<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/illustrator01/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Sep 2022 09:52:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เฮอร์คิวลิส การ์ตูนฮีโร่ที่ไม่ประสบความสำเร็จของดิสนีย์ แต่กลับเป็นที่จดจำของแฟนคลับ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-hercules-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Sep 2022 09:21:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Hercules]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160459</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ดิสนีย์อาจมีชื่อเสียงจากหนังซูเปอร์ฮีโร่อันเนื่องมาจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของสตูดิโอดัง Marvel แต่ย้อนหลังไปร่วมสามสิบปี ดิสนีย์เคยมีไอเดียทำการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเองมาก่อน  แต่ผลตอบรับกลับไม่ดีดังที่ตั้งใจ การ์ตูนฮีโร่ที่ว่าอ้างอิงเนื้อหาจากตำนานกรีกโบราณ ‘เฮอร์คิวลิส’ ออกฉายในฤดูร้อนของปี 1997 เฮอร์คิวลิสมีความน่าสนใจอย่างไร  ทำไมแอนิเมชั่นที่ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ แต่กลับได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับจำนวนมากให้นำผลงานชิ้นนี้มาผลิตใหม่ในรูปแบบไลฟ์แอคชั่น? ทำไมต้องเฮอร์คิวลิส? ดิสนีย์มีไอเดียแบบไหนจึงนำตำนานกรีกมาเล่าใหม่ผ่านแผ่นฟิล์ม&#160; หลังประสบความสำเร็จกับแอนิเมชั่นแนวผจญภัยอย่างอะลาดิน (1992) ดิสนีย์มีแนวคิดจะปั้นอนิเมชั่นที่มีแนวการดำเนินเรื่องใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ตำนานเรื่องเล่าของเจ้าหญิงจากเทพนิยาย แต่เป็นเนื้อเรื่องชวนตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยภาระกิจและมุกตลก ในปี 1992 ทีมงานดิสนีย์เสนอไอเดียหลายเรื่อง สองในนั้นต่อมากลายเป็นแอนิเมชั่นดังอย่างโพคาฮอนทัส (1995) และ ซินแบด (2003) โดยซินแบดถูกนำไปผลิตโดย DreamWorks Animation&#160; ส่วนไอเดียเกี่ยวกับเฮอร์คิวลิส ถูกนำเสนอโดยโจ ไฮดาร์ (Joe Haidar) แอนิเมเตอร์คนดังของดิสนีย์ซึ่งต่อมาจะมีส่วนร่วมในผลงานชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Atlantis: The Lost Empire (2001) หรือ Enchanted (2007) ตัวเขากล่าวว่าเรื่องราวของเฮอร์คิวลิสในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ จะนำเสนอฮีโร่ที่มีความเป็นมนุษย์ มีมุมอ่อนแอ รู้จักถ่อมตน แนวเรื่องเป็นการมองหาความหมายที่แท้จริงของความกล้าหาญและการลุกขึ้นช่วยเหลือผู้อื่น ไอเดียของไฮดาร์เป็นที่สนใจ จอห์น มัสเคอร์ (John Musker) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-hercules-history/">เฮอร์คิวลิส การ์ตูนฮีโร่ที่ไม่ประสบความสำเร็จของดิสนีย์ แต่กลับเป็นที่จดจำของแฟนคลับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ทุกวันนี้ดิสนีย์อาจมีชื่อเสียงจากหนังซูเปอร์ฮีโร่อันเนื่องมาจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของสตูดิโอดัง Marvel แต่ย้อนหลังไปร่วมสามสิบปี ดิสนีย์เคยมีไอเดียทำการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเองมาก่อน  แต่ผลตอบรับกลับไม่ดีดังที่ตั้งใจ การ์ตูนฮีโร่ที่ว่าอ้างอิงเนื้อหาจากตำนานกรีกโบราณ ‘เฮอร์คิวลิส’ ออกฉายในฤดูร้อนของปี 1997 เฮอร์คิวลิสมีความน่าสนใจอย่างไร  ทำไมแอนิเมชั่นที่ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ แต่กลับได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับจำนวนมากให้นำผลงานชิ้นนี้มาผลิตใหม่ในรูปแบบไลฟ์แอคชั่น?</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160467" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมต้องเฮอร์คิวลิส? ดิสนีย์มีไอเดียแบบไหนจึงนำตำนานกรีกมาเล่าใหม่ผ่านแผ่นฟิล์ม&nbsp;</h3>



<p>หลังประสบความสำเร็จกับแอนิเมชั่นแนวผจญภัยอย่างอะลาดิน (1992) ดิสนีย์มีแนวคิดจะปั้นอนิเมชั่นที่มีแนวการดำเนินเรื่องใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ตำนานเรื่องเล่าของเจ้าหญิงจากเทพนิยาย แต่เป็นเนื้อเรื่องชวนตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยภาระกิจและมุกตลก ในปี 1992 ทีมงานดิสนีย์เสนอไอเดียหลายเรื่อง สองในนั้นต่อมากลายเป็นแอนิเมชั่นดังอย่างโพคาฮอนทัส (1995) และ ซินแบด (2003) โดยซินแบดถูกนำไปผลิตโดย DreamWorks Animation&nbsp;</p>



<p>ส่วนไอเดียเกี่ยวกับเฮอร์คิวลิส ถูกนำเสนอโดยโจ ไฮดาร์ (Joe Haidar) แอนิเมเตอร์คนดังของดิสนีย์ซึ่งต่อมาจะมีส่วนร่วมในผลงานชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Atlantis: The Lost Empire (2001) หรือ Enchanted (2007) ตัวเขากล่าวว่าเรื่องราวของเฮอร์คิวลิสในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ จะนำเสนอฮีโร่ที่มีความเป็นมนุษย์ มีมุมอ่อนแอ รู้จักถ่อมตน แนวเรื่องเป็นการมองหาความหมายที่แท้จริงของความกล้าหาญและการลุกขึ้นช่วยเหลือผู้อื่น ไอเดียของไฮดาร์เป็นที่สนใจ จอห์น มัสเคอร์ (John Musker) และรอน เคลเมนท์ (Ron Clements) สองผู้กำกับซื้อไอเดียในทันที มัสเคอร์กล่าวว่า ตัวเขาเป็นแฟนคลับฮีโร่ในโลกคอมมิคอยู่แล้ว งานนี้ถือเป็นโอกาสที่ดิสนีย์จะได้ทำ ‘superhero movie’ ของตัวเองบ้าง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160472" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-07.jpg 1536w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>เป็นเวลานานก่อนหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่จะทำรายได้ถล่มทลาย เฮอร์คิวลิสเป็นโปรเจ็กต์ตั้งต้นที่ผู้เขียนบทต้องการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ฮีโร่’ ต่างจากอะลาดินที่เก่งกาจ มีความเป็นตัวของตัวเองมาตั้งแต่ต้น เฮอร์คิวลิสพาเราไปรู้จักการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่มีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ ตั้งแต่การฝึกฝน พิสูจน์ตนเอง การจัดการกับชื่อเสียง ไปจนถึงการตกผลึกเพื่อเข้าใจว่าอะไรคือความสำคัญอันดับหนึ่งของชีวิต เฮอร์คิวลิสต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการได้รับการนับถือเป็นเทพเจ้า กับการได้รับความรักจากปุถุชนทั่วไป สิ่งไหนที่สำคัญมากกว่า ซึ่งนั้นทำให้ผู้ชมแอนิเมชั่นได้รับแง่คิดไปพร้อมๆ กันกับตัวละคร</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160478" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดิสนีย์วางภาพเฮอร์คิวลิสเข้ากับบุคคลจริงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในยุคนั้น นั่นคือไมเคิล จอร์แดน นักบาสระดับตำนานของทีม Chicago Bulls ผู้กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งชาติ ในแอนิเมชั่นของดิสนีย์ ความนิยมในตัวเฮอร์คิวลิสพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีของเล่น เมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเขา กระทั่งรองเท้าแตะ ก็ยังเขียนคำว่า ‘Air Hercules’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับไมเคิล จอร์แดน ชายผู้มีสถานะเปรียบเสมือนเทพเจ้าของชาวอเมริกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องราวของเฮอร์คิวลิสถูกเล่าขานโดยเทพธิดาผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศาสตร์แขนงต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า ‘มิวส์’ (Muses) ตามตำนาน มิวส์ทั้ง 9 ขับขานบทเพลงแสนไพเราะห์ที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องหยุดฟัง บทบาทการขับรองของกลุ่มเทพีมิวส์ ถูกนำเสนอโดยนักร้องสาวชาวแอฟริกัน-อเมริกัน 5 คน ซึ่งล้วนแต่ประสบความสำเร็จในเวทีบรอดเวย์มาก่อน บุคลิกของมิวส์ทั้ง 5 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักร้องตัวจริง โดยในระหว่างที่ทั้ง 5 ร้องเพลงประกอบแอนิเมชั่น ได้มีการบันทึกวีดีโอเพื่อนำไปสร้างบุคลิกของตัวละคร&nbsp;</p>



<p>จอห์น มัสเคอร์ และรอน เคลเมนท์<strong> </strong>สองผู้กำกับ ตั้งใจให้เรื่องราวของเฮอร์คิวลิสถูกบอกเล่าในสไตล์เพลงแบบกอสเปล (Gospel) ซึ่งเป็นแนวเพลงที่เน้นการประสานเสียงร้อง ส่วนมากเป็นการร้องเพื่อเฉลิมฉลอง บอกเรื่องราวทางศาสนา เชื่อกันว่ากอสเปลพัฒนามาจากโบสถ์ของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และเป็นภาพสะท้อนสังคมร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ตำนานต้นฉบับกับเฮอร์คิวลิสฉบับแอนิเมชั่น</h3>



<p>ปัญหาสำคัญที่สุดของการหยิบเอาตำนานกรีกมาดัดแปลงใหม่น่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาที่มีความรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะจะพาลูกหลานไปชมในโรงภาพยนต์ เฮอร์คิวลิสในฉบับของดิสนีย์แทบจะยกเครื่องต้นฉบับแทบทั้งหมด จุดต่างของฉบับแอนิเมชั่นกับตำนาน ยกตัวอย่างเช่น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160470" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1. เฮอร์คิวลิสไม่ใช่ลูกของซูสกับภรรยา แต่เป็นลูกชู้ที่มาจากการถูกล่อลวงของฝ่ายหญิง&nbsp;</h4>



<p>ตามตำนาน เฮอร์คิวลิสมีสถานะเป็นลูกครึ่งเทพเจ้า เนื่องจากพ่อของเขาคือเทพเจ้าซุส &#8211; เทพเจ้าสูงสุดแห่งเทือกเขาโอลิมปัส ส่วนแม่เป็นมนุษย์ธรรมดาคือนางอัลคมีน ซูสถูกใจความงามของนางอัลคมีนจึงปลอมตัวเป็นสามีเพื่อเข้าไปร่วมรัก ต่อมานางอัลคมีนตั้งท้องและคลอดลูกชายคือเฮอร์คิวลิส&nbsp;</p>



<p>ตามตำนานต้นฉบับเฮอร์คิวลิสมีน้องชายคนละพ่อซึ่งเกิดจากสามีที่ถูกต้องของนางอัลคมีน แต่ในภาคแอนิเมชั่น น้องชายฝาแฝดถูกตัดออกไป ส่วนนางอัลคมีนกับสามี ถูกเปลี่ยนให้เป็นพ่อแม่บุญธรรมผู้เก็บเฮอร์คิวลิสมาเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160477" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-05-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2. ตัวร้ายของเรื่องไม่ใช่เฮดีส แต่เป็นเฮรา ภรรยาของซูส&nbsp;</h4>



<p>นางอิจฉาที่ตามจองร้างจองผลาญเฮอร์คิวลิสคือเทพีเฮรา ภรรยาหลวงของซูสที่ขึ้นชื่อเรื่องความหึงหวง ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ เฮราถูกวางตัวเป็นเทพีที่งดงามและอบอุ่น แต่ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ เฮรากลั่นแกล้งเฮอร์คิวลิสต่างๆ นานา ตั้งแต่ทำให้เฮอร์คิวลิสคุ้มคลั่งจนพลั้งมือฆ่านางเมการา &#8211; ภรรยาของเฮอร์คิวลิส พร้อมลูกเล็ก แถมยังวางแผนให้เฮอร์คิวลิสต้องเข้าไปทำภารกิจอันตราย 12 ประการเพื่อลบล้างความผิด ภารกิจเหล่านี้อันตรายมาก เฮราหวังว่าเฮอร์คิวลิสจะพลั้งพลาด เสียชีวิตจากการทำภารกิจ ซึ่งภารกิจเหล่านี้ปรากฏอยู่บ้างในภาคแอนิเมชั่น เช่นการปราบไฮดร้า การจับหมูป่าเอราแมนเทียน หรือการสังหารสิงโตเนเมียน ฯลฯ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-3-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">3. ไม่มีม้าเพกาซัสในตำนาน</h4>



<p>ในภาคแอนิเมชั่น เพกาซัสถูกสร้างขึ้นจากก้อนเมฆเพื่อเป็นของขวัญจากซูสให้ลูกชาย แต่เพกาซัสไม่ปรากฏในเรื่องราวตามต้นฉบับของเฮอร์คิวลิส เจ้าม้ามีปีกสีขาวมีบทบาทในเรื่องราวของเพอร์ซีอุส ลูกครึ่งเทพเจ้าอีกคนที่ทำภารกิจสำคัญคือบั่นคอนางเมดูซ่า ตามตำนานของเพอร์ซิอุส เพกาซัสเกิดมาจากเลือดที่พุ่งออกมาจากศีรษะของเมดูซ่า วีรบุรุษผู้กล้าอีกคนที่ได้ขี่ม้าเพกาซัส คือ เบลเลโรฟอน ผู้ปราบปีศาจคิเมร่า การเพิ่มเพกาซัสเข้าไปในแอนิเมชั่นเฮอร์คิวลิส น่าจะเป็นเพราะม้าบินแบบนี้มีความนิยมในวัฒนธรรมยุโรป แถมน่าจะถูกใจเด็กๆ ที่ชอบม้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160475" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">4. มิวส์ เทพธิดาผู้ขับขานตำนานเฮอร์คิวลิส มีทั้งหมด 9 นาง</h4>



<p>ตามตำนานกรีก มิวส์ทั้ง 9 ประกอบไปด้วยเทพีผู้เป็นตัวแทนศาสตร์แขนงต่างๆ ได้แก่</p>



<p>1. ไคลโอ (Clio) &#8211; ประวัติศาสตร์&nbsp;</p>



<p>2. ยูเรนิอา (Urenia) &#8211; ดาราศาสตร์&nbsp;</p>



<p>3. เมลพอมินี (Melpomene) &#8211; โศกนาฏกรรม&nbsp;</p>



<p>4. ธาไลอา (Thalia) &#8211; สุขนาฏกรรม&nbsp;</p>



<p>5. ทิร์ปซิคอเร (Terpsichore) &#8211; นาฏศิลป์&nbsp;</p>



<p>6. แคลลีโอพี (Calliope) &#8211; กวีนิพนธ์มหากาพย์</p>



<p>7. เอราโต (Erato) &#8211; กวีนิพนธ์รัก&nbsp;</p>



<p>8. โพลิฮิมเนีย (Polyhymnia) &#8211; เพลงสดุดีปวงเทพ&nbsp;</p>



<p>9. ยูเทอร์พี (Euterpe) &#8211; ดนตรี</p>



<p>ในแอนิเมชั่นของดิสนีย์กลุ่มมิวส์ทั้ง 9 ถูกตัดทอนเหลือแค่ 5 ได้แก่ ไคลโอ เมลพอมินี ธาไลอา ทิร์ปซิคอเร และ แคลลีโอพี โดยมีการกล่าวว่ามิวส์พระองค์ไหนคือเทพีอะไรโดยใส่ฉากให้เทพีแต่ละนางถือสิ่งของพระจำตัว สัญลักษณ์ของไคลโอคือม้วนกระดาษ เมลพอมินีคือหน้ากากโศกนาฏกรรม ธาไลอาคือหน้ากากสุขนาฏกรรม ทิร์ปซิคอเรคือพิณ ส่วนแคลลีโอพีคือกระดานชนวน การตัดทอนกลุ่มเทพีมิวส์ให้เหลือเพียง 5 น่าจะเป็นประโยชน์เรื่องการควบคุมตัวละครในเรื่องไม่ให้อยู่ในจำนวนที่มากและน่าสับสนจนเกินไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">5. เมการา นางเอกของเรื่องไม่ได้ลงเอยอย่างมีความสุขกับเฮอร์คิวลิส&nbsp;</h4>



<p>ตามตำนาน เมการาเป็นธิดากษัตริย์เมืองธีบส์ บทบาทของเธอตามต้นฉบับปรากฏอยู่น้อยมาก เมการาตายตั้งแต่ต้นเรื่องเพราะถูกเฮอร์คิวลิสที่โดนสาปลงมือสังหารพร้อมลูกน้อย</p>



<p>ในเวอร์ชั่นดิสนีย์ เมการา หรือ เม็ก เป็นตัวละครหญิงที่มีคาแร็กเตอร์น่าสนใจ ความสัมพันธ์ของเธอกับเฮอร์คิวลิสไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรักเป็นที่ตั้ง (ต่างจากตัวละครหญิงส่วนใหญ่ของดิสนีย์) ความจริงที่เม็กเป็นคนของเฮดีสซึ่งถูกส่งมาเพื่อหาจุดอ่อนของเฮอร์คิวลิส ทำให้บุคลิกของเธอเฉียบขาด แข็งแกร่ง มีความเป็นผู้นำ และดูจะเป็นผู้ใหญ่เสียยิ่งกว่าฝ่ายชาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160468" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-1-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เม็กได้รับบทเรียนจากความรักเนื่องจากเธอมอบวิญญาณของตัวเองให้เฮดีสเพื่อช่วยแฟนหนุ่ม แต่แฟนหนุ่มของเธอกลับทิ้งเม็กไปหาผู้หญิงอื่น บทเรียนราคาแพงทำให้เม็กเป็นผู้หญิงที่ไม่เชื่อเรื่องความรัก ตรงกับเพลง &#8220;I Won&#8217;t Say (I&#8217;m In Love)&#8221; บทเพลงประจำตัวของเธอที่กล่าวว่าตัวเธอจะไม่ขอยอมรับหรอกว่ากำลังมีความรักเพราะบทเรียนที่ผ่านมามันทำให้เจ็บช้ำเหลือเกิน&nbsp;</p>



<p>เม็กเห็นด้านไม่สวยงามของความรัก เธอเคยใจสลาย ต้องต่อสู้กับความสับสนมากมายเพื่อเปิดใจให้รักครั้งใหม่ เม็กเข้าใจว่าการรักใครสักคนมีผลตามมาอย่างไร เธอตัดสินใจสละตัวเองให้เฮอร์คิวลิสทั้งที่รู้ดีว่าจุดจบของเธออาจไม่สวยงามนัก ซึ่งนั่นทำให้คาแรกเตอร์ของเม็กน่าสนใจและมีมิติมากกว่าตัวละครหญิงที่ผ่านมาของดิสนีย์&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เฮอร์คิวลิสไม่ประสบความสำเร็จจริงหรือไม่? ทำไมถึงเป็นแบบนั้น</h3>



<p>แม้จะมีข้อดีและสีสันมากมาย แต่ในสายตาของดิสนีย์ แอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำผลงานน่าผิดหวัง กวาดรายได้ไปเพียง 252 ล้านดอลลาร์จากทุนสร้าง 85 ล้าน (ในขณะที่อะลาดินกวาดรายได้ไปถึง 504 ล้าน จากทุนสร้างเพียง 28 ล้าน)&nbsp;</p>



<p>หนังสือพิมพ์ The New York Times กล่าวว่าเฮอร์คิวลิสเปิดตัวน่าผิดหวัง ทำรายได้เพียง 58 ล้านดอลลาร์ในสองอาทิตย์แรก ต่างจากโพคาฮอนทัสที่ทำรายได้มากถึง 80 ล้านดอลลาร์ หรือ The Lion King ที่ทำรายได้ไปถึง 119 ล้านดอลลาร์ในสองสัปดาห์แรก ส่วนเหตุผลที่ผลประกอบการของเฮอร์คิวลิสไม่เป็นที่น่าพอใจ The New York Times ได้อ้างถึงบทสัมภาษณ์ผู้บริหารท่านหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามของดิสนีย์ ซึ่งกล่าวถึงปัญหาขอแอนิเมชั่นเรื่องนี้ที่ ‘ไม่สามารถดึงดูดคนทั้งครอบครัวได้’</p>



<p>“ถ้าครอบครัวหนึ่งมีลูกสามคน เป็นลูกชายวัย 12 และ 10 ปี ส่วนลูกสาวคนเล็กอายุ 8 ขวบ คุณแม่อยากพาลูกคนเล็กไปดูเฮอร์คิวลิส แต่ลูกชายอาจอยากดู Men in Black มากกว่า กลับกันถ้าลูกวัย 10 ขวบเป็นลูกสาว เธอก็อาจอยากดู My Best Friend&#8217;s Wedding มากกว่าเฮอร์คิวลิส”</p>



<p>Washington Post กล่าววิจารณ์งานภาพของเฮอร์คิวลิสว่าทำขึ้นอย่างลวกๆ และมีการใช้คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นเพื่อประหยัดเวลา ตัวละครเฮดีสถูกทำไปเปรียบเทียบกับจินนี่ในเรื่องอะลาดินซึ่งทำไว้ดีกว่า ส่วนเพลงก็ไม่น่าจดจำเท่าอะลาดินหรือลิตเติลเมอร์เมท </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/เฮอร์คิวลิส_Content-2-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อีกหนึ่งเหตุผลที่เฮอร์คิวลิสไม่ถูกใจเด็กเล็ก และไม่สามารถครองแชมป์หนังครอบครัวยอดนิยม อาจมาจากการสอดแทรกมุกตลกสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กดูแล้วไม่เข้าใจและคงไม่ขำ ยกตัวอย่างเช่น บทพูดของเฮดีสที่กล่าวว่านรกให้บริการลูกค้าหลายพันคน ตั้งใจล้อคำโฆษณาของแม็กโดนัลด์ การเรียกเมืองธีปส์เป็น ‘มะกอกผลใหญ่’ (the Big Olive) มาจากชื่อเล่นของมหานครนิวยอร์กที่ถูกเปรียบว่าเป็น &#8220;the Big Apple&#8221; หรือการที่ครูฝึกของเฮอร์คิวลิสบอกว่า ถ้าเขาประสบความสำเร็จที่เมืองธีปส์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในทุกที่ มาจากเนื้อเพลง New York, New York ของ แฟรงค์ ซินาตร้า (Frank Sinatra) &#8220;If you can make it there, you can make it anywhere&#8221; </p>



<p>แม้คำวิจารณ์จากสื่อจะไม่ดีนัก แต่โพลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ชม กลับพบว่ามีการให้คะแนนเฮอร์คิวลิสสูงกว่าโพคาฮอนทัสซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า แม้แอนิเมชั่นจะไม่ทำเงิน แต่ก็ไม่ได้ล้มเหลวมากมายในสายตาผู้ชมทั่วไป&nbsp;</p>



<p>ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เฮอร์คิวลิสไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากเป็นเพราะจังหวะของแอนิเมชั่นไม่ดี มีคู่แข่งมาก ยังเป็นเพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้มาในช่วงปลายยุคเรนาซองซ์ของดิสนีย์ ซึ่งผู้ชมเริ่มอิ่มตัวกับการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบเดิม โดยหากเฮอร์คิวลิสมาก่อนอะลาดิน ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ไม่น้อยไปกว่ากัน&nbsp;</p>



<p>เฮอร์คิวลิสน่าผิดหวังจริงหรือไม่? คำถามนี้อาจได้รับคำตอบต่างไปหากมองในแต่ละมุม ดิสนีย์ที่หวังรายได้จากแอนิเมชั่นอาจตอบว่า ใช่ หนังไม่ทำกำไรเท่าที่คาดหวัง แต่สำหรับเด็กหลายคนที่เติบโตมากับเฮอร์คิวลิส แอนิเมชั่นเรื่องนี้ถือเป็นความทรงจำของช่วงเวลา เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่แฟนคลับตั้งตาให้กลับมาในรูปแบบไลฟ์แอคชั่น</p>



<p><em>References:</em></p>



<p>The Original Hercules and Disney&#8217;s <a href="http://www.maicar.com/GML/DisneyHercules.html">http://www.maicar.com/GML/DisneyHercules.html</a>&nbsp;</p>



<p>Disney&#8217;s Hercules: 10 Things That Would Be Different If The Movie Was Mythologically Accurate <a href="https://screenrant.com/disney-hercules-differences-if-mythologically-accurate/">https://screenrant.com/disney-hercules-differences-if-mythologically-accurate/</a>&nbsp;</p>



<p>27 hidden references and clever jokes in &#8216;Hercules&#8217; you probably missed as a kid <a href="https://www.insider.com/hercules-clever-interesting-details-that-went-over-your-head">https://www.insider.com/hercules-clever-interesting-details-that-went-over-your-head</a>&nbsp;</p>



<p>Disney&#8217;s Myth Conception <a href="https://www.washingtonpost.com/wp-srv/style/longterm/movies/review97/herculeshowe.htm">https://www.washingtonpost.com/wp-srv/style/longterm/movies/review97/herculeshowe.htm</a>&nbsp;</p>



<p>5 Reasons A Disney Hercules Remake Is A Great Idea <a href="https://www.cinemablend.com/news/2495681/5-reasons-a-disney-hercules-remake-is-a-great-idea">https://www.cinemablend.com/news/2495681/5-reasons-a-disney-hercules-remake-is-a-great-idea</a>&nbsp;</p>



<p>Hercules: 6 Reasons Why The Disney Animated Movie Is Still Underrated <a href="https://www.cinemablend.com/movies/hercules-reasons-why-the-disney-animated-movie-is-still-underrated">https://www.cinemablend.com/movies/hercules-reasons-why-the-disney-animated-movie-is-still-underrated</a>&nbsp;</p>



<p>7 Reasons Why Hercules Is The Best Disney Movie <a href="https://www.theodysseyonline.com/hercules-best-disney-movie">https://www.theodysseyonline.com/hercules-best-disney-movie</a>&nbsp;</p>



<p>Hercules Is Too Weak to Lift Disney Stock <a href="https://www.nytimes.com/1997/07/10/business/hercules-is-too-weak-to-lift-disney-stock.html">https://www.nytimes.com/1997/07/10/business/hercules-is-too-weak-to-lift-disney-stock.html</a>&nbsp;</p>



<p>Time Has Been Kind To Disney&#8217;s &#8216;Hercules&#8217;, A Flawed But Fascinating Attempt To Recapture The Magic Of &#8216;Aladdin&#8217; <a href="https://www.slashfilm.com/568984/hercules-revisited/">https://www.slashfilm.com/568984/hercules-revisited/</a>&nbsp;</p>



<p>Megara&#8217;s FULL Story | Her Mythology &amp; Sarcasm Explained: Discovering Disney Hercules <a href="https://www.youtube.com/watch?v=h3Ueer86n50">https://www.youtube.com/watch?v=h3Ueer86n50</a>&nbsp;</p>



<p>WHY ‘HERCULES’ HAS THE BEST DISNEY SOUNDTRACK OF ALL TIME <a href="https://www.nylon.com/articles/hercules-movie-soundtrack-anniversary">https://www.nylon.com/articles/hercules-movie-soundtrack-anniversary</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-hercules-history/">เฮอร์คิวลิส การ์ตูนฮีโร่ที่ไม่ประสบความสำเร็จของดิสนีย์ แต่กลับเป็นที่จดจำของแฟนคลับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อาหรับ จีน ฝรั่งเศส หรือ อเมริกัน ว่าด้วยอะลาดิน แอนิเมชั่นที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disneys-aladdin-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2022 05:08:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Aladdin]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=159887</guid>

					<description><![CDATA[<p>อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ (Aladdin &#8211; 1992) ดูจะเป็นแอนิเมชั่นที่ฉีกภาพจำของดิสนีย์ในหลายๆ ด้าน นอกจากฉากหลังของเรื่องที่ถูกย้ายจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก ตัวละครหลักก็ถูกเปลี่ยนจากหญิงสาวมาเป็นชายหนุ่ม แถมเป็นหนุ่มที่มีอาชีพไม่ค่อยสุจริตนักคือเป็นหัวขโมยในตลาด บรรดาแฟนคลับดิสนีย์อาจรู้สึกได้ว่าอะลาดินมีกลิ่นอายที่ต่างไปจากผลงานก่อนหน้า คือมีความเป็นคอเมดี้ผสมเรื่องราวการผจญภัย และตัวละครซึ่งเป็นที่จดจำมากพอๆ กับตัวละครหลัก ก็คือยักษ์ในตะเกียงที่ถอดแบบคาแรกเตอร์มาจากนักแสดงดังอย่างโรบิน วิลเลียมส์ อิริก โกลด์เบิร์ก (Eric Goldberg) แอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ กล่าวว่า โรบิน วิลเลียมส์ ได้ลองสวมบทบาทที่แตกต่างกันมากถึง 60 บทบาทเพื่อให้ทีมงานได้เลือกคาแรกเตอร์ของยักษ์ในตะเกียงที่เหมาะสม การแสดงของเขา มีส่วนสำคัญต่อเรื่องราว ทำให้การเล่าเรื่องมีสีสันและรสชาติที่แตกต่างจากผลงานชิ้นก่อนๆ อะลาดินซึ่งเป็นตัวละครหลัก ถูกพัฒนาคาแรกเตอร์มาจากบทบาทของทอม ครูซ ในเรื่อง Top Gun “ตัวละครของเขามีทั้งความมั่นใจและความอวดดี” เกล็น คีน (Glen Keane) อีกหนึ่งแอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ ให้ความคิดเห็น “อะลาดินเป็นตัวละครที่ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์มาก เนื่องจากเขาซับซ้อนและมีหลายอารมณ์ความรู้สึก ในขณะที่เจ้าชายอสูรมีแอนิเมเตอร์ 6 คน อะลาดินกลับต้องใช้ทีมงานประมาณ 12-20 คน” ผลปรากฏว่างานรูปแบบใหม่ของดิสนีย์ได้รับเสียงตอบรับดียิ่งกว่าเก่า จากที่ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เคยสร้างเสียงตื่นเต้น กวาดรายได้ไปมากถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-aladdin-history/">อาหรับ จีน ฝรั่งเศส หรือ อเมริกัน ว่าด้วยอะลาดิน แอนิเมชั่นที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ</em> (<em>Aladdin</em> &#8211; 1992) ดูจะเป็นแอนิเมชั่นที่ฉีกภาพจำของดิสนีย์ในหลายๆ ด้าน นอกจากฉากหลังของเรื่องที่ถูกย้ายจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก ตัวละครหลักก็ถูกเปลี่ยนจากหญิงสาวมาเป็นชายหนุ่ม แถมเป็นหนุ่มที่มีอาชีพไม่ค่อยสุจริตนักคือเป็นหัวขโมยในตลาด บรรดาแฟนคลับดิสนีย์อาจรู้สึกได้ว่าอะลาดินมีกลิ่นอายที่ต่างไปจากผลงานก่อนหน้า คือมีความเป็นคอเมดี้ผสมเรื่องราวการผจญภัย และตัวละครซึ่งเป็นที่จดจำมากพอๆ กับตัวละครหลัก ก็คือยักษ์ในตะเกียงที่ถอดแบบคาแรกเตอร์มาจากนักแสดงดังอย่างโรบิน วิลเลียมส์</p>



<p>อิริก โกลด์เบิร์ก (Eric Goldberg) แอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ กล่าวว่า โรบิน วิลเลียมส์ ได้ลองสวมบทบาทที่แตกต่างกันมากถึง 60 บทบาทเพื่อให้ทีมงานได้เลือกคาแรกเตอร์ของยักษ์ในตะเกียงที่เหมาะสม การแสดงของเขา มีส่วนสำคัญต่อเรื่องราว ทำให้การเล่าเรื่องมีสีสันและรสชาติที่แตกต่างจากผลงานชิ้นก่อนๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ.jpg" alt="" class="wp-image-159915" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ทอมครูซ-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></figure>



<p>อะลาดินซึ่งเป็นตัวละครหลัก ถูกพัฒนาคาแรกเตอร์มาจากบทบาทของทอม ครูซ ในเรื่อง <em>Top Gun </em>“ตัวละครของเขามีทั้งความมั่นใจและความอวดดี” เกล็น คีน (Glen Keane) อีกหนึ่งแอนิเมเตอร์ผู้ดูแลตัวละครของดิสนีย์ ให้ความคิดเห็น “อะลาดินเป็นตัวละครที่ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์มาก เนื่องจากเขาซับซ้อนและมีหลายอารมณ์ความรู้สึก ในขณะที่เจ้าชายอสูรมีแอนิเมเตอร์ 6 คน อะลาดินกลับต้องใช้ทีมงานประมาณ 12-20 คน”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="970" height="546" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา.jpg" alt="" class="wp-image-159891" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา.jpg 970w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/a-whole-new-world-เป็นเพลงที่ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองสาขา-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 970px) 100vw, 970px" /></figure>



<p>ผลปรากฏว่างานรูปแบบใหม่ของดิสนีย์ได้รับเสียงตอบรับดียิ่งกว่าเก่า จากที่ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> เคยสร้างเสียงตื่นเต้น กวาดรายได้ไปมากถึง 145.8 ล้านดอลลาร์ <em>อะลาดิน </em>ทุบสถิติ เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของโลกที่ทำรายได้มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รายได้ที่ว่าหากเทียบกับค่าตั๋วในช่วงเวลาเดียวกัน แปลว่าชาวอเมริกันถึง 1 ใน 5 ยินดีจ่ายค่าตั๋วเพื่อเข้าชมผลงานเรื่องนี้ในโรงหนัง บทเพลงสำคัญอย่าง <em>A Whole New World </em>ยังได้รับรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Song) ควบรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Score) ในปีเดียวกัน</p>



<p>ความสำเร็จของ <em>อะลาดิน </em>เป็นที่น่าจับตา น่าสนใจว่าเรื่องราวแอนิเมชั่นได้รับการดัดแปลงจากต้นฉบับเป็นอย่างมากและถ้ากล่าวในสายตานักประวัติศาสตร์ หลายท่านกลับบอกว่าเรื่องนี้เป็นที่สุดของความ &#8216;จับแพะชนแกะ&#8217; จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของบทประพันธ์ เรื่องราวต้นฉบับของ<em> อะลาดิน </em>เป็นอย่างไร แล้วส่วนไหนบ้างที่เป็นการเสริมแต่งของดิสนีย์ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบ</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะลาดินแบบต้นฉบับ เรื่องราวที่มักถูกเข้าใจผิดว่ามาจากนิทานพันหนึ่งราตรี</h3>



<p><em>พันหนึ่งราตรี </em>หรือ<em> The Arabian Nights</em> เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่ถูกรวบรวมขึ้นเป็นภาษาอาหรับ เก็บรวมนิทานพื้นบ้านของทั้งเอเชียตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกาตอนเหนือ หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของ <em>พันหนึ่งราตรี </em>พบว่า มีบันทึกไว้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่เรื่องราวเกี่ยวกับอะลาดินกับตะเกียงวิเศษไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนั้น</p>



<p>นิทาน <em>อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ</em> เพิ่งพบถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ในผลงานฉบับแปลของนายอันโตน กัลแลนด์ (Antoine Galland) นักวิชาการและนักการทูตชาวฝรั่งเศสที่เคยทำหน้าที่เป็นเลขาให้กับราชทูตฝรั่งเศสประจำนครคอนสแตนติโนเปิล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="777" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-777x1024.jpg" alt="" class="wp-image-159900" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-777x1024.jpg 777w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-228x300.jpg 228w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-768x1012.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-1165x1536.jpg 1165w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-1554x2048.jpg 1554w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี-600x791.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อันโตน-กัลแลนด์-Antoine-Galland-ผู้แปลนิทานพันหนึ่งราตรี.jpg 1600w" sizes="(max-width: 777px) 100vw, 777px" /></figure>



<p>อันโตน กัลแลนด์ เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่นำนิทาน <em>พันหนึ่งราตรี </em>มาแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ทำให้งานเขียนเรื่องนี้เป็นที่นิยมในสังคมตะวันตก มูห์ซิน เจ. อัล-มูซาวี (Muhsin J. al-Musawi) ศาสตราจารย์ด้านภาษาอาหรับและการศึกษาเปรียบเทียบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) กล่าวว่า<em> พันหนึ่งราตรี </em>ฉบับแปลของนายกัลแลนด์ นำเรื่องราวมาจากต้นฉบับที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาอาหรับซึ่งถูกเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 14</p>



<p>ระหว่างปี 1704-1706 กัลแลนด์ตีพิมพ์นิยายแปลของเขาจำนวน 7 เล่ม ครอบคลุมเรื่องราวประมาณ 40 เรื่อง ซึ่งปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในราวปี 1709 กัลแลนด์หมดเรื่องราวที่จะนำมาแปลต่อ เขาจึงเดินทางไปพบเพื่อนและคู่แข่งคนสำคัญคือนายพอล ลูคัส นักล่าสมบัติที่เดินทางไปมาระหว่างปารีสกับตะวันออกกลาง เพื่อสรรหาของมีค่ามาถวายกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ผู้มีความสนใจในอัญมณีหายาก</p>



<p>ที่อพาร์ตเมนต์ของลูคัส กัลแลนด์ได้พบกับชายหนุ่มชาวซีเรียจากอเลปโป ชื่อแฮนนา ดิยับ (Hanna Diyab) เด็กหนุ่มคนนี้เป็นผู้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะลาดินกับตะเกียงวิเศษ เรื่องราวที่ว่าถูกนำมาเรียบเรียงเพื่อตีพิมพ์ใหม่ในปี 1717</p>



<p>ทุกวันนี้นักวิชาการต่างพากันสงสัยว่านายดิยับนำเรื่องราวของอะลาดินมาจากไหน เขาคิดเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง หรือนำส่วนต่างๆ จากนิทานที่จำได้มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน เขาอาจจะได้ฟังเรื่องนี้ในระหว่างการเดินทาง หรือได้อ่านต้นฉบับเรื่องนี้ ที่ปรากฏว่าสูญหายไปแล้วในปัจจุบัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะลาดินเป็นชาวอาหรับจริงหรือไม่<strong>?</strong></h3>



<p>เรื่องเล่าต้นฉบับของอะลาดิน กล่าวว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศจีน อะลาดินไม่ใช่หัวขโมยกำพร้า แต่อาศัยอยู่กับแม่ เขาเป็นเด็กขี้เกียจ ไม่เอาการเอางาน อยู่บ้านเกาะแม่กินไปวันๆ กระทั่งวันหนึ่งอะลาดินได้พบกับชายแปลกหน้า อ้างตัวว่าเป็นลุงที่สูญหายไปนาน</p>



<p>วันหนึ่งลุงตัวปลอมเสกคาถาเปิดทางไปยังถ้ำซ่อนสมบัติปริศนา โดยกล่าวว่ามีแค่อะลาดินเท่านั้นที่จะสามารถนำตะเกียงวิเศษออกจากถ้ำ เขามอบแหวนให้หนึ่งวง บอกว่าถ้าเด็กหนุ่มเจอปัญหาให้ใช้แหวนวงนี้ อะลาดินนำตะเกียงวิเศษออกมาได้อย่างปลอดภัย ลุงตัวปลอมสั่งให้อะลาดินส่งตะเกียงให้เขา เด็กหนุ่มปฏิเสธบอกว่าลุงต้องช่วยพาเขาออกไปก่อน ทั้งสองถกเถียงกัน จบลงที่ลุงตัวปลอมปิดตายถ้ำ ขังอะลาดินกับตะเกียงไว้โดยไม่มีทางออก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="970" height="546" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์.jpg" alt="" class="wp-image-159893" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์.jpg 970w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/จินนี่-หรือยักษณ์ในตะเกียงที่ได้โรบิน-วิลเลียมส์มาเป็นผู้ช่วยพัฒนาคาแรกเตอร์-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 970px) 100vw, 970px" /></figure>



<p>อะลาดินหมดหวัง เขาเริ่มสวดอ้อนวอนแต่บังเอิญว่ามือไปถูกับแหวนเข้า ทำให้มียักษ์วิเศษปรากฏตัวออกมา อะลาดินขอให้ยักษ์ช่วยพาเขากลับบ้าน และได้นำตะเกียงพร้อมด้วยของมีค่าบางส่วนกลับมาด้วย</p>



<p>เมื่อกลับมาถึงบ้าน อะลาดินและแม่ตัดสินใจนำตะเกียงไปขาย ในขณะที่แม่นำผ้ามาเช็ดตะเกียงเพื่อทำความสะอาด ยักษ์ตัวใหญ่ก็ปรากฏออกมาพร้อมถามว่าเจ้านายต้องการจะขอพรอะไร อะลาดินที่เคยพบยักษ์ในแหวนมาก่อน กล่าวว่าเขาต้องการอาหาร ยักษ์จึงเสกข้าวปลามากมายในถาดเงิน อะลาดินและแม่กินอาหารอย่างมีความสุขและได้นำถาดเงินไปขายเพื่อใช้จ่ายในเวลาต่อมา</p>



<p>วันหนึ่งสุลต่านเจ้าเมืองประกาศว่าลูกสาวของเขาจะเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปโรงอาบน้ำ อะลาดินอยากเห็นว่าเจ้าหญิงมีหน้าตาเป็นอย่างไรจึงเข้าไปแอบดูและตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น</p>



<p>อะลาดินขอให้แม่นำเพชรพลอยที่ตนนำกลับมาจากถ้ำไปสู่ขอเจ้าหญิงจากสุลต่าน ปรากฏว่าเพชรพลอยมีมูลค่ามากจนสุลต่านพอใจ กล่าวว่าจะยอมยกลูกสาวให้ในเวลาสามเดือนข้างหน้า</p>



<p>อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาของสุลต่านแอบมาคุยลับหลัง กล่าวว่าเขาสามารถหาสมบัติมูลค่าสูงกว่านี้ได้ภายในสองเดือน ดังนั้นสุลต่านจึงกลับคำสัญญา มอบลูกสาวให้แต่งงานกับลูกชายที่ปรึกษาแทน</p>



<p>อะลาดินเมื่อทราบเรื่องนี้ก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในวันแต่งงานของเจ้าหญิง เขาขอพรกับยักษ์ในตะเกียงให้พาตัวเจ้าหญิงมาที่บ้าน และขังเจ้าบ่าวเอาไว้ อะลาดินอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง กล่าวว่าเขาแค่ต้องการทวงสัญญาแต่จะไม่ทำร้ายเจ้าหญิง เช้าวันต่อมาเจ้าหญิงถูกส่งตัวกลับวัง และเมื่อเธอเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง กลับได้รับคำตอบว่าพระองค์น่าจะแค่ฝันร้าย</p>



<p>คืนต่อมาเรื่องราวแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกกับเธอและสามี จนสามีทนไม่ไหวขอแยกทาง เวลาผ่านไปถึงเดือนที่สามตามสัญญา อะลาดินให้แม่เดินทางไปพบสุลต่านเพื่อจัดการเรื่องสมรส สุลต่านคิดจะเล่นแง่จึงเรียกข้อแลกเปลี่ยนที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ ขอให้อะลาดินนำ &#8216;ตะกร้าที่เต็มไปด้วยทองคำจำนวน 40 ถัง ถือโดยทาสผิวดำ 40 คน นำขบวนด้วยทาสผิวขาวอีก 40 คน ทั้งหมดต้องแต่งตัวสวยงาม&#8217; มามอบให้พระองค์</p>



<p>คำขอนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับอะลาดินเพราะยักษ์ในตะเกียงสามารถจัดหาให้ได้ในทันที อะลาดินกับเจ้าหญิงได้แต่งงานกัน ทั้งสองสร้างวังใหม่และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข</p>



<p>อะลาดินเป็นคนจิตใจดีจึงได้รับความนิยมจากประชาชน ชื่อเสียงของเขาโด่งดังจนไปเข้าหูลุงตัวปลอมซึ่งเดินทางกลับไปแอฟริกา ลุงเจ้าคาถากลับมาเพื่อหวังชิงตะเกียงจากอะลาดิน รอจนวันที่เขาไม่อยู่บ้าน ปลอมตัวเข้าไปในวังเสนอแลกตะเกียงเก่ากับของใหม่</p>



<p>เจ้าหญิงไม่เข้าใจความสำคัญของตะเกียงจึงนำตะเกียงวิเศษมามอบให้อย่างว่าง่าย เมื่อได้รับอำนาจจากตะเกียง ลุงตัวปลอมขอให้ยักษ์ย้ายวังและเจ้าหญิงไปอยู่ที่แอฟริกา อะลาดินกลับมาไม่พบทั้งวังทั้งภรรยา จึงเรียกให้ยักษ์วิเศษในแหวนออกมาช่วย ยักษ์ผู้เป็นทาสแห่งแหวนกล่าวว่าตัวเขาไม่มีอำนาจมากพอจะต่อกรกับยักษ์แห่งตะเกียง แต่สามารถพาอะลาดินไปหาเจ้าหญิงได้</p>



<p>อะลาดินและเจ้าหญิงวางแผนสังหารลุงตัวปลอมด้วยกัน ใช้วิธีใส่ยาพิษลงในอาหาร เมื่อลุงตัวปลอมตายจากไป อะลาดินก็ขอให้ยักษ์ในตะเกียงย้ายวังของเขากลับมาอยู่ที่เดิม แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น พี่ชายของผู้วิเศษที่เคยปลอมตัวเป็นลุงของอะลาดินทราบข่าวและตั้งใจจะแก้แค้น</p>



<p>เขาเดินทางมาถึงเมืองและได้ทราบว่าเจ้าหญิงมักเชิญตัวหญิงนักบวชชรานามว่าฟาติมาเข้าไปในวัง จึงทำการฆ่าฟาติมาและปลอมตัวเป็นเธอ ใช้ผ้าคลุมหน้าปกปิดตัวตนเพื่อเข้าไปในวัง ฟาติมาตัวปลอมกล่าวว่าวังของเจ้าหญิงสวยมาก ขาดไปอย่างเดียวคือไข่ของนกร็อก (Roc) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานมีลักษณะคล้ายพญาอินทรีขนาดใหญ่สามารถล้มช้างได้ทั้งตัว</p>



<p>เจ้าหญิงขอไข่ของนกจากอะลาดิน ผู้ซึ่งนำคำขอไปบอกยักษ์ในตะเกียงอีกที ปรากฏว่ารอบนี้ยักษ์วิเศษไม่ได้มอบพรตามคำขอ แต่กลับโกรธมากเพราะร็อกเป็นนกที่มีอำนาจสูงมาก ถือเป็นนายของเหล่ายักษ์ในตะเกียงอีกที การขอไข่ของนกวิเศษถือเป็นการลบหลู่อย่างรุนแรงดังนั้นยักษ์จึงปฏิเสธที่จะมอบพรใดๆ ให้อะลาดินอีก</p>



<p>แต่ก่อนที่ยักษ์จะจากไป เขาได้กล่าวว่าฟาติมาผู้นี้เป็นตัวปลอมและกำลังหวังร้าย อะลาดินทราบจึงลงมือฆ่าฟาติมาเสีย เรื่องราวจบลงตรงนี้ อะลาดินและเจ้าหญิงใช้ชีวิตต่อมาอย่างมีความสุขและได้ขึ้นปกครองหลังสุลต่านจากไป ทั้งสองมีลูกหลานด้วยกันมากมาย ล้วนได้ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="526" height="653" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Edmund-Dulac.jpg" alt="" class="wp-image-159912" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Edmund-Dulac.jpg 526w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Edmund-Dulac-242x300.jpg 242w" sizes="(max-width: 526px) 100vw, 526px" /></figure>



<p>นิทานเรื่อง <em>อะลาดิน</em> กล่าวว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่ประเทศจีน แต่องค์ประกอบของเรื่องไม่ว่าจะเป็นสุลต่าน นกร็อก หรือแม้แต่ตำนานยักษ์ในตะเกียงล้วนเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อแบบตะวันออกกลาง อะราฟัต เอ. ราซซัค (Arafat A. Razzaque) นักวิจัยจากศูนย์อิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (University of Cambridge) กล่าวว่า เรื่องเล่าโบราณในวัฒนธรรมอาหรับมักกล่าวถึงสถานที่ห่างไกลโดยใช้ชื่อสถานที่นั้นว่าประเทศจีน (China) ดังนั้นจีนในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าอะลาดินเป็นชาวจีนอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นการเปรียบเปรยว่าสถานที่นี้อยู่ไกลโพ้นและมีความแตกต่างจากตะวันออกกลาง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="882" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-882x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-159907" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-882x1024.jpeg 882w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-258x300.jpeg 258w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-768x892.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู-600x697.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แมนจู.jpeg 1050w" sizes="(max-width: 882px) 100vw, 882px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="630" height="735" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง.jpg" alt="" class="wp-image-159896" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง.jpg 630w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง-257x300.jpg 257w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/ภาพวาดอะลาดินโดย-Walter-Crane-นำเสนอตัวละครหลักด้วยรูปลักษณ์แบบชาวจีนตามที่นิยายกล่าวถึง-600x700.jpg 600w" sizes="(max-width: 630px) 100vw, 630px" /></figure>



<p>อย่างไรก็ดี เมื่อเรื่องเล่าของอะลาดินเป็นที่โด่งดังในยุโรป ภาพประกอบที่ถูกทำขึ้นในยุควิกตอเรียนจึงมักวาดภาพอะลาดินให้เป็นชาวจีนแบบแมนจู เพราะในระหว่างนั้นชาวอังกฤษคุ้นชินกับวัฒนธรรมจีนมากกว่าอันมีเหตุมาจากการทำสงครามฝิ่น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ.jpg" alt="" class="wp-image-159897" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เมืองอัลคาบาร์-ซึ่งเป็นสถานที่ในจินตนาการ-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></figure>



<p>สำหรับแอนิเมชั่นเรื่อง <em>อะลาดิน </em>ของดิสนีย์ จอห์น มัสเคอร์ (John Musker) หนึ่งในผู้กำกับ ได้กล่าวว่าอะลาดินนั้นตั้งใจจะใช้ฉากหลังเป็นเมืองแบกแดดของประเทศอิรัก แต่ภายหลังเกิดสงครามอ่าวขึ้นเสียก่อนระหว่างอิรักและคูเวต ทำให้มีการเปลี่ยนสถานที่เป็นเมืองอัลคาบาร์ซึ่งเป็นนครในจินตนาการ ไม่ได้มีอยู่จริง</p>



<p>ส่วนเหตุที่ฉากหลังเก่าเป็นเมืองแบกแดด อาจเป็นเพราะบทบาทของอะลาดินซึ่งถูกเปลี่ยนจากผู้ชายเกาะแม่กินไม่เอาถ่าน เป็นหัวขโมยที่มีลูกเล่นแพรวพราวได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ดังในปี 1940 เรื่อง <em>The Thief of Bagdad</em></p>



<h3 class="wp-block-heading">แต่อะลาดินตัวจริงเป็นใคร<strong>?</strong></h3>



<p>นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันให้ความสนใจไปยังชายชาวซีเรียซึ่งเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ว่าตัวเขานั่นแหละคืออะลาดิน โดยได้แต่งเติมนิทานเรื่องนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ประสบพบเจอในบ้านเกิด จนเดินทางมาถึงประเทศฝรั่งเศส</p>



<p>กัลแลนด์ไม่เคยให้เครดิตแฮนนา ดิยับ ในฐานะผู้เล่านิทาน แต่ในปี 1993 มีการพบบันทึกของดิยับในห้องสมุดของวาติกัน ที่ซึ่งตัวเขาได้จดบันทึกเกี่ยวกับชีวิตและการเดินทาง คำอธิบายของเขาที่ได้กล่าวถึงความฟุ่มเฟือยหรูหราของพระราชวังแวร์ซาย มีความคล้ายกันกับคำอธิบายของพระราชวังสุลต่านในเรื่องราวของอะลาดิน</p>



<p>เปาโล เลมอส ฮอร์ตา (Paulo Lemos Horta) เจ้าของหนังสือ <em>Marvellous Thieves: Secret Authors of the Arabian Nights </em>กล่าวว่า เรื่องราวของอะลาดินถูกเขียนขึ้นจากสายตาที่สดใหม่และความเห็นใจต่อความอยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับชนชั้นสูงอายุ <em>60 </em>กว่าอย่างกัลแลนด์</p>



<p>หากเราเชื่อว่าดิยับเป็นเจ้าของเรื่องราวทั้งหมด อะลาดินตัวจริง ก็อาจเป็นชายหนุ่มจากซีเรียที่เดินทางเผชิญโลกกว้างและได้เห็นความหรูหรามากมายที่เป็นดั่งพรวิเศษใช้ได้ไม่จำกัดของราชสำนักในช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน.jpeg" alt="" class="wp-image-159899" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/อะลาดินกับจัสมินเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่แสดงถึงการโหยหาอิสระของอเมริกัน-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">อะลาดินกับจัสมิน คู่รักที่เป็นดังตัวแทนหนุ่มสาวอเมริกัน ทศวรรษที่ <em>1990s</em></h3>



<p>หากเทียบกันกับ <em>สโนไวท์ </em>(1937), <em>ซินเดอเรลล่า</em> (1950), ออโรร่า <em>เจ้าหญิงนิทรา</em> (1959), เอเรียล <em>เงือกน้อยพจญภัย </em>(1989), และเบลล์จาก <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> (1991) จัสมินดูจะเป็นเจ้าหญิงที่มีความเฟมินิสต์มากที่สุด</p>



<p>ซินเดอเรลล่าเป็นเรื่องของการสมรสเพื่อเปลี่ยนชนชั้นทางสังคม ในขณะที่ออโรร่าพ้นจากคำสาปเพราะความช่วยเหลือจากฝ่ายชาย แอเรียลเป็นเจ้าหญิงที่มีความใกล้เคียงกับจัสมิน ทั้งสองเป็นลูกสาวผู้ปกครอง ใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ตัดสินใจละทิ้งสถานะเพื่อตามหาสิ่งที่ต้องการ แอเรียลเปลี่ยนตัวเองเป็นมนุษย์เพื่อตามหาความรัก แต่จัสมินปลอมตัวหลบหนีจากวังเพราะต้องการอิสระ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="754" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-1024x754.jpg" alt="" class="wp-image-159906" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-1024x754.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-300x221.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-768x565.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส-600x442.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/เฟมินิส.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จัสมินโหยหาอิสรภาพและไขว่คว้าหาความสุข เธอต้องการใช้ชีวิตของตัวเองซึ่งเป็นชีวิตในอุดมคติของชาวอเมริกัน อลัน เมนเคน (Alan Menken) ผู้ประพันธ์เพลงประกอบในแอนิเมชั่น <em>อะลาดิน </em>กล่าวว่า มิสชั่นหลักของเขาคือการหาจุดลงตัวระหว่างป๊อปคัลเจอร์อเมริกัน กับวัฒนธรรมอาหรับโบราณ “มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ดิสนีย์ต้องการใส่ความเป็นอเมริกันเข้าไป เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจและรู้สึกมีส่วนร่วมกับตัวละคร”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="468" height="674" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นเสื้อเอวลอยกับกางเกงตัวใหญ่แบบที่จัสมินสวมใส่ได้รับความนิยมในยุค-90.jpg" alt="" class="wp-image-159895" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นเสื้อเอวลอยกับกางเกงตัวใหญ่แบบที่จัสมินสวมใส่ได้รับความนิยมในยุค-90.jpg 468w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นเสื้อเอวลอยกับกางเกงตัวใหญ่แบบที่จัสมินสวมใส่ได้รับความนิยมในยุค-90-208x300.jpg 208w" sizes="(max-width: 468px) 100vw, 468px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-159894" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นซีทรูที่นิยมกันมากในช่วงที่อะลาดินออกฉาย.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>จัสมินดูจะเป็นตัวละครแรกที่ใช้พลังความเป็นหญิงของเธอเพื่อยั่วยวนจาฟา เป้าหมายเพื่อช่วยอะลาดินให้สามารถทำภารกิจให้สำเร็จ เธอเป็นตัวของตัวเอง กล้าเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ และเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นค่านิยมของวัยรุ่นอเมริกัน แม้แต่ชุดที่จัสมินสวมใส่ก็ยังถอดแบบมาจากเสื้อเอวลอย กับกางเกงขายาวทรงใหญ่ในยุคนั้น รวมไปถึงแฟชั่นแบบซีทรูซึ่งได้รับความนิยมในสังคมอเมริกา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="360" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย.jpg" alt="" class="wp-image-159910" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/แฟชั่นร่วมสมัย-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>เรื่องน่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับเสื้อผ้าของจัสมิน คือดิสนีย์เคยตั้งใจจะให้เธอสวมชุดสีชมพู เพราะของเล่นสีชมพูทำกำไรและเป็นที่ต้องการมากกว่า แต่เปลี่ยนกลับมาเป็นสีเขียวในภายหลัง การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการตลาด เคยเกิดขึ้นเหมือนกันในเคสของแอเรียล เมื่อดิสนีย์คิดจะเปลี่ยนสีผมของเงือกน้อยให้เป็นสีทอง เพราะตุ๊กตาผมแดงไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาด</p>



<p>ทุกวันนี้ <em>อะลาดิน </em>เป็นหนึ่งในผลงานขึ้นหิ้งของดิสนีย์ แต่สิ่งที่ทำให้ <em>อะลาดิน </em>ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในวงการประวัติศาสตร์และมีความแตกต่างจากงานของดิสนีย์เรื่องอื่นๆ คือการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ชวนให้เรามองเห็นการพบปะสังสรรค์ของผู้คนจากหลายที่มา เรื่องเล่าแบบอาหรับโบราณ เล่าโดยจินตนาการของนักเดินทางชาวซีเรีย เขียนผ่านปลายปากกาของนักเขียนฝรั่งเศสผู้เป็นตัวแทนสังคมชั้นสูงก่อนการปฏิวัติ ก่อนถูกหยิบขึ้นมาตีความใหม่จนโด่งดังในบริบทของความเป็นอเมริกัน ที่ผสานไปด้วยคุณค่าของความรักและเสรีภาพ</p>



<p><em>References:</em></p>



<p>Was Aladdin Based on a Real Person? Here’s Why Scholars Are Starting to Think So<a href="https://time.com/5592303/aladdin-true-history/"><u>https://time.com/5592303/aladdin-true-history/</u></a></p>



<p>The History of the original Aladdin Tale <a href="https://www.pookpress.co.uk/project/history-original-aladdin-story/">https://www.pookpress.co.uk/project/history-original-aladdin-story/</a></p>



<p>The Messed Up Origins of Aladdin | Disney Explained &#8211; Jon Solo <a href="https://www.youtube.com/watch?v=I1sozWpmx_A"><u>https://www.youtube.com/watch?v=I1sozWpmx_A</u></a></p>



<p>Aladdin’ Becomes a $200-Million Genie for Disney : Movies: Studio’s all-time top-grosser is the first animated feature to reach the box office milestone. And in its 23rd week of release, there still is no end in sight <a href="https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1993-04-21-ca-25327-story.html"><u>https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1993-04-21-ca-25327-story.html</u></a></p>



<p>‘Aladdin’: 25 Things You Didn’t Know About the 1992 Animated Classic! <a href="https://www.etonline.com/aladdin-25-things-you-didnt-know-about-1992-animated-classic-91537"><u>https://www.etonline.com/aladdin-25-things-you-didnt-know-about-1992-animated-classic-91537</u></a></p>



<p>What You Probably Never Knew About Disney&#8217;s Aladdin <a href="https://www.looper.com/867756/what-you-never-knew-about-disneys-aladdin/"><u>https://www.looper.com/867756/what-you-never-knew-about-disneys-aladdin/</u></a></p>



<p>“พันหนึ่งราตรี” นิทานอาหรับ ต้นฉบับจากอินเดีย? <a href="https://www.silpa-mag.com/culture/article_62564"><u>https://www.silpa-mag.com/culture/article_62564</u></a></p>



<p>THE MOST FEMINIST DISNEY PRINCESS: JASMINE <a href="https://rosybvm.com/2020/03/21/the-most-feminist-disney-princess-jasmine/"><u>https://rosybvm.com/2020/03/21/the-most-feminist-disney-princess-jasmine/</u></a></p>



<p>Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One) <a href="https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=1107s"><u>https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=1107s</u></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disneys-aladdin-history/">อาหรับ จีน ฝรั่งเศส หรือ อเมริกัน ว่าด้วยอะลาดิน แอนิเมชั่นที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/beauty-and-the-beast-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2022 05:23:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Beauty and The Beast]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=158311</guid>

					<description><![CDATA[<p>Beauty and the Beast หรือชื่อในภาษาไทย โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เป็นแอนิเมชั่นที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกกันว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของดิสนีย์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดิสนีย์เพิ่งประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่น The Little Mermaid หรือ เงือกน้อยผจญภัย ไปเมื่อสองปีก่อนหน้า และได้มีการปฏิวัติวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นองค์ประกอบหลักในภาพลักษณ์ที่คล้ายกับการทำละครบรอดเวย์ แอนิเมชั่นที่เดินตามรูปแบบที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Beauty and the Beast (1991) Aladdin (1992) The Lion King (1994) ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังพร้อมรายรับมหาศาล&#160; Beauty and the Beast เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ซึ่งแม้จะไม่สามารถพิชิตรางวัล แต่เพลงหลักของเรื่องที่ใช้ชื่อเดียวกันกับแอนิเมชั่นอย่างเพลง Beauty and the Beast ก็คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้สร้างแอนิเมชั่นได้รับการยอมรับในเวทีประกาศรางวัลทัดเทียมกับหนังที่ใช้บุคคลจริงเป็นผู้แสดง  แม้ Beauty and the Beast จะสร้างปรากฏการณ์มากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสาวงาม และบุรุษผู้มีรูปลักษณ์เป็นดั่งสัตว์ร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศนอร์เวย์ มีเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องเป็นภรรยาของหมีขั้วโลก ในแอฟริกาใต้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beauty-and-the-beast-history/">โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>Beauty and the Beast</em> หรือชื่อในภาษาไทย <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> เป็นแอนิเมชั่นที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกกันว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของดิสนีย์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดิสนีย์เพิ่งประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่น <em>The Little Mermaid </em>หรือ <em>เงือกน้อยผจญภัย</em> ไปเมื่อสองปีก่อนหน้า และได้มีการปฏิวัติวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นองค์ประกอบหลักในภาพลักษณ์ที่คล้ายกับการทำละครบรอดเวย์ แอนิเมชั่นที่เดินตามรูปแบบที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น <em>Beauty and the Beast</em> (1991) <em>Aladdin</em> (1992) <em>The Lion King</em> (1994) ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังพร้อมรายรับมหาศาล&nbsp;</p>



<p><em>Beauty and the Beast</em> เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ซึ่งแม้จะไม่สามารถพิชิตรางวัล แต่เพลงหลักของเรื่องที่ใช้ชื่อเดียวกันกับแอนิเมชั่นอย่างเพลง <em>Beauty and the Beast</em> ก็คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้สร้างแอนิเมชั่นได้รับการยอมรับในเวทีประกาศรางวัลทัดเทียมกับหนังที่ใช้บุคคลจริงเป็นผู้แสดง </p>



<p>แม้ <em>Beauty and the Beast</em> จะสร้างปรากฏการณ์มากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสาวงาม และบุรุษผู้มีรูปลักษณ์เป็นดั่งสัตว์ร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศนอร์เวย์ มีเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องเป็นภรรยาของหมีขั้วโลก ในแอฟริกาใต้ มีตำนานเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องแต่งงานกับพญางู 5 เศียร ส่วนประเทศจีน ก็มีเรื่องเล่าคล้ายกันเกี่ยวกับชายชราผู้เผลอลุกล้ำเข้าไปในเขตของพญางูและจำต้องสัญญาว่าจะยกลูกสาวหนึ่งในสามของตนให้พญางูแลกกับอิสรภาพ ตำนานท้องถิ่นเหล่านี้ นำเสนอสาวงามในฐานะสตรีผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนรอบข้าง และความดีงามของเธอได้เปลี่ยนให้อสูรร้ายกลับกลายเป็นชายรูปงาม โดยมีคติสอนใจคล้ายกันคือ ความงามไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ความรักสามารถเอาชนะความตาย หรือ อย่าเชื่อคำเขาจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ทุกวันนี้คำว่า ‘โฉมงาม’ (beauty) กับ ‘อสูร’ (beast) เป็นคำเปรียบเปรยถึงสองบุคคลที่รูปลักษณ์แตกต่างกันเป็นอย่างมาก วลีนี้ถูกหยิบมาใช้อย่างติดปาก ไม่น้อยไปกว่าสำนวนอื่นๆ อย่าง mice and men (สื่อถึงวรรณกรรมเรื่อง<em> Of Mice and Men </em>ของจอห์น สไตน์เบ็ก กล่าวถึงมิตรภาพของชายหนุ่มสองคนที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง), sticks and stones (แปลว่าไม้และหิน มีความหมายถึงสิ่งลมๆ แล้งๆ หรือการพูดไปเรื่อย), หรือ vim and vigor (มาจากภาษาละตินแปลว่าความเข้มแข็งและพลัง) ในภาพยนตร์ดังอย่าง <em>King Kong</em> (1933) ก็ได้มีการยกวลีที่ว่ามาใช้บรรยายถึงจุดจบของสัตว์ร้าย โดยกล่าวว่า “ไม่ใช่เพราะเครื่องบิน แต่เป็นเพราะโฉมงามต่างหาก ที่สามารถปราบอสูร” (It wasn’t the airplanes. It was beauty killed the beast)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากตำนานสู่เรื่องจริง ว่าด้วย <em>Beauty and the Beast</em> กับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์&nbsp;</strong></h3>



<p>แม้ตำนานสาวงามกับสัตว์ร้ายจะผูกโยงกับคำสาป แต่ทราบหรือไม่ว่าในโลกใบนี้มีเรื่องราวของสาวงามที่ต้องแต่งงานกับบุรุษผู้มีรูปลักษณ์ต่างจากปกติ ต่างกันที่ตอนจบของเรื่องนี้ไม่มีเวทมนตร์วิเศษและความสุขชั่วนิรันดร เจ้าชายอสูรในชีวิตจริง มีชื่อว่าเปตรุส กอนซาลวัส ส่วนโฉมงามของเรื่อง คือสตรีนามว่าแคทเธอรีน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="709" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน.jpg" alt="" class="wp-image-158388" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน-300x236.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน-768x605.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/เปตรุสกับแคทเธอรีน-600x473.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>เปตรุสกับแคทเธอรีน</figcaption></figure>



<p>เปตรุส กอนซาลวัส เกิดในปี 1537 ที่หมู่เกาะคะแนรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปน เขาเกิดมาด้วยความผิดปกติทางพันธุกรรมเรียกกันว่าโรคมนุษย์หมาป่า (Hypertrichosis) ทำให้มีขนยาวขึ้นบนใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความผิดปกตินี้เกิดได้ทั้งกับเพศชายและเพศหญิง แต่ถือเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่หาพบได้ยากมาก เปตรุสเกิดมาด้วยลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าว ทำให้เขาถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายประหนึ่งสัตว์ ถูกจับขังกรงและให้ทานอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน&nbsp;</p>



<p>ในปี 1547 เปตรุสที่มีอายุเพียง 10 ขวบ ถูกส่งมอบเป็นของขวัญให้พระเจ้าอองรีที่ 2 ผู้ครองบัลลังก์ต่อจากบิดาเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส การสะสมมนุษย์ประหลาด หรือที่เรียกกันว่า &#8216;ผู้คนแห่งความสุข&#8217; เป็นสิ่งที่กษัตริย์ยุโรปให้ความสนใจมาตั้งแต่ยุคกลางและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งในสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฯลฯ กลุ่มคนประหลาดที่ถูกรวบรวมไว้ในราชสำนัก สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน คือ 1. บุคคลที่มีรูปร่างภายนอกผิดปกติ ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีอวัยวะผิดรูป ตัวสูงหรือเตี้ยเกินไป (รวมไปถึงผู้ที่มีสีผิวผิดแปลกไปจากชาวยุโรป) 2. บุคคลผู้มีจิตใจผิดปกติ เช่นผู้มีจิตวิปลาส 3. ผู้มีความสามารถในการเล่นตลก แสดงความคิดเห็นที่ดูแปลกประหลาด สร้างความขบขันให้ราชสำนัก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="743" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-743x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158391" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-743x1024.jpg 743w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-218x300.jpg 218w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-768x1058.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส-600x827.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/อองรีที่-2-แห่งฝรั่งเศส.jpg 937w" sizes="(max-width: 743px) 100vw, 743px" /><figcaption>พระเจ้าอองรีที่ 2</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1021" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-1021x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158389" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-1021x1024.jpg 1021w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-768x770.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-600x602.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/การสะสมมนุษย์ประหลาด-ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1021px) 100vw, 1021px" /><figcaption>การสะสมมนุษย์ประหลาด ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป</figcaption></figure>



<p>การเก็บสะสมมนุษย์ที่มีรูปลักษณ์ต่างไปจากความคาดหวังของสังคม ไม่ใช่การกระทำที่แสดงถึงความชื่นชม แต่เป็นการบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยวของมนุษย์ ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบของราชสำนัก อองรีที่ 2 เมื่อได้รับเปตรุสเป็นของขวัญ ก็มีความสนใจในความประหลาดของเด็กชายเป็นอย่างมากถึงขนาดตัดสินใจว่าจะลองให้การศึกษาแก่เด็กชาย เพื่อคอยดูว่าเปตรุสคนนี้จะมีความสามารถทางสติปัญญาเหมือนมนุษย์ปกติหรือไม่&nbsp;</p>



<p>ปรากฏว่าเปตรุสไม่เพียงอ่านออกเขียนได้ แต่ยังมีความเชี่ยวชาญถึงสามภาษารวมไปถึงภาษาละติน ทำให้กษัตริย์อองรีมีความพอใจเป็นอย่างมาก อนุญาตให้เปตรุสสวมเสื้อผ้าหรูหราเหมือนขุนนาง ทานอาหารอย่างดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาก็มีสถานะเป็นเพียงของสะสมเพื่อความสนุกสนาน ขาดอิสระและไม่ได้รับการเคารพเทียบเท่าข้าราชบริพารคนอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>หลังกษัตริย์อองรีที่ 2 สวรรคต ราชินีม่ายของพระองค์ &#8211; พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี ขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการ ครองอำนาจในนามของลูกชาย ควีนแคทเธอรีนมีความสนใจที่จะรู้ว่า หากอสูรหน้าตาอัปลักษณ์ได้แต่งงานกับสาวงาม ลูกๆ ของเขาจะออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร? เมื่อคิดได้ดังนั้น ราชินีจึงมองหาสาวงามในวัง และได้เลือกเอาหนึ่งในสาวใช้ที่มีใบหน้าสวยงามนามว่าแคทเธอรีน มาเป็นเจ้าสาวของเปตรุส</p>



<p>เจ้าสาวคนงามรู้สึกอย่างไรกับเจ้าบ่าวที่มีใบหน้าอัปลักษณ์? เราไม่มีบันทึกถึงเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าแคทเธอรีนน่าจะมีความเห็นใจและคงรักใคร่เปตรุสอยู่บ้าง เนื่องจากทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันนานกว่า 40 ปี และมีลูกด้วยกันมากถึง 7 คน 4 ใน 7 สืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมของบิดา&nbsp;</p>



<p>ควีนแคทเธอรีนมีความพอใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ ทรงได้มีรับสั่งให้ส่งครอบครัวตัวประหลาดไปทัวร์ราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรปเพื่อสร้างความสนุกสนาน ลูกๆ ของเปตรุสกับแคทเธอรีนได้สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเหมือนราชนิกูล นักวิทยาศาสตร์สนใจเด็กตัวน้อยที่เกิดมารูปลักษณ์แปลกประหลาดและได้ทำการศึกษาพวกเขาประหนึ่งเป็นสัตว์ไม่ใช่มนุษย์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="712" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-712x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158390" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-712x1024.jpg 712w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-209x300.jpg 209w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-768x1105.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-1068x1536.jpg 1068w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน-600x863.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน.jpg 1424w" sizes="(max-width: 712px) 100vw, 712px" /><figcaption>หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน</figcaption></figure>



<p>ครอบครัวของเปตรุสและแคทเธอรีนย้ายมาอาศัยในราชสำนักปาร์มาที่อิตาลี ที่ซึ่งดยุกแห่งปาร์มารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ครอบครองครอบครัวสุดประหลาดกระทั่งพรากลูกๆ ทั้ง 4 ที่มีรูปลักษณ์เหมือนบิดาออกจากพ่อแม่ เพื่อส่งตัวพวกเขาไปเป็นของบรรณาการให้ราชสำนักอื่น ส่วนลูกอีก 3 คนที่เกิดมามีสภาพร่างกายปกติ ไม่มีบันทึกหรือภาพวาดของพวกเขาเหลือให้ศึกษาต่อในปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>โรเบอร์โต ซัพเพรี (Roberto Zapperi) นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลีที่ศึกษาเรื่องราวของเปตรุสกล่าวถึงชีวิตที่เหมือนจะสุขสบาย แต่ไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้ของครอบครัวนี้ว่า “ไม่เชิงถูกกักขัง แต่ก็ไม่เคยมีอิสระ” แคทเธอรีนกับเปตรุสใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อิตาลี แคทเธอรีนจากไปในปี 1623 ส่วนเปตรุส ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการตายของเขา เป็นไปได้ว่าเปตรุสไม่ได้รับพิธีกรรมสุดท้าย &#8216;Last Rites&#8217; ซึ่งเป็นศีลระลึกที่ชาวคาทอลิกได้รับเมื่อสิ้นสุดชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีบันทึกการตายของเขาถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของตัวเมือง&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของแคทเธอรีนกับเปตรุสไม่มีทั้งแม่มดใจร้าย ไม่มีคำสาป และไม่มีอสูรกาย แต่เส้นทางชีวิตของทั้งสองกลับเลวร้ายยิ่งกว่าตำนานเรื่องไหนที่ได้กล่าวมา เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า ชีวิตจริงของบุคคลในประวัติศาสตร์ เลวร้ายไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวต่างๆ ในเทพนิยาย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากประวัติศาสตร์สู่ดิสนีย์ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> จากนิทานพื้นบ้านสู่แอนิเมชั่นระดับโลก</strong></h3>



<p>แม้ว่า <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> ในเวอร์ชั่นดิสนีย์ จะออกฉายในปี 1991 หรือเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่แล้ว แต่เส้นทางของนิทานเรื่องนี้ใต้ปีกของทีมงานดิสนีย์สามารถย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนายวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ได้เดินทางไปยุโรป และได้ขนเอาหนังสือนิทานมากถึง 335 เล่มกลับมาสหรัฐอเมริกา กล่าวกันว่านิทานที่ถูกขนไปในคราวนั้น เป็นรากฐานสำคัญให้ดิสนีย์เลือกหยิบมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่จะปรากฏตามมา&nbsp;</p>



<p>หนังสือนิทานเรื่อง<em> Beauty and the Beast </em>เป็นหนึ่งในนิทานที่ถูกเลือกติดมือมาด้วยในตอนนั้น โดยเค้าโครงของเรื่องนี้ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสเมื่อปี 1740 เป็นผลงานของ Gabrielle-Suzanne Barbot de Gallon de Villeneuve รวมเล่มอยู่ในหนังสือเล่มใหญ่เรื่อง <em>The Young American and Tales of the Sea </em>ต่อมาเรื่อง<em> Beauty and the Beast&nbsp;</em> ได้ถูกแยกออกมาตีพิมพ์ใหม่ในอีก 16 ปีต่อมา โดยมีการตัดทอนเนื้อหาและเรียบเรียงใหม่โดยนักเขียนอีกท่านคือ Jeanne-Marie Leprince de Beaumont&nbsp;</p>



<p>เวอร์ชั่นของ Beaumont กลายเป็นมาตรฐานของเรื่องราวโฉมงามกับเจ้าชายอสูร และกลายเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นิทานเรื่องนี้สอดแทรกคุณธรรมแบบศาสนาคริสต์ ยกตัวอย่างเช่น ความเย่อหยิ่งจองหองจะนำไปสู่การลงโทษ คุณธรรม ความอดทน และความขยันหมั่นเพียรย่อมได้รับการตอบแทน และการแต่งงานจะนำไปสู่ความสุข&nbsp;</p>



<p>ดิสนีย์นั้น แรกเริ่มเดิมทีอยากผลิตแอนิเมชั่นเรื่องนี้มานาน แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้เรื่องราวสนุกสนานได้อย่างไร กระทั่งดิสนีย์เปลี่ยนการนำเสนอแอนิเมชั่นโดยการนำเพลงเข้ามาประกอบ จึงมีการคิดให้วัตถุต่างๆ ในปราสาทของเจ้าชายอสูรมีชีวิตและร้องเพลงได้ กลายเป็นสีสันที่ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพลง<em> Be Our Guest </em>ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีถูกแต่งเพื่อต้อนรับพ่อของเบลล์ (นางเอกของเรื่อง) แต่ถูกย้ายมาใช้เพื่อต้อนรับเบลล์ในภายหลัง กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เบลล์ได้ทำความรู้จักและสานมิตรภาพกับบรรดาข้าวของเครื่องใช้ในวังของอสูร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051.jpg" alt="" class="wp-image-158392" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/be-our-guest-เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ-1651288051-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /><figcaption>be-our-guest เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ</figcaption></figure>



<p>การเปลี่ยนให้วัตถุในบ้านมีชีวิตและสามารถนึกคิดได้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ดิสนีย์เคยนำเสนอธีมนี้ในแอนิเมชั่นมิกกี้ เมาส์ ตอนที่มิกกี้ต้องต่อกรกับบรรดาเฟอร์นิเจอร์ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเจ้าของบ้าน ซึ่งแนวคิด มานุษยรูปนิยม (Anthropomorphism) หรือการหยิบเอาอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ ไปมอบให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานาน และคงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหากจะกล่าวว่าแนวคิดที่ว่านี้ นำไปสู่เทคโนโลยี Smart Home ในปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="438" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน.jpg" alt="" class="wp-image-158393" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์-นำไปสู่เทคโนโลยี-Smart-Home-ในปัจจุบัน-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /><figcaption>ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์ นำไปสู่เทคโนโลยี Smart Home ในปัจจุบัน</figcaption></figure>



<p>อีกหนึ่งการนำเสนอที่ทำให้ <em>Beauty and the Beast</em> กลายเป็นผลงานที่ตระการตา เป็นเพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้การผสมผสานทั้งการวาดด้วยมือและเทคนิคพิเศษจากคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่นการสร้างฉากในห้องเต้นรำ ระหว่างที่เบลล์กับเจ้าชายอสูรอยู่ในอ้อมแขนของกันและกัน โดยมีมิสซิสพอตต์เป็นผู้ขับร้องบทเพลง การเคลื่อนไหวที่สวยงามภายห้องถือเป็นฉากที่ทรงพลัง และคงไม่สามารถทำได้หากใช้เทคนิคการวาดภาพด้วยมือเพียงอย่างเดียว&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บริบททางประวัติศาสตร์ ว่าแฟชั่นฝรั่งเศสผ่านการนำเสนอของดิสนีย์</strong></h3>



<p>นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่ากรอบเวลาของ <em>Beauty and the Beast </em>คือช่วงศตวรรษที่ 18 ก่อนเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส โดยหากอ้างอิงผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกของ Villeneuve&nbsp;เรื่องราวของโฉมงามกับเจ้าชายอสูรก็ควรจะเกิดในราวปี 1740s ซึ่งเป็นช่วงที่หนังสือถูกตีพิมพ์ แต่หากอ้างอิงฉบับปรับปรุงใหม่ของ Beaumont&nbsp; ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า เรื่องของเจ้าชายอสูรก็อาจเกิดในอีกราว 20 ปีต่อมา คือในกรอบเวลาทศวรรษที่ 1760s&nbsp;</p>



<p>ทั้งสองช่วงเวลาที่กล่าวมา ล้วนอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นแบบฝรั่งเศสได้รับความนิยมไปทั่วทั้งยุโรป เนื่องจาก <em>Beauty and the Beast </em>กล่าวว่าอสูรมีสถานะเป็น ‘เจ้าชาย’ เราจึงพออนุมานได้ว่าชุดตัวเก่งที่เบลล์จะสวมใส่ในฉากการเต้นรำ ควรจะเป็นแฟชั่นฝรั่งเศสแบบราชสำนักเรียกกันว่า Robe à la Française โดยแฟชั่นแบบนี้มีจุดเด่นที่ลำตัวรูปตัว V (เรียกว่า Stomacher) กระโปรงที่บานออกด้านข้าง และด้านหลังของชุดที่มีลักษณะเป็นแถบผ้ายาวต่อจากคอลงมาจนถึงกระโปรง&nbsp;</p>



<p>ฝรั่งเศสในยุคนั้นเน้นความหรูหราฟู่ฟ่า ยิ่งกระโปรงบานมากเท่าไหร่ ยิ่งสื่อว่าสถานะของผู้สวมใส่มีความสูงส่งมากเท่านั้น โดยหากเจ้าชายอสูรมีคำนำหน้าเป็นถึงเจ้าชาย กระโปรงที่เบลล์สวมใส่ก็ควรจะมีขนาดใหญ่มาก ไม่ได้บานออกเป็นทรงระฆังเหมือนที่เราเห็นกันในแอนิเมชั่น</p>



<p>ทรงผมที่นิยมกันในยุคนั้นต้องมีการลงแป้ง โดยสตรีในราชสำนักของหลุยส์ที่ 15 ไม่ได้สวมวิกทั้งศีรษะ (การสวมวิกทั้งศีรษะนิยมมากกว่าในหมู่บุรุษ) โดยอาจมีการติดปอยผมเพื่อเพิ่มวอลุ่ม จากนั้นจึงลงแป้งและประดับด้วยเครื่องประดับอื่นๆ เช่นริบบิ้น ไข่มุก หรืออัญมณี การทำผมขนาดใหญ่ของสตรี (แบบที่มักคุ้นชินกันในภาพวาดของมารี อ็องตัวเน็ต) เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปลายทศวรรษที่ 1770s ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em> ถูกตีพิมพ์มาแล้วเป็นเวลาร่วมสิบปี</p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ราชสำนักฝรั่งเศสในยุคสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่นิยมการสวมถุงมือ แต่สิ่งที่ควรมีติดไว้เพื่อเสริมสถานะคือพัดซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่สามารถสื่อสารความต้องการผ่านการพัดโบกไปมา&nbsp;</p>



<p>ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาเทียบกับชุดสีเหลืองทองตัวเก่งของเบลล์ เราอาจสรุปได้ว่าแฟชั่นของนางเอกในแอนิเมชั่นของดิสนีย์ไม่ได้อ้างอิงบริบททางประวัติศาสตร์ และยิ่งเป็นเรื่องน่าสนใจหากเรามองไปยัง concept art ของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็จะพบว่าดิสนีย์เคยออกแบบเครื่องแต่งกายของเบลล์ในสไตล์ Rococo ซึ่งตรงกับยุคสมัยมากกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเวอร์ชั่นจริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="793" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-793x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158394" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-793x1024.jpg 793w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-768x992.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-1190x1536.jpg 1190w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่-600x775.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า-ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่.jpg 1487w" sizes="(max-width: 793px) 100vw, 793px" /><figcaption>ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="776" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-776x1024.jpg" alt="" class="wp-image-158395" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-776x1024.jpg 776w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-227x300.jpg 227w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-768x1014.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-1164x1536.jpg 1164w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-1552x2048.jpg 1552w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น-600x792.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/07/คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์-ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น.jpg 1600w" sizes="(max-width: 776px) 100vw, 776px" /><figcaption>คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์ ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น</figcaption></figure>



<p>ไม่ว่าดิสนีย์จะเลือกนำเสนอ <em>Beauty and the Beast</em> ในรูปแบบใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นขวัญใจของผู้คนจำนวนมาก&nbsp;การตีความที่หลากหลายของ <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร </em>ได้ช่วยต่อลมหายใจแก่บทประพันธ์ที่ถูกเขียนขึ้นเป็นเวลานานหลายศตสรรษ และที่สำคัญ ความสำเร็จของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้ดิสนีย์เดินหน้าผลิตแอนิเมชั่นเรื่องใหม่ๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็น&nbsp; <em>Aladdin, The Lion King, Pocahontas, Mulan, Hercules </em>ฯลฯ ซึ่งเราจะหยิบขึ้นมาพูดคุยกันในบทความครั้งต่อไป&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<p>Fashion Expert Fact Checks Belle from Beauty and the Beast&#8217;s Costumes | Glamour<a href="https://www.youtube.com/watch?v=zbLEaTjYQtk&amp;t=228s"> https://www.youtube.com/watch?v=zbLEaTjYQtk&amp;t=228s</a>&nbsp;</p>



<p>Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)<a href="https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=870s"> https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=870s</a>&nbsp;</p>



<p>The Real-Life Couple That Inspired Beauty and the Beast<a href="https://www.youtube.com/watch?v=inM7P7oYM5Q&amp;t=17s"> <strong>https://www.youtube.com/watch?v=inM7P7oYM5Q&amp;t=17s</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>Beauty and the Beast: the Real Story<a href="https://www.storytimemagazine.com/news/inside-stories/beauty-and-the-beast-the-real-story/"> https://www.storytimemagazine.com/news/inside-stories/beauty-and-the-beast-the-real-story/</a>&nbsp;</p>



<p>BEAUTY AND THE BEAST (2017)<a href="https://www.historyvshollywood.com/reelfaces/beauty-and-the-beast/"> https://www.historyvshollywood.com/reelfaces/beauty-and-the-beast/</a>&nbsp;</p>



<p>The Storied, International Folk History of Beauty and The Beast<a href="https://www.smithsonianmag.com/smithsonian-institution/storied-international-folk-history-beauty-and-beast-180962502/"> https://www.smithsonianmag.com/smithsonian-institution/storied-international-folk-history-beauty-and-beast-180962502/</a>&nbsp;</p>



<p>Disney History: Beauty and the Beast<a href="https://www.wdw-magazine.com/beauty-and-the-beast/"> https://www.wdw-magazine.com/beauty-and-the-beast/</a> </p>



<p>The Untold Truth Of Disney&#8217;s Beauty And The Beast <a href="https://www.looper.com/848690/the-untold-truth-of-disneys-beauty-and-the-beast-1991/?utm_campaign=clip">&nbsp;https://www.looper.com/848690/the-untold-truth-of-disneys-beauty-and-the-beast-1991/?utm_campaign=clip</a>&nbsp;</p>



<p>Oscars 1992: How &#8216;Beauty and the Beast&#8217; changed animation<a href="https://ew.com/article/2012/02/22/oscars-1992-beauty-and-the-beast/"> https://ew.com/article/2012/02/22/oscars-1992-beauty-and-the-beast/</a> </p>



<p>How 18th-century art influenced Walt Disney&#8217;s Beauty and the Beast<a href="https://www.houseandgarden.co.uk/article/inspiring-walt-disney-exhibition"> https://www.houseandgarden.co.uk/article/inspiring-walt-disney-exhibition</a>&nbsp;</p>



<p>Beauty and the Beast, Still a Cautionary Tale About the Smart Home<a href="https://www.wired.com/2017/03/beauty-and-the-beast-smart-home/"> https://www.wired.com/2017/03/beauty-and-the-beast-smart-home/</a> </p>



<p>WOMEN’S HAIRSTYLES &amp; COSMETICS OF THE 18TH CENTURY: FRANCE &amp; ENGLAND, 1750-1790<a href="http://demodecouture.com/hairstyles-cosmetics-18th-century/"> http://demodecouture.com/hairstyles-cosmetics-18th-century/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/beauty-and-the-beast-history/">โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ในวันที่เงือกน้อยเปล่งเสียง ประวัติศาสตร์ที่ถูกขับขานผ่านกลุ่มบุคคลผู้แตกต่างจากสังคม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-little-mermaid/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jun 2022 10:44:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[little mermaid]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=157488</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่นในตระกูลเจ้าหญิงอย่าง สโนไวท์ (1938) ซินเดอเรลล่า (1950) และ เจ้าหญิงนิทรา (1959) หลายคนอาจมองว่าผลงานแอนิเมชั่นเรื่องดังลำดับต่อไปอย่าง The Little Mermaid (หรือชื่อเรียกในภาษาไทย ‘เงือกน้อยผจญภัย’) คงได้รับความสนใจและเงินทุนจากผู้ผลิตอย่างท่วมท้น อันที่จริง The Little Mermaid เป็นผลงานชี้เป็นชี้ตายของทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์ หลังวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในปี 1966 ดิสนีย์ประสบปัญหาไร้ทิศทางและผลงานที่ผลิตออกมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น The Aristocats (1970), Robin Hood (1973) และ Pete’s Dragon (1977) ไม่สามารถสร้างกำไรจนทำให้บริษัทอยู่ในภาวะล่อแหลม มีการจ้างผู้บริหารคนใหม่และตั้งใจปรับเปลี่ยนทิศทางบริษัท จากการผลิตแอนิเมชั่นที่ต้องใช้ทุนและเวลามาก ไปสู่หนังคนแสดงที่สามารถควบคุมต้นทุนและเวลาได้มากกว่า ทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์รู้ดีว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจเป็นโปรเจกต์ต่อลมหายใจครั้งสุดท้ายจึงได้หันไปใช้การนำเสนอเรื่องราวแบบใหม่ในลักษณะของละคร Broadway โดยหากเปรียบเทียบกับแอนิเมชั่นเรื่องก่อนอย่าง สโนไวท์หรือซินเดอเรลล่า บทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นเพียงองค์ประกอบรอง หากตัดออกไปผู้ชมก็ยังสามารถเข้าใจเนื้อหาได้แทบทั้งหมด แต่ใน The Little Mermaid นั้น มีการใช้เพลงเพื่อเล่าเรื่องและแนะนำตัวละคร หากดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้แบบตัดเพลงออกจะส่งผลกระทบใหญ่ต่อเนื้อหา&#160; ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-little-mermaid/">ในวันที่เงือกน้อยเปล่งเสียง ประวัติศาสตร์ที่ถูกขับขานผ่านกลุ่มบุคคลผู้แตกต่างจากสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่นในตระกูลเจ้าหญิงอย่าง <em>สโนไวท์ </em>(1938) <em>ซินเดอเรลล่า</em> (1950) และ <em>เจ้าหญิงนิทรา</em> (1959) หลายคนอาจมองว่าผลงานแอนิเมชั่นเรื่องดังลำดับต่อไปอย่าง <em>The Little Mermaid</em> (หรือชื่อเรียกในภาษาไทย ‘เงือกน้อยผจญภัย’) คงได้รับความสนใจและเงินทุนจากผู้ผลิตอย่างท่วมท้น อันที่จริง <em>The Little Mermaid </em>เป็นผลงานชี้เป็นชี้ตายของทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์ หลังวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในปี 1966</p>



<p>ดิสนีย์ประสบปัญหาไร้ทิศทางและผลงานที่ผลิตออกมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น <em>The Aristocats</em> (1970), <em>Robin Hood</em> (1973) และ <em>Pete’s Dragon</em> (1977) ไม่สามารถสร้างกำไรจนทำให้บริษัทอยู่ในภาวะล่อแหลม มีการจ้างผู้บริหารคนใหม่และตั้งใจปรับเปลี่ยนทิศทางบริษัท จากการผลิตแอนิเมชั่นที่ต้องใช้ทุนและเวลามาก ไปสู่หนังคนแสดงที่สามารถควบคุมต้นทุนและเวลาได้มากกว่า</p>



<p>ทีมแอนิเมชั่นดิสนีย์รู้ดีว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจเป็นโปรเจกต์ต่อลมหายใจครั้งสุดท้ายจึงได้หันไปใช้การนำเสนอเรื่องราวแบบใหม่ในลักษณะของละคร Broadway โดยหากเปรียบเทียบกับแอนิเมชั่นเรื่องก่อนอย่าง สโนไวท์หรือซินเดอเรลล่า บทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นเพียงองค์ประกอบรอง หากตัดออกไปผู้ชมก็ยังสามารถเข้าใจเนื้อหาได้แทบทั้งหมด แต่ใน <em>The Little Mermaid </em>นั้น มีการใช้เพลงเพื่อเล่าเรื่องและแนะนำตัวละคร หากดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้แบบตัดเพลงออกจะส่งผลกระทบใหญ่ต่อเนื้อหา&nbsp;</p>



<p>ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า <em>The Little Mermaid</em> ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและทีมงานแอนิเมชั่นได้รับไฟเขียวให้ผลิตผลงานชิ้นต่อมาอย่าง <em>โฉมงามกับเจ้าชายอสูร</em>และ <em>อะลาดิน</em> แต่สิ่งที่ทำให้<em> The Little Mermaid</em> ครองใจผู้ชมร่วมสมัย นอกจากการดำเนินเนื้อเรื่องแบบใหม่ ยังเป็นเพราะผลงานเรื่องนี้ฉีกกรอบความคิดของเจ้าหญิงในยุคก่อนที่เน้นเรื่องความรักโรแมนติกของหนุ่มสาว ไปสู่การพูดถึงประเด็นสำคัญในสังคมเช่นความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การตามหาตัวตนของวัยรุ่น ไปจนถึงประเด็นเรื่องเพศทางเลือกซึ่งกำลังคุกรุ่นอยู่ในสังคมอเมริกันยุค 80s&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Little Mermaid ในเชิงสัญลักษณ์ ว่าด้วยข้อความระหว่างบรรทัดจากผู้ประพันธ์สู่ผู้อ่าน&nbsp;</strong></h3>



<p><em>The Little Mermaid</em> ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์นำโครงเรื่องมาจากบทประพันธ์ของนักเขียนชาวเดนมาร์กนามว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ในบทประพันธ์ต้นฉบับ กล่าวถึงอาณาจักรใต้ท้องทะเลซึ่งพ่อของเงือกน้อยเป็นผู้ปกครอง เงือกน้อยเป็นลูกคนเล็กของบ้าน เธอมีพี่สาว 5 คน แต่ละคนอายุห่างกัน 1 ปี อาณาจักรแห่งนี้มีกฎว่า เงือกที่มีอายุครบ 15 จึงจะสามารถว่ายไปบนผิวน้ำเพื่อมองเห็นโลกของมนุษย์ เงือกน้อยที่เป็นน้องคนสุดท้อง คอยฟังเรื่องราวของพี่ๆ และมีความฝันอยากเห็นโลกที่แสนสวยงามสักครั้งด้วยสายตา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="671" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-671x1024.jpg" alt="" class="wp-image-157507" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-671x1024.jpg 671w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-197x300.jpg 197w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-768x1172.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-1007x1536.jpg 1007w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง-600x915.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/Hans-Christian-Andersen-เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง.jpg 1024w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /><figcaption>Hans Christian Andersen เจ้าของบทประพันธ์ที่ดิสนีย์นำมาดัดแปลง</figcaption></figure>



<p>เมื่อเงือกน้อยมีอายุครบ 15 ปี เธอว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำและได้เห็นงานเลี้ยงของเจ้าชายที่เต็มไปด้วยสิ่งของแสนตระการตา เงือกน้อยตกหลุมรักเจ้าชายแต่แรกพบ และเมื่อพายุพัดเข้าทำลายเรือของพระองค์จนสิ้นซาก เงือกน้อยก็ได้เข้าช่วยชีวิตเจ้าชาย พาพระองค์ขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยและได้แต่แอบดูอยู่ห่างๆ กระทั่งหญิงสาวคนหนึ่งผ่านมาพบพระองค์เข้า เจ้าชายเข้าใจผิดคิดว่าหญิงคนนี้คือผู้มีพระคุณทำให้เงือกน้อยรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก&nbsp;</p>



<p>เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เงือกน้อยตั้งคำถามถึงการมีชีวิตและได้ถามเงือกชราว่ามนุษย์นั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน เงือกชรากล่าวว่าเงือกอย่างเรามีชีวิตที่ยืนยาวกว่ามนุษย์ แต่เมื่อมนุษย์ตายลง วิญญาณของพวกเขาจะคงอยู่ตลอดไป ในขณะที่เงือกอย่างเราไม่มีวิญญาณ ตายไปก็กลายเป็นแค่เพียงฟองคลื่น เงือกน้อยได้ยินดังนั้นจึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะกลายมาเป็นมนุษย์ เธอไปพบแม่มดแห่งท้องทะเลเพื่อขอเปลี่ยนหางเป็นขา แม่มดเตือนว่าเธอจะเจ็บปวดเป็นอย่างมากเมื่อต้องเดินบนขาแบบมนุษย์ และหากฝ่ายชายไม่ได้มอบความรักตามที่คาดหวัง หัวใจของเงือกน้อยจะแตกสลายและเธอจะกลายเป็นฟองคลื่น</p>



<p>เงือกน้อยไม่กลัวความเจ็บปวดและยังยืนยันในความตั้งใจเดิม แม่มดตกลงจะเปลี่ยนเธอให้เป็นมนุษย์ใต้เงื่อนไขว่าเงือกน้อยจะต้องแลกเสียงของตนกับขา เงือกน้อยได้พบกับเจ้าชายอีกครั้งโดยเขาพาเธอมาอยู่ด้วยกันที่ปราสาท แต่กลับไม่ได้มอบความรักให้ฝ่ายหญิงดังที่คาดหวัง เจ้าชายดูแลเธอเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ มอบเสื้อผ้าสวยงาม อนุญาตให้เงือกน้อยนอนอยู่หน้าประตูห้องนอน บนเบาะกำมะหยี่ เงือกน้อยติดตามเจ้าชายไปทุกที่ ทุกก้าวที่เธอเหยียบย่าง นำมาซึ่งความเจ็บปวดแสนทรมานดังที่แม่มดได้กล่าวไว้ เงือกน้อยฝืนยิ้มอยู่เสมอ เธอรักเจ้าชายมากขึ้นทุกวัน แต่ฝ่ายชายนั้นคิดกับเธอแค่น้องสาว</p>



<p>วันเวลาผ่านไปเมื่อเจ้าชายจำเป็นต้องเข้าพิธีแต่งงาน พระราชาคาดหวังให้ลูกชายสมรสกับเจ้าหญิงในอาณาจักรข้างเคียง เมื่อเจ้าหญิงปรากฏตัวขึ้น เจ้าชายจำได้ในทันทีว่าหญิงสาวคนนี้คือผู้มีพระคุณที่ได้ช่วยตนไว้ทรงมอบความรักให้หญิงผู้นั้นและตัดสินใจแต่งงานกับเธอในวันต่อมา เงือกน้อยรู้ดีว่าเมื่อเจ้าชายตัดสินใจเข้าสู่พิธีวิวาห์ หัวใจของเธอจะแตกสลายและตายในทันที บรรดาพี่สาวของเงือกน้อยต้องการช่วยน้องจึงไปพบแม่มดอีกครั้ง ยอมแลกเส้นผมของพวกเธอกับมีดวิเศษ ซึ่งหากเงือกน้อยปลิดชีพของเจ้าชายด้วยมีดอันนี้ และนำเลือดของพระองค์มาอาบขา เธอจะได้กลับไปเป็นเงือกและอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>เงือกน้อยไม่อาจตัดใจสังหารชายผู้เป็นที่รัก เธอรอให้แสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดส่อง แตกสลายกลายเป็นฟองคลื่นในทะเล แต่ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ของเธอ เงือกน้อยจึงได้รับวิญญาณอมตะดังเช่นมนุษย์&nbsp;</p>



<p>บทประพันธ์ต้นฉบับของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน เต็มไปด้วยการเปรียบเปรยเชิงสัญลักษณ์และตอนจบที่ไม่สมหวัง (ซึ่งถูกนำมาดัดแปลงในเวอร์ชั่นของดิสนีย์) โดยเหตุที่นิทานเรื่องนี้มีตอนจบที่แสนเศร้า มาจากความจริงที่ผู้ประพันธ์ผลงาน ได้แต่งนิทานเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงปี 1836 หลังเพื่อนรักของเขา&nbsp;&#8211; เอ็ดเวิร์ด คอลินส์ ตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวตามความคาดหวังของครอบครัว&nbsp;</p>



<p>แอนเดอร์เซนมีความรักให้เพื่อนหนุ่มมาอย่างยาวนาน เขาเขียนจดหมายบรรยายความในใจหลายฉบับ กล่าวว่าคอลินส์ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เป็นผู้หญิง จดหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งไปถึงผู้รับ คอลินส์ปฏิเสธความรักของเพื่อนหนุ่ม ตัดสินใจเดินตามเส้นทางซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่า แอนเดอร์เซนใจสลาย และบทประพันธ์ของเขาได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างแยบคาย&nbsp;</p>



<p>เงือกสาวที่กำลังตามหาตัวตนและต้องการเข้าไปอยู่ในโลกเดียวกับกับฝ่ายชาย นำเสนอความสับสนของแอนเดอร์เซนที่รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับโลกในยุคร่วมสมัย ที่ซึ่งบุคคลรักร่วมเพศไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อเงือกน้อยเสียสละหางเพื่อแลกกับขา เธอถูกพรากเสียงไป เปรียบเสมือนตัวผู้ประพันธ์ที่ต้องฝืนใจใช้ชีวิตตามความคาดหวังของสังคม ทุกก้าวที่เหยียบย่างเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาสูญเสียเสียงของตัวเองไปจึงไม่สามารถบอกความในใจให้ใครได้ฟัง</p>



<p>แอนเดอร์เซนกล่าวถึงประเด็นทางศาสนาด้วยเช่นกัน เขาถูกเลี้ยงดูมาในบ้านที่เคร่งศาสนาและถูกพร่ำบอกว่าบุคคลรักร่วมเพศไม่เป็นที่ต้อนรับในอาณาจักรของพระเจ้า พวกเขาไม่มีวิญญาณ ดังเช่นเงือกทั้งหลายที่กลายเป็นเพียงฟองคลื่นหลังจบชีวิตไป เงือกน้อยพยายามอย่างหนักที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เธอรัก เธอโหยหาความรักและการยอมรับจากเจ้าชาย ไม่ต่างจากความรู้สึกของผู้ประพันธ์ที่มีต่อสังคมในยุคเดียวกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดิสนีย์กับเงือกน้อย การเปลี่ยนนิทานใจสลายเพื่อสร้างหมุดหมายทางสังคม</strong></h3>



<p><em>The Little Mermaid</em> ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ ได้มีการขยายตัวตนของเงือกน้อยให้กว้างขวางขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่ม LGBTQ เท่านั้น แต่รวมไปถึงวัยรุ่นในช่วงอายุ 15-16 ซึ่งกำลังประสบปัญหาเรื่องตัวตน การไม่เป็นที่ยอมรับ และการถูกบังคับทำตามความคาดหวังของครอบครัว เมื่อเงือกน้อย (ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ใช้ชื่อว่าแอเรียล) บอกเพื่อนฝูงและครอบครัวเกี่ยวกับความฝันของเธอซึ่งต่างจากค่านิยมในสังคม พวกเขามีท่าทีต่อต้าน บิดาของแอเรียลถึงขั้นใช้วิธีรุนแรง ทำลายของสะสมของลูกสาวจนทำให้แอเรียลหันไปพึ่งเออร์ซูล่าเพื่อเป็นการต่อต้านครอบครัว</p>



<p>เออร์ซูล่าเป็นตัวละครที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากทีมงานดิสนีย์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงอย่าง Divine นักแสดงชายชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบแต่งกายข้ามเพศ (cross-dressing performance) ลอร่า เซลส์ นักวิชาการท่านหนึ่งได้เคยเขียนบทความวิเคราะห์และเสนอว่าเพลง <em>Poor Unfortunate Souls </em>ซึ่งเป็นเพลงของเออร์ซูล่าขณะพยายามสอนแอเรียลให้พิชิตใจชายโดยไม่จำเป็นต้องใช้วาจา (แต่ใช้หน้าตาและภาษากาย) ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากแดร็กโชว์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="540" height="670" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine-นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ-cross-dressing-performance.jpg" alt="" class="wp-image-157508" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine-นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ-cross-dressing-performance.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine-นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ-cross-dressing-performance-242x300.jpg 242w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /><figcaption>ต้นแบบของเออร์ซุล่าคือDivine นักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงแบบ cross-dressing performance</figcaption></figure>



<p>เออร์ซูล่าแสดงท่าทางการแต่งหน้า โยกย้ายส่ายสะโพก โดยกล่าวว่าการเป็นผู้หญิงในโลกของผู้ชายนั้นไม่จำเป็นต้องเปล่งวาจา เพียงแต่แสดงท่าทางให้เป็นที่พอใจก็เพียงพอ และเมื่อฝ่ายหญิงสามารถแสดงได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถควบคุมผู้ชายให้เป็นได้ดั่งที่เธอต้องการ ‘บทบาทของเออร์ซูล่าคือการสอนให้เเอเรียลรู้เข้าใจความเป็นเพศหญิง ซึ่งไม่ใช่หมวดหมู่ตามธรรมชาติ แต่เป็นการแสดงออก’ เซลส์กล่าว เออร์ซูล่า &#8211; ในมุมมองของเซลล์ คือตัวแทนของสตรีนิยม ความลื่นไหลของเพศ และอำนาจต่อรองของสตรี อย่างไรก็ดี ตัวละครอย่างเออร์ซูล่าถูกนำเสนอในฐานะสุภาพสตรีชั่วร้ายและถูกทำลายโดยอำนาจของบุรุษ (พ่อของแอเรียล)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="580" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-1024x580.jpg" alt="" class="wp-image-157509" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-1024x580.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-300x170.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-768x435.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-1536x870.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-2048x1161.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/06/เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ-600x340.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เออร์ซูล่าที่ถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของสตรีนิยมและความลื่นไหลทางเพศ</figcaption></figure>



<p>มองในมุมหนึ่ง<em> The Little Mermaid </em>ซึ่งถูกนำออกฉายในปี 1989 ได้ฝากเสียงสะท้อนหลายอย่างซึ่งเป็นตัวแทนค่านิยมในยุคนั้น วัยรุ่นผู้สับสนกับการตามหาตัวตน ความรักและเข้าใจของครอบครัวซึ่งเป็นพลังสำคัญ ถึงอย่างนั้นทางเลือกที่ทำให้แอเรียลได้พบตอนจบที่ happy ending ก็ยังผูกกับค่านิยมของสตรีที่ต้องกลับไปคืนดีกับครอบครัว แต่งงานกับผู้ชายที่รัก รับบทบาทเป็นภรรยา น่าสนใจว่า <em>The Little Mermaid</em> ในรูปแบบ Live-Action ของดิสนีย์ จะมีการตีความตัวละครเออร์ซูล่าออกมาในรูปแบบไหน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Little Mermaid ในบริบททางประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าที่ว่าน่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนในความเป็นจริง</strong></h3>



<p>ต่างจากแอนิเมชั่นเจ้าหญิงยุคก่อนหน้า <em>The Little Mermaid</em> ไม่ได้อ้างอิงยุคสมัยในประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนนัก เนื่องจากเจ้าของบทประพันธ์เป็นชาวเดนมาร์ก คนส่วนใหญ่จึงมองว่าท้องเรื่องของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็ควรจะอ้างวัฒนธรรมของเดนมาร์กเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีทีมงานของดิสนีย์ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า พวกเขาเลือกนำเสนอฉากต่างๆ ใน <em>The Little Mermaid</em> อ้างอิงจากภูมิประเทศในแถบเมดิเตอเรเนียนซึ่งมีความเหมาะสมมากกว่า&nbsp;</p>



<p>เนื่องจากบทประพันธ์ต้นฉบับเขียนขึ้นในปี 1836 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าชุดของเเอเรียลในแอนิเมชั่นอาจอ้างอิงแฟชั่นยุโรปในยุคนั้นด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในทศวรรษที่ 1830s นิยมชุดที่มีแขนพองขนาดใหญ่ ส่วนกระโปรงนั้นก็บานออกเป็นอย่างมาก ซึ่งค่อนข้างตรงกับชุดสีชมพูที่เเอเรียลสวมใส่ในแอนิเมชั่น อย่างไรก็ดีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นเพราะเครื่องแต่งกายอื่นๆ ในเรื่อง &#8211; ไม่ว่าจะเป็นชุดของเจ้าชายเอริก หรือชุดของแอเรียลในตอนท้ายเมื่อเธอเดินขึ้นมาจากน้ำในชุดวิบวับสีเงิน ก็ไม่ได้เป็นไปตามแฟชั่นของยุคสมัยเดียวกัน</p>



<p>เป็นไปได้เหมือนกันที่แขนเสื้อแบบพอง อ้างอิงมาจากแฟชั่นยุค 80s ซึ่งแขนเสื้อแบบนี้กลับมาเป็นที่นิยมในช่วงที่แอนิเมชั่นถูกสร้าง ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป <em>The Little Mermaid </em>ของดิสนีย์ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจเกาะเกี่ยวกับคอนเทกซ์ทางประวัติศาสตร์ แต่เน้นไปที่การนำเสนอเนื้อหาแบบร่วมสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจาก <em>สโนไวท์ ซินเดอเรลล่า</em> และ <em>เจ้าหญิงนิทรา</em></p>



<p>การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกล้าที่จะคิดนอกกรอบสร้างความสำเร็จครั้งใหญ่ให้กับดิสนีย์ ผลกำไรจาก<em> The Little Mermaid </em>ทำให้บริษัทกลับมาตั้งมั่นอย่างมั่นคงและสามารถขยายธุรกิจในแทบทุกด้าน ศาสตราจารย์ลี อาร์ทซ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อสาร Purdue University Northwest ถึงขั้นกล่าวว่า ดิสนีย์ในยุคต่อจากนี้กลายมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในการผลิตและเผยแพร่วัฒนธรรมตามสมัยนิยม ‘ไม่มีใครท้าทายดิสนีย์ แอนิเมชั่นของพวกเขาไม่เพียงสร้างความคึกคักในทางเศรษฐกิจแต่ยังมีอิทธิพลอย่างมากในเชิงวัฒนธรรม’&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<p>‘The Little Mermaid’ Was Way More Subversive Than You Realized<a href="https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/little-mermaid-was-way-more-subversive-you-realized-180973464/"> https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/little-mermaid-was-way-more-subversive-you-realized-180973464/</a>&nbsp;</p>



<p>QUEERNESS, HANS CHRISTIAN ANDERSEN, AND THE LITTLE MERMAID<a href="https://bookriot.com/queerness-little-mermaid/"> https://bookriot.com/queerness-little-mermaid/</a>&nbsp;</p>



<p>The Little Mermaid: Origin &amp; Story Summary<a href="https://study.com/academy/lesson/the-little-mermaid-origin-story-summary.html"> https://study.com/academy/lesson/the-little-mermaid-origin-story-summary.html</a>&nbsp;</p>



<p>The Little Mermaid by Hans Christian Andersen (1836)<a href="http://hca.gilead.org.il/li_merma.html"> http://hca.gilead.org.il/li_merma.html</a>&nbsp;</p>



<p>Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)<a href="https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=735s">https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&amp;t=735s</a>&nbsp;<br>The True History of The Little Mermaid | Fairy Tales with Jen<a href="https://www.youtube.com/watch?v=PuSqIpqJ-Xc"> https://www.youtube.com/watch?v=PuSqIpqJ-Xc</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-little-mermaid/">ในวันที่เงือกน้อยเปล่งเสียง ประวัติศาสตร์ที่ถูกขับขานผ่านกลุ่มบุคคลผู้แตกต่างจากสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัสเจ้าหญิงนิทรา นิทานปรัมปราที่แอบซ่อนคุณค่าของสตรี ณ จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sleeping-beauty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 May 2022 12:21:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=156645</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา แอนิเมชั่นเรื่องเจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นของดิสนีย์เพิ่งฉลองครบรอบ 60 ปี ซึ่งใครหลายคนเมื่อได้รู้อายุที่แท้จริงของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ อาจจะรู้สึกตกใจเนื่องจากชื่อของเจ้าหญิงออโรร่า เจ้าชายฟิลลิป และนางฟ้าปีศาจมาเลฟิเซนต์ ยังคงโลดแล่นอยู่ในความทรงจำผ่านสื่อร่วมสมัย เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นดิสนีย์เป็นผลงานต่อจากซินเดอเรลล่า แต่กลับทิ้งช่วงห่างกันถึง 9 ปี โดยซินเดอเรลล่านั้นออกฉายปี 1950 ส่วนเจ้าหญิงนิทรา กว่าจะได้ฤกษ์ออกฉายก็ปาเข้าไปปี 1959 เหตุผลที่เจ้าหญิงนิทรากินเวลานานมากในช่วงการผลิต ส่วนแรกเป็นเพราะดิสนีย์ทุ่มเททุนและเวลาไปกับการก่อสร้าง Disneyland Park (เปิดตัวในปี 1955) ส่วนหลังเป็นเพราะตำนานเจ้าหญิงนิทรา ไม่ใช่เนื้อหาที่เหมาะกับเด็กเท่าไหร่ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลายครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน จากความเป็นแม่สู่จุมพิตแห่งรักแท้ เจ้าหญิงนิทรากับพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ตำนานเกี่ยวกับหญิงสาวผู้ตกอยู่ในภาวะหลับใหลเป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ในยุโรปที่อาจสืบย้อนกลับไปถึงทศวรรษที่ 1300s กล่าวถึงคู่รักชายหญิงคือทรอยลัสกับเซลแลนดีน (Troylus and Zellandine) พล็อตเรื่องเดียวกันถูกตีพิมพ์ในฝรั่งเศสเมื่อราวปี 1528 ภายใต้หนังสือรวมเล่มนิทานชื่อ Perceforest นักวิชาการบางท่านมองว่า Troylus and Zellandine อาจเป็นเจ้าหญิงนิทราเวอร์ชั่นเก่าที่สุด ส่วน Perceforest ถือเป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก อย่างไรก็ดีโครงเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหญิงผู้ถูกสาปให้ต้องหลับใหล กลายเป็นที่รู้จักมากที่สุดในอีก 100 ปีต่อมาเมื่อเกียมบาติสตา บาซิเล (Giambattista [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sleeping-beauty/">ถอดรหัสเจ้าหญิงนิทรา นิทานปรัมปราที่แอบซ่อนคุณค่าของสตรี ณ จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา แอนิเมชั่นเรื่องเจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นของดิสนีย์เพิ่งฉลองครบรอบ 60 ปี ซึ่งใครหลายคนเมื่อได้รู้อายุที่แท้จริงของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ อาจจะรู้สึกตกใจเนื่องจากชื่อของเจ้าหญิงออโรร่า เจ้าชายฟิลลิป และนางฟ้าปีศาจมาเลฟิเซนต์ ยังคงโลดแล่นอยู่ในความทรงจำผ่านสื่อร่วมสมัย</p>



<p>เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นดิสนีย์เป็นผลงานต่อจากซินเดอเรลล่า แต่กลับทิ้งช่วงห่างกันถึง 9 ปี โดยซินเดอเรลล่านั้นออกฉายปี 1950 ส่วนเจ้าหญิงนิทรา กว่าจะได้ฤกษ์ออกฉายก็ปาเข้าไปปี 1959</p>



<p>เหตุผลที่เจ้าหญิงนิทรากินเวลานานมากในช่วงการผลิต ส่วนแรกเป็นเพราะดิสนีย์ทุ่มเททุนและเวลาไปกับการก่อสร้าง Disneyland Park (เปิดตัวในปี 1955) ส่วนหลังเป็นเพราะตำนานเจ้าหญิงนิทรา ไม่ใช่เนื้อหาที่เหมาะกับเด็กเท่าไหร่ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลายครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากความเป็นแม่สู่จุมพิตแห่งรักแท้ เจ้าหญิงนิทรากับพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง</strong></h3>



<p>ตำนานเกี่ยวกับหญิงสาวผู้ตกอยู่ในภาวะหลับใหลเป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ในยุโรปที่อาจสืบย้อนกลับไปถึงทศวรรษที่ 1300s กล่าวถึงคู่รักชายหญิงคือทรอยลัสกับเซลแลนดีน (Troylus and Zellandine) พล็อตเรื่องเดียวกันถูกตีพิมพ์ในฝรั่งเศสเมื่อราวปี 1528 ภายใต้หนังสือรวมเล่มนิทานชื่อ <em>Perceforest </em>นักวิชาการบางท่านมองว่า Troylus and Zellandine อาจเป็นเจ้าหญิงนิทราเวอร์ชั่นเก่าที่สุด ส่วน <em>Perceforest</em> ถือเป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก</p>



<p>อย่างไรก็ดีโครงเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหญิงผู้ถูกสาปให้ต้องหลับใหล กลายเป็นที่รู้จักมากที่สุดในอีก 100 ปีต่อมาเมื่อเกียมบาติสตา บาซิเล (Giambattista Basile) กวีชาวอิตาเลียนได้นำเรื่องราวที่ว่านี้มาเรียบเรียงใหม่ โดยใช้ชื่อว่า <em>&#8216;Sun, Moon, and Talia&#8217;</em> ในเวอร์ชั่นนี้เจ้าหญิงนิทรามีชื่อว่าทาเลีย พระบิดาของพระองค์ได้รับคำทำนายจากนักปราชญ์ว่าลูกสาวเพียงคนเดียวจะพบภัยจากเสี้ยนของใยผ้า จึงสั่งห้ามไม่ให้มีการนำผ้าชนิดต่างๆ เข้ามาสู่ราชอาณาจักร ทาเลียเมื่อเติบโตขึ้นบังเอิญเห็นหญิงชรากำลังปั่นผ้า เธอเกิดความสนใจและเข้าไปสัมผัสทำให้เสี้ยนจากผ้านั้นปักลงใต้เล็บ เจ้าหญิงล้มลงเข้าสู่การนิทราอันแสนยาวนาน พระราชาเสียใจมากจึงได้นำลูกสาวไปฝากไว้ในคฤหาสน์ชานเมืองของพระองค์ และไม่ทรงกลับไปที่นั่นอีก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="563" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นเก่า-ใช้ชื่อว่าทาเลีย.jpg" alt="" class="wp-image-156672" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นเก่า-ใช้ชื่อว่าทาเลีย.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นเก่า-ใช้ชื่อว่าทาเลีย-300x211.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นเก่า-ใช้ชื่อว่าทาเลีย-768x540.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นเก่า-ใช้ชื่อว่าทาเลีย-600x422.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption>เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นเก่า ใช้ชื่อว่าทาเลีย</figcaption></figure>



<p>หลายปีผ่านไปมีพระราชาจากอีกอาณาจักรเดินทางผ่านมาระหว่างการล่าสัตว์ พระองค์ถูกใจรูปโฉมที่งดงามของทาเลีย แต่เมื่อไม่สามารถปลุกหญิงสาวให้ตื่นได้ พระราชาจึงตัดสินใจข่มขืนฝ่ายหญิงทั้งยังหลับก่อนกลับไปอาณาจักรของตนเอง ทาเลียตั้งครรภ์ลูกแฝดและคลอดเด็กทารกทั้งสอง วันหนึ่งลูกของเธอพยายามปีนเข้าหาแม่เพื่อดูดนม แต่พลาดไปดูดนิ้วของมารดาทำให้เสี้ยนที่ตำอยู่หลุดออก ทาเลียตื่นจากนิทราพบว่าตนเป็นแม่ของเด็กทั้งสองที่เกิดขึ้นอย่างปริศนาจึงได้ตั้งชื่อลูกของเธอว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์ (เนื่องจากการเกิดของทารกเป็นเรื่องปริศนาพอๆ กับการเกิดของพระอาทิตย์และพระจันทร์)&nbsp;</p>



<p>พระราชากลับมาอีกครั้งและพบว่าหญิงสาวผู้งดงามตื่นจากนิทราพร้อมกับเด็กแฝดชายหญิง พระองค์ดีใจเป็นอย่างมาก ส่วนทาเลียเมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมดก็ตัดสินใจที่จะรักพระราชาและรอให้พระองค์มารับตัวเธอกับลูกกลับอาณาจักร น่าเสียดายที่พระราชามีภรรยาอยู่แล้ว ราชินีเมื่อทราบเรื่องนี้จึงออกอุบายให้ผู้รับใช้พาตัวเด็กทารกทั้งสองมายังอาณาจักร บอกพ่อครัวให้ฆ่าเด็กเพื่อปรุงเป็นอาหารถวายพระราชา ต่อมาราชินีสั่งให้ฆ่าทาเลียด้วยการเผาทั้งเป็นแต่พระราชาเข้ามาช่วยไว้ทัน ราชินีจึงถูกประหารชีวิตแทน ส่วนทารกทั้งสองโชคดีว่าคนครัวเกิดมีใจสงสารจึงรักษาชีวิตไว้และปรุงเนื้อสัตว์อื่นๆ ถวายเพื่อตบตาราชินี หลังผ่านเหตุการณ์นี้ทาเลีย พระราชา พร้อมทั้งลูกทั้งสองจึงได้อยู่ร่วมกันต่อมาอย่างมีความสุข</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="355" height="505" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/sun-moon-and-talia-นิทานเวอร์ชั่นตั้งต้นของเจ้าหญิงนิทรา.jpg" alt="" class="wp-image-156673" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/sun-moon-and-talia-นิทานเวอร์ชั่นตั้งต้นของเจ้าหญิงนิทรา.jpg 355w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/sun-moon-and-talia-นิทานเวอร์ชั่นตั้งต้นของเจ้าหญิงนิทรา-211x300.jpg 211w" sizes="(max-width: 355px) 100vw, 355px" /><figcaption>Sun, Moon and Talia นิทานเวอร์ชั่นตั้งต้นของเจ้าหญิงนิทรา</figcaption></figure>



<p>นิทานในเวอร์ชั่นของเกียมบาติสตา บาซิเล ตีพิมพ์ในราวปี 1636 คงพล็อตเรื่องจากต้นฉบับซึ่งมีการข่มขืนฝ่ายหญิง ตลอดจนการกินเนื้อลูกตัวเองซึ่งเป็นเอกลักษณ์จากนิทานปรัมปราตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน ยกตัวอย่างเช่นเทพโครนอสระแวงว่าจะถูกลูกแย่งชิงอำนาจจึงได้กลืนลูกลงท้องตั้งแต่แรกเกิด ส่วนการข่มขืนสตรีที่หมายปองก็เป็นสิ่งที่เทพเจ้าแห่งเทือกเขาโอลิมปัสกระทำกันอยู่จนเป็นเรื่องคุ้นเคย สตรีที่ถูกล่วงละเมิดไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากยอมรับและต้องเผชิญกับบาปที่ตามมาไม่ต่างจากการที่เทพีเฮร่าตามหึงหวงอนุภรรยาของเทพซูส โดยเหตุที่นิยายในเวอร์ชั่นเก่ามีโครงเรื่องโหดร้าย เนื่องจากไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเล่าให้เด็กฟัง แต่เป็นความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ การนำนิทานมาปรับเปลี่ยนเพื่อผู้ฟังที่มีอายุน้อย เพิ่งถูกริเริ่มในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เท่านั้น</p>



<p>เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นที่เราพอจะคุ้นตา ถูกเขียนขึ้นโดยชาร์ล แปโร นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้วางรากฐานวรรณกรรมในยุคใหม่และวรรณกรรมประเภทเทพนิยาย งานของเขาตีพิมพ์ในปี 1697 มีจุดแตกต่างคือที่มาของคำสาปเกิดจากนางฟ้าผู้ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีศีลจุ่มของเจ้าหญิง ชาร์ล แปโรเขียนงานของเขาเพื่อเผยแพร่ในหมู่ชนชั้นสูงของฝรั่งเศส ดังนั้นจึงเพิ่มเติมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาเข้าไป ในเวอร์ชั่นนี้เจ้าหญิงตกอยู่ในภาวะนิทราเพราะเข็มปั่นด้าย โดยนางฟ้าองค์สุดท้ายได้บรรเทาคำสาป กล่าวว่าพระนางจะไม่ตาย แต่จะหลับไปเวลาหนึ่งร้อยปีและจะตื่นเพราะลูกชายของกษัตริย์&nbsp;</p>



<p>ทันทีที่เจ้าหญิงเข้าสู่ภาวะหลับใหล ทั้งราชสำนัก (นอกจากกษัตริย์กับราชินี) ได้เข้าสู่ห่วงนิทราอันยาวนานเพื่อติดตามเจ้าหญิง เวลาผ่านไปหนึ่งร้อยปี เจ้าชายจากอีกราชวงศ์เดินทางมาพบเจ้าหญิงนิทรา พระองค์ตกหลุมรักหญิงสาวและได้คุกเข่าลงข้างร่างอันงดงามของฝ่ายหญิง เจ้าหญิงนิทราตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานด้วยการกระทำที่แสดงถึงการให้เกียรติของฝ่ายชาย เมื่อเธอตื่นขึ้น ทั่วทั้งราชสำนักก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้งสองสมรสและมีบุตรด้วยกันสองคน ลูกชายชื่อทิวา (Day) ส่วนลูกสาวชื่อรุ่งอรุณ (Aurora)&nbsp;</p>



<p>ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์ ตีพิมพ์ในปี&nbsp;1812 เรื่องราวในนิทานคล้ายคลึงกับงานของชาร์ล แปโร เป็นส่วนใหญ่ ต่างกันที่เจ้าหญิงในเรื่องนี้ถูกเรียกว่าไบรเออร์ โรส และเจ้าชายต้องฝ่าทุ่งหนามกุหลาบที่รายล้อมปราสาทของเจ้าหญิงเพื่อพิสูจน์ความรัก การปลุกเจ้าหญิงในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์ เปลี่ยนจากการคุกเข่าเป็นการมอบจุมพิตแห่งรักแท้&nbsp;</p>



<p>นิทานในทั้งสามเวอร์ชั่นเขียนขึ้นในต่างช่วงเวลาโดยมีการแฝงสัญลักษณ์แตกต่าง สื่อถึงค่านิยมสังคมตามแต่ละสมัย ในหนังสือเรื่อง <em>Dictionary of Symbols </em>โดยฌอง เชอวาลิเย (Jean Chevalier) กล่าวถึงสัญลักษณ์ เจ้าชาย กับ เจ้าหญิง ว่าเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ของชายหญิงในอุดมคติสังคม ยังมีข้อสันนิษฐานว่า เสี้ยนจากใยผ้า ตลอดจนเข็มปั่นด้ายอาจหมายถึงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงเพศชาย เสี้ยนบาดนิ้ว หรือเข็มตำมือ เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดเลือด อาจสื่อถึงการเสียพรหมจารีของฝ่ายหญิง ทันทีที่ผู้หญิงเข้าสู่วัยที่ต้องแต่งงาน เธอได้เสียความเป็นตัวของตัวเองไป เปรียบเสมือนเจ้าหญิงนิทราที่ตกอยู่ในสภาวะหลับใหล (ราชาและราชินีสื่อถึงพ่อแม่ที่ไม่อยากเสียลูกของตัวเองไปจากบ้านจึงพยายามปกป้องลูกสาวจากการแต่งงาน)&nbsp;</p>



<p>การจะปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้น มีวิธีแตกต่างกันไปตามแต่ค่านิยมที่ซ่อนไว้ในนิทาน เรื่องเล่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็น Troylus and Zellandine ไปจนถึง <em>Sun, Moon, and Talia </em>ฝ่ายหญิงตื่นจากภาวะนิทราไม่ใช่เพราะความรักจากฝ่ายชาย แต่ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ (เมื่อทารกดูดเสี้ยนที่ตำมือของเธอออก) แต่แนวคิดนี้ถูกปรับเปลี่ยนไปในเวอร์ชั่นของชาร์ล แปโร ที่การตื่นของเจ้าหญิงนิทราเกิดจากการกระทำที่สื่อถึงการให้เกียรติกัน (การคุกเข่าของฝ่ายชาย) นั่นเป็นเพราะในช่วงเวลาของนายชาร์ล แปโร ค่านิยมเรื่องการสมรส แม้จะเกิดจากความเหมาะสมแต่ก็มีอุดมคติเรื่องการให้เกียรติซึ่งกันและกัน</p>



<p>ในเวอร์ชั่นของพี่น้องตระกูลกริมม์ แนวคิดเรื่องการสร้างครอบครัวที่มีสามี-ภรรยาเป็น ‘คู่ชีวิต’ (companionate marriage) เริ่มได้รับความนิยม การปลุกเจ้าหญิงให้ตื่นจากการหลับ จึงเกิดขึ้นจากจุมพิตแห่งรักแท้&nbsp;</p>



<p>ด็อกเตอร์เกรซ ฮอกสตาด (Grace Hogstad) ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัมปราวิทยา (Mythological Studies) กล่าวถึงการตื่นขึ้นของหญิงสาวในทั้งสามเวอร์ชั่น ว่าเป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เพราะเมื่อฝ่ายหญิงตื่นขึ้นจากการหลับใหล บ้านจึงกลับคืนสู่ชีวิตชีวาและกลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง (เมื่อเจ้าหญิงนิทราตื่นขึ้น ทั้งราชสำนักก็กลับมามีชีวิต)&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดิสนีย์กับการปลุกเจ้าหญิงนิทราให้กลายมาเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย</strong></h3>



<p>ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ การตัดสินใจนำเจ้าหญิงนิทรากลับมาเล่าใหม่ ได้อ้างอิงนิทานจากสองเวอร์ชั่นหลัง คือฉบับของนายชาร์ล แปโร และสองพี่น้องตระกูลกริมม์ ดิสนีย์เลือกใช้วิธีปลุกเจ้าหญิงนิทราด้วยจุมพิตแห่งรักแท้ตามแบบหลัง แต่เพื่อเพิ่มให้เนื้อเรื่องดูเข้าใจได้สำหรับโลกยุคปัจจุบัน จึงมีการเพิ่มฉากการพบกันระหว่างเจ้าหญิงและเจ้าชายในป่า เพื่อให้ทั้งสองมีโอกาสทำความรู้จักกัน ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์มอบจุมพิตในตอนท้าย</p>



<p>ดิสนีย์ยังได้ปรับช่วงเวลาแห่งการหลับใหลของเจ้าหญิง จากเดิมที่พระองค์จะต้องตกอยู่ให้ห้วงนิทราเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ให้เหลืออยู่แค่หลักชั่วโมงหรือหลักวัน เนื่องจากเจ้าชายได้เดินทางฝ่าขวากหนาม เอาชนะนางฟ้าปีศาจมาเลฟิเซนต์และช่วยเจ้าหญิงออกมาจากคำสาปร้าย</p>



<p>เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ใช้ชื่อว่าออโรร่า ซึ่งเป็นชื่อของลูกสาวเจ้าหญิงนิทราตามเวอร์ชั่นของชาร์ล แปโร ส่วนรูปลักษณ์ของออโรร่าอ้างอิงมาจากออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) หนึ่งในนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมที่สุดของโลกตลอดกาล ออดรีย์โด่งดังเป็นอย่างมากในยุคนั้น ได้รับฉายาเป็น &#8216;เจ้าหญิงเเห่งวงการฮอลลีวู้ดยุคทอง&#8217; โดยการนำออดรีย์ มาเป็นแบบนั้น เคยได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นทางการโดย รอน ดิออส แอนิเมเตอร์ของดิสนีย์ เขากล่าวว่าเจ้าหญิงนิทรา “ดูเหมือนออดรีย์ เฮปเบิร์น เป็นอย่างมาก เพียงแต่นุ่มนวลกว่า มีการขยับท่าทางที่เหมือนกับเจ้าหญิงตามแบบฉบับดิสนีย์”</p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือเจ้าหญิงนิทราเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นดิสนีย์เรื่องแรกที่มีการมอบชื่อให้ตัวละครเอกฝ่ายชาย ในเรื่องสโนไวท์ พระเอกของเรื่องถูกกล่าวถึงผ่านๆ ว่าเป็น เจ้าชาย ในเรื่องซินเดอเรลล่า เจ้าชายผู้ตามหาสาวน้อยสวมรองเท้าแก้วได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น เจ้าชายรูปงาม (Prince Charming) อย่างไรก็ดี เมื่อดิสนีย์ตั้งใจทำการ์ตูนเรื่องต่อไป กล่าวกันว่าทีมออกแบบตัวละครได้ลองหาต้นแบบเจ้าชายที่เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวอเมริกันมากที่สุด ซึ่งผลก็มาตกที่เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระสวามีผู้ล่วงลับของควีนเอลิซาเบธที่ 2&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้เป็นแค่เรื่องเล่ามากกว่าความจริง เนื่องจากทีมงานดิสนีย์เองไม่เคยออกมายอมรับ และบรรดาผู้ทำการศึกษาในประเด็นที่ว่าก็ให้ข้อสันนิษฐานกันไปคนละอย่าง ซาร่า ดูนนิแกน (Sarah Dunnigan) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ เจ้าของผลงานวิจัยด้านเทพนิยายกับวัฒนธรรมกล่าวว่า เธอเชื่อในทฤษฎีนี้ “เนื่องจากเจ้าหญิงนิทราออกฉายในช่วงปี 1950s ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าชายฟิลิปได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวอเมริกัน” ในปีที่เจ้าหญิงนิทราออกฉาย ควีนเอลิซาเบธเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ราว 6 ปี ภาพของราชินีสาวคนสวยกับเจ้าชายรูปงามกลายเป็นพาดหัวข่าวดังในสังคมอเมริกัน&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าประเด็นนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่แฟนดิสนีย์จำนวนมากก็มองว่าทฤษฎีเรื่องชื่อเจ้าชายน่าจะเป็นไปได้ แม้ว่าดิสนีย์-หากตั้งใจใช้ชื่อเจ้าชายจริง ก็น่าจะหยิบมาแค่ชื่อ เพราะคาแรกเตอร์อื่นๆ ของตัวละคร ถูกออกแบบให้เหมือนเจ้าชายในอุดมคติเทพนิยาย มากกว่าจะถอดแบบมาจากเจ้าชายฟิลิปตัวจริงซึ่งขึ้นชื่อเป็นคนปากร้าย ตรงไปตรงมา มีอารมณ์ขันแบบร้ายกาจจนหลายคนเข็ดขยาดไปตามๆ กัน&nbsp;&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดิสนีย์ VS ความจริง เจ้าหญิงนิทราในประวัติศาสตร์กับการตลาดดิสนีย์&nbsp;</strong></h3>



<p>แอนิเมชั่นเรื่องเจ้าหญิงนิทรามีการระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนกว่าทั้งสโนไวท์และซินเดอเรลล่า เนื่องจากเจ้าชายฟิลลิป ตัวละครหลักของเรื่องได้กล่าวในเชิงขำขันว่าตัวเขาอยู่ในศตวรรษที่ 14 แต่พระบิดาทำตัวเหมือนคนจากยุคก่อน ปราสาทของเจ้าหญิงออโรร่ายังมีความคล้ายคลึงกับปราสาทในเยอรมนีดังนั้นเรื่องราวในเวอร์ชั่นดิสนีย์จึงอาจตีกรอบคราวๆ ได้ว่าจะอ้างอิงจากวัฒนธรรมยุคกลาง&nbsp;</p>



<p>หากเรายึดเอาช่วงเวลานี้เป็นที่ตั้งเครื่องแต่งกายหลักของออโรร่าแทบจะไม่ได้เป็นไปตามยุคสมัย ยกตัวอย่างเช่น คอเสื้อแบบตัว V ยังไม่เป็นที่นิยมในยุคนั้น โดยหากจะว่ากันจริงๆ คอเสื้อแบบปาดไหล่ หรือตัดเป็นทรงเหลี่ยมดูจะได้รับความนิยมมากกว่า ชุดของออโรร่าในศตวรรษที่ 14 ควรมีลักษณะเป็นกระโปรงทรงบานแบบมีสายรัดบริเวณสะโพกหรือหน้าท้องแบบที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Kirtle และเนื่องจากออโรร่าเป็นเจ้าหญิง เครื่องประดับบริเวณริมขอบแขนเสื้อหรือชายผ้าของพระองค์อาจเป็นขนเออร์มิน ซึ่งเป็นขนสัตว์ที่ถูกสงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="781" height="960" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/ชุดของสตรีในศตวรรษที่-14.-เห็นได้ว่าคอเสื้อแบบตัว-V-ยังไม่ได้เป็นที่นิยม.jpg" alt="" class="wp-image-156674" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/ชุดของสตรีในศตวรรษที่-14.-เห็นได้ว่าคอเสื้อแบบตัว-V-ยังไม่ได้เป็นที่นิยม.jpg 781w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/ชุดของสตรีในศตวรรษที่-14.-เห็นได้ว่าคอเสื้อแบบตัว-V-ยังไม่ได้เป็นที่นิยม-244x300.jpg 244w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/ชุดของสตรีในศตวรรษที่-14.-เห็นได้ว่าคอเสื้อแบบตัว-V-ยังไม่ได้เป็นที่นิยม-768x944.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/ชุดของสตรีในศตวรรษที่-14.-เห็นได้ว่าคอเสื้อแบบตัว-V-ยังไม่ได้เป็นที่นิยม-600x738.jpg 600w" sizes="(max-width: 781px) 100vw, 781px" /><figcaption>ชุดของสตรีในศตวรรษที่ 14 เห็นได้ว่าคอเสื้อแบบตัว V ยังไม่ได้เป็นที่นิยม</figcaption></figure>



<p>การประดับชุดสำหรับชนชั้นสูงในช่วงศตวรรษที่ 14 นิยมงานปักที่อาจใช้อัญมณีมีค่าซึ่งเข้าใจได้ว่าดิสนีย์ตัดทอนตรงส่วนนี้เนื่องจากใช้เวลาในการลงรายละเอียดมาก ในเรื่องเจ้าหญิงนิทรามีฉากดังคือการปะทะกันของนางฟ้าแม่ทูนหัว เกี่ยวกับสีชุดของเจ้าหญิงออโรร่าว่าควรมีสีน้ำเงินหรือสีชมพู โดยหากอ้างอิงในเชิงประวัติศาสตร์ สีน้ำเงินเป็นสีที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงมากกว่า ส่วนสีชมพูนั้นยังไม่เป็นที่นิยมมากนักและไม่ใช่สีที่มีความสำคัญกระทั่งศตวรรษที่ 18 เมื่อมีการค้นพบเทคนิคการย้อมผ้าแบบใหม่ด้วยการใช้สีย้อมจากบราซิล ทำให้สีชมพูดูชัดขึ้น สว่างขึ้น ติดทนนานขึ้น และมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสีแดงอย่างชัดเจน&nbsp;</p>



<p>ชุดของเจ้าหญิงออโรร่า หากดูกันเฉพาะในแอนิเมชั่นจะพบว่ามีการใช้สีน้ำเงินเป็นสีหลัก แต่หากดูกันในเวอร์ชั่นของที่ระลึกที่ผลิตตามมา จะเห็นได้ว่าชุดของเจ้าหญิงออโรร่ามักมีสีชมพูมากกว่าสีน้ำเงิน ที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะดิสนีย์ต้องการสร้างความแตกต่างระหว่างชุดของซินเดอเรลล่าที่อยู่ในโทนสีฟ้า ประกอบกับว่าสีชมพูได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมอเมริกันยุค 1950s เพราะเป็นช่วงเวลาที่ของเล่นแบบแบ่งเพศชาย/หญิงกำลังได้รับความนิยม จนเกิดเป็นคำว่า pink tax ขึ้นมา เพื่อล้อเลียนว่าสินค้าที่เป็นสีชมพูจะมีราคาสูงเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งของที่ผู้ปกครองนิยมซื้อให้ลูกสาว</p>



<p>มองกันในมุมนี้เจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบันไม่เพียงผ่านการขัดเกลาตัวตนผ่านค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนรูปแบบไป แต่ยังเปี่ยมไปด้วยการตีความแบบใหม่ๆ ที่ทำให้เราเห็นความเป็นไปตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ดิสนีย์ได้ปลุกให้นิทานเรื่องนี้กลับมามีตัวตนอีกครั้ง แล้วคุณล่ะ ชอบเจ้าหญิงนิทราในเวอร์ชั่นไหน และคุณจดจำเจ้าหญิงออโรร่าในชุดสีน้ำเงินหรือสีชมพูมากกว่ากัน&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Fashion Culture | The History of Pink" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/XHzcGIErsiE?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><a href="https://www.mirror.co.uk/film/sleeping-beauty-facts-60th-anniversary-13838175">https://www.mirror.co.uk/film/sleeping-beauty-facts-60th-anniversary-13838175</a></p>



<p><a href="https://aminoapps.com/c/disney/page/blog/historically-accurate-sleeping-beauty-edition/3WEL_mEYiBugqnmpPemxWnrk61N6E5KWBE0?fbclid=IwAR1EueFKzMAr9bfeAZ30achGKfe9zKDtPj7yscxhbDOdlkTRPfqpX361pHE">https://aminoapps.com/c/disney/page/blog/historically-accurate-sleeping-beauty-edition/3WEL_mEYiBugqnmpPemxWnrk61N6E5KWBE0?fbclid=IwAR1EueFKzMAr9bfeAZ30achGKfe9zKDtPj7yscxhbDOdlkTRPfqpX361pHE</a></p>



<p><a href="https://www.pacifica.edu/wp-content/uploads/2018/08/Vol.2-Archetypal-interpretation-of-sleeping-beauty.pdf?fbclid=IwAR1GLfdDo2n5OEbGZjCYjhu9EQ_7SLbq9FZ1GG1X5S54fyAYFoWMG29c_I8">https://www.pacifica.edu/wp-content/uploads/2018/08/Vol.2-Archetypal-interpretation-of-sleeping-beauty.pdf?fbclid=IwAR1GLfdDo2n5OEbGZjCYjhu9EQ_7SLbq9FZ1GG1X5S54fyAYFoWMG29c_I8</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-fairy-tale-central wp-block-embed-fairy-tale-central"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://thefairytalecentral.com/sleeping-beauty-origins/?fbclid=IwAR0lPX-ZKj_vyZkB860-UbZYSm_zbpI_z3t4C0SkJBHvEAwoL7FFzBXCjjY
</div></figure>



<p><a href="https://www.orlandosentinel.com/travel/attractions/the-daily-disney/os-original-story-of-sleeping-beauty-would-have-terrified-even-maleficent-20140529-story.html?fbclid=IwAR3E5lb4mTqLSUD-B0x19ZY2QeghU4WMEGTAJicQXPhZ-nYWY5rRsuq2blI">https://www.orlandosentinel.com/travel/attractions/the-daily-disney/os-original-story-of-sleeping-beauty-would-have-terrified-even-maleficent-20140529-story.html?fbclid=IwAR3E5lb4mTqLSUD-B0x19ZY2QeghU4WMEGTAJicQXPhZ-nYWY5rRsuq2blI</a></p>



<p><a href="https://sites.pitt.edu/~dash/type0410.html?fbclid=IwAR0qlV3Bytc57_m0CXLMXIYESvVe8C35cwABXtTdJfMH4f4Q_lebsP9NX3w">https://sites.pitt.edu/~dash/type0410.html?fbclid=IwAR0qlV3Bytc57_m0CXLMXIYESvVe8C35cwABXtTdJfMH4f4Q_lebsP9NX3w</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-link is-provider-lisa-039-s-history-room wp-block-embed-lisa-039-s-history-room"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="1s0oPRrupj"><a href="https://lisawallerrogers.com/2009/04/14/audrey-hepburn-disneys-sleeping-beauty/">Audrey Hepburn: Disney&#8217;s Sleeping&nbsp;Beauty</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Audrey Hepburn: Disney&#8217;s Sleeping&nbsp;Beauty&#8221; &#8212; Lisa&#039;s History Room" src="https://lisawallerrogers.com/2009/04/14/audrey-hepburn-disneys-sleeping-beauty/embed/#?secret=nuHrTlovn4#?secret=1s0oPRrupj" data-secret="1s0oPRrupj" width="500" height="282" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe>
</div></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/UeRa9bEhgXg?start=480&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><a href="https://www.tyla.com/entertaining/really-tv-and-film-disney-sleeping-beauty-inspired-by-prince-philip-dead-duke-edinburgh-20210415?fbclid=IwAR2">https://www.tyla.com/entertaining/really-tv-and-film-disney-sleeping-beauty-inspired-by-prince-philip-dead-duke-edinburgh-20210415?fbclid=IwAR2</a></p>



<p><a href="https://www.tyla.com/entertaining/really-tv-and-film-disney-sleeping-beauty-inspired-by-prince-philip-dead-duke-edinburgh-20210415?fbclid=IwAR29jmpphqRKlN3zlo79y8dHmqoFYKWHELe4JwcCDYxZ9U5ytx7xUQSzH-Y">9jmpphqRKlN3zlo79y8dHmqoFYKWHELe4JwcCDYxZ9U5ytx7xUQSzH-Y</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sleeping-beauty/">ถอดรหัสเจ้าหญิงนิทรา นิทานปรัมปราที่แอบซ่อนคุณค่าของสตรี ณ จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประวัติศาสตร์ซินเดอเรลล่า ว่าด้วย Cinderella Story พล็อตเรื่องอายุพันปีที่ยังขายดีไม่มีเบื่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cinderella/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2022 13:10:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=155804</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซินเดอเรลล่า เป็นนิทานพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในโลกนี้มีนิทานที่เกี่ยวข้องกับ 1.หญิงสาวแสนสวยจิตใจดี 2.ถูกรังแกจากสังคมรอบข้าง 3.ได้พบรักกับเจ้าชายโดยมีรองเท้าเป็นสื่อกลาง มากมายหลายเวอร์ชั่น ซึ่งถ้าจะนับกันจริงๆ เรื่องราวเกี่ยวกับซินเดอเรลล่าที่เก่าที่สุด อาจสืบย้อนไปได้ไกลถึงยุคอียิปต์โบราณ นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่าโรโดพิซ กล่าวถึงสตรีชาวกรีกที่ถูกขายเป็นทาสในอียิปต์ เจ้านายของโรโดพิซเป็นคนแก่จิตใจดี แต่ไม่มีเวลาสอดส่องข้าทาสบริวารมากนัก ทำให้โรโดพิซซึ่งเป็นเด็กใหม่ แถมมีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวพื้นเมืองถูกรังเกียจจากบรรดาเพื่อนร่วมงาน&#160; โรโดพิซมีเส้นผมสีทอง ในขณะที่สาวอียิปต์มีเส้นผมสีเข้ม โรโดพิซมีดวงตาสีเขียว แต่ผู้หญิงอียิปต์มีดวงตาสีน้ำตาลค่อนไปทางดำ โรโดพิซมีผิวสีขาวสว่าง แสงแดดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดรอยไหม้ แต่สาวอียิปต์มีผิวสีน้ำผึ้งเรียบเนียนเสมอ ด้วยรูปลักษณ์และที่มาที่แตกต่าง ทำให้โรโดพิซถูกรุมใช้งานจากบรรดาสาวใช้รุ่นพี่ โรโดพิซไม่มีเพื่อนที่เป็นมนุษย์ แต่กลับผูกพันกับสัตว์น้อยใหญ่ เธอสอนลิงให้ปีนมานั่งบนไหล่ สอนให้นกบินมาเกาะที่มือเพื่อรับอาหาร แม้แต่สัตว์ใหญ่อย่างฮิปโป ก็ยังอยากอยู่ใกล้หญิงสาวผู้งดงามและจิตใจดี&#160; ทุกวันหลังเลิกงาน หากโรโดพิซมีเวลาอยู่บ้าง เธอจะเดินไปลำธารเพื่อร้องเพลงและเต้นรำกับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ เธอเต้นรำได้ดีมากกระทั่งเท้าแทบจะไม่แตะพื้น วันหนึ่งเจ้านายของโรโดพิซแอบมานอนหลับใกล้ลำธาร เขาเห็นสาวใช้ของตนเต้นรำได้สวยงามก็เกิดถูกใจ ซื้อรองเท้าสีแดงคู่ใหม่ให้เป็นของขวัญ กล่าวว่าผู้หญิงที่เต้นรำได้งดงามเช่นนี้ ไม่สมควรจะเดินเท้าเปล่า&#160; บรรดาสาวใช้คนอื่นเห็นโรโดพิซมีรองเท้าสวยงาม ก็ยิ่งทวีความเกลียดชัง วันหนึ่งเมื่อฟาโรห์แห่งอียิปต์จัดงานเต้นรำในเมมฟิส พระองค์เชิญประชาชนจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมงาน บรรดาสาวใช้ใจดำจึงวางแผนมอบหมายงานมากมายให้โรโดพิซจนเธอไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง โรโดพิซเสียใจเป็นอย่างมาก แบกผ้าสกปรกเดินไปที่ลำธารเพื่อซักล้าง เธอถอดรองเท้าสีแดงไว้ข้างกัน แต่แล้วเหยี่ยวตัวใหญ่กลับบินลงมา โฉบเอารองเท้าหนึ่งข้างจากไปทั้งอย่างนั้น โรโดพิซตกใจ เธอทราบว่าเหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าฮอรัส ดังนั้นจึงรีบกลับบ้าน เก็บรองเท้าอีกข้างไว้เป็นอย่างดี&#160; ตัดภาพไปยังฝั่งฟาโรห์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cinderella/">ประวัติศาสตร์ซินเดอเรลล่า ว่าด้วย Cinderella Story พล็อตเรื่องอายุพันปีที่ยังขายดีไม่มีเบื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ซินเดอเรลล่า เป็นนิทานพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในโลกนี้มีนิทานที่เกี่ยวข้องกับ 1.หญิงสาวแสนสวยจิตใจดี 2.ถูกรังแกจากสังคมรอบข้าง 3.ได้พบรักกับเจ้าชายโดยมีรองเท้าเป็นสื่อกลาง มากมายหลายเวอร์ชั่น ซึ่งถ้าจะนับกันจริงๆ เรื่องราวเกี่ยวกับซินเดอเรลล่าที่เก่าที่สุด อาจสืบย้อนไปได้ไกลถึงยุคอียิปต์โบราณ นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่าโรโดพิซ กล่าวถึงสตรีชาวกรีกที่ถูกขายเป็นทาสในอียิปต์ เจ้านายของโรโดพิซเป็นคนแก่จิตใจดี แต่ไม่มีเวลาสอดส่องข้าทาสบริวารมากนัก ทำให้โรโดพิซซึ่งเป็นเด็กใหม่ แถมมีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวพื้นเมืองถูกรังเกียจจากบรรดาเพื่อนร่วมงาน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="630" height="634" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที.jpg" alt="" class="wp-image-155892" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที.jpg 630w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที-298x300.jpg 298w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที-600x604.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/โรโดพิซ-ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 630px) 100vw, 630px" /><figcaption>โรโดพิซ ตำนานซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอียิปต์ที่อาจมีต้นฉบับมาจากกรีกอีกที</figcaption></figure>



<p>โรโดพิซมีเส้นผมสีทอง ในขณะที่สาวอียิปต์มีเส้นผมสีเข้ม โรโดพิซมีดวงตาสีเขียว แต่ผู้หญิงอียิปต์มีดวงตาสีน้ำตาลค่อนไปทางดำ โรโดพิซมีผิวสีขาวสว่าง แสงแดดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดรอยไหม้ แต่สาวอียิปต์มีผิวสีน้ำผึ้งเรียบเนียนเสมอ ด้วยรูปลักษณ์และที่มาที่แตกต่าง ทำให้โรโดพิซถูกรุมใช้งานจากบรรดาสาวใช้รุ่นพี่ โรโดพิซไม่มีเพื่อนที่เป็นมนุษย์ แต่กลับผูกพันกับสัตว์น้อยใหญ่ เธอสอนลิงให้ปีนมานั่งบนไหล่ สอนให้นกบินมาเกาะที่มือเพื่อรับอาหาร แม้แต่สัตว์ใหญ่อย่างฮิปโป ก็ยังอยากอยู่ใกล้หญิงสาวผู้งดงามและจิตใจดี&nbsp;</p>



<p>ทุกวันหลังเลิกงาน หากโรโดพิซมีเวลาอยู่บ้าง เธอจะเดินไปลำธารเพื่อร้องเพลงและเต้นรำกับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ เธอเต้นรำได้ดีมากกระทั่งเท้าแทบจะไม่แตะพื้น วันหนึ่งเจ้านายของโรโดพิซแอบมานอนหลับใกล้ลำธาร เขาเห็นสาวใช้ของตนเต้นรำได้สวยงามก็เกิดถูกใจ ซื้อรองเท้าสีแดงคู่ใหม่ให้เป็นของขวัญ กล่าวว่าผู้หญิงที่เต้นรำได้งดงามเช่นนี้ ไม่สมควรจะเดินเท้าเปล่า&nbsp;</p>



<p>บรรดาสาวใช้คนอื่นเห็นโรโดพิซมีรองเท้าสวยงาม ก็ยิ่งทวีความเกลียดชัง วันหนึ่งเมื่อฟาโรห์แห่งอียิปต์จัดงานเต้นรำในเมมฟิส พระองค์เชิญประชาชนจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมงาน บรรดาสาวใช้ใจดำจึงวางแผนมอบหมายงานมากมายให้โรโดพิซจนเธอไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง</p>



<p>โรโดพิซเสียใจเป็นอย่างมาก แบกผ้าสกปรกเดินไปที่ลำธารเพื่อซักล้าง เธอถอดรองเท้าสีแดงไว้ข้างกัน แต่แล้วเหยี่ยวตัวใหญ่กลับบินลงมา โฉบเอารองเท้าหนึ่งข้างจากไปทั้งอย่างนั้น โรโดพิซตกใจ เธอทราบว่าเหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าฮอรัส ดังนั้นจึงรีบกลับบ้าน เก็บรองเท้าอีกข้างไว้เป็นอย่างดี&nbsp;</p>



<p>ตัดภาพไปยังฝั่งฟาโรห์ พระองค์กำลังเบื่อหน่ายกับงานเต้นรำที่ไม่มีสิ่งไหนน่าสนใจ แต่แล้วนกเหยี่ยวตัวใหญ่ก็บินโฉบลงมา วางรองเท้าสีแดงแสนสวยลงบนตัก ฟาโรห์เข้าใจในทันทีว่าเทพเจ้าฮอรัสวางแผนยิ่งใหญ่ให้พระองค์ จึงระดมสรรพกำลังเพื่อออกตามหาเจ้าของรองเท้า เมื่อขบวนของฟาโรห์มาถึงบ้านของโรโดพิซ สาวใช้คนอื่นรู้ในทันทีว่าเจ้าของรองเท้าข้างนี้คือหญิงสาวที่พวกเธอเกลียดชัง ดังนั้นจึงพยายามกีดกันไม่ให้โรโดพิซได้ลองสวมรองเท้า&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี ทหารของฟาโรห์พบโรโดพิซเข้า ขอให้เธอสวมรองเท้าและพบว่าสามารถใส่ได้พอดี โรโดพิซหยิบรองเท้าอีกข้างขึ้นมา พิสูจน์ว่าเธอเองคือเจ้าของรองเท้าที่แท้จริง ฟาโรห์แห่งอียิปต์เมื่อได้เห็นหญิงสาว ก็ตีความว่าเทพเจ้าฮอรัสคงมีประสงค์ให้พระองค์เลือกสตรีผู้นี้เป็นราชินีแห่งอียิปต์ บรรดาสาวใช้ผู้มีจิตริษยา กล่าวว่าโรโดพิซไม่มีความเหมาะสม เธอเป็นแค่นางทาส แถมไม่มีสายเลือดอียิปต์แม้แต่น้อย ฟาโรห์กล่าว สาวคนนี้เหมาะสมมากที่สุด ดวงตาของเธอเป็นสีเขียวเหมือนแม่น้ำไนล์ เส้นผมเป็นสีทองเหมือนกระดาษปาปิรุส ผิวสีชมพูเป็นดังกลีบบัว&nbsp;</p>



<p>โรโดพิซอภิเษกกับฟาโรห์ และได้ใช้ชีวิตแบบเจ้าหญิงดิสนีย์ คือมีความสุขชั่วนิรันดร์&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาองค์ประกอบหลักจากนิทานโรโดพิซ จะพบว่าเรื่องราวในทำนองนี้ มีความใกล้เคียงกับตำนานพื้นบ้านในหลายพื้นที่ ในประเทศจีนมีเรื่องราวเกี่ยวกับเย่เซี่ยน เด็กสาวใจงามที่มีชีวิตรันทดเพราะแม่เลี้ยงใจร้าย เธอมีเพื่อนเป็นปลาแต่กลับถูกแม่เลี้ยงผู้มีจิตริษยาฆ่าปลาจนตาย ชายชราบอกให้เด็กสาวเก็บกระดูกปลาเพื่อขอพร เธอขอให้มีโอกาสเข้าร่วมงานเต้นรำฤดูใบไม้ผลิ วิญญาณของปลามอบรองเท้าสีทองและชุดแสนสวยให้เย่เซี่ยน เธอทำรองเท้าข้างหนึ่งตกไว้ในงาน ฮ่องเต้ติดตามหาเจ้าของจนทั้งสองได้สมรสกัน&nbsp;</p>



<p>ในเวอร์ชั่นของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ (ตีพิมพ์ในปี 1812) เรื่องราวของซินเดอเรลล่ามีชื่อว่า <em>Aschenputtel </em>หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า<em> Ash Girl </em>เธอปลูกต้นไม้เหนือหลุมศพแม่แท้ๆ<em> </em>ที่จากไปทำให้มีนกวิเศษคอยช่วยเหลือจนหญิงสาวได้สมรสกับเจ้าชายรูปงาม<em> </em>ตอนจบของเรื่องนี้ดูจะโหดร้ายกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้าเพราะนกตัวนี้ลงโทษแม่เลี้ยงใจร้ายและลูกสาวสองคนโดยการจิกให้ตาของพวกเธอมืดบอดในตอนท้าย<em>&nbsp;</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="735" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว-735x1024.jpg" alt="" class="wp-image-155893" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว-735x1024.jpg 735w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว-215x300.jpg 215w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว-768x1069.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว-1103x1536.jpg 1103w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว-600x836.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/Aschenputtel-ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์-มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว.jpg 1200w" sizes="(max-width: 735px) 100vw, 735px" /><figcaption>Aschenputtel ในเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์ มีนกวิเศษแต่ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว</figcaption></figure>



<p>ในประเทศไทย<em> </em>เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงงามจิตใจดีที่ถูกรังแกโดยแม่เลี้ยงใจร้าย มีความคล้ายกับนิทานแม่ปลาบู่<em> </em>ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกามีการเรียกรวมพล็อตเรื่องแบบนี้ว่า<em> </em>&#8216;Cinderella Story&#8217; หมายถึงเรื่องดีๆ จะเกิดกับผู้มีจิตใจดีงาม ซึ่งในทัศนะแบบอเมริกัน ซินเดอเรลล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเพศหญิงเสมอไปเพราะเคยมีการตีความใหม่ให้ซินเดอเรลล่าเป็นผู้ชายในภาพยนตร์ใบ้เรื่อง <em>The Cinderella Man</em> (1917) ในเรื่องนี้หญิงสาวมั่งมีปลอมตัวเป็นคนจนเพื่อพิสูจน์ใจของชายหนุ่มที่จะสมรสมาเป็นสามี&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดิสนีย์กับซินเดอเรลล่า ว่าด้วยตำนานสาวผู้แสนดีกับโลกใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2&nbsp;</strong></h3>



<p>เมื่อดิสนีย์ตัดสินใจนำนิทานซินเดอเรลล่ามาปรับเป็นแอนิเมชั่น พวกเขาเลือกหยิบเอาเวอร์ชั่นที่เขียนขึ้นโดยนายชาร์ล แปร์โรลต์ (Charles Perrault) มาเป็นต้นแบบ ชาร์ล แปร์โรลต์เขียนนิทานเรื่องซินเดอเรลล่า (หรือในภาษาฝรั่งเศสใช้ชื่อว่า Cendrillon ou La petite pantoufle de verre แปลเป็นภาษาอังกฤษคือ Cinderella, or the Little Glass Slipper) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถือเป็นยุคร่วมสมัยกับกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 โดยเห็นได้ว่าดิสนีย์นำองค์ประกอบหลายอย่างมาจากเวอร์ชั่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น การปรากฏตัวของนางฟ้าแม่ทูนหัว ซึ่งไม่มีในเวอร์ชั่นสองพี่น้องตระกูลกริมม์ การเสกฟักทองให้เป็นราชรถ การกำหนดเวลาให้เวทย์มนตร์เสื่อมลงหลังเที่ยงคืน รวมไปถึงการเลือกให้รองเท้าคู่สำคัญทำมาจากแก้ว (ในเวอร์ชั่นของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ รองเท้าของซินเดอเรลล่าทำมาจากทองคำประดับด้วยผ้าไหมและแร่เงิน)&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าซินเดอเรลล่าในเวอร์ชั่นของนายชาร์ล แปร์โรลต์จะมีท้องเรื่องอยู่ในประเทศฝรั่งเศส แต่แอนิเมชั่นของดิสนีย์กลับไม่ได้อ้างอิงวัฒนธรรมฝรั่งเศสมากนัก แถมไม่ได้เลือกเครื่องแต่งกายของตัวละครให้อยู่ในยุคสมัยที่วรรณกรรมถูกเขียนขึ้น&nbsp;</p>



<p>ซินเดอเรลล่าฉบับดิสนีย์มีการใช้แฟชั่นต้นฉบับที่ปะปนกันระหว่างแฟชั่นยุควิกตอเรียนกับแฟชั่นร่วมสมัย</p>



<p>ชุดของสองพี่เลี้ยงใจร้าย-ดริเซลล่ากับอนาสตาเซียอ้างอิงจากชุดยุควิกตอเรียนช่วงปี 1870s ซึ่งมีการเสริมเน้นชายกระโปรงด้านหลัง ในขณะที่ชุดของแม่เลี้ยงใจร้าย เป็นแฟชั่นในยุคปลายวิกตอเรียน ราวช่วงปี 1890s&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="474" height="508" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/ตัวอย่างชุดแบบมีหางของสองพี่เลี้ยงใจร้าย.jpg" alt="" class="wp-image-155894" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/ตัวอย่างชุดแบบมีหางของสองพี่เลี้ยงใจร้าย.jpg 474w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/ตัวอย่างชุดแบบมีหางของสองพี่เลี้ยงใจร้าย-280x300.jpg 280w" sizes="(max-width: 474px) 100vw, 474px" /><figcaption>ตัวอย่างชุดแบบมีหางของสองพี่เลี้ยงใจร้าย</figcaption></figure>



<p>ชุดของซินเดอเรลล่าในวัยเด็ก เป็นชุดที่ค่อนข้างอ้างอิงแฟชั่นยุควิกตอเรียนแทบทั้งหมด&nbsp;เด็กผู้หญิงในยุคนั้นนิยมสวมกระโปรงบาน ชายกระโปรงยาวไม่ถึงพื้น ตกแต่งด้วยโบและระบาย อย่างไรก็ดีชุดที่นางเอกของเราสวมไปงานเต้นรำ กลับดูเหมือนแฟชั่นร่วมสมัย อ้างอิงจากชุดราตรีของ Dior คอลเลกชั่นปี 1947 (Dior New Look) ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเนื่องจากซินเดอเรลล่าของดิสนีย์ออกฉายในปี 1950 จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ทีมงานอาจนำแรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นที่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น วรรณกรรมของนายชาร์ล แปร์โรลต์กล่าวว่า นางฟ้าแม่ทูนหัวเสกชุดให้ซินเดอเรลล่าเป็นภูษาเงินและทองคำ (cloth of gold and silver) แต่ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์เลือกให้ชุดของซินเดอเรลล่าเป็นสีเงิน เข้ากันกับรองเท้าแก้วซึ่งเป็นวัตถุสำคัญภายในเรื่อง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="564" height="705" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/ตัวอย่างชุดของเด็กในยุควิกตอเรียน.jpg" alt="" class="wp-image-155895" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/ตัวอย่างชุดของเด็กในยุควิกตอเรียน.jpg 564w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/ตัวอย่างชุดของเด็กในยุควิกตอเรียน-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 564px) 100vw, 564px" /><figcaption>ตัวอย่างชุดของเด็กในยุควิกตอเรียน</figcaption></figure>



<p>ซินเดอเรลล่าของดิสนีย์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้ปล่อยออกมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจบลงเพียง 5 ปี กระแสหวนกลับสู่ช่วงเวลาเก่าอันแสนรุ่งเรืองของยุโรปกำลังได้รับความนิยม แม้แต่ Dior New Look ก็ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้ามาจากแฟชั่นเก่ายุควิกตอเรียน แต่นำมาปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย&nbsp;</p>



<p>หนึ่งในภาพยนตร์ที่นำแนวคิดแบบ Cinderella Story มาใช้ แล้วประสบความสำเร็จอีกเช่นกันคือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง <em>Sissi</em> (1956) นำเสนอเรื่องราวของบุคคลจริงในประวัติศาสตร์คือจักรพรรดินีซีซี่แห่งออสเตรีย (พระนามเต็มจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย) กับพระสวามีคือจักรพรรดิฟรานซ์​ โจเซ็ฟ แต่ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สวยงามดั่งเทพนิยาย</p>



<p>ฟรานซ์ โจเซ็ฟจักรพรรดิหนุ่มเดินทางตามหาเจ้าสาวจนมาพบซีซี่ เจ้าหญิงจากแคว้นบาวาเรียที่มีชีวิตเรียบง่ายอิสระท่ามกลางป่าเขา เขาตกหลุมรักเธอในทันที ทั้งคู่เข้าสู่ประตูวิวาห์และใช้ชีวิตต่อมาในปราสาทหลังใหญ่ แน่นอนว่าตอนจบของเรื่องจริงไม่สวยงามเหมือนซินเดอเรลล่า แต่จุดเริ่มต้นและบุคลิกของซีซี่ ทำให้ชาวออสเตรียเชื่อมโยงจักรรพรรดินีเข้ากับตำนานพื้นบ้านได้ง่าย&nbsp;</p>



<p>ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ราชสำนักออสเตรียรุ่งเรืองหรูหราเหมาะกับการหลีกหนีความจริงของโลกหลังสงครามแสนวุ่นวาย ที่สำคัญ เวียนนาในยุคนั้นปราศจากกอิทธิพลเยอรมัน สลัดภาพลักษณ์ของออสเตรียช่วงหลังสงครามซึ่งอยู่ในสถานะก้ำกึ่งเป็นทั้งเหยื่อและผู้สมรู้ร่วมคิดของนาซี</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ซินเดอเรลล่ากับบริบททางประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่สวยงามดั่งนิยาย ซ่อนความหมายแบบไหนในระหว่างบรรทัด </strong></h3>



<p><strong>แม่เลี้ยงใจร้าย &#8211; การแย่งชิงมรดก&nbsp;</strong></p>



<p>นิทานพื้นบ้านยุโรปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นซินเดอเรลล่า สโนไวท์ หรือแม้แต่ฮันเซลกับเกรเทล จุดเริ่มต้นของปัญหาและความยากลำบากของตัวละครหลัก มักมาจากแม่เลี้ยงใจร้ายซึ่งเป็นภรรยาคนใหม่ของพ่อ ปัญหาเรื่องการแต่งงานใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในยุโรป เนื่องจากสตรีจำนวนมากมักเสียชีวิตในระหว่างการคลอดบุตร การแต่งงานใหม่และการมาถึงของแม่เลี้ยงจึงถือเป็นเรื่องแสนธรรมดา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือการจัดสรรทรัพยากรของครอบครัวรวมไปถึงเรื่องมรดก ลูกเลี้ยงอย่างสโนไวท์และซินเดอเรลล่า เป็นตัวแทนของภรรยาคนก่อน โดยหากภรรยาที่จากไปมาจากตระกูลมั่งคั่ง ก็อาจทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมากให้กับลูกสาว ดังนั้นแม่เลี้ยงที่เป็นคนมาทีหลัง จึงต้องแย่งชิงพื้นที่ในบ้านแข่งกับลูกของอดีตภรรยา การแย่งชิงที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความรัก แต่รวมไปถึงอำนาจการตัดสินใจ และการจัดการทรัพย์สินในกรณีที่สามีอาจจากโลกไปก่อนลูกเลี้ยงจะบรรลุนิติภาวะ&nbsp;</p>



<p><strong>รองเท้า &#8211; สัญลักษณ์ทางเพศ</strong></p>



<p>การที่ตำนานซินเดอเรลล่ามักมีรองเท้าเป็นส่วนประกอบ นักประวัติศาสตร์บางส่วนกล่าวว่ารองเท้าเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงช่องคลอดของสตรี เจ้าชายตามหาสตรีที่สามารถสวมใส่รองเท้าเข้าไปได้พอดี มีสัญลักษณ์สื่อถึงเรื่องทางเพศ นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่ารองเท้าในต้นฉบับของนายชาร์ล แปร์โรลต์ อาจไม่ใช่รองเท้าแก้ว แต่เป็น รองเท้าขน ซึ่งเป็นการอุปมาถึงช่องคลอด อย่างไรก็ดี การที่เจ้าของผลงานเปลี่ยนรองเท้าของซินเดอเรลล่าให้เป็นแก้ว อาจเพื่อสื่อถึงคุณสมบัติสูงส่งของซินเดอเรลล่า เนื่องจากวัตถุที่ทำจากแก้วในศตวรรษที่ 17 เป็นของหายากราคาแพง มีแต่สตรีที่สูงส่ง เหมาะสมกับการเป็นเจ้าหญิงเท่านั้นจึงสามารถเดินและเต้นรำบนรองเท้าแก้วได้&nbsp;</p>



<p><strong>การสมรสของสตรี &#8211; โอกาสที่ดีกว่า&nbsp;</strong></p>



<p>การแต่งงานดูจะเป็นทางออกของทุกปัญหาในนิทานซินเดอเรลล่า เนื่องจากสถานะในครอบครัวของเธอถูกทำลายจากการมาถึงของแม่เลี้ยงใจร้ายและการตายของบิดา ซินเดอเรลล่าจำเป็นต้องหาสถานะใหม่ในสังคม แต่ผู้หญิงในยุคก่อน จะสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งก็ด้วยการแต่งงานที่มาพร้อมผลประโยชน์เพียงเท่านั้น ดังนั้นหากเราจะพูดถึงคติสอนใจที่ได้จากนิทาน ซินเดอเรลล่าเพียงสอนว่าเราต้องเป็นคนดี และถ้าหน้าตาของเราก็ดีด้วย ความสวยจากภายนอกและภายในจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆ&nbsp;</p>



<p>แนวคิดนี้เข้ากันได้ดีกับสังคมอเมริกันช่วงทศวรรษที่ 1950s ซึ่งมีแนวคิดแบบอเมริกันดรีม (American Dream) ความฝันของสตรีในยุคนั้นคือการสมรสเพื่อเป็นภรรยา การแบ่งหน้าที่ของบุรุษ/สตรี แม้แต่ของเล่นที่มีการแบ่งเพศชายหญิงอย่างเด็ดขาด ถูกทำขึ้นภายใต้แนวคิดผู้หญิงที่ดีต้องพร้อมเป็นแม่และภรรยา กระทั่งสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นศัตรูคู่แข่งของสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นล้อเลียนว่าสังคมอเมริกันต้องการล่ามโซ่ผู้หญิงไว้ในห้องครัว ต่างกับแนวคิดแบบสังคมนิยมที่ให้โอกาสผู้หญิงให้สามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานไม่ต่างจากบุรุษ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="449" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-1024x449.jpg" alt="" class="wp-image-155897" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-1024x449.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-300x132.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-768x337.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-1536x674.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-2048x899.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/04/website_pastfpoward_April-600x263.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Cinderella Story อะไรทำให้พล็อตเรื่องแบบนี้ขายดีมาจนถึงปัจจุบัน?&nbsp;</strong></h3>



<p>ในโลกนี้มีนิทานพื้นบ้านที่มีพล็อตเรื่องคล้ายกับซินเดอเรลล่ามากกว่า 500 เวอร์ชั่น ไม่รับภาพยนตร์ ละครเพลง แอนิเมชั่น หรือสื่อร่วมสมัยอื่นๆ ที่ใช้นิทานซินเดอเรลล่ามาเป็นแรงบันดาลใจ เหตุผลหลักที่ซินเดอเรลล่าได้ใจประชาชนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เป็นเพราะนิทานเรื่องนี้มีความเป็นสากล หลายคนโตมากับเรื่องนี้แนวนี้ และมีตำนานท้องถิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวใกล้เคียงกัน&nbsp;</p>



<p>ซินเดอเรลล่ายังเป็นพล็อตหนังที่มีช่องว่างให้ตีความมาก ในเวอร์ชั่นของพี่น้องตระกูลกริมม์ แม่แท้ๆ ของซินเดอเรลล่าได้กล่าวกับลูกสาวก่อนสิ้นใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ขอให้เด็กสาวยึดมั่นในความดี เพราะเรื่องดีๆ จะเกิดกับผู้มีจิตใจดีอยู่เสมอ ผู้อ่านหลายท่านอาจตีความจิตใจที่ดีของซินเดอเรลล่าว่าเป็นเรื่องโง่เขลา บางคนเห็นว่าซินเดอเรลล่าน่าจะออกจากบ้านไปซะ หรือทำไมไม่ยืนหยัดเพื่อสิทธิ์ของตนเอง ประเด็นขัดใจคนดูเหล่านี้ น่าสนใจว่ากลายเป็นหมุดหมายให้ซินเดอเรลล่าในแต่ละเวอร์ชั่น พยายามหาคำอธิบายแบบใหม่เพื่อครองใจคนดู ในบางครั้งบุคลิกของซินเดอเรลล่าถูกตีความเป็นหญิงสาวแสนฉลาด และอดทน รอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อทวงคืนสิทธิ์ที่เป็นของเธอ&nbsp;</p>



<p>อีกหนึ่งประเด็นที่ซินเดอเรลล่าครองใจผู้ชมทุกวัย เป็นเพราะเรื่องราวในนิทาน แม้จะน้ำเน่าแต่ก็กล่าวถึงความหวัง ซินเดอเรลล่าพาเรากลับไปหาคุณงามความดีทั้งปวงซึ่งเป็นแกนหลักของคำสอนแทบทุกศาสนา คือการมีจิตใจเมตตา เอื้ออารีต่อผู้อื่น ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายซับซ้อน เราอาจคาดหวังให้เรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับคนที่คู่ควร ไม่ต่างกับละครสอนใจที่ได้รับความนิยมในสื่อยุคใหม่ ซินเดอเรลล่าอาจเป็นพล็อตละครที่ทำให้เราได้ย้อนกลับไปเห็นจิตใจที่สวยงามของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญล้ำค่าไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนหรือสมัยใด&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<p><a href="https://sites.pitt.edu/~dash/grimm021.html?fbclid=IwAR2FrLn9_p5PztKCpj_U2_w4929szSP8geJR36b1qOhh2QTaP4ladhpBsjA">https://sites.pitt.edu/~dash/grimm021.html?fbclid=IwAR2FrLn9_p5PztKCpj_U2_w4929szSP8geJR36b1qOhh2QTaP4ladhpBsjA</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-sheknows wp-block-embed-sheknows"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://www.sheknows.com/entertainment/articles/1076609/cinderella-glass-slippers-are-actually-sexual-metaphor/?fbclid=IwAR2GP3OSJ35z2FNlS_or0fj2WKorF0VIlT-JyWqg0_y75cFPWSrCYNt8Paw
</div></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/UeRa9bEhgXg?start=116&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><a href="https://sites.pitt.edu/~dash/perrault06.html">https://sites.pitt.edu/~dash/perrault06.html</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-frock-flicks wp-block-embed-frock-flicks"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="ARWFTuZXt5"><a href="https://frockflicks.com/disney-princess-historical-influences-cinderella-1950/">Disney Princess Historical Costume Influences: Cinderella (1950), Part 1</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Disney Princess Historical Costume Influences: Cinderella (1950), Part 1&#8221; &#8212; Frock Flicks" src="https://frockflicks.com/disney-princess-historical-influences-cinderella-1950/embed/#?secret=inoax8AGdS#?secret=ARWFTuZXt5" data-secret="ARWFTuZXt5" width="500" height="282" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe>
</div></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-frock-flicks wp-block-embed-frock-flicks"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="fIY7DWl9aK"><a href="https://frockflicks.com/disney-princess-historical-influences-cinderella-1950-part-2/">Disney Princess Historical Costume Influences: Cinderella (1950), Part 2</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Disney Princess Historical Costume Influences: Cinderella (1950), Part 2&#8221; &#8212; Frock Flicks" src="https://frockflicks.com/disney-princess-historical-influences-cinderella-1950-part-2/embed/#?secret=brQFF2Lqgm#?secret=fIY7DWl9aK" data-secret="fIY7DWl9aK" width="500" height="282" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe>
</div></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-the-italian-reve wp-block-embed-the-italian-reve"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="dt3q4Xm72z"><a href="https://www.theitalianreve.com/disney-princesses-the-most-iconic-dresses-between-historical-accuracy-and-modernity/">Disney Princesses: The Most Iconic Dresses between Historical Accuracy and Modernity</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Disney Princesses: The Most Iconic Dresses between Historical Accuracy and Modernity&#8221; &#8212; The Italian Rêve" src="https://www.theitalianreve.com/disney-princesses-the-most-iconic-dresses-between-historical-accuracy-and-modernity/embed/#?secret=wLFOizcCmi#?secret=dt3q4Xm72z" data-secret="dt3q4Xm72z" width="500" height="282" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe>
</div></figure>



<p><a href="https://www.dictionary.com/e/cinderella-story/">https://www.dictionary.com/e/cinderella-story/</a></p>



<p><a href="https://www.npr.org/2015/03/13/392358854/a-girl-a-shoe-a-prince-the-endlessly-evolving-cinderella">https://www.npr.org/2015/03/13/392358854/a-girl-a-shoe-a-prince-the-endlessly-evolving-cinderella</a></p>



<p><a href="https://www.vox.com/2015/3/15/8214405/cinderella-fairy-tale-history">https://www.vox.com/2015/3/15/8214405/cinderella-fairy-tale-history</a></p>



<p><a href="https://www.npr.org/2015/03/13/392358854/a-girl-a-shoe-a-prince-the-endlessly-evolving-cinderella">https://www.npr.org/2015/03/13/392358854/a-girl-a-shoe-a-prince-the-endlessly-evolving-cinderella</a></p>



<p><a href="https://www.edenvalleyenterprises.org/blhrc/educational/cindtour/world.html">https://www.edenvalleyenterprises.org/blhrc/educational/cindtour/world.html</a></p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=3Wo6HHzhE58">https://www.youtube.com/watch?v=3Wo6HHzhE58</a>&nbsp;<br><a href="https://www.rotoscopers.com/2015/02/21/cinderella-what-makes-her-so-popular/">https://www.rotoscopers.com/2015/02/21/cinderella-what-makes-her-so-popular/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cinderella/">ประวัติศาสตร์ซินเดอเรลล่า ว่าด้วย Cinderella Story พล็อตเรื่องอายุพันปีที่ยังขายดีไม่มีเบื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หากสโนว์ไวท์มีจริง ผู้หญิงคนนี้มีตัวตนอยู่ในส่วนไหนของประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/snow-white/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Mar 2022 15:57:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=155436</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในบรรดาเรื่องเล่าของพี่น้องตระกูลกริมม์ นิทานเกี่ยวกับสโนว์ไวท์ สาวน้อยคนงามที่มีผิวขาวราวหิมะ ปากแดงดั่งกุหลาบ เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เป็นที่รู้จัก ถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อหลากหลายทั้งในรูปแบบหนังสือนิทาน การ์ตูน นวนิยาย ไปจนถึงแอนิเมชั่นและหนังเวอร์ชั่นคนแสดง หลายคนโตมากับสโนว์ไวท์ รู้จักคนแคระทั้งเจ็ด แอปเปิ้ลอาบยาพิษ แม่เลี้ยงใจร้ายและเจ้าชายรูปงามที่ปราศจากนาม แต่ทราบหรือไม่ว่าเคยมีนักประวัติศาสตร์เยอรมันออกมาตีพิมพ์แนวคิดน่าสนใจ ให้ความเห็นว่าสโนว์ไวท์อาจไม่ใช่เรื่องในจินตนาการ แต่อ้างอิงถึงบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์&#160; ในปี 1994 นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน เอคฮาร์ด แซนเดอร์ (Eckhard Sander) ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งกล่าวถึงแนวคิดน่าสนใจนี้ โดยในหนังสือเรื่อง Schneewittchen: Märchen oder Wahrheit? (สโนว์ไวท์: เรื่องจริงหรืออิงนิยาย &#8211; Snow White: Fairy Tale or Truth?) แซนเดอร์ได้สันนิษฐานตัวตนของสโนว์ไวท์ว่า น่าจะเป็นสตรีที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์คือมาร์กาเรทา ฟอน วัลเด็ค (Margaretha von Waldeck)&#160; มาร์กาเรทาเกิดในปี 1533 เป็นธิดาคนรองของฟิลิปที่ 4 เคานต์แห่งวัลเด็คและบาดไวล์ดุงเกน (Philip IV, Count of Waldeck-Wildungen) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/snow-white/">หากสโนว์ไวท์มีจริง ผู้หญิงคนนี้มีตัวตนอยู่ในส่วนไหนของประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในบรรดาเรื่องเล่าของพี่น้องตระกูลกริมม์ นิทานเกี่ยวกับสโนว์ไวท์ สาวน้อยคนงามที่มีผิวขาวราวหิมะ ปากแดงดั่งกุหลาบ เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เป็นที่รู้จัก ถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อหลากหลายทั้งในรูปแบบหนังสือนิทาน การ์ตูน นวนิยาย ไปจนถึงแอนิเมชั่นและหนังเวอร์ชั่นคนแสดง หลายคนโตมากับสโนว์ไวท์ รู้จักคนแคระทั้งเจ็ด แอปเปิ้ลอาบยาพิษ แม่เลี้ยงใจร้ายและเจ้าชายรูปงามที่ปราศจากนาม แต่ทราบหรือไม่ว่าเคยมีนักประวัติศาสตร์เยอรมันออกมาตีพิมพ์แนวคิดน่าสนใจ ให้ความเห็นว่าสโนว์ไวท์อาจไม่ใช่เรื่องในจินตนาการ แต่อ้างอิงถึงบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์&nbsp;</p>



<p>ในปี 1994 นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน เอคฮาร์ด แซนเดอร์ (Eckhard Sander) ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งกล่าวถึงแนวคิดน่าสนใจนี้ โดยในหนังสือเรื่อง <em>Schneewittchen: Märchen oder Wahrheit?</em> (สโนว์ไวท์: เรื่องจริงหรืออิงนิยาย &#8211; <em>Snow White: Fairy Tale or Truth?</em>) แซนเดอร์ได้สันนิษฐานตัวตนของสโนว์ไวท์ว่า น่าจะเป็นสตรีที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์คือมาร์กาเรทา ฟอน วัลเด็ค (Margaretha von Waldeck)&nbsp;</p>



<p>มาร์กาเรทาเกิดในปี 1533 เป็นธิดาคนรองของฟิลิปที่ 4 เคานต์แห่งวัลเด็คและบาดไวล์ดุงเกน (Philip IV, Count of Waldeck-Wildungen) บิดาของมาร์กาเรทาเป็นผู้ปกครองดินแดนขนาดเล็กในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพื้นที่นี้ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนี มาร์กาเรทาขึ้นชื่อเรื่องความสวยมาตั้งแต่อายุยังน้อย แม้แต่บันทึกทางการของเมืองก็ยังกล่าวถึงลูกสาวของท่านเคานต์ว่างดงามอย่างน่าตกตะลึง เธอมีผิวสีขาว ปากแดงดั่งทับทิม และมีเส้นผมสีบลอนด์สวยสง่า น่าเสียดายที่มารดาของมาร์กาเรทาจากโลกนี้ไปตั้งแต่ยังสาว บิดาของเธอจึงสมรสใหม่กับสตรีเชื้อสายขุนนาง แคทเธอรีนา ฟอน แฮตสเฟลด์ (Katharina von Hatzfeld) มีข่าวลือว่าแม่เลี้ยงคนใหม่เป็นคนให้ความสนใจกับรูปโฉม จนบิดาของมาร์กาเรทาถึงขั้นซื้อกระจกบานใหญ่ให้ว่าที่ภรรยาเป็นของขวัญ อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ไม่มีหลักฐานว่าข่าวลือนี้เป็นความจริง&nbsp;</p>



<p>แคทเธอรีนาเป็นแม่เลี้ยงที่เข้มงวด เธอเข้ากับลูกเลี้ยงไม่ได้ทำให้มาร์กาเรทาถูกส่งตัวไปมาในหมู่เครือญาติ ตอนอายุ 7 ปี เด็กสาวถูกส่งไปอาศัยกับลุงซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองไวล์เบิร์ก ตอนอายุ 12 เธอถูกส่งต่อไปยังน้าชายซึ่งอาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์ แต่เมื่อมาร์กาเรทาอายุครบ 16 ปี ชีวิตของเธอก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อบิดาส่งเธอไปรับใช้พระนางแมรี่แห่งฮังการี ผู้สำเร็จราชการแห่งเนเธอร์แลนด์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="754" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/แมรี่แห่งฮังการี-ผู้สำเร็จราชการเนเธอร์แลนด์-754x1024.jpg" alt="" class="wp-image-155447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/แมรี่แห่งฮังการี-ผู้สำเร็จราชการเนเธอร์แลนด์-754x1024.jpg 754w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/แมรี่แห่งฮังการี-ผู้สำเร็จราชการเนเธอร์แลนด์-221x300.jpg 221w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/แมรี่แห่งฮังการี-ผู้สำเร็จราชการเนเธอร์แลนด์-768x1043.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/แมรี่แห่งฮังการี-ผู้สำเร็จราชการเนเธอร์แลนด์-600x815.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/แมรี่แห่งฮังการี-ผู้สำเร็จราชการเนเธอร์แลนด์.jpg 1024w" sizes="(max-width: 754px) 100vw, 754px" /></figure>



<p>แมรี่แห่งฮังการีเป็นลูกสาวของฮวนน่าแห่งคาสตีล (ฉายาฮวนน่าผู้บ้าคลั่ง) และฟิลิปรูปหล่อ พี่ชายของพระองค์-จักรพรรดิชาร์ลที่ 5 สืบทอดแผ่นดินยิ่งใหญ่จากบิดาและมารดา พระองค์ครองตำแหน่งจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ควบตำแหน่งกษัตริย์แห่งสเปน แถมยังได้รับมรดกจากย่าเป็นแผ่นดินผืนใหญ่ของดัชชี่แห่งเบอร์กันดี (ปัจจุบันคือเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และบางส่วนทางตอนเหนือของฝรั่งเศส) เนื่องจากชาร์ลสืบทอดแผ่นดินที่กว้างใหญ่ ทำให้พระองค์ตัดสินใจตั้งน้องๆ ให้คอยทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ส่วนต่างๆ&nbsp;</p>



<p>แมรี่แห่งฮังการี-น้องสาวของชาร์ลที่ 5 เคยสมรสเป็นราชินีของกษัตริย์ฮังการีมาก่อน ภายหลังพระสวามีของพระองค์สวรรคต พระองค์จึงเสด็จกลับบ้าน และได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการในราชสำนักบรัสเซลส์ เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กสาวจากตระกูลขุนนางในยุคนั้น จะถูกส่งตัวไปทำงานรับใช้ในตำหนักของสตรีที่มีชื่อเสียงและอำนาจ ส่วนหนึ่งเพื่อฝึกฝนกิริยามารยาท เรียนรู้การบริหารจัดการครัวเรือน สตรีบางคนโชคดีได้เป็นคนโปรดของเจ้าบ้าน และอาจมีโอกาสสมรสกับขุนนางใหญ่ มาร์กาเรทายังมีบทบาทสำคัญ เป็นผู้สานสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับบิดา&nbsp;เพราะหากเด็กสาวทำผลงานได้เข้าตา ครอบครัวของเธอก็อาจได้รับการโปรดปรานไปด้วย การมาถึงของมาร์กาเรทา-สตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปโฉมความงาม แน่นอนว่าได้รับความสนใจ ไม่นานบุรุษน้อยใหญ่ต่างเข้าใกล้เพื่อหวังได้หญิงงามไปเป็นภรรยา แต่หญิงที่งามที่สุดในราชสำนัก ย่อมเตะตาบุรุษผู้มีความสำคัญมากที่สุด-เจ้าชายฟิลิป โอรสเพียงองค์เดียวของจักรพรรดิชาร์ลที่ 5 และหลานอาของแมรี่แห่งฮังการี&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เจ้าชายรูปงามอาจมีนามว่าฟิลิปแห่งสเปน&nbsp;</strong></h3>



<p>ฟิลิปแห่งสเปน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจักรพรรดิ เดินทางมาเยี่ยมราชสำนักของอาสาวในกรุงบรัสเซลส์เมื่อปี 1549 ในตอนนั้นพระองค์เป็นพ่อม่ายในวัยเพียง 22&nbsp; เนื่องจากมเหสีองค์แรกของพระองค์-มาเรีย มานูเอลา แห่งโปรตุเกส สิ้นพระชนม์ไปในระหว่างการคลอดบุตรชาย มีข่าวลือว่าฟิลิปตกหลุมรักมาร์กาเรทา แต่ในปัจจุบันไม่หลงเหลือหลักฐานที่ชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ของทั้งสอง เราทราบได้เพียงว่าสุขภาพของมาร์กาเรทาเลวร้ายลงหลังจากนั้น เธอเขียนจดหมาย 3 ฉบับส่งถึงบิดาเพื่อบอกว่าตัวเองเริ่มป่วยก่อนเสียชีวิตไปในปี 1554 อายุแค่ 21 ปี&nbsp;</p>



<p>เหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวของฝ่ายหญิงคิดว่ามาร์กาเรทาน่าจะถูกวางยาพิษ ส่วนผู้ประสงค์ร้าย อาจเป็นราชสำนักสเปนที่ไม่ต้องการให้มาร์กาเรทาเข้ามาขวางแผนการใหญ่ เนื่องจากในปีเดียวกันกับที่มาร์กาเรทาเสียชีวิต ราชสำนักสเปนจัดงานสำคัญคือการสมรสระหว่างเจ้าชายฟิลิปกับราชินีแมรี่ที่ 1 แห่งอังกฤษ ราชินีแมรี่ขึ้นครองราชย์ในปี 1553 และได้ติดต่อมาทางจักรพรรดิชาร์ลที่ 5 เพื่อพูดคุยเรื่องการสมรสสานสัมพันธ์ ชาร์ลที่ 5 มองว่าตัวเองอายุมากเกินกว่าจะสมรสใหม่จึงได้เสนอให้ราชินีแมรี่สมรสกับลูกชายเพียงคนเดียวของพระองค์</p>



<p>ฟิลิปกับแมรี่เข้าพิธีสมรสในวันที่ 25 กรกฎาคม 1554 เพียง 4 เดือนหลังจากมาร์กาเรทาจากไป ในหนังสือของเอคฮาร์ด แซนเดอร์ กล่าวว่าผู้วางยาพิษหญิงสาว น่าจะเป็นจักรพรรดิชาร์ลที่ 5 แม้เราจะไม่สามารถสืบหาหลักฐานได้ในปัจจุบัน และไม่อาจรู้แน่ชัดว่ามาร์กาเรทาเสียชีวิตจากการวางยาพิษจริงหรือไม่&nbsp;</p>



<p>มองในแง่หนึ่ง การเสียชีวิตอย่างไร้ที่มาของหญิงสาวอายุน้อยไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนั้น และหากจะมองกันถึงแรงจูงใจ การที่กษัตริย์จะสั่งฆ่าคนรักของลูกชาย ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น กษัตริย์อัลฟองโซที่ 4 แห่งโปรตุเกส เคยสั่งฆ่าอีเนส-สาวงามจากแคว้นกาลิเซียซึ่งเป็นคนรักของเจ้าชายเปโตร เนื่องจากลูกชายของพระองค์ไม่ยอมสมรสใหม่ แถมแอบจัดพิธีสมรสลับๆ กับสตรีในดวงใจที่ไม่มีความเหมาะสมทางการเมือง ความรักของเปโตรกับอีเนสเป็นเรื่องฉาวที่ถูกบันทึกอย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวของฟิลิปกับมาร์กาเรทา เรายังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเกิดขึ้นจริง เพราะอย่างนั้นเรื่องนี้จึงอาจต้องหยุดไว้ในเครื่องหมายคำถาม&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความตายของสโนไวท์ ว่าด้วยคนแคระและแอปเปิ้ลอาบยาพิษ&nbsp;</strong></h3>



<p>ความตายของมาร์กาเรทา หากว่ามาจากการปองร้าย ผู้รับผิดชอบในความผิดนี้แน่นอนว่าไม่ใช่แม่เลี้ยงของมาร์กาเรทา เนื่องจากแคทเธอรีนา ฟอน แฮตสเฟลด์ เสียชีวิตไปก่อนเหตุการณ์นี้ร่วมสิบปี แม้จะปราศจากจุดเชื่อมโยงสำคัญ แต่เจ้าของทฤษฎีอย่างแซนเดอร์ก็ได้เชื่อมโยงบริบทรอบด้านด้วยข้อสันนิษฐานน่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น คนแคระของสโนว์ไวท์&nbsp;อาจหมายถึงแรงงานเด็กในเหมืองของบิดา ฟิลิปที่ 4 เคานต์แห่งวัลเด็คและบาดไวล์ดุงเกน เป็นเจ้าของเหมืองขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานเด็กจำนวนมาก ดังนั้นคนแคระในนิทานสโนว์ไวท์ อาจหมายถึงการใช้แรงงานเด็กซึ่งมีขนาดตัวเล็ก พวกเขาเหล่านี้อาศัยอยู่ในกระท่อมขนาดกะทัดรัด มีลักษณะคล้ายกับในนิทาน ปัจจุบันหมู่บ้านที่เชื่อกันว่าเป็นที่พักอาศัยของเด็กๆ ถูกเรียกว่า ‘หมู่บ้านสโนว์ไวท์’ (<em>Schneewittchendorf &#8211; </em>Snow White Village) กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศเยอรมนี&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="995" height="465" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/‘หมู่บ้านสโนไวท์-Schneewittchendorf-Snow-White-village-ในประเทศเยอรมนี.jpg" alt="" class="wp-image-155448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/‘หมู่บ้านสโนไวท์-Schneewittchendorf-Snow-White-village-ในประเทศเยอรมนี.jpg 995w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/‘หมู่บ้านสโนไวท์-Schneewittchendorf-Snow-White-village-ในประเทศเยอรมนี-300x140.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/‘หมู่บ้านสโนไวท์-Schneewittchendorf-Snow-White-village-ในประเทศเยอรมนี-768x359.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/‘หมู่บ้านสโนไวท์-Schneewittchendorf-Snow-White-village-ในประเทศเยอรมนี-600x280.jpg 600w" sizes="(max-width: 995px) 100vw, 995px" /><figcaption>‘หมู่บ้านสโนไวท์’ (Schneewittchendorf &#8211; Snow White village) ในประเทศเยอรมนี</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="799" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา-1024x799.jpg" alt="" class="wp-image-155449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา-1024x799.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา-300x234.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา-768x600.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา-1536x1199.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา-600x468.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บรรดาคนแคระที่อาจหมายถึงคนงานเหมืองของบิดา</figcaption></figure>



<p>เกี่ยวกับเรื่องแอปเปิ้ลอาบยาพิษ แม้เรื่องราวของมาร์กาเรทาจะไม่ปรากฏการใช้แอปเปิ้ลเป็นอาวุธสังหาร แต่การใช้แอปเปิ้ลกับยาพิษ เคยปรากฏเป็นคดีความในพื้นที่บ้านเกิดของมาร์กาเรทา หลังยุคสมัยของเธอเป็นเวลานานหลายสิบปี คดีนี้เกิดจากชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งรู้สึกโกรธแค้นเด็กๆ ที่ชอบเข้ามาขโมยผลไม้ในสวนของเขาจึงได้นำเอายาพิษไปใส่ไว้ในผลแอปเปิ้ล&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>&#8216;ผิวขาวเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง ปากแดงเหมือนเลือดนก&#8217; นิยามความงามในช่วงเวลาของสโนไวท์&nbsp;</strong></h3>



<p>เราอาจคุ้นคำบรรยายเกี่ยวกับความงามของสโนว์ไวท์ ว่าเป็นสตรีที่มีผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงดั่งกุหลาบ ค่านิยมผิวขาว กับเรียวปากสีแดง เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาของมาร์กาเรทา คนดังที่เป็นไอดอลของความงามในรูปแบบนี้ คือราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ ผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างมารดาของราชินีแมรี่ที่ 1 สตรีที่ได้เจ้าชายฟิลิปไปครอบครอง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="821" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/เอลิซาเบธที่-1-กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์-1024x821.jpg" alt="" class="wp-image-155450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/เอลิซาเบธที่-1-กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์-1024x821.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/เอลิซาเบธที่-1-กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/เอลิซาเบธที่-1-กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์-768x615.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/เอลิซาเบธที่-1-กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์-600x481.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/เอลิซาเบธที่-1-กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์.jpg 1248w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เอลิซาเบธที่ 1 กับค่านิยมผิวขาวปากแดงในช่วงเวลาของพระองค์</figcaption></figure>



<p>เอลิซาเบธขึ้นครองราชย์หลังการสวรรคตของพี่สาว (เนื่องจากแมรี่และฟิลิปไม่มีทายาท) ทรงเป็นผู้ปกครองคนสุดท้ายของราชวงศ์ทิวเดอร์และได้ปกครองอังกฤษเป็นเวลายาวนานถึง 45 ปี ภาพลักษณ์ที่คนรุ่นหลังคุ้นตาเกี่ยวกับพระองค์ คือการลงแป้งขาวบนหน้า และการทาปากให้มีสีแดงสด ตลอดจนการสวมวิกผมที่ทำให้พระองค์ดูสง่างามน่าเกรงขาม ผิวที่ขาวผ่องของเอลิซาเบธที่ 1 สื่อถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์ ส่วนสีแดงสื่อว่าพระองค์เป็นคนสุขภาพดี&nbsp;</p>



<p>ค่านิยมความงามในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติและเครื่องสำอางในยุคนั้นเต็มไปด้วยสารไม่พึงประสงค์อย่างตะกั่วและปรอทส่งผลให้สุขภาพของพระองค์เสื่อมโทรมลงในภายหลัง เอลิซาเบธที่ 1 ปกปิดใบหน้าของพระองค์ด้วยเครื่องสำอางที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบ ทรงทาหน้าขาวกว่าสตรีทั่วไป เชื่อกันว่าเพื่อปกปิดร่องรอยจากไข้ทรพิษ (Smallpox) ซึ่งทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้า&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดิสนีย์ VS ความจริง หากสโนไวท์มีตัวตนในประวัติศาสตร์ สาวงามแห่งเยอรมนีช่วงศตวรรษที่ 16 อาจมีรูปลักษณ์ประมาณไหน</strong>&nbsp;</h3>



<p>ทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่านิทานสโนไวท์ของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของมาร์กาเรทาจริงหรือไม่ เพราะแค่ในทวีปยุโรปก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงสาวที่ 1.สวยงาม 2.มีแม่หรือแม่เลี้ยงใจร้าย 3.ตายด้วยพิษตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่อีกมาก แต่ในตอนที่วอลต์ ดิสนีย์ ตัดสินใจนำนิทานเรื่องสโนไวท์มาผลิตเป็นแอนิเมชั่น พวกเขาได้นำภาพลักษณ์ความสวยของสโนไวท์มาจากนิยามความงามร่วมสมัยในช่วงทศวรรษที่ 1937s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แอนิเมชั่นเรื่องนี้ถูกนำออกฉาย ยกตัวอย่างเช่นทรงผมตัดสั้น ดวงตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่มไปจนถึงรูปหน้าและการลงเมกอัพ&nbsp;</p>



<p>ส่วนรายละเอียดประกอบฉากรวมไปถึงเสื้อผ้า วอลต์ ดิสนีย์อ้างอิงมาจากสิ่งของในวัฒนธรรมเยอรมันช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มาร์กาเรทามีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ดี ศตวรรษที่ 16 กินเวลายาวนานถึง 100 ปี ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นเครื่องแต่งกายมีความหลากหลายเป็นอย่างมากจนยากจะสันนิษฐานว่ามาร์กาเรทาเลือกสวมเสื้อผ้าแบบไหน คาโรลิน่า เซโบรสก้า (Karolina Żebrowska) นักประวัติศาสตร์แฟชั่นชาวโปแลนด์เคยสันนิษฐานเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของสโนไวท์ว่า อาจสามารถเทียบเคียงกับภาพวาดสตรีเยอรมันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่นงานของลูคัส คาร์นัค คนพ่อ (Lucas Cranach the Elder) จิตรกรชาวเยอรมันยุคเรเนซองส์ผู้มีโอกาสวาดภาพสตรีชั้นสูงหลายท่านช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 16&nbsp;ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงและมีฐานะสังคมไม่ต่างมากนักจากมาร์กาเรทา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="703" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/ซีบิลแห่งคลีฟส์-1531-ในภาพนี้เธอสวมชุดที่มีปกคอทรงสูงคล้ายกับสโนว์ไวท์-703x1024.jpg" alt="" class="wp-image-155451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/ซีบิลแห่งคลีฟส์-1531-ในภาพนี้เธอสวมชุดที่มีปกคอทรงสูงคล้ายกับสโนว์ไวท์-703x1024.jpg 703w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/ซีบิลแห่งคลีฟส์-1531-ในภาพนี้เธอสวมชุดที่มีปกคอทรงสูงคล้ายกับสโนว์ไวท์-206x300.jpg 206w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/ซีบิลแห่งคลีฟส์-1531-ในภาพนี้เธอสวมชุดที่มีปกคอทรงสูงคล้ายกับสโนว์ไวท์-768x1118.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/ซีบิลแห่งคลีฟส์-1531-ในภาพนี้เธอสวมชุดที่มีปกคอทรงสูงคล้ายกับสโนว์ไวท์-600x874.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/03/ซีบิลแห่งคลีฟส์-1531-ในภาพนี้เธอสวมชุดที่มีปกคอทรงสูงคล้ายกับสโนว์ไวท์.jpg 1024w" sizes="(max-width: 703px) 100vw, 703px" /><figcaption>Bemberg Fondation Toulouse &#8211; Portrait de Sibylle de Clève, électrice de Saxe &#8211; Lucas I Cranach &#8211; Inv.1086 Huile sur panneau 1531</figcaption></figure>



<p>หนึ่งในภาพวาดที่โด่งดังของลูคัส คาร์นัค คนพ่อ คือภาพวาดซีบิลแห่งคลีฟส์ (บางแหล่งข้อมูลเรียกว่าซีบิล่า) พี่สาวคนโตของแอนน์แห่งคลีฟส์ (มเหสีองค์ที่ 4 ของเฮนรี่ที่ 8 ผู้เป็นบิดาของทั้งแมรี่ที่ 1 และเอลิซาเบธที่ 1) ซีบิลแห่งคลีฟส์ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นหญิงงามในยุคนั้น ชุดที่พระองค์สวมยังมีลักษณะเด่นน่าสนใจซึ่งมีความใกล้เคียงกับชุดสโนว์ไวท์ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์คือแขนเสื้อแบบพองโชว์สีสันต่างกันระหว่างเนื้อผ้า แขนเสื้อแบบนี้เป็นที่นิยมในเยอรมนีช่วงปี 1530-40s และเริ่มเสื่อมความนิยมลงไปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1550s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาร์กาเรทาเสียชีวิต (มาร์กาเรทาจากไปในปี 1554)</p>



<p>เอกลักษณ์อีกอย่างในชุดสโนว์ไวท์ของดีสนีย์คือปกคอทรงสูงสีขาว ปรากฏว่าแฟชั่นแบบนี้เป็นที่นิยมในเยอรมนีเช่นกัน โดยปรากฏภาพของสตรีร่วมสมัยสวมใส่เสื้อที่มีปกคอสูงตั้ง ปกคอแบบนี้ได้รับความนิยมตั้งแต่ทศวรรษที่ 1530s เรื่อยมาจนถึงปี 1550s หรือนานกว่า ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า จุดเด่นสองอย่างในชุดของสโนไวท์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นที่ถูกสวมใส่จริง ส่วนสิ่งที่ไม่ตรงตามประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่นกระโปรงพลิ้วไหวของสโนไวท์ซึ่งแตกต่างจากการสวมใส่ชุดกระโปรงหนาหนักในยุคนั้น การออกแบบชุดของนางเอกให้ออกมาบางเบาเข้ากับการขยับร่างกาย เป็นแฟชั่นตามสมัยนิยมช่วงทศวรรษที่ 1930s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แอนิเมชั่นถูกผลิตออกฉาย มองกันในมุมนี้ เจ้าหญิงสโนไวท์ที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน เป็นผลผลิตจากสองช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ คือช่วงเวลาที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจริง กับช่วงที่นิทานเรื่องนี้ถูกนำมาขัดเกลาใหม่เพื่อใช้นำเสนอกับผู้คนในวงกว้าง</p>



<p>References:</p>



<p><strong>The Story of Real Snow White Is Far More Gruesome Than Disney’s &#8211;</strong><a href="https://medium.com/lessons-from-history/the-story-of-real-snow-white-is-much-more-gruesome-than-disneys-cee877699ff8"><strong> </strong><strong>https://medium.com/lessons-from-history/the-story-of-real-snow-white-is-much-more-gruesome-than-disneys-cee877699ff8</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>Snow White and the Seven Dwarfs: History &amp; Pantomime Origins &#8211;</strong><a href="https://www.blackpoolgrand.co.uk/history-of-snow-white"><strong> </strong><strong>https://www.blackpoolgrand.co.uk/history-of-snow-white</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>Fashion Expert Fact Checks Snow White&#8217;s Costumes | Glamour &#8211;<a href="https://www.youtube.com/watch?v=XfY11hBWz_0"> https://www.youtube.com/watch?v=XfY11hBWz_0</a>&nbsp;</p>



<p>What Would Snow White *Actually* Wear? || Making a Historically Accurate Disney Snow White Costume &#8211;<a href="https://www.youtube.com/watch?v=1cmDY4EYRpg&amp;t=386s"> https://www.youtube.com/watch?v=1cmDY4EYRpg&amp;t=386s</a>&nbsp;</p>



<p>The Story Of Margaretha Von Waldeck, The Real Snow White &#8211;<a href="https://historydaily.org/margaretha-von-waldeck-real-snow-white"> https://historydaily.org/margaretha-von-waldeck-real-snow-white</a>&nbsp;</p>



<p><strong>The truth behind Queen Elizabeth’s white ‘clown face’ makeup &#8211;</strong><a href="https://www.news.com.au/lifestyle/real-life/true-stories/the-truth-behind-queen-elizabeths-white-clown-face-makeup/news-story/0b3fb5f8b97f20d43c0a62a558c0324e"><strong> </strong><strong>https://www.news.com.au/lifestyle/real-life/true-stories/the-truth-behind-queen-elizabeths-white-clown-face-makeup/news-story/0b3fb5f8b97f20d43c0a62a558c0324e</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/snow-white/">หากสโนว์ไวท์มีจริง ผู้หญิงคนนี้มีตัวตนอยู่ในส่วนไหนของประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การระบุผู้ทรยศครอบครัวแอนน์ แฟรงค์ด้วย AI น่าเชื่อถือจริงหรือไม่?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pastforward-anne-frank/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Jan 2022 11:13:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Anne Frank’s Diary]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154080</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครทรยศครอบครัวแฟรงค์? เป็นคำถามใหญ่ที่สร้างความสงสัยให้ผู้คนทั่วโลก การหาคำตอบว่าใครคือผู้ต้องสงสัยที่ทำให้แอนน์ แฟรงค์ เด็กสาวเจ้าของไดอารี่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ต้องจบชีวิตในค่ายกักกันกลายเป็นความลับที่ทั้งโลกให้ความสนใจ ทุกครั้งที่มีทฤษฎีใหม่ถูกเสนอ สำนักข่าวมากมายก็พร้อมจะฉายไฟและนำความเป็นไปได้ใหม่มาให้ผู้อ่านได้ถกเถียง&#160; ไม่นานมานี้ทีมวิจัยนำโดยนายวินเซนต์ แพนโคเค (Vincent Pankoke) อดีตนักสืบ FBI เกษียณอายุ ได้ออกมาตีพิมพ์แผยแพร่ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ชี้ว่าบุคคลผู้ทรยศคือนายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก (Arnold van den Bergh) นักกฎหมายชาวยิวผู้เป็นสมาชิกสภาชาวยิวประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ ทีมวิจัยของนายแพนโคเค ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญกรรมวิทยา รวมไปถึงที่ปรึกษาด้านอื่นๆ โดยลงมือสืบสวนชุดข้อมูลเอกสารผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ Metadata โรสแมรี่ ซัลลิแวน (Rosemary Sullivan) นักมนุษยวิทยาและศาสตราจารย์กิตติคุณจาก University of Toronto ประเทศแคนาดา ได้นำข้อมูลจากการศึกษาที่ว่ามาตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ &#8216;The Betrayal of Anne Frank&#8217; (2022) ข้อสรุปสำคัญในหนังสือกล่าวว่า นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีนี้เนื่องจาก&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pastforward-anne-frank/">การระบุผู้ทรยศครอบครัวแอนน์ แฟรงค์ด้วย AI น่าเชื่อถือจริงหรือไม่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใครทรยศครอบครัวแฟรงค์? เป็นคำถามใหญ่ที่สร้างความสงสัยให้ผู้คนทั่วโลก การหาคำตอบว่าใครคือผู้ต้องสงสัยที่ทำให้แอนน์ แฟรงค์ เด็กสาวเจ้าของไดอารี่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ต้องจบชีวิตในค่ายกักกันกลายเป็นความลับที่ทั้งโลกให้ความสนใจ ทุกครั้งที่มีทฤษฎีใหม่ถูกเสนอ สำนักข่าวมากมายก็พร้อมจะฉายไฟและนำความเป็นไปได้ใหม่มาให้ผู้อ่านได้ถกเถียง&nbsp;</p>



<p>ไม่นานมานี้ทีมวิจัยนำโดยนายวินเซนต์ แพนโคเค (Vincent Pankoke) อดีตนักสืบ FBI เกษียณอายุ ได้ออกมาตีพิมพ์แผยแพร่ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ชี้ว่าบุคคลผู้ทรยศคือนายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก (Arnold van den Bergh) นักกฎหมายชาวยิวผู้เป็นสมาชิกสภาชาวยิวประจำประเทศเนเธอร์แลนด์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/วินเซนต์-แพนโคเค-Vincent-Pankoke-ให้สัมภาษณ์ในรายการ-CBC-News-60-Minutes-January-16-2022.-.jpg" alt="" class="wp-image-154090" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/วินเซนต์-แพนโคเค-Vincent-Pankoke-ให้สัมภาษณ์ในรายการ-CBC-News-60-Minutes-January-16-2022.-.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/วินเซนต์-แพนโคเค-Vincent-Pankoke-ให้สัมภาษณ์ในรายการ-CBC-News-60-Minutes-January-16-2022.--300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/วินเซนต์-แพนโคเค-Vincent-Pankoke-ให้สัมภาษณ์ในรายการ-CBC-News-60-Minutes-January-16-2022.--768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/วินเซนต์-แพนโคเค-Vincent-Pankoke-ให้สัมภาษณ์ในรายการ-CBC-News-60-Minutes-January-16-2022.--600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>วินเซนต์ แพนโคเค (Vincent Pankoke) ให้สัมภาษณ์ในรายการ CBC News’ 60 Minutes, January 16, 2022.</figcaption></figure>



<p>ทีมวิจัยของนายแพนโคเค ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญกรรมวิทยา รวมไปถึงที่ปรึกษาด้านอื่นๆ โดยลงมือสืบสวนชุดข้อมูลเอกสารผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ Metadata โรสแมรี่ ซัลลิแวน (Rosemary Sullivan) นักมนุษยวิทยาและศาสตราจารย์กิตติคุณจาก University of Toronto ประเทศแคนาดา ได้นำข้อมูลจากการศึกษาที่ว่ามาตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ <em>&#8216;The Betrayal of Anne Frank&#8217;</em> (2022) ข้อสรุปสำคัญในหนังสือกล่าวว่า นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีนี้เนื่องจาก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="677" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/หนังสือเล่มล่าสุดโดย-โรสแมรี่-ซัลลิแวน-Rosemary-Sullivan-ตีพิมพ์การค้นพบใหม่-677x1024.jpg" alt="" class="wp-image-154091" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/หนังสือเล่มล่าสุดโดย-โรสแมรี่-ซัลลิแวน-Rosemary-Sullivan-ตีพิมพ์การค้นพบใหม่-677x1024.jpg 677w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/หนังสือเล่มล่าสุดโดย-โรสแมรี่-ซัลลิแวน-Rosemary-Sullivan-ตีพิมพ์การค้นพบใหม่-198x300.jpg 198w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/หนังสือเล่มล่าสุดโดย-โรสแมรี่-ซัลลิแวน-Rosemary-Sullivan-ตีพิมพ์การค้นพบใหม่-768x1161.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/หนังสือเล่มล่าสุดโดย-โรสแมรี่-ซัลลิแวน-Rosemary-Sullivan-ตีพิมพ์การค้นพบใหม่-600x907.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/หนังสือเล่มล่าสุดโดย-โรสแมรี่-ซัลลิแวน-Rosemary-Sullivan-ตีพิมพ์การค้นพบใหม่.jpg 780w" sizes="(max-width: 677px) 100vw, 677px" /><figcaption>หนังสือเล่มล่าสุดโดย โรสแมรี่ ซัลลิแวน (Rosemary Sullivan) ตีพิมพ์การค้นพบใหม่</figcaption></figure>



<p>1. หลังจากสภายิวถูกยุบไปในปี 1943 ตัวเขาไม่ได้ถูกจับเข้าค่ายกักกันเหมือนสมาชิกคนอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเขาขายข้อมูลเพื่อแลกความปลอดภัย</p>



<p>2.หลังสงครามจบลงไม่นาน มีกระดาษข้อความนิรนามถูกส่งไปให้นายอ็อตโต แฟรงค์ (พ่อของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวของครอบครัว) ชี้ว่านายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก คือผู้หักหลัง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม-ช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg" alt="" class="wp-image-154092" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม-ช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม-ช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม-ช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม-ช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="776" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์-1024x776.jpeg" alt="" class="wp-image-154093" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์-1024x776.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์-300x227.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์-768x582.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์-1536x1164.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์-600x455.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/อ็อตโต-แฟรงค์-พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์.jpeg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อ็อตโต แฟรงค์ พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์</figcaption></figure>



<p>อย่างไรก็ดี บรรดานักประวัติศาสตร์ในเนเธอร์แลนด์ต่างออกมาแย้งทฤษฎีใหม่กันอย่างแข็งขัน บาร์ต ฟาน เดอร์ บูม (Bart van der Boom) นักประวัติศาสตร์และอาจารย์จาก Leiden University ประเทศเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า กระดาษข้อความนี้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ แต่มันไม่ใช่หลักฐานที่มีน้ำหนักเนื่องจากนักประวัติศาสตร์ (เช่นเดียวกับทีมของนายแพนโคเค) ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้ส่ง ในเมื่อไม่ทราบที่มา ไม่ทราบจุดประสงค์ การใส่ร้ายนี้จึงปราศจากน้ำหนักอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>“กระดาษใบนี้ถูกส่งให้พ่อของแอนน์ ไม่นานนักหลังสงครามสงบ ในช่วงเวลานี้การใส่ความและเอกสารปลอมถูกส่งให้กันเป็นเรื่องปกติ เป็นไปได้ว่าเจ้าของเอกสารอาจต้องการใส่ไฟนายฟาน เดน เบิร์ก จุดประสงค์คือทำให้เขาถูกจับกุมและดำเนินคดีในฐานะผู้ทรยศ”&nbsp;</p>



<p>นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก เป็นสมาชิกสภายิว สภาที่ว่านี้ถูกก่อตั้งในช่วงยึดครองของเยอรมัน (ก่อตั้งปี 1941) เพื่อทำการสอดส่องดูแลและควบคุมชุมชนยิว มีชาวยิวจำนวนมากมองสมาชิกสภาเป็นพวกนิยมนาซี หรือเข้าข้างนาซีเพื่อเอาตัวรอด เป็นไปได้ว่าผู้ส่งเอกสาร อาจมีความแค้นส่วนตัวกับอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg" alt="" class="wp-image-154098" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2</figcaption></figure>



<p>อ็อตโต แฟรงค์ หลังได้รับจดหมาย ไม่ได้นิ่งนอนใจกับคำกล่าวหา ตัวเขาได้ว่าจ้างนักสืบให้ตามตรวจสอบแต่คดีถูกปิดไปเนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา เดวิด บาร์นูว์ (David Barnouw) นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์อีกท่านกล่าวว่า ชื่อของอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก ถูกตัดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ เนื่องจากข้อความในกระดาษขาดความน่าเชื่อถือ&nbsp;</p>



<p>ศาสตราจารย์กิตติคุณโจฮันเนส โฮววิง เท็น เคท (Johannes Houwink ten Cate ) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโฮโลคอสต์จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม (University of Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวถึงสภายิวที่ผู้ต้องสงสัยสังกัดอยู่ ว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งโดยนาซี เป็นไปได้อย่างไรที่หน่วยงานเช่นนี้จะมีเอกสารที่ซ่อนชาวยิวทั้งหมด เพราะหากมีจริง ชาวยิวเหล่านี้ก็น่าจะถูกจับไปตั้งนานแล้ว “หากเราเชื่อว่านายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก มอบรายชื่อที่ซ่อนให้นาซี เราก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ารายชื่อเหล่านี้ตกมาอยู่ในมือของเขาได้อย่างไร ไม่มีหลักฐานว่าการเป็นสมาชิกสภาทำให้เขาเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว สภายิวถูกยุบไปในปี 1943 สมาชิกทั้งหมดถูกส่งไปค่ายกักกัน ส่วนเหตุผลที่นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก รอดมาได้ เป็นเพราะเขาหลบซ่อนตัวเช่นเดียวกับครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="707" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์-Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3-1024x707.jpg" alt="" class="wp-image-154094" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์-Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3-1024x707.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์-Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3-300x207.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์-Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3-768x530.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์-Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3-600x414.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์-Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3.jpg 1128w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์ Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3</figcaption></figure>



<p>ศาสตราจารย์กิตติคุณโฮววิง เท็น เคท กล่าวว่า นักประวัติศาสตร์ติดตามเส้นทางชีวิตของนายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก มานานแล้ว และพบว่าตัวเขาเข้าสู่การซ่อนตัวแทบตลอดทั้งปี 1944 เขาตั้งคำถามน่าสนใจ 2 อย่าง&nbsp;</p>



<p>1.หากคุณซ่อนตัวอยู่ คุณจะเปิดเผยตัวเพื่อมอบที่อยู่ของยิวคนอื่นๆ เพื่ออะไร แน่ใจหรือว่าความสัมพันธ์ของคุณกับนาซี ดีพอที่จะไม่ทำให้ตัวเองถูกจับเข้าค่ายกักกันไปด้วย&nbsp;</p>



<p>2.ถ้าตัวคุณมีข้อมูลสำคัญเหล่านี้จริง ทำไมไม่เปิดเผยตั้งแต่ปี 1943 ซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนร่วมสภาถูกจับ ทำไมต้องรอถึงปี 1944</p>



<p>ทางฝั่ง Anne Frank House พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับชีวิตของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งตั้งอยู่บนบ้านเดิมที่ครอบครัวเคยหลบซ่อนก็ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้&nbsp;“เราคงบรรจุทฤษฎีนี้ในฐานะความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ข้อสรุป” โรนัลด์ ลีโอปอลด์ (Ronald Leopold) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าว “มีข่าวลือว่าสภายิวมีที่อยู่ของชาวยิวที่หลบซ่อนจริง แต่ข่าวลือเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ มันเสี่ยงมากที่จะเก็บข้อมูลซึ่งเป็นดังความเป็นความตายใต้จมูกนาซี” และที่สำคัญ ทำไมชาวยิวที่หลบซ่อนจะต้องมอบที่อยู่ตัวเองให้หน่วยงานอื่นจัดเก็บด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="559" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน.jpg" alt="" class="wp-image-154095" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน-300x164.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน-768x419.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน-600x328.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน</figcaption></figure>



<p>สำนักข่าว The Times of Israel ออกมาตอบโต้ทฤษฎีใหม่ โดยกล่าวว่า การสรุปเช่นนี้เป็นการตอกย้ำแนวคิดเดิมๆ ว่าชาวยิวยอมทำทุกอย่าง กระทั่งขายเพื่อนบ้านเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ดารา ฮอร์น (Dara Horn) นักเขียนชาวอเมริกันเจ้าของผลงานหนังสือ <em>People Love Dead Jews </em>(2022) ให้สัมภาษณ์ว่า ทฤษฎียิวหักหลังยิวได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้อ่านที่ไม่ใช่ชาวยิว มันเป็นส่วนหนึ่งของกลไก victim blaming คนทั่วไปปลดเปลื้องความรู้สึกผิดที่ว่าการตายของยิวมากมายไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง</p>



<p>เอมิลี่ ชไวเวอร์ (Emile Schrijver) ผู้อำนวยการย่านวัฒนธรรมยิวแห่งอัมสเตอร์ดัม กล่าวว่า ตัวเธอชื่นชมในความตั้งใจที่ดีของทีมงาน แต่เห็นด้วยว่างานชิ้นนี้ขาดมุมมองด้านประวัติศาสตร์อย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ลอรี่ เวสเทนเอาท์ (Laurien Vastenhout) นักวิจัยจาก National Institute for War, Holocaust and Genocide Studies ตั้งคำถามถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และ Metadata ว่ามีส่วนช่วยมากน้อยแค่ไหนในการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“95% ของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ชาวยิวถูกทำลายในช่วงปลายสงคราม หากมีผู้ทรยศจริง ก็ยังเป็นเรื่องยากที่ตัวตนของเขาจะถูกค้นพบหลังเวลาผ่านมานานขนาดนี้” ศาสตราจารย์กิตติคุณโฮววิง เท็น เคท กล่าวทิ้งท้าย เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าการใช้ AI หรือ Metadata จะนำไปสู่บทสรุปที่น่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ในเมื่อเอกสารที่ใช้ เป็นแค่ 5% ของข้อมูลทั้งหมด&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รวมทฤษฎีผู้ทรยศแอนน์ แฟรงค์</strong></h3>



<p>ครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ รวมทั้งสมาชิกในห้องลับทั้งหมดถูกจับกุมในวันที่ 4 สิงหาคม 1944 อย่างไรก็ดี เอกสารเรื่องการจับกุมไม่เคยถูกค้นพบ มีตำรวจอย่างน้อยสามคนเข้าร่วมการจับกุม สองในสามเป็นตำรวจชาวดัตช์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="745" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ครอบครัวแฟรงก์-745x1024.jpg" alt="" class="wp-image-154096" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ครอบครัวแฟรงก์-745x1024.jpg 745w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ครอบครัวแฟรงก์-218x300.jpg 218w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ครอบครัวแฟรงก์-768x1056.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ครอบครัวแฟรงก์-600x825.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/ครอบครัวแฟรงก์.jpg 800w" sizes="(max-width: 745px) 100vw, 745px" /><figcaption>ครอบครัวแฟรงก์</figcaption></figure>



<p>อ็อตโต แฟรงค์-พ่อของแอนน์ เชื่อมั่นจนวันสุดท้ายว่าพวกเขาถูกทรยศ แต่ยังไม่มีทฤษฎีไหนได้รับการฟันธง 100%&nbsp; เราไล่ความน่าจะเป็นของเรื่องนี้ออกมาดังนี้&nbsp;</p>



<p>1.มีสายโทรศัพท์ปริศนาโทรมาแจ้งตำรวจลับของนาซี (SD) ในเช้าวันที่ครอบครัวแฟรงค์โดนจับ ถ้ามีจริง ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร&nbsp;&nbsp;</p>



<p>2.คนงานในโกดังใกล้ที่ซ่อนตัวเป็นคนแจ้งข่าว นายวิลเลียม ฟาน มาเรน&nbsp; (Willem van Maaren) ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แจ้งที่อยู่ของครอบครัวแฟรงค์ แต่การสืบสวนไม่สามารถบอกได้ว่าเขาผิดจริงและถูกปล่อยตัวในภายหลัง&nbsp;</p>



<p>3.ชาวดัตช์ผู้สนับสนุนแนวคิดชาตินิยมเป็นคนทรยศ ผู้ต้องสงสัยคนต่อมาคือนายโทนี อัลเลอร์ส (Tonny Ahlers) เขามีแนวคิดสนับสนุนชาตินิยม และเคยมีเรื่องกับพ่อของแอนน์ ตอนอ็อตโตวิจารณ์การทำสงครามของเยอรมัน ในช่วงแรกของการยึดครอง ซึ่งแครอล แอนน์ ลี (Carol Anne Lee) นักเขียนหนังสือชีวประวัติของอ็อตโต แฟรงค์ เชื่อว่าอ็อตโตเคยส่งของให้กองทัพเยอรมันเพื่อป้องกันตัวเองและครอบครัว โดยมีนายอัลเลอร์สทำหน้าที่เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ดี เราไม่มีหลักฐานว่าโทนี อัลเลอร์ส รู้เรื่องที่ซ่อนของตระกูลแฟรงค์จริงหรือไม่ และถึงรู้ เขาจะนำเรื่องนี้ไปบอกเพื่ออะไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม.jpg" alt="" class="wp-image-154097" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม</figcaption></figure>



<p>4.ลีนา (Lena) ภรรยาคนงานในโกดังเป็นคนแจ้งข่าว สามีของลีนาทำงานอยู่ในโกดังสินค้าใกล้บริเวณที่ซ่อนและเขาบอกภรรยาเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ มีข้อสันนิษฐานว่า ลีนาคนนี้คือคนที่โทรไปบอกตำรวจ (ตามข้อสันนิษฐานที่ 1) อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานอีกเช่นกันว่าปลายสายโทรศัพท์เป็นสตรีคนนี้จริง เพื่อนบ้านของลีนากล่าวว่า เธอเคยพูดถึงคนที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคารเดียวกันกับที่สามีทำงาน แต่บอกไม่ได้ชัดเจนว่าลีนาพูดเรื่องนี้เมื่อไหร่ หากเธอพูดหลังวันที่ 4 สิงหาคม (วันที่แอนน์และครอบครัวโดนจับ) มันก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะการจับกุมครอบครัวแฟรงค์มีผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์หลายคน อาจรวมไปถึงสามีของลีนาด้วย</p>



<p>5.นักล่ายิวนามว่า แอนนา ฟาน ไดจ์ เป็นผู้รายงานที่ซ่อน&nbsp;แอนนา ฟาน ไดจ์ (Anna van Dijk) เป็นชาวยิวที่เคยถูกนาซีจับได้และผันตัวมาเป็นนักล่าชาวยิวเพื่อปกป้องชีวิตของตัวเอง หลังสงครามสงบ แอนนา ฟาน ไดจ์ถูกประหารชีวิตเนื่องจากมีหลักฐานชี้ว่าตัวเธอเปิดเผยที่ซ่อนของชาวยิวมากมาย หนึ่งในนั้นมีรายชื่อของครอบครัวแฟรงค์ แต่เราไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า แอนนา ฟาน ไดจ์เป็นผู้เปิดเผยที่ซ่อน เป็นไปได้ว่าชื่อของครอบครัวแฟรงค์แค่ถูกเพิ่มลงไปในข้อกล่าวหาเพราะถึงอย่างไรแอนนา ฟาน ไดจ์ก็น่าจะถูกตัดสินโทษตายอยู่แล้ว&nbsp;</p>



<p>6.อาจไม่มีใครทรยศแอนน์ แฟรงค์ ครอบครัวของแอนน์ถูกพบโดยบังเอิญในระหว่างการจับกุมผู้ฉ้อโกงคูปองปันส่วนอาหาร เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวแฟงค์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคูปองปันส่วนอาหารและการค้าในตลาดมืด เป็นไปได้ว่าตำรวจกำลังสืบหาความจริงของเรื่องนี้และบังเอิญตามเบาะแสไปจนพบที่ซ่อนของครอบครัวแฟรงค์เข้า&nbsp;</p>



<p>References:</p>



<p><strong>Researchers say they may have uncovered who betrayed Anne Frank’s family to Nazis &#8211;</strong><a href="https://www.washingtonpost.com/world/2022/01/18/anne-frank-betrayed-investigation/"><strong> </strong><strong>https://www.washingtonpost.com/world/2022/01/18/anne-frank-betrayed-investigation/</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>Scholars Doubt New Theory on Anne Frank’s Betrayal</strong><a href="https://www.nytimes.com/2022/01/18/books/anne-frank-betrayal-arnold-van-den-bergh.html"><strong> </strong><strong>https://www.nytimes.com/2022/01/18/books/anne-frank-betrayal-arnold-van-den-bergh.html</strong></a><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>Historians bash ‘rubbish’ findings of investigation into Anne Frank betrayal &#8211;<a href="https://www.timesofisrael.com/historians-bash-rubbish-findings-of-investigation-into-anne-frank-betrayal/"> https://www.timesofisrael.com/historians-bash-rubbish-findings-of-investigation-into-anne-frank-betrayal/</a>&nbsp;</p>



<p>Anne Frank betrayal suspect identified after 77 years<a href="https://www.bbc.com/news/world-europe-60024228?xtor=AL-72-%5Bpartner%5D-%5Bbbc.news.twitter%5D-%5Bheadline%5D-%5Bnews%5D-%5Bbizdev%5D-%5Bisapi%5D&amp;at_custom2=twitter&amp;at_medium=custom7&amp;at_campaign=64&amp;at_custom4=018D4126-7786-11EC-8128-6FFE4744363C&amp;at_custom3=%40BBCWorld&amp;at_custom1=%5Bpost%20type%5D&amp;fbclid=IwAR14U2jON_GwSyU9Byu3XmzIcGp3mqHJ3SjH5htFwCsNzxCxv8pMtw1vvaI"> https://www.bbc.com/news/world-europe-60024228?xtor=AL-72-[partner]-[bbc.news.twitter]-[headline]-[news]-[bizdev]-[isapi]&amp;at_custom2=twitter&amp;at_medium=custom7&amp;at_campaign=64&amp;at_custom4=018D4126-7786-11EC-8128-6FFE4744363C&amp;at_custom3=%40BBCWorld&amp;at_custom1=[post%20type]&amp;fbclid=IwAR14U2jON_GwSyU9Byu3XmzIcGp3mqHJ3SjH5htFwCsNzxCxv8pMtw1vvaI</a>&nbsp;<br>Anne Frank House official site &#8211;<a href="https://www.annefrank.org/"> https://www.annefrank.org/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pastforward-anne-frank/">การระบุผู้ทรยศครอบครัวแอนน์ แฟรงค์ด้วย AI น่าเชื่อถือจริงหรือไม่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมคนอังกฤษถึงเคยคิดว่าเอลิซาเบธที่ 1 เป็นผู้ชาย?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pastforward-elizabeth1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jan 2022 12:54:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=153150</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปกครองอังกฤษถึง 45 ปี เอาชนะกองเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิเสธการสมรสกับสเปนและฝรั่งเศส นำประเทศเข้าสู่ยุคทองทั้งด้านการปกครองและศิลปะวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ทำให้เอลิซาเบธที่ 1 โด่งดังเป็นที่จดจำและยังนำไปสู่ข่าวลือลึกลับรอบตัวพระองค์อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น ราชินีอังกฤษมีลูกชายนอกสมรสจริงหรือไม่ พระองค์เคยสังหารศัตรูหัวใจเพื่อให้ได้ชายหนุ่มมาครอง? แต่เรื่องเล่าที่แลดูสุดโต่งยากจะเชื่อมากที่สุด คือทฤษฎีที่คิดว่าราชินีพระองค์นี้แท้ที่จริงแล้วเป็นผู้ชาย!&#160; เอลิซาเบธเป็นผู้ชาย? เรื่องนี้ได้มาจากไหน&#160; เรื่องเล่ากล่าวว่าเอลิซาเบธตอนอายุแค่ 10 ปีเคยเดินทางออกจากลอนดอนเพื่อหลบหนีโรคระบาด พระองค์เดินทางไปเก็บตัวในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อบิสลีย์ น่าตกใจว่าเจ้าหญิงเกิดป่วยหนักและสิ้นใจ บรรดาผู้ติดตามกลัวว่าพระบิดาของพระองค์ &#8211; กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 จะเอาโทษจึงพยายามปกปิดความผิดด้วยการควานหาตัวเด็กสาวที่มีลักษณะคล้ายกันมาเล่นละครตบตา น่าเสียดายว่าไม่มีเด็กหญิงคนไหนในระแวกนั้นมีเส้นผมและสีตาเช่นเดียวกันกับเจ้าหญิง ทีมงานควานหาตัวอยู่นานกลับได้มาแค่เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะตามประสงค์ เด็กคนนี้เลยโดนนำมาแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ และต้องรับบทเป็นลูกสาวของพระเจ้าเฮนรี่นับตั้งแต่นั้น&#160; ทฤษฎีนี้มีชื่อเรียกในประวัติศาสตร์ว่า Bisley Boy Story โดยคนที่ทำให้แนวคิดนี้ถูกถกเถียงอย่างจริงจังคือ แบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) เจ้าของงานเขียนดังอย่าง Dracula สโตกเกอร์สนใจตำนานเกี่ยวกับเด็กชายจากบิสลีย์ กระทั่งเดินทางไปค้นหาความจริงในหมู่บ้านก่อนจะออกหนังสือเล่มดังคือ Famous Impostors (1910)&#160; ในหนังสือเล่มนี้ สโตกเกอร์ได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับจอมลวงโลกในประวัติศาสตร์ยกตัวอย่างเช่นเพอร์กิน วอร์เบค ชายผู้อ้างตัวเป็นริชาร์ด ดยุกแห่งยอร์ก หนึ่งในเจ้าชายที่หายตัวไปในหอคอย ไปจนถึงโดแฟ็งตัวปลอม ผู้กล่าวว่าตนเองคือลูกชายผู้รอดชีวิตของหลุยส์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pastforward-elizabeth1/">ทำไมคนอังกฤษถึงเคยคิดว่าเอลิซาเบธที่ 1 เป็นผู้ชาย?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปกครองอังกฤษถึง 45 ปี เอาชนะกองเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิเสธการสมรสกับสเปนและฝรั่งเศส นำประเทศเข้าสู่ยุคทองทั้งด้านการปกครองและศิลปะวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ทำให้เอลิซาเบธที่ 1 โด่งดังเป็นที่จดจำและยังนำไปสู่ข่าวลือลึกลับรอบตัวพระองค์อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น ราชินีอังกฤษมีลูกชายนอกสมรสจริงหรือไม่ พระองค์เคยสังหารศัตรูหัวใจเพื่อให้ได้ชายหนุ่มมาครอง? แต่เรื่องเล่าที่แลดูสุดโต่งยากจะเชื่อมากที่สุด คือทฤษฎีที่คิดว่าราชินีพระองค์นี้แท้ที่จริงแล้วเป็นผู้ชาย!&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="700" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Elizabeth-1-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-700x1024.jpg" alt="" class="wp-image-153165" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Elizabeth-1-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-700x1024.jpg 700w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Elizabeth-1-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-205x300.jpg 205w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Elizabeth-1-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-768x1124.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Elizabeth-1-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-600x878.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Elizabeth-1-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I.jpg 1024w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เอลิซาเบธเป็นผู้ชาย? เรื่องนี้ได้มาจากไหน&nbsp;</strong></h3>



<p>เรื่องเล่ากล่าวว่าเอลิซาเบธตอนอายุแค่ 10 ปีเคยเดินทางออกจากลอนดอนเพื่อหลบหนีโรคระบาด พระองค์เดินทางไปเก็บตัวในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อบิสลีย์ น่าตกใจว่าเจ้าหญิงเกิดป่วยหนักและสิ้นใจ บรรดาผู้ติดตามกลัวว่าพระบิดาของพระองค์ &#8211; กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 จะเอาโทษจึงพยายามปกปิดความผิดด้วยการควานหาตัวเด็กสาวที่มีลักษณะคล้ายกันมาเล่นละครตบตา น่าเสียดายว่าไม่มีเด็กหญิงคนไหนในระแวกนั้นมีเส้นผมและสีตาเช่นเดียวกันกับเจ้าหญิง ทีมงานควานหาตัวอยู่นานกลับได้มาแค่เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะตามประสงค์ เด็กคนนี้เลยโดนนำมาแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ และต้องรับบทเป็นลูกสาวของพระเจ้าเฮนรี่นับตั้งแต่นั้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-153169" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/village-of-Bisley-หมู่บ้านในเรื่องเล่า-https_www.cotswolddiscoverytrail.com_post_a-cotswold-royal-tale-the-bisley-boy-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทฤษฎีนี้มีชื่อเรียกในประวัติศาสตร์ว่า Bisley Boy Story โดยคนที่ทำให้แนวคิดนี้ถูกถกเถียงอย่างจริงจังคือ แบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) เจ้าของงานเขียนดังอย่าง Dracula สโตกเกอร์สนใจตำนานเกี่ยวกับเด็กชายจากบิสลีย์ กระทั่งเดินทางไปค้นหาความจริงในหมู่บ้านก่อนจะออกหนังสือเล่มดังคือ<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Famous_Impostors"> <em>Famous Impostors</em></a> (1910)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="793" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker-793x1024.jpg" alt="" class="wp-image-153166" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker-793x1024.jpg 793w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker-768x991.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker-1190x1536.jpg 1190w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker-600x774.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Bram_Stoker_เจ้าของผลงานหนังสือดังแดรกคูล่า-https_en.wikipedia.org_wiki_Bram_Stoker.jpg 1280w" sizes="(max-width: 793px) 100vw, 793px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="250" height="369" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Famous-Impostors-หนังสือที่กล่าวว่าเอลิซาเบธที่-1-เป็นผู้ชาย-https_en.wikipedia.org_wiki_Famous_Impostors.jpg" alt="" class="wp-image-153167" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Famous-Impostors-หนังสือที่กล่าวว่าเอลิซาเบธที่-1-เป็นผู้ชาย-https_en.wikipedia.org_wiki_Famous_Impostors.jpg 250w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/Famous-Impostors-หนังสือที่กล่าวว่าเอลิซาเบธที่-1-เป็นผู้ชาย-https_en.wikipedia.org_wiki_Famous_Impostors-203x300.jpg 203w" sizes="(max-width: 250px) 100vw, 250px" /></figure>



<p>ในหนังสือเล่มนี้ สโตกเกอร์ได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับจอมลวงโลกในประวัติศาสตร์ยกตัวอย่างเช่นเพอร์กิน วอร์เบค ชายผู้อ้างตัวเป็นริชาร์ด ดยุกแห่งยอร์ก หนึ่งในเจ้าชายที่หายตัวไปในหอคอย ไปจนถึงโดแฟ็งตัวปลอม ผู้กล่าวว่าตนเองคือลูกชายผู้รอดชีวิตของหลุยส์ 16 กับพระนางมารี อ็องตัวเน็ต</p>



<p>สโตกเกอร์ไม่เพียงสันนิษฐาน แต่มั่นใจว่าควีนเอลิซาเบธเป็นผู้ชาย โดยอ้างจากการค้นพบศพเด็กหญิงวัย 10-11 ปี ในชุดเครื่องแต่งกายของชนชั้นสูงยุคทิวเดอร์ ในระหว่างก่อสร้างอาคารใหม่ในหมู่บ้าน สโตกเกอร์ยังอ้างถึงข่าวลือร่วมสมัยอีกหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่นคำกล่าวของเคานต์เดอ ฟอเรีย ที่ปรึกษาของฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน (อดีตพี่เขยของเอลิซาเบธที่ 1)&nbsp;</p>



<p>“หากสายข่าวของกระหม่อมไม่โกหก &#8211; ซึ่งหม่อมฉันไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุผลบางอย่างที่พวกเขาให้มา กระหม่อมเข้าใจว่าพระนาง (หมายถึงควีนเอลิซาเบธที่ 1) จะไม่มีทางมีลูก”&nbsp;</p>



<p>-เคานต์เดอ ฟอเรียเขียนถึงฟิลิปที่ 2 ในปี 1559 ตอนนั้นเอลิซาเบธอายุ 25 ปี&nbsp;</p>



<p>สโตกเกอร์เชื่อว่าหลักฐานบางอย่างที่ทำให้ราชินีไม่สามารถมีบุตร คือร่างกายของพระองค์ที่ปราศจากมดลูกของเพศหญิง ตัวเขายังได้กล่าวถึงความลับบางอย่างที่เซอร์โรเบิร์ต ไทวิตต์ เคยเขียนไว้&nbsp;</p>



<p>“ข้าพเจ้ามั่นใจว่ามีความลับบางอย่างที่เลดี้แอชลีย์ (ผู้ดูแลของเอลิซาเบธขณะยังทรงพระเยาว์) และผู้ดูแลบ้าน (หมายถึงเซอร์โทมัส แพรี่) ไม่มีทางปริปากตลอดชีวิต”</p>



<p>-เซอร์โรเบิร์ต ไทวิตต์ ขุนนางชาวอังกฤษกล่าวไว้ในปี 1549 (ตอนนั้นเอลิซาเบธอายุ 15 ปี)</p>



<p>สโตกเกอร์ดูจะเชื่อว่าความลับนี้คงจะเกี่ยวพันถึงเพศของเอลิซาเบธ เขาคิดว่าความสามารถหลายอย่างของราชินีมีมากเกินไปและไม่ใช่สิ่งที่จะพบได้ในตัวผู้หญิง ยกตัวอย่างเช่นคำกล่าวของพระนางก่อนสงครามอาร์มาดา&nbsp;</p>



<p>“ข้าพเจ้ารู้ดีว่าตนเองมีร่างกายที่อ่อนแอแบบผู้หญิง แต่ข้าพเจ้ามีหัวใจและความกล้าแบบกษัตริย์ กษัตริย์ของประเทศอังกฤษ”</p>



<p>ซึ่งโรเจอร์ แอชแชม นักวิชาการและนักเขียนชื่อดังที่เคยรับใช้ควีนเอลิซาเบธที่ 1 ได้เคยกล่าวไว้คล้ายกันว่า “จิตใจของราชินีได้รับการยกเว้นจากความอ่อนแอแบบสตรี พระองค์มีพลังในการตัดสินใจเช่นเดียวกับผู้ชาย”</p>



<p>ข้อสันนิษฐานอื่นๆ ที่ถูกยกมาเพื่อสนับสนุนทฤษฎีดีนี้ยกตัวอย่างเช่น&nbsp;</p>



<p>-พระองค์ไม่เคยแต่งงาน&nbsp;</p>



<p>-พระองค์สวมวิกผมและแต่งหน้าหนามาก อาจเพื่อปกปิดหนวดเครา&nbsp;</p>



<p>-พระองค์ไม่ยอมให้ใคร นอกจากหมอส่วนตัวตรวจร่างกาย และไม่ยินยอมให้มีการชันสูตรร่างหลังสวรรคต</p>



<p>-พระองค์มีพระวรกายสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แต่เอลิซาเบธเป็นผู้ชายแน่หรือ?&nbsp;</strong></h3>



<p>แม้แนวคิดของสโตกเกอร์จะดูตื่นเต้นน่าสนใจแต่กลับไม่ได้รับการเชื่อถืออีกต่อไปในแง่ประวัติศาสตร์เนื่องจากบรรดาหลักฐานที่ตัวเขายกขึ้นมา มีช่องโหว่มากเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับบริบททางสังคมในยุคนั้น ยกตัวอย่างเช่น เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 จะไม่สามารถจำลูกสาวตัวเองได้ เพราะเอลิซาเบธนั้นแม้จะถูกเลี้ยงในตำหนักของตัวเอง แต่ก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลายครั้งโดยเฉพาะในเทศกาลสำคัญต่างๆ หรือหากเฮนรี่ที่ 8 จำลูกสาวตัวเองไม่ได้จริงๆ รอบกายเจ้าหญิงก็ยังมีบุคคลสำคัญอย่างแมรี่ ทิวเดอร์ (ต่อมาจะขึ้นครองราชย์เป็นควีนแมรี่ที่ 1) &#8211; พี่สาวต่างมารดาของพระองค์ และแคทเธอรีน พาร์ &#8211; ราชินีคนสุดท้ายของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8&nbsp;</p>



<p>แมรี่ ทิวเดอร์ ดูแลเอลิซาเบธมาตั้งแต่เด็ก ส่วนแคทเธอรีน พาร์รับหน้าที่ดูแลเอลิซาเบธต่อมากระทั่งเจริญพระชันษาเป็นวัยรุ่น เอลิซาเบธใช้ชีวิตอยู่กับแคทเธอรีน พาร์หลังเฮนรี่ที่ 8 สวรรคตดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ความผิดปกติของพระองค์จะไม่เป็นที่สังเกตเห็น&nbsp;</p>



<p>ส่วนเหตุผลที่เอลิซาเบธไม่แต่งงาน นักประวัติศาสตร์ยุคต่อมาตีความกันหลากหลาย เป็นไปได้ว่าพระองค์เรียนรู้จากความผิดพลาดของพี่สาว (แมรี่ที่ 1) การสมรสของพระองค์กับสเปนสร้างความไม่พอใจและทำให้อังกฤษตกอยู่ใต้อิทธิพลต่างชาติ เอลิซาเบธมีข้อจำกัดสำคัญคือทรงเป็นโปรแตสแตนท์ในขณะที่เจ้าชายต่างชาติที่มีฐานะเท่าเทียมและสามารถมอบประโยชน์ทางการเมืองให้อังกฤษได้ “ล้วนเป็นคาทอลิก” แต่หากทรงคิดจะสมรสกับขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ พระองค์ก็ทรงเห็นตัวอย่างที่ไม่สวยนักของควีนแมรี่ &#8211; ราชินีสกอตแลนด์เพราะการสมรสของพระองค์กับเฮนรี สจ๊วต ลอร์ดดาร์นลีย์ กลายเป็นหายนะ สร้างความสับสนในพระราชอำนาจและทำลายเสถียรภาพในการปกครอง</p>



<p>ข้ออ้างที่กล่าวว่าเอลิซาเบธมีความสูงมากกว่าสตรีทั่วไปไม่เชิงว่าเป็นเรื่องประหลาด เอลิซาเบธมีความสูงมากกว่าสตรีทั่วไปจริง คือประมาณ 5.5 ฟุต หรือราว 167 เซนติเมตร ในขณะที่ผู้ชายในยุคนั้นมักสูงกันประมาณ 170-175 เซนติเมตร แต่พระบิดาของพระองค์ก็มีความสูงมากถึง 188 เซนติเมตร (ส่วนพระมารดา คือพระนางแอนน์ โบลีน สูงราว 152-161 เซนติเมตร ถือว่าสูงตามมาตรฐานสตรียุคทิวเดอร์) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความสูงจะสืบทอดมาสู่ลูกสาว และหากจะวัดกันที่ความสูงจริงๆ พระนางแมรี่ ราชินีแห่งสกอตแลนด์ ก็มีความสูงมากถึง 5 ฟุต 11 นิ้ว หรือประมาณ 180 เซนติเมตร ถือว่าสูงยิ่งกว่าผู้ชายทั่วๆ ไปเสียด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="708" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/HenryAndAnneBoleynPortraits-เฮนรี่ที่-8-และแอนน์-โบลีน-บิดามารดาของเอลิซาเบธที่-ๅ-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-1024x708.jpg" alt="" class="wp-image-153168" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/HenryAndAnneBoleynPortraits-เฮนรี่ที่-8-และแอนน์-โบลีน-บิดามารดาของเอลิซาเบธที่-ๅ-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-1024x708.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/HenryAndAnneBoleynPortraits-เฮนรี่ที่-8-และแอนน์-โบลีน-บิดามารดาของเอลิซาเบธที่-ๅ-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/HenryAndAnneBoleynPortraits-เฮนรี่ที่-8-และแอนน์-โบลีน-บิดามารดาของเอลิซาเบธที่-ๅ-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-768x531.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/HenryAndAnneBoleynPortraits-เฮนรี่ที่-8-และแอนน์-โบลีน-บิดามารดาของเอลิซาเบธที่-ๅ-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I-600x415.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/01/HenryAndAnneBoleynPortraits-เฮนรี่ที่-8-และแอนน์-โบลีน-บิดามารดาของเอลิซาเบธที่-ๅ-https_en.wikipedia.org_wiki_Elizabeth_I.jpg 1282w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีข้ออ้างว่าพระองค์แต่งหน้าหนาเพื่อปกปิดความเป็นชาย แต่เรื่องนี้มีคำอธิบายแล้วว่าลักษณะ “ผิวขาวเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง ริมฝีปากแดงดั่งเลือดนก” เป็นนิยามความงามของสตรีชั้นสูงในยุคนั้น ไม่ใช่พระองค์คนเดียวที่แต่งหน้าแบบนี้ ส่วนเหตุที่ต้องลงแป้งหนามาก ก็น่าจะมาจากความจริงที่ว่าพระองค์เคยป่วยเป็นไข้ทรพิษตอนอายุ 28 ซึ่งแม้จะรอดมาได้แต่ก็ทรงมีแผลเป็นถาวรมากมายบนใบหน้า บรรดาแป้งที่ลงอย่างหนัก น่าจะทำเพื่อปกปิดรอยแผลมากกว่าหนวดเครา&nbsp;</p>



<p>สำหรับข้อถกเถียงสุดท้ายเกี่ยวกับการไม่ยินยอมให้หมอคนอื่นตรวจร่างกายและไม่ให้มีการชันสูตร แม้จะไม่สามารถหักล้างได้อย่างเด็ดขาด ด้วยเราไม่มีทางรู้ว่าพระองค์คิดอย่างไร เป็นไปได้ว่าทรงไม่ต้องการให้ข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์แพร่ออกไป (ในยุคนั้นเป็นที่รู้กันว่าทุกประเทศมีสายลับอยู่ในทุกราชสำนักของยุโรป) ตลอดชีวิตของพระองค์ ทรงไม่เคยตั้งรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ดังนั้นข่าวลือเรื่องสุขภาพของราชินีจึงอาจเป็นเรื่องเปราะบางที่นำไปสู่การก่อกบฏหรือความไม่สงบอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>มาถึงประเด็นเรื่องความลับที่คนใกล้ชิดราชินียินดีปิดไว้ไปตลอดชีวิต ความลับนี้สามารถเป็นเรื่องอื่นๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเรื่องพระองค์มีบุตรนอกสมรส หรือเรื่องฉาวว่าทรงเคยถูกล่วงละเมิดโดยโทมัส ซีมัวร์ ขณะอาศัยร่วมชายคากับพระนางแคทเธอรีน พาร์ (โทมัส ซีมัวร์เป็นสามีคนใหม่ที่พระนางแคทเธอรีน พาร์เลือกสมรสหลังเฮนรี่ที่ 8 สวรรคต)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมแบรม สโตกเกอร์ถึงเชื่อปักใจว่าเอลิซาเบธไม่ใช่ผู้หญิง?&nbsp;</strong></h3>



<p>ทฤษฎีเรื่องเอลิซาเบธเป็นผู้ชาย คงไม่ได้รับความสนใจหากผู้ออกมาสนับสนุนไม่ใช่ชายผู้มีชื่อเสียงอย่างแบรม สโตกเกอร์ ตัวเขามีชีวิตอยู่ในยุควิกตอเรียซึ่งเป็นช่วงที่ความเป็นหญิงชายถูกแบ่งแยกจากกันโดยเด็ดขาดผ่านหน้าที่และความรับผิดชอบในครอบครัวและสังคม ความเป็นสุภาพบุรุษในยุคนี้มีที่มาจากสำนึกที่ว่าสุภาพสตรีเป็นเพศที่อ่อนแอ ต้องได้รับการปกป้อง เนื่องจากพวกเธอขาดภาวะในการควบคุมอารมณ์ มักทำอะไรตามใจคิดดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายชายที่ต้องคอยชี้แนะและสั่งสอน&nbsp;</p>



<p>ยุคสมัยของสโตกเกอร์เต็มไปด้วยอคติทางเพศที่ฉาบทับความคิด จนอาจบิดเบือนข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ ควีนเอลิซาเบธที่ 1 นั้น “เก่งกาจและเฉลียวฉลาดเกินกว่าจะเป็นผู้หญิง” ดังนั้นทฤษฎีเรื่องความเป็นชายจึงได้รับความนิยมในช่วงเวลาดังกล่าว แม้มันจะฟังดูงี่เง่าและไร้สาระเมื่อมองกันด้วยหลักฐานและสายตาแบบปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>คำถามเรื่องเพศของราชินีและทฤษฎี Bisley Boy Story ในมุมหนึ่งอาจฟังดูขบขันแต่ก็เป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้เรามองเห็นค่านิยมในสังคมที่ต่างไป กลายเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงเวลาและสายตาของบุคคลในแต่ละยุคสมัย</p>



<p>References:</p>



<p><a href="https://www.historyanswers.co.uk/kings-queens/edward-oxford-the-maniacal-pot-boy-who-nearly-killed-queen-victoria/">https://www.historyanswers.co.uk/kings-queens/edward-oxford-the-maniacal-pot-boy-who-nearly-killed-queen-victoria/</a></p>



<p><a href="https://deepenglish.com/lessons/was-queen-elizabeth-i-man/">https://deepenglish.com/lessons/was-queen-elizabeth-i-man/</a></p>



<p><a href="https://www.rmg.co.uk/stories/topics/queen-elizabeth-i-facts-myths">https://www.rmg.co.uk/stories/topics/queen-elizabeth-i-facts-myths</a></p>



<p><a href="https://www.historicmysteries.com/queen-elizabeth-man/?fbclid=IwAR3S2G_fUmCFaNp_K39E-AAnMS6c0vPBpQ4Nc5dMt4tz6IknHYtQGkwW39k">https://www.historicmysteries.com/queen-elizabeth-man/?fbclid=IwAR3S2G_fUmCFaNp_K39E-AAnMS6c0vPBpQ4Nc5dMt4tz6IknHYtQGkwW39k</a>&nbsp;<br><a href="https://www.youtube.com/watch?v=15_HXkkoaV8">https://www.youtube.com/watch?v=15_HXkkoaV8</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pastforward-elizabeth1/">ทำไมคนอังกฤษถึงเคยคิดว่าเอลิซาเบธที่ 1 เป็นผู้ชาย?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
