<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พิมพ์ชนก พุกสุข, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/pimchanok-puksuk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/pimchanok-puksuk/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 21 Oct 2021 03:01:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>จากเสียงระเบิดในหัวของเจ้ย อภิชาติพงศ์ สู่การดีไซน์เสียง bang! ที่ Tilda Swinton ได้ยินใน Memoria</title>
		<link>https://adaymagazine.com/memoria-sound/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2021 10:43:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[End credit]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[Jury Prize]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้ย อภิชาติพงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[end credit]]></category>
		<category><![CDATA[Memoria]]></category>
		<category><![CDATA[Tilda Swinton]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=141005</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในห้วงยามแห่งความตึงเครียดและสิ้นหวังของบ้านเมืองเรา หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่ายินดีที่สุดคือ Memoria (2564) หนังยาวลำดับล่าสุดของ เจ้ย–อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังเรื่องแรกของเจ้าตัวที่พูดภาษาต่างประเทศ (อังกฤษกับสเปน) และถ่ายทำนอกประเทศไทย หนังเล่าถึงเรื่องของเจสสิก้า (Tilda Swinton) หญิงสาวที่ออกเดินทางไปยังประเทศโคลอมเบียและพบว่าเธอได้ยินเสียง &#8216;ปัง!&#8217; (หรือ bang!) รบกวนตลอดเวลา ในด้านหนึ่ง Memoria จึงเป็นหนังที่มีธีมว่าด้วย &#8216;เสียง&#8217; เป็นหลักสำคัญ ทั้งในฐานะตัวละครหนึ่งของเรื่องและในฐานะแรงผลักที่ทำให้เจสสิก้าออกค้นหาคำตอบเพื่อทำความเข้าใจเสียงปริศนาในหัวของตัวเอง หลังจากหนังฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ก็กวาดเอาเสียงปรบมือกราวใหญ่นานหลายนาทีเต็มหลังฉายจบ ไม่น่าแปลกอะไรที่หลายคนจะให้ความสนใจไปยังการออกแบบเสียงซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของตัวหนัง โดยเฉพาะเมื่อเป็นที่รู้กันว่าเสียง bang! ที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในหัวของผู้กำกับจากอาการ exploding head syndrome ก่อนจะถูกถ่ายทอดและสร้างออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินในภาพยนตร์ ซึ่งการจะหยิบจับเอา &#8216;เสียงในหัว&#8217; ให้ออกมาเป็น &#8216;รูปธรรม&#8217; นั้นไม่ง่ายเลย และมันย่อมต้องใช้ความมุ่งมั่นและทุ่มเทของทีมงานเสียงอย่างมากในการสร้างสรรค์เสียงเช่นนี้ออกมา อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร เป็นนักออกแบบเสียงคู่บุญของอภิชาติพงศ์และเป็นหนึ่งในทีมงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ เขาร่วมงานกับอภิชาติพงศ์ครั้งแรกในหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด! (2547) ก่อนหน้านั้น อัคริศเฉลิมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์จาก Academy of Art University [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/memoria-sound/">จากเสียงระเบิดในหัวของเจ้ย อภิชาติพงศ์ สู่การดีไซน์เสียง bang! ที่ Tilda Swinton ได้ยินใน Memoria</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในห้วงยามแห่งความตึงเครียดและสิ้นหวังของบ้านเมืองเรา หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่ายินดีที่สุดคือ <a href="https://www.festival-cannes.com/en/festival/films/memoria" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Memoria</em> (2564)</a> หนังยาวลำดับล่าสุดของ <a href="https://adaymagazine.com/yesterday-apichatpong/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เจ้ย–อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a> คว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังเรื่องแรกของเจ้าตัวที่พูดภาษาต่างประเทศ (อังกฤษกับสเปน) และถ่ายทำนอกประเทศไทย หนังเล่าถึงเรื่องของเจสสิก้า (Tilda Swinton) หญิงสาวที่ออกเดินทางไปยังประเทศโคลอมเบียและพบว่าเธอได้ยินเสียง &#8216;ปัง!&#8217; (หรือ bang!) รบกวนตลอดเวลา</p>



<p>ในด้านหนึ่ง <em>Memoria</em> จึงเป็นหนังที่มีธีมว่าด้วย &#8216;เสียง&#8217; เป็นหลักสำคัญ ทั้งในฐานะตัวละครหนึ่งของเรื่องและในฐานะแรงผลักที่ทำให้เจสสิก้าออกค้นหาคำตอบเพื่อทำความเข้าใจเสียงปริศนาในหัวของตัวเอง</p>



<p>หลังจากหนังฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ก็กวาดเอาเสียงปรบมือกราวใหญ่นานหลายนาทีเต็มหลังฉายจบ ไม่น่าแปลกอะไรที่หลายคนจะให้ความสนใจไปยังการออกแบบเสียงซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของตัวหนัง โดยเฉพาะเมื่อเป็นที่รู้กันว่าเสียง bang! ที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในหัวของผู้กำกับจากอาการ exploding head syndrome ก่อนจะถูกถ่ายทอดและสร้างออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินในภาพยนตร์ ซึ่งการจะหยิบจับเอา &#8216;เสียงในหัว&#8217; ให้ออกมาเป็น &#8216;รูปธรรม&#8217; นั้นไม่ง่ายเลย และมันย่อมต้องใช้ความมุ่งมั่นและทุ่มเทของทีมงานเสียงอย่างมากในการสร้างสรรค์เสียงเช่นนี้ออกมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="720" height="480" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-old-office.jpg" alt="Memoria" class="wp-image-141063" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-old-office.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-old-office-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-old-office-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-old-office-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-old-office-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p><strong>อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร </strong>เป็นนักออกแบบเสียงคู่บุญของอภิชาติพงศ์และเป็นหนึ่งในทีมงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ เขาร่วมงานกับอภิชาติพงศ์ครั้งแรกในหนังเรื่อง <em>สัตว์ประหลาด!</em> (2547) ก่อนหน้านั้น อัคริศเฉลิมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์จาก Academy of Art University ที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาใช้เวลาระหว่างเรียนทำหนังทดลอง สลับกับรับงานเป็นช่างเสียงในกองถ่ายและเริ่มตัดต่อเสียงให้นักเรียนในชั้น จนอีกไม่กี่ปีต่อมาเขาก็รู้จักกับอภิชาติพงศ์ คนทำหนังชาวไทยที่กำลังเริ่มทำโปรเจกต์หนังเรื่องใหม่อย่าง <em>สัตว์ประหลาด!</em> และได้กลายมาเป็นต้นธารของการทำงานด้วยกันอย่างยาวนานนับแต่นั้นมา</p>



<p>หลายครั้งหลายหนตลอดการสนทนากับเรา อัคริศเฉลิมเอ่ยขอบคุณทีมงานที่กอดคอสร้างเสียงในหนัง <em>Memoria</em> มาด้วยกันอย่าง Koichi Shimizu นักดีไซน์เสียงชาวญี่ปุ่นที่ทำงานคู่กับเขาในฐานะคนออกแบบเสียง, Javier Umpierrez มือตัดต่อเสียง และ Richard Hocks คนมิกซ์เสียงที่ร่วมงานกับอภิชาติพงศ์มาตั้งแต่ <em>แสงศตวรรษ</em> (2551) รวมทั้งทีมงานวางแอมเบียนต์ชาวเม็กซิกันอีกหลายชีวิต</p>



<p>“ผมไม่อยากเทคเครดิตคนเดียว” เขาย้ำหลายครั้ง “ทุกคนมีส่วนสำคัญมากๆ ในการออกแบบเสียงครั้งนี้”</p>



<p>และนี่คือเรื่องราวการเดินทางของเสียง bang! ที่เกิดขึ้นกับอภิชาติพงศ์ และได้รับการสลักเสลาจากทีมงานจนกลายมาเป็นเสียงที่เราได้ยินอย่างเป็นรูปธรรมในหนังลำดับล่าสุดของเขา ผ่านคำบอกเล่าของอัคริศเฉลิมในฐานะตัวแทนทีมเสียงซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-141061" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rachburi-for-Boonmee-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเริ่มออกแบบเสียงให้หนังของอภิชาติพงศ์ตั้งแต่เมื่อไหร่</h4>



<p>ย้อนกลับไปตอนพี่เจ้ยทำ <em>สุดเสน่หา</em> (2545) ผมยังไม่รู้จักพี่เจ้ยเลย ทั้งที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นพี่เจ้ยกับผมอยู่อเมริกาเหมือนกัน ตอนนั้นจะมีสามคน คือมีพี่เจ้ยอยู่ที่ชิคาโก พี่ลี ชาตะเมธีกุล (คนตัดต่อ) อยู่อีสต์โคสต์ฝั่งขวาแถวรัฐเมน ส่วนผมอยู่ฝั่งซ้ายคือแคลิฟอร์เนีย แล้วเพื่อนผมที่เป็นเพื่อนกับพี่ลีก็เลยแนะนำว่าถ้าผมกลับไทยก็ให้มาเจอพี่ลีสิ พอกลับไทยก็ได้มาเจอกัน พี่ลีก็แนะนำให้ไปเจอพี่เจ้ยที่กำลังหาคนอัดเสียงตอนจะทำโปรเจกต์ <em>สัตว์ประหลาด!</em> อยู่</p>



<p>ก่อนหน้านี้ผมเคยทำหนังสั้นและเคยถือไมค์บูมในกองถ่ายมาก่อน ไม่ได้ทำหน้าที่อัดเสียง คนละตำแหน่งกันเลย แต่ก็ไม่ได้บอกพี่เจ้ยหรอก (หัวเราะ) ผมส่งพอร์ตโฟลิโองานต่างๆ เป็นวิดีโอเทป VHS ไปให้เขาดู เป็นหนังทดลองล้วนๆ เลย แกก็บอกว่าโอเค ชวนมาทำหนังด้วยกัน <em>สัตว์ประหลาด!</em> เลยเป็นเรื่องแรกที่ผมได้ทำงานกับพี่เจ้ย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ฟังก์ชั่นของเสียงในหนังแต่ละเรื่องของอภิชาติพงศ์แตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน</h4>



<p>หนังของพี่เจ้ยหลักๆ แล้วจะไม่ใช้เสียงสังเคราะห์ (synthesizer) ที่มาจากการกดคีย์บอร์ดหรือเครื่องดนตรีต่างๆ แต่เราจะเอาเสียงที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น เอาเสียงเสือร้องมายืดให้มันยานกว่าปกติ หรือเอาเสียงลมกับเสียงต่างๆ ในธรรมชาติมาซ้อนทับกันคล้ายการคอลลาจภาพแล้วสร้างเป็นเสียงใหม่ขึ้นมา ผมว่ามันเหมือนการปรุงอาหาร เหมือนเอาสูตรอาหารหลายๆ อย่างมาผสมกันดูแล้วชิมว่าเป็นยังไง เออ อันนี้กินได้ อันนี้ประหลาดดี อีกอย่างคือหนังพี่เจ้ยชอบใช้เสียงต่ำๆ ทุ้มๆ อย่างเสียงเบส มันจึงมีความเป็น rumble (เสียงก้องกังวาน) เยอะมาก</p>



<p>ส่วนตัวผมจะชอบเสียงที่มี noise หรือมีความสกปรก เป็นความไม่สมบูรณ์ของการอัดเสียง มันคือการที่เวลาอัด เราเร่งเสียงให้ดังจนเกิด noise grain (เสียงแตกพร่าหรือเสียงซ่าๆ) ขึ้นมา เราชอบเสียงแบบนี้และพี่เจ้ยคงชอบเสียงแบบนี้เหมือนกัน คงรู้สึกว่าไปด้วยกันได้ สมัยนั้นเราจะเรียกกันว่าเป็นแนวสารคดี เพราะการอัดเสียงสารคดีนั้นมันไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย อะไรมันรกเข้ามาก็ต้องรกแบบนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-141059" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/IMG_3573-Syndrome-and-century-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพจากกองถ่าย แสงศตวรรษ</figcaption></figure>



<p>ตอนทำ <em>สัตว์ประหลาด!</em> มันมีอุบัติเหตุหรือมีความไม่ตั้งใจเยอะ มีหลายซีนเลยนะที่ผมโยนๆ ไปแล้วก็คิดว่าโอเค ใช้ได้ มีการใช้สัญชาตญาณเยอะ เราไม่สามารถอธิบายว่าที่วางเสียงไปตรงนี้มันดีนะ แต่เราจะลองโยนเสียงเข้าไปแล้วดู และใช้เทคนิคยืดเสียงแบบที่ได้ยินในช่วงซีนท้ายๆ ของเรื่อง ตอนนั้นเราอยากลองด้วยแหละ มันเป็นยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่งเข้ามาไม่กี่ปี โปรแกรมซอฟต์แวร์เกี่ยวกับเสียงมันเพิ่งออกมา เราเลยอยากทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วย เทียบกันกับ <em>Memoria</em> เสียงมันจะสะอาดมากขึ้น คิดว่าเพราะเราอายุเยอะขึ้นแล้วเลยมีความลดโทนลงมา</p>



<p>กับเรื่อง <em>Memoria</em> มันเหมือนการเอาเสียงที่พี่เจ้ยมีกับเสียงที่ผมมีมาผสมกันกลับไปกลับมาแล้วพัฒนาให้เป็นเสียงอีกแบบหนึ่ง คือพี่เจ้ยเขาจะวางเสียงมาก่อนแล้วผมค่อยวางเสียงของผมผสมเข้าไป หรือบางครั้งเขาก็ส่งมาแต่ภาพแล้วให้ผมลองทำเสียงดู ซึ่งอันนี้แหละยากเพราะต้องเอาเสียงในหัวเราออกมาให้ได้ เสียงมันเลยไปได้หลายทางมาก แต่สนุก</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ขั้นตอนการออกแบบเสียง bang! ใน Memoria เป็นยังไงบ้าง</h4>



<p><em>Memoria</em> ต่างจากเรื่องก่อนๆ เพราะตัวเรื่องมันคนละแบบ มันมีความอยู่ในหัวของผู้กำกับมากกว่า เราต้องแปลสิ่งที่เขาได้ยินออกมาเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุด คือก่อนหน้านี้พี่เจ้ยเขามีอาการ exploding head syndrome คือได้ยินเสียงระเบิดในหัวตอนตื่นนอน ดังนั้นเสียงที่ได้ยินนี้มันคือการแปลเสียงในหัวนั้นออกมาที่ลำโพงมากกว่า</p>



<p>ก่อนหน้านี้ผมกับพี่เจ้ยทำโชว์ Fever Room (นิทรรศการศิลปะ installation art ของอภิชาติพงศ์) ซึ่งมีทีม duck unit เเละ Koichi Shimizu ทำด้วยกัน มันเป็นโชว์โรงละครที่เราทำมาตั้งแต่ปี 2558 และไปจัดตามเทศกาลเกี่ยวกับโรงละครทั่วโลกปีละ 2-3 ครั้ง พี่เจ้ยเขาบอกให้ผมทำเสียงระเบิดในหัวที่เขาได้ยินตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แกอธิบายว่ามันเหมือนเสียง ‘ปุบ’ ดังก้องๆ ในหัวตอนตื่น มากกว่านั้นมันยังออกมาจากในหัว มีลักษณะสะท้อน มีความเป็นเหล็ก เป็นโลหะ เป็นปูน เป็นคอนกรีต เราก็หาซาวนด์เอฟเฟกต์ที่มันมีลักษณะตามที่เขาบอกแล้วลองวางลงไป ซึ่งบางทีวางไปแล้วมันก็ยังไม่ใช่เสียงในหัวของเขาด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-141062" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Koichi-installation-at-Jim-Thompson.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อัคริศเฉลิมและ Koichi Shimizu</figcaption></figure></div>



<p>ความยากคือเสียงในหัวของเขากับเรามันไม่เหมือนกัน อย่างเสียงที่บอกว่ามีความเป็นโลหะ แต่ความเป็นโลหะของเขากับของเรามันก็ไม่เหมือนกัน เลยต้องส่งเสียงไปให้พี่เจ้ยเลือกหลายๆ แบบว่าชอบอันไหน อันไหนใกล้เคียงที่สุด แล้วเราก็เอาอันนั้นมาปรับตามที่เขาอยากได้</p>



<p>แต่เสียงที่ผมทำตอนนั้นเป็นการทำอย่างคร่าวๆ เพื่อเอาไปใส่ในโชว์ Fever Room แล้วมันก็ถูกพัฒนามาให้ใกล้เคียงกับเสียงที่พี่เจ้ยได้ยินในหัวมากที่สุดตอนทำ <em>Memoria</em> นี่เอง ผมส่งเสียงแบบที่ใกล้กับเสียงในหัวพี่เจ้ยที่สุดให้ Koichi Shimizu ที่ออกแบบเสียงคู่กับผมให้เขาดีไซน์เพิ่มเพื่อเสริมให้มันแน่นขึ้น เสียง bang! ที่เราได้ยินในตัวอย่างหนัง <em>Memoria</em> ก็มาจากเสียงที่โคอิชิดีไซน์โดยใช้เครื่องโมดูลาร์ (เครื่องสังเคราะห์เสียง) มาสร้างเป็นเสียงที่เราได้ยินในตัวอย่างหนัง ดังนั้นมันจึงเป็นเสียงผสมระหว่างเสียงของโคอิชิกับเสียงในหัวจากอาการ exploding head syndrome ของพี่เจ้ย</p>



<p>ผมไม่อยากเทคเครดิตคนเดียวเพราะโคอิชิก็ช่วยทำด้วย และที่หนังออกมาดีได้มันก็ต้องมีคนมิกซ์เสียงที่ดี ซึ่งคนมิกซ์เสียงคือคุณ Richard Hocks จากกันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ที่เขามิกซ์ให้หนังของพี่เจ้ยมาโดยตลอด ช่วงมิกซ์เสียงเป็นอีกช่วงที่ยากมากๆ เพราะก่อนหน้านั้นเราดูเป็นซีนๆ ไปแล้วก็รู้สึกว่าชอบเสียงแล้ว แต่พอเอามาดูยาวทั้ง 2 ชั่วโมง 15 นาทีกลับพบว่ามีปัญหา มันจึงต้องดูแบบยาวๆ ทั้งเรื่องหลายรอบมาก ตรงนี้แหละที่เป็นจุดที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ฝีมือของริชาร์ดเข้ามาช่วย</p>



<p>รวมๆ แล้วกับหนังเรื่องนี้เราใช้งานห้องมิกซ์เสียงกันไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-1024x683.jpg" alt="Memoria" class="wp-image-141052" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Richard-Memoria-Mix-3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อัคริศเฉลิมและ Richard Hocks</figcaption></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วกระบวนการทำงานเป็นยังไง ลำบากไหม เข้าใจว่าด้วยเงื่อนไขของโควิด-19 อาจทำให้มีเรื่องระยะทางเป็นตัวแปรสำคัญตอนทำงานด้วย</h4>



<p>จริงๆ แล้วผมกับพี่เจ้ยไม่เคยนั่งทำเสียงด้วยกันแต่ใช้วิธีการส่งเสียงไปมาทางอินเทอร์เน็ต พอวันมิกซ์เสียงค่อยมาเจอกัน เพราะพี่เจ้ยอยู่เชียงใหม่ ผมอยู่กรุงเทพฯ แล้วเราทำงานแบบนี้มาหลายเรื่อง จริงๆ พี่เจ้ยเป็นซาวนด์ดีไซเนอร์ที่เก่งมากคนหนึ่งเลย และเป็นคนตัดต่อภาพที่เก่งมากด้วย เคยพูดกับแกว่าถ้าวันหนึ่งผมทำหนังผมจ้างพี่ทำซาวนด์ดีไซน์นะ (หัวเราะ) แกก็เงียบๆ ไป บอกว่าพี่ไม่ค่อยมีเสียงซาวนด์เอฟเฟกต์นะ</p>



<p>ผมว่าการออกแบบเสียงมันอยู่ที่ว่าตัวเรื่องมายังไง เขาจำเป็นต้องใช้เราไหม เราจำเป็นต้องช่วยเขาไหมเพื่อให้เขาไปต่อได้ หรือแม้แต่ถ้าตัวเราเองรู้สึกว่าฉากนี้มันต้องการเสียงจริงๆ เช่น หนังบางเรื่องถ้าเนื้อเรื่องอ่อนหรือตัดต่อมาไม่เนียน ยืดเยื้อ ก็อาจบอกผู้กำกับว่าขอสกอร์ตรงนี้ได้ไหม เพราะผมไม่ได้ทำสกอร์ ผมตัดต่อเสียงไง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="786" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-1024x786.jpg" alt="" class="wp-image-141064" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-1024x786.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-300x230.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-768x589.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-1536x1179.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-2048x1571.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/rit-photo-from-edge-of-daybreak-01-600x460.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ตอนออกแบบเสียงให้หนัง <em>The Edge of Daybreak</em></figcaption></figure></div>



<p>เวลาผมดีไซน์เสียงให้หนังผมแทบไม่เคยอ่านบทเลย มีที่อ่านก็น้อยมาก ผมชอบทำไปเลยมากกว่า คือหนังมาก็ลุยไปกับมันเรื่อยๆ เราไม่คิดเยอะและไม่ค่อยชอบวางแผนก่อน บางคนเขาชอบวางเป็นแผน พล็อตว่าจะเอาองค์ประกอบอะไรมาใส่บ้าง ให้ผมทำแบบนั้นก็ได้แต่แค่รู้สึกว่ามันไม่สนุก การไปค้นหาระหว่างทางน่าสนุกและได้อะไรใหม่ๆ มากกว่า เพราะบางทีผมมักบังเอิญไปเจอเสียงแบบนี้แบบนั้น มันสนุก เหมือนการได้ค้นพบสมบัติบางอย่าง</p>



<p>แต่ในขณะเดียวกัน การไม่อ่านบทมันก็ต้องมีพื้นฐานที่ดีก่อน คือต่อให้เราไม่อ่านบทแต่เราต้องทำทุกอย่างให้มันฟังได้ ดูได้ และเป็นที่ยอมรับได้เป็นอย่างแรกเสียก่อน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">มันจะไม่เหมือนกับการควานหาอะไรกลางอากาศแบบไม่มีจุดหมายเหรอ</h4>



<p>(นิ่งคิด) ไม่นะ ผมรู้สึกว่าต่อให้ไม่อ่านบทแต่เรามีพื้นฐานแน่น มีมาตรฐานประมาณหนึ่งก่อนแล้วเราจะรู้ว่ามันขาดอะไรไป ตรงนี้มีเพลงไหม เอาอะไรมาช่วยได้บ้าง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">การแสดงของนักแสดงนำใน<em> Memoria </em>มีผลต่อการออกแบบเสียงไหม</h4>



<p>ทิลด้าเป็นคนที่แสดงหนังแล้วน่าดู เคยมีจุดที่บางทีดูๆ อยู่ผมก็รู้สึกว่าไม่มีเสียงนี้ผมก็โอเคนะ ไม่ต้องพยายามเอาเสียงที่ผมดีไซน์ไปใส่ก็ได้ ให้เขาอยู่ของเขาอย่างนั้นไปน่ะดีแล้ว (ยิ้ม) แต่มันไม่ได้ไง เพราะมันคือภาพยนตร์ มันคือ cinema เราก็ต้องผลักให้มันไปได้อีกจุดหนึ่ง ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าให้ทิลด้านำอยู่คนเดียว ซึ่งจริงๆ เรามาด้วยกันเป็นทีมนะ</p>



<p>กับเรื่องนี้เราทำเสียงไปเยอะมาก ผสมนั่นนี่ แล้วพอถึงจุดหนึ่งจะรู้กันเองว่าอันนี้ใช่-ไม่ใช่ บางทีมันเยอะไปหรือน้อยไปจนถึงขั้นว่าเอาออกไปเถอะถ้าเสียงอยู่ตรงนั้นแล้วมันไม่ทำงาน อย่ามีดีกว่า เราแค่ต้องหาจุดตรงกลางให้ได้ ซึ่งนี่แหละที่ยาก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="924" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-1024x924.png" alt="Memoria" class="wp-image-141051" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-1024x924.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-300x271.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-768x693.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-1536x1386.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-2048x1848.png 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Rit-Photo-from-Edge-of-daybreak-600x541.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ผมคิดเสมอว่าการทำเสียงเหมือนเราทำอาหาร เราต้องผสมๆ และเดาไปว่าชอบรสชาติแบบไหน เสียงมันมีความยากตรงที่ทุกคนมีเสียงในหัวของตัวเอง ชอบเสียงไม่เหมือนกัน ชอบความแหลม ความดัง ความทุ้มไม่เหมือนกัน อย่างหนังของพี่เจ้ยสังเกตได้เลยว่าเสียงจะไม่ค่อยแสบหู จะค่อนข้างทึบๆ เน้นเสียงเบส เพราะพี่เจ้ยบอกว่าฟังแล้วสบาย (หัวเราะ)</p>



<p>แต่อย่างผู้กำกับบางคนผมใส่เสียงเบสไปแล้วเขาไม่เอาก็มีนะ ชอบเสียงแหลมๆ คมๆ กัดหู หรือฟังแล้วแสบๆ ก็มี มันเป็นความชอบส่วนตัว และคนเหล่านั้นมาดูหนังพี่เจ้ยอาจไม่ชอบก็ได้ ทำไมฟังไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งผมว่ามันไม่จำเป็นต้องฟังรู้เรื่องขนาดนั้น</p>



<p>หนังพี่เจ้ยมีอะไรให้ดูในเฟรมตลอดเวลา ดูนักแสดงว่าเป็นยังไง ดูว่าผนังมีรูปอะไรไหม มันมีสิ่งให้ดูเยอะ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">สุดท้ายแล้วการออกแบบเสียงให้ Memoria ทำให้คุณได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ บ้างไหม</h4>



<p>จำได้ว่าหลังจากที่ทำเสร็จผมอยากจะ early retire เลยครับ (หัวเราะ)</p>



<p>จริงๆ เเล้วการทำงานในหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้ตามทันกับโลกภาพยนตร์ที่หมุนไปในทางที่ผมไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจะไปทางไหน หนังเรื่องนี้รู้สึกว่าได้ความรู้ใหม่ในเรื่องของการใช้เสียงกับเวลาว่ามันมีผลกับอารมณ์เเละความรู้สึกได้หลายรูปแบบ เช่น เงียบเท่าไหร่ถึงจะพอดี เเละรู้สึกขึ้นมาว่าการวางเสียงของเรามันมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามอายุเราด้วย</p>



<p>แต่ในทางกลับกัน ทั้งที่ซับซ้อนแบบนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมามันกลับฟังดูเรียบง่ายขึ้นกว่าเดิมมากเลย</p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="MEMORIA - Official Trailer" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/PDU6B93ltds?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/memoria-sound/">จากเสียงระเบิดในหัวของเจ้ย อภิชาติพงศ์ สู่การดีไซน์เสียง bang! ที่ Tilda Swinton ได้ยินใน Memoria</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พี วิศรุต เด็กหนุ่มผู้พาหนังสั้นเกี่ยวกับบิลลี่ พอละจี ไปฉายถึงเทศกาลหนังรอตเทอร์ดาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wisarut/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2021 10:54:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[End credit]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[short film]]></category>
		<category><![CDATA[underground cemetery]]></category>
		<category><![CDATA[บิลลี่ พอละจี]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[rotterdam]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=135023</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่บทสนทนานี้ก่อตัวขึ้นผ่านโปรแกรม zoom คือวันที่ สุสานใต้ดิน หรือ Underground Cemetery หนังสั้นซึ่งเป็นโปรเจกต์จบของ พี–วิศรุต ศรีพุธสมบูรณ์ กำลังฉายอยู่ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดามรอบ International Premier ในสาย Short &#38; Mid-length พอดี แต่ด้วยเหตุผลเรื่องโรคระบาดและความปลอดภัย ทำให้พีไม่สามารถออกเดินทางไปร่วมงานเทศกาลหนังที่เนเธอร์แลนด์&#160; &#8220;เสียดายนะ&#8221; เขาบอก ทว่าก็ยังยิ้ม &#8220;แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่หนังได้ฉายให้คนดู ผมก็ดีใจมากแล้ว&#8221; ปีนี้เป็นปีที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดามครบรอบ 50 ปี งานจัดรอบแรกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพร้อมฉายหนัง พญาโศกพิโยคค่ำ ของ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ขณะที่รอบสองซึ่งจัดต้นเดือนมิถุนายนนั้น สุสานใต้ดิน หรือ Underground Cemetery หนังสั้นที่ว่าด้วยความเชื่อ การเมือง และความตาย ก็ได้เป็นตัวแทนไปฉาย&#160; อย่างคร่าวๆ หนังบอกเล่าถึงเรื่องราวของ ‘ทองอยู่’ (พงศ์สวัสดิ์ ชยธวัช) ชายเฒ่าที่พบว่าชีวิตกำลังสั่นคลอน เมื่อบ้านหลังเก่าทำท่าว่าจะทรุดตัวลง ขณะที่สื่อก็รายงานข่าวการอุ้มหายของนักสิทธิเพื่อคนชายขอบชวนให้นึกถึงความผิดบาปในอดีต พร้อมกันกับที่การปรากฏตัวของผี ‘ทองใบ’ (ปรมะ วุฒิกรดิษกุล) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wisarut/">พี วิศรุต เด็กหนุ่มผู้พาหนังสั้นเกี่ยวกับบิลลี่ พอละจี ไปฉายถึงเทศกาลหนังรอตเทอร์ดาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>วันที่บทสนทนานี้ก่อตัวขึ้นผ่านโปรแกรม zoom คือวันที่ <em>สุสานใต้ดิน</em> หรือ <a href="https://iffr.com/en/2021/films/underground-cemetery"><em>Underground Cemetery</em> </a>หนังสั้นซึ่งเป็นโปรเจกต์จบของ พี–วิศรุต ศรีพุธสมบูรณ์ กำลังฉายอยู่ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดามรอบ International Premier ในสาย Short &amp; Mid-length พอดี</p>



<p>แต่ด้วยเหตุผลเรื่องโรคระบาดและความปลอดภัย ทำให้พีไม่สามารถออกเดินทางไปร่วมงานเทศกาลหนังที่เนเธอร์แลนด์&nbsp;</p>



<p>&#8220;เสียดายนะ&#8221; เขาบอก ทว่าก็ยังยิ้ม &#8220;แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่หนังได้ฉายให้คนดู ผมก็ดีใจมากแล้ว&#8221;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Underground Cemetery – trailer | IFFR 2021" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/G78C0hXuzzk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ปีนี้เป็นปีที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดามครบรอบ 50 ปี งานจัดรอบแรกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพร้อมฉายหนัง <em>พญาโศกพิโยคค่ำ</em> ของ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ขณะที่รอบสองซึ่งจัดต้นเดือนมิถุนายนนั้น <em>สุสานใต้ดิน </em>หรือ <em>Underground Cemetery</em> หนังสั้นที่ว่าด้วยความเชื่อ การเมือง และความตาย ก็ได้เป็นตัวแทนไปฉาย&nbsp;</p>



<p>อย่างคร่าวๆ หนังบอกเล่าถึงเรื่องราวของ ‘ทองอยู่’ (พงศ์สวัสดิ์ ชยธวัช) ชายเฒ่าที่พบว่าชีวิตกำลังสั่นคลอน เมื่อบ้านหลังเก่าทำท่าว่าจะทรุดตัวลง ขณะที่สื่อก็รายงานข่าวการอุ้มหายของนักสิทธิเพื่อคนชายขอบชวนให้นึกถึงความผิดบาปในอดีต พร้อมกันกับที่การปรากฏตัวของผี ‘ทองใบ’ (ปรมะ วุฒิกรดิษกุล) น้องชายแท้ๆ ผู้ตายจากด้วยการอัตวินิบาตกรรมเพราะทนความรู้สึกผิดบาปไม่ไหวปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในเรือนร่างบอบช้ำ ทองอยู่ขอให้น้องชายพาเขาไปไถ่บาปกับพระอาจารย์วิเศษในป่าลึก เพื่อจะหลีกหนีและชำระล้างตัวเองจากความรู้สึกผิดจากอดีตที่เกาะกินชีวิต</p>



<p>หากวัดกันที่ความยาวไม่ถึง 30 นาที <em>สุสานใต้ดิน</em> หยิบจับเอาประเด็นแหลมคมในสังคมรวมกับวัฒนธรรม ความเชื่อของชาวบ้าน ไม่ว่าจะโลกหลังความตายหรือพระผู้วิเศษอันลี้ลับมาร้อยเรียงได้อย่างน่าจับตา โดยมีบรรยากาศเจ็บช้ำคุกรุ่นจากชะตากรรมของ บิลลี่–พอละจี รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นฉากหลังของเรื่อง ขับให้เห็นความเลวทรามและรุนแรงของรัฐที่กระทำกับคนเล็กคนน้อย ขณะที่ไกลออกไปจากนั้น ก็ดูเหมือนจะมีอำนาจที่ใหญ่กว่าครอบงำรัฐหรือผู้กระทำอีกทีหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>บทสนทนาของเราต่อจากนี้ได้ลัดเลาะจากเรื่องหนังสั้นไปยังอำนาจในสังคม แตะเล็มไปยังเรื่องการเมืองและเพดานการพูดคุยในสายตาของคนทำหนังรุ่นใหม่ที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งของแวดวงภาพยนตร์ไทย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047-1024x687.jpg" alt="พี วิศรุต " class="wp-image-135046" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047-1536x1030.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000047.jpg 1795w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อยากให้เล่าขั้นตอนการคิดพล็อตและประเด็นของหนังเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย</strong></h4>



<p>เราจะเริ่มจากประเด็นที่สนใจก่อน อย่างช่วงก่อนหน้านี้มีคดีเรื่องบิลลี่พอดีซึ่งเราสนใจมากๆ แต่ก็ทดมันเอาไว้ในใจก่อน จากนั้นเราก็ลองหาหนังดู หาหนังสืออ่านเผื่อจะเจอ material อะไรที่มันเอามาใช้กับหนังได้</p>



<p>พอดีว่าช่วงนั้นเราได้ลองอ่านหนังสือแปลกๆ ที่ปกติจะไม่ค่อยอ่าน เช่นพวกมิติลี้ลับ มิติที่หก เท่าที่จำได้รางๆ มันมีส่วนที่พูดเรื่องศาสนา กับส่วนที่บอกว่า มันมีมิติที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์อยู่ แต่ยังมีมิติของคนธรรพ์ซึ่งเป็นจำพวกสัตว์กับมิติของศาสนาที่มี ‘พระบังบด’ ซึ่งเขาอธิบายว่า เป็นพระวิเศษที่อยู่ในป่ามาเป็นเวลาหมื่นปี สองหมื่นปี หรือกระทั่งแสนปี เพื่อจะเฝ้ารอพระพุทธเจ้าอีกคนมาเกิด&nbsp;</p>



<p>เราเขียนบทหนังขึ้นมาจากเรื่องราวของพระบังบดนี่แหละ แต่ก็รู้สึกว่ามันเล่าโดยไม่มีจุดหมายไปหน่อย เลยลองเอามารวมกับคดีบิลลี่ที่เราทดไว้ในใจ</p>



<p>อีกอย่างคือ ก่อนหน้านี้ช่วงอยู่ปี 3 เราเคยทำหนังสั้นกับเพื่อนเรื่อง &#8216;หมายเลขคดีแดง&#8217; เกี่ยวกับครอบครัวที่ยังเหลือของนักโทษทางการเมือง และคนที่โดนลูกหลงจากรัฐบาล เพียงแต่พอเป็นหนังเรื่องนี้เราเลยอยากเล่าเรื่องจากฝั่งของผู้มีอำนาจบ้าง แต่ถ้าจะเล่าเรื่องของคนพวกนั้นเราก็อยากให้มันทรมานสักหน่อย สุดท้ายก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นในหนัง คือผู้มีอำนาจคนหนึ่งที่กำลังตกอยู่ในความกลัวจากกรรมที่ตัวเองเคยสร้างไว้จนต้องไปพึ่งสิ่งลี้ลับในป่าโดยให้ผีน้องชายพาไป วิธีเล่าของหนังเรื่องนี้เลยจะค่อนข้างสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) อยู่สักหน่อย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay-724x1024.jpg" alt="" class="wp-image-135055" width="543" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay-724x1024.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay-768x1086.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay-1086x1536.jpg 1086w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay-600x848.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/EzqydgnVkAEj4ay.jpg 1316w" sizes="(max-width: 543px) 100vw, 543px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าคุณทำงานกับนักแสดงยังไง</strong></h4>



<p>มีเวิร์กช็อปก่อนรอบหนึ่ง แต่มันก็ค่อนข้างยากเหมือนกันนะที่จะอธิบายเรื่องพวกนี้ให้นักแสดงเข้าใจ เพราะเราก็ไม่ได้อธิบายเก่งด้วย พรีเซนต์ในห้องทีก็โดนอาจารย์สวดกลับมาตลอด เราเป็นคนแรกในรุ่นที่ร้องไห้ น้ำตาไหลในห้องจุลนิพนธ์ เพราะพรีเซนต์ไปแล้วอาจารย์ลุกขึ้นมาถามว่า มีเพื่อนคนไหนเข้าใจบ้างครับ (หัวเราะ) มันก็ยากอยู่</p>



<p>ช่วงแรกๆ เราชอบคิดหนังเป็นวิชวลมากกว่า ซึ่งตอนที่คุยกับนักแสดงก็อธิบายเท่าที่จะอธิบายได้ว่าหนังมันกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ตอนแคสต์ติ้งทองใบผมเคยเห็นเขาเล่นหนัง <em>ปอบ</em> ของพี่เป็นเอก รัตนเรือง ที่ออกฉายช่อง HBO Asia และรู้สึกว่าอย่างน้อยแกน่าจะเข้าใจอะไรบางอย่างที่เราจะสื่อสารออกไปได้ แล้วผมก็ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นด้วยว่านักแสดงทั้งสองจะเข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม เพียงแต่ถ้าเขาสามารถแสดงออกมาได้อย่างที่เราอยากได้ เราก็โอเคแล้ว</p>



<p>แต่ว่าในส่วนของพาร์ตกำกับการแสดง ถ้าให้คะแนนตัวเองก็คงให้ 6/10 เพราะเราคิดว่ามันสามารถละเอียดได้มากกว่านี้ ตอนที่ดูหนังตัวเองยังรู้สึกว่ารายละเอียดต่างๆ มันมีความเป็นมนุษย์น้อยไปหน่อย หนังมันยังแข็งไปนิด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่าข้อจำกัดในงานกำกับการแสดงมันอยู่ตรงไหน</strong></h4>



<p>คืออย่างตัวเราเองถึงจะเข้าใจเรื่องราวก็จริงแต่การจะอธิบายออกไปมันยาก แล้วจริงๆ ตัวเราก็อาจจะเข้าใจแค่ 70-80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นก็ได้นะ ซึ่งพอสุดท้ายเราส่งสารออกไป มันก็อาจจะได้แค่ 50-60 เปอร์เซ็นต์ การจะเล่าเรื่องนี้มันก็ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056-1024x687.jpg" alt="" class="wp-image-135050" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056-1536x1030.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000056.jpg 1795w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เห็นพูดเรื่องการเอากรรมมาใช้กับผู้มีอำนาจคุณมองเรื่องศาสนากับรัฐยังไง</strong></h4>



<p>รัฐกับศาสนามันเหมือนวินัยของคนล่ะมั้งครับ หมายถึงทุกศาสนาสุดท้ายมันคือการสอนให้เราทำความดี มันก็เพื่อคุมคนไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง หรือถ้าไปมากกว่านั้นคือการมีพระสังฆราช มีสถาบันฯ มันเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ ให้คนทำตาม เราว่าแต่ละองค์กรมันก็ไปในทางเดียวกัน สุดท้ายมันก็มีเพื่อไม่ให้คนทำโน่นทำนี่อยู่ดี</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทั้งเรื่อง <em>สุสานใต้ดิน</em> กับ <em>หมายเลขคดีแดง</em> มันมีฉากหลังเป็นบริบททางการเมืองหมดเลยคุณมองเห็นอะไรจากประเด็นเหล่านี้</strong></h4>



<p>สมัยมัธยมนี่เราแทบไม่ได้สนใจเลยดีกว่า มันคือเรื่องการรับสารด้วย ถ้าเด็กรุ่นผม 80-90 เปอร์เซ็นต์น่าจะเป็นสลิ่มเพราะรับสารทางเดียว สมัยเรียนมัธยมผมมีเพื่อนเป็นเสื้อแดงตั้งแต่เด็ก เขาอ่านหนังสือ <em>The King Never Smiles</em> ตั้งแต่ ม.1 แล้วก็จะโดนแซวว่าไอ้ควายแดง&nbsp;</p>



<p>แต่สำหรับเรา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจริงๆ มันคือโซเชียลว่ะ มันทำให้เราเห็นหลายมุมขึ้น ประกอบกับโตขึ้นมันก็มีคนรอบตัวที่เป็นเสื้อแดง สารข่าวที่เรารับมันก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พอตอนนี้สังคมมันดันเพดานไปไกลมากมองว่าจากนี้ไปคนทำหนังจะตามเพดานที่ผู้คนผลักออกไปจนไกลนี่ได้ยังไงบ้าง</strong></h4>



<p>(พยักหน้า) นึกออกเลยครับ</p>



<p>เราก็เคยคิดเรื่องนี้ แต่ก็คิดไม่ตกเหมือนกัน เรารู้สึกว่าในยุคสมัยก่อนที่เพดานมันจะถูกดันสูงขึ้น ส่วนหนึ่งของหนังอาร์ตเฮาส์มันก็สร้างขึ้นมาในลักษณะที่จะสามารถเล่าเรื่องพวกนี้ได้โดยไม่ถูกแบน</p>



<p>เราเคยคิดพล็อตหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมาว่า สมมติถ้าในอนาคตหนังมันสามารถถูกเล่าได้โดยไม่ต้องมีลับลมคมใน ไม่ต้องผ่านวิธีการเล่าแบบหนังอาร์ต แล้วคนทำหนังอาร์ตเฮาส์ล่ะเขาจะอยู่ยังไง ถ้าจุดประสงค์แรกของพวกเขาคือการเล่าเรื่องการเมืองโดยที่ยังต้องเอาบางสิ่งมากั้นไว้อยู่เพื่อไม่ให้โดนแบน เขาจะอยู่ยังไงในโลกที่เราสามารถเล่าทุกอย่างออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076-1024x687.jpg" alt="พี วิศรุต " class="wp-image-135051" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076-1536x1030.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000076.jpg 1795w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หรืออย่าง <em>หมายเลขคดีแดง</em> หนังสั้นเรื่องก่อนหน้าที่คุณทำกับเพื่อนก็พูดถึงการเมืองอย่างตรงไปตรงมานะ</strong></h4>



<p>ช่วงนั้นเรื่องนักโทษทางการเมืองยังไม่ถูกพูดถึงเท่าไหร่ ยังไม่มีการดันเพดาน ซึ่งสำหรับเรา มันก็เป็นประเด็นที่น่าทำแน่ๆ แหละเพราะเราก็สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว</p>



<p>แต่ตอนนั้นมันก็เสี่ยงที่จะเล่าเรื่องนี้ แล้วมันไปไกลกว่าที่เราคิดด้วยเพราะทีแรกคิดจะทำส่งอาจารย์แล้วจบ แต่พอมันถูกส่งไปประกวดเทศกาลภาพยนตร์สั้น ซึ่งมันก็ดันได้ฉาย ตอนแรกก็คิดเหมือนกันว่า เชี่ย ถ้ามันออกไปฉายนอกห้องนี่ซับเจกต์ในเรื่องกับครอบครัวของเขาจะเป็นยังไง แต่นั่นแหละ ด้วยความที่วงการหนังมันแคบ สุดท้ายหนังมันก็ไม่ได้ออกไปไกลขนาดนั้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กลับมาที่ <em>สุสานใต้ดิน</em> บ้างช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณส่งหนังไปประกวดในเทศกาลยังไง</strong></h4>



<p>ไม่รู้เลย (หัวเราะ) เหมือนว่าที่ปรึกษาจากห้องอื่นมาดูหนังของเราแล้วชอบมาก แนะนำว่าลองส่งไปฝั่งยุโรปไหมเพราะสไตล์ของหนัง ภาษาภาพ และภาษาการเล่าเรื่องมันค่อนข้างไปทางยุโรป เราก็เลยลองส่งไปดู อีกอย่างคือพี่อุ้ย (รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค) ผู้กำกับเรื่อง <em>อนินทรีย์แดง</em> ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยของเราก็แนะนำว่าให้ลองส่งหนังไปตามเทศกาลเหล่านี้ดูสิ ซึ่งสุดท้ายมันก็ไปติดที่รอตเทอร์ดาม</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อย่างหนังสั้นเรื่องนี้ก็ถูกคนดูเอาไปตีความหลากหลายมากเหมือนกันนะ</strong><strong>คุณมองมันยังไง</strong></h4>



<p>สนุกมากเลยเวลาเห็นคนเขียนถึง เรารู้สึกว่าสุดท้ายมันอาจไม่ตรงกับที่เราคิดในตอนแรกก็ได้ แต่เพราะเรารู้สึกว่าทันทีที่ทำหนังเสร็จ เราก็หมดหน้าที่ตรงนั้นแล้ว จากนั้นก็เป็นความสนุกของการดูว่าคนดูจะรู้สึกยังไง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049-1024x687.jpg" alt="" class="wp-image-135048" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049-1024x687.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049-1536x1030.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/000049.jpg 1795w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ภาพถ่ายโดย Sethawut Mueangkaeo, Supakorn Wasoontararat , Bamsu</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wisarut/">พี วิศรุต เด็กหนุ่มผู้พาหนังสั้นเกี่ยวกับบิลลี่ พอละจี ไปฉายถึงเทศกาลหนังรอตเทอร์ดาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB &#8211; Netflix Original เรื่องแรกของ GDH</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ghost-lab/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 May 2021 11:45:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[ghost lab]]></category>
		<category><![CDATA[horror]]></category>
		<category><![CDATA[ghost]]></category>
		<category><![CDATA[gdh]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร]]></category>
		<category><![CDATA[ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix Original]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=134513</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในบรรดาหนังทั้ง 5 เรื่องจากโปรเจกต์ GDH Xtraordinary 2021 LINEUP จากค่าย GDH &#8216;GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี&#8217; (2021) คือหนังที่ปักหมุดหมายใหม่ได้อย่างน่าจับตา โดยเฉพาะในแง่ที่ว่ามันคือหนังเรื่องแรกในเครือ GDH ที่อยู่ภายใต้การผลิตของเน็ตฟลิกซ์ แถมยังเป็นผลงานกำกับหนังยาวลำดับที่ 2 ถัดจาก บอดี้..ศพ#19 (2007) ของ กอล์ฟ–ปวีณ ภูริจิตปัญญา ที่เอาเข้าจริงๆ ช่วงเว้นระยะห่างไปนานนับสิบปีนี้เขาก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ร่วมกำกับหนังเป็นตอนสั้นๆ ใน สี่แพร่ง (2008), ห้าแพร่ง (2009) และ รัก 7 ปี ดี 7 หน (2012) ความแพรวพราวและลูกล่อลูกชนที่เคยปรากฏในสมัยที่เขาทำ บอดี้..ศพ#19 หรือกระทั่งความเฮี้ยนหลอนหลอกในหนังสั้นจากตระกูล ‘แพร่ง’ ทำให้เราตั้งความหวังไว้กับ GHOST LAB มากพอสมควร บวกกับทีมเขียนบทอย่างวสุธร ปิยารมณ์ (ฉลาดเกมส์โกง) และทศพร เหรียญทอง (เลือดข้นคนจาง) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ghost-lab/">ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB &#8211; Netflix Original เรื่องแรกของ GDH</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในบรรดาหนังทั้ง 5 เรื่องจากโปรเจกต์ GDH Xtraordinary 2021 LINEUP จากค่าย GDH <strong>&#8216;GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี&#8217;</strong> (2021) คือหนังที่ปักหมุดหมายใหม่ได้อย่างน่าจับตา โดยเฉพาะในแง่ที่ว่ามันคือหนังเรื่องแรกในเครือ GDH ที่อยู่ภายใต้การผลิตของเน็ตฟลิกซ์ แถมยังเป็นผลงานกำกับหนังยาวลำดับที่ 2 ถัดจาก <em>บอดี้..ศพ#19</em> (2007) ของ กอล์ฟ–ปวีณ ภูริจิตปัญญา ที่เอาเข้าจริงๆ ช่วงเว้นระยะห่างไปนานนับสิบปีนี้เขาก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ร่วมกำกับหนังเป็นตอนสั้นๆ ใน <em>สี่แพร่ง</em> (2008), <em>ห้าแพร่ง </em>(2009) และ <em>รัก 7 ปี ดี 7 หน</em> (2012)</p>



<p>ความแพรวพราวและลูกล่อลูกชนที่เคยปรากฏในสมัยที่เขาทำ <em>บอดี้..ศพ#19</em> หรือกระทั่งความเฮี้ยนหลอนหลอกในหนังสั้นจากตระกูล ‘แพร่ง’ ทำให้เราตั้งความหวังไว้กับ <em>GHOST LAB</em> มากพอสมควร บวกกับทีมเขียนบทอย่างวสุธร ปิยารมณ์ (<em>ฉลาดเกมส์โกง</em>) และทศพร เหรียญทอง (<em>เลือดข้นคนจาง</em>) ก็ยิ่งทำให้เราตั้งตารอเข้าไปใหญ่</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-134531" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04028-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของการปะทะกันระหว่างวิทยาศาสตร์และโลกหลังความตายผ่าน ‘กล้า’ (ไอซ์–พาริส อินทรโกมาลย์สุต) นายแพทย์หนุ่มที่เคยเจอวิญญาณของพ่อที่ตายจากไปสมัยยังเด็กและฝังใจจนกลายเป็นคนหมกมุ่นทำวิจัยเพื่อหาคำตอบเรื่องโลกหลังความตาย ในค่ำคืนหนึ่งของการอยู่เวรอันยาวนาน เขากับ ‘วี’ (ต่อ–ธนภพ ลีรัตนขจร) เพื่อนหมอที่อยู่เวรร่วมกันก็ได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานการเห็น ‘ผี’ ในโรงพยาบาล นำมาสู่การร่วมมือกันทำวิจัยเพื่อขุดคุ้ยไปยังปรโลก โดยไม่อาจรู้เลยว่านั่นหมายถึงการย่างกรายเข้าไปสู่โลกอันลี้ลับและความเดือดดาลทั้งในนามของคนเป็นและคนตายในท้ายที่สุด</p>



<p>อันที่จริง หนังที่พูดถึงการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อคลี่คลายหาคำตอบให้โลกลี้ลับทั้งไสยศาสตร์หรือความตายนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเคยมี <em>Flatliners</em> (1990) ที่พูดเรื่องนักศึกษา 5 คนทำการทดลองเพี้ยนประหลาดเพื่อให้ตัวเองหลุดไปยังโลกแห่งความตาย หรือแม้แต่ <em>15 ค่ำ เดือน 11</em> (2002) ที่ชวนหาคำตอบระหว่างความเชื่อและวิทยาศาสตร์ได้อย่างแยบยลและมีหัวใจ กระนั้นการจะเล่าเรื่องของวิธีคิดที่ว่าด้วยการหาหลักฐานมารองรับความเชื่อและสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ก็ยังนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เสมอ&nbsp;</p>



<p>หากแต่เป็นจุดนี้เองที่ <em>GHOST LAB</em> กลับต้องเผชิญหน้ากับสภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ อย่างน่าเสียดาย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตัวละครที่แบนราบ</strong></h3>



<p>หนังออกตัวมาดีมากๆ จากการสร้างเส้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหมอหนุ่มทั้งสองคน ซึ่งล้วนมีประสบการณ์ร่วมกันอย่างที่ไม่อาจมีใครในโลกนี้ได้สัมผัส ในคืนสงัดเงียบคืนหนึ่งของโรงพยาบาล ท่ามกลางข่าวลือจากพยาบาลสาวสวยที่ว่ามีคนไข้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ทั่วทั้งตัว นายแพทย์ทั้งสองออกมาต่อสู้กับความง่วงด้วยกาแฟและขนมถุงใหญ่ เพื่อจะหันไปพบว่าในห้องโถงแห่งนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขา หากแต่มีร่างกะรุ่งกะริ่งและไหม้เกรียมของ ‘สิ่งหนึ่ง’ ยืนประจัญหน้าอยู่&nbsp;</p>



<p>หนังขับเน้นบรรยากาศแห่งความหลอนหลอกด้วยการเคลื่อนไหวและสภาพชวนสยองของวิญญาณ จนชวนให้เชื่อว่านับจากนี้ แม้กระทั่งหลับตาลงในอีกหลายต่อหลายคืนให้หลัง ทั้งกล้าและวีจะยังคงไม่อาจลืมภาพติดตาของร่างที่พวกเขา ‘มองเห็นร่วมกัน’ ได้ลง ซึ่งในอีกด้านหนึ่งมันก็ผูกโยงพวกเขาให้แนบแน่นเข้าหากันด้วยประสบการณ์ที่ไม่อาจมีใครร่วมรับรู้ด้วยได้อีก เมื่อพวกเขาพบว่าโทรศัพท์ของวีถ่ายภาพวิญญาณไม่ติด มากไปกว่านั้นคือกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลเองก็บันทึกได้แค่ภาพพวกเขาขวัญผวาต่อหน้าอากาศอันว่างเปล่าของยามค่ำคืนเท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-134532" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04473-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดังนั้น สิ่งที่หนังปักธงไว้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าผีมีจริงหรือไม่ เพราะมันพิสูจน์ด้วยสายตาตัวละครแล้วว่า ‘ผีมีจริง’ แต่จะทำยังไงให้ผีมาปรากฏตัวต่อหน้าตัวละครอื่นๆ ให้ได้ต่างหาก เพื่อที่จะหาคำตอบ กล้าจึงชวนวีเข้าร่วมงานวิจัยลับๆ ของเขา</p>



<p>ในระหว่างนั้น วีต้องกัดฟันให้แม่ตัวเอง (สู่ขวัญ บูลกุล) ที่ป่วยติดเตียงมานาน 7 ปีได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงเป็นใยของกล้าและ ‘ใหม่’ (ณิชา–ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์) แฟนสาวของกล้าที่วนเวียนมาหาคนรักที่โรงพยาบาลอยู่เสมอ การจากไปของแม่กับภาพวิญญาณที่เขาเห็นแม่กระซิบคำบางคำด้วยแววตาแตกสลายนั้นกลายเป็นแรงขับสำคัญให้วีถลำลึกไปในงานวิจัยของกล้าด้วยหวังจะสื่อสารกับแม่ผ่านโลกหลังความตาย นำมาสู่การทุ่มทั้งชีวิตเพื่อที่จะ ‘ออกเดินทาง’ ไปยังโลกอีกใบ ท่ามกลางสายตาขุ่นเคืองของกล้าซึ่งเป็นคนเริ่มงานวิจัย และความหมกมุ่นส่วนตัวนั้นก็ผลักให้กล้ารู้สึกว่าจำต้อง ‘หาคำตอบ’ ด้วยตัวเองมากกว่าจะเป็นวี</p>



<p>หากเสน่ห์ที่เรารู้สึกว่าหนังสร้างมาตั้งแต่แรกคือประสบการณ์สยองขวัญและการโดดเดี่ยวในโลกของวิทยาศาสตร์อย่างการเห็นผีในโรงพยาบาล เราก็พบว่าหนังหั่นมันทิ้งลงอย่างไร้เยื่อใยเมื่อจำเป็นต้องผลักให้ตัวละครใดตัวละครหนึ่งเป็นฝ่ายข้ามฝั่งไปยังอีกโลกหนึ่งเพื่อหาคำตอบให้การทดลอง ซ้ำร้าย มันยังส่งผลให้ตัวละครแบนราบอย่างน่าใจหาย (จนเกือบจะเรียกได้ว่าพิศวง) และทำให้ตัวละครมีหน้าที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการทำให้เส้นเรื่องดำเนินต่อไปได้จนครบ 2 ชั่วโมงเท่านั้น</p>



<p>น่าเศร้าที่สภาวะการให้ตัวละครมีฟังก์ชั่นเพื่อผลักดันพล็อตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวละครหลักอย่างกล้าและวีเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับตัวละครสมทบทุกตัว โดยเฉพาะกับครอบครัวของกล้าที่มีแม่และน้องสาวผู้ห่วงหาและเข้าอกเข้าใจพี่ชาย ตลอดจนใหม่ แฟนสาวที่รู้สึกราวกับถูกคนรักทิ้งไว้ข้างหลัง ตัวละครเหล่านี้–ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิง กลับไม่มีบทบาทอะไรมากไปกว่าถูกหนังใช้มาเล่าเพื่อเป็นแรงส่งให้เส้นเรื่องดำเนินต่อไปได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-134534" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC06496-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความโอหังของวิทยาศาสตร์</strong></h3>



<p>อีกอย่างหนึ่งที่ครุ่นคิดขึ้นมาหลังจากดูหนังจบ คือสภาวะแล้งไร้บางอย่างของหนัง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม <em>GHOST LAB</em> ได้ขับเน้นให้เห็นภาพความไร้หัวใจและความยโสบางอย่างของวิทยาศาสตร์ จากการที่ตัวละครตะบี้ตะบันเอาชีวิตโยนเข้าไปในการทดลองเพื่อเค้นเอาคำตอบจากสิ่งที่อาจจะหาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่เพราะตัวละครอย่างวี (หรืออาจจะแม้แต่กล้าเอง) เป็นคนที่อยู่ในสายวิทย์และเชื่อมั่นในกฎการทดลองพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก กับความมุ่งมั่นอยากตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งต้องวางอยู่บนการพิสูจน์ตามกระบวนการตั้งสมมติฐานและทดลองจนได้ข้อมูลต่างๆ ส่วนเสี้ยวหนึ่งมันจึงมีน้ำเสียงความโอหังของวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการทดลองเท่านั้น พ้นไปจากนี้คือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง</p>



<p>ผู้เขียนนึกถึงบทความ <em>มายาคติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุขภาพ</em> ของ ดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือ <em>ถอดรื้อมายาคติ</em> มีช่วงหนึ่งที่อธิบายที่มาของความโอหังบางประการของวิทยาศาสตร์ภายหลังการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในยุโรป ที่ความเชื่อเก่าๆ ถูกการตั้งสมมติฐานและการหาเหตุผลทำลายลงอย่างราบคาบ แม้แต่พระเจ้าเองยังถูกตั้งข้อสงสัยในการมีอยู่ จนในที่สุดมันได้ตั้งหลักปักฐานตัวเองอยู่ในเนื้อตัวมนุษย์เทียบเท่ากับที่ศาสนาและความเชื่อโบราณเคยทำไว้ สิ่งใดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์หรือยังพิสูจน์หาคำตอบไม่ได้จะถูกประทับตราว่างมงาย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นเที่ยงตรงและดีที่สุดเสมอ สิ่งที่ไม่อาจใช้มาตรวัดได้ เช่น ความรู้สึกของมนุษย์ หลายครั้งหลายหนจึงถูกวิทยาศาสตร์ปัดตกและสร้างความ ‘ไร้หัวใจ’ ขึ้นมาแทน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-134533" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC04942-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ <em>GHOST LAB</em> ได้ขับเน้นความแล้งไร้เยือกเย็นของวิทยาศาสตร์ท่ามกลางความเดือดดาลคลุ้มคลั่งของตัวละคร โดยเฉพาะกับฉากท้ายๆ ที่ตัวละครมุ่งมั่นจะทำการทดลองตามระเบียบของวิทยาศาสตร์โดยล้ำเส้นความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง หญิงสาวหรือบุคคลอื่นๆ ในเรื่องเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการจะพิสูจน์ว่าตัวเราถูกต้องที่สุด (ซึ่งส่วนตัวคิดว่าน่าเสียดายมากๆ เพราะแทนที่หนังจะหันมาจับประเด็นการล้ำเส้นในเชิงศีลธรรมของวิทยาศาสตร์อันเข้มข้นและท้าทายกว่านี้ หากแต่สุดท้ายมันก็เป็นอีกประเด็นที่หลุดลอยอ้างว้างอยู่ในหนัง)</p>



<p>บทของคนรักสาวที่หายตัวไปในครึ่งเรื่องแรกและกลับมามีบทบาทอย่างมากในครึ่งเรื่องหลังชวนตั้งคำถามว่า บทบาทของเธอในเรื่องนี้คืออะไร ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ให้ตัวละครชายได้ใช้ห้ำหั่นกันและกัน (กับคำถามที่ชวนสงสัยมากว่า การที่เราไม่รู้พาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์ของคนรักนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนรักที่ ‘ไม่ได้เรื่อง’ หรือเปล่า หากจะใช้ธงเรื่องพื้นที่ส่วนตัวขีดเส้นไว้) ซึ่งไม่เพียงแต่เธอเท่านั้น แม้แต่ตัวละครอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลหญิงผู้ส่งสายตาให้หมอหนุ่มเมื่อต้นเรื่อง คนในครอบครัวที่หัวใจสลายกับการจากไป ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลังอันพร่าเลือนให้กล้าและวีได้ปะทะกันระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนตายเพื่อรับใช้การทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ความหมกมุ่นอันบ้าคลั่งของพวกเขาก็จืดจางหายไปเสียดื้อๆ ตลอดจนการเห็นแง่งามของชีวิตในนาทีที่สายเกินไปแล้ว</p>



<p>ส่วนตัวจึงพบว่า ประโยคแรกและประโยคเดียวของตัวละครแม่วีที่พูดขึ้นในเรื่องว่า “พวกหนูทำอะไรกันอยู่ลูก” ก็ได้กลายเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดหลังผ่านพ้นไป 2 ชั่วโมงของตัวหนังนั่นเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-134535" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/GHOSTLAB_DSC7696-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ghost-lab/">ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB &#8211; Netflix Original เรื่องแรกของ GDH</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความสงบเงียบบนโลกที่โหดร้าย ‘Sound of Metal’ ชีวิตของมือกลองที่ไม่อาจได้ยินเสียงใด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sound-of-metal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Apr 2021 05:09:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[drummer]]></category>
		<category><![CDATA[Darius Marder]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[heavy metal]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[deaf]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[best picture]]></category>
		<category><![CDATA[oscar]]></category>
		<category><![CDATA[sound of metal]]></category>
		<category><![CDATA[riz ahmed]]></category>
		<category><![CDATA[drum]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129624</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์&#160;&#160; คล้ายว่าช่วงเวลาก่อนหน้าที่หายนะจะโรยตัวมาเยือนนั้นงดงามเสมอ หลังการขึ้นแสดง Ruben (Riz Ahmed) มือกลองวงเฮฟวี่เมทัลและ Lou (Olivia Cooke) นักร้องนำผู้เป็นแฟนสาวกลับมาพักผ่อนในรถบ้านหลังเล็กๆ ของทั้งคู่ บทสนทนาสั้นๆ พอจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าพวกเขาคบหากันมาสี่ปี ส่วนร่องรอยนับไม่ถ้วนบนข้อมือของลูบอกเป็นนัยๆ ว่าเธออาจผ่านเรื่องร้ายแรงมาแล้วก่อนหน้านี้ ระหว่างคู่รักทั้งสอง รูเบนเป็นคนที่ตื่นเช้ากว่า เขาลุกขึ้นมาต้มกาแฟจากกาใบน้อย เงี่ยหูฟังเสียงหวีดของไอน้ำขณะที่โยนผักเข้าเครื่องปั่นเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ เขารื่นรมย์กับเสียงดังลั่นของผักที่โดนบดจนละเอียด เทใส่แก้ว ยกไปวางไว้ให้ลู ถือเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ก่อนออกเดินทางเพื่อไปแสดงในเมืองอื่นในค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงนี้–โดยไม่รู้เลยว่ามันคือเช้าวันสุดท้ายที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่คุ้นเคยมาโดยตลอด รูเบนก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ เขาใช้ชีวิตอิงแอบกับเสียงในชีวิตประจำวันซึ่งหมายรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะมือกลองของวงอินดี้ที่มีแฟนสาวเป็นนักร้องนำ ความสำคัญของการได้ยินนั้นกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ขาด โลกของรูเบนจึงเอียงวูบเมื่อเช้าวันหนึ่งเขาพบว่าเสียงของการต้มกาแฟนั้นอื้ออึงกว่าที่เคย เสียงของแฟนสาวก็คล้ายว่าดับหายไปดื้อๆ นั่นเป็นสาเหตุให้รูเบนแอบไปพบแพทย์เพียงเพื่อจะได้คำตอบซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายที่สุดของเขาว่า ในอีกไม่นานหูของเขาจะดับสนิท หนทางเดียวที่จะประคองความสามารถในการได้ยินไว้ได้คือการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสียงดัง รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมราคาสูงลิ่วเกินกว่าที่รูเบนจะฝันถึง โศกนาฏกรรมของรูเบนเริ่มขึ้นจากตรงนั้นเอง ตรงที่เขาตระหนักได้ว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างกายที่ทรยศนี้กำลังจะแยกเขาห่างออกจากตัวตนและสิ่งที่เขารักจนกลายเป็นชีวิตอย่างการเป็นนักดนตรี Sound of Metal (2019) คืองานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Darius Marder ภายหลังจากที่กำกับ Loot (2008) สารคดีว่าด้วยช่วงเวลา 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นายทหารสองคนหวนกลับไปยังสมรภูมิเพื่อขุดเอาสมบัติที่ฝังไว้กลับมา และเขียนบทร่วมเป็นครั้งแรกใน The Place Beyond [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sound-of-metal/">ความสงบเงียบบนโลกที่โหดร้าย ‘Sound of Metal’ ชีวิตของมือกลองที่ไม่อาจได้ยินเสียงใด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><em><strong>บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์&nbsp;&nbsp;</strong></em></p>



<p>คล้ายว่าช่วงเวลาก่อนหน้าที่หายนะจะโรยตัวมาเยือนนั้นงดงามเสมอ หลังการขึ้นแสดง Ruben<strong> </strong>(Riz Ahmed) มือกลองวงเฮฟวี่เมทัลและ Lou (Olivia Cooke) นักร้องนำผู้เป็นแฟนสาวกลับมาพักผ่อนในรถบ้านหลังเล็กๆ ของทั้งคู่ บทสนทนาสั้นๆ พอจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าพวกเขาคบหากันมาสี่ปี ส่วนร่องรอยนับไม่ถ้วนบนข้อมือของลูบอกเป็นนัยๆ ว่าเธออาจผ่านเรื่องร้ายแรงมาแล้วก่อนหน้านี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="681" height="383" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1.jpg" alt="" class="wp-image-129864" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1.jpg 681w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 681px) 100vw, 681px" /></figure>



<p>ระหว่างคู่รักทั้งสอง รูเบนเป็นคนที่ตื่นเช้ากว่า เขาลุกขึ้นมาต้มกาแฟจากกาใบน้อย เงี่ยหูฟังเสียงหวีดของไอน้ำขณะที่โยนผักเข้าเครื่องปั่นเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ เขารื่นรมย์กับเสียงดังลั่นของผักที่โดนบดจนละเอียด เทใส่แก้ว ยกไปวางไว้ให้ลู ถือเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ก่อนออกเดินทางเพื่อไปแสดงในเมืองอื่นในค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงนี้–โดยไม่รู้เลยว่ามันคือเช้าวันสุดท้ายที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่คุ้นเคยมาโดยตลอด</p>



<p>รูเบนก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ เขาใช้ชีวิตอิงแอบกับเสียงในชีวิตประจำวันซึ่งหมายรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะมือกลองของวงอินดี้ที่มีแฟนสาวเป็นนักร้องนำ ความสำคัญของการได้ยินนั้นกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ขาด โลกของรูเบนจึงเอียงวูบเมื่อเช้าวันหนึ่งเขาพบว่าเสียงของการต้มกาแฟนั้นอื้ออึงกว่าที่เคย เสียงของแฟนสาวก็คล้ายว่าดับหายไปดื้อๆ นั่นเป็นสาเหตุให้รูเบนแอบไปพบแพทย์เพียงเพื่อจะได้คำตอบซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายที่สุดของเขาว่า ในอีกไม่นานหูของเขาจะดับสนิท หนทางเดียวที่จะประคองความสามารถในการได้ยินไว้ได้คือการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสียงดัง รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมราคาสูงลิ่วเกินกว่าที่รูเบนจะฝันถึง โศกนาฏกรรมของรูเบนเริ่มขึ้นจากตรงนั้นเอง ตรงที่เขาตระหนักได้ว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างกายที่ทรยศนี้กำลังจะแยกเขาห่างออกจากตัวตนและสิ่งที่เขารักจนกลายเป็นชีวิตอย่างการเป็นนักดนตรี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-129869" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>Sound of Metal </em>(2019) คืองานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Darius Marder ภายหลังจากที่กำกับ <em>Loot</em> (2008) สารคดีว่าด้วยช่วงเวลา 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นายทหารสองคนหวนกลับไปยังสมรภูมิเพื่อขุดเอาสมบัติที่ฝังไว้กลับมา และเขียนบทร่วมเป็นครั้งแรกใน <em>The Place Beyond the Pines </em>(2012) ซึ่งส่งให้มาร์เดอร์กลายเป็นที่รู้จักในฐานะคนเขียนบทหน้าใหม่ทันที ทว่าหลังจากผลงานสองเรื่องนั้น เขาก็เว้นว่างไปนานและหวนกลับคืนสังเวียนอีกครั้งกับ <em>Sound of Metal </em>หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 สาขา รวมถึงสาขาเขียนบทยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม</p>



<p>หนังขับเน้นให้เห็นว่าภาวะหูหนวกที่รูเบนค่อยๆ เผชิญนั้นคุกคามเขาหลายระดับด้วยกัน ระดับแรกคือการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งเขาต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด แม้แต่การสื่อสารกับลูที่ต้องผ่านการเขียนหวัดๆ บนกระดาษโน้ตหรือผ่านโทรศัพท์ที่สุดท้ายแล้วก็มีประโยชน์แค่ใช้ส่งข้อความ ระดับต่อมาคือความหวาดหวั่นว่าเขาอาจกลับไปประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีไม่ได้อีก นำไปสู่การคุกคามระดับสุดท้าย คือการที่ความหมายของชีวิตที่สั่งสมมา สิ่งที่เขานิยามตัวเองว่าเป็นนักดนตรี เรื่องราวต่างๆ ที่เคียงคู่ร่วมวงกับลูอาจกลายเป็นแค่อดีตที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป และนั่นอาจหมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะสั่นสะเทือนไปจนถึงระดับฐานรากของชีวิตรูเบน เพื่อจะแก้ไขปัญหานี้ ลูจึงส่งรูเบนไปอยู่กับชุมชนคนหูหนวกในป่ากว้าง ซึ่งแม้จะคัดค้านวิธีการนี้หัวชนฝา แต่รูเบนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำยอมเข้าร่วมไปอยู่กับชุมชนดังกล่าว เฝ้ามองแฟนสาวที่ต้องแยกห่างเพื่อกลับไปใช้ชีวิตกับพ่อและครอบครัวเดิมของเธอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="429" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-1024x429.jpeg" alt="" class="wp-image-129867" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-1024x429.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-300x126.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-768x322.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-1536x643.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-600x251.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924.jpeg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในชุมชนแห่งนั้น รูเบนได้เจอกับ Joe (Paul Raci) ชายสูงวัยที่เป็นเสมือนผู้นำชุมชนและสมาชิกที่บกพร่องทางการได้ยินอีกจำนวนหนึ่ง โจบอกว่าเขาเสียการได้ยินไปจากการออกรบในสงครามเวียดนามก่อนที่จะโดนเมียบอกเลิกพร้อมหอบลูกน้อยหนีหายไปจากชีวิต &#8220;แต่ไม่ใช่เพราะฉันหูหนวกหรอกนะ&#8221; โจบอก &#8220;เธอจากไปเพราะฉันติดเหล้าต่างหาก&#8221;</p>



<p>ในขณะที่รูเบนรังเกียจเดียดฉันท์ภาวะหูหนวกราวกับมันเป็นโรคร้ายของชีวิต โจ–และอาจจะรวมถึงคนอื่นๆ ในชุมชนกลับเปิดใจยอมรับจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับภาวะนี้ พวกเขาใช้ภาษามือในการสื่อสาร พบปะสังสรรค์ และร่วมไปโบสถ์ด้วยกันทุกสุดสัปดาห์เพื่อแสดงความขอบคุณพระเจ้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต แน่นอนว่ารวมถึงอาการหูหนวกด้วย สวนทางกับรูเบนที่ต้องดิ้นรนต่อต้านทุกลมหายใจ และแม้ว่าจะเรียนรู้ภาษามือได้คล่องแคล่ว สนิทสนม และเป็นที่รักของคนในชุมชนแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายเดียวที่เขาเก็บงำไว้ไม่บอกใครคือการเข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="429" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-1024x429.jpg" alt="" class="wp-image-129868" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-1024x429.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-300x126.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-768x322.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-1536x644.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-2048x858.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือหลังการเรียนภาษามือหรือสังสรรค์กับคนอื่นๆ ในชุมชน รูเบนก็ว่างจนหอบเอาอุปกรณ์ช่างออกมานอกอาคารไปยืนซ่อมหลังคาเพียงลำพังเพื่อฆ่าเวลาทิ้ง ในตอนนั้นเองโจได้เดินมาบอกเขาว่า &#8220;นายไม่จำเป็นต้อง &#8216;ซ่อม&#8217; อะไรหรอก&#8221; ก่อนจะออกคำสั่งว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป รูเบนต้องไปใช้เวลาช่วงเช้านั่งนิ่งๆ ในห้องที่โจจัดเตรียมไว้ให้ พร้อมสมุดบันทึกหนึ่งเล่มที่รูเบนจะเขียนหรือวาดอะไรลงไปก็ได้ &#8220;ไม่มีใครอ่านหรอก&#8221; โจบอก &#8220;แต่คุณจงเขียนเถอะ&#8221; ในวันแรก รูเบนจึงต้องเผชิญกับ &#8216;ความเงียบ&#8217; ที่ถั่งโถมเข้าหาเมื่อเขานั่งอยู่ลำพังในห้องเล็กๆ จนต้องระเบิดอารมณ์อย่างกราดเกรี้ยว ไม่อาจยอมรับความเงียบสงัดสุดขีดที่เกิดขึ้นในห้องนั้นได้แม้ตัวเองจะอยู่ในภาวะหูหนวกก็ตามที&nbsp;</p>



<p><em>&#8216;พระยาห์เวห์จึงตรัสกับโมเสสว่า ใครเล่าสร้างปากมนุษย์หรือทำให้เป็นใบ้ หูหนวก ตาดี หรือตาบอด? เรา ยาห์เวห์ เป็นผู้ทำไม่ใช่หรือ?&#8217; อพยพ 4:11</em></p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับโจและคนอื่นๆ ภาวะหูหนวกนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้และไม่ส่งผลอันใดต่อความพินาศต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมียทิ้งหรือลูกหนีหายก็ตาม สิ่งที่สร้างความพินาศนั้นคือสิ่งที่ &#8216;มนุษย์&#8217; เป็นคนลงมือทำเองอย่างการติดเหล้าต่างหาก ในมุมกลับกัน รูเบนซึ่งไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามาตั้งแต่ต้น เล่าให้โจฟังว่าเขาเคยติดเฮโรอีนอย่างหนักก่อนจะเลิกขาดเมื่อสี่ปีก่อนสมัยที่เริ่มคบกับลู และชีวิตก็เริ่มไปได้สวยในเส้นทางดนตรีหรือแม้แต่มิติอื่นๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศต่อหน้าเมื่อวันหนึ่ง ร่างกายของเขาก็ทรยศขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่รูเบนไม่อาจยอมรับได้จนต้องดั้นด้นเอาทรัพย์สินที่มีไปจำนำเพื่อเอาเงินก้อนไปผ่าตัด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-1024x427.jpg" alt="" class="wp-image-129870" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-1024x427.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-768x320.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-1536x640.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-600x250.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ประโยค &#8220;นายไม่จำเป็นต้อง &#8216;ซ่อม&#8217; อะไรหรอก&#8221; ของโจจึงไม่ได้หมายถึงแค่หลังคาหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ เท่านั้น แต่มันยังหมายรวมถึงสิ่งที่รูเบนนิยามว่าเป็นความบกพร่องของชีวิต นั่นคือสภาวะหูหนวก สำหรับโจและคนอื่นๆ ในโบสถ์ ความเงียบงันที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้และมนุษย์ไม่มีสิทธิใดไปเอื้อมมือเปลี่ยนแปลงมัน เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับว่ามนุษย์ปฏิเสธพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งที่พระองค์อยากให้มนุษย์ได้เรียนรู้ &#8220;ทุกเช้าที่นายไปนั่งในห้องนั้นตามที่ฉันแนะนำ นายได้เรียนรู้ถึงความสงบเงียบ (stillness) บ้างไหม เพราะอันที่จริงแล้วนายพูดถูกเลย รูเบน&#8221; โจกล่าว &#8220;โลกนี้มันขยับไปเรื่อยๆ และมันก็อาจกลายเป็นพื้นที่อันโหดร้ายก็ได้ แต่สำหรับฉัน ช่วงเวลาแห่งความสงบนั้น พื้นที่แห่งนั้น คืออาณาจักรของพระเจ้า อันเป็นพื้นที่ซึ่งจะไม่มีวันทอดทิ้งนายเป็นอันขาด&#8221;</p>



<p>แต่ถึงที่สุดแล้ว รูเบนก็ตัดสินใจเดินออกจาก &#8216;อาณาจักรของพระเจ้า&#8217; ด้วยการเข้ารับการผ่าตัดและนั่นทำให้เขาอยู่ในชุมชนผู้พิการทางการได้ยินไม่ได้อีกต่อไป</p>



<p><em>&#8216;พวกเขาพาชายหูหนวกพูดติดอ่างคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ และทูลขอให้พระองค์วางพระหัตถ์บนคนนั้น พระองค์จึงทรงพาคนนั้นออกห่างจากฝูงชนไปอยู่ตามลำพัง แล้วทรงเอานิ้วพระหัตถ์แยงเข้าที่หูทั้งสองของชายคนนั้น และทรงบ้วนน้ำลาย เอานิ้วพระหัตถ์จิ้มแตะลิ้นของคนนั้น แล้วพระองค์แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ถอนพระทัยและตรัสกับคนนั้นว่า เอฟฟาธา แปลว่า จงเปิดออก แล้วหูของคนนั้นก็ปกติ สิ่งที่ขัดลิ้นนั้นก็หลุดและเขาพูดได้ชัด&#8217; มาระโก 7:32–36</em></p>



<p>สำหรับหลายคน การพยายามแก้ไข ดัดแปลงสภาวะบางอย่างของร่างกายนั้นถือเป็นการท้าทายธรรมชาติและอาจหมายถึงการล้ำเส้นความสามารถของพระผู้เป็นเจ้าอย่างที่เคยเป็นข้อถกเถียงกันว่าการทำศัลยกรรมนั้นถือว่าผิดหลักศาสนาคริสต์หรือไม่ หากเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าคือผู้สร้างมนุษย์ มนุษย์มีสิทธิให้มนุษย์ด้วยกัน (แพทย์) ดัดแปลงร่างกายเราหรือไม่ ใครคือเจ้าของอภิสิทธิ์เหนือร่างกายเราอย่างแท้จริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-1024x569.jpg" alt="" class="wp-image-129872" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-1024x569.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-300x167.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-768x427.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-600x334.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สำหรับโจ การที่รูเบนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดประสาทหูเทียมเพื่อจะกลับไปยังโลกใบเดิมของเขาอีกครั้งจึงเท่ากับการไม่ยอมรับสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ และทำให้เขาจำต้องขับรูเบนออกจากชุมชนผู้บกพร่องทางการได้ยินอย่างขมขื่น ฟากรูเบนนั้นก็ได้รู้ว่าแม้จะเข้ารับการผ่าตัดแล้ว แต่เสียงที่เขาได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงเดิมอีกต่อไป และโลกใบเก่าของเขาก็ไม่อาจกลับมาได้อีกตลอดกาล</p>



<p>หากเราจะมองมันผ่านสายตาของโจผู้เคร่งครัดในศาสนา เราอาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ไม่มีทางทัดเทียมพระผู้เป็นเจ้าไม่ว่าจะในแง่ของการดัดแปลงหรือแก้ไขสิ่งใด และก็อาจจะบอกได้อีกเช่นกันว่าในภาวะช่วงเวลาแห่งการดิ้นรนต่อสู้กับความเงียบงันที่พระเจ้ามอบให้นั้น ที่สุดแล้วรูเบนก็ได้พบกับความสงบเงียบอย่างที่โจพยายามพร่ำบอกเขามาโดยตลอด เมื่อเขาดั้นด้นไปหาคนรักถึงฝรั่งเศสเพียงเพื่อจะพบว่าไม่มีอะไรจะกลับมาเหมือนเดิมอย่างที่เขาปรารถนาอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้ยินของตัวเอง วงดนตรี หรือลู</p>



<p>ฉากสุดท้ายที่เขาตัดสินใจปล่อยมือจากโลกที่ &#8216;ขยับไปเรื่อยๆ และมันก็อาจกลายเป็นพื้นที่อันโหดร้าย&#8217; ด้วยการปลดอุปกรณ์ผ่าตัดที่แนบติดอยู่กับหูออกแล้วปล่อยตัวเองล่องลอยอยู่ในความเงียบสงัดและนิ่งสงบ นั่นจึงอาจหมายถึงการที่เขาได้พบกับอาณาจักรของพระเจ้าที่โจเคยเอ่ยถึงแล้วก็เป็นได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="976" height="549" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3.jpeg" alt="" class="wp-image-129873" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3.jpeg 976w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 976px) 100vw, 976px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sound-of-metal/">ความสงบเงียบบนโลกที่โหดร้าย ‘Sound of Metal’ ชีวิตของมือกลองที่ไม่อาจได้ยินเสียงใด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘Blowin’ in the Wind’ ถึงความย้อนแย้งของ ‘สู้เข้าไปอย่าได้ถอย’ บทเพลงแห่งการประท้วง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/blowing-in-the-wind/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Apr 2021 08:35:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[sound]]></category>
		<category><![CDATA[blues]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[folk]]></category>
		<category><![CDATA[bob dylan]]></category>
		<category><![CDATA[blowing in the wind]]></category>
		<category><![CDATA[Peter Paul and marry]]></category>
		<category><![CDATA[1960]]></category>
		<category><![CDATA[oldies]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129052</guid>

					<description><![CDATA[<p>Blowin&#8217; in the Wind ช่วงปี 1960s เป็นห้วงเวลาแห่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นหัวขบวนเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ทั้งสิทธิพลเมืองให้คนดำและสิทธิสตรี การลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy อันอุกอาจ เรื่อยมาจนการต่อต้านสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯ–ภายใต้การนำทัพของ Richard Nixon ที่กินเวลาจากปลายยุค 60s ขยับมาจนถึงยุค 70s อันเดือดดาล Robert Allen Zimmerman เด็กหนุ่มจากย่านมินเนโซต้าเติบโตขึ้นมาโดยมีบรรยากาศเช่นนี้ล้อมรอบ พูดให้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับเด็กชาวอเมริกันรุ่นเดียวกันอีกหลายคน เขาใช้เวลาในวัยเด็กแว่วเสียงเครื่องบิน ระเบิด และข่าวคราวผู้บาดเจ็บล้มตายหรือสูญหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐฯ เดินหน้าเข้าร่วม และเป็นประจักษ์พยานความบอบช้ำของผู้คนภายหลังจากผ่านสงคราม ความพินาศในนามของความกล้าหาญภักดีที่ชาติมอบให้ ในอีกยี่สิบปีต่อมาเขาเติบโตเป็นชายหนุ่ม คว้ากีตาร์ติดมือมาหนึ่งตัว ออกเดินทางมายังนิวยอร์กแล้วเรียกตัวเองว่า Bob Dylan ออกอัลบั้มแรกในชีวิต Bob Dylan (1962) ที่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เป็นในปีเดียวกันนี้เอง ในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ชายหนุ่มก็ได้ทิ้งตัวนั่งลงแล้วเขียนเนื้อเพลงขยุกขยิกที่นึกได้ใส่กระดาษ คว้ากีตาร์ตัวหนึ่งเดินขึ้นบนเวที ขับร้องเพลงที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เป็นมั่นเป็นเหมาะด้วยซ้ำไป How many roads [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blowing-in-the-wind/">จาก ‘Blowin’ in the Wind’ ถึงความย้อนแย้งของ ‘สู้เข้าไปอย่าได้ถอย’ บทเพลงแห่งการประท้วง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h3 class="wp-block-heading"><strong>Blowin&#8217; in the Wind</strong></h3>



<p>ช่วงปี 1960s เป็นห้วงเวลาแห่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นหัวขบวนเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ทั้งสิทธิพลเมืองให้คนดำและสิทธิสตรี การลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy อันอุกอาจ เรื่อยมาจนการต่อต้านสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯ–ภายใต้การนำทัพของ Richard Nixon ที่กินเวลาจากปลายยุค 60s ขยับมาจนถึงยุค 70s อันเดือดดาล</p>



<p>Robert Allen Zimmerman เด็กหนุ่มจากย่านมินเนโซต้าเติบโตขึ้นมาโดยมีบรรยากาศเช่นนี้ล้อมรอบ พูดให้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับเด็กชาวอเมริกันรุ่นเดียวกันอีกหลายคน เขาใช้เวลาในวัยเด็กแว่วเสียงเครื่องบิน ระเบิด และข่าวคราวผู้บาดเจ็บล้มตายหรือสูญหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐฯ เดินหน้าเข้าร่วม และเป็นประจักษ์พยานความบอบช้ำของผู้คนภายหลังจากผ่านสงคราม ความพินาศในนามของความกล้าหาญภักดีที่ชาติมอบให้ ในอีกยี่สิบปีต่อมาเขาเติบโตเป็นชายหนุ่ม คว้ากีตาร์ติดมือมาหนึ่งตัว ออกเดินทางมายังนิวยอร์กแล้วเรียกตัวเองว่า Bob Dylan ออกอัลบั้มแรกในชีวิต<em> Bob Dylan</em> (1962) ที่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="691" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-1024x691.jpg" alt="" class="wp-image-129053" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-1024x691.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-300x202.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-768x518.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-600x405.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n.jpg 1044w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เป็นในปีเดียวกันนี้เอง ในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ชายหนุ่มก็ได้ทิ้งตัวนั่งลงแล้วเขียนเนื้อเพลงขยุกขยิกที่นึกได้ใส่กระดาษ คว้ากีตาร์ตัวหนึ่งเดินขึ้นบนเวที ขับร้องเพลงที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เป็นมั่นเป็นเหมาะด้วยซ้ำไป</p>



<p><em>How many roads must a man walk down, before you call him a man?</em></p>



<p><em>How many seas must a white dove sail, before she sleeps in the sand?</em></p>



<p><em>Yes, and how many times must the cannonballs fly, before they&#8217;re forever banned?</em></p>



<p><em>The answer, my friend, is blowin&#8217; in the wind. The answer is blowin&#8217; in the wind&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Blowing In The Wind (Live On TV, March 1963)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/vWwgrjjIMXA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>จะเพราะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เนื้อเพลงที่ว่าด้วยการตั้งคำถามถึงสงคราม สันติภาพ และความเป็นมนุษย์เพลงนั้นกลายเป็นที่สนใจในทันที ภายหลังมันถูกตั้งชื่อตามท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงว่า <em>Blowin&#8217; in the Wind</em> และทางสตูดิโอก็ได้หยิบมันมาเป็นซิงเกิลของ The Freewheelin&#8217; Bob Dylan (1963) อัลบั้มลำดับที่สองของดีแลน จนส่งให้มันเป็นเพลงที่สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศ แทรกซึมจนกลายเป็นจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาวผู้แสวงหาสันติภาพ ตัวดีแลนเคยร้องเพลงนี้ในการประท้วงเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งให้คนผิวดำในกรีนวูด, มิสซิสซิปปี้ในฤดูใบไม้ผลิปี 1963 และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น วงดนตรีโฟล์ก Peter, Paul and Mary ก็ได้หยิบเอาเพลงของดีแลนไปขับร้องหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ Martin Luther King, Jr. นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองชาวแอฟริกัน-อเมริกัน จะกล่าววาทะในตำนานอย่าง &#8220;I Have a Dream&#8221;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Peter, Paul and Mary - Blowing in the Wind" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/Ld6fAO4idaI?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>Blowin&#8217; in the Wind </em>กลายเป็นเพลงประจำการประท้วงเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในเวลานั้น สอดรับกับเจตนารมณ์เดิมของดีแลนซึ่งเคยเล่าที่มาของบทเพลงซึ่งถือกำเนิดขึ้นในบาร์เล็กๆ เพลงนั้นว่า &#8220;ผมเล่าอะไรเกี่ยวกับเพลงนี้ไม่ได้มากนัก เว้นเสียแต่ว่าคำตอบมันอยู่ในสายลม ไม่ได้อยู่ในหนังสือ ไม่ได้อยู่ในหนังหรือในโทรทัศน์หรือในวงเสวนาใดๆ หากแต่มันอยู่ในสายลม และโบยบินจากไปแล้ว พวกคนเท่ๆ มีคำตอบให้ผมหลากหลายอย่างแต่ผมไม่เชื่อเลย ผมยังคงเชื่อว่ามันอยู่ในสายลม มีล่องลอยไปราวกับเศษกระดาษซึ่งคงจะหล่นลงพื้นบ้างเป็นบางคราว แต่ปัญหาคือ เมื่อมันหล่นลงมาแล้วก็ไม่มีใครหยิบฉวยคำตอบนั้นขึ้นมาอีก คนอีกจำนวนมากเลยไม่ได้เห็นว่าคำตอบนั้นเป็นอย่างไร จนมันบินจากไปอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>&#8220;ผมยังยืนกรานว่า อาชญากรรมที่รุนแรงที่สุดคือการที่คนพวกนั้นเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่ผิด ซึ่งเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด ผมอายุแค่ 21 ปียังรู้เลยว่าเรามีสงครามมากมายเหลือเกิน คุณอายุมากกว่า 21 คุณก็ควรจะฉลาดกว่าสิ&#8221;</p>



<p>บทเพลงของดีแลนก็ยังทำหน้าที่ปลุกระดมไปจนถึงปลอบโยนเหล่าคนหนุ่มสาวในอเมริกาที่ไขว่คว้าหาสันติภาพและแสวงหาคำตอบของชีวิตตลอดช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวที่กินเวลาลากยาวมาจนถึงยุค 70s จนมันกลายเป็นเพลงแห่งการประท้วง ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการบรรจุในหอเกียรติยศของแกรมมี่ในปี 2004 ในฐานะเพลงที่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์และเปี่ยมคุณภาพมาอย่างยาวนาน</p>



<p><em>Blowin&#8217; in the Wind</em> ของดีแลนไม่ใช่บทเพลงเดียวที่ทำหน้าที่เป็นน้ำเสียงและเนื้อหาของการประท้วง อันที่จริงก็เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวหรือเจตนาอื่นๆ ที่สร้างความรู้สึกร่วมของผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมาแบบ–ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม–คุณสมบัติอันทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของดนตรีคือมันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ในทุกการประท้วงทั้งเล็กทั้งใหญ่ ด้านหนึ่งมันจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความรู้สึกหรือคำอธิบายห้วงอารมณ์ของผู้คนทางอ้อมในการชุมนุมแต่ละครั้ง อย่างที่เราเคยเห็นผู้ประท้วงจำนวนมากร่วมขับร้อง <em>Do You Hear the People Sing? </em>เพลงชาติแห่งการประท้วงที่ถือกำเนิดขึ้นจากละครเวที <em>Les Misérables</em> ในปี 1980</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-129055" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Les Misérables, 1980</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Do You Hear the People Sing?</strong></h3>



<p><em>Les Misérables </em>หรือ <em>เหยื่ออธรรม </em>วรรณกรรมอมตะของ วิกเตอร์ อูโก ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1862 และได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าที่สุดของศตวรรษที่ 19 โดยเล่าถึงชั่วชีวิตคนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส หนึ่งในฉากสำคัญของเรื่องคือการรวมตัวกันลุกฮือขึ้นมาของประชาชนในองก์ที่หนึ่งเมื่อ เอ็นญอร่า และกลุ่มนักศึกษาก่อปฏิวัติขึ้นกลางถนนระหว่างขบวนแห่ศพของนายพล ฌ็อง มักซีมีเลียง ลามาร์ก พร้อมขับร้องเพลง <em>Do You Hear the People Sing?</em> หรือ <em>À la Volonté du Peuple</em> ในภาษาฝรั่งเศส โดยได้ เคลาด์-มิเชล โชนแบร์ก คอมโพเซอร์เพลงให้ ขณะที่เนื้อร้องภาษาฝรั่งเศสได้ อาแล็ง บูบิลล์ และฌ็อง-มาร์ก นาเตล ประพันธ์ให้ ส่วนภาษาอังกฤษเป็นเวอร์ชั่นของแฮร์เบิร์ต เครตซ์เมอร์ และพวกเขาเองไม่อาจนึกฝันเลยว่าในอีกหลายทศวรรษต่อมา มันจะกลายเป็นเพลงชาติในพื้นที่ของการประท้วงนับตั้งแต่โลกตะวันตก ไล่เรื่อยมาจนถึงตะวันออก</p>



<p><em>Do You Hear the People Sing?</em> กลายเป็นบทเพลงในการประท้วงยุคหลังนับตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านพระราชบัญญัติวิสคอนซินเมื่อปี 2011 ที่ผู้ประท้วงกว่าแสนคนรวมตัวกันยังที่ว่าการรัฐวิสคอนซิน และการขับร้องบทเพลงนี้ก็เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ต่อต้านการตรากฎหมายโดยมิชอบ, การประท้วงที่สวนสาธารณะทักซิม เกซีในตุรกีปี 2013 ที่ประชาชนรวมตัวกันต่อต้านนโยบายของนายกฯ (ในเวลานั้น) ที่มุ่งมั่นจะเอาพื้นที่สาธารณะไปทำเป็นห้างสรรพสินค้า ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐใช้การปราบปรามรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนการประท้วงบานปลายกินเวลาอีกหลายเดือน ตลอดจนเหตุการณ์ที่ฮ่องกง เมื่อช่วงปลายปี 2019 ในภาวะที่ฮ่องกงพยายามปลดแอกตัวเองจากการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ เหล่านักเรียนพากันขับร้องบทเพลงนี้กลบเสียงเพลงชาติก่อนเข้าชั้นเรียน จนมันส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปสู่การประท้วงใหญ่ด้านนอกอันส่งผลให้จีนลบเพลงนี้ออกจาก QQ Music บริการสตรีมมิงรายใหญ่ของจีน เช่นเดียวกันกับในไทยซึ่งภายหลังจากการประท้วงในปี 2020 ที่ผ่านมา <em>Do You Hear the People Sing? </em>เป็นเพลงที่ถูกขับร้องเพื่อใช้ต่อต้านรัฐบาลและชนชั้นนำของไทย</p>



<p><em>Do you hear the people sing?</em></p>



<p><em>Singing a song of angry men?</em></p>



<p><em>It is the music of the people</em></p>



<p><em>Who will not be slaves again!</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="26th June 2019 G20 free Hong Kong do you hear the people sing 問誰未發聲" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/It3Ny7IY7jA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>เครตซ์เมอร์ เจ้าของเนื้อเพลงเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ พูดถึงการที่บทเพลงจากปลายปากกาของเขานั้นเป็นศูนย์รวมใจของผู้ถูกกดขี่จากทั่วโลกว่า &#8220;ผมเขียนเนื้อเพลง <em>Do You Hear The People Sing?</em> ตอนอายุได้ 60&#8243; เขาเล่า &#8220;เขียนขึ้นมาก่อนที่ Nelson Mandela จะถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำในปี 1990 และก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะพังทลายลงเสียอีก</p>



<p>&#8220;เวลามีคนมาถามว่า เหตุใดเพลงจึงเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานขนาดนี้ ผมก็จะตอบเสมอว่าผมเพียงแต่พยายามเล่าประเด็นสำคัญตลอดกาลเท่านั้น นั่นคือความอยุติธรรม ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนให้ชายและหญิงทั้งหลายกลายเป็นทาส สร้างความโกรธแค้นและอับอายทั้งยังบดขยี้จิตวิญญาณมนุษย์ หากแต่ทุกสิ่งก็จะสิ้นสุดลงตามท่อนที่ว่า ‘When tomorrow comes&#8217; เพราะผมเชื่อว่าความหวังนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจดับสูญไปได้&#8221; หลังจากนั้นเครตซ์เมอร์เสียชีวิตในปีต่อมาด้วยวัย 95 ปี</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Bye Bye Badman</strong></h3>



<p>หากว่า <em>Do You Hear the People Sing?</em> เป็นบทเพลงที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนแล้วจึงถูกหยิบไปใช้ในการประท้วง มุมกลับของมันคือ<em> Bye Bye Badman</em> ของวงจากแมนเชสเตอร์ The Stone Roses ที่ปล่อยออกมาในปี 1989 ท่วงทำนองเรียบเรื่อยทว่าเนื้อเพลงชวนเหวอ พร้อมปกอัลบั้มที่เป็นรูปซีกมะนาวฝานครึ่ง ใครจะไปเชื่อว่ามันได้รับแรงบันดาลใจมาจากการประท้วงอันเดือดดาลที่ฝรั่งเศสในปี 1968</p>



<p><em>I&#8217;m throwing stones at you man</em></p>



<p><em>I want you black and blue and</em></p>



<p><em>I&#8217;m gonna make you bleed</em></p>



<p><em>Gonna bring you down to your knees</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Stone Roses - Bye Bye Badman (audio only)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/UVwLhV1oY1c?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ต้นธารของเพลงที่พูดถึงการขว้างปาอิฐและก้อนหิน สบถสาบานถ่มถุย &#8216;เจ้าคนชั่ว&#8217; เกิดขึ้นในสมัยที่ Ian Brown ฟรอนต์แมนตัวเอ้ของวงไปเจอเข้ากับชายชาวฝรั่งเศสที่โบกรถเพื่ออกเดินทางไปทั่วยุโรป และเริ่มต้นบทสนทนาในรถด้วยการเล่าถึงความเดือดดาลของการประท้วงในบ้านเกิดของตัวเอง&#8221; หมอนี่เพิ่งกลับมาจากการประท้วงแหม็บๆ&#8221; John Squire มือกีตาร์เล่า &#8220;แล้วเขาก็เล่าให้เอียนฟังเป็นฉากๆ เลยว่าในการประท้วงนั่น มะนาวมันถูกเอามาใช้ประโยชน์ในฐานะสารล้างแก๊สน้ำตาได้ยังไงบ้าง&#8221;</p>



<p>ส่วนเอียนผู้ตื่นตาตื่นใจกับเรื่องเล่า พบว่าสหายร่วมทางหน้าใหม่พกมะนาวตลอดจนสารพัดของจุกจิกที่ต้องใช้ในม็อบติดตัวไว้อยู่เกือบตลอดเวลา &#8220;เขาบอกเราว่าน้ำมะนาวมันไปลดความรุนแรงของแก๊สน้ำตา แล้วก็ระแวงว่าสักวันรัฐบาลคงโยนเอาแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนอีกแน่ๆ เลยต้องพกมะนาวติดตัวไว้เสมอ จะได้บุกไปช่วยพวกแนวหน้าในการชุมนุมได้&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-129056" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Paris Revolution, 1968</figcaption></figure>



<p>การประท้วงในปารีสปี 1968 นั้นเป็นหนึ่งในการประท้วงที่ได้รับการจดจำมากที่สุด เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก ฝรั่งเศสเองก็รับเอาบรรยากาศการเปลี่ยนแปลงและต่อต้านของประชาชนต่อรัฐในช่วงเวลาที่โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่สงครามเย็นอย่างเต็มตัว ประกอบกับความล้มเหลวของรัฐบาลฝรั่งเศสในเวลานั้นที่ไม่อาจรองรับความต้องการหรือคำเรียกร้องของคนหนุ่มสาว จนพวกเขารู้สึกถูกทอดทิ้งและไร้อนาคต นำมาสู่การก่อหวอดประท้วงในเดือนพฤษภาคมที่รั้วมหาวิทยาลัย และพบว่ารัฐโต้ตอบพวกเขาด้วยการพยายามจะปิดมหาวิทยาลัยซึ่งทำให้ฝั่งมวลชนไม่พอใจ จนเกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ ลงท้ายที่เหล่านักศึกษาถูกจับกุมนับร้อยชีวิต&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกันกับการประท้วงอื่นๆ เพราะการจับกุมนั้นไม่ได้แปลว่าเหล่าผู้ชุมนุมจะสงบยอม ตรงกันข้าม มันเทียบเท่ากับการโหมน้ำมันเข้ากองไฟ สหภาพนักเรียนมัธยมร่วมกันกับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมการประท้วงนี้ในวันที่ 6 พฤษภาคมบริเวณประตูชัยฝรั่งเศส พร้อมข้อเรียกร้องสามข้อคือ ต้องปล่อยตัวนักศึกษาทุกคนที่ถูกจับกุมในทันที, เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกจากมหาวิทยาลัย และให้มีการเปิดมหาวิทยาลัยดังเดิม ซึ่งการเจรจาผ่านไปได้ด้วยดี เจ้าหน้าที่รับปากว่าจะเดินหน้าทำตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ เหล่าผู้ชุมนุมค่อยๆ ทยอยกลับโรงเรียนเพื่อจะพบว่า สิ่งที่ตำรวจรับปากในการประท้วงเมื่อวันที่ 6 นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย! (ฟังดูคุ้นๆ ยังไงไม่รู้) นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่กว่าเดิมในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยผู้ประท้วงยึดครองฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนใจกลางปารีส ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งกำบังไม่ให้พวกเขาข้ามแม่น้ำมายังอีกฝั่งได้ ฝูงชนจึงเริ่มปาข้าวของใส่กันวุ่นวายและปักหลักค้างคืนแถบนั้น ก่อนจะถูกตำรวจลอบโจมตีกลางดึกตอนตีสอง เกิดเป็นจลาจลนองเลือดครั้งใหญ่ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมจำนวนมาก</p>



<p>สถานีวิทยุและสื่อมวลชนหลายแห่งรายงานการปะทะกันในครั้งนี้ ทำให้คนดังทั้งนักร้องและกวีหลายคนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้เพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็นของตำรวจ บวกกันกับเหล่าแรงงานที่นัดหยุดงานครั้งใหญ่เพื่อมาร่วมลงถนนเดินขบวนในปารีสเรือนแสน ทำเอา จอร์จ ปงปีดู นายกรัฐมนตรีภายใต้การบริหารของชาร์ลส เดอ โกล ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในเวลานั้นประกาศปล่อยตัวประชาชนที่ถูกจับกุมอย่างเร่งด่วน ทั้งยังอนุญาตให้เปิดมหาวิทยาลัยอีกหนหลังปิดมาตั้งแต่ต้นเดือน แต่ปรากฏว่าช้าไปแล้ว มวลชนยิ่งโหมความโกรธเคืองและรู้สึกว่าปงปีดูไม่จริงใจ ทั้งยังทอดทิ้งผู้คนจนเกิดจลาจลครั้งใหญ่ และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ชายฝรั่งเศสที่เอียนเจอในคราวนั้นเข้าร่วมและเรียนรู้จะพกลูกมะนาวติดตัวไว้ตลอดเวลาเผื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปาแก๊สน้ำตาข้ามมายังฝั่งประชาชน (ทั้งนี้ เหตุการณ์ในปี 1968 ลงเอยที่เดอ โกลขอลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สู้ไม่ถอย</strong></h3>



<p>ตัดภาพกลับมาที่บริบทประเทศไทย เราอาจต้องพูดกันตรงๆ ว่าเพลงประท้วงในความหมายแบบไทยด้านหนึ่งมันหมายถึงเพลงเพื่อชีวิต เป็นที่น่าสนใจว่ายุคเรืองรองของเพลงเพื่อชีวิตไทยนั้นเกิดขึ้นในยุค 14 ตุลา 2516 ที่ดัดแปลงจากเพลงลูกทุ่ง พูดถึงคนชนชั้นแรงงาน ปากกัดตีนถีบในสังคมอันไม่เป็นธรรม มาสู่เพลงที่เสียดสีรัฐบาล เรียกร้องความเท่าเทียมและการต่อสู้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="615" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct.jpg" alt="" class="wp-image-129060" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct-768x525.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct-600x410.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></figure>



<p><em>สู้เข้าไปอย่าได้ถอย</em></p>



<p><em>มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่</em></p>



<p><em>รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู</em></p>



<p><em>พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม</em></p>



<p>เพลง <em>สู้ไม่ถอย</em> เขียนขึ้นโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นับเป็นบทเพลงที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ ของยุค 14 ตุลา ภายหลังจากเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี นำมาสู่การขุดคุ้ยหาความจริงว่าเหตุใดเฮลิคอปเตอร์ลำยักษ์พร้อมอาวุธสงครามล่าสัตว์จึงไปตกอยู่กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามมาด้วยการเปิดโปงข้อเท็จจริงครั้งใหญ่ว่าในการออกเดินทางไปยังค่ายพักแรมในทุ่งนเรศวรนั้น เป็นการออกเดินทางไปล่าสัตว์อย่างที่เห็นได้จากซากกระทิงและซากสัตว์ป่าจำนวนมากในเฮลิคอปเตอร์ </p>



<p>เหตุการณ์นี้ทำให้นักศึกษาและประชาชนหลายฝ่ายไม่พอใจจนจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีต้องออกมาให้สัมภาษณ์แก้ต่างว่าเป็นการออกเดินทางเพื่อไปสืบราชการลับ (!!) ของเหล่าเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในป่าใหญ่ ค้านกันกับหลักฐานที่นักข่าวและนักศึกษาตามไปขุดคุ้ยถึงท้องที่ และเพื่อจะโต้กลับคำตอบของถนอม นักศึกษาจึงรวมตัวกันพิมพ์หนังสือชื่อ <em>บันทึกลับจากทุ่งใหญ่</em> ออกมาราวกลางปี 2516 ไล่เลี่ยกันกับที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 คน ตีพิมพ์หนังสือ<em> มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ </em>เพื่อตำหนิรัฐบาลต่อการคอร์รัปชั่นและตั้งคำถามต่อสถาบันการศึกษาที่ไม่อาจให้คำตอบใดๆ ต่อความบิดเบี้ยวของสังคมได้ </p>



<p>ภายหลังตีพิมพ์หนังสือได้ไม่นาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในเวลานั้นจัดการออกคำสั่งปลดนักศึกษาทั้ง 9 คนออกจากรายชื่อบัญชีนักศึกษาทันที และกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้เพื่อนนักศึกษาทั้งร่วมสถาบันและต่างสถาบัน ตลอดจนประชาชนหลากหลายฝ่ายไม่พอใจกับท่าทีเช่นนี้ของอธิการบดี ออกมารวมตัวกดดันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยให้รับนักศึกษาทั้ง 9 คนกลับเข้าเรียนอีกครั้ง และช่วงเวลานี้เองที่ก่อกำเนิดบทเพลง<em> สู้ไม่ถอย</em> ขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจมวลชนในการต่อสู้กับอำนาจรัฐอันแสนไม่ชอบธรรม พร้อมกันกับที่การประท้วงนั้นเดินหน้าไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาในอีกหลายเดือนต่อมาในที่สุด</p>



<p>น่าสนใจว่า เพลง <em>สู้ไม่ถอย </em>นั้นถูกนำมาใช้ในบริบทหลากหลายของการประท้วงเสมอ โดยเฉพาะในปี 2557 ที่กลุ่มผู้ประท้วง กปปส.นำมาใช้เป็นเพลงปลุกใจระหว่างเดินขบวนชัตดาวน์กรุงเทพฯ และมันได้เปลี่ยนบริบทของตัวเพลงในทันที กล่าวคือหากว่าเมื่อ 48 ปีก่อน เพลงนี้เคยรับใช้ประชาชนในฐานะการต่อสู้กับเผด็จการ มาสู่การใช้เป็นเครื่องมือในการกวักมือเรียกกองทัพให้เข้าแทรกแซงทางการเมืองในอีกหลายปีต่อมาได้อย่างน่าประหลาด และนับเป็นปรากฏการณ์อันแสนลักลั่นย้อนแย้งที่แสนจะชินตาในหน้าการเมืองไทยไปแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blowing-in-the-wind/">จาก ‘Blowin’ in the Wind’ ถึงความย้อนแย้งของ ‘สู้เข้าไปอย่าได้ถอย’ บทเพลงแห่งการประท้วง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘The Style Council’ ถึง ‘Blur’ และ ‘Pulp’ ประวัติศาสตร์ของบทเพลง ชนชั้น และการฟาดฟันของแรงงาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/class-son/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2021 13:12:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[union]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[british]]></category>
		<category><![CDATA[blur]]></category>
		<category><![CDATA[pulp]]></category>
		<category><![CDATA[class]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=128174</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่เพลงบลูส์ถือกำเนิดมาจากความเศร้าสร้อยของคนดำที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทาสทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาในยุคปลายศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อครั้งที่เพลงฮิปฮอประเบิดเอาความข้นแค้นของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในย่านแออัดออกมา ตัวอย่างเหล่านี้คือข้อพิสูจน์โดยตัวมันเองว่า ดนตรีไม่ได้แยกขาดจากเรื่องสังคมและชนชั้น ตรงกันข้าม หลายครั้งที่บทเพลงกลายมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบอกเล่า หรือกระทั่งการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม Shout To The Top ของวงสัญชาติอังกฤษ The Style Council ปล่อยออกมาในปี 1984 ในยุคสมัยที่สหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองของมาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีฝั่งอนุรักษนิยม ก่อนหน้านี้อังกฤษเองกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแรงงานมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากที่แทตเชอร์ได้รับเลือกตั้ง การเมืองและสังคมอังกฤษก็ได้เกิดความขัดแย้งแตกขั้วกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากมาตรการจำกัดบทบาทของสหภาพแรงงานอย่างเข้มงวด ลดการให้ความช่วยเหลือแรงงานและสวัสดิการรัฐต่างๆ จนจำนวนคนตกงานพุ่งขึ้นมหาศาล เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะทางตอนเหนือ และถึงที่สุด มันก็ได้ก่อให้เกิดมวลความรู้สึกหนึ่งฝังแน่นอยู่ในชนชั้นแรงงานอังกฤษ นั่นคือความรู้สึกข้นแค้นต่อการถูกรัฐทอดทิ้ง ไม่แยแส จนพวกเขาตั้งฉายาให้แทตเชอร์ว่า &#8216;the witch&#8217; หรือนังแม่มด &#8220;When you&#8217;re down on the bottom there&#8217;s nothing else&#160;But to shout to the topWell, we&#8217;re gonna shout [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/class-son/">จาก ‘The Style Council’ ถึง ‘Blur’ และ ‘Pulp’ ประวัติศาสตร์ของบทเพลง ชนชั้น และการฟาดฟันของแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่เพลงบลูส์ถือกำเนิดมาจากความเศร้าสร้อยของคนดำที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทาสทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาในยุคปลายศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อครั้งที่เพลงฮิปฮอประเบิดเอาความข้นแค้นของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในย่านแออัดออกมา ตัวอย่างเหล่านี้คือข้อพิสูจน์โดยตัวมันเองว่า ดนตรีไม่ได้แยกขาดจากเรื่องสังคมและชนชั้น ตรงกันข้าม หลายครั้งที่บทเพลงกลายมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบอกเล่า หรือกระทั่งการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม</p>



<p><em>Shout To The Top</em> ของวงสัญชาติอังกฤษ The Style Council ปล่อยออกมาในปี 1984 ในยุคสมัยที่สหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองของมาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีฝั่งอนุรักษนิยม ก่อนหน้านี้อังกฤษเองกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแรงงานมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากที่แทตเชอร์ได้รับเลือกตั้ง การเมืองและสังคมอังกฤษก็ได้เกิดความขัดแย้งแตกขั้วกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากมาตรการจำกัดบทบาทของสหภาพแรงงานอย่างเข้มงวด ลดการให้ความช่วยเหลือแรงงานและสวัสดิการรัฐต่างๆ จนจำนวนคนตกงานพุ่งขึ้นมหาศาล เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะทางตอนเหนือ และถึงที่สุด มันก็ได้ก่อให้เกิดมวลความรู้สึกหนึ่งฝังแน่นอยู่ในชนชั้นแรงงานอังกฤษ นั่นคือความรู้สึกข้นแค้นต่อการถูกรัฐทอดทิ้ง ไม่แยแส จนพวกเขาตั้งฉายาให้แทตเชอร์ว่า &#8216;the witch&#8217; หรือนังแม่มด</p>



<p class="has-text-align-center"><em>&#8220;When you&#8217;re down on the bottom there&#8217;s nothing else&nbsp;</em><br><em>But to shout to the top</em><br><em>Well, we&#8217;re gonna shout to the top.&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Style Council - Shout To The Top" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/7m94ip38UKs?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>Shout To The Top</em> คือเพลงที่พูดถึงภาวะหลังชนฝาของชนชั้นแรงงานที่รัฐบาลไม่เหลียวแล โดยเฉพาะในปี 1981 ที่เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในอังกฤษ สืบเนื่องมาจากอัตราการว่างงานของชนชั้นแรงงานและชายขอบที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากนโยบายสุดเฮี้ยบของแทตเชอร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดจากย่านแรงงานอย่างบริกซ์ตันในลอนดอน, ท็อกซ์เทธในลิเวอร์พูล และชาเปลทาวน์ในลีดส์ ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ทำให้มีแรงงานอาศัยอยู่เยอะมาก และเป็นแหล่งที่ผู้อพยพหลากเชื้อชาติจากเครือจักรภพตั้งแต่ช่วง 50s-60s ปักหลักอาศัยอยู่ มันจึงเป็นพื้นที่ชายขอบจากการดูแลของแทตเชอร์โดยสมบูรณ์ ยิ่งเหตุการณ์เด็กวัยรุ่นผิวดำ 13 รายเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ในลอนดอนเมื่อเดือนมกราคม 1981 และเจ้าหน้าที่ตำรวจรีบปฏิเสธว่า &#8216;(เหตุการณ์ครั้งนี้) ไม่น่าเกี่ยวข้องใดๆ กับชาติพันธุ์ของผู้ตาย&#8217; ทำให้เหล่าคนดำและคนในพื้นที่เปราะบางนั้นแค้นเคืองยิ่งขึ้น บวกกับความตึงเครียดที่มีคนว่างงานกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ปี 1930 ทำให้ผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นแรงงานแค้นเคืองแทตเชอร์ จนเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในบริกซ์ตันเดือนเมษายนปีเดียวกัน ก่อนขยายตัวจากบริกซ์ตันไปยังลิเวอร์พูลและลอนดอน&nbsp;</p>



<p>ภายหลังการปราบปรามจลาจลในครั้งนั้น ชื่อของแทตเชอร์กลายเป็นชื่อที่ชาวแรงงานหลายคนในอังกฤษจงเกลียดจงชังทันที เพราะเธอไม่เพียงออกนโยบายอันเย็นชาและแข็งกระด้างเท่านั้น แต่มันยิ่งย้ำเตือนว่าพวกเขาซึ่งเป็นกำลังผลิตสำคัญของเมืองนั้นถูกทอดทิ้งมากแค่ไหน เหตุการณ์เหล่านี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้พอล เวลเลอร์ ฟรอนต์แมนแห่งวง The Style Council ที่เติบโตมาจากพ่อซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ กับแม่ที่เป็นพนักงานทำความสะอาด ทั้งยังผูกพันและแค้นเคืองแทตเชอร์ไม่ต่างจากแรงงานคนอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร แต่งเพลง <em>Shout To The Top</em> ขึ้นเพื่อสะท้อนความอัดอั้นของชาวแรงงาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="804" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-804x1024.jpg" alt="" class="wp-image-128175" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-804x1024.jpg 804w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-236x300.jpg 236w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-768x978.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-1207x1536.jpg 1207w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-600x764.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-460x587.jpg 460w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974.jpg 1571w" sizes="(max-width: 804px) 100vw, 804px" /><figcaption>Margaret Thatcher</figcaption></figure></div>



<p>&#8220;มันไม่ใช่เวลาจะมาวางตัวเป็นกลางอีกต่อไปแล้ว&#8221; เขาบอก &#8220;ตอนนั้นสถานการณ์มันย่ำแย่สุดขีด ผมอาจไม่ได้โบกธงแรงงานก็จริง แต่ธงแดงของสังคมนิยมนี่แน่นอนเลย ตอนอยู่วง The Jam ผมไม่ได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งนั้น แต่นี่มันต่างไปแล้ว แทตเชอร์ครองอำนาจในปี 1979 แล้วเธอก็เถลิงอำนาจมาตั้งแต่สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (สงครามชิงพื้นที่ระหว่างอาร์เจนตินาและสหราชอาณาจักร) เป็นต้นมา สหภาพแรงงานก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ คนงานประท้วงครั้งใหญ่ มีคนตกงานจำนวนมหาศาล เรื่องมันเยอะขนาดนี้คุณก็ต้องสนใจสิ จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วหนีความจริง หรือไม่สนคนอื่นแล้วเอาแต่ตัวเองได้ยังไงกัน มันไม่ใช่เวลามานั่งทำตัวเป็นกลางไม่เลือกข้างแล้วนะ สถานการณ์มันขาวกับดำมาก แทตเชอร์คือจอมวายร้าย คือเผด็จการเลยล่ะ&#8221;</p>



<p>เวลเลอร์ให้ความสนใจเรื่องการเคลื่อนไหวต่างๆ ในสังคมมาก ภายหลังเข้าร่วมกลุ่ม Red Wedge ซึ่งรวมศิลปินสัญชาติอังกฤษที่ออกมารวมตัวกันกระตุ้นให้เยาวชนออกไปเลือกตั้งพรรคแรงงานในปี 1987 เพื่อเอาแทตเชอร์ออกจากตำแหน่ง แม้ว่าที่สุดแล้วในการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคอนุรักษนิยมจะเป็นฝ่ายชนะอีกครั้งก็ตามที</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport.jpg" alt="" class="wp-image-128177" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport-300x192.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport-768x491.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport-600x383.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>กลุ่ม Red Wedge</figcaption></figure></div>



<p>ศิลปินอีกคนที่มองแทตเชอร์เป็นคู่กรณีคือบิลลี แบรกก์ นักดนตรีที่ครั้งหนึ่งถึงขั้นออกปากว่า &#8220;ก็แทตเชอร์นี่แหละที่ทำให้ผมกลายเป็นพวกสังคมนิยม&#8221; เขาคือผู้ก่อตั้งกลุ่ม Red Wedge ที่นักดนตรียุค 80s เข้าร่วมเพื่อเขี่ยเอาแทตเชอร์ออกจากตำแหน่ง เช่นเดียวกับนักดนตรีอีกหลายคนในรุ่นเดียวกัน แบรกก์เติบโตจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน และทันเห็นเหล่าแรงงานในอังกฤษรวมตัวกันเรียกร้องสวัสดิการเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพหรือการศึกษา ซึ่งทุกอย่างชะงักลงเมื่อแทตเชอร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1979 แบรกก์อายุได้ 22 ปี และเป็นประจักษ์พยานนโยบายสุดเขี้ยวของนายกฯ หญิงเหล็กของอังกฤษที่จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในประเทศหลายต่อหลายครั้ง ไม่เพียงแต่ในปี 1981 หากยังหมายถึงการประท้วงครั้งใหญ่ของชาวแรงงานในปี 1984 และเป็นที่มาของเพลง <em>There Is Power In A Union</em> จากอัลบั้ม Talking with the Taxman About Poetry ในปี 1986</p>



<p>หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวการลุกขึ้นสู้ของเหล่าชนชั้นแรงงานในอังกฤษปี 1984 ผ่านภาพยนตร์อย่าง <em>Billy Elliot</em> (2000) และ <em>Pride</em> (2014) ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ที่แทตเชอร์ออกนโยบายปิดเหมืองถ่านหินเพื่อลดอำนาจของสหภาพแรงงาน และเพื่อประหยัดงบประมาณต่างๆ ด้วย นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะทางภาคเหนือที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม หลายครอบครัวเลี้ยงชีพได้ด้วยการรับจ้างเป็นคนงานในเหมือง ทำให้เกิดการประท้วงที่ระเบิดตัวขึ้นในเดือนมีนาคม 1984 ที่เหมืองถ่านหินคอร์ตันวูด, ยอร์กเชอร์ จนกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่กินเวลานานหลายเดือน ทั้งยังเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นระยะ เช่นเหตุการณ์ Battle of Orgreave เดือนมิถุนายน ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บนับร้อยและถูกจับกุมไป 95 คน จนท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็ขมวดปมแน่นเข้าจนกลายเป็นความรุนแรงในช่วงปลายปี จนมีผู้เสียชีวิต 6 รายและถูกจับกุมนับหมื่น เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์แรงงานที่สำคัญของอังกฤษในยุคที่แทตเชอร์ดำรงตำแหน่ง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนยังจงเกลียดจงชังแม้ในวันที่เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2013 (และมีผู้คนจำนวนมากออกมาร้องเพลง <em>Ding Dong The Witch Is Dead</em> หรือนังแม่มดตายแล้ว เพลงจากหนังเรื่อง <em>The Wizard of Oz</em> เพื่อแสดงความยินดีต่อการตายของแทตเชอร์ ผู้นำซึ่งครั้งหนึ่งออกนโยบายที่ทอดทิ้งพวกเขา)</p>



<p class="has-text-align-center"><em>&#8220;Now the lessons of the past<br>Were all learned with workers&#8217; blood<br>The mistakes of the bosses we must pay for.&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Billy Bragg -There Is Power In A Union" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/DwbzxemJZIc?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>There Is Power In A Union</em> ของแบรกก์พูดถึงพลังและความสมัครสมานสามัคคีของชาวแรงงานในการลุกขึ้นสู้ต่อต้านการถูกกดขี่อันไม่เป็นธรรม เขาหยิบยืมชื่อเพลงมาจากเพลงชื่อเดียวกันในปี 1913 ของโจ ฮิลล์ นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดน-อเมริกัน เป็นสมาชิกแรงงานอุตสาหกรรมแห่งโลกหรือ Industrial Workers of the World, IWW กลุ่มแรงงานที่มุ่งหมายต่อสู้ทำลายเส้นแบ่งทางชนชั้น เขาถูกประหารชีวิตในยูทาห์หลังจากต้องสงสัยว่าเป็นผู้สังหารพ่อค้าขายของชำรายหนึ่งในปี 1914 เนื้อเพลงเวอร์ชั่นของแบรกก์นั้นพูดถึงความข้นแค้นของแรงงาน รวมถึงเหตุการณ์ประท้วงในปี 1984 ด้วย จนในเวลาต่อมามันได้กลายเป็นเพลงที่ชนชั้นแรงงานในอังกฤษขับร้องเมื่อรวมตัวเรียกร้องสวัสดิการและผลประโยชน์จากภาครัฐอยู่เนืองๆ</p>



<p>ยังไงก็ดี ตัวอย่างการฟาดฟันชนชั้นผ่านบทเพลงนั้นไม่ได้มีแค่ตัวศิลปินกับรัฐหรือสังคม แต่มันยังเคยบอกเล่าผ่านวงดนตรีและบทเพลงด้วย อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยที่บริตป๊อปเรื่องอำนาจ นั่นคือศึกระหว่าง <em>Parklife</em> ของ Blur กับ <em>Common People</em> โดย Pulp สองวงยักษ์แห่งยุคบริตป๊อป ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมาโลกอาจจะจดจำคู่กรณีของยุคนี้จาก Blur ปะทะวงพี่น้องจอมเกรียนอย่าง Oasis แต่หากพูดกันในเชิงการฟาดฟันกันทางวัฒนธรรมและชีวิตของคนต่างชนชั้น เพลง <em>Common People</em> ของวง Pulp ก็มักได้รับการพูดถึงอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะเมื่อมันปล่อยตัวออกมาไล่เลี่ยกับ <em>Parklife</em>&nbsp;</p>



<p>Blur เป็นวงจากลอนดอนที่เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนๆ ในวิทยาลัย นำโดยฟรอนต์แมนอย่างดามอน อัลบาร์น เด็กหนุ่มจากย่านเอสเซกซ์ <em>Parklife</em> คืออัลบั้มลำดับที่ 3 ของวง กับซิงเกิลชื่อเดียวกันกับอัลบั้มมีเนื้อหาว่าด้วยชีวิตอันว่างวิเวกของชาวอังกฤษ งานการไม่มีทำกันเลยมาเดินแกร่วไปแกร่วมาในสวนสาธารณะ เอ้อระเหยลอยชายไปวันต่อวันอย่างไร้จุดหมาย พร้อมเสียงบรรยายชีวิตประจำวันอันเรื่อยเฉื่อยนี้ด้วยสำเนียงแสนจะค็อกนีย์โดยฟิล แดเนียลส์ นักแสดงที่มักรับบทเป็นชาวลอนดอนจ๋าในซีรีส์หลายๆ เรื่องทั้ง <em>Quadrophenia</em> และ <em>Scum</em></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-128181" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>วง Blur</figcaption></figure></div>



<p>เกรแฮม ค็อกซอน มือกีตาร์บอกว่ามันเป็นเพลงที่ตั้งใจเขียนมาเพื่อเสียดสีคนอังกฤษ &#8220;มันไม่ได้พูดถึงชนชั้นแรงงาน มันพูดถึงคนที่เราเจออยู่ตามสวนสาธารณะทุกวันอย่างคนเก็บขยะ นกพิราบ แล้วก็คนที่มาวิ่งออกกำลังกาย เพราะเราเดินผ่านพวกเขาทุกวันตอนต้องไปอัดเพลงที่สตูดิโอ (แถบฟูแลม)&#8221; ซึ่งมันดันกลายเป็นเพลงที่ชาวลอนดอนหลายคนรู้สึกว่าเหมือนเอาชีวิตประจำวันของพวกเขาไปเขียน&nbsp;</p>



<p>เก้าเดือนต่อมาหลังจากนั้น Pulp วงที่มีฐานรากมาจากย่านแรงงานในเชฟฟีลด์ ปล่อยเพลง <em>Common People</em> ในปี 1995 กับเนื้อหาแสบคันเล่าถึงคนร่ำรวยที่โอดครวญอยากมีชีวิตแบบคนทั่วไป (common people) จนได้มาทดลองเป็นคนไม่รวยว่ามันสาหัสขนาดไหน ด้านหนึ่งมันสะท้อนความขุ่นเคืองที่คนจนต้องทนเห็นพวกชนชั้นกลางหรือคนรวย &#8216;ทำเป็น&#8217; ลำบากลำบนโดยสวมรอยใช้ชีวิตแบบเดียวกันกับพวกเขา เบื่อหน่ายแล้วจะเลิกเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ (Pretend you never went to school.) เพียงแต่พวกเขาหนีจากชีวิตแบบนี้ไม่ได้เลย กับบทลงท้ายเพลงที่เจ็บแสบเมื่อคนจนมองไปยังคนรวยที่ปรารถนาอยากจะมีชีวิตแบบคนทั่วไป แล้วได้แต่คำนึงในหัวใจว่า คนเหล่านี้จะไม่มีทางได้ &#8216;เป็นคนทั่วไป&#8217; เหมือนคนอื่นๆ เพราะต่อให้พวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็ยังล้มลงบนฟูกหนานุ่ม ชีวิตยังมีทางเลือกสำรองมากมายรอให้พวกเขาเลือกเดิน ขณะที่คนอีกจำนวนมากไร้หนทางเช่นนั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center"><em>&#8220;Never fail like common people<br>You&#8217;ll never watch your life slide out of view.&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Pulp - Common People" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/yuTMWgOduFM?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ในเวลาต่อมา ซิงเกิลเหล่านี้ของทั้ง Blur และ Pulp จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนของสองชนชั้น ทั้งในแง่หนุ่มสาวคนเมืองที่ใช้ชีวิตเอ้อระเหย ไม่ทำงานทำการ ใช้ชีวิตไปวันๆ ในสวนสาธารณะ คนเก็บขยะ และเหล่าคนออกกำลังกายอย่างว่างเปล่า เช่นเดียวกันกับ <em>Common People</em> ที่เล่าผ่านแง่มุมคนจนที่มองดูคนรวยพยายามจะเป็นอย่างพวกเขา ทั้งสองเพลงเป็นเพลงเสียดสีสังคมเปี่ยมอารมณ์ขันและไหวพริบ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนสภาวะเชิงสังคมบางอย่างผ่านเรื่องเล่าในนั้น ไม่ว่าจะในมุมมองของชนชั้นกลางผู้ว่างงานหรือชาวแรงงานที่ต้องมองดูคนรวยละเล่นเป็นพวกเขาก็ตามที</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/class-son/">จาก ‘The Style Council’ ถึง ‘Blur’ และ ‘Pulp’ ประวัติศาสตร์ของบทเพลง ชนชั้น และการฟาดฟันของแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก &#8216;Pumped up Kicks&#8217; ถึง &#8216;Sunday Bloody Sunday&#8217; ประวัติศาสตร์ของโศกนาฏกรรมและความขมขื่นในบทเพลง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bitter-songs/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Mar 2021 10:03:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[u2]]></category>
		<category><![CDATA[sting]]></category>
		<category><![CDATA[children&#039;s crusade]]></category>
		<category><![CDATA[sound effect]]></category>
		<category><![CDATA[pumped up kicks]]></category>
		<category><![CDATA[Sunday bloody sunday]]></category>
		<category><![CDATA[foster the people]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=127326</guid>

					<description><![CDATA[<p>20 เมษายน 1999 ทั้งรัฐโคโลราโดตลอดจนประเทศสหรัฐฯ ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงปืนลูกซองของเด็กเกรด 12 จากโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เสียงปืนในครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สังหารหมู่ในรั้วโรงเรียนที่รุนแรงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของอเมริกา ซึ่งทันทีที่รู้ข่าว Cubbie Fink เด็กหนุ่มวัย 16 ที่ย้ายมาอยู่เมืองซานดิเอโกกับครอบครัวตั้งแต่ 9 ขวบ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินตรงดิ่งไปยังโคโลราโดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อไปดูแลญาติซึ่งเป็นเด็กสาวผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในความรู้สึกของฟิงก์และชาวอเมริกันส่วนใหญ่มานับแต่นั้น ในอีกสิบปีต่อมา เมื่อเขากลายมาเป็นมือเบสของวง Foster The People ฟิงก์และเพื่อนร่วมวงอย่าง Mark Foster และ Mark Pontius ร่วมกันแต่งเพลงที่บอกเล่าถึงบาดแผล ความรุนแรง และความเจ็บปวดของวัยรุ่นใน Pumped up Kicks จนกลายเป็นหนึ่งในบทเพลงที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความรุนแรง บอกเล่าความขมขื่นของคนรุ่นใหม่ ทั้งยังไต่ชาร์ตติดอันดับ 3 ของบิลล์บอร์ดอยู่นาน 8 สัปดาห์ กับเสียงวิจารณ์แง่บวกไม่ว่าจะในเชิงดนตรีหรือเนื้อหา ถึงขนาดมีคนบอกว่าเนื้อเพลงที่ว่าด้วยลูกกระสุนและความรุนแรงในเพลง เมื่อผสานกับเสียงซินท์ป๊อปและเสียงผิวปากแล้วให้ความรู้สึกขนลุกอย่างแปลกประหลาด Yeah, he found a six shooter gunIn his dad&#8217;s [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bitter-songs/">จาก &#8216;Pumped up Kicks&#8217; ถึง &#8216;Sunday Bloody Sunday&#8217; ประวัติศาสตร์ของโศกนาฏกรรมและความขมขื่นในบทเพลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>20 เมษายน 1999 ทั้งรัฐโคโลราโดตลอดจนประเทศสหรัฐฯ ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงปืนลูกซองของเด็กเกรด 12 จากโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เสียงปืนในครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สังหารหมู่ในรั้วโรงเรียนที่รุนแรงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของอเมริกา ซึ่งทันทีที่รู้ข่าว Cubbie Fink เด็กหนุ่มวัย 16 ที่ย้ายมาอยู่เมืองซานดิเอโกกับครอบครัวตั้งแต่ 9 ขวบ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินตรงดิ่งไปยังโคโลราโดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อไปดูแลญาติซึ่งเป็นเด็กสาวผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด</p>



<p>เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในความรู้สึกของฟิงก์และชาวอเมริกันส่วนใหญ่มานับแต่นั้น ในอีกสิบปีต่อมา เมื่อเขากลายมาเป็นมือเบสของวง Foster The People ฟิงก์และเพื่อนร่วมวงอย่าง Mark Foster และ Mark Pontius ร่วมกันแต่งเพลงที่บอกเล่าถึงบาดแผล ความรุนแรง และความเจ็บปวดของวัยรุ่นใน <em>Pumped up Kicks</em> จนกลายเป็นหนึ่งในบทเพลงที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความรุนแรง บอกเล่าความขมขื่นของคนรุ่นใหม่ ทั้งยังไต่ชาร์ตติดอันดับ 3 ของบิลล์บอร์ดอยู่นาน 8 สัปดาห์ กับเสียงวิจารณ์แง่บวกไม่ว่าจะในเชิงดนตรีหรือเนื้อหา ถึงขนาดมีคนบอกว่าเนื้อเพลงที่ว่าด้วยลูกกระสุนและความรุนแรงในเพลง เมื่อผสานกับเสียงซินท์ป๊อปและเสียงผิวปากแล้วให้ความรู้สึกขนลุกอย่างแปลกประหลาด</p>



<p class="has-text-align-center"><em>Yeah, he found a six shooter gun<br>In his dad&#8217;s closet, in a box of fun things.<br>And I don&#8217;t even know what<br>But he&#8217;s coming for you, yeah, he&#8217;s coming for you.</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Foster The People - Pumped Up Kicks (Official Video)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/SDTZ7iX4vTQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ฟิงก์เล่าถึงที่มาของบทเพลงนี้สั้นๆ ว่ามันกลายเป็นเพลงที่ช่วยเยียวยาเขาและญาติที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อปี 1999 ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง &#8220;เธอสนิทกับผมมากจนเหมือนเป็นน้องสาวแท้ๆ เพราะงั้นมันเลยกระทบต่อผมด้วยเช่นกัน การมีเพลงแบบนี้มันเลยดีต่อเราทั้งสองนั่นแหละ&#8221; ส่วนฟอสเตอร์ ฟรอนต์แมนของวงและเป็นหัวเรือใหญ่ในการเขียนเพลงบอกว่า &#8220;ตอนนั้นผมเพิ่งอ่านบทความที่เล่าถึงกระแสความป่วยไข้ทางจิตใจของกลุ่มวัยรุ่นแล้วอยากเข้าใจเรื่องทางจิตวิทยาพวกนี้มากเพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย มันน่าตระหนกจริงๆ นะที่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมามีสถิติวัยรุ่นป่วยไข้ทางจิตใจพุ่งขึ้นสูงมาก หากเราไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง โลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปมันคงน่ากลัวมากๆ</p>



<p>&#8220;เพลงนี้เหมือนเป็นข้อสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนในทุกวันนี้ ผมอยากเล่าถึงเด็กที่หมดทางจะไปสักคน และพบว่าเพลงได้ทำหน้าที่นี้แล้วในตอนที่คนเริ่มพูดถึงมันจนกลายเป็นประเด็นขึ้นมา ซึ่งผมว่ามันดีมากเลย&#8221;</p>



<p>&#8216;Pumped up&#8217; หมายถึงรองเท้ารุ่น Reebok Pump ที่ปล่อยออกมาในปี 1989 หน้าตาฉูดฉาดและราคาแพงลิบลิ่ว เด็กที่จะมีมันในครอบครองได้จึงมักเป็นเด็กบ้านรวย หรือไม่ก็ถ้ามีรองเท้ารุ่นนี้ก็จะกลายเป็นที่นิยมชมชอบ และโด่งดังในหมู่เพื่อนๆ ทันที โดยบทเพลงเล่าถึงโรเบิร์ต (หลายคนตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมาจากชื่อของ Robert Hawkins เด็กหนุ่มวัย 19 ที่กราดยิงในห้างสรรพสินค้าปี 2007 แต่ทางวงออกมาปฏิเสธว่าเป็นเรื่องบังเอิญเฉยๆ) เด็กผู้ชายเงียบๆ ที่ไปคว้าเอาปืนของพ่อแล้วบุกไปที่โรงเรียน ติดตามมาด้วยเนื้อร้องท่อน “All the other kids with the pumped up kicks / You better run, better run faster than my bullet.” ส่งสัญญาณให้เด็กบ้านรวยและเป็นที่รักของเพื่อนๆ เจ้าของรองเท้าผ้าใบแพงระยับนั่นหนีให้พ้นจากวิถีกระสุนของโรเบิร์ต </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="920" height="704" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240.jpg" alt="" class="wp-image-127383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240.jpg 920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240-300x230.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240-768x588.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240-600x459.jpg 600w" sizes="(max-width: 920px) 100vw, 920px" /><figcaption>Reebok Pump</figcaption></figure>



<p>ยังไงก็ดี เนื้อเพลงและสัญญะต่างๆ ในเพลงก็ไม่ได้เป็นที่พิสมัยของทุกคนนัก ช่อง MTV ซึ่งตอนนั้นยังเป็นหนึ่งในช่องทางหลักๆ ในการเผยแพร่เพลงตัดเอาคำว่า &#8216;ปืน&#8217; และ &#8216;กระสุน&#8217; ออกจากท่อนคอรัส ขณะที่วงและค่ายเพลงต่างก็ต้องรับมือกับจดหมายจำนวนมหาศาลจากคนฟังที่รู้สึกว่าเพลงสนับสนุนความรุนแรงจนกังวลว่าอาจทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีก ซึ่งวงออกมาค้านอย่างหนักแน่นว่า &#8220;นี่ไม่ได้เป็นเพลงที่สนับสนุนให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ นี่เป็นเพลงที่ทำให้คุณได้มีช่องไปคุยกับลูกๆ เพื่อสำรวจประเด็นที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนเพื่อคุยกับลูกอย่างสนิทสนมมากขึ้น&#8221;&nbsp;</p>



<p><em>Pumped up Kicks</em> ไม่ใช่เพลงแรกและเพลงเดียวที่มีต้นธารมาจากความเคลื่อนไหวในสังคม หลายต่อหลายครั้งที่บทเพลงทำหน้าที่บันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวทั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือกระทั่งในอดีตมาบอกเล่าอีกครั้งด้วยจุดประสงค์อันหลากหลาย แต่บางเรื่องก็เป็นอดีตอันไกลลิบหลายร้อยปีก่อนอย่าง <em>Children&#8217;s Crusade</em> ของ Sting นักดนตรีสัญชาติอังกฤษที่หยิบเอาเหตุการณ์ชื่อเดียวกันกับเพลงเมื่อปี 1212 มาเขียนเป็นบทเพลงต่อต้านสงครามอันลือลั่นเมื่อปี 1985</p>



<p><em>Children&#8217;s Crusade</em> หรือสงครามครูเสดเด็ก เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ของมหาสงครามที่กินเวลานานหลายร้อยปีอย่างสงครามครูเสด ซึ่งโดยภาพรวมเป็นสงครามศาสนาระหว่างศาสนจักรคาทอลิกและมุสลิมในยุคกลาง กินเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เรื่อยมาจนศตวรรษที่ 14 ระหว่างนั้นมีสงครามครั้งใหญ่และสงครามย่อยสลับกันแพ้-ชนะอยู่เป็นระยะ รวมทั้งสงครามครูเสดเด็กซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชวนหดหู่อย่างที่สุด ว่ากันว่ามีนักบวชวัยเยาว์คนหนึ่งแถบฝรั่งเศส (บางที่ก็บอกว่าเยอรมนี) อ้างว่าเยซูมอบหมายมาที่เขาโดยตรงให้มุ่งหน้าไปยังครูเสดเพื่อไปให้โอวาทชาวมุสลิมในพื้นที่แห่งนั้นเปลี่ยนใจมานับถือศาสนาคริสต์ และด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เด็กชายก็ได้รับความร่วมมือจากเด็กๆ นับตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงเด็กหนุ่มราว 30,000 คน ออกเดินทางลงใต้ไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วยเชื่อว่าทะเลจะเปิดทางให้พวกเขาเดินทางไปถึงเยรูซาเล็มได้อย่างรวดเร็ว หากแต่การณ์กลับไม่เป็นดังนั้น พวกเขาติดอยู่ที่ชายฝั่งทะเลและถูกพ่อค้าจับไปขายเป็นทาส คนที่รอดจากเหตุการณ์นั้นหากไม่พายเรือไปจนถึงตูนีเซียก็แพแตกลงเสียก่อนกลางทะเล</p>



<p>ยังไงก็ตาม ประวัติศาสตร์ของสงครามครูเสดเด็กนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าที่มาของการส่งเด็กออกเดินทางไปยังสงครามนั้นคืออะไร นักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าเป็นแนวคิดเรื่องการบูชายัญเด็กให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือบางคนเสนอว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับสถานะทางสังคมของเด็กในยุคนั้นด้วย ที่คนที่ถูกเลือกให้ออกเดินทางนั้นเป็นเด็กยากจนและอยู่ชั้นล่างสุดในสังคม และอาจเป็นไปได้ว่าพระสันตะปาปาในช่วงเวลานั้นตัดสินใจลอยแพเด็กในเมืองเพื่อตัดปัญหาเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ</p>



<p class="has-text-align-center"><em>Young men, soldiers, nineteen fourteen<br>Marching through countries they&#8217;d never seen.<br>Virgins with rifles, a game of charades.</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Children&#039;s Crusade - Sting 1985" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/88WOPnJBKiA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>Sting เอาเรื่องเล่าจากสมัยโบราณมาผสมรวมกับสงครามร่วมสมัยอย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 &#8220;โดยภาพรวมแล้ว มันเป็นเพลงที่ว่าด้วยความโง่เขลาของมนุษย์และความรุนแรงของสงคราม&#8221; เขาบอก &#8220;อเมริกามักมองกลับไปยังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราวกับว่ามันเป็นการเดินทางที่งดงามเสียเหลือเกิน มีเครื่องยนต์ล้ำยุคเอาไว้ปกป้องผู้คนจากการโดนข่มเหงจากเผด็จการ แต่ในอังกฤษเราไม่เป็นอย่างนั้น สำหรับเด็กนักเรียนแล้วมันคือหายนะอย่างที่สุด มันคือโศกนาฏกรรมที่พาคนหนุ่มออกไปตายอย่างเปล่าประโยชน์ คนหนุ่มเป็นหมื่นๆ คนถูกส่งไปที่แนวรบด้านตะวันตกเพื่อให้ถูกกระสุนปืนกลฉีกทึ้งร่างออกเป็นส่วนๆ ยุทธวิธีแบบค่อยๆ บุกมันช่างไร้ประโยชน์ เราไม่เคยได้คืบไปไกลเกินหนึ่งนิ้วเลย</p>



<p>&#8220;สงครามโลกครั้งที่ 1 ของอังกฤษที่ผมจำได้นั้นราวกับมันเป็นเรื่องของคนที่พากันไปตายโดยไม่มีที่สิ้นสุด สงครามกลายเป็นสัญลักษณ์ของจุดจบความเกรียงไกรของจักรวรรดิอังกฤษ ทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสติปัญญาของนายพลและนักการเมือง</p>



<p>&#8220;คุณอาจรับรู้มาว่าเรื่องของสงครามครูเสดเด็กคือการที่เด็กๆ เหล่านี้ถูกส่งไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้เป็นอุบายชั่วของพวกนักบวชในศตวรรษที่ 11 พวกเขาไปดึงเอาเด็กยากจนมากมายมารวมเข้าด้วยกันแล้วส่งไปยังแอฟริกาเหนือ ใครที่ยังรอดจะถูกขายเป็นทาส เห็นหรือยังว่ามันคือเรื่องของผู้ใหญ่ชั่วที่หลอกลวงผู้คนด้วยแผนการอันแยบยลและน่ารังเกียจ&#8221; เขาบอกอย่างขมขื่น &#8220;ก็เหมือนคนหนุ่มในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ถูกหลอกให้เชื่อต่างๆ นานานั่นแหละ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-815x1024.jpg" alt="" class="wp-image-127382" width="611" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-815x1024.jpg 815w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-239x300.jpg 239w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-768x965.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-600x754.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore.jpg 1035w" sizes="(max-width: 611px) 100vw, 611px" /><figcaption>The Children&#8217;s Crusade</figcaption></figure></div>



<p>&#8220;เพลงนี้สาปส่งให้ไอ้พวกที่หลอกลวงคนเข้าสู่สงครามไปตายซะให้หมด&#8221;</p>



<p>อีกเพลงหนึ่งที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าคือ <em>Sunday Bloody Sunday</em> ของวงร็อกจากไอริช U2 ที่ปกติก็พูดเรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ผ่านเนื้อเพลงอยู่บ่อยๆ อย่าง <em>The Saints are Coming</em> และ <em>The Refugee</em> แต่เพลงที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือ <em>Sunday Bloody Sunday</em> เพราะฉากหลังมันคือเรื่องของความรุนแรงที่รัฐบาลอังกฤษกระทำต่อประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือในปี 1972 ภายหลังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Bloody Sunday หรือวันอาทิตย์เลือด</p>



<p>ในช่วงเวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสหราชอาณาจักรไม่ค่อยดีนักเมื่อฝ่ายแรกพบว่าสหราชอาณาจักรเข้ามามีบทบาทในเชิงการเมืองและประวัติศาสตร์ ซึ่งกินเวลานับตั้งแต่อังกฤษยึดไอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมตัวเองตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ท่ามกลางความขัดแย้งด้านเชื้อชาติและความเชื่อจนเกิดการลุกฮือของชาวไอร์แลนด์รอบแล้วรอบเล่า และชนวนสำคัญคือการปะทะกันที่บ็อกไซต์ปี 1969 ในเดร์รี ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อสหภาพแรงงานก่อจลาจลปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เวลาผ่านไปสองวันก็ยังระงับเหตุไม่ได้ ทางสหราชอาณาจักรจึงส่งกองทัพลงมาปราบปรามและจับกุมผู้ชุมนุมซึ่งยิ่งทำให้ชาวไอร์แลนด์เหนือโกรธจัดขึ้นไปอีก กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญให้ผู้คนลุกขึ้นต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ และทางกองทัพก็จัดการอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน อย่างในปี 1971 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่บัลลีเมอร์ฟี ย่านเล็กๆ ในไอร์แลนด์เหนือที่หน่วย The Parachute Regiment สังกัดทหารราบของอังกฤษยิงประชาชนเสียชีวิตไป 11 ชีวิต</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="980" height="552" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery.jpg" alt="" class="wp-image-127381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery.jpg 980w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 980px) 100vw, 980px" /><figcaption>Bloody Sunday</figcaption></figure></div>



<p>ชาวไอร์แลนด์เหนือกอดเอาความขุ่นเคืองนี้ตั้งป้อมสู้กับสหราชอาณาจักรข้ามปี จนล่วงเข้าเดือนมกราคม 1972 สมาพันธ์สิทธิพลเมืองไอร์แลนด์เหนือและสมาชิกนับหมื่นคนออกมาเรียกร้องการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนจนถึงย่านเดร์รี ย่านใหญ่เป็นอันดับสองของไอร์แลนด์เหนือ มีเจ้าหน้าที่ตั้งกองกำลังและเครื่องกีดขวางดักรออยู่ก่อนแล้วจนเกิดการปะทะระหว่างสองฝ่าย ตามมาด้วยกองทัพสหราชอาณาจักรโยนแก๊สน้ำตาและกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 13 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยรุ่น 7 ราย ทั้งหมดไม่มีอาวุธเลย และแม้ว่าจะมีการไต่สวนว่ากองทัพอังกฤษทำเกินกว่าเหตุจริงหรือไม่ในเวลาต่อมา (มีหลักฐานว่านายทหารของสหราชอาณาจักร 21 คนยิงกระสุนจริงทั้งสิ้น 108 นัด) แต่ก็ได้รับคำตัดสินว่าไม่มีความผิด ซึ่งยิ่งบ่มเพาะความโกรธแค้นให้ชาวไอร์แลนด์เหนือมากขึ้นไปอีก (ทั้งนี้มีการรื้อคดีกลับมาไต่สวนอีกครั้งในปี 1998 โดยคณะกรรมการชุดใหม่ และพบว่าทหารเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ในเวลาต่อมาเมื่อปี 2010 เดวิด แคเมอรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษในตอนนั้น ออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือกลางสภา ถึงสาเหตุอันไม่สมควรที่กองทัพอังกฤษเคยกระทำไว้ในปี 1972 และเสนอจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายและบาดเจ็บในครั้งนั้น นับเป็นการชำระประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของสองประเทศ</p>



<p class="has-text-align-center"><em>How long, how long must we sing this song?<br>How long? How long?<br>&#8216;Cause tonight<br>We can be as one<br>Tonight.</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Sunday Bloody Sunday (Live From Red Rocks Amphitheatre, Colorado, USA / 1983 / Remaste..." width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/EM4vblG6BVQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ครั้งหนึ่งมือกลองของวง U2 แลร์รี มัลเลน เคยออกมาเปรยๆ ว่าเพลง <em>Sunday Bloody Sunday</em> ไม่เพียงแต่พูดถึงเหตุการณ์จากหน้าประวัติศาสตร์ แต่มันยังชวนให้คนฟังตระหนักถึงความรุนแรงที่ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อด้วย &#8220;อย่างเวลาพูดถึงไอร์แลนด์เหนือกับเหตุการณ์ Bloody Sunday คนก็จะคิดว่า &#8216;อ๋อ ครั้งที่มีชาวคาทอลิกถูกทหารอังกฤษยิงไป 13 คนนั่นใช่ไหม&#8217; ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่สิ่งที่เพลงเราพูดถึงเลย เราพูดถึงตัวเหตุการณ์นั้นต่างหาก เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดของไอร์แลนด์เหนือและเป็นวิธีสื่อสารว่า เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหนได้อย่างทรงพลังที่สุด&#8221;&nbsp;</p>



<p>แต่เพลงที่ขึ้นชื่อว่าแทบจะเอาตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์มาเรียงเป็นเนื้อเพลงคือ <em>We Didn&#8217;t Start the Fire</em> จากอัลบั้ม Storm Front (1989) ของ Billy Joel ที่ทะลวงชาร์ตเพลงในสหรัฐอเมริกาขึ้นอันดับหนึ่งทันทีหลังจากปล่อยเพลง กับเนื้อเพลงที่หยิบเอาคนและเหตุการณ์ต่างๆ มาเล่าเป็นเนื้อเรื่อง และกลายเป็นการย่นย่อประวัติศาสตร์ยุค 50s-60s จำนวน 119 เหตุการณ์มาขมวดอยู่ในเวลาเพียง 4.29 นาที</p>



<p>เริ่มกันตั้งแต่ชื่อ Harry S. Truman อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และก่อตั้งสัทธิทรูแมนอันชวนเหวอในยุค 50s ตามมาด้วย Doris Day และ Marilyn Monroe นักแสดงสาวที่เป็นตัวแทนวัฒนธรรมกระแสหลักของยุคนั้น กระทั่งยังมีวรรณกรรมแสวงหาความหมาย <em>The Catcher in the Rye</em> โดย J. D. Salinger, เพลงบลูส์ชื่อดังแห่งยุค <em>Rock Around The Clock</em>, หนังอลังการของ David Lean ความยาวร่วม 4 ชั่วโมงอย่าง <em>Lawrence of Arabia</em> (1962) หรือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับอัฟกานิสถาน</p>



<p>ที่มาของเพลงที่แทบจะยัดเอาเหตุการณ์ใหญ่ๆ ของทั้งทศวรรษเข้าไปในเวลาไม่ถึงห้านาทีนี้ โจเอลเล่าว่าเป็นช่วงที่เขากำลังจะอายุ 40 เข้าสตูดิโอไปอัดเพลงและเจอกับ Seán Lennon นักดนตรีหนุ่มวัย 21 ปี ลูกชายของ John Lennon กับ Yoko Ono ที่บ่นอิดออดกับเขาว่า &#8220;การอายุ 21 นี่มันแย่จริงๆ นะ&#8221; ซึ่งโจเอลพอเข้าใจได้เพราะเวลานั้นเป็นต้นยุค 90s ที่ทุกอย่างเปลี่ยนผ่านรวดเร็ว เขาเลยตอบกลับไปว่า &#8220;จริงแหละ จำได้เหมือนกันสมัยที่ตัวเองอายุ 21 ยังคิดอยู่เลยว่าเป็นช่วงที่แย่จัง แล้วตอนนั้นเรามีทั้งสงครามเวียดนาม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความเท่าเทียม แล้วทุกอย่างมันดูแย่ไปหมดเลย&#8221;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Billy Joel - We Didn&#039;t Start the Fire (Official HD Video)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/eFTLKWw542g?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>หนุ่มน้อยเลนนอนบอกเขาว่า &#8220;ก็จริง แต่มันก็ต่างออกไปอยู่ดีไหมนะ เพราะสมัยที่คุณยังเด็กคุณอยู่ในยุค 50s แล้วทุกคนก็รู้ว่ายุค 50s มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง&#8221; และนี่เองที่ทำเอาโจเอลฉงนฉงายหนักถึงขั้นรุกไล่ถามเลนนอนไม่หยุด &#8220;เดี๋ยวนะพวก นายไม่เคยได้ยินเรื่องสงครามเกาหลีหรือวิกฤตการณ์สุเอซเหรอ&#8221;&nbsp;</p>



<p>ยังไงก็ตาม มันได้กลายเป็นไอเดียให้เขาเอาเหตุการณ์ในยุค 50s มาเรียบเรียงเป็นบทเพลง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เขาไม่ปลื้มนัก (และออกจะงงงวยว่ามันฮิตขนาดนี้ได้ยังไงวะ) เพราะสำหรับเขา &#8220;มันไม่ค่อยจะเป็นเพลงเท่าไหร่ พอเอาชื่อมาต่อๆ กันมันก็มีทำนองของมันเองแล้ว แต่ฟังดูยังกะเสียงกรอฟัน&#8221; (แต่แม้จะเหม็นบูดเพลงตัวเองแค่ไหน เพลงที่ &#8216;ยังกะเสียงกรอฟัน&#8217; ก็ได้เข้าชิงแกรมมีสาขา Record of the Year นะเออ)</p>



<p><em>We Didn&#8217;t Start the Fire</em> กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวัฒนธรรมกระแสหลักที่ใช้ในการบอกเล่าเหตุการณ์หรือรายละเอียดยาวเหยียดบางอย่าง หรือถูกเอาไปดัดแปลงเนื้อเพลงให้เข้ากับบริบท อย่างปี 2006 ที่เพลงกลับมาฮิตอีกครั้งหลังโคคา-โคลาใช้เพลงนี้เปิดตัวเวิลด์คัพ แต่เปลี่ยนเนื้อเพลงให้เป็นชื่อประเทศต่างๆ แทน หรือล่าสุดกับจักรวาลหนังมาร์เวลที่หยิบเอาทำนองเพลงมาใช้ แล้วเอาชื่อตัวละครในหนังใส่เข้าไปในเนื้อเพลงแทน</p>



<p>ในแง่หนึ่ง เพลงจึงกลายเป็นบทบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่ย้ำเตือนไม่ให้เราหลงลืมความขมขื่นในเหตุการณ์เหล่านั้น ด้านหนึ่งอาจจะเพื่อเยียวยาบาดแผลส่วนตัวของคนทำเพลงเอง หรือในอีกด้านมันก็อาจเยียวยาหัวใจคนฟังที่อาจยังจมอยู่กับบาดแผลนั้นว่าพวกเขาไม่ได้เดียวดายแต่อย่างใด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bitter-songs/">จาก &#8216;Pumped up Kicks&#8217; ถึง &#8216;Sunday Bloody Sunday&#8217; ประวัติศาสตร์ของโศกนาฏกรรมและความขมขื่นในบทเพลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก &#8216;Glory, Glory&#8217; ถึง &#8216;You&#8217;ll Never Walk Alone&#8217; ว่าด้วยวัฒนธรรมเพลงเชียร์ฟุตบอลในอังกฤษ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/football-chant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 10:41:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[british]]></category>
		<category><![CDATA[arsenal]]></category>
		<category><![CDATA[joy division]]></category>
		<category><![CDATA[manchester city]]></category>
		<category><![CDATA[england]]></category>
		<category><![CDATA[football]]></category>
		<category><![CDATA[Liverpool]]></category>
		<category><![CDATA[chant]]></category>
		<category><![CDATA[soccer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=126653</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming. Football&#8217;s coming home.&#8221; ท่ามกลางเสียงกู่ร้องตะโกนเชียร์นักเตะที่รักและเสียงก่นด่าสาปแช่งฝั่งตรงข้าม&#160; ‘เพลงเชียร์’ คืออีกเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง Three Lions ของวง The Lightning Seeds ที่กลายเป็นเพลงประจำชาติอังกฤษทุกครั้งที่ลงแข่งเวิลด์คัพ เรื่อยมาจนถึงเพลงประจำสโมสรอย่างเพลง You&#8217;ll Never Walk Alone ของลิเวอร์พูล เพลง Blue Moon ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ Go West จากชาวอาร์เซนอล สำหรับฟุตบอลฝั่งอังกฤษและในพรีเมียร์ลีกแล้ว เพลงเชียร์สลักสำคัญถึงขนาดที่ว่าเมื่ออังกฤษคลายล็อกดาวน์เมื่อเดือนกันยายน 2020 หลังไวรัสโควิด-19 ระบาด และอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมการแข่งขันในสเตเดียมได้โดยเว้นระยะห่างกัน แต่ห้ามร้องเพลงเชียร์ใดๆ ทั้งสิ้น มีคนออกมาโวยวายว่า “มันจะไปทำได้ยังไงกันล่ะวะ! ก็การร้องเพลงเชียร์น่ะมันอยู่ในจิตวิญญาณ!” ต้นกำเนิดของเพลงเชียร์ คำถามคือ เพลงเชียร์เหล่านี้ผสานกลายเป็นเนื้อเดียวกับการดูฟุตบอลในอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่กัน การจะถามคำถามนี้ได้ เราอาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/football-chant/">จาก &#8216;Glory, Glory&#8217; ถึง &#8216;You&#8217;ll Never Walk Alone&#8217; ว่าด้วยวัฒนธรรมเพลงเชียร์ฟุตบอลในอังกฤษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8220;It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming. Football&#8217;s coming home.&#8221;</p>



<p>ท่ามกลางเสียงกู่ร้องตะโกนเชียร์นักเตะที่รักและเสียงก่นด่าสาปแช่งฝั่งตรงข้าม&nbsp;</p>



<p>‘เพลงเชียร์’ คืออีกเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง<em> Three Lions </em>ของวง The Lightning Seeds ที่กลายเป็นเพลงประจำชาติอังกฤษทุกครั้งที่ลงแข่งเวิลด์คัพ เรื่อยมาจนถึงเพลงประจำสโมสรอย่างเพลง <em>You&#8217;ll Never Walk Alone</em> ของลิเวอร์พูล เพลง <em>Blue Moon </em>ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ <em>Go West </em>จากชาวอาร์เซนอล</p>



<p>สำหรับฟุตบอลฝั่งอังกฤษและในพรีเมียร์ลีกแล้ว เพลงเชียร์สลักสำคัญถึงขนาดที่ว่าเมื่ออังกฤษคลายล็อกดาวน์เมื่อเดือนกันยายน 2020 หลังไวรัสโควิด-19 ระบาด และอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมการแข่งขันในสเตเดียมได้โดยเว้นระยะห่างกัน แต่ห้ามร้องเพลงเชียร์ใดๆ ทั้งสิ้น มีคนออกมาโวยวายว่า “มันจะไปทำได้ยังไงกันล่ะวะ! ก็การร้องเพลงเชียร์น่ะมันอยู่ในจิตวิญญาณ!”</p>



<h2 class="wp-block-heading">ต้นกำเนิดของเพลงเชียร์</h2>



<p>คำถามคือ เพลงเชียร์เหล่านี้ผสานกลายเป็นเนื้อเดียวกับการดูฟุตบอลในอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่กัน การจะถามคำถามนี้ได้ เราอาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 สมัยที่การดูฟุตบอลเพิ่งจะกลายเป็นกิจกรรมที่นำผู้คนมารวมตัวกันได้มากที่สุด ขยับขยายจากการแข่งขันแค่ในเมืองตัวเองไปสู่เมืองข้างเคียงซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากการที่เมืองใหญ่ๆ ในอังกฤษเชื่อมต่อถึงกันด้วยรถไฟ การเดินทางของทีมเยือน–ทั้งนักเตะและแฟนบอล ไปสู่เมืองของทีมเหย้าจึงมาพร้อมการแสดงอัตลักษณ์ที่ไม่ได้หมายถึงแค่สำเนียงพูดและชื่อเมือง แต่มันยังสะท้อนผ่านบทเพลงที่พวกเขาหอบไปร้องกันที่ต่างถิ่นด้วย (แน่นอนว่าในทางกลับกัน ฝั่งเจ้าบ้านก็มีเพลง มีเรื่องราวของตัวเองเช่นกัน) </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="976" height="549" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841.jpg" alt="เพลงเชียร์" class="wp-image-126657" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841.jpg 976w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 976px) 100vw, 976px" /></figure>



<p>แต่ก่อนหน้าที่การร้องเพลงเชียร์เหล่านี้จะหยิบเอาบทเพลงดังๆ ของนักดนตรีมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ต้นกำเนิดของมันนั้นเรียบง่าย อันที่จริงเพลงเชียร์ยุคแรกๆ ใช้ศัพท์และท่วงทำนองเรียบง่ายเป็นหลัก (หรือจริงๆ คือเน้นให้ตะโกนออกไปแล้วได้อารมณ์มากกว่า) หากไม่หยิบฉวยจากเพลงพื้นบ้านของแต่ละถิ่นมาแปลงเป็นเพลงเชียร์ ชาวอังกฤษเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนก็มักแปลงเพลงจากละครเวทีเรี่องต่างๆ มาเป็นเพลงเชียร์ให้ทีมตัวเองแทน&nbsp;</p>



<p>ในปี 1960 เพลงเชียร์ได้กลายเป็น &#8216;ประเพณีที่เกรียงไกร&#8217; ของคนดูบอลอังกฤษ หลังจากนิยมร้องกันโดยไม่มีแบบแผนหรือไม่ได้ส่งต่อเนื้อร้องให้กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ถึงขั้นมีคนวิเคราะห์ว่าอะไรทำให้เพลงเชียร์ที่ร้องกันแค่ในสนามบ้านตัวเองกลายไปเป็น &#8216;ของที่ต้องทำ&#8217; ประจำการดูบอลไปได้</p>



<p>อย่างแรกอาจจะเป็นที่ตัวกีฬาฟุตบอลเองไต่ระดับความนิยมไปสู่สากลโลก การันตีความนิยมด้วยการเปิดตัวสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) ในช่วงปี 1954 ขณะที่ฟุตบอลอังกฤษเองก็ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการ และกลายเป็นกีฬาของคนรุ่นใหม่ที่ทั้งต้องดูและลงเล่นเอง แต่สำคัญไปกว่านั้นคือการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีในอังกฤษ ที่ระบบวิทยุและการกระจายเสียงทำให้เพลงป๊อปที่ดังระเบิดทุกเพลงในสหราชอาณาจักรกระจายตัวไปทุกๆ พื้นที่ จนทำให้แฟนบอลไม่จำเป็นต้องหยิบเอาเพลงพื้นบ้านมาแปลงเป็นเพลงเชียร์อีกแล้ว แต่ไปเอาเพลงดังๆ ที่ได้ยินจากวิทยุพวกนี้แหละมาเป็นเพลงของทีมตัวเองซะเลย!&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกันก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งแย้งว่า เป็นไปได้ที่อังกฤษอาจรับเอาวัฒนธรรมการร้องเพลงเชียร์แบบนี้มาจากยุโรป สมัยแข่งฟุตบอลโลกปี 1962 และ 1966 ที่ทำให้พวกเขาได้เห็นว่าแฟนบอลอิตาลีหรืออเมริกาใต้ตะโกนเพลงเชียร์กันอย่างบ้าคลั่งแค่ไหน อย่างลิเวอร์พูลที่ไปเอาท่อน &#8220;Brazil, cha-cha-cha&#8221; ของแฟนบอลชาวบราซิลมาแปลงเป็นเพลงตัวเองด้วยท่อน &#8220;Li-ver-pool!&#8221; พร้อมปรบมือสามครั้งปิดท้าย หรือกระทั่งธีมเชียร์ Glory Glory ของฝั่งสหราชอาณาจักรก็ไปหยิบยืมมาจากท่วงทำนองเพลง <em>Battle Hymn of the Republic</em> ของสหรัฐฯ สมัยสงครามกลางเมืองโน่น โดยเปลี่ยนท่อน &#8220;Glory, Glory, Hallelujah&#8221; เป็น &#8220;Glory, Glory&#8221; ตามด้วยชื่อทีมแทน ไม่ว่าจะเป็น &#8220;Glory, Glory, Tottenham Hotspur&#8221; หรือ &#8220;Glory, Glory, Leeds United&#8221; (แถมได้รับความนิยมไปยันลีกรักบี้ในออสเตรเลียด้วยการที่กลายเป็นเพลงเชียร์ทีม South Sydney Rabbitohs ที่ลงแข่งเมื่อไหร่ก็จะได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากข้างสนามว่า &#8220;Glory, Glory, South Sydney&#8221;)</p>



<h2 class="wp-block-heading">ยุคสมัยของความเฟื่องฟู</h2>



<p>เพลงเชียร์เหล่านี้กลายเป็นที่นิยมถึงขั้นที่ว่า สโมสรตัดสินใจว่าต้องไม่ใช่แค่แฟนบอลร้องแต่นักเตะยังต้องร้องด้วย จนเกิดเป็นเพลง <em>Back Home</em> (1970) ที่ขนเอานักเตะทีมชาติอังกฤษจำนวน 22 คนถ้วนมาร้องเพลงก่อนเตรียมลงเตะในเวิลด์คัพ 1970 ซึ่งดันพุ่งพรวดขึ้นติดอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงฝั่งสหราชอาณาจักรแบบเหมายกแผงนาน 3 สัปดาห์ติด (ยังไงก็ดี ในปีนั้นอังกฤษซึ่งเป็นแชมป์เก่าปี 1966 พ่ายให้เยอรมนีตะวันตกไปที่ 3-2 ตกรอบไปก่อนอย่างน่าเศร้า คนเลยปลอบใจหรือไม่ก็แซวๆ กันว่า เอาน่า อย่างน้อยเพลงพวกนายก็ติดชาร์ตตั้งนานนะ)</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="BACK HOME. ENGLAND WORLD CUP SQUAD 1970. TOTP 1970" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/DJ-EutNDgZQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>Back Home</em> นี่เองที่กลายเป็นชนวนสำคัญให้สโมสรต่างๆ ทำเพลงให้ทีมตัวเองบ้าง เพราะในเวลานั้นทีมเดียวที่ดูจะมีเพลงเป็นของตัวเองคือลิเวอร์พูลกับเพลง <em>You&#8217;ll Never Walk Alone </em>ซึ่งเป็นเพลงของวง Carousel ในปี 1945 ที่ถูกหยิบมาคัฟเวอร์โดย Gerry and the Pacemakers วงจากเมืองลิเวอร์พูลในปี 1963 จนกลายเป็นเพลงสามัญประจำท้องถิ่นชาวเดอะคอปไปในที่สุด อีกทั้งยังติดชาร์ตเพลงสหราชอาณาจักรนาน 4 สัปดาห์ และขยับขยายกลายเป็นคติประจำทีมอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ไปโดยปริยาย และในปี 1964 ความอลังการของเพลงก็ยิ่งถูกขับเน้นเมื่อลิเวอร์พูลถล่มเอาชนะอาร์เซนอลไป 5-0 และคนเรือนหมื่นในสเตเดียมต่างครวญเพลงนี้พร้อมๆ กัน ภายหลังจากนั้น จอห์น มอร์แกน ผู้ประกาศข่าวที่เป็นพยานเหตุการณ์นั้นเล่าว่า &#8220;ผมไม่เคยเห็นอะไรเหมือนชาวลิเวอร์พูลมาก่อนเลย เดอะคอป 28,000 คนเริ่มร้องเพลงด้วยกันราวกับรู้อยู่แล้วว่าต้องเริ่มเพลงเมื่อไหร่&#8221; </p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="RTK - The Kop On Panorama 1964" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/XNboU_PbZMY?start=53&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ยังไงก็ดี ด้วยความสำเร็จของลิเวอร์พูลและแรงผลักดันสำคัญจากเพลง <em>Back Home</em> ของทีมชาติอังกฤษ สโมสรอาร์เซนอลเลยปล่อยซิงเกิลเด็ด <em>Good Old Arsenal</em> ออกมาบ้าง แต่ปรากฏว่าเสียงแตกเพราะแฟนทีมบางคนบอกว่าเพลงเนือยมาก เดาก็ง่าย แต่ก็มีฝ่ายที่บอกว่าเพลงง่ายสิดี จำง่ายจะตายไป โดยที่สุดท้ายเพลงนี้ก็ไต่ระดับชาร์ตไปได้แค่ที่ 16 เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>หรืออย่างทีมลีดส์ยูไนเต็ดก็ได้ปล่อยเพลงชื่อเดียวกันกับสโมสรออกมา แต่ปรากฏว่าเพลงหน้าบีอย่าง <em>Marching On Together</em> กลับได้รับความนิยมและเป็นที่จดจำมากกว่า แถมยังกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญเมื่อแฟนบอลพูดถึงทีมลีดส์ด้วยการลงท้ายประโยคด้วยตัวย่อ MOT ซึ่งมาจากชื่อเพลง แถมยังดังระเบิดข้ามไปยังฝั่งทีมรักบี้ถิ่นเดียวกันอย่างเจ้า &#8216;แรดลีดส์&#8217; Leeds Rhinos อีกด้วย</p>



<p>ทว่าไม่มียุคไหนที่เพลงเชียร์จะกระหึ่มเท่ากลางยุค 90s สมัยอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดยูฟ่ายูโรปาลีก และเพื่อต้อนรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลอันยิ่งใหญ่แบบชาวอังกฤษ วงดนตรี The Lightning Seeds เลยปล่อยเพลง <em>Three Lions</em> เพื่อตอกย้ำความอลังการของงานและของทีมชาติแบบเทหมดหน้าตัก เพราะไม่ได้ปล่อยเพลงออกมาแค่เพื่อต้อนรับยูฟ่าเท่านั้น แต่ทั้งชื่อเพลงทั้งสัญลักษณ์ยังแสนจะอังกฤษ เพราะความหมายของสิงโตสามตัวบนชื่อเพลงมาจากตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักร มากไปกว่านั้นเนื้อเพลงยังแหกขนบ &#8216;เพลงเชียร์ฟุตบอล&#8217; อย่างที่เคยๆ ได้ยินกันด้วยการไม่ได้เล่าถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของฟุตบอลอังกฤษ แต่เล่าถึงความพ่ายแพ้ บาดแผล และความหวังที่จะหวนกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง (เพราะก่อนหน้านี้อังกฤษสร้างผลการแข่งขันระดับโลกไว้ชวนปวดหัวใจตั้งแต่ตกรอบยูโร ไล่มาจนถึงไปไม่ถึงฝั่งฝันตั้งแต่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก) บวกกันกับที่กระแสบริตป๊อปถล่มโลกในช่วงปี 1996 จึงส่งผลให้เพลง &#8216;สามสิงห์&#8217; ประสบความสำเร็จแบบสุดขีดคลั่งถึงขั้นฟุตเทจที่แฟนบอลอังกฤษขับร้องเพลงนี้หลังถล่มสก็อตแลนด์และสเปนได้กลายเป็นภาพชวนช็อกของหลายๆ คน Jürgen Klinsmann ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนีถึงกับเอ่ยปากว่าตอนที่อังกฤษเจอกับเยอรมนีรอบเซมิไฟนอล นักเตะแดนเบียร์ชอบใจเพลงนี้มากถึงขนาดไปติดชาร์ตเพลงบ้านเขาอีกด้วย โดยที่เพลงนี้ก็ยังกลับมาไต่ชาร์ตบ้านเกิดในสหราชอาณาจักรแบบลืมตายทุกครั้งเมื่อมีการแข่งฟุตบอลนัดใหญ่ๆ ทั้งเวิลด์คัพปี 2006 (กลายเป็นไวรัลอีกครั้งเมื่อแฟนบอลพากันขับร้องเพลงนี้เมื่ออังกฤษเอาชนะปารากวัย 1-0) เช่นเดียวกับอีก 4 ปีต่อมา และล่าสุดกับการชิงถ้วยฟีฟ่าปี 2018 ที่เพลงนี้ได้พุ่งทะลุอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงในสหราชอาณาจักร</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Lightning Seeds - Three Lions &#039;98 (Official Video)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/oyoy2_7FegI?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ในยุคหลังๆ ผู้คนเริ่มหยิบจับเอาเพลงดังมาดัดแปลงเป็นเพลงเชียร์ ทั้งในฐานะสโมสรหรือไม่ก็เชียร์นักกีฬาโดยตรง <em>Love Will Tear Us Apart</em> เพลงตั้งแต่ปี 1980 และได้ชื่อว่าเป็นเพลงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเพลงหนึ่งจากวงร็อกสัญชาติอังกฤษ Joy Division ถูกแฟนแมนยูฯ นำมาปรับแต่งเนื้อเพลงเป็น <em>Giggs will tear you apart</em> เพื่อใช้บอกลามิดฟิลด์ผู้เป็นที่รักอย่าง Ryan Giggs ในปี 2014 หรือล่าสุดกับการอ้าแขนต้อนรับ Virgil van Dijk กองหลังของลิเวอร์พูลด้วยการแปลงเพลง <em>Dirty Old Town</em> ของวง The Pogues เป็นวีรกรรมการเป็นกำแพงของฟาน ไดจ์ก หรือขนาดเขียนเพลงขึ้นใหม่เพื่ออวยยศนักกีฬาแบบที่ดูโอ้ Sanjin &amp; Youthman เคยเขียนเพลง <em>Zlatan</em> พูดถึงความสามารถของดาวยิงชาวสวีเดน Zlatan Ibrahimović</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Joy Division - Love Will Tear Us Apart [OFFICIAL MUSIC VIDEO]" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/zuuObGsB0No?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>สำหรับสหราชอาณาจักร บทเพลงกับกีฬานั้นผสานกันอย่างแยกไม่ขาด มันได้กลายเป็นลมหายใจ เป็นเลือดเนื้อของผู้คนผ่านห้วงระยะเวลาอันยาวนาน ทั้งความรุ่งโรจน์ ความเจ็บช้ำ ชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ จนมันได้กลายเป็นเบ้าหลอมจิตวิญญาณชาวอังกฤษ ท้ายที่สุด ใครกันจะปฏิเสธได้ว่ามนตร์ขลังอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างที่ดูฟุตบอลคือการได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากสเตเดียม ผสมผสานปนเปไปกับเสียงกู่ร้องหรือสบถสาบาน อันกลายเป็นมวลรวมของโลกกีฬาอย่างที่ใครก็ไม่อาจเลียนแบบ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากสองสิ่งซึ่งเป็นหัวใจของคนอังกฤษ–ฟุตบอลและดนตรี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/football-chant/">จาก &#8216;Glory, Glory&#8217; ถึง &#8216;You&#8217;ll Never Walk Alone&#8217; ว่าด้วยวัฒนธรรมเพลงเชียร์ฟุตบอลในอังกฤษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘ฮิตเลอร์’ ถึง ‘หนักแผ่นดิน’ ประวัติศาสตร์ของเพลงโฆษณาชวนเชื่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/propaganda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2021 10:31:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[nazi]]></category>
		<category><![CDATA[communist]]></category>
		<category><![CDATA[Propaganda]]></category>
		<category><![CDATA[china]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[germany]]></category>
		<category><![CDATA[series]]></category>
		<category><![CDATA[soundeffect]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=124742</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 1933 เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี สั่นกราวด้วยเสียงปราศรัยของฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ประกาศการครองอำนาจของพรรคนาซีที่มีเหนือสาธารณรัฐไวมาร์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่ามกลางสายตาของประจักษ์พยานนับล้านที่มองดูการเดินสวนสนามอันเกรียงไกรของนายทหารจากพรรคนาซี พร้อมด้วยเสียงเพลง Horst-Wessel-Lied อันเป็นเสมือนเพลงชาติที่มีเนื้อหาว่าด้วยตราสวัสติกะ อำนาจ และความรุ่งโรจน์ แทรกซึมลึกไปยังหัวใจคนฟัง นับเป็นการโหมโรงครั้งใหญ่ก่อนที่นาซีเยอรมันจะเคลื่อนพลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำมาสู่โศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติในอีกไม่กี่ปีต่อมา กระทั่งฮิตเลอร์ลั่นไกปลิดชีพตัวเองหนีความผิดเมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม โลกทั้งใบก็พลันรุมประณามการกระทำอันต่ำช้าของนาซี และบทเพลง Horst-Wessel-Lied ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยึดครองพื้นที่ทางเลือดเนื้อของชาวอารยัน ก็กลายเป็นเพลงต้องห้ามของเยอรมนีและออสเตรียจนถึงทุกวันนี้ กรณีของนาซีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่บทเพลงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการหนุนหลัง เสริมสร้างการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไล่มาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีสังคมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะในนามของเพลงมหาวิทยาลัย เพลงชาติ หรือกระทั่งเพลงอื่นใดที่กล่อมให้เราเชื่อมาหลายต่อหลายสิบปีก็ตามที แต่อะไรทำให้เพลงทรงพลังมากพอจะโน้มน้าวมนุษย์ได้จนมันกลายเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ล่ะ? อาจเป็นอย่างที่โยเซฟ เกิบเบิลส์ คนสนิทของฮิตเลอร์ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อ (The Reich Ministry of Public Enlightenment and Propaganda) กล่าวถึงอำนาจของเสียงเพลงไว้ว่า &#8220;ดนตรีนั้นมีผลต่อหัวใจและความรู้สึกมากยิ่งกว่าความรู้เสียอีก ที่ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นชาติเต้นระรัวเสียยิ่งกว่าเมื่ออยู่ในฝูงชน นั่นหมายความว่าจิตวิญญาณของชาติพบที่พักพิงที่แท้จริงแล้วใช่หรือไม่&#8221; ฌาคส์ อีลลูน นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเคยนิยามเงื่อนไขที่จะทำให้โฆษณาชวนเชื่อได้ผลว่า &#8220;ต้องเป็นสิ่งที่อยู่กับประชาชน ‘ทั้งวัน’ และ ‘ทุกวัน’&#8221; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/propaganda/">จาก ‘ฮิตเลอร์’ ถึง ‘หนักแผ่นดิน’ ประวัติศาสตร์ของเพลงโฆษณาชวนเชื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปี 1933 เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี สั่นกราวด้วยเสียงปราศรัยของฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ประกาศการครองอำนาจของพรรคนาซีที่มีเหนือสาธารณรัฐไวมาร์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่ามกลางสายตาของประจักษ์พยานนับล้านที่มองดูการเดินสวนสนามอันเกรียงไกรของนายทหารจากพรรคนาซี พร้อมด้วยเสียงเพลง <em>Horst-Wessel-Lied</em> อันเป็นเสมือนเพลงชาติที่มีเนื้อหาว่าด้วยตราสวัสติกะ อำนาจ และความรุ่งโรจน์ แทรกซึมลึกไปยังหัวใจคนฟัง นับเป็นการโหมโรงครั้งใหญ่ก่อนที่นาซีเยอรมันจะเคลื่อนพลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำมาสู่โศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติในอีกไม่กี่ปีต่อมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-647x1024.jpg" alt="" class="wp-image-124747" width="485" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-647x1024.jpg 647w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-190x300.jpg 190w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-600x950.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030.jpg 758w" sizes="(max-width: 485px) 100vw, 485px" /><figcaption>เพลง <em>Horst-Wessel-Lied</em></figcaption></figure></div>



<p>กระทั่งฮิตเลอร์ลั่นไกปลิดชีพตัวเองหนีความผิดเมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม โลกทั้งใบก็พลันรุมประณามการกระทำอันต่ำช้าของนาซี และบทเพลง <em>Horst-Wessel-Lied</em> ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยึดครองพื้นที่ทางเลือดเนื้อของชาวอารยัน ก็กลายเป็นเพลงต้องห้ามของเยอรมนีและออสเตรียจนถึงทุกวันนี้</p>



<p>กรณีของนาซีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่บทเพลงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการหนุนหลัง เสริมสร้างการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไล่มาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีสังคมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะในนามของเพลงมหาวิทยาลัย เพลงชาติ หรือกระทั่งเพลงอื่นใดที่กล่อมให้เราเชื่อมาหลายต่อหลายสิบปีก็ตามที</p>



<p>แต่อะไรทำให้เพลงทรงพลังมากพอจะโน้มน้าวมนุษย์ได้จนมันกลายเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ล่ะ? อาจเป็นอย่างที่โยเซฟ เกิบเบิลส์ คนสนิทของฮิตเลอร์ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อ (The Reich Ministry of Public Enlightenment and Propaganda) กล่าวถึงอำนาจของเสียงเพลงไว้ว่า &#8220;ดนตรีนั้นมีผลต่อหัวใจและความรู้สึกมากยิ่งกว่าความรู้เสียอีก ที่ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นชาติเต้นระรัวเสียยิ่งกว่าเมื่ออยู่ในฝูงชน นั่นหมายความว่าจิตวิญญาณของชาติพบที่พักพิงที่แท้จริงแล้วใช่หรือไม่&#8221;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Bundesarchiv_Bild_146-1968-101-20A_Joseph_Goebbels.jpg" alt="Joseph Goebbels" class="wp-image-124748" width="429" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Bundesarchiv_Bild_146-1968-101-20A_Joseph_Goebbels.jpg 572w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Bundesarchiv_Bild_146-1968-101-20A_Joseph_Goebbels-215x300.jpg 215w" sizes="(max-width: 429px) 100vw, 429px" /><figcaption>Joseph Goebbels</figcaption></figure></div>



<p>ฌาคส์ อีลลูน นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเคยนิยามเงื่อนไขที่จะทำให้โฆษณาชวนเชื่อได้ผลว่า &#8220;ต้องเป็นสิ่งที่อยู่กับประชาชน ‘ทั้งวัน’ และ ‘ทุกวัน’&#8221; ในแง่นี้ ดนตรีจึงเป็นสิ่งที่ตอบข้อเรียกร้องในทุกประการ&nbsp;</p>



<p>ดนตรีเป็นสิ่งล่องหนโดยตัวมันเองแต่เรารับรู้ถึงมันอยู่เสมอ มันอยู่ในรูปแบบเสียงประกาศอันไกลโพ้น อยู่ในรายการโทรทัศน์ อยู่ในชีวิตประจำวันในทุกรูปแบบ มันกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม ด้วยพื้นฐานเช่นนี้ ลำพังดนตรีจึงมีอิทธิพลมหาศาลในการหลอมรวมผู้คน แยกย่อยไปเป็นการสั่นสะเทือนความรู้สึกหรือปลูกสร้างความทรงจำ ดนตรีจึงกลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ปะทะ และช่วงชิงพื้นที่ในเนื้อตัวผู้คนจนเป็นหนึ่งในเบ้าหลอมสำคัญในการสร้างหรือแม้แต่ทำลายบางอย่าง ไม่ว่าจะด้วยน้ำเสียงเร่าร้อนหรืออ่อนโยน&nbsp;</p>



<p>หัวเรือคนสำคัญของนาซีอย่างเกิบเบิลส์ตระหนักถึงอิทธิพลของดนตรีในประเด็นนี้ดี งานหลักนับตั้งแต่ช่วงปี 1933-1938 ของเกิบเบิลส์จึงเป็นการเผยแพร่ &#8216;ดนตรีที่ถูกต้อง&#8217; ให้ชาวเยอรมัน ดนตรีแบบเยอรมันในนิยามของเขาและนาซีนั้นต้องไม่ด่างพร้อยหรือแปดเปื้อน ปราศจากเครื่องดนตรีที่ &#8220;ผิดแผกไปจากจิตวิญญาณความเป็นเยอรมัน&#8221; และต้องเป็นดนตรีที่มาจากคนเยอรมันเท่านั้นอย่างแอนตัน บรูกเนอร์, บีโธเฟน และโดยเฉพาะ ริชาร์ด แวกเนอร์ คีตกวีที่ในตอนนี้ก็ยังตกเป็นจำเลยข้อหาที่บทเพลงของเขามีส่วนในการสร้าง &#8216;จิตวิญญาณ&#8217; แบบนาซีขึ้นมาจนกลายเป็นอาชญากรสงคราม ภายหลังจากที่ฮิตเลอร์ซึ่งชื่นชมแวกเนอร์มาอย่างยาวนานใช้แนวคิดของแวกเนอร์–ซึ่งบางส่วนเสี้ยวมีแนวคิดเหยียดคนยิว และดนตรีของเขาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างนาซี สร้างชาติ และสร้างผู้คนเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง (ฮิตเลอร์ยังเจาะจงเลือกเพลงโอเปร่า <em>Rienzi, der letzte der Tribunen</em> ของแวกเนอร์เป็นเพลงเปิดการแสดงสวนสนามนูเรมเบิร์ก &#8220;การได้ฟังบทเพลงอันงดงามนี้ สมัยเมื่อยังเป็นหนุ่มที่โรงละครในลินซ์ ข้าพเจ้าก็เห็นภาพตัวเองประสบความสำเร็จในการรวมจักรวรรดิเยอรมันและทำให้มันหวนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว&#8221;) บทเพลงของแวกเนอร์นั้นโดยทั่วไปแล้วเขียนถึงอัศวินหรือผู้กล้าที่รังสรรค์ความดีงามทั้งปวงให้หวนกลับมายังสังคมอีกครั้ง (<em>Rienzi</em> เล่าถึงความหาญกล้าของนักการเมืองกรีกในอดีต) ซึ่งฮิตเลอร์หยิบมาสร้างเป็นภาพลักษณ์ของเขาต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-739x1024.jpg" alt="Richard Wagner" class="wp-image-124749" width="554" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-739x1024.jpg 739w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-216x300.jpg 216w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-768x1064.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-1108x1536.jpg 1108w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-600x831.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner.jpg 1369w" sizes="(max-width: 554px) 100vw, 554px" /><figcaption>Richard Wagner</figcaption></figure></div>



<p>เสียงเพลงยังแทรกซึมไปอยู่ในกลุ่มยุวชนฮิตเลอร์ โดยบทเพลงที่อื้อฉาวทว่ากลายเป็นเพลงที่เด็กหนุ่มขับร้องกันประจำคือ <em>Es zittern die morschen Knochen</em> ซึ่งพูดถึงชัยชนะ การปราบปราม และการเชื่อมั่นว่าพวกเขากำลังกอบกู้สิ่งที่เคยผุพังไปแล้วให้หวนกลับมารุ่งโรจน์อีกหน (ปล่อยให้คนเฒ่าและเด็กร่ำไห้ไป เพราะต่อให้โลกทั้งใบตัดสินใจจะสู้กับเรา เราก็ยังจะชนะและตั้งมั่นเดินขบวนต่อไปอยู่ดี) หรือกระทั่งเพลงชาติเยอรมันยุคนาซีเรืองอำนาจอย่าง <em>Das Lied der Deutschen</em> ก็ยังมีท่อนที่เปล่งเสียงร้องว่า ‘Deutschland, Deutschland über alles.’ (เยอรมนีนั้นดีกว่าชาติอื่นใด) มันได้กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่หล่อหลอมให้คนเยอรมันในยุคนั้นเชื่อมั่นว่าพวกเขาอยู่เหนือและดีกว่าชนชาติอื่นๆ นำมาซึ่งวิธีคิดที่จะกำจัดผู้ที่ถูกประทับตราว่าต้อยต่ำกว่าออกไป&#8230; อันหมายรวมถึงการออกใบอนุญาตให้นาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน</p>



<p>ในอีกซีกโลกหนึ่ง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และตามมาด้วยสงครามเย็นอันเครียดเขม็ง อุดมการณ์ทางการเมืองของโลกแตกออกเป็นสองฝั่ง โดยที่หนึ่งในนั้นคือระบอบคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายอิทธิพลอยู่ในแถบโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ซึ่งประธานเหมากุมบังเหียนและออกคำสั่งอันจะกลายเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ นั่นคือการปฏิวัติวัฒนธรรม (กำจัดระบบทุนนิยมและวัฒนธรรมแบบชนชั้นสูงซึ่งเหมามองว่าเป็นพิษร้ายออกไปจากสังคมให้หมด) ที่นำมาซึ่งการล้มล้างสิ่งเก่าและการปลูกสร้างสิ่งใหม่ แน่นอนว่า หนึ่งในวิธีการที่ได้ผลที่สุดคือการประกาศผ่านบทเพลง</p>



<p><em>The East Is Red</em> (บูรพาแดง) เพลงแห่งการปฏิวัติที่เป็นเสมือนเพลงชาติจีนในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรม ดัดแปลงมาจากเพลงรักพื้นบ้านแถบมณฑลส่านซี กับเนื้อเพลงที่เดิมทีเชิดชูคอมมิวนิสต์นิรนามที่ถูกสังหารในมณฑล ก่อนที่ในเวลาต่อมาเนื้อเพลงช่วงนั้นจะถูกแทนที่ด้วยชื่อของเหมา เจ๋อตง กับสีแดงซึ่งเป็นภาพแทนของคอมมิวนิสต์ (ซึ่งในทางประวัติศาสตร์การเมือง มันมีนัยของฝ่ายซ้ายมาอย่างยาวนานในการปฏิวัติและการต่อสู้หลายๆ แห่ง) เป็นเพลงบูรพาแดงนี่เองที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างลัทธิบูชาบุคคลของเหมา แม้ว่าเนื้อเพลงแทบไม่ได้พูดถึงการปกครองในระบบคอมมิวนิสต์เลยหากไม่นับวรรคสุดท้าย เพราะมันอุทิศพื้นที่ส่วนใหญ่ของเพลงในการพูดถึงเหมา เจ๋อตง ในฐานะผู้วิเศษผู้มาโปรดประชาชนชาวจีนให้พ้นจากความทุกข์ยาก และยิ่งในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม บูรพาแดงได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของผู้คน มันอยู่ในทุกตรอกซอกซอยของแผ่นดินจีน อยู่ในคลื่นวิทยุทุกช่องที่จะเล่นเพลงนี้วันละสองครั้งเช้า-เย็น บูรพาแดงและภาพของเหมา เจ๋อตง ยังคืบกรายไปยังสถาบันการศึกษา ก่อนขึ้นชั้นเรียนเด็กๆ จะต้องยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพและร้องเพลง <em>The East Is Red </em>โดยพร้อมเพรียงกัน (ฟังดูคุ้นๆ นะ)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-1024x576.jpg" alt="The East Is Red" class="wp-image-124743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em>The East Is Red</em></figcaption></figure>



<p>เช่นเดียวกับบทเพลงอื่นๆ ที่กระจายอยู่ตามคลื่นวิทยุหรือใช้เป็นเครื่องมือประกอบการเดินสวนสนามของเหล่ายุวชนเรดการ์ด <em>Sailing the Seas Depends on the Helmsman</em> เปรียบความอัจฉริยะภาพของประธานเหมาเป็นดั่งแสงตะวันที่คอยนำทางผู้คน <em>Long Live Chairman Mao</em> ซึ่งชื่อเพลงก็เอามาจากสโลแกนของเหล่าเรดการ์ด เล่าถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของเหมา เจ๋อตง ผู้นำการปฏิวัติในครั้งนั้น ขณะที่เจียง ชิง อดีตนักแสดงสาวและเมียรักของเหมาก็สานต่ออุดมการณ์ของสามีด้วยการสร้างละครเวทีและเพลงโอเปร่าเพื่ออวยยศและสรรเสริญเหมาเป็นหลัก โดยมักเล่าเรื่องของชนชั้นกรรมาชีพที่ลุกขึ้นมีชัยเหนือชาวต่างชาติหรือคนจากชนชั้นสูง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="500" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500.jpg" alt="Sailing the Seas Depends on the Helmsman" class="wp-image-124744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><figcaption>Sailing the Seas Depends on the Helmsman</figcaption></figure></div>



<p>ควบคู่ไปกับการใช้ดนตรีเป็นสะพานหลักในการเชื่อมอุดมการณ์ของรัฐกับประชาชน รัฐบาลจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมยังปิดกั้นดนตรีหรือวัฒนธรรมอื่นๆ จากโลกตะวันตก ชะตากรรมของดนตรีคลาสสิกหรือเพลงป๊อปจากอเมริกาช่วงยุค 60s เลยเป็นอันต้องประสบชะตากรรมเดียวกันกับภาพยนตร์ พวกแฟชั่นหรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่แปะป้ายว่ามาจากอีกซีกโลกล้วนโดนสั่งแบนยาวไม่ได้ลืมตาอ้าปากแจ้งเกิดในแผ่นดินจีน โรงเรียนสอนดนตรีถูกสั่งปิด คุณครูถูกข่มขู่ เครื่องดนตรีคลาสสิกทั้งหลายถูกทุบหรือไม่ก็โยนเข้าเตาเผา ด้วยเหตุผลว่าดนตรีจากตะวันตกนั้นเป็นดนตรีของชนชั้นสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวทางของพรรค&nbsp;</p>



<p>ในโลกเสรีนิยม บทเพลงและดนตรีก็ทำหน้าที่รับใช้อุดมการณ์ไม่ต่างกัน ถ้าเราย้อนกลับไปยังการลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจที่มาพร้อมความโฉ่งฉ่างเมื่อปี 2016 เราจะพบว่าเขาเลือกใช้เพลงหาเสียงที่เป็นภาพแทนของอุดมการณ์บางอย่างเสมอ นับตั้งแต่ <em>God Bless the U.S.A.</em> โดยศิลปินลี กรีนวูด ที่พูดถึงความงดงามของแผ่นดินสหรัฐฯ หรือในการลงเลือกตั้งปี 2020 ที่ผ่านมา ทรัมป์ก็ยังใช้เพลงตั้งแต่ยุค 70s อย่าง <em>YMCA</em> โดย Village People ขณะที่ฟากเดโมแครตขนเอาเพลงจากศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู้ ทั้งเพลง <em>High Hopes</em> ของวง Panic! At The Disco หรือ <em>We Take Care of Our Own</em> ของบรูซ สปริงส์ทีน&nbsp;</p>



<p>ยังไงก็ตาม บทความ <a href="https://msc.hypotheses.org/11">“We are the world”: Music and propaganda in democracy</a> ของหลุยส์ เวลอาสโก-พูเฟลา ตั้งคำถามถึงอุดมการณ์ของประชาธิปไตยกับการโฆษณาชวนเชื่อผ่านบทเพลง ในนามของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (humanitarian aid) ได้อย่างน่าสนใจ พูเฟลาชี้ว่า โดยนิยามแล้วความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมคือการมอบความช่วยเหลือในระยะสั้น–ไม่ว่าจะอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือทรัพย์สิน–ให้แก่ผู้ที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ซึ่งส่วนมากแล้วเกิดขึ้นเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งประสบภัยทางธรรมชาติฉุกเฉินครั้งใหญ่ รัฐบาลของประเทศเยียวยาไม่ทันจนประเทศหรือองค์กรจากข้างนอกยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-1024x683.jpg" alt="Wr Are The World" class="wp-image-124745" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>We Are The World</figcaption></figure>



<p>ภาวะอดอยากแร้นแค้นในเอธิโอเปียช่วงปี 1983-1985 ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด มีคนที่ต้องอดตายอยู่ที่ราวๆ 1.2 ล้านชีวิต อีก 4 แสนคนกลายเป็นผู้อพยพออกนอกประเทศ และเด็กอีก 2 แสนคนกลายเป็นเด็กกำพร้าในช่วงเวลาไม่กี่คืน นักร้องนักดนตรีชาวอเมริกันหลายคนจึงอาสาให้ความช่วยเหลือโดยการระดมทุนผ่านการเล่นคอนเสิร์ตการกุศล Live Aid ในปี 1985 หัวเรือสำคัญคือบ็อบ เกลดอฟ เขียนเพลง <em>Do They Know It&#8217;s Christmas?</em> ให้เหตุการณ์อดอยากครั้งใหญ่ในเอธิโอเปียนี้เป็นพิเศษ จัดแสดงพร้อมกันที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในลอนดอนและสนามกีฬาจอห์น เอฟ. เคนเนดีในฟิลาเดลเฟีย ระดมเงินไปได้ทั้งสิ้น 127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการกระจายภาพการทำการกุศลของโลกเสรีเพื่อเยียวยาช่วยเหลือประเทศที่ยากลำบากที่อยู่ไกลโพ้น</p>



<p>ตัดภาพกลับมายังประเทศไทย น่าจะกล่าวได้ว่าเราล้วนอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อและบทเพลงมาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก มันอยู่ในโทรทัศน์ทั้งเช้า-เย็น อยู่ตรงหน้าเสาธง อยู่ในคลื่นวิทยุ ประกาศผ่านหอกระจายเสียง และไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราได้ซึมซับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจนมันได้กลายเป็นหนึ่งในเบ้าหลอมความเชื่อบางอย่างจากบางยุคสมัย&nbsp;</p>



<p>ความเป็นไทยและความเป็นชาติที่เรารับรู้กันในปัจจุบันนั้นอาจต้องหวนกลับไปขอบคุณ หลวงวิจิตรวาทการ ที่เป็นหัวเรือหลักในการสร้างภาพจำและอุดมการณ์ความเป็นไทยที่รัฐไทยเองรับไม้ต่อมาจนทุกวันนี้ &#8220;ต้นตระกูลไทยใจท่านเหี้ยมหาญ รักษาดินแดนไทยไว้ให้ลูกหลาน สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน เพื่อถนอมบ้านเมืองไว้ให้เรา&#8221; เนื้อเพลงท่อนแรกจากเพลง <em>ต้นตระกูลไทย</em> กับการใส่ตัวละครวีรบุรุษหรือวีรสตรีทางประวัติศาสตร์ในตำนานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลง (เช่น ‘พระราชมนูทหารสมัยกู้ชาติ’, ‘เจ้าพระยาโกษาเหล็ก ท่านเป็นแม่ทัพชั้นเอก ของสมเด็จพระนารายณ์’ และ ‘เจ้าคุณพิชัยดาบหัก ผู้กล้าหาญยิ่งนัก’) ภายใต้นโยบายชาตินิยมสุดขีดของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น</p>



<p>สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ รัฐไทยไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันได้สืบทอดสิ่งที่หลวงวิจิตรวาทการสร้างไว้–แม้กระทั่งพ้นจากยุคสร้างชาติของจอมพล ป. ไปแล้วก็ตามที ทั้งยังสานต่อจนกลายเป็นตำราชาตินิยม งอกเป็นภาพยนตร์ ละครพีเรียดที่พูดถึงการสู้ศึกและความรักชาติ (ซึ่งเล่าถึง ‘ชาติ’ ในยุคที่ความเป็นชาติยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น และยังไม่มีเขตแดนเป็นตัวเป็นตนเลยนะ) พร้อมกันนั้นก็สร้างศัตรูซึ่งเป็นอื่นในหลายๆ มิติ ทั้งเป็นอื่นในเชิงเชื้อชาติ หรืออาจจะเป็นอื่นในความหมายของการเป็นมนุษย์เองก็ตามที โดยที่มันก็ได้ส่งผ่านอุดมการณ์บางอย่างมายังผู้คนอีกหลายต่อหลายรุ่น รับไม้ต่ออย่างเงียบเชียบและว่าง่าย กระทั่งเมื่อเวลาเดินทางมาถึงช่วงปี 2519 ที่การโฆษณาชวนเชื่อจากฝั่งรัฐได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าการกล่อมเกลาผู้คนนั้นทรงพลังมากเพียงใด เมื่อเสียงเพลง <em>หนักแผ่นดิน</em> ที่เขียนเนื้อเพลงโดย พ.อ. บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก ดังขึ้นตลอดการปราบปรามประชาชน เช่นเดียวกันกับเพลงที่มีเนื้อหามุ่งจู่โจมโดยตรงอย่าง <em>รกแผ่นดิน</em> (รกแผ่นดิน รกแผ่นดิน กำจัดมันไปอย่าให้รกแผ่นดิน) กลายเป็นเสียงเพลงที่รัฐใช้แทนอุดมการณ์กวาดล้างคนเห็นต่าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="400" height="440" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/ct_20190218051957889.jpg" alt="หนักแผ่นดิน" class="wp-image-124746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/ct_20190218051957889.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/ct_20190218051957889-273x300.jpg 273w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></figure></div>



<p>อุดมการณ์จากรัฐสมัยสงครามเย็นเหล่านี้ยังมีเนื้อตัว มีที่ทางอยู่ในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างน่าฉงน มันอยู่ในเรื่องเล่ารักชาติที่ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ทางวิชาการว่ามีตัวตนอยู่จริง อยู่ในบทเรียนที่ผลิตโดยรัฐ อยู่ในความรุนแรงผ่านคำพูดของอดีต ผบ.ทบ. เมื่อครั้งที่อ้างถึงเพลง <em>หนักแผ่นดิน</em> ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม และหากจะมีสักอย่างที่ยืนยันว่าเพลงจากการโฆษณาชวนเชื่อโดยรัฐมันทรงอิทธิพลมากขนาดไหน คำตอบอาจอยู่ในแววตากระเหี้ยนกระหือรือในการทำลายล้าง อยู่ในการจับกุม และการทุบทำลายที่รัฐไทยมอบให้ประชาชนมาอย่างยาวนาน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/propaganda/">จาก ‘ฮิตเลอร์’ ถึง ‘หนักแผ่นดิน’ ประวัติศาสตร์ของเพลงโฆษณาชวนเชื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
