x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’

วันไหน ที่เราจะได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’  

วันที่ชุดตรวจครรภ์ขึ้นขีดที่ 2 จางๆ

วันที่ผลเลือดแสดงค่า beta hCG หลักหมื่น

วันที่เห็นคลื่นเสียงของหัวใจอีกดวงผ่านจออัลตราซาวนด์ดำๆ

วันที่แพ้ท้อง อาเจียนจนไม่มีอะไรออก

วันที่อายุครรภ์ครบ 3 เดือน

วันที่มีเข็มกลัดติดไว้ที่ชุดคลุมท้อง

วันที่เห็นหน้าลูกวันแรก

หรือวันที่เริ่มมีน้ำนม…

หลังจากรอบเดือนมาช้ากว่าปกติ ความตื่นเต้นที่จะได้เป็นแม่คนก็เริ่มขึ้น วันรุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าเพื่อตรวจว่าท้องหรือเปล่า เพราะช่วงเช้าคือช่วงเวลาที่ปัสสาวะเข้มข้นที่สุด ซึ่งจะทำให้ผลการตั้งครรภ์ออกมาแม่นยำที่สุด และแล้วภาพที่เกิดขึ้นก็เหมือนตัวเองอยู่ในละครเมื่อเห็นขีดที่ 2 ขึ้นจางๆ และค่อยๆ เข้มขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกระซิบบอกตัวเองในใจว่า “เราได้เป็นแม่แล้ว!”

ระหว่างที่เราอมยิ้ม สามีก็พลิกกล่องชุดตรวจ อ่านคู่มือซ้ำๆ พร้อมเทียบกับข้อมูลในเว็บไซต์เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจผลตรวจไม่ผิดแน่ๆ แล้วผลัดกันหยิบชุดตรวจหมุนไปหมุนมาเพื่อหามุมถ่ายรูป 2 ขีดนี้เก็บไว้ เป็นภาพที่บันทึกช่วงเวลาที่เราดีใจและมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จากนั้นทยอยบอกข่าวดีนี้ให้คนใกล้ชิดทีละคนให้ดีใจกับเราด้วยว่า “เราได้เป็นแม่คนแล้วนะ” แต่หลังจากที่บอกไป ก็ถูกถามกลับหลายคำถามจนทำให้รู้สึกว่า วันนี้คงยังไม่ใช่วันที่เราจะแทนตัวเองว่า ‘แม่’ ได้

“ตรวจด้วยฉี่แรกหลังตื่นหรือเปล่า?”

“แน่ใจแล้วเหรอ?”

“ลองตรวจพรุ่งนี้อีกสักครั้งสองครั้งเพื่อดูผลเปรียบเทียบไหม?”

เพื่อความแน่ใจเลยตัดสินใจไปตรวจเลือด ซึ่งได้ผล beta hCG ในระดับหลักหมื่นที่ประเมินได้ว่า ‘ตั้งครรภ์’ แต่คุณหมอยังไม่สรุป จนอัลตราซาวนด์แล้วพบว่ามีหัวใจอีกดวงเต้นอยู่ประมาณร้อยครั้งต่อนาที คุณหมอนั่งคำนวณสักพักและแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้อายุครรภ์ประมาณ 5 สัปดาห์แล้ว

ด้วยความดีใจจากผลที่คุณหมอยืนยัน เลยรีบบอกคนใกล้ชิดอีกครั้งว่า “ท้องแล้วจริงๆ นะ” แต่ครั้งนี้ไม่กล้าแทนตัวเองว่า ‘แม่’ แล้ว และคำถามยังคงมีตามมาตลอด

“ไม่ถือเคล็ดเหรอ?”

“รอครบ 3 เดือนค่อยบอกดีไหม?”

นี่แค่เริ่มต้นตั้งท้อง เราก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว อีกทั้งยังมีอุปสรรคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ทานไม่ลง แพ้ท้อง เหม็นทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำหอม อาเจียน น้ำหนักลด หน้าตาซีดเซียว หมองคล้ำ แถมด้วยอาการปวดท้อง และหนักที่สุดคือมีเลือดออก จนทำให้ความพยายามที่จะถือเคล็ดปิดเป็นความลับต้องสิ้นสุดลง เมื่ออาการต่างๆ กระทบต่อหน้าที่การงาน เลยจำเป็นต้องบอกที่ทำงานเพื่อลางานไปพบคุณหมอ ฉีดยากันแท้งทุกสัปดาห์ประคับประคองอย่างน้อยให้พ้นอายุครรภ์ 2 เดือน

จากที่เคยได้ยินแต่คำถาม ตอนนี้เริ่มได้ยินแต่ คำสั่ง

“ต้องฝืนตัวเองหน่อยนะถึงแม้จะทานไม่ลง”

“อย่าถือของหนัก”

“พักผ่อนเยอะๆ”

“สงสารลูกบ้าง”

ความห่วงใยจากคนอื่นก่อตัวเป็นความกังวลใจและความเครียดว่าเราปฏิบัติตัวได้ไม่ดีเหรอ รอยยิ้มแรกบนหน้าตอนที่เห็น 2 ขีดบนชุดตรวจครรภ์หายไปแล้ว ตอนนี้บนหน้ามีแต่รอยน้ำตาที่เกิดจากการต่อสู้กับสภาพร่างกาย อารมณ์ที่เปลี่ยนไป ความเหนื่อยล้าที่ต้องวิ่งเข้า-ออกห้องน้ำ ประคองตัวเองที่โถส้วม ความอ่อนเพลียจากที่นอนไม่ค่อยหลับ ความกดดันตัวเองที่ต้องทนฝืนทานอาหารทั้งที่ยังไม่ได้ทันเอาเข้าปากก็อยากจะอาเจียนออกแล้ว และความเครียดที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้เครียด

วันหนึ่งอยู่ๆ ความทรมานจากอาการแพ้ท้องก็หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือข่าวร้ายที่สุดที่เคยรับรู้ เมื่อคุณหมออัลตราซาวนด์พบว่าหัวใจของตัวอ่อนหยุดเต้นแล้ว ทำเอาหัวใจของคนท้อง 9 สัปดาห์ ที่ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ แทบจะหยุดเต้นไปด้วย เสียงความห่วงใยของคนรอบข้าง “…ฝืนหน่อย / สงสารลูกบ้าง / ฝืนหน่อย / สงสารลูกบ้าง…” ที่เคยได้ยินกลับมาหลอกหลอนวนเวียนอยู่ในหัว เราได้แต่ร้องไห้และโทษตัวเองซ้ำๆ ว่าแค่ยอมฝืนทานอาหาร พยายามทำตัวเองให้นอนหลับ แค่เลิกดื่มชากาแฟ น้ำอัดลม แล้วดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ และไม่ถือของหนัก แค่ 9 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังทำเพื่อลูกไม่ได้ ถึงแม้คุณหมอได้อธิบายเหตุผลของการแท้งว่าเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ (natural selection) เป็นที่ตัวของเด็กเองที่พัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อและคลอดออกมาเป็นเด็กที่สมบูรณ์ได้ แต่เหตุผลของคุณหมอก็ไม่ได้ทำให้เราทำใจยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ได้

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตกเลือด คุณหมอกำหนดให้ขูดมดลูกเพื่อยุติการตั้งครรภ์ในวันถัดไป ตลอดทั้งคืนนั้นเราแทบจะไม่ได้นอน ร้องไห้เหมือนคนขาดสติ สะอื้นจนหายใจไม่ทัน ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกอึดอัดออกมาเป็นคำพูดได้ และยิ่งเสียใจมากขึ้นหลังจากขูดมดลูกออกแล้วกลับมีน้ำนมซึมออกมาตอกย้ำความสูญเสียครั้งนี้

ทั้งที่ไม่มีท้องให้อุ้มแล้วก็ยังไม่ยอมพาตัวเองออกจากความเศร้า ไม่ยอมกลับมาเริ่มใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนท้อง คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับคนท้องที่มีให้เลือกเยอะแยะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอีกต่อไป กลับเป็นคู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับคนแท้งต่างหากที่ต้องการมากที่สุดตอนนี้ แต่ไม่มีให้อ่านเลยสักเล่ม และเรายังปฏิเสธความห่วงใยจากคนรอบข้าง เพราะเชื่อว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเราจริงๆ หรอก เราตีความหมายของทุกคำปลอบใจที่คนอื่นให้ว่าเป็นแค่เพียงความสมน้ำหน้าที่เคยเตือนแล้วแต่เรากลับไม่สงสารลูกเอง

แต่เมื่อโดนดุว่า “ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องโทษใครอะไรทั้งนั้น” กลับเป็นประโยคที่ดึงสติเรากลับมาให้คิดได้ว่า ไม่ว่าจะโทษใครก็แก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำคือ ตั้งหน้าตั้งตาทำตัวให้เบิกบานสดใส รีบลุกขึ้นสู้กับความอ่อนแอของร่างกายและสภาพจิตใจตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งกลับมาแข็งแรงได้เร็วเท่าไหร่ วันที่เราจะได้เป็น ‘แม่’ ก็จะมาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น

เมื่อเริ่มเปิดใจรับฟังคนที่เป็นห่วง จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว ทุกคนเข้าใจเรา และมีหลายคนที่ผ่านประสบการณ์แท้งลูกเหมือนกัน แต่ทุกคนก็สามารถกลับมาตั้งท้อง มีลูกได้อีก เพราะพวกเขาเข้มแข็ง เรียกคืนกำลังใจกลับมาได้เร็ว อดทนต่อความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งยังมีคุณแม่หลายคนที่ยอมเจ็บตัวหลายต่อหลายครั้งเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว

ถึงแม้วันนั้นเราไม่ทันได้มีโอกาสเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าวันที่ได้เป็น ‘แม่’ ไม่ได้วัดกันจากวันที่เราเห็น 2 ขีดบนชุดตรวจครรภ์ วันที่เห็นหัวใจอีกดวงเต้นในท้อง วันที่แพ้ท้อง วันที่เห็นหน้าลูก หรือวันที่มีน้ำนมวันแรก แต่เมื่อไหร่ที่เราพร้อมเหนื่อย พร้อมเจ็บ เพราะคิดถึงลูกก่อนความสุขสบายของตัวเอง วันนั้นต่างหากคือวันที่เราพร้อมที่จะเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ ได้แล้วจริงๆ

Author

พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา

จากแอร์โฮสเตสสู่พนักงานออฟฟิศและแม่บ้าน แต่ยังคงรักการเดินทาง และค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อชมและชิม

Related Posts