<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Wake Up &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/wake-up/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/wake-up/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Nov 2021 03:15:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-250-choice/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Nov 2021 13:57:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[a day 250]]></category>
		<category><![CDATA[ทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[jirabell]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=150016</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทางเลือก ผมใช้เวลาเลือกอยู่นานว่าจะเขียนอะไรในบทบรรณาธิการชิ้นนี้ สำหรับผมการเลือกไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะเมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ ส่วนระดับความยากในการเลือกก็อยู่ที่ว่าเดิมพันของมันมากน้อยแค่ไหน การเลือกว่าจะกินอะไรอาจจะไม่ยากเท่าการเลือกซื้อบ้านสักหลัง การเลือกเส้นทางกลับบ้านก็ง่ายกว่าการเลือกเส้นทางชีวิตในอนาคต ทางเลือก เรื่องตลกร้ายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตคือเราต้องยืนอยู่ระหว่างทางแยกในการเลือกแทบจะทุกวินาที คุณจะอ่านบรรทัดถัดไปไหม หรือตัดสินใจหันเหไปทำอย่างอื่น นี่ก็นับเป็นการเลือก หลายครั้งการเลือกไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย เลือกทางไหนก็ไม่ผิด ในขณะที่บางการเลือกก็เรียกร้องความเข้มแข็งของหัวจิตหัวใจมหาศาล “หากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจะให้พยาบาลปั๊มหัวใจไหม” เมื่อราว 2 เดือนก่อนผมได้รับคำถามนี้จากนางพยาบาลในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังจากอี๊หรือป้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กและรักผมเหมือนลูกเส้นเลือดในสมองแตก ทางเลือกหนึ่งฝืนกลไกธรรมชาติ ทำให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไปได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่อี๊จะทรมาน กับอีกทางเลือกคือโอบรับความเป็นจริง ทำใจว่าอี๊อาจจากไปได้ทุกเวลานาที ซึ่งอี๊จะทรมานน้อยกว่า–คนที่ทรมานคือเราเอง ความยากทบทวีคูณเมื่อระยะเวลาในการตัดสินใจไม่ได้แปรผันตามความยากของโจทย์ สุดท้ายผมจำต้องใช้เวลาไม่นานตัดสินใจเลือกทางหลัง หากจะมีอะไรสักอย่างในชีวิตที่เราไม่มีโอกาสเลือกก็คงเป็นผลของการตัดสินใจ หลังจากพยาบาลเดินจากไปน้ำตาผมก็ไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม ในขณะที่อวัยวะภายในบริเวณอกข้างซ้ายแตกสลายเรียบร้อยแล้ว “ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมที่จะลาออก” เมื่อราวเดือนก่อนพี่ในบริษัทที่เคารพถามซ้ำหลายครั้งด้วยประโยคเดิมผ่านทางโทรศัพท์เมื่อผมตัดสินใจขอลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ง่ายในการเลือกยืนยันเดินออกมาจากการงานและสื่อที่รัก บางทีนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บุคคลที่ผมรักที่สุดในชีวิตเพิ่งจากไปไม่นาน สำหรับผม a day ไม่ใช่แค่สื่อหรือนิตยสาร หากแต่มันเป็นทั้งโรงเรียนสอนวิชาชีพและโรงเรียนดัดสันดาน เป็นที่หล่อหลอมตัวตนและปลูกฝังทัศนคติในการทำงานจนมีวันนี้ ผู้คนที่ผมผูกพันทั้งหลายก็รู้จักกันที่นี่ มีความฝันมากมายที่พวกเราเอามาแชร์กันในที่แห่งนี้ การต้องตัดสินใจเดินจากมาจึงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดและทำใจลำบาก “ไม่ผูก ไม่ยึด เพื่อให้สุดท้ายในวันที่ไม่มีมัน เราจะได้ไม่เคว้ง” บางประโยคของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ลอยเข้ามาในส่วนลึกของใจขณะไล่สายตาอ่านต้นฉบับ a [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-250-choice/">เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">ทางเลือก</span></p>


<p>ผมใช้เวลาเลือกอยู่นานว่าจะเขียนอะไรในบทบรรณาธิการชิ้นนี้</p>



<p>สำหรับผมการเลือกไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะเมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่</p>



<p>ส่วนระดับความยากในการเลือกก็อยู่ที่ว่าเดิมพันของมันมากน้อยแค่ไหน การเลือกว่าจะกินอะไรอาจจะไม่ยากเท่าการเลือกซื้อบ้านสักหลัง การเลือกเส้นทางกลับบ้านก็ง่ายกว่าการเลือกเส้นทางชีวิตในอนาคต</p>


<p><span style="display: none;">ทางเลือก</span></p>


<p>เรื่องตลกร้ายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตคือเราต้องยืนอยู่ระหว่างทางแยกในการเลือกแทบจะทุกวินาที</p>



<p>คุณจะอ่านบรรทัดถัดไปไหม หรือตัดสินใจหันเหไปทำอย่างอื่น นี่ก็นับเป็นการเลือก</p>



<p>หลายครั้งการเลือกไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย เลือกทางไหนก็ไม่ผิด ในขณะที่บางการเลือกก็เรียกร้องความเข้มแข็งของหัวจิตหัวใจมหาศาล</p>



<p></p>



<p>“หากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจะให้พยาบาลปั๊มหัวใจไหม”</p>



<p>เมื่อราว 2 เดือนก่อนผมได้รับคำถามนี้จากนางพยาบาลในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังจากอี๊หรือป้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กและรักผมเหมือนลูกเส้นเลือดในสมองแตก</p>



<p>ทางเลือกหนึ่งฝืนกลไกธรรมชาติ ทำให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไปได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่อี๊จะทรมาน กับอีกทางเลือกคือโอบรับความเป็นจริง ทำใจว่าอี๊อาจจากไปได้ทุกเวลานาที ซึ่งอี๊จะทรมานน้อยกว่า–คนที่ทรมานคือเราเอง</p>



<p>ความยากทบทวีคูณเมื่อระยะเวลาในการตัดสินใจไม่ได้แปรผันตามความยากของโจทย์</p>



<p>สุดท้ายผมจำต้องใช้เวลาไม่นานตัดสินใจเลือกทางหลัง</p>



<p>หากจะมีอะไรสักอย่างในชีวิตที่เราไม่มีโอกาสเลือกก็คงเป็นผลของการตัดสินใจ</p>



<p>หลังจากพยาบาลเดินจากไปน้ำตาผมก็ไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม ในขณะที่อวัยวะภายในบริเวณอกข้างซ้ายแตกสลายเรียบร้อยแล้ว</p>



<p></p>



<p>“ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมที่จะลาออก”</p>



<p>เมื่อราวเดือนก่อนพี่ในบริษัทที่เคารพถามซ้ำหลายครั้งด้วยประโยคเดิมผ่านทางโทรศัพท์เมื่อผมตัดสินใจขอลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว</p>



<p>ไม่ง่ายในการเลือกยืนยันเดินออกมาจากการงานและสื่อที่รัก บางทีนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บุคคลที่ผมรักที่สุดในชีวิตเพิ่งจากไปไม่นาน</p>



<p>สำหรับผม a day ไม่ใช่แค่สื่อหรือนิตยสาร หากแต่มันเป็นทั้งโรงเรียนสอนวิชาชีพและโรงเรียนดัดสันดาน เป็นที่หล่อหลอมตัวตนและปลูกฝังทัศนคติในการทำงานจนมีวันนี้ ผู้คนที่ผมผูกพันทั้งหลายก็รู้จักกันที่นี่ มีความฝันมากมายที่พวกเราเอามาแชร์กันในที่แห่งนี้ การต้องตัดสินใจเดินจากมาจึงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดและทำใจลำบาก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-768x1024.jpg" alt="ทางเลือก" class="wp-image-150023" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103.jpg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“ไม่ผูก ไม่ยึด เพื่อให้สุดท้ายในวันที่ไม่มีมัน เราจะได้ไม่เคว้ง”</p>



<p>บางประโยคของ <a href="https://adaymagazine.com/yesterday-apichatpong" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a> ลอยเข้ามาในส่วนลึกของใจขณะไล่สายตาอ่านต้นฉบับ <a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-250/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day</a> เล่มสุดท้ายที่ผมจะได้ทำในฐานะบรรณาธิการ ประโยคนี้ทั้งทำหน้าที่ตบบ่าปลอบใจและบอกเตือนสัจจะบางประการ</p>



<p>ไม่ว่าจะการจากไปของอี๊หรือการลาออกจากงาน ความเจ็บปวดก็ล้วนเกิดจากการที่เราผูกและพัน ยึดและถือสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต แต่ทำยังไงได้ ธรรมชาติของมนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้ไหม ผมไม่แน่ใจ แต่ผมเป็นมนุษย์เช่นนี้ และบางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งในชีวิตที่เราไม่มีทางเลือก ก็ได้แต่ทำใจรับผลของมัน</p>



<p>ในวันนั้นแม้ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแค่ไหนว่าจะลาออก แต่พอวางสายผมก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ปล่อยให้น้ำตาทำหน้าที่ของมันอีกครั้งในรอบไม่กี่สัปดาห์</p>



<p></p>



<p>เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทางที่เราเลือกคือทางที่ถูก</p>



<p>ผมถามคำถามนี้กับตัวเองในช่วงชีวิตที่ผ่านการเลือกยากๆ มาติดๆ กัน แล้วก็ตระหนักได้ว่าท้ายที่สุดการจะหาคำตอบของคำถามนี้ เราอาจต้องนิยามให้ได้ว่าการตัดสินใจที่ ‘ถูก’ เป็นอย่างไร</p>



<p>หากจะมีบางสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ในชีวิตช่วงนี้คงเป็นการรู้ว่าไม่มีทางเลือกใดในชีวิตหรอกที่ดีทั้งหมดหรือแย่ทุกอย่าง สุดท้ายไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกหนทางใดเราจะได้ลิ้มรสทั้งด้านหวานและขมของทางเลือกนั้น ทุกทางเลือกมีทั้งสุขและทุกข์มัดรวมกันมาเป็นแพ็กเกจ</p>



<p>หน้าที่เรามีเพียงเลือกอย่างกล้าหาญแล้วโอบรับทั้งด้านดีและร้ายจากการเลือกนั้น</p>



<p>ย้อนกลับไปวันที่ผมเลือกกลับมาเป็นบรรณาธิการบริหารที่ a day หากถามว่าถ้าวันนั้นผมรู้ว่าสุดท้ายมันจะจบลงเช่นนี้ที่แต่ละคนต้องแยกย้าย ผมยังจะเลือกแบบเดิมไหม–มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดหรือเปล่า</p>



<p>คำตอบคือผมไม่เคยคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิด มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะมีการตัดสินใจครั้งใดที่ผมอยากย้อนเวลาไปขอบคุณตัวเองในอดีตก็คงเป็นการตัดสินใจครั้งนั้น ช่วงเวลากว่า 2 ปี 8 เดือนเป็นช่วงเวลาที่งดงามในชีวิต ย้อนมองกลับไปก็มีรอยยิ้ม ภูมิใจในสิ่งที่พวกเราชาว a team ได้ทำร่วมกัน ดีใจที่พวกเราได้ใช้วันเวลาร่วมกัน</p>



<p>แน่นอน มันไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุข มีความเจ็บปวดไม่น้อยที่ผมต้องเก็บและกลืนไว้กับตัว มีหลายค่ำคืนที่นอนหลับไปพร้อมความกังวลโดยไม่กล้าแบ่งปันกับใคร มีความโกรธเกรี้ยวต่อความไม่เป็นธรรมเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่สิ่งเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่การงานพัดพามาให้</p>



<p>ผมได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตล้ำค่าที่ไม่มีสถานศึกษาที่ไหนบอกสอน ได้ขัดเกลาตัวเองให้นึกถึงคนรอบตัวนอกจากคร่ำเคร่งเอาแต่งานส่วนตัวให้ดี ได้ภูมิใจไปกับการเห็นน้องๆ ในทีมเติบโต ซึ่งเป็นความสุขชนิดที่ใช่ว่าทุกคนจะเคยสัมผัส ได้ทำงานกับทีมที่เก่งและเป็นมนุษย์ที่น่ารัก ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในโลกการทำงานทุกวันนี้ ได้พบพานกัลยาณมิตรที่มาทั้งในรูปแบบคอลัมนิสต์ พาร์ตเนอร์ในโปรเจกต์ต่างๆ รวมถึงผู้ติดตามที่คอยส่งกำลังใจทั้งในยามที่พวกเราทำอะไรน่าสนุกสนานหรือยามได้รับแรงกระแทกจากสถานการณ์ไม่คาดคิด–ผมขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากส่วนลึกของหัวใจ</p>



<p>สุดท้ายแล้ว ทางเลือกที่ถูกในชีวิตสำหรับผมคงไม่ใช่ทางเลือกที่ไม่มีความทุกข์ใด หากแต่มันเป็นทางเลือกที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วเราไม่เสียดาย และได้พบความหมายสำคัญจากการเลือกนั้น</p>



<p>ในช่วงเวลาแสนสั้นบนโลกอันกว้างใหญ่ จะมีอะไรน่าดีใจเท่าการได้รู้ว่าวันเวลาที่ผ่านมามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-250-choice/">เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-249-global-citizen/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2021 14:36:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ายประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 249]]></category>
		<category><![CDATA[Global citizen]]></category>
		<category><![CDATA[พลเมืองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144607</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมหันมาปลูกต้นไม้ในห้องนอน แต่ละต้นวางกระจายไว้แต่ละมุมตามความสวยงามลงตัวglobal citizen พ่วงมากับต้นไม้คือภาระหน้าที่ใหม่ที่งอกขึ้นมา ทุกเช้าผมจะต้องตื่นมายกกระถางทั้งหมดไปวางนอกหน้าต่าง เพราะหากทำการบ้านสักหน่อยเราย่อมรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นล้วนต้องการแสงในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีทางเลยที่มันจะเติบโตในมุมมืด ยามที่ต้นไม้ขาดแสงที่เพียงพอ บางต้นไม่ใช่แค่ไม่เติบโต แต่ถึงขั้นเหี่ยวเฉาและตายลงช้าๆ เมื่ออยากเห็นมันงอกงาม จะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก อาจไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้ ก็แสงสว่างมันอยู่ตรงนั้น ช่วงเวลาเดียวกับที่หันมาปลูกต้นไม้ในห้อง ผมและทีมกำลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ฉบับ global citizen ที่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในต่างแดนผ่านชีวิตของเหล่าพลเมืองโลกผู้โยกย้ายจากไทยไปอยู่ประเทศต่างๆ การอ่านเรื่องเล่าของแต่ละคนทำให้ผมเห็นทั้งจุดต่างและจุดร่วม แน่นอนว่าต้นทุนชีวิต วิธีคิดในการโยกย้าย จุดหมายปลายทาง หรือเหตุผลที่ผลักดันให้ต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนย่อมต่างกัน บ้างเดินทางด้วยมีครอบครัวหนุนหลัง มีทุนทรัพย์เหลือเฟือ บ้างเดินทางด้วยการทุบหม้อข้าว ไม่รู้เลยว่าปลายทางมีอะไรรออยู่ รู้แค่ว่าต้องไปและไม่มีแผนสำรอง บ้างตั้งใจไปอยู่ระยะสั้นแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ยาว บ้างตั้งใจตีตั๋วเที่ยวเดียวไปลงหลักปักฐานที่ต่างแดน บ้างเดินทางไปประเทศที่โดดเด่นเรื่องงานสร้างสรรค์ บ้างเดินทางไปประเทศที่เปิดกว้างเรื่องเสรีภาพ บ้างเดินทางด้วยสมัครใจ อยากไปเห็นว่าบ้านเมืองที่พัฒนาเป็นยังไง อยากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น บ้างเดินทางด้วยเหตุจำเป็น ไม่ได้อยากจากบ้านเกิด ครอบครัว หรือคนรักหรอก แต่ถ้าไม่ไปก็อาจถูกลิดรอนอิสรภาพหรือถูกหมายปองถึงชีวิต แต่ไม่ว่าจะต่างกันยังไง ผมก็พอเห็นจุดร่วมของพลเมืองโลกเหล่านั้น ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-249-global-citizen/">มนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมหันมาปลูกต้นไม้ในห้องนอน แต่ละต้นวางกระจายไว้แต่ละมุมตามความสวยงามลงตัว<span style="display: none;">global citizen</span></p>



<p>พ่วงมากับต้นไม้คือภาระหน้าที่ใหม่ที่งอกขึ้นมา ทุกเช้าผมจะต้องตื่นมายกกระถางทั้งหมดไปวางนอกหน้าต่าง เพราะหากทำการบ้านสักหน่อยเราย่อมรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นล้วนต้องการแสงในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีทางเลยที่มันจะเติบโตในมุมมืด</p>



<p>ยามที่ต้นไม้ขาดแสงที่เพียงพอ บางต้นไม่ใช่แค่ไม่เติบโต แต่ถึงขั้นเหี่ยวเฉาและตายลงช้าๆ</p>



<p>เมื่ออยากเห็นมันงอกงาม จะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก</p>



<p>อาจไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้</p>



<p>ก็แสงสว่างมันอยู่ตรงนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-1024x1024.jpg" alt="global citizen" class="wp-image-144781" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ช่วงเวลาเดียวกับที่หันมาปลูกต้นไม้ในห้อง ผมและทีมกำลังคลุกคลีอยู่กับการทำ <a href="https://godaypoets.com/product/a-day-249/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day ฉบับ global citizen</a> ที่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในต่างแดนผ่านชีวิตของเหล่าพลเมืองโลกผู้โยกย้ายจากไทยไปอยู่ประเทศต่างๆ</p>



<p>การอ่านเรื่องเล่าของแต่ละคนทำให้ผมเห็นทั้งจุดต่างและจุดร่วม</p>



<p>แน่นอนว่าต้นทุนชีวิต วิธีคิดในการโยกย้าย จุดหมายปลายทาง หรือเหตุผลที่ผลักดันให้ต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนย่อมต่างกัน</p>



<p>บ้างเดินทางด้วยมีครอบครัวหนุนหลัง มีทุนทรัพย์เหลือเฟือ บ้างเดินทางด้วยการทุบหม้อข้าว ไม่รู้เลยว่าปลายทางมีอะไรรออยู่ รู้แค่ว่าต้องไปและไม่มีแผนสำรอง</p>



<p>บ้างตั้งใจไปอยู่ระยะสั้นแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ยาว บ้างตั้งใจตีตั๋วเที่ยวเดียวไปลงหลักปักฐานที่ต่างแดน</p>



<p>บ้างเดินทางไปประเทศที่โดดเด่นเรื่องงานสร้างสรรค์ บ้างเดินทางไปประเทศที่เปิดกว้างเรื่องเสรีภาพ</p>



<p>บ้างเดินทางด้วยสมัครใจ อยากไปเห็นว่าบ้านเมืองที่พัฒนาเป็นยังไง อยากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น บ้างเดินทางด้วยเหตุจำเป็น ไม่ได้อยากจากบ้านเกิด ครอบครัว หรือคนรักหรอก แต่ถ้าไม่ไปก็อาจถูกลิดรอนอิสรภาพหรือถูกหมายปองถึงชีวิต</p>



<p>แต่ไม่ว่าจะต่างกันยังไง ผมก็พอเห็นจุดร่วมของพลเมืองโลกเหล่านั้น</p>



<p>ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>



<p>แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพ<br>ชีวิตที่ดีได้</p>



<p>เมื่อโครงสร้างต่างๆ ดำเนินไปภายใต้วิธีคิดที่ว่ามนุษย์เท่ากัน ผู้คนในบ้านเมืองนั้นก็ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี และเคารพกันในฐานะมนุษย์กับมนุษย์</p>



<p>หนึ่งในคนที่ผมคิดว่าเรื่องเล่าของเธอช่างทรงพลังคือเพียงฝัน นาคสุขไพบูลย์ หญิงสาวผู้มีอาการออทิสติกในวัยเด็กจนไม่อาจหาที่ทางแสดงศักยภาพในบ้านเกิดได้</p>



<p>“เรารู้สึกว่าสังคมไทยตีกรอบให้เด็กเป็นได้แค่ ‘อภิชาตบุตร’ ต้องเพอร์เฟกต์และเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาให้พ่อแม่ เราอยากถามว่าลูกที่เกิดมาไม่สมประกอบนับเป็น ‘อวชาตบุตร’ ด้วยหรือเปล่า” คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบของเธอสะท้อนภาพอะไรหลายอย่างในบ้านเรา</p>



<p>โชคดีที่หลังจากใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในวัยเด็กเธอตัดสินใจโบยบินออกสู่โลกกว้างไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อหาหนทางใหม่ให้ชีวิตหลังจากได้ทุนการศึกษา</p>



<p>ปัจจุบันเธอเป็นนักวิจัยและนักศึกษาปริญญาเอกด้านพันธุกรรมมะเร็ง (Cancer Genomics) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนเบลฟาสต์</p>



<p>“ระบบการศึกษาที่อังกฤษทำให้คนมีสิทธิที่จะฝัน โดยที่คุณค่าทุกอาชีพเท่ากัน และทุกคนมีเกียรติเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” เพียงฝันเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในต่างแดนแต่เป็นเพียงฝันในบ้านเกิด</p>



<p>ทำให้คนมีสิทธิที่จะฝัน–คำง่ายๆ แต่ยามนี้นึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองที่เราอยู่อาศัยได้ยังไง ในเมื่อหันมองไปทางไหนก็เห็นแต่ภาพรัฐไล่ลิดรอนความหวังและความฝันของผู้คน</p>



<p>และในยามที่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันจะย้ายตัวเองออกไปข้างนอกและมองตัวเองเป็น<a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พลเมืองโลก</a></p>



<p>ที่ใดก็ได้ที่มีความหวัง ที่ไหนก็ได้ที่มีแสงสว่าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-1024x1024.jpg" alt="global citizen" class="wp-image-144780" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คล้ายต้นไม้, ผมคิดว่ามนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน</p>



<p>บางคนอาจทนอยู่ได้ในที่แสงน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันอาจโตช้า หรือไม่โตไปกว่านี้</p>



<p>ในขณะที่บางคนอยู่ไม่ได้ในที่ไร้แสง มันเหี่ยว มันเฉา โชคดีที่เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถพาตัวเองไปข้างนอกได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเคลื่อนย้าย</p>



<p>เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงาม จะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก</p>



<p>อาจไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้</p>



<p>ก็แสงสว่างมันอยู่ตรงนั้น</p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 </h3>
<p>11“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<p>12“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<h3> 2 </h3>
<p>21“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<p>22“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<p>32ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<p>42ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<h3> 5 </h3>
<p>51ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<p>52ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<h3> 6 </h3>
<p>61ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<p>62แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาที่ดีได้</p>
<h3> 7 </h3>
<p>71แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้</p>
<p>72แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้</p>
<h3> 8 </h3>
<p>81แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-249-global-citizen/">มนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-248/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2021 13:59:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[ยูทูบเบอร์]]></category>
		<category><![CDATA[The Mitchells vs. The Machines]]></category>
		<category><![CDATA[a day 248]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=138794</guid>

					<description><![CDATA[<p>wake up 248นับจากวันแรกที่แอนิเมชั่นเรื่อง The Mitchells vs. the Machines เผยแพร่ทางเน็ตฟลิกซ์ ผมดูซ้ำมาแล้ว 3 รอบ เสียน้ำตาทุกรอบ และเท่าที่ฟังจากคนรอบตัวก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ใครหลายคนที่ได้ดูก็เสียน้ำตาไม่ต่างกัน จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ ภายใต้การห่อหุ้มที่ดูตลกโปกฮาและเอาความบันเทิงนำ ผมคิดว่า The Mitchells vs. the Machines ได้ซ่อนประเด็นแสนเจ็บปวดแห่งยุคสมัยเอาไว้ อาจจะไม่ใช่คำว่าซ่อนด้วยซ้ำ แต่เอามาฉายให้เห็นกันชัดๆ เนื้อเรื่องว่าด้วยลูกสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โดยเริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ กับพ่อผู้ไม่เข้าใจความฝันนั้นว่ามันจะมั่นคงหล่อเลี้ยงปากท้องได้ยังไง “พ่อแม่ฉันไม่ค่อยเข้าใจฉันเท่าไหร่ ก็ไม่แปลก กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย” ประโยคที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เศร้าลึกของเคธี มิตเชลล์ อธิบายปมของเรื่องหรืออาจรวมถึงปมในชีวิตใครหลายคน ไม่ใช่แค่พ่อที่ไม่เข้าใจเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจพ่อ–ว่าทำไมพ่อไม่เข้าใจเธอ “ความล้มเหลวมันเจ็บปวดนะลูก พ่ออยากให้ลูกมีแผนสำรองไว้” บางประโยคที่พ่อพยายามอธิบายทำให้พอเข้าใจความไม่เข้าใจแต่ไม่ทั้งหมด ความไม่เข้าใจกันและกันต่างสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายจนความสัมพันธ์ในครอบครัวเสี่ยงแตกสลาย ถ้าผู้เป็นพ่อไม่บังเอิญตระหนักได้จากบางเหตุการณ์และพยายามกอบกู้สิ่งต่างๆ กลับคืน โดยมีฉากหุ่นยนต์กำลังจะยึดครองโลกห่อหุ้มให้ความบันเทิงอีกที แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง ระหว่างดูผมนึกย้อนถึงชีวิตของตัวเองที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-248/">การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="display: none;">wake up 248</span>นับจากวันแรกที่แอนิเมชั่นเรื่อง <em><a href="https://adaymagazine.com/the-mitchells-vs-the-machines/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Mitchells vs. the Machines</a></em> เผยแพร่ทาง<a href="https://www.netflix.com/th-en/title/81399614" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เน็ตฟลิกซ์</a> ผมดูซ้ำมาแล้ว 3 รอบ เสียน้ำตาทุกรอบ และเท่าที่ฟังจากคนรอบตัวก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ใครหลายคนที่ได้ดูก็เสียน้ำตาไม่ต่างกัน<span style="display: none;"> จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ </span></p>



<p>ภายใต้การห่อหุ้มที่ดูตลกโปกฮาและเอาความบันเทิงนำ ผมคิดว่า <em>The Mitchells vs. the Machines</em> ได้ซ่อนประเด็นแสนเจ็บปวดแห่งยุคสมัยเอาไว้</p>



<p>อาจจะไม่ใช่คำว่าซ่อนด้วยซ้ำ แต่เอามาฉายให้เห็นกันชัดๆ</p>



<p>เนื้อเรื่องว่าด้วยลูกสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โดยเริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ กับพ่อผู้ไม่เข้าใจความฝันนั้นว่ามันจะมั่นคงหล่อเลี้ยงปากท้องได้ยังไง</p>



<p>“พ่อแม่ฉันไม่ค่อยเข้าใจฉันเท่าไหร่ ก็ไม่แปลก กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย” ประโยคที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เศร้าลึกของเคธี มิตเชลล์ อธิบายปมของเรื่องหรืออาจรวมถึงปมในชีวิตใครหลายคน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-1024x683.jpg" alt="จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์" class="wp-image-139073" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ใช่แค่พ่อที่ไม่เข้าใจเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจพ่อ–ว่าทำไมพ่อไม่เข้าใจเธอ</p>



<p>“ความล้มเหลวมันเจ็บปวดนะลูก พ่ออยากให้ลูกมีแผนสำรองไว้” บางประโยคที่พ่อพยายามอธิบายทำให้พอเข้าใจความไม่เข้าใจแต่ไม่ทั้งหมด</p>



<p>ความไม่เข้าใจกันและกันต่างสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายจนความสัมพันธ์ในครอบครัวเสี่ยงแตกสลาย ถ้าผู้เป็นพ่อไม่บังเอิญตระหนักได้จากบางเหตุการณ์และพยายามกอบกู้สิ่งต่างๆ กลับคืน โดยมีฉากหุ่นยนต์กำลังจะยึดครองโลกห่อหุ้มให้ความบันเทิงอีกที</p>



<p>แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก<br>ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>



<p>ระหว่างดูผมนึกย้อนถึงชีวิตของตัวเองที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เลี้ยงดูโดยอี๊หรือป้าผู้ไม่รู้หนังสือ โดยที่ความฝันเดียวของผมตอนเรียนคืออยากเป็นนักเขียน อยากทำงานนิตยสาร อยากเป็นคนทำหนังสือ</p>



<p>เดาได้ง่ายๆ ว่าการอธิบายให้อี๊เข้าใจว่าอาชีพนี้ทำอะไร วันหน้าจะประสบความสำเร็จแบบลูกหลานบ้านอื่นไหมเป็นเรื่องยาก โชคดีที่อี๊ปฏิบัติต่อผมต่างจากพ่อของเคธี อี๊ปล่อยให้ผมได้ลองล้มลุกคลุกคลานเรียนรู้ในสิ่งที่อยากทำด้วยตัวเอง จนวันนี้สิ่งที่เลือกก็กลับมาหล่อเลี้ยงเราสองคน</p>



<p>อย่างที่ตัวละครเคธีว่าไว้–กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย</p>



<p>การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว บางคนอาศัยเวลาค่อนชีวิตกว่าจะค้นพบคำตอบที่พอดีหรืออยากลองเสี่ยงกับมัน และเมื่อพบแล้ว เลือกแล้ว การที่เราไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์มันกับใครอีกโดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างคนที่บ้านถือเป็นเรื่องโชคดีในชีวิต</p>



<p>ครั้งหนึ่งตอนที่ผมเขียนหนังสือที่เล่าถึงชีวิตระหว่างผมกับอี๊ชื่อ <em><a href="https://thailand.kinokuniya.com/bw/9786162981975" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น</a></em> ผมมีโอกาสสัมภาษณ์อี๊สั้นๆ เพื่อเอาไปโปรโมตในช่วงวันแม่ ผมจึงเลือกถามบางคำถามที่ค้างคาใจ</p>



<p>“ตอนเด็กๆ อยากให้เบลล์เป็นอะไร”</p>



<p>“อยากเป็นอะไรก็เป็นไป ชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น อั๊วไม่บังคับ บังคับแล้วเรียนจบหรือเปล่า” อี๊ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่าสุดท้ายอี๊ก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าอาชีพคนทำหนังสือหรือนักเขียนคืออะไร มันมั่นคงยังไง และถึงวันนี้ผมเชื่อว่าก็ยังคงไม่เข้าใจ</p>



<p>ใช่, อี๊ไม่ได้เข้าใจงานที่ผมทำ แต่อี๊เข้าใจผม</p>



<p>เข้าใจที่ไม่ได้มีความหมายตามพจนานุกรมว่ารู้เรื่อง รู้ความหมาย แต่เข้าใจในความหมายตามคำของมัน นั่นคือเข้าไปในใจ</p>



<p>เมื่อเข้าไปในใจจึงเห็นใจ เมื่อเห็นใจจึงรู้ใจ และเมื่อรู้ใจจึงเชื่อใจ</p>



<p>ความเข้าใจอย่างหลังต่างหากที่มีความหมายในยุคสมัยนี้ ยุคสมัยที่ตัวตนของเราถูกท้าทายด้วยคำถามจากภายนอก จากโลกโซเชียลฯ หรือแม้กระทั่งจากตัวเอง การมีใครสักคนหนุนหลังและทำให้บ้านมีความหมายว่าบ้านจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนโหยหา และบางทีมันอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้เรายังอยากมีชีวิตอยู่บนโลกอันบูดเบี้ยวใบนี้</p>



<p>ไม่ได้อยากสปอยล์ แต่ผมคิดว่าประโยคตอนท้ายเรื่องที่เคธีบอกกับพ่อของเธอตอนที่ต้องร่ำลาไปเรียนวิชาที่เธอรัก หลังจากต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันแล้ว น่าจะมีความหมายกับใครหลายคนหากมันเกิดขึ้นในชีวิตจริง</p>



<p>“ถ้าหนูเศร้าตอนอยู่คนเดียว หนูก็จะมีของรักอยู่ด้วยเสมอ” เคธีพูดถึงหุ่นไม้กวางมูสที่ทำให้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อ</p>



<p>อย่างที่ผมว่าไว้, โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว</p>



<p>แต่มันก็เป็นยุคที่ความเข้าใจมีความหมายที่สุดเช่นเดียวกัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>บทบรรณาธิการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ <a href="https://adaymagazine.com/a-day-248-content-creator/">a day 248 : Content Creator</a></p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ </h3>
<p>11แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>12แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<h3> 2 จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ </h3>
<p>21แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>22แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>32แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>42แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 5 </h3>
<p>51แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>52แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 6 </h3>
<p>61แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>62แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 7 </h3>
<p>71แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>72แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 8 </h3>
<p>81แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>82แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 9 </h3>
<p>91แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>92แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 10 </h3>
<p>101แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>102แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-248/">การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-creative-entrepreneur/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Apr 2021 16:32:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[a day 247]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<category><![CDATA[creative entrepreneur]]></category>
		<category><![CDATA[วรพจน์ พันธุ์พงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=130734</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงที่กำลังทำ a day ฉบับ creative entrepreneur เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนๆ สื่อมาชวนคุยถึง a day ในยุคปัจจุบัน คำถามต่างๆ ที่พวกเราหอบไปถามผู้ประกอบการในเล่มแต่ละคนผมจึงต้องตอบมันด้วยเช่นกัน&#160; เชื่อในอะไร มองเห็นตัวเองเป็นยังไง ผ่านเผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงยังไง อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นยังไง หรือในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้จะทำยังไง ข้างต้นคือบางส่วนของคำถามที่ผมต้องตอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่หรอก ผมไม่ได้เพิ่งต้องตอบคำถามเหล่านี้ แม้ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่มันหลบมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองให้ได้ก่อนที่จะมีใครชิงถาม ไม่อย่างนั้นมันเหมือนเรือไม่มีหางเสือ เหมือนสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่รู้ว่าทิศทางข้างหน้าจะไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะหยัดยืนยังไงทั้งในทางเนื้อหาและธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรและไม่รู้ว่าไม่ต้องทำอะไร การรู้ว่าเราต้องทำอะไรทำให้เราเห็นหนทาง การรู้ว่าเราไม่ต้องทำอะไรทำให้เราไม่หลงทาง คำตอบหนึ่งที่ผมตอบผู้ที่ถามหลายคนเหมือนๆ กันคือพวกเราเชื่อใน creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ เราจึงพยายามบอกเล่าถึงพลังของมันออกมาด้วยหวังว่าจะช่วยทำให้สิ่งนี้แข็งแรงขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทำให้ผู้คนเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์มันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่เฉพาะคนบางกลุ่มที่อยู่ในบางแวดวงเท่านั้น ใน a day ฉบับ creative entrepreneur พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่แต่ละธุรกิจใช้เอาตัวรอดและต่อยอดจนประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง ในพื้นที่อื่นๆ ของ a day บนโลกออนไลน์ พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกใช้ในประเด็นที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเด็นทางสังคม คำถามคือความคิดสร้างสรรค์จำเป็นยังไง ทำไมเราจึงเชื่อในสิ่งนี้ สำหรับผม ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-creative-entrepreneur/">ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ช่วงที่กำลังทำ <a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-247/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day ฉบับ creative entrepreneur</a> เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนๆ สื่อมาชวนคุยถึง a day ในยุคปัจจุบัน คำถามต่างๆ ที่พวกเราหอบไปถามผู้ประกอบการในเล่มแต่ละคนผมจึงต้องตอบมันด้วยเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>เชื่อในอะไร มองเห็นตัวเองเป็นยังไง ผ่านเผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงยังไง อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นยังไง หรือในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้จะทำยังไง</p>



<p>ข้างต้นคือบางส่วนของคำถามที่ผมต้องตอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ไม่หรอก ผมไม่ได้เพิ่งต้องตอบคำถามเหล่านี้</p>



<p>แม้ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่มันหลบมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองให้ได้ก่อนที่จะมีใครชิงถาม ไม่อย่างนั้นมันเหมือนเรือไม่มีหางเสือ เหมือนสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่รู้ว่าทิศทางข้างหน้าจะไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะหยัดยืนยังไงทั้งในทางเนื้อหาและธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรและไม่รู้ว่าไม่ต้องทำอะไร</p>



<p>การรู้ว่าเราต้องทำอะไรทำให้เราเห็นหนทาง การรู้ว่าเราไม่ต้องทำอะไรทำให้เราไม่หลงทาง</p>



<p>คำตอบหนึ่งที่ผมตอบผู้ที่ถามหลายคนเหมือนๆ กันคือพวกเราเชื่อใน creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ เราจึงพยายามบอกเล่าถึงพลังของมันออกมาด้วยหวังว่าจะช่วยทำให้สิ่งนี้แข็งแรงขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทำให้ผู้คนเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์มันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่เฉพาะคนบางกลุ่มที่อยู่ในบางแวดวงเท่านั้น</p>



<p>ใน a day ฉบับ <a href="https://adaymagazine.com/a-day-247-creative-entrepreneur/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">creative entrepreneur</a> พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่แต่ละธุรกิจใช้เอาตัวรอดและต่อยอดจนประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง</p>



<p>ในพื้นที่อื่นๆ ของ a day บนโลกออนไลน์ พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกใช้ในประเด็นที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเด็นทางสังคม</p>



<p>คำถามคือความคิดสร้างสรรค์จำเป็นยังไง ทำไมเราจึงเชื่อในสิ่งนี้</p>



<p>สำหรับผม ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง ในยามมีชีวิตปกติทั่วไปเราอาจไม่ค่อยเห็นความสำคัญของมันเท่าไหร่ แต่ยามชีวิตมืดหม่น อับจนหนทาง หรือยามต้องการผลักดันบางสิ่งไปสู่สถานการณ์ที่ดีกว่าเดิม ผมคิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น</p>



<p>หรือในอีกความหมายหนึ่งอาจพูดได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์คือความไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดหรือกรอบที่ต้องเผชิญ</p>



<p>ท่ามกลางคำถามมากมายที่ได้รับระหว่างสัมภาษณ์ มีคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ</p>



<p>สังคมแบบไหนเหมาะกับการเติบโตของความคิดสร้างสรรค์?</p>



<p>มันคงง่ายถ้าให้ตอบเป็นชื่อประเทศหรือชื่อเมือง ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าสิ่งนี้งอกงามในดินแดนใด แต่พอต้องลงลึกไปถึงรายละเอียดว่าลักษณะสังคมแบบไหนที่เป็นดินที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของความคิดสร้างสรรค์ มันจึงตอบได้ยาก</p>



<p>ครั้งหนึ่งผมเคยถามคำถามคล้ายๆ กันนี้กับพี่<a href="https://adaymagazine.com/worapoj/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หนึ่ง–วรพจน์ พันธุ์พงศ์</a> ตอนเขาจัดงาน Nan Poesie เทศกาลบทกวีที่น่าน</p>



<p>สภาวะบ้านเมืองแบบไหนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของกวี?</p>



<p>วันนั้นนักเขียนนักสัมภาษณ์ซึ่งเป็นผู้จัดงานตอบว่า “มันเป็นได้ทั้ง 2 อย่าง เนื้อหน้าดินที่ดีมาก ไม่มีความทุกข์ทรมานเลย ก็อาจจะส่งเสริมให้ต้นไม้ชนิดหนึ่งงอกงาม หรือดินที่เหี้ยมากก็อาจจะสร้างสิ่งที่งดงามได้ เพียงแค่มันสร้างจากความกดดัน ในขณะที่อีกสิ่งมันสร้างจากความสุข เพราะฉะนั้นมันไม่แน่ สิ่งที่สร้างจากความสุขอาจจะได้ผลิตผลที่ดีมาก หรือสิ่งที่สร้างจากความทุกข์ก็อาจจะได้สิ่งที่ดีมากเช่นกัน มันเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง”</p>



<p>โดยส่วนตัวผมคิดคล้ายกัน แน่นอน ความคิดสร้างสรรค์ย่อมงอกเงยอย่างงดงามในดินแดนที่เปิดกว้าง มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โครงสร้างต่างๆ ในสังคมแข็งแรง ผู้คนได้รับการปลูกฝังให้เห็นค่าและสนับสนุนสิ่งนี้&nbsp;</p>



<p>แต่ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ที่บีบคั้น ในสังคมที่ปิดกั้นความคิดที่แตกต่าง โครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อให้ประชาชนเติบโตอย่างเท่าเทียม มันก็เป็นสิ่งที่ปลุกเร้าและกระตุ้นให้ความคิดสร้างสรรค์แสดงพลังออกมา</p>



<p>สภาพสังคมบ้านเรายามนี้เป็นแบบใดคงไม่ต้องบอก ใครที่ไม่ได้ปิดหูปิดตาคงเห็นภาพตรงกัน</p>



<p>การดิ้นรนเอาตัวรอด ความไม่แน่นอน ความหวาดกลัว ความกดดัน ความอัดอั้น ความเดือดดาล ความอยุติธรรม สารพัดความทุกข์ร้อนที่ทุกคนต้องเผชิญ–ไม่ว่าจะในมุมปัจเจกหรือธุรกิจ ทำให้ผมได้เห็นความคิดสร้างสรรค์เปล่งประกาย&nbsp;</p>



<p>รอบปีที่ผ่านมาผมเห็นใครหลายคนลุกขึ้นมาต่อสู้กับกรอบและกฎของสังคมที่ไม่แฟร์ด้วยวิธีการแสนสร้างสรรค์ ขณะที่หลายธุรกิจก็พยายามดิ้นรนสร้างหนทางใหม่ๆ ในสถานการณ์อันยากลำบาก</p>



<p>ในวันนี้ที่สังคมและสถานการณ์ต่างๆ คงไม่ได้เปลี่ยนผ่านในเร็ววัน สิ่งที่พวกเราพอทำได้คงหนีไม่พ้นวิธีการเหล่านี้ นั่นคือไม่ยอมจำนนและพยายามถางหาหนทางใหม่ๆ ใช้อุปสรรคและความคับข้องใจเป็นวัตถุดิบผลักดันความคิดสร้างสรรค์ออกมา</p>



<p>แล้วรอเวลาที่สังคมข้ามผ่านไปสู่วันที่ดินสำหรับปลูกความคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามไม่ใช่ความทุกข์ร้อนของผู้คน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-creative-entrepreneur/">ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-sex-is-more/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2021 12:47:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[Sex Is More]]></category>
		<category><![CDATA[a day 246]]></category>
		<category><![CDATA[sex]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กซ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=123776</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อดีอย่างหนึ่งของการงานที่ผมทำอยู่คือมันบังคับให้เราสบตากับความจริง ที่ใช้คำว่าบังคับ ใช่ว่ามีใครเอาอาวุธมาจ่อหัวหรืออะไร แค่มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น ไม่ว่าโดยเนื้อแท้จะเป็นคนขี้ขลาดหรืออาจหาญก็ตามที การจะเล่าบางเรื่องอย่างลงลึกไม่มีหนทางอื่นนอกจากเพ่งมองความจริงตรงหน้าแล้วใช้สมองกับหัวใจพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และที่ใช้คำว่าบังคับ เพราะความจริงส่วนใหญ่ที่พบเจอในการงานเราแทบไม่มีโอกาสได้ทบทวนมันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งในช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนความจริง มันทำให้เราได้ทบทวนความลวงไปด้วย และโดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่องที่เป็นปัญหาที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมคือ บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ หลักการใดที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่กระจ่างเพราะผิดเพี้ยนในเชิงตรรกะตั้งแต่ต้น เราก็เอาคำว่าความดีทั้งในรูปของค่านิยมหรือศีลธรรมมากำกับ ซึ่งการใช้คำที่มีความละเอียดอ่อนสูงและผูกโยงกับศรัทธา ทำให้เมื่อมีผู้ท้าทายหลักคิดนั้นด้วยเหตุผลจึงถูกมองเป็นพวกนอกรีต ต้องกำจัด เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งได้ย้อนฟัง Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือระดับปรากฏการณ์อย่าง Sapiens: A Brief History of Humankind ให้สัมภาษณ์ในรายการ Talks at Google และผมชอบช่วงที่เขาตอบพิธีกรถึงมุมมองที่มีต่อพระเจ้า แฮรารีบอกว่าพระเจ้ามีหลายรูปแบบ เราต่างมองและเข้าใจศาสนาแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ แล้วในหัวของแต่ละคนจะมีพระเจ้าสองรูปแบบ หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นภาพแทนความลี้ลับของจักรวาล แทนความไม่รู้ถึงการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง แทนความไม่เข้าใจในเรื่องลี้ลับต่างๆ ในบทบาทนี้พระเจ้าเป็นเหมือนผู้สร้าง ทำให้สรรพสิ่งก่อกำเนิด ซึ่งมนุษย์อย่างเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าในความหมายนี้เลย นี่คือพระเจ้าที่มนุษย์นึกถึงยามค่ำคืนตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบมาก” แฮรารีสรุปด้วยรอยยิ้ม อีกหนึ่งคือพระเจ้าที่เขาใช้คำว่า ‘petty [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-sex-is-more/">บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อดีอย่างหนึ่งของการงานที่ผมทำอยู่คือมันบังคับให้เราสบตากับความจริง</p>



<p>ที่ใช้คำว่าบังคับ ใช่ว่ามีใครเอาอาวุธมาจ่อหัวหรืออะไร แค่มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น ไม่ว่าโดยเนื้อแท้จะเป็นคนขี้ขลาดหรืออาจหาญก็ตามที การจะเล่าบางเรื่องอย่างลงลึกไม่มีหนทางอื่นนอกจากเพ่งมองความจริงตรงหน้าแล้วใช้สมองกับหัวใจพิจารณาอย่างถ้วนถี่</p>



<p>และที่ใช้คำว่าบังคับ เพราะความจริงส่วนใหญ่ที่พบเจอในการงานเราแทบไม่มีโอกาสได้ทบทวนมันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม</p>



<p>ซึ่งในช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนความจริง มันทำให้เราได้ทบทวนความลวงไปด้วย</p>



<p>และโดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่องที่เป็นปัญหาที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมคือ บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’</p>



<p>หลักการใดที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่กระจ่างเพราะผิดเพี้ยนในเชิงตรรกะตั้งแต่ต้น เราก็เอาคำว่าความดีทั้งในรูปของค่านิยมหรือศีลธรรมมากำกับ ซึ่งการใช้คำที่มีความละเอียดอ่อนสูงและผูกโยงกับศรัทธา ทำให้เมื่อมีผู้ท้าทายหลักคิดนั้นด้วยเหตุผลจึงถูกมองเป็นพวกนอกรีต ต้องกำจัด</p>



<p>เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งได้ย้อนฟัง Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือระดับปรากฏการณ์อย่าง <em>Sapiens: A Brief History of Humankind </em>ให้สัมภาษณ์ในรายการ <em>Talks at Google </em>และผมชอบช่วงที่เขาตอบพิธีกรถึงมุมมองที่มีต่อพระเจ้า</p>



<p>แฮรารีบอกว่าพระเจ้ามีหลายรูปแบบ เราต่างมองและเข้าใจศาสนาแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ แล้วในหัวของแต่ละคนจะมีพระเจ้าสองรูปแบบ</p>



<p>หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นภาพแทนความลี้ลับของจักรวาล แทนความไม่รู้ถึงการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง แทนความไม่เข้าใจในเรื่องลี้ลับต่างๆ ในบทบาทนี้พระเจ้าเป็นเหมือนผู้สร้าง ทำให้สรรพสิ่งก่อกำเนิด ซึ่งมนุษย์อย่างเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าในความหมายนี้เลย</p>



<p>นี่คือพระเจ้าที่มนุษย์นึกถึงยามค่ำคืนตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต</p>



<p>“ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบมาก” แฮรารีสรุปด้วยรอยยิ้ม</p>



<p>อีกหนึ่งคือพระเจ้าที่เขาใช้คำว่า ‘petty lawgiver’ ซึ่งตรงกันข้ามกับพระเจ้าในความหมายแรกที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระองค์เลย สิ่งที่เป็นลักษณะสำคัญของพระเจ้าในรูปแบบหลังคือเรารู้เกี่ยวกับพระองค์ละเอียดมาก</p>



<p>เรารู้ว่าพระองค์คิดยังไงกับการแต่งตัวของผู้หญิง รู้ถึงชุดที่พระองค์ชอบให้ผู้หญิงใส่ รู้ว่าพระองค์คิดยังไงเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ อาหาร และการเมือง</p>



<p>“นี่คือพระเจ้าที่ผู้คนพูดถึงเมื่อพวกเขายืนอยู่รอบๆ เวลาเผาคนนอกรีต</p>



<p>“เพราะพระองค์ไม่ทรงโปรดสิ่งที่คุณทำ เราจึงเผาคุณ”</p>



<p>ด้วยนิยามของพระเจ้าสองรูปแบบ แฮรารีบอกว่าการพูดถึงพระเจ้าบางทีจึงเหมือนการใช้เล่ห์กล เมื่อถามว่าทำไมคิดว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ผู้คนก็จะตอบว่าเพราะเราไม่รู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของบิ๊กแบง ไม่รู้เกี่ยวกับจิตสำนึกของมนุษย์ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง&nbsp;</p>



<p>แล้วจังหวะนั้นก็เหมือนนักมายากลที่แอบเปลี่ยนไพ่เป็นอีกใบ พระเจ้าที่เป็นตัวแทนของความลี้ลับถูกสลับออกไป แล้วแทนที่ด้วยพระเจ้าผู้สร้างกฎต่างๆ อันไม่เหมาะสม</p>



<p>“สุดท้ายก็จบลงด้วยข้อสรุปแปลกๆ อย่างเช่น เพราะเราไม่เข้าใจบิ๊กแบง ผู้หญิงจึงต้องใส่เสื้อแขนยาว และผู้ชายไม่ควรมีเซ็กซ์กับผู้ชายด้วยกัน</p>



<p>“อะไรคือความเชื่อมโยง” แฮรารีตั้งคำถามโดยที่ผู้ชมข้างล่างเวทีได้แต่หัวเราะไปกับเรื่องตลกร้ายที่ได้ฟัง</p>



<p>ผมคิดว่าหลายๆ เรื่องในสังคมไทยยามนี้ช่างทาบทับพอดีกับสิ่งที่แฮรารีว่าไว้</p>



<p>ในยุคสมัยนี้ที่สิ่งต่างๆ ก้าวหน้ามาไกล แทนที่เราจะใช้หลักเหตุผลมาพูดคุยกัน หลายครั้งเรากลับใช้เรื่องนามธรรมอย่างความดีมาสร้างข้อสรุปแปลกๆ บางคนใช้คำว่าความดีเป็นอาวุธ สวมบทบาทคนดีในการพิพากษาคนอื่น ลากคนที่ไม่เห็นด้วยหรือฝ่าฝืนค่านิยมที่ว่าดีงามมาเผาทั้งเป็นบนโลกสมมติ เพื่อสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม</p>



<p>การได้อ่านต้นฉบับ <a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-246/">a day ฉบับ sex is more</a> ทำให้ผมมีโอกาสสบตากับความจริงเรื่องเซ็กซ์ในสังคมไทย และพบว่าเรื่องเซ็กซ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งในสังคมที่ถูกคำว่าศีลธรรม ความดีกดไว้จนผู้คนมองมันเป็น ‘เรื่องสกปรก’</p>



<p>ทัศนคติที่ว่านำมาซึ่งมุมมองผิดเพี้ยนต่อเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมมองต่อเพศสภาพ ผู้ขายบริการทางเพศ เซ็กซ์ทอย การเซนเซอร์ และอีกหลายๆ เรื่อง</p>



<p>เราปิดหูปิดตาผู้คนในสังคม ทั้งที่ทุกคนต่างก็รู้ว่ามันเป็นกิจกรรมที่ดำรงอยู่เป็นปกติ จนหลายเรื่องที่ควรจะเข้าใจตั้งแต่วัยเยาว์เรากลับต้องมาลองผิดลองถูกเอาตอนโต และความเข้าใจผิดหลายเรื่องก็ทำให้เราทำร้ายใครต่อใครโดยไม่รู้ตัว</p>



<p>เราควรยอมรับได้นานแล้วหรือเปล่าว่าในความเป็นจริงเซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องสกปรกอย่างที่ใครเขาว่ากัน</p>



<p>แต่มันเป็นทั้งเรื่องธรรมชาติ เป็นทั้งเรื่องน่าค้นหา เป็นทั้งเรื่องที่จรรโลง บรรเทา&nbsp;</p>



<p>และถึงที่สุดถ้าเราถูกปลูกฝังให้เข้าใจกิจกรรมนี้มากพอ</p>



<p>มันพัฒนาเป็นเรื่องที่งดงามของชีวิตได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-sex-is-more/">บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มีความฝันของเด็กมากมายเพียงใดถูกเด็ดทิ้งไปในโรงเรียน &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-aday-245-mamuang/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2021 13:17:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Mamuang]]></category>
		<category><![CDATA[hesheit]]></category>
		<category><![CDATA[a day 245]]></category>
		<category><![CDATA[วาดการ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[วิศุทธิ์ พรนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118345</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครั้งหนึ่งเมื่อ 17 ปีที่แล้ว a day เคยทำฉบับ hesheit การ์ตูนลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ของ ตั้ม–วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่เขายังคงเขียนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้และมีแฟนๆ ติดตามเหนียวแน่น ระหว่างทำ a day ฉบับ Mamuang ผมหยิบมันมาอ่านอีกครั้งด้วยอยากรู้เส้นทางที่ผ่านมาก่อนถึงวันที่เขาได้รับการยอมรับอย่างวันนี้ ในหน้า ‘จุดเริ่มต้น’ ที่ย้อนเล่าเส้นทางชีวิตของวิศุทธิ์ มีช่วงหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่ามันน่าเศร้าใจ ไม่ได้สดใสเหมือนการ์ตูนมะม่วงที่เขาวาด วิศุทธิ์ พรนิมิตร วาดการ์ตูนตั้งแต่เรียนประถม เขาวาดรูปไม่เก่ง แต่เอนทรานซ์ติดคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยคะแนนวิชาดรอว์อิ้ง 30 เต็ม 100 และ 95 คะแนนจากวิชาอินทีเรียร์ดีไซน์ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขาหยุดวาดการ์ตูนไป 2-3 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องเรียน สอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจารย์พูดต่อหน้าว่า “อย่าเรียนศิลปะเลย” ลายเส้นแบบของเขาได้แต่ D กับ F เขาเริ่มเอาสไตล์เพื่อนมาผสมในงานออกแบบ ไม่มีอะไรดีขึ้น สุดท้ายเขาเลือกออกแบบงานด้วยการวาดให้เหมือนเพื่อน เพื่อให้เรียนจบในปีที่ 6 เนื้อหาใน a day [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-aday-245-mamuang/">มีความฝันของเด็กมากมายเพียงใดถูกเด็ดทิ้งไปในโรงเรียน | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ครั้งหนึ่งเมื่อ 17 ปีที่แล้ว a day เคยทำฉบับ hesheit การ์ตูนลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ของ ตั้ม–วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่เขายังคงเขียนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้และมีแฟนๆ ติดตามเหนียวแน่น ระหว่างทำ a day ฉบับ Mamuang ผมหยิบมันมาอ่านอีกครั้งด้วยอยากรู้เส้นทางที่ผ่านมาก่อนถึงวันที่เขาได้รับการยอมรับอย่างวันนี้</p>
<p>ในหน้า ‘จุดเริ่มต้น’ ที่ย้อนเล่าเส้นทางชีวิตของวิศุทธิ์ มีช่วงหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่ามันน่าเศร้าใจ ไม่ได้สดใสเหมือนการ์ตูนมะม่วงที่เขาวาด</p>
<p><em>วิศุทธิ์ พรนิมิตร วาดการ์ตูนตั้งแต่เรียนประถม</em></p>
<p><em>เขาวาดรูปไม่เก่ง</em></p>
<p><em>แต่เอนทรานซ์ติดคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยคะแนนวิชาดรอว์อิ้ง 30 เต็ม 100 และ 95 คะแนนจากวิชาอินทีเรียร์ดีไซน์</em></p>
<p><em>ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขาหยุดวาดการ์ตูนไป 2-3 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องเรียน</em></p>
<p><em>สอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า</em></p>
<p><em>อาจารย์พูดต่อหน้าว่า “อย่าเรียนศิลปะเลย”</em></p>
<p><em>ลายเส้นแบบของเขาได้แต่ D กับ F</em></p>
<p><em>เขาเริ่มเอาสไตล์เพื่อนมาผสมในงานออกแบบ</em></p>
<p><em>ไม่มีอะไรดีขึ้น</em></p>
<p><em>สุดท้ายเขาเลือกออกแบบงานด้วยการวาดให้เหมือนเพื่อน</em></p>
<p><em>เพื่อให้เรียนจบในปีที่ 6</em></p>
<p>เนื้อหาใน a day เล่มนั้นไม่ได้จบลงแค่ตรงนี้ เช่นเดียวกับชีวิตเขา</p>
<p>ทุกวันนี้วิศุทธิ์ได้รับการยอมรับเพียงใดคงไม่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบาย เพียงแต่เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผมกลับรู้สึกบางอย่างและคิดว่ามันน่าจะมีความผิดพลาดบางประการในระบบการศึกษาบ้านเรา</p>
<p>ที่ผ่านมาเวลาได้ยินเรื่องเล่าทำนองนี้ ประเภทคนสอบตกในมหาวิทยาลัยแต่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ หรือลาออกจากมหาวิทยาลัยแต่สุดท้ายกลับสร้างผลงานยิ่งใหญ่จนสถานศึกษาต้องมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นให้ เรามักเล่าถึงมันในเชิงโรแมนติไซส์–เห็นไหมว่าเรียนไม่จบหรือสอบได้ F ก็ประสบความสำเร็จได้ แต่เราไม่ค่อยได้คุยกันถึงรากของปัญหาที่แท้จริง</p>
<p>แม้ไม่ใช่ทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโดยภาพรวม ระบบการศึกษาบ้านเรายังเป็นคล้ายแม่พิมพ์ที่พยายามผลิตมนุษย์ทุกคนให้ออกมาเหมือนกัน ทั้งที่โดยเนื้อแท้ไม่มีมนุษย์คนใดเหมือนกัน</p>
<p>หากเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความงาม สถานศึกษาซึ่งเป็นสถานที่ที่เราฝากวัยเยาว์เอาไว้ แทนที่จะทำให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสค้นพบความงามนั้น หลายครั้งกลับกลายเป็นตรงกันข้าม</p>
<p>เราไม่มีทางรู้เลยว่ามีความฝันของเด็กมากมายเพียงใดถูกเด็ดทิ้งไประหว่างทาง</p>
<p>ว่าถึงตรงนี้ผมนึกถึงสิ่งที่อาจารย์บรูซ แกสตัน ผู้บุกเบิกดนตรีไทยร่วมสมัย เคยเล่าเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนตอนเราพบกัน ในฐานะผู้ที่เคยแปลกแยกแตกต่างจากคนอื่นๆ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span>ในวัยเด็ก</p>
<p>“ผมอยากจะเห็นความหลากหลายของเด็ก ทุกวันนี้โรงเรียนพยายามสอนให้ทุกคนเป็นเหมือนกัน ทุกคนต้องไปสอบเหมือนกัน ต้องเป็นพิมพ์เดียวกันออกมา แล้วถ้าหากเด็กสักคนมีปัญหาในโรงเรียนเพราะว่าเขาไม่เหมือนเพื่อน ครูก็พยายามตำหนิว่าทำไมไม่อยู่ในกฎ ไม่อยู่ในกรอบที่โรงเรียนบอกเอาไว้ แทนที่จะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คนนี้ไปอย่างนี้ คนนั้นก็ไปอย่างนั้น</p>
<p>“ผมอยากจะบอกวัยรุ่นว่าอย่าท้อใจ ถ้าหากว่าคนอื่นมองไม่เห็นคุณค่าของเรา อย่าคิดว่าเป็นเพราะเธอโง่ แสวงหาหนทางของตัวเอง เราอาจจะพบเจอว่าเรามีความสามารถที่ไม่เหมือนกับคนอื่น สิ่งสำคัญคืออย่าว่าตัวเองว่าฉันไม่มีค่า เราต้องมองคนแต่ละคนเป็นคนละคน เราไม่เหมือนกัน โลกเรามีความหลากหลาย เราต้องหาทางที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง เราต้องมีความเป็นปัจเจกบุคคล หลายๆ คนไม่รู้จักคำนี้นะ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ปัจเจกบุคคลหมายความว่า ฉันไปหนทางของฉัน ซึ่งมันเกี่ยวกับพรหมลิขิต เกี่ยวกับดีเอ็นเอ เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ เกี่ยวกับอะไรต่างๆ ที่ทำให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>“แล้วก็จงภาคภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนกับคนอื่น”</p>
<p><em>สุดท้ายเขาเลือกออกแบบงานด้วยการวาดให้เหมือนเพื่อน</em></p>
<p><em>เพื่อให้เรียนจบในปีที่ 6</em></p>
<p>ย้อนมองกลับไปผมคิดว่าโชคดีเหลือเกินที่การเลือกเป็นเหมือนคนอื่นของวิศุทธิ์สิ้นสุดลงแค่ในรั้วมหาวิทยาลัย ชีวิตหลังจากนั้นเขาเลือกทำในสิ่งที่เชื่อที่ชอบ จนถึงวันนี้ที่เขากลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และหลายๆ สิ่งที่เขาสร้างก็ยังไม่เคยมีศิลปินไทยคนใดก้าวไปถึง</p>
<p>แต่ก็อดนึกไม่ได้เหมือนกันว่าหากวันนั้นการเลือกเป็นเหมือนคนอื่นด้วยระบบการศึกษาภาค ‘บังคับ’ พาชีวิตของเขาหันเหไปอีกทาง</p>
<p>เราจะประเมินการสูญเสียนี้กันอย่างไรดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-118649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/จตุรัส.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-aday-245-mamuang/">มีความฝันของเด็กมากมายเพียงใดถูกเด็ดทิ้งไปในโรงเรียน | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยิ่งหน้าต่างถูกเปิดมากเท่าไร เรายิ่งรู้ร้อนรู้หนาวมากเท่านั้น &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-a-day-244/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Nov 2020 15:12:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[news]]></category>
		<category><![CDATA[เซนเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[a day 244]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[The Power of News]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ร้อนรู้หนาว]]></category>
		<category><![CDATA[บทบาทสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าที่สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังของข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จรรยาบรรณสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=115600</guid>

					<description><![CDATA[<p>1. ไม่กี่วันก่อน–หลังจากตื่นมาหลายชั่วโมง ผมเพิ่งรู้ตัวว่าลมหนาวมาเยือนก็ตอนเปิดหน้าต่าง อากาศข้างนอกดีจนนึกโทษตัวเองว่าทำไมไม่ปิดเครื่องปรับอากาศและเปิดหน้าต่างตั้งนานแล้ว ผมเคยคุยกับพี่ที่เคารพคนหนึ่ง เขาบอกว่าฤดูกาลมีผลต่อคนเมืองน้อยมาก จะร้อนจะหนาวเราก็อยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิได้ จะแดดจะฝนเราก็อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมที่คอยคุ้มตัวคุ้มหัว ต่างจากการอยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติที่ร้อน หนาว ฝน ล้วนมีผลต่อชีวิต อยู่ในเมืองเราแทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องฤดูกาล ฤดูกาลเปลี่ยนอาจนำมาซึ่งความไม่สะดวกเล็กน้อย แต่มันไม่ได้กระทบภาพใหญ่ของชีวิตเท่าการอาศัยอยู่ใกล้ธรรมชาติ เรารู้ร้อนรู้หนาวไม่เท่ากันเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์แตกต่างกัน สำหรับคนเมืองอย่างผมและคนรอบตัวที่ยามอยู่บ้านหรือที่ทำงานเราก็ปิดหน้าต่างแล้วเปิดเครื่องปรับอากาศ นับวันพวกเรายิ่งห่างไกลจากการรู้ร้อนรู้หนาวที่แท้จริง &#160; &#160;2. รู้ร้อนรู้หนาว โดยความหมายผมชอบคำคำนี้ และยิ่งเห็นความสำคัญของมันเมื่อไล่อ่านต้นฉบับ a day ฉบับที่ว่าด้วยเรื่องพลังของข่าวจนจบ รู้ร้อนรู้หนาว ที่ไม่ได้หมายถึงการรับรู้อุณหภูมิภายนอก แต่หมายถึงการรู้สึกรู้สาต่อเพื่อนมนุษย์หรือความไม่เป็นธรรมที่ปรากฏตรงหน้า “เราคิดว่าสังคมมีความจำเป็นมากที่จะต้องมีคนรู้ร้อนรู้หนาวเป็นเดือดเป็นร้อนในประเด็นสาธารณะ” วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง เจ้าหน้าที่ของ Thai PBS ผู้ผลักดันพลเมืองท้องถิ่นให้กลายเป็นนักสื่อสารประจำชุมชน เอ่ยประโยคนี้ในบทสัมภาษณ์ที่ว่าด้วยความสำคัญของนักข่าวพลเมือง ผมเห็นด้วยกับเธอ ความรู้ร้อนรู้หนาวเป็นต้นทางสำคัญที่ผลักดันให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือเรียกร้องความเป็นธรรม การต่อสู้ที่กินเวลายาวนานกว่า 26 ปีของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู จะไม่เป็นที่สนใจของสังคมถ้าชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครรู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่เกิดขึ้น กรณีสลายการชุมนุมที่ตากใบเมื่อ พ.ศ. 2547 คงเงียบหายและถูกเข้าใจในอีกทาง ถ้าทนายสมชาย นีละไพจิตร ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไปกับชะตากรรมของผู้ชุมนุมที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐจนต้องลุกขึ้นต่อสู้ แม้ผลปลายทางอาจต้องแลกด้วยชีวิต การสลายการชุมนุมทางการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันคงถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติแบบผิดๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-a-day-244/">ยิ่งหน้าต่างถูกเปิดมากเท่าไร เรายิ่งรู้ร้อนรู้หนาวมากเท่านั้น | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>1.</b></p>
<p>ไม่กี่วันก่อน–หลังจากตื่นมาหลายชั่วโมง ผมเพิ่งรู้ตัวว่าลมหนาวมาเยือนก็ตอนเปิดหน้าต่าง อากาศข้างนอกดีจนนึกโทษตัวเองว่าทำไมไม่ปิดเครื่องปรับอากาศและเปิดหน้าต่างตั้งนานแล้ว</p>
<p>ผมเคยคุยกับพี่ที่เคารพคนหนึ่ง เขาบอกว่าฤดูกาลมีผลต่อคนเมืองน้อยมาก จะร้อนจะหนาวเราก็อยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิได้ จะแดดจะฝนเราก็อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมที่คอยคุ้มตัวคุ้มหัว ต่างจากการอยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติที่ร้อน หนาว ฝน ล้วนมีผลต่อชีวิต</p>
<p>อยู่ในเมืองเราแทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องฤดูกาล ฤดูกาลเปลี่ยนอาจนำมาซึ่งความไม่สะดวกเล็กน้อย แต่มันไม่ได้กระทบภาพใหญ่ของชีวิตเท่าการอาศัยอยู่ใกล้ธรรมชาติ</p>
<p>เรารู้ร้อนรู้หนาวไม่เท่ากันเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์แตกต่างกัน</p>
<p>สำหรับคนเมืองอย่างผมและคนรอบตัวที่ยามอยู่บ้านหรือที่ทำงานเราก็ปิดหน้าต่างแล้วเปิดเครื่องปรับอากาศ</p>
<p>นับวันพวกเรายิ่งห่างไกลจากการรู้ร้อนรู้หนาวที่แท้จริง</p>
<p><span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p><b><span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span>2.</b></p>
<p>รู้ร้อนรู้หนาว</p>
<p>โดยความหมายผมชอบคำคำนี้ และยิ่งเห็นความสำคัญของมันเมื่อไล่อ่านต้นฉบับ a day ฉบับที่ว่าด้วยเรื่องพลังของข่าวจนจบ</p>
<p>รู้ร้อนรู้หนาว ที่ไม่ได้หมายถึงการรับรู้อุณหภูมิภายนอก แต่หมายถึงการรู้สึกรู้สาต่อเพื่อนมนุษย์หรือความไม่เป็นธรรมที่ปรากฏตรงหน้า</p>
<p>“เราคิดว่าสังคมมีความจำเป็นมากที่จะต้องมีคนรู้ร้อนรู้หนาวเป็นเดือดเป็นร้อนในประเด็นสาธารณะ” วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง เจ้าหน้าที่ของ Thai PBS ผู้ผลักดันพลเมืองท้องถิ่นให้กลายเป็นนักสื่อสารประจำชุมชน เอ่ยประโยคนี้ในบทสัมภาษณ์ที่ว่าด้วยความสำคัญของนักข่าวพลเมือง</p>
<p>ผมเห็นด้วยกับเธอ ความรู้ร้อนรู้หนาวเป็นต้นทางสำคัญที่ผลักดันให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือเรียกร้องความเป็นธรรม</p>
<p>การต่อสู้ที่กินเวลายาวนานกว่า 26 ปีของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู จะไม่เป็นที่สนใจของสังคมถ้าชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครรู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่เกิดขึ้น</p>
<p>กรณีสลายการชุมนุมที่ตากใบเมื่อ พ.ศ. 2547 คงเงียบหายและถูกเข้าใจในอีกทาง ถ้าทนายสมชาย นีละไพจิตร ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไปกับชะตากรรมของผู้ชุมนุมที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐจนต้องลุกขึ้นต่อสู้ แม้ผลปลายทางอาจต้องแลกด้วยชีวิต</p>
<p>การสลายการชุมนุมทางการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันคงถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติแบบผิดๆ ถ้าไม่มีนักต่อสู้หรือสื่อมวลชนบางคนรู้ร้อนรู้หนาวหยิบข้อเท็จจริงมาเปิดเผยเพื่อเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนในบ้านเมืองให้ถูกต้อง</p>
<p>ที่ว่ามาเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน มีอีกหลายเหตุการณ์–ทั้งที่อยู่ใน a day ฉบับนี้และไม่อยู่ ที่คงดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ เลือดเย็น&nbsp;ถ้าไม่มีใครรู้ร้อนรู้หนาวแล้วป่าวประกาศออกมาจนคนจำนวนมหาศาลเป็นเดือดเป็นร้อน ลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกันในประเด็นเหล่านั้น</p>
<p>และผมเชื่อว่า ความรู้ร้อนรู้หนาวที่ว่า ส่งต่อกันได้ผ่านข่าว</p>
<p><span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p><b>3.</b></p>
<p>ในวิถีชีวิตปกติ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่เราจะอยู่ใกล้ใจกลางทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น</p>
<p>คล้ายเรากำลังอาศัยอยู่ในห้องอันอุดอู้ไม่รับรู้ฤดูกาล–ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งที่ในความเป็นจริงอากาศภายนอกอาจกำลังร้อนระอุ&nbsp;หรือพายุฝนอาจกำลังซัดกระหน่ำ</p>
<p>ซึ่งในบทบาทนี้ ผมคิดว่าข่าวเป็นคล้ายหน้าต่าง</p>
<p>เพียงเราเปิดแล้วมองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก โอบรับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาของมนุษย์ที่เพ่งมองมนุษย์ด้วยกัน เราย่อมรู้สึกรู้สาไปด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น</p>
<p>ยิ่งมีหน้าต่างมากเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นความจริงภายนอกอย่างรอบด้านมากเท่านั้น</p>
<p>ยิ่งหน้าต่างถูกเปิดมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้ร้อนรู้หนาวมากเท่านั้น</p>
<p>รู้ร้อนรู้หนาวที่ไม่ได้หมายถึงการรับรู้อุณหภูมิภายนอก แต่หมายถึงการรู้สึกรู้สาต่อเพื่อนมนุษย์หรือความไม่เป็นธรรมที่ปรากฏตรงหน้า รู้ร้อนรู้หนาวที่ไม่ใช่เพียงผิวกาย แต่สั่นสะเทือนไปถึงข้างในจนต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง</p>
<p>ว่าถึงตรงนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้มีอำนาจจะพยายามไล่ปิดหน้าต่างด้วยการลิดรอนเสรีภาพสื่อ</p>
<p>ในบ้านเมืองที่ปกครองด้วยหลักการอันผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยวเช่นนี้ จะมีสถานการณ์ใดน่ากลัวเท่ากับการที่วันหนึ่งประชาชนทุกคนรู้ร้อนรู้หนาวกับความไม่เป็นธรรม จนลุกขึ้นมาร่วมกันต่อสู้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-a-day-244/">ยิ่งหน้าต่างถูกเปิดมากเท่าไร เรายิ่งรู้ร้อนรู้หนาวมากเท่านั้น | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ออกแบบประเทศกันใหม่เพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-aday-243/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Oct 2020 17:02:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้าเดียวกัน]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนคติ]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ท่านเด็ดดอกไม้ทิ้งจะยิ่งบาน]]></category>
		<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์สมมติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[#ถ้าการเมืองดี]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[a day 243]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[Redesign]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=112594</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนที่ผมจะเริ่มเขียนบรรทัดนี้ ไม่กี่นาทีก่อนหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ยึดหนังสือ 3 ปกไปตรวจสอบ และเชิญบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ไปสอบปากคำที่โรงพัก ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า มีการออกคำสั่งดำเนินการระงับการออกอากาศและลบข้อมูลขององค์กรสื่อที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่กี่วันก่อนหน้า มีการสลายการชุมนุมที่เต็มไปด้วยเยาวชนของชาติผู้มารวมตัวเรียกร้องโดยสันติ มีเพียงร่มต่างโล่ไว้ป้องกันตัว ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า มีการไล่จับแกนนำที่ออกมาเรียกร้องตามสิทธิเพื่อหวังปฏิรูปให้ประเทศพัฒนาด้วยวิธีการอารยะ ไม่กี่เดือนก่อนหน้า มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อาศัยอยู่ต่างประเทศหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนถึงวันนี้ โดยประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับพี่สาวทางโทรศัพท์คือ “หายใจไม่ออก” ไม่ต้องมีทัศนคติทางการเมืองตรงกันก็ได้ แค่มีความเป็นมนุษย์ มีหัวใจ มีลูก มีพี่น้อง มีเพื่อน ก็น่าจะรู้สึกรู้สาร่วมกันว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจยอมรับ ฟังเผินๆ เหมือนเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลานี้จะชวนสิ้นหวัง แต่ในทางกลับกันผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ชวนมีความหวังที่สุด ทุกการกระทำที่พยายามกดประชาชนให้กลัวกลับส่งผลในอีกทาง แทนที่หลังการสลายชุมนุมด้วยความรุนแรงผู้คนจะหลบลี้อยู่บ้านด้วยกลัวถูกทำร้ายหรือจับกุม วันรุ่งขึ้นผู้ชุมนุมกลับเพิ่มขึ้นและกระจายตัวยิ่งกว่าเดิม หลังเจ้าหน้าที่บุกสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร้านหนังสือออนไลน์บางร้านถึงกับเว็บล่มเพราะนักอ่านเข้าไปหาซื้อหนังสือที่ตำรวจตั้งใจไปบุกยึด หนังสือหลายเล่มของสำนักพิมพ์ขึ้น sold out ภายในไม่กี่นาทีหลังข่าวแพร่สะพัด ท่านเด็ดดอกไม้ทิ้งจะยิ่งบาน–ข้อความเรียบง่ายแต่งดงามที่แพร่หลายในฤดูกาลต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยน่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนหรอกที่ทำให้ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ชวนมีความหวังที่สุด หากแต่เป็นเรื่องของประเด็นที่เหล่าคนรุ่นใหม่กำลังต่อสู้ ที่ผ่านมาเวลาพูดถึงการแก้ปัญหาในสังคม ส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงใจกลางของปัญหา การแก้ปัญหาที่ผ่านมามักเป็นการแก้ปลายทาง แบบที่ ‘คนตัวเล็กๆ’ คนหนึ่งจะทำได้ ทั้งที่รากที่แท้นั้นมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในบ้านเมือง ในบทบรรณาธิการ a day ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2562 ผมได้อ้างถึงข้อความของพี่ต้อง–ปิยะวิทย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-aday-243/">ออกแบบประเทศกันใหม่เพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่ผมจะเริ่มเขียนบรรทัดนี้ ไม่กี่นาทีก่อนหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ยึดหนังสือ 3 ปกไปตรวจสอบ และเชิญบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ไปสอบปากคำที่โรงพัก</p>
<p>ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า มีการออกคำสั่งดำเนินการระงับการออกอากาศและลบข้อมูลขององค์กรสื่อที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา</p>
<p>ไม่กี่วันก่อนหน้า มีการสลายการชุมนุมที่เต็มไปด้วยเยาวชนของชาติผู้มารวมตัวเรียกร้องโดยสันติ มีเพียงร่มต่างโล่ไว้ป้องกันตัว</p>
<p>ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า มีการไล่จับแกนนำที่ออกมาเรียกร้องตามสิทธิเพื่อหวังปฏิรูปให้ประเทศพัฒนาด้วยวิธีการอารยะ</p>
<p>ไม่กี่เดือนก่อนหน้า มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อาศัยอยู่ต่างประเทศหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนถึงวันนี้ โดยประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับพี่สาวทางโทรศัพท์คือ “หายใจไม่ออก”</p>
<p>ไม่ต้องมีทัศนคติทางการเมืองตรงกันก็ได้ แค่มีความเป็นมนุษย์ มีหัวใจ มีลูก มีพี่น้อง มีเพื่อน ก็น่าจะรู้สึกรู้สาร่วมกันว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจยอมรับ</p>
<p>ฟังเผินๆ เหมือนเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลานี้จะชวนสิ้นหวัง แต่ในทางกลับกันผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ชวนมีความหวังที่สุด</p>
<p>ทุกการกระทำที่พยายามกดประชาชนให้กลัวกลับส่งผลในอีกทาง</p>
<p>แทนที่หลังการสลายชุมนุมด้วยความรุนแรงผู้คนจะหลบลี้อยู่บ้านด้วยกลัวถูกทำร้ายหรือจับกุม วันรุ่งขึ้นผู้ชุมนุมกลับเพิ่มขึ้นและกระจายตัวยิ่งกว่าเดิม</p>
<p>หลังเจ้าหน้าที่บุกสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร้านหนังสือออนไลน์บางร้านถึงกับเว็บล่มเพราะนักอ่านเข้าไปหาซื้อหนังสือที่ตำรวจตั้งใจไปบุกยึด หนังสือหลายเล่มของสำนักพิมพ์ขึ้น sold out ภายในไม่กี่นาทีหลังข่าวแพร่สะพัด</p>
<p>ท่านเด็ดดอกไม้ทิ้งจะยิ่งบาน–ข้อความเรียบง่ายแต่งดงามที่แพร่หลายในฤดูกาลต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยน่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด</p>
<p>ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนหรอกที่ทำให้ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ชวนมีความหวังที่สุด หากแต่เป็นเรื่องของประเด็นที่เหล่าคนรุ่นใหม่กำลังต่อสู้</p>
<p>ที่ผ่านมาเวลาพูดถึงการแก้ปัญหาในสังคม ส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงใจกลางของปัญหา การแก้ปัญหาที่ผ่านมามักเป็นการแก้ปลายทาง แบบที่ ‘คนตัวเล็กๆ’ คนหนึ่งจะทำได้ ทั้งที่รากที่แท้นั้นมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในบ้านเมือง</p>
<p>ในบทบรรณาธิการ a day ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2562 ผมได้อ้างถึงข้อความของพี่ต้อง–ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์สมมติ ซึ่งผมคิดว่าประโยคนั้นของพี่ต้องเชื่อมโยงกับสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังต่อสู้อยู่ตอนนี้</p>
<p>“การไปคาดหวังว่าเราจะเปลี่ยนบางอย่างด้วยสิ่งเล็กๆ ที่ทำมันยากมาก เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่โครงสร้างมันบิดเบี้ยวไปหมด ถ้าพูดง่ายๆ คือมันไม่มีโครงสร้างอะไรสักอย่างในสังคม ระบบการศึกษา ระบบสาธารณะสุข ครัวเรือน ชุมชน มันไม่มีเลย ระบบมาแบบไหน โครงสร้างมาแบบไหน ถ้าคุณทำสิ่งเล็กๆ แล้วคาดหวังว่าจะเปลี่ยน ผลลัพธ์มันไม่มีความหมาย ถ้าจะเปลี่ยนคุณต้องถอนรากถอนโคนถึงจะเปลี่ยนได้ ซึ่งพอพูดแบบนี้ก็เท่ากับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะไม่มีใครถอนรากถอนโคนอะไรสักอย่างได้”</p>
<p>ย้อนกลับไปตอนที่ฟังเจ้าสำนักสมมติพูดประเด็นนี้เมื่อราว 2 ปีก่อน ผมพยักหน้าเห็นด้วย ในบ้านเมืองที่อยู่อาศัยมันยากเหลือเกินกับการคาดหวังจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอันบิดเบี้ยว หากแต่ในวันนี้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกลายเป็นวาระแห่งชาติของคนรุ่นใหม่ผู้อยากลุกขึ้นมาออกแบบประเทศที่เขาอยู่ใหม่ด้วยตัวเอง</p>
<p>ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ทำให้ระหว่างที่อ่านต้นฉบับ a day เล่มนี้ที่ว่าด้วยเรื่องรีดีไซน์ โดยการเชิญชวนนักออกแบบในสาขาต่างๆ มาร่วมกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองด้วยทักษะที่แต่ละคนมี ผมมีความคิดสับสนปนเปในหัวหลายอย่าง</p>
<p>ใจหนึ่งคิดว่า #ถ้าการเมืองดี เราอาจไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งทำเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวเช่นนี้ บางผลงานในเล่มอาจไม่ต้องมานั่งคิดเลยก็ได้ถ้าระบบโครงสร้างของประเทศเราพร้อมและคิดถึงประชาชนอย่างแท้จริง ยังไม่นับว่างานออกแบบหลายงานในเล่มควรเกิดขึ้นมานานแล้วโดยภาครัฐ ไม่ใช่เป็นเพียงไอเดียบนหน้ากระดาษที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ วันใด</p>
<p>ขณะเดียวกันมันก็ตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว กับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ไปกับยุคสมัย ไม่ตอบโจทย์สังคม บางทีการมาทบทวนและออกแบบสิ่งนั้นกันใหม่ อาจจะเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้สิ่งนั้นยังจำเป็นและมีเหตุผลที่จะคงอยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน</p>
<p>และบางทีสิ่งที่เยาวชนเรียกร้องในวันนี้อาจไม่ได้เป็นอะไรที่เข้าใจยากนัก นอกจากการเรียกร้องให้มีการออกแบบประเทศกันใหม่เพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า</p>
<p>ข้างหน้าที่มีอนาคตรอพวกเขาอยู่ ไม่ใช่อดีต</p>
<hr>
<p class="mncname" style="text-align: center;"><a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-243/" target="_blank" rel="noopener"><strong>(Pre-order) a day 243 ฉบับ Redesign</strong></a></p>
<p><a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-243/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-112667" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/a_day_cover243_digital-01-792x1024.jpg" alt="" width="792" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/a_day_cover243_digital-01-792x1024.jpg 792w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/a_day_cover243_digital-01-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/a_day_cover243_digital-01-768x994.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/a_day_cover243_digital-01-600x776.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/a_day_cover243_digital-01.jpg 1583w" sizes="(max-width: 792px) 100vw, 792px" /></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-aday-243/">ออกแบบประเทศกันใหม่เพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การสูญสิ้นความสามารถในการตั้งคำถามนั้นน่ากลัว &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-a-day242/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2020 20:11:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[a team junior]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[การตั้งคำถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=109593</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยวิชาชีพทำให้ผมเห็นความสำคัญของคำถาม ในฐานะคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน คำถามเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน เราใช้มันเป็นอาวุธในการขุดค้นเรื่องราวมาส่งต่อ เพียงสร้างคำถามขึ้นมาและเปิดใจรับฟัง บุคคลตรงหน้าก็พร้อมบอกเล่าสิ่งที่เราค้นหาหรือเรื่องราวที่อยู่ลึกที่สุดในหัวใจออกมา ที่สำคัญคำถามคล้ายเป็นเข็มทิศกำหนดทางว่าเรื่องเล่าของเราจะเป็นยังไง ช่วงระยะเวลาราว 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมได้รับคำถามและตั้งคำถามมากกว่าช่วงเวลาปกติ เนื่องจากมีเหล่า a team junior เข้ามาร่วมทำงานในออฟฟิศเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่รู้จัก–a team junior คือโครงการเสมือนทำงานจริงที่คัดเลือกคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศมาเรียนรู้การทำงานในฐานะสื่อทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ นิตยสาร a day ฉบับนี้ก็เป็นผลผลิตหนึ่งของโครงการ ระหว่างที่เราทำงานร่วมกัน บ่อยครั้งเวลาน้องๆ a team junior เสนออะไร ผมมักเลือกสำรวจด้วยการถามแทนการตอบว่าได้หรือไม่ โอเคหรือเปล่า ด้วยเชื่อว่าวิธีคิดหรือหลักการอะไรก็ตามที่แข็งแรงจะทนทานต่อคำถาม คำตอบจากการโดนสำรวจนั้นเองที่จะตอบว่าสิ่งที่เสนอนั้นสมเหตุสมผลและแข็งแรงดีไหม หรือควรเปลี่ยนแปลงส่วนใด เกือบทุกครั้งน้องๆ แทบจะได้คำตอบอยู่แล้วว่าไอเดียนั้นโอเคหรือไม่จากการอธิบายของตัวเอง แทนที่จะเป็นคำตอบจากผมซึ่งสุดท้ายกลายเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่จับประเด็นและสรุป&#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-a-day242/">การสูญสิ้นความสามารถในการตั้งคำถามนั้นน่ากลัว | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยวิชาชีพทำให้ผมเห็นความสำคัญของคำถาม</p>
<p>ในฐานะคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน คำถามเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน เราใช้มันเป็นอาวุธในการขุดค้นเรื่องราวมาส่งต่อ เพียงสร้างคำถามขึ้นมาและเปิดใจรับฟัง บุคคลตรงหน้าก็พร้อมบอกเล่าสิ่งที่เราค้นหาหรือเรื่องราวที่อยู่ลึกที่สุดในหัวใจออกมา</p>
<p>ที่สำคัญคำถามคล้ายเป็นเข็มทิศกำหนดทางว่าเรื่องเล่าของเราจะเป็นยังไง</p>
<p>ช่วงระยะเวลาราว 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมได้รับคำถามและตั้งคำถามมากกว่าช่วงเวลาปกติ เนื่องจากมีเหล่า a team junior เข้ามาร่วมทำงานในออฟฟิศเดียวกัน</p>
<p>สำหรับคนที่ไม่รู้จัก–a team junior คือโครงการเสมือนทำงานจริงที่คัดเลือกคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศมาเรียนรู้การทำงานในฐานะสื่อทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ นิตยสาร a day ฉบับนี้ก็เป็นผลผลิตหนึ่งของโครงการ</p>
<p>ระหว่างที่เราทำงานร่วมกัน บ่อยครั้งเวลาน้องๆ a team junior เสนออะไร ผมมักเลือกสำรวจด้วยการถามแทนการตอบว่าได้หรือไม่ โอเคหรือเปล่า ด้วยเชื่อว่าวิธีคิดหรือหลักการอะไรก็ตามที่แข็งแรงจะทนทานต่อคำถาม</p>
<p>คำตอบจากการโดนสำรวจนั้นเองที่จะตอบว่าสิ่งที่เสนอนั้นสมเหตุสมผลและแข็งแรงดีไหม หรือควรเปลี่ยนแปลงส่วนใด เกือบทุกครั้งน้องๆ แทบจะได้คำตอบอยู่แล้วว่าไอเดียนั้นโอเคหรือไม่จากการอธิบายของตัวเอง แทนที่จะเป็นคำตอบจากผมซึ่งสุดท้ายกลายเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่จับประเด็นและสรุป<span class="Apple-converted-space">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></p>
<p>เมื่อเราฝึกถาม-ตอบจนแข็งแรงสิ่งเหล่านี้จะติดเป็นนิสัย หลายครั้งไม่ต้องรอให้ใครมาถาม เราจะชิงตั้งคำถามสำรวจสิ่งที่คิดและเชื่อด้วยตัวเองก่อนจะเสนอหรือสรุปสิ่งใด และคำถามจะยิ่งมีคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราได้ฝึกถามบ่อยๆ ซึ่งผมคิดว่านี่คือทักษะที่สำคัญ จำเป็น</p>
<p>ไม่ใช่แค่สำคัญกับการทำงาน แต่การถามยังจำเป็นกับชีวิต</p>
<p>หากเราย้อนสำรวจปัญหาต่างๆ ไล่ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ในที่ทำงาน ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคม ปัญหาแทบทั้งหมดเกิดจากการขาดคำถามที่คอยตรวจสอบ&nbsp;เอาแค่คำถามง่ายๆ อย่าง ‘ทำไมต้องเป็นแบบนี้’ ‘ทำไมต้องทำแบบนี้’ ไม่ว่าจะถามตัวเองหรือสังคม คำตอบของมันก็อาจสร้างผลกระทบกระเทือนอันยิ่งใหญ่และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง</p>
<p>หากแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้าคือ คำตอบของบางคำถามอาจเจ็บปวดสำหรับบางคนที่ยึดติดกับความเชื่อบางประการโดยไม่เคยตรวจสอบหรือพยายามหลบหนีความจริง คำถามที่แหลมคมและปราศจากอคติจะทิ่มแทงความลวง ทิ่มแทงคนลวง จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครบางคนกลัวการถูกตั้งคำถามและเลือกตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการห้ามถาม หรือตีความผู้ถามไปในอีกทาง</p>
<p>บ้างหาว่าจับผิด บ้างหาว่าท้าทาย บ้างหาว่าลบหลู่ และพยายามลิดรอนความสามารถในการถาม ซึ่งเป็นการลดทอนศักยภาพและความงามของมนุษย์</p>
<p>ทั้งที่หากมานั่งนึกตรึกตรองดูดีๆ เราย่อมเห็นตรงกันว่าการถามนั้นเป็นวิธีการสุดแสนอารยะ คิดเห็นเช่นไร ความจริงเป็นยังไง เอาข้อมูลมากองตรงหน้าแล้วว่ากันด้วยสัจจะและเหตุผล</p>
<p>โลกของเราพัฒนามาได้ด้วยคำถาม นวัตกรรมสำคัญๆ ในโลกก็ล้วนเกิดจากสิ่งนี้ เราไม่เดินถอยหลังหรือยืนย่ำอยู่กับที่ก็เพราะมีคำถามนำทาง</p>
<p>อย่างนิตยสาร a day ฉบับนี้เหล่า a team junior ก็ชวนให้เราตั้งคำถามกับเรื่องขนและผม ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว-บนตัว แต่ที่ผ่านมาเราแทบจะไม่เคยตั้งคำถามถึงมัน คล้ายกับหลายๆ เรื่องในสังคม</p>
<p>และหากเหลียวมองสังคมยามนี้เราจะเห็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวในหลากมิติ ซึ่งที่ผ่านมาอาจไม่มีใครถามหรือกล้าถาม ขณะที่บางคนได้ยินได้ฟังคำถามเหล่านั้นแล้วอาจหวาดกลัว แต่สำหรับผมนี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและชวนให้มีความหวัง</p>
<p>แม้จะเติบโตท่ามกลางบ้านเมืองและระบบการศึกษาที่คอยลิดรอนศักยภาพในการตั้งคำถามต่อสังคม ต่อโลก พวกเขาก็ยังไม่สูญเสียคุณสมบัติสำคัญเหล่านั้น–จะไม่ให้รู้สึกยินดีและมีความหวังได้ยังไง</p>
<p>อย่ากลัวการถามเลย อย่ากลัวคำถามเลย</p>
<p>การสูญสิ้นความสามารถในการตั้งคำถามและการถามไม่ได้ต่างหากที่น่ากลัว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-a-day242/">การสูญสิ้นความสามารถในการตั้งคำถามนั้นน่ากลัว | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตง่าย ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตยาก &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-aday-241/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2020 16:10:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[สถาน ณ กาลไม่ปกติ]]></category>
		<category><![CDATA[รวมเรื่องสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[ปี 2020]]></category>
		<category><![CDATA[a day 241]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=106493</guid>

					<description><![CDATA[<p>คงพอกล่าวได้ว่า a day ฉบับรวมเรื่องสั้น ‘สถาน ณ กาลไม่ปกติ’ อยู่ในสถานะไม่ปกติ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก การจัดหน้า โครงสร้างเนื้อหา แน่นอนว่ามันคือหนังสือรวมเรื่องสั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เนื้อหาด้านในไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงวิธีคิดในการทำนิตยสารแบบดั้งเดิมที่พวกเราคุ้นชิน แต่ด้วยวาระการวางจำหน่าย ชื่อนิตยสารบนปก หรือแม้กระทั่งราคาที่ตั้ง มันก็ชวนคิดได้ว่านี่คือนิตยสารเล่มหนึ่งที่ขนาดและรูปเล่มเปลี่ยนแปลงไปจากสถานะปกติ ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตได้ง่าย ในขณะที่ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตได้ยาก ยิ่งหากใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเคยชิน–ไม่เฉลียวใจตั้งคำถาม แม้ยังไม่หมดปี แต่เราก็อาจกล่าวได้ว่าปี 2020 เป็นปีหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติมากที่สุดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราต่างเผชิญข่าวร้ายรายสัปดาห์และเรื่องเศร้ารายวัน ไล่ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในประเทศออสเตรเลีย สัตว์ป่าเสียชีวิตไปกว่าพันล้านตัวจากวิกฤตครั้งนี้ ต่อมาสหรัฐอเมริกาสั่งการสังหารผู้นำกองกำลังอิหร่านจนเสี่ยงที่จะเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นอกจากนั้นยังมีภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงในบางประเทศทั้งภูเขาไฟปะทุและน้ำท่วมฉับพลัน ยังไม่นับเหตุการณ์ในประเทศที่สั่นสะเทือนความรู้สึกและสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเหตุการณ์ปล้นทองที่ลพบุรีและเหตุการณ์ปล้นปืนก่อนกราดยิงที่โคราช จนกระทั่งการมาถึงของวิกฤตโรคระบาดจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ข่าวร้ายต่างๆ ถูกถมกลบด้วยผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากวันที่ 11 มีนาคม 2020 องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับให้โควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ที่กระจายวงกว้างไปทั่วโลก (pandemic) ผลของการระบาดอย่างมิอาจหยุดยั้งกระเทือนชีวิตมนุษย์ในหลายมิติ คำว่า ‘new normal’ ถูกใช้อย่างแพร่หลายและฟุ่มเฟือย แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของเราต่างไม่เหมือนเดิมและไม่มีทางเหมือนเดิม ไม่ว่าจะโหยหาและคิดถึงเพียงใด ช่วงเวลานั้นเองที่พวกเราชาว a day ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานะการทำงานแบบไม่ปกติอย่างการเวิร์กฟรอมโฮม ต่างเห็นตรงกันว่าน่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อบันทึกช่วงเวลานี้เอาไว้ โดยไม่จำกัดเพียงเรื่องโควิด-19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-aday-241/">ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตง่าย ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตยาก | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คงพอกล่าวได้ว่า <a href="https://godaypoets.com/product/a-day-241/" target="_blank" rel="noopener">a day ฉบับรวมเรื่องสั้น ‘สถาน ณ กาลไม่ปกติ’</a> อยู่ในสถานะไม่ปกติ</p>
<p>ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก การจัดหน้า โครงสร้างเนื้อหา แน่นอนว่ามันคือหนังสือรวมเรื่องสั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เนื้อหาด้านในไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงวิธีคิดในการทำนิตยสารแบบดั้งเดิมที่พวกเราคุ้นชิน แต่ด้วยวาระการวางจำหน่าย ชื่อนิตยสารบนปก หรือแม้กระทั่งราคาที่ตั้ง มันก็ชวนคิดได้ว่านี่คือนิตยสารเล่มหนึ่งที่ขนาดและรูปเล่มเปลี่ยนแปลงไปจากสถานะปกติ</p>
<p>ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตได้ง่าย ในขณะที่ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตได้ยาก</p>
<p>ยิ่งหากใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเคยชิน–ไม่เฉลียวใจตั้งคำถาม</p>
<p>แม้ยังไม่หมดปี แต่เราก็อาจกล่าวได้ว่าปี 2020 เป็นปีหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติมากที่สุดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราต่างเผชิญข่าวร้ายรายสัปดาห์และเรื่องเศร้ารายวัน</p>
<p>ไล่ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในประเทศออสเตรเลีย สัตว์ป่าเสียชีวิตไปกว่าพันล้านตัวจากวิกฤตครั้งนี้ ต่อมาสหรัฐอเมริกาสั่งการสังหารผู้นำกองกำลังอิหร่านจนเสี่ยงที่จะเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นอกจากนั้นยังมีภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงในบางประเทศทั้งภูเขาไฟปะทุและน้ำท่วมฉับพลัน ยังไม่นับเหตุการณ์ในประเทศที่สั่นสะเทือนความรู้สึกและสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเหตุการณ์ปล้นทองที่ลพบุรีและเหตุการณ์ปล้นปืนก่อนกราดยิงที่โคราช</p>
<p>จนกระทั่งการมาถึงของวิกฤตโรคระบาดจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ข่าวร้ายต่างๆ ถูกถมกลบด้วยผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากวันที่ 11 มีนาคม 2020 องค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับให้โควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ที่กระจายวงกว้างไปทั่วโลก (pandemic)</p>
<p>ผลของการระบาดอย่างมิอาจหยุดยั้งกระเทือนชีวิตมนุษย์ในหลายมิติ คำว่า ‘new normal’ ถูกใช้อย่างแพร่หลายและฟุ่มเฟือย แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของเราต่างไม่เหมือนเดิมและไม่มีทางเหมือนเดิม ไม่ว่าจะโหยหาและคิดถึงเพียงใด</p>
<p>ช่วงเวลานั้นเองที่พวกเราชาว a day ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานะการทำงานแบบไม่ปกติอย่างการเวิร์กฟรอมโฮม ต่างเห็นตรงกันว่าน่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อบันทึกช่วงเวลานี้เอาไว้ โดยไม่จำกัดเพียงเรื่องโควิด-19 เท่านั้น</p>
<p>นั่นคือที่มาของ ‘สถาน ณ กาลไม่ปกติ’ สิ่งพิมพ์สถานะไม่ปกติเล่มนี้ ที่เราชวนนักเขียน 15 ชีวิต มาร่วมกันเขียนเรื่องสั้นภายใต้โจทย์เดียวกัน คือร่วมกันบันทึกสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาไม่ปกติที่ทุกคนเผชิญวิกฤตโรคระบาด</p>
<p>ทำไมต้องเรื่องสั้น–หลายคนอาจสงสัย</p>
<p>ด้วยความที่สื่อที่พวกเราทำรายเดือนคือสิ่งพิมพ์ ใช้ตัวอักษรและภาพเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร และสิ่งที่เราตั้งใจบันทึกมีทั้งความไม่ปกติที่สังเกตเห็นได้ง่าย มองด้วยตาเปล่าหรืออ่านข่าวก็เห็น และความไม่ปกติที่สังเกตเห็นได้ยาก ต้องพิจารณาชีวิตอย่างประณีตและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวอย่างแหลมคมเท่านั้นจึงจะมองเห็น ซึ่งนอกจากวรรณกรรมขนาดยาวแล้ว เราคิดว่าเรื่องสั้นน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีในการรับใช้สิ่งที่นักเขียนแต่ละคนต้องการบันทึกและสื่อสาร</p>
<p>ขณะก้มหน้าก้มตาอ่านต้นฉบับจากนักเขียนที่ทยอยส่งมาทีละเรื่อง มันค่อยๆ ตอกย้ำว่าเราต่างกำลังยืนย่ำอยู่ในห้วงยามผิดปกติ</p>
<p>ขณะเงยหน้าขึ้นมามองดูสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน มันยิ่งยืนยันว่าเราต่างกำลังเผชิญช่วงเวลาอันมืดหม่น</p>
<p>คนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับความไม่ปกติของการเมืองการปกครองด้วยเหตุและผล กลับต้องเผชิญหน้ากับการไล่ล่าและได้รับผลกระทบในทางลบต่อชีวิต</p>
<p>แต่จะมีช่วงเวลาไหนเหมาะกับการร่วมกันสร้างแสงสว่างเท่ากับช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด</p>
<p>จะมีช่วงเวลาใดเหมาะกับการถามหาความปกติ-ธรรมดาเท่ากับช่วงเวลาเช่นนี้</p>
<p>ไม่มีช่วงเวลาใดอีกแล้วที่เหมาะกับการหยิบยกเรื่องผิดปกติทั้งหลายมาบอกเล่าและพูดคุยกันในที่แจ้งอย่างที่อารยชนพึงกระทำเพื่อเดินหน้าไปสู่โลกที่ดีกว่าเดิม โลกที่มองมนุษย์เท่ากัน</p>
<p>อย่างที่ว่าไว้ ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตได้ง่าย ในขณะที่ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตได้ยาก</p>
<p>ยิ่งหากใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเคยชิน–ไม่เฉลียวใจตั้งคำถาม</p>
<p>เรื่องสั้นทั้ง 15 เรื่องใน ‘สถาน ณ กาลไม่ปกติ’ และบ้านเมืองในสถานการณ์ไม่ปกติ ได้ช่วยฉายภาพความไม่ปกติทั้งที่สังเกตได้ง่ายและยากให้เราได้เห็นแล้ว</p>
<p>อยู่ที่เราเองว่าจะเลือกอยู่อาศัยในสถาน ณ กาลไม่ปกติ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้กลับมาเป็นปกติในยุคสมัยของพวกเรา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-aday-241/">ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตง่าย ความไม่ปกติบางอย่างสังเกตยาก | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
