<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วณัฐย์ พุฒนาค, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/vputnark/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/vputnark/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 Oct 2021 09:52:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>แด่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำตา เหตุผลที่เราหอบพาร่างกายและจิตใจที่ป่วยไข้ไปทะเล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sea-healing/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Sep 2021 10:40:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[เยียวยาจิตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[sophocles]]></category>
		<category><![CDATA[sea]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตา]]></category>
		<category><![CDATA[Ocean]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[literature]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=146607</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวิกฤตหลายครั้งของชีวิต การได้เหยียบอยู่บนผืนทรายและมองผิวน้ำอันกว้างใหญ่ เหม่อมองเกลียวคลื่นไม่รู้จบที่ทั้งชะเม็ดทรายนับล้านและนำพวกมันกลับขึ้นมาสู่ผิวหาดก็ช่วยให้เราสบายใจขึ้นมาไม่น้อย เพราะสำหรับบางคน ท้องทะเลคือที่ที่น้ำตาจะถูกเอาไปทิ้ง และสำหรับใครอีกหลายคน ทะเลอาจไม่ใช่เหตุผลสำคัญของการไปทะเล แต่เป็นการหลบลี้ออกจากวงจรของปัญหาไปสู่การพักหายใจต่างหาก ซึ่งพลังการเยียวยาของท้องทะเลนั้นก็มีหลักฐานและเคยเป็นใบจ่ายยา อย่างการที่แพทย์ให้ผู้ป่วยไปสูดอากาศริมหาด เพราะมีคำอธิบายว่าแร่ธาตุที่ฟุ้งกระจายส่งผลดีกับร่างกาย และแน่นอนว่าจังหวะเสียงคลื่นและพลังของธรรมชาติย่อมส่งผลดีกับจิตใจ แต่ทว่าท้องทะเลนั้นดูจะมีความหมายมากไปกว่านั้น แม้ว่าในขณะที่เรายืนมองท้องทะเลอยู่บนชายหาดย่อมจะมีความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่คำว่า ‘ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา’ ก็ดูมีนัยบางอย่าง โดยที่ในยุคหนึ่งการรักษาด้วยน้ำทะเลก็ดูจะเต็มไปด้วยรอยน้ำตาจริงๆ แต่สำหรับมนุษย์เราแล้วทะเลมีความหมายอะไรกันแน่ เช่นเดียวกับความรู้สึกของเราต่อการหันหน้าไปปะทะกับพื้นที่ของการเกิดและตายอย่างมหาสมุทร คำถามคือ มหาสมุทรกำลังเยียวยาบาดแผลและกระซิบสอนความหมายอะไรให้กับเหล่ามนุษย์ตัวจ้อยอยู่บ้างนะ แด่ท้องทะเลและผืนทรายที่เหล่าผู้คนพาเอาน้ำตาไปทิ้งในผืนน้ำอันไม่รู้จบ ก่อนนั้นทะเลคือที่ตาย จริงอยู่ที่ว่า ท้องทะเลโดยทั่วไปนั้นดูสวยงาม แต่เชื่อว่าหลายครั้ง แม้ในยามที่เรากำลังยืนอยู่บนฝั่ง มองเห็นแนวคลื่นที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับบนผิวน้ำ เราก็ย่อมจะสัมผัสได้ถึงอีกด้านหนึ่งของท้องทะเล เพราะลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้นคือโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ ความหมายของท้องทะเลในยุคโบราณนั้นจึงมีความหมายเชิงลบ เป็นพื้นที่แห่งความปั่นป่วนและความตาย การออกทะเลจึงมักนำไปสู่เรื่องเล่าตำนานและจุดจบอันสยดสยอง&#160; บทละครโศกนาฏกรรมของโซโฟคลีส (Sophocles) ขับขานถึงท้องทะเลว่าเป็นพื้นที่แห่งอนันตกาล ชีวิตของมนุษย์ทั้งอยู่ในห้วงทรมานอันไม่รู้จบดุจเดียวกับที่ผืนทรายถูกความเกรี้ยวกราดของท้องน้ำโบกโบยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรืออย่างในพระคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงห้วงทะเลว่าเป็นดินแดนที่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ เลวีอาธาน อสูรแห่งความริษยาได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสัตว์ทะเลขนาดยักษ์ที่พระผู้เป็นเจ้าจะฟาดฟันด้วยดาบ ท้องทะเลจึงเป็นเหมือนห้วงเหว เป็นที่เกิดและที่อยู่ของความชั่วร้ายจากบุพกาล ในแง่นี้ การออกไปสู่ทะเลก็เหมือนกับตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยที่ทะเลก็เป็นพื้นที่ซึ่งมีเพียงสวรรค์และเทพยดาที่จะเข้าใจ รับรู้และควบคุมได้ เมื่อการป่วยเกิดจากความไม่สมดุล น้ำทะเลจึงเป็นคำตอบ&#160; จากยุคโบราณที่ทะเลเป็นเหมือนที่ตาย ในประวัติศาสตร์ยุคใกล้เข้ามาหน่อย คือราวศตวรรษที่ 18 ที่วิทยาศาสตร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sea-healing/">แด่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำตา เหตุผลที่เราหอบพาร่างกายและจิตใจที่ป่วยไข้ไปทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในวิกฤตหลายครั้งของชีวิต การได้เหยียบอยู่บนผืนทรายและมองผิวน้ำอันกว้างใหญ่ เหม่อมองเกลียวคลื่นไม่รู้จบที่ทั้งชะเม็ดทรายนับล้านและนำพวกมันกลับขึ้นมาสู่ผิวหาดก็ช่วยให้เราสบายใจขึ้นมาไม่น้อย เพราะสำหรับบางคน ท้องทะเลคือที่ที่น้ำตาจะถูกเอาไปทิ้ง</p>



<p>และสำหรับใครอีกหลายคน ทะเลอาจไม่ใช่เหตุผลสำคัญของการไปทะเล แต่เป็นการหลบลี้ออกจากวงจรของปัญหาไปสู่การพักหายใจต่างหาก ซึ่งพลังการเยียวยาของท้องทะเลนั้นก็มีหลักฐานและเคยเป็นใบจ่ายยา อย่างการที่แพทย์ให้ผู้ป่วยไปสูดอากาศริมหาด เพราะมีคำอธิบายว่าแร่ธาตุที่ฟุ้งกระจายส่งผลดีกับร่างกาย และแน่นอนว่าจังหวะเสียงคลื่นและพลังของธรรมชาติย่อมส่งผลดีกับจิตใจ</p>



<p>แต่ทว่าท้องทะเลนั้นดูจะมีความหมายมากไปกว่านั้น แม้ว่าในขณะที่เรายืนมองท้องทะเลอยู่บนชายหาดย่อมจะมีความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่คำว่า ‘ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา’ ก็ดูมีนัยบางอย่าง โดยที่ในยุคหนึ่งการรักษาด้วยน้ำทะเลก็ดูจะเต็มไปด้วยรอยน้ำตาจริงๆ แต่สำหรับมนุษย์เราแล้วทะเลมีความหมายอะไรกันแน่ เช่นเดียวกับความรู้สึกของเราต่อการหันหน้าไปปะทะกับพื้นที่ของการเกิดและตายอย่างมหาสมุทร คำถามคือ มหาสมุทรกำลังเยียวยาบาดแผลและกระซิบสอนความหมายอะไรให้กับเหล่ามนุษย์ตัวจ้อยอยู่บ้างนะ</p>



<p>แด่ท้องทะเลและผืนทรายที่เหล่าผู้คนพาเอาน้ำตาไปทิ้งในผืนน้ำอันไม่รู้จบ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนนั้นทะเลคือที่ตาย</strong></h3>



<p>จริงอยู่ที่ว่า ท้องทะเลโดยทั่วไปนั้นดูสวยงาม แต่เชื่อว่าหลายครั้ง แม้ในยามที่เรากำลังยืนอยู่บนฝั่ง มองเห็นแนวคลื่นที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับบนผิวน้ำ เราก็ย่อมจะสัมผัสได้ถึงอีกด้านหนึ่งของท้องทะเล เพราะลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้นคือโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ ความหมายของท้องทะเลในยุคโบราณนั้นจึงมีความหมายเชิงลบ เป็นพื้นที่แห่งความปั่นป่วนและความตาย การออกทะเลจึงมักนำไปสู่เรื่องเล่าตำนานและจุดจบอันสยดสยอง&nbsp;</p>



<p>บทละครโศกนาฏกรรมของโซโฟคลีส (Sophocles) ขับขานถึงท้องทะเลว่าเป็นพื้นที่แห่งอนันตกาล ชีวิตของมนุษย์ทั้งอยู่ในห้วงทรมานอันไม่รู้จบดุจเดียวกับที่ผืนทรายถูกความเกรี้ยวกราดของท้องน้ำโบกโบยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรืออย่างในพระคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงห้วงทะเลว่าเป็นดินแดนที่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ เลวีอาธาน อสูรแห่งความริษยาได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสัตว์ทะเลขนาดยักษ์ที่พระผู้เป็นเจ้าจะฟาดฟันด้วยดาบ ท้องทะเลจึงเป็นเหมือนห้วงเหว เป็นที่เกิดและที่อยู่ของความชั่วร้ายจากบุพกาล</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles-701x1024.jpg" alt="แด่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำตา" class="wp-image-146608" width="526" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles-701x1024.jpg 701w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles-206x300.jpg 206w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles-768x1121.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles-1052x1536.jpg 1052w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles-600x876.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/portrait-bust-Sophocles.jpg 1096w" sizes="(max-width: 526px) 100vw, 526px" /><figcaption>Sophocles</figcaption></figure></div>



<p>ในแง่นี้ การออกไปสู่ทะเลก็เหมือนกับตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยที่ทะเลก็เป็นพื้นที่ซึ่งมีเพียงสวรรค์และเทพยดาที่จะเข้าใจ รับรู้และควบคุมได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อการป่วยเกิดจากความไม่สมดุล น้ำทะเลจึงเป็นคำตอบ&nbsp;</strong></h3>



<p>จากยุคโบราณที่ทะเลเป็นเหมือนที่ตาย ในประวัติศาสตร์ยุคใกล้เข้ามาหน่อย คือราวศตวรรษที่ 18 ที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์เริ่มก่อตัว แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนเป็นศาสตร์สมัยใหม่เสียทีเดียว ในช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจทะเลมากขึ้นว่าอย่างน้อยๆ การออกทะเลไปก็ไม่ได้จะต้องหวาดกลัวว่าจะหล่นออกจากโลกแบนๆ ในตอนนั้นเองที่ยุโรปเริ่มมองทะเลเป็นพื้นที่ของการเยียวยารักษา</p>



<p>จุดเริ่มต้นหนึ่งถือกำเนิดขึ้นที่อังกฤษ ดินแดนเกาะที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเล เพียงแต่ในศตวรรษที่ 18 ทะเลอาจยังดูร้างๆ อยู่สักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ของชาวประมงเสียส่วนใหญ่ ในตอนนั้นความเป็นเมืองในลอนดอนเริ่มเกิดขึ้นแล้วโดยที่เมืองลอนดอนก็จะสภาพเละๆ เทะๆ เพราะระบบสาธารณูปโภค ถนนหนทาง การสาธารณสุขต่างๆ ยังไม่ดีนัก ลอนดอนจึงเต็มไปด้วยโรค ทั้งโรคระบาดและอาการป่วยกระเสาะกระแสะ เพียงแต่ในตอนนั้นผู้คนยังไม่ค่อยเข้าใจสาเหตุของการเกิดโรคระบาดสักเท่าไหร่</p>



<p>เมื่อเมืองและประชาชนเริ่มไม่แข็งแรง หมอก็เริ่มมองหาคำตอบ และกลับไปหาแนวทางรักษาช่วยปลายศตวรรษที่ 16 นั่นคือการแช่น้ำทะเลเย็นๆ การแพทย์ในยุคสมัยนั้นมีความคิดเรื่องสุขภาพที่เกี่ยวกับน้ำเรียกว่า Humorism คือเป็นเรื่องธาตุ มีรากมาจากการแพทย์ยุคกรีก คือเชื่อว่าร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 4 ประเภท 4 สี ได้แก่ เลือด, น้ำดีดำ (black bile), น้ำดีเหลือง (yellow bile) และเสมหะ โดยที่ความเจ็บป่วยก็จะเกิดจากความไม่สมดุลของน้ำทั้งสี่นี้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีการแนะนำคนไข้ให้ใช้น้ำทะเลในการรักษา โดยการเดินทางไปทะเล</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทะเลกลายเป็นที่รักษา</strong><strong>กับมาตรฐานสปาที่โหดหน่อย</strong></h3>



<p>จากช่วงปลายศตวรรรษที่ 16 ที่วิธีการรักษาโดยใช้ทะเลอาจยังดูกล้าๆ กลัวๆ ทะเลอยู่บ้าง กระทั่งช่วงกลางศตวรรษที่ 18 การจ่ายการรักษาเป็นชายหาดและน้ำทะเลจึงกลายเป็นมาตรฐาน เพียงแต่ก็ไม่หมายถึงกับไปนั่งสวยๆ อยู่ริมทะเล เพราะการรักษาด้วยน้ำในทะเลในยุคสมัยใหม่ตอนต้นมันโหดกว่านั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="650" height="375" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/800px-BathingMachineDontBeAfraid.jpg" alt="แด่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำตา" class="wp-image-146610" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/800px-BathingMachineDontBeAfraid.jpg 650w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/800px-BathingMachineDontBeAfraid-300x173.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/800px-BathingMachineDontBeAfraid-600x346.jpg 600w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></figure></div>



<p>การได้รับใบสั่งยาเป็นน้ำทะเลช่วงศตวรรษที่ 18 อาจจะไม่ใช่การพักร้อนในฝัน เพราะการรักษาด้วยน้ำทะเลในตอนนั้นหวังผลเรื่องอุณหภูมิ และหวังเรื่องอะดรีนาลีน วิธีการรักษาตามมาตรฐานคือการกดผู้ป่วยลงในน้ำทะเลที่เย็นจัด โดยต้องการผลสองประการคือความเย็นจากน้ำทะเล และภาวะขาดอากาศ กระบวนการที่ฟังดูเหมือนการฆาตกรรมนี้ต้องการสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการฟื้นคืนชีวิต (revitalization) นั่นคือการทำให้ใกล้ตายเพื่อให้รู้สึกเหมือนฟื้นตื่นเพื่อเกิดใหม่</p>



<p>หลังจากกดน้ำแล้ว ผู้ป่วยก็จะถูกพาขึ้นสู่ผิวดิน มีการนวดหลังปลอบใจอย่างหนัก มีการอุ่นเท้าและดื่มชาสักแก้วเพื่อความอบอุ่นใจ ในตอนนั้นการแพทย์เชื่อว่าฮอร์โมนอะดรีนาลีนจากการรักษานี้จะมีคุณสมบัติเยียวยาร่างกาย ขับไล่ความวิตกกังวล และคืนสมดุลของร่างกายและจิตใจ โดยผู้ป่วยที่มารักษากายริมหาดก็จะทำการกดน้ำในทุกเช้า ส่วนผู้ป่วยชายก็จะเข้ารับการรักษาด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า</p>



<p>แต่แล้วในช่วงทศวรรษ 1860 การจ่ายทะเลเป็นยาและกระบวนการรักษาสุดหฤโหดก็เสื่อมความนิยมลง โดยหลังจากพิธีกรรมการจุ่มคนลงในทะเล เมื่อการเดินทางที่ดีขึ้น ความเข้าใจต่างๆ มากขึ้น คนมีเวลาว่าง มีวันพักผ่อนริมทะเล จึงเริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่สัมพันธ์กับการเยียวยารักษา เริ่มมีการรักษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิดศูนย์บำบัดหรือที่พักเพื่อการรักษา ทั้งในแง่การแพทย์จริงจังที่ใช้ทะเลช่วยบำบัดความป่วยไข้ และการเป็นพื้นที่ที่เยียวยาความเหนื่อยล้าจากความเครียดของพื้นที่เมือง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="607" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Leisure_on_a_Normandie_Beach_by_Eugene_Berthelon-1024x607.jpg" alt="แด่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำตา" class="wp-image-146609" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Leisure_on_a_Normandie_Beach_by_Eugene_Berthelon-1024x607.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Leisure_on_a_Normandie_Beach_by_Eugene_Berthelon-300x178.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Leisure_on_a_Normandie_Beach_by_Eugene_Berthelon-768x455.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Leisure_on_a_Normandie_Beach_by_Eugene_Berthelon-600x356.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Leisure_on_a_Normandie_Beach_by_Eugene_Berthelon.jpg 1214w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Leisure on a Normandie Beach, Eugene Berthelon</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทิ้งหายและได้คืน การทิ้งความเศร้าไม่ใช่เรื่องง่าย</strong></h3>



<p>การทิ้งความเศร้าไม่ใช่เรื่องง่าย และการก้าวผ่านความเจ็บปวดก็เป็นกระบวนการละทิ้งและเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นการใช้เวลาทบทวนกับท้องทะเลจึงอาจเป็นกระบวนการเรียนรู้ความเป็นไปของโลกได้ทางหนึ่ง ไปพร้อมกับพลังการเยียวยารูปแบบอื่นๆ</p>



<p>แม้ว่าเราจะพูดถึงท้องทะเลในฐานะพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหมายถึงความหวาดกลัว เป็นพื้นที่ของความตาย ทว่าในทางกลับกัน ทะเลก็ยังมีความหมายที่ตรงข้ามกันอย่างซับซ้อน เพราะทะเลยังหมายถึงการกำเนิด หมายถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต ในมุมมองแบบตะวันออก พระพรหมผู้สร้างบรรทมอยู่ในทะเลน้ำนม วรรณคดีโบราณว่าด้วยนิทานและเรื่องเล่าของสันสกฤตเรื่องสำคัญก็ใช้ชื่อว่ากถาสริตสาคร หมายถึงห้วงสมุทรแห่งเรื่องเล่า ความเป็นไปและชีวิตทั้งสุขเศร้าของเรานั้นเริ่มต้น ว่ายวนอย่างไม่รู้จบดุจดังห้วงอันเป็นนิจนิรันดร์ของคลื่นน้ำของท้องทะเล</p>



<p>มันจึงไม่แปลกที่ทะเลยังมีนัยถึงกาลเวลา หมายถึงความเป็นอนันตกาล แต่ทว่าความเป็นอนันต์นั้นก็หมายถึงความเปลี่ยนผันและการกลับคืน การมองท้องทะเลนั้นพาเรากลับไปยังพื้นที่อันเวิ้งว้าง สวยงามทว่าน่าหวาดหวั่น มองเห็นได้แต่ก็มีส่วนใต้พื้นผิวที่เราไม่อาจหยั่งรู้ เกลียวคลื่นที่ซัดสาดหาดทรายจนเป็นลอนคือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันจบสิ้น หาดทรายบางครั้งก็สูง แต่บางครั้งก็ต่ำ หรืออย่างโขดหินที่เคยอยู่ในระดับสายตา แต่บางครั้งกลับจมน้ำหายไป</p>



<p>สิ่งที่ท้องทะเลกำลังสอนมนุษย์ตัวจ้อยคือปรัชญาและความเข้าใจชีวิตที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความเวิ้งว้างของท้องทะเลคือการรับฟังที่ทั้งอบอุ่นและเย็นชา ความยืนยงและทรงอำนาจที่ท้องทะเลนั้นหยืดหยัดมานานเท่ากาลเวลา ทว่าในความเป็นอนันต์นั้นกลับประกอบขึ้นด้วยความเปลี่ยนผันอยู่ทุกวินาที&nbsp;</p>



<p>น้ำตาที่ร่วงหล่นบนผืนทรายสุดท้ายก็ถูกชะลง และซัดเอาความเศร้าอื่นๆ ขึ้นมา นำเอาความทุกข์หนึ่งของเราเข้าไปสู่ห้วงน้ำตาอื่นๆ ของผู้คน น้ำตาที่มีทั้งสุขและเศร้า เป็นหนึ่งในรอยทรายที่วินาทีหนึ่งแล้ว เราก็จะพบว่า ความทุกข์นั้นจะจางหายได้ในท้ายที่สุด&nbsp;</p>



<p>อาจเพราะความหมายนี้ กวีโบราณของอินเดียจึงเลือกเปรียบเรื่องเล่าของมวลมนุษย์เป็นห้วงแห่งท้องทะเล เรื่องเล่าที่ร้อยต่อกันอย่างไม่รู้จบ ทว่าทั้งหมดนั้นก็อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กจ้อยรอยหนึ่งในห้วงเวลาอันไม่รู้จบ&nbsp;</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.gutenberg.org/ebooks/40588">gutenberg.org/ebooks/40588</a></p>



<p><a href="https://journals.openedition.org/polysemes/1966">journals.openedition.org/polysemes/1966</a></p>



<p><a href="https://www.theatlantic.com/health/archive/2013/08/the-historic-healing-power-of-the-beach/279175/">theatlantic.com/health/archive/2013/08/the-historic-healing-power-of-the-beach/279175</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-brain-pickings wp-block-embed-brain-pickings"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://www.brainpickings.org/2021/06/07/rachel-carson-the-edge-of-the-sea/
</div></figure>



<p></p>



<p><a href="https://www.webmd.com/mental-health/mental-health-benefits-of-the-beach">webmd.com/mental-health/mental-health-benefits-of-the-beach</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sea-healing/">แด่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำตา เหตุผลที่เราหอบพาร่างกายและจิตใจที่ป่วยไข้ไปทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ล่องลอยเหมือนกะพรุน โบยบินเหมือนกระเบน ที่มาและเหตุผลที่เรารักการดำดิ่งในอควาเรียม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/aquarium/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2021 17:01:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[move to heaven]]></category>
		<category><![CDATA[aquarium]]></category>
		<category><![CDATA[Ocean]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=139163</guid>

					<description><![CDATA[<p>สีฟ้าที่ส่องสะท้อนกับแสงและคลื่นน้ำที่กระเพื่อมอย่างแช่มช้า พ้นไปจากพืชพรรณสีเขียวแล้ว ผืนน้ำและฝูงปลาคือพื้นที่ซึ่งเราจะเข้าไปเพื่อผ่อนคลายและพาใจล่องลอยออกไปจากเมือง ในซีรีส์เรื่อง Move to Heaven ตัวเอกอย่างฮันกือรู–หนุ่มน้อยผู้รับหน้าที่กิจการทำความสะอาดหลังความตาย มีภาวะแอสเพอร์เกอร์ ซึ่งในเรื่องเราจะเห็นว่ากือรูมักใช้เวลาโดยเฉพาะในยามวิกฤตของชีวิตอยู่ในอควาเรียม ร่างกายของกือรูจะถูกอาบไปด้วยเงาสะท้อนสีฟ้าและจ้องมองฝูงปลาอันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เด็กหนุ่มหลงใหล ภายในพื้นที่เมืองซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยมนุษย์ที่กือรูต่อไม่ค่อยติดนั้น พื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงอย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจะสามารถพาเราข้ามไปยังดินแดนใต้ทะเลที่เราไม่คุ้นเคย หากก็รู้สึกผูกพันกับโลกสีฟ้าแห่งนี้ได้อย่างแปลกประหลาด เป็นอควาเรียมที่แม้ว่าโดยทั่วไปเราอาจนึกถึงในฐานะพื้นที่ของการเรียนรู้ แต่ใครที่เคยอกหัก หม่นเศร้า หรือกำลังมีความรักนั้น โลกสีฟ้าและฝูงปลาน้อยใหญ่ก็พร้อมจะร่วมเยียวยาความรู้สึกของเราได้ คล้ายกับที่ตัวเอกของ Move to Heaven พาตัวเองหลบหนีออกจากเมืองสีเทาไปสู่อควาเรียม ความพิเศษของอควาเรียมคือการย้ายพื้นที่ธรรมชาติเข้ามามีชีวิตอยู่ในพื้นที่เมือง ซึ่งนอกจากมันจะเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้แล้ว อควาเรียมยังเป็นเหมือนความฝันหนึ่งของมวลมนุษย์ เราสนใจสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลและตัวท้องทะเล เราพยายามสร้างสระสำหรับเลี้ยงปลามาตั้งแต่บรรพกาล จนสามารถสร้างโหลหรือบ่อที่มีความโปร่งใส กระทั่งเรามาถึงยุคที่วิทยาการก้าวหน้าเพียงพอ ด้วยพลังของกระจกใส เทคโนโลยีทางวิศวกรรมอื่นๆ และความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเล ทำให้เราสามารถยกและดำลงสู่ท้องทะเลภายใต้อาคารในร่มขนาดใหญ่ได้ แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้จะทำให้ออกไปดูปลาไม่ได้ แต่เราก็อยากชวนให้ทุกคนลองหลับตาและนึกถึงบรรยากาศของการลงสู่ใต้ทะเลผ่านประวัติศาสตร์สั้นๆ และอุโมงค์ยาวๆ ของอควาเรียมกัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ของอำนาจ และตู้ปลาเพื่อความสดของชาวโรมัน โลกใต้ทะเลเป็นดินแดนที่มนุษย์เราหลงใหลและมักสงสัยอยู่เสมอ ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราและสัตว์ใต้ทะเลนั้นไม่ได้เหินห่างกันมากนัก เห็นได้จากการที่เมืองส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กับทะเลหรือไม่ก็แม่น้ำ ซึ่งส่งผลให้มนุษย์คุ้นเคยกับปลาและการจับปลา หรือในแง่ของการนำปลาที่มีชีวิตมาเลี้ยงไว้นั้นเป็นสิ่งที่ทำกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ การเลี้ยงปลาก็สัมพันธ์กับการที่เราจะคิดถึงปลาได้ 3 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกัน นั่นคือความเชื่อ ความมั่งคั่ง และอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aquarium/">ล่องลอยเหมือนกะพรุน โบยบินเหมือนกระเบน ที่มาและเหตุผลที่เรารักการดำดิ่งในอควาเรียม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สีฟ้าที่ส่องสะท้อนกับแสงและคลื่นน้ำที่กระเพื่อมอย่างแช่มช้า พ้นไปจากพืชพรรณสีเขียวแล้ว ผืนน้ำและฝูงปลาคือพื้นที่ซึ่งเราจะเข้าไปเพื่อผ่อนคลายและพาใจล่องลอยออกไปจากเมือง</p>



<p>ในซีรีส์เรื่อง <em><em><a href="https://adaymagazine.com/move-to-heaven/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Move to Heaven</a></em></em> ตัวเอกอย่างฮันกือรู–หนุ่มน้อยผู้รับหน้าที่กิจการทำความสะอาดหลังความตาย มีภาวะแอสเพอร์เกอร์ ซึ่งในเรื่องเราจะเห็นว่ากือรูมักใช้เวลาโดยเฉพาะในยามวิกฤตของชีวิตอยู่ในอควาเรียม ร่างกายของกือรูจะถูกอาบไปด้วยเงาสะท้อนสีฟ้าและจ้องมองฝูงปลาอันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เด็กหนุ่มหลงใหล</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="546" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Move-to-Heaven_05.jpg" alt="" class="wp-image-139194" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Move-to-Heaven_05.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Move-to-Heaven_05-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Move-to-Heaven_05-768x524.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Move-to-Heaven_05-600x410.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption><em>Move to Heaven</em></figcaption></figure></div>



<p>ภายในพื้นที่เมืองซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยมนุษย์ที่กือรูต่อไม่ค่อยติดนั้น พื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงอย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจะสามารถพาเราข้ามไปยังดินแดนใต้ทะเลที่เราไม่คุ้นเคย หากก็รู้สึกผูกพันกับโลกสีฟ้าแห่งนี้ได้อย่างแปลกประหลาด เป็นอควาเรียมที่แม้ว่าโดยทั่วไปเราอาจนึกถึงในฐานะพื้นที่ของการเรียนรู้ แต่ใครที่เคยอกหัก หม่นเศร้า หรือกำลังมีความรักนั้น โลกสีฟ้าและฝูงปลาน้อยใหญ่ก็พร้อมจะร่วมเยียวยาความรู้สึกของเราได้ คล้ายกับที่ตัวเอกของ Move to Heaven พาตัวเองหลบหนีออกจากเมืองสีเทาไปสู่อควาเรียม</p>



<p>ความพิเศษของอควาเรียมคือการย้ายพื้นที่ธรรมชาติเข้ามามีชีวิตอยู่ในพื้นที่เมือง ซึ่งนอกจากมันจะเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้แล้ว อควาเรียมยังเป็นเหมือนความฝันหนึ่งของมวลมนุษย์ เราสนใจสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลและตัวท้องทะเล เราพยายามสร้างสระสำหรับเลี้ยงปลามาตั้งแต่บรรพกาล จนสามารถสร้างโหลหรือบ่อที่มีความโปร่งใส กระทั่งเรามาถึงยุคที่วิทยาการก้าวหน้าเพียงพอ ด้วยพลังของกระจกใส เทคโนโลยีทางวิศวกรรมอื่นๆ และความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเล ทำให้เราสามารถยกและดำลงสู่ท้องทะเลภายใต้อาคารในร่มขนาดใหญ่ได้</p>



<p>แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้จะทำให้ออกไปดูปลาไม่ได้ แต่เราก็อยากชวนให้ทุกคนลองหลับตาและนึกถึงบรรยากาศของการลงสู่ใต้ทะเลผ่านประวัติศาสตร์สั้นๆ และอุโมงค์ยาวๆ ของอควาเรียมกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ของอำนาจ และตู้ปลาเพื่อความสดของชาวโรมัน</strong></h3>



<p>โลกใต้ทะเลเป็นดินแดนที่มนุษย์เราหลงใหลและมักสงสัยอยู่เสมอ ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราและสัตว์ใต้ทะเลนั้นไม่ได้เหินห่างกันมากนัก เห็นได้จากการที่เมืองส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ใกล้ๆ กับทะเลหรือไม่ก็แม่น้ำ ซึ่งส่งผลให้มนุษย์คุ้นเคยกับปลาและการจับปลา หรือในแง่ของการนำปลาที่มีชีวิตมาเลี้ยงไว้นั้นเป็นสิ่งที่ทำกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ การเลี้ยงปลาก็สัมพันธ์กับการที่เราจะคิดถึงปลาได้ 3 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกัน นั่นคือความเชื่อ ความมั่งคั่ง และอาหาร</p>



<p>ง่ายที่สุดคือเมื่อเราสัมพันธ์กับปลา มนุษย์กับธรรมชาติในยุคแรกๆ มักมีความสัมพันธ์แบบยำเกรงกัน การเลี้ยงปลาในยุคโบราณจึงสัมพันธ์กับพื้นที่ทางศาสนา โดยที่ปลาหรือสัตว์น้ำมักจะสัมพันธ์อยู่กับเทพเจ้าและความเชื่อเหนือธรรมชาติ นักประวัติศาสตร์คาดว่าเมื่อปลาสัมพันธ์กับเทพเจ้าแล้ว ในวิหารก็น่าจะมีการเลี้ยงปลาไว้เป็นตัวแทน อาจจะด้วยสระหรือลำธารจำลองซึ่งก็เป็นวิทยาการการจัดสวนที่ไม่ได้พ้นไปจากความสามารถของอารยธรรมเก่าแก่อย่างเมโสโปเตเมียและวัฒนธรรมอียิปต์นัก</p>



<p>เช่นเดียวกับในฝั่งเอเชียที่อู่อารยธรรมอย่างจีนมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ น้ำ และปลา จีนเชี่ยวชาญในการจำลองธรรมชาติและกระแสธารเข้าสู่พื้นที่ของมนุษย์ โดยที่แน่นอนว่าเรื่องความสวยงามและความบันเทิงก็เป็นหัวใจสำคัญ จีนเป็นที่รู้จักเรื่องการเลี้ยงปลาเป็นสัตว์เลี้ยงลำดับแรกๆ ของเหล่าอารยธรรมทั้งหลายทั่วโลก ในช่วงราชวงศ์ฉิน ราวคริสต์ศตวรรษที่ 265-240 มีหลักฐานว่าราชสำนักและชนชั้นสูงของจีนเริ่มเลี้ยงปลาเพื่อประดับพื้นที่ โดยการประดับนี้ก็เริ่มมีการพัฒนาสี มีการใช้อาหารเพื่อเร่งสีสันและลวดลายของปลา ถือกันว่าปลาเป็นสิ่งสวยงาม และการจัดแสดงปลาเป็นตัวแทนของอำนาจและความมั่งคั่ง</p>



<p>พ้นไปจากประเด็นเรื่องความสวยงามในการเลี้ยงปลาแล้ว อีกชาติหนึ่งที่ถือว่าใช้ตู้กระจกเพื่อเลี้ยงและจัดแสดงปลาเป็นกลุ่มแรกคือชาวโรมัน โดยเป้าหมายของการจัดแสดงปลาในตู้ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เน้นไปที่การขนส่งอาหารและรักษาความสดของปลาไว้ ชาวโรมันถือเป็นกลุ่มอารยธรรมแรกที่เริ่มวัฒนธรรมตู้ปลาหน้าร้านอาหารอย่างที่เราเห็นตามร้านอาหารจีนทุกวันนี้ นักโบราณคดีระบุว่าในสมัยนั้นชาวโรมันชอบรับประทานอาหารทะเลมาก โดยความสดคือหัวใจ ดังนั้นชาวโรมันจึงออกแบบอ่างขึ้นเพื่อใช้ขนและเลี้ยงปลาไว้รอการค้าขาย</p>



<p>นักโบราณคดีถึงขนาดคาดคะเนว่าชาวโรมันอาจสร้างกระทั่งตู้หรือบ่อเอาไว้บนเรือ มีระบบสูบน้ำทะเลเข้าไว้ในตู้และใช้รักษาปลาที่จับไว้ได้ ในยุคแรกชาวโรมันจะใช้อ่างหินอ่อนในการเลี้ยงปลา จนกระทั่งราวศตวรรษที่ 1 เมื่อวิทยาการกระจกเริ่มก้าวหน้า จึงมีหลักฐานว่าร้านรวงในเมืองก็เริ่มติดตั้งตู้ที่บางส่วนเป็นกระจก ทำให้ลูกค้าสามารถมองเห็นและเลือกซื้อปลาได้ การันตีความสดแบบมองเห็นกันได้จะๆ หรืออย่างชาวโรมันเองก็มีการเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงามด้วยเช่นกัน เพียงแต่ส่วนใหญ่จะเลี้ยงในบ่อหรือสระมากกว่า ส่วนตู้ปลานั้นประดิษฐ์ขึ้นเพื่อกิจการการกินเป็นสำคัญ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-1024x1024.jpg" alt="อควาเรียม" class="wp-image-139195" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/108215203-naples-italy-june-27-2018-ancient-roman-mosaic-from-pompeii-exhibited-at-the-naples-national-archaeo.jpg 1300w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em>Ancient Roman mosaic from Pompeii </em></figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘อควาเรียม’ จากตู้เลี้ยงจิ๋วสู่อาณาจักรใต้ทะเล</strong></h3>



<p>จากยุคโบราณที่ค่อนข้างไกลอยู่หน่อย แต่เราก็พอนึกภาพออกว่ามนุษย์กับปลาไม่ได้เหินห่างกันเท่าไหร่นัก ทว่าถ้าเราพูดถึงคำว่าอควาเรียม หรือที่บ้านเราเรียกว่าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พื้นที่อันหมายถึงดินแดนที่เต็มไปด้วยตู้กระจกและการจัดแสดงพันธุ์ปลา ด้านหนึ่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเลยเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นผลของความสนใจในสิ่งมีชีวิตต่างๆ ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาการที่ทำให้พื้นที่สีฟ้าเช่นอควาเรียมนั้นผุดขึ้นทั่วโลก</p>



<p>วิทยาการเรื่องตู้ปลาและการเลี้ยงปลาในระยะแรกนั้นมักเป็นเรื่องส่วนบุคคล อาจจะมีบ่อปลาในสวนบ้างในยุคกลาง ในขณะที่การเลี้ยงปลาสวยงามในบ้านของชนชั้นสูงและพระราชวังในยุโรปเริ่มต้นจริงจังราวศตวรรษที่ 17-18 เมื่อมีการนำเข้าปลาทองของประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงามมากกว่าอาหาร ในช่วงเวลานั้นจึงเกิดความต้องการเรื่องตู้ขนาดเล็กสำหรับเลี้ยงปลา และการเริ่มผลิตอ่างหรือโถเซรามิกที่โปร่งแสงบางส่วนเพื่อสนองความต้องการของตลาด</p>



<p>จากการเลี้ยงสัตว์เพื่ออาหารการกินและความสวยงามส่วนตัว สู่การเลี้ยงเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ จนค่อยๆ พัฒนากลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่นั้นสัมพันธ์อยู่กับวิทยาศาสตร์ ในสมัยศตวรรษที่ 18 มนุษย์เราเริ่มสนใจสิ่งมีชีวิต มีการเลี้ยงและศึกษาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งการจะศึกษาเฝ้าสังเกตสิ่งมีชีวิตได้ก็ต้องมีตู้ใส ช่วงก่อนกลางศตวรรษที่ 18 คำว่าอควาเรียมนั้นมีอยู่แล้ว โดยใช้เรียกภาชนะเลี้ยงทั่วๆ ไปในวงการพฤกษศาสตร์ กระทั่งในปี 1832 นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ Jeanne Villepreux-Power ก็ได้ประดิษฐ์ตู้กระจกใสสี่เหลี่ยมขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="776" height="500" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/villepreaux-power-freshwater-aquarium-1.jpg" alt="อควาเรียม" class="wp-image-139197" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/villepreaux-power-freshwater-aquarium-1.jpg 776w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/villepreaux-power-freshwater-aquarium-1-300x193.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/villepreaux-power-freshwater-aquarium-1-768x495.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/villepreaux-power-freshwater-aquarium-1-600x387.jpg 600w" sizes="(max-width: 776px) 100vw, 776px" /><figcaption><em>ตู้กระจกใสของ Jeanne Villepreux-Power</em></figcaption></figure></div>



<p>ภาพตู้สี่เหลี่ยมในหนังสือชีววิทยาตอนนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมจนทำให้นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่สนใจรู้จักคำว่าอควาเรียมในฐานะตู้เลี้ยง โดยในช่วงแรกความหมายของมันคือตู้สำหรับเลี้ยงทั้งพืชและสัตว์น้ำ แน่นอนว่าต่อมาตู้กระจกสี่เหลี่ยมใสก็ทำให้ผู้คนสนใจสัตว์น้ำมากขึ้น การมีตู้ใสนอกจากจะทำให้นักวิทยาศาสตร์เลี้ยงและศึกษาปลาได้แล้ว ยังทำให้โลกชีววิทยาเข้าใจระบบนิเวศย่อมๆ เข้าใจถึงการที่พืชน้ำผลิตออกซิเจนให้ปลา และการเลี้ยงปลาให้มีชีวิตยืนยาวและไปรอดสัมพันธ์กับพืชพรรณใต้น้ำและการสร้างระบบนิเวศภายในตู้</p>



<p>ในช่วงแรก การจัดแสดงปลาในตู้ถูกจำกัดอยู่ในห้องทดลองและบ้านเศรษฐีเท่านั้น จนกระทั่งในทศวรรษ 1850 เริ่มมีสวนสัตว์ ประกอบกับวิทยาการตู้กระจกเริ่มแข็งแรงขึ้น มีโครงเหล็กประกอบกับกระจกใสที่ออกแบบโดย Philip Gosse ในปี 1853 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งแรกก็ถือกำเนิดขึ้นที่ลอนดอนภายใต้ชื่อง่ายๆ ว่าบ้านปลา (Fish House) ที่ใช้พื้นที่ทั้งอาคารในสวนสัตว์ลอนดอนเพื่อจัดแสดงสัตว์น้ำ การจัดแสดงนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการจัดตู้ปลาจำนวนมากเรียงรายไปตามผนังและมีสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ให้สาธารณชนได้รับชม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="660" height="505" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG.jpg" alt="อควาเรียม" class="wp-image-139198" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG.jpg 660w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG-300x230.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG-600x459.jpg 600w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /><figcaption><em>Fish House ที่สวนสัตว์ลอนดอน</em></figcaption></figure></div>



<p>แน่นอนว่าเมื่อลอนดอนมีแล้ว ภาครัฐและเอกชนในเมืองต่างๆ ก็เล็งเห็นความเป็นไปได้ของการจัดแสดงสัตว์น้ำที่มีชีวิตทั้งสำหรับการสร้างพื้นที่เรียนรู้และพื้นที่ทางธุรกิจ ช่วงครึ่งศตวรรษหลัง หลังจากการจัดแสดงที่ Regent’s Park ที่ลอนดอน เมืองต่างๆ ก็เริ่มสร้างและเปิดพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของตัวเอง เริ่มที่เบอร์ลิน เนเปิลส์ ปารีส ไปจนถึงนิวยอร์ก มีรายงานว่าในปี 1928 มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทั้งของรัฐและเอกชนราว 45 แห่งทั่วโลก</p>



<p>หลังจากนั้น ภายใต้วิทยาการใหม่ๆ ตู้ปลาก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น นวัตกรรมกระจกที่ใหญ่ขึ้น โค้งได้ และไร้รอยต่อ เทคโนโลยีระบบกรองที่ทันสมัยขึ้น รวมไปถึงมีการสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในพื้นที่ที่หลากหลายและหลากวัตถุประสงค์ เช่น พื้นที่ริมทะเล เพื่อรักษาและศึกษาพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่น&nbsp;</p>



<p>หนึ่งในแง่มุมพิเศษของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคือการสร้างพื้นที่เสมือน นั่นคือเสมือนว่าเราได้ทะลุลงไปสู่พื้นที่ใต้น้ำได้จริง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในยุคต่อมาก็เริ่มเน้นการพาเราไปสู่โลกใต้ทะเลด้วยนวัตกรรม เช่น ในปี 1984 พิพิธภัณธ์สัตว์น้ำ Monterey Bay Aquarium ได้สร้างตู้ปลาสูงถึง 10 เมตร และหลังจากนั้นที่ Kelly Tarlton’s Underwater World ที่เมืองอ็อกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ก็ได้มีการสร้างอุโมงค์อะคริลิกใสขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อสร้างประสบการณ์ดำดิ่งให้กับผู้มาเยือน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดำดิ่งสู่ห้วงน้ำ เมื่อความเศร้าอาจบรรเทาได้ด้วยฝูงปลา</strong></h3>



<p>ว่ากันว่าน้ำรสเค็มอย่างเหงื่อ น้ำตา และท้องทะเลจะช่วยรักษาบาดแผลกาย-ใจของมนุษย์ได้ สายน้ำเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับการเยียวยารักษามาโดยตลอด และแน่นอนว่าพื้นที่อย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำก็เป็นพื้นที่พิเศษที่การออกแบบและวิทยาการความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลได้เปิดให้เราดำดิ่งลงสู่ผืนน้ำ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นพื้นที่ในหลายเมืองใหญ่ที่ให้ผู้คนไปใช้เวลา หลายครั้งที่ดินแดนใต้น้ำนี้นอกจากจะถูกใช้เพื่อศึกษาดูปลา ใช้เป็นที่ออกเดตของคนรักเก่า-ใหม่ รวมถึงคนในครอบครัวแล้ว โลกใต้ทะเลยังเป็นที่พึ่งทางใจและช่วยเยียวยาความรู้สึกของผู้คนได้ด้วย</p>



<p>เบื้องต้นที่สุดที่อควาเรียมส่งผลทางใจต่อเราคือความสงบ นึกภาพช่วงเวลาที่แสงกำลังเคลื่อนแช่มช้าในช่วงบ่าย การได้ยืนดูปลาที่เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลในตู้ท่ามกลางแสงสะท้อนของท้องน้ำที่อาบให้พื้นที่ในอาคารกลายเป็นสีเขียวหรือฟ้า การหงายหน้าดูปลากระเบนเหินข้ามหัวของเราไป หรือการได้เฝ้ามองโซนแมงกะพรุนที่ขยับตัวไปอย่างไม่ต้องเหนื่อยหน่าย การเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใช้ชีวิต และการได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติแม้เพียงชั่วครู่ ก็อาจช่วยบรรเทาความหนักหนาน่าเบื่อของชีวิตเราได้บ้าง</p>



<p>นอกจากประสบการณ์เวลาเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่รู้สึกสบายแล้ว ยังมีงานศึกษาช่วยยืนยันผลกระทบเชิงบวกและความสามารถในการเยียวยาของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำด้วย อย่างการศึกษาในปี 2015 ของ The European Centre for Environment and Human Health (ECEHH) ที่สนใจศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพในการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำพบว่า ยิ่งสิ่งมีชีวิตที่เรายืนดูหลากหลายเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อจิตใจของผู้ชมมากขึ้นเท่านั้น</p>



<p>มีงานวิจัยหนึ่งได้ทดลองให้กลุ่มตัวอย่างเข้าไปชมตู้จัดแสดงปลาพร้อมเฝ้าดูการเต้นของหัวใจและค่าความดันโลหิต โดยที่การทดลองจะเริ่มจากตู้ว่างๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มปลาลงไป ผลคือความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจลดลง ผู้วิจัยระบุว่าการเข้าสู่บรรยากาศสีฟ้าส่งผลค่อนข้างเร็ว คือภายใน 5 นาทีแรกก็ส่งผลกับร่างกายแล้ว และค้นพบมุมที่น่าสนใจว่ายิ่งมีตู้ปลามาก มีความหลากหลายทางชีววิทยามาก ก็ยิ่งส่งผลดีต่อผู้เข้าชม ความเข้าใจนี้สอดคล้องและส่งสัญญาณถึงประเด็นทางสุขภาพต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีววิทยาที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-1024x768.jpg" alt="อควาเรียม" class="wp-image-139199" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Okinawa-aquarium-bryan...-CC-Flickr-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em>Okinawa Aquarium</em></figcaption></figure></div>



<p>อควาเรียมถือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ยังมีประเด็นซับซ้อน ยุคแรกๆ อควาเรียมนั้นมีการบริหารจัดการที่ต่างจากสวนสัตว์ อควาเรียมไม่จำเป็นต้องจัดแสดงปลาประหลาด แค่ปลาธรรมดาคนก็ตื่นเต้นแล้ว ในขณะที่บางเมืองของสหรัฐฯ เช่น ฟิลาเดลเฟียมีการสร้างอควาเรียมจนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง และเริ่มมีการรวบรวมปลาและสัตว์น้ำแปลกๆ อื่นๆ เข้ามา หรืออย่างที่ญี่ปุ่นก็มีคุณฉลามวาฬที่แหวกว่ายวนไปมา ช่วยให้คนที่ได้เห็นดีใจจนยิ้มไม่หุบไปทั้งวัน</p>



<p>สำหรับเด็กๆ อควาเรียมคงเป็นเหมือนดินแดนแห่งความฝัน และสำหรับผู้ใหญ่ อควาเรียมเป็นเหมือนดินแดนที่เรากลับไปรักษาความฝันบางอย่างเอาไว้ เป็นที่ที่เราปล่อยใจให้จมดิ่งไปกับความเนิบช้า พาตัวเองกลับไปอยู่ในห้วงน้ำ เฝ้าเห็นปีกพลิ้วไสวของปลากระเบนที่โบยบินไปอย่างอิสระ</p>



<p>ห้วงน้ำ–พื้นที่ใต้น้ำและการจมลงสู่ผืนน้ำไม่ว่าจะทางตรงหรือผ่านกระจกใสนั้น ก็ล้วนให้ความรู้สึกแปลกประหลาดสำหรับมนุษย์ที่เดินบนผืนดินเช่นเราๆ เป็นการข้ามไปยังอีกโลกที่ใต้ผิวน้ำนั้นพาเราหนีไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น จากปัญหาและความหนักหน่ายของชีวิต เราเลยรู้สึกอิจฉาเมืองใหญ่ๆ ที่มีพื้นที่พักใจแปลกๆ โดยมีอควาเรียม และมีฝูงปลาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราได้หลบหนีจากผิวโลกเป็นครั้งคราว</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.bbc.com/news/science-environment-33716589?">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://blooloop.com/uncategorised/in-depth/a-brief-history-of-public-aquariums/?fbclid=IwAR2pVfRweX9QrR2hTxqJJPDYQPO8Cx9IBcsYJKHAqayeZo7tFXLvlkV4MwU">blocoloop.com</a></p>



<p><a href="https://www.britannica.com/science/aquarium">britannica.com</a></p>



<p><a href="https://dailyhistory.org/How_Did_Public_Aquariums_Develop%3F?">dailyhistory.org</a></p>



<p><a href="https://www.theatlantic.com/science/archive/2019/04/new-aquariums-struggle-to-succeed/587938/?">theatlantic.com</a></p>



<p><a href="https://blooloop.com/uncategorised/in-depth/a-brief-history-of-public-aquariums/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">blooloop.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aquarium/">ล่องลอยเหมือนกะพรุน โบยบินเหมือนกระเบน ที่มาและเหตุผลที่เรารักการดำดิ่งในอควาเรียม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Photo Booth : การกลับมาของราชาแห่งการเซลฟี่และการเก็บความทรงจำที่มือถือทำแทนไม่ได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/photo-booth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Apr 2021 23:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129538</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับเด็กยุค 90s หรือหลังจากนั้น เราจะมีความทรงจำหนึ่งคือการไปห้าง และไปต่อคิวเข้าถ่าย ‘ตู้สติ๊กเกอร์’ แรกๆ ก็ไม่กี่ที่ หลังๆ คือแทบทุกห้างต้องมีเจ้าตู้นี้ ความสนุกสำคัญคือการไปรวมตัวกันทั้งกับครอบครัวหรือกับเพื่อนๆ ไปเลือกกรอบ เลือกเฟรม จนออกมาเป็นภาพความทรงจำที่เรามักจะใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ จริงๆ เจ้าตู้สติ๊กเกอร์หรือตู้ถ่ายรูปค่อนข้างมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และถือเป็น ‘สาธารณูปโภค’ คือเป็นตู้ เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ตั้งไว้ในเมือง ในพื้นที่สาธารณะแล้วคนก็เข้าไปใช้งาน ก่อนตู้สติ๊กเกอร์เราก็เคยมีตู้ถ่ายรูปติดบัตร ที่เจ้าตู้เหล่านี้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เวลาไปเที่ยวต่างประเทศก็มักจะไปถ่ายรูปเก็บไว้ เป็นภาพสี่ช่อง ขาว-ดำ เป็นการเก็บความทรงจำและของที่ระลึกที่สำคัญอย่างหนึ่ง ว่าก็ว่าเจ้าตู้สติ๊กเกอร์ที่เราคุ้นเคยในช่วงปี 2000 หรือตู้ถ่ายรูปติดบัตรนั้นถือเป็นสาธารณูปโภคที่แสนพิเศษในหลายระดับ จากตู้ยุคแรกที่สร้างกระแสฝูงชนและกำไรมหาศาลในปี 1925 นอกจากว่าในปี 2020 นี้พวกมันทำท่าจะคัมแบ็ก คือเป็นตู้ถ่ายรูปที่ยังคงอยู่แม้ว่าเราจะถ่ายเซลฟี่กันวันละร้อยๆ รูปอยู่แล้ว แต่เราเองก็ยังพาเพื่อนฝูงไปกดถ่ายรูปกับเจ้าตู้เหล่านี้กันอยู่ดี ว่าไปแล้วเจ้าตู้พวกนี้นอกจากจะสร้างความเคลื่อนไหว ร่วมบันทึกความทรงจำร่วมของเราในพื้นที่นอกบ้านแล้ว พวกมันยังน่าจะนิยามได้ว่าเป็นบรรพชน และราชาของการเซลฟี่ เราเซลฟี่กันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 20 โน่น ถ้าเรามองในมิติของเมือง ของวัฒนธรรม โฟโต้บูทถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สร้างสีสันให้กับเมืองที่ดูเฉยชา นึกภาพเมืองสีเทาๆ แต่ในตู้แคบๆ กลับเป็นพื้นที่ที่คนมารวมตัวกัน ทั้งรวมตัวถ่ายภาพในหมู่เพื่อนฝูง และบางครั้งในแถวยาวๆ ของคนแปลกหน้าที่ต่อคิวเข้าใช้งานกลับนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ เกิดการพูดคุยที่คาดไม่ถึงขึ้น ซึ่งตอนนี้เหมือนว่าโฟโตบูทกำลังมาเป็นกระแสที่ตอบความต้องการของยุคดิจิทัล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/photo-booth/">Photo Booth : การกลับมาของราชาแห่งการเซลฟี่และการเก็บความทรงจำที่มือถือทำแทนไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำหรับเด็กยุค 90s หรือหลังจากนั้น เราจะมีความทรงจำหนึ่งคือการไปห้าง และไปต่อคิวเข้าถ่าย ‘ตู้สติ๊กเกอร์’ แรกๆ ก็ไม่กี่ที่ หลังๆ คือแทบทุกห้างต้องมีเจ้าตู้นี้ ความสนุกสำคัญคือการไปรวมตัวกันทั้งกับครอบครัวหรือกับเพื่อนๆ ไปเลือกกรอบ เลือกเฟรม จนออกมาเป็นภาพความทรงจำที่เรามักจะใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์</p>



<p>จริงๆ เจ้าตู้สติ๊กเกอร์หรือตู้ถ่ายรูปค่อนข้างมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และถือเป็น ‘สาธารณูปโภค’ คือเป็นตู้ เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ตั้งไว้ในเมือง ในพื้นที่สาธารณะแล้วคนก็เข้าไปใช้งาน ก่อนตู้สติ๊กเกอร์เราก็เคยมีตู้ถ่ายรูปติดบัตร ที่เจ้าตู้เหล่านี้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เวลาไปเที่ยวต่างประเทศก็มักจะไปถ่ายรูปเก็บไว้ เป็นภาพสี่ช่อง ขาว-ดำ เป็นการเก็บความทรงจำและของที่ระลึกที่สำคัญอย่างหนึ่ง</p>



<p>ว่าก็ว่าเจ้าตู้สติ๊กเกอร์ที่เราคุ้นเคยในช่วงปี 2000 หรือตู้ถ่ายรูปติดบัตรนั้นถือเป็นสาธารณูปโภคที่แสนพิเศษในหลายระดับ จากตู้ยุคแรกที่สร้างกระแสฝูงชนและกำไรมหาศาลในปี 1925 นอกจากว่าในปี 2020 นี้พวกมันทำท่าจะคัมแบ็ก คือเป็นตู้ถ่ายรูปที่ยังคงอยู่แม้ว่าเราจะถ่ายเซลฟี่กันวันละร้อยๆ รูปอยู่แล้ว แต่เราเองก็ยังพาเพื่อนฝูงไปกดถ่ายรูปกับเจ้าตู้เหล่านี้กันอยู่ดี ว่าไปแล้วเจ้าตู้พวกนี้นอกจากจะสร้างความเคลื่อนไหว ร่วมบันทึกความทรงจำร่วมของเราในพื้นที่นอกบ้านแล้ว พวกมันยังน่าจะนิยามได้ว่าเป็นบรรพชน และราชาของการเซลฟี่ เราเซลฟี่กันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 20 โน่น</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="973" height="845" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Magazine-Me-Photo-Booth-.jpeg" alt="" data-id="129564" class="wp-image-129564" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Magazine-Me-Photo-Booth-.jpeg 973w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Magazine-Me-Photo-Booth--300x261.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Magazine-Me-Photo-Booth--768x667.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Magazine-Me-Photo-Booth--600x521.jpeg 600w" sizes="(max-width: 973px) 100vw, 973px" /><figcaption class="blocks-gallery-item__caption">Magazine Me Photo Booth</figcaption></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="2024" height="1264" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY.png" alt="" data-id="129565" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY.png" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129565" class="wp-image-129565" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY.png 2024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY-300x187.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY-1024x639.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY-768x480.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY-1536x959.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Passport-photo-booth-ALAMY-600x375.png 600w" sizes="(max-width: 2024px) 100vw, 2024px" /><figcaption class="blocks-gallery-item__caption">Passport photo booth &#8211; ALAMY</figcaption></figure></li></ul></figure>



<p>ถ้าเรามองในมิติของเมือง ของวัฒนธรรม โฟโต้บูทถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สร้างสีสันให้กับเมืองที่ดูเฉยชา นึกภาพเมืองสีเทาๆ แต่ในตู้แคบๆ กลับเป็นพื้นที่ที่คนมารวมตัวกัน ทั้งรวมตัวถ่ายภาพในหมู่เพื่อนฝูง และบางครั้งในแถวยาวๆ ของคนแปลกหน้าที่ต่อคิวเข้าใช้งานกลับนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ เกิดการพูดคุยที่คาดไม่ถึงขึ้น ซึ่งตอนนี้เหมือนว่าโฟโตบูทกำลังมาเป็นกระแสที่ตอบความต้องการของยุคดิจิทัล แต่สำหรับที่ญี่ปุ่น ตู้ถ่ายรูปในชื่อน่ารักๆ purikura ถือเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมสำคัญของเหล่าเด็กผู้หญิงที่พวกเธอใช้ตู้เหล่านี้ในการบันทึกภาพเพื่อนฝูงและความทรงจำ เป็นอุปกรณ์สำหรับถ่ายรูปเซลฟี่ละโมเมนต์ที่สำคัญกว่าการถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตู้ถ่ายรูปรุ่นแรก รอยยิ้มของผู้คนและบรรพบุรุษของการเซลฟี่</strong></h3>



<p>แน่นอนว่าถ้าย้อนไปที่จุดเริ่มต้น ยุคที่การถ่ายภาพยังไม่แพร่หลาย คอนเซปต์สำคัญของตู้ถ่ายรูปคือการสร้างตู้ที่สามารถให้ภาพบุคคลคุณภาพสูงได้ในราคาถูก ไม่จำเป็นต้องใช้ช่างภาพ ทำงานอัตโนมัติ ตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติแรกเกิดขึ้นในปี 1925 โดย Anatol Josepho ผู้อพยพชาวเซอร์เบียในสหรัฐฯ ซึ่งแกนำไปตั้งที่ถนนบรอดเวย์และอีกตู้ไปตั้งใกล้ๆ ไทม์สแควร์</p>



<p>ผลคือ…เกิดเป็นอภิมหากระแส ผู้คนทั้งหลายทะลักไปยืนต่อคิวเพื่อจะถ่ายภาพตัวเองและเพื่อนๆ ซึ่งแน่นอนว่าการมีตู้ถ่ายรูปอันเป็นเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาหนึ่งตู้ ไปตั้งอยู่บนถนนของเมือง ตู้นั้นก็กลายเป็นพื้นที่ของกิจกรรมอันแสนพิเศษที่ผู้คนได้มาบันทึกภาพและห้วงเวลาของตัวเองบนพื้นที่เมืองที่เฉยชาต่อกัน ในตู้ถ่ายภาพนั้นกลับปรากฏเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจำนวนมากขึ้น ในตอนนั้นคุณโจเซปโปก็รับรายได้เละไปราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากต้นทุนตู้ละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ</p>



<p>หลังจากนั้นตู้ถ่ายภาพก็กลายเป็นสิ่งยอดฮิตที่กระจายไปทั่วเมือง จากภาพขาว-ดำกลายเป็นภาพสี ตู้ถ่ายภาพกลายเป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะ ค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นตู้สติ๊กเกอร์ หรือกระทั่งปัจจุบันนอกจากตู้สติ๊กเกอร์ที่เน้นออกแบบฟิลเตอร์หรือตัวตู้สนุกๆ ก็มีการพัฒนาเป็นตู้คุณภาพสูงขึ้น ความพิเศษอย่างหนึ่งที่เจอได้คือความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้า การแอบมองการถ่ายภาพของคนที่อยู่ด้านหน้า การแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/A-brief-history-of-the-photo-booth-Curatorlive.jpeg" alt="" class="wp-image-129559" width="698" height="360" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/A-brief-history-of-the-photo-booth-Curatorlive.jpeg 931w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/A-brief-history-of-the-photo-booth-Curatorlive-300x155.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/A-brief-history-of-the-photo-booth-Curatorlive-768x396.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/A-brief-history-of-the-photo-booth-Curatorlive-600x309.jpeg 600w" sizes="(max-width: 698px) 100vw, 698px" /><figcaption>A Brief History of the Photo Booth &#8211; CuratorLive</figcaption></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พุริคุระ วัฒนธรรมตู้ถ่ายรูปที่ยังอยู่รอด</strong></h3>



<p>ตู้ถ่ายรูปหรือฟโต้บูทอาจจะมีมา มีหาย เป็นตู้สติ๊กเกอร์ที่เคยปรากฏอยู่ทุกห้าง หรือไปปรากฏตามพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงเช่นพวกตู้ถ่ายรูปคุณภาพสูง หรือตู้ถ่ายภาพในงานอีเวนต์ แต่ที่ญี่ปุ่นตู้ถ่ายรูปกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สถิตสถาวรและกลายเป็นวัฒนธรรมโดยเฉพาะวัฒนธรรมของเด็กสาวชาวญี่ปุ่น เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมคาวาอี้ และที่เก๋กว่านั้นคือเป็นพื้นที่ทางสังคมของเหล่านักเรียนหญิง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-1024x682.png" alt="" class="wp-image-129561" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-1024x682.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Booths-Christine-Abroad.png 1498w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Purikura Booths &#8211; Christine Abroad</figcaption></figure></div>



<p>ตู้พุริคุระแรกของญี่ปุ่นปรากฏตัวขึ้นในปี 1995 ในความร่วมมือของสองบริษัทเกมยักษ์ใหญ่คือ Atlus และ Sega โดยเจ้าตู้นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่คือมันไปโผล่ที่เกมเซ็นเตอร์ที่เคยเป็นพื้นที่ของเหล่าเด็กผู้ชาย กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเกมเซ็นเตอร์ก็เลยขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าผู้หญิง ซึ่งตู้ถ่ายรูปนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี</p>



<p>ความพิเศษของพุริคุระคือการที่ตัวมันไปด้วยกันกับวัฒนธรรมแห่งความคาวาอี้ จากความสำเร็จในปี 1995 เจ้าตู้นี้ก็ค่อยๆ ได้รับการพัฒนาโดยแน่นอนว่ามีฐานลูกค้าผู้หญิงและความน่ารักเป็นเป้าหมายสำคัญ เหล่าตู้เจ้าต่างๆ ก็แข่งขันกันใส่นวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นกรอบน่ารัก ฟิลเตอร์แต่งหน้าอัตโนมัติ หรือยุคหนึ่งจุดแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายคือการออกแบบ AI ให้ตรวจจับดวงตา และแข่งกันจนนำไปสู่ความนิยมว่าตู้พุริคุระเจ้าไหนที่ทำให้ตาโต แบ๊วได้สมใจมากที่สุด มีบทสัมภาษณ์สาวๆ ระบุว่า ต่อให้มีฟิลเตอร์มือถือแล้ว พวกเธอก็รู้สึกวางใจตู้ถ่ายรูปพวกนี้มากกว่าว่าจะทำให้รูปของพวกเธอน่ารักสวยงามได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กิจกรรมทางสังคมในตู้ถ่ายภาพ ถึงมีมือถือก็ยังถ่ายรูปที่ตู้กับเพื่อน</strong></h3>



<p>นอกจากความแน่นอนของความน่ารักที่นักเรียนหญิงญี่ปุ่นวางใจ สิ่งสำคัญของตู้พุริคุระคือการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ทางสังคมที่เด็กนักเรียนญี่ปุ่นใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน วัฒนธรรมพุริคุระหรือตู้ถ่ายรูปนี้มาจากงานวิจัยในปี 2006 ว่าด้วยพลังทางสังคมของพุริคุระ ข้อค้นพบที่น่าสนุกคือพบว่าคนญี่ปุ่นเห็นว่าตู้ถ่ายรูปนี้มีความสะดวกในการถ่ายภาพกลุ่มคน ไม่ว่าจะคู่รักหรือกลุ่มเพื่อนที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องพะวงกับการถือกล้อง ทั้งตู้ถ่ายรูปยังให้ความเป็นพื้นที่ส่วนตัวกลางพื้นที่เมืองใหญ่ สามารถปรินต์รูปได้ทันทีและสามารถปรับเปลี่ยนฉาก ฟิลเตอร์ สติ๊กเกอร์ตกแต่งได้อย่างไม่จำกัด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="759" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Inside-Japan-Tours-1024x759.jpeg" alt="" class="wp-image-129570" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Inside-Japan-Tours-1024x759.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Inside-Japan-Tours-300x223.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Inside-Japan-Tours-768x570.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Inside-Japan-Tours-600x445.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Purikura-Inside-Japan-Tours.jpeg 1440w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Purikura &#8211; InsideJapan Tours</figcaption></figure></div>



<p>ในงานศึกษายังระบุถึงมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งลงไปอีก การถ่ายภาพที่ตู้ยังมีองค์ประกอบพิเศษอื่นๆ คือนอกจากจะเป็นการใช้เวลาร่วมกันและเก็บภาพร่วมกันแล้ว ตัวตู้ยังสัมพันธ์กับการแชร์ การส่งต่อภาพ ในระยะหลังพวกตู้เหล่านี้นอกจากจะพิมพ์ภาพแล้วยังส่งภาพเข้ามือถือและส่งต่อได้ ในกระบวนการส่งต่อนั้นก็มักจะมีการลงชื่อ เขียนโน้ตเพื่อบันทึกถ้อยคำพิเศษและส่งต่อให้แก่กัน</p>



<p>ที่สำคัญคือผู้วิจัยบอกว่านักเรียนหญิงทุกคนที่ให้ข้อมูล ทุกคนมีมือถือ มีบล็อกสำหรับแชร์ภาพ แต่ว่าภาพจากกล้องมือถือมักจะเป็นภาพสิ่งของ อาหาร และภาพวิว และเมื่อต้องถ่ายภาพตัวเองหรือภาพเพื่อนฝูง พวกเธอจะใช้ตู้ถ่ายรูปในการเก็บภาพตัวตน บรรยากาศและผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเธอ ตรงนี้ก็ถือเป็นวิธีคิดและการใช้ภาพถ่ายที่น่าสนใจ คือภาพในมือถือเป็นเหมือนภาพองค์ประกอบการใช้ชีวิต แต่พวกเธอจะรักษาความเป็นส่วนตัวและใช้ภาพจากตู้ถ่ายภาพที่อาจจะแชร์ในวงแคบ จัดการได้ง่ายกว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">SUMMER-PHOTOAUTOMAT</h3>



<p>การกลับมาของโฟโต้บูทในช่วงนี้ สำหรับหน้าร้อนในฐานะห้วงเวลาของความทรงจำและการพักผ่อน ทางเดอะมอลล์ กรุ๊ปชวนเราไปรับความเป็นฤดูร้อนกับเคมเปญ ‘SUMMER-CATION’ ปิดจอแล้วไปใช้เวลา เก็บห้วงเวลาดีๆ ของหน้าร้อนไปพร้อมๆ กัน โดยมีโปรเจกต์เอกซ์คลูซีฟ ‘Summer-Cation Sculpture Pop-up’ ร่วมกับ Sculpture Bangkok ชวนเพื่อนรักไปรับลมร้อน</p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="SUMMER-CATION - Screen off, Sunscreen on!" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/o_7aisGX_j8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>พูดมาอย่างยืดยาว แน่นอนว่าในโปรเจกต์นี้ก็จะมี Photoautomat มาให้เราใช้เก็บความทรงจำด้วยตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติรายละเอียดสูงที่เหมือนเราได้ไปท่องเที่ยวรับหน้าร้อนในที่ต่างๆ ได้สร้างสรรค์และเก็บภาพความสัมพันธ์ของฤดูร้อนไว้ได้อย่างเต็มสีสัน </p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-3 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-1024x683.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129546" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/1-270/" class="wp-image-129546" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-1024x683.jpeg" alt="" data-id="129687" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129687" class="wp-image-129687" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MALL_-automat10.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-1024x683.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129548" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/2-257/" class="wp-image-129548" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3-1024x768.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129549" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129549" class="wp-image-129549" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3.jpg 1478w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="861" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9-1024x861.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129556" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=129556" class="wp-image-129556" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9-1024x861.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9-300x252.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9-768x646.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9-600x505.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/9.jpg 1157w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>นอกจากตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติแล้ว โปรเจกต์พิเศษฤดูร้อนนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย โดยยกบรรยากาศและกิจกรรมในหน้าร้อน 3 แบบ 3 สไตล์มาที่ห้างในเครือ เดอะมอลล์ กรุ๊ปทุกสาขา เช่น บรรยากาศพร้อมกิจกรรมการทำว่าว (Kites) กิจกรรมการตกแต่งจากสีมัดย้อม (Tie-dye) และป๊อปอัพช็อปพร้อมลานเซิร์ฟสเกตลายสายรุ้ง (Rainbow) ที่ยาวที่สุด</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-4 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-1024x683.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129555" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/8-156/" class="wp-image-129555" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/8.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-1024x683.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129557" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/10-151/" class="wp-image-129557" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/10.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>แต่โปรเจกต์พิเศษที่มีตู้ถ่ายรูปและกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ร่วมกับทาง Sculpture Bangkok จะจัดขึ้นสำหรับกิจกรรม SUMMER PHOTO-AUTOMAT มีเฉพาะห้างเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามสาขาเท่านั้นเท่านั้นคือ <a href="https://www.facebook.com/160896714411664/posts/1089871474847512" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ชั้น 1 แผนก Beauty Hall</a>, <a href="https://www.facebook.com/1258342417543352/posts/4077995655578000" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ชั้น 2 แผนก Men InTrend</a> และ<a href="https://www.facebook.com/1452123171725442/posts/3111729019098174" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ชั้น 2 แผนก Men InTrend</a> พร้อมรับ Summer Passport เก็บโมเมนต์ความสนุกกลับไปพร้อมกัน รวมถึงตู้สินค้าอัตโนมัติ ‘Summer-Vending Machine’ ที่เต็มไปด้วยซัมเมอร์ไอเทมสุดเอกซ์คลูซีฟอย่างหมวก Summer Cap หลากสีสัน จำลองประสบการณ์ของที่ระลึกตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-300x200.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129551" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/5-201/" class="wp-image-129551" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5.jpg 2048w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-300x200.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129552" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/6-183/" class="wp-image-129552" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="208" height="300" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-208x300.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129554" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/7-180/" class="wp-image-129554" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-208x300.jpg 208w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-710x1024.jpg 710w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-768x1108.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-600x866.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7.jpg 801w" sizes="(max-width: 208px) 100vw, 208px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-300x200.jpg" alt="The Mall Summer-Cation" data-id="129553" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/photo-booth/7-extra/" class="wp-image-129553" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/7-extra-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></figure></li></ul></figure>



<p>ทั้งสามสาขาจะมีความสนุกที่แตกต่างกันออกไป แนะนำว่าซัมเมอร์นี้ต้องไปเก็บให้ครบทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 7-30 เมษายน 2564 ทุกวัน เวลา 12:00-20:00 น.</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>อ้างอิง</strong></h5>



<p><a href="https://home.curatorlive.com/a-brief-history-of-the-photo-booth/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">home.curatorlive.com</a></p>



<p><a href="https://www.photobooths.co.uk/blog/history-photobooths" target="_blank" rel="noreferrer noopener">photobooths.co.uk</a></p>



<p><a href="https://robertoigarza.files.wordpress.com/2008/10/art-the-social-uses-of-purikura-en-japon-okabe-et-alt-2006.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">robertoigarza.files.wordpress.com</a></p>



<p><a href="https://www.thejakartapost.com/life/2020/07/30/surviving-selfies-japans-purikura-photo-booths-cling-on.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">thejakartapost.com</a></p>



<p><a href="https://www.theverge.com/2019/4/11/18302414/photobooth-expo-evolution-revival-social-media-online-data-sharing" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theverge.com</a></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/photo-booth/">Photo Booth : การกลับมาของราชาแห่งการเซลฟี่และการเก็บความทรงจำที่มือถือทำแทนไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันนี้คุณดองเหล้าบ๊วยแล้วหรือยัง : ว่าด้วยฤดูกาลและความงดงามของการหมักดอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/umeshu/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 15:39:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[plum]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Season]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[umeshu]]></category>
		<category><![CDATA[fermented]]></category>
		<category><![CDATA[cultivation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=126380</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลูกบ๊วยจำนวนมากคือสัญญาณของการผลิบานของฤดูใบไม้ผลิ เข้าสู่ช่วงแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในวินาทีที่เราปิดขวดโหล วินาทีนั้นเหมือนกำลังบอกกับเราว่า ขอให้อดทน รอคอย และมีสุขภาพที่ดี จนกว่าจะถึงวันที่เหมาะสม แล้วเราจะได้พบกันอีกครั้ง นานมาแล้วที่เราอาจไม่ได้มองท้องฟ้าและต้นไม้ใบหญ้าที่ผลิดอกออกใบแล้วรู้สึกว่าวงจรชีวิตบางอย่าง พืชผลบางประเภทกำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ พวกมันกำลังผลัดเปลี่ยนกันสุกงอมและออกผลตามคาบของฤดูกาล ฤดูกาลคือสิ่งที่บ่งบอกว่าบางสิ่งกำลังมาถึงในห้วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง&#160; การหมักอาหารส่วนหนึ่งเกิดจากเงื่อนไขในการเอาตัวรอดและการรักษาอาหารเอาไว้ โดยเฉพาะในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมตั้งแต่ห้องเย็นไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต สมัยที่อาหารยังไม่ถูกห่อด้วยพลาสติก และมีพืชผักผลไม้ปรากฏอยู่ในห่อแทบทุกหนแห่ง จริงอยู่ว่าโลกสมัยนั้นแสนสบาย แต่การกินและซื้อวัตถุดิบที่แสนจะง่ายดายและเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ทำให้เราออกห่างจากธรรมชาติและความเป็นธรรมชาติไปบ้าง เราแยกขาดออกจากสิ่งที่เรากิน จากต้นกำเนิด จากรูปลักษณ์ จากการมีชีวิตของพวกมันที่ประกอบขึ้นจากเวลา ความสวยงามและไม่สวยงาม เรากินสิ่งต่างๆ โดยบางครั้งก็ไม่ทันได้รับรู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลและของบริบทบางอย่าง อาจด้วยช่วงเวลาของโรคระบาดที่ทำให้เราต้องอยู่บ้าน หรืออาจเป็นกระแสเหล้าบ๊วยที่เริ่มบูมในปีก่อนหน้า ในช่วงนี้หลายคนคงเริ่มรวบรวมบ๊วยสด ล้างทำความสะอาดขวดโหล เตรียมพร้อมสำหรับการดองบ๊วยสำหรับปีต่อไป ฤดูบ๊วยถือได้ว่ามาอย่างถูกช่วงเวลา ในช่วงวิกฤตอันประกอบด้วยการปลีกตัวและรอคอย การนำวัตถุดิบลงในขวดโหลและเฝ้ารอจนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสมเลยเป็นเหมือนคำมั่นที่บอกกับเราว่า การรอคอยและมีสิ่งที่ให้เรารอคอยนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด การหมักดองอาหารทั้งผักผลไม้และวัตถุดิบอื่นๆ จึงเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความหมาย ในด้านหนึ่งคือความสนุกที่เราได้เล่นและสร้างเงื่อนไขให้กับสิ่งที่มีขนาดเล็กให้มันได้เติบโตและทำหน้าที่ของตัวเอง โหลดองและของดองที่เรียงรายบนชั้นจึงทำให้เราเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังเพาะเลี้ยงอะไรบางอย่าง ส่วนอีกด้านก็ทำให้เราครุ่นคิดถึงการถนอมพืชผลต่างๆ ที่ออกในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง ทำให้เราได้กลับไปเชื่อมต่อกับโลกทั้งในแง่ของการดูแลจุลินทรีย์เล็กๆ และผลิตผลที่เราจะนำมาใส่ในขวดโหล โหลดองกับการกลับสู่ธรรมชาติ แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่มีตู้เย็นแล้ว แต่การหมักดองอาหารและวัตถุดิบก็ยังคงมีเสน่ห์อยู่ดี ในระยะหลังการดองอาหารกำลังเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ ดูง่ายๆ จากโหลดองบ๊วย ส่วนหนึ่งก็มาจากความเข้าใจว่าของดองมีโพรไบโอติกส์ต่างๆ ที่ดีต่อสุขภาพ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่กับบ้านทำให้เราคอยหากิจกรรมบางอย่างทำ ซึ่งการดองอาหารนอกจากจะสัมพันธ์กับการบริหารจัดการวัตถุดิบและการได้ของดองอร่อยๆ แล้ว ยังส่งผลดีกับความรู้สึกของเราด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/umeshu/">วันนี้คุณดองเหล้าบ๊วยแล้วหรือยัง : ว่าด้วยฤดูกาลและความงดงามของการหมักดอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ลูกบ๊วยจำนวนมากคือสัญญาณของการผลิบานของฤดูใบไม้ผลิ เข้าสู่ช่วงแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในวินาทีที่เราปิดขวดโหล วินาทีนั้นเหมือนกำลังบอกกับเราว่า ขอให้อดทน รอคอย และมีสุขภาพที่ดี จนกว่าจะถึงวันที่เหมาะสม แล้วเราจะได้พบกันอีกครั้ง</p>



<p>นานมาแล้วที่เราอาจไม่ได้มองท้องฟ้าและต้นไม้ใบหญ้าที่ผลิดอกออกใบแล้วรู้สึกว่าวงจรชีวิตบางอย่าง พืชผลบางประเภทกำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ พวกมันกำลังผลัดเปลี่ยนกันสุกงอมและออกผลตามคาบของฤดูกาล ฤดูกาลคือสิ่งที่บ่งบอกว่าบางสิ่งกำลังมาถึงในห้วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง&nbsp;</p>



<p>การหมักอาหารส่วนหนึ่งเกิดจากเงื่อนไขในการเอาตัวรอดและการรักษาอาหารเอาไว้ โดยเฉพาะในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมตั้งแต่ห้องเย็นไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต สมัยที่อาหารยังไม่ถูกห่อด้วยพลาสติก และมีพืชผักผลไม้ปรากฏอยู่ในห่อแทบทุกหนแห่ง</p>



<p>จริงอยู่ว่าโลกสมัยนั้นแสนสบาย แต่การกินและซื้อวัตถุดิบที่แสนจะง่ายดายและเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ทำให้เราออกห่างจากธรรมชาติและความเป็นธรรมชาติไปบ้าง เราแยกขาดออกจากสิ่งที่เรากิน จากต้นกำเนิด จากรูปลักษณ์ จากการมีชีวิตของพวกมันที่ประกอบขึ้นจากเวลา ความสวยงามและไม่สวยงาม เรากินสิ่งต่างๆ โดยบางครั้งก็ไม่ทันได้รับรู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลและของบริบทบางอย่าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="440" height="500" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/440px-MET_DP138304.jpg" alt="umeshu" class="wp-image-126420" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/440px-MET_DP138304.jpg 440w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/440px-MET_DP138304-264x300.jpg 264w" sizes="(max-width: 440px) 100vw, 440px" /><figcaption>Umeshu &#8211; Yashima Gakutei</figcaption></figure></div>



<p>อาจด้วยช่วงเวลาของโรคระบาดที่ทำให้เราต้องอยู่บ้าน หรืออาจเป็นกระแสเหล้าบ๊วยที่เริ่มบูมในปีก่อนหน้า ในช่วงนี้หลายคนคงเริ่มรวบรวมบ๊วยสด ล้างทำความสะอาดขวดโหล เตรียมพร้อมสำหรับการดองบ๊วยสำหรับปีต่อไป ฤดูบ๊วยถือได้ว่ามาอย่างถูกช่วงเวลา ในช่วงวิกฤตอันประกอบด้วยการปลีกตัวและรอคอย การนำวัตถุดิบลงในขวดโหลและเฝ้ารอจนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสมเลยเป็นเหมือนคำมั่นที่บอกกับเราว่า การรอคอยและมีสิ่งที่ให้เรารอคอยนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด</p>



<p>การหมักดองอาหารทั้งผักผลไม้และวัตถุดิบอื่นๆ จึงเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความหมาย ในด้านหนึ่งคือความสนุกที่เราได้เล่นและสร้างเงื่อนไขให้กับสิ่งที่มีขนาดเล็กให้มันได้เติบโตและทำหน้าที่ของตัวเอง โหลดองและของดองที่เรียงรายบนชั้นจึงทำให้เราเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังเพาะเลี้ยงอะไรบางอย่าง ส่วนอีกด้านก็ทำให้เราครุ่นคิดถึงการถนอมพืชผลต่างๆ ที่ออกในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง ทำให้เราได้กลับไปเชื่อมต่อกับโลกทั้งในแง่ของการดูแลจุลินทรีย์เล็กๆ และผลิตผลที่เราจะนำมาใส่ในขวดโหล</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โหลดองกับการกลับสู่ธรรมชาติ</strong></h2>



<p>แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่มีตู้เย็นแล้ว แต่การหมักดองอาหารและวัตถุดิบก็ยังคงมีเสน่ห์อยู่ดี ในระยะหลังการดองอาหารกำลังเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ ดูง่ายๆ จากโหลดองบ๊วย ส่วนหนึ่งก็มาจากความเข้าใจว่าของดองมีโพรไบโอติกส์ต่างๆ ที่ดีต่อสุขภาพ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่กับบ้านทำให้เราคอยหากิจกรรมบางอย่างทำ ซึ่งการดองอาหารนอกจากจะสัมพันธ์กับการบริหารจัดการวัตถุดิบและการได้ของดองอร่อยๆ แล้ว ยังส่งผลดีกับความรู้สึกของเราด้วย</p>



<p>ตอนแรกคิดว่าอาจเป็นเรื่องเฉพาะตัว คือถ้าเราตัดสินใจว่า เฮ้ย อยากจะดองผักผลไม้แล้วนะ เราถึงจะเริ่มมองหาสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าอะไรที่เอามาดองได้บ้าง เราถึงจะเริ่มสนอกสนใจสภาพภูมิอากาศ สนใจฤดูกาลของวัตถุดิบพิเศษๆ ที่เราหมายใจว่าจะนำห้วงเวลาของวัตถุดิบสดๆ นั้นมารักษาไว้ในขวดโหล</p>



<p>จุดนี้เองที่สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ Sandor Katz ผู้เขียนหนังสือ <em>Fermentation as Metaphor</em> ที่เสนอว่าโลกใบนี้สัมพันธ์กับการหมักบ่ม และมองว่าการหมักบ่มอันเป็นกิจกรรมในครัวเรือนคือจุดตัดของหลายๆ สิ่ง โดยการที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอาหารทำให้เราต้องเชื่อมต่อกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ตั้งแต่ลมฟ้าอากาศ ผลผลิต ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวเรา &nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="400" height="400" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor.jpg" alt="umeshu" class="wp-image-126419" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/fermentation_as_metaphor-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></figure></div>



<p></p>



<p>การหันมาหมักดองอาหารทำให้เราหันมามองสิ่งต่างๆ รอบตัว สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเรา นอกจากการมองเห็นผักผลไม้ที่ออกในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงแล้ว การหมักดองยังสัมพันธ์กับการสัมผัสสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็น นั่นคือเหล่าจุลชีพที่กำลังเติบโตและทำงานอย่างขะมักเขม้นด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Cultivation–การขุดพรวนและการสัมผัสสิ่งที่ตามองไม่เห็น</strong></h2>



<p>คำว่า cultivation เป็นคำสำคัญมากๆ ของมนุษย์คำหนึ่ง แน่นอนว่าการขุดพรวน หล่อเลี้ยงสิ่งต่างๆ เป็นรากฐานของอารยธรรมและวัฒนธรรมของเรา คำว่า culture ก็มีรากศัพท์มาจากคำเดียวกัน การขุดพรวน หยั่งราก และถ่ายทอดดูแลผลผลิตไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณธัญญาหาร หรือการหล่อเลี้ยงความคิดและภูมิปัญญาล้วนเป็นกิจกรรมที่เราทำกันอยู่ตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="750" height="412" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cultivation-of-the-vines.jpgLarge.jpg" alt="umeshu" class="wp-image-126421" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cultivation-of-the-vines.jpgLarge.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cultivation-of-the-vines.jpgLarge-300x165.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cultivation-of-the-vines.jpgLarge-600x330.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /><figcaption>Cultivation of the Vines &#8211; Henri Martin</figcaption></figure></div>



<p>แน่นอนว่าการหมักดองอาหารส่วนหนึ่งคือการ cultivate เป็นการสร้างสภาวะที่เหมาะสมให้เหล่าสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วและกาลเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน การเพาะเลี้ยงและหล่อเลี้ยงสิ่งต่างๆ ในแง่นี้นอกจากจะเป็นการผลิตของอร่อยแล้ว ยังอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นภาคปฏิบัติขนาดจิ๋วของการเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ที่เราต่างร่วมกันสร้างสภาวะที่เหมาะสมและเฝ้ารอเวลาของการเติบโต ไม่ว่าจะตัวเราเองหรือสิ่งที่เรากำลังดูแลอยู่ในมือ</p>



<p>อาจฟังดูเว่อร์นิดหน่อย แต่ลองคิดภาพว่าถ้าเราจะเตรียมโหลดองอะไรสักอย่าง การหมักดองของนั้นมีทั้งความง่ายและยากเจือปนกันไป การฆ่าเชื้อและปรับลักษณะของน้ำดองหรือสิ่งที่เราจะนำวัตถุดิบไปหมักเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง และเป็นเครื่องชี้วัดปลายทางว่าไข่เค็ม เหล้าบ๊วย หรือผักดองใดๆ ของเราจะมีรสชาติเป็นยังไง สำหรับการหมักดอง ในด้านหนึ่งคือการที่เราสร้างสภาวะอันเหมาะสมให้กับจุลชีพจิ๋วๆ ต้องทำความรู้จักพวกมันประมาณหนึ่งว่าสามารถเติบโตได้ในสภาวะแบบไหน จะอยู่รอดปลอดภัยที่อุณหภูมิเท่าไหร่ และกลายเป็นเรื่องสนุกเพราะว่าในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สิ่งมีชีวิตพวกนี้จะทำงานของมันจนเสร็จ โดยที่เราก็จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันได้เมื่อถึงกำหนดของการดองนั้นๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จนกว่าจะพบกันใหม่</strong><strong>ขอให้อดทนจนกว่าจะถึงวันหน้า</strong></h2>



<p>ถ้าจะมองการหมักดองให้โรแมนติกมันก็โรแมนติกอยู่ เพราะส่วนหนึ่งของการดองสัมพันธ์กับเวลา และอีกส่วนสัมพันธ์กับเรื่องสุขภาพ หลายครั้งการดองสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องของยาและการรอคอย การดองบ๊วยดูจะเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ทั้งตัวบ๊วยเองสัมพันธ์กับความอดทนและเกี่ยวข้องกับมิติทางวัฒนธรรม เช่น บ๊วยดองเป็นอาหารเรียบง่ายที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว เป็นอาหารของความสบายใจอย่างหนึ่ง ขั้นตอนการดองบ๊วยมักสัมพันธ์กับกิจกรรมของครอบครัว เป็นช่วงเวลาที่คนทั้งครอบครัวจะมาร่วมกันเก็บ คัดเลือก และทำเม็ดบ๊วยก่อนจะนำไปลงโหลดอง</p>



<p>การหมักดองโดยเฉพาะการดองสิ่งที่ต้องใช้เวลาเนิ่นนานอย่างบ๊วย จะทำให้เราสัมพันธ์กับโลกและฤดูกาลในหลายระดับ นอกจากจะทำให้เราเข้าใจสภาวะอากาศและธรรมชาติแล้ว การดองยังสัมพันธ์กับความรู้สึกของเราในการใช้ชีวิตด้วย</p>



<p>อธิบายอย่างเรียบง่าย นึกภาพการดองเหล้าบ๊วยที่ตัวมันเองสัมพันธ์กับกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งของปี ที่นอกจากจะสัมพันธ์กับห้วงเวลาในปัจจุบันแล้ว ในวินาทีที่เราปิดโหลดองบ๊วยก็เหมือนกับว่าเราได้วางหมุดหมายของเวลาในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ว่าหลังจากนี้ในอีกหนึ่งปีที่เราจะอดทนรอ ผ่านร้อนผ่านหนาว เอาชีวิตรอด รักษาสุขภาพให้แข็งแรง แล้วมาเปิดโหลดองเหล้าบ๊วยนี้เพื่อเฉลิมฉลองการผ่านพ้นปีที่ผ่านมาด้วยกันนะ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="616" height="882" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/CNT-0028345_detail-01_s@2x.jpg" alt="umeshu" class="wp-image-126422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/CNT-0028345_detail-01_s@2x.jpg 616w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/CNT-0028345_detail-01_s@2x-210x300.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/CNT-0028345_detail-01_s@2x-600x859.jpg 600w" sizes="(max-width: 616px) 100vw, 616px" /><figcaption>The Plum Orchard at Kamata &#8211; Utagawa Hiroshige</figcaption></figure></div>



<p>ฟังดูอาจจะเป็นการตีความที่มากเกินไป แต่เชื่อว่าในช่วงวิกฤต การมองหากิจกรรมบางอย่างทำ มองหาการเชื่อมต่อและความหมายจากสิ่งต่างๆ ในชีวิตไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ล้วนเป็นเรื่องสำคัญกับการใช้ชีวิตต่อไป เพราะในช่วงวิกฤตของชีวิต บางครั้งก็เป็นความเคว้งคว้างที่เราทำเหตุผลของการรอคอยวันรุ่งขึ้นหล่นหายไป</p>



<p>การที่เรามีคำมั่นบางอย่าง มีกำหนดวันที่เรารอคอยที่จะไปให้ถึง รวมถึงมีเงื่อนไขของการดูแลอะไรบางอย่าง (ในกรณีนี้คือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขนาดจิ๋วๆ) และมีของอร่อยที่เราทำขึ้นเองกับมือ การได้ใช้เวลากับการดูแลรักษา คัดเลือกทำความสะอาด การตัด หั่นผักหรือเอาไม้จิ้มบ๊วย ในเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกอย่างไม่น้อยเท่าไหร่</p>



<p>หรือต่อให้เราไม่ได้มองว่าผลลัพธ์จะต้องยิ่งใหญ่ แต่การลงมือหมักดองของก็เป็นกิจกรรมที่ทำให้การรอคอยสนุกขึ้น แถมปลายทางยังมีของอร่อยรออยู่อีกต่างหาก</p>



<p>อ้างอิง </p>



<p><a href="https://emergencemagazine.org/story/fermentation-as-metaphor/">emergencemegazine.org</a></p>



<p><a href="https://www.nutritionunplugged.com/2011/07/food-trend-alert-a-renewed-fascination-with-fermentation/">nutritionunplugged.com</a></p>



<p><a href="https://raniglick.com/what-is-the-fascination-with-fermented-foods-2/">raniglick.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/food/2019/jan/18/fermentation-food-how-to-process-ethics">theguardian.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/umeshu/">วันนี้คุณดองเหล้าบ๊วยแล้วหรือยัง : ว่าด้วยฤดูกาลและความงดงามของการหมักดอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ไหม ความหมายของสายฝนและการบอกรักในวรรณคดีสันสกฤต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sanskrit-literature-and-rain/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2020 14:26:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[ฝน]]></category>
		<category><![CDATA[สายฝน]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[การบอกรัก]]></category>
		<category><![CDATA[การบอกรักในวรรณคดีสันสกฤต]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณคดีสันสกฤต]]></category>
		<category><![CDATA[sanskrit literature]]></category>
		<category><![CDATA[sanskrit]]></category>
		<category><![CDATA[literature]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ฤดูฝน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=101876</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท คนที่รักในสายฝน หรือไม่ก็คนที่อาจจะเบื่อหน่าย เกลียดกลัวสายฝนไปเลย ในฐานะคนเมืองเราอาจไม่ค่อยรักสายฝนนัก แต่การมาถึงของสายฝนเป็นสิ่งที่ทุกสรรพชีวิตบนโลกรอคอย ฝนเป็นสิ่งที่ทรงพลานุภาพ เราปรารถนาและบูชาให้สายฝนตกต้องตามฤดู ในขณะเดียวกันก็อ้อนวอนให้ทวยเทพอย่าประทานฝนที่คลุ้มคลั่งจนเกินไป นอกจากเป็นสัญญาณของวงจรอันสมบูรณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์แล้ว สายฝนยังเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับความรู้สึก สายฝนทำให้กิจกรรมต่างๆ หยุดลง เราต่างมีห้วงเวลาที่นั่งเงียบๆ อยู่บนที่นอน ฟังเสียงของสายฝนและนึกไปถึงใต้ฟ้าอีกฝั่ง อีกด้านของเมือง ของประเทศ ที่เราเองก็ทึกทักว่าสายฝนจากแผ่นเมฆอันไพศาลเองก็กำลังนำบรรยากาศ นำความรู้สึกแบบเดียวกันไปสู่อีกฝ่าย จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกถึงความรักในวันที่ฝนกำลังตก เรามองท้องฟ้าแล้วส่งข้อความไปไถ่ถามว่าฝนตกไหม เมื่อฝนตกแล้ว คิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า ฝนคือตัวแทนของความอาทร ของสุขภาพทั้งกายและใจของกันและกัน ไม่นับฉากอันแสนเชยอย่างการวิ่งหลบฝนหรือการอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นได้จริง สายฝนจึงเป็นสัญญาณของห้วงเวลาอันแสนพิเศษ และเป็นเช่นนั้นตั้งแต่ครั้งโบราณมาในความคิดแบบสันสกฤต ฤดูฝนเป็นฤดูของคนรัก สายฝนที่พุ่งลงสู่พื้นดินถูกเปรียบกับศรของคู่รัก ใน เมฆทูต บทกวีอันหมดจดของกาลิทาสนั้น ยักษ์ก็ได้ฝากข้อความไปกับเมฆฝนถึงนางอันเป็นที่รัก เวลาเราพูดถึงฝน แม้จะเป็นคำเดียวกัน ทว่าฝนในแต่ละประเทศ ในแต่ละภูมิภาค ในแต่ละช่วงเวลา ก็ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ สายฝนในยุโรปกับฝนในพื้นที่มรสุมเขตร้อนของเราก็เป็นคนละอย่าง ดังนั้นการมองความหมายของสายฝน หากมองจากมุมในทางตะวันออกหน่อย เราก็อาจจะพอเห็นความหมายว่าทำไมสายฝนถึงได้โรแมนติกนัก และเหล่านักคิด กวี เรื่องเล่าตำนานโบราณ พูดถึงฝนไว้ยังไง &#160; ปรรชันยะ เทพบดีแห่งสายฝน ผู้หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sanskrit-literature-and-rain/">ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ไหม ความหมายของสายฝนและการบอกรักในวรรณคดีสันสกฤต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท คนที่รักในสายฝน หรือไม่ก็คนที่อาจจะเบื่อหน่าย เกลียดกลัวสายฝนไปเลย ในฐานะคนเมืองเราอาจไม่ค่อยรักสายฝนนัก แต่การมาถึงของสายฝนเป็นสิ่งที่ทุกสรรพชีวิตบนโลกรอคอย ฝนเป็นสิ่งที่ทรงพลานุภาพ เราปรารถนาและบูชาให้สายฝนตกต้องตามฤดู ในขณะเดียวกันก็อ้อนวอนให้ทวยเทพอย่าประทานฝนที่คลุ้มคลั่งจนเกินไป</p>
<p>นอกจากเป็นสัญญาณของวงจรอันสมบูรณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์แล้ว สายฝนยังเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับความรู้สึก สายฝนทำให้กิจกรรมต่างๆ หยุดลง เราต่างมีห้วงเวลาที่นั่งเงียบๆ อยู่บนที่นอน ฟังเสียงของสายฝนและนึกไปถึงใต้ฟ้าอีกฝั่ง อีกด้านของเมือง ของประเทศ ที่เราเองก็ทึกทักว่าสายฝนจากแผ่นเมฆอันไพศาลเองก็กำลังนำบรรยากาศ นำความรู้สึกแบบเดียวกันไปสู่อีกฝ่าย จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกถึงความรักในวันที่ฝนกำลังตก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102011" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-ฝนตก.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-ฝนตก.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-ฝนตก-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-ฝนตก-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เรามองท้องฟ้าแล้วส่งข้อความไปไถ่ถามว่าฝนตกไหม เมื่อฝนตกแล้ว คิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า ฝนคือตัวแทนของความอาทร ของสุขภาพทั้งกายและใจของกันและกัน ไม่นับฉากอันแสนเชยอย่างการวิ่งหลบฝนหรือการอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นได้จริง สายฝนจึงเป็นสัญญาณของห้วงเวลาอันแสนพิเศษ และเป็นเช่นนั้นตั้งแต่ครั้งโบราณมาในความคิดแบบสันสกฤต ฤดูฝนเป็นฤดูของคนรัก สายฝนที่พุ่งลงสู่พื้นดินถูกเปรียบกับศรของคู่รัก ใน <em>เมฆทูต</em> บทกวีอันหมดจดของกาลิทาสนั้น ยักษ์ก็ได้ฝากข้อความไปกับเมฆฝนถึงนางอันเป็นที่รัก</p>
<p>เวลาเราพูดถึงฝน แม้จะเป็นคำเดียวกัน ทว่าฝนในแต่ละประเทศ ในแต่ละภูมิภาค ในแต่ละช่วงเวลา ก็ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ สายฝนในยุโรปกับฝนในพื้นที่มรสุมเขตร้อนของเราก็เป็นคนละอย่าง ดังนั้นการมองความหมายของสายฝน หากมองจากมุมในทางตะวันออกหน่อย เราก็อาจจะพอเห็นความหมายว่าทำไมสายฝนถึงได้โรแมนติกนัก และเหล่านักคิด กวี เรื่องเล่าตำนานโบราณ พูดถึงฝนไว้ยังไง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ปรรชันยะ เทพบดีแห่งสายฝน ผู้หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตใน 12 เดือน</strong></h3>
<p>มองย้อนไป เทพแห่งฟ้าฝนของฮินดูค่อนข้างแปลก คือเป็นเทพที่ได้รับการพูดถึงน้อย ทั้งๆ ที่ชาวอารยันเองต่างต้องพึ่งพาฟ้าฝนเพื่อให้การเกษตรของตนงอกเงยและหล่อเลี้ยงอาณาจักรต่อไป ที่อินเดียมีเทพเจ้าชื่อว่า ปรรชันยะ เป็นเทพเจ้าแห่งสายฝน แต่อินเดียมีความหลากหลายและมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก เทพเจ้าก็มีเยอะ แถมยังมีการขึ้น-ลง เฉลิมฉลอง แตกต่างกันไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102012" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2.พระอินทร์.jpg" alt="" width="638" height="715" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2.พระอินทร์.jpg 638w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2.พระอินทร์-268x300.jpg 268w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2.พระอินทร์-600x672.jpg 600w" sizes="(max-width: 638px) 100vw, 638px" /></p>
<p>ในยุคก่อนๆ ถ้าเราพูดถึงพระอินทร์ในทางฮินดูก็ถือว่าเทพบดีองค์สำคัญ ในยุคพระเวทนั้นเรียกได้ว่าพระอินทร์รุ่งเรือง ได้รับการบูชามากที่สุด ซึ่งยุคหลังๆ ด้วยวีรกรรมและการชอบดื่มสุราก็ทำให้พระอินทร์เริ่มถูกลดลำดับความสำคัญไป แต่ด้วยความที่พระอินทร์ป๊อปมากๆ และท่านเองก็เป็นเทพบดีของเทพยดาทั้งปวง มีสายฟ้าเป็นอาวุธ–ทำนองเดียวกับซุส เมื่อพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่มากับสายฟ้า–ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทรงอำนาจที่สุด–ฝนก็เลยเบลอๆ ไปกับฟ้า และในระยะหลังฝนเลยรวมตัวเข้ากับพระอินทร์ไปเสียเลย</p>
<p>กลับไปที่พระปรรชันยะ แน่นอนว่าพระปรรชันยะเป็นเทพแห่งสายฝน มีวัวเป็นสัญลักษณ์ และน้ำนมของวัวก็คือสายฝนที่ประทานลงมาหล่อเลี้ยงผืนดินและสรรพสัตว์ให้งอกงามต่อไป แต่เทพปรรชันยะนั้นกลับได้รับการกล่าวถึงน้อยมาก ในคัมภีร์พระเวทมีบทสรรเสริญเทพแห่งฝนและการเจริญเติบโตเพียง 3 บทเท่านั้น ผศ. ดร.ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว แห่งสาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าความสำคัญของเทพแห่งฝนนี้คงซ้ำซ้อนกับพระอินทร์ เพราะชื่อปรรชันยะมาจากคำว่า ปฤจฺ แปลว่าการให้ของขวัญ เติมเต็ม เพิ่มพูน ในขณะเดียวกันพระอินทร์ก็มีชื่อหนึ่งว่า มฆวาน แปลว่าประทานของขวัญเหมือนกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามเทพแห่งสายฝนก็ถือเป็นเทพบดีองค์สำคัญ เป็นเทพชุดแรกๆ ที่สัมพันธ์กับวงจร สัมพันธ์กับวัฏจักร เป็นเทพที่ทรงอำนาจ มีการสวดภาวนาเพื่อขอฝนแต่พอดี ให้ภาพพระผู้ทรงฤทธิ์สถิตอยู่เหนือกระทิง ใช้ลมฝนและพายุทั้งให้คุณและขจัดหมู่มารไปพร้อมกัน</p>
<p>ในคัมภีร์โบราณเองก็พูดถึงพระปรรชันยะหรืออุปลักษณ์ของสายฝน–ฤดูฝนไว้ทั้งใน <em>ภควัทคีตาปุราณะ</em> และ <em>วิษณุปุราณะ</em> (ปุราณะเป็นคัมภีร์ ตำนาน นิทาน เล่าเรื่องกำเนิดสรรพสิ่ง ฮีโร่ต่างๆ) พระปรรชันยะถือเป็นอาทิตฺยเทพ (Ādityas) คือทวยเทพที่เป็นลูกหลานของพระแม่อทิติ เทวีสุริยา มี 12 องค์ ทำหน้าที่อารักขาและทำหน้าที่เดือนทั้ง 12 เดือน เช่น พระอินทร์ทำลายศัตรู พระธาตรี (ธรณี) สร้างสรรพชีวิต พระปรรชันยะทำหน้าที่นำฝนหล่อเลี้ยง โดยรวมก็ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องวัฏจักรการเกิด รักษา และทำลาย ตามคาบ 12 เดือน ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับวิถีชีวิต 1 ปีที่มีเริ่มต้นและสิ้นสุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>วรฺษ-พรรษา กับเดือนแห่งฝน และการฝากหัวใจไปกับเมฆฝน</h3>
<p>คำว่า ฝน ในวัฒนธรรมอินเดียมีคำว่า วสฺส-วรฺษ ซึ่งเราอาจไม่ค่อยคุ้น แต่ถ้าบอกว่าคือคำว่า พรรษา ก็เข้าเค้าเลย พรรษาหมายถึงช่วงเวลา 3 เดือนของฤดูฝน คำว่า วรฺษ ในอินเดียมีหลายภาษาก็เลยแปรและมีความหมายคล้ายกับพรรษา คือกลายเป็นตัวนับสำคัญที่หมายถึงปีไปเลย คล้ายๆ กับการนับพรรษาของภิกษุ ซึ่งก็หมายถึงรอบ 1 ปีที่จะมีฝนมาสู่ผืนดินครั้งหนึ่ง คือนับปีโดยมีฝนเป็นที่ตั้ง นั่นแปลว่าการมาถึงของฝนในแต่ละรอบปีนั้นสำคัญมากๆ</p>
<p>ฝนมีความหมายแค่ไหนกับมวลมนุษย์และมีความหมายยังไง เราชวนไปดูในวรรณคดีว่าฝนตกแล้วเป็นยังไง สัมพันธ์กับเรื่องราวของผู้คนยังไง ฝนในมุมมองแบบอินเดียนั้นค่อนข้างพิเศษ จริงอยู่ที่ฤดูฝนในสมัยโบราณหมายถึงห้วงเวลาที่ทุกอย่างต้องหยุดลง ใน <em>รามายณะ</em> หรือ <em>รามเกียรติ์</em> ของเรา เมื่อจบเรื่องที่เมืองกีษกินธ์หรือขีดขิน (ที่มีพาลีและสุครีพ) พระรามและพระลักษมณ์ก็เดินทางไปอยู่ที่ถ้ำในยอดเขาปรัศรวัน ขณะนั้นก็เข้าฤดูฝนพอดี ไม่เหมาะที่จะยกทัพ ภารกิจตามนางสีดาก็เลยชะงักลงเพราะฝน</p>
<p>หน้าฝนจึงเป็นทั้งช่วงเวลาแห่งการงอกงามของเหล่าพืชพรรณ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์หยุดอยู่นิ่ง อยู่ในที่ร่ม กิจการต่างๆ ระงับลงชั่วคราว ไม่ว่าจะการศึก การเดินทาง และการค้าขายของเหล่าพ่อค้าวาณิช ต่างอยู่ในที่ในทางหรือในบ้านช่องห้องหอของตน การอยู่ในร่มจึงเป็นเวลาของการได้ชมฝนไม่ว่าจะมีคู่ครองหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากพูดถึงความโรแมนติกในวรรณคดีสันสกฤตพ่วงด้วยเรื่องธรรมชาติก็ต้องผายมือไปที่ท่านกาลิทาส รัตนกวีผู้รจนาวรรณคดีสันสกฤตไว้มากมาย โดย 2 ชิ้นจากทั้งหมดพูดเรื่องความรักและธรรมชาติ คือ <em>ฤตุสํหาร</em> และ <em>เมฆทูต</em> บทกวีว่าด้วยความรักและการฝากฝังความรู้สึกรักไปกับก้อนเมฆ ชื่อเรื่อง <em>ฤตุสํหาร</em> มาจากคำว่า ฤตุ หรือฤดู และคำว่า สํหาร แปลว่านำไป พาไป หรือเรียงร้อย โดยรวมคือบทกวีที่สัมพันธ์กับฤดูกาลทั้งหกแบ่งตามคัมภีร์โบราณ คือใบไม้ผลิ (วสนฺต) ร้อน (ครีษฺม) ฝน (ปฺราวฤษ) ใบไม้ร่วง (ศรทฺ) หนาว (เหมนตฺ) และน้ำค้าง (ศิศิระ)</p>
<p>กาลิทาสเองดูจะรักเมฆฝนและมองว่าฝนโรแมนติกไม่น้อย ใน <em>ฤตุสํหาร</em> พูดถึงฤดูฝนในฐานะช่วงเวลาที่ป่าและมวลดอกไม้ได้รับน้ำ ทำให้เกิดความยินดี ดอกไม้ทั้งหลายก็บานสะพรั่งรับน้ำฝน กวีมองว่าสตรีนั้นก็เหมือนผืนแผ่นดิน และฤดูฝนทำหน้าที่เหมือนเหล่าบุปผชาติที่แต่งแต้มประดับประดาผู้หญิงด้วยมาลัยอันหอมหวาน ทั้งยังพูดถึงพลังความรักท่ามกลางพายุฝน กล่าวคือเหล่าสตรีที่กลัวฟ้าฝน เมื่ออยู่กับคนรักก็จะกอดคนรักไว้แน่น ผู้ที่มีรักก็จะใช้แสงแปลบปลาบนำทางตนไปสู่คนที่รักได้โดยปราศจากความเกรงกลัว (อยากหยิก)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102013" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418.jpg" alt="" width="675" height="685" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418-296x300.jpg 296w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418-600x609.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.หนังสือเมฆฑูต-โดยกาลิทาส-https-chonniyom.co_.th-p418-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ใน <em>เมฆทูต</em>–แค่ชื่อเมฆทูตก็นึกถึงท้องฟ้าแล้ว แต่เมฆทูตหรือก้อนเมฆผู้นำสารแห่งความรู้สึกพูดถึงยักษ์ตนหนึ่งที่ต้องอาญา ถูกริบฤทธิ์และจองจำให้ห่างจากเมียรักเป็นเวลา 1 ปี ในห้วงเวลาของการร้างห่างไกล ยักษ์นั้นก็ได้แหงนหน้ามองฟ้า ฝากคำพรรณนาและความอาทรไปกับก้อนเมฆ</p>
<p>เมฆในที่นี้ไม่ใช่เมฆขาวๆ แต่เป็นเมฆฝน เป็นช่วงเวลาที่ยักษ์ถูกจองจำมาจนถึงฤดูมรสุม คือการจองจำล่วงมาถึงช่วงเดือน Ashadha คือราวกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งช่วงนี้อินเดียก็ฝนตก นอกจากจะถูกจองจำอยู่บนยอดเขามาหลายเดือนแล้ว พอหน้าฝนมาการณ์ต่างๆ ก็เริ่มสงบลง ผู้คนเริ่มเข้าอยู่ในที่ แถมฤดูฝนยังเป็นเครื่องหมายของฤดูรัก ดังนั้นเมื่อกาลิทาส ยักษ์ผู้แสนโรแมนติกเห็นก้อนเมฆดำ ก็นึกและเอื้อนเอ่ยความรัก ฝากฝังก้อนเมฆและลมฝนให้ช่วยหอบเอาความห่วงหาอาทรไปถึงเมียรักที่อยู่ในเมืองอันแสนไกล เมียรักที่คิดถึงเดียวดายจนผ่ายผอม กวีพรรณนาว่าข้อมือของเธอซูบเซียวจนไม่สามารถรักษากำไลข้อแขนไว้ได้ กำไลทองนั้นจึงร่วงหล่นดังเปรื่องปร่างจากความอาดูรของเธอ</p>
<p>สายฝนเองจึงเป็นอีกปรากฏการณ์ที่กระทบกับมนุษย์เราอย่างเป็นสากลและไร้กาลเวลา จากนิทานและกวีรักอายุนับพันปี แม้สายฝนจะทำให้กิจต่างๆ ชะงักลง แต่ฝนนั้นก็ผลักคนเข้าไปสู่พื้นที่พิเศษ ไปสู่ร่มคันเดียวกัน สู่ห้อง สู่หอ สู่โมงยามอันอัศจรรย์ สู่อ้อมแขนของกันและกัน ผลักเราสู่ห้วงแห่งความคิดคำนึง</p>
<p>เมื่อฝนตก…เราก็ได้แหงนหน้ามองฟ้า มองเห็นหมู่เมฆดำที่ร่วมยืนยันว่า อีกด้านของเงาแห่งฝนนั้นยังมีใครบางคนที่คงหยุดมองเมฆฝนอยู่ใต้แผ่นฟ้าเดียวกันกับเรา และบางครั้งเราก็ฝากเอาใจให้เมฆาสีดำและสายลมชุ่มฉ่ำให้ช่วยหอบเอาความคิดถึงพานพัดโอบอุ้มไปสู่หัวใจของใครอีกคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://archive.org/details/meghadtaorcloud00ouvrgoog/page/n14/mode/2up">archive.org</a></p>
<p><a href="https://books.google.co.th/books?id=jXw7-PdwZ7oC&amp;pg=PA132&amp;lpg=PA132&amp;dq=rain+and+love+mythology&amp;source=bl&amp;ots=ewY3ZK-cFR&amp;sig=ACfU3U10hFCdDzVRlPAzxqnXPntYj1YG3A&amp;hl=en&amp;sa=X&amp;ved=2ahUKEwiJ_IfX4oHqAhVz73MBHbcwAK0Q6AEwDHoECAoQAQ#v=onepage&amp;q=rain%20and%20love%20mythology&amp;f=false">books.google.co.th</a></p>
<p><a href="https://cuir.car.chula.ac.th/dspace/bitstream/123456789/12402/1/chawarote_wa.pdf">cuir.car.chula.ac.th</a></p>
<p><a href="https://www.sacred-texts.com/hin/rigveda/rv05083.htm">sacred-texts.com</a></p>
<p><a href="http://www.sanskritebooks.org/2010/10/meghadutam-of-kalidasa-with-sanskrit-commentary-english-translation/">sanskritebooks.org</a></p>
<p><a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/download/167388/120695/">so02.tci-thaijo.org</a></p>
<p><a href="https://th.m.wikibooks.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89?fbclid=IwAR1gE1iefLL6f2Y-i7pfiDKRDKr13LPMOTjKCusMqqlxe8OU6JLLBHdVMCQ">th.m.wikibooks.org</a></p>
<p><a href="https://vajirayana.org/%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C/%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0">vajirayana.org</a></p>
<p><a href="https://vajirayana.org/%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C">vajirayana.org</a></p>
<p><a href="https://venetiaansell.wordpress.com/2010/07/23/varsha-the-rains/?fbclid=IwAR2G6pCFxq1DYMSpHJGWvGBGeSaqSd3_uAkuogpm4W42D-eDtmQXY86x4js">venetiaansell.wordpress.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sanskrit-literature-and-rain/">ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ไหม ความหมายของสายฝนและการบอกรักในวรรณคดีสันสกฤต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากป่าแอมะซอนสู่ศิลปะร่วมสมัยและแผ่ใบไปทุกบ้าน : ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของฟิโลเดนดรอน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/philo-drendon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2020 17:52:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ไทรใบสัก]]></category>
		<category><![CDATA[ยางอินเดียดำ]]></category>
		<category><![CDATA[The Wolfsonian]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิโลเดนดรอน]]></category>
		<category><![CDATA[philodendron]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปนิก]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[นักพฤกศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98904</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไทรใบสัก ยางอินเดียดำ ฟิโลเดนดรอน สามชื่อมหัศจรรย์และตามมาด้วยอีกสารพัดชื่อที่ล่องลอยอยู่ในไอจี ลอยเท้งเต้งไปจนถึงตลาดค้าต้นไม้วันพุธ เลยมาจนถึงตลาดต้นไม้แถวเลียบด่วน จริงอยู่ว่ามนุษย์เราเลี้ยงต้นไม้ในร่มมาตั้งแต่บรรพกาล เรามีสวนลอยแห่งบาบิโลน มีความพยายามปลูกพืชบางชนิดในเรือนกระจก แต่ว่าการที่เราจะจินตนาการถึงการมีต้นไม้สีเขียวตัดกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ภาพของต้นไม้หนึ่งต้น ใบไม้ที่ทรงสวยตัดกับกำแพงสีขาวสะอาด พืชสีเขียวๆ ที่เคยอยู่ในป่าดงดิบกลับมาสถิตอยู่บนโต๊ะเก้าอี้ทรงโมเดิร์นผลงานแบบ Bauhaus ได้อย่างลงตัว มันก็ต้องมีจุดเชื่อมต่อบางอย่างที่ดึงและลดทอนร่มไม้ใบหนาจากป่าดิบชื้นเข้ามาสู่ชายคาบ้าน ฟิโลเดนดรอน คือ 1 ใน 3 ไม้อัศจรรย์ข้างต้น เป็นต้นไม้ที่แค่ชื่อก็รู้สึกถึงเรื่องราวบางอย่างแล้ว แต่ฟิโลเดนดรอน–ไม้แห่งความรักในร่มไม้นี้ เป็นหนึ่งในไม้สำคัญที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกาใต้ จากความงดงามอันแปลกประหลาดของใบและรูปทรง มนุษย์เรารักและเห็นความงามของต้นและใบไม้มาอย่างเนิ่นนาน พืชเช่นฟิโลเดนดรอนเองก็มีประวัติศาสตร์และการเดินทางอันยาวนาน พวกมันเป็นส่วนของวิถีชีวิตชนเผ่าของชาวแอมะซอน ฟิโลเดนดรอนเริ่มเดินทางออกจากป่าสู่เมืองก็ในช่วงศตวรรษที่ 19 นักพฤกษศาสตร์ได้จำแนกฟิโลเดนดรอนไว้มากถึง 900 สายพันธุ์ และนำพวกมันเดินทางออกจากป่าในบราซิลไปสู่สวนพฤกษศาสตร์ในสเปน หลังจากนั้นไม้ใบยักษ์นี้ก็ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่โลกของศิลปะร่วมสมัย จากสวนพฤกษศาสตร์เริ่มแผ่ใบเข้าไปสู่ชายคาบ้าน ในช่วงนี้เองที่โลกศิลปะเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เราให้ความสำคัญกับความเรียบง่าย ธรรมชาติ กระทั่งความสนใจในพืชต่างถิ่น เจ้าต้นไม้ฟอร์มสวย เทกซ์เจอร์ดีเหล่านี้จึงกลายเป็นความงามที่ค่อยๆ ย้ายตัวเองเข้าสู่ผืนผ้าใบ จากภาพวาดของ Matisse สู่ภาพถ่ายแฟชั่นของ Karl Lagerfeld&#160;และค่อยๆ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานสถาปัตยกรรมภายในร่วมสมัย จากยุโรปสู่ศิลปะแบบอเมริกันที่เราคุ้นเคยจากหน้านิตยสารและสไตล์การแต่งบ้านแบบมาตรฐาน ฟิโลเดนดรอนที่เราเอามาตั้งและนั่งยิ้มอยู่ในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะทำงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philo-drendon/">จากป่าแอมะซอนสู่ศิลปะร่วมสมัยและแผ่ใบไปทุกบ้าน : ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของฟิโลเดนดรอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไทรใบสัก ยางอินเดียดำ ฟิโลเดนดรอน สามชื่อมหัศจรรย์และตามมาด้วยอีกสารพัดชื่อที่ล่องลอยอยู่ในไอจี ลอยเท้งเต้งไปจนถึงตลาดค้าต้นไม้วันพุธ เลยมาจนถึงตลาดต้นไม้แถวเลียบด่วน</p>
<p>จริงอยู่ว่ามนุษย์เราเลี้ยงต้นไม้ในร่มมาตั้งแต่บรรพกาล เรามีสวนลอยแห่งบาบิโลน มีความพยายามปลูกพืชบางชนิดในเรือนกระจก แต่ว่าการที่เราจะจินตนาการถึงการมีต้นไม้สีเขียวตัดกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ภาพของต้นไม้หนึ่งต้น ใบไม้ที่ทรงสวยตัดกับกำแพงสีขาวสะอาด พืชสีเขียวๆ ที่เคยอยู่ในป่าดงดิบกลับมาสถิตอยู่บนโต๊ะเก้าอี้ทรงโมเดิร์นผลงานแบบ Bauhaus ได้อย่างลงตัว มันก็ต้องมีจุดเชื่อมต่อบางอย่างที่ดึงและลดทอนร่มไม้ใบหนาจากป่าดิบชื้นเข้ามาสู่ชายคาบ้าน</p>
<p>ฟิโลเดนดรอน คือ 1 ใน 3 ไม้อัศจรรย์ข้างต้น เป็นต้นไม้ที่แค่ชื่อก็รู้สึกถึงเรื่องราวบางอย่างแล้ว แต่ฟิโลเดนดรอน–ไม้แห่งความรักในร่มไม้นี้ เป็นหนึ่งในไม้สำคัญที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกาใต้ จากความงดงามอันแปลกประหลาดของใบและรูปทรง</p>
<p>มนุษย์เรารักและเห็นความงามของต้นและใบไม้มาอย่างเนิ่นนาน พืชเช่นฟิโลเดนดรอนเองก็มีประวัติศาสตร์และการเดินทางอันยาวนาน พวกมันเป็นส่วนของวิถีชีวิตชนเผ่าของชาวแอมะซอน ฟิโลเดนดรอนเริ่มเดินทางออกจากป่าสู่เมืองก็ในช่วงศตวรรษที่ 19 นักพฤกษศาสตร์ได้จำแนกฟิโลเดนดรอนไว้มากถึง 900 สายพันธุ์ และนำพวกมันเดินทางออกจากป่าในบราซิลไปสู่สวนพฤกษศาสตร์ในสเปน</p>
<p>หลังจากนั้นไม้ใบยักษ์นี้ก็ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่โลกของศิลปะร่วมสมัย จากสวนพฤกษศาสตร์เริ่มแผ่ใบเข้าไปสู่ชายคาบ้าน ในช่วงนี้เองที่โลกศิลปะเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เราให้ความสำคัญกับความเรียบง่าย ธรรมชาติ กระทั่งความสนใจในพืชต่างถิ่น เจ้าต้นไม้ฟอร์มสวย เทกซ์เจอร์ดีเหล่านี้จึงกลายเป็นความงามที่ค่อยๆ ย้ายตัวเองเข้าสู่ผืนผ้าใบ จากภาพวาดของ Matisse สู่ภาพถ่ายแฟชั่นของ Karl Lagerfeld&nbsp;และค่อยๆ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานสถาปัตยกรรมภายในร่วมสมัย จากยุโรปสู่ศิลปะแบบอเมริกันที่เราคุ้นเคยจากหน้านิตยสารและสไตล์การแต่งบ้านแบบมาตรฐาน</p>
<p>ฟิโลเดนดรอนที่เราเอามาตั้งและนั่งยิ้มอยู่ในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะทำงาน จึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเรา จากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การเกิดขึ้นของชีววิทยา การจำแนกสายพันธุ์พืช ความหลงใหลในโลกตะวันออก การล่าอาณานิคม เรื่อยมาจนถึงการปฏิวัติวงการออกแบบและการเกิดขึ้นของศิลปะร่วมสมัยอื่นๆ ที่รายล้อมเราอยู่ทุกวันนี้ เส้นทางของฟิโลเดนดรอนน่าหลงใหลจนกระทั่งกลายเป็นนิทรรศการพิเศษที่พิพิธภัณฑ์ The Wolfsonian–FIU</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99556" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant.jpg" alt="" width="675" height="449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron-Selloum-plant-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ไม้ใบหนาในป่าปูน ความรักในร่มไม้ที่แผ่ใบสู่เมืองใหญ่</h3>
<p>ลองนึกภาพงานสถาปัตยกรรมโบราณ เราเห็นภาพของความวิจิตรบรรจง เห็นการประดับประดาจำนวนมหาศาล แถมในยุคนั้นความเข้าใจเรื่องพืชพรรณก็มีน้อย ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ท้องถิ่น ทั้งยุโรปและเอเชียก็อาจมีการเลี้ยงไม้กระถางบ้าง แต่ไม้ในร่มบางส่วนปลูกไว้เพื่อต้องการผลผลิตตลอดปี ตอนนั้นจะเอาไม้กระถางไปตั้งเป็นประธาน ไปประกอบตกแต่ง ก็ดูจะสู้ผนังหลังคาหรือภาพเขียนวิจิตรตระการตาไม่ไหว ไม้กระถางอย่างที่เราคุ้นๆ ดูจะเข้ากับศิลปะและงานออกแบบสมัยใหม่ที่เน้นความน้อยแต่มาก เป็นการนำเอาธรรมชาติกลับเข้าไปสู่เมือง สู่ตึกอาคารที่เรียบง่ายแต่ก็แห้งแล้ง</p>
<p>รากศัพท์ของฟิโลเดนดรอนคือ ความรัก (philo) และไม้ใหญ่ (dendron–tree) ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะต้นของมันเป็นไม้ที่เกาะกอดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ จริงๆ ชื่อมันก็ฟังดูโรแมนติกและสะท้อนเส้นทางความรักในต้นไม้ของเราได้พอสมควร เจ้าฟิโลเดนดรอนเป็นต้นไม้ที่เติบโตในป่าดิบชื้น แรกเริ่มพบในแถบลาตินอเมริกา เช่น แคริบเบียน โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา หลังจากนั้นในช่วงราวศตวรรษที่ 17 ยาวนานมาจนถึงศตวรรษที่ 18 โลกตะวันตกเริ่มเดินทางสำรวจ เก็บรวบรวม จำแนกสายพันธุ์พืช และเริ่มจำแนกฟิโลเดนดรอน จนกระทั่งนำพืชจากป่าดิบเหล่านี้กลับไปเลี้ยงในสวนพฤกษศาสตร์</p>
<p>จากการเลี้ยงเพื่อการศึกษา ในยุคที่สวนอนุบาลกล้าไม้พบว่าไอ้เจ้าใบเขียวๆ หนาๆ ทรงสวยอย่างประหลาดนี้เลี้ยงง่าย ตายยาก แถมขยายพันธุ์ไวอีกต่างหาก การเพาะและขายต้นไม้นี้จึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับตลาดต้นไม้</p>
<p>ย้อนไปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หรือราวปี 1885 เป็นต้นมา ที่อังกฤษมีตลาดพรรณไม้ มีธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญพืชพรรณ (horticulture industry) มีแคตาล็อกราคาไม้นำเข้า ราคาเมล็ดเพื่อส่งให้กับสวน และการจัดสวนตามบ้านคหบดีและปราสาทราชวังของผู้มีอันจะกิน ในที่สุดเจ้าไม้ใบนี้ด้วยความที่ทนทาน เลี้ยงไม่ยาก ก็ค่อยๆ แมสและจับต้องได้ จากบ้านเศรษฐีสู่บ้านเรือนทั่วไปในท้ายที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สวยสมัยใหม่ ความงามของนางไพรในสายตาศิลปินโมเดิร์น</h3>
<p>ความงามขึ้นอยู่กับสายตาผู้มอง จากไม้กอใหญ่ในป่าดิบมายืนรวมหมู่อยู่ในสวนพฤกษศาสตร์ ด้วยกระแสความสนใจทั้งความสนใจในพืชต่างถิ่น ไปจนถึงว่าต้นไม้เหล่านี้ก็มีความสวยงามแปลกประหลาดของมันเอง ฟิโลเดนดรอนมีทรงใบแฉก หนา เป็นมัน มีคุณสมบัติทางภาพที่น่าหลงใหลอย่างประหลาด ดิบ สวย แปลก มีลักษณะที่เป็นนามธรรมสอดคล้องกับการนำเสนอภาพและแนวคิดศิลปะสมัยใหม่</p>
<p>ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ศิลปินร่วมสมัยจะมองเห็นความงามในรูปทรงนี้ ศิลปินร่วมสมัยสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ล้วนมีผลงานที่ใช้ฟิโลเดนดรอนประกอบ ทั้ง La Musique ของ Henri Matisse วาดขึ้นในปี 1939 เป็นภาพของผู้หญิงเล่นกีตาร์ ด้านหลังมีใบของฟิโลเดนดรอนทอดตัวลงเป็นฉาก หรือในประติมากรรม La femme au jardin (Woman in the Garden, 1929-1920) ของ Picasso ที่ใช้ใบฟิโลเดนดรอนไร้รูปร่างรายล้อมเรือนร่างของสุภาพสตรีด้วย</p>
<p>จากงานของทั้งมาทิสส์และปิกัสโซแสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปก็เริ่มคุ้นเคยกับไม้กระถางและไม้ในร่ม แถมยังมองเห็นว่าไม้เช่นฟิโลเดนดรอนนั้นมีความงามต้องกับรสนิยมสมัยใหม่ จากภาพเขียนของปรมาจารย์ หลังจากโลกของสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน ก็เริ่มมีการใช้ไม้ใบจากป่าดงดิบเหล่านี้เข้ามาเป็นทั้งองค์ประกอบและองค์ประธานของตัวพื้นที่</p>
<p><a href="https://www.henrimatisse.org/images/gallery/the-music.jpg" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99554" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse.jpg" alt="" width="675" height="678" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse-600x603.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/La-Musique-by-Henry-Matisse-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a></p>
<p><a href="https://static4.museoreinasofia.es/sites/default/files/styles/foto_vertical_wide/public/obras/DE00547_0.jpg?itok=W_wC_GgS" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99553" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Femme-au-jardin-by-Pablo-Picasso.jpg" alt="" width="444" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Femme-au-jardin-by-Pablo-Picasso.jpg 444w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Femme-au-jardin-by-Pablo-Picasso-222x300.jpg 222w" sizes="(max-width: 444px) 100vw, 444px" /></a></p>
<h3></h3>
<h3>จากสถาปัตยกรรมอเมริกันแถวไมอามี สู่มาตรฐานภาพถ่ายในนิตยสาร</h3>
<p>เรื่องสถาปัตยกรรมและความเฉิดฉายของฟิโลเดนดรอนค่อนข้างมีหลายกระแส แน่ล่ะว่ายุโรปกระทั่งเอเชียก็คงจะคุ้นกับไม้ในบ้านกันระดับหนึ่ง เห็นความงามและหลงใหลสีเขียวท่ามกลางคอนกรีต แต่ความเฉิดฉายของฟิโลเดนดรอนจากการเรียบเรียงของ The Wolfsonian–FIU พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในไมอามีที่จัดนิทรรศการอุทิศให้ฟิโลเดนดรอนในชื่อ Philodendron: From Pan-Latin Exotic to American Modern ทำการสดุดีไม้งามแห่งพงไพรในฐานะหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของศิลปะร่วมสมัย ชี้ให้เห็นว่าฟิโลเดนดรอนนั้นสัมพันธ์กับกระแสศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในชายฝั่งแถบเวสต์โคสต์ ตั้งแต่การตกแต่งภายในของบ้านสมัยใหม่ในแคลิฟอร์เนีย มาจนถึงภาพถ่ายแฟชั่นที่ทั้งคู่กลายเป็นไอคอนสำคัญให้กับโลกของงานออกแบบสมัยใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99563" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-3.jpg" alt="" width="675" height="495" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-3-300x220.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-3-600x440.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99564" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern.jpg" alt="" width="675" height="783" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-259x300.jpg 259w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/นิทรรศการ-Philodendron-From-Pan-Latin-Exotic-to-American-Modern-600x696.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันกระแสศิลปะแบบสมัยใหม่ (modernist movement) พัดพาเข้าสู่โลกของสถาปัตยกรรม ในอเมริกาเองโดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งแถบเวสต์โคสต์ ด้วยภูมิประเทศชายฝั่งและความมั่งคั่งแถบไมอามี แคลิฟอร์เนีย ประกอบกับวงการสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เริ่มเกิดกระแสสร้างบ้านทำนองวิลลาหรู เป็นบ้านที่ใช้เส้นตรง กระจก วัสดุสมัยใหม่ที่เรียบง่ายและคมคาย เป็นกระแสสำคัญ</p>
<p>ในยุคนั้นจึงมีบ้านระดับตำนานเกิดขึ้นหลายหลัง ซึ่งในบรรดาความเรียบง่ายของบ้านหรูแบบสมัยใหม่ นักออกแบบใช้ต้นไม้เข้าไปประดับกับตัวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่จนกลายเป็นไอคอนของวิลลาริมทะเลแบบอเมริกัน เรามีภาพถ่ายบ้าน Von Sternberg ผลงานการออกแบบของ Richard Neutra ที่ภายในมีการใช้ฟิโลเดนดรอนประดับประกอบกับห้องโล่งๆ เรียบๆ ซึ่งภาพนี้ก็เป็นอีกหนึ่งงานศิลปะภาพถ่ายทางสถาปัตยกรรม ถ่ายโดย Julius Shulman ในปี 1947 เป็นภาพแบบที่จะไปโผล่ในนิตยสารและหนังสือแบบบ้านและสถาปัตยกรรมที่เราคุ้นเคยกันดี</p>
<p>นอกจากบ้านของริชาร์ดแล้ว ในทำนองเดียวกันภาพงานออกแบบภายในของ Brody House ออกแบบโดยสถาปนิก Quincy Jones ก็ปรากฏการใช้กอฟิโลเดนดรอนขนาดใหญ่เป็นองค์ประธานของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เจ้าไม้จากป่าดิบเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะภาพถ่าย เป็นบ้านและภาพแบบมาตรฐานที่เราจะเห็นในตำราสถาปัตยกรรมร่วมสมัยกันจนชินตา</p>
<p><a href="https://sobrearquitecturas.files.wordpress.com/2016/09/documentacion-richard-neutra-casa-josef-von-sternberg-california_6_696154.jpg?w=584" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99561" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Von-Sternberg-House.jpg" alt="" width="584" height="545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Von-Sternberg-House.jpg 584w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Von-Sternberg-House-300x280.jpg 300w" sizes="(max-width: 584px) 100vw, 584px" /></a></p>
<p><a href="https://lamodern.files.wordpress.com/2010/04/brody-house-a-quincy-jones_114_2.jpg" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99552" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Brody-House.jpg" alt="" width="675" height="551" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Brody-House.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Brody-House-300x245.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Brody-House-600x490.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a></p>
<p>ฟิโลเดนดรอนรวมถึงไม้ใบอื่นๆ จึงเป็นไม้ที่มีความงามเข้ากับสุนทรียภาพของโลกสมัยใหม่ จากผืนผ้าใบมาสู่หน้านิตยสารบ้านและงานออกแบบ ความสวยของใบไม้และรูปทรงนั้นยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่ออยู่ในดินแดนของศิลปะภาพถ่ายและโลกของแฟชั่น นอกจากกอไม้ ใบไม้ที่เคยเป็นส่วนประกอบของบ้าน เคยอยู่ในกระถาง ในที่สุดก็กลายมาเป็นส่วนประกอบของภาพถ่ายจากนิตยสาร <em>Home Décor</em> สู่ <em>Vogue</em> ภาพสำคัญนั้นเป็นภาพของ Michele Oka Doner ถ่ายโดยเลเกอร์เฟลด์ โดยถ่ายให้ <em>Vogue</em> ในปี 1999 ตัวภาพเป็นการผสานความงามของตัวแบบกับการใช้ใบไม้ขนาดใหญ่ที่กล้องหรือภาพถ่ายสามารถจับรายละเอียดจนเกิดสไตล์แบบไฮแฟชั่น</p>
<p><div id="attachment_99555" style="width: 574px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://i.pinimg.com/564x/5a/25/b8/5a25b8ee41dce06a6a2c3f57e5873bab.jpg" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99555" class="wp-image-99555 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron_-Portrait-of-Michele-Oka-Doner-by-Karl-Lagerfeld-for-Vogue-1999..jpg" alt="" width="564" height="495" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron_-Portrait-of-Michele-Oka-Doner-by-Karl-Lagerfeld-for-Vogue-1999..jpg 564w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Philodendron_-Portrait-of-Michele-Oka-Doner-by-Karl-Lagerfeld-for-Vogue-1999.-300x263.jpg 300w" sizes="(max-width: 564px) 100vw, 564px" /></a><p id="caption-attachment-99555" class="wp-caption-text">&#8220;Philodendron&#8221;: Portrait of Michele Oka Doner by Karl Lagerfeld for Vogue, 1999.</p></div></p>
<p>จากเรื่องราวการย้ายจากป่าดงพงไพรที่จะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็ไม่กี่ร้อยปี กว่าที่เจ้าฟิโลเดนดรอนจะค่อยๆ แผ่ใบเข้ามาสู่สุนทรียภาพของกระแสสมัยใหม่ จากภาพเขียนสู่สถาปัตยกรรมและงานออกแบบภายใน เรื่อยมาจนมาอยู่ในนิตยสาร ที่ทำให้ในที่สุดจากต้นไม้ใบหนาสู่การเข้ามาอยู่รวมชายคากับมนุษย์เรา ในมุมเล็กมันช่วยสะท้อนภาพของศิลปะและกระแสของโลกสมัยใหม่ที่หยั่งรากมาตั้งแต่ศตวรรษก่อนหน้า ฟิโลเดนดรอนจึงเป็นเหมือนทั้งลูกหลานและมรดกตกทอดของงานระดับไอคอนร่วมสมัยที่คลี่คลายจนมาอยู่ในรั้วบ้านของเรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.1stdibs.com/introspective-magazine/philodendron-at-the-wolfsonian/">1stdibs.com</a></p>
<p><a href="https://www.britannica.com/plant/Arisaema">britannica.com</a></p>
<p><a href="https://www.miamiherald.com/entertainment/visual-arts/article54560290.html">miamiherald.com</a></p>
<p><a href="https://pikaplant.com/en/the-plant-keep/philodendron-hederaceum/?v=989173909475">pikaplant.com</a></p>
<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/229921208_A_century_of_the_ornamental_plant_trade_and_its_impact_on_invasion_success">researchgate.net</a></p>
<p><a href="https://www.thejoyofplants.co.uk/philodendron">thejoyofplants.co.uk</a></p>
<p><a href="https://wolfsonian.org/whats-on/exhibitions+installations/2015/10/philodendron-from-pan-latin-exotic-to-american-modern.html">wolfsonian.org</a></p>
<p><a href="https://wolfsonian.org/whats-on/exhibitions+installations/2015/10/philodendron-from-pan-latin-exotic-to-american-modern.html">wolfsonian.org</a></p>
<p><a href="https://wolfsonian.org/_assets/docs/pr-philodendron.pdf">wolfsonian.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philo-drendon/">จากป่าแอมะซอนสู่ศิลปะร่วมสมัยและแผ่ใบไปทุกบ้าน : ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของฟิโลเดนดรอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รักงานเมื่อคราวห่าลง นักคิดใหญ่ work from home อย่างไรไม่ให้ห่ากิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/work-from-home-before-it-was-cool/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2020 17:07:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Romanticism]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การกักตัว]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[work from home]]></category>
		<category><![CDATA[กาฬโรค]]></category>
		<category><![CDATA[Quarantine]]></category>
		<category><![CDATA[Isaac Newton]]></category>
		<category><![CDATA[William Shakespeare]]></category>
		<category><![CDATA[ไอแซก นิวตัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิลเลียม เชกสเปียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=93466</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การสาธารณสุขสมัยใหม่ทำให้เราไม่คุ้นเคยกับโรคระบาด จนกระทั่งการระบาดล่าสุดนี้เจ้าโรคยุคใหม่ที่ปรับตัวและระบาดอย่างรวดเร็วทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ต้องปรับตัวตาม แต่การปรับตัวรับกับโรค การกักกันตัวเอง การแยกห่างออกจากสังคม ถ้าไม่นับเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ แล้ว บางส่วนก็ดูเหมือนว่าเราเองกำลังย้อนกลับไปสู่ยุคก่อนหน้า ไปสู่วิถีชีวิตที่โรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นยุคสมัยที่มี ‘การทำงานจากที่บ้าน’ หรือที่เรียกว่า work from home นอกจากการกักกันตัวเองแล้วยังเป็นยุคที่บ้านและการทำงานไม่แยกขาดจนเป็นออฟฟิศอย่างที่เราคุ้นเคย พอเริ่มมีการระบาด ผู้คนต้องเปลี่ยนบ้านเป็นออฟฟิศ สื่อหลายแห่งก็เริ่มตีข่าวขุดคุ้ยเรื่องราวสนุกๆ มาชวนขบคิด ให้เราได้สนุกสนาน บางส่วนก็เริ่มชี้ชวนว่านักคิด นักเขียน นักทฤษฎีบิ๊กเนมก็เคยเจอโรคระบาด กักกันตัวเอง แถมยังผลิตงานที่เราคุ้นเคย อยู่ยั้งยืนยงมาเป็นร้อยๆ ปี โดยเฉพาะสมัยศตวรรษที่ 18 ที่ยุโรปและทั่วโลกเผชิญกับกาฬโรคหรือห่าลง เหล่าบูรพนักคิดล้วนผ่านการทำงานจากที่บ้าน ทั้งรับมือกับโรคระบาดและจัดการผลิตงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนหนึ่งเป็นกำลังใจว่าไอ้ภาวะถูกบังคับให้โดดเดี่ยวอาจมีข้อดีของมันอยู่ นักคิดเช่น Isaac Newton หรือกระทั่ง William Shakespeare เองก็ต่างค้นพบและผลิตงานชั้นยอดในเวลาที่ดูสิ้นหวังเช่นนี้ มีหลักฐานว่านิวตันไปสังเกตแอปเปิลตอนหลบโรคในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ในขณะที่เชกสเปียร์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษนั้นก็เจอโรคห่าเหมือนกัน และสันนิษฐานว่าผลงานสำคัญหลายชิ้น เช่น King Lear ก็เขียนขึ้นในช่วงหลบโรคภัย โรงละครปิด และการใช้ชีวิตในห้วงเวลาแห่งการระบาดนั้นส่งผลต่อผลงานของเชกสเปียร์อย่างลึกซึ้ง พอพูดถึงนักคิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/work-from-home-before-it-was-cool/">รักงานเมื่อคราวห่าลง นักคิดใหญ่ work from home อย่างไรไม่ให้ห่ากิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การสาธารณสุขสมัยใหม่ทำให้เราไม่คุ้นเคยกับโรคระบาด จนกระทั่งการระบาดล่าสุดนี้เจ้าโรคยุคใหม่ที่ปรับตัวและระบาดอย่างรวดเร็วทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ต้องปรับตัวตาม</p>
<p>แต่การปรับตัวรับกับโรค การกักกันตัวเอง การแยกห่างออกจากสังคม ถ้าไม่นับเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ แล้ว บางส่วนก็ดูเหมือนว่าเราเองกำลังย้อนกลับไปสู่ยุคก่อนหน้า ไปสู่วิถีชีวิตที่โรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นยุคสมัยที่มี ‘การทำงานจากที่บ้าน’ หรือที่เรียกว่า work from home นอกจากการกักกันตัวเองแล้วยังเป็นยุคที่บ้านและการทำงานไม่แยกขาดจนเป็นออฟฟิศอย่างที่เราคุ้นเคย</p>
<p>พอเริ่มมีการระบาด ผู้คนต้องเปลี่ยนบ้านเป็นออฟฟิศ สื่อหลายแห่งก็เริ่มตีข่าวขุดคุ้ยเรื่องราวสนุกๆ มาชวนขบคิด ให้เราได้สนุกสนาน บางส่วนก็เริ่มชี้ชวนว่านักคิด นักเขียน นักทฤษฎีบิ๊กเนมก็เคยเจอโรคระบาด กักกันตัวเอง แถมยังผลิตงานที่เราคุ้นเคย อยู่ยั้งยืนยงมาเป็นร้อยๆ ปี โดยเฉพาะสมัยศตวรรษที่ 18 ที่ยุโรปและทั่วโลกเผชิญกับกาฬโรคหรือห่าลง เหล่าบูรพนักคิดล้วนผ่านการทำงานจากที่บ้าน ทั้งรับมือกับโรคระบาดและจัดการผลิตงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน</p>
<p>ส่วนหนึ่งเป็นกำลังใจว่าไอ้ภาวะถูกบังคับให้โดดเดี่ยวอาจมีข้อดีของมันอยู่ นักคิดเช่น Isaac Newton หรือกระทั่ง William Shakespeare เองก็ต่างค้นพบและผลิตงานชั้นยอดในเวลาที่ดูสิ้นหวังเช่นนี้ มีหลักฐานว่านิวตันไปสังเกตแอปเปิลตอนหลบโรคในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ในขณะที่เชกสเปียร์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษนั้นก็เจอโรคห่าเหมือนกัน และสันนิษฐานว่าผลงานสำคัญหลายชิ้น เช่น <em>King Lear</em> ก็เขียนขึ้นในช่วงหลบโรคภัย โรงละครปิด และการใช้ชีวิตในห้วงเวลาแห่งการระบาดนั้นส่งผลต่อผลงานของเชกสเปียร์อย่างลึกซึ้ง</p>
<p>พอพูดถึงนักคิด นักเขียน ก็ดูเหมือนว่าเหล่านักเขียนนี่เองต่อให้ไม่มีการหลบโรคหรือ quarantine ก็ดูจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานที่บ้าน ต้องพยายามจัดการระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวให้ทั้งสองส่วนนั้นดำเนินต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ</p>
<p>ดังนั้นนักทำงานที่บ้านระดับ beginner อย่างเราๆ ถ้ารับฟังและเรียนรู้จากมือโปรก็น่าจะได้เทคนิคหรือเคล็ดลับบริหารชีวิตจิตใจกันต่อไป เป็นการบริหารชีวิตช่วงห่าลงโดยไม่ให้ห่ากิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>annus mirabilis–year of wonders, Isaac Newton</h3>
<p><div id="attachment_94127" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94127" class="size-full wp-image-94127" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Portrait-of-Isaac-Newton-1642-1727.This-a-copy-of-a-painting-by-Sir-Godfrey-Kneller-1689.jpg" alt="" width="450" height="618" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Portrait-of-Isaac-Newton-1642-1727.This-a-copy-of-a-painting-by-Sir-Godfrey-Kneller-1689.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Portrait-of-Isaac-Newton-1642-1727.This-a-copy-of-a-painting-by-Sir-Godfrey-Kneller-1689-218x300.jpg 218w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-94127" class="wp-caption-text">Portrait of Isaac Newton (1642-1727). This a copy of a painting by Sir Godfrey Kneller (1689)</p></div></p>
<p>ในยุคของไอแซก นิวตัน เขาเจอโรคระบาดใหญ่จนต้องกักตัวตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ทำให้ได้ใช้เวลาศึกษาสังเกตสิ่งต่างๆ จนนำมาซึ่งฐานความรู้และการค้นพบสำคัญๆ เช่นแรงโน้มถ่วง</p>
<p>เพื่อไม่ให้งง ตามลำดับเวลาแล้วเชกสเปียร์อยู่ในห้วงเวลาก่อนหน้านิวตัน เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ สมัยของเชกสเปียร์จะอยู่ราวๆ ปลายศตวรรษที่ 16 &#8211; ต้นศตวรรษที่ 17 (1560-1610s) ในขณะที่นิวตันมีชีวิตอยู่กลางๆ ศตวรรษค่อนไปปลาย จะเข้าศตวรรษที่ 18 แล้ว ยุคของเชกสเปียร์จึงเจอโรคระบาดทั้งกาฬโรคและฝีดาษบ่อยกว่ายุคหลัง</p>
<p>แต่จะขอกล่าวถึงนิวตันก่อน เพราะกรณีของนิวตันที่ขณะนั้นยังไม่มีบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงนักศึกษาหนุ่มน้อยวัย 20 ต้นๆ จาก Trinity College อันโด่งดังแห่งเคมบริดจ์ ในปี 1665 ลอนดอนเผชิญกับกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ ในตอนนั้น–เหมือนกับตอนนี้ภาคส่วนต่างๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยปิดตัวลงชั่วคราว เคมบริดจ์เองก็ส่งเหล่านักศึกษากลับบ้าน ให้เรียนรู้ด้วยตัวเองไปก่อน พ่อหนุ่มน้อยนิวตันก็กลับไปใช้ชีวิตหนีโรค กระทำการ social distancing before it was cool ที่ Woolsthorpe Manor คฤหาสน์ของครอบครัวที่อยู่ห่างไป 60 ไมล์จากเคมบริดจ์</p>
<p><div id="attachment_94134" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94134" class="size-full wp-image-94134" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Woolsthorpe_Manor-west_facade.jpg" alt="" width="675" height="519" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Woolsthorpe_Manor-west_facade.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Woolsthorpe_Manor-west_facade-300x231.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Woolsthorpe_Manor-west_facade-600x461.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-94134" class="wp-caption-text">Woolsthorpe Manor–west facade</p></div></p>
<p>ณ ที่แห่งนั้น ขวบปีแห่งอิสรภาพ นิวตันใช้ขวบปีแห่งการหลีกเร้นไปกับการศึกษาเรียนรู้ ด้วยความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีนิสัยรักความรู้ นิวตันถึงขนาดเขียนไว้ในบันทึกว่า ช่วงปีของการหนีโรคของเฮียแกนั้นเป็นช่วงปีแห่งความมหัศจรรย์ (year of wonders หรือเป็นภาษาละตินแสนเก๋ว่า annus mirabilis)</p>
<p>นอกจากเป็นคนใฝ่รู้แล้ว การหนีโรคก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นิวตันไม่สามารถไปเที่ยวเล่นได้คล้ายกับเราๆ ท่านๆ ในตอนนี้ นิวตันจึงบริหารจัดการเวลา จัดตารางเรียน เพิ่มเวลารู้ ศึกษาสังเกต ทดลองอะไรสารพัดในพื้นที่บ้านอันเป็นเขตกักกันโรครูปแบบหนึ่งนั่นแหละ</p>
<p>กลายเป็นว่าการใช้เวลาโดดเดี่ยวอยู่กับตัวเอง ไม่ได้ตกอยู่ใต้การควบคุมของอาจารย์ นิวตันสามารถคิดนี่ทดลองนั่น สังเกตอะไรได้ตามแต่ใจต้องการ และนำไปสู่ความรู้สำคัญที่กลายเป็นรากฐานของโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เลยทีเดียว</p>
<p>นิวตันศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ บทเรียนแรกๆ ที่ทำคือแก้โจทย์ต่างๆ และโจทย์ที่คิดๆ แก้ๆ นั้นนำไปสู่รากฐานของแคลคูลัส ต่อมาแกก็ไปจัดหาปริซึมมา เอามานั่งสังเกต ส่องดูอยู่ในห้องนอน จนพบว่าแสงกระจายตัวได้ นำไปสู่ทฤษฎีว่าด้วยการรับภาพ (optics) และแน่นอนที่คฤหาสน์บ้านไร่นั้นก็เป็นที่สถิตของต้นแอปเปิลในตำนาน ที่เล่าขานกันว่าลูกของมันตกใส่หัวของนักศึกษาหนุ่ม</p>
<p><div id="attachment_94126" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94126" class="size-full wp-image-94126" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Isaac-Newton_s-Legendary-tree-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-94126" class="wp-caption-text">Isaac Newton&#8217;s legendary apple tree</p></div></p>
<p>ไอ้ตำนานหล่นใส่หัวอาจจะใส่สีตีไข่ แต่ต้นแอปเปิลมีจริง และมีบันทึกในจดหมายของผู้ช่วยนิวตันว่าเขาคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงจากการใช้เวลาในสวนและเห็นลูกแอปเปิลหล่น ผู้ช่วยได้ยินแกพึมพำเรื่องระยะและการตกอิสระ จะสูงแค่ไหน สูงจากดวงจันทร์เลยดีไหม คือสิ่งที่นิวตันพูดกับตัวเอง ไม่ได้พูดกับตุ๊กตา</p>
<p>กาฬโรคที่ระบาดใหญ่ในปี 1665 ถือเป็นการระบาดหนักครั้งท้ายๆ ที่ยุโรปเผชิญ ก่อนเริ่มมีวิทยาการ ความเข้าใจเรื่องจุลชีพ เชื้อก่อโรค และการมาถึงของสาธารณสุข</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>to drive infection from the dangerous year, Venus and Adonis</h3>
<p><div id="attachment_94129" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94129" class="size-full wp-image-94129" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-portrait-of-William-Shakespeare-acquired-by-the-National-Portrait-Gallery-in-1856.jpg" alt="" width="675" height="865" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-portrait-of-William-Shakespeare-acquired-by-the-National-Portrait-Gallery-in-1856.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-portrait-of-William-Shakespeare-acquired-by-the-National-Portrait-Gallery-in-1856-234x300.jpg 234w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-portrait-of-William-Shakespeare-acquired-by-the-National-Portrait-Gallery-in-1856-600x769.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-94129" class="wp-caption-text">The portrait of William Shakespeare acquired by the National Portrait Gallery in 1856</p></div></p>
<p>กระเถิบขึ้นมาอีกครึ่งร้อยปีในยุคเอลิซาบีธัน วิลเลียม เชกสเปียร์ ก็คล้ายๆ กับปวงชนร่วมสมัย คือล้วนเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบโดยตรงจากโรคระบาด เขาเผชิญความสูญเสียจากโรคระบาดมาทั้งชีวิต ตั้งแต่การเสียพี่น้องชาย-หญิงไปถึง 3 คนในวัยเด็ก แถมยังมาสูญเสียลูกชายวัย 11 ขวบในปี 1596 อีก</p>
<p>ตลอดชีวิตการทำงานของเชกสเปียร์เจอกับการระบาดใหญ่ถึง 3 ครั้ง คือในปี 1593, 1603 และ 1608 ทุกครั้งนำไปสู่การปิดโรงละครและการสูญเสียทั้งนักแสดงและเพื่อนร่วมงานของ The Globe โรงละครที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุค</p>
<p><div id="attachment_94128" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94128" class="size-full wp-image-94128" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/The-Globe-Theater-London-UK-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-94128" class="wp-caption-text">The Globe Theater, London, UK</p></div></p>
<p>การระบาดแต่ละครั้งกระทบกับชีวิตของเฮียแกโดยตรงและทำให้แกกลัวโรคระบาดอย่างจับจิตจับใจ แต่ในการระบาดสำคัญช่วงกลางคนคือปี 1603 ที่แม้จะกระทบกับการงานโดยตรงจนต้องปิดโรงละครไป แต่ก็มีนักวิชาการชี้ให้เห็นว่าทั้งโรคระบาดและการระบาดครั้งสำคัญนี่แหละทำให้เชกสเปียร์ผลิตบทละครสำคัญที่กลายเป็นหมุดหมายของวรรณคดีอังกฤษออกมาได้</p>
<p>งานของเชกสเปียร์ดูจะเกี่ยวกับโรคระบาดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผลงานสำคัญๆ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจาก <em>The Decameron</em> วรรณคดีอิตาเลียนที่พูดถึงการเล่าเรื่องย่อยๆ เพื่อฆ่าเวลาในขณะที่หลบหนีจากโรคระบาด โครงเรื่องและสไตล์ในเรื่องย่อยของ <em>The Decameron </em>ส่งอิทธิพลต่อผลงานของเชกสเปียร์ เช่น <em>Cymbeline</em>, <em>The </em><em>Merchant of Venice</em> และ <em>All&#8217;s Well That Ends Well</em></p>
<p>ยุคเอลิซาบีธันเป็นยุคที่เมืองเริ่มเจริญ หนาแน่นขึ้น ทางโลกและทางธรรมปะทะกันอยู่เนืองๆ โลกยังมีกลิ่นอายและอิทธิพลของศาสนจักร ในขณะเดียวกันการเฟื่องฟูของวิทยาการก็นำไปสู่ความรู้และความสุขทางโลก ยุคนั้นการละครในฐานะความบันเทิงฟื้นฟูขึ้น ทำให้ความรู้กรีก-โรมันเติบโตขึ้นพร้อมกัน แต่อนิจจา ทั้งเมืองที่หนาแน่นขึ้น กิจกรรมทางศาสนา และโรงละครนั้น เป็นกิจกรรมทางสังคมชั้นดีที่นำไปสู่การระบาดได้</p>
<p>ในยุคนั้นเชื่อว่าโรคระบาดคืออากาศพิษ การหายใจรดกันในพื้นที่เช่นโรงละครทำให้ติดโรค แถมยังมองว่าโรงละครเป็นแหล่งของสิ่งผิดศีลธรรม นักบวชผู้เคร่งศาสนาจึงก่นด่าว่าโรคระบาดเกิดจากบาป ละครคือบาป โรคระบาดก็เกิดจากละครไง แต่ในทางกลับกันทั้งกิจกรรมทางศาสนาและละครก็ล้วนเอื้อต่อโรคติดต่อทั้งคู่</p>
<p>ด้วยความที่ชีวิตรายล้อมด้วยโรค เราอาจอนุมานได้ว่าเชกสเปียร์เองก็คงได้รับผลกระทบและในทางกลับกันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กวีเอกด้วยเช่นกัน สำนวนแบบเชกสเปียร์ก็มีการอ้างถึง มีอุปมาความเปรียบที่อ้างอิงโรคระบาดอยู่บ่อยครั้ง คนส่งสาส์นในเรื่อง <em>Romeo and Juliet</em> เดินทางมาถึงล่าช้าจนเกิดโศกนาฏกรรมความรักขึ้นก็เพราะเจอโรคระบาด การใช้อุปลักษณ์ (metaphor) ของโรคระบาดก็เป็นความเปรียบที่ใช้อธิบายความย่ำแย่ การถูกกัดกิน ซึ่งล้วนสะท้อนภาพของกรุงลอนดอนที่ทั้งเต็มด้วยโรคระบาดจริงๆ และโรคระบาดทางความหมายจากสังคมที่เสื่อมทราม</p>
<p>ในปี 1593 โรงละครถูกปิดเพราะโรคระบาด ในการระบาดครั้งนั้นโรงละครถูกปิดถึง 6 เดือน เชกสเปียร์พักจากงานละคร หันไปแต่งกวีนิพนธ์ขนาดยาวเรื่อง <em>Venus and Adonis </em>และ <em>The Rape of Lucrece</em> กวีนิพนธ์ <em>Venus and Adonis </em>กลายเป็นบทกวีโรแมนซ์ที่ประสบความสำเร็จเรื่องหนึ่ง กระทั่งตัวเรื่องเองยังมีความเปรียบที่พูดถึงโรคระบาดด้วย ฉากที่เทพีแห่งความรักขอรอยจูบจากหนุ่มมนุษย์ยังใช้ความเปรียบของการติดเชื้อและการรักษาโรคมาสมอ้าง เทพีบอกว่ารอยจูบและลมหายใจ–ความรักนั้นช่วยขับไล่โรคาและกำจัดกาฬวิบัติได้ (<em>to drive infection from the dangerous year–the plague is banish’d by thy breath.</em>)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กระเถิบมาอีกนิดในต้นทศวรรษ 1600 ลอนดอนเผชิญกับการระบาดครั้งมโหฬารต่อเนื่องกันถึง 2 ครั้ง รอบแรกคือการระบาดในปี 1603ในครั้งนั้นลอนดอนสูญเสียประชากรไปถึง 1 ใน 10 มีรายงานการเสียชีวิตทั้งปีสูงถึง 33,000 ราย หลังจากนั้นก็มีการระบาดย่อยและปิดโรงละครอีกครั้งในปี 1606</p>
<p>ในปีนั้นเอง James Shapiro นักวรรณคดีและศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีเปรียบเทียบ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเชกสเปียร์และประวัติศาสตร์สมัยใหม่ช่วงต้น (early modern period) เสนอว่า ช่วงที่เชกสเปียร์หยุดงาน ปิดโรงละคร ในปีนี้แหละที่ผลิตผลงานสำคัญออกมาเมื่อต้องกักกันตัวเอง คือ <em>King Lear</em>, <em>Macbeth</em>, และ <em>Antony and Cleopatra</em></p>
<p>แน่นอนว่าเชกเสปียร์คือหนึ่งในผู้รู้รอบ แกไม่ได้เป็นกวีอย่างเดียว แกเป็นหุ้นส่วนโรงละคร นักแสดง ผู้จัด ผู้จัดการ ที่ต้องบริหารจัดการให้กิจการละครอยู่ต่อได้ ไหนจะการสืบสาวคอนเนกชั่นกับราชสำนัก ทำความเข้าใจผู้ชม สร้างละครที่เหมาะกับรสนิยมอันหลากหลาย ไหนจะจัดการเรื่องฉาก มุมมอง และอีกสารพัดเรื่อง</p>
<p>ดังนั้นในช่วงปีที่โรงละครปิดเชกสเปียร์จึงผลิตงานเขียนได้มากมาย พบปะพูดคุยกับราชสำนักสำหรับงานรื่นเริงและพิธีที่ถูกเลื่อนถูกงดในช่วงหดหู่ซึมเซาจากการระบาดใหญ่ติดๆ กัน และแน่นอนว่าบทกวีสำคัญ <em>King Lear</em> ก็แสดงครั้งแรกหน้าพระพักตร์พระเจ้าเจมส์ที่ 1ใน Boxing Day หลังวันคริสต์มาสช่วงปลายปี 1606 ปีเดียวกันกับการระบาดใหญ่นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายก็ไม่เชิงว่าเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอะไรทำนองนั้น แต่ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นต่อไป และในยุคที่เราเริ่มทำงานจากที่บ้าน ในห้วงเวลาที่โรคห่าลงปอดเช่นนี้ เราเองก็อาจตกอยู่ในภาวะที่ไม่ได้แย่มาก คือไม่ตาย ยังพอทำงานต่อได้ และในทางกลับกันก็ถือว่าอาจจะพอมีเวลาได้ผลิตงาน ทำงานที่เรารัก ถือเป็นความท้าทายว่าเรารักงานที่ทำอยู่หรือเปล่า และเป็นการทดสอบบริหารความรู้สึกกับงาน การจัดการพื้นที่บ้านและพื้นที่ทำงาน การจัดการระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางอาชีพไปในตัว</p>
<p>เอาเป็นว่าไหนๆ ก็ยังไม่ตายหรือไม่สาหัสจากตัวโรคโดยตรง การจัดการให้ชีวิตไม่พัง ไปต่อได้ ก็น่าจะพอได้อยู่แหละ</p>
<p>รู้ว่าเป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยรอดจากโรคมาได้ก็บูรณะร่างกายและจิตใจ ทำงานที่เรารัก ใช้ชีวิตที่เรามีกันต่อไป</p>
<hr />
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.brainpickings.org/2013/05/03/advice-on-writing/">brainpickings.org</a></p>
<p><a href="https://www.reference.com/world-view/did-black-plague-affect-shakespeare-dda4d9c1ee47b1e1">reference.com</a></p>
<p><a href="https://www.theatlantic.com/culture/archive/2020/03/broadway-shutdown-could-be-good-theater-coronavirus/607993/">theatlantic.com</a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/stage/2020/mar/22/shakespeare-in-lockdown-did-he-write-king-lear-in-plague-quarantine">theguardian.com</a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2020/mar/19/from-hemingway-to-haruki-murakami-great-writers-tips-about-working-from-home">theguardian.com/lifeandstyle</a></p>
<p><a href="https://www.washingtonpost.com/history/2020/03/12/during-pandemic-isaac-newton-had-work-home-too-he-used-time-wisely/">washingtonpost.com</a></p>
<p><a href="https://william-shakespeare.classic-literature.co.uk/venus-and-adonis/ebook-page-07.asp">william-shakespeare.classic-literature.co.uk</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>เครดิตภาพ </em></p>
<p><a href="http://nationaltrust.org.uk">nationaltrust.org.uk</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/work-from-home-before-it-was-cool/">รักงานเมื่อคราวห่าลง นักคิดใหญ่ work from home อย่างไรไม่ให้ห่ากิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมและความหมายชวนวุ่นวายในการแลกของขวัญที่ถักสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gifting-culture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Dec 2019 02:00:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[advertorial]]></category>
		<category><![CDATA[branded content]]></category>
		<category><![CDATA[The Mall]]></category>
		<category><![CDATA[Present]]></category>
		<category><![CDATA[Gift]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=83230</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘If friends make gifts, gifts make friends–Marshall Sahlins’ ช่วงปลายปีแบบนี้ กิจกรรม ‘การเลือกของขวัญ’ ดูจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราทั้งสนุกกับการได้เลือกสรร ซื้อหาข้าวของที่เหมาะสม สนุกไปกับการคิดหาวิธีการห่อให้สวยงาม ได้นึกภาพว่าการที่ของที่เราคิดมาเป็นอย่างดีนี้ไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาจะรู้สึกยังไงนะ จะชอบหรือเปล่า แต่ในทางกลับกัน การซื้อของขวัญก็ดูจะประกอบขึ้นด้วย ‘ความหนักใจ’ บางอย่าง การเลือกของขวัญลึกๆ เต็มไปด้วยความยากเย็น เราซื้ออะไรถึงจะเหมาะ หลายครั้งที่เราประสบปัญหาว่า ซื้อของขวัญอะไรดีนะ ในหัวของเราจะเต็มไปด้วยการคิดคำนวณ การประเมินถึงหลายๆ อย่างที่แสนจะซับซ้อนเกินกว่าแค่ตัวเลข ของขวัญชิ้นนี้มันจะแสดงถึงความสัมพันธ์ของเราไหมนะ เขาเคยให้อะไรเราหรือเปล่า สถานะของเราและผู้รับเป็นยังไง ของขวัญชิ้นนี้จะต้องเป็นทั้งตัวแทนของตัวเรา ในขณะที่ก็ต้องเหมาะสมกับอีกฝ่ายด้วย  ฟังดูอาจจะเวอร์ไปหน่อย แต่เชื่อเถอะว่า แทบทุกครั้งการซื้อของขวัญให้คนอื่นยากเย็นกว่าการซื้อของใช้เองหลายเท่านัก ไอ้เจ้าการแลกเปลี่ยนของขวัญที่ดูจะเป็นกิจกรรมสามัญนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่แสนสำคัญ เก่าแก่และซับซ้อนของมนุษยชาติ นักมานุษยวิทยาบางคนมองว่าการแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้มนุษย์เรารักษาและถักสานความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ยั่งยืนจนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของเรา ของขวัญกับธุรกรรมของสัญญาใจ คำว่าของขวัญ หรือ gift ด้วยตัวมันเองเป็นคำที่ค่อนข้างพิเศษ แต่เดิมในยุคโบราณมักสื่อถึงความสัมพันธ์พิเศษต่างๆ ที่มี ‘ของขวัญ’ เป็นสื่อกลาง เช่นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าที่มักมีเครื่องเซ่นสังเวยและของขวัญจากเบื้องบนเป็นสื่อกลาง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร ระหว่างชนเผ่าต่อชนเผ่า กระทั่งระหว่างตระกูลต่อตระกูลก็มักจะมีการให้และแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นพิธีกรรมสำคัญ Marcel Mauss เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาที่สนใจการให้ของขวัญ และมองการให้ของขวัญระบบเศรษฐกิจที่พิเศษขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง คือเวลาเรานึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gifting-culture/">วัฒนธรรมและความหมายชวนวุ่นวายในการแลกของขวัญที่ถักสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1"><b>‘If friends make gifts, gifts make friends–Marshall Sahlins’</b></span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ช่วงปลายปีแบบนี้</span> <span class="s1">กิจกรรม</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">การเลือกของขวัญ</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">ดูจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราทั้ง</span><span class="s1">สนุกกับการได้เลือกสรร</span> <span class="s1">ซื้อหาข้าวของที่เหมาะสม</span> <span class="s1">สนุกไปกับการคิดหาวิธีการห่อให้สวยงาม</span> <span class="s1">ได้นึกภาพว่าการที่ของที่เราคิดมาเป็นอย่างดีนี้ไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาจะรู้สึกยังไงนะ</span> <span class="s1">จะชอบหรือเปล่า</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">แต่ในทางกลับกัน</span> <span class="s1">การซื้อของขวัญก็ดูจะประกอบขึ้นด้วย</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ความหนักใจ</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">บางอย่าง</span> <span class="s1">การเลือกของขวัญลึกๆ</span> <span class="s1">เต็มไปด้วยความยากเย็น</span> <span class="s1">เราซื้ออะไรถึงจะเหมาะ</span> <span class="s1">หลายครั้งที่เราประสบปัญหาว่า</span> <span class="s1">ซื้อของขวัญอะไรดีนะ</span> <span class="s1">ในหัวของเราจะเต็มไปด้วยการคิดคำนวณ</span> <span class="s1">การประเมินถึงหลายๆ</span> <span class="s1">อย่างที่แสนจะซับซ้อนเกินกว่าแค่ตัวเลข</span> <span class="s1">ของขวัญชิ้นนี้มันจะแสดงถึงความสัมพันธ์ของเราไหมนะ</span> <span class="s1">เขาเคยให้อะไรเราหรือเปล่า</span> <span class="s1">สถานะของเราและผู้รับเป็นยังไง</span> <span class="s1">ของขวัญชิ้นนี้จะต้องเป็นทั้งตัวแทนของตัวเรา</span> <span class="s1">ในขณะที่ก็ต้องเหมาะสมกับอีกฝ่ายด้วย</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ฟังดูอาจจะเวอร์ไปหน่อย</span> <span class="s1">แต่เชื่อเถอะว่า</span> <span class="s1">แทบทุกครั้งการซื้อของขวัญให้คนอื่นยากเย็นกว่าการซื้อของใช้เองหลายเท่านัก</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ไอ้เจ้าการแลกเปลี่ยนของขวัญที่ดูจะเป็นกิจกรรมสามัญนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่แสนสำคัญ</span> <span class="s1">เก่าแก่และซับซ้อนของมนุษยชาติ</span> <span class="s1">นักมานุษยวิทยาบางคนมองว่าการแลกเปลี่ยนของขวัญเ</span><span class="s1">ป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้มนุษย์เรารักษาและถักสานความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ยั่งยืนจนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83327" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>ของขวัญกับธุรกรรมของสัญญาใจ</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s1">คำว่าของขวัญ</span> <span class="s1">หรือ</span><span class="s2"> gift </span><span class="s1">ด้วยตัวมันเองเป็นคำที่ค่อนข้างพิเศษ</span> <span class="s1">แต่เดิมในยุคโบราณมักสื่อถึงความสัมพันธ์พิเศษต่างๆ</span> <span class="s1">ที่มี</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ของขวัญ</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">เป็นสื่อกลาง</span> <span class="s1">เช่นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าที่มักมีเครื่องเซ่นสังเวยและของขวัญจากเบื้องบนเป็นสื่อกลาง</span> <span class="s1">ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร</span> <span class="s1">ระหว่างชนเผ่าต่อชนเผ่า</span> <span class="s1">กระทั่งระหว่างตระกูลต่อตระกูลก็มักจะมีการให้</span><span class="s2">และ</span><span class="s1">แลกเปลี่ยนของขวัญเป็นพิธีกรรมสำคัญ</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">Marcel Mauss </span><span class="s1">เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาที่สนใจการให้ของขวัญ</span> <span class="s1">และมองการให้ของขวัญระบบเศรษฐกิจ</span><span class="s1">ที่พิเศษขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง</span> <span class="s1">คือเวลาเรานึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์</span> <span class="s1">เราจะนึกถึงระบบตลาด</span> <span class="s1">การแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายที่มีการกำหนดราคา</span> <span class="s1">แลกเปลี่ยนมูลค่า</span> <span class="s1">ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนตามข้อตกลงแล้วก็จบ</span> <span class="s1">แต่ระบบของขวัญเป็นอีกรูปแบบการแลกเปลี่ยนของมนุษย์ที่มีสัญญาใจเป็นที่ตั้ง</span> <span class="s1">และสัญญาใจนี้ก็นำไปสู่การสานความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ในงานเขียนสำคัญ</span><em><span class="s2"> The Gift: The Form and Reason for Exchange in Archaic Societies </span></em><span class="s1">ในปี</span><span class="s2"> 1952 เขา</span><span class="s1">อธิบายว่าระบบของขวัญไม่ได้ประกอบขึ้นแค่การแลกเปลี่ยนธรรมดาสามัญเท่านั้นแต่การให้ของขวัญยังมีนัยของการตอบแทนซึ่งกันและกัน</span><span class="s2"> </span><span class="s1">และเป็นพันธะสัญญา </span><span class="s1">การแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ว่าเรามีการพึ่งพาตอบแทนซึ่งกันและกันที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ทรัพย์สมบัติเพียงอย่างเดียว</span> <span class="s1">เช่นการแลกเปลี่ยนของสังเวยแลกกับความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า</span> <span class="s1">การให้เสบียงหรือข้าวของบางอย่างเพื่อแลกกับความคุ้มครองหรือความมั่นคงจากชนเผ่าที่แข็งแรงกว่า</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ฟังดูอาจจะรู้สึกยี้ว่า</span> <span class="s1">เอ๊ะ</span> <span class="s1">การให้ของขวัญมันจะเป็นเรื่องของการตอบแทน</span> <span class="s1">หรือคาดหวังการตอบแทนไม่งามสิ</span> <span class="s1">แต่จริงๆ</span> <span class="s1">แล้ว</span> <span class="s1">การต่างตอบแทน</span><span class="s2"> (reciprocity) </span><span class="s1">เป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ในทุกระดับดำเนินต่อไปผ่านการแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกัน</span> <span class="s1">มันเหมือนกับว่าตราบใดที่เรายังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน</span> <span class="s1">เราเองก็ยังจะให้และคาดหวังของขวัญแลกเปลี่ยนกันต่อไปเรื่อยๆ</span> <span class="s1">และกำไรของการแลกเปลี่ยนของขวัญก็คือการเพิ่มพูนในมิติทางสังคม</span> <span class="s1">เป็นกำไรที่ซับซ้อนไปกว่าตัวเงิน</span><span class="s2"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83328" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>กำไรของการไม่มีกำไร</b></span><b> </b><span class="s1"><b>และศิลปะของสัญญาใจ</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s1">เรื่องของขวัญ</span> <span class="s1">การให้และการรับในฐานะวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่นักคิดและนักทฤษฎีแสนจะหลงใหล</span> <span class="s1">โดยเฉพาะเจ้าคำว่าต่างตอบแทนที่ว่ามันมีความลึกลับซับซ้อนในการให้เพื่อรักษาสถานะกันอีท่าไหน</span> <span class="s1">ในปี</span><span class="s2"> 1965 มาร์แชล ซาห์ลินส์</span><span class="s2"> </span><span class="s1">เจ้าของประโยคเปิดตัวว่าถ้าเรามอบของขวัญให้เพื่อน</span> <span class="s1">ของขวัญนั้นจะนำไปสู่มิตรภาพเสนอข้อสังเกตเรื่องการตอบแทนและการให้ของขวัญของเราไว้</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">แกอธิบายหนึ่งในการให้ของขวัญแบบทั่วไป</span><span class="s2"> generalized reciprocity </span><span class="s1">หมายถึงการให้ของขวัญทั่วๆ</span> <span class="s1">ไป</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">ให้ของขวัญวันเกิด</span> <span class="s1">หรือการซื้อของให้ในวาระพิเศษและไม่พิเศษต่างๆ</span> <span class="s1">ก่อนอื่นเขาบอกว่า</span> <span class="s1">เราก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์เนอะ</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">ขนาดพระโพธิ์สัตว์ยังหวังโพธิญาณเลย</span><span class="s2">) </span><span class="s1">การที่เราให้อะไรใคร</span> <span class="s1">ลึกๆ</span> <span class="s1">แล้วก็หวังการตอบแทนเสมอ</span> <span class="s1">แต่สิ่งสำคัญของการให้นั้นคือเราหวังการตอบแทน</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ในอนาคต</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">เช่นถ้าเราซื้อขนมเลี้ยงเพื่อนในตอนนี้</span> <span class="s1">แล้วเพื่อนจะซื้อของคืนเรากลับในทันที</span> <span class="s1">เราก็จะรู้สึกว่า</span> <span class="s1">เฮ้ย</span> <span class="s1">มันไม่ใช่</span> <span class="s1">แถมทำร้ายน้ำใจกันอีก</span> <span class="s1">แต่เราจะคาดหวังปฏิสัมพันธ์หรือการให้ในครั้งต่อๆ</span> <span class="s1">ไปว่าจะเกิดการให้กลับในอนาคต</span> <span class="s1">ในทำนองเดียวกันกับการให้ของขวัญวันเกิด</span> <span class="s1">ที่ถ้าเราเป็นผู้รับ</span> <span class="s1">เราก็คิดคำนึงว่า เอ้อ</span> <span class="s1">คราวหน้าเราต้องให้กลับเนอะ</span> <span class="s1">ให้อะไรดีนะถึงจะเหมาะสม</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">การห้ามไม่ให้ตอบแทนโดยทันที</span> <span class="s1">ถ้าอธิบายโดยนักคิดยุคต่อมานามว่า</span><span class="s2"> Pierre Bourdieu </span><span class="s1">เราเรียกว่าคือการกลบเกลื่อนผลประโยชน์</span><span class="s2"> (disinterest) </span><span class="s1">หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการประวิงเวลาในการตอบแทน</span> <span class="s1">และอย่างที่บอกว่าการให้และการรับมันคือการแลกเปลี่ยน</span> <span class="s1">ดังนั้นความสนุกซับซ้อนของการให้และคืนของขวัญจึงเป็น</span><span class="s1">การคิดคำนวณและวางกลยุทธ์ในการตอบแทนและเพื่อรักษาสมดุลและความสัมพันธ์อยู่เสมอ</span> <span class="s1">เช่นว่า</span> <span class="s1">เราได้มาตอนนี้แล้ว</span> <span class="s1">สักกี่นานเราถึงจะให้คืนดีนะ</span> <span class="s1">แล้วเราให้อะไรถึงจะเสมอกับบริบทอีกสารพัดสารพัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83332" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/6.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/6.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/6-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากการให้ของขวัญโดยทั่วไปแล้ว</span> <span class="s1">การแลกของขวัญในโอกาสพิเศษ</span> <span class="s1">เช่นช่วงคริสต์มาสก็ยังอยู่ในข่ายความคิดเรื่องการแลกและรักษาความสุขความสัมพันธ์ของผู้คนเหมือนกันอยู่ดี</span> <span class="s1">เราอาจจะล่วงจากยุคที่การแลกเปลี่ยนนำไปสู่อะไรที่เป็นรูปธรรม</span> <span class="s1">เช่นเอาปลาไปแลกกองทัพ</span> <span class="s1">เอางาช้างไปแลกสถานะทางสังคม</span> <span class="s1">แต่ในทุกวันนี้การเลือกและให้ของขวัญก็ยังคงเป็นกิจกรรมที่เราได้เล่นสนุกไปกับโลกสมัยใหม่</span> <span class="s1">และการแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกันก็แน่ล่ะว่ายังคงเป็นการรักษาความสัมพันธ์</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เรามอบสิ่งที่ทำให้เรายังคงคิดถึงกัน</span> <span class="s1">เรายังมีความสุขกับการเอาเงินไปแลกของ</span> <span class="s1">และเอาของไปแลกของที่คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะชอบ</span> <span class="s1">เป็นของที่สื่อว่าเรามีความสัมพันธ์และรู้จักอีกฝ่ายดีแค่ไหน</span> <span class="s1">เพื่อนเราคนนี้ชอบของแบบนี้</span> <span class="s1">ชีวิตตอนนี้เป็นยังไง</span> <span class="s1">อยากได้อะไร</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ของขวัญที่เราบรรจงเลือกมาให้ต่างเป็นของที่ขอบคุณในความสัมพันธ์ที่เรายังคงมีกันและกันในชีวิตอยู่เสมอมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83329" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83331" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83330" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">รู้แบบนี้แล้ว</span> <span class="s1">ใครอยากจะเลือกซื้อของขวัญให้ถูกใจคนรับและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน</span> <span class="s3">และถ้าอยากบรรจงเลือกของขวัญให้กันละกัน</span> <span class="s3">ช่วงปีใหม่นี้ขอแนะนำให้ลองมาเลือกของขวัญกันได้ที่</span> <span class="s3">เดอะมอลล์</span> <span class="s3">ดีพาร์ทเมนต์สโตร์</span> <span class="s3">สาขาบางแค</span> <span class="s3">บริเวณโซน</span><span class="s4"> Ladies’ Hall </span><span class="s3">ชั้น</span><span class="s4"> 1 </span><span class="s3">มีงาน</span><span class="s4"> Happy Go ‘Round Market </span><span class="s3">ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมของขวัญปีใหม่ที่ทุกคนสามารถไปเลือกของขวัญได้เพื่อขอบคุณในความสัมพันธ์ที่ยังคงมีกันละกันได้ใน</span><span class="s4"> 6 </span><span class="s3">โซนสุดสร้างสรรค์</span><span class="s4"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s3">ที่</span> <span class="s1">เดอะมอลล์</span> <span class="s1">ดีพาร์ทเมนต์สโตร์</span> <span class="s1">สาขาบางแค</span> <span class="s3">บริเวณโซน</span><span class="s4"> Ladies’ Hall </span><span class="s3">ชั้น</span><span class="s4"> 1</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ได้แก่</span> <span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Cleaning Supplies </span><span class="s1">อุปกรณ์ขจัดความวุ่นวาย</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Fresh </span><span class="s1">สดใหม่ไม่ซ้ำใคร</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Frozen </span><span class="s1">แช่แข็งความสวย</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Bakery </span><span class="s1">อบ</span><span class="s2">&#8230;</span><span class="s1">อุ่น</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Import </span><span class="s1">นำเข้าความสนุก</span> <span class="s3">และ</span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Grab &amp; Go </span><span class="s1">ของมันต้องมี</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ไปช้อปปิ้ง</span> <span class="s1">และ</span> <span class="s3">#</span><span class="s4">ช้อปสนุกสุข</span><span class="s3">Around</span> <span class="s1">กันให้จุใจได้แล้วตั้งแต่วันนี้</span><span class="s2"> &#8211; 5 </span><span class="s1">มกราคม</span><span class="s2"> 2563 </span><span class="s1">เท่านั้นนะ</span></p>
<hr />
<p>อ้างอิง</p>
<p><span class="s2"><a href="https://www.academia.edu/9502471/SOCIAL_ANTHROPOLOGY_GIFT_EXCHANGE">academia.edu/9502471/SOCIAL_ANTHROPOLOGY_GIFT_EXCHANGE</a></span></p>
<p class="p2"><span class="s2"><a href="https://www.britannica.com/topic/gift-exchange">britannica.com/topic/gift-exchange</a></span></p>
<p class="p2"><span class="s2"><a href="https://fieldnotesandfootnotes.wordpress.com/2011/12/29/marshall-sahlins-exchange-and-sociability-thoughts-on-yolngu-sociality/">fieldnotesandfootnotes.wordpress.com/2011/12/29/marshall-sahlins-exchange-and-sociability-thoughts-on-yolngu-sociality/</a></span></p>
<p><span class="s2"><a href="https://www.newworldencyclopedia.org/entry/Gift_economy">newworldencyclopedia.org/entry/Gift_economy</a></span></p>
<p class="p2"><span class="s2"><a href="https://www2.palomar.edu/anthro/economy/econ_3.htm">palomar.edu/anthro/economy/econ_3.htm</a></span></p>
<p><span class="s2"><a href="https://rai.onlinelibrary.wiley.com/doi/pdf/10.1111/1467-9655.00036">rai.onlinelibrary.wiley.com/doi/pdf/10.1111/1467-9655.00036</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gifting-culture/">วัฒนธรรมและความหมายชวนวุ่นวายในการแลกของขวัญที่ถักสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
