<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author422/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sat, 13 Feb 2021 16:42:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ช่างสัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/job-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/job-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Aug 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[job anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[รอยสัก]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสัก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างมิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[อานนทร์ พีรนันทปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[MIMPTATTOO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/job-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า Art is everywhere หรือศิลปะอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตึกรามบ้านช่องที่เราเห็นจนชินตาก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะทั้งสิ้น แต่จะมีศิลปะรูปแบบไหนที่จะติดตัวเราไปได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือน &#8216;รอยสัก&#8217; บ้าง? ถึงรอยสักจะเคยเป็นสิ่งที่ใช้ลงโทษและแบ่งชนชั้นในสังคม แต่เมื่อได้ผ่านการขัดเกลาและพัฒนามานานหลายปี การสักก็กลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งที่วิจิตรและสะท้อนให้เห็นตัวตนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับงานสักอย่างใกล้ชิดผ่านการทำงานของ ช่างมิ้ม-อานนทร์ พีรนันทปัญญา ช่างสักไทยชื่อดังจากร้าน MIMPTATTOO ที่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานรอยสักใน Musée du quai Branly ที่ประเทศฝรั่งเศส 1. เข็มแรกของช่างสัก เพราะรอยสักเป็นสิ่งที่แก้ได้ยากและติดตัวเราตลอดไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ช่างสักมือใหม่หลายคนจึงมักเริ่มลองสักกับวัสดุอื่นที่มีสัมผัสใกล้เคียงกับผิวหนังคนก่อน เช่น รองเท้าฟองน้ำ หนังหมู หรือหนังเทียม เมื่อฝึกปรือจนมั่นใจว่าสักลงบนผิวหนังจริงได้แล้ว ก็ควรเริ่มสักจากลายที่ไม่ซับซ้อนและง่ายต่อการแก้ไขก่อน เช่น รอยสักแบบ Tribal (ชนเผ่า)ที่มีรูปแบบชัดเจน หรือรอยสักแบบ Minimal และรอยสักแบบจุดที่มีรายละเอียดไม่มาก หากชำนาญแล้วจะลองสักรูปแบบอื่นๆ ตามความสนใจ เช่น Realistic (รอยสักรูปเสมือนจริง) Japanese (รอยสักแบบญี่ปุ่น) หรือรอยสักลายโอลด์สคูลก็ยังไม่สาย 2. เข็มแห่งตัวตน เมื่อได้ลองสักหลายๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-7/">ช่างสัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า Art is everywhere หรือศิลปะอยู่ในทุกที่<br />
ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตึกรามบ้านช่องที่เราเห็นจนชินตาก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะทั้งสิ้น<br />
แต่จะมีศิลปะรูปแบบไหนที่จะติดตัวเราไปได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือน &#8216;รอยสัก&#8217; บ้าง?</p>
<p>  ถึงรอยสักจะเคยเป็นสิ่งที่ใช้ลงโทษและแบ่งชนชั้นในสังคม<br />
แต่เมื่อได้ผ่านการขัดเกลาและพัฒนามานานหลายปี<br />
การสักก็กลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งที่วิจิตรและสะท้อนให้เห็นตัวตนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี<br />
เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับงานสักอย่างใกล้ชิดผ่านการทำงานของ <strong>ช่างมิ้ม-อานนทร์ พีรนันทปัญญา</strong> ช่างสักไทยชื่อดังจากร้าน<br />
MIMPTATTOO ที่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานรอยสักใน Musée du quai Branly ที่ประเทศฝรั่งเศส</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_90491.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>1. เข็มแรกของช่างสัก</strong></p>
<p><strong></strong>เพราะรอยสักเป็นสิ่งที่แก้ได้ยากและติดตัวเราตลอดไป<br />
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ช่างสักมือใหม่หลายคนจึงมักเริ่มลองสักกับวัสดุอื่นที่มีสัมผัสใกล้เคียงกับผิวหนังคนก่อน<br />
เช่น รองเท้าฟองน้ำ หนังหมู หรือหนังเทียม เมื่อฝึกปรือจนมั่นใจว่าสักลงบนผิวหนังจริงได้แล้ว<br />
ก็ควรเริ่มสักจากลายที่ไม่ซับซ้อนและง่ายต่อการแก้ไขก่อน เช่น รอยสักแบบ Tribal (ชนเผ่า)ที่มีรูปแบบชัดเจน หรือรอยสักแบบ Minimal และรอยสักแบบจุดที่มีรายละเอียดไม่มาก<br />
หากชำนาญแล้วจะลองสักรูปแบบอื่นๆ ตามความสนใจ เช่น Realistic (รอยสักรูปเสมือนจริง) Japanese (รอยสักแบบญี่ปุ่น)<br />
หรือรอยสักลายโอลด์สคูลก็ยังไม่สาย</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>2. เข็มแห่งตัวตน</strong></p>
<p><strong></strong>เมื่อได้ลองสักหลายๆ รูปแบบแล้ว ช่างสักจะเริ่มค้นพบรอยสักที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง<br />
อาจจะผสมรอยสักหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน หรือสร้างสรรค์รอยสักจากจินตนาการก็ได้<br />
อย่างช่างมิ้มจะถนัดรอยสักแบบญี่ปุ่นที่สอดแทรกความเป็นไทยลงไปด้วย</p>
<p style="text-align: center">ลายสักที่เป็นเอกลักษณ์ของช่างสักก็เหมือนลายมือที่ใช่จะเลียนแบบกันได้ง่ายๆ<br />
ถึงจะลงเข็มตามได้ทุกเส้นทุกรอย แต่ความหนักเบา ความรุนแรง<br />
ความอ่อนของงาน ย่อมต่างกันอยู่ดี<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9560.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_90993.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9045.jpg"></p>
<p><strong>3. เข็มที่ขยับตามหัวใจ</strong></p>
<p><strong></strong>ลวดลายสวยๆ จากปลายเข็มที่เราเห็น เกิดจากฝีมือและความรู้สึกของช่างสักซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้รอยสักโลดโผนและสื่อถึงอารมณ์ได้<br />
เมื่อสักลายอะไรก็ตาม ช่างสักมักจะต้องอินและหมกมุ่นไปกับรอยสักนั้นๆ ด้วย บางครั้งความรู้สึกเหล่านี้ก็ยากที่จะสลัดทิ้ง<br />
เหมือนนักแสดงที่เข้าถึงบทบาทจนถอนตัวไม่ขึ้นแม้การถ่ายทำจะจบลง</p>
<p>ครั้งหนึ่ง ช่างมิ้มเคยปฏิเสธรับงานสักรูปพระที่เผาตัวตายเพื่อเรียกร้องสิทธิในเวียดนาม<br />
เขาเข้าใจดีว่าภาพนี้เป็นการเรียกร้องไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่เขาอาจรู้สึกหดหู่ได้หากต้องเข้าถึงรอยสักนี้<br />
การปฏิเสธงานของช่างสักไม่ได้หมายถึงความหยิ่งผยอง แต่ช่างสักก็เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ทำตามหัวใจเท่านั้น</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>4. เข็มสะอาดเพื่อเพื่อนมนุษย์</strong></p>
<p><strong></strong>แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นช่างสักคือการรักษาสุขลักษณะ<br />
เมื่อเจอเลือด เข็ม แผลสดต่างๆ ที่ทำให้ติดเชื้อได้ก็ต้องระมัดระวังให้ดี<br />
ขณะใส่ถุงมือเปื้อนเลือดก็ไม่ควรไปจับสิ่งของอื่นและต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้สักให้ดีทุกครั้ง<br />
ต่อให้ช่างสักจะฝีมือฉมังขนาดไหน แต่ถ้าทำให้เพื่อนมนุษย์ต้องติดโรค<br />
ก็ไม่มีทางเป็นช่างสักที่ดีได้เลย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9057.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9198.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>5. เข็มที่เชื่อมความผูกพัน</strong></p>
<p><strong></strong>ความสัมพันธ์ของช่างสักกับลูกค้าก็เหมือนช่างทำผมกับสาวๆ<br />
ที่มาทำผม คือค่อนข้างใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กันเกือบตลอดเวลา ทำให้ช่างสักต้องเริ่มฝึกสร้างบทสนทนาเพื่อบรรยากาศที่ผ่อนคลาย<br />
ทั้งช่างสักและลูกค้าเลยได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นความชอบในรอยสัก<br />
รสนิยม หรือประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อมีลูกค้าใหม่เข้ามา<br />
ช่างสักก็จะถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ที่ได้ยินมาให้ฟังอีกที<br />
เหมือนเป็นการสร้างสังคมเล็กๆ ขึ้นในร้านสักก็ว่าได้</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>6. เข็มที่ผูกมัดหน้าที่ของช่างสัก</strong></p>
<p><strong></strong>หลายคนเข้าใจว่าช่างสักเป็นอาชีพที่มีอิสระในการเลือกรับงานและจะเข้างานกี่โมงก็ได้<br />
แต่ความจริงแล้ว ช่างสักก็มีหน้าที่ต้องไปทำงานทุกวันตามเวลาเหมือนอาชีพอื่นๆ แถมยังเป็นงานที่ต้องนั่งอยู่ในท่าเดิมๆ<br />
ถ้านั่งไม่ถูกวิธีย่อมมีปัญหากับร่างกายแน่นอน หรือบางทียังต้องกลับไปคิดรอยสักของลูกค้าต่อที่บ้านหรือเอางานสักไปฝึกไปวาดต่อ<br />
เรียกได้ว่าถ้าไม่รักงานสักจริง คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหนื่อยแน่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9114.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>7. เข็มหลากหลายที่สร้างสรรค์ลวดลายอย่างแตกต่าง</strong></p>
<p><strong></strong>งานสักถือเป็นศิลปะเฉพาะกลุ่ม<br />
แต่ละกลุ่มก็มีความชื่นชอบแตกต่างกันไป การจะวางกรอบจำกัดหรือกำหนดทิศทางให้วงการช่างสักจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก<br />
ช่างสักแต่ละคนมีสิทธิที่จะแสดงตัวตน ความคิด ฝีไม้ลายสักลงบนผิวหนังในแบบตัวเอง ถึงผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะต่างกัน<br />
แต่สิ่งที่ช่างสักมีร่วมกันก็คือการสร้างสรรค์ศิลปะที่ติดตัวผู้คนไปทุกที่ให้มีความหมายที่สุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9028.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-7/">ช่างสัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/job-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อะไรอยู่ในแซนด์วิช : แซนด์วิชแผ่นนี้กินไม่ได้ แต่อร่อยและสนุกมาก!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-29/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-29/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jul 2017 11:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรอยู่ในแซนวิช]]></category>
		<category><![CDATA[​ณัฐนันทน์ แนวมาลี]]></category>
		<category><![CDATA[Conceptual Art]]></category>
		<category><![CDATA[Conceptual Book]]></category>
		<category><![CDATA[Art Book]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-29/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทันทีที่ได้เห็นและสัมผัส อะไรอยู่ในแซนด์วิช หนังสือปกกระดาษแฟนซีขนาดหนา เย็บกี่ไสกาว สันเปลือย และกระดาษอาร์ตมันภายในตัวเล่ม ผมก็รู้สึกตื่นเต้นจนอยากพลิกอ่านเรื่อยๆ นี่คือหนังสือศิลปะที่มีภาพและถ้อยคำที่รอปลุกจินตนาการเราอยู่แทบทุกหน้า ใครเขียน ณัฐนันทน์ แนวมาลี อาจารย์หนุ่มประจำภาควิชานิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ผู้เชี่ยวชาญงานด้านการออกแบบและการทดลองด้านสื่อ งานที่แพร่หลายของณัฐนันทน์ คือผลงานออกแบบเครื่องมือให้คนพิการทางการได้ยินพิมพ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น ทำไมถึงอยู่ในแซนด์วิช ณัฐนันทน์อยากพูดเรื่องอาหาร ปัจจัยพื้นฐานที่คนเราต้องกินเพื่อดำรงชีวิต และกินเพื่อสร้างสุนทรียะ ที่สำคัญ ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง โลกใบนี้ยังมีพื้นที่สำหรับเมนูแปลกๆ สำหรับใครบางคนเสมอ เช่นเดียวกันกับแซนด์วิช หนึ่งในเมนูพื้นฐาน แซนด์วิชคือตัวแทนของความสากล ความง่ายดาย ความรวดเร็ว และที่ขาดไม่ได้มันทำให้เรารู้จักกับความสร้างสรรค์ ด้วยการพลิกแพลงวัตถุดิบ คุณค่าทางสารอาหาร ทั้งสนุกและอร่อย (หรืออาจไม่อร่อยแล้วแต่คนทำ) พกไว้กินได้ทุกที่ แถมประหยัดทั้งพื้นที่และเวลาของการกิน อะไรอยู่ในเล่ม เมื่อเห็นถึงความน่าสนใจของแซนด์วิช ณัฐนันทน์เลยจินตนาการถึง ‘แซนด์วิชที่ไม่เคยมีมาก่อน’ ทั้งในแง่รูปแบบและแง่รูปทรงอันไร้ขีดจำกัด กลายเป็นที่มาของคำถาม ‘จะเป็นอย่างไรถ้าแซนด์วิช&#8230;’ ผลลัพธ์ของการตั้งคำถามต่อแซนด์วิชในหนังสือเล่มนี้คือความสนุกไม่รู้จบ เมื่อเราสมมติ กล้ารื้อสร้างสิ่งเก่าๆ ออกมาทำสิ่งใหม่ เราจึงได้คำตอบที่ไม่เคยได้มาก่อน ในแง่อาร์ตเวิร์ก ณัฐนันทน์นำเสนอภาพผ่านเทคนิคเวกเตอร์กราฟิกสนุกๆ หลากหลายรูปแบบ ด้วยการจัดวางประสบการณ์ วลี รูปทรง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-29/">อะไรอยู่ในแซนด์วิช : แซนด์วิชแผ่นนี้กินไม่ได้ แต่อร่อยและสนุกมาก!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทันทีที่ได้เห็นและสัมผัส <em>อะไรอยู่ในแซนด์วิช</em> หนังสือปกกระดาษแฟนซีขนาดหนา เย็บกี่ไสกาว สันเปลือย และกระดาษอาร์ตมันภายในตัวเล่ม ผมก็รู้สึกตื่นเต้นจนอยากพลิกอ่านเรื่อยๆ นี่คือหนังสือศิลปะที่มีภาพและถ้อยคำที่รอปลุกจินตนาการเราอยู่แทบทุกหน้า</p>
<p><strong>ใครเขียน<br />
</strong>ณัฐนันทน์ แนวมาลี อาจารย์หนุ่มประจำภาควิชานิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ผู้เชี่ยวชาญงานด้านการออกแบบและการทดลองด้านสื่อ งานที่แพร่หลายของณัฐนันทน์ คือผลงานออกแบบเครื่องมือให้คนพิการทางการได้ยินพิมพ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0183.jpg" /></p>
<p><strong>ทำไมถึงอยู่ในแซนด์วิช<br />
</strong>ณัฐนันทน์อยากพูดเรื่องอาหาร ปัจจัยพื้นฐานที่คนเราต้องกินเพื่อดำรงชีวิต และกินเพื่อสร้างสุนทรียะ ที่สำคัญ ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง โลกใบนี้ยังมีพื้นที่สำหรับเมนูแปลกๆ สำหรับใครบางคนเสมอ เช่นเดียวกันกับแซนด์วิช หนึ่งในเมนูพื้นฐาน แซนด์วิชคือตัวแทนของความสากล ความง่ายดาย ความรวดเร็ว และที่ขาดไม่ได้มันทำให้เรารู้จักกับความสร้างสรรค์ ด้วยการพลิกแพลงวัตถุดิบ คุณค่าทางสารอาหาร ทั้งสนุกและอร่อย (หรืออาจไม่อร่อยแล้วแต่คนทำ) พกไว้กินได้ทุกที่ แถมประหยัดทั้งพื้นที่และเวลาของการกิน</p>
<p><strong>อะไรอยู่ในเล่ม<br />
</strong>เมื่อเห็นถึงความน่าสนใจของแซนด์วิช ณัฐนันทน์เลยจินตนาการถึง ‘แซนด์วิชที่ไม่เคยมีมาก่อน’ ทั้งในแง่รูปแบบและแง่รูปทรงอันไร้ขีดจำกัด กลายเป็นที่มาของคำถาม ‘จะเป็นอย่างไรถ้าแซนด์วิช&#8230;’ ผลลัพธ์ของการตั้งคำถามต่อแซนด์วิชในหนังสือเล่มนี้คือความสนุกไม่รู้จบ เมื่อเราสมมติ กล้ารื้อสร้างสิ่งเก่าๆ ออกมาทำสิ่งใหม่ เราจึงได้คำตอบที่ไม่เคยได้มาก่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0178.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_01989.jpg" /></p>
<p>ในแง่อาร์ตเวิร์ก ณัฐนันทน์นำเสนอภาพผ่านเทคนิคเวกเตอร์กราฟิกสนุกๆ หลากหลายรูปแบบ ด้วยการจัดวางประสบการณ์ วลี รูปทรง เส้น สี แสง และระยะ เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับภาพและเป็นเหมือนโจทย์หนึ่งที่หยิบยื่นให้ผู้อ่านผ่อนคลาย ลับคมสมอง ลองจินตนาการไปให้ไกลกว่าพรมแดนรูปธรรมที่คุณเคยคุ้น</p>
<p><strong>แซนด์วิชที่ไม่ธรรมดา<br />
</strong>แซนด์วิชในหนังสือถูกปรับเปลี่ยนหน้าตาไปตามจินตนาการของคนทำหลายรูปแบบ เช่น แซนด์วิชแชมเปญกับโครงสร้างที่ผิดส่วน ควบคุมยากมาก, แซนด์วิชไส้หินสำหรับกินตอนหิวจัด, แซนด์วิชกับโครงสร้างของความเป็นคน, แซนด์วิชไส้ข้อมูลเรดาร์และวงกลมเชิงปริมาณ, แซนด์วิชที่พยายามร้อยด้ายผ่านปลายเข็ม, แซนด์วิชเดอะแว้นซ์บอย ซุปเปอร์คูล และแม่เจ้าโว้ย อีกสารพัดแซนด์วิชที่จะชวนให้คุณแหกขนบวัฒนธรรมการทำแซนด์วิชบนโลกใบนี้</p>
<p><strong>ใครควรอ่าน <em>อะไรอยู่ในแซนด์วิช</em><br />
</strong>ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยที่ชื่นชอบศิลปะ จินตนาการ ความบันเทิงและความสร้างสรรค์ อาทิ นักเรียน นักสื่อสาร นักการตลาด นักเขียน และนักออกแบบ เป็นต้น เพราะนี่คือหนังสือคอนเซปต์ชวลอาร์ตที่จะเปิดโลกใบใหม่ให้ผู้อ่านทุกคนได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนจะพลิกอ่านหน้าแรก อย่าลืมปล่อยใจให้เป็นอิสระเสียก่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0207.jpg" /></p>
<hr />
<h3><strong>ลองยื่น <em>อะไรอยู่ในแซนด์วิช</em> ให้คนอื่นอ่านต่อ</strong></h3>
<p><strong>พี่ปัญญา ชูวนัส อายุ 50 ปี<br />
พนักงานรักษาความปลอดภัยใจดี คนคุ้นเคยของชาว a day</strong></p>
<p>&#8220;เห็นครั้งแรก ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเกี่ยวกับเรื่องไส้ขนมปัง (พลิกดู) มันดูแปลกดีนะ พอเปิดออกมาแล้วก็คล้ายกับที่คิดไว้เลย เพราะข้างในมีไส้ขนมปังหลายแบบ ผมงง ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย เล่มนี้น่าจะเหมาะกับพวกร้านกาแฟเพราะเขามีขนมปังขายในร้าน คนมาร้าน เขาก็ต้องอ่านอยู่แล้ว เพราะกินกาแฟต้องมีขนมปัง บางคนได้เห็นเขาคงคิดว่าน่าลองอ่าน เรื่องของความสวยงาม รูปเล่มดูดีมีสีสัน ส่วนตัวผมชอบหน้าที่ 22 เพราะไส้แชนวิชหน้านี้ดูเหมือนนกที่กำลังจะบินขึ้นไปกินอะไรสักอย่าง นกเขาน่าจะอยากเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ บ้าง&#8221;</p>
<p><strong>อีฟ-อิสรีย์ ฉัตรไชยศิริ อายุ 23 ปี<br />
สาวนักพิสูจน์อักษรแห่งนิตยสาร a day</strong></p>
<p>&#8220;เราเห็นแล้วรู้สึกอยากหยิบขึ้นมาดูเพราะหน้าปกและชื่อหนังสือน่าสนใจ ตัวเราชอบหนังสือที่เย็บสันกาวอยู่แล้ว ตอนแรกคิดว่าเป็นหนังสือปรัชญา มีตัวหนังสือเยอะๆ เพราะชื่อหนังสือทำให้เรานึกไปในทางนั้น พอเปิดมารู้สึกตกใจ เพราะเป็นหนังสือกราฟิก ส่วนตัวเราชอบโซน sandwich monster น่ารักดี เพราะดูต้องใช้จินตนาการ มีภาพประกอบสวยๆ แต่ส่วนอื่นเราเข้าไม่ถึง คงยากไปสำหรับเรา ตัวข้อความเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแซนด์วิชไส้ซับซ้อนประติมากรรมทางความเชื่อ คงช่วยคนอ่านเรื่องจินตนาการ ซึ่งก็ดีที่ได้เปิดโลก เราว่ามันเป็นคอนเซปต์ชวลบุ๊กที่ใหม่มากในไทย ปกติเห็นแต่ของเมืองนอก แต่เขาก็กล้าเล่นดีนะ เพราะแซนด์วิชก็ไม่ใช่อาหารหลักของบ้านเรา แล้วพอเอามาทำมันก็เป็นอะไรก็ได้จริงๆ &#8221;</p>
<p><strong>พล-ฉัฐพล เตรียมชาญชัย อายุ 19 ปี<br />
นักศึกษาฝึกงานตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์</strong></p>
<p>&#8220;ตอนแรกผมคิดว่ารูปเล่มคงเกี่ยวกับไส้แซนด์วิช ผมว่าขนมปังน่ะธรรมดา แต่สิ่งที่จะทำให้แซนด์วิชไส้ทูน่าและหมูหยองต่างกันคือไส้ใน ผมว่ารูปเล่มเย็บกี่หนา เขาต้องการสื่อถึงแซนด์วิช ทั้งปกหน้าและปกหลังเป็นขนมปังประกบไส้เนื้อหาที่อยู่ข้างใน เรารู้สึกว่าน่าสนใจเพราะมีอาร์ตเวิร์กแปลกดี แถมเขายังเน้นการใช้ระนาบและรูปทรงเรขาคณิตมาใช้ออกแบบ มันค่อนข้างมีความคอนเซปต์ชวลในทุกๆ หน้า ผมว่าคนทำเน้นเรื่องการสื่อสารข้อมูลได้น่าสนใจดี&#8221;</p>
<p><strong>ไบร์ท-ธนกร เนตรจอมไพร อายุ 21 ปี<br />
</strong><b style="background-color: initial;">อาร์ตไดเรกเตอร์ a team junior 13 </b></p>
<p>&#8220;จากการดูปกมีความหนา ถือว่าโอเค (เอานิ้วเคาะหน้าปกวางมาดผู้เชี่ยวชาญ) ผมรู้เลยว่าเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นแผ่นขนมปัง เขาคิดมาแล้วว่าตรงนี้คือขนมปังนะ มะเขือเทศนะ นี่ผักกาดนะ ว่าแต่เนื้ออยู่ไหน (พลิกดู แต่หาไม่เจอ) เห็นปกแล้วชอบสุดคือฟอนต์ เพราะดูคิดมาดี ขนมปังบนหน้าปกนี่ก็น่ากิน แต่เกรียมไปนิดนะผมไม่ชอบ แล้วขนาดเล่มก็พอดีคำ (ทำท่าลองกัดกินเล่ม) พอดีมือนะ เหมาะกับผู้หญิง ทั้งเรื่องสีสัน ประเด็นเรื่องของกิน และภาพน่ารักๆ แวบแรกที่ยังไม่ได้เปิดดูคิดว่าเล่มนี้น่าจะพูดถึงมะเขือเทศและเนื้อที่เป็นไส้ของแซนด์วิช แต่ก็คิดว่าคงไม่ได้เอาไส้ไปใส่จริงๆ หรอก เดาไม่ออกเลยว่าเนื้อหาอะไร มันคงจะรอให้เราค้นหา เพราะมันน่าค้นหามาก (เปิดหน้าแรกแล้วรีบปิด เพราะยังไม่กล้าค้นหาจริง ก่อนเปิดดูต่ออีกครั้ง) ชอบตรงมีหน้าพักสายตา เวลาอ่านเปิดมาก็มีจุดนำสายตา เรามองตามเส้นเลย อยากติดตามเนื้อหา แล้วเรามาเจอหน้าที่เขียนว่า &#8216;1 วันกับ 8 แซนวิชคิดในใจ&#8217; ไอ้เราก็งงแล้ว 1 วัน กับ 8 แซนด์วิชนี่มันอะไร ซึ่งถ้าผมชอบเล่มนี้ขึ้นมา แล้วต้องแนะนำเพื่อนต่อนี่เป็นเรื่องยากแล้วนะ เพราะว่ามันต้องคิดในใจไง&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0175.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-29/">อะไรอยู่ในแซนด์วิช : แซนด์วิชแผ่นนี้กินไม่ได้ แต่อร่อยและสนุกมาก!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-29/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนแบบพ่อ : หนังสือแทนความคิดถึงจากลูกถึงพ่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-27/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jul 2017 04:22:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ในหลวงรัชกาลที่ 9]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนแบบพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[เลียนแบบพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-27/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันสิ่งพิมพ์เนื้อหาเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มีอยู่เต็มแผงหนังสือ ทุกเล่มมีรูปแบบการนำเสนอคล้ายกันมากจนแทบไม่เห็นความแตกต่าง จนกระทั่งเราได้พบกับ เรียนแบบพ่อ หนังสือเล่มหนาสีขาวที่เล่าเรื่องพระองค์ด้วยวิธีการแตกต่าง สดใหม่ และน่าพลิกอ่านมาก เรียนแบบพ่อ จัดทำโดย ธนาคารกรุงไทย เพื่อเป็นหนังสือระลึกถึงช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์เป็นเวลารวม 70 ปี ซึ่งตลอดชีวิตของคนไทยในรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเห็นพระองค์ทรงทุ่มเทเพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่ดีให้คนไทย และหลายสิ่งสำคัญที่ปรากฏในชีวิตเราเกิดจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงทำมีพลังแรงกล้าเพียงพอให้หลายคนลุกขึ้นมาทำความดีตามรอยทางอันเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่นี้ได้ จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การออกแบบประสบการณ์การอ่านในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เรียนแบบพ่อ มีรูปเล่มสีขาว เรียบง่าย เมื่อเปิดอ่านจะมีเนื้อหาที่พูดถึงแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเนื้อหาสั้นๆ อยู่ฝั่งซ้ายของเล่ม ส่วนฝั่งขวาจะเป็นสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่เราสามารถ ‘หยิบ’ มันขึ้นมาจากกระดาษได้ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมและความอิมแพ็คให้กับผู้อ่าน ถือเป็นการตอกย้ำแนวคำสอนแบบนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ดี ตัวอย่างเช่น เนื้อหาที่พูดถึงการเกษตร ฝั่งขวาจะเป็นภาพต้นไม้ มีกระดาษที่แปะเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวจากโครงการหลวง เมื่ออ่านจบเราก็สามารถนำเมล็ดไปทดลองปลูกได้ เมื่อพูดเรื่องข้าวก็จะมีเมล็ดข้าวจริงๆ บรรจุถุงอยู่ฝั่งขวา เอาออกมาหุงได้จริง เมื่อพูดถึงพลังงาน ก็มีแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่สะสมพลังงานไว้ พร้อมสายสำหรับชาร์จพลังงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีซองจดหมายสำหรับเก็บเงินออม แฟลชไดร์ฟบรรจุ 9 บทเพลงพระราชนิพนธ์แสนไพเราะ ดินสอและกระดาษเปล่าสำหรับร่างความคิดให้ลงมือทำจริง โดยมีคำสอนของพ่อแทรกอยู่ทุกหน้าได้อย่างลงตัว แนวคิดหลักในการทำหนังสือเล่มนี้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า “คิดถึงพ่อต้องทำยังไง” คำตอบคือนำความรู้และแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาเรียนรู้ ทีมงานคิดว่าการทำเนื้อหาให้คนอ่านอาจทำให้เราเข้าถึงพระราชดำริของพระองค์ได้ในระดับหนึ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-27/">เรียนแบบพ่อ : หนังสือแทนความคิดถึงจากลูกถึงพ่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันสิ่งพิมพ์เนื้อหาเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มีอยู่เต็มแผงหนังสือ ทุกเล่มมีรูปแบบการนำเสนอคล้ายกันมากจนแทบไม่เห็นความแตกต่าง จนกระทั่งเราได้พบกับ <em>เรียนแบบพ่อ </em>หนังสือเล่มหนาสีขาวที่เล่าเรื่องพระองค์ด้วยวิธีการแตกต่าง สดใหม่ และน่าพลิกอ่านมาก</p>
<p><em>เรียนแบบพ่อ</em> จัดทำโดย ธนาคารกรุงไทย เพื่อเป็นหนังสือระลึกถึงช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์เป็นเวลารวม 70 ปี ซึ่งตลอดชีวิตของคนไทยในรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเห็นพระองค์ทรงทุ่มเทเพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่ดีให้คนไทย และหลายสิ่งสำคัญที่ปรากฏในชีวิตเราเกิดจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงทำมีพลังแรงกล้าเพียงพอให้หลายคนลุกขึ้นมาทำความดีตามรอยทางอันเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่นี้ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5772_2.jpg" /></p>
<p>จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การออกแบบประสบการณ์การอ่านในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ <em>เรียนแบบพ่อ</em> มีรูปเล่มสีขาว เรียบง่าย เมื่อเปิดอ่านจะมีเนื้อหาที่พูดถึงแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเนื้อหาสั้นๆ อยู่ฝั่งซ้ายของเล่ม ส่วนฝั่งขวาจะเป็นสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่เราสามารถ ‘หยิบ’ มันขึ้นมาจากกระดาษได้ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมและความอิมแพ็คให้กับผู้อ่าน ถือเป็นการตอกย้ำแนวคำสอนแบบนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ดี</p>
<p>ตัวอย่างเช่น เนื้อหาที่พูดถึงการเกษตร ฝั่งขวาจะเป็นภาพต้นไม้ มีกระดาษที่แปะเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวจากโครงการหลวง เมื่ออ่านจบเราก็สามารถนำเมล็ดไปทดลองปลูกได้ เมื่อพูดเรื่องข้าวก็จะมีเมล็ดข้าวจริงๆ บรรจุถุงอยู่ฝั่งขวา เอาออกมาหุงได้จริง เมื่อพูดถึงพลังงาน ก็มีแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่สะสมพลังงานไว้ พร้อมสายสำหรับชาร์จพลังงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีซองจดหมายสำหรับเก็บเงินออม แฟลชไดร์ฟบรรจุ 9 บทเพลงพระราชนิพนธ์แสนไพเราะ ดินสอและกระดาษเปล่าสำหรับร่างความคิดให้ลงมือทำจริง โดยมีคำสอนของพ่อแทรกอยู่ทุกหน้าได้อย่างลงตัว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_57972.jpg" /></p>
<p>แนวคิดหลักในการทำหนังสือเล่มนี้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า “คิดถึงพ่อต้องทำยังไง” คำตอบคือนำความรู้และแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาเรียนรู้ ทีมงานคิดว่าการทำเนื้อหาให้คนอ่านอาจทำให้เราเข้าถึงพระราชดำริของพระองค์ได้ในระดับหนึ่ง จึงนำเนื้อหาออกมาเป็นสิ่งของ เป็นการเชิญชวนให้คนได้ลองปฏิบัติตามแนวพระราชดำริของพระองค์จริงๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5941.jpg" /></p>
<p>หนังสือ <em>เรียนแบบพ่อ</em> อัดแน่นด้วยเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจจากแนวทางที่พ่อหลวงทรงสร้าง ซึ่งคนไทยล้วนเคยได้รับสิ่งดีๆ เหล่านี้ โดยหยิบแนวทางเด่นๆ ขึ้นมานำเสนอใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ดิน ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม หน้าดินพังทลาย ทำให้ปลูกพืชไม่ได้ กำเนิดเป็น ‘การห่มดิน’ แนวพระราชดำริฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาดินเพื่อช่วยรักษาดินให้สมบูรณ์ โดยใช้ฟางข้าว เศษใบไม้ หรือพรมใยปาล์ม ห่มดินไว้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/abb1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5916.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5953.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5963.jpg" /></p>
<p>นอกจากการอนุรักษ์ภายนอก สิ่งที่ควรมองกลับเข้ามาภายในคือเรื่องของ &#8216;การพึ่งพาตัวเอง&#8217; พระองค์เคยตรัสกระตุ้นให้คนไทยรู้จักใช้ชีวิตของตัวเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนไปถึงเรื่อง &#8216;ทรัพยากรที่ยั่งยืน&#8217; ทรงสอนให้เราทุกคนใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และทรงเล็งเห็นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยให้ประหยัดพลังงานธรรมชาติด้วยวิธีการสร้างพลังงานทดแทน เช่น การสร้างพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำ พลังลม และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่สะสมด้วยแผงโซลาร์เซลล์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_6015.jpg" /></p>
<p><em>เรียนแบบพ่อ</em> ถือว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่น่าประทับใจมากเล่มหนึ่ง เพราะคนอ่านจะได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นแบบอย่างส่วนหนึ่งที่พระองค์ทรงปลูกต้นกล้าไว้ และจะคอยย้ำเตือนทุกคนว่า ‘พ่อไม่เคยจากไปไหน’ คำตอบของ ‘คิดถึงพ่อต้องทำยังไง’ เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ลงมือทำแบบที่ตัวเราถนัดจากจุดเล็กๆ ในวิถีชีวิตประจำวัน ลงมือทำในแบบที่เราตั้งใจจะทำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เหมือนสูตรสำเร็จง่ายๆ ที่หนังสือหยิบยื่นเป็นแนวทางให้ทำตาม</p>
<hr id="horizontalrule" />
<p>มาดูกันว่าข้างในเล่มมีลูกเล่นอะไรบ้าง</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์, กฤต วิเศษเขตการณ์ และ อภิวัฒน์ ทองเภ้า</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-27/">เรียนแบบพ่อ : หนังสือแทนความคิดถึงจากลูกถึงพ่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​EdWINGS : องค์กรหน้าใหม่ที่หวังติดปีกให้การศึกษา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/founder-8/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/founder-8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด ลิมปิพัฒน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Jun 2017 07:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐรดา เลขะธนชลท์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[EdWINGS]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ภารกิจติดปีกการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาของเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/founder-8/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเพิ่งไปร่วมงาน Edเป็ด ที่จัดโดยองค์กรเพื่อการศึกษาหน้าใหม่ EdWINGS มา ได้รู้ว่าองค์กรนี้เพิ่งก่อตั้งมาแค่ปีเดียวแต่มีพัฒนาการที่รุดหน้าไปมาก ทันทีที่หัวหน้าทีม จอย-ณัฐรดา เลขะธนชลท์ พูดถึงที่มาของชื่อ EdWINGS ว่ามาจากความฝันของเธอที่อยากพัฒนาการศึกษา (Education; Ed) ให้เหมือนการติดปีก (Wings) เราก็รู้สึกอยากรู้จักองค์กรนี้มากขึ้นทันที ความเจ็บปวดส่วนตัวที่หล่อหลอม EdWINGS “เราสอนในมหาวิทยาลัย นักศึกษามักไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชีวิตเขามีคุณค่า และยิ่งได้ทำค่ายเยาวชนในหลายจังหวัดอยู่หลายปี ก็ได้เห็นความเหลื่อมล้ำและความขาดแคลน เราคิดเลยว่านี่แหละชีวิตเรา อยากช่วยสนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม “เราเน้นออกไปตามโรงเรียน ขยายโอกาสให้เด็กที่เข้าเรียนตามโรงเรียนทั่วไปไม่ได้ อาจเพราะปัญหาเรื่องการเดินทาง ค่าใช้จ่าย หรือเพราะสอบเข้าไม่ได้ เราเก็บข้อมูลด้านการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ทั้งครู ผู้อำนวยการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา หรือแม้แต่ตัวเด็ก ทำให้พบว่าพวกเขาต้องการอะไร บางโรงเรียนมีห้องเรียนที่ชำรุด บางโรงเรียนไม่มีแม้แต่รั้ว ทั้งที่รั้วเป็นทั้งเขตแดนเพื่อป้องกันเด็กๆ จากภัยรอบตัวอย่างยาเสพติด คำว่า ‘ครอบครัว’ ของเด็กบางคนก็ไม่มีพ่อแม่อยู่ในนั้น ต้องอยู่กับญาติคนอื่นๆ บางคนต้องอยู่คนเดียว” ภารกิจติดปีกการศึกษา “เราตั้งใจจะพัฒนา 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวโรงเรียน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กทั้งผู้ปกครองและชุมชน เลยอยากสร้างโครงการที่ตอบโจทย์เหล่านี้และขยายโครงการเหล่านั้นให้เป็นธุรกิจที่คนมาลงทุน ทำเงินได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เพราะพวกเขาคือทรัพยากรมนุษย์ของไทย “เราเพิ่งเปิดบริษัท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-8/">​EdWINGS : องค์กรหน้าใหม่ที่หวังติดปีกให้การศึกษา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราเพิ่งไปร่วมงาน Edเป็ด ที่จัดโดยองค์กรเพื่อการศึกษาหน้าใหม่ EdWINGS มา ได้รู้ว่าองค์กรนี้เพิ่งก่อตั้งมาแค่ปีเดียวแต่มีพัฒนาการที่รุดหน้าไปมาก ทันทีที่หัวหน้าทีม <strong style="background-color: initial;">จอย-ณัฐรดา เลขะธนชลท์</strong> พูดถึงที่มาของชื่อ EdWINGS ว่ามาจากความฝันของเธอที่อยากพัฒนาการศึกษา (Education; Ed) ให้เหมือนการติดปีก (Wings) เราก็รู้สึกอยากรู้จักองค์กรนี้มากขึ้นทันที</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Type_C2.jpg" /></p>
<p><strong>ความเจ็บปวดส่วนตัวที่หล่อหลอม </strong><strong>EdWINGS</strong></p>
<p>“เราสอนในมหาวิทยาลัย นักศึกษามักไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชีวิตเขามีคุณค่า และยิ่งได้ทำค่ายเยาวชนในหลายจังหวัดอยู่หลายปี ก็ได้เห็นความเหลื่อมล้ำและความขาดแคลน เราคิดเลยว่านี่แหละชีวิตเรา อยากช่วยสนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม</p>
<p>“เราเน้นออกไปตามโรงเรียน ขยายโอกาสให้เด็กที่เข้าเรียนตามโรงเรียนทั่วไปไม่ได้ อาจเพราะปัญหาเรื่องการเดินทาง ค่าใช้จ่าย หรือเพราะสอบเข้าไม่ได้ เราเก็บข้อมูลด้านการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ทั้งครู ผู้อำนวยการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา หรือแม้แต่ตัวเด็ก ทำให้พบว่าพวกเขาต้องการอะไร บางโรงเรียนมีห้องเรียนที่ชำรุด บางโรงเรียนไม่มีแม้แต่รั้ว ทั้งที่รั้วเป็นทั้งเขตแดนเพื่อป้องกันเด็กๆ จากภัยรอบตัวอย่างยาเสพติด คำว่า ‘ครอบครัว’ ของเด็กบางคนก็ไม่มีพ่อแม่อยู่ในนั้น ต้องอยู่กับญาติคนอื่นๆ บางคนต้องอยู่คนเดียว”</p>
<p><strong>ภารกิจติดปีกการศึกษา</strong></p>
<p>“เราตั้งใจจะพัฒนา 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวโรงเรียน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กทั้งผู้ปกครองและชุมชน เลยอยากสร้างโครงการที่ตอบโจทย์เหล่านี้และขยายโครงการเหล่านั้นให้เป็นธุรกิจที่คนมาลงทุน ทำเงินได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เพราะพวกเขาคือทรัพยากรมนุษย์ของไทย</p>
<p>“เราเพิ่งเปิดบริษัท อาจจะยังลงทุนทำโครงการอะไรได้ไม่มาก ตอนนี้เราบริการให้คำปรึกษากับโรงเรียน เช่น บางโรงเรียนอยากพัฒนาด้านไหนเราก็จะเป็นที่ปรึกษาให้ เราให้คำปรึกษาและทำงานกับองค์กรที่ให้การดูแลช่วยเหลือโรงเรียน นอกจากนี้ เรายังให้บริการพัฒนาบุคลากร (training course) แนวลงมือทำจริง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PNG_5824.jpg" /></p>
<p><strong>ผสานพลังคนรุ่นใหม่กับลมหายใจของคนรุ่นก่อน</strong></p>
<p>&#8220;EdWINGS ขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่เพราะพวกเขาคือทรัพยากรมนุษย์ของไทย เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการพัฒนาเพื่อให้พวกเขาพร้อมขับเคลื่อนประเทศของเราต่อไป นอกจากนี้ยังต้องการสมาชิกจากหลายภาคส่วน จอยเชื่อว่าความรู้ที่หลากหลายคลายปมปัญหาด้านการศึกษาได้มากขึ้น</p>
<p>“สมาชิกทีมเรามีทั้งเด็กที่มาจากคณะจิตวิทยา อักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ครุศาสตร์ และบัญชี อายุเฉลี่ยประมาณ 26 &#8211; 27 ปี เราอยากชวนคนรุ่นใหม่ที่มีแพสชันมาร่วมทีมกับเรา ไม่ต้องเก่งระดับหัวแถวก็ได้ แต่ขอให้ตั้งใจจริง พวกเขาอาจจะใหม่กับเรื่องธุรกิจและการศึกษา ยังต้องการแนวทาง ต้องการความเชื่อ เราเลยอยากดึงผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ มาช่วยแนะนำ สนับสนุนให้เขาสร้างธุรกิจได้สำเร็จ เพราะนั่นหมายถึงชีวิตของเด็กจะดีขึ้น”</p>
<p><strong>แบ่งงานเป็นทีมและหวังพัฒนาต่อไปให้เป็นบริษัทลูก</strong></p>
<p>“เราแบ่งงานกันเป็นทีมตามโครงการที่เราสร้างขึ้น เราแชร์ความรู้และประสบการณ์กันตลอด ถ้าทีมไหนต้องการคนเพิ่มก็จะดึงตัวคนจากทีมอื่นไปทำงานด้วย เราคาดหวังจะสร้างทีมเพิ่มขึ้นอีก ทุกๆ ทีมที่เราดูแลจะต้องเติบโตจนแยกออกไปตั้งเป็นบริษัทลูกที่อยู่เองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="width: 848px;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/19398968_10154950829409405_1110455470_n.jpg" /></p>
<p>“EdLAB เป็นหน่วยเก็บข้อมูล ปัจจุบันทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนและมูลนิธิฯ ที่ดูแลโรงเรียนอยู่ เรารับจ้างเก็บข้อมูลว่าแต่ละโรงเรียนขาดแคลนอะไร ควรช่วยยังไง ตอนนี้ EdLAB สามารถหาเงินได้เองแล้ว ภายในปีหน้าหวังจะผันตัวจากโครงการเป็นบริษัทลูกได้ หัวหน้าโครงการที่ดูแลก็จะกลายเป็นหัวหน้าองค์กร ด้วยระบบที่เราออกแบบให้ทีมงานบริหารในบริษัทลูกที่ผันตัวได้และมีหุ้นอยู่ในนั้นด้วย เพื่อให้พวกเขาได้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ไม่ได้ทำงานเพื่อผลกระทบทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้เห็นผลลัพธ์จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/09_IMG_1605.jpg" /></p>
<p><strong>กระจายชื่อเสียงและเพิ่มพื้นที่เข้าถึงการศึกษาด้วย </strong><strong>EdSPACE</strong></p>
<p>“เราใช้เงินที่ได้จากการรับจ้างทำงานมาสร้าง EdSPACE ขึ้น เป็นพื้นที่ให้คนมาร่วมกันแชร์ไอเดียด้านการศึกษา<br />
ได้มาปล่อยของใส่กัน เวลาคนพูดถึงเรื่องการศึกษากับคนรุ่นใหม่ เราก็อยากให้นึกถึงที่นี่ ที่ที่เราจะเอาข้อมูลจาก EdLAB มาแบ่งปันเพื่อให้คนที่สนใจพัฒนางานการศึกษาและเอาไปใช้ต่อได้”</p>
<p>แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ EdSPACE เคยจัดงานอีเวนต์สนุกๆ เพื่อชวนให้คนมาลองเป็นส่วนหนึ่งของ EdWINGS ไปแล้วถึง 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดคืองาน Edเป็ด ที่จัดไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MT7_9377.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MT7_9366.jpg" /></p>
<p><strong>Summer School โครงการนำร่องกับผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์</strong></p>
<p>หลังจากได้เห็นปัญหาและเก็บข้อมูลมาระดับนึง EdWINGS จึงเริ่มหมุนเงินมาลงทุนสร้างโครงการ Summer School เพื่อทดลองทำงานกับระบบการศึกษาจริง โครงการนี้จัดสอนให้เด็ก ป.6 เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ชั้น ม.1 ที่การเรียนการสอนกระโดดข้ามขั้น อาจทำให้เด็กตามไม่ทันและเลิกเรียนกลางคันในที่สุด โครงการนี้จึงเป็นทางออกให้กับเด็กๆ ที่กลับมาเรียนไม่ทันเปิดเทอม</p>
<p>“เราคัดอาสาสมัครไฟแรง 13 คนมาลองสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่โรงเรียนวัดนาวงเป็นเวลา 15 วัน เราประยุกต์วิชาเหล่านี้เข้ากับกิจกรรมให้เด็กลองทำสินค้านำไปขายในตลาดวัดนาวง ให้เขาเข้าใจว่าเรียนไปทำไม<br />
เราพบว่าเด็กพัฒนาทั้งทัศนคติและผลการเรียน โดยเฉพาะคะแนนวิชาภาษาอังกฤษที่สูงขึ้นมาก</p>
<p>“และเราจะตามไปดูเด็กกลุ่มนี้อีกทีตอนใกล้ปิดเทอม ก่อนจัดโครงการ Summer School ให้อีกจนถึง ม.3 คอยเก็บสถิติการออกเรียนกลางคันดูว่าพวกเขาจะตอบได้ไหมว่าเรียนไปทำไม เพื่อไปปรับใช้กับเด็กรุ่นต่อๆ ไป”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PNG_31001.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_89381.jpg" /></p>
<p><strong>สร้างนักธุรกิจด้านการศึกษา</strong></p>
<p>“ประเทศเรามี Entrepreneur จำนวนมาก แต่ทำไมเราไม่ลองสร้าง Edupreneur (ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการศึกษา) กันบ้าง ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมจะเริ่มประชาสัมพันธ์โครงการ Incubation Camp เพื่อเฟ้นหาคนร่วมทีมเพิ่ม นี่จะเป็นค่ายที่ให้คนรักจะพัฒนาการศึกษาได้มาแข่งวางแผนธุรกิจ ทุกคนที่ผ่านรอบแรกจะได้เงินทำโครงการจริง และได้พัฒนาโครงการจนสามารถผันตัวเป็นองค์กรที่ยืนได้ด้วยตัวเอง ตลอดระยะเวลาเราจะทำงานร่วมกันตลอด ไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยวแน่นอน การเป็นเครือข่ายและทำงานร่วมกันทั้งภายในกลุ่ม EdWINGS และนอกกลุ่มสำคัญมาก ระยะเวลาของโครงการนี้จะยาวถึงปีหน้าเลย”</p>
<p><strong>เดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อที่แน่วแน่</strong></p>
<p>“ตอนนี้หลายบริษัทยังคงปฏิเสธหรือลังเลที่จะร่วมลงทุนกับเรา หลักใหญ่คงเป็นเพราะภาพขององค์กรเรายังไม่ชัดเจนและไม่ทำผลกำไรมาก การหาทีมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องเจอคำว่า ‘ไม่’ เป็นร้อยๆ รอบ แต่ยอมแพ้ไม่ได้ ที่เราเจอมันก็แค่คำปฏิเสธ แต่เด็กที่ถูกระบบการศึกษาทอดทิ้ง พวกเขาแพ้ทุกวัน สักวันเราต้องเจอคำว่าใช่</p>
<p>“ความทุกข์ของเด็กคือความทุกข์ของพวกเรา ทุกวันเราทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งเราทำสำเร็จไว ชีวิตและการศึกษาของเด็กก็ยิ่งพัฒนาไวขึ้น”</p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/EdWingsEducation/" target="_blank" rel="noopener">EdWINGS<br />
</a><a href="http://www.edwings.co.th/">edwings.co.th</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-8/">​EdWINGS : องค์กรหน้าใหม่ที่หวังติดปีกให้การศึกษา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/founder-8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปอย Portrait : นักแต่งเพลงที่เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นเนื้อร้อง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lyrics-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/lyrics-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Jun 2017 02:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[lyrics poet]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Boxx Music]]></category>
		<category><![CDATA[ปอย-ตะวัน ชวลิตธํารง]]></category>
		<category><![CDATA[ปอย portrait]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงเศร้า]]></category>
		<category><![CDATA[เจ็บจนไม่เข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอดาว]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าพ่อเพลงเศร้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/lyrics-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อสิบปีที่แล้ว ปอย-ตะวัน ชวลิตธํารง หรือที่รู้จักกันในนามว่า ปอย Portrait ได้ฝากผลงานเพลงเศร้าชื่อดังอย่าง ขอดาว คนแปลกหน้า หรือ กลับไปไม่รู้จัก ที่ทำให้คนฟังอินจนร้องไห้มาหลายต่อหลายครั้ง เขาเป็นเหมือนผู้ควบคุมน้ำตาของคนให้ไหลได้ตามใจต้องการด้วยการร้องเพลง แต่เขาหายไปจากวงการเพลงนานถึง 8 ปี ก่อนจะกลับมาพร้อมอัลบั้มที่สามอย่าง 4 A.M. ในปี 2015 และล่าสุดซิงเกิล เจ็บจนไม่เข้าใจ ก็คว้าอันดับหนึ่งใน iTunes Store นานหนึ่งสัปดาห์เต็ม นอกจากแต่งเพลงให้ตัวเองแล้ว เร็วๆ นี้ปอยยังข้ามไปแต่งเพลงให้ศิลปินอื่นในฐานะโปรดิวเซอร์ของค่ายเพลงน้องใหม่อย่าง BOXX MUSIC ผลงานที่น่าจับตาคงหนีไม่พ้นเพลง ขอพร ที่ได้ กันต์ ชุณหวัตร มาเป็นคนถ่ายทอดความเศร้าแบบเหงาๆ ให้ วันนี้เราจะมาถอดสลักฝีมือการแต่งเพลงของเจ้าพ่อแห่งวงการเพลงเศร้าไปพร้อมๆ กัน จากสมาชิกเว็บพันทิป สู่นักแต่งเพลงอาชีพ ผมชอบร้องเพลงก่อน ร้องตั้งแต่ตื่นยันหลับเลย เพลงที่ชอบร้องมีแต่เพลงเศร้าๆ อย่างเพลง เวลาไม่ช่วยอะไร ของพี่คริสติน่า อากีล่าร์ ที่จบด้วยประโยคที่ว่า &#8216;คงจะเป็นเหมือนโดนคำสาปที่สั่งให้ยังรักเธอจนตาย&#8217;ตอนนี้ยังจำได้อยู่เลย ผมได้ไปเป็นสมาชิกเว็บพันทิปยุคแรกๆ ซึ่งทำให้ได้รู้จักตัวจี๊ดของวงการเพลงอย่าง นิติพงษ์ ห่อนาค และตรัย ภูมิรัตน ทุกคนรู้จักกันหมดเลย มีน้องคนหนึ่งในพันทิปชวนไปตึกแกรมมี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lyrics-5/">ปอย Portrait : นักแต่งเพลงที่เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นเนื้อร้อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสิบปีที่แล้ว <strong>ปอย-ตะวัน ชวลิตธํารง</strong> หรือที่รู้จักกันในนามว่า ปอย Portrait ได้ฝากผลงานเพลงเศร้าชื่อดังอย่าง <em style="background-color: initial;">ขอดาว คนแปลกหน้า</em> หรือ <em style="background-color: initial;">กลับไปไม่รู้จัก </em>ที่ทำให้คนฟังอินจนร้องไห้มาหลายต่อหลายครั้ง เขาเป็นเหมือนผู้ควบคุมน้ำตาของคนให้ไหลได้ตามใจต้องการด้วยการร้องเพลง แต่เขาหายไปจากวงการเพลงนานถึง 8 ปี ก่อนจะกลับมาพร้อมอัลบั้มที่สามอย่าง 4 A.M. ในปี 2015 และล่าสุดซิงเกิล <em>เจ็บจนไม่เข้าใจ </em>ก็คว้าอันดับหนึ่งใน iTunes Store นานหนึ่งสัปดาห์เต็ม</p>
<p>นอกจากแต่งเพลงให้ตัวเองแล้ว เร็วๆ นี้ปอยยังข้ามไปแต่งเพลงให้ศิลปินอื่นในฐานะโปรดิวเซอร์ของค่ายเพลงน้องใหม่อย่าง BOXX MUSIC ผลงานที่น่าจับตาคงหนีไม่พ้นเพลง <em>ขอพร</em> ที่ได้ กันต์ ชุณหวัตร มาเป็นคนถ่ายทอดความเศร้าแบบเหงาๆ ให้</p>
<p>วันนี้เราจะมาถอดสลักฝีมือการแต่งเพลงของเจ้าพ่อแห่งวงการเพลงเศร้าไปพร้อมๆ กัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial; text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_81501.jpg" /></p>
<h3><strong>จากสมาชิกเว็บพันทิป สู่นักแต่งเพลงอาชีพ<br />
</strong></h3>
<p>ผมชอบร้องเพลงก่อน ร้องตั้งแต่ตื่นยันหลับเลย เพลงที่ชอบร้องมีแต่เพลงเศร้าๆ อย่างเพลง <em>เวลาไม่ช่วยอะไร </em>ของพี่คริสติน่า อากีล่าร์ ที่จบด้วยประโยคที่ว่า &#8216;คงจะเป็นเหมือนโดนคำสาปที่สั่งให้ยังรักเธอจนตาย&#8217;ตอนนี้ยังจำได้อยู่เลย ผมได้ไปเป็นสมาชิกเว็บพันทิปยุคแรกๆ ซึ่งทำให้ได้รู้จักตัวจี๊ดของวงการเพลงอย่าง นิติพงษ์ ห่อนาค และตรัย ภูมิรัตน ทุกคนรู้จักกันหมดเลย มีน้องคนหนึ่งในพันทิปชวนไปตึกแกรมมี่ เขาจะเอาเพลงที่แต่งไปส่ง แว่น-จักราวุธ แสวงผล เราเลยเข้าไปด้วยครั้งนั้นทำให้ผมได้เห็นวิธีสอนการแต่งเพลง เขาเอาเมโลดี้ที่ใช้จริงในแกรมมี่ตอนนั้นมาให้ลองแต่ง ตรวจเสร็จพี่แว่นบอกให้น้องไปเขียนมาอีกรอบ ผมฟังแล้วสนใจเลยบอกน้องว่าขอก๊อปเมโลดี้หน่อย อยากลองแต่งบ้าง ครั้งหน้าที่น้องไปผมก็เอาไปส่งด้วย ตีหน้ามึนไปเลย แต่พี่แว่นก็ตรวจให้ เขาเลยกลายเป็นครูเพลงคนเดียวที่ผมเคยไปนั่งเรียนด้วย เป็นคนตีกรอบการเขียนเพลงให้ผมก่อนที่ผมจะกระโดดโลดเต้นอยู่ในกรอบนั้น</p>
<h3><strong style="background-color: initial;">ประโยคเด็ดต้องมา จินตนาการต้องมี</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/aoon3.jpg" /></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>เวลาแต่งเพลงผมจะเริ่มจากประโยคเด็ดที่กระทบใจมากๆ ก่อน แล้วค่อยสร้างทุกอย่างรอบประโยคนั้นอย่างเพลง <em>แค่คิดถึงเธอ </em>ผมเคยเห็นคนตั้งสเตตัสว่า &#8216;คิดถึงพี่นะ แค่คิดถึงไม่ผิดใช่ไหม&#8217; แค่นี้ผมเอามาแต่งเพลงได้เป็นท่อน &#8216;แค่คิดถึงเธอ อยู่ดีๆ มองดาวมองฟ้าน้ำตาก็ไหล&#8217; อีกวิธีที่ผมชอบใช้คือสมมติเรื่องให้เพลง ยิ่งเราอินกับเรื่องกับตัวละครเท่าไหร่ เพลงจะยิ่งสมจริงมากขึ้นเท่านั้น ตอนแต่งเพลง <em>ขอดาว </em>ผมก็นึกเป็นผู้หญิงผมหน้าม้าใส่ชุดนอนสีฟ้ายืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง กำลังมองดาวอยู่</p>
<h3><strong>ถอดรหัสนักแต่งเพลงตัวพ่อ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_81612.jpg" /></p>
<p>พี่ดี้บอกให้เราลองวิเคราะห์เพลงที่ชอบว่าทำไมถึงชอบแล้วพยายามถอดรหัสว่าทำไมเขาแต่งเพลงแบบนี้ ทำไมฟังแล้วร้องไห้ น้ำตาไหลตรงคำไหน ผมย้อนไปวิเคราะห์เพลงของนักแต่งเพลงเก่งๆ แล้วนั่งย่อยทุกเพลงทีละวรรค ทีละประโยค อย่างเพลงพี่ดี้ ถ้าเห็นเนื้อเพลงแกจะรู้เลยว่าเป็นคนปากจัด สั้นๆ แต่เจ็บ เล่าแค่วรรคแรกคนฟังก็เข้าใจแล้วว่าเพลงจะสื่ออะไร อย่างเพลง <em>ก็เลิกกันแล้ว </em>ที่แต่งให้ เบิร์ด ธงไชย แค่ขึ้นมาประโยคแรกว่า &#8216;ใครบอกเธอว่าฉันเหงา&#8217; คนฟังก็เข้าใจแล้วว่าเพลงนี้ออกแนวประชดประชัน ส่วนพี่แว่นจะเป็นคนเจ้าสำนวน อย่างเพลง <em>เจ้าช่อมาลี </em>ผมฟังแล้วได้แต่คิดว่าแต่งได้ยังไงวะ พอถอดรหัสพวกนี้ได้ผมก็เอามาปรับใช้กับเพลงตัวเอง</p>
<h3><strong>พลังจากความเศร้า</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_82051.jpg" /></p>
<p>ผมเคยลองแต่งเพลงแนวอื่นก็จริง แต่เพลงส่วนมากที่ผมแต่งแล้วอินคือเพลงเศร้า เพลงแนวอื่นแต่งแล้วไม่รู้สึกเชื่อตาม จบอัลบั้มหนึ่งของ Portrait ผมเลยใช้ความเศร้าเป็นวัตถุดิบหลักในการแต่งเพลง ครั้งหนึ่งผมได้ฟังรายการ <em>Club Friday </em>ที่สัมภาษณ์ อาหนิง-นิรุตติ์ เรื่องภรรยาเสียชีวิต แล้วแกพูดว่าทุกวันตื่นมาเพื่อรอพระอาทิตย์ตก ฟังแล้วอยากเอาไปแต่งเพลงเลย ความรักมีความเศร้าอยู่ รักที่ไม่สมหวังมีสัดส่วนมากกว่ารักที่สมหวังเยอะ ตอนเด็กๆ ผมมีความรักแล้วไม่สมหวัง ผมถามตัวเองว่าทำไม แล้วเริ่มเดินทางหาวิธีมาเอาชนะมันแต่ก็ไม่เคยชนะ จนผมเริ่มสนใจอุปสรรคมากกว่าจุดหมาย</p>
<h3><strong>ผู้วิเศษที่ควบคุมคนได้</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_82472.jpg" /></p>
<p>เพลงมีอำนาจ นักแต่งเพลงเหมือนผู้วิเศษที่ชี้ให้ใครหัวเราะหรือร้องไห้ก็ได้ ผมอยากเป็นนักแต่งเพลงด้วยเหตุผลนี้เลย ผมเคยแต่งเพลงด้วยความรู้สึกแค่ว่าอยากให้คนเศร้าที่สุด เลยออกมาเป็นเพลง <em style="background-color: initial;">เรื่องโกหก </em>ซึ่งทุกวรรคทุกตอนรับใช้ความเศร้าเท่านั้น แต่ตอนจะแต่งเสร็จมีฉุกคิดถึงเพลง <em style="background-color: initial;">Gloomy Sunday </em>ที่เล่ากันมาว่าใครฟังก็ฆ่าตัวตาย ทำให้ผมนึกภาพว่าถ้ามีคนฆ่าตัวตายเพราะฟังเพลง ผมจะติดคุกเปล่าวะ เลยแอบใส่ไปตอนสุดท้ายไว้ว่า &#8216;อยู่อย่างเดียวดาย ไม่มีใครเคียงข้างกาย นั่นคือสิ่งที่จะต้องเป็น นั่นคือสิ่งที่จะต้องเจอจนวันตาย&#8217; คือจะสื่อว่าคุณเศร้าได้แต่ห้ามฆ่าตัวตายกลางคันนะ ให้แก่ตายไปนั่นแหละดีแล้ว</p>
<p>เพลงของผมไม่ได้ซ้ำเติมคน แต่มีไว้เพื่อเป็นเพื่อนคนเศร้าในวันที่เขาไม่ต้องการให้ใครมาปลอบแล้วบอกว่า “สู้ๆ นะ ลุกขึ้นสิ” เขาไม่ได้อยากฟังคำพวกนั้น เขาอยากจะเศร้าให้ถึงขีดสุดเพื่อที่จะเด้งกลับขึ้นมาเอง เพลงของผมจะประคองเขาไว้ระหว่างนั้น พอเขาหายดีแล้ว เขาจะรู้สึกว่าเพลงของผมได้ช่วยเขาไว้</p>
<h3><strong>เพลงที่มาจากเลือดเนื้อ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_82531.jpg" /></p>
<p>ผมตั้งใจว่าจะแต่งเพลงเกี่ยวกับพลังของธรรมชาติให้ครบ มีดาวในเพลง <em style="background-color: initial;">ขอดาว</em><span style="background-color: initial;"> ลมในเพลง <em style="background-color: initial;">สายลม</em> พระจันทร์ในเพลง <em style="background-color: initial;">ทุกๆ คืน </em>แล้วก็ฝนในเพลง <em style="background-color: initial;">แค่อีกคืนที่ฝนพรำ </em></span><span style="font-weight: normal;">คิดภาพไว้ว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งในห้องมืด มีแสงจันทร์ส่องลงมาผ่านสายฝนจนเห็นเป็นเงาฝน ชายคนนั้นเพิ่งถูกทิ้งไปและนั่งอยู่คนเดียวพร้อมบอกกับตัวเองว่าก็แค่อีกคืนที่ฝนพรำ แค่อีกคืนที่ภาพของเขาคนนั้นกลับมา เพลงนี้ตั้งใจแต่งมากแต่ไม่มีใครรู้จักจนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังภูมิใจกับมันนะ จริงๆ รักทุกเพลงแหละ ทุกเพลงมาจากเลือดเนื้อของเรา แต่งเอง ร้องเอง</span></p>
<h5></h5>
<h3><strong>นักแต่งเพลงก็เหมือนช่างตัดเสื้อ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_82481.jpg" /></p>
<p>เขียนเพลงให้คนอื่นต่างกับเขียนเพลงให้ตัวเองมาก เขียนเพลงให้ตัวเองก็เหมือนสร้างศิลปะ เราจรรโลงใจ แต่การแต่งเพลงให้คนอื่น เราไม่ใช่คนสร้างศิลปะ เราเป็นช่าง พี่ดี้เคยพูดไว้ว่านักแต่งเพลงเหมือนช่างตัดเสื้อ เราตัดให้คนอื่นใส่ เราต้องรู้สัดส่วนเขา รู้ว่าเขาชอบขาม้าหรือขาเดฟ ไม่เกี่ยวเลยว่าเราจะชอบไหม แค่ตัดให้คนอื่นใส่แล้วเขามีความสุข แต่เราต้องมองให้ออกว่าเขาเป็นคนยังไง ต้องทำความรู้จักกับเขาจริงๆ ถ้านักเลงหน่อย ก็ต้องแต่งให้สั้นๆ ห้วนๆ ถ้าเป็นคนเจ้ากวีมาก ก็ต้องให้พรรณนาเยอะๆ</p>
<hr />
<h2><strong>5 เพลงที่เจ้าพ่อเพลงเศร้าเลือกให้เป็นที่สุด</strong></h2>
<p><strong>แค่คิดถึงเธอ</strong></p>
<p>เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ผมทำเองทุกอย่าง ทั้งแต่งเนื้อร้อง แต่งทำนอง มิกซ์เพลง ตอนนั้นผมเล่นดนตรีไม่ค่อยเป็นด้วย ไปเรียนแค่คอร์สทำเพลงสั้นๆ เอง ก็จิ้มๆ คีย์บอร์ดเอา ได้ลองวิชาหลายอย่างเลย จุดบอดก็เยอะเหมือนกัน ปกติแล้วเขาจะเริ่มเพลงด้วยกลองก่อน ตามด้วยเบส เหมือนเป็นการขึ้นโครงกระดูกให้เพลง เพลงนี้กลองกับเบสมั่วสุดๆ แต่ผูกพันมากเพราะจำได้ทุกโน้ต ทุก automation (การทำเพลงโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย) ที่เขียนไว้</p>
<p><strong>วันที่หัวใจเคลื่อนไหว</strong></p>
<p>เพลงนี้เกี่ยวกับรักข้างเดียว ผมว่ามันเหมือนชักกะเย่อ เราพยายามดึงเขาเข้ามาในขณะที่เขาก็พยายามผลักเราออกไป ซึ่งจะจบก็ต่อเมื่อมีใครสักคนเคลื่อนไหว อาจจะเป็นเราที่เลิกรักเขา หรือเป็นเขาที่ปฏิเสธก่อน ผมคิดคอนเซปต์ได้แล้วแต่ยังนึกวิธีเล่าไม่ออก เลยขอให้ คุณวิภว์ บูรพาเดชะ (บก. นิตยสาร happening) แต่งให้ บรีฟทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่เขาแต่งมาแล้วสิ่งที่ต้องการสื่อเพี้ยนไป ผมก็เกรงใจเพื่อนเลยตัดสินใจใช้เนื้อร้องนั้นอัดไป พอตอนขับรถกลับบ้านกำลังจะไปอัด จู่ๆ เนื้อเพลงก็ไหลเข้ามาในหัวผมไม่หยุด ผมจอดรถแล้วเขียนเลย ไปบอกวิภว์ว่าไม่เอาเพลงนั้นแล้วนะ ไอ้วิภว์งอนไปหลายวัน แต่สุดท้ายเพลงนี้ได้ดั่งใจมาก สื่อทุกอย่างที่ผมต้องการได้เลย ถือว่าหวังสิบได้สิบ</p>
<p><strong>เจ็บจนไม่เข้าใจ<br />
</strong></p>
<p>เป็นเพลงที่เขียนตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ตั้งใจว่าจะให้เป็นเพลงต่อของ <em>ขอดาว</em> ตัวละครเดียวกัน เราได้ท่อน verse แรกมาแล้วแต่นึกต่อไม่ออก วันหนึ่งผมเลื่อนดูประโยคโดนๆ ที่เซฟไว้แล้วเจอประโยคที่ว่า &#8216;อ่อนหัดกับความซับซ้อนของคน&#8217; ผมรีบเขียนต่อเลยว่า &#8216;สับสนกับความซับซ้อนของใจ&#8217; บังเอิญว่าสองประโยคนี้ 8 พยางค์เท่ากับ verse แรกที่เขียนไว้พอดี เลยไปต่อได้ ส่วนฮุกเอามาจากเพลงที่เคยแต่งให้ วี วิโอเลต วอเทียร์ แล้วไม่ได้ใช้ ตอนแรกเนื้อเพลงมาจากหลายที่มากจนไม่เข้ากัน แต่บังเอิญว่าเพลงนี้คอร์ดเหมือนกับเพลง <em>ขอดาว </em>เป๊ะ พอเอาท่อนเสียงประสานของ <em>ขอดาว </em>มาใส่ เพลงก็เข้ากันเลย รอยต่อพวกนั้นหายไปแล้ว แถมได้ยักษ์กับพลมาช่วยทำซาวนด์ให้ ฟังแล้วร่วมสมัยกว่าเพลงเก่าๆ ของ Portrait เยอะ</p>
<p><strong>เธออีกคน</strong></p>
<p>ผมชอบแต่งเพลงแต่ไม่ค่อยแต่งเพราะกลัวว่าจะออกมาไม่ดี แล้วผมก็แก้ด้วยการทำตามคำแนะนำของฝรั่งคนหนึ่งที่ว่า &#8216;ให้แต่งเพลงโดยสนแค่ปริมาณ ลืมเรื่องคุณภาพไปซะ&#8217; ผมเลยไปท้าเพื่อนอีกคนให้มาแข่งแต่งเพลงกันโดยให้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว จนเกิดโปรเจกต์ชื่อ Speed Songwriting ทำไป 10 กว่าเพลง เพลงนี้เป็นเพลงแรกเลย เป็นเพลงที่ไม่ได้ตั้งใจให้คนชอบ รู้สึกแค่ผมมีความสุข แค่เปิดวิทยุฟังแล้วได้ยินว่า <em>I’ll never find another you </em>ก็เอามาแต่งเลย ตอนแต่งก็มองแล้วคิดถึงแค่คำว่า another you ที่หมายถึงเธออีกคน</p>
<p><strong>กลับไปไม่รู้จัก</strong></p>
<p>เพลงนี้ผมเอาความเศร้าตอนอกหักแรงๆ มาแต่ง ตอนนั้นผมผ่านที่ที่เคยไปกับเขาไม่ได้ ร้านที่เคยไปด้วยกันผมก็ไม่เหยียบ เสื้อผ้าก็ซื้อใหม่หมด เห็นอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้เลย จนอยากขอย้อนไปตอนที่เราไม่รู้จักกันได้ไหม จะได้ไม่ต้องมารัก มาเสียใจแบบนี้ ก่อนเขียนเค้นนานมาก แต่แต่งเสร็จแล้วได้ดั่งใจสุดๆ ก่อนหน้านี้ผมยังเกร็ง ยังไม่มั่นใจกับฝีมือการแต่งเพลงของตัวเอง แต่เพลงนี้ผมได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ได้เล่าทุกอย่างที่อยากเล่า มีลองเปลี่ยนคีย์กลางเพลงครั้งแรกด้วย ผมดัดแปลงมาจากเพลงของวง Roxette ที่ผมชอบฟัง แต่งเสร็จแล้วรู้สึกมือแข็ง ความรู้สึกไม่มั่นคงหายไปเลย</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lyrics-5/">ปอย Portrait : นักแต่งเพลงที่เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นเนื้อร้อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/lyrics-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​The TOYS : เด็กดื้อทายาทนักร้องดังผู้กลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในฤดูกาลนี้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-26/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-26/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jun 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[กีตาร์]]></category>
		<category><![CDATA[​The TOYS]]></category>
		<category><![CDATA[ทอย]]></category>
		<category><![CDATA[ธันวา บุญสูงเนิน]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าหนาวที่แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนฤดูฝน]]></category>
		<category><![CDATA[what the duck ก็]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-26/</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอ้โห เกินไปอะ! คือสิ่งที่เราพึมพำในใจหลังจากรู้ว่าเพลง หน้าหนาวที่แล้ว และ ก่อนฤดูฝน ที่เราอินหนักหนาในฤดูนี้ ถูกร้อง เขียนเนื้อ แต่งทำนอง เรียบเรียง โดยชายหนุ่มวัย 21 เพียงคนเดียว The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินน้องเล็กจากค่ายเพลง What The Duck หากไม่นับรวมเพลงที่เขาทำเองร้องเอง ทอยยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกหลายคน กับความสามารถทางดนตรีดีกรีแชมป์กีตาร์ระดับประเทศ นอกจากนี้ประวัติการเป็น ‘ทายาทนักร้องดัง’ (ลูกชายคุณนิตยา บุญสูงเนิน และหลานของคุณเจินเจิน บุญสูงเนิน) ก็ยิ่งทำให้ศิลปินหนุ่มคนนี้น่าจับตามอง เราชวนทอยมาคุยถึงเส้นทางการเข้าสู่วงการเพลง ความดื้อกับการพิสูจน์ตัวเอง งานเบื้องหลังที่เขาชอบและการเป็นศิลปินเบื้องหน้าที่ไม่เคยคิดฝัน นั่งจิบกาแฟแบบสบายๆ ยามบ่ายแก่ๆ สวนทางกับตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขาในช่วงนี้ รู้สึกยังไงที่ทุกคนเรียกทอยว่า ‘ทายาทนักร้องดัง’ ผมโอเคครับ เราเป็นลูกแม่นิตยา หลานป้าเจินเจิน แต่จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนรู้ว่า คนในครอบครัวผมไม่ได้อยากให้ผมเข้ามาอยู่ในวงการนี้เลย คุณแม่บอกผมว่า “วงการนี้ไม่มีที่ตรงกลาง ถ้าไม่เจ๋งจริงก็อยู่ไม่ได้แน่ๆ แป๊บเดียวก็ร่วง” พวกเขาไม่เคยสนับสนุน ไม่ให้เรียนดนตรีอะไรเลย เอาแต่ส่งผมไปเรียนอย่างอื่น คำที่แม่พูดวันนั้นมันไม่ได้ทำให้เราเลิกเหรอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-26/">​The TOYS : เด็กดื้อทายาทนักร้องดังผู้กลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในฤดูกาลนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โอ้โห เกินไปอะ! คือสิ่งที่เราพึมพำในใจหลังจากรู้ว่าเพลง <em style="background-color: initial;">หน้าหนาวที่แล้ว</em> และ <em style="background-color: initial;">ก่อนฤดูฝน</em> ที่เราอินหนักหนาในฤดูนี้ ถูกร้อง เขียนเนื้อ แต่งทำนอง เรียบเรียง โดยชายหนุ่มวัย 21 เพียงคนเดียว</p>
<div id="erdyt-6a55f39e68bab" data-id="eRH_v2o1a9w" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-eRH_v2o1a9w-6a55f39e68bab" data-vid="eRH_v2o1a9w" data-src="https://www.youtube.com/embed/eRH_v2o1a9w?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/eRH_v2o1a9w/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><strong>The TOYS</strong> หรือ <strong>ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน</strong> ศิลปินน้องเล็กจากค่ายเพลง What The Duck หากไม่นับรวมเพลงที่เขาทำเองร้องเอง ทอยยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกหลายคน กับความสามารถทางดนตรีดีกรีแชมป์กีตาร์ระดับประเทศ นอกจากนี้ประวัติการเป็น ‘ทายาทนักร้องดัง’ (ลูกชายคุณนิตยา บุญสูงเนิน และหลานของคุณเจินเจิน บุญสูงเนิน) ก็ยิ่งทำให้ศิลปินหนุ่มคนนี้น่าจับตามอง</p>
<p>เราชวนทอยมาคุยถึงเส้นทางการเข้าสู่วงการเพลง ความดื้อกับการพิสูจน์ตัวเอง งานเบื้องหลังที่เขาชอบและการเป็นศิลปินเบื้องหน้าที่ไม่เคยคิดฝัน นั่งจิบกาแฟแบบสบายๆ ยามบ่ายแก่ๆ สวนทางกับตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขาในช่วงนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_84321.jpg" /></p>
<p><strong>รู้สึกยังไงที่ทุกคนเรียกทอยว่า </strong><strong>‘ทายาทนักร้องดัง’<br />
</strong>ผมโอเคครับ เราเป็นลูกแม่นิตยา หลานป้าเจินเจิน แต่จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนรู้ว่า คนในครอบครัวผมไม่ได้อยากให้ผมเข้ามาอยู่ในวงการนี้เลย คุณแม่บอกผมว่า “วงการนี้ไม่มีที่ตรงกลาง ถ้าไม่เจ๋งจริงก็อยู่ไม่ได้แน่ๆ แป๊บเดียวก็ร่วง” พวกเขาไม่เคยสนับสนุน ไม่ให้เรียนดนตรีอะไรเลย เอาแต่ส่งผมไปเรียนอย่างอื่น</p>
<p><strong>คำที่แม่พูดวันนั้นมันไม่ได้ทำให้เราเลิกเหรอ<br />
</strong>ผมเป็นคนค่อนข้างดื้อนิดนึงครับ ผมเชื่อฟังแม่ กลัวด้วย แต่ผมดื้อในเรื่องที่รู้สึกว่าไม่จริง คำที่แม่พูดวันนั้น ทำให้อยากพิสูจน์ตัวเอง มีแรงผลักในชีวิตมากขึ้น ตอนอายุ 17 มีค่ายเพลงชวนผมไปเป็นโปรดิวเซอร์ รายได้ก็น่าตกใจสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะหาได้ ตอนนั้นผมรู้ตัวว่ามีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ผมมั่นใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ต้องกล้าล้มแล้วครับ ผมดร็อปเรียนแล้วเลือกโอกาสนั้น ไม่ได้ซีเรียสด้วยว่าใครจะมองยังไง</p>
<p>ตอนนั้นไปที่ไหนก็ไม่มีใครยอมรับผม หมายถึงว่าเขาไม่เชื่อว่าผมจะทำได้ เพราะว่าผมดื้อ<br />
แต่ข้อดีคือมันทำให้เราได้เรียนรู้ เรื่องนี้เราทำไม่ได้จริงๆ ก็จบไป ลองทำอย่างอื่น ถ้าเรื่องไหนที่เราทำมันได้ก็เก็บตรงนั้นทีละนิดทีละหน่อย มาสร้างเป็นสิ่งใหม่ ผมว่าผมคิดไม่ผิดเลย ตอนนี้ผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เคยเห็นด้วยกับผม เขาเปิดมากขึ้น เพราะเขาเห็นสิ่งที่ผมทำได้แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83672.jpg" /></p>
<p><strong>ตอนนั้นทอยทำอะไร ค่ายเพลงถึงชวนไปเป็นโปรดิวเซอร์<br />
</strong>ผมเริ่มอัดงานให้พี่ที่ห้องอัดครับ ปกติซ้อมดนตรีกับเพื่อนที่นั่น เหมือนกับว่าวันนั้นเขาจะอัดเสียงกีตาร์แต่ขี้เกียจโทรตามเพื่อน เห็นผมว่างอยู่พอดีเลยชวนอัดเสียงกีตาร์แทน ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะทำได้ พอลองเล่นคอร์ดดูก็พอใช้ได้ หลังๆ เริ่มได้อัดเสียงกลอง ทำนั่นทำนี่ไปเรื่อยๆ ก็เลยได้รู้จักผู้ใหญ่มากขึ้น</p>
<p><strong>การไม่ไปเรียนเหมือนคนอื่นทำให้ทอยต้องเจออะไรบ้าง<br />
</strong>ตอนแรกๆ ก็มองว่าเป็นอุปสรรคเหมือนกัน ในขณะที่เห็นทุกคนไปโรงเรียน ผมก็นั่งคิดตลอดว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี มันมีช่วงที่ท้อนะ แต่เรารู้ว่ามีจุดหมายอยู่ แค่ยังไม่เห็นมันเฉยๆ พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง ผมเชื่อมาตลอดว่าการเรียนเป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่โอกาสก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน ที่ผมมีวันนี้ได้เพราะการเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัวที่มันให้แรงบันดาลใจกับผมครับ</p>
<p>ช่วงที่เป็นโปรดิวเซอร์แล้วมีรายได้เข้ามา ครอบครัวก็ปล่อยมากขึ้นครับ หลังจากนั้น ผมได้แชมป์ Overdrive Guitar Contest 9 ตอนอายุ 19 น่าจะเป็นเวทีที่ช่วยพิสูจน์ให้ที่บ้านได้เห็นว่าผมทำได้จริงๆ นะ เพราะมันเป็นเวทีประกวดกีตาร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและกรรมการเป็นชาวต่างชาติผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83992.jpg" /></p>
<p><strong>เตรียมตัวหนักแค่ไหนก่อนลงแข่ง </strong><strong>Overdrive<br />
</strong>ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย กะสมัครไปฮาๆ ด้วยตอนนั้น ผมส่งเดโม่ไปในวันสุดท้ายที่เขารับสมัคร ผมไม่เคยมีกีตาร์เป็นของตัวเองก็เลยไปยืมพี่แชมป์-ธนัช เมทะนะยานนท์ มือกีตาร์วง Instinct มา กล้องที่ถ่ายก็เป็นของเพื่อน ไม่คิดว่าจะเข้ารอบหรือว่าได้แชมป์อะไร ตั้งแต่เด็กผมก็ไม่เคยเรียนกีตาร์ ผมชอบฟังต่างประเทศ หยิบเอาเทคนิคที่ผมชอบมาผสมให้เป็นเทคนิคของผมแค่นั้น จากที่เป็นแค่เด็กเล่นกีตาร์ธรรมดาๆ แต่พอชนะขึ้นมาชีวิตเปลี่ยนนิดนึงครับ มีคนมาชวนไปทำงานเกี่ยวกับกีตาร์เยอะขึ้น</p>
<p><strong>เป็นแชมป์กีตาร์แต่ไม่มีกีตาร์เป็นของตัวเอง<br />
</strong>ใช่ครับ ผมเป็นคนไม่ชอบกีตาร์เลยไม่คิดที่จะซื้อ ตอนแข่งผมก็ยืมเขามาไม่ใช่แค่ Overdrive เวทีเดียวนะ ตอนอายุ 14 ผมแข่งเวที Light Ibanez Guitar Solo Competition 2014 ได้ที่ 2 ของประเทศ ผมก็ยืมกีตาร์พี่แชมป์เหมือนกัน ตอนอายุ 17 ผมได้ที่ 5 ของโลกจากเวที Kiesel<br />
Guitars Solo Contest ผมก็ยืมกีตาร์พี่ช่างภาพที่รู้จักกันมา ผมคิดว่าผมชนะเพราะผมไม่ชอบมันด้วยแหละ ถ้าผมเล่นกีตาร์ให้เป็นกีตาร์ ทุกวันนี้ผมคงไม่มีรางวัลอะไรพวกนี้หรอก</p>
<p><strong>อยากเล่นกีตาร์ให้ได้ผลลัพธ์เป็นอะไร<br />
</strong>ผมชอบเล่นกีตาร์ให้เป็นอย่างอื่น ถ้าเป็นกีตาร์โปร่ง ผมก็เล่นให้มันเป็นกลองที่ผมชอบไปเลย เลียนแบบเสียงกลองให้ได้ใกล้ที่สุด ถ้าเป็นกีตาร์ไฟฟ้าผมก็เลียนแบบเสียงเปียโน การที่เราชอบอะไรมากๆ เราก็จะพยายามให้มันเป็นสิ่งนั้น ผมชอบตีกลองมากๆ กลายเป็นว่าผมพยายามทำให้มันเป็นแค่กลอง แต่การที่ผมทำในสิ่งที่ผมไม่ชอบอย่างเล่นกีตาร์ ใช้มันสร้างอะไรใหม่ๆ ผมว่ามันท้าทายดีครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83981.jpg" /></p>
<p><strong>มาร่วมงานกับค่าย </strong><strong>What The Duck ได้ยังไง<br />
</strong>เขารู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ก็เลยชวนครับ จริงๆ ผมไม่เคยฝันว่าจะเป็นศิลปินเลย The TOYS มันเริ่มมาจากจุดที่ผมไม่ได้คิดไว้ เพลง <em style="background-color: initial;">หน้าหนาวที่แล้ว</em> ผมอยู่ในนามโปรดิวเซอร์แล้วต้องการส่งเพลงนี้ไปที่ค่ายเพลงค่ายหนึ่งเพื่อให้คนอื่นร้อง เขาฟังแค่ครึ่งเพลงก็ปฏิเสธกลับมาเลย ผมเสียดายเพลงนี้เลยเอามาปล่อยในช่องยูทูบ The TOYS พอ 2 ปีผ่านไป ก็มีคนเข้ามาฟังประมาณ 30 ล้านครั้ง ดีใจมากเลยครับ</p>
<p><strong>สิ่งที่ทอยเรียนรู้จาก </strong><strong><em>หน้าหนาวที่แล้ว</em> คืออะไร<br />
</strong>ตอนโดนปฏิเสธครั้งนั้นมัน ‘เคย’ ทำผมเชื่อว่าต้องทำเพลงให้แมส ต้องทำท่อนนี้ให้คนจำ ทำยังไงก็ได้ให้ยัดหูคนที่สุด แต่ตอนนี้ความเชื่อของผมมันพลิกอีกรอบเพราะเพลงนี้ ไม่ใช่แค่เพลงผมนะ เพลงคนอื่นที่ผมฟังครั้งแรกแล้วคิดว่ามันต้องมาแน่ๆ แต่ดันไม่มา มันทำให้ผมเห็นว่าทิศทางของคนฟังก็เปลี่ยนไป วงการเพลงในตอนนี้มันคาดเดาอะไรไม่ได้จริงๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8424edit2.jpg" /></p>
<p><strong>เล่าเกี่ยวกับ </strong><strong><em>ก่อนฤดูฝน</em> ซิงเกิลล่าสุดให้เราฟังหน่อย<br />
</strong>ผมเขียนเพลงนี้จากวันที่ฝนตกกับเพื่อนนั่งคุยกันว่า เห็นฝนตกวันนี้ มันทำให้เรานึกถึงวันก่อนๆ บรรยากาศเก่าๆ ที่อยู่กับคนคนนึง พอมาวันนี้มันไม่มีแล้ว แต่ฝนก็ยังคงตกอยู่ เพลงที่พูดถึงฤดูกาล มันสื่อสารง่ายดี เหมือนพาคนฟังไปเที่ยวในฤดูฝน ผมชอบการเล่าเรื่องที่คนฟังจะไปด้วยกันกับผม</p>
<p><strong>คนฟังหลายคนติดใจกับท่อนแรพที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำไมทอยถึงแต่งท่อนนี้<br />
</strong>มันเป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ให้คนฟังไม่รู้เรื่องครับ ถ้าผมเลือกทำเพลงให้คนฟังเข้าใจได้ตั้งแต่ฟังครั้งแรก ถึงคุณชอบ พอฟังไปเรื่อยๆ ก็คงเบื่อ แต่ถ้าฟังเพลงผมไม่รู้เรื่อง คุณไม่รู้ว่าผมร้องอะไรอยู่ จะใช่คำนี้รึเปล่า คุณจะฟังจนกว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร แล้วจะฟังเพลงนี้ได้นานขึ้น แปลว่าเราจะอยู่ด้วยกันได้นานขึ้น</p>
<p><strong>ระหว่างอาชีพโปรดิวเซอร์กับศิลปิน ชอบอันไหนมากกว่ากัน<br />
</strong>ผมชอบการเป็นโปรดิวเซอร์ครับ สนุกกับการเป็นคนเบื้องหลังมากๆ เพราะผมทำโปรดิวซ์ตั้งแต่แรกด้วย มันเป็นตำแหน่งเดียวที่ได้คิดงานเต็มที่ ได้แสดงสิ่งที่ผมคิดออกมา นำเสนอเสียงในหัวเราได้เต็มที่ที่สุดแล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่มีโปรดิวเซอร์ธันวาคนนี้ ก็อาจจะไม่มี The TOYS ผมอาจจะไม่มีทุกอย่างเหมือนวันนี้ก็ได้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8427edit1.jpg" /></p>
<p><strong>ให้น้ำหนักกับการทำเพลงให้คนอยากฟัง และการทำเพลงที่เราอยากทำยังไง<br />
</strong>ถ้าเป็นโปรดิวเซอร์ต้องทำตามโจทย์อยู่แล้วครับ แต่ถ้าเป็น The TOYS นะ 80 เปอร์เซ็นต์ผมให้เพลงที่อยากทำอีก 20 เปอร์เซ็นต์คือทำเพลงให้คนที่อยากฟัง ผมไม่เคยมองว่าเพลงจะขายได้หรือไม่ได้ The TOYS เป็นแบบที่อยากทำอะไรทำ ทาง What The Duck ก็ค่อนข้างให้อิสระในเรื่องนี้</p>
<p>ส่วนใหญ่ผมจะเขียนเพลงจากความรู้สึก ณ ตอนนั้น สมมติว่าเราเจอเรื่องแย่ๆ พรุ่งนี้เราเขียนเลย มันจริงใจและสื่อสารได้ตรงกว่า ถ้าเป็นเรื่องที่เราคิดเก็บไว้อยู่แล้ว เหมือนว่าเราต้องพยายามเอาสิ่งนั้นกลับมาใหม่ มันให้ความรู้สึกที่ต่างกันนะ ตัวแนวเพลงก็เหมือนกัน ถ้าวันนี้ผมอินกับแนวอะไรอยู่ ก็จะหยิบมันมา</p>
<p><strong>การทำงานคนเดียวมันเหนื่อยนะ ทำไมถึงเลือกทำเพลงเองคนเดียว<br />
</strong>ส่วนตัวมันเหนื่อยกว่า แต่เป้าหมายชัดเจนกว่า สมมติว่าเราเล็งไปที่ 5 เราสามารถไปที่ 5 ได้เลย ผมเป็นคนชัดเจนกับอะไรอย่างนั้นอย่างเดียว เล็งไปแล้วต้องยิงตรงนั้นอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าผมไม่วางใจคนอื่นนะ ถ้ามีทีมงาน บางคนอาจจะเล็งไปที่ 9 บางคนไปที่ 1 คงต้องจูนกันนิดนึง แต่ละคนก็ต้องมีความชอบ มีแนวทางของตัวเองเป็นธรรมดาครับ</p>
<p><strong>เวลาทำงานกับศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ รู้สึกกดดันบ้างมั้ย<br />
</strong>ตอนแรกๆ เป็นอย่างนั้น เลยบอกพี่ๆ ไปว่าอย่าคาดหวัง ผมทำในแนวของผมให้ดีที่สุดละกัน เพราะถ้าเหมือนคนอื่นเขาก็ไปจ้างให้คนอื่นทำได้ ผมคิดแค่นั้นครับ หลังๆ เป็นความเคยชินด้วย ไม่กดดันแล้ว การมีคนไม่เชื่อว่าผมจะทำงานได้นี่เป็นเรื่องปกติมากๆ แต่ผมชอบนะ ถ้ายิ่งมีแรงบางอย่างที่พยายามกด ผมก็จะยิ่งเดินเข้าไปหาหน้าดื้อๆ เลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_83611.jpg" /></p>
<p><strong>ที่มาถึงจุดนี้ได้ ทอยคิดว่าเป็นเพราะอะไร<br />
</strong>ผมว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะโชคนะ หลายๆ อย่างมันเป็นโอกาสมากเลย ถ้าไม่เจอพี่ห้องอัดวันนั้น ก็อาจจะไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะคนเก่งเขาต้องเชี่ยวชาญในด้านนั้น ซึ่งผมไม่มี ผมชอบเรื่องจินตนาการ ชอบผสมอะไรที่เขาไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ ชอบเรียบเรียง เขียนเนื้อเพลงให้ศิลปินที่ผมชอบมาร้อง มีโอกาสได้ทำเพลงอีกหลายๆ แนวในอนาคต แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ</p>
<p><strong>ในฐานะคนทำเพลงรุ่นใหม่ ทอยอยากทำอะไรให้กับวงการ<br />
</strong>ผมอยากยกระดับเพลงไทยให้ขึ้นไปแตะระดับเพลงสากล ผมอยากให้ต่างประเทศฟังเพลงไทยบ้าง มันน่าจะรู้สึกดีมากๆ เลยถ้าหากเราไปต่างประเทศ เดินๆ อยู่ได้ยินเขาเปิดเพลงไทย ผมมองเล็กๆ แค่นี้ก่อนครับ เพราะว่าจริงๆ ถ้าให้ผมทำคนเดียว คงทำไม่ได้แน่ๆ</p>
<p>ขอบคุณสถานที่ดีต่อใจ <a href="https://www.facebook.com/hellostrangerscafe/">Hello strangers cafe</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-26/">​The TOYS : เด็กดื้อทายาทนักร้องดังผู้กลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในฤดูกาลนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-26/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Napasorn &#038; Floral Café : นั่งจิบกาแฟและกินเค้กในร้านจัดดอกไม้ชื่อดังท่ามกลางบรรยากาศแสนสวย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-31/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-31/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด ลิมปิพัฒน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Jun 2017 02:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ปากคลองตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Napasorn]]></category>
		<category><![CDATA[Floral Café]]></category>
		<category><![CDATA[Napasorn & Floral Café]]></category>
		<category><![CDATA[เอี๋ยว-ภูวนาถ ชุ่มศรีขรินทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-31/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ นภสร ร้านรับบริการจัดดอกไม้อายุเกือบ 20 ปีที่ตั้งอยู่ในย่านปากคลองตลาด ซึ่งโด่งดังจากการจัดดอกไม้หลากรูปแบบและรังสรรค์งานอีเวนต์สำคัญต่างๆ ให้สวยงามในสไตล์ของตนเอง ดอกไม้ ใบไม้ และพืชพรรณต่างๆ ถูกจัดวางอย่างแปลกตา ถ้าสังเกตดีๆ อาจเห็นพืชพรรณชนิดไม่คุ้นตาซ่อนตัวอยู่ในผลงานศิลปะเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืน ทำให้เกิดช่อดอกไม้สไตล์ใหม่ๆ นอกจากนี้ ทางร้านยังทำพวงหรีดที่ใช้ดอกไม้เป็นฐานแทนที่จะใช้ใบไม้เหมือนพวงหรีดดอกไม้สดทั่วไป เกิดเป็นพวงหรีดหลากสีที่งดงามและแสดงถึงความตั้งใจของทางร้าน เราได้ข่าวว่าร้านดอกไม้แสนเก๋แห่งนี้เปิด Floral Café บริเวณชั้น 2 ของร้าน ประดับด้วยพืชพรรณสีเขียวและดอกไม้สีขาว ตัดกับกำแพงลายอิฐสีน้ำตาลแดง มีโคมแก้วระย้าส่องแสงเหลืองอ่อนนวลตาบนเพดาน และเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่สวยจนน่าหลงใหล เราได้พบกับคุณ เอี๋ยว-ภูวนาถ ชุ่มศรีขรินทร์ เจ้าของธุรกิจร้านดอกไม้และร้านกาแฟ เขารักงานจัดดอกไม้และสะสมของเก่า วันนี้คุณเอี๋ยวแต่งชุดทรงเก๋สีดำนั่งรอในมุมด้านหนึ่งของร้านพร้อมพูดคุยกับเรา ก่อนกลิ่นดอกไม้และกาแฟอบอวล “ตอนเรียนจบเพาะช่าง เรามาขอพื้นที่ตรงนี้ทำร้านจัดดอกไม้ เขาช่วยหาชื่อร้านนภสรให้ เราชอบเพราะไม่มีวรรณยุกต์หรือสระให้รุงรัง ในแง่ความหมายก็ดีเพราะหมายถึงดอกบัวบนท้องฟ้า ส่วนคาเฟ่เพิ่งเปิดได้ 3 เดือน เนื่องจากมีลูกค้าท่านหนึ่งแนะนำว่าน่าจะมีเครื่องดื่มระหว่างรอรับสินค้า เขาตั้งชื่อให้เลยว่า Floral Café เราคิดแล้วทำเลย ตอนแรกคิดจะทำแค่บาร์เครื่องดื่มเล็กๆ แต่ด้วยนิสัย พอทำแล้วก็ต้องทำให้ดี” เส้นทางธุรกิจที่คลุกเคล้าเกสรและเมล็ดกาแฟ “เราไม่ได้มีแผนจัดการธุรกิจเพราะเราไม่เก่งด้านนี้ ไม่มีแม้กระทั่งโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างเน้นการบอกต่อ สินค้าเราจะมี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-31/">Napasorn &amp; Floral Café : นั่งจิบกาแฟและกินเค้กในร้านจัดดอกไม้ชื่อดังท่ามกลางบรรยากาศแสนสวย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ นภสร ร้านรับบริการจัดดอกไม้อายุเกือบ 20 ปีที่ตั้งอยู่ในย่านปากคลองตลาด ซึ่งโด่งดังจากการจัดดอกไม้หลากรูปแบบและรังสรรค์งานอีเวนต์สำคัญต่างๆ ให้สวยงามในสไตล์ของตนเอง ดอกไม้ ใบไม้ และพืชพรรณต่างๆ ถูกจัดวางอย่างแปลกตา ถ้าสังเกตดีๆ อาจเห็นพืชพรรณชนิดไม่คุ้นตาซ่อนตัวอยู่ในผลงานศิลปะเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืน ทำให้เกิดช่อดอกไม้สไตล์ใหม่ๆ นอกจากนี้ ทางร้านยังทำพวงหรีดที่ใช้ดอกไม้เป็นฐานแทนที่จะใช้ใบไม้เหมือนพวงหรีดดอกไม้สดทั่วไป เกิดเป็นพวงหรีดหลากสีที่งดงามและแสดงถึงความตั้งใจของทางร้าน</p>
<p>เราได้ข่าวว่าร้านดอกไม้แสนเก๋แห่งนี้เปิด Floral Café บริเวณชั้น 2 ของร้าน ประดับด้วยพืชพรรณสีเขียวและดอกไม้สีขาว ตัดกับกำแพงลายอิฐสีน้ำตาลแดง มีโคมแก้วระย้าส่องแสงเหลืองอ่อนนวลตาบนเพดาน และเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่สวยจนน่าหลงใหล เราได้พบกับคุณ <strong style="background-color: initial;">เอี๋ยว</strong><strong style="background-color: initial;">-ภูวนาถ ชุ่มศรีขรินทร์ </strong>เจ้าของธุรกิจร้านดอกไม้และร้านกาแฟ เขารักงานจัดดอกไม้และสะสมของเก่า วันนี้คุณเอี๋ยวแต่งชุดทรงเก๋สีดำนั่งรอในมุมด้านหนึ่งของร้านพร้อมพูดคุยกับเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7913.jpg" /></p>
<h3><strong>ก่อนกลิ่นดอกไม้และกาแฟอบอวล</strong></h3>
<p>“ตอนเรียนจบเพาะช่าง เรามาขอพื้นที่ตรงนี้ทำร้านจัดดอกไม้ เขาช่วยหาชื่อร้านนภสรให้ เราชอบเพราะไม่มีวรรณยุกต์หรือสระให้รุงรัง ในแง่ความหมายก็ดีเพราะหมายถึงดอกบัวบนท้องฟ้า ส่วนคาเฟ่เพิ่งเปิดได้ 3 เดือน เนื่องจากมีลูกค้าท่านหนึ่งแนะนำว่าน่าจะมีเครื่องดื่มระหว่างรอรับสินค้า เขาตั้งชื่อให้เลยว่า Floral Café เราคิดแล้วทำเลย ตอนแรกคิดจะทำแค่บาร์เครื่องดื่มเล็กๆ แต่ด้วยนิสัย พอทำแล้วก็ต้องทำให้ดี”</p>
<h3><strong>เส้นทางธุรกิจที่คลุกเคล้าเกสรและเมล็ดกาแฟ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7824.jpg" /></p>
<p>“เราไม่ได้มีแผนจัดการธุรกิจเพราะเราไม่เก่งด้านนี้ ไม่มีแม้กระทั่งโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างเน้นการบอกต่อ สินค้าเราจะมี tag ติดไปด้วย ถ้าเขาชอบก็จะตามมา ถ้าลูกค้าไม่เคยสั่งดอกไม้ เราจะโทรถามให้ว่าคนที่เขาต้องการส่งให้นั้นชอบดอกไม้แบบไหน</p>
<p>“ครอบครัวเราช่วยแบ่งงานกันทำ คนโตดูบัญชี คนที่ 2 ดูแลแม่ คนที่ 3 ดูแลภายในร้าน คนที่ 4 ก็พี่เอง ส่วนคนสุดท้องดูแลเรื่องติดต่อนัดหมายกับลูกค้า ทั้งบ้านทำงานด้วยกันหมด เป็นธุรกิจครอบครัว”</p>
<h3><strong>เมนูเด็ดร้าน </strong><strong>&#8216;นภสร&#8217;</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/uuu.jpg" /></p>
<p>เมื่อคุณเอี๋ยวเปิดร้านกาแฟ เขาจึงนำดอกไม้มาเป็นแนวคิดหลักในการทำร้าน ทั้งในแง่การประดับและสร้างสรรค์เมนู เมนูแนะนำคือคาราเมลมัคคิอาโต้กับเค้กราสเบอร์รี่โรส</p>
<p>นอกจากกาแฟและเค้กรสดอกไม้แล้ว ร้าน Floral Café ยังมีชาดอกไม้กลิ่นหอมหวานอย่างชาลาเวนเดอร์โรส เชอร์รี่โรส และไอศกรีมรสดอกไม้ เช่น ไอศกรีมลาเวนเดอร์ ไอศกรีมราสเบอร์รี่โรส (Raspberry Rose) เมนูรสดอกไม้นี้ยังนับว่าเป็นเมนูที่หาลองได้ยาก ผสมกับบรรยากาศอุดมดอกไม้กลางกรุงในร้าน Floral Café แล้วยิ่งเป็นประสบการณ์เสพดอกไม้ที่ไม่เพียงได้ชม ได้ดม แต่ยังได้ชิมอีกด้วย</p>
<p>“ส่วนงานจัดดอกไม้จะเด่นที่เล่นสี ความสด และความเนี้ยบ เราชอบแนะนำสีขาวเขียวหรือสีพาสเทลให้ลูกค้า เรารับจัดดอกไม้นอกสถานที่ด้วย ทั้งงานแต่ง งานศพ บางทีมีแบบมาให้เราก็ตามใจลูกค้าเต็มที่ เราใช้ดอกไม้จากทั้งของไทยและต่างประเทศ ปกติจะไปเลือกดอกไม้เองตามตลาด เราจะได้เห็นเองและเลือกของที่ถูกใจที่สุด แต่เราก็ไม่ได้เก่งทุกอย่าง บางอย่างก็มีคนช่วยเลือกเพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุด</p>
<p>“อย่างชาดอกไม้ก็มีน้องที่ทำชาส่งให้ญี่ปุ่นโดยเฉพาะช่วยทำให้ เค้กกลิ่นดอกไม้ก็ได้น้องที่เรียนจาก เลอ กอร์ดอง เบลอ จากฝรั่งเศส ช่วยแนะนำ ไอศกรีมกลิ่นดอกไม้ก็ได้พี่จอยจากร้าน Farm to Table ช่วยเลือก เราเลือกทุกอย่างมารวมๆ กัน ร้านนี้มันก็สะท้อนตัวเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7761.jpg" /></p>
<p>“เราออกแบบร้านเอง เมื่อก่อนใช้กรอบรูปประดับ ตอนนี้เราชอบธีมขาวเขียวเลยใช้หมากใบเขียวกับดอกพุด เรียกว่าธีม Rainy Season เราจะเปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ เพราะเราชอบความเปลี่ยนแปลง แล้วคนจะได้ไม่เบื่อด้วย”</p>
<p>เมื่อลองนึกถึงผนังอิฐที่ประดับด้วยกรอบรูปหลากหลายก็ดูสวยไปอีกแบบ จินตนาการไม่ออกเลยว่าฤดูหน้าคุณเอี๋ยวจะนำดอกไม้อะไรมาประดับ เราอาจได้เห็นคาเฟ่นี้ประดับด้วยดอกกุหลาบหลากสีเคล้ากลิ่นหอมจากดอกมะลิ หากเปรียบเทียบกับแกลเลอรี่ที่นำรูปภาพมาอวดผลงานในแต่ละเดือน คาเฟ่นี้คงเป็นแกลเลอรี่ดอกไม้ที่เปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อยๆ ตามฤดู เป็นผลงานการสร้างสรรค์ที่ไม่สิ้นสุดของคุณเอี๋ยว</p>
<h3><strong>ดอกไม้ที่ไม่ร่วงโรยของคุณเอี๋ยว</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7802.jpg" /></p>
<p>“ร้านกาแฟนี้ไม่ได้กำไรมากหรอก กำไรจริงๆ คือการได้รู้จักคนมากมาย มีไกด์ทัวร์ติดต่อมาจะพาทัวร์มาลง แต่เราแฮปปี้แบบนี้มากกว่า ไม่ชอบให้คนแน่นร้านแล้วลูกค้าต้องนั่งรอ</p>
<p>“จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อยนะ แต่เรามีความสุข มันเป็นความรัก ถ้ารักในอาชีพของตัวเองมันก็ทำได้ทั้งชีวิต”</p>
<p>คุณเอี๋ยวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ธุรกิจของคุณเอี๋ยวอาจไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ค่อยๆ เบ่งบานเหมือนอย่างดอกไม้ที่ร้าน &#8216;นภสร&#8217; ภูมิใจ ด้วยการคัดสรรอย่างพิถีพิถันและความสามารถในการผสมผสานสิ่งต่างๆ ที่คุณเอี๋ยวสะสมมาทั้งชีวิต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7770.jpg" /></p>
<h3>Napasorn &amp; Floral Café</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ </strong><strong>: </strong>ร้านรับจัดดอกไม้และร้านกาแฟ<strong><br />
คอนเซปต์ : </strong>ร้านกาแฟที่เกิดจากการผสมผสานเอกลักษณ์ของร้านดอกไม้เข้าไว้ด้วยกัน<br />
<strong>เจ้าของ : </strong>เอี๋ยว ภูวนาถ ชุ่มศรีขนิทร์<br />
<strong style="background-color: initial;">Website : </strong><a href="http://www.napasorn.com/">Napasorn</a><br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/napasorn-208683145866994/">Napasorn</a><br />
<strong>Instagram </strong><strong style="background-color: initial;">l </strong><a href="https://www.instagram.com/67_napasorn/">67_napasorn</a> และ <a href="https://www.instagram.com/floralcafe_napasorn/">floralcafe_napasorn</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-31/">Napasorn &amp; Floral Café : นั่งจิบกาแฟและกินเค้กในร้านจัดดอกไม้ชื่อดังท่ามกลางบรรยากาศแสนสวย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-31/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลงานที่สอดแทรกความเป็นไทยในมุมมองของนักศึกษาแฟชั่นจาก มศว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/port-22/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/port-22/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jun 2017 03:33:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภกร บัวเรือน. Semic0lon]]></category>
		<category><![CDATA[Bone China]]></category>
		<category><![CDATA[portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[2017]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[FASH17]]></category>
		<category><![CDATA[ปวริศร์ สุขุกุมารชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[มศว]]></category>
		<category><![CDATA[ปราโมทย์ เตชะวิเชียร]]></category>
		<category><![CDATA[กมลวรรณ ชาตะเมธีวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐธิดา โชคมีทรัพย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/port-22/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานนี้ เรามีโอกาสได้ไปดูงานวิทยานิพนธ์แฟชั่น FASH17 ปี 2017 ของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แนวคิดการจัดงานทุกปีคือ Thai Wisdom ที่สร้างความแปลกใหม่ให้เสื้อผ้าด้วยการนำศิลปะและประเพณีไทยมาใส่ มีทั้งเทคนิคการถัก การปัก การลงสี แบบไทยๆ ซึ่งอาจจะฟังดูธรรมดา แต่ความโดดเด่นของงานคือนักออกแบบทุกคนนำโจทย์ไปผสมกับแนวทางเฉพาะตัว จนทำให้ความเป็นไทยไปไกลเกินกว่าที่เราจินตนาการ เราลองมาดูตัวอย่างผลงานของนักศึกษากันดีกว่า เริ่มด้วยงานของ ข้าวหอม-ปวริศร์ สุขุกุมารชาติ ที่ได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนชื่อดังทางช่อง Cartoon Network อย่าง KIDS NEXT DOOR ซึ่งเกี่ยวกับเด็กๆ ที่รวมตัวกันออกไปทำภารกิจต่างๆ ด้วยของใช้รอบตัวมาประยุกต์กับการละเล่นของเด็กไทย ทำให้งานชิ้นนี้ดูมีความซุกซนของเด็กๆ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการรวมสิ่งของและเสื้อผ้าเข้าไว้ด้วยกัน เช่นเอากระสอบทรายที่ใช้เล่นวิ่งกระสอบมาทำเป็นเสื้อผ้า หรือเอาไม้มาทำเป็นอาวุธของเล่น ประดับเป็น accessories คงไม่มีใครนึกว่าตุงกับมโหตร (ของประดับของชาวล้านนา) จะเอามาทำเป็นเสื้อผ้าได้ แต่ แชมป์-ปราโมทย์ เตชะวิเชียร ได้เอาของประดับสองชิ้นนี้มาดัดแปลงใช้กับผ้า และสร้างสรรค์เป็นชุดที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดชุดหนึ่งในงาน แชมป์ยังได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Equal ซึ่งเกี่ยวกับมนุษย์ที่ถูกห้ามไม่ให้มีความรู้สึก มีการใช้เสื้อผ้าที่ค่อนข้างดูทางการเพื่อแสดงถึงกฎที่ปิดกั้นความคิดและความรู้สึกของมนุษย์ แต่ยังมีพุ่มน้อยๆ คล้ายดอกไม้เล็ดลอดออกมาจากเสื้อผ้า ซึ่งแสดงถึงความเป็นมนุษย์ที่เล็ดลอดออกมาอยู่ดี ส่วนด้าน เก๋&#8211;กมลวรรณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/port-22/">ผลงานที่สอดแทรกความเป็นไทยในมุมมองของนักศึกษาแฟชั่นจาก มศว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	เมื่อไม่นานนี้ เรามีโอกาสได้ไปดูงานวิทยานิพนธ์แฟชั่น FASH17 ปี 2017 ของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แนวคิดการจัดงานทุกปีคือ Thai Wisdom ที่สร้างความแปลกใหม่ให้เสื้อผ้าด้วยการนำศิลปะและประเพณีไทยมาใส่ มีทั้งเทคนิคการถัก<br />
การปัก การลงสี แบบไทยๆ ซึ่งอาจจะฟังดูธรรมดา แต่ความโดดเด่นของงานคือนักออกแบบทุกคนนำโจทย์ไปผสมกับแนวทางเฉพาะตัว<br />
จนทำให้ความเป็นไทยไปไกลเกินกว่าที่เราจินตนาการ</p>
<p>
	<strong></strong></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/543.jpg"></p>
<p>
	เราลองมาดูตัวอย่างผลงานของนักศึกษากันดีกว่า<br />
เริ่มด้วยงานของ<br />
	<strong style="background-color: initial">ข้าวหอม</strong><strong style="background-color: initial">-ปวริศร์<br />
สุขุกุมารชาติ<br />
	</strong>ที่ได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนชื่อดังทางช่อง<br />
Cartoon<br />
Network อย่าง KIDS NEXT DOOR<br />
ซึ่งเกี่ยวกับเด็กๆ ที่รวมตัวกันออกไปทำภารกิจต่างๆ ด้วยของใช้รอบตัวมาประยุกต์กับการละเล่นของเด็กไทย<br />
ทำให้งานชิ้นนี้ดูมีความซุกซนของเด็กๆ<br />
แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการรวมสิ่งของและเสื้อผ้าเข้าไว้ด้วยกัน เช่นเอากระสอบทรายที่ใช้เล่นวิ่งกระสอบมาทำเป็นเสื้อผ้า<br />
หรือเอาไม้มาทำเป็นอาวุธของเล่น ประดับเป็น accessories</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/swu.jpg"></p>
<p>
	คงไม่มีใครนึกว่าตุงกับมโหตร (ของประดับของชาวล้านนา) จะเอามาทำเป็นเสื้อผ้าได้ แต่<br />
	<strong>แชมป์</strong><strong>-ปราโมทย์ เตชะวิเชียร</strong> ได้เอาของประดับสองชิ้นนี้มาดัดแปลงใช้กับผ้า<br />
และสร้างสรรค์เป็นชุดที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดชุดหนึ่งในงาน แชมป์ยังได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Equal<br />
ซึ่งเกี่ยวกับมนุษย์ที่ถูกห้ามไม่ให้มีความรู้สึก มีการใช้เสื้อผ้าที่ค่อนข้างดูทางการเพื่อแสดงถึงกฎที่ปิดกั้นความคิดและความรู้สึกของมนุษย์<br />
แต่ยังมีพุ่มน้อยๆ คล้ายดอกไม้เล็ดลอดออกมาจากเสื้อผ้า ซึ่งแสดงถึงความเป็นมนุษย์ที่เล็ดลอดออกมาอยู่ดี</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/736.jpg"></p>
<p>
	ส่วนด้าน <strong>เก๋</strong>&#8211;<strong>กมลวรรณ ชาตะเมธีวงศ์</strong> ก็ได้เอาแนวคิดเรื่องการย้อมสีเสื้อผ้าด้วยพืชจากหมู่บ้านคีรีวง<br />
จังหวัดนครศรีธรรมราช มาใช้ในการทำเสื้อผ้า และยังมีการใช้ดอกไม้มาตกแต่งเป็นรายละเอียดทำให้เสื้อผ้าดูเด่นขึ้น<br />
เรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจจากธรรมชาติก็ว่าได้ ทำให้ชุดดูร่วมสมัยมากทีเดียว</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/838.jpg"></p>
<p>
	ต่อด้วยงานของ <strong>นัดดา</strong><strong>-ณัฐธิดา โชคมีทรัพย์</strong> นักออกแบบอีกคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง<br />
The Pillow<br />
Book หนังเกี่ยวกับเด็กสาวที่คลั่งไคล้งานกวีและงานเขียนบนร่างกาย<br />
เช่นเดียวกับนัดดาที่ชอบงานสัก และได้ถ่ายทอดความหลงใหลลงบนชุด<br />
งานนี้ไม่ได้มีดีแค่ไอเดียเท่านั้น<br />
แต่ยังได้เทคนิคการย้อมผ้าบาติกมาทำให้ลวดลายบนชุดดูมีชีวิตชีวาและโดดเด่นมากขึ้นด้วย</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/aoon2.jpg"></p>
<p>
	ขอปิดท้ายด้วยคอนเซปต์สุดแหวกแนวของ <strong>กอล์ฟฟี่</strong><strong>-ศุภกร บัวเรือน</strong> ที่พูดถึงความตายผ่านเสื้อผ้า<br />
ประหนึ่งจัดงานศพไว้อาลัยให้ความทรงจำของตัวเองแบบไทยๆ ผ่านชุดที่โดดเด่นมากสองชุดคือ<br />
ชุดที่นำผ้าดิบห่อศพมาตัดพร้อมทำพวงหรีดติดแขนเสื้อ อีกชุดหนึ่งเขาเอาไปเคลือบเรซิ่นเพื่อแสดงถึงความทรงจำที่จับต้องไม่ได้ ในงานกอล์ฟฟี่เปลือยกายเดินถือผลงานเคลือบเรซิ่นนี้เองด้วยความภาคภูมิใจ<br />
นับเป็นงานที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2Bone_China.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/3Bone_China.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Bone_China.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<em><strong>ภาพ</strong> Bone China</em></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10Semic0lon1.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1Semic0lon1.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<strong><em>ภาพ </em></strong><em>Semic0lon</em></p>
<p>
	จากที่ได้เห็นงานของน้องๆ นักออกแบบหน้าใหม่ เราเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นพลังใหม่ให้วงการแฟชั่นแน่นอน</p>
<p>
	<em><strong>ภาพ</strong> ปวริศา สันติวิริยกาญจน์ และ Semic0lon/Bone China</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/port-22/">ผลงานที่สอดแทรกความเป็นไทยในมุมมองของนักศึกษาแฟชั่นจาก มศว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/port-22/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Aoon Pottery : ส่วนผสมที่ลงตัวของคาเฟ่และสตูดิโอเซรามิก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-30/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-30/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jun 2017 08:49:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ที่กิน]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Hubba-to]]></category>
		<category><![CDATA[เซรามิก]]></category>
		<category><![CDATA[Aoon Pottery]]></category>
		<category><![CDATA[วงเวียน 22 กรกฎา]]></category>
		<category><![CDATA[พลเสฏฐ์ โลหะชาละธนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ณทพน จารุวัชระพน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-30/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตึกแถวขนาด 1 คูหาซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางบรรดาร้านอะไหล่เซียงกงย่านวงเวียน 22 ที่นี่อาจไม่ใช่ทำเลทองสำหรับเปิดคาเฟ่ แต่สำหรับ ง้วน&#8211;พลเสฏฐ์ โลหะชาละธนกุล อดีตวิศวกรผู้หลงใหลในงานเซรามิกและ เฟรย์-ณทพน จารุวัชระพน ช่างภาพที่ติดใจเสน่ห์ของม้วนฟิล์ม คงไม่มีที่ใดสงบเหมาะสมจะเป็นสตูดิโอเซรามิกและห้องล้างฟิล์มของพวกเขามากกว่านี้อีกแล้ว งานเซรามิกยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างทำให้การเปิดสตูดิโอเซรามิกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตรงใจคนมากนัก คาเฟ่จึงเข้ามาเป็นสื่อกลางพิเศษ ช่วยพาผู้คนให้เข้าใกล้เซรามิกซึ่งเป็นภาชนะของร้านมากยิ่งขึ้นกลายเป็นจุดกำเนิดของ Aoon Pottery คาเฟ่อาหารและเครื่องดื่มผสมผสานกับสตูดิโอเซรามิกที่รับทำถ้วยชาม พ่วงด้วยแนวคิด Living Gallery ที่ให้คนได้ลองใช้งานเซรามิกจริงๆแนวคิดเก๋ๆ นี้เองคือเหตุผลที่เราอยากชวนเจ้าของทั้งสองมานั่งพูดคุยในวันนี้ ปั้นงานอดิเรกเป็นอาชีพ ความชื่นชอบในงานเซรามิกของง้วนเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายในคอร์สสอนเพนต์แก้วเซรามิกของมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะทวีคูณกลายเป็นความหลงใหลที่ทำให้เขาถึงกับลาออกจากงานสายวิศวกรรมและเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่องานเซรามิกอย่างเต็มตัว ง้วน: “ตอนแรกเราทำเป็นงานอดิเรกอยู่สองถึงสามปี ทำไปทำมาก็อิน รู้สึกว่ามีเวลาไม่พอเลยตัดสินใจมาทำตรงนี้เต็มตัว ตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนต่อแต่สุดท้ายไปฝึกงานที่เชียงราย เราไปอยู่บนดอย ฝึกปั้นเซรามิกทั้งวันทั้งคืนพอกลับมาก็ไป Artist Residency ที่ Hubba-to แล้วก็ไปเจอพี่เฟรย์ซึ่งวิธีการทำงานหรือความตั้งใจของเราคล้ายๆ กันก็เลยมาทำด้วยกัน” ส่วนผสมธุรกิจของสามตัวตน ง้วน: “เราคิดก่อนว่าเราอยากทำสตูดิโอเซรามิก ก็มาคิดว่าอย่างน้อยมันต้องมีที่ทำงาน มี Living Gallery ดังนั้นก็ต้องมีคาเฟ่ ก็ไปคุยกับฮง (น้องชายของพี่ง้วน) ที่ชอบทำอาหารมันก็ sync กัน แล้วเราชอบถ่ายรูป พอไปเจอเฟรย์ตัวเนื้องานมันอาจจะไม่เหมือนกันแต่วิธีการทำงานมันคล้ายกันคือบ้างาน แล้วเราชอบความจริงจังของเฟรย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-30/">Aoon Pottery : ส่วนผสมที่ลงตัวของคาเฟ่และสตูดิโอเซรามิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตึกแถวขนาด 1 คูหาซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางบรรดาร้านอะไหล่เซียงกงย่านวงเวียน 22 ที่นี่อาจไม่ใช่ทำเลทองสำหรับเปิดคาเฟ่ แต่สำหรับ <strong style="background-color: initial;">ง้วน</strong><strong style="background-color: initial;">&#8211;</strong><strong style="background-color: initial;">พลเสฏฐ์ โลหะชาละธนกุล </strong>อดีตวิศวกรผู้หลงใหลในงานเซรามิกและ <strong style="background-color: initial;">เฟรย์</strong><strong style="background-color: initial;">-ณทพน จารุวัชระพน </strong>ช่างภาพที่ติดใจเสน่ห์ของม้วนฟิล์ม คงไม่มีที่ใดสงบเหมาะสมจะเป็นสตูดิโอเซรามิกและห้องล้างฟิล์มของพวกเขามากกว่านี้อีกแล้ว</p>
<p>งานเซรามิกยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างทำให้การเปิดสตูดิโอเซรามิกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตรงใจคนมากนัก คาเฟ่จึงเข้ามาเป็นสื่อกลางพิเศษ ช่วยพาผู้คนให้เข้าใกล้เซรามิกซึ่งเป็นภาชนะของร้านมากยิ่งขึ้นกลายเป็นจุดกำเนิดของ <strong>Aoon Pottery </strong>คาเฟ่อาหารและเครื่องดื่มผสมผสานกับสตูดิโอเซรามิกที่รับทำถ้วยชาม พ่วงด้วยแนวคิด Living Gallery ที่ให้คนได้ลองใช้งานเซรามิกจริงๆแนวคิดเก๋ๆ นี้เองคือเหตุผลที่เราอยากชวนเจ้าของทั้งสองมานั่งพูดคุยในวันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/aoon1.jpg" /></p>
<h3><strong>ปั้นงานอดิเรกเป็นอาชีพ</strong></h3>
<p>ความชื่นชอบในงานเซรามิกของง้วนเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายในคอร์สสอนเพนต์แก้วเซรามิกของมหาวิทยาลัยศิลปากร<br />
ก่อนจะทวีคูณกลายเป็นความหลงใหลที่ทำให้เขาถึงกับลาออกจากงานสายวิศวกรรมและเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่องานเซรามิกอย่างเต็มตัว</p>
<p><strong>ง้วน</strong><strong>: </strong>“ตอนแรกเราทำเป็นงานอดิเรกอยู่สองถึงสามปี ทำไปทำมาก็อิน รู้สึกว่ามีเวลาไม่พอเลยตัดสินใจมาทำตรงนี้เต็มตัว ตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนต่อแต่สุดท้ายไปฝึกงานที่เชียงราย เราไปอยู่บนดอย ฝึกปั้นเซรามิกทั้งวันทั้งคืนพอกลับมาก็ไป Artist Residency ที่ Hubba-to แล้วก็ไปเจอพี่เฟรย์ซึ่งวิธีการทำงานหรือความตั้งใจของเราคล้ายๆ กันก็เลยมาทำด้วยกัน”</p>
<h3><strong>ส่วนผสมธุรกิจของสามตัวตน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_75131.jpg" /></p>
<p><strong>ง้วน</strong><strong>: “</strong>เราคิดก่อนว่าเราอยากทำสตูดิโอเซรามิก ก็มาคิดว่าอย่างน้อยมันต้องมีที่ทำงาน มี Living Gallery ดังนั้นก็ต้องมีคาเฟ่ ก็ไปคุยกับฮง (น้องชายของพี่ง้วน) ที่ชอบทำอาหารมันก็ sync กัน แล้วเราชอบถ่ายรูป พอไปเจอเฟรย์ตัวเนื้องานมันอาจจะไม่เหมือนกันแต่วิธีการทำงานมันคล้ายกันคือบ้างาน แล้วเราชอบความจริงจังของเฟรย์ คุยกันถูกคอ ก็เลยชวนมาทำ มันก็เลยเป็นรูปเป็นร่าง</p>
<p><strong>“</strong>ที่ร้านจะแบ่งเป็นสามส่วนเหมือนเป็นความชอบของ 3 คน เฟรย์ชอบถ่ายรูปก็มีห้องมืด เราชอบปั้นก็มีห้องปั้น ฮงชอบทำอาหารก็มีคาเฟ่มันเชื่อมกันด้วยความเป็นเรา เพราะฉะนั้นงานจะเป็นไปตามธรรมชาติของมัน</p>
<p>“เมนูในร้าน เป็นอาหารที่เรากินกันอยู่แล้ว ความจริงเราไม่ตั้งใจเปิดเป็นคาเฟ่เต็มตัวแค่อยากเอาอาหารมาเป็นสื่อ ที่เด่นๆ ก็มี<strong>ข้าวหมูสะเต๊ะ</strong>เป็นเมนูที่อาม่าเราทำให้กินตั้งแต่เด็ก เขาจะเอาหมูสะเต๊ะมาผัดแล้วก็เสิร์ฟคู่กับไข่ดาวที่พับเป็นสามเหลี่ยม เราก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่ค่อยมีให้เห็น</p>
<p><strong>“</strong>ส่วนเครื่องดื่มจะมีสองเมนูจากเพื่อน 2 คน อย่างเพื่อนเราชื่อ ‘ที’ ชอบกินชาเย็นมากมันเลยมาเบลนด์ชาให้เรา เป็นชาเย็นไทยที่เข้มกว่าปกติ ใช้ชาประมาณสี่ห้าตัวผสมกัน เราก็เลยตั้งชื่อว่าเป็น<strong>ชาของที</strong>ส่วนโกโก้เรามีเพื่อนอีกคนชื่อ ‘ดั๊มพ์’ ที่ชอบกินโกโก้มาก เราก็เลยมาเทสต์กันว่าดั๊มพ์ชอบกินรสไหนแล้วตั้งชื่อว่าเป็น<strong>โกโก้ของดั๊มพ์”</strong></p>
<h3><strong>Aoon Pottery = Living Gallery + Studio</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_75091.jpg" /></p>
<p><strong>ง้วน</strong><strong>: </strong>“จริงๆ แล้วสตูดิโอควรจะมีเซรามิกเป็นหลักแล้วมีคาเฟ่มาช่วยเสริม เราอินเซรามิกในแง่การใช้งาน ซึ่งทุกวันนี้มันถูกสื่อผ่านด้วยอาหาร เรารู้สึกว่าคาเฟ่มันดูเป็นคำตอบที่ให้คนได้ลองใช้งานเซรามิก เหมือนจริงๆ แล้วมันคือสตูดิโอบวก Living Gallery ที่มีอาหารเป็นสื่อกลาง</p>
<p>“คาเฟ่ที่เป็น Living Gallery คือแกลเลอรี่ที่สามารถใช้งานเซรามิกได้จริงๆ ปกติงานศิลปะจะแขวนให้คนดู แต่ฟังก์ชันของเซรามิกคือการใช้งาน เราก็เลยให้ใช้งานจริงๆ</p>
<p>“อันดับแรกเลยที่เราอยากให้คนรู้สึกคือกินแล้วมันอร่อยกว่า คืออาหารอร่อยอยู่แล้ว แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าอาหารมันถูกใส่ในจานที่เรารู้สึกกับมันมากกว่ามันจะอร่อยกว่า เป็นความสุขที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องของฟังก์ชัน แก้วแต่ละชนิด วิธีการใช้ก็ต่างกัน เราก็ต้องศึกษา ทดลองไปเรื่อยๆ จริงๆ<br />
แล้วลักษณะการใช้งานเราไม่ได้ลึกขนาดนั้นอยู่ที่ความซีเรียสของคนใช้ เราก็เลยพยายามทำแก้วหลายๆ แบบเพื่อให้คนที่เขาชอบต่างๆ กันได้มีใบที่ชอบของตัวเอง”</p>
<h3><strong>สร้างความเข้าใจเพื่อการเติบโตของวงการ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_75301.jpg" /></p>
<p><strong>ง้วน</strong><strong>: </strong>“คนไม่ค่อยเข้าใจเซรามิกก็เลยไม่อิน ไม่ใช้ เซรามิกไทยคือเบญจรงค์ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ตั้งโชว์ในตู้ ไม่ได้จับมาใช้ ทำให้ไม่เห็นคุณค่ามัน<br />
ตรงข้ามกับตัวอย่างที่เราเคยเห็น ลองนึกภาพญี่ปุ่น จีน เกาหลี เขากินข้าว ใช้ถ้วยซุปถ้วยชา ก็เลยอินกับมัน มีคนใช้งานสิ่งที่คนผลิตขึ้นมาทีนี้อะไรก็เป็นไปได้</p>
<p>“เราเชื่อว่าปริมาณคนที่จะเสพมีเยอะมากแค่ยังไม่มีคนลงมาทำถ้ามีร้านเซรามิกเยอะๆ คนบ้านเราจะเข้าใจเซรามิกมากขึ้น ตอนที่ทำแรกๆ เราก็คิดเยอะเหมือนกันเพราะไม่มีตัวอย่างให้ดูเลย แต่คิดว่าน่าจะมีโอกาสก็เลยลองทำดู”</p>
<h3><strong>งานคือชีวิต</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_76441.jpg" /></p>
<p><strong>ง้วน</strong><strong>: </strong>“เรารู้สึกว่าเซรามิกไม่ใช่แค่ถ้วย ถ้าเราได้ลองใช้ รู้ที่มาที่ไป หรือได้ลองทำ มันสอนเราเหมือนกัน ตอนแรกที่ทำเซรามิก เราเรียนวิศวะมาเราก็วาดเป๊ะมาก แต่งานเซรามิกธรรมชาติมันคือการแชร์ เราทำ 50 เปอร์เซ็นต์ ธรรมชาติทำ 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้ก็จะเป็นทุกข์รู้สึกว่ามันสัมพันธ์กับการใช้ชีวิต ถ้าเราไปคาดหวังเยอะจะทุกข์ทำให้แนวคิดในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป มีความสุขง่ายขึ้นทุกข์น้อยลงเรารู้สึกว่าเรื่องการถ่ายรูปมันก็คล้ายกัน”</p>
<p><strong>เฟรย์</strong><strong>: </strong>ถ่ายรูปฟิล์มเป็นเหมือนกับการใช้จินตนาการครึ่งหนึ่ง ความรู้สึกครึ่งหนึ่ง บางทีรูปในจินตนาการอาจจะไม่เหมือนรูปที่เราเห็นจริงๆ ก็ได้ ทำให้เราเข้าใจชีวิตง่ายขึ้น บางทีมันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด”</p>
<h3><strong>ธุรกิจที่เอาไว้ฝึกตน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7608.jpg" /></p>
<p><strong>เฟรย์</strong><strong>: </strong>“ห้องล้างฟิล์มตอนนี้ยังไม่ได้เปิดให้คนอื่นเข้ามาใช้ มีรับล้างฟิล์มให้คนรู้จัก รุ่นพี่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เอาไว้ทำงานตัวเอง”</p>
<p><strong>ง้วน</strong><strong>: </strong>“คิดอยู่ว่าจริงๆ (ที่ร้าน) ควรจะมีแจกัน ไห คิดว่าน่าจะค่อยๆ ทำออกมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้จะเป็นพวกถ้วยชามก่อนเพราะว่าต้องฝึกฝีมือ ใช้เวลาสักพัก พวกงานที่เราจะทำสนองความต้องการตัวเองเดี๋ยวค่อยทำออกมา”</p>
<h3>Aoon Pottery</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ: </strong>คาเฟ่และสตูดิโอเซรามิก<br />
<strong style="background-color: initial;">คอนเซปต์: </strong>Living Gallery<br />
และสตูดิโอเซรามิกที่มีอาหารเป็นสื่อกลาง<br />
<strong style="background-color: initial;">เจ้าของ: </strong>พลเสฏฐ์<br />
โลหะชาละธนกุล (30 ปี) และ ณทพน จารุวัชระพน (29 ปี)<br />
<strong style="background-color: initial; text-align: center;">Facebook | </strong> <a href="http://www.facebook.com/aoonpottery">Aoon Pottery</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-30/">Aoon Pottery : ส่วนผสมที่ลงตัวของคาเฟ่และสตูดิโอเซรามิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-30/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) : ชีวิตสีเขียวผ่านสายตาของเด็กๆ ที่เติบโตมาในวิถีออร์แกนิก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-24/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-24/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐา ภู่อนุสรณ์ชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2017 11:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[ออร์แกนิก]]></category>
		<category><![CDATA[โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!)]]></category>
		<category><![CDATA[งามพรรณ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้องการ วลัยกร สมรรถกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-24/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชื่อหนังสือ: โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!)ผู้เขียน: งามพรรณ เวชชาชีวะสำนักพิมพ์: นานมีบุ๊คส์ งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของวรรณกรรมซีไรต์สุดโด่งดังอย่าง ความสุขของกะทิ ได้จับปากกาสร้างสรรค์งานวรรณกรรมเยาวชนครั้งแรกในชื่อ โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นคือการถ่ายทอดวิถีชีวิตออร์แกนิกผ่านชีวิตเด็กต่างจังหวัดสามคนอย่าง แตงกวา มดแดง และเอย ที่กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเรื่อง เพราะปกติเรามักจะได้ยินเรื่องราวออร์แกนิกจากมุมมองของเกษตรกรที่มีความรู้และชำนาญการ แต่งามพรรณเปลี่ยนความช่ำชองนั้นให้เป็นความสงสัยไร้เดียงสาของเด็กๆ ที่กำลังเรียนรู้วิถีชีวิตกรีนๆ จากคนใกล้ตัวอย่างขะมักขะเม้น ทำให้คนอ่านอย่างเราได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ ทีละขั้นในแต่ละหน้ากระดาษที่พลิกไป ค่อยๆ ซึมซาบวิถีเกษตรอินทรีย์ทีละเล็กทีละน้อย จนเราขอยอมเป็นคน &#8216;โลกสวย&#8217; อย่างที่งามพรรณว่าสักวันหนึ่งก็แล้วกัน ในหนังสือ เราจะได้เห็นเด็กๆ ค่อยๆ เรียนรู้การปลูกผัก ทำปุ๋ยจากขี้ไส้เดือนที่เลี้ยงไว้ในคอนโดไส้เดือน และนำผลผลิตที่ได้ไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในละแวกที่มีอุดมการณ์สีเขียวร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์จากผักเป็นน้ำนมวัวจากวัวที่ผ่านการเลี้ยงมาแบบธรรมชาติ ทั้งหมดถูกเล่าผ่านเรื่องราวแสนน่ารักที่งามพรรณจัดวางตัวละครและเหตุการณ์มาอย่างดี จากการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์กันไปมา ก็ทำให้เหล่าเพื่อนบ้านได้สนิทชิดเชื้อ รวมตัวกันไปออกอีเวนต์ขายสินค้าออร์แกนิก สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านและครอบครัวเด็กๆ ซึ่งเป็นเหมือนการสอนให้คนอ่านเห็นประโยชน์และการต่อยอดของวิถีออร์แกนิกในชีวิตจริงได้อีก นอกจากเนื้อหากรีนๆ ที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องแล้ว โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) ยังเล่าถึงความน่ากลัวของโซเชียลเน็ตเวิร์กและอินเตอร์เน็ตด้วย จริงอยู่ที่ยุคสมัยนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กช่วยให้เรารับรู้ข่าวสารและสื่อสารกันได้ไวขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็มีส่วนทำให้เรื่องร้ายๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราคาดไม่ถึงก็ตาม ในหนังสือ งามพรรณใช้คำว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-24/">โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) : ชีวิตสีเขียวผ่านสายตาของเด็กๆ ที่เติบโตมาในวิถีออร์แกนิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>ชื่อหนังสือ: </strong>โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!)<br /><strong></strong><strong>ผู้เขียน:</strong> งามพรรณ เวชชาชีวะ<br /><strong></strong><strong>สำนักพิมพ์:</strong> นานมีบุ๊คส์</p>
<p>งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของวรรณกรรมซีไรต์สุดโด่งดังอย่าง <em>ความสุขของกะทิ</em> ได้จับปากกาสร้างสรรค์งานวรรณกรรมเยาวชนครั้งแรกในชื่อ <em>โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) </em>หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นคือการถ่ายทอดวิถีชีวิตออร์แกนิกผ่านชีวิตเด็กต่างจังหวัดสามคนอย่าง แตงกวา มดแดง และเอย ที่กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเรื่อง เพราะปกติเรามักจะได้ยินเรื่องราวออร์แกนิกจากมุมมองของเกษตรกรที่มีความรู้และชำนาญการ แต่งามพรรณเปลี่ยนความช่ำชองนั้นให้เป็นความสงสัยไร้เดียงสาของเด็กๆ ที่กำลังเรียนรู้วิถีชีวิตกรีนๆ จากคนใกล้ตัวอย่างขะมักขะเม้น ทำให้คนอ่านอย่างเราได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ ทีละขั้นในแต่ละหน้ากระดาษที่พลิกไป ค่อยๆ ซึมซาบวิถีเกษตรอินทรีย์ทีละเล็กทีละน้อย จนเราขอยอมเป็นคน &#8216;โลกสวย&#8217; อย่างที่งามพรรณว่าสักวันหนึ่งก็แล้วกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P5291068.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P5291088.jpg"></p>
<p>ในหนังสือ เราจะได้เห็นเด็กๆ ค่อยๆ เรียนรู้การปลูกผัก ทำปุ๋ยจากขี้ไส้เดือนที่เลี้ยงไว้ในคอนโดไส้เดือน และนำผลผลิตที่ได้ไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในละแวกที่มีอุดมการณ์สีเขียวร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์จากผักเป็นน้ำนมวัวจากวัวที่ผ่านการเลี้ยงมาแบบธรรมชาติ ทั้งหมดถูกเล่าผ่านเรื่องราวแสนน่ารักที่งามพรรณจัดวางตัวละครและเหตุการณ์มาอย่างดี จากการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์กันไปมา ก็ทำให้เหล่าเพื่อนบ้านได้สนิทชิดเชื้อ รวมตัวกันไปออกอีเวนต์ขายสินค้าออร์แกนิก สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านและครอบครัวเด็กๆ ซึ่งเป็นเหมือนการสอนให้คนอ่านเห็นประโยชน์และการต่อยอดของวิถีออร์แกนิกในชีวิตจริงได้อีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P5291054.jpg"></p>
<p>นอกจากเนื้อหากรีนๆ ที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องแล้ว <em style="background-color: initial">โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) </em>ยังเล่าถึงความน่ากลัวของโซเชียลเน็ตเวิร์กและอินเตอร์เน็ตด้วย จริงอยู่ที่ยุคสมัยนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กช่วยให้เรารับรู้ข่าวสารและสื่อสารกันได้ไวขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็มีส่วนทำให้เรื่องร้ายๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราคาดไม่ถึงก็ตาม ในหนังสือ งามพรรณใช้คำว่า &#8216;โก ไวรัล (go viral)&#8217; ที่แปลว่าการกระจายอย่างแพร่หลาย และความร้ายกาจของมันก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก เมื่อการโก ไวรัลในหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้มีอิทธิพลได้รับความเดือดร้อน งานนี้เหยื่อเลยได้รับผลกระทบร้ายแรงเลยทีเดียว ซึ่งถึงแม้จะเป็นเพียงเหตุการณ์สมมติ แต่ก็น่าจะทำให้คนอ่านได้ฉุกคิดถึงผลเสียของโลกออนไลน์ขึ้นมาบ้าง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไรเราจะเป็นเหยื่อรายต่อไป<em style="background-color: initial"><br /></em></p>
<p>นอกจากเนื้อเรื่องที่สนุกเข้มข้นพร้อมให้ความรู้เรื่องวิถีออร์แกนิกแบบเต็มๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีภาพประกอบสวยๆ ฝีมือของ ต้องการ-วลัยกร สมรรถกร นักวาดภาพประกอบที่ใช้สีน้ำจากดอกไม้และธรรมชาติทั้งหมด (ใครเป็นแฟน a day คงคุ้นเคยกับผลงานของเธออยู่แล้วแหละ) ซึ่งช่วยแต่งเติมกลิ่นอายของโลกสีเขียวใบนี้ได้อย่างน่าเอ็นดู ที่สำคัญยังมีโปสการ์ดน่ารักๆ ไว้ให้ผู้อ่านเก็บสะสมกันอีกด้วยนะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P5291070.jpg"></p>
<p><strong>ความยากง่ายในการอ่าน:</strong> เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย บริบทในหนังสือเป็นมุมมองแบบเด็กๆ และเป็นไปทีละขั้นตอน คนที่อยากเรียนรู้วิถีชีวิตออร์แกนิกแบบฉบับเข้าใจง่ายและสนุกด้วยแล้ว ยิ่งพลาดหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เข้าไปใหญ่</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ปวริศา สันติวิริยกาญจน์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-24/">โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) : ชีวิตสีเขียวผ่านสายตาของเด็กๆ ที่เติบโตมาในวิถีออร์แกนิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-24/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
