<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อชิรญา นันทนานนท์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author304/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author304/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Aug 2018 16:47:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Nike Epic React : รองเท้าที่ใช้เวลาออกแบบ 3 ปี เพื่อหาวิธีที่จะทำให้การวิ่งสนุกและไม่เหมือนเดิม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/item-nike-epic-react/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/item-nike-epic-react/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jun 2018 21:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[item]]></category>
		<category><![CDATA[Nike]]></category>
		<category><![CDATA[NikeEpicReact]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/item-nike-epic-react/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงรองเท้าวิ่งที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ hype ในหมู่นักวิ่งที่ป้ายยากันเองว่า #ของมันต้องมี กระทั่งมีการต่อคิวซื้อทั้งทางออนไลน์และทางหน้าร้านจนหมดอย่างรวดเร็วในปีนี้ ต้องมีรองเท้า Nike Epic React ติดอันดับแน่นอน แนวคิดของรองเท้ารุ่นนี้เกิดจากการที่ไนกี้ได้สอบถามความต้องการของนักวิ่งว่าพวกเขาต้องการรองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติแบบไหน เหล่านักวิ่งล้วนตอบว่าอยากได้รองเท้าที่นุ่ม ให้พลังงานในการส่งแรงขณะวิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเบาและทนทานด้วย ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากสำหรับการทำรองเท้าวิ่งที่ตอบทุกคุณสมบัติในคู่เดียว ทีมนักเคมีได้ใช้เวลากว่า 3 ปีในการทดลองหาวัสดุต่างๆ กว่า 400 ชุด ส่วนการออกแบบพื้นรองเท้า ทีมวิศวกรได้ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้การคำนวนทางคณิตศาสตร์เพื่อออกแบบรองเท้าที่เหมาะสมกับนักวิ่งที่สุด จนสุดท้ายไนกี้ก็ได้เสกพื้นรองเท้าที่มีชื่อว่า React ขึ้นและเปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบของรองเท้าบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่มีการปรับเปลี่ยนท่าทางและความเร็วในการเคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยให้นักบาสเกตบอลทดสอบเป็นเวลากว่า 2,000 ชั่วโมงเพื่อพิสูจน์ความทนทานและการดีดตัว และสุดท้ายได้ให้นักวิ่งแนวหน้าและนักวิ่งที่วิ่งทุกวันทดสอบกว่า 27,300 กิโลเมตร เมื่อทดสอบเรียบร้อยแล้ว คำตอบที่ได้จากนักวิ่งเหล่านี้คือ &#8216;รู้สึกสนุกกับการวิ่งและอยากวิ่งต่อไปอีก&#8217; หากเปรียบเทียบคุณสมบัติโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับพื้นรุ่นก่อนหน้าอย่างโฟม Lunarlon โฟม React ตัวใหม่นี้มีความนุ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ ดีดขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ และเบาขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย จากการทดสอบวิ่งบนพื้นถนน ทั้งวิ่งในสวน วิ่ง city run [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/item-nike-epic-react/">Nike Epic React : รองเท้าที่ใช้เวลาออกแบบ 3 ปี เพื่อหาวิธีที่จะทำให้การวิ่งสนุกและไม่เหมือนเดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงรองเท้าวิ่งที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ hype ในหมู่นักวิ่งที่ป้ายยากันเองว่า #ของมันต้องมี กระทั่งมีการต่อคิวซื้อทั้งทางออนไลน์และทางหน้าร้านจนหมดอย่างรวดเร็วในปีนี้ ต้องมีรองเท้า <strong>Nike Epic React</strong> ติดอันดับแน่นอน</p>
<p>
	แนวคิดของรองเท้ารุ่นนี้เกิดจากการที่ไนกี้ได้สอบถามความต้องการของนักวิ่งว่าพวกเขาต้องการรองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติแบบไหน เหล่านักวิ่งล้วนตอบว่าอยากได้รองเท้าที่นุ่ม ให้พลังงานในการส่งแรงขณะวิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเบาและทนทานด้วย ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากสำหรับการทำรองเท้าวิ่งที่ตอบทุกคุณสมบัติในคู่เดียว</p>
<p>
	ทีมนักเคมีได้ใช้เวลากว่า 3 ปีในการทดลองหาวัสดุต่างๆ กว่า 400 ชุด ส่วนการออกแบบพื้นรองเท้า ทีมวิศวกรได้ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้การคำนวนทางคณิตศาสตร์เพื่อออกแบบรองเท้าที่เหมาะสมกับนักวิ่งที่สุด จนสุดท้ายไนกี้ก็ได้เสกพื้นรองเท้าที่มีชื่อว่า React ขึ้นและเปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบของรองเท้าบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่มีการปรับเปลี่ยนท่าทางและความเร็วในการเคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยให้นักบาสเกตบอลทดสอบเป็นเวลากว่า 2,000 ชั่วโมงเพื่อพิสูจน์ความทนทานและการดีดตัว และสุดท้ายได้ให้นักวิ่งแนวหน้าและนักวิ่งที่วิ่งทุกวันทดสอบกว่า 27,300 กิโลเมตร เมื่อทดสอบเรียบร้อยแล้ว คำตอบที่ได้จากนักวิ่งเหล่านี้คือ &#8216;รู้สึกสนุกกับการวิ่งและอยากวิ่งต่อไปอีก&#8217;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7725.jpg"></p>
<p>
	หากเปรียบเทียบคุณสมบัติโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับพื้นรุ่นก่อนหน้าอย่างโฟม Lunarlon โฟม React ตัวใหม่นี้มีความนุ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ ดีดขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ และเบาขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย</p>
<p>
	จากการทดสอบวิ่งบนพื้นถนน ทั้งวิ่งในสวน วิ่ง city run และล่าสุดเราไปวิ่ง 10 ไมล์ในงาน Supersports 10 Mile International Run 2018 Bangkok เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราจะมาบอกเล่าประสบการณ์การใช้งานจริงของรองเท้ารุ่นนี้กัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_76442.jpg"></p>
<h3><strong>ลองใส่ครั้งแรก</strong></h3>
<p>
	เมื่อได้ลองครั้งแรกเราพบว่าใส่ยากพอสมควร เนื่องจากตัวรองเท้าเป็นผ้า Flyknit ที่เบาแต่ทอแน่นมาก อีกทั้งรองเท้าไม่มีลิ้นรองเท้าที่สามารถขยายให้กว้างขึ้น ทำให้เวลาสวมตอนช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่ายัดเท้าลงไปได้ยากนิดหน่อย แต่พอใส่ไปสักพักก็ชินขึ้น ไม่ได้เป็นปัญหาในการใช้งานเท่าไหร่</p>
<h3><strong>ความทน</strong> </h3>
<p>
	ด้วยความที่ส่วนที่ดูดซับและรองรับแรงกระแทก (midsole) ของรองเท้าเป็นโฟม React เต็มแผ่น และพื้นรองเท้า (outsole) ได้เพิ่มพื้นยางตรงปลายเท้าและส้นเท้า ในตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าพื้นรองเท้าจะทนจริงอย่างที่แบรนด์ว่าไว้ไหม เราจึงออกไปวิ่งจริงๆ เป็นระยะทางสะสมกว่า 100 กิโลเมตร พอยกรองเท้าขึ้นมาดูก็มีจุดที่สึกนิดหน่อยตรงที่เราลงน้ำหนักเท้าเท่านั้น แต่รวมๆ แล้วพื้นรองเท้ายังคงสภาพดีอยู่มาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7647.jpg"></p>
<h3><strong>ความนุ่ม</strong></h3>
<p>
	พื้น React ที่มีความนุ่มทำให้การวิ่งเป็นเรื่องง่ายในทุกระยะ ไม่ว่าจะซ้อมวิ่ง วิ่งจริงตั้งแต่ fun run 5 กิโลเมตร จนถึงฮาล์ฟมาราธอนก็ยังสบายๆ</p>
<h3><strong>ความเด้ง</strong></h3>
<p>
	รองเท้ามีแรงดีดอยู่พอสมควร แต่ไม่มากเท่ารุ่น Zoom Fly ที่เป็นรองเท้าแข่งสำหรับคนที่ต้องการทำความเร็ว drop ของ React อยู่ที่ 10 มิลลิเมตร ซึ่งเท่ากับ Zoom Fly แต่เมื่อเทียบกันแล้วมีข้อได้เปรียบของคือ React มีส้นรองเท้าที่เป็นทรงแบะออกมากกว่า Zoom Fly ที่มีทรงเรียว และเท้าไม่พลิกง่ายเท่า ในกรณีที่วิ่งเบาๆ Nike Epic React จึงเหมาะกับนักวิ่งทุกระดับตั้งแต่มือใหม่ยันขาแรง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7704.jpg"></p>
<h3><strong>ความเบา</strong></h3>
<p>
	ต้องยอมรับว่า Nike Epic React เป็นรองเท้าวิ่งที่เบาจริงๆ เพราะตัวรองเท้าได้ตัดวัสดุที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมดเพื่อให้รองเท้ามีน้ำหนักเบาที่สุด ด้วยเทคโนโลยี Flyknit ที่ได้พัฒนาในรองเท้ารุ่นนี้จึงทำให้ไม่ต้องพึ่ง Flywire ที่ช่วยโอบรัดเท้าให้กระชับช่วงกลางเท้ามากขึ้นอีกต่อไปแล้ว</p>
<p>
	จากการวิ่งยาวระยะ 10 ไมล์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร) ความรู้สึกตอนวิ่งนอกเหนือจากความเหนื่อยคือเมื่อวิ่งจนครบ 16 กิโลเมตรแล้วก็ยังสนุกกับรองเท้าคู่นี้อยู่นะ ถึงจะหนืดในช่วงกิโลเมตรท้ายๆ หน่อย ช่วง 5 กิโลเมตรแรกยังดีดอยู่ พอหลังจากนี้ก็วิ่งสบายๆ ไปเรื่อยๆ เวลาวิ่งผ่านจุดที่มีน้ำต้องระวังรองเท้าลื่นเล็กน้อย จะมีอาการเหิน ซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นล้มเอาง่ายๆ แต่ถ้าวิ่งบนพื้นแห้งรองเท้าจะเกาะพื้นได้ดีทีเดียว</p>
<h3><strong>รองเท้านี้เหมาะกับใคร</strong></h3>
<p>
	เราคิดว่ารองเท้ารุ่นนี้เหมาะกับนักวิ่งที่กำลังมองหารองเท้าวิ่งที่วิ่งสนุกและสบาย ด้วยดีไซน์ที่จับคู่สีที่แฟชั่นสุดๆ จะใส่เดินเที่ยวสวยๆ ก็ได้</p>
<p>
	หมายเหตุ : สำหรับใครที่คิดจะใส่ Nike Epic React เพื่อวิ่ง อาจต้องเผื่อไซส์ซัก 0.5-1 เบอร์ จะได้มีพื้นที่ให้เท้าหายใจ อย่างเราเองใส่ Nike Free RN 2017 เบอร์ 7.5 US ก็เลือกเบอร์ 8 US มา อยากให้ลองใส่เดินหรือวิ่งรอบร้านก่อนตัดสินใจซื้อนะ สุดท้ายแล้วเรื่องรองเท้าก็เป็นเรื่องความสบายของแต่ละคน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7712.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/item-nike-epic-react/">Nike Epic React : รองเท้าที่ใช้เวลาออกแบบ 3 ปี เพื่อหาวิธีที่จะทำให้การวิ่งสนุกและไม่เหมือนเดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/item-nike-epic-react/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Homeshake : นักทดลองทางเสียงเพลงจากแคนาดาคนล่าสุดที่คุณควรรู้จัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/song-homeshake/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/song-homeshake/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2018 03:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[HAVE YOU HEARD?]]></category>
		<category><![CDATA[homeshake]]></category>
		<category><![CDATA[canada]]></category>
		<category><![CDATA[แคนาดา]]></category>
		<category><![CDATA[Peter Sagar]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/song-homeshake/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าให้นึกถึงนักร้อง นักดนตรีจากแคนาดา คุณจะนึกถึงใครบ้าง คุณอาจจะนึกไม่ออก แต่ถ้าเราเอ่ยชื่อขึ้นมาว่า The Weeknd, Arcade Fire หรือ Justin Bieber ทุกคนอาจจะร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง แคนาดาแม้จะไม่ใช่ตลาดดนตรีที่ใหญ่ แต่ในช่วงหลังปี 2000s เป็นต้นมา ดนตรีของแคนาดาก็เข้ามาบุกชาร์ตเพลงของสหรัฐอเมริกาได้อย่างประสบความสำเร็จมากทีเดียว รวมไปถึงหนึ่งหนุ่มชาวแคนาดาที่เราจะมาแนะนำ ก็มีฝีไม้ลายมือการทำเพลงที่น่าสนใจจนเราอยากให้คุณลองฟังกันดู Homeshake เป็นโปรเจกต์ดนตรีเดี่ยวของหนุ่มแคนาดานามว่า Peter Sagar ซึ่งเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรี ก่อนหน้านี้ปีเตอร์เป็นที่รู้จักในฐานะมือกีตาร์ live band ของ Mac DeMarco โดยเขาเริ่มโปรเจกต์ Homeshake ในปี 2012 และในปี 2014 เขาจึงออกจากการเป็นมือกีตาร์เพื่อมุ่งทำโปรเจกต์ของตัวเองมากขึ้น จุดเริ่มต้นการเป็นนักดนตรีของปีเตอร์มาจากการที่พ่อแม่ของเขาบังคับให้เรียนเปียโนตั้งแต่เด็ก แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความสุขนัก เพราะที่อยากจะทำอะไรมากกว่าแค่นั่งเล่นเปียโน การที่เขาเติบโตมากับเพลงที่พ่อแม่เปิดให้ฟังตอนเด็กๆ อย่างเพลงของ Sade และ Thelonious Monk ก็หล่อหลอมให้เขาทำเพลงสไตล์แจ๊สยุคเก่าๆ ที่ติดกลิ่นโซลและอาร์แอนด์บีนิดๆ มกราคม 2013 มิกซ์เทปแรกของ Homeshake [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-homeshake/">Homeshake : นักทดลองทางเสียงเพลงจากแคนาดาคนล่าสุดที่คุณควรรู้จัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าให้นึกถึงนักร้อง นักดนตรีจากแคนาดา คุณจะนึกถึงใครบ้าง</p>
<p>คุณอาจจะนึกไม่ออก แต่ถ้าเราเอ่ยชื่อขึ้นมาว่า The Weeknd, Arcade Fire หรือ Justin Bieber ทุกคนอาจจะร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง</p>
<p>แคนาดาแม้จะไม่ใช่ตลาดดนตรีที่ใหญ่ แต่ในช่วงหลังปี 2000s เป็นต้นมา ดนตรีของแคนาดาก็เข้ามาบุกชาร์ตเพลงของสหรัฐอเมริกาได้อย่างประสบความสำเร็จมากทีเดียว รวมไปถึงหนึ่งหนุ่มชาวแคนาดาที่เราจะมาแนะนำ ก็มีฝีไม้ลายมือการทำเพลงที่น่าสนใจจนเราอยากให้คุณลองฟังกันดู</p>
<p><strong>Homeshake</strong> เป็นโปรเจกต์ดนตรีเดี่ยวของหนุ่มแคนาดานามว่า <strong>Peter Sagar</strong> ซึ่งเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรี ก่อนหน้านี้ปีเตอร์เป็นที่รู้จักในฐานะมือกีตาร์ live band ของ Mac DeMarco โดยเขาเริ่มโปรเจกต์ Homeshake ในปี 2012 และในปี 2014 เขาจึงออกจากการเป็นมือกีตาร์เพื่อมุ่งทำโปรเจกต์ของตัวเองมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/homeshake02.jpg"></p>
<p>จุดเริ่มต้นการเป็นนักดนตรีของปีเตอร์มาจากการที่พ่อแม่ของเขาบังคับให้เรียนเปียโนตั้งแต่เด็ก แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความสุขนัก เพราะที่อยากจะทำอะไรมากกว่าแค่นั่งเล่นเปียโน การที่เขาเติบโตมากับเพลงที่พ่อแม่เปิดให้ฟังตอนเด็กๆ อย่างเพลงของ Sade และ Thelonious Monk ก็หล่อหลอมให้เขาทำเพลงสไตล์แจ๊สยุคเก่าๆ ที่ติดกลิ่นโซลและอาร์แอนด์บีนิดๆ</p>
<p>มกราคม 2013 มิกซ์เทปแรกของ Homeshake ออกมาในรูปแบบของเทปคาสเซตต์ที่มีชื่อว่า <em>‘The Homeshake Tape’</em> และมิกซ์เทปต่อมาก็ออกมาในรูปแบบเทปคาสเซตต์เช่นกัน <em>‘Dynamic Meditation’</em> ปล่อยออกมาในเดือนตุลาคม 2013 ตามมาด้วยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรก <em>In the Shower</em> ในปี 2014 อัลบั้มที่ 2 ออกตามมาในปี 2015 ชื่อว่า <em>Midnight Snack</em> และอัลบั้มใหม่ล่าสุดในปี 2017 คือ <em>Fresh Air</em> ถือได้ว่าเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ออกผลงานมาให้แฟนๆ ติดตามอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/homeshake03.jpg"></p>
<p>ปีเตอร์เคยให้สัมภาษณ์ถึงอิทธิพลในการแต่งเพลงของเขาว่า “ผมชอบเพลงอะไรก็ตามที่มีความรู้สึกของมนุษย์อยู่ในนั้น อย่างความเศร้านั่นแหละ อารมณ์ของความเศร้ามีอิทธิพลอย่างมากในการแต่งเพลงของผมเลยนะ ผมไม่เคยประสบความสำเร็จในการเขียนเพลงเลยเวลาผมมีความสุข” สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เนื้อเพลงและดนตรีของเขาออกมาในโทนหม่นๆ แต่ก็ไม่ได้เศร้าโศกเกินไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/homeshake06.jpg"></p>
<p>สำหรับอัลบั้ม <em>Fresh Air</em> ปีเตอร์เริ่มลุยทำทันทีหลังจากอัดอัลบั้ม <em>Midnight Snack</em> เสร็จ โดยเขาตั้งใจทำเพลงที่มีซาวนด์ดนตรีพลิ้วๆ และบีทดาวน์เทมโป (downtempo) ที่มีลักษณะผ่อนคลาย ชวนให้โยกช้าๆ ไปกับซาวนด์แบบ Bedroom R&amp;B ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินอย่าง Sade, The Band, Broadcast, Prince และ Angelo Badalamenti ส่วนที่ไปที่มาของชื่ออัลบั้ม <em>Fresh Air</em> นั้น ปีเตอร์บอกว่าเขาอยากให้เพลงของเขาช่วยทำให้คนฟังลืมเรื่องแย่ๆ ไปได้ เหมือนกับเป็นอากาศที่สุดแสนจะสดชื่นของทุกคน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/homeshake07.jpg"></p>
<p>แนวเพลงของ Homeshake อยู่บนพื้นฐานของอินดี้ป๊อปที่ได้อิทธิพลของดนตรีแจ๊ส อาร์แอนด์บี และโซล บวกสไตล์การอัดเพลงแบบ lo-fi เข้าไปด้วย ทำให้เสียงเพลงของเขามักจะแตกพร่าและมีเสียงแทรกเข้ามารบกวนอยู่ตลอด</p>
<p>Homeshake พร้อมมาแสดงคอนเสิร์ตสดๆ ให้เราฟังแล้วในงาน #JAMNIGHT Live! &#8211; The International Series #1 เสาร์ที่ 20 มกราคมนี้ ที่ About Studio บัตรราคา 1,200 บาท ซื้อบัตรได้ที่ <a href="https://www.ticketmelon.com/event/homeshakebkk">ticketmelon.com</a></p>
<p><strong>3 เพลงที่เราคัดมาจากแต่ละอัลบั้มที่เราอยากให้คุณฟังก่อนไปชมคอนเสิร์ต</strong></p>
<p><strong>01 chowder อัลบั้ม In The Shower</strong></p>
<p>เพลงรักจังหวะสบายๆ ที่เปรียบเทียบคนรักเป็นซุปข้น (?) ในท่อนฮุกที่กล่าวว่า ‘She&#8217;s my chowder, and I love her so much’ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ค่อนข้างแปลกประหลาดเอามากๆ</p>
<p><strong>02 give it to me อัลบั้ม Midnight Snack</strong></p>
<p>เพลงโซลที่มีเสียงแอมเบียนต์จัดจ้านและจังหวะที่แปลกหู เพลงนี้มีเนื้อหาออดอ้อนคนรักที่มีความหมายประมาณว่า อยากให้รู้ว่าฉันแย่แค่ไหนที่ไม่มีเธออยู่ด้วย อย่างในท่อนแรกของเพลงที่กล่าวว่า</p>
<p style="text-align: center"><em>‘I wish you could climb inside my head</em></p>
<p style="text-align: center"><em>So you could see what it means</em></p>
<p style="text-align: center"><em>When I’m so cold</em></p>
<p style="text-align: center"><em>Feeling so low</em></p>
<p style="text-align: center"><em>Horrible’</em></p>
<p><strong>03 every single thing อัลบั้ม Fresh air</strong></p>
<p>เพลงป๊อปจังหวะกลางๆ ที่กล่าวถึงการขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างความสัมพันธ์ของคน 2 คน ที่ไม่คิดจะรับฟังซึ่งกันและกันเพราะว่าอยู่ใกล้กันมากจนเกินไป</p>
<p><em><strong>อ้างอิง</strong> Nylon.com, Northerntransmissions.com, Wikipedia.com</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-homeshake/">Homeshake : นักทดลองทางเสียงเพลงจากแคนาดาคนล่าสุดที่คุณควรรู้จัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/song-homeshake/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The xx : วงดนตรีอินดี้ป๊อปจากเกาะอังกฤษที่เขียนเพลงเล่าความสัมพันธ์ของวัยรุ่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/song-thexx/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/song-thexx/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Dec 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[The xx]]></category>
		<category><![CDATA[viji korp]]></category>
		<category><![CDATA[The XX Live in Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[ticketmelon]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/song-thexx/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าหากโยนคำถามให้ใครสักคนตอบเร็วๆ ว่า รู้จักวงดนตรีจากฝั่งอังกฤษมั้ย? คนที่ไม่ค่อยฟังเพลงอาจจะส่ายหัว ถ้าใครฟังเพลงเยอะหน่อยอาจจะตอบได้บ้าง เพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าวงการเพลงอังกฤษยังไม่ค่อยโดดเด่นมากนักในบ้านเรา จะมีที่รู้จักในวงกว้างจริงๆ ก็อาจจะเป็นวง Coldplay หรือ Ed Sheeran รวมถึงวงดนตรีที่เราจะแนะนำต่อจากนี้ ถ้าใครที่ฟังเพลงอินดี้ป๊อปอยู่แล้วก็น่าจะรู้จักกันดี The xx เป็นวงทรีโอ้จากลอนดอน ประกอบไปด้วย Romy Madley Croft (กีตาร์, ร้องนำ) Oliver Sim (เบส, ร้องนำ) และ Jamie Smith หรือที่รู้จักในชื่อ Jamie xx ซึ่งเป็นคนสร้างเสียงดนตรีนอกหนือจากกีตาร์และเบส รวมไปถึงยังเป็นโปรดิวเซอร์ของวงด้วย โดยในปี 2005 โอลิเวอร์และโรมี่เป็นเพื่อนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ทั้งสองตั้งวงเป็นดูโอ้ขึ้นมาเมื่อตอนอายุ 15 หลังจากนั้น มือกีต้าร์ Baria Qureshi ก็เข้ามาร่วมวงด้วย และอีก 1 ปีให้หลัง เจมี่ก็เข้ามาเป็นสมาชิกในวง ความน่าสนใจของ The xx คือการที่มีนักร้องนำ 2 คน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-thexx/">The xx : วงดนตรีอินดี้ป๊อปจากเกาะอังกฤษที่เขียนเพลงเล่าความสัมพันธ์ของวัยรุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ถ้าหากโยนคำถามให้ใครสักคนตอบเร็วๆ ว่า รู้จักวงดนตรีจากฝั่งอังกฤษมั้ย? คนที่ไม่ค่อยฟังเพลงอาจจะส่ายหัว ถ้าใครฟังเพลงเยอะหน่อยอาจจะตอบได้บ้าง เพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าวงการเพลงอังกฤษยังไม่ค่อยโดดเด่นมากนักในบ้านเรา จะมีที่รู้จักในวงกว้างจริงๆ ก็อาจจะเป็นวง Coldplay หรือ Ed Sheeran รวมถึงวงดนตรีที่เราจะแนะนำต่อจากนี้ ถ้าใครที่ฟังเพลงอินดี้ป๊อปอยู่แล้วก็น่าจะรู้จักกันดี</p>
<p>
	<strong>The xx </strong>เป็นวงทรีโอ้จากลอนดอน ประกอบไปด้วย Romy Madley Croft (กีตาร์, ร้องนำ) Oliver Sim (เบส, ร้องนำ) และ Jamie Smith หรือที่รู้จักในชื่อ Jamie xx ซึ่งเป็นคนสร้างเสียงดนตรีนอกหนือจากกีตาร์และเบส รวมไปถึงยังเป็นโปรดิวเซอร์ของวงด้วย โดยในปี 2005 โอลิเวอร์และโรมี่เป็นเพื่อนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ทั้งสองตั้งวงเป็นดูโอ้ขึ้นมาเมื่อตอนอายุ 15 หลังจากนั้น มือกีต้าร์ Baria Qureshi ก็เข้ามาร่วมวงด้วย และอีก 1 ปีให้หลัง เจมี่ก็เข้ามาเป็นสมาชิกในวง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20369566_10155708230046004_2926022285605558023_o.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/the-xx-nss-mag.jpg"></p>
<p>
	ความน่าสนใจของ The xx คือการที่มีนักร้องนำ 2 คน คือโรมี่และโอลิเวอร์ ซึ่งเป็นการสร้างองค์ประกอบทางดนตรีที่เป็นทางเลือกมากขึ้น อย่างการสร้างไลน์เสียงประสานที่เป็นเอกลักษณ์ สุ้มเสียงที่แผ่วเบาในการเปล่งเสียงร้องของทั้งคู่ ในภาคดนตรีนั้นโดดเด่นด้วยความมินิมอลที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น เสียงกีตาร์ที่ดังก้อง เสียงเบสที่ทุ้มหนัก และเสียงล้อมรอบที่เป็นอิเล็กทรอนิกบางๆ เป็นส่วนผสมที่เข้ากันดีระหว่างดนตรีอินดี้ป๊อป ดรีมป๊อป และอิเล็กทรอนิก</p>
<p>
	แต่กว่าอัลบั้มแรกของพวกเขาจะได้ออกกันจริงๆ ก็ในปี 2009 อัลบั้มเปิดตัวของวงที่มีชื่อว่า<br />
	<em>xx</em> ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนติดอันดับลิสต์อัลบั้มที่ดีที่สุดของนิตยสารเพลงต่างๆ เช่น ได้อันดับที่ 9 ของนิตยสาร <em>Rolling Stone</em> อันดับที่ 2 ของนิตยสาร <em>NME</em> และในปี 2010 อัลบั้ม <em>xx</em> ได้รับรางวัล Mercury Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับอัลบั้มที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์</p>
<p>
	ปลายปี 2009 บาเรีย มือกีตาร์ ได้ถอนตัวออกจากวง เนื่องจากเธอทรมานจากอาการเหนื่อยล้าที่ต้องออกทัวร์กับวง และในช่วงหลังๆ วงต้องยกเลิกโชว์ต่างๆ เนื่องจากความเหนื่อยล้าของเธอ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/18922928_10155518755051004_3319312663086268582_o.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/24313369_10156094924311004_5772761166581854549_o.jpg"></p>
<p>
	อัลบั้มที่ 2<br />
	<em>coexist</em> ออกในปี 2012 ก็ยังได้รับเสียงตอบรับที่ดีอยู่แม้จะไม่มากเท่าอัลบั้มแรกก็ตาม โดยในอัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงความแปรปรวนทางอารมณ์ที่มากขึ้น เนื้อเพลงกล่าวถึงความโดดเดี่ยว ความปรารถนา และความรัก โดยได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนว R&amp;B และ post-dubstep ที่ยังคงพื้นฐานของความเป็นอินดี้ป๊อปอยู่</p>
<p>
	ละเอียดอ่อน เศร้าหมอง คือคำนิยามเมื่อได้ฟังเพลงของพวกเขา เหมือนที่มือเบสและนักร้องนำของวงกล่าวว่า “เราถูกมองว่าเป็นคนเศร้าและอารมณ์แปรปรวนกว่าที่เราเป็น เพราะฉะนั้นในอัลบั้มนี้ (อัลบั้มที่ 3 &#8211;<br />
	<em>I See You</em>) เราพยายามจะปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปบ้างและพยายามจะสนุกกับมันมากขึ้น” ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะหลังจากที่เราได้ฟังเพลงในอัลบั้มล่าสุดแล้วก็พบว่าหลายๆ เพลงมีจังหวะที่เร็วขึ้น สนุกขึ้น นอกจากจังหวะเพลงที่เปลี่ยนไป การทำงานของวงก็เปลี่ยนไปอีกด้วย ที่เห็นได้ชัดคือการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ชื่อ Rodaiah McDonald ต่างจาก 2 อัลบั้มก่อนหน้าที่เจมี่โปรดิวซ์เองทั้งหมด และการที่วงเปลี่ยนสถานที่อัดเพลงจากเดิมที่อัดในลอนดอน ไปอัดที่สตูดิโอในเมืองมาร์ฟา รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเมืองทะเลทรายและมีศิลปะแบบมินิมอลลิสม์ การทำงานในสถานที่แตกต่างไปจากเดิม ถ้าเทียบกับลอนดอนบ้านเกิดของพวกเขา มาร์ฟาก็เป็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่และถนนที่เปิดกว้าง โรมี่กล่าวว่า “เป็นที่ที่ให้พื้นที่ในการสร้างสรรค์และค้นหาอะไรใหม่ๆ และนั่นทำให้พวกเราใกล้ชิดกันมากขึ้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/24883439_10156094924241004_4332137688463762180_o.jpg"></p>
<hr>
<h2>5 เพลงของ The xx ที่อยากให้ฟังก่อนไปเจอพวกเขาในคอนเสิร์ตต้นปีหน้านี้</h2>
<p>
	เราจัดลิสต์เพลงของ The xx มา 5 เพลงที่อยากให้คุณฟังเตรียมพร้อมก่อนไปคอนเสิร์ตของพวกเขาที่จะมาจัดเป็นครั้งแรกในเมืองไทย The xx Live in Bangkok ในวันที่ 29 มกราคม 2561 นี้ ซื้อบัตรได้แล้วที่<br />
	<a href="https://www.ticketmelon.com/event/thexx" target="_blank">ticketmelon.com/event/thexx</a></p>
<h3><strong><br />
01 Crystalised &#8211; อัลบั้ม xx</strong></h3>
<p>
	เพลงเปิดตัวในอัลบั้มแรกที่พูดถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและเปรียบเปรยความรักว่าเป็นการตกผลึก เพลงจังหวะกลางๆ บวกกับเสียงกีตาร์แปร่งๆ ชวนโยกหัวได้เบาๆ</p>
<p>
	<a href="https://www.youtube.com/watch?v=gI2eO_mNM88">https://www.youtube.com/watch?v=gI2eO_mNM88</a></p>
<h3>
02 VCR &#8211; อัลบั้ม xx</h3>
<p>
	เพลงเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยเสียงของไซโลโฟนและเสียงของเบสวนเป็นลูปไปเรื่อยๆ ทั้งเพลง เนื้อเพลงก็ยังกล่าวถึงความเพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตกับสิ่งที่เรียบง่ายอย่างเช่นการดูวิดีโอบนเครื่องเล่น VCR กับคนรัก ซึ่งการใช้ VCR ก็เป็นการย้อนวัยให้เห็นความสัมพันธ์แบบเด็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนแต่มีความพิเศษอยู่ในนั้น</p>
<h3>
03 Angels &#8211; อัลบั้ม coexist</h3>
<p>
	เพลงแรกจากอัลบั้มที่ 2 เป็นเพลงแอมเบียนต์ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเวิ้งว้าง เนื้อเพลงกล่าวถึงความรักที่จบลงในช่วงวัยที่ยังไม่ประสีประสา ในท่อนที่บอกว่า <em>&#8220;Like dreaming of angels and leaving without them&#8221;</em> ก็เหมือนกับว่าเราฝันถึงความสวยงาม แล้วมันก็จบลงไปด้วยความว่างเปล่า</p>
<h3>
04 I Dare You &#8211; &#8211; อัลบั้ม I See You</h3>
<p>
	เพลงรักจังหวะสนุกๆ กับงานภาพในเอ็มวีที่เราชอบมากๆ นอกจากงานภาพแบบวัยรุ่นอเมริกันจ๋าที่เราชอบแล้ว น้อง Eleven จากซีรี่ย์ <em>Stranger Things</em> ยังมาปรากฏตัวในเอ็มวีอีกด้วย</p>
<h3>
05 On Hold &#8211; อัลบั้ม I See You</h3>
<p>
	ความแปลกใหม่สำหรับ The xx ในอัลบั้มล่าสุดคงเป็นเทคนิคการใช้แซมเปิลเพลงที่ไม่เคยเห็นจากอัลบั้มเก่าๆ มาก่อน อย่างเพลงนี้ก็มีการใช้แซมเปิลจากเพลง <em>I can’t go for that (No can do)</em> ของ Hall &amp; Oates เพลงเศร้าจังหวะสนุกที่พูดถึงคู่รักที่เลิกรากันไปแล้ว แต่เหมือนจะยังไม่ขาด เปรียบเทียบกับการรอสายโทรศัพท์ใครซักคนที่เราไม่รู้ว่าจะต้องรอต่อหรือวางสายทิ้งดี</p>
<p>
	<a href="http://thexx.info/asiatour/">thexx.info/asiatour/</a></p>
<p><em><strong><br />
	อ้างอิง</strong><br />
	<a href="http://www.pitchfork.com">www.pitchfork.com</a>, <a href="http://www.billboard.com">www.billboard.com</a>, <a href="http://www.rollingstone.com">www.rollingstone.com</a>, <a href="http://www.wikipedia.com">www.wikipedia.com</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-thexx/">The xx : วงดนตรีอินดี้ป๊อปจากเกาะอังกฤษที่เขียนเพลงเล่าความสัมพันธ์ของวัยรุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/song-thexx/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Killing of a Sacred Deer : ภาพยนตร์แห่งการแก้แค้นสุดหลอนของ ยอร์โกส ลันทิโมส</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-thekillingofasacreddeer/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-thekillingofasacreddeer/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Dec 2017 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[ยอร์โกส ลันทิโมส]]></category>
		<category><![CDATA[The Killing of A Sacred Deer]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว The Killing of A Sacred Deer]]></category>
		<category><![CDATA[The Lobster]]></category>
		<category><![CDATA[Yorgos Lanthimos]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-thekillingofasacreddeer/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Yorgos Lanthimos Genre: Thriller Region: USA ว่ากันตามตรง เราชอบภาพยนตร์รื่อง The Lobster (2015) มาก พอรู้ว่า ยอร์โกส ลันทิโมส กำลังจะทำหนังเรื่องใหม่ เราจึงหมายมาดว่าจะต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ แล้วก็ตามคาด คำแรกที่เราอุทานหลังออกมาจากโรง The Killing of A Sacred Deer คือ “ลันทิโมสเล่นเราอีกแล้ว” The Killing of A Sacred Deer เป็นหนังทริลเลอร์ระทึกใจที่เล่าเรื่องของ สตีเวน เมอร์ฟีย์ (แสดงโดย คอลิน ฟาร์เรล) หมอศัลยแพทย์หัวใจฝีมือดี และมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ ก็อิจฉา ในครอบครัวของสตีเวนประกอบไปด้วย แอนนา (แสดงโดย นิโคล คิดแมน) ภรรยาผู้เป็นจักษุแพทย์และกำลังจะเปิดคลินิกของตัวเอง โดยทั้งคู่มีลูกสาวและลูกชาย ความวายป่วงในครอบครัวสตีเวนได้คืบคลานมาพร้อมกับการที่เขาได้รู้จักกับมาร์ติน (แสดงโดย แบร์รี่ คีโอแกน) เด็กหนุ่มที่มีที่มาที่ไปแบบไม่ชัดเจนและคอยมาวนเวียนอยู่กับสตีเวนและครอบครัว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-thekillingofasacreddeer/">The Killing of a Sacred Deer : ภาพยนตร์แห่งการแก้แค้นสุดหลอนของ ยอร์โกส ลันทิโมส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director: </strong>Yorgos Lanthimos<br />
	<strong></strong><strong>Genre:</strong> Thriller<br />
	<strong>Region:</strong> USA</p>
<p>
	ว่ากันตามตรง เราชอบภาพยนตร์รื่อง <em>The Lobster </em>(2015) มาก พอรู้ว่า ยอร์โกส ลันทิโมส กำลังจะทำหนังเรื่องใหม่ เราจึงหมายมาดว่าจะต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้</p>
<p>
	แล้วก็ตามคาด คำแรกที่เราอุทานหลังออกมาจากโรง <em>The Killing of A Sacred Deer</em> คือ “ลันทิโมสเล่นเราอีกแล้ว”</p>
<p>
	<em>The Killing of A Sacred Deer </em>เป็นหนังทริลเลอร์ระทึกใจที่เล่าเรื่องของ สตีเวน เมอร์ฟีย์ (แสดงโดย คอลิน ฟาร์เรล) หมอศัลยแพทย์หัวใจฝีมือดี และมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ ก็อิจฉา ในครอบครัวของสตีเวนประกอบไปด้วย แอนนา (แสดงโดย นิโคล คิดแมน) ภรรยาผู้เป็นจักษุแพทย์และกำลังจะเปิดคลินิกของตัวเอง โดยทั้งคู่มีลูกสาวและลูกชาย ความวายป่วงในครอบครัวสตีเวนได้คืบคลานมาพร้อมกับการที่เขาได้รู้จักกับมาร์ติน (แสดงโดย แบร์รี่ คีโอแกน) เด็กหนุ่มที่มีที่มาที่ไปแบบไม่ชัดเจนและคอยมาวนเวียนอยู่กับสตีเวนและครอบครัว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/killing_the_sacred_deer3.jpg"></p>
<p>
	ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่ตัวละครทุกตัวมีจริตไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวละครแทบทุกตัวดูทื่อ แข็ง ไร้อารมณ์ใดๆ สังเกตได้จากบทสนทนาในช่วงแรกของหนัง หรือแม้กระทั่งฉากเซ็กซ์! ทำให้ทุกคนดูมีความเคลือบแคลง น่าสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา บวกกับเสียงดนตรีประกอบ ที่บทจะดังก็ดังขึ้นมา หรืออยู่ๆ ก็แผ่วลงไป</p>
<p>
	ความไม่ปกติของตัวละครสร้างความไม่น่าไว้วางใจและความรู้สึกระแวงให้เกิดกับคนดูอย่างเราตลอดเวลา แต่เมื่อสังเกตความเป็นไปของเรื่องราว สิ่งที่ทำให้เราเคลือบแคลงก็ค่อยๆ คลี่คลายออกมาให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่เป็นมนุษย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ทำให้เหตุการณ์เดินไปในทางที่อยู่ในความเป็นจริงมากนัก เรารู้สึกว่าพฤติกรรมบางอย่างของตัวละครอย่างมาร์ตินนั้นออกจะเหนือจริง และในความเหนือจริงนั้น ตัวหนังก็ทำให้เรารู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างเป็นเหตุเป็นผลและไม่มีความประนีประนอมใดๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/killing_the_sacred_deer5.jpg"></p>
<p>
	อย่างเรื่องที่อยู่ๆ ลูกของสตีเวนก็ขาเป็นอัมพาตโดยไม่มีสาเหตุ ทั้งสตีเวนและแอนนาพาลูกไปตรวจเช็กร่างกายทุกอย่างกับหมอที่เก่งที่สุด ก็ไม่พบความปกติใดๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนเมื่อมาร์ตินมาเฉลยกับสตีเวนทีหลังว่า เพราะสตีเวนทำให้พ่อที่เป็นคนไข้โรคหัวใจของเขาตายคาเตียงผ่าตัด เพราะสตีเวนดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปนิดหน่อยก่อนผ่าตัด เพราะเหตุนี้ ลูกๆ ของสตีเวนจึงจะเริ่มเป็นอัมพาตที่ขา ต่อมาจะกินอะไรไม่ได้ และสุดท้ายเมื่อเลือดออกทางตาเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัวได้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน</p>
<p>
	ทางเดียวที่จะหยุดการตายของลูกๆ รวมไปถึงแอนนาด้วย คือสตีเวนจะต้องแลกชีวิตด้วยการเลือกฆ่าใครซักคนในครอบครัวด้วยมือของเขาเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้เราเคยตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วมาร์ตินเป็นใครกันแน่ถึงมีสิทธิ์กำหนดเงื่อนไขความเป็นความตายคนอื่นแบบนี้? แต่ถ้ามองกลับกัน สตีเวนที่เป็นหมอผ่าตัดก็มีสิทธิ์กำหนดความเป็นความตายของคนไข้ได้เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/killing_the_sacred_deer4.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/killing_the_sacred_deer7.jpg"></p>
<p>
	ช่วงหนึ่งของหนังกล่าวถึงละครเรื่อง <em>Iphigenia in Aulis</em> ของยูริพิดีส ซึ่งเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมของพระเจ้าอะกาเมมนอนแห่งกรุงไมซินี ได้ไปฆ่ากวางของเทพีอาร์ทีมีสโดยบังเอิญ ทำให้อาร์ทีมีสทรงพิโรธ ในวันที่อะกาเมมนอนจะออกรบ อาร์ทีมีสจึงทำให้คลื่นลมสงบ ส่งผลให้เดินเรือรบไม่ได้ ทางแก้คือ อะกาเมมนอนต้องบูชายัญลูกสาวตัวเองคือ อิฟิจีไนอา ซึ่งยอร์กอสเองก็นำบทละครเรื่องนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนบทหนังของเขานั่นเอง</p>
<p>
	ถึงแม้ว่าหนังจะดูเข้าใจยาก แต่เราคิดว่า <em>The Killing of A Sacred Deer</em> มีความวายป่วงที่อยู่ในกรอบและควบคุม แถมยังสอดแทรกมุกตลกร้ายประปรายตามสไตล์ยอร์กอสที่ทำให้ดูสนุก</p>
<p>
	อย่างไรก็ตาม <em>The Killing of A Sacred Deer</em> ก็เป็นหนังสายประกวดที่น่าสนใจ อยากให้ไปลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้วเรื่องจะจบลงแบบไหนและจบอย่างไร เราขอเตือนไว้ตรงนี้ว่าหนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนที่ดูหนังสายแข็งทั้งในแง่ของการตีความและจิตใจที่แข็งแกร่งนะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/killing_the_sacred_deer1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-thekillingofasacreddeer/">The Killing of a Sacred Deer : ภาพยนตร์แห่งการแก้แค้นสุดหลอนของ ยอร์โกส ลันทิโมส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-thekillingofasacreddeer/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kimi no Suizo wo Tabetai : หนังสะท้อนปัญหาและภาพฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของสังคมญี่ปุ่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-kimi-no-suizo-wo-tabetai/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-kimi-no-suizo-wo-tabetai/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Nov 2017 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[หนังรัก]]></category>
		<category><![CDATA[รอมคอม]]></category>
		<category><![CDATA[อกหัก]]></category>
		<category><![CDATA[ตับอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[Kimi no Suizo wo Tabetai]]></category>
		<category><![CDATA[ตับอ่อนนั้น ขอฉันเถอะนะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-kimi-no-suizo-wo-tabetai/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Sho Tsukikawa Region: Japan Genre: Drama ปกติแล้ว เราเป็นคนที่ดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นน้อยมาก และบอกตามตรงว่า เราสนใจหนังเรื่องนี้เพราะชื่อเรื่องไทยแสนสะดุดตาว่า ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ เราอ่านทวนชื่อหนังซ้ำๆ พลางคิดว่า มันจะเป็นหนังเกี่ยวกับความรักได้ยังไงนะ หรือคนญี่ปุ่นเวลาชอบใครเค้าจะขอกินตับอ่อนอีกฝ่ายกัน ในเมื่อเราสงสัย เราก็ต้องไปดูให้หายสงสัยสักที 君の膵臓をたべたい (Kimi no Suizo wo Tabetai) เป็นภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่าที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันกับหนัง เล่าเรื่องราวของชิกะ (รับบทโดยทะคุมิ คิตะมุระ และชุน โอกุริ รับบทเป็นชิกะตอนโต) หนุ่มหนอนหนังสือผู้ไม่สนใจสิ่งรอบข้างและเป็นกรรมการห้องสมุดของโรงเรียนมัธยม ซากุระ ยามากูจิ (รับบทโดยมินะมิ ฮะมะเบะ) หญิงสาวขวัญใจหนุ่มๆ เพื่อนร่วมชั้นของชิกะ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันโดยบังเอิญ เนื่องจากชิกะพบไดอารี่ของซากุระที่มีชื่อว่า บันทึกร่วมโรค จนได้รู้ความลับว่าเธอมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับอ่อน และกำลังจะเสียชีวิตในไม่ช้า เขาจึงคอยอยู่ดูแลซากุระจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตเธอ 12 ปีต่อมา ชิกะทำงานเป็นครูในโรงเรียนที่เขาจบการศึกษา ในขณะนั้นเอง เขาก็ได้พบความลับบางอย่างที่แอบซ่อนไว้ในห้องสมุดของโรงเรียน *Spoiled Alert บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์* ความแตกต่างสุดขั้วของตัวละคร พระเอกอย่างชิกะเป็นคนเงียบๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-kimi-no-suizo-wo-tabetai/">Kimi no Suizo wo Tabetai : หนังสะท้อนปัญหาและภาพฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของสังคมญี่ปุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director:</strong> Sho Tsukikawa<br />
	<strong></strong><strong>Region:</strong> Japan<br />
	<strong></strong><strong>Genre:</strong> Drama</p>
<p>
	ปกติแล้ว เราเป็นคนที่ดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นน้อยมาก และบอกตามตรงว่า เราสนใจหนังเรื่องนี้เพราะชื่อเรื่องไทยแสนสะดุดตาว่า <em>ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ</em>  เราอ่านทวนชื่อหนังซ้ำๆ พลางคิดว่า มันจะเป็นหนังเกี่ยวกับความรักได้ยังไงนะ หรือคนญี่ปุ่นเวลาชอบใครเค้าจะขอกินตับอ่อนอีกฝ่ายกัน ในเมื่อเราสงสัย เราก็ต้องไปดูให้หายสงสัยสักที</p>
<p>
	<em>君の膵臓をたべたい (Kimi no Suizo wo Tabetai)</em> เป็นภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่าที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันกับหนัง เล่าเรื่องราวของชิกะ (รับบทโดยทะคุมิ คิตะมุระ และชุน โอกุริ รับบทเป็นชิกะตอนโต) หนุ่มหนอนหนังสือผู้ไม่สนใจสิ่งรอบข้างและเป็นกรรมการห้องสมุดของโรงเรียนมัธยม ซากุระ ยามากูจิ (รับบทโดยมินะมิ ฮะมะเบะ) หญิงสาวขวัญใจหนุ่มๆ เพื่อนร่วมชั้นของชิกะ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันโดยบังเอิญ เนื่องจากชิกะพบไดอารี่ของซากุระที่มีชื่อว่า <em>บันทึกร่วมโรค</em> จนได้รู้ความลับว่าเธอมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับอ่อน และกำลังจะเสียชีวิตในไม่ช้า เขาจึงคอยอยู่ดูแลซากุระจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตเธอ 12 ปีต่อมา ชิกะทำงานเป็นครูในโรงเรียนที่เขาจบการศึกษา ในขณะนั้นเอง เขาก็ได้พบความลับบางอย่างที่แอบซ่อนไว้ในห้องสมุดของโรงเรียน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/suizou-wo-tabetai13.jpg"></p>
<p>
	<strong><span>*Spoiled Alert บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์*</span></strong></p>
<h3>ความแตกต่างสุดขั้วของตัวละคร</h3>
<p>
	พระเอกอย่างชิกะเป็นคนเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร เขามองว่าตัวเองค่อนข้างไร้ค่า ขณะเดียวกันก็เป็นไอ้ขี้แพ้ในสายตาคนอื่น ลักษณะทั้งหมดนี้เป็นลักษณะบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ต (introvert) ที่มักเก็บงำความรู้สึกและระแวดระวังการพุดคุยกับคนอื่น ถ้าเขาจะมีเพื่อนสักคนจึงต้องใช้ระยะเวลาที่นาน ผิดกับซากุระ นางเอกที่เป็นหญิงสาวร่าเริง สนุกสนาน มีเพื่อนมากมาย เธอเข้าสังคมเก่งหรือเรียกว่าเป็นคนที่มีบุคลิกภาพแบบเอ็กซ์โทรเวิร์ต (extrovert) เมื่อจับสองบุคลิกภาพนี้มาเจอกัน ทำให้เราเห็นขั้วตรงข้ามของคนทั้ง 2 รูปแบบได้อย่างชัดเจน</p>
<p>
	สำหรับเรา เรารู้สึกว่าตัวละครไม่ค่อยเกื้อหนุนความรู้สึกต่อกันสักเท่าไหร่ กลับกัน เราคิดว่าการเข้ามาของนางเอกต่อพระเอกยิ่งเป็นการผลักไสพระเอกให้ไปอยู่ในดินแดนคนชายขอบมากขึ้น อย่างการถูกเพื่อนในห้องกลั่นแกล้งเมื่อเพื่อนรู้ว่าพระเอกสนิทกับนางเอก และยิ่งทำให้พระเอกไม่อยากเข้าสังคมมากกว่าตอนแรกเสียอีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/suizou-wo-tabetai1.jpg"></p>
<h3>ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขของสังคมญี่ปุ่น</h3>
<p>
	นอกเหนือจากความเจ็บป่วยของนางเอกแล้ว สิ่งที่หนังทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจมากๆ ก็คือฉากการตายของนางเอก ซึ่งเธอตายเพราะถูกฆาตกรต่อเนื่องใช้มีดแทง หนังพยายามปูเรื่องให้เราคิดว่าซากุระจะตายด้วยโรคในตอนสุดท้าย แต่สุดท้ายคนเขียนบทก็หักหลังคนดู</p>
<p>
	เมื่อกลับมาคิดอีกที การฆ่าคนตายในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมญี่ปุ่น การฆาตกรรมแบบสุ่มเพื่อความสะใจยังคงเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องด้วยสภาพสังคมญี่ปุ่นที่กดดัน บีบรัดวิถีชีวิตจนไร้ทางออก ทำให้การฆ่าคนเป็นหนทางระบายอารมณ์ หรือเป็นหนทางที่เกิดจากคนที่สติวิปลาส ปัญหานี้ยังรวมไปถึงการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน หรือสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่มีเวลาให้หยุดพักจนเกิดความเครียด ส่วนตัวเราคิดว่าการเก็บกดที่ไม่ระบายให้ถูกที่ถูกทางก็เป็นปัญหาทางสังคมที่รัฐบาลควรหันมามองและแก้ไขเช่นกัน</p>
<p>
	ดังนั้น ภาพที่<em> Kimi no Suizo wo Tabetai </em>ทำได้ดีคือการสะท้อนความรู้สึกของคนรอบตัวเหยื่อที่ต้องสูญเสียบุคคลที่รักไปก่อนวัยอันควร แต่ที่น่าเสียดายคือเราอุตส่าห์จะอินแล้วว่าซากุระจะตายด้วยโรคร้าย แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คาด การเข้ามาของฆาตกรจึงดูไม่เป็นเหตุเป็นผลนัก แม้จะปูเรื่องด้วยข่าวการโดนแทงในเมืองมาอย่างต่อเนื่องในตอนต้นเรื่องแล้วก็ตาม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/suizou-wo-tabetai2.jpg"></p>
<h3>ความแฟนตาซีที่เหนือจริง</h3>
<p>
	เนื่องจากหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีในญี่ปุ่น พอมาเป็นหนัง live-action จริงๆ จะให้มันจริงไปหมดมันก็ไม่ใช่ ทำให้มู้ดโทนของหนังมีอารมณ์เหมือนการ์ตูน หรือนิยายรักหวานแหววประโลมโลก ถ้าคุณไม่ชอบหนังรอมคอมจากญี่ปุ่น แน่นอนว่าคุณจะไม่ถูกจริตกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่จากรายได้ของหนังในประเทศตัวเองที่ถล่มทลายกว่า 252 ล้านเยน สะท้อนให้เราเห็นว่าคนญี่ปุ่นกำลังเสพเรื่องราวที่สวยงาม ผิดกับสภาพสังคมตอนนี้ที่เศรษฐกิจตกต่ำและมีปัญหาคั่งค้าง</p>
<p>
	มีบางประเด็นในหนังที่เรารู้สึกว่าประดักประเดิดไปหน่อย อย่างตอนที่นางเอกป่วยตลอดมา แต่พ่อแม่ไม่เคยมาเฝ้าเลย ตรงนี้ถ้ามองกันในพื้นฐานความเป็นจริงนั้นผิดธรรมชาติมาก หรือว่าการที่อนุญาตให้ซากุระออกไปเที่ยวกับเพื่อนตามลำพังในช่วงที่กำลังป่วยหนัก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/suizou-wo-tabetai14.jpg"></p>
<h3>รักแต่ไม่มีคำว่ารัก</h3>
<p>
	ตัวหนังดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่รวดเร็ว แต่ไม่น่าเบื่อ ส่วนการเล่าเรื่องสไตล์ non-linear ก็ทำได้ดีเช่นกัน คือตัดสลับช่วงเวลาในอดีตกับปัจจุบันได้อย่างไม่สะดุด งานภาพสวยจนเราอยากจะกดจองตั๋วไปญี่ปุ่นซะเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ตัวหนังยังแฝงไปด้วยการรับมือกับความตายอย่างสงบและงดงาม การเติบโตเพื่อค้นหาความหมายในชีวิตและมิตรภาพความเป็นเพื่อน</p>
<p>
	เรื่องที่เราชอบคือการใช้วลีที่ถูกผลิตจากความเชื่อดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นที่ว่า ถ้าเจ็บป่วยส่วนไหนก็ให้กินอวัยวะส่วนนั้นของสัตว์อื่น ซากุระก็เลยขอกินตับอ่อนของชิกะเอาเสียดื้อๆ และในตอนท้าย วลีนี้ก็ถูกตอกย้ำให้สะท้อนภาพแทนความผูกพันกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนจะเป็นคำบอกรักในตอนท้ายเสียด้วยซ้ำ ประมาณว่ารักนะแต่ไม่แสดงออกยังไงยังงั้นเลย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/POSTER-THAI.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-kimi-no-suizo-wo-tabetai/">Kimi no Suizo wo Tabetai : หนังสะท้อนปัญหาและภาพฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของสังคมญี่ปุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-kimi-no-suizo-wo-tabetai/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รีวิว Stronger : การแสดงทรงพลังของ เจค จิลเลนฮาน กับบทบาทฮีโร่ที่เขาไม่อยากได้รับ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-review-stronger/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-review-stronger/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Oct 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว Stronger]]></category>
		<category><![CDATA[หนังน่าดู 2017]]></category>
		<category><![CDATA[เจค จิลเลนฮาน]]></category>
		<category><![CDATA[Jake Gyllenhaal]]></category>
		<category><![CDATA[Tatiana Maslany]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Marathon]]></category>
		<category><![CDATA[หนังดราม่า]]></category>
		<category><![CDATA[Stronger]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-review-stronger/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: David Gordon Green Genre: Biography/Drama Region: USA “แค่ปวดท้องประจำเดือนฉันก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว” ในวันที่รอบเดือนมาเป็นวันแรกฉันรำพึงรำพันกับตัวเอง แต่คงเทียบไม่ได้กับคนที่ต้องถูกตัดขาทั้ง 2 ข้างทิ้งจากการโดนระเบิดในงาน Boston Marathon เมื่อปี 2013 อย่างเจฟฟ์ เบาว์แมน (Jeff Bauman) ในภาพยนตร์ดราม่า Stronger ซึ่งหยิบเนื้อหาในชีวิตจริงของเจฟฟ์จากหนังสือชื่อเดียวกับหนังที่ได้ถ่ายทอดความเจ็บปวดทางกายและใจจากการที่เขาต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากขาทั้งสองข้างอย่างสุดแสนจะทรงพลัง วันหนึ่ง, บาร์ท้องถิ่น, เชล์มส์ฟอร์ด, 2013 เจฟฟ์ เบาว์แมน รับบทโดยเจค จิลเลนฮาล (Jake Gyllenhaal) ชายหนุ่มนักย่างไก่แห่งห้างขายส่ง Costco ผู้ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ที่ติดเหล้าในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ขนาด 2 ห้องนอน เขาเจอกับเธอ &#8211; เอริน รับบทโดยทาเทียน่า มาสลานี่ (Tatiana Maslany) แฟนเก่าที่รักๆ เลิกๆ ในบาร์ท้องถิ่นใกล้บ้าน เธอมาที่นี่เพื่อระดมเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ผ่านการวิ่งในงาน Boston Marathon เจฟฟ์ช่วยเอรินระดมเงินทุนจากคนในบาร์และสัญญากับเธอว่าเขาจะไปรอเธอที่เส้นชัยพร้อมป้ายเชียร์อันใหญ่ยักษ์ จุดใกล้เส้นชัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-review-stronger/">รีวิว Stronger : การแสดงทรงพลังของ เจค จิลเลนฮาน กับบทบาทฮีโร่ที่เขาไม่อยากได้รับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director:</strong> David Gordon Green<br />
	<b style="background-color: initial">Genre:</b> Biography/Drama<br />
	<b style="background-color: initial">Region:</b> USA</p>
<p>
	“แค่ปวดท้องประจำเดือนฉันก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว”</p>
<p>ในวันที่รอบเดือนมาเป็นวันแรกฉันรำพึงรำพันกับตัวเอง แต่คงเทียบไม่ได้กับคนที่ต้องถูกตัดขาทั้ง 2 ข้างทิ้งจากการโดนระเบิดในงาน Boston Marathon เมื่อปี 2013 อย่างเจฟฟ์ เบาว์แมน (Jeff Bauman) ในภาพยนตร์ดราม่า<em> Stronger</em> ซึ่งหยิบเนื้อหาในชีวิตจริงของเจฟฟ์จากหนังสือชื่อเดียวกับหนังที่ได้ถ่ายทอดความเจ็บปวดทางกายและใจจากการที่เขาต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากขาทั้งสองข้างอย่างสุดแสนจะทรงพลัง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/stronger-movie-1.jpg"></p>
<p>
	<strong>วันหนึ่ง, บาร์ท้องถิ่น, เชล์มส์ฟอร์ด, 2013</strong></p>
<p>
	เจฟฟ์ เบาว์แมน รับบทโดยเจค จิลเลนฮาล (Jake Gyllenhaal) ชายหนุ่มนักย่างไก่แห่งห้างขายส่ง Costco ผู้ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ที่ติดเหล้าในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ขนาด 2 ห้องนอน เขาเจอกับเธอ &#8211; เอริน รับบทโดยทาเทียน่า มาสลานี่ (Tatiana Maslany) แฟนเก่าที่รักๆ เลิกๆ ในบาร์ท้องถิ่นใกล้บ้าน เธอมาที่นี่เพื่อระดมเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ผ่านการวิ่งในงาน Boston Marathon เจฟฟ์ช่วยเอรินระดมเงินทุนจากคนในบาร์และสัญญากับเธอว่าเขาจะไปรอเธอที่เส้นชัยพร้อมป้ายเชียร์อันใหญ่ยักษ์</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/stronger-movie-5.jpg"></p>
<p>
	<strong>จุดใกล้เส้นชัย Boston Marathon, 2013</strong></p>
<p>
	เจฟฟ์มาตามสัญญาพร้อมป้ายอันใหญ่ โชคร้ายที่เอรินไม่ได้เห็นป้ายนั้นเพราะในวันงานวิ่งมาราธอน เกิดระเบิดขึ้น 2 ครั้งใกล้จุดเส้นชัย โชคร้ายกว่านั้นคือระเบิดเกิดในจุดที่เจฟฟ์ยืนอยู่พอดี โชคดีที่เขารอดแต่เขาต้องถูกตัดขาทั้ง 2 ข้างออกและสูญเสียการได้ยิน 20 เดซิเบล หลังจากเจฟฟ์ฟื้น เขาบอกว่าเขาเห็นคนร้ายและในที่สุด  FBI ก็สามารถจับตัวคนร้ายได้ในเวลาต่อมาไม่นาน</p>
<p>
	การที่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งรอดจากเหตุการณ์ระเบิดและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการจับคนร้าย ทำให้เจฟฟ์กลายเป็นฮีโร่ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งของเมืองบอสตันโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน แต่หารู้ไม่ว่า การที่ชาวเมืองบอสตันยกย่องให้เขาเป็นฮีโร่กลับทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม</p>
<p>
	<strong>นัดชิงแชมป์ Stanley Cup, TD Boston Garden, 2013</strong></p>
<p>
	แม่ที่เห็นโอกาสในการมีชื่อเสียงและเงินทองจากลูกชายผลักดันให้เจฟฟ์ออกรายการและทำกิจกรรมอย่างการได้รับเชิญไปโบกธงในนัดชิงแชมป์ Stanley Cup ของทีม Boston Bruins ทีมฮอกกี้น้ำแข็งของเมืองบอสตัน แต่แล้วการออกไปเจอกับผู้คนจำนวนมากในเวลาที่เจฟฟ์ยังไม่พร้อมกลับทำให้เขาเกิดภาพตัดสลับเหตุการณ์ระเบิดจากอาการ PTSD (Post-traumatic stress disorder) หรืออาการเครียดภายหลังจากการเผชิญเหตุการณ์อันเลวร้าย</p>
<p>
	ความเจ็บปวดทางกายที่เราจะเห็นในฉากที่เจฟฟ์ต้องถูกแกะผ้าพันแผลหลังจากถูกตัดขาเพื่อล้างแผล การแสดงความเจ็บปวดขั้นสุดที่อาจจะดูเกินจริงของเจค จิลเลนฮาลนั้น พอเรากลับมาคิดอีกทีมันก็คงไม่เกินไปนักหรอก ขนาดเราเองเป็นแผลถลอก ให้หมอล้างแผลให้เรายังร้องจะเป็นจะตายเลย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/stronger-movie-3.jpg"></p>
<p>
	ถ้าคุณคิดว่า <em>Stronger</em> จะให้กำลังใจเราแบบฟีลกู๊ด เราขอบอกว่าไม่เลยซักนิด หนังจะค่อยๆ พาเราไปทำความรู้จักเจฟฟ์แบบที่ชีวิตไม่ได้เลิศหรูอะไร แถมยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยความดราม่า ความเจ็บปวดให้เลวร้ายขึ้นไปอีก การแสดงของเจค จิลเลนฮานส่งให้เราน้ำหูน้ำตาไหลเต็มหน้า ภายใต้นิยามความเป็นฮีโร่ที่เขาถูกมอบให้คนมองจากภายนอก แต่ลึกลงไปข้างในจิตใจที่แสนเปราะบางพร้อมจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ แต่ใช่ว่าหนังจะไม่ได้ให้กำลังใจคนดูหรอกนะ เพียงแต่ว่าในความเจ็บปวดนั้น ตัวหนังกลับให้กำลังใจเราแบบเจ็บๆ ทั้งน้ำตานี่แหละ</p>
<p>
	หนังเดินเรื่องแบบไม่เรียงตามเวลา แต่การตัดต่อร้อยเรียงเหตุการณ์ในหนังไม่ได้ทำให้เรางงหรือติดขัดใดๆ เลย การเดินเรื่องของหนังกระชับ รวดเร็ว แต่ไม่มากเกินจนตามไม่ทัน ในฉากระเบิดอารมณ์ของทั้งเจคและทาเทียน่า เราขอบอกว่าทั้งสองคนแสดงอารมณ์ได้เข้มข้นจนเราแอบลุ้นให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปีหน้าเลย ซึ่งตัวเจคเองยังร่วมโปรดิวซ์หนังเรื่องนี้อีกด้วยนะ</p>
<p><em><br />
	ผมเป็นฮีโร่เพราะแค่ไปยืนตรงที่มีระเบิดแล้วดันรอดมาได้ แต่ก็ต้องเสียขาทั้งสองข้างไปอย่างงั้นหรือ</em></p>
<p>คำถามนี้ยังคงเป็นคำถามสำหรับเราว่าคุ้มกันหรือกับราคาที่ใครๆ ก็ยกย่องให้เจฟฟ์เป็นฮีโร่ จะช่างเจ็บปวดแสนสาหัสถึงเพียงนี้</p>
<p style="text-align: center"><em><br />
	Stronger เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 2 พฤศจิกายน 2560 นี้</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-review-stronger/">รีวิว Stronger : การแสดงทรงพลังของ เจค จิลเลนฮาน กับบทบาทฮีโร่ที่เขาไม่อยากได้รับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-review-stronger/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Khalid : นักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มที่ถ่ายทอดชีวิตทั้งสุขและเศร้าของวัยรุ่นได้อย่างงดงาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/song-khalid/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/song-khalid/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Oct 2017 09:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[Khalid]]></category>
		<category><![CDATA[Location]]></category>
		<category><![CDATA[Young Dumb & Broke]]></category>
		<category><![CDATA[Saved]]></category>
		<category><![CDATA[Coaster]]></category>
		<category><![CDATA[Hopeless]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/song-khalid/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะตกหลุมรักเพลงที่เราบังเอิญได้ฟังเป็นครั้งแรก แต่ครั้งนี้เรากลับโชคดีที่ไม่ต้องขวนขวายหาว่าเพลงนี้ของใคร เพราะดีเจในวิทยุบอกเราว่านักร้องคนนั้นชื่อว่า Khalid Khalid หรือเคอลีด คือหนุ่มน้อยนักร้อง นักแต่งเพลงจากเมือง El Paso ในรัฐเท็กซัสที่อายุเพียง 19 ปี ซิงเกิ้ลแรกของเขาถูกปล่อยออกมาในช่วงก่อนที่เขาจะจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย คือเพลง Location นั้นฮิตถล่มทลาย โดยนับจากยอดสตรีมมิ่งใน Spotify ที่สูงกว่า 26.5 ล้านครั้ง และ 4 ล้านวิวจาก YouTube แถมยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากสื่อต่างๆ เช่น นิตยสาร Nylon, Pigeons &#38; Planes, Earmilk และอีกมากมาย ยังไม่พอ บรรดาคนดัง เช่น Kylie Jenner, P.Diddy และ Rita Ora ต่างพูดถึงเพลง Location ในสตอรี่ของ SnapChat จนเพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติของศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว เพลงทั้งหมดในอัลบั้ม American Teen อัลบั้มแรกของเคอลีด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-khalid/">Khalid : นักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มที่ถ่ายทอดชีวิตทั้งสุขและเศร้าของวัยรุ่นได้อย่างงดงาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะตกหลุมรักเพลงที่เราบังเอิญได้ฟังเป็นครั้งแรก แต่ครั้งนี้เรากลับโชคดีที่ไม่ต้องขวนขวายหาว่าเพลงนี้ของใคร เพราะดีเจในวิทยุบอกเราว่านักร้องคนนั้นชื่อว่า Khalid</p>
<p>
	Khalid หรือเคอลีด คือหนุ่มน้อยนักร้อง นักแต่งเพลงจากเมือง El Paso ในรัฐเท็กซัสที่อายุเพียง 19 ปี ซิงเกิ้ลแรกของเขาถูกปล่อยออกมาในช่วงก่อนที่เขาจะจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย คือเพลง Location นั้นฮิตถล่มทลาย โดยนับจากยอดสตรีมมิ่งใน Spotify ที่สูงกว่า 26.5 ล้านครั้ง และ 4 ล้านวิวจาก YouTube แถมยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากสื่อต่างๆ เช่น นิตยสาร Nylon, Pigeons &amp; Planes, Earmilk และอีกมากมาย ยังไม่พอ บรรดาคนดัง เช่น Kylie Jenner, P.Diddy และ Rita Ora ต่างพูดถึงเพลง Location ในสตอรี่ของ SnapChat จนเพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติของศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Khalid_.jpg"></p>
<p>
	เพลงทั้งหมดในอัลบั้ม American Teen อัลบั้มแรกของเคอลีด เขาได้มีส่วนร่วมแต่งทุกเพลง และแน่นอนว่า เนื้อหาในเพลงทั้งอัลบั้มก็จะพูดถึงชีวิตในช่วงวัยมัธยมของเขาที่เต็มไปด้วยเหล้า ยา ความรุนแรงและความโศกเศร้า รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางของเขาด้วย</p>
<p>
	อิทธิพลทางดนตรีของเขาได้มาจากแม่ที่ชอบร้องและเปิดเพลงอาร์แอนด์บี ยุค 90s ให้เขาฟังเป็นประจำ เช่น Brandy, TLC และ Destiny Childs และอีกส่วนหนึ่งเขาได้อิทธิพลการทำเพลงจากศิลปินที่เขาชื่นชอบเอง คือ Fleetwood Mac, Bill Withers, Father John Misty และ Frank Ocean</p>
<p>
	ด้วยอิทธิพลทางดนตรีของเคอลีดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ส่งผลให้เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้ม American Teen มีโทนหม่นๆ และมีกลิ่นอายของอาร์แอนด์บีที่เจือไปด้วยฮิปฮอปและแจ๊สแบบทางใต้ เราจึงขอแนะนำ 5 แทรคที่คัดมาแล้วว่าโดนใจวัยรุ่นแน่นอนมาให้ลองฟังกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/AmericanTeenCvrSM-561x5611.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<hr>
<h3>01 Location</h3>
<p>
	ซิงเกิ้ลแรกของเคอลีดที่ปล่อยออกมาและได้รับกระแสตอบรับดีมาก เนื้อเพลงกล่าวถึงชายหนุ่มที่ตามจีบหญิงสาว โดยเขาขอให้เธอส่งที่อยู่มา ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนเขาก็จะตามไปหาถึงที่ เพียงแค่พูดคุยกันก็พอ เพลงเปิดมาด้วยซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์แปร่งๆ ตามด้วยบีทช้าๆ และเสียงพร่าๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกโรแมนติกเหลือเกิน</p>
<hr>
<h3>02 Young Dumb &amp; Broke</h3>
<p>
	เพลงบีทกลางๆ ที่มีจังหวะและเนื้อร้องสุดแสนจะติดหู เนื้อหาความรักแบบปั๊ปปี้เลิฟว่าถึงเราจะเด็ก งี่เง่าและจน แต่เราก็มีความรักให้กันและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่</p>
<hr>
<h3>03 Saved</h3>
<p>
	เพลงอาร์แอนด์บีจังหวะเร็วๆ ของคนที่โดนเท แต่สุดท้ายก็ยังเก็บเบอร์โทรของเธอไว้ เผื่อว่าหล่อนคนนั้นจะโทรกลับมาคืนดี หรือสุดท้ายฉันอาจจะโทรไปเพื่อจะบอกว่า ฉันลืมเธอได้แล้วล่ะนะ</p>
<hr>
<h3>04 Coaster</h3>
<p>
	เพลงบัลลาดหม่นๆ ที่เคอลีดพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักมาก แต่เธอไม่เคยสนใจเขาเลย และแม้ว่าเขาจะต้องการเธอมากเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ได้เรียนรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่เขาเฝ้ารออีกต่อไปแล้ว</p>
<hr>
<h3>
05 Hopeless</h3>
<p>
	เพลงนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่เขายังกลับมาคิดถึงมันอยู่ แม้ว่าเขาจะรู้ว่ามันไม่มีหวังที่เธอจะกลับมาแล้ว ถึงเนื้อเพลงจะเศร้านิดๆ แต่จังหวะซินธ์ป๊อปสไตล์ 80s ทำให้เรารู้สึกอยากโยกเบาๆไปตามเพลงเหมือนกันนะ</p>
<p><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/thegreatkhalid/" target="_blank">Khalid</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-khalid/">Khalid : นักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มที่ถ่ายทอดชีวิตทั้งสุขและเศร้าของวัยรุ่นได้อย่างงดงาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/song-khalid/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Breathe : การค้นหาความหมายของการมีชีวิตผ่านลมหายใจที่ยังเหลืออยู่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-breate/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-breate/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Oct 2017 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-breate/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director : Andy SerkisGenre : Biography/DramaRegion :England คงไม่น่าแปลกใจนักที่นักแสดงจะผันตัวมาเป็นผู้กำกับ แต่ถ้าเราบอกว่านักแสดงที่เล่นเป็นกอลั่มใน The Lord of The Rings หรือเจ้าลิงซีซาร์ ใน Planet of the Ape ผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังดราม่าซะด้วย คุณจะแปลกใจมั้ย Breathe เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของแอนดี้ เซอร์กิส (Andy Serkis) นักแสดง motion capture ที่เราขอเรียกสั้นๆว่า mo-cap ซึ่งก็คือเทคนิคการแสดงที่ใช้คนจริงๆ ติดเซ็นเซอร์ตามจุดต่างๆ ในร่างกาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวของตัวละครในภาพยนตร์ที่เป็นคอมพิวเตอร์กราฟิกนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งสำหรับเรา การที่เขาหันหน้ามากำกับหนังดราม่าก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นะ Breathe สร้างจากเรื่องจริงของหนุ่มนักผจญภัยรูปงามที่มีชื่อว่าโรบิน คาเวนดิช (Robin Cavendish) แสดงโดยแอนดรูว การ์ฟิวด์ (Andrew garfield) ผู้ซึ่งได้พบรักกับสาวสวยนามว่าไดอาน่า (Diana) แสดงโดยแคลร์ ฟอย (Claire Foy) ทั้งคู่ได้แต่งงานกันและย้ายไปใช้ชีวิตที่ประเทศเคนยา เนื่องจากโรบินทำงานเป็นนายหน้าค้าชาอยู่ที่นั่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-breate/">Breathe : การค้นหาความหมายของการมีชีวิตผ่านลมหายใจที่ยังเหลืออยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>Director</strong> : Andy Serkis<br /><strong></strong><strong>Genre</strong> : Biography/Drama<br /><strong>Region</strong> :England</p>
<p>คงไม่น่าแปลกใจนักที่นักแสดงจะผันตัวมาเป็นผู้กำกับ แต่ถ้าเราบอกว่านักแสดงที่เล่นเป็นกอลั่มใน <em>The Lord of The Rings</em> หรือเจ้าลิงซีซาร์ ใน <em>Planet of the Ape</em> ผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังดราม่าซะด้วย คุณจะแปลกใจมั้ย</p>
<p><em>Breathe</em> เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของแอนดี้ เซอร์กิส (Andy Serkis) นักแสดง motion capture ที่เราขอเรียกสั้นๆว่า mo-cap ซึ่งก็คือเทคนิคการแสดงที่ใช้คนจริงๆ ติดเซ็นเซอร์ตามจุดต่างๆ ในร่างกาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวของตัวละครในภาพยนตร์ที่เป็นคอมพิวเตอร์กราฟิกนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งสำหรับเรา การที่เขาหันหน้ามากำกับหนังดราม่าก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นะ</p>
<p><em>Breathe</em> สร้างจากเรื่องจริงของหนุ่มนักผจญภัยรูปงามที่มีชื่อว่าโรบิน คาเวนดิช (Robin Cavendish) แสดงโดยแอนดรูว การ์ฟิวด์ (Andrew garfield) ผู้ซึ่งได้พบรักกับสาวสวยนามว่าไดอาน่า (Diana) แสดงโดยแคลร์ ฟอย (Claire Foy) ทั้งคู่ได้แต่งงานกันและย้ายไปใช้ชีวิตที่ประเทศเคนยา เนื่องจากโรบินทำงานเป็นนายหน้าค้าชาอยู่ที่นั่น ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้ใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่และสนุกสนาน โรบินได้รับข่าวดีจากไดอาน่าว่าเธอกำลังตั้งท้อง แต่ภายในเวลาไม่นานนักเรื่องร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ๆ โรบินก็ไม่สามารถขยับแขนขาได้เอง หมอบอกว่าเขาติดเชื้อโปลิโอซึ่งลุกลามไปยังไขสันหลังอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรบินเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอลงไป อาการป่วยจากโรคโปลิโอทำให้เขารู้สึกสมเพชตัวเองและไม่อยากเป็นภาระให้ไดอาน่าที่ยังสาวและสวยต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิต เขาจึงขอให้เธอฆ่าเขาให้ตาย แต่ไดอาน่าไม่ยอมและจะขอดูแลโรบินเอง บททดสอบความรักและการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่จึงได้เริ่มต้นขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/29-breathe.w1200_.h630_.jpg"></p>
<p>พล็อตหนังที่ว่ามาอาจจะดูน่าเบื่อจนเหมือนไม่มีอะไรให้ดู แต่เอาเข้าจริงแล้วตลอดเวลาที่ได้ชมหนัง 2 ชั่วโมง กลับมีอะไรมากกว่านั้น ในขณะที่ผู้คนในสมัยนั้นคิดว่า ผู้ป่วยอัมพาตแทบจะทั้งตัวแบบนี้คงทำได้แค่นอนเป็นผักบนเตียงรอวันตาย แต่ไดอาน่าไม่คิดอย่างนั้น เธอฝืนนำตัวโรบินออกมาจากโรงพยาบาลทั้งๆ ที่โดนทัดทานด้วยคำพูดของใครหลายคนที่ว่า “ออกไปก็ไม่รอดหรอก” และโรบินยังได้ขอให้เพื่อนสนิทของเขาเท็ดดี้ ฮอลล์ Teddy Hall แสดงโดยฮิว บอนเนวิลล์ (Hugh Bonneville) ที่เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดช่วยประดิษฐ์รถเข็นติดเครื่องช่วยหายใจในตัว เพื่อที่จะสามารถออกไปนอกบ้านได้ ซึ่งการมีรถเข็นนี้ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของโรบินและผู้ป่วยอัมพาตอีกหลายแสนคนไปตลอดกาล</p>
<p>การเปิดเรื่องของหนังเป็นไปอย่างรวดเร็วและกระชับ เป็นการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย ประมาณว่าเจอหน้ากัน กลายเป็นรักแรกพบ เดทกันและแต่งงานอยู่ด้วยกันเลย ซึ่งสเต็ปการเปิดเรื่องอย่างรวดเร็วนี้มีข้อดีคือเราจะได้เห็นชีวิตในส่วนที่คนเขียนบทและผู้กำกับต้องการจะถ่ายทอดจริงๆ หลังจากที่โรบินเป็นอัมพาต ตัวหนังก็เปลี่ยนไปเดินเรื่องแบบ coming of age พอดราม่า ในความดราม่าก็มีความสดใสและเรียกเสียงหัวเราะให้เราได้พอประมาณทีเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/35699479073_3a76b3cb86_b.jpg"></p>
<p>ในส่วนของการแสดงนั้น แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ทำได้ดีกับบทคนพิการตั้งแต่คอลงไป ท่าทาง การเคลื่อนไหวที่ดูผิดปกติ แต่ก็เป็นธรรมชาติซึ่งทำได้ดีไม่แพ้เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) จาก <em>The Theory of Everything </em>เลยทีเดียวล่ะ ส่วนแคลร์ ฟอย ที่รับบทเป็นไดอาน่าก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เราคิดว่ามันเป็นการแสดงที่น้อยแต่มาก โดยเฉพาะในฉากที่เธอรู้ว่าโรบินเป็นอัมพาตนั้นกินใจเราอย่างยิ่ง  มันเป็นสีหน้าที่เจ็บปวดแต่ไม่ฟูมฟายออกมาให้ใครเห็น</p>
<p>โจนาทาน คาเวนดิช (Jonathan Cavendish) ซึ่งเป็นลูกชายของโรบินและไดอาน่า ก็เป็นโปรดิวเซอร์ให้หนังหลายๆ <em>Bridget Jone’s Diary</em> ก็เป็นผลงานการโปรดิวซ์ของเขาเอง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเขาตั้งใจทำเรื่องนี้เพื่ออุทิศให้พ่อกับแม่ของเขาเอง</p>
<p>ถ้าถามเราว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร เราคงตอบว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นคนที่เรารักเติบโตไปด้วยกัน การได้รู้จักแบ่งปันความสุขและความทุกข์ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ไปเรื่อยๆ เราว่ามันก็เพียงพอแล้วที่เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ</p>
<p>แล้วคุณล่ะ ความหมายของการมีชีวิตอยู่สำหรับคุณคืออะไร?</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MV5BZjcyZjNkMGYtODIwYS00MjQ1LTlhMWUtNWVkMTliM2JmMzM4XkEyXkFqcGdeQXVyNzg3NzAyNDY@._V1__.jpg"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-breate/">Breathe : การค้นหาความหมายของการมีชีวิตผ่านลมหายใจที่ยังเหลืออยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-breate/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>My Buddha is Punk : สารคดีตามติดชีวิตวิถีพุทธแบบพังก์พังก์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-mybuddhaispunk/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-mybuddhaispunk/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Oct 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[House RCA]]></category>
		<category><![CDATA[My Buddha is Punk]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว My Buddha is Punk]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Hartmann]]></category>
		<category><![CDATA[พังก์]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมย่อย]]></category>
		<category><![CDATA[เมียนมา]]></category>
		<category><![CDATA[พม่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-mybuddhaispunk/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Andreas Hartmann Genre: Documentary / Music Region: Germany / Myanmar ‘พุทธกับพังก์ในเมียนมาจะไปด้วยกันได้ยังไง?’ นี่คือคำถามที่เราสงสัยตั้งแต่เห็นทีเซอร์ของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง My Buddha is Punk ที่กำลังเข้าฉายในบ้านเราอยู่ที่โรงภาพยนตร์ House RCA ตอนนี้ เพราะหากลองย้อนดูในสังคมและวัฒนธรรมของประเทศเมียนมามีความเกี่ยวพันกับศาสนาพุทธอย่างเข้มแข็งมาก อีกทั้งยังอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมายาวนานกว่า 50 ปี และเพิ่งเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ แต่ในช่วงข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมย่อย (sub-culture) มากมายในประเทศเมียนมา หนึ่งในนั้นก็คือวัฒนธรรมพังก์นั่นเอง ภาพยนตร์สารคดีความยาว 68 นาทีของอันเดรียส ฮาร์ตมันน์ ผู้กำกับชาวเยอรมัน พาเราไปสำรวจวัฒนธรรมพังก์ของชาวเมียนมาในเมืองย่างกุ้ง เขาเลือกตามติดชีวิตของ Kyaw Kyaw หนุ่มพังก์ผู้เป็นนักร้องนำวง The Rebel Riot และกลุ่มที่มีชื่อว่า Common Street ซึ่งจัดกิจกรรมกับชาวพังก์ในเมืองอื่นๆ ขายสินค้าแนวพังก์และให้คำปรึกษากับชาวพังก์หน้าใหม่ เพื่อจะได้เข้าใจแนวคิดนี้อย่างถูกต้อง หนังพาเราไปสำรวจถึงแนวคิดของ Kyaw Kyaw ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมา มองว่ารัฐบาลเป็นผู้ร้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-mybuddhaispunk/">My Buddha is Punk : สารคดีตามติดชีวิตวิถีพุทธแบบพังก์พังก์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director: </strong>Andreas Hartmann<br />
	<strong></strong><strong>Genre:</strong> Documentary / Music<br />
	<strong></strong><strong>Region:</strong> Germany / Myanmar</p>
<p>
	‘พุทธกับพังก์ในเมียนมาจะไปด้วยกันได้ยังไง?’ นี่คือคำถามที่เราสงสัยตั้งแต่เห็นทีเซอร์ของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง <em>My Buddha is Punk</em> ที่กำลังเข้าฉายในบ้านเราอยู่ที่โรงภาพยนตร์ House RCA ตอนนี้ เพราะหากลองย้อนดูในสังคมและวัฒนธรรมของประเทศเมียนมามีความเกี่ยวพันกับศาสนาพุทธอย่างเข้มแข็งมาก อีกทั้งยังอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมายาวนานกว่า 50 ปี และเพิ่งเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ แต่ในช่วงข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมย่อย (sub-culture) มากมายในประเทศเมียนมา หนึ่งในนั้นก็คือวัฒนธรรมพังก์นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/mybuddhaispunk3.jpg"></p>
<p>
	ภาพยนตร์สารคดีความยาว 68 นาทีของอันเดรียส ฮาร์ตมันน์ ผู้กำกับชาวเยอรมัน พาเราไปสำรวจวัฒนธรรมพังก์ของชาวเมียนมาในเมืองย่างกุ้ง เขาเลือกตามติดชีวิตของ Kyaw Kyaw หนุ่มพังก์ผู้เป็นนักร้องนำวง The Rebel Riot และกลุ่มที่มีชื่อว่า Common Street ซึ่งจัดกิจกรรมกับชาวพังก์ในเมืองอื่นๆ ขายสินค้าแนวพังก์และให้คำปรึกษากับชาวพังก์หน้าใหม่ เพื่อจะได้เข้าใจแนวคิดนี้อย่างถูกต้อง</p>
<p>
	หนังพาเราไปสำรวจถึงแนวคิดของ Kyaw Kyaw ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมา มองว่ารัฐบาลเป็นผู้ร้าย Kyaw Kyaw เลือกสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ จากที่เขาติดตามข่าวที่ ออง ซาน ซู จี (Aung San Suu Kyi) ถาม วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เรื่องการปล่อยตัววงดนตรีพังก์สัญชาติรัสเซียอย่าง Pussy Riot จากการคุมขัง ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามต่อศาสนาผ่านบทเพลงของเขา โดยถกเถียงกับเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องเนื้อเพลงที่โจมตีศาสนาและเรื่องที่ชาวพุทธขับไล่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/mybuddhaispunk1.jpg"></p>
<p>
	ภาพยนตร์ตอบคำถามเราที่ว่า พุทธกับพังก์ในเมียนมาจะไปด้วยกันได้ยังไง ด้วยการตัดฟุตเทจสลับไปมาระหว่างบทบาทในฐานะชาวพังก์และชาวพุทธของ Kyaw Kyaw ที่ถึงจะดูต่างกันสุดขั้วแต่ก็หลอมอยู่ในตัวเขาได้อย่างดี เราเห็นวิถีชีวิตแบบพังก์ๆ ของเขาผ่านดนตรีและการแต่งตัว (ที่ชัดสุดๆ คือทรงผม) ที่อาจดูเป็นพังก์ที่ก้าวร้าว รุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่ง Kyaw Kyaw ก็เป็นชาวพุทธตัวอย่าง (อาจเรียกว่าเป็นชาวพุทธในอุดมคติเลยก็ว่าได้) ทั้งเข้าวัด ทำบุญ นั่งสมาธิ ที่ดูแปลกตาไปหน่อยก็น่าจะเป็นการแต่งตัวแบบเสื้อยืดสกรีนลายวงพังก์และหัวสีๆ ต่างกับชาวบ้านคนอื่นที่ใส่เสื้อขาว นุ่งผ้าถุง แต่ก็นั่นแหละ ศาสนาพุทธไม่ได้กำหนดไว้ว่าพุทธศาสนิกชนที่ดีห้ามแต่งตัวเป็นพังก์นี่น่า</p>
<p>
	เราชอบที่ <em>My Buddha is Punk</em> ดำเนินเรื่องแบบสารคดีสังเกตการณ์ที่ไม่สัมภาษณ์และบรรยายใดๆ เราไม่เจอคำถามชี้นำตัวซับเจกต์อย่าง Kyaw Kyaw ซึ่งทำให้เรารับรู้ความคิดผ่านการพูดและการกระทำของเขาออกมาโดยไม่ถูกปรับแต่งจนผิดเพี้ยน พูดอีกแบบก็คือ ภาพยนตร์พยายามตีแผ่ จัดเรียง และแจกแจงข้อมูลแก่ผู้ชมให้เห็นครบทุกด้าน แต่จะเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน เห็นจุดที่ขัดแย้งกันในตัวเองของ Kyaw Kyaw และตั้งคำถามกับแนวคิดพังก์ๆ ของเขาหรือไม่นั้น ภาพยนตร์ทิ้งพื้นที่ให้คนดูอย่างเราคิดเอาเอง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือตัวเรื่องดำเนินไปอย่างเนิบช้าและมีบทพูดเยอะมากจนเราค่อนข้างอึดอัด และเฝ้ารอว่าหนังจะจบแบบไหน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/mybuddhaispunk2.jpg"></p>
<p>
	เรามองว่าพังก์คือการไม่ยอมรับหรือไม่อดทนต่อบางสิ่งบางอย่าง อย่างที่ Kyaw Kyaw ไม่ยอมรับรัฐบาลทหารและการขับไล่ชาวโรฮีนจาของชาวพุทธในรัฐยะไข่ เขาเลือกต่อต้านผ่านบทเพลงที่มีเนื้อหาโจมตีอย่างรุนแรง และการแต่งตัวที่เรียกว่าแหวกขนบของสังคมเมียนมาโดยสิ้นเชิง จนความพังก์กลายเป็นศาสดาในศาสนาของเขาแบบที่คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ</p>
<p>
	แต่ใครจะแคร์กันล่ะ?</p>
<p style="text-align: center"><em>ดูรอบฉายของ My Buddha is Punk ได้ที่เพจ <a href="https://www.facebook.com/houseRCA/">House RCA</a> นะ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-mybuddhaispunk/">My Buddha is Punk : สารคดีตามติดชีวิตวิถีพุทธแบบพังก์พังก์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-mybuddhaispunk/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Mary and the Witch’s Flower : โลกเวทย์มนตร์วันเดียวของแมรี่ที่ไม่ใช่แม่มด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-review-mary-and-witch-s-flower/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-review-mary-and-witch-s-flower/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญา นันทนานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Sep 2017 08:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Mary and the Witch's Flower]]></category>
		<category><![CDATA[review Mary and the Witch's Flower]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว Mary and the Witch's Flower]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-review-mary-and-witch-s-flower/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Hiromasa YonebayashiGenre: Anime / FantasyRegion: Japan หลังจากที่สตูดิโอจิบลิของฮายาโอะ มิยาซากิไม่มีผลงานใหม่มาให้แฟนๆ ได้ชมกันนานถึง 3 ปี แต่ล่าสุด แฟนๆ คงได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เมื่อมีภาพยนตร์แอนิเมชันลายเส้นคุ้นตาเราๆ เรื่อง Mary and the Witch’s Flower หรือชื่อไทยคือ แมรี่ผจญแดนแม่มด จากสตูดิโอโพนอค (Studio Ponoc) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตทีมงานบางส่วนของสตูดิโอจิบลิเดิม นำโดยโยชิอากิ นิชิมูระ โปรดิวเซอร์ผู้เคยอยู่เบื้องหลังแอนิเมชันน้ำดีอย่าง The Tale of the Princess Kaguya (2013) และ When Marnie Was There (2014) Mary and the Witch’s Flower เป็นเรื่องของ แมรี่ สมิธ เด็กหญิงผมแดงที่ย้ายไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดกับคุณป้าชาลอตต์ และมิสซิสแบงค์ ผู้ดูแลบ้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-review-mary-and-witch-s-flower/">Mary and the Witch’s Flower : โลกเวทย์มนตร์วันเดียวของแมรี่ที่ไม่ใช่แม่มด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director</strong>: Hiromasa Yonebayashi<br /><strong style="background-color: initial">Genre</strong>: Anime / Fantasy<br /><strong style="background-color: initial">Region</strong>: Japan</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Mary_and_the_Withc_s_Flower.jpg"></p>
<p>
	หลังจากที่สตูดิโอจิบลิของฮายาโอะ มิยาซากิไม่มีผลงานใหม่มาให้แฟนๆ ได้ชมกันนานถึง 3 ปี แต่ล่าสุด แฟนๆ คงได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เมื่อมีภาพยนตร์แอนิเมชันลายเส้นคุ้นตาเราๆ เรื่อง <em>Mary and the Witch’s Flower</em> หรือชื่อไทยคือ <em>แมรี่ผจญแดนแม่มด</em> จากสตูดิโอโพนอค (Studio Ponoc) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตทีมงานบางส่วนของสตูดิโอจิบลิเดิม นำโดยโยชิอากิ นิชิมูระ โปรดิวเซอร์ผู้เคยอยู่เบื้องหลังแอนิเมชันน้ำดีอย่าง <em>The Tale of the Princess Kaguya</em> (2013) และ <em>When Marnie Was There</em> (2014)</p>
<p><em><br />
	Mary and the Witch’s Flower </em>เป็นเรื่องของ แมรี่ สมิธ เด็กหญิงผมแดงที่ย้ายไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดกับคุณป้าชาลอตต์ และมิสซิสแบงค์ ผู้ดูแลบ้าน ระหว่างที่แมรี่เดินเล่นในป่าหลังบ้าน เธอได้เจอแมวชื่อทิป ซึ่งพาเธอให้ไปเจอกับเมล็ดพันธุ์ที่จะทำให้แมรี่สามารถเป็นแม่มดได้เพียง 1 วัน การผจญภัยของเธอในดินแดนแม่มดจึงได้เริ่มต้นขึ้น</p>
<p>
	<strong>ส่วนผสมที่เราคุ้นเคย<br /></strong><em style="background-color: initial">Mary and the Witch’s Flowe</em>r เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของสตูดิโอโพนอค โดยการกำกับของฮิโระมะสะ โยะเนะบะยะชิ ที่เคยฝากผลงานไว้กับสตูดิโอจิบลิเรื่อง <em style="background-color: initial">The Secret World of Arrietty</em> (2010) และ <em style="background-color: initial">When Marnie Was There</em> (2014) มาแล้ว โดยเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง <em style="background-color: initial">The Little Broomstick </em>ของ Mary Stuart และใช้เวลาเตรียมงานสร้างกว่า 3 ปี จึงไม่แปลกที่เราจะได้รับรสชาติและกลิ่นอายลายเส้นที่ไม่ต่างจากอนิเมชันจากสตูดิโอจิบลิเท่าไหร่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Mary_and_the_Withc_s_Flower3.jpg"></p>
<p>
	<strong>ฉากและตัวละครที่เราคุ้นตา<br /></strong>แมรี่ สาวน้อยผมแดงที่หลุดเข้าไปในโลกของแม่มดกับทิป แมวดำอีกหนึ่งตัว สำหรับเราดูแล้วทำให้นึกถึงคาแรกเตอร์หนูน้อย Kiki เลยแหละ ซึ่งเราคิดว่าค่อนข้างจำเจสำหรับการ์ตูนแอนิเมะญี่ปุ่น และหนังยังคงมีกลิ่นของสตูดิโอจิบลิอยู่เต็มเปี่ยม เช่นการใส่เนื้อหาแฟนตาซีและพาตัวละครเข้าไปในโลกแม่มดอย่าง <em style="background-color: initial">Kiki’s Delivery Service</em> (1989) และ <em style="background-color: initial">Spirited Away</em> (2001) รวมถึงยังมีส่วนผสมของภาพยนตร์พ่อหมดน้อย <em style="background-color: initial">Harry Potter </em>ในแง่ของข้อคิดเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อนอีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Mary_and_the_Withc_s_Flower6.jpg"></p>
<p>
	<strong>เพลงประกอบที่เราคุ้นหู<br /></strong>ส่วนดีที่เราชื่นชอบของเรื่องนี้คือการเลือกใช้เพลงประกอบ <em style="background-color: initial">Rain</em> ของวงดนตรีร็อกชื่อดังจากญี่ปุ่น Sekai No Owari ซึ่งเพราะมาก ส่วนเพลงสกอร์ในหนังก็ได้มุรามัตสึ ทากาทสึกุ (Muramatsu Takatsugu) ที่ทำเพลงให้กับโยเนะบะยะชิในหนังเรื่อง <em style="background-color: initial">When Marnie was there </em>มาแล้ว ซึ่งก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลย</p>
<p><em><br />
	Mary and the Witch’s Flower</em> ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมะที่จัดว่าดูได้เพลินๆ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ส่วนตัวเราว่าเรื่องนี้ลายเส้นและฉากของเรื่องจะใกล้เคียงกับการ์ตูนฝั่งตะวันตก ซึ่งก็พอจะหลุดจากเงาของสตูดิโอจิบลิอย่างชัดเจนได้บ้าง (ยกเว้น <em>When Marnie Was There</em> ซึ่งก็เป็นผลงานของผู้กำกับคนเดียวกัน) แต่โดยรวมแล้วงานภาพก็ยังสวยในแบบของจิบลิ</p>
<p>
	สิ่งที่เป็นจุดด้อยอย่างเดียวและเป็นจุดใหญ่ด้วยสำหรับเราคือความลื่นไหลของบทที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร การปูพื้นลักษณะนิสัยของแมรี่ในช่วงแรกก็ยืดยาดจนจัดว่าน่าเบื่อได้เลยแหละ แต่ช่วงหลังยังดีหน่อยที่มีการเดินเรื่องกระชับขึ้น แต่ในความกระชับก็ทำให้ขาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่าหากเพิ่มเติมได้สักหน่อยก็คงจะดี แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังอิ่มเอมใจไปกับหนังเรื่องนี้นะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-review-mary-and-witch-s-flower/">Mary and the Witch’s Flower : โลกเวทย์มนตร์วันเดียวของแมรี่ที่ไม่ใช่แม่มด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-review-mary-and-witch-s-flower/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
