<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณิชา พัฒนเลิศพันธ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author417/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author417/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Feb 2021 15:37:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สุรจิต ชิรเวทย์ : ผู้กลับมาต่อสู้เพื่อบ้านเกิดด้วยกฎหมายและหลอมรวมคน ‘ประชาคมคนรักแม่กลอง’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/home-samutsongkhram-maekong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Apr 2019 11:00:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[พลังประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสงคราม]]></category>
		<category><![CDATA[แม่กลอง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เขื่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาทูแม่กลอง]]></category>
		<category><![CDATA[กลับบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=58876</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพที่เราเห็นกันชินตาเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายๆ พื้นที่ คือภาพชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนต่อสู้กับภาครัฐหรือภาคเอกชนด้วยการก่อม็อบประท้วง แต่กับที่อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม กลับต่างออกไป ที่นี่มีประชาคมคนรักแม่กลอง ซึ่งรวบรวมทั้งคนสูงอายุที่รักบ้านเกิดและหนุ่มสาวผู้มีความรู้ที่ก็รักบ้านเกิดไม่แพ้กัน โดยมี สุรจิต ชิรเวทย์ เป็นแกนนำและเชื่อมคนเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน เพราะเชื่อว่า ถ้าท้องถิ่นของเรามีปัญหา เราเองที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขในเบื้องต้น “คุณต้องทำเอง ใครล่ะจะรู้จักพื้นที่ตัวเองไปดีกว่าคุณ ถูกไหม ผู้ว่าฯ นายอำเภอต่างๆ เหล่านี้เขามาอยู่กับเราไม่กี่ปีเขาก็ไป จุดแข็งของชาวบ้านคือรู้ข้อเท็จจริงทุกระดับ น้ำขึ้น-น้ำลงไหลไปทางไหน ถ้ามีมลพิษมันไปทางไหน ออกทางไหน ทำไมคุณไม่เอาจุดแข็งนี้ไปขึ้นโต๊ะพร้อมกับข้อเสนอ เราเสนอไป 5 ข้อ ที่ประชุมเขาซื้อความคิดเรา 2 ข้อ 3 ข้อก็ไม่เป็นไร “แต่ถ้าคุณบอกว่า ไม่ได้ ข้อเสนอของตัวเองต้องชนะ มันจะสำเร็จได้อย่างไรครับ เราก็ต้องสร้างวัฒนธรรมปรึกษาหารือกันเองให้ได้ เราต้องอดทนทำสิ่งนี้แม้จะมีความเห็นต่าง คุณต้องผ่านตรงนี้ให้ได้เสียก่อน “คุณต้องบรรลุนิติภาวะทางความคิดของคุณก่อนด้วยการอาศัยความรักบ้านรักถิ่นฐานนำไป อย่าไปใช้ความเกลียดชังนำทาง มันไม่ยั่งยืน เพราะประชาธิปไตยมันก็เริ่มอย่างนี้ ถ้าท้องถิ่นคุณมีปัญหาแล้วคุณยังไม่ร่วมมือกัน ใครจะมาแก้ให้คุณได้” ด้วยความเชื่อมั่นในด้านนิติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา เมื่อเกิดการสร้างเขื่อน โรงงาน หรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ สุรจิตจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมทุกวันพฤหัสบดีของต้นเดือน เพื่อหารือกับชาวบ้านทั้งแม่กลองและจังหวัดใกล้เคียง ช่วงปี 2521 มีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นเขื่อนแห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำแม่กลอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/home-samutsongkhram-maekong/">สุรจิต ชิรเวทย์ : ผู้กลับมาต่อสู้เพื่อบ้านเกิดด้วยกฎหมายและหลอมรวมคน ‘ประชาคมคนรักแม่กลอง’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ภาพที่เราเห็นกันชินตาเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายๆ พื้นที่ คือภาพชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนต่อสู้กับภาครัฐหรือภาคเอกชนด้วยการก่อม็อบประท้วง แต่กับที่อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม กลับต่างออกไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่นี่มีประชาคมคนรักแม่กลอง ซึ่งรวบรวมทั้งคนสูงอายุที่รักบ้านเกิดและหนุ่มสาวผู้มีความรู้ที่ก็รักบ้านเกิดไม่แพ้กัน </span><span style="font-weight: 400;">โดยมี <strong>สุรจิต ชิรเวทย์</strong> เป็นแกนนำและเชื่อมคนเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน</span></p>
<p>เพราะเชื่อว่า <span style="font-weight: 400;">ถ้าท้องถิ่นของเรามีปัญหา เราเองที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขในเบื้องต้น</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-58910 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-15-1512360678099.jpg" alt="" width="506" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-15-1512360678099.jpg 506w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-15-1512360678099-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-15-1512360678099-600x800.jpg 600w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณต้องทำเอง ใครล่ะจะรู้จักพื้นที่ตัวเองไปดีกว่าคุณ ถูกไหม ผู้ว่าฯ นายอำเภอต่างๆ เหล่านี้เขามาอยู่กับเราไม่กี่ปีเขาก็ไป จุดแข็งของชาวบ้านคือรู้ข้อเท็จจริงทุกระดับ น้ำขึ้น-น้ำลงไหลไปทางไหน ถ้ามีมลพิษมันไปทางไหน ออกทางไหน ทำไมคุณไม่เอาจุดแข็งนี้ไปขึ้นโต๊ะพร้อมกับข้อเสนอ เราเสนอไป 5 ข้อ ที่ประชุมเขาซื้อความคิดเรา 2 ข้อ 3 ข้อก็ไม่เป็นไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ถ้าคุณบอกว่า ไม่ได้ ข้อเสนอของตัวเองต้องชนะ มันจะสำเร็จได้อย่างไรครับ เราก็ต้องสร้างวัฒนธรรมปรึกษาหารือกันเองให้ได้ เราต้องอดทนทำสิ่งนี้แม้จะมีความเห็นต่าง คุณต้องผ่านตรงนี้ให้ได้เสียก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณต้องบรรลุนิติภาวะทางความคิดของคุณก่อนด้วยการอาศัยความรักบ้านรักถิ่นฐานนำไป อย่าไปใช้ความเกลียดชังนำทาง มันไม่ยั่งยืน เพราะประชาธิปไตยมันก็เริ่มอย่างนี้ ถ้าท้องถิ่นคุณมีปัญหาแล้วคุณยังไม่ร่วมมือกัน ใครจะมาแก้ให้คุณได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความเชื่อมั่นในด้านนิติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา เมื่อเกิดการสร้างเขื่อน โรงงาน หรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ สุรจิตจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมทุกวันพฤหัสบดีของต้นเดือน เพื่อหารือกับชาวบ้านทั้งแม่กลองและจังหวัดใกล้เคียง</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-58911 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-9-0-636.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-9-0-636.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-9-0-636-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงปี 2521 มีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นเขื่อนแห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เมื่อสร้างเสร็จแล้วต้องกักน้ำเข้าอ่าง 3 ปี ทำให้แม่กลองทั้งเมืองถูกแช่ในน้ำเค็มเป็นเวลา 3 ปี ต้นมะพร้าวริมสองฝั่งแม่น้ำ จากที่ลำต้นตรงก็กลายเป็นโค้งงอช่วงบนคลายคนคอลีบ ใบเหลือง และล้มตายกันเป็นแถว ด้วยธรรมชาติของมะพร้าวอยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม แต่ต้องไม่แช่ในน้ำใดน้ำหนึ่งนานเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาผมนั่งเรือออกไปดูที่ ไปเยี่ยมลูกค้า เวลา 11 โมง ทุกสวนจะตั้งเตาเคี่ยวน้ำตาลควันออกโป่ง กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งเมืองเลย นี่คือภาพสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ของแม่กลอง เราเสียดายภาพเหล่านี้ ถ้าสิ่ง</span><span style="font-weight: 400;">ที่มั่นคงมาเป็นร้อยๆ ปีของชาวบ้านจะกลายเป็นแบบนี้ มันจะเป็นจุดเปลี่ยนเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั้น ทำให้สุรจิตเริ่มลงไปทำงานในพื้นที่ควบคู่กับการทำงานธนาคาร ด้วยพื้นที่มีความขัดแย้งภาคน้ำจืดกับน้ำเค็ม เมื่อเขื่อนกักน้ำ น้ำเค็มจะหนุนสูง รัฐก็ใช้ถนนเป็นคันกั้นน้ำจืด-น้ำเค็ม แต่ประตูที่ออกแบบมาไม่สอดคล้องกัน เขาจึงเข้าแก้ปัญหานี้ร่วมกับชาวบ้าน</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-58912 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-18-1512360664241.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-18-1512360664241.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-18-1512360664241-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-18-1512360664241-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมทำงานธนาคารมา 25 ปี 8 เดือนครึ่ง ตัดสินใจลาออกตอนอายุ 48 ปี เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ตัวเรา เป็นเพียงสิ่งที่มั่นคง หาเลี้ยงครอบครัวได้ หลังจากนั้นเราก็มาเริ่มทำเวทีชาวบ้าน ตอนนั้นเริ่มมีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในสำนักนายก ส่งเสริมการวิจัยชุมชนโดยชุมชนมีส่วนร่วม เรียกว่าการวิจัยท้องถิ่น เรารู้สึกว่างานนี้ถูกจริตกับเรา แล้วพื้นที่อำเภอนี้มีปัญหา เราต้องมาช่วยกันแก้ไข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครั้งหนึ่งเราเคยสู้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตอนนั้นเราสู้เรื่องฟลัดเวย์ ตระเวนลงพื้นที่กับน้องที่เรียนจบปริญญาโทสถาปัตยกรรม เราทำทั้งหมด 66 เวที แบกทั้งจอและลำโพงขึ้นพูด แค่ 10 นาทีเขาก็เข้าใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราได้รับผลกระทบอะไร จากเวทีแรกที่เราขึ้นพูดมีคนฟัง 10 คน แต่เมื่อทำจนครบ 66 เวที </span><span style="font-weight: 400;">กลายเป็นว่ามีคนมาฟังเราหลักสองหมื่นคน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากจุดตั้งต้นที่สุรจิตต้องการแก้ไขปัญหาที่คนแม่กลองได้รับผลกระทบ เขาขุดไปจนถึงต้นตอของปัญหา ด้วยการเริ่มเชิญชวนชาวบ้านในพื้นที่มาปรึกษาหารือถึงสถานการณ์ปัญหาและความเป็นไป แล้วค้นหาข้อมูลนำไปสู่ข้อเท็จจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 43 (3) สิทธิของประชาชนหรือชุมชนที่จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว นั่นหมายความว่าหนังสือเราทำไปในนามประชาคมเครือข่าย มีลายเซ็นของชาวบ้าน มีที่อยู่ให้ตอบเอกสารกลับ แล้วทางรัฐเขาจะต้องนำไปพิจารณา และต้องตอบเราภายใน 30 วัน นี่เป็นการใช้สิทธิการมีส่วนร่วม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริง มันเริ่มจากชุมชนรู้สิทธิ หวงสิทธิ รักษาสิทธิ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ประชาคมคนรักแม่กลอง เรามีอำนาจเท่ากัน ไม่มีอายุ ไม่มีสมาชิก ใครรักบ้านก็มาคุยกัน มาช่วยกันคิด และเราเชื่อว่าถ้าคน 20-30 คน มาช่วยกันมันน่าจะดีกว่า หลากหลายความเห็นนำไปสู่คำตอบที่ลงตัวทุกฝ่าย ที่สำคัญ คนที่เข้ามาช่วยกันมีช่วงอายุที่หลากหลาย อย่างงานด้านกราฟิกนำเสนอข้อมูล น้องๆ รุ่นใหม่เขาจะทำได้ดีกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58913 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-1-0-252.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-1-0-252.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-1-0-252-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-สมุทรสงคราม-1-0-252-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การรักบ้านไม่ใช่กลับไปสตาฟให้นิ่ง ทุกสิ่งมันต้องเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนให้มันดีและสอดคล้องกับบ้านเรา ด้วยภาคประชาชนนี่แหละ”</span></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a29109ae0099" data-id="XXfir83T-7A" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-XXfir83T-7A-6a29109ae0099" data-vid="XXfir83T-7A" data-src="https://www.youtube.com/embed/XXfir83T-7A?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/XXfir83T-7A/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/home-samutsongkhram-maekong/">สุรจิต ชิรเวทย์ : ผู้กลับมาต่อสู้เพื่อบ้านเกิดด้วยกฎหมายและหลอมรวมคน ‘ประชาคมคนรักแม่กลอง’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชลัท Homeflick : ชายหนุ่มผู้กลับบ้านมาทำห้องฉายหนังเพื่อชวนคนรักหนังในโคราชมารวมกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/home-homeflick/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Apr 2019 09:00:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[หนังอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังอินดี้]]></category>
		<category><![CDATA[ฟรีแลนซ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงฉายหนังขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[โปสเตอร์หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[โคราช]]></category>
		<category><![CDATA[คนทำหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสารคดีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กลับบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูหนัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=58684</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากเราอยู่ในกรุงเทพฯ การดูหนังนอกกระแสหรือที่เรียกติดปากกันว่าหนังอินดี้ เราคงนึกถึง House RCA, Scala, Bangkok Screening Room (BKKSR) หรือที่ Warehouse30 ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับยุคแรกเริ่มที่หนังนอกกระแสเข้าสู่เมืองไทยก็นับว่ามีจำนวนมากขึ้น กลับกันถ้าเราต้องการดูหนังอินดี้ที่ต่างจังหวัด เราอาจนึกไม่ออกว่าต้องไปที่ไหน หรือไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจังหวัดเหล่านั้นมีโรงหนังนอกกระแสไหม ด้วยเหตุนี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ โจ้–ชลัท ศิริวาณิชย์ กลับมาบ้านที่โคราชและทำห้องฉายหนังนอกกระแส Homeflick โจ้อยู่กรุงเทพฯ มานับสิบปี หลังจากที่เขาเรียนจบก็เริ่มทำงานในค่ายเพลง เขาตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านที่โคราชเป็นฟรีแลนซ์ตัดต่อโฆษณา หนัง และซีรีส์ แล้วสานต่อความฝันทำโปรเจกต์ห้องฉายหนัง Homeflick ซึ่งเริ่มฉายมาตั้งแต่ปี 2556 “โปรเจกต์ฉายหนังเป็นสิ่งที่เราอยากทำตั้งแต่เด็ก ราวๆ ม.ต้น มีภาพฝันไว้ว่าอยากจะมีคอมมิวนิตี้ไว้รวมคนที่น่าจะดูหนังที่ต่างจากหนังโรงใหญ่มารวมตัวกันแล้วดูด้วยกัน เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาข้อเดียวของที่โคราชคือมันไม่เคยมีชมรมที่จะรวมทุกคนไว้ แล้วเราก็ไปหาเขาไม่เจอด้วยว่าคนเหล่านั้นอยู่ไหนในเมือง เป็นความอัดอั้นของเรามาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้” โจ้เริ่มบทสนทนาขึ้นด้วยท่าทีที่สบายอกสบายใจราวกับว่าห้องฉายหนังแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่บรรจุความฝันในการฉายหนังนอกกระแส หล่อหลอมผู้คนซึ่งชื่นชอบสิ่งเหมือนกัน และเป็นเสมือนคอมฟอร์ตโซน “การฉายหนังนอกกระแสที่กรุงเทพฯ กับโคราชยังต่างกันมาก อย่างกรุงเทพฯ ที่ไหนก็มีฉายหนังนอกกระแส แต่โคราช ตอนที่เรากลับมาทำ มันตั้งไข่มากๆ ด้วยซ้ำ “คอนเซปต์แรกของ Homeflick คือแรกเริ่มเราตั้งใจฉายหนังนอกกระแสไทยเท่านั้น ไม่ได้พยายามจะฉายหนังฝั่งอเมริกาหรือญี่ปุ่น เพราะเราหวังว่าวันหนึ่งจะมีคนกลุ่มใหม่มาฉายหนังด้วยกันกับเรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/home-homeflick/">ชลัท Homeflick : ชายหนุ่มผู้กลับบ้านมาทำห้องฉายหนังเพื่อชวนคนรักหนังในโคราชมารวมกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากเราอยู่ในกรุงเทพฯ การดูหนังนอกกระแสหรือที่เรียกติดปากกันว่าหนังอินดี้ เราคงนึกถึง House RCA, Scala, Bangkok Screening Room (BKKSR) หรือที่ Warehouse30 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับยุคแรกเริ่มที่หนังนอกกระแสเข้าสู่เมืองไทยก็นับว่ามีจำนวนมากขึ้น กลับกันถ้าเราต้องการดูหนังอินดี้ที่ต่างจังหวัด เราอาจนึกไม่ออกว่าต้องไปที่ไหน หรือไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจังหวัดเหล่านั้นมีโรงหนังนอกกระแสไหม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ โจ้–ชลัท ศิริวาณิชย์ กลับมาบ้านที่โคราชและทำห้องฉายหนังนอกกระแส Homeflick</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58745 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-10-IMG_8113.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-10-IMG_8113.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-10-IMG_8113-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-10-IMG_8113-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจ้อยู่กรุงเทพฯ มานับสิบปี หลังจากที่เขาเรียนจบก็เริ่มทำงานในค่ายเพลง เขาตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านที่โคราชเป็นฟรีแลนซ์ตัดต่อโฆษณา หนัง และซีรีส์ แล้วสานต่อความฝันทำโปรเจกต์ห้องฉายหนัง Homeflick ซึ่งเริ่มฉายมาตั้งแต่ปี 2556</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58689 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-75-17390833_1934992076733582_3523508702039152767_o.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-75-17390833_1934992076733582_3523508702039152767_o.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-75-17390833_1934992076733582_3523508702039152767_o-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-75-17390833_1934992076733582_3523508702039152767_o-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โปรเจกต์ฉายหนังเป็นสิ่งที่เราอยากทำตั้งแต่เด็ก ราวๆ ม.ต้น มีภาพฝันไว้ว่าอยากจะมีคอมมิวนิตี้ไว้รวมคนที่น่าจะดูหนังที่ต่างจากหนังโรงใหญ่มารวมตัวกันแล้วดูด้วยกัน เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาข้อเดียวของที่โคราชคือมันไม่เคยมีชมรมที่จะรวมทุกคนไว้ แล้วเราก็ไปหาเขาไม่เจอด้วยว่าคนเหล่านั้นอยู่ไหนในเมือง เป็นความอัดอั้นของเรามาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจ้เริ่มบทสนทนาขึ้นด้วยท่าทีที่สบายอกสบายใจราวกับว่าห้องฉายหนังแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่บรรจุความฝันในการฉายหนังนอกกระแส หล่อหลอมผู้คนซึ่งชื่นชอบสิ่งเหมือนกัน และเป็นเสมือนคอมฟอร์ตโซน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การฉายหนังนอกกระแสที่กรุงเทพฯ กับโคราชยังต่างกันมาก อย่างกรุงเทพฯ ที่ไหนก็มีฉายหนังนอกกระแส แต่โคราช ตอนที่เรากลับมาทำ มันตั้งไข่มากๆ ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58694 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คอนเซปต์แรกของ Homeflick คือแรกเริ่มเราตั้งใจฉายหนังนอกกระแสไทยเท่านั้น ไม่ได้พยายามจะฉายหนังฝั่งอเมริกาหรือญี่ปุ่น เพราะเราหวังว่าวันหนึ่งจะมีคนกลุ่มใหม่มาฉายหนังด้วยกันกับเรา กลายเป็นว่า 4-5 ปีหลังจากนั้นก็ยังไม่มีที่อื่นเกิดขึ้นมาใหม่มาจัดฉายหนังกับเรา สุดท้ายแล้วเราจะมาจำกัดแค่หนังไทยนอกกระแสไม่ได้ นานๆ ทีมันต้องฉายเรื่องอื่นที่เขาเรียกร้องอยากดูจริงๆ ด้วย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58690 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-23-01.jpg" alt="" width="477" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-23-01.jpg 477w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/กลับบ้าน-โคราช-23-01-212x300.jpg 212w" sizes="(max-width: 477px) 100vw, 477px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจ้เริ่มต้นฉายหนังครั้งแรกเรื่อง <em>ตั้งวง</em> (กำกับโดยคงเดช จาตุรันต์รัศมี) ปี 2556 ที่โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่จำนวน 160 ที่นั่ง เขามีหน้าที่ตั้งแต่การเจรจาซื้อหนังมาฉาย การโปรโมต ออกแบบโปสเตอร์ ประสานกับโรงภาพยนตร์ ขายตั๋วไปจนถึงการเปิดประตูโรงต้อนรับผู้ชม แต่ปรากฏว่าการฉายครั้งแรกกลับโล่ง มีคนตีตั๋วไม่ถึงครึ่งเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้น เขาฉายเรื่อง <em>MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY</em> จัดฉ​ายทั้งหมดสองรอบ วันเสาร์-วันอาทิตย์ ด้วยความที่เขามั่นใจว่าหนังอยู่ในกระแสฟีเวอร์ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ คนเต็มโรงเกือบทั้งหมด การฉายหนังครั้งที่สามจึงดำเนินต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอเราฉายเรื่องที่สามปุ๊บ ก็เป็น <em>36</em> ต่อเนื่องจาก <em>MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY</em> เราฉายที่ร้านเฟื่องนครแทน ซึ่งคนก็เต็มเหมือนกันเพราะตอนนั้นฉายฟรีด้วย ด้วยความที่เราอยากให้ทุกคนได้ดูหนัง แฮปปี้มาก ใจมันก็มโนไปแล้วว่าต่อไปนี้เราฉายหนังในคาเฟ่มันจะต้องประสบความสำเร็จมากแน่ๆ พอมาเรื่องที่สี่ ฉายเรื่อง <em>สยิว</em> หนังเรื่องแรกสุดของพี่คงเดช มีคนมาไม่ถึง 10 คน รวมพนักงานในร้านด้วยนะ เลยได้เห็นตั้งแต่การฉายรอบที่คนเต็มโรง รอบคนบางตา จนมารอบที่แทบจะไม่มีคนดูเลย มันก็ได้เห็นสัจธรรมว่าถึงจุดหนึ่งเราต้องทำใจนะ เราจะบังคับให้คนมาอินกับหนังที่เราฉายทุกครั้งไม่ได้ มันมีปัจจัยนอกเหนือจากนั้น อย่างเศรษฐกิจไม่ดีหรืออากาศร้อนก็ไม่มีใครอยากออกจากบ้านแล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่โจ้ฉายหนังที่เฟื่องนครอย่างต่อเนื่อง ในปี 2561 ร้านปิดตัวลง ด้วยความที่ผูกพันกับร้าน ระยะที่ตั้งไม่ใกล้จากบ้าน สามารถฝากขายตั๋วได้ เขาตัดสินใจลุยการฉายหนังที่บ้านตัวเอง โดยรีโนเวตห้องด้านล่างของบ้านขนาด 20-25 คน ให้กลายเป็นห้องฉายหนังมีผนังขาว พื้นหินอ่อน เสื่อ เบาะรองนั่ง และแอร์ 1 ตัว<br />
</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-58696 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/homeflick-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอเราได้ลองฉายหนังจริงคนที่มาดูก็ค่อนข้างแฮปปี้ คือเราก็บอกล่วงหน้าว่าเอาขนมมากินเล็กน้อยได้นะ เอาผ้าห่มเอาอะไรมาเองได้ แล้วก็สมมติว่ามีรอบหนึ่ง คุณมาสองคน พอถึงเวลาฉายทั้งโรงมีสองคน คุณก็นอนแผ่ไปเลยไม่ว่ากัน นอนดูให้เป็นเหมือนบ้านตัวเองไปเลย เราอยากให้ Homeflick เป็นสถานที่ต่างจากโรงหนังทั่วไปมากๆ คือโรงหนังค่อนข้างจะมีพิธีการต่างๆ แต่มาที่นี่อยากให้รู้สึกว่ามาบ้านเพื่อนมากกว่า”</span></p>
<hr />
<p><iframe loading="lazy" title="#กลับบ้าน มาสร้างพื้นที่ฉายหนังทางเลือก Homeflick ที่ #โคราช : โจ้-ชลัท ศิริวาณิชย์  I a day" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/d5GGl1MEB1g?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/home-homeflick/">ชลัท Homeflick : ชายหนุ่มผู้กลับบ้านมาทำห้องฉายหนังเพื่อชวนคนรักหนังในโคราชมารวมกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Woman with a Camera ภาพสตรีทของหญิงสาวที่ถ่ายทอดความจริงแฝงด้วยอารมณ์ขัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/poupe-the-woman-with-a-camera/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Feb 2019 07:04:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพสตรีท]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัล]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ปูเป้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=55631</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การถ่ายภาพสตรีทเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีตรงหน้าเท่านั้น ทุกครั้งเรารู้สึกว่านั่นคือโอกาสเดียว” ปูเป้–จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต ช่างภาพสตรีทหญิงวัย 25 ปี ให้คำนิยามการถ่ายภาพสตรีทที่แตกต่างจากการถ่ายภาพทั่วไป ซึ่งผู้ถ่ายไม่สามารถควบคุมภาพที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้ แม้กระทั่งการแต่งภาพหลังการถ่ายเพื่อให้ภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับวงการภาพสตรีท ทำให้สามารถวัดความเก๋าเกมของช่างภาพที่ถ่ายภาพนั้นได้ ถ้าคุณเห็นภาพสตรีทของปูเป้แล้วอดยิ้มไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เราเชื่อว่าหลายๆ คนที่เห็นภาพของปูเป้ต่างมีอาการเช่นนี้ เพราะเธอสอดแทรกความขบขันลงในภาพจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับต่างชาติมาแล้ว จากเวทีระดับโลกอย่าง Brussels Street Photography Festival, EyeEm Street Photography Awards 2016 และล่าสุด StreetFoto San Francisco 2017 ที่เข้ารอบถึงสองรายการด้วยกัน ฝีมือการลั่นชัตเตอร์ของเธอมีความโดดเด่นและฉายแววในสถาบันที่เธอศึกษาต่อที่นิวยอร์กอย่าง International Center of Photography (ICP) งานทีสิสของเธอเป็นเพียงงานเดียวที่ได้รับคัดเลือกให้ลงนิตยสาร The New Yorker รวมถึงนิตยสาร pdn ร่วมกับเพื่อนในรุ่นอีกสองคน “ถ้าอยากเก่งก็ต้องฝึก สำหรับเราความเก่งมีทางเดียวคือต้องฝึกและไม่มีทางลัดอื่น ต้องทำไปเรื่อยๆ ล้มเหลวบ้าง ทำได้บ้าง แล้วก็เรียนรู้” เธอเชื่อว่าหนทางของการพัฒนาคือความกล้าที่จะล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการฝึกฝน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/poupe-the-woman-with-a-camera/">The Woman with a Camera ภาพสตรีทของหญิงสาวที่ถ่ายทอดความจริงแฝงด้วยอารมณ์ขัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“การถ่ายภาพสตรีทเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีตรงหน้าเท่านั้น ทุกครั้งเรารู้สึกว่านั่นคือโอกาสเดียว”</p>
<p><strong>ปูเป้–จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต</strong> ช่างภาพสตรีทหญิงวัย 25 ปี ให้คำนิยามการถ่ายภาพสตรีทที่แตกต่างจากการถ่ายภาพทั่วไป ซึ่งผู้ถ่ายไม่สามารถควบคุมภาพที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้ แม้กระทั่งการแต่งภาพหลังการถ่ายเพื่อให้ภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับวงการภาพสตรีท ทำให้สามารถวัดความเก๋าเกมของช่างภาพที่ถ่ายภาพนั้นได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55749" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p>ถ้าคุณเห็นภาพสตรีทของปูเป้แล้วอดยิ้มไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เราเชื่อว่าหลายๆ คนที่เห็นภาพของปูเป้ต่างมีอาการเช่นนี้ เพราะเธอสอดแทรกความขบขันลงในภาพจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับต่างชาติมาแล้ว จากเวทีระดับโลกอย่าง Brussels Street Photography Festival, EyeEm Street Photography Awards 2016 และล่าสุด StreetFoto San Francisco 2017 ที่เข้ารอบถึงสองรายการด้วยกัน</p>
<p>ฝีมือการลั่นชัตเตอร์ของเธอมีความโดดเด่นและฉายแววในสถาบันที่เธอศึกษาต่อที่นิวยอร์กอย่าง International Center of Photography (ICP) งานทีสิสของเธอเป็นเพียงงานเดียวที่ได้รับคัดเลือกให้ลงนิตยสาร<em> The New Yorker</em> รวมถึงนิตยสาร <em>pdn</em> ร่วมกับเพื่อนในรุ่นอีกสองคน</p>
<p>“ถ้าอยากเก่งก็ต้องฝึก สำหรับเราความเก่งมีทางเดียวคือต้องฝึกและไม่มีทางลัดอื่น ต้องทำไปเรื่อยๆ ล้มเหลวบ้าง ทำได้บ้าง แล้วก็เรียนรู้” เธอเชื่อว่าหนทางของการพัฒนาคือความกล้าที่จะล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการฝึกฝน และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนให้ผลงานก้าวต่อไปข้างหน้า บทสนทนาต่อจากนี้ยืนยันกับเราว่าความสำเร็จนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือความบังเอิญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55735" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_8.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_8.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><strong>ในวงการภาพสตรีทมีช่างภาพผู้หญิงเยอะไหม</strong></p>
<p>น้อยมาก  มีไม่กี่คนบนเว็บไซต์ Street Photo Thailand อย่างทิพวัลย์ เกตุสมบูรณ์, ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ แต่ละคนเป็นช่างภาพสตรีทที่มีลักษณะต่างกัน ทิพวัลย์เป็นช่างภาพสตรีทสายสารคดี ซึ่งช่างภาพสายสารคดีกับสตรีทมีจุดกึ่งกลางร่วมกันอยู่ ส่วนผ้าป่านหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับงานจัดแสดงภาพสตรีทต่างๆ</p>
<p>ส่วนที่นิวยอร์ก เราเรียนหลักสูตร General Studies in Photography ในสถาบัน International Center of Photography (ICP) เป็นคนเดียวที่ถ่ายภาพแบบสตรีท จริงๆ ช่างภาพสตรีทผู้หญิงที่เมืองนอกก็มีน้อยเหมือนในไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55729" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55745" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_1.jpg" alt="" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_1.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><strong>เริ่มถ่ายภาพสตรีทเมื่อไหร่</strong></p>
<p>หลังจบจากภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราบังเอิญเห็นกรุ๊ป Street Photo Thailand ในเฟซบุ๊ก พอเข้าไปนั่งดูรูป เรารู้สึกว่าทุกคนโพสต์รูปสวยดี น่าสนใจ ทุกเดือนจะมีการรวมรูปเด็ดๆ แล้วทำเป็น e-Magazine แต่ละรูปเจ๋งมาก เราอยากถ่ายแบบนั้นบ้าง การถ่ายรูปสวยๆ อย่างภาพแนว Landscape ส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะเน้นไปที่อุปกรณ์ แต่เรามีแค่กล้องและเลนส์หนึ่งตัว แล้วการถ่ายภาพแบบสตรีทคือรูปแบบที่เราสามารถถ่ายได้ ใช้ไอเดียเป็นหลัก พอเริ่มถ่ายแล้วสนุกดี ตอนนั้นในกรุ๊ปมี Project 365 ที่ให้สมาชิกโพสต์รูปสตรีททุกวัน พี่ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ เป็นหนึ่งคนในที่เล่น เราติดตามดูรูปเขาทุกวันก็ เฮ้ย! ทำไมคนนี้เก่งจัง รูปของพี่เขาดีมากจนเรากลายเป็นแฟนคลับ ตามไปเวิร์กช็อปกับพี่เขา แล้วหลังจากนั้นก็ถ่ายรูปสตรีทมาตลอด พี่ทวีพงษ์เป็นแรงบันดาลใจที่ใหญ่มากสำหรับเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55739" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_10_Poupay_for_NewYorker_04-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ทำไมเลือกเล่าเรื่องด้วยการถ่ายภาพมากกว่าการทำหนัง ในเมื่อมหาวิทยาลัยที่เรียนมาก็เน้นด้านทำหนัง</strong></p>
<p>จริงๆ เรายังชอบทำหนังมาก แต่ว่าการทำหนังมันใช้พลังงานสูง เราทำหนังคนเดียวไม่ได้เพราะต้องมีทีมงาน นักแสดง และตากล้อง อาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน การที่หนังดีหรือไม่ดีมันขึ้นอยู่กับคนหลายคนมาก เราเป็นคนที่ไม่กล้าสั่งคนทำให้ควบคุมอะไรยาก การถ่ายรูปสตรีทเราสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า ส่วนใหญ่มาจากความคิดเราเอง แต่ก็ยังอยากทำหนังอยู่นะ ยินดีที่จะไปออกกองช่วยคนอื่น เพราะว่าการทำหนังก็คือการเล่าเรื่องแล้วเราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง จริงๆ เราไม่ได้เรียกตัวเองว่าช่างภาพนะ เราเป็นนักเล่าเรื่องมากกว่า ด้วยความที่เข้าใจวิธีการเล่าเรื่อง ทำให้สามารถทำงานในรูปแบบไหนก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องถ่ายรูปอย่างเดียว สามารถเขียนเล่าเรื่องหรือทำหนังก็ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55740" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_11_Poupay_for_NewYorker_02-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>วิธีถ่ายภาพสตรีทของคุณเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>เราจะมองหาหลักสามสิ่งในภาพ คือ สี เส้น (กราฟิก) และเรื่อง ถ้ามีหนึ่งในสามอย่างนี้เราจะเริ่มสนใจถ่าย แต่ถ้ามีไม่ครบเราจะรู้สึกว่าภาพไม่น่าสนใจ บางครั้งเราจะเดาเหตุการณ์ว่าอาจมีเรื่องที่ดีแล้วก็หามุม มันจะยากตรงที่เราต้องคิดในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่งั้นเรื่องนั้นจะหายไป เช่น สุนัขกำลังกัดกัน เราจะทำยังไงให้จัดองค์ประกอบภาพได้ดีภายในวินาทีนั้น ทักษะนี้มาจากการหมั่นฝึกฝนถ่ายภาพ</p>
<p>เวลาที่เราเดินเข้าใกล้ subject หรือคนก็จะทำเป็นไม่สนใจสิ่งนั้น ถ้าเราอยากมองหรือหาตำแหน่งโฟกัสจะใช้หางตาเหลือบดูปฏิกิริยาว่าเป็นบวกหรือลบ มีท่าทียังไง ถ้าเขาไม่พอใจเราจะทำเป็นถ่ายอย่างอื่น บางทีความไม่สมบูรณ์แบบก็ทำให้ภาพสตรีทดูสวยได้ มีครั้งหนึ่งเราเดินข้ามถนนนำหน้าคนใส่ชุดมาสคอตกล้วย จนเหลือแค่โอกาสสุดท้ายเราเลยเอี้ยวตัวหันหลังไปถ่ายช็อตเดียว เปรี้ยง! เชื่อมั้ยรูปนั้นองค์ประกอบ มุมมอง ดีและน่าสนใจมากๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-55756" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ความท้าทายของการถ่ายภาพสตรีทคืออะไร</strong></p>
<p>คุณไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เพราะคาดเดาอะไรไม่ได้ คือ ณ ตอนที่กำลังถ่ายรูปอาจเป็นรูปธรรมดา แต่วินาทีถัดมาอาจเป็นรูปที่ได้รางวัลเลยก็ได้ อย่างรูปที่ซานฟรานซิสโก ถ้าไม่มีเด็กวิ่งออกมาก็ไม่เข้ารอบหรอก หรือถ้าวินาทีนั้นคนไม่ยืนแยกกันก็จะไม่ได้รูปช็อตนั้น มันคือความท้าทายของเราที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด บางทีเหตุการณ์นั้นเกิดแค่เสี้ยววินาทีเดียวแล้วเราจะถ่ายทันไหม ก็ต้องมาดูองค์ประกอบในรูปด้วยว่าดีหรือเปล่า ถ้าถ่ายทันรูปนั้นก็อาจเป็นรูปที่ได้รางวัล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55728" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_4_Poupay_for_NewYorker_03.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_4_Poupay_for_NewYorker_03.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_4_Poupay_for_NewYorker_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_4_Poupay_for_NewYorker_03-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ภาพสตรีทต้องการความจริงขนาดไหน</strong></p>
<p>พี่ทวีพงษ์เคยพูดกฎเหล็กไว้ว่า ‘ไม่เอาเข้าและไม่เอาออก’ หมายถึงไม่ใช้โปรแกรมตกแต่งภาพเพื่อเพิ่ม subject อะไรลงไปในภาพหรือลบสิ่งที่เราไม่ต้องการออก นี่เป็นกฎเหล็กของช่างภาพสตรีท รวมถึงห้ามจัดฉากตอนถ่ายไม่ว่าจะขยับใบไม้หรือทำให้ subject นั้นๆ หยุดเพื่อให้ได้ภาพตามที่ต้องการ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้เมื่อไหร่คือผิด แต่จะมีคนกึ่งจัดฉากเหมือนกันนะ เช่น สมมติว่าเรากำลังจะถ่ายนกแต่อยากให้นกบินก็ส่งเสียงกระแอมใส่ หรืออยากถ่ายสุนัขก็เอาขนมมาดึงความสนใจ แต่เราไม่เคยทำนะ รู้สึกผิดกับตัวเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-55757 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>การเป็นช่างภาพสตรีทผู้หญิงมีข้อจำกัดอะไรบ้าง</strong></p>
<p>ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีสำหรับเราคือ ภายนอกเราดูเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดี มีวันหนึ่งเราถ่ายรูปเด็กที่นิวยอร์ก พ่อแม่เขาพอเห็นว่าเป็นผู้หญิงก็ยอมให้ถ่าย แต่รุ่นพี่เราเป็นผู้ชายเล่าให้ฟังว่าเคยไปถ่ายรูปเด็กเหมือนกันแต่พ่อแม่เขาปรี่เข้ามาถามว่าถ่ายอะไร ไม่ให้ถ่ายนะ ส่วนข้อเสียคือ เราไม่กล้าออกไปถ่ายรูปตอนกลางคืนหรือที่เปลี่ยวๆ คนเดียว และเรื่องสรีระร่างกาย บางครั้งเวลาต้องใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีน้ำหนักเยอะเราไม่สามารถแบกได้ หรือถ้าแบกได้ก็จะเคลื่อนตัวช้ากว่าผู้ชาย แต่ช่างภาพผู้หญิงที่เก่งๆ เขาจะมีผู้ชายคอยแบกอุปกรณ์เหล่านี้ให้ ถ้าเปรียบคือ ผู้ชายเสมือนมือ ส่วนช่างภาพผู้หญิงคือตา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55748" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_2_Brussels_2016.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_2_Brussels_2016.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_2_Brussels_2016-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_2_Brussels_2016-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณพอจะบอกได้ไหมว่ารูปที่ดีสำหรับคุณเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>ตอนเรียนที่นิวยอร์ก คำถามแรกที่ครูจะถามคือดูแล้วรู้สึกอะไร เทคนิคการวิจารณ์ของเขาจะมีอยู่สามอย่าง หนึ่ง ดูแล้วเห็นอะไรก่อน สมมติว่าถ่ายเลือดมา หนึ่งคือ เห็นเลือด สอง เรารู้สึกยังไงกับเลือด เลือดในรูปนั้นเป็นอย่างไร อาจจะดูน่ากลัวหรือถ้าเลือดปลอมก็จะกลายเป็นตลก และสาม มีเรื่องราวหรือเบื้องหลังที่ลึกกว่านั้นไหม เราอยากให้คนรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นรูปที่ดีเมื่อสื่อสารออกไปมันต้องสร้างอิมแพกต์ให้คนที่เห็นได้</p>
<p><strong>นอกจากความตลกแล้ว คุณยังถ่ายทอดอะไรลงในภาพ</strong></p>
<p>อารมณ์ ไม่เฉพาะกับภาพสตรีทเท่านั้น อย่างรูปในงานแต่งหรือพรีเวดดิ้งถ้าเราถ่ายแบบเซตทุกอย่าง ไฟ ฉาก แม้กระทั่งท่าโพสต์ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ภาพที่ออกมาจะไร้ชีวิตชีวา คือภาพสมบูรณ์แบบก็จริงแต่เวลามองภาพเราไม่ได้รู้สึกว่าทั้งคู่รักกัน ขณะที่บางภาพไม่ได้สมบูรณ์ ท่ายืนสบายๆ ชุดมีจุดที่ยับบ้าง แต่อารมณ์ของเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวที่สื่อออกมามันทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ของภาพได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55738" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_9_Streetfoto_SanFran.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_9_Streetfoto_SanFran.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_9_Streetfoto_SanFran-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_9_Streetfoto_SanFran-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>1 ปีที่เรียนที่นิวยอร์กคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง</strong></p>
<p>เมืองนี้สนับสนุนให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นเหมือนคนอื่น เพราะจริงๆ เราเป็นคนที่โง่เทคนิคแต่เน้นเรื่องราว เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ปกติเวลาทำภาพส่งงานจะมีคนที่ทำไซส์เล็กบ้าง ไซส์ใหญ่บ้าง ตัดรูปแล้วแปะบ้าง เราเลยลองส่งด้วยวิธีพรินต์รูปลงแผ่นใส ที่จำได้แม่นคือครูพูดว่า ‘Don’t kill your photo!’ คุณกำลังทำลายรูปภาพของตัวเอง เพราะรูปเราเรื่องราวแข็งแรงมากพอที่จะไม่ต้องใช้วิธีการเพื่อช่วยเล่าเรื่อง วันนั้นเป็นวันที่ทำให้เรากลับมานั่งคิดกับตัวเอง ในเมื่อเราไม่เก่งเทคนิค แต่ถ้าเราทำให้ภาพมีเรื่องราวที่แข็งแรงได้มาก สิ่งนั้นน่าจะทำให้เรามั่นใจขึ้น และความมั่นใจจะทำให้เราไม่เขวไปตามคนอื่น สุดท้ายพองานได้รับการยอมรับ เราจะรู้สึกว่าการเป็นตัวของตัวเองดีที่สุดแล้ว</p>
<p><strong>จุดแข็งอะไรในตัวที่ผลักดันให้คุณก้าวไปไกลระดับโลก</strong></p>
<p>จุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือเราเป็นคนสู้ ไม่ยอมแพ้ แพ้ใครก็ได้แต่อย่าแพ้ตัวเอง ตอนมาอยู่นิวยอร์กเราขยัน คิดว่าต้องทำให้เต็มที่แล้วเราจะไม่เสียใจทีหลัง ถึงไม่สำเร็จแต่ก็ได้เรียนรู้แล้ว วันต่อไปก็ทำใหม่ อาจจะด้วยทัศนคติแบบนี้ที่ทำให้งานของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ส่วนจุดแข็งด้านการถ่ายภาพคือเราสามารถเล่าเรื่องราวและสื่ออารมณ์ได้ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55732" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_6_Poupay_for_NewYorker_05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_6_Poupay_for_NewYorker_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_6_Poupay_for_NewYorker_05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_6_Poupay_for_NewYorker_05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ปี 2016 รูปภาพของคุณเข้ารอบ 20 ภาพสุดท้ายการแข่งขัน EyeEm Street Photography Awards สาขา The Street Photographer ซึ่งเป็นเวทีเดียวกับทวีพงษ์ คุณรู้สึกอย่างไร</strong></p>
<p>ตื่นเต้น แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่ในระดับเดียวกันกับพี่เขา เราไม่เคยมองว่าตัวเองเทียบกับเขาได้ เขาเก่งกว่าเรามากๆ ต่อให้เข้ารอบเวทีเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่า แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าใคร บางงานเราส่งไปแล้วไม่เข้าก็มี เหมือนแข่งกับตัวเองมากกว่า เพราะมีหลายคนที่เพิ่งถ่ายรูปแล้วงานได้เข้ารอบก็มี การส่งประกวดเป็นเรื่องของกรรมการด้วย</p>
<p><strong>จุดเปลี่ยนในชีวิตของคุณคืออะไร</strong></p>
<p>ตอนงานทีสิสของเรา ทุกคนในคลาสพูดว่าคนที่มาดูเขาไม่สนใจงานหรอก อย่าคาดหวัง ถ้าอยากให้คนสนใจต้องเป็นภาพถ่ายดาวหางจริงๆ เราทำไม่ได้หรอก แต่เรากลับมีคำถามในหัวตลอดว่าไม่ได้จริงเหรอ ไม่อยากเชื่อ เพราะลึกๆ เราค่อนข้างต่อต้านความคิดนั้น คิดว่าทีสิสเป็นโอกาสเดียว คือโอกาสที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าเราทำได้ มันมีครั้งเดียวจริงๆ ทุกการพรีเซนต์ การวิจารณ์งาน การเรียนทุกเทอมทุกคาบที่ผ่านมา มันคือแค่จังหวะนี้ ถ้าเราไม่เต็มที่ก็จะมาเสียใจทีหลัง แล้วถ้าสุดท้ายทำได้ดี เต็มที่กับมัน จนสุดท้ายแล้วเราดีใจนะที่ตัวเองเต็มที่กับงานทีสิส เพราะทั้งนิตยสาร <em>The New Yorker</em> และ <em>pdn</em> ลงงานของเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55734" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_7_NewYorker_Screenshot.jpg" alt="" width="559" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_7_NewYorker_Screenshot.jpg 559w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_7_NewYorker_Screenshot-248x300.jpg 248w" sizes="(max-width: 559px) 100vw, 559px" /></p>
<p><strong>การถ่ายภาพสตรีทให้อะไรกับคุณ</strong></p>
<p>บางครั้งคนอื่นมักถามเราว่าถ่ายภาพไปทำไม ไม่รวยหรอก เราก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าการถ่ายภาพสตรีทมันไม่ได้เงิน ต่อให้ได้เงินก็ไม่รวย แต่เราลองกลับมาคิดว่าประเด็นของความรวยคืออะไร ทำไมคนถึงอยากรวย หรือการที่คนอื่นบอกว่าต้องรวยเพราะเขาเอาเงินไปซื้อบ้าน ซื้อเสื้อผ้า ซื้อรถ หรือเปล่า สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นความสุขของพวกเขา แต่เราเองกลับไทยไปก็ไม่ได้ซื้อบ้านใหม่ แค่ต้องการมีเงินออมไว้ยามฉุกเฉิน คำตอบของความสุขเราจึงต่างออกไป ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ขอแค่ได้ถ่ายรูป ได้ทำทุกครั้งเลือดยังสูบฉีด ความตื่นเต้น หรือแพสชั่นที่เราได้รับเมื่อไปถ่ายตามขบวนพาเหรดต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือความยั่งยืนสำหรับเรา</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ดีที่สุดและเติมเต็มชีวิตสำหรับเราคือการรู้ว่าตัวเองรักอะไร อยากตื่นมาทุกวันเพื่อใช้ชีวิตทำสิ่งนั้น เราอยากออกไปถ่ายรูป ถ้าวันไหนที่ไม่ได้ออกจากบ้านก็จะนั่งดูงานคนอื่น งานตัวเอง หรืออะไรก็ได้ที่เป็นภาพถ่าย เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเรา กว่าเราจะพบความรักในสิ่งหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนชีวิต มันหาไม่ได้ง่ายๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55730" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5_Poupay_for_NewYorker_20.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5_Poupay_for_NewYorker_20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5_Poupay_for_NewYorker_20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_5_Poupay_for_NewYorker_20-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55750" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3_Poupay_for_NewYorker_16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3_Poupay_for_NewYorker_16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3_Poupay_for_NewYorker_16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/poopae_3_Poupay_for_NewYorker_16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-55758" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ปูเป้-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต และ กันต์รพี โชคไพบูลย์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/poupe-the-woman-with-a-camera/">The Woman with a Camera ภาพสตรีทของหญิงสาวที่ถ่ายทอดความจริงแฝงด้วยอารมณ์ขัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” &#8211; กิตติ สิงหาปัด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/year-of-kitti-singhapad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Dec 2018 10:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติ สิงหาปัด]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[journalist]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49228</guid>

					<description><![CDATA[<p>เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาแวดวงสื่อสารมวลชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราได้ยินข่าวคราวการปิดตัวลงของนิตยสารหัวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งข่าวคราวการเลย์ออฟพนักงานข่าวหลายช่อง ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมกับช่อง 3 ที่เลย์ออฟพนักงานเกือบร้อยคน ซึ่งเมื่อข่าวการเลย์ออฟของช่อง 3 ออกสู่สาธารณะก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยน้ำหนักของการขยับตัวของสื่อเจ้าใหญ่ย่อมกระทบในวงกว้าง กระนั้นก็ไม่อาจสรุปแบบกำปั้นทุบดินได้ว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของแวดวงสื่อโทรทัศน์ เพราะช่องข่าวหลายช่อง รายการข่าวหลายรายการ รวมถึงนักข่าวหลายคนก็ยังคงยืนหยัดท้าทายกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ หนึ่งในนั้นคือ กิตติ สิงหาปัด แห่งรายการ ข่าว 3 มิติ ผู้ปักหลักอ่านข่าวในรายการข่าวว่าด้วยประเด็นทางสังคมที่ผู้คนให้ความสนใจ หรือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในขณะนั้นมาเนิ่นนาน&#160; กิตติสละเวลามาพูดคุยกับเราในบ่ายวันหนึ่งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือกว่าเขาจะต้องไปอ่านข่าว บทสนทนานั้นทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของเขาขับเคลื่อนบนความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเปลี่ยนสายงานจากเซลส์ขายยามาสู่นักข่าวภาคสนาม การขยับขยายจากนักข่าวภาคสนามมาสู่ผู้ประกาศข่าว หรือกระทั่งการโยกย้ายจากช่องไอทีวีมาสู่ช่อง 3 “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” เขาว่าอย่างนั้น พลางกำชับว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนคือปรัชญาและอุดมการณ์ในการทำข่าวที่มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ในฐานะคนที่เห็นทั้งการเลย์ออฟของไอทีวีเมื่อหลายปีก่อน และการเลย์ออฟในปีที่ผ่านมาของช่อง 3 คุณคิดว่าการเลย์ออฟ 2 ยุคนี้แตกต่างกันอย่างไร มันคนละแบบกัน ตอนไอทีวีมันเกิดขึ้นเพราะช่องถูกรัฐบาลยึดไปเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เดิมไอทีวีเป็นเอกชน เมื่อไม่มีตัวบริษัทไอทีวีแล้ว กล่าวคือตัวบริษัทหยุดกิจการ เขาก็เลิกจ้าง เป็นธรรมชาติของกฎหมาย ในแง่สภาพแวดล้อม ยุคนั้นโทรทัศน์มีแค่ 5-6 ช่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-of-kitti-singhapad/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” &#8211; กิตติ สิงหาปัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาแวดวงสื่อสารมวลชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราได้ยินข่าวคราวการปิดตัวลงของนิตยสารหัวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งข่าวคราวการเลย์ออฟพนักงานข่าวหลายช่อง ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมกับช่อง 3 ที่เลย์ออฟพนักงานเกือบร้อยคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเมื่อข่าวการเลย์ออฟของช่อง 3 ออกสู่สาธารณะก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยน้ำหนักของการขยับตัวของสื่อเจ้าใหญ่ย่อมกระทบในวงกว้าง กระนั้นก็ไม่อาจสรุปแบบกำปั้นทุบดินได้ว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของแวดวงสื่อโทรทัศน์ เพราะช่องข่าวหลายช่อง รายการข่าวหลายรายการ รวมถึงนักข่าวหลายคนก็ยังคงยืนหยัดท้าทายกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนั้นคือ กิตติ สิงหาปัด แห่งรายการ <em>ข่าว 3 มิติ</em> ผู้ปักหลักอ่านข่าวในรายการข่าวว่าด้วยประเด็นทางสังคมที่ผู้คนให้ความสนใจ หรือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในขณะนั้นมาเนิ่นนาน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กิตติสละเวลามาพูดคุยกับเราในบ่ายวันหนึ่งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือกว่าเขาจะต้องไปอ่านข่าว บทสนทนานั้นทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของเขาขับเคลื่อนบนความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเปลี่ยนสายงานจากเซลส์ขายยามาสู่นักข่าวภาคสนาม การขยับขยายจากนักข่าวภาคสนามมาสู่ผู้ประกาศข่าว หรือกระทั่งการโยกย้ายจากช่องไอทีวีมาสู่ช่อง 3</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” เขาว่าอย่างนั้น พลางกำชับว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนคือปรัชญาและอุดมการณ์ในการทำข่าวที่มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49243" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-11.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-11.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-11-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>ในฐานะคนที่เห็นทั้งการเลย์ออฟของไอทีวีเมื่อหลายปีก่อน และการเลย์ออฟในปีที่ผ่านมาของช่อง 3 คุณคิดว่าการเลย์ออฟ 2 ยุคนี้แตกต่างกันอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคนละแบบกัน ตอนไอทีวีมันเกิดขึ้นเพราะช่องถูกรัฐบาลยึดไปเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เดิมไอทีวีเป็นเอกชน เมื่อไม่มีตัวบริษัทไอทีวีแล้ว กล่าวคือตัวบริษัทหยุดกิจการ เขาก็เลิกจ้าง เป็นธรรมชาติของกฎหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่สภาพแวดล้อม ยุคนั้นโทรทัศน์มีแค่ 5-6 ช่อง พอคนถูกเลย์ออฟ ส่วนหนึ่งก็สมัครงานต่อเลย โอนมาเป็นพนักงานของช่องทีไอทีวีโดยกรมประชาสัมพันธ์ และอีกส่วนหนึ่งเขาก็สมัครทำงานที่อื่น สภาพแวดล้อมในวงการยังดีอยู่ ก็ไม่มีปัญหา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลย์ออฟในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 หรือที่อื่น เป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนดำเนินธุรกิจดิจิทัล แต่ละช่องก็รับคนเข้ามาเยอะเพื่อขยายธุรกิจแบบเต็มที่ เอาคนมาทำงานให้เต็ม เมื่อธุรกิจไม่เป็นไปตามที่คาด ก็ต้องลดคนลงมาให้เท่ากับปริมาณงานที่มีอยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับช่อง 3 การเลย์ออฟในยุคนี้มี 2 ส่วน หนึ่ง คือพนักงานที่มีอายุเกิน 60 ปีซึ่งมีหลายสิบคน ช่อง 3 ไม่เคยมีระเบียบการนี้มาก่อน ปกติจะจ้างงานกันแบบตลอดชีพ และส่วนที่สอง คือกลุ่มพนักงานที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี แต่บริษัทคงคิดแล้วว่าต้องลดคนเลยเชิญกลุ่มนี้ออกส่วนหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการเลย์ออฟในช่วง 2 ยุคนี้ อาจจะเปรียบเทียบกันลำบากเพราะสถานการณ์มันคนละแบบกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49263" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-31.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-31.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-31-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>จากการเลย์ออฟทั้ง 2 ยุค คุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุคไอทีวีมันเป็นการเลย์ออฟซึ่งไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสื่อ ไม่ได้มีการปรับตัวอะไรเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ไม่ว่าอาชีพอะไรก็มีความไม่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่เป็นคัมภีร์สำหรับลูกจ้างไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม คือจงทำตัวให้เข้มแข็ง ในทีนี้หมายถึงต้องเป็นพนักงานที่ทำงานเก่ง ให้ตัวเองมีความสำคัญกับงานอยู่ตลอดเวลา ต่อให้มีการเลย์ออฟมันก็จะไม่มาถึงเรา ในกรณีที่การเลย์ออฟคิดเป็นสัดส่วน เช่น พนักงาน 100 คน ให้ออก 10 คน ยังไง 10 คนหลังก็ต้องออก เพราะฉะนั้น 90 คนที่เก่งในกระบวนการของบริษัทก็ต้องไม่ถูกไล่ออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการเลย์ออฟยุคนี้มันเกิดขึ้นในยุคที่อุตสาหกรรมสื่อไม่ได้ขยายตัวและเติบโตเหมือนเมื่อก่อน เพราะมันมีสิ่งอื่นมาแย่งชิงงานออกไป ซึ่งถ้าคนทำงานโทรทัศน์รู้เรื่องพวกนี้ก็ต้องเพิ่มสมรรถภาพให้ตัวเอง ต้องมีความรู้ที่หลากหลายและทำได้หลายสื่อ เขียนหนังสือพิมพ์ได้ ทำทีวีได้ ทำวิดีโอ ทำบล็อกได้ ถึงจะอยู่รอด ที่สุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับความเก่งของแต่ละปัจเจกบุคคล บางคนที่ปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ได้ถูกเลย์ออฟแต่ลาออกไปทำอย่างอื่นก่อนก็มี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49266" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-34-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นักข่าวต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักข่าวต้องเข้าใจว่าทุกวันนี้สื่อไม่ได้มีน้อยเหมือนยุคเก่าที่ไม่ว่าจะทำอะไรคนก็ติดตาม เพราะหนังสือพิมพ์มีแค่ 3 ฉบับ ทีวีมีแค่ 4 ช่อง วิทยุมีไม่กี่คลื่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเคยทำวิทยุ ทำโทรทัศน์ทั้งรูปแบบรายการข่าวและสารคดี สิ่งที่ผ่านมาสอนผมว่าธุรกิจมันมีช่วงเฟื่องฟู ช่วงตกต่ำ เพราะฉะนั้นเราต้องหาที่ยืนของตัวเอง ตราบใดที่เรายังเข้มแข็ง ทำตัวให้มีคุณค่า มีคนติดตามเรา เราก็จะอยู่ได้ เพียงแต่มันอาจไม่หวือหวา ร่ำรวย หรือเติบโตมหาศาลแบบเมื่อก่อนที่มีทีวีไม่กี่ช่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่นักข่าวต้องปรับตัวแน่นอนคือเรื่องเทคโนโลยี อันนี้เป็นธรรมชาติของทุกอาชีพ นักข่าวก็เช่นเดียวกัน อย่างเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานที่เปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ สมัยก่อนเราใช้เทป เอาเทปมาใส่เครื่องตัดต่อ แล้วเอาเทปไปยัดออกอากาศ มาถึงยุคหนึ่งพอตัดต่อเสร็จแล้วสามารถ transfer เป็นไฟล์ดิจิทัลได้แล้วออกอากาศได้เลย จากนั้นก็เริ่มถ่ายมาเป็นการ์ด จนตอนนี้เอากล้องไปถ่ายข้างนอกแล้วออกอากาศสดได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นของเทคโนโลยีคือเรื่องแพลตฟอร์ม เมื่อก่อนเราทำอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว พอมีสื่อในหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น เราก็ต้องคิดแล้วว่า เวลาผลิตงานชิ้นหนึ่ง นอกจากออกอากาศแบบโทรทัศน์แล้ว งานชิ้นนั้นมันต้องไปอยู่บนเว็บไซต์ อยู่บนโซเชียลมีเดียด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องเทคโนโลยี เราต้องปรับตัวในเชิงการแข่งขันกับสื่ออื่น ในกรณีที่เราทำข่าวที่คนอื่นทำด้วย เราต้องคอยดูว่า ประเด็นแบบนี้สื่อออนไลน์จะเสนอแบบไหน หนังสือพิมพ์จะเสนอแบบไหน แล้วของเราควรจะเพิ่มอะไรเข้าไป ซึ่งเวลาเลือกประเด็น ผมยึดแนวทางที่ว่า ผมจะไม่เล่นอะไรที่โซเชียลมีเดียเสนอกันมากๆ แล้ว เพราะในเมื่อคนรู้หมดแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำในสื่อของเรา แบบนี้ประโยชน์ต่อคนดูมันจะน้อย ผมจะทำประเด็นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียแล้วก็ต่อเมื่อมันเป็นประเด็นที่อาจจะยังไม่เคลียร์ หรือเราต้องไปลงพื้นที่เพิ่มเติม สัมภาษณ์คนมาเพิ่มเติม เราต้องทำให้งานของเรามีคุณค่าเพียงพอที่คนจะดู </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49261" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-29.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-29.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-29-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>ข่าวที่มีคุณค่าเป็นแบบไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวที่มีประโยชน์ ข่าวที่ดีกับสาธารณะ ข่าวที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เวลาเราทำข่าว เราอยากเป็นสื่อกลางในการช่วยคน อาจจะเป็นเคสเล็กๆ ไม่ใหญ่ แต่พอทำข่าวออกไปปุ๊บ พรุ่งนี้เขาได้รับการช่วยเหลือเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ไปช่วย ไปแก้ ไปสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งแปลว่าการทำข่าวของเรามันมีผล ไม่ใช่ทำข่าวไปแล้วล่องลอยในอากาศ ไม่มีการตอบสนองอะไรเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ถ้ามองในฐานะผู้ประกาศข่าว คุณอยากอ่านข่าวแบบไหนมากที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ามองในฐานะคนธรรมดาด้วย สิ่งที่ผมอยากตื่นขึ้นมาเจอมากที่สุดในแต่ละวันคือข่าวดี ผมไม่ได้อยากลีด <em>ข่าว 3 มิติ</em> ด้วยข่าวสึนามิที่อินโดนีเซียพัดถล่มคนตาย 200-300 คน ข่าวโรงงานนิวเคลียร์ระเบิด คนตายมหาศาล แม้ว่าข่าวเหล่านี้จะดีในแง่ของคุณค่าข่าวก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างพวกข่าว break through ในวงการต่างๆ เช่น ‘สวัสดีครับคุณผู้ชม วันนี้ขอรายงานท่านด้วยความดีใจว่านักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนี้ได้ค้นพบยารักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็งได้แล้ว’ ผมอยากเจอข่าวแบบนี้ตลอด แล้วถ้าเจอแหล่งข่าวที่ดีเราจะให้นักข่าวลงไปทำอย่างละเอียดเลย เพราะผมชอบข่าวลักษณะนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันเป็นข่าวดีที่คนอ่าน คนฟัง คนดูแล้วมีความสุข</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49281" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-49.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="451" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-49.jpg 451w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-49-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><b>เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมารายการ <em>ข่าว 3 มิติ</em> เพิ่งจะครบรอบ 10 ปี มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปรัชญาและอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน ในชีวิตที่ผมทำข่าวมา ผมทำข่าวในสายที่เรียกว่าสายสาระ สายข่าวหนัก ไม่ค่อยเล่นข่าวหวือหวา ข่าวประเด็นชาวบ้าน ข่าวพวกนั้นมีคนทำอยู่เยอะแล้ว นานๆ ผมถึงจะทำทีหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำ แล้วก็เน้นการทำข่าวเดี่ยว ข่าวฉีก ข่าวสืบสวนสอบสวน ผมจะเน้นข่าวแบบนี้ ข่าวที่ให้นักข่าวลงทำข่าวในภาคสนามเอง จะไม่เอาข่าวคนอื่นมาเขียน มายำ และจะไม่ใส่ความเห็น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ เหล่านี้เป็นหลักของผม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ผมก็ยังคงทำข่าวแบบนี้ แต่ที่เปลี่ยนก็เป็นเรื่องภูมิทัศน์สื่ออย่างที่คุยกันไป ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ในแง่วิธีการทำงานง่ายขึ้นด้วยซ้ำ สมัยก่อนจะรายงานสดจากพื้นที่ต้องไปเช่าสัญญาณดาวเทียม แต่เดี๋ยวนี้เอาเครื่องส่ง streaming 4G ถือไปเครื่องหนึ่งเราก็ยืนออกอากาศได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49269" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-37-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>อะไรที่ขับเคลื่อนชีวิตชีวิตนักข่าวของคุณมาตลอดสามสิบกว่าปี </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่เติบโตได้โดยไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องมีระบบ ไม่ต้องมีซีต่างๆ แบบราชการ ผมเป็นเด็กชนบทแล้วยังเติบโตได้ในอาชีพนี้ อีกทั้งพอเราทำงานดี องค์กรและผู้ชมก็จะเห็นเอง ตั้งแต่ทำอาชีพนี้มาผมไม่เคยหยุด และกล้าพูดได้ว่าจากนักข่าวที่อ่านข่าว ณ ขณะนี้ในหน้าจอโทรทัศน์ ผมเป็นคนที่ทำอาชีพนี้ยาวนานที่สุด โดย 7 ปีก่อนหน้านี้ผมอ่าน <em>ข่าว 3 มิติ</em> ทุกวันจนกระทั่งเริ่มป่วยเลยขอหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าอาชีพนี้ให้ทั้งเป้าหมายชีวิตส่วนตัวและให้รายได้ทางเศรษฐกิจที่เราอยู่ได้ แล้วอาชีพนี้ก็มีส่วนช่วยสังคม พอผมเป็นที่รู้จักในอาชีพนี้ การช่วยเหลือคนอื่นก็ง่ายขึ้น ผมทำอาชีพนี้มาสามสิบกว่าปีไม่เคยรู้สึกว่า เฮ้ย วันจันทร์อีกแล้ว ข่าวมันกำหนดไม่ได้ว่าให้เกิดเวลาไหน แล้วผมก็ไม่มีความรู้สึกว่า มาทำงาน ตอกบัตร ถึงเวลาเลิกงาน เสาร์-อาทิตย์หยุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้มันหล่อเลี้ยงให้ผมอยู่ในอาชีพนี้มาอย่างยาวนาน หลายคนถามว่า ‘คุณจะเลิกอ่านข่าวเมื่อไหร่’ ผมก็ไม่รู้ ประกอบกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล เคยพูดว่า อาชีพของเราขึ้นอยู่กับความนิยมของประชาชน หมายความว่าการทำอาชีพสื่อมันขึ้นอยู่กับผู้ชมของเรา อย่างถ้าคุณทำสำนักพิมพ์แล้วคนไม่อ่าน คุณก็อยู่ไม่ได้ ต้องปิดสำนักพิมพ์ เช่นเดียวกัน คุณทำทีวีแล้วไม่มีคนดูก็ต้องปิดรายการ สิ่งนี้เป็นสัจธรรมเลย ถ้าประชาชนยังดูเราอยู่ เราก็ทำได้ยันแก่ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49257" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-25-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายในปีนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสภาวะที่อาชีพผมถูก disrupt อันดับแรกเราต้องรู้ว่า เราอยู่ตรงไหนขององคาพยพที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งการเพิ่มขึ้นของช่องโทรทัศน์ 20-30 ช่อง การที่โลกไร้สายมาสู่ยุค 4G 5G แปลว่าคนสามารถเสพสื่อได้หลายช่องทางอย่างรวดเร็วกว่าเดิม เราพยายามเกาะติดเทคโนโลยี แต่ก็รู้ว่าไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีพวกนี้ได้เลย เราเป็นคนทำข่าว คงไม่แข่งกับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก หรือ บิล เกตส์ แต่เราต้องคิดว่า เราทำข่าวออกมา ยิ่งมีแพลตฟอร์มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีประโยชน์ต่อพวกเราเท่านั้น แต่ก่อนคนดูข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างเดียว ตอนนี้คนดูผ่านมือถือได้ ดูย้อนหลังก็ได้ และยังไปอยู่ช่องทางอื่นๆ อีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตราบใดถ้าเรายังคิดว่า งานของเราดี มีคุณค่าพอ เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส ไม่ให้เป็นอุปสรรคของเรา แต่ขณะเดียวกันเราต้องดูว่าอะไรที่มันกระทบเรา เราต้องปรับตรงนั้น อย่าไปกลัว ผมเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีวิวัฒนาการ เรียนรู้และปรับตัว อาชีพสื่อมวลชนยังต้องเป็นอาชีพที่สำคัญกับสังคม ไม่ใช่ว่าใครมีมือถือแล้วถ่ายเหตุการณ์นั้นสังคมก็จะอยู่ได้ สมมติเหตุการณ์ไฟไหม้คนถ่ายรายงานสถานการณ์มาแล้วก็จบ อาจไม่ได้ใส่รายละเอียดว่ามีคนเสียชีวิตกี่คน ไฟไหม้โดยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ กระทั่งการโกงในโครงการต่างๆ เราจะรู้ได้อย่างไร ต้องมีสื่อมวลชนที่เข้าไปขุดคุ้ย หาความจริงมาบอก เป็นหมาเฝ้าบ้าน &nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเชื่อว่าไม่ว่าอาชีพไหนๆ ก็ต้องปรับตัวให้อยู่รอด หาจุดแข็งและรักษาจุดยืนไว้ เพื่อให้คนที่ติดตามเราเขาเห็นคุณค่าเหล่านี้ รวมถึงการรักษาจรรยาบรรณที่จะทำให้เราอยู่ได้ดีในอาชีพของตัวเอง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49254" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22.jpg" alt="กิตติ สิงหาปัด" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/กิตติ-สิงหาปัด-22-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คำถามสุดท้าย ความสุขของคุณในปีนี้คืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่อาชีพการงาน ผมมีความสุขที่ได้ทำงานในแนวทางที่ชอบ มันเป็นพื้นที่ที่เราสามารถอยู่สู้กับมันได้ แต่ความสุขเหนือกว่าสิ่งอื่นใดของผมในปีนี้ก็คือสุขภาพ ปีที่แล้วผมป่วย แต่ปีนี้กลับมาแข็งแรง กลับมาเตะบอล เล่นกีฬาได้ปกติ แล้วลูกคนโตก็เพิ่งเรียนจบ นั่นก็เป็นความสุขเหมือนกัน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/year-of-kitti-singhapad/">ปีนี้สอนให้รู้ว่า “เราควรใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส” &#8211; กิตติ สิงหาปัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kibi Plain : ทางจักรยานแสนผ่อนคลายในจังหวัดโอกายามะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kibi-plain-bike/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/kibi-plain-bike/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Oct 2018 01:06:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Japan]]></category>
		<category><![CDATA[bike]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=43470</guid>

					<description><![CDATA[<p>Kibi Plain อยู่ในจังหวัดโอกายามะ ใกล้จังหวัดเกียวโตและจังหวัดฮิโรชิมะ ทีแรกฉันนึกภาพไม่ออกว่าโอกายามะมีสีสันอย่างไร แต่พอมาถึง โอกายามะครบเครื่องไม่แพ้จังหวัดอื่น ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ยิ่งถ้าใครสนใจแฟชั่นจะตื่นเต้นกับกางเกงยีนส์ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้ มีถนนสายหนึ่งในเมืองชื่อโคจิมะ เต็มไปด้วยร้านที่มีแบรนด์ยีนส์ต่างๆ ให้เลือกจนตาลาย การเดินทางไป Kibi Plain เริ่มจากเราต้องนั่งรถไฟ JR จากสถานี Okayama ไปยังสถานี Bizen Ichinomiya ที่เป็นจุดหมายของ Kibi Plain (ความจริงสามารถลงได้ทั้งสถานี Bizen Ichinomiya และสถานี Sojo ถ้ามีเวลาน้อยฉันแนะนำให้ลงสถานี Sojo) พอออกจากสถานี จะมีร้านเช่าจักรยานอยู่ประปราย เราสามารถคืนจักรยานที่สถานี Bizen หรือ Sojo ก็ได้ ไม่ต้องปั่นวนกลับมาที่เดิม และสนนราคาอยู่ที่ 1,000 เยนต่อคันต่อวัน ใน Kibi Plain เราสามารถปั่นจักรยานได้ถึง 15-17 กิโลเมตร ตลอดทางมีทุ่งนาเขียวขจี ตลอดเส้นทางจะมี ศาลคิบิตสึ (Kibitsu) หรือศาลโมโมทาโระ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kibi-plain-bike/">Kibi Plain : ทางจักรยานแสนผ่อนคลายในจังหวัดโอกายามะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Kibi Plain</strong> อยู่ในจังหวัดโอกายามะ ใกล้จังหวัดเกียวโตและจังหวัดฮิโรชิมะ ทีแรกฉันนึกภาพไม่ออกว่าโอกายามะมีสีสันอย่างไร แต่พอมาถึง โอกายามะครบเครื่องไม่แพ้จังหวัดอื่น ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ยิ่งถ้าใครสนใจแฟชั่นจะตื่นเต้นกับกางเกงยีนส์ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้ มีถนนสายหนึ่งในเมืองชื่อโคจิมะ เต็มไปด้วยร้านที่มีแบรนด์ยีนส์ต่างๆ ให้เลือกจนตาลาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43494 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040199.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040199.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040199-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040199-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43471 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040201.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040201.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040201-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040201-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040201-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040201-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>การเดินทางไป Kibi Plain เริ่มจากเราต้องนั่งรถไฟ JR จากสถานี Okayama ไปยังสถานี Bizen Ichinomiya ที่เป็นจุดหมายของ Kibi Plain (ความจริงสามารถลงได้ทั้งสถานี Bizen Ichinomiya และสถานี Sojo ถ้ามีเวลาน้อยฉันแนะนำให้ลงสถานี Sojo)</p>
<p>พอออกจากสถานี จะมีร้านเช่าจักรยานอยู่ประปราย เราสามารถคืนจักรยานที่สถานี Bizen หรือ Sojo ก็ได้ ไม่ต้องปั่นวนกลับมาที่เดิม และสนนราคาอยู่ที่ 1,000 เยนต่อคันต่อวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43472 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040207.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040207.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040207-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040207-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040207-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040207-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>ใน Kibi Plain เราสามารถปั่นจักรยานได้ถึง 15-17 กิโลเมตร ตลอดทางมีทุ่งนาเขียวขจี ตลอดเส้นทางจะมี ศาลคิบิตสึ (Kibitsu) หรือศาลโมโมทาโระ (นิทานที่ว่าด้วยเด็กชายผู้เกิดจากลูกท้อยักษ์ที่ลอยมาตามแม่น้ำ) และปิดท้ายด้วยวัดบิตชูโคกูบุนจิ (Bitchu-Kokubunji) ที่มีเจดีย์ห้าชั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่</p>
<p>ช่วงแรกเราจะเห็นแต่บ้านเรือนแบบโบราณ ปั่นไปสักระยะจะเจอทุ่งนาแบบที่เห็นแล้วรู้สึกรื่นรมย์ทันใจ เส้นทางเจอรถน้อยมาก เรียกว่าแทบจะไม่มี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43473 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040215.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040215.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040215-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040215-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040215-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040215-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43474 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040216.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040216.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040216-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040216-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040216-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040216-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43475 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040240.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040240.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040240-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040240-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040240-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040240-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43476 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040247.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040247.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040247-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040247-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040247-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040247-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>จุดแวะแรกที่อยากแนะนำคือ ศาลคิบิตสึ หนึ่งในศาลของจังหวัดโอกายามะ สร้างตั้งแต่ปี<br />
ค.ศ. 1452 หรือราวๆ ห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว นอกจากทางเดินไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่แล้ว ที่นี่ยังโด่งดังเรื่องพิธีกรรม นารูกามะ ชินจิ (Narukama Shinji) ซึ่งเป็นพิธีดูดวงดั้งเดิมสืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีต ระหว่างทำพิธี หากใครได้ยินเสียงยักษ์หรือเสียงก้องกังวานในระหว่างทำพิธีนั้นจะถือว่าได้ปัดเป่าความโชคร้าย สิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิต และพบกับความสุข เมื่อเสียงสวดสิ้นสุดลง คุณป้าแจกจ่ายข้าวให้ทุกคนทาน เสมือนได้รับโชคลาภ พบกับความสงบสุขในชีวิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43477 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040256.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040256.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040256-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040256-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040256-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040256-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43478 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040262.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040262.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040262-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040262-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040262-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040262-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>อีกจุดนึงที่น่าแวะเช่นกันคือ วัดบิตชูโคกูบุนจิ (Bitchu-Kokubunji) ความน่าทึ่งของที่นี่ คือ เป็นเจดีย์ห้าชั้นแห่งเดียวและดั้งเดิมในจังหวัดโอกายามะ สร้างตั้งแต่ปี 741 และถูกทำลายในสงครามศตวรรษที่ 14 ต่อมามีการสร้างใหม่อีกครั้งในปี 1821 ถ้าปั่นเส้นนี้แล้วอยากแวะถ่ายรูปก็ไม่เสียหาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43479 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040272.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040272.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040272-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040272-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040272-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040272-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43480 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040277.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040277.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040277-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040277-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040277-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040277-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>หลังปั่นเสร็จและเอาจักรยานกลับมาคืนที่สถานี แนะนำให้ลองกินร้านท้องถิ่นละแวกนั้น แม้เมนูจะไม่แฟนตาซีมาก เช่น ข้าวหน้าแกงกะหรี่ อุด้ง และโซบะเย็น แต่ความอร่อยสอบผ่าน ยิ่งถ้าปั่นมาเหนื่อยๆ มั่นใจว่ามื้อนี้จะไร้เสียงพูดคุยใดๆ ได้ยินแต่เสียงซู้ดเส้นกันอย่างเอร็ดอร่อย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43481 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040281.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="2880" height="1620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040281.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040281-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040281-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040281-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040281-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>Kibi Plain ไม่ใช่ทางจักรยานที่วิวสวยที่สุด อยู่ในเมืองเล็กที่คนอาจจะมองข้าม แต่ความรื่นรมย์ถือว่าเต็มร้อย ไม่แฟนตาซีแต่ผ่อนคลาย เหมาะมากกับคนที่อยากมองเห็นญี่ปุ่นในมุมใหม่ๆ ชวนให้คิดถึงการปั่นจักรยานกับเพื่อนวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความสุขในความทรงจำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43496 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040211.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040211.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040211-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040211-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43495 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040204.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040204.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040204-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040204-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43498 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040268.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040268.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040268-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040268-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43497 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040266.jpg" alt="Kibi Plain Cycling Trail, Okayama, Japan" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040266.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040266-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/L1040266-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kibi-plain-bike/">Kibi Plain : ทางจักรยานแสนผ่อนคลายในจังหวัดโอกายามะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/kibi-plain-bike/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เกร็ดวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบแมสๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/culture-food-japan/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/culture-food-japan/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Sep 2018 07:12:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่เพื่อกิน กินเพื่ออยู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40441</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมไทยตั้งแต่ 1980 จากชุดละครทีวีเรื่อง โอชิน ซึ่งว่าด้วยเรื่องของเด็กหญิงผู้สู้ชีวิตที่ครองใจคนไทยได้ไม่ยาก ห้างไทยไดมารู ห้างสัญชาติญี่ปุ่นแห่งแรกในไทยในยุคหนึ่งก็คึกคักไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะเกี๊ยวซ่าไดมารู อาหารอันโด่งดังและเป็นตำนานของที่นี่ วัฒนธรรมญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่เราเติบโตและหล่อหลอมคู่กันแทบจะในทุกๆ ด้าน ทั้งเกม การ์ตูน เพลง แฟชั่นต่างๆ และที่สำคัญก็คืออาหาร จากสถิติขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในปี 2013 ที่ผ่านมานั้น คนกรุงเทพฯ เกือบครึ่งชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิและซาชิมิเป็นอันดับ 1 ในบรรดาอาหารต่างชาติทั้งหมด อาหารญี่ปุ่นมักมาพร้อมความคิดสร้างสรรค์ จากวัตถุดิบสดใหม่สามารถพัฒนาเป็นเมนูแสนอร่อยได้หลากรูปแบบ ดูอย่างปลาแซลมอน วัตถุดิบที่คนส่วนใหญ่โปรดปราน สามารถใช้ได้ตั้งแต่หัว ลำตัว จรดหาง เนื้อแต่ละส่วนจะให้เนื้อสัมผัสและรสชาติที่แตกต่างกัน เพียงเลือกใช้ชนิดเนื้อให้ตอบโจทย์ความอร่อยของเมนูนั้นๆ มันก็จะแปลงร่างไปอยู่ในเมนูต่างๆ ได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ชิราชิซูชิ ซึ่งเป็นข้าวญี่ปุ่นที่อัดแน่นในถังไม้ โรยหน้าด้วยซาชิมิอย่างแซลมอนส่วนเนื้อซี่โครงหรือท้องที่ให้ความมัน พร้อมด้วยทูน่า อูนางิ และวัตถุดิบอื่นๆ เมนูนี้ใช้เฉลิมฉลองในเทศกาลเด็กผู้หญิง (ฮินะมัตสึริ) ด้วย โดยแต่ละบ้านอาจมีสูตรลับในการทำเมนูต่างกันไป เป็นเมนูที่ทำง่าย เรียบง่าย แต่คงความอร่อยที่เด็กๆ เพลิดเพลินไว้ได้ ความครีเอตในอาหารญี่ปุ่นยังเห็นได้จากมากิซูชิ ที่สามารถใส่เครื่องอะไรก็ได้ มีชื่อเรียกหลายชื่อตามไส้ที่เราจับใส่ลงไป เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/culture-food-japan/">เกร็ดวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบแมสๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-40451 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3164.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3164.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3164-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมไทยตั้งแต่ 1980 จากชุดละครทีวีเรื่อง <em>โอชิน</em> ซึ่งว่าด้วยเรื่องของเด็กหญิงผู้สู้ชีวิตที่ครองใจคนไทยได้ไม่ยาก ห้างไทยไดมารู ห้างสัญชาติญี่ปุ่นแห่งแรกในไทยในยุคหนึ่งก็คึกคักไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะเกี๊ยวซ่าไดมารู อาหารอันโด่งดังและเป็นตำนานของที่นี่ วัฒนธรรมญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่เราเติบโตและหล่อหลอมคู่กันแทบจะในทุกๆ ด้าน ทั้งเกม การ์ตูน เพลง แฟชั่นต่างๆ และที่สำคัญก็คืออาหาร จากสถิติขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในปี 2013 ที่ผ่านมานั้น คนกรุงเทพฯ เกือบครึ่งชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิและซาชิมิเป็นอันดับ 1 ในบรรดาอาหารต่างชาติทั้งหมด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-40453 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3144.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3144.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3144-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3144-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาหารญี่ปุ่นมักมาพร้อมความคิดสร้างสรรค์ จากวัตถุดิบสดใหม่สามารถพัฒนาเป็นเมนูแสนอร่อยได้หลากรูปแบบ ดูอย่างปลาแซลมอน วัตถุดิบที่คนส่วนใหญ่โปรดปราน สามารถใช้ได้ตั้งแต่หัว ลำตัว จรดหาง เนื้อแต่ละส่วนจะให้เนื้อสัมผัสและรสชาติที่แตกต่างกัน เพียงเลือกใช้ชนิดเนื้อให้ตอบโจทย์ความอร่อยของเมนูนั้นๆ มันก็จะแปลงร่างไปอยู่ในเมนูต่างๆ ได้มากมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่น ชิราชิซูชิ ซึ่งเป็นข้าวญี่ปุ่นที่อัดแน่นในถังไม้ โรยหน้าด้วยซาชิมิอย่างแซลมอนส่วนเนื้อซี่โครงหรือท้องที่ให้ความมัน พร้อมด้วยทูน่า อูนางิ และวัตถุดิบอื่นๆ เมนูนี้ใช้เฉลิมฉลองในเทศกาลเด็กผู้หญิง (ฮินะมัตสึริ) ด้วย โดยแต่ละบ้านอาจมีสูตรลับในการทำเมนูต่างกันไป เป็นเมนูที่ทำง่าย เรียบง่าย แต่คงความอร่อยที่เด็กๆ เพลิดเพลินไว้ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความครีเอตในอาหารญี่ปุ่นยังเห็นได้จากมากิซูชิ ที่สามารถใส่เครื่องอะไรก็ได้ มีชื่อเรียกหลายชื่อตามไส้ที่เราจับใส่ลงไป เช่น กัปปะมากิ หรือข้าวห่อสาหร่ายไส้แตงกวา เพราะตามตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ตัวกัปปะชอบกินแตงกวา หรือในภาพด้านบนก็คือแซลมอนมากิ ที่พลิกแพลงด้วยการใช้แซลมอนม้วนห่อข้าวแทนสาหร่าย ทำให้เกิดสีสันสวยงามและได้รสสัมผัสใหม่ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรุงแต่งไส้ที่ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว ทำให้มากิกลายเป็นซูชิฟิวชั่นที่บุกเบิกอาหารญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา เมนูเด็ดนั้นคือ แคลิฟอร์เนียโรล หรือแคลิฟอร์เนียมากินั่นเอง แรกเริ่มเดิมที เชฟชาวญี่ปุ่น โดคากะ ไคอิชิโร ต้องการให้อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมจากอเมริกาเลยคิดเมนูนี้ขึ้นมา ด้วยสังเกตว่าคนที่นั่นส่วนใหญ่ยังไม่นิยมปลาดิบหรือไม่ก็กินแล้วแพ้ จึงครีเอตเอาไข่หวาน ปูอัด สาหร่าย ผสมกับซอสมายองเนสมาเป็นไส้ ขายบรรจุในกล่อง หลังจากนั้นมากิก็กลายเป็นอาหารกลางวันที่เหมาะสำหรับวิถีชีวิตคนตะวันตกที่เร่งรีบแต่ยังอยากทานอะไรที่ครบถ้วนสารอาหาร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสายตาเรา แม้ญี่ปุ่นจะมีความเป็นชาตินิยมและโดดเด่นที่การรักษาขนบดั้งเดิมไว้ แต่การยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนด้วยความคิดสร้างสรรค์เช่นนี้ก็มาควบคู่กัน ทำให้เราเปิดรับ ‘ความญี่ปุ่น’ เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตอย่างเต็มใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-40454 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3082.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3082.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3082-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3082-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-40448 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3091.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3091.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3091-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3091-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในวัตถุดิบญี่ปุ่นที่คนไทยนิยมมากๆ คือแซลมอน แน่นอนว่าแซลมอนแบบที่คนบ้านเราชื่นชอบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นซาชิมิที่จิ้มกับซอสโชยุ (แกล้มด้วยวาซาบิจัดหนักจัดน้อยตามความพอใจ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รสชาติหวานมัน เนื้อสีส้มตัดลวดลายไขมัน ลักษณะเหล่านี้ช่วยการันตีว่านี่เป็นปลาที่สด แต่ความอร่อยที่ว่ามานี้ไม่ได้ขึ้นกับความสดของปลาเท่านั้น ความประณีตยังเป็นอีกองค์ประกอบที่เสริมให้อาหารญี่ปุ่นคงเสน่ห์มาจนทุกวันนี้ อย่างเช่นการแล่ปลาที่เป็นเสมือนศาสตร์ศิลปะชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความชำนาญ ประสบการณ์ของเชฟ และมีดแบบ </span><span style="font-weight: 400;">yanagiba </span><span style="font-weight: 400;">ถือเป็นหัวใจหลัก มีดนี้เป็นมีดที่ออกแบบมาเพื่อการแล่ปลาโดยเฉพาะ ใบมีดคมยาวลากผ่านเนื้อปลาเพียงครั้งเดียวเพื่อไม่ให้เนื้อเละ หากมองเผินๆ แล้วก็คล้ายกับดาบซามูไร เรื่องราวข้างเคียงคือญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับดาบ มีด ของมีคมต่างๆ มาตั้งแต่อดีตกาล ทุกวันที่ 8 พฤศจิกายนของทุกปีถือเป็นวันแห่งดาบหรือของมีคมและมีการจัดเทศกาลฮะโมโนคุโยไซที่เมืองกิฟุ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าสิ่งของมีคมสถิตไปด้วยจิตวิญญาณ </span><span style="font-weight: 400;">เราจึงเห็นว่าเชฟให้ความสำคัญกับมีดพอๆ กับวัตถุดิบ อีกทั้งเชฟยังเลือกใช้มีดตามชนิดของปลา </span><span style="font-weight: 400;">เช่น มีด saki สำหรับแล่ปลาไหล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากความคิดสร้างสรรค์ ความประณีต องค์ประกอบสุดท้ายของความอร่อยก็คืออุณหภูมิที่พอเหมาะพอดี อย่างแซลมอนที่ต้องไม่ถูกฟรีซมาแข็งเย็นจนเกินไป บวกกับมือของเชฟไม่ควรเป็นคนที่มือร้อนเพราะจะทำให้รสชาติของตัวข้าวและปลาเพี้ยน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-40456 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3121.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3121.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3121-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/MG_3121-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่เราเล่าชวนท้องร้องเหล่านี้ ไม่ว่าจะทั้งมากิ ซูชิ ซาชิมิ ใครที่เป็นชาวแซลมอนเลิฟเวอร์ไปเติมเต็มกระเพาะกันได้ในเทศกาล Salmon Season กับ 3 เมนูใหม่ ที่มีทั้งแบบดั้งเดิมและฟิวชั่น เดอะแซลมอนคอมโบ้ ซูชิและแบบอะบูริ ที่ให้ลิ้มรสส่วนต่างๆ ของแซลมอนอย่างเพลิดเพลิน<br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไฮไลต์ในจานนี้ที่เราขอเบิ้ลคือ อะบูริแซลมอนมากิราดซอสมายองเนสเข้มข้น อัดแน่นด้วยไส้ไข่หวาน ปูอัด และแตงกวา, ยูสุแซลมอนสลัดที่เติมความสดชื่นด้วยสลัดหอมกับรสอมเปรี้ยวจากน้ำสลัดส้มยูสุ สุดท้ายคือ</span><span style="font-weight: 400;">อุด้งครีมแซลมอน</span><span style="font-weight: 400;"> เส้นอุด้งเหนียวนุ่ม คลุกเคล้า หอมด้วยรสครีมซอส ถ้าอ่านจนหิว ท้องร้องแล้วไปอร่อยกันที่ ZEN Japanese Restaurant</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/culture-food-japan/">เกร็ดวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบแมสๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/culture-food-japan/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 สถานที่หลากรสชาติของชีวิตที่ครบครันในหนึ่งวันกับสุขุมวิท 77</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soi-sukhumvit-77/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soi-sukhumvit-77/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Aug 2018 10:27:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[indie in soi]]></category>
		<category><![CDATA[สุขุมวิท 77]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/?p=19615</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากพูดถึงย่านที่ครบครัน มีหลากรสชาติให้เลือกสรรในหนึ่งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ย่านสุขุมวิท 77 น่าจะเป็นคำตอบของใครหลายๆ คน ย่านที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร โคเวิร์กกิ้งสเปซ สถานที่ดีต่อใจหลายแห่งที่ไม่ว่าจะไปสักกี่ครั้ง เราก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย ที่สำคัญคือเดินทางแสนสะดวก ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือจะลัดเลาะตามตรอกซอกซอยเพื่อหนีการจราจรที่ติดขัดก็ย่อมได้ สิ่งนี้เป็นทั้งเสน่ห์และจุดแข็งที่ทำให้หลายคนเลือกปักหลักอาศัยในย่านนี้ รวมถึงอารมณ์ในแต่ละวันที่สามารถเลือกได้ว่า วันนี้เราจะปลีกวิเวกดื่มด่ำกับคาเฟ่ดีๆ สักแห่ง หรือแฮงเอาต์กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่บาร์ กระทั่งการรับประทานอาหารอร่อยเพื่อเติมเต็มให้เป็นอีกหนึ่งวันที่ดี เราจึงอยากชวนทุกคนไปรู้จักสุขุมวิท 77 กันให้มากยิ่งขึ้น 01 Magpie Café BKK แค่เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ที่โอบล้อมคาเฟ่ เราก็รู้ทันทีว่า Magpie Cafe BKK คือโอเอซิสที่ไม่ว่าวันหยุดหรือวันทำงาน เราก็สามารถแวะมาพักพิง จิบเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างผ่อนคลาย ที่นั่งภายในคาเฟ่แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะนั่งมุมไหน แสงธรรมชาติจากภายนอกก็สอดส่องเข้ามาทุกโซน ให้ความรู้สึกสดชื่นจากทั้งต้นไม้และแสงแดด เบื้องหลังความสวยและเต็มไปด้วยกลิ่นอาย European Orangerie ของที่นี่ถูกรังสรรค์โดยอู้-นพปฎล พหลโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผ้าตกแต่งบ้านจิม ทอมป์สัน ผ้าหรือสิ่งทอต่างๆ ของ Magpie Cafe BKK ล้วนแต่เป็นผ้าของจิม ทอมป์สัน โดยในแต่ละชั้นจะมีกิมมิกต่างกันออกไป ชั้นที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-sukhumvit-77/">6 สถานที่หลากรสชาติของชีวิตที่ครบครันในหนึ่งวันกับสุขุมวิท 77</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากพูดถึงย่านที่ครบครัน มีหลากรสชาติให้เลือกสรรในหนึ่งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ย่านสุขุมวิท 77 น่าจะเป็นคำตอบของใครหลายๆ คน ย่านที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร โคเวิร์กกิ้งสเปซ สถานที่ดีต่อใจหลายแห่งที่ไม่ว่าจะไปสักกี่ครั้ง เราก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย</p>
<p>ที่สำคัญคือเดินทางแสนสะดวก ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือจะลัดเลาะตามตรอกซอกซอยเพื่อหนีการจราจรที่ติดขัดก็ย่อมได้ สิ่งนี้เป็นทั้งเสน่ห์และจุดแข็งที่ทำให้หลายคนเลือกปักหลักอาศัยในย่านนี้ รวมถึงอารมณ์ในแต่ละวันที่สามารถเลือกได้ว่า วันนี้เราจะปลีกวิเวกดื่มด่ำกับคาเฟ่ดีๆ สักแห่ง หรือแฮงเอาต์กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่บาร์ กระทั่งการรับประทานอาหารอร่อยเพื่อเติมเต็มให้เป็นอีกหนึ่งวันที่ดี เราจึงอยากชวนทุกคนไปรู้จักสุขุมวิท 77 กันให้มากยิ่งขึ้น</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>01</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>Magpie Café BKK</strong></h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7027.jpg" /><strong><br />
</strong></p>
<p>แค่เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ที่โอบล้อมคาเฟ่ เราก็รู้ทันทีว่า Magpie Cafe BKK คือโอเอซิสที่ไม่ว่าวันหยุดหรือวันทำงาน เราก็สามารถแวะมาพักพิง จิบเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างผ่อนคลาย ที่นั่งภายในคาเฟ่แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะนั่งมุมไหน แสงธรรมชาติจากภายนอกก็สอดส่องเข้ามาทุกโซน ให้ความรู้สึกสดชื่นจากทั้งต้นไม้และแสงแดด</p>
<p>เบื้องหลังความสวยและเต็มไปด้วยกลิ่นอาย European Orangerie ของที่นี่ถูกรังสรรค์โดย<strong>อู้-นพปฎล พหลโยธิน</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผ้าตกแต่งบ้านจิม ทอมป์สัน ผ้าหรือสิ่งทอต่างๆ ของ Magpie Cafe BKK ล้วนแต่เป็นผ้าของจิม ทอมป์สัน โดยในแต่ละชั้นจะมีกิมมิกต่างกันออกไป</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_6928.jpg" /></p>
<p>ชั้นที่ 1 และ 2 เป็นโซนคาเฟ่ แต่ให้อารมณ์ต่างกัน อย่างชั้นแรกเมื่อเราเข้ามาข้างในจะรู้สึกโปร่งโล่งด้วยเพดานสูง สามารถมองเห็นชั้น 2 ได้ มีความสดชื่นด้วยการตกแต่งด้วยต้นไม้หลากชนิดตั้งแต่เล็กไปจนถึงเฟิร์นยักษ์ที่ห้อยทักทายผู้คนที่ผ่านไปมา ตัดกับชั้น 2 ที่มีโซฟาขนาดยาวติดผนังสีเหลืองตัดกับผนังลวดลายขาว-ดำที่ให้ความรู้สึกหรูหรา คลาสสิก ส่วนชั้นที่ 3 นั้นยังเป็นส่วนที่กำลังต่อเติม ขอกระซิบว่าเป็นส่วน supper club สไตล์ chef’s table และชั้นที่ 4 เป็นส่วนไพรเวตเล็กน้อย เปิดให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการจัดแสดงงานหรือปาร์ตี้ส่วนตัว</p>
<p>หากเพิ่งมาเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำสารพัดชาจากอังกฤษที่ทางร้านเบลนด์เอง ให้กลิ่นหอม สร้างความผ่อนคลาย ยิ่งทานคู่กับทาร์ตหน้าคว่ำ (tarte tatin) คงเป็นการเติมเต็มวันพักผ่อนได้ดีเชียวล่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7000.jpg" /></p>
<p><strong>Magpie Café BKK<br />
</strong>เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์) 11:00-21:00 น.<br />
โทร. 02-116-1670</p>
<p><b></b><b>facebook | </b><a href="https://www.facebook.com/magpiebkk/" target="_blank" rel="noopener">Magpie Café BKK<br />
</a><b>website | </b><a href="http://magpiebkk.com/home/" target="_blank" rel="noopener">Magpie</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>02</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>Trica Hostel Cafe&amp;Bar</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_6775.jpg" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_68541.jpg" /></p>
<p>ไม่ว่าใครเมื่อผ่านไปผ่านมาในซอยสุขุมวิท 77 ก็ต้องหยุดมองตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาสีเทาที่เหมือนหลุดมาจากโตเกียวยังไงอย่างงั้น <strong>Trica</strong> คือโฮสเทล คาเฟ่ และบาร์ที่ซ่อนตัวในย่านที่พลุกพล่านนี้ ไม่เพียงเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเจแปนนีสสุดๆ ภายในส่วนต่างๆ ของที่นี่ก็เช่นกัน <strong>นิศรา นิจรัญ</strong> เจ้าของโฮสเทลอุ่นสบายแห่งนี้ เล่าให้เราฟังว่าที่นี่ออกแบบโดยอินทีเรียร์ดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น ทำให้ที่นี่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นขนานแท้ ส่วนคาเฟ่ด้านล่างยังเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟุกุโอกะ เมนูเด็ดที่เชฟอยากแนะนำคือ ไก่ทอดคาราอาเกะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_6888.jpg" /></p>
<p>ป.ล. อย่าลืมชาร์จมือถือก่อนมานะเพราะที่นี่มีมุมสวยๆ ภาพกราฟิกตามผนังที่น่ารักชวนเซลฟี่จนแบตหมด</p>
<p><strong>Trica Hostel Cafe&amp;bar<br />
</strong>เปิดทุกวัน ส่วนคาเฟ่เปิดบริการ 08:00-21:00 น.<br />
โทร. 02-044-2119</p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/tricahostelbangkok/">Trica Hostel Cafe&amp;Bar<br />
</a><b>Website | </b><a href="http://trica-hostel.com/">Trica Hostel Cafe &amp; Bar</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>03</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>AIRLAB</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7062.jpg" /></h3>
<p>บ้านกะทัดรัดสีชมพูสะดุดตาเป็นสัญญาณบอกว่าเรามาถึง <strong>AIRLAB </strong>ร้านล้างฟิล์มของหนุ่ม<strong>แอ๊ะ-ชาติฉกาจ ไวกวี </strong>แล้ว เขาตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นคอมมิวนิตี้ของผู้คนที่หลงใหลกล้องแอนะล็อก ที่นี่มีบริการตั้งแต่ล้างฟิล์มสีและขาว-ดำ อัดขยายรูป แต่ถ้าใครอยากล้างฟิล์มด้วยตัวเองก็มีห้องมืดให้เช่าอัดฟิล์มส่วนตัว แอ๊ะเล่าให้เราฟังว่าที่นี่ยังมีอะคาเดมี่สอนการถ่ายภาพเบื้องต้น การล้างฟิล์ม รวมถึงมีส่วนสตูดิโอให้เช่าด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7112.jpg" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7137.jpg" /></p>
<p>อีกโซนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ห้องภาพบุญตา เป็นแผนกรับดูแลจัดหารูปที่หายากมีคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย โซนถัดมา True Holiday คาเฟ่และร้านอาหารสำหรับคนที่ดูแลสุขภาพ เสิร์ฟน้ำผัก ผลไม้ และอาหารที่ปรุงทุกเมนูจะไม่ใส่ผงชูรส และโซนสุดท้าย Crazy Camera ร้านจำหน่ายกล้องฟิล์มและ TRULY แบรนด์สตรีทที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในสังคม</p>
<p>ไฮไลต์สำคัญที่เราได้ยินเสียงเล่าลือจากหลายคนคือ บริการถ่ายภาพเทคนิคฟิล์มกระจกของที่นี่ (Wet Plate Collodion) ซึ่งเป็นกระบวนการถ่ายภาพยุคแรกของโลก ทุกขั้นตอนจะต้องแม่นยำตั้งแต่การนำกระจกมาฉาบสารเคมีที่อันตรายให้แผ่นเหนียว เพื่อนำไปแช่ถุงที่ใส่สารเคมีให้เกลือเงินเกาะยึดกับกระจกจนกลายเป็นฟิล์ม แล้วจึงนำมาถ่ายก่อนกระจกแห้ง ท้ายสุดแล้วภาพที่เราถ่ายจะค่อยๆ ปรากฏ ต้องใช้ทั้งความชำนาญเรื่องสารเคมีและความแม่นยำในการถ่ายภาพ</p>
<p>ส่วนสุดท้ายที่เราอยากแนะนำคือ สตูดิโอ daylight ที่สามารถถ่ายได้เช้าจรดค่ำ ไม่ว่าจะมู้ดไหนก็เนรมิตได้ สามารถถ่ายภาพโดยไม่ต้องจัดไฟหรือใช้อุปกรณ์จำนวนมาก หลังคาเป็นแบบใส หากต้องการมู้ดกลางคืนก็สามารถคลุมผ้าสีดำ อีกทั้งหากใครต้องการถ่ายภาพเคลื่อนไหวและบันทึกเสียงก็ตอบโจทย์เช่นกัน ที่นี่ถูกออกแบบให้ไม่สะท้อนเสียงอีกด้วย แต่ถ้าใครต้องการสเกลที่เล็กลงมาก็มีสตูดิโอห้องเล็กที่ตกแต่งมาพร้อมสำหรับถ่ายงานได้เลยทันที</p>
<p><strong>AIRLAB<br />
</strong>เปิดวันจันทร์-พฤหัสบดี 10:00-19:00 น.<br />
โทร. 099-464-6535</p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/airlabbkk/">AIRLAB<br />
</a><b>Website | </b><a href="http://www.airlabbkk.com/">AIRLAB</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>04</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>Craftsman Barber Shop</strong></h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7198(1).jpg" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7219(1).jpg" /></p>
<p>แวบแรกที่ทุกคนเห็นอาจคิดว่าที่นี่คือ คาเฟ่ ร้านเบเกอรี่ หรือร้านเสื้อผ้า แต่จริงๆ แล้วที่นี่คือ บาร์เบอร์สำหรับชายหนุ่มผู้ชื่นชอบการตัดผมและทรงผมสุภาพบุรุษสไตล์ร่วมสมัย (gentlemen style) และบริการโกนหนวดด้วยเทคนิคใช้ผ้าร้อน (hot towel shave) ช่างแต่ละคนของที่นี่จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน หากต้องการสไตล์ทรงผมอื่นๆ ก็สามารถบอกช่างได้เช่นกัน</p>
<p><strong>เอก-เอกภาวี ประคองเพชร</strong> และ<strong>เป็ด-ดนุพัฒน์ ลวนะพิพัฒน์</strong> เจ้าของร้านผู้อยู่เบื้องหลังและดูแลตั้งแต่การตัดผม คัดสรรผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ บอกเราว่า ตั้งใจตกแต่งบาร์เบอร์ให้มีกลิ่นอายของลอนดอน ผสมความเป็นเมืองร้อน การตกแต่งจึงไปในทาง urban vintage ให้ความรู้สึกแข็งแรงเฉกเช่นชายหนุ่ม แต่ก็ผ่อนคลายสบายๆ ไปในตัว นอกจากสาขานี้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสาขาที่ The EmQuatier ในชื่อว่า <strong>Craftsman Voyage</strong> เปิดให้บริการเช้ากว่าที่นี่ แต่ยังคงสไตล์และเอกลักษณ์การตัดเหมือนกัน</p>
<p><strong>Craftsman Barber Shop</strong></p>
<p><b>สาขาสุขุมวิท 71<br />
</b>เปิดทุกวัน 13:00-22:00 น.<br />
โทร. 099-425-3554</p>
<p><strong>สาขา The EmQuatier (Craftsman Voyage)<br />
</strong>เปิดทุกวัน 11:00-21:00 น.<br />
โทร. 099-619-4142</p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/craftsmanbarber/">Craftsman Barber Shop</a> ,<a href="https://www.facebook.com/Craftsmanvoyage/">Craftsman Voyage</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>05</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>F.orange BKK</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7353.jpg" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7271-2.jpg" /></p>
<p>หากพูดถึงสถานที่ครื้นเครงใจย่านสุขุมวิท หลายคนมักมีภาพจำเป็นสถานที่ที่เปิดเพลงชวนแดนซ์ แต่ในซอยสุขุมวิท 71 ยังมีบาร์หนึ่งซ่อนตัวอยู่ชื่อว่า <strong>F.orange BKK</strong> เป็นบาร์แนวทดลอง (experimental bar) ความพิเศษของที่นี่คือจะมีอีเวนต์ ดีเจ คอนเสิร์ตศิลปินนอกกระแสทั้งไทยและต่างประเทศหมุนเวียนมาจัดอยู่เป็นประจำ เครื่องดื่มภายในร้านยังเป็นสูตรลับเฉพาะที่คิดค้นโดย<strong>ปอม-ปฐมพล เรืองผกา</strong> หนึ่งในหุ้นส่วนของร้าน เขากระซิบเราว่า ถ้ามาที่นี่ขอแนะนำให้สั่งเมนู f.เปรมชัย ซึ่งมีส่วนผสมของเหล้าเสือ วิสกี้สัญชาติไทยดีกรีเข้มข้นร้อนแรง แต่ถูกปรุงแต่งให้มีรสนุ่ม ดื่มง่าย จนหลายคนติดใจกลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้านไปแล้ว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/IMG_7315.jpg" /></p>
<p><strong>F.Orange BKK<br />
</strong>เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) 21:00-01:00 น.<br />
โทร 081-874-6123</p>
<p><b></b><b>Facebook | </b><a href="https://www.facebook.com/f.orangebkk/">F.orange BKK</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>06</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>Ageha Café</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/VIZ_5439.jpg" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/VIZ_5514.jpg" /></p>
<p>เราขอปิดท้ายย่านนี้ด้วย <b>Ageha Café</b> ตั้งอยู่ใน Brownstone Studio สถานที่ที่มีทั้งซีดีเพลง แผ่นเสียง (ไวนิล) และห้องซ้อมดนตรี โดย<b>ฮอน-ณรงค์ฤทธิ์ อิทธิพลนาวากุล</b> เจ้าของคาเฟ่ขนาดกระทัดรัด Ageha Café ที่ตกแต่งด้วยโปสเตอร์แผ่นเสียงเต็มฝาผนังร้าน เขาเล่าว่า เขาตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นคอมมิวนิตี้ของคนรักดนตรี รวมถึงมีอีเวนต์คอนเสิร์ตนอกกระแสทั้งไทยและต่างประเทศ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้เราได้รับชมกัน เพราะนอกจากเขาจะเป็นเจ้าของร้านนี้แล้ว ฮอนยังทำวงดนตรี <b>Hope the flowers</b> และค่ายเพลง <b>Newlights Production</b></p>
<p>ใครที่ต้องการจิบกาแฟสไตล์สโลว์บาร์หรือการชงกาแฟด้วยมือ และฟังเพลงนอกกระแสดีๆ ที่คัดสรรโดยหนุ่มฮอน เราขอแนะนำว่าควรมาที่นี่่!</p>
<p><strong>Ageha Café<br />
</strong>เปิดทุกวัน (หยุดทุกวันพฤหัสบดี) 10:00-22:00 น.<br />
โทร. 061-616-9694</p>
<p><strong>Facebook </strong>| <a href="https://www.facebook.com/AgehaCafe/">Ageha Cafe</a></p>
<hr id="horizontalrule" />
<p>หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่หลงเสน่ห์ของย่านสุขุมวิทเช่นเดียวกับเรา ไม่ว่าอ่านเรื่องราวของสถานที่ไหนก็ใจเต้นรัวและอยากไปตามรอยทั้งหมด เราขอแนะนำให้รู้จักกับโครงการ IKON SUKHUMVIT 77 คอนโดฯ ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์กับส่วนกลาง 24 ชม. พร้อมเติมเต็มวิถีชีวิตของคุณในแต่ละวันให้สมบูรณ์ หลากรสชาติแบบไม่จำเจ และอุดมไปด้วยความรื่นรมย์ตามคอนเซปต์การออกแบบที่เชื่อมความเป็นธรรมชาติเข้าไว้กับเมืองอย่างลงตัว นอกจากนั้นยังห่างกับรถไฟฟ้าสถานีอ่อนนุชเพียง 3 นาที และสามารถลัดเลาะซอยสุขุมวิท 77 และสุขุมวิท 81 ได้ อีกทั้งย่านนี้ยังเต็มไปด้วยร้านรวงอื่นๆ ให้เราค้นหา</p>
<p>มาทำความรู้จักกับ IKON ให้มากขึ้นที่งาน IKONIC Pre-Sale Party ในวันที่ 25-26 สิงหาคมนี้ ที่ IKON SUKHUMVIT 77 และลุ้นรับสิทธิพิเศษภายในงานนี้ อาทิ จองยูนิตพิเศษ เริ่มเพียง 1.99 ล้านบาท และส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 50,000 บาท อีกทั้งเพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อย ฟู้ดทรักชื่อดังที่คัดสรรมาแล้ว</p>
<p><em>สามารถลงทะเบียนและเลือกสรรงบตามที่คุณต้องการได้ที่ <a href="http://bit.ly/2Mq4twm">http://www.ikon77.com</a></em></p>
<p><em>หรือสอบถามข้อมูลโครงการ โทร. 02-204-7900</em></p>
<p><em>“สรรค์สร้างพลังความเชื่อมโยงของคนเมืองและธรรมชาติ”</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/Clubhouse_Final.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/S1_final.jpg" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://www.adaymagazine.com/uploads/wysiwyg/images/Pool_final.jpg" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-sukhumvit-77/">6 สถานที่หลากรสชาติของชีวิตที่ครบครันในหนึ่งวันกับสุขุมวิท 77</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soi-sukhumvit-77/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สถานที่ที่เปลี่ยนซอยพระรามเก้า 41 ให้เป็นซอยที่เดินสนุกได้ทั้งวัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soi-rama9-soi41-5-places/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soi-rama9-soi41-5-places/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jul 2018 19:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[indie in soi]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/soi-rama9-soi41-5-places/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย่านพระรามเก้าที่เราจะพาทุกคนไปเตร็ดเตร่ในบทความนี้ ไม่ใช่ย่านที่หลายคนคุ้นเคยอย่างพระรามเก้า-รัชดา หรือพระรามเก้า-พัฒนาการแต่อย่างใด แต่เป็นย่านที่อยู่อาศัยอย่างพระรามเก้าซอย 41 ช่วงหมู่บ้านเสรี 1 เดิมที ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับละแวกนี้คือหมู่บ้านเดี่ยวที่มีเพียงร้านสะดวกซื้อบางซอยเท่านั้น หรือถ้าผู้มาเยือนก็จะรู้จักย่านนี้เพราะสนามราชมังคลากีฬาสถาน แหล่งจัดคอนเสิร์ตทั้งหลายแหล่ แต่หลังจากที่เราได้เดินสำรวจและมองซอย 41 ด้วยสายตาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ที่นี่กลับเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร บาร์เบอร์ ร้านรองเท้าสัญชาติสเปนที่ซุกซ่อนอยู่ เติมเต็มให้ย่านนี้มีชีวิตชีวาน่าค้นหาขึ้นมาก ที่สำคัญยังเป็นซอยที่สามารถเดินได้ตลอดเส้นทาง เพราะเต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวที่ให้ร่มเงาและฟุตปาธที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ สะดวกต่อการเดิน รับรองว่าทุกคนจะต้องหลงรักซอยนี้ และเพิ่มเป็นลิสต์ซอยน่าเที่ยวอีกแห่งในกรุงเทพฯ แน่นอน 01 ลิ้มรสความสดของปลาดิบจากปลายมีดที่ YAWA บ้านกระจกสีดำสไตล์โมเดิร์น โอบล้อมด้วยแมกไม้สีเขียว ด้านหน้าร้านจัดสวนแบบเซน เติมเต็มบรรยากาศให้ทั้งลูกค้าที่มากินอาหารและผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในซอยนี้ การตกแต่งภายในร้านที่สูงโปร่ง ใช้ไฟโทนสีส้ม ก็ช่วยเพิ่มอรรถรสให้แต่ละมื้อของคุณที่ร้านอาหารญี่ปุ่น YAWA แห่งนี้พิเศษยิ่งขึ้น เมนูของร้านมีหลากหลาย ทั้งเมนูหลักอย่างปลาดิบสดชิ้นหนาคำโต ซูชิ ข้าวปั้นต่างๆ ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบฟิวชั่นสูตรเฉพาะของทางร้าน รวมถึงออเดิร์ฟที่หลายคนติดอกติดใจ นอกจากความอร่อยที่ทุกคนจะได้รับกลับไปแล้ว เราคิดว่าคงเพลิดเพลินกับบรรยากาศไม่น้อย ไม่ว่าจะมาเป็นแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวก็ได้ทั้งนั้น YAWA Modern Japanese Cuisine เปิดทุกวัน 11:00-22:00 น. โทร 088-109-8000 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-rama9-soi41-5-places/">5 สถานที่ที่เปลี่ยนซอยพระรามเก้า 41 ให้เป็นซอยที่เดินสนุกได้ทั้งวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย่านพระรามเก้าที่เราจะพาทุกคนไปเตร็ดเตร่ในบทความนี้ ไม่ใช่ย่านที่หลายคนคุ้นเคยอย่างพระรามเก้า-รัชดา หรือพระรามเก้า-พัฒนาการแต่อย่างใด แต่เป็นย่านที่อยู่อาศัยอย่าง<strong style="background-color: initial;">พระรามเก้าซอย 41 ช่วงหมู่บ้านเสรี 1</strong></p>
<p>เดิมที ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับละแวกนี้คือหมู่บ้านเดี่ยวที่มีเพียงร้านสะดวกซื้อบางซอยเท่านั้น หรือถ้าผู้มาเยือนก็จะรู้จักย่านนี้เพราะสนามราชมังคลากีฬาสถาน แหล่งจัดคอนเสิร์ตทั้งหลายแหล่ แต่หลังจากที่เราได้เดินสำรวจและมองซอย 41 ด้วยสายตาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ที่นี่กลับเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร บาร์เบอร์ ร้านรองเท้าสัญชาติสเปนที่ซุกซ่อนอยู่ เติมเต็มให้ย่านนี้มีชีวิตชีวาน่าค้นหาขึ้นมาก ที่สำคัญยังเป็นซอยที่สามารถเดินได้ตลอดเส้นทาง เพราะเต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวที่ให้ร่มเงาและฟุตปาธที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ สะดวกต่อการเดิน รับรองว่าทุกคนจะต้องหลงรักซอยนี้ และเพิ่มเป็นลิสต์ซอยน่าเที่ยวอีกแห่งในกรุงเทพฯ แน่นอน</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>01</strong></h3>
<h4 style="text-align: center;"><strong>ลิ้มรสความสดของปลาดิบจากปลายมีดที่ YAWA</strong></h4>
<h4 style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_92531.jpg" /></h4>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_93181.jpg" /></p>
<p>บ้านกระจกสีดำสไตล์โมเดิร์น โอบล้อมด้วยแมกไม้สีเขียว ด้านหน้าร้านจัดสวนแบบเซน เติมเต็มบรรยากาศให้ทั้งลูกค้าที่มากินอาหารและผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในซอยนี้ การตกแต่งภายในร้านที่สูงโปร่ง ใช้ไฟโทนสีส้ม ก็ช่วยเพิ่มอรรถรสให้แต่ละมื้อของคุณที่ร้านอาหารญี่ปุ่น <strong>YAWA</strong> แห่งนี้พิเศษยิ่งขึ้น</p>
<p>เมนูของร้านมีหลากหลาย ทั้งเมนูหลักอย่างปลาดิบสดชิ้นหนาคำโต ซูชิ ข้าวปั้นต่างๆ ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบฟิวชั่นสูตรเฉพาะของทางร้าน รวมถึงออเดิร์ฟที่หลายคนติดอกติดใจ นอกจากความอร่อยที่ทุกคนจะได้รับกลับไปแล้ว เราคิดว่าคงเพลิดเพลินกับบรรยากาศไม่น้อย ไม่ว่าจะมาเป็นแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวก็ได้ทั้งนั้น</p>
<p><strong>YAWA Modern Japanese Cuisine<br />
</strong>เปิดทุกวัน 11:00-22:00 น.<br />
โทร 088-109-8000<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook </strong>| <a href="https://www.facebook.com/yawamodernjapanesecuisine/">https://www.facebook.com/yawamodernjapanesecuisine/</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>02</strong></h3>
<h4 style="text-align: center;"><strong>เติมความสดชื่นและสงบจิตใจด้วยการจัดสวนขวดที่ Green Terrar</strong></h4>
<h4 style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_91901.jpg" /></h4>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_92181.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_92401.jpg" /></p>
<p>ป้ายบ้านเลขที่ 1 ขนาดใหญ่ริมถนนชวนผู้คนเมียงมองเมื่อสัญจรผ่านไปผ่านมา บริเวณนั้นมีร้านรวงติดกัน 4 ร้านเหมือนเป็นชุมชนขนาดย่อม เราสะดุดตากับร้านที่ 2 ที่มีกระจกบานใหญ่อยู่ด้านหน้า มองเข้าไปแล้วก็สดชื่น รู้สึกถึงมวลออกซิเจนทันที</p>
<p><strong>Green Terrar</strong> คือร้านสวนขวดและจำหน่ายต้นไม้ที่มีให้เลือกสรรทั้งต้นไม้ขนาดจิ๋ว ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ ความพิเศษของที่นี่คือกระถางส่วนใหญ่ มล-วิมลพร ไชยเทศ เจ้าของร้านพ่วงตำแหน่งผู้สอนจัดสวนขวด ปั้นเองกับมือ บางกระถางจึงมีเพียงชิ้นเดียว แถมมลยังมีความรู้บวกอัธยาศัยดีที่ชวนเราพูดคุยได้อย่างไม่เคอะเขิน ช่วยแนะนำว่าแต่ละต้นควรปลูกยังไง ต้นนี้ไม่ชอบอะไร ทำเอาหลายคนรวมถึงเราที่รู้สึกว่าการปลูกต้นไม้เป็นเรื่องยากนั้น อยากลองซื้อกลับไปดูแลกันเลยทีเดียว</p>
<p>ที่นี่ยังจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปจัดสวนขวดรูปแบบต่างๆ ให้เราเลือกกันจนตาลาย ยังไม่รวมถึงหิน ต้นไม้ ของตกแต่ง ขอเตือนว่าให้เผื่อเวลาไว้พอสมควรในการจัดสวนขวด เพราะเราอาจจะเพลินจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว</p>
<p><strong>Green Terrar<br />
</strong>หยุดทุกวันพุธ 9:30-20:00 น.<br />
โทร 095-793-5939<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook </strong>| <a href="https://www.facebook.com/greenterrar/">https://www.facebook.com/greenterrar/</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>03</strong></h3>
<h4 style="text-align: center;"><strong>พักจิบเครื่องดื่มสุดโปรดปรานและละเลียดของหวานที่ Be Still.</strong></h4>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9385.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_94042.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_93952.jpg" /></p>
<p>ถัดจากร้าน Green Terrar อีกหนึ่งร้านในบริเวณบ้านเลขที่ 1 ที่ดึงดูดเราด้วยสีขาวสะอาดตาภายในร้าน และบาร์ปูนเปลือยท็อปด้วยหินอ่อนสีขาว คือ <strong>Be Still.</strong> ร้านกาแฟที่เสิร์ฟทั้งเครื่องดื่มต่างๆ พร้อมไฮไลต์คือขนมเค้กที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาวางบนชั้นกระจก</p>
<p>เราแนะนำว่าเค้กส้มของที่นี่ตัวเค้กเนื้อแน่น ราดท็อปปิ้งซอสส้มรสชาติเปรี้ยวอมหวานเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เมื่อทานคู่กับเครื่องดื่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่คัดสรรเมล็ดมาอย่างดี โกโก้รสเข้มข้นหอมกลิ่นนม หรือชาร้อนดอกไม้ ทั้งเครื่องดื่มและขนมของที่นี่คงเติมเต็มให้เป็นวันดีๆ อีกหนึ่งวัน</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ชวนให้เราแวะเวียนมาที่นี่บ่อยครั้งคือ เวลาเปิด-ปิดของร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำทำให้ร้านมีบรรยากาศแตกต่างกัน หากต้องการความสงบ หอบโน้ตบุ๊ก พกหนังสือมาอ่าน พลางจิบเครื่องดื่ม เราแนะนำว่าให้มาช่วงเช้าถึงยามบ่าย แต่ใครที่รักการทำงานยามเย็น ที่นี่ก็บรรยากาศดีไม่น้อย ด้วยการตกแต่งหน้าร้านที่ประดับด้วยรวงไฟเสมือนดาวบนท้องฟ้ามืด</p>
<p>ป.ล. ประตูไม้บานเลื่อนด้านขวามือของร้านยังเชื่อมกับ G.O.D สตูดิโอเสื้อผ้าผู้หญิงสไตล์มินิมอลที่มีคัตติ้งเรียบหรูอีกด้วยนะ แวะจิบกาแฟแล้วก็เดินไปเลือกซื้อเสื้อผ้ากันต่อได้เลย</p>
<p><strong>Be Still.<br />
</strong>เปิดทุกวัน 9:30-20:00 น.<br />
โทร 095-165-7781<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook </strong>| <a href="https://www.facebook.com/BeStill.Cafe/">https://www.facebook.com/BeStill.Cafe/</a></p>
<hr id="horizontalrule" />
<h3 style="text-align: center;"><strong>04</strong></h3>
<h4 style="text-align: center;"><strong> 24 Kilates Bangkok ร้านรองเท้าสัญชาติสเปนที่ชวนให้ใจเต้นแรงตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าร้าน</strong></h4>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9344.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9378.jpg" /></p>
<p>หลายคนอาจเคยเห็นภาพคนต่อแถวซื้อรองเท้า (หรือที่เรียกว่า ‘แคมป์’) บ่อยๆ ใจกลางสยามสแควร์ ในซอยนี้ก็มีการแคมป์อยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน ที่ร้าน <strong>24 Kilates Bangkok</strong> ร้านรองเท้านำเข้าแบรนด์พรีเมียมสัญชาติสเปน ที่มีรองเท้ารุ่นพิเศษและไม่เหมือนใครหลากรุ่น</p>
<p>การตกแต่งของที่นี่ใช้คอนเซปต์ห้องนิรภัยสีทองของธนาคาร ที่ไม่ว่าใครมาเยือนก็จะต้องถ่ายรูปกลับไปทุกครั้ง ที่เก็บรองเท้าออกแบบเป็นตู้นิรภัยสามารถเปิดได้ทันที แต่รองเท้าบางรุ่นที่เอ็กซ์คลูซีฟหรือหายากจริงๆ ก็อาจถูกล็อกไว้ ต้องไปบอกพนักงานให้มาช่วยเปิดให้ก่อนนะ</p>
<p>รองเท้าหลายรุ่นของที่นี่อาจเป็นแบรนด์ที่ไม่เหมือนกับที่ขายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป ด้วยเสน่ห์ตรงนี้ที่ไม่เหมือนใครจึงดึงดูดเหล่าสนีกเกอร์เฮดที่ชอบลองรองเท้าดีไซน์สวยๆ ที่มีเพียงไม่กี่คู่อย่างแบรนด์ Diadora, Reebok, KangaROOS หรือถ้าเป็นแบรนด์ที่เรารู้จักกันดีอย่าง NIKE, adidas, New Balance, Converse ก็จะเป็นรุ่นที่ทำร่วมกับศิลปิน อาทิ Converse Tyler the Creator, Kendrick Lamar x Reebok Club C</p>
<p><strong>24 Kilates Bangkok<br />
</strong>เปิดทุกวัน 12:00-20:00 น. (วันอาทิตย์ 12:00-18:00 น.)<br />
โทร 089-333-2424<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook</strong> | <a href="https://www.facebook.com/24kilatesbkk/">https://www.facebook.com/24kilatesbkk/</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>05</strong></h3>
<h4 style="text-align: center;"><strong>ผ่อนคลายและเพลิดเพลินไปกับเวิร์กช็อปเซรามิกที่ 46 Area Art</strong></h4>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9508.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_95502.jpg" /></p>
<p>ถ้าใครเคยขับรถผ่านซอยรามคำแหง 46 อาจไม่รู้ว่าซอยนี้มีสตูดิโอศิลปะซ่อนตัวอยู่ ครั้งแรกที่เรารู้จัก <strong>46 Area Art</strong> เราก็อยากไปเยือนทันที เพราะที่นี่มีคอร์สเวิร์กช็อปเซรามิกทุกสุดสัปดาห์ ตลอด 6 ชั่วโมงของการเวิร์กช็อป เราจะได้ผ่อนคลายไปกับการนวดดิน ปั้น หรือขึ้นรูปภาชนะต่างๆ แถมยังมีบริการเตาเผา พร้อมจัดส่งให้เราถึงบ้านได้เลย</p>
<p>46 Area Art ก่อตั้งโดยคน 4 คนที่มีความรักและอยากส่งต่อศิลปะ คือ แดง-อธิมา ทองลุม, หนึ่ง-บุญชัย เมศม์มัฆวาน, หนุ่ม-จิตติ จำเนียรไวย และออย-จิราภรณ์ เครือคำอ้าย นอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่สอนเวิร์กช็อปแล้ว เมื่อเข้ามายังตัวบ้าน ด้านซ้ายมือยังเป็นสตูดิโอและอาร์ตแกลเลอรีในตัวของหนุ่ม ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในงานภาพวาดที่มีคาแร็กเตอร์หุ่นยนต์เป็นหลัก ทั้งบนกระดาษ ผ้าใบ รวมไปถึงบอร์ดสำหรับสเกตบอร์ด การมาเยือน 46 Area Art ของเราเลยเต็มไปด้วยความสนุกที่ได้ลงมือทำเซรามิกของตัวเองและชมงานศิลปะของที่นี่</p>
<p><strong>46 Area Art<br />
</strong>เปิดวันจันทร์-เสาร์ 9:00-17:00 น.<br />
โทร 081-915-1062<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook</strong> | <a href="https://www.facebook.com/46areaart/">https://www.facebook.com/46areaart/</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-rama9-soi41-5-places/">5 สถานที่ที่เปลี่ยนซอยพระรามเก้า 41 ให้เป็นซอยที่เดินสนุกได้ทั้งวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soi-rama9-soi41-5-places/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Energy Response : สตาร์ทอัพที่นำเสนอการประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI</title>
		<link>https://adaymagazine.com/founder-energy-response/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/founder-energy-response/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2018 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[ENRES]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Ventures Accelerate batch 1]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ไชยวิวรรธน์ ชูวิเชียร]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Response]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/founder-energy-response/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงการประหยัดไฟ หลายคนอาจนึกถึงการปิดไฟเมื่อไม่ใช้ภายในบ้าน การเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าแปะฉลากเบอร์ห้า การตั้งตู้เย็นห่างจากผนัง 15 เซนติเมตร และเกร็ดความรู้อีกสารพัดที่เรารู้มาตั้งแต่ประถม แต่อาคารขนาดใหญ่จำพวกโรงพยาบาล โรงงาน ห้างสรรพสินค้าที่มีค่าไฟต่อเดือนรวมกันในหลักแสนล้านบาทจะมีวิธีประหยัดไฟฟ้ายังไง? เพราะถ้าเราประหยัดพลังงานในอาคารเหล่านี้ได้ จำนวนตัวเลขและผลลัพธ์น่าจะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศเราอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน Energy Response (ENRES) คือสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่อยู่ภายใต้โครงการ Digital Ventures Accelerator batch 1 ดำเนินการโดยดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ช่วยบ่มเพาะและส่งเสริมความรู้รวมถึงเงินทุนให้สตาร์ทอัพเติบโตอย่างยั่งยืน ENRES เกิดจากการรวมกลุ่มของเพื่อนสามคนที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทำงานแตกต่างกัน ทั้ง ไชยวิวรรธน์ ชูวิเชียร ที่จบการศึกษาด้านพลังงานมาโดยเฉพาะ กฤษฎา ตั้งกิจ จบด้านเทคโนโลยี และ ตฤณ อนันตมงคลชัย จบด้านสถาปนิก ที่มาร่วมมือกับโปรแกรมเมอร์ (Software Engineer) มือดีอีกสองคน คือ โกสินทร์ สุทธิมาลา โปรแกรมเมอร์ผู้เคยทำงานที่ Facebook สำนักงานใหญ่ และ ไพศิษฐ์ จรัลนามศิริ โปรแกรมเมอร์จาก BrightEdge สตาร์ทอัพชื่อดังจากซิลิคอนวัลเลย์ ด้วยแนวคิดที่อยากจะจัดการพลังงานในอาคารใหญ่ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-energy-response/">Energy Response : สตาร์ทอัพที่นำเสนอการประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงการประหยัดไฟ หลายคนอาจนึกถึงการปิดไฟเมื่อไม่ใช้ภายในบ้าน การเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าแปะฉลากเบอร์ห้า การตั้งตู้เย็นห่างจากผนัง 15 เซนติเมตร และเกร็ดความรู้อีกสารพัดที่เรารู้มาตั้งแต่ประถม แต่อาคารขนาดใหญ่จำพวกโรงพยาบาล โรงงาน ห้างสรรพสินค้าที่มีค่าไฟต่อเดือนรวมกันในหลักแสนล้านบาทจะมีวิธีประหยัดไฟฟ้ายังไง? เพราะถ้าเราประหยัดพลังงานในอาคารเหล่านี้ได้ จำนวนตัวเลขและผลลัพธ์น่าจะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศเราอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน</p>
<p><strong>Energy Response (ENRES)</strong> คือสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่อยู่ภายใต้โครงการ Digital Ventures Accelerator batch 1 ดำเนินการโดยดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ช่วยบ่มเพาะและส่งเสริมความรู้รวมถึงเงินทุนให้สตาร์ทอัพเติบโตอย่างยั่งยืน ENRES เกิดจากการรวมกลุ่มของเพื่อนสามคนที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทำงานแตกต่างกัน ทั้ง ไ<strong>ชยวิวรรธน์ ชูวิเชียร </strong>ที่จบการศึกษาด้านพลังงานมาโดยเฉพาะ <strong>กฤษฎา ตั้งกิจ </strong>จบด้านเทคโนโลยี และ <strong>ตฤณ อนันตมงคลชัย </strong>จบด้านสถาปนิก ที่มาร่วมมือกับโปรแกรมเมอร์ (Software Engineer) มือดีอีกสองคน คือ โกสินทร์ สุทธิมาลา โปรแกรมเมอร์ผู้เคยทำงานที่ Facebook สำนักงานใหญ่ และ ไพศิษฐ์ จรัลนามศิริ โปรแกรมเมอร์จาก BrightEdge สตาร์ทอัพชื่อดังจากซิลิคอนวัลเลย์ ด้วยแนวคิดที่อยากจะจัดการพลังงานในอาคารใหญ่ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ ผนวกกับเทคโนโลยี IoT และ Big Data </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/takephoto.jpg"></p>
<p>ฟังดูแล้วเข้าใจยากใช่ไหม? เราเลยอยากชวนทีม ENRES มาพูดคุยถึงวิธีการช่วยผู้ประกอบการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการใช้พลังงานให้ยั่งยืนกัน</p>
<h3>วิธีการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี</h3>
<p>อาคารขนาดใหญ่อย่างโรงงาน โรงพยาบาล หรือสำนักงาน สถานที่เหล่านี้มีค่าไฟฟ้าต่อเดือนถึงหลักแสนหรือล้านบาท ปัจจัยสำคัญที่ช่วยประหยัดไฟได้เลยไม่ใช่แค่การปิดไฟเมื่อไม่ใช้หรือเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเท่านั้น แต่ปัญหาหลายอย่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะเกินความจำเป็นหรือเสื่อมสภาพไม่พร้อมเพรียงกันก็ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นได้</p>
<p>ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่ การตรวจสอบและควบคุมทั้งหมดอาจมีหลายจุดที่เจ้าของหรือผู้ดูแลเข้าไม่ถึง ทีม ENRES มองว่าหากทำให้อาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ประหยัดพลังงานได้ จะเกิดอิมแพกต์ต่อผู้ประกอบการรวมถึงคนในสังคมที่ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และนำพลังงานส่วนนั้นไปใช้กับสถานที่อื่นๆ</p>
<p>สำหรับเมืองไทยแล้ว กระบวนการประหยัดพลังงานของ ENRES ที่เริ่มจากสำรวจการใช้พลังงานส่วนเกิน ติดตั้งอุปกรณ์ IoT (Internet of Things-การเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ กับอินเทอร์เน็ต เช่น การดูกล้องวงจรปิดผ่านมือถือ หรือการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านมือถือ) ตรวจสอบความเรียบร้อยแบบเรียลไทม์ และประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น ยังถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ </p>
<p>ENRES จึงมุ่งใช้โมเดลนี้กับอาคารขนาดใหญ่ เพราะจากการเก็บข้อมูลของทีมพบว่าอาคารเหล่านี้มีพลังงานส่วนเกินจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประสิทธิภาพต่ำและการใช้งานที่ไม่เหมาะสม เสียไปราว 20 &#8211; 30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี คิดคร่าวๆ เป็นเงินมูลค่าถึงแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถรองรับการใช้ไฟฟ้าของบ้านทุกหลังในประเทศไทยได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/light.jpg"></p>
<h3>จุดคุ้มทุนของลูกค้าคือหัวใจหลัก</h3>
<p>กระบวนการทำงานของ ENRES เน้นการสำรวจในขั้นตอนแรกเพื่อดูการใช้พลังงานของลูกค้าในปัจจุบัน เพราะแต่ละที่ แต่ละโรงงานก็มีรายละเอียดการใช้งานและการออกแบบที่แตกต่างกัน เช่น โรงพยาบาลใช้ไฟฟ้าตลอดเวลาเพราะเปิดทุกวัน 24 ชั่วโมง ไม่เหมือนกับโรงงานที่มีช่วงพีคในการใช้ไฟฟ้าตามกะเวลาเข้าทำงาน หรือออฟฟิศทั่วไปก็จะหนักในช่วงเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น</p>
<p>“เรามองความคุ้มทุนของลูกค้าเป็นหลัก ถ้าเขาลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่านี้ เขาควรจะได้กำไรกลับมามากที่สุด ไม่ใช่ว่าทีมเราไปถึงก็ขายอุปกรณ์อย่างเดียว เราเลือกติดตั้งให้เฉพาะห้องที่ใช้พลังงานมากที่สุด ไม่ใช่บอกให้ลูกค้าติดทุกห้อง หลังจากนั้นก็จะคุยกับลูกค้าว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร เมื่อตกลงกันเรียบร้อยค่อยนำอุปกรณ์ไปติด” ไชยวิวรรธน์บอกกับเราถึงวิธีการทำงานที่เข้าใจลูกค้า</p>
<p>ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลา 2-3 วัน เมื่อกระบวนการหน้างานเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ทีมจะนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI วิเคราะห์และรายงานข้อมูลทั้งหมดว่ามีความผิดปกติหรือมีจุดไหนที่ควรติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มหรือไม่ ระบบนี้เป็นแบบเรียลไทม์ที่ทีมงานสามารถดูแลได้ตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/mglass.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/talktogether.jpg"></p>
<p>ปัจจุบัน ENRES ดูแลแพลตฟอร์มประหยัดพลังงานนี้ให้กับ 70 อาคารทั่วประเทศ ทั้งอาคารสำนักงาน สถานศึกษา โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจค้าปลีก สถานที่เหล่านี้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศราว 60 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างจากที่อยู่อาศัยที่กินไฟแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากลดพลังงานในส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ได้ก็น่าจะส่งผลดีต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย</p>
<h3>ผลลัพธ์คือตัวเลขที่ลดลงอย่างชัดเจน</h3>
<p>ทีม ENRES ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือกลุ่มโรงแรมภูเก็ตที่ประหยัดไฟฟ้าไปได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์จากการใช้งานทั้งหมด ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจเข้าใจว่าห้องทางทิศตะวันตกกับทิศตะวันออกคงกินไฟต่างกัน แต่กรณีนี้แม้แต่ห้องทางทิศตะวันตกที่อยู่ข้างกันก็ยังกินไฟต่างกัน หรืออย่างเวลาที่นักท่องเที่ยวเข้าพักเช็กอินไม่พร้อมกันก็ทำให้มีความแตกต่างในการคิดการใช้พลังงานแตกต่างจากโรงงาน ว่าจะทำอย่างไรให้ไม่เสียค่าไฟเยอะ ซึ่งลูกค้ากลุ่มโรงแรมภูเก็ตได้เทียบให้ทีม ENRES เห็นเลยว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ คิดเป็นจำนวนเงินแล้วก็ลดลงไปเกือบหนึ่งล้านบาท</p>
<p>“เพราะฉะนั้นแล้วหน้าที่ของเราคือวิเคราะห์ ปรับปรุง และจัดการยังไงไม่ให้ลูกค้าต้องจ่ายค่าไฟที่ไม่จำเป็นเยอะขนาดนั้น ไม่ได้มองแค่ว่าต้องประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่วิธีการต้องทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างชัดเจน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/look1.jpg"></p>
<h3>ส่งต่อแรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลง</h3>
<p>“เราเข้าใจว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของทุกคนให้ประหยัดไฟอาจเป็นเรื่องยาก เราจึงโฟกัสที่อุปกรณ์ขนาดใหญ่และสำคัญของอาคารต่างๆ ก่อน ถ้าเริ่มเปลี่ยนจากเจ้าของอาคารที่เขาตระหนักได้ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนหนึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานของเขาได้ แล้วเขาบอกต่อกับช่างไฟ หรือพนักงานในบริษัท มันจะเกิดผลลัพธ์ 20-30 เปอร์เซ็นต์ตามมาเลยนะ ก้าวต่อไปของเราก็อยากสร้างระบบออนไลน์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อสร้างอิมแพกต์ให้คนไทยลดการใช้พลังงานได้จริงๆ ด้วยวิธีที่น่าเชื่อถือได้ และเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม” ไชยวิวรรธน์กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/walk.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>อ่านแนวคิดดีๆ ของพวกเขากันแล้ว มาร่วมติดตามผลงานและให้กำลังใจทีมสตาร์ทอัพ Energy Response ได้ในงาน </em>DVAb1 DEMO DAY!<em> ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคมนี้ผ่านทาง Facebook Live เพจ Digital Ventures กันได้นะ</em></p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/DigitalVenturesTH/" target="_blank">Digital Ventures<br /></a><strong>Website |</strong> <a href="http://dv.co.th/">dv.co.th</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-energy-response/">Energy Response : สตาร์ทอัพที่นำเสนอการประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/founder-energy-response/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Rompboy : แบรนด์สนีกเกอร์ที่พลิกวงการสตรีทของไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/news-rompboy-qbix-tshirt-design-contest/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/news-rompboy-qbix-tshirt-design-contest/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jan 2018 23:39:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ธนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[roadshow]]></category>
		<category><![CDATA[qbix]]></category>
		<category><![CDATA[t-shirt]]></category>
		<category><![CDATA[Rompboy]]></category>
		<category><![CDATA[contest]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[design]]></category>
		<category><![CDATA[ประกวด]]></category>
		<category><![CDATA[yamaha]]></category>
		<category><![CDATA[บู้]]></category>
		<category><![CDATA[slur]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/news-rompboy-qbix-tshirt-design-contest/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็นคนชอบแต่งตัวแบบไหน เราเชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าของคุณน่าจะมีเสื้อยืดอย่างน้อยหนึ่งตัวเสมอ นี่คือเครื่องแบบสารพัดประโยชน์ ใช้ได้หลายวาระ ปรับแต่งได้หลายวิธีมีราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักหมื่นให้เลือกสรร ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย และร่วมสมัยอยู่ตลอดเวลา เสื้อยืดมีประวัติมาอย่างยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และยังคงมีคนใส่จนถึงปัจจุบัน เราออกแบบเสื้อยืดได้หลายแบบตั้งแต่เนื้อผ้า ทรง สี และลาย บนเสื้อยืดที่เติมแต่งอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ที่ออกแบบ เสื้อยืดหลายตัวมีเอกลักษณ์โดดเด่นจนเป็นที่จดจำในสังคม เช่น เสื้อยืดลาย I &#60;3 NY ซึ่งถูกออกแบบเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว ด้วยดีไซน์ที่มีเพียงตัวอักษรเพียง 3 ตัวและหัวใจหนึ่งดวงกลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก ฉะนั้นแล้วการออกแบบเสื้อยืดจึงไร้ขอบเขตและขีดจำกัด จะสร้างความน่าจดจำหรือนำเสนอไอเดียต่างๆ ก็ย่อมเป็นไปได้ทั้งหมด ในบ้านเรามีโครงการประกวดเสื้อยืดน่าสนใจหลายงาน เดือนที่ผ่านมา a day เองก็ร่วมกับ Yamaha จัดโครงการออกแบบเสื้อยืด QBIX T-SHIRT Design Contest เลือกเฟ้นหาทีมนักออกแบบเสื้อยืดรุ่นใหม่ มีกิจกรรม roadshow ที่สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนไอเดียให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมพบกับวิทยากรผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าสัญชาติไทย หนึ่งในนั้นคือ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ นักดนตรีวง Slur เจ้าของแบรนด์ไทยที่น่าสนใจมากอย่าง Rompboy [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/news-rompboy-qbix-tshirt-design-contest/">Rompboy : แบรนด์สนีกเกอร์ที่พลิกวงการสตรีทของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็นคนชอบแต่งตัวแบบไหน</p>
<p>เราเชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าของคุณน่าจะมีเสื้อยืดอย่างน้อยหนึ่งตัวเสมอ</p>
<p>นี่คือเครื่องแบบสารพัดประโยชน์ ใช้ได้หลายวาระ ปรับแต่งได้หลายวิธีมีราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักหมื่นให้เลือกสรร ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย และร่วมสมัยอยู่ตลอดเวลา เสื้อยืดมีประวัติมาอย่างยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และยังคงมีคนใส่จนถึงปัจจุบัน</p>
<p>เราออกแบบเสื้อยืดได้หลายแบบตั้งแต่เนื้อผ้า ทรง สี และลาย บนเสื้อยืดที่เติมแต่งอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ที่ออกแบบ เสื้อยืดหลายตัวมีเอกลักษณ์โดดเด่นจนเป็นที่จดจำในสังคม เช่น เสื้อยืดลาย I &lt;3 NY ซึ่งถูกออกแบบเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว ด้วยดีไซน์ที่มีเพียงตัวอักษรเพียง 3 ตัวและหัวใจหนึ่งดวงกลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก ฉะนั้นแล้วการออกแบบเสื้อยืดจึงไร้ขอบเขตและขีดจำกัด จะสร้างความน่าจดจำหรือนำเสนอไอเดียต่างๆ ก็ย่อมเป็นไปได้ทั้งหมด</p>
<p>ในบ้านเรามีโครงการประกวดเสื้อยืดน่าสนใจหลายงาน เดือนที่ผ่านมา a day เองก็ร่วมกับ Yamaha จัดโครงการออกแบบเสื้อยืด QBIX T-SHIRT Design Contest เลือกเฟ้นหาทีมนักออกแบบเสื้อยืดรุ่นใหม่ มีกิจกรรม roadshow ที่สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนไอเดียให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมพบกับวิทยากรผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าสัญชาติไทย<br />
หนึ่งในนั้นคือ <strong style="background-color: initial;">บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์</strong> นักดนตรีวง Slur เจ้าของแบรนด์ไทยที่น่าสนใจมากอย่าง Rompboy เราชวนบู้มาเล่าเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ที่อาจไม่ถูกตำราการตลาด แต่ถูกใจทั้งผู้สร้างและผู้ใส่จนติดตลาดถึงทุกวันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/297.jpg" /></p>
<p><strong>เริ่มจากหัวและตัวจรดปลายเท้า</strong></p>
<p>“จุดเริ่มต้นจริงๆ แล้ว Rompboy เป็นแบรนด์เสื้อผ้ามาก่อน หลายๆ คนอาจจะรู้จักว่า Rompboy เป็นรองเท้า” บู้เริ่มบทสนทนา เขาเล่าต่อว่าเหตุผลในการทำแบรนด์ เริ่มจากการอยากหาอาชีพเสริม นักดนตรีส่วนใหญ่จะมีรายรับช่วงที่ปล่อยซิงเกิลหรือมีอัลบั้ม หลังจากนั้นการเงินจะไม่ค่อยสะดวกนัก บู้เองคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างขึ้นมาเป็นกิจการของตัวเอง</p>
<p>มือเบสหนุ่มเป็นคนชอบแต่งตัว สรรหาเสื้อผ้าแปลกๆ มาลองอยู่เสมอ วันหนึ่งเขาถูกใจกางเกงขาสั้นที่ถูกออกแบบมาสำหรับใส่ไปล่าสัตว์ มีช่องเก็บกระสุน พกซองปืน แต่บู้นำกางเกงนั้นมาประยุกต์ใช้กับนักดนตรีแทน เปลี่ยนช่องใส่ของให้เป็นช่องสำหรับใส่อุปกรณ์การเล่นคอนเสิร์ตอย่างปิ๊กหรือเอียร์ปลั๊กแทน กางเกงขาสั้นนี้ขายได้เฉพาะในหมู่นักดนตรี และเพื่อนสนิท ใช้เวลา 3 &#8211; 4 เดือนกว่าจะขายหมด แต่เมื่อถึงลอตที่ 2 กลับขายได้ไวมากขึ้น ไม่กี่ชั่วโมงก็หมดเกลี้ยง จนวันหนึ่งเขารู้สึกว่าเงินที่ได้จากขายเสื้อผ้าเริ่มแซงหน้ารายได้จากการเล่นดนตรีแล้ว</p>
<p><strong>ขับเคลื่อนด้วยความชอบสู่ความสำเร็จ</strong></p>
<p>บู้ลองทำเครื่องแต่งกายอื่นๆ จนวันหนึ่งเขาก็อยากลองทำสินค้าที่ตัวเองชอบมากที่สุด นั่นคือรองเท้า</p>
<p>รองเท้าผ้าใบของ Rompboy น่าจะเป็นสินค้าที่มีคนรู้จักมากที่สุดของแบรนด์ มีลักษณะเฉพาะนั่นคือ เป็นรองเท้าแฮนด์เมดแบบย้อนยุค ผลิตทีละคู่จำนวนจำกัด เต็มไปด้วยรายละเอียดและเรื่องราวที่คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าคนที่อินเรื่องประวัติศาสตร์รองเท้าจะต้องหลงรัก</p>
<p>“เราสนุกกับการทำงานแล้ว เราไม่กลัวเลยที่จะล้ม เราก็เริ่มจากศูนย์ เริ่มจากไม่มีเงินเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราไม่กลัวที่จะกลับมาเริ่มนับศูนย์ นับหนึ่งใหม่ไปเรื่อยๆ” บู้เล่า</p>
<p>“ตอนแรกที่ทำออกมาเรายังไม่เข้าใจนะว่าทำไมรองเท้าถึงดูไม่เสถียร ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนรองเท้าทั่วๆ ไป ยังไม่ได้ทรงที่รู้สึกว่าสวยพอที่จะวางขาย กลายเป็นว่าเรายิ่งทำมันยิ่งไม่เหมือนภาพที่เราจินตนาการไว้จนรู้สึกอยากร้องไห้ เคยคิดว่าจะทิ้งแบบ ไม่อยากทำรองเท้าแล้ว เพราะลงเงินไปหลายแสนแล้ว มันมาได้แค่นี้แหละพอแล้ว แล้วเราก็คิดว่าตัวเองมาผิดทางหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็คือ เฮ้ย ไม่ได้ว่ะ มาขนาดนี้แล้ว ไม่อยากทำครึ่งๆ กลางๆ สุดท้ายก็ได้รองเท้าตามแบบและวางขาย แต่ปาไป 6 &#8211; 7 ดราฟต์ จริงๆ แล้วโดยทั่วไปโรงงานเขาจะให้แค่ 4 &#8211; 5 ดราฟต์เท่านั้น”</p>
<p><strong>โปรโมตดีมีชัยไปกว่าครึ่ง</strong></p>
<p>“ทุกครั้งเวลาที่ผมจะออกสินค้าชิ้นหนึ่ง ผมไม่ได้มองว่ามันคือเสื้อผ้า แต่ผมจะคิดว่าทุกครั้งที่ออกมันเหมือนซิงเกิล” บู้เล่าถึงเวลาการทำงานที่เป็นส่วนผสมของความสำเร็จว่า การโปรโมตแต่ละครั้งจะทำยังไงให้สนุก สินค้าสื่อถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด และที่สำคัญทุกครั้งจะปล่อยเพลงออกด้วย เป็นลักษณะหนังโฆษณาหรือเอ็มวีก็ได้ เพราะเพลงก็เป็นสิ่งที่เราถนัด มีคอนเนกชั่นและเซนส์แบบนักดนตรีว่า เพลงแบบไหนที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด</p>
<p><strong>ความจริงใจ ความเร้าใจ เสน่ห์ที่ลงตัว </strong></p>
<p>“แม้ผมจะเริ่มต้นแบบมีแต้มต่อมากกว่า แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจกับสินค้าจริงๆ หรือไม่ได้อินกับการทำสิ่งเหล่านี้ ลูกค้าจะรับรู้ได้เลยว่าสินค้าไม่น่าใส่ ไม่ดี อาจจะขายได้ในช่วงแรกก็จริง แต่สุดท้ายแล้วคนก็จะบอกว่าแบรนด์นี้เฉยๆ หรือแบรนด์นี้ไม่ดีนะ จนหายไปไนที่สุด</p>
<p>“Rompboy มีเสน่ห์ของมันคือความเร้าใจ ผมพยายามทำเสื้อผ้าให้มันออกมาแบบ simple แต่มีลูกเล่นนิดๆ หน่อยๆ อันนี้ลูกค้าจะรู้สึก อย่างรอยตำหนิบางคนมองว่ามันเป็นข้อเสียหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะใส่เข้าไปในรองเท้าหรือเปล่า แต่ผมมองว่านี่แหละคือเสน่ห์ของแฮนด์เมด”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/boo11.jpg" /></p>
<p><strong>สัญชาตญาณ คือทฤษฏีของ </strong><strong>Rompboy<br />
</strong></p>
<p>“คุณใช้ทฤษฎีหรืออะไรในการดำเนินธุรกิจ” เราเชื่อว่าสิ่งที่พา Rompboy มาไกลได้ขนาดนี้คงไม่ได้เพียงแค่สินค้าดีหรือชื่อเสียงจากการเป็นนักดนตรีเท่านั้น</p>
<p>“ผมอ่านบทความเกี่ยวกับการทำธุรกิจมาบ้างนะ แต่ผมว่าสุดท้ายการทำธุรกิจของเราใช้สัญชาตญาณประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมันคือสิ่งที่เราอ่านมาแล้วคิดว่าน่าจะใช่ ผมมองว่าการทำธุรกิจเหมือนกับการเล่นหุ้น คือไม่ว่าจะทำอะไรทุกอย่างมีความเสี่ยงหมด เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าทำสิ่งที่เรามั่นใจ รู้สึกว้าว ถ้ามี 2 สิ่งนี้ลูกค้าก็น่าจะชอบของที่เราทำ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือหลักการคร่าวๆ&#8221;</p>
<p><strong>รอยเท้าต่อไปในวันข้างหน้า</strong></p>
<p>“ผมว่าจริงๆ แล้ว Rompboy มันแทบจะเป็นแค่อินโทร ถ้าเป็นเพลงเพลงนึงนะ มันอาจจะเข้าแค่เวิร์ส 1 เพราะว่าฮุกจริงๆ สำหรับผมเองมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ หรือ Rompboy ไปโกอินเตอร์ สำหรับผมเนี่ย ถ้าผมตั้งเป้า ตั้งโกลจริงๆ ฮุกของผมคือทำยังไงก็ได้ให้โปรเจกต์</p>
<p>Rompboy back to school เนี่ยรู้จักในหมู่มาก เป็นแบรนด์หนึ่งที่คนจำได้แล้วว่ามันคือส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์มไทย หรือว่าเมื่อพูดถึงรองเท้าผ้าใบก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่นึกถึงขึ้นมาแรกๆ ตอนนี้ยังไม่ได้ถือว่าแบรนด์ประสบความสำเร็จนะ มองว่าเราค่อยๆ ทำไป เรียบเรียงเวิร์ส 1 ให้มันดี”</p>
<p>น้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยพลังของบู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ ตอกย้ำกับเราว่าความสำเร็จของ Rompboy นั้นไม่ได้เกิดจากต้นทุนของการเป็นนักดนตรี แต่ความรักและใส่ใจในกระบวนการสร้างแบรนด์ คือส่วนผสมของความสำเร็จที่แท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/468.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/365.jpg" /></p>
<p>roadshow ของบู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ ยังไม่จบลง เจอกันได้อีกทีวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ส่วนโครงการออกแบบเสื้อยืด QBIX T-SHIRT Design Contest ยังคงเฟ้นหาและเปิดรับสมัครไอเดียเสื้อยืดของคนรุ่นใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 18 &#8211; 25 ปี ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท รวมถึงเผยแพร่ผลงานบนนิตยสาร a day อีกด้วย! ถ้าสนใจอย่ารอช้า ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 19 กุมภาพันธ์ 2561 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/events/214262849141196/" target="_blank" rel="noopener">https://www.facebook.com/events/214262849141196/ </a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end150.png" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/news-rompboy-qbix-tshirt-design-contest/">Rompboy : แบรนด์สนีกเกอร์ที่พลิกวงการสตรีทของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/news-rompboy-qbix-tshirt-design-contest/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
