<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>a day that changed my life &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/uncategorized/adaythatchangedmylife/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/uncategorized/adaythatchangedmylife/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Dec 2021 11:51:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วันที่นิทานเปลี่ยนชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-story-changed-my-life/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กะวิตา พุฒแดง (ครูไนซ์)]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Dec 2021 11:49:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=151902</guid>

					<description><![CDATA[<p>นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้อ่านหนังสือนิทาน? ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้อ่านเรื่องราวผ่านภาพ ความรู้สึกจาก&#160;2&#160;คำถามข้างต้นแตกต่างกันหรือไม่ เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีประสบการณ์วัยเด็กเชื่อมโยงกับนิทานมากนัก อาจเพราะโตมาในชนชั้นกลางที่ต่างจังหวัด หนังสือนิทานที่เข้าถึงง่ายมักเป็นนิทานเล่มบาง ภาพวาดมีความแข็ง สีสันไม่สบายตา ภาพไม่ต่อเนื่องกับเรื่องราว เต็มไปด้วยการสอนสั่งสิ่งดีงามเสมอ ซึ่งตัวเรารู้สึกต่อต้านและอึดอัดทุกครั้งที่ฟังจบ&#160; หลังจากผ่านวัยอนุบาล เราไม่เคยได้ใกล้ชิดนิทานอีกเลย แค่ท่องจำบทเรียนในแต่ละชั้นปีก็หมดพลังไปเยอะมากแล้ว ส่วนห้องสมุดโรงเรียนในวัยเด็กเป็นเพียงสถานที่เก็บฝุ่นขนาดใหญ่ หรือที่แอบนอนของรุ่นพี่ใจกล้า หนังสือเก่าเหลือง หน้าปกขาด เนื้อหาหนังสือมีเพียงไม่กี่หมวด เช่น หน้าที่พลเมือง มารยาท ศาสนา หนังสือวิทยาศาสตร์ที่ปกดูอย่างไรก็ไม่วิทยาศาสตร์ และวรรณกรรมที่พยายามสร้างความเป็นชาติ เป็นต้น วรรณกรรมแปลหลายเล่มหล่อเลี้ยงใจในช่วงวัยรุ่น จนวันหนึ่งมีโอกาสเข้ามาฝึกงานที่&#160;a&#160;day&#160;ในโครงการชื่อ&#160;a team junior&#160;ช่วงนั้นเราได้ทำนิตยสารซึ่งมีธีมหลักเกี่ยวกับนิทาน ทำให้ชีวิตเรากลับมาทักทายนิทานอีกครั้งในวัย&#160;20&#160;ต้นๆ การเข้าไปในห้องสมุดมาเรีย ของ มศว (สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) ครั้งแรกเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก เราเพิ่งรู้ว่าโลกใบนี้มีนิทานหลายประเภท มีวิธีการพิมพ์ ลูกเล่นในการเล่า เนื้อเรื่องแบบที่เราไม่คิดว่าจะพบเจอในรูปแบบของนิทานอีกร้อยแปดแบบ เราได้เจอนิทานเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง ประมาณ&#160;5&#160;เวอร์ชัน แต่ละเล่มล้วนมีความเฉพาะตัวตามวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของภาษานั้น พร้อมรับข้อมูลใหม่จากการค้นคว้าของเพื่อนๆ ว่าแท้จริงต้นทางของนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงเป็นนิทานสอนศีลธรรมเรื่องเพศสำหรับผู้หญิง ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ โดยการให้หนูน้อยหมวกแดงแทนถึงความบริสุทธิ์ของผู้หญิง เสื้อคลุมสีแดงเปรียบเสมือนเลือดประจำเดือน เด็กสาวเสื้อคลุมแดงจึงหมายถึงผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนจมูกยาวๆ ของเจ้าหมาป่าแทนสัญลักษณ์อวัยวะของเพศชาย สุดท้ายบทสรุปของนิทานเรื่องนี้มักมีนายพราน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-story-changed-my-life/">วันที่นิทานเปลี่ยนชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้อ่านหนังสือนิทาน?</p>



<p>ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้อ่านเรื่องราวผ่านภาพ</p>



<p>ความรู้สึกจาก&nbsp;2&nbsp;คำถามข้างต้นแตกต่างกันหรือไม่</p>



<p>เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีประสบการณ์วัยเด็กเชื่อมโยงกับนิทานมากนัก อาจเพราะโตมาในชนชั้นกลางที่ต่างจังหวัด หนังสือนิทานที่เข้าถึงง่ายมักเป็นนิทานเล่มบาง ภาพวาดมีความแข็ง สีสันไม่สบายตา ภาพไม่ต่อเนื่องกับเรื่องราว เต็มไปด้วยการสอนสั่งสิ่งดีงามเสมอ ซึ่งตัวเรารู้สึกต่อต้านและอึดอัดทุกครั้งที่ฟังจบ&nbsp;</p>



<p>หลังจากผ่านวัยอนุบาล เราไม่เคยได้ใกล้ชิดนิทานอีกเลย แค่ท่องจำบทเรียนในแต่ละชั้นปีก็หมดพลังไปเยอะมากแล้ว ส่วนห้องสมุดโรงเรียนในวัยเด็กเป็นเพียงสถานที่เก็บฝุ่นขนาดใหญ่ หรือที่แอบนอนของรุ่นพี่ใจกล้า หนังสือเก่าเหลือง หน้าปกขาด เนื้อหาหนังสือมีเพียงไม่กี่หมวด เช่น หน้าที่พลเมือง มารยาท ศาสนา หนังสือวิทยาศาสตร์ที่ปกดูอย่างไรก็ไม่วิทยาศาสตร์ และวรรณกรรมที่พยายามสร้างความเป็นชาติ เป็นต้น</p>



<p>วรรณกรรมแปลหลายเล่มหล่อเลี้ยงใจในช่วงวัยรุ่น จนวันหนึ่งมีโอกาสเข้ามาฝึกงานที่&nbsp;a&nbsp;day&nbsp;ในโครงการชื่อ&nbsp;a team junior&nbsp;ช่วงนั้นเราได้ทำนิตยสารซึ่งมีธีมหลักเกี่ยวกับนิทาน ทำให้ชีวิตเรากลับมาทักทายนิทานอีกครั้งในวัย&nbsp;20&nbsp;ต้นๆ การเข้าไปในห้องสมุดมาเรีย ของ มศว (สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) ครั้งแรกเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก</p>



<p>เราเพิ่งรู้ว่าโลกใบนี้มีนิทานหลายประเภท มีวิธีการพิมพ์ ลูกเล่นในการเล่า เนื้อเรื่องแบบที่เราไม่คิดว่าจะพบเจอในรูปแบบของนิทานอีกร้อยแปดแบบ เราได้เจอนิทานเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง ประมาณ&nbsp;5&nbsp;เวอร์ชัน แต่ละเล่มล้วนมีความเฉพาะตัวตามวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของภาษานั้น พร้อมรับข้อมูลใหม่จากการค้นคว้าของเพื่อนๆ ว่าแท้จริงต้นทางของนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงเป็นนิทานสอนศีลธรรมเรื่องเพศสำหรับผู้หญิง ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ โดยการให้หนูน้อยหมวกแดงแทนถึงความบริสุทธิ์ของผู้หญิง เสื้อคลุมสีแดงเปรียบเสมือนเลือดประจำเดือน เด็กสาวเสื้อคลุมแดงจึงหมายถึงผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนจมูกยาวๆ ของเจ้าหมาป่าแทนสัญลักษณ์อวัยวะของเพศชาย สุดท้ายบทสรุปของนิทานเรื่องนี้มักมีนายพราน ชายผู้แข็งแรง มีอำนาจและอาวุธเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โชคดีที่ช่วง&nbsp;10&nbsp;ปีมานี้สังคมในหลายวัฒนธรรมเริ่มเปลี่ยนตอนจบของนิทานคลาสสิก โดยเปิดพื้นที่ให้หนูน้อยหมวกแดงหรือคุณยายขึ้นมาแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอคอยนายพราน เช่น งานของ&nbsp;Bethan Woollvin&nbsp;นักเขียนผู้ดัดแปลงเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงและราพันเซลให้ดูแลตนเองได้ โดยไม่ต้องรอคอยโอกาสจากเพศชายเหมือนที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<p>ในการไปห้องสมุดมาเรียครั้งแรก ปกนิทานเล่มหนึ่งทำงานกับใจเรา จนอดไม่ได้ที่จะเปิดอ่าน มันชื่อว่า&nbsp;<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/The_Snowman_(book)" target="_blank" rel="noreferrer noopener">“The snow man by&nbsp;Raymond Briggs”</a></p>



<p>ความทรงจำเบื้องต้นเกี่ยวกับนิทานคือ เรื่องต้องแฮปปี้แอนดิ้ง สั่งสอน เน้นความสุข ความสนุก ผจญภัย แต่กับเล่มนี้แค่เปิดหน้าแรกก็เขย่าความเชื่อเรามากๆ เนื่องจากนิทานไม่มีตัวอักษรปรากฏแม้แต่ตัวเดียว ไม่นะ&nbsp;…&nbsp;ได้เหรอ?&nbsp;ความละมุนของภาพวาดที่มีความต่อเนื่องชวนอ่าน ตัวละครมีท่าทีที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ชวนเราหลุดเข้าไปในโลกนิทานได้ทันที เราร้องไห้เมื่ออ่านเล่มนี้จบ มีก้อนความรู้สึกหลายส่วนที่ตีขึ้นมา ทั้งเศร้า อิ่มเอม ประหลาดใจ สงบสุข ประทับใจ ที่ตกใจมากคงเป็นความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นจากการอ่านภาพที่ไม่มีคำบรรยาย ที่สำคัญ หน้าสุดท้ายของนิทานเล่มนี้ไม่มีคติสอนใจหรือคำสั่งสอนถูกผิดเหมือนที่เราเคยเจอมาตอนเด็ก เราอายเพื่อนที่ไปด้วยกัน เราพยายามเก็บความรู้สึก แล้วปล่อยเรื่องนี้ไปเพื่อกลับมาอยู่ในวงเพื่อน แต่กลายเป็นว่านิทานเล่มนี้ค้างอยู่ในใจเราเป็นอาทิตย์&nbsp;</p>



<p>เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมนิทานภาพ&nbsp;1&nbsp;เล่มถึงทำงานกับใจเราเยอะขนาดนี้ เพราะเราเซนซิทีฟไปหรือเปล่านะ ต้องเกริ่นหน่อยว่าเรามีเสียงเล็กคล้ายเด็ก ช่วงเข้าวัยรุ่นจนถึง&nbsp;20&nbsp;กว่าๆ มักจะมีคนระบุความเป็นเราว่ามันยังเด็ก ใสซื่อ แบ๊ว ไร้เดียงสา มันยังไม่โต เด็กน้อยมาก ฯลฯ เสียงในใจเราตะโกนออกมาเสมอว่า&nbsp;&nbsp;“โตแล้ววววว”&nbsp;เรารู้สึกด้อยค่า ไม่เก่ง ความมั่นใจลดลงเรื่อยๆ ในวัยที่โตขึ้นแต่มีบุคลิกที่ยังคงเด็ก อาจเพราะชั่วโมงบินยังน้อยเราจึงให้เสียงคนอื่นมามีอิทธิพลกับชีวิตเรามากเกินไป ด้วยเหตุนี้เราจึงคิดว่าเราอาจจะเด็กจริงๆ เหมือนที่หลายคนบอก เราจึงร้องไห้ไปกับนิทาน&nbsp;</p>



<p>หลังจากนั้นเราอ่านนิทานในรูปแบบวรรณกรรมมากขึ้น โดยเน้นนิทานที่ใช้ในการบำบัด เริ่มจากหนังสือของ ฆอร์เฆ่ บูกาย เรื่อง ฉันจะเล่าให้คุณฟัง หลายครั้งที่หนังสือเล่มนี้ชวนให้เราเริ่มสังเกตเห็นพลังของนิทาน เมื่อมีโอกาสไปร้านหนังสือ เราเริ่มแบ่งเวลาให้มุม<a href="https://adaymagazine.com/jakkajingjing/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หนังสือนิทานเด็ก</a>มากขึ้น ชีวิตนอกรั้วมหา&#8217;ลัยคดไปมาอยู่&nbsp;2&nbsp;ปี จนได้ข้อสรุปว่าเราจะกระโดดเข้ามาทำงานตามฝันนั่นคืออาชีพครูอนุบาล</p>



<p>ด้วยเนื้องานทำให้เราใกล้ชิดนิทานมากขึ้น เราพัฒนาตัวเองผ่านการฝึกเล่านิทานหลากหลายรูปแบบ ทั้งนิทานหุ่น นิทานเพลง นิทานรูปแบบเล่ม นิทานตั้งโต๊ะ (รูปแบบวอลดอร์ฟ) และพาตัวเองไปอยู่ในฐานะผู้ฟังผ่านวิทยากรนานาชาติที่มีประสบการณ์ด้วยเสมอ&nbsp;โลกส่วนตัวกับโลกของงานกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เราสนุกกับการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับนิทานจนลืมนอนอยู่บ่อยๆ นิทานช่างเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กๆ จริงๆ&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมคงเป็นการมองเห็นนิทานในมิติที่ซับซ้อนขึ้น เช่น นิทานที่เกี่ยวกับการเมือง นิทานวัฒนธรรม นิทานศาสนา นิทานเน้นความคิดสร้างสรรค์ นิทานด้านอารมณ์ที่ไม่ได้เน้นแค่อารมณ์เชิงบวก แต่เปิดพื้นที่ให้อารมณ์เศร้า เสียใจ ความโกรธ นิทานเรื่องการสูญเสีย นิทานความตาย เป็นต้น</p>



<p>เมื่อมีโอกาสได้ศึกษาปริญญาโท ด้วยความที่พยายามนำสิ่งที่ชอบมาปรับใช้กับงานวิจัยทำให้เราค้นพบวิธีการ&nbsp;bibliography&nbsp;นั่นคือการใช้หนังสือในการบำบัด (บรรณบำบัด) เมื่อหาข้อมูลในไทยพบว่าการใช้หนังสือบำบัดมักเป็นการเลือกใช้วรรณกรรมที่ใช้ภาษาสละสลวย เนื้อหาซับซ้อน มีคำอ่านยาก ซึ่งจากการถอดบทเรียนพบว่าการใช้หนังสือบำบัดจำเป็นต้องดูพัฒนาการกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็นหลัก หากคุณเอาวรรณกรรมรางวัลไปใช้กับผู้เข้าร่วมที่มีทักษะการอ่านไม่แข็งแรง อาจทำให้การประเมินไม่ตรงกับเป้าตั้งต้น ซึ่งช่องว่างส่วนนี้ทำให้เราคิดว่านิทานภาพเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเชื่อมรอยตรงนี้ได้</p>



<p>ภาพหนังสือนิทาน &#8216;แมว 11 ตัวกับยักษ์อุฮิอะฮะ&#8217;</p>



<p>คุณคิดว่าหนังสือนิทานภาพเล่มนี้เหมาะกับผู้อ่านวัยใด? </p>



<p>จริงหรือที่นิทานเล่มนี้เหมาะสำหรับเด็กอนุบาล?</p>



<p>เหตุผลใดที่ทำให้คุณเชื่อมั่นเช่นนั้น รูปแบบ สีสัน หรือเป็นเพราะคำแปะหน้าที่เขียนไว้ว่า โรงเรียนอนุบาลควรมี</p>



<h6 class="has-text-align-center wp-block-heading">&#8230;&nbsp;</h6>



<p>วันหนึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนเราว่างจากงานประจำ เดินเข้าไปในเซเว่นฯ เห็นเด็กนั่งเล่นมือถือกันเป็นกลุ่มใหญ่เพียงเพราะรอพ่อเเม่ที่ขายของอยู่ตลาดข้างๆ เราเข้าไปทักทายเเละถามเด็กทุกคนว่า&nbsp;</p>



<p>&#8220;พี่มีหนังสือนิทานเยอะเลย อยากเล่าให้ฟัง มีใครอยากฟังบ้าง&#8221;&nbsp;</p>



<p>ทุกคนเงยหน้ามาคุยกับเราเเละพยักหน้า&nbsp;</p>



<p>เรารีบเดินกลับห้องแล้วหยิบเล่มนี้ไป</p>



<p>ใช่!!! เราเล่านิทานกันในเซเว่นฯ ด้วยการปรึกษาหัวหน้าสาขาอย่างเป็นทางการ เราเล่ากันอยู่ประมาณ 50 นาทีในมุมที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ปิดอยู่เพื่อไม่ให้มีคนเดินผ่าน</p>



<p>สิ่งที่เราสังเกตเเละตั้งคำถามคือ เด็กกลุ่มนี้อยู่ ป.5 ทำไมเด็กๆ ยังสนุกและอินกับหนังสือได้มากขนาดนี้<br>น้องตอบกลับมาซื่อๆ ว่า &#8220;ไม่เคยฟังนิทานสนุกๆ เเบบนี้เลย เล่มนี้ภาพสวยจัง&#8221;</p>



<p>2 เดือนต่อมา</p>



<p>พี่ๆ กลุ่มดาวเหนือชวนเราเข้าไปจัดกระบวนการให้น้องๆ ในสถานพินิจบ้านเมตตา โจทย์ของกระบวนการกว้างมาก เปิดพื้นที่ให้เราออกเเบบกระบวนการได้เต็มที่ เมื่อกลุ่มเป้าหมายมีข้อจำกัดเรื่องการอ่านเเละการเขียน&nbsp;นิทานภาพจึงเป็นเครื่องมือแรกที่เป็นมิตรกับผู้เข้าร่วมเพราะเด็กน้อยในวัยอนุบาลยังอ่านเขียนไม่คล่องแต่สามารถเข้าใจสารของนิทานได้จากการอ่านภาพ (visual literacy) เเละฟังเรื่องเล่าผ่านเสียง</p>



<p>เล่มนี้คือหนึ่งในกระบวนการวันนั้น สิ่งที่เราเห็นในวินาทีเเรกคือเเววตาของเยาวชนในสถานพินิจฯ ที่กระตือรือร้นอยากรู้เรื่องราวในหน้าต่อไป เต็มไปด้วยความความกระหายใคร่รู้ที่อยากเรียนรู้ต่อ</p>



<p>บ่ายวันนั้นพวกเราเปิดมุมให้น้องๆ สะท้อนการเรียนรู้&nbsp;</p>



<p>น้องๆ ส่วนใหญ่ หลงเสน่ห์นิทานภาพ&nbsp;&nbsp;เเละเกิดความอยากอ่านหนังสือขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง บางคนสะท้อนการเรียนรู้ถึงเนื้อหาของนิทานเล่มนี้ที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวชีวิตจริงของเขา ว่าหากเขาได้อ่านนิทานเล่มนี้ก่อน เขาคงตัดสินใจใหม่กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เรายิ้มรับกับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น</p>



<p>หลังจากนั้นมีโอกาสได้อบรมการเล่านิทานกับอาจารย์&nbsp;Rie Muranaka&nbsp;ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิเมล็ดฝัน ท่านได้เล่านิทานเล่มนี้เป็นตัวอย่าง เเละถามว่าในหน้าปกมีเจ้าเเมวกี่ตัว?&nbsp;นักเรียนในห้องต่างฮือฮากันมาก ท่านชวนเรานับเเมวทีละตัวๆ แล้วค่อยๆ กางปกหลังออกมา&nbsp;^^&nbsp;คงไม่ต้องเฉลยว่ามีกี่ตัว เราเเค่อยากบอกว่าเทคนิคเหล่านี้มันน่ารักเเละดึงดูดผู้ฟังให้กลับมาอยู่กับนิทานได้น่าสนใจมาก&nbsp;ไม่ว่าผู้ฟังเหล่านั้นจะอยู่ในวัยใด</p>



<p>นอกจากสีสันที่ดึงดูดตาเเละลูกเล่นในการวาด เช่น ท้องฟ้าเป็นสีชมพู เเมวเดิน 2 ขา เเละความน่ารักมากมายที่ซ่อนอยู่ในภาพ เราชื่นชมวิธีการเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนสามารถหยิบเรื่องกฎ กติกา การอยู่ร่วมกันในสังคมที่เหมือนจะเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก ไม่ใช่เฉพาะเเค่เด็กน้อย เเต่รวมถึงผู้ใหญ่เเบบเราด้วย มาถ่ายทอดผ่านเรื่องราวและภาพวาดได้อย่างลงตัว เด็กๆ สามารถรับรู้เรื่องกฎ กติกา การยับยั้งชั่งใจ การเเก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเเละมีความสนุกอยู่ในตัว ไม่รู้สึกกดดันหรือถูกสั่งสอน แถมลุ้นไปกับการตัดสินใจของแก๊งเจ้าเหมียวว่าจะฝ่าฝืนกฎต่อหรือไม่</p>



<p>ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้เเล้ว เราขอถามคำถามเดิมซ้ำ</p>



<p>คุณคิดว่าหนังสือนิทานภาพเล่มนี้เหมาะกับผู้อ่านวัยใด?</p>



<p>จริงหรือที่นิทานเล่มนี้เหมาะสำหรับเด็กอนุบาล?</p>



<p>เหตุผลใดที่ทำให้คุณเชื่อมั่นเช่นนั้น?</p>



<p>คำตอบของคุณยังเหมือนเดิมหรือไม่&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-story-changed-my-life/">วันที่นิทานเปลี่ยนชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่พ่อฉันมีไข้ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-covid-19/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Mar 2020 14:30:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ลูก]]></category>
		<category><![CDATA[พ่อแม่]]></category>
		<category><![CDATA[ป่วย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=93331</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง และไม่ยอมกัน สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง และไม่ยอมกัน 1 COVID-19 1 “ลูกอย่าตกใจนะ”  สิ้นประโยคนั้น พ่อค่อยๆ บรรจงหยิบปรอทวัดไข้ออกจากรักแร้ เขายื่นให้ฉันดูโดยที่ตัวเองแทบไม่มอง เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเลขบนหน้าจอเล็กๆ ของปรอทจะแสดงค่าเท่าใด ‘38.1’ แม้ถูกห้ามไว้ก่อน แต่ในโมงยามที่ประเทศเกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ฉันจะไม่ตกใจยังไงไหว ในเมื่อข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตัวเลขอุณหภูมิร่างกายที่เกิน 37.5 องศาเซลเซียสคือสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมากๆ ในเวลานี้ “อาจจะเป็นไข้เฉยๆ ก็ได้” ฉันตอบพ่อกลับไปแบบนั้นโดยพยายามข่มใจและทำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้ฟังดูเฉยชาและไม่มีหางเสียง แต่คิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีสุดที่ตัวเองทำได้แล้วในเวลานั้น “ไม่อยากเป็นเลย” พ่อพูดรำพึงรำพันกับตัวเอง  ‘นั่นสิ’ ฉันคิดแบบนั้นอยู่ในใจเหมือนกัน  สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-covid-19/">วันที่พ่อฉันมีไข้ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div style="display: none;">สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง และไม่ยอมกัน สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง และไม่ยอมกัน</div>
<div style="display: none;"><b>1</b></div>
<p><span style="display: none;">COVID-19</span></p>
<h3><strong>1</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลูกอย่าตกใจนะ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ้นประโยคนั้น พ่อค่อยๆ บรรจงหยิบปรอทวัดไข้ออกจากรักแร้ เขายื่นให้ฉันดูโดยที่ตัวเองแทบไม่มอง เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเลขบนหน้าจอเล็กๆ ของปรอทจะแสดงค่าเท่าใด</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">‘38.1’</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ถูกห้ามไว้ก่อน แต่ในโมงยามที่ประเทศเกิด<a href="https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/index.php">การระบาด</a>ของ<a href="https://adaymagazine.com/?s=COVID-19">ไวรัส</a> COVID-19 ฉันจะไม่ตกใจยังไงไหว ในเมื่อข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตัวเลขอุณหภูมิร่างกายที่เกิน 37.5 องศาเซลเซียสคือสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมากๆ ในเวลานี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อาจจะเป็นไข้เฉยๆ ก็ได้” ฉันตอบพ่อกลับไปแบบนั้นโดยพยายามข่มใจและทำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้ฟังดูเฉยชาและไม่มีหางเสียง แต่คิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีสุดที่ตัวเองทำได้แล้วในเวลานั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่อยากเป็นเลย” พ่อพูดรำพึงรำพันกับตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘นั่นสิ’ ฉันคิดแบบนั้นอยู่ในใจเหมือนกัน </span></p>
<div style="display: none;">สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง และไม่ยอมกัน</div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>2</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริง ฉันกับพ่อไม่ใช่คู่พ่อ-ลูกที่สนิทสนมกันสักเท่าไหร่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยเด็กอาจใช่ แต่กับตอนนี้ที่ฉันกำลังมีเลขตัวหน้าของอายุเข้าใกล้เลขสามและพ่อใกล้เลขหก ฉันพบว่าพ่อกับฉันคุยกันคนละภาษามากขึ้นไปทุกที มุมมอง ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเรา ล้วนไปคนละทิศคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง เราเป็นคนจากต่างเจเนอเรชั่นที่ปะทะคารมกันบ่อยครั้ง และไม่ยอมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนถึงจุดหนึ่ง คล้ายๆ กับว่าฉันถอดใจแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ว่าไม่รัก ฉันตอบตัวเองได้อย่างหนักแน่นเสมอว่าฉันรักครอบครัวมากแค่ไหน แต่ในแง่ของการใช้ชีวิต วันหนึ่งฉันก็ไม่อยากปรับตัวเข้าหาเขาไปเสียอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ไม่อยากปะทะ ไม่อยากมีปัญหาอะไรกับพ่ออีก เหตุนั้นเองฉันถึงเลือกที่จะกลายเป็นคนเงียบและเย็นชา ฉันคุยกับเขาน้อยลงจนแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน เพราะคิดเอาเองว่าวิธีนี้แหละจะทำให้ฉันไม่เจอปัญหา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้น เวลาเขาทำอะไรไม่ถูกใจฉันเลือกจะเงียบใส่ ถ้าไม่จำเป็นฉันมักไม่แสดงความเห็นบนโต๊ะอาหาร ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเป็นคนที่พูดเยอะที่สุด หรือเวลากลับมาบ้าน ถ้าเลือกได้ฉันจะพุ่งตรงเข้าห้องตัวเองมากกว่าจะไปนั่งสนทนากับพ่อแม่ที่ไม่ค่อยได้เจอกัน ฉันกลายเป็นเด็กเก็บตัวในสายตาของพวกเขามากเข้าไปทุกที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อไหร่ไม่รู้ที่ความสนิทของเราสองคนค่อยๆ หายไปจนถึงตอนนี้</span></p>
<div style="display: none;">หลังจากนั้น เวลาเขาทำอะไรไม่ถูกใจฉันเลือกจะเงียบใส่ ถ้าไม่จำเป็นฉันมักไม่แสดงความเห็นบนโต๊ะอาหาร ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเป็นคนที่พูดเยอะที่สุด หรือเวลากลับมาบ้าน ถ้าเลือกได้ฉันจะพุ่งตรงเข้าห้องตัวเองมากกว่าจะไปนั่งสนทนากับพ่อแม่ที่ไม่ค่อยได้เจอกัน ฉันกลายเป็นเด็กเก็บตัวในสายตาของพวกเขามากเข้าไปทุกที</div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>3</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“พ่ออยากกินอะไร”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กะเพราเนื้อ ไข่ดาวไม่สุก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โอเค เดี๋ยวซื้อกลับไปให้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันวางโทรศัพท์จากพ่อก่อนหันไปออร์เดอร์เมนูอาหารตามที่ได้รับมากับพนักงานร้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่รู้กันว่าในตอนนี้มาตรการรับมือไวรัสนั้นเปลี่ยนไปทุกวัน แต่ในวันที่พบว่าพ่อเริ่มมีไข้สูง ผู้เชี่ยวชาญและกระทรวงสาธารณสุขต่างออกมาบอกว่าการไปตรวจเชื้อ COVID-19 ที่โรงพยาบาลนั้นควรมีอาการครบถ้วน ถ้ามีแค่บางอาการ (อย่างเช่นพ่อฉันที่มีแค่ไข้สูง) ก็อาจทานยารักษาและดูอาการที่บ้านก่อนได้ ดังนั้นเรื่องการหุงหาอาหารวันนี้จึงเป็นหน้าที่ของฉันและพี่ชายที่ใส่แมสก์ออกมาหาอะไรทานและซื้อไปฝากเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างนั่งรออาหารนั่นเองที่ความคิดฉันเริ่มทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่พ่อป่วย’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงไม่กี่ปีหลัง ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฉันกระทบกระทั่งกับพ่อบ่อยครั้ง พ่อเองก็เริ่มมีอาการป่วยด้วยอัตราที่ถี่มากขึ้น พ่อเริ่มไม่สบายบ่อยขึ้น หนำซ้ำบางครั้งก็หนักจนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล ในทุกๆ ครั้งฉันจะไปเยี่ยมเขาเสมอ เวลาเห็นชายหนุ่มที่เคยแข็งแรงมากนอนซมอยู่บนเตียง ช่วงเวลาเหล่านั้นทำปฏิกิริยากับความรู้สึกของฉันอยู่เหมือนกัน แต่ในทุกๆ ครั้งเหล่านั้นสำหรับฉันไม่มีครั้งไหนหนักเท่าครั้งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเพราะสื่อและข้อเท็จจริงที่หลายคนประโคมข่าวที่ว่าอาการของไวรัสนั้นมีตั้งแต่ระดับคล้ายไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงเสียชีวิต ฉันผู้ซึ่งมองโลกในแง่ร้ายเป็นทุนเดิมก็อดคิดมากไปไกลไม่ได้ ถ้าพ่อเกิดติดเชื้อขึ้นมาจริงๆ และเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุดล่ะฉันจะทำยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกทั้งหมดนี้กระตุกความคิดของฉันให้หันไปมองอดีตและตั้งคำถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘นี่เราสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ฉันคิดในตอนแรกว่าความเย็นชาอาจเป็นคำตอบของฉันกับพ่อ ฉันคิดถูกจริงๆ หรือ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมาฉันแก้ไขและทำมันอย่างดีที่สุดหรือยัง ทิฐิที่ฉันแบกไว้อยู่เต็มบ่ามันจำเป็นขนาดนั้นไหม ในหัวฉันมีแต่คำถามเหล่านี้อยู่เต็มไปหมด แต่ภายใต้ทั้งหมดนั้นมีคำถามใหญ่สุดที่ฉันถามตัวเองดังๆ ขึ้นมาในใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘แล้วถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย ฉันเสียดายอะไรหรือเปล่า’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กะเพราได้แล้วค่ะ” เสียงจากน้องพนักงานเสิร์ฟปลุกฉันขึ้นจากภวังค์</span></p>
<div style="display: none;">ด้วยความที่โรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ติดกับร้านอาหารที่มีเมนูข้าวผัดอเมริกันแสนอร่อย เมื่อออกมาจากโรงพยาบาลพ่อและแม่ชวนฉันทานอาหารที่นี่ทันที ฉันจำได้ว่าตัวเองในตอนนั้นไม่ได้ชอบกินข้าวผัดอเมริกันเท่าไหร่หรอก แต่ที่จำได้แม่นคือนี่เป็นไม่กี่เมนูที่พ่อชอบ ฉันจึงตอบตกลงทานร้านนี้โดยคิดเข้าข้างตัวเองตามประสาเด็กว่าฉันกำลังเสียสละให้พ่ออยู่</div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>4</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างขับรถกลับบ้าน ฉันขับผ่านโรงพยาบาลที่ตัวเองเคยแอดมิตตอนเด็ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ความทรงจำจะเลือนรางมากและจำสาเหตุหลักไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ฉันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตัวเองไม่ได้ป่วยหนักนัก แค่รักษาตามอาการและวันรุ่งขึ้นก็ออกจากโรงพยาบาลได้อย่างสบายใจ แต่ความทรงจำหลังจากนั้นต่างหากที่ฉันเห็นภาพชัดเจนจนถึงตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความที่โรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ติดกับร้านอาหารที่มีเมนูข้าวผัดอเมริกันแสนอร่อย เมื่อออกมาจากโรงพยาบาลพ่อและแม่ชวนฉันทานอาหารที่นี่ทันที ฉันจำได้ว่าตัวเองในตอนนั้นไม่ได้ชอบกินข้าวผัดอเมริกันเท่าไหร่หรอก แต่ที่จำได้แม่นคือนี่เป็นไม่กี่เมนูที่พ่อชอบ ฉันจึงตอบตกลงทานร้านนี้โดยคิดเข้าข้างตัวเองตามประสาเด็กว่าฉันกำลังเสียสละให้พ่ออยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนั้น เราสี่คน พ่อ แม่ พี่ชาย และฉัน ต่างนั่งลงกินข้าวพร้อมกันอย่างมีความสุข ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองสั่งอะไร แต่พ่อสั่งข้าวผัดอเมริกันอย่างที่คิดไว้ และเขาก็เอร็ดอร่อยกับมันอย่างที่ฉันตั้งใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เวลาจะผ่านมาถึงตอนนี้ แต่ความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันดีใจที่เห็นพ่อมีความสุขเพราะฉัน’ ก็ยังไม่จางหาย มันยังคงชัดเจนมากๆ จนถึงตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันยังคงจำมันได้ เพียงแต่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานเหลือเกิน</span></p>
<div style="display: none;">หลักจากนำทุกอย่างใส่จาน ฉันค่อยๆ จัดแจงทั้งหมดใส่ถาด ก่อนที่ฉันจะไปเคาะประตูห้องพ่อเพื่อนำอาหารเข้าไปเสิร์ฟ แน่นอนว่าตอนนั้นฉันใส่แมสก์ ส่วนพ่อเองที่นอนซมอยู่บนเตียงก็ใส่แมสก์เช่นกัน แม้จะมีหน้ากากคั่น แต่คำพูดคุยของพ่อกับฉันยังคงแจ่มชัด</div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>5</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันบรรจงนำข้าวกะเพราเนื้อ ไข่ดาวไม่สุก จากกล่องโฟมใส่จานและจัดเรียง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้านับเฉพาะอาหารจานเดียวที่พ่อชอบ ข้าวผัดอเมริกันดูกระจอกไปเลยเมื่อเทียบกับกะเพราเนื้อ นี่น่าจะเป็นเมนูแรกสุดที่พ่อนึกถึงเวลาเข้าร้านอาหารตามสั่ง ดังนั้นตอนพ่อบอกฉันผ่านโทรศัพท์ ฉันไม่แปลกใจเท่าใดนักที่เป็นเมนูนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักจากนำทุกอย่างใส่จาน ฉันค่อยๆ จัดแจงทั้งหมดใส่ถาด ก่อนที่ฉันจะไปเคาะประตูห้องพ่อเพื่อนำอาหารเข้าไปเสิร์ฟ แน่นอนว่าตอนนั้นฉันใส่แมสก์ ส่วนพ่อเองที่นอนซมอยู่บนเตียงก็ใส่แมสก์เช่นกัน แม้จะมีหน้ากากคั่น แต่คำพูดคุยของพ่อกับฉันยังคงแจ่มชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วางไว้ที่พื้นเลยลูก เดี๋ยวพ่อทาน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตรงนี้เนอะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ใช่ๆ ตรงนั้นแหละ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันค่อยๆ วางถาดอาหารห่างจากเตียงพ่อประมาณ 1 เมตร แล้วลุกขึ้นหันหลังออกจากห้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดีจังเลยลูก” เสียงพ่อพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบาทำเอาฉันต้องหันกลับไปมอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อะไรนะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ลูกทำน่ะ ดีจัง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนาทีนั้น สารภาพว่าฉันไม่รู้จะทำหน้ายังไง กลายเป็นว่าแมสก์ที่ปิดปากและจมูกบดบังสีหน้าของฉันได้ดีชะงัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พรุ่งนี้ถ้าไข้ยังไม่ลดต้องไปตรวจนะ” ฉันเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อื้ม” พ่อตอบกลับสั้นๆ ก่อนบอกให้ฉันออกไปได้แล้ว เดี๋ยวจะติดโรคกันพอดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันปิดประตูตามหลังประโยคนั้นไม่นาน ก่อนที่จะเข้าไปล้างมือในห้องน้ำและมองตัวเองในกระจก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันคิดไปเองไหม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ฉันว่าภายใต้หน้ากากอนามัยนั้น ตัวฉันกำลังยิ้ม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<div style="display: none;">ในวันรุ่งขึ้นไข้ของพ่อไม่ได้ลดแต่อย่างใด เขาเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลและพบว่าตัวเองปลอดเชื้อ COVID-19 แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออาการไข้เหล่านี้มาจากการอักเสบที่กระเพาะปัสสาวะ ตอนนี้พ่อฉันกำลังเตรียมเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และแน่นอนว่าด้วยวิกฤตเช่นนี้ฉันอาสาเป็นคนเฝ้าไข้พ่อเอง</div>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หมายเหตุ :</strong><span style="font-weight: 400;"> ในวันรุ่งขึ้นไข้ของพ่อไม่ได้ลดแต่อย่างใด เขาเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลและพบว่าตัวเองปลอดเชื้อ COVID-19 แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออาการไข้เหล่านี้มาจากการอักเสบที่กระเพาะปัสสาวะ ตอนนี้พ่อฉันกำลังเตรียมเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และแน่นอนว่าด้วยวิกฤตเช่นนี้ฉันอาสาเป็นคนเฝ้าไข้พ่อเอง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-covid-19/">วันที่พ่อฉันมีไข้ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สำหรับแม่แล้ว เวลาของลูกมีค่ากว่ามาลัย’ ในวันที่แม่อยากได้แค่พวงมาลัย 5 บาท 10 บาท</title>
		<link>https://adaymagazine.com/day-changed-my-life-flower-garland/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Aug 2019 08:51:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[พวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[วันแม่]]></category>
		<category><![CDATA[flower garland]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=68932</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความตั้งใจที่จะร้อยพวงมาลัยเองเพื่อไปกราบในวันแม่ปีนี้ ฉันเลยให้เวลาตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 1 เดือนเต็มกับการเรียนและฝึกร้อยมาลัย “มือซ้ายถือเข็ม มือขวาหยิบดอกไม้ขึ้นมาร้อย” เสียงอาจารย์พูดซ้ำๆ เพื่อเตือนเสมอ เพราะอยู่ๆ เข็มก็เปลี่ยนจากมือซ้ายไปอยู่ในมือขวาตลอด คงเป็นเพราะเข็มที่เล็กและบาง มีขนาดใหญ่กว่าเข็มเย็บผ้าแค่ 2-3 เบอร์ แต่ยาวถึง 2 คืบ ซึ่งจับไม่ถนัดเลยสำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อมัดเล็กและข้อต่อที่นิ้วมือข้างซ้ายไม่ค่อยได้ใช้งาน ทำให้กว่าจะร้อยได้แต่ละดอก เข็มก็แทงสลับโดนดอกไม้บ้าง โดนนิ้วบ้าง และหลายทีที่แทงไม่โดนอะไรเลย 2 สัปดาห์แรกผ่านไปด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์ ทำให้ทุกๆ 2-3 วัน จะมีพวงมาลัยกลับบ้าน แรกๆ มาลัยไม่ค่อยสวยและไม่สมประกอบเท่าไหร่เพราะฝีมือในการส่งกลีบส่งดอกยังไม่นิ่ง ทำให้พวงมาลัยมีสัดส่วนไม่เท่ากัน ดอกไม้มีช้ำบ้าง เฉาบ้าง เพราะร้อยไม่เสร็จวันต่อวัน ไม่ต่างกับมือของคนร้อยที่ปลายนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางข้างขวาเริ่มเยิน เพราะโดนยางดอกไม้กัดแตกจนมีเลือดซึม แต่ด้วยความตั้งใจว่าจะต้องทำพวงมาลัยสวยๆ เพื่อไปให้แม่ในวันแม่ปีนี้ให้ได้ เจ็บแค่ไหนก็ยังร้อยต่อได้ พอเข้า 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ฉันเริ่มร้อยมาลัยได้หลายแบบ ได้ทั้งมาลัยแบน มาลัยกลม มาลัยสามเหลี่ยม และมีลูกเล่นหลายลาย ร้อยได้ตั้งแต่ลายง่ายๆ ลายนวลลออ ลายคุณหญิง จนถึงลายเยาวมาลย์ ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร้อยคล่องขึ้น เร็วขึ้น เลยสนุกขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/day-changed-my-life-flower-garland/">‘สำหรับแม่แล้ว เวลาของลูกมีค่ากว่ามาลัย’ ในวันที่แม่อยากได้แค่พวงมาลัย 5 บาท 10 บาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3"><span class="s1">ด้วยความตั้งใจที่จะร้อยพวงมาลัยเองเพื่อไปกราบในวันแม่ปีนี้</span> ฉัน<span class="s1">เลยให้เวลาตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือนเต็มกับการเรียนและฝึกร้อยมาลัย</span></p>
<p class="p3"><span class="s2"><i>“</i></span><span class="s1">มือซ้ายถือเข็ม</span><i> </i><span class="s1">มือขวาหยิบดอกไม้ขึ้นมาร้อย</span><span class="s2"><i>”</i> </span><span class="s1">เสียงอาจารย์พูดซ้ำๆ</span> <span class="s1">เพื่อเตือนเสมอ</span> <span class="s1">เพราะอยู่ๆ</span> <span class="s1">เข็มก็เปลี่ยนจากมือซ้ายไปอยู่ในมือขวาตลอด</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">คงเป็นเพราะเข็มที่เล็กและบาง</span> <span class="s1">มีขนาดใหญ่กว่าเข็มเย็บผ้าแค่</span><span class="s2"> 2-3 </span><span class="s1">เบอร์</span> <span class="s1">แต่ยาวถึง</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">คืบ</span> <span class="s1">ซึ่งจับไม่ถนัดเลยสำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อมัดเล็กและข้อต่อที่นิ้วมือข้างซ้ายไม่ค่อยได้ใช้งาน</span> <span class="s1">ทำให้กว่าจะร้อยได้แต่ละดอก</span> <span class="s1">เข็มก็แทงสลับโดนดอกไม้บ้าง</span> <span class="s1">โดนนิ้วบ้าง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">และหลายทีที่แทงไม่โดนอะไรเลย</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">2 </span><span class="s1">สัปดาห์แรกผ่านไปด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์</span> <span class="s1">ทำให้ทุกๆ</span><span class="s2"> 2-3 </span><span class="s1">วัน</span> <span class="s1">จะมีพวงมาลัยกลับบ้าน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แรกๆ</span> <span class="s1">มาลัยไม่ค่อยสวยและไม่สมประกอบเท่าไหร่เพราะฝีมือในการส่งกลีบส่งดอกยังไม่นิ่ง</span> <span class="s1">ทำให้พวงมาลัยมีสัดส่วนไม่เท่ากัน</span> <span class="s1">ดอกไม้มีช้ำบ้าง</span> <span class="s1">เฉาบ้าง</span> <span class="s1">เพราะร้อยไม่เสร็จวันต่อวัน</span> <span class="s1">ไม่ต่างกับมือของคนร้อยที่ปลายนิ้วโป้ง</span> <span class="s1">นิ้วชี้</span> <span class="s1">และนิ้วกลางข้างขวาเริ่มเยิน</span> <span class="s1">เพราะโดนยางดอกไม้กัดแตกจนมีเลือดซึม</span> <span class="s1">แต่ด้วยความตั้งใจว่าจะต้องทำพวงมาลัยสวยๆ เพื่อไปให้แม่ในวันแม่ปีนี้ให้ได้</span> <span class="s1">เจ็บแค่ไหนก็ยังร้อยต่อได้</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">พอเข้า</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">สัปดาห์สุดท้ายของเดือน</span> ฉัน<span class="s1">เริ่มร้อยมาลัยได้หลายแบบ</span> <span class="s1">ได้ทั้งมาลัยแบน</span> <span class="s1">มาลัยกลม</span> <span class="s1">มาลัยสามเหลี่ยม</span> <span class="s1">และมีลูกเล่นหลายลาย</span> <span class="s1">ร้อยได้ตั้งแต่ลายง่ายๆ</span> <span class="s1">ลายนวลลออ</span> <span class="s1">ลายคุณหญิง</span> <span class="s1">จนถึงลายเยาวมาลย์</span> <span class="s1">ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เมื่อร้อยคล่องขึ้น</span> <span class="s1">เร็วขึ้น</span> <span class="s1">เลยสนุกขึ้น</span> <span class="s1">ทำให้ทุกครั้งที่เริ่มร้อยจะไม่ยอมวางเข็มเลย</span> <span class="s1">เหมือนตกอยู่ในภวังค์</span> <span class="s1">อาการคงล้ายกับติดเกม</span> <span class="s1">ไม่พักกินข้าวดื่มน้ำ</span> <span class="s1">ไม่ค่อยอยากพูดคุยกับใคร</span> <span class="s1">ไม่สนใจข่าวสารบ้านเมืองตลอดทั้งเดือน</span> <span class="s1">หนักถึงขั้นไม่ยอมเข้านอน</span> <span class="s1">ถ้ายังร้อยดอกไม้คาเข็มอยู่</span> <span class="s1">และลืมเรื่องมือถือไปได้เลย</span> <span class="s1">เสียงโทรศัพท์ดัง</span><span class="s1">ก็ไม่รับ</span> <span class="s1">เสียงข้อความเข้า</span><span class="s1">ก็ไม่หยิบขึ้นมาอ่าน</span> <span class="s1">เพราะมือไม่ว่างทั้ง</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">ข้าง</span></p>
<p class="p3"><span class="s2"><i>“</i></span><span class="s1">มือซ้ายถือเข็ม</span><i> </i><span class="s1">มือขวาหยิบดอกไม้ขึ้นมาร้อย</span><span class="s2"><i>” </i></span><span class="s1">ร้อยจนติดพันและคิดอยากทำมาลัยแบบอื่น</span> <span class="s1">ลายอื่นที่ยากขึ้นไปอีก</span> <span class="s1">เพราะเริ่มมีความมั่นใจในฝีมือตัวเองแล้ว</span> <span class="s1">เลยทำให้ตัดสินใจเรียนต่ออีก</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือน</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">1 </span><span class="s1">สิงหาคม</span> <span class="s1">วันแรกของการเรียนคอร์สที่</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">แม่โทรเข้ามาระหว่างเรียนอยู่</span> ฉัน<span class="s1">เลยรีบรับสายและบอกแม่ไปสั้นๆ ว่า</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">เรียนร้อยมาลัยอยู่</span><i> </i><span class="s1">เดี๋ยวว่างแล้วโทรกลับนะ</span><span class="s2"><i>” </i></span><span class="s1">แม่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ</span> <span class="s1">ก่อนวางสาย</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">ยังเรียนไม่จบอีกเหรอ</span><i> </i><span class="s1">สะดวกเมื่อไหร่ค่อยโทรกลับก็แล้วกัน</span><span class="s2">” </span><span class="s1">พอฉันเรียนเสร็จเลยรีบโทรกลับไปหา</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">แค่พวงมาลัย</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาท</span> <span class="s1">ให้แม่ก็พอแล้ว</span><span class="s2">” นี่คือ</span><span class="s1">ประโยคแรกที่แม่พูดก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">วันนี้ฉันนั่งร้อยมาลัยพวงสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของความตั้งใจเรียนร้อยมาลัย</span> <span class="s1">ตอนหยิบมะลิทีละดอกร้อยลงเข็ม</span> <span class="s1">ประโยคที่แม่พูด</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">แค่พวงมาลัย</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาท</span> <span class="s1">ให้แม่ก็พอแล้ว</span><span class="s2">” </span><span class="s1">ดังซ้ำๆ</span> <span class="s1">ในหู</span> <span class="s1">ทำให้ภาพพวงมาลัยสวยๆ ที่ได้ทำตลอดทั้งเดือนที่แล้ว</span> <span class="s1">และเวลา</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือนเต็มที่ใช้ไปกับการเรียนไม่มีความหมายอะไรเลย</span> <span class="s1">เพราะจริงๆ</span> <span class="s1">แล้ว</span><span class="s1">ลืมไปว่าต้องการแค่ร้อยมาลัยให้แม่เองพวงหนึ่ง</span> <span class="s1">และแม่ก็ต้องการแค่พวงมาลัยธรรมดาๆ</span> <span class="s1">พวงหนึ่ง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เวลา</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือนเต็มๆ</span> <span class="s1">ที่ใช้ไปกับการฝึกถือเข็ม</span> <span class="s1">ฉีกกลีบดอกรัก</span> <span class="s1">ร้อยดอกพุด</span> <span class="s1">กระทุ้งกลีบกุหลาบ</span> <span class="s1">ทำดอกข่า</span> <span class="s1">และจับช่อเอื้อง</span> <span class="s1">จนทำมาลัยสวยๆ ได้หลายพวง</span> <span class="s1">หลายแบบ</span> <span class="s1">กลับทำให้เวลาที่เคยอยู่พูดคุยกับแม่ลดลง</span> <span class="s1">สนใจแม่น้อยลง</span> <span class="s1">เพราะเทความสนใจทั้งหมดไปที่มาลัย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">วันนี้เข้าใจความหมายประโยคที่ว่า</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">พวงมาลัย</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2">” </span><span class="s1">ของแม่แล้ว </span><span class="s1">สำหรับแม่</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">เวลามีค่ามากกว่ามาลัย</span><span class="s2"><i>”</i> </span><span class="s1">เพราะทุกครั้งที่ฉันหยิบมะลิขึ้นมาร้อย</span> <span class="s1">เหมือนแต่ละดอกคอยตะโกนบอกว่า</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">รีบๆ</span><i> </i><span class="s1">ร้อย</span><i> </i><span class="s1">เวลามีน้อย</span><span class="s2"><i>” “</i></span><span class="s1">รีบๆ</span><i> </i><span class="s1">ทำ</span><i> </i><span class="s1">เพราะเวลามีจำกัด</span><span class="s2"><i>” </i></span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ตอนนี้มาลัยมะลิเสร็จเป็นพวงแล้ว</span> <span class="s1">แต่ไม่ว่าสวยหอมแค่ไหน</span> <span class="s1">ไม่นานก็จะกลายเป็นพวงดอกไม้เหี่ยวแห้ง</span> <span class="s1">ร่วงโรย</span> <span class="s1">และกลิ่นที่เคยหอมก็จะค่อยๆ จางไป</span> <span class="s1">จนสุดท้ายก็ต้องถูกโยนทิ้งสักวัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แม่คงอยากได้มาลัยสวยๆ สะดุดตาที่ลูกร้อยให้เองกับมือ</span> <span class="s1">แต่หากลูกต้องใช้เวลาทั้งหมดที่เคยให้แม่ไปกับการร้อยมาลัย</span> <span class="s1">แม่ขอเลือกแค่มาลัยพวงเล็กๆ</span> <span class="s1">ธรรมดาๆ</span> <span class="s1">ร้อยด้วยมะลิหอมๆ ไม่กี่ดอก</span> <span class="s1">ที่หาซื้อได้ตามแผงทั่วไป</span> <span class="s1">พวงละไม่เกิน</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาทก็พอแล้ว</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ด้วยหวังว่าจะได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น เท่านั้นเอง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/day-changed-my-life-flower-garland/">‘สำหรับแม่แล้ว เวลาของลูกมีค่ากว่ามาลัย’ ในวันที่แม่อยากได้แค่พวงมาลัย 5 บาท 10 บาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Oct 2018 10:39:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=42212</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันไหน ที่เราจะได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’   วันที่ชุดตรวจครรภ์ขึ้นขีดที่ 2 จางๆ วันที่ผลเลือดแสดงค่า beta hCG หลักหมื่น วันที่เห็นคลื่นเสียงของหัวใจอีกดวงผ่านจออัลตราซาวนด์ดำๆ วันที่แพ้ท้อง อาเจียนจนไม่มีอะไรออก วันที่อายุครรภ์ครบ 3 เดือน วันที่มีเข็มกลัดติดไว้ที่ชุดคลุมท้อง วันที่เห็นหน้าลูกวันแรก หรือวันที่เริ่มมีน้ำนม&#8230; หลังจากรอบเดือนมาช้ากว่าปกติ ความตื่นเต้นที่จะได้เป็นแม่คนก็เริ่มขึ้น วันรุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าเพื่อตรวจว่าท้องหรือเปล่า เพราะช่วงเช้าคือช่วงเวลาที่ปัสสาวะเข้มข้นที่สุด ซึ่งจะทำให้ผลการตั้งครรภ์ออกมาแม่นยำที่สุด และแล้วภาพที่เกิดขึ้นก็เหมือนตัวเองอยู่ในละครเมื่อเห็นขีดที่ 2 ขึ้นจางๆ และค่อยๆ เข้มขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกระซิบบอกตัวเองในใจว่า “เราได้เป็นแม่แล้ว!” ระหว่างที่เราอมยิ้ม สามีก็พลิกกล่องชุดตรวจ อ่านคู่มือซ้ำๆ พร้อมเทียบกับข้อมูลในเว็บไซต์เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจผลตรวจไม่ผิดแน่ๆ แล้วผลัดกันหยิบชุดตรวจหมุนไปหมุนมาเพื่อหามุมถ่ายรูป 2 ขีดนี้เก็บไว้ เป็นภาพที่บันทึกช่วงเวลาที่เราดีใจและมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จากนั้นทยอยบอกข่าวดีนี้ให้คนใกล้ชิดทีละคนให้ดีใจกับเราด้วยว่า “เราได้เป็นแม่คนแล้วนะ” แต่หลังจากที่บอกไป ก็ถูกถามกลับหลายคำถามจนทำให้รู้สึกว่า วันนี้คงยังไม่ใช่วันที่เราจะแทนตัวเองว่า ‘แม่’ ได้ “ตรวจด้วยฉี่แรกหลังตื่นหรือเปล่า?” “แน่ใจแล้วเหรอ?” “ลองตรวจพรุ่งนี้อีกสักครั้งสองครั้งเพื่อดูผลเปรียบเทียบไหม?” เพื่อความแน่ใจเลยตัดสินใจไปตรวจเลือด ซึ่งได้ผล beta [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/">วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">วันไหน ที่เราจะได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ชุดตรวจครรภ์ขึ้นขีดที่ 2 จางๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ผลเลือดแสดงค่า beta hCG หลักหมื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่เห็นคลื่นเสียงของหัวใจอีกดวงผ่านจออัลตราซาวนด์ดำๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่แพ้ท้อง อาเจียนจนไม่มีอะไรออก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่อายุครรภ์ครบ 3 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่มีเข็มกลัดติดไว้ที่ชุดคลุมท้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่เห็นหน้าลูกวันแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือวันที่เริ่มมีน้ำนม&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากรอบเดือนมาช้ากว่าปกติ ความตื่นเต้นที่จะได้เป็นแม่คนก็เริ่มขึ้น วันรุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าเพื่อตรวจว่าท้องหรือเปล่า เพราะช่วงเช้าคือช่วงเวลาที่ปัสสาวะเข้มข้นที่สุด ซึ่งจะทำให้ผลการตั้งครรภ์ออกมาแม่นยำที่สุด และแล้วภาพที่เกิดขึ้นก็เหมือนตัวเองอยู่ในละครเมื่อเห็นขีดที่ 2 ขึ้นจางๆ และค่อยๆ เข้มขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกระซิบบอกตัวเองในใจว่า “เราได้เป็นแม่แล้ว!” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่เราอมยิ้ม สามีก็พลิกกล่องชุดตรวจ อ่านคู่มือซ้ำๆ พร้อมเทียบกับข้อมูลในเว็บไซต์เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจผลตรวจไม่ผิดแน่ๆ แล้วผลัดกันหยิบชุดตรวจหมุนไปหมุนมาเพื่อหามุมถ่ายรูป 2 ขีดนี้เก็บไว้ เป็นภาพที่บันทึกช่วงเวลาที่เราดีใจและมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จากนั้นทยอยบอกข่าวดีนี้ให้คนใกล้ชิดทีละคนให้ดีใจกับเราด้วยว่า “เราได้เป็นแม่คนแล้วนะ” แต่หลังจากที่บอกไป ก็ถูกถามกลับหลายคำถามจนทำให้รู้สึกว่า วันนี้คงยังไม่ใช่วันที่เราจะแทนตัวเองว่า ‘แม่’ ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตรวจด้วยฉี่แรกหลังตื่นหรือเปล่า?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แน่ใจแล้วเหรอ?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลองตรวจพรุ่งนี้อีกสักครั้งสองครั้งเพื่อดูผลเปรียบเทียบไหม?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความแน่ใจเลยตัดสินใจไปตรวจเลือด ซึ่งได้ผล beta hCG ในระดับหลักหมื่นที่ประเมินได้ว่า ‘ตั้งครรภ์’ แต่คุณหมอยังไม่สรุป จนอัลตราซาวนด์แล้วพบว่ามีหัวใจอีกดวงเต้นอยู่ประมาณร้อยครั้งต่อนาที คุณหมอนั่งคำนวณสักพักและแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้อายุครรภ์ประมาณ 5 สัปดาห์แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความดีใจจากผลที่คุณหมอยืนยัน เลยรีบบอกคนใกล้ชิดอีกครั้งว่า “ท้องแล้วจริงๆ นะ” แต่ครั้งนี้ไม่กล้าแทนตัวเองว่า ‘แม่’ แล้ว และคำถามยังคงมีตามมาตลอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ถือเคล็ดเหรอ?” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รอครบ 3 เดือนค่อยบอกดีไหม?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่แค่เริ่มต้นตั้งท้อง เราก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว อีกทั้งยังมีอุปสรรคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ทานไม่ลง แพ้ท้อง เหม็นทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำหอม อาเจียน น้ำหนักลด หน้าตาซีดเซียว หมองคล้ำ แถมด้วยอาการปวดท้อง และหนักที่สุดคือมีเลือดออก จนทำให้ความพยายามที่จะถือเคล็ดปิดเป็นความลับต้องสิ้นสุดลง เมื่ออาการต่างๆ กระทบต่อหน้าที่การงาน เลยจำเป็นต้องบอกที่ทำงานเพื่อลางานไปพบคุณหมอ ฉีดยากันแท้งทุกสัปดาห์ประคับประคองอย่างน้อยให้พ้นอายุครรภ์ 2 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่เคยได้ยินแต่คำถาม ตอนนี้เริ่มได้ยินแต่ คำสั่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องฝืนตัวเองหน่อยนะถึงแม้จะทานไม่ลง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าถือของหนัก” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พักผ่อนเยอะๆ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สงสารลูกบ้าง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความห่วงใยจากคนอื่นก่อตัวเป็นความกังวลใจและความเครียดว่าเราปฏิบัติตัวได้ไม่ดีเหรอ รอยยิ้มแรกบนหน้าตอนที่เห็น 2 ขีดบนชุดตรวจครรภ์หายไปแล้ว ตอนนี้บนหน้ามีแต่รอยน้ำตาที่เกิดจากการต่อสู้กับสภาพร่างกาย อารมณ์ที่เปลี่ยนไป ความเหนื่อยล้าที่ต้องวิ่งเข้า-ออกห้องน้ำ ประคองตัวเองที่โถส้วม ความอ่อนเพลียจากที่นอนไม่ค่อยหลับ ความกดดันตัวเองที่ต้องทนฝืนทานอาหารทั้งที่ยังไม่ได้ทันเอาเข้าปากก็อยากจะอาเจียนออกแล้ว และความเครียดที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้เครียด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันหนึ่งอยู่ๆ ความทรมานจากอาการแพ้ท้องก็หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือข่าวร้ายที่สุดที่เคยรับรู้ เมื่อคุณหมออัลตราซาวนด์พบว่าหัวใจของตัวอ่อนหยุดเต้นแล้ว ทำเอาหัวใจของคนท้อง 9 สัปดาห์ ที่ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ แทบจะหยุดเต้นไปด้วย เสียงความห่วงใยของคนรอบข้าง “&#8230;ฝืนหน่อย / สงสารลูกบ้าง / ฝืนหน่อย / สงสารลูกบ้าง&#8230;” ที่เคยได้ยินกลับมาหลอกหลอนวนเวียนอยู่ในหัว เราได้แต่ร้องไห้และโทษตัวเองซ้ำๆ ว่าแค่ยอมฝืนทานอาหาร พยายามทำตัวเองให้นอนหลับ แค่เลิกดื่มชากาแฟ น้ำอัดลม แล้วดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ และไม่ถือของหนัก แค่ 9 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังทำเพื่อลูกไม่ได้ ถึงแม้คุณหมอได้อธิบายเหตุผลของการแท้งว่าเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ (natural selection) เป็นที่ตัวของเด็กเองที่พัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อและคลอดออกมาเป็นเด็กที่สมบูรณ์ได้ แต่เหตุผลของคุณหมอก็ไม่ได้ทำให้เราทำใจยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตกเลือด คุณหมอกำหนดให้ขูดมดลูกเพื่อยุติการตั้งครรภ์ในวันถัดไป ตลอดทั้งคืนนั้นเราแทบจะไม่ได้นอน ร้องไห้เหมือนคนขาดสติ สะอื้นจนหายใจไม่ทัน ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกอึดอัดออกมาเป็นคำพูดได้ และยิ่งเสียใจมากขึ้นหลังจากขูดมดลูกออกแล้วกลับมีน้ำนมซึมออกมาตอกย้ำความสูญเสียครั้งนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งที่ไม่มีท้องให้อุ้มแล้วก็ยังไม่ยอมพาตัวเองออกจากความเศร้า ไม่ยอมกลับมาเริ่มใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนท้อง คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับคนท้องที่มีให้เลือกเยอะแยะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอีกต่อไป กลับเป็นคู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับคนแท้งต่างหากที่ต้องการมากที่สุดตอนนี้ แต่ไม่มีให้อ่านเลยสักเล่ม และเรายังปฏิเสธความห่วงใยจากคนรอบข้าง เพราะเชื่อว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเราจริงๆ หรอก เราตีความหมายของทุกคำปลอบใจที่คนอื่นให้ว่าเป็นแค่เพียงความสมน้ำหน้าที่เคยเตือนแล้วแต่เรากลับไม่สงสารลูกเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อโดนดุว่า “ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องโทษใครอะไรทั้งนั้น” กลับเป็นประโยคที่ดึงสติเรากลับมาให้คิดได้ว่า ไม่ว่าจะโทษใครก็แก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำคือ ตั้งหน้าตั้งตาทำตัวให้เบิกบานสดใส รีบลุกขึ้นสู้กับความอ่อนแอของร่างกายและสภาพจิตใจตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งกลับมาแข็งแรงได้เร็วเท่าไหร่ วันที่เราจะได้เป็น ‘แม่’ ก็จะมาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเริ่มเปิดใจรับฟังคนที่เป็นห่วง จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว ทุกคนเข้าใจเรา และมีหลายคนที่ผ่านประสบการณ์แท้งลูกเหมือนกัน แต่ทุกคนก็สามารถกลับมาตั้งท้อง มีลูกได้อีก เพราะพวกเขาเข้มแข็ง เรียกคืนกำลังใจกลับมาได้เร็ว อดทนต่อความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งยังมีคุณแม่หลายคนที่ยอมเจ็บตัวหลายต่อหลายครั้งเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้วันนั้นเราไม่ทันได้มีโอกาสเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าวันที่ได้เป็น ‘แม่’ ไม่ได้วัดกันจากวันที่เราเห็น 2 ขีดบนชุดตรวจครรภ์ วันที่เห็นหัวใจอีกดวงเต้นในท้อง วันที่แพ้ท้อง วันที่เห็นหน้าลูก หรือวันที่มีน้ำนมวันแรก แต่เมื่อไหร่ที่เราพร้อมเหนื่อย พร้อมเจ็บ เพราะคิดถึงลูกก่อนความสุขสบายของตัวเอง วันนั้นต่างหากคือวันที่เราพร้อมที่จะเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ ได้แล้วจริงๆ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/">วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ผมสอบเป็นนักบิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-become-pilot/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-become-pilot/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อนุพล อากาศวรรธนะ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Mar 2018 07:22:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[กศน.]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องบิน]]></category>
		<category><![CDATA[นักบิน]]></category>
		<category><![CDATA[สอบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-become-pilot/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“อยากเป็นนักบินจัง” เสียงที่ดังขึ้นในหัวขณะที่ผมกำลังวุ่นวายอยู่กับงานกราฟิกดีไซน์เมื่อเปิดเว็บไซต์ไปเจอภาพนักบินคู่กับห้องนักบิน มันดูน่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับผม แต่ความอยากนี้ก็ถูกหยุดคิดแล้วเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ เพราะการจะเป็นนักบินได้ต้องใช้เงินหลักล้านในการเข้าเรียน หรือไม่ก็ต้องเก่งด้านวิชาการมากๆ เพื่อสอบแข่งขันรับทุนของสายการบินต่างๆ เงินก็ไม่มี จบ กศน. มาคงสอบสู้คนอื่นไม่ได้แน่ๆ ผมเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ จบมัธยมปลาย กศน. จากจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้ากรุงเทพฯ มาเพื่อทำงานและศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาบริหารธุรกิจ เอกธุรกิจระหว่างประเทศ ควบคู่กับการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่อายุ 19 ปีที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในย่านบางกะปิ เวลาผ่านไปจนอายุ 21 ปี ผมต้องเข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหาร ตอนนั้นผมไม่ชอบเอาซะเลย ผมลุ้นในใจว่าต้องจับได้ใบดำ แต่ชีวิตก็ต้องผกผันเพราะมือเจ้ากรรมของผมนั้นหยิบใบแดงขึ้นมา เป็นจุดหักเหของชีวิตผมเลยก็ว่าได้ ผมเข้าสู่รั้วของทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องด้วยตอนนั้นผมยังไม่จบปริญญาตรี มีเพียงแค่วุฒิมัธยมปลาย ผ่านการฝึกฝนความเป็นทหารใหม่ระยะเวลา 100 วัน และเข้าสังกัดที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผมเป็นทหาร ผมเริ่มรู้สึกสนุกไปกับการทำงานในหน่วยทหารมากๆ ผมได้ทำงานทั้งงานเอกสาร ในสำนักงาน ฝึกยิงปืนเล็ก ปืนใหญ่ ได้ออกไปช่วยเหลือประชาชน ผ่านไปจนผมใกล้จะปลดประจำการ ผู้บังคับกองพันแนะนำให้ผมเข้าสอบเพื่อเป็นนายสิบ เพราะท่านคงเห็นศักยภาพว่าเราจะสามารถทำงานให้กองทัพได้ แต่ผมปฏิเสธไปเพราะอยากออกไปทำงานในสายที่ผมเรียนมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-become-pilot/">วันที่ผมสอบเป็นนักบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“อยากเป็นนักบินจัง” เสียงที่ดังขึ้นในหัวขณะที่ผมกำลังวุ่นวายอยู่กับงานกราฟิกดีไซน์เมื่อเปิดเว็บไซต์ไปเจอภาพนักบินคู่กับห้องนักบิน มันดูน่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับผม แต่ความอยากนี้ก็ถูกหยุดคิดแล้วเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ เพราะการจะเป็นนักบินได้ต้องใช้เงินหลักล้านในการเข้าเรียน หรือไม่ก็ต้องเก่งด้านวิชาการมากๆ เพื่อสอบแข่งขันรับทุนของสายการบินต่างๆ</p>
<p>เงินก็ไม่มี จบ กศน. มาคงสอบสู้คนอื่นไม่ได้แน่ๆ</p>
<p>ผมเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ จบมัธยมปลาย กศน. จากจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้ากรุงเทพฯ มาเพื่อทำงานและศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาบริหารธุรกิจ เอกธุรกิจระหว่างประเทศ ควบคู่กับการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่อายุ 19 ปีที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในย่านบางกะปิ</p>
<p>เวลาผ่านไปจนอายุ 21 ปี ผมต้องเข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหาร ตอนนั้นผมไม่ชอบเอาซะเลย ผมลุ้นในใจว่าต้องจับได้ใบดำ แต่ชีวิตก็ต้องผกผันเพราะมือเจ้ากรรมของผมนั้นหยิบใบแดงขึ้นมา  เป็นจุดหักเหของชีวิตผมเลยก็ว่าได้</p>
<p>ผมเข้าสู่รั้วของทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องด้วยตอนนั้นผมยังไม่จบปริญญาตรี มีเพียงแค่วุฒิมัธยมปลาย ผ่านการฝึกฝนความเป็นทหารใหม่ระยะเวลา 100 วัน และเข้าสังกัดที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผมเป็นทหาร ผมเริ่มรู้สึกสนุกไปกับการทำงานในหน่วยทหารมากๆ ผมได้ทำงานทั้งงานเอกสาร ในสำนักงาน ฝึกยิงปืนเล็ก ปืนใหญ่ ได้ออกไปช่วยเหลือประชาชน </p>
<p>ผ่านไปจนผมใกล้จะปลดประจำการ ผู้บังคับกองพันแนะนำให้ผมเข้าสอบเพื่อเป็นนายสิบ เพราะท่านคงเห็นศักยภาพว่าเราจะสามารถทำงานให้กองทัพได้ แต่ผมปฏิเสธไปเพราะอยากออกไปทำงานในสายที่ผมเรียนมา ซึ่งผู้บังคับกองพันก็ได้แนะนำเส้นทางความเจริญก้าวหน้าในกองทัพมากมาย แต่สิ่งที่ท่านเอ่ยขึ้นมาคือการบินทหารบกที่เปิดโอกาสให้นายทหารประทวน ทหารชั้นผู้น้อยที่มีความสามารถสอบเข้าเป็นนักบินของกองทัพบกได้ และหากสอบผ่านก็จะได้เรียนฟรีที่โรงเรียนการบินกองทัพบก </p>
<p>วินาทีนั้น ความฝันที่ผมเคยพับเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง </p>
<p>ผมกลับมานั่งทบทวนว่าเมื่อเรามีโอกาสทำในสิ่งเราอยากทำ ถ้าเราปฏิเสธที่จะพยายามคว้าโอกาสนั้นมา เราจะต้องเสียใจและเสียดายมากๆ หากปล่อยไปจนอายุเกินกว่าจะสอบได้ คงหมดโอกาสไปเลยตลอดชีวิต ผมจึงตัดสินใจสอบเข้าเป็นนายสิบ โดยไม่ได้คิดว่าการที่เราจบ กศน. หรือเงินทองจะเป็นขีดจำกัดของตัวผมอีกต่อไป</p>
<p>ผมตั้งใจอ่านหนังสือ ศึกษาว่าข้อสอบจะออกวิชาอะไรแนวไหนบ้าง และจัดตารางเวลาสำหรับการอ่านหนังสือ ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปทีละบท  เข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างท่องแท้ ด้วยความพยายามนี้ ทำให้ผมสามารถสอบเข้าเป็นนายสิบทหารบก เหล่าปืนใหญ่ เป็นนายทหารประทวน และเข้าสู่เป้าหมายต่อไปคือ การสอบแข่งขันภายในกองทัพบก เพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรศิษย์การบินทหารบก</p>
<p>ศิษย์การบินทหารบกนั้นจะเปิดรับสมัครคัดเลือกปีละหนึ่งครั้ง การสอบมีหลายด่าน ทั้งการสอบภาควิชาการ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตรวจจิตวิทยา เวชศาสตร์การบิน และสัมภาษณ์ทดสอบบุคลิกภาพ ผมใช้เวลาสอบถึง 3 ปี กว่าจะสอบผ่าน</p>
<p>ตลอด 3 ปี ผมเตรียมตัวหนักมากเพราะผมค่อนข้างอ่อนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์เอาซะมากๆ ผมจัดตารางเวลาการอ่านหนังสือ สร้างวินัยในการอ่านหนังสือ เปิดคลิปวีดีโอในยูทูปที่ติวแต่ละวิชา และที่สำคัญคือเวชศาสตร์การบิน ผมต้องพัฒนาทักษะประสาทสัมผัส การทำงานพร้อมกันหลายๆ อย่าง ออกกำลังกายทุกเช้าและเย็น ทำอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนผมสามารถสอบติดเป็นศิษย์การบินทหารบก รุ่นที่ 62 จนได้</p>
<p>ตอนนี้ผมได้เรียนทั้งภาคพื้นและขึ้นบินบนท้องฟ้าอย่างที่ผมตั้งใจไว้  หากหลายปีก่อน ผมยังปิดกั้นตัวเองกับความคิดที่ว่า ‘คงทำไม่ได้’ ‘ความสามารถคงไม่พอ’ และพับเก็บความฝันไว้รอวันมันเลือนหายไปจากชีวิต ผมก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ผมภูมิใจในตัวเองมากๆ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-become-pilot/">วันที่ผมสอบเป็นนักบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-become-pilot/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ชีวิตผมดีขึ้นได้ด้วยการลุกขึ้นมาจัดระเบียบบ้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-decoration-for-better-life/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-decoration-for-better-life/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คธาพล รพีฐิติธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Feb 2018 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว]]></category>
		<category><![CDATA[คนโด มาริเอะ]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[อาการป่วย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-decoration-for-better-life/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่ผมเรียนจบมาเกือบสิบปี ผมมีตำราตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี และกองเอกสารที่ถ่ายสำเนาเก็บไว้ตั้งแต่ปีหนึ่ง ซึ่งบอกตัวเองว่า ‘อย่าเพิ่งทิ้ง’ เพราะน่าเสียดายที่เราร่ำเรียนวิชาพวกนั้นมาแทบตายแล้วจะให้ทิ้งกระดาษที่มีลายมือของเราไปได้ยังไงกัน และผม (น่าจะ) เป็นเหมือนคนทั่วไปที่มีเสื้อผ้าน้อยชิ้น (ในความคิดของผม) แต่มักจะเก็บเสื้อผ้าซ้อนทับกันจนแน่นเต็มกล่องหรือแขวนเบียดกันไว้ในตู้เสื้อผ้า พอจะหาแต่ละครั้ง เราจะบุกตะลุยรื้อในกองกันอย่างหัวเสีย แล้วไม่นานมันก็จะกลับมารกอีก ผมใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่นาน จนช่วงหนึ่งผมเริ่มรู้สึกเพลียอยู่บ่อยๆ ง่วงนอนตลอดเวลา และหลับระหว่างทำงาน ตอนขับรถกลับบ้านผมจะง่วงมาก มีอาการวูบเหมือนคนหลับใน ผมพยายามแก้ปัญหาด้วยการนอนให้เร็วขึ้นแต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม คิดว่าตัวเองคงทำงานหนักมากเกินไป วันไหนที่ได้หยุดพักผ่อนจริงๆ ผมจะนอนตั้งแต่สามหรือสี่ทุ่มและตื่นมาตอนเที่ยง ลงมาอาบน้ำกินข้าว และเผลอหลับตั้งแต่บ่ายโมงจนตื่นมาอีกทีตอน 6 โมงเย็นหรือหนึ่งทุ่ม เป็นแบบนี้ทุกครั้ง พอพฤติกรรมเปลี่ยนไป นิสัยของผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนตาม ทั้งอ่อนไหวง่าย ขี้หงุดหงิด โมโหจุดเดือดต่ำ พูดจาขึ้นเสียง ที่เลวร้ายกว่านั้นคือเริ่มพูดจาโกหก ไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกตัวเองด้อยค่า และไม่มีความภาคภูมิใจ ผมมีปัญหาหลายๆ ด้าน ทั้งทะเลาะวิวาทกับคนในบ้าน มีปัญหาเรื่องความรัก โลเล สับสน ไม่กล้าตัดสินใจ และวางแผนจะลาออกจากที่ทำงาน เพราะรู้สึกว่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานมองว่าเราเป็นพวกคนขี้โรค อ่อนแอ ใจเสาะ หรือขี้แพ้ คนรอบตัวที่หวังดีก็จะคอยให้คำแนะนำง่ายๆ ว่าให้ไปออกกำลังกาย เล่นกีฬา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-decoration-for-better-life/">วันที่ชีวิตผมดีขึ้นได้ด้วยการลุกขึ้นมาจัดระเบียบบ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่ผมเรียนจบมาเกือบสิบปี ผมมีตำราตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี และกองเอกสารที่ถ่ายสำเนาเก็บไว้ตั้งแต่ปีหนึ่ง ซึ่งบอกตัวเองว่า ‘อย่าเพิ่งทิ้ง’ เพราะน่าเสียดายที่เราร่ำเรียนวิชาพวกนั้นมาแทบตายแล้วจะให้ทิ้งกระดาษที่มีลายมือของเราไปได้ยังไงกัน และผม (น่าจะ) เป็นเหมือนคนทั่วไปที่มีเสื้อผ้าน้อยชิ้น (ในความคิดของผม) แต่มักจะเก็บเสื้อผ้าซ้อนทับกันจนแน่นเต็มกล่องหรือแขวนเบียดกันไว้ในตู้เสื้อผ้า พอจะหาแต่ละครั้ง เราจะบุกตะลุยรื้อในกองกันอย่างหัวเสีย แล้วไม่นานมันก็จะกลับมารกอีก</p>
<p>ผมใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่นาน จนช่วงหนึ่งผมเริ่มรู้สึกเพลียอยู่บ่อยๆ ง่วงนอนตลอดเวลา และหลับระหว่างทำงาน ตอนขับรถกลับบ้านผมจะง่วงมาก มีอาการวูบเหมือนคนหลับใน ผมพยายามแก้ปัญหาด้วยการนอนให้เร็วขึ้นแต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม คิดว่าตัวเองคงทำงานหนักมากเกินไป วันไหนที่ได้หยุดพักผ่อนจริงๆ ผมจะนอนตั้งแต่สามหรือสี่ทุ่มและตื่นมาตอนเที่ยง ลงมาอาบน้ำกินข้าว และเผลอหลับตั้งแต่บ่ายโมงจนตื่นมาอีกทีตอน 6 โมงเย็นหรือหนึ่งทุ่ม เป็นแบบนี้ทุกครั้ง</p>
<p>พอพฤติกรรมเปลี่ยนไป นิสัยของผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนตาม ทั้งอ่อนไหวง่าย ขี้หงุดหงิด โมโหจุดเดือดต่ำ พูดจาขึ้นเสียง ที่เลวร้ายกว่านั้นคือเริ่มพูดจาโกหก ไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกตัวเองด้อยค่า และไม่มีความภาคภูมิใจ</p>
<p>ผมมีปัญหาหลายๆ ด้าน ทั้งทะเลาะวิวาทกับคนในบ้าน มีปัญหาเรื่องความรัก โลเล สับสน ไม่กล้าตัดสินใจ และวางแผนจะลาออกจากที่ทำงาน เพราะรู้สึกว่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานมองว่าเราเป็นพวกคนขี้โรค อ่อนแอ ใจเสาะ หรือขี้แพ้</p>
<p>คนรอบตัวที่หวังดีก็จะคอยให้คำแนะนำง่ายๆ ว่าให้ไปออกกำลังกาย เล่นกีฬา เที่ยว หรือไปทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ปล่อยวางได้บ้าง สำหรับพวกเขา คำพูดที่ช่วยปลุกและปลอบใจเหล่านั้น มันช่างฟังดูง่ายไปหมด</p>
<p>แต่คำถามสำหรับผม ผมจะต้องทำอะไรถึงจะเรียกว่า ‘ปล่อยวาง’</p>
<p>ผมพยายามแก้ปัญหาตามคำแนะนำของคนอื่นๆ ลองไปไหว้พระสวดมนต์เพื่อหาความสงบ นั่งสมาธิ ฟังธรรมะทุกเช้า ออกเดินทางท่องเที่ยว ลองปรึกษานักจิตวิทยา รวมถึงพบหมอเพื่อแก้ไขปัญหาการนอน ช่วงที่ต้องรอผลตรวจการนอนหลับ ผมมานั่งทบทวนว่าจะเอาตัวรอดหรือบรรเทาความว้าวุ่นใจจากปัญหาเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง</p>
<p>ช่วงนั้นผมเริ่มอ่านหนังสือการจัดระเบียบบ้านที่ชื่อว่า <em>ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว</em> ของ คนโด มาริเอะ แต่ไม่ได้สนใจที่จะลองทำอย่างจริงจัง จนวันหนึ่งที่ผมนั่งอยู่ในห้องนอนและมองไปรอบห้อง จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าผมพยายามจะเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวด้วยการออกไป ‘ข้างนอก’ แล้วหวังว่าจะแก้ปัญหาให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่สุดท้ายต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องเก่าๆ เมื่อกลับมานอนอยู่บนเตียงตัวเดิมอยู่ดี</p>
<p>ในความว้าวุ่นใจ สายตาเหลือบไปเห็นกองเสื้อผ้าที่วางรกพร้อมกองเอกสารและหนังสือ แวบหนึ่งผมฉุกคิดและตัดสินใจทันทีว่า ผมจะเลิกหนีปัญหาด้วยการเดินออกไปข้างนอก และจะเข้าไปเผชิญหน้ากับ ‘ข้างใน’ ด้วยการเปลี่ยนแปลงข้าวของที่อยู่รอบตัวเราทั้งหมดแทน</p>
<p>ผมเริ่มต้นจากการเทเสื้อผ้าทั้งหมดมากองไว้ คัดสรร แยก ทิ้ง เก็บ ส่งต่อ บริจาค ฝึกหัดพับผ้าด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือและเว็บไซต์ รวบรวมหนังสืออ่านเล่นที่ผมเก็บมาตั้งแต่สมัยประถมจนถึงตำราเรียนทุกเล่ม มากองเพื่อคัดแยก มันทรมานใจมากๆ ที่ต้องบอกลาหนังสือบางเล่มที่เราเก็บไว้มานานหลายปี หรือต้องทิ้งเอกสารที่เขียนด้วยลายมือของตัวเอง</p>
<p>ผมหยิบหนังสือขึ้นมา บอกขอบคุณมันที่ได้ทำหน้าที่ที่ดีมาตลอด ตอนนี้ผมไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไปแล้ว ยินดีจะปล่อยไปเพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งของในปัจจุบัน</p>
<p>ตอนที่ค่อยๆ วางหนังสือแยกเอาไว้ในกองที่จะบริจาค จู่ๆ ก็มีความรู้สึก ‘ปิ๊ง’ ขึ้นมาในหัวว่า “เฮ้ย นี่ไง นี่แหละคือการปล่อยวางที่เราเฝ้าถามหา” และคำตอบที่โผล่มาไม่ทันคาดคิดก็ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่าการปล่อยวางนั้นมันต้องใช้ ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่ ‘ความคิด’</p>
<p>หลังจากการจัดระเบียบบ้านครั้งใหญ่ ผมเริ่มมีสมาธิมากขึ้น ค่อยๆ มองปัญหาและปล่อยวางเรื่องที่ไม่จำเป็นไปทีละเรื่อง หลายสัปดาห์ถัดมา หมอแจ้งผลตรวจการนอนหลับให้ฟังว่า ตัวผมมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้ร่างกายนอนไม่พอและส่งผลต่ออารมณ์ ต้องใช้เครื่องปรับแรงดันช่วยหายใจขณะนอนไปตลอดชีวิต พอรู้สาเหตุและแก้ไขได้แล้ว สภาพร่างกายและจิตใจก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p>จากวันนั้น การเก็บและทิ้งสิ่งของทำให้ผมค้นพบการปล่อยวางจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวได้ง่ายๆ ช่วยเยียวยาความรู้สึก อารมณ์ และประคองชีวิตให้ผ่านพ้นช่วงวันเวลาแห่งความสับสนมาได้สำเร็จ</p>
<p>ผมเชื่อว่าการจัดระเบียบบ้านมีประโยชน์มากกว่าแค่ทำให้บ้านหายรก แต่มันคือ การ ‘สร้างตัวตนใหม่ในคนคนเดิม’ ให้กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง ไม่ยึดติดกับอดีต ไม่หวาดกลัวอนาคต และกล้าที่จะก้าวมาอยู่กับปัจจุบัน</p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-decoration-for-better-life/">วันที่ชีวิตผมดีขึ้นได้ด้วยการลุกขึ้นมาจัดระเบียบบ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-decoration-for-better-life/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ฉันได้วิ่งไปกับโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-run-kao-kon-la-kao/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-run-kao-kon-la-kao/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2017 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวคนละก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน บอดี้สแลม]]></category>
		<category><![CDATA[Nike Running Club]]></category>
		<category><![CDATA[nrc]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-run-kao-kon-la-kao/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากตัดสินใจจะกลับมาลงสนามวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยใช้สนาม Bangkok Marathon 2017 เป็นสนามในการ Break The Limit ไปสู่ Mini Marathon 10 กิโลเมตรจนสำเร็จแล้ว เราอยากท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการลองทำความเร็วในการวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าระดับความเร็วเดิมของตัวเอง เตรียมความพร้อม ระยะเวลาการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ถือว่าน้อยมาก เพราะมีเวลาอีกแค่ 2 สัปดาห์ก่อนที่จะต้องออกวิ่งจริงไปกับทีม ‘ก้าวคนละก้าว’ โดยคลับวิ่ง NRC BKK ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกนักวิ่งทุกสาย ทุกระดับ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์แห่งปี แต่ก็ถือว่าไม่ได้โหดร้ายสักเท่าไหร่เนื่องจากที่ผ่านมาเราได้ซ้อมวิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้งนี้จุดสำคัญจะเน้นเรื่องความอึดและระยะทางในการวิ่งมากกว่า สำหรับสถานที่ฝึกซ้อมวิ่งก็ยังคงเป็นสวนสาธารณะทั่วไปในกรุงเทพ โดยใช้แอพพลิเคชั่น NRC+ (Nike Running Club) ของ Nike เพื่อวัดระยะทางและจับเวลา เก็บสถิติความเร็วที่ใช้ในการวิ่ง และเหตุผลที่เราไม่เลือกฝึกซ้อมบนลู่วิ่งเพราะคิดว่าการวิ่งบนสายพานของลู่วิ่งที่ทำความเร็วหมุนไปเรื่อยๆ น่าจะกดดันมากเกินไป ฝึกซ้อมไปพร้อมโค้ช ในการวิ่งจะมีศัพท์เทคนิคไว้วัดความเร็วที่เรียกว่า pace (เพซ) คำนวณจากเวลาที่ใช้ในการวิ่งต่อ 1 กิโลเมตร ยิ่งมีตัวเลขน้อยก็ยิ่งวิ่งเร็ว เช่นคนที่วิ่งระดับ Pace 5 หรือ 6 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-run-kao-kon-la-kao/">วันที่ฉันได้วิ่งไปกับโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากตัดสินใจจะกลับมาลงสนามวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยใช้สนาม Bangkok Marathon 2017 เป็นสนามในการ Break The Limit ไปสู่ Mini Marathon 10 กิโลเมตรจนสำเร็จแล้ว เราอยากท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการลองทำความเร็วในการวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าระดับความเร็วเดิมของตัวเอง</p>
<h3>เตรียมความพร้อม</h3>
<p>ระยะเวลาการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ถือว่าน้อยมาก เพราะมีเวลาอีกแค่ 2 สัปดาห์ก่อนที่จะต้องออกวิ่งจริงไปกับทีม ‘ก้าวคนละก้าว’ โดยคลับวิ่ง NRC BKK ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกนักวิ่งทุกสาย ทุกระดับ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์แห่งปี แต่ก็ถือว่าไม่ได้โหดร้ายสักเท่าไหร่เนื่องจากที่ผ่านมาเราได้ซ้อมวิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-11.jpg"></p>
<p>ครั้งนี้จุดสำคัญจะเน้นเรื่องความอึดและระยะทางในการวิ่งมากกว่า สำหรับสถานที่ฝึกซ้อมวิ่งก็ยังคงเป็นสวนสาธารณะทั่วไปในกรุงเทพ โดยใช้แอพพลิเคชั่น NRC+ (Nike Running Club) ของ Nike เพื่อวัดระยะทางและจับเวลา เก็บสถิติความเร็วที่ใช้ในการวิ่ง และเหตุผลที่เราไม่เลือกฝึกซ้อมบนลู่วิ่งเพราะคิดว่าการวิ่งบนสายพานของลู่วิ่งที่ทำความเร็วหมุนไปเรื่อยๆ น่าจะกดดันมากเกินไป</p>
<h3>ฝึกซ้อมไปพร้อมโค้ช</h3>
<p>ในการวิ่งจะมีศัพท์เทคนิคไว้วัดความเร็วที่เรียกว่า pace (เพซ) คำนวณจากเวลาที่ใช้ในการวิ่งต่อ 1 กิโลเมตร ยิ่งมีตัวเลขน้อยก็ยิ่งวิ่งเร็ว เช่นคนที่วิ่งระดับ Pace 5 หรือ 6 ถือว่าวิ่งเร็ว (วิ่งได้ระยะทาง 1 กิโลเมตรภายใน 5-6 นาที) ตัวเราเองเคยวิ่งในระดับเพซ 8 คราวนี้จะลองขยับมาเพซ 7 ดูบ้าง เท่ากับเราจะต้องใช้เวลาในการวิ่ง 1 กิโลเมตรลดลง 1 นาทีให้ได้</p>
<p>ในการวิ่ง เราอาจเลือกใช้วิธีวิ่งช้าหน่อยแต่วิ่งนานเพื่อให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ถ้าจะวิ่งเร็ว เราต้องทำรอบการวิ่งให้ได้เร็วขึ้น ต้องผ่านการฝึกให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อคุมจังหวะการหายใจและการเต้นของหัวใจที่จะเปลี่ยนไปให้อยู่ในระดับพอเหมาะ ที่สำคัญคือต้องรักษาความเร็วนั้นไว้ให้ได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-30.jpg"></p>
<p>“หากคุณรู้วิธีวิ่งที่ถูกต้อง คุณจะวิ่งได้เร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ” NRC coach จาก NRC BKK เคยบอกไว้ แต่ในตอนนั้นเราให้ความสนใจไปที่การวิ่งในระยะไกล จึงยังคงวิ่งอยู่ที่เซฟโซนในระดับความเร็วเท่าเดิม ครั้งนี้เราจึงกลับมาขอคำแนะนำจากคลับวิ่ง NRC BKK ของไนกี้ในวันพุธตอนเย็นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับไต่ระดับความเร็วมาอยู่กลุ่มเพซ 7 ซึ่งจะมี NRC coach และเพเซอร์ (Pacer-นักวิ่งที่ช่วยควบคุมเวลาในการวิ่งให้เรา) ให้คำแนะนำอยู่ตลอดเวลา </p>
<p>ช่วงแรกที่เริ่มออกวิ่ง เรายังมีแรงเหลือเฟือแต่พอวิ่งไปถึงระยะหนึ่งก็รู้สึกเหนื่อยจนแทบหมดแรง ถึงแม้จะได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่วิ่งไปด้วยกันก็ตาม เราพยายามฝืนแรงต้านทานที่มีอยู่ออกวิ่งให้ทันสมาชิกในกลุ่ม ใจก็พะวงว่าจะทำเวลาได้ตามที่ตั้งใจไหม โค้ชและเพเซอร์ที่วิ่งมาด้วยกันทราบว่าเราเพิ่งขยับจากกลุ่มเพซ 8 มาเป็นเพซ 7 สังเกตเห็นถึงความพยายามฝืนร่างกายของเรา จึงวิ่งมาขนาบข้างและให้คำแนะนำเรื่องของการก้าวเท้าให้ถูกต้อง </p>
<p>เทคนิคคือต้องลงให้เต็มเท้า การเหวี่ยงแขนเพื่อผ่อนแรงและช่วยส่งตัวเราให้พุ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องวิธีการหายใจให้เป็นระบบโดยสูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้ลึกและผ่อนลมหายใจออกทางปากให้เป็นจังหวะ จะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป ถึงแม้เราจะวิ่งมาเป็นคนท้ายๆ ของกลุ่ม แต่ก็ยังสามารถวิ่งเกาะกลุ่มจนจบ เมื่อรู้วิธีการดังกล่าวก็เอามาใช้ในการฝึกซ้อมเองในวันอื่นๆ ได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-32.jpg"></p>
<h3>วันที่ก้าวข้ามไปสู่อีกหนึ่งขั้น</h3>
<p>เมื่อถึงวันที่พี่ตูนและทีม ‘ก้าว’ จะวิ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ คือวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ทีม NRC BKK ทั้งโค้ช เพเซอร์ และสมาชิกที่ร่วมกิจกรรมต่างๆ มารอเพื่อสแตนด์บายเตรียมพร้อมก่อนออกวิ่งจริงที่สำนักงานบำรุงทางธนบุรี ตั้งแต่เวลา 16:00 น. </p>
<p>เนื่องจากกำหนดการมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตลอดเวลา ระหว่างสแตนด์บายรอ ทาง NRC BKK ก็มีกิจกรรมต่างๆ เตรียมไว้ให้ ทั้งการรวมตัวกันอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมก่อนวิ่งจริง บูทถ่ายภาพที่มีเฟรมพิเศษ Break Through 2191 KM. ที่สามารถเขียนข้อความให้กำลังใจพี่ตูน และทีม ‘ก้าว’ ซึ่งจะมีเฉพาะงานนี้เท่านั้น รวมถึงมีบริการอาหารและน้ำดื่มเอาไว้ให้เหล่านักวิ่งได้เติมพลัง นอกจากนี้ยังเปิดให้สมาชิกมีโอกาสลองรองเท้า Nike Zoom Fly รุ่นล่าสุด ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสลองใส่วิ่งมาก่อนหน้านี้เมื่อครั้งไปร่วมกิจกรรม NRC BKK ที่จัดขึ้นทุกๆ วันพุธ จนเกิดความประทับใจ และนำมาใส่ซ้อมในทุกๆ วันให้ชินกับเท้าและรูปแบบการวิ่งของเรา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-5.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-7.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>ในการวิ่งครั้งนี้ เราวิ่งกันที่ระยะทาง 7.8 กิโลเมตร จากสำนักงานบำรุงทางธนบุรีไปจนถึงโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถือว่าไม่ใช่ระยะทางที่ไกลสักเท่าไหร่ จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ลองเร่งทำความเร็วในการวิ่งของเราได้อย่างเต็มที่ และเมื่อใกล้ถึงเวลา 20:00 น. ช่วงเวลาออกวิ่งจริง กลุ่ม NRC BKK ก็เตรียมตั้งแถวขบวนวิ่งตามกลุ่ม ‘ก้าว’ ไปติดๆ โดยต้องรักษาความเร็วเอาไว้ให้ได้และไม่ทิ้งระยะห่างจนแถวของขบวนขาดช่วง </p>
<p>“มากกว่าการใช้ขาสองข้างที่ทำให้เกิดความเร็ว เราต้องใช้ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง” การวิ่งครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริงมาก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเหนื่อยล้าจากระยะทาง หรือความเร็วที่ใช้ในการวิ่ง แต่เกิดจากหลากหลายปัจจัย เช่น สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวแม้ในเวลากลางคืน มลภาวะจากท้องถนนในกรุงเทพมหานคร รวมถึงผู้คนที่มาคอยให้กำลังใจกันอย่างคลาคล่ำขนาบข้างตลอดทางวิ่ง หลายๆ ครั้งที่ขบวนต้องหยุดวิ่ง และต้องกลับมาวิ่งเร่งทำความเร็วเพื่อทดระยะเวลาให้เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งเหนื่อยกว่าการวิ่งไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องหยุดหลายร้อยเท่า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-21.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-28.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-23.jpg"></p>
<p>เรายังเจอแบบนี้แค่เพียงระยะทาง 8 กิโลเมตร แต่พี่ตูนและทีม ‘ก้าว’ ต้องเจอแบบนี้มาพันกว่ากิโลเมตรแล้ว นึกเพียงเท่านี้ก็ทำให้เรามีแรงฮึดและวิ่งต่อไปได้จนจบ เหมือนกับที่ <a href="https://www.facebook.com/EliudKipchogeOfficial/videos/563070734029832/" target="_blank">Eliud Kipchoge</a> นักวิ่งมาราธอนชาวเคนยาได้เคยพูดไว้ว่า &#8220;If you don&#8217;t rule your mind, your mind will rule you.&#8221;</p>
<p>นอกจากนี้ต้องขอขอบคุณพลังใจจากเสียงเชียร์และเสียงปรบมืออันกึกก้องและดังสนั่นมากที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาในชีวิต ตลอดเส้นทางการวิ่งเดียวกันกับพี่ตูนในครั้งนี้มีภาพประทับใจต่างๆ หลายภาพให้เราเก็บบันทึกไว้ในความทรงจำ เช่น การตั้งแถวทอดยาวของพี่ๆ พยาบาลที่มารอให้กำลังใจ พี่น้องชาวบ้านริมข้างทางที่ออกมาส่งเสียงเชียร์ “สู้ๆ” “เก่งมากๆ” รวมไปถึงน้องๆ นักเรียน ที่ออกมาตั้งขบวนเพื่อร่วมวิ่งท้ายแถวต่อไปกับขบวนของ NRC BKK อีกด้วย สะท้อนถึงโครงการดีๆ ที่กระตุ้นให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ออกมาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาพของตนเอง รวมถึงต้องขอขอบคุณทีมสำคัญอย่าง NRC coach และเพเซอร์ที่คอยกระตุ้น คอยดูแลนักวิ่งมาตลอดระยะทางกว่า 7.8 กิโลเมตร จนถึงปลายทางที่ ร.พ. พระมงกุฎฯ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยกับการดูแลนักวิ่ง NRC BKK กว่าร้อยชีวิต</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-20.jpg"></p>
<p>“การวิ่งบางครั้งก็ไม่ใช่การวิ่งที่ไกลที่สุด หรือเร็วที่สุดของเรา แต่ทุกการวิ่งคือความสำเร็จ เราควรจะมองให้เป็นแบบนั้น” เป็นปรัชญาของการวิ่งหนึ่งที่เราชื่นชอบมาก ลองลุกขึ้นมาผูกเชือกรองเท้า แล้วออกมาวิ่ง เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีกันเถอะ</p>
<p>#Breakthrough  </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-161.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-191.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN031260-14.jpg"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-run-kao-kon-la-kao/">วันที่ฉันได้วิ่งไปกับโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-run-kao-kon-la-kao/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ฉันได้กลับมาวิ่งอีกครั้ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-bangkok-marathon/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-bangkok-marathon/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Dec 2017 08:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[nrc]]></category>
		<category><![CDATA[ชมรมวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[bangkok marathon]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมาราธอน]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[#adaythatchangedmylife]]></category>
		<category><![CDATA[มาราธอน]]></category>
		<category><![CDATA[ไนกี้]]></category>
		<category><![CDATA[Nike Running Club]]></category>
		<category><![CDATA[running]]></category>
		<category><![CDATA[มินิมาราธอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-bangkok-marathon/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้าไม่หยุดวิ่ง อย่างไรเสียก็ต้องไปถึงเส้นชัย” เป็นคำกล่าวที่นักวิ่งหลายคนยึดเป็นสรณะกันตลอดมา แต่ด้วยอาการป่วยจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนจนเกือบจะเดินไม่ได้ ทำให้ต้องร้างลาจากการวิ่งไปพักใหญ่ วันหนึ่งที่รู้สึกว่าว่างเว้นนานเกินไปแล้ว เราตัดสินใจกลับมาลงสนามวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยครั้งนี้ใช้สนาม Bangkok Marathon 2017 เป็นสนามในการ Break The Limit ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดที่วิ่งไปเท่าไหร่ก็ยังไม่เคยถึง 10 กิโลเมตรสักครั้งในชีวิต ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เวลาสำหรับการฝึกซ้อมมีประมาณเกือบ 3 เดือนก่อนถึงวันวิ่งจริง ถ้าค่อยๆ ฝึกซ้อมก็ต้องทำได้แน่ๆ สถานที่ฝึกซ้อมวิ่งของเราจะเป็นสวนสาธารณะทั่วไปในกรุงเทพฯ มีทั้งสวนจตุจักร สวนลุมฯ สวนรถไฟ ที่ไปบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นสวนลุมพินี เนื่องจากมีรอบวิ่งระยะทางไกลกว่าสวนอื่นๆ วิ่งแล้วไม่เบื่อ เราใช้แอพพลิเคชั่น NRC+ (Nike Running Club) ของ Nike เพื่อวัดระยะทางและจับเวลา เก็บสถิติว่าวิ่งเยอะวิ่งน้อยแค่ไหน สิ่งที่ยากกว่าการวิ่งคือเรื่องของใจ อุปสรรคแรกที่เจอคือการปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาซ้อมวิ่งตอนตีห้าให้ได้จากที่ไม่ได้ตื่นเช้าตรู่แบบนี้มาพักใหญ่ ถือเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องพยายามเพราะคิดว่าวิ่งตอนเช้าอากาศจะดีกว่าตอนเย็น ตอนเช้ายังท้องว่างอยู่ วิ่งแล้วจะไม่จุก ที่สำคัญถ้าคิดจะไปซ้อมวิ่งตอนเย็นทุกวันสำหรับคนที่ตารางงานไม่ค่อยเป็นเวลาแล้วละก็ ลืมไปได้เลย “จะกลับไปวิ่งเท่านั้นได้จริงๆ เหรอ” ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาเมื่อพบว่าตอนนี้เราวิ่งได้แค่หนึ่งรอบของสวนลุมฯ ประมาณ 2.5 กม. ก็รู้สึกว่าเหนื่อยเสียแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-bangkok-marathon/">วันที่ฉันได้กลับมาวิ่งอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ถ้าไม่หยุดวิ่ง อย่างไรเสียก็ต้องไปถึงเส้นชัย” เป็นคำกล่าวที่นักวิ่งหลายคนยึดเป็นสรณะกันตลอดมา แต่ด้วยอาการป่วยจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนจนเกือบจะเดินไม่ได้ ทำให้ต้องร้างลาจากการวิ่งไปพักใหญ่ วันหนึ่งที่รู้สึกว่าว่างเว้นนานเกินไปแล้ว เราตัดสินใจกลับมาลงสนามวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยครั้งนี้ใช้สนาม Bangkok Marathon 2017 เป็นสนามในการ Break The Limit ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดที่วิ่งไปเท่าไหร่ก็ยังไม่เคยถึง 10 กิโลเมตรสักครั้งในชีวิต</p>
<h3>ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์</h3>
<p>เวลาสำหรับการฝึกซ้อมมีประมาณเกือบ 3 เดือนก่อนถึงวันวิ่งจริง ถ้าค่อยๆ ฝึกซ้อมก็ต้องทำได้แน่ๆ สถานที่ฝึกซ้อมวิ่งของเราจะเป็นสวนสาธารณะทั่วไปในกรุงเทพฯ มีทั้งสวนจตุจักร สวนลุมฯ สวนรถไฟ ที่ไปบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นสวนลุมพินี เนื่องจากมีรอบวิ่งระยะทางไกลกว่าสวนอื่นๆ วิ่งแล้วไม่เบื่อ เราใช้แอพพลิเคชั่น NRC+ (Nike Running Club) ของ Nike เพื่อวัดระยะทางและจับเวลา เก็บสถิติว่าวิ่งเยอะวิ่งน้อยแค่ไหน</p>
<p style="text-align: center">
<p>สิ่งที่ยากกว่าการวิ่งคือเรื่องของใจ อุปสรรคแรกที่เจอคือการปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาซ้อมวิ่งตอนตีห้าให้ได้จากที่ไม่ได้ตื่นเช้าตรู่แบบนี้มาพักใหญ่ ถือเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องพยายามเพราะคิดว่าวิ่งตอนเช้าอากาศจะดีกว่าตอนเย็น ตอนเช้ายังท้องว่างอยู่ วิ่งแล้วจะไม่จุก ที่สำคัญถ้าคิดจะไปซ้อมวิ่งตอนเย็นทุกวันสำหรับคนที่ตารางงานไม่ค่อยเป็นเวลาแล้วละก็ ลืมไปได้เลย</p>
<p>“จะกลับไปวิ่งเท่านั้นได้จริงๆ เหรอ” ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาเมื่อพบว่าตอนนี้เราวิ่งได้แค่หนึ่งรอบของสวนลุมฯ ประมาณ 2.5 กม. ก็รู้สึกว่าเหนื่อยเสียแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งซ้อม ยิ่งวิ่ง เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ที่ตื่นมาซ้อมวิ่งทุกวันก็รู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ของร่างกายที่อึดขึ้น วิ่งได้ไกลขึ้น นานขึ้น จากเดิมที่เคยวิ่งได้ติดต่อกันเต็มที่หนึ่งรอบก็ขยับมาเป็นสองรอบ สามรอบ ไปจนวิ่งได้โดยไม่ต้องหยุดพักเลย รวมถึงนาฬิการ่างกายที่ปรับสภาพตามการใช้งานโดยอัตโนมัติซึ่งตื่นขึ้นมาเองตอนตีห้า มาถึงตอนนี้เรารู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยทางร่างกายของเราไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/147458.jpg"></p>
<h3>ตัวช่วยก้าวข้ามขีดจำกัด</h3>
<p style="text-align: center">
<p>ในการวิ่งเราไม่ได้แข่งกับใคร เป็นการแข่งกับตัวเอง เราบอกตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจ แต่พอย้อนกลับไปดูสถิติเก่าๆ ที่เคยทำไว้เทียบกับตอนนี้แล้วก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน ตอนนั้นฝึกซ้อมวิ่งได้ทุกวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพราะในแอพพลิเคชั่น NRC จะจัดอันดับคนที่วิ่งเอาไว้ คนที่วิ่งสะสมระยะทางได้มากที่สุดจะถูกจัดอยู่ในอันดับสูงที่สุด เราจึงมีแรงฮึดออกไปซ้อมวิ่งตลอดเพราะอยากถูกจัดอยู่ใน Top 5 แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อยากได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น การซ้อมวิ่งตามลำพังก็รู้สึกว่าอาจจะไม่ได้ผลที่ดีเท่าไหร่ </p>
<p>ชมรม NRC BKK (Nike Run Club Bangkok) ที่จัดขึ้นทุกวันพุธตอนเย็นจึงเป็นคำตอบสำหรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ของเรา ความพิเศษของชมรมวิ่ง NRC BKK คือการมีโค้ชและเพเซอร์ (Pacer-นักวิ่งที่ช่วยควบคุมเวลาในการวิ่งให้เรา) ให้ผู้เข้าร่วมในทุกๆ เซกชั่น ทั้งนักวิ่งขาแรงไปจนถึงนักวิ่งมือใหม่ เพื่อให้คำแนะนำสำหรับการซ้อมวิ่งให้ได้ประสิทธิภาพ แนะนำการวิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงให้กำลังใจนักวิ่งทุกคนให้ร่วมวิ่งไปด้วยกันจนจบระยะทาง 5 กิโลเมตรตามระยะเวลาที่ตั้งใจไว้ การมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกันและมีคนคอยให้กำลังใจทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมาได้ </p>
<p>นอกเหนือจากการซ้อมวิ่ง กิจกรรมนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลองรองเท้า Nike รุ่นใหม่ๆ อย่างล่าสุดที่ได้ลองก็คือรองเท้า Nike Zoom Fly เราไปซ้อมวิ่งก็ได้ลองทุกครั้ง จนตัดสินใจซื้อเป็นรางวัลให้ตัวเองที่จะกลับไปพิชิตมินิมาราธอนให้ได้ การได้ลองรองเท้าใหม่ให้คุ้นชินก็เป็นแรงผลักดันที่ดีที่จะได้ออกกำลังกาย เพราะถือเป็นเรื่องจำเป็นมากที่นักวิ่งควรจะชินกับรองเท้าที่จะใช้วิ่งลงสนามจริง</p>
<p>แต่การจะพิชิตมินิมาราธอนก็ต้องวิ่งให้ได้ครบ 10 กิโลเมตร เราจึงตัดสินใจให้เวลากับการซ้อมเพิ่มเติม ตื่นแต่เช้าในวันอาทิตย์มาซ้อมวิ่งให้ครบ 10 กม. ให้ได้ ถือเป็นการท้าทายตัวเองอีกขั้นหนึ่งกับการตื่นแต่เช้าในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันพักผ่อน มีวิ่งบ้าง สลับเดินบ้าง พักดื่มน้ำบ้าง วิ่งคนเดียวแล้วรู้สึกเหนื่อยกว่าการวิ่งร่วมกับเพื่อนๆ ในชมรม NRC BKK อาจเพราะเรื่องของกำลังใจด้วย แต่ก็พยายามทำให้ได้จนครบ 10 กิโลเมตร และทุกครั้งที่เราวิ่งในวันอาทิตย์ ในแอพพลิเคชั่น NRC+ ก็จะมีแคมเปญ Just Do It Sunday กิมมิกสนุกๆ ที่ให้คนวิ่งวันอาทิตย์ได้ใช้สติกเกอร์พิเศษตอนแชร์การวิ่งของตัวเองให้คนอื่นเห็น กระตุ้นให้เราอยากออกไปวิ่งมากขึ้น (อย่าดูถูกของเล่นพวกนี้เชียว!)</p>
<p style="text-align: center">
<h3>วันที่ก้าวข้ามผ่านอุปสรรค</h3>
<p>เช้าวันอาทิตย์กลางเดือนพฤศจิกายน งานวิ่งงานใหญ่ก็มาถึง เรามาถึงงานก่อนปล่อยตัวเล็กน้อย รอบตัวมีนักวิ่งทั้งมืออาชีพและนักวิ่งหน้าใหม่มากันมากมาย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ บรรยากาศภายในงานดูคึกคัก ชวนให้หัวใจพองโตตื่นเต้น แต่ก็รู้สึกวิตกในบางครั้ง เพราะกลัวว่าถึงเวลาวิ่งจริงๆ แล้วจะไปได้ตลอดจนถึงเส้นชัยหรือไม่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BKK_M_-20.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BKK_M_-26.jpg"></p>
<p>การวิ่งครั้งนี้เริ่มต้นจากสวนมิสกวัน เราใส่รองเท้าคู่ล่าสุดที่ใช้ซ้อมวิ่งมาโดยตลอดหลายสัปดาห์เพราะอยากใช้รองเท้าคู่ที่ชินเท้าวิ่งไปด้วยกันกับเรา รวมถึงเปิดแอพพลิเคชั่น NRC+ จับเวลาและระยะทางในการวิ่งเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์กายและใจของตัวเอง เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว ผู้คนต่างเริ่มออกวิ่ง ทุกคนดูมุ่งมั่นกับการวิ่งของตัวเอง เราเริ่มออกวิ่งในระดับความเร็วที่ซ้อมมา รู้สึกว่าวิ่งได้เร็วกว่าเดิมและเหนื่อยน้อยลง แม้จะมีจุดที่ต้องวิ่งขึ้นสะพานพระรามแปดซึ่งปกตินักวิ่งทุกคนจะรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้มาก เพราะต้องฝืนร่างกายกับแรงโน้มถ่วงของโลก </p>
<p>มีบางครั้งที่เราวิ่งแซงคนอื่น และมีหลายครั้งที่คนอื่นวิ่งแซงเรา แต่ตราบใดที่เราไม่หยุดวิ่ง วิ่งในระดับความเร็วที่ซ้อมมา เราก็ยังวิ่งไปต่อได้เรื่อยๆ “ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่เอาชนะใจตัวเองให้ได้ก็พอ” เราย้ำในใจ เมื่อถึงทางโค้งซึ่งเป็นจุดกลับตัวก็เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตรพอดี ปกติเวลาซ้อมเราจะหยุดพักตรงจุดนี้ทุกครั้ง ถือเป็นจุดท้าทายทั้งกายและใจมากที่สุดว่าจะหยุดพักก่อน หรือวิ่งต่อตามที่ตั้งใจไว้ว่าจะวิ่งไปเรื่อยๆ จนจบ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BKK_M_-49.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BKK_M_-77.jpg"></p>
<p>ดูเหมือนว่าร่างกายและจิตใจจะแข็งแรงกว่าที่คิด เราตัดสินใจวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ตามระดับความเร็วที่ซ้อมมา ถึงจะช้ากว่าหลายๆ คนแต่ก็ไม่หยุดวิ่ง หลายครั้งที่รู้สึกเหนื่อยก็จะนึกถึงที่ NRC coach เคยบอกเอาไว้ว่า เคล็ดลับอยู่ที่การหายใจให้ถูกวิธีเพื่อเอาออกซิเจนกลับคืนชดเชยให้ร่างกายของเรา และอย่าฝืนออกแรงวิ่งแต่ให้ใช้แขนเหวี่ยงเอา ทำให้วิ่งไปต่อได้เรื่อยๆ </p>
<p>ปกติเมื่อถึง 500 เมตรสุดท้ายเราจะรู้สึกเหนื่อยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เลย อาจเพราะไม่ได้ฝืนออกแรงวิ่งตามคำแนะนำ จนในที่สุดเราก็มาถึงเส้นชัย รู้สึกได้ปลดล็อกขีดจำกัดในการวิ่งไปได้มากกว่าเดิม เราวิ่งได้เร็วขึ้น และไม่ได้หยุดพักหยุดเดินเลยจนจบ 10 กิโลเมตรกว่าๆ และใช้เวลาไปเพียง 1 ชั่วโมง 11 นาทีเท่านั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะกลับมาวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BKK_M_-86.jpg"></p>
<p>เราอยากให้ทุกคนที่อยากจะเริ่มวิ่งลองออกมาวิ่งดูสักครั้ง ถ้าคนที่เคยป่วยจนเกือบจะเดินไม่ได้อย่างเรากลับมาวิ่งได้ ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน ขอแค่เอาชนะใจตัวเองให้ได้ อุปสรรคทางด้านร่างกายและจิตใจก็ไม่สำคัญ</p>
<p>สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นวิ่งอย่างถูกวิธี ลองไปวิ่งกับ NRC BKK ได้ ลองเข้าไปดูตารางการลงทะเบียนที่ <a href="http://www.nike.com/bangkok"> www.nike.com/bangkok </a>แล้วลงทะเบียน จองกิจกรรม และจดตารางวิ่งของตัวเองลงปฏิทินไว้ได้เลย</p>
<p>#breakthrough</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-bangkok-marathon/">วันที่ฉันได้กลับมาวิ่งอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-bangkok-marathon/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ผมเกิดคำถามกับความภูมิใจในอาชีพทันตแพทย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-dentist/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-dentist/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศิลป์ ชินศิรประภา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Nov 2017 02:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Epidermolysis bullosa]]></category>
		<category><![CDATA[#adaythatchangedmylife]]></category>
		<category><![CDATA[หมอฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ทันตแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิค วูจิซิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-dentist/</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้จัก ‘What if game’ กันไหมครับ มันคือเกมที่กระตุ้นให้เราคิดถึงความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าความจริงบางอย่างถูกเปลี่ยน ส่วนใหญ่ระหว่างเดินเล่น ผมมักจะชอบใช้เป็นหัวข้อสนทนาไว้คุยเล่นกับเพื่อน ซึ่งบางครั้งก็จะได้ประเด็นน่าสนใจกลับมาคิดต่อ หนึ่งในนั้นคือคำถามที่ว่า ‘ถ้าหากสังคมเราตกอยู่ในสภาวะวิกฤต เช่น มีภัยพิบัติหรือสงครามเกิดขึ้น อาชีพของเราจะมีส่วนสำคัญในการทำอะไรได้บ้าง’ ปรากฏว่านอกจากการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แล้ว หมอฟันเป็นศาสตร์ที่คาบเกี่ยวระหว่างการรักษาที่จำเป็นกับความสวยงามที่ฟุ่มเฟือย เราเลยคิดกันไม่ค่อยจะออก พานทำให้ความภูมิใจในวิชาชีพนี้ลดลงไปด้วย ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ผมทำงานเป็นทันตแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่ต่างจังหวัด และมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาศักยภาพที่มหาวิทยาลัยมหิดล การบรรยายของอาจารย์ท่านหนึ่งสะดุดใจผม ในสไลด์แรกฉายรูปของ นิค วูจิซิค (Nick Vujicic) ชายที่มีโรคทางพันธุกรรมทำให้พิการทางแขนและขาทั้งสี่ข้าง ซึ่งปัจจุบันเขาได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก “คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน บางทีเขาเลือกไม่ได้ ผมอยากจะให้ทุกคนลองคำนึงว่า ในฐานะของหมอฟันทั่วไป เราสามารถที่จะช่วยอะไรเขาได้บ้าง” อาจารย์เกริ่นด้วยใจความนี้ ก่อนจะเสนอเคสคนไข้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมร่วมกับปัญหาทางช่องปากให้พวกเราได้เรียนรู้ มีเคสหนึ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด เธอเป็นหญิงไทยอายุราว 30 ปีที่ทรมานจากโรคที่พบได้ยากชื่อว่า Epidermolysis bullosa (อีพิเดอโมไลสิส บูโลซ่า) คือมีความผิดปกติที่โปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ในการยึดชั้นของผนังเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะผิวหนังอ่อนแอ มักเกิดตุ่มน้ำอักเสบ ฉีกขาดเป็นแผลง่าย มีการรัดตึงของช่องปาก ข้อ หลอดอาหาร ที่ร้ายแรงที่สุดคือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง แต่เนื่องจากไม่ใช่โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-dentist/">วันที่ผมเกิดคำถามกับความภูมิใจในอาชีพทันตแพทย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รู้จัก ‘What if game’ กันไหมครับ มันคือเกมที่กระตุ้นให้เราคิดถึงความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าความจริงบางอย่างถูกเปลี่ยน ส่วนใหญ่ระหว่างเดินเล่น ผมมักจะชอบใช้เป็นหัวข้อสนทนาไว้คุยเล่นกับเพื่อน ซึ่งบางครั้งก็จะได้ประเด็นน่าสนใจกลับมาคิดต่อ หนึ่งในนั้นคือคำถามที่ว่า ‘ถ้าหากสังคมเราตกอยู่ในสภาวะวิกฤต เช่น มีภัยพิบัติหรือสงครามเกิดขึ้น อาชีพของเราจะมีส่วนสำคัญในการทำอะไรได้บ้าง’ ปรากฏว่านอกจากการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แล้ว หมอฟันเป็นศาสตร์ที่คาบเกี่ยวระหว่างการรักษาที่จำเป็นกับความสวยงามที่ฟุ่มเฟือย เราเลยคิดกันไม่ค่อยจะออก พานทำให้ความภูมิใจในวิชาชีพนี้ลดลงไปด้วย</p>
<p>ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ผมทำงานเป็นทันตแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่ต่างจังหวัด และมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาศักยภาพที่มหาวิทยาลัยมหิดล การบรรยายของอาจารย์ท่านหนึ่งสะดุดใจผม ในสไลด์แรกฉายรูปของ นิค วูจิซิค (Nick Vujicic) ชายที่มีโรคทางพันธุกรรมทำให้พิการทางแขนและขาทั้งสี่ข้าง ซึ่งปัจจุบันเขาได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก</p>
<p>“คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน บางทีเขาเลือกไม่ได้ ผมอยากจะให้ทุกคนลองคำนึงว่า ในฐานะของหมอฟันทั่วไป เราสามารถที่จะช่วยอะไรเขาได้บ้าง” อาจารย์เกริ่นด้วยใจความนี้ ก่อนจะเสนอเคสคนไข้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมร่วมกับปัญหาทางช่องปากให้พวกเราได้เรียนรู้</p>
<p>มีเคสหนึ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด เธอเป็นหญิงไทยอายุราว 30 ปีที่ทรมานจากโรคที่พบได้ยากชื่อว่า Epidermolysis bullosa (อีพิเดอโมไลสิส บูโลซ่า) คือมีความผิดปกติที่โปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ในการยึดชั้นของผนังเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะผิวหนังอ่อนแอ มักเกิดตุ่มน้ำอักเสบ ฉีกขาดเป็นแผลง่าย มีการรัดตึงของช่องปาก ข้อ หลอดอาหาร ที่ร้ายแรงที่สุดคือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง แต่เนื่องจากไม่ใช่โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (ถึงจะดูคล้าย) จึงไม่มีทางแพร่ไปให้ผู้อื่นทางการสัมผัสได้</p>
<p>อาจเพราะอินเนอร์จากการเป็นหมอเฉพาะทางเด็กของอาจารย์ บวกกับความแกร่งของคนไข้ ไม่นานคนไข้คนนั้นก็เปิดใจและเล่าเรื่องราวของเธอให้อาจารย์ได้รับรู้ว่าเธอได้ผ่านชีวิตที่ยากลำบาก ตอนเด็กก็โดนแบน ไม่มีเพื่อน พอโตมาหน่อยก็โดนล้อว่าเป็นเอดส์ ถูกรังแกหนักเข้าจนสุดท้ายต้องออกจากโรงเรียน ทุกวันนี้ไปซื้อของที่ตลาด หยิบจับเสื้อผ้าแม่ค้าก็ไล่</p>
<p>“แล้วมาทำฟันเนี่ย ถามจริง อยากมีแฟนรึเปล่า” อาจารย์ถามเธอแบบทีเล่นทีจริง</p>
<p>“โหย คุณหมอขา หน้าตาอย่างหนู ใครเขาจะเอา&#8221;</p>
<p>สำหรับปัญหาในช่องปากของเธอก็ถือว่ารุนแรงไม่แพ้กัน ฟันเกือบทุกซี่สึกกร่อนไปจนแทบเป็นเหงือกชนกับเหงือก บางซี่ติดเชื้อที่ปลายราก ทำให้เจ็บเวลาทานอาหาร แต่อาจารย์ก็ยืนยันที่จะเดินหน้าทำการรักษาต่อ ด้วยศักยภาพที่หมอเด็กคนหนึ่งพึงมี ทยอยถอนฟันที่เก็บไม่ได้ ทำครอบฟันโลหะไร้สนิม อุดฟันหน้า และทำฟันปลอมให้กับเธอ ทุกครั้งที่ทำการรักษา เธอต้องเดินทางขึ้นลงมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์กับคุณพ่อซึ่งเป็นผู้ดูแล อาจารย์เองก็จะพยายามทำให้การรักษาแต่ละครั้งก้าวหน้าและได้ประโยชน์สูงสุด</p>
<p>นับเป็นเรื่องน่ายินดีและโชคดีมากที่การรักษาออกมาเป็นที่น่าพอใจ และค่ารักษาก็ได้มูลนิธิอาสาอนามัยชนบทในพระบรมราชูปถัมภ์ตามมาจ่ายให้ทั้งหมด ปัญหารายทาง เช่น ความเจ็บปวดและแผลที่เกิดขึ้นระหว่างทำฟัน การหลุดของวัสดุอุด และการถอดใส่ฟันปลอม (เพราะคนไข้ไม่มีเล็บ! จึงแก้เกมด้วยการดัดแปลงไม้จิ้มฟันสองอันมาเป็นเครื่องมือ ไอเดียนี้มาจากนักศึกษาทันตแพทย์ที่อาจารย์รู้สึกขอบคุณและชื่นชมมาก) ก็ถูกทยอยแก้ไปได้อย่างราบรื่น</p>
<p>“A just fair treatment sometimes yields better results than expected”</p>
<p>อาจารย์ทิ้งท้ายไว้ว่า </p>
<blockquote>
<p>“อยากฝากให้ทันตแพทย์รุ่นใหม่ อย่าเพิ่งตกใจกับเคสที่ดูเหมือนจะยากเกินความสามารถของเรา ให้เราค่อยๆ คิดว่าทำอะไรให้เขาได้บ้าง เพราะที่จริงแล้ว การรักษาที่ดีพอใช้ก็สร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดจนเปลี่ยนชีวิตคนทั้งคนได้</p>
<p>“เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการทำอย่างต่อเนื่องและยาวนาน และเป็นประโยชน์กับสิ่งใกล้ตัว”</p>
</blockquote>
<p>หลังการบรรยายจบลง ผมนึกถึง ‘What if game’ และถามมันกับตัวเองอีกครั้ง ถ้าทุกคนทำงานไปพร้อมกับความตั้งใจ มุ่งมั่นจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แม้ว่าสังคมจะตกอยู่ในภาวะวิกฤต การรักษาฟันของเราอาจจะเป็นเรื่องดีเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตของคนทั้งคนมีความสุขมากขึ้นก็ได้</p>
<p>เหตุการณ์ในวันนั้นล่ะครับ ที่ทำให้ผมภูมิใจในวิชาชีพนี้มากขึ้นอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/a-day-that-change-2.jpg"></p>
<p><em><strong>ขอขอบคุณ</strong> ผศ.ดร.ทพ. พรพจน์ เฟื่องธารทิพย์ ภาควิชาทันตกรรมทั่วไปขั้นสูง มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p><em>ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรค Epidermolysis bullosa และบริจาคสนับสนุนงานวิจัยเพื่อการรักษาได้ที่ <a href="http://www.debra-international.org/">debra-international.org</a></em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1" target="_blank">ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-dentist/">วันที่ผมเกิดคำถามกับความภูมิใจในอาชีพทันตแพทย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-dentist/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ฉันปิดเฟซบุ๊ก (อาจจะตลอดไป)</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-deactivate-facebook/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-deactivate-facebook/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวีณา สมจิตร์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Sep 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[instagram]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดเฟซบุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[deactivate facebook]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-deactivate-facebook/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณเคยอยู่นิ่งๆ และสังเกตความคิดฟุ้งๆ ในหัว หรือความรู้สึกลึกๆ ก่อนที่คุณจะเปิดและดูเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมบ้างมั้ย? เคยรู้สึก&#8230;อิจฉาคนอื่นว่าทำไมเขาโชคดีที่ชีวิตเกิดมาราวกับว่าเพื่อมีความสุขอย่างเดียวบ้างรึเปล่า? เคยรู้สึก&#8230;เบื่อบางคนที่พร่ำพรรณนาบอกเล่าขยายเรื่องราวและความรู้สึกออกไปได้ยาวยืดจนคุณคิดว่า เค้าน่าจะหาพี้นที่อื่นที่เหมาะกว่านี้ไหม? เคยรู้สึก&#8230;เศร้า&#8230;รู้สึกแย่กับบางเรื่องราวที่เราไม่ได้ตั้งใจจะเห็นแต่มีคนอยาก &#8216;แชร์&#8217; บ้างมั้ย? เคย&#8230;เจออะไรดีๆ แล้วรู้สึกอยากตะโกนให้ทั้งโลกรู้จังเลยว่า (เอามือป้องปากทำท่าตะโกนเหมือน&#8230;เหินฟ้าาาา) “ชีวิตฉันดีๆๆๆ” บ้างรึเปล่า? เคย&#8230;เสียใจเวลาที่เห็นหรืออ่านอะไรที่มันสะเทือนความรู้สึกมั้ย? ฉันเคยหมดล่ะ…และฉันว่าทุกคนก็คงเคย บ้างก็เคยผ่าน บ้างก็เคยทำ สำหรับตัวฉันเอง ฉันรู้สึกว่าโลกในโซเชียลมีเดียหมุนเร็วจังเลย ทุกอย่างดู &#8216;เยอะ&#8217; จนล้นเอ่อ &#8216;ท่วมท้น&#8217; จนฉันเริ่มชิน แล้วเสียงในหัวข้างหนึ่งก็บอกตัวฉันว่า &#8216;&#8230;มันก็อย่างนี่ล่ะเธอ&#8230;โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนสมัยนี้ ไม่ว่าเธอจะอยากรับรู้หรือไม่ก็ตาม ยังไงเธอก็ต้องได้พบเจอ ได้เผชิญหน้ากับมันอย่างไม่มีทางเลือก&#8217; แต่เสียงอีกข้างในหัวก็ถามว่า &#8216;&#8230;จริงเหรอที่เราไม่มีทางเลือก และจริงเหรอที่ชีวิตเราตอนนี้ขาดมันไม่ได้แล้ว?&#8217; คำถามผุดขึ้นมาในหัวของฉันแบบนี้เป็นบางครั้งบางคราว จนมาวันหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความ &#8216;ไม่สุข&#8217; อยู่รอบๆ ตัวโดยที่ฉันเองไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด จึงได้หยิบแว่นขยายมาส่องดูความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง แว่นขยายของฉันก็คือ การหยุดอยู่นิ่งๆ และตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อย้อนกลับไปหาสาเหตุว่ามันมาจากไหนกันนะสิ่งที่ทำให้เรา &#8216;ไม่สุข&#8217; และฉันก็ค้นพบว่า หลายๆ ความคิด ความรู้สึก รวมถึงพฤติกรรมที่นำมาซึ่งความ &#8216;ไม่สุข&#8217; ของฉันนั้น รากเหง้าที่สำคัญส่วนใหญ่มาจากการเสพโซเชียลมีเดียที่คอยป้อนแต่ข้อมูลที่ตัวฉันเองไม่ได้อยากจะรับ และตีกรอบของโลกอีกโลกหนี่งจนทำให้เรากระเหือดกระหายและว่ายวนตามไปกับกระแสของข้อมูล ของสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-deactivate-facebook/">วันที่ฉันปิดเฟซบุ๊ก (อาจจะตลอดไป)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คุณเคยอยู่นิ่งๆ และสังเกตความคิดฟุ้งๆ ในหัว หรือความรู้สึกลึกๆ ก่อนที่คุณจะเปิดและดูเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมบ้างมั้ย?</p>
<p>เคยรู้สึก&#8230;อิจฉาคนอื่นว่าทำไมเขาโชคดีที่ชีวิตเกิดมาราวกับว่าเพื่อมีความสุขอย่างเดียวบ้างรึเปล่า?</p>
<p>เคยรู้สึก&#8230;เบื่อบางคนที่พร่ำพรรณนาบอกเล่าขยายเรื่องราวและความรู้สึกออกไปได้ยาวยืดจนคุณคิดว่า<br />
เค้าน่าจะหาพี้นที่อื่นที่เหมาะกว่านี้ไหม?</p>
<p>เคยรู้สึก&#8230;เศร้า&#8230;รู้สึกแย่กับบางเรื่องราวที่เราไม่ได้ตั้งใจจะเห็นแต่มีคนอยาก &#8216;แชร์&#8217; บ้างมั้ย?</p>
<p>เคย&#8230;เจออะไรดีๆ แล้วรู้สึกอยากตะโกนให้ทั้งโลกรู้จังเลยว่า (เอามือป้องปากทำท่าตะโกนเหมือน&#8230;<em>เหินฟ้าาาา</em>) “ชีวิตฉันดีๆๆๆ”<br />
บ้างรึเปล่า?</p>
<p>เคย&#8230;เสียใจเวลาที่เห็นหรืออ่านอะไรที่มันสะเทือนความรู้สึกมั้ย?</p>
<p>ฉันเคยหมดล่ะ…และฉันว่าทุกคนก็คงเคย<br />
บ้างก็เคยผ่าน บ้างก็เคยทำ</p>
<p>สำหรับตัวฉันเอง<br />
ฉันรู้สึกว่าโลกในโซเชียลมีเดียหมุนเร็วจังเลย ทุกอย่างดู &#8216;เยอะ&#8217; จนล้นเอ่อ &#8216;ท่วมท้น&#8217; จนฉันเริ่มชิน</p>
<p>แล้วเสียงในหัวข้างหนึ่งก็บอกตัวฉันว่า</p>
<p><em>&#8216;&#8230;มันก็อย่างนี่ล่ะเธอ&#8230;</em><em>โซเชียลมีเดีย</em><em>กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนสมัยนี้ ไม่ว่าเธอจะอยากรับรู้หรือไม่ก็ตาม<br />
ยังไงเธอก็ต้องได้พบเจอ ได้เผชิญหน้ากับมันอย่างไม่มีทางเลือก&#8217;</em></p>
<p>แต่เสียงอีกข้างในหัวก็ถามว่า</p>
<p><em>&#8216;&#8230;</em><em>จริงเหรอที่เราไม่มีทางเลือก<br />
และจริงเหรอที่ชีวิตเราตอนนี้ขาดมันไม่ได้แล้ว</em><em>?&#8217;</em></p>
<p>คำถามผุดขึ้นมาในหัวของฉันแบบนี้เป็นบางครั้งบางคราว<br />
จนมาวันหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความ &#8216;ไม่สุข&#8217; อยู่รอบๆ ตัวโดยที่ฉันเองไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด<br />
จึงได้หยิบแว่นขยายมาส่องดูความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง </p>
<p>แว่นขยายของฉันก็คือ<br />
การหยุดอยู่นิ่งๆ และตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อย้อนกลับไปหาสาเหตุว่ามันมาจากไหนกันนะสิ่งที่ทำให้เรา &#8216;ไม่สุข&#8217;</p>
<p>และฉันก็ค้นพบว่า หลายๆ ความคิด<br />
ความรู้สึก รวมถึงพฤติกรรม<strong></strong>ที่นำมาซึ่งความ &#8216;ไม่สุข&#8217; ของฉันนั้น<br />
รากเหง้าที่สำคัญส่วนใหญ่มาจากการเสพโซเชียลมีเดียที่คอยป้อนแต่ข้อมูลที่ตัวฉันเองไม่ได้อยากจะรับ และตีกรอบของโลกอีกโลกหนี่งจนทำให้เรากระเหือดกระหายและว่ายวนตามไปกับกระแสของข้อมูล<br />
ของสังคม นำมาซึ่งความเครียดแอบแฝง คอยผลักดันให้เราสร้างตัวตนเพื่อให้สังคมในกรอบของโลกนั้นๆ ยอมรับโดยที่เราเองไม่รู้ตัวเลย </p>
<p>ขโมยห้วงเวลาอันมีค่าที่เราควรจะได้สัมผัสกับมัน ณ ขณะนั้นอย่างลึกซี้ง</p>
<p>ขาดสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า</p>
<p>ขาดความอดทนในการโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนี่งได้นานๆ</p>
<p>และที่สำคัญ<br />
มันทำให้เราไม่ได้ยินเสียงลึกๆ ข้างในใจของตัวเอง<br />
เพราะเสียงในโลกนั้นมันกลบและเบนทุกอย่างที่เป็นตัวเราห่างออกไป&#8230;ทีละเล็ก&#8230;ทีละน้อย</p>
<p>และวันนั้น ฉันจึงตัดสินใจที่จะ &#8216;หยุด&#8217;</p>
<p>หยุดเพื่อฟังเสียงลมหายใจ<br />
เสียงของความคิด เสียงคนข้างๆ เสียงของโลกจริงๆ </p>
<p>การหยุดและถอยตัวเองออกมาจากกรอบของโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เรา &#8216;ติดกับ&#8217; นั้นก็คือการ &#8216;ปิด&#8217; โซเชียลมีเดีย<br />
ที่ไม่ใช่แค่การปิดแอพพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ<br />
แต่หมายถึงการปิดแอคเคานต์การใช้งานและเป็นการปิดแบบที่..<em>ไม่มีจุดหมายปลายทาง<br />
</em>เสียด้วยซิ</p>
<p>ผ่านมาตอนนี้มันก็เป็นเวลาสามเดือนแล้วนะที่ฉันไม่มีเฟซบุ๊กและปิดอินสตาแกรมส่วนตัวไป เหลือไว้อย่างเดียวก็คืออินสตาแกรมที่ไม่มีตัวตนฉันอยู่<br />
และไม่มีจุดประสงค์อื่นใดนอกจากการเผยแพร่ผลงานภาพวาด (ที่นานๆ จะมีที)</p>
<p>และสามเดือนที่ผ่านมานั้น สิ่งที่ฉันค้นพบจากชีวิตหลังโซเชียลมีเดียก็คือ </p>
<p><em>ฉันมีสมาธิในการทำงานได้ดีขึ้น<br />
ได้นานขึ้นกว่าเดิม</em><em>&#8230;</em><em>เยอะมาก</em></p>
<p><em>ฉันมีความรู้เพิ่มขึ้นเพราะมีเวลา<br />
มีสมาธิในการศึกษาและการอ่านได้ดีกว่าเดิม</em></p>
<p><em>ฉันสัมผัสและซึมซับประสบการณ์ตรงหน้าได้แบบที่ไม่ต้องกังวลกับรูปถ่ายและไม่ต้องป่าวประกาศใครอีกแล้ว</em></p>
<p><em>ฉันดำเนินชีวิตของตัวเองได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องดูชีวิตใคร<br />
เพื่อมาเป็นมาตรฐานอีกต่อไป</em></p>
<p><em>ฉันมีเวลาศึกษาและได้ลงมือทำในสิ่งที่มันเป็นความสนใจของตัวเองอย่างแท้จริง</em></p>
<p><em>ที่สำคัญ</em><em>..</em><em>ฉันมีห้วงเวลาของความเงียบซึ่งมันทำให้ฉันได้ยินเสียงความคิดและเสียงในหัวของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น นั่นก็เป็นที่มาของการเริ่มเทความคิดและจับมันมาเรียงลงไปบนกระดาษ<br />
เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือ</em><em>..</em><em>ตัวนี้ล่ะ  </em><em><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></em></p>
<p>มันเป็นสามเดือนที่ดีกรีความ &#8216;ไม่สุข&#8217; ของฉันลดลงอย่างฮวบฮาบ<br />
แต่ดีกรีของความ &#8216;สุข&#8217; นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ<br />
มันเป็น &#8216;<em>สุขเงียบๆ&#8217;</em> ที่มาจากข้างใน<br />
มาจากการถอยออกมามอง มาฟังเสียงข้างในใจของตัวเอง</p>
<p>คุณลองอันปลั๊ก (unplug)<br />
ตัดเสียงรบกวนจากโซเชียลมีเดียดูสิ<br />
คุณอาจจะได้ยินเสียงในใจตัวคุณเองชัดเจนขึ้น<br />
และอาจจะค้นพบอะไรดีๆ อีกหลายอย่างที่อยู่รอบตัวคุณ<br />
ให้คุณได้สัมผัสกับของจริงมากกว่าของบนจอ บางที&#8230;มันอาจจะทำให้คุณมีเวลามากขึ้น<br />
แล้วใช้เวลานั้นเพื่อตามหาอะไรบางอย่างที่คุณเคยทำหล่นหายไปนานแล้ว</p>
<p>ไม่แน่นะว่าสิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งล้ำค่าที่สามารถเติมเต็มชีวิตและจิตวิญญาณของคุณ<br />
ซึ่งแน่นอนว่ามันก็น่าจะดีกว่าการใช้เวลาและพลังงานของคุณไปกับการเวียนว่ายอยู่ในกระแสของโลกโซเชียลมีเดีย<br />
..ก็เป็นได้นะ</p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1" target="_blank">ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-deactivate-facebook/">วันที่ฉันปิดเฟซบุ๊ก (อาจจะตลอดไป)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-deactivate-facebook/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
