<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author12/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author12/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Feb 2022 09:56:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;ความสำเร็จคือการได้อยู่ในความทรงจำ&#8221; เศรษฐา ศิระฉายา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/setha-sirachaya/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Feb 2022 09:56:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[The Voice Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐา ศิระฉายา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154831</guid>

					<description><![CDATA[<p>(บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน a day 172 ฉบับ The Voice ประเทศไทย เดือนธันวาคม 2014) “ขอให้ฝันดี” เศรษฐา ศิระฉายา บอกประโยคนี้กับเราในเวลาใกล้เที่ยง ไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนเข้านอนแต่อย่างใด ซึ่งฝันดีในที่นี้หมายถึง ความฝันที่ไม่มีพิษมีภัย เป็นความฝันที่ทําให้หัวใจได้มีบางอย่างส่องสว่างนําทาง จากเด็กที่มีความฝันอยากเป็นทหารอากาศ ทุกวันนี้ทุกคนรู้จักเขา ในฐานะนักร้อง นักแสดง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจําปี 2554 สาขาศิลปะการแสดง ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการมาอย่างยาวนานจนถึงวันน้ี ในวัย 70 ก็ยัง ไม่มีทีท่าจะบอกลา บอกเลิก “ความฝันเป็นสิ่งที่ดีนะ แม้บางคนอาจไปไม่ได้อย่างที่ฝันในขณะท่ีบางคนเป็นไปอย่างที่ฝัน ตะเกีย กตะกายไปจนได้ อย่างผมนี่ฝันไปคนละทาง แต่คนเราสามารถมีฝันได้หลายฝัน ซึ่งความฝันนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพชีวิตของเรา” เส้นทางนักดนตรีของชายผู้นี้หาได้ราบรื่น สวยงาม เหมือนที่ปรากฏบนเวที การเป็นศิลปินในยุคสมัยนั้นหาได้ง่ายดายอย่างเช่นในยุคปัจจุบัน ไม่มีรายการโทรทัศน์ให้ประกวด ไม่มีเว็บไซต์ยูทูบให้อัพโหลดคลิปสู่สายตาสาธารณะ มีเพียงความมานะและความทะยานอยากเท่านั้นเป็นเครื่องมือ “ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องหมอดู มีหมอดูบอกว่า คุณต้องเป็นศิลปิน แล้วชีวิตจะรุ่งโรจน์ ผมยังขําๆ&#160; อย่างผมนี่เหรอจะเป็นศิลปิน หน้าตาก็ไม่เอาไหน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/setha-sirachaya/">&#8220;ความสำเร็จคือการได้อยู่ในความทรงจำ&#8221; เศรษฐา ศิระฉายา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>(บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน <a href="https://www.facebook.com/adaymagazine/photos/pb.126520920405.-2207520000.1418989390./10152895330475406/?type=3&amp;theater">a day 172</a> ฉบับ The Voice ประเทศไทย เดือนธันวาคม 2014)</p>



<p>“ขอให้ฝันดี”</p>



<p>เศรษฐา ศิระฉายา บอกประโยคนี้กับเราในเวลาใกล้เที่ยง ไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนเข้านอนแต่อย่างใด ซึ่งฝันดีในที่นี้หมายถึง ความฝันที่ไม่มีพิษมีภัย เป็นความฝันที่ทําให้หัวใจได้มีบางอย่างส่องสว่างนําทาง</p>



<p>จากเด็กที่มีความฝันอยากเป็นทหารอากาศ ทุกวันนี้ทุกคนรู้จักเขา ในฐานะนักร้อง นักแสดง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจําปี 2554 สาขาศิลปะการแสดง ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการมาอย่างยาวนานจนถึงวันน้ี ในวัย 70 ก็ยัง ไม่มีทีท่าจะบอกลา บอกเลิก</p>



<p>“ความฝันเป็นสิ่งที่ดีนะ แม้บางคนอาจไปไม่ได้อย่างที่ฝันในขณะท่ีบางคนเป็นไปอย่างที่ฝัน ตะเกีย กตะกายไปจนได้ อย่างผมนี่ฝันไปคนละทาง แต่คนเราสามารถมีฝันได้หลายฝัน ซึ่งความฝันนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพชีวิตของเรา”</p>



<p>เส้นทางนักดนตรีของชายผู้นี้หาได้ราบรื่น สวยงาม เหมือนที่ปรากฏบนเวที การเป็นศิลปินในยุคสมัยนั้นหาได้ง่ายดายอย่างเช่นในยุคปัจจุบัน ไม่มีรายการโทรทัศน์ให้ประกวด ไม่มีเว็บไซต์ยูทูบให้อัพโหลดคลิปสู่สายตาสาธารณะ มีเพียงความมานะและความทะยานอยากเท่านั้นเป็นเครื่องมือ</p>



<p>“ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องหมอดู มีหมอดูบอกว่า คุณต้องเป็นศิลปิน แล้วชีวิตจะรุ่งโรจน์ ผมยังขําๆ&nbsp; อย่างผมนี่เหรอจะเป็นศิลปิน หน้าตาก็ไม่เอาไหน รูปร่างก็ไม่ได้ดี ไม่เคยร่ำเรียนดนตรี ไม่เคยร้องเพลง เราคิดว่า เป็นไปไม่ได้ ผมอาศัยคอยจําว่าเขาทําอะไรกันบ้าง เล่นดนตรียังไง เล่นกีตาร์ยังไง ร้องเพลงยังไง ไปดูเขาแล้วก็ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง เพราะ สมัยนั้นไม่มีครูที่จะมาสอนร้องเพลงจริงจัง ไม่เหมือนยุคนี้ ซึ่งเด็กยุคนี้ ถือว่ามีโชค โชคดีที่วงการดนตรี วงการบันเทิง พัฒนาขึ้นมามาก</p>



<p>“เมื่อก่อนนี้คนระดับกลางขึ้นไปจะดูถูกคนในอาชีพนี้เยอะ ศิลปิน นักร้องเป็นพวกหาเช้ากินค่ำ เต้นกินรํากิน เป็นคําพูดที่ติดหูกันมาตลอด แต่เราไม่ได้นึกกดดันอะไร เพราะเราต้องทํางานเพื่อหากิน พอมีชื่อเสียง เราถึงรู้ว่าถ้าเรามาถึงจุดที่มันสูงมากเหมือนที่เราฝัน ใครจะดูถูก ก็ดูถูกไป เพราะสําหรับผมอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ”</p>



<p>เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงจากวงที่ตั้งกับเพื่อนในนาม ดิ อิมพอสสิเบิล จากการเล่นในผับบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แทนที่เขาพอใจกับเสียง ปรบมือและผู้คนที่มาต่อคิวเฝ้าดูจนล้นร้าน เขากลับรู้สึกว่านั่นยังไม่พอ ซึ่ง ‘ความไม่พอ’ คือสิ่งที่เขายึดถือมาจนวัย 70</p>



<p>“คนเราถ้ามีฝันแล้วจะตะเกียกตะกายไปให้ถึงฝัน การฝึกฝนสําคัญที่สุด การรู้จักคำว่าไม่พอสำคัญ มาก พอเรารู้สึกว่า แค่นี้แหละ หากินได้แล้ว พอแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้นก็ร้องเพลงไปวันๆ เราต้องรู้สึกว่าแค่นี้มันไม่พอ ต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ไปอีกระดับหนึ่ง อย่างเมื่อตอนอายุหกสิบกว่าๆ ผมไปเรียนร้องเพลงกับครูโรจน์ เรียนเทคนิคการใช้เสียง”</p>



<p>ทําไมในวัยที่ควรเกษียณถึงไปลงเรียนวิชาดนตรี-เราสงสัย</p>



<p>“ยังมีแฟนเพลงต้อนรับเราอยู่เยอะ ได้จัดคอนเสิร์ตตั้งหลายครั้ง แล้วคนเต็มทุกที ผมก็คิดว่า เขายัง สนับสนุนเราอยู่ เราไม่ควรจะอยู่อย่างนี้ ควรจะทำอะไรที่ดีกว่าน้ี ให้เขาฟังแล้วรู้สึกว่า เราร้องเพลงเพราะขึ้น อย่างที่ผมบอก ความไม่พอต้องเกิดขึ้นกับความฝัน ถ้าเราฝันแล้วอย่าไปคิดว่าพอแล้ว หยุดแล้ว มันจะไปไม่ถึงสุดที่เราฝัน”</p>



<p>ศิลปินบางคนเมื่อมีชื่อเสียง ผู้คนห้อมล้อม อาจหลงระเริงไปกับสิ่งที่เข้าปะทะ ซึ่งสำหรับเขา นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว หากไม่รู้จักวิธีรับมือหรือจัดการ “มันอยู่ที่ตัวเรา เราจะเหลิงหรือไม่เหลิง การที่มีชื่อเสียงได้น่าจะถือว่าเป็นความสำเร็จของชีวิตมากกว่าที่เราจะมานั่งคิดว่าดังแล้วนะ แล้วเปลี่ยนชีวิตไป ถึงเราจะประสบความสําเร็จในชีวิต เราก็ยังเป็นคนเดิม ชีวิตเรายังเหมือนเดิม สิ่งที่เราต้องจดจําคือเราเป็นอะไรมาก่อน มาถึงเวลานี้ เราเป็นอย่างน้ี เราจะลืมชีวิตเก่าๆ ไม่ได้ ผมถึงประคองชีวิตผมอยู่อย่างน้ี ด้วยความเคารพในคนที่มีพระคุณทุกๆ คนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง</p>



<p>“สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวคนเกลียด ผมคิดว่าผมอยู่ในภาวะที่หลายๆ คนรัก ไม่ว่าผมจะไปไหนก็ต าม คนจะยิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือสวัสดี อันนี้เป็นความภูมิใจที่ผมระลึกอยู่เสมอ มันมาคู่กับความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเอาความสำเร็จไปลืมตัว ไปหลงระเริง ถือว่าพลาดแล้ว เพราะคุณจะอยู่ได้ไม่นาน แล้วคุณจะหายไปจากความทรงจําของคน แต่ถ้าเขา เห็นคุณแล้วเขายังยิ้มรับคุณด้วยความเป็นมิตรไมตรี นั่นคือเรายังอยู่ในความทรงจําเขา ซึ่งผมถือว่าเรายังประสบความสําเร็จอยู่”</p>



<p>ทุกวันนี้เขายังคงทํางานที่ฝัน ทั้งงานพิธีกรและร้องเพลงตามวาระ อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลข 7 อย่าง ‘70 ยังแจ๋ว เศรษฐา ศิระฉายา’ ที่เพิ่งผ่านพ้น เป็นต้น</p>



<p>“ชีวิตผมขึ้นอยู่กับคนฟัง” ศิลปินตรงหน้าบอกเรา “ผมบอกเพื่อนๆ อยู่เรื่อยว่า ถ้าเห็นผมร้องเพลงไม่ได้ให้บอกด้วยนะ ถ้าประชาชนหรือแฟนเพลงบอกผมว่าพักผ่อนเถอะ เสียงไปแล้ว ผมคงจะเลิก</p>



<p>“แต่ถ้าไม่มีใครว่าอะไร ผมก็ฝันไว้ว่าจะไปเกษียณตอนตายเลย” เศรษฐาบอกถึงความฝันสุดท้ายในวัย 70</p>



<p>ซึ่งสําหรับเขา นี่ถือเป็นฝันดี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/setha-sirachaya/">&#8220;ความสำเร็จคือการได้อยู่ในความทรงจำ&#8221; เศรษฐา ศิระฉายา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วินาทีที่ชีวิตมีความหมาย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ &#124; a day talk EP.06</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-talk-ep6-wutthichai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศิวะภาค เจียรวนาลี]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Dec 2021 13:26:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[a day talk]]></category>
		<category><![CDATA[วินาทีไร้น้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[อ๋อง วุฒิชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=152007</guid>

					<description><![CDATA[<p>นิยายเรื่องแรกของวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ชื่อว่า วินาทีไร้น้ำหนัก ใช้เวลาเขียนราว 14 ปี ระยะเวลายาวนานขนาดนี้ทำให้เส้นทางของการเขียนนิยาย ตีคู่มากับชีวิตของนักเขียนและอดีตบรรณาธิการ a day BULLETIN อาจจะพูดได้ว่าเนื้อหาใน วินาทีไร้น้ำหนัก เป็นการบันทึกความคิดและทัศนคติของวุฒิชัย ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนผ่านไร้วันหวนกลับเป็นดังเดิม แก่นของนิยายเรื่องนี้ พูดถึงการตามหาความสุขและความหมายของชีวิต แม้ในวินาทีที่เรารู้สึกว่าตัวตนว่างเปล่าที่สุด a day talk ตอนนี้คุยกับวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ทั้งเบื้องหลังการเขียนนิยาย วินาทีไร้น้ำหนัก และความเชื่อของเขาเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดำเนินรายการโดย เอี่ยว-ศิวะภาค เจียรวนาลี บรรณาธิการบริหาร a day ฟัง a day talk EP.05 ได้ทาง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-talk-ep6-wutthichai/">วินาทีที่ชีวิตมีความหมาย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | a day talk EP.06</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นิยายเรื่องแรกของ<a href="https://adaymagazine.com/year-2019-wutthichai" target="_blank" rel="noreferrer noopener">วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ </a>ชื่อว่า วินาทีไร้น้ำหนัก ใช้เวลาเขียนราว 14 ปี</p>



<p>ระยะเวลายาวนานขนาดนี้ทำให้เส้นทางของการเขียนนิยาย ตีคู่มากับชีวิตของนักเขียนและอดีตบรรณาธิการ <a href="https://adaybulletin.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day BULLETIN</a> อาจจะพูดได้ว่าเนื้อหาใน วินาทีไร้น้ำหนัก เป็นการบันทึกความคิดและทัศนคติของวุฒิชัย ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนผ่านไร้วันหวนกลับเป็นดังเดิม แก่นของนิยายเรื่องนี้ พูดถึงการตามหาความสุขและความหมายของชีวิต แม้ในวินาทีที่เรารู้สึกว่าตัวตนว่างเปล่าที่สุด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="675" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/พี่อ๋อง-8-1.jpg" alt="" class="wp-image-83806" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/พี่อ๋อง-8-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/พี่อ๋อง-8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/พี่อ๋อง-8-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></figure></div>



<p>a day talk ตอนนี้คุยกับวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ทั้งเบื้องหลังการเขียนนิยาย วินาทีไร้น้ำหนัก และความเชื่อของเขาเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดำเนินรายการโดย เอี่ยว-ศิวะภาค เจียรวนาลี บรรณาธิการบริหาร a day ฟัง a day talk EP.05 ได้ทาง</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="วินาทีที่ชีวิตมีความหมาย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | a day talk EP.06" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/e0y8aOMz5RE?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://apple.co/3y7radS" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/listen-on-03-1.jpg" alt="" class="wp-image-78269" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/listen-on-03-1.jpg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/listen-on-03-1-300x80.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/listen-on-03-1-768x205.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/listen-on-03-1-600x160.jpg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://spoti.fi/3DHAGFM" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/spotify.jpg" alt="วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ" class="wp-image-122761" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/spotify.jpg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/spotify-300x80.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/spotify-768x205.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/spotify-600x160.jpg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://bit.ly/3Gu4acg" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/soundcloud.jpg" alt="วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ" class="wp-image-122762" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/soundcloud.jpg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/soundcloud-300x80.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/soundcloud-768x205.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/soundcloud-600x160.jpg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://bit.ly/31Ap1Mf" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/podbean.jpg" alt="" class="wp-image-122763" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/podbean.jpg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/podbean-300x80.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/podbean-768x205.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/podbean-600x160.jpg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://youtu.be/e0y8aOMz5RE" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/youtube.jpg" alt="วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ" class="wp-image-122764" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/youtube.jpg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/youtube-300x80.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/youtube-768x205.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/youtube-600x160.jpg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-talk-ep6-wutthichai/">วินาทีที่ชีวิตมีความหมาย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | a day talk EP.06</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;จงภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น&#8221; บรูซ แกสตัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bruce-gaston/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2021 10:28:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[บรูซ แกสตัน]]></category>
		<category><![CDATA[วงฟองน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=148876</guid>

					<description><![CDATA[<p>บรูซ แกสตัน (บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน a day 176 ฉบับเบิร์ด–ธงไชย แมคอินไตย์ เดือนเมษายน 2015) “อย่าถามว่าทำไมผมมาเมืองไทย อย่าเลย ช่วยถามให้ซ่าๆ หน่อย” บรูซ แกสตัน นั่นคือประโยคแรกที่อาจารย์บรูซ แกสตัน บอกเราก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มต้น แม้วัยจะอยู่ในช่วงปลายเลข 6 แต่เขายังคงเบื่อในความซ้ำซากจำเจ เขาว่าจะสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งนั้นต้องสด ใหม่ และแตกต่าง ไม่ใช่ถอดออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน แม้กระทั่งบทสนทนา วัยเยาว์ อาจารย์บรูซเกิดและเติบโตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลงรักดนตรีมาตั้งแต่วัยเยาว์ ร้องเล่นเป็นลมหายใจ จนกระทั่งชีวิตหักเหให้มาสอนดนตรีที่ประเทศไทยตอนอายุ 22 ก่อนจะก่อตั้งวงดนตรีไทยร่วมสมัยที่ชื่อ ฟองน้ำ ร่วมกับครูบุญยงค์ เกตุคง ในสายตาของผู้มาอาศัย กิน นอน ใช้ชีวิต อยู่ประเทศไทยมาเกือบ 40 ปี เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางประการที่อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือคนไทยสบตากันน้อยลง “เมื่อก่อนอยู่บนรถเมล์ คนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ขึ้นรถแล้วก็มองกัน เขาเป็นใครนะ มองแล้วกลับมามองอีก สมัยนี้ไม่มีใครมองใครเลย มีแต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ ไม่มีการสื่อสารกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bruce-gaston/">&#8220;จงภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น&#8221; บรูซ แกสตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">บรูซ แกสตัน</span></p>


<p>(บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน a day 176 ฉบับเบิร์ด–ธงไชย แมคอินไตย์ เดือนเมษายน 2015)</p>



<p>“อย่าถามว่าทำไมผมมาเมืองไทย อย่าเลย ช่วยถามให้ซ่าๆ หน่อย”</p>


<p><span style="display: none;">บรูซ แกสตัน</span></p>


<p>นั่นคือประโยคแรกที่<strong>อาจารย์บรูซ แกสตัน</strong> บอกเราก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มต้น แม้วัยจะอยู่ในช่วงปลายเลข 6 แต่เขายังคงเบื่อในความซ้ำซากจำเจ เขาว่าจะ<a href="https://adaymagazine.com/category/creative/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สร้างสรรค์</a>สิ่งใดสิ่งนั้นต้องสด ใหม่ และแตกต่าง ไม่ใช่ถอดออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน แม้กระทั่งบทสนทนา</p>


<h3 style="display:none;">วัยเยาว์</h3>


<p><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8B_%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อาจารย์บรูซ</a>เกิดและเติบโตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลงรักดนตรีมาตั้งแต่วัยเยาว์ ร้องเล่นเป็นลมหายใจ จนกระทั่งชีวิตหักเหให้มาสอนดนตรีที่ประเทศไทยตอนอายุ 22 ก่อนจะก่อตั้งวงดนตรีไทยร่วมสมัยที่ชื่อ ฟองน้ำ ร่วมกับครูบุญยงค์ เกตุคง</p>



<p>ในสายตาของผู้มาอาศัย กิน นอน ใช้ชีวิต อยู่ประเทศไทยมาเกือบ 40 ปี เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางประการที่อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือคนไทยสบตากันน้อยลง</p>



<p>“เมื่อก่อนอยู่บนรถเมล์ คนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ขึ้นรถแล้วก็มองกัน เขาเป็นใครนะ มองแล้วกลับมามองอีก สมัยนี้ไม่มีใครมองใครเลย มีแต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ ไม่มีการสื่อสารกัน เวลาเรามองกันเรามีโอกาสตกหลุมรักกัน หรืออย่างน้อยมีสายสัมพันธ์กัน มีการสื่อกันตลอด สนุกกว่าไปอยู่กับโทรศัพท์ เพราะว่าเป็นการสื่อสารระหว่างคนกับคน สมัยนี้พอมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสารมันลบล้างสิ่งเหล่านี้ออกไป ตอนนี้ไม่มีการสื่อสารระหว่างคนกับคนอีกแล้ว คุณขึ้นรถไฟฟ้า คุณกดโทรศัพท์อย่างเดียว ไม่รู้ว่ามีใครอื่นในขบวน เราเป็นสังคมนะ เราต้องรู้จักกัน มองกันเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังสนุกกว่าก้มหน้ากดโทรศัพท์ เวลาขึ้นรถไฟฟ้าผมไม่เล่นหรอก ผมมองคนเดียวก็ได้ ผมอยากเป็นคนเก่าคนแก่” สิ้นประโยคเขาหัวเราะสดชื่น</p>



<p>แม้วันเวลาที่ผ่านไปอาจทำให้ริ้วรอยปรากฏบนผิวกาย แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อภายในหัวใจของศิลปินผู้นี้</p>



<p>เขาเชื่อเสมอมาว่ามนุษย์เราทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน</p>


<h3 style="display:none;">มนุษย์เราทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน</h3>


<p>“ผมอยากจะเห็นความหลากหลายของเด็ก” ศิลปินสัญชาติอเมริกันพูดด้วยภาษาไทยชัดเจน “ทุกวันนี้โรงเรียนพยายามสอนให้ทุกคนเป็นเหมือนกัน ทุกคนต้องไปสอบเหมือนกัน ต้องเป็นพิมพ์เดียวกันออกมา แล้วถ้าหากมีเด็กสักคนที่มีปัญหาในโรงเรียนเพราะว่าเขาไม่เหมือนเพื่อน คุณครูก็จะพยายามตำหนิว่าทำไมไม่อยู่ในกฎในกรอบ แทนที่จะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คนนี้ไปทางนี้ คนนั้นไปอีกทาง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113.jpg" alt="บรูซ แกสตัน" class="wp-image-148918" width="684" height="758" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113.jpg 912w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113-271x300.jpg 271w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113-768x851.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113-600x664.jpg 600w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>



<p>“ผมมีตัวอย่างหนึ่งอยากเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ มีเด็กคนหนึ่งเรียนแย่มาก จนกระทั่งพ่อแม่นึกว่าเขาอาจจะเป็นโรคจิตหรือมีปัญหาทางสมอง เพราะสอบตกตลอด พ่อแม่จึงพาไปหาจิตแพทย์ จิตแพทย์สัมภาษณ์เด็กนิดนึง แล้วบอกว่าให้เด็กรอในห้อง ขอออกไปปรึกษากับพ่อแม่ข้างนอก แล้วหมอก็เปิดเพลงทิ้งไว้ ออกไปสังเกตการณ์ข้างนอก พอเด็กอยู่คนเดียว เขาลุกขึ้นมาเต้นอย่างสวยงามมากๆ จิตแพทย์จึงแนะนำแม่ของเด็กว่า ลูกของคุณมีเซนส์ทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย เขามีความสุขและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถามว่าทำไมเขาต้องอยู่ในโลกส่วนตัว เพราะในโรงเรียนมีแต่คนด่าว่าเขาโง่คณิตศาสตร์ หรือวิชาอื่นๆ ที่เขาทำไม่ได้ ไม่มีใครคิดว่าเขาอาจจะมีเซนส์ในด้านอื่นๆ ทุกคนต้องอยู่ในแนวเดียวกัน เดินแถวเดียวกัน หลังจากวันนั้นแม่ของเด็กคนนั้นเปลี่ยนหมดเลย พาไปเข้าโรงเรียนสอนการเต้น ทั้งบัลเลต์ และการเต้นแบบต่างๆ แล้วคุณรู้ไหม เด็กคนนั้นกลายเป็นคนออกแบบท่าเต้นละครบรอดเวย์ที่ดังที่สุด กลายเป็นอัจฉริยะไปเลย ย้อนกลับไป ถ้าเขาอยู่โรงเรียน โรงเรียนจะบอกว่าเขาโง่ เป็นเด็กมีปัญหา แต่ความจริงเด็กไม่ได้มีปัญหา เขาเพียงแต่มีความสามารถอีกทางหนึ่ง</p>



<p>“ผมอยากจะบอกวัยรุ่นว่าอย่าท้อใจ ถ้าหากว่าคนอื่นมองไม่เห็นคุณค่าของเรา อย่าคิดว่าตัวเองโง่ แสวงหาหนทางของตัวเอง เราอาจพบว่าเรามีความสามารถที่ไม่เหมือนกับคนอื่น สิ่งสำคัญคือ อย่าว่าตัวเอง ว่าฉันไม่มีค่า เราต้องมองคนแต่ละคนเป็นคนละคน เราไม่เหมือนกัน โลกเรามีความหลากหลาย เราต้องหาทางที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง เราต้องมีความเป็นปัจเจกบุคคล วัยรุ่นไม่รู้จักคำนี้นะ แต่ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ปัจเจกบุคคลหมายความว่า ฉันไปในหนทางของฉัน ซึ่งมันเกี่ยวกับพรหมลิขิต เกี่ยวกับดีเอ็นเอ เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ เกี่ยวกับอะไรต่างๆ ที่ทำให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วก็จงภาคภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนกับคนอื่น”</p>



<p>หากย้อนไปในวัยเยาว์ ความแตกต่างเคยสร้างบาดแผลในหัวใจเขา เมื่อย้อนเล่าถึงเหตุการณ์นั้นน้ำตายังคงคลออยู่ที่ดวงตา แต่เขาก็ยืนยันว่าเราต้องสู้ ต้องฝ่าฟัน ต้องอย่ายอม</p>



<p>“ชีวิตผมผ่านมาโดยความยากลำบาก ผมแตกต่างมาก และยังเจ็บปวดใจถึงทุกวันนี้ ที่อเมริกาตอนเรียนมัธยมเขาจะเล่นเบสบอลกัน วิธีการแบ่งทีมของเขาคือ คนเก่ง 2 คนที่เป็นกัปตันของทีมจะเป็นผู้เลือกคนเข้าทีม จนกระทั่งเหลือผมคนเดียวที่ไม่มีใครเอาเลย เพราะอะไร เพราะว่าผมใช้เวลาหัดเปียโน ทำให้ผมเล่นกีฬาไม่เป็น ขายหน้าบ่อยมากเรื่องนี้ แต่ว่าผมรักดนตรี เพราะผมไม่เหมือนกับเขา แล้วเจ็บไหมล่ะ</p>



<p>“เจ็บ แต่ผมไม่ยอม” เขาตอบตัวเอง</p>



<p>“แล้วสิ่งสำคัญที่เรียนรู้จากการเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่นมาตลอดชีวิตคืออะไร” ผมถามเขาก่อนเราแยกย้ายจากกัน</p>


<h3 style="display:none;">วงการดนตรี</h3>


<p>“อย่าสงสารตัวเอง ผมมีชีวิตเป็นศิลปิน มีคนด่าผมตลอดชีวิตตอนที่มาเมืองไทย ทำวงดนตรีฟองน้ำก็มีคนว่าผมทำลายครูบาอาจารย์ ทำลายวัฒนธรรมไทย ถ้าผมเกิดคิดน้อยใจ สงสารตัวเอง ผมแพ้ไปแล้ว แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้ ผมกลายเป็นคนที่สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนสมัยใหม่กับดนตรีไทยเดิม</p>



<p>“เพราะฉะนั้น อย่าสงสารตัวเอง”</p>


<div style="display: none;">ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
“เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลภาพแนวนี้จากผลงานของคุณมารุโอะเลยก็ว่าได้ เราชอบในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในงานของเขามาก ทั้งลายเส้น ทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวลึกๆ ในตัวของมนุษย์ผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม”<br>
แต่นอกเหนือจากเรื่องของสไตล์ที่ชัดเจนแล้ว ไอเดียและคอนเซปต์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละภาพคือสิ่งที่บิวได้แรงบันดาลใจจากการมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วจับมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่นำเสนอความเซอร์เรียลระหว่างมนุษย์กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อนักวาดสาวเปิดเผยว่าเธอมักเริ่มต้นสร้างผลงานจากการมีอารมณ์ร่วมก่อนปัจจัยอื่นใด<br>
“มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ต้องรอจังหวะและสถานการณ์จริงๆ อาจจะฟังดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่เพราะผลงานส่วนใหญ่ของเรามักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ซับซ้อนเท่าไรนัก หลายภาพเกิดจากการจินตนาการเล่นๆ ในช่วงเวลากับจังหวะที่เหมาะสม แล้วจึงถ่ายทอดภาพในหัวออกมาในรูปแบบของภาพวาดเท่านั้นเอง”<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
“เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลภาพแนวนี้จากผลงานของคุณมารุโอะเลยก็ว่าได้ เราชอบในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในงานของเขามาก ทั้งลายเส้น ทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวลึกๆ ในตัวของมนุษย์ผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม”<br>
แต่นอกเหนือจากเรื่องของสไตล์ที่ชัดเจนแล้ว ไอเดียและคอนเซปต์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละภาพคือสิ่งที่บิวได้แรงบันดาลใจจากการมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วจับมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่นำเสนอความเซอร์เรียลระหว่างมนุษย์กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อนักวาดสาวเปิดเผยว่าเธอมักเริ่มต้นสร้างผลงานจากการมีอารมณ์ร่วมก่อนปัจจัยอื่นใด<br>
“มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ต้องรอจังหวะและสถานการณ์จริงๆ อาจจะฟังดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่เพราะผลงานส่วนใหญ่ของเรามักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ซับซ้อนเท่าไรนัก หลายภาพเกิดจากการจินตนาการเล่นๆ ในช่วงเวลากับจังหวะที่เหมาะสม แล้วจึงถ่ายทอดภาพในหัวออกมาในรูปแบบของภาพวาดเท่านั้นเอง”<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
“เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลภาพแนวนี้จากผลงานของคุณมารุโอะเลยก็ว่าได้ เราชอบในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในงานของเขามาก ทั้งลายเส้น ทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวลึกๆ ในตัวของมนุษย์ผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม”<br>
แต่นอกเหนือจากเรื่องของสไตล์ที่ชัดเจนแล้ว ไอเดียและคอนเซปต์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละภาพคือสิ่งที่บิวได้แรงบันดาลใจจากการมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วจับมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่นำเสนอความเซอร์เรียลระหว่างมนุษย์กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อนักวาดสาวเปิดเผยว่าเธอมักเริ่มต้นสร้างผลงานจากการมีอารมณ์ร่วมก่อนปัจจัยอื่นใด<br>
“มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ต้องรอจังหวะและสถานการณ์จริงๆ อาจจะฟังดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่เพราะผลงานส่วนใหญ่ของเรามักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ซับซ้อนเท่าไรนัก หลายภาพเกิดจากการจินตนาการเล่นๆ ในช่วงเวลากับจังหวะที่เหมาะสม แล้วจึงถ่ายทอดภาพในหัวออกมาในรูปแบบของภาพวาดเท่านั้นเอง”<br>
ทั้งสวยทั้งหลอน น่าจะเป็นคำจำกัดความรู้สึกเมื่อเราได้เห็นผลงานของ  บิว–ณัฐชยา ชาวน้ำอ้อม ได้เหมาะสมที่สุด<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
ส่วนเหตุผลเบื้องหลังที่ส่งผลให้ผลงานของบิวมีเอเลเมนต์ที่สื่อถึงความเหนือจริงชวนหลอน ดูแล้วแอบขนลุกก็มาจากรสนิยมการเสพสื่อของเธอเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลงานของ Suehiro Maruo นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มศิลปะแนว Ero Guro (งานแนวโป๊เปลือยที่มีความพิสดาร) ที่เธอยกให้เป็นไอดอลคนสำคัญ<br>
“เราชอบเสพผลงานแนวนี้มาก ก็เลยติดการวาดรูปแนวหลอนๆ มาเลย เราคิดว่างานแนวนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้งในตัวของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี พอดูๆ ไปมันก็ทั้งสวยงามแต่บางทีก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน<br>
ทั้งสวยทั้งหลอน น่าจะเป็นคำจำกัดความรู้สึกเมื่อเราได้เห็นผลงานของ  บิว–ณัฐชยา ชาวน้ำอ้อม ได้เหมาะสมที่สุด<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<p></p>
</div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bruce-gaston/">&#8220;จงภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น&#8221; บรูซ แกสตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตนี้สอนให้รู้ว่า &#8220;บางเรื่องลืมๆ ไปบ้างก็ได้&#8221; &#8211; อารักษ์ อาภากาศ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/arak-arpakard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธีรภัทร์ เจนใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Jan 2021 11:59:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[อารักษ์ อาภากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงเพื่อชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินโฟล์ก]]></category>
		<category><![CDATA[สีสัน อะวอร์ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[คนเดินดิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=119874</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณอาจจะรู้มาบ้างว่าสมองซีกซ้ายและขวานั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน ซีกซ้ายรับหน้าที่ดูแลการใช้เหตุผล การพูด การควบคุม ส่วนซีกขวานั้นรับหน้าที่เป็นผู้เปิดรับสุนทรียะ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และสัญชาตญาณ แม้จะอยู่คนละฟากฝั่ง ทว่าทั้งสองซีกนั้นก็ถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานร่วมกันอยู่ดี หากขาดซีกใดซีกหนึ่งไป หรือมีซีกไหนที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่าชีวิตจะดำเนินไปยังไง จนกระทั่งเราได้พูดคุยกับ อารักษ์ อาภากาศ ชายผู้มีชีวิตผ่านฝนมาแล้ว 65 ฝน ใช้ชีวิตในฐานะศิลปินโฟล์กเพื่อชีวิตมาแล้ว 27 หนาว เคยได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม เวทีสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2534 จากอัลบั้ม คนเดินดิน ที่เป็นเหมือนสปอตไลต์สาดส่องลงมาให้ผู้คนเริ่มสนใจในตัวเขา ก่อนที่อีกหลายเพลงหลังจากนั้นจะตามไปประทับอยู่ในใจของใครหลายๆ คนอย่าง ส่วนที่หายไป, น้อยก็หนึ่ง, กรุงเทพฯ รมควัน จึงพบว่าเขาดำเนินชีวิตโดยมีความรู้สึกเป็นผู้บัญชาการชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่เพราะเขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกทำงานศิลปะ แต่เป็นเพราะสมองซีกซ้ายของเขาได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำๆ จากอุบัติเหตุต่างกรรมต่างวาระ “ถ้าสมองผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นหรอกนักดนตรี ผมอยากเป็นวิศวกร เป็นนายแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากมีคฤหาสน์ มีเครื่องบินส่วนตัว แต่ชีวิตมันไม่ได้เป็นแบบนั้น และคล้ายว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการเล่นดนตรีแล้ว” เขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักดนตรี เขาทำเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะแต่งเพลงที่กินใจด้วยความคิดที่คมคาย มันเป็นเพียงความรู้สึกและเรื่องราวที่เขาซึมซับไว้ และดนตรีก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เยียวยาความผิดหวังในชีวิตของเขาได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/arak-arpakard/">ชีวิตนี้สอนให้รู้ว่า &#8220;บางเรื่องลืมๆ ไปบ้างก็ได้&#8221; &#8211; อารักษ์ อาภากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คุณอาจจะรู้มาบ้างว่าสมองซีกซ้ายและขวานั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน ซีกซ้ายรับหน้าที่ดูแลการใช้เหตุผล การพูด การควบคุม ส่วนซีกขวานั้นรับหน้าที่เป็นผู้เปิดรับสุนทรียะ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และสัญชาตญาณ แม้จะอยู่คนละฟากฝั่ง ทว่าทั้งสองซีกนั้นก็ถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานร่วมกันอยู่ดี</p>
<p>หากขาดซีกใดซีกหนึ่งไป หรือมีซีกไหนที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่าชีวิตจะดำเนินไปยังไง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119903" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8-683x1024.jpg" alt="อารักษ์ อาภากาศ" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_8.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>จนกระทั่งเราได้พูดคุยกับ <a href="https://www.facebook.com/Konderndin2534/"><strong>อารักษ์ อาภากาศ</strong></a> ชายผู้มีชีวิตผ่านฝนมาแล้ว 65 ฝน ใช้ชีวิตในฐานะศิลปินโฟล์กเพื่อชีวิตมาแล้ว 27 หนาว เคยได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม เวทีสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2534 จากอัลบั้ม คนเดินดิน ที่เป็นเหมือนสปอตไลต์สาดส่องลงมาให้ผู้คนเริ่มสนใจในตัวเขา ก่อนที่อีกหลายเพลงหลังจากนั้นจะตามไปประทับอยู่ในใจของใครหลายๆ คนอย่าง <em>ส่วนที่หายไป, น้อยก็หนึ่ง, กรุงเทพฯ รมควัน</em> จึงพบว่าเขาดำเนินชีวิตโดยมีความรู้สึกเป็นผู้บัญชาการชีวิตมาตั้งแต่เด็ก</p>
<p>ไม่ใช่เพราะเขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกทำงานศิลปะ แต่เป็นเพราะสมองซีกซ้ายของเขาได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำๆ จากอุบัติเหตุต่างกรรมต่างวาระ</p>
<p>“ถ้าสมองผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นหรอกนักดนตรี ผมอยากเป็นวิศวกร เป็นนายแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากมีคฤหาสน์ มีเครื่องบินส่วนตัว แต่ชีวิตมันไม่ได้เป็นแบบนั้น และคล้ายว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการเล่นดนตรีแล้ว”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119900" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5-683x1024.jpg" alt="อารักษ์ อาภากาศ" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_5.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>เขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักดนตรี เขาทำเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะแต่งเพลงที่กินใจด้วยความคิดที่คมคาย มันเป็นเพียงความรู้สึกและเรื่องราวที่เขาซึมซับไว้ และดนตรีก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เยียวยาความผิดหวังในชีวิตของเขาได้</p>
<p>จากที่เราคิดว่าจะไถ่ถามถึงเรื่องนามธรรม อย่างวิธีคิด วิธีมองโลก วิธีทำความเข้าใจธรรมชาติของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานที่นักดนตรีเพื่อชีวิตใช้สร้างสรรค์ผลงานเพลง กลายเป็นว่าชีวิตที่ใช้ความรู้สึกนำทางของเขากลับน่าสนใจกว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ถัดจากประโยคนั้นจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้ การประนีประนอม การทำความเข้าใจกับความป่วยไข้อันเป็นที่มาที่ไปของชีวิตในปัจจุบัน และเป็นเบื้องหลังผลงานเพลงแสนเรียบง่ายที่ทำให้ผู้ฟังยังอยากใช้ชีวิตต่อไป ด้วยถ้อยคำที่เรียบง่าย คล้ายบทเพลงเพื่อชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ชีวิตในวัยเด็กของคุณเป็นยังไง</strong></p>
<p>ผมเติบโตมาในห้องแถวย่านบางขุนพรหม เติบโตมากับภาพพ่อแม่ทำงานอย่างหนัก แทบไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าต้องประหยัด ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเลี้ยงลูก 11 คน ส่วนผมก็เป็นเด็กซุกซนแบบเซ่อๆ ไม่ค่อยมีสมาธิ เดินสะดุดขาตัวเองหกล้มก็บ่อย เกิดอุบัติเหตุอยู่เรื่อยๆ รุนแรงที่สุดคือตอนอายุยี่สิบกว่าขี่มอเตอร์ไซค์ประสานงากับแท็กซี่ ที่น่าประหลาดคืออุบัติเหตุแทบทุกครั้งมักทำให้สมองฝั่งซ้ายได้รับการกระทบกระเทือน เป็นอยู่ที่เดียว ทำให้ผมเป็นเด็กที่จดจำอะไรไม่ค่อยได้ เรียกให้สมองส่วนความจำช่วยมันก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ บ่อยๆ เข้าก็เลยขี้เกียจยุ่งด้วย มันเหนื่อยฉิบหายเลย คล้ายกับว่าสมองของผมถูกใช้งานเพียงซีกเดียว นอกจากจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ก็ทำให้เป็นเด็กที่สะเทือนใจง่าย ควบคุมชีวิตได้ยาก เพราะมันขาดสมดุล ซึ่งผมเพิ่งมาคิดทบทวนเมื่อไม่นานมานี้ว่าจริงๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะบาปกรรม ทั้งที่ผมเคยประกาศตนว่าไม่นับถือศาสนาอะไรเลยนะ แต่มันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น อาจเป็นเพราะผมชอบยิงนกตกปลาก็ได้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119932" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37-683x1024.jpg" alt="Arak Arpakard" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_37.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>อะไรคือสิ่งที่คุณบอกว่าควบคุมยาก อธิบายหน่อยได้ไหมว่ามันควบคุมยากขนาดไหน</strong></p>
<p>ผมว่าคุณนึกไม่ออกหรอกว่าการใช้สมองเพียงซีกเดียวมันเหนื่อยขนาดไหนที่คุณแนะนำตัวกับผมเมื่อกี้ อีก 5 นาทีข้างหน้าผมอาจจะลืมชื่อของคุณแล้ว แก่ตัวก็ยิ่งแย่ลง ทีนี้การที่ผมไม่สามารถจำเรื่องต่างๆ ได้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นมันสร้างความหงุดหงิดใจเอามากๆ ทำให้ผมผิดใจกับคนอื่นก็บ่อย เพราะเป็นคนที่ตึง ไม่ยอมผ่อน นั่นคือเรื่องที่หนึ่ง เรื่องที่สองคือมันเหมือนขาดผู้ช่วย ชีวิตคนเราจะดีถ้ามีเครื่องควบคุมอารมณ์ แต่ผมไม่มี ไม่ว่าจะเจอเรื่องดีเรื่องร้ายก็ยกให้ส่วนความรู้สึกไปหมด ไม่มีสมองอีกส่วนคอยห้ามปรามให้ใจเย็นๆ ไม่มีตัวช่วยประนีประนอม ส่วนความรู้สึกมันก็ยิ่งได้ใจ ควบคุมยากขึ้นไปอีก นี่ถ้าผมเป็นคนแข็งแรงหน่อยหรือมีดีเอ็นเอเลวๆ สักหน่อยผมอาจจะกลายเป็นฆาตกรก็ได้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วพ่อกับแม่ของคุณรับมือหรือช่วยเหลือยังไงบ้าง</strong></p>
<p>ทั้งคู่ไม่มีเวลา ที่ร้านเป็นร้านทองเล็กๆ เตี่ยเป็นช่างทอง แม่เป็นผู้ช่วยขาย แม่ต้องรับภาระในการดูแลลูก ทำงานบ้าน ทำกับข้าว และช่วยขายของ แล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้เรียนมาสูง คิดแต่เรื่องทำมาหากิน ก็เลยไม่ได้ผลักดันให้ผมไปเรียนต่อหรือทำอะไรอย่างอื่น ผมเองก็เรียนไม่ไหว ทรมาน ไม่สนุกเอาเสียเลย ผมไม่จบ ม.8 ด้วย ช่วงนั้นเป็นเด็กล่องลอย สะเปะสะปะไปวันๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119931" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36-683x1024.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_36.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณไม่ผันตัวไปเป็นคนที่ใช้กำลังหรือก้าวร้าว</strong></p>
<p>ดนตรี วันหนึ่งผมไปจับกีตาร์ที่พี่ชายซื้อมาแต่ไม่ได้เล่น อารมณ์โกรธ ความฉุนเฉียวของผมลดลง ผมอธิบายความรู้สึกตอนนั้นไม่ถูกเหมือนกัน แต่คล้ายกับว่าตั้งแต่ผมได้จับกีตาร์ ความอ่อนโยนของดนตรีมันเข้ามาช่วยสร้างสมดุล พอเริ่มเล่นได้ก็เล่นไม่หยุด เล่นจนนิ้วแตกเลือดออก คล้ายเจอทางที่จะสามารถระบายทุกสิ่งออกมาได้ ซึ่งก็แปลกดี เหมือนผมมีเซนส์ ผมไม่ต้องใช้ความพยายามเท่าไหร่ในการเล่นกีตาร์ ขนาดว่าหลังจากนั้นผมพยายามอ่านหนังสือดนตรีเพื่อเรียนรู้เพิ่ม ก็พบว่าตัวเองจำได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ รวมถึงเซนส์ด้านความรู้สึก เพลงไหนเพราะไม่เพราะผมบอกได้ทันที ยิ่งเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส ผมจะชอบมากๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ค้นพบตอนนั้นเลยหรือเปล่าว่าเจอทางที่ใช่แล้ว</strong></p>
<p>ไม่ ตอนนั้นก็แค่เล่นกีตาร์แหกปากร้องเพลงอยู่ในห้องนอนคนเดียว ยังจับจุดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร พ่อแม่เคยส่งไปทำงานในโรงงานปั่นด้ายของญาติที่เกาลูน ทำงานอยู่สัก 6 เดือนแต่ก็ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร ได้เรียนภาษาอังกฤษอีกนิดหน่อย ก่อนจะกลับมาล่องลอยที่ไทยเหมือนเดิม</p>
<p>ทีนี้ด้วยความที่บ้านอยู่บางขุนพรหม เลยไปอีกหน่อยก็คือถนนข้าวสาร ยุคนั้นเป็นยุคที่เพิ่งมีเกสต์เฮาส์ เริ่มมีฝรั่งเดินเที่ยวผ่านแถวบ้านมากขึ้น ไอ้ผมก็เป็นเด็กที่ชอบทักทายฝรั่งไปเรื่อย ก็เลยได้รู้จักกับทอม เป็นคนกรีก คุยจนเป็นเพื่อนกัน ผมเล่าให้เขาฟังว่าผมอยากไปเห็นโลก เขาเลยเอาใบประกาศรับสมัครงานของเอเจนซีให้ดู มีให้เลือกระหว่างอเมริกากับอังกฤษ ผมชอบตึกรามบ้านช่องของอังกฤษ ผมก็สมัครเลย ตอนนั้นอายุ 18-19 ปี ไปทำงานอยู่ลอนดอน ทำตั้งแต่งานรับจ้าง ทำความสะอาด จัดของในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ผมไม่มีความสุขเลย ไม่ชอบทำงาน ผมร้องไห้เลยนะ อยู่บ้านผมออกจะเป็นคุณหนูหน่อยๆ ด้วยซ้ำ แต่นี่ผมต้องเจอการแบ่งชนชั้น การเหยียดผิว ซึ่งเป็นเรื่องที่สะเทือนใจผมที่สุด เก็บมาระบายออกกับกีตาร์ที่พกไป ทำงานครบปีก็คิดอยากใช้กีตาร์พาเดินทาง ผมเลยลาออก โบกรถเที่ยวไปเรื่อย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ไปที่ไหนก็ไปเปิดหมวกเล่นดนตรี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119925" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30-683x1024.jpg" alt="อารักษ์ อาภากาศ" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_30.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>การไปทำงานและใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเปลี่ยนแปลงคุณยังไงบ้าง</strong></p>
<p>ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ตอนที่โบกรถเที่ยว ผมได้เจอพวกฮิปปี้ พวกพังก์ หลายกลุ่ม ผมชอบชีวิตพวกเขามาก เขาทำให้ผมไม่อยากได้อะไรอีกเลย ผมไม่เห็นสาระของการทำงาน ผมว่ามันบ้าฉิบหาย เช้ามาก็ต้องรีบตื่นไปตอกบัตร ตกเย็นก็ต้องรีบ ต้องเบียดกันขึ้นรถเมล์รถไฟกลับบ้าน ทำให้รู้ว่าที่ผมไม่ชอบทำงานไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผมเป็นคนไม่อดทนกับชีวิตแบบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ผมอิจฉาสัตว์นะ ผมโคตรอยากเป็นหมา อยากเป็นนก ได้บิน ได้ร้อง ผมไม่ชอบสภาพความเป็นคนเลย ผมว่ามันน่าเบื่อ ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเก็บกดจากการที่เห็นพ่อแม่เอาแต่ทำงานด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วกลับมาไทยทำไม</strong></p>
<p>พ่อป่วย กลับมาดูใจครั้งสุดท้าย จริงๆ หลังจบงานศพพ่อก็ยังคิดว่าจะออกไปเที่ยวรอบโลกต่อ แต่เผอิญว่าระหว่างนั้นมีโอกาสไปเล่นดนตรีตามผับตามบาร์แล้วติดใจ มันถือเป็นงานที่ผมทำได้นานที่สุดแล้ว ทีนี้เล่นไปสักพักก็เริ่มเบื่อการเล่นเพลงคนอื่น ความคิดที่จะแต่งเพลงเองก็เกิดขึ้นตอนนั้น ผมก็เลยลองทำแล้วก็ทำมันได้ง่ายๆ สิ่งที่เก็บกดไว้มานานตั้งแต่เด็ก ตอนเจอฝรั่งเหยียดผิวที่ยุโรป ทุกอย่างออกมาง่ายๆ อย่างนั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119918" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23-683x1024.jpg" alt="Arak Arpakard" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_23.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>แต่กว่าที่อัลบั้มแรกของคุณจะวางแผง</strong><strong>ก็ปี 2534 ซึ่งก็คือตอนที่คุณอายุ 38 ปี ห่างจากช่วงที่คุณกลับมาใช้ชีวิตในไทยหลายสิบปี มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น</strong></p>
<p>มีแฟน มีครอบครัว มีลูก เริ่มคิดอยากมีชีวิตมั่นคง เล่นดนตรีโฟล์กมันได้เงินไม่มาก ผมก็เลยหันมาค้าขาย พยายามลืมๆ เรื่องที่ผ่านมา ทำมาหากินดีกว่า ตอนนั้นอาจจะโตขึ้นด้วยมั้ง ซึ่งผมก็ทำได้ดีเลยนะ ผมขายเก่งเลย ได้กำไรดี ใช้ความรู้จากการที่บ้านเคยขายทอง ผมก็ไปรับพวกเครื่องประดับมาขาย</p>
<p>สุดท้ายผมหนีความเบื่อไม่พ้น สมองส่วนความรู้สึกมันไม่ยอม ต้องกลับมาหาดนตรี สนองความต้องการภายในของผม สมองส่วนความรู้สึกก็เหมือนได้รับการตามใจมากขึ้นเรื่อยๆ ความอดทนต่อสิ่งรอบตัวของผมที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปอีก แต่เขาเป็นคนปกติไงก็เลยทนผมไม่ไหว แยกทางกันไป เป็นเรื่องที่ผมสะเทือนใจมากนะ ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทนเราไม่ได้ แต่ไม่โทษใคร โทษตัวเอง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะเลือกครอบครัว (นิ่งเงียบ) แต่พูดไปก็เท่านั้น มันเหมือนเด็กงอแง แต่พูดไว้ตรงนี้เลยก็ได้เผื่อลูกจะได้ยิน ผมอยากให้ลูกบางคนที่ผมไม่ได้เลี้ยงได้ยินว่าผมแคร์เขามาก (นิ่งเงียบ) ผมรู้ว่าผมไม่ได้เลี้ยงเขามา จะให้เขาอินกับผมได้ยังไง มันต่อไม่ติด เขาก็คงแค้นผมมาก ซึ่งผมก็เข้าใจนะ ก็พูดๆ กันไป สารภาพให้จบๆ เดี๋ยวก็ตายห่ากันแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-119928" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_33.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>หลังจากอัลบั้ม คนเดินดิน เผยแพร่ออกไป ได้รางวัล มีผู้คนยอมรับในตัวคุณมากมาย สมองส่วนความรู้สึกของคุณแสดงอาการยังไงออกมา</strong></p>
<p>ภูมิใจ เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่พอจะอวดได้ ผมซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง เพลงที่แต่งออกมานั้นก็เป็นเพียงความธรรมดาในชีวิตของผม ไม่ต้องไปปั้นคำ ความจริงผมก็ไม่ได้มีคลังคำอะไรมาก ก็เอาคำที่ผมรู้นั่นแหละ แต่มันกลับกลายเป็นว่ามีคนฟังที่ชอบอะไรง่ายๆ แบบนี้ ถือเป็นโชคดีที่มีคนตอบรับ ผมไม่ต้องพยายามอะไรเท่าไหร่เลย นี่แหละสิ่งที่ผมต้องการ การไม่ต้องพยายามทำอะไร เพราะจริงๆ ผมเป็นคนไม่เอาไหน ชอบอะไรก็ไม่ชอบจริงๆ จังๆ ไม่อดทน อยากได้อะไรก็ไม่พยายาม ช่วงแรกๆ ที่แต่งเพลงผมอ่านชีวิตพวกคนดังในนิตยสาร<em> Starpics</em> เฮ้ย พวกมันมีปาร์ตี้ทุกคืนเลยว่ะ มีคฤหาสน์ มีเครื่องบินส่วนตัว ผมโคตรอยากได้แบบนั้น ชีวิตแม่งโคตรดี แต่พอรู้ว่าไม่สามารถหามาได้ก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่ได้ก็ไม่เอา จะให้กูตะเกียกตะกายเพื่อคว้ามากูไม่เอาหรอก แต่ถ้าขายเพลงแล้วมีเงินไปซื้อคฤหาสน์ได้ แบบนั้นเอา ถ้าไม่ได้ก็ช่างแม่ง ขนาดจะทำอัลบั้มของตัวเอง ถ้าไม่ได้เพื่อน วสันต์ สิทธิเขตต์ รบเร้าให้ทำและช่วยจัดการให้ ผมคิดว่าเวลาคงจะล่วงเลยไปมากกว่านั้นอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำไมไม่คิดว่าการที่อัลบั้มได้รางวัล มีคนสนใจ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณได้ใช้ชีวิตแบบคนดังอย่างที่คุณต้องการ</strong></p>
<p>ภาพชีวิตคนดังที่ผมเห็นในนิตยสารคือคนต่างชาติไง ผมเคยอยากเป็นแบบ Ralph McTell คนแต่งเพลง <i>Streets of London </i>ตอนแรกเขาก็เป็นคนทำงานรับจ้างกิ๊กก๊อก แต่พอเพลงโด่งดัง ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำ เขาก็กลายเป็นสตาร์ มีชีวิตแบบที่ผมอยากมี แต่ผมมันเพี้ยนไง ตอนนั้นคิดตื้นๆ อยากมีอยากได้เหมือนคนอื่น ทั้งที่ผมไม่มีความสามารถพอจะทำเพลงให้ดังหรือสื่อสารกับคนจำนวนมากได้ด้วยซ้ำ ผมไม่ได้ตั้งต้นเล่นดนตรีเพราะหวังสิ่งไหน ผมแต่งเพลงเพราะมันช่วยปลดปล่อยความสะเทือนใจที่เก็บสะสมไว้อย่างถึงใจ เพราะพูดปากเปล่ามันไม่ถึงใจ ร้องเพลงคนอื่นมันก็ไม่ถึงใจ และความอ่อนโยนของดนตรีก็ช่วยทำให้ผมเอาชนะความป่วยไข้ได้ด้วย ผมเพิ่งจะมาคิดหวังกับผลงานตัวเองก็เมื่อแก่ตัว เริ่มละอายใจต่อลูกหลานที่ไม่ได้สร้างอะไรไว้ให้พวกเขา ผมเพิ่งจะไปจดลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก่อนผมไม่เคยสนใจเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-119897" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>การเป็นคนป่วยไข้ มีอารมณ์เป็นเครื่องนำทางชีวิตแบบคุณนั้น มันจะไม่มีข้อดีอยู่บ้างเลยเหรอ</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่ไม่ดี มันจะดีถ้ามีเครื่องควบคุม อย่างที่บอกไปตอนแรก สมองคนเรามันต้องสมดุล ถ้ามีสมองฝั่งเหตุและผลคอยช่วยควบคุมมันก็จะสุดยอด คุณลองไปถามคนที่ประสบความสำเร็จดูก็ได้ ส่วนใหญ่เขาก็จะบอกว่าจะสำเร็จได้ถ้าใช้ความคิดนำ อย่าเอาความรู้สึกนำ ผมก็อยากทำแบบนั้นนะ แต่ทำไม่ได้ ก็เลยช่างแม่ง กูก็จะทำให้มันได้ในแบบที่กูเป็น ถ้าสมองผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นหรอกนักดนตรี ผมอยากเป็นวิศวกร ผมอยากเป็นนายแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากมีคฤหาสน์ มีเครื่องบินส่วนตัว จริงๆ ผมอยากไปกระโดดร่มฉิบหายเลย (หัวเราะ) ผมอยากให้ดนตรีมันเป็นงานอดิเรกด้วยซ้ำ เพราะผมจะได้ไม่ต้องเล่นซ้ำๆ จำเจ เล่นเมื่ออยากเล่น แต่ชีวิตมันไม่ได้เป็นแบบนั้น คล้ายว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการเล่นดนตรีแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วชีวิตนักดนตรีที่คุณไม่ได้อยากเป็นนั้นให้อะไรกับคุณบ้าง</strong></p>
<p>ให้ความรู้ทางจิตวิญญาณ จากที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ล่องลอย ทำให้ผมเข้าใจสุนทรียภาพ ความงามในธรรมชาติ ทำให้ผมได้พบเจอกับหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ผมสนใจ ผมชอบเพลงยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า ไม่ต้องร้องผ่านไมโครโฟน เพลงคลาสสิก โมซาร์ท บีโธเฟน โชแป็ง เพลงพื้นบ้าน เพลงไทยเดิม ผมฟังแล้วร้องไห้เลย แต่พวกวัตถุเงินทองที่ผมเล่าไปก่อนหน้านั้นมันเป็นเพียงแค่ความอยากชั่วครั้งชั่วคราว เห็นคนอื่นมีก็อยากมีเหมือนปุถุชนทั่วๆ ไป พอเอามาไม่ได้ เวลาผ่านไปผมก็ลืมความอยากนั้นแล้ว แต่นก ท้องฟ้า ธรรมชาติ เสียงเพลง สุนทรียภาพเหล่านี้สามารถตอบสนองผมได้ทันที</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในฐานะที่คุณสนิทใกล้ชิดกับอารมณ์มาก พอจะแนะนำวิธีใช้อารมณ์ให้เกิดประโยชน์ได้ไหม</strong></p>
<p>ไม่แนะนำ ชีวิตผมก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร ไม่กล้าจะแนะนำ ที่เล่าชีวิตให้ฟังอย่างบริสุทธิ์ใจนี้ก็คงเหมือนการแนะนำแล้ว ให้พวกคุณเห็นว่าชีวิตกูเป็นแบบนี้เพราะทำแบบนี้ ตรงไหนที่เอาไปต่อยอดได้ก็เลือกไป ใจเย็นคือสิ่งสำคัญ แต่พูดไปมันก็เท่านั้น กว่าผมจะทำได้ก็แก่แล้ว ดีเอ็นเอจากพ่อแม่ สิ่งที่แต่ละคนพบเจอมาก็แตกต่างกัน คนที่ใจเย็นก็คงทำได้ตั้งแต่เด็กแล้ว คนใจร้อนก็คือใจร้อน ถ้าคุณไปบอกคนใจร้อนให้ใจเย็นเขาก็คงด่า ‘ไอ้เหี้ย เรื่องแบบนี้จะให้ใจเย็นได้ยังไงวะ’ (หัวเราะ) แนะนำไปเขาก็ไม่รับ จนกว่าจะเรียนรู้สิ่งนั้นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-119917" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22-683x1024.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/อารักษ์-อาภากาศ_22.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>แล้วมีเรื่องไหนบ้างที่คุณคิดว่าใช้เหตุผลกับมันมากที่สุดในชีวิต</strong></p>
<p>เพลง ถึงผมจะแต่งเพลงด้วยความรู้สึก จากเรื่องราวในชีวิต แต่ก็ต้องรับผิดชอบทำเพลงออกมาให้ดี ต้องตรวจสอบความคิดในเพลงอยู่เสมอ ผมไม่ใช่พวกแต่งเพลงแล้วคิดว่าใครไม่เข้าใจก็เรื่องของมึง คือเราก็ต้องทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ ผมจะคิดถึงคนฟังด้วย คิดว่ามันจะต้องมีประโยชน์กับใครบ้าง อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ยังมีคนฟังและสนใจเพลงของผมอยู่บ้าง ความสนใจจากคนอื่นนี่แหละที่ยังทำให้ผมสนใจเล่นดนตรีซ้ำๆ ซากๆ ได้</p>
<p>อีกเรื่องก็คือความรักครั้งใหม่ ต้องใช้สติ ใช้เหตุผลมากขึ้น ต้องระมัดระวัง ต้องแคร์คนที่เรารัก อะไรที่เขาทำแล้วไม่ชอบก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บ้าง หยวนๆ กันบ้างก็ได้ แต่เมื่อก่อนทำไม่ได้นะ แตกหัก เป็นเรื่องที่เสียใจจนถึงวันนี้ เรื่องเล็กๆ ก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ จริงจังเกินไป ทั้งที่บางเรื่องลืมๆ ไปบ้างก็ได้ แกล้งไม่รู้บ้างก็ได้ เดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว อาจเพราะรู้ว่าชีวิตมันก็แค่นี้ เดี๋ยวก็จากไปแล้ว เอาอะไรกับมันมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><strong>ทุกวันนี้มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร</strong></p>
<p>แหม ก็มันยังไม่อยากตาย ตอบยาก มันหลายอย่างมาก อยู่ไปเพื่อสูบกัญชาเหรอ (หัวเราะ) อยู่เพื่อจะได้กอดคนรัก อยู่กับลูก อยู่เพื่อจะกินของอร่อย อยู่เพื่อสูดอากาศดีๆ อยู่เพื่อเล่นดนตรี เยอะแยะไปหมด แต่ยังไม่อยากตาย ไม่ชอบเลย มันวังเวง น่ากลัว จริงๆ ผมเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลายข้อเลยนะ ยกเว้นเรื่องอยากตาย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><strong>เหตุการณ์ที่มอบบทเรียนสำคัญกับชีวิตคืออะไร</strong></p>
<p>เมื่อเร็วๆ นี้เอง กับคนรักใหม่ อยู่ๆ เราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ทะเลาะกัน แล้วเขาหายไป สุดท้ายผมไปง้อแล้วเขากลับมาก่อนจะพูดความในใจว่า เขาแค่ต้องการให้เราพูดคุยกับเขาบ้าง อยากให้เราเอาใจเขาบ้างเวลาเขากลับจากที่ทำงาน แต่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องกระจุ๋มกระจิ๋ม มองเห็นแต่ความรักของตัวเองที่คิดว่ายิ่งใหญ่นักหนา ไม่เคยเห็นความรักของคนอื่นทั้งๆ ที่เราอยากได้อะไรเขาก็ซื้อหามาให้ อยากกินอะไรเขาก็ซื้อมา อะไรที่เราไม่ชอบเขาก็พร้อมจะปกป้องเรา แต่แค่เขาอยากจะคุยกับเรา เรากลับไม่เคยแบ่งเวลาให้ เป็นเรื่องที่ผมเพิ่งมาเรียนรู้</p>
<p><strong>อยากให้คนจดจำตัวเองแบบไหน</strong></p>
<p>ไม่ต้องคิดอะไรขนาดนั้นหรอก พอเราได้เรียนรู้ชีวิตของมหาบุรุษทั้งหลายแล้ว เรามันเป็นแค่กระพี้นิดเดียว ไม่กล้าคิดให้ใครจดจำอะไรของเรา ไม่ควรคิด มันจะว้าวุ่น (จับแก้วน้ำ) อย่างแก้วใบนี้จะอยู่ได้กี่ปีก็ขึ้นอยู่กับว่ามันแข็งแรงแค่ไหน คุณไม่ต้องไปสนใจหรอกว่ามันจะอยู่ได้กี่ปี มันแข็งแรงเท่าไหนก็อยู่ได้นานเท่านั้น งานศิลปะก็มีอายุ มันจะพิสูจน์ตัวมันเอง ถ้าพูดให้ภูมิใจหน่อย ผมก็มีอัลบั้มเพลงเป็นอนุสาวรีย์ของชีวิตแล้ว ผมสร้างไว้แล้ว ถ้าแน่จริงมันก็ต้องอยู่รับใช้ผู้คนไปได้อีกนาน ถ้าไม่มีประโยชน์มันก็เสื่อมสลาย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/arak-arpakard/">ชีวิตนี้สอนให้รู้ว่า &#8220;บางเรื่องลืมๆ ไปบ้างก็ได้&#8221; &#8211; อารักษ์ อาภากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเป็นเด็กในตัวเราไม่เคยหายไปไหน” &#8211; อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pusadee-nawawijit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2021 11:40:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[นักแปล]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โต๊ะโตะจัง]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหญิงข้างหน้าต่าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118342</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราหยิบหนังสือ ‘โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง’ ขึ้นมาอ่าน เมื่อรู้ว่าจะได้พูดคุยกับอาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย แม้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชน เรื่องราวของเด็กหญิงโต๊ะโตะในโรงเรียนโทโมเอกลับจับใจผู้ใหญ่อย่างเราจนต้องพลิกอ่านต่อบทแล้วบทเล่า &#8220;ผู้ใหญ่ก็อ่านวรรณกรรมเยาวชนได้ทั้งยังอ่านได้อย่างมีความสุขด้วย&#8221; อาจารย์ผุสดีบอกเราเมื่อพบกัน &#8220;เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวไม่เคยหายไปไหนแต่พอโตขึ้นเราต้องใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่และมีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบเราก็จะลืมความสุขหรือความพอใจง่ายๆ เหมือนที่เด็กเห็นเช่นเห็นดอกไม้ดอกเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่งก็มีความสุขเพราะฉะนั้นเวลาที่เราเจอสิ่งที่ทำให้รำลึกถึงความเป็นเด็กอย่างการอ่านวรรณกรรมเยาวชนความเป็นเด็กของเราก็จะกลับคืนมา&#8221; การที่ตัวตนในวัยเด็กยังอยู่กับเราถึงตอนนี้สิ่งที่เราเรียนรู้ช่วงแรกเริ่มของชีวิตจึงสำคัญมาก &#8220;ผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขาผ่านพ้นช่วงวัยเด็กมาอย่างไรประสบการณ์วัยเด็กเปลี่ยนนักบุญเป็นคนบาปได้ในทันที&#8221; อาจารย์ผุสดีผู้จบปริญญาตรีสาขาวรรณกรรมเยาวชนจากมหาวิทยาลัยโอชาโนมิสึประเทศญี่ปุ่นอธิบาย &#8220;เพื่อจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเด็กต้องเรียนรู้เรื่องกฎเกณฑ์ของสังคมต้องมีความรู้มีการศึกษาและมีสุนทรียะเพื่อให้เขามีจิตใจละเอียดอ่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีหรือศิลปะอย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกตั้งแต่อยู่ในท้องในโรงเรียนก็มีการสอนดนตรีทุกระดับชั้นทำให้เด็กรู้จักรักเสียงดนตรีตั้งแต่เล็ก&#8221; เมื่อเอ่ยมาถึงตอนนี้อาจารย์ผุสดีก็เล่าเรื่องแดนอาทิตย์อุทัยให้เราฟังต่ออย่างผู้รู้จริงทั้งเรื่องการศึกษาสภาพสังคมและนิสัยผู้คนเพราะอาจารย์ผุสดีเคยพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 10 ปีและเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ทำงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมากมายตั้งแต่แปลหนังสือเป็นล่ามไปจนถึงเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK ประจำประเทศไทย &#8220;บอกไม่ได้หรอกว่าญี่ปุ่นดีกว่าไทยหรือไทยดีกว่าญี่ปุ่น&#8221; หลังเล่าเรื่องไปพักใหญ่อาจารย์ผุสดีก็เอ่ยประโยคนี้กับเรายิ้มๆ &#8220;แต่ถ้าจะเอาอะไรจากญี่ปุ่นมาใช้ มันก็อาจเป็นประโยชน์ สิ่งแรกที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องระเบียบวินัย ถ้าเปรียบเทียบกัน คนไทยไม่รักษากฎเกณฑ์อะไรเลย ขณะที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวด เพราะว่าประชากรเยอะ พื้นที่น้อย ภัยพิบัติเยอะ เลยต้องมีกฎเกณฑ์มากมาย ต้องรักษากฎเสมอเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ถ้าเอาญี่ปุ่นมาบวกไทยแล้วหารสองน่าจะกำลังดี&#8221; อาจารย์หัวเราะ &#8220;อีกเรื่องที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องทำงานเป็นทีม เพราะคนไทยไม่ค่อยคุ้นกับการทำงานด้วยกัน เรามีอีโก้จัด เสนอความเห็นไป ถ้าคนอื่นไม่เอาก็จะไม่ยุ่ง ไม่ช่วยแล้ว ขณะที่คนญี่ปุ่นเวลามีด็อกเตอร์ 10 คนมาทำงานด้วยกัน พอที่ประชุมตกลงว่าจะทำยังไง ถึงแม้จะใช้ข้อสรุปหรือใช้ความเห็นของด็อกเตอร์คนใดคนหนึ่ง คนอื่นก็ยอมรับมตินี้แล้วทำงาน เพราะเขาให้ความสำคัญกับคนอื่นด้วย&#8221; หลังฟังเรื่องญี่ปุ่นจนจุใจ บทสนทนาก็ดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราเอ่ยถามอาจารย์ผุสดีถึงสิ่งที่อยากฝากบอกแก่คนรุ่นใหม่ ผู้แปลโต๊ะโตะจัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pusadee-nawawijit/">เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเป็นเด็กในตัวเราไม่เคยหายไปไหน” &#8211; อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราหยิบหนังสือ ‘โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง’ ขึ้นมาอ่าน เมื่อรู้ว่าจะได้พูดคุยกับอาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย แม้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชน เรื่องราวของเด็กหญิงโต๊ะโตะในโรงเรียนโทโมเอกลับจับใจผู้ใหญ่อย่างเราจนต้องพลิกอ่านต่อบทแล้วบทเล่า</p>
<p>&#8220;ผู้ใหญ่ก็อ่านวรรณกรรมเยาวชนได้ทั้งยังอ่านได้อย่างมีความสุขด้วย&#8221; อาจารย์ผุสดีบอกเราเมื่อพบกัน &#8220;เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวไม่เคยหายไปไหนแต่พอโตขึ้นเราต้องใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่และมีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบเราก็จะลืมความสุขหรือความพอใจง่ายๆ เหมือนที่เด็กเห็นเช่นเห็นดอกไม้ดอกเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่งก็มีความสุขเพราะฉะนั้นเวลาที่เราเจอสิ่งที่ทำให้รำลึกถึงความเป็นเด็กอย่างการอ่านวรรณกรรมเยาวชนความเป็นเด็กของเราก็จะกลับคืนมา&#8221;</p>
<p>การที่ตัวตนในวัยเด็กยังอยู่กับเราถึงตอนนี้สิ่งที่เราเรียนรู้ช่วงแรกเริ่มของชีวิตจึงสำคัญมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118356" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/MG_0723.jpg" alt="ผุสดี" width="700" height="566" /></p>
<p>&#8220;ผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขาผ่านพ้นช่วงวัยเด็กมาอย่างไรประสบการณ์วัยเด็กเปลี่ยนนักบุญเป็นคนบาปได้ในทันที&#8221; อาจารย์ผุสดีผู้จบปริญญาตรีสาขาวรรณกรรมเยาวชนจากมหาวิทยาลัยโอชาโนมิสึประเทศญี่ปุ่นอธิบาย &#8220;เพื่อจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเด็กต้องเรียนรู้เรื่องกฎเกณฑ์ของสังคมต้องมีความรู้มีการศึกษาและมีสุนทรียะเพื่อให้เขามีจิตใจละเอียดอ่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีหรือศิลปะอย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกตั้งแต่อยู่ในท้องในโรงเรียนก็มีการสอนดนตรีทุกระดับชั้นทำให้เด็กรู้จักรักเสียงดนตรีตั้งแต่เล็ก&#8221;</p>
<p>เมื่อเอ่ยมาถึงตอนนี้อาจารย์ผุสดีก็เล่าเรื่องแดนอาทิตย์อุทัยให้เราฟังต่ออย่างผู้รู้จริงทั้งเรื่องการศึกษาสภาพสังคมและนิสัยผู้คนเพราะอาจารย์ผุสดีเคยพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 10 ปีและเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ทำงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมากมายตั้งแต่แปลหนังสือเป็นล่ามไปจนถึงเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK ประจำประเทศไทย</p>
<p>&#8220;บอกไม่ได้หรอกว่าญี่ปุ่นดีกว่าไทยหรือไทยดีกว่าญี่ปุ่น&#8221; หลังเล่าเรื่องไปพักใหญ่อาจารย์ผุสดีก็เอ่ยประโยคนี้กับเรายิ้มๆ &#8220;แต่ถ้าจะเอาอะไรจากญี่ปุ่นมาใช้ มันก็อาจเป็นประโยชน์ สิ่งแรกที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องระเบียบวินัย ถ้าเปรียบเทียบกัน คนไทยไม่รักษากฎเกณฑ์อะไรเลย ขณะที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวด เพราะว่าประชากรเยอะ พื้นที่น้อย ภัยพิบัติเยอะ เลยต้องมีกฎเกณฑ์มากมาย ต้องรักษากฎเสมอเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ถ้าเอาญี่ปุ่นมาบวกไทยแล้วหารสองน่าจะกำลังดี&#8221; อาจารย์หัวเราะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-118354 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/MG_0708.jpg" alt="" width="700" height="656" /></p>
<p>&#8220;อีกเรื่องที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องทำงานเป็นทีม เพราะคนไทยไม่ค่อยคุ้นกับการทำงานด้วยกัน เรามีอีโก้จัด เสนอความเห็นไป ถ้าคนอื่นไม่เอาก็จะไม่ยุ่ง ไม่ช่วยแล้ว ขณะที่คนญี่ปุ่นเวลามีด็อกเตอร์ 10 คนมาทำงานด้วยกัน พอที่ประชุมตกลงว่าจะทำยังไง ถึงแม้จะใช้ข้อสรุปหรือใช้ความเห็นของด็อกเตอร์คนใดคนหนึ่ง คนอื่นก็ยอมรับมตินี้แล้วทำงาน เพราะเขาให้ความสำคัญกับคนอื่นด้วย&#8221;</p>
<p>หลังฟังเรื่องญี่ปุ่นจนจุใจ บทสนทนาก็ดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราเอ่ยถามอาจารย์ผุสดีถึงสิ่งที่อยากฝากบอกแก่คนรุ่นใหม่ ผู้แปลโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง นิ่งคิดไปนาน แล้วจึงกล่าวว่าอยากให้อดทนและตั้งใจเรียนรู้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-118357 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/MG_0725.jpg" alt="" width="700" height="579" /></p>
<p>&#8220;คนไทยเปลี่ยนงานกันง่ายมาก บางคนเข้าไปทำงาน 1 เดือนบอกไม่เอาแล้ว ทำให้ทำอะไรไม่เป็นสักที แต่คนญี่ปุ่นมีคำพังเพยเปรียบเทียบความสามารถของคนกับการปลูกต้นไม้ บอกว่าต้นท้อต้องใช้เวลา 3 ปีถึงจะมีลูก ถ้าเป็นต้นพลับต้องใช้เวลาถึง 8 ปี หมายความว่า ให้เรียนรู้และทำงานอย่างอดทน เพราะฉะนั้นไปทำงานที่ไหนก็อย่าเบื่อ อย่าท้อง่าย&#8221;</p>
<p>นอกจากได้รู้ว่าความเป็นเด็กแสนสดใสไม่ได้หล่นหายระหว่างการเป็นผู้ใหญ่ คำพูดทิ้งท้ายของอาจารย์ผุสดียังบอกเราว่า หากเข้มแข็งมากพอ เราทุกคนจะเติบโตอย่างงดงาม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pusadee-nawawijit/">เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเป็นเด็กในตัวเราไม่เคยหายไปไหน” &#8211; อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ความเป็นฐปณีย์ไม่ง่าย แต่ไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่เคยทำ” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thapanee-eadsrichai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2020 16:09:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปณีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าวภาคสนาม]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[คนข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=117246</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือข่าวการฉีดน้ำสลายการชุมนุมที่แยกเกียกกายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563  ในวันนั้น สื่อแต่ละสำนักต่างเลือกใช้วิธีรายงานข่าวหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไลฟ์สถานการณ์สดๆ แบบวินาทีต่อวินาที ไปจนถึงรายงานเป็นข่าวด่วน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน นักข่าวจากแทบทุกช่องที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็เปียกปอนไปด้วยน้ำสีม่วงที่เกิดจากการสลายการชุมนุม นอกเหนือจากเรื่องการเมือง หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดหลังเหตุการณ์คือการทำงานของนักข่าวเหล่านั้น ในความชุลมุนวุ่นวาย มีอะไรที่นักข่าวควรเล่า? พวกเขาหลบหลีกอันตรายตรงหน้ายังไง​? ที่สำคัญ–อะไรทำให้พวกเขายังปักหลักรายงานข่าวในบริเวณนั้นทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมพากันวิ่งหลบหมดแล้ว เมื่อทำ a day ฉบับ News ในเดือนนี้เราจึงหอบเอาความสงสัยข้างต้นไปสอบถามนักข่าวภาคสนามตัวจริงที่อยู่ในเหตุการณ์จริงอย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ลงสนามเพื่อทำความรู้จักกับ ‘นักข่าวภาคสนาม’ ที่ชื่อได้ในบรรทัดต่อไป “งานแรกในชีวิตของเราคือการเป็นเลขาผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเกี่ยวกับประกันชีวิต แต่ทำได้พักหนึ่งก็ค้นพบว่างานนี้ไม่ใช่ทางเลยลาออก พอดีกับที่ตอนนั้นเพื่อนที่เป็นนักข่าวแนะนำว่าสำนักข่าว INN เปิดรับนักข่าวอยู่ ด้วยความที่สนใจงานสื่อสารมวลชนอยู่แล้วและจบปริญญาโทด้านนี้มา เราเลยเข้าไปสมัคร ในวันรุ่งขึ้นหลังลาออกจากบริษัทเก่า เขาสัมภาษณ์และรับเราเข้าทำงานทันทีในวันถัดมาเพราะเหตุผลว่าดูหน่วยก้านใช้ได้ (หัวเราะ) “เราเริ่มต้นงานข่าวที่ INN ในฐานะนักข่าวเศรษฐกิจในสื่อวิทยุ ในยุคนั้นการจะได้มาซึ่งเสียงเพื่อเอาไปลงข่าวต้องใช้เทปคาสเซตในการสัมภาษณ์ ดังนั้นถ้าว่ากันจริงๆ ประสบการณ์การทำงานภาคสนามของเราครั้งแรกคือตรงนั้นเพราะต้องออกไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวด้วยตัวเอง แต่ถ้าเอาที่คนจำได้คือหลังจากนั้นไม่นานที่เราได้ทำข่าวในม็อบสมัชชาคนจน “ตอนนั้นปี 2543 ม็อบสมัชชาคนจนเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน กิจวัตรของเราตอนนั้นคือตื่น 6 โมงเช้าเพื่อไปม็อบที่อยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล รอม็อบเคลื่อนไหวและทำข่าวตลอดทั้งวัน เสร็จประมาณเที่ยงคืนเราถึงนั่งรถเมล์กลับ ชีวิตวนแบบนี้ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกสนุกกับงานข่าว เรารู้สึกว่านี่คืองานที่ใช่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thapanee-eadsrichai/">“ความเป็นฐปณีย์ไม่ง่าย แต่ไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่เคยทำ” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือข่าวการฉีดน้ำสลายการชุมนุมที่แยกเกียกกายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนั้น สื่อแต่ละสำนักต่างเลือกใช้วิธีรายงานข่าวหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไลฟ์สถานการณ์สดๆ แบบวินาทีต่อวินาที ไปจนถึงรายงานเป็นข่าวด่วน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน นักข่าวจากแทบทุกช่องที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็เปียกปอนไปด้วยน้ำสีม่วงที่เกิดจากการสลายการชุมนุม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากเรื่องการเมือง หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดหลังเหตุการณ์คือการทำงานของนักข่าวเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความชุลมุนวุ่นวาย มีอะไรที่นักข่าวควรเล่า? พวกเขาหลบหลีกอันตรายตรงหน้ายังไง​? ที่สำคัญ–อะไรทำให้พวกเขายังปักหลักรายงานข่าวในบริเวณนั้นทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมพากันวิ่งหลบหมดแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทำ <a href="https://adaymagazine.com/wake-up-a-day-244/">a day ฉบับ News</a> ในเดือนนี้เราจึงหอบเอาความสงสัยข้างต้นไปสอบถามนักข่าวภาคสนามตัวจริงที่อยู่ในเหตุการณ์จริงอย่าง </span><b>ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลงสนามเพื่อทำความรู้จักกับ ‘นักข่าวภาคสนาม’ ที่ชื่อได้ในบรรทัดต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-117372 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1.jpg" alt="ฐปณีย์" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>“งานแรกในชีวิตของเราคือการเป็นเลขาผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเกี่ยวกับประกันชีวิต แต่ทำได้พักหนึ่งก็ค้นพบว่างานนี้ไม่ใช่ทางเลยลาออก พอดีกับที่ตอนนั้นเพื่อนที่เป็นนักข่าวแนะนำว่าสำนักข่าว INN เปิดรับนักข่าวอยู่ ด้วยความที่สนใจงานสื่อสารมวลชนอยู่แล้วและจบปริญญาโทด้านนี้มา เราเลยเข้าไปสมัคร ในวันรุ่งขึ้นหลังลาออกจากบริษัทเก่า เขาสัมภาษณ์และรับเราเข้าทำงานทันทีในวันถัดมาเพราะเหตุผลว่าดูหน่วยก้านใช้ได้ (หัวเราะ)</p>
<p>“เราเริ่มต้นงานข่าวที่ INN ในฐานะนักข่าวเศรษฐกิจในสื่อวิทยุ ในยุคนั้นการจะได้มาซึ่งเสียงเพื่อเอาไปลงข่าวต้องใช้เทปคาสเซตในการสัมภาษณ์ ดังนั้นถ้าว่ากันจริงๆ ประสบการณ์การทำงานภาคสนามของเราครั้งแรกคือตรงนั้นเพราะต้องออกไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวด้วยตัวเอง แต่ถ้าเอาที่คนจำได้คือหลังจากนั้นไม่นานที่เราได้ทำข่าวในม็อบสมัชชาคนจน</p>
<p>“ตอนนั้นปี 2543 ม็อบสมัชชาคนจนเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน กิจวัตรของเราตอนนั้นคือตื่น 6 โมงเช้าเพื่อไปม็อบที่อยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล รอม็อบเคลื่อนไหวและทำข่าวตลอดทั้งวัน เสร็จประมาณเที่ยงคืนเราถึงนั่งรถเมล์กลับ ชีวิตวนแบบนี้ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกสนุกกับงานข่าว เรารู้สึกว่านี่คืองานที่ใช่<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“เราได้เห็นภาคประชาชนและผู้ชุมนุมทำอะไรใหม่ๆ ทุกวัน เราได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างที่เราชอบต่างรวมกันอยู่ในงานนี้ ตั้งแต่เรื่องการเมือง การทำกิจกรรม ไปจนถึงสิทธิภาคประชาชน แถมเรายังได้รับสิทธิในการบอกสังคมให้รับรู้ถึงเหตุการณ์ เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เราทำงานนี้มาโดยตลอดนับตั้งแต่นั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-117378 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7.jpg" alt="ฐปณีย์" width="800" height="1200" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>“หลักการทำงานของนักข่าวภาคสนามมีหลายข้อ แต่สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญอย่างแรกคือการ ‘รู้ก่อน’ อย่างสมัยที่เราทำงานเป็นนักข่าวที่ทำเนียบ ในแต่ละวันเราต้องรู้กำหนดการของนายกฯ ว่าเขามีงานอะไร จะไปไหน ก่อนหน้านี้ให้สัมภาษณ์อะไรบ้าง ทุกเช้าเราต้องซื้อหนังสือพิมพ์อ่านเพื่อให้เข้าใจภาพรวมเสมอ หรือแม้กระทั่งถ้าเกิดกรณีนายกฯ หนีนักข่าวก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหาเขาให้เจอ เราต้องรู้ทะเบียนรถทุกคันของเขา รู้แม้กระทั่งว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน เผื่อวันไหนเราไม่ทราบกำหนดการก็ต้องไปเฝ้าหน้าบ้านตั้งแต่เช้า พูดง่ายๆ ว่าเราเป็นเหมือนนักสืบ แต่นี่คือสมัยก่อน</p>
<p>“ถ้าเป็นสมัยนี้ ยกตัวอย่างเช่นข่าวม็อบ เราต้องรู้ในคืนก่อนหน้าแล้วว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นที่ไหนบ้าง อย่างที่<a href="https://www.thereporters.co/"> The Reporters</a> จะแจกแจงตั้งแต่กลางคืนว่าแต่ละคนต้องทำข่าวอะไร พรุ่งนี้ใครต้องไปไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับแต่ละม็อบ ตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์ไปจนถึงประเด็น ผู้ชุมนุมมีประเด็นไหนเราก็ต้องเตรียมข้อมูลเรื่องนั้น และระหว่างที่กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเราก็ต้องเช็กข่าวและความเคลื่อนไหวอื่นๆ นอกจากสิ่งที่เราโฟกัสอยู่ด้วย อย่างช่วงหนึ่งที่แกนนำประชาชนปลดแอกประกาศพักการชุมนุม ถึงเป็นวันพักแต่เราที่เกาะติดเรื่องนี้อยู่ก็ต้องเช็กข่าวอื่น ซึ่งตอนนั้นมีเหตุท่อแก๊สระเบิดที่บางบ่อพอดี เราก็ต้องทิ้งทุกอย่างและเด้งตัวไปทำข่าวเลย</p>
<p>“และนั่นแหละอีกเรื่องสำคัญ คือชีวิตนักข่าวภาคสนามต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-117365 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33.jpg" alt="ฐปณีย์" width="2426" height="1370" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33.jpg 2426w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-768x434.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-1024x578.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-600x339.jpg 600w" sizes="(max-width: 2426px) 100vw, 2426px" /></p>
<p>“เมื่อเกิดเรื่องเราต้องไปทันที ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือนักข่าวภาคสนามต้องรู้ว่าจะไปที่เกิดเหตุให้ไวที่สุดยังไง เราต้องรู้จักพื้นที่เพื่อคำนวณเวลา และพอไปถึงเราก็ต้องรู้ว่าตรงนั้นมีอะไรเกิดขึ้น นั่นทำให้หลายครั้งระหว่างที่เดินทางไปเราต้องทำการบ้านและติดตามข่าวแบบวินาทีต่อวินาที ข่าวคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง ทุกอย่างต้องถูก ต้องเป๊ะ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ยกตัวอย่างทุกวันนี้ถ้าต้องไปทำข่าวน้ำท่วม นักข่าวภาคสนามต้องรู้ถึงขั้นว่าแม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำอะไร ไหลมาจากที่ไหน ไหลไปที่ไหน ประเทศไทยมีเขื่อนอะไรบ้าง ต้องทำการบ้านทุกอย่างเพื่อที่ตอนไปถึงเราจะได้รายงานได้ทันที นี่เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เพราะนักข่าวมีความสำคัญต่อสังคม ข่าวจึงต้องแม่นยำ รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“สำหรับเรา นักข่าวภาคสนามคือคนแรกจริงๆ ที่ได้พบเจอเรื่องราว ดังนั้นเราจึงเป็นเหมือนผู้กำหนด Agenda Setting ให้สังคม เราคือผู้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคนแรก ดังนั้นนักข่าวภาคสนามต้องรู้ลึกและพร้อมเททุกอย่างเพื่อเอาตัวเองไปยังที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด คุณต้องทำเพราะคุณคือนักข่าว คุณต้องรีบไปเอาข้อเท็จจริงมาให้คนดู และคุณต้องปรับตัวเข้ากับหน้างานให้ได้</p>
<p>“อย่างทุกวันนี้ที่มีการชุมนุมบ่อย นักข่าวภาคสนามก็ต้องปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตบนท้องถนน เราต้องอดทน เพราะถ้าม็อบอยู่กลางแดดเราก็ต้องตากแดด ถ้าม็อบอยู่กลางฝนเราก็ต้องตากฝน หรือแม้กระทั่งถ้าม็อบถูกฉีดน้ำสลายการชุมนุมเราก็ต้องถูกฉีดน้ำ ม็อบจะเจออะไรเราก็ต้องเจอ เพราะเราคือผู้ที่ต้องอยู่ใจกลางเหตุการณ์ หน้าที่เราคือการรายงานข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้คนติดตาม ดังนั้นด้วยหน้าที่ที่เป็นแบบนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของนักข่าวภาคสนามที่ตามมาคือหลักการ gatekeeper ที่ต้องกลั่นกรองข่าวสาร<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ข่าวออกทีวี การกลั่นกรองข้อมูลคือขั้นตอนของการตัดต่อและเอาข่าวมาเรียบเรียงใหม่เพื่อสรุปใจความที่เกิดขึ้นอย่างไม่บิดเบือน แต่กับตอนนี้ที่หลายครั้งเราใช้วิธีการไลฟ์ เราต้องคิดหน้างานมากขึ้น เช่นช่วงนี้ที่สถานการณ์การชุมนุมมีประเด็นละเอียดอ่อนอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ได้ยินว่าการชุมนุมจะมีเรื่องนี้ เราคิดตั้งแต่แรกเลยว่าเราสามารถรายงานได้มากแค่ไหน เรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมายหรือไม่ ทำให้ทุกครั้งเวลาอยู่ในม็อบ เวลาขยับกล้องเราต้องพยายามกวาดสายตาไปก่อนเพื่อเช็กภาพว่าเหมาะสมหรือเปล่า จะมีใครเดือดร้อนจากสิ่งที่เรานำเสนอไหม นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ซึ่งในมุมกลับกันเราก็เข้าใจที่อาจมีคนแย้งว่า ‘ทำไมไม่ถ่ายล่ะ ในเมื่อนั่นคือเหตุการณ์จริง’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-117364 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30.jpg" alt="ฐปณีย์" width="1878" height="1054" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30.jpg 1878w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1878px) 100vw, 1878px" /></p>
<p>“ในมุมเรา นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบในฐานะนักข่าวภาคสนาม เราต้องคอยกรองสิ่งที่เกิดขึ้นและช่วยระวังในข้อกฎหมายไปพร้อมๆ กับเคารพในสิทธิเสรีภาพสื่อและประชาชน ดังนั้นสุดท้ายแล้วทุกวันนี้เราไม่ได้เกร็งหรือกลัวอะไรนะ เรารู้หน้าที่เราดีว่าต้องรายงานข่าวตามปกติ แต่การที่คิดแบบนี้ทำให้เราระมัดระวังและรับผิดชอบ เราคิดและศึกษากฎหมายเยอะมากว่ากับเรื่องเรื่องหนึ่งเรารายงานได้ขนาดไหน แต่ไม่เคยคิดถึงการหนีหายไปไม่รายงาน เพราะเราเชื่อว่านี่คือหน้าที่ ยิ่งถ้าเรื่องไหนเป็นปรากฏการณ์ในสังคมเรายิ่งต้องอยู่ตรงนั้น</p>
<p>“กับสถานการณ์ทางการเมืองช่วงนี้ เราคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับอาชีพนักข่าว นี่เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากสำหรับวงการสื่อสารมวลชนไทย โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่ต้องเรียกความเชื่อมั่นของคนในสังคมกลับมา จากที่เคยมีความคิดว่า ‘ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ ใครๆ ก็ไลฟ์ได้’ เราเชื่อว่าสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงแบบนี้แหละที่สังคมต้องการความถูกต้องของคนที่ถูกเรียกว่า ‘สื่อมวลชน’<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ดังนั้นกับนักข่าวภาคสนาม นี่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ว่าประชาชนสามารถเชื่อถือพวกเราได้ ถ้าไม่อยากให้อาชีพนี้ตายไป เราต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่นี้อย่างจริงจัง</p>
<p>“สำหรับเราเอง เราทำงานนี้มา 20 ปีแล้ว งานนี้กลายเป็นชีวิตที่เราคิดว่าคุ้มเกินคุ้ม คือด้วยความเป็นฐปณีย์มันไม่ง่ายหรอก เราเจอผลกระทบหลายครั้งทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ เราท้อนับครั้งไม่ถ้วน แต่จวบจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่ได้ลงไปทำ เราภูมิใจกับทุกงานเพราะอาชีพนี้ให้อะไรเรามากมาย เราได้ทำสิ่งที่หลายคนไม่มีโอกาสได้ทำ ได้เห็นสิ่งที่หลายคนไม่มีโอกาสได้เห็น และได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวอยู่เสมอ</p>
<p>“ดังนั้นถ้ายังไหว เรายังคงลงสนามทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะนี่คือความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของเราแล้ว”</p>
<hr />
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-117381 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว.jpg" alt="" width="1200" height="1553" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-768x994.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-791x1024.jpg 791w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-600x777.jpg 600w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3 style="text-align: center;">ข่าวของเครื่องใช้ของ ฐปณีย์</h3>
<p>เป็นภาพชินตาที่ในสถานการณ์สำคัญเราจะเห็นนักข่าวภาคสนามอยู่ในเหตุการณ์เสมอ</p>
<p>ภาพจำที่หลายคนพอนึกออกคือนักข่าวในเสื้อกั๊กที่พยายามอยู่ในจุดที่ได้ข่าวที่ดีที่สุด แต่กับปี 2020 นี้ ภาพลักษณ์ภายนอกของนักข่าวภาคสนามนั้นเปลี่ยนไปมากตามเทคโนโลยี รวมถึงแพลตฟอร์มในการนำเสนอที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย</p>
<p>โอกาสนี้เราจึงชวน ฐปณีย์ มาทบทวนว่าทุกวันนี้เวลาออกไปทำข่าวภาคสนามอย่างเช่นการไปทำข่าวในม็อบ เครื่องแบบที่เธอคิดว่าเหมาะสมกับการรายงานข่าวในยุคปัจจุบันควรเป็นเช่นไร และสิ่งไหนคืออุปกรณ์ที่สำคัญ จำเป็น</p>
<h4>โทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูป, ขาตั้ง, ไมโครโฟน 2 ตัว</h4>
<p>นี่คืออุปกรณ์สำหรับถ่ายทอดสดที่ขาดไม่ได้ ฐปณีย์เน้นย้ำว่านอกจากคุณภาพที่ต้องพอรับได้แล้ว การมีอุปกรณ์แต่ละอย่างสำรองไว้<br />
คือสิ่งจำเป็นเช่นกัน อย่างในกรณีของไมโครโฟนยิ่งจำเป็นต้องมีสำรองเพราะเสี่ยงที่จะโดนน้ำและเสียหายมากที่สุด</p>
<h4>รองเท้า</h4>
<p>ฐปณีย์แนะนำว่าหนึ่งในหลายสิ่งที่นักข่าวภาคสนามควรลงทุนคือรองเท้า ในเมื่อการทำข่าวต้องอาศัยการเดินหรือวิ่งในบางกรณี การลงทุนซื้อรองเท้าที่ซัพพอร์ตเป็นอย่างดีจะช่วยให้ทำงานราบรื่นขึ้น</p>
<h4>หมวกกันน็อก, แว่นตา, หน้ากากกันแก๊สน้ำตา</h4>
<p>อุปกรณ์ป้องกันการสลายการชุมนุมที่อาจมีเหตุการณ์รุนแรงและใช้แก๊สน้ำตา แม้โอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ฐปณีย์บอกว่ามีไว้ก่อนดีกว่า เพราะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้แต่ไม่มีจนต้องแสบตามาแล้ว</p>
<h4>เสื้อ, กางเกง</h4>
<p>แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายจะต้องเป็นแบบที่ใส่สบาย เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แต่ฐปณีย์บอกว่าถ้าเสื้อมีโลโก้ของสำนักข่าวด้วยจะดีมาก เพราะสิ่งนี้เป็นตัวบอกแก่คนภายนอกได้อย่างดีว่าเรามาในฐานะสื่อมวลชน</p>
<h4>ร่ม, เสื้อกันฝน</h4>
<p>นอกจากกันฝนตกฟ้าร้องแล้ว ร่มกับเสื้อกันฝนยังมีไว้เพื่อป้องกันการสลายการชุมนุมที่ใช้แรงดันน้ำ ฐปณีย์ยังแนะนำเสริมว่าควรเป็น<br />
ร่มคันเล็กๆ ที่ใส่ในกระเป๋าเป้ได้</p>
<h4>เป้</h4>
<p>เป้คือไอเทมที่ขาดไม่ได้ เพราะมีไว้บรรจุของสำคัญต่างๆ ติดตัว ส่วนขนาดขึ้นอยู่กับสิ่งของที่แต่ละคนพกลงสนามข่าว แต่ก็ไม่ควรบรรจุสิ่งของหนักจนเกินไป เพราะแทนที่จะอำนวยความสะดวกอาจกลายเป็นภาระ</p>
<h4>ปลอกแขนนักข่าว</h4>
<p>ปลอกแขนที่ต้องทำเรื่องรับจากศูนย์ประสานงานสื่อมวลชนในสถานการณ์การชุมนุม (ศปสช.) ด้วยสีสะท้อนแสงทำให้หลายคนสังเกตได้ง่ายว่าคนใส่คือสื่อมวลชน ปลอกแขนนี้จะคอยอำนวยความสะดวกเมื่อต้องเข้าพื้นที่ที่จัดไว้ให้นักข่าวโดยเฉพาะ รวมถึงในกรณีเกิดเหตุร้ายแรงอย่างการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่จะสามารถแยกแยะได้ว่าใครคือสื่อมวลชนหรือผู้ชุมนุม</p>
<h4>พาวเวอร์แบงก์ 5 อัน</h4>
<p>เมื่อระหว่างรายงานข่าวไม่สามารถหยุดพักไปชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์ต่างๆ ได้ พาวเวอร์แบงก์จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้เกาะติดรายงานข่าวได้โดยไม่สะดุด ฐปณีย์แนะนำว่าการมีสำรองไว้ 5 อันจะทำให้อุ่นใจที่สุด โดยพาวเวอร์แบงก์ทุกอันต้องชาร์จให้เต็มก่อนลงพื้นที่</p>
<h4>เสื้อคลุมนอก</h4>
<p>สาเหตุหลักๆ ที่ควรใส่เสื้อคลุมนอกคือการใช้ประโยชน์ในฐานะการเก็บของ ยิ่งมีช่องในเสื้อคลุมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เผื่อเอาไว้เก็บของที่หยิบใช้บ่อยๆ ได้อย่างทันท่วงที</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thapanee-eadsrichai/">“ความเป็นฐปณีย์ไม่ง่าย แต่ไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่เคยทำ” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่าเหลือพื้นที่ให้ความเสียดาย คุยกับปากกาของ พชร สูงเด่น ผู้เขียน &#8216;ERASMUS GENERATION&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/erasmus-generation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภูริณัฐ ชัยบุญลือ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Dec 2020 11:03:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[a pen interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[Erasmus Generation]]></category>
		<category><![CDATA[scholarship]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Europe]]></category>
		<category><![CDATA[Salmon Books]]></category>
		<category><![CDATA[Erasmus Mundus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=117133</guid>

					<description><![CDATA[<p>อิม–พชร สูงเด่น คือนักเขียนผู้มองว่าการศึกษาคือรากฐานในการพัฒนาสังคมอย่างเเท้จริง 2 ปีก่อนหน้าที่เธอจะมาเป็นรองบรรณาธิการบริหารของ The Momentum และ a day BULLETIN ในปัจจุบัน พชรได้รับทุนการศึกษาจาก Erasmus Mundus โครงการแลกเปลี่ยนที่มอบโอกาสให้เธอได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนทั่วทวีปยุโรปเป็นเวลากว่า 2 ปี ความท้าทายของชีวิตตัวคนเดียวในต่างถิ่น มิตรภาพกับผู้คนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ไปจนถึงเหตุการณ์พีคๆ อีกสารพัด เหล่านี้คือเรื่องราวที่พชรถ่ายทอดออกมาผ่านหนังสือ ERASMUS GENERATION เผ่าพันธุ์แห่งการเรียนรู้ แต่ละหน้ากระดาษที่พลิกอ่าน หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้สึกว่าเรากำลังร่วมเดินทางไปกับผู้เขียนอยู่จริงๆ เต็มเปี่ยมด้วยความประทับใจ หลังจากที่อ่านหนังสือของเธอจบเราติดต่อขอสัมภาษณ์พชรทันที แต่เพราะหน้าที่การงานที่แสนจะรัดตัวในทุกวันนี้ พชรบอกกับเราว่า รอบนี้คุยกับปากกาคู่ใจที่เธอมักจะใช้ขีดๆ เขียนๆ ความคิดลงในสมุดโน้ตไปก่อนนะ เล่าประวัติของตัวเองให้ฟังหน่อยสิคุณปากกา ฮัลโหล เราว่าหลายคนเคยเห็นเรามาก่อน อาจเคยหยิบจับเราขึ้นมาลอง หรือแม้กระทั่งเลือกเรากลับบ้านในบางครา เรียกได้ว่าเราเป็นปากกาของใครก็ได้ แต่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเรากับอิมคือ แม้เธอจะชอบลองปากกามากมาย แต่สุดท้ายปากกาด้ามเดียวที่เธอเลือก ด้ามเดียวที่เธอพกก็ยังคงเป็นเรา ไม่ว่าเธอจะเจอปากกาดีไซน์เท่ เขียนลื่นแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็ยังยืนหนึ่งข้างสมุดโน้ตของเธอตลอดเวลา  จุดเริ่มต้นในการเขียนของพชรมาจากไหน ถ้าไปชวนพชรคุยเรื่องนี้ อย่าลืมเผื่อเวลาไว้สักครู่สนทนา เรารู้จักเธอไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอชอบเขียนเสมอคือคำว่า #writeforlife ไม่เคยถามเธอเหมือนกันนะว่ามันหมายถึง ‘เขียนเพื่อชีวิต’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/erasmus-generation/">อย่าเหลือพื้นที่ให้ความเสียดาย คุยกับปากกาของ พชร สูงเด่น ผู้เขียน &#8216;ERASMUS GENERATION&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;"><strong>อิม–พชร สูงเด่น</strong> คือนักเขียนผู้มองว่าการศึกษาคือรากฐานในการพัฒนาสังคมอย่างเเท้จริง 2 ปีก่อนหน้าที่เธอจะมาเป็นรองบรรณาธิการบริหารของ The Momentum และ a day BULLETIN ในปัจจุบัน พชรได้รับทุนการศึกษาจาก Erasmus Mundus โครงการแลกเปลี่ยนที่มอบโอกาสให้เธอได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนทั่วทวีปยุโรปเป็นเวลากว่า 2 ปี ความท้าทายของชีวิตตัวคนเดียวในต่างถิ่น มิตรภาพกับผู้คนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ไปจนถึงเหตุการณ์พีคๆ อีกสารพัด เหล่านี้คือเรื่องราวที่พชรถ่ายทอดออกมาผ่านหนังสือ </span><em><span style="font-weight: 400;">ERASMUS GENERATION เผ่าพันธุ์แห่งการเรียนรู้</span></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-117138" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละหน้ากระดาษที่พลิกอ่าน หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้สึกว่าเรากำลังร่วมเดินทางไปกับผู้เขียนอยู่จริงๆ เต็มเปี่ยมด้วยความประทับใจ หลังจากที่อ่านหนังสือของเธอจบเราติดต่อขอสัมภาษณ์พชรทันที แต่เพราะหน้าที่การงานที่แสนจะรัดตัวในทุกวันนี้ พชรบอกกับเราว่า รอบนี้คุยกับปากกาคู่ใจที่เธอมักจะใช้ขีดๆ เขียนๆ ความคิดลงในสมุดโน้ตไปก่อนนะ</span></p>
<h4>เล่าประวัติของตัวเองให้ฟังหน่อยสิคุณปากกา</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ฮัลโหล เราว่าหลายคนเคยเห็นเรามาก่อน อาจเคยหยิบจับเราขึ้นมาลอง หรือแม้กระทั่งเลือกเรากลับบ้านในบางครา เรียกได้ว่าเราเป็นปากกาของใครก็ได้ แต่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเรากับอิมคือ แม้เธอจะชอบลองปากกามากมาย แต่สุดท้ายปากกาด้ามเดียวที่เธอเลือก ด้ามเดียวที่เธอพกก็ยังคงเป็นเรา ไม่ว่าเธอจะเจอปากกาดีไซน์เท่ เขียนลื่นแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็ยังยืนหนึ่งข้างสมุดโน้ตของเธอตลอดเวลา </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-117134 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>จุดเริ่มต้นในการเขียนของพชรมาจากไหน</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าไปชวนพชรคุยเรื่องนี้ อย่าลืมเผื่อเวลาไว้สักครู่สนทนา เรารู้จักเธอไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอชอบเขียนเสมอคือคำว่า #writeforlife ไม่เคยถามเธอเหมือนกันนะว่ามันหมายถึง ‘เขียนเพื่อชีวิต’ หรือ ‘เขียนตลอดชีวิต’ มีโอกาสเมื่อไหร่ลองชวนพชรคุยเรื่องนี้เลยก็ได้–แต่อย่างที่บอก, อย่าลืมเผื่อไว้สักครู่สนทนา</span></p>
<h4><b>พชรใช้คุณเขียนหนังสือมาแล้วกี่เล่ม และนับจากหนังสือเล่มแรกจนถึงตอนนี้ เธอเติบโตขึ้นยังไงบ้าง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เราพูดได้ไม่เต็มปากนะว่าพชรใช้เราเขียนหนังสือจนเสร็จ เธอก็คล้ายนักเขียนปัจจุบันที่ใช้วิธีการ ‘พิมพ์’ ต้นฉบับออกมา แต่เราดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการเขียนของเธอ ตั้งแต่การเขียนบทความชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขียนบันทึกประจำวัน ไปจนถึงไอเดียสำหรับหนังสือเล่มต่อไปก็มาจากน้ำหมึกในตัวเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคำถามที่ว่า เธอเติบโตขึ้นยังไงบ้างน่ะหรือ ถ้าตอบจากวิธีการเขียนของเธอ เธอไม่ค่อยเขียนไปขีดฆ่าไปอีกแล้ว เธอแค่ประคองเราแล้วปล่อยความคิดให้ไหลไปเรื่อยๆ อาจบอกได้ว่าเธอชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ใจดีกับตัวเองมากขึ้นเยอะเลย </span></p>
<h4><b>ส่วนใหญ่พชรใช้คุณเขียนหนังสือตอนไหน เวลาไหนที่เธอเขียนหนังสือได้ลื่นไหลที่สุด</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เช้า เช้ามากๆ การเริ่มต้นวันที่ดีที่สุดคือการตื่นสักตีสี่ก่อนฟ้าสาง นั่งเขียนในความมืดและเงียบสนิท พอๆ กับใจที่ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีแม้การสกัดกั้นความคิดตัวเองว่าอย่าเขียนคำนั้น อย่าโพล่งประโยคนั้น แค่ปล่อยมันไป ปล่อยความรู้สึกนึกคิดออกไปอย่างจริงแท้ที่สุดในความมืด ในความว่างก่อนรุ่งสางของวัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-117141 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>หนังสือบันทึกการเดินทาง (หรือหนังสือแนวอื่นๆ) เล่มไหนที่พชรอ่านแล้วอยากเขียนหนังสือของตัวเอง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาคือ <em>สิทธารถะ</em> ของเฮสเส อาจไม่ได้เรียกว่าทำให้อยากเขียนหนังสือของตัวเอง แต่มันทำให้หลงใหลในการอ่านเหลือเกิน แล้วพอเวลารักหนังสือเล่มไหนมากๆ ก็อดไม่ได้ที่จะขอบคุณนักเขียนคนนั้นที่ฝากมรดกแห่งกาลเวลาไว้ให้–มันมหัศจรรย์นะ ว่าไหม การที่คนๆ หนึ่งเขียนความคิดของเขาในชั่วขณะหนึ่งของชีวิต แต่ความคิดของเขายังส่งผลต่อคนที่อ่านต่อไป ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สตีเฟ่น คิง เคยบอกไว้ว่าในแง่นี้การเขียนเป็นดั่ง ‘โทรจิต’ (writing is a form of telepathy) คือมันส่งความคิด จิตใจต่อกันได้พ้นกาลเวลา สถานที่</span></p>
<h4><b>ก่อนได้รับทุน Erasmus พชรทำงานอะไร ชีวิตช่วงนั้นของเธอเป็นยังไง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">อยู่สายพัฒนาสังคมมาโดยตลอดตั้งแต่เรียนจบจนถึงก่อนไปเรียนต่อ เรียกได้ว่าเอาอุดมการณ์นำทางล้วนๆ ชีวิตช่วงนั้นเธอทำงานหนัก แต่เธอสนุกกับมันมาก ได้เดินทางเยอะ เจอผู้คนมากมาย ได้ลองงานหลากหลาย เลยไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนสายไปทำอย่างอื่น จนกระทั่งโตขึ้น ก็เพราะ Erasmus ด้วยแหละที่ทำให้เห็นว่าไม่ต้องกำหนดชีวิตมากก็ได้ อยากเรียนรู้อะไร สนุกกับอะไรก็กระโจนไปทำซะ เลยส่งผลให้ข้ามสายมาทำงานสื่อในทุกวันนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-117137 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>วินาทีที่พชรต้องตัดสินใจทิ้งงานเเละชีวิตที่เป็นอยู่เพื่อไปรับทุนเป็นยังไง เธอเคยคิดลังเลหรือกังวลกับความไม่แน่นอนในเส้นทางชีวิตต่อจากนั้นบ้างไหม</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">พชรไม่เคยกังวลกับความไม่แน่นอนในชีวิตนะ ความลังเลเดียวของเธอในตอนที่ได้รับทุนคือเธอสนุกกับงานเอาเสียมากๆ แต่ก็อย่างที่เล่าไปในหนังสือนั่นแหละที่พี่คนหนึ่งบอกว่า งานน่ะเดี๋ยวได้กลับมาทำอีกหลายสิบปีแน่ๆ แต่โอกาสแบบนี้สิ ไม่รู้จะมาอีกเมื่อไหร่ </span></p>
<h4><b>พชรในตอนนั้นคาดหวังอะไรจากการเดินทางครั้งนั้น</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท สิ่งที่พชรตอบในตอนสัมภาษณ์เข้าเรียนคืออยากนำองค์ความรู้ต่างๆ มาพัฒนาสังคมให้เท่าเทียมมากขึ้น คำตอบใหญ่โตทะลุดาวอังคารไปเลยว่าไหม แต่นั่นแหละไฟของคนวัยยี่สิบ วันนี้พชรยังหวังถึงสังคมเช่นนั้นอยู่ ที่เปลี่ยนไปคือพชรไม่จำกัดบทบาทของตัวเธอเองอีกต่อไปแล้ว </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-117150 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_19-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>ทำใจลำบากไหมที่ต้องกลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้ง แล้วพชรเตรียมตัวยังไง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เรียกว่าทำใจ พชรสนุกกับมันด้วยซ้ำ เธอรักห้องเรียนที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดมาโดยตลอด ความลำบากเดียวน่าจะเป็นการต้องปัดฝุ่นศัพท์แสงวิชาการที่เธอไม่แตะมานานหลังเรียนจบปริญญาตรีนั่นแหละที่ท้าทายเธอ </span></p>
<h4><b>การเรียนรู้นอกห้องเรียนในต่างประเทศแตกต่างจากการศึกษาไทยยังไง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">คนพูดกันเยอะเรื่องการมีส่วนร่วมของนักเรียนอะไรเทือกนั้น พชรมองว่าแก่นหลักเลยคือสภาวะของผู้เรียนที่การเรียนรู้ที่แท้จริงคือการที่ผู้เรียนเป็น ‘ผู้กระทำ’ (active) ไม่ได้เป็น ‘ผู้ถูกกระทำ’ (passive) คือเป็นผู้กระหายอยากเรียนรู้เอง ตั้งคำถาม สังเคราะห์ ประสบจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เป็นผู้รอรับสารจากสิ่งที่กำหนดไว้แล้ว–ในแง่นี้เทียบระหว่างความต่างของการศึกษา (education) และการเรียนรู้ (learning) มากกว่าคำว่าในประเทศหรือต่างประเทศ</span></p>
<h4><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-117151 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_18-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></h4>
<h4><b>พชรได้พบกับคัลเจอร์ช็อกอะไรบ้าง </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช้คำว่าตื่นตาตื่นใจน่าจะเหมาะกว่าคำว่าช็อก ในแง่นั้นพชรตื่นตาตื่นใจกับสิ่งละอันพันละน้อย ตั้งแต่การเห็นเบียร์แทปขายปกติในโรงอาหารในสเปน วันเที่ยวฟรีเพื่อเปิดให้คนในเมืองเข้าถึงความรู้สาธารณะได้ในนอร์เวย์ ฯลฯ เล่าได้ไม่หวาดไม่ไหว </span></p>
<h4><strong>มีเหตุการณ์ระหว่างทางที่ทำให้รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจบ้างไหม เหตุการณ์นั้นสอนอะไร และหากย้อนเวลากลับไปได้จะเปลี่ยนแปลงมันยังไง</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าจากที่อ่านในบันทึกของพชร เธอมักเขียนระบายเสียดายในเรื่องที่ไม่ได้ทำ เพราะมัวแต่หมกมุ่นกับงานเร่งด่วนตรงหน้า เช่น ไม่ออกไปกับเพื่อนเพราะกลัวงานไม่เสร็จ รู้ตัวอีกทีเพื่อนคนนั้นก็ย้ายเมืองแล้ว หรือมัวแต่มีทิฐิ ไม่ยอมคุยกับเพื่อนที่ผิดใจกัน รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันแล้ว ฯลฯ ซึ่งทุกครั้งหลังจากเขียนระบายเสร็จ พชรก็มักจะเขียนต่อในทำนองว่า “leave room for no regret” ทำอะไรให้สุด อย่าเหลือพื้นที่ให้ความเสียดาย แต่นี่ก็เป็นเพียงสิ่งที่พชรบันทึกไว้ในสมุดนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เธอไม่เขียนออกมาเธอบันทึกอะไรไว้ในใจ มีอะไรที่พชรอาจเสียใจจนกลั่นไม่ออกเขียนไม่ไหวอีกบ้าง</span></p>
<h4><strong>หลังจบโครงการ พชรรู้สึกเติบโตขึ้นในด้านใดที่สุด</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าจะเป็นความอิสระ ปลดปล่อยตัวเธอเองจากพันธนาการต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน ความคิด ตัวตน ไม่ใช่ว่าพชรละทิ้งเป้าหมายทางสังคมที่เธอตั้งใจไว้แต่เริ่ม พชรแค่ไม่จำกัดขอบเขตตัวเธอเองกับงานใดงานหนึ่ง ที่ใดที่หนึ่ง ความคิดใดความคิดหนึ่งอีกต่อไป พชรพร้อมจะลื่นไหลไปกับบทใหม่ๆ ของชีวิต เราว่าเธอผ่อนคลายกับตัวเองมากขึ้นเยอะเลยนะ เดาจากวิธีการจับเรา เธอยังจับเราด้วยมือที่ผ่อนน้ำหนักลงเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-117139 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อิม-พชร-สูงเด่น_4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พชร สูงเด่น วัย 31 ปี จบปริญญาตรีปี 1-2 จากโครงการ British and American Studies มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปี 3-4 จาก International Peace Studies, University of Wisconsin และปริญญาโทจาก Erasmus Mundus Joint Master Degree in Education Policies for Global Development ปัจจุบันพชรเป็นรองบรรณาธิการบริหาร The Momentum และ a day BULLETIN </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอเขียน(แทบ)ทุกเช้าตรู่ ด้วยอาชีพทุกวันนี้ งานเขียนของพชรหนักไปทางบทความ งานแปล ส่วนหนังสือเล่มต่อไปในอนาคตเธอครุ่นคิดอยู่ในหัวทุกวัน อยู่ในใจทุกคืน หวังว่าเราจะได้อ่านกันเร็วๆ นี้นะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ติดตามพชรได้ที่เฟซบุ๊ก Imm Pachara Sungden, อินสตาแกรม imm.pachara และอีเมล </span><span style="font-weight: 400;">psungden@gmail.com</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/erasmus-generation/">อย่าเหลือพื้นที่ให้ความเสียดาย คุยกับปากกาของ พชร สูงเด่น ผู้เขียน &#8216;ERASMUS GENERATION&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ผมไม่ใช่คนกล้าหาญ แต่บางเรื่องที่เชื่อว่าถูก ผมก็ทำ&#8221; ธนาพล อิ๋วสกุล ผู้สร้างฟ้าเดียวกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thanapol-eawsakul-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2020 10:38:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[นศึก ศักดินา และพญาอินทรี]]></category>
		<category><![CDATA[ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้าเดียวกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาพล อิ๋วสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ธงชัย วินิจจะกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ผาสุก พงษ์ไพจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=115515</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาพล อิ๋วสกุลขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่ว่าคุณจะเคยได้ยิน 3 ชื่อนี้หรือไม่ นี่คือหนังสือการเมืองจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่อธิบายบทบาทสถาบันกษัตริย์ไปจนถึงปัจจัยการเมืองโลกได้อย่างน่าสนใจ น่าสนใจในระดับที่ว่ามีนักเรียนวัยมัธยมหยิบหนังสือชูขึ้นในขบวนประท้วงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ น่าสนใจในระดับที่ว่าบูทฟ้าเดียวกันในงานสัปดาห์หนังสือมีคนต่อแถวขอลายเซ็น นักวิชาการเจ้าของหนังสือกันไม่ขาดสาย และยังมีตำรวจแวะมาอุดหนุนหนังสือชุด กษัตริย์ศึกษาด้วย น่าสนใจในระดับที่ว่าทั้ง 3 เล่มหมดสต็อกต้องรอการพิมพ์ใหม่ โดยเฉพาะรอบสั่งซื้อ ในวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากตำรวจเข้าค้นสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และแจ้งข้อหาว่าหนังสือเหล่านี้ทำให้เกิดการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ธนาพล อิ๋วสกุลเช่นเดียวกับหนังสือและวารสารเล่มอื่นๆ ของฟ้าเดียวกัน ‘ความป๊อป’ ในหนังสือวิชาการเกิดขึ้นท่ามกลางปมปัญหาการเมือง และข้อจำกัดด้านการรับรู้บทบาทอื่นๆ ของสถาบันกษัตริย์ ผู้คนจึงสนใจหาคำตอบผ่านข้อเขียนที่มีหลักฐานและหลักการหนักแน่น แต่ก่อนที่ฟ้าเดียวกันจะเดินทางมาจนถึงปรากฏการณ์ทะลุเพดานในวันนี้ สำนักพิมพ์อายุ 18 ปีผ่านมรสุมทางการเมืองมามากมาย ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 ถูกตีตราด้วยสารพัดวาจาและการกระทำจากฝ่ายที่ไม่เห็นดีเห็นชอบ ทั้งข้อหาล้มเจ้า ซ้ายจัด โดนเผาหนังสือ ลูกน้องธนาธร มาจนถึงล้างสมองเด็ก บวกรวมกับข้อหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ การเยี่ยมเยียนสำนักพิมพ์ด้วยรถบรรทุกทหาร ไปจนถึงเชิญตัวบรรณาธิการบริหารเข้าค่ายปรับทัศนคติร่วมสัปดาห์ ถ้าเปรียบงานทั้งหมดนี้เป็นสมรภูมิรบ บาดแผลของฟ้าเดียวกันคงมีไม่น้อย แต่เพราะนี่ไม่ใช่สงคราม สำหรับ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งฟ้าเดียวกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thanapol-eawsakul-interview/">&#8220;ผมไม่ใช่คนกล้าหาญ แต่บางเรื่องที่เชื่อว่าถูก ผมก็ทำ&#8221; ธนาพล อิ๋วสกุล ผู้สร้างฟ้าเดียวกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">ธนาพล อิ๋วสกุล</span><em>ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี</em></p>
<p><em> ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ</em></p>
<p><em> ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง </em></p>
<p>ไม่ว่าคุณจะเคยได้ยิน 3 ชื่อนี้หรือไม่ นี่คือหนังสือการเมืองจากสำนักพิมพ์<a href="https://sameskybooks.net/" target="_blank" rel="noopener">ฟ้าเดียวกัน</a> ที่อธิบายบทบาทสถาบันกษัตริย์ไปจนถึงปัจจัยการเมืองโลกได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>น่าสนใจในระดับที่ว่ามีนักเรียนวัยมัธยมหยิบหนังสือชูขึ้นในขบวนประท้วงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ</p>
<p>น่าสนใจในระดับที่ว่าบูทฟ้าเดียวกันในงานสัปดาห์หนังสือมีคนต่อแถวขอลายเซ็น นักวิชาการเจ้าของหนังสือกันไม่ขาดสาย และยังมีตำรวจแวะมาอุดหนุนหนังสือชุด กษัตริย์ศึกษาด้วย</p>
<p>น่าสนใจในระดับที่ว่าทั้ง 3 เล่มหมดสต็อกต้องรอการพิมพ์ใหม่ โดยเฉพาะรอบสั่งซื้อ ในวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากตำรวจเข้าค้นสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และแจ้งข้อหาว่าหนังสือเหล่านี้ทำให้เกิดการต่อต้านสถาบันกษัตริย์</p>
<p><span style="display: none;">ธนาพล อิ๋วสกุล</span>เช่นเดียวกับหนังสือและวารสารเล่มอื่นๆ ของฟ้าเดียวกัน ‘ความป๊อป’ ในหนังสือวิชาการเกิดขึ้นท่ามกลางปมปัญหาการเมือง และข้อจำกัดด้านการรับรู้บทบาทอื่นๆ ของสถาบันกษัตริย์ ผู้คนจึงสนใจหาคำตอบผ่านข้อเขียนที่มีหลักฐานและหลักการหนักแน่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116528 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_35.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>แต่ก่อนที่ฟ้าเดียวกันจะเดินทางมาจนถึงปรากฏการณ์ทะลุเพดานในวันนี้ สำนักพิมพ์อายุ 18 ปีผ่านมรสุมทางการเมืองมามากมาย ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 ถูกตีตราด้วยสารพัดวาจาและการกระทำจากฝ่ายที่ไม่เห็นดีเห็นชอบ ทั้งข้อหาล้มเจ้า ซ้ายจัด โดนเผาหนังสือ ลูกน้องธนาธร มาจนถึงล้างสมองเด็ก บวกรวมกับข้อหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ การเยี่ยมเยียนสำนักพิมพ์ด้วยรถบรรทุกทหาร ไปจนถึงเชิญตัวบรรณาธิการบริหารเข้าค่ายปรับทัศนคติร่วมสัปดาห์</p>
<p>ถ้าเปรียบงานทั้งหมดนี้เป็นสมรภูมิรบ บาดแผลของฟ้าเดียวกันคงมีไม่น้อย แต่เพราะนี่ไม่ใช่สงคราม สำหรับ <strong>ธนาพล อิ๋วสกุล</strong> บรรณาธิการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งฟ้าเดียวกัน เขารู้ดีว่าบาดแผลเหล่านี้เป็นเพียงราคาที่ต้องจ่าย แต่ด้วยความเชื่อต่องานที่ทำ เขาจึงเลือกเดินหน้าต่อ</p>
<p>“ผมว่าเสน่ห์ของการเมืองคือความเป็นไปได้ ถ้าเราคิดว่าจะเปลี่ยนใจใครไม่ได้ เราคง ไม่มาทำฟ้าเดียวกัน”</p>
<p><span style="display: none;">ธนาพล อิ๋วสกุล</span>ในวันที่ฟ้าเปิดกว้างกว่าที่เคย เราชวนธนาพลมามองเส้นขอบฟ้าทางความคิด ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวันที่เขาสร้างฟ้าเดียวกันขึ้นมาที่ออฟฟิศย่านรัตนาธิเบศร์ ก่อนที่เขาจะต้องเดินทางไป สน.ประชาชื่นเพื่อเอาวารสารฟ้าเดียวกันฉบับ อ่านใหม่พระปฐมบรมราชโองการ ไปให้ <a href="https://adaymagazine.com/year-2020-rung-panassaya/" target="_blank" rel="noopener">รุ้ง–ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล</a> ในฐานะเจ้าของบทความที่ข้ามเส้นขอบฟ้าในวารสารฉบับล่าสุด<b></b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116522" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29-683x1024.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_29.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h4>2-3 ปีนี้เราเห็นปรากฏการณ์ความสนใจการเมืองของคนรุ่นใหม่ หากมองย้อนกลับไป ความสนใจการเมืองของคุณเริ่มต้นในวัยใกล้เคียงกันไหม คุณเริ่มสนใจเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่</h4>
<p>ผมติดตามข่าวการเมืองจากการอ่านหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ประถม อาชีพที่อยากทำก็เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักข่าว คอลัมนิสต์ เห็นเขาเขียนก็อยากเขียนบ้าง อีกอย่างคือผมเป็นคนพังงา ไม่รู้ว่าเพราะบริบทของคนใต้ด้วยหรือเปล่าที่สนใจการเมือง มีวัฒนธรรมร้านกาแฟที่ผู้ใหญ่มาคุยกัน ทั้งพี่น้องและพ่อผมก็พูดเรื่องการเมือง ผมตามอ่าน ตามฟัง จำคนนั้นคนนี้ได้ จำชื่อพรรคได้ ประสบการณ์การเมืองแรกๆ คือผมไปฟังนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยตอนเลือกตั้งปี 2526 ตอนนั้นผมอายุ 10 ขวบ</p>
<p><span style="display: none;">ธนาพล อิ๋วสกุล</span>พอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เรียนที่ทวีธาภิเศก<span class="Apple-converted-space">  </span>ผมไปถึงโรงเรียนตอนเช้ามืด แล้วจะมีรถมอเตอร์ไซค์มาส่งหนังสือพิมพ์ประมาณ 5-6 ฉบับ หน้าที่ผมคือแกะห่อหนังสือพิมพ์ช่วยเอามาเสียบไม้ไว้ที่ห้องสมุด แล้วก็อ่านจนครบทุกฉบับ บางครั้งก็ไปหอสมุดแห่งชาติ ไล่อ่านหนังสือพิมพ์เก่า นิตยสารเก่า ในขณะที่คนอื่นไปเรียนพิเศษกัน แล้วทวีธาฯ อยู่ใกล้สนามหลวง ผมก็ไปฟังปราศรัยทุกพรรคการเมืองเลยเพราะปีที่ขึ้นมาเรียนคือปี 2531 มีการเลือกตั้งพอดี</p>
<p><span style="display: none;">ธนาพล อิ๋วสกุล</span>ผมคิดว่าการเมืองรายวันสะสมมาตอนนั้นแหละ เวลาพูดเรื่องการเมืองกับคนอื่นๆ ผมจะรู้สึกว่า เออ เราย้อนข้อมูลไปได้ไกลกว่าเว้ย (หัวเราะ) เพื่อนก็เรียกผมว่าวีระ (มุสิกพงศ์) เพราะตอนนั้นวีระเป็นตัวแทนนักการเมืองภาคใต้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>สนใจอะไรในข่าวการเมืองจนเหมือนไม่สนใจเรื่องอื่น</h4>
<p>จริงๆ ผมก็สนใจเรื่องอื่นด้วยนะ (หัวเราะ) อย่างกีฬาหรือฟุตบอล แต่พูดแบบกำปั้นทุบดินเลย อาจจะเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวด้วย คงไม่ได้บอกว่าใครชอบการเมืองแล้ววิเศษกว่าใคร แต่พอเราอ่านมากขึ้นก็เห็นว่าการเมืองมันเกี่ยวกับชีวิตของเรา<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116499 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>ตอนนั้นสื่อยังมีน้อย คุณใช้อะไรตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือเชียร์พรรคการเมืองไหน</h4>
<p>พื้นฐานง่ายๆ ถ้าเป็นคนใต้ก็ต้องเชียร์ประชาธิปัตย์ ผมว่าพรรคนี้เข้ากับพล็อตการเมืองไทย เป็นพรรคที่มีความต่อเนื่องยาวนาน ขายภาพนักการเมืองสมถะ มีวิชาชีพ ไม่ใช่เจ้าพ่อท้องถิ่นหรือนายทุน พอเราโตขึ้นมาได้เห็นภาพกว้างขึ้น อคติมันลดลง ทำให้ได้มองเห็นอะไรมากขึ้น ถ้าคุณมีแว่นแบบนี้แล้วมองคนอื่นๆ ด้วยอคติ คุณก็ไม่เห็นอีกมิติหนึ่งของพรรคการเมือง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แสดงว่ามีจุดที่ทำให้คุณตาสว่าง</h4>
<p>ผมคิดว่ามันสั่งสม ไม่ได้เห็นอะไรทีเดียว แต่มีจุดหนึ่งที่พลิกสำหรับผมเลยคือ ตอนเรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2 ผมได้อ่านหนังสือเล็กๆ เล่มหนึ่ง ปกห่อด้วยรูปอรพรรณ พานทอง แต่เปิดมาคือหนังสือ <em>9 รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี </em>มารู้ทีหลังว่าหนังสือเล่มนี้ทำโดย พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) เผยแพร่ในปี 2525-2526 ในโอกาสครบ 200 ปี สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ความแสบสันคือหนังสือเล่มนี้ล้อเลียนพระราชพงศาวดาร พออ่านก็รู้สึกว่ามันพลิกสิ่งที่เคยรู้ อ่านจนเก็บไปฝัน (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นสนใจแต่การเมืองรายวัน ไม่ได้สนใจอะไรลึกกว่านั้น และยังห่างไกลกับหนังสือวิชาการมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116498 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>ตอนนั้นคุณยังไม่ได้มองว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ในสมการที่เราต้องวิเคราะห์เมื่อพูดถึงการเมืองเหมือนเด็กรุ่นนี้</h4>
<p>ประมาณนั้น แต่ถ้าพูดแบบแฟร์ๆ ว่าทำไมคนรุ่นก่อนยังติดภาพราชาชาตินิยม เพราะตอนนั้นยังไม่มีงานเขียนที่ดีออกมาด้วย ลองไปไล่ดูนักวิชาการที่ทำงานด้านนี้ หนังสือ <em>ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง</em> ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือปาฐกถา “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” ของธงชัย วินิจจะกูล ออกมาในปี 2544 และอยู่ในวงแคบมาก ตอนผมเรียนข้อมูลมันไม่ได้หาง่ายแบบตอนนี้ อยากรู้อะไรต้องไปตามถ่ายเอกสารจากห้องสมุด หนังสือ<em> 9 รัชกาลฯ </em>ที่ผมพูดถึงก็เป็นหนังสือใต้ดิน แต่ปัจจุบันนี้แค่เสิร์ชดูก็เจอแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แล้วมาเห็นการเมืองเชิงระบบได้ยังไง</h4>
<p>ตอนเรียนจบผมได้มาเป็นลูกมือช่วยทำงานครบรอบ 20 ปี 6 ตุลาฯ ระหว่างทำงานก็ได้ครูพักลักจำ ดูวิธีการคิดจากการร่วมงานกับอาจารย์ธงชัย, อาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, อาจารย์นพพร ประชากุล รวมทั้งคุณประชา สุวีรานนท์ ส่วนอาจารย์สมศักดิ์ก็รู้จักมาตั้งแต่เรียนแล้ว</p>
<p>เสร็จโครงการแล้วก็มาเป็นผู้ช่วยวิจัยให้นักวิจัยญี่ปุ่น ทำเรื่องกำเนิดชนชั้นกลางไทยก่อนปฏิวัติสยาม 2475 ได้เริ่มอ่านหนังสือวิชาการมากขึ้น ซึ่งหนังสือที่ทำให้ได้เห็นภาพกว้างคือ <em>เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ</em> ของอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์ เนื้อหาเกี่ยวกับภาพรวม 200 ปีของรัฐสมัยกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งเป็นการรีวิวงานไทยศึกษาแทบทั้งหมด แล้วก็เอามาสร้างกรอบความคิดให้เห็นข้อมูลพื้นฐานในแง่การทำความเข้าใจเศรษฐกิจสังคม<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ผมจำได้ว่าตอนอ่านก็ไปดูอ้างอิงและบรรณานุกรม มันเป็นลายแทงให้เราไปอ่านหนังสือเล่มอื่น เช่น ประเด็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็มีงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, อาจารย์ธงชัย, อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, และอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ รวมทั้งเห็นชื่องานจำนวนมากเป็นภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าจะมีการแปลออกมา ทำให้ผมคิดว่าถ้ามีหนังสือที่ทำดีพอก็สามารถเปลี่ยนความคิดเราได้ ถ้ามีโอกาสได้ทำหนังสือแนวนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ แล้วในแง่กระบวนการทำหนังสือ ถ้าเทียบเล่มนี้กับหนังสือวิชาการเล่มอื่นๆ ก็ถือว่าเล่มนี้เป็นมาตรฐาน เลยเป็นแม่แบบให้เราอยากมาทำสำนักพิมพ์วิชาการด้วย ก็ต้องขอบคุณสำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มที่จัดพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116496 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>แล้วตอนนั้นคุณไม่อยากเป็นนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ตอนเด็กใฝ่ฝันไว้แล้วเหรอ</h4>
<p>อยากจะไปสมัครงานด้วยซ้ำ แต่ว่าเป็นจังหวะชีวิต ผมเรียนจบปี 2539 แล้วไปทำโครงการ 6 ตุลาฯ อยู่หนึ่งปี พอจบงานก็เกิดวิกฤตฟองสบู่แตก วงการหนังสือพิมพ์ไม่มีใครรับเข้าทำงานเลยมาเป็นผู้ช่วยวิจัย พอทำงานวิจัยเยอะๆ ก็อยากทำหนังสือวิชาการ คงคล้ายๆ กับหลายคนที่พออ่านหนังสือเยอะก็อยากทำเองบ้าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>คุณเลยเปิดสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันขึ้นมา</h4>
<p>จริงๆ ต้องเล่าให้ฟังนิดหนึ่ง ตอนที่เรามีความคิดจะทำหนังสือ วิธีคิดแรกสุดคือต้องไปเป็นลูกมือก่อน ฝึกว่ากระบวนการทำหนังสือเป็นยังไง ถ้าเป็นไปได้ใช้เงินคนอื่นก่อนก็จะดี (หัวเราะ) แล้วมีจังหวะพอดีที่พี่มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ติดต่อผมมาว่าสนใจทำหนังสือให้สถาบันพัฒนาการเมืองฯ ซึ่งเป็น think tank การเมืองภาคประชาชนไหม ซึ่งก็เข้าทางเราที่จะทำสำนักพิมพ์อยู่แล้ว ช่วยจนถึงปี 2543 พี่มานะไปเรียนต่อ ผมก็ชวนชัยธวัช ตุลาธน ให้มาช่วยกัน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ทีนี้ชัยธวัชเป็นเพื่อนกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจผมเลยได้รู้จักต่อมาอีกที ตอนนั้นเขาเพิ่งเรียนจบ ยังไม่มีสกิลธุรกิจอะไรเลย กึ่งๆ เป็นแอ็กทิวิสต์ แต่อย่างน้อยทุกคนมีพื้นฐานหนึ่งร่วมกันคืออยากทำหนังสือ อยากเคลื่อนไหวทางความคิด ประมาณปี 2544 พวกเรานั่งคุยกันสามคนที่ตึกช้าง คิดโมเดลธุรกิจ ปีหนึ่งจะออกหนังสือกี่เล่ม ลงเงินทุนเท่าไหร่ หนังสือเล่มนี้ภายในสองปีจะต้องพิมพ์ซ้ำซึ่งจะเกิดการรีเทิร์นของเงิน สุดท้ายไม่เป็นจริงสักอย่าง (หัวเราะ)</p>
<p>แต่เราคิดกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าธุรกิจวารสารอยู่ไม่รอดหรอก เพราะตัวอย่างจากที่อื่นๆ เราก็เห็น ผมก็รับหน้าที่ทำการบ้าน ไปดูว่าในตลาดเจ้าไหนขาดทุน แล้วขาดทุนเพราะอะไร เลยคิดโมเดลว่าธุรกิจฟ้าเดียวกันต้องมี 3 ขา ขาแรกคือสำนักพิมพ์ ผลิตหนังสือและวารสาร อยู่ได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง ขาที่สองเราคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางสังคม คือพอมีเครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับสื่อก็สามารถไปช่วยหนุนและเสริมขบวนการทางสังคมได้บ้าง เช่น ช่วยทำหนังสือ ช่วยทำสื่อต่างๆ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>สองขาแรกขาดทุนแน่นอน เราจึงต้องมีขาที่สามคือหาจ๊อบ ตั้งแต่ไล่จัดหน้า รับทำเนื้อหานิทรรศการ ไปจนถึงรับเหมาก่อสร้าง สรุปคือสำนักพิมพ์ก็ต้องทำ การเคลื่อนไหวก็ต้องช่วย ธุรกิจก็ต้องหาเงินให้อยู่รอด ต้องทำไปพร้อมๆ กัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116502 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>อะไรที่บอกว่าตอนนั้นคุณสามคนพร้อมทำสำนักพิมพ์</h4>
<p>ไม่พร้อมขนาดนั้นหรอก (หัวเราะ) อีกสองคนเพิ่งเรียนจบเอง อีกอย่างตอนนั้นเป็นช่วงขาลงของวงการหนังสือด้วย มีคนบอกว่าหนังสือวิชาการ หนังสือหนักๆ ใครเขาอ่านกัน แต่ความคิดผมคือ การที่คนไม่อ่านเพราะมันไม่มีอะไรที่ดีพอหรือเปล่า ถ้ามีคนทำได้มาตรฐานก็ต้องมีคนอ่านแหละ</p>
<p>ทีนี้พอลงมือทำจริงๆ ปี 2545 ธนาธรก็เปลี่ยนเส้นทางไปเป็นนักธุรกิจ เราก็ลงเงินคนละ 2 แสนแล้วไปใช้คอนโดของธนาธรเป็นออฟฟิศก่อน ตอนนั้นต้องหาคนมาเป็นกองบรรณาธิการหนึ่งคน อาร์ตเวิร์กอีกหนึ่งคน ผมก็ลงแรง ลงเงิน แล้วก็ไม่มีเงินเดือนของตัวเอง</p>
<p>คนจะชอบพูดว่าผมเป็นลูกน้องธนาธร (หัวเราะ) จริงๆ เราเป็นหุ้นส่วน แชร์อุดมการณ์ แชร์ความคิดกันมากกว่า ซึ่งเราก็มีวิสัยทัศน์ว่าเราไม่ได้ทำสำนักพิมพ์ แต่เป็นคนทำงานเคลื่อนไหวทางความคิด เราสนใจการเมืองไทย เช่น สมการหนึ่งคือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็ชัดเจนตั้งแต่ต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แล้วคุณมีเกณฑ์การคัดเลือกเนื้อหามาลงในวารสารหรือตีพิมพ์หนังสือยังไง</h4>
<p>อุดมคติที่สุดคือ การสร้างความรู้ใหม่ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ไม่ว่าด้วยข้อมูลใหม่หรือวิธีวิทยาแบบใหม่ เช่น <em>ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี</em> และหนังสือเล่มอื่นๆ ในชุดสยามพากษ์ มีธีมที่ชัดเจน ข้อมูลลึก เกาะติด เช่น หนังสือชุดกษัตริย์ศึกษา หรือหนังสือชุดรวมบทความของอาจารย์ธงชัย แน่นอนว่าเขียนต่างกรรมต่างวาระ มีทับซ้อนกันบ้างแต่เราจะเห็นหลักยึดชัดเจน แล้วนำไปอภิปรายในเรื่องอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจสังคมไทย หรือหนังสือแปลหลายเล่มที่เราทำ เช่น <em>เมื่อโลกพลิกผัน</em> ของคาร์ล โปลานยี นี่คือหนังสือคลาสสิกร่วมสมัยของโลกเล่มหนึ่ง แม้ว่าทางธุรกิจจะขาดทุน แต่เราคิดว่าถ้าตีพิมพ์ในระยะยาวมันมีประโยชน์แน่ๆ</p>
<p>ผมเชื่อว่างานวิชาการที่ดีคืองานที่เถียงได้ สร้างองค์ความรู้ใหม่ สปิริตของฟ้าเดียวกันคือไม่เชื่อ ซึ่งนำไปสู่สมมติฐานใหม่ เช่น จริงหรือที่ประเทศไทยเป็นเอกราชสมบูรณ์ จริงหรือชนชั้นนำสยามถูกบังคับให้เซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริง จริงหรือ 2475 ชิงสุกก่อนห่าม หรือว่า 14 ตุลาฯ ไม่มีอะไรให้ศึกษาแล้ว</p>
<p>ส่วนวารสารเรามีทั้งแบบที่คนส่งต้นฉบับมากับไปขอให้นักวิชาการเขียน ซึ่งเราจะต้องดูก่อนว่าใช้ได้ไหม หลักการหรือข้อมูลผิดหรือเปล่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-116529" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_36.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>เกณฑ์ถูก-ผิดของฟ้าเดียวกันคืออะไร</h4>
<p>จุดยืนแรกสุดคือตรรกะ ความสมเหตุสมผลของหลักฐาน ต่อให้เราทำหนังสือที่ตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์ในฐานะหนึ่งในสมการการเมืองไทย แต่ถ้าเขียนมาแบบไม่มีคุณภาพหรือเป็นแค่ข่าวโคมลอยก็ไม่ลง เพื่อรักษาสถานะความน่าเชื่อถือ สิ่งที่เราทำไม่ใช่อยากให้เฉพาะคนที่รู้เรื่องนี้หรือสนใจเรื่องนี้มาอ่าน ผมอยากให้รอยัลลิสต์มาอ่านเหมือนกันนะ เช่น ถ้าบอกว่าปัจจุบันเราอยู่ในสภาวะกษัตริย์นิยมล้นเกิน (hyper-royalist) เราอยากเชิญชวนให้รอยัลลิสต์เข้ามาอ่านว่าจริงไหม ถ้าให้ดีกว่านั้น หากไม่เห็นด้วยก็เขียนมา เราพร้อมเปิดพื้นที่ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นคนที่ประกาศว่าเป็นรอยัลลิสต์เขียนบทความดีเบตอะไรส่งมาเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แล้วในยุคแรกๆ ที่ออกหนังสือเกี่ยวกับสถาบัน อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ</h4>
<p>เราไม่ได้คิดว่ามันจะปังตั้งแต่ออกครั้งแรกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องมีคือความอึด เรายืนระยะได้ เราทำงานปักธงความคิดทางสังคม ถ้าคุณทำงานต่อเนื่อง คุณมั่นใจกรอบวิธีคิดของคุณว่ามันจะตอบโจทย์ทางการเมืองได้ มันไม่จำเป็นว่าออกมาแล้วต้องขายดีหรือคนต้องพูดถึงเลย ถ้ามันแข็งแรงพอจะ 3 ปีหรือ 5 ปี คนกลับมาอ่านอีกกี่ครั้งก็ได้ หรือถ้าปังตั้งแต่ต้นก็ขายยาวไปเลยก็ได้</p>
<p>แล้วหนังสือวิชาการเป็นตลาดที่มีคู่แข่งน้อยราย หรือแทบไม่มีคู่แข่งเลย ถ้าคุณทำออกมาดีพอจะมีคนซื้อ ยิ่งถ้าคลาสสิกพอคนก็จะมาอ่านเรื่อยๆ ประเด็นคือคุณทำออกมาได้ดีพอหรือเปล่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>คุณมองแล้วว่าถ้าเนื้อหามีคุณภาพจะขายได้ในระยะยาวแน่นอน</h4>
<p>ใช่ เราถึงใช้เวลาทำหนังสือต่อเล่มนานมาก เช่น ถ้าเป็นหนังสือแปล หนังสือ เอกสารต้นฉบับ หรือหนังสือประวัติศาสตร์ ทุกชิ้นเราจะกลับไปเช็กเอกสารชั้นต้นเลย อย่างเล่ม <em>ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย</em> เป็นงานที่อาจารย์กุลลดาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ แล้วอ้างเอกสารหอจดหมายเหตุนานแล้ว พอเราเอามาแปล ตรวจสอบเอกสาร cross check ข้อมูล มาทำดัชนีและบรรณานุกรม ก็ต้องกลับไปเปิดเอกสารกันใหม่ ซึ่งระบบการอ้างอิงก็เปลี่ยนไปแล้ว รวมกระบวนการแปล เราใช้เวลาถึง 10 ปีในการทำเล่มนี้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>หลายอย่างเราถึงเชื่อว่าการทำให้ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทยดีขึ้น เราละเอียดพอนะ และมั่นใจว่าถ้าเล่มไหนจะพิมพ์ซ้ำต้องเอาต้นฉบับภาษาไทยที่เราอีดิตแล้วไปแปลเป็นภาษาอังกฤษมันถึงจะสมบูรณ์กว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116516 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_23.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4><strong>ใ</strong>นแง่ของการทำธุรกิจ การใช้เวลาถึง 10 ปีทำหนังสือหนึ่งเล่มมันคุ้มเหรอ</h4>
<p>มันไม่คุ้มอยู่แล้ว (หัวเราะ) จริงๆ ก็ให้เป็นบทเรียน เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีประสบการณ์มากพอ การทำให้มีคุณภาพต้องใช้เวลา ซึ่งการที่เราต้องใช้เวลาเยอะเพราะเราคาดหวังว่าหลังจากนี้จะไม่แก้อะไรที่เป็น major change อีก เราก็อยากให้พิมพ์ครั้งที่ 1 กับพิมพ์ครั้งที่ 10 เหมือนกัน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>หมายความว่าคุณมองแต่เรื่องคุณภาพ ไม่ได้นึกถึงรายได้เป็นหลัก</h4>
<p>รายได้ก็คิด แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เราไม่ได้คิดว่าสำนักพิมพ์เป็นตัวชี้ขาดกำไรอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ควรเป็นอย่างนั้นด้วย ตลาดเราก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น เราแทบไม่เห็นเพื่อนที่ทำงานสำนักพิมพ์อยู่ได้ด้วยการขายหนังสืออย่างเดียว ถ้ามีก็ต้องทำงานออกมาเป็นแบบเครื่องจักร ปีหนึ่งออกหนังสือมาเยอะมาก ซึ่งเราไม่มีศักยภาพแบบนั้น</p>
<p>อีกอย่างคือผมคิดว่าการทำงานด้านความคิดไม่ได้คิดจากตัวเลขกำไรก่อนแน่ๆ ถ้าคุณคิดตัวเลขกำไรขาดทุน คุณต้องไม่ทำวารสารตั้งแต่ต้น เราไม่ได้ทำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเพราะขึ้นอยู่กับตลาดว่ามีคนซื้อเลยทำ ไม่มีคนซื้อไม่ทำ แต่เราเชื่อว่าถ้ามันดีพอแล้วมันจี้ไปที่ปัญหาจริงๆ ยังไงคนก็ต้องมาซื้อ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>เราก็อยู่ได้ด้วยขาที่สาม นั่นคือการรับจ๊อบอื่นๆ ใครให้ทำอะไรก็ทำ ถ้ามีคนมาจ้างเขียนเนื้อหานิทรรศการก็ทำ จุดแข็งของเราคือมีข้อมูลและเนื้อหาอยู่แล้วด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การรับจ๊อบเป็นรายได้หลักที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้จริงเหรอ คุณเคยเผชิญช่วงวิกฤตการเงินไหม</h4>
<p>10 ปีแรกก็หมุนเงินอยู่อย่างนั้นตลอด (หัวเราะ) รายได้ที่มีตอนนั้นไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์จากค่าใช้จ่าย เราต้องรับจ๊อบวิ่งหาเงิน หมุนเงินกันเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ต้องมาเพิ่มทุนกันบ้างให้มันมีสภาพคล่อง ส่วนผมก็ลงแรง ไม่เอาเงินเดือนเลย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ช่วง 4-5 ปีแรก มีอะไรเราก็รับมาทำหมด แต่พอสำนักพิมพ์อยู่ได้ กลับไม่มีหนังสือออกมา แล้วกูทำสำนักพิมพ์ไปทำไมวะ (หัวเราะ) เราเลยมาดูว่าจ๊อบไหนเงินน้อยๆ เราจะไม่ทำแล้ว ไม่คุ้มกับแรงที่ลงไปเท่าไหร่ ผมก็ลองหาโมเดลอื่นๆ ช่วงหนึ่งมีคนเริ่มเอาหนังสือฟ้าเดียวกันไปขายในม็อบคนเสื้อแดง ซึ่งยอดที่ได้ก็ไม่ขี้เหร่ มันก็ค่อยๆ ฟื้นฟูมาในช่วงปี 2553-2556<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ส่วนการทำงานวารสารต้องปรับมาพิมพ์ปีละ 2 เล่ม จากปีละ 4 เล่ม เนื้อหาบางอย่างเราก็ปรับใหม่ เช่น เมื่อก่อนวารสารฟ้าเดียวกันจะตามไปบันทึกในงานสัมมนาที่น่าสนใจ แต่ตอนนี้สื่อออนไลน์ทำได้ดีกว่าแล้ว เราก็เลิก<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116512 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_19.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>เครียดไหมตอนที่ขาดทุน</h4>
<p>ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนั้นเลย ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ยิ่งถ้าคุณเป็นคนสนใจการเมืองจะเห็นว่ามันเปลี่ยนเร็วมาก เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นที่จะได้มีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ตลอดเวลา</p>
<p>ยิ่งช่วงที่เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ช่วงหนึ่งที่คนนิยมเล่นเว็บบอร์ด เราก็มีเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันที่เป็นพื้นที่กลางให้คนมาแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซึ่งไอเดียเราคือมีเสรีภาพให้มากที่สุด คุณจะล็อกอินหรือเป็นร่างอวตารก็ได้ เว็บบอร์ดช่วงนั้นเลยเป็นพื้นที่รวบรวมบทความของอาจารย์สมศักดิ์ แล้วก็ช่วงนี้แหละที่มีคนด่าฟ้าเดียวกันว่าล้มเจ้า มีคดีตามมาเยอะแยะ</p>
<p>แต่ถ้าพูดถึงรัฐบาลที่เรามีปัญหาด้วยครั้งแรกคือรัฐบาลทักษิณนะ ตั้งแต่ทำเล่ม <em>ตากใบ </em>มาจนถึงปี 2548 วารสารฉบับ <em>สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย</em> ส่วนหนึ่งเราก็วิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีปัญหาคือบทสัมภาษณ์อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ‘การมีสถาบันกษัตริย์ถูกกว่าประธานาธิบดี’ ในคำพูดคำจาของอาจารย์ตอนนั้นอาจจะไม่เข้าหูคน แล้วปี 2549 อาจารย์สุลักษณ์ไปขึ้นเวทีพันธมิตร คาราวานคนจนที่เชียร์ทักษิณก็เอาฟ้าเดียวกันไปเผา จะมีคนมาบุกฟ้าเดียวกัน คนที่ฟ้องผมตอนนั้นคือชินวัฒน์ หาบุญพาด ผมจำได้ว่าตอนนั้นเวทีพันธมิตรยังเอาฟ้าเดียวกันไปรวมเป็นสื่อที่ถูกรัฐบาลทักษิณคุกคาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ตอนนั้นสังคมยังไม่ก้าวมาถึงจุดที่ทะลุเพดานอย่างตอนนี้ ทำไมคุณถึงคิดว่าจำเป็นต้องพูดถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์</h4>
<p>เพราะสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในสมการการเมืองไทย ผมว่าปัญหาไม่ใช่บอกว่ารอให้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนความคิด แต่มันต้องคิดว่าจะเปลี่ยนความคิดคนยังไง จะมากจะน้อยก็ต้องเริ่ม การเปลี่ยนระดับใหญ่ขนาดนั้นต้องเริ่มจากน้อยๆ ถูกแล้ว เพราะถ้ามันเริ่มจากคนเยอะอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมาถึงเรา</p>
<p>แต่เราไม่ได้ทำเรื่องนี้เพื่อด่าหรือล้มเจ้าแน่ๆ หลักการของฟ้าเดียวกันคือไม่ได้คิดจะทำประเด็นเดียว แต่ยังสนใจเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องกองทัพ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเมืองไทย การแทรกแซง การลอยนวลพ้นผิด เรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งหนังสือความคิด แนวคิด หนังสือแปล หนังสือคลาสสิกอีกเยอะแยะที่มันควรอยู่ในสังคมไทย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116527 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_34.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>ฟ้าเดียวกันมีเพดานไหม</h4>
<p>ทุกอย่างก็มีเพดานทั้งนั้น วิธีทำหนังสือของเราคือเป็นหนังสือบนดิน ดังนั้นเราไม่สามารถพูดได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่มีใครในโลกนี้สามารถพูดได้หมด ไม่ว่าฝ่ายไหน แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราคิดเราไม่ได้มองว่าเราทำได้สุดแค่นี้ แล้วจะทำถึงแค่นี้ แต่เรามองว่าจะขยับพรมแดนไปได้ไกลแค่ไหน ขยับเส้นการพูดออกไปได้ยังไงบ้าง</p>
<p>ในทางการเมืองเส้นพวกนี้มันก็ไม่เคยชัดเจนนะ อย่างเราคุ้นเคยว่าในสภาไม่มีใครอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าคุณดูบริบทประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การอภิปรายพระราชอำนาจของกษัตริย์เป็นเรื่องปกติมาก ประวัติศาสตร์ให้เราจินตนาการไปสู่อนาคตได้ ไม่ใช่ว่าคุณอยู่กับมันแล้วจะเชื่อว่ามันมีแค่นี้แหละ อนาคตก็คงเป็นแค่นี้ หลายอย่างมันไม่จริง หรือถ้าคุณเปิดไปอีกโลก เห็นประเทศอื่นมีการเมืองแบบไหน คุณก็จะมีจินตนาการมากขึ้นไปอีก</p>
<p>สิ่งที่เราเชื่อในการเมืองคือความเป็นไปได้ เพราะมันเป็นไปได้หมด แม้กระทั่งเปลี่ยนใจคน มันไม่มีอะไรที่แน่นอนชั่วฟ้าดินสลาย คุณอาจจะเคยรักคนนี้จนตายแทนได้ แต่ต่อมาคุณอาจจะไม่รักแล้ว หรืออาจจะถึงขั้นเกลียดแบบผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ ผมว่าเสน่ห์ของการเมืองคือความเป็นไปได้ ถ้าเราคิดว่าจะเปลี่ยนใจใครไม่ได้ เราคงไม่มาทำฟ้าเดียวกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แล้วที่คุณบอกว่าฟ้าเดียวกันก็มีเพดาน สิ่งนั้นคืออะไร</h4>
<p>ทุกอย่างในประเทศนี้พูดใต้อุดมการณ์ราชอาณาจักร รัฐเดี่ยว ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ส่วนประมุขจะเป็นแบบไหนอยู่ที่รายละเอียด แม้กระทั่งกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่เสนอ 10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครพูดเลยเพดานราชอาณาจักร<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>เรารู้ว่านี่คือเพดานหรือกะลาของสังคมไทย เวลาคิด เวลาเขียน ทุกคนก็รู้ว่าอยู่ใต้กะลานี้ แต่จะทำยังไงให้กะลามันขยายออกไปได้กว้างบ้าง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพดานหรือกะลานี้มันจะอยู่ไปถึงไหน เพราะมันก็อยู่ที่บริบทด้วย อย่างตอนนี้สังคมขยาย เราก็ต้องขยายเพดานด้วย ล่าสุดเราตีพิมพ์คำปราศรัยของรุ้งถึง ร.10 เราถามตัวเองเลยว่าถ้าปี 2546 ตอนเริ่มออกวารสาร รุ้งส่งบทความนี้มาเราจะกล้าลงไหม อาจจะคิดหนัก แต่ประเด็นคือสังคมมาไกลขนาดนี้แล้ว คุณจะอยู่จุดเดิมไม่ได้</p>
<p>หรือต่อให้เพดานนี้พัง ความคิดพัง ก็ไม่ใช่ว่าระบบจะพัง อย่างเช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆ ก็ไม่ได้มีเพดานว่าจะต้องเป็นราชอาณาจักร อังกฤษก็ยังตั้งพรรครีพับลิก หรือญี่ปุ่นยังมีพรรคคอมมิวนิสต์ได้เลย ต่อให้เพดานมันไปไกล แต่ถ้าสังคมมันไม่ไป ถึงที่สุดคุณก็ยังไปไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116530 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-1024x683.jpg" alt="ธนาพล อิ๋วสกุล" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_37.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>คุณกังวลไหมเวลาถูกคุกคามจากรัฐหรือมีคนก่นด่ามากๆ<span class="Apple-converted-space"> </span></h4>
<p>กังวลบ้าง ผมว่าทุกคนมีเส้นของตัวเองอยู่แล้ว ไม่มีใครบอกว่าคุกทำอะไรผมไม่ได้หรอก ทุกคนกลัว ไม่ได้กลัวในความหมายกลัวตายอย่างเดียว แต่การเสียเวลาในคุกทำให้อย่างอื่นพัง อย่างธุรกิจหรืองานที่อยากทำ ขณะเดียวกันผมก็คิดว่าถ้าเลือกเส้นทางนี้มันก็เจอแรงเสียดทานนี้เป็นปกติอยู่แล้ว มันคือราคาที่ต้องจ่าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แล้วความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงานล่ะ คุณกังวลไหม</h4>
<p>การมีคดีเป็นเรื่องที่ไม่สนุกเลย อย่างวิธีของตำรวจคือกองบรรณาธิการทุกคนต้องไปเป็นพยาน ทุกคนก็มีหมายเรียกไปที่บ้าน แต่ละบ้านก็รับกับปัญหานี้ได้ไม่เหมือนกัน บางบ้านเป็นเรื่องใหญ่มาก อยู่ๆ มีหมายเรียกพยานจากตำรวจ แต่ตำรวจกับทหารบอกเป็นเรื่องปกติ ปกติที่ไหน หลังรัฐประหาร ทหารขับรถ GMC (รถบรรทุกทางทหาร) มาหน้าบ้านบอกว่า ‘ไม่มีอะไรน้อง เรามาคุยกันเป็นปกติ’ ปกติที่ไหน คนแตกตื่นกันหมด</p>
<p>ในแง่คนบริหารก็ต้องแก้ปัญหา รับผิดชอบเพื่อนร่วมงาน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้ตื่นตระหนกเกินไป ถ้าเราบอกว่ามันมาแน่ โดนแน่ๆ มันยิ่งไปกันใหญ่ ก็ต้องครองสติไปให้ได้ เวลาเจ้าหน้าที่มาก็ให้มาหาผมคนเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-116523" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30-683x1024.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_30.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h4>10 ปีแรกต้องหมุนเงินตลอดแถมยังมีคดีความอีก คุณไม่รู้สึกว่างานเป็นปัญหาชีวิตเลยเหรอ</h4>
<p>ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้เลยนะ ไม่เครียด ไม่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ งานมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว อย่างเช่นการอ่านต้นฉบับ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังทำงาน แต่คิดว่ากำลังเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ สำนักพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม มันเหมือนกับการกินข้าว ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระ การไม่ได้ทำงานต่างหากที่อาจจะทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นภาระ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ผมคิดกลับกันแบบนี้นะ ถ้าจะมีคนบอกว่าผมประหลาด มันควรจะมีงานที่คนไม่รู้สึกแปลกแยกหรือเปล่า ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีชีวิตส่วนตัวเลยนะ นั่นก็เกินไป แต่ก็ทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ มีทางเลือกที่ดีพอ มีค่าตอบแทนที่ดี<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แต่งานคุณเป็นงานที่เสี่ยงนะ</h4>
<p>มีคนเสี่ยงกว่าผมเยอะ (หัวเราะ) คนทำพรรคการเมืองเสี่ยงกว่าผมอีก ผมคิดอย่างนี้นะ การทำงานการเมืองที่ปลอดภัยคือคุณต้องออกมาอยู่ในที่สว่าง ทำให้อยู่บนดิน โอเค เราไม่ได้รับประกันว่าการอยู่บนดินจะปลอดภัยทุกคน แต่คนที่ไม่ทำแบบนี้อันตรายทุกคนแน่นอน เพราะถ้าคุณทำใต้ดิน รัฐก็จะใช้วิธีใต้ดิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>คุณกลัวอะไรมากกว่ากันระหว่างมีคดีความกับไม่ได้ทำหนังสือ</h4>
<p>ไม่ได้ทำหนังสือ (ตอบทันที) ถ้าให้เลือกว่าปลอดภัยแล้วทำหนังสืออะไรก็ได้ ผมคงไม่ทำ แต่ถ้าบอกว่าไปให้ไกลที่สุดแต่ให้มันปลอดภัย ให้เรายังมีอิสรภาพระดับหนึ่ง ผมว่ามันต้องอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าบอกว่าทำเนื้อหาที่ไม่ให้สำนักพิมพ์ถูกปิด แปลว่าคุณก็ไม่ต้องทำอะไรเลย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>คือผมไม่ได้เป็นคนกล้าหาญอะไรมากมายนะ ตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่คนบ้าบิ่น ไม่ใช้ชีวิตแบบมีความเสี่ยง แต่ถามว่าเรื่องบางเรื่องถ้าเราคิดว่ามันใช่ เชื่อว่ามันถูก เราก็ทำ การยืนยันความเชื่อเป็นเรื่องปกติของคนอยู่แล้ว ซึ่งการทำงานทางความคิดมันใช้เวลา มันต้องทำไปตลอด ถ้าบอกว่าทำไป 15 ปีแล้วหยุด มันไม่ใช่<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-116520" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_27.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>พอมองย้อนภาพรวม 18 ปีของฟ้าเดียวกันจนถึงตอนนี้ คุณเคยคิดไหมว่าหนังสือวิชาการจะกลายมาเป็นกระแสเพราะคนรุ่นใหม่</h4>
<p>ไม่เคยคาดคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่ถามว่ามันเกินความคาดหมายร้อยเปอร์เซ็นต์เลยไหม ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ความป๊อปมันอาจจะมากกว่าที่เราคิดบ้าง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แต่พอลองมองข้อมูลก็ปฏิเสธข้อเท็จจริงอันดับแรกไม่ได้ว่า ความสนใจการเมืองของคนรุ่นใหม่มาพร้อมกับกระแสพรรคอนาคตใหม่ที่ธนาธรกับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ไปร่วมก่อตั้ง ธนาธรก็โดนโจมตีไปก่อนแล้ว ส่วนอาจารย์ปิยบุตรก็เขียนบทความและออกหนังสือกับฟ้าเดียวกัน <span class="Apple-converted-space">  </span>แต่พอคนสนใจแล้วจะไปทิศทางไหน อันนี้ผมไม่รู้ เพราะข้อเรียกร้องปัจจุบันไปไกลมาก สอง–พอมีชื่อธนาธร ปิยบุตร อนาคตใหม่ แล้วฝ่ายโจมตีชอบบวกฟ้าเดียวกันเข้าไปด้วย ผมไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า มันทำให้คนสนใจฟ้าเดียวกัน แต่ก็ยืนยันไม่ได้นะ เป็นเพียงข้อสังเกต <span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>พออนาคตใหม่สามารถจุดกระแสความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ได้ ผมว่าหลายอย่างมันเลยเป็นผลพลอยได้ เช่น ธนาธรบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะสานต่อภารกิจ 2475 ที่ยังไม่สำเร็จ ฝั่งขวาเลยโจมตีทั้งธนาธร<span class="Apple-converted-space"> </span>2475<span class="Apple-converted-space"> </span>และฟ้าเดียวกัน ซึ่งด้านหนึ่งผมว่ามันทำให้คนสนใจอยากหาคำตอบว่า 2475 เป็นยังไง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>อีกอันที่เห็นได้ชัดคือผมมีเซนส์ตั้งแต่วันไหว้ครูปี 2562 ที่อยู่ๆ เด็กนักเรียนทำพานไหว้ครูล้อการเมืองพร้อมกันทั่วประเทศ หรือตอนงานสัปดาห์หนังสือหลังเลือกตั้ง มีเด็กผู้หญิง ม.2 โรงเรียนบดินทรเดชามาซื้อหนังสือของอาจารย์ปิยบุตรพร้อมขอลายเซ็นที่บูทฟ้าเดียวกัน<span class="Apple-converted-space"> </span>ผมก็ไปขอคุยด้วย แล้วหลายอย่างที่เราเห็นมันก็ใกล้เคียงกับการศึกษาของอาจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ที่พูดถึงหนังสือที่เด็กสนใจหลังการลุกขึ้นประท้วงของนักเรียนทั่วประเทศในตอนนี้เลย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-116495" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/ปุ๊-ธนาพล_2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4>ปรากฏการณ์นี้ช่วยยืนยันอุดมการณ์อะไรไหม</h4>
<p>ช่วยยืนยันว่าอุดมการณ์รอยัลลิสต์แบบเดิมมันไปไม่ได้แล้ว มันฝืนธรรมชาติ พอมีความคิดใหม่มาท้าทาย คนที่ออกมา defend อุดมการณ์รอยัลลิสต์แบบเดิมกลายเป็นคนที่ไม่ใช่ผู้นำทางความคิด แต่มาด้วยอารมณ์ของความเกลียดชังและใช้ความรุนแรง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ส่วนเราเป็นแค่คนมาบอกว่าระบบมันไม่สมเหตุสมผลยังไง เรามีพยานหลักฐาน เรามีเหตุผล<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>สุดท้ายจากปรากฏการณ์ทั้งหมด คุณคิดว่าในฐานะสำนักพิมพ์ที่ขับเคลื่อนความคิด ตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง</h4>
<p>โห อีกยาวไกล ใครถามแบบนี้ผมมักจะตอบว่าไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องประเมิน แต่คนอ่านเป็นคนที่ประเมินเราต่างหาก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thanapol-eawsakul-interview/">&#8220;ผมไม่ใช่คนกล้าหาญ แต่บางเรื่องที่เชื่อว่าถูก ผมก็ทำ&#8221; ธนาพล อิ๋วสกุล ผู้สร้างฟ้าเดียวกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Can I Talk About Politics? คุยกับ แคน นายิกา ในวันที่เริ่มต้นทำงานการเมืองเต็มตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/can-nayika/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Dec 2020 05:03:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[bnk48]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[นักการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ม็อบ]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุม]]></category>
		<category><![CDATA[Can Nayika]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=115711</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุดแรกเริ่มของบทสัมภาษณ์นี้เกิดจากการที่ผมเห็น แคน–นายิกา ศรีเนียน ไปชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง และครั้งล่าสุด แคน ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องแสบตาแสบจมูกจากแก๊สน้ำตาที่แยกเกียกกายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังจากเห็นภาพดังกล่าว ผมไม่รอช้าติดต่อขอสัมภาษณ์เธอทันที เพราะในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เป็นอดีตสมาชิกวงไอดอล BNK48 และศิลปินอิสระ ผมอยากรู้ว่าอะไรที่ผลักดันให้คนในสปอตไลต์อย่าง แคน ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนขนาดนี้ เมื่อยกหูโทรศัพท์นัดหมาย ปลายสายที่ตอบรับผมในวันนั้นกลับไม่ใช่แคน แต่เป็นพ่อของเธอที่อาสาเช็กคิวและนัดแนะสถานที่การสัมภาษณ์ให้ลูกสาว และเป็นพ่อของแคนนี่เองที่แนะนำกับผมว่าลองคุยกับแคนเรื่องบทบาทใหม่ในชีวิตของเธอดู “เดือนหน้าแคนจะเรียนจบแล้วครับ และแคนจะหันมาทำงานการเมือง” “ตัวแทนพรรคการเมืองประจำเขต” เมื่อถึงวันนัดหมาย หลังจากกล่าวทักทายกันผมเกริ่นถามแคนถึงบทบาทใหม่ที่ได้ยินมาจากพ่อของเธอ แคนอธิบายกับผมด้วยคำข้างต้นว่านี่คือชื่อตำแหน่งงานอย่างเป็นทางการในตอนนี้ เธอเล่าให้ผมฟังเพิ่มว่าในความเป็นจริงเธอลงมาทำงานตรงนี้ได้ 2-3 เดือนแล้ว โดยหน้าที่หลักในช่วงแรกคือการลงพื้นที่ในเขตที่รับผิดชอบเพื่อรับฟังปัญหาและอาสาแก้ไขให้ชาวบ้านเท่าที่พอจะทำได้ “ช่วงนี้เสียงแหบไปเยอะเลย ขอโทษล่วงหน้านะคะ” เธอบอกผมพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนเริ่มต้นบันทึกเสียงการสัมภาษณ์ ซึ่งถ้าฟังจากเสียงและดูจากความเหนื่อยอ่อน ผมคาดเดาว่าช่วงนี้เธอคงกำลังเริ่มต้นงานใหม่อย่างหนักหน่วง แต่นั่นเองคือเรื่องสำคัญที่ผมอยากชวนเธอสนทนา อะไรที่เปลี่ยนให้อดีตไอดอลและศิลปินอิสระอย่าง แคน ลงสนามทางการเมืองแบบทุกวันนี้ ไปฟังคำตอบของเธอกัน จากการไปร่วมม็อบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา คุณมีความเห็นต่อการชุมนุมช่วงนี้ยังไงบ้าง ต้องอธิบายก่อนว่าเราโตมากับม็อบ ตอนเด็กๆ เราไปทั้งม็อบเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ดังนั้นเราเลยเห็นความแตกต่างกับม็อบในปัจจุบันนี้อยู่พอสมควร สมัยก่อนม็อบจะเป็นแบบปักหลักนอนและไม่มีวัยรุ่นเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้คือตรงกันข้าม ซึ่งเราว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพราะโซเชียลมีเดีย พอวัยรุ่นเลือกเสพสื่อได้มากขึ้น พวกเขาจึงรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ไม่ได้รับด้านเดียวเหมือนแต่ก่อน นี่เลยทำให้วัยรุ่นยุคนี้มีความคิดเป็นของตัวเองและกล้าแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น เราเลยไม่แปลกใจที่วัยรุ่นออกมาร่วมม็อบมากขนาดนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/can-nayika/">Can I Talk About Politics? คุยกับ แคน นายิกา ในวันที่เริ่มต้นทำงานการเมืองเต็มตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">จุดแรกเริ่มของบทสัมภาษณ์นี้เกิดจากการที่ผมเห็น <a href="https://www.facebook.com/cannayika97"><strong>แคน–นายิกา ศรีเนียน</strong></a> ไปชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง และครั้งล่าสุด แคน ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องแสบตาแสบจมูกจากแก๊สน้ำตาที่แยกเกียกกายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเห็นภาพดังกล่าว ผมไม่รอช้าติดต่อขอสัมภาษณ์เธอทันที เพราะในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เป็นอดีตสมาชิกวงไอดอล <a href="https://adaymagazine.com/tag/bnk48/">BNK48</a> และศิลปินอิสระ ผมอยากรู้ว่าอะไรที่ผลักดันให้คนในสปอตไลต์อย่าง แคน ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนขนาดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อยกหูโทรศัพท์นัดหมาย ปลายสายที่ตอบรับผมในวันนั้นกลับไม่ใช่แคน แต่เป็นพ่อของเธอที่อาสาเช็กคิวและนัดแนะสถานที่การสัมภาษณ์ให้ลูกสาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นพ่อของแคนนี่เองที่แนะนำกับผมว่าลองคุยกับแคนเรื่องบทบาทใหม่ในชีวิตของเธอดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เดือนหน้าแคนจะเรียนจบแล้วครับ และแคนจะหันมาทำงานการเมือง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115723 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397.jpg" alt="แคน นายิกา" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5397-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตัวแทนพรรคการเมืองประจำเขต”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถึงวันนัดหมาย หลังจากกล่าวทักทายกันผมเกริ่นถามแคนถึงบทบาทใหม่ที่ได้ยินมาจากพ่อของเธอ แคนอธิบายกับผมด้วยคำข้างต้นว่านี่คือชื่อตำแหน่งงานอย่างเป็นทางการในตอนนี้ เธอเล่าให้ผมฟังเพิ่มว่าในความเป็นจริงเธอลงมาทำงานตรงนี้ได้ 2-3 เดือนแล้ว โดยหน้าที่หลักในช่วงแรกคือการลงพื้นที่ในเขตที่รับผิดชอบเพื่อรับฟังปัญหาและอาสาแก้ไขให้ชาวบ้านเท่าที่พอจะทำได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนี้เสียงแหบไปเยอะเลย ขอโทษล่วงหน้านะคะ” เธอบอกผมพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนเริ่มต้นบันทึกเสียงการสัมภาษณ์ ซึ่งถ้าฟังจากเสียงและดูจากความเหนื่อยอ่อน ผมคาดเดาว่าช่วงนี้เธอคงกำลังเริ่มต้นงานใหม่อย่างหนักหน่วง แต่นั่นเองคือเรื่องสำคัญที่ผมอยากชวนเธอสนทนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อะไรที่เปลี่ยนให้อดีตไอดอลและศิลปินอิสระอย่าง แคน ลงสนามทางการเมืองแบบทุกวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปฟังคำตอบของเธอกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115715 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5377-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>จากการไปร่วมม็อบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา คุณมีความเห็นต่อการชุมนุมช่วงนี้ยังไงบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องอธิบายก่อนว่าเราโตมากับม็อบ ตอนเด็กๆ เราไปทั้งม็อบเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ดังนั้นเราเลยเห็นความแตกต่างกับม็อบในปัจจุบันนี้อยู่พอสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยก่อนม็อบจะเป็นแบบปักหลักนอนและไม่มีวัยรุ่นเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้คือตรงกันข้าม ซึ่งเราว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพราะโซเชียลมีเดีย พอวัยรุ่นเลือกเสพสื่อได้มากขึ้น พวกเขาจึงรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ไม่ได้รับด้านเดียวเหมือนแต่ก่อน นี่เลยทำให้วัยรุ่นยุคนี้มีความคิดเป็นของตัวเองและกล้าแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น เราเลยไม่แปลกใจที่วัยรุ่นออกมาร่วมม็อบมากขนาดนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วคุณคิดยังไงกับคำพูดจากผู้ใหญ่บางคนที่บอกว่า ‘ก่อนออกมาเรียกร้อง ให้ไปช่วยแม่ซักผ้าก่อน’</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(หัวเราะแห้ง) ถ้าอัพเดตข้อมูลสักหน่อย เราว่าหลายคนก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้มีเครื่องซักผ้าแล้วนะ แค่โยนผ้าเข้าเครื่องและรอปั่นแห้งเท่านั้นเอง ระหว่างนั้นก็เอาเวลามาศึกษาการเมืองหรือไปร่วมม็อบก็สามารถทำได้ ผ้าเสร็จก็เอาไปตาก (ยิ้ม)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115724 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401.jpg" alt="แคน นายิกา" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5401-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>รู้สึกยังไงเวลาผู้ใหญ่ตำหนิเด็กแบบนี้ เพราะอย่างเวลาคุณออกมาแสดงความเห็น คุณก็เคยโดนเหมือนกัน</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเข้าใจพวกเขานะ เราเคยโดนทักว่าการไปม็อบคือการออกไปถูกฆ่าด้วยซ้ำ แต่เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงคิดและมองแบบนั้น โดยส่วนตัวเราว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่า เราโทษระบบที่หล่อหลอมผู้ใหญ่ให้มาว่าเรา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>โครงสร้างหรือระบบที่ว่าคืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างเลย สังคม การเลี้ยงดู การศึกษา การเสพสื่อ ยุคก่อนเขาไม่มีโอกาสเห็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย จึงไม่แปลกที่เขาจะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองมีคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันโลกไปข้างหน้ามากกว่านั้นแล้ว คนรุ่นใหม่ได้เห็นแล้วว่าในขณะที่ต่างประเทศไปที่ 5 เรายังอยู่ที่ 2 จึงไม่แปลกที่เขาจะออกมาเรียกร้อง และไม่แปลกที่คนรุ่นก่อนจะบอกว่า 2 ก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าคิดกันดีๆ นี่เป็นความคิดที่อยู่แค่ในบริบทของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อรุ่นลูกรุ่นหลาน มันจึงเป็น generation gap อย่างที่เห็น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เวลาได้ยินแบบนี้แล้วคุณโมโหบ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เลย อาจมีเซ็งบ้างตรงที่เราพยายามเข้าใจคุณแต่คุณไม่พยายามเข้าใจเรา เราเปิดรับแต่คุณไม่เปิดรับ เซ็งตรงนั้นมากกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115720 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389.jpg" alt="แคน นายิกา" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5389-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ได้ฟังจากคุณพ่อมาว่าคุณกำลังเริ่มต้นงานการเมือง จากการเป็นไอดอลคุณมาสู่สายงานนี้ได้ยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นสิ (หัวเราะ) ก็ถือว่ามาแบบงงๆ นะ เพราะตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากทำงานอะไร แต่ด้วยพื้นฐานเราเป็นคนชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว เราชอบออกค่ายอาสาและชอบช่วยเหลือคน ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งเราได้เจอและพูดคุยกับพี่หมอออย (นพ. เฉลิมชัย กุลาเลิศ) เขามีใจอยากเล่นการเมืองและอยากพัฒนาพื้นที่แถวที่เราอยู่ แต่ด้วยความที่เขาอาจไม่มีบุคลิกเหมาะกับการลงชุมชน และเราก็มีประสบการณ์ตรงนี้ เราเลยรู้สึกว่าน่าจะช่วยเขาได้ เพราะแถวบึงกุ่ม-คันนายาวก็เป็นพื้นที่ที่เราเกิดและเติบโตมา เราเห็นว่าที่นี่มีปัญหาอะไรบ้าง เราเลยตัดสินใจลงมาสร้างสิ่งนี้ร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มทำงานนี้มาได้ 2-3 เดือนแล้ว โดยหน้าที่เราคือการลงชุมชนไปแนะนำตัวว่าเราคือใคร มาจากไหน และอยากเข้ามาพัฒนาอะไรบ้าง เราอยากฟังข้อเรียกร้องจากคนในชุมชนว่าพวกเขามีปัญหาอะไรเพื่อที่ทีมเราจะได้เอาไปศึกษาเพื่อหาทางแก้ต่อ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ได้เจอปัญหาอย่างที่คิดไว้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(พยักหน้า) มีปัญหาหลายอย่างเลยที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข ยกตัวอย่างที่เจอล่าสุด เช่น ปัญหาหมู่บ้านเก่าไม่มีนิติบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเขตบึงกุ่ม หมู่บ้านเก่าที่ไม่มีนิติบุคคลนั้นมีอยู่เยอะมาก และในอดีตถนนในหมู่บ้านเหล่านี้จะได้รับการดูแลโดยเขต แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับมีกฎหมายใหม่ของรัฐที่ออกมาว่าถนนในหมู่บ้านจัดสรรต้องให้นิติบุคคลของหมู่บ้านดูแล ไม่ใช่หน้าที่เขตที่ต้องแบ่งงบมาทำ นี่จึงเป็นปัญหากับหมู่บ้านที่ไม่มีนิติบุคคล ทั้งหมู่บ้านจะถูกละเลยมองข้าม ถนนไม่มีทางได้ซ่อม ถึงไปคุยกับเขตตอนนี้ก็ไม่สามารถทำให้ได้เพราะไม่มีอำนาจ กลายเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ต่างคนต่างงงว่าใครต้องแก้ ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างของปัญหาเท่านั้น จริงๆ ยังมีจิปาถะอีกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115721 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392.jpg" alt="แคน นายิกา" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5392-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<h4><b>ความตั้งใจอยากช่วยเหลือของเราเป็นไปดั่งหวังไหม ในความเป็นจริงคุณเจออุปสรรคอะไรบ้างหรือเปล่า</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">คำดูถูก (ตอบทันที) เราโดนหนักมากๆ อาจเพราะในเขตนั้นคนที่รุ่นราวคราวเดียวกับเราน้อยด้วย ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่จะเป็นผู้ใหญ่ที่เขาอาจมีความไม่พอใจในวัยเราอยู่ พอเราลงชุมชนไปเจอเขา เราและพรรคเลยถูกเหมารวม ถูกมองว่าเป็นพวกหัวรุนแรงตั้งแต่ต้น พูดจาแข็งกระด้าง บางครั้งก็โดนดูถูกว่าความตั้งใจของเรามันใช้ไม่ได้กับพื้นที่ตรงนี้หรอก เรายังต้องฝึกอีกเยอะ หรือที่มากกว่านั้นคือโดนบอกว่า “หนูรู้ไหมว่าแถวนี้เขตใคร หนูทำอะไรไม่ได้หรอก” เหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจเราเหมือนกัน เพราะเราตั้งใจอยากเข้าไปคุยและช่วยเหลือพวกเขาจริงๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เสียใจไหมที่ความตั้งใจไม่เป็นไปอย่างที่หวัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(ส่ายหน้าเร็ว) เราเก็บมาเป็นไฟให้เรามีไอเดียใหม่ๆ มากกว่า เหมือนพอได้เห็นว่าเขาคิดกันแบบนี้ เราก็ยิ่งอยากเข้าไปเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเขตนี้ให้มากกว่าเดิม เราไม่ท้อเลยนะ เพราะมันเป็นทางที่เราอยากมาเองด้วย ในเมื่อเราเลือกแล้วว่าจะทำก็ต้องทำ หรือคิดอย่างง่ายที่สุด ที่นี่คือบ้านเรา ประเทศเรา ยังไงเราก็ต้องทำ ถึงเซ็งบ้างเวลาโดนแต่เราก็ต้องสู้ บางครั้งเราก็ถามผู้ใหญ่กลับไปด้วยซ้ำว่าแล้วเราควรทำยังไง ซึ่งก็มีผู้ใหญ่ที่ยินดีแนะนำเราอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115733 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5438-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างครั้งหนึ่งเราเคยโทรหาหัวหน้าชุมชนเพื่อติดต่อขอลงพื้นที่ หลังจากนั้นสักพักมีคุณป้าท่านหนึ่งโทรหาเราแล้วถามว่าทำไมเราโทรไปแบบนั้น ไม่มีใครสอนเหรอว่าหัวหน้าชุมชนเป็นเด็กใคร ถิ่นใคร ทำไมไม่ศึกษามาก่อน ซึ่งเราก็ถามป้ากลับไปตรงๆ ว่าแล้วเราควรทำยังไง สุดท้ายป้าคนนี้ก็พาเราไปเจอคนที่ควรคุยจริงๆ อะไรแบบนี้คือเหตุการณ์ที่เราโดนบ่อยมาก แต่ถ้าว่ากันตามตรง ที่เราเลือกติดต่อเข้าไปโดยตรงเพราะเราไม่อยากตั้งแง่กับใครด้วยแหละ เราอยากเข้าไปแบบโปร่งใสที่สุดอย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณเคยโดนคำว่า ‘โลกสวย’ จากการลงพื้นที่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บ่อย (ยิ้ม) แต่เราเข้าใจนะ เพราะถ้าดูจากที่ผ่านมาคนในชุมชนผิดหวังจากการเมืองมาหลายรอบแล้ว ดังนั้นไม่แปลกที่เขาจะคิดแบบนั้น แต่เราเองก็พร้อมแก้ไขปัญหาที่เขาเคยเจอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115747 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5511-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<p><b>ว่ากันตามจริง คุณเข้ามาทำงานการเมืองในช่วงที่ละเอียดอ่อนเหมือนกัน มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ในความเห็นคนรุ่นใหม่อย่างคุณ คุณคิดยังไงกับสถานการณ์ตอนนี้ที่บางครั้งมีการใช้ความรุนแรงต่อกันด้วยวิธีต่างๆ คุณกลัวบ้างไหมว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แปลกเหมือนกันนะ แต่เราไม่กลัวเลย อยากถามกลับเหมือนกันว่าเราทำอะไรผิดล่ะ ทำไมเราต้องกลัวด้วย ถึงต่อให้ได้รับผลกระทบขึ้นมาจริงๆ เราว่าก็ดี ทุกคนจะได้รู้ว่าอะไรในประเทศนี้ไม่โอเค ทุกคนจะได้กระจ่างว่าประเทศนี้ผิดเพี้ยนขนาดไหน และทุกคนจะได้รู้ถึงความไม่ปกติ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เคยย้อนทบทวนไหมว่าตอนไหนที่ทำให้คุณเริ่มรู้สึกแบบนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิด) มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนเราอายุประมาณ 14 ปี เรามีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ครอบครัวของนักโทษคดีทางการเมืองชื่อพี่คำหล้า ชมชื่น เขาโดนคดีข้อหาแย่งปืนทหารที่แยกดินแดงเพราะพี่เขากลัวว่าจะเกิดความรุนแรงกับประชาชน จากตรงนั้นเขาต้องติดคุก 6 ปี แต่เรื่องน่าเศร้าคือเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว พอติดคุกภรรยาและลูกเขาจึงต้องอยู่โดยขาดเสาหลัก วันที่เราเข้าไปสัมภาษณ์ครอบครัวพี่คำหล้า เราได้คุยกับทั้งภรรยาและได้พาลูกเขาเดินเล่นในหมู่บ้าน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นคือครั้งแรกที่เราเริ่มรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ถูกต้อง จากที่คิดว่าประเทศไทยดี ฝรั่งมาเที่ยว เราภูมิใจ แต่เราได้เห็นว่าประเทศที่เราอยู่ไม่ปกติ ที่นี่มีปัญหาอยู่จริงๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115737 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5458-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านั้นพ่อเราเป็นเสื้อแดง ส่วนเราเองไม่ได้เข้าข้างสีไหน แต่กลายเป็นว่าเรากลับแขยงพ่อที่ไปชุมนุม เราอาย เพราะเราเชื่อเพื่อนที่บอกว่าเสื้อแดงคือคนไม่ดี จนเราได้มาเจอครอบครัวพี่คำหล้า ประสบการณ์นั้นทำให้เรารู้ว่าชีวิตที่เราอยู่คือพริวิเลจ จากตรงนั้นเราเลยเหมือนค่อยๆ ได้เห็นมากขึ้นถึงความไม่โอเคต่างๆ ในประเทศนี้ เราเริ่มตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำและความรุนแรงมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเรา เราว่าความรุนแรงในประเทศนี้คือวิธีการที่แต่ละคนใช้เมื่อมีอำนาจ ซึ่งหลายๆ ครั้งก็อยู่เหนือคำอธิบายในเชิงระบบ แต่ก็เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าควรทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เราควรใช้สิทธิและเสียงของเราเพื่อให้อำนาจไม่อยู่ในมือคนผิดอีก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115740 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5483-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>เวลาผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้วหลังจากวันนั้น คุณว่าประเทศไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเพิ่งมารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงช่วงนี้เอง การที่คนรุ่นใหม่ค่อยๆ สนใจการเมืองทำให้เราเริ่มมองเห็นความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมาไม่มีอะไรสูญเปล่า สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เติบโต คนค่อยๆ เปลี่ยน เพราะมีต้นกล้าที่หมั่นฝังลงไปอยู่เสมอ ซึ่งเราเชื่อว่าต่อจากนี้ต้นกล้าจะเบ่งบานแล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>กลัวรัฐจะมาไล่ถอนต้นกล้าไหม เช่น ทำรัฐประหารอีกครั้ง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าเราไม่โอเคกับการทำรัฐประหาร มันมีค่าเท่ากับเผด็จการ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงเราก็เชื่อว่าประชาชนในยุคสมัยใหม่ที่ไม่มีอาวุธจะหาทางหยุดยั้งสิ่งนี้ได้นะ เราอาจตอบได้ไม่แน่ชัดตอนนี้ว่าทำยังไง แต่เราเชื่อว่าต้องมีไอเดียบางอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อให้คนออกมาสู้กับรัฐประหารได้แน่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วคุณเคยคิดถึงกรณีร้ายแรงที่สุดไหม ถ้าสมมติว่าสิ่งที่คุณอยากให้เปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้นจริง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิดนาน) เราไม่ได้คิดถึงเลย เพราะเราเชื่อว่ายังไงความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันเป็นไปได้ในเจเนอเรชั่นเราแน่ๆ อาจไม่สำเร็จใน 2-3 ปี แต่อย่างน้อยเราเชื่อว่าในระยะยาวที่วัยเรากลายเป็นผู้ใหญ่ ปัญหาในประเทศนี้จะถูกแก้ไข ซึ่งเราว่าความคิดแบบนี้เป็นสิ่งสำคัญนะ ถ้าเราไม่เชื่อมั่นแบบนี้หรือลังเลสงสัย เราคงใช้ชีวิตแบบหลงลืมและยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจนสุดท้ายทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115727 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5418-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><b>แล้วในอนาคตเราจะได้เห็น ส.ส.นายิกาไหม คุณวางแผนตัวเองไว้ยังไงบ้าง</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามีความเชื่อมั่นว่าคนเราเปลี่ยนไปในทุกๆ 5-7 ปี แต่สำหรับ 5 ปีนี้ เราเห็นว่าตัวเองยังคงอยู่ที่นี่นะ เรายังอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อประเทศและคนอื่น ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยมาก แต่นี่เป็นความเหนื่อยที่เราไม่ทุกข์ (เงียบคิด) ถ้าให้เทียบ เราเคยมีหัวโขนที่ทำงานในวงการบันเทิง ตอนนั้นเราก็เหนื่อยและท้อ เราถามตัวเองอยู่ตลอดว่าทำไปทำไม เหนื่อยแล้วได้อะไร เราไม่เห็นว่าตัวเองจะไปอยู่ในจุดไหน แต่งานปัจจุบันนี้ทำให้เรารู้สึกอีกแบบ เราได้เข้าไปช่วยเหลือคนและแก้ไขปัญหา มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ ซึ่งอนาคตจะไปอยู่ตรงไหนเรายังไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยความรู้สึกนี้ก็หล่อเลี้ยงเราในตอนนี้ได้แล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สุดท้าย คุณว่าตัวเองใน 5 ปีข้างหน้าจะโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยเราว่าตัวเองไม่โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่หมดหวังแน่ๆ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกเปลี่ยนไปมากแล้วจากยุคที่คนรุ่นเก่าเติบโตมา โลกกำลังไปข้างหน้า เราเชื่อว่าปัญหาแต่ละอย่างจะค่อยๆ ถูกแก้ไปเรื่อยๆ และสุดท้ายระบบจะทำงานอย่างถูกต้องของมัน ระบบจะเลือกคนที่เหมาะสมเข้ามาพัฒนาชุมชนเพื่อที่ลูกหลานจะได้ไม่เจอปัญหาแบบเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคิดตั้งแต่เด็กจนโตว่าเราอยากมีลูกและเราก็อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี ในเมื่อถ้าคนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและตายจากไป เราก็อยากให้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของเราระหว่างนั้นได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับสายเลือดตัวเองบ้าง อาจเพราะสิ่งเหล่านี้มั้งที่ทำให้เราไม่หมดหวัง เรายังอยากอยู่ตรงนี้เพื่อเห็นว่าประเทศดีขึ้นในวันที่เราจากไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างน้อยลูกเราจะได้ไม่ต้องเจอกับคำว่า ‘รู้ไหมแถวนี้ถิ่นใคร’ อีก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115728 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5422-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-115730 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/DSCF5425-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/can-nayika/">Can I Talk About Politics? คุยกับ แคน นายิกา ในวันที่เริ่มต้นทำงานการเมืองเต็มตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>THINKK สตูดิโอออกแบบที่ &#8216;คิดลึก&#8217; เรื่องโปรดักต์และ &#8216;คิดมาก&#8217; เผื่อช่างฝีมือและคนรุ่นใหม่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thinkk-studio/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2020 16:35:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[design studio]]></category>
		<category><![CDATA[Interior Design]]></category>
		<category><![CDATA[Thingg]]></category>
		<category><![CDATA[Product Design]]></category>
		<category><![CDATA[THINKK Studio]]></category>
		<category><![CDATA[Furniture Design]]></category>
		<category><![CDATA[THINKK]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=114118</guid>

					<description><![CDATA[<p>THINKK Studio คือหน่ึงในดีไซน์สตูดิโอที่นักออกแบบหน้าใหม่ ไม่ว่าจะสายอินทีเรียร์ โปรดักต์ หรือเฟอร์นิเจอร์รู้จักกันดีด้วยหลายเหตุผล หนึ่ง–คือความถนัดในการออกแบบหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะทำอะไรก็สนุกและน่าทึ่ง สอง–คือลายเซ็นของพวกเขาที่ออกแบบให้โปรดักต์และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นแสนจะเป็นมิตรและดึงดูดทั้งคนทั่วไปและแบรนด์สินค้าดีไซน์ในต่างประเทศ  และสาม–ที่เราประทับใจที่สุด คือความพยายามในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นบุคลากรชั้นยอดของอุตสาหกรรมออกแบบของไทย  ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เราจึงขอนั่งเก้าอี้ดีไซน์สวย คุยกับ พลอย–พลอยพรรณ ธีรชัย และ เดย์–เดชา อรรจนานันท์ หัวเรือใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานออกแบบและหมุดหมายการทำงานที่น่ารักน่าชม “ตอนแรกที่คิดชื่อ THINKK ยอมรับเลยว่าเราคิดแบบไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่” พลอยเล่าที่มาของชื่อสตูดิโอพลางหัวเราะ  “เรามานั่งคิดกันทีหลังว่าตัวตนของเราคืออะไร แล้วเป็นความบังเอิญที่สตูดิโอเราเน้นการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังการทำงานเสมอ เราใช้เวลากับกระบวนการคิดเยอะที่สุดเพราะเราชอบเรียนรู้ ชอบค้นคว้า แล้วก็ชอบทดลองกับความท้าทายใหม่ๆ “เวลาคนชวนเราไปเล่าวิธีคิดงาน เราไม่เคยบอกเลยว่าเราเก่งเรื่องอะไร หรือนิยามตัวเองเป็นสไตล์ไหน เราเป็นสตูดิโอออกแบบที่พร้อมสนุกกับทุกวัสดุ ทุกเทคนิค ทุกงานเราเข้าไปลุยกันจริงๆ อย่างงานที่ต้องแกะไม้เราก็เข้าไปแกะไม้กับช่าง เรียนรู้เองเลยว่ามันเป็นยังไง เขาทำงานด้วยข้อจำกัดแบบไหน พอรู้ข้อจำกัดก็ค่อยหาวิธีผลักข้อจำกัดนั้นหรือหาทางฉีกไปอีกแบบหนึ่ง เราเชื่อว่าเราจะหาทางเล่นกับข้อจำกัดนั้นได้มากขึ้นถ้าลงไปสัมผัสกับวัสดุและเทคนิคเหล่านั้นด้วยตัวเอง” ลำพังแค่ชื่อและตัวตนของสตูดิโอก็ผ่านการตกตะกอนทางความคิดมาไม่น้อย แล้วเบื้องหลังเส้นทางการเติบโตที่สวยงามของดีไซน์สตูดิโออายุ 12 ปีอย่าง THINKK ต้อง ‘คิดหนัก’ กับเรื่องอะไรบ้าง เราให้พลอยและเดย์เล่าให้ฟังดีกว่า &#160; คิดก่อนว่าอยากทำอะไร แม้ทั้งคู่จะเรียนจบด้านอินทีเรียร์ดีไซน์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แต่จุดเร่ิมต้นของแพสชั่นเรื่องโปรดักต์ดีไซน์ของพลอยและเดย์นั้นต่างกันออกไป  พลอยเริ่มต้นจากคำถามที่ว่าทำไมตลาดเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์แทบไม่มีแบรนด์ไทยปรากฏให้เห็น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thinkk-studio/">THINKK สตูดิโอออกแบบที่ &#8216;คิดลึก&#8217; เรื่องโปรดักต์และ &#8216;คิดมาก&#8217; เผื่อช่างฝีมือและคนรุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.thinkkstudio.com/"><b>THINKK Studio</b></a><span style="font-weight: 400;"> คือหน่ึงในดีไซน์สตูดิโอที่นักออกแบบหน้าใหม่ ไม่ว่าจะสายอินทีเรียร์ โปรดักต์ หรือเฟอร์นิเจอร์รู้จักกันดีด้วยหลายเหตุผล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่ง–คือความถนัดในการออกแบบหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะทำอะไรก็สนุกและน่าทึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอง–คือลายเซ็นของพวกเขาที่ออกแบบให้โปรดักต์และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นแสนจะเป็นมิตรและดึงดูดทั้งคนทั่วไปและแบรนด์สินค้าดีไซน์ในต่างประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสาม–ที่เราประทับใจที่สุด คือความพยายามในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นบุคลากรชั้นยอดของอุตสาหกรรมออกแบบของไทย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เราจึงขอนั่งเก้าอี้ดีไซน์สวย คุยกับ </span><b>พลอย–พลอยพรรณ ธีรชัย</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>เดย์–เดชา อรรจนานันท์</b><span style="font-weight: 400;"> หัวเรือใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานออกแบบและหมุดหมายการทำงานที่น่ารักน่าชม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-114125 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7665.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกที่คิดชื่อ THINKK ยอมรับเลยว่าเราคิดแบบไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่” พลอยเล่าที่มาของชื่อสตูดิโอพลางหัวเราะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามานั่งคิดกันทีหลังว่าตัวตนของเราคืออะไร แล้วเป็นความบังเอิญที่สตูดิโอเราเน้นการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังการทำงานเสมอ เราใช้เวลากับกระบวนการคิดเยอะที่สุดเพราะเราชอบเรียนรู้ ชอบค้นคว้า แล้วก็ชอบทดลองกับความท้าทายใหม่ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาคนชวนเราไปเล่าวิธีคิดงาน เราไม่เคยบอกเลยว่าเราเก่งเรื่องอะไร หรือนิยามตัวเองเป็นสไตล์ไหน เราเป็นสตูดิโอออกแบบที่พร้อมสนุกกับทุกวัสดุ ทุกเทคนิค ทุกงานเราเข้าไปลุยกันจริงๆ อย่างงานที่ต้องแกะไม้เราก็เข้าไปแกะไม้กับช่าง เรียนรู้เองเลยว่ามันเป็นยังไง เขาทำงานด้วยข้อจำกัดแบบไหน พอรู้ข้อจำกัดก็ค่อยหาวิธีผลักข้อจำกัดนั้นหรือหาทางฉีกไปอีกแบบหนึ่ง เราเชื่อว่าเราจะหาทางเล่นกับข้อจำกัดนั้นได้มากขึ้นถ้าลงไปสัมผัสกับวัสดุและเทคนิคเหล่านั้นด้วยตัวเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลำพังแค่ชื่อและตัวตนของสตูดิโอก็ผ่านการตกตะกอนทางความคิดมาไม่น้อย แล้วเบื้องหลังเส้นทางการเติบโตที่สวยงามของดีไซน์สตูดิโออายุ 12 ปีอย่าง THINKK ต้อง ‘คิดหนัก’ กับเรื่องอะไรบ้าง เราให้พลอยและเดย์เล่าให้ฟังดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>คิดก่อนว่าอยากทำอะไร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ทั้งคู่จะเรียนจบด้านอินทีเรียร์ดีไซน์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แต่จุดเร่ิมต้นของแพสชั่นเรื่องโปรดักต์ดีไซน์ของพลอยและเดย์นั้นต่างกันออกไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พลอยเริ่มต้นจากคำถามที่ว่าทำไมตลาดเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์แทบไม่มีแบรนด์ไทยปรากฏให้เห็น หรือหากมีก็ล้วนเป็นโปรดักต์ที่ตั้งราคาแพงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเอื้อมถึง ส่วนเดย์เริ่มต้นในช่วงที่เรียนปี 3 เมื่อได้เตะตาเข้ากับโต๊ะสำนักงานที่ออกแบบโดยสองพี่น้องดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส Ronan &amp; Erwan Bouroullec ความพิเศษคือเป็นโต๊ะที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลากหลาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันทำให้เรารู้สึกว่าการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เป็นอะไรที่มากกว่าแค่โปรดักต์หนึ่งชิ้น ส่วนหนึ่งมันทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนได้ด้วย เราชอบที่โปรดักต์ดีไซน์และอินทีเรียร์ดีไซน์มันส่งเสริมกัน สมมติถ้าเราจับงานในสเกลเล็กอย่างโปรดักต์ มุมหนึ่งเราสามารถหยิบยืมอะไรบางอย่างมาช่วยในงานอินทีเรียร์ เช่น เราสามารถคิดลูกเล่นที่พิเศษขึ้น ไม่ได้ยึดตัวเองไว้กับฟอร์แมตมาตรฐาน ตู้ต้องแบ่งขนาดเท่านี้ หน้าบานต้องเป็นแบบนี้เป๊ะๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ขณะเดียวกันการมีพื้นฐานทางด้านอินทีเรียร์ช่วยให้รู้พื้นฐานของความพอดี หรือความจำเป็นในการวางของชิ้นนั้นๆ แล้วของที่ออกแบบมามันควรจะสอดคล้องกับสเปซแค่ไหน เรามีหน้าที่ต้องเลือกอยู่แล้ว แค่ต้องออกแบบในสิ่งที่เราอยากจะใช้มัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าขาข้างหนึ่งยังเหยียบอยู่บนโลกของอินทีเรียร์ แต่ขาอีกข้างก็พาพวกเขาก้าวสู่โลกโปรดักต์และเฟอร์นิเจอร์ ทั้งคู่ใช้เวลาหนึ่งปีเต็มเพื่อสะสมพอร์ตก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ พลอยเลือกเรียนด้าน Spatial Design ที่มหาวิทยาลัย Konstfack ประเทศสวีเดน ส่วนเดย์เรียนด้าน Design for Luxury &amp; Craftsmanship ที่ École cantonale d&#8217;art de Lausanne (ECAL) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประสบการณ์ชีวิตต่างถิ่นได้เปลี่ยนวิธีการมองสิ่งรอบตัวพวกเขาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกเราอาจจะรู้จักวิธีคิดงานแค่ 1-2 วิธี แต่พอไปเรียนรู้จริงๆ มืออาชีพเขามีวิธีการคิดที่หลากหลายมากที่มันสามารถปรับใช้กับงานออกแบบได้ ตั้งแต่การมองในเชิงศิลปะ มองเรื่องฟังก์ชั่น การหยิบประสบการณ์ในวัยเด็กหรือเรื่องประวัติศาสตร์มาใช้ อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างคือเรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ตีกรอบเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน เขามองเห็นความสวยงามของเด็กแต่ละคนแล้วพยายามผลักดันด้านนั้นออกมา” เดย์เปิดประเด็นน่าสนใจกลางวงสนทนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหมือนเราก็รับแนวคิดที่เปิดกว้างนั้นกลับมาด้วย เรารู้สึกว่าเราจะไม่ตัดสินอะไรง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย งานแบบนี้มันผิด มันไม่ดี ตอนนี้เราไม่มองแบบนั้นแล้ว เราจะมองว่ามันเป็นความหลากหลายของวิธีคิดมากกว่า” พลอยสรุปบทเรียน</span></p>
<p><div id="attachment_114153" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114153" class="wp-image-114153 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Weight_01-1024x706.jpg" alt="" width="1024" height="706" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Weight_01-1024x706.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Weight_01-300x207.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Weight_01-768x529.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Weight_01-600x413.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-114153" class="wp-caption-text">Weight Vases</p></div></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-114143 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/THINKK_made-in-Thailand-1024x693.jpg" alt="" width="1024" height="693" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/THINKK_made-in-Thailand-1024x693.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/THINKK_made-in-Thailand-300x203.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/THINKK_made-in-Thailand-768x520.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/THINKK_made-in-Thailand-600x406.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>คิดเรื่องส่งออก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากจบปริญญาโทพลอยและเดย์ตั้งใจกลับมาอยู่ไทยทันที บรรยากาศวงการนักออกแบบไทยเมื่อสิบปีที่แล้วไม่มีทางที่จะคึกคักและเปิดกว้างกับคนนอกได้มากเท่าวันนี้แน่ๆ ด้วยวัฒนธรรมและสภาพเศรษฐกิจที่ตีกรอบให้เรามองหาแต่สิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตมากกว่ามองหาสินค้าดีไซน์ที่ตอบโจทย์ด้านฟังก์ชั่นและความรื่นรมย์ เรายิงความสงสัยไปยังคนตรงหน้าว่า วันนั้นพวกเขากลับมาด้วยความรู้สึกแบบไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารู้ว่าการกลับมาไทยมันมีการเสียโอกาสเกิดขึ้นแน่นอน ความฝันของดีไซเนอร์คืออยากให้แบรนด์ดังมาซื้อแบบของเรา แต่ความเป็นจริงมันยากมาก เพราะปกติเขาใช้งานดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงกันอยู่แล้ว แถมเราเองก็ยังเด็กมาก การกลับมาอยู่ไทย โอกาสที่ยากอยู่แล้วก็ยิ่งยากเข้าไปอีกเพราะเราอยู่ห่างกันคนละซีกโลก” พลอยคลายความสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝันของพลอยและเดย์คือการผลักดันงานตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พวกเขาพยายามอย่างมากในการมองหาโอกาสนำผลงานตัวเองไปโชว์ตามงานแฟร์ในต่างประเทศ เพราะงานแฟร์ (ควบรวมทั้งแฟร์ในประเทศเราด้วย) ถือเป็นพื้นที่แห่งโอกาสในการขายไอเดียดีไซน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังมองหาโปรดักต์ใหม่ๆ เติมในแค็ตตาล็อกสินค้าของพวกเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปบ่อยครั้งเข้า ชื่อของสตูดิโออย่าง THINKK ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักและจดจำในฐานะดีไซเนอร์น่าจับตาจากฝั่งเอเชีย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-114148 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/batten01.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เก้าอี้เอาต์ดอร์อย่าง BATTEN คืองานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ที่พลอยและเดย์นิยามว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พาดีไซน์ของ THINKK ออกสู่ตลาดสากลอย่างเต็มตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราทำดีไซน์นี้ตอนปี 2016-2017 พอดีแบรนด์ Tectona (แบรนด์เฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์สัญชาติฝรั่งเศส) จัดงานประกวดแบบปิด เชิญดีไซเนอร์ 11 คนจากทั่วโลกมาประกวดแบบเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ในวาระที่แบรนด์อายุครบ 40 ปี เราได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทย” แถมดีไซเนอร์ที่เดย์ชื่นชอบอย่าง Ronan Bouroullec ก็เป็นหนึ่งในผู้ตัดสินงานประกวดครั้งนี้ด้วย งานนี้เจ้าตัวจึงใส่ความตั้งใจเข้าไปอย่างเต็มที่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการตัดสินคือ THINKK ได้รับรางวัลชนะเลิศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากส่งแบบไปหนึ่งเดือนเขาก็โทรศัพท์มาบอกว่า ‘ดีใจด้วยนะ คุณชนะ’ เราก็เอ๊ะ ฟังผิดหรือเปล่านะ (หัวเราะ) เราไม่ได้คิดว่าจะชนะเลยเพราะดีไซเนอร์อีก 10 คนที่เหลือเขาเก่งมาก บางคนทำแบรนด์ในฝรั่งเศสอยู่แล้ว หรือเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์ระดับโลกก็มี” พลอยเล่าพร้อมรอยยิ้ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งหลังจากที่ได้รางวัลก็มีเรื่องดีหลายเรื่องเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้แบรนด์เคยให้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเราผลิตสินค้าให้ ซึ่งเป็นโรงงานที่ตอนนั้นเราทำงานด้วยพอดี แล้วเขาไม่ได้คอนเนกต์กันมาหลายปีเพราะเปลี่ยนไปใช้โรงงานที่อินโดนีเซียกับพม่าแทน พอต้องผลิตเก้าอี้ไม้สักตัวนี้ไปขาย Tectona ก็ได้กลับมาทำงานกับโรงงานนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เราตรวจงานสะดวกขึ้น กลายเป็นว่าเราไปช่วยสานสัมพันธ์ให้พวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง แล้วเขาก็เอาดีไซน์อื่นๆ กลับมาผลิตที่โรงงานนี้ด้วย” เดย์เสริม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-114122 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7653.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังทั้งคู่เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ใจเรากลับฉุกคิดถึงบทบาทของนักออกแบบที่คนส่วนใหญ่ (แบบเรา) มักมองข้าม ผลลัพธ์ของการส่งออกไอเดียสร้างสรรค์มีมากกว่าคำว่าชื่อเสียง เพราะมันพ่วงด้วยประโยชน์ที่ได้สร้างงานให้กับคนต้นทางอย่างช่างฝีมือ โรงงาน หรือกระทั่งคนจัดหาวัตถุดิบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถ้าหากคนในอุตสาหกรรมนี้ได้รับการซัพพอร์ตจากรัฐมากพอ โปรดักต์ดีไซน์จากประเทศเราก็น่าจะมีโอกาสสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บ้านเรายังไม่มีหน่วยงานไหนที่ซัพพอร์ตนักออกแบบโดยตรง ส่วนมากจะเป็นเรื่องการกระตุ้นผู้ประกอบการมากกว่าและให้พาร์ตของการออกแบบเป็นแค่มุมมุมหนึ่ง ซึ่งถ้าเทียบกับต่างประเทศที่เราสัมผัสเวลาไปออกงานแฟร์ แต่ละประเทศเขามีงบซัพพอร์ตให้เต็มที่เพราะพวกเขามองว่างานออกแบบเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เหมือนส่งนักออกแบบไปหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศเขาด้วย ตอนนี้โมเดลเราอาจจะยังไม่ชัดหรือเข้มข้นขนาดนั้น” เดย์เล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่ผู้ประกอบการได้รับการซัพพอร์ตมากกว่านักออกแบบคือมันวัดผลปลายทางที่เป็น ‘ตัวเลข’ ได้ง่ายกว่าการวัดค่าความฉลาดหรือความเก่งกาจของนักออกแบบ ซึ่งคนที่มีหน้าที่ดึงกราฟของการสนับสนุนผู้ประกอบ (ที่จริงๆ ก็สำคัญเพราะคนกลุ่มนี้จ่ายเงินให้นักออกแบบอีกที) ให้กลับมาเป็นเส้นกราฟที่ขนานกับการสนับสนุนนักออกแบบก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยนอกจากรัฐ ยิ่งรู้แบบนี้ก็ยิ่งอยากเอาใจช่วยนักสร้างสรรค์เหล่านี้มากขึ้นไปอีก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-114124 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7658.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>คิดออกไปให้กว้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองสตูดิโอที่ทำทั้งงานโปรดักต์ เฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม และอินทีเรียร์ดีไซน์ของทั้งคู่ว่าทำงานแบบเป็ดคงดูใจร้ายมากไปหน่อย พลอยตอบกลับอย่างใจดีว่า “จริงๆ การเป็นเป็ดมันดีนะ มันเปิดโอกาสให้เราได้ทำอะไรที่หลากหลาย หรืองานแบบไหนที่เราไม่ถนัด อย่างงานกราฟิกดีไซน์ เราก็ชวนกราฟิกดีไซเนอร์เก่งๆ มาทำงานด้วย แค่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำงานร่วมกับคนที่เขาเก่งด้านนั้นจริงๆ ได้เรียนรู้จากเขาด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากวิธีการออกแบบสิ่งของและสเปซจะเอื้อกันอย่างที่พลอยและเดย์อธิบายให้ฟังในตอนแรกๆ แล้ว สิ่งที่ทั้งคู่พิสูจน์ได้ไม่นานมานี้คือ ความถนัดที่หลากหลายช่วยให้สตูดิโอของพวกเขาก้าวผ่านโควิด-19 มาได้อย่างสวยงามทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่เราประสบปัญหาโควิด-19 ถ้าเราโฟกัสกับอะไรบางอย่างมากๆ เราอาจจะไปไม่รอด เช่น ถ้าเราทำแค่โปรดักต์หรือเฟอร์นิเจอร์ส่งออกอย่างเดียวพอมันกระทบตรงนั้นปุ๊บเราจะทรุดทันทีเลย โชคดีที่เราจับงานหลายอย่าง จริงๆ มีงานเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐ ลงไปช่วยเหลือชุมชนบ้าง ในมุมที่แย่มันเลยมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นในหลายๆ ทาง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความหลากหลายคือข้อดีที่เราพยายามจะเก็บไว้ ซึ่งถ้าต้องแนะนำนักออกแบบรุ่นน้องๆ คงอยากให้เปิดใจลองทำอะไรที่ขยายขอบเขตความสามารถของตัวเองไปในหลายๆ ช่องทางก็น่าจะดี อย่างน้อยก็ช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้นในอนาคต</span> <span style="font-weight: 400;">แต่อย่าลืมว่ามันต้องเป็นส่ิงที่ส่งเสริมและสอดคล้องกับสิ่งที่เราถนัดนะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดย์บอกว่าวิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับโปรดักต์ดีไซเนอร์คือ ให้ลองทำแบรนด์โปรดักต์ของตัวเองโดยที่ต้องไม่ไปแข่งกับแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น้อยครั้งที่ THINKK จะเผยแพร่งานออกแบบอินทีเรียร์บนมีเดียของตัวเอง แม้ความจริงแล้วงานอินทีเรียร์เป็นขาอีกข้างที่สำคัญต่อการทำสตูดิโอ เหตุผลที่พวกเขาเลือกพูดถึงงานพาร์ตนี้น้อยกว่าโปรดักต์เป็นเพราะงานอินทีเรียร์เป็นงานที่มีความเป็นส่วนตัวและรสนิยมของลูกค้าอยู่ และพวกเขาเคารพ ‘ความเป็นเจ้าของ’ สิ่งเหล่านั้นเอามากๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนเราอาจจะเริ่มจากงานอินทีเรียร์มาก่อน ลูกค้าบางกลุ่มอาจจะไม่ได้เข้าใจว่าเราคือใคร หรือมีวิธีคิดและแนวทางในการออกแบบประมาณไหน งานที่ทำออกมาก็ออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ช่วงหลังๆ กลายเป็นว่ามีคนเข้ามาหาเราเพราะคาแร็กเตอร์ของเฟอร์นิเจอร์หรือโปรดักต์ที่ค่อนข้างชัด หรือรู้จักเราผ่านนิทรรศการหลายๆ ครั้งที่เคยทำมา คนเริ่มอยากได้งานอินทีเรียร์ที่มีความเป็นตัวตนของเรามากขึ้น ช่วงนี้งานในพาร์ตนี้ค่อนข้างสนุกมากขึ้นในแง่ที่ว่าลูกค้าเปิดพื้นที่ให้เราเยอะขึ้น เพราะเขาเชื่อในสไตล์ของเรา” เดย์สรุป</span></p>
<p><div id="attachment_114154" style="width: 1034px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114154" class="wp-image-114154 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC05913-488-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-114154" class="wp-caption-text">City Materials</p></div></p>
<p><div id="attachment_114157" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114157" class="wp-image-114157 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/DSC04324-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-114157" class="wp-caption-text">City Materials</p></div></p>
<h3></h3>
<h3><b>คิดลึกเรื่องวัสดุและความยั่งยืน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีนี้เป็นปีที่ 12 ของ THINKK Studio สำหรับพวกเขาแล้วสิ่งที่ยากที่สุดในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ทุกวันนี้คืออะไร–เราเอ่ยถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ก็พบว่ามันยากขึ้นทุกปี” พลอยหัวเราะ “เพราะว่ามีโปรดักต์ใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เพราะฉะนั้นการจะทำให้งานเรามีคุณภาพดีทั้งในฝั่งของดีไซน์และฟังก์ชั่น มันทำให้เราต้องคิดเยอะขึ้น แคร์เรื่องโปรดักชั่น ทำยังไงให้ราคามันคุ้มค่ากับการซื้อของผู้บริโภค ในขณะเดียวกันประสบการณ์ที่เยอะขึ้นมันช่วยให้เราใช้เวลาในการทำงานสั้นลงด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าเป็นเรื่องเหตุและผลในการทำของชิ้นนั้นออกมาใหม่ เพราะวันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงวิธีการผลิตที่คล้ายๆ กันได้ง่ายขึ้น ในโรงงานไม้แต่ละที่ก็มีไม้เหมือนกัน วิธีการจัดการกับไม้เรารู้แล้วว่ามันมีวิธีการที่ 1 2 3 แบบนี้ โจทย์คือเราจะใช้วิธีการที่มีอยู่แล้วสร้างสิ่งใหม่หรือดีเทลใหม่ๆ ออกมาได้ยังไง” เดย์เล่าเสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานออกแบบของ THINKK ไม่ยึดตามเทรนด์หรือสไตล์ที่คนในตลาดจับตา ที่สำคัญต้องมีเซนส์ของความเป็นสากลเพราะพวกเขาเชื่อว่าเดี๋ยวนี้คนไทยกับคนอเมริกาไม่ได้ชอบของต่างกันมาก และแม้จะเป็นที่ล่วงรู้ว่าทำออกมาแล้วขายดีแน่ๆ ดีไซเนอร์ทั้งสองก็เลือกที่จะเชื่อในวิธีการทำของให้ฉีกกว่าคนอื่น พยายามค้นหาวัสดุใหม่ๆ ที่วันหนึ่งอาจมาแทนที่วัสดุที่พวกเขาเคยใช้ และต้องคิดถึงความยั่งยืนให้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดถึงความยั่งยืนมากขึ้นเพราะเรารู้สึกว่านักออกแบบเป็นคนอีกกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรเยอะ เราเลือกใช้ของและสร้างของใหม่กันตลอดเวลา ถ้าเราไม่หาทางออกอื่นๆ หรือหาวัสดุทางเลือกที่มันลดการใช้วัสดุใหม่มาใช้ เราก็จะกลายเป็นคนที่สร้างปัญหาและทับถมมันไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราเลยเริ่มสนใจเกี่ยวกับวัสดุทางเลือกกันมากขึ้น” เดย์อธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายๆ โปรดักต์ของ THINKK ไม่ได้สนใจแค่เรื่องความยั่งยืนในเชิงทรัพยากรเท่านั้น ความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนก็เป็นเรื่องที่อยู่ในห้วงความคิดของพวกเขาเช่นกัน</span></p>
<p><div id="attachment_114140" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114140" class="wp-image-114140 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/SARN-1024x705.jpg" alt="" width="1024" height="705" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/SARN-1024x705.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/SARN-300x206.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/SARN-768x529.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/SARN-600x413.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-114140" class="wp-caption-text">SARN lamp</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าง SARN lamp เป็นงานจากโปรเจกต์พัฒนาสินค้าที่ทำร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ หมู่บ้านที่เราไปมีจุดแข็งคือเป็นแหล่งปลูกต้นลานที่ใหญ่ แล้วเขาเอาใบลานมาสานเป็นกล่องทิชชู รองเท้า และกระเป๋าส่งขายตามจตุจักร เราเห็นว่าเขามีศักยภาพทั้งในเรื่องฝีมือการสานและวัสดุที่มีคุณสมบัติต่างจากไม้ไผ่กับหวายซึ่งค่อนข้างยูนีค ก็เลยลองคิดดีไซน์โคมไฟอันหนึ่งให้เขาลองทำกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ระหว่างนั้นเราก็คิดถึงวิธีการที่จะทำยังไงให้ข้อด้อยของมันหายไปด้วย” ข้อด้อยที่ว่าคือความไม่เรียบร้อยและความบิดเบี้ยวที่เป็นธรรมชาติของงานที่สานด้วยมือ “ขนาดมันไม่เป๊ะ บางอันคับจนสวมเข้ากับหลอดไฟไม่ได้ บางอันหลวมไป เราเลยแก้ด้วยการออกแบบลายการสานใหม่ ชั้นนอกสีหนึ่ง ชั้นในอีกสีหนึ่ง เพราะคุณสมบัติเด่นของใบลานคือความบางเลยสานซ้อนกันได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พลอยบอกเราว่าเกมนี้ไม่ง่าย เพราะช่วงแรก SARN lamp วางขายแค่ในหมู่บ้านหรือช่องทางที่ชาวบ้านมี ผลคือคนที่เข้ามาหน้าร้านตรงนั้นส่วนใหญ่เป็นคนทั่วไป ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนเสพงานดีไซน์ ยอดขายโคมไฟมีดีไซน์รุ่นนี้จึงเงียบเกินคาด พลอยจึงแก้เกมด้วยการรับมาช่วยขาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นเราได้โอกาสไปออกแฟร์ที่ปารีสพอดี เลยเอาโปรดักต์ตัวนี้ไปโชว์ด้วย ปรากฏว่าฟีดแบ็กดี ดีไซเนอร์ระดับโลกเดินมาจับ มาถามว่าทำจากวัสดุอะไร เรารู้สึกดีใจที่มันไปเตะตาคนที่นู่น หลังจากนั้นก็มีเอเจนซีจากปารีสติดต่อขอซื้อไปขาย” สำหรับพลอยดีไซน์คือเรื่องสำคัญ แต่การวางให้ถูกที่ถูกเวลาก็สำคัญไม่แพ้กันเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><div id="attachment_114145" style="width: 666px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114145" class="wp-image-114145 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_12-656x1024.jpg" alt="" width="656" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_12-656x1024.jpg 656w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_12-192x300.jpg 192w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_12-768x1200.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_12-600x937.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_12.jpg 1311w" sizes="(max-width: 656px) 100vw, 656px" /><p id="caption-attachment-114145" class="wp-caption-text">FLUTED GLASS TABLE</p></div></p>
<p><div id="attachment_114147" style="width: 693px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-114147" class="wp-image-114147 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/FLUTED_11.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><p id="caption-attachment-114147" class="wp-caption-text">FLUTED GLASS TABLE</p></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อด้วย FLUTED GLASS TABLE โต๊ะกระจกตัวจิ๋วที่มีดีกรีเป็นรางวัลชนะเลิศหมวดโต๊ะข้างจาก Interior Design&#8217;s Best of Year Awards ปี 2018</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอพลอยเล่าในมุมคราฟต์แล้ว ผมอยากเล่าในมุมของงานอุตสาหกรรมบ้าง เรามีโอกาสได้รู้จักโรงงานกระจก Thai Techno Glass เขารับทำพวกกระจกลามิเนตสำหรับงานตกแต่งอินทีเรียร์ แล้วก็ถนัดเรื่องการใส่เทคนิคนู่นนี่เข้าไปในกระจก” ไม่เพียงแค่ทำความรู้จัก เดย์กับพลอยยังติดต่อเข้าไปเยือนโรงงานเพื่อดู know-how ที่พวกเขามีด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกคนน่าจะเคยเห็นกระจกลอนที่ปกติจะเป็นแผ่นแฟลตแบนๆ แต่พอดีว่าที่โรงงานนี้เคยรับทำกระจกโค้งรถยนต์มาก่อน เขารู้วิธีการดัดกระจกดีอยู่แล้ว เราเลยเอาวิธีการดัดโค้งนี้มาใช้กับกระจกลอน แล้วก็ลามิเนตฟิล์มสีที่ไล่ระดับเฉดจากอ่อนไปเข้มไว้ตรงกลาง ซึ่งโรงงานเขาก็ทดลองให้จนทำได้จริงๆ เราเลยเอากระจกลอนโค้งนี้มาทำเป็นโต๊ะกระจก พอทำชิ้นนี้ออกมามันทำให้เราฉุกคิดกันว่า จริงๆ แล้วงานอุตสาหกรรมบ้านเราไม่ได้ล้าหลังหรือด้อยไปกว่าใครเลย เพียงแค่เราต้องหยิบดีไซน์เข้าไปจับให้ถูก”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>คิดเผื่อวงการออกแบบและวงการอื่นๆ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่เดย์ชอบมากคือการสอน ชอบให้ความรู้ เวลามีดีไซน์วีคหรือช่วงที่เด็กๆ ต้องหาที่ฝึกงาน เราก็จะเปิดรับเด็กๆ เข้ามาทำงานกับเรา ก็เลยคิดกันว่าอนาคตอยากทำ THINKK ให้เป็นโรงเรียน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พลอยและเดย์อยากเปิดพื้นที่ที่คล้ายกับ research center เล็กๆ ให้คนมาเรียนรู้เรื่องวัสดุ เครื่องไม้เครื่องมือ กระบวนการสร้างของสักชิ้น จัดเวิร์กช็อปให้กับเด็กๆ และมีโชว์รูมสำหรับโชว์ผลงาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนความหวังที่อยากจะเห็นวงการออกแบบของบ้านเราสนุกและมีสีสันมากขึ้นนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาส่วนมากเขารู้จักงานเรามาประมาณหนึ่ง อาจจะเคยฟังเราพูดหรืออ่านบทสัมภาษณ์แบบนี้ เพราะฉะนั้นเขาจะรู้อยู่แล้วว่าสไตล์งานเราเป็นแบบไหนยังไง หลายๆ คนก็เคยเป็นเด็กที่ขอมาฝึกงานที่ THINKK ใครหน่วยก้านดีเราก็ชวนเขามาทำงานต่อ แต่จริงๆ เรากับเดย์ไม่ได้อยากจะโตขึ้น แต่พอโอกาสการทำงานที่เข้ามาเยอะมากขึ้นก็เป็นธรรมดาที่เราจะต้องการคนเข้ามาช่วย เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสทำงานสนุกๆ ได้เยอะขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกงานเรากับเดย์ต้องลงไปดู ไม่มีงานชิ้นไหนที่เราสองคนไม่รู้ไม่เห็นนะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งเป้าหมายที่พลอยตั้งใจคือการพัฒนาแบรนด์โปรดักต์ <a href="https://adaymagazine.com/dreammakers-5/">THINGG</a> ที่พวกเขาปลุกปั้นให้แข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากที่เรามีโอกาสพัฒนาโปรดักต์ร่วมกับชาวบ้าน ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอคือเขาไม่มีตลาด เขามีแต่ฝีมือและวัตถุดิบ แต่เรารู้ว่ามันมีโอกาสในการขายในตลาดได้จริง เราทำแบรนด์นี้ขึ้นมาเพราะอยากทำให้คนได้เห็นว่า design object สามารถสร้างรายได้ให้ทั้งดีไซเนอร์และคนในชุมชนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อาชีพดีไซเนอร์เกี่ยวข้องกับคนหลากหลายมาก ตั้งแต่ช่างในชุมชน โรงงาน ผู้ประกอบการ จนถึงธุรกิจการค้าของประเทศ การตัดสินใจหรือการตั้งใจทำงานของเรามันส่งผลกระทบกับคนในปริมาณค่อนข้างเยอะ เป็นไปได้เราก็อยากจะทำให้ทุกองค์ประกอบมันดี ยิ่งถ้ามีคนมาช่วยซัพพอร์ตหรืออย่างน้อยๆ ถ้าเราสามารถซัพพอร์ตคนได้มากขึ้น เติมลูปธุรกิจสินค้าดีไซน์ให้มันครบ แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าเราไม่ได้อยากจะดังระดับโลกหรือมีเงินเป็นเป้าหมาย แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราต้องคิดบ้างเพราะเรารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำมันคือธุรกิจอย่างหนึ่งที่ต้องมีผลกำไรตอบแทนกลับไปให้สังคมบ้าง เราอยากให้คนที่ทำงานให้เรามีความสุขและมีเงินด้วยเหมือนกัน” พลอยทิ้งท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-114128 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/IMG_7705.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thinkk-studio/">THINKK สตูดิโอออกแบบที่ &#8216;คิดลึก&#8217; เรื่องโปรดักต์และ &#8216;คิดมาก&#8217; เผื่อช่างฝีมือและคนรุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
