<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Louis Sketcher, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/louis_sketcher/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 18:00:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Public Life in Copenhagen เมืองมากจัตุรัส สวรรค์แห่งพื้นที่สาธารณะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/public-life-in-copenhagen/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Sep 2019 17:02:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[โคเปนเฮเกน]]></category>
		<category><![CDATA[copenhagen]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[ทางเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองจักรยาน]]></category>
		<category><![CDATA[นีโอคลาสสิก]]></category>
		<category><![CDATA[Copenhagenisation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=72566</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรารู้ว่าโคเปนเฮเกนมีทางสำหรับจักรยานที่ดีที่สุด เป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้ามากที่สุด และแม้จะต้องจ่ายภาษีกันราวครึ่งหนึ่งของรายได้ ผู้คนชาวโคเปนเฮเกนก็มีความสุขมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เราอาจอิจฉาคุณภาพชีวิตของพวกเขา และปลอบตัวเองว่าเราไม่ได้โชคดีแบบนั้น แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือกว่าจะมีวันนี้ พวกเขาเคยผ่านจุดที่ต้องเลือกทางเดินให้กับเมืองของตนเองมาก่อน โชคดีที่พวกเขาเลือกมันอย่างชาญฉลาด นั่นคือ เลือกที่จะมีความสุข โชคดีที่จน ไม่ต่างจากเมืองริมทะเลส่วนใหญ่ โคเปนเฮเกนเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ราวพันปีก่อน เติบโตในฐานะเมืองท่าสำหรับการค้า ร่ำรวยและทรงพลังในยุคที่มีผู้ปกครองแข็งแกร่ง และผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกับประวัติศาสตร์ยุโรป ในเชิงโครงสร้างของเมือง โคเปนเฮเกนก็เหมือนกับเมืองยุโรปส่วนใหญ่ แม้เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 18 จะทำลายอาคารบ้านเรือนไปแทบสิ้น แต่ร่องรอยจากยุคกลางยังปรากฏชัดในรูปแบบของถนน ขณะที่การสร้างเมืองขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกกลายเป็นพื้นหลังสำคัญของเมืองในปัจจุบัน จุดหักเหที่ทำให้โคเปนเฮเกนต่างจากเมืองส่วนใหญ่ในยุโรป เริ่มต้นราวทศวรรษ 1960 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชัยชนะของอเมริกาตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ ระบบถนน และการขยายตัวของชานเมือง อิทธิพลของอเมริกาที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทำให้วัฒนธรรมดังกล่าวแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ด้วยเช่นกัน  สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันอาจนึกภาพตามได้ยากคือ ในวันที่วัฒนธรรมรถยนต์เบ่งบานนั้น ความคิดพื้นฐานในการพัฒนาเมืองแทบไม่ต่างจากการทำให้รถยนต์มีความสุข นั่นคือการโฟกัสที่ความคล่องตัวของการสัญจรด้วยรถยนต์ ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรืออีกหลายเมืองในยุโรปซึ่งลดพื้นที่ทางเท้าที่เคยกว้างให้แคบเข้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ถนน รวมถึงการเชื่อมต่อทางหลวงในเมืองด้วยการสร้างถนนไขว้กันแบบเส้นสปาเกตตี โคเปนเฮเกนก็เกือบจะเป็นอย่างนั้น เมื่อรถยนต์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน และเมืองมีแผนสร้างถนนวงแหวนขนาด 12 เลน ซึ่งจะพาดอยู่เหนือทะเลสาบที่โอบล้อมตัวเมืองชั้นในเอาไว้ร่วมกับคลองที่เชื่อมต่อจากทะเลในอีกฟาก โชคดีที่พวกเขายากไร้เกินกว่าจะทำอย่างนั้นในช่วงหลังสงคราม ขณะที่บทเรียนจากเพื่อนบ้านในยุโรปซึ่งมีกำลังทรัพย์มากกว่าและพัฒนาระบบถนนไปก่อน ทำให้ชาวโคเปนเฮเกนตระหนักได้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ถนนใหญ่ๆ ที่ตัดขาดบ้านเรือนและชีวิตผู้คนออกจากกันแบบนั้น และโชคดีอีกอย่างก็คือพวกเขารู้จักมองหาทางเลือก เสียงของประชาชนสร้างให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคม เป็นเวลาเดียวกันกับที่ Jan Gehl อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กับเหล่าเพื่อนร่วมงานของเขาต่างเห็นตรงกันว่า ความสุขที่แท้จริงควรจะเป็นของ &#8216;ผู้คน&#8217; ไม่ใช่รถยนต์ พวกเขาเริ่มทำการศึกษาว่าผู้คนควรจะใช้เมืองอย่างไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/public-life-in-copenhagen/">Public Life in Copenhagen เมืองมากจัตุรัส สวรรค์แห่งพื้นที่สาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="s2">เรารู้ว่าโคเปนเฮเกนมีทางสำหรับจักรยานที่ดีที่สุด</span> <span class="s2">เป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้ามากที่สุด</span> <span class="s2">และแม้จะต้องจ่ายภาษีกันราวครึ่งหนึ่งของรายได้</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ผู้คนชาวโคเปนเฮเกนก็มีความสุขมากเป็นอันดับต้นๆ</span> <span class="s2">ของโลก</span></p>
<p><span class="s2">เราอาจอิจฉาคุณภาพชีวิตของพวกเขา</span> <span class="s2">และปลอบตัวเองว่าเราไม่ได้โชคดีแบบนั้น</span> <span class="s2">แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ</span><span class="s2">กว่าจะมีวันนี้</span> <span class="s2">พวกเขาเคยผ่านจุดที่ต้องเลือกทางเดินให้กับเมืองของตนเองมาก่อน</span> <span class="s2">โชคดีที่พวกเขาเลือกมันอย่างชาญฉลาด</span></p>
<p><span class="s2">นั่นคือ</span> <span class="s2">เลือกที่จะมีความสุข</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/1-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/1-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><span class="s2">โชคดีที่จน</span></h3>
<p><span class="s2">ไม่ต่างจากเมืองริมทะเลส่วนใหญ่</span> <span class="s2">โคเปนเฮเกนเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ</span> <span class="s2">ราวพันปีก่อน</span> <span class="s2">เติบโตในฐานะเมืองท่าสำหรับการค้า</span> <span class="s2">ร่ำรวยและทรงพลังในยุคที่มีผู้ปกครองแข็งแกร่ง</span> <span class="s2">และผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกับประวัติศาสตร์ยุโรป</span></p>
<p><span class="s2">ในเชิงโครงสร้างของเมือง</span> <span class="s2">โคเปนเฮเกนก็เหมือนกับเมืองยุโรปส่วนใหญ่</span><span class="s1"> </span><span class="s2">แม้เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในศตวรรษที่</span><span class="s1"> 18 </span><span class="s2">จะทำลายอาคารบ้านเรือนไปแทบสิ้น</span> <span class="s2">แต่ร่องรอยจากยุคกลางยังปรากฏชัดในรูปแบบของถนน</span> <span class="s2">ขณะที่การสร้างเมืองขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกกลายเป็นพื้นหลังสำคัญของเมืองในปัจจุบัน</span></p>
<p><span class="s2">จุดหักเหที่ทำให้โคเปนเฮเกนต่างจากเมืองส่วนใหญ่ในยุโรป</span> <span class="s2">เริ่มต้นราวทศวรรษ</span><span class="s1"> 1960</span></p>
<p><span class="s2">หลังสงครามโลกครั้งที่ 2</span> <span class="s2">ชัยชนะของอเมริกาตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์</span> <span class="s2">ระบบถนน</span> <span class="s2">และการขยายตัวของชานเมือง</span> <span class="s2">อิทธิพลของอเมริกาที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทำให้วัฒนธรรมดังกล่าวแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ</span> <span class="s2">ด้วยเช่นกัน</span><span class="s1"> </span></p>
<p><span class="s2">สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันอาจนึกภาพตามได้ยากคือ</span> <span class="s2">ในวันที่วัฒนธรรมรถยนต์เบ่งบานนั้น</span> <span class="s2">ความคิดพื้นฐานในการพัฒนาเมืองแทบไม่ต่างจากการทำให้รถยนต์มีความสุข</span> <span class="s2">นั่นคือ</span><span class="s2">การโฟกัสที่ความคล่องตัวของการสัญจรด้วยรถยนต์</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ไม่ว่าจะในประเทศไทย </span><span class="s2">หรืออีกหลายเมืองในยุโรปซึ่งลดพื้นที่ทางเท้าที่เคยกว้างให้แคบเข้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ถนน</span> <span class="s2">รวมถึงการเชื่อมต่อทางหลวงในเมืองด้วยการสร้างถนนไขว้กันแบบเส้นสปาเกตตี</span></p>
<p><span class="s2">โคเปนเฮเกนก็เกือบจะเป็นอย่างนั้น</span> <span class="s2">เมื่อรถยนต์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน </span><span class="s2">และเมืองมีแผนสร้างถนนวงแหวนขนาด</span> <span class="s1">12</span> <span class="s2">เลน</span> <span class="s2">ซึ่งจะพาดอยู่เหนือทะเลสาบที่โอบล้อมตัวเมืองชั้นในเอาไว้ร่วมกับคลองที่เชื่อมต่อจากทะเลในอีกฟาก</span> <span class="s2">โชคดีที่พวกเขายากไร้เกินกว่าจะทำอย่างนั้นในช่วงหลังสงคราม</span></p>
<p><span class="s2">ขณะที่บทเรียนจากเพื่อนบ้านในยุโรปซึ่งมีกำลังทรัพย์มากกว่าและพัฒนาระบบถนนไปก่อน</span> <span class="s2">ทำให้ชาวโคเปนเฮเกนตระหนักได้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ถนนใหญ่ๆ</span> <span class="s2">ที่ตัดขาดบ้านเรือนและชีวิตผู้คนออกจากกันแบบนั้น</span> <span class="s2">และโชคดีอีกอย่างก็คือพวกเขารู้จักมองหาทางเลือก</span></p>
<div id="attachment_72584" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-72584" class="wp-image-72584 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Strædet.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Strædet.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Strædet-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Strædet-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-72584" class="wp-caption-text">visitcopenhagen.com</p></div>
<p><span class="s2">เสียงของประชาชนสร้างให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคม</span> <span class="s2">เป็นเวลาเดียวกันกับที่ </span><span class="s1">Jan Gehl </span><span class="s2">อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน</span> <span class="s2">กับเหล่าเพื่อนร่วมงานของเขาต่างเห็นตรงกันว่า ความสุขที่แท้จริงควรจะเป็นของ</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">ผู้คน&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ไม่ใช่รถยนต์</span> <span class="s2">พวกเขาเริ่มทำการศึกษาว่าผู้คนควรจะใช้เมืองอย่างไร</span> <span class="s2">โดยใช้โคเปนเฮเกนนั่นเองเป็นห้องทดลอง</span> <span class="s2">โชคดีอีกอย่างคือเมืองเปิดโอกาสให้พวกเขาทำอย่างนั้น</span></p>
<p><span class="s2">การทดลองเริ่มขึ้นในปี</span><span class="s1"> 1962 </span><span class="s2">เมื่อถนนการค้าสายหลักอย่าง </span><span class="s1">Strøget </span><span class="s2">หรือ</span><span class="s1"> Stroll </span><span class="s2">ในภาษาอังกฤษ</span> <span class="s2">ซึ่งในตอนนั้นเป็นถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์</span> <span class="s2">ได้รับการทดลองเปลี่ยนให้เป็นถนนปลอดรถยนต์</span> <span class="s2">ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันสร้างให้เกิดเสียงก่นด่ามากเพียงใด</span> <span class="s2">ไม่นับว่านายกเทศมนตรีถึงกับถูกขู่ฆ่าและต้องได้รับการอารักขาจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้นในวันเปิดใช้ถนนคนเดินสายนี้</span></p>
<p><span class="s1">&#8220;</span><span class="s2">ไม่มีรถยนต์ก็คือไม่มีลูกค้า</span> <span class="s2">ไม่มีลูกค้าก็ไม่มีธุรกิจ</span><span class="s1">&#8220;</span></p>
<p><span class="s1">&#8220;</span><span class="s2">เราคือชาวเดนมาร์ก</span> <span class="s2">ไม่ใช่ชาวอิตาเลียน</span><span class="s1">&#8221; </span></p>
<p><span class="s1">&#8220;</span><span class="s2">การใช้ชีวิตในที่สาธารณะนอกบ้านไม่ใช่วัฒนธรรมในสแกนดิเนเวีย</span><span class="s1">&#8220;</span></p>
<p><span class="s2">เสียงเหล่านี้บอกกับเราสองอย่าง</span> <span class="s2">หนึ่งคือชาวโคเปนเฮเกนไม่มีแนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะในวันนั้น</span><span class="s1"> </span><span class="s2">และสอง มันบอกเราว่านโยบายที่ดีเปลี่ยนเมืองได้จริง</span> <span class="s2">ลองดูก็แล้วกันว่าโคเปนเฮเกนเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดจากวันนั้น</span></p>
<p><span class="s2">เพราะในที่สุด</span> <span class="s2">ความสำเร็จของถนนคนเดินสายแรกของโคเปนเฮเกน</span><span class="s2">ที่แสดงออกผ่านความนิยมของผู้ใช้และตัวเลขทางธุรกิจก็กลบเสียงก่นด่าทั้งหมดไป</span> <span class="s2">โดยสิ่งที่ตามมาแทนคือบทสนทนาสาธารณะเรื่องถนนและจัตุรัส</span> <span class="s2">ถนนคนเดินค่อยๆ</span> <span class="s2">พัฒนาเป็นเครือข่าย</span> <span class="s2">เมื่อถึงจุดหนึ่งโคเปนเฮเกนก็กลายเป็นเมืองที่เอื้อต่อการเดินเท้า</span> <span class="s2">ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นวิธีหลักสำหรับการสัญจรในเขตเมืองชั้นใน</span></p>
<p><span class="s2">พร้อมกับการเปลี่ยนถนนรถยนต์เป็นถนนคนเดิน</span> <span class="s2">คือการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์เสียใหม่</span> <span class="s2">นั่นรวมถึงการยกเลิกที่จอดรถยนต์ในจัตุรัส</span><span class="s1"> 18 </span><span class="s2">แห่งเพื่อคืนชีวิตชีวาให้กับเมือง</span></p>
<p><span class="s2">การขยายเครือข่ายถนนคนเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้เวลากับชาวเมืองในการค่อยๆ</span> <span class="s2">ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและค้นพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ</span> <span class="s2">ขณะที่ผู้ใช้รถยนต์เริ่มรู้สึกทีละน้อยว่า การใช้รถไม่สะดวกเท่ากับการขี่จักรยานหรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ</span></p>
<p><span class="s2">ผ่านมา 5 ทศวรรษ</span> <span class="s2">โคเปนเฮเกนกลายเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์</span> <span class="s2">พร้อมกับถนนคนเดินและวัฒนธรรมจักรยานอันแข็งแรง</span> <span class="s2">พื้นที่ริมทะเลสาบยังคงเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ</span><span class="s1"><span class="Apple-converted-space">  </span></span><span class="s2">ขณะที่เมืองกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาให้กับเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน</span> <span class="s2">จนกระทั่งมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า</span> <span class="s1">Copenhagenisation</span> <span class="s2">เลยทีเดียว</span></p>
<p><span class="s2">เกห์ล</span><span class="s2">กลายเป็นสถาปนิกนักพัฒนาเมืองผู้ทรงอิทธิพล</span> <span class="s2">บริษัท</span><span class="s1"> Gehl Architects </span><span class="s2">ที่เขาก่อตั้งร่วมกับลูกศิษย์ มีบทบาทในการศึกษาและผลักดันเมืองทั่วโลกให้กลับมาเป็น</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">เมืองของผู้คน&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">ไม่ว่าจะเป็นเซาเปาลู</span> <span class="s2">เม็กซิโกซิตี</span> <span class="s2">อัมมาน</span> <span class="s2">ไบรท์ตัน</span> <span class="s2">นิวยอร์ก</span> <span class="s2">หรือมอสโก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span class="s2">ขอคืนพื้นที่ชีวิต</span></h3>
<p><span class="s2">สิ่งที่น่าสนใจก็คือ </span><span class="s2">เมืองส่วนใหญ่ในโลกมีการเก็บข้อมูลการใช้รถยนต์อย่างเป็นระบบ</span> <span class="s2">แต่เราไม่ค่อยเห็นสิ่งเดียวกันนี้กับการเดินเท้าและการใช้พื้นที่สาธารณะของผู้คน</span></p>
<p><span class="s2">และนี่เองคือยุทธศาสตร์ที่สร้างความได้เปรียบให้กับโคเปนเฮเกน</span> <span class="s2">ที่มีการทำการศึกษาอย่างครอบคลุมและต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษ</span><span class="s1"> 1960 </span><span class="s2">เป็นต้นมา</span> <span class="s2">ตัวเลขกิจกรรมสันทนาการที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีถึงการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะนอกบ้านของชาวโคเปนเฮเกน</span><span class="s1"> </span></p>
<p><span class="s1">&#8220;</span><span class="s2">การเดินทัวร์ในเขตใจกลางเมืองโคเปนเฮเกนในหน้าร้อน</span><span class="s2">ทำให้เห็นกิจกรรมอันหลากหลายที่ไม่มีใครคิดถึงมันเมื่อ</span><span class="s1"> 30-40 </span><span class="s2">ปีก่อน</span> <span class="s2">วัฒนธรรมเมืองใหม่นี้เติบโตจากการมีพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ</span> <span class="s2">และหักล้างเสียงที่เคยบอกว่าชาวเดนมาร์กไม่มีวันใช้พื้นที่สาธารณะ</span><span class="s1">&#8221; </span><span class="s2">นั่นคือสิ่งที่รายงาน</span><em><span class="s1"> Public Spaces in Copenhagen </span></em><span class="s2">ซึ่งจัดทำโดย</span><span class="s1"> Gehl Architects </span><span class="s2">บอกไว้</span> <span class="s2">โดยมีตัวอย่างของการฟื้นคืนพื้นที่สาธารณะ</span> <span class="s2">เช่น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span class="s2">Gammeltorv &amp; Nytorv</span></h3>
<p><span class="s2">จัตุรัสสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการรวมจัตุรัส 2 แห่งเข้าเป็นผืนเดียวกัน</span> <span class="s2">นั่นคือ</span><span class="s1"> Gammeltorv </span><span class="s2">และ</span><span class="s1"> Nytorv </span><span class="s2">ทั้งสองจัตุรัสเคยเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง</span><span class="s1"> (Gammeltorv </span><span class="s2">ถือเป็นจัตุรัสเก่าแก่ที่สุดของเมืองด้วย</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ในช่วงหลังสงครามโลกพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นที่จอดรถ</span> <span class="s2">ได้รับการปรับปรุงบางส่วนพร้อมกับถนน <span class="s1">Strøget </span>ที่พาดผ่าน</span> <span class="s2">ก่อนมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ทั้งหมดในปี</span><span class="s1"> 1993 </span><span class="s2">ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ</span> <span class="s2">โดยเฉพาะคอนเสิร์ต</span> <span class="s2">รวมถึงเทศกาลดนตรีแจ๊สประจำปี</span><span class="s2"><br />
</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span class="s2">Gråbrødretorv</span></strong></p>
<p><span class="s2">เช่นเดียวกับอีกหลายจัตุรัส</span><span class="s4"> Gråbrødretorv </span><span class="s2">ก็เคยใช้เป็นพื้นที่จอดรถ</span> <span class="s2">แต่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นจัตุรัสที่โดดเด่นด้วยต้นเพลนที่ยืนต้นเด่นเป็นสง่า</span> <span class="s2">และน้ำพุจากฝีมือประติมากรชาวเดนมาร์ก</span> <span class="s2">จนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความหรูหราและเป็นที่นิยมของชาวเมือง โดยเฉพาะบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนที่อยู่ใกล้ๆ</span> <span class="s2">โดยช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างในทศวรรษ</span><span class="s4"> 1980 </span><span class="s2">จัตรัสแห่งนี้มักจะแน่นขนัดในฤดูร้อน </span><span class="s2">ปัจจุบันลดความนิยมลงไปบ้างและกลายเป็นจัตุรัสที่ถือว่าค่อนข้างสงบและมีบรรยากาศผ่อนคลาย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span class="s5">Strædet</span><span class="s2"> </span></strong></p>
<p><span class="s4">Strædet </span><span class="s2">มีความหมายว่าตรอก</span> <span class="s2">มันคือถนนแคบๆ</span> <span class="s2">ที่เคยใช้เป็นทางสัญจรของรถยนต์</span> <span class="s2">แต่ได้รับการทดลองปรับการใช้งานเป็นถนนคนเดินในปี</span><span class="s4"> 1989 </span><span class="s2">เมื่อประสบความสำเร็จจึงมีการปูพื้นใหม่และเอาฟุตพาทออก</span> <span class="s2">ปัจจุบันถือเป็นถนนที่มีการใช้งานแบบผสม</span> <span class="s2">ทั้งการเดินเท้า</span> <span class="s2">จักรยาน</span> <span class="s2">และรถยนต์</span> <span class="s2">ถนนสายเล็กแห่งนี้ขนานกับถนน <span class="s1">Strøget </span>แต่มีบุคลิกต่างกันมาก</span> <span class="s2">ในขณะที่ <span class="s1">Strøget </span>เป็นถนนคนเดินสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าที่พบเห็นได้ตามเมืองทั่วไป</span><span class="s4"> (</span><span class="s2">และในปัจจุบันอาจถือได้ว่าน่าเบื่อ</span><span class="s4">) </span><span class="s2">ร้านรวงส่วนใหญ่ในตรอกนี้จะเป็นร้านทางเลือกเล็กๆ</span> <span class="s2">ที่ขายของเก่าและงานฝีมือ</span> <span class="s2">รวมถึงแกลเลอรีศิลปะ</span><span class="s4">  </span><span class="s2">อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะฐานที่มั่นของวัฒนธรรม</span><span class="s4"> LGBT </span><span class="s2">ในโคเปนเฮเกน</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72583" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Søren-Kierkegaards-Plads.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Søren-Kierkegaards-Plads.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Søren-Kierkegaards-Plads-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Søren-Kierkegaards-Plads-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong><span class="s5">Søren Kierkegaards Plads</span><span class="s2"> </span></strong></p>
<p><span class="s2">พื้นที่สาธารณะริมอ่าวข้างๆ</span> <span class="s2">อาคาร Black Diamond อันเป็นส่วนขยายของหอสมุดหลวง</span><span class="s4"> (Royal Library) </span><span class="s2">หรือหอสมุดแห่งชาติของเดนมาร์ก</span> <span class="s2">ถือเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง</span> <span class="s2">การก่อสร้างหอสมุดส่วนต่อขยายนี้ใหม่หมายถึงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านข้างด้วยเช่นกัน</span> <span class="s2">ปัจจุบันถือเป็นทำเลหนึ่งที่ชาวเมืองใช้นั่งรับลมริมน้ำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span class="s2">Superkilen</span></strong></p>
<p><span class="s2">สวนสาธารณะใหม่ในย่าน</span><span class="s4"> Nørrebro </span><span class="s2">ที่เพิ่งเปิดใช้บริการในปี</span><span class="s4"> 2012 </span><span class="s2">เป็นงานออกแบบร่วมกันของกลุ่มศิลปิน</span><span class="s6"> SUPERFLEX</span><span class="s4"> </span><span class="s2">กับ</span><span class="s4"> BIG (Bjarke Ingels Group) </span><span class="s2">บริษัทออกแบบชื่อดังของโคเปนเฮเกน</span> <span class="s2">และ</span><span class="s4"> Topotek 1 </span><span class="s2">บริษัทภูมิสถาปนิกเยอรมัน</span> <span class="s2">สวนสาธารณะแห่งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาย่านที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนทั่วโลก</span> <span class="s2">เนื่องจากออกแบบจากความต้องการของคนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม</span> <span class="s2">โดยมีผลลัพธ์เป็นพื้นที่</span><span class="s4"> 3 </span><span class="s2">ส่วนที่แปลกไปจากสวนสาธารณะที่เราคุ้นชิน</span> <span class="s2">ได้แก่</span><span class="s4"> Red Square, Black Market </span><span class="s2">และ</span><span class="s4"> Green Park</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72582" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Red-Square.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Red-Square.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Red-Square-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Red-Square-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-72579" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Black-Market.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Black-Market.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Black-Market-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3.Black-Market-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span class="s2">เกห์ลเคยกล่าวไว้ว่า วัฒนธรรมและสภาพดินฟ้าอากาศนั้นแตกต่างกันทั่วโลก</span> <span class="s2">แต่ผู้คนนั้นไม่ต่าง</span> <span class="s2">พวกเขาจะรวมตัวกันในที่สาธารณะหากคุณมีพื้นที่ที่ดีให้กับพวกเขา</span></p>
<p><span class="s2">ส่วนสิ่งที่เราเรียนรู้จากเกห์ลและโคเปนเฮเกนของเขาก็คือ</span> <span class="s2">วัฒนธรรมที่ทำให้ชีวิตดีกว่านั้นสร้างได้</span> <span class="s2">ความคิดที่คิดว่าหยั่งรากลึกก็เปลี่ยนได้</span> <span class="s2">ขึ้นอยู่กับว่าเรากล้าที่จะเผชิญหน้าและตัดสินใจแม่นยำพอหรือไม่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span class="s7">อ้างอิง</span></p>
<p><span class="s7">รายงาน</span><em><span class="s2"> Public Spaces in Copenhagen </span></em><span class="s7">โดย</span><span class="s2"> Gehl Architects</span></p>
<p><a href="https://www.dezeen.com/">dezeen.com</a></p>
<p><a href="https://www.kbhmuseer.dk/da/kobenhavn/museer-i-kobenhavn-og-omegn">kbhmuseer.dk</a></p>
<p><a href="https://www.visitcopenhagen.com/copenhagen-tourist">visitcopenhagen.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/public-life-in-copenhagen/">Public Life in Copenhagen เมืองมากจัตุรัส สวรรค์แห่งพื้นที่สาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Lille Métropole มหานครแห่งการออกแบบ การกระจายอำนาจ และการก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนประเทศ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lille-metropole/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Aug 2019 15:24:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[Little Thoughts]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[Lille Métropole]]></category>
		<category><![CDATA[นักออกแบบอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[World Design Capital 2020]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ลีล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=69946</guid>

					<description><![CDATA[<p>“พื้นฐาน (ของการออกแบบ) ไม่ใช่ฟอร์มหรือฟังก์ชั่น แต่เป็นความต้องการของผู้คน” Jacques Viénot นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวประโยคดังกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อมาถึงวันนี้ที่เราอยู่กับ &#8216;เมือง&#8217; มากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าหยิบยกมาใคร่ครวญมากขึ้นเช่นกันว่า เราจะใช้การออกแบบเปลี่ยนเมืองรวมถึงตอบความต้องการของผู้คนได้อย่างไร ในปี 2017 Lille Métropole มหานครทางตอนเหนือของฝรั่งเศสซึ่งติดกับเบลเยียม ได้รับการคัดเลือกจากองค์กรการออกแบบโลกให้เป็น &#8216;เมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก&#8217; หรือ World Design Capital 2020 โดยเอาชนะเมืองคู่แข่งอย่างซิดนีย์ไปด้วยคอนเซปต์ Eldorado: The Greatest Design Experiment Eldorado หรือ El Dorado ก็คือคำในภาษาสเปนที่ใช้อ้างถึงนครทองคำในตำนาน และใช้เรียกเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง หลายคนคุ้นเคยกับตำนานว่าด้วยเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำนี้อยู่บ้าง มันคือเมืองสักแห่งในบริเวณเทือกเขาแอนดีสด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ การพบทองคำจำนวนมากในอเมริกาใต้ทำให้ชาวสเปนเชื่อว่าเมืองนี้มีอยู่จริงและทุ่มเทพละกำลังค้นหามันตลอดศตวรรษที่ 16 จนถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการหรือความจริง แต่สำหรับลีล การไล่ล่าความฝันใฝ่ในเอลโดราโดก็คือการทดลองอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขานำมาใช้เป็นแนวคิดในการสร้างเมืองของตนเองขึ้นใหม่อีกครั้ง สัญชาติฝรั่งเศส เชื้อชาติเฟลมิช ความคิดสเปน ก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะพิชิตดินแดนทางตอนใต้ของฟลานเดอร์ (เฟลมิช) และทำให้ลีลกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส ลีลเคยอยู่ภายใต้การปกครองของดัชชีเบอร์กันดี ไปจนถึงฮับสบูร์กแห่งสเปนมาก่อน น่าสนใจว่าช่วงเวลาที่ชาวสเปนตามหาเอลโดราโดก็ตรงกันกับช่วงเวลาที่เมืองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับสบูร์กแห่งสเปน อันถือเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของลีลเช่นกัน อาจไม่ใช่ความจงใจ แต่ก็ประจวบเหมาะว่าทำไมเมืองซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสจึงเลือกใช้ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสเปนมาเป็นแนวคิดในการเสนอตัวเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lille-metropole/">Lille Métropole มหานครแห่งการออกแบบ การกระจายอำนาจ และการก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">พื้นฐาน</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">ของการออกแบบ</span><span class="s1">) </span><span class="s2">ไม่ใช่ฟอร์มหรือฟังก์ชั่น</span> <span class="s2">แต่เป็นความต้องการของผู้คน</span><span class="s1">” </span></p>
<p class="p1"><strong><span class="s1">Jacques Viénot </span></strong><span class="s2">นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวประโยคดังกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว</span> <span class="s2">เมื่อมาถึงวันนี้ที่เราอยู่กับ</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">เมือง&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">มากขึ้น</span> <span class="s2">จึงเป็นเรื่องที่น่าหยิบยกมาใคร่ครวญมากขึ้นเช่นกัน</span><span class="s2">ว่า เราจะใช้การออกแบบเปลี่ยนเมือง</span><span class="s2">รวมถึงตอบความต้องการของผู้คนได้อย่างไร</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 2017 </span><span class="s3">Lille Métropole</span> <span class="s2">มหานครทางตอนเหนือของฝรั่งเศสซึ่งติดกับเบลเยียม</span> <span class="s2">ได้รับการคัดเลือกจากองค์กรการออกแบบโลก</span><span class="s2">ให้เป็น &#8216;เมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก&#8217;</span> <span class="s2">หรือ</span><span class="s1"> World Design Capital 2020 </span><span class="s2">โดยเอาชนะเมืองคู่แข่งอย่างซิดนีย์ไปด้วยคอนเซปต์</span><span class="s1"> Eldorado: The Greatest Design Experiment </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">Eldorado </span><span class="s2">หรือ</span><span class="s1"> El Dorado </span><span class="s2">ก็คือคำในภาษาสเปนที่ใช้อ้างถึงนครทองคำในตำนาน</span> <span class="s2">และใช้เรียกเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">หลายคนคุ้นเคยกับตำนานว่าด้วยเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำนี้อยู่บ้าง</span> <span class="s2">มันคือเมืองสักแห่งในบริเวณเทือกเขาแอนดีสด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้</span> <span class="s2">การพบทองคำจำนวนมากในอเมริกาใต้ทำให้ชาวสเปนเชื่อว่าเมืองนี้มีอยู่จริงและทุ่มเทพละกำลังค้นหามันตลอดศตวรรษที่</span><span class="s1"> 16 </span><span class="s2">จนถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการหรือความจริง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่สำหรับลีล</span> <span class="s2">การไล่ล่าความฝันใฝ่ในเอลโดราโดก็คือการทดลองอันยิ่งใหญ่</span> <span class="s2">ที่พวกเขานำมาใช้เป็นแนวคิดในการสร้างเมืองของตนเองขึ้นใหม่อีกครั้ง</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69950" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s2">สัญชาติฝรั่งเศส</span> <span class="s2">เชื้อชาติเฟลมิช</span> <span class="s2">ความคิดสเปน</span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่</span><span class="s1"> 14 </span><span class="s2">จะพิชิตดินแดนทางตอนใต้ของฟลานเดอร์</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">เฟลมิช</span><span class="s1">) </span><span class="s2">และทำให้ลีลกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส</span> <span class="s2">ลีลเคยอยู่ภายใต้การปกครองของดัชชีเบอร์กันดี</span> <span class="s2">ไปจนถึงฮับสบูร์กแห่งสเปนมาก่อน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">น่าสนใจว่าช่วงเวลาที่ชาวสเปนตามหาเอลโดราโด</span><span class="s2">ก็ตรงกันกับช่วงเวลาที่เมืองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับสบูร์กแห่งสเปน</span> <span class="s2">อันถือเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของลีลเช่นกัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">อาจไม่ใช่ความจงใจ</span> <span class="s2">แต่ก็ประจวบเหมาะว่าทำไมเมืองซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส</span><span class="s2">จึงเลือกใช้ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสเปนมาเป็นแนวคิดในการเสนอตัวเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ย้อนกลับไปในศตวรรษที่</span><span class="s1"> 19 </span><span class="s2">ลีลคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของฝรั่งเศส</span> <span class="s2">ไม่ต่างจากอีกหลายเมืองในยุโรปยุคนั้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม</span> <span class="s2">ลีลเผชิญปัญหาคุณภาพชีวิตของชาวเมือง</span> <span class="s2">และมันย่ำแย่เสียจนกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับวิกตอร์</span> <span class="s2">ฮูโก</span> <span class="s2">ในการรังสรรค์วรรณกรรมสะท้อนความเจ็บปวดของชนชั้นแรงงาน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ไม่ต่างจากอีกหลายเมือง</span> <span class="s2">เมื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอซบเซาลง</span> <span class="s2">เมืองก็เข้าสู่สภาพถดถอย</span> <span class="s2">ต้องรอจนทศวรรษ</span><span class="s1"> 1990 </span><span class="s2">ที่ลีลมีการฟื้นตัวครั้งสำคัญ</span> <span class="s2">เมื่อรถไฟความเร็วสูงอย่าง</span><span class="s1"> TGV </span><span class="s2">และ</span><span class="s1"> Eurostar </span><span class="s2">มาถึง</span> <span class="s2">มันไม่เพียงเปลี่ยนลีลให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของยุโรปเหนือ</span> <span class="s2">โดยเฉพาะการเชื่อมลอนดอนและปารีส</span> <span class="s2">สู่บรัสเซลส์</span> <span class="s2">แอนต์เวิร์ป</span> <span class="s2">อัมสเตอร์ดัม</span> <span class="s2">ไปจนถึงโคโลญ</span> <span class="s2">แต่ยังตามมาด้วยการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ</span><span class="s2">และโครงการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">ในปี</span><span class="s5"> 2005 </span><span class="s4">ลีลได้รับเลือกจากนิตยสาร</span> <span class="s6"><i>Financial Times</i> </span><span class="s4">ให้เป็น</span><span class="s5"> &#8216;</span><span class="s4">เมืองแห่งอนาคตของยุโรป&#8217;</span><span class="s5"> (</span><span class="s6">European City of the Future) </span><span class="s7">หลังจากได้รับการจัดให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป</span><span class="s6"> (European Capital of Culture) </span><span class="s7">ในปี</span> <span class="s6">2004</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s2">มหานครแห่งความสดใหม่</span><b> </b></h3>
<p class="p1"><span class="s2">แม้เราจะพูดถึงลีลในฐานะเมือง</span> <span class="s2">แต่ในความเป็นจริงพื้นที่ที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลกก็คือ</span><span class="s1"> Lille Métropole </span><span class="s2">ซึ่งประกอบด้วยเทศบาล</span><span class="s1"> 90 </span><span class="s2">แห่ง</span><span class="s1"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">Métropole </span><span class="s2">หรือ</span><span class="s1"> Metropolis </span><span class="s2">อาจแปลได้ว่ามหานคร</span> <span class="s2">แต่มหานครในลักษณะนี้ของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นของใหม่</span><span class="s2">ที่เกิดขึ้นจากความพยายามอันยาวนานในการกระจายอำนาจของฝรั่งเศส</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">ประเทศที่ทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงคล้ายๆ</span> <span class="s2">ไทย</span><span class="s1">) </span><span class="s2">โดยออกแบบให้เป็นการรวมกลุ่มของเมืองหลายเมืองที่แบ่งปันระบบบริหารจัดการร่วมกัน</span> <span class="s2">มีอำนาจในการจัดเก็บและใช้จ่ายภาษีท้องถิ่น</span> <span class="s2">ระบบดังกล่าวเพิ่งเริ่มใช้ในปี</span><span class="s1"> 2014 </span><span class="s2">ส่วนมหานครลีลได้รับการก่อตั้งเมื่อต้นปี</span><span class="s1"> 2015</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">มหานครใหม่นี้ช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับท้องถิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย</span> <span class="s2">แต่เรื่องน่าสนใจมากกว่านั้นคือ</span> <span class="s2">มหานครลีลประกอบด้วยประชากรอายุต่ำกว่า</span><span class="s1"> 25 </span><span class="s2">ปี ถึง </span><span class="s1">35 เปอร์เซ็นต์ </span><span class="s2">ซึ่งรวมถึงประชากรวัยเรียนกว่าหนึ่งแสนคน</span> <span class="s2">ไม่แปลกที่ลีลจะได้รับการขนานนามว่ามหานครที่อ่อนเยาว์ที่สุดของฝรั่งเศส</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">นอกจากจะมีความสดใหม่</span> <span class="s2">มหานครแห่งนี้ยังมีห้องทดลองของเอกชนอยู่มากกว่า</span><span class="s1"> 80 </span><span class="s2">แห่ง</span> <span class="s2">และมีธุรกิจด้านการออกแบบกว่า</span><span class="s1"> 600 </span><span class="s2">ราย</span> <span class="s2">ไม่แปลกเช่นกันที่พวกเขาจะเสนอตัวเข้าชิงเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลกด้วยคอนเซปต์</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">การทดลองออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้จะเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก</span><span class="s1"> 2020 </span><span class="s2">แต่ในความเป็นจริง </span><span class="s2">การดำเนินงานนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี</span><span class="s1"> 2017 </span><span class="s2">ด้วยการเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง</span><span class="s2">และใช้เวลาในช่วงปี</span><span class="s1"> 2017-2019 </span><span class="s2">พัฒนาโครงการที่ได้รับการคัดเลือก</span> <span class="s2">นั่นหมายความว่า</span><span class="s2">สิ่งที่โลกจะได้เห็นจากมหานครลีลในปี</span><span class="s1"> 2020 </span><span class="s2">คือความคิดจากใครสักคน</span><span class="s2">ที่ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม</span> <span class="s2">กรอกข้อมูล</span> <span class="s2">และส่งความคิดของตนไปยังทีมทำงาน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เมื่อโลกปัจจุบันมีเครื่องมือใหม่ในการรวบรวมทรัพยากรสำหรับการพัฒนาเมือง</span> <span class="s2">ทำไมจะไม่ลองทำการทดลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดดูสักครั้ง</span> <span class="s2">และถ้านโยบายกระจายอำนาจจากส่วนกลางเพิ่มโอกาสให้กับลีล</span> <span class="s2">แล้วทำไมลีลจะไม่กระจายอำนาจลงไปสู่ผู้คนของมหานครแห่งนี้อีกที</span> <span class="s2">เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลองตอบความต้องการของตนเอง</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-69949" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s2"><b>พ</b>รมแดนทางวัฒนธรรม</span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ลีลไม่เพียงเป็นมหานครใหม่</span> <span class="s2">แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนใหม่ในยุโรป</span><span class="s2">ที่เรียกว่า</span><span class="s1"> Eurometropolis </span><span class="s2">ซึ่งเกิดขึ้นจากความคิดในการสร้างความร่วมมือและการบูรณาการข้ามประเทศของสหภาพยุโรป </span><span class="s2">โดยลีลอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า</span> <span class="s9">Eurometropolis Lille–Kortrijk–Tournai (LKT) </span><span class="s2">อันเป็นเขตมหานครที่ผนวกมหานครลีลของฝรั่งเศส </span><span class="s2">เข้ากับเขตเวสต์ฟลานเดอร์และวัลลูนของเบลเยียม</span> <span class="s2">เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันจะครอบคลุมเทศบาล</span><span class="s1"> 147 </span><span class="s2">แห่ง</span> <span class="s2">นับเป็น</span><span class="s1"> Eurometropolis </span><span class="s2">แห่งแรกและแห่งใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป</span> <span class="s2">ที่สำคัญคือมีตัวตนทางกฎหมาย</span> <span class="s2">ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือที่อาจไม่มีการบังคับใช้</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้จะเป็นต่างประเทศ</span> <span class="s2">และในปัจจุบันอาจถือว่าต่างวัฒนธรรม</span> <span class="s2">แต่ก็มีรากฐานร่วมกันมายาวนาน</span> <span class="s2">ย้อนกลับมามองตัวเราดูบ้าง</span> <span class="s2">หากลองลบเส้นแบ่งพรมแดนออกก็คงไม่ต้องนั่งทะเลาะกับเพื่อนบ้านว่าโขนเป็นมรดกของใคร</span> <span class="s2">เพราะวัฒนธรรมไม่สามารถจำแนกได้ด้วย</span><span class="s1"> &#8216;</span><span class="s2">ของใหม่&#8217;</span><span class="s1"> </span><span class="s2">อย่างพรมแดนประเทศเท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s2">อ้างอิง</span></p>
<p><span class="s10"><a href="http://www.eurometropolis.eu/who-are-we/overview.html">Eurometropolis</a></span></p>
<p class="p4"><span class="s10"><a href="https://www.lillemetropoleworlddesigncapital2020.com/wp-content/uploads/2018/06/LD-PAPER3-WDC2020-EN-LIGHT.pdf">Lille Metropole World Design Capital 2020</a></span></p>
<p class="p4"><span class="s10"><a href="https://en.lilletourism.com/the-history-of-lille.html">Office de Tourisme et des Congres de Lille</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lille-metropole/">Lille Métropole มหานครแห่งการออกแบบ การกระจายอำนาจ และการก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ōdate Magewappa : กล่องข้าวจากไม้ซีดาร์อายุร้อยปี ร้อยร้อยปี ข้าวกล่องนี้แหละอร่อยที่สุด!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/odate-magewappa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jul 2019 20:53:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวกล่อง]]></category>
		<category><![CDATA[คนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[Ōdate Magewappa]]></category>
		<category><![CDATA[กล่องข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[sss]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=67139</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ คนญี่ปุ่นก็เชื่อว่ากล่องข้าวนี้ทำให้ข้าวอร่อยขึ้น ไม่เพียงเพราะข้าวสวยร้อนๆ ได้รับการบรรจุในกล่องข้าวหน้าตามีระดับเท่านั้น แต่เพราะมันยังเป็นกล่องที่ทำจากไม้ซีดาร์ ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติควบคุมความชื้นได้ดี ยังช่วยให้ข้าวนั้นหอมกว่าบรรจุในกล่องประเภทไหนๆ กลิ่นหอมลึกสไตล์ไม้สนซีดาร์นั้นคือหนื่งในกลิ่นที่เราพบบ่อยครั้งในน้ำมันหอมระเหย ทั้งยังมักใช้เป็น &#8216;เบสโน้ต&#8217; หรือกลิ่นพื้นฐานของน้ำหอมส่วนใหญ่ ไม่ใช่กลิ่น &#8216;ท็อปโน้ต&#8217; หรือกลิ่นแรกที่อาจหอมแรงเตะจมูกจนกลบความหอมของข้าว แต่เป็นกลิ่นละเอียดอ่อนที่ช่วยให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย พูดง่ายๆ ว่าเป็นแบ็กอัพที่ดีนั่นเอง กล่องข้าวที่ว่านี้เรียกว่า “มะเงะวัปปะ” ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อระดับประเทศของเมืองโอดะเตะ ในจังหวัดอากิตะ ทางภูมิภาคโทโฮกุของญี่ปุ่น global.rakuten.com Cedar Story คงกล่าวไม่ผิดหากจะบอกว่า มะเงะวัปปะของโอดะเตะคือสิ่งที่สะท้อนหัตถศิลป์ญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ มันทั้งเรียบหรูและเรียบง่าย โดยเป็นการอาศัยทักษะช่างฝีมือเพื่อเปลี่ยนวัสดุในท้องถิ่น โดยท้องถิ่น และเพื่อท้องถิ่น ให้เป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่มีคุณสมบัติพิเศษ ไม่ต่างจากการส่งต่อมรดกทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ต้องสงสัยว่ามันทั้งมีค่าและมีราคา เมื่อเป็นของมีราคาก็ไม่ต้องไปแข่งกับกล่องข้าวพลาสติก ไม่เพียงเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่ได้แต่ธรรมชาติก็อยู่ได้ไปพร้อมๆ กัน ขอเพียงเคารพกติกาการใช้ธรรมชาติเท่านั้น ในความเป็นจริงมะเงะวัปปะไม่ได้ใช้เรียกแค่กล่องข้าว แต่ยังเป็นชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยเทคนิคดัดไม้ให้โค้งเป็นวงอื่นๆ ด้วย โดยไม้ที่ใช้ก็คือไม้ซีดาร์อากิตะ แน่นอน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่น เรื่องราวของโอดะเตะกับมะเงะวัปปะเริ่มต้นราว 400 ปีก่อน หลังจากสงครามกลางเมืองอันยาวนานนำความอดอยากแร้นแค้นมาสู่ผู้คนในวงกว้าง ขุนนางผู้ดูแลเมืองในเวลานั้นเห็นว่าคนงานตัดและเลื่อยไม้ต่างนำแผ่นไม้ซีดาร์มาทำกล่องข้าว จึงมองเห็นไอเดียที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้ซามูไรชั้นล่างๆ นำเอาซีดาร์อากิตะซึ่งเป็นไม้ในพื้นที่มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อหารายได้เสริม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของหัตถอุตสาหกรรมที่สร้างทั้งเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ท้องถิ่นนับแต่นั้น และอันที่จริงแล้วข้าวของเครื่องใช้ที่ทำขึ้นด้วยการไสไม้เป็นแผ่นบาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/odate-magewappa/">Ōdate Magewappa : กล่องข้าวจากไม้ซีดาร์อายุร้อยปี ร้อยร้อยปี ข้าวกล่องนี้แหละอร่อยที่สุด!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ คนญี่ปุ่นก็เชื่อว่ากล่องข้าวนี้ทำให้ข้าวอร่อยขึ้น</p>
<p>ไม่เพียงเพราะข้าวสวยร้อนๆ ได้รับการบรรจุในกล่องข้าวหน้าตามีระดับเท่านั้น แต่เพราะมันยังเป็นกล่องที่ทำจากไม้ซีดาร์ ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติควบคุมความชื้นได้ดี ยังช่วยให้ข้าวนั้นหอมกว่าบรรจุในกล่องประเภทไหนๆ</p>
<p>กลิ่นหอมลึกสไตล์ไม้สนซีดาร์นั้นคือหนื่งในกลิ่นที่เราพบบ่อยครั้งในน้ำมันหอมระเหย ทั้งยังมักใช้เป็น &#8216;เบสโน้ต&#8217; หรือกลิ่นพื้นฐานของน้ำหอมส่วนใหญ่ ไม่ใช่กลิ่น &#8216;ท็อปโน้ต&#8217; หรือกลิ่นแรกที่อาจหอมแรงเตะจมูกจนกลบความหอมของข้าว แต่เป็นกลิ่นละเอียดอ่อนที่ช่วยให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย พูดง่ายๆ ว่าเป็นแบ็กอัพที่ดีนั่นเอง</p>
<p>กล่องข้าวที่ว่านี้เรียกว่า “มะเงะวัปปะ” ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อระดับประเทศของเมืองโอดะเตะ ในจังหวัดอากิตะ ทางภูมิภาคโทโฮกุของญี่ปุ่น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67172" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/3-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/3-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/3-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/3-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://global.rakuten.com/en/store/auc-kankyo-honpo/item/be-09070006/">global.rakuten.com</a></p>
<h3>Cedar Story</h3>
<p>คงกล่าวไม่ผิดหากจะบอกว่า มะเงะวัปปะของโอดะเตะคือสิ่งที่สะท้อนหัตถศิลป์ญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์</p>
<p>มันทั้งเรียบหรูและเรียบง่าย โดยเป็นการอาศัยทักษะช่างฝีมือเพื่อเปลี่ยนวัสดุในท้องถิ่น โดยท้องถิ่น และเพื่อท้องถิ่น ให้เป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่มีคุณสมบัติพิเศษ ไม่ต่างจากการส่งต่อมรดกทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น</p>
<p>ไม่ต้องสงสัยว่ามันทั้งมีค่าและมีราคา เมื่อเป็นของมีราคาก็ไม่ต้องไปแข่งกับกล่องข้าวพลาสติก ไม่เพียงเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่ได้แต่ธรรมชาติก็อยู่ได้ไปพร้อมๆ กัน ขอเพียงเคารพกติกาการใช้ธรรมชาติเท่านั้น</p>
<p>ในความเป็นจริงมะเงะวัปปะไม่ได้ใช้เรียกแค่กล่องข้าว แต่ยังเป็นชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยเทคนิคดัดไม้ให้โค้งเป็นวงอื่นๆ ด้วย โดยไม้ที่ใช้ก็คือไม้ซีดาร์อากิตะ แน่นอน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67170" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เรื่องราวของโอดะเตะกับมะเงะวัปปะเริ่มต้นราว 400 ปีก่อน หลังจากสงครามกลางเมืองอันยาวนานนำความอดอยากแร้นแค้นมาสู่ผู้คนในวงกว้าง ขุนนางผู้ดูแลเมืองในเวลานั้นเห็นว่าคนงานตัดและเลื่อยไม้ต่างนำแผ่นไม้ซีดาร์มาทำกล่องข้าว จึงมองเห็นไอเดียที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้ซามูไรชั้นล่างๆ นำเอาซีดาร์อากิตะซึ่งเป็นไม้ในพื้นที่มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อหารายได้เสริม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของหัตถอุตสาหกรรมที่สร้างทั้งเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ท้องถิ่นนับแต่นั้น</p>
<p>และอันที่จริงแล้วข้าวของเครื่องใช้ที่ทำขึ้นด้วยการไสไม้เป็นแผ่นบาง นำไปแช่ในน้ำเดือด และดัดให้โค้งงอในขณะที่ยังเปียกนั้น ถือเป็นภูมิปัญญาที่พบได้ทั่วไปในญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ทำให้มะเงะวัปปะของโอดะเตะพิเศษกว่าชาวบ้านก็คือ ไม้ซีดาร์อากิตะนั้นไม่เพียงมีคุณสมบัติชั้นดีในการเก็บรักษาความชื้นของอาหาร (ทั้งดูดซับความชื้นที่มากเกินไปและคายความชื้นเมื่ออาหารแห้งเกินไป) หรือให้กลิ่นที่ช่วยส่งรสชาติของอาหาร หรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้อาหารยังคงความสดและเก็บได้นานขึ้นเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือไม้สนที่ขึ้นในพื้นที่หนาวเย็นอย่างในจังหวัดอากิตะนี้จะเติบโตอย่างช้าๆ และมีวงปีที่มีความหนาแน่น ทำให้เนื้อไม้แข็งแรง มีลายไม้งดงาม รวมถึงมีความยืดหยุ่นสูงจนเหมาะต่อการนำมาดัดนั่นเอง</p>
<p>สรุปว่าเปี่ยมทั้งประสิทธิภาพและสุนทรียภาพ สวยทั้งรูปจูบก็หอม</p>
<p>แน่นอนว่าของดีนั้นมีราคา ใช่ว่าซีดาร์อากิตะทุกต้นจะนำมาทำกล่องข้าวได้หมด เงื่อนไขพื้นฐานก็คือซีดาร์ที่จะนำมาดัดโค้งได้นี้ต้องเป็นต้นที่มีอายุหลักร้อย</p>
<p>ผ่านเวลาเป็นร้อยปีมาได้ก็หมายความว่าผ่านสภาพอากาศทรหดหลากหลายมาได้ด้วยนั่นเอง</p>
<p>สมมติว่าปลูกไว้หลายร้อยต้น อาจมีเพียงไม่กี่สิบต้นที่นำมาใช้ได้ ต้นที่ตะปุ่มตะป่ำนั้นใช้ไม่ได้ ต้นที่มีสีแปลกไปก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน</p>
<p>นั่นหมายความว่าตลอด 400 ปีที่ผ่านมา นอกจากจะนำไม้ซีดาร์มาทำกล่องข้าวแล้ว คนในพื้นที่จะต้องปลูกและดูแลรักษาต้นซีดาร์ไว้สำหรับลูกหลานของพวกเขาตลอดมา โดยกฎหมายของญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่อนุญาตให้ตัดต้นซีดาร์ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม้ซีดาร์ที่นำมาใช้ทำกล่องข้าวในวันนี้จึงมาจากต้นไม้ที่ตัดไว้ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มบังคับใช้ ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุกว่าสองร้อยปี</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67173" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://tourism.tanpofes.com/en/featuring-en/magewappa/">tourism.tanpofes.com</a></p>
<h3>Good Story</h3>
<p>สำหรับคนทั่วไป โอดะเตะอาจเป็นเมืองที่รู้จักกันในฐานะบ้านเกิดของ &#8216;ฮาจิโกะ&#8217; สุนัขอากิตะยอดกตัญญูที่มีรูปปั้นอยู่ใจกลางความวุ่นวายของโตเกียวอย่างย่านชิบูยะ</p>
<p>แต่สำหรับผู้ที่สนใจงานหัตถศิลป์ โอดะเตะเป็นเมืองแห่งมะเงะวัปปะที่ควรค่าแก่การเยี่ยมเยือนเมื่อเหยียบย่างไปยังภูมิภาคอีสานของญี่ปุ่นอย่างโทโฮกุ</p>
<p>อย่าแปลกใจหากเดินเข้าร้านขายสินค้ามะเงะวัปปะในโอดะเตะแล้วเห็นป้ายสัญลักษณ์ตัว &#8216;G&#8217; อยู่เต็มไปหมด ตัว G ที่ว่าก็คือโลโก้ Good Design Award สัญลักษณ์ที่บอกว่ามันคืองานที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานออกแบบชั้นเลิศของญี่ปุ่น</p>
<p>อาจเพราะเป็นงานออกแบบที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง นั่นคือการทำจากวัสดุทรงคุณค่า กระบวนการที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญา จนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป ดังนั้นเพียงแค่ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สะท้อนสุนทรียภาพญี่ปุ่นและใช้งานได้อย่างไม่มีที่ติมันก็พร้อมจะเป็นงานออกแบบที่ได้รับการยอมรับ</p>
<p>ที่สำคัญคือเรื่องราวที่ช่วยขับเน้นทุกอย่างให้โดดเด่น จนไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนญี่ปุ่นมีทักษะในการใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อม หรือเชี่ยวชาญในการสานต่อมรดกบรรพบุรุษ หรือว่าพวกเขาเป็นนักเล่าเรื่องชั้นเซียนกันแน่</p>
<p>เพราะเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยมีเมืองธรรมดาที่ควรค่าแก่การปล่อยผ่าน แต่ทุกเมืองต่างมีเรื่องเล่า เรื่องราว ที่พัฒนาเป็นสัมผัสแห่งถิ่น หลายครั้งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นความไม่ธรรมดา หลายครั้งของสูงค่าก็เริ่มต้นจากอุบัติการณ์เรียบง่าย ไม่ต่างจากกล่องข้าวจากไม้ซีดาร์ท้องถิ่นนี้</p>
<p>ที่แน่ๆ มันทำให้ผู้มาเยือนจำนวนไม่น้อยรีบจับจองเวลาในโรงเวิร์กช็อป ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทดลองทำกล่องข้าวจากไม้ซีดาร์อากิตะนี้เพื่อเป็นที่ระลึกกลับบ้าน</p>
<p>ไม่ว่าใครก็คงตกหลุมรักกล่องข้าวของตนเอง ถึงตอนนี้โปรดเชื่อเถิดว่าข้าวกล่องนี้อร่อยที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-67171" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://japan-brand.jnto.go.jp/crafts/woodcraft/14/">Japan Brand</a></p>
<p><a href="http://www.magewappa.co.jp/english/">magewappa.co.jp</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/odate-magewappa/">Ōdate Magewappa : กล่องข้าวจากไม้ซีดาร์อายุร้อยปี ร้อยร้อยปี ข้าวกล่องนี้แหละอร่อยที่สุด!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tianjin : เมืองที่บอกกับเราว่าจีนก็พลาดเป็น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cities-tianjin/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jul 2019 17:44:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[china]]></category>
		<category><![CDATA[เทียนจิน]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวจีน]]></category>
		<category><![CDATA[Tianjin]]></category>
		<category><![CDATA[cities]]></category>
		<category><![CDATA[EEC]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=65949</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพห้องสมุดสีขาว งานออกแบบสุดล้ำที่เน้นความงดงามของเส้นโค้งที่ลากเป็นชั้นหนังสือจากพื้นจรดเพดาน ทำเอาหลายคนอดฝันไม่ได้ว่าอยากไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนั้นสักครั้ง แม้ในเวลาต่อมา เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาว่าหนังสือที่วางอยู่บนชั้นสูงๆ ที่เห็นในรูปนั้น ไม่ใช่หนังสือที่แท้จริงแต่กลับเป็นเพียงของประดับงานออกแบบจาก MVRDV บริษัทออกแบบชื่อดังสัญชาติดัตช์ จะทำให้ความหลงใหลในห้องสมุดเทียนจิน ปินไห่แห่งนี้ลดลงไปบ้างก็ตาม แต่นั่นก็ทำให้เราต้องหันกลับมามองเทียนจิน เมืองเก่าที่รัฐบาลจีนกำลังนำมาเล่าใหม่ โดยวางตัวให้เป็นนักแสดงนำในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ที่จะพาจีนก้าวสู่อนาคต &#160; พื้นที่ใหม่ ความฝันครั้งใหม่ แท้จริงแล้ว ห้องสมุดเทียนจิน ปินไห่ ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเทียนจินเสียทีเดียว แต่มันตั้งอยู่ในเขต &#8216;พื้นที่ใหม่ปินไห่&#8217; อันเป็นโครงการระดับประเทศริมทะเลปั๋วไห่ ครอบคลุมพื้นที่ส่วนที่เป็นท่าเรือซึ่งมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับโลก และแบ่งพื้นที่เป็นโซนตามประเภทอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่างๆ (คล้ายกับโครงการ EEC) เราอาจมองพื้นที่ใหม่นี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกแห่งก็ได้ แต่รัฐบาลจีนมองไกลกว่านั้น เพราะตั้งใจใช้พื้นที่ใหม่นี้ไม่ต่างจากพื้นที่ต้นแบบสำหรับของใหม่ทุกอย่างที่จีนจะนำมาใช้ในอนาคต นั่นรวมถึงโครงการ Tianjin Eco-city แผนพัฒนาเมืองสีเขียวเต็มรูปแบบอันเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับรัฐบาลสิงคโปร์ นอกจาก Eco-city เทียนจิน ปินไห่ยังมีพื้นที่พัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการเงินที่เรียกว่าหยูเจียผู่ ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นแมนแฮตตันของจีน แต่ในปัจจุบันลงเอยด้วยสภาพไม่ต่างจากอนุสาวรีย์แห่งความชะงักงันทางเศรษฐกิจ แม้วิสัยทัศน์จะพาเมืองไปยังฝั่งฝัน แต่การพัฒนาซึ่งขาดแผนบนความเป็นจริงก็อาจเปลี่ยนมันเป็นฝันสลาย และเทียนจินกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญชะตากรรมที่ว่านั้น มี 2-3 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับเทียนจิน หนึ่งคือเมืองแห่งนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดว่าด้วยการแบ่งเค้กอย่างเป็นระบบของประเทศตะวันตกในช่วงสงครามฝิ่น สองคือเทียนจินถือเป็นเมืองระดับเทศบาลนครของจีน ซึ่งมีทั้งหมด 4 เมือง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cities-tianjin/">Tianjin : เมืองที่บอกกับเราว่าจีนก็พลาดเป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภาพห้องสมุดสีขาว งานออกแบบสุดล้ำที่เน้นความงดงามของเส้นโค้งที่ลากเป็นชั้นหนังสือจากพื้นจรดเพดาน ทำเอาหลายคนอดฝันไม่ได้ว่าอยากไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนั้นสักครั้ง</p>
<p>แม้ในเวลาต่อมา เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาว่าหนังสือที่วางอยู่บนชั้นสูงๆ ที่เห็นในรูปนั้น ไม่ใช่หนังสือที่แท้จริงแต่กลับเป็นเพียงของประดับงานออกแบบจาก MVRDV บริษัทออกแบบชื่อดังสัญชาติดัตช์ จะทำให้ความหลงใหลในห้องสมุดเทียนจิน ปินไห่แห่งนี้ลดลงไปบ้างก็ตาม</p>
<p>แต่นั่นก็ทำให้เราต้องหันกลับมามองเทียนจิน เมืองเก่าที่รัฐบาลจีนกำลังนำมาเล่าใหม่ โดยวางตัวให้เป็นนักแสดงนำในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ที่จะพาจีนก้าวสู่อนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>พื้นที่ใหม่ ความฝันครั้งใหม่</h3>
<p>แท้จริงแล้ว ห้องสมุดเทียนจิน ปินไห่ ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเทียนจินเสียทีเดียว</p>
<p>แต่มันตั้งอยู่ในเขต &#8216;พื้นที่ใหม่ปินไห่&#8217; อันเป็นโครงการระดับประเทศริมทะเลปั๋วไห่ ครอบคลุมพื้นที่ส่วนที่เป็นท่าเรือซึ่งมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับโลก และแบ่งพื้นที่เป็นโซนตามประเภทอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่างๆ (คล้ายกับโครงการ EEC)</p>
<p>เราอาจมองพื้นที่ใหม่นี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกแห่งก็ได้ แต่รัฐบาลจีนมองไกลกว่านั้น เพราะตั้งใจใช้พื้นที่ใหม่นี้ไม่ต่างจากพื้นที่ต้นแบบสำหรับของใหม่ทุกอย่างที่จีนจะนำมาใช้ในอนาคต นั่นรวมถึงโครงการ Tianjin Eco-city แผนพัฒนาเมืองสีเขียวเต็มรูปแบบอันเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับรัฐบาลสิงคโปร์</p>
<p>นอกจาก Eco-city เทียนจิน ปินไห่ยังมีพื้นที่พัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการเงินที่เรียกว่าหยูเจียผู่ ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นแมนแฮตตันของจีน แต่ในปัจจุบันลงเอยด้วยสภาพไม่ต่างจากอนุสาวรีย์แห่งความชะงักงันทางเศรษฐกิจ</p>
<p>แม้วิสัยทัศน์จะพาเมืองไปยังฝั่งฝัน แต่การพัฒนาซึ่งขาดแผนบนความเป็นจริงก็อาจเปลี่ยนมันเป็นฝันสลาย และเทียนจินกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญชะตากรรมที่ว่านั้น</p>
<p>มี 2-3 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับเทียนจิน หนึ่งคือเมืองแห่งนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดว่าด้วยการแบ่งเค้กอย่างเป็นระบบของประเทศตะวันตกในช่วงสงครามฝิ่น</p>
<p>สองคือเทียนจินถือเป็นเมืองระดับเทศบาลนครของจีน ซึ่งมีทั้งหมด 4 เมือง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง และเทียนจิน ความหมายของการเป็นเทศบาลนครคือเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีระดับเทียบเท่ามณฑล และการบริหารขึ้นตรงต่อส่วนกลาง</p>
<p>และสาม เทียนจินถือเป็นเมืองมาทีหลังสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน เพราะรัฐบาลเพิ่งหันมาใช้เทียนจินเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อไม่นานมานี้ และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเทียนจินอาจเป็นเมืองตกรถไฟว่าด้วยการเติบโตของจีน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>หน้าตาใหม่</h3>
<p>ย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์ชิง เทียนจินหรือเทียนสินก็คือเมืองเช่าของตะวันตกที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองท่า พร้อมกับเปิดเสรีทางการค้า จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของประเทศจีนตอนเหนือ</p>
<p>ในความหมายของการเป็นเมืองเช่าตะวันตก เทียนจินอาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจภาพการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่าง &#8216;8 ชาติพันธมิตร&#8217; (ญี่ปุ่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมนี อิตาลี และออสเตรีย-ฮังการี) ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลเหนือจักรวรรดิจีนในสมัยการปกครองของซูสีไทเฮาได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับเทียนจินออกจะพิเศษสักหน่อย เพราะมีอีกหนึ่งชาติคือเบลเยียมร่วมด้วย</p>
<p>และเพราะพื้นที่เมืองเทียนจินถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อเป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาติตะวันตกที่กล่าวมา ในปัจจุบันเทียนจินจึงเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันตกรูปแบบต่างๆ กระจายอยู่ทั่วเมือง ใครไปเทียนจินอาจเห็นป้ายที่เขียนว่า Historical and Stylistic Architecture of Tianjin อยู่ในแทบทุกเส้นทางที่ผ่านตาในเขตเมืองเก่า (ซึ่งไม่ใช่พื้นที่เล็กๆ) พร้อมหมายเลขกำกับอาคารเหล่านั้น</p>
<p>นอกจากมีสถาปัตยกรรมยุคเมืองเช่ากระจายไปทั่ว ปัจจุบันเทียนจินยังมีตึกสูงกระจายไปทั่วเช่นกัน ไม่รู้เป็นความจงใจในแง่ผังเมืองหรือเปล่าที่จะปล่อยเสรีตึกสูง แต่ภาพปัจจุบันของเทียนจินก็คือส่วนผสมของสถาปัตยกรรมตะวันตกอายุร้อยปีบวกลบสลับกับตึกสูงที่เป็นสัญลักษณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนสมัยใหม่</p>
<p>นับเป็นสุดยอดของความมิกซ์แต่ไม่แมตช์ ที่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความเป็นเมืองแห่งนี้อย่างบอกไม่ถูก</p>
<p>อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะย้อนกลับไปสมัยราชวงศ์ชิงหรือในวันนี้ เทียนจินก็คือเมืองที่มีพิกัดเป็นข้อได้เปรียบแบบหาได้ยาก</p>
<p>นั่นเป็นเพราะมันเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่อยู่ใกล้เมืองหลวงอย่างปักกิ่งที่สุด เพราะเหตุนี้เมืองท่าเทียนจิน (เดิมเรียกว่าเมืองท่าตังกู ห่างจากตัวเมืองเทียนจินอีกประมาณ 60 กิโลเมตร) จึงถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่สุดทางตอนเหนือของประเทศจีน และเป็นจุดเชื่อมต่อกับแม่น้ำไห่เหอที่เชื่อมต่อไปยังปักกิ่ง โดยตลอดความยาว 32 กิโลเมตรริมชายฝั่งมีท่าเรืออยู่มากกว่า 150 แห่ง</p>
<p>ปัญหามีอยู่ว่า เดิมทีเขตอุตสาหกรรมปักกิ่ง-เทียนจินนี้เป็นเขตอุตสาหกรรมหนักเสียมาก ท่าเรือในเมืองท่าแห่งนี้จำนวนไม่น้อยจึงเป็นท่าเรือขนส่งเคมีภัณฑ์อันตราย เหตุการณ์วัตถุอันตรายระเบิดครั้งใหญ่ในปี 2015 ซึ่งหลายคนเปรียบเหตุการณ์นี้กับระเบิดปรมาณูยังคงเป็นภาพจำเมื่อพูดถึงเมืองเทียนจิน</p>
<p>แต่นั่นยิ่งทำให้โครงการพัฒนาพื้นที่ใหม่ของรัฐบาลน่าสนใจมากขึ้นไปอีก สำหรับนโยบายลดกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมหนักและมุ่งหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่นเดียวกับที่สถาบันการศึกษาหลักของจีนไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซิงหัว หนานไค เทียนจิน ฯลฯ ต่างมาตั้งสถาบันวิจัยและห้องแล็บในพื้นที่ใหม่นี้ด้วยเช่นกัน</p>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65955 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></h3>
<h3>หนี้ก้อนใหม่</h3>
<p>ในฐานะนักท่องเที่ยว เทียนจินมักเริ่มต้นที่จัตุรัสวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Cultural Square) ซึ่งหากอธิบายง่ายๆ ก็คือบริเวณหน้าสถานีรถไฟเทียนจินสร้างเป็นลานริมน้ำกว้างใหญ่ พร้อมที่นั่งแบบขั้นบันได เอาไว้ให้นั่งชมความงดงามของกลุ่มสถาปัตยกรรมตะวันตกเก่าแก่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพอดิบพอดี</p>
<p>ในยามค่ำคืน ที่เทียนจินโดยเฉพาะบริเวณจัตุรัสวัฒนธรรมแห่งนี้ เปลี่ยนตัวเองเป็นเวทีแสดงแสงสีเสียง เมื่ออาคารเก่าแก่และอาคารใหม่สูงเสียดฟ้าพร้อมใจกันเปิดไฟเล่นจังหวะกันอย่างครึกครื้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีทางเดินเลียบแม่น้ำไห่เหอความยาวหลายกิโลเมตรที่ปรับปรุงใหม่ในทศวรรษก่อน และทำให้เราได้สังเกตชีวิตระหว่างวันอันน่าอิจฉาของผู้คนชาวเทียนจินที่มาออกกำลังกาย เดินเล่น นั่งตกปลา หรือทำกิจกรรมสารพัดอย่างที่พื้นที่สาธารณะลมโชยนี้จะเอื้อ</p>
<p>คุณภาพชีวิตของเมืองเทียนจินพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งทะยานมากกว่าเมืองอื่นๆ เหตุผลสำคัญคือเพราะเทียนจินพัฒนาทีหลัง จึงมีที่ทางให้เติบโตมากกว่า</p>
<p>แต่น่าเสียดาย การเติบโตที่ว่านั้นกำลังสะดุดจากผลพวงของเศรษฐกิจชะลอตัว และที่สำคัญคือหนี้มหาศาลที่ธนาคารของรัฐปล่อยกู้อย่างไม่ยั้งให้กับธุรกิจ เพื่อเนรมิตทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว ไม่ต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้างเงิน</p>
<p>สำหรับคนที่สงสัยว่าจีนเติบโตร้อนแรงมากว่า 3 ทศวรรษได้อย่างไร รูปแบบหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจจีนก็คือการที่รัฐขายที่ดินขนาดใหญ่ให้เอกชน และกู้เงินมาสนับสนุนค่าก่อสร้าง โดยถือเป็นการสร้างงานพร้อมกับสร้างเมืองในเวลาเดียวกัน นั่นคือเบื้องหลังของตึกสูงที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไปจนถึงโครงการเมกะโปรเจกต์อย่างทางรถไฟความเร็วสูง โดยมีการบริโภคเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้ทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้า</p>
<p>เมื่อเศรษฐกิจหยุดชะงัก เทียนจินจึงกลายเป็นเมืองใหญ่ที่เห็นการหดตัวมากที่สุดในปี 2017 ตามมาด้วยการที่ผู้คนย้ายออกและตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่างเปล่า สิ่งที่ทับๆ เอาไว้จึงเริ่มผุดให้เห็น โดยเฉพาะการสร้างหนี้เกินระดับความสามารถในการทำกำไร ซึ่งมาจากปัญหาด้านประสิทธิภาพของธุรกิจที่มีรัฐเป็นเจ้าของ</p>
<p>นอกจากเศรษฐกิจจะหดตัวมากที่สุด รายงานจากมูดีส์ยังบอกว่า เทียนจินคือเมืองที่มีระดับหนี้สูงสุดในแผ่นดินใหญ่ โดยเงินกู้ที่ปล่อยให้กับธุรกิจท้องถิ่นที่มีรัฐเป็นเจ้าของนั้นสูงถึง 7 เท่าของงบประมาณรายปี</p>
<p>ในความเป็นจริง แผนการพัฒนาเทียนจินนั้นทั้งน่าสนใจและน่าจะส่งผลให้เมืองแห่งนี้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเมืองแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมขั้นสูงได้ไม่ยาก จะเป็นอะไรหากไม่ใช่เทียนจินมาช้าไป และผู้บริหารเมืองมั่นใจเกินไป</p>
<p><a href="https://www.nytimes.com/2019/04/10/business/china-economy-debt-tianjin.html">บทความจาก <em>The New York Times</em></a> อธิบายภาพให้เห็นว่า ในปัจจุบันพื้นที่เช่าในแมนแฮตตันจีนหรือย่านการเงินหยูเจียผู่นั้นว่างเปล่าราวสี่ในห้า ในขณะที่แผ่นฟ้าประดับประดาด้วยตึกที่หยุดก่อสร้างราวกับเป็นผืนผ้าใบให้โครงกระดูก ศูนย์การค้าร้างคน ร้านขายสัตว์เลี้ยงปราศจากสัตว์เลี้ยงใดๆ อยู่ในนั้น</p>
<p>ขณะที่เมืองยังคงกู้เงินมากขึ้นมาประคองไม่ให้ทุกอย่างล้มครืน ด้วยความหวังของทุกฝ่ายว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในไม่ช้า</p>
<p>ก็ได้แต่หวังว่า เทียนจินจะเป็นอีกหนึ่งกรณีที่จีนเอาอยู่ได้ในท้ายที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><em><a href="http://www.chinadaily.com.cn/m/tianjin2012/TianjinBasicFacts2018(EN).pdf">China Daily</a></em><br />
<em><a href="https://www.nytimes.com/2019/04/10/business/china-economy-debt-tianjin.html">The New York Times</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cities-tianjin/">Tianjin : เมืองที่บอกกับเราว่าจีนก็พลาดเป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cities Heidelberg : วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ ในบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cities-heidelberg/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 May 2019 17:19:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>
		<category><![CDATA[germany]]></category>
		<category><![CDATA[Cities Heidelberg]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮเดลแบร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[City of Literature]]></category>
		<category><![CDATA[Heidelberg]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=61063</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้จะอยู่นอกเส้นทางสายโรแมนติกซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเก่าในยุคกลางของเยอรมนี แต่หลายคนก็ลงความเห็นว่า &#8216;ไฮเดลแบร์ก&#8217; คือเมืองเยอรมนีที่โรแมนติกที่สุด นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองขนาดไม่ใหญ่ไม่โต แต่มีทั้งปราสาทที่ยังคงความสมบูรณ์ แม่น้ำไหลผ่ากลางเมือง และบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าที่สร้างจากหินทรายสีแดง ซึ่งเมื่อมองลงจากปราสาทแล้วเป็นภูมิทัศน์งดงามคุมโทนเดียวกันกับตัวปราสาท ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนในแต่ละปี นอกจากจะขึ้นชื่อในความโรแมนติก เมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของยุโรปอย่างมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์กอีกด้วย มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่เพียงผลิตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีมาแล้วหลายคน แต่ยังผลิตเจ้าของรางวัลโนเบลมาแล้วหลายสิบคน แม้จะทำเงินได้ไม่น้อยจากการท่องเที่ยว แต่ตัวตนของไฮเดลแบร์กก็คือการเป็น &#8216;เมืองมหาวิทยาลัย&#8217; อันหมายถึงเมืองที่มีเศรษฐกิจหลักเป็นการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาระดับสูง ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นนักศึกษาหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่สำคัญคือผู้อยู่อาศัยราวร้อยละ 40 มีอายุต่ำกว่าสามสิบปี ในความเป็นเมืองมหาวิทยาลัย หมายถึงการมีสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับความรู้และรองรับวิถีชีวิตของนักศึกษา นั่นรวมถึงร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ ไปจนถึงห้องสมุดที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะห้องสมุดมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์กที่ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในเขตเมืองเก่า เมื่อรวมความรู้เข้ากับความโรแมนติก ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมืองแห่งนี้ถึงได้รับเลือกจากยูเนสโกให้เป็นเมืองวรรณกรรม (City of Literature) ในปี 2014 “ในไฮเดลแบร์ก วรรณกรรมนั้นอยู่ทุกหนแห่ง…ไม่มีวันใดที่ปราศจากกิจกรรมด้านวรรณกรรม ไม่มีฤดูร้อนใดที่ปราศจากเทศกาลวรรณกรรม ไม่มีปีใดที่ปราศจากผู้ชนะรางวัลด้านวรรณกรรม” แม้จะเป็นคำกล่าวอ้างของเมืองเอง แต่ก็คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่ามันไม่จริง ทางสายปรัชญา ไม่ต่างจากเมืองเกียวโตที่มีบรรยากาศงดงาม มีสถานศึกษาขึ้นชื่อ และมีถนนสายปรัชญา ไฮเดลแบร์กก็มี Philosophenweg (Philosopher’s way) ถนนสายเล็กๆ ที่เหมาะแก่การเดินใช้ความคิดเช่นกัน เมื่อเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรู้ และห้อมล้อมด้วยภูมิทัศน์โรแมนติกไม่เป็นสองรองเมืองใด ไม่แปลกที่ไฮเดลแบร์กจะเป็นเมืองที่นักคิด-นักเขียนชื่อดังตกหลุมรัก ไม่ว่าจะเป็นเกอเธ่, แมกซ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cities-heidelberg/">Cities Heidelberg : วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ ในบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้จะอยู่นอกเส้นทางสายโรแมนติกซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเก่าในยุคกลางของเยอรมนี แต่หลายคนก็ลงความเห็นว่า &#8216;ไฮเดลแบร์ก&#8217; คือเมืองเยอรมนีที่โรแมนติกที่สุด</p>
<p>นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองขนาดไม่ใหญ่ไม่โต แต่มีทั้งปราสาทที่ยังคงความสมบูรณ์ แม่น้ำไหลผ่ากลางเมือง และบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าที่สร้างจากหินทรายสีแดง ซึ่งเมื่อมองลงจากปราสาทแล้วเป็นภูมิทัศน์งดงามคุมโทนเดียวกันกับตัวปราสาท ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนในแต่ละปี</p>
<p>นอกจากจะขึ้นชื่อในความโรแมนติก เมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของยุโรปอย่างมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์กอีกด้วย มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่เพียงผลิตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีมาแล้วหลายคน แต่ยังผลิตเจ้าของรางวัลโนเบลมาแล้วหลายสิบคน</p>
<p>แม้จะทำเงินได้ไม่น้อยจากการท่องเที่ยว แต่ตัวตนของไฮเดลแบร์กก็คือการเป็น &#8216;เมืองมหาวิทยาลัย&#8217; อันหมายถึงเมืองที่มีเศรษฐกิจหลักเป็นการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาระดับสูง ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นนักศึกษาหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่สำคัญคือผู้อยู่อาศัยราวร้อยละ 40 มีอายุต่ำกว่าสามสิบปี</p>
<p>ในความเป็นเมืองมหาวิทยาลัย หมายถึงการมีสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับความรู้และรองรับวิถีชีวิตของนักศึกษา นั่นรวมถึงร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ ไปจนถึงห้องสมุดที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะห้องสมุดมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์กที่ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในเขตเมืองเก่า</p>
<p>เมื่อรวมความรู้เข้ากับความโรแมนติก ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมืองแห่งนี้ถึงได้รับเลือกจากยูเนสโกให้เป็นเมืองวรรณกรรม (City of Literature) ในปี 2014</p>
<p>“ในไฮเดลแบร์ก วรรณกรรมนั้นอยู่ทุกหนแห่ง…ไม่มีวันใดที่ปราศจากกิจกรรมด้านวรรณกรรม ไม่มีฤดูร้อนใดที่ปราศจากเทศกาลวรรณกรรม ไม่มีปีใดที่ปราศจากผู้ชนะรางวัลด้านวรรณกรรม” แม้จะเป็นคำกล่าวอ้างของเมืองเอง แต่ก็คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่ามันไม่จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62649 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-6-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ทางสายปรัชญา</h3>
<p>ไม่ต่างจากเมืองเกียวโตที่มีบรรยากาศงดงาม มีสถานศึกษาขึ้นชื่อ และมีถนนสายปรัชญา ไฮเดลแบร์กก็มี Philosophenweg (Philosopher’s way) ถนนสายเล็กๆ ที่เหมาะแก่การเดินใช้ความคิดเช่นกัน</p>
<p>เมื่อเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรู้ และห้อมล้อมด้วยภูมิทัศน์โรแมนติกไม่เป็นสองรองเมืองใด ไม่แปลกที่ไฮเดลแบร์กจะเป็นเมืองที่นักคิด-นักเขียนชื่อดังตกหลุมรัก ไม่ว่าจะเป็นเกอเธ่, แมกซ์ เวเบอร์ หรือมาร์ก ทเวน ที่ต่างเคยมาอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้</p>
<p>โดยเฉพาะมาร์ก ทเวน นั้นดูจะผูกพันกับเมืองนี้ไม่น้อย เขาถึงกับจารึกความทรงจำต่อไฮเดลแบร์กไว้ในหนังสือ <em>A Tramp Abroad </em>หลายบท และนิยามเมืองแห่งนี้ไว้ว่ามันคือ “ปลายทางความเป็นไปได้ของความงาม” (The last possibility of the beautiful)</p>
<p>อาจเพราะเหตุนี้ ผู้มาเยือนหลายคนจึงมีกิจกรรมโปรดเป็นการตามรอยนักคิดที่ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมโรงแรมที่ทเวนเคยพักอาศัยอย่างโรงแรม Schloss และโรงแรม Schrieder ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Crowne Plaza รวมถึงสถานที่ที่เขาชอบไปอย่างสถานที่กักขังนักศึกษาในอดีตหรือการไปนั่งสังเกตการณ์ชั่วโมงเรียนในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีสวนในปราสาทที่เกอเธ่ชอบไปวาดรูป และบ้านของเวเบอร์ซึ่งในปัจจุบันใช้เป็นที่เรียนภาษาและวัฒนธรรมเยอรมันสำหรับนักศึกษาต่างชาติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62650 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/2-6-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ทางสายวิทยาศาสตร์</h3>
<p>เรื่องมีอยู่ว่าเมืองมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะในด้านวรรณกรรม แต่แท้จริงแล้ว นี่คือเมืองมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นในการเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์หรือด้านอื่น คำว่าศูนย์กลางความรู้หมายถึงการมีสาธารณูปโภคที่รองรับการพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสถาบันวิจัย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน</p>
<p>ดังนั้นหากจะบอกว่าไฮเดลแบร์กคือเมืองโรแมนติก ก็อาจต้องเติมไปด้วยว่าเป็นโรแมนติกหัวก้าวหน้า โดยเฉพาะการเป็นเมืองแรกของเยอรมนีที่เริ่มใช้แนวคิดการปกป้องสภาพอากาศมาตั้งแต่ปี 1992 และสานต่อเรื่องนี้ด้วยการเก็บรางวัลอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารางวัลคือเครื่องมือชั้นดีในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้คน เพื่อแลกกลับมาเป็นความร่วมไม้ร่วมมือ</p>
<p>ไล่ตั้งแต่การชนะรางวัล &#8216;เมืองยั่งยืนยุโรป&#8217; ในปี 1997 (และอีกครั้งในปี 2003) จนถึงรางวัล &#8216;เมืองสีเขียวโลก&#8217; จากที่ประชุมสหประชาชาติในปี 2015</p>
<p>ในปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Bahnstadt โครงการอาคารประหยัดพลังงานและลดมลพิษ (Passive House) ในลักษณะคอมเพลกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็นพื้นที่ขนถ่ายตู้รถไฟเก่า ด้านหลังสถานีรถไฟกลางของเมือง โดยใช้เงินลงทุนราวสองล้านยูโร และมีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปี 2022</p>
<p>โครงการดังกล่าวได้รับรางวัล Passive House Award ของสหภาพยุโรปในปี 2014 และพื้นที่ทั้งหมดนับเป็นพื้นที่เขตใหม่ของเมือง</p>
<p>คิดแล้วก็อดอิจฉาชาวเมืองไฮเดลแบร์กไม่ได้ แต่มันก็ควรจะเป็นอย่างนี้มิใช่หรือ เมืองที่มีสินค้าสำคัญคือการศึกษา ควรผลิตความรู้ที่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>นี่เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ย้ำกับเราว่า แม้จะห้อมล้อมด้วยประวัติศาสตร์และบรรยากาศที่เอื้อต่อการรังสรรค์บทกวี แต่ก็เดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมายได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.thelocal.de/20161117/heidelberg-is-germanys-most-inspiring-city">The Local</a>, <a href="https://www.heidelberg.de/english,Len/Home/Go+out/Unesco+City+of+Literature.html">Heidelberg</a>,<a href="https://www.vaillant.info/architects-planners/magazines/bahnstadt-construction-site/">Vaillant</a>,<a href="https://www.compelo.com/heidelberg-sustainability/">Compelo</a>, <a href="https://theculturetrip.com/europe/germany/articles/a-literary-tour-of-heidelberg/">Culture Trip</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cities-heidelberg/">Cities Heidelberg : วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ ในบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>A day in Chengdu : ดื่มกินวัฒนธรรมในเมืองที่ขายของได้ราคา และมีร้านชามากกว่าวันที่แดดออก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-in-chengdu/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Apr 2019 21:38:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวจีน]]></category>
		<category><![CDATA[เฉิงตู]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวเฉิงตู]]></category>
		<category><![CDATA[Chengdu]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=60078</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากภาพแครี่ แบรดชอว์ ซึ่งแสดงโดยซาราห์ เจสสิกา พาร์กเกอร์ กับกลุ่มเพื่อนสาวของเธอในซีรีส์ Sex and the City นั่งรับประทานอาหารมื้อสายเพื่ออัพเดตทุกเรื่องราวในชีวิต คือภาพจำของวิถีแบบนิวยอร์กเกอร์ นี่ก็อาจเป็นภาพกลับด้าน มันไม่ใช่ภาพเพื่อนสาวสุดชิคนั่งพูดคุยกันอย่างออกรสท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมากลางยูเนียนสแควร์ แต่น่าจะเป็นภาพผู้คนนั่งดื่มชาคลอความร่มรื่นของหมู่ไผ่พลิ้วไหว ห้อมล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นร้านชา ข้างอารามเหวินชูอันเก่าแก่และเป็นที่ศรัทธาใจกลางนครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนแห่งนี้ แม้ฉากหลังจะต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือมันดำเนินไปเรื่อยราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด วงสนทนาของสาวๆ Sex and the City ไม่อับจนบทสนทนาฉันใด ถ้วยชาใบเล็กก็จะถูกเติมนับครั้งไม่ถ้วนฉันนั้น (ถ้วยชาเล็กก็จริง แต่กระติกน้ำร้อนที่ไว้สำหรับชงชานั้นใหญ่ รินกันไปคุยกันไป โดยมีกับแกล้มยอดนิยมเป็นเมล็ดทานตะวัน) เวลาเป็นของมีค่า มันจึงควรใช้สำหรับบทสนทนาอันรื่นรมย์ &#160; ดื่ม เมื่อพูดถึงเฉิงตู สิ่งแรกที่เรานึกถึงอาจเป็นแพนด้า แต่ไกด์บุ๊กส่วนมากจะเริ่มต้นจากวัฒนธรรมชาที่มีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน แม้จีนจะเป็นประเทศแห่งชา แต่การดื่มชาของเฉิงตูนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่อธิบายความเป็นเฉิงตูได้อย่างเห็นภาพ มันคือสิ่งที่หลายคนนิยามด้วยคำว่า &#8216;ชีวิตเนิบช้า&#8217; แต่ &#8216;สุนทรียภาพ&#8217; อาจเป็นคำที่เหมาะสมกว่า มีคนบอกไว้ว่า เฉิงตูนั้นมีร้านชามากกว่าเซี่ยงไฮ้เสียอีก นั่นก็น่าจะจริง เมื่อร้านชาในเฉิงตูนั้นพบเห็นได้อยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นร้านแบบปิด ร้านเปิด หรือร้านชาในสวนสาธารณะ ที่ทุกโต๊ะจะเติมเต็มด้วยบทสนทนาหรือไม่ก็วงไพ่นกกระจอก นอกจากมีร้านชามากกว่าเซี่ยงไฮ้ ยังมีคำกล่าวด้วยว่าเฉิงตูนั้นมีร้านชามากกว่าวันที่แดดออก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-in-chengdu/">A day in Chengdu : ดื่มกินวัฒนธรรมในเมืองที่ขายของได้ราคา และมีร้านชามากกว่าวันที่แดดออก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากภาพแครี่ แบรดชอว์ ซึ่งแสดงโดยซาราห์ เจสสิกา พาร์กเกอร์ กับกลุ่มเพื่อนสาวของเธอในซีรีส์ <em>Sex and the City</em> นั่งรับประทานอาหารมื้อสายเพื่ออัพเดตทุกเรื่องราวในชีวิต คือภาพจำของวิถีแบบนิวยอร์กเกอร์ นี่ก็อาจเป็นภาพกลับด้าน</p>
<p>มันไม่ใช่ภาพเพื่อนสาวสุดชิคนั่งพูดคุยกันอย่างออกรสท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมากลางยูเนียนสแควร์ แต่น่าจะเป็นภาพผู้คนนั่งดื่มชาคลอความร่มรื่นของหมู่ไผ่พลิ้วไหว ห้อมล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นร้านชา ข้างอารามเหวินชูอันเก่าแก่และเป็นที่ศรัทธาใจกลางนครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนแห่งนี้</p>
<p>แม้ฉากหลังจะต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือมันดำเนินไปเรื่อยราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด วงสนทนาของสาวๆ Sex and the City ไม่อับจนบทสนทนาฉันใด ถ้วยชาใบเล็กก็จะถูกเติมนับครั้งไม่ถ้วนฉันนั้น (ถ้วยชาเล็กก็จริง แต่กระติกน้ำร้อนที่ไว้สำหรับชงชานั้นใหญ่ รินกันไปคุยกันไป โดยมีกับแกล้มยอดนิยมเป็นเมล็ดทานตะวัน)</p>
<p>เวลาเป็นของมีค่า มันจึงควรใช้สำหรับบทสนทนาอันรื่นรมย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ดื่ม</h3>
<p>เมื่อพูดถึงเฉิงตู สิ่งแรกที่เรานึกถึงอาจเป็นแพนด้า แต่ไกด์บุ๊กส่วนมากจะเริ่มต้นจากวัฒนธรรมชาที่มีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน</p>
<p>แม้จีนจะเป็นประเทศแห่งชา แต่การดื่มชาของเฉิงตูนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่อธิบายความเป็นเฉิงตูได้อย่างเห็นภาพ มันคือสิ่งที่หลายคนนิยามด้วยคำว่า &#8216;ชีวิตเนิบช้า&#8217; แต่ &#8216;สุนทรียภาพ&#8217; อาจเป็นคำที่เหมาะสมกว่า</p>
<p>มีคนบอกไว้ว่า เฉิงตูนั้นมีร้านชามากกว่าเซี่ยงไฮ้เสียอีก นั่นก็น่าจะจริง เมื่อร้านชาในเฉิงตูนั้นพบเห็นได้อยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นร้านแบบปิด ร้านเปิด หรือร้านชาในสวนสาธารณะ ที่ทุกโต๊ะจะเติมเต็มด้วยบทสนทนาหรือไม่ก็วงไพ่นกกระจอก</p>
<p>นอกจากมีร้านชามากกว่าเซี่ยงไฮ้ ยังมีคำกล่าวด้วยว่าเฉิงตูนั้นมีร้านชามากกว่าวันที่แดดออก เพราะในทางภูมิศาสตร์แล้ว เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบเฉิงตูซึ่งเต็มไปด้วยความชื้น และล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ความชื้นสูงทำให้หมอกฟอร์มตัวง่าย แต่สลายไปยากเพราะภูเขาบังลม เฉิงตูจึงไม่ต่างจากเมืองในหมอก</p>
<p>หมายเหตุว่าสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวบวกกับโครงการก่อสร้างจำนวนมากเพื่อขยายเมือง ทำให้ในปัจจุบันเฉิงตูเป็นเมืองที่มีปัญหา PM2.5 มากกว่าปักกิ่งที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย</p>
<p>เมื่อหมอกจางลงในช่วงสาย ชีวิตก็ดำเนินต่อไป การอยู่กับความชื้นอาจทำให้การดื่มชาได้รับความนิยมมากกว่าที่อื่น แต่ความเป็นมาของวัฒนธรรมชาของเฉิงตูมีมากกว่าการใช้อาหารเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เพราะประวัติศาสตร์ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน</p>
<p>เรื่องราวเริ่มต้นจากโครงการชลประทานที่รู้จักกันในชื่อ &#8216;ตูเจียงเยี่ยน&#8217; สุดยอดงานด้านวิศวกรรมอายุกว่าสองพันปีที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ระบบชลประทานนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกร่วมกับ &#8216;เขาชิงเฉิง&#8217; อันเป็นศูนย์กลางสำคัญของลัทธิเต๋า (และเป็นฉากหลังภาพยนตร์ <em>กังฟูแพนด้าภาค 3</em>)</p>
<p>นับตั้งแต่มีระบบชลประทาน เสฉวนก็ได้รับฉายาว่าแผ่นดินแห่งความอุดมสมบูรณ์ เมื่อบวกกับการเป็นดินแดนที่ค่อนข้างสงบสุข แม้จะเป็นศูนย์บัญชาการของเล่าปี่ในยุคสามก๊ก วัฒนธรรมการดื่มชาจึงเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง ที่จะนัดกันมาสังสรรค์ อวดนกหายาก ชิมชาราคาแพง และแลกเปลี่ยนบทสนทนา ก่อนที่วัฒนธรรมดังกล่าวจะแพร่หลายไปยังวงกว้าง</p>
<p>ในสมัยราชวงศ์ถังที่ขึ้นชื่อในความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ว่ากันว่าเมืองเฉิงตูก็มีร้านชาอยู่กว่า 400 ร้าน ทั้งยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของชาที่ปลูกในมณฑลอื่นอย่างมณฑลยูนนาน ซึ่งค้าขายกันบนเส้นทางสายไหมทางตอนใต้ หรือที่รู้จักกันว่าถนนชา-ม้าโบราณ (Ancient Tea Horse Road) เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางการค้าเก่าแก่เสียยิ่งกว่าเส้นทางสายไหมที่โลกรู้จัก</p>
<p>สิ่งที่เฉิงตูขายแลกกันกับชาก็คือ ผ้าไหมปักดิ้นอันลือชื่อของแคว้นสู่ (ชื่อเรียกมณฑลเสฉวนโบราณ) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดไหมปักดิ้นของจีน ร่วมกับไหมปักดิ้นเมฆาของหนานจิง ไหมปักดิ้นแห่งราชวงศ์ซ่งของซูโจว และไหมปักดิ้นของชาวจ้วงแห่งกว่างสี ไหมปักดิ้นก็คืออาภรณ์ที่เราเห็นจักรพรรดิจีนในอดีตสวมใส่นั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60272 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>กิน</h3>
<p>คนจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องการใช้อาหารเป็นยา อาหารเสฉวนรสเผ็ดร้อนอย่างหม้อไฟที่มีส่วนประกอบสำคัญคือพริกและพริกไทยเสฉวน (ที่ทำให้ลิ้นชาเวลารับประทานหม่าล่า) จึงช่วยในการขับพิษและทำให้ร่างกายอบอุ่นได้เป็นอย่างดี</p>
<p>เช่นเดียวกับไหมปักดิ้น อาหารเสฉวนก็ถือเป็นหนึ่งในตำรับอาหารสำคัญของจีน</p>
<p>ในปี 2010 เฉิงตูถือเป็นเมืองแรกในเอเชียที่ได้รับคัดเลือกจากยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งอาหาร (City of Gastronomy) โดยเป็นเมืองที่สองต่อจากโปปายันของประเทศโคลอมเบีย</p>
<p>อาหารเสฉวนที่แต่เดิมก็แพร่หลายอยู่แล้ว จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงดูดนักท่องเที่ยว</p>
<p>ข้อมูลจากยูเนสโกในปี 2017 บอกว่าเฉิงตูมีเชฟอาชีพอยู่กว่า 70,000 คน และมีการจ้างกว่า 600,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีเชฟระดับชาติอยู่ร่วม 300 คน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของอุตสาหกรรมดังกล่าวนั้นอยู่ที่เลขสองหลัก</p>
<p>การได้รับคัดเลือกเป็นเมืองแห่งอาหารจึงไม่น่าสนใจเท่ากับว่าเฉิงตูใช้ประโยชน์จากสถานภาพนี้อย่างไรในระยะยาวในการสร้างเมืองให้ &#8216;เป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวัน&#8217; และเป็นเมืองของประเทศจีนที่ถือว่าประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</p>
<p>ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นในปี 2008 หลายคนยังจำได้ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในมณฑลเสฉวน ขณะที่เฉิงตูได้รับความเสียหายอย่างหนัก วิกฤตที่เปลี่ยนเป็นโอกาสก็คือการมีนักข่าวต่างชาติเข้าไปทำข่าวจำนวนมาก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างแบรนด์ของเมืองขึ้นใหม่ในสายตาโลกภายนอก ว่ามันยังเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าเที่ยว รวมถึงน่าลงทุนอีกด้วย</p>
<p>ตามมาด้วยการเป็นเมืองแห่งอาหารของยูเนสโก และความพยายามในการสร้างแบรนด์เฉิงตูให้สะท้อนภาพ &#8216;จีนที่แท้จริง&#8217; ซึ่งหมายถึงการเป็นอารยธรรมเก่าแก่แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังเดินหน้าสู่ความทันสมัย เช่นเดียวกับการโปรโมตเมืองในฐานะบ้านของแพนด้า ที่ไม่เพียงเป็นสัตว์คุ้มครองสำคัญ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของ WWF แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างจีนกับนานาประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60271 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>วัฒนธรรม</h3>
<p>เฉิงตูไม่เพียงมีแพนด้า ผ้าไหมปักดิ้น อาหารเสฉวน วัฒนธรรมชา พวกเขายังมี &#8216;งิ้วเสฉวน&#8217; อันโด่งดังโดยเฉพาะการเปลี่ยนหน้ากาก ที่ในแต่ละปีทำรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล</p>
<p>แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า เมืองแห่งนี้ไม่ได้รีบร้อนที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างไม่จำกัด ดูเหมือนว่าพวกเขาเลือกขายของให้ได้ราคามากกว่า</p>
<p>ถึงตอนนี้ เราจะไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของเฉิงตู ที่เรียกกันว่า ตรอกกว้างและแคบ (Wide and Narrow Alley) หรือเรียกในภาษาจีนว่าตรอกกวนจ้าย</p>
<p>อันที่จริงพื้นที่ตรอกกวนจ้ายนั้นประกอบด้วยตรอก 3 ตรอก เรียงรายด้วยหมู่ตึกโบราณกว่า 40 แห่งที่สร้างแบบมีลานโล่งตรงกลาง โดยกวนจ้ายนี้นับเป็นหนึ่งในสามพื้นที่อนุรักษ์ในเมืองเฉิงตูแม้ว่าพื้นที่หลายส่วนจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ก็ตาม</p>
<p>ในปัจจุบัน หมู่ตึกเหล่านี้บ้างได้รับการดัดแปลงเป็นโรงแรมซึ่งรวมถึงดีไซน์โฮเทล บ้างเป็นร้านชา ร้านอาหาร ร้านขนมปัง ร้านขายเสื้อผ้าไหม ร้านขายหนังสือ ร้านขายของเก่า ร้านขายของที่ระลึก ฟังดูแล้วอาจเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งทั่วโลก ที่พื้นที่ประวัติศาสตร์ได้รับการปรับโฉมให้รองรับการท่องเที่ยว</p>
<p>กวนจ้ายก็เป็นอย่างนั้น ต่างกันก็คือบรรยากาศ และอาจจะเป็น &#8216;ราคา&#8217;</p>
<p>หากเดินเข้าไปในหมู่ตึกที่จัดไว้เป็นร้านขายของเก่า นั่นอาจหมายถึงสิ้นค้าอย่างโต๊ะไม้เก่าแก่ราคาหลักล้านบาท เดินเข้าไปร้านขายหวี ลองหยิบขึ้นมาดูอาจเป็นหวีราคาหลักหมื่นบาท ส่วนร้านผ้าไหมนั้นก็ไม่ใช่ผ้าไหมที่พบเห็นได้ดาษดื่นตามเมืองท่องเที่ยวของจีน แต่เป็นงานหัตถศิลป์ที่สามารถส่งมอบเป็นมรดกรุ่นสู่รุ่น แม้ของแพงจะไม่ได้หมายถึงของดีเสมอไป แต่ตรอกกวนจ้ายบอกกับเราว่าเฉิงตูเลือกที่จะนำเสนอของสูงค่าและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ร้านขายของเก่าไม่เพียงขายของ มันทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใครก็เข้าชมได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เฉิงตูมีราคา</p>
<p>ออกจากร้านขายของเก่า เราอาจเลือกเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์งิ้วแล้วแต่งชุดงิ้วถ่ายรูปเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีเวลามากพอด้วย เพราะช่างจะบรรจงแต่งหน้าให้เหมือนเราเป็นนักแสดงงิ้วจริงๆ เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกายที่ไม่ได้ตัดเย็บลวกๆ แต่สะท้อนความสูงค่าของศิลปะแขนงนี้ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกไม่เสียทีที่ครั้งหนึ่งได้มีประสบการณ์ร่วมกับอุปรากรจีน</p>
<p>กระนั้น เราก็ยังสามารถซื้ออาหารข้างทางรับประทานได้ในตรอกกวนจ้ายนี้ โดยเฉพาะอาหารทานเล่นอย่างมันทอดหรือหม่าล่าที่พบเห็นได้ทั่วไปในเฉิงตู โดยที่ไม่ได้ดูขัดกับร้านรวงต่างๆ แต่อย่างใด เช่นเดียวกับการเดินชมภาพวาดทั้งที่เป็นศิลปะดั้งเดิมและร่วมสมัยที่มาตั้งโชว์กันบนถนนในตรอกดังกล่าว</p>
<p>เราจะอธิบายถึงบุคลิกของตรอกกวนจ้าย ไปจนถึงเมืองเฉิงตูนี้อย่างไรดี? สมมติว่าเป็นคน คนคนนี้ก็น่าจะอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า แต่ไม่ได้จัดวางให้ผู้มาเยือนรู้สึกตัวหดลีบเล็ก แต่กลับโล่ง สบาย ผ่อนคลาย และที่สำคัญคือเป็นมิตร</p>
<p>การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเฉิงตูจึงสะท้อนให้เห็นวิถีในการดำเนินชีวิตที่แม้แต่ชาวจีนด้วยกันยังอิจฉา เพราะแม้จะเป็นเมืองที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดเมืองหนึ่งของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์รีบเร่งแต่ประการใด</p>
<p>เราอาจบอกว่าเฉิงตูได้เปรียบเพราะเต็มไปด้วยสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่ทุกเมืองในโลกที่รู้จักวิธีปฏิบัติกับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้นี้และเปลี่ยนมันให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยไม่ลดทอนคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมีอยู่</p>
<p>ลองว่ามีเวลานั่งดื่มชา ก็คงหาสมดุลให้กับทุกอย่างได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือเมือง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.silpa-mag.com/history/article_2608">ศิลปวัฒนธรรม</a></p>
<p><a href="https://books.google.co.th/books?id=yOFnAwAAQBAJ&amp;pg=PA129&amp;lpg=PA129&amp;dq=chengdu+city+branding&amp;source=bl&amp;ots=E01ZdZLhDq&amp;sig=ACfU3U1sAGdSgRjh4LTMAhpGe8SvbyKsSQ&amp;hl=en&amp;sa=X&amp;ved=2ahUKEwjNrpfvmbbhAhXl7nMBHfwGB_0Q6AEwEHoECAUQAQ#v=onepage&amp;q=chengdu&amp;f=false">Branding Chinese Mega-Cities: Policies, Practices and Positioning </a></p>
<p><a href="https://www.lonelyplanet.com/china/sichuan/chengdu/travel-tips-and-articles/a-time-for-cha-traditional-chinese-tea-in-chengdu/40625c8c-8a11-5710-a052-1479d27678da">Lonely Planet</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-in-chengdu/">A day in Chengdu : ดื่มกินวัฒนธรรมในเมืองที่ขายของได้ราคา และมีร้านชามากกว่าวันที่แดดออก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Eye on Beppu : เมืองมีคน คนมีดี ฟ้ามีไอ ใต้ดินมีน้ำพุร้อน เบื่อค่อยนอนฟังเสียงทะเล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cities-beppu/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Mar 2019 11:38:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เบปปุ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ไผ่]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำพุร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวออนเซ็น]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดโออิตะ]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะคิวชู]]></category>
		<category><![CDATA[Japan]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวคิวชู]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวเบปปุ]]></category>
		<category><![CDATA[Beppu]]></category>
		<category><![CDATA[EyeonBeppu]]></category>
		<category><![CDATA[ออนเซ็น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=55432</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะเป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใหญ่เป็นที่สองของโลกรองจากเยลโลว์สโตนของสหรัฐอเมริกา บ้านเรือนของเบปปุจึงตั้งอยู่บนกาต้มน้ำขนาดยักษ์ ที่ปล่อยไอตามท่อสู่ท้องฟ้า และทำให้ท้องฟ้าของเบปปุไม่เหมือนที่ใดในโลก แต่เยลโลว์สโตนไม่ใช่เมือง มันคืออุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ดังนั้นหากว่ากันด้วยเรื่องเมืองๆ ต้องยกให้เบปปุเป็นสุดยอดของเมืองน้ำพุร้อน ไม่แปลกที่ออนเซ็นจะเป็นทั้งวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของเบปปุ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะบนเกาะคิวชูแห่งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งออนเซ็น ลำพังแค่การทำเรื่องท่องเที่ยวให้ยั่งยืนและรองรับผู้มาเยือนได้ไม่เป็นสองรองใคร ก็ทำให้เบปปุขึ้นหน้าขึ้นตาสำหรับญี่ปุ่นแล้ว แต่เรื่องน่ารักกว่านั้น (หรือจะว่าไปก็น่าอิจฉาอยู่เหมือนกัน) คือเบปปุยังเป็นเมืองที่มีงานช่างฝีมือโดดเด่นอีกต่างหาก กล่าวได้ว่ามีคนรุ่นก่อนเป็นปรมาจารย์งานฝีมือ และมีคนรุ่นใหม่ที่ให้ค่ากับศิลปะและงานฝีมือ โดยเฉพาะการสืบสานงานไม้ไผ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องขึ้นหน้าขึ้นตาของญี่ปุ่นอีกเหมือนกัน ไม่แปลกที่งานไม้ไผ่จะเป็นทั้งวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของที่นี่ด้วย จะบอกว่าเป็นโชคสองชั้นก็คงจะได้ ที่เมืองแห่งนี้เป็นทั้งแหล่งน้ำพุร้อนที่ดีที่สุด และขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งสร้างสรรค์งานไม้ไผ่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของญี่ปุ่น แต่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า โลกนี้ไม่มีเรื่องราวใดแยกออกจากกันได้อย่างแท้จริงสักเท่าไหร่ สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มีลมหายใจ เมื่อพูดถึงน้ำพุร้อน เบปปุซึ่งมีแหล่งน้ำพุร้อนกว่าสองพันแห่ง (ราวร้อยละ 10 ของญี่ปุ่น) สามารถแบ่งออกได้เป็น 8 โซนที่เรียกว่า เบปปุฮัตโต หากไล่เรียงจากเหนือลงใต้ขนานกับชายฝั่งก็จะประกอบด้วยคาเมงาวะออนเซ็น, เบปปุออนเซ็น และฮามาวากิออนเซ็น หากไล่จากด้านข้างภูเขาจากเหนือลงใต้เช่นกัน ก็คือชิบาเซกิออนเซ็น เมียวบังออนเซ็น คันนาวะออนเซ็น โฮริตะออนเซ็น และคันไคจิออนเซ็น สาเหตุที่ต้องไล่เรียงให้ดูว่าโซนไหนใกล้ภูเขา โซนไหนใกล้ทะเล เพราะนั่นคือวิวที่แขกของโรงแรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรียวกัง จะได้เห็นทั้งวี่ทั้งวันหากได้ห้องที่หันหน้าไปยังทิศที่ถูกที่ควร โดยแหล่งน้ำพุร้อนแต่ละโซนจะพัฒนาเป็นพื้นที่รีสอร์ตของตนเอง (รีสอร์ตที่เก่าแก่ที่สุดย้อนกลับไปได้ถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 8) และมีจุดออนเซ็นแยกย่อยอีกมากมาย ซึ่งน้ำพุร้อนก็จะมีคุณสมบัติต่างกันออกไปตามปริมาณ คุณภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cities-beppu/">Eye on Beppu : เมืองมีคน คนมีดี ฟ้ามีไอ ใต้ดินมีน้ำพุร้อน เบื่อค่อยนอนฟังเสียงทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใหญ่เป็นที่สองของโลกรองจากเยลโลว์สโตนของสหรัฐอเมริกา บ้านเรือนของเบปปุจึงตั้งอยู่บนกาต้มน้ำขนาดยักษ์ ที่ปล่อยไอตามท่อสู่ท้องฟ้า และทำให้ท้องฟ้าของเบปปุไม่เหมือนที่ใดในโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เยลโลว์สโตนไม่ใช่เมือง มันคืออุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ดังนั้นหากว่ากันด้วยเรื่องเมืองๆ ต้องยกให้เบปปุเป็นสุดยอดของเมืองน้ำพุร้อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกที่ออนเซ็นจะเป็นทั้งวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของเบปปุ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะบนเกาะคิวชูแห่งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งออนเซ็น ลำพังแค่การทำเรื่องท่องเที่ยวให้ยั่งยืนและรองรับผู้มาเยือนได้ไม่เป็นสองรองใคร ก็ทำให้เบปปุขึ้นหน้าขึ้นตาสำหรับญี่ปุ่นแล้ว แต่เรื่องน่ารักกว่านั้น (หรือจะว่าไปก็น่าอิจฉาอยู่เหมือนกัน) คือเบปปุยังเป็นเมืองที่มีงานช่างฝีมือโดดเด่นอีกต่างหาก กล่าวได้ว่ามีคนรุ่นก่อนเป็นปรมาจารย์งานฝีมือ และมีคนรุ่นใหม่ที่ให้ค่ากับศิลปะและงานฝีมือ โดยเฉพาะการสืบสานงานไม้ไผ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องขึ้นหน้าขึ้นตาของญี่ปุ่นอีกเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกที่งานไม้ไผ่จะเป็นทั้งวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของที่นี่ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะบอกว่าเป็นโชคสองชั้นก็คงจะได้ ที่เมืองแห่งนี้เป็นทั้งแหล่งน้ำพุร้อนที่ดีที่สุด และขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งสร้างสรรค์งานไม้ไผ่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของญี่ปุ่น แต่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า โลกนี้ไม่มีเรื่องราวใดแยกออกจากกันได้อย่างแท้จริงสักเท่าไหร่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57689" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Type-C_beppu.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Type-C_beppu.jpg 1800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Type-C_beppu-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Type-C_beppu-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Type-C_beppu-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Type-C_beppu-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3>สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มีลมหายใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงน้ำพุร้อน เบปปุซึ่งมีแหล่งน้ำพุร้อนกว่าสองพันแห่ง (ราวร้อยละ 10 ของญี่ปุ่น) สามารถแบ่งออกได้เป็น 8 โซนที่เรียกว่า เบปปุฮัตโต หากไล่เรียงจากเหนือลงใต้ขนานกับชายฝั่งก็จะประกอบด้วยคาเมงาวะออนเซ็น, เบปปุออนเซ็น และฮามาวากิออนเซ็น หากไล่จากด้านข้างภูเขาจากเหนือลงใต้เช่นกัน ก็คือชิบาเซกิออนเซ็น เมียวบังออนเซ็น คันนาวะออนเซ็น โฮริตะออนเซ็น และคันไคจิออนเซ็น สาเหตุที่ต้องไล่เรียงให้ดูว่าโซนไหนใกล้ภูเขา โซนไหนใกล้ทะเล เพราะนั่นคือวิวที่แขกของโรงแรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรียวกัง จะได้เห็นทั้งวี่ทั้งวันหากได้ห้องที่หันหน้าไปยังทิศที่ถูกที่ควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยแหล่งน้ำพุร้อนแต่ละโซนจะพัฒนาเป็นพื้นที่รีสอร์ตของตนเอง (รีสอร์ตที่เก่าแก่ที่สุดย้อนกลับไปได้ถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 8) และมีจุดออนเซ็นแยกย่อยอีกมากมาย ซึ่งน้ำพุร้อนก็จะมีคุณสมบัติต่างกันออกไปตาม</span><span style="font-weight: 400;">ปริมาณ คุณภาพ และที่สำคัญคือชนิดของน้ำพุร้อนที่หาไม่ได้จากที่อื่นในญี่ปุ่น คือจุดแข็งสำคัญของการท่องเที่ยวเบปปุที่ธรรมชาติมอบให้ ของแถมก็คือนอกจากใต้พิภพร้อนระอุจะปลดปล่อยออกมาเป็นน้ำพุร้อนแล้ว ความที่เป็นเมืองชายหาด เบปปุจึงมีทรายร้อนเป็นโบนัสที่เสริมการท่องเที่ยวเบปปุได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คราวนี้มาพูดถึงไม้ไผ่กันบ้าง ในบรรดาไผ่กว่าพันชนิดที่มีอยู่ในโลกนี้ ราวครึ่งหนึ่งพบได้ในญี่ปุ่น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นมหาอำนาจทางไม้ไผ่ตัวจริง ในบรรดาไผ่ของญี่ปุ่น จังหวัดโออิตะถือเป็นเลิศในการปลูกไผ่ป่าที่เรียกว่ามาดาเกะ วัสดุสำคัญในการสร้างสรรค์งานไม้ไผ่ของเบปปุ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้เป็นงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมประจำจังหวัดโออิตะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากพูดถึงงานไม้ไผ่ดั้งเดิมของเบปปุ ชื่อแรกที่ทุกคนจะนึกถึงก็คือ Shōno Shōunsai (1904-1974) ปรมาจารย์งานไม้ไผ่ผู้ได้รับเลือกให้เป็นทรัพย์สมบัติมีชีวิตของญี่ปุ่น (Living National Treasure) ที่รัฐบาลมอบให้กับบุคคลหรือกลุ่มคนผู้ฝึกฝนงานศิลปะหรือช่างฝีมือจนมีทักษะเชี่ยวชาญในระดับมาสเตอร์ ถือเป็นผู้รักษาและส่งต่อสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของญี่ปุ่นสู่คนรุ่นต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยโชโนะผู้ถือกำเนิดในเมืองเบปปุนี้ นับเป็นปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับการประกาศเกียรติยศนี้ในสาขางานไม้ ในปี 1967</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-57686 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-2-200x300.jpg" alt="" width="532" height="798" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-2.jpg 450w" sizes="(max-width: 532px) 100vw, 532px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>มีดีมานด์ มีซัพพลาย มีองค์ความรู้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พงศาวดารญี่ปุ่นบันทึกไว้ว่า เครื่องครัวทำจากไม่ไผ่ของญี่ปุ่นนั้นมีมาแต่ครั้งหัวหน้าพ่อครัวของพระจักรพรรดิเคโคะ (ค.ศ. 71–130)  เดินทางมาเยือนเบปปุและได้พบไผ่ลำต้นเรียวที่เหมาะแก่การสานเป็นตะกร้า เมื่อถึงยุคเอโดะซึ่งเบปปุกลายเป็นสถานออนเซ็นขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ตะกร้าไม้ไผ่สำหรับชาวญี่ปุ่นใช้ใส่ข้าวสาร รวมถึงอุปกรณ์ทำครัวจากไม้ไผ่จึงกลายเป็นของที่ระลึกยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว นำมาสู่การพัฒนางานไม้ไผ่เป็นหัตถอุตสาหกรรมสำคัญของท้องถิ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเริ่มพัฒนารถไฟอย่างจริงจัง เมื่อทางรถไฟบนเกาะคิวชูเปิดวิ่งและเชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าจากโอซาก้าที่เฟื่องฟู ชาวญี่ปุ่นก็ยิ่งเดินทางมาอาบน้ำร้อนในเบปปุกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากสถานีเบปปุเปิดให้บริการในต้นศตวรรษที่ 20 การท่องเที่ยวที่เติบโตหมายถึงอุปสงค์ต่อโรงแรม โดยเฉพาะในแบบเรียวกังซึ่งสร้างไม่ทัน โรงเรียนเทคนิคจึงได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตช่างฝีมือ โดยเฉพาะช่างฝีมือที่ฝีกทักษะในการทำงานไม้ไผ่ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรียวกัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีทั้งความต้องการและความรู้ที่จะมอบให้ เบปปุจึงดึงดูดช่างฝีมืองานไม้ไผ่จากทั่วญี่ปุ่นให้เดินทางมารับการฝึกฝน ณ สถานศึกษาที่ภายหลังพัฒนาเป็นโรงเรียนเทคนิคโออิตะแห่งนี้ นับเป็นที่วางรากฐานเชิงเทคโนโลยีการผลิตสำหรับงานไม้ไผ่ของญี่ปุ่น โดยจังหวัดโออิตะยังคงเป็นสถานฝึกฝนช่างฝีมืองานไม้ไผ่มาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม้ไผ่ไม่เพียงใช้สำหรับงานตกแต่งภายในเรียวกัง แต่นักท่องเที่ยวผู้มาใช้บริการเรียวกังจะพบผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการพักผ่อนของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นแจกันดอกไม้ที่วางไว้ในส่วนที่เรียกว่าโทโคโนมะ (บริเวณที่จัดไว้เป็นส่วนตกแต่ง ห้ามวางของ) หรือตะกร้าสำหรับใส่ข้าวของต่างๆ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันคือบรรยากาศของการต้อนรับในแบบเรียวกังนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>งานไม้ไผ่ในโลกพลาสติก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความนิยมของงานไม้ไผ่ในวงกว้างจะสะดุดลงเมื่อพลาสติกซึ่งมีราคาถูกกว่ามากเข้ามาแทนที่ แต่ในเรื่องแย่มีมุมดีๆ เสมอ สำหรับเบปปุ มันคือโฟกัสที่ชัดเจนขึ้นในการยกระดับงานไม้ไผ่จากสินค้าในชีวิตประจำวันสู่งานศิลปะขั้นสูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหมายความว่าฝีมือและทักษะ รวมถึงสุนทรียภาพ จะยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ช่างไม้ไผ่จำนวนไม่น้อยของเบปปุจึงมีชื่อเสียงในระดับชาติ แน่นอนว่ารวมถึงโชโนะด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การโฟกัสในศิลปะขั้นสูงหมายถึงเรี่ยวแรงและเวลาในการฝึกฝนและสร้างสรรค์ผลงาน นั่นยิ่งทำให้คุณค่าของการทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานของคนญี่ปุ่นยังคงเหลืออยู่ให้เห็นในงานหัตถศิลป์สูงค่านี้เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบัน เราจะเห็นงานไม้ไผ่จากเบปปุเดินทางไปจัดแสดงตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับที่มันกลับมาเป็นเสน่ห์พิเศษสำหรับคนญี่ปุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่น่าสนใจคือเมื่อแบรนด์แฟชั่น-ไลฟ์สไตล์อย่าง BEAMS จับมือกับ Beppu Project องค์กรไม่แสวงหากำไรของเบปปุที่เน้นการใช้ศิลปะสร้างเมือง ร่วมกันทำงานในชื่อ BEAMS EYE on BEPPU มาตั้งแต่ปี 2016 ด้วยการจัดสรรเวลาหนึ่งเดือน ตกแต่งพื้นที่ร้าน BEAMS JAPAN ชั้นหนึ่งด้วยธีมเบปปุ พร้อมกับสินค้าจากโครงการ SELECT อันเป็นผลิตภัณฑ์คัดสรรของจังหวัดโออิตะมาวางขายในร้าน ในบรรยากาศอุ่นไอออนเซ็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อธิบายเพิ่มเติมสักนิด BEAMS JAPAN คือสาขาของร้าน BEAMS ในชินจูกุที่อุทิศให้กับงานที่มีการออกแบบเนื้อหา (Curated store) โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือคำว่าญี่ปุ่น มีด้วยกัน 6 ชั้น แต่ละชั้นจัดเป็นพื้นที่สำหรับแต่ละเรื่อง เช่น ชั้นใต้ดินเป็นอาหารตะวันตกแบบญี่ปุ่นกับคราฟต์เบียร์ ชั้นหนึ่งเป็นสินค้าพิเศษจากทั่วญี่ปุ่นกับกาแฟเจแปนเบลนด์ลิมิเต็ดอิดิชั่น ชั้นสองเป็นเสื้อผ้าเมดอินเจแปนและแบรนด์แฟชั่น ชั้นสามเป็นงานความร่วมมือระหว่าง BEAMS กับแบรนด์ต่างๆ ชั้นสี่ว่าด้วยป๊อปคัลเจอร์ ส่วนชั้นห้าเป็นศิลปะและงานฝีมือ การที่ BEAMS เลือกทำธีมเบปปุสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงการมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากให้สรุปก็น่าจะเป็นส่วนผสมระหว่างสินทรัพย์ที่ธรรมชาติมอบให้ ทักษะที่คนรุ่นก่อนสั่งสมไว้ รวมกับทรรศนะของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นท้องถิ่นของตนเองไปต่อได้อย่างมีที่มาที่ไป จึงทำให้เบปปุในวันนี้ยังเป็นแหล่งออนเซ็นชั้นยอด ที่มีงานไม้ไผ่เป็นหัตถศิลป์ล้ำค่าและขายได้ราคาอย่างที่เป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลายเป็นตัวอย่างของเมืองที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นจากสินทรัพย์ของท้องถิ่นเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p><a href="http://www.beppuproject.com/"><span style="font-weight: 400;">Beppu Project</span></a><span style="font-weight: 400;">, </span><a href="https://www.city.beppu.oita.jp/06sisetu/takezaiku/english/02history/index.html"><span style="font-weight: 400;">Beppu City Traditional Bamboo Crafts Center</span></a><span style="font-weight: 400;">, </span><a href="https://www.gov-online.go.jp/eng/publicity/book/hlj/html/201610/201610_12_en.html"><span style="font-weight: 400;">Government of Japan</span></a><span style="font-weight: 400;">, </span><a href="http://www.beams.co.jp"><span style="font-weight: 400;">BEAMS</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cities-beppu/">Eye on Beppu : เมืองมีคน คนมีดี ฟ้ามีไอ ใต้ดินมีน้ำพุร้อน เบื่อค่อยนอนฟังเสียงทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ได้เปรียบเพราะว่างเปล่า : ในวันที่เมืองไม่มีประวัติศาสตร์อย่าง &#8216;เซินเจิ้น&#8217; เติบโต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shenzhen-generic-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Feb 2019 11:47:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เซินเจิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[city]]></category>
		<category><![CDATA[SHENZHEN]]></category>
		<category><![CDATA[genericcity]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=52835</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปี 2018 มูจิเปิดตัวโรงแรมแห่งแรก ไม่ใช่ในโตเกียวหรือปักกิ่ง แต่เป็นเมืองเซินเจิ้น เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต (V&#38;A) นอกอังกฤษแห่งแรกที่เลือกมาลงหลักในเมืองนี้เช่นกัน เซินเจิ้นที่มีป้ายแปะเป็นคำว่า generic city ซึ่งอธิบายเร็วๆ ได้ว่าเมืองที่ปราศจากอัตลักษณ์โดดเด่นนั่นแหละ เมื่อพูดถึงประวัติของเซินเจิ้น ประโยคท่องจำก็คือการเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงที่มีประชากรราวสามหมื่นคนเท่านั้นในวันที่ก่อร่างสร้างเมือง (ประชากรสองกลุ่มหลักคือชาวกวางตุ้งและจีนแคะ) โดยเมืองแห่งนี้มีอายุ 40 ปีเท่ากันพอดีกับการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ไม่ต้องเสียเวลาโหยหาอดีตหรือถามหามรดกทางวัฒนธรรมอะไรในเซินเจิ้น แต่อย่าเพิ่งคิดว่า Rem Koolhaas สถาปนิกชื่อก้องโลกชาวดัตช์ผู้ใช้เซินเจิ้นเป็นตัวอย่างของ generic city จะมองว่ามันเป็นเรื่องเลวร้าย (เรมแนะนำคำนี้ให้โลกรู้จักผ่านหนังสือ S,M,L,XL ของเขาที่ตีพิมพ์ในปี 1994) เพราะสำหรับเรม อัตลักษณ์นั้นมีลักษณะตายตัวและกะเกณฑ์เกินไป ขณะที่ generic city คือภาพสะท้อนของความต้องการและความสามารถ ณ ปัจจุบัน &#8216;มันคือเมืองที่ไม่มีประวัติศาสตร์&#8217; ใช่ว่ามีอัตลักษณ์เข้มข้นจะไม่มีข้อเสียเปรียบ แต่ก็ใช่ว่าเป็นกระดาษเปล่าจะไม่มีข้อได้เปรียบ Economic Capital หลังจากสร้างชื่อเสียงจากอาคาร CCTV ในเมืองปักกิ่ง ผลงานในประเทศจีนลำดับถัดมาของบริษัทสถาปนิก OMA ที่มีเรมเป็นหุ้นส่วนหลัก ก็คืออาคารที่ทำการตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นที่สร้างเสร็จในปี 2013 เรมพูดถึงงานนี้ไว้ว่าน่าตื่นเต้นที่มันจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิทัศน์เมืองแห่งนี้ในศตวรรษที่ 21 เราอาจกล่าวต่อได้ว่าหากเซินเจิ้นเป็นกระดาษเปล่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shenzhen-generic-city/">ได้เปรียบเพราะว่างเปล่า : ในวันที่เมืองไม่มีประวัติศาสตร์อย่าง &#8216;เซินเจิ้น&#8217; เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ในปี 2018 มูจิเปิดตัวโรงแรมแห่งแรก ไม่ใช่ในโตเกียวหรือปักกิ่ง แต่เป็นเมืองเซินเจิ้น เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต (V&amp;A) นอกอังกฤษแห่งแรกที่เลือกมาลงหลักในเมืองนี้เช่นกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เซินเจิ้นที่มีป้ายแปะเป็นคำว่า generic city ซึ่งอธิบายเร็วๆ ได้ว่าเมืองที่ปราศจากอัตลักษณ์โดดเด่นนั่นแหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงประวัติของเซินเจิ้น ประโยคท่องจำก็คือการเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงที่มีประชากรราวสามหมื่นคนเท่านั้นในวันที่ก่อร่างสร้างเมือง (ประชากรสองกลุ่มหลักคือชาวกวางตุ้งและจีนแคะ) โดยเมืองแห่งนี้มีอายุ 40 ปีเท่ากันพอดีกับการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องเสียเวลาโหยหาอดีตหรือถามหามรดกทางวัฒนธรรมอะไรในเซินเจิ้น แต่อย่าเพิ่งคิดว่า Rem Koolhaas สถาปนิกชื่อก้องโลกชาวดัตช์ผู้ใช้เซินเจิ้นเป็นตัวอย่างของ generic city จะมองว่ามันเป็นเรื่องเลวร้าย (เรมแนะนำคำนี้ให้โลกรู้จักผ่านหนังสือ <em>S,M,L,XL</em> ของเขาที่ตีพิมพ์ในปี 1994)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสำหรับเรม อัตลักษณ์นั้นมีลักษณะตายตัวและกะเกณฑ์เกินไป ขณะที่ generic city คือภาพสะท้อนของความต้องการและความสามารถ ณ ปัจจุบัน &#8216;มันคือเมืองที่ไม่มีประวัติศาสตร์&#8217;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ว่ามีอัตลักษณ์เข้มข้นจะไม่มีข้อเสียเปรียบ แต่ก็ใช่ว่าเป็นกระดาษเปล่าจะไม่มีข้อได้เปรียบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52956" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-www.hotel_.muji_.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-www.hotel_.muji_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-www.hotel_.muji_-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-www.hotel_.muji_-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52955" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-https-asia.nikkei.com_.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-https-asia.nikkei.com_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-https-asia.nikkei.com_-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/Muji-hotel-https-asia.nikkei.com_-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">Economic Capital</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากสร้างชื่อเสียงจากอาคาร CCTV ในเมืองปักกิ่ง ผลงานในประเทศจีนลำดับถัดมาของบริษัทสถาปนิก OMA ที่มีเรมเป็นหุ้นส่วนหลัก ก็คืออาคารที่ทำการตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นที่สร้างเสร็จในปี 2013</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรมพูดถึงงานนี้ไว้ว่าน่าตื่นเต้นที่มันจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิทัศน์เมืองแห่งนี้ในศตวรรษที่ 21 เราอาจกล่าวต่อได้ว่าหากเซินเจิ้นเป็นกระดาษเปล่า มันก็กำลังได้รับการแต่งแต้มด้วยสถาปัตยกรรมที่รังสรรค์โดยสถาปนิกหัวแถวแห่งศตวรรษที่ 21 จากทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นรวมถึง Vertical Campus อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Tencent ที่ออกแบบโดย NBBJ และสร้างความกระฉับกระเฉงให้กับภูมิทัศน์ของเซินเจิ้นอย่างไม่น้อยหน้าใคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับมาที่ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ในปัจจุบันนับเป็นตลาดที่มีมูลค่าใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชีย รองจากโตเกียว เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง แต่สิ่งที่เซินเจิ้นไม่เหมือนอย่างโตเกียว เซี่ยงไฮ้ หรือฮ่องกง คือประวัติความเป็นมาไม่ยาวนาน โดยเฉพาะในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นนั้นเริ่มเปิดดำเนินงานในปี 1991 นับถึงตอนนี้ก็ยังไม่ครบสามทศวรรษด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในช่วงเวลาเกือบสามทศวรรษนี้ ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ต่างจากเศรษฐกิจจีน ในปี 2017 ตลาดแห่งนี้มีการออก IPO คิดเป็นมูลค่ามากกว่าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นในการระดมทุนสำหรับธุรกิจในแผ่นดินใหญ่ ในเวลาเดียวกับที่เซินเจิ้นมีฐานะเป็นฐานการผลิตให้กับธุรกิจในฮ่องกง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงตลาดทุน แต่ทุกอย่างในเซินเจิ้นเติบโตก้าวกระโดดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นขนาดเศรษฐกิจ พื้นที่ จำนวนผู้อยู่อาศัย ไปจนถึงวิถีชีวิตที่อาจไม่มีใครนึกออกแล้วว่าเมื่อ 40 ปีก่อนมันเป็นอย่างไร (ดูข้อมูลเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ระหว่างเซินเจิ้นและฮ่องกงช่วง 40 ปีที่ผ่านมาจาก</span><a href="https://multimedia.scmp.com/news/china/article/2176135/shenzhen-hongkong/index.html"><span style="font-weight: 400;">รายงานเชิงกราฟิกของ South China Morning Post</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ทำไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52954" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/จตุรัสlเสิ่นเจิ้น-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">Creative Capital</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคงเป็นแค่ความบังเอิญที่เซินเจิ้นมีชัยภูมิเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นเมืองชายฝั่งทะเลจีนใต้ และอยู่ติดกันกับฮ่องกงที่เป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ ในวันที่เติ้ง เสี่ยวผิง ตัดสินใจเปิดประเทศและเลือกเอาบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก (Pearl River Delta) เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจจีน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบังเอิญว่าฮ่องกงจะกลับคืนสู่อาณัติของจีนแผ่นดินใหญ่หลังจากนั้นไม่นาน จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจีนจะวางเซินเจิ้นให้เป็นเมืองต้นแบบสำหรับทดลองระบบทุนนิยมซึ่งงอกเงยเต็มที่ในฮ่องกง ด้วยการเปิดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษก็คือ การเปิดรับทุนจากต่างชาติ ให้สิทธิพิเศษทางภาษี และใช้กลไกตลาด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเงินทุนจากต่างชาติจำนวนมากไหลผ่านมาทางฮ่องกง และไม่แปลกที่ร้านแมคโดนัลด์สาขาแรกในประเทศจีนก็เปิดขึ้นในเซินเจิ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า เซินเจิ้นไม่ได้จดจ่ออยู่กับการเป็นฐานการผลิตเท่านั้น แต่เลือกที่จะผลักดันตนเองด้วยอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและการออกแบบ ระหว่างที่ใครๆ มองว่าเซินเจิ้นคือของก๊อปหลากเกรด เมืองแห่งนี้แท้จริงแล้วไม่ต่างจากซิลิคอนวัลลีย์ของฮาร์ดแวร์ สโลแกน From &#8216;Made in China&#8217; to &#8216;Created in China&#8217; ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2004 บอกให้รู้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของเมืองที่จะยกระดับตัวเอง และนั่นรวมถึงงบประมาณหลายล้านหยวนที่ใช้สนับสนุนสตาร์ตอัพด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52957" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/tencent-global-headquarters-www.dezeen.com_.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/tencent-global-headquarters-www.dezeen.com_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/tencent-global-headquarters-www.dezeen.com_-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/tencent-global-headquarters-www.dezeen.com_-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2008 เซินเจิ้นได้รับการคัดเลือกจากยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งการออกแบบ (City of Design) จากความแข็งแกร่งโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมงานออกแบบกราฟิก ที่พัฒนาจากการเป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่นี่ก็อาจเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การยกระดับของเซินเจิ้นจากการเป็นฐานการผลิตสู่เมืองเศรษฐกิจก้าวหน้า แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีจากการเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei, Tencent ไปจนถึง BYD ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกภาพเมืองที่มีท่าเรือคึกคักติดอันดับโลกและเป็นที่ตั้งของธุรกิจที่ขายของให้คนทั้งโลกอยู่ในเมืองเดียวกัน ไม่แปลกหรอกที่เซินเจิ้นจะก้าวกระโดดไปไกลที่สุดในบรรดาเมืองในประเทศจีนด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำคัญที่สุดก็คือความจริงที่ว่า ความก้าวหน้าของเซินเจิ้นทำให้ฮ่องกงซึ่งเคยมองเซินเจิ้นเป็นแรงงานของตน ต้องหันมาใคร่ครวญอย่างจริงจัง เมื่อในวันนี้พวกเขาทั้งคู่ดูจะเป็นเพื่อนบ้านที่ทัดเทียมกัน และถ้าจะยอมรับความจริง ฮ่องกงก็ดูเป็นรองเพื่อนบ้านไปแล้วในหลายมิติ โดยเฉพาะความสามารถในการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เติบโตขึ้นทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นไปได้ว่า ฮ่องกงจะถนัดเรื่องการค้าซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของพวกเขามากกว่าความคิดสร้างสรรค์ และนั่นอาจเป็นเหตุผลให้เซินเจิ้นที่เคยมีสถานะไม่ต่างจากคนชายขอบ ก้าวข้ามฮ่องกงได้ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน อาจเป็นเพราะเซินเจิ้นคือกระดาษเปล่าที่เริ่มจากการเป็นฐานการผลิตไร้ตัวตน เซินเจิ้นจึงมีความได้เปรียบตรงที่ว่าพวกเขาจะผลิตอะไรขึ้นมาก็ได้ ในวันหนึ่งที่มีความรู้และทักษะมากพอ</span></p>
<p><strong>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p><a href="https://multimedia.scmp.com/news/china/article/2176135/shenzhen-hongkong/index.html"><span style="font-weight: 400;">South China Morning Post (1)</span></a></p>
<p><a href="https://beta.scmp.com/business/article/2100056/china-overtakes-hong-kong-top-ipo-market-listings-surge"><span style="font-weight: 400;">South China Morning Post (2)</span></a></p>
<p><a href="https://beta.scmp.com/magazines/post-magazine/long-reads/article/1992730/what-hong-kong-doing-narrow-design-gap-shenzhen"><span style="font-weight: 400;">South China Morning Post (3)</span></a></p>
<p><a href="https://oma.eu/news/oma-completes-the-shenzhen-stock-exchange-hq-in-china"><span style="font-weight: 400;">OMA</span></a></p>
<p><a href="https://www.wallpaper.com/design/how-shenzhen-is-becoming-the-creative-capital-of-china"><span style="font-weight: 400;">Wallpaper</span></a></p>
<p><a href="https://blogs.ethz.ch/prespecific/2013/05/16/koolhaas-the-generic-city/"><span style="font-weight: 400;">A Quantum City</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shenzhen-generic-city/">ได้เปรียบเพราะว่างเปล่า : ในวันที่เมืองไม่มีประวัติศาสตร์อย่าง &#8216;เซินเจิ้น&#8217; เติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>People of Vancouver : เมื่อแวนคูเวอร์ แคนาดา ยุบทางยกระดับเพื่อยกระดับชีวิตคนเมือง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/vc-people-of-vancouver/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Little Thoughts]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Jan 2019 13:22:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[CITIES]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[visionary city]]></category>
		<category><![CDATA[Vancouver]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49436</guid>

					<description><![CDATA[<p>นี่คือเมืองในทวีปอเมริกาเหนือที่ประกอบด้วยประชากรผิวขาวไม่ถึงครึ่ง ผิวเหลืองหนึ่งในสาม ที่เหลือเป็นส่วนผสมของความหลากหลาย และเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่มาโดยตลอด ทั้งยังมีความฝันอันแรงกล้าในการก้าวขึ้นเป็นเมืองสีเขียวอันดับหนึ่งของโลกภายในปี 2020 แต่จะว่าไป มันก็คงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงมากนัก เมื่อชาวเมืองของพวกเขาเป็นนักสิ่งแวดล้อมในตัวเองอยู่แล้ว ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกมาอยู่ที่นี่เพื่อใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้งในเมืองที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขามากกว่าใช้ชีวิตคนเมืองในอาคารสำนักงานอย่างที่เราคุ้นชิน ในขณะที่หลังคาบ้านเรือนจำนวนมากได้รับการเปลี่ยนเป็นหลังคาเขียว (green roof) ไม่นับสวนสาธารณะอย่าง Stanley Park ที่มีขนาดใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก ที่สำคัญ นี่คือเมืองที่ &#8216;คน&#8217; แข็งแรง ไม่ว่าจะในด้านสุขภาพหรือในฐานะชาวเมือง ซึ่งในหลายครั้งมันหมายถึงการไม่ยอมจำนนกับอะไรง่ายๆ People Power ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 สภาเมืองแวนคูเวอร์อนุมัติแผนพัฒนาเมืองซึ่งรวมถึงการทุบทางยกระดับสองสาย อันได้แก่ทางยกระดับ Georgia และทางยกระดับ Dunsmuir เพื่อเปลี่ยนมันเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ดีๆ เมืองจะตัดสินใจยุบเส้นทางคมนาคมอย่างทางยกระดับ แต่สำหรับแวนคูเวอร์ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาปฏิเสธมัน เพราะแท้จริงประวัติศาสตร์การต่อสู้กับทางยกระดับก็คือปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเมืองของพวกเขาให้เป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ย้อนกลับไปทศวรรษ 1960 ในยุคที่การก่อสร้างทางหลวงเพื่อขยายเมืองออกไปรอบนอกและเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆ ถือเป็นทิศทางการพัฒนาหลักในหลายประเทศ โดยมีผู้นำคืออเมริกา หลังประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ลงนามกฎหมายทางหลวง (National Interstate and Defense Highways Act) ในปี 1956  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/vc-people-of-vancouver/">People of Vancouver : เมื่อแวนคูเวอร์ แคนาดา ยุบทางยกระดับเพื่อยกระดับชีวิตคนเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นี่คือเมืองในทวีปอเมริกาเหนือที่ประกอบด้วยประชากรผิวขาวไม่ถึงครึ่ง ผิวเหลืองหนึ่งในสาม ที่เหลือเป็นส่วนผสมของความหลากหลาย และเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่มาโดยตลอด ทั้งยังมีความฝันอันแรงกล้าในการก้าวขึ้นเป็นเมืองสีเขียวอันดับหนึ่งของโลกภายในปี 2020</strong></p>
<p>แต่จะว่าไป มันก็คงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงมากนัก เมื่อชาวเมืองของพวกเขาเป็นนักสิ่งแวดล้อมในตัวเองอยู่แล้ว ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกมาอยู่ที่นี่เพื่อใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้งในเมืองที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขามากกว่าใช้ชีวิตคนเมืองในอาคารสำนักงานอย่างที่เราคุ้นชิน ในขณะที่หลังคาบ้านเรือนจำนวนมากได้รับการเปลี่ยนเป็นหลังคาเขียว (green roof)</p>
<p>ไม่นับสวนสาธารณะอย่าง Stanley Park ที่มีขนาดใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก</p>
<p>ที่สำคัญ นี่คือเมืองที่ &#8216;คน&#8217; แข็งแรง ไม่ว่าจะในด้านสุขภาพหรือในฐานะชาวเมือง ซึ่งในหลายครั้งมันหมายถึงการไม่ยอมจำนนกับอะไรง่ายๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49449 size-full" title="vancouver" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_03.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_03.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_03-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>People Power</b></h3>
<p>ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 สภาเมืองแวนคูเวอร์อนุมัติแผนพัฒนาเมืองซึ่งรวมถึงการทุบทางยกระดับสองสาย อันได้แก่ทางยกระดับ Georgia และทางยกระดับ Dunsmuir เพื่อเปลี่ยนมันเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย</p>
<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ดีๆ เมืองจะตัดสินใจยุบเส้นทางคมนาคมอย่างทางยกระดับ</p>
<p>แต่สำหรับแวนคูเวอร์ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาปฏิเสธมัน เพราะแท้จริงประวัติศาสตร์การต่อสู้กับทางยกระดับก็คือปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเมืองของพวกเขาให้เป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน</p>
<p>ย้อนกลับไปทศวรรษ 1960 ในยุคที่การก่อสร้างทางหลวงเพื่อขยายเมืองออกไปรอบนอกและเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆ ถือเป็นทิศทางการพัฒนาหลักในหลายประเทศ โดยมีผู้นำคืออเมริกา หลังประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ลงนามกฎหมายทางหลวง (National Interstate and Defense Highways Act) ในปี 1956<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แน่นอนว่าเมืองในแคนาดาก็ไม่ต่างกันหากมองจากมุมของเมืองในการพัฒนานโยบาย แต่สิ่งที่ต่างก็คือคนของพวกเขามองเห็นว่าการเติบโตของเมืองในลักษณะนี้มีต้นทุนทางสังคมที่สูงเกินกว่าจะยอมรับได้และไม่ยอมอยู่เฉย</p>
<p>นั่นเพราะการตัดทางหลวงเข้าสู่ใจกลางเมือง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตัดในลักษณะทางยกระดับ) จะตัดขาดความเชื่อมโยงของพื้นที่และชุมชนออกจากกันด้วย โชคดีที่พวกเขาเห็นตัวอย่างจากเมืองในอเมริกาที่พัฒนาไปในทิศทางนี้ก่อนแล้ว โดยเฉพาะเมืองชายฝั่งแปซิฟิกด้วยกันอย่างซีแอตเทิลและลอสแอนเจลิส (ซีแอตเทิลก็กำลังยกเลิกทางยกระดับริมน้ำเช่นกันเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพของเมือง)</p>
<p>กลับมาที่แวนคูเวอร์ จุดแตกหักก็คือการประกาศแผนการสร้างเครือข่ายถนนเพื่อฟื้นฟูเมืองชั้นในในปี 1967 ซึ่งหากเกิดขึ้น แวนคูเวอร์จะเปลี่ยนภาพจากย่านต่างๆ อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ เป็นเครือข่ายทางยกระดับกระจายกันอยู่ทั่วเมือง</p>
<p>ไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ แวนคูเวอร์เติบโตอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่นานหลังจากนั้นจำนวนประชากรก็พุ่งเลยหลักล้าน เมื่อวัฒนธรรมรถยนต์เฟื่องฟู ธุรกิจและผู้คนก็ย้ายออกจากใจกลางเมือง ย่านที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนจน</p>
<p>แม้ถนนจะทำให้คนย้ายออกจากเมือง แต่สำหรับนักพัฒนาเมือง เครือข่ายถนนที่สมบูรณ์ก็คือสิ่งที่จะช่วยเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการเชื่อมเมืองชั้นในเข้ากับเมืองชั้นนอก และที่สำคัญคือเข้ากับเครือข่ายทางหลวงของประเทศที่เรียกว่า Trans-Canada Highway ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาในขณะนั้น ทางยกระดับ Georgia และ Dunsmuir ที่ทางสภาเมืองตัดสินใจทุบทิ้งในปี 2018 ก็คือถนนสองสายแรกในการเชื่อมเมืองชั้นในเข้ากับเครือข่ายทางหลวงแคนาดานั่นเอง</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่แวนคูเวอร์นั้นมีการค้าเชื่อมโยงกับฮ่องกง เครือข่ายทางหลวงแคนาดาจึงหมายถึงโอกาสในการเชื่อมต่อจากแปซิฟิกสู่แอตแลนติก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จากเอเชียตะวันออกสู่ยุโรป</p>
<p>แต่การปรับปรุงเมืองในสเกลใหญ่ซึ่งหมายถึงโครงการก่อสร้างถนนจำนวนมาก ย่อมทำให้ชุมชนและย่านที่อยู่กันมาแต่เดิมจะถูกทำลาย สำหรับแวนคูเวอร์ มันรวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของย่านไชน่าทาวน์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49448 size-full" title="vancouver" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_02.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_02.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/VANCOUVER_02-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>Chinese Power</b></h3>
<p>ย้อนกลับไปในปี 1885 ย่านไชน่าทาวน์ของแวนคูเวอร์ถือกำเนิดขึ้น หนึ่งปีก่อนที่เมืองแวนคูเวอร์จะได้รับการก่อตั้งอย่างเป็นทางการ</p>
<p>ประวัติศาสตร์เมืองแวนคูเวอร์เริ่มขึ้นจากปรากฏการณ์ตื่นทอง (Gold Rush) ในทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนหน้านั้นพื้นที่ตรงที่เป็นเมืองแวนคูเวอร์ปัจจุบันก็คือป่าสมบูรณ์</p>
<p>แวนคูเวอร์จึงถือเป็นเมืองที่ใหม่มากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่เมืองอื่นของโลก หรือหากเทียบกันเองในเขตบริติชโคลัมเบียทางตะวันตกของแคนาดาก็ยังจัดว่าอยู่ในกลุ่มเมืองที่มีอายุน้อยที่สุด</p>
<p>ไม่ต่างจากเมืองอย่างแซนแฟรนซิสโก ปรากฏการณ์ตื่นทองคือเครื่องดึงดูดนักแสวงโชคจากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวยุโรปมากหน้าหลายตา และชาวจีนที่ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นแรงงานชั้นดีสำหรับงานอันตราย จนมีคำกล่าวว่าทุกหนึ่งไมล์ของทางรถไฟในแถบนั้นมีต้นทุนเป็นชาวจีนหนึ่งชีวิต</p>
<p>จึงไม่แปลกที่ชาวจีนจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนผู้สร้างบ้านแปงเมืองแวนคูเวอร์ขึ้นมา ไชน่าทาวน์ในแวนคูเวอร์จึงไม่ใช่ย่านเพียงหนึ่งย่าน แต่มันอัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของเมืองแห่งนี้</p>
<p>เมื่อพื้นที่กำลังจะถูกทำลายเพื่อเปลี่ยนเป็นถนน ชาวจีนซึ่งเป็นลมหายใจสำคัญของเมืองจึงลุกขึ้นมาปกป้องทุกอย่างของพวกเขา</p>
<p>ทันทีหลังเมืองประกาศแผนการใหญ่ ชาวจีนหลายร้อยคนจึงถือป้ายข้อความต่อต้านทางหลวง ร้องเพลง และเดินขบวนประท้วงทั่วย่านไชน่าทาวน์ ทุกวันนี้เราสามารถดูภาพการต่อต้านทางหลวงนี้ได้ทาง<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.youtube.com/watch?v=xTstmk3ig5E">ยูทูบ</a></span></p>
<div id="erdyt-6a30e106c146f" data-id="xTstmk3ig5E" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-xTstmk3ig5E-6a30e106c146f" data-vid="xTstmk3ig5E" data-src="https://www.youtube.com/embed/xTstmk3ig5E?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/xTstmk3ig5E/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>การประท้วงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ชาวจีนที่กระจายกันอยู่ทั่วเมืองจากหลายสาขาอาชีพก็มาเดินขบวนด้วยกัน ในเวลานั้นแวนคูเวอร์มีทั้งชาวจีนที่เป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพ นักธุรกิจ ไปจนถึงนักเรียนเต็มไปหมด</p>
<p>หลังการต่อสู้อยู่หลายเดือน ในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จ แต่มันไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในการปกป้องชุมชนของพวกเขาด้วยการหยุดโครงการก่อสร้างในเมืองชั้นใน แต่ยังหมายถึงการออกแบบเมืองในแบบที่ชาวเมืองอยากให้เป็น</p>
<p>ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า การปล่อยให้แผนการสร้างทางหลวงพังทลายคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างให้แวนคูเวอร์เป็นอย่างทุกวันนี้</p>
<p>พร้อมกับการขับไล่หน่วยงานที่รับผิดชอบผังเมืองเก่า แวนคูเวอร์เริ่มต้นใหม่ด้วยการสร้างความมีส่วนร่วมระหว่างเมืองกับผู้คน นับแต่ปลายทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา แผนพัฒนาเมืองจะมีตัวแทนจากชุมชนร่วมพิจารณาด้วย</p>
<p>นั่นรวมถึงการตัดสินใจกันพื้นที่สีเขียวหลายส่วนเพื่อเป็นพื้นที่สงวนไว้สำหรับต้านทานการพัฒนาที่มากเกินไป พื้นที่หลายแห่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในวันนี้ก็เป็นผลมาจากชัยชนะในวันนั้น</p>
<p>ในปัจจุบัน แวนคูเวอร์จึงเป็นเมืองที่ไม่ขาดพื้นที่สาธารณะ ทั้งยังเป็นมิตรต่อการเดินเท้าและจักรยาน แน่นอนว่าพวกเขาเป็นเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียวในอเมริกาเหนือที่ไม่มีทางหลวงในเมืองชั้นใน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>กระนั้นแวนคูเวอร์ก็ยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะเมืองที่มีปัญหาราคาที่อยู่อาศัยอันเป็นปัญหาสำคัญของหลายเมืองในแคนาดา ส่วนทางยกระดับสองสายที่จะถูกทุบทิ้งนั้นยังไม่แน่ว่าจะมีหน้าตาอย่างไรในอนาคต เมื่อมีเสียงกังวลว่ามันจะกลายเป็นคอนโดสูงบดบังวิวภูเขา</p>
<p><strong>แต่ตราบใดที่ชาวเมืองแข็งแรงเหมือนอย่างที่คนรุ่นก่อนเป็น พวกเขาก็คงไม่ปล่อยให้มันออกมาย่ำแย่เกินเยียวยา</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://grist.org/cities/how-did-vancouver-get-so-green/">How did Vancouver get so green?</a></span>, Grist.org</p>
<p><span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.theguardian.com/cities/2016/may/09/story-cities-38-vancouver-canada-freeway-protest-liveable-city">Story of cities #38: Vancouver dumps its freeway plan for a more beautiful future</a></span>, The Guardian</p>
<p><a href="https://www.siemens.com/entry/cc/features/greencityindex_international/all/en/pdf/gci_report_summary.pdf"><span style="color: #d63a76;">The Green City Index</span></a>, Economist Intelligence Unit</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/vc-people-of-vancouver/">People of Vancouver : เมื่อแวนคูเวอร์ แคนาดา ยุบทางยกระดับเพื่อยกระดับชีวิตคนเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
