่ใช่หนังสือที่ชวนให้เราตัดขาดจากโลกอินเทอร์เน็ตไปเลย หรือชวนให้เราดีทอกซ์ระยะสั้นอย่างนั้น เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ของเขาคือการชักชวนให้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของเรากับเครื่องมือดิจิทัลเสียใหม่ วางเราและเครื่องมือไว้ในระยะที่เหมาะสม ตั้งแต่โซเชียลเน็ตเวิร์ก อีเมล การส่งข้อความ การดูวิดีโอสตรีมมิง และการเล่นเกมนั่นแหละ นิวพอร์ตชวนให้เราวางกลยุทธ์การใช้เครื่องมือดิจิทัลทั้งหลายเพื่อให้พวกมันสร้างประโยชน์สูงสุด เขาไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ที่มาพร้อมกัน แต่เขาก็ชวนให้เราตั้งคำถามด้วยว่า ณ​ จุดปัจจุบันที่มนุษยชาติยืนอยู่ พวกเราใช้เทคโนโลยีอย่างที่เทคโนโลยีถูกสร้างมาจริงหรือ เขาพาย้อนกลับไปถึงการกำเนิดไอโฟนเครื่องแรกในปี 2007 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-minimalism/">ใช้เน็ตให้น้อย ใช้ชีวิตให้มาก : แนวคิด Digital Minimalism ลดการเชื่อมต่อเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราหลีกเลี่ยงหน้าจอไม่ได้ในวันนี้ แต่เราใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้ไหม?</p>
<p>นี่คือคำถาม ณ ใจกลางของหนังสือ <em>Digital Minimalism : Choosing a Focused Life in a Noisy World</em> ของ Cal Newport</p>
<p>ในเล่มก่อนหน้านี้อย่าง <em>Deep Work</em> นิวพอร์ตสำรวจการทำงาน ‘โดยไร้สิ่งกวนใจ’ ให้เราสามารถดำดิ่งลงไปในเนื้องานได้ด้วยการ ‘บล็อก’ เวลาเป็นท่อนๆ ในแต่ละวัน หลังจากหนังสือเล่มนั้นวางแผง (และกลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์) ได้ไม่นาน นิวพอร์ตก็พบว่าคนส่วนมากไม่เพียงไม่สามารถตั้งสมาธิกับการงานได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่พวกเขายังไม่สามารถจดจ่อกับการใช้ชีวิตได้ด้วย</p>
<p>ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านด้วยความตะขิดตะขวงใจ นี่จะเป็นหนังสืออีกเล่มใช่ไหมที่บอกให้เราไป ‘ดิจิทัลดีทอกซ์’ ชวนให้เราเลิกเล่นเน็ตสักเจ็ดวันสิบห้าวัน ราวกับนิวพอร์ตอ่านใจผมออก เขาปฏิเสธตั้งแต่บทแรกว่านี่ไม่ใช่หนังสือที่ชวนให้เราตัดขาดจากโลกอินเทอร์เน็ตไปเลย หรือชวนให้เราดีทอกซ์ระยะสั้นอย่างนั้น เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ของเขาคือการชักชวนให้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของเรากับเครื่องมือดิจิทัลเสียใหม่ วางเราและเครื่องมือไว้ในระยะที่เหมาะสม</p>
<p>ตั้งแต่โซเชียลเน็ตเวิร์ก อีเมล การส่งข้อความ การดูวิดีโอสตรีมมิง และการเล่นเกมนั่นแหละ</p>
<p>นิวพอร์ตชวนให้เราวางกลยุทธ์การใช้เครื่องมือดิจิทัลทั้งหลายเพื่อให้พวกมันสร้างประโยชน์สูงสุด เขาไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ที่มาพร้อมกัน แต่เขาก็ชวนให้เราตั้งคำถามด้วยว่า ณ​ จุดปัจจุบันที่มนุษยชาติยืนอยู่ พวกเราใช้เทคโนโลยีอย่างที่เทคโนโลยีถูกสร้างมาจริงหรือ เขาพาย้อนกลับไปถึงการกำเนิดไอโฟนเครื่องแรกในปี 2007 ตอนนั้น สตีฟ จ็อบส์แนะนำไอโฟนว่าเปรียบเสมือนไอพอดที่สามารถโทรศัพท์ได้ ฟังก์ชั่นด้านโซเชียลมีเดียและการท่องเว็บเป็นเรื่องสำคัญรองลงมาด้วยซ้ำ จ็อบส์ไม่คาดคิดว่าไอโฟนจะพัฒนามาถึงจุดที่ฟังก์ชั่นด้านโทรศัพท์จะเป็นเรื่องรอง ในขณะที่ฟังก์ชั่นแอพฯ และโซเชียลมีเดียจะกลายเป็นจุดสนใจอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากคุณกำลังพบว่าตนจ้องหน้าจออย่างเหนื่อยหน่าย ไม่มีจุดประสงค์เป็นพิเศษ แต่ก็ดึงตัวเองออกมาจากมันไม่ได้ วิธีของนิวพอร์ตอาจเหมาะสำหรับคุณ เขาแนะนำให้</p>
<p><strong>ขั้นตอนแรก </strong>กำหนดกฎเทคโนโลยีของคุณเสียใหม่ อย่างที่บอกไปแล้ว นิวพอร์ตไม่ได้บอกให้เราตัดขาดจากเทคโนโลยีไปเสียหมด กลับกัน เขาชักชวนให้เราแยกแยะว่าเทคโนโลยีไหนที่เรา &#8216;จำเป็นต้องใช้&#8217; และตัวไหนที่ &#8216;ละได้&#8217; (optional) (เขาเตือนว่า อย่าสับสน &#8216;ความสะดวกสบาย&#8217; กับ &#8216;ความจำเป็น&#8217; เช่น อาจเป็นเรื่องสะดวกที่เราสามารถเข้ากรุ๊ปเฟซบุ๊กเพื่อตามข่าวสารมหาวิทยาลัย แต่หากไม่ใช้ นั่นก็ไม่ได้แปลว่าวงสังคมของเราจะล่มสลาย) เมื่อแยกแยะได้แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนถัดไป</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่สอง </strong>พักเทคโนโลยีที่ว่าสามสิบวัน แน่นอน ช่วงแรกเริ่มคุณจะพบว่าการหักดิบเช่นนี้ยากลำบาก อาจมีบางช่วงขณะที่คุณเผลอเอื้อมไปหยิบมือถือแบบไม่ได้คิดอะไร ไม่เป็นไร เมื่อสติกลับมาประทับร่าง คุณก็ควรจะเริ่มความพยายามเสียใหม่ สามสิบวันนี้เป็นสามสิบวันที่จะพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีที่คุณบอกว่า &#8216;ละได้&#8217; นั้นมัน &#8216;ละได้&#8217; จริงไหม หรือแท้จริงแล้วมันสอดประสานเข้ามาในชีวิตคุณมากกว่าที่คิด ไม่แน่ คุณอาจพบว่าบางอย่างที่คุณเคยคิดว่าแสนสำคัญนั้น แท้จริงแล้วคุณละได้โดยไม่คิดถึงมันมากมายเมื่อสามสิบวันผันผ่าน</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่สาม </strong>นี่คือขั้นตอนสำคัญ หลังจบสามสิบวัน (อันแสนทรมาน?) ไปแล้ว นิวพอร์ตอยากให้เรากลับมาทบทวนเสียใหม่ว่าเราจะนำเทคโนโลยีตัวใดเข้ามาในชีวิต เขาบอกว่า จำเป็นมากที่เราจะต้องค่อยๆ เริ่มสอดแทรกเทคโนโลยีเข้ามาทีละตัวๆ ไม่ใช่พอจบสามสิบวันปุ๊บ ก็กระโดดตู้มเดียวเข้าไปในไลน์ทุกกรุ๊ป เฟซบุ๊กทุกเพจ 9GAG BuzzFeed เล่นเกมรัวๆ สิบห้าชั่วโมงติด แบบนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร ที่ต้องเป็น ‘ทีละตัว’ ก็เพราะเราจะได้ประเมินได้อย่างถูกต้องว่าเทคโนโลยีนั้น ‘จำเป็น’ จริงๆ ไหม (บางคนที่เข้าร่วมโครงการนี้ของนิวพอร์ตคิดว่าตัวเองจะโหยเฟซบุ๊กมาก พอสามสิบวันที่ร้างลาเฟซบุ๊กจบลง เธอก็รีบกระโดดเข้าไปหาอ้อมอกของมาร์ก ซักเกอร์เบิร์กทันที เพียงเพื่อพบว่าจริงๆ แล้วเฟซบุ๊กน่าเบื่อเป็นบ้า)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เขาให้กฎเกณฑ์ประเมินง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีไหนเหมาะสมและควรค่าแก่การอยู่ในชีวิตของเราไว้ดังนี้</p>
<ul>
<li>จะต้องเป็นเทคโนโลยีที่ให้ค่ากับสิ่งที่คุณยึดถือเป็นสรณะ (deeply valued) ‘แค่มีประโยชน์บ้าง’ นั้นไม่พอ</li>
<li>คุณต้องหาวิธีใช้เทคโนโลยีนี้ให้ดีที่สุดเพื่อสกัดคุณค่าที่ว่าออกมา (ถ้าวิธีที่คุณใช้ ไม่ได้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ให้หาวิธีอื่น) ตัวอย่างเช่น หากคุณรักทวิตเตอร์เพราะคุณตามแอ็กเคานต์ความรู้ดีๆ ไว้มากมายเพื่อประดับสมอง แต่เวลาคุณใช้ทวิตเตอร์จริง คุณกลับใช้มันเพื่อพิมพ์เถียงกับเกรียนอินเทอร์เน็ต แบบนี้ก็อาจต้องหาวิธีใช้ทวิตเตอร์แบบใหม่ เช่น อันฟอลโลว์บางคนไป หรือไปที่หน้าแอ็กเคานต์ที่มอบความรู้เหล่านั้นโดยตรง โดยไม่อ่านฟีด</li>
<li>คุณควรกำหนดขั้นตอนการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีนั้นๆ ที่ระบุลงไปเลยว่า คุณจะใช้มัน<strong>เมื่อไรและอย่างไร </strong>(เช่น จะเช็กอีเมลทุกห้าโมงเย็นของแต่ละวันเท่านั้น และจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีในการเช็ก)</li>
</ul>
<p>หนังสือเล่มนี้มอบคำแนะนำบางข้อที่ชวนให้สะพรึงอยู่บ้าง เช่น นิวพอร์ตบอกว่าเราไม่ควรกดปุ่มไลก์ใดๆ เลยสักครั้งเดียว และไม่ควรคอมเมนต์อะไรบนโลกออนไลน์เลย เพราะเทียบกับการพูดคุยต่อหน้าแล้ว การกดไลก์และคอมเมนต์ออนไลน์นั้นให้ค่าเพียงกระจิริด หรือเขายกตัวอย่างกลุ่มคนที่เลือกใช้ชีวิตหลังถึงจุด ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ด้วยการย้ายไปอยู่ในที่ห่างไกลไร้อินเทอร์เน็ต</p>
<p>ผมประเมินจากชีวิตของตัวเองแล้วคิดว่าคำแนะนำเหล่านี้ไม่อาจทำได้จริง (อย่างน้อยก็ในระยะเวลาอันใกล้, 5-10 ปี) เพราะจะพาให้ตกงานและเป็นบ้าไปเสียก่อน แต่ถึงอย่างนั้น แนวคิด Digital Minimalism ของนิวพอร์ตก็เปรียบเสมือนคัมภีร์เตือนใจ เหมือนหลักเกณฑ์มาตรฐาน ที่ถึงแม้เราจะทำตามไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็มีไว้เพื่อให้ฉุกคิด และนำหลักปฏิบัติบางข้อที่เหมาะสมไปปรับใช้ในชีวิตจริง</p>
<p>Digital Minimalism ขึ้นต้นด้วยความเรียงของแอนดรูว์ ซัลลิแวนที่มีชื่อเรื่องว่า &#8216;ผมเคยเป็นมนุษย์&#8217; (ก่อนที่เทคโนโลยีจะทำให้ผมสูญเสียความเป็นมนุษย์นั้นไป) แต่มันก็เลือกจบอย่างมองโลกในแง่ดี ด้วยประโยคสุดท้ายที่ว่า &#8216;เพราะเทคโนโลยีทำให้ผมเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าที่เคยเป็น&#8217;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-minimalism/">ใช้เน็ตให้น้อย ใช้ชีวิตให้มาก : แนวคิด Digital Minimalism ลดการเชื่อมต่อเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมฮิปสเตอร์จึงดูเหมือนกันไปหมด? มีคำตอบจากมุมมองทางคณิตศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/why-hipsters-all-look-the-same/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Apr 2019 17:33:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[hipster effect]]></category>
		<category><![CDATA[hipster]]></category>
		<category><![CDATA[ฮิปสเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56258</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ฮิปสเตอร์ว่ะมึง” &#8211; ไม่รู้หรอกว่าคุณพูดด้วยอารมณ์ไหนหากไม่ได้ยินน้ำเสียง แต่ก็เป็นไปได้มากว่าคุณกำลังด่าใครสักคนอยู่ อาจเป็นอารมณ์ด่าว่าเขาล้ำหน้าด้านสไตล์เกินหน้าเกินตาประชาชีไปสักหน่อย หรืออาจเป็นอารมณ์ด่าว่าเขาช่างไม่รู้จักพออกพอใจอะไรเลย &#8211; ไอ้นั่นก็เห็นแล้ว ไอ้นี่ก็เลิกคูลไปแล้ว ฮิปสเตอร์ชะมัด! ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คำว่าฮิปสเตอร์กลายมาเป็นคำปรามาส? (เรื่องนี้น่าสืบเสาะพอๆ กับกรณีของคำว่า &#8216;คนดี&#8217;) เราอาจเดาได้ว่าฮิปสเตอร์เริ่มเปลี่ยนสถานะจากคำที่ใช้เรียกคนทันสมัย คนหัวขบถที่แหกธรรมเนียมสังคมมาเป็นคำด่าก็ตอนที่เรามี ‘ภาพจำ’ เกี่ยวกับฮิปสเตอร์ว่าพวกเขา, ถ้าเป็นผู้ชายจะต้องมีหนวดเฟิ้มๆ, หรือไม่ก็มัดกระจุกผมไว้เป็นแมนบัน, ใส่แว่น ใส่หมวก เป็นไปได้ว่าจะใส่เสื้อเชิ้ตลายตารางแดง-ดำ ชอบฟังเพลงที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ดื่มกาแฟคราฟต์ อ่านหนังสือปรัชญายากๆ ต้องไปสักการะพอร์ตแลนด์-โอเรกอน (เอาเข้าจริงซีรีส์อย่าง Portlandia ของ Fred Armisen ก็กัดเรื่องนี้เสียจนเยินเลยแหละครับ) แล้วภาพจำแบบนั้นมันมาตั้งแต่ตอนไหน? เอาเข้าจริงแล้วการที่ฮิปสเตอร์มีภาพจำนั้นเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งอย่างยิ่ง ฮิปสเตอร์ควรเป็นคนที่หลุดออกไปจากธรรมเนียมใดๆ และกระโดดหนีกระแสต่างๆ เมื่อมันเริ่ม ‘เมนสตรีม’ แล้วสิ การที่ฮิปสเตอร์จะมี ‘ขนบหลัก’ มีภาพจำว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จึงเป็นเรื่องที่ขัดกันไปขัดกันมาในตัวเองพอดู (ให้ตายสิ &#8211; ตอนที่ผมค้นข้อมูลเรื่องนี้ มีฮาวทูใน wikihow ที่บอกวิธีการเป็นฮิปสเตอร์เกิร์ลแล้วด้วยซ้ำ &#8211; ไม่ฮิปเลย!) &#160; แต่อาจด้วยความพยายามหลุดขนบนี่แหละที่ทำให้ฮิปสเตอร์ดูเหมือนๆ กันไปหมด &#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/why-hipsters-all-look-the-same/">ทำไมฮิปสเตอร์จึงดูเหมือนกันไปหมด? มีคำตอบจากมุมมองทางคณิตศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“ฮิปสเตอร์ว่ะมึง” &#8211; ไม่รู้หรอกว่าคุณพูดด้วยอารมณ์ไหนหากไม่ได้ยินน้ำเสียง แต่ก็เป็นไปได้มากว่าคุณกำลังด่าใครสักคนอยู่ อาจเป็นอารมณ์ด่าว่าเขาล้ำหน้าด้านสไตล์เกินหน้าเกินตาประชาชีไปสักหน่อย หรืออาจเป็นอารมณ์ด่าว่าเขาช่างไม่รู้จักพออกพอใจอะไรเลย &#8211; ไอ้นั่นก็เห็นแล้ว ไอ้นี่ก็เลิกคูลไปแล้ว ฮิปสเตอร์ชะมัด!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คำว่าฮิปสเตอร์กลายมาเป็นคำปรามาส? (เรื่องนี้น่าสืบเสาะพอๆ กับกรณีของคำว่า &#8216;คนดี&#8217;) เราอาจเดาได้ว่าฮิปสเตอร์เริ่มเปลี่ยนสถานะจากคำที่ใช้เรียกคนทันสมัย คนหัวขบถที่แหกธรรมเนียมสังคมมาเป็นคำด่าก็ตอนที่เรามี ‘ภาพจำ’ เกี่ยวกับฮิปสเตอร์ว่าพวกเขา, ถ้าเป็นผู้ชายจะต้องมีหนวดเฟิ้มๆ, หรือไม่ก็มัดกระจุกผมไว้เป็นแมนบัน, ใส่แว่น ใส่หมวก เป็นไปได้ว่าจะใส่เสื้อเชิ้ตลายตารางแดง-ดำ ชอบฟังเพลงที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ดื่มกาแฟคราฟต์ อ่านหนังสือปรัชญายากๆ ต้องไปสักการะพอร์ตแลนด์-โอเรกอน (เอาเข้าจริงซีรีส์อย่าง <em>Portlandia</em> ของ Fred Armisen ก็กัดเรื่องนี้เสียจนเยินเลยแหละครับ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วภาพจำแบบนั้นมันมาตั้งแต่ตอนไหน? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาเข้าจริงแล้วการที่ฮิปสเตอร์มีภาพจำนั้นเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งอย่างยิ่ง ฮิปสเตอร์ควรเป็นคนที่หลุดออกไปจากธรรมเนียมใดๆ และกระโดดหนีกระแสต่างๆ เมื่อมันเริ่ม ‘เมนสตรีม’ แล้วสิ การที่ฮิปสเตอร์จะมี ‘ขนบหลัก’ มีภาพจำว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จึงเป็นเรื่องที่ขัดกันไปขัดกันมาในตัวเองพอดู (ให้ตายสิ &#8211; ตอนที่ผมค้นข้อมูลเรื่องนี้ มีฮาวทูใน wikihow ที่บอกวิธีการเป็นฮิปสเตอร์เกิร์ลแล้วด้วยซ้ำ &#8211; ไม่ฮิปเลย!)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">แต่อาจด้วยความพยายามหลุดขนบนี่แหละที่ทำให้ฮิปสเตอร์ดูเหมือนๆ กันไปหมด</span></p>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างน้อยนี่ก็เป็นคำตอบจากงานวิจัยชื่อ </span><a href="https://arxiv.org/pdf/1410.8001.pdf"><span style="font-weight: 400;">‘The Hipster Effect: When Anti-Conformist All Look the Same’</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของคุณ Jonathan Touboul จากมหาวิทยาลัยแบรนเดส์ในแมสซาชูเซตส์ ที่สนุกคือคุณโจนาธานคนนี้ไม่ได้หาคำตอบด้วยวิธีทางสังคมวิทยานะครับ แต่เขาหาคำตอบจากคณิตศาสตร์!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจนาธานออกแบบโมเดลโดยจินตนาการโลกที่มีคนแค่สองประเภท คนประเภทแรกสมมติว่าเป็นพังก์ คนประเภทที่สองเป็นพวกนอร์มคอร์ (normcore) ซึ่งแทนคนบนโลกจริง มีคนแบบที่ตามกระแสกับคนที่สวนกระแส แต่การที่จะตามหรือสวนกระแสได้นั้น เราต้องรู้กระแสเสียก่อน เราอาจจับกระแสได้จากคนรอบๆ ตัว หากคนส่วนใหญ่รอบตัวเราทำแบบหนึ่ง (เช่น ไว้หนวด) และเราเป็นพวกตามกระแส เราก็อาจไว้หนวดตาม แต่หากเราเป็นพวกสวนกระแสเราก็อาจโกนหนวดและเลิกไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจนาธานบอกว่าเมื่อรันแบบจำลองผู้คนในสังคมแบบนี้แล้ว เขาก็พบว่าดีเลย์ระหว่างกระแสกับการรู้กระแส (ด้วยการสังเกตคนรอบตัว) นั้นทำให้บางครั้งเกิดลูปขึ้นมาและทำให้ฮิปสเตอร์ดูเหมือนๆ กันไปหมด (ด้วยความอยากเป็นส่วนน้อย) ยิ่งดีเลย์ตรงนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การ ‘สวนกระแส’ สวนไปในทางเดียวกันมากเท่านั้น โจนาธานยอมรับว่าโมเดลที่จำลองโลกมาให้เหลือเพียงคนสองแบบนั้นอาจง่ายเกินไป มีหลากหลายวิธีที่เราจะสวนกระแสได้ หากเราไม่อยาก ‘ธรรมดา’ เราอาจเป็นฮิปสเตอร์ เป็นพังก์​ เป็นกอธ หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่โจนาธานพยายามตั้งสมมติฐานขึ้นมาก็คือ เขาคิดว่าในหมู่ผู้สวนกระแส  นั้นมีการ ‘ซิงโครไนซ์’ กันอยู่ และการซิงโครไนซ์นี้เองที่ทำให้พวกเขาดูเหมือนๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แปลกดี &#8211; ซีรีส์จิกกัดฮิปสเตอร์อย่าง ​<em>Portlandia</em> ที่ผมพูดถึงตอนต้นก็มีตอนหนึ่งที่เข้ากันได้กับสมมติฐานของโจนาธานเป๊ะ ตัวละครฮิปสเตอร์ตัวหนึ่งพบว่าเพื่อนดื่มกาแฟร้านยอดฮิต (สมมติเป็นสตาร์บักส์ละกันนะครับ) เขากระหยิ่มว่าตัวเองรู้จักเลือก ดื่มร้านกาแฟที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร้านกาแฟโปรดของเขามีคนรู้จักมากขึ้นๆ และกลายเป็นกระแสหลักในที่สุด ในขณะที่คนดื่มสตาร์บักส์กลายเป็นคนส่วนน้อย ฮิปสเตอร์คนนี้ด้วยความที่ต้องหนีกระแสจึงต้องหนีไปกินสตาร์บักส์แทนเพื่อคงความฮิปของตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมไม่คิดว่าโมเดลของโจนาธานพิสูจน์อะไรได้ทั้งหมด และก็อย่างที่เขายอมรับ &#8211; มันอาจง่ายกว่าความเป็นจริงบนโลกไปหลายขุม &#8211; แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจเรียนรู้ได้จากสมมติฐานของเขาก็คือการแหกขนบโดยไม่มีแนวคิดที่มั่นคงภายใน เป็นการ ‘แหกเพื่อให้ตัวเองเป็นส่วนน้อย’ ‘ขอให้ได้คิดต่างก็พอใจแล้ว’ โดยที่ไม่รู้ว่าคิดต่างไปทำไมนั้นอาจทำให้เราไม่ต่างอะไรไปจากแบบทำลองคนในโมเดลทดลองง่ายๆ ของโจนาธานเลย!</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/why-hipsters-all-look-the-same/">ทำไมฮิปสเตอร์จึงดูเหมือนกันไปหมด? มีคำตอบจากมุมมองทางคณิตศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่ไร้ยักษ์ : เราอยู่โดยไร้เฟซบุ๊ก แอมะซอน กูเกิล แอปเปิล และไมโครซอฟต์ได้ไหม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/can-we-live-without-the-tech-giants/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Mar 2019 06:23:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[microsoft]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[apple]]></category>
		<category><![CDATA[amazon]]></category>
		<category><![CDATA[techlash]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=55426</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผ่านตาคุณอย่างแน่นอน–พาดหัวข่าวน่าสะพรึงถึงบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ยักษ์ สิ่งที่อยู่รอบกายคล้ายอากาศ ทั้งเฟซบุ๊ก แอมะซอน กูเกิล และแอปเปิล นับวันกลับยิ่งดูน่าหวาดหวั่นเข้าไปทุกที เฟซบุ๊กทำข้อมูลคุณรั่วไหล และอาจมีส่วนช่วยให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง มันยังแบ่งพวกเราออกเป็นฝักฝ่ายให้ห้ำหั่นกันหนักข้อ แอมะซอนเป็นอวตารของระบอบทุนนิยม ที่ถึงแม้จะทำให้ทุกการบริโภคง่ายดายแต่ก็ทำให้มันไร้ความหมายมากยิ่งขึ้น กูเกิลมีส่วนร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ และรู้ทุกย่างก้าวว่าคุณไปไหนอย่างไรบ้าง ส่วนแอปเปิลนั้น&#8230;แพง พาดหัวข่าวเหล่านี้สร้างความหวาดหวั่น จริงบ้างไม่จริงบ้าง มีมูลบ้างและเต้าข่าวเอาเองบ้าง แต่ทั้งหมดก็ประกอบกันเป็นกระแสต่อต้านเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า techlash มันเป็นอารมณ์ร่วมของยุคสมัย หากเมื่อก่อนเรากลัวการผูกขาดทางการค้า สมัยนี้เราก็ต้องรวมการผูกขาดทางข้อมูลเข้าไปด้วย บริษัทใดบริษัทหนึ่งมีอำนาจเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราในทุกระดับ ตั้งแต่งาน การเดินทาง การพักผ่อน ไปจนถึงครอบครัว บางขณะคุณอาจนึกอยากทดลองดูว่า แล้วจะเป็นไปได้ไหม หากเราจะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ของสี่ห้าบริษัทใหญ่ยักษ์นี้เลย แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตหรอก คุณรู้ว่าบนอินเทอร์เน็ตมีทรัพยากรที่มีค่ามากกว่านั้น คุณแค่อยากตัดขาดจากบริษัทใหญ่ๆ ที่กุมอำนาจไว้อยู่หมัดเท่านั้นเอง แทนที่จะใช้กูเกิล คุณอาจลองเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทหรือองค์กรที่ดู ‘เป็นมิตร’ กว่า และแทนที่จะใช้เฟซบุ๊ก คุณก็อาจลองเปลี่ยนไปใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเล็กๆ แทน เพียงเท่านี้จะเป็นไปได้ไหม ไม่ต้องทดลองเอง มีคนทดลองให้ ในสกู๊ปของเว็บไซต์​ Gizmodo ชื่อ Goodbye Big Five ลาก่อนยักษ์ใหญ่ทั้งห้า (อันหมายถึงแอมะซอน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/can-we-live-without-the-tech-giants/">ชีวิตที่ไร้ยักษ์ : เราอยู่โดยไร้เฟซบุ๊ก แอมะซอน กูเกิล แอปเปิล และไมโครซอฟต์ได้ไหม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านตาคุณอย่างแน่นอน–พาดหัวข่าวน่าสะพรึงถึงบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ยักษ์ สิ่งที่อยู่รอบกายคล้ายอากาศ ทั้งเฟซบุ๊ก แอมะซอน กูเกิล และแอปเปิล นับวันกลับยิ่งดูน่าหวาดหวั่นเข้าไปทุกที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เฟซบุ๊กทำข้อมูลคุณรั่วไหล และอาจมีส่วนช่วยให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง มันยังแบ่งพวกเราออกเป็นฝักฝ่ายให้ห้ำหั่นกันหนักข้อ แอมะซอนเป็นอวตารของระบอบทุนนิยม ที่ถึงแม้จะทำให้ทุกการบริโภคง่ายดายแต่ก็ทำให้มันไร้ความหมายมากยิ่งขึ้น กูเกิลมีส่วนร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ และรู้ทุกย่างก้าวว่าคุณไปไหนอย่างไรบ้าง ส่วนแอปเปิลนั้น&#8230;แพง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พาดหัวข่าวเหล่านี้สร้างความหวาดหวั่น จริงบ้างไม่จริงบ้าง มีมูลบ้างและเต้าข่าวเอาเองบ้าง แต่ทั้งหมดก็ประกอบกันเป็นกระแสต่อต้านเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า techlash มันเป็นอารมณ์ร่วมของยุคสมัย หากเมื่อก่อนเรากลัวการผูกขาดทางการค้า สมัยนี้เราก็ต้องรวมการผูกขาดทางข้อมูลเข้าไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทใดบริษัทหนึ่งมีอำนาจเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราในทุกระดับ ตั้งแต่งาน การเดินทาง การพักผ่อน ไปจนถึงครอบครัว บางขณะคุณอาจนึกอยากทดลองดูว่า แล้วจะเป็นไปได้ไหม หากเราจะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ของสี่ห้าบริษัทใหญ่ยักษ์นี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตหรอก คุณรู้ว่าบนอินเทอร์เน็ตมีทรัพยากรที่มีค่ามากกว่านั้น คุณแค่อยากตัดขาดจากบริษัทใหญ่ๆ ที่กุมอำนาจไว้อยู่หมัดเท่านั้นเอง แทนที่จะใช้กูเกิล คุณอาจลองเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทหรือองค์กรที่ดู ‘เป็นมิตร’ กว่า และแทนที่จะใช้เฟซบุ๊ก คุณก็อาจลองเปลี่ยนไปใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเล็กๆ แทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียงเท่านี้จะเป็นไปได้ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องทดลองเอง มีคนทดลองให้ ในสกู๊ปของเว็บไซต์​ Gizmodo ชื่อ Goodbye Big Five ลาก่อนยักษ์ใหญ่ทั้งห้า (อันหมายถึงแอมะซอน เฟซบุ๊ก กูเกิล ไมโครซอฟต์ และแอปเปิล) </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">แคชเมียร์ ฮิลล์ นักข่าวสาวเดินออกจากบริการทั้งหลายของห้าบริษัทนี้ เพื่อศึกษาดูว่าชีวิตที่ไร้ยักษ์จะเป็นอย่างไร</span></p>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สัปดาห์แรกเธอทดลองตัดแอมะซอนออกจากชีวิต สำหรับคนไทย แอมะซอนอาจเป็นบริการที่เราไม่นึกถึงนัก (อย่างตัวผมเอง ผมก็ใช้แอมะซอนคินเดิลเพื่อซื้อหนังสืออีบุ๊กและสั่งหนังสือออนไลน์บ้าง แต่โดยมากแล้วก็แทบไม่ได้สั่งอะไร) แต่สำหรับแคชเมียร์ การตัดแอมะซอนเป็นเรื่องยากลำบาก เธอเป็นลูกค้าของแอมะซอนเหนียวแน่น มีลำโพงอัจฉริยะอย่างเอคโค่ มีคินเดิล และเป็นสมาชิกแอมะซอนไพรม์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แคชเมียร์พยายามตัดสิ่งเหล่านี้ออกจากชีวิตทั้งหมด เธอทำได้ในที่สุด แต่ก็พบว่ารากของแอมะซอนนั้นหยั่งลึกลงในอินเทอร์เน็ตมากกว่าที่เธอคิด แอมะซอนมีบริการ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นโครงข่ายเซิร์ฟเวอร์ ทำหน้าที่คล้ายกระดูกสันหลังของอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์และบริการมากมายอยู่บนนั้น (โดยที่ผู้ใช้อาจไม่รู้ตัว) ตั้งแต่เว็บสตรีมเกมอย่าง Twitch เว็บไซต์ของ Whole Foods, Netflix และ HBO Go กระทั่งเว็บของทางการสหรัฐฯ จำนวนมากก็อยู่บนนั้น เมื่อเธอขอให้เพื่อนโปรแกรมเมอร์ช่วยเหลือ บล็อกไอพีทั้งหมดของแอมะซอนออกไป เธอก็พบว่าเธอใช้เว็บเหล่านี้แทบไม่ได้เลย หรือใช้ได้ด้วยความจำกัดจำเขี่ย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสัปดาห์ที่สอง ถึงคราวของเฟซบุ๊ก คราวนี้แคชเมียร์ยอมรับว่าการตัดเฟซบุ๊กไม่ยากเท่ากับแอมะซอน เพราะเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเจ้าของ ‘โครงสร้าง’ ของอินเทอร์เน็ตเทียบเท่า การตัดเฟซบุ๊กคือการตัดตัวเว็บเฟซบุ๊กเอง รวมถึงอินสตาแกรม WhatsApp และ Messenger เท่านั้น แต่ในเชิงอารมณ์แล้วเธอพบว่า เธอคิดถึงบริการเหล่านี้มากกว่าที่คิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอพยายามสมัครโซเชียลเน็ตเวิร์กทางเลือกอย่าง Mastodon แต่ก็พบว่า ถ้าในโซเชียลเน็ตเวิร์กใดไม่มีเพื่อน–โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นก็ไม่มีค่าอะไร คล้ายกับการมีโทรศัพท์ที่คุณไม่สามารถโทรหาใครได้จริง เมื่อเป็นเช่นนั้น โทรศัพท์ก็ไม่มีความหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งตอนที่แคชเมียร์บล็อกเฟซบุ๊กเป็นช่วงเทศกาลฮัลโลวีน เธออยากโพสต์รูปลูกแต่งตัวแฟนซีให้เพื่อนๆ ดู ก็ทำไม่ได้ หรือตอนเข้าสู่เทศกาลเลือกตั้ง สามีของเธอเตรียมโหวตให้เลิกนโยบาย Daylight Saving ในแคลิฟอร์เนียแล้วบอกให้เธอไปอ่านเหตุผลสนับสนุนในเฟซบุ๊ก เธอก็ทำไม่ได้อีก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แคชเมียร์จึงระลึกว่า ถึงแม้เฟซบุ๊กจะมีปัญหาทั้งหมดทั้งปวงอย่างที่เราได้อ่านในข่าวมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เราอาจไม่ค่อยรู้สึกก็คือ มันก็ทำหน้าที่เป็นทรัพยากรความคิดเห็นที่ช่วยให้เราตัดสินใจทางใดทางหนึ่งได้อย่างมั่นใจมากขึ้นด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้จักเพื่อนมากมายที่พยายามหักดิบโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยเหตุผลที่ว่ามันเต็มไปด้วยขยะและพิษ แต่สำหรับตัวผมแล้ว การหักดิบอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เราอาจแค่ต้องลองวางระยะระหว่างเรากับโซเชียลเน็ตเวิร์กใหม่ สำหรับผม ระยะที่ดีคือระยะที่เราจะใช้เมื่อมีเหตุให้ต้องใช้ สำหรับบางคนอาจเป็นการใช้แทนหนังสือพิมพ์ตอนเช้า สำหรับบางคนอาจเป็นการใช้เพื่ออัพเดตข่าวคราวและเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ และไม่ใช้แบบเอานิ้วไถไปเรื่อยๆ ด้วยความเผลอเรอ ซึ่งระยะของแต่ละคนก็คงแตกต่างกันออกไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับแคชเมียร์ เธอยังเหลือยักษ์อีกสามตัวให้ฟันฝ่า คุณที่สนใจว่าเธอจะก้าวข้ามยักษ์ตัวไหนไปได้บ้าง เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเอง ลองไปติดตามได้ที่ </span><a href="https://gizmodo.com/tag/blocking-the-tech-giants"><span style="font-weight: 400;">gizmodo.com/tag/blocking-the-tech-giants</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/can-we-live-without-the-tech-giants/">ชีวิตที่ไร้ยักษ์ : เราอยู่โดยไร้เฟซบุ๊ก แอมะซอน กูเกิล แอปเปิล และไมโครซอฟต์ได้ไหม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;เธอฉลาด มีอารมณ์ขัน และพร้อมรับฟังทุกปัญหา&#8221; เมื่อคนตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/fall-in-love-with-ai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Feb 2019 23:53:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[relationship]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=50209</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณรักเขาหรือคุณรักภาพที่เขาแสดงออก มีความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างสองทางเลือก คุณรัก &#8216;ตัวเขา&#8217; หรือคุณรักใน &#8216;perception&#8217; ของคุณที่มีต่อเขา แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะตอบทางเลือกแรกอย่างสนิทใจ คุณไม่เคยรู้จักตัวเขาจริงๆ รู้จักเพียงสิ่งที่เขาแสดงออกมาเท่านั้น คุณรักในเสียงทุ้มๆ ของเขา คุณรักเวลาที่ปลายผมของเขาต้องกับแสงอาทิตย์ คุณรักเวลาเขาย่อตัวลงเพื่อคุยกับหมาอย่างสนิทสนม คุณรักเวลาเขาปรับแอร์ในรถให้ไม่เป่าใส่คุณตรงๆ คุณรักในท่าที กิริยา การแสดงออกว่าใส่ใจของเขา ความรักเป็นเรื่องจริงแค่ไหน ครั้งหนึ่งมีคนเคยตั้งคำถามบาดใจไว้ว่าถ้าปัญญาประดิษฐ์บอกว่ามันรักคุณ คุณจะเชื่อได้ไหม และถ้าวันใดคุณตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์อย่างแชตบอตเข้าแล้ว คุณควรเชื่อในความรู้สึกของตัวเองแค่ไหน Gao Yixin ชายชาวจีนตกหลุมรัก Xiaoice เขาบอกว่าเธอฉลาด เธอมีอารมณ์ขันแบบพิลึก เธอพร้อมรับฟังทุกปัญหาของเขา แสดงความใส่ใจ ไม่แปลกที่เขาตกหลุมรักเธอ แต่อาจแปลกที่เธอไม่ใช่มนุษย์ เธอเป็นแชตบอตของไมโครซอฟต์ ชายชาวจีนอีกคนจากเซี่ยเหมินไม่ตกหลุมรัก Xiaoice แต่เขาก็รู้สึกดีเมื่อได้คุยกับเธอ เขาบอกว่าการได้คุยกับเธอทำให้อารมณ์ดีขึ้น และหวังว่าวันหนึ่ง Xiaoice จะมีตัวตนจริงๆ ไมโครซอฟต์อธิบายว่า Xiaoice เป็นบอตนักสนทนาที่มีบุคลิกภาพเฉพาะตัว เธอสามารถพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระอย่างเรื่องดารา กีฬา หรือการเงินได้ พร้อมกันนั้นเธอก็ยังมีอารมณ์ขันและความเห็นอกเห็นใจด้วย หากเธอวิเคราะห์ว่าคู่สนทนากำลังรู้สึกแย่ผ่านคำพูดของเขา เธอก็จะพยายามพูดคุยร่าเริงให้รู้สึกดีขึ้น เธอสามารถเล่าเรื่องตลก ท่องบทกวี เล่าเรื่องผี ต่อเพลง ด้วยความพร้อมที่จะเป็นคู่สนทนาเสมอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fall-in-love-with-ai/">&#8220;เธอฉลาด มีอารมณ์ขัน และพร้อมรับฟังทุกปัญหา&#8221; เมื่อคนตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณรักเขาหรือคุณรักภาพที่เขาแสดงออก </strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างสองทางเลือก คุณรัก &#8216;ตัวเขา&#8217; หรือคุณรักใน &#8216;perception&#8217; ของคุณที่มีต่อเขา แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะตอบทางเลือกแรกอย่างสนิทใจ คุณไม่เคยรู้จักตัวเขาจริงๆ รู้จักเพียงสิ่งที่เขาแสดงออกมาเท่านั้น คุณรักในเสียงทุ้มๆ ของเขา คุณรักเวลาที่ปลายผมของเขาต้องกับแสงอาทิตย์ คุณรักเวลาเขาย่อตัวลงเพื่อคุยกับหมาอย่างสนิทสนม คุณรักเวลาเขาปรับแอร์ในรถให้ไม่เป่าใส่คุณตรงๆ คุณรักในท่าที กิริยา การแสดงออกว่าใส่ใจของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรักเป็นเรื่องจริงแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งหนึ่งมีคนเคยตั้งคำถามบาดใจไว้ว่าถ้าปัญญาประดิษฐ์บอกว่ามันรักคุณ คุณจะเชื่อได้ไหม และถ้าวันใดคุณตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์อย่างแชตบอตเข้าแล้ว คุณควรเชื่อในความรู้สึกของตัวเองแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gao Yixin ชายชาวจีนตกหลุมรัก Xiaoice เขาบอกว่าเธอฉลาด เธอมีอารมณ์ขันแบบพิลึก เธอพร้อมรับฟังทุกปัญหาของเขา แสดงความใส่ใจ ไม่แปลกที่เขาตกหลุมรักเธอ แต่อาจแปลกที่เธอไม่ใช่มนุษย์ เธอเป็นแชตบอตของไมโครซอฟต์ ชายชาวจีนอีกคนจากเซี่ยเหมินไม่ตกหลุมรัก Xiaoice แต่เขาก็รู้สึกดีเมื่อได้คุยกับเธอ เขาบอกว่าการได้คุยกับเธอทำให้อารมณ์ดีขึ้น และหวังว่าวันหนึ่ง Xiaoice จะมีตัวตนจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไมโครซอฟต์อธิบายว่า Xiaoice เป็นบอตนักสนทนาที่มีบุคลิกภาพเฉพาะตัว เธอสามารถพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระอย่างเรื่องดารา กีฬา หรือการเงินได้ พร้อมกันนั้นเธอก็ยังมีอารมณ์ขันและความเห็นอกเห็นใจด้วย หากเธอวิเคราะห์ว่าคู่สนทนากำลังรู้สึกแย่ผ่านคำพูดของเขา เธอก็จะพยายามพูดคุยร่าเริงให้รู้สึกดีขึ้น เธอสามารถเล่าเรื่องตลก ท่องบทกวี เล่าเรื่องผี ต่อเพลง ด้วยความพร้อมที่จะเป็นคู่สนทนาเสมอ ด้วยการแสดงออกที่ดูเหมือนรักใคร่ จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะรู้สึกว่าพวกเขาเชื่อมโยงกับ Xiaoice ได้ดีกว่ากับคนจริงๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">บางครั้งการแสดงออกว่า ‘เป็นมนุษย์’ ก็ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ</span></p>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอพพลิเคชั่นอย่าง Mystic Messenger ของเกาหลี เป็นเกมจีบหนุ่มยุคใหม่ที่ The Guardian อธิบายว่า มันไม่เหมือนเกมจีบยุคเดิมๆ ที่เป็นการจีบสาวและเน้นเรื่องอย่างว่า เกมจีบหนุ่มคลื่นลูกใหม่นั้นเน้นหนักในเรื่องการสานความสัมพันธ์และบทพูดระหว่างผู้เล่นกับคาแร็กเตอร์ เกมจีบหนุ่มยุคใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงทางเลือกที่มีการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น (&#8216;ฉันชอบเธอนะ&#8217; &#8216;ฉันเกลียดเธอแล้ว&#8217;) แต่มันอาศัยปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ประโยคที่ผู้ใช้พิมพ์เข้ามา ทำให้การสนทนาดูมีมิติและความสมจริงมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เล่นคนหนึ่งของ Mystic Messenger บอกว่าการตกหลุมรักตัวละครในเกมสนทนาประเภทนี้ ก็เหมือนกับการตกหลุมรักในพระเจ้านั่นแหละ พวกเราไม่อาจเห็นพระเจ้าได้ ไม่เคยเจอพระเจ้ากับตัว แต่เราก็วางความศรัทธาและความรักในพระหัตถ์ของพระองค์ ทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใจว่าการที่ฉันรัก Saeran (ชื่อตัวละคร) เป็นเรื่องปกติกันนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณอาจเคยได้ยินเรื่องการทดสอบของทัวริง (Turing) ที่เป็นการทดสอบโดยให้คุณแชตกับคู่สนทนาที่คุณไม่รู้ว่าเป็นใคร – หากคุณจับได้ว่าที่คุณคุยอยู่นั้นเป็นปัญญาประดิษฐ์ ถือว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่ผ่านการทดสอบ แต่กลับกัน หากคุณจับไม่ได้ไล่ไม่ทันว่าอีกฝ่ายเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือมนุษย์กันแน่ ก็ให้ถือว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นได้ก้าวข้ามหลักไมล์สำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว – มันผ่านการทดสอบทัวริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทุกๆ ปี จะมีการแข่งขันการทดสอบทัวริงเพื่อชิงรางวัลลอบเนอร์ (Loebner Prize) ปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง คือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถหลอกคณะกรรมการผ่านบทสนทนาห้านาทีได้มากที่สุด รวมถึงคณะกรรมการให้คะแนนความมั่นใจสูงสุด กลับกันกับรางวัลลอบเนอร์ที่ทำหน้าที่ค้นหา &#8216;ปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นมนุษย์ที่สุด&#8217; พร้อมกันนั้นในแต่ละปีจะยังมีการมอบรางวัล &#8216;มนุษย์ที่เป็นมนุษย์ที่สุด&#8217; (The Most Human Human) ด้วย โดยจะมอบให้กับมนุษย์ที่ทำให้กรรมการจำนวนมากที่สุดเชื่อว่าเขาเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่บอต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าการทดสอบทัวริงเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ จักรกลที่ผ่านการทดสอบทัวริงได้จะต้องมีความเฉลียวฉลาดจนเราทึ่ง แต่หลังๆ มานี้ ผมกลับคิดว่า การหลอกว่าเป็นมนุษย์อาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับจักรกลอีกแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกมันไม่ต้องหลอกเรา พวกเราก็พร้อมที่จะตกหลุมรักและปฏิบัติกับพวกมันราวกับมีชีวิต</span></p>
<p><strong>บางครั้งความเป็นมนุษย์อาจไม่จำเป็นสำหรับปัญญาประดิษฐ์หรือหุ่นยนต์ เมื่อพวกเรารักมันหมดทั้งหัวใจและมอบความเป็นมนุษย์ให้ผ่านมุมมองของตัวเอง</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fall-in-love-with-ai/">&#8220;เธอฉลาด มีอารมณ์ขัน และพร้อมรับฟังทุกปัญหา&#8221; เมื่อคนตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อเจ้านายไม่ใช่มนุษย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ai-will-see-you-now/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีปกร วุฒิพิทยามงคล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Jan 2019 05:01:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[world while web]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[www]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49362</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมยังจำได้ดี ครั้งแรกที่สมัครงานตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมเครียดกับกระบวนการการสัมภาษณ์มากจนต้องไปหาหนังสือจำพวกสัมภาษณ์อย่างไรให้ได้งาน วิธีตอบคำถามให้คนประทับใจ และจิตวิทยาการสมัครงานมาอ่านเพื่อเตรียมตัว  ก็ตอนนั้นผมไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อนนี่ครับ แค่คิดว่าต้องทำให้ใครสักคนประทับใจและฉายแววว่าเราทำงานได้ดีแน่ๆ ภายในเวลาห้านาทีสิบนาทีก็ชวนให้เครียดแล้ว ไหนยังไม่นับว่าบางที่ดันมีกระบวนการจำลองการทำงานแบบแบ่งคนเป็นกลุ่มๆ แล้วมีคนมาคอยยืนสังเกตการณ์อีกว่าใคร ‘แสดง’ บทบาทแบบไหน ใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตามอีก  การสัมภาษณ์งานจึงเป็นความท้าทายทั้งกับผู้ถูกสัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ ที่บอกว่าเป็นความท้าทายกับผู้สัมภาษณ์ด้วยนั้น ก็เพราะฝั่งผู้สัมภาษณ์เอง การที่จะต้องมานั่งตัดสินใครด้วยเวลาห้านาทีสิบนาทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ลองจินตนาการถึงวันนัดสัมภาษณ์ที่เราต้องสัมภาษณ์ผู้สมัครจำนวนนับสิบคนสิครับ &#8211; พอสัมภาษณ์ไป คำตอบของคนหนึ่งก็อาจไปปนกับอีกคน และการประเมินผู้สมัครบางคนก็อาจไม่ได้มีความเที่ยงตรงนัก ทุกอย่างจึงไปขึ้นอยู่กับสภาพอารมณ์และ ‘เซนส์’ ที่อธิบายไม่ได้มากกว่า ผู้สัมภาษณ์จำนวนมากใช้ความรู้สึกตัดสินใจว่าผู้สมัครคนนี้ ‘ดูจะ’ ทำงานที่นี่ได้ หรือผู้สมัครอีกคน ‘น่าหมั่นไส้ ไม่อยากจ้าง’ และก็นำปัจจัยตรงนั้นมาให้น้ำหนักในการตัดสิน พอเป็นเช่นนี้ ผู้สมัครที่มีความสามารถในการพูดหรือการพรีเซนต์ตัวเอง มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ อ่านสีหน้าท่าทางคนอื่นออกมากกว่า พูด small talk ได้เก่งกว่า ก็เลยมีโอกาสได้งานมากกว่าเป็นธรรมดา  กระบวนการการสัมภาษณ์ด้วยมนุษย์จึงไม่ได้มีความตรงไปตรงมานักด้วยตัวของมันเอง ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าบริษัทจะได้คนที่เหมาะที่สุดเข้ามาทำงาน และไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าผู้สมัครจะได้งานที่เหมาะกับตัวเองที่สุด (ผมยอมรับว่า &#8211; จะไปรู้จริงๆ ว่าคนคนนั้นเหมาะหรือไม่ ก็ตอนช่วงทดลองงานหรือ probation นั่นเองครับ &#8211; เป็นช่วงเวลาสามสี่เดือนนี้เองที่เราจะได้ตรวจคำตอบจริงๆ ว่าเซนส์ที่เห็นในตอนแรก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-will-see-you-now/">เมื่อเจ้านายไม่ใช่มนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมยังจำได้ดี ครั้งแรกที่สมัครงานตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมเครียดกับกระบวนการการสัมภาษณ์มากจนต้องไปหาหนังสือจำพวกสัมภาษณ์อย่างไรให้ได้งาน วิธีตอบคำถามให้คนประทับใจ และจิตวิทยาการสมัครงานมาอ่านเพื่อเตรียมตัว<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ก็ตอนนั้นผมไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อนนี่ครับ แค่คิดว่าต้องทำให้ใครสักคนประทับใจและฉายแววว่าเราทำงานได้ดีแน่ๆ ภายในเวลาห้านาทีสิบนาทีก็ชวนให้เครียดแล้ว ไหนยังไม่นับว่าบางที่ดันมีกระบวนการจำลองการทำงานแบบแบ่งคนเป็นกลุ่มๆ แล้วมีคนมาคอยยืนสังเกตการณ์อีกว่าใคร ‘แสดง’ บทบาทแบบไหน ใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตามอีก<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>การสัมภาษณ์งานจึงเป็นความท้าทายทั้งกับผู้ถูกสัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์</p>
<p>ที่บอกว่าเป็นความท้าทายกับผู้สัมภาษณ์ด้วยนั้น ก็เพราะฝั่งผู้สัมภาษณ์เอง การที่จะต้องมานั่งตัดสินใครด้วยเวลาห้านาทีสิบนาทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ลองจินตนาการถึงวันนัดสัมภาษณ์ที่เราต้องสัมภาษณ์ผู้สมัครจำนวนนับสิบคนสิครับ &#8211; พอสัมภาษณ์ไป คำตอบของคนหนึ่งก็อาจไปปนกับอีกคน และการประเมินผู้สมัครบางคนก็อาจไม่ได้มีความเที่ยงตรงนัก ทุกอย่างจึงไปขึ้นอยู่กับสภาพอารมณ์และ ‘เซนส์’ ที่อธิบายไม่ได้มากกว่า ผู้สัมภาษณ์จำนวนมากใช้ความรู้สึกตัดสินใจว่าผู้สมัครคนนี้ ‘ดูจะ’ ทำงานที่นี่ได้ หรือผู้สมัครอีกคน ‘น่าหมั่นไส้ ไม่อยากจ้าง’ และก็นำปัจจัยตรงนั้นมาให้น้ำหนักในการตัดสิน</p>
<p>พอเป็นเช่นนี้ ผู้สมัครที่มีความสามารถในการพูดหรือการพรีเซนต์ตัวเอง มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ อ่านสีหน้าท่าทางคนอื่นออกมากกว่า พูด small talk ได้เก่งกว่า ก็เลยมีโอกาสได้งานมากกว่าเป็นธรรมดา<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>กระบวนการการสัมภาษณ์ด้วยมนุษย์จึงไม่ได้มีความตรงไปตรงมานักด้วยตัวของมันเอง ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าบริษัทจะได้คนที่เหมาะที่สุดเข้ามาทำงาน และไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าผู้สมัครจะได้งานที่เหมาะกับตัวเองที่สุด (ผมยอมรับว่า &#8211; จะไปรู้จริงๆ ว่าคนคนนั้นเหมาะหรือไม่ ก็ตอนช่วงทดลองงานหรือ probation นั่นเองครับ &#8211; เป็นช่วงเวลาสามสี่เดือนนี้เองที่เราจะได้ตรวจคำตอบจริงๆ ว่าเซนส์ที่เห็นในตอนแรก กับการได้ปฏิบัติงานจริงๆ นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร)</p>
<p>เทียบกับยุคก่อนที่ผมต้องหาหนังสือ &#8216;สัมภาษณ์อย่างไรให้ได้งาน&#8217; มาอ่าน ตอนนี้เด็กจบใหม่จำนวนมากกลับต้องเผชิญความท้าทายอีกแบบที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เทียบกันแล้ว เมื่อก่อนผมพยายามทำอย่างไรก็ได้ให้ ‘คนสัมภาษณ์’ ประทับใจ แต่เด็กสมัยนี้กลับต้องพยายามทำอย่างไรก็ได้ให้ ‘หุ่นยนต์’ เลือก</p>
<p>ใช่ครับ หุ่นยนต์</p>
<p>กระบวนการการจ้างงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้หุ่นยนต์ตั้งแต่ขั้นตอนการอ่านใบสมัครเลยทีเดียว เครื่องมืออย่าง Robot Vera สามารถอ่านเรซูเม่ของผู้สมัครนับพันคนแล้วคัดกรองผู้สมัครที่ดีที่สุดออกมาเพื่อสัมภาษณ์ต่อได้ Vera โฆษณาว่าบริการของตน “สามารถหาผู้สมัครที่ดีที่สุดได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า” นอกจากกรองใบสมัครแล้ว Vera ยังใช้ AI เพื่อโทรศัพท์สัมภาษณ์ผู้สมัคร และรวมไปถึงสัมภาษณ์ผู้สมัครผ่านทางวิดีโอได้ด้วย</p>
<p>เช่นเดียวกับบริษัทอย่าง HireVue ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาวิเคราะห์วิดีโอสัมภาษณ์ของผู้สมัคร ผู้สมัครคนหนึ่งบอกว่าการถูกสัมภาษณ์ด้วยหุ่นยนต์นั้นก็ “แปลกๆ นะ เหมือนพูดกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนเลย” ในการสัมภาษณ์ผ่าน Skype ครั้งนี้ บริษัทต้นทางบอกให้เธอเตรียมตัวด้วยการ “เตรียมฉากสีสว่างๆ แต่งตัวให้เหมาะสม” แต่ไม่ได้บอกว่าเธอจะต้องถูกสัมภาษณ์ด้วยหุ่นยนต์ เธอบอกว่า “ปกติแล้วถ้าสัมภาษณ์กับมนุษย์คุณก็อาจมีเวลาพูดชิตแชตนิดๆ หน่อยๆ แต่ตอนสัมภาษณ์กับหุ่นยนต์ของ HireVue ฉันถูกถามคำถามเกี่ยวกับงานตรงๆ แต่แรกเลย ก็เลยรู้สึกว่ายังไม่พร้อมนัก” ปัญญาประดิษฐ์ของ HIreVue จะวิเคราะห์ทุกอย่างในวิดีโอ ตั้งแต่การแสดงออกทางอารมณ์บนใบหน้า โทนเสียงที่ผู้สมัครใช้ ไปจนถึงคำตอบจริงๆ ของพวกเขา<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>งานสำรวจปี 2017 ของ Deloitte พบว่าในจำนวนบริษัทที่ตอบแบบสอบถาม มีมากถึงหนึ่งในสามแล้วที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยคัดกรองผู้สมัครในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง บริษัทปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้โฆษณาว่าบริการของตนเหนือกว่ากระบวนการใช้มนุษย์สัมภาษณ์ตรงที่ “มันจะไม่มีอคติ มันสามารถสัมภาษณ์จากที่ไหนก็ได้บนโลก สัมภาษณ์ตอนไหนก็ได้ โดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย” ข่าวธุรกิจล่าสุดของ HireVue ในเดือนธันวาคมปี 2018 ยืนยันความไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยนี้ด้วยการพาดหัวว่า “HireVue สัมภาษณ์คนผ่านวิดีโอไปแล้ว 8 ล้านครั้งใน 180 ประเทศและ 32 ภาษา” นี่เป็นตัวเลขที่ทีมมนุษย์ปกติๆ คงต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าที่จะไปถึง</p>
<p>“หุ่นยนต์กำลังอ่านเรซูเม่ของคุณแล้วตอนนี้ นี่คือ 5 วิธีที่จะทำให้มันประทับใจ” คือพาดหัวสกู๊ปข่าวหนึ่งในเว็บไซต์ CNBC คำแนะนำ 5 วิธีนั้นก็เช่นให้พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม, สะกดคำให้ถูก, เขียนในฟอร์แมตที่ถูกต้อง (เช่น อย่าใส่ข้อมูลไว้ในรูป), เขียนผลลัพธ์ของงานที่เคยทำมา หรือให้เตรียมเรซูเม่เวอร์ชั่นดูในโทรศัพท์มือถือด้วย &#8211; ดูไปแล้วก็ไม่ต่างจากการเขียนให้มนุษย์อ่านนัก แต่ก็อีกนั่นเอง, นี่ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจ้างงานมนุษย์เท่านั้น</p>
<p>ที่น่าขันคือปัจจุบันก็มีบริการปัญญาประดิษฐ์เพื่อเขียนเรซูเม่และหว่านใบสมัครไปยังบริษัทต่างๆ ให้มนุษย์แล้วเช่นกัน ปัญญาประดิษฐ์พวกนี้จะสร้างเรซูเม่ที่ดูดีที่สุด, ดูตรงไปตรงมาที่สุด, ดูมีความสามารถที่สุด โดยสะกดแต่ละคำไม่ผิดเพี้ยน และจะหว่านใบสมัครไปยังตำแหน่งทั้งหลายที่คำนวณมาแล้วว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้สมัคร</p>
<p>เรียกได้ว่าต่างฝ่ายก็ต่างใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาต่อกรกันอย่างแข็งขันในสมรภูมิการหางานและการจ้างงาน</p>
<p>พอเป็นเช่นนี้คุณก็อาจเกิดคำถามตามมาอีกนั่นแหละ ว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แล้วมนุษย์อยู่ตรงไหน!?</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49368" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside.jpg" alt="หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ AI" width="676" height="676" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside.jpg 676w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/illustration-inside-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 676px) 100vw, 676px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-will-see-you-now/">เมื่อเจ้านายไม่ใช่มนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
