<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>YOU MADE &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/projects/you-made/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/projects/you-made/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Feb 2021 07:22:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คำตัดสินและคำถามที่ผลักดัน &#8216;ต๋อง Ristr8to&#8217; ก้าวสู่แชมป์โลกลาเต้อาร์ต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Sep 2018 01:00:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[ristr8to]]></category>
		<category><![CDATA[อานนท์ ธิติประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[barista]]></category>
		<category><![CDATA[ต๋อง Ristr8to]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40115</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฉากหน้า ต๋อง–อานนท์ ธิติประเสริฐ คือเจ้าของร้าน Ristr8to คาเฟ่สุดเท่ย่านนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยดีกรีร้านกาแฟของบาริสต้าผู้เป็นแชมป์โลกลาเต้อาร์ตจากรายการ 2017 World Latte Art Championship การขายกาแฟพันแก้วต่อวันกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา ในฉากหลัง เขาคือเด็กหนุ่มที่ทิ้งใบปริญญาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า มาจับ pitcher เทลาเต้อาร์ต เริ่มต้นฝึกฝนตัวเองหลังเคาน์เตอร์ในคาเฟ่เล็กๆ ล้มเหลวจากร้านกาแฟร้านแรกของตัวเองที่ออสเตรเลีย เจอเรื่องผิดพลาด ฝ่าฟันกับคำพูดคนรอบตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาสิบปี เฉกเช่นคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อกับอุปสรรค  แต่เชื่อไหมว่า แม้ในวันที่เขาประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกมาหลายครั้งหลายครา คำพูดจากคนเหล่านั้นยังคงเดินตามหลังอยู่ เขาเลือกที่จะฟัง และแปรเปลี่ยนมันเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองเดินรุดไปข้างหน้า เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อ ทั้งหมดนี้คือนิยามความเท่ของบาริสต้าคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งที่เราอยากแบ่งปัน และตัวหนังสือหลังจากนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าหนทางแห่งความสำเร็จของเขาไม่ง่ายดายเลย พลังของเด็กหนุ่มที่ใครบอกให้หยุดก็ไม่ฟัง “ผมเรียนวิศวะเพราะแม่อยากให้เรียนครับ แต่ตอนปีสาม ผมรู้ตัวว่าวิศวกรไม่ใช่อาชีพที่ผมชอบ เลยอยากเป็นสจวร์ต อยากทำตามความฝันตอนเด็กที่อยากเที่ยวรอบโลกด้วย แต่ภาษาอังกฤษผมย่ำแย่มาก (หัวเราะ) อาชีพที่อยากทำต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษก่อน สามเดือนหลังเรียนจบผมเลยตะบี้ตะบันอ่านหนังสือ หาความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษ ผมว่าผมเป็นคนเพี้ยนประมาณหนึ่งนะ เวลาชอบอะไรก็จะอยากทำมันทุกวันๆ มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตผมมากเลย “ผมอยากจริงจังกับการเรียนภาษามากขึ้นเลยขอที่บ้านไปออสเตรเลีย ที่บ้านไม่ค่อยว่าอะไรกับการตัดสินใจนี้ แต่จริงๆ เขาก็บ่นว่าทำไมไม่ไปสมัครงานเป็นวิศวกร ผมตอบเขาไปว่าขอเรียนภาษาก่อนน่าจะดีกว่า “ระหว่างที่เรียน ผมสมัครงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารไทย พอทำได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ เราแย่แน่ๆ เพราะที่ร้านก็มีแต่คนไทย แต่ผมไปออสเตรเลียเพราะอยากพูดภาษาอังกฤษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/">คำตัดสินและคำถามที่ผลักดัน &#8216;ต๋อง Ristr8to&#8217; ก้าวสู่แชมป์โลกลาเต้อาร์ต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในฉากหน้า </span><b>ต๋อง–อานนท์ ธิติประเสริฐ</b><span style="font-weight: 400;"> คือเจ้าของร้าน Ristr8to คาเฟ่สุดเท่ย่านนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยดีกรีร้านกาแฟของบาริสต้าผู้เป็นแชมป์โลกลาเต้อาร์ตจากรายการ 2017 </span><span style="font-weight: 400;">World Latte Art Championship</span><span style="font-weight: 400;"> การขายกาแฟพันแก้วต่อวันกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40120" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_01.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_01.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_01-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฉากหลัง เขาคือเด็กหนุ่มที่ทิ้งใบปริญญาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า มาจับ pitcher เทลาเต้อาร์ต เริ่มต้นฝึกฝนตัวเองหลังเคาน์เตอร์ในคาเฟ่เล็กๆ ล้มเหลวจากร้านกาแฟร้านแรกของตัวเองที่ออสเตรเลีย เจอเรื่องผิดพลาด ฝ่าฟันกับคำพูดคนรอบตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาสิบปี เฉกเช่นคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อกับอุปสรรค </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เชื่อไหมว่า แม้ในวันที่เขาประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกมาหลายครั้งหลายครา คำพูดจากคนเหล่านั้นยังคงเดินตามหลังอยู่ เขาเลือกที่จะฟัง และแปรเปลี่ยนมันเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองเดินรุดไปข้างหน้า เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้คือนิยามความเท่ของบาริสต้าคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งที่เราอยากแบ่งปัน และตัวหนังสือหลังจากนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่า</span><span style="font-weight: 400;">หนทางแห่งความสำเร็จของเขาไม่ง่ายดายเลย</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40127" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>พลังของเด็กหนุ่มที่ใครบอกให้หยุดก็ไม่ฟัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเรียนวิศวะเพราะแม่อยากให้เรียนครับ แต่ตอนปีสาม ผมรู้ตัวว่าวิศวกรไม่ใช่อาชีพที่ผมชอบ เลยอยากเป็นสจวร์ต อยากทำตามความฝันตอนเด็กที่อยากเที่ยวรอบโลกด้วย แต่ภาษาอังกฤษผมย่ำแย่มาก (หัวเราะ) อาชีพที่อยากทำต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษก่อน สามเดือนหลังเรียนจบผมเลยตะบี้ตะบันอ่านหนังสือ หาความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษ ผมว่าผมเป็นคนเพี้ยนประมาณหนึ่งนะ เวลาชอบอะไรก็จะอยากทำมันทุกวันๆ มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตผมมากเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากจริงจังกับการเรียนภาษามากขึ้นเลยขอที่บ้านไปออสเตรเลีย ที่บ้านไม่ค่อยว่าอะไรกับการตัดสินใจนี้ แต่จริงๆ เขาก็บ่นว่าทำไมไม่ไปสมัครงานเป็นวิศวกร ผมตอบเขาไปว่าขอเรียนภาษาก่อนน่าจะดีกว่า</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40131" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ระหว่างที่เรียน ผมสมัครงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารไทย พอทำได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ เราแย่แน่ๆ เพราะที่ร้านก็มีแต่คนไทย แต่ผมไปออสเตรเลียเพราะอยากพูดภาษาอังกฤษ เลยตัดสินใจลาออก จำได้ว่าพี่ๆ คนไทยที่ทำงานเรียกผมไปคุยในครัว ‘คิดดีแล้วเหรอที่ลาออก เพราะงานที่นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสมัครเข้ามาทำได้นะ เชื่อพี่เหอะ อย่าไปไหนเลย’ ผมรู้สึกในใจว่าทำไมทุกคนต้องกะเกณฑ์ว่าสิ่งที่เราได้ทำในตอนนั้นคือดีแล้ว ผมไม่ชอบเลยเวลาที่มีคนบอกผมแบบนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากนั้นผมไปสมัครงานเป็น all-rounder (คนทำงานจิปาถะ) ในคาเฟ่ ผมมีโอกาสได้ทำงานที่หลากหลายและได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างที่หวังไว้ด้วย ทุกเช้าที่ร้านจะมีผมและบาริสต้าอีกคนที่เข้าร้านไวกว่าคนอื่นๆ ทุกวันผมได้เห็นเขาเซตเครื่องชงกาแฟ ปรับเครื่องบด ทำลาเต้อาร์ต ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก กาแฟแก้วแรกที่ผมได้กินก็คือกาแฟของบาริสต้าคนนี้ เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเป็นบาริสต้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เขาได้ตำแหน่งแชมป์โลกลาเต้อาร์ตมาครองเลยตัดสินใจลาออกจากร้าน ผมก็เลยขอลาออกด้วย พนักงานทุกคนเขาดีใจกับเรานะ ถ้าเรามีเป้าหมายใหม่ทุกคนก็หวังดีอยากให้เราไปได้ดี มันทำให้ผมเห็นความแตกต่างในนิสัยคนไทยและคนออสเตรเลีย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40126" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คำดูถูกที่ชวนพิสูจน์ความตั้งใจ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมลงทุนเปิดคอกเทลบาร์และคาเฟ่กับเพื่อนที่ออสเตรเลีย แต่กิจการเราไปได้ไม่ค่อยสวย โชคดีที่โลเคชั่นร้านดีมากๆ ผมตัดสินใจขายร้านเอาเงินมากลบหนี้ ตรงนี้เป็นบทเรียนชิ้นสำคัญในชีวิตเลย ครั้งต่อไปจะไม่หุ้นกับใครแล้ว ผมบินกลับเมืองไทยและตั้งใจว่าจะเปิดคาเฟ่ของตัวเอง แต่ก็มีปัญหากับที่บ้านซ้ำอีก เพราะเขาอยากให้ผมเป็นวิศวกร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราทะเลาะกันรุนแรง ผมเลยเอาเงินเท่าที่ผมมีมาเปิดร้าน Ristr8to ซึ่งก่อนหน้านั้นผมก็เริ่มลงแข่งลาเต้อาร์ตที่ออสเตรเลีย ผมอยู่ที่นู่นมาเกือบสี่ปี ซึมซับวัฒนธรรมคาเฟ่ของเขามาเยอะ นี่เป็นเหตุผลที่ผมอยากเปิดคาเฟ่สไตล์ออสเตรเลียที่เน้นขายกาแฟแบบ single origin และลาเต้อาร์ต ซึ่งในปี 2011 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งใหม่มากสำหรับวงการกาแฟบ้านเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40130" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีคนในวงการกาแฟพูดกับผมว่า ‘คนไทยเขากินกาแฟกับนมข้นมาตั้งแต่จำความได้ อยู่ๆ คุณจะให้คนไทยกินกาแฟร้อนได้ยังไง ยังไงก็ไม่มีทางทำได้’ หรือคำจากคนอื่นอย่าง ‘เป็นแค่ร้านลาเต้อาร์ต กาแฟใช้ไม่ได้หรอก’ ความรู้สึกมันเหมือนกับวันที่ผมลาออกจากร้านอาหารไทยที่ออสเตรเลีย คนบางคนมัวตัดสินคนอื่นๆ จากประสบการณ์ของตัวเอง และเชื่อกันแบบผิดๆ ว่าถ้าคนก่อนหน้าทำไม่ได้ คนที่มาทีหลังก็ทำไม่ได้เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันแรกที่เปิดร้าน ผมขายกาแฟได้ 8 แก้วเองครับ แต่ลึกๆ ผมไม่อยากยอมแพ้เลย ผมเชื่อว่าลาเต้อาร์ตเป็นสิ่งที่เชื่อมคนทั่วไปให้เข้าสู่โลกของ specialty coffee ได้ง่ายที่สุด ผมคงรู้สึกเสียดายมากกว่าถ้าความรู้ที่เราเก็บเกี่ยวจากประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับวงการกาแฟไทยเลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40121" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_02.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_02.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_02-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>อุปสรรคข้างทางที่แชมป์โลกลาเต้อาร์ตต้องฝ่าฟัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากเปิดร้านไม่นานผมก็ลงแข่งลาเต้อาร์ตอีก สุดท้ายปีนั้นผมก็ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและคว้าอันดับที่ 6 ของโลกมาได้ เสียงที่ผมได้ยินจากคนข้างหลังบางคนคือ ‘ไม่ได้ที่หนึ่งหรอก เห็นไหมว่าไม่เก่งจริง’ ทั้งๆ ที่ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ตัวแทนประเทศไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อ final six (ผู้ชนะอันดับที่ 1-6 จะได้รับการบันทึกชื่อในรายการแข่งขัน) ตอนแรกๆ หงุดหงิดนะ แต่ในใจก็คิดว่าเดี๋ยวคราวหน้าผมจะได้อันดับที่สูงกว่านี้ให้ดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปี 2015 คือปีที่สองที่ผมลงแข่ง คราวนี้ผมได้อันดับที่ 5 จริงๆ ผมคาดหวังแล้วว่าคว้าแชมป์โลกมาได้แน่ๆ แต่ด้วยความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำบนเวทีทำให้โอกาสนั้นหายไปเลย ปีต่อมาผมก็ตัดสินใจลงแข่งอีก คราวนี้หล่นไปอยู่ที่ 11 เลยครับ เจ็บปวดมาก (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นผมแทบไม่สนใจเลยว่าใครจะว่ายังไง เพราะคำพูดเดิมๆ เหล่านั้นทำอะไรผมไม่ได้แล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40122" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_03.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_03.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_03-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมกลับมาอ่านบทสัมภาษณ์อดีตแชมป์โลก เขาบอกว่าซ้อมวันละสิบชั่วโมงเป็นเวลาสองเดือน เททิ้งเกือบสองหมื่นแก้ว ผมฉุกคิดว่าบางครั้งผมอาจจะโทษคนอื่นมากเกินไป เราซ้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ทุ่มเททำมันมาเป็นเดือนๆ ความล้มเหลวบางทีมันก็สะใจ โดยเฉพาะเวลาที่เราลุกขึ้นจากมันได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แข่งเสร็จปีนั้นผมเตรียมตัวเพื่อการแข่งในปีถัดไปเลย เวลาเห็นอะไรเจ๋งๆ ก็เก็บมันมาครีเอตเป็นลายลาเต้อาร์ต หรือคิดหาวิธีการพรีเซนต์ที่ใส่เรื่องราวเข้าไปให้มันน่าสนใจ พยายามทำให้ทุกๆ วินาทีในสิบนาทีของการแข่งขันนั้นไม่มีช่องโหว่ให้กรรมการหักคะแนน จนในที่สุดก็ได้อันดับที่ 1 อย่างที่ตั้งใจไว้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40128" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>บทสรุปที่ไม่ใช่บทสุดท้าย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมมองว่าทุกๆ คำพูดและความผิดพลาดมีความดีในตัวมัน อย่างน้อยที่สุดชีวิตเราต้องไม่ล้มซ้ำรอยเดิม มันคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าเราจะเก่งหรือไม่เก่งยังไงเราคงหนีไม่พ้นคนที่คอยสรรหาคำพูดมาดูถูกความสามารถเรา เวลามีใครมาดูถูกเราก็แค่เปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดัน แล้วก็ ‘ลงมือทำ’ ให้เขาดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าถามผมว่าความสำเร็จคืออะไร สำหรับผม เงินอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผมให้ความสำคัญกับความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ผมชอบตรงนี้ เร็วๆ นี้ผมก็กำลังจะแข่งอีกรายการ Coffee in Good Spirit เวลามีคนมาถามว่าทำไมยังลงแข่งอยู่ ผมมักถามเขากลับไปว่า ‘แล้วทำไมเราจะต้องหยุด’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้ผมเป็นคนที่นอนเฉยๆ ไม่ได้แล้ว ผมอยากทำให้ทุกอย่างดีขึ้นในทุกวัน หาไอเดียใหม่ๆ มาป้อนให้ร้าน ทำ Ristr8to ให้เป็นคาเฟ่ที่ดี การมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบไปเรื่อยๆ วิถีชีวิตแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความมั่นคงอย่างหนึ่งได้แหละมั้ง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40124" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่ทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในความคิด ลงมือทุ่มเทให้กับมันอย่างสุดใจ และมองทุกอุปสรรคในแง่ดี นี่คือความเท่ที่เราสัมผัสได้จากชายที่อยู่ตรงหน้าเราคนนี้ เหมือนกับแบรนด์ AXE ที่เชื่อเสมอว่าเราทุกคนมีความเท่ในแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่เหมือนใคร แค่มั่นใจในตัวเราที่เป็นเราก็พอ</span></p>
<div id="erdyt-69eeba793b1bf" data-id="XPJCH7nJZu0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-XPJCH7nJZu0-69eeba793b1bf" data-vid="XPJCH7nJZu0" data-src="https://www.youtube.com/embed/XPJCH7nJZu0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/XPJCH7nJZu0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ขอบคุณสถานที่</strong> <a href="https://www.facebook.com/khomcoffeebkk/">Khom Coffee</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/">คำตัดสินและคำถามที่ผลักดัน &#8216;ต๋อง Ristr8to&#8217; ก้าวสู่แชมป์โลกลาเต้อาร์ต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jun 2017 07:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[วิศุทธิ์ พรนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[มะม่วงจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้ม วิศุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหญิงมะม่วง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวาดการ์ตูน เป็นอาชีพที่เราเชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กหลายคน แต่คงไม่มีกล้าเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพราะมันดูเป็นอาชีพที่ผู้ใหญ่เบือนหน้าหนีและไม่อยากให้ลูกหลานทำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินหรืออนาคต ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ก็เคยคิดเช่นนั้น เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะคงทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่การวาดการ์ตูนกลับกลายเป็นความสุขและเป็นพื้นที่ที่เขาจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากที่สุด จนในที่สุดผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อย การ์ตูนของเขาได้ลงคอลัมน์การ์ตูนเล็กๆ ในนิตยสารไทย ไปจนถึงจัดนิทรรศการในมุมเมืองใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่นับเป็นเมืองหลวงมังงะของโลก ทั้ง hesheit, ควันใต้หมวก, everybodyeverything ที่ก่อเกิดคาแรกเตอร์ที่ใครหลายคนรักอย่าง ‘มะม่วง’ นอกจากนี้เขายังทำแอนิเมชัน วาดปกซีดีและหนังสือหลายเล่ม และยังแสดงดนตรีประกอบแอนิเมชันอีกด้วย หากมีใครพูดว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไร้สาระและไม่มีอนาคต ลองอ่านชีวิตของชายคนนี้ดู ไม่กล้าฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ถ้าถามความฝันในวัยเด็กของวิศุทธิ์ เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนสักนิด เพราะเส้นทางของอาชีพนั้นดูเลือนลางซะเหลือเกินที่จะบอกแม่หรือบอกครู แม้เขาจะรักการวาดการ์ตูนเป็นที่สุด “มันไม่เรียกว่าความฝันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้”วิศุทธิ์บอกกับเราแบบนั้นเมื่อถามว่าเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไหม หากใครถามว่าอยากจะเป็นอะไร เขาจะตอบว่าอยากเป็นหมอ เป็นสถาปนิก หรือเป็นชาวนาแบบคุณตา เพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้นดูเป็นเรื่องเด็กๆ มากกว่า “เราก็เลยไม่ฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก็ยังวาด วาดทุกวันให้เพื่อน 5 คนอ่านจนกระทั่งจบประถมก็ไม่มีเพื่อนพวกนั้นแล้ว เราก็เลยเลิกวาดการ์ตูนไปพักหนึ่ง เพราะเราไม่กล้าให้ใครอ่านการ์ตูนทะลึ่งตึงตังที่เราวาด ทั้งๆ ที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วนนะ เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนดูโตขึ้นแล้ว ดูฉลาดกันแล้ว ม.1 แล้วเราก็ไม่ได้เอาการ์ตูนไปโชว์ใครอีก” นักเรียนศิลปะที่วาดรูปไม่เก่ง หลายคนอาจไม่รู้ว่าวิศุทธิ์เรียนจบจากสาขาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-7/">การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักวาดการ์ตูน เป็นอาชีพที่เราเชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กหลายคน แต่คงไม่มีกล้าเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพราะมันดูเป็นอาชีพที่ผู้ใหญ่เบือนหน้าหนีและไม่อยากให้ลูกหลานทำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินหรืออนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0724.jpg" /></p>
<p><strong>ตั้ม</strong><strong>-วิศุทธิ์ พรนิมิตร </strong>ก็เคยคิดเช่นนั้น เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะคงทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่การวาดการ์ตูนกลับกลายเป็นความสุขและเป็นพื้นที่ที่เขาจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากที่สุด จนในที่สุดผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อย การ์ตูนของเขาได้ลงคอลัมน์การ์ตูนเล็กๆ ในนิตยสารไทย ไปจนถึงจัดนิทรรศการในมุมเมืองใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่นับเป็นเมืองหลวงมังงะของโลก ทั้ง <em>hesheit</em>, <em>ควันใต้หมวก</em>, <em>everybodyeverything</em> ที่ก่อเกิดคาแรกเตอร์ที่ใครหลายคนรักอย่าง ‘มะม่วง’ นอกจากนี้เขายังทำแอนิเมชัน วาดปกซีดีและหนังสือหลายเล่ม และยังแสดงดนตรีประกอบแอนิเมชันอีกด้วย</p>
<p>หากมีใครพูดว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไร้สาระและไม่มีอนาคต ลองอ่านชีวิตของชายคนนี้ดู</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0712.jpg" /></p>
<p><strong>ไม่กล้าฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน</strong></p>
<p>ถ้าถามความฝันในวัยเด็กของวิศุทธิ์ เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนสักนิด เพราะเส้นทางของอาชีพนั้นดูเลือนลางซะเหลือเกินที่จะบอกแม่หรือบอกครู แม้เขาจะรักการวาดการ์ตูนเป็นที่สุด</p>
<p>“มันไม่เรียกว่าความฝันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้”วิศุทธิ์บอกกับเราแบบนั้นเมื่อถามว่าเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไหม หากใครถามว่าอยากจะเป็นอะไร เขาจะตอบว่าอยากเป็นหมอ เป็นสถาปนิก หรือเป็นชาวนาแบบคุณตา เพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้นดูเป็นเรื่องเด็กๆ มากกว่า</p>
<p>“เราก็เลยไม่ฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก็ยังวาด วาดทุกวันให้เพื่อน 5 คนอ่านจนกระทั่งจบประถมก็ไม่มีเพื่อนพวกนั้นแล้ว เราก็เลยเลิกวาดการ์ตูนไปพักหนึ่ง เพราะเราไม่กล้าให้ใครอ่านการ์ตูนทะลึ่งตึงตังที่เราวาด ทั้งๆ ที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วนนะ เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนดูโตขึ้นแล้ว ดูฉลาดกันแล้ว ม.1 แล้วเราก็ไม่ได้เอาการ์ตูนไปโชว์ใครอีก”</p>
<p><strong>นักเรียนศิลปะที่วาดรูปไม่เก่ง</strong></p>
<p>หลายคนอาจไม่รู้ว่าวิศุทธิ์เรียนจบจากสาขาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยหวังในใจว่าแม้ไม่ได้เป็นนักวาดการ์ตูน ก็ขอให้เขาได้เรียนศิลปะ ขอให้วาดเขียนได้เก่งขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า เขาเป็นนักเรียนศิลปะที่โดนอาจารย์ดุว่าเกือบทุกวิชา ผลงานวาดรูปที่เขาตั้งใจออกไอเดียเต็มที่กลับไม่ตรงใจอาจารย์ หนำซ้ำยังยังถูกวิจารณ์ให้อายเพื่อน อายรุ่นน้อง จนเขาเสียความมั่นใจไปไม่น้อย</p>
<p>“เราเข้าไปเรียนเพราะคิดว่าอาจารย์จะสอนให้เราวาดรูปได้สวยๆ แต่ปรากฏว่าเข้าไปแล้วนักเรียนทุกคนวาดรูปสวยอยู่แล้ว อาจารย์ก็ไม่มานั่งสอนวิธีวาดรูปสวยๆ เขาก็สอนอย่างอื่น เข้าไปวันแรกอาจารย์บอกว่าวาดอะไรก็ได้ เราวาดงานอาร์ตๆ ไอเดียเยอะๆ ระหว่างที่เพื่อนๆ วาดรูปแรเงาทรงเรขาคณิตซึ่งก็เหมือนๆ กันไปหมด แต่ปรากฏว่าอาจารย์ชมและให้เกรด A นักเรียนที่วาดรูปแรเงาเรขาคณิตเหล่านั้น เราก็สงสัยว่ารูปของเราคงได้ A อีกแบบ ปรากฎว่าอาจารย์ก็โชว์งานของเราจริงๆ แต่โชว์เพื่อประจาน ได้เกรด F บ้าง D บ้าง”</p>
<p>ไม่ใช่แค่รูปวาดเท่านั้นที่วิศุทธิ์โดนอาจารย์ว่า แม้แต่ลายมือที่เขียนกำกับในแปลนงานก็ยังโดนวิจารณ์ไปด้วย</p>
<p>“แม้แต่ลายมือคุณเนี่ย มันยังไม่เหมือนกับคนที่เรียนศิลปะเลย” อาจารย์ดุเขาจนเอือม ในขณะที่เพื่อนๆ ที่วาดรูปสวย วาดรูปดีในสายตาอาจารย์ก็สามารถรับงานสอนพิเศษวาดรูปและหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่</p>
<p>“คือเราอายเพื่อน เพราะเพื่อนรับงานวาดรูปกันตั้งแต่ปี 1 แล้ว เราจะไปรับงานใครได้ ฝีมืออ่อน ติวน้องไม่เป็น งานดรอว์อิ้งของเราก็ถูกติดบอร์ดประจานตลอดเวลา ซึ่งมันก็อยู่ตรงบันไดที่ทุกคนต้องเดินผ่าน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0738.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วาดรูปไม่เก่งให้เต็มที่</strong></p>
<p>อาจารย์ว่าจนทำให้อายเพื่อนและรุ่นน้อง เลยทำให้ตั้มหันมาวาดรูปเพื่อปลดปล่อยอารมณ์</p>
<p>“เราก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเค้ายอมรับ เราจะได้หายอายแต่มันก็ต้องใช้เวลา ซึ่งจะพิสูจน์ด้วยวิชาที่เรียนตรงๆ ก็ไม่ได้ เพราะเราทำไม่ได้จริงๆ ก็เลยหาทางอื่น เล่นดนตรี ได้โชว์เพื่อนก็หายอายเป็นพักๆ นะ แต่สิ่งที่ทำให้เราหายอายได้จริงๆ เลยก็คือการวาดการ์ตูนนี่แหละ คือเราคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย ตอนประถมเราวาดการ์ตูนแล้วเพื่อนเราชมเรา ไม่ใช่สงสารเรา เราก็เลยหยิบกระดาษขึ้นมาวาดการ์ตูนอีกครั้ง”</p>
<p>คราวนี้เขาคิดใหม่ ทำใหม่ คือการวาดรูปของเขาไม่จำเป็นต้องวาดให้สวยหรือต้องถูกใจใครอีกแล้ว วาดให้เละ ไม่ต้องใช้ไม้บรรทัด หรือจะวาดให้หยาบคายยังไงก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้ตัวเองได้ระบายความรู้สึก จนเกิดเป็นการ์ตูน<br />
<em><br />
hesheit </em>ขึ้นมา เมื่อมีโอกาสเขาก็ลองให้เพื่อนสนิทอ่าน ไปจนถึงเพื่อนที่ไม่สนิทอ่าน จากที่เขาเคยกลัวว่าเพื่อนจะรับการ์ตูนแบบนี้ไม่ได้ สุดท้ายแล้วเพื่อนก็เข้าใจแล้วก็สนุกกับการ์ตูนของเขา เขาเริ่มมั่นใจกับลายเส้นของตัวเองมากขึ้น</p>
<p><strong>พิสูจน์ตัวเอง</strong></p>
<p>วันหนึ่งลายเส้นการ์ตูนแบบเขาก็เริ่มมีคนยอมรับ เขาลองส่งการ์ตูนที่เขาวาดไปที่นิตยสาร <em>Katch</em> ของบอย โกสิยพงษ์ ในใจคืออยากให้คนที่เขาชอบได้อ่านการ์ตูนของเขา แต่ด้วยลายเส้นและเนื้อหาการ์ตูนที่ไม่ธรรมดา ผลงานของเขาหรือ hesheit จึงได้ตีพิมพ์ในนิตยสารเป็นครั้งแรก</p>
<p>“ตอนนั้นที่ได้ลงนิตยสาร <em>Katch</em> ก็ช่วยให้เราหายอายขึ้นมาได้อีกนิด เพราะเราหาเงินได้เหมือนเพื่อนสักที ซึ่งตอนนั้นนิตยสาร <em>Katch</em> ก็ดังอยู่ โชคดีที่ได้พี่บอยมาช่วย โรคต่างๆ ในตอนนั้นของเราก็หายหมด โรคอาย โรคอีโก้ โรคไม่ฉลาด กลายเป็นว่าแฮปปี้มาก หลังจากนั้นก็เลยกล้าเขียนการ์ตูนและเพราะมันได้เงิน ซึ่งมันสำคัญมาก เพราะมันทำให้เราบอกแม่ได้ว่า เราได้เงินจากการวาดการ์ตูนนะ แม่จะได้ไม่ห่วงมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0612.jpg" /></p>
<p><strong>โกอินเตอร์</strong></p>
<p>วิศุทธิ์วาดการ์ตูนเรื่อยมาหลังลงคอลัมน์ในนิตยสาร <em>Katch</em> วันหนึ่งเขาตัดสินใจจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น นับเป็นก้าวแรกที่ตัวเขาและการ์ตูนของเขาโกอินเตอร์ไปสู่สายตาคนญี่ปุ่นด้วย</p>
<p>“ในมือเราก็มีแต่ <em>hesheit</em> ซึ่งมันเป็นการ์ตูนเพี้ยนๆ ที่เราก็ต้องไปแจกคนที่เพี้ยนเหมือนกัน แถวที่พักเรามีร้านกาแฟที่ดูอินดี้ๆ อยู่ เราก็เอาการ์ตูน <em>hesheit </em>ไปเสนอแล้วก็แนะนำตัวเองว่ามาจากเมืองไทยนะ ลองอ่านดู จะขอวางขายได้ไหม เจ้าของก็บอกสนุกดีเอามาขายสัก 3 เล่ม วางไปเดือน สองเดือน ก็หายไปเล่มหนึ่ง หายไปสองเล่ม เจ้าของร้านก็บอกให้เอาการ์ตูนมาเติมที่ร้านหน่อย คือมันก็ขายได้ เราก็ทำแบบนี้กับอีก 2 &#8211; 3 ร้าน ซึ่งมันขายได้ ทำให้เรารู้ว่าคนญี่ปุ่นเขารับการ์ตูนแบบนี้ได้”</p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่าวิศุทธิ์ไปอยู่ญี่ปุ่นแค่เดือนเดียว เขาก็ได้จัดนิทรรศการเป็นของตัวเองโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น เป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้รับโอกาสมากมายจากนักเขียน คอลัมนิสต์ และสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นที่ชวนเขาวาดการ์ตูนหลายช่องทาง ทั้งวาดรูปประจำในกรอบเล็กๆ ของนิตยสารญี่ปุ่น ไปจนถึงวาดรูปหน้าปกให้นักเขียนชื่อดังอย่าง โยชิโมโตะ บานานา จนกลายเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนครั้งแรกในญี่ปุ่น <em>everybodyeverything</em> ที่มีตัวละครคาแรกเตอร์หลายๆ แบบ ถือกำเนิด ‘มะม่วง’ คาแรกเตอร์สาวน้อยน่ารักที่ครองใจชาวญี่ปุ่นและชาวไทยเรื่อยมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0643.jpg" /></p>
<p>“พอมีมะม่วง แม่ก็เริ่มเข้าใจการ์ตูนเรามากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่แม่รู้สึกว่าการ์ตูนที่เราวาดนั้นสวยหรือน่ารัก ซึ่งทำให้เราวาดมะม่วงต่อมาอีกพักใหญ่ เพราะมันทำให้แม่สบายใจ กลายเป็นการ์ตูนที่เป็นที่ยอมรับกับคนทั่วไปมากที่สุดจริงๆ แม่ก็เลิกชวนเราไปทำงานด้วยแล้วเพราะเราเป็นนักวาดการ์ตูนก็อยู่ได้ หาเงินได้”</p>
<p>เราถามวิศุทธิ์ว่าเขามีเป้าหมายหรือความฝันอะไรอีกไหม เพราะทุกวันนี้จากสายตาคนอื่น เขานับเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จแล้ว กลายเป็นไอดอลของนักเขียนการ์ตูนรุ่นเยาว์อีกหลายๆ คน วิศุทธิ์หยุดคิดสักพัก แล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ไม่ได้ฝันอะไรอีกแล้ว คือเราได้เป็นนักเขียนการ์ตูนแล้ว และรู้สึกขอบคุณทุกคนที่ทำให้เราเป็นวันนี้ เพราะมันไม่ใช่ว่าอยู่มาวันรุ่งขึ้น เราจะได้เป็นนักเขียนการ์ตูนเลย มันต้องมีคนซื้อการ์ตูนเรา มีคนจ้างเราไปวาด มันถึงจะเรียกว่าประกอบอาชีพเขียนการ์ตูนได้ ซึ่งเราก็ยังเอนจอยกับสิ่งที่ทำอยู่”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0603.jpg" /></p>
<div id="erdyt-69eeba793c20a" data-id="PFHCztlcqZ0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-PFHCztlcqZ0-69eeba793c20a" data-vid="PFHCztlcqZ0" data-src="https://www.youtube.com/embed/PFHCztlcqZ0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/PFHCztlcqZ0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494475&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1" /><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-7/">การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังตัวตนและความคิดไม่ Low-cost ของ อนุชา แสงชาติ แห่ง Lowcostcosplay</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-6/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-6/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jun 2017 10:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[ตลก]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[ชา-อนุชาแสงชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Lowcostcosplay]]></category>
		<category><![CDATA[9GAG]]></category>
		<category><![CDATA[ขำ]]></category>
		<category><![CDATA[ล้อเลียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-6/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนเด็กๆ เคยคิดไหมว่า “ชีวิตนี้เราอยากเป็นอะไร” ไม่ใช่แค่คุณ ชา-อนุชา แสงชาติ แห่ง Lowcostcosplay เพจสุดสร้างสรรค์มีมีคนกดไลก์เพจเขากว่า 2 ล้าน และเคยลงเว็บระดับโลกอย่าง 9GAG จนเพจเขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็เคยถูกถามด้วยคำถามนี้ในวันที่เขายังเรียนชั้นมัธยม “ตอนที่เข้าเรียนวิชาแนะแนว อาจารย์เขาก็ถามตลอดว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากทำอาชีพอะไร ผมก็ตอบมั่วๆ ไปว่าอยากเป็นตำรวจ เพราะว่าข้าราชการดีกับประเทศไทย โดยที่ความจริงเราไม่ได้อยากเป็น แต่ว่ามันต้องมีคำตอบ ยิ่งเข้าห้องแนะแนวยิ่งต้องมีคำตอบให้กับอาจารย์ที่มาถามเรา “แต่ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องเป็นอะไร และด้วยความที่เราไม่รู้ว่าต้องเป็นอะไรนั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องค้นหา” และการค้นหาของเขาเริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้น เราต้องทำอะไรสักอย่างให้คนจดจำและมีคุณค่า ช่วงหนึ่งของบทสนทนาระหว่างเรากับซูเปอร์สตาร์คนหนึ่งในโลกโซเชียล เขาเล่าให้เราฟังว่าคนมักคาดหวังว่าเขาเป็นคนตลก เหมือนที่เพจของเขาเคยสร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคน แต่ชายหนุ่มเล่าว่าความจริงเขาไม่ได้เป็นคนตลกตลอดเวลาขนาดนั้น และยิ่งเราได้ฟังเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเขา เรายิ่งรู้ว่ามันไม่ตลกเลยสักนิด “ตอนเด็กๆ ผมชอบไปนั่งหลบๆ และคิดว่าชีวิตเราโคตรโดดเดี่ยว เราเป็นลูสเซอร์ ขี้แพ้ ตอนนั้นเด็กมากเลยนะ ประมาณ ป.1 แต่ผมเข้าใจความรู้สึกตอนนั้นมาก ว่าผมคิดอะไรประมาณนี้ คิดว่าตัวเองกระจอก กระจอก กระจอก สู้พี่ชายไม่ได้ ลูสเซอร์ขนาดที่ว่าเวลาดูการ์ตูนกับพี่เราก็จะเลือกกันว่าเราจะเป็นการ์ตูนตัวไหน ผมจะไม่มีสิทธิ์ได้เลือกเป็นตัวที่เก่งที่สุด” โดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร หลังจบชั้นมัธยมศึกษา เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยตามเส้นทางชีวิตปกติของคนส่วนใหญ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-6/">เบื้องหลังตัวตนและความคิดไม่ Low-cost ของ อนุชา แสงชาติ แห่ง Lowcostcosplay</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนเด็กๆ เคยคิดไหมว่า “ชีวิตนี้เราอยากเป็นอะไร”</p>
<p>ไม่ใช่แค่คุณ <strong>ชา-อนุชา แสงชาติ</strong> แห่ง <a href="https://www.facebook.com/Lowcostcosplay">Lowcostcosplay</a> เพจสุดสร้างสรรค์มีมีคนกดไลก์เพจเขากว่า 2 ล้าน และเคยลงเว็บระดับโลกอย่าง 9GAG จนเพจเขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็เคยถูกถามด้วยคำถามนี้ในวันที่เขายังเรียนชั้นมัธยม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2030.jpg"></p>
<p>“ตอนที่เข้าเรียนวิชาแนะแนว อาจารย์เขาก็ถามตลอดว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากทำอาชีพอะไร ผมก็ตอบมั่วๆ ไปว่าอยากเป็นตำรวจ เพราะว่าข้าราชการดีกับประเทศไทย โดยที่ความจริงเราไม่ได้อยากเป็น แต่ว่ามันต้องมีคำตอบ ยิ่งเข้าห้องแนะแนวยิ่งต้องมีคำตอบให้กับอาจารย์ที่มาถามเรา</p>
<p>“แต่ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องเป็นอะไร และด้วยความที่เราไม่รู้ว่าต้องเป็นอะไรนั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องค้นหา”</p>
<p>และการค้นหาของเขาเริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้น</p>
<h3><strong>เราต้องทำอะไรสักอย่างให้คนจดจำและมีคุณค่า</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2035.jpg"></p>
<p>ช่วงหนึ่งของบทสนทนาระหว่างเรากับซูเปอร์สตาร์คนหนึ่งในโลกโซเชียล เขาเล่าให้เราฟังว่าคนมักคาดหวังว่าเขาเป็นคนตลก เหมือนที่เพจของเขาเคยสร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคน แต่ชายหนุ่มเล่าว่าความจริงเขาไม่ได้เป็นคนตลกตลอดเวลาขนาดนั้น และยิ่งเราได้ฟังเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเขา เรายิ่งรู้ว่ามันไม่ตลกเลยสักนิด</p>
<p>“ตอนเด็กๆ ผมชอบไปนั่งหลบๆ และคิดว่าชีวิตเราโคตรโดดเดี่ยว เราเป็นลูสเซอร์ ขี้แพ้ ตอนนั้นเด็กมากเลยนะ ประมาณ ป.1 แต่ผมเข้าใจความรู้สึกตอนนั้นมาก ว่าผมคิดอะไรประมาณนี้ คิดว่าตัวเองกระจอก กระจอก กระจอก สู้พี่ชายไม่ได้ ลูสเซอร์ขนาดที่ว่าเวลาดูการ์ตูนกับพี่เราก็จะเลือกกันว่าเราจะเป็นการ์ตูนตัวไหน ผมจะไม่มีสิทธิ์ได้เลือกเป็นตัวที่เก่งที่สุด”</p>
<p>โดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร หลังจบชั้นมัธยมศึกษา เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยตามเส้นทางชีวิตปกติของคนส่วนใหญ่ แต่เลือกที่จะออกสู่โลกกว้างทำงานหาเงิน โดยเริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>“ผมเคยบอกพี่ชายว่าผมอยากจะโด่งดัง เขาก็คิดว่ามึงจะบ้าเหรอ มึงจะโด่งดังได้ยังไง มึงมีอะไร เรียนจบแค่ชั้นมัธยม 6</p>
<p>“แล้วด้วยความที่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าต้องเป็นอะไรนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้เราต้องค้นหา มันไร้ขอบเขต เราเป็นอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องทำอะไรสักอย่างให้คนจดจำและมีคุณค่า แล้วคนรักเรา”</p>
<h3><strong>อย่างน้อย ถ้าวันนึงต้องตายไปก็อยากให้คนจำ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2053.jpg"></p>
<p>เมื่อถึงจุดหนึ่งชีวิตของชายหนุ่มเริ่มอยากเปลี่ยนแปลง แต่การตื่นมาทำอะไรเดิมๆ ไม่สามารถทำให้เขาค้นพบจุดเปลี่ยนได้ เขาจึงตัดสินใจครั้งที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดในชีวิต-กล้าชนิดที่หลายคนอาจอยากถามเขาว่าบ้าหรือเปล่า</p>
<p>“ตอนนั้นรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่ไม่รู้ต้องทำยังไง ก็เลยคิดว่าอย่างน้อยเราต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่ที่เราอยู่ เลยตัดสินใจลงมากรุงเทพฯ เลยโดยที่ไม่รู้ว่าจะมาทำอะไร มีเงินติดตัวแค่พันเดียวเองมั้ง ผมคิดว่า วันนั้นต้องหางานให้ได้ แล้วก็ขออาศัยเขาอยู่ แล้วเผอิญเดินไปบนฟุตปาทถนนลาดพร้าว แล้วผมเห็นที่เสาไฟฟ้ามีกระดาษติดอยู่ เขารับสมัครคนดูแลผู้สูงอายุ ผมก็โทรไป เขาก็นัดไปสัมภาษณ์”</p>
<p>การได้เข้าทำงานที่บ้านพักคนชราคือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตชา หรือหากจะบอกว่า Lowcostcosplay ถือกำเนิดจากสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ผิดนัก โดยเขาใช้ผ้าผืนหนึ่งในบ้านพักคนชรามาคลุมหลัง แล้วเปรียบเทียบกับลีโอไนดัส (Leonidas) จากภาพยนตร์เรื่อง 300 คนในโลกออนไลน์พากันกดไลก์ กดแชร์ จนเขาประหลาดใจ</p>
<p>“ผมสนองความต้องการตัวเองล้วนๆ อย่างที่บอก ผมอยากมีสปอตไลต์ส่อง ชีวิตผมไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว อย่างน้อยถ้าวันนึงผมต้องตายไปก็อยากให้คนจำ ไม่อยากให้คนลืม ก็เลยทำสิ่งนี้ ทำให้คนจำแบบนี้ เราไม่รู้หรอกว่าทำตรงนี้จะมีประโยชน์กับใครมั้ย แค่ทำไปก่อน แล้วค่อยต่อยอด”</p>
<p>จากภาพนั้นจึงเกิดภาพที่สอง ที่สาม ที่สี่ จนขึ้นหลักร้อย จากการโพสต์ภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว กลายเป็นเพจที่ทุกวันนี้มีคนตามหลักล้าน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย</p>
<h3><strong>ผมไม่กลัวอะไร ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำมันถูก</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_19291.jpg"></p>
<p>“ไปหางานทำเถอะ” “สิ่งที่คุณทำมันฉาบฉวย ไม่มั่นคง” “เดี๋ยวคนเขาก็ลืมคุณ”</p>
<p>ประโยคข้างต้นคือตัวอย่างคำหวังดีที่เขาได้รับในช่วงเริ่มต้นทำเพจ แม้กระทั่งคนรักของเขาในขณะนั้นก็แสดงความเป็นห่วงถึงความไม่มั่นคงของชีวิตคนทำเพจ แน่ล่ะ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้วใครจะเชื่อว่าการทำเพจจะหล่อเลี้ยงชีวิตคนคนหนึ่งได้</p>
<p>ยังไม่นับเรื่องภาพลักษณ์เพจที่เน้นตลกโปกฮาจนถูกตีความว่าไร้สาระโดยอัตโนมัติ ถ้าเขาหวั่นไหวกับถ้อยคำเหล่านั้นคงไม่มีเพจ Lowcostcosplay จนทุกวันนี้</p>
<p>“ผมมองว่าชีวิตเป็นสะพานที่เราเดิน ไอ้คำพูดพวกนั้นตอนแรกมันคือลมพายุ แรงไม่แรงอยู่ที่จำนวนคน เราก็มีเซบ้าง แต่ถ้าเราจับราวสะพาน แล้วพยายามเดินไป มันก็ถึงปลายทาง ผมเลยไม่กลัวอะไร ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำมันถูก จนวันนึงมีเสียงที่เริ่มยอมรับ ลมก็ค่อยๆ หายไป เราก็เดินสะดวกขึ้น”</p>
<h3><strong>อย่าเพิ่งคิดว่าจะได้เงิน แต่คิดว่าคุณได้ความหมายในการทำอะไรบางอย่างที่คุณรัก<br />
</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_19541.jpg"></p>
<p>ทุกวันนี้เจ้าของเพจ Lowcostcosplay เลือกเส้นทางของตัวเองแล้วคือการลาออกจากงานประจำมาทำเพจหล่อเลี้ยงชีวิต เขาว่าตื่นมาก็เริ่มต้นคิดไอเดียใหม่ๆ</p>
<p>ซึ่งถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า อะไรทำให้ชายผู้นี้ยังคงเชื่อในสิ่งที่ทำ ยังขยันเรียกเสียงหัวเราะให้คนที่ตามเพจของเขาโดยไม่หวั่นไหวกับเสียงรอบข้าง เราจึงถามสิ่งที่ค้างคาใจทิ้งท้าย</p>
<p>“มันไม่ได้มีตัวเลือก” ชาตอบด้วยรอยยิ้ม “จะกระโดดฆ่าตัวตายก็ไม่ได้ ยังไงก็ต้องเดินต่อไป เพราะเราเชื่อแล้ว มันอยู่ที่โฟกัสว่าเราโฟกัสอะไร โฟกัสยังไง มาพูดถึงเรื่องโฟกัส ที่ผมทำเพจมันเป็นเรื่องที่ผมโฟกัสด้วยว่า เราตื่นมาในชีวิตหนึ่งเราโฟกัสอะไรบ้าง เราต้องแปรงฟัน ล้างหน้า แต่ผมตื่นมาผมโฟกัสเพจก่อนเลย แทบจะทั้งวัน ผมโฟกัสเพจ แต่ถ้าคนไปทำงานประจำอะ ก็ต้องโฟกัสเจ้านาย โฟกัสที่บริษัท โดนแบ่งๆ โดนซอยไปแล้ว</p>
<p>“เวลาผมถูกเชิญไปพูด ผมจะพูดเรื่องโฟกัส คนจะมองภาพออก แต่คนฟังก็ยังไม่มั่นใจว่าถ้าไปโฟกัสแล้วมันจะได้อะไรหรือเปล่า คือมันต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อน อย่าเพิ่งคิดว่าจะได้เงิน แต่คิดว่าคุณได้ความหมายในการทำอะไรบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่คุณรักอยู่แล้ว ถามว่ามันสนุกไหม สนุกฉิบหายเลย แต่กับบางคนเขาไม่คิดอย่างนี้ไง ถ้าจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ ถ้าจะไปสายธุรกิจมันก็มีหนทางอยู่ ผมเห็นมีคอร์สสอนอยู่ แต่ผมไม่รู้จะสอนยังไงเพราะผมไม่ใช่สายธุรกิจ ผมมองตัวเองเป็นศิลปิน ผมเองทำอะไรก็ได้ให้คนชอบแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สนวิธีการเพราะเราก็มีอัตลักษณ์ครับ อัตลักษณ์คือการที่เรามองอะไรบางอย่างเราจะคิดถึงคนคนนั้น เราต้องถามตัวเองว่าทำไมคนต้องมารอดูเรา เรามีความเจ๋งอะไร แล้วทำคอนเทนต์ตัวเองให้ดี ให้คูล”</p>
<p>หลังฟังเขาพูดถึงตรงนี้ ผมนึกถึงชีวิตในวัยเด็กของเขาที่ไม่มีคำตอบว่าตัวเองอยากเป็นอะไร จนกระทั่งวันนี้ที่เขารู้แล้ว-เลือกแล้ว</p>
<p><strong>“คำถามที่ว่าผมอยากเป็นอะไรผมเพิ่งมาค้นพบตอนที่ทำเพจนี้นะ” ว่าถึงตรงนี้ชาก็เงียบเว้นช่องว่างให้เราคิดตาม</strong></p>
<p><strong>“ผมแค่อยากเป็นสิ่งนี้แหละคือเป็นตัวเอง”</strong></p>
<div id="erdyt-69eeba793d00d" data-id="gtnWRxLvSew" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-gtnWRxLvSew-69eeba793d00d" data-vid="gtnWRxLvSew" data-src="https://www.youtube.com/embed/gtnWRxLvSew?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/gtnWRxLvSew/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong>&nbsp;กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-6/">เบื้องหลังตัวตนและความคิดไม่ Low-cost ของ อนุชา แสงชาติ แห่ง Lowcostcosplay</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-6/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 07:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[YOUE MADE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนังเป็นศาสตร์ศิลปะที่ยาก เพราะไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด หนังเรื่องแรกที่ดัง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องที่สองหรือเรื่องที่สามจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่มีใครยืนยันว่าเส้นทางนี้ควรไปทางไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร เป็นเส้นทางปีนเขาคอร์สสุดแอดวานซ์ในชีวิตของ เต๋อ&#8211;นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ แม้จะไม่ได้เรียนทำหนังมาโดยตรง เขาขวนขวายให้ตัวเองได้ลองทำอยู่เสมอ โปรดักชันตอนนั้นจึงจะเป็นการถ่ายหนังที่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แม้จะโดนเปรียบเทียบกับคนเรียนหนังอยู่บ้าง ถูกรุ่นพี่วิจารณ์อยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ได้นั่งทนทุกข์อยู่กับคำพูดเหล่านั้น แต่เขาลุกขึ้นมาพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เขาอยู่ในวงการมาหลายสิบปีจนมีหนังสร้างชื่ออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี (หนังสั้น), 36 , Mary is happy, Mary is happy , The Master และหนังที่สร้างชื่อให้เข้ามากที่สุดอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ หนังที่มีคำวิจารณ์หลากหลายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นหนังที่ให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่า ‘น่าจะเป็นคนทำหนังไปได้ตลอดชีวิต’ Take 1 : นักเล่าเรื่อง ความรู้สึกของเด็กชายเต๋อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังในจอแก้วคือสิ่งมหัศจรรย์ เขาเติบโตมาในยุคที่หนัง CG กำลังเฟื่องฟู เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักกับหนังอินดี้ หนังทุนน้อย ที่เน้นการเขียนบทมากกว่าโปรดักชัน ซึ่งเขารู้สึกว่าความฝันว่าอยากจะเป็นคนทำหนังนั้นมีความเป็นไปได้ “เราอยากเป็นคนทำหนัง เพราะเรามีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ เวลาเราไปเจอเรื่องที่น่าสนใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-5/">กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนังเป็นศาสตร์ศิลปะที่ยาก เพราะไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด หนังเรื่องแรกที่ดัง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องที่สองหรือเรื่องที่สามจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่มีใครยืนยันว่าเส้นทางนี้ควรไปทางไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร เป็นเส้นทางปีนเขาคอร์สสุดแอดวานซ์ในชีวิตของ <strong style="background-color: initial;">เต๋อ</strong><strong style="background-color: initial;">&#8211;</strong><strong style="background-color: initial;">นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/638.jpg" /></p>
<p>แม้จะไม่ได้เรียนทำหนังมาโดยตรง เขาขวนขวายให้ตัวเองได้ลองทำอยู่เสมอ โปรดักชันตอนนั้นจึงจะเป็นการถ่ายหนังที่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แม้จะโดนเปรียบเทียบกับคนเรียนหนังอยู่บ้าง ถูกรุ่นพี่วิจารณ์อยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ได้นั่งทนทุกข์อยู่กับคำพูดเหล่านั้น แต่เขาลุกขึ้นมาพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้น</p>
<p>ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เขาอยู่ในวงการมาหลายสิบปีจนมีหนังสร้างชื่ออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ <em>มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี</em> (หนังสั้น)<em>, 36 , Mary is happy, Mary is happy , The Master </em>และหนังที่สร้างชื่อให้เข้ามากที่สุดอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย<em>.. </em>ห้ามพัก<em>.. </em>ห้ามรักหมอ หนังที่มีคำวิจารณ์หลากหลายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นหนังที่ให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่า ‘น่าจะเป็นคนทำหนังไปได้ตลอดชีวิต’</p>
<p><strong>Take 1 : นักเล่าเรื่อง</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11111.jpg" /></p>
<p>ความรู้สึกของเด็กชายเต๋อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังในจอแก้วคือสิ่งมหัศจรรย์ เขาเติบโตมาในยุคที่หนัง CG กำลังเฟื่องฟู เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักกับหนังอินดี้ หนังทุนน้อย ที่เน้นการเขียนบทมากกว่าโปรดักชัน ซึ่งเขารู้สึกว่าความฝันว่าอยากจะเป็นคนทำหนังนั้นมีความเป็นไปได้</p>
<p>“เราอยากเป็นคนทำหนัง เพราะเรามีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ เวลาเราไปเจอเรื่องที่น่าสนใจ เราก็รู้สึกว่าอยากจะเล่าต่อ อยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย คือเราสนุกที่จะต่อเรื่องให้มันน่าสนใจมากขึ้น เป็นความสนุกแบบหนึ่งที่ผู้กำกับหรือนักเขียนบทสามารถทำสิ่งนี้ได้”</p>
<p>แต่ความฝันกับความเป็นจริงมักจะสวนทางกันอย่างประหลาด ช่วงที่เขาต้องเลือกคณะเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมหนังและเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากนัก เขาจึงเลือกที่จะเรียนคณะอักษรศาสตร์มากกว่าคณะนิเทศศาสตร์ที่ตรงกับสายของการทำหนังมากกว่า “ตอนนั้นมันเป็นยุคที่เศรษฐกิจมันไม่ค่อยดีมาก คนทำงานโฆษณาก็โดนเลย์ออฟเยอะ ที่บ้านเราก็มีฐานะกลางๆ อีกอย่างในยุคนั้นการทำหนังก็ค่อนข้างยาก คือพี่ๆ ผู้กำกับหลายคนก็ต้องไปอยู่วงการโฆษณาก่อนถึงจะได้กำกับ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ห่างไกลเรามาก จึงเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์เพื่อให้ที่บ้านสบายใจด้วย บวกกับเราก็อยากเรียนเหมือนกัน คือมันน่าจะให้ความรู้เราได้ในเรื่องความเข้าใจมนุษย์ แล้วก็น่าจะช่วยในเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ได้”</p>
<p><strong>Take 2 : คนนอก</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/449.jpg" /></p>
<p>คนที่ทำหนังส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็ต้องเป็นคนจากวงการโฆษณาหรือเป็นคนที่เรียนทำหนังมาโดยเฉพาะ อย่างต้อม เป็นเอก หรือเจ้ย อภิชาติพงศ์ ความเป็นคนนอกทำให้เขาหวั่นใจไม่น้อยว่าสุดท้ายแล้ว จะได้ทำภาพยนตร์และมีคนดูจริงๆ อย่างที่ใจฝันไว้</p>
<p>“คนอื่นเขาไม่สนว่าคุณเป็นใครมาจากไหน” เต๋อเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาคิดว่าตัวเองนั้นช่างเป็นคนนอกวงสุดๆ สำหรับเด็กอักษรทำหนังไปเจอเด็กฟิล์มทำหนัง โปรดักชันและทักษะการถ่ายทำก็เรียกว่าคนละชั้นกัน ไหนจะเป็นเพื่อนรอบๆ ตัวที่เติบโตในหน้าที่การงานแล้ว</p>
<p><strong>“</strong>เราไม่เก่งเลย” นี่คือคำที่เต๋อบอกเมื่อเราถามว่า การทำหนังสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมานั้นยากแค่ไหน “งานช่วงแรกๆ ของเราคือเราถ่ายแบบไม่รู้เทคนิคเลย เช่น เวลาถ่ายในที่มืดๆ เราก็เอากล้องตั้งถ่ายเลย เพราะเราไม่รู้เลยว่าแสงสลัวๆ ที่เราเห็นในหนังมันผ่านการจัดไฟมาเยอะมาก ซึ่งความผิดพลาดเหล่านั้นเรารู้ว่ามันต้องใช้อะไรบ้าง เป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังต้องฝึกอีกเยอะ</p>
<p>“ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอกอย่างสิ้นเชิงเลย คือไม่รู้จะเข้าไปในวงการหนังยังไงเลยด้วยซ้ำ มันไม่สนุก เป็นตัวเองนี่แหละที่คอยพูดกับตัวเองว่า ‘ทำได้แค่นี้หรอวะ’ ตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือรู้น้อยไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากจะทำมันต่อไปก็เพราะว่าเราชอบมันมากๆ อยากเป็นคนทำหนังมากๆ เท่านั้นเอง”</p>
<p><strong>Take 3 : สู้กับความฝันกันสักตั้ง</strong></p>
<p>“หลังจากเรียนจบ เราตั้งปณิธานของตัวเองว่า จะอยู่กับการทำหนังไปสัก 1 ปี คือโฟกัสสิ่งนี้อย่างเดียวจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากแค้นเหมือนกัน เราเชื่อว่าปีที่หนึ่งของการเป็นฟรีแลนซ์มันยากนะ เพราะคุณจะไม่ได้มีงานเยอะแยะมากมาย บางเดือนได้เงิน 4,000 &#8211; 5,000 บาท บางเดือนก็น้อยกว่านั้นด้วย แล้วการเป็นฟรีแลนซ์ มันเหมือนเราล่องเรือไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะถึงปลายทางหรือเปล่า เหมือนเราอยู่บนทะเลที่กว้างมาก ล่องเรือผิดทางหรือเปล่าก็ไม่รู้ บางเดือนที่มันว่างๆ เราก็พยายามไม่อยู่นิ่ง คือมีประกวดหนังเราก็ส่งประกวด ไม่ได้รองานฟรีแลนซ์ทำพรีเซนต์อย่างเดียว แต่คิดว่าเรากำลังต่อสู้ในสิ่งที่เราอยากทำร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันไม่มีอะไรง่ายเลย”</p>
<p>เมื่อลอยอยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่และมองไม่เห็นปลายทาง งานที่เลี้ยงชีวิตจริงๆ อย่างการตัดต่อหรือทำพรีเซนเทชันก็ไม่ใช่งานที่เขารัก จนวันหนึ่งเขาคิดที่ล้มเลิกการทำหนังไปแล้วด้วยซ้ำ “เคยมีบางเดือนที่ไปสมัครงานประจำด้วยนะ เริ่มส่งพอร์ตฯ ไปแล้วด้วย” แต่เมื่อยังลองไม่   ครบปีตามที่เขาตั้งปณิธานไว้ เขาจึงสู้กับใจตัวเอง กัดฟันลุกขึ้นมาทำให้สุดความสามารถก่อน ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลัง</p>
<p><strong>Take 4 : มีที่ยืน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/542.jpg" /></p>
<p>ระหว่างที่เป็นฟรีแลนซ์อยู่นั้น เขาส่งหนังสั้นประกวดในหลายๆ เวที จนเมื่อเขาสมัครเข้าไปฝึกตัดต่อที่ค่ายหนัง GTH เก้ง-จิระ มะลิกุล และวรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทมือฉมังจำหนังสั้นของเต๋อได้ จากหนังสั้นแนวทดลองเรื่อง <em style="background-color: initial;">See</em>ในเวทีประกวด Fat Film Festival เมื่อ พ.ศ. 2549 วิธีคิดของเขาเตะตานักเขียนบทมือฉมังสองคนนี้จนถูกชวนให้ไปฝึกเขียนบท จนเต๋อได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ดังๆ มากมายอย่าง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ <em style="background-color: initial;">, Top Secret </em>วัยรุ่นพันล้าน ฯลฯ จึงได้ฝึกฝนฝีมือจากอาจารย์ในชีวิตจริง</p>
<p>ไม่นาน เขาก็เริ่มทำหนังสั้นและหนังยาวเป็นของตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Take 5 : คำวิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี</strong></p>
<p>‘ห่วยเว่ย หรือ หนังแม่งบ้าบอ’ เป็นคำวิจารณ์ที่เต๋อได้ยินอยู่เรื่อยๆ</p>
<p>“หลายคนบอกว่า หนังเรื่อง <em>Mary is happy, Mary is happy</em>คือ หนังที่แม่งสร้างมาเพื่อหลอกเด็กไปดู หรือวิจารณ์ว่า นี่มันหนังที่ทำเพื่อเด็กแนวชัดๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้แม่งโคตรไม่เด็กเลยนะ มันเป็นหนังกึ่งทดลองที่เราไม่คิดว่าเด็กๆ จะดูได้ แต่พอฉายไปแล้ว ฟีดแบ็กจากเด็กๆ หรือวัยรุ่นก็ดี เราก็ดีใจแหละ เพราะหนังเรื่องนี้คอนเซปต์จัดมาก ฮาร์ดคอร์แบบนี้เรารู้อยู่แล้วว่าต้องมีคนไปไม่ถึงฝั่งฝันแน่ๆ แล้วเราก็อาจจะยังไม่เก่งพอให้เรื่องมันพอใจกับทุกคนได้ บางทีที่เราดูก็มีวิจารณ์ตัวเองว่า ซีนไหนมันห่วยบ้าง เราตัดสินใจผิด แต่ถ้าเราอยู่กับคำวิจารณ์เหล่านั้น มันเสียเวลา น่าจะเรียนรู้มัน ปรับปรุงมันมากกว่า”</p>
<p>เขายอมรับว่าหนังของเขามีสไตล์เฉพาะตัวที่มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบอยู่แล้ว แม้คำวิจารณ์หนักๆ ในช่วงแรกๆ จะกระทบใจเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเข้าใจว่าไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจทุกคนได้ เขาจึงรับคำวิจารณ์มาปรับปรุงตัวอยู่เสมอ คอมเมนต์ไหนที่เน้นการด่าทอมากกว่า เขาก็ปล่อยไป ส่วนคอมเมนต์ไหนที่มีเหตุมีผลและเอามาพัฒนาฝีมือได้ ก็หยิบมาใช้</p>
<p><strong>Take 6 : อยากเป็นคนทำหนังไปตลอดชีวิต</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/349.jpg" /></p>
<p>ฟรีแลนซ์ฯ เป็นหนังใหญ่ที่ทำให้เขารู้ว่า ด้วยสไตล์ไม่แมสแบบนี้ก็ขายได้ และน่าจะเป็นคนทำหนังไปตลอดชีวิตได้</p>
<p>“มันเป็นเป้าหมายใหม่ของเรา ตอนนี้พยายามคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองสามารถทำหนังไปจนแก่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่ทำเพียง 1 ปีแล้วเห็นผล บางทีมันใช้เวลาเป็นสิบปี เพราะกว่าที่เราจะมาทำหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ นับกลับไปตั้งแต่ตอนความสนใจอยากจะทำหนังก็เกือบยี่สิบปี</p>
<p>“แม่งไม่มีอะไรง่ายว่ะ บางที่เวลาเจอน้องๆ ที่อยากเป็นผู้กำกับ เราก็จะบอกว่า บางอย่างมันต้องใช้เวลาจริงๆ บางทีเราต้องรอไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาของเรา บางครั้งแย่ๆ หน่อยก็คิดกับตัวเองว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า บางคนรอมา 10 ปีก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย</p>
<p>“เราทำหนังมาหลายเรื่องแล้วก็จริง แต่เรื่องที่ห้ามันอาจจะไม่เวิร์กเลยก็ได้ เพราะทุกครั้งทำหนังเรื่องใหม่ มันก็เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ต้องถามว่าสิ่งที่คุณรักคือสิ่งนี้ไหม ถ้าคุณรักมันแล้วได้ทำ แม้จะมองไม่เห็นจุดหมายเลย คุณก็จะมีความสุข”</p>
<div id="erdyt-69eeba793d99b" data-id="IWpW_ZjXdeU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-IWpW_ZjXdeU-69eeba793d99b" data-vid="IWpW_ZjXdeU" data-src="https://www.youtube.com/embed/IWpW_ZjXdeU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/IWpW_ZjXdeU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494473&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-5/">กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟังหัวใจที่อธิบายตัวตนของ พาย-ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี แห่ง Fungjai</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-4/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 May 2017 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังไจ]]></category>
		<category><![CDATA[fungjai]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[พาย-ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี]]></category>
		<category><![CDATA[วงการดนตรีนอกกระแส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-4/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องถูกต้องเพียงใดในสายตาคนอื่น กับการที่ใครสักคนซึ่งจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และจบปริญญาโทอีก 2 ใบจากสหรัฐอเมริกา จะยอมปฏิเสธงานที่อาจทำให้เขาร่ำรวยในวิชาชีพ เพื่อได้ทำในสิ่งที่เขาเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองอาจมีส่วนเปลี่ยนแปลงวงการได้ นั่นคือวงการเพลงนอกกระแส แต่ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร&#160;พาย&#8211;ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Fungjai อาณาจักรเพลงนอกกระแสในประเทศไทยก็เลือกเส้นทางอย่างที่ว่ามาข้างต้น และที่สำคัญ เขาไม่เคยนึกเสียใจ-ไม่เคยเสียดาย มันคือความฝันเรา มันคือสิ่งที่เราอยากทำ เมื่อพบเจอกัน ชายหนุ่มยิ้มทักทายก่อนจะเดินนำผมไปยังร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศของฟังใจย่านอารีย์ หลังจากนั้น บทสนทนาเกี่ยวกับความฝันของเขาจึงเริ่มขึ้น สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อยคือเมื่อได้รู้ว่าเขาเรียนจบปริญญาตรีและโทในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และปริญญาโทอีกใบทางด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) จากสหรัฐอเมริกา ที่ประหลาดใจไม่ใช่เพราะว่าประเมินคนอย่างเขาต่ำเกินไป แต่เพราะเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเขาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับดนตรีซึ่งไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับวุฒิการศึกษาที่เขามี และพูดก็พูดเถอะ หากเขาทำงานในระบบแบบเพื่อนฝูงที่จบมา ป่านนี้เขาอาจกลายเป็นผู้บริหารหรือวิศวกรเงินเดือนมากมายก็เป็นได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ชายหนุ่มคลั่งไคล้ดนตรีชนิดเข้าเส้น แม้พ่อแม่จะไม่สนับสนุนให้เดินบนเส้นทางนี้ เนื่องจากอย่างที่รู้กัน หากไม่ใช่ศิลปินโด่งดังระดับร็อกสตาร์ คนในวงการดนตรีบ้านเราก็ถือเป็นอาชีพที่เปราะบางและไม่มั่นคง แต่เขาก็มั่นคง และพยายามเอาตัวเข้าไปอยู่ใกล้ๆ สิ่งที่รัก ช่วงที่เรียนปริญญาโทใบที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกา เขาได้ฝึกงานกับบริษัทเกี่ยวกับดนตรีซึ่งทำสิ่งที่เรียกว่า Electronic Press Kits อยู่ 8 เดือน โดยไม่ได้รับเงินเดือน และประสบการณ์ในช่วงนั้นทำให้เขาอยากหาทางออกบางประการให้วงการเพลงในประเทศบ้านเกิด “เราค้นพบว่าการที่วงการดนตรีจะอยู่ได้มันต้องประกอบไปด้วยหลายอย่าง ทั้งเรื่องสังคม วัฒนธรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-4/">ฟังหัวใจที่อธิบายตัวตนของ พาย-ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี แห่ง Fungjai</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องถูกต้องเพียงใดในสายตาคนอื่น กับการที่ใครสักคนซึ่งจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และจบปริญญาโทอีก 2 ใบจากสหรัฐอเมริกา จะยอมปฏิเสธงานที่อาจทำให้เขาร่ำรวยในวิชาชีพ เพื่อได้ทำในสิ่งที่เขาเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองอาจมีส่วนเปลี่ยนแปลงวงการได้ นั่นคือวงการเพลงนอกกระแส</p>
<p>แต่ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร&nbsp;<strong>พาย</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี</strong> หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Fungjai อาณาจักรเพลงนอกกระแสในประเทศไทยก็เลือกเส้นทางอย่างที่ว่ามาข้างต้น และที่สำคัญ</p>
<p>เขาไม่เคยนึกเสียใจ-ไม่เคยเสียดาย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF2049.jpg"></p>
<h3><strong>มันคือความฝันเรา มันคือสิ่งที่เราอยากทำ<br />
</strong></h3>
<p>เมื่อพบเจอกัน ชายหนุ่มยิ้มทักทายก่อนจะเดินนำผมไปยังร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศของฟังใจย่านอารีย์ หลังจากนั้น บทสนทนาเกี่ยวกับความฝันของเขาจึงเริ่มขึ้น สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อยคือเมื่อได้รู้ว่าเขาเรียนจบปริญญาตรีและโทในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และปริญญาโทอีกใบทางด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) จากสหรัฐอเมริกา</p>
<p>ที่ประหลาดใจไม่ใช่เพราะว่าประเมินคนอย่างเขาต่ำเกินไป แต่เพราะเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเขาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับดนตรีซึ่งไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับวุฒิการศึกษาที่เขามี และพูดก็พูดเถอะ หากเขาทำงานในระบบแบบเพื่อนฝูงที่จบมา ป่านนี้เขาอาจกลายเป็นผู้บริหารหรือวิศวกรเงินเดือนมากมายก็เป็นได้</p>
<p>แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF1969.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF2069.jpg"></p>
<p>ชายหนุ่มคลั่งไคล้ดนตรีชนิดเข้าเส้น แม้พ่อแม่จะไม่สนับสนุนให้เดินบนเส้นทางนี้ เนื่องจากอย่างที่รู้กัน หากไม่ใช่ศิลปินโด่งดังระดับร็อกสตาร์ คนในวงการดนตรีบ้านเราก็ถือเป็นอาชีพที่เปราะบางและไม่มั่นคง แต่เขาก็มั่นคง และพยายามเอาตัวเข้าไปอยู่ใกล้ๆ สิ่งที่รัก ช่วงที่เรียนปริญญาโทใบที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกา เขาได้ฝึกงานกับบริษัทเกี่ยวกับดนตรีซึ่งทำสิ่งที่เรียกว่า Electronic Press Kits อยู่ 8 เดือน โดยไม่ได้รับเงินเดือน และประสบการณ์ในช่วงนั้นทำให้เขาอยากหาทางออกบางประการให้วงการเพลงในประเทศบ้านเกิด</p>
<p>“เราค้นพบว่าการที่วงการดนตรีจะอยู่ได้มันต้องประกอบไปด้วยหลายอย่าง ทั้งเรื่องสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ อย่างเช่นที่อเมริกา มันก็จะมีบล็อกความรู้มากมายที่ให้เราได้เข้าไปอ่านเก็บความรู้ มีการนัดพบปะสังสรรค์ระหว่างคนที่ทำอาชีพดนตรี มีวิถีปฏิบัติ มีวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้วงดนตรีสามารถที่จะทัวร์ได้ มีสถานที่ให้เล่น มีคนมาดู ทำให้เราค้นพบว่าทางออกจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่สร้างรากฐานของคน เลยได้ไอเดียที่จะทำแพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งมีเครื่องมือหลายๆ อย่างที่ช่วยทำให้ศิลปินมีรายได้ได้”</p>
<p>นั่นเป็นเหตุผลให้เมื่อเขากลับมาประเทศบ้านเกิด แทนที่เขาจะไปหางานประจำทำ เขากลับมุ่งมั่นสร้างบล็อก indiecampfire.wordpress.com ซึ่งเป็นพื้นที่นำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับวงการดนตรีนอกกระแส และในหน้าแนะนำตัวเขาเองในบล็อกนั้น บรรทัดแรกเขาเขียนว่า</p>
<p>“ผมอยากปฏิวัติวงการดนตรีอินดี้ไทย ให้ศิลปินอินดี้เป็นอาชีพที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน”</p>
<h3><strong>ผมไม่สามารถจะอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่เชื่อได้นานๆ</strong></h3>
<p>ในช่วงที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ทำบล็อกนำเสนอเรื่องดนตรีนอกกระแส แทนที่จะเป็นช่วงที่เขามีความสุข แต่มันกลับกลายเป็นตรงกันข้าม</p>
<p>“ช่วงนั้นแม่ก็ด่าทุกวันว่าทำไมไม่หางานทำ มัวแต่อยู่กับความฝันทำไม แม่บอกผมว่า แม่ไม่ภูมิใจในตัวลูกเลยนะ เป็นคำที่เจ็บมาก ก็ถามแม่อีกทีนึงว่าแม่พูดจริงหรือเปล่า แม่ก็บอกว่าจริง ช่วงนั้นผมเป็นภาวะซึมเศร้าด้วย ก่อนนอนไม่อยากนอนก็จะร้องไห้ ตื่นมาก็ไม่อยากลุก” พายย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p>
<p>“ตอนนั้นคิดไหมว่าถ้าเราไปสมัครงานประจำทำอย่างที่แม่ว่าก็จะหลุดพ้นจากสภาวะนี้” ผมถามเขา</p>
<p>“ผมอยากพยายามพิสูจน์ตัวเองก่อน เราคิดว่ามันทำได้ มันคือความฝันเรา คือสิ่งที่เราอยากทำ ผมไม่สามารถจะอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่เชื่อได้นานๆ ผมเรียนวิศวะมา แต่ผมก็ทำได้ไม่กี่ปี มันเบื่อ ทนไม่ไหว รู้สึกว่าขี้เกียจตื่น พอจะนอนก็ขี้เกียจนอน ไม่อยากนอนเพราะเดี๋ยวมันต้องตื่นไปทำงาน อะไรแบบนี้ พอทำงานเสร็จวันศุกร์ก็ต้องกินเหล้า วันเสาร์ก็กินเหล้า อะไรแบบนี้เพื่อให้มันสนุก แล้ววันจันทร์ถึงศุกร์ก็ไปทำงาน มันไม่มีความสุข ก็เลยอยากทำอะไรที่แบบเราเชื่อ ทำอะไรที่แบบเราอยากทำ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF1920.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF1940.jpg"></p>
<p>“มันคุ้มหรือที่เราต้องทนลำบากกับสิ่งที่เราเชื่อขนาดนี้” ผมชวนให้เขาย้อนทบทวน</p>
<p>“อาจจะไม่คุ้มก็ได้ครับ แต่ผมเลือกว่าผมอยากจะทำ Indiecampfire เพราะผมรู้สึกว่าวงการดนตรีไทยมันมีทางออกนะ แต่มันต้องทำตั้งแต่รากฐาน มันต้องทำตั้งแต่ภาพรวมตั้งแต่ภาพใหญ่ลงมายันภาพเล็ก และภาพเล็กขึ้นไปภาพใหญ่ แต่มันไม่มีใครทำ เพราะมันไม่มีใครคิดว่าเป็นไปได้ แต่ผมคิดว่ามันมีทางเป็นไปได้ แค่ไม่มีใครไปจับทีละจุดมาต่อกัน ถ้าไม่มีใครทำ กูทำก็ได้”</p>
<p>จากการมุ่งมั่นทำบล็อก Indiecampfire โดยไม่สนใจเสียงรอบข้างนั่นเองที่สั่งสมคอนเนกชันในวงการดนตรีนอกกระแสให้กับเขา และทำให้เขาเข้าใกล้ความฝันโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้รู้จักกับฟังใจในยุคก่อตั้ง</p>
<p>“ตอนนั้นท็อป (ศรันย์ ภิญญรัตน์ CEO ของฟังใจ) เขาเริ่มทำฟังใจเพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง นั่นคือต้องการสร้างที่ปล่อยเพลงให้ศิลปินอินดี้ เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นๆ ได้ฟัง เราก็คิดว่า เฮ้ย เริ่มจากจุดเดียวก่อนน่าจะดีที่สุด ผมจึงเขียนเมสเสจทางเฟซบุ๊กไปสมัครงานกับเขา แนะนำตัวว่าประวัติผมเป็นแบบนี้ เคยทำแบบนี้มา ผมอยากจะทำงานด้วย”</p>
<p>จากข้อความที่กด send ไปในวันนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมบริหารยุคเริ่มต้นก่อการ<a href="http://www.fungjai.com">&nbsp;www.fungjai.com </a> เว็บไซต์มิวสิกสตรีมมิ่งสำหรับดนตรีนอกกระแสรายแรกในประเทศไทย และจากจุดนั้นทำให้ความฝันของเขาที่ต้องการเห็นแพลตฟอร์มซึ่งแก้ปัญหาต่างๆ ในวงการเพลงก็เริ่มมีเค้าความจริง</p>
<h3><strong>ผมอยากให้ผลงานที่ผมสร้างไว้เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ต้องจำชื่อผมก็ได้<br />
</strong></h3>
<p>เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชายหนุ่มอินกับวงการเพลงนอกกระแสและอยากให้ศิลปินในวงการอยู่ได้อย่างยั่งยืน เป็นเพราะเขาเข้าอกเข้าใจความยากลำบากของคนในวงการเป็นอย่างดี เนื่องจากครั้งหนึ่งเขาเคยทำวงกับเพื่อนในนามวง Cigarette Launcher</p>
<p>“ถามว่าทำไมฟังใจถึงมีนักดนตรีมากมายเป็นพนักงาน เกือบครึ่งหนึ่งเลยแหละที่เป็นนักดนตรี ผมว่าคงเป็นเพราะคนที่จะเข้าใจความเจ็บปวดของนักดนตรีด้วยกันก็คือนักดนตรีด้วยกันแหละครับ คือช่วงที่ผมทำวง Cigarette Launcher ผมก็พอจะรู้ว่านักดนตรีรู้สึกยังไงเวลาอยู่บนเวที เขารู้สึกยังไงเวลาเจอแฟนเพลง เขารู้สึกยังไงเวลามีคนชอบเพลงเขา เขามีความรู้สึกยังไงเวลามีแฟนเพลง เวลาคนฟังเพลงตอบรับพลังงานที่เขาส่งออกไปบนเวที มันคือทุกอย่างอ่ะ มันคือประสบการณ์ทั้งหมด ถ้าจะถามว่าผมเรียนรู้อะไรบ้าง มันก็คือทุกอย่างที่ว่า”</p>
<p>วันนี้เมื่อพูดถึงวงการเพลงนอกกระแส ฟังใจคือชื่อแรกที่ใครๆ ต่างนึกถึง ความเชื่อของเขาและเพื่อนพ้องที่ร่วมกันสร้างมาเริ่มผลิดอกออกผล ฟังใจไม่ได้เป็นแค่มิวสิกสตรีมมิ่งเพียงอย่างเดียวแล้วในวันนี้ แต่ยังสร้างพื้นที่แสดงสดให้ศิลปินภายใต้ชื่อคอนเสิร์ตเห็ดสดที่ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงอินดี้อย่างล้นหลาม และยังมีสหภาพนักดนตรีที่ชื่อ Malama สำหรับรองรับศิลปินอิสระที่ไม่สังกัดค่ายจะได้สร้างผลงานของตัวเองได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF1983.jpg"></p>
<p>เมื่อถามเขาว่าตั้งแต่ทำฟังใจมา มีโมเมนต์ไหนบ้างไหมที่ทำให้เขารู้สึกหัวใจเต้นแรง ชายหนุ่มนิ่งคิดไม่นานก่อนส่ายหน้าแล้วบอกว่า</p>
<p><strong>“</strong>ไม่มีเลย ทุกอย่างมันคือขั้นเล็กๆ ของก้าวใหญ่ๆ อีกทีนึง เราก็จะดีใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจเรา มาบอกว่าขอบคุณที่มีอยู่ ขอบคุณที่ช่วยเหลือ ขอบคุณที่มีพื้นที่ให้กับพวกเขา ขอบคุณอะไรแบบนี้ จริงๆ ความสุขของผมคือคนเห็นคุณค่าของเรานั่นแหละ คือคนเห็นว่าเราทำอะไร และรู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร ผมจะดีใจมาก แค่นั้นเองครับ&#8221;</p>
<p>“มีคำพูดหนึ่งที่ผมเคยได้ยินบอกว่าคนเราตาย 2 ครั้ง ตายครั้งแรกเมื่อเราหมดลมหายใจ กับตายอีกครั้งเมื่อคนลืมชื่อเรา ในตอนนั้นผมคิดว่าผมอยากจะตายครั้งเดียว เพื่อให้คนยังจำชื่อเราได้ แต่พอมาคิดดู จริงๆ แล้วเวลาผมไปงาน ผมอยากเป็นแค่แฟนเพลงคนนึง ไม่ต้องรู้จักใคร ผมแค่มาดูดนตรีก็แฮปปี้ของเราแล้ว ผมอยากให้ผลงานที่ผมสร้างไว้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วมันดีต่อประเทศไทยจริงๆ ดีต่อโลกจริงๆ&#8221;</p>
<p>“ไม่ต้องจำชื่อผมก็ได้” ชายที่ผมจดจำชื่อได้แม่นยำในวันนี้ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF2071.jpg"></p>
<blockquote><p>&#8220;มีคนบอกว่าคนเราตาย 2 ครั้ง<br />
ตายครั้งแรกเมื่อเราหมดลมหายใจ<br />
กับตายอีกครั้งเมื่อคนลืมชื่อเรา<br />
แต่พอมาคิดดู ผมแค่อยากให้ผลงาน<br />
ที่ผมสร้างไว้เกิดขึ้นจริงๆ<br />
ไม่ต้องจำชื่อผมก็ได้&#8221;</p></blockquote>
<div id="erdyt-69eeba793e641" data-id="M8TNYeFiyY8" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-M8TNYeFiyY8-69eeba793e641" data-vid="M8TNYeFiyY8" data-src="https://www.youtube.com/embed/M8TNYeFiyY8?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/M8TNYeFiyY8/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494472&amp;PluID=0&amp;ord=%5btimestamp%5d&amp;rtu=-1" width="1" height="1"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-4/">ฟังหัวใจที่อธิบายตัวตนของ พาย-ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี แห่ง Fungjai</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เกมสร้างฝันและตัวตนของ บี-พลากร เตชะไทยเจริญ แชมป์เกมเพลงระดับท็อปของไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 May 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[MaiMai]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[บี-พลากร เตชะไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[โอทูแจม (O2Jam)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราถึงบ้านย่านบางแคของ บี-พลากร เตชะไทยเจริญ หนุ่มวัย 24 ปี เขาเปิดห้องรับแขกให้นั่งพูดคุยถึงวีรกรรมการเล่นเกมเพลงที่พลิกชีวิต เกมมอบประสบการณ์พาเขาก้าวจากโลกความจริง สู่โลกความฝันที่ทำด้วยความสุข ถ้า 13 ปีก่อน เขาไม่ได้เล่นเกมที่ชอบในวันนั้น จะไม่มีรูปแบบชีวิตที่เขาภาคภูมิใจอย่างวันนี้ “ผมหลงใหลการเล่นเกมเพลง” บีเกริ่น แล้วโชว์ถ้วยรางวัลที่สะท้อนความคลั่งไคล้เกมเกี่ยวกับเพลงและเกมเต้นระดับดีเด่นให้เราดู เช่น การเล่นเกมเพลงตู้ MaiMai ระดับยากสุดได้แบบ All Combo เล่นไม่พลาดคนแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ยังควบถ้วยรางวัลจากเกมอีกหลายเกม เช่น Neon FM อันดับ 2 ของประเทศ (2016), Pump It Up อันดับ 3 ของประเทศ (2015), DJMAX Technika อันดับ 2 ของประเทศ (2013) และ Danz Base อันดับ 4 ของประเทศ (2015) เป็นต้น หลายคนพูดว่าเกมไร้สาระ คนติดเกมถูกมอมเมาทำให้เสียอนาคต ถ้าคิดแบบนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-3/">เกมสร้างฝันและตัวตนของ บี-พลากร เตชะไทยเจริญ แชมป์เกมเพลงระดับท็อปของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเราถึงบ้านย่านบางแคของ <strong>บี-พลากร เตชะไทยเจริญ</strong> หนุ่มวัย 24 ปี เขาเปิดห้องรับแขกให้นั่งพูดคุยถึงวีรกรรมการเล่นเกมเพลงที่พลิกชีวิต เกมมอบประสบการณ์พาเขาก้าวจากโลกความจริง สู่โลกความฝันที่ทำด้วยความสุข ถ้า 13 ปีก่อน เขาไม่ได้เล่นเกมที่ชอบในวันนั้น จะไม่มีรูปแบบชีวิตที่เขาภาคภูมิใจอย่างวันนี้</p>
<p>“ผมหลงใหลการเล่นเกมเพลง” บีเกริ่น แล้วโชว์ถ้วยรางวัลที่สะท้อนความคลั่งไคล้เกมเกี่ยวกับเพลงและเกมเต้นระดับดีเด่นให้เราดู เช่น การเล่นเกมเพลงตู้ MaiMai ระดับยากสุดได้แบบ All Combo เล่นไม่พลาดคนแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ยังควบถ้วยรางวัลจากเกมอีกหลายเกม เช่น Neon FM อันดับ 2 ของประเทศ (2016), Pump It Up อันดับ 3 ของประเทศ (2015), DJMAX Technika อันดับ 2 ของประเทศ (2013) และ Danz<br />
Base อันดับ 4 ของประเทศ (2015) เป็นต้น</p>
<p>หลายคนพูดว่าเกมไร้สาระ คนติดเกมถูกมอมเมาทำให้เสียอนาคต ถ้าคิดแบบนั้น บีจะใช้เกมพิสูจน์ให้คุณเห็นมุมใหม่ มุมที่เกมหยิบยื่นโอกาสดีหลายครั้งให้ชีวิตเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3739.jpg" /></p>
<h3><strong>เกมคือความคลั่งไคล้</strong></h3>
<p>เมื่ออายุ 10 ปี บีเหมือนเด็กติดเกมออนไลน์ทั่วไป จนวันหนึ่งเริ่มเล่นเกมเพลงออนไลน์ชื่อ โอทูแจม (O2Jam) เกมที่มีตัวโน้ตไหลลงมา 7 ช่อง ต้องใช้นิ้วมือ 7 นิ้ว กดให้ทันโน้ต เกมนี้ช่างท้าทายเขา เพราะเล่นได้ไร้ขีดจำกัด จากระดับง่ายจนถึงยากสุดในแบบที่มนุษย์ไม่อาจเล่น แต่เอาสิ บีเล่นผ่านทุกเพลงของเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยจนได้</p>
<p>“เกมเพลงไม่มีลิมิต ไม่มีกำแพงความยาก ผมอยู่กับเกมแบบนี้ได้ทั้งชีวิต ถ้ามีเพลงใหม่ โน้ตใหม่ก็มา ที่สำคัญมันไม่ไร้สาระ เพราะเกมนี้ให้ทักษะด้านดนตรี ทุกวันนี้เล่นกลอง กีตาร์และเปียโนได้ กล้าพูดเลยว่าเพราะเล่นเกม”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3760.jpg" /></p>
<h3><strong>เกมคือบทพิสูจน์</strong></h3>
<p>คุณว่าเด็กบ้าเกมคนหนึ่งจะพิสูจน์ตัวเองยังไงให้คนรอบข้างยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่า</p>
<p>บีเล่นเกมทุกวันจนติดงอมแงม การที่เขาเล่นเกมอย่างหนักทำให้พ่อแม่เป็นห่วงมาก</p>
<p>“ตอน ป.4 พ่อถามผมว่าอยากลาออกจากโรงเรียนมาใช้ชีวิตไหม ซึ่งผมเบื่อโรงเรียนอยู่แล้ว ผมตอบเลยว่าอยาก” บีตอบเสียงเข้ม สายตาแน่วแน่</p>
<p>ถ้ามองจากมุมคนทั่วไป ภาพของบีหลังจบชั้น ป.4 แล้วลาออกมาอยู่บ้าน อาจเหมือนเด็กคุณสมบัติต่ำต้อย แต่ช่วงชีวิตหลังจากนั้นกลับเป็นการเปิดโลกทัศน์ และได้คิดต่างจากการเรียนในระบบทั่วไป “พ่อผมพาออกมาทำงานขายของ เรียนวิชาชีพ ทำอาหาร งานช่าง เรียนกีฬา เรียนทุกอย่างที่โรงเรียนไม่มีให้เราเป็นเวลา 3 ปี แต่มีเป้าเลยว่าต้องสอบเข้ามหา’ลัยให้ได้ เลยตัดสินใจเรียน กศน. (การศึกษานอกระบบ) เรียนได้วุฒิ ป.6 และ ม.3 ตามลำดับ”</p>
<p>“แล้วต่อมาต้องเรียนพิเศษด้วย ตอนนั้นผมเสี่ยงเดิมพันสูงมาก เพราะมีแค่วุฒิ ม.3 เดินไปหาติวเตอร์บอกว่าอยากสอบตรงเข้าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วยทำยังไงก็ได้ให้สอบเข้าได้ที หลังจากนั้นต้องติวอย่างหนักจนครบ จากนั้นไปสอบจนติด แต่ปัญหาคือผมมีแค่วุฒิ ม.3”</p>
<p>น่าเหลือเชื่อ จนผมเลิกคิ้วสูง แล้วถามเขาว่า บีทำยังไงต่อ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3915.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3962.jpg" /></p>
<p>“ผมบอกเขาเลยว่ารอก่อนนะ ก่อนเปิดเทอมผมจะเอาวุฒิ ม.6 มาให้แน่นอน ผมดึงเอาความรู้ทั้งหมดที่มีในตัวไปสอบวัดระดับ GED หลักสูตรการเรียนนอกโรงเรียนระดับ ม.ปลาย ของประเทศสหรัฐอเมริกา พยายามทีเดียวจนสอบผ่าน”</p>
<p>จากนั้นเสียงปรามาสจากคนรอบตัวที่คอยว่าเด็กติดเกมคนนี้จึงเบาลงเรื่อยๆ เบาพอๆ กับเสียงบีที่แอบบอกเราว่า “คิดดูว่าตอนติว เรียนหนักขนาดไหน แต่พอเลิกเรียน ผมต้องมาคลายเครียดด้วยการเล่นเกมเพลงหยอดเหรียญทุกวันอยู่ดี” บีเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ</p>
<h3><strong>เกมคือเพื่อนและประตูสู่มิตรภาพ</strong></h3>
<p>ไม่ใช่แค่ได้รับความสนุก เกมที่ว่านั้นพาเขาไปเจอสังคมเพื่อนที่ขาดหายไปนานตั้งแต่ช่วงลาออกมาจากโรงเรียน</p>
<p>“การเล่นเกมตู้นี้พาผมเข้ากลุ่มเพื่อนครั้งแรก หลังจากตัดขาดสังคมเพื่อนตั้งแต่ลาออกตอน ป.4 มันทำให้ผมเจอกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัย เจอคนแทบทุกแบบ บางคนกลายเป็นเพื่อนซี้กันถึงทุกวันนี้” นั่นคือการเติมเต็มเรื่องสังคมเพื่อนที่เคยขาด สายตาเขาตอนพูดจบประโยคบอกเราแบบนั้น</p>
<h3><strong>นี่คือการลบคำสบประมาท</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3899.jpg" /></p>
<p>ในเมื่อเด็กชายเล่นเกมจนคลั่งไคล้ เขาตัดสินใจเอาจริงเอาจัง ขึ้นเวทีการประกวดให้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นอีกบทอีกก้าวของการเล่นเกมแบบไม่ให้เสียเปล่า แม้เริ่มจากเพื่อนชวนให้เขาสมัครแข่งขันเกมบนเวทีประกวดเล่นๆ<br />
แต่เพราะเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง การแข่งขันต่างๆ จึงกลายเป็นประตูสู่หมุดหมายสำคัญแห่งชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p>“เมื่อมีเวทีแข่งขัน เราอยากลองเข้าร่วมเพื่อพัฒนาทักษะ การได้เจอคนเก่งมารวมกันทำให้ได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นเทคนิคว่าเขาเล่นกันยังไง ทักษะตรงไหนที่ด้อย ผมรีบไปถามวิธีจากเขา ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด ครั้งแรกผมอ่อนหัด โอ้โห สู้ใครไม่ได้เลย เราขาดอะไรวะ เราต้องฝึกอะไรเพิ่ม ผมขอคำแนะนำทุกคน กลับมาฝึก ฝึก ฝึก เอามันทุกทางจนเป็นทุกอย่าง ผมภูมิใจมาก”</p>
<p>เป็นเพราะการฝึกฝน ทำให้เกิดการเรียนรู้ จนกระทั่งบีตระหนักว่าเกมคือบทเรียนยิ่งใหญ่แห่งชีวิต</p>
<p><strong>“</strong>เกมทุกเกมคือบทเรียน ถ้าไม่ผ่านด่าน ต้องเล่นให้ผ่านจนได้ ถ้าปลดล็อกทีละด่าน เราจะเรียนรู้ทักษะจากเกมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ<strong>เกมก็เหมือนชีวิต เราจะหยุดอยู่แค่นั้นเหรอ อยากอยู่ในชีวิตจังหวะเดิมๆ แล้วไม่พัฒนาเพิ่มหรือไง เป็นผมจะไม่ยอมหรอก<br />
</strong></p>
<p>“มีญาติผู้ใหญ่เห็นผมเล่นเกม แล้วมาบอกพ่อว่าลูกคุณไปเล่นเกมในห้าง พ่อต้องแบกรับความรู้สึกทุกอย่าง ผมจะพิสูจน์ให้ดูเลย อย่ามองแง่เดียว คนเล่นแล้วดีมีตั้งเยอะ บางคนเล่นแล้วแข่งระดับโลก มีรายได้พัฒนาตัวเอง<br />
คุณเปิดใจมองหรือยัง ผมไม่เล่นเฉยๆ ต้องดูด้วยว่ามีลู่ทางไปต่อไหม อยากจะทำงานด้านเกม นอกจากเล่น ผมต้องฝึกฝนตัวเองด้านอื่นด้วย&#8221;</p>
<p>“สุดท้ายผมทำงานเกี่ยวกับเกมจนมีเงินเก็บ แล้วตอนนี้ก็มีธุรกิจของตัวเอง ผมตั้งตัวได้เพราะเรื่องเกม แถมเกมทำให้ตั้งใจเรียนกว่าเดิม เพราะต้องแบ่งเวลาให้เป็น ตอนนี้ผมไม่ขอเงินพ่อแม่ใช้เลย เพราะฉะนั้นเรื่องเกมมันยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก” บีพูดอย่างภาคภูมิ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3824.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3805.jpg" /></p>
<hr />
<h3><strong> 5 สิ่งสำคัญขับเคลื่อนชีวิต</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_38932.jpg" /></p>
<p>นอกจากบทสนทนาเรื่องตัวตนคนเล่นเกมที่บีเล่าให้เราฟังเข้มข้น เขายังเลือก 5 สิ่งสำคัญที่สัมพันธ์กับชีวิตการเล่นเกมที่รัก จนหล่อหลอมให้เขากลายเป็นบีที่แข็งแกร่งในปัจจุบันให้เราฟังด้วย</p>
<p><strong>01 ไอแพดสำหรับฝึกปรือการเล่นเกม<br />
</strong>การลงมือทำอะไรให้เชี่ยวชาญต้องอาศัยการฝึกซ้อม ไอแพด โปร เครื่องนี้ผมต้องพกติดตัวเอาไว้ฝึกซ้อมซ้ำๆ ให้เก่งจนได้ และที่ผมภูมิใจมากเพราะเอาเงินส่วนตัวจากการทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงด้านเกมมาซื้อ</p>
<p><strong>02 ตู้เกมที่ต้องเล่นเป็นชีวิตจิตใจ<br />
</strong>กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าถ้าไม่มีตู้เกม ผมจะสอบเข้ามหา’ลัยไม่ได้ สมัยที่ผมเรียนพิเศษ ตอนนั้นเครียดมาก ผมใช้ตู้เกมระบายความเครียด มันช่วยเติมพลังชีวิตที่ขาดหาย ทำให้วันต่อไปมีแรงและพลังฮึดลุกขึ้นมาเรียนต่อ จนทำให้มีวันนี้จนได้</p>
<p><strong>03 รองเท้าเพื่อนคู่ใจ<br />
</strong>‘ไอ้ตีนกบ’ ส่วนใหญ่เวลาใส่รองเท้าคู่นี้ คนจะเรียกผมแบบนี้ เพราะมันถูกออกแบบมาเป็นรูปทรงนิ้วเท้า พูดเลยว่าตีนกบคู่นี้แหละ ที่ผมใส่จนได้รางวัลจากเวทีการแข่งขันเกมต่างๆ</p>
<p><strong>04 โน้ตบุ๊กที่ใช้สร้างสรรค์งานด้านเกม<br />
</strong>โน้ตบุ๊กตัวนี้ใช้ทำงานทุกอย่าง สร้างรายได้มากมาย มีคุณค่าทางใจสูง ผมเคยทำเกมเพลงมากมา นอกจากนี้ยังใช้โน้ตบุ๊กเครื่องนี้เล่นเกม ใช้ทำเพจเกมส่วนตัวชื่อ bmusicgame ในเฟซบุ๊กและมีชาแนลยูทูบที่แบ่งปันเรื่องราวการเล่นเกมกับคนที่รักการเล่นเกมอีกหลายหมื่นหลายพันคนด้วย</p>
<p><strong>05 แบงก์ร้อย สื่อแทนกำลังใจ<br />
</strong>มีครั้งหนึ่งเคยเล่นเกมตู้ในห้าง แล้วคนมามุงดู ฝรั่งคนหนึ่งเดินมายื่นแบงก์ร้อยให้ แล้วบอกผมว่า “เราชอบดูคุณเล่นมาก ช่วยเล่นให้ดูอีกครั้งทีเถอะ” ผมดีใจสุดๆ สำหรับผมแบงก์ร้อยนั่นมูลค่าไม่น้อยเลยนะ แล้วมีคนให้แสดงว่าการเล่นเกมของเราสร้างความสุขให้คนอื่นได้ มันยืนยันว่าคุณค่าของเกมมีอยู่จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_38681.jpg" /></p>
<div id="erdyt-69eeba793f224" data-id="kXygtdepJFI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-kXygtdepJFI-69eeba793f224" data-vid="kXygtdepJFI" data-src="https://www.youtube.com/embed/kXygtdepJFI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/kXygtdepJFI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong style="background-color: initial;">ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-3/">เกมสร้างฝันและตัวตนของ บี-พลากร เตชะไทยเจริญ แชมป์เกมเพลงระดับท็อปของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลมหายใจในเพลงแร็พและสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของ ‘นิลโลหิต’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[แร็พเปอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Rap is now]]></category>
		<category><![CDATA[นิลโลหิต]]></category>
		<category><![CDATA[นภ หอยสังข์]]></category>
		<category><![CDATA[ฮิปฮอป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ตัวเรา’ แม้ชายตรงหน้าจะสวมหน้ากากปิดปากสีดำและหมวกแก๊ปสีเดียวกัน ปกปิดรูปลักษณ์ใบหน้าของเขาไม่ให้เห็นเด่นชัด แต่จากแววตาของเขา ทั้งยามใช้ชีวิตปกติและยามที่เขาร้องแร็พเร้าโสตประสาทอยู่บนเวที เราย่อมรับรู้ได้ว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองในระดับเหนือคนปกติทั่วไป เรารู้จักเขา&#160;นภ หอยสังข์ หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม นิลโลหิต จากเวทีแร็พที่ปลุกกระแสฮิปฮอปให้คึกคักและลุกโชนไปทั่วโลกโซเชียล อย่าง RAP IS NOW ซีซั่น 2 โดยจุดเด่นที่ทำให้เขาโดดเด้งคือการเลือกใช้คำสุดสร้างสรรค์ ไหวพริบในการเลือกคำมาใช้ที่อาจหยาบเท่าใครหลายคน แต่ไม่ว่าใครได้ยินก็เป็นอันต้องรู้สึกแสบๆ คันๆ บริเวณอกข้างซ้าย คลังคำมากล้นที่เขาพ่นออกมาบนเวทีและการสัมผัสที่เหมาะเจาะ ส่วนหนึ่งได้มาจากทักษะการแต่งกลอนประเภทต่างๆ ที่เขาสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม โดยครั้งแรกที่เขาเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่วัฒนธรรมฮิปฮอปคือช่วงมัธยมต้นโดยการซึมซับจากพี่สาวที่คลั่งไคล้วัฒนธรรมฮิปฮอปเข้าเส้น เริ่มต้นจากการเต้นบีบอยเช้ากลางวันเย็นที่โรงเรียน ก่อนจะไล่ลามไปสู่การเริ่มต้นแร็ปจนชื่อชั้นและลีลาโดดเด่นเป็นที่รู้จัก ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าอะไรทำให้เขาหลงใหลสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองด้วยแววตาสงสัยอย่างการร้องแร็พ “คุณฟังฉ่อยแล้วคุณชอบไหม” นิลถามโดยเว้นจังหวะให้ผมตอบ เมื่อผมพยักหน้าเขาจึงพูดต่อ “ถามว่าชอบเพราะอะไร เพราะมันคือศิลปะไง ศิลปะหนึ่งชิ้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าเราชอบมันจากตรงไหน ภาพของแวนโก๊ะภาพหนึ่ง คุณบอกได้หรือว่าคุณชอบจุดไหนของภาพ มันต้องมองในภาพรวม มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากอินเนอร์เขา ถ้าถามว่าเราชอบเพลงแร็พเพราะอะไร บางทีคำตอบมันเป็นนามธรรม เราพูดไม่ได้ แต่เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ” โดยหนึ่งในสิ่งที่นิลโลหิตเชื่อเสมอมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครจดจำเขาได้ คือการใส่ตัวตนลงไปในสิ่งที่ร้อง ใส่ทัศนคติของตัวเองลงไปในทุกวรรคที่แร็พ เขาเชื่อว่าความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้เรามีตัวตน โดดเด่น ท่ามกลางกลุ่มคนที่ทำตามๆ กัน เชื่อเหมือนๆ กัน “เราต้องใส่ทัศนคติตัวเองลงไปในเพลง เหมือนกุ๊กที่ทำอาหาร การที่กุ๊กหรือเชฟคนนึงจะดังได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-2/">ลมหายใจในเพลงแร็พและสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของ ‘นิลโลหิต’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong style="background-color: initial;">‘ตัวเรา’</strong></h3>
<p>แม้ชายตรงหน้าจะสวมหน้ากากปิดปากสีดำและหมวกแก๊ปสีเดียวกัน ปกปิดรูปลักษณ์ใบหน้าของเขาไม่ให้เห็นเด่นชัด แต่จากแววตาของเขา ทั้งยามใช้ชีวิตปกติและยามที่เขาร้องแร็พเร้าโสตประสาทอยู่บนเวที เราย่อมรับรู้ได้ว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองในระดับเหนือคนปกติทั่วไป</p>
<p>เรารู้จักเขา&nbsp;<strong>นภ หอยสังข์</strong> หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม <strong>นิลโลหิต</strong> จากเวทีแร็พที่ปลุกกระแสฮิปฮอปให้คึกคักและลุกโชนไปทั่วโลกโซเชียล อย่าง RAP IS NOW ซีซั่น 2 โดยจุดเด่นที่ทำให้เขาโดดเด้งคือการเลือกใช้คำสุดสร้างสรรค์ ไหวพริบในการเลือกคำมาใช้ที่อาจหยาบเท่าใครหลายคน แต่ไม่ว่าใครได้ยินก็เป็นอันต้องรู้สึกแสบๆ คันๆ บริเวณอกข้างซ้าย</p>
<p>คลังคำมากล้นที่เขาพ่นออกมาบนเวทีและการสัมผัสที่เหมาะเจาะ ส่วนหนึ่งได้มาจากทักษะการแต่งกลอนประเภทต่างๆ ที่เขาสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม โดยครั้งแรกที่เขาเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่วัฒนธรรมฮิปฮอปคือช่วงมัธยมต้นโดยการซึมซับจากพี่สาวที่คลั่งไคล้วัฒนธรรมฮิปฮอปเข้าเส้น</p>
<p>เริ่มต้นจากการเต้นบีบอยเช้ากลางวันเย็นที่โรงเรียน ก่อนจะไล่ลามไปสู่การเริ่มต้นแร็ปจนชื่อชั้นและลีลาโดดเด่นเป็นที่รู้จัก ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าอะไรทำให้เขาหลงใหลสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองด้วยแววตาสงสัยอย่างการร้องแร็พ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_327611.jpg"></p>
<p>“คุณฟังฉ่อยแล้วคุณชอบไหม” นิลถามโดยเว้นจังหวะให้ผมตอบ เมื่อผมพยักหน้าเขาจึงพูดต่อ “ถามว่าชอบเพราะอะไร เพราะมันคือศิลปะไง ศิลปะหนึ่งชิ้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าเราชอบมันจากตรงไหน ภาพของแวนโก๊ะภาพหนึ่ง คุณบอกได้หรือว่าคุณชอบจุดไหนของภาพ มันต้องมองในภาพรวม มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากอินเนอร์เขา ถ้าถามว่าเราชอบเพลงแร็พเพราะอะไร บางทีคำตอบมันเป็นนามธรรม เราพูดไม่ได้ แต่เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ”</p>
<p>โดยหนึ่งในสิ่งที่นิลโลหิตเชื่อเสมอมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครจดจำเขาได้ คือการใส่ตัวตนลงไปในสิ่งที่ร้อง ใส่ทัศนคติของตัวเองลงไปในทุกวรรคที่แร็พ เขาเชื่อว่าความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้เรามีตัวตน โดดเด่น ท่ามกลางกลุ่มคนที่ทำตามๆ กัน เชื่อเหมือนๆ กัน</p>
<p>“เราต้องใส่ทัศนคติตัวเองลงไปในเพลง เหมือนกุ๊กที่ทำอาหาร การที่กุ๊กหรือเชฟคนนึงจะดังได้ เขาต้องมีคาแรกเตอร์ มีตัวตนของตัวเอง สมมติมีเมนูหนึ่ง ทำไมเราถึงชิมแล้วรู้ว่านี่คือข้าวผัดจากใคร เพราะมันคือคาแรกเตอร์ที่เขาใส่ลงไปในตัวผลงาน ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องของการแร็พ ผมมองว่าทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นมุมมอง เป็นไหวพริบ เป็นเรื่องของการที่เราจะแก้ไขสถานการณ์ตรงนั้นยังไง เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันคำเดิมที่เคยพูดว่า การใส่ตัวตนของตัวเองลงไปในเพลงในผลงานแต่ละอย่างมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”</p>
<p>แม้ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ใครหลายคนอาจมองวัฒนธรรมฮิปฮอปหรือการออกไปยืนแร็พบนเวทีด้วยแววตาไม่เข้าใจ บางคนถึงขั้นดูถูก เหยียดหยาม แต่เขาไม่มัวเอาเสียงและแววตาเหล่านั้นมาใส่ใจ</p>
<p>ชายหนุ่มบอกว่าเขาเชื่อในการพิสูจน์ตัวเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3330.jpg"></p>
<p>“ถ้าพูดถึงฮิปฮอป นึกโยงตั้งแต่ที่ผมเริ่มเข้าสู่วัฒนธรรมฮิปฮอปจนถึงตอนนี้ สิ่งเดิมที่ผมได้จากมันคือความสุขแค่นั้นเอง ซึ่งการที่เราเจออะไรที่เรามีความสุขกับมัน แทนที่เราจะมัวไปตามคนอื่น ผมถือว่าชีวิตเราได้กำไรไปแล้วครึ่งหนึ่ง เราจะไปเตะบอลทุกวันตามคนอื่นทำไมถ้าใจจริงเราชอบเต้น โอเค การไปเตะบอลตามคนอื่นมันก็ไม่ถือว่าชีวิตขาดทุนหรอก เพียงแต่ว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเท่าไหร่</p>
<p>“ช่วงที่เต้นบีบอยเป็นช่วงที่หลายคนในโรงเรียนไม่ยอมรับ ต่อต้าน ไม่ต้องการ เพราะว่าผมแตกต่างจากเขา ปีแรกครูทุกคนบอกว่า เฮ้ย อย่าทำ เดี๋ยวแขนหักขาหัก เดี๋ยวนี่เดียวนั่น พอมาปีที่สอง คุณครูเริ่มว่าน้อยลง พอปีที่สามเป็นช่วงที่เราเริ่มออกไปแสดงข้างนอก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถจริงๆ จังๆ ตอนนั้นเราเริ่มเป็นที่ยอมรับ ซึ่งผมเหมือนได้เรียนรู้ชีวิตว่าบางทีการทำตามคำพูดส่วนใหญ่ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เราต้องพิสูจน์ให้เห็นเองว่าเราทำได้จริง ซึ่งการกระทำมันมีน้ำหนักกว่าคำพูด คำพูดมันแค่ลมปาก ใครก็พูดได้” นิลโลหิตย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาฝ่าฟันมา</p>
<p>“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นทางที่เรากำลังพิสูจน์ คือเส้นทางที่ถูกต้อง” ผมโยนคำถามนี้ให้เขา</p>
<p>“ระหว่างข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเก็ตตี้ คุณจะทราบได้ยังไงว่าในสามสิ่งนี้ คุณชอบทานอย่างไหนมากที่สุด” ชายหนุ่มถามกลับ</p>
<p>“ต้องลอง” ผมตอบ</p>
<p>“ใช่ คือเราไม่รู้หรอกว่าเราชอบกินข้าวมากที่สุดหรือเปล่าจนกว่าเราจะลองกินข้าวดู หรือเราจะชอบก๋วยเตี๋ยวไหม เราก็ต้องลองกินก๋วยเตี๋ยวดู หรือเราชอบสปาเก็ตตี้หรือเปล่า เราก็ต้องลองกินสปาเก็ตตี้ดู ซึ่งพอลองแล้ว เราค่อยมาพิจารณากันว่าชีวิตเราชอบอะไรมากที่สุด”</p>
<h3><strong>‘ของเรา’</strong></h3>
<p>ด้วยความเชื่อว่าเราต่างถูกหล่อหลอมมาด้วยสิ่งที่ไม่ซ้ำกันกัน และสิ่งต่างๆ ที่เราเจอมาในชีวิตก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนแตกต่าง และมีเราเพียงหนึ่งเดียว เราสงสัยว่าแล้วอะไรคือสิ่งของหรือสถานที่ที่หล่อหลอมนิลโลหิตจนกลายเป็นเขาดังเช่นที่เราเห็น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3379.jpg"></p>
<p><strong>หูฟัง</strong></p>
<p>“มันมีอิทธิพลกับผมตั้งแต่ ม.1 ตอนนั้นเรายืมโน๊ตบุ๊กของคุณแม่มาใช้งาน ซึ่งบ้านที่ผมอยู่ถ้าเปิดลำโพงเสียงจะดังผมเกรงใจ ผมไม่อยากให้ความชอบของเราไปรบกวนคนอื่นก็เลยใช้หูฟัง หรือตอนอยู่บนรถแม่ผมก็ใช้หูฟัง เพราะไม่อยากรบกวนใคร หูฟังทำให้ผมมีความสุขในโลกส่วนตัว เพลงในหูฟังคือสิ่งที่กรอกหูผมมาตลอด คือสิ่งที่ให้จังหวะผม คือสิ่งที่เปิดทัศนคติของผม คือตัวเชื่อมโยงสิ่งที่สื่อสารจากต้นทางมาหาเรา ซึ่งผมว่ามันมีอิทธิพลต่อชีวิตผมเยอะมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3276.jpg"></p>
<p><strong>พื้นโรงเรียน</strong></p>
<p>“พื้นโรงเรียนคือจุดเริ่มต้นของชีวิตผมในเรื่องการเต้นบีบอย พื้นบริเวณที่ผมฝึกซ้อมเต้นจะสะอาดเอี่ยมทุกวันเพราะตัวผมเต้นบนนั้น เช้ากลางวันเย็น เราเต้นตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมมีความสุขที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ผมแฮปปี้กับการที่ผมได้อยู่กับเพื่อน พี่ น้อง ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ทำ ณ จุดตรงนั้นร่วมกัน เริ่มจากติดลบมาด้วยกัน เริ่มจากจุดที่คนอื่นเกลียดมาด้วยกัน ผมยังจำได้เลยว่าพื้นตรงนั้นสกปรกแค่ไหน พวกเราพยายามด้วยกันจนกระทั่งมีห้องซ้อมและสิ่งที่เราชอบสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากเริ่มเต้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3223.jpg"></p>
<p><strong>ดินสอ</strong></p>
<p><strong>“</strong>ทุกอย่างผมเริ่มจากดินสอ เขียนเพลงครั้งแรกผมก็ใช้ดินสอ เขียนเพลงปัจจุบันผมก็ยังใช้ดินสออยู่ สำหรับผมดินสอคือการขีดเขียนอะไรใหม่ๆ ผมชอบใช้ดินสอมากกว่าใช้ปากกา หากลองเปรียบกับชีวิตคนเรา บางเรื่องเราควรลองเขียนด้วยดินสอก่อน รอให้เรามั่นใจว่าเราจะไม่ลบมันทิ้งแน่ๆ แล้วเราค่อยใช้เป็นปากกา แล้วถ้าเรามั่นใจสุดๆ เราค่อยเปลี่ยนมาเป็นรอยสัก ชีวิตผมก็ลองมาหลายอย่างนะ เตะฟุตบอลผมก็ลอง เล่นบาสผมก็ลอง ลองหลายอย่าง แต่คือสุดท้ายผมแฮปปี้กับเรื่องฮิปฮอปมากที่สุด ฮิปฮอปนี่แหละคือรอยสักของผมตอนนี้ มันไม่ใช่ดินสอแล้ว ผมอยู่กับมันตั้งแต่อายุ 14 ตอนนี้ 21 มันคือครึ่งหนึ่งของชีวิต และผมคิดว่ามันอยู่กับผมไปตลอดจนกระทั่งผมตาย ผมกล้าพูดแบบนี้เลย คือมันใช่ มันเป็นตัวเรา”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3464.jpg"></p>
<p><strong>รางรถไฟ</strong></p>
<p>“รางรถไฟคือโลเคชันของชีวิตผม ตอนประถมผมเรียนสีตบุตรฯ ก็จะใกล้กับหัวลำโพง ตอนมัธยมผมเรียนที่เซนต์ดอมินิกก็ใกล้กับสถานีรถไฟมักกะสัน หรือทุกวันนี้ ผมเรียนที่ลาดกระบัง ก็จะใกล้กับสถานีพระจอมเกล้ากับสถานีหัวตะเข้ คือทุกที่จะมีรถไฟอยู่ใกล้ๆ แล้วการขึ้นรถไฟมันทำให้ผมเห็นชีวิตที่แตกต่างกันของผู้คน และเสน่ห์ของรถไฟยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อผมได้ฟังเพลงของวง Kingnocrown ซึ่งเป็นกลุ่มฮิปฮอปที่อยู่ภาคอีสาน เขาทำเพลงที่พูดถึงรถไฟออกมา เนื้อหาในเพลงพูดประมาณว่า เขาไม่มีตังค์แต่เขามีรถไฟ เงินทองไม่มีแต่ว่าเขาจะไป คือไม่มีตังค์แต่ก็ขอไปเล่น แค่ได้ร้องเพลงก็มีความสุขแล้ว มันเลยเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีพลังขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3522.jpg"></p>
<p><strong>หมวก</strong></p>
<p>“แอคเซสเซอรีชิ้นแรกที่ผมได้จากพี่สาวจนเริ่มเข้าสู่วงการฮิปฮอปคือหมวก ส่วนหมวกใบล่าสุดเป็นหมวกที่ผมแฮปปี้กับมันมากที่สุด เพราะมันคือหมวกที่เป็นแบรนด์ของผมเอง ผมมองว่ามันคือตัวแทนความสำเร็จ มันทำให้ผมยังมีทุกวันนี้ต่อได้ ยังมีเงินที่จะใช้จ่ายโดยไม่ได้ลำบากครอบครัว ผมตั้งชื่อแบรนด์ว่า Zhupel แปลว่าปีศาจ ซึ่งตอนตั้งชื่อผมคิดถึงความแตกต่าง คุณเคยเห็นใครที่ต่างจากตัวเองแล้วมองว่าเขาแบบไม่น่าคบ ไอ้นี่มันเหมือนตัวประหลาด เหมือนปีศาจมั้ย ซึ่งในความเป็นจริงเราทุกคนมีความแตกต่างในตัวเอง เพราะฉะนั้นทุกคนมีความเป็นปีศาจในตัว</p>
<p>“สุดท้ายแล้ว ในสังคมผมกล้าพูดได้เลยว่ามีคนที่คิดเหมือนกัน มีคนที่ทำอะไรเหมือนกัน ไม่เกินหนึ่งคนในโลก ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่ามีแค่ตัวเรา มันคือตัวเราคนเดียว ผมว่าทุกคนยูนีค ต่อให้แม้กระทั่งวันหน้าเรามีมนุษย์โคลนนิ่งขึ้นมา ผมเชื่อว่าตัวที่โคลนนิ่งก็ยังคิดไม่เหมือนตัวจริง เพราะฉะนั้นเราควรภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น”</p>
<blockquote><p>สุดท้ายแล้ว ในสังคมผมกล้าพูดได้เลยว่า<br />
มีคนที่เหมือนกันไม่เกินหนึ่งคนในโลก<br />
ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่ามีแค่ตัวเราคนเดียว<br />
ต่อให้แม้กระทั่งวันหน้า<br />
เรามีมนุษย์โคลนนิ่งขึ้นมา<br />
ก็ไม่มีทางเหมือนตัวจริง<br />
เพราะฉะนั้นเราควรภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น</p></blockquote>
<div id="erdyt-69eeba793fe4f" data-id="VzIh0_upRYI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-VzIh0_upRYI-69eeba793fe4f" data-vid="VzIh0_upRYI" data-src="https://www.youtube.com/embed/VzIh0_upRYI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/VzIh0_upRYI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><i><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</i></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-2/">ลมหายใจในเพลงแร็พและสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของ ‘นิลโลหิต’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งประกอบร่างตัวตนของ วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลกประกอบกันพลา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Mar 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง]]></category>
		<category><![CDATA[กันพลา]]></category>
		<category><![CDATA[กันดั้ม]]></category>
		<category><![CDATA[Gunpla Builders World Cup 2015]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภายในบ้านพักย่านสีลมของ&#160;วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง&#160;เราถูกโอบล้อมด้วยหุ่นยนต์ประกอบกันดั้ม หรือที่รู้จักกันในชื่อ&#160;‘กันพลา’ จำนวนมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่กันพลาที่ประกอบและทำสีเสร็จสมบูรณ์ สวยงาม และที่มุมหนึ่งมีถ้วยรางวัลรูปทรงส่วนหัวของกันดั้มตั้งไว้ โดยมีป้ายเขียนกำกับไว้ว่า ‘Gunpla Builders World Cup 2015’ ว่ากันว่าตัวตนของเราเป็นเช่นไร สิ่งนั้นย่อมสะท้อนออกมาในผลงาน และจากเรื่องเล่าของเขาในบ้านขนาดกะทัดรัดทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเขามีความคล้ายกับผลงานที่เขาทำไม่น้อย กันพลาคือศิลปะ หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจการต่อกันพลา คงต้องย้อนไปไกลถึงตอนเขาอยู่ในวัยเพียง 13 ตอนนั้นเขาเป็นเด็กที่หลงรักการสะสมโมเดลที่ชื่อ Warhammer ซึ่งเป็นโมเดลที่เป็นเกมจำลองการรบ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น ได้รู้จักกับ Gundam Build Fighters ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ในเนื้อเรื่องตัวละครประกอบสร้างกันดั้มในแบบของตัวเองขึ้นมาต่อสู้กัน ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาหลงใหลอยู่แล้ว เขาจึงเริ่มต้นซื้อกันพลามาประกอบ แล้วชีวิตก็ไม่เคยห่างจากสิ่งนี้อีกเลย “บางคนเขาบอกว่าผมเล่นของเล่น ซึ่งเขาก็พูดถูกนะ เพราะจะมองว่ามันเป็นของเล่นก็ได้ มองเป็นโมเดลก็ได้ หรือมองเป็นศิลปะก็ได้ แล้วแต่มุมมองของคน ตอนนี้ผมอายุ 33 เลยวัยเด็กมาโคตรนาน แต่แม่เรายังคงเห็นเราเป็นเด็กอยู่ แม่ผมบอกว่าอะไรรู้มั้ย “ลูก ลูกยังเล่นตุ๊กตาอยู่อีกเหรอ” เขากัดฟันยิ้มแค้นเคืองในสิ่งที่แม่พูดแล้วก็หัวเราะ ก่อนจะบอกว่านั่นคือที่มาของคอนเซปต์ของผลงานที่ทำให้เขาคว้ารางวัล ‘Gunpla Builders World Cup 2015’ มาครองได้ “งานที่ผมส่งไปประกวดผมทำสีเป็นลายไม้ ซึ่งผมต้องการสื่อสารให้คนอื่นเห็นว่านี่คืองานที่ต้องใช้ทักษะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-1/">สิ่งประกอบร่างตัวตนของ วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลกประกอบกันพลา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายในบ้านพักย่านสีลมของ&nbsp;<strong>วิน-วิช</strong><span style="background-color: initial;"><strong>ยุตม์ เอี่ยมอ่อง&nbsp;</strong>เราถูกโอบล้อมด้วยหุ่นยนต์ประกอบกันดั้ม หรือที่รู้จักกันในชื่อ&nbsp;</span>‘กันพลา’ จำนวนมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่กันพลาที่ประกอบและทำสีเสร็จสมบูรณ์ สวยงาม</p>
<p>และที่มุมหนึ่งมีถ้วยรางวัลรูปทรงส่วนหัวของกันดั้มตั้งไว้ โดยมีป้ายเขียนกำกับไว้ว่า ‘Gunpla Builders World Cup 2015’</p>
<p>ว่ากันว่าตัวตนของเราเป็นเช่นไร สิ่งนั้นย่อมสะท้อนออกมาในผลงาน และจากเรื่องเล่าของเขาในบ้านขนาดกะทัดรัดทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเขามีความคล้ายกับผลงานที่เขาทำไม่น้อย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3876.jpg"></p>
<h3><strong>กันพลาคือศิลปะ</strong></h3>
<p>หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจการต่อกันพลา คงต้องย้อนไปไกลถึงตอนเขาอยู่ในวัยเพียง 13 ตอนนั้นเขาเป็นเด็กที่หลงรักการสะสมโมเดลที่ชื่อ Warhammer ซึ่งเป็นโมเดลที่เป็นเกมจำลองการรบ</p>
<p>จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น ได้รู้จักกับ Gundam Build Fighters ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ในเนื้อเรื่องตัวละครประกอบสร้างกันดั้มในแบบของตัวเองขึ้นมาต่อสู้กัน ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาหลงใหลอยู่แล้ว เขาจึงเริ่มต้นซื้อกันพลามาประกอบ แล้วชีวิตก็ไม่เคยห่างจากสิ่งนี้อีกเลย</p>
<p>“บางคนเขาบอกว่าผมเล่นของเล่น ซึ่งเขาก็พูดถูกนะ เพราะจะมองว่ามันเป็นของเล่นก็ได้ มองเป็นโมเดลก็ได้ หรือมองเป็นศิลปะก็ได้ แล้วแต่มุมมองของคน ตอนนี้ผมอายุ 33 เลยวัยเด็กมาโคตรนาน แต่แม่เรายังคงเห็นเราเป็นเด็กอยู่ แม่ผมบอกว่าอะไรรู้มั้ย</p>
<p>“ลูก ลูกยังเล่นตุ๊กตาอยู่อีกเหรอ” เขากัดฟันยิ้มแค้นเคืองในสิ่งที่แม่พูดแล้วก็หัวเราะ ก่อนจะบอกว่านั่นคือที่มาของคอนเซปต์ของผลงานที่ทำให้เขาคว้ารางวัล ‘Gunpla Builders World Cup 2015’ มาครองได้</p>
<p>“งานที่ผมส่งไปประกวดผมทำสีเป็นลายไม้ ซึ่งผมต้องการสื่อสารให้คนอื่นเห็นว่านี่คืองานที่ต้องใช้ทักษะ อย่างเวลาเราเห็นคนปั้นเซรามิก เรารู้สึกว่าเขาเป็นช่างฝีมือใช่มั้ย หรือเราเห็นคนทำงานไม้ เรารู้สึกว่ามันยากใช่มั้ย ซึ่งการต่อกันพลาก็เหมือนกัน เพียงแต่มันเปลี่ยนจากเซรามิก จากไม้ เป็นพลาสติก ผมอยากจะสื่อให้แม่ผมรู้ว่ากันดั้มมันไม่ใช่แค่โมเดล ไม่ใช่แค่ของเล่น มันไม่ใช่ตุ๊กตา แต่มันเป็นศิลปะ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3750.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_37592.jpg"></p>
<p>และแม้ใครหลายคนจะมองกันพลาด้วยสายตาว่ามันคือของเล่นหรือสิ่งที่มีไว้สำหรับ ‘เด็ก’ แต่ชายหนุ่มผู้เป็นแชมป์โลกบอกว่า สิ่งที่เขาทำคืองานอดิเรก และงานอดิเรกสำคัญกับทุกคน ทุกชีวิต</p>
<p>“สำหรับผม ผมเป็นนักจิตบำบัด บางทีจะมีคนไข้มาหา หรือบางครั้งผมจะต้องไปเล็คเชอร์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งงานที่ทำจะซีเรียสและเป็นทางการนิดหนึ่ง แล้วการมีงานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพเลยมันทำให้ผมได้พัก ถ้าทำงานอย่างเดียว ผมจะบำบัดใครไม่ได้เลย</p>
<p>“ผมเชื่อว่าคนทุกคนควรจะมีอะไรสักอย่างที่แตกต่างจากสิ่งที่เราทำในงาน งานอดิเรกจะเป็นสิ่งที่เราทำอยู่คนเดียว ที่เรามีความสุขคนเดียว ไม่มีใครในโลกนี้ควรบอกว่าคุณควรหยุดเพราะว่าสิ่งที่คุณทำเป็นเด็ก แล้วทำไมเราถึงต้องเป็นผู้ใหญ่เหรอ</p>
<p>“คำว่าผู้ใหญ่แปลว่าอะไร” เขาถามด้วยรอยยิ้ม “ผมจะเป็นผู้ใหญ่ตอนที่มันจำเป็นเท่านั้น”</p>
<h3><strong>ความล้มเหลวมีความเท่</strong></h3>
<p>หากใครเห็นเขาขณะประกอบกันพลาจะรู้สึกว่ามันคืองานอดิเรกที่เขาทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ เอามันอยู่มือ ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขามีวันนี้คือ ความล้มเหลว</p>
<p>ล้มเหลวแล้วลุก ล้มเหลวแล้วเรียนรู้ ล้มแล้วข้ามผ่านช่วงเวลานั้นไปโดยไม่ฟังเสียงคนที่มองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ</p>
<p>“คนที่เป็นอัจฉริยะ คนที่เก่งมาก หรือว่าคนที่เป็นมืออาชีพของอะไรสักอย่างก็คือคนที่ล้มเหลวมากกว่าคนอื่น ผมจะไม่ฟังคนที่ไม่เคยล้มเหลว สมมุติคนที่รวยมาแต่ตั้งแต่เด็ก ทำอะไรก็สำเร็จหมด ผมจะไม่มีวันฟังเขาแน่นอน เพราะเขาไม่รู้ความเจ็บใจ และความพยายามของการล้มเหลว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3737.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3777.jpg"></p>
<p><strong>“สิ่งที่หล่อหลอมผมคือความล้มเหลว สมมุติว่าเป็นพวกกันพลาของผม สิ่งที่คุณเห็นว่าผมทำไปแข่งหรือว่าอะไรพวกนี้แล้วเห็นว่ามันสวยงาม ความจริงมันเป็นเพียงปลายทางซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองที่ล้มเหลว&nbsp;</strong><strong>ผมไม่ค่อยได้ฟังใคร ผมชอบทดลองด้วยตัวเอง และหากมันจะล้มเหลว มันก็เป็นความล้มเหลวของผม”<br />
</strong></p>
<p>แน่นอน คำว่า ‘ไม่ฟังใคร’ ในที่นี้เขาไม่ได้ดื้อรั้นโดยไม่ศึกษาสิ่งที่ทำ แต่เขาหมายถึงการทำสิ่งที่เชื่ออย่างแน่วแน่ แม้จะเสี่ยงล้มเหลวก็มุ่งมั่นทำในสิ่งที่เชื่อเพื่อพิสูจน์ให้รู้ด้วยตัวเองว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร</p>
<p>และเขาบอกเราว่า คนที่เท่จริงๆ คือคนที่ผ่านความล้มเหลวมาครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นจนวันหนึ่งประสบความสำเร็จ</p>
<p>“การล้มเหลวเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราเรียนรู้ว่า เราไม่ควรทำอะไร แล้วบางครั้งตอนประกอบกันพลา การที่เราล้มเหลวมันจะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เราได้เอฟเฟกต์หนึ่งขึ้นมา แล้วเห็นว่า เฮ้ย! มันดูเท่ดีว่ะ”</p>
<h3><strong>จงจำว่าผมเป็นคนที่มีความสุข</strong></h3>
<p>จากวันที่คนมองสิ่งที่เขาทำเป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก เป็นตุ๊กตาที่คนซึ่งเติบโตแล้วเขาไม่เล่นกัน วันนี้ วินได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่างานอดิเรกที่เขามีแพสชันกับมัน พาเขามาได้ไกลเพียงใด และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากเราแน่วแน่ในสิ่งที่เชื่อ ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร</p>
<p>เมื่อชวนเขาคุยถึงรางวัลที่ใครหลายคนชื่นชม รางวัลที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างรางวัล Gunpla Builders World Cup 2015 เขายิ้มถ่อมตัวแล้วบอกว่า</p>
<p>“รางวัลที่ได้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะต่อให้ได้หรือไม่ได้ผมก็จะทำของผมไปเรื่อยๆ ที่ผมไปแข่งผมไม่ได้อยากชนะ แต่ผมอยากไปแข่งเพราะผมอยากเห็นผลงานของคนอื่น ได้ใกล้ชิด ได้เรียนรู้ว่าคนอื่นเขาใช้เทคนิคอะไร และที่สำคัญที่สุด ผมได้เพื่อน ได้เจอกับคนที่ชอบในงานอดิเรกเดียวกัน”</p>
<p>อย่างที่เขาว่า ในการแข่ง Gunpla Builders World Cup 2015 เขาได้เจอผู้คนมากมาย ผู้คนที่ไม่ได้มองการต่อกันพลาของเขาเป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก ผู้คนที่ไม่ได้มองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องของเด็กไม่รู้จักโต และการคว้าแชมป์จากการแข่งขันนี้เอง ที่ทำให้สื่อมวลชนในประเทศไทยหลายสำนักพร้อมใจกันติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่เรืองราวของเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3851.jpg"></p>
<p>และหนึ่งในสิ่งที่น่าจดจำที่สุดสำหรับวิน คือตอนที่คุณแม่ของเขาซึ่งเรียกกันพลาว่า ‘ตุ๊กตา’ มาตลอดชีวิต บอกกับชายหนุ่มสั้นๆ แต่ประทับอยู่ในความรู้สึกจนวันนี้ หลังจากเห็นผลงานที่คว้าแชมป์โลกของเขาว่า</p>
<p>“กันพลามันเป็นงานศิลปะเหมือนกันนี่”</p>
<p>“ใช่แม่ มันคืองานศิลปะ” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังเมื่อเล่าถึงประโยคที่ตอบกลับแม่ไปในวันนั้น ในที่สุดเขาก็ทำให้แม่ยอมรับสถานะศิลปะของสิ่งที่ทำได้สำเร็จ</p>
<p>แม้ใครต่อใครจะจดจำว่า เขาคือแชมป์โลกของเวทีประกอบกันพลา แต่เขากลับบอกว่า “ไม่ต้องจดจำว่าผมเป็นแชมป์โลกก็ได้”</p>
<p>“แล้วอยากให้คนจดจำคุณในฐานะอะไร” ผมถามทิ้งท้ายก่อนปล่อยให้เขาประกอบกันพลาตัวใหม่ล่าสุดที่ทำคั่งค้างอยู่</p>
<p>“ผมอยากให้คนจำว่าผมเป็นคนที่มีความสุข กันดั้มทำให้ผมมีความสุข ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นเด็ก เพราะเขาไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา โมเดลที่ผมทำไม่ได้ไปตั้งในบ้านของเขา</p>
<p>“เราทำสิ่งที่เราแฮปปี้ก็โอเคแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงว่าใครจะพูดอะไร”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3939.jpg"></p>
<blockquote><p>ผมอยากให้คนจำว่าผมเป็นคนที่มีความสุข<br />
กันดั้มทำให้ผมมีความสุข ไม่ต้องสนใจว่า<br />
คนอื่นจะคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นเด็ก<br />
เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา<br />
โมเดลที่ผมทำไม่ได้ไปตั้งในบ้านของเขา</p></blockquote>
<div id="erdyt-69eeba7940a54" data-id="xYIGpfTO44U" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-xYIGpfTO44U-69eeba7940a54" data-vid="xYIGpfTO44U" data-src="https://www.youtube.com/embed/xYIGpfTO44U?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/xYIGpfTO44U/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494469&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-1/">สิ่งประกอบร่างตัวตนของ วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลกประกอบกันพลา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
