<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พชรธร อุบลจิตต์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author523/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 06:13:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>The Beauty of Running : ความงามและแรงบันดาลใจของผู้หญิงที่รักการวิ่ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-beauty-inside-running/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณ์กานต์ อินสว่าง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Nov 2018 10:49:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่งมาราธอน]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=45502</guid>

					<description><![CDATA[<p>การวิ่งเป็นกิจกรรมที่หลายคนลงความเห็นว่า เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและสะดวก มีรองเท้าคู่เดียวก็วิ่งได้แล้ว เราจึงเห็นสวนสาธารณะหรือฟิตเนสต่างๆ คลาคล่ำไปด้วยนักวิ่งทุกเพศทุกวัย รวมถึงกิจกรรมบนเฟซบุ๊กยังเต็มไปด้วยงานวิ่งเชิญชวนให้เราก้าวเท้าลงสนามแทบทุกสัปดาห์ พักหลังมานี้ในงานวิ่ง เราเห็นนักวิ่งหญิงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงหลายคนเริ่มต้นวิ่งเพราะต้องการมีสุขภาพแข็งแรง มีรูปร่างที่ผอมลง กระทั่งการเยียวยาตนเองจากเรื่องราวในชีวิตประจำวัน แต่หลังจากการวิ่งอย่างต่อเนื่องแล้ว หลายคนพบว่าการวิ่งให้อะไรที่มากไปกว่านั้น การวิ่งให้ทั้งวินัย การเอาชนะตัวเองจากระยะทาง หรือการได้พบเพื่อนใหม่ เช่นเดียวกันกับนักวิ่งหญิงทั้งสี่คนนี้ที่เราชวนพวกเขามาแบ่งปันความสวยงามของการวิ่งของแต่ละคน และเราเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้คุณอยากออกมาวิ่งเพื่อพบกับความสวยงามของการวิ่งในแบบของตัวเอง RUNNING IS MY MENTAL MEDICINE สิ่งที่เป็นข้ออ้างที่หลายคนไม่ออกมาวิ่งอันดับต้นๆ ข้อหนึ่งคือไม่มีเวลา แต่ กระต่าย–อัญฐิรา ดำเรือง เป็นคนหนึ่งที่ลบล้างข้ออ้างนั้นให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด เธอกลับมาวิ่งอีกครั้งเพราะอยากเอาชนะร่างกายที่เหนื่อยหอบง่าย เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่เริ่มต้นวิ่งเพราะอยากแข็งแรง แต่การทำงานของกระต่ายที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ในเอเจนซีจะมีเวลาเลิกงานไม่แน่นอนในแต่ละวัน เธอจึงอาศัยช่วงเวลาที่รออีเมลตอบกลับงานจากลูกค้า เปลี่ยนเสื้อแล้วออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้ออฟฟิศ “ถ้าเราอยากวิ่งก็ลุกไปวิ่งสิ ก่อนจะมาวิ่งที่สวนนี้ เราเคยคิดเหมือนกันว่าไม่กล้าไปวิ่งคนเดียว มันเขิน แต่พอลองทำ มันเหมือนเราก้าวออกมาแล้ว พอกล้าและทำมาเรื่อยๆ จนวิ่งสม่ำเสมอขึ้น กลายเป็นว่าเพื่อนก็อยากลองไปวิ่งบ้าง เหมือนเราได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อ” หนึ่งปีกว่าที่กระต่ายกลับมาวิ่ง เธอค้นพบว่า การวิ่งเป็นการดูแลตัวเองจากข้างใน ซึ่งก็เป็นความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง บางคนอาจจะคิดว่าการดูแลรูปลักษณ์ของตัวเอง แค่แต่งหน้า แต่งตัว ดูแลตัวเองจากภายนอกมันเพียงพอแล้ว แต่จริงๆ ความสวยงามมันไม่จำเป็นต้องเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำควบคู่กันไปได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-beauty-inside-running/">The Beauty of Running : ความงามและแรงบันดาลใจของผู้หญิงที่รักการวิ่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การวิ่งเป็นกิจกรรมที่หลายคนลงความเห็นว่า เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและสะดวก มีรองเท้าคู่เดียวก็วิ่งได้แล้ว เราจึงเห็นสวนสาธารณะหรือฟิตเนสต่างๆ คลาคล่ำไปด้วยนักวิ่งทุกเพศทุกวัย รวมถึงกิจกรรมบนเฟซบุ๊กยังเต็มไปด้วยงานวิ่งเชิญชวนให้เราก้าวเท้าลงสนามแทบทุกสัปดาห์</p>
<p>พักหลังมานี้ในงานวิ่ง เราเห็นนักวิ่งหญิงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงหลายคนเริ่มต้นวิ่งเพราะต้องการมีสุขภาพแข็งแรง มีรูปร่างที่ผอมลง กระทั่งการเยียวยาตนเองจากเรื่องราวในชีวิตประจำวัน แต่หลังจากการวิ่งอย่างต่อเนื่องแล้ว หลายคนพบว่าการวิ่งให้อะไรที่มากไปกว่านั้น การวิ่งให้ทั้งวินัย การเอาชนะตัวเองจากระยะทาง หรือการได้พบเพื่อนใหม่ เช่นเดียวกันกับนักวิ่งหญิงทั้งสี่คนนี้ที่เราชวนพวกเขามาแบ่งปันความสวยงามของการวิ่งของแต่ละคน และเราเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้คุณอยากออกมาวิ่งเพื่อพบกับความสวยงามของการวิ่งในแบบของตัวเอง</p>
<p><strong><em>RUNNING IS MY MENTAL MEDICINE</em></strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-45525 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1830-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1830-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1830-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>สิ่งที่เป็นข้ออ้างที่หลายคนไม่ออกมาวิ่งอันดับต้นๆ ข้อหนึ่งคือไม่มีเวลา แต่ กระต่าย–อัญฐิรา ดำเรือง เป็นคนหนึ่งที่ลบล้างข้ออ้างนั้นให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด เธอกลับมาวิ่งอีกครั้งเพราะอยากเอาชนะร่างกายที่เหนื่อยหอบง่าย เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่เริ่มต้นวิ่งเพราะอยากแข็งแรง</p>
<p>แต่การทำงานของกระต่ายที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ในเอเจนซีจะมีเวลาเลิกงานไม่แน่นอนในแต่ละวัน เธอจึงอาศัยช่วงเวลาที่รออีเมลตอบกลับงานจากลูกค้า เปลี่ยนเสื้อแล้วออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้ออฟฟิศ</p>
<p>“ถ้าเราอยากวิ่งก็ลุกไปวิ่งสิ ก่อนจะมาวิ่งที่สวนนี้ เราเคยคิดเหมือนกันว่าไม่กล้าไปวิ่งคนเดียว มันเขิน แต่พอลองทำ มันเหมือนเราก้าวออกมาแล้ว พอกล้าและทำมาเรื่อยๆ จนวิ่งสม่ำเสมอขึ้น กลายเป็นว่าเพื่อนก็อยากลองไปวิ่งบ้าง เหมือนเราได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อ”</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-45527 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1820-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1820-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1820-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>หนึ่งปีกว่าที่กระต่ายกลับมาวิ่ง เธอค้นพบว่า การวิ่งเป็นการดูแลตัวเองจากข้างใน ซึ่งก็เป็นความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง บางคนอาจจะคิดว่าการดูแลรูปลักษณ์ของตัวเอง แค่แต่งหน้า แต่งตัว ดูแลตัวเองจากภายนอกมันเพียงพอแล้ว แต่จริงๆ ความสวยงามมันไม่จำเป็นต้องเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำควบคู่กันไปได้</p>
<p>“การวิ่งให้อะไรเรามากกว่าแค่สุขภาพดี สามารถบำบัดจิตใจและทำให้สมองของเราปลอดโปร่ง มีสมาธิมากขึ้น จากที่เคยเครียดเรื่องงาน ฟุ้งซ่านกับปัญหาต่างๆ พอได้วิ่งก็เหมือนทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้โฟกัสกับอย่างอื่น เป็นการทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง” กระต่ายบอกให้ฟังถึงเหตุผลที่ยังวิ่งอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะสามารถพิสูจน์ข้อสงสัยที่ทำให้เธอออกวิ่งครั้งแรกได้มานานแล้วก็ตาม</p>
<p>“ถ้าอยากเริ่มวิ่ง ไม่ต้องไปกังวลเรื่องจำนวน ระยะทาง หรืออะไรหรอก เอาแค่เท่าที่เราไหวและกล้าที่จะลองออกไปวิ่งก็พอ <strong>เพราะแค่หนึ่งกิโลเมตรก็ยังดีกว่าศูนย์กิโลเมตร</strong> ของแบบนี้มันยากแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้นแหละ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em><strong>RUNNING IS SPEAKING MIND</strong></em></p>
<p><em><strong><img decoding="async" class="size-full wp-image-45531 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3091-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3091-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3091-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></strong></em></p>
<p><strong>“เราพยายามเพิ่มการวิ่งเข้าไปในตารางชีวิต มีรองเท้าไว้คู่หนึ่ง ว่างเมื่อไหร่ก็ออกไปเลย”</strong> สำหรับนักบำบัดจิตด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว อย่าง ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ก็เช่นเดียวกัน เธอเป็นคนหนึ่งที่ออกวิ่งทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เพราะนอกจากการวิ่งจะมีคุณประโยชน์มากมายอย่างที่ทราบกันดีแล้ว สำหรับเธอการออกไปวิ่งยังเป็นเหมือนช่วงเวลาที่จะได้ฟังเสียงหัวใจและความคิดของตัวเอง</p>
<p>“ช่วงเวลาที่วิ่งมันเป็นช่วงที่ค่อยๆ ทำให้เราคิดได้ว่าช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเรากำลังคิดอะไรอยู่ เหมือนเราได้สนทนากับตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายขยับได้เต็มที่ เอาตัวเราที่อยู่ข้างในออกมาวิ่งเล่น และเอนจอยไปกับช่วงเวลานั้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-45529 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3109-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3109-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3109-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/IMG_3109-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เพราะตอนวิ่งมันมีแค่ปัจจุบัน แค่ตรงนี้กับตัวเอง มันไม่มีอดีต เพราะผ่านไปแล้ว เผลอวิ่งสะดุดเมื่อกี้ ตอนนี้ก็ต้องไปต่อ มันไม่มีอนาคต เพราะก็ยังมองไม่เห็น พอมันเป็นแบบนั้นเลยทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตน เราเข้มแข็ง และเรานิ่งจังเลย”</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <em>RUNNING IS MY HAPPINESS</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-45532 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1619-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1619-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1619-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>หลังประสบอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายและวิ่งได้คล่องแคล่วดังเดิม กระเฉด–ณัฐกานต์ เปี่ยมไชย ไม่เพียงแต่แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเธอรักในการวิ่งมากแค่ไหน แต่ยังทำให้ทุกคนเข้าใจถึงประโยคที่ว่า ‘ใครๆ ก็สามารถวิ่งได้’ ผ่านการกระทำของเธอ</p>
<p>ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ กระเฉดเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถขยับตัวได้ อีกทั้งยังนอนตะแคงไม่เป็น การทำกายภาพบำบัดแต่ละครั้งจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะขาของเธอจะชี้และแบะออกโดยไม่รู้ตัว แต่ด้วยความพยายามและอดทนทำตามที่ครูสอนกายภาพบำบัดบอกเรื่อยมา ในที่สุดเธอก็สามารถกลับไปเดินและวิ่งได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ</p>
<p>“ช่วงแรกที่กลับไปวิ่งได้ถึง 1 กิโลเมตร เรามีความสุขมาก ระยะทางมันไม่ไกลเลย แต่ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเราวิ่งมาราธอนสำเร็จ” กระเฉดเล่าให้ฟังถึงกิโลเมตรแรกที่เธอพิชิตหลังจากที่ไม่ได้วิ่งมานานเกือบ 3 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-45533 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1564-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1564-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1564-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1564-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เรารู้ตัวว่าท่าวิ่งของเราไม่เหมือนคนอื่น แต่เราไม่ท้อเลย เพราะเราไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าจะวิ่งช้าหรือเร็ว จะวิ่งสวยหรือไม่สวย สิ่งเดียวที่เราคิดคือตอนนี้เราวิ่งได้แล้ว และเราจะวิ่งต่อไปไม่มีวันหยุด ต่อให้ต้องวิ่งสี่ขาทั้งชีวิต หรือต้องคลานมาสนาม เราก็จะทำ เพราะการวิ่งคือสิ่งที่เราชอบ คือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข</p>
<p>“ตอนนี้วิ่งได้ 10 กิโลเมตรแล้ว จะค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่ฝืนตัวเอง และจะไม่ผัดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาวิ่งก็ได้ เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต<strong><em>”</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>RUNNING IS MY PRIDE</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-45534 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1927-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1927-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1927-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>อุ๊บอิ๊บ–ภคณีย์ บุรุษภักดี คือนักวิ่งที่มีชื่อเสียงในวงการเทรลรันนิ่ง แถมยังเป็นผู้แจกจ่ายแรงบันดาลใจให้กับนักวิ่งหน้าใหม่หลากหลายคน แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นลงสนามวิ่งของเธอคนนี้จะมาจากศิลปินที่เป็นเสมือนไอดอลของเธออย่าง หมอโอ๊ค–สมิทธิ์ อารยะสกุล</p>
<p>เพราะเพียงแค่นักร้องหนุ่มเอ่ยปากชวนให้แฟนคลับหันมารักสุขภาพมากยิ่งขึ้น คนที่ปฏิเสธการออกกำลังกายมาทั้งชีวิตอย่างเธอก็ตัดสินใจออกวิ่งทันที ด้วยความคิดที่ว่า นี่คือกีฬาที่ง่ายที่สุด และมีรองเท้าแค่คู่เดียวก็สามารถวิ่งได้</p>
<p>“ตอนนี้การวิ่งเปรียบเสมือนชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว มันคือสิ่งที่เราต้องทำ ถ้าไม่ได้ทำจะเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง จากวันนั้นจนตอนนี้ก็ล่วงเลยสู่เข้าปีที่ 6 แล้ว</p>
<p>“ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนลงวิ่งงานแรกทรมานมาก เพราะเราไม่เคยวิ่งได้ถึง 10 กิโลเมตรมาก่อน ตอนนั้นต้องทนวิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเส้นชัย แต่แปลกมาก พอเข้าเส้นชัยไปแล้ว ความทรมานทั้งหมดที่เราสะสมมามันกลับหายไปหมดเลย” อุ๊บอิ๊บยิ้มและยังบอกต่ออีกว่า ที่มีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโซเชียลมีเดีย เพราะสมัยนั้นเวลาวิ่งและได้รับเหรียญรางวัลมา เธอจะเอาไปอวด เอาไปบอกเพื่อนๆ อยู่เสมอ และคำชื่นชมที่ได้รับกลับมาก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หลังจากงานนั้นเธอลงวิ่งมินิมาราธอนแทบทุกสัปดาห์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-45536 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1872-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1872-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/LH0A1872-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>“พอวิ่งได้มากๆ ก็เหมือนเราหยอดความภูมิใจลงกระปุกสะสมไว้ทุกวันนั่นแหละ พอเราภูมิใจในตัวเองมากขึ้น สุดท้ายก็จะกลายเป็นความรักตัวเอง และหลังจากนั้นสิ่งต่างๆ ที่อยู่แวดล้อมก็จะไม่มีอิทธิพลอะไรกับเราอีกแล้ว เราจะไม่เอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น จะพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ และจะรู้สึกว่า เฮ้ย เราก็สวยมากเหมือนกันนี่นา ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน ยังไงใจเราก็สวย</p>
<p>“ถ้าอยากวิ่งก็วิ่งเลย อย่าไปแคร์ว่าตอนนี้อ้วน ผิวคล้ำ หรือย้วยที่ตรงนั้นตรงนี้ เพราะเรารูปร่างดีขึ้น มีเพื่อน มีสังคมที่ดีแบบทุกวันนี้ได้ ก็เพราะการวิ่งทั้งนั้น”</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="erdyt-6a2973c25e2be" data-id="h-ntoU3rt_Y" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-h-ntoU3rt_Y-6a2973c25e2be" data-vid="h-ntoU3rt_Y" data-src="https://www.youtube.com/embed/h-ntoU3rt_Y?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/h-ntoU3rt_Y/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-beauty-inside-running/">The Beauty of Running : ความงามและแรงบันดาลใจของผู้หญิงที่รักการวิ่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Saturday School : พาเด็กพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับชุมชน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/saturday-school/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/saturday-school/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Oct 2018 07:40:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[good projects]]></category>
		<category><![CDATA[saturday school]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=42624</guid>

					<description><![CDATA[<p>พอพูดคำว่าโรงเรียนแล้วมักนึกถึงอะไร ยอมรับกันตามตรง เรามักนึกภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยม มีกระดาน มีคุณครูยืนสอน นักเรียนนั่งเรียนวิชาการความรู้แน่นๆ แต่เมื่อได้มาทำความรู้จักกับ Saturday School ภาพจำห้องเรียนสี่เหลี่ยมก็ค่อยๆ ลบออกไป เพราะที่นี่เป็น ‘โรงเรียนวันเสาร์’ ที่เปิดสอนรายวิชาที่แตกต่างจากวิชากระแสหลักในห้อง เมื่อลองดูชื่อวิชาเหล่านั้น เราก็ได้แต่อิจฉาน้องๆ เพราะมันประกอบไปด้วยวิชาอย่างการถ่ายภาพ การออกแบบบอร์ดเกม มัคคุเทศก์ หรือแม้กระทั่งวิชามวยไทย โครงการนี้เริ่มต้นจากไอเดียของ ยีราฟ–สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งโครงการ Saturday School เขาได้มีโอกาสเป็นคุณครูสอนในโรงเรียนขยายโอกาสกรุงเทพฯ แล้วพบว่าเด็กหลายคนมีความสามารถแต่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้เขาเริ่มชวนผู้สนใจมาเป็นครูอาสาเปิดสอนวิชานอกห้องเรียนในวันเสาร์ ตลอด 3 ปี Saturday School ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วยแรงขับเคลื่อนของเหล่าทีมงาน ครูอาสา และน้องๆ ทำให้โครงการขยายพื้นที่จนเกิดเป็นซีซั่นย่อยที่ชื่อว่า Community Project  พาเด็กๆ ลงพื้นที่พัฒนาชุมชนรอบโรงเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนมากขึ้น ในฐานะนักเรียนไทยที่เรียนแต่ในห้องเรียนมาตลอด 12 ปี เราจึงอยากลองมาศึกษาวิชาพัฒนาชุมชนไปพร้อมๆ กับยีราฟ ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ และ นัท–ยุทธกฤต เฉลิมไทย Project Manager [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/saturday-school/">Saturday School : พาเด็กพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">พอพูดคำว่าโรงเรียนแล้วมักนึกถึงอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยอมรับกันตามตรง เรามักนึกภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยม มีกระดาน มีคุณครูยืนสอน นักเรียนนั่งเรียนวิชาการความรู้แน่นๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อได้มาทำความรู้จักกับ Saturday School ภาพจำห้องเรียนสี่เหลี่ยมก็ค่อยๆ ลบออกไป เพราะที่นี่เป็น ‘โรงเรียนวันเสาร์’ ที่เปิดสอนรายวิชาที่แตกต่างจากวิชากระแสหลักในห้อง เมื่อลองดูชื่อวิชาเหล่านั้น เราก็ได้แต่อิจฉาน้องๆ เพราะมันประกอบไปด้วยวิชาอย่างการถ่ายภาพ การออกแบบบอร์ดเกม มัคคุเทศก์ หรือแม้กระทั่งวิชามวยไทย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42628 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_03.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_03.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_03-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้เริ่มต้นจากไอเดียของ ยีราฟ–สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งโครงการ Saturday School เขาได้มีโอกาสเป็นคุณครูสอนในโรงเรียนขยายโอกาสกรุงเทพฯ แล้วพบว่าเด็กหลายคนมีความสามารถแต่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้เขาเริ่มชวนผู้สนใจมาเป็นครูอาสาเปิดสอนวิชานอกห้องเรียนในวันเสาร์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอด 3 ปี Saturday School ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วยแรงขับเคลื่อนของเหล่าทีมงาน ครูอาสา และน้องๆ ทำให้โครงการขยายพื้นที่จนเกิดเป็นซีซั่นย่อยที่ชื่อว่า Community Project  พาเด็กๆ ลงพื้นที่พัฒนาชุมชนรอบโรงเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะนักเรียนไทยที่เรียนแต่ในห้องเรียนมาตลอด 12 ปี เราจึงอยากลองมาศึกษาวิชาพัฒนาชุมชนไปพร้อมๆ กับยีราฟ ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ และ นัท–ยุทธกฤต เฉลิมไทย Project Manager รวมทั้งเหล่าครูอาสา และน้องๆ ในโครงการ Saturday School Season 6.5 Community Project ดูสักครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> ถ้าคุณอยากลองเรียนไปด้วยกัน ก็เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปเริ่มต้นบทเรียนวิชาพัฒนาชุมชนกันได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42637 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>บทที่ 1 : การศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องพัฒนาควบคู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มต้นบทเรียนกันด้วยการพูดคุยถึงที่มาที่ไปของ Community Project กับคุณครูยีราฟ</span></p>
<p><b>ยีราฟ : “</b><span style="font-weight: 400;">โครงการ Saturday School มีเป้าหมายคือพัฒนาการศึกษาของเด็กให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แต่คำว่าการศึกษามันมีความยากอย่างหนึ่งคือ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กมีผลหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ โรงเรียน เพื่อน เศรษฐกิจ ครอบครัว คนรอบข้าง แล้วก็ชุมชน เราเลยทำ Community Project เพราะเชื่อว่าชุมชนมีผลต่อเด็กค่อนข้างสูง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นัท </strong>:</span> “<span style="font-weight: 400;">มองง่ายๆ ชุมชนคือสิ่งแวดล้อมเด็ก เด็กหนึ่งคนสิ่งที่อยู่รอบข้างคือชุมชน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เด็กใช้เวลากี่ชั่วโมงที่ต้องอยู่ตรงนั้น คราวนี้มันหล่อหลอมเด็กคนหนึ่งให้เป็นตามสิ่งที่เขาอยู่ด้วย ผมทำงานด้านเด็กก็เห็นว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตได้ดีหรือไม่ดี สิ่งแวดล้อมคือสิ่งสำคัญ ดังนั้น เป้าหมายของ Community Project คือ ชุมชนเอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเด็ก ทำยังไงให้ชุมชนเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42635 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เด็กในโรงเรียนขยายโอกาสกรุงเทพฯ เขาเลือกไม่ได้ เขาอยู่ในชุมชนแออัด บางคนก็ต้องทำงาน ต้องช่วยเหลือที่บ้าน การที่ให้เขาพัฒนาชุมชนมันก็เลยเป็นกุญแจสำคัญว่า จะให้อนาคตของเขาดีขึ้นยังไง เปิดโอกาสให้เขามีสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องยาเสพติด คือให้เป็นพื้นที่ของเขาที่สามารถไปทำ creativity ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ยีราฟ </strong>:</span> <span style="font-weight: 400;">“เราอยากเปลี่ยน mindset ของเด็กที่มีต่อชุมชนตัวเองด้วยว่า พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถพัฒนาชุมชนตัวเองได้นะ ถ้าเด็กโตขึ้น เขาอาจจะประสบความสำเร็จ การย้อนกลับมาแล้วได้พัฒนาชุมชนตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42626 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_01.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_01.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_01-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากตรงนี้เอง Community Project จึงเกิดขึ้นในโรงเรียนวันเสาร์ โดยพวกเขาใช้พื้นที่โรงเรียนเดิมจากซีซั่นหลัก แล้วเปิดรับสมัครครูอาสามาช่วยดูแล ครูยีราฟบอกกับเราว่า เหตุผลที่เลือกพัฒนาชุมชนรอบโรงเรียนเดิมที่เคยเปิดสอนโครงการ Saturday School ไปแล้ว เพราะเขาอยากให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ </span></p>
<p><b>ยีราฟ :</b> <span style="font-weight: 400;">“เราจะดูพื้นที่เดิมที่เคยจัด Saturday School ซีซั่นหลักก่อนว่าพื้นที่ไหนเหมาะสมจะทำ Community Project อย่างบางพื้นที่เด็กที่มาเรียนไม่ได้มาจากละแวกชุมชนรอบโรงเรียน ก็อาจจะยากหน่อยที่จะทำโปรเจกต์ แต่สิ่งที่เราจะเลือกเป็นพื้นที่แรกๆ คือ การให้ความร่วมมือของคนในชุมชน เพราะเราอยากจะพัฒนาให้ยั่งยืนมากที่สุด”</span></p>
<p><b>นัท :</b> <span style="font-weight: 400;">“ซีซั่นนี้ก็จะมีชุมชนวัดปทุมวนาราม ชุมชนวัดเกาะ โรงเรียนเพี้ยนพินอนุสรณ์ โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ และชุมชนเทพลีลา ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีความแตกต่างกัน เช่น โรงเรียนวัดปทุมวนาราม เด็กเลือกแก้ปัญหาขยะ ครูอาสาก็ให้น้องเขาคิดวิธีการแก้ปัญหากันได้อย่างอิสระ เพราะน้องเป็นเด็กโต แต่ในชุมชนเทพลีลา ซึ่งมีปัญหาขยะเหมือนกัน ด้วยความที่เด็กร่วมกิจกรรมเป็นน้องเล็ก ครูอาสาก็ต้องมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างด้วยการเลือกทำเป็นตัวอย่างให้เด็กดู เช่น พกกระบอกน้ำมาเองแทนการใช้ขวดพลาสติก เปลี่ยนมาใช้กระเป๋าผ้าแทนถุงพลาสติก”  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42625 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>บทที่ 2 : เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ พัฒนาชุมชนด้วยตนเอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงวิชาการพัฒนาชุมชน การเรียนการสอนจึงมีวิธีการแตกต่างจาก Saturday School ซีซั่นหลักที่ครูอาสามีความเชี่ยวชาญในวิชาที่สอน แต่ Community Project ครูอาสาที่เข้ามาไม่ใช่คนในพื้นที่โดยตรง ทำให้ไม่มีข้อมูลมากเท่ากับเด็กๆ ในพื้นที่ ครูอาสาจึงต้องพัฒนาและเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดพื้นที่ให้น้องๆ ตัดสินใจคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><b>ยีราฟ :</b> <span style="font-weight: 400;">“เราเน้นเปิดพื้นที่ให้เด็กได้พัฒนาชุมชนจริงๆ สิ่งที่อยากพัฒนามาจากตัวเด็กล้วนๆ อาสาสมัครที่เข้าไปจะไม่ได้เป็นคนสร้างกรอบว่าทำตรงไหนแล้วดี พัฒนาตรงไหนถึงจะเวิร์ก แต่ถ้าเด็กต้องการให้ครูอาสาช่วยจริงๆ ครูอาสาก็อาจจะเติมบ้าง แต่โดยกระบวนการที่ทำ เราอยากจะให้เด็กเป็นคนนำ เพราะเด็กจะรู้ดีที่สุด มันเป็นพื้นที่ของเขาเอง พอครูอาสาเป็นคนข้างนอกเข้าไปรู้ไม่ได้ดีเท่าเด็กแน่นอน เพราะฉะนั้นเด็กจะรู้ในแต่ละจุดของชุมชน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42636 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งก่อนลงพื้นที่สอนจริง Saturday School  จะจัดอบรมให้กับครูอาสาซึ่งมีกระบวนการหลายอย่างที่ต้องทำให้ครูอาสาเข้าใจตัวเองก่อน แล้วถึงเข้าใจคนอื่นเพื่อให้มีเทคนิคบางอย่างที่จะมาช่วยทำให้เข้าใจวิธีการในการทำงานกับชุมชนมากขึ้น เครื่องมือที่เราใช้เป็น Design Thinking มันเป็นเครื่องมือในการสำรวจชุมชน ตามกระบวนการมี 7 อย่างซึ่งเราก็เลือกมาบางเครื่องมือ เช่น ทำแผนที่เดินดิน ทำแผนผังเครือญาติ ทำปฏิทินตลอดปีว่าในชุมชนทำอะไรบ้าง ทำเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ  สิ่งที่เราเลือกมาส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งง่ายๆ อย่างการคุยกับคนในพื้นที่ มันก็ทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น เช่น สมมติเด็กสนใจในบางจุดที่คนในพื้นที่พูดขึ้นมา ครูอาสาก็จะไปดูในส่วนนั้นต่อ ซึ่งกระบวนการในแต่ละพื้นที่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42638 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทที่ 2 ครูยีราฟพาเราไปดูตัวอย่างกระบวนการเรียนวิชาพัฒนาชุมชนในห้องเรียนจริงของน้องๆ โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ซึ่งเด็กๆ ได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาชุมชนเรียบร้อยแล้ว และกำลังกระตือรือร้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาขยะชุมชนในคลาสเรียนกันอย่างสนุกสนาน ในที่สุดพวกเขาก็เลือกวิธีการแก้ปัญหาด้วยการทำคลิปเพื่อสื่อสารเรื่องขยะกับคนในชุมชน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนตัวคิดว่าถ้าเกิดทำเป็นโปสเตอร์หรือแผ่นพับ คนจะไม่ค่อยสนใจ สุดท้ายมันจะกลายเป็นขยะอยู่ดี ผมไม่อยากให้สิ่งที่ทำลงเอยเป็นต้นเหตุครับ เลยคิดว่าทำคลิปดีที่สุด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โต้ง–ปริวรรษ แก้วพันนัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดปทุมวนารามในพระราชูปถัมภ์ฯ บอกกับเรา โต้งและเพื่อนๆ ได้ออกไอเดียและลงมือทำคลิปกันอย่างสนุกสนาน หลายคนได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยได้ทำมาก่อน หวาน–มณีรัตน์ ศุภเสถียร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดปทุมวนารามในพระราชูปถัมภ์ฯ ก็เป็นอีกคนที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอพวกเราเลือกทำเป็นคลิป แต่หนูไม่เคยตัดต่อคลิปมาก่อนเลยค่ะ ไม่เคยแตะอะไรแบบนี้เลย เพิ่งได้มาทำครั้งนี้แหละ เพื่อนสอนตัดต่อ สอนทำซับไตเติล เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ได้ร่วมกิจกรรมแล้วสนุกมาก”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42631 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_06.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_06.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_06-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>บทที่ 3 : learning space ของทุกคน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยกิจกรรม Saturday School ตลอด 10 สัปดาห์ทั้งครูอาสาและเด็กต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน หลายครั้งก็มีปัญหาแวะเวียนมาให้พวกเขาได้ช่วยกันขบคิดแก้กันเสมอ เช่น บางปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนเป็นเรื่องที่เด็กแก้ไขได้ยาก แต่ทีมงานทุกคนก็เชื่อว่านี่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้ทุกคนได้ขบคิดแก้ไขปัญหา และลงมือลองผิดลองถูก </span></p>
<p><b>นัท :</b> <span style="font-weight: 400;">“ผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า Saturday School เป็น learning space ของทุกคน เปิดพื้นที่ให้กับความผิดพลาด เปิดพื้นที่ให้กับการพัฒนาตัวเอง ใครอยากพัฒนาตัวเองด้านไหน เข้ามาช่วย ถ้าผิดพลาดตรงไหนเราให้อภัยกัน เราพูดอย่างนี้ตั้งแต่เทรนนิ่งวันแรกๆ ฉะนั้นการสร้างความรู้สึกแบบนี้ในการทำงานมันไม่โทษใคร ไม่มีใครว่าตรงนี้มันผิด </span><span style="font-weight: 400;">แล้วสิ่งที่ครูอาสาต้องทำคือเปิดใจ จุดประสงค์หลักคือครูอาสาไม่ได้เป็นครูนะ แต่เป็นโค้ชหรือเป็น fasinalator ที่จะเข้าไปจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับน้อง  ดังนั้นครูอาสาจะได้เรียนรู้ตลอดเวลา มากกว่าแค่เราไปให้อย่างเดียว ครูอาสาก็จะได้รับด้วย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42629 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_04.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_04.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_04-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้าง learning space ทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นัทเล่าว่าการจัดกิจกรรมทุกอย่างได้ความช่วยเหลือจากครูอาสาเป็นอย่างดี เขาเห็นความกระตือรือร้นที่อยากจะพัฒนาชุมชนของครูอาสาและน้องๆ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ และการให้อภัยซึ่งกันและกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมาย mindset ของครูอาสาที่จะเข้าไปช่วยเด็กพัฒนาชุมชนได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้คำยืนยันจากครูอาสาในพื้นที่โรงเรียนแก่นทองอุปถัมป์อย่าง ฟลุ๊ค–ณัฏฐ์ชัญญา อนันตรังสี นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่เข้าร่วมโครงการ Community Project ครั้งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติฟลุ๊คจะเป็นคนค่อนข้างขี้อาย เก็บตัว ไม่ค่อยได้กล้าแสดงออกเท่าไหร่ พอมาถึงวันนี้ เราเป็นพี่ๆ ดูแลน้อง บางอย่างที่น้องเขากลัวหรือขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก เราก็ต้องพยายามเข้าไปคุย มันก็ได้พัฒนาให้ตัวเองมีความเป็นผู้นำมากขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42627 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_02.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_02.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_02-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">จริงๆ เรามองว่าในสังคมไทย โอกาสที่เราจะทำในสิ่งที่เราอยากทำ ลองผิดลองถูก มันมีน้อยมาก อย่างตอนที่เรานั่งเรียนในห้อง มีคุณครูพูดหน้ากระดาน เด็กเปิดหนังสือตามครู ถ้าเกิดอยากรู้อะไรเราก็ไม่กล้ายกมือถาม เวลาที่มีใครถามหรือแสดงความคิดเห็น เราก็จะไม่กล้ายกมือเพราะไม่อยากทำตัวเด่น แต่พอเราเข้ามหาวิทยาลัย เราก็รู้ว่ามันต้องกล้าแสดงออกมากนะ เพราะสังคมเวลาโตขึ้นมามันจะรอให้คนมาถามเราอย่างเดียวไม่ได้ เราไม่สามารถรอรับโอกาสอย่างเดียว เราต้องออกไปหาโอกาส ไขว่คว้าโอกาสด้วยตัวเองด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอได้มาทำกิจกรรมนี้ก็เห็นน้องหลายคนที่เป็นเหมือนเรา มีน้องขี้อาย บางคนจะกล้าพูดก็ต่อเมื่ออยู่กับเพื่อน มีไอเดียอะไรที่อยากจะบอกก็จะไม่บอก แต่พอผ่านไปวีคหลังๆ เห็นได้ชัดว่าน้องกล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น เราก็มีความสุขมากที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42630 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>บทที่ 4 : สุดท้ายแล้ว กระบวนการเรียนรู้คือโปรดักต์ที่สำคัญ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะปิดคอร์สวิชาพัฒนาชุมชน เหล่านักเรียนและครูอาสาต่างขะมักเขม้นทำงานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อรวบรวมผลงานและกระบวนการเรียนรู้ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในวิชาพัฒนาชุมชนมาจัดแสดงให้ทุกคนได้ชมกันในวันสุดท้ายของการเรียนการสอน หรือที่ทุกคนเรียกวันนี้ว่า วัน Big Day</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั่วงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มของนักเรียนและครูอาสา กิจกรรมดนตรี การแสดง และผลงานการเรียนรู้ของน้องๆ ถูกกระจายเต็มพื้นที่ Siam Innovation District &#8211; เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (สยามสแควร์วัน) สิ่งเหล่านี้เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาเดินชมทั่วงาน</span></p>
<p><b>นัท :</b> <span style="font-weight: 400;">“มีอาทิตย์นึงที่ผมลงพื้นที่ ก็เพิ่งมาฉุกคิดเหมือนกันว่ามีน้องคนหนึ่งเขาเรียนทั้งซีซั่นหลักและซีซั่น community project ผมถามน้องว่ามันแตกต่างกันยังไง เขาบอกว่าซีซั่นใหญ่มันทำให้เขาได้เรียนรู้ในวิชาที่เขาอยากจะเรียน แต่สิ่งที่เขาได้จาก Community Project คือ เขาได้ความสามัคคี เพราะว่าเขาก็อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน มีพี่หลายรุ่น มีคนเรียนหลายระดับ ไม่เคยได้ทำงานร่วมกัน แต่พอได้มาทำ Community Project มันสร้างความสามัคคี มันทำให้เขาได้รู้จักกันมากขึ้น ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42634 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_09.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_09.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_09-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เด็กจะได้อีกอย่างก็คือมีความกล้าแสดงออก อย่างวันงาน Big Day ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการร่วมกิจกรรม เราจะจัดแสดงผลงานการเรียนรู้ของทุกชุมชนเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้ามาดู แล้วน้องๆ เขาอยากจะแสดงดนตรีและคัฟเวอร์แดนซ์ คือเราไม่ได้ขอ แต่เด็กๆ บอกอยากจะโชว์ เราจัดงานที่สยามนะ น้องจะกล้าเหรอ ก็ไม่มีใครอาย เราเลยรู้สึกว่าเด็กมีความกล้าแสดงออก เหมือนมีพื้นที่ที่ทำให้เขาอุ่นใจ พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา แล้วเขาอยากแสดงออก มันไม่มีใครมาตัดสินเขาตรงนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมบอกตั้งแต่เริ่มต้นซีซั่น Community Project เลยว่า เราไม่ได้มองผลของการเรียนรู้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ แต่สิ่งที่เราโฟกัสคือกระบวนการเรียนรู้ เราไม่ได้มองที่ end product </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนการจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นมันอาจจะไม่ได้เห็นในรุ่นนี้ รุ่นนี้เป็นรุ่นฉุกคิดถึงปัญหา การแก้ปัญหาต่างๆ พอหลายคนเห็นปัญหาแล้วก็เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจจะเห็นในยุครุ่นลูกหลานเขา เราก็มองมันในระยะยาวด้วย”</span></p>
<p><b>ยีราฟ :</b> <span style="font-weight: 400;">“ชุมชนเปลี่ยนเราก็ดีใจครับ แต่ว่าด้วยการทำงานกับชุมชนมันอาจจะต้องใช้เวลา ในท้ายที่สุดเรามองที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ บางชุมชนก็น่าสนใจ อย่างครั้งที่แล้วชุมชนสายไหม ก็มีนักการเมืองในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ตอนนั้นเป็นเรื่องของการกำจัดยุง เด็กก็คิดว่ามันมีหลายสาเหตุเหมือนกันว่าทำไมถึงมียุง สิ่งหนึ่งเลยคือมันมีที่รกร้างแล้วขยะเยอะ ในวันคลีนนิ่งที่ชาวบ้านมาช่วยกันทำแล้วประสานกับบริษัทยากันยุงมาแจกชาวบ้าน มันก็เป็นสิ่งที่เริ่มเห็นว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนมันก็เป็นไปได้ แล้วก็การพัฒนาที่มาจากตัวเด็กๆ มันก็เริ่มค่อยๆ เห็นมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ แล้วสิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดในการทำ Saturday School แต่ละพื้นที่คือ วันหนึ่งเราสามารถออกมาได้โดยพื้นที่สามารถเติบโตไปได้ด้วยดีด้วยตัวเอง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42633 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_08.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_08.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/satschool_08-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครสนใจกิจกรรมของ Saturday School หรืออยากสมัครเป็นครูอาสาก็ติดตามข้อมูลได้ที่ </span><a href="https://www.facebook.com/SaturdaySchoolThailand/"><span style="font-weight: 400;">https://www.facebook.com/SaturdaySchoolThailand/</span></a><span style="font-weight: 400;">  </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/saturday-school/">Saturday School : พาเด็กพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/saturday-school/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทรรศการภาพถ่ายสตรีทของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ที่ชวนให้คนเดินเข้าไปในภาพถ่ายของเขา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-street-photo-tavepong-pratoomwong/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-street-photo-tavepong-pratoomwong/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิตกานต์ วงษาสนธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Aug 2018 05:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[Subhashok The Arts Centre]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-street-photo-tavepong-pratoomwong/</guid>

					<description><![CDATA[<p>a day school วันนี้ เราออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียนกันบ้าง ห้องเรียนที่ว่าคือห้องประชุมบนชั้น 5 ที่เหล่า a team junior 14 อาศัยเป็นที่รวมตัวกันตลอดระยะเวลาฝึกงาน คลาสเรียนที่ผ่านมาเราได้พบกับวิทยากรมากหน้าหลายตาที่พี่ๆ a team ชวนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจริงเพื่ออัพสกิลให้พวกเรานำไปใช้ในวันข้างหน้า วันนี้เรามากันที่ Subhashok The Arts Centre (S.A.C.) สถานที่จัดนิทรรศการ GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ที่คัดเอารูปถ่ายมาสเตอร์พีซตลอด 1,600 กว่าวันมาเรียงร้อยต่อกันให้เป็นนิทรรศการที่ทุกคนสามารถเข้ามาอยู่ในโมเมนต์เดียวกับภาพได้ ทวีพงษ์เป็นหนึ่งในสองคนที่ร่วมกิจกรรมถ่ายรูป 365 วันของกรุ๊ป Street Photo Thailand ในปี 2014 ได้จนจบ “รูปถ่ายสตรีทก็คือรูปที่ถ่ายในที่สาธารณะโดยไม่จัดฉาก มีการจัดองค์ประกอบภาพอย่างสร้างสรรค์ มีความตั้งใจในการวางเฟรม” ชายหนุ่มตรงหน้าบอกกับเราตอนที่เห็นหน้าตาสงสัยใคร่รู้ของเหล่านักเรียนตัวโต เขายังบอกต่ออีกว่าการถ่ายรูปทุกวันครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะนอกจากจะได้รูปจำนวนมากติดมือกลับมาแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการได้เรียนรู้ทุกอย่างในปีนั้นอีกด้วย “นี่อาจจะเป็นเลกเชอร์ที่ไร้สาระที่สุดที่น้องเจอมาก็ได้ครับ” ทวีพงษ์บอกเราอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินนำไปยังทางเข้าชมนิทรรศการ ในจังหวะหนึ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-street-photo-tavepong-pratoomwong/">นิทรรศการภาพถ่ายสตรีทของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ที่ชวนให้คนเดินเข้าไปในภาพถ่ายของเขา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>a day school วันนี้ เราออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียนกันบ้าง</p>
<p>ห้องเรียนที่ว่าคือห้องประชุมบนชั้น 5 ที่เหล่า <strong>a team junior 14</strong> อาศัยเป็นที่รวมตัวกันตลอดระยะเวลาฝึกงาน คลาสเรียนที่ผ่านมาเราได้พบกับวิทยากรมากหน้าหลายตาที่พี่ๆ a team ชวนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจริงเพื่ออัพสกิลให้พวกเรานำไปใช้ในวันข้างหน้า</p>
<p>วันนี้เรามากันที่ <strong>Subhashok The Arts Centre (S.A.C.) </strong>สถานที่จัดนิทรรศการ <a href="https://www.adaymagazine.com/articles/port-tavepong">GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY</a> นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ <strong>ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์</strong> ที่คัดเอารูปถ่ายมาสเตอร์พีซตลอด 1,600 กว่าวันมาเรียงร้อยต่อกันให้เป็นนิทรรศการที่ทุกคนสามารถเข้ามาอยู่ในโมเมนต์เดียวกับภาพได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_87471.jpg" /></p>
<p>ทวีพงษ์เป็นหนึ่งในสองคนที่ร่วมกิจกรรมถ่ายรูป 365 วันของกรุ๊ป Street Photo Thailand ในปี 2014 ได้จนจบ “รูปถ่ายสตรีทก็คือรูปที่ถ่ายในที่สาธารณะโดยไม่จัดฉาก มีการจัดองค์ประกอบภาพอย่างสร้างสรรค์ มีความตั้งใจในการวางเฟรม” ชายหนุ่มตรงหน้าบอกกับเราตอนที่เห็นหน้าตาสงสัยใคร่รู้ของเหล่านักเรียนตัวโต เขายังบอกต่ออีกว่าการถ่ายรูปทุกวันครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะนอกจากจะได้รูปจำนวนมากติดมือกลับมาแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการได้เรียนรู้ทุกอย่างในปีนั้นอีกด้วย</p>
<p>“นี่อาจจะเป็นเลกเชอร์ที่ไร้สาระที่สุดที่น้องเจอมาก็ได้ครับ” ทวีพงษ์บอกเราอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินนำไปยังทางเข้าชมนิทรรศการ ในจังหวะหนึ่ง เราอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโมเมนต์เดียวกับภาพได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่ได้เป็นช่างภาพหรือคนที่อยู่ในภาพเสียหน่อย แต่เพียงก้าวเดียวที่เดินเข้ามาในนิทรรศการก็ทำให้รู้ว่าช่างภาพหนุ่มตรงหน้าทำได้อย่างที่คิดไว้จริงๆ</p>
<p>การทำนิทรรศการภาพถ่ายให้เหมือนกับผู้ชมเข้าไปอยู่ในภาพนั้นด้วยเป็นยังไง ตามทวีพงษ์และเราเดินเข้าไปพร้อมกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_41.jpg" /></p>
<h3>ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง</h3>
<p>“รูปแรกที่ผมอยากให้คนเดินเข้ามาเห็นในนิทรรศการคือรูปเป็ดกลับหัว รูปนี้ถ่ายที่สวนอาหารแถวบ้าน ซึ่งวิธีถ่ายภาพสตรีทง่ายๆ คือหาอะไรมาเปรียบเทียบกัน พอรู้ว่าที่นี่มีเป็ด อย่างแรกที่ทำก็คือเดินหาเป็ด ก็ได้ช็อตเป็ดปลอมกับเป็ดจริงตอนเขากำลังไซ้ขนพอดี รูปนี้เป็นรูปที่ลูกสาวชอบที่สุด ผมก็เลยเลือกมาเป็นรูปแรก</p>
<p>“พอมีไอเดียว่าจะเอารูปนี้เป็นรูปแรก ก็คิดต่อว่าจะทำยังไงให้เป็นเหมือนกับทางเข้าดินแดนมหัศจรรย์ เพราะรูปของเราส่วนมากจะเป็นภาพเซอร์เรียล แปลกๆ หน่อย พอเป็นภาพกลับหัว เราก็เลยทำทางเข้าให้เหมือนเป็ดค่อยๆ เดินไต่กำแพงจนมันกลับหัว ตอนแรกอยากจะได้เป็นเป็ดสตัฟเลยนะ แต่จะดูน่ากลัวไปหน่อย ก็เลยไปหาน้องที่ทำหุ่นโฟมช่วยทำให้ ที่เป็นโฟมเพราะว่าไม่หนักเกินไป จะได้ห้อยหัวลงมาได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_39452.jpg" /></p>
<h3>ตั้งนะโม 3 จบ</h3>
<p>ถัดจากรูปภาพเป็ด กำแพงด้านขวามือของผู้ชมติดภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับวัดวาอาราม พระสงฆ์ พร้อมกับมีเสื่อปูตลอดความยาวของกำแพง</p>
<p>“กำแพงด้านนี้เกี่ยวกับพระหมดเลย รูปแรกที่เห็น ผมอยากให้เหมือนเสื่อทะลุออกมา อยากให้เป็นจุดที่คนชอบแล้วก็มานั่งพักผ่อนได้ ไอเดียแรก อยากจะให้มีบทสวดมนต์ข้ามปีมาวางไว้ด้วย เพราะว่ารูปนี้เราถ่ายตอนที่เขากำลังจัดงานสวดมนต์ข้ามปีกัน ตรงนี้เป็นจุดที่ลงทุนน้อยที่สุดของงาน แต่ได้ผลเยอะสุด ลงทุนน้อยเพราะขับรถไปยืมเสื่อจากที่วัดมา ญาติโยมไม่มีใช้กันแล้วนะ (หัวเราะ) แต่เราก็ซื้อเพิ่มมา แล้วก็เอาพวกเศษกระดาษตอนเราไปโรงพิมพ์มากองไว้ใต้กองเสื่อ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3787.jpg" /></p>
<h3>หัวหาย หายหัว</h3>
<p>“จังหวะที่ได้รูปหมาหัวขาด ถามว่าตอนนั้นรู้ไหมว่าจะได้รูปนี้ ก็ไม่รู้หรอก หมาตัวนี้มันเป็นหมาจ๋องๆ ตัวหนึ่งที่อยู่บนถนน ผมแค่อยากถ่ายหมากับกราฟิกด้านหลัง เพราะแค่รู้สึกว่าเส้นบนถนนมันคลีนมาก ถ่ายไปถ่ายมา หมาหันหัวไปอีกทาง รูปนี้เลยได้รางวัลเลย</p>
<p>“ความตั้งใจแรกที่จะทำนิทรรศการนี้คือ เราอยากจะดึงโมเมนต์ตอนกำลังถ่ายภาพออกมา ทีแรกอยากจะทำหมาหัวขาดสัก 7-8 ตัว สมมติเดินเข้ามาเจอหมานอนแต่ไม่มีหัว หรือเข้าห้องน้ำเจอหมายืนจ้องอยู่แต่ไม่มีหัว พอทีมที่รับทำหุ่นส่งใบทำราคามา งั้นเอาตัวเดียวก็พอแล้วครับ (หัวเราะ)”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_131.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_39461.jpg" /></p>
<h3>ชายผู้ต้านทานแรงโน้มถ่วงโลก</h3>
<p>“ตอนแรกที่ผมถ่ายไม่ได้เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เลย เราเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จากเอกมัยไปจนถึงสยาม พอมาถึงตรงนี้แล้วเหมือนลุงเขามองเข้ามาในเฟรม เราก็เลยถอยออกมาหน่อยแล้วเขาก็ทำท่านี้ ซึ่งมันก็แปลกมากแล้วนะ แต่ถ้าเราเจอคนแปลกๆ แบบนี้ต้องอยู่ต่ออีกสักหน่อย (หัวเราะ) สักพักลุงเขาก็ไปยืนตรงมุมถนนแล้วก็ทำท่านี้อีก ตอนที่เขาทำครั้งแรกก็คิดว่า เขาแค่อยากจะโชว์ว่าเต้นท่า Michael Jackson ได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มารู้ทีหลังว่าที่เขาทำเพราะอยากได้ทิปจากชาวต่างชาติที่มาลงรถตรงนี้</p>
<p>“นอกจากภาพถ่าย นิทรรศการนี้เราอยากให้มีงานศิลปะอื่นๆ ด้วย ผมก็เลยอยากให้มีหุ่นปั้นลุง หาคนที่จะทำสิ่งนี้อยู่นานมากเพราะราคาค่อนข้างแพง จนวันหนึ่งไปเห็นโพสต์บนเฟซบุ๊กที่มีคนทำตุ๊กตาร่างทรง 4.0 ข่าวเพิ่งออกไม่นานแต่เขาทำเสร็จแล้ว เราเลยหลังไมค์ไป ตอนแรกเขาไม่รับทำ แต่คุยไปคุยมาเขาคงรู้สึกว่า แปลกดีว่ะ ชอบ อยากทำ ก็เลยเริ่มต้นทำกันซึ่งไม่กี่วันก็เสร็จ หุ่นคุณลุงคนนี้เราเพิ่มฟังก์ชั่นที่คั่นหนังสือเข้าไป เวลาวางหนังสือภาพของเราก็จะเหมือนหัวลุงเอียงตัวดันหนังสือไว้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8796.jpg" /></p>
<h3>ร้อยเรียงรูปภาพอย่างมีศิลปะ</h3>
<p>“บางทีการร้อยเรียงรูปภาพในนิทรรศการก็เกิดจากการมโนของเราเอง อาจไม่มีใครเข้าใจด้วยซ้ำ ซึ่งในหนังสือภาพก็เรียงแบบนี้ เรารู้สึกว่าการเรียงรูปต้องมีเหตุผล ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมถึงเรียงแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเอารูปสวยๆ มาเรียงต่อกันอย่างเดียว มันต้องมีความเชื่อมโยงของแต่ละรูปแล้วเกิดเรื่องราวได้ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจแต่แรกด้วยนะ เพราะรูปแต่ละรูปถ่ายคนละปี วิธีการคือพรินต์รูปทั้งหมดที่เราชอบเอามาวางบนโต๊ะแล้วเรียง พยายามหาความเชื่อมโยงของแต่ละใบให้ได้ รูปทุกรูปสามารถเอามาต่อกันได้หมด อยู่ที่เราจะมองมุมไหนและคิดว่ามันเชื่อมโยงกันได้ยังไง ไม่ใช่แค่รูปถ่ายสตรีทนะ รูปวิวรูปอะไรก็สามารถเอามาเรียงร้อยได้ คุมโทนสี แสง เล่นกับเนื้อหาของภาพนั้นๆ” ทวีพงษ์ปิดท้ายคลาสเรียนนอกสถานที่วันนี้ที่ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเล่าเรื่องได้อีกหลายรูปแบบ</p>
<p style="text-align: center;"><em>นิทรรศการ GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY จัดแสดงถึงวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2561 ที่ Subhashok The Arts Centre (S.A.C.)</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8809.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล, พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-street-photo-tavepong-pratoomwong/">นิทรรศการภาพถ่ายสตรีทของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ที่ชวนให้คนเดินเข้าไปในภาพถ่ายของเขา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-street-photo-tavepong-pratoomwong/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Newground : แก้ปัญหาเด็กไทยด้วยการให้เด็กไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-film-newground/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-film-newground/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Jul 2018 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-film-newground/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาที่เรามีคำถามเรื่องการศึกษาว่าใครจะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะนึกถึงใครก่อน ครู ผู้อำนวยการ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ หรือนายกรัฐมนตรี แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงเด็ก เด็กผู้เป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่การศึกษาไทยและแบกรับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยมีคนคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ใครเล่าจะมั่นใจในเด็กหัวเกรียน โดดเรียนไปเตะบอล ซอยผม หัดเขียนคิ้ว ให้มาทำนโยบายปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงระบบด้วยนโยบายในแบบที่ตัวเองอยากได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความคิดเราเปลี่ยนไปก็ตอนที่ไปเจอเพจ Newground เพจที่นำเสนอเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิในโรงเรียน ข้อเสนอทางวิชาการ แต่สิ่งที่ทำให้เราสะดุดตาจริงๆ เห็นจะเป็นโครงการให้ทุน ‘เด็ก’ และ ‘เยาวชน’ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ เช่น การตั้งสหกรณ์ของหาย หรือการทำนิตยสารที่นำเสนอเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็เป็นไอเดียที่ออกมาจากเด็กๆ ภายใต้โครงการ &#8216;กองทุนคนรุ่นใหม่’ กองทุนที่กล้าให้เงินเด็กได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ของ Newground เราติดต่อไปยัง ฟิล์ม-เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ co-founder ของ Newground มีคำถามหลายอย่างที่เราอยากรู้เกี่ยวกับเด็กไทย สงสัยว่าทำไมถึงกล้าให้ทุนเด็กทำอะไรแปลกๆ มีอะไรที่เขาสนใจในตัวเด็ก เขาอยากเห็นและคาดหวังอะไรกับเด็กไทย เด็กไทยเลือกอะไรได้บ้าง ฟิล์มเล่าให้เราฟังว่า สิ่งที่ Newground สนใจเป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันแม้จะมีจำนวนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนคนในประเทศ แต่คนรุ่นนี้เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยมากๆ ยิ่งเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-film-newground/">Newground : แก้ปัญหาเด็กไทยด้วยการให้เด็กไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาที่เรามีคำถามเรื่องการศึกษาว่าใครจะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะนึกถึงใครก่อน ครู ผู้อำนวยการ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ หรือนายกรัฐมนตรี แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงเด็ก เด็กผู้เป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่การศึกษาไทยและแบกรับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด</p>
<p>น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยมีคนคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ใครเล่าจะมั่นใจในเด็กหัวเกรียน โดดเรียนไปเตะบอล ซอยผม หัดเขียนคิ้ว ให้มาทำนโยบายปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงระบบด้วยนโยบายในแบบที่ตัวเองอยากได้</p>
<p>ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความคิดเราเปลี่ยนไปก็ตอนที่ไปเจอเพจ <a href="https://www.facebook.com/newground.th/">Newground</a> เพจที่นำเสนอเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิในโรงเรียน ข้อเสนอทางวิชาการ แต่สิ่งที่ทำให้เราสะดุดตาจริงๆ เห็นจะเป็นโครงการให้ทุน ‘เด็ก’ และ ‘เยาวชน’ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ เช่น การตั้งสหกรณ์ของหาย หรือการทำนิตยสารที่นำเสนอเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็เป็นไอเดียที่ออกมาจากเด็กๆ ภายใต้โครงการ &#8216;กองทุนคนรุ่นใหม่’ กองทุนที่กล้าให้เงินเด็กได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ของ Newground</p>
<p>เราติดต่อไปยัง <strong>ฟิล์ม-เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์</strong> co-founder ของ <strong>Newground</strong> มีคำถามหลายอย่างที่เราอยากรู้เกี่ยวกับเด็กไทย สงสัยว่าทำไมถึงกล้าให้ทุนเด็กทำอะไรแปลกๆ มีอะไรที่เขาสนใจในตัวเด็ก เขาอยากเห็นและคาดหวังอะไรกับเด็กไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/864.jpg" /></p>
<h3><strong>เด็กไทยเลือกอะไรได้บ้าง</strong></h3>
<p>ฟิล์มเล่าให้เราฟังว่า สิ่งที่ Newground สนใจเป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันแม้จะมีจำนวนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนคนในประเทศ แต่คนรุ่นนี้เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยมากๆ ยิ่งเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว เราเข้าถึงมันได้น้อยอย่างน่าใจหาย นั่นยิ่งทำให้ทางเลือกของคนรุ่นใหม่น้อยลงไปอีก</p>
<p>“เราไปสำรวจในเว็บบอร์ดหนึ่ง 500 กระทู้ล่าสุด เพื่อดูว่าเด็กคุยอะไรกัน ก็พบว่ามีเด็กที่บอกว่าสายตาสั้นแต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เพราะกลัวพ่อแม่จะว่าว่าติดเกม มีกระทู้เรื่องรับน้อง หรืออะไรต่างๆ แต่ 47 เปอร์เซ็นต์ของกระทู้ทั้งหมดเป็นเรื่องความขัดแย้ง เช่น การมีปัญหากับครูแต่ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเมื่อเวลาเด็กทำผิด มีกฎระเบียบมากมายที่ลงโทษเขา แต่เวลาครูทำผิดเองก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะจัดการยังไง เด็กไม่มีทางเลือก การศึกษาทุกวันนี้ สิ่งที่เด็กมีสิทธิ์เลือก คือใช้เสื้อผ้ายี่ห้ออะไร ซื้ออุปกรณ์ยี่ห้ออะไร นอกนั้นจะทัศนศึกษาที่ไหน จะออกแบบการเรียนยังไง เด็กไม่เคยได้ตัดสินใจ แม้แต่องค์กรกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ แหล่งทุนต่างๆ ถ้าเขาทำงานเกี่ยวกับเด็กก็ควรให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วม มีอำนาจตัดสินใจ</p>
<p>“พอพูดเรื่องการศึกษา เราพบว่างบประมาณส่วนใหญ่ลงไปกับการพัฒนาครู แต่น้อยมากเลยที่จะเข้าไปอยู่ข้างเยาวชน อีกข้อหนึ่งที่เราพยายามทำคือเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในอนาคต เวลาพูดถึงประชากรก็จะพูดถึงแต่โครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุมีจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหาข้างหน้าที่หลายคนกำลังจะเจอ สมมติว่าเรื่องประกันสุขภาพ เรากลับต้องไปนั่งฟังประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปเป็นร้อยปี แต่ไม่ค่อยมีคนพยายามจะคิดไปข้างหน้าเท่าไหร่ ในมุมของ forward thinking policy”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ten.jpg" /></p>
<h3><strong>ผู้ใหญ่กับเด็กเชื่อต่างกัน</strong></h3>
<p>ผู้ใหญ่เชื่ออย่าง เด็กชอบอีกอย่าง คือสิ่งที่ฟิล์มพยายามเล่าให้เราฟัง ผู้ใหญ่ที่พูดถึงหมายถึงแหล่งทุนที่ให้เงินเด็กในการทำโครงการ ทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งที่แหล่งทุนเชื่อคือเรื่องประมาณว่า ความสุขเชิงสุขภาวะ ความดีแบบวัตถุวิสัย ความดีแบบตายตัว และชุมชนทางกายภาพ เช่น ความมีน้ำใจของคนในชุมชน ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่เด็กๆ เชื่อ เด็กไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น</p>
<p>“อย่างแรก เด็กสนใจเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เขาไม่ได้สนใจข้างบ้าน คอนโดฯ ห้องข้างๆ เป็นใคร เขาไม่ได้สน แต่ถ้าร้านบอร์ดเกมที่รวมตัวเพื่อนๆ แถวบ้านปิด อันนี้ทำให้เด็กเขาสนใจเพราะมันเกี่ยวกับตัวเขา</p>
<p>&#8220;อย่างที่สอง เด็กไทยสนใจเรื่องทุกขภาวะ คือไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตานั่งสมาธิหาความสุข พวกเขาโอเคกับความเหงา ความเศร้า ความกลัว หนังสือ Haruki Murakami เลยเป็นตัวเลือกที่คนรุ่นใหม่สนใจ</p>
<p>“อย่างที่สาม เด็กสนใจเรื่องการรื้อสร้างมายาคติ การตั้งคำถามต่างๆ เช่น เขาตั้งคำถามว่า สามัคคีคือพลังจริงหรือเปล่า บางอย่างเป็นความดีหรือเปล่า มันแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อมันขัดแย้งกันไปหมด นโยบายที่ออกมาจากกลุ่มกับสิ่งที่เด็กอยากทำก็เลยสวนกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/six.jpg" /></p>
<h3><strong>เราไม่ได้อยากแก้ปัญหาของคนอื่น</strong></h3>
<p>“เราพบว่า คนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนรุ่นหลังๆ มาที่เขามองเห็นปัญหาได้อย่างน่าสนใจมากขึ้น มีเด็กที่รณรงค์เรื่องการทำแท้งอย่างสมัครใจ หรือมีเด็กที่ทำเรื่อง LGBT พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มขับเคลื่อนประเด็นที่เราฝันจะเห็น แต่ปัญหาคือเมื่อเขาอยู่ในองค์กรที่มีโครงสร้างเลยมีข้อจำกัด ทำให้ไม่ได้ใช้ความคิดอย่างเต็มที่ ไหนจะเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณ สุดท้ายก็ต้องทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่สั่ง</p>
<p>“เราเจอแต่โครงการประมาณว่า ต่อต้านยาเสพติด ลูกน้ำยุงลาย จิตอาสาสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่เขาคือคนที่อยู่กับปัญหา เพราะฉะนั้นเขาควรจะเป็นผู้ที่คิดแก้ปัญหา เช่น คนที่อยู่บริเวณที่มีเขื่อนมาสร้าง แล้วเขารู้สึกว่าเขื่อนมันทำลายชีวิตและชุมชนของเขา คนที่ไม่พอใจกับการถูกตัดผม เขาควรเข้าถึงสิทธิ์ในการแก้ปัญหาไม่ใช่เข้าถึงคนกลุ่มเดียว นี่จึงเป็นที่มาของกองทุนคนรุ่นใหม่”</p>
<h3><strong>กองทุนคนรุ่นใหม่ อยากทำอะไรต้องได้ทำ</strong></h3>
<p>“ในปีที่ผ่านมา มีการเขียนข้อเสนอกันมา 40 กว่าทีม เราคัดเหลือ 9 ทีม มาตรฐานของเราคือ Newground คือมันต้องใหม่ แน่นอนว่ามีคนเขียนมาขอไปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไปขอทำผ้ามัดย้อม ซึ่งมันไม่ผิดนะ แต่เรามองว่าคุณสามารถขอที่อื่นได้ เราต้องการให้คนที่มีไอเดียในการแก้ไขปัญหา สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น</p>
<p>“เราเริ่มจากคนที่อยากทำอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ อยากจะทำสตูดิโอถ่ายภาพ ทำต่างหูขาย รณรงค์เรื่องต่างๆ คุณก็สามารถส่งไอเดียเข้ามา แต่คุณต้องระดมทุน 1 เท่า เช่น ถ้าระดมมาได้ 1,000 บาท เราสมทบให้อีก 2 เท่า อีก 2,000 บาท แล้วปีหน้าหรือรอบต่อไป เราจะถอนออกเท่าหนึ่ง แล้วก็ชวนองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมทุนแทน ทำให้องค์กรมีเด็กมาสานงานต่อ ส่วนเด็กก็ได้แก้ไขปัญหาของตัวเอง ส่วนเราก็ได้เด็กมาทำฐานข้อมูลต่อ ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/765.jpg" /></p>
<h3><strong>ชอบทำของหายก็กลายเป็นโครงการ</strong></h3>
<p>“9 ทีมที่คัดเข้ามา เราจึงคัดทีมที่มีเป้าหมายร่วมกัน มีบางทีมน่าสนใจมาก ยกตัวอย่างทีมหนึ่ง เป็นนักเรียน ม.3 ปัญหาของเขาคือของหายบ่อยมาก เดี๋ยวดินสอหาย ยางลบหาย เขาขอทุนมา 500 บาท ให้เราสมทบอีก 1,000 บาท รวมเป็น 1,500 บาท เงินก้อนนี้เขาเอาไปทำสวัสดิการของหาย ส่วนหนึ่งเอาไปซื้อของเป็นกองกลาง ตั้งเป็นชมรมของหาย ส่วนคนที่มีสิทธิ์คือสมาชิกในชมรมของหาย คือต้องจ่ายค่าสมาชิกเดือนละ 5-10 บาท แล้วคุณก็สามารถใช้ได้ แล้วเมื่อต่อยอดมันก็จะทำหลายๆ ห้องมากขึ้น อะไรแบบนี้ไม่มีทางเลยที่องค์กรเด็กอื่นๆ จะให้ทุน</p>
<p>“มีทีมหนึ่งที่ขอเงินทุนไปเที่ยว เป็นโรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษ รายละเอียดคือเขาไม่ได้เอาเงินที่ได้จากเราไปเที่ยว แต่เอาไปรวมให้เพื่อนทำกองทุนกันวันละบาท ออมเพื่อไปเที่ยวอีกที สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นความเป็นไปได้มากกว่าข้อจำกัด ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับว่าจะต้องเอาไปทำอะไร ต้องทำเพื่อพิสูจน์ความจนหรือความดี สามารถเอาไปใช้ได้เต็มที่ตามที่กรอบมันจะเป็นไปได้”</p>
<h3><strong>Overdog Project นิตยสารที่ยืนข้างนักเรียน</strong></h3>
<p>“อีกทีมที่น่าสนใจคือ Overdog Project คนทำหลักๆ คือ น้องมี่-พิมพิศา เชี่ยววารีสัจจะ ประเด็นที่เขาทำคือการบูลลี่ (การกลั่นแกล้ง) แต่ทั่วไปทำคือการบูลลี่กันเองระหว่างเด็ก แต่ทีมนี้เขาทำเรื่องการบูลลี่โดยครู น้องมี่ออกจากโรงเรียนเพราะโดนครูบูลลี่ แต่สิ่งที่เขาทำคือ นิตยสารที่เลือกสื่อสารเรื่องราวของเขากลับไปยังโรงเรียนที่เขาออกมา เอาไปแจกเพื่อนๆ ในโรงเรียน</p>
<p>“มันเกิดปรากฏการณ์หลายๆ อย่าง เพราะนิตยสารของเขาก็ไม่ได้มีผลแค่กับเด็กในโรงเรียน แต่มีผลกับเด็กหลายๆ คนนอกโรงเรียนด้วย มีงานเสวนาหนึ่งจัดขึ้นแล้วน้องมี่ก็ได้ไปพูด เราถึงได้พบว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ไม่พอใจสิ่งเหล่านี้ มีประโยคหนึ่งที่น้องมี่พูดในงานเสวนาว่า &#8216;สิ่งที่เยียวยาการเป็นโรคซึมเศร้าจากการถูกบูลลี่ คือการที่ได้พูดเรื่องราวเหล่านี้ออกมา&#8217; มันชัดเจนมากว่า การที่เราสนับสนุนให้เด็กได้แก้ปัญหาด้วยตนเองมันสำคัญขนาดไหน มันชุบชีวิตคนขึ้นมา ทำให้คนลุกขึ้นยืนอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ผู้แพ้ของสังคมอีกต่อไป นิตยสารเขียนคำโปรยได้เท่มาก เขาใช้คำว่า ‘ขอยืนอยู่ข้างนักเรียน ในวันที่โรงเรียนยืนอยู่ข้างครู’”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/two.jpg" /></p>
<h3><strong>ผู้ใหญ่ไม่ได้เข้าใจเด็กขนาดนั้น</strong></h3>
<p>“เวลาคนมองเด็กจะมองเป็นเอเลี่ยน มองเป็นสัตว์ มองเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเข้าใจได้เลย คนอายุ 24 ก็ไม่มีวันที่จะมองคนอายุ 23 แบบที่เข้าใจจริงๆ ได้เลย ผู้ใหญ่มักคิดว่าตนเคยผ่านการเป็นเด็กมาแล้ว ย่อมเข้าใจปัญหาวันนี้ของเด็กได้ ทั้งที่สถานการณ์ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหาที่เด็กเจอไม่เหมือนเดิมแล้ว ปีที่แล้วยังไม่มี BNK48 ไม่มีบอลโลก ปรากฏการณ์ต่างๆ มันสร้างอิมแพ็คต่อวิธีคิดมากๆ หลายปีก่อนบางคนยังภูมิใจกับการรับน้องรุนแรง แต่วันนี้เขากลับไม่สามารถพูดว่าภูมิใจได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้ว เพราะคุณค่ามันเปลี่ยนไป เราคิดว่าการสำรวจวัฒนธรรมเด็ก เยาวชน มุมมองวิธีคิด มันควรจะเป็นรูปแบบใหม่ และควรต้องทำเรื่อยๆ ประเทศไทยไม่มีศูนย์วิจัยหรือกองทุนที่ทำงานลักษณะนี้”</p>
<h3><strong>เราควรมีสิทธิ์แก้ปัญหาของตัวเองด้วยตัวเอง</strong></h3>
<p>“เราว่าคนรุ่นพ่อแม่เราก็มีโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว อาจจะโดนกีดกันจากคนรุ่นก่อนหน้านิดหน่อยหรือมากๆ แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ผู้ใหญ่ควรจะมอบโอกาสนั้นให้เรา ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เลี้ยงเราอย่างอิสระ รักเราอย่างอิสระ แต่อย่างที่บอกว่า เราจะโยนปัญหาไปให้ปัจเจกอย่างพ่อแม่อย่างเดียวก็ไม่ได้</p>
<p>“เราต้องดูโครงสร้างกฎหมาย นโยบายว่ามันยังมีปัญหามาก อายุ 18 ปี จริงๆ แล้วคุณเลือกตั้งได้ เสียภาษีได้ รับการพิจารณาคดีแบบเดียวกับที่ผู้ใหญ่โดนได้ ติดคุกได้ แต่คุณกลับไม่สามารถกำหนดที่อยู่เองได้ คุณจะไปอยู่หอเองก็ทำไม่ได้ตามกฎหมาย พ่อแม่มีสิทธิ์เอาตำรวจมาลากตัวกลับไปได้เลย จะเข้าผับก็ไม่ได้ หรือทำหนังสือเดินทางไปต่างประเทศเองก็ไม่ได้ เพราะเขาถือว่าบรรลุนิติภาวะตอนอายุ 20 มันดูขัดแย้งมากๆ</p>
<p>“ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันมีเด็กอายุ 18 ที่เริ่มทำธุรกิจจำนวนมาก แต่พอต้องทำธุรกรรมทางการเงินกลับต้องใช้ชื่อพ่อแม่ ใช้ชื่อผู้ใหญ่ แล้วถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับเราล่ะ เขาสามารถขัดขวางเราได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คำถามคือเราจะทำยังไง หนึ่ง คือลดศักยภาพลงให้เด็กอายุ 18 ทำได้ตามกรอบของเด็กอายุ 15 หรือสอง จะใช้วิธีแก้กฎหมายให้เด็กอายุ 18 ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ คุณจะเลือกอะไรระหว่างลดอำนาจพวกเขาหรือแก้กฎหมายให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/four.jpg" /></p>
<h3><strong>คำตอบจากความรู้สึกที่ว่า &#8216;โลกนี้ไม่ใช่ที่ของฉันเลย&#8217;</strong></h3>
<p>ทุกอย่างดูอึดอัดไปหมด คับแคบ แสดงความเห็นไม่ได้เลย เราไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้เลย เราควรต้องปรับตัว หรือใช้ชีวิตยังไง ปลายทางของคำถามคือความอยากรู้สำหรับเด็กที่อยู่ไม่เป็น</p>
<p>“เราคิดว่าคำถามมันตอบได้ 2 ทาง ทางแรก คงบอกพ่อแม่หรือครูว่า ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกว่าคุณควบคุมเขาไม่ได้ สื่อสารไม่รู้เรื่อง อย่างแรกที่คุณควรเลิกคิดคือเลิกมองว่าเด็กเป็นเมล็ดพันธ์ุ เด็กไม่ใช่ลูกไม้ที่จะต้องมาหล่นอยู่ใต้ต้นเราเสมอ เขามีชีวิตของเขาเอง มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ เขามีสิทธิ์ที่จะเกลียดเราได้ถ้าเราทำไม่ดี เราต้องยอมรับว่าลูกคือความแตกต่างที่ต้องอยู่ร่วมกัน</p>
<p>“แต่คำตอบที่สองคือ สำหรับเด็กอย่างเราๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอื่นเสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น มีคนอีกจำนวนมากที่รู้สึก แล้วก็ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย มีคนอีกมากที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้อยู่ เคลื่อนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เคลื่อนเพราะอยากเห็นอนาคตที่ไม่ได้เป็นแบบนี้ มีการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มีเด็กที่กำลังเรียกร้องเรื่องโรคซึมเศร้า เรื่องกัญชาถูกกฎหมายอยู่</p>
<p>“ไม่ใช่เราคนเดียวที่กำลังรู้สึกเป็นอื่นจากโลกใบนี้ สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องอยู่และเรียนรู้กันต่อไป อยู่กับความไม่ปกติและไม่ยอมรับมันว่าเป็นความปกติ ไม่ช้าไม่นาน ก็จะมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนความไม่ปกติเหล่านั้นให้มันมีความปกติมากขึ้น แล้วอีกไม่ช้าไม่นาน คนรุ่นเด็กกว่าก็จะมาเปลี่ยนเขาอีกที ให้กลายเป็นความปกติของคนรุ่นต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าเศร้าไปเลย สิ่งที่ทำได้คือ คนรุ่นเราควรรวมตัวกันเข้าไว้ ไม่ต้องรอให้แก่ก่อน ไม่ต้องรอให้รวยก่อน ทำอะไรได้ก็ทำ” ฟิล์มทิ้งท้าย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4442.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-film-newground/">Newground : แก้ปัญหาเด็กไทยด้วยการให้เด็กไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-film-newground/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สวัสดีวันจันทร์’ ไรม์ชีวิตบทใหม่ในโลกฮิปฮอปของกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-golf-f-hero/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-golf-f-hero/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jul 2018 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-golf-f-hero/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้านับย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ‘แรปเปอร์ล้านนา’ คือซิงเกิลเปิดตัวกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ (ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) หนุ่มเจียงฮายร่างใหญ่เป็นที่ประจักษ์ในหมู่สาวกก้านคอคลับ ค่ายเพลงที่ก่อตั้งโดยแรปเปอร์เบอร์ต้นๆ ของประเทศอย่างโจอี้ บอย โลกใบนี้คงมีน้อยสิ่งนักที่เป็นและอยู่อย่างเดิมตลอดกาล อย่างไรการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดขึ้นไม่เร็วก็ช้า เส้นทางของกวีฮิปฮอปคนนี้ก็หนีไม่พ้นกฎธรรมชาติที่เราว่าไว้เช่นกัน วันเวลาและการเติบโตทำให้แรปเปอร์ล้านนาในวัย 36 ตัดสินใจเดินจากบ้านหลังเก่าออกมาทำงานเอง ไร้ซึ่งแรงพยุงจากรุ่นพี่คนสำคัญที่เขาเคารพรัก หัดล้ม และเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยขาตัวเอง พร้อมเปิดตัวในฐานะศิลปินใหม่ค่าย What The Duck บ้านหลังใหม่ที่ ‘ขนาดพอดี’ กับความตั้งใจและความฝันในวันข้างหน้าของเขา สิบวันที่ผ่านมา ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ปล่อยเพลง Alarm (สวัสดีวันจันทร์) เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม Into The New Era อัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝันของแรปเปอร์คนนี้ เรานึกย้อนถึงคำถามที่เราเคยถามกอล์ฟในฐานะโค้ชของรายการเฟ้นหาแรปเปอร์ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันก่อนว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเด็กคนไหนจะได้ไปต่อ กอล์ฟตอบสั้นๆ ว่า ‘ก็ยอดวิวไง’ ใช่ เขาหมายถึงตัวเลขง่ายๆ ที่ทำหน้าที่่พิสูจน์ความรักที่แรปเปอร์หรือเจ้าของผลงานคนหนึ่งพึงจะได้จากแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนพวกเขา ‘สวัสดีวันจันทร์ รีบลุกขึ้นมาจากที่นอน หัวเข่ามีไว้ให้ยืน อย่าเอาไปเช็ดน้ำตาหรืออ้อนวอน’ ‘สวัสดีวันศุกร์ เสียงนาฬิกาปลุก บอกเราเสมอให้ตื่นมาสู้ แล้วให้วันตายเป็นวันหยุด’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-golf-f-hero/">‘สวัสดีวันจันทร์’ ไรม์ชีวิตบทใหม่ในโลกฮิปฮอปของกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้านับย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ‘แรปเปอร์ล้านนา’ คือซิงเกิลเปิดตัวกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ (ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) หนุ่มเจียงฮายร่างใหญ่เป็นที่ประจักษ์ในหมู่สาวกก้านคอคลับ ค่ายเพลงที่ก่อตั้งโดยแรปเปอร์เบอร์ต้นๆ ของประเทศอย่างโจอี้ บอย</p>
<p>โลกใบนี้คงมีน้อยสิ่งนักที่เป็นและอยู่อย่างเดิมตลอดกาล อย่างไรการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดขึ้นไม่เร็วก็ช้า เส้นทางของกวีฮิปฮอปคนนี้ก็หนีไม่พ้นกฎธรรมชาติที่เราว่าไว้เช่นกัน วันเวลาและการเติบโตทำให้แรปเปอร์ล้านนาในวัย 36 ตัดสินใจเดินจากบ้านหลังเก่าออกมาทำงานเอง ไร้ซึ่งแรงพยุงจากรุ่นพี่คนสำคัญที่เขาเคารพรัก หัดล้ม และเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยขาตัวเอง พร้อมเปิดตัวในฐานะศิลปินใหม่ค่าย What The Duck บ้านหลังใหม่ที่ ‘ขนาดพอดี’ กับความตั้งใจและความฝันในวันข้างหน้าของเขา</p>
<p>สิบวันที่ผ่านมา ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ปล่อยเพลง <em>Alarm (สวัสดีวันจันทร์)</em> เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม <em>Into The New Era</em> อัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝันของแรปเปอร์คนนี้</p>
<p>เรานึกย้อนถึงคำถามที่เราเคยถามกอล์ฟในฐานะโค้ชของรายการเฟ้นหาแรปเปอร์ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันก่อนว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเด็กคนไหนจะได้ไปต่อ กอล์ฟตอบสั้นๆ ว่า ‘ก็ยอดวิวไง’ ใช่ เขาหมายถึงตัวเลขง่ายๆ ที่ทำหน้าที่่พิสูจน์ความรักที่แรปเปอร์หรือเจ้าของผลงานคนหนึ่งพึงจะได้จากแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนพวกเขา</p>
<p>‘สวัสดีวันจันทร์ รีบลุกขึ้นมาจากที่นอน หัวเข่ามีไว้ให้ยืน อย่าเอาไปเช็ดน้ำตาหรืออ้อนวอน’</p>
<p>‘สวัสดีวันศุกร์ เสียงนาฬิกาปลุก บอกเราเสมอให้ตื่นมาสู้ แล้วให้วันตายเป็นวันหยุด’</p>
<p>ไรม์ที่ร้องล้อกับคำว่าสวัสดีวันจันทร์ถึงวันศุกร์ของเขา ‘เข้าถึงใจ’ คนทำงานและรักงานอย่างเราๆ เข้าอย่างจัง ตัวเลขยอดวิวที่กำลังจะไต่สู่ล้านที่ 5 ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเขาคือศิลปินฮิปฮอปอีกหนึ่งคนที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และเป็นความรักที่คุณพ่อลูกหนึ่งผู้ตั้งใจทำงาน พึงจะได้เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4066.jpg" /></p>
<p><strong><br />
ทำไมถึงเลือกเพลง <em>Alarms (สวัสดีวันจันทร์)</em> เป็นเพลงเปิดตัวฟักกลิ้ง ฮีโร่ในฐานะศิลปินคนใหม่ค่าย What The Duck</strong></p>
<p>เอาจริงๆ เราทำเพลงเก็บไว้หลายแนวเพลงเลย คนฟังส่วนมากจะรู้จักฟักกลิ้งฮีโร่ว่าเป็นฮิปฮอปเพื่อชีวิตอะไรแบบนั้น เพลงอื่นๆ ในอัลบั้มใหม่มันค่อนข้างฉีกตัวตนของเราออกไป เรายังไม่อยากให้คนตกใจกับเพลงของเรามาก ด้วยความที่เพลง <em>Alarms (สวัสดีวันจันทร์)</em> ยังเป็นตัวตนของเราที่คนคุ้นเคยอยู่เลยเลือกปล่อยเพลงนี้ออกมาก่อน</p>
<p>ก่อนหน้านี้เราเคยได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงค่ายหนึ่งให้ทำเพลงให้อัลบั้มใหม่ของพี่ปู พงษ์สิทธิ์ แต่กลายเป็นว่าเพลงนั้นถูก eject ออกซึ่งตอนนี้เราเองก็ยังไม่รู้เหตุผลของมันจริงๆ จนวันหนึ่งมีโอกาสได้เจอกับพี่ปูที่นครปฐม แกบอกว่าไม่ต้องคิดมากเรื่องเพลง เอาอย่างนี้แล้วกัน น้องไปทำเพลงมา เดี๋ยวพี่ไปร้องให้ พี่ปูตกปากรับคำก่อนเราเริ่มเขียนเพลงนี้อีกครับ เหมือนเป็นเพลงที่เราตั้งใจสร้างเพื่อให้พี่ปูร้องโดยเฉพาะ</p>
<p><strong><br />
ได้ยินมาว่าคุณรู้สึกเซ็งที่ทุกคนจดจำฟักกลิ้ง ฮีโร่ได้แค่เพลง <em>ราตรีสวัสดิ์</em> ทุกวันนี้มันยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม</strong></p>
<p>ใช่ นั่นคือสาเหตุที่อยากทำอัลบั้มที่เป็นของตัวเองตอนอายุ 36 คือเรามารู้สึกตัวเมื่อแก่ว่าเราควรเริ่มทำอะไรที่เป็นของเราเองได้แล้ว เราไม่อยากเป็นแค่แขกรับเชิญอีกแล้วก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้มเต็ม</p>
<p>เราคิดไว้ว่าอัลบั้มนี้จะเป็น ‘ก้าวแรก’ ที่มีความเป็นอัลบั้มทดลองอยู่ อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่พีคมากเพราะมันยังใหม่ อัลบั้มที่สองเราอาจจะว่างเปล่า เราคาดหวังว่าอัลบั้มที่สามจะเป็นอัลบั้มที่ดี และบันไดขั้นที่สูงที่สุดก็น่าจะเป็นอัลบั้มที่สี่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3983.jpg" /></p>
<p><strong><br />
การทดลองที่ว่า คุณเล่าให้ฟังได้ไหมว่าได้ทำอะไรไปบ้าง</strong></p>
<p>เราทดลองพลาดครับ พลาดเยอะมากๆ เราไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มมันยังไง เราคิดว่าเราอยากทำงานกับใครก่อนสมมติเราอยากให้ลิเดียมาร้อง ให้ครูแอ้ม (อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์) มาเขียนเนื้อและ 00:25:40:Facement มาขึ้นบีตและทำโปรดิวซ์ให้ เราก็นัดพวกเขามาเจอกันที่สตูดิโอ วางโปรแกรมไว้ว่า 12 ชั่วโมง เที่ยงวันยันเที่ยงคืนวันนี้จะต้องได้เพลง เราแทบไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นั่งแต่งกันตอนบ่าย ตอนเย็นก็โทรนัดลิเดียให้มาร้องทันทีเลย ถ้าเกิดว่างานในวันนั้นมันเสียหรือพลาดเราก็ปล่อยไปเลยครับ มันเป็นวิธีใหม่ที่เราใช้มา 2-3 ครั้งแล้ว ซึ่งมันเวิร์กนะ</p>
<p>เราเองก็ทำงานกับคนอื่นมาเยอะเหมือนกัน เรารู้สึกว่าอัลบั้มนี้เราอยากเจอคนเยอะๆ และอยากทำงานกับความหลากหลาย และร่วมงานกับโปรดิวเซอร์เก่งๆ เราเพิ่งรู้ว่าDJ Khaled ไม่ใช่คนทำบีตเพลง เขาทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เป็นคนที่อยากฟังเพลง เขาใช้คอนเนกชั่นดึงนักร้อง ดึงคนทำเพลงให้มาเจอกัน สร้างเพลงฮิตและรวมเป็นอัลบั้มของDJ Khaled เรารู้สึกว่าเราเองก็ไม่ได้ทำทุกอย่างเป็น การโปรดิวซ์ที่ใช้เซนส์แบบนี้มันน่าสนุกดี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3970.jpg" /></p>
<p><strong><br />
นึกถึงเพลงก่อนหน้าอย่าง <em>นอน, หลับ, ราตรีสวัสดิ์, นอนได้แล้ว</em> แม้กระทั่งเพลงล่าสุดอย่าง <em>Alarms (สวัสดีวันจันทร์) </em>เป็นความตั้งใจของคุณหรือเปล่าที่อยากสร้างเพลงที่พูดถึงช่วงเวลานอน</strong></p>
<p>ใช่ๆ เราเพิ่งมาคิดเหมือนกันว่าเพลงล่าสุดก็พูดถึงเรื่องหลับๆ นอนๆ เหมือนเดิม (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกันครับ จริงๆ เราไม่ได้ตั้งใจเลยว่าอยากจะทำเพลงที่พูดถึงช่วงเวลาข้ามคืน จริงๆ ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตมันเกิดได้ในทุกนาทีทุกชั่วโมงอยู่แล้ว</p>
<p>สำหรับเพลงนี้มันมีที่มาจากความรู้สึกที่เราเกลียดเสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้า เวลาที่ต้องตื่นไปทำงานหรือตื่นไปเรียนเนี่ย เราเชื่อว่าทุกคนอยากจะนอนต่อกันทั้งนั้น แต่พอมันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำและรับผิดชอบ แต่ละคนก็คงมีคนข้างหลังที่เราต้องแบกไว้ เพราะงั้นทุกคนก็จำเป็นที่จะต้องตื่นตามเสียงนาฬิกาปลุก เราอยากให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ให้กำลังใจคนทำงาน</p>
<p><strong><br />
คนทำงานหลายคนฟังแล้วอินมาก คุณคิดว่าชีวิตแรปเปอร์กับมนุษย์เงินเดือนมีอะไรที่เหมือนกันบ้าง</strong></p>
<p>เราว่ามันมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีต่างกันนะครับ มนุษย์เงินเดือนอาจจะมีความมั่นคงมากกว่าคนที่ทำอาชีพศิลปิน แต่อาชีพศิลปินอาจดีกว่าตรงที่เราไม่ต้องทำงานตาม routine ของคนทั่วไป เราเลือกที่จะเที่ยวตอนบ่ายวันจันทร์ได้ แต่ขณะเดียวกันศิลปินเองก็เลือกที่จะไม่รับงานไม่ได้เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันไหนบ้างที่เราจะไม่มีงาน แล้วช่วงไหนที่มีมันก็จะมาเยอะๆ ติดๆ กันจนไม่มีเวลาพัก ถ้าเราจัดสรรเวลาชีวิตที่ไม่ดีพอโรคกรดไหลย้อน ไมเกรนก็จะถามหา แต่ช่วงไหนที่ว่างก็ว้าง..ว่าง (หัวเราะ)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3997.jpg" /></p>
<p><strong><br />
แล้วแรปเปอร์อย่างคุณบริหารความเสี่ยงนั้นยังไง</strong></p>
<p>เก็บอย่างเดียวเลยครับ เหมือนคำว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก เก็บไว้เอาไปต่อยอดเป็นธุรกิจอื่นๆ ส่วนมากก็จะเป็นแบบนี้กันทุกคน เมื่อก่อนเราแทบไม่เก็บเงินเลยครับ ใช้เงินกันเละเทะมาก พอวันหนึ่งที่เรามีลูกมีครอบครัวแปลว่าเรามีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบแล้ว เราต้องกลับมาดูแลตัวเอง เข้าใจความสำคัญของการบริหารเงินมากขึ้น</p>
<p><strong><br />
เราพูดได้ไหมว่าวงการฮิปฮอปสนุกและแมสมากขึ้นเพราะการเกิดของ <em>RAP IS NOW, SMTM</em> รวมทั้งรายการ <em>THE RAPPER</em></strong></p>
<p>จุดเริ่มต้นก็คงเป็น <em>RAP IS NOW</em> แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดน่าจะเป็น <em>THE RAPPER</em> เพราะเราเห็นแม่หรือลูกเราดู <em>THE RAPPER </em>หลายๆ บ้านก็น่าจะเป็นเช่นกัน เราก็เลยรู้สึกว่าทุกอย่างมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ก็ทุกคนก็อยู่ในช่วงกอบโกย เพลงของพวกเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้พวกเราอยู่ได้ เมื่อเรามีพลังที่จะทำแต่เพลงทั้งวี่ทั้งวัน งานมันก็พัฒนาขึ้นจากเดิมเป็นเรื่องธรรมดา ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฮิปฮอปกำลังดัง มันทำให้เราได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เก่งกว่าเราเยอะมากขึ้น ขณะเดียวกันคนรุ่นเก่าก็มีที่ทางให้กลับมา</p>
<p><strong><br />
จากการเป็นโค้ชในรายการ <em>THE RAPPER</em> รู้สึกยังไงเวลาที่ได้เห็นทั้งคนที่ได้ไปต่อและไม่ได้ไปต่อ</strong></p>
<p>เราว่าสุดท้ายแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าใครจะเป็นผู้ชนะในรายการนี้ แต่มันสำคัญที่ว่า ‘คนรักใคร’ ต่างหาก เมื่อจบรายการทุกคนก็เดินออกไปกินข้าวด้วยกันเหมือนครอบครัวใหญ่ สำหรับเรามันไม่ใช่การแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการช่วยกันต่อยอดสิ่งที่ตัวเองมีเพื่อให้ไปกับมันได้ไกลกว่า อย่างเคนน้อยที่ตกรอบไป เชื่อไหมว่า เรารู้สึกว่าเขาจะได้ไปไกลที่สุด เพราะคนรักเขามากที่สุดเท่าที่เห็นจากยอดวิวและการถูกพูดถึง คือเราดูมันเองเราก็ยังรู้สึกรักมันเพราะมันน่ารักและเป็นตัวของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_40471.jpg" /></p>
<p><strong><br />
มีกระแสหนึ่งใน <em>RAP IS NOW</em> ตอนที่เคนน้อยออกไปแรปแล้วทุกคนหาว่าเขาไม่ใช่แรปเปอร์ แถมยังทำให้วงการฮิปฮอปเป็นเรื่องตลกอีก คุณมีความเห็นกับเรื่องนี้ยังไง</strong></p>
<p>เราคงต้องพูดถึงวัฒนธรรมฮิปฮอปก่อน สิ่งนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราสร้าง เพราะคนที่สร้างก็คืออเมริกา เรารับมาจากพวกเขาอีกที บางคนเขาอาจจะรู้สึกว่าเราจะต้อง respect ของเก่าของเขาไว้ เพราะรากมันไม่ใช่แบบนี้ และคงมีบางคนรู้สึกไม่ชอบรายการ <em>THE RAPPER</em> เราว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้</p>
<p>สำหรับความเห็นเรา เราเบื่อคนที่เดินเข้ามาหาเราแล้วพยายามพูดว่า Yo Yo What’s up แล้วคิดว่าเราจะตอบด้วย Yo Yo What’s up เราเบื่อที่เวลาถูกขอให้แรปสดทุกครั้งที่ออกไปสัมภาษณ์รายการทีวี โอเค เราแรปสดได้แต่ก็อาจจะไม่ได้เก่งมาก แล้วไม่ใช่ว่าแรปเปอร์ทุกคนจะต้องแรปสดเป็น เราเบื่อกับการพยายามอธิบายให้คนเข้าใจว่าฮิปฮอปมันต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้</p>
<p>แต่ในขณะเดียวกันรายการ <em>THE RAPPER </em>มันทำให้ทุกคนเห็นฮิปฮอปในมุมที่ต่างออกไปจากเดิม ฮิปฮอปที่ไม่ดาร์ก ไม่เสพยาก็มี ฮิปฮอปที่บอกรักพ่อแม่ก็มี จริงๆ พวกเราเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบเพลงฮิปฮอป ชอบการแรปแล้วเราก็แรปเป็น เมื่อฮิปฮอปแมสขึ้นมีข้อดีตรงที่มันมีพื้นที่ให้เราแสดงให้คนเห็นว่า ไม่ว่าเราจะรับอะไรมา สุดท้ายแล้วรากเราก็คือคนไทย รากเราก็คือคนที่ตลกสามช่า เวลาที่คนในวงการฮิปฮอปเดินเข้ามาหากันมันก็เล่นมุกตึ่งโป๊ะเหมือนกัน คือไม่ว่าพวกเราจะแต่งตัวเป็นอะไร อยู่บนเวทีเราจะแสดงแบบไหน พอลงเวทีมาเราก็เป็นคนธรรมดาๆ กลับบ้านไปกินน้ำพริกแค่นั้นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4052.jpg" /></p>
<p><strong><br />
หากมองการ respect เป็นตัวบุคคล ส่วนตัวคุณ respect แรปเปอร์แบบไหน</strong></p>
<p>คำว่า respect ของเราไม่เกี่ยวกับรุ่นใหญ่รุ่นเล็กเลยครับ ตอนนี้เรา respect FIIXD เขาคือแรปเปอร์ใต้ดินที่ขยันมาก FIIXD เป็นคนทำงานเยอะ ทำงานไว แทบจะทำงานตลอดเวลาและมีความรับผิดชอบมากๆ แม้ว่ามันจะปาร์ตี้หนักแค่ไหน ตื่นเช้ามามันก็ไปทำงาน ไม่เคยทำให้งานเสีย เรา respect คนแบบนี้ MIYARAP ก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เก่ง Liberate P ก็เป็นแรปเปอร์ใต้ดินอีกคนที่เรา respect ความกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดนี้ตรงๆ และยืนหยัดสู้มากๆ ยืดหยัดแบบที่ไม่สนอะไรทั้งนั้น ด่าก็คือด่า ทำเพลงแรปเกี่ยวกับรัฐประหาร เพราะเขาลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าที่จะทำ เรารู้สึกว่าวงการฮิปฮอปมันจะต้องมีคนแบบนี้</p>
<p>ความเป็นฮิปฮอปสำหรับเรามันคือกระจก เอาไปตั้งตรงไหนมันก็สะท้อนที่ตรงตรงนั้น เราไม่ได้บอกว่ามันจะ ต้องพูดแต่เรื่องสังคมหรือการเมืองตลอด ฮิปฮอปมันจะพูดถึงอะไรก็ได้แต่ว่ามันต้องอยู่บนความตรงไปตรงมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4001.jpg" /></p>
<p><strong><br />
บางคนแรปเพื่อตัวเอง เพื่อสังคม แล้วฟักกลิ้ง ฮีโร่ แรปไปเพื่ออะไร</strong></p>
<p>ตอนนี้เราแรปเพื่อทำมาหากิน (หัวเราะ)</p>
<p><strong><br />
แต่หลายปีก่อนคุณเคยบอกว่า คุณอยากแรปเพื่อเปลี่ยนโลกไม่ใช่เหรอ</strong></p>
<p>(หัวเราะ) มันเป็นอุดมคติ จริงๆ เราแรปเพราะอยากฟังแรปก็เลยไม่อยากจำกัดมันว่ามันจะต้องเปลี่ยนอะไร เราทำไม่ได้หรอก เรายอมแล้ว เราเปลี่ยนเป้าหมายทุกปี สมัยก่อนเราคิดว่ามันมีเรื่องให้เราต่อสู้เยอะ พอเราโตขึ้นเราได้เห็นอะไรที่มันแปลกออกไปในทุกๆ วัน จนวันหนึ่งเรากลับรู้สึกว่า อีกหน่อยตัวตนเราอาจจะเปลี่ยนไปมากกว่านี้ก็ได้ เราเลยไม่อยากยึดติดว่าเราจะต้องเป็นอะไร</p>
<p><strong><br />
กลับมาวงการฮิปฮอปอีกสักหน่อย พอมันแมสขึ้นเสียงส่วนมากบอกว่ามันดี ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สำหรับคุณแล้วมันมีอะไรที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างไหม</strong></p>
<p>ช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงกอบโกยก็จริง เราคิดว่าการที่มันแมสมันอาจจะอยู่ได้ไม่นาน มันถึงต้องมีการพยายามสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมฮิปฮอป แต่สุดท้ายเราว่าเดี๋ยวมันก็ต้องไปเพราะมันเป็นกระแส เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำให้ดีที่สุดก็คือการเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเป็น ตัวอย่างเช่น เคนน้อย เรารู้สึกว่ามันเรียล เขาไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นแนวอะไร ปู่จ๋านก็เช่นกัน พวกเขาคือคนที่แรปเป็น และเชื่อว่าการได้ทำเพลงที่ตัวเองอยากทำมันโคตรมีความสุขเลย</p>
<p>หรืออย่างโต้ง TWOPEE เราว่าคนนี้อยู่ได้ยาวๆ เพราะเขาเรียลและเก่งจริง ไม่ว่ากระแสอะไรจะเข้ามาหรือออกไป อย่างช่วงก่อนที่มี EDM เข้ามา TWOPEE แทบจะไม่เปลี่ยนไปแตะ EDM ถ้าสังเกตเพลงของ Southside จริงๆ Southside ก็ยังเป็น Southside อยู่ถึงทุกวันนี้ ‘ของจริง’ มันต้องเป็นอย่างที่มันเป็นและไม่ต้องพยายามจะเป็นอะไร หลังจากรายการนี้จบ มันอาจจะเหลือคนที่อยู่ในนี้ได้ไม่กี่คน ธรรมชาติจะคัดสรรตัวมันเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_40131.jpg" /></p>
<p><strong><br />
พูดถึงฮิปฮอปที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นฮิปฮอปจากฝั่งเกาหลี คิดยังไงกับแกระแสที่ฉุดไม่อยู่ของที่นู่น</strong></p>
<p>เกาหลีคือเมืองหลวงฮิปฮอปของเอเชีย ขณะนี้น่าจะเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของโลกเลยมั้ง รายการ SMTM ของเกาหลีมีคนต่อคิวออดิชั่นเป็นหมื่น ประชากรแรปเปอร์เขาเยอะมาก แถมยังเต้นบีบอยเก่งที่สุดในโลก แม้กระทั่งเจ้าของวัฒนธรรมยังยอมในความเก่งของพวกเขา เหตุผลที่เขาทำได้ดี ไม่ใช่แค่วงการฮิปฮอป แต่เป็นวงการบันเทิงทั้งหมด การที่รัฐบาลของเขาสนับสนุนทุกอย่างในอุตสาหกรรมนี้มันส่งผลกันหมด ที่สำคัญระบบรุ่นพี่รุ่นน้องแรง เขาก็ส่งต่อวัฒนธรรมให้กันเป็นเรื่องเป็นราว เด็กรุ่นหลังๆ เลยเก่งกันมาก</p>
<p>ที่เกาหลีเพิ่งจะรับฮิปฮอปมาไม่กี่ปีเอง แต่โตเร็วมาก โปรดิวเซอร์เขาเก่ง แรปเปอร์เขาเก่ง ทุกคนขยัน เราชอบฟังฮิปฮอปเกาหลีมาก เช่น Dynamic Duo เราฟัง YG ตั้งแต่ G-DRAGON เป็นเด็กๆ บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปเขาก็เก่งทุกคน มีเปิดหลักสูตรสอนแรปกันจริงจังเลย จริงๆ เราอยากให้สิ่งนี้เกิดในบ้านเราเหมือนกันนะ อยากให้มี academy ที่ปั้นแรปเปอร์ไทยส่งออกบ้าง แต้เราว่าอย่างแรก เราต้องเป็นอย่างที่เราเป็นก่อน ซาวด์เกาหลีมันชัดเจน ไม่ว่าเขาจะเอาอะไรมาทำมันก็ยังฟังเป็นเพลงแบบเกาหลี แล้วเราดันไปรับเกาหลีมาอีกทอด ถ้าเรายังเดินตามเขาอยู่เราก็แซงเขาไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4023.jpg" /></p>
<p>มันจะมียุคกามิกาเซ่ มีบางเพลงที่เรารู้สึกว่านี่แหละคือเพลงไทยป๊อบอย่างเพลง <em>เหงาปาก</em> ของ K-OTIC มันไทยทั้งๆ ที่ไม่มีดนตรีไทยในนั้นเลย พอเราไปนั่งแกะจริงๆ ถึงได้รู้ว่าพี่เอฟู อาจารย์ของ Urboy TJ (โปรดิวเซอร์หลักของค่ายกามิกาเซ่) แกโคตรเก่งเลย หรือบางเพลงของหวายเอามาร้องเป็นลูกทุ่งยังได้เลย เราเลยรู้สึกว่าการจะทำเพลงไทยให้ป๊อบทัดเทียมเขามันต้องใช้วิธีคิดนี้ ต้องล้มเลิกวิธีคิดที่ว่าต้องเอาตะโพนมาใส่อยู่ในเพลงแดนซ์ (หัวเราะ)</p>
<p>จริงๆ เรารู้ว่าของในบ้านเราดีมาก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นเพื่อนแรปเปอร์เราเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นเรื่อยๆ โคตรเสียดายเลย ที่เมืองนอกแรปเปอร์ยิงกันตาย แต่ที่ไทยกระสุนแห่งความจริงยิงแรปเปอร์ที่นี่ตาย ถ้าก่อนหน้านี้เรามีคอนเสิร์ตให้เขาเล่นและทำเป็นอาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ เราอาจจะไม่ต้องเสียแรปเปอร์เก่งๆ ไป เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่ากระแสที่มีอยู่ตอนนี้ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยหยุดสงครามนี้ได้</p>
<p><strong><br />
เบื่อไหม เวลาเจอคำถามว่า ‘ไทยฮิปฮอปคืออะไร’</strong></p>
<p>ไม่เบื่อนะ แต่ถ้าจะให้เราตอบ เราจะให้คุณไปลองฟังเพลงของ 4 คนนี้คือ MIYARAP, P9d, UMA และอีกคนที่เราชอบมากสุดๆ คือ ILLSLICK เขาเป็นคนที่ทำให้เพลงแรปไทยมีการร้องเกิดขึ้น ถ้าลองสังเกตดีๆ ศิลปินรุ่นใหม่ๆ อย่าง The TOYS, YOUNGOHM จะมีกลิ่นของการแรปและร้องแบบ ILLSLICK อยู่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4031.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-golf-f-hero/">‘สวัสดีวันจันทร์’ ไรม์ชีวิตบทใหม่ในโลกฮิปฮอปของกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-golf-f-hero/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิ่งที่สลัดความกลัวออกจากใจของนักวิ่งผู้ดวงตาพิการ ต้อม-พีรพล มหาภาพ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-change-tom-peerapol/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-change-tom-peerapol/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันตพร สวนศิลป์พงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Jul 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่งด้วยกัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-change-tom-peerapol/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้ หากวันหนึ่งมีเหตุให้กลายเป็นผู้พิการ เราอยากขอให้ความมืดมิดที่มากลืนดวงตาเป็นสิ่งสุดท้าย เพราะเพียงจินตนาการ โลกก็ตกอยู่ในความกลัว แต่เมื่อพบ ต้อม-พีรพล มหาภาพ นักวิ่งผู้พิการทางสายตา เรากลับพบความกล้าที่ฉายชัดในตัวเขา ทั้งความกล้าที่จะวิ่งฟูลมาราธอนในชุดแฟนซี ความกล้าที่จะวิ่งเทรล หรือการเต็มที่กับชีวิตในแบบที่คนทั่วไปอย่างเรายังมุดหัวอยู่ในเซฟโซน สิ่งที่เข้าปะทะเขาคือโลกมืด เล่นงานชายหนุ่มจนแพ้ราบคาบ แต่เมื่อเขากล้าก้าวเท้าออกมาสู่โลกอีกใบได้สำเร็จ มันกลับเป็นโลกสดใสที่สว่างกว่าที่เคยเป็น ความกลัวที่เคยมีวิ่งหนีหายไปไกล วันที่เราคุยกัน ความมืดในดวงตาไม่ได้บดบังรอยยิ้มของเขาและ อุ้ย-ณภาภัช ยินประโคน ไกด์รันเนอร์ส่วนตัวและคนรู้ใจเลยแม้แต่น้อย ความลับคืออะไร นี่คือคำบอกเล่าจากต้อม ความมืดเข้าครอบครอง “ผมเริ่มมองไม่เห็นตั้งแต่ปลายปี 2555” ต้อมเริ่มเรื่องราว “ผมเสียตาซ้ายตั้งแต่เกิดเพราะเกิดก่อนกำหนด อีกข้างก็ไม่สมบูรณ์ ตอนนั้นตัวเขียว ต้องให้ออกซิเจน หมอบอกว่าไม่น่ารอด แต่มันก็รอดมาเป็นปาฏิหาริย์” เขาใช้ชีวิตเรื่อยมาจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจึงมีอาการต้อกระจก รักษาเสร็จสิ้นไม่ทันไรอาการต้อหินก็เข้ามาแทรก และราวกับปาฏิหาริย์ได้หมดลง เขาเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลันซึ่งในหนึ่งหมื่นคนจะเจอสักราย โลกที่เคยมองกลายร่างเป็นห้องที่มีควันหนาทึบตลอดเวลา “ทุกอย่างมันไปหมดเลยนะเวลาใจคนเรามันหมด เรามองมุมลบหมดเลย เราเป็นภาระของทุกคน ต้องมีคนคอยมาดูเรา ป้อนข้าวเรา กินข้าวไปก็ร้องไห้ ตอนนั้นอยู่แต่ในห้อง เครียด เหมือนอยู่รอเวลา ถ้าเราไม่อยู่สักคนจะเป็นยังไง ตอนนั้นเกือบแขวนคอตัวเองแล้ว เรื่องจะได้จบ” เหตุการณ์ถัดมาคล้ายภาพที่ดวงตาเขามองเห็น ห้องที่มีหมอกควันนั้นไม่ได้มืดสนิทเสียทีเดียว วินาทีนั้นเขาเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-change-tom-peerapol/">การวิ่งที่สลัดความกลัวออกจากใจของนักวิ่งผู้ดวงตาพิการ ต้อม-พีรพล มหาภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้ หากวันหนึ่งมีเหตุให้กลายเป็นผู้พิการ เราอยากขอให้ความมืดมิดที่มากลืนดวงตาเป็นสิ่งสุดท้าย เพราะเพียงจินตนาการ โลกก็ตกอยู่ในความกลัว</p>
<p>แต่เมื่อพบ <strong>ต้อม-พีรพล มหาภาพ</strong> นักวิ่งผู้พิการทางสายตา เรากลับพบความกล้าที่ฉายชัดในตัวเขา ทั้งความกล้าที่จะวิ่งฟูลมาราธอนในชุดแฟนซี ความกล้าที่จะวิ่งเทรล หรือการเต็มที่กับชีวิตในแบบที่คนทั่วไปอย่างเรายังมุดหัวอยู่ในเซฟโซน</p>
<p>สิ่งที่เข้าปะทะเขาคือโลกมืด เล่นงานชายหนุ่มจนแพ้ราบคาบ แต่เมื่อเขากล้าก้าวเท้าออกมาสู่โลกอีกใบได้สำเร็จ มันกลับเป็นโลกสดใสที่สว่างกว่าที่เคยเป็น ความกลัวที่เคยมีวิ่งหนีหายไปไกล</p>
<p>วันที่เราคุยกัน ความมืดในดวงตาไม่ได้บดบังรอยยิ้มของเขาและ <strong>อุ้ย-ณภาภัช ยินประโคน</strong> ไกด์รันเนอร์ส่วนตัวและคนรู้ใจเลยแม้แต่น้อย ความลับคืออะไร นี่คือคำบอกเล่าจากต้อม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3525.jpg" /></p>
<h3>ความมืดเข้าครอบครอง</h3>
<p>“ผมเริ่มมองไม่เห็นตั้งแต่ปลายปี 2555” ต้อมเริ่มเรื่องราว “ผมเสียตาซ้ายตั้งแต่เกิดเพราะเกิดก่อนกำหนด อีกข้างก็ไม่สมบูรณ์ ตอนนั้นตัวเขียว ต้องให้ออกซิเจน หมอบอกว่าไม่น่ารอด แต่มันก็รอดมาเป็นปาฏิหาริย์”</p>
<p>เขาใช้ชีวิตเรื่อยมาจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจึงมีอาการต้อกระจก รักษาเสร็จสิ้นไม่ทันไรอาการต้อหินก็เข้ามาแทรก และราวกับปาฏิหาริย์ได้หมดลง เขาเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลันซึ่งในหนึ่งหมื่นคนจะเจอสักราย โลกที่เคยมองกลายร่างเป็นห้องที่มีควันหนาทึบตลอดเวลา</p>
<p>“ทุกอย่างมันไปหมดเลยนะเวลาใจคนเรามันหมด เรามองมุมลบหมดเลย เราเป็นภาระของทุกคน ต้องมีคนคอยมาดูเรา ป้อนข้าวเรา กินข้าวไปก็ร้องไห้ ตอนนั้นอยู่แต่ในห้อง เครียด เหมือนอยู่รอเวลา ถ้าเราไม่อยู่สักคนจะเป็นยังไง ตอนนั้นเกือบแขวนคอตัวเองแล้ว เรื่องจะได้จบ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3460.jpg" /></p>
<p>เหตุการณ์ถัดมาคล้ายภาพที่ดวงตาเขามองเห็น ห้องที่มีหมอกควันนั้นไม่ได้มืดสนิทเสียทีเดียว วินาทีนั้นเขาเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ ทำให้ต้อมได้ฟังเรื่องราวของ Nick Vujicic ชายนักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่ปราศจากแขนขา โชคดีที่เสียงนั้นทำให้เขาตัดสินใจไม่หยุดลมหายใจตัวเอง</p>
<p>“เราหยุดแล้วกลับมาดูว่าเราเหลืออะไรบ้าง เปลี่ยนความคิดใหม่ว่าเราทำอะไรได้ ตอนแรกเดินในบ้านยังชนเสา เจ็บมากจนน้ำตาเล็ด เราก็เริ่มเปลี่ยนจากสิ่งนี้ เริ่มออกจากบ้าน เดินไปบ้านข้างๆ เริ่มรู้ว่าเดินไปสามสี่ก้าวจะเจอถังขยะนะ ตอนนั้นก็เริ่มมีความกล้าขึ้นมาและอยากออกไปวิ่ง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_34941.jpg" /></p>
<h3>ปัดเป่าเมฆหมอก</h3>
<p>ต้อมเริ่มเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตแบบใหม่ เช่น หัดรีดผ้า ใช้ไม้เท้า เรียนคอมพิวเตอร์จนใช้เฟซบุ๊กได้ ทำให้เขาได้รู้จักกับกลุ่ม ‘วิ่งด้วยกัน’ กรุ๊ปที่พาคนตาบอดกับคนตาดีมาวิ่งเป็นเพื่อนกัน จากเคยอยู่บ้านแล้วไม่รู้จะออกกำลังกายอย่างไร กลุ่มนี้ทำให้ ‘ใจ’ ของต้อมกลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง ปลายปี 2558 เขาดั้นด้นขึ้นรถเมล์ไปสวนลุมพินีเพื่อไปวิ่ง</p>
<p>“ก่อนสายตาจะเสีย ผมชอบฟุตบอลมาก ตอนเด็กก็ชอบวิ่ง พอมาเจอกลุ่มวิ่งด้วยกัน เราเลยได้มีก้าวแรก แต่ก้าวแรกก็ยาก ไม่รู้ว่าจะวิ่งยังไงเพราะเราเพิ่งมาเป็นคนพิการ ใจนึงก็ดีใจ แต่อีกใจก็ประมาณว่าผ่านไปร้อยเมตร ทำไมมันไกลจังวะ วิ่งก็ไม่เป็น กลัวว่าข้างหน้าจะชนใครไหม แต่สักพักพี่คนที่วิ่งด้วยเริ่มอธิบายว่าเดี๋ยวเราจะผ่านตรงนี้นะ ตรงนี้ทางตรง วิ่งได้สบาย เราเริ่มมั่นใจ ค่อยๆ ปรับตัวเอง อีกอย่างคือวันนั้นผมไม่มีรองเท้าวิ่ง เลยใส่รองเท้าทำงานมาวิ่ง กลับไปนี่ปวดขา เดินแทบไม่ได้ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่เข็ด”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_34741.jpg" /></p>
<p>การวิ่งได้ 300 เมตรในวันนั้นอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สำหรับเขา</p>
<p>“พอถึงจุดนึงที่เสียใจที่สุดแล้วเราเรียนรู้กับมันได้ เราจะผ่านไปได้หมดเลย เรามี 32 หายไป 1 ก็ยังเหลืออยู่ 31 ชีวิตเราอาจจะเป็นชีวิตในฝันของใครหลายคนก็ได้ เราค่อยๆ ทำเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัวก่อน”</p>
<p>ทำเรื่องเล็กๆ ค่อยๆ ทำ เขาย้ำคำนี้บ่อย</p>
<p>“เราต้องกล้าเปลี่ยนตัวเองด้วย ถ้าใจเราอยาก เราต้องกล้าออกมาเผชิญกับมัน ตอนตาดีผมกลัวการข้ามถนนมากเลยเพราะเคยเห็นคนโดนรถชน แต่พอลองข้ามได้ครึ่งนึง มันก็ไม่น่ากลัวอย่างที่เรากลัวไปก่อน มันเหมือนว่าถ้าเราเดินเข้าไปหา ความกลัวจะเล็กลง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_35612.jpg" /></p>
<h3>ฟ้าหลังฝน</h3>
<p>การวิ่งของต้อมไม่ได้จบลงตรงนั้น เขาสนุกสนานกับการได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน และไม่ใช่แค่นั้น เขาชักชวนผู้พิการคนอื่นออกมาวิ่งด้วย ทั้งกลุ่มคนตาบอด หูหนวก หรือใช้วีลแชร์ บางคนในนั้นกำลังจะไปไกลถึงมาราธอนแล้ว</p>
<p>ชายหนุ่มเล่าขำๆ ว่าช่วงแรกๆ ใจฮึดสู้กับการวิ่งมากถึงขนาดมานอนรอที่ป้ายรถเมล์ไปงานวิ่งเพราะบ้านไกล แถมพอลงแข่งวิ่งก็ได้ถ้วยเพราะไม่มีคู่แข่ง แต่หลังจากนั้น อุปสรรคที่เขาเจอก็ไม่ต่างจากนักวิ่งทุกคนบนโลก นั่นคือความเหนื่อย ความท้อ</p>
<p>“เราไม่รู้ว่าการวิ่งมันมีเทคนิค มีท่าที่ถูกต้องที่ช่วยเซฟพลังงาน เมื่อก่อนเราก็แค่วิ่งเร็วๆ แต่ทั้งวิ่งเร็วและวิ่งช้ามันมีเทคนิคในตัวเอง มีอะไรให้เรียนรู้ มีครั้งหนึ่งเราบาดเจ็บที่หัวเข่าเพราะไปวิ่งโดยไม่ได้เตรียมตัว ทำให้เกือบเลิกวิ่ง แต่ใจมันยังอยาก ตอนหลังก็สร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้นจนมันไม่เจ็บแล้ว ถ้าเราพยายามทำ เรียนรู้สาเหตุ แล้วค่อยๆ กลับมาลองใหม่ มันจะดีกว่าเดิมจริงๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_35491.jpg" /></p>
<p>ครั้งหนึ่งเขากับอุ้ยไปปั่นจักรยานขึ้นเชียงดาว เมื่อต้องเผชิญกับทางที่ต้องปั่นขึ้นอย่างเดียวไม่มีจุดแวะพักเป็นระยะกว่า 6 กิโลเมตร ในขณะที่อุ้ยหมดกำลังใจกับทางชัน ดวงตาที่มองไม่เห็นกลับทำให้เขาไม่ท้อง่ายๆ คอยเป็นคนส่งแรงให้ฝ่ายหญิงที่ปั่นอยู่ด้วยกัน</p>
<p>“ผมบอกอุ้ยอย่าไปมองให้ท้อ ให้มองใกล้ๆ นับ 1-10 หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ จนมันผ่านได้ ทุกอย่างเราใช้ใจอย่างเดียวเลย ถ้าใจมันไม่ยอมแล้ว มันจะค่อยๆ ไปได้ถ้าเราไม่ถอดใจเสียก่อน”</p>
<p>ทุกวันนี้เวลาวิ่งเขามองไม่เห็นป้ายกิโลเมตร ชายหนุ่มบอกว่าเป็นข้อดีที่ไม่ต้องมานั่งเครียด แค่วิ่งไปเรื่อยๆ และใช้ความรู้สึก คอยฟังเสียง ถ้ารู้ว่ามีคนกำลังเหนื่อยอยู่ใกล้ๆ เขาจะพูดให้กำลังใจ ปัจจุบันต้อมวิ่งได้ระยะไกลที่สุดคือฮาล์ฟมาราธอนหรือ 21 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ใช้เวลาต่ำกว่า 3 ชั่วโมง</p>
<p>แม้หลังจากนั้นเราจะพยายามถามถึงอุปสรรคการวิ่งอื่นๆ อันเกิดจากการมองไม่เห็น แต่เชื่อไหมว่าทุกเรื่องที่เขาเล่าต่อๆ มา ไม่มีอะไรเข้าข่ายอีกเลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3598.jpg" /></p>
<h3>สายรุ้งพาดผ่าน</h3>
<p>ตอนนี้ต้อมและอุ้ยมีแผนจะวิ่งมาราธอนในชุดแฟนซี เปิดประสบการณ์วิ่งเทรลและไตรกีฬา</p>
<p>ชายหนุ่มตอบเต็มปากเต็มคำว่าอยากทำอะไรที่ไม่มีคนทำ ตอนนี้เขาหลงรักความท้าทายและความเร็ว ชีวิตช่วงนี้มีอะไรใหม่ๆ เข้ามามากมาย ผิดกับตอนที่ยังมองเห็น หนึ่งในกิจกรรมใหม่คืองานอาสา เขาทำสมุดทำมือขายรวบรวมเงินไปมอบให้ครูดินทำประโยชน์ ร่วมสร้างห้องน้ำให้ผู้สูงอายุ ทำวีลแชร์ให้สุนัข ไปทาสีโรงพยาบาลมะเร็ง ต้อมบอกง่ายๆ ว่าทำไปเพราะอยากให้โลกนี้มีรอยยิ้มมากขึ้น</p>
<p>และทั้งหมดนี้เกิดจากการวิ่งที่ให้ ‘ก้าวแรก’ กับเขา</p>
<p>“การวิ่งเติมสิ่งที่เราขาด ตอนแรกแค่หยิบรองเท้ามันก็ยากแล้ว แต่พอเรากล้าหยิบ มันจะเปลี่ยนเลย เราเปลี่ยนไปเยอะ มีคนรู้จักเยอะขึ้น มีอะไรทำ ไม่ฟุ้งซ่าน ลืมความทุกข์ไปหมดเลย มันให้แง่คิดกับชีวิต พอเจอคนที่ไม่เคยออกจากบ้าน ผมจะบอกว่า ให้ลองมองเหมือนมีลำธารอยู่หน้าเรา เราจะเดินลุยไป อ้อมไป นั่งรถไป หรือเอาท่อนไม้เป็นสะพาน มันก็ไปถึงจุดนั้นได้เหมือนกัน ขอแค่เราตั้งจุดหมายไว้ก่อน การไปวิ่งแต่ละที่มันเหมือนการชนะตัวเองว่าเราได้ไปถึงจุดนี้แล้วนะ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3527.jpg" /></p>
<p>ยังเหลือความกลัวอะไรในชีวิตอยู่ไหม เราเอ่ยถาม</p>
<p>“ไม่ค่อยเหลือแล้วนะ” เขาตอบ “พอมีความกลัวหรือความทุกข์เข้ามา เราเรียนรู้มัน หายใจเข้าแล้วปล่อยทิ้ง บอกตัวเองว่าเอาใหม่ ถึงจะยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจ แต่มันจะมีอย่างนึงที่ทำแล้วได้คะแนนที่ตั้งใจไว้เกินครึ่ง เราก็เอาวะ มันได้ขนาดนี้ก็ดี ให้กำลังใจตัวเอง หลังจากมองไม่เห็น เราได้เรียนรู้หลายอย่าง ได้มองโลกในมุมที่ไม่เคยมองเห็น เจอเรื่องขำๆ ที่ถ้าตาดีคงไม่เจอ นอกจากนี้เราก็ใจเย็นลง เห็นใจคนอื่นมากขึ้น ชีวิตมีค่าขึ้น”</p>
<p>คุณเป็นคนเข้มแข็งมาก นี่คือประโยคสุดท้ายที่เราอยากบอกเขา ต้อมฟังแล้วแย้มยิ้มเช่นเคย</p>
<p>“คนเข้มแข็งก็เคยผ่านความอ่อนแอมากๆ มาก่อนนะ” เขาอมยิ้มใต้แว่นกันแดด “ประสบการณ์จะสอนให้เราเรียนรู้ เมื่อก่อนเราเสียใจได้ทุกเรื่องเลย แต่ตอนนี้เรามองว่า ความเสียใจมันก็แค่นี้เอง แค่เราอึดอีกนิดเดียว เราจะผ่านได้ ชีวิตคนเราก็เท่านี้แหละ ไม่ว่าเรื่องร้ายอะไรเข้ามา เราจะปรับได้ เสียใจแค่ไหนก็จะไม่คิดไปถึงการฆ่าตัวตายแล้ว มันแข็งแกร่งขึ้นแล้ว</p>
<p>“ชีวิตเหมือนน้ำทะเล มีขึ้นมีลง เดี๋ยวมันก็วนกลับมา เราแค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ถ้าใจคุณไป จุดหมายก็อยู่ข้างหน้าแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3596.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-change-tom-peerapol/">การวิ่งที่สลัดความกลัวออกจากใจของนักวิ่งผู้ดวงตาพิการ ต้อม-พีรพล มหาภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-change-tom-peerapol/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิชาตัวเบา : เอ็มวี 360 องศาของบอดี้สแลมที่ทำให้คนไทยบินได้ (ในที่สุด)</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-bodyslam-mv-yossiri/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-bodyslam-mv-yossiri/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Jul 2018 03:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Music Video]]></category>
		<category><![CDATA[bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน บอดี้สแลม]]></category>
		<category><![CDATA[บอดี้สแลม]]></category>
		<category><![CDATA[VR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-bodyslam-mv-yossiri/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมอยากเห็นคนไทยบินได้” คือคำพูดของ ตูน บอดี้สแลม ก่อนเข้าเพลง หวั่นไหว บนเวที HOTWAVE LIVE : BODYSLAM MAXIMUM LIVE ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2547 วันนั้นตูนคงไม่รู้ว่าประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้จะกลายเป็นภาพจำของตัวเขาไปตลอดสิบกว่าปีข้างหน้า ผ่านมา 14 ปี บอดี้สแลมผ่านเวทีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งคำพูดบนคอนเสิร์ตฮอตเวฟครั้งนั้นกลับกลายเป็นจริงได้ด้วยพลังของเอ็มวีตัวหนึ่ง วิชาตัวเบา ซิงเกิลที่สองจากอัลบั้มชื่อเดียวกันคือเอ็มวีที่ว่า ครั้งนี้ พวกเขาทดลองเล่นกับเทคนิค VR ที่ทำให้คนดูหันมองรอบเอ็มวีได้ครบ 360 องศา จากฉากในห้องมืดมิด สู่ทุ่งโล่ง กว้าง และทะยานขึ้นบนฟ้าฝ่าฝูงวาฬและแมงกะพรุนไปกระโดดในคอนเสิร์ตบอดี้สแลมบนชั้นอวกาศ ท่ามกลางหมู่ดาวและแสงสีระยิบระยับ ความแปลกใหม่ตรงหน้าทำให้เราสนใจจนขอไปนั่งคุยกับ ต้น-ยศศิริ ใบศรี หรือ ‘หัวกลม’ ผู้กำกับผู้อยู่เบื้องหลังเอ็มวี วิชาตัวเบา ถึงวิธีคิดตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวันที่คนไทยบินได้อย่างวันนี้ &#160; ไอเดียแบบพี่ตูน เพราะผลงานก่อนๆ ที่ต้นขยันหาเทคนิคใหม่ๆ มาเล่นอยู่เสมอ อย่างเทคนิคการพรินต์วิดีโอเฟรมต่อเฟรมออกมาละลายน้ำแล้วทำเป็นสต็อปโมชั่นในเอ็มวี Hailstorms ของ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ ทำเอาเรานึกไปว่าไอเดียการใช้เทคโนโลยี VR มีที่มาจากเขา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-bodyslam-mv-yossiri/">วิชาตัวเบา : เอ็มวี 360 องศาของบอดี้สแลมที่ทำให้คนไทยบินได้ (ในที่สุด)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“ผมอยากเห็นคนไทยบินได้”</strong></p>
<p>คือคำพูดของ <strong>ตูน บอดี้สแลม </strong>ก่อนเข้าเพลง <em>หวั่นไหว</em> บนเวที HOTWAVE LIVE : BODYSLAM MAXIMUM LIVE ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2547</p>
<p>วันนั้นตูนคงไม่รู้ว่าประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้จะกลายเป็นภาพจำของตัวเขาไปตลอดสิบกว่าปีข้างหน้า</p>
<p>ผ่านมา 14 ปี บอดี้สแลมผ่านเวทีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งคำพูดบนคอนเสิร์ตฮอตเวฟครั้งนั้นกลับกลายเป็นจริงได้ด้วยพลังของเอ็มวีตัวหนึ่ง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/from_genie000032.jpg" /></p>
<p><em>วิชาตัวเบา</em> ซิงเกิลที่สองจากอัลบั้มชื่อเดียวกันคือเอ็มวีที่ว่า ครั้งนี้ พวกเขาทดลองเล่นกับเทคนิค VR ที่ทำให้คนดูหันมองรอบเอ็มวีได้ครบ 360 องศา จากฉากในห้องมืดมิด สู่ทุ่งโล่ง กว้าง และทะยานขึ้นบนฟ้าฝ่าฝูงวาฬและแมงกะพรุนไปกระโดดในคอนเสิร์ตบอดี้สแลมบนชั้นอวกาศ ท่ามกลางหมู่ดาวและแสงสีระยิบระยับ</p>
<p>ความแปลกใหม่ตรงหน้าทำให้เราสนใจจนขอไปนั่งคุยกับ<br />
<strong>ต้น-ยศศิริ ใบศรี</strong> หรือ <strong>‘หัวกลม’</strong> ผู้กำกับผู้อยู่เบื้องหลังเอ็มวี<em> วิชาตัวเบา</em> ถึงวิธีคิดตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวันที่คนไทยบินได้อย่างวันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_41221.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ไอเดียแบบพี่ตูน</h3>
<p>เพราะผลงานก่อนๆ ที่ต้นขยันหาเทคนิคใหม่ๆ มาเล่นอยู่เสมอ อย่างเทคนิคการพรินต์วิดีโอเฟรมต่อเฟรมออกมาละลายน้ำแล้วทำเป็นสต็อปโมชั่นในเอ็มวี<br />
<em>Hailstorms </em>ของ <strong>ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ </strong>ทำเอาเรานึกไปว่าไอเดียการใช้เทคโนโลยี VR มีที่มาจากเขา แต่เอาเข้าจริง เจ้าของไอเดียนี้กลับเป็นคนเดียวกับเจ้าของเพลงต่างหาก</p>
<p>“จริงๆ ไอเดีย VR มาจากพี่ตูนตั้งแต่แรก ที่เขาอยากให้ผมเข้าไปคุยเพราะว่าเขาชอบเอ็มวีของฮิวโก้ที่ผมทำ และเขาอยากได้แอนิเมชั่นแบบนั้นในเอ็มวี<br />
<em>วิชาตัวเบา </em>ด้วย คือเขาต้องการภาพลักษณ์ใหม่ของบอดี้สแลมที่ไม่ใช่การทำเอ็มวีเล่าเรื่องเท่ๆ เหมือนเมื่อก่อน”</p>
<p>แต่นอกจาก VR และการทำสต็อปโมชั่นที่เป็นโจทย์ข้อบังคับแล้ว ที่เหลือตูนก็ปล่อยเป็นพื้นที่ว่างให้ต้นเติมจินตนาการเข้าไปให้สมบูรณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/from_genie00005.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>วิชาตัวเบา = ปล่อยวาง = บินได้</h3>
<p>ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ต้นมักจะใช้วิธีดึงคีย์เวิร์ดจากเนื้อเพลงแต่ละท่อนออกมาตีความเป็นภาพเพื่อให้ภาพเป็นหนึ่งเดียวกับถ้อยคำในแต่ละท่อน แต่เพราะตอนได้รับโจทย์เพลง<br />
<em>วิชาตัวเบา </em>วัตถุดิบของเขามีเพียงชื่อเพลง ดนตรีเปล่า และเนื้อร้องที่จดอยู่บนกระดานห้องอัดของบอดี้สแลม ภาพในเอ็มวีทั้งหมดจึงตีความจากมาจากชื่อเพลงและฟีลลิ่งล้วนๆ</p>
<p>“เราไม่ได้ตีความเพลงนี้ตามเนื้อเพลงแต่ตีความตามภาพรวม ตามความรู้สึกของมัน คีย์เวิร์ดมีแค่คำว่าปล่อยวางกับวิชาตัวเบา ถ้าพูดสั้นๆ คือให้ปล่อยวางแล้วลอยไปกับพี่ตูน เพราะภาพจำของพี่ตูนคือการพูดว่าอยากให้คนไทยบินได้ คนไทยก็บินได้สักทีกับเอ็มวีตัวนี้</p>
<p>“เราทำการบ้านกับเอ็มวีเก่าๆ ของเขามาเยอะ ผมตั้งใจให้<br />
<em>วิชาตัวเบา </em>เป็นภาคต่อของเอ็มวีเพลง <em>ขอบฟ้า </em>ที่พี่ตูนแขนหักแล้วให้แฟนบินไปคนเดียว เราเลยเลือกสถานที่ที่ดูคล้ายๆ กันกับเอ็มวีนั้น อีกความตั้งใจหนึ่งคือการให้พี่ตูนวาร์ปไปวาร์ปมาเหมือนใช้วิชาตัวเบา ให้หาพี่ตูนกัน ซึ่งสิ่งนี้มันจะยิ่งสนุกถ้าใส่แว่น VR นะ แบบโอ้โห พี่ตูนอยู่ตรงนี้เองเหรอ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/from_genie00002.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-26-at-10.48_.52-PM_.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>บอกลาโลกขาวดำสู่กาแล็กซีสีสด</h3>
<p>“พี่ตูนพูดกับเราตั้งแต่แรกว่าอยากได้เอ็มวีที่เปิดมาแล้วบรรยากาศอึดอัด ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนมายังที่โล่ง แล้วก็บินไปด้วยกันกับเขา หลังจากนั้นจะทำอะไรก็ได้เลย แล้วแต่ต้น”</p>
<p>‘อะไรก็ได้’ จึงถูกนำมาตีความและแบ่งเพลงออกเป็นสองพาร์ต พาร์ตแรกเป็นภาพขาว-ดำชวนอึดอัดและแปร่งประหลาดด้วยภาพหลุมดำที่โผล่มาตั้งแต่ต้นเอ็มวี หรือผืนผ้าโบกสะบัดที่งอกจากดิน เป็นตัวแทนความบ้าบอในโลกความเป็นจริงอันโหดร้าย ส่วนพาร์ตสองคือการล่องลอยขึ้นไปยังท้องฟ้าสีสดใสเต็มไปด้วยปลาวาฬ และปิดท้ายด้วยการเลิกคิดมากแล้วปล่อยใจให้มีความสุขกับคอนเสิร์ตบอดี้สแลมบนกาแล็กซีที่มีแสงสีวูบวาบเหมือนเวทีจริง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-26-at-10.46_.41-PM_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-27-at-16.06_.35_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-25-at-3.26_.25-PM_.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>งานคอลลาจแบบ VR</h3>
<p>นอกจาก VR ที่เป็นเทคนิคหลัก เอ็มวีวิชานี้ยังอัดแน่นไปด้วยเทคนิคแพรวพราวสมกับเป็นผลงานของหัวกลม ทั้งท่อนโซโล่ที่ใช้แอนิเมชันสไตล์เอ็มวี<br />
<em>Hailstorms</em> คือการพรินต์เอ็มวีออกมาเฟรมต่อเฟรมและหยดน้ำลงไปให้สีละลาย เกิดเป็นเอฟเฟกต์คล้ายสีน้ำ และสแกนกลับไปทำสต็อปโมชั่นอีกครั้ง หรือจะเป็นการเพิ่มโมเดลสามมิติเข้ามาเป็นสีสัน เช่น เหล่าสัตว์น้ำที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า หรือก้อนเมฆ 3D รอบทิศทางเพิ่มความเซอร์เรียล</p>
<p>“เรารู้อยู่แล้วว่าการทำ VR ใช้พลังทรัพยากรสูง เราเลยชัดเจนตั้งแต่แรกว่าไดเรกชั่นของเอ็มวีจะเป็นกึ่งๆ คอลลาจ อย่างที่เห็นคือช่วงท้องฟ้า เราตั้งใจทำให้เป็น 3D ที่ไม่เรียลลิสติก เพราะงานเรียลลิสติกเราก็ไปสู้กับฮอลลีวู้ดไม่ได้อยู่แล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-26-at-10.55_.09-PM_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-26-at-10.55_.38-PM_2.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-25-at-15.09_.48_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-26-at-10.56_.34-PM_.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>การทดลองครั้งใหม่</h3>
<p>แม้ในอดีต ต้นจะเคยทดลองเทคนิค VR มาแล้วกับเอ็มวีของสล็อตแมชชีน (ที่สุดท้ายไม่ได้ปล่อย) แต่ครั้งนั้นก็เป็นการถ่ายทำที่เขาประดิษฐ์กล้อง VR ขึ้นมาเองด้วยกล้องโกโปร 6 ตัว แต่ครั้งนี้ เมื่อจะทำเอ็มวี VR อย่างจริงจัง เขาจึงต้องยังต้องนั่งหาข้อมูลเรื่องกล้องอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนจะพบว่ากล้องที่เขาตามหานั้นไม่มีขายในเมืองไทยด้วยซ้ำ</p>
<p>“เราหาข้อมูลอยู่นานว่ากล้องแบบนี้มีขายที่ไหน สรุปว่าต้องไปซื้อที่สิงคโปร์ พอซื้อมา กล้องมันถ่ายได้ไฟล์ไซส์ 8K (ชัดกว่า Full HD 1080p 16 เท่า) เราก็เลยต้องซื้อคอมพ์ใหม่อีกประมาณเกือบสามแสนเพื่อทำเอ็มวีนี้ให้ได้ ก่อนถ่ายอาทิตย์หนึ่งเราก็เอากล้องมาตั้ง แล้วลองถ่ายดูว่าคนสามารถเข้าใกล้กล้องได้มากที่สุดแค่ไหน เพราะด้วยความที่เป็นกล้อง 6 ตัวรวมกัน ถ้าเข้าใกล้เกินไปหน้าจะเบี้ยวแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-25-at-15.28_.46_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-25-at-15.14_.08_.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>การทดลองครั้งใหม่ (ที่พลาดไม่ได้)</h3>
<p>ความกดดันอีกอย่างคือเอ็มวีที่เพิ่งปล่อยออกมานี้จริงๆ แล้วถ่ายทำกันมาตั้งแต่ก่อนตูนจะออกวิ่งจากเบตงไปแม่สายเสียอีก อันที่จริง หลังวันถ่ายทำไม่กี่วันตูนก็บินไปยังเบตงเพื่อเริ่มวิ่งแล้วด้วยซ้ำ นั่นแปลว่าพวกเขาจะพลาดไม่ได้ แม้จะมีแบตเตอรี่เพียงก้อนเดียวก็ตาม</p>
<p>“เรามีกล้อง VR จิ๋วอีกตัวหนึ่งเป็นตัวเทสต์มุมกล้อง อย่างตอนถ่ายพี่ตูนคนเดียวที่ลานโล่งๆ เราก็ต้องใช้ตัวนี้ลองก่อน เพราะว่ากล้องจริงมีแบตก้อนเดียว ตัวแทนจำหน่ายที่สิงคโปร์เขาไม่ขายแบตแยก เพราะฉะนั้นตอนถ่ายพี่ตูนที่ชลบุรีเรามีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ในสตูดิโอที่ถ่ายวงดนตรีเราเสียบปลั๊กได้เลยรอด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/from_genie00009.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-25-at-3.19_.39-PM_.jpg" /></p>
<p>“เราลองแล้วว่ารัศมีที่คนยืนแล้วหน้าจะไม่เบี้ยวคือราวๆ 3 เมตรจากตัวกล้อง เราเลยคิดว่างั้นเมฆที่เป็นฉากหลังช่วงร้องเพลงต้องอยู่ห่างจากกล้อง 7 เมตร เราก็ต้องไปเช่าสตูดิโอใหญ่เบ้อเร่อเพื่อเอาเมฆมาวาง ได้พี่ต้นจาก Duck Unit มาช่วยจัดไฟ ทำไฟไหม้ ฟ้าผ่าตรงเมฆให้ เฉพาะฉากในสตูดิโอนี่ต้องเซตก่อนถ่ายหนึ่งวันเลย แล้วถ่ายในสตูดิโอล้วนๆ อีกวัน แล้วก็ถ่ายฉากพี่ตูนคนเดียวในทุ่งอีกวัน</p>
<p>“ตอนแรกเอ็มวีตัวนี้จะต้องปล่อยหลังจากที่พี่ตูนวิ่งเสร็จ แต่มันไม่เสร็จ เพราะว่ากระบวนการทำยากมากๆ มันเลยเลื่อนมา เราต้องเรียนรู้ใหม่หมดเลย เป็นความรู้ใหม่ที่ผมต้องนั่งเรียนรู้กับที่ออฟฟิศ คือทำ VR เฉยๆ ก็ยากแล้ว ดันทะลึ่งทำแอนิเมชั่นแบบ<br />
<em>Hailstorms</em> เข้ามาอีก มีการ composite สามมิติ (ทำซีจีสามมิติ) เข้ามาอีก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen-Shot-2561-07-25-at-3.20_.52-PM_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/from_genie.jpg" /></p>
<p>คำว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจดูจะใช้ได้ก็ในสถานการณ์นี้ เมื่อหลังปล่อยเอ็มวีที่ทุ่มเทมาหลายเดือน พวกเขาได้รับเสียงชื่นชมน่าชื่นใจพร้อมยอดวิวที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>“สิ่งที่เราอยากให้คนดูได้รับก็คือประสบการณ์ใหม่นั่นแหละ ต้องชื่นชมพี่ตูนที่เขาอยากได้เอ็มวีแบบนี้ ผมก็แค่มีหน้าที่ทำให้มันสำเร็จอย่างที่เขาอยากได้ แต่แค่สิ่งที่เขาอยากได้มันยากไปหน่อยแค่นั้น (หัวเราะ)”</p>
<div id="erdyt-6a2973c264350" data-id="FNq-8bWfAwQ" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-FNq-8bWfAwQ-6a2973c264350" data-vid="FNq-8bWfAwQ" data-src="https://www.youtube.com/embed/FNq-8bWfAwQ?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/FNq-8bWfAwQ/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ </strong>พชรธร อุบลจิตตต์, HUAGLOM Studio, Genie Records</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-bodyslam-mv-yossiri/">วิชาตัวเบา : เอ็มวี 360 องศาของบอดี้สแลมที่ทำให้คนไทยบินได้ (ในที่สุด)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-bodyslam-mv-yossiri/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY ในภาพถ่ายของทวีพงษ์ ประทุมวงษ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/port-tavepong/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/port-tavepong/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jul 2018 01:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่ายสตรีท]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพสตรีท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/port-tavepong/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2014 จนถึงวันที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ถ่ายรูปสตรีทต่อเนื่องทุกวัน เช่นเดียวกับช่างภาพสตรีทหลายคน จุดเริ่มต้นของทวีพงษ์คือโปรเจกต์ถ่ายรูป 365 days in 2014 ก่อนจะขยายเป็นงานอดิเรกที่จริงจังไม่แพ้งานหลัก ระดับที่ในปีนั้นเขาได้รางวัลชนะเลิศจาก Miami Street Photography Festival 2014 ตามมาด้วยการขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 20 ช่างภาพสตรีทที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากการจัดอันดับของ streethunters.net ในปี 2015 1,600 กว่าวันที่ผ่านมาเพียงพอที่จะทำให้ทวีพงษ์มีรูปมาสเตอร์พีซมาจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่เขาตั้งชื่อว่า GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY และเพียงพอให้เขาคิดทำอะไรสนุกๆ เช่น การปั้นหมาหัวขาดจากรูปถ่ายเมื่อปี 2014 สร้างอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยเป็ดจากรูปถ่ายโปรดของลูกสาว แจกแตงโมให้ผู้มาร่วมงานเหมือนรูปคนแบ่งแตงโม ทำที่วางหนังสือรูป &#8216;ลุงล้ม&#8217; จากรูปสุดไอคอนิกของตัวเอง หรือแม้แต่เชิญคุณลุงมาสร้างสีสันในวันเปิดนิทรรศการ ภาพถ่ายและลูกเล่นทั้งหลายคล้ายกับพยายามบอกเล่าตัวตนของทวีพงษ์ แต่ลึกลงไปแล้ว เขาคิดอะไรและพยายามบอกเล่าอะไร คงมีแต่ตัวเขาเองเท่านั้นที่มีคำตอบ GOOD DAY BAD DAY [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/port-tavepong/">GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY ในภาพถ่ายของทวีพงษ์ ประทุมวงษ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2014 จนถึงวันที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ <strong>ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์</strong> ถ่ายรูปสตรีทต่อเนื่องทุกวัน</p>
<p>เช่นเดียวกับช่างภาพสตรีทหลายคน จุดเริ่มต้นของทวีพงษ์คือโปรเจกต์ถ่ายรูป 365 days in 2014 ก่อนจะขยายเป็นงานอดิเรกที่จริงจังไม่แพ้งานหลัก ระดับที่ในปีนั้นเขาได้รางวัลชนะเลิศจาก Miami Street Photography Festival 2014 ตามมาด้วยการขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 20 ช่างภาพสตรีทที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากการจัดอันดับของ <a href="https://www.streethunters.net/blog/2015/04/08/20-most-influential-street-photographers-2015/">streethunters.net</a> ในปี 2015</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3838.jpg" /></p>
<p>1,600 กว่าวันที่ผ่านมาเพียงพอที่จะทำให้ทวีพงษ์มีรูปมาสเตอร์พีซมาจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่เขาตั้งชื่อว่า <strong>GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY</strong> และเพียงพอให้เขาคิดทำอะไรสนุกๆ เช่น การปั้นหมาหัวขาดจากรูปถ่ายเมื่อปี 2014 สร้างอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยเป็ดจากรูปถ่ายโปรดของลูกสาว แจกแตงโมให้ผู้มาร่วมงานเหมือนรูปคนแบ่งแตงโม ทำที่วางหนังสือรูป &#8216;ลุงล้ม&#8217; จากรูปสุดไอคอนิกของตัวเอง หรือแม้แต่เชิญคุณลุงมาสร้างสีสันในวันเปิดนิทรรศการ</p>
<p>ภาพถ่ายและลูกเล่นทั้งหลายคล้ายกับพยายามบอกเล่าตัวตนของทวีพงษ์ แต่ลึกลงไปแล้ว เขาคิดอะไรและพยายามบอกเล่าอะไร คงมีแต่ตัวเขาเองเท่านั้นที่มีคำตอบ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_13.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3946.jpg" /></p>
<p><b style="background-color: initial;">GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY</b></p>
<p>“งานแสดงภาพถ่ายหลายที่ที่เราเคยไปมักจะมีแค่รูป คนมาดูรูปแล้วก็จบ ซึ่งรูปเหล่านั้นคนก็ดูบนอินเทอร์เน็ตกันมาหมดทุกรูปแล้ว เราเลยอยากสร้าง experience ให้คนได้ไปอยู่ในโมเมนต์ที่เราได้รูป ดึงโมเมนต์เซอร์เรียลมาอยู่ตรงหน้าคุณจริงๆ” ทวีพงษ์อธิบายเมื่อเห็นเราตื่นเต้นกับรูปปั้นหมาหัวขาดที่เก็บรายละเอียดเนี้ยบตั้งแต่ท่ายืน เส้นขน ยันลำตัวซูบผอมจนเห็นกระดูกซี่โครง</p>
<p>ไม่แปลกที่ทวีพงษ์จะเก็บรายละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง เพราะลูกเล่นต่างๆ ที่เราเห็นถูกวางแผนมาเนิ่นนานตั้งแต่ปลายปีที่แล้วในกรุ๊ปลับ ‘Super War Room’ โดยมีผู้ร่วมปฏิบัติการเป็นภรรยาและเพื่อนรักอย่าง อาจศึก จันทมาศ ที่ช่วยเลือกรูปให้ทวีพงษ์ในทุกๆ วันอยู่แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_5.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_37702.jpg" /></p>
<p>“อย่างแรกที่คิดคือ ต้องเชิญลุงล้มมาเป็นหนึ่งใน installation (หัวเราะ) หมานี่เราก็อยากได้สุดๆ เอาแบบที่เหมือนจริงมากๆ อย่างลูกสาวเราชอบรูปเป็ดที่สุดเป็นเหตุผลที่ทำอุโมงค์เป็ด เราพยายามจะเดเวลอปให้มันไม่อยู่นิ่ง อย่างอุโมงค์เป็ดเราว่าจะเอาไข่มาติด หมานี่ก็ว่าจะเอาชามข้าวมาตั้งหรือปั้นลูกหมาไม่มีหัว คือเราพยายามพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้มาดูแต่ละรอบแล้วมันไม่เหมือนกัน</p>
<p>“วิธีคัดเลือกรูปของเราง่ายมาก คือเราเลือกรูปที่ชอบที่สุดมาจัดแสดง สตรีทสำหรับเราไม่ใช่งานคอนเซปชวล ไม่ใช่ว่าฉันต่อต้านรัฐบาลนี้เลยออกไปถ่ายรูป แต่มันเป็นวันที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน (หัวเราะ) คือขับรถแบบออโต้ไพล็อต อ้าว! รู้ตัวอีกที อยู่สนามหลวงแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_10.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_11.jpg" /></p>
<p><strong>GOOD DAY = Good Photos</strong></p>
<p>เพราะชื่อนิทรรศการทำให้เรานึกสงสัยว่า สำหรับทวีพงษ์แล้ว วันแบบไหนถึงจะเรียกได้ว่าเป็น GOOD DAY</p>
<p>“วันที่ดีที่สุดเหรอ วันที่ดีคือวันที่ได้รูปไง” เขาหัวเราะลั่นก่อนจะเสริมว่า บางครั้งกว่าจะรู้ว่าตัวเองได้รูปที่ดีก็เป็นตอนที่กลับถึงบ้านแล้วนั่นแหละ เช่น วันที่เขาได้รูป Flying Carpet ซึ่งบังเอิญเป็นวันที่ 1,111 หลังเขาเริ่มต้นถ่ายรูปสตรีทพอดี</p>
<p>“ตอนถ่ายรูปนี้ จังหวะแรกที่เด็กกำลังเล่นผ้าถุงกับผู้ชายคนหนึ่ง เราก็ถ่ายข้างหลังก่อน พอเขาหันมาเห็นเรา เขาก็วิ่งหนี เราก็วิ่งตามไปกดแชะๆๆ ถามว่าในหัวจะคิดว่าได้รูปแบบนี้มั้ย ไม่มีทาง ช่างภาพที่บอกว่า พี่คิดไว้แล้วว่าจะต้องได้แบบนี้ แม่งขี้โม้ (หัวเราะ) วันนั้นเราไม่คิดว่าจะได้รูปเลยก็ไปถ่ายอย่างอื่นต่อ จนกลับบ้านมาเลือกรูปส่งให้เพื่อนดูนั่นแหละถึงเห็น เราเลยชอบรูปนี้มากที่สุดเพราะมันเป็นรูปที่เราไม่คิดว่าจะได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_8.jpg" /></p>
<p>วิธีการทำงานในทุกๆ วันหลังถ่ายรูปคือ ทวีพงษ์จะส่งรูปที่คิดว่าใช้ได้ไปให้อาจศึกช่วยเลือก ซึ่งบางครั้งรูปที่เพื่อนเลือกก็ดันไม่ตรงกับที่เขาแอบเลือกไว้ในใจซะอย่างงั้น</p>
<p>“บางทีเราก็เถียงกันจนต้องให้ภรรยามาช่วยตัดสิน ซึ่งจริงๆ เถียงกันมันก็ดีนะ เรารู้สึกว่าในสังคมเฟซบุ๊ก พอลงรูปไป คนก็คอมเมนต์ว่าสวยครับ ดีครับ จบเลยนะ เหมือนกับที่ตัวละครในหนังเรื่อง <em>Whiplash</em> บอกว่า คำที่ทำลายศิลปินที่สุดคือคำว่า good job (หัวเราะ) แต่ถ้ามันมีการถกเถียง เราก็ได้ความรู้ด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_20.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_12.jpg" /></p>
<p><strong>BAD DAY = 13 OCT 2016</strong></p>
<p>เพราะวันที่ได้รูปดีๆ คือ GOOD DAY เราเลยแอบตั้งสมมติฐานในใจว่าวันแย่ๆ น่าจะเป็นวันที่เขาไม่ได้รูปสักเท่าไหร่ แต่ทวีพงษ์กลับบอกว่าวันที่แย่ที่สุดของเขาเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว</p>
<p>“ตอนนั้นเราไปเก็บภาพที่สนามหลวงก่อนวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต 1 วัน เพราะพี่ที่เป็นช่างภาพข่าวบอกว่าพงษ์ต้องมาเก็บภาพ ไหนๆ ก็เก็บภาพทุกวันอยู่แล้ว แต่วันที่ในหลวงเสด็จสวรรคตนั่นแหละคือ BAD DAY ของเรา มันเป็นวันที่ถ่ายรูปยากที่สุดแล้ว ถ่ายไปแล้วก็ร้องไห้ไป คนเป็นร้อยเป็นพันร้องไห้พร้อมกัน เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อน</p>
<p>“รูปนี้เราชอบ เพราะมันมีดาวเหมือนเสด็จสู่สวรรคาลัย มันคือหลอดไฟบนต้นไม้ ซึ่งหลังจากวันนั้นก็ถ่ายแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะเขาเอาไฟดวงใหญ่มาตั้ง ต้นไม้มันก็จะสว่าง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_30.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_28.jpg" /></p>
<p><strong>EVERYDAY = Ordinary Day</strong></p>
<p>ตลอดเวลาที่คุยกัน ทวีพงษ์ย้ำกับเราเสมอว่า ทุกวันนี้เขาไม่มีแผนว่าจะไปถ่ายรูปที่ไหนด้วยซ้ำ จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าไม่มีแผนแล้ว ทุกวันนี้เขาไปหาซีนดีๆ มาถ่ายรูปได้ยังไงกัน</p>
<p>“จริงๆ ตอนฝึกถ่ายรูปแรกๆ เราก็มีแพลนนะ เช่น ถ้าวันนี้มีเวลาจะไปรอที่กำแพงนี้ เราเล็งไว้แล้วว่าถ้ามีคนเดินผ่านก็โอเคเลย แต่เราพบว่าไอ้การแพลนเยอะๆ ทำให้ภาพมันไม่สดและน่าเบื่อ เพราะเราจะแพลนได้ก็ต่อเมื่อเราเคยเห็นอะไรแบบนี้มาแล้ว เราถ่ายไปมันก็เหมือนคนอื่น”</p>
<p>ดังนั้น แม้แต่รูปที่เป็นภาพจำของทวีพงษ์อย่างรูปเป็ดยักษ์สีเหลือง รูปเสาที่หาดไบรตัน หรือรูปคนสูบบุหรี่ในพุ่มไม้ ก็ไม่มีแผนการซับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น มีแต่สายตาที่สนใจโลกรอบตัวและมือที่ไวพอจะเก็บโมเมนต์ไว้ในเมมโมรี่การ์ดเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_4.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_4-2.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_001.jpg" /></p>
<p>“บางทีเดินหารูปที่จะถ่ายก็ไม่เจอนะ เราแค่ต้องมองหาจากสิ่งรอบๆ ตัวเรานี่แหละ เช่น ตอนนั้นเราแค่ถ่ายรูปลูกสาวเราอยู่ แล้วเขาก็ล้ม เราก็ได้รูป เราต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาว่า เฮ้ย! มีโอกาสที่จะได้รูปนะ”</p>
<p>นอกจากสายตาที่มองหาเรื่องราวที่น่าสนใจแล้ว ทวีพงษ์ยังบ้าพลังระดับที่ถ้าเจอซีนดีๆ แล้ว เขาจะกดชัตเตอร์ไม่ยั้งแล้วค่อยกลับมาเลือก (ร่วมกับเพื่อนและภรรยา) อีกที แม้นั่นอาจจะหมายความว่าเขาต้องกดชัตเตอร์เป็นพันครั้งกว่าจะได้รูปที่เพอร์เฟกต์เพียงรูปเดียวก็ตาม</p>
<p>“ถ้ากดชัตเตอร์ครั้งเดียวจบ คุณรู้ได้ยังไงว่าโมเมนต์นั้นคือโมเมนต์ที่ดีที่สุดแล้ว มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีกว่านั้นก็ได้ โมเมนต์ที่ดีที่สุดมันเป็นแค่เสี้ยววินาทีเอง เราไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องเป็นผู้กำหนดวินาทีนั้นด้วยตัวเราเอง มันทะนงตนเกินไป”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_14.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_61.jpg" /></p>
<p><strong>EVERYDAY = Special Day</strong></p>
<p>“เราไม่ค่อยรู้หรอกว่างานเราเป็นยังไง แต่ฝรั่งที่ดูงานเราเขาจะบอกว่า งานของเราส่วนใหญ่มีความเซอร์เรียลและความตลกซ่อนอยู่” ทวีพงษ์ออกตัวเมื่อเราถามว่า เขาคิดว่าภาพของตัวเองเป็นยังไง ในขณะที่ ชล เจนประภาพันธ์ คิวเรเตอร์ของ Subhashok The Arts Centre (S.A.C.) สถานที่จัดนิทรรศการครั้งนี้ บอกเราว่า แม้งานของทวีพงษ์จะไม่ได้มีคอนเซปต์ แต่นั่นแหละคือจุดแข็งที่สุดของเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_37472.jpg" /></p>
<p>&#8220;พี่พงษ์เป็นช่างภาพสไตล์นี้ คือออกจากบ้านแบบไม่มีอะไรในหัว ไม่รู้ว่าวันนั้นจะเจออะไร บางคนอาจจะมองว่าทวีพงษ์ถ่ายไม่มีธีม ไม่มีคอนเซปต์ แต่ผมมองว่านี่เป็นกลยุทธ์แบบหนึ่ง</p>
<p>&#8220;เราเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ทวีพงษ์ไปจับไปเก็บมา มันเป็นเหตุการณ์ในเมืองนี่แหละ แต่ว่าพอเอามารวมกันแล้ว มันทำให้เราคิดว่ามันมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นทุกวันหรือเปล่าโดยที่เราไม่เห็น เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งที่มีเรื่องตลกร้าย ความขบขัน เรื่องทั้งดีและไม่ดีอย่างที่เขาเล่า แต่ที่สำคัญคือมุมมองที่เหมือนโลกคู่ขนานที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นมาก่อน&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_22.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tavepong_21.jpg" /></p>
<p>สุดท้าย เราถามทวีพงษ์ว่า เขาอยากให้คนได้อะไรจากการมาดูนิทรรศการครั้งนี้</p>
<p>“ไม่ได้รู้สึกว่าอยากให้คนดูรู้สึกอะไร” เขาตอบทันที “เราแค่อยากทำสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา (หัวเราะ) จะรู้สึกอะไรก็ได้ แต่ขอให้สนุกกับการมาดูก็แล้วกัน”</p>
<p>ใช่ เขาน่าจะหมายถึงขอให้ทุกคนได้มี GOOD DAY ก็พอ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3904.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>นิทรรศการ GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม &#8211; 5 สิงหาคม 2561 ที่ Subhashok The Arts Centre (S.A.C.) นอกจากรูปถ่ายและกิมมิกสนุกๆ แล้ว ในงานยังเปิดให้จองหนังสือ GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY หนังสือเล่มแรกของทวีพงษ์อีกด้วย ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ก็มีเวิร์กช็อปที่น่าสนใจแวะมาจัดเรื่อยๆ ใครอยากร่วมสนุกติดตามใน<a href="https://www.facebook.com/sacbangkok/">เพจของ S.A.C. </a>ได้เลย</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> พชรธร อุบลจิตต์, ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์</em></p>
<p style="text-align: center;">
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/port-tavepong/">GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY ในภาพถ่ายของทวีพงษ์ ประทุมวงษ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/port-tavepong/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิ่งที่เปลี่ยนให้ใจดุจดาวแข็งแกร่งกว่าที่เคย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-duj-dao/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-duj-dao/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[บุญญานันท์ กาญจนกิจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Jul 2018 22:16:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ดุจดาว วัฒนปกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[therapy]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-duj-dao/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทำไมคนเราถึงออกมาวิ่ง วิ่งเพื่อออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ ลดความอ้วน เอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง เป็นที่หนึ่งในรายการแข่งขัน ฯลฯ คำตอบของคนส่วนใหญ่นั้นเป็นคำตอบที่เกี่ยวข้องกับร่างกายในเชิงกายภาพ แต่สำหรับ ดาว–ดุจดาว วัฒนปกรณ์ หญิงสาวนักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหวนั้น เมื่อชีวิตเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันจนพาลให้หัวใจไม่แข็งแรงอย่างเคย เธอออกมาวิ่งเพื่อบำบัดจิตใจ ก่อนที่จะค่อยๆ ค้นพบและตกหลุมรักแง่มุมใหม่ในการวิ่งที่ดีต่อใจไม่แพ้กัน เพราะอยากเข้าใจว่าการวิ่งมันไปเกี่ยวกับจิตใจได้ยังไง เราเลยชวนเธอมานั่งคุยกันดูสักที วิ่งเพื่อคุยกับตัวเอง “เพราะเจอช่วงเวลาที่หนักหนา ชีวิตคู่ของเราพัง คนที่อยู่ด้วยเขาไม่อยากใช้ชีวิตแต่งงานด้วยกันแล้ว ตอนนั้นเราก็จะมีคำถามที่คั่งค้างในตัวเยอะมาก ไม่รู้จะจัดการยังไง รู้สึกได้ว่าข้างในเรามีอาการซึมเศร้า แต่ไม่อยากโดนดูดไปกับมัน เราเลยต้องจัดการตัวเอง” ดาวเล่าถึงสภาวะทางจิตใจที่เธอเผชิญ จนทำให้ตัดสินใจมาเริ่มวิ่ง “เราเลือกใช้การวิ่งเป็นตัวผลักให้เราไปข้างหน้า เพราะมันไม่ต้องมีอุปกรณ์ มันมีรองเท้าคู่หนึ่ง เปลี่ยนชุดปุ๊บแล้วก็ออกไปเลย วิ่งตามถนนตามสวนหลังเลิกงาน ง่ายดี เป็นสิ่งที่เคยทำเพื่อวอร์มร่างกายอยู่แล้ว และในขณะที่วิ่งได้ยินตัวเองชัดที่สุด เราคุยกับตัวเองได้” คำตอบของดาวชวนให้สงสัย เราจึงขอให้เธออธิบายเพิ่มเติม “ถ้าเราทำอย่างอื่น เวลามีอะไรเข้ามาในใจ เราจะรีบเคลียร์มันแล้วกลับไปทำกิจกรรมที่ทำอยู่ แต่การวิ่งแบบไม่ใส่หูฟังและอนุญาตให้ร่างกายขยับได้เต็มที่ มันจะมีความทรงจำบางอย่าง เรื่องบางเรื่องแวบเข้ามาในหัว เราก็อนุญาตให้มันหมุนออกมา ฟังเสียงตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามันเป็นยังไง หรือบางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันยังไง คืออะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร อะไรทำให้เรารู้สึกแบบนี้ คือมันมีบทสนทนากับตัวเอง ทำให้เราได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-duj-dao/">การวิ่งที่เปลี่ยนให้ใจดุจดาวแข็งแกร่งกว่าที่เคย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมคนเราถึงออกมาวิ่ง</p>
<p>วิ่งเพื่อออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ ลดความอ้วน เอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง เป็นที่หนึ่งในรายการแข่งขัน ฯลฯ คำตอบของคนส่วนใหญ่นั้นเป็นคำตอบที่เกี่ยวข้องกับร่างกายในเชิงกายภาพ</p>
<p>แต่สำหรับ <strong>ดาว–ดุจดาว วัฒนปกรณ์</strong> หญิงสาวนักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหวนั้น เมื่อชีวิตเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันจนพาลให้หัวใจไม่แข็งแรงอย่างเคย เธอออกมาวิ่งเพื่อบำบัดจิตใจ ก่อนที่จะค่อยๆ ค้นพบและตกหลุมรักแง่มุมใหม่ในการวิ่งที่ดีต่อใจไม่แพ้กัน</p>
<p>เพราะอยากเข้าใจว่าการวิ่งมันไปเกี่ยวกับจิตใจได้ยังไง เราเลยชวนเธอมานั่งคุยกันดูสักที</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3004.jpg" /></p>
<h3>วิ่งเพื่อคุยกับตัวเอง</h3>
<p>“เพราะเจอช่วงเวลาที่หนักหนา ชีวิตคู่ของเราพัง คนที่อยู่ด้วยเขาไม่อยากใช้ชีวิตแต่งงานด้วยกันแล้ว ตอนนั้นเราก็จะมีคำถามที่คั่งค้างในตัวเยอะมาก ไม่รู้จะจัดการยังไง รู้สึกได้ว่าข้างในเรามีอาการซึมเศร้า แต่ไม่อยากโดนดูดไปกับมัน เราเลยต้องจัดการตัวเอง” ดาวเล่าถึงสภาวะทางจิตใจที่เธอเผชิญ จนทำให้ตัดสินใจมาเริ่มวิ่ง</p>
<p>“เราเลือกใช้การวิ่งเป็นตัวผลักให้เราไปข้างหน้า เพราะมันไม่ต้องมีอุปกรณ์ มันมีรองเท้าคู่หนึ่ง เปลี่ยนชุดปุ๊บแล้วก็ออกไปเลย วิ่งตามถนนตามสวนหลังเลิกงาน ง่ายดี เป็นสิ่งที่เคยทำเพื่อวอร์มร่างกายอยู่แล้ว และในขณะที่วิ่งได้ยินตัวเองชัดที่สุด เราคุยกับตัวเองได้”</p>
<p>คำตอบของดาวชวนให้สงสัย เราจึงขอให้เธออธิบายเพิ่มเติม</p>
<p>“ถ้าเราทำอย่างอื่น เวลามีอะไรเข้ามาในใจ เราจะรีบเคลียร์มันแล้วกลับไปทำกิจกรรมที่ทำอยู่ แต่การวิ่งแบบไม่ใส่หูฟังและอนุญาตให้ร่างกายขยับได้เต็มที่ มันจะมีความทรงจำบางอย่าง เรื่องบางเรื่องแวบเข้ามาในหัว เราก็อนุญาตให้มันหมุนออกมา ฟังเสียงตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามันเป็นยังไง หรือบางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันยังไง คืออะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร อะไรทำให้เรารู้สึกแบบนี้ คือมันมีบทสนทนากับตัวเอง ทำให้เราได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทบทวนตัวเอง ได้ประมวลทุกอย่างอย่างมีสติ</p>
<p>“เราไม่ได้วิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว เราวิ่งกับสิ่งที่วนอยู่ข้างในแล้วเฝ้ามอง เป็นการบำบัดตัวเอง” หญิงสาวยิ้ม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3139.jpg" /></p>
<h3>วิ่งเพื่อใช้เวลาร่วมกัน</h3>
<p>เพราะติดใจการวิ่งที่ช่วยทำให้ผ่านเรื่องราวหนักๆ มาได้ ดาวจึงยังหาเวลาไปวิ่งอยู่เป็นครั้งคราว แต่เมื่อรู้จักชายหนุ่มผู้ตกหลุมรักการวิ่งที่กลายมาเป็นคนรักในปัจจุบัน และได้ออกวิ่งไปด้วยกัน เธอก็ได้พบแง่มุมใหม่ของการวิ่งที่ดีต่อจิตใจ</p>
<p>“การได้วิ่งด้วยกันในระยะทางไกล ทำให้รู้สึกแข็งแรงในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ เพราะระหว่างวิ่งก็จะคอยดูแลกัน ได้ใช้เวลาร่วมกันในแบบที่ดีต่อสุขภาพ เราก็เลยเริ่มวิ่งจริงจังไปด้วย</p>
<p>“เราได้เห็นความแข็งแกร่งของกันและกัน เรียนรู้กัน แล้วพอเข้าใจกันมากขึ้น ก็รู้ว่าบางทีเราไม่ต้องวิ่งด้วยกันตลอดก็ได้ บางรายการเราก็วิ่งแยกกัน เขาอยากวิ่งเร็วก็ไปก่อนเลย ให้เขามีความสุขในแบบของเขา ส่วนเราก็จัดการตัวเองได้ แต่บางรายการ เราก็คุยกันว่าเราไปด้วยกันดีกว่า เขาไม่ได้มาทำเวลา แต่เขาอยากใช้มันร่วมกัน</p>
<p>“เคยมีจุดที่เราไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาก็คอยดูแล ให้กำลังใจ บอกว่ามันโอเคดาว พักก็ได้ เอาเพซที่ตัวเองโอเคเลยนะ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไปก่อนก็ได้ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่ เราเลยได้เจอความสวยงามของการช่วยเหลือดูแลกัน ได้รู้จักความสัมพันธ์ที่ช่วยเยียวยากัน ยอมรับกัน มันเป็นอย่างนี้ เขาจะไม่กดดันหรือพยายามเร่งเรา มีแต่คอยให้กำลังใจ แล้วมันเป็นพลังบวก เราจับมือกัน มองหน้ากัน หัวเราะกัน แล้วมันก็ผ่านมาได้ด้วยกัน มันเลยเป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับความสัมพันธ์ไปด้วย เป็นความหมายใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3109.jpg" /></p>
<h3>วิ่งเพื่ออยู่กับปัจจุบัน</h3>
<p>นอกจากจะวิ่งเพื่อชุบชูใจและความสัมพันธ์ อีกหนึ่งรูปแบบการวิ่งที่ดาวค้นพบและตกหลุมรักมันคือคือการวิ่งเทรล</p>
<p>“ลงวิ่งเทรลครั้งแรกที่เขาใหญ่ เป็นความผิดพลาด เพราะจริงๆ ลงแค่ 10 กิโลเมตร แต่ใน BIB พิมพ์เป็น 25 กิโลเมตร แต่ไม่ไปแก้ อยากท้าทายตัวเอง พอได้ลองแล้วมันเจอความสนุก มีช่วงหนึ่งวิ่งผ่านป่าไผ่ ต้องคอยปัดกิ่งไม้ก็สนุกมากเพราะได้ออกแรง แล้วก็รู้สึกว่าเป็นธรรมชาติจัง ดาวชอบดูใบไม้ ดูนก ดูผีเสื้อ ดูว่าภูมิประเทศที่นี่เป็นอย่างนี้ ต้นไม้ขึ้นมาแบบนี้ ผ่อนคลายดี</p>
<p>“มันต่างจากตอนวิ่งเพื่อคุยกับตัวเอง เพราะแบบนั้นมันเหมือนเปิดออโต้ไพลอตเพราะโฟกัสไปข้างใน แต่เทรลไม่ใช่แบบนั้น ต้องมีสมาธิมากเพราะว่าพื้นมันเป็นดิน เป็นหิน เป็นหลุม มีรากไม้ ถ้าเราเผลอเหม่อก็จะสะดุด ซึ่งเราชอบสภาวะนี้ อยู่กับแค่ปัจจุบัน ตามองพื้น มองต้นไม้ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ถ้าเผลอสะดุด ก็ต้องไปต่อ อยู่แค่ตรงนี้กับเราเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง พอเป็นแบบนั้นก็รู้สึกว่าเรามีตัวตน เราเข้มแข็ง และเรานิ่ง ติดใจเลย” ดาวเล่าให้เราฟัง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3070.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3071.jpg" /></p>
<h3>วิ่งเพื่อค้นพบ</h3>
<p>เมื่อเราถามว่าการวิ่งเปลี่ยนชีวิตดาวไปยังไงบ้าง ดาวนิ่งคิดสักพัก ก่อนจะตอบออกมาแบบไม่ลังเล</p>
<p>“การวิ่งทำให้เราเจอตัวเราเองเวอร์ชั่นใหม่ ทำให้เราได้ทบทวนและใคร่ครวญ ได้รู้จักกับความล่มสลายและความแข็งแกร่งที่ยังเหลืออยู่ แล้วก็ประกอบร่างขึ้นมาใหม่ การวิ่งมันช่วยเรามากขนาดนั้นเลยแหละ ทำให้เราเจอชีวิตที่มันยังเหลืออยู่จริงๆ แล้วยังพาให้เรามาเจอชีวิตอีกแบบหนึ่งที่เต็มไปด้วยการช่วยเหลือดูแล ความเคารพในตัวเอง การวิ่งเปลี่ยนเสียงในหัวจากสมัยก่อนที่มักเฆี่ยนตีตัวเองด้วยคำพูด ให้ยอมรับและใจดีกับตัวเองมากขึ้น เราค้นพบตัวเองเวอร์ชั่นที่สุขภาพดี ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมไปถึงสภาพจิตใจ แล้วก็เจอความอึดที่ซ่อนอยู่เยอะมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_30152.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-duj-dao/">การวิ่งที่เปลี่ยนให้ใจดุจดาวแข็งแกร่งกว่าที่เคย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-duj-dao/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก้าวสู่มาราธอนไปพร้อมกับกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-change-42-195-k-club/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-change-42-195-k-club/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Jul 2018 18:14:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อิทธิพล สมุทรทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-change-42-195-k-club/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฉันยังจำวันแรกที่เริ่มวิ่งเมื่อ 3 เดือนก่อนได้ดี จำได้ว่าตัวเลขบนโทรศัพท์มือถือที่จับระยะทางการวิ่งบอกฉันว่าเท้าทั้ง 2 ข้างก้าวสลับไปมาเป็นระยะทางเพียง 1.4 กิโลเมตรเท่านั้น ดูเหมือนเป็นตัวเลขที่น้อยมากถ้าเทียบกับระยะทางของมาราธอนคือ 42.195 กิโลเมตร แต่ความเหนื่อยในครั้งนั้นทำให้ฉันแทบอาเจียน หายใจไม่ทัน กล้ามเนื้อขาแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่เห็นความเป็นไปได้เลยว่าจาก 1.4 จะกลายเป็น 42.195 ได้ยังไง “อยากบอกทุกคนครับว่าสำหรับมาราธอน ทุกคนสามารถวิ่งได้ สำคัญที่สุดคือการซ้อม มันไม่ง่ายแต่มันก็ไม่ได้ยากสำหรับคนที่มุ่งมั่นครับ” คุณ TK Rider โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ฉันได้รู้จักกับกรุ๊ปเฟซบุ๊ก ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’ จากการแนะนำของเพื่อนนักวิ่งที่รู้จักกัน เขาทิ้งท้ายในการสนทนาครั้งนั้นว่านอกจากกรุ๊ปวิ่งในเฟซบุ๊กนี้จะมีความรู้เกี่ยวกับการวิ่งแล้ว ยังมีพลังที่ส่งต่อให้กับนักวิ่งทุกคน จากการอ่านเรื่องราวของทุกคนที่อยู่ในกรุ๊ปเป็นเวลา 1 เดือน ฉันขอยืนยันอีกเสียงว่าคำชมเชยที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง “ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะวิ่งมาราธอนได้เลย รู้สึกว่า 42.195K ช่างยาวไกล แต่เรามาถึงจุดนี้ได้ เพราะแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งคือการเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มนี้” คุณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-change-42-195-k-club/">ก้าวสู่มาราธอนไปพร้อมกับกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ฉันยังจำวันแรกที่เริ่มวิ่งเมื่อ 3 เดือนก่อนได้ดี</p>
<p>จำได้ว่าตัวเลขบนโทรศัพท์มือถือที่จับระยะทางการวิ่งบอกฉันว่าเท้าทั้ง 2 ข้างก้าวสลับไปมาเป็นระยะทางเพียง 1.4 กิโลเมตรเท่านั้น ดูเหมือนเป็นตัวเลขที่น้อยมากถ้าเทียบกับระยะทางของมาราธอนคือ 42.195 กิโลเมตร แต่ความเหนื่อยในครั้งนั้นทำให้ฉันแทบอาเจียน หายใจไม่ทัน กล้ามเนื้อขาแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่เห็นความเป็นไปได้เลยว่าจาก 1.4 จะกลายเป็น 42.195 ได้ยังไง</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“อยากบอกทุกคนครับว่าสำหรับมาราธอน ทุกคนสามารถวิ่งได้</p>
<p style="text-align: center;">สำคัญที่สุดคือการซ้อม มันไม่ง่ายแต่มันก็ไม่ได้ยากสำหรับคนที่มุ่งมั่นครับ”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ TK Rider โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3354.jpg" /></p>
<p>เมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ฉันได้รู้จักกับกรุ๊ปเฟซบุ๊ก ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’ จากการแนะนำของเพื่อนนักวิ่งที่รู้จักกัน เขาทิ้งท้ายในการสนทนาครั้งนั้นว่านอกจากกรุ๊ปวิ่งในเฟซบุ๊กนี้จะมีความรู้เกี่ยวกับการวิ่งแล้ว ยังมีพลังที่ส่งต่อให้กับนักวิ่งทุกคน</p>
<p>จากการอ่านเรื่องราวของทุกคนที่อยู่ในกรุ๊ปเป็นเวลา 1 เดือน ฉันขอยืนยันอีกเสียงว่าคำชมเชยที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะวิ่งมาราธอนได้เลย รู้สึกว่า 42.195K ช่างยาวไกล</p>
<p style="text-align: center;">แต่เรามาถึงจุดนี้ได้ เพราะแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งคือการเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มนี้”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ Wallapat Stws กล่าวไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_33492.jpg" /></p>
<p>กรุ๊ปเฟซบุ๊กนี้สร้างขึ้นโดยเซเลบวงการวิ่งที่ใครหลายคนต่างรู้จักอย่าง <strong>ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง</strong> นักวิ่งผู้วิ่งเคียงข้างตูน บอดี้แสลมในทุกย่างก้าวของโครงการก้าวคนละก้าว ป๊อกสร้างคอมมิวนิตี้ออนไลน์สำหรับนักวิ่งนี้ไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว ปัจจุบันมันกลายแหล่งรวมแรงบันดาลใจพร้อมเรื่องราวมากมายที่จะทำให้เราทึ่งว่า การวิ่งเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งได้มากขนาดนี้เลยเหรอ ราวกับกรุ๊ปนี้เป็นขุมพลังสำหรับนักวิ่งทุกคนที่อยากหาแรงบันดาลใจในการวิ่งต่อ ฉันมักเปิดอ่านโพสต์ในกรุ๊ปเป็นประจำก่อนออกไปวิ่งเพราะมันสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้นในตัวเราหลายเท่า นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่ฉันมาร่วมวิ่งและสนทนากับป๊อกในวันนี้ถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของกรุ๊ปซึ่งส่งต่อแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน รวมถึงเรื่องราวเหตุผลของการวิ่งของแต่ละคนที่ต่างยืนยันกับเราว่า ถ้ามีเหตุผลมากพอ ไม่ว่าเราจะมีข้อแม้ขนาดไหน เราก็จะก้าวขาออกไปวิ่งครั้งแรกจนได้</p>
<p>เริ่มวิ่งกันเถอะ แต่แค่โซนสองก็พอนะ เราจะได้สนทนากับป๊อกอย่างสบายๆ</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“ผมได้กำลังใจจากกรุ๊ปนี้ล้วนๆ</p>
<p style="text-align: center;">จากไอ้อ้วนหนัก 90 กิโลกรัม วิ่งและควบคุมอาหาร จนน้ำหนักเหลือ 68 กิโลกรัม</p>
<p style="text-align: center;">ที่ผ่านมาเคยลงรายการวิ่ง ทั้งหมด 6 ครั้ง มินิ 4 ครั้ง ฮาล์ฟ 1 ครั้ง</p>
<p style="text-align: center;">ครั้งล่าสุด <a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%992018?source=feed_text">มารีนมาราธอน 2018</a></p>
<p style="text-align: center;">ใช้เวลาในการวิ่งทั้งหมด 1 ปีกับ 3 เดือนในการพิชิตมาราธอนแรก</p>
<p style="text-align: center;">ผมทำได้พวกพี่ก็ทำได้ครับ ขอส่งกำลังใจให้ทุกๆ คนนะครับ ขอบคุณครับ”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ <a href="https://www.facebook.com/profile.php?id=100003005736190&amp;fref=gs&amp;hc_ref=ARRiHRK3eWparYxe0d93G35qiTSddMOfjDW83qWYY0BvMVfV4G5j4UqsCppHzQUrn0U&amp;dti=233347630179372&amp;hc_location=group">MrDream Suchat Panpon</a> โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3387.jpg" /></p>
<h3>เริ่มต้นจากการส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่กัน</h3>
<p>“สำหรับผม การวิ่งมาราธอนเป็นการวิ่งที่พิเศษ ไม่ใช่ทุกคนจะวิ่งได้ คนที่วิ่งได้คือคนที่ตั้งใจจริงมากๆ มีวินัย มันเป็นเกมของจิตใจ เกมที่แข่งกับตัวเอง ถ้าชนะเราก็ชนะตัวเอง เราจะเคารพตัวเรา ผมเลยอยากส่งต่อแรงบันดาลใจนี้ให้กับทุกคนได้ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ผมสร้างกรุ๊ปนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนได้มาแชร์เรื่องราวและเทคนิคการวิ่งมาราธอนของพวกเขาเอง</p>
<p>“ผมบอกทุกคนเสมอว่าเฟซบุ๊กเป็นของเรา ถึงจะมีบางคนรำคาญสิ่งที่เราโพสต์แต่ก็แชร์ไปเถอะ จะวิ่ง 3 หรือ 5 กิโลก็เขียนไป เพราะมันจะมีคนที่เฝ้ามองเราอยู่ มีเคสหนึ่งที่เป็นเรื่องของเพื่อนนักวิ่ง เขาวิ่งเป็นประจำแล้วก็จะโพสต์ลงเฟซบุ๊กทุกวัน วันหนึ่งก็มีเพื่อนสมัยประถมที่ไม่ได้คุยกันมานานและไม่เคยกดไลก์ทักเข้ามาว่าสนใจอยากวิ่ง สาเหตุเพราะเห็นเพื่อนนักวิ่งคนนั้นโพสต์ทุกวัน ปัจจุบันพวกเขากลายเป็นนักวิ่งไปแล้วทั้งคู่</p>
<p>&#8220;ผมชอบพูดบ่อยๆ ว่าถ้าคุณวิ่ง คนรอบๆ ตัวคุณอีก 5 คนจะแข็งแรง แล้วถ้าคุณแข็งแรง ครอบครัวคุณจะแข็งแรงด้วย ดังนั้นทำไปเถอะ เชื่อเถอะว่าเราจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยู่ข้างๆ”</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“เย้&#8230;ได้รับผ้าบัฟแล้ว!</p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณพี่ป๊อกและขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ในกรุ๊ปทุกๆ ท่านที่เป็นแรงบันดาลใจ&#8230;</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อก่อนบอกตามตรงว่าเคยคิดว่าคนบ้าอะไรวิ่งตั้ง 42 km. วิ่งไปได้ยังไง</p>
<p style="text-align: center;">ตอนนี้เข้าใจ และเสพติดเรียบร้อยแล้วครับ”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ Teshi Tisha โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_33792.jpg" /></p>
<h3>ผ้าบัฟที่เป็นมากกว่าของรางวัลสำหรับมาราธอนแรก</h3>
<p>“สำหรับในกรุ๊ปนี้จะมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือใครที่ผ่านมาราธอนแรก ผมจะให้ผ้าบัฟ ส่วนตัวเป็นคนชอบผ้าบัฟอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าจะแจกให้กับคนในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’ ตอนนี้ก็มีเป็นระบบให้ลงทะเบียน ปัจจุบันแจกไปแล้วประมาณ 13,000 คน</p>
<p>“กลับมาดูแล้วก็คิดว่าเป็นตัวเลขที่เยอะนะ ผมใช้งบตัวเอง ใครให้อะไรมาก็เอาไปลงบัญชีบัฟเนี่ยแหละ ค่าส่งผ้าบัฟครั้งล่าสุดอยู่ที่ 33,000 บาท ถามว่าทำไมถึงยังทำอยู่ ผมคิดว่ามันคือการส่งต่อแรงบันดาลใจ ผมภูมิใจและพอใจที่ได้ส่งต่อสิ่งนี้ มันคือแรงผลักดันอย่างหนึ่ง คนที่ได้รับผ้าบัฟเขาก็ถามว่าจะให้เขาตอบแทนยังไง ผมก็บอกว่าไม่ต้องหรอก แค่ไปชวนใครบางคนมาออกกำลังกายก็พอ แล้วสังคมสุขภาพมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเวลาไปวิ่งก็จะมีบางคนที่ทักว่าได้ผ้าบัฟมาราธอนแรกจากผม บางคนอยากวิ่งมาราธอนเพราะผ้าบัฟก็มี มันมีใครบางคนเห็นคุณค่าของผ้าบัฟ ผมเลยแจกมาจนถึงทุกวันนี้ครับ”</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“มาราธอนแรกนั้นมีความหมายกับผมมากครับ</p>
<p style="text-align: center;">มันเกิดจากความคิดภรรยาว่าอยากวิ่งมาราธอนสักครั้งแต่ก็วิ่งไม่ได้เพราะเป็นมะเร็งหลอดอาหาร เราจึงสัญญาว่าจะทำให้เห็นว่าเราทำได้ ผมจึงเริ่มซ้อมเป็นปีจนในที่สุดผมก็ทำได้</p>
<p style="text-align: center;">มาราธอนให้อะไรมากกว่าที่คิด ผมอยากไห้เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนได้ลองสักครั้งมันเปลี่ยนชีวิตจริงๆ</p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณครับที่รับฟัง ขอบคุณจากใจจริงครับ”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ Surachai Singsahas โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3341.jpg" /></p>
<h3>เรื่องเล่าทรงพลังจากกรุ๊ป</h3>
<p>“ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’ ผมยืนยันว่าผมอ่านทุกโพสต์เพราะอนุมัติสมาชิกทุกคนให้เข้ากรุ๊ปด้วยตัวเอง บางทีอ่านโพสต์ผมยังร้องไห้เลย ความตั้งใจของแต่ละคนที่ฝ่าฟันเพื่อจะจบมาราธอนแรกมันทรงพลังมาก</p>
<p>“มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมเล่าบ่อยมาก ชอบเล่ามากเลย คือมีน้องคนหนึ่งเมสเสจเข้ามาบอกว่า ‘พี่ป๊อก หนูจะวิ่งมาราธอน’ พอถามไปถามมาถึงได้รู้ว่าเขามาวิ่งเพราะถูกแฟนทิ้งเนื่องจากความอ้วน น้องน้ำหนัก 82 กิโลกรัมแล้วถูกสามีที่อยู่ด้วยกันทิ้ง หลังจากรับรู้เรื่องนี้ ถ้าน้องเขาทักมาผมจะรีบตั้งใจตอบตลอดเลย เขาจะมาส่งการบ้านเรื่อยๆ ว่าวันนี้วิงได้กี่กิโล จนวันหนึ่งเขาก็บอกว่าจะวิ่งมาราธอนในอาทิตย์ที่กำลังจะถึง พอจบงาน เขาทักมารายงานผมว่า ‘พี่ป๊อก หนูจบมาราธอนแล้วนะ’</p>
<p>“จากคนที่น้ำหนัก 82 กิโลกรัม วันที่จบมาราธอนน้องเขาน้ำหนักลดลงไป 26 กิโลกรัม การวิ่งทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผู้ชายคนหนึ่งทิ้งเขาไป มันแรงมากเลยนะ แต่มาราธอนก็พาเขาออกมาจากโลกของความเสียใจได้ การวิ่งได้นำชีวิตใหม่มาให้เขา มันพาตัวเขาออกมาจากความขมขื่นได้”</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“จากที่วิ่ง 1km อย่างทรมานสู่การวิ่งมาราธอนอย่างมีความสุข</p>
<p style="text-align: center;">แค่คุณเริ่มวิ่ง เริ่มคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง มาราธอนก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ Lertchai Thongma โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_33642.jpg" /></p>
<h3>รันนิงบูมในปัจจุบันและการเติบโตของคอมมิวนิตี้การวิ่ง</h3>
<p>“ปัจจุบันผมเป็นกรรมการสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย วิ่งมาตั้งแต่ปี 2530 จนเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการวิ่ง แต่ก่อนเราสามารถไปสมัครวิ่งหน้างานได้ แต่เดี๋ยวนี้คือสมัครแทบจะไม่ทัน ตอนนี้เหมือนเป็นรันนิงบูมอีกยุคหนึ่ง ยิ่งเป็นยุคโซเชียลมันเลยเข้าถึงง่ายซึ่งดีแล้ว ดีต่อสุขภาพเขาและองค์รวม</p>
<p>“ในกรุ๊ปก็มีหลายคนที่บอกว่า ‘พี่ป๊อกชอบป้ายยา’ เหมือนเราสร้างให้คนออกไปเป็น marathoner ซึ่งผมมีความสุขกับสิ่งนี้ แต่ก็กลัวอยู่เหมือนกันว่ากระแสวิ่งจะหมดไปอีก ปัจจุบันก็มีนักวิ่งหลายคนที่หยุดวิ่งไปแล้วเพราะเขาประสบความสำเร็จตามที่ต้องการแล้ว เวลาเจอหลายๆ คนที่วิ่ง ผมเลยจะบอกทีเล่นทีจริงเสมอว่าอย่าเลิกวิ่งนะ เวลามีโอกาสสนทนากับใครก็จะชวนคนกลับมาวิ่งเสมอ เพราะสุดท้ายถ้าเขาวิ่งก็จะดีต่อสุขภาพเขาเอง และเราก็จะเป็นกำลังใจให้แก่กันไม่รู้จบ”</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนนะครับ อย่าไปกลัวถ้าเรายังไม่ลงมือทำว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง</p>
<p style="text-align: center;">เพราะสิ่งหนึ่งที่เราได้แน่นอน ใจเราครับ เราได้ชนะใจตัวเราเองแน่นอน สู้ๆ นะครับ”</p>
<p style="text-align: center;">คุณ Assada Daramuang โพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7192.jpg" /></p>
<h3>ป้ายยาเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจต่อไป</h3>
<p>“ผมเป็นคนที่วิ่งมานาน ตอนที่เริ่มวิ่งก็ไม่ได้คิดว่าจะมีผลกระทบต่อชีวิตมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะสิ่งนี้หรือการตั้งกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’ มันนำมาซึ่งการที่ได้รู้จักกับคนหลายคนที่มีผลกับชีวิตเรา การวิ่งให้อะไรเรามากกว่า ทุกวันนี้คนบอกว่าผมให้อะไรกับคนอื่นเยอะ แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่าพวกเขาต่างหากที่กระทบด้านดีมาสู่เรา เราเลือกจะอยู่ในสังคมไหน เราก็จะได้จากสังคมนั้น</p>
<p>“ฝากถึงคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ทุกคนก็แล้วกัน อยากเชิญชวนให้ออกมาออกกำลังกาย อย่างการวิ่งก็เป็นกีฬาที่ง่าย มีรองเท้าคู่เดียวก็ออกมาได้ แค่เอาตัวเองออกมาคุ้นเคยกับบรรยากาศก่อน มาเดินดูก่อนก็ได้ ลองมาทำอะไรเพื่อตัวเองดูบ้าง</p>
<p>“มาออกกำลังกายกันเถอะครับ”</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">“การวิ่งมาราธอนเป็นชัยชนะส่วนตัวไปตลอดชีวิต”</p>
<p style="text-align: center;">ป๊อกโพสต์ไว้ในกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2561</p>
</blockquote>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3419.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล, พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-change-42-195-k-club/">ก้าวสู่มาราธอนไปพร้อมกับกรุ๊ป ‘42.195 K Club&#8230;เราจะไปมาราธอนด้วยกัน’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-change-42-195-k-club/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
