<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Home Theater &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/home-theater/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/home-theater/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 14 Mar 2025 09:27:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>การล่มสลายของความฝันที่ตรึงไว้ เพื่อก้าวสู่พื้นที่แห่งใหม่ที่ความไม่ฝันจะได้โบยบิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tove-her-art-her-voice/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นฤภรกมล แมงกะพรุน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 08:49:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[aday]]></category>
		<category><![CDATA[Hometheater]]></category>
		<category><![CDATA[TOVE]]></category>
		<category><![CDATA[herarthervoice]]></category>
		<category><![CDATA[DocumentaryClub]]></category>
		<category><![CDATA[RCBFilmClub]]></category>
		<category><![CDATA[mumin]]></category>
		<category><![CDATA[มูมิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=179154</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเทศกาลหนังสารคดี ‘Her Art, Her Voice’ ซึ่งจัดขึ้นโดย RCB Film Club และ Documentary Club รวบรวมเอาหนังที่เกี่ยวกับผู้หญิงในโลกของศิลปะร่วมสมัยมาฉายเนื่องในโอกาสของวันสตรีสากลในเดือนมีนาคมนี้&#160; ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหนังเรื่อง TOVE (2020) ผลงานกำกับของ Zaida Bergroth เล่าเรื่องราวของ ตูเว ยานซอน (Tove Jansson) หญิงสาวที่เกิดในครอบครัวที่พ่อและเเม่เป็นศิลปิน อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของประเทศฟินเเลนด์ ในวันที่โลกต้องการการฟื้นฟูหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2&#160;&#160; ตูเวอยากเป็นศิลปินผู้สร้างภาพวาดอันทรงพลัง แต่งานของเธอก็ไม่โดดเด่นมากเพียงพอที่จะไปได้ไกล ทำได้เพียงมีความสุขในพื้นที่เล็กๆ วาดการ์ตูนจิ๋วที่พ่อของเธอบอกว่ามันไม่ใช่ศิลปะ&#160; แม้ว่าตัวเธอเองก็อับอายกับผลงานเหล่านั้น แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งตัวละครในการ์ตูนเหล่านั้นนั่นแหละที่ทำให้ตูเวกลายเป็นศิลปินที่ดังเป็นพลุแตก กลายเป็นผู้สร้างตัวละครขวัญใจเด็กทั่วโลก ตัวละครจิ๋วหลิวที่มีนิสัยอ่อนโยนนั้นของเธอ ชื่อว่า ‘มูมิน’ โทรลล์สีขาวอันเป็นที่รักของใครหลายๆ คน เส้นทางชีวิตของเธอช่างว้าวุ่น สับสน และเต็มไปด้วยจังหวะที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็หลอมรวมให้เรื่องราวในนิทานของตูเวพิเศษมากขึ้น นี่ไม่ใช่หนังสารคดี และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่หนังชีวประวัติ แต่กลับคือหนังที่สะท้อนก้นบึ้งอารมณ์ความสับสน ไม่แน่ใจ พลาดพลั้ง แต่ก็หาญกล้าของผู้หญิงที่กำลังค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสนิยมทางเพศหรือความฟุ้งฝันที่ใฝ่มาเนิ่นนานเพื่อมาพบว่า ไม่ว่าจะเส้นทางไหนๆ เพียงแค่ปล่อยให้สิ่งที่อยู่ภายในได้โบยบิน *** บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์*** [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tove-her-art-her-voice/">การล่มสลายของความฝันที่ตรึงไว้ เพื่อก้าวสู่พื้นที่แห่งใหม่ที่ความไม่ฝันจะได้โบยบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในเทศกาลหนังสารคดี<strong> </strong>‘Her Art, Her Voice’<strong> </strong>ซึ่งจัดขึ้นโดย RCB Film Club และ Documentary Club รวบรวมเอาหนังที่เกี่ยวกับผู้หญิงในโลกของศิลปะร่วมสมัยมาฉายเนื่องในโอกาสของวันสตรีสากลในเดือนมีนาคมนี้&nbsp;</p>



<p>ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหนังเรื่อง <em>TOVE (2020)</em> ผลงานกำกับของ <strong>Zaida Bergroth</strong> เล่าเรื่องราวของ <strong>ตูเว ยานซอน (Tove Jansson)</strong><strong> </strong>หญิงสาวที่เกิดในครอบครัวที่พ่อและเเม่เป็นศิลปิน อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของประเทศฟินเเลนด์ ในวันที่โลกต้องการการฟื้นฟูหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตูเวอยากเป็นศิลปินผู้สร้างภาพวาดอันทรงพลัง แต่งานของเธอก็ไม่โดดเด่นมากเพียงพอที่จะไปได้ไกล ทำได้เพียงมีความสุขในพื้นที่เล็กๆ วาดการ์ตูนจิ๋วที่พ่อของเธอบอกว่ามันไม่ใช่ศิลปะ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-179161" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-5-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แม้ว่าตัวเธอเองก็อับอายกับผลงานเหล่านั้น แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งตัวละครในการ์ตูนเหล่านั้นนั่นแหละที่ทำให้ตูเวกลายเป็นศิลปินที่ดังเป็นพลุแตก กลายเป็นผู้สร้างตัวละครขวัญใจเด็กทั่วโลก ตัวละครจิ๋วหลิวที่มีนิสัยอ่อนโยนนั้นของเธอ ชื่อว่า ‘มูมิน’ โทรลล์สีขาวอันเป็นที่รักของใครหลายๆ คน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179159" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-2-1-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เส้นทางชีวิตของเธอช่างว้าวุ่น สับสน และเต็มไปด้วยจังหวะที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็หลอมรวมให้เรื่องราวในนิทานของตูเวพิเศษมากขึ้น นี่ไม่ใช่หนังสารคดี และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่หนังชีวประวัติ แต่กลับคือหนังที่สะท้อนก้นบึ้งอารมณ์ความสับสน ไม่แน่ใจ พลาดพลั้ง แต่ก็หาญกล้าของผู้หญิงที่กำลังค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสนิยมทางเพศหรือความฟุ้งฝันที่ใฝ่มาเนิ่นนานเพื่อมาพบว่า ไม่ว่าจะเส้นทางไหนๆ เพียงแค่ปล่อยให้สิ่งที่อยู่ภายในได้โบยบิน</p>



<p class="has-text-align-center"><em>*** บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์***</em></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การ์ตูน (Not) ศิลปะ</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179160" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-1-1-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องราวในหนังเริ่มต้นขึ้นด้วยประติมากรรมซึ่งสร้างโดยพ่อของตูเว พ่อบอกกับเธอว่าการ์ตูนที่เธอวาดอยู่นั้นไม่ใช่ศิลปะ ช่วยไปทำงานอะไรให้เป็นจริงเป็นจังเสียที สิ่งเหล่านี้กำลังบอกเล่าถึงจุดยืนทางศิลปะในยุคนั้นให้เราได้พอจะเห็นภาพ มีหลายฉากที่ตูเวเองพยายามที่จะละเลงสีสันบนเฟรมผ้าใบที่ใครต่อใครให้ความเห็นเพียงว่าสวยดี แม้จะฟังดูเหมือนคำชมแต่อาจจะเป็นรีแอกชันที่ตูเวเองก็ไม่ได้อยากได้รับมากนัก</p>



<p>ดูเหมือนกับว่าแม้จะเป็นเรื่องของศิลปะที่จำเป็นต้องอุดมไปด้วยความสดใหม่ และสร้างความเป็นไปได้ที่นอกเหนือจากสิ่งเดิม แต่รสนิยมของผู้คนกลับไปอิงเเอบอยู่กับภาพอุดมคติที่แข็งโป๊กของงานศิลป์ สิ่งเหล่านี้จึงดูเหมือนจะไม่ได้เร้าให้ตูเวสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ มากนัก เธอเพียงเเต่ละเลงสีลงบนเฟรมผ้าใบไปเรื่อยๆ เส้นทางการเป็นศิลปินของเธอจึงดูขรุขระอยู่เหมือนกัน ทั้งการที่ไม่สามารถขายงานได้อย่างจริงจังและไม่ได้รับทุนทำงานจากหน่วยงานไหนเลย</p>



<p>ขณะที่พ่อของเธอเป็นศิลปินชั้นยอดซึ่งมีที่ทางในสังคมพอสมควร ทำให้ตูเวกลายเป็นลูกสาวที่พ่อเป็นศิลปินชื่อดัง แต่ลูกยังคงอยู่ในอีกระนาบหนึ่ง ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงยืนยันที่จะเดินอยู่ในร่องในรอยที่พ่อกรุยทางไว้ เลือกอำพรางความพิเศษของลายเส้นการ์ตูนที่เธอใช้ผ่อนคลายอารมณ์ซ่อนไว้ในกระดาษใบเล็กๆ ทับกันไว้บนโต๊ะทำงาน และหารายได้จากมันในบางครั้งไม่มากมาย เพราะรู้สึกว่ามันหั่นเอาเสี้ยวเวลาที่เธอจะได้ผลิตงานที่ยิ่งใหญ่ไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-179165" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-7-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หนังค่อยๆ หย่อนข้อมูลเหล่านี้มาให้เรารับรู้ทีละเล็กทีละน้อย เล่าแบบแตะๆ ปัดผ่านเบาๆ แต่ก็ทำให้พอจะมองออกว่าเฟรมผ้าใบแต้มสีที่โชว์เด่นหรากลางห้องของเธอนั้น ‘ไม่ใช่’ ท่ามกลางบรรยากาศของสังคมที่ศิลปะมีท่าทีขึงขังจริงจัง มีเพียง <strong>วิวิกา บันด์เลอร์ (Vivica Bandler) </strong>หญิงสาวที่เธอซูเปอร์คลั่งรักเท่านั้น ที่มองว่าลายเส้นน่ารักปุ๊กปิ๊กเหล่านั้นของเธอนี่แหละที่พิเศษ</p>



<p>น่าเสียดายที่หนังเล่าส่วนตรงนี้เบาไปนิด ยิ่งในประเด็นความสัมพันธ์ของตูเวกับพ่อ ซึ่งน่าจะมีผลกระทบต่อความคิด ความเชื่อ และความทะเยอทะยานของตูเวอยู่ไม่น้อย เมื่อหนังเลือกที่จะลดความเข้มข้นตรงนี้ลงไปทำให้เฉดสีโดยรวมของหนังตุ่นลง หากขยี้ตรงนี้อีกหน่อยอาจมีประเด็นที่แตกแขนงไปได้อีก แต่ผู้กำกับก็ดูจะพึงพอใจกับเฉดสีประมาณนี้ และไปเน้นระบายแต้มในส่วนความซ่าก๋ากั่นของความเป็นผู้หญิงที่แหวกขนบจารีตเดิมๆ ของเธอแทน&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การได้พบเธอ ฉันเหมือนสวนที่ได้รับการรดน้ำ ดอกไม้ของฉันจึงบานสะพรั่ง&nbsp;</strong></h2>



<p>ใครบางคนเคยบอกไว้ว่าความรักผลักดันให้มนุษย์ทำอะไรได้มากกว่าที่ตนเคยจินตนาการไว้ หนังเรื่องนี้สะท้อนคำพูดเหล่านี้ได้ดี เหล่าตัวละครใช้ความรักเป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิต แต่ขณะเดียวกันความคลั่งรักเหล่านั้นก็กัดกินบางส่วนเสี้ยวความเป็นตัวตนของพวกเขา เพื่อประกอบรวมขึ้นมาใหม่กลายเป็นมนุษย์อีกคนที่ตัวเองก็ไม่เคยพบหน้า หนุ่มนักการเมืองที่แต่งงานแล้วซึ่งมีความสัมพันธ์กับตูเวอย่างเปิดเผย ทั้งสองคนคบหากันด้วยแก่นแกนที่ร่วมสมัยอย่าง การไม่ผูกมัดไม่ใฝ่หาการแต่งงานหรือครองคู่กัน เพื่อต่อต้าน Norm ของสังคมในช่วงเวลานั้นที่มองว่าคู่รักต้องแต่งงานกัน แต่ในภายหลังเราจะเห็นได้ว่าชายหนุ่มซึ่งวางตนเป็นชายผู้ขบคิดถึงปรัชญา และมีความคิดก้าวล้ำ เริ่มอยากสร้างความสัมพันธ์ที่จริงจังกับตูเว ด้วยการเลิกกับภรรยาและขอตูเวแต่งงาน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-179162" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-6-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในฉากหนึ่งซึ่งขบขันและขมขื่นไปพร้อมๆ กัน คือฉากที่เขาพยายามจะคุยเรื่องขอเธอแต่งงาน แต่ตัวเขาเองก็รู้ดีว่าเธอเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้า ไม่ต้องการที่จะเป็นเมียของใคร เขาจึงต้องขอเธอพัฒนาความสัมพันธ์ที่จริงจัง และห้อยท้ายว่าเขาไม่ได้จริงจังนะ ขอเธอแต่งงานแต่บอกว่าเขาไม่ได้คาดหวังนะ สิ่งที่เราสัมผัสได้จากผู้ชายคนนี้คือเขาทั้งสับสนและว้าวุ่นใจในเรื่องนี้ เราจะได้เห็นความรักกัดกินเจตจำนงของคนที่เรียกตัวเองว่าเสรีชนผู้เชื่อมั่นในตนเอง ความต้องการของคนที่เขารักสั่นสะเทือนความฝักใฝ่ในชีวิตของเขาเอง&nbsp;</p>



<p>ด้านตูเวเองเธอพบเจอรักจนถึงขั้นคลั่งไคล้กับวิวิกา ผู้กำกับละครเวทีสาวผู้ร่ำรวย ที่แต่งงานกับผู้ชายสักคนเพื่อให้ตัวเองสามารถมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงไปทั่วได้อย่างแนบเนียน หรือเรียกได้ว่าสามีของวิวิกาคือเกราะกำบังความแปลกประหลาดในยุคสมัยนั้น ในสมัยที่เลสเบี้ยนเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันแบบลับๆ ขณะที่ตูเวรู้สึกว่าวิวิกาคือความรักในแบบที่เธอไม่เคยได้พบเจอมาก่อน แต่วิวิกาก็ยังคงโลดเเล่นไปหาผู้หญิงคนอื่นอีกไม่รู้จบ แม้สุดท้ายแล้วรักของทั้งคู่จะไม่สมหวัง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179163" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-4-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่สิ่งที่วิวิกาฝากฝังไว้ให้ตูเวเป็นสิ่งซึ่งล้ำค่ามหาศาล คือการดึงเธอให้ลุกออกมายอมรับในสิ่งที่ตูเวเป็น ทั้งอัตลักษณ์ทางเพศและนิทานเด็กอย่าง <em>‘มูมิน’</em> ซึ่งพิเศษเกินกว่าที่จะซุกซ่อนทับถมไว้บนโต๊ะทำงานในห้อง ในฉากหนึ่งที่เธอปฏิเสธหัวชนฝาต่อการชักชวนให้เอา<em> ‘มูมิน’</em> ไปสร้างเป็นละครเวที แต่สุดท้ายก็พ่ายเเพ้ด้วยความลุ่มหลงต่อคนที่เธอรัก สยบยอมที่จะปล่อยให้การ์ตูนที่เธออับอายได้ออกไปโบยบิน และการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตตูเวไปตลอดกาล</p>



<p>ชีวิตของเธอในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกกระตุ้นเร้าให้ดำเนินไปด้วยความระส่ำระส่ายในรัก เราจะได้เห็นการค่อยๆ ลอกเปลือกของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูมั่นอกมั่นใจในการดำเนินชีวิตค่อยๆ ถูกความรัก ความฝัน และความไม่สมหวังค่อยๆ แทะเล็มความเป็นเธอให้ซีดสลด เพื่อก่อร่างตัวตนใหม่ที่อาจแหว่งขาดไปบ้าง แต่ตัวเธอก็ยังคงเป็นเธอนั่นแหละ เพียงแต่ผ่านโลกผ่านชีวิตมาเพื่อโบยบินไปในพื้นที่แห่งใหม่ที่ตูเวเองก็อาจจะไม่เคยจินตนาการถึง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผู้หญิงคนนั้นยังคงเต้นรำเป็นประจำอยู่ในห้องนอน</strong><strong></strong></h2>



<p>หนังเลือกที่จะใช้ฉากที่นักแสดงอย่าง <strong>อัลมา ปอยส์ตี (Alma Pöysti)</strong><strong> </strong>เต้นอย่างบ้าคลั่งอยู่ในห้องเป็นฉากเปิดเรื่อง และใช้ฟุตเทจจริงของตูเว ยานซอน ตัวจริงมาปิดท้ายในตอนจบ เราไม่แน่ใจว่าเหตุใดผู้กำกับถึงเลือกที่จะนำ 2 สิ่งนี้มาวางไว้ตรงส่วนหัวและท้าย แต่สิ่งที่รู้สึกได้จากทางเลือกนี้ของผู้สร้าง มันคล้ายกับการที่ได้พบกับใครสักคนโดยบังเอิญ ในคราแรกการเคลื่อนไหวของเขาคงไม่ได้มีความหมายอะไรแฝงอยู่ เราจึงเห็นเพียงความบ้าคลั่งในการเต้นนั้น อาจเพราะเราไม่รู้จักเธอ&nbsp;</p>



<p>แต่เมื่อเรื่องราวในหนังได้ดำเนินไป เราได้รู้จักเธอและสิ่งรายล้อมรอบตัว สภาวการณ์ที่ตูเวได้ประสบพบเจอ หลังจากนั้นการเต้นระบำกลางทุ่งหญ้าสีเขียวจึงเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งอิสระเสรีและทำงานกับความรู้สึกคนดูในอีกระนาบ เพราะในระหว่างทางของเรื่องได้บ่มความรู้สึกภายในของตัวละครมามากเพียงพอที่จะส่งให้ฉากจบทรงพลัง ภาพของหญิงสาวที่ผ่านการเติบโตของชีวิตแต่ยังคงกักเก็บความรื่นเริงและพลังงานแห่งความสดชื่นเอาไว้ได้&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-179164" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/03/Web-inside-8-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ชีวิตคือการเต้นระบำไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ เคลื่อนไหวไปตามจังหวะและทิศทางที่กะเกณฑ์ไม่ได้ ตูเว ยานซอน เธอยังคงเต้นไปไม่รู้จบ ผ่านตัวตนที่ฝากฝังไว้ใน<em> ‘มูมิน’</em> ที่กำลังเต้นระบำให้คนทั้งโลกชื่นชมและรัก </p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวล ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์และเต็มไปด้วยจังหวะที่ยืดยานสลับเร้าบ้างในบางจังหวะ เหมาะสำหรับคนที่ชอบดูอะไรที่ไหลผ่านไปเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พิเศษของมันคือเราจะไม่ได้อยากหยุดหรือมองเวลาว่าเมื่อไหร่เรื่องราวเหล่านี้จะจบลง </p>



<p>เราจะยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วดูไปเรื่อยๆ เข้าไปทำความรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อยๆ เผยให้เห็นความวับๆ แวมๆ ของชีวิตที่ฟุ้งซ่าน บ้าบอ พลั้งพลาด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เมื่อหนังจบลงเราจะได้ย้อนกลับมาสำรวจตัวเองว่าเราได้เคยปล่อยให้ตัวเองลองเต้นอย่างบ้าคลั่งหรือยังในชีวิต </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tove-her-art-her-voice/">การล่มสลายของความฝันที่ตรึงไว้ เพื่อก้าวสู่พื้นที่แห่งใหม่ที่ความไม่ฝันจะได้โบยบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Faceless : ไร้หน้า แต่ไม่ไร้หัวใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/faceless/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 08:37:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Faceless]]></category>
		<category><![CDATA[Japan Academy Film Prize]]></category>
		<category><![CDATA[มิจิฮิโตะ ฟูจิอิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178948</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับคนรักการดูหนังดูละครญี่ปุ่น เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อสัก 5 หรือ 10 ปีก่อน ไม่ว่าจะงานจอเงินจอแก้วล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ได้หาดูง่ายนัก ในขณะที่หนังหรือซีรีส์จากเกาหลีมีให้ดูทางสตรีมมิงพร้อมกับประเทศถิ่นกำเนิด ละครญี่ปุ่นแทบจะไม่ปรากฏบนแพลตฟอร์มใดๆ ด้วยนโยบายด้านสื่อบันเทิงของญี่ปุ่นที่มุ่งตลาดภายในประเทศ ไม่เน้นการส่งออก ไม่ว่าจะหนัง ละคร ดนตรี คอนเสิร์ต (ยังจำกันได้หรือเปล่าว่ายุคหนึ่งมิวสิกวิดีโอเพลงญี่ปุ่นล็อกโซนให้ดูได้ในประเทศตัวเองเท่านั้น!) การจะดูหนัง/ละครญี่ปุ่นได้ก็ต้องเป็นแฟนๆ แปลซับไตเติลกันเองหรือที่เรียกว่าแฟนซับ (Fansub) แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงหลังโควิดมา แนวโน้มของอุตสาหกรรมบันเทิงญี่ปุ่นเริ่ม ‘ออกนอกเกาะ’ มากขึ้น เห็นได้จาก มิวสิกวิดีโอเลิกล็อกโซน บางเพลงมีซับไตเติลภาษาอังกฤษเสร็จสรรพ ศิลปินญี่ปุ่นมีคอนเสิร์ตในแถบเอเชียมากขึ้น ส่วนหนัง/ละครญี่ปุ่นหาดูได้ง่ายขึ้นทางสตรีมมิงใดๆ มีทั้งผลงานคลาสสิกยุค 90 หรือ 00 ไปจนถึงซีรีส์ที่กำลังออนแอร์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะฉายในไทยช้ากว่าญี่ปุ่นสัก 1 สัปดาห์ ในช่วงกุมภาพันธ์ 2025 มีภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องสำคัญออนแอร์ทางเน็ตฟลิกซ์ นั่นคือ Faceless (2024) ซึ่งเข้าชิงรางวัล Japan Academy Film Prize มากที่สุด จำนวน 13 สาขา (ประกาศผลช่วงมีนาคม) หนังสร้างจากนิยายของ ทาเมฮิโตะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/faceless/">Faceless : ไร้หน้า แต่ไม่ไร้หัวใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำหรับคนรักการดูหนังดูละครญี่ปุ่น เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อสัก 5 หรือ 10 ปีก่อน ไม่ว่าจะงานจอเงินจอแก้วล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ได้หาดูง่ายนัก ในขณะที่หนังหรือซีรีส์จากเกาหลีมีให้ดูทางสตรีมมิงพร้อมกับประเทศถิ่นกำเนิด ละครญี่ปุ่นแทบจะไม่ปรากฏบนแพลตฟอร์มใดๆ ด้วยนโยบายด้านสื่อบันเทิงของญี่ปุ่นที่มุ่งตลาดภายในประเทศ ไม่เน้นการส่งออก ไม่ว่าจะหนัง ละคร ดนตรี คอนเสิร์ต (ยังจำกันได้หรือเปล่าว่ายุคหนึ่งมิวสิกวิดีโอเพลงญี่ปุ่นล็อกโซนให้ดูได้ในประเทศตัวเองเท่านั้น!) การจะดูหนัง/ละครญี่ปุ่นได้ก็ต้องเป็นแฟนๆ แปลซับไตเติลกันเองหรือที่เรียกว่าแฟนซับ (Fansub)</p>



<p>แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงหลังโควิดมา แนวโน้มของอุตสาหกรรมบันเทิงญี่ปุ่นเริ่ม ‘ออกนอกเกาะ’ มากขึ้น เห็นได้จาก มิวสิกวิดีโอเลิกล็อกโซน บางเพลงมีซับไตเติลภาษาอังกฤษเสร็จสรรพ ศิลปินญี่ปุ่นมีคอนเสิร์ตในแถบเอเชียมากขึ้น ส่วนหนัง/ละครญี่ปุ่นหาดูได้ง่ายขึ้นทางสตรีมมิงใดๆ มีทั้งผลงานคลาสสิกยุค 90 หรือ 00 ไปจนถึงซีรีส์ที่กำลังออนแอร์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะฉายในไทยช้ากว่าญี่ปุ่นสัก 1 สัปดาห์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178950" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในช่วงกุมภาพันธ์ 2025 มีภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องสำคัญออนแอร์ทางเน็ตฟลิกซ์ นั่นคือ <em>Faceless (2024)</em> ซึ่งเข้าชิงรางวัล Japan Academy Film Prize มากที่สุด จำนวน 13 สาขา (ประกาศผลช่วงมีนาคม) หนังสร้างจากนิยายของ <strong>ทาเมฮิโตะ โซเมอิ </strong>ว่าด้วยคาบูรากิ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่แหกคุกออกมา เขาย้ายไปตามภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น พร้อมกับเปลี่ยนชื่อและรูปลักษณ์ไปเรื่อย อย่างไรก็ดี คาบูรากิไม่ใช่ฆาตกรเลือดเย็น เขายืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ ระหว่างหลบหนีเขาได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจำนวนหนึ่งและพวกเขาอาจกลายเป็นไม่กี่คนในโลกที่ช่วยล้างมลทินให้กับคาบูรากิได้&nbsp;</p>



<p><em>Faceless </em>เป็นผลงานกำกับของ <strong>มิจิฮิโตะ ฟูจิอิ </strong>คนทำหนังที่ฮ็อตที่สุดคนหนึ่งในช่วง 3 &#8211; 4 ปีนี้ ปัจจุบันเขาอายุเพียง 39 ปี แต่ทำหนังมาเกิน 10 เรื่อง เขาสามารถทำได้ทั้งหนังเมโลดราม่า (<em>The Last 10 Years</em>) หนังโรแมนซ์ (<em>18×2 Beyond Youthful Days</em>) หนังดราม่า (<em>The Parades</em>) หนังสืบสวน (<em>The Journalist</em>) หนังทริลเลอร์ (<em>The Village</em>) ซึ่งทุกเรื่องมีคุณภาพในระดับน่าพอใจ ล่าสุดเขาจะได้ทำซีรีส์ซามูไร <em>Last Samurai Standing</em> ที่รวมดาราญี่ปุ่นชื่อดังมากมาย ฉายทางเน็ตฟลิกซ์ช่วงพฤศจิกายนนี้</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="blob:https://adaymagazine.com/f1c8a864-c89a-46cd-b00f-b82fbd1cb323" alt=""/></figure>



<p>ความน่าสนใจของ <em>Faceless</em> คือเรื่องของ ‘โครงสร้าง’ และ ‘มุมมอง’ หนังเล่าสลับไปมาระหว่าง 2 ช่วงเวลา หนึ่ง-ช่วงอดีตที่พระเอกหลบหนีไปยังเมืองต่างๆ และสอง-ช่วงปัจจุบันที่เล่าถึงบรรดาผู้คนที่เคยพบเจอกับพระเอก พวกเขาได้รับรู้แล้วว่าคาบูรากิคือผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมและต้องจัดการกับความเชื่อของตัวเองว่าคาบูรากิคือฆาตกรใจโหดหรือผู้บริสุทธิ์ นอกจากนั้นหนังยังมีมุมมองของตำรวจผู้ตามล่าคาบูรากิ ยิ่งเวลาผ่านไปความยึดมั่นถือมั่นว่าอีกฝ่ายคือคนร้ายก็เริ่มสั่นคลอนมากขึ้น</p>



<p>แต่แน่นอนว่าจุดเด่นที่สุดของ <em>Faceless</em> คือ <strong>ริวเซย์ โยโกฮามะ </strong>ผู้รับบทนำ ด้วยการแสดงเป็นหลากหลายตัวตนได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมถึงการถ่ายทอดถึงความเปราะบางของตัวละครอย่างน่าเจ็บปวด เขาคว้ารางวัลนำชายจากหลายเวที รวมถึงเป็นตัวเต็งของงาน Japan Academy Film Prize ด้วย ซึ่งโยโกฮามะนั้นร่วมงานกับผู้กำกับฟูจิอิอยู่บ่อยครั้ง จนถือได้ว่าเป็นนักแสดง-ผู้กำกับคู่บุญกัน สิ่งที่น่าชื่นชมคือเขาพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปี จากการเล่นหนังรอมคอมหรือยอดมนุษย์ เขาหันมารับบทที่จริงจังและท้าทายมากขึ้น ไม่ว่าจะแฟนหนุ่มสุดชั่วใน<em> Wandering (2022)</em> หรือชายผู้มีชะตากรรมน่าเศร้าจาก <em>The Village (2023)</em> และอาจพูดได้ว่าเขามาถึงจุดพีคทางอาชีพใน <em>Faceless</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178951" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>Faceless</em> ยังสะท้อนถึงเรื่องการตราบาปจากสังคม (Social Stigma) ในประเทศญี่ปุ่น เราอาจจะคุ้นเคยกับสังคมเกาหลีที่แคนเซิลหรือก่นด่าประณามคนดังผู้ทำผิดพลาดจนเขาตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง แต่ในญี่ปุ่นผู้คนที่เคยทำผิดทางอาญาก็มักถูกกีดกันทางสังคม เช่น คนที่ออกจากคุกมาแล้วหางานยาก เพื่อนบ้านรังเกียจ กระทั่งญาติพี่น้องก็ซวยไปด้วย เช่น ถูกปาหินใส่บ้าน ถูกพ่นกำแพงบ้านว่า ‘ไอ้ฆาตกร’ หรือถูกแขวนทางโซเชียลมีเดีย จนผู้ต้องหาหรือญาติต้องย้ายถิ่นฐาน เปลี่ยนชื่อแซ่ หรือกระทั่ง ‘หายตัว’ ไปจากสังคมแล้วไปใช้ชีวิตที่ห่างไกล ที่เรียกกันว่า <a href="https://www.youtube.com/watch?v=HF5x_24kKOM">Johatsu </a>(Evaporated People) มันถึงขั้นว่าในญี่ปุ่นนั้นมีบริษัทรับจ้างทำให้คนหายตัวไป ไม่ว่าจะช่วยขนย้ายข้าวของอย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย และหาถิ่นที่อยู่ให้ใหม่</p>



<p>หากแต่คาบูรากิไม่ยอมหายตัวไป เขาเลือกจะพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ซึ่งเขาไม่สามารถทำด้วยตัวคนเดียว ผู้คนที่เขาได้พบเจอช่วงหลบหนีจึงต้องมาร่วมมือกันช่วยเหลือพระเอก ซึ่งพล็อตส่วนนี้อาจไม่ถึงขั้นโลกสวย แต่ดูจะมองโลกในแง่ดีหรือเน้นแง่งามมากไปเสียหน่อย กระนั้นก็สัมผัสได้ถึงจุดประสงค์ของผู้สร้างที่ต้องการตั้งคำถามว่าในโลกที่ชั่วร้ายขั้นนี้ มนุษย์เรายังเหลือความเชื่อใจให้กันอยู่หรือเปล่า ซึ่งตราบใดที่ยังมีการตัดสินคดีผิดพลาด หรือติดคุกฟรี (เช่น กรณีของ <strong><a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/344672">อิวาโอะ ฮากามาดะ</a></strong> ที่ถูกตัดสินผิดว่าก่อเหตุฆาตกรรม จนต้องติดคุกถึง 46 ปี) หนังอย่าง <em>Faceless</em> ก็ยังถือว่าจำเป็นต่อการดำรงอยู่ </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/faceless/">Faceless : ไร้หน้า แต่ไม่ไร้หัวใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Flow แอนิเมชันไร้บทพูดที่ทำให้รู้ว่า ‘ถึงน้ำจะท่วมโลกและเรือจะลำเล็ก แต่ถ้าเรายังมีกันแค่นั้นก็พอ’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/flow-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 10:50:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Flow (2024)]]></category>
		<category><![CDATA[Gints Zilbalodis]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178851</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘นี่คือหนังแอ็กชันที่น่ารักที่สุดแห่งปี’ เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาระหว่างดูแอนิเมชันเรื่องนี้ Flow (2024) เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องผ่านน้องแมวดำอินโทรเวิร์ตที่ไม่เชื่อใจใคร วันหนึ่งป่าที่เจ้าแมวอยู่ก็ประสบกับมหันตภัย ซึ่งจะมีมหันตภัยใดเลวร้ายไปกว่ามหันตภัยน้ำท่วมโลกสำหรับแมวกลัวน้ำ เหตุการณ์นี้ทำให้น้องแมวและสัตว์อื่นที่ลงเรือลำเดียวกัน (ลงเรือลำเดียวกันจริงๆ) ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน&#160; ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับชาวลัตเวีย กินต์ส ซิลบาโลดิส (Gints Zilbalodis) การันตีความดีงามด้วยรางวัลชนะเลิศจากรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมปี 2024 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 2025 ในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมและสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ความใจฟูบนเรือลำเล็ก คิดว่าน่าจะเอะใจอยู่บ้างตอนที่บอกว่านี่คือภาพยนตร์แอ็กชัน แอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากระเบิดตูมตามหรือการสาดกระสุนกันไปมาอะไรแบบนั้น กลับกันเสน่ห์ของ Flow คือเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์ที่ไม่มีบทพูดเลยแม้แต่คำเดียว การดำเนินเรื่องไปจนถึงนิสัยและแรงจูงใจของสัตว์แต่ละตัวจะถูกเล่าผ่าน ‘การกระทำ’ (Action) ของตัวละครเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง หรือเสียงร้อง นี่จึงเป็นภาพยนตร์ที่เน้นแอ็กชันของตัวละครมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่ง Flow ก็เปลี่ยนสิ่งที่ดูเหมือนข้อจำกัดให้กลายมาเป็นจุดแข็งของตัวเอง ในยุคที่การมีบทพูดในภาพยนตร์เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดคนดูได้อยู่หมัดโดยไม่ต้องมีคำพูดแม้แต่คำเดียว การกระทำต่างๆ ของเหล่าสัตว์ตัวหลักตอกย้ำลักษณะนิสัยตัวละครได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมวที่เวลาเจอใครก็จะตั้งท่าขู่ไว้ก่อน ชี้ถึงความไม่เข้าสังคม เจ้าลีเมอร์อยู่ไม่สุขที่คอยสะสมของตลอดเวลา เจ้าคาปิบาราที่เอาแต่จะนอนแต่พอเวลาเกิดเรื่องขึ้นก็ช่วยพวกพ้องเต็มที่ หรือเจ้าหมาร่าเริงขี้เล่นตามสไตล์ลาบราดอร์ สีสันหนึ่งของแอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ระหว่างปฏิสัมพันธ์ชวนอมยิ้มระหว่างตัวละครสัตว์ต่างๆ เช่น หมาลาบราดอร์ที่พยายามจะตีซี้กับแมว ในขณะที่เจ้าแมวพยายามจะไปอยู่เงียบๆ หรือตอนที่นกยืนคุมหางเรือแล้วเจ้าแมวพยายามจะยืน 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flow-2024/">Flow แอนิเมชันไร้บทพูดที่ทำให้รู้ว่า ‘ถึงน้ำจะท่วมโลกและเรือจะลำเล็ก แต่ถ้าเรายังมีกันแค่นั้นก็พอ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘นี่คือหนังแอ็กชันที่น่ารักที่สุดแห่งปี’ เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาระหว่างดูแอนิเมชันเรื่องนี้</p>



<p><em>Flow (2024)</em> เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องผ่านน้องแมวดำอินโทรเวิร์ตที่ไม่เชื่อใจใคร วันหนึ่งป่าที่เจ้าแมวอยู่ก็ประสบกับมหันตภัย ซึ่งจะมีมหันตภัยใดเลวร้ายไปกว่ามหันตภัยน้ำท่วมโลกสำหรับแมวกลัวน้ำ เหตุการณ์นี้ทำให้น้องแมวและสัตว์อื่นที่ลงเรือลำเดียวกัน (ลงเรือลำเดียวกันจริงๆ) ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178853" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับชาวลัตเวีย <strong>กินต์ส ซิลบาโลดิส (Gints Zilbalodis)</strong> การันตีความดีงามด้วยรางวัลชนะเลิศจากรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมปี 2024 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 2025 ในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมและสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178854" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความใจฟูบนเรือลำเล็ก</strong></h2>



<p>คิดว่าน่าจะเอะใจอยู่บ้างตอนที่บอกว่านี่คือภาพยนตร์แอ็กชัน แอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากระเบิดตูมตามหรือการสาดกระสุนกันไปมาอะไรแบบนั้น กลับกันเสน่ห์ของ <em>Flow</em> คือเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์ที่ไม่มีบทพูดเลยแม้แต่คำเดียว การดำเนินเรื่องไปจนถึงนิสัยและแรงจูงใจของสัตว์แต่ละตัวจะถูกเล่าผ่าน ‘การกระทำ’ (Action) ของตัวละครเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง หรือเสียงร้อง นี่จึงเป็นภาพยนตร์ที่เน้นแอ็กชันของตัวละครมากที่สุดเรื่องหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178855" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ซึ่ง <em>Flow</em> ก็เปลี่ยนสิ่งที่ดูเหมือนข้อจำกัดให้กลายมาเป็นจุดแข็งของตัวเอง ในยุคที่การมีบทพูดในภาพยนตร์เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดคนดูได้อยู่หมัดโดยไม่ต้องมีคำพูดแม้แต่คำเดียว</p>



<p>การกระทำต่างๆ ของเหล่าสัตว์ตัวหลักตอกย้ำลักษณะนิสัยตัวละครได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมวที่เวลาเจอใครก็จะตั้งท่าขู่ไว้ก่อน ชี้ถึงความไม่เข้าสังคม เจ้าลีเมอร์อยู่ไม่สุขที่คอยสะสมของตลอดเวลา เจ้าคาปิบาราที่เอาแต่จะนอนแต่พอเวลาเกิดเรื่องขึ้นก็ช่วยพวกพ้องเต็มที่ หรือเจ้าหมาร่าเริงขี้เล่นตามสไตล์ลาบราดอร์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178856" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สีสันหนึ่งของแอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ระหว่างปฏิสัมพันธ์ชวนอมยิ้มระหว่างตัวละครสัตว์ต่างๆ เช่น หมาลาบราดอร์ที่พยายามจะตีซี้กับแมว ในขณะที่เจ้าแมวพยายามจะไปอยู่เงียบๆ หรือตอนที่นกยืนคุมหางเรือแล้วเจ้าแมวพยายามจะยืน 2 ขาตาม เป็นต้น พฤติกรรมต่างๆ ของสัตว์ในเรื่องนั้นได้รับการใส่ใจ เรียกได้ว่าถ้าใครเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมและรายละเอียดต่างๆ ที่ทีมงานใส่มาเป็นอย่างดี (หรือใครเลี้ยงตัวลีเมอร์ หรือคาปิบาราก็แชร์กันได้ว่าสมจริงไหม)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178857" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178858" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กฎข้อเดียวคือเอาชีวิตให้รอด</strong></h2>



<p>ช่างเป็นความบังเอิญที่ปีนี้มีแอนิเมชัน 2 เรื่องทั้ง <em>Flow </em>และ <em>The Wild Robot (2024)</em> ที่เข้าชิงออสการ์สาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม ทั้งสองเรื่องมีคณะสรรพสัตว์เป็นตัวละครหลักและพูดถึงประเด็นของการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมอันไร้กฎเกณฑ์อย่างผืนป่าทั้งคู่&nbsp;</p>



<p>ฉากเปิดของเรื่องได้แสดงถึงประเด็นนี้ไว้เป็นอย่างดี หมาฝูงหนึ่งจับปลามาจากแม่น้ำ ปลาพยายามดิ้นหนีแต่ไปเจอแมว เจ้าแมวจึงคาบปลามา หมาจึงไล่แมวอีกทีเพื่อเอาปลาคืน เป็นภาพของวัฏจักรการพยายามเอาชีวิตรอดวนเวียนไป ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายทอดให้กลุ่มหมาหรือสัตว์นักล่าทั้งหลายเป็นตัวร้าย กลับกัน ทุกชีวิตต่างดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอดโดยไม่มีผู้ใดผิดผู้ใดถูก จะมีก็แค่ใครจะได้อาหารไปต่อชีวิตตัวเองก็เท่านั้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เจ้าแมวของเราจะคอยระแวงสัตว์ทุกตัวที่พบเจอ เพราะมันไม่เคยมีเพื่อนที่คอยให้ความช่วยเหลือ&nbsp;</p>



<p>แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมขึ้น เจ้าแมวก็ต้องร่วมเดินทางไปพร้อมสัตว์อื่นๆ และได้รับการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะจากปลาวาฬที่มาช่วยตอนจะจมน้ำหรือนกที่มาช่วยไม่ให้นกตัวอื่นมาทำร้าย จากแมวขี้ระแวงที่ได้รับการช่วยเหลือกลายมาเป็นแมวที่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่น อย่างการหัดว่ายน้ำทั้งที่กลัวเพื่อไปจับปลาให้เพื่อน หรือการเสี่ยงชีวิตช่วยเพื่อนที่อยู่ในสถานการณ์คับขันแม้ตัวเจ้าแมวเองจะรอดแล้ว พัฒนาการของเจ้าแมวทำให้เห็นว่าการยอมรับและส่งมอบความช่วยเหลือคือสิ่งสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคขนาดใหญ่ไปได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178859" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทลงโทษจากผู้เป็นเจ้า</strong></h2>



<p>แฝงไว้ภายใต้สีสันและความขบขันคือสัญญะทางศาสนาที่ชวนตีความไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือการที่เหล่าสัตว์เอาชีวิตรอดจากน้ำท่วมโลกบนเรือก็เหมือนกับเรื่องของเรือโนอาห์จากพระคัมภีร์ไบเบิล หนังสือปฐมกาล</p>



<p>ตามตำนาน พระเจ้าต้องการชำระล้างโลกจากความชั่วร้ายที่มนุษย์ก่อขึ้น จึงบันดาลให้เกิดฝนตกหนักส่งผลให้น้ำท่วมโลกจนสิ่งมีชีวิตทั่วโลกสูญพันธุ์ อย่างไรก็ดี โนอาห์ ครอบครัวของเขา และสัตว์พันธุ์ละคู่ได้รับการยกเว้นจากพระเจ้าและรอดชีวิตมาได้ด้วยการขึ้นไปอยู่บนเรือโนอาห์ระหว่างที่น้ำท่วมโลก</p>



<p>ปัจจุบันนี้ สิ่งใกล้เคียงที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมโลกได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะโลกร้อน ในโลกของ<em> Flow </em>นั้นไม่มีมนุษย์อยู่ แต่เราสามารถเดาถึงการมีอยู่ของมนุษย์ในอดีตได้จากร่องรอยของอารยธรรมต่างๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าความเป็นมาอย่างชัดเจนว่ามนุษย์หายไปไหน แต่หากตีความตามตำนานของโนอาห์ ก็อาจมองได้ว่านี่คือโลกของเราในอนาคตที่ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเลวร้ายจนเกินแก้แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178860" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ตัวภาพยนตร์ไม่ได้สื่อไปทางเชิญชวนให้ร่วมมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด เน้นไปทางร่วมมือเอาชีวิตรอดมากกว่า อย่างไรก็ดี <em>Flow</em> ก็แสดงถึงผลที่ตามมาได้อย่างชัดเจน เฉกเช่นในตอนจบที่ถึงแม้เหล่าก๊วนสัตว์บนเรือจะรอดมาได้เมื่อน้ำที่เคยท่วมโลกลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่รุนแรงก็ยังมีสัตว์ที่ได้รับผลกระทบอยู่ดี เหมือนเจ้าวาฬที่คอยช่วยเจ้าแมวเวลาจมน้ำ แต่เมื่อน้ำที่เคยท่วมเหือดหายไป เจ้าแมวน้อยก็ไม่สามารถช่วยวาฬตัวใหญ่จากการเกยตื้นได้&nbsp;</p>



<p>หากมองในมุมที่กว้างกว่าบริบทของภาพยนตร์ ใจความของเรื่องว่าด้วยการร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดก็อาจปรับใช้ได้กับสถานการณ์โลกร้อนของเรา ทำให้เห็นว่าหากเราร่วมมือกันก็อาจช่วยกันแก้ปัญหาและฝ่าวิกฤตนี้ไปได้เช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178863" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ว่าจะจากการผจญภัยของเจ้าแมวเองที่ได้รับและมอบความช่วยเหลือต่อสัตว์อื่น หรือจากสัญญะที่แฝงมาถึงการล่มสลายของมนุษยชาติเพราะภัยสิ่งแวดล้อม <em>Flow</em> ได้แสดงให้เห็นว่าในโลกที่ทุกชีวิตล้วนดิ้นรนเอาตัวรอด การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กันก็เป็นหนทางในการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญกับอุปสรรคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อทางรอดมีเพียงน้อยนิดเหมือนเรือเล็กท่ามกลางโลกที่มีแต่ทะเล</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว แอนิเมชันเรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำพูดที่แม้จะจำเจแต่ก็ยังควรค่าที่จะจดจำว่า ‘เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้’</p>



<p>อ้างอิง:</p>



<p><a href="https://scienceandfilm.org/articles/3662/director-interview-gints-zilbalodis-on-flow">https://scienceandfilm.org/articles/3662/director-interview-gints-zilbalodis-on-flow</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flow-2024/">Flow แอนิเมชันไร้บทพูดที่ทำให้รู้ว่า ‘ถึงน้ำจะท่วมโลกและเรือจะลำเล็ก แต่ถ้าเรายังมีกันแค่นั้นก็พอ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Babygirl หนังอีโรติกทริลเลอร์ที่เล่าเรื่องอำนาจ คอนเซนต์ และการปลดแอกตัวเองของผู้หญิงที่สังคมมองว่าดี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/babygirl-halina-reijn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 10:26:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Babygirl]]></category>
		<category><![CDATA[Halina Reijn]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178697</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลางดึกสงัด เสียงกระเส่าเร่าร้อนดังในห้องนอน สองร่างขยับเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ดูคล้ายว่าจะเข้ากันได้ดี แรงกระเพื่อมกระชั้นถี่ ไม่นานเขาก็ถึงจุดสุดยอด เธอก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อแน่ใจว่าสามีของเธอจมลงสู่ห้วงนิทรา หญิงสาวก็ก้าวขาลงจากเตียงไปอีกห้อง เปิดแล็ปท็อปและส่องหาคลิปที่ดู ‘เข้าทาง’ คลิปประเภทที่ฝ่ายหนึ่งออกคำสั่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำตามสั่งอย่างเต็มใจ ผู้หญิงในคลิปครวญคราง เธอเองก็ไม่ต่างกัน แค่ 5 นาทีแรก เราอาจจะเดาได้ว่า Babygirl กำลังเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งผู้มีความต้องการลับๆ ที่ไม่ตรงกับผู้เป็นสามี เขาอาจไม่เคยรู้เรื่องนี้ และเธอก็ไม่เคยปริปากบอก แต่เมื่อดูไปสักพัก เราพบว่ามันเล่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น นี่คือเรื่องของอิสระ อำนาจ และความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่มีทั้งความแข็งแกร่งและเปราะบาง มีทั้งความชัดเจนและสับสน มีทั้งนางฟ้าและสัตว์ร้ายในตัวเอง หนังของผู้หญิงปลดแอก Halina Reijn นักเขียนบทและผู้กำกับวัย 49 ปี จากเนเธอร์แลนด์ นิยามว่า Babygirl คือหนังอีโรติก-ทริลเลอร์ เกี่ยวกับผู้หญิงที่ ‘พยายามจะปลดแอกตัวเอง’ Romy (รับบทโดย Nicole Kidman) คือผู้ก่อตั้งบริษัทหุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชีวิตรักและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ นับได้ว่าเป็นโรลโมเดลของแม่ เมีย และผู้หญิงยุคใหม่ที่ใครๆ ต่างก็นับถือ แต่ลึกลงไปในใจของเธอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/babygirl-halina-reijn/">Babygirl หนังอีโรติกทริลเลอร์ที่เล่าเรื่องอำนาจ คอนเซนต์ และการปลดแอกตัวเองของผู้หญิงที่สังคมมองว่าดี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กลางดึกสงัด เสียงกระเส่าเร่าร้อนดังในห้องนอน สองร่างขยับเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ดูคล้ายว่าจะเข้ากันได้ดี แรงกระเพื่อมกระชั้นถี่ ไม่นานเขาก็ถึงจุดสุดยอด เธอก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น</p>



<p>แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อแน่ใจว่าสามีของเธอจมลงสู่ห้วงนิทรา<strong> </strong>หญิงสาวก็ก้าวขาลงจากเตียงไปอีกห้อง เปิดแล็ปท็อปและส่องหาคลิปที่ดู ‘เข้าทาง’ คลิปประเภทที่ฝ่ายหนึ่งออกคำสั่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำตามสั่งอย่างเต็มใจ ผู้หญิงในคลิปครวญคราง เธอเองก็ไม่ต่างกัน</p>



<p>แค่ 5 นาทีแรก เราอาจจะเดาได้ว่า <em>Babygirl</em> กำลังเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งผู้มีความต้องการลับๆ ที่ไม่ตรงกับผู้เป็นสามี เขาอาจไม่เคยรู้เรื่องนี้ และเธอก็ไม่เคยปริปากบอก แต่เมื่อดูไปสักพัก เราพบว่ามันเล่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น</p>



<p>นี่คือเรื่องของอิสระ อำนาจ และความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่มีทั้งความแข็งแกร่งและเปราะบาง มีทั้งความชัดเจนและสับสน มีทั้งนางฟ้าและสัตว์ร้ายในตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178699" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หนังของผู้หญิงปลดแอก</strong></h2>



<p><strong>Halina Reijn</strong> นักเขียนบทและผู้กำกับวัย 49 ปี จากเนเธอร์แลนด์ นิยามว่า <em>Babygirl </em>คือหนังอีโรติก-ทริลเลอร์ เกี่ยวกับผู้หญิงที่ ‘พยายามจะปลดแอกตัวเอง’</p>



<p>Romy (รับบทโดย <strong>Nicole Kidman</strong>) คือผู้ก่อตั้งบริษัทหุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชีวิตรักและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ นับได้ว่าเป็นโรลโมเดลของแม่ เมีย และผู้หญิงยุคใหม่ที่ใครๆ ต่างก็นับถือ แต่ลึกลงไปในใจของเธอ โรมีกลับรู้สึกว่ามีความต้องการบางอย่างที่ไม่ถูกเติมเต็ม มีบางตัวตนของเธอติดค้างอยู่ข้างใน และพยายามตะกุยทางออกมาสู่ภายนอก คล้ายสัตว์ที่ติดอยู่ในหุบเหวลึกและพยายามปีนป่ายขึ้นมา</p>



<p>กระทั่งเธอได้เจอกับ Samuel (รับบทโดย <strong>Harris Dickinson</strong>) เด็กฝึกงานหนุ่มที่สมัครมาเป็นเด็กในสังกัดของเธอ ในความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมงาน สายตาและคำพูดของเขามีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างทำให้โรมีรู้สึกอยากศิโรราบ นำไปสู่การนัดพบนอกออฟฟิศที่ทำให้โรมีค้นพบตัวตนใหม่</p>



<p>บนโต๊ะทำงาน เธอคือคนชี้นิ้วสั่ง แต่ในห้องแคบๆ ในโรงแรม เธอเหมือนหมาที่อยากคลานเข่า ปฏิบัติตามคำสั่งเขาแล้วแต่ว่าเด็กหนุ่มอยากให้ทำอะไร แปลกดีเหมือนกันที่สำหรับคนที่อยู่เหนือคนอื่นมาตลอด การอยู่ใต้อาณัติทำให้ใจเธอเต้นเหมือนลิงโลด</p>



<p>เล่ามาแค่นี้ ฟังดูเหมือน <em>Babygirl</em> จะเป็นหนังเกี่ยวกับคู่ BDSM ที่มีพลวัตรของอำนาจ หรือเล่าความสัมพันธ์แบบนาย-ทาสแบบขายเสียว แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียทีเดียว ฉากเซ็กซ์ในเรื่องมีการเปิดเผยเนื้อตัวแบบอล่างฉ่างก็จริง แต่มันไม่ได้เป็นเซ็กซ์ที่สมบูรณ์แบบ อย่างตอนแรกที่โรมีกับซามูเอลนัดเจอกัน เราจะเห็นความสับสนของเธอที่แสดงออกว่าอยากทำ แต่แล้วก็โบยตีตัวเองว่าสิ่งที่ทำมันผิด วินาทีต่อมาก็ห้ามตัวเองไม่ไหว&nbsp;</p>



<p>ความซับซ้อนเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เริ่มเห็นอกเห็นใจโรมี และอินกับตัวละครนี้มากขึ้นทีละนิด โดยเฉพาะคนที่มีความต้องการที่คนอื่นมองว่าหน้าอายอยู่ข้างใน ซึ่งหนังเรื่องนี้บอกว่าไม่ คุณไม่ควรจะกดมันไว้หรอก</p>



<p>“หนังของฉันคือสัญญาณเตือน” ฮาลินาบอกกับ <em>W Magazine</em> “มันเตือนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผู้หญิงพูดกับตัวเองว่า ‘ไม่ ฉันสมบูรณ์แบบ ฉันไม่มีมลทินในจิตใจ ฉันไม่แก่ลงด้วยซ้ำ เพราะฉันดูสมบูรณ์ดีแม้จะอายุ 55 ปี’ ฉันอยากบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขังสัตว์ร้ายในตัวเธอไว้ แล้ววันหนึ่งมันก็ตื่นขึ้นมา”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178700" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นี่หรือคือนิยามของหญิงสมบูรณ์แบบ?</strong></h2>



<p>ที่น่าสนใจกว่านั้น คือหนังตั้งคำถามกับคำว่า ‘ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ’&nbsp;</p>



<p>ในโลกที่ทุกคนพร้อมจะเอมเพาว์เออร์ให้ผู้หญิงทำงานเก่ง กล้าพูด และแข็งแกร่ง โรมีคือตัวอย่างที่บอกว่าผู้หญิงเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโหมดนั้นตลอดเวลา</p>



<p>มีฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเรา คือฉากที่ลูกน้องของโรมีซึ่งเป็นผู้หญิง บอกเธอว่ารู้เรื่องที่เธอแอบคบชู้กับซามูเอล ลูกน้องแบล็กเมลผู้เป็นเจ้านายว่าเธอจะไม่บอกใคร หากโรมีกลับมาทำตัวแบบโรลโมเดลที่สมบูรณ์แบบเหมือนเดิม เพราะเจ้านายผู้หญิงแบบเธอหาได้ยากจริงๆ แม้ในยุคที่ทุกคนอยากส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศก็ตาม</p>



<p>จะว่าถูกก็ถูก จะว่าท็อกซิกก็ใช่ หนังทำให้เห็นว่าบางครั้ง การเป็นแบบอย่างของผู้หญิงที่ดี (ในสายตาของสังคม) ก็กดทับผู้หญิงกันเองเช่นกัน มากกว่านั้น หนังทำให้เราตั้งคำถามต่อว่า จะเป็นไปได้ไหมถ้าแบบอย่างที่เพียบพร้อมจะมีจุดด่างพร้อยในตัวเอง แล้วถ้าเธอทำดีมาตลอด แต่ความชอบบางอย่างของเธอไม่ตรงกับบรรทัดฐานทางสังคม เธอจะกลายเป็นผู้หญิงที่แย่หรือเปล่า นี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องขบคิดกันต่อไป</p>



<p>“มีผู้หญิงเยอะมากที่ใช้ชีวิตด้วยเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเอาใจ ส่งเสริม และเพื่อให้พวกเธอสามารถมองตัวเองจากมุมมองของคนข้างนอกที่มองว่าภรรยาที่สมบูรณ์แบบ หัวหน้าที่สมบูรณ์แบบ ลูกสาวที่สมบูรณ์แบบ และทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างไร แต่บางครั้ง พวกเธอก็ลืมถามตัวเองว่า เธอต้องการอะไร” ผู้กำกับอย่างฮาลินาชี้ในสัมภาษณ์ของ NPR</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178701" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฉันจะยอมกับคนที่ฉันพอใจจะยอมเท่านั้น</strong></h2>



<p>สุดท้ายแล้วสำหรับเรา <em>Babygirl</em> คือหนังที่พูดเรื่องอำนาจและพลวัตรของมัน ตลอดเรื่อง เราจึงได้เห็นการสลับขั้วทางอำนาจ ไม่ใช่แค่โรมีกับซามูเอลที่สลับกันเป็นใหญ่บนโต๊ะทำงานและเตียงนอน แต่รวมไปถึงอำนาจระหว่างโรมีกับสามี ลูกสาว ลูกน้อง และเจ้านายของเธอด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าในสถานการณ์จนตรอก โรมีถูกบีบบังคับให้อ่อนข้อเพราะเธอไร้อำนาจในมือ อย่างตอนที่ลูกน้องจับได้ว่าเธอแอบเป็นชู้กับเด็กฝึกงาน และแบล็กเมลโรมีเพื่อเลื่อนตำแหน่ง</p>



<p>แต่ในเวลาส่วนใหญ่ ในสถานการณ์ที่เธอคล้ายอยู่ใต้อาณัติ อย่างตอนอยู่บนเตียงกับซามูเอล หรือตอนที่บอร์ดบริหารมาขู่แบบสกปรกกับเธอ โรมีก็ยืนหยัดให้เขา ‘ไสหัวไป’ เพราะรู้ว่าบริษัทขาดเธอไม่ได้</p>



<p>ใช่ เธอรู้ดีว่าตัวเองมีอำนาจแบบไหนในมือ จะใช้มันกับใคร และเมื่อไหร่ที่ควรศิโรราบ สิ่งสำคัญคือเธอเป็นคนเลือกเอง</p>



<p>ในแง่หนึ่ง <em>Babygirl </em>ก็ไม่ต่างอะไรจากตัวโรมี เพราะสำหรับผู้กำกับอย่างฮาลินา การทำหนังเรื่องนี้ก็เป็นความพยายามในการสร้างหนังอีโรติกทริลเลอร์แบบใหม่ (Reinvent) ที่แทบจะไม่มีมุมกล้องแบบ Male Gaze ที่โลมเลียร่างกายของนักแสดง หรือฉากเซ็กซ์ที่เอิกเกริก</p>



<p>“เราพยายามสร้างสิ่งใหม่ให้กับหนังแนวนี้ และดูกันว่ามันจะเป็นยังไง และยังสงสัยกับคำที่หลายคนบอกว่าเราใช้ Female Gaze (มุมกล้องแทนสายตาแบบผู้หญิง) อยู่ เพราะมันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราใช้ Female Gaze ในขณะที่ตัวเองยังเป็นผลผลิตของระบบชายเป็นใหญ่” ฮาลินาบอก</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ ฉันมักรู้สึกหยึยๆ อยู่เสมอตอนดูหนังอีโรติกทริลเลอร์ที่สร้างโดยผู้ชาย ด้วยการเล่าเรื่องของพวกเขา แต่ฉันก็เคารพในการเลือกแนวทางนั้นของพวกเขา และฉันก็เอนจอยมันนะ แต่การเล่าเรื่องใน <em>Babygirl</em> ของเรามันอบอุ่นและเปิดกว้างมากกว่า มันเริ่มต้นจากความรัก และนั่นคือวิธีที่ฉันจะทำกับมัน</p>



<p>“ฉันจะแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงไพร์มไทม์ของชีวิต มีพลังอำนาจมาก แต่ก็สามารถคลานไปบนพื้นตอนอยู่กับคนรักของเธอได้เช่นกัน ฉันพยายามจะทำทุกอย่างให้ดูใหญ่เพื่อกระตุ้นบทสนทนาที่ว่า เฟมินิสต์คืออะไรกันแน่ เฟมินิสต์ที่แท้จริงคือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถปลดแอก สามารถเป็นได้ทุกอย่างที่อยากเป็น ในทุกเวลาที่เธอต้องการหรือเปล่า?”</p>



<p>อ้างอิง</p>



<p><a href="https://shorturl.asia/m3ve2">https://shorturl.asia/m3ve2</a></p>



<p><a href="https://www.npr.org/2024/12/24/nx-s1-5196458/babygirl-writer-director-talks-about-making-an-erotic-thriller-from-the-female-gaze">https://shorturl.asia/IA9hL</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/babygirl-halina-reijn/">Babygirl หนังอีโรติกทริลเลอร์ที่เล่าเรื่องอำนาจ คอนเซนต์ และการปลดแอกตัวเองของผู้หญิงที่สังคมมองว่าดี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เฉิ่ม: รักเชยๆ ของผู้ชายเฉิ่มๆ ที่จะทำให้หัวใจคุณอินเลิฟกับเพลงรักคลาสสิกของสุนทราภรณ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/midnight-my-love-netflix/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จันจิรา ยีมัสซา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Mar 2023 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[เฉิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[Midnight My Love]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165765</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ทำดีแล้วจะได้ดี” เป็นคติสอนใจที่ ‘สมบัติ ดีพร้อม’ พระเอกของภาพยนตร์ ‘เฉิ่ม’ กล่อมให้ตัวเองเชื่อมาตลอด จนเมื่อเผชิญหน้ากับโลกความจริงที่พร้อมจะทำร้ายทั้งจิตใจและร่างกายให้บอกช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อบัติได้เรียนรู้แล้วว่าการทำดีกับทุกคนนั้นไม่ได้รับผลดีเสมอไป หนำซ้ำยังนำพาความซวยจนเกือบถึงชีวิตมาให้ เขาจึงตัดสินใจสวนทางกับคติที่เขาเชื่อเพื่อเป็นทางรอดของตัวเองแทน ซึ่งก็ต้องยอมรับผลของการกระทำนั้นของตัวเอง ภาพยนตร์ผลงานการกำกับของ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ เรื่องนี้ได้ ‘สยมภู มุกดีพร้อม’ ผู้กำกับภาพคู่บุญของ ‘เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ ที่ได้รับการยอมรับในวงการภาพยนตร์ระดับโลกมามีส่วนร่วมในการผลิต รวมทั้ง ‘ลี ชาตะเมธีกุล’ นักลำดับภาพคิวทองที่รับหน้าที่ร้อยเรียงเรื่องในขั้นตอน post production จึงทำให้ ‘เฉิ่ม’ คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากเวที ‘คมชัดลึกอวอร์ด ครั้งที่ 3’ “ถ้าหากว่าเราค้นพบสิ่งที่เรารักแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะหยุดเวลาและหัวใจไว้ที่นั่น” คำถามตั้งต้นที่เป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นมาจากเมื่อ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ เปิดไปฟังเพลง ‘ปองใจรัก’ ของ ‘สุนทราภรณ์’ ทางคลื่น AM ในระหว่างทางกลับบ้านจากต่างจังหวัดจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง เฉิ่ม ขึ้นมา ชื่อของ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/midnight-my-love-netflix/">เฉิ่ม: รักเชยๆ ของผู้ชายเฉิ่มๆ ที่จะทำให้หัวใจคุณอินเลิฟกับเพลงรักคลาสสิกของสุนทราภรณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ทำดีแล้วจะได้ดี<em>”</em> เป็นคติสอนใจที่ ‘สมบัติ ดีพร้อม’ พระเอกของภาพยนตร์ ‘เฉิ่ม’ กล่อมให้ตัวเองเชื่อมาตลอด จนเมื่อเผชิญหน้ากับโลกความจริงที่พร้อมจะทำร้ายทั้งจิตใจและร่างกายให้บอกช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อบัติได้เรียนรู้แล้วว่าการทำดีกับทุกคนนั้นไม่ได้รับผลดีเสมอไป หนำซ้ำยังนำพาความซวยจนเกือบถึงชีวิตมาให้ เขาจึงตัดสินใจสวนทางกับคติที่เขาเชื่อเพื่อเป็นทางรอดของตัวเองแทน ซึ่งก็ต้องยอมรับผลของการกระทำนั้นของตัวเอง</p>



<p>ภาพยนตร์ผลงานการกำกับของ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ เรื่องนี้ได้ ‘สยมภู มุกดีพร้อม’ ผู้กำกับภาพคู่บุญของ ‘เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ ที่ได้รับการยอมรับในวงการภาพยนตร์ระดับโลกมามีส่วนร่วมในการผลิต รวมทั้ง ‘ลี ชาตะเมธีกุล’ นักลำดับภาพคิวทองที่รับหน้าที่ร้อยเรียงเรื่องในขั้นตอน post production จึงทำให้ ‘เฉิ่ม’ คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากเวที ‘คมชัดลึกอวอร์ด ครั้งที่ 3’</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165772" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ถ้าหากว่าเราค้นพบสิ่งที่เรารักแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะหยุดเวลาและหัวใจไว้ที่นั่น” คำถามตั้งต้นที่เป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นมาจากเมื่อ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ เปิดไปฟังเพลง ‘<a href="https://youtu.be/Jb88fdSktc4">ปองใจรัก</a>’ ของ ‘สุนทราภรณ์’ ทางคลื่น AM ในระหว่างทางกลับบ้านจากต่างจังหวัดจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง เฉิ่ม ขึ้นมา</p>



<p>ชื่อของ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ฝากผลงานด้านการกำกับภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ประเดิมเรื่องแรก <em>สยิว</em> (2546), <em>กอด</em> (2551), <em>ตั้งวง</em> (2556), <em>Snap</em> (2558), <em>Where We Belong</em> (2562) โดยภาพยนตร์เรื่องล่าสุด <em>Faces of Anne</em> (2565) รวมทั้งรับหน้าที่ในตำแหน่งเขียนบทของภาพยนตร์เรื่องดังอีกหลายเรื่อง เช่น <em>The Letter</em> จดหมายรัก (2547), <em>ปืนใหญ่จอมสลัด</em> (2551) และ <em>Hunger</em> (2566) ที่เป็นทั้งผู้สร้างเองด้วยโดยกำลังจะลงฉายทาง Netflix ในวันที่ 8 เมษายนนี้ เป็นต้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165776" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ภาพยนตร์เรื่อง เฉิ่ม (2548) เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของ คงเดช ที่ดึงซุปเปอร์สตาร์จากสองฝั่งอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ‘หม่ำ จ๊กมก’ ดาวตลกชื่อดังมารับบทพระเอก และ ‘นุ่น วรนุช’ นักแสดงที่ผ่านงานแสดงทางโทรทัศน์มามากมายอยู่แถวหน้าของละครไทย มาเป็นนางเอกภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ&nbsp;</p>



<p>‘สมบัติ ดีพร้อม’ ที่รับบทโดย ‘หม่ำ’ คนขับรถแท็กซี่กะกลางคืนคนซื่อ ชายขี้เหงาในเมืองหลวง ที่ใช้ชีวิตสวนทางกับกระแสโลก เขาชื่นชอบการฟังเพลงสุนทราภรณ์ กินอาหารเมนูเดิมจากร้านประจำทุกคืน เมื่อใดที่ใจว้าวุ่น บัติจะหยิบปากกาเขียนจดหมายหาคุณอาธรรมรงค์ ดีเจที่เป็นเสียงช่วยอยู่เป็นเพื่อนเขายามดึก ในขณะที่ยุคนั้นคนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์ติดต่อหากัน ฟังเพลงแดนซ์ แต่งตัวตามแฟชั่น (Y2K) เดินห้างสรรพสินค้าชิคๆ กินแมคโดนัลด์ จนเมื่อได้เจอกับ ‘นวล’ รับบทโดย ‘นุ่น วรนุช’ หมอนวดสาวหน้าใหม่ในวงการ ที่เข้ามาทำให้โลกของเขามีชีวิตชีวาสดใสขึ้น เสน่ห์ที่เกินห้ามใจของ ‘นวล’ ทำให้ใครที่พบก็ตกหลุมรัก แต่เธอก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตที่ต้องโยกย้ายเข้ามาในเมืองเพื่อดิ้นรถทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งผู้หญิงตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ทำได้แค่ฝันถึงสิ่งที่ตัวเองอยากมี อยากเป็น โดยไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะมีโอกาสสำเร็จเมื่อไหร่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165771" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลายฉากที่เห็นเธอเหม่อลอยออกหน้าต่างรถ ด้วยสายว่างเปล่าและชวนให้เราเศร้าไปกับชะตากรรมที่เธอต้องก้มหน้ายอมรับ เมื่อทั้ง ‘บัติ’ และ ‘นวล’ พบกันบ่อยครั้งเนื่องด้วยคำสัญญาที่จะเป็นคนขับรถไปส่งเธอถึงที่บ้านเมื่อเธอเลิกงานจากร้านอาบอบนวด ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เติบโตได้ทำให้โลกเหงาๆ สองใบไม่โดดเดี่ยว ‘นวล’ แม้จะผ่านมือชายมากหน้าหลายตาในแต่ละคืน แต่เมื่ออยู่กับ ‘บัติ’ เธอกลับไปเป็นผู้หญิงธรรมดาคนนึง เธอมีเขาเป็น comfort zone ให้พักใจได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกล่วงเกินหาผลประโยชน์จากร่างกายของเธอเหมือนเช่นชายอื่น ส่วน ‘บัติ’ เองจากชายที่เคยมีครอบครัวแต่ชีวิตพลิกผันกลายเป็นคนโลกส่วนตัวสูง เก็บตัว ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีคนข้างหลังให้เป็นห่วง เขาเลือกอยู่กับโลกที่จินตนาการจากละครในวิทยุ เพื่อหนีความจริงอันโหดร้ายที่เขาโดนคนใกล้ตัวทำร้ายให้ทั้งเจ็บและแค้นใจ จนหันหลังให้โลกและหาความสงบเพื่อกลบอดีตที่หลอกหลอน&nbsp;</p>



<p>ห้องนอนมืดมนที่มีเพียงฟูกที่นอนและชั้นวางเล็กๆ ที่เป็นมุมแต่งตัว ยูนิฟอร์มชุดเดิมที่เราเห็นเขาสวมเกือบตลอดทั้งเรื่อง อุปกรณ์สำหรับเซตผมที่เป็นกิจวัตรก่อนออกจากบ้าน ห้องลีลาศเสมือนเป็น safe zone ที่ช่วยปลอบประโลมใจให้เขาสงบ โลกที่หมุนช้าลง เสียงเพลงหวานๆ ที่มีคู่เต้นจับมือ โอบรัดเอวใกล้ชิดอิงแอบกันและกัน ภาพอุดมคติที่ห่างไกลจากชีวิตของเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165775" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/เฉิ่ม-01-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>บทเพลงจากวงสุนทราภรณ์กลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่หยอดใส่มาได้ถูกจังหวะช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความโรแมนติก หวานซึ้ง แม้ในสายตาของตัวละครอื่นที่เป็นคนทั่วไปอาจฟังดูเชย แต่คุณค่าความดีงามไม่ได้วัดกันที่กาลเวลา ซึ่งถ้าตั้งใจฟังเนื้อร้องจะชวนให้เคลิบเคลิ้มและตกหลุมรักเหมือนคนทั้งคู่ได้ไม่ยาก</p>



<p>แม้ในภาพยนตร์จะไม่ได้มีฉากที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงของนวลและบัติอย่างชัดเจน แต่ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความรักที่มาในรูปแบบความปรารถนาดีให้แก่กันและกันได้อย่างอบอุ่นใจ เหมือนสติกเกอร์ติดรถแท็กซี่ของเขาที่ว่า ‘รักแท้ทนทานเหนือกาลเวลา’ เพราะหากแม้ชะตาเราผูกพันกันสักวันโลกอาจหมุนให้เรามาพบกันอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p>เกร็ดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ้าใครสังเกตรถแท็กซี่ที่สมบัติขับจะเห็นป้ายทะเบียน ทน 2514 ซึ่งเป็นปีเกิด 2514 ของผู้กำกับนั่นเอง</p>



<p>รับชมได้แล้วทาง Netflix&nbsp;</p>



<p><strong>ตัวอย่างภาพยนตร์</strong></p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="พลิกบทบาทสุด! เมื่อ &#039;หม่ำ จ๊กมก&#039; ต้องมาขับแท็กซี่ พร้อมอินเลิฟผู้โดยสารคนสวย  - เฉิ่ม | Netflix" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/x_XYl5WXNEk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/midnight-my-love-netflix/">เฉิ่ม: รักเชยๆ ของผู้ชายเฉิ่มๆ ที่จะทำให้หัวใจคุณอินเลิฟกับเพลงรักคลาสสิกของสุนทราภรณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Groundhog Day &#124; 30 ปี &#8216;วันรักจงกลม&#8217; ถึงคนที่ตกอยู่ในวังวนของชีวิตและกำลังหาทางหลุดพ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/groundhog-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรรศน หาญเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Feb 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[วันรักจงกลม]]></category>
		<category><![CDATA[Groundhog Day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=164994</guid>

					<description><![CDATA[<p>การพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดหลังปี 2000 และการระบาดใหญ่ของไวรัสที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนบนโลกนี้ไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ การพบว่าเราใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ตื่นนอนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าจอ แปรงฟันอาบน้ำก็ต้องเตรียม (ไป) ทำงาน ตกดึกก็ไถดูฟีดอีกหน่อยแล้วค่อยนอน จากนั้นก็ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรแบบเดิมๆ นี้ซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งมีการแจ้งเตือนในรูปแบบของ On This Day ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ทำให้หลายครั้งพบว่าเราทำอะไรแบบเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาร่วมกันของผู้คนในทุกยุค และถูกนำมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือการนำเสนอผ่านหนังเรื่อง Groundhog Day ที่ออกฉายในปี 1993 นำแสดงโดย บิล เมอร์เรย์ และ แอนดี้ แมคโดเวลล์ โดยเป็นเรื่องของนักข่าวพยากรณ์อากาศชื่อ &#8216;ฟิล&#8217; ชายที่คนทั่วไปไม่ค่อยอยากจะสุงสิงด้วย เพราะเขาเป็นคนประเภทที่รวมความน่าอยู่ให้ห่างเอาไว้ในตัวคนเดียว ทั้งความจองหอง เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ รักใครไม่เป็น มองตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จนวันหนึ่งเขาได้รับบทเรียนครั้งใหญ่นั่นคือตัวเองต้องติดอยู่ในลูปของวัน Groundhog Day วนเวียนซ้ำไปซ้ำมานานเป็นสิบๆ ปี วันรักจงกลม Groundhog Day เป็นวันประจำปีของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเป็นวันพยากรณ์ว่าฤดูหนาวนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ และมีการจัดประเพณีทำนายทายทักด้วยการใช้เจ้ากราวนด์ฮ็อก (สัตว์ในตระกูลตัวตุ่น) มาทำนายสภาพอากาศต่อจากวันนี้ โดยเป็นประเพณีที่จัดขึ้นที่เมืองพังซูทาวนีย์ (Punxsutawney) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/groundhog-day/">Groundhog Day | 30 ปี &#8216;วันรักจงกลม&#8217; ถึงคนที่ตกอยู่ในวังวนของชีวิตและกำลังหาทางหลุดพ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>        การพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดหลังปี 2000 และการระบาดใหญ่ของไวรัสที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนบนโลกนี้ไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ การพบว่าเราใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ตื่นนอนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าจอ แปรงฟันอาบน้ำก็ต้องเตรียม (ไป) ทำงาน ตกดึกก็ไถดูฟีดอีกหน่อยแล้วค่อยนอน จากนั้นก็ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรแบบเดิมๆ นี้ซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งมีการแจ้งเตือนในรูปแบบของ On This Day ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ทำให้หลายครั้งพบว่าเราทำอะไรแบบเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา</p>



<p>        จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาร่วมกันของผู้คนในทุกยุค และถูกนำมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือการนำเสนอผ่านหนังเรื่อง <em>Groundhog Day</em> ที่ออกฉายในปี 1993 นำแสดงโดย บิล เมอร์เรย์ และ แอนดี้ แมคโดเวลล์ โดยเป็นเรื่องของนักข่าวพยากรณ์อากาศชื่อ &#8216;ฟิล&#8217; ชายที่คนทั่วไปไม่ค่อยอยากจะสุงสิงด้วย เพราะเขาเป็นคนประเภทที่รวมความน่าอยู่ให้ห่างเอาไว้ในตัวคนเดียว ทั้งความจองหอง เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ รักใครไม่เป็น มองตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จนวันหนึ่งเขาได้รับบทเรียนครั้งใหญ่นั่นคือตัวเองต้องติดอยู่ในลูปของวัน Groundhog Day วนเวียนซ้ำไปซ้ำมานานเป็นสิบๆ ปี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/02-1-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-165090" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/02-1-1-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/02-1-1-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/02-1-1-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/02-1-1.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วันรักจงกลม</strong></h2>



<p>        <em>Groundhog Day</em> เป็นวันประจำปีของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเป็นวันพยากรณ์ว่าฤดูหนาวนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ และมีการจัดประเพณีทำนายทายทักด้วยการใช้เจ้ากราวนด์ฮ็อก (สัตว์ในตระกูลตัวตุ่น) มาทำนายสภาพอากาศต่อจากวันนี้ โดยเป็นประเพณีที่จัดขึ้นที่เมืองพังซูทาวนีย์ (Punxsutawney) ในรัฐเพนซิลเวเนีย และมีผู้คนมาร่วมเฉลิมฉลองมากมาย</p>



<p>        การที่ต้องจำใจเดินทางมาทำข่าวงาน Groundhog Day ทำให้ฟิลพบว่าตัวเองต้องตกอยู่ในลูปของวันนี้แบบไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาหกโมงเช้าอีกครั้ง เขาจะตื่นขึ้นมาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ วนเวียนไปอย่างนั้นแม้ว่าเขาจะพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วกี่รอบก็ตาม</p>



<p>        <em>Groundhog Day</em> เป็นหนึ่งในหนังที่พูดถึงเรื่องการติดอยู่ในเวลาช่วงใดช่วงหนึ่ง (Stuck in Time) และส่งอิทธิพลให้กับหนังคล้ายๆ กันนี้หลายเรื่อง เช่น <em>50 First Dates</em> (2004), <em>The Time Traveler&#8217;s Wife</em> (2009), <em>About Time</em> (2013), <em>Edge of Tomorrow</em> (2014) และ <em>Two Distant Strangers</em> (2020) ที่เป็นหนังสั้นของ Netflix เป็นต้น โดยหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้คือ การเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออยู่ร่วมกับคนในสังคมและการเข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างแท้จริง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ที่มาของการตกนรกอเวจี (ปอยเปต) ชั่วกัปชั่วกัลป์</strong></h2>



<p>        หนังเรื่องนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อของคนเอเชียในเรื่องของการวนเวียนอย่างไม่รู้จบสิ้นด้วย โดยหลังจากที่ <em>Groundhog Day</em> ออกฉาย ผู้กำกับ ฮาโรลด์ เรมิส ได้รับจดหมายจากชาวพุทธที่ส่งมาชื่นชมเขาถึงการเอาแนวคิดนี้มาถ่ายทอด ส่วนชาวคริสต์ก็พูดถึงในแง่ของเรื่องทางจิตวิญญาณที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น แดนนี รูบิน ผู้เขียนบทภาพยนตร์เล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง <em>Christmas Every Day</em> (1892) ของ วิลเลียม ดีน ฮาวเวลส์ และนิยายเรื่อง Interview with the Vampire ของ แอน ไรซ์ ในแง่ของคนที่ต้องมีชีวิตที่ไม่มีวันตายนั้นจะเป็นอย่างไร</p>



<p>        เดิมทีนักแสดงที่จะมารับบทฟิลในตอนแรกนั้น ผู้กำกับ เรมิส อยากให้ &#8216;ทอม แฮงส์&#8217; มารับบทนี้ แต่ทีมงานส่วนใหญ่ได้คัดค้านด้วยเหตุผลว่า แฮงส์ นั้น มีบุคลิกของผู้ชายที่ดีเกินไป ซึ่งขัดกับบุคลิกของตัวละครที่เป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจไม่มีใครอยากคบ และยังมีผู้ท้าชิงบทนี้อีกหลายคน เช่น สตีฟ มาร์ติน, โรบิน วิลเลียมส์ หรือ จอห์น ทราโวลตา ด้วย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ถูกปัดตกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ยกเว้นแค่ ไมเคิล คีตัน ที่ปฏิเสธบทนี้เอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165098" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/06-1-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>        หลังจากหนังออกฉายก็ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน The 100 greatest comedies of all time ของทาง BBC โดยอยู่ที่อันดับ 4 ส่วนสามอันดับแรกคือ <em>Some Like It Hot</em> (1959), <em>Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb</em> (1964) และ <em>Annie Hall</em> (1977) ทั้งยังถูกจัดให้อยู่ในหนังสือชุด 1001 Movies You Must See Before You Die โดย สตีเวน เจย์ ชไนเดอร์ ด้วย</p>



<p>        ความตั้งใจแรกของผู้กำกับได้วางโครงเรื่องให้ฟิลใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในวัน <em>Groundhog Day </em>เป็นเวลาหนึ่งหมื่นปี แต่สุดท้ายหนังก็ถูกปรับและประมาณการไว้ว่าฟิลใช้ชีวิตอยู่ในลูปเวลานี้ที่สิบปี โดยฉากที่เขาถูก ริต้า นางเอกของเรื่องตบหน้า ปรากฏให้เห็นในหนังสิบครั้ง และชื่อของริต้านี้ก็เป็นชื่อของนางเอกในหนังเรื่อง <em>Edge of Tomorrow</em> (2014) นำแสดงโดย เอมิลี บลันต์ ซึ่งหนังเรื่องนี้ใช้แท็กไลน์ว่า Live, Die, Repeat, Edge of Tomorrow และมีการอธิบายว่าธีมของหนังคือ Sci-Fi <em>Groundhog Day</em></p>



<p>        ตัวเลข 339.88 คือ จำนวนเงินที่ริต้าใช้ประมูลฟิลในงานเลี้ยงช่วงท้ายเรื่อง หากใช้สกิลช่างเชื่อมเปลี่ยนให้เป็นจำนวน 33,988 วัน และเริ่มนับในวันที่ 1 มกราคม ปี 1900 สามารถแปลงได้เป็นจำนวน 93 ปี 43 วัน (ไม่นับวันอธิกสุรทินหรือให้สามสิบวันเท่ากับหนึ่งเดือน) ก็จะตรงกับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 1993 ซึ่งเป็นวันที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้จากวงกลมชีวิตของฟิลที่หมุนอย่างกระท่อนกระแท่น</strong></h2>



<p>        แม้หนังเรื่องนี้จะผ่านมาแล้วถึง 30 ปี แต่ <em>Groundhog Day</em> ก็ยังสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในตอนนี้ได้ ทั้งประเด็นของความรู้สึกเบื่อหน่ายที่ครอบตัวเราไว้ในชีวิตประจำวัน การปรับตัวและการหันกลับมาแก้ไขพฤติกรรมของตัวเอง การให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตัวกับผู้อื่น การเลือกที่จะพูดและแสดงความคิดเห็น การแสดงออกถึงความรักและความเอาใจใส่ ปัญหาที่น่าปวดหัวในการดำรงชีวิต ตั้งแต่การมีภาระผูกพันที่ซับซ้อน หรือในเรื่องของความสัมพันธ์ที่ทำให้เรามูฟออนเป็นวงกลม</p>



<p>       โดยเราจะเห็นว่าในช่วงแรกฟิลได้ใช้ความเจ้าเล่ห์ของตัวเองในการได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงตอนหกโมงเช้า ทุกอย่างจะรีเซตกลับมาเป็นเหมือนเดิม และเมื่อฟิลรู้ว่าตัวเขาสามารถที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องแคร์ใคร แต่ก็มีสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้สำเร็จคือ การชนะใจริต้าหญิงสาวที่เขารัก แม้เขาจะใช้วิธีซื้อใจของเธอเท่าไหร่ก็ตาม (แตกต่างกับเฮนรี ใน 50 First Dates ที่เขายังประสบความสำเร็จในบางวันได้) จนสุดท้ายวังวนของการใช้ชีวิตแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาก็ทำให้เขาหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แม้จะใช้ความตายเป็นเครื่องมือพาเขาให้พ้นทุกข์ก็ทำไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165099" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/05-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>        หลังจากที่วนเวียนอยู่ในห้วงเวลาที่ทุกข์ตรมมาจนนับไม่ถ้วน ฟิลก็ได้ตื่นรู้และ &#8216;เกิดใหม่&#8217; ด้วยการปรับเปลี่ยนตัวเอง โดยช่วงเวลาในหนึ่งวันนี้ค่อยๆ ทำให้เขาค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ผ่านชีวิตของคนในเมืองพังซูทาวนีย์ รวมทั้งริต้ากับแลร์รีทีมงานทั้งสองคนของเขา โดยแสดงให้เห็นว่าเราสามารถมีความสุขในวันที่น่าเบื่อได้ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดและการกระทำเดิมๆ ของตัวเอง ซึ่งความสุขที่แท้จริงของฟิลไม่ได้มาจากการกระทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่เป็นการที่เขาเริ่มทำบางอย่างเพื่อคนอื่น รวมทั้งพยายามตามหาสิ่งใหม่ๆ จากเหตุการณ์เดิมๆ รวมถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่จนกลายเป็นฟิลคนใหม่ที่ใครๆ ต่างก็รักเขา รวมถึงริต้าหญิงสาวผู้เป็นรักเดียวของเขาด้วยเช่นกัน</p>



<p>        ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าแต่ละวันของตัวเองน่าเบื่อ ซ้ำซาก ได้แต่ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ จนห่อเหี่ยว หรือแม้กระทั่งเรื่องความสัมพันธ์ที่รู้สึกไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย หนังเรื่องนี้น่าจะมีแง่มุมและให้ข้อคิดบางอย่างกับคุณได้ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ช่วงเวลาที่นอนดูหนังเรื่องนี้มีรอยยิ้มของคุณปรากฏขึ้นมาได้บ้าง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/groundhog-day/">Groundhog Day | 30 ปี &#8216;วันรักจงกลม&#8217; ถึงคนที่ตกอยู่ในวังวนของชีวิตและกำลังหาทางหลุดพ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Heartstopper ซีรีส์โอบรับความหลากหลายผ่านการค้นหาและยอมรับตัวตนของวัยรุ่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/heartstopper-series/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 May 2022 10:37:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[HEARTSTOPPER]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=156575</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากจะมีซีรีส์ coming of age สักเรื่อง ที่พูดถึงการเติบโตและการค้นหาเพศวิถีของตัวเองในวัยรุ่น นาทีนี้คงต้องยกให้ Heartstopper ซีรีส์ที่จะอยู่ในใจใครหลายคนไปอีกนาน Heartstopper ถูกสร้างมาจากเว็บคอมมิกและกราฟิกโนเวลยอดนิยม การันตีด้วยยอดวิวบนเว็บกว่า 52 ล้านวิว และยอดตีพิมพ์ 1 ล้านเล่ม โดย อลิซ โอสแมน (Alice Oseman) นักเขียนและนักวาดภาพชาวอังกฤษแนว Young Adult ด้วยลายเส้นน่ารัก ถ่ายทอดเรื่องราวความรักวุ่นๆ แต่อบอุ่นในรั้วโรงเรียนมัธยมชายล้วน ทรูแฮมแกรมมาร์ ของชาร์ลี สปริง (โจ ล็อก) และนิก เนลสัน (คิต คอนเนอร์) เนื้อหาเล่าเรื่องของชาร์ลี เด็กนักเรียนเกรด 10 ที่เคยถูกเพื่อนรังแกเพียงเพราะเป็นเกย์ จนทำให้เขาปิดกั้นตัวเอง ขณะที่นิก นักเรียนเกรด 11 และนักกีฬารักบี้ดาวเด่นของโรงเรียน จิตใจดีและเข้ากับคนง่าย เขามักอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้ชายนิสัยห่าม แม้พวกเขาจะแตกต่างเหมือนแมวดำกับหมาโกลเดน รีทรีฟเวอร์ แต่ทั้งคู่ก็ได้มาเจอกันจากการแบ่งกลุ่มของนักเรียนในแต่ละชั้นปีเพื่อทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ซึ่งทำให้ต้องอยู่ด้วยกันถึง 1 เทอม พวกเขาเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/heartstopper-series/">Heartstopper ซีรีส์โอบรับความหลากหลายผ่านการค้นหาและยอมรับตัวตนของวัยรุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากจะมีซีรีส์ coming of age สักเรื่อง ที่พูดถึงการเติบโตและการค้นหาเพศวิถีของตัวเองในวัยรุ่น นาทีนี้คงต้องยกให้ <em>Heartstopper</em> ซีรีส์ที่จะอยู่ในใจใครหลายคนไปอีกนาน </p>



<p><em>Heartstopper</em> ถูกสร้างมาจากเว็บคอมมิกและกราฟิกโนเวลยอดนิยม การันตีด้วยยอดวิวบนเว็บกว่า 52 ล้านวิว และยอดตีพิมพ์ 1 ล้านเล่ม โดย อลิซ โอสแมน (Alice Oseman) นักเขียนและนักวาดภาพชาวอังกฤษแนว Young Adult ด้วยลายเส้นน่ารัก ถ่ายทอดเรื่องราวความรักวุ่นๆ แต่อบอุ่นในรั้วโรงเรียนมัธยมชายล้วน ทรูแฮมแกรมมาร์ ของชาร์ลี สปริง (โจ ล็อก) และนิก เนลสัน (คิต คอนเนอร์)</p>



<p>เนื้อหาเล่าเรื่องของชาร์ลี เด็กนักเรียนเกรด 10 ที่เคยถูกเพื่อนรังแกเพียงเพราะเป็นเกย์ จนทำให้เขาปิดกั้นตัวเอง ขณะที่นิก นักเรียนเกรด 11 และนักกีฬารักบี้ดาวเด่นของโรงเรียน จิตใจดีและเข้ากับคนง่าย เขามักอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้ชายนิสัยห่าม แม้พวกเขาจะแตกต่างเหมือนแมวดำกับหมาโกลเดน รีทรีฟเวอร์ แต่ทั้งคู่ก็ได้มาเจอกันจากการแบ่งกลุ่มของนักเรียนในแต่ละชั้นปีเพื่อทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ซึ่งทำให้ต้องอยู่ด้วยกันถึง 1 เทอม พวกเขาเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นความรู้สึกรัก และเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเองไปพร้อมๆ กัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-156598" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c6_20220519.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความหลากหลายและการยอมรับตัวตนของวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ</strong></h4>



<p>ซีรีส์นี้นำเสนอตัวแทนความหลากหลายทางเพศผ่านตัวละคร อย่างที่รู้ว่าชาร์ลี คือตัวแทนของเกย์ (Gay) และเพื่อนๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็น เทา ซวี (วิลเลียม เกา) ตัวแทนของคนที่ชอบเพศตรงข้าม (Straight) แม้จะอยู่ภายใต้บุคลิกออกสาว แอลล์ อาร์เจนท์ (ยัสมิน ฟินนีย์) ตัวแทนของคนข้ามเพศ (Transgender) และไอแซค แฮนเดอร์สัน (โทบี้ โดโนแวน) ตัวแทนของคนที่ไม่ฝักใฝ่ทางเพศ (Aesexual) พวกเขาคือคนที่คอยให้คำปรึกษาและเป็นเซฟโซนให้กับชาร์ลีจนสามารถผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมี ทารา โจนส์ (คอรินนา บราวน์) และดาร์ซี่ โอลซ์สัน (คิซซี่ เอ็ดเจล) เป็นตัวแทนของเลสเบี้ยน (Lesbian) ด้วย</p>



<p>ในขณะที่หลายคนอาจจะรู้จักเพศของตัวเองตั้งแต่จำความได้ แต่คนอีกจำนวนหนึ่งกลับเพิ่งได้รู้จักเพศวิถีของตัวเอง และยากจะยอมรับว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่ม LGBTQ+ เนื่องจากเขาคิดว่าชอบผู้หญิงมาตลอด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ชอบผู้ชายได้ด้วย ทำให้กลัวว่าหากคนอื่นๆ ได้รู้ความจริงแล้วจะปฏิบัติกับเขาเปลี่ยนไป เขาจึงต้องเก็บความอึดอัดนี้ไว้คนเดียว</p>



<p>ความกลัวจากการไม่ถูกยอมรับ ไม่เพียงแต่ทำร้ายคนที่รักเราเท่านั้น แต่ยังทำร้ายตัวเองที่ไม่สามารถเป็นตัวเองได้ด้วย เหมือนที่เบน โฮป (เซบาสเตียน ครอฟต์) ซึ่งใช้ชาร์ลีเป็นเครื่องมือในการปกปิดตัวตนที่เขาไม่อยากยอมรับ และนิกที่ทำให้เขาต้องเห็นชาร์ลีปิดกั้นตัวเองอีกครั้ง</p>



<p>ซีรีส์นี้จึงฉายภาพการค้นหาตัวตนไปพร้อมๆ กับการแสวงหาการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องก้าวผ่านและเรียนรู้จุดสมดุลระหว่างการเป็นตัวเองและพื้นที่ทางสังคม ผ่านการ come out ของตัวละคร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายกับการบอกเรื่องเพศวิถีกับคนอื่น </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-156599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c1_20220519.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อคติที่ยังไม่เคยหายไป</strong></h4>



<p>นอกจากความรักของชาร์ลีและนิกแล้ว ในซีรีส์ยังพูดถึงประเด็นการกลั่นแกล้งและการกีดกันในโรงเรียนจากอคติทางเพศ เราจะเห็นชาร์ลีซึ่งเปิดตัวว่าเป็นเกย์ มักถูกล้อเลียนจากกลุ่มเพื่อนของนิก แม้เด็กกลุ่มนี้จะตระหนักถึงการมีอยู่ของโฮโมโฟเบีย (Homophobia) หรือการเกลียดกลัวคนหลากหลายทางเพศ แต่พวกเขาก็ยังคงกีดกันกลุ่ม LGBTQ+ ด้วยการกลั่นแกล้งอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>โฮโมโฟเบียในโรงเรียนไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อนเท่านั้น แม้แต่อาจารย์บางคนก็มีอาการทรานส์โฟเบีย (transphobia) หรือการเกลียดกลัวคนข้ามเพศด้วย จากคำพูดของเทาที่บอกว่า “ครูไม่ยอมเรียกแอลล์ว่าแอลล์” ซึ่งหมายถึงเพื่อนของชาร์ลีซึ่งเป็นทรานส์เจนเดอร์ ก่อนที่ชาร์ลีจะตอบว่า “ใช่ ครูรี้ดเป็นทรานส์โฟเบียขั้นสุด”</p>



<p>เหตุการณ์เหล่านี้เหมือนกับสิ่งที่พบเจอได้ในสังคม แม้เราจะรู้ว่าปัจจุบันโลกยอมรับกลุ่มคนหลากหลายมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอคติทางเพศยังคงมีอยู่และไม่ได้หายไปเพียงเพราะเรา ‘พูด’ ว่ายอมรับ แต่ต้องทำให้เกิดการยอมรับและมองเห็นให้กลุ่ม LGBTQ+ มีสิทธิและมีตัวตนในสังคม</p>



<p>ขณะเดียวกันซีรีส์เรื่องนี้ยังทำให้เราเห็นการเหมารวมทางเพศ เช่น การที่ชมรมรักบี้ไม่ยอมรับชาร์ลีว่าเล่นกีฬาได้เพราะเขาเป็นเกย์ (แม้เขาจะวิ่งได้ไวที่สุดก็ตาม) ทำให้ชาร์ลียิ่งไม่มั่นใจและไม่สามารถเล่นได้จริงๆ จนเมื่อโค้ชฝึกบอกว่า “คนเป็นเกย์ตั้งมากมายเล่นกีฬาเก่งนะ” เขาจึงกลับมาเชื่อมั่นตัวเองและเริ่มฝึกหนักอีกครั้ง</p>



<p>จากอคติและการเหมารวมยิ่งทำให้กลุ่ม LGBTQ+ ไม่มั่นใจ และรู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรได้รับความรัก แต่สำหรับล็อก นักแสดงนำเรื่องนี้บอกกับคนหลากหลายทางเพศวัยรุ่นว่า “คุณสมควรที่ได้จะรับความรัก ความสุขไม่ใช่สิ่งไกลเกินเอื้อม และคุณไม่ได้ไม่สมควรได้รับความรักแบบชายหญิง เพียงเพราะเป็นเควียร์ (Queer) หรือกลุ่มคนที่มีความรักแบบไร้กฎเกณฑ์ทางเพศ” นอกจากนี้เขายังหวังว่าคงทำให้ผู้คนเห็นตัวเองในซีรีส์เรื่องนี้ด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-156600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c2_20220519.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พื้นที่ปลอดภัย</strong></h4>



<p>เมื่อเฝ้าสังเกตตัวเอง รีเสิร์ช ปรึกษาเพื่อนจนแน่ใจความรู้สึกของตัวเองแล้ว การ come out แต่ละคนก็มีความยากง่ายไม่เท่ากัน บางคนเลือกจะประกาศลงสาธารณะ หรือเลือกจะบอกกับคนที่ไว้ใจมากที่สุด แต่ไม่ว่าถูกบอกผ่านด้วยวิธีใด สิ่งสำคัญคือการรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาว่าจะไม่ถูกตัดสิน เพื่อให้เขาก้าวผ่านความขัดแย้งนี้ได้อย่างเข้มแข็ง เหมือนแม่ของนิกที่รับฟังนิกเมื่อเขาตัดสินใจบอกถึงเพศวิถีของตัวเอง และขอโทษที่เธอทำให้ลูกไม่กล้าบอก หรือแม้แต่ครูอาจายี<strong> </strong>(ฟิซาโย อาคีเนด) ครูศิลปะที่รับฟังปัญหาและคอยให้คำแนะนำชาร์ลีเสมอ</p>



<p>การนำเสนอเรื่องราวการยอมรับตัวตนซึ่งกันและกันของตัวละครเป็นไปอย่างอบอุ่น ขณะเดียวกันก็แสดงถึงอุปสรรคหรือความขัดแย้งที่กลุ่มคนเพศหลากหลายต้องเผชิญ จากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ชมในสื่ออังกฤษอย่าง The Independent ยิ่งทำให้เห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้มีความหมายกับกลุ่มชาวเควียร์ในปัจจุบัน พวกเขาบอกว่า<em> Heartstopper</em> นำเสนอเรื่องราวของคนในคอมมูนิตี้ LGBTQ+ อย่างลึกซึ้งและช่วยทำให้พวกเขากล้าเป็นตัวเองมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-156601" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c5_20220519.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-156602" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/05/Home-Theatre_Heartstopper_Content_c4_20220519.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อันนีเกอร์ ทรู อายุ 19 ปี กล่าวว่า “การเติบโตเป็นเควียร์บ่อยครั้งที่รู้สึกแปลกแยก โดยเฉพาะเวลาต้องหาภาพตัวแทนของชาวเควียร์บนสื่อ เพราะปกติแล้วมักถูกเหมารวมโดยไม่ตรงความจริง แต่ใน <em>Heartstopper</em> ไม่เพียงแต่นำเสนอเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้น ยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ ด้วย ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งและการรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนเหมือนชายหญิงทั่วไป ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่มีรายการทีวีแบบนี้สำหรับเควียร์วัยรุ่นเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”&nbsp;</p>



<p>ขณะที่เลอลามี่ อายุ 18 ปี บอกว่า “<em>Heartstopper </em>เป็นการถ่ายทำที่งดงาม เพราะวัยรุ่นซึ่งเป็นทรานส์ผิวดำสุดยอดมาก ฉันเหมือนได้เห็นตัวเองบนทีวี และยิ่งทำให้แน่ใจว่าตัวเองสามารถเป็นอะไรก็ได้”</p>



<p>และไมค์ ฟาร์เควอร์ อายุ 45 ปี บอกว่า “ในฐานะเกย์ที่เติบโตในปี 80-90 เรื่องราวและตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องการ ซึ่งคงจะช่วยให้ฉันรู้ว่ามันโอเคที่จะเป็นคนที่ฉันรู้ว่าฉันคือใคร”</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า <em>Heartstopper</em> นอกจากนำเสนอเรื่องความรักได้อย่างอบอุ่นแล้ว ยังสามารถนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนเพศหลากหลายอย่างเป็นธรรมชาติและลึกซึ้ง ซีรีส์นี้จึงไม่เพียงเหมาะสำหรับวัยรุ่น หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ และผู้ปกครองคนที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาได้ ด้วยการรับฟังและยอมรับตัวตนของพวกเขาอย่างจริงใจ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านปัญหาได้อย่างกล้าหาญและเข้าใจความแตกต่างของกันและกัน เพื่อไม่ให้มีใครต้องเจ็บปวดจากการเป็น ‘ตัวเอง’ อีก</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>Heartstopper review – possibly the loveliest show on TV </strong><a href="https://bit.ly/39RZOQV"><strong>https://bit.ly/39RZOQV</strong></a><strong>&nbsp;</strong></li><li><strong>Heartstopper’s Joe Locke: ‘A lot of queer people growing up feel like they don’t deserve love’ </strong><a href="https://bit.ly/3PlLeBo">https://bit.ly/3PlLeBo</a>&nbsp;</li></ul>



<p><strong>‘As a gay man who grew up in the Eighties – I needed Heartstopper’: Queer fans on what the Netflix show means to them</strong><a href="https://bit.ly/39Nsbje">https://bit.ly/39Nsbje</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/heartstopper-series/">Heartstopper ซีรีส์โอบรับความหลากหลายผ่านการค้นหาและยอมรับตัวตนของวัยรุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Lost Daughter ปัจจุบันที่ทิ่มแทงและอดีตของหญิงผู้กระทำความบาป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-lost-daughter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2022 15:38:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[the lost daughter]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154866</guid>

					<description><![CDATA[<p>The Lost Daughter เป็นหนัง Netflix อีกเรื่องที่อาจดูไม่มีคนสนใจมากนัก แต่ก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2022 อย่างสมเหตุสมผลทั้งสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยม และสาขานำหญิงกับสมทบหญิงในบทบาทเดียวกัน ดู The Lost Daughter แล้วชวนให้นึกถึงหนังชิงออสการ์ปีที่แล้วอย่าง Minari ที่ว่าด้วยความพร้อมและความฝันของผู้เป็นพ่อแม่ที่ขัดแย้งกันเอง หนังเรื่องนี้พูดทั้งสองประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ละเมียดละไม ค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังชูคำถามว่าความเป็นพ่อแม่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง และสะท้อนให้เห็น &#8216;บทบาท&#8217; ที่คนหนึ่งคนมีมากกว่าหนึ่งในความสัมพันธ์ เช่น เป็นได้ทั้งลูกคน พ่อแม่คน และวันนึงจะกลายเป็นปู่ย่าหรือตายาย ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นว่าเราได้แต่ทำให้ดีที่สุด แต่ไม่มีทางที่จะบาลานซ์คุณภาพในการสวมทุกบทบาทนี้อย่างเท่าๆ กันได้เลย The Lost Daughter เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ Maggie Gyllenhaal ดัดแปลงจากนิยายสัญชาติอิตาลีชื่อเดียวกันของ Elena Ferrante ที่พูดประเด็นเดียวกันกับ Minari แต่เป็นฉบับที่กระโตกกระตากกว่า ให้อารมณ์ทริลเลอร์และจิตวิทยากว่า และเน้นอารมณ์กว่าด้วยมุมกล้องใกล้ๆ ติดตามตัวละครให้ชวนรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน ผ่านผู้เป็นทั้งแม่และภรรยา ที่ในไทม์ไลน์ปัจจุบันรับบทโดย Olivia Colman และแฟลชแบ็กย้อนอดีตรับบทโดย Jessie Buckley (บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญภาพยนตร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-lost-daughter/">The Lost Daughter ปัจจุบันที่ทิ่มแทงและอดีตของหญิงผู้กระทำความบาป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>The Lost Daughter</em> เป็นหนัง Netflix อีกเรื่องที่อาจดูไม่มีคนสนใจมากนัก แต่ก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2022 อย่างสมเหตุสมผลทั้งสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยม และสาขานำหญิงกับสมทบหญิงในบทบาทเดียวกัน</p>



<p>ดู <em>The Lost Daughter </em>แล้วชวนให้นึกถึงหนังชิงออสการ์ปีที่แล้วอย่าง <a href="https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/">Minari</a> ที่ว่าด้วยความพร้อมและความฝันของผู้เป็นพ่อแม่ที่ขัดแย้งกันเอง หนังเรื่องนี้พูดทั้งสองประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ละเมียดละไม ค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังชูคำถามว่าความเป็นพ่อแม่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง และสะท้อนให้เห็น &#8216;บทบาท&#8217; ที่คนหนึ่งคนมีมากกว่าหนึ่งในความสัมพันธ์ เช่น เป็นได้ทั้งลูกคน พ่อแม่คน และวันนึงจะกลายเป็นปู่ย่าหรือตายาย ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นว่าเราได้แต่ทำให้ดีที่สุด แต่ไม่มีทางที่จะบาลานซ์คุณภาพในการสวมทุกบทบาทนี้อย่างเท่าๆ กันได้เลย</p>



<p><em>The Lost Daughter</em> เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ Maggie Gyllenhaal ดัดแปลงจากนิยายสัญชาติอิตาลีชื่อเดียวกันของ Elena Ferrante ที่พูดประเด็นเดียวกันกับ <em>Minari </em>แต่เป็นฉบับที่กระโตกกระตากกว่า ให้อารมณ์ทริลเลอร์และจิตวิทยากว่า และเน้นอารมณ์กว่าด้วยมุมกล้องใกล้ๆ ติดตามตัวละครให้ชวนรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน ผ่านผู้เป็นทั้งแม่และภรรยา ที่ในไทม์ไลน์ปัจจุบันรับบทโดย Olivia Colman และแฟลชแบ็กย้อนอดีตรับบทโดย Jessie Buckley</p>



<p>(บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญภาพยนตร์ The Lost Daughter)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154868" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c4_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฝีไม้การกำกับของ Maggie Gyllenhaal ในหนังเรื่องแรกนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเล่าหนังดราม่าที่ดูเหมือนจะธรรมดาได้สนุกได้อย่างตลอดรอดฝั่งเช่นนี้ </p>



<p>หนังว่าด้วยเรื่องของ Leda หญิงวัยกลางคนอายุ 48 ผู้เป็นศาสตราจารย์สอนวรรณกรรมเปรียบเทียบที่ไปพักผ่อนหย่อนใจที่ประเทศกรีก ได้เจอกับแม่ลูก Nina กับ Elena ที่ทำให้ตัวเองหวนนึกถึงอดีตทีละนิดทีละน้อย โดยทั้งหมดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ &#8216;ลูกหาย&#8217; ของ Nina ตามชื่อเรื่อง แต่ลูกสาวของ Nina ไม่ได้หายทั้งเรื่อง หรือหนังทั้งเรื่องไม่ได้เป็นหนังที่เกี่ยวกับตัวละครตามหาลูกตลอดเวลา</p>



<p>เช่นเดียวกัน Elena หายไปแค่ชั่วครู่เท่านั้น ประเด็นจึงตกไปอยู่ที่เหตุการณ์ลูกหายนี้จะนำไปสู่อะไรมากกว่า และสิ่งที่หนังนำพาเราไปชี้ให้ดู คือดู &#8216;การกะเทาะเปลือกออก&#8217; ของ Leda ทีละเล็กละน้อย เผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน ที่ไม่มีใครแงะมันออกจากปากเธอได้จนกว่าเธอจะเผยมันเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154869" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c7_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลายเป็นว่าพอๆ กับที่ครอบครัวมาเฟียฝั่งสามีของ Nina และ Nina ไม่รู้จัก Leda เราเองก็ไม่ได้รู้จัก Leda ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ เรารู้เท่าที่ตัวละครนี้บอกให้ตัวละครอื่นรู้ หรือจะได้รู้ก็ต่อเมื่อบทสนทนาบางอย่างหรือฉากบางฉากทำให้ Leda ต้องนึกย้อนไปในช่วงที่เธอยังเป็นแม่ที่ยังสาวกับลูกสองคน และสามีหนึ่งคน ในบ้านหนึ่งหลัง</p>



<p>หนังเรื่องนี้ให้ตัวละครเอกมีทุกอย่าง (ซึ่งตรงกันข้ามกับหนังส่วนใหญ่ที่จะใส่ตัวละครเอกเข้าไปในสถานการณ์อะไรสักอย่างและนำพาเราค้นพบอะไรไปพร้อมๆ กัน) แต่กลับเป็นตัวละครที่หวงแหนด้านอื่นๆ ของร่างกายและแสดงออกด้วยการโชว์ให้เห็นแค่ด้านที่เธอจะสบายใจให้เห็น หนังให้เราเห็นว่า Leda ทำตัวเป็นมนุษย์ป้า มีนิสัยยอมหักไม่ยอมงอ และไม่สุงสิง ซึ่งคนบุคลิกแบบนี้แทบไม่มีใครอยากเป็น แต่คนคนนั้นจะต้องหวงอะไรสักอย่าง อาจเป็นพื้นที่ส่วนตัว ระยะห่าง หรือความลับบางอย่าง</p>



<p>สำหรับ Leda เป็นอย่างหลัง การเป็นมนุษย์ป้าตามวัยกับการพูดออกมาว่า &#8220;เด็กสมัยนี้&#8221; เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ที่จะออกมาจากปากผู้ใหญ่ แต่การทำตัวแข็งกร้าวส่วนหนึ่งเพราะเธอปิดประตูใส่หน้าทุกคนเพื่อที่จะไม่ต้องสนิทชิดเชื้อกับใคร และเพื่อไม่ต้องถูกซักถามเรื่องของตัวเองมากนัก โดยเฉพาะเรื่องของเธอกับลูกที่ในช่วงต้นเธอตอบส่งๆ ไปว่าเธอเป็นแม่คนและมีลูกสองคน </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154870" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c6_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Leda เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยอดีต เธอปากแข็งไม่ยอมเปิดเผย จนกว่าเสี้ยนที่ตาเห็นและผิวสัมผัสจะทิ่มแทงลึกไปจนเธอต้องร้องโอดโอย ถึงจะยอมปริปาก เสี้ยนที่ว่าคือ Nina กับลูกที่เธอต้องมาเจอที่ชายหาดทุกวันตราบเท่าที่ต้องการใช้วันหยุดให้คุ้ม ความเยาว์วัยและความโหยหาอิสระของ Nina ถูกแสดงออกมาผ่านการแต่งตัวและการพูดที่ดูวัยรุ่น </p>



<p>Nina และ Elena ทำให้เธอนึกถึงเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่กับ Bianca และ Martha หนังแสดงให้เราเห็นแง่มุมของความวุ่นวายและโกลาหลในการเป็นแม่ซึ่งต้องศึกษาวรรณกรรมอยู่บ้านโดยต้องดูแลลูกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกทั้งสองที่ป่วน ก้าวร้าว ดื้อ ฉากนึงที่แสดงถึงการไม่มีความเป็นส่วนตัวชัดเจนที่สุด คือฉากที่เธอช่วยตัวเองอย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม แต่กลับถูกลูกขัดจังหวะ หนำซ้ำเมื่อหนังดำเนินไปเราจะได้รู้อีกว่าชีวิตเธอในฐานะภรรยาก็น่าผิดหวัง สามีของเธอก็ไม่สามารถทำให้เธอเกิดความพึงพอใจบนเตียงได้เช่นกัน</p>



<p>ทั้งหมดสั่งสมแบบ collective จนหมดความอดกลั้น Leda รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นอยู่และสถานที่แห่งนั้นไม่ใช่ที่ทางของเธอ เธอต้องการไปในที่ที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้เป็นตัวเอง เป็นอิสระจากห่วงโซ่พันธนาการที่เรียกว่า &#8216;ชีวิตสมรส&#8217; และบ้านที่เริ่มจะกลายเป็นคุกเข้าไปทุกที จึงได้ออกจากบ้านโดยตั้งใจว่าจะเป็นการออกจากบ้านไปชั่วคราว แต่ความชั่วคราวก็เหมือนการพูดเลข 1 ที่ดำเนินไปทีละ 1 แต่เมื่อนำมารวมกันมันมากกว่านั้นจนถึงตลอดกาลได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154871" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c9_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อ Leda พบเข้ากับศาสตราจารย์ Hardy ที่รับบทโดย Peter Sarsgaard และทั้งคู่คบชู้กัน ช่วงเวลานั้นราวกับโลกหยุดหมุน โซ่ตรวนทั้งหมดถูกปลด มีความสุขกับช่วงเวลาตรงหน้าโดยไม่ต้องคิดต้องกังวลถึงสถานะหรือผลลัพธ์ที่จะตามมา นั่นทำให้ Leda เกิดอาการเห็นแก่ตัวและเลือกที่จะทิ้งลูกไว้กับสามี หรือแย่กว่านั้นคือทิ้งไว้กับแม่ที่เลี้ยงเธอมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เช่นกัน</p>



<p>การที่แม่ของ Leda เลี้ยงดูเธอมายังไง ดูเหมือนจะส่งผลกับเธอโดยตรง สร้างเธอให้รู้สึกว่าทุกอย่างคือภาระและเธอไม่เคยพร้อม หนังบอกเราแบบอ้อมๆ ว่าเราควรมีลูกเมื่อพร้อม เหมือนเวลาที่เราอยากทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ เราจะทำมันได้ดีโดยที่หากมันไม่ได้ดั่งใจหวังก็ยังไม่แตกร้าวถึงขั้นล้มเลิก แต่กับ Leda เธอล้มเลิกบทบาทในความเป็นแม่และภรรยาตั้งแต่ออกจากบ้านโดยไม่รู้ตัว นั่นทำให้เธอกลายมาเป็นมนุษย์ป้าอย่างที่เราเห็น </p>



<p>อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งให้ Leda ทำเช่นนั้น (ทิ้งลูกสามี หนีออกจากบ้าน) ก็คือคู่รักนักปีนเขาที่บังเอิญผ่านมาเจอบ้านของเธอและมาร่วมดื่มกินพูดคุยกัน คู่รักคู่นี้หนีตามกันมาและปฏิเสธกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่จะทำให้ทั้งคู่อยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ เนื่องจากบริบทสมัยนั้นมีแต่ข้อห้ามและข้อบังคับ ประโยคหนึ่งที่ทิ่มใจเธอคือเมื่อผู้หญิงพูดขึ้นว่า &#8220;สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เมกเซนส์สำหรับฉัน&#8221; เมื่อสถานการณ์เดือดระอุเหมือนกาน้ำที่ต้มไฟแรง คู่รักสองคนนี้กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นที่มาเปิดฝากาน้ำนั้น </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154872" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c10_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สัญลักษณ์สำคัญที่หนังใส่เข้ามาคือ &#8216;ตุ๊กตา&#8217; ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตุ๊กตาหายและหนังได้เผยว่าคนที่ขโมยมันไปคือ Leda อดีตของเธอก็เริ่มที่จะถูกกะเทาะออกมาเรื่อยๆ ตุ๊กตาจึงเป็นตัวแทนของ &#8216;เธอ&#8217; และ &#8216;อดีต&#8217; แม้หนังจะไม่ได้บอกชัดว่าทำไมเธอถึงทำเช่นนั้นและ Leda เองก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม แต่ตุ๊กตาตัวนี้ทำให้เธอนึกถึงตุ๊กตาของตัวเองที่ชื่อ Mina ที่เธอรักและหวงแหน มันแสดงถึงความปกติของเธอและเป็นตัวแทนให้กับ Leda แต่แล้วเมื่อเธอมอบมันให้กับลูก ก็ถูกลูกเอาไปวาดซะเละเทะ การที่ตุ๊กตาถูกวาดอย่างยุ่งเหยิงจึงไม่ต่างอะไรไปกับการความยุ่งเหยิงที่เธอในฐานะแม่กำลังเผชิญอยู่กับการเลี้ยงลูกอยู่บ้าน</p>



<p>ตราบเท่าที่ตุ๊กตาของเด็กหญิง Elena อยู่กับ Leda เธอจะนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และเริ่มที่จะมีอาการปวดหัววิงเวียนหนักขึ้นเรื่อยๆ ตุ๊กตาไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนเธอและการจมอยู่กับอดีต แต่มันยังสื่อความหมายถึงการที่เธออยากย้อนกลับไปแก้ไขให้อะไรดีกว่านี้ ทั้งทางเลือก ความสัมพันธ์ของเธอ สามี ลูก และชู้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางทำแบบนั้นได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154874" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c2_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สำหรับ Leda เธอไม่มีอะไรให้ looking forward to ขนาดนั้นอีกแล้ว คนที่ใช้ชีวิตเกิน 40 เหมือนดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมาแล้ว ผ่านจุดกึ่งกลางมาแล้ว กำลังอยู่ในเส้นทางสู่เป้าหมายที่เรียกว่า &#8216;ความตาย&#8217; สิ่งที่ Leda มีและคิดอยู่ตลอดจึงเป็นแค่คำถามที่ว่า &#8220;จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..? (what..if?)&#8221; หรือ &#8220;ถ้าเป็นแบบนี้ก็ดีสินะ&#8221; เพราะแม้เธอจะไม่อยากพูด ไม่อยากจำ และอยากลืมมันมากๆ สิ่งที่สำคัญจริงๆสำหรับ Leda คืออดีต</p>



<p>ตั้งแต่ที่ Leda ได้คุยกับ Nina ครั้งแรก เธอรู้สึกถึงการมาทาบกันบางอย่างราวกับเดจาวู สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเธอกำลังจะเกิดขึ้นกับ Nina และที่เธอห่วงไม่ใช่เรื่องที่ว่าสามีของ Nina นั้นน่ากลัวหรือเมื่อถูกจับได้เธอผู้สมรู้ร่วมคิดกับ Will จะมีชะตากรรมอย่างไร Leda สนใจแค่ว่าแม่ผู้ยังสาวคนนี้จะรู้สึกกับตัวเองและทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งลูก สามี และครอบครัวอย่างไร หลังจากได้ลิ้มรสความอิสระและความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากจะถูกจับได้ ที่น่ากลัวกว่าคือจิตใจที่อาจรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตหรือทำอะไรที่ตัวเองอาจเสียใจจนกู่ไม่กลับได้ (ทั้งการทำแบบนี้ หรือหลังจากนี้) และ Nina จะมองว่ามันเป็นบาปที่ติดตัวเธอไปตลอดจนวันนึงมันวกกลับมาทำลายเธอมั้ย</p>



<p>สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Leda ได้ถามให้ Nina คิดทบทวนดีๆ อีกครั้งว่าอยากได้กุญแจบ้านพักเธอหรือไม่ และได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือเธอนำตุ๊กตาคืนให้กับ Nina โดยไม่ให้เหตุผลว่าขโมยมาทำไมและเอามาคืนให้เธอทำไม ที่เธอทำเช่นนั้นแม้รู้ว่าจะทำให้ Nina เกลียดเธอมาก แต่ก็ตัดสินใจทำเพราะรู้ว่ามันจะเป็นการปิดโอกาสในการที่ Nina จะนัด Will ทำสิ่งที่อาจทำให้เธอเสียใจไปตลอดชีวิต </p>



<p>การที่ Leda ให้ตุ๊กตา Nina นอกจากเป็นการแก้ไขอดีตแล้ว หนังยังบอกเราแบบนัยๆ อีกด้วยว่าเรื่องราวอดีตของ Leda กับการนึกเสียใจของเธอ ได้จบลงแล้ว จากนี้เหลือแต่ปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154875" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_The-Lost-Daughter-_Content_c8_20220222.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวมาจบลงแบบปลายเปิด หลังจากที่ Nina จากไป เธอได้ทิ้งแผลที่ท้องของ Leda ทำให้เธอเสียเลือดจำนวนมากจนรถเสียการควบคุม หนังไม่ได้เล่าชัดว่าเธอมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว แต่จู่ๆ ผลส้มก็โผล่มา และเธอคุยโทรศัพท์กับลูกอย่างปกติหน้าตาเฉย พร้อมกับนั่งปอกส้มแบบต่อเนื่องเหมือนงูไม่ให้ขาดตอน</p>



<p>ตีความได้สองทางว่า 1. เธอตายไปแล้ว และก่อนตายคิดถึงสิ่งที่อยากทำคือการคุยกับลูกและปอกส้มแบบที่ชอบปอก กับ 2. คือเธอกำลังสติเลือนรางและนึกถึงสิ่งที่อยากทำ</p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวลคือเรื่องราวของความเสียใจและความเสียดาย อันเกิดมาจากความรู้สึกสับสนไม่มั่นคง ไม่พร้อม และไม่สามารถรับสภาวะปัจจุบันได้อีกต่อไปของ Leda วัยสาว เป็นเหตุให้เธอมาสู่จุดนี้ หากตายเธอก็ต้องมาตายอย่างโดดเดี่ยว แต่หากไม่ตาย เธอก็ต้องมาเกิดอุบัติเหตุในโลกที่ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่า เธอคือแม่และภรรยาที่แย่ ที่ตอนนี้ต้องมาลงเอยด้วยการอยู่คนเดียว โดยที่ไม่ว่าจะตายตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่อาจลบล้างความรู้สึกผิดเหล่านั้นได้เลย </p>



<p>Leda คือคนที่หวังจะให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบเรียบ ไม่สะดุด และทำหน้าที่ทุกอย่างให้สมศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นแม่ ภรรยา หรือในฐานะคนคนหนึ่ง แต่ความเป็นมนุษย์กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตไม่ได้ง่ายเช่นนั้น อย่างน้อยหากทำอะไรอย่างเต็มที่ ดีที่สุด และคิดให้รอบคอบ ต่อให้เป็นการปอกส้มที่ขาดตอน ไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-lost-daughter/">The Lost Daughter ปัจจุบันที่ทิ่มแทงและอดีตของหญิงผู้กระทำความบาป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>tick, tick.. Boom! บทเพลงแห่งน้ำตา วันเวลา และความฝัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tick-tick-boom-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Feb 2022 10:02:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[tick tick boom]]></category>
		<category><![CDATA[Andrew garfield]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154616</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;อีก 8 วันผมจะอายุ 30 แล้ว อีก 8 วันช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัยของผมจะสิ้นสุดลง และผมมีอะไรที่จะทำให้ตัวเองภูมิใจได้บ้าง นอกจากเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์&#8221;&#160; นอกจากชื่อนักแสดงนำอย่าง Andrew Garfield ที่ทำให้อยากดูในเบื้องต้นแล้ว นี่เป็นคำถามหรือประโยคพูดในตัวอย่างที่ทำให้ต้องหันขวับไปมองหนังเรื่องนี้ทันที เพราะที่ผ่านมาผู้เขียนเคยหาคำตอบของคำถามประมาณอยู่นี้ตลอดเวลาเหมือนกัน พร้อมกับถามต่อด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่จำแนกระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ และเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีที่สุดกับชีวิตเราจริงๆ &#160; พร้อมกันนั้น ยังได้เห็นอีกว่าหากการกลับมาของ Andrew Garfield ใน Spider-Man: No Way Home เป็นการคัมแบ็กที่ทำให้เขากลับมาป๊อปปูลาร์อีกครั้ง หนังเรื่อง tick, tick&#8230;BOOM! ของ Netflix เรื่องนี้คงเปรียบได้กับเสียงปรบมือต้อนรับการกลับมาของเขา ด้วยการปล่อยให้ Andrew ได้เฉิดฉาดและปล่อยของเต็มที่จนฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมนี้พาเขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำตัวแรกมาครองได้สำเร็จ และล่าสุดก็พาเขาเข้าชิงออสการ์นำชายเป็นครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญหนัง tick, tick&#8230;BOOM!) tick, tick&#8230;BOOM! กำกับโดย Lin-Manuel Miranda เป็นหนังชีวประวัติของ Jonathan Larson (รับบทโดย Andrew [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tick-tick-boom-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7/">tick, tick.. Boom! บทเพลงแห่งน้ำตา วันเวลา และความฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8220;อีก 8 วันผมจะอายุ 30 แล้ว อีก 8 วันช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัยของผมจะสิ้นสุดลง และผมมีอะไรที่จะทำให้ตัวเองภูมิใจได้บ้าง นอกจากเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์&#8221;&nbsp;</p>



<p>นอกจากชื่อนักแสดงนำอย่าง Andrew Garfield ที่ทำให้อยากดูในเบื้องต้นแล้ว นี่เป็นคำถามหรือประโยคพูดในตัวอย่างที่ทำให้ต้องหันขวับไปมองหนังเรื่องนี้ทันที เพราะที่ผ่านมาผู้เขียนเคยหาคำตอบของคำถามประมาณอยู่นี้ตลอดเวลาเหมือนกัน พร้อมกับถามต่อด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่จำแนกระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ และเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีที่สุดกับชีวิตเราจริงๆ &nbsp;</p>



<p>พร้อมกันนั้น ยังได้เห็นอีกว่าหากการกลับมาของ Andrew Garfield ใน <em>Spider-Man: No Way Home </em>เป็นการคัมแบ็กที่ทำให้เขากลับมาป๊อปปูลาร์อีกครั้ง หนังเรื่อง <em><em>tick, tick&#8230;BOOM!</em></em> ของ Netflix เรื่องนี้คงเปรียบได้กับเสียงปรบมือต้อนรับการกลับมาของเขา ด้วยการปล่อยให้ Andrew ได้เฉิดฉาดและปล่อยของเต็มที่จนฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมนี้พาเขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำตัวแรกมาครองได้สำเร็จ และล่าสุดก็พาเขาเข้าชิงออสการ์นำชายเป็นครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน</p>



<p>(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญหนัง <em><em>tick, tick&#8230;BOOM!</em></em>)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="774" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-1024x774.jpg" alt="" class="wp-image-154617" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-1024x774.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-300x227.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-768x580.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-1536x1161.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-2048x1548.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_1-600x453.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em><em>tick, tick&#8230;BOOM!</em></em> กำกับโดย Lin-Manuel Miranda เป็นหนังชีวประวัติของ Jonathan Larson (รับบทโดย Andrew Garfield) โปรดิวเซอร์และคนเขียนบทละครเวทีชื่อดังคนสำคัญของอเมริกาก่อนที่เขาจะได้รับรางวัล Tony Awards กับ Pulitzer Prize และเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ ที่เสี่ยงโชค มุ่งมั่น และทุ่มเทกับสิ่งที่ชอบแบบไม่เผื่อใจ</p>



<p>เป็นความเป็นจริงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวประเภท &#8216;ที่มา (origins)&#8217; ของอะไรสักอย่างน่าสนใจเสมอ เพราะเรื่องราวประเภทนี้มักไม่ใช่เรื่องราวที่จงใจยกยอปอปั้น แต่เป็นเรื่องราวที่มีคุณค่ากับมีมิติและแง่มุมของชีวิตมากกว่า &#8216;ข่าว&#8217; ที่เอาแต่เชิดชูความสำเร็จ (แล้วใช้เบื้องหลังเป็นเพียงตัวสนับสนุน) ตรงความเป็นมนุษย์และการฝ่าฟันของคนคนหนึ่งก่อนที่โลกจะรู้จักเขาในวงกว้าง รวมถึงความกล้าที่จะทำและปฏิเสธ การเรียนรู้ ความเสี่ยงที่ได้รับ กับสิ่งใดบ้างที่คนในเรื่องราวนั้นเสียสละไปเพื่อมาถึงจุดจุดนี้ แสดงให้เห็นถึง &#8216;กระบวนการ&#8217; มากกว่าผลลัพธ์ เพราะมันคือเรื่องราวของความพยายาม อดทน สม่ำเสมอ จริงใจ และซื่อสัตย์ต่อความเชื่อและสิ่งที่ตัวเองรักว่าเขารักมันแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นบททดสอบที่ไม่เคยง่าย การที่คนเรารักอะไรสักอย่างหนึ่งแค่แพสชั่นและความสนใจไม่เพียงพอ ไม่ใช่ทุกคนที่ดังเปรี้ยงตั้งแต่ครั้งแรก และถ้าหากยอมแพ้ Jonathan Larson คงไม่มีวันที่จะโด่งดังถึงขั้นที่มีคนเอาชีวิตเขามาสร้างเป็นหนังเรื่องนี้ได้</p>



<p>ความจริงหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังดราม่าเกี่ยวกับคนทำละครเวทีโดยมีเพลงเป็นองค์ประกอบในเนื้อเรื่องก็ได้ แต่ด้วยความที่ชีวิตเขามีแต่โน้ต เสียงเพลง เครื่องดนตรี และการขับร้อง ความเป็นมิวสิคัลจึงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการเล่าเรื่องเพื่อสอดประสานระหว่างเนื้อหาและสิ่งที่ Jonathan ให้ค่าที่สุดเหล่านี้ โดยที่เนื้อหาของเพลงแต่ละเพลงที่เขาแต่งก็สะท้อนถึงการตามล่าหาความฝันและความในใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับตัวเอง ความคิดตัวเอง ความไม่แน่ใจในเส้นทางนี้ แฟน เพื่อนสนิท การพบการจากลา การหยิบเพลงมาใช้เป็นหนึ่งเดียวกับเรื่องราวจึงเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154618" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_8-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ชื่อหนัง <em>tick, tick&#8230;BOOM! </em>มาจากชื่อละครเวทีเรื่องหนึ่งของ Jonathan ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเองที่ตามล่าหาความฝัน ณ นครแห่งโอกาส การงาน และความฝัน อย่าง New York บนเส้นทางที่ไม่แน่นอนและตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่าเขาตัดสินใจถูกหรือไม่&nbsp;</p>



<p>แม้ Jonathan จะได้เปรียบชีวิตเป็นระเบิดเวลาที่ดัง ติ๊ก ติ๊ก แล้วตามด้วยเสียงระเบิดตู้ม แต่เมื่อมองลึกไปอีกชั้น ระเบิดเวลาเป็นสิ่งที่สื่อความหมายได้ถึงสองอย่างในตัวมันเอง คือนับถอยหลังแล้วระเบิดภายในที่เรียกว่า &#8216;implode&#8217; คือการดับสูญไปโดยที่โลกไม่ได้รับรู้ โลกไม่จำ หรือ ทำไม่สำเร็จ และจบสิ้นล้มเหลว ในขณะที่อีกทางซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ Jonathan สั่งสมทุกความพยายาม อดทน มุ่งมั่น แล้วระเบิดออกมาให้โลกได้ยิน หรือเป็นการระเบิดแบบ &#8216;explode&#8217;</p>



<p>ตัวเขาเองนั้นไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตัวเองจะระเบิดแบบไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สำหรับ Jonathan แล้วการเสี่ยงทำตัวเป็นระเบิดเวลาก็ยังบรรลุเป้าหมายการมีอยู่และการเป็น &#8216;ระเบิดเวลา&#8217; มากกว่าระเบิดเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ไม่มีเสียงนาฬิกาติ๊กๆ จนทำหน้าที่เป็นที่ทับอะไรสักอย่าง หรือถูกเก็บเอาไว้ในลิ้นชักสักที่แล้วถูกลืมไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154619" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_7-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าจุดเด่นของหนังชีวประวัติไม่ใช่การอวยคนคนนั้นแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือจะต้องใส่ความเป็นตัวเอกอันเต็มไปด้วย &#8216;main character syndrome&#8217; หรือมุมมองประเภท &#8216;เพราะเป็นตัวเอกจึงต้องโดดเด่นและโลกหมุนรอบตัวเขา/เธอ&#8217; แต่ tick, tick&#8230;BOOM! เป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่า Jonathan เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งในโลกใบใหญ่ๆ นี้ที่จะหมุนต่อไปไม่ว่าจะมีชายคนนี้ติดสอยห้อยตามไปด้วยหรือไม่ และหมุนต่อไปอย่างไม่แคร์อันใดว่าชายคนนี้จะเป็น someone หรือ no one&nbsp;</p>



<p>ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการเป็นมนุษย์นั้นเต็มไปด้วย &#8216;ข้อบกพร่อง (flaw)&#8217; กับ &#8216;ความไม่รู้ (know-nothingism)&#8217; ซึ่งขับเน้นองค์ประกอบของความเป็นจริงตรงนี้ออกมาได้ดีเลยทีเดียว</p>



<p>สำหรับเรื่อง flaw เพราะมนุษย์ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการตัดสินใจ การจัดการอารมณ์ คำพูดคำจา และนิสัยใจคอ การเห็นความไม่สมประกอบในอะไรเหล่านี้ทำให้เรื่องราวนี้สมจริงกับตัวละคร Jonathan มีความ &#8216;เป็นมนุษย์&#8217; ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการที่ Jonathan พยายามเลี่ยงตอบทุกครั้งที่ตัวละครแฟนของเขาอย่าง Susan ทวงถามถึงคำตอบเกี่ยวกับการย้ายไปอยู่ด้วยกันให้ใกล้ที่ทำงานใหม่ Susan การที่ Jonathan ไม่ตอบและบ่ายเบี่ยงด้วยการชม Susan ว่าสวยบ้าง ปัดตอบด้วยการมีเซ็กส์บ้าง และบอกว่าทำงานยุ่งค่อยคุยบ้าง ลึกๆ แล้วเขารู้กับเข้าใจดีว่า 1. การตอบ Susan ไม่ต่างอะไรไปกับการยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมีโอกาสสูญเปล่าสูงกว่าสำเร็จ 2. เขาไม่สามารถให้ความแน่นอนกับแฟนได้เลย และหากบอกเธอเช่นนี้เขาจะเสียเธอไป จึงได้รั้งไว้อย่างเห็นแก่ตัวด้วยการไม่พูด และ 3. สำหรับเขาแล้วความฝันตัวเองสำคัญกว่าความสัมพันธ์ Jonathan ไม่มีทีท่าว่าจะรั้งแฟนไว้ด้วยซ้ำ ซึ่งพอเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ว่าไม่ใช่ความผิดของ Susan เลยถ้าจะไม่อยู่ข้างเขาจนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ Susan เองก็มีชีวิตของตัวเองและคู่รักต่างก็ต้องการความชัดเจนจากอีกฝ่ายกับการ value สิ่งเดียวกัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หนังพูดเรื่องความไม่รู้ของมนุษย์ ด้วยการพาคนดูไปตั้งคำถามมากมายผ่านตัวละคร Jonathan ว่าสุดท้ายแล้ว คนเราไขว่คว้าอะไรกันแน่? อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต? เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นเราต้องทำอะไรหรือแลกมาด้วยอะไร? และทำอย่างไรเราถึงจะรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่คือสิ่งที่ถูกต้อง? ซึ่งคำตอบของคำถามนั้นก็เหมือนที่ Morpheus พูดกับ Neo เอาไว้ในหนัง <em>The Matrix</em> ว่าเขาทำได้เพียงชี้ประตู ที่เหลือคือคนคนนั้นต้องเดินเข้าไปเอง <em>tick, tick&#8230;BOOM! </em>ไม่ใช่หนังที่จะหาคำตอบเหล่านี้หรือตั้งตนว่าตัวเองเป็นผู้รู้ เพราะต่างคนต่างวาระ แต่ละคนถูกหล่อหลอมมาให้มีเป้าหมายในชีวิต มุมมอง การให้ค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือนิยามต่อคำคำหนึ่งต่างกัน เช่น คำว่า &#8216;ประสบความสำเร็จ&#8217; &#8216;ดัง&#8217; &#8216;เจ็บปวด&#8217; &#8216;มีความสุข&#8217; หรือ &#8216;ลำบาก&#8217;&nbsp;</p>



<p>หนังจึงทำหน้าที่แค่กระตุ้นให้คนดูเกิดคำถามและเกิดการตรวจสอบตัวเอง ไม่ว่าคนที่ได้ดูจะยังไม่ถึงวัย กำลังจะถึง หรือผ่านพ้นวัย 30 มาแล้วก็ตาม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-154620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_2-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่ทำไมต้อง 30? ทำไมตัวเลขนี้ถึงเป็นสิ่งที่คั่นกลางระหว่างความเป็นวัยรุ่นและความเป็นผู้ใหญ่?&nbsp;</p>



<p>เลข 30 ถูกนำไปใช้เกี่ยวพันกับความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ยังคงเป็นสิ่งที่ตั้งคำถามมาถึงทุกวันนี้ว่าคืออะไรกันแน่? 30 ในฐานะเลขที่คั่นระหว่างความเป็นผู้ใหญ่กับวัยรุ่น ก็เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาเองพอๆ กับการที่เราคิดระบบตัวเลขฐานสองหรือฐานอะไรก็ตามเพื่อใช้ในการนับ การกะเกณฑ์ การคำนวณอะไรต่างๆ หรือการสร้างศาสนา พระเจ้า เงินตราสำหรับแลกเปลี่ยน และระบบสังคมการเมืองขึ้นมา ซึ่งก็ว่ากันตามลักษณะความเป็นไปของร่างกายตามธรรมชาติแล้วการเติบโตทางสรีระหรือความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ เช่น เริ่มปวดหลังแล้ว กระดูกดังกร๊อบแกร๊บแค่ขยับตัวนิดหน่อย หรือรอยเหี่ยวย่นและผิวหนังที่เริ่มหย่อนคล้อย หากนับอะไรพวกนี้ 30 อาจเป็นตัวเลขที่ทำให้ใครๆ ก็ตระหนักว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ รวมไปถึงประสบการณ์การพบเจอและเก็บเกี่ยวบทเรียนต่างๆ นานาจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันกับความเจนโลก ความรอบรู้ ความสามารถจัดการชีวิตตัวเอง รับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน โดยเฉพาะวุฒิภาวะและการใช้ประสบการณ์ในการตัดสินได้เฉียบคมก็อาจจะใช้วัดได้ว่าคนคนนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้วได้เช่นกัน</p>



<p>ไม่ว่าแต่ละคนจะนิยามความเป็นผู้ใหญ่ว่าอย่างไร ทั้งความเป็นผู้ใหญ่และเลข 30 ต่างก็เป็นสิ่งที่สังคมและคนในสังคมกำหนดกันเองขึ้นมา (โดยไม่รู้ต้นตอแน่ชัด) เป็นตัวเลขหลักไมล์ที่หวังไว้เราโตบ้าง เลิกเล่นเกมบ้าง เลิกดูแอนิเมะบ้าง หรือต้องประสบความสำเร็จหรือการที่ควรจะมั่นคงและยึดกับงานงานนึงได้แล้วโดยที่ไม่มีสิทธิ์ในการตามหาความต้องการและสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังเช่นตอนต้นของหนังที่มีโมโนล็อกเกี่ยวกับเลข 30 ว่า &#8220;เมื่อผม 30 ผมจะแก่กว่า Stephen Sondheim ตอนได้ทำละครบรอดเวย์เรื่องแรก แก่กว่า Paul McCartney ตอนแต่งเพลงสุดท้ายกับ John Lenon และตอนพ่อแม่ผมอายุ 30 พวกท่านมีลูกแล้วสองคน มีอาชีพและรายได้ที่มั่งคง กับมีอสังหาริมทรัพย์&#8221; ทั้งที่โลกเราไม่ได้สวยงามและอำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้มีโอกาสขนาดนั้นที่จะประสบความสำเร็จ บางคนสำเร็จช้า บางคนสำเร็จเร็ว บางคนสำเร็จตอนแก่ หรือตอนตายไปแล้วถึงจะสำเร็จก็มี และในทางตรงกันข้าม โลกเราก็มีคนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลยตลอดชีวิตเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154621" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_5-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งเหล่านี้ที่เขายกตัวอย่างมาเปรียบเทียบกับตัวเองคือการที่ตัว Jonathan เองกับสังคม (ที่ในชีวิตจริงก็เช่น เพื่อนฝูง พ่อแม่ ญาติๆที่มารวมตัวกันวันเชงเม้ง หรือป้าข้างบ้าน) ต่างก็คาดหวังให้คนคนนึงโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว หรือเมื่อถึงจุดจุดนึงซึ่งก็คืออายุราวๆ 30 คนคนนั้นจะต้องประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง</p>



<p>จึงได้เกิดประโยคที่เขาพูดว่า &#8220;ห้องผมมีแต่เทปคาสเซ็ตต์และแผ่นเสียงเพลงที่คนอื่นแต่ง กับชั้นหนังสือที่ย้อยด้วยน้ำหนักของบทละครและนิยายที่ผมไม่ได้เขียน&#8221; ประโยคนี้เป็นตัวสะท้อนของแรงผลักดันที่เขาได้รับ เสมือนสร้างเดดไลน์ให้เขาเกิดความเครียดและวิตกกังวลเมื่อเวลาใกล้สิ้นสุดลงทุกทีๆ จน Jonathan ที่มีพรสวรรค์เลือกที่จะปล่อยอะไรบางอย่างอย่างความสัมพันธ์ไปเพื่อแลกมาซึ่งชื่อเสียงและการได้ทำในสิ่งที่รัก (เป็นการปล่อยที่ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อย เพียงแต่รั้งไว้ไม่ได้และเขาเข้าใจตรงนี้ดี) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมองดูดีๆ ก็มองแบบนี้ได้เช่นกันว่า แรงกดดันนี้ที่เขาได้รับเป็นสิ่งที่ Jonathan สร้างให้กับตัวเองหรือรนหาที่เองมากพอๆ กับที่สังคมสร้างให้กับเขาเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>กล่าวคือ สังคมคาดหวังเราก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนหรือทุกอย่างที่บังคับชี้นิ้วให้ Jonathan ต้อง be successful ก่อน 30 ซะหน่อย แต่เป็นเขาที่กำหนดเดดไลน์นี้สำหรับตัวเขาเองขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือโลกรู้จัก Jonathan Larson เพราะการมีเดดไลน์ดีกว่าไม่มี และแรงกดดันภายใต้เวลาที่จำกัดหลายครั้งเป็นตัวดึงศักยภาพสูงสุดของคนคนนั้นออกมาใช้ จึงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าเพราะเขามีมันเขาจึงมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนข้อเสียคือเขาไม่สามารถจับมือจูงทุกอย่างไปด้วยกันไปถึงปลายทางได้ภายใต้เดดไลน์นี้ โดยเฉพาะคนรักอย่าง Susan&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154622" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>This image released by Netflix shows Robin de Jesus, from left, MJ Rodriguez and Ben Levi Ross in a scene from &#8220;Tick, Tick&#8230;Boom!&#8221; (Macall Polay/Netflix via AP)</figcaption></figure>



<p>ในขณะที่หนังนำเสนอแง่มุมพวกนี้ อีกตัวละครนึงที่ทำหน้าที่สะท้อนกับขับเคลื่อนถึงประเด็นอีกสองประเด็น อย่าง &#8216;ระบบทุนนิยมกลืนกินคน&#8217; กับความเป็นจริงอันโหดร้ายที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ที่ว่า &#8216;ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำตามความฝัน หรือทำตามฝันแล้วจะประสบความสำเร็จ&#8217; ได้ดี คือตัวละคร Michael ที่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่วัยเด็กของเขา&nbsp;</p>



<p>ทั้งคู่โตมาด้วยกัน และ Michael รักทั้งเสียงเพลง การเต้น การร้อง และรักละครเวทีดั่งชีวิตพอๆ กับที่ Jonathan รัก แต่ Michael กลับเลือกทำงานบริษัทโฆษณาที่ทำให้เขาได้มีห้องพักสุดหรูและคุณภาพชีวิตดี มีฉากนึงที่ทั้งคู่ทะเลาะกันซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่อิมแพ็กต์ที่สุดในเรื่อง Jonathan พูดราวกับว่า Michael ขายวิญญาณและพ่ายแพ้ให้วัตถุนิยม ในขณะเดียวกัน Michael ก็สวนกลับอย่างมีพอยต์ว่า &#8220;แล้วฉันผิดด้วยเหรอที่อยากมีชีวิตที่ดี&#8221; ใช่ที่เขาพูดไม่ผิด ในเมื่อไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงเป้าหมาย การประสบความสำเร็จก็เหมือนการวิ่งระยะยาวที่ไม่รู้ปลายทางบนพื้นผิวหยาบ หากทุกคนวิ่งไปได้เท่ากันก็จะไม่มีเกณฑ์วัดคำว่า &#8216;สำเร็จ&#8217; ในเมื่อไม่มีใครนำหน้าหรือโดดเด่นกว่าใคร หลายคนจึงเลือกหยุดสถิติไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งในลู่ที่มีพื้นเรียบกับมั่นคงกว่าเส้นทางขรุขระ ทุกคนต่างก็อยากมีชีวิตที่ดี และ Jonathan ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเขานั้นบ้าบิ่นและเททุกอย่างเพื่อสิ่งนี้แบบหมดหน้าตักด้วยการโชว์นิ้วกลางใส่ทุนนิยมและงานในเชิงการค้า (commercial) พร้อมกับหัวเราะร่า แม้ว่าเขากำลังอาศัยในโลกทุนนิยมกับเมืองนิยมทุนก็ตาม</p>



<p>สิ่งนึงที่ทำให้ประทับใจคือหลังจากที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน ในวันเวิร์กช็อปวันสำคัญที่จะกำหนดชะตากรรมสายบรอดเวย์ของ Jonathan ไปตลอดกาล Michael ก็โผล่ไปให้กำลังใจเขา และประโยคสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับ Jonathan ในการทำสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ คือประโยคที่ Michael พูดกับเขาว่า &#8220;นายคิดว่าข้างนอกนั่นมีนักแสดงละครเวทีกี่คน แต่ Jonathan Larson มีคนเดียว&#8221; (นักแสดงละครเวทีมีกี่คนในที่นี้ Michael หมายถึงตัวเองด้วยเพราะเขาเบื่อชีวิตที่ต้องแข่งขันแล้ว) เมื่อได้ยินเช่นนี้ Jonathan จึงรู้สึกเต็มที่กับเรื่องนี้มากกว่าที่เคย คนประเภทเขาต้องการคนซัพพอร์ตแม้ความสุดโต่งเกินเบอร์ของตัวเขากับความมีอีโก้เป็นสิ่งที่ผลักไสคนรอบข้างให้ออกจากชีวิตเขาทั้งแบบออกทันทีหรือค่อยๆ เฟดหายไปก็ตาม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154623" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดูหนัง <em>tick, tick&#8230;BOOM!</em> แล้ว รู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณแวน-ธิติพงษ์ ใน The Goodhuman&nbsp; (mockumentary จิกกัดคนรวยผู้อุดมไปด้วย growth mindset ของเบ๊น-ธนชาติ) ในข้อเท็จจริงที่ว่าคนรวยล้มบนฟูก และถ้าไม่ทำตัวแย่เกินไปยังไงก็ประสบความสำเร็จ&nbsp;</p>



<p>หนังเรื่องนี้โชว์ให้เห็นว่าสิ่งที่ Jonathan Larson ตามล่าไขว่คว้า ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย ความสำเร็จ การได้ทำในสิ่งที่ชอบ หากคุณภาพชีวิตเขาดีกว่านี้และเกิดมาในครอบครัวคนมีเงิน เขาจะกังวลเรื่องบิลค่าน้ำค่าไฟน้อยลง ไม่เครียดเรื่องอนาคตว่าจะไปรอดไม่รอดด้วยฟูกหนาๆ นุ่มๆ สุดหรูที่รองรับอยู่ด้านล่างเสมอ แล้วทำมันให้เต็มที่ ใช่ก็ดี ไม่ใช่ก็ทำอย่างอื่นแทน หรือใช้ข้อได้เปรียบที่มีเงินเป็นฟ่อนและแวดวงของชนชั้นสูงที่มักคบกันเองเพื่อดึงตัวเองกับสิ่งที่ต้องการเข้าหากันมากขึ้น ไปจนถึงเรียนคอร์สต่างๆ ติวตัวต่อตัว ความสามารถในการหาอุปกรณ์ ที่ฝึกซ้อมที่ดี ครูที่ค่าตัวแพง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่ Jonathan มีคือมี &#8216;ใจรัก&#8217; แม้ที่ผ่านมาเขาจะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยที่ไม่แน่ใจเลยว่าที่ทำอยู่มันดีมั้ย และเขาฝันเฟื่องรอวันตื่นอยู่รึเปล่าจึงไม่ได้เต็มที่กับมันและทำงานอื่นไปด้วย แต่เขาแสดงให้ตัวเองกับคนรอบข้างรวมถึงผู้คนที่เคยเขียนจดหมายปฏิเสธละครเวทีของเขาว่าเขารักมันแค่ไหน และเขาทำได้ เพียงแต่เคสนี้ต้องอาศัยพรสวรรค์ และการรู้ลิมิตของตัวเอง Jonathan รู้ตัวว่าเขาเป็นคนมีของ และหากในระยะเวลาก่อนวันเกิดเขาไม่ทุ่มเทมากพอหรือไม่ได้มีความมุ่งมั่นประเภท go hard or&nbsp;go home (ซึ่งไม่แนะนำให้ใครทำตาม) เขาจะไม่มีวันได้ไปถึงฝั่งฝันเป็นแน่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-154624" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-2048x1280.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Tick-Tick-Boom_6-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>tick, tick&#8230;BOOM! </em>ทำให้หลายคนพยักหน้าหงึกๆ กับเนื้อหาและไดอะล็อก ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะน้ำตาซึมกับสิ่งที่เกิดขึ้นและการแสดงอันยอดเยี่ยมของ Andrew Garfield ในหนังเรื่องนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้วประเด็นเกี่ยวข้องกับ &#8216;สิ่งที่อยากทำ&#8217; กับ &#8216;เวลาและเส้นตายชีวิต&#8217; เป็นหัวข้อร่วมกันหรืออะไรเราทุกคนเผชิญกับมันอยู่ตลอดเวลาจึงอินได้ไม่ยาก และ <em>tick, tick&#8230;BOOM!</em> เป็นหนังอีกเรื่องที่ผลักหัวข้อสำคัญเหล่านี้ออกมาได้สุดทางและน่าจดจำ&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถามทั้งหมดที่ได้กล่าวไป คือการบอกให้คนดูตอบตัวเองเพราะมุมมองต่อคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องตายตัว และบอกเราด้วยสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว นั่นก็คือ เรา &#8216;ไม่รู้&#8217; ไม่มีทางรู้ได้เลยถึงหนทางข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร หนังไม่ได้บอกให้เอาเยี่ยงอย่าง Jonathan Larson แต่ใช้เรื่องราวของนายคนนี้เพื่อบอกให้ทุกคนตั้งคำถามตรวจสอบถึงสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้ดีๆ ว่าคุ้มมั้ย กับบอกเราว่าไม่ผิดที่จะเป็นอย่าง Jonathan หรือ&nbsp; Michael หากเรามองว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดและเรายอมรับได้ว่าเราต้องแลกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอีกสิ่งระหว่าง &#8216;ความฝัน&#8217; กับ&nbsp;&#8216;ความจริง&#8217; และบอกเราอย่างที่ตัวละคร Rosa พูดกับ Jonathan หลังจากเขาถามว่าจากนี้ไปเมื่อเขาโด่งดังจากเวิร์กช็อปแล้วยังไงต่อ &#8220;เขียนละครเวทีเรื่องต่อไปไง และหลังจากเสร็จเรื่องนี้ ก็เขียนอีกเรื่อง และเขียนเรื่องต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ&#8221; เพราะนั่นแหละคือคีย์ การทำมันไปเรื่อยๆ ทำอีก ทำอีก จนกว่าจะนิยามกับตัวเองและคนอื่นนิยามให้ได้อย่างเต็มปากว่านี่คือสำเร็จแล้ว และเมื่อสำเร็จ ก็ทำตัวเป็นระเบิดดัง ติ๊ก ติ๊ก บูม แบบนี้ต่อไปลูกแล้วลูกเล่า เพราะในโลกของการแข่งขันคือการวิ่งระยะสั้นแล้วตามด้วยการวิ่งมาราธอนต่อ ที่พิสูจน์ว่าไม่ใช่แค่ใครวิ่งเร็วนำคนอื่น แต่คนนั้นจะวิ่งได้นานแค่ไหน</p>



<p>สำหรับ Jonathan ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ น่าเสียดายที่มันคือระเบิดลูกเดียว แต่เป็นระเบิดลูกที่สำคัญและเป็นระเบิดที่มีค่าที่สุดของเขาที่ชาวอเมริกันต่างก็กล่าวขานชื่ออย่าง &#8216;RENT&#8217; เป็นเรื่องเศร้าไม่น้อยที่ชายผู้นี้ต้องมาจากโลกนี้ไปในเช้าวันเดียวกับที่ผลงานชิ้นเอกนี้เปิดให้ชมรอบพรีวิว แต่สิ่งนึงที่ดีใจกับเขาด้วยคือการได้ทำในสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบ Jonathan Larson จากไปในฐานะศิลปินดังที่เขาปรารถนาจะเป็นมาโดยตลอด และที่สำคัญที่สุด เขาตอบคำถามเดียวคำถามนั้นที่ได้พร่ำเขียนมาตลอด 30 ปีได้ว่าเขา &#8216;มีอะไรให้ตัวเองภาคภูมิใจ&#8217;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tick-tick-boom-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7/">tick, tick.. Boom! บทเพลงแห่งน้ำตา วันเวลา และความฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>All of Us Are Dead ซอมบี้ยุค 5G ปรสิตกับเหยื่อ-ผู้ล่า และทฤษฎีโกลาหล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/allofusaredead/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Watchman]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Feb 2022 09:32:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154230</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากมี&#160;K-Pop&#160;เป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมกับ&#160;soft power&#160;และทำให้โลกรู้จักเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่องมานานเป็นทศวรรษ ตั้งแต่การมาของ&#160;Train to Busan&#160;ตามมาด้วยออริจินัลซีรีส์ของ&#160;Netflix&#160;เรื่อง&#160;Kingdom&#160;เกาหลีดูจะหันมาเอาดีด้านซอมบี้ไม่แพ้แนวดราม่าและแนวพีเรียด กับวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ป จนเกิดเป็น&#160;genre&#160;ใหม่ที่ชื่อ&#160;&#8216;K-Zombie&#8217;&#160;ขึ้นมา นิยามของความซอมบี้เกาหลี คือเน้นความดุดัน รวดเร็ว น่ากลัว สมกับเป็นยุค 5G ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเลยจะมาช้าๆ เนิบๆ กับซ้ำซากจำเจเหมือนเดิมไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ K-Zombie เป็นที่กล่าวขานกับคนทั่วโลกคอยจับตามองอยู่ตลอดคือ 1. คราวนี้จะเป็นซอมบี้เกาหลีในสถานที่แบบไหน ยุคไหน ช่วงเวลาไหน 2. เล่าผ่านอะไร ตัวละครไหน 3. หนังหรือซีรีส์เรื่องนั้นจะพูดอะไร หรือกล่าวได้ว่า นอกจากจะทำดีด้านความดุเดือดเลือดพล่าน สิ่งที่เกาหลีทำได้ดีคือ ใช้โลกอันน่ากลัวของไวรัสและซอมบี้เป็น background โดยมี foreground เป็นสิ่งที่อยากจะพูด สันดานดิบมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว ที่พูดให้เห็นภาพคือมนุษย์นั่นแหละที่น่ากลัวกว่าซอมบี้เหมือนที่ซีรีส์ The Walking Dead นำเสนออย่างชัดเจนมาตลอด มากกว่าที่จะเป็นแค่การดูตัวละครถูกกัด ถูกกิน หรือวิ่งตะโกนหนีตายขอความช่วยเหลือแล้วพบจุดจบอย่างน่าอนาถด้วยสภาพศพไม่สวย หลังจากที่เรามีซอมบี้รถไฟ ซอมบี้หอพัก กับซอมบี้โชซอน คราวนี้ถึงเวลาของซอมบี้ในโรงเรียนไฮสคูลกันบ้าง All of Us Are Dead คือซีรีส์ K-Zombie ที่ดัดแปลงจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน ด้วยทุนสร้างที่หนา กับความน่าดู ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ทำลายทุกสถิติที่เคยมีมา ด้วยการเปิดตัวเป็นอันดับ 1 เอาชนะ Hellbound กับ Squid Game หนำซ้ำยังเป็นซีรีส์ที่มีคนดูมากที่สุดใน Netflix ในเวลานี้ เลยอยากจะชวนคุยและพูดถึงในเชิงบทวิเคราะห์สักหน่อยว่าซีรีส์เรื่องนี้มีดีอะไร ทำไมถึงน่าดู และมีประเด็นอะไรที่ควรค่าแก่การพูดถึงบ้าง? (บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญซีรีส์&#160;All of Us Are Dead) 1 ต้องบอกว่าเรื่องนี้น่าดูตั้งแต่ตัวอย่างกับคอนเซปต์ในโรงเรียนแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/allofusaredead/">All of Us Are Dead ซอมบี้ยุค 5G ปรสิตกับเหยื่อ-ผู้ล่า และทฤษฎีโกลาหล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังจากมี&nbsp;K-Pop&nbsp;เป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมกับ&nbsp;soft power&nbsp;และทำให้โลกรู้จักเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่องมานานเป็นทศวรรษ ตั้งแต่การมาของ&nbsp;<em>Train to Busan</em>&nbsp;ตามมาด้วยออริจินัลซีรีส์ของ&nbsp;Netflix&nbsp;เรื่อง<em>&nbsp;Kingdom</em>&nbsp;เกาหลีดูจะหันมาเอาดีด้านซอมบี้ไม่แพ้แนวดราม่าและแนวพีเรียด กับวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ป จนเกิดเป็น&nbsp;genre&nbsp;ใหม่ที่ชื่อ&nbsp;&#8216;K-Zombie&#8217;&nbsp;ขึ้นมา</p>



<p>นิยามของความซอมบี้เกาหลี คือเน้นความดุดัน รวดเร็ว น่ากลัว สมกับเป็นยุค 5G ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเลยจะมาช้าๆ เนิบๆ กับซ้ำซากจำเจเหมือนเดิมไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ K-Zombie เป็นที่กล่าวขานกับคนทั่วโลกคอยจับตามองอยู่ตลอดคือ 1. คราวนี้จะเป็นซอมบี้เกาหลีในสถานที่แบบไหน ยุคไหน ช่วงเวลาไหน 2. เล่าผ่านอะไร ตัวละครไหน 3. หนังหรือซีรีส์เรื่องนั้นจะพูดอะไร </p>



<p>หรือกล่าวได้ว่า นอกจากจะทำดีด้านความดุเดือดเลือดพล่าน สิ่งที่เกาหลีทำได้ดีคือ ใช้โลกอันน่ากลัวของไวรัสและซอมบี้เป็น background โดยมี foreground เป็นสิ่งที่อยากจะพูด สันดานดิบมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว ที่พูดให้เห็นภาพคือมนุษย์นั่นแหละที่น่ากลัวกว่าซอมบี้เหมือนที่ซีรีส์ <em>The Walking Dead</em> นำเสนออย่างชัดเจนมาตลอด มากกว่าที่จะเป็นแค่การดูตัวละครถูกกัด ถูกกิน หรือวิ่งตะโกนหนีตายขอความช่วยเหลือแล้วพบจุดจบอย่างน่าอนาถด้วยสภาพศพไม่สวย</p>



<p>หลังจากที่เรามีซอมบี้รถไฟ ซอมบี้หอพัก กับซอมบี้โชซอน คราวนี้ถึงเวลาของซอมบี้ในโรงเรียนไฮสคูลกันบ้าง <em>All of Us Are Dead</em> คือซีรีส์ K-Zombie ที่ดัดแปลงจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน ด้วยทุนสร้างที่หนา กับความน่าดู ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ทำลายทุกสถิติที่เคยมีมา ด้วยการเปิดตัวเป็นอันดับ 1 เอาชนะ <em>Hellbound</em> กับ <em>Squid Game</em> หนำซ้ำยังเป็นซีรีส์ที่มีคนดูมากที่สุดใน Netflix ในเวลานี้ เลยอยากจะชวนคุยและพูดถึงในเชิงบทวิเคราะห์สักหน่อยว่าซีรีส์เรื่องนี้มีดีอะไร ทำไมถึงน่าดู และมีประเด็นอะไรที่ควรค่าแก่การพูดถึงบ้าง?</p>



<p>(บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญซีรีส์&nbsp;All of Us Are Dead)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154291" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c1_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1</h4>



<p>ต้องบอกว่าเรื่องนี้น่าดูตั้งแต่ตัวอย่างกับคอนเซปต์ในโรงเรียนแล้ว ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่น ม.ปลาย ที่ต้องเอาตัวรอดกันเอง สถานที่ปิดตาย กับวัตถุดิบชั้นดีและความอุดมสมบูรณ์ของตัวเลขมนุษย์ที่จะเปลี่ยนเป็นซอมบี้มากมายขนาดนี้ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดูเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าความน่าสนใจแทบไม่ใช่ซอมบี้ แต่เป็นการรอคอยว่าซีรีส์จะพูดอะไร มีตัวละครแบบไหนมาให้เราเกาะบ้าง และจะได้เห็นอะไรโหดร้ายจากมนุษย์ รวมไปถึงเรื่องนี้มีอะไรที่แตกต่างจากเรื่องอื่น</p>



<p>การกำกับและเรื่องของงานสร้างถือว่าทำได้ดี&nbsp;<em>All of Us Are Dead</em>&nbsp;โดดเด่นในด้านการโชว์ให้เห็นถึงความโหดร้ายและวิ่งเร็วของซอมบี้ ทำให้เราอิน กัดฟัน ตื่นเต้นแบบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หัวใจเต้นแรงถี่ๆ ไปพร้อมๆ กับตัวละครและเหตุการณ์ได้ สร้าง&nbsp;tempo&nbsp;เก่ง กับบทที่แสดงถึงความพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดของมนุษย์ผ่านความ&nbsp;&#8216;ฉันยังไม่อยากตาย&#8217;&nbsp;ของนักเรียนแต่ละคนที่แสดงออกมาทางคำพูดและการกระทำ ทั้งยังแฝงไปด้วยความเป็นตัวเองและอคติต่อเพื่อนมนุษย์</p>



<p>แต่นอกเหนือจากนั้นมีส่วนที่สอบตกไม่น้อย (หรือเยอะนั่นแหละ) ไม่ว่าจะเป็น&nbsp;character arc&nbsp;ที่ดูแปร่งๆ, การจับวางตัวละครกับพล็อตที่ดูตามอำเภอใจและจงใจ,&nbsp;logic&nbsp;กับ&nbsp;decision&nbsp;ของตัวละครที่ดูจะผิดเพี้ยน, พล็อตโฮลที่เข้าขั้นแผลเหวอะจำนวนมาก และการที่ซีรีส์ไม่สามารถไปสุดได้ในเรื่องของ&nbsp;character development, การหาทางลงหรือการใช้สอยตัวละครที่ไม่สามารถทำให้เหมาะสมได้ และค่อนข้างทำได้สิ้นเปลือง เปล่าประโยชน์ และสุรุ่ยสุร่ายพอสมควร, การทำให้เราสับสนบ่อยครั้งว่าควรรู้สึกอย่างไรกับตัวละครหรือควรรู้สึกตามหรือไม่ ควรคิดยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และการที่&nbsp;12&nbsp;อีพีเป็นจำนวนที่ยาวเกินไป เนื้อหาสามารถตัดทอนเหลือ&nbsp;6&nbsp;หรืออย่างมากก็&nbsp;8-9&nbsp;ได้ ซีรีส์เรื่องนี้เลยเป็นภาพสมมุติที่ดีว่าหาก&nbsp;<em>Kingdom</em>&nbsp;ทำเยอะอีพีกว่านั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าดูเรื่องนี้ด้วยระยะเวลาเท่านี้แล้วทำให้เกิดอาการ&nbsp;&#8216;เอียนซอมบี้&nbsp;syndrome&#8217;&nbsp;เลยทีเดียว</p>



<p>การกำกับนับว่าเป็นจุดแข็งของซีรีส์ K-Zombie เรื่องนี้ ในขณะเดียวกันบทแม้จะมีสิ่งน่าสนใจอย่าง tactic หรือกลยุทธ์การเอาตัวรอด ความสามัคคี, friendship กับบทพูดคมๆ ดีๆ แต่ก็มีข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงแบบที่เห็นตำตาได้ทุกอีพีเช่นกัน ที่ใหญ่จนทำให้เกิดคนดูสองประเภท เพียงแต่ที่บอกว่าสองประเภทนี้ไม่ใช่ว่าชอบไม่ชอบ แต่แบ่งได้เป็นคนที่ไม่ชอบ กับคนที่รู้สึกชอบเพราะเจอข้อเสียจนชินและมองข้ามได้หรือชอบเพราะมองว่าพล็อตโฮล ประโยคพูดประหลาดๆ ที่หลายครั้งอยากจะพูดก็พูด หรืออะไรก็ตามที่ไม่เมกเซนส์เหล่านั้นคือความบันเทิงรูปแบบหนึ่งของการดูซีรีส์เรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนคือหนึ่งในคนกลุ่มหลัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154292" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c4_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2</h4>



<p>แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น และอาจดูตำหนิติเตียนต่อซีรีส์อย่างไม่ปรานี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีความสดใหม่ ประเด็นน่าสนใจ และมีอะไรที่ชวนให้พูดถึง จึงจะขอละประเด็นที่มองว่าซีรีส์ทำให้มั่นใจไม่ได้ว่าควรรู้สึกยังไงไป แล้วพูดถึงเรื่องที่ควรพูดและมั่นใจได้ คือคอนเซปต์เกี่ยวกับผู้ล่าและผู้ถูกล่ากับความเป็นปรสิต เรื่องนี้ผูกโยงกับที่มาของซอมบี้ที่การสะท้อนถึงการต่อสู้ ปรับตัว วิวัฒนาการ และเอาชีวิตรอดในโลกความจริง ซึ่งเป็นประเด็นน่าสนใจที่ว่าของซีรีส์ <em>All of Us Are</em> <em>Dead </em></p>



<p>โดยปกติแล้วเราจะเห็นว่าไวรัสซอมบี้โดยเฉพาะในหนังซีรีส์แถบตะวันตกจะมีแหล่งกำเนิดจากแล็ปทดลองวิทยาศาสตร์ใหญ่ๆ โดยรัฐบาล บริษัท ไม่ก็ศูนย์วิจัยของกองทัพ เป็นการแสดงถึงความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติและความทะเยอทะยานไม่รู้จักพอของผู้มีอำนาจที่ต้องการกุมอำนาจต่อรองหรือสิทธิ์ในการใช้ชีวิตเหนือผู้อื่น เพราะพวกเขาอยู่ใน&nbsp;position&nbsp;ที่ทำได้ มีทรัพยากรทั้งคน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ความสามารถในการจัดหา เงินทุน และสิทธิ์ที่จะทำ (สิทธิ์ที่จะไม่ถูกใครห้าม) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโครงการประเภทลับๆ ล่อๆ ไม่ว่าจะมาจากภาษีประชาชนหรือเงินจากนายทุนก็ตาม&nbsp;</p>



<p>กลับกัน เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นที่&nbsp;humble&nbsp;และมันเกี่ยวข้องเต็มๆ กับการบูลลี่และการถูกบูลลี่ และความพยายามสู้ของ&nbsp;&#8216;ผู้ถูกกดขี่&#8217;&nbsp;ทั้งหมดเริ่มต้นจากเด็กคนหนึ่งนามว่า อีจินซู ถูกบูลลี่ จากนั้น อีบยองชาน ครูวิทย์ของโรงเรียนมัธยมปลายฮโยซันแห่งเมืองฮโยซันที่เป็นพ่อของเขา ได้ทำการทดลองเพื่อหาทางกระตุ้นให้ลูกชายกล้าพอและแข็งแกร่งพอที่จะโต้กลับอันธพาล ผลคือไวรัสที่เขาตั้งชื่อว่า&nbsp;&#8216;ไวรัสโยนาส&#8217;&nbsp;ตามนักปรัชญาชาวเยอรมันที่มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับชีวิตในศตวรรษที่&nbsp;20</p>



<p>บยองชานไม่ใช่ไม่ได้ลองวิธีการเบื้องต้นอย่างการปฏิบัติตามขั้นตอนและระบบ เขารีพอร์ตอาจารย์ใหญ่เกี่ยวกับการบูลลี่ในโรงเรียน แต่อาจารย์ใหญ่ก็เอาแต่แคร์ภาพลักษณ์และปิดข่าว อีกทั้งพอไปถึงขั้นตอนการสืบสวนที่นำผู้ปกครอง อาจารย์ กับเด็กที่บูลลี่และถูกบูลลี่มานั่งรวมกันในห้องเดียว ผลคือเด็กสามคนได้แก่ลูกชายของเขา, เด็กผู้หญิงชื่อมินอึนจีที่เคยถูกบังคับให้แก้ผ้าถ่ายคลิป กับคิมชอลซูเด็กชายที่ชอบมินอึนจี ต่างก็ไม่กล้าที่จะบอกว่าพวกเขาถูกบูลลี่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154293" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c6_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกฎอันโหดร้ายของธรรมชาติต่างๆ ที่เรามักได้ยินอยู่เสมอ&nbsp;&#8220;ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด&#8221;&nbsp;&#8220;ปลาใหญ่กินปลาเล็ก&#8221;&nbsp;&#8220;โลกเรามีสิ่งมีชีวิตสองประเภทคือผู้ล่า (predator) และผู้ถูกล่า (prey)&#8221;&nbsp;</p>



<p>คำพูดเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มีความเป็นสัจพจน์ หรือเป็นจริงแท้ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองและเป็นระบบที่มีมาตั้งแต่เราจะนิยามคำศัพท์และความหมายของมันซะอีก ในเรื่องการล่ากับการถูกล่า การล่าเริ่มต้นมาจากความต้องการเพื่อยังชีพ และมีชีวิตอยู่ ในขณะเดียวกันในบางครั้งมันกลายมาเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งเมื่อผู้ล่าทำเพื่อความสะใจและทำให้ตัวเองอยู่สูง อิ่มเอมพอใจ แสดงความมีอำนาจบาตรใหญ่เพื่อบอกว่าพวกเขา&nbsp;&#8216;ทำได้&#8217;&nbsp;เพื่อตอบสนองจิตใจหรือเติมเต็มช่องว่างจิตใจอันโสมมที่ไม่ควรสร้างมาหรือเกิดขึ้น ในขณะที่ผู้ถูกล่ารู้สึกเหมือนโดนกลืนกิน และการบูลลี่กับการถูกบูลลี่และการล่ากับการถูกล่าจึงเป็นสิ่งที่ต่างกันแต่ก็เหมือนกันและสามารถเป็นอย่างเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน</p>



<p>เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีทางเลือก หากพวกเขายอมรับ พวกเขาจะกลายเป็นพวกขี้ฟ้อง (อีจินซูย้ายโรงเรียนก็ยังไม่วายโดนตามแกล้ง) และโดนเล่นหนัก ส่วนถ้าไม่บอก ก็โดนเล่นหนักเรื่อยไปเช่นกัน เรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง เหมือนที่ไม่ว่าหมู ไก่ กุ้ง ปลาหมึก จะรู้ตัวหรือยอมรับยอมจำนนว่าเป็นอาหารและอยู่ใต้ห่วงโซ่ของมนุษย์อย่างเราหรือไม่ การที่พวกมันเป็นเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดๆ ระบบถูกเซ็ตไว้แล้วด้วยตัวมันเอง ด้วยความสามารถในการวิวัฒนาการหรือเกิดมาสูงกว่าด้อยกว่าที่ดูจะควบคุมไม่ได้แต่แรก</p>



<p>เมื่อย้อนกลับไป track ดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าสิ่งมีชีวิตอื่นทำได้แค่วิวัฒนาการทางกายภาพในช่วงเวลาที่กินเวลานานเป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ หรือล้านปี เหมือนที่กุ้งและกั้งมีเปลือกเพื่อจะไม่ถูกกินง่ายๆ ปลาปักเป้ามีหนามและพิษ, ตัวนิ่มกับเต่าต้องมีเกล็ดและกระดองเพื่อป้องกันตัวเอง ในขณะที่ถึงจุดหนึ่งมนุษย์หยุดวิวัฒนาการมาตั้งนานแล้ว พวกเราตัวนุ่มนิ่ม ไม่ได้มีอะไรมาป้องกันตัว แต่พวกเรากลับใช้สมองของเราทลายข้อจำกัดทางกายภาพและการใช้ชีวิตเรื่อยมา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษตรงที่มีสมอง ความคิดความอ่าน การวางแผน การสร้างระบบ การจัดหา ความสามารถในการสร้างสรรค์และเรียนรู้ และอวัยวะที่จะทำมันได้ที่ดูจะมีประสิทธิภาพและสะดวกโยธินกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เราเรียนรู้วิธีสร้างเครื่องนุ่งห่ม ปรุงสุกอาหาร เก็บอาหาร ล่าเป็นระบบ ใช้ชีวิตเป็นรูปแบบที่ชัดเจน มีความสามารถในการใช้ภาษาที่ซับซ้อน รวมถึงการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ อย่างเครื่องบินแม้ว่าเราไม่ได้มีปีกเหมือนนก หรืออย่างรถแม้ไม่ได้วิ่งไวเหมือนชีตาห์ และอีกมากมาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154294" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c8_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">3</h4>



<p>ประเด็นนี้น่าสนใจตรงคำถามที่ว่า เมื่อมาถึงจุดจุดหนึ่งที่มนุษย์กันเองทำการล่ากันเพื่อความสนุกและผู้ถูกบูลลี่ไม่สามารถป้องกันตัวได้อาจเพราะร่างกาย ชนชั้น ฐานะ จำนวน หรือตัวระบบการกดขี่ก็ตาม พวกเขาจะเอาอะไรไปสู้?</p>



<p>นั่นจึงมาสู่ทฤษฎีความโกลาหล (Chaos Theory) ที่ว่าด้วยความอลหม่านวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามระบบพลวัต ที่ดูเหมือนสะเปะสะปะ แต่แท้จริงแล้วมีระบบระเบียบของมันอยู่ เพราะความโกลาหลเป็นการเกิดขึ้นอันมีสาเหตุที่เข้าใจได้และนับเป็นอีกหนึ่งของรูปแบบที่ไม่มีรูปแบบ ความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นเมื่อมันต้องเกิด หรือมีความเป็นธรรมชาติ คือการที่อะไรบางอย่างเกิดขึ้นมาโดยที่เราไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นล่วงหน้าได้แต่ไม่ใช่เหตุการณ์แบบสุ่ม และความโกลาหลตามทฤษฎีนี้ไวต่อสภาวะเริ่มต้น หากมีตัวกระตุ้น (การบูลลี่) เกิดขึ้น ก็จะนำมาซึ่งความโกลาหล (การโต้กลับ) ได้ เหมือนเหตุการณ์อุกาบาตตก, การปฏิวัติทางการเมือง และเหตุการณ์การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปี&nbsp;2020&nbsp;ที่นำมาซึ่งการประท้วงครั้งใหญ่และสร้างความโกลาหลในวงกว้างแบบปฏิกิริยาลูกโซ่</p>



<p>ความโกลาหลคือวิวัฒนาการหรือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามระเบียบตามกฎ&nbsp;action = reaction&nbsp;ในเมื่อครูวิทย์ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เนื่องจากลูกชายของเขาอยู่ในสถานะผู้ถูกล่าสัมบูรณ์และยิ่งจะเป็นมากขึ้นทุกวัน และเขาเองก็ยังทำอะไรกับระบบไม่ได้ เขาจึงได้ก่อความโกลาหลคือสร้างไวรัสโยนาสขึ้นมาแล้วปฏิวัติวงจรนี้ใหม่ด้วยการใช้ความรู้ของการเป็นอดีตนักวิจัยเซลล์ในการสร้างยากระตุ้นฮอร์โมนโดยได้ไอเดียมาจากผู้ล่า-ผู้ถูกล่าที่เรารู้จักกันดีอย่างแมว-หนู ที่ในบางครั้งเมื่อหนูถูกต้อนจนเข้าตาจนพวกมันเริ่มจะ&nbsp;aggressive&nbsp;และโต้กลับ เข้าโจมตีแมวแบบไม่มีอะไรจะเสีย ซอมบี้ในเรื่องนี้จึงเป็นซอมบี้ชนิดใหม่ที่เพิ่งจะเคยได้ยิน&nbsp;&#8216;ซอมบี้ของผู้ถูกบูลลี่&#8217;&nbsp;หรือ&nbsp;&#8216;ซอมบี้ของผู้ถูกกดขี่&#8217;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154295" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c2_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องของวิวัฒนาการในซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ครูวิทย์ยังได้ยกตัวอย่างเรื่องของหนอนบรูดแซคแถบเขียว (Green-Banded Broodsac&nbsp;หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า&nbsp;Leucochloridium&nbsp;Paradoxum) ที่เข้าไปในตัวของหอยทากในฐานะปรสิต จากนั้นเปลี่ยนให้มันกลายเป็นซอมบี้&nbsp;ขึ้นไปที่สูง จากนั้นก็ถูกนกกิน แล้วพวกมันจะอาศัยและวางไข่ในทางเดินอาหารนก เมื่อนกถ่ายมูลและหอยทากกินเข้าไป ก็จะเกิดวงจรนี้อย่างไม่สิ้น เป็นวงจรชีวิตที่ฟังดูพิศวงและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสติปัญญาเช่นนี้ แต่สามารถอยู่รอด สืบพันธุ์ และสร้างวงจรนี้ได้เรื่อยๆ</p>



<p>นั่นก็เพราะ&nbsp;&#8216;ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่&#8217;&nbsp;อีบยองชานได้พูดถึงประเด็นนี้โดยภาพตัดสลับไปยังเด็กหญิงที่ถูกรังแกไปพร้อมๆ กัน หากมีความมุ่งมั่นพอ สิ่งมีชีวิตมักจะดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอดด้วยหนทางใดหนทางหนึ่งเอง สิ่งที่เขาพูดสะท้อนถึงเด็กผู้หญิงคนนั้นในฐานะผู้ถูกบูลลี่และตัวไวรัสในเวลาเดียวกัน เพราะโลกเราไม่ได้มีคนสองประเภทแค่ผู้ล่าและผู้ถูกล่า ตรงกลางยังมีสิ่งที่เรียกว่า&nbsp;&#8216;ปรสิต&#8217;&nbsp;หรือ&#8217;ไวรัส&#8217;&nbsp;อยู่</p>



<p>สิ่งที่เกิดขึ้นของการดิ้นรนคือ&nbsp;&#8216;วิวัฒนาการ&#8217;&nbsp;ไวรัสโยนาสที่ตอนแรกไร้ตัวตน ได้มีตัวตนเมื่อถูกสร้างและได้เข้าไปในร่างกายคนที่มีความสามารถในการคิดที่สูงกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในเบื้องต้นพวกมันเข้าไปในร่างเพื่อกระตุ้นให้คนคนนั้นดึง (จริงๆ ควรใช้คำว่าระเบิด) สัญชาตญาณดิบ นั่นก็คือความหิวกระหาย และอารมณ์รุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นใช้ร่างกายนั้น&nbsp;&#8216;กิน&#8217;&nbsp;เพื่อหล่อเลี้ยง และ&nbsp;&#8216;กัด&#8217;&nbsp;เพื่อส่งต่อและสืบพันธุ์ในลักษณะแพร่กระจาย กล่าวได้ว่าการดิ้นรนของผู้ถูกบูลลี่ ได้สร้างสิ่งที่ต้องการอยู่รอดและมีตัวตนต่อไปขึ้นมา และพวกมันพยายามที่จะ&nbsp;take over&nbsp;โลกใบนี้ในฐานะความโกลาหล โดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วที่ชื่อว่า&nbsp;&#8216;มนุษย์&#8217;&nbsp;เป็นอาวุธล้างเผ่าพันธุ์ตัวเอง</p>



<p>ทั้งยังมีซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า&nbsp;&#8216;เสี้ยวบี้ (halfbie)&#8217;&nbsp;ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคนกับซอมบี้เกิดขึ้นมาจากการวิวัฒนาการอีก เสี้ยวบี้ก็เหมือนตัวไวรัสที่ครูวิทย์นิยามว่ามันไม่ใช่ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ตัวละครควีนัม อึนจี และหัวหน้าห้อง กลายเป็นเสี้ยวบี้หลักถูกกัดซึ่งเกิดจากแอนติบอดี้และลักษณะเซลล์เฉพาะตัวที่ถูกคัดเลือกให้อยู่ร่วมกัน เหมือนที่หนอนบรูดแซคแถบเขียวเลือกจะอยู่กับนก แต่ต่างตรงที่มันไม่ค่อยทำอะไรนก (ทำบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ตาย) แต่กับมนุษย์พวกมันเสริมแกร่งและเพิ่มประสาทสัมผัสให้ไม่ว่าจะเป็น การได้ยิน การได้กลิ่น พละกำลัง เพื่อให้เจ้าของร่างหรือโฮสต์ของมันเอาชีวิตรอดได้ในโลกที่พวกมันกำลังจะจัดระเบียบใหม่ให้ไร้ระเบียบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154296" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c5_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เลยกลายเป็นว่า ไวรัสคือการรีเซ็ตสถานะทุกคนให้เท่ากันคือ เป็นผู้ประสบภัยในโลก&nbsp;zombie-apocalyptic&nbsp;ไปในตัว ซึ่งถึงตอนนั้นสถานะต่างๆ ระหว่างมนุษย์ก็จะลดลง เกิดเป็นการปกครองแบบไม่มีขื่อมีแปหรือการปกครองกันเอง (anarchy) และทุกคนต่างก็ต้องการที่จะเป็นผู้รอดชีวิต (survivor) ส่วนไวรัสคือสิ่งที่บูลลี่มนุษย์ทั้งโลกแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ซะเอง</p>



<p>หลังจากนั้นการจัดระเบียบใหม่จะเป็นสิ่งเดียวกับที่ชาร์ลส์ ดาวิน นิยามว่าเป็น&nbsp;&#8220;กฎการคัดสรรทางธรรมชาติ&#8221;&nbsp;ที่ว่าด้วยการวิวัฒนาการเพื่ออยู่รอดโดยใช้ระยะเวลานาน เพียงแต่ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาจดูจับต้องไม่ได้ด้วยมือเปล่า ทำร้ายไม่ได้ ทำลายไม่ได้ และสามารถวิวัฒน์ได้เพียงระยะเวลาอันสั้น ใครจะรู้ว่าหากนายพลที่รับหน้าที่จัดการสถานการณ์ไวรัสคนนั้นไม่ได้ตัดสินใจพรากชีวิตคนบางส่วนกับระเบิดอารยธรรมที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อเซฟชีวิตชาวเกาหลีในเมืองหลวง คนส่วนใหญ่ และชาวโลกที่อาจติดเชื้อ (ซึ่งแสดงถึงการดิ้นรนในแบบของมนุษย์ที่จะรอดได้และเอาชนะไวรัสได้ก็ต่อเมื่อตัดมนุษยธรรมออก ซึ่งยากจะพูดว่าถูกหรือผิด พูดได้เพียงว่าเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด) หลังจากเหตุการณ์ตอนจบซีรีส์เรื่องนี้ ไวรัสนี้จะวิวัฒนาการยังไงได้อีก บางทีพวกมันอาจจะบินได้ มีอวัยวะงอก และมีร่างกายขนาดใหญ่เหมือนในเกมซอมบี้สุดสยองอย่าง&nbsp;Resident Evil&nbsp;ก็ได้&nbsp;</p>



<p>แต่จากที่เห็นในซีรีส์ เหมือนจะไม่ได้เล่นประเด็นนี้เพราะจะเป็นการเบี่ยงไปไกลพอสมควร แค่มีคนที่เดินท่ามกลางซอมบี้ได้ก็น่ากลัวจะแย่อยู่แล้ว และจะเห็นได้ว่าตัวละครที่มีสถานะเป็นผู้ล่าอย่างควีนัม คนที่กลางๆ และอยู่รอดมาตลอดอย่างโดดเดี่ยวอย่างหัวหน้าห้อง (ไม่บูลลี่และไม่ถูกบูลลี่) และตัวละครที่ถูกล่าอย่างอึนจี ทั้งสามตัวละครที่แสดงความซ้าย กลาง ขวา นี้ แสดงถึงการที่ไวรัสไม่ได้เลือกว่าคนดีไม่ดี แต่คนทุกประเภทได้รับอำนาจและสิทธิ์ในการอยู่รอดในโลกใบใหม่หากพวกเขามีคุณสมบัติบางอย่างพอ เพียงแต่รอดภายใต้สถานะ&nbsp;&#8220;ผู้ถูกกดขี่ที่ได้รับการอนุญาตให้รอด&#8221;&nbsp;ของไวรัสอีกที</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154297" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Home-Theatre_Home-Theatre-All-of-Us-Are-Dead-_Content_c7_20220202.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">4</h4>



<p>ซีรีส์ <em>All of Us Are Dead</em> พูดถึงการมีอำนาจ (power) และการไร้อำนาจ (powerless) กับเรื่องไวรัส กฎธรรมชาติ กับความโกลาหลที่จะต้องเกิดขึ้นได้อย่างมีประเด็น</p>



<p>สำหรับตัวซีรีส์ ก็เป็นอะไรที่มีความเป็นขั้วตรงข้ามพอๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอย่าง ล่า-ถูกล่า บูลลี่-ถูกบูลลี่ ระเบียบ-โกลาหล โกรธ-ความระงับ หิว-อดกลั้น หรือตาย-ไม่ตาย รอด-ไม่รอด เพราะซีรีส์เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ดี-ไม่ดี แข็งแรง-ไม่แข็งแรง มั่ว-ไม่มั่ว จุดอ่อน-จุดแข็ง ความฉลาด-ความไม่ฉลาด ความสามัคคี-การผลักไสและแตกคอ การรักกัน-ความเกลียดชัง ความเข้าใจกัน-ความไม่พยายามเข้าใจ ความน่าจดจำ-ความไม่น่าจดจำ การทำให้คนดูอินและรู้สึกตามได้-กับการทำให้สับสนว่าควรจะรู้สึกยังไง ความน่ากลัวของซอมบี้ผ่านการกำกับที่ทำได้ดี-จุดอ่อนจากการเขียนบท สิ่งที่พูดมีประเด็น-ความไม่มีสาระ ความเมกเซนส์-ไม่เมกเซนส์ จุดที่คิดมาดี-พล็อตโฮล และอีกมากมาย จนยากจะบอกได้ว่าตกลงแล้วควรจะรู้สึกยังไง ควรชอบ-ไม่ชอบดี และเป็นซีรีส์ที่ควรแนะนำให้ดู-ไม่แนะนำให้ดู</p>



<p>หากเน้นเรื่องบทมากกว่านี้ และตัดทอนรายละเอียด กับกล้าที่จะหลุดกรอบจากเว็บตูน (ที่มีข้อเสียและพล็อตโฮลเป็นทุนเดิม) ด้วยความสนุกและประเด็นน่าสนใจที่ซีรีส์เรื่องนี้มีให้ จะทำให้มันเป็นซีรีส์ที่พูดว่า&nbsp;&#8220;ดี&#8221;&nbsp;ได้อย่างมั่นใจ แต่จากที่มีและที่ได้ สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ&nbsp;<em>All of Us Are Dead</em>&nbsp;เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นอีกหนึ่งเครื่องยันยืนว่าเกาหลีเอาดีทางด้านซอมบี้แล้วรุ่ง มั่นใจว่ากระแส&nbsp;K-Zombie&nbsp;จะไม่จบแค่นี้ จากความสำเร็จที่ผ่านมาและ&nbsp;<em>All of Us Are Dead</em>&nbsp;จะทำให้มีซีรีส์ซอมบี้เกาหลีตามมาอีกมาก และทำให้อดรอคอยไม่ได้ว่าต่อไปจะมีซอมบี้ใน&nbsp;space &amp; time&nbsp;ไหนอีก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/allofusaredead/">All of Us Are Dead ซอมบี้ยุค 5G ปรสิตกับเหยื่อ-ผู้ล่า และทฤษฎีโกลาหล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
