<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐพล ศรีเมือง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/nattapon-srimuang/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/nattapon-srimuang/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Nov 2023 04:39:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ย้อนรอยการเดินทาง 9 ปี What The Duck กับสองผู้บริหาร มอย-บอล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/9th-what-the-duck/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Oct 2023 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[9th What The Duck]]></category>
		<category><![CDATA[What The Duck]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=171431</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องมีอยู่ว่า มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์ และ บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา เป็นพี่เป็นน้องกันตั้งแต่สมัยเรียนที่ศิลปากร ทั้งคู่อยู่คณะเดียวกัน อยู่ชมรมดนตรีสากลเหมือนกัน แต่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป บอลไปเป็นศิลปินประสบความสำเร็จกับวง Scrubb และทำงานประจำตามค่ายเพลงมาเกือบทุกค่าย มอยไปเรียนต่อแล้วก็กลับมาทำงานค่ายเพลง ทั้งค่ายเพลงสากลและค่ายเพลงไทย จนด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ถึงช่วงวัยหนึ่ง มอยจึงคิดว่าถึงเวลาที่น่าจะลองทำอะไรเองดูบ้าง เขาได้บอลมาร่วมทีมแล้วหนึ่ง แล้วเผอิญระหว่างที่ทำงานตอนนั้น มอยได้ไปเจอ ออน-ชิชญาสุ์ กรรณสูต ซึ่งมอยมองว่าทั้งสามคนมีฟังก์ชันที่ไม่ค่อยเหมือนกันในบางเรื่อง แต่สิ่งที่ชอบตรงกันก็คือเรื่องดนตรี เรื่องการฟังเพลง เรื่องการไปดูคอนเสิร์ต จึงเป็นที่มาว่าพอมาเจอกันครบสามคนแล้ว ฉะนั้นมาเริ่มทำอะไรกันเองสักทีดีไหม เรื่องมันก็ค่อยๆ เริ่มมาอย่างนั้น ปี 2557 What The Duck ก็ถือกำเนิดขึ้น ส่วนที่มาของชื่อนั้น พวกเขาบอกว่าคนไทยชอบเอาสัตว์มาตั้งชื่อแบรนด์ บวกกับคำอุทานของฝรั่ง และคำว่า Duck ก็พ้องเสียงกับคำว่า Production พอดี ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเป็นชื่อได้ยินครั้งเดียวก็ติดหูเลย เดิมทีเดียว What The Duck ไม่ได้คิดว่าจะเป็นค่ายเพลงใหญ่โตจนถึงทุกวันนี้ แต่ตั้งใจจะทำแค่ด้าน Artist [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/9th-what-the-duck/">ย้อนรอยการเดินทาง 9 ปี What The Duck กับสองผู้บริหาร มอย-บอล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรื่องมีอยู่ว่า มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์ และ บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา เป็นพี่เป็นน้องกันตั้งแต่สมัยเรียนที่ศิลปากร ทั้งคู่อยู่คณะเดียวกัน อยู่ชมรมดนตรีสากลเหมือนกัน แต่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป บอลไปเป็นศิลปินประสบความสำเร็จกับวง Scrubb และทำงานประจำตามค่ายเพลงมาเกือบทุกค่าย มอยไปเรียนต่อแล้วก็กลับมาทำงานค่ายเพลง ทั้งค่ายเพลงสากลและค่ายเพลงไทย</p>



<p>จนด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ถึงช่วงวัยหนึ่ง มอยจึงคิดว่าถึงเวลาที่น่าจะลองทำอะไรเองดูบ้าง เขาได้บอลมาร่วมทีมแล้วหนึ่ง แล้วเผอิญระหว่างที่ทำงานตอนนั้น มอยได้ไปเจอ ออน-ชิชญาสุ์ กรรณสูต ซึ่งมอยมองว่าทั้งสามคนมีฟังก์ชันที่ไม่ค่อยเหมือนกันในบางเรื่อง แต่สิ่งที่ชอบตรงกันก็คือเรื่องดนตรี เรื่องการฟังเพลง เรื่องการไปดูคอนเสิร์ต จึงเป็นที่มาว่าพอมาเจอกันครบสามคนแล้ว ฉะนั้นมาเริ่มทำอะไรกันเองสักทีดีไหม เรื่องมันก็ค่อยๆ เริ่มมาอย่างนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171443" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ปี 2557 What The Duck ก็ถือกำเนิดขึ้น ส่วนที่มาของชื่อนั้น พวกเขาบอกว่าคนไทยชอบเอาสัตว์มาตั้งชื่อแบรนด์ บวกกับคำอุทานของฝรั่ง และคำว่า Duck ก็พ้องเสียงกับคำว่า Production พอดี ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเป็นชื่อได้ยินครั้งเดียวก็ติดหูเลย</p>



<p>เดิมทีเดียว What The Duck ไม่ได้คิดว่าจะเป็นค่ายเพลงใหญ่โตจนถึงทุกวันนี้ แต่ตั้งใจจะทำแค่ด้าน Artist Management แต่ทั้งนี้เนื่องจากวงการเพลงในช่วงนั้นกำลังเริ่มเห็นแสงสว่างบางอย่างจากการเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว บวกกับอะไรอีกหลายๆ อย่าง ทำให้ What The Duck เติบโตขึ้นมาในฐานะค่ายเพลงอย่างที่เห็น</p>



<p>เนื่องในโอกาสพิเศษ What The Duck ฉลองครบรอบ 9 ปีของค่ายในปีนี้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ a day ได้ยกทีมไปเยือนออฟฟิศย่านอารีย์ของพวกเขา เพื่อนำเสนอเรื่องราวของทั้งเหล่าศิลปิน และมุมมองของผู้บริหารอย่างมอยและบอล (ออนติดภารกิจต่างประเทศพอดี) ถึงเส้นทางที่ผ่านมา เบื้องหลังความคิดของผลงานต่างๆ ไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตอันใกล้</p>



<p>&nbsp;ในห้องประชุมที่พวกเขาและเหล่าศิลปินใช้ฟาดฟันทางความคิดกัน มอยและบอลเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เข้มข้นไม่แพ้กันให้เราฟัง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยุคที่ 1: การเปลี่ยนผ่านและค่ายเพลง 2.0</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ สำหรับมอยแล้ว เขามองว่าค่ายเพลง What The Duck คือค่ายเพลง 2.0 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของการฟังเพลงไป แตกต่างจากค่ายเพลงในยุคก่อนหน้าอย่างเช่น แกรมมี่ อาร์เอส หรือสมอลรูม ซึ่งถือว่าเป็นค่ายเพลงในยุค 1.0&nbsp;</p>



<p>“ตั้งแต่ตอนเราตั้งค่าย ยุคนั้นไม่ได้พูดถึงเทปผีซีดีเถื่อนอีกต่อไปแล้ว ผมไปคุยกับใครว่าจะเปิดค่าย ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ ณ ตอนนั้น ทุกคนจะบอกว่า ซีดียังขายได้อยู่เหรอวะ แต่คนในวงการตอนนั้นเรากำลังตื่นเต้นกับ YouTube ที่เริ่มจ่ายส่วนแบ่งให้เราเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว กำลังตื่นเต้นกับการที่ Spotify จะมาเปิด Official Operation ในเมืองไทย สิบปีที่แล้วเป็นอย่างนั้น เหมือนกับค่ายเพลงเริ่มเงยหัวได้ เพราะว่าก่อนหน้านั้น ค่ายเพลงโดยส่วนมากมีรายได้ทางเดียวคือจากการแสดงสด ไม่มีรายได้จากตัวเพลง ตัวเพลงจริงๆ มันหารายได้ไม่ได้”&nbsp;</p>



<p>ยุคเปลี่ยนผ่านนั้น ถ้าทุกคนยังจำได้ เป็นยุคที่เราฟังเพลงฟรี โหลด MP3 โหลดบิท สื่อรายการเพลงอย่างเอ็มทีวี แชนแนลวี ตายไป ค่ายเพลงยังต้องทำเอ็มวีเหมือนเดิม แต่มาปล่อยในยูทูบ ซึ่งมองเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่ไม่มีรายได้&nbsp;</p>



<p>ต่อมาเมื่อพฤติกรรมของคนฟังเพลงไปฟังทุกอย่างในยูทูบ ยอดวิวสูงขึ้น จึงเริ่มมีแอดโฆษณาเข้ามา จนสุดท้ายมอยใช้คำว่า Ecosystem ครบแล้ว ใหญ่พอที่ทำให้ยูทูบเริ่มมีการแบ่งรายได้กลับไปที่ค่ายเพลงในเมืองไทย นั่นคือสถานการณ์เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว</p>



<p>“ตัวศิลปินก็เปลี่ยนไป” มอยเล่าต่อ “สมัยก่อน ย้อนกลับไปยุคค่ายเพลง 1.0 ผมว่าการเป็นศิลปินยากมาก เพราะว่าคุณต้องได้เซ็น Recording Deal กับค่ายเพลง ค่ายเพลงต้องแอดวานซ์เงินมาให้คุณเพื่อเข้าห้องอัด ค่ามาสเตอร์ ทำเพลงชุดหนึ่งผมว่าเป็นล้านหรือหลายล้านบาท แต่เมื่อสิบปีที่แล้ว นอกจากคนฟังเพลงเปลี่ยนไปศิลปินก็เปลี่ยนด้วย ศิลปินที่เราเห็นๆ ทุกวันนี้อย่าง The Toys BOWKYLION คือตอนนั้นเอาจริงๆ เขาไม่ต้อง้อค่ายก็ได้นะ เขาไม่ต้องมีค่ายก็ได้เพราะว่าเขาไม่ต้องการเงินจากค่ายเพื่อไปเปิดสตูดิโอใหญ่ๆ ทำเพลง เขาทำเพลงเสร็จด้วยตัวเขาเอง ปล่อยเพลงเองได้ในยูทูบ หารายได้เองได้ด้วย</p>



<p>“ที่ผมกำลังจะบอกก็คือ ทุกอย่างมันเปลี่ยนช่วงสิบปีที่แล้วตอนเราทำค่าย ดังนั้นค่าย What The Duck เอง โมเดลเราก็เปลี่ยน ในการหาศิลปิน ในการทำสัญญา ในการดีลกับศิลปิน มันจะใช้แบบยุคเก่า 1.0 ไม่ได้แล้ว เพราะว่าศิลปินนอกจากที่ทำเองได้แล้ว เขารู้เยอะ ยิ่งเด็กสมัยใหม่เขาจะรู้ว่าสิทธิที่เขาควรได้มันเป็นยังไง ฉะนั้นเราก็ต้องพยายามทำทุกอย่างให้แฟร์กับศิลปินมากที่สุด ทุกอย่างต้องโปร่งใสมาก เลยทำให้ What The Duck ตั้งแต่ยุคนั้น การเซ็นสัญญาศิลปินก็จะมีหลายๆ โมเดล ค่อนข้างยืดหยุ่น และผมว่าตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงยุคนี้ เราไม่ได้เป็นคนเลือกศิลปินนะ ศิลปินเป็นคนเลือกเรา”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>DNA แบบ What The Duck</strong></h3>



<p>ด้านคอนเซ็ปต์หรือวิธีการเลือกศิลปินตั้งแต่ตอนแรก บอลบอกว่าอาจจะมาจากนิสัยส่วนตัวของเขาก่อน บวกกับความชื่นชอบของเพื่อน ของทีมงานในค่าย</p>



<p>“โชคดีที่ผมกับมอยโตมาด้วยกัน เราเล่นดนตรีด้วยกันในสังคมเดียวกันมาก่อน ดังนั้นความชื่นชอบ รสนิยม มันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันมาตั้งแต่วัยเรียน แง่ความชอบหรือดีเอ็นเอ จึงคิดว่าเราไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ เราชอบดนตรีทางเลือกบางอย่าง โอเค เมนสตรีมเราก็ฟัง แต่รสนิยมเรามันเขยิบมานิดหนึ่ง ก็จะไม่ใช่อินดี้จ๋า เราชอบอะไรที่มันประนีประนอม ผมจะชอบเรียกว่าอินดี้ป็อป คือเป็นดนตรีทางเลือกบางอย่างที่มีความทำเอง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171445" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C07-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>“เวลาเจอวงที่ชอบ คนแรกที่ผมจะให้ฟังคือให้มอยก่อน ถ้ามอยยังเงียบๆ เฉยๆ แปลว่าผมอาจจะชอบคนเดียว แต่ถ้ามอยบอกโอเค ชอบเหมือนกัน แปลว่า 2 ใน 2 มันมี Sign บางอย่างบอกว่านี่คือสิ่งที่เราชอบและน่าจะส่งต่อทีมงานได้ ก็มักจะเริ่มต้นแบบนี้ ถ้าลงดีเทลไปอีกหน่อยคือเราชอบวงที่ทำงานเอง อย่างที่บอก พอเราไม่ใช่คนมิวสิค เราไม่ใช่คนสายโปรดิวเซอร์ เราอาจจะไม่ได้มีคอนเนกชันหรือเก่งกาจพอที่จะเข้าไปคอนโทรลหรือไปสั่งอะไรแบบนั้น เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราชอบคือเราชอบให้ศิลปินทำงานเองได้ เพราะนั่นคือเขา คือโปรดักชันของเรา เขาคือโปรดิวเซอร์ของเราที่เขาก็ได้ทำงานแบบที่เขาอยากทำ มาบวกกับการจัดการในแบบเรา ทั้งในส่วน Artist Management และการต่อยอดในอาชีพ อันนี้มันคือความหมายของ 2.0 ในสิ่งที่เราอยากเป็น”</p>



<p>สำหรับศิลปินเบอร์แรก บอลบอกว่าโชคดีที่ได้ศิลปินที่เป็นที่รู้จักอย่าง สิงโต นำโชค มา เพราะเคยทำงานที่ค่ายเก่ามาด้วยกัน แต่ดีลของสิงโตนั้นจะต่างจากศิลปินปกติ ที่เป็นเชิง Artist Management มากกว่า ศิลปินที่เซ็นแบบเต็มตัวในฐานะค่ายเพลงและเริ่มต้นจากที่นี่จริงๆ คือ ชาติ สุชาติ ซึ่งมีเพลง ‘การเดินทาง’ เป็นเพลงแรกของค่ายที่ถึงร้อยล้านวิว</p>



<p>“ต้องยอมรับว่าช่วงแรกเราต้องหาศิลปินที่มีค่ากลางในการทำงาน” บอลอธิบาย “อย่างการที่ผมเลือก ชาติ สุชาติ เพราะเขามีคุณสมบัติหลายๆ อย่างที่ดี รู้สึกว่าเขาเป็นมิตรกับหลายๆ ตลาด หลายๆ ฟังก์ชันอยู่ แต่พอปีที่ 2 ค่ายเริ่มอยู่ตัว คนเริ่มรู้จักแล้ว ผมก็อยากโฟกัสลึกลงไปในดีเทลแบบดีเอ็นเอที่เราชอบ คือเราอยากเข้าไปมองหาศิลปินหน้าใหม่ที่ไม่ได้ทำงานกับที่ไหน หรือกำลังเริ่มต้นทำงานอยู่ ก็จะได้วงอย่าง De Flamingo ซึ่งถือเป็นหน้าใหม่ที่น่าสนใจมากในตอนนั้น เป็นวงที่ทำทุกอย่างเองได้หมดเลย”</p>



<p>เข้าสู่ช่วงประมาณสักปีที่ 3 ศิลปินที่ทำให้ What The Duck เซตอัปได้ชัดเจนขึ้นคือ การมาของ The Toys กับ BOWKYLION ในเวลาไล่เลี่ยกัน</p>



<p>บอลพูดต่อ “อันนั้นคือเริ่มแชปเตอร์ของการเป็น What The Duck แบบฟูลสเกลที่เป็นดีเอ็นเอของเรา ก็ประมาณสามปีแรก เพราะส่วนตัวแล้วผมเริ่มต้นสตาร์ตทำค่ายทุกๆ ครั้ง จะตั้งเป้ากับตัวเองไว้ว่า เราต้องบริหารการจัดการรวมถึงงบประมาณให้ดีในสามปีแรก เพราะการสร้างค่ายเพลงค่ายหนึ่ง มันไม่ใช่คอนซูเมอร์โปรดักต์ที่คุณทำสิ่งนี้ขึ้นมาขาย คุณจะได้เงินกลับมาเลย จากที่ผมเคยมีประสบการณ์มาผมเชื่อว่าโชคดีก็สองปี แต่ส่วนมากค่ายเพลงที่ทำงานอย่างถูกต้อง ในแง่ของการบริหารจัดการทุกอย่าง ผมว่า Life Cycle หนึ่งกว่าคุณจะเริ่มเก็บเกี่ยวออกดอกออกผลได้มันคือสามปีแรก ซึ่งก็โชคดีว่าในสามปีนั้น เรามีศิลปินที่ค่อนข้างเรียกว่า ใหญ่ กลาง เล็ก แปลว่าเรามีเทียร์ของศิลปินครบแล้ว การบริหารจัดการรอบด้าน การเป็นที่รู้จักต่อมีเดียต่อพาร์ตเนอร์ต่างๆ ก็ง่ายขึ้น มอยก็เริ่มมีโอกาสได้ไปสร้างต่อยอดมากขึ้น ดังนั้นสามปีแรกเป็นเรื่องของการเซตอัปให้ค่ายมันเข้าที่เข้าทาง”</p>



<p>หลังจากได้ The Toys กับ BOWKYLION มาแล้ว ต่อมาไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ Whal &amp; Dolph มา ซึ่ง 3 ศิลปินนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของค่าย ที่นำเสนอภาพความเป็น What The Duck ได้ชัดเจน</p>



<p>“ความเป็น What The Duck ตรงนี้ ใช้คำว่าเป็นดีเอ็นเอผมกับมอยแล้วกัน” บอลอธิบาย “ให้เรามานั่งบอกว่า What The Duck คืออะไร อธิบายไปก็เท่านั้นแหละ แต่ถ้าบอกว่า What The Duck เป็นอะไรที่มีสิงโต มีชาติ มีทอย มีโบกี้ มี Whal &amp; Dolph มันเริ่มเห็นเอง อ๋อ Vibe ประมาณนี้ คอมมูนิตี้แบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ เราแค่จัดสรรระบบวิธีการทำงานแบบที่ซัพพอร์ตเพื่อให้เขามีความสุขในการทำงาน จะเรียกว่าเป็นความเชื่อซึ่งกันและกันก็ได้มั้ง เราก็ต้องเชื่อในผลงานของเขา เขาก็ต้องไว้วางใจในวิธีการจัดการและสิ่งที่เราจะนำพาเขาไปในสเต็ปต่อๆ ไปของอาชีพนี้ และเติบโตไปด้วยกัน”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยุคที่ 2: Pushing the Boundaries</strong></h3>



<p>หลังความสำเร็จของ The Toys BOWKYLION และ Whal &amp; Dolph ค่ายเพลง What The Duck เข้าสู่ช่วงพีค ซึ่งนำพาหลายๆ ศิลปินทั้งเก่าใหม่ให้เข้ามาคุยกับทางค่ายมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“บางคนที่เราไม่คิดเลยว่าเขาจะมาคุยกับเรา ก็มาคุยกับเราว่าอยากทำอะไรด้วย” มอยเล่า “ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้เซ็น ไม่ได้ทำงานร่วมกัน เรากลัวจะซัพพอร์ตเขาไม่ได้ จนวันหนึ่งอยู่ดีๆ ก็มี พี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ เดินเข้ามา ซึ่งตอนผมทำค่ายผมไม่คิดเลยว่าค่ายเราจะมีแรปเปอร์หรือฮิปฮอป โอเค ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น แรปหรือฮิปฮอปกำลังมา เราชอบ แต่เราคิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเราจะทำศิลปินฮิปฮอปเราต้องทำอะไรบ้าง”</p>



<p>บอลช่วยทบทวนความจำว่า วันนั้นฟักกลิ้งฮีโร่มาคุยเรื่องฟีเจอริงกับ The Toys แล้วเขาเกริ่นมาว่ามีแพลนจะทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง ทำอะไรด้วยกันได้บ้างไหม เขาเปิดเดโม 5-6 เพลง ทางค่ายรู้สึกน่าสนใจ อีกปีถัดมาก็มีฟักกลิ้งฮีโร่ในค่าย What The Duck</p>



<p>บอลพูดต่อ “อาจจะดูว่า F.HERO เป็นที่รู้จัก ทำงานมานานแล้ว แต่ชาเลนจ์ของเราคือ F.HERO ไม่เคยมีอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง นี่คือเป้าที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันไม่ใช่เรื่องของการที่มีศิลปินที่โตหรือประสบความสำเร็จมากๆ มาอยู่กับเรา แต่เรามองว่าเป้านั้นมันคือไม่มีใครเคยรู้จักเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวเลยนี่นา ส่วนมากจะฟีเจอริงกับคนโน้นคนนี้”</p>



<p>อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก รวมบุคลากรที่ฟักกลิ้งฮีโร่เติบโตมาด้วยกันเยอะที่สุด แม้จะไม่ได้คลุกคลีกับสังคมฮิปฮอปมากนัก แต่ทั้งบอลและมอยพูดตรงกันว่าภูมิใจกับอัลบั้มนี้มากๆ เป็นอัลบั้มฮิปฮอปที่ดีที่สุดอีกอัลบั้มหนึ่ง</p>



<p>“แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา” บอลหัวเราะ “มันใช้พลังงานสูงมาก ทุกอย่างสูงหมด รวมถึงบัตเจ็ตต่างๆ สูงหมด”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171446" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มอยเสริมว่า “อันนี้ถ้าพูดถึงก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกสเต็ปหนึ่ง หลังจากเซ็นทอย เซ็นโบกี้ และ Whal &amp; Dolph แล้วทุกคนซักเซสมากๆ จนพี่กอล์ฟเข้ามา พี่กอล์ฟก็พา What The Duck ไปอีกเลเวลหนึ่ง อันนี้ผมกล้าพูดเลย เพราะว่าเพลงของพี่กอล์ฟนี่แมสมากๆ ทุกคนเอ็นจอยได้ เป็นพาร์ตหนึ่งที่ดีของเราที่ได้แถไปอยู่ตรงวงการฮิปฮอป ในแง่หลังบ้านก็โตขึ้นเยอะมาก สตรีมมิง คน Subscribe ยอด Engage สูงมาก ฮิปฮอปเป็นตลาดที่ใหญ่มาก”</p>



<p>มอยอธิบายต่อ “ถ้าพูดเชิงรายได้ พอศิลปินดังก็มีงานจ้าง รายได้จากเพลง ตอนนั้น Spotify มาร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เราเริ่มได้ส่วนแบ่งแล้ว เพลงก็ไม่ฟรีอีกต่อไป ศิลปินถ้าคุณแต่งเพลงฮิตจริง คุณได้เงินจริงว่ะ แล้วไม่ได้น้อยๆ ด้วย นอกจากเพลงแล้วยังได้จากลิขสิทธิ์อีก เรื่องการเก็บเงินลิขสิทธิ์เริ่มจริงจังมากขึ้น ทุกคนเริ่มเห็นคุณค่าของเพลงในยุคนั้น”&nbsp;</p>



<p>ช่วงนี้เอง นอกจากความเป็นค่ายเพลงที่เป็นธุรกิจหลักแล้ว มอยก็ได้เริ่มขยายธุรกิจไปทำด้าน Music Solution มากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องมาร์เก็ตติ้ง แคมเปญ หรืออะไรก็ตามที่ลูกค้าต้องการ ที่มีการเอาเรื่องของดนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ของบางอย่างไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นเม็ดเงิน</strong></h3>



<p>ถัดจากฟักกลิ้งฮีโร่ What The Duck ก็เริ่มมีความหลากหลายในการเซ็นศิลปินเข้ามา แต่ทั้งมอยและบอลบอกว่าพวกเขาก็ไม่ได้อยากจะได้อะไรที่ป็อปตลอดเวลา ต้องมีอะไรมาแก้เลี่ยนบ้าง ให้พอร์ตของค่ายมันมีความน่าสนใจ&nbsp;</p>



<p>มอยเล่า “เราก็จะนั่งคุยกันว่า ปีนี้เราควรจะต้องเซ็นศิลปินแบบอื่นๆ ที่เราชอบบ้าง ที่เรารู้เลย เซ็นมาไม่ได้จะทำกำไรให้เราแน่นอน แต่เราคิดว่าศิลปินแบบนี้สิ ต้องได้รับการซับพอร์ตจากเราบ้าง ผมยกตัวอย่าง เป้ อารักษ์ เขาอยู่กับเรามานานมากและก็ยังอยู่ ซึ่งบางคนเคยมาบอกผม เป้ยังทำเพลงอีกเหรอวะ แต่เราแค่รู้สึกว่า มันตั้งใจน่ะ แล้วเขาซื่อสัตย์กับสิ่งที่เขาทำมาตลอด กับเราเขาก็แฟร์ ตรงไปตรงมา ก็เลยรู้สึกว่าอย่าง เป้ อารักษ์ ผมก็พร้อมที่จะสนับสนุนเขาตลอดในการทำงาน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>บอลเสริม “คือบางยูนิตมันไม่ได้รีเทิร์นเป็นกำไรหรือเม็ดเงิน แต่มันรีเทิร์นเป็นคุณค่าบางอย่างที่เม็ดเงินให้ไม่ได้ อย่าง ชนุดม หรือ เป้ อารักษ์ เราไม่ได้บอกว่าศิลปินไม่ดี แต่เราต้องการจะบอกว่าศิลปินที่ดีบางครั้งมันไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องธุรกิจการหารายได้ หรือแม้แต่บางทีอย่าง Plastic Plastic ดนตรีเขาไม่ได้ยาก แต่ดนตรีเขาเฉพาะกลุ่มมากๆ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เสิร์ฟต่อธุรกิจ หรือร้านอาหารผับบาร์ แล้วเขาก็ไม่ได้มีทักษะที่จะออกไปเล่นแบบนั้น ชอบเล่นในกลุ่มเล็กๆ มากกว่า ซึ่งแน่นอน ในแง่ของเม็ดเงินมันตอบโจทย์น้อยกว่าอยู่แล้ว แต่เราก็รู้สึกว่าอะไรเหล่านี้เป็นสิ่งคอมมูนิตี้ของเราควรจะมีหรือได้ยินได้เห็นบ้าง</p>



<p>“บางครั้งผมก็ดีใจนะ ที่มีพาร์ตเนอร์ทั้งมอยและคุณออน ที่แบบว่า ทำก่อนเดี๋ยวค่อยมาหาวิธีของมัน ไม่งั้นถ้าเราไปคิดบวกลบคูณหารตัวเลขก่อน บางครั้งเราอาจจะไม่ได้ทดลองอะไร หรือไม่ได้ให้อะไร ผมว่าอันนี้คือความสนุกที่การทำธุรกิจนี้มันยังทำให้เรามีแพสชันต่อไป”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยุคที่ 3: โควิดและการดิ้นรน</strong></h3>



<p>ยุคที่ 3 ของค่าย What The Duck คือยุคโควิด เป็นยุคแห่งออนไลน์ การดิ้นรน ทดลอง เอาตัวรอด มอยใช้คำว่า ‘เผาจริง’</p>



<p>“แต่มันก็ได้พิสูจน์บางอย่าง” มอยบอก “ช่วงโควิดมันพรูฟแล้วว่าดนตรีมันไม่ฟรี เพราะทุกค่าย ถ้าเป็นยุคก่อน ปิดหมดแล้ว ถ้าเป็นยุค 1.5 ที่ตอนนั้นคนฟังเพลงฟรีอยู่ ค่ายเพลงก็ทำอะไรไม่ได้ ค่ายเพลงได้เงินมาจากงานจ้างอย่างเดียว โควิด 2 ปีไม่มีงานจ้างเลย ทุกค่ายยังพอเก็บคองอเข่า ประหยัดอะไรบางอย่างได้ ยังมีเงินมีรายได้มาจากสตรีมมิงจากยูทูบ แม้ว่าไม่มากพอ แต่อย่างค่ายเรา ผมก็ภูมิใจมากว่า 2 ปีช่วงโควิด เราไม่ได้ลดเงินเดือน เราไม่ได้ลดพนักงาน เพราะว่าสิ่งที่เราทำกันมาก่อนหน้านั้น Back Catalogue ของเรามันยังทำงานอยู่ เราก็ต้องขอบคุณคนฟังเพลงด้วยที่ยังเข้าไปฟัง มันก็ยังสร้างรายได้บางอย่างกลับเข้ามาทำให้บริษัทยังอยู่ได้ ผมว่ามันพรูฟมากเลยช่วงโควิดว่าถ้าคุณทำเพลงที่ดีจริง สะสมเพลงเข้าไว้ ผมว่าตอนนี้มันเริ่มอยู่ได้แล้วด้วยตัวของมันเอง”</p>



<p>บอลพูดบ้าง “แชปเตอร์สามเป็นอะไรที่เหมือนพรูฟว่าหนึ่งและสองที่เราทำไว้มันยั่งยืนไหม เพราะแชปเตอร์สามมันคือแชปเตอร์แห่งการถูกเบิร์นไปเรื่อยๆ เบิร์นสิ่งที่หนึ่งและสองทำไว้ สุดท้ายมันก็ถูกเผาไปเยอะนะ แต่มันก็ยังเหลืออะไร แปลว่าพื้นฐานที่เราพยายามทำไว้มันก็ยังช่วยเราได้อยู่ และก็ยังเหลือรอดเผื่อให้เราไปหายใจได้ทดลองทำพวกออนไลน์คอนเสิร์ต เรากล้าพูดได้ว่า Whal &amp; Dolph ออนไลน์คอนเสิร์ต เป็นออนไลน์คอนเสิร์ตที่เป็นมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนดูกับคนเล่นครั้งแรก จากที่ปกติมันเป็น live เฉยๆ แล้วก็ต่อด้วยเฟิร์สต์ออนไลน์มิวสิกเฟสติวัล คือนอกจากได้ทบทวนตัวเองแล้ว การได้มาทดลองทำอะไรที่ไม่เคยทำหรือมันต้องทำ มันเหมือนที่ช่วงนั้นมอยโพสต์ทุกวัน do it or die (หัวเราะ) ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ แต่มันก็ไม่ได้ซักเซสทุกอันนะ อันที่เจ็บก็เยอะ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้</p>



<p>มอยเสริม “ผมโชคดีเหลือเกินที่ทีมงานก็พยายามสู้กันหมดเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องใหม่มาก โชคดีอีกอย่างก็คือว่าค่ายเรามันเล็ก จะทำคอนเสิร์ตออนไลน์ แค่ผมเดินไปบอกว่าเดี๋ยวจะทำนะ ก็ทำได้เลย มันไม่ต้องขอบอร์ดอนุมัติหรือขอโน่นขอนี่ ช่วงนั้นเราก็ต้องพยายามครีเอตอะไรตลอดเวลาให้ศิลปินหรือพนักงานไม่เฉา ทำออนไลน์คอนเสิร์ตเสร็จ ทำอัลบั้มไหม ที่ไม่ต้องเจอกัน อาจจะไม่ได้เงิน แต่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่อยากให้ทุกคนเฉา เราเองก็ต้องตื่นเต้นหาอะไรทำตลอดเวลาด้วย”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฝันให้ไกล สร้างรากฐานให้แกร่ง</strong></h3>



<p>ผ่านพ้นยุคโควิดมาแล้ว มอยบอกว่าตอนนี้วงการเพลงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นมากๆ ผู้เล่นหน้าเก่ายังอยู่ แต่ค่ายเพลง โปรโมเตอร์ หรือนักลงทุนใหม่ๆ ก็ครึ่งหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>“ผมรู้สึกว่าทุกคนอยากอยู่ในวงการเพลง มันมองเหมือนจะง่ายในการทำเพลงฮิตสักเพลงหนึ่ง ถ้าถูกหวยหรืออะไรสักอย่างร้อยล้านวิว มันก็อาจจะเป็นไปได้ จัดคอนเสิร์ต นั่นก็ Sold out นี่ก็ Sold out มันเลยมีผู้เล่นหรือนักลงทุนหน้าใหม่ๆ เข้ามา อาจจะเพราะวงการอื่นๆ นิ่งด้วย นักลงทุนเลยอาจจะทยอยแบ่งเงินมาลงทุนค่ายเพลง ทำคอนเสิร์ต มันก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะนี่หว่า ลองดู ผมมองว่ามันเป็นแบบนี้ทั่วโลก”&nbsp;</p>



<p>มอยให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ต่างชาติก็เริ่มมองมาที่ไทยมากขึ้น รวมถึงย่านเซาท์อีสต์เอเชียด้วย ซึ่งไทยเองก็เป็นประเทศที่ส่งออกศิลปินออกไปข้างนอกได้มากกว่าประเทศอื่นๆ และนั่นก็เป็นเป้าหมายในแชปเตอร์ต่อไปของ What The Duck ด้วย&nbsp;</p>



<p>“ก็จะมีศิลปินหลายๆ คนที่เรารู้สึกว่าต้องพาออกไปข้างนอก แต่เราคงไม่ได้เอาไปทุกคน” มอยอธิบาย “เอาคนที่เขาอยากไปจริงๆ เพราะว่ามันก็มีหลายเรื่องที่ศิลปินเองก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เวลาไปต่างประเทศบางทีเราต้องไปนับหนึ่งใหม่ ไปเริ่มการเป็นศิลปินใหม่ คุณพร้อมที่จะไปแบบนี้หรือเปล่า อยู่ที่นี่คุณอาจจะดังแล้ว แต่ไปอยู่ที่เมืองจีน ญี่ปุ่น คุณอาจจะต้องแบกกีตาร์เองนะ คุณไม่ได้สามารถเอาผู้จัดการ เอาซาวนด์เอนจิเนียร์ เอาเทคนิเชียนไปด้วยนะ เขาให้ตั๋วมา 5 ใบคุณพร้อมไปไหม พร้อมไปลุยกับตลาดใหม่ๆ ไหม&nbsp;</p>



<p>“จริงๆ ก็เริ่มมาตั้งแต่ปีนี้แล้ว พอโควิดเริ่มซา เราจัดระเบียบความชุลมุนอะไรเรียบร้อยหมด เราก็อาจจะต้องเริ่มตั้งหน้าตั้งตาปักธงแล้วว่า อีกสัก 3 ปี 5 ปี What The Duck เอง เราจะอยู่ตรงไหน ความฝันที่เราตั้งกันไว้คือ อีกสัก 5 ปี What The Duck คงไม่ใช่ค่ายเพลงอินดี้จากแบ็งคอกแล้ว เราอยากจะเขยิบไปอีกนิดหนึ่ง เป็นค่ายอินดี้ที่ Represent เซาท์อีสต์เอเชีย อันนี้คือสิ่งที่เรามองไว้ แต่ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่านะครับ”&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าการค่ายและศิลปินออกไปสู่ระดับสากลจะเป็นเป้าหมายใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องให้ความของสำคัญเป็นอันดับแรกก็คือตลาดในเมืองไทย บอลพูดถึงการขยาย Academy ที่ถือเป็นการสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งของค่าย&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C06-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>“ยูนิตที่เราเริ่มสร้างมาได้สัก 3 ปีแล้วคือ Milk Artist Service Platform หมายความว่าเราไม่ได้เซ็นสัญญาเขาแบบเป็นฟูลอาร์ทิสต์ แต่เราเซ็นศิลปินหน้าใหม่ที่อาจจะไม่มีใครรู้จักชื่อเลย เป็นศิลปินที่ใหม่มากๆ ที่เรารู้สึกว่ามีโพเทนเชียลที่จะเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งสเตจนี้จริงๆ สมัยก่อนเราอาจจะไม่ได้ลงไปคลุกคลี แต่เราค้นพบว่าเด็กสมัยนี้เก่งขึ้นมาก แล้วก็ระยะห่างระหว่างศิลปินกับค่ายมันจะดูมากเกินไป กว่าวันที่เขาจะโตขึ้นมา งั้นสร้างอะคาเดมีตรงนี้ขึ้นมา สัญญาเป็นสัญญาที่เรียบง่ายมากว่าเราดูแลกันแค่ไหน และมีความเป็นอิสระค่อนข้างสูงมากในแง่ของการจัดการ ทดลองเอาชุดการเรียนรู้แบบค่ายเพลงย่อยให้มันง่ายให้เขาใช้ บางคนชอบและได้ขึ้นมาอยู่ในค่าย Whate The Duck ในที่สุด เช่น loserpop Uncle Ben หรือปัจจุบันเราอาจจะได้ยินชื่อวง PURPEECH ซึ่งยังอยู่ Milk อยู่ แต่ประสบความสำเร็จมาก ซึ่งถ้าเราใช้ระบบฟูลเซอร์วิสแบบค่ายสมัยก่อน เราอาจจะยังไม่ได้เจอศิลปินเหล่านี้ก็ได้ คือเราต้องเดินไปหาเขามากขึ้น ไม่งั้นเขาก็คงไม่เดินมาหาเรา”</p>



<p>นอกจากนี้ในปีหน้ายังมีอีกยูนิตหนึ่งที่มาอยู่ตรงกลางระหว่าง What The Duck และ Milk ก็คือ Milk Record Lebel เพื่อรองรับศิลปินบางส่วนที่โตจาก Milk</p>



<p>ถือเป็นการแตกแขนงอีกหนึ่งค่ายย่อย นอกเหนือไปจากค่าย Whoop Music ของ The Toys กับค่าย moonflower ของ BOWKYLION ซึ่งมอยบอกว่านอกจากช่วยในเรื่องความหลากหลายแล้ว ยังถือเป็นการผลักดันศักยภาพของศิลปินให้มากที่สุด เช่นเดียวกับที่ปีนี้จะเน้นการลงทุนกับบุคลากรภายในมากขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้และการเติบโต</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</h3>



<p>9 ปีกับการทำ What The Duck ค่ายเติบโต ธุรกิจเติบโต เราเชื่อว่า คนทำก็ต้องเติบโตตามไปด้วย เราอยากรู้ว่าทั้งมอยและบอล พวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้ และมันหล่อหลอมให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน</p>



<p>“ผมเปลี่ยนเยอะ” มอยพูดก่อน “ทุกวันนี้ก็ยังเปลี่ยนอยู่ ได้เรียนรู้ทุกวัน โดยเฉพาะเราทำงานกับคน โปรดักต์เราคือคน และยิ่งเราเลือกที่จะทำงานกับคนใหม่ๆ ด้วย เราก็ได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่แน่นอนและยืนหนึ่งอยู่เสมอ อันนี้เป็นไปไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ก็คือ เรื่องการคุยกันมากขึ้น การสื่อสารกันมากขึ้น คือบางครั้งเราก็ทำงานเยอะ ศิลปินก็ทำงานเยอะ ไม่มีเวลาได้คุยกัน มาเจอกันก็คือในห้องประชุม ซึ่งก็จะฟาดฟันกันเป็นเรื่องปกติของการเค้นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หลังๆ ผมเริ่มได้ออกไปเจอน้องๆ ทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมกัน นอกจากการกินเหล้าน่ะนะ (หัวเราะ) อย่างเล่นกีฬา ได้ไปเจอกันข้างนอกในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งมันสามารถเกิดอะไรขึ้นได้อีกเต็มไปหมดเลย</p>



<p>“อีกเรื่องพอดีลกับศิลปินเยอะๆ ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ก็คือ บางครั้งความจริงมันเจ็บปวด แต่จะเจ็บปวดกว่าถ้าเราไม่พูดความจริงกับศิลปิน บางครั้งเป็นเรื่องความกลัวที่เราไม่พูด หรือกลัวเขารับไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องรับให้ได้อยู่ดี เรื่องนี้มันเซนซิทีฟ หลังๆ ผมรู้สึกว่า ง่ายที่สุดที่ทีมงานหรือตัวเราเองทำได้ก็คือ พูดความจริงกับเขา แต่เรามีเหตุผลให้เขาฟังว่า มันไม่ได้อย่างนี้ได้ยังไง ดีลนี้หลุดไปได้ยังไง เพราะอย่างนี้ไง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องความจริงใจ”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>บอลพูดบ้าง “สำหรับ What The Duck สิ่งที่เปลี่ยนผมที่สุดจริงๆ คือ การเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งบ้านผมเป็นครอบครัวข้าราชการ มันเป็นเรื่องไกลตัวมากๆ แม่เคยพูดแต่เด็กเลยว่า ยากมากที่บ้านเราจะทำธุรกิจกัน ดังนั้นผมจะเป็นคนที่ไม่มีเซนส์ในด้านนี้เลย ผมจึงมักพูดเสมอว่าผมได้พาร์ตเนอร์ที่ดี ได้ทีมงานที่ดีทำให้ผมทำสิ่งนี้ได้ เพราะผมไม่มีทางจะอยู่ตรงนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวเองเลย ดังนั้นทุกอย่างของการเป็นเจ้าของธุรกิจมันเปิดโลกหมดเลย มันให้อะไรมากกว่าการแค่ตื่นมาทำงาน เลิกงานแล้วก็กลับบ้าน มีผู้ใหญ่เคยสอนว่าวันหนึ่งต้องลองเป็นหัวหน้าคน วันหนึ่งต้องลองเป็นเจ้าของอะไรบางอย่าง แล้วความคิดหรือเรื่องงอแงเล็กๆ น้อยๆ อะไรบางอย่างที่มันเป็นเรื่องงี่เง่าของเราในวัยหนึ่ง จะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ</p>



<p>“สุดท้ายเป็นเรื่องของโอกาส ผมได้โอกาสจากการมาคลุกคลีในธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้เยอะ และมันก็ shift สิ่งที่ผมได้รับมากขึ้นไปอีกจากการที่เราได้ร่วมกันเป็นเจ้าของสิ่งนี้ แต่วันนี้ส่วนตัวผมรู้สึก royalty ต่ออุตสาหกรรมนี้ ผมรู้สึกว่าผมได้สิ่งนี้มาเยอะ และผมเชื่อว่าถ้าเราได้บุคลากรที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมนี้ อนาคตมันจะดีกว่านี้อีก คือเรามาจากการที่เราโนบอดี้มากๆ กับสิ่งที่เราได้ในวันนี้ มันทบเรามาเรื่อยๆ ก็อาจจะเป็นวัยที่นอกเหนือจากทำให้ What The Duck เติบโตขึ้นไปแล้ว อะไรที่เราแชร์สู่คอมมูนิตี้ตรงนี้ได้ เราก็อยากจะแชร์มันไปด้วยในเวลาเดียวกัน”&nbsp;</p>



<p>สุดท้าย เราถามพวกเขาถึงเรื่องความประทับใจอะไรก็ได้ที่มีต่อ What The Duck แน่นอนว่าจริงๆ แล้วตลอด 9 ปีที่ผ่านมาคงมีเรื่องราวมากมาย แต่ทั้งคู่ก็ใช้เวลานั่งเรียบเรียงความคิดสักพักแล้วค่อยๆ ตอบออกมา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มอย “ผมว่าเวลาเราเซ็นศิลปินใหม่ๆ ได้ต้อนรับคนใหม่ๆ เข้ามา ผมประทับใจทุกครั้ง มันเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้น ที่คนๆ หนึ่งซึ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย แล้วก็มาเชื่อในสิ่งที่เราคุยกับเขา แล้วเขายอมให้ที่จะมาไว้ใจเรา ให้เราได้ทำอะไรร่วมกับเขา อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องประทับใจทุกครั้ง แล้วมันก็จะมีความประทับใจอีกครั้งคือตอนที่เราได้ทำอะไรร่วมกัน แล้วสิ่งๆ นั้นมันสำเร็จ ไอ้ความสำเร็จนี้มันอาจจะไม่ใช่เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง หรือได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ คือความสำเร็จของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ผมเองเป็นคนอีโมชันนอลอยู่แล้ว ผมก็จะรู้สึกได้ว่า โห แม่ง ประทับใจว่า กูเห็นมึงตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนใหญ่ของผมก็จะเป็นเรื่องพวกนี้”&nbsp;</p>



<p>บอล “ของผมเรียกว่าจำได้ดีกว่า ถ้าบรรยากาศ vibe โดยรวมมันก็คงคล้ายๆ มอย แต่ถ้าส่วนตัวมากๆ เลยจริงๆ แล้วก็คือ ธุรกิจนี้มันเป็นธุรกิจที่อุดมไปด้วยอารมณ์ คือศิลปินมีสิทธิที่จะมีอารมณ์อยู่แล้ว แต่ในหมวดของเราการควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด คือก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ แต่ตอนที่มาทำที่นี่ มีสองสามครั้งที่ผมใช้คำว่าพลาดละกัน ไปใช้อารมณ์ และมันก็เกิดความเสียหายต่อบริษัท มันอาจจะฟังดูเป็นข้อเสีย แต่นี่เป็น Big Issue ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ท้ายที่สุด ไม่ว่าด้วยเหตุผลยังไง ในฝั่งเราที่เป็นค่ายเพลง การใช้อารมณ์ควรจะเป็นเรื่องลำดับท้ายๆ ที่สุด ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้รีบวิ่งไปที่อื่น (หัวเราะ) ต้องเรียนรู้ตัวเองให้ไว ขอโทษให้เป็น&nbsp;</p>



<p>“พอผ่านมาแล้วมันเล่าได้ตลกนะ แต่วันที่เป็นมันไม่ควรหรอก ผมล่าสุดเพิ่งไม่นานมานี้เอง ในอาชีพนี้ผมเป็นไม่ค่อยบ่อย แต่ผมเป็นแล้วมันน่าเกลียด แล้วผมก็ไม่ค่อยชอบตัวเอง ใครพาผมไปถึงจุดนั้นได้มึงแน่มาก แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาอ้างหรอก (หัวเราะ) เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องที่เราต้องมีสติกับมันมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเราโตขึ้น ถ้าเป็นให้สัมภาษณ์เมื่อก่อนเราคงไม่พูดเรื่องนี้ แต่สำหรับตอนนี้คิดว่าฝากไว้แล้วทุกคนเอาไปใช้ได้”&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/9th-what-the-duck/">ย้อนรอยการเดินทาง 9 ปี What The Duck กับสองผู้บริหาร มอย-บอล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Totop เอเจนซีที่เชื่อในพลังของการสร้างแบรนด์และการพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายในฐานะเพื่อน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/totop-group/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[The Power of Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[TOTOP Group]]></category>
		<category><![CDATA[Design And Solutions]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=170955</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคมีที่เข้ากัน การคุยกันเหมือนเป็นเพื่อน และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน คือสิ่งที่ ไผ่-พงศ์รพี จีนาพันธุ์ Founder และ Creative Director แห่ง Totop Group เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเติบโตไปด้วยกัน โดยใช้พลังของความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ว่าจะในการสร้างแบรนด์หรือแก้ปัญหาโจทย์ทางธุรกิจอื่นๆ&#160; ไผ่เล่าสตอรี่ของลูกค้าแบรนด์หนึ่งให้เราฟังอย่างออกรส เพราะมันมาจากการที่เขาค้นลึกไปถึงความเชื่อของลูกค้าเจ้าของธุรกิจ และอินกับสิ่งๆ นั้น จนสามารถสื่อสารผ่านการสร้างแบรนด์ออกมาได้&#160; “อันนี้คนทำงานสนุกไงครับ ผมเล่าเป็นตุเป็นตะเหมือนผมเป็นเจ้าของแบรนด์เลย ซึ่งผมก็ฟังมาจากเจ้าของนี่แหละ แล้วเราก็ช่วยเขาในการหาว่าเขามีคุณงามความดีอะไร จะออกแบบได้เราต้องเข้าใจเขา ต้องเข้าไปอยู่ในใจเขาว่า เขากำลังขับเคลื่อนอะไรอยู่ แล้วเราคอยเป็นพันธมิตรทำในสิ่งที่เราถนัดผ่านความเป็นเขาออกมาเท่านั้นเอง ถามว่าผลงานของ Totop มีลายเซ็นมั้ย ไม่มีหรอก มันมีไม่ได้เพราะเป็นธุรกิจของเขา แต่เราใช้โปรเซสในการทำงานเพื่อสนับสนุน แล้วพอผลงานออกมา ทุกคนแฮปปี้” Totop คือ Consulting Agency ที่เชี่ยวชาญในเรื่อง Brand and Design Solution ซึ่งมาพร้อมกับสโลแกน ‘พันธมิตรในการสื่อสารแบรนด์ผ่านงานออกแบบบนความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนธุรกิจ’ ซึ่งเราอยากพาคุณไปดูวิธีคิดและกระบวนการทำงานของเอเจนซีรุ่นใหม่แห่งนี้ พร้อมติดตามเส้นทางของ Founder หนุ่มคนนี้ตั้งแต่วันแรกที่เขาริเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง&#160; การทำงานที่รัก กับการเอาสิ่งที่รักมาทำเป็นธุรกิจ Totop [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/totop-group/">Totop เอเจนซีที่เชื่อในพลังของการสร้างแบรนด์และการพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายในฐานะเพื่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคมีที่เข้ากัน การคุยกันเหมือนเป็นเพื่อน และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน คือสิ่งที่ ไผ่-พงศ์รพี จีนาพันธุ์ Founder และ Creative Director แห่ง Totop Group เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเติบโตไปด้วยกัน โดยใช้พลังของความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ว่าจะในการสร้างแบรนด์หรือแก้ปัญหาโจทย์ทางธุรกิจอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>ไผ่เล่าสตอรี่ของลูกค้าแบรนด์หนึ่งให้เราฟังอย่างออกรส เพราะมันมาจากการที่เขาค้นลึกไปถึงความเชื่อของลูกค้าเจ้าของธุรกิจ และอินกับสิ่งๆ นั้น จนสามารถสื่อสารผ่านการสร้างแบรนด์ออกมาได้&nbsp;</p>



<p>“อันนี้คนทำงานสนุกไงครับ ผมเล่าเป็นตุเป็นตะเหมือนผมเป็นเจ้าของแบรนด์เลย ซึ่งผมก็ฟังมาจากเจ้าของนี่แหละ แล้วเราก็ช่วยเขาในการหาว่าเขามีคุณงามความดีอะไร จะออกแบบได้เราต้องเข้าใจเขา ต้องเข้าไปอยู่ในใจเขาว่า เขากำลังขับเคลื่อนอะไรอยู่ แล้วเราคอยเป็นพันธมิตรทำในสิ่งที่เราถนัดผ่านความเป็นเขาออกมาเท่านั้นเอง ถามว่าผลงานของ Totop มีลายเซ็นมั้ย ไม่มีหรอก มันมีไม่ได้เพราะเป็นธุรกิจของเขา แต่เราใช้โปรเซสในการทำงานเพื่อสนับสนุน แล้วพอผลงานออกมา ทุกคนแฮปปี้”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170962" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Totop คือ Consulting Agency ที่เชี่ยวชาญในเรื่อง Brand and Design Solution ซึ่งมาพร้อมกับสโลแกน ‘พันธมิตรในการสื่อสารแบรนด์ผ่านงานออกแบบบนความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนธุรกิจ’ ซึ่งเราอยากพาคุณไปดูวิธีคิดและกระบวนการทำงานของเอเจนซีรุ่นใหม่แห่งนี้ พร้อมติดตามเส้นทางของ Founder หนุ่มคนนี้ตั้งแต่วันแรกที่เขาริเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การทำงานที่รัก กับการเอาสิ่งที่รักมาทำเป็นธุรกิจ</strong></h3>



<p>Totop เป็นเอเจนซีด้าน Brand and Design Solution ที่อยู่ในตลาดมาแล้ว 8 ปี โดยมี ไผ่-พงศ์รพี จีนาพันธุ์เป็น Founder และ Creative Director</p>



<p>ไผ่เรียนจบทางด้านโปรดักต์ดีไซน์จากลาดกระบัง แต่ไม่เคยทำงานสายโปรดักต์เลย เนื่องจากไปสมัครงานแล้วเขาไม่รับ&nbsp;</p>



<p>“โชคดีเขาไม่รับ เพราะโรงงานส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด แล้วผมนึกภาพตัวเองเป็นหนุ่มโรงงานไม่ออก” ไผ่พูดติดตลก</p>



<p>หลังจบมา เขาไปทำงานประจำอยู่สองบริษัท ที่แรกเป็นเอเจนซีโฆษณา ทำไปสักพักไม่เวิร์ก เลยย้ายสายไปทำสายมาร์เก็ตติ้งของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ ทำอยู่อีกพักหนึ่ง ก็ยังรู้สึกไม่สนุก</p>



<p>“พอไปทำงานประจำสักพัก รู้สึกว่าเรามีไฟ มีความฝัน เราอยากจะทำ แต่ทำแล้วบางอย่างยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน รู้สึกว่าศักยภาพที่เรามีสามารถสนับสนุนให้วงการนี้มันดีขึ้นได้ เลยรู้สึกว่าเราต้องทำธุรกิจของตัวเองแหละ”</p>



<p>ไผ่จึงเริ่มทำบริษัทด้านแบรนดิ้งของตัวเองตั้งแต่อายุ 25 ในฐานะ Co-founder กับหุ้นส่วนอีกคน โดยไผ่ดูในเรื่องของแบรนด์คอมมูนิเคชัน การสื่อสาร visualize ผ่านงานออกแบบต่างๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170963" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“มันเริ่มจากเรารับงานเป็นฟรีแลนซ์ แล้วพอทำคนเดียวไม่ไหวเลยต้องมีผู้ช่วย แล้วก็เริ่มขยับขยายทีม เราไม่ได้จบด้านแบรนดิ้งก็จริง แต่การจบมาสายแพ็กเกจจิ้งดีไซน์ เป็นเรื่องบรรจุภัณฑ์อยู่แล้ว มันมีเรื่องการตลาดมาร่วมด้วย เลยมีกลิ่นๆ ทางด้านนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว คือเป็นสายดีไซเนอร์ที่มีความเป็นมาร์เก็ตติ้งในตัว แล้วพอมาทำบริษัทแรกที่เป็น Consult ด้านแบรนด์นี้ ก็ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากตรงนั้น เลยไม่มีกรอบของทฤษฎี เราก็สำรวจหาสิ่งที่ดีที่สุดในการทำงานจนมาถึงปัจจุบัน”</p>



<p>แต่ไผ่บอกว่า การทำงานในสิ่งที่รัก กับการเอาสิ่งที่รักมาทำเป็นธุรกิจ ไม่เหมือนกัน</p>



<p>“วันแรกที่ทำธุรกิจส่วนตัวไม่ได้คิดอะไรมาก ก็แค่เอาสิ่งที่เราทำมาทำเป็นธุรกิจ แต่พอเราเอาสิ่งที่เรารักมาทำเป็นธุรกิจ มันไม่เหมือนกัน เรารักงานออกแบบ แต่พอเรามาทำธุรกิจออกแบบ มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนกับวันแรกที่เราทำงานที่รักเลย เราเคยออกแบบได้งานดีๆ ให้ลูกค้าแล้วเขาว้าว ตาเป็นประกาย เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันไปสนับสนุนธุรกิจเขา เราเสพติดตรงนั้น หรือไปส่งงานประกวด เราได้ที่หนึ่งของเอเชีย ได้ที่หนึ่งของประเทศ เป็นเรื่องปกติ เราสนุกกับมัน แต่พอเราเอามาทำเป็นธุรกิจปุ๊ป มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างมากกว่างานที่เรารัก มันมีเรื่องของภาษี การจะครองใจคน การจะดึงยังไงให้เด็กยุคนี้ที่เขาก็มีความเชื่อความฝันเขาอยู่กับเรา ทำยังไงให้คนเก่งๆ อยู่กับเรา ทำยังไงให้เขาทำงานมากกว่าศักยภาพที่เขาเชื่อว่าเขามี มันมีเรื่องของปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้&nbsp;</p>



<p>“ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเป็นอุปสรรค แต่เหมือนลูกวัวไม่กลัวเสือ เราไม่รู้ว่าปัญหาข้างหน้าเป็นอะไร แล้วก็ลุยทำไป พอทำแล้ว โจทย์คือทำยังไงให้รอด ทำยังไงให้ดี”</p>



<p>หลังจากทำบริษัทแรกอยู่ประมาณ 4-5 ปี ไผ่ก็ออกมาตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า Totop ในปี 2558</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พันธมิตรทางธุรกิจที่อยากเติบโตไปสู่จุดสูงสุดด้วยกัน</strong></h3>



<p>ไผ่ออกมาตั้ง Totop ในฐานะ Chapter ที่ต่อเนื่องมาจากบริษัทเดิม เป็นเรื่องเดิม แต่มากประสบการณ์ขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เราเห็นความสำคัญของเรื่องแบรนดิ้ง คือถ้าเกิดเราเปลี่ยนความต้องการไปตามตลาด เราก็จะวิ่งตามตลาดกับผู้บริโภคไปที่มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แล้วอะไรคือสิ่งที่เราไม่ต้องไปแข่งขันเชิงราคา เรามองว่า ถ้าวันนี้เรารู้ว่าตัวตนเรายึดมั่นในอะไร เราจะสามารถสร้างเกมที่เราเป็นคนกำหนดกติกา วันนี้ลูกค้าของเราหรือธุรกิจเขาไม่ต้องเป็นตัวเลือก แต่เขาสามารถเป็นตัวเอง แล้วค่อยๆ สร้างฐานความเชื่อขึ้นมาได้ เรื่องแบรนดิ้งเลยสำคัญ พอมาทำ Totop เราก็เลยเอาแนวคิดนี้ในการทำบริษัทตั้งแต่แรก”</p>



<p>เขาย้ำว่า เอาสิ่งที่รักมาเป็นกิจการไม่ง่ายอยู่แล้ว มีหลายๆ อย่างที่ควบคุมไม่ได้ การเมือง เศรษฐกิจ ถูกโกง ในช่วงเริ่มต้น Totop ก็ล้มลุกคลุกคลานตามปกติ ไม่ได้สวยหรู</p>



<p>“ผมมองว่า ตอนคนจะทำธุรกิจ ไม่มีใครคิดว่ามันจะเจ๊ง แต่เวลาเราทำธุรกิจจริงปุ๊ป มันมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ สำคัญว่า วันที่ได้กำไร วันที่ขายดี คือวันนั้นไม่ได้มีปัญหา แต่วันที่ฟ้าฝนไม่เป็นอย่างใจ วันนั้นเรายังอยากทำในสิ่งที่เราอยากทำอยู่ไหม ผมว่าจุดนั้นแหละเป็นตัวเฉือนเลยว่าแพสชันในการทำธุรกิจหรือคุณค่ากับสิ่งที่เราทำมันชัดเจนไหม ปรากฏว่าวันที่ผมเจอวิกฤต ผมยังตอบตัวเองว่า เรายังอยากทำสิ่งนี้ มันก็ทำให้ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรมันก็จะผ่านไปได้ เป็นแพสชันในแบบของ Entrepreneur”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170964" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไผ่เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นของ Totop ด้วยความเป็นเด็ก ด้วยความกระหาย เขาสนุกกับการรับทุกงาน มีงานอะไรเข้ามาเป็นโอกาสก็รับหมด&nbsp;</p>



<p>“แต่พอผ่านช่วงเลิร์นนิงเคิร์ฟ ช่วงแรกของการทำธุรกิจเราพบว่า เราไม่ได้สนุกกับการทำทุกอย่างให้รอด มันมีงานบางงานที่เรามองว่ามันมีแวลู่แล้วเราอยากทำ เพราะฉะนั้นพอเรารู้จุดยืนตัวเองปุ๊ป พาร์ตที่สองที่เราเรียนรู้คือ เราเริ่มรู้แล้วว่างานไหนเป็นงานที่เราอยากทำ เป็นงานที่จะเป็นพอร์ต ผลงานชีวิตเรา ก็ทำให้เวลาเราทำงานเหล่านั้นเราสนุกกับการทำงานมากขึ้น เมื่อคนทำงานสนุก ผลลัพธ์ก็เป็นผลลัพธ์ที่ดี ผลลัพธ์ที่ดีลูกค้าก็แฮปปี้ พอลูกค้าแฮปปี้จากไอเดียของเราปุ๊ป เขาไปทำธุรกิจ เขาก็มั่นใจ ก็ทำให้ธุรกิจของเขาเติบโต สนุก เขาพูดได้เต็มปากว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาจากตัวเขา ผมว่าอันนั้นต่างหากคือมาตรวัดความสำเร็จของเราและทีม&nbsp;</p>



<p>“คือถ้าเกิดเราทำงานให้ลูกค้าดีมาก แต่ลูกค้าไม่เก็ต มันไม่ใช่เขา มันอยู่บนหิ้ง ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเกิดเราตั้งใจทำงาน สนุกตั้งแต่คนทำงานจนไปถึงเขาแล้วเวิร์ก สื่อสารแบรนด์เขาไปถึงมือผู้บริโภค แล้วผู้บริโภครับคุณค่าตรงนั้นได้ด้วย มันดีด้วยกันทั้งหมดเลย เราอยากทำงานที่มีความท้าทายแบบนี้”</p>



<p>สิ่งที่ Totop อยากสื่อสารคือ Totop เป็น Brand and Design Solution พาร์ตเนอร์ เน้นเป็นพันธมิตรในการสื่อสารแบรนด์ผ่านงานออกแบบบนความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งไผ่บอกว่าโจทย์ของธุรกิจที่เข้ามานั้นหลากหลาย</p>



<p>“ถ้าเป็นธุรกิจที่เขาแก้ได้เขาไม่มาจ้างเรา แปลว่างานที่เขามาจ้างเราคืองานยากหมด ฉะนั้นทัศนคติของคนทำงานในองค์กรกับงานที่ยากเขามองยังไง เขามองเป็นเรื่องอุปสรรคหรือเขามองเป็นความท้าทาย ถ้าเกิดเราทำให้ทีมเห็นภาพว่า ถ้าเกิดมันแก้ได้มันคือความท้าทาย ทุกคนจะสนุกไปกับการแก้ปัญหานั้น แล้วสิ่งนั้นพอมันแก้ได้ มันโคตรมันเลย งั้นแปลว่าเด็กที่อยู่กับเรา เราเลยเชื่อว่าไม่ต้องกลัวผิด ทำลองผิดลองถูกไปด้วยกัน เพราะว่าพอเราอยู่ในพาร์ตงานสร้างสรรค์ มันจะเจอสิ่งที่ไม่เคยเจออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นน้องไม่ต้องกลัว สิ่งที่น้องไม่เคยทำพี่ก็ไม่เคย แต่เราจะผ่านมันไปด้วยกัน</p>



<p>“สิ่งที่เราเชื่อคือ ลูกค้ามาหาเรา เราสามารถเป็นพันธมิตรกับเขา ซึ่งเราสามารถไปสนับสนุนให้เขาไปสู่จุดสูงสุดตามปณิธานที่เขาเชื่อ เลยเป็นที่มาของคำว่า Totop”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เชื่อในเคมีที่เข้ากัน และความสนุกของคนทำงานย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดี</strong></h3>



<p>ความสำเร็จของธุรกิจนั้นมีหลายปัจจัย ตั้งแต่ราคา คู่แข่ง คอนเนกชัน แต่ Totop เชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าทำให้ลูกค้าเป็นแบรนด์ที่น่าจดจำ แบรนด์ที่น่าจดจำจะนำไปสู่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ Totop มาคิดแพตเทิร์นในการที่จะสื่อสารแบรนด์ของลูกค้าผ่านความเชื่อว่าทุกๆ แบรนด์มีความยูนีคของตัวเอง หน้าที่ของ Totop คือการเอาสิ่งนี้ออกมาให้จับต้องได้</p>



<p>โดยมีกระบวนการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>Discover&nbsp;</li><li>Define&nbsp;</li><li>Design&nbsp;</li></ul>



<p>ไผ่อธิบายว่า “Discover เราจะเข้าไปหาข้อมูลแบรนด์ของคุณ 3 องค์ประกอบคือ คุณเชื่ออะไร อะไรคือจุดมุ่งหมายในการที่คุณทำธุรกิจ และคุณส่งมอบคุณค่าอะไร อย่างที่ 2 คือ มาร์เก็ต แล้วคุณแข่งกับใครอยู่ล่ะ คู่แข่งเป็นใคร อย่างที่ 3 คือ ลูกค้า Customer Insight เป็นแบบไหน Persona เป็นยังไง การ Crack จากลูกค้า ก็คือผ่านการคุยกันเป็นเพื่อน พอเราคุยกับเจ้าของเราจะพอสัมผัสเคมีได้ เราพยายามเข้าใจธุรกิจเขาในแบบที่เขาพยายามขับเคลื่อน มันก็จะทำให้เราได้องค์ประกอบเหล่านี้ หรือธุรกิจใหญ่มาก เราอาจจะมีการทำวิจัยขึ้นมา เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าโจทย์ปัญหาเพนพอยต์ของเขาคืออะไรเพื่อจะแก้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170965" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“3 อย่างนี้ ผู้ประกอบการต้องบอกเรา คุณเชื่ออะไร คุณแข่งกับใคร และลูกค้าคุณคือใคร เราจะเอาสามอย่างนี้มาเพื่อทำกระบวนการที่สอง คือ</p>



<p>“Define ว่าแบรนด์ของคุณจะเป็นบุคลิกภาพแบบไหน อะไรคือคุณค่าที่นำส่งผู้บริโภค อะไรคือคุณค่าที่ผู้บริโภคต้องการโดยพื้นฐาน แล้วอะไรคือความยูนีคที่มีเฉพาะคุณเท่านั้น Customer Journey เป็นยังไง</p>



<p>“ก่อนที่จะ Design อัตลักษณ์ ตัวตน โลโก้ แพ็กเกจจิ้ง สตอรีเทลลิ่ง จะเล่าเรื่องยังไง และก็มาสื่อสารทั้งหมดผ่านตัว Touch Point จุดสัมผัสแบรนด์ คือแบรนด์จะไปทำการสัมผัสผู้บริโภคที่จุดไหน ออนไลน์​ ออฟไลน์ ออนกราวนด์ ที่ที่เราต้องรู้ว่าลูกค้าเราคือใคร คือเราไม่จำเป็นต้องมีทุกสื่อ อยู่ที่ว่าธุรกิจเราจะไปทัชเขาที่ไหน”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เมื่อเน้นความเป็นพาร์ตเนอร์ ความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Totop จะเน้นลูกค้าที่หวังว่าจะจับมือกันไปยาวๆ มากกว่าลูกค้าเชิงปริมาณ&nbsp;</p>



<p>“ส่วนใหญ่เวลาเราทำงานกับลูกค้าแบรนดิ้ง พอเขารู้สึกว่าเราเป็นพาร์ตเนอร์กัน เราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนลูกค้าเรื่อยๆ หมายความว่า ส่วนหนึ่ง เราต้องทำความเข้าใจกับลูกค้ารายใหม่ เพื่อมาคิด Solution เชิงสร้างสรรค์เพื่อออกแบบ การเปลี่ยนลูกค้าบ่อยๆ เขาก็เหนื่อย เราก็เหนื่อย คือน้องในทีมเขาจะต้องทำความรู้จักลูกค้าใหม่ แล้วเขาต้องคลอดอะไรบางอย่างออกมา ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นลูกค้าหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการทำลูกค้าเชิงปริมาณผมก็จะไม่ค่อยถนัดตรงนั้น</p>



<p>“แต่อย่างสมมติลูกค้าบางเจ้า เราเข้าใจเส้นเรื่อง เราคุยกับเจ้าของ พอเขารู้สึกว่าเราเป็นทีมที่เป็นพันธมิตรกันในมุมธุรกิจ การที่เขาจะออกโปรดักต์ใหม่ เขาจะจ้างเราไหมหรือเขาต้องไปจ้างทีมเอเจนซีใหม่ เขาก็จ้างคนที่เคมีมันได้ แล้วเขามั่นใจว่าได้ผลลัพธ์เลิศแน่นอน มันไม่ต้องมาผ่านช่วงการทำความรู้จักใหม่ แปลว่าลูกค้าที่เราสะสมก็จะยิ่งเหมือนเป็นเพื่อนกัน เราก็จะเติบโตไปกับธุรกิจเขาเรื่อยๆ หน้าที่เราก็คือทำให้เขารวย เพื่อมีเงินมาจ้างเราต่อ (หัวเราะ)”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170967" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ เรื่องราคา ไผ่บอกว่าเขาไม่ได้ขายที่ราคา แต่ขายที่ความเข้าใจ&nbsp;</p>



<p>“สมมติเราเป็นผู้ประกอบการ การที่เราจะเลือกคู่ค้าสักคนหนึ่งมาช่วยสร้างสรรค์ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครถูกสุด แล้วเราก็ไม่ได้อยากจะไปทำงานที่เราถูกที่สุดด้วย แต่ว่าเราไม่ได้ขายที่ราคา เราขายที่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นเวลาเขาจะเลือกเอเจนซีในการทำงาน เราคุยกันแล้วว่าเคมีเรากับเขาได้กันไหม ถ้าเกิดได้กันปุ๊ป คุณไว้ใจให้เราทำงาาน เราก็เต็มที่ในการที่เราเป็นพันธมิตรสนับสนุนคุณนะ เราเหมือนเป็นเพื่อนกันนะ&nbsp;</p>



<p>“แปลว่าเวลาผมอยู่ในตลาด ผมไม่ใช่เจ้าที่ทำงานถูกที่สุด มันอยู่ไม่ได้ แล้วผมก็ไม่แฮปปี้กับการที่พอเรารับงานปริมาณเยอะๆ คนในองค์กรเราแม่งเป็นโรงงานเลย เขาต้องผลิต แล้วเราไม่ได้เห็นทีมน้องๆ เราเป็นฟันเฟือง ที่แบบมึงป่วยตายกูเปลี่ยนคน (หัวเราะ) เป็นโรงงานนรกแบบนั้นผมว่ามันก็ไม่เวิร์ก</p>



<p>“เพราะฉะนั้นการทำแบรนด์ยุคนี้มันไม่ใช่แค่ว่าลูกค้ารู้สึกกับเราดี แต่คนที่เป็นคนขับเคลื่อนช่วยให้แบรนด์ Totop ไปสู่ความตั้งใจที่ดีร่วมกัน เขารักองค์กรไหม ถ้าเกิดเราทำให้เขาเห็นงานที่มีความยากเป็นความท้าทาย แล้วเขาพร้อมจะผ่านอุปสรรคและปัญหาไปด้วยกัน ผมว่าทีมแบบนี้แข็งแรง จะเจอปัญหาอะไรเราไม่ต้องกลัวเลย”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความเก่งของทีมคือค่าเฉลี่ยของคนในองค์กร</strong></h3>



<p>Totop มีพนักงานประมาณ 12-15 คน มีทั้งทีมออกแบบ ทีมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทีม Strategy เป็นองค์กรสร้างสรรค์ มีเวลาทำงานยืดหยุ่น&nbsp;</p>



<p>“เราเป็นผู้นำ แต่อาจจะไม่ได้เป็นบอสเป็นเจ้านายที่สั่ง แล้วผู้นำต้องมีคาแรกเตอร์ยังไง ก็คือคุยได้ เข้าถึงง่าย เป็นกันเอง แต่เกรงใจกัน คือการที่คนคนหนึ่งจะเป็นทีม มันคือเป็นพวกเดียวกัน ‘พวก’ คือ ‘พ ว ก’ พึ่งพากัน ไว้ใจกัน และเกรงใจกัน ถึงเป็นพวกเดียวกัน แปลว่าในทีมเดียวกันเขาก็จะรู้สึกเราพึ่งพาได้ รู้สึกเราไว้ใจได้ และก็เกรงใจ คือไม่มาเล่นหัว เราเหมือนเป็นพี่เขา เราคาดหวัง เรา Flexible เราบอกน้องในทีมว่า การทำงานสร้างสรรค์คุณรับฝิ่นได้เลย คุณรับจ็อบได้เลยนะ หลังเลิกงาน เราไม่ได้ห้ามในการที่เขาจะทำจ็อบ เพราะเรารู้ว่ามันเงินอีกกระเป๋าหนึ่งของเขา แต่ข้อดีคือคนจะเก่งในสายทำงานสร้างสรรค์มันคือประสบการณ์ การที่เขามีช่องทางในการที่เขาจะฝึกมือเพิ่ม ยิ่งทำให้เขามีประสบการณ์เก่งขึ้น แล้วเขาเอาประสบการณ์นั้นมาทำงานให้องค์กร องค์กรก็ดีขึ้น เพราะฉะนั้นแนวคิดแบบนี้ผมว่าเราก็ Flexible ในการทำงาน เพียงแต่ว่าในเมื่อคุณรับจ็อบปุ๊ปงานหลักต้องไม่เสียนะ”&nbsp;</p>



<p>“ทีนี้วิธีการในการที่จะเป็นผู้นำ เขาต้องเห็นเราทำงานหนัก ผมไม่ใช่คนที่อยู่บนหอคอยงาช้างแล้วสั่งเขาไปตาย คือเขาก็ต้องเห็นเราเป็นคนที่เขาเวิร์กฮาร์ด เราเวิร์กฮาร์ดด้วย สองคือเวลามีปัญหาเราแก้ปัญหาได้ สามคือเราอยู่ตลอด เคียงข้างความสำเร็จเขาหรือการทำงานของเขา สี่คือไม่ทำให้เสียศรัทธา ไม่ทำให้สามข้อแรกบกพร่อง ผมว่าการสร้างองค์ประกอบแบบนี้เป็นการที่ทำให้เราเป็นผู้นำในใจเขา”</p>



<p>อีกอย่างที่เขาในฐานะผู้นำย้ำคือ ความเก่งของทีมคือค่าเฉลี่ยของคนในองค์กร ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีใครบางคนเก่งสุดโต่ง แล้วคนบางคนด้อยมาก&nbsp;</p>



<p>“เราบอกเขาว่าทุกองค์ประกอบสำคัญหมด แม่บ้านสำคัญ เขาเป็นจูเนียร์สำคัญ ซีเนียร์สำคัญ ไม่มีว่าซีเนียร์ได้ดีกว่าจูเนียร์ เพราะทุกองค์ประกอบเป็นบรรยากาศ เป็นองค์ประกอบของความสำเร็จที่ทำให้หนึ่งโปรเจกต์สำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเขารับผิดชอบหน้าที่ของเขาได้ดี มันจะไม่รวน ไม่เออเร่อ แต่ถ้าเกิดคุณทำบทบาทคุณไม่ดีปุ๊ป เพื่อนต้องมาช่วย เพื่อนแม่งเสียพลังไปละ ผมแม่งปวดกะโหลก ผมไม่ไว้ใจผมต้องมาแก้งานเอง ซึ่งมันไม่ใช่โพสิชันของพี่นะ พี่ควรจะอยู่ในฐานะของการแก้ปัญหาหน้างาน การเจรจา การสโคปไดเรกชันให้ลูกค้าจบงานได้ แต่ถ้าเกิดว่าเอ็งแม่งทำงานห่วย แม่งไม่มีกึ๋นเลย แล้วผมต้องลงมาออกแบบเอง เสียโพสิชันกู งานนี้ไม่เป็นไร งานหน้าอย่าให้เกิด (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>“คือทุกคนต้องทำบทบาทตัวเองให้ดี แล้วมันถึงจะเป็นทีมที่แข็งแรง เพราะฉะนั้นเราก็พยายามจะอยู่ด้วยกันเป็นทีมเป็นพี่เป็นน้อง ที่คุยอะลุ่มอล่วย แต่ก็คาดหวังผลงานที่มันบียอนด์กว่า คือเราเป็นองค์กรสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นทุกคนในองค์กรต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ลูกค้าคาดหวังความคิดสร้างสรรค์จากเรา เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานมันต้องว้าว”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170968" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไผ่บอกว่า ความคาดหวังผลเลิศต้องเกิดจากการทำให้คนเห็นคุณค่าของงานที่ตัวเองทำ&nbsp;</p>



<p>“ทำยังไงให้คนทำงานเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ เพราะว่าบางอย่างที่เขาทำมันใหญ่กว่าตัวเขามาก งานที่ดีบางทีมันมีแวลู่กับคนจำนวนมาก ถ้าเกิดเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ เขาจะทำมันเต็มที่ แล้วบางทีเวลาในการทำงาน เราอยู่ด้วยกันมากกว่าคนในครอบครัวอีก เขาจะแก่ขึ้นไปโดยที่วันหนึ่งเขาอาจจะไม่ได้อยู่กับผมแล้ว เขาก็คงต้องเติบโตมีลูกมีเมียบางคนย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แต่วันหนึ่งไทม์ไลน์ชีวิตที่เราอยู่ด้วยกัน เขาออกจาก Totop ไปเขาเป็นคนที่เก่งขึ้นไหม เขาเป็นคนที่ดีขึ้นไหม เขาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่ากับในสังคมอื่นที่เขาไปอยู่ที่นั่นไหม ถ้าเกิดเขาเป็นอย่างนั้นได้ ผมว่าในมุมของ Totop ที่เป็นเบ้าหลอมเราก็สามารถผลิตคนคนหนึ่งที่มีคุณภาพให้กับสังคม เพราะฉะนั้นมันเลยอยู่ที่ว่า ถ้าเกิดเขาทำงานแบบที่เขาไม่เห็นแวลู่ในสิ่งที่เขาทำ งานเขาก็จะไม่ดี บริษัทก็ไม่แฮปปี้ ไม่มีใครได้ประโยชน์จากการทำสิ่งนั้นเลย เพราะฉะนั้นเราก็พยายามจะทำให้เขาเห็นแวลู่ในงานที่เขาทำ เพื่อให้สุดท้ายแล้วมันก็เป็นพอร์ตชีวิตเขา อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมเชื่อโดยส่วนตัว ผมก็เลยถ่ายทอดสิ่งนั้นลงไปในองค์กร”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เปิดประตูสู่ความร่วมมือและโอกาสใหม่ๆ</strong></h3>



<p>ในปีนี้ Totop ได้ไปร่วมเข้าโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers&#8217; Room / Talent Thai &amp; Creative Studio Promotion 2023 จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ทั้งนี้เพราะไผ่มองว่า นอกจากธุรกิจของตัวเองแล้ว Totop ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ด้วย</p>



<p><strong>“</strong>ผมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ถ้าเกิดเราจะทำสิ่งที่มันใหญ่กว่าแค่รับลูกค้า คือเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมนี้ สิ่งสำคัญคือเรื่องของการ Collaboration คือความร่วมมือ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ในการที่ผมเข้ามา เพื่อรู้จักหรือสร้างพันธมิตร คือเราไม่ได้มองว่าคนทำงานสตูดิโอสร้างสรรค์เป็นคู่แข่ง เรามองว่ามันอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เราร่วมมือกัน แล้วมันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกับอุตสาหกรรมนี้ได้ ซึ่งวิธีการที่เราจะเข้าไปอยู่ให้ทั้งเรารู้จักเขาและเขารู้จักเรา ก็คือผ่านโครงการภาครัฐนี่แหละ เพราะภาครัฐเองก็ต้องทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางที่ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและองค์กรสร้างสรรค์มาเจอกัน ก็เลยเป็นที่มาที่เราอยากจะเข้าไปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ดีขึ้น ในบางส่วนที่เราสามารถสนับสนุนได้”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170966" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Founder-Series-The-Power-of-Creativity_Post-01-Totop_Content_c12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกจากนี้เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในฐานะธุรกิจ Totop กำลังพัฒนาอีกโมเดลหนึ่งซึ่งหากไม่มีตัวเขาองค์กรก็ขับเคลื่อนไปได้&nbsp;</p>



<p>“เราพยายามคิดค้น Design Solution บางอย่างที่เป็นสตาร์ตอัป ที่เป็นดิจิทัลโปรดักต์บางอย่างที่สนุกกว่างาน Tailor-made แบรนดิ้งเป็นงาน Tailor-made ต้องคุย ต้องเข้าใจ เหมือนตัดสูทที่เข้ากับเขาไม่ใช่แมส พาร์ตนั้นเป็นพาร์ต Consult Design สร้างแบรนด์ไป แต่เรากำลังจะคลอดอีกอันที่เป็นสตาร์ตอัป เพื่อถอดความเป็นเราหรือทีมใครบางคนออกมาเป็นเครื่องมือ&nbsp;</p>



<p>“ถ้าทำได้ Totop ก็จะแตกต่างและไปอีกสเต็ปหนึ่ง” ไผ่กล่าวอย่างมุ่งมั่นทิ้งท้าย&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/totop-group/">Totop เอเจนซีที่เชื่อในพลังของการสร้างแบรนด์และการพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายในฐานะเพื่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เป็นเอก รัตนเรือง เรื่องตลก (ในวัย) 61</title>
		<link>https://adaymagazine.com/6ixty-nin9-the-series/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Sep 2023 11:33:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นเอก รัตนเรือง]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[6ixty Nin9 The Series]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=170578</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้า ‘เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์’ จะเข้าฉายทั้งที มันจะมีวันไหนที่เหมาะไปกว่าวันที่ 6 เดือน 9 เล่า! นั่นคือกิมมิกสนุกๆ ของซีรีส์โดย Netflix เรื่องนี้ ซึ่งสร้างห่างจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันเป็นเวลา 24 ปี สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การได้ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับเวอร์ชันภาพยนตร์มากำกับซีรีส์เป็นเรื่องแรกด้วย หลายคนคงรู้สึกเซอร์ไพรส์เหมือนกัน นั่นคือ เซอร์ไพรส์ที่ 1 เป็นเอกคือคนที่พูดมาตลอดว่าเขากำกับซีรีส์ไม่เป็น เซอร์ไพรส์ที่ 2 เขามาทำซีรีส์เรื่องแรกที่รีเมกจากหนังของตัวเองอีกที “ผมแม่งเป็นคล้ายๆ ร่างทรง เวลาเขียนบท พอเขียนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เราจะควบคุมมันไม่ค่อยได้ บทมันจะเริ่มเขียนตัวมันเอง เริ่มพาผมไปเจอสิ่งที่ผมเองก็ไม่คิด เพราะฉะนั้นกว่าบทจะเสร็จ มันมี Element ที่ท้าทายเต็มไปหมดที่ผมไม่รู้จัก ผมไม่เคยคิดว่าจากหนังเรื่องเดียวกันมันจะหน้าตาเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่อยากจะสื่อสารด้วยคือ ไม่อยากจะให้คิดว่ามันเป็นรีเมกเพราะมันไม่ใช่” “ผมกลัวมากตอนทำเรื่องนี้ ตรงที่ว่า ผมกลัวมันจะเหมือนเรื่องตลก 69 เรื่องเดิม แล้วจะทำทำไมวะ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมนอนไม่หลับตลอดการทำซีรีส์เรื่องนี้ เพราะผมไม่ได้คิดว่าผมรีเมกอยู่” เป็นเอกบอกความในใจกับเราแบบนั้นผ่านการสัมภาษณ์ทาง ZOOM [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/6ixty-nin9-the-series/">เป็นเอก รัตนเรือง เรื่องตลก (ในวัย) 61</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้า ‘เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์’ จะเข้าฉายทั้งที มันจะมีวันไหนที่เหมาะไปกว่าวันที่ 6 เดือน 9 เล่า!<br><br>นั่นคือกิมมิกสนุกๆ ของซีรีส์โดย Netflix เรื่องนี้ ซึ่งสร้างห่างจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันเป็นเวลา 24 ปี สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การได้ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับเวอร์ชันภาพยนตร์มากำกับซีรีส์เป็นเรื่องแรกด้วย<br><br>หลายคนคงรู้สึกเซอร์ไพรส์เหมือนกัน นั่นคือ เซอร์ไพรส์ที่ 1 เป็นเอกคือคนที่พูดมาตลอดว่าเขากำกับซีรีส์ไม่เป็น เซอร์ไพรส์ที่ 2 เขามาทำซีรีส์เรื่องแรกที่รีเมกจากหนังของตัวเองอีกที<br><br>“ผมแม่งเป็นคล้ายๆ ร่างทรง เวลาเขียนบท พอเขียนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เราจะควบคุมมันไม่ค่อยได้ บทมันจะเริ่มเขียนตัวมันเอง เริ่มพาผมไปเจอสิ่งที่ผมเองก็ไม่คิด เพราะฉะนั้นกว่าบทจะเสร็จ มันมี Element ที่ท้าทายเต็มไปหมดที่ผมไม่รู้จัก ผมไม่เคยคิดว่าจากหนังเรื่องเดียวกันมันจะหน้าตาเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่อยากจะสื่อสารด้วยคือ ไม่อยากจะให้คิดว่ามันเป็นรีเมกเพราะมันไม่ใช่”<br><br>“ผมกลัวมากตอนทำเรื่องนี้ ตรงที่ว่า ผมกลัวมันจะเหมือนเรื่องตลก 69 เรื่องเดิม แล้วจะทำทำไมวะ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมนอนไม่หลับตลอดการทำซีรีส์เรื่องนี้ เพราะผมไม่ได้คิดว่าผมรีเมกอยู่”<br><br>เป็นเอกบอกความในใจกับเราแบบนั้นผ่านการสัมภาษณ์ทาง ZOOM ซึ่งเราคิดว่ามันยิ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีความน่าใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเราจะได้เห็นเรื่องตลก 69 ที่มีองค์ประกอบใหม่ๆ ต่างออกไปจากเดิม นอกเหนือไปการได้เห็นความทุ่มเทให้กับบทของนักแสดงนำอย่าง ใหม่ ดาวิกา ที่ลงทุนลดน้ำหนักจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง<br><br>ในวัย 61 เป็นเอกอยู่เชียงใหม่ นานๆ ทีก็ยังมีเพื่อนมาชวนให้ไปกำกับโฆษณาบ้าง แต่ส่วนใหญ่หลักๆ แล้วเขาหันมาทำงานศิลปะมากขึ้น ทั้งภาพพิมพ์ เพนต์ติ้ง คอมมิกบุ๊ก และปัจจุบันกำลังแฮปปี้กับผลงานการกำกับเรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์มาก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170606" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เดี๋ยวนี้คุณยังได้เตะบอลอยู่ไหม</strong></h4>



<p>ได้เตะครับ เพียงแต่ว่าหยุดไป 3 ปีตอนโควิด ไม่กล้าไปโดนคนใกล้ๆ ว่ะ กลัวเหงื่ออีก ก็เลยหยุดไปเกือบ 3 ปี ตอนนี้ก็กลับมาเตะ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ยังไหวอยู่ใช่ไหม</strong></h4>



<p>อ๋อ เราก็ไม่เล่นแบบวัยรุ่นไง เราก็เล่นแบบผู้สูงอายุเล่น (หัวเราะ) คือไม่เลี้ยงไม่วิ่ง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อายุ 61 กับการออกกองถ่ายหนังความคล่องตัวอะไรมันเปลี่ยนไปไหม&nbsp;</strong></h4>



<p>ไม่รู้นะ แต่ผู้กำกับหนังนี่มันคล้ายๆ ร็อกสตาร์เหมือนกัน ทำไมรู้ไหม ไม่ว่าคุณจะแก่ยังไง ล้างจานที่บ้านนะ ล้างเกินห้าจานแม่งเจ็บเอว วันก่อนปีนขึ้นไปเปลี่ยนผ้าม่าน จะเอาผ้าม่านลงมาซัก เสือกหันเอวผิดหน่อย แม่งเจ็บหลังไปสองอาทิตย์ ต้องไปหาหมอกายภาพ แต่เชื่อไหม ออกไปกำกับหนังไปกำกับซีรีส์นะ ทีมงานที่อายุ 20 กว่า ตีหนึ่งตีสองแม่งน็อกกันแล้ว ผมนี่ยังกระโดดโลดเต้นอยู่เลย ไม่มีปัญหาเลย นักแสดงคนหนึ่งในหนังบอกว่า พี่ต้อม ผมไม่เคยเห็นพี่ต้อมนั่งหน้ามอนิเตอร์เลย พี่ต้อมวิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลาเลย คือผู้กำกับมันเหมือนเป็นร็อกสตาร์ พอขึ้นเวทีปั๊ปสารแม่งหลั่งว่ะ อะดรีนาลีนมันหลั่ง เชื่อไหม บางวันผมถ่าย สมมติคิวกลางคืน เราเริ่มถ่ายตั้งแต่สองทุ่ม กว่าผมจะเลิกเจ็ดโมงเช้า กลับบ้านไปผมยังไม่นอนนะ ยังชงกาแฟมานั่งกินดูฟุตเทจอยู่เลย นอนไม่ได้ มันตื่นเต้น ถ่ายซีรีส์เรื่องนี้ 40 กว่าคิว ผมนอนน้อยมาก มันนอนไม่หลับ ตื่นเต้น นี่ทำมา 20 กว่าปีแล้วยังไม่หายตื่นเต้นเลย&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นคำตอบก็คือว่า คือเราจะรู้สึกแก่และไม่ไหวต่อเมื่อเราหมดความสนใจมากกว่า ถ้าเราหมดความสนใจ หมดความกระตืนรือร้น เขาเรียกว่าหมดไฟมั้ง ถ้ารู้สึกอย่างนั้นเมื่อไหร่มันก็คือไม่ไหว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เหมือน คลินท์ อีสต์วูด ที่เก้าสิบแล้วยังทำหนังอยู่&nbsp;</strong></h4>



<p>ใช่ มาร์ติน สกอร์เซซี ล่ะ เท่าไหร่แล้ว วูดดี อัลเลน อีก&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แต่อย่าง เควนติน ทารันติโน บอกว่าจะทำ 10 เรื่องแล้วพอ</strong></h4>



<p>อย่างเควนตินนั่นเป็นกรณีว่าเขารักษา Filmography ของเขา คือเขาบอกว่า ผู้กำกับถ้าทำหนังเกิน 10 เรื่องปั๊ป หลังจากนั้นมันจะมีหนังเหี้ยในชีวิตบ้าง ซึ่งแน่นอน ก็จริง ผมว่าเควนตินเขารักษา Filmography เขา เขารู้เลยว่าหลังจากเรื่องที่ 10 ปั๊ป เขาจะหมดความสนใจละ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณเลือกทางไหน&nbsp;</strong></h4>



<p>ผมเชื่อว่าผมไม่เลือกแบบเควนตินแน่ๆ แล้วเสร็จแล้วหลังจากนั้นผมทำอะไรล่ะ ผมคิดว่าโชคดีนะ ผู้กำกับที่สามารถเลือกได้ว่า ฉันจะหยุดก่อนที่คนอื่นบอกให้ฉันหยุด อย่างกรณีเควนตินเขาเป็นคนโชคดีมากที่เขาสามารถบอกได้ว่าถึงตรงนี้กูหยุดละ กูพีคปั๊ปกูหยุด แล้วพวกมึงจะต้องคิดถึงกู แล้วกูจะจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า มึงดูหนัง 10 เรื่องของกูสิ แต่ละเรื่องเวิร์กในหลายๆ ระดับ แต่ไม่มีเรื่องที่ไม่เวิร์ก&nbsp;</p>



<p>แต่อย่างเราไม่ได้โชคดีแบบเขา ผมคิดว่าคนที่จะบอกให้ผมหยุดทำหนังก็คือนายทุนกับคนดูมากกว่า ไม่ใช่ตัวผม วันหนึ่งหาทุนไม่ได้แล้ว หายังไงก็หาไม่ได้แล้ว มันก็บ่งบอกแล้วว่าไม่มีใครเขาแคร์สิ่งที่มึงพูดแล้ว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170607" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C04-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หลายคนคงเซอร์ไพรส์เหมือนกันที่เห็นคุณมากำกับซีรีส์ เพราะคุณเองเคยพูดมาตลอดว่าทำซีรีส์ไม่เป็น อะไรเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจทำงานชิ้นนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></h4>



<p>ตอนแรกคิดว่าจะเขียนบทอย่างเดียว คือไอเดียการเอา เรื่องตลก 69 มาทำซีรีส์มันไม่ใช่ไอเดียผมนะ เป็นไอเดียของทางไฟว์สตาร์ เขาคิดว่าเรื่องนี้มันคงมีโพเทนเชียลมั้ง จริงๆ ก่อนหน้านี้สักพัก ทาง Netflix เขาเคยเอาพวกหนังไทยเก่าๆ ประมาณรุ่นสมัยผมเริ่มทำหนังใหม่ๆ อย่าง พี่อุ๋ย นนทรีย์, วิศิษฏ์ (ศาสนเที่ยง) โดยร่วมกับหอภาพยนตร์ ให้ทางหอภาพยนตร์คิวเรตแล้วเอามาฉายใน Netflix ผมเข้าใจว่า เรื่องตลก 69 เป็นเรื่องหนึ่งที่คนดูเยอะเหมือนกัน แล้วเขาก็เลยคิดว่ามันคงมีโพเทนเชียลในการเอามาขยายทำเป็นซีรีส์ เพราะมันมีความบันเทิงสูง ทางไฟว์สตาร์เขาก็เลยโทรมาชวนผมว่า อยากจะทำเรื่องนี้เป็นซีรีส์ ผมสนใจไหม ผมก็พูดเหมือนที่คุณพูดเมื่อกี้ว่า ทำซีรีส์ไม่เป็น ผมไม่มีความอยากทำซีรีส์เลย แต่จำได้ว่าเมื่อสมัยที่ผมทำมันเป็นภาพยนตร์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว มันมีเรื่องของตัวละครอยู่ 2-3 ตัวที่ใส่เข้าไปในหนังไม่ได้ เวลามันไม่พอ ผมก็เลยบอกว่าผมเขียนบทให้ไหม เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงโควิดแรกๆ แล้วผมไปไหนทำอะไรไม่ได้เลย ผมอยู่เชียงใหม่เป็นปีเลย ออกกองถ่ายไปถ่ายหนังไปทำอะไรไม่ได้เลย ผมก็เลยนั่งเขียนบท&nbsp;</p>



<p>พอเขียนบทไป ด้วยความคิดว่าจะให้เขาไปหาผู้กำกับเด็กๆ หน่อยมากำกับให้มันเข้ากับยุคสมัย เขียนๆ ไปพอใกล้จะเสร็จ มีความรู้สึกหมาหวงก้างขึ้นมา (หัวเราะ) คือกลัวว่าถ้าคนที่เขาไม่ได้มีเซนส์เดียวกับเรา ต้องบอกก่อนว่าอารมณ์ขันหรือมุขตลก มันมีหลายแบบ ทีนี้ไอ้มุขเดียวกัน การเขียนสคริปต์เรื่องเดียวกัน แต่ว่าพอคนเอาไปอ่านแล้วไปตีความในหัว มันก็ตลกเหมือนกันแต่ไม่ใช่ตลกแบบที่เราต้องการ ก็มีความกังวลตรงนั้นว่า เดี๋ยวคนอื่นเอาไปตีความผิดแล้วมันจะไม่เป็นอย่างที่เราวาดภาพไว้ในหัว ก็เลยเกิดอาการหมาหวงก้าง คือว่าถ้ามันจะไปอยู่ในมือคนอื่นแล้วมันอาจจะแย่ กูขอทำด้วยมือกูละกัน ก็เลยตัดสินใจกำกับด้วย</p>



<p>แต่ปรากฏว่ามันไม่พัง โชคดีของทุกคน มันออกมาเราค่อนข้างจะแฮปปี้มาก&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เขียนบทซีรีส์คุณถนัดไหมหรือต้องมีวิธีปรับความคิดยังไง&nbsp;</strong></h4>



<p>ไม่ถนัดเลยฮะ เขียนบทหนังเราทำมานาน มันรู้ว่าต้องเปิดหนังยังไง 5-10 นาทีแรกต้องเป็นยังไง ครึ่งชั่วโมงผ่านไปต้องเป็นยังไง ตอนแลนดิ้งลงตรง 90 นาทีหรือ 100 นาที มันต้องสวยงามยังไง เรารู้ไง พอเป็นซีรีส์ โอ้โห มันคนละศาสตร์เลย ก็เลยต้องใช้วิธีว่าคิดเอาเองว่า ใน 45 นาที รู้อย่างเดียวมันต้องเปิดน่าสนใจ และปิดน่าสนใจ เพื่อให้คนกดดูอีพีต่อไป คิดอย่างนั้นแล้วก็ลุยเลย ลุยด้วยการเขียนโน้ตก่อนตอนแรก ยังไม่เขียนบท เขียนโน้ตไว้เยอะๆ คือตัวเรื่องมันไม่ต้องเขียนโน้ตแล้ว เพราะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องเป็นยังไง เส้นเรื่องหลัก แต่ว่าไอ้พวกตัวละครที่เราอยากไปเจาะเบื้องหลังมัน ตัวละครที่ไม่ใช่นางเอก ไม่ใช่ตุ้ม ตัวละครแบบเจ้าของค่ายมวยครรชิต ตัวละครแบบสุวัตรเจ้านายนางเอก ตัวละครแบบเพื่อนบ้าน ตำรวจ อะไรพวกนี้ มันเป็นตัวละครที่ตอนเป็นภาพยนตร์ มีไอเดียอยู่แต่ไม่สามารถใส่เข้าไปได้ ก็เลยเริ่มเขียนโน้ตตัวละครพวกนี้ก่อนว่า มันเป็นคนยังไง เบื้องหน้าที่เราเห็นมันทำสิ่งนี้ในหนัง แต่เบื้องหลังมันทำอะไร มันมีอะไร พอขุดไปปั๊ป โอ้โห ก็เจอขุมทรัพย์เลย แต่ละคนนี่เบื้องหลังแม่งน่าสนใจมากเลย</p>



<p>เอาเป็นว่ามันเริ่มจากการไปทำความเข้าใจตัวละครที่ไม่ใช่นางเอก ตัวละครตัวอื่น ไปทำความเข้าใจเบื้องหลังมันว่าทำไมมันถึงมาทำอาชีพนี้ ทำไมมันมาเป็นคนแบบนี้ แล้วเราก็เริ่มเห็นว่า อ๋อ ไอ้ตำรวจมันมีอีโก้เว้ย แม่งแข่งกับเจ้านายมันเว้ย มันจะเลื่อยขาเก้าอี้เจ้านายมัน ไอ้หัวหน้าค่ายมวย แม่งล้มมวย แต่กลับมีจุดยืนทางการเมืองด้วย มันอยากจะเปลี่ยนแปลง เราเริ่มไปค้นพบสิ่งเหล่านี้จากตัวละครพวกนี้ เพราะตอนที่ทำเป็นภาพยนตร์เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เหมือนกับรู้จักพวกเขาแบบผิวเผิน เรื่องนี้มันเหมือนกับ เออ ไปบ้านมันหน่อยเว้ย แวะไปหามันที่บ้าน ไปนั่งคุยกับมัน ก็เริ่มไปเห็นว่า อ๋อ มันแต่งบ้านแบบนี้เว้ย เวลาอยู่ที่บ้านมันไม่ได้แต่งตัวแบบที่กูเห็นในหนังนี่หว่า เริ่มไปเห็นสิ่งนี้</p>



<p>จากนั้นพอเขียนโน้ตเสร็จก็ค่อยๆ วางว่า แต่ละอีพีจะโฟกัสที่ตัวละครไหน ในขณะที่เส้นเรื่องหลักก็ต้องเดินร้อยผ่านทุกอีพีไป หมายถึงนางเอกกับความวินาศสันตะโรของชะตากรรมของเธอก็ต้องเดินไปทุกอีพี&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ก็คือคุณเขียนในลักษณะของการใช้เซนส์ว่าบทซีรีส์มันควรจะอย่างนี้แหละ เปิดอย่างนี้ปิดอย่างนี้ ร้อยเรื่องไปแบบนี้ โฟกัสที่ตัวละครเป็นแต่ละอีพีไป</strong>&nbsp;</h4>



<p>จริงๆ ตอนเริ่มต้นจะลงมือเขียนรู้สึกว่ายากเพราะไม่เคยทำ แต่พอลงมือเขียนไปสักอีพีหนึ่ง แก้ไปแก้มา อืดไปว่ะ อันนี้ไม่ควรเปิดอย่างนี้ว่ะ เข้าเรื่องเร็วไปหน่อยว่ะ คืออีพีหนึ่งมันใช้เวลานานมาก แต่เหมือนพอรู้สึกดีกับมัน เราก็เข้าใจแล้วว่า อ๋อ ในหนึ่งอีพีมันต้องประกอบด้วย Pacing ประมาณแบบนี้ เพียงแต่ว่ามันจะเหมือนกันทุกอีพีก็ไม่ได้ พอถึงอีพีที่สามก็จะเบื่อ มันจะเริ่มเดาได้ ถ้าเกิด Pacing มันเหมือนกันไปหมด คือเป็นการเรียนรู้เยอะมากจากการทำสิ่งนี้ เราเริ่มรู้ว่า อ๋อ แต่ละอีพี โอเค เราต้องไม่นำหน้าคนดูไกลเกินไป แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเซอร์ไพรส์คนดูไปได้เรื่อยๆ ด้วย เพราะว่าถ้าคุณหยุดเซอร์ไพรส์คนเมื่อไหร่ คนจะหยุดดู โดยเฉพาะอย่าลืมว่าซีรีส์นี้มันเคยถูกทำเป็นหนังมาแล้ว แล้วผมเชื่อว่าคนที่จะมาดูซีรีส์นี้จำนวนหนึ่งเลยก็เคยดูฉบับภาพยนตร์ เพราะฉะนั้นทุกอีพีมันต้องมี Element ที่ทำให้เขาหยุดดูไม่ได้ ต้องมีเซอร์ไพรส์ไปเรื่อยๆ ไม่ง่าย แต่ว่าพอเครื่องติดแล้ว มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทีนี้เวลากำกับ มันเหมือนเรากลับไปทำสิ่งที่มันซ้ำกับที่เราเคยทำไหม </strong></h4>



<p>ไม่เหมือนเลย เพราะว่าอย่างที่บอก บทที่ถือออกไปถ่าย มันก็เต็มไปด้วย Element ที่เราไม่เคยรู้จักจากภาพยนตร์เลย ผมไม่รู้ว่าคนเขียนบทหรือผู้กำกับคนอื่นเขาทำงานกันยังไงนะ แต่อย่างผมนี่ ผมแม่งเป็นคล้ายๆ ร่างทรง เวลาเขียนบท พอเขียนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เราจะควบคุมมันไม่ค่อยได้แล้ว หนังมันจะเริ่มเขียนตัวมันเอง เริ่มพาผมไปเจอสิ่งที่ผมเองก็ไม่คิด เพราะฉะนั้นกว่าบทจะเสร็จ มันมี Element ที่ท้าทายเต็มไปหมดที่ผมไม่รู้จัก ผมไม่เคยคิดว่าจากหนังเรื่องเดียวกันมันจะหน้าตาเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่อยากจะสื่อสารด้วย คือไม่อยากจะให้คิดว่ามันเป็นรีเมกเพราะมันไม่ใช่ มันเป็นชาเลนจ์ใหม่เลย เพราะฉะนั้นเวลาออกไปกำกับ ผมก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่า เฮ้ย กูจะทำยังไงไม่ให้แม่งเหมือนเรื่องเดิมวะ ไม่ต้องคิดตรงนั้นเลย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170593" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วพอต้องไปเผชิญหน้าออกกองหรือว่ากำกับมันจริงๆ แล้ว มันเป็นแบบที่เราเคยคิดไว้ไหมว่าเราไม่น่าจะทำซีรีส์เป็น หรือว่ามันเกิดความรู้สึกบิลด์มาตั้งแต่ตอนเขียนบทแล้ว</strong></h4>



<p>ใช่ มันบิลด์มาตั้งแต่ตอนเขียนบท แล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่รู้ว่าทำซีรีส์เป็นมันแปลว่าอะไรไง คือเราไม่มีวันรู้เลยนะว่าผมทำเป็นหรือเปล่าจนกระทั่งวันที่ 6 เดือน 9 ที่มันจะฉาย วันนั้นแหละคนดูจะเป็นคนบอกว่าผมทำเป็นหรือเปล่า (หัวเราะ) คือผมรู้สึกดีกับมันมาก ผมแฮปปี้กับบทมาก แล้วเวลาผมออกไปกำกับผมก็แฮปปี้กับสิ่งที่นักแสดงเอามาให้ผมทุกอย่าง คือผมแฮปปี้มาก แต่ทีนี้เราไม่รู้ว่าความแฮปปี้อันนั้นของผม คนดูจะตอบสนองยังไง เพราะฉะนั้นถ้าคุณถามผมว่า ผมรู้สึกไหมว่าผมทำซีรีส์เป็นหรือไม่เป็น แม่งตอบไม่ได้ว่ะ&nbsp;</p>



<p>แต่ว่าเรารู้ว่าถ้าเราทำงานเสร็จแล้ว เราสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในคอนโทรลของเราไปได้ตลอด พอตอบจบจะรู้สึกแล้วว่า แม่งจะไม่ค่อยดีว่ะ มันอาจจะออกมาไม่ดีเพราะเราควบคุมมันได้หมด แต่ว่าซีรีส์อันนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเลย เราถ่ายกันประมาณสัก 40 กว่าวัน 40 กว่าคิว ผ่านไปสัก 10 คิวได้มั้ง เราก็รู้แล้วว่า แม่งดีแน่ๆ เลย เพราะว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย หมายถึงเป็นเรื่องการแสดง อย่างอื่นไม่ค่อยมีปัญหา สิ่งที่นักแสดงเอามาให้คือ ไม่มีใครเล่นตามตัวละครที่เคยเล่นเอาไว้เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วฉบับเป็นหนัง นักแสดงที่ต้องมาเล่นเป็นตัวละครเหล่านั้น ไม่มีใครเล่นแบบนั้นเลย ทุกคนเขาคิดของเขามา มันเซอร์ไพรส์เราได้ตลอด&nbsp;</p>



<p>คือตัวละคร เรานึกว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่พอออกไปถ่ายทำจริงๆ พอเขาเริ่มก้าวเข้ามาหน้ากล้อง เริ่มจัดการกันไปสักพัก เชี่ยแม่งไม่เป็นอย่างนั้นว่ะ คือเวลาผมทำหนังทำซีรีส์ นี่คือสิ่งที่เรามองหา คือสิ่งที่เรากำกับไม่ได้ ผมมีหน้าที่เปิดเรดาห์ทิ้งเอาไว้แล้วผมก็ต้องเซนส์มันไปเรื่อยๆ ว่าไอ้ทิศทางที่เขากำลังพาตัวละครตัวนี้ไปแม่งน่าสนใจไหมวะ น่าตื่นเต้นไหมวะ ผมเลือกใช้วิธีแบบนั้น</p>



<p>ส่วนไอ้เรื่องการผสมผสาน ผมไม่มีวันรู้จนกระทั่งผมมาตัดต่อ คือต้องเข้าใจว่า Shooting หรือการถ่ายทำมันเหมือนการไปช็อปปิ้ง เหมือนไปตลาด เรารู้ว่าเราจะทำอาหารจานนี้ เราต้องไปซื้ออะไรบ้าง ไปซื้อเครื่องแกงมา ไปซื้อมะนาว ไปซื้อเนื้อสัตว์ ทีนี้การผสมผสานมันเกิดขึ้นในห้องตัดต่อมากกว่า ของผมระหว่างถ่ายทำ ผมมีหน้าที่รู้อย่างเดียวว่า พอนักแสดงพาตัวละครไปทางนี้แล้วไม่น่าสนใจ แม่งไม่เวิร์กว่ะ เราก็จะมานั่งคุยกัน แต่ถ้าเขาพาไปในทิศทางที่เรารู้สึกว่า แม่งไม่ได้เป็นแบบที่กูคิดเลย แต่กูอยากดูมันไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นทิศทางที่เราน่าจะไปกับเขา&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การกำกับซีรีส์ที่เป็นตอนๆ กับการกำกับหนังยาวต่างกันไหม</strong></h4>



<p>ถ้าแง่การกำกับไม่ค่อยต่าง หมายถึงว่าผมแค่ต้องรู้บีต ว่าซีนนี้ที่เรากำลังถ่ายมันอยู่ในอีพีไหน แล้วมันพูดถึงใคร สมมุติซีนที่ 15 ของอีพี 3 ผมต้องรู้ว่ามันอยู่ในอีพี 3 แล้วผมต้องรู้ว่าอีพีที่ 3 มันต้องมีความ tense ต้องมีอะไรประมาณไหน ตัวละครตัวนี้เป็นใคร แล้วซีนนี้มันเป็นซีนของใคร ผมต้องรู้แค่นั้นเวลากำกับ ซึ่งเวลากำกับหนังเราก็ทำเหมือนกัน ถึงแม้มันจะแค่ชั่วโมงครึ่ง แต่เราต้องรู้ว่าซีน 47 นี้ มันอยู่ตรงนาทีที่เท่าไหร่ของหนัง มันอยู่ในนาทีที่ประมาณสัก 45 มั้ง แล้วถึงตรงนี้คนดูคาดหวังอะไร ก็จะทำคล้ายๆ กัน เราก็จะมีสิ่งนั้นเป็นไกด์&nbsp;</p>



<p>แต่ว่าพอคุณมีนักแสดงแก๊งนี้ที่มาเล่นเรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เขาทำตรงนั้นมา ทำได้ดีกว่าผมด้วย เขาจำบีตได้ บางทีผมไปแก้เขานะ เขาแสดงมาแล้วผมไม่ชอบ ผมก็ไปแก้เขา แล้วก็ลองทำกันไปอีกสักแป๊ปหนึ่ง พอมาดูในห้องตัดต่อ ปรากฏว่าอันที่ผมไปแก้มันไม่เวิร์ก ไอ้ที่เขาทำตอนแรกมันถูกต้องแล้ว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C07-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-170589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C07-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C07-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C07-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C07.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การทำงานร่วมกับ ใหม่ ดาวิกา เป็นยังไงบ้าง</strong></h4>



<p>โอ้โห มหัศจรรย์มากครับ เรียกว่าแฮปปี้มาก คือผมไม่ได้รู้จักเขาเลย ผมเคยดูหนังเขาสองเรื่อง แล้วก็ไม่ได้รู้จักไม่ได้อะไร ตอนร่วมงานกันตอนแรกๆ ตอนคุยตอนที่ซ้อมกัน ต่างฝ่ายต่างก็จะมีความระแวงระวังกันอยู่นิดๆ นะ ทั้งเขาและผม คือไอ้เขาระแวงระวังผมน่ะไม่แปลก ส่วนผมก็มีความระแวงระวังเขาในแง่ว่า เอ๊ะ มึงจะเก็ตกูไหมวะ เพราะว่าอย่างหนังที่เขาเล่นมา มันไม่ได้มีเซนส์แบบเรา มันก็จะมีความระแวงระวังกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าพอถ่าย 3 คิวผ่านไปนี่เรียกว่า ผมสบายใจแล้ว รู้ว่าเรื่องนี้มันไม่เหมือนเรื่องตลก 69 อันเก่าแน่ๆ</p>



<p>คือพูดง่ายๆ ว่าผมกลัวมากเวลามาทำสิ่งนี้ ตรงที่ว่า ผมกลัวมันจะเหมือนเรื่องเก่า ผมกลัวมันจะเหมือนเรื่องตลก 69 เรื่องเดิม แล้วจะทำทำไมวะ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมนอนไม่หลับตลอดการทำหนังเรื่องนี้ มันคือสิ่งนี้สิ่งเดียวเลย ผมกลัวมันจะเหมือนเรื่องเดิม&nbsp;</p>



<p>คือแน่นอน มันต้องเมนเทน Ingredience และเซนส์รวมๆ ของเรื่องเดิม หมายความว่าอยู่ๆ คุณจะมาทำเป็นหนังโรแมนติกคอเมดีมันไม่ได้แน่ๆ มันเป็นแบล็กคอเมดี มันเป็นตลกร้าย คุณต้องเมนเทนสิ่งนั้นเอาไว้ แต่ว่าภายในวงกลมของตลกร้าย ผมไม่อยากเดินแบบเดิม อันนั้นคือสิ่งที่กลัวมาก แต่อย่างดาวิกานี่ และผมก็คิดว่านั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวดาวิกาเขาด้วย ตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตั้งแต่ตอนที่เราคุยกันซ้อมกัน ผมคิดว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวเขามาตลอดว่า เขาไม่อยากเล่นเป็นหมิว (ลลิตา ปัญโญภาส ผู้รับบท ‘ตุ้ม’ ในฉบับภาพยนตร์) เขาไม่อยากให้ตุ้มมันเป็นตัวละครตัวนั้น แต่เขาก็ไม่ได้มาคุยกับผมเรื่องนี้นะ เขาก็คงทำของเขาไปเงียบๆ ในหัวเขา แล้วพอถ่ายดาวิกาไปได้สัก 3 คิว เรารู้แล้วว่าแม่งไม่เหมือนแน่ๆ แล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ว่าผมจะไปกับเขาถึงแค่ไหนมากกว่า&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณบรีฟเขาก่อนไหมว่าไม่อยากให้เล่นเหมือน</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</h4>



<p>ไม่เลย ผมไม่บรีฟอะไรทั้งสิ้นเลย ไอ้ตรงนี้มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเหมือนกันนะ คือนักแสดงบางคนเขาอยากให้ผู้กำกับบอกทุกอย่างเลย แล้วเขาจะจัดการมันได้ดีมาก แต่นักแสดงบางคนเราก็ต้องให้พื้นที่เขานิดหนึ่ง แล้วถ้าเราให้พื้นที่เขาแล้วเขาก้าวไปในทิศทางที่เรารู้สึกว่าแม่งไม่ค่อยดีว่ะ เราถึงจะคุยกัน&nbsp;</p>



<p>แล้วอย่างผม ผมไม่ค่อยชอบไปกำกับนักแสดง ไม่ค่อยชอบไปบอกว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่ค่อย คือมันมีนักแสดงแบบนั้นที่ผมต้องจัดการ ส่วนมากก็คือเป็นพวกไม่ได้เป็นมืออาชีพ เพราะซีรีส์อันนี้นักแสดงมันหลากหลาย มีทั้งเบอร์แบบดาวิกา กับเบอร์ที่เป็นนักแสดงอาชีพที่เขาอาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนเป็นดารา แต่เขาเป็นนักแสดงอาชีพที่เป๊ะมากก็มี แต่ขณะเดียวกัน ก็มีนักแสดงอีกจำนวนหนึ่งเลยในซีรีส์เรื่องนี้ ที่บางคนเกิดมาไม่เคยเห็นกล้องถ่ายหนังด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการดีลกับนักแสดงแต่ละคนก็ต้องดีลคนละแบบ คือผมรู้สึกว่าถ้าผมได้ใหม่ ดาวิกา มาเล่นเป็นตัวละครตัวนี้ ถ้าผมไปบอกเขาไปหมดว่าผมอยากได้ยังไง ไม่อยากได้ยังไงปั๊ป ผมรู้สึกว่ามันไม่คุ้มว่ะ มันไม่คุ้มเงินที่จ่ายไป รู้สึกว่าคุณมีอะไรในกระเป๋าควักออกมาให้ผมดีกว่า ผมชอบวิธีนั้นมากกว่า&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170594" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เพราะว่านักแสดงเบอร์นั้น คุณไม่ต้องไปห่วงเรื่องการแสดงเขาหรอกครับ เขาแม่งช่ำชองจนแทบจะสั่งได้ อยากให้เขาร้องไห้ซีนไหนเขาร้องไห้แงน้ำตาแตกได้ตรงหน้ามอนิเตอร์เลย อยากให้เขาหัวเราะตรงไหนเขาทำได้เลย ฉะนั้นการแสดงมันไม่ใช่ประเด็น มันคือเราต้องเปิดพื้นที่ ประกอบกับเราต้องชาเลนจ์เขาไปด้วยว่า ไหน มีอะไรดีควักมาให้หมด อย่าเก็บเอาไว้ มันเป็นวิธีนั้นมากกว่า&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ปกติที่ผ่านมาเวลาจบงานคุณเคยรู้สึกแฮปปี้ขนาดนี้ไหม</strong>&nbsp;</h4>



<p>น้อยมาก แทบไม่เคยเลย ครั้งนี้เป็นครั้งที่รู้สึกว่า เออ เชี่ยแม่งออกมาดีว่ะ ก็เนี่ยเวลาต้องประชุมกันกับทาง Netflix กับทางไฟว์สตาร์ พอหนังเสร็จแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มีความกังวลต่างๆ นานา ว่าอันนี้มันจะโดนไหม อันนั้นมันจะโดนไหม ผมเป็นคนเดียวในห้องประชุมเลยที่บอกว่า ผมไม่กังวลอะไรเลย ผมว่ายังไงก็เวิร์ก คิดดูสิ เดี๋ยวก็รู้ (หัวเราะ) แต่ว่าไม่บ่อยครับ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มันอาจจะเกี่ยวกับวัยด้วยหรือเปล่า คุณอาจจะมีความคลี่คลายอะไรบางอย่าง&nbsp;&nbsp;</strong></h4>



<p>ไม่รู้ว่ะ แต่ว่าผมไม่ค่อยมานั่งวิเคราะห์เรื่องพวกนี้หรอกครับ ยิ่งโดยเฉพาะอารมณ์ตัวเองผมไม่ค่อยมานั่งวิเคราะห์หรอก ก็คือรู้สึกยังไงก็รู้สึกอย่างนั้น เพราะเวลามันรู้สึกไม่ดีกับอะไร มันก็รู้สึกไม่ดีนะ มันไม่ใช่ว่าเรารู้สึกไม่ดีแล้วเราจะมานั่งพูดว่าเรารู้สึกดี&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณมักพูดถึงแผลในหนังที่เคยทำ เอาจริงๆ ก็เป็นกับผู้กำกับทุกคน โอเค เรื่องนี้มันอาจจะมีอะไรใหม่ๆ แต่ว่าคุณได้กลับไปซ่อมแซมแผลเหล่านั้นไหม หรือว่าไม่ได้ไปแตะมันเลย</strong></h4>



<p>ไม่ได้ไปแตะมันเลยครับ เพราะต้องเข้าใจว่าเรื่องตลก 69 ฉบับที่เป็นภาพยนตร์มันทำมานานมากเกินกว่าที่ผมจะไปยุ่งกับมันแล้ว ผมไม่ได้คิดจะไปแก้ไขอะไรมันหรอก กับอีกอย่างก็คือ ผมกลัวมากว่ามันจะไม่หนีเรื่องเดิมมั้ง ฉะนั้นมายด์เซตของผมที่มาทำซีรีส์เรื่องนี้ มันเลยเป็นมายด์เซตของผม ผมไม่ได้คิดว่าผมรีเมกอยู่ ผมคิดว่าผมทำซีรีส์เรื่องใหม่เลย ผมก็เลยไม่ได้กลับไปดูหนังไม่ได้อะไรเลย คือผมไม่นั่งคิดว่าผมรีเมกหนังของตัวเอง ถ้าคิดแบบนั้น คิดว่าจะไม่ทำ จริงๆ ส่วนหนึ่งที่บอกกับไฟว์สตาร์ตอนแรกว่าผมจะไม่กำกับเอง ก็เพราะมีส่วนตรงนั้นด้วย เพราะผมรู้สึกว่า เชี่ย ให้กูมานั่งรีเมกหนังกู กูจะรีเมกยังไงวะ แบบถ่ายช็อตเดิมแต่เปลี่ยนเลนส์งี้เหรอ นั่นคือส่วนหนึ่งที่ตอนแรกลังเลว่าไม่อยากกำกับ แต่พอเราเขียนบทไปเรารู้แล้ว แม่งไม่ใช่รีเมกว่ะ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า สตรีมมิงเป็นโอกาสสำหรับเขาและผู้กำกับหลายๆ คน ทั้งในด้านการดูและการทำงาน สำหรับตัวคุณเอง ณ ตอนนี้ก็มาในจุดที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมา ก็คือทำซีรีส์ขึ้นสตรีมมิง ตอนนี้มองสิ่งนี้ยังไง ว่ามันคือเวย์ที่น่าไปกว่าไหม</strong></h4>



<p>ผมครึ่งๆ ครับ ผมว่าในกรณีของผมมันเป็นที่ตัวไอเดียของผม หรือเรื่องที่ผมมีมากกว่า คือบางไอเดียมันเหมาะที่จะเป็นสตรีมมิงได้ ผมก็คิดว่าถ้าเกิดผมมีไอเดียแบบนั้น ผมก็อาจจะไปเสนอสตรีมมิงนะ แต่ว่าบางไอเดียมันก็ไม่เหมาะ อย่างสมมติผมมีไอเดียว่ามันเป็นหนังไฮบริดจ์ แบบเป็นหนังเงียบแบบ ชาลี แชปลิน ครึ่งเรื่อง แล้วเป็นหนังพูดครึ่งเรื่องผสมกัน อย่างนี้มันก็ไม่เหมาะกับสตรีมมิง ไปเสนอสตรีมมิงที่ไหนเขาจะได้เอาไข่เน่าปาหน้าผมออกมาจากออฟฟิศเขา เอ๊ะ หรือ Netflix สนใจ (หัวเราะ) แล้วถ้าผมอยากทำไอเดียนั้นผมก็ต้องไปหาเงินแบบ Independent แบบหนังอินดี้ ต้องไปหาจากเมืองนอก หาจากทุนรัฐบาล หาจากอะไรแบบนี้ เก็บเล็กผสมน้อยหาเพื่อจะได้ทำ&nbsp;</p>



<p>แต่อย่างวิศิษฏ์เขาจะต่างจากผมนะ อย่างวิศิษฏ์เขาผลิตไอเดียได้ตลอดเวลา ครั้งหนึ่งเขาเคยรับหน้าที่เป็นเหมือน Content Generator เลย อาทิตย์หนึ่งเขาต้องคิดพล็อตสั้นๆ เขียน 1 หน้า A4 ได้ 2-3 พล็อต แล้วพอสองสามอาทิตย์ที เขาคิดได้ 7-8 พล็อต เขาก็นัดประชุมกับบอร์ดผู้บริหารแล้วก็ไปเสนอ เพราะฉะนั้นเขาเป็นคนที่เจเนอเรตไอเดียได้เร็วและไอเดียแปลกๆ ได้เยอะมาก&nbsp;</p>



<p>ผมไม่ใช่ ผมเป็นคนแบบ ผมมีไอเดียอยู่หนึ่งไอเดียหรือสองไอเดีย แล้วผมต้องทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ ผมไม่มีห้าไอเดียในเวลาเดียวกัน อย่างวิศิษฏ์เขาสามารถที่จะถ้าไอเดียนี้ถูกยิงตก ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี เขาสวิชต์ไปอีกไอเดียหนึ่งได้ อย่างผมผมไม่มี ผมแม่งเหมือนฤาษี อยู่ในถ้ำ แล้วนานๆ ก็จะเกิดไอเดียดีๆ สักที โอ้โห ไอเดียนี้กูต้องพามันไปถึงฝั่งให้ได้ ผมก็เลยจะต้องพามันไป จะด้วยวิธีไหน ถ้าเผื่อไอเดียนั้นมันเหมาะกับสตรีมมิง ผมก็เดินไปหาสตรีมมิง ถ้ารู้ว่ามันไม่เหมาะแน่ๆ แล้วผมไม่มีไอเดียอื่น แต่ผมอยากทำ ผมก็ต้องเดินไปอีกเส้น ผมไม่ได้เห็นมันเป็น ว้าว สตรีมมิงนี่คือคำตอบของฉันแล้ว ผมไม่ได้เห็นแบบนั้น แต่ขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้ต่อต้านสตรีมมิง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170596" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณเคยพูดว่ารู้จักตัวเองจากการทำหนัง สิ่งที่เรียนรู้ในชีวิตจนกลายเป็นคนแบบนี้มาจากการทำหนัง เลยอยากรู้ว่า แล้วจากการทำซีรีส์หนึ่งเรื่อง คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในแง่มุมไหนเพิ่มขึ้นหรือไม่&nbsp;</strong></h4>



<p>อาจจะเรียนรู้เรื่องการ compromise มั้ง คือเวลาผมทำหนังนี่มันคือ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมหมดเลย เพราะผมขลุกมากับมัน ผมศึกษามาอย่างดี แล้วเวลามันเป็นหนังเราเอง โปรเซสตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีใครรู้ดีเท่าเรา แต่พอมาทำซีรีส์มันไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะว่าผมไม่รู้วัฒนธรรมซีรีส์ หรืออย่างที่คุณบอกผมว่า เขาดูตอนจบก่อนนะ อะไรแบบนี้ วัฒนธรรมแบบนี้ พฤติกรรมแบบนี้ ผมไม่รู้จัก มันใหม่มาก เพราะฉะนั้นมันต้องประนีประนอมเยอะกับหลายๆ ฝ่าย แต่โอเค เวลาเราพูดว่าประนีประนอมมันก็คือผมก็มีเส้นของผมอยู่ ถ้ามันเลยเส้นนี้เราก็ประนีประนอมไม่ไหวเหมือนกัน แต่การประนีประนอมมันก็คือสิ่งนี้แหละ สมมุติมี 5 ฝ่าย ที่ต้องมา compromise กัน ทุกฝ่ายก็มีเส้นของตัวเองหมดแหละ แล้วทุกครั้งเมื่อเกิดการเจรจา มันก็คือเจรจาให้เส้นห้าเส้นแม่งกลายเป็นเส้นเดียว แล้วพอเป็นเส้นเดียวเมื่อไหร่ก็จบ นั่นก็คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ซึ่งโชคดีที่มาเรียนรู้ตอนอายุขนาดนี้มันก็ง่ายหน่อยที่จะประนีประนอม ตอนเราหนุ่มๆ กว่านี้มันอาจจะยาก หัวมันเป็นคนดื้อ พออายุมากตรงนั้นมันก็ละลายหายไป สนใจสิ่งที่คนอื่นเขาคิดบ้าง&nbsp;&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อายุเท่านี้มีเรื่องอะไรที่กวนใจคุณเกี่ยวกับเกี่ยวกับตัวเองบ้างไหม&nbsp;</strong></h4>



<p>(หัวเราะ) ไม่มี ผมโชคดีมากเลย สามารถตอบได้เลยว่าไม่มีอะไรกวนใจชีวิตเลย ตอนนี้สิ่งที่ระวังในชีวิตคืออะไรรู้หรือเปล่า คือจะไม่ทำอะไรที่ไม่อยากทำแล้ว ทุกอย่างที่ทำต้องอยากทำหมด พยายามจะรักษาสิ่งนั้นไว้&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เหมือนที่คุณเคยพูดไว้ว่ามันเป็นข้อดีของความแก่ที่ว่าเราเลือกได้ว่าเราจะทำแต่สิ่งที่ชอบหรือเปล่า</strong></h4>



<p>แหม แต่ถ้าคุณแก่แล้วคุณไม่มีเงินเลยมันก็เลือกไม่ได้นะ คืออย่างผม ผมก็ไม่ได้ร่ำรวย แต่ว่าผมก็ทำงานมานาน แล้วบังเอิญอุตสาหกรรมที่ผมทำ ไม่ใช่ภาพยนตร์นะ ผมทำโฆษณามาเป็นเวลาตั้ง 30 ปี อุตสาหกรรมนั้นมันให้ค่าตอบแทนคุณได้เรียกว่าค่อนข้างดีละกัน แล้วเราก็รู้มาตลอดว่าเราต้องประหยัด เราต้องเก็บเงิน ทีนี้มันมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าเราใช้ชีวิตที่สมถะ เราไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องการหาเงินเป็นจำนวนมหาศาล ลูกก็ไม่มี ตรงนั้นมันก็ช่วย&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นมันก็ไม่ใช่คนแก่ทุกคนที่จะคิดอย่างนี้ได้ ข้อดีของคนแก่ ความแก่มันอาจจะดีตรงที่ว่า เมื่อก่อนนี้มันต้องเกรงใจคนเยอะ คนโทรมาจะให้ไปช่วยทำอะไร บางทีไม่ได้อยากทำหรือว่าเห็นไม่ตรงกับเขาเลย จุดยืนก็คนละจุดกัน แต่เมื่อก่อนก็ไม่กล้า เขาเป็นผู้ใหญ่โทรมา เราก็ต้อง หนึ่ง ฝืนใจไปทำ หรือสอง ถ้าฝืนใจไม่ได้จริงๆ ก็ต้องใช้วิธีโกหก ไม่ว่าง พอดีไปต่างประเทศครับ ช่วงนั้นจะไม่อยู่ เดี๋ยวนี้นะพออายุเท่านี้แล้ว ไม่ต้องโกหกแล้ว แล้วไม่ต้องทำด้วย สามารถบอกได้เลยว่า ไม่สะดวก แล้วไม่มีใครว่าอะไรได้ด้วย แล้วก็ประกอบกับพอเป็นอย่างเรา มีอาชีพแบบนี้ มีนิสัยแบบนี้ คนก็จะบอกว่า อ๋อ พี่เขาติสต์ พวกเราไม่เข้าใจเขาหรอก อ้าว กลายเป็นดีไปอีก แทนที่จะบอกว่าพี่เขาเหี้ยฉิบหาย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170597" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/เป็นเอก-C02-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้คุณมีวิธีรักษาความฟิตยังไง ดูแลร่างกายยังไง</strong></h4>



<p>นอนเยอะๆ กินน้อยๆ แล้วก็ออกกำลัง ผมนอนเยอะมาก แล้วก็กินน้อย แล้วก็ออกกำลังเยอะๆ ว่ายน้ำทุกวัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ยังสูบบุหรี่อยู่ไหม</strong>&nbsp;</h4>



<p>ไม่สูบแล้ว เลิกแล้ว นี่คือข้อดีของโควิดนะ เลิกตอนมีโควิดมา เลยเลิกไปเลยแต่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะเลิกนะ เพราะว่าเราเป็นคนชอบดูดบุหรี่มาก แต่ตอนโควิดรอบแรก คิดว่าจะหยุด เพราะตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า เชี่ย ถ้ากูเจ็บคอนะ กูอยากรู้ว่ากูเจ็บคอเพราะเป็นโควิดหรือเพราะดูดบุหรี่ ก็เลยหยุดดูดบุหรี่ไป ถ้าเกิดเจ็บคอกูก็เป็นโควิดแน่ๆ ปรากฏว่าแม่งหยุดไปปีหนึ่งละ เสร็จปั๊ปก็เลย อ้าว ไม่ได้อยากดูดแล้วนี่หว่า ก็เลยหยุดต่อ ตอนนี้เลยถือว่าเลิกแล้ว จริงๆ ไม่เคยคิดจะเลิกเลยบุหรี่ เป็นสิ่งที่ชื่นชอบมาก&nbsp;</p>



<p>เครดิตภาพ: Netflix </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/6ixty-nin9-the-series/">เป็นเอก รัตนเรือง เรื่องตลก (ในวัย) 61</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชวน Oscar Jerome ศิลปินหนุ่มจากลอนดอน เล่าเรื่องเบื้องหลัง 5 เอ็มวีสุด weird</title>
		<link>https://adaymagazine.com/oscar-jerome/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Aug 2023 10:17:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Oscar Jerome]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169645</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ่ายวันหนึ่ง ณ ออฟฟิศ a day ขณะที่เรากำลังไล่เปิดเอ็มวีหลายๆ เพลงในอัลบั้ม The Spoon ของ ออสการ์ เจอโรม (Oscar Jerome) หลังจากที่ได้ทราบข่าวว่า ผู้จัดอย่าง HAVE YOU HEARD? จะนำเขามาเล่นที่กรุงเทพฯ นั้น ทีมงานคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “เอ็มวี weird แบบนี้ อยากรู้จังว่าบรีฟกันยังไงนะ”&#160; นาทีนั้น เราก็เลยตกลงใจว่าจะไปคุยกับ ออสการ์ เจอโรม เกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังเอ็มวีแหวกๆ แปลกๆ ทั้งหลายของเขานี่แหละ&#160; ออสการ์ เจอโรม เป็นใคร?&#160; เล่าแบบย่นย่อ เรามีโอกาสได้เห็น ออสการ์ เจอโรม ตั้งแต่ยังเล่นอยู่กับวงเก่าของเขาที่ชื่อ Kokoroko ซึ่งเล่นแนว Jazz-Afrobeat ก่อนที่เขาจะออกมาทำอัลบั้มเดี่ยว โดยทั้ง Kokoroko และ ออสการ์ เจอโรม เป็นศิลปินอังกฤษที่อยู่ใน UK Jazz Scene อันหมายถึงว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oscar-jerome/">ชวน Oscar Jerome ศิลปินหนุ่มจากลอนดอน เล่าเรื่องเบื้องหลัง 5 เอ็มวีสุด weird</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บ่ายวันหนึ่ง ณ ออฟฟิศ a day ขณะที่เรากำลังไล่เปิดเอ็มวีหลายๆ เพลงในอัลบั้ม The Spoon ของ ออสการ์ เจอโรม (Oscar Jerome) หลังจากที่ได้ทราบข่าวว่า ผู้จัดอย่าง HAVE YOU HEARD? จะนำเขามาเล่นที่กรุงเทพฯ นั้น ทีมงานคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “เอ็มวี weird แบบนี้ อยากรู้จังว่าบรีฟกันยังไงนะ”&nbsp;</p>



<p>นาทีนั้น เราก็เลยตกลงใจว่าจะไปคุยกับ ออสการ์ เจอโรม เกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังเอ็มวีแหวกๆ แปลกๆ ทั้งหลายของเขานี่แหละ&nbsp;</p>



<p>ออสการ์ เจอโรม เป็นใคร?&nbsp;</p>



<p>เล่าแบบย่นย่อ เรามีโอกาสได้เห็น ออสการ์ เจอโรม ตั้งแต่ยังเล่นอยู่กับวงเก่าของเขาที่ชื่อ Kokoroko ซึ่งเล่นแนว Jazz-Afrobeat ก่อนที่เขาจะออกมาทำอัลบั้มเดี่ยว โดยทั้ง Kokoroko และ ออสการ์ เจอโรม เป็นศิลปินอังกฤษที่อยู่ใน UK Jazz Scene อันหมายถึงว่า ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซีนดนตรีแจซในอังกฤษนั้นเฟื่องฟูมากๆ จากความสุกงอมขององค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งการเรียนการสอนแจซ การเติบโตของคนรุ่นใหม่ๆ ที่แตกฉานและมีสไตล์ แจซแบบ UK นั้น ไม่ได้เดินตามแทรดิชันแนลแจซแบบอเมริกัน แต่มีอิทธิพลของดนตรีมากมายหลากหลายผสมผสานอยู่ในนั้น</p>



<p>เช่นเดียวกับ ออสการ์ เจอโรม ที่ตัวเขาเองก็บอกไม่ได้ว่าดนตรีของเขาเป็นแนวอะไร เพราะมีส่วนผสมทุกอย่างที่เขาชอบ เช่น Prince, The Clash, ดนตรีละตินอเมริกา แม้กระทั่ง Trap กับไลน์กีตาร์ของเขาที่เป็นแจซ ยังไม่นับอิทธิพลทางดนตรีอื่นๆ ที่เขาเติบโตมากับเพลงร็อกอย่างของ Jimi Hendrix, Rage Against the Machine กระทั่งมี George Benson เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาเล่นกีตาร์แจซ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169706" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ตัดภาพมาที่ร้าน DECOMMUNE ย่านราชดำเนิน ซึ่งเป็นสถานที่แสดงของ ออสการ์ เจอโรม ในคืนนั้น หลังจากซาวนด์เช็กเสร็จเขาก็มานั่งให้สัมภาษณ์​กับเราชาว a day ซึ่งเป็นสื่อเจ้าเดียวที่ติดต่อขอสัมภาษณ์เขา ออสการ์ เจอโรม เป็นคนเฟรนด์ลี่และหัวเราะเก่ง แต่การตอบคำถามของเขาเต็มไปด้วยรายละเอียดที่มาจากการคิดเยอะและบางครั้งก็ลุ่มลึก ขัดกับการแสดงออกตลกๆ เพี้ยนๆ ในเอ็มวี บุคลิกซับซ้อนดีแท้ไม่ต่างจากดนตรีของเขา</p>



<p>โชว์ในคืนนั้นสุดยอดมาก ซาวนด์ดีเหลือเชื่อ Vibe ของผู้ชมสนุกได้ที่ ก่อนเริ่มงานเราถามเขาว่า ปกติแล้วเขาดื่มก่อนขึ้นเวทีไหม ออสการ์ เจอโรม ตอบว่า ส่วนใหญ่แล้วไม่ เพราะบนเวทีเขาต้องมีโฟกัสกับหลายอย่างเหลือเกิน แต่หลังจบงาน เราดีใจได้ทักทายกับเขาอีกครั้งพร้อมขวดเบียร์ยี่ห้ออเมริกันในมือ เขาบอกเราว่า หวังว่าจะได้กลับมาเล่นที่นี่อีกครั้ง เราเองก็หวังแบบนั้นเช่นกัน</p>



<p>เอาล่ะ และต่อไปนี้คือบทสนทนาเกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลัง 5 เอ็มวีสุด weird ของ ออสการ์ เจอโรม ที่จะพาคุณไปรู้จักเพลงของเขาและตัวตนของเขา ขอเชิญฟังไป ดูไป อ่านไป ได้เลย&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Sweet Isolation (Official Video)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/NeuYGdhlcbA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Sweet Isolation&nbsp;</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แลนด์สเคปโออ่าของไอซ์แลนด์</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องไปถ่ายที่ไอซ์แลนด์</strong></h4>



<p>ผมเคยไปเที่ยวไอซ์แลนด์ตอนวัยรุ่น และชอบแลนด์สเคปที่นั่นมาก ความเป็นที่โล่งกว้าง สามารถมองออกไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนดาวดวงอื่น ซึ่งตอนแต่งเพลงนี้ผมก็มีภาพในหัวว่า กำลังเดินในที่เวิ้งว้างว่างเปล่า เหมือนอยู่บนดวงจันทร์ คิดว่าภาพแบบนี้มันเข้ากับอารมรณ์เพลงดี ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผมเลือกไปถ่ายเอ็มวีที่ไอซ์แลนด์ ไปกับน้องชาย และมีเพื่อนที่นั่นคอยช่วยเหลือ เราอยู่ที่ไอซ์แลนด์ประมาณ 10 วัน ใช้เวลาถ่ายประมาณ 1 สัปดาห์ และเที่ยวด้วย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คำว่า Sweet Isolation ในที่นี้มีความหมายกับคุณยังไง</strong> &nbsp;</h4>



<p>จริงๆ แล้วเพลงนี้เป็นเพลงอกหักครับ (หัวเราะ) แต่ในขณะเดียวกันก็พูดถึงความงามในความเศร้า บ่อยครั้งศิลปะที่งดงามก็งอกเงยออกมาจากช่วงเวลาอย่างตอนเช้า หรืออารมณ์แห่งความเศร้านี่แหละ ผมคิดเรื่องนี้เยอะตอนแต่งเพลงนี้ ขณะเดียวกันมันก็เกี่ยวกับการใช้เวลาในขณะที่คุณรู้สึกเศร้าหมอง ที่จะนั่งจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกนั้น และทำความเข้าใจมัน อย่างคุณเองอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ก็อาจจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน เหมือนกับที่ลอนดอน คือมันง่ายมากที่คุณจะทำสิ่งต่างๆ มากมาย แต่คุณไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในจุดไหน เพราะไม่มีเวลาใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต นั่นคือสิ่งที่ผมได้ทำในช่วงโควิดระบาด เพราะทำอย่างอื่นไม่ได้นั่นเอง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169725" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C04-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตัวละครในเอ็มวีเหมือนคนที่พยายามจะทำชีวิตให้ปกติ แต่ขณะเดียวก็ดูมีบางอย่างในมุมหนึ่งของจิตใจ</strong>&nbsp;</h4>



<p>มันเหมือนกับมี Demon คอยพูดกับเขาอยู่ตลอด แต่ว่าจริงๆ มันเป็นอารมณ์ขันเหมือนกันนะ มันไม่ได้พูดอะไรที่ซีเรียสขนาดนั้นไปเสียทั้งหมด ผู้ชายคนนี้คือตัวละครที่พยายามบอกตัวเองว่าเขาไม่เป็นอะไร โดยพยายามใช้ชีวิตปกติ และเหมือนกำลังคุยกับใครตลอดเวลา แต่ไอเดียคือ เขาไม่ได้พูดกับใครเลย จริงๆ แล้วเขาอยู่คนเดียว และจะเห็นตัวละครอีกตัว คือคนที่ใบหน้าแบ่งครึ่ง อันนั้นเป็นเหมือนตอนที่ถูกกลืนกินโดยความเศร้า ผมตั้งชื่อว่า Ice Guycicle เป็นคาแรกเตอร์ในจินตนาการ ซึ่งก็คืออีกเวอร์ชันหนึ่งของตัวผมเอง</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Berlin 1" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/3pB0E0U19bY?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Berlin 1</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถอยมองชีวิตจากมุมมองบนบอลลูน</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนต้นของเอ็มวีที่คุณพูดว่า &#8220;ลองจินตนาการถึงการมองโลกจากบนบอลลูน ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนที่คุณรู้จักตัวเล็กเท่ามด ความคิดนี้ทำให้ชีวิตดูช่างไร้ความหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสงบอย่างยิ่ง</strong>&#8221; <strong>มันคืออะไร</strong></h4>



<p>อันนี้ก็ควรเป็นเรื่องตลกเหมือนกัน (หัวเราะ) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังสับสนกับหลายๆ อย่าง และกำลังคิดว่า แทนที่จะจมอยู่กับปัญหาต่างๆ ในชีวิต คนเราควรจะถอยออกมามองตัวเองเหมือนเรากำลังดูหนังอยู่ได้ด้วย เพื่อที่จะเห็นว่า จริงๆ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ทุกคนก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน คุณก็เป็นแค่ฟันเฟืองหนึ่งของโลกใบนี้ ซึ่งบางครั้งผมคิดว่ามุมมองแบบนี้มันช่วยได้</p>



<p>เพลงนี้ก็เป็นเพลงอกหักเหมือนกัน มันเป็นธีมในตอนนั้นครับ (หัวเราะ) มันเกี่ยวกับการเห็นภาพของตัวเองในมุมมองของคนอื่น เหมือนท่อนที่ร้องว่า <em>&#8220;Cause I see him in the reflection of a woman’s eyes&#8221;</em> เพราะว่าโลกทุกวันนี้ เราทุกคนหมกมุ่นกับสิ่งต่างๆ อย่างมือถือ เราโพสต์รูปตัวเอง เราคิดว่าเราจะเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของเราได้ยังไง เราคิดว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเราตลอดเวลา กลายเป็นว่าความเป็นตัวเราขึ้นอยู่กับมุมมองของคนอื่น แทนที่เราจะเป็นตัวเองจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะเปรียบกับความสัมพันธ์ได้เหมือนกัน ที่คุณควรจะมั่นใจในความเป็นตัวเองด้วย ไม่ใช่คิดแต่ว่าคนที่คุณมีความสัมพันธ์จะมองคุณยังไง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ฉากที่ลงไปในแม่น้ำงมดาบขึ้นมาคืออะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>มันมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับไวกิ้ง ประมาณว่า เมื่อนักรบตาย ดาบจะถูกโยนลงไปยังก้นบึ้งของแม่น้ำหรือทะเลสาบ ฉากนั้นก็เหมือนกับการฟื้นคืนชีพอะไรสักอย่าง แต่เราอยากให้มันออกมาตลกนะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169707" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณดูเป็นคนที่มีความคิดที่ซีเรียส แต่ก็ผสมกับความสนุกตลอดเวลา&nbsp;</strong></h4>



<p>ใช่ๆ ผมเป็นคนชอบใช้ความคิด ผมเป็น Thinker เป็นคนคิดเยอะกับทุกๆ เรื่อง ผมชอบสิ่งที่ผมครีเอต และคิดว่ามันสำคัญที่ต้องมีความลุ่มลึก ไม่ได้แค่อยากทำออกมาอย่างงั้นๆ เพราะสำหรับผม ศิลปะคือสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งซึ่งใช้สื่อสาร เป็นรูปแบบของภาษาที่มีประวัติศาสตร์ และคิดว่ามันสำคัญที่ต้องใช้ความคิดและความใส่ใจในการสร้างสรรค์&nbsp;</p>



<p>แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้อยากเป็นคนที่ซีเรียสจริงจังเหลือเกิน ถ้ารู้จักกันส่วนตัว จะรู้ว่าผมชอบที่จะทำตัวบ้าๆ ตลกๆ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คนเราต้องพรีเซนต์ตัวเองตลอดเวลา คือผมรู้สึกว่าอย่าไปซีเรียสอะไรขนาดนั้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เอ็มวีของคุณเองก็ดูบ้าๆ ทุกตัว</strong>&nbsp;</h4>



<p>ผมชอบความเซอร์เรียล เหมือน Frank Zappa นักร้องดังในยุค 60-70 ดนตรีของเขามี Element ที่เซอร์เรียล ผมคิดว่ามันเจ๋งดี ผมชอบปั่นประสาทคน ทำให้คนสับสน และในงานศิลปะ บางครั้งมันเจ๋งดีที่ทำงานศิลปะเพื่อศิลปะ ไม่จำเป็นต้องทำศิลปะเพื่อโน่นนั่นนี่ตลอด แต่เป็นการสื่อสารความรู้สึกบางอย่าง คือมันมีความหมายแหละ แต่ในความหมายนั้นไม่จำเป็นต้องอธิบายออกมาด้วยคำพูดตลอด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Feet Down South - Visualiser" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/YE9tChS3_9M?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Feet Down South&nbsp;</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ลอนดอนชีวิตดีๆ ที่ลงตัว</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมเอ็มวีเพลงนี้เป็นแค่ลูปของผู้ชายขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นแค่ Visualizer</strong>&nbsp;</h4>



<p>อย่างแรกเลยคือ ผมไม่ได้อยากทำฟูลวิดีโอสำหรับทุกอย่าง โดยเฉพาะทุกวันนี้ที่คนเราให้ความสนใจอะไรในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าคุณทำฟูลวิดีโอ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ดูจนจบก็ได้ อาจจะดูแค่บางส่วน บางครั้งผมเลยรู้สึกว่า เราสามารถทำอะไรที่สั้นๆ โดนๆ ผมทำอันนี้ให้เป็นภาพที่เสริมเรื่องราวของชายที่ชื่อ Jerry ซึ่งผมสร้างเขาขึ้นมาเพื่ออัลบั้มนี้ ชายคนที่หวีผมแปล้ใส่สูทที่คุณเห็นในวิดีโอ เขาก็คือผมนั่นแหละ แต่นั่นคือ Jerry (หัวเราะ) เป็นอีกตัวตนหนึ่งของผม</p>



<p>Jerry มีที่มาจากการที่ผมชอบเลียนสำเนียงอเมริกันเหมือนเพื่อนที่มาจากนิวเจอร์ซีย์ และพอตอนเราถ่ายภาพสำหรับอัลบั้ม The Spoon ผมก็ถูกจับแต่งสูท เหมือนเป็นนักธุรกิจในหนังเรื่อง American Psycho เราเลียนแบบคาแรกเตอร์ของ คริสเตียน เบล กับเลื่อยไฟฟ้าเหมือนในหนัง ซึ่งตอนถ่ายผมก็พูดสำเสียงแบบนั้นเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าคาแรกเตอร์นี้น่าสนใจ เราน่าจะทำอะไรกับมันได้อีก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169708" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เพลงนี้ผมมีไอเดียว่าอยากให้ Jerry เดินทางผ่านอุโมง เหมือนซีนในหนังเก่าๆ ตอนถ่ายก็ตลกมาก ก็คือมีผมขี่สกูตเตอร์ และเพื่อนของผมก็อยู่บนมอเตอร์ไซค์อีกคัน ขี่ประกบกันไป ใช้ทุนต่ำมาก</p>



<p>เพลงนี้เกี่ยวกับความยากลำบากของการใช้ชีวิตในเมือง การใช้ชีวิตในที่ที่คุณต้องไปข้างหน้าตลอดเวลา ทำงานหนักตลอดเวลา ส่วนหนึ่งมันพูดถึงลอนดอนตอนใต้ด้วย ที่ที่ผมอยู่มานาน ความสวยงามของที่นั่น ผู้คนที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ระบบของมันก็บังคับให้คนต้องตั้งคำถามว่าเราควรมีชีวิตอยู่อย่างไร ค่าครองชีพที่สูง ผมพูดถึงอนาคต โลกแบบไหนที่เรากำลังสร้างให้คนรุ่นต่อไป ซึ่งในเพลงนี้มีเสียงหลานสาวของผมด้วย ท่อนที่ร้องว่า <em>&#8220;Don’t end up falling through the crack in the pavement&#8221;</em> ผมอยากให้มันมีฟิลลิ่งของ ความสดใสร่าเริงที่คุณจะรู้สึกได้จากเด็กๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีฉากหลังเป็นความดาร์กและความยากของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ สิ่งเหล่านี้จะสร้างสิ่งดีๆ ได้สำหรับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร ไม่รู้สิ ผมมองไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Channel Your Anger Visualiser" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/B2hpMexNsaI?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Channel Your Anger</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เอ็มวีเพลงนี้ก็เป็นลูปเหมือนกัน</strong>&nbsp;</h4>



<p>เพลงนี้ไม่มีเนื้อ มันเกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้สึกรุนแรงของคุณออกมาเป็นอะไรที่ดีและมีความหมายมากกว่าแค่การโมโห ลูปของเพลงนี้ก็แค่ผมตะโกนใส่กระจก การแสดงก็คือแค่พยายามจะถ่ายทอดอารมณ์ของความไม่พอใจออกมา ความโกรธเกรี้ยว และวิธีที่คุณจะใช้พลังไปในทางที่ผิดกับสิ่งที่มันมากระทบคุณ เหมือนเวลาขับรถ ผมได้ยินมาว่าที่กรุงเทพฯ นี่ก็ใช่ย่อย คนขับรถกันแย่ๆ เหมือนเวลาใครบางคนตัดหน้าคุณ คุณก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตะโกนด่า แต่ว่าต่อจากนั้นคนๆ นั้นก็ไปตามทางของเขา แต่คุณยังแบกความรู้สึกโกรธนั้นไว้อยู่กับตัว มันไม่มีอะไรดีเลย ไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย อยากให้ถ่ายทอดความรู้สึกรุนแรงของคุณออกมาเป็นอะไรที่…ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรนะ แต่เป็นอะไรที่ดีกว่านั้น หรือไม่ก็เรียนรู้ที่จะควบคุมมัน (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ่ายทำยังไง&nbsp;</strong></h4>



<p>ผมต้องตะโกนสุดเสียงใส่กระจกเลยตอนถ่าย แต่ว่าคนดูแล้วบอกว่าไม่ค่อยชอบนะ มันกวนใจ (หัวเราะ) ซึ่งงานนี้ทำให้ผมเจ็บคอมาก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง โชคดีไม่ต้องร้องเพลงในวันรุ่งขึ้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Oscar Jerome - Feed The Pigs" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/dcXVlypAvKs?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Feed the Pigs</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ความน่าสะอิดสะเอียนของเจ้าหมูที่ตะกละตะกลาม</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพลงนี้ไอเดียคืออะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>เพลงนี้เราถ่ายกันในลิฟต์ ต้องบอกว่าทุกเพลงผมได้ มัลคอล์ม แย็ง (Malcolm Yaeng) มาทำอาร์ตไดเรกชันให้ เขาเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์และสไตลิสต์ที่เก่ง เพื่อนผมเอง</p>



<p>เพลงนี้ค่อนข้างจะเกี่ยวกับการเมืองหน่อย เหมือนกับคำว่า Nepotism ที่หมายถึงการช่วยเหลือพวกพ้องมากกว่าช่วยเหลือผู้คน โดยเฉพาะรัฐบาล</p>



<p>ผมอยากสร้างภาพที่น่าสะอิดสะเอียนของหมูที่ตะกละตะกลามในปลักโคลน ภาพของพวกนักการเมืองที่อยากจะสวาปามทุกสิ่งอย่างด้วยความละโมบ นั่นคือไอเดีย จริงๆ มันพูดถึงอังกฤษแหละ แต่ก็นั่นแหละนะ ของแบบนี้มีทุกประเทศ&nbsp;</p>



<p>วิดีโอนี้ถ่ายกับมัลคอล์มและเพื่อนๆ ใช้คาแรกเตอร์ Jerry อีกครั้ง Jerry เข้ามาในลิฟต์และติดอยู่ในนั้น และภาพฉายไปเหมือน Time Lapse บน CCTV Jerry เดินไปเดินมาด้วยความงุ่นง่าน ดูนาฬิกา ทำไงดี ผมอยากได้ภาพน่ากลัวๆ เหมือนหนังสยองขวัญแต่ก็ตลกด้วยเช่นกัน เช่น หน้ากากหมู ที่อยู่ดีๆ ก็หายตัวได้ แล้วก็ชุดคอสตูมที่เป็นช้อนที่สื่อถึงชื่ออัลบั้ม The Spoon</p>



<p>เรื่องการเมืองหรืออะไรพวกนี้ มานั่งนึกดูจริงๆ มันบ้านะที่เรายอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เวลาผมทำเรื่องเซอร์เรียลหรือเรื่องบ้าๆ พวกนี้ ก็เล่นกับไอเดียนี้เหมือนกัน ว่าเราอยู่ในโลกแบบไหนกันนะ ที่เรายอมให้คนพวกนี้ทำแบบนี้กับเรา บ้าจริงๆ เวลาดูเอ็มวีคุณจะรู้สึกว่า ทำไมมันบ้านัก นี่ฉันกำลังดูอะไรอยู่ (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C07-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-169713" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C07-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C07-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C07-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/08/C07.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oscar-jerome/">ชวน Oscar Jerome ศิลปินหนุ่มจากลอนดอน เล่าเรื่องเบื้องหลัง 5 เอ็มวีสุด weird</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>FLASH BOMBER กองกำลังเอเจนซีน้องใหม่ที่พร้อมจุดระเบิดวงการโฆษณาด้วยยุทธวิธีเจาะกลุ่ม Subculture</title>
		<link>https://adaymagazine.com/flash-bomber-agency/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jul 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[FLASH BOMBER Agency]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169210</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเอเจนซีโฆษณาน้องใหม่ล่าสุดในประเทศไทย แต่ FLASH BOMBER มีผู้นำกองกำลังที่ชื่อว่า ระเบิด-ธนสรณ์ เจนการกิจ ซึ่งนอกจะไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักดีในฐานะครีเอทีฟมือรางวัล ผู้มีผลงานเป็นที่จดจำอย่าง The Unusual Football Fields ซึ่งคว้ารางวัลใหญ่มาจาก Cannes Lions และยังเป็น 1 ใน TIME&#8217;s 25 Innovations ของปี 2016 หรือ ‘ไม่ไปไหนไป Netflix’ บิลบอร์ดที่ชวนให้คุณวนรถกลับบ้านไปดู Netflix แทนที่จะไปทนกับรถติดในช่วงปีใหม่ หลังจากคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน กระทั่งตำแหน่งหลังสุดเป็น CCO ที่ CJ WORX ก็มาถึงโมเมนต์ที่เขาพบว่า คำตอบที่ใช่ของความต้องการหลายๆ อย่างในตอนนั้น คือการออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง จึงกลายมาเป็น FLASH BOMBER เอเจนซีขนาดจิ๋วซึ่ง ณ ปัจจุบันมีทีมงานทั้งหมด 9 ชีวิต และชูจุดเด่นเรื่อง Sub-Culture Marketing จากคนที่เคยคิดว่าอยากเป็นพนักงานออฟฟิศไปเรื่อยๆ สู่การเป็น Founder [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flash-bomber-agency/">FLASH BOMBER กองกำลังเอเจนซีน้องใหม่ที่พร้อมจุดระเบิดวงการโฆษณาด้วยยุทธวิธีเจาะกลุ่ม Subculture</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเอเจนซีโฆษณาน้องใหม่ล่าสุดในประเทศไทย แต่ FLASH BOMBER มีผู้นำกองกำลังที่ชื่อว่า ระเบิด-ธนสรณ์ เจนการกิจ ซึ่งนอกจะไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักดีในฐานะครีเอทีฟมือรางวัล ผู้มีผลงานเป็นที่จดจำอย่าง The Unusual Football Fields ซึ่งคว้ารางวัลใหญ่มาจาก Cannes Lions และยังเป็น 1 ใน TIME&#8217;s 25 Innovations ของปี 2016 หรือ ‘ไม่ไปไหนไป Netflix’ บิลบอร์ดที่ชวนให้คุณวนรถกลับบ้านไปดู Netflix แทนที่จะไปทนกับรถติดในช่วงปีใหม่</p>



<p>หลังจากคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน กระทั่งตำแหน่งหลังสุดเป็น CCO ที่ CJ WORX ก็มาถึงโมเมนต์ที่เขาพบว่า คำตอบที่ใช่ของความต้องการหลายๆ อย่างในตอนนั้น คือการออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง จึงกลายมาเป็น FLASH BOMBER เอเจนซีขนาดจิ๋วซึ่ง ณ ปัจจุบันมีทีมงานทั้งหมด 9 ชีวิต และชูจุดเด่นเรื่อง Sub-Culture Marketing</p>



<p>จากคนที่เคยคิดว่าอยากเป็นพนักงานออฟฟิศไปเรื่อยๆ สู่การเป็น Founder ที่กำลังสนุกกับการเรียนรู้วิถีการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่ง a day ชวนระเบิด ธนสรณ์ คุยถึงความคิดหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169214" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โปรเจกต์ FLASH BOMBER เกิดขึ้นมาได้ยังไง</strong></h3>



<p>คือพอผมเป็น CCO ที่ CJ WORX มาได้สักระยะหนึ่ง ช่วงหลังๆ ก็มีเรื่องที่ได้พูดคุยปรึกษากับทางเจ้านายเยอะ คือ พี่ชาย-สหรัฐ สวัสดิ์อธิคม หนึ่งใน Founder ของ CJ WORX พอคุยกันไปคุยกันมา ก็มีการพูดคุยกันนอกจากเรื่องงานเยอะขึ้น แล้วมันมีการจุดประกายอะไรบางอย่างว่าถ้าเกิดเราทำเอง เราจะทำอะไรบ้าง&nbsp;</p>



<p>แล้วอยู่ดีๆ จากที่ไม่เคยคิด คือจริงๆ ในอดีตผมไม่เคยคิดว่าจะเปิดบริษัทของตัวเองเลยนะ รู้สึกว่าอยากเป็นพนักงานออฟฟิศที่เงินเดือนสูงๆ ไปเรื่อยๆ แล้วพอวันนั้นก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดเราทำเองเราจะรู้สึกยังไง เราจะทำอะไรบ้าง เราอยากจะบริหารมันยังไง อยากจะรับงานแบบไหน อยากมีทีมแบบไหน อยู่ดีๆ มันพรั่งพรูขึ้นมาในหัว แล้วก็รู้สึกว่าอยากทำ จากเดิมที่ไม่เคยคิดอยากจะทำเพราะรู้สึกว่า มันมีเรื่องที่เราจะต้องรับผิดชอบเยอะ มีเรื่องที่เราจะต้องไปเรียนรู้อะไรก็ไม่รู้ที่เราน่าจะไม่เชี่ยวชาญเลย</p>



<p>กลายเป็นว่ามันเหมือนอยู่ดีๆ เรื่องที่เรารู้สึกกังวล เราก็มีทางออกให้กับมัน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะ แล้วก็เลยรู้สึกว่ามันกลับตัวไม่ได้แล้วว่ะ (หัวเราะ) มันเหมือนรู้สึกว่าเราต้องไปต่อตรงนี้ ตรงนี้เป็นอีกมูฟหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีแพสชันกับมันอีกครั้งหนึ่ง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มันเป็นเรื่องของการอยากเติบโตขึ้นหรือแพสชันล้วนๆ</strong></h3>



<p>ผมรู้สึกว่าพออายุมากขึ้นเราอยากจะทำงานให้โฟกัสขึ้น คือผมไม่ได้บอกว่าผมจะทำงานให้น้อยลง หรือว่าทำงานให้เบาขึ้น แต่ผมอยากโฟกัสกับมันมากขึ้น ในแต่ละชิ้นๆ มันอาจจะดูขัดแย้ง ดูไม่เป็นอุตสาหกรรม แต่ว่ามันกลายเป็นการที่เรารู้สึกว่าอยากให้งานแต่ละชิ้นมัน represent ทีมมากขึ้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดประกายแล้วยังไงต่อ เกิดกระบวนการพูดคุยกันยังไง</strong></h3>



<p>คือพอเรารู้สึกอย่างนั้น ก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะทำอะไรบางอย่างขึ้นมา ทีนี้ตอนนั้นก็คุยกับพี่ชายว่าโซลูชันมันเป็นยังไงได้บ้าง เราอาจจะเป็นพาร์ตหนึ่งของ CJ WORX ไหมในฐานะบริษัทที่อยู่ในเครือ หรือว่าเราจะลองแยกออกมา แต่การแยกออกมาก็มีพี่ชายกับพี่จิณณ์ (จิณณ์ เผ่าประไพ) ซึ่งทั้งสองคนเป็น Founder ของ CJ WORX หุ้นอยู่ด้วย ก็เลือกโซลูชันอยู่สองอย่าง ระหว่างนั้นก็มีช่วงทดลอง ซึ่งใช้ชื่อว่า Bomber (หัวเราะ) กันอยู่ประมาณสัก 6 เดือน คือทดลองทำนี่ พี่ชายรู้นะครับ หมายถึงว่าไม่ได้แอบทำเป็นฝิ่นนะ (หัวเราะ) แต่เรารู้สึกว่าเราอยากทำเยอะกว่านี้ ยิ่งทำไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่า เราอยากให้เวลากับมันมากกว่านี้ แล้วพออยากให้เวลากับมันมากกว่านี้ มันแปลว่าเราอยากออกมาทำมันเต็มๆ ตัว ฟีลลิ่งเป็นแบบนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169216" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนทดลองนี่คือทดลองยังไง รับงานที่ต่างออกไปจาก </strong>CJ WORX</h3>



<p>ใช่ ผมเริ่มที่จะเลือกงานที่เรียกได้ว่าอันนี้คืองานของ FLASH BOMBER ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่า งานแบบไหนเรียกว่างานของ FLASH BOMBER มันเป็นแค่ฟีลลิ่งของเราเฉยๆ ว่าเราอยากรับงานแบบไหนมากกว่า ตอนนั้นก็เริ่มคุยว่าเราจะทำยังไงได้บ้าง มันจะมีอะไรยังไง แล้วพอเริ่มทำ รูปแบบการทำงานของผมกับน้องๆ มันเป็นแบบ ทุกคนเป็นศูนย์กลาง ทุกคนอยากได้อะไร มันเป็นการคุยกัน ไม่ใช่สั่งลงไป เพราะฉะนั้นตอนที่เราทำงานกัน พอเราเริ่มคุยว่าเราอยากจะทำ Bomber สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนดูแอ็กทีฟมาก มันเหมือนอยู่ดีๆ ทุกคนก็รู้สึกเป็นเจ้าของโปรเจกต์ด้วยกันมากกว่าเดิม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ออกมาเปิดบริษัทเองแล้ว ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม</strong></h3>



<p>จริงๆ ก็เหนื่อยกว่าเดิมเยอะมาก เพราะว่ามันมีฟีลลิ่งของการที่เรา represent ออฟฟิศนี้ทั้งตัวเลย หมายความว่าตั้งแต่เรื่องเล็กยันเรื่องใหญ่ เขารีเควสต์เรา ฉะนั้นผมก็จะลงไปดูเยอะขึ้น แม้แต่ต่อราคา แต่ว่ามันก็สนุก คือมันมันมาก แล้วก็รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะขึ้นมากเลย</p>



<p>ตอนที่บอกว่า รู้สึกว่าไม่อยากออกมาเปิดบริษัทเองเมื่อก่อน อยากเป็นพนักงานไปเรื่อยๆ เพราะเรารู้สึกกังวลว่าจะต้องไปแบกอะไรบ้าง แต่พอออกมาทำเอง ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่ามีอิสระมาก อิสระที่เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันมีสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งเรียนรู้จากการออกมาเปิดเป็นเอเจนซีขนาดจิ๋วก็คือว่า เมื่อก่อนเวลาเราอยากจะทำงานให้ลูกค้าแล้วเราต้องใช้ Strategic Planner เราต้องใช้คนของออฟฟิศ เพราะมันเป็นแผนกหนึ่งในออฟฟิศ เวลาเราอยากใช้ Media Planner เราก็ต้องใช้คนของออฟฟิศ แต่เวลาเราใช้ผู้กำกับ ทำไมเอเจนซีถึงไม่มีผู้กำกับอยู่ข้างใน เพราะว่าผู้กำกับแต่ละคนไม่ได้เหมาะกับทุกงาน แล้วผมค้นพบว่า ตอนนี้ผมสามารถใช้แพลนเนอร์คนไหนก็ได้ ที่เหมาะกับงานนั้นๆ เพื่อวางแพลนให้เรา มันเหมือนกับว่าเราโฟกัสกับงานมากขึ้น และหาเพื่อนร่วมชะตากรรมได้เยอะขึ้น (หัวเราะ) มันก็สนุกขึ้นนะ แต่ก็เหนื่อยขึ้นด้วย เพราะว่าเราจะต้องเลือกทุกช็อตเลย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>FLASH BOMBER ทำงานแบบไหน รับงานแบบไหนบอกที่ว่าเป็น Subculture มาร์เก็ตติ้ง</strong></h3>



<p>มันเริ่มมาจากพออยู่มานาน เราก็เห็นว่าคงไม่มี ‘พี่เบิร์ด’ อีกต่อไป คือไม่มีอะไรอย่างเดียวที่จะเข้ากับทุกอย่าง เลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องอายุ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะแบ่งทาร์เก็ตตามอายุ เราจะแบ่งทาร์เก็ตตามเงินที่เขามี แต่จริงๆ แล้ว ณ วันนี้ มันเป็นเรื่องของความสนใจ ที่ยกตัวอย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เพราะว่าพี่เบิร์ดคือคนรักทั้งประเทศหรือว่ารู้จักทั้งประเทศ แต่วันนี้มันมีคนที่ไม่รู้จักคนๆ หนึ่งเลย กับอีกคนหนึ่งที่รู้จักคนๆ นี้มาก หรือมันมีสินค้าที่เหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งมากๆ แต่ในขณะเดียวกันคนอีกกลุ่มไม่รู้จักเลย</p>



<p>หรือว่าสินค้าตัวเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น มือถือสักรุ่น มันมีโหมดที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้มากๆ ด้วยเหตุผลนี้ กับอีกโหมดที่เหมาะกับคนอีกกลุ่มมากๆ ด้วยอีกเหตุผล สมมติผมยกตัวอย่างเร็วๆ โหมด Macro ถ้าเราเอาไปคุยกับช่างภาพ ก็อาจจะเป็นช่างภาพดอกไม้ก็ได้ แต่โหมด Macro ถ้าเราวิ่งไป Subculture พระเครื่อง ก็คงน่าสนใจดีนะ ทำไมไม่มีใครขายมือถือโหมด Macro กับชมรมพระเครื่องบ้าง ผมว่าตรงนี้เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ลูกค้ายังไม่ได้ทำ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดขายคือคุณพยายามชี้ให้ลูกค้าเห็นว่ามันมีช่องแบบนี้</strong></h3>



<p>ใช่ๆ และทุกๆ ครั้งที่รับบรีฟ เราจะได้ยินคำว่าทาร์เก็ต ทุกครั้งที่เราได้ทาร์เก็ตมา มันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งในอาชีพนี้ของผมเลยนะ ว่าเหมือนเราได้เจอคนใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน ลูกค้าให้คนใหม่ๆ มากับเรา เราก็มีรูมในการแนะนำคนใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้เหมือนกัน อันนี้คือความสนุกที่ผมว่ากึ่งหนึ่งเราคือพาร์ตเนอร์ที่พาลูกค้าไปสู่ตลาดใหม่ๆ หรือเป็นกลุ่มหนึ่งที่ลูกค้าต้องการเราเพื่อเข้าไปรู้จักคนใหม่ๆ เช่น สมมติลูกค้าบางเจ้าสนใจทาร์เก็ตกลุ่มนี้เพราะมี Potential แต่ไม่รู้จะคุยกับเขายังไง อันนั้นคือหน้าที่เรา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169217" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเอาความเชี่ยวชาญนี้มาจากไหน องค์ประกอบอะไรที่ทำให้เกิดมุมมองนี้ขึ้นมาได้&nbsp;</strong></h3>



<p>ผมว่าอันดับแรกสังคมแล้วก็ความหลากหลายของคนของเรา คืออย่างที่ผมบอกว่าน้องๆ ที่ทำงานด้วยกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกันเลย แล้วทุกคนมีสิ่งที่ชอบไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ทำงานกันมา ผมมักจะบอกว่าให้ทุกคนไม่ต้องเป็นคนอื่น แต่เอาสิ่งที่ตัวเองเป็นให้มันเด่นขึ้นมาอีกสัก…จริงๆ แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเด่นกว่าทุกคนแล้ว อันนี้ก็จำมาจาก อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน น่ะนะ (หัวเราะ) แต่ว่าผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ คือมันเป็นวิธีคิดแบบศิลปิน ไม่ใช่ว่าผมเป็นศิลปินนะ แต่หมายถึงว่าเมื่อคุณเป็นศิลปิน เราอยากรู้จักผลงานของคุณ ไม่ใช่เพราะคุณเหมือนคนอื่น เราเรียนรู้ผลงานของคุณจากการที่คุณไม่เหมือนคนอื่น เพราะฉะนั้นในเมื่อคุณไม่เหมือนคนอื่น ยิ่งคุณโชว์ความเป็นตัวเองมากเท่าไหร่มันจะยิ่งแตกต่างจากคนอื่น แล้วมันจะแหลมออกมาจาก Average</p>



<p>เพราะฉะนั้น การที่ผมมีน้องๆ ที่ไม่เหมือนกันเลย แล้วทุกคนก็เปล่งประกายสิ่งที่ตัวเองมี มันทำให้เบสิกเลยคือ เราเข้าใจ Subculture ของน้องๆ ทุกคน แล้วความคิดนี้ มันยังทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจ Subculture อื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ลูกค้าที่เข้ามาก็คือลูกค้าที่อยากได้การเข้าถึง การนำแบรนด์ไปให้ถูก Subculture ลูกค้าเห็นแล้วก็เข้ามาว่า อยากจะให้แบรนด์เข้าไปสู่คนกลุ่มนี้ <strong>&nbsp;</strong></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่นี่อยู่กันแบบไหน คุณบริหารทีม บริหารคนยังไง</strong></h3>



<p>เป็นน้องคนละพ่อแม่ (หัวเราะ) เหมือนเป็นญาติ เราก็คงเป็นคนกลุ่มหนึ่งมั้งที่ยังสนุกกับการทำงาน กับคนที่เรารู้สึกว่าเป็นครอบครัวเราได้ หมายถึงในแง่ความรู้สึก (หัวเราะ) แล้วก็บริหารด้วยวิธีแบบนี้ คือก็มีคำพูดนะเรื่องบริษัทที่บอกว่าอยู่กันแบบครอบครัว มีมีมมีอะไร ทีนี้สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้คือ มันไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่าความสนิทหรือความไว้ใจมาเอาเปรียบกัน มันกลับเกรงใจกันมากกว่าเดิม</p>



<p>ผมโชคดีที่มีคนกลุ่มนี้ เพราะว่าเรามีเข็มทิศอยู่อันหนึ่ง เข็มทิศที่ผมไม่ได้เป็นคนชี้ แต่ว่าทุกคนชี้ มีหลายครั้งที่ผมหลุดนอกทางแล้วน้องๆ มันตบกลับมา แล้วมันเกิดขึ้นกับทุกคน มีหลายครั้งที่ผมพลาดเรื่องเงิน แล้วน้องบอกว่า &#8220;พี่ ไม่ได้นะ&#8221; มีหลายครั้งที่ผมพลาดเรื่องไอเดีย แล้วน้องบอกว่า &#8220;พี่ต้องกลับมาตรงนี้&#8221; มีหลายครั้งที่เราลง execute มากไป แล้วก็มีคนคอยตบเข้ามา เพราะฉะนั้นมันเป็นการตั้งเข็มทิศโดยทุกคนช่วยกันวิ่งไป</p>



<p>การที่ผมรับฟังน้องได้ เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่าความเมกเซนส์ร่วมกันมั้งครับ เพราะถ้าถึงจุดที่ผมรู้สึกว่าคอมเมนต์นี้ไม่เมกเซนส์ ผมก็อาจจะไม่ได้ทำตาม คนอื่นอาจจะบอกว่าเป็นผู้นำ แต่ผมมองตัวเองเป็นคนช่วยประสานมากกว่า คือประคับประคอง ซัพพอร์ต ให้ไปในทางเดียวกัน เพราะเราเชื่อในตัวแต่ละคน หลายๆ อย่าง ผมว่าน้องๆ หลายๆ คน มันจะมีจุดที่เก่งกว่าผมแน่ๆ และก็มีจุดที่ผมเก่งกว่ามันแน่ๆ อันนี้เป็นปกติของมนุษย์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169218" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ครีเอทีฟโฆษณายุคนี้ยังทำงานหนักแบบที่เราได้ยินกันเมื่อก่อนอยู่ไหม</strong></h3>



<p>ผมว่าใช่และไม่ใช่ ผมเชื่อใน Work-Life Balance มากๆ ผมเชื่อว่างานครีเอทีฟต้องพัก เราถึงจะสร้างสรรค์อะไรออกมาได้ ถามว่าครีเอทีฟยังต้องทำงานหนักขนาดนั้นอยู่ไหม ตอบแบบนี้ดีกว่า ผมว่าทุกคนไม่ใช่แค่ครีเอทีฟ ก็ต้องใส่ให้มันสุดตามแพสชันที่เขามี จริงๆ หลายอาชีพก็ทำงานหนักไม่แพ้กัน อยู่ที่แพสชัน และก็ผมเชื่อว่าลูกค้า พาร์ตเนอร์ มีส่วนในการผลักดันแพสชันนั้น</p>



<p>ผมว่าทุกคนอาจจะเคยเจอลูกค้าที่รู้สึกว่า เชี่ยเอ๊ย มา! กูจะทำให้ยับเลย หมายถึงเจอลูกค้าที่รู้สึกว่า กูพร้อมจะทุ่มทุกอย่างให้เขา หรือว่าเจอพาร์ตเนอร์ที่ช่วยกันไปแบบสุดๆ พี่อยากได้อะไร ไป! มีแต่เสริมกัน ผมว่าอันนั้นคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่างานไม่หนัก</p>



<p>และจริงๆ Work-Life Balance อีกอันสำหรับผม มันไม่ใช่แค่เรานะที่เราจะบริหารเวลาของตัวเอง มันคือทีมด้วย ที่ทำให้เกิด Work-Life Balance เพราะว่าวันที่บางคนหย่อนลง อีกคนหนึ่งวิ่งขึ้นมารันแทน มันถึงจะเป็นจุดที่ไม่มีใคร burnout บางทีเราก็ใส่สุดจริงๆ แต่แม่งไม่เหนื่อย บางทีเราใส่น้อยมากๆ แต่เราเหนื่อย มันอยู่ที่บริบทรายล้อม การที่เรารู้สึกไม่โอเค มันคือจุดที่เรารู้สึกว่าเราเลือกไม่ได้มากกว่า เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าเรายังทำงานกันหนักอยู่ แต่แค่ว่ามัน burnout กันจุดไหนมากกว่า</p>



<p>มีอีกเรื่องน่าสนใจ คืออินไซด์ของคนรุ่นเรา เราจะมีความฝัน เราอยากได้ตามความฝัน แล้วเราก็วิ่งไปถึงความฝัน และพอถึงความฝันแล้ว ก็จะเหมือนแบบ เฮ! ถึงแล้ว แต่ว่าน้องๆ เขาบียอนด์กว่านั้น เขาไม่ใช่แค่ความฝัน แต่มันคือโกล แล้วโกลนั้นไกลมาก เช่น เปลี่ยนโลกหรือว่าทำให้โลกดีขึ้น เรายังวิ่งตามความฝันอยู่เลย แต่เขาสร้างโกลแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่แน่ใจว่า จริงๆ แล้วสำหรับน้องๆ เขาอาจจะทำงานหนักกว่าเราด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้คนโฆษณายังถือว่าเป็นคนคูลๆ อยู่ไหม</strong></h3>



<p>(หัวเราะ) ผมใช้คำนี้ดีกว่า ตอนเด็กๆ ที่ผมสนใจโฆษณา ผมไม่แน่ใจว่าผมมองพี่ๆ เขาคูลหรือเท่หรือเปล่านะ แต่ผมมองว่าวงการนี้มันสนุกจังเลย ถ้าถามผมใช้คำว่าเซ็กซี่ดีกว่า วงการนี้มันเซ็กซี่จัง กลับมาตอบคำถามว่าวันนี้ยังเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ผมว่าน่าสนใจว่าผมจะตอบแทนใคร หมายถึงว่าผมตอบแทนน้องๆ หรือผมตอบแทนตัวเอง ถ้าตอบแทนตัวเองผมรู้สึกว่า มันยังมีที่ที่เท่ ที่ที่คูล แล้วก็ที่ที่เซ็กซี่อยู่ ในวงการโฆษณานะครับ แต่มันก็มีบางส่วนที่รู้สึกว่าไม่เท่ ไม่คูล ไม่ได้หมายถึงเอเจนซีไหนนะ (หัวเราะ) แต่หมายถึงว่ามันอาจจะเป็นคำตอบแบบคนมีอายุก็ได้มั้งว่ามันไม่ได้มีคำตอบเดียว&nbsp;</p>



<p>เออ อันนี้น่าสนใจตรงที่ว่า เวลาน้องๆ ทุกคนมาฝึกงานกับผม ผมจะบอกเสมอว่า ถ้าฝึกงานกับเราแล้วชอบ ไม่ได้แปลว่าเอ็งชอบงานโฆษณานะ หรือว่าถ้าฝึกงานกับเราแล้วไม่ชอบ ก็ไม่ได้แปลว่าเอ็งไม่ได้ชอบงานโฆษณานะ เพราะว่าที่ที่หนึ่งมันเป็นเหมือนโรงเรียนๆ หนึ่ง มันมีบทเรียนแบบหนึ่ง มันมีคัลเจอร์แต่ละที่ที่แตกต่างกันไป ต้องลองไปอยู่ในแต่ละที่ ยิ่งวันนี้มันยิ่งโชว์ว่า เราไม่สามารถตอบได้ว่าวงการโฆษณายังเท่อยู่หรือเปล่าหรือไม่เท่แล้วหรือเปล่า เพราะมันมีคนกลุ่มที่คิดว่าเท่ และคนกลุ่มที่คิดว่าไม่เท่อยู่</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้แชร์หรือถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานกับน้องๆ อะไรคือสิ่งที่คุณอยากบอกเล่าและเน้นย้ำ</strong></h3>



<p>ถ้าแชร์จากตัวเรา ผมรู้สึกว่าคุณต้องมีสุขภาพจิตที่ดี (หัวเราะ) อันนี้สำคัญ ไม่ได้หมายความว่ามึงอย่าบ้านะครับ แต่หมายถึง ผมเชื่อว่าวงการนี้ ซึ่งอันนี้เราเรียนรู้มาจากพี่ๆ คือวงการโฆษณามันรีดพลังจากเราเยอะ แต่ว่าสุขภาพจิตที่ดีไม่ได้หมายถึงว่า อย่าเครียดเกินไปหรืออะไรนะ ถ้าพูดว่าแพสชันมันก็อาจจะดูเชย แต่ฟีลลิ่งคือแค่อยากให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เราว่าปัญหาหลายๆ อย่างคือบางทีเราไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วก็เลยทำให้ทุกคนงงไปหมด เพราะว่าน้องๆ วันนี้อาจจะต้องการความชัดเจนมากกว่าเมื่อก่อน คืออยากรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ไปเพื่ออะไร แล้วมันมีประโยชน์อะไรต่อใครยังไง&nbsp;</p>



<p>บางครั้งถ้าเกิดบางคนตอบคำถามต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ ก็จะรู้สึกว่ากูทำอะไรอยู่วะ พยายามตอบคำถามพวกนั้นให้ได้ ว่าทำไมเราอยู่ดึกคืนนี้ เพื่ออะไร แล้วเห็นประโยชน์กับมันไหม หรือว่าเราแม่งแก้งานตรงนี้ไปเพื่ออะไรวะ ผมว่าหาคำตอบได้ก็จะสบายใจ ดูเบามากเลยนะใช้คำว่าสบายใจ แต่จริงๆ ถ้าหาคำตอบได้มันจะเคลียร์ชีวิตได้เยอะเลย&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169219" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเป็น Founder เปิดบริษัทของตัวเอง โดยส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ตัวเองมาถึงสเตจไหนของชีวิต ประสบความสำเร็จแล้วหรือเปล่า</strong></h3>



<p>ความรู้สึกผมตอนนี้นะ ตอนผมเริ่มทำงานโฆษณาใหม่ๆ ผมจะมีไอพอดอันใหญ่ๆ 20 กิ๊กอยู่อันหนึ่ง แล้วก็จะมีโฟลเดอร์เพลงที่ชื่อว่า build build (หัวเราะ) ตอนนั้นคือฟีลลิ่งว่า ‘เข้ามาอีกดิๆ ช่วยจัดชุดใหญ่ๆ มากกว่านี้ให้หน่อยสิ’ เป็นเพลงของก้านคอคลับมั้ง แค่จะบอกว่าฟีลลิ่งตอนนี้ การที่มีบริษัทสำหรับผมมันเหมือนเพิ่งเริ่มต้นเอง หมายถึงว่าเหมือนผมกลับไปเป็นครีเอทีฟใหม่อีกครั้งหนึ่งเลย มันเหมือนผมรีเซ็ตใหม่จริงๆ ทุกอย่างเลยนะ คือเราเป็นน้องใหม่มากในวงการนี้ ทั้งตัวออฟฟิศ ตำแหน่งที่ผมอยู่ คือผมเป็นแค่ Founder น้องใหม่ เอเจนซีผมก็เป็นเอเจนซีน้องใหม่ Latest Agency in Thailand มันเหมือนคนที่เพิ่งเข้ามาเป็นครีเอทีฟ ณ วันแรกเลย ความรู้สึกเป็นแบบนั้นจริงๆ&nbsp;</p>



<p>แล้วก็ถ้าพูดในมุมธุรกิจ มันก็เหมือนเราเพิ่งเริ่มเก็บเงิน คือความรู้สึกตอนนี้แม่ง First Jobber เลย เดี๋ยวกูจะเริ่มเก็บเงินแล้วนะ เริ่มสร้างพอร์ต ทุกอย่างใหม่หมดเลย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กลัวความล้มเหลวไหม</strong></h3>



<p>คำว่าความล้มเหลว มันมีเลเวลของมัน หมายถึงว่าความล้มเหลวของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนถึงตรงนี้คือล้มเหลวแล้ว แต่ของผมมันอาจจะอยู่ต่ำมากก็ได้ คนอื่นอาจจะมองว่าผมล้มเหลวแล้วนะ แต่ผมอาจจะรู้สึกว่ายังไม่ใช่จุดล้มเหลวหรอก ถ้าตอบคำถามว่ากลัวไหม ก็คงตอบว่าไม่กลัว ผมเชื่อว่าเราจะดีได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้บริหารเวลาชีวิตยังไงบ้าง</strong></h3>



<p>เวลาเรารู้สึกว่าเราบริหารเวลาไม่ได้ เพราะว่าเรารู้สึกมีของบางอย่างที่เราอยากทำ แล้วเราต้องไปทำอีกอย่าง ตอบแบบนี้ก่อนนะ&nbsp;</p>



<p>ถามว่าบริหารเวลายังไง ถ้าบอกว่าเวลาช่วงนี้ของผม มันอยู่กับออฟฟิศ ไม่ได้แปลว่าผมทุกข์นะ เพราะว่าผมใช้เวลาไปกับสิ่งที่ผมอยากทำ หมายถึงว่าเรามีปัญหาก็ต่อเมื่อ เราอยากไปทำอันนี้แต่เราไม่ได้ไปทำ แต่ตอนนี้ ผมอยากทำอันนี้ แล้วผมมีเวลา 24 ชั่วโมงเลยเพื่อทำมัน ก็ถือว่าสนุกอยู่ แล้วก็รู้สึกว่าโชคดีที่ออฟฟิศอยู่ใกล้บ้านมาก เสาร์-อาทิตย์ผมก็มาอยู่ออฟฟิศ แต่ออฟฟิศเราคุยกันว่า จันทร์กับศุกร์เราจะ Work From Home อังคาร พุธ พฤหัส เราถึงจะมาเจอกัน แต่จริงๆ ก็ไม่ฟิกซ์หรอก เพราะบางทีถ้าไม่มีอะไรมากก็ Work From Home ได้ หรือว่าถ้ามันมีงานวันจันทร์ทุกคนก็มากัน ก็แล้วแต่ แต่ผมก็จะแสตนด์บายที่ออฟฟิศ เพราะว่าผมชิล หมายถึงว่ามันมีเรื่องที่เราอยากมาเคลียร์ให้มันเสร็จ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การถ่ายภาพสตรีทเป็นโมเมนต์ที่มีความหมายกับคุณยังไง</strong></h3>



<p>สตรีททำให้ผมค้นพบว่า ผมคือตัวเองตอนเด็กที่แม่งแค่มีเงินเดือน (หัวเราะ) คือผมชอบถ่ายรูปตั้งแต่เด็ก เพราะว่าพี่ชายผมถ่าย พี่ชายชื่อปืน พี่ปืน น้องระเบิด อันนี้ชื่อพ่อแม่ตั้งเลย คือพี่ชายชอบถ่ายรูป แล้วเราก็เห็นพี่เป็นไอดอล เขาถ่ายรูปเราก็ถ่ายตาม ตอนแรกมีแค่นี้เลย แล้วพอเริ่มถ่ายรูป แล้วเราก็ด้วยความที่ไม่ได้ออกเงินเอง ขอเงินพ่อแม่ ก็ถ่ายเละเทะ ถ่ายมั่วซั่ว แบบถ่ายรูปชู 2 นิ้วแล้วก็บอกว่า รูป 2 นิ้ว เป็นมุขรูป 2 นิ้วติดบัตร เอากล้องไปถ่ายเทียน เข้าไปใกล้ๆ แล้วสักพักก็ได้กลิ่นไหม้ผมตัวเอง แล้วมันเป็นรูปที่ติงต๊องมาก หรือถ่ายอะไรบังหน้าคน โดยที่ไม่คิดว่ามันมีความหมายอะไรเลยตั้งแต่เด็ก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169215" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169220" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/FLASH-BOMBER-C04-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จนวันหนึ่งมาเจอสิ่งที่เรียกว่า รูป Street Photo พอดูแล้วก็ เฮ้ย เราเก็ตสิ่งนี้ ผมก็เลยเริ่มไปถ่ายแบบนี้ แล้วก็ค้นพบว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่เขาชอบงานแบบนี้ หมายถึงว่าเขายอมรับงานของผม ที่ภาพแบบนี้ บังหัวบ้างอะไรบ้าง เลยทำให้รู้สึกว่า มันเป็นงานที่เราไม่ได้พยายามจะไปเป็น แต่ว่ามันเป็นงานที่เราใช้วิธีตั้งแต่เราเด็กๆ แล้วมันทำให้เราเข้าใจว่า อ๋อ เราก็เป็นแค่ไอ้เด็กคนนั้นที่โตขึ้น&nbsp;มันกลับมาจุดที่เรารู้สึกว่า ทุกคนกลับไปดูว่าตัวเองเป็นอะไร แล้วแค่เบ่งบานตรงนั้น มากกว่าที่จะไปกลบจุดด้อย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากไปถ่ายภาพสตรีทแล้ว มีวิธีไหนที่ทำให้คุณพรั่งพรูไอเดียออกมาได้อีกบ้าง นอกจากการดู Referrence เยอะๆ</strong></h3>



<p>มี 2 วิธีใหญ่ๆ ที่เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก เอาอย่างนี้ เล่าให้ฟังดีกว่า เคยทำงานกับคนที่เป็นดีเจ เขาบอกว่าเขาต้องอ่านหนังสือ หรืออ่านหรือดูอะไรก็ได้ เพราะเขาต้องพูดเยอะมาก หน้าที่เขาคือพูด เพราะฉะนั้นหน้าที่เขาคือ เหมือนเติมอะไรก็ได้ การ์ตูนหรืออะไรก็ได้เพื่อเอาไปพูดเยอะๆ อันนี้คือสิ่งที่หนึ่ง ถ้าเรียกว่าเป็นสเตจก็คือก่อนอื่นต้องหาทุกอย่างเข้าตัวก่อน&nbsp;</p>



<p>และผมเชื่อว่าการพักในจังหวะที่ถูกมันทำให้ของบางอย่างออกมา เหมือนที่เขาบอกว่าความคิดสร้างสรรค์มักจะออกมาตอน 3B อาบน้ำ (Bath) นั่งรถบัส (Bus) และกำลังนอนอยู่บนเตียง (Bed) เพราะมันเป็นโมเมนต์ที่เราพักผ่อน แต่ก่อนที่จะพักผ่อน เราต้องอัดทุกอย่างลงไปให้ได้ก่อนนะ เพื่อนผู้กำกับคนหนึ่งเคยบอกว่า เรื่องนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์&nbsp;</p>



<p>ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่ผมไม่ได้เชื่อในการประชุม 4 ชั่วโมง เพื่องานหนึ่งชิ้น ผมเชื่อในการทำงานแบบ Lean มากๆ หมายถึงว่าตัดทุกอย่าง จริงๆ แล้วเวลาประชุมนานๆ ไม่มีประโยชน์เลยนะ แต่ว่าถ้าทุกคนมาคมๆ แล้วมาโยนกันปุ๊ป ดูว่าอะไรได้ และถ้ามันไม่ได้ แยกย้าย ไปทำอย่างอื่น พอเราทำอย่างนี้มันทำให้ทุกคนมีเวลาที่จะไปหาอะไรใส่หัว แล้วก็มาอ้วกด้วยกัน (หัวเราะ) มาบ้วนลงในที่เดียวกัน การทำงานแบบ Lean คือการทำงานที่เราใช้กันที่นี่ แล้วมีประโยชน์มาก&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flash-bomber-agency/">FLASH BOMBER กองกำลังเอเจนซีน้องใหม่ที่พร้อมจุดระเบิดวงการโฆษณาด้วยยุทธวิธีเจาะกลุ่ม Subculture</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจด้านมืดในจิตใจคน กับ DELETE ซีรีส์เรื่องแรกของ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/delete-series-netflix/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นันท์นภัส อิงคนันท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jun 2023 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[DELETE]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=168283</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงหนังสยองขวัญ หนึ่งเรื่องที่น่าจะแวบเข้ามาในความคิดของใครหลายคน คงมีภาพยนตร์เรื่อง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2547) หนึ่งในผลงานสร้างชื่อของ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (กำกับและเขียนบทร่วมกับ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล) อยู่ในนั้นด้วย ครั้งนี้ โอ๋ ภาคภูมิ กลับมาในบทบาทโปรดิวเซอร์ควบตำแหน่งผู้กำกับซีรีส์เรื่องแรกของเขา DELETE ซีรีส์ที่จะตีแผ่เรื่องราวด้านมืดในจิตใจของคนผ่านอุปกรณ์สื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือที่สามารถทำให้คนหายไปอย่างไร้ร่องรอย โปรเจกต์ร่วมระหว่าง Netflix และ GDH มาพร้อมกับเหล่านักแสดงมากความสามารถอย่าง ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา, ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์, ณัฏฐ์ กิจจริต รวมด้วย ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม และอีกมากมาย&#160; “โทรศัพท์ในมือของทุกคน ถ้าวันหนึ่งมันสามารถลบใครสักคนให้หายไปได้ คุณจะเลือกลบมันไหม? การที่จะลบใครสักคนหรือการที่จะลืมใครสักคน มันลบไปได้จริงๆ ใช่ไหม แล้วยิ่งเราอยากจะลบ มันจะทำให้เรายิ่งจำหรือเปล่า” นี่คือสิ่งที่ โอ๋ ภาคภูมิ ได้ตั้งคำถามเอาไว้ในบทสนทนา ที่มาที่ไปของโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องนี้&#160; เริ่มต้นเลยทาง GDH โดยโปรดิวเซอร์ คุณวรรณฤดี (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/delete-series-netflix/">สำรวจด้านมืดในจิตใจคน กับ DELETE ซีรีส์เรื่องแรกของ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าพูดถึงหนังสยองขวัญ หนึ่งเรื่องที่น่าจะแวบเข้ามาในความคิดของใครหลายคน คงมีภาพยนตร์เรื่อง <em>ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ</em> (2547) หนึ่งในผลงานสร้างชื่อของ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (กำกับและเขียนบทร่วมกับ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล) อยู่ในนั้นด้วย</p>



<p>ครั้งนี้ โอ๋ ภาคภูมิ กลับมาในบทบาทโปรดิวเซอร์ควบตำแหน่งผู้กำกับซีรีส์เรื่องแรกของเขา DELETE ซีรีส์ที่จะตีแผ่เรื่องราวด้านมืดในจิตใจของคนผ่านอุปกรณ์สื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือที่สามารถทำให้คนหายไปอย่างไร้ร่องรอย โปรเจกต์ร่วมระหว่าง Netflix และ GDH มาพร้อมกับเหล่านักแสดงมากความสามารถอย่าง ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา, ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์, ณัฏฐ์ กิจจริต รวมด้วย ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม และอีกมากมาย&nbsp;</p>



<p>“โทรศัพท์ในมือของทุกคน ถ้าวันหนึ่งมันสามารถลบใครสักคนให้หายไปได้ คุณจะเลือกลบมันไหม? การที่จะลบใครสักคนหรือการที่จะลืมใครสักคน มันลบไปได้จริงๆ ใช่ไหม แล้วยิ่งเราอยากจะลบ มันจะทำให้เรายิ่งจำหรือเปล่า”</p>



<p>นี่คือสิ่งที่ โอ๋ ภาคภูมิ ได้ตั้งคำถามเอาไว้ในบทสนทนา</p>



<h4 class="wp-block-heading">ที่มา<strong>ที่ไปของโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องนี้&nbsp;</strong></h4>



<p>เริ่มต้นเลยทาง GDH โดยโปรดิวเซอร์ คุณวรรณฤดี (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) เขามาชวนผมว่า บริษัท iSM คิดคอนเซ็ปต์ขึ้นมาอยากทำเป็นซีรีส์ ผมสนใจจะกำกับไหม เป็นเรื่องเกี่ยวกับมือถือที่ลบคนให้หายไปได้ ผมฟังครั้งแรกก็รู้สึก เฮ้ย น่าสนใจ รู้สึกว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่สามารถเอามาตีขยายเป็นเรื่องได้ค่อนข้างหลากหลาย ถ้ามือถือมันไปอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งที่มีความแตกต่างกัน มันจะถูกเอาไปใช้ในทางที่ไม่เหมือนกันเลย เหมือนกลายเป็นยูนิเวิร์สอะไรขึ้นมาได้ และผมชอบตอนจบของซีซันนี้มาก มันทำให้ผมอยากกำกับซีรีส์เรื่องนี้ รู้สึกว่าถ้าเราจะทำซีรีส์เรื่องแรกก็ต้องเป็นอันนี้แหละ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168531" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายของโปรเจกต์นี้มีอะไรบ้างที่ทำให้คุณอยากออกไปลุยกับมัน</strong></h4>



<p>ผมอยากทำ Thriller มาตลอดแหละครับ บางทีไปทำ Horror ก็ได้ทำ Thriller นิดๆ หน่อยๆ แต่เรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้ผมได้ทำ Thriller แบบเต็มๆ ความยาว 8 ตอน ผมรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากจะทดลองทำ และมันตอบโจทย์สิ่งที่เราอยากทำ แล้วความท้าทายก็อยู่ตรงที่ว่า เราอยากจะทำให้คอนเซ็ปต์ที่เป็นปรากฏการณ์เหนือจริง เบลนด์เข้ามาอยู่ในโลกของความเป็นจริง ดูน่าเชื่อถือและน่าสนใจ ผมไม่ได้อยากเล่าคอนเซ็ปต์มือถือให้มันเป็นของวิเศษ แต่ผมสนใจมากกว่าว่า คนที่เอาไปใช้ต้องการอะไร แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้นถ้าเขาเลือกใช้มัน อันนี้เป็นมุมมองแรกเลยที่ผมเห็นในซีรีส์เรื่องนี้</p>



<p>พอผมค่อยๆ ทำบทไปเรื่อยๆ ผมพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ทำให้คนหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่มีหลักฐาน ไม่มีเลือด อยู่ๆ คนๆ นั้นก็หายไปเลย เราไม่ต้องรับผิดชอบในความผิดอะไรที่ทำให้คนนั้นหายไป มันคืออำนาจอย่างหนึ่ง ถ้าเรามีอำนาจนี้เราจะใช้มันไหม แล้วเราจะใช้ลบใคร ผมรู้สึกว่ามันตั้งคำถามไปที่คนดู แล้วรู้สึกว่ามันเป็นความท้าทายที่จะทำยังไงให้ดูสนุก ทำยังไงให้เราเชื่อไปกับตัวละครที่มีลมหายใจว่า ถ้าเป็นเราก็จะทำแบบนี้ หรือเป็นเราไม่มีทางทำแบบนี้แน่นอน อยากจะลุ้นต่อไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วคุณเคยอยากลบใครให้หายไปจากชีวิตไหม</strong></h4>



<p>เยอะแยะเลย (หัวเราะ) คือผมรู้สึกว่าถ้าผมมีอยู่กับตัวนี่ไม่เหลือครับ ต้องใช้มันแน่ๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากเป็นซีรีส์เรื่องแรกแล้ว คุณได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เป็นครั้งแรกในเรื่องนี้อีกบ้าง</strong></h4>



<p>อย่างแรก ตั้งแต่วิธีการเขียนบทเลย เหมือนได้ทำอะไรแปลกใหม่ ผมไม่เคยเขียนบทซีรีส์มาก่อน ปกติก็จะเขียนบทเป็นหนังสั้นหรือหนังยาว บทซีรีส์มันก็มีรูปแบบของมัน อย่างผมชอบซีรีส์ที่ทำให้ผมสนุก ตื่นเต้น ทำให้ผมอยากดูตอนต่อไปเรื่อยๆ จนจบ ถ้าวันหนึ่งเราลองทำซีรีส์ เราอยากทำให้คนดูสนุก ดูจบรวดเดียวได้แบบนั้น เราก็เลยพยายามหาวิธีที่จะเขียนยังไงให้ตอนจบตอนของทุกตอนมันทำให้คนดูอยากจะเริ่มตอนใหม่ทันที อันนี้เป็นความรู้สึกท้าทายแล้วก็ได้ทดลองในการเขียน มันเหมือนเราเคยวิ่งในระยะสั้น แต่อันนี้เหมือนการวิ่งมาราธอน จำนวนฟุตเทจมหาศาล ความยาวของตัวละครที่เล่าตั้งแต่ Ep.1 ถึง Ep.8 รายละเอียดของตัวละครที่เราเขียนลึกลงไป มีจำนวนซีนมหาศาลในการที่เราจะเล่าคาแรกเตอร์นี้ให้มีชีวิตขึ้นมา มันจะค่อนข้างต่างจากหนังที่เราจะเลือกส่วนนั้นส่วนนี้ แต่อันนี้เหมือน โอ้โห มันเล่าตัวละครให้สามารถมีชีวิตได้ถึงซีซันต่อไปอะไรแบบนี้ อันนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าท้าทาย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168526" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การทำงานภายใต้ชื่อ Netflix มีผลต่อความรู้สึกและมีผลต่อกระบวนการทำงานของคุณอย่างไรบ้าง</strong></h4>



<p>ผมไม่ค่อยรู้สึก คือผมเห็น Netflix เหมือนโอกาสที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ เหมือนโอกาสที่ได้เปิดหน้าต่างออกไปฉายทีเดียวให้คนดู 190 ประเทศ มันจะมีที่ไหนที่ทำสิ่งนี้ได้ ปกติเราทำหนังหรือทำคอนเทนต์ขึ้นมาเราก็จะดูกันแต่ประเทศเราใช่ไหม การที่เราจะกระจายคอนเทนต์เราไปสู่สายตาคนอื่นนี่มันค่อนข้างยากและมีขั้นตอนในการที่เราจะค่อยๆ กระจายไป แต่ว่าการที่เราทำแล้วฉายใน Netflix มันเหมือนการดูพร้อมกันหมด ทำให้เราได้เห็นรีแอ็กชันทันทีจากคนทั้งโลกพร้อมกัน ได้สำรวจว่าความคิด ความเชื่อ ขนบที่เราทำ เขารู้สึกยังไง คอมเมนต์เหล่านั้นมันจะกลับมาช่วยให้คนทำหนังอย่างเราพัฒนาต่อไปได้ยังไง มันทำให้สังคมขนาดย่อมลงมา ได้เห็นทุกความคิดจากทุกๆ คน ได้เห็นว่าคนทั้งโลกมีจุดร่วมและจุดแตกต่างอะไรกัน บางทีทำหนังมันต้องรอในการฉายไปเรื่อยๆ อันนี้เหมือนได้เห็นผลทันที ซึ่งเป็นข้อดี&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณหลงใหลอะไรในการทำหนัง</strong><strong>แนว Horror, Thriller&nbsp;</strong></h4>



<p>ผมว่าผมหลงคนที่อยู่ในบรรยากาศของเรื่องราวเหล่านี้ มันเหมือนได้เห็นคาแรกเตอร์ของคนในมุมมองที่หลากหลาย ได้เห็นทั้งด้านสว่าง ด้านมืด คอนเซ็ปต์ของหนัง Thriller มักกระตุ้นให้คนทำอะไรที่เกินกว่าชีวิตจริง ได้เห็นสีสันที่ชัดเจน น่าตื่นเต้น และมันตั้งคำถามกับคนดู เลยรู้สึกว่าหลงและชอบการทำสิ่งเหล่านี้ สำหรับเราคือเห็นมุมน่าทำเยอะแยะไปหมด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในขณะเดียวกันคุณก็สนใจประเด็นด้านมืดในจิตใจคนด้วย</strong>&nbsp;</h4>



<p>ใช่ครับ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าดาร์กแล้วมันเท่หรือขายได้ ตั้งแต่ทำหนังสั้น ผมถูกสอนว่าอะไรคือสิ่งที่ดี อันนี้คือดีแน่ๆ ดีแท้ๆ พอเวลาผมโตขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนกล้องมันขยับไปอีกด้านหนึ่ง แล้วมันเห็นด้านที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ด้านที่มันไม่สวยงามเหมือนตอนแรกที่เราเห็น ผมประทับใจที่ได้ขยับมุมกล้องไปเรื่อยๆ ผมเคยทำหนังสั้นสมัยเรียนหนังสือเรื่องแรกๆ ผมเคยรู้ว่าพระคือคนดี แต่พอทำหนังสั้นแล้ว จริงๆ แล้วเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มันก็ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของตัวละคร ก็เลยติดใจแล้วทำต่อมาเรื่อยๆ ส่วนการทำหนังผี ก็ไม่ได้ชื่นชอบความสยองขวัญ แต่เป็นผีที่มันแสดงอะไรบางอย่างของตัวเองออกมา&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หนังแนวลึกลับสยองขวัญเรื่องไหนบ้างที่มีอิทธิพลกับคุณ</strong></h4>



<p>จริงๆ มีเยอะมาก แต่ผมชอบหนังของ Woody Allen เรื่อง <em>Match Point</em> (2005) มากเลย ก่อนดูผมคิดว่ามันเป็นหนังดราม่า แต่พอดูไปแล้วผมใจสั่น มันเล่าเรื่องอีกด้านหนึ่งของคน ที่เรารู้สึกว่า โอ้โห มันพาเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่เรารู้สึกว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกับฆาตกร เราเชียร์ทุกซีนให้เขาทำสำเร็จ ผมรู้สึกว่ามัน Magic มาก มันทำให้เรารู้สึกว่า การดูหนังมันรู้สึกแบบนี้ มันมีความสุข แนวอื่นก็ดูนะครับ แต่หนังสยองขวัญก็เป็นแนวที่ชื่นชอบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168532" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/DELETE-NF-C04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณมีวิธีพัฒนาวิธีคิด มุมมอง ในด้านการทำงานกำกับภาพยนตร์อย่างไร&nbsp;</strong></h4>



<p>เกิดจากการทำทุกวันแหละครับ รู้สึกว่าการที่ผมเป็นผู้กำกับมา 20 ปี ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำไปเรื่อยๆ แล้วเราเป็นมาสเตอร์ แต่รู้สึกเป็นนักเรียนตลอด เราเก็บเกี่ยวมัน อันนี้เราชอบ อันนี้เราไม่ชอบ อันนี้เหมาะกับเรา อันนี้ไม่เหมาะกับเรา เราทำอันนี้ได้ เราทำอันนี้ไม่ได้ มันเหมือนเป็นการเรียนรู้ การเข้าใจตัวเองว่า เราทำไปได้อีกประมาณไหน เราชอบแบบไหน เราจะไปในด้านไหนในการเป็น Film Maker ผมไม่เคยรู้สึกมั่นใจแบบว่า โอ้โห แบบนี้มันช่างถนัดเหลือเกิน ผมรู้สึกว่าทุกครั้งมันเป็นการนับหนึ่งใหม่ มันไม่เหมือนอาชีพอื่น ถ้าสมมติผมทำข้าวมันไก่อร่อยมาก ผมก็ตื่นมาทำข้าวมันไก่ทุกวัน แต่การออกกองถ่ายวันที่ 1 มันเหมือนชีวิตเราเริ่มต้นกับเรื่องใหม่ ตัวละครใหม่ มันผสมไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่เราจะต้องเรียนรู้แล้วทำมันไป สุดท้ายไม่รู้ผลลัพธ์จะเป็นยังไง แล้วไอ้การทำหนัง ทำซีรีส์มันก็มีชีวิตของมัน สุดท้ายประสบการณ์ของเรา คนที่เราร่วมงานด้วยตอนนั้น มันก็ออกมาเป็นผลลัพธ์ในช่วงอายุเท่านั้น มันเหมือนเก็บตัวเราตอนนั้นเอาไว้ด้วย ตอนเราเด็กกว่านั้น หรือพอเราขยับอายุขึ้นไป ความเชื่อ ความคิด ทัศนคติ รสนิยม ก็จะไม่เหมือนกัน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หัวใจสำคัญในการทำหนังตามแนวทางของคุณคืออะไร</strong></h4>



<p>ผมว่าความเชื่อ ถ้าเรามีความเชื่อในอะไรสักอย่างที่น่าสนใจสำหรับเรา แล้วเราอยากเล่าความคิดนี้ออกไปจากความจริงใจลึกๆ ของเรา ว่าเราเชื่อแบบนี้ เราพบสิ่งนี้มา เจอสิ่งนี้มา เราอยากเล่าให้คุณฟัง อยากแชร์ให้คุณรู้ ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับมันก็ตาม อันนี้คือธรรมชาติของการทำหนังที่ผมรู้สึกว่า ผมเป็นคนที่ไม่ใช่คนเก่งหรือพูดมากเล่าอะไรเก่ง แต่ผมรู้สึกว่าเวลาทำหนังเล่าเรื่องให้คนฟัง ผมมีความสุขเวลาได้เห็นรีแอ็กชันของผู้ชม&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/delete-series-netflix/">สำรวจด้านมืดในจิตใจคน กับ DELETE ซีรีส์เรื่องแรกของ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ เมื่องานศิลปะเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้กับทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sangsom-collection/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Jun 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[SUNTUR]]></category>
		<category><![CDATA[กล่องที่มีแสงจากแสงโสม]]></category>
		<category><![CDATA[JARB]]></category>
		<category><![CDATA[SangSom Collection]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=168327</guid>

					<description><![CDATA[<p>การที่แบรนด์ผลิตผลงาน Collaboration ร่วมกับศิลปินนั้นถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารความคิดบางอย่างไปยังผู้บริโภคได้สนุกและน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นแบรนด์ที่ต้องการชูประเด็นเกี่ยวกับงานอาร์ต วิธีนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ในหลายๆ ทาง&#160; สำหรับแบรนด์อย่างแสงโสมนั้น ในทุกๆ ปีจะยังคงคอนเซ็ปต์สนับสนุนศิลปินไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายพื้นที่ศิลปะให้ออกมานอกแกลเลอรีและไปถึงคนในวงกว้างกว่าเดิม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ก็มีทั้งดีไซน์บนผลิตภัณฑ์ไปจนถึงงานเฟสติวัลมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะแสงโสมอยากให้งานอาร์ตเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทุกคน&#160; กล่องที่มีแสง อาร์ตได้แม้ในที่มืด ในปีนี้แสงโสมอาร์ตเล่นใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติ สำหรับแคมเปญ SangSom Collection ให้แฟนๆ ได้สะสม ภายใต้ชื่อ ‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ ART PACK NEW DESIGN ที่มีความพิเศษตรงที่โลโก้แสงจันทร์บนกล่องสามารถส่องสว่างได้ในที่มืด คืนพระจันทร์เต็มดวงในมุมมองของ 2 ศิลปิน SUNTUR และ JARB สิ่งที่ทำให้แคมเปญ ‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ มีความพิเศษอย่างยิ่ง คือการได้ 2 ศิลปินรุ่นใหม่ขวัญใจคน Gen Z อย่าง SUNTUR และ JARB มาร่วมกันตีความออกมาเป็นลายเส้น โดยมีแกนหลักอยู่ที่แสงจันทร์จากโลโก้ของแสงโสม กระทั่งออกมาเป็นผลงาน 4 กล่อง 4 คอนเซ็ปต์ สำหรับ SUNTUR [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sangsom-collection/">‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ เมื่องานศิลปะเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้กับทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การที่แบรนด์ผลิตผลงาน Collaboration ร่วมกับศิลปินนั้นถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารความคิดบางอย่างไปยังผู้บริโภคได้สนุกและน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นแบรนด์ที่ต้องการชูประเด็นเกี่ยวกับงานอาร์ต วิธีนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ในหลายๆ ทาง&nbsp;</p>



<p>สำหรับแบรนด์อย่างแสงโสมนั้น ในทุกๆ ปีจะยังคงคอนเซ็ปต์สนับสนุนศิลปินไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายพื้นที่ศิลปะให้ออกมานอกแกลเลอรีและไปถึงคนในวงกว้างกว่าเดิม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ก็มีทั้งดีไซน์บนผลิตภัณฑ์ไปจนถึงงานเฟสติวัลมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะแสงโสมอยากให้งานอาร์ตเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทุกคน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กล่องที่มีแสง อาร์ตได้แม้ในที่มืด</strong></h3>



<p>ในปีนี้แสงโสมอาร์ตเล่นใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติ สำหรับแคมเปญ SangSom Collection ให้แฟนๆ ได้สะสม ภายใต้ชื่อ ‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ ART PACK NEW DESIGN ที่มีความพิเศษตรงที่โลโก้แสงจันทร์บนกล่องสามารถส่องสว่างได้ในที่มืด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168332" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เปิดไฟก็อาร์ต ปิดไฟก็อาร์ต</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คืนพระจันทร์เต็มดวงในมุมมองของ 2 ศิลปิน SUNTUR และ JARB</strong></h3>



<p>สิ่งที่ทำให้แคมเปญ ‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ มีความพิเศษอย่างยิ่ง คือการได้ 2 ศิลปินรุ่นใหม่ขวัญใจคน Gen Z อย่าง SUNTUR และ JARB มาร่วมกันตีความออกมาเป็นลายเส้น โดยมีแกนหลักอยู่ที่แสงจันทร์จากโลโก้ของแสงโสม กระทั่งออกมาเป็นผลงาน 4 กล่อง 4 คอนเซ็ปต์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="492" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-1024x492.jpg" alt="" class="wp-image-168333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-1024x492.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-300x144.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-768x369.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-1536x738.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-2048x983.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C02-600x288.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>4 กล่อง 4 คอนเซ็ปต์</figcaption></figure>



<p>สำหรับ SUNTUR นั้น ลวดลายแพ็กเกจจิ้ง 2 แบบของเขา หนึ่งนั้นมาในโทนสีอบอุ่น เป็นรูปผู้ชายกำลังเผชิญหน้ากับกระต่ายตัวโต เบื้องหลังที่เป็นท้องฟ้าสีสดใส&nbsp;</p>



<p>กับอีกแบบหนึ่งมาในโทนสีเย็น ภาพของชายหญิงคู่หนึ่งนั่งหันหลัง มองออกไปยังท้องฟ้าที่มีพระจันทร์ส่องสว่าง จุดสังเกตคือทั้งคู่มีหูเป็นกระต่าย&nbsp;</p>



<p>SUNTUR เล่าถึงคอนเซ็ปต์ของงานชิ้นนี้ว่า<strong> </strong>โจทย์ที่ได้รับจากแสงโสมคือคีย์เวิร์ด &#8216;พระจันทร์&#8217; และ &#8216;กระต่าย&#8217; ที่วาดออกมาในสไตล์ของ SUNTUR&nbsp;เขาจึงนำไอเดียจากภาพหนึ่งในงานนิทรรศการ TAKE YOUR TIME ของเขา ชื่อภาพว่า No rabbit on the moon และออกแบบแพ็คเกจที่เล่าเรื่องต่อจากภาพนั้น</p>



<p>“ทั้ง 2 ภาพ มีชื่อเดียวกันครับ คือ No need to go to the moon เป็นภาพต่อมาจาก ภาพใน Exhibition ของผมเองครับ (No rabbit on the moon) โดยคอนเซ็ปต์ที่ทำให้แสงโสม คือ บางครั้งความสุขมันอยู่ใกล้ตัวเรา ไม่จำเป็นต้องออกไปหาที่ไหนไกลตัว บางครั้งการอยู่กับคนใกล้ตัว ได้พูดคุยกัน ก็อาจจะเป็นความสุขง่ายๆ โดยที่ผมเปรียบเทียบว่า กระต่ายก็คือความสุขที่เราตามหา”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168334" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>SUNTUR</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168335" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>No need to go to the moon ออกแบบโดย SUNTUR</figcaption></figure>



<p>ส่วนผลงานของ JARB นั้น คงความสนุกในแบบ City Pop ทั้งสองแบบมาในโทนสีแดงอบอุ่นและโทนเย็นของกลางคืนสีน้ำเงิน เช่นกันกับเจ้ากระต่าย 3 ตัวที่ดูเหมือนจะกำลังเฉลิมฉลองอะไรบางอย่าง เห็นได้จากการมีหูฟังและเครื่องเล่นเทิร์นเทเบิล</p>



<p>เราลองมาฟังเบื้องหลังแนวคิดในการออกแบบของ JARB ภายใต้โจทย์ พระจันทร์และกระต่าย กันบ้าง</p>



<p>“ปกติผมจะชอบงานที่เป็นรูปปั้นอยู่แล้ว เลยตีความเป็นรูปปั้นกระต่าย 3 ตัวที่เคยวาดมาก่อน พอมาเจอพระจันทร์เต็มดวง กระต่ายรูปปั้นทั้งสามก็มีชีวิตขึ้นมา เหมือนได้ออกมาพักผ่อน มา celebrate อยู่ใต้แสงจันทร์นี้ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า No one can resist this moonlight คือไม่มีใครต้านแสงของพระจันทร์ได้ เจอแล้วมีความเบิกบาน สดชื่น โดยมีสองแบบ คือ Warm Night เล่าเรื่องค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงในเมือง กับ Cold Night เป็นเรื่องพระจันทร์เต็มดวงริมทะเลสาบ”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168336" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>JARB กับผลงานในคอนเซ็ปต์ No one can resist this moonlight</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘โสมแสง มันคืออะไร’ เพลงจังหวะโจ๊ะๆ เนื้อเพลงปั่นๆ จาก แน็ก ชาลี&nbsp;</strong></h3>



<p>พิเศษไปอีก เมื่อแคมเปญนี้ได้นักแสดงสุดปั่นอย่าง แน็ก ชาลี มาทำเพลงให้ ซึ่งก็ออกมาสนุกสะท้อนคาแรกเตอร์ของตัวเขา พร้อมกับเนื้อเพลงที่มีการคาดเดามากมายว่า ‘โสมแสง’ ในกล่องคืออะไรกันแน่ โดย MV เพลงนี้จะมีทั้งเนื้อเพลงและภาพคำใบ้ผ่านรูกลางกล่อง งานนี้ได้ทีมศิลปินไทยที่ทำ Animation และ Illustration สุดเจ๋งจาก Hyphen &amp; Slash มาร่วมใส่พลังอาร์ตแบบไม่ยั้ง อย่าลืมไปชม MV กันด้วย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168338" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/v2C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>แน็ก ชาลี กับเพลงปั่นๆ &#8216;โสมแสง มันคืออะไร&#8217;</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="โสมแสงมันคืออะไร - แสงโสม ft. แน็ก ชาลี (Official MV)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/zvR-OdjwY8w?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>กล่องที่มีแสงจากแสงโสม งาน Collaboration ระหว่างแสงโสมกับศิลปินรุ่นใหม่มีสไตล์อย่าง SUNTUR และ JARB ภายใต้แคมเปญ SangSom Collection พร้อมเป็นงานศิลปะให้ทุกคนได้สะสม ทั้ง 4 กล่อง 4 คอนเซ็ปต์ ตอกย้ำความตั้งใจของแสงโสมที่อยากให้งานอาร์ตเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้กับทุกคน&nbsp;</p>



<p>กล่องที่มีแสงจากแสงโสม ยังมีของรอเซอร์ไพรส์อีกมากมาย แต่ความอาร์ตที่รออยู่จะเป็นอะไร สามารถติดตามกันได้ที่ <a href="http://www.facebook.com/SangSomExperienceTH">www.facebook.com/SangSomExperienceTH</a> #กล่องที่มีแสงจากแสงโสม #SangSom&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sangsom-collection/">‘กล่องที่มีแสงจากแสงโสม’ เมื่องานศิลปะเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้กับทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นั่งไทม์แมชชีนดูงานศิลปะไทยในประวัติศาสตร์ กับนิทรรศการ ‘ศิลปะ-ไทย-เวลา’ เยือนย้อนหลังหอศิลป พีระศรี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/art-thai-time-exhibition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jun 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ-ไทย-เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลป พีระศรี]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลป พีระศรี]]></category>
		<category><![CDATA[BACC]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167972</guid>

					<description><![CDATA[<p>นิทรรศการ ‘ศิลปะ-ไทย-เวลา’ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสการเดินทางมาถึงประเทศไทยครบรอบ 100&#160;ปี&#160;(พ.ศ. 2466) ของ ศาสตราจารย์ศิลป&#160;พีระศรี&#160;(15 กันยายน พ.ศ. 2435 &#8211; 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505) บิดาศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้ริเริ่มการสร้างหอศิลปะสาธารณชนแห่งแรกของประเทศไทย คือ หอศิลป พีระศรี จึงนับเป็นปีครบรอบสำคัญของวงการศิลปะไทย หอศิลป พีระศรี เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี โดยในยุคที่ประเทศไทยยังขาดการส่งเสริมศิลปะ และขาดสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่เรียกว่าหอศิลป์ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ริเริ่มโครงการหอศิลป์ เพื่อให้เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนสังคมและศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่ท่านก็ถึงแก่กรรมก่อนที่จะได้มีการสร้างหอศิลป์&#160; อย่างไรก็ตาม โครงการได้มีการสานต่อโดยกลุ่มผู้อุปถัมภ์และรักศิลปะ ร่วมจัดตั้ง ‘มูลนิธิหอศิลป พีระศรี’ เพื่อระดมทุนและก่อสร้างศูนย์รวมศิลปะสมัยใหม่ขึ้นมา และเป็นอนุสรณ์ให้แก่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2517 จนถึงปี พ.ศ. 2531 นับว่าเป็นสถาบันที่มีการนำเสนอนิทรรศการและกิจกรรมทางศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่ดำเนินงาน ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ รวมไปถึงละครเวที ภาพยนตร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-thai-time-exhibition/">นั่งไทม์แมชชีนดูงานศิลปะไทยในประวัติศาสตร์ กับนิทรรศการ ‘ศิลปะ-ไทย-เวลา’ เยือนย้อนหลังหอศิลป พีระศรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นิทรรศการ ‘ศิลปะ-ไทย-เวลา’ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสการเดินทางมาถึงประเทศไทยครบรอบ 100&nbsp;ปี&nbsp;(พ.ศ. 2466) ของ ศาสตราจารย์ศิลป&nbsp;พีระศรี&nbsp;(15 กันยายน พ.ศ. 2435 &#8211; 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505) บิดาศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้ริเริ่มการสร้างหอศิลปะสาธารณชนแห่งแรกของประเทศไทย คือ หอศิลป พีระศรี จึงนับเป็นปีครบรอบสำคัญของวงการศิลปะไทย</p>



<p>หอศิลป พีระศรี เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี โดยในยุคที่ประเทศไทยยังขาดการส่งเสริมศิลปะ และขาดสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่เรียกว่าหอศิลป์ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ริเริ่มโครงการหอศิลป์ เพื่อให้เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนสังคมและศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่ท่านก็ถึงแก่กรรมก่อนที่จะได้มีการสร้างหอศิลป์&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม โครงการได้มีการสานต่อโดยกลุ่มผู้อุปถัมภ์และรักศิลปะ ร่วมจัดตั้ง ‘มูลนิธิหอศิลป พีระศรี’ เพื่อระดมทุนและก่อสร้างศูนย์รวมศิลปะสมัยใหม่ขึ้นมา และเป็นอนุสรณ์ให้แก่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2517 จนถึงปี พ.ศ. 2531</p>



<p>นับว่าเป็นสถาบันที่มีการนำเสนอนิทรรศการและกิจกรรมทางศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่ดำเนินงาน ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ รวมไปถึงละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี และการแสดงอื่นๆ อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่นิทรรศการศิลปะรูปแบบขนบไปจนถึงรูปแบบใหม่ล้ำสมัยของศิลปินระดับโลกและศิลปินไทย ทั้งที่เป็นศิลปินอาวุโสไปจนถึงศิลปินรุ่นใหม่ในขณะนั้น จนทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่งในฐานะหอศิลป์ของสาธารณชนแห่งแรก งานต่างๆ ที่จัดขึ้นที่ หอศิลป พีระศรี สะท้อนสภาวะของสังคมไทยในขณะนั้น และสร้างแนวทางความต่อเนื่องของศิลปะที่สืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้นิทรรศการจัดขึ้นเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของ หอศิลป พีระศรี และสร้างความสนใจศึกษาถึงการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของหอศิลป พีระศรี ผ่านนิทรรศการจดหมายเหตุและผลงานศิลปะ เพื่อเป็นฐานความรู้และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ต่อยอด และเผยแพร่สู่สาธารณชนในวงกว้าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167985" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-34-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167980" width="840" height="560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-16.jpg 1200w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /><figcaption>การเดินทางเข้ามาสู่สยามของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายราชสำนักสยามที่แสวงหาผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ ในสรรพวิชาการจากโลกตะวันตกเข้ามาทำการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เพื่อป้องกันต้านทานการล่าอาณานิคมที่เริ่มตั้งเค้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 อีกทั้งชนชั้นนำสยามต้องทำการปรับตัวในด้านต่างๆ </figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167981" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-18.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167982" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-21.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>&#8216;ศิลปะนามธรรม&#8217; เริ่มปรากฏให้สังคมไทยได้รู้จักพบเห็นหลังการเสียชีวิตของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี (14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505) จนเกิดเป็นข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มศิลปินหัวใหม่และหัวเก่าในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 15 พ.ศ. 2507 โดยมีกลุ่มศิลปิน 14 คนขอถอนตัวออกจากการแสดงครั้งนี้ เนื่องจากไม่พอใจผลการตัดสินที่ให้รางวัลเหรียญทองกับผลงานแนวจิตรกรรมประเพณี แต่ผลงานสมัยใหม่หลายชิ้นถูกปฏิเสธการได้รับรางวัล </figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-168005" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-23.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><figcaption>เมื่อศิลปะแบบตะวันตกเริ่มไหลบ่าสู่การรับรู้ของสังคมไทย ศิลปะแบบประเพณีโบราณดั้งเดิมจึงถูกละเลยมองข้าม คนเรียนศิลปะวัยหนุ่มสาวไม่นิยมสนใจ แม้ ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี จะบรรจุแทรกวิชาศิลปะประเพณีไทยเข้าไว้ในหลักสูตร ก็ไม่สามารถกระตุ้นเร้าให้เกิดความสนใจเป็นวงกว้างได้ มีเพียงคนทำงานศิลปะดังเช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, พิชัย นิรันต์, ช่วง มูลพินิจ, ถวัลย์ ดัชนี และ จักรพันธ์ุ โปษยกฤต ที่นำคุณลักษณะเด่นของงานศิลปะประเพณีไทยมาผสมผสานเข้ากับศิลปะตะวันตก เพื่อพัฒนา ประยุกต์ คลี่คลาย สร้างสรรค์ผลงานให้แตกต่างไปจากยุคอดีต</figcaption></figure></div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168006" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-24.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168007" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-26.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168008" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-27.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>หอศิลป พีระศรี ในช่วง พ.ศ. 2528 เป็นช่วงปีที่มีความเคลื่อนไหวคึกคักอย่างมาก เต็มไปด้วยศิลปะเชิงทดลองในนิทรรศการและกิจกรรมทางศิลปะแนวล้ำยุคของกลุ่มศิลปินหัวก้าวหน้า สะท้อนความคิดในการต่อต้านความงามตามขนบ &#8216;เวทีสมั่ย&#8217; เป็นกิจกรรมนัดพบทางศิลปะที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ โดยเล็งเห็นถึงแนวทางสร้างงานใหม่ในช่วงนั้นที่จะไม่แขวนบนผนังอีกต่อไป สมควรมีเวทีให้กับศิลปินสร้างงานที่แตกต่างแหวกแนว เปิดโอกาสให้ศิลปินแขนงต่างๆ ก้าวขึ้นมาแสดงความสามารถร่วมกัน ทดลองทำงาน และสร้างประสบการณ์ใหม่ได้อย่างอิสระ </figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168009" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-28.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168010" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-30.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ในเวลากลางวันหอศิลป พีระศรี เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะ แต่ในเวลากลางคืนก็ได้กลายเป็นที่จัดงานคอนเสิร์ตและละครอีกด้วย การจัดรายการเหล่านี้มีผลกับการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมที่มาเยือนหอศิลป พีระศรี และเป็นการสร้างรายได้ไปในตัวอีกด้วย ความคึกคักของละครเวที หอศิลป พีระศรี ได้นำเสนอผลงานของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว กลุ่มสองแปด กลุ่มซูโม่ และการจัดละครไนท์สปอตเรื่อง &#8216;ลอดิลกราช&#8217; ของภัทราวดี มีชูธน เป็นต้น </figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-168012" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/Body-PA-ตามไปดู-14-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>นิทรรศการ &#8216;ศิลปะ-ไทย-เวลา&#8217; เยือนย้อนหลังหอศิลป พีระศรี &#8211; โครงการ 100 ปี คอร์ราโด เฟโรชี (ศิลป พีระศรี) ถึงสยาม จัดแสดงระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดโดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มูลนิธิหอศิลป พีระศรี และ มหาวิทยาลัยศิลปากร </p>



<p>หัวหน้าทีมภัณฑารักษ์: ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ทีมภัณฑารักษ์: นำทอง แซ่ตั้ง, ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร, สิทธิธรรม โรหิตะสุข และ ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-thai-time-exhibition/">นั่งไทม์แมชชีนดูงานศิลปะไทยในประวัติศาสตร์ กับนิทรรศการ ‘ศิลปะ-ไทย-เวลา’ เยือนย้อนหลังหอศิลป พีระศรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Converse Campus Beat: การเจอกันของ 2 วงอินดี้ชวนฝัน YEW x LANDOKMAI กับโปรเจกต์สลับเพลงกันคัฟเวอร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yew-landokmai-the-converse-campus-beat/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jun 2023 22:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[artists talk]]></category>
		<category><![CDATA[LANDOKMAI]]></category>
		<category><![CDATA[CreateNext]]></category>
		<category><![CDATA[ConverseCampusBeat]]></category>
		<category><![CDATA[ConverseAllStars]]></category>
		<category><![CDATA[YEW]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167665</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครบางคนเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า “วง YEW คือบาร์ที่อาจขายวิสกี้ภายใต้ไฟสีส้ม แต่วง LANDOKMAI คือบาร์ที่เสิร์ฟค็อกเทลหลากสี” หากจะต้องเลือก 2 วงดนตรีมาจับคู่กัน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นเคมีอะไรบางอย่างตรงกัน ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องสามารถเติมเต็มกันและกันได้ YEW วงดนตรีอินดี้ที่มีสมาชิก 5 คน ประกอบด้วย ทิ้ว-ปรัชญ์ ปานพลอย (ร้องนำ), แดน-นรุตม์ จุฑาศานต์ (กีตาร์), พี-วรพัทธ์ การะเกตุ (กีตาร์), เจด-เจษฎา ทวีศรี (เบส), และ ทรัพย์-สหธรรม เมฆแดง (กลอง) และ LANDOKMAI วงดนตรีของสองสาว ได้แก่ อูปิม-ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง (ร้องนำ) และ แอนท์—มนัสนันท์ กิ่งเกษม (กีตาร์)&#160; สองวงดนตรีอินดี้เคยฝากผลงานเพลงจนกลายเป็นไวรัลด้วยกันอย่าง &#8216;ลมแล้ง&#8217; จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เพราะนอกจากจะมีสไตล์เพลงวินเทจและพื้นเพทางดนตรีจากดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลเหมือนกันแล้ว ทั้งสองวงยังมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะหยิบเรื่องราวใดมาถ่ายทอดก็ยังคงน้ำเสียงในแบบของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์&#160; ทั้งคู่โคจรมาเจอกันอีกครั้ง โดยเป็นหนึ่งคู่วงดนตรีที่มาคอลแลบกันในโปรเจกต์ The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yew-landokmai-the-converse-campus-beat/">The Converse Campus Beat: การเจอกันของ 2 วงอินดี้ชวนฝัน YEW x LANDOKMAI กับโปรเจกต์สลับเพลงกันคัฟเวอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใครบางคนเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า “วง YEW คือบาร์ที่อาจขายวิสกี้ภายใต้ไฟสีส้ม แต่วง LANDOKMAI คือบาร์ที่เสิร์ฟค็อกเทลหลากสี”</p>



<p>หากจะต้องเลือก 2 วงดนตรีมาจับคู่กัน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นเคมีอะไรบางอย่างตรงกัน ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องสามารถเติมเต็มกันและกันได้</p>



<p>YEW วงดนตรีอินดี้ที่มีสมาชิก 5 คน ประกอบด้วย ทิ้ว-ปรัชญ์ ปานพลอย (ร้องนำ), แดน-นรุตม์ จุฑาศานต์ (กีตาร์), พี-วรพัทธ์ การะเกตุ (กีตาร์), เจด-เจษฎา ทวีศรี (เบส), และ ทรัพย์-สหธรรม เมฆแดง (กลอง) และ LANDOKMAI วงดนตรีของสองสาว ได้แก่ อูปิม-ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง (ร้องนำ) และ แอนท์—มนัสนันท์ กิ่งเกษม (กีตาร์)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167670" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สองวงดนตรีอินดี้เคยฝากผลงานเพลงจนกลายเป็นไวรัลด้วยกันอย่าง &#8216;ลมแล้ง&#8217; จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เพราะนอกจากจะมีสไตล์เพลงวินเทจและพื้นเพทางดนตรีจากดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลเหมือนกันแล้ว ทั้งสองวงยังมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะหยิบเรื่องราวใดมาถ่ายทอดก็ยังคงน้ำเสียงในแบบของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์&nbsp;</p>



<p>ทั้งคู่โคจรมาเจอกันอีกครั้ง โดยเป็นหนึ่งคู่วงดนตรีที่มาคอลแลบกันในโปรเจกต์ The Converse Campus Beat จาก Converse All Stars ที่นำ 5 วงดนตรี และ 5 นักดนตรีไทย มาสร้างสรรค์ดนตรีแบบใหม่ๆ โดยร่วมมือกับศิลปินค่าย Whattheduck และเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสาขาดนตรีไทยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ นำผลงานศิลปินที่มีอยู่ก่อนหน้ามาแต่งเติมซาวนด์ดนตรีไทยเข้าไป ตามความเชื่อของ Converse All Stars ที่ว่าการร่วมงานกันของคนต่างสายงานสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ ขณะเดียวกันทุกคนล้วนได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว</p>



<p>การกลับมาเจอกันครั้งนี้จึงเหมือนกับเป็นภาคต่อของเพลง &#8216;ลมแล้ง&#8217; เราชวนทั้งคู่มาพูดคุยถึงเรื่องราวเบื้องหลังของเพลง &#8216;หมวกเมฆสีรุ้ง&#8217; ในเวอร์ชัน LANDOKMAI และ เพลง &#8216;Tsuki&#8217; ในมุมของ YEW ไปจนถึงเส้นทางที่ไม่ได้ราบรื่นเหมือนท้องฟ้าในวันแดดจ้า แต่เป็นเหมือนวันที่พายุพัดเข้ามาเป็นระลอก ก่อนจะจากไปและทิ้งให้เมล็ดพันธุ์ค่อยๆ เติบโตขึ้นอีกครั้ง</p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>LANDOKMAI กับการตีความ ‘หมวกเมฆสีรุ้ง’ ในมุมที่แอบเศร้า</strong></h3>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="[THE CONVERSE CAMPUS BEAT] LANDOKMAI - หมวกเมฆสีรุ้ง | Original by YEW" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/xsmTYQtmy-A?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ที่มาที่ไปของการมาคอลแลบกันระหว่าง LANDOKMAI และ YEW ครั้งนี้&nbsp;</strong></h4>



<p><strong>แอนท์:</strong> เริ่มต้นเลยเราได้เข้าร่วมโปรเจกต์ของ Converse แล้วเขาให้โจทย์มาว่าให้นำผลงานของวงที่คอลแลบกัน อย่าง LANDOKMAI คอลแลบกับ YEW แล้วให้เลือก 1 เพลงของ YEW มา cover ในเวอร์ชัน LANDOKMAI โดยที่มีเงื่อนไขคือต้องใส่เครื่องดนตรีไทย 1 เครื่อง พวกเราก็เลือกเพลง &#8216;หมวกเมฆสีรุ้ง&#8217; มา&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงเลือกเพลงหมวกเมฆสีรุ้ง</strong></h4>



<p><strong>แอนท์:</strong> น่าจะเป็นเพลงที่เราฟังแล้วพอมองภาพออกว่ามันจะออกมาเป็นยังไงด้วย คือถ้าไปเลือก &#8216;กังฟูบอย&#8217; ชูปีดูปีดู คงนึกไม่ออก (หัวเราะ) แต่ว่าน่าลองนะ มันท้าทายดี</p>



<p><strong>อูปิม:</strong> ความท้าทายคือเราจะทำยังไงให้เวอร์ชันของเราเป็นเวอร์ชันที่ไม่ได้ทำให้เพลงเขาแย่ลง รู้สึกว่าการเอาผลงานเพลงคนอื่นมา แล้วต่อยอดมันควรจะทำให้มันอยู่ในมาตรฐานที่อยู่ในความคาดหวังของคนฟัง แล้วก็ศิลปิน YEW ด้วย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ดีไซน์เพลง &#8216;หมวกเมฆสีรุ้ง&#8217; ไว้ว่าน่าจะเหมาะกับดนตรีไทยแบบไหน</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอาเป็นสะล้อ แต่ไปๆ มาๆ สรุปได้เป็นขิม เพราะขิมมันมีความฮาร์ป&nbsp;</p>



<p><strong>แอนท์:</strong> คือตอนแรกยังไม่ชัวร์ว่าเป็นขิม แต่ในโปรแกรมทำเพลงเราก็หาดนตรีที่เป็นดนตรีไทยมาก่อน แล้วลองใส่ขิมดูก่อน ปรากฏว่ามันเวิร์กมากเลย เพราะเพลงของเรามันมีฮาร์ปซ่อนอยู่ พอเป็นขิมมันดูแบบไม่ต้องทำอะไร มันลงตัวไปเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทั้งสองวงพอต้องมาทำงานร่วมกันรู้สึกยังไงบ้าง</strong></h4>



<p><strong>แอนท์:</strong> โห เหมือนเจอกันมาทั้งชีวิต (หัวเราะ) เราเพิ่งคุยกันว่า พักหลังนี้เราจะเจอกันบ่อยเกินไปหรือเปล่า จริงๆ แล้วพวกเรากับ YEW อยู่ในคณะเดียวกัน คือดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ซึ่งพี่ๆ เขาอายุมากกว่าเราแค่ปีเดียว ทำให้เวลาสมัยเรียนก็เจอกันตลอดอยู่แล้ว เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วก็มีเพลงลมแล้งซึ่งเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของ LANDOKMAI กับ YEW ต่อมาก็เป็นงานนี้ที่ได้ร่วมงานกัน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากเรียนที่เดียวกันแล้ว มีอะไรอีกไหมที่ทั้งสองวงนี้มีเหมือนกัน</strong></h4>



<p><strong>แอนท์:</strong> น่าจะเป็นเพลงที่ฟัง รู้สึกว่าทั้ง 2 วง จะมีความชอบฟังอะไรวินเทจเหมือนกันทั้งพี่ทิ้ว พี่พี แล้วแอนท์กับปิมจะชอบฟังเพลงที่มีความวินเทจ มันไม่ได้เหมือนกันเลยซะทีเดียว กลิ่นมันต่างกัน แต่ว่าน่าจะชอบอะไรเก่าๆ เหมือนกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พอทำเพลงของอีกฝ่ายทำให้เราได้รู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นไหม</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> เข้าใจมุมมองของพี่ทิ้วเพลงนี้อยู่ เราเคยคุยเรื่องเนื้อเพลง ดนตรีตลอดอยู่แล้ว</p>



<p><strong>แอนท์:</strong> เราเข้าใจมันมาตั้งแต่แรก แล้วนำมาต่อยอด ไม่รู้นะว่าเป็นแค่คณะเราไหม แต่เขาจะชอบนัดมาเจอกัน แล้วคุยกันว่าเขียนประมาณนี้ อัปเดตกันตลอด เลยทำให้รู้ว่าคนนี้เขียนเพลงมาจากอะไร รู้สึกแบบไหนอยู่ เพลงนี้เหมือนเขานำคำพูดของแฟนเขามาต่อยอดเป็นเพลงหมวกเมฆสีรุ้ง พอมันเข้าใจทุกอย่างแล้ว แล้วเพลงมันเลยออกมาเหมือนเล่าเรื่องหนึ่ง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เขินไหมที่ต้องร้องเพลงด้วยเนื้อเรื่องคนอื่น</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> มันเขินไหมเหรอ (ยิ้มกว้าง) มันไม่เขินค่ะ เพราะว่ามันน่ารัก แต่มันไม่เชิงว่า อุ้ย ร้องแล้วเขินจัง แต่มันจะเป็นฟีลแบบ มันอบอุ่นหัวใจจัง พี่ทิ้วเป็นคนอบอุ่นมาก โรแมนติกในแง่ความสัมพันธ์</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เวลาร้องมีการตีความในแบบของเรายังไง</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> ปิมรู้สึกว่ามันจะมีท่อนหนึ่ง ท่อน verse ที่พี่ทิ้วจะร้องว่า “หลังเมฆบนนภา เป็นหยดน้ำช่างงดงาม” รู้สึกว่าท่อนนี้อยากทำคัลเลอร์ใหม่ อย่างเพลงที่ YEW ทำ มันจะเป็นคอร์ดสว่าง อบอุ่น สดใสหน่อย ปิมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วท่อนนี้มันสามารถจะพิศวงได้นิดหน่อย ก็เลยไปเปลี่ยนคอร์ด แล้วก็เปลี่ยนวิธีการร้องใหม่ให้ดูขมขึ้นนิดหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167671" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คุณชอบเรื่องเศร้าในชีวิตมากเป็นพิเศษเหรอ</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> รู้ตัวอีกทีปิมกลายเป็นคนที่ชอบอะไรแบบนั้น เมโลดีสดใส แต่พูดเรื่องที่เศร้ามากๆ อยู่ หรือพูดเรื่องที่แฮปปี้มาก แต่เมโลดีเศร้า มันกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ LANDOKMAI ก็เลยรู้สึกว่าเพลงนี้มันอบอุ่นหัวใจมากๆ อยากเพิ่มคัลเลอร์ แต้มสีอื่นเข้าไปนิดหนึ่ง แค่รู้สึกว่ารีเลตกับมันได้ดีกว่า ไม่ใช่ชีวิตเศร้ามากนะ แต่แค่การบอกเล่าเรื่องที่มันขมๆ มันรู้สึก touch มากกว่าการจะมาบอกใครสักคนว่า วันนี้มีความสุขมากเลย กับ วันนี้เจ็บหัวใจมากเลย เศร้ากับเรื่องบางอย่าง เลยรู้สึกว่าปิมพรีเซนต์ด้านนี้ออกมาได้ดีกว่า&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เนื้อเพลง LANDOKMAI ที่มักจะพูดถึงช่วงเวลาของวัยรุ่น ในวันที่พวกคุณเติบโตขึ้นเรื่องราวในเนื้อเพลงจะเปลี่ยนไปด้วยไหม</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> มันเป็นไปไม่ได้ที่คนๆ หนึ่งจะหยุดอยู่ในวัยหนึ่ง เหมือนเจ้าชายน้อย สำหรับตัวเองสัมผัสได้ถึงการเขียนเพลงของตัวเอง ช่วงเวลาเขียนเพลงคือช่วงเวลาที่เราต้องทำความเข้าใจ ความรู้สึก ความคิดตอนนั้น เราก็ต้องกลั่นกรองออกมา ก็รู้ได้เลยว่าช่วงเวลาที่โตขึ้น เราไม่สามารถกลับไปเขียนเนื้อเพลงที่ช่างฝันเหมือนแต่ก่อนได้ คือปิมก็ยังชอบความช่างฝันอยู่ แต่เหมือนเป็นความช่างฝันที่ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อเท่าเมื่อก่อน</p>



<p><strong>แอนท์:</strong> ถ้าเป็นเมื่อก่อน เพลง &#8216;Please be true&#8217; มันจะมีความถ้าฉันมีเวทมนตร์ฉันจะเสกดาวพร่างพรายให้เธอ (อูปิมหัวเราะ) แล้วพอโตขึ้นมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เวลาเขียนเพลงรักก็ไม่ได้พูดถึงอะไรที่เหมือนสมัยก่อน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/02-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-167674" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/02-1-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/02-1-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/02-1-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/02-1.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มีเหตุการณ์ไหนที่เปลี่ยนให้คุณกลายเป็นคุณในวันนี้</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> สมัยเด็ก ปิมเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดมาก ปล่อยตัวเองล่องลอยไปกับความฝันมากกว่าความจริง ฉะนั้นก็เลยไม่ค่อยได้ทุกข์ใจอะไรมาก เราไม่ค่อยเจอเรื่องที่ต้องกระแทกใจ ต้องใช้ความคิด คราวนี้พอเราได้เจอจุดเล็กๆ ที่แบบ เฮ้ย นี่คือรสชาติของความทุกข์เหรอเนี่ย กลายเป็นว่าชอบ มันดูเหมือนเราเป็นมนุษย์ขึ้นนิดหนึ่ง (หัวเราะ) อาจจะเกี่ยวไหม ที่เพลง LANDOKMAI ตอนนี้ปิมชอบที่จะพูดถึงจุดเล็กๆ ในวัยเด็กนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>แอนท์:</strong> มันจะมีจุดหนึ่งที่รู้สึกว่า เราเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิต แต่พอโตมาถึงจุดหนึ่งที่ผ่านอะไรมาหลายๆ อย่างแล้วได้มองกลับไปมองตัวเองตอนนั้น รู้สึกแหยงตัวเองตอนนั้นมาก ทำไมกูมั่นใจอะไรขนาดนั้นวะ แบบว่า กูเข้าใจคนทั้งโลกได้ไงอะ พอมันผ่านความรู้สึกที่มันดาวน์มากๆ มันทำให้เข้าใจคนที่เขาเศร้ามากๆ แล้วก็เข้าใจคนที่มีความสุขมากๆ เช่นกัน พอโตขึ้น range ความเข้าใจคนอื่นมากขึ้น จากเหตุการณ์หลายๆ อย่าง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มีเรื่องอะไรที่ถ้าย้อนกลับไป เลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้นไหม</strong></h4>



<p><strong>อูปิม:</strong> อืม (คิดนาน) มันมีเยอะเต็มไปหมดเลย แต่สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรที่รู้สึกอยากกลับไปแก้จริงๆ เพราะว่าชอบที่ได้มีความทรงจำกับมัน กลับไปนึกก็จะแบบ ขำดีว่ะ ถ้าเราไม่เคยมีเรื่องที่น่าอายเลย เราจะกลายเป็นคนยังไงก็ไม่รู้ (ยิ้ม)&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในมุมของ LANDOKMAI ที่ผ่านมามีบทเรียนอะไรที่ได้เรียนรู้ไหม</strong></h4>



<p><strong>แอนท์: </strong>มันจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านหลายๆ อย่างมากกว่า เริ่มช่วงแรกเลย คือตอนที่เราทำด้วยตัวเอง เราจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ 1-100 สเต็ปต่อมา เริ่มมีค่าย ค่ายเริ่มมีบทบาท เราก็เริ่มใกล้จะลงตัวแล้ว โควิดเข้ามา ทลายอีกครั้ง จนเฟสล่าสุดน่าจะเป็นช่วงที่เราปรับตัวได้กับทุกอย่าง ทั้งโควิดที่ผ่านไปแล้ว ค่ายที่ทำงานด้วยกัน วิธีการทำงาน วิธีการทำเพลงของเราเอง ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่ดูพริ้วที่สุดแล้ว</p>



<p><strong>อูปิม:</strong> อ๋อ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถจบงานด้วยตัวเองได้ (เสียงภูมิใจ)&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความตั้งใจแรกที่ทำ LANDOKMAI จนถึงตอนนี้ยังเป็นแบบเดิมอยู่ไหม</strong></h4>



<p><strong>แอนท์:</strong> คำถามนี้ไม่เคยมีใครถามเลย แต่จริงๆ มันก็เป็นประมาณนี้ สิ่งที่เราคิดไว้</p>



<p><strong>อูปิม:</strong> มันดีมากกว่าที่เราเคยคิดไว้อีก ในยุคนี้เรารู้สึกว่าเวลาเรามองศิลปินรุ่นพี่ เราจะเป็นได้ไหม เราจะทำได้ไหมถ้าเราไปอยู่ในจุดนั้น จนตอนนี้รู้สึกว่ามัน ว้าว เราเองก็ทำได้นะ แต่เราก็จะมีความฝันที่มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มันดีแล้ว แต่เราก็อยากจะตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ให้มันดีขึ้น</p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>YEW การเติบโต และความเข้าใจมุมของคนที่ถูกรัก ในเพลง &#8216;Tsuki&#8217;</strong></h3>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="[THE CONVERSE CAMPUS BEAT] YEW - Tsuki | Original by Landokmai" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/aLfvd5FIMho?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ The Converse Campus Beat เกิดขึ้นได้ยังไง</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> โปรเจกต์นี้จะเน้นเอาเครื่องดนตรีไทยมาผสมเป็นหลัก โจทย์แรกเขาจะพยายามให้เครื่องดนตรีที่มีความเป็น traditional ไทยมาผสม แนวที่พวกเราทำอยู่ก็จะออกแนวสากลทั่วไป แต่อยากให้โชว์ความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งวงเราเลือกพิณ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตัดสินใจยังไงในการเลือกใช้เครื่องดนตรีไทยอย่างพิณเข้ามาใส่ในเพลง</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> เพราะรู้สึกว่ามันมีความเป็นเครื่องสาย แต่ตอนแรกคิดว่าอาจจะให้เป็นเสียงเพอร์คัสชัน เสียงกลอง ตะโพน กลองแขก แต่คิดว่าถ้าให้มันเป็นโน้ตด้วยก็คงต้องใช้พวกเครื่องสาย&nbsp;</p>



<p><strong>ทรัพย์:</strong> ได้น้องที่คณะดุริยางคศิลป์ เอกดนตรีไทย มาเล่นให้</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมการคอลแลบครั้งนี้ถึงเลือกเพลง &#8216;Tsuki&#8217;</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ผมเป็นคนคุยกับวงว่าจะเอาเพลง &#8216;Tsuki&#8217; เพลงนี้ผมเคยไปร่วมแต่ง สาเหตุหนึ่งที่เลือกเพราะอยากตีความในแบบฉบับของตัวเองด้วย หลักๆ จะตีความจากดนตรี ให้มันมีความเป็นแบบฉบับวง YEW มากขึ้น ถ้าว่ากันตามตรงดนตรีของวง LANDOKMAI จะมีความเป็นจังหวะวอลซ์ (Waltz) หน่อย แต่เราจะทำให้มันมีความเกากีตาร์มากขึ้น ใส่คอร์ดให้มีความหม่นขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพลงนี้ทิ้วเองก็มีส่วนร่วมแต่ง แล้วการเอากลับมาเรียบเรียงใหม่ คุณทำยังไงให้มีตัวตนของตัวเองอยู่ด้วย</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ตอนที่ฟังเพลง &#8216;Tsuki&#8217; ผมรู้สึกว่าคนทั่วไปจะมองว่าฝ่ายที่แอบชอบเป็นฝ่ายเดียวที่รู้สึก เนื้อหาเพลงจะพูดว่า “เก็บเธอเอาไว้ข้างใน รู้สึกแค่ไหนต้องหยุดไว้” จะเป็นเหมือนคนๆ หนึ่งที่ภายนอกดูไม่รู้สึกอะไร แต่จริงๆ ข้างในรู้สึกมากๆ แล้วผมมองว่าพอได้อีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวผู้ชาย ผมก็ได้เติมเต็มและได้บอกบางอย่างว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกเหมือนกัน พอมาลองทำผมก็รู้สึกว่าเป็นการได้เติมอีกคนเข้าไป</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพลงนี้แตกต่างจากการทำเพลงอื่นๆ ของ YEW ไหม</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> มันต่างตรงที่เราผสมค่อนข้างเยอะ มีทั้งรูปแบบที่เป็นอัลบั้มเก่าและอัลบั้มใหม่ YEW มันมีความเกากีตาร์บ้าง ความเป็นร็อกด้วย ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันผสมได้ และได้โอกาสทำสิ่งที่อยากจะประกบกันกับเพลง LANDOKMAI ได้เป็นการทดลอง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพื่อนๆ พอได้วัตถุดิบจากทิ้วมาแล้ว แต่ละคนเข้ามาแจมกันยังไง</strong></h4>



<p><strong>พี:</strong> พอทิ้วส่งเนื้อร้องมาให้ ประมาณจบฮุคหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็มานั่งคุยกัน สิ่งแรกที่ได้ฟัง ผมก็จะนึกก่อนว่าที่ทิ้วถ่ายทอดมามันมีมุมไหน แล้วหลังจากนั้นผมจะนึกเป็นภาพ ว่าเพลงนี้คนฟังคนนี้อยู่ที่ไหน เขาอยู่ในที่สว่างที่มืด แล้วเขามองเห็นอะไร แล้วทำเมโลดีออกมาตามนั้น ถ้าคนอื่นฟังแล้วมองเห็นไม่เหมือนกันก็เปลี่ยน หาไปจนกว่าจะเจอว่าคนฟังเพลงนี้จะต้องรู้สึกแบบนี้ พอโตขึ้นมันก็เจอความรู้สึกมากขึ้น มันก็ช่วยเรื่องอะไรแบบนี้ หลังๆ ทำดนตรีให้มันได้เห็นมู้ดชัดๆ มาก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รู้สึกยังไงที่ได้เอาเพลงมาสลับกันร้องด้วย</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ผมรู้สึกว่ามันเป็นสตอรี่ที่ต่อจาก &#8216;ลมแล้ง&#8217; ในการถ่ายทอดของนักร้องสองคน ผมเองก็เป็นคนที่อยู่โรงเรียนเดียวกับอูปิม ร้องตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เหมือนได้กลับมาทำโปรเจกต์อะไรร่วมกัน ก็แฮปปี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความเหมือนหรือความแตกต่างของ LANDOKMAI เป็นยังไง</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ถ้าพูดถึงความเหมือน ผมว่าภาษาเราคล้ายกัน ผมมองว่าวง LANDOKMAI เป็นวงสาวน้อยช่างฝัน จะมีคำของเขา บรรยากาศ ท้องฟ้า ธรรมชาติ ซึ่ง YEW ก็มีตรงนั้นเหมือนกัน ที่ตัวผมถนัดในการแต่งแบบนั้น สิ่งที่เหมือนคือเรื่องเนื้อเลย ถ้าเรื่องดนตรีผมมองว่ามีอะไรที่เหมือนกันอยู่</p>



<p><strong>พี:</strong> ในช่วงที่ผมไปโปรดิวซ์ให้ ถามว่าต่างไหมก็ต่าง ช่วงนั้นผมพยายามทำให้น้องไปในทางวินเทจไวบ์อย่างเดียว แต่ผมรู้สึกว่าต่างกันตรงที่น้องมันมีความช่างฝันกว่า ภาพมันจะมีความ psychedelic กว่า มีความลอยๆ กว่า</p>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> เหมือนร้านบาร์ ถ้า YEW กินวิสกี้ ใต้ไฟสีส้ม แต่ของ LANDOKMAI อาจจะมีค็อกเทลหลายสีกว่า</p>



<p><strong>พี:</strong> อาจจะมี smoke ด้วย (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทั้งความเหมือนและความต่างมีส่วนช่วยอะไรในการคอลแลบกันครั้งนี้บ้างไหม</strong></h4>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ไม่ยากครับ เพราะมันมีความคล้ายกัน แต่สิ่งที่ผมเรียบเรียงครั้งแรกเลยคือเรื่องทางคอร์ด ของ YEW จะเป็นวงที่คอร์ดไม่ได้ถี่ ไม่ได้เปลี่ยนแต่ละท่อน แต่ LANDOKMAI จะเปลี่ยนไปตามเมโลดี มันอาจจะต้องเป็นสิ่งที่เราต้องเรียบเรียงให้มีความเป็น YEW ขึ้น ปรับแปลงคอร์ดให้ช่องว่างมันยืดขึ้นหน่อย ด้วยความที่ผมชอบให้คอร์ดมันไหลยาวๆ ไม่ได้ยากมาก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าไม่นับเรื่องการทำงาน YEW กับ LANDOKMAI สนิทกันมากขนาดไหน</strong></h4>



<p><strong>พี:</strong> แน่นแฟ้น (ทุกคนหัวเราะ) ก็เป็นวงที่เวลาทำเพลงอะไรก็ปรึกษากันตลอด เหมือนแก๊งเดียวกัน เวลาทำเพลงมันมีความรสนิยม ไลฟ์สไตล์ ฟังเพลงก็คล้ายๆ กันก็แชร์กัน เป็นน้องที่สนิทมาก</p>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> เป็นกลุ่มแก๊งเราที่ ม.มหิดล เป็นรุ่นเรารุ่นน้อง ก็ค่อนข้างจะใกล้กันเลย พวกวง YEW, Dept, Sherry, LANDOKMAI หรือ Television Off จะเป็นแบบอยู่ด้วยกันตลอด โตมาด้วยกัน คุยกัน ดูคอนเสิร์ต หรือการสอบ Small Ensemble ซึ่งมันคือชั่วโมงสอบรวมของทุกแขนง ก็จะอยู่ด้วยกัน&nbsp;</p>



<p><strong>เจด:</strong> มันก็จะมีกลุ่มเด็กที่รวมตัวกัน อยากทำเพลงว่าจบออกไปแล้วมีผลงานของตัวเอง พวกเด็กที่ไม่รออาจารย์สอน ฉันทำของฉันเอง ก็จะเป็นกลุ่มพวกนี้ที่อยู่ด้วยกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ที่ผ่านมาตัวคุณตอนสมัยเรียนกับตอนนี้แตกต่างไปมากแค่ไหน</strong></h4>



<p><strong>ทรัพย์: </strong>จริงๆ ของผมไม่ค่อยต่างอะไรเยอะ ช่วงมหาลัยเราก็ใช้ชีวิต เริ่มมีงานเล่น พอโตมาต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ตัวเองมากขึ้น ถ้าในเรื่องการทำเพลง โตขึ้นเรายิ่งเห็นอะไรมากขึ้น เหมือนความที่เราใส่อะไรลงไปในเพลงน้อยลง เรารู้ว่าต้องใส่อะไร ไม่เหมือนเด็กๆ ที่กูมีสกิลนะ อยากเอาอันนู้นอันนี้มาโชว์</p>



<p><strong>เจด:</strong> รู้สึกว่าตอนเรียน เราไม่อยากยอมรับ แต่ต้องยอมรับเลยว่ามันสะดวกกว่าตอนนี้ เพราะมันค่อนข้างมีการวางแบบแผนไว้อย่างชัดเจนว่าตื่นมาต้องทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ยิ่งตอนจบใหม่ๆ คือเคว้ง ชีวิตช่วงแรกๆ จะค่อนข้างไม่ค่อยมีระเบียบเท่าไหร่ ตอนเรียนมันคิดไม่ได้หรอก แต่พอเรียนจบแล้วมันต้องพยายามมีวินัย มีระเบียบกับตัวเองจริงๆ ต่อให้เราจะไม่ชอบคำนี้แค่ไหน แต่ว่ามันต้องใช้ชีวิตอะ สุดท้ายมันเป็นสิ่งที่ต้องมี เราก็ต้องพยายามสร้างโครงสร้างที่โอเคกับเรา&nbsp;</p>



<p><strong>พี:</strong> ของผมมันได้รับความเข้าใจ มุมมอง ความเข้าใจของเจนที่มันโตขึ้น ตอนที่เราเรียนเราก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนวัยทำงานว่ารู้สึกยังไง พอผ่านเรื่องราวเยอะขึ้น ก็ทำให้เราเข้าใจว่าการสร้างมู้ดของเพลงมันตรงกับความรู้สึกของคนฟังมากน้อยแค่ไหน เราสามารถคิดได้หลากหลายมุมมากขึ้น</p>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ผมมีเรื่องงานกับชีวิต เรื่องชีวิตก็เป็นเรื่องการแบ่งความรู้สึกที่อยู่อาศัย บางทีผมเป็นคนเชียงใหม่ แล้วพอยิ่งโตขึ้น เรายิ่งรู้สึกว่าบ้านมันสำคัญมากขึ้น ตอนเรียนหนังสือก็เข้าใจได้ว่าเราต้องเรียนแล้วกลับบ้าน แต่พอต้องเรียนจบ ต้องใช้ชีวิตจริงๆ เราต้องมองรอบตัวมากขึ้น มองเรื่องบ้าน เรื่องคนรัก เหมือนเป็นวัยนี้ที่ผมได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่าตอนมัธยมหรือมหาลัย&nbsp;</p>



<p>ส่วนเรื่องเพลงก็เหมือนกัน มันทำให้เรามองคนกว้างขึ้น ตอนแต่งเพลงแรกๆ เราฟังแล้วรู้สึกว่าเราชอบ แล้วก็ปล่อย มันก็ดีนะ แล้วมันก็ดัง มีคนรู้จักคนชอบเยอะ พอโตขึ้นเราเริ่มศึกษาว่าไอ้สิ่งที่ทำให้ชอบมากขึ้น ฟังเพลงลมแล้งที่เรากลับมานั่งคิดว่าทำไมคนชอบฟัง ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ผมโตขึ้นในเรื่องการมองคนอื่นว่าเขารู้สึกยังไงกับการฟังเพลงเรา ไม่ใช่แค่เราแต่งแล้วชอบไม่ชอบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167676" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ด้วยความที่วง YEW เป็นวงที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ผ่านมาหลายปีอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้วงยังอยู่ด้วยกัน</strong></h4>



<p><strong>ทรัพย์:</strong> เงิน…ล้อเล่นๆ (ทุกคนหัวเราะ) ผมว่ามันต้องมีความเข้าใจกันและกัน และความยืดหยุ่นซึ่งกันและกัน&nbsp;</p>



<p><strong>ทิ้ว: </strong>ผมว่าความเชื่อที่แต่ละคนเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันจะพาไปทางไหน เชื่อว่าคนนี้ที่เขาอธิบายหรือวางไว้มันจะเป็นอย่างที่คุณคิดไว้นะ ซึ่งก็ต้องทำให้เข้าใจตรงกัน</p>



<p><strong>พี:</strong> ความเชื่อมันยากเหมือนกัน รู้สึกว่าถ้าผ่านตรงนี้ไปไม่ได้มันจะลำบากมาก เพราะถ้าคนหนึ่งทำมาแล้วคิดแบบนี้ แล้วอีกคนรู้สึกว่ามันไม่ใช่ว่ะ มันจะเริ่มมีความ ทำแบบกูสิ ผมว่าไอ้ด่านนั้นยาก&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วความเชื่อของวงตอนนี้คืออะไร</strong></h4>



<p><strong>ทรัพย์:</strong> ผมเชื่อในตัวเพื่อนนะ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่เซียนทางดนตรี ในแง่การทำหลายๆ องค์ประกอบ เพื่อนๆ ก็พาโตไปในสเต็ปต่อไป ทำไมจะไม่เชื่อละ เพราะมันก็พาผมมาอยู่ตรงนี้แล้ว</p>



<p><strong>พี:</strong> ของผมจริงๆ ไม่ได้เชื่ออะไรเลย ทำในแบบที่ตัวเองชอบ ทุกคนโอเค แฮปปี้ ไม่ได้ต้องรู้สึกว่าเราจะอยากอยู่ในจุดไหน เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แค่ต้องทำให้ชอบที่สุด แล้วก็อยู่กับทีม อยู่กับวง ก็แฮปปี้แล้ว</p>



<p><strong>เจด:</strong> ถ้าตอบตอนนี้คงคล้ายๆ ทรัพย์ ก็คงต้องเชื่อเพื่อน แล้วก็คล้ายๆ ที่ทรัพย์พูดว่ามันก็คือเพื่อนที่พากันจับมือจนถึงทุกวันนี้ เราอยู่กับเขา เขาพาเรามาถึงตรงนี้ได้ เราก็ช่วยกันให้ไปกันต่อได้</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ฟังดูมีความยากและอุปสรรคอยู่เหมือนกัน แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้ยังคงทำวงนี้ต่อ</strong></h4>



<p><strong>พี:</strong> ผมชอบ ผมทำแล้วสำเร็จตามที่ชอบ มันน่าจะเหมือนกับทุกอาชีพ ทำไปเรื่อยๆ แล้วทุกอย่างมันก็พัฒนาขึ้น ตั้งแต่ทำเพลงมา ไม่เคยบอกว่าทำเพลงง่ายเลย มันยากขึ้นทุกๆ เพลง สุดท้ายมันมีอะไรที่ท้าทาย ผมชอบอะไรแบบนั้น ไอ้เรื่องเงินที่พูดมันคือปัจจัยรอง มันก็แค่พูดในชีวิตจริงว่าต้องกินต้องใช้ แต่ผมก็ยอมที่จะไม่ทำอะไรเลย อยู่เพื่อทำงานตรงนี้ ถามว่าเงินเยอะไหม มันก็ไม่ได้เยอะ ผมมาชั่งน้ำหนักกับความสุขกับปัจจุบันแบบนี้มากกว่า</p>



<p><strong>ทรัพย์:</strong> คนดูเขามาดูเราต่อก็ทำให้เรามีกำลังใจ จริงๆ ผมเคยดูคนอื่นสัมภาษณ์ ผมก็คิดนะว่าเขาพูดไปอย่างนั้นเปล่าวะ พอเจอกับตัวเองจริงๆ มันเติมเต็มตัวเองจริงๆ โอเคเราทำงาน แล้วเราชอบนั่งดูไอจีวงตัวเอง ตั้งแต่เวลาเล่นเสร็จจะถ่ายกับคนดู เราก็เห็นจากก้อนเล็กๆ ค่อยๆ ใหญ่ จนแบบ เชี่ย เราโตกันขึ้นมากจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>เจด:</strong> ถ้าให้ตอบตรงๆ คือถ้าไม่ทำดนตรีก็ไม่รู้จะทำอะไร ทั้งชีวิตหมกมุ่นอยู่กับเกม หนัง ดนตรี เอาเป็นว่าช่วงมหาวิทยาลัย ผมก็หมกมุ่นอยู่กับดนตรี เอาเป็นว่าถ้าไม่ทำดนตรีก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ทำดนตรีมันยังมีความมั่นใจอยู่ว่าฉันสามารถ contribute ได้&nbsp;</p>



<p><strong>ทิ้ว:</strong> ผมมองว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาทำดนตรี พ่อชอบบอกว่าตอนที่ผมเขวไปสอบอยากเรียนคณะอื่น อย่าง Interior (ออกแบบภายใน) ตอนนั้นพ่อผมก็งงว่าทำไมอยากไปเรียน เพราะเห็นผมเล่นดนตรีตั้งแต่ประถมแล้ว เล่นประสานเสียง ดนตรีไทย ดนตรีสากล พ่อผมก็ถามว่าถ้าสุดท้ายก็ต้องกลับมาเล่นดนตรีอยู่ดี จะเบี่ยงไปทำไม&nbsp;</p>



<p>ผมว่าบางเรื่องมันต้องเชื่อตัวเองว่าถ้าสุดท้ายต้องกลับมาทำสิ่งนี้คุณก็ลุยไปเลย ก็รู้ว่าเรียนอย่างอื่นไว้เป็นลู่ทางให้ชีวิตได้ แต่ผมมองว่าบางสิ่งบางอย่างมันโตกับเราตั้งแต่เด็ก มันต้องมีเหตุผลสิที่ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องกลับมาร้องเพลง กลับมาแต่งเพลง มันก็แค่นั้น มันเหวี่ยงอะไรกลับมาไม่รู้ ก็ถือว่าโชคดีที่ทำแล้วมีคนรักและชอบในสิ่งที่ทำด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yew-landokmai-the-converse-campus-beat/">The Converse Campus Beat: การเจอกันของ 2 วงอินดี้ชวนฝัน YEW x LANDOKMAI กับโปรเจกต์สลับเพลงกันคัฟเวอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ไทยไปเวทีโลก กับเทรนด์การออกแบบโลกที่ต้องจับตา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/designers-room-talent-thai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ศรีเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jun 2023 22:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Report]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167913</guid>

					<description><![CDATA[<p>a day มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers&#8217; Room / Talent Thai &#38; Creative Studio Promotion 2023 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เวทีสำคัญที่ช่วยปั้นนักออกแบบไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลกมาอย่างยาวนาน โดยปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘KEEP AN EYE ON: THE CREATIVE POWER OF THE NEW ERA จับตาพลังสร้างสรรค์จากนักออกแบบรุ่นใหม่และเทรนด์การออกแบบโลก’ จึงเก็บประเด็นที่น่าสนใจจากการเสวนาภายในงานมาเล่าให้ฟังกัน&#160; ความเป็นมาของโครงการ โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545 ตลอดระยะเวลา 21 ปี ได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสู่เวทีในระดับประเทศและระดับสากลเป็นจำนวนมาก มีนักออกแบบที่ได้รับการพัฒนาในโครงการแล้วกว่า 744 ราย แบ่งเป็น กลุ่ม Designers’ Room นักออกแบบแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ จำนวน 215 แบรนด์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/designers-room-talent-thai/">ปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ไทยไปเวทีโลก กับเทรนด์การออกแบบโลกที่ต้องจับตา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>a day มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers&#8217; Room / Talent Thai &amp; Creative Studio Promotion 2023 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เวทีสำคัญที่ช่วยปั้นนักออกแบบไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลกมาอย่างยาวนาน โดยปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘KEEP AN EYE ON: THE CREATIVE POWER OF THE NEW ERA จับตาพลังสร้างสรรค์จากนักออกแบบรุ่นใหม่และเทรนด์การออกแบบโลก’ จึงเก็บประเด็นที่น่าสนใจจากการเสวนาภายในงานมาเล่าให้ฟังกัน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความเป็นมาของโครงการ</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>กลุ่มผู้บริหารของโครงการ</figcaption></figure>



<p>โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545 ตลอดระยะเวลา 21 ปี ได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสู่เวทีในระดับประเทศและระดับสากลเป็นจำนวนมาก มีนักออกแบบที่ได้รับการพัฒนาในโครงการแล้วกว่า 744 ราย แบ่งเป็น กลุ่ม Designers’ Room นักออกแบบแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ จำนวน 215 แบรนด์ กลุ่ม Talent Thai นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และของตกแต่งบ้าน จำนวน 520 แบรนด์ กลุ่ม Creative Studio ธุรกิจบริการด้านการออกแบบในสาขาต่างๆ ตั้งแต่ Ci &amp; Branding, Character Design, Graphic Design, Illustration, Industrial Design จำนวน 9 ราย</p>



<p>โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการดำเนินธุรกิจ ให้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชีย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167923" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในปีนี้เป็นอีกครั้งที่มีการเปิดรับสมัครนักออกแบบรุ่นใหม่จากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ โดยกรมได้เชิญคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการออกแบบและการตลาดมาร่วมคัดเลือกเพื่อเฟ้นหานักออกแบบที่มีความพร้อมให้ได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพเติบโตไปสู่ตลาดสากล&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้รูปแบบพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ในฐานะนักออกแบบต้องจับตามองแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่นี้ทั้ง Digital Transformation และ Sustainable Development Goals รวมถึง Digital Market ที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ต้องเกิดการพัฒนาที่ตอบสนองถึงความต้องการของคนทั่วโลก เพื่อสร้าง The Creative Power of the New Era และที่สำคัญต้องไม่ลิดรอนความต้องการของคนรุ่นหลังอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Keep an eye on </strong><strong></strong></h3>



<p>เก็บตกประเด็นจากเวทีเสวนา <strong>‘</strong>ความสำคัญของเครือข่ายนักออกแบบและประสบการณ์ในการค้าระหว่างประเทศ’ โดยพาร์ตเนอร์ของโครงการ ซึ่งเป็นนักออกแบบที่เคยเข้าร่วมโครงการในอดีต&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167918" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อนุพล อยู่ยืน จากแบรนด์ Mobella</figcaption></figure>



<p>อนุพล อยู่ยืน Founder และ Creative Director จากแบรนด์ Mobella&nbsp;</p>



<p>“Mobella คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หุ้มบุ เช่น โซฟาหรือเตียง ที่เอาความเป็นไทยเข้ามาสอดแทรก ปัจจุบันแบรนด์มีอายุ 15 ปี อยู่ในกลุ่ม Talent Thai ปี 2008&nbsp;</p>



<p>“หลังจากเรียนจบ ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมก็ได้เข้ามาร่วมกับ Talent Thai หลังออกจาก Talent Thai ก็ได้มีโอกาสไปทำแบรนด์ เราเป็นโซฟาไทยที่ไปโตเมืองนอก เราเริ่มทำแบรนด์จากการส่งออกก่อน ก่อนที่จะมาทำแบรนด์ในประเทศ ซึ่งผมเป็นดีไซเนอร์ พอเรามาอยู่ในโครงการของ Talent Thai ตอนนั้น เราก็ได้องค์ความรู้ต่างๆ เอาเข้ามาช่วย เพราะฉะนั้น พอหลังจากที่เราส่งออกมาสักพักหนึ่งแล้ว แล้วก็เริ่มปรับกลยุทธ์ต่างๆ เอามาใช้ทำแบรนด์ในประเทศ</p>



<p>“ผมว่าโครงการนี้เป็นเหมือนโครงการที่ให้โอกาส สิ่งที่นักออกแบบของไทยหรือว่าตัวผมเองในช่วงเริ่มต้นทำงานต้องการก็คือเวที ซึ่งเวทีมันอาจจะไม่ได้หมายความว่าเราต้องการโชว์อย่างเดียว แต่เราต้องการเจอลูกค้า หรือว่าได้มีโอกาสให้ลูกค้าเห็นสินค้าของเรา ได้รับคำวิจารณ์แล้วนำกลับมาปรับปรุงพัฒนา ซึ่งตอนที่เราเป็นนักออกแบบตอนแรกๆ ถ้าเราไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มันค่อนข้างจะยากมาก ที่นักออกซึ่งเพิ่งเริ่มต้นทำแบรนด์แรกๆ จะได้ไปงานแสดงสินค้า เช่น ที่อิตาลีหรือญี่ปุ่น นำสินค้าไปโชว์</p>



<p>“นั่นก็เป็นจุดเริ่มของแบรนด์ Mobella ก่อนที่จะเป็นแบรนด์อย่างทุกวันนี้ เราก็มีเฟอร์นิเจอร์แค่ 2-3 ชิ้น ที่หิ้วไปโชว์ต่างประเทศ ให้เขาเห็นว่ามีแบรนด์โซฟาของไทยด้วยนะที่หน้าตาเป็นแบบนี้ แตกต่างจากสินค้าเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในโลก ก็ถือว่าได้รับโอกาสที่ดี&nbsp;</p>



<p>“ทั้งนี้ ก่อนที่จะไปต่างประเทศ เราจะได้รับการอบรม ได้รับคำแนะนำต่างๆ จากกรมการค้าระหว่างประเทศอยู่แล้ว ว่าต้องเตรียมตัวยังไง หรือว่าถ้าเราจะไปโครงการในต่างประเทศ เราต้องทำสินค้าให้เหมาะกับตลาดยังไง เหมือนเป็นไกด์ ซึ่ง Mobella เราโตในญี่ปุ่นมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167919" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ศรัณญ อยู่คงดี จากแบรนด์ SARRAN</figcaption></figure>



<p>ศรัณญ อยู่คงดี จากแบรนด์ SARRAN (จิวเวลรีดีไซน์)</p>



<p>“ถ้าถามว่าสิ่งที่ได้รับจากโครงการนี้คืออะไร สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือว่า มันเป็นพื้นที่ที่เราได้ทดลองตลอดเวลา ผมยอมรับเลยว่าการที่ได้เข้าร่วม Talent Thai ตั้งแต่วันแรกจนถึงตลอดระยะเวลา 7 ปี ผมทำทุกชิ้น ไม่เคยขายได้เลยครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมาก เพราะว่าเราได้มีโอกาสทดลองสิ่งที่เราเชื่อ รวมทั้งความเป็นปัจเจกของเรา ทำให้มันถูกพิสูจน์แล้วว่า มันไม่อาจจะเป็นจริงได้ถ้าเกิดเราไม่ได้มองถึงภาพรวมหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพราะเวลาเราไปงานต่างประเทศ ทุกครั้งเราจะมองว่าเราสื่อสารเรื่องวัฒนธรรม แต่บางครั้งเราอาจจะต้องตั้งคำถามว่า การสื่อสารของเรานั้นมันถูกที่ถูกทางหรือเปล่า ปัจจุบันเราพูดถึงซอฟต์พาวเวอร์ แต่ซอฟต์พาวเวอร์นั้นต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสมหรือเขาต้องการเราด้วยเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นพอเราเริ่มทำงานได้สักระยะหนึ่ง หลังจากที่เราอยู่ Talent Thai ผมเริ่มรู้แล้ว ผมเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์มาก่อน ซึ่งเก้าอี้เราสวย ประกวดได้รางวัลทุกเวที แต่ไม่เคยนั่งสบาย แล้วก็ขายได้ยากมาก ในขณะเดียวกันตอนนั้นผมตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะอยู่อย่างนี้ต่อไปโดยการที่เราจะได้โทรฟี ได้โล่มา แต่ไม่มีเงินเลย มันไม่สามารถทำธุรกิจได้จริง สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ใหญ่ทุกคน ที่ตอนนั้นจัดการดูแลพวกเราใน Talent Thai เขาก็ตั้งคำถามกับเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้น มันไม่ได้หมายความว่าเราผิดพลาดตลอด แต่เราเก็บความผิดพลาดทั้งหมดและคำจากคนที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ซึ่งมันผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า ถ้าคุณจะไปแนวนี้คุณต้องทำอะไรบ้าง&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ผมชอบในการเปิดใจคือผู้ใหญ่ทุกคนพร้อมจะให้คำปรึกษา ดังนั้นความผิดพลาดมันคือประสบการณ์ พอครบ 7 ปีปุ๊ปผมรู้แล้วว่า ผมไม่สามารถอยู่ได้ด้วยวิธีนี้ ผมก็เลยต้องลองทำธุรกิจของตัวเอง เพื่อลองดูว่าถ้ามันจะเจ๊งมันต้องเจ๊งด้วยมือของเรา และด้วยแนวความคิดของเรา เพราะฉะนั้นตอนอยู่ Talent Thai จนสุดท้ายเรารู้แล้วว่าเราไม่เหมาะกับงานโปรดักดีไซน์ การไปรับออเดอร์ทีละพันชิ้นเป็นไปไม่ได้สำหรับผม แต่จุดอ่อนของเราคือจุดแข็ง งั้นเราทำทีละชิ้น เพราะฉะนั้นการปรับของผมคือมายด์เซตทั้งหมด ทั้งหมดนั้นมันเกิดขึ้นในระยะเวลาหลังจากที่เราได้ประสบการณ์จาก Talent Thai แล้วออกมาทำธุรกิจของตัวเอง หลังจากนั้นผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมได้ประสบการณ์ทุกอย่างที่มาทำเป็นธุรกิจได้จริงๆ จากโครงการนี้&nbsp;</p>



<p>“สังคมเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เราไม่ยืนอยู่ตัวคนเดียวและทำให้เราสามารถที่จะเก็บเกี่ยวทั้งประสบการณ์และคอนเนกชัน เพราะฉะนั้น พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ทำให้คุณได้มีโอกาสเปิดตัวได้เร็วกว่าที่คุณจะยืนอยู่ตัวคนเดียว”&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167916" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>จากซ้าย: สมัชชา วิราพร จากบ้านและสวน, ธีรชัย ศุภเมธีกูล จากแบรนด์ Qualy, จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ จากแบรนด์ SC Grand</figcaption></figure>



<p>เก็บตกประเด็นจากเวทีเสวนา ‘แนวโน้มที่ต้องจับตามองสำหรับธุรกิจสร้างสรรค์มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน’ โดยพาร์ตเนอร์ของโครงการ</p>



<p>จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ จากแบรนด์ SC Grand (แบรนด์ผ้ารีไซเคิล Sustainable Textile)</p>



<p>“ตอนนี้เทรนด์ Circular Economy กำลังเป็นเทรนด์ของโลก เขาบอกว่า การที่จะเป็นเทรนด์โลกได้ ประกอบไปด้วยปัจจัย 3 อย่าง หนึ่ง คือเป็นนโยบายที่ทั่วโลกพูดถึง, สอง รัฐบาลในประเทศนั้นๆ เอาไหม และ สาม ถ้าบริษัทเอกชนใหญ่ๆ เล่นเรื่องนี้ด้วย เราก็จะเห็นว่ามันเป็นเทรนด์ของโลก ตอนนี้เราก็น่าจะเห็นว่า Sustainable หรือ Circular มันเป็นสิ่งที่อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราอาจจะนำบางส่วนมาปรับใช้กับการออกแบบได้</p>



<p>“ยกตัวอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจของเรา ตอนนี้เราเริ่มมีลูกค้าโรงแรม เวลาเราไปพักโรงแรม เขาจะมีการรีโนเวตทุก 5 ปี เขาก็จะมีขยะ อย่างเช่น ผ้าปูเตียงหรือว่าผ้าเช็ดตัว ซึ่งเขาจะมีอายุในการเปลี่ยน เมื่อก่อนของพวกนี้มันถูกทิ้งไว้เฉยๆ แต่ตอนนี้เขาเริ่มมีการทำงานกับทาง SC Grand ในการส่งของพวกนั้นมารีไซเคิลเป็น New Textile ไม่ว่าจะเป็นผ้าใหม่หรือว่าเสื้อผ้าใหม่ เป็นต้น”</p>



<p>ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ จากแบรนด์ Qualy (สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และความยั่งยืน)</p>



<p>“หลายคนอาจจะมองเรื่องการออกแบบเป็นเรื่องที่ว่ามาจากแพสชัน แต่เทรนด์ด้านความยั่งยืน ถึงเราจะชอบหรือไม่ชอบมันมาแน่นอน และก็มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบที่พวกเราจะต้องใส่เอาไว้ในปัจจัยของการสร้างสรรค์ คือตอนนี้บริษัทส่วนใหญ่ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจแต่เป็นทุกภาคส่วนมาเวย์นี้หมด เพราะว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตอนนี้มันเริ่มทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องเกิดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ถูกถามหาความรับผิดชอบแน่ๆ เรียกว่าตลอดสายของซัพพลายเชน จะต้อง Sustain หมดเลย และเราทำงาน เราก็ต้องมีลูกค้า ถ้าสมมุติว่าเราทำงานให้บริษัทใหญ่ๆ หรือทำงานที่มีลูกค้าเป็นภาคธุรกิจ แน่นอนภาคธุรกิจใหญ่เขาถูกบังคับให้ต้องทำเรื่องของความยั่งยืน เราอยู่ในสายงานที่ตอบโจทย์เขา เราก็ต้องยั่งยืน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167921" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ในภาคของลูกค้าที่เป็นคอนซูเมอร์ ตอนนี้การรับรู้มันอยู่ในวงกว้างว่าทุกคนพูดเรื่องนี้ แล้วแบรนด์ที่พวกเราทำก็จะถูกตั้งคำถามเหมือนกันว่าเราได้รับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำแค่ไหน มันก็จะเป็นมาตรฐานในสังคมในอนาคต ซึ่งวันนี้อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเริ่มต้น ที่เราจะสร้างภาวะผู้นำในมุมของความยั่งยืน ยังสามารถทำได้เพราะว่าเป็นช่วงที่ทุกคนกำลังมึนๆ กันอยู่ แต่ในอนาคตอันไม่ไกล มันจะเริ่มกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกคนทำ แล้วก็จะไม่ใช่ข้อได้เปรียบ แต่กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ถ้าไม่มีจะลำบาก&nbsp;</p>



<p>“อีกเทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องของการ Collaboration คือบางทีธุรกิจเดิมๆ คนก็จะคุ้นเคยและไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป การนำจุดแข็งของแบรนด์ที่แตกต่างกัน หรือว่าจากสายงานสายอาชีพที่หลุดจากกันไปมากๆ ยิ่งต่างมากยิ่งสร้างความน่าสนใจ และจะสร้างโอกาสใหม่ๆ สามารถที่จะเอาลูกค้าของทั้งสองที่สามที่แล้วแต่ ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจด้วย แล้วก็เกิดความว้าว เกิดอินโนเวชัน เกิดความสร้างสรรค์ที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้า”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566</strong><strong>&nbsp;</strong></h3>



<p>สำหรับ &#8216;โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก&#8217; ในปี 2566 นี้ แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน ได้แก่&nbsp;</p>



<p>ส่วนแรก สำหรับนักออกแบบที่เคยเข้าร่วมโครงการในอดีต จะได้รับโอกาสในการเข้าร่วมการเจรจาการค้า การส่งเสริมภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์แบรนด์ ในงานแสดงสินค้าและเวทีการออกแบบในต่างประเทศ&nbsp; เช่น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair ระหว่างวันที่ 6-10 กันยายน 2566&nbsp;</li><li>งานแสดงสินค้า MAISON &amp; OBJET ณ กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2566 และเจรจาการค้าผ่านแพลตฟอร์ม m.o.m.&nbsp;</li><li>งานแสดงสินค้า COTERIE New York ระหว่างวันที่ 19-21 กันยายน 2566</li><li>งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok 2024 ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2567&nbsp;</li><li>การเข้าร่วมงาน Milan Design Week ระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน 2567&nbsp;</li><li>และงาน Creative Expo Taiwan ช่วงเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งจะเป็นเวทีสร้างชื่อเสียงและเพิ่มช่องทางทางการค้าสู่ตลาดสากลได้&nbsp;</li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167922" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>นักออกแบบรุ่นใหม่กลุ่มสินค้ากลุ่ม Alumni Team</figcaption></figure>



<p>ส่วนที่ 2 สำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่จะเปิดรับสมัครในปี 2566 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Keep an eye on: The Creative Power Of The New Era” นักออกแบบรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่และแนวโน้มเมกะเทรนด์โลก&nbsp;โดยแบ่งเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list"><li>หลักสูตรแรก ความรู้พื้นฐานการเป็นนักออกแบบระดับสากล อาทิ การสร้างแบรนด์ การตลาดดิจิทัล การค้าออนไลน์ และการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มเมกะเทรนด์โลก อาทิ กระบวนการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) และ การพัฒนาธุรกิจมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมุ่งสู่ความยั่งยืน (SDGs) โดยวิทยากรจากหน่วยงานชั้นนำ อาทิ Amazon.com และ CIRCO HUB Thailand </li></ol>



<ol class="wp-block-list" start="2"><li>หลักสูตรที่ 2 ค่ายบ่มเพาะนักออกแบบไทยสู่สากล โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก Mentor รุ่นพี่และรับโจทย์การพัฒนาสินค้าและธุรกิจ จากเครือข่ายพันธมิตรของโครงการ ได้แก่ เครือบ้านและสวน/SC Grand และองค์กร LIMITED&nbsp;EDUCATION และจากแบรนด์รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ&nbsp;Qualy/ Mobella/SARRAN และ Q Design and Play พร้อม Alumni Team จะมาเป็นพี่เลี้ยงตลอดทั้งโครงการและกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ต่อยอดความคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันต่อ</li></ol>



<p>สำหรับนักออกแบบที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ &#8211; 16 มิถุนายน ติดตามรายละเอียดการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊ก Talent Thai &amp; Designers’ Room และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ <a href="http://www.ditp.go.th">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์</a>&nbsp;หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169&nbsp;</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/designers-room-talent-thai/">ปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ไทยไปเวทีโลก กับเทรนด์การออกแบบโลกที่ต้องจับตา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
