<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คุณวุฒิ บุญฤกษ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/kunawut-boonkrirk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/kunawut-boonkrirk/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 16:27:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>The Killers กับบทเพลงที่ไม่เคยสมบูรณ์แบบในอัลบั้ม Imploding The Mirage</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-killers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Oct 2020 16:45:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังหูไว้หู]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[Universal Music]]></category>
		<category><![CDATA[Victims]]></category>
		<category><![CDATA[Imploding The Mirage]]></category>
		<category><![CDATA[The Killers]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนดอน ฟลาวเวอส์]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[Hot Fuss]]></category>
		<category><![CDATA[บริทป็อป]]></category>
		<category><![CDATA[อัลเทอร์เนทีฟร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Lizard King]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=111259</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ความสมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อชีวิตของเราสิ้นสุดลงไปแล้ว” แบรนดอน ฟลาวเวอร์ส นักร้องนำขวัญใจมวลมหาประชาชนของวง The Killers เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ขึ้นปกนิตยสาร Q ครั้งแรกในปี 2009 The Killers เป็นวงดนตรีในยุคหลัง Y2K ที่มีศักยภาพเพียงพอให้ผู้คนได้สัมผัสถึงแนวทางเฉพาะตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในอเมริกา ที่อยากได้ยินอะไรใหม่ๆ สดๆ แต่ไม่ละทิ้งซึ่งความพิถีพิถัน และความประณีตในการทำเพลง การบรรจบกันของดนตรีบริตป๊อปยุคท้ายๆ ผสมเข้ากันกับโพสต์พังก์รีไววัล แกล้มด้วยกลิ่นอายดนตรีอิเล็กทรอนิกเล็กน้อย เพียงพอให้ชื่อของ The Killers ก้าวขึ้นมาเป็นวงร็อกแถวหน้าฝั่งอเมริกาได้ตั้งแต่อัลบั้มแรก Hot Fuss ในปี 2004 อย่างไรก็ดีระยะเวลาการทรงตัวในวงการดนตรีโลกของพวกเขา ที่ถึงแม้จะมีอายุอานามปาเข้าไปเกือบ 20 ปี มีชื่อเสียงที่มาจากทั้งงานเพลงและนิสัยส่วนตัว แต่ภาวะของการเรียนรู้ ยังไม่หายไปจากตัวตนของ ‘คณะนักฆ่า’ กลุ่มนี้แม้แต่น้อย ความกระหายที่จะทดลองสิ่งใหม่เกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่เสมอ ด้วยน้ำเสียงเยินยอเช่นนี้ แต่เป็นความรู้สึกจริงๆ ที่ได้จากการฟังและติดตามคณะดนตรีกลุ่มนี้มาตลอดระยะเวลา 17 ปี ทุกครั้งที่คุณฟัง The Killers คุณจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของบริตป๊อป ผสมกับท่าทีที่เกรี้ยวกราดแบบอัลเทอร์เนทีฟร็อก มีเมโลดี้ติดหู ฟังง่าย แต่ก็มีริฟต์กีตาร์ที่ดุดัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-killers/">The Killers กับบทเพลงที่ไม่เคยสมบูรณ์แบบในอัลบั้ม Imploding The Mirage</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111261" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p7"><span class="s1">“</span>ความสมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อชีวิตของเราสิ้นสุดลงไปแล้ว<span class="s1">” </span>แบรนดอน ฟลาวเวอร์ส นักร้องนำขวัญใจมวลมหาประชาชนของวง<span class="s1"> The Killers </span>เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ขึ้นปกนิตยสาร<span class="s1"><em> Q</em> </span>ครั้งแรกในปี<span class="s1"> 2009 </span></p>
<p class="p7"><span class="s1">The Killers </span>เป็นวงดนตรีในยุคหลัง<span class="s1"> Y2K </span>ที่มีศักยภาพเพียงพอให้ผู้คนได้สัมผัสถึงแนวทางเฉพาะตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในอเมริกา ที่อยากได้ยินอะไรใหม่ๆ สดๆ แต่ไม่ละทิ้งซึ่งความพิถีพิถัน และความประณีตในการทำเพลง การบรรจบกันของดนตรีบริตป๊อปยุคท้ายๆ ผสมเข้ากันกับโพสต์พังก์รีไววัล แกล้มด้วยกลิ่นอายดนตรีอิเล็กทรอนิกเล็กน้อย เพียงพอให้ชื่อของ<span class="s1"> The Killers </span>ก้าวขึ้นมาเป็นวงร็อกแถวหน้าฝั่งอเมริกาได้ตั้งแต่อัลบั้มแรก<em><span class="s1"> Hot Fuss </span></em>ในปี<span class="s1"> 2004</span></p>
<p class="p7">อย่างไรก็ดีระยะเวลาการทรงตัวในวงการดนตรีโลกของพวกเขา ที่ถึงแม้จะมีอายุอานามปาเข้าไปเกือบ<span class="s1"> 20 </span>ปี มีชื่อเสียงที่มาจากทั้งงานเพลงและนิสัยส่วนตัว แต่ภาวะของการเรียนรู้ ยังไม่หายไปจากตัวตนของ<span class="s1"> ‘</span>คณะนักฆ่า<span class="s1">’ </span>กลุ่มนี้แม้แต่น้อย ความกระหายที่จะทดลองสิ่งใหม่เกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่เสมอ</p>
<p class="p7">ด้วยน้ำเสียงเยินยอเช่นนี้ แต่เป็นความรู้สึกจริงๆ ที่ได้จากการฟังและติดตามคณะดนตรีกลุ่มนี้มาตลอดระยะเวลา<span class="s1"> 17 </span>ปี</p>
<p class="p7">ทุกครั้งที่คุณฟัง<span class="s1"> The Killers </span>คุณจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของบริตป๊อป ผสมกับท่าทีที่เกรี้ยวกราดแบบอัลเทอร์เนทีฟร็อก มีเมโลดี้ติดหู ฟังง่าย แต่ก็มีริฟต์กีตาร์ที่ดุดัน ยังไม่พูดถึงอีกหลากหลายอิทธิพลทางดนตรี ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งในวงดนตรีของยุคสมัยและอยู่ในดวงใจใครหลายคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><b>กลับสู่จุดเริ่มต้น</b></h3>
<p class="p7">อย่างที่ทราบกันดีว่า<span class="s1"> ‘The Killers’ </span>ชื่อนี้ไม่ได้เป็นแค่วงหลอกๆ ที่มีอยู่ในมิวสิกวิดีโอเพลง<span class="s1"><em> Crystal</em> </span>ของวงดนตรีในตำนาน<span class="s1"> New Order </span>เท่านั้น หากแต่เป็นวงจริงๆ เลือดเนื้อเชื้อไขอเมริกันในสำเนียงเพลงอังกฤษที่แจ้งเกิดเมื่อนานมาแล้ว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111262" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-2-1024x512.jpg" alt="" width="1024" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-2-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-2-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-2-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-2-600x300.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-2.jpg 1548w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p7">จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี<span class="s1"> 2002 </span>หลังจากที่แบรนดอนถูกไล่ออกจากวงซินธ์ป๊อป นามว่า<span class="s1"> Blush Response </span>ด้วยเหตุผลว่าไม่ยอมเดินทางไปตั้งรกรากที่ลอสแอนเจลิสร่วมกันกับวง พร้อมกันกับที่ Dave Keuning มือกีตาร์ของ <span class="s2">The Killers </span>ได้ประกาศหานักร้องนำให้กับวงดนตรีในลาสเวกัส</p>
<p class="p7"><span class="s1">“</span>แบรนดอนเป็นคนเดียวที่ตอบกลับมาหลังจากเห็นประกาศหาสมาชิก และเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ใช่พวกคนบ้า คอยป่วนประกาศของคนอื่นๆ<span class="s1">” </span>เดฟเล่า ขณะที่ Mark Stoermer และ Ronnie Vannucci Jr. ได้เจอกับพวกเขาโดยบังเอิญในไลฟ์เฮาส์แห่งหนึ่งหลังจากที่พวกเขาเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ ก่อนจะร่วมหัวจมท้ายกันมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p class="p1"><span class="s2">The Killers </span><span class="s4">ใช้เวลาในช่วงทำอัลบั้มแรกออกทัวร์ด้วยการเล่นเป็นวงเปิดให้กับวงอังกฤษ</span> <span class="s1">British Sea Power </span>ก่อนจะได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงเล็กๆ ในลอนดอนนามว่า<span class="s1"> Lizard King </span>เพื่อช่วยทำ<span class="s1"> EP </span>แรก ที่มีซิงเกิลสำคัญอย่าง<span class="s1"> <em>Mr. Brightside</em> </span>ส่งให้พวกเขาโด่งดังจนฉุดไม่อยู่ ทุกฟอร์แมตของแทร็กดังกล่าวถูกขายหมดเกลี้ยง <span class="s4">นั่นเป็นเหตุผลที่ในเวลาต่อมา</span><span class="s2"> The Killers </span><span class="s4">เซ็นสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่</span><span class="s2"> Island Records </span><span class="s4">ซึ่งเป็นบริษัทลูกโดยตรงของ</span><span class="s2"> Universal Music</span></p>
<div id="attachment_111263" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111263" class="wp-image-111263 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-4-1024x512.jpg" alt="" width="1024" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-4-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-4-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-4-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-4-600x300.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/3-4.jpg 1640w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-111263" class="wp-caption-text">อัลบั้ม <em>Hot Fuss</em> (2004) และ <em>Sam&#8217;s Town</em> (2006)</p></div>
<p class="p7">หากต้องเท้าความความสำเร็จของ<span class="s1"> The Killers </span>ที่เกิดขึ้นในช่วงแรก คงต้องย้อนไปตั้งแต่ซิงเกิลแรกของวงเมื่อกลางปี<span class="s1"> 2004 </span>แทร็ก<span class="s1"> <em>Mr. Brightside</em> </span>ติดท็อป<span class="s1"> 10 </span>ของชาร์ตเพลงในอังกฤษ ขณะที่ซิงเกิลที่<span class="s1"> 2 <em>Somebody Told me</em> </span>ขึ้นสูงสุดที่อันดับ<span class="s1"> 5 </span>ของชาร์ต<span class="s1"> Billboard </span>ในอเมริกา แน่นอนว่าผ่านไปหลายปีทั้งสองเพลงนี้ถูกรีมิกซ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เข้าท่าบ้าง ที่ไม่เข้าท่าก็มีอยู่มาก แต่ที่แน่ๆ ได้กลายเป็นเพลงประจำฟลอร์เต้นรำทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p class="p7">ไม่เพียงเท่านั้น<span class="s1"> The Killers </span>ยังก้าวไปเป็นวงเฮดไลน์<span class="s1"> (</span>วงดนตรีที่มักจะได้เล่นเป็นวงท้ายๆ ในเทศกาล และมีชื่อวงขนาดใหญ่อยู่บนโปสเตอร์<span class="s1">) </span>ทั้ง<span class="s1"> T in the Park </span>และเทศกาลระดับตำนาน<span class="s1"> Glastonbury </span>ในช่วงการทัวร์อัลบั้มที่สอง<em><span class="s1"> Sam’s Town</span></em></p>
<p class="p7"><span class="s1">The Killers </span>ผ่านร้อนหนาวมามากมาย ตั้งแต่ยุค<span class="s1"> Y2K </span>จนมาถึงยุคของโซเชียลมีเดีย พวกเขาก็ยังคงเป็นวงที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ของมาตรฐานการทำดนตรี และยังมีแฟนเพลงเหนียวแน่นและรักใคร่พวกเขาเสมอ</p>
<p class="p1">จะว่าไปแล้ว ถึง <span class="s2">The Killers </span>จะออกอัลบั้มมาอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อ<span class="s1"> 2 </span>ปีที่แล้ว เพิ่งจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มีโชว์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก</p>
<p class="p7"><span class="s1">17 </span>กันยายน<span class="s1"> 2561 </span>ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี คลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่วัยรุ่นไปยันวัยชรา แม้บัตรจะ<span class="s1"> sold out </span>ช้าไปบ้าง หากเทียบกับวงดนตรีหลายวงในช่วงนั้น แต่ของที่ระลึกก็ขายหมดเกลี้ยงก่อนเริ่มงาน แน่นอนว่า<span class="s1"> The Killers </span>ไม่พลาดที่จะสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ชาวไทยอย่างเต็มที่ เพราะเซตลิสต์ในวันนั้นขนมาตั้งแต่อัลบั้มแรก มาจนถึงอัลบั้ม<span class="s1"> Wonderful Wonderful </span>อัลบั้มล่าสุดที่แสดงให้เห็นความ<span class="s1"> ‘</span>โรยรา<span class="s1">’ </span>จนปิดอาการเหนื่อยล้าของวงเอาไว้ไม่อยู่แล้ว</p>
<p class="p7">ไม่ต้องบอกก็รู้ หลายๆ คนคงคิดเหมือนกันว่า<span class="s1"> The Killers ‘</span>หมด<span class="s1">’ </span>แล้ว ทั้งไอเดียทำเพลง พลังในการทัวร์คอนเสิร์ต และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิก</p>
<p class="p1">แต่แน่นอนว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ในกรณีของวงดนตรียิ่งแล้วใหญ่ มีจุดจบที่หลากหลาย แต่ในกรณีของ<span class="s1"> The Killers </span>ค่อนข้างจะแปลกไปสักหน่อย เพราะการที่สมาชิกวงแทบจะออกทัวร์กันอย่างไร้ความพร้อมเพียง<span class="s1"> 3 </span>คนบ้าง<span class="s1"> 2 </span>คนบ้างตามแต่สะดวกเหล่านี้สร้างความน่าเสียดายให้กับแฟนเพลงโดยเฉพาะจากประเทศโลกที่สามอยู่ไม่น้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><b>Are we human or are we dancer? </b></h3>
<p class="p1">ครั้งหนึ่งฟรอนต์แมนของทรีโอแบนด์อย่าง<span class="s1"> Keane </span>เคยพูดถึงคณะนักฆ่าเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า<span class="s1"> “</span>สิ่งที่ทำให้ <span class="s1">The</span><span class="s1"> Killers </span>ยืนหยัดและชัดเจนในสิ่งที่พวกเขาทำคือเพลงของเขามันมีแสงอยู่ในนั้น ฟังแล้วมันมีพลัง มีความหวังถึงจะริบหรี่<span class="s1">”</span></p>
<p>ใช่ครับ สไตล์ที่หาตัวจับยากของ<span class="s1"> The Killers </span>คือมันจะมีแทร็กที่ฟังแล้ว<span class="s1"> ‘</span>ใจขึ้น<span class="s1">’ </span>อยู่เกือบทุกอัลบั้ม จึงอาจไม่เป็นที่ปรารถนาสักเท่าไหร่สำหรับประชาชนสายดาร์กและเสพติดความเจ็บปวด<span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>เพราะแทบทุกเพลงของ<span class="s1"> The Killers </span>มีเนื้อหาและภาคดนตรีที่เป็นพลังบวกแทบทั้งสิ้น</p>
<div id="attachment_111270" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111270" class="wp-image-111270 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.32.47-1024x650.png" alt="" width="1024" height="650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.32.47-1024x650.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.32.47-300x191.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.32.47-768x488.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.32.47-600x381.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.32.47.png 1880w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-111270" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ: NME</p></div>
<p class="p1">ในแง่ของดนตรี แน่นอนว่าการได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากวง<span class="s1"> New Order </span>หรือตำนานจากแมนเชสเตอร์อย่าง<span class="s1"> The Smiths </span>และแม้กระทั่ง<span class="s1"> The Cure </span>จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่<span class="s1"> 4 </span>หนุ่มจากลาสเวกัส จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับวงร็อกในยุคเดียวกันอย่าง<span class="s1"> The Bravery </span>และการที่พวกเขาหน้าตาดีแถมแต่งตัวเนี้ยบกันทุกคน จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อีกเช่นกันที่พวกเขาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับวงลูกหลานไฮโซอย่าง<span class="s1"> The Strokes (</span>ทั้งๆ ที่ภาคดนตรีนั้นแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ฮา<span class="s1">) </span></p>
<p class="p1">แต่ไม่ว่าใครจะเอา<span class="s1"> The Killers </span>ไปเปรียบเทียบกับใคร ที่แน่ๆ เลยก็คือพวกเขาเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จจากอิทธิพลดนตรีนิวเวฟจากยุค<span class="s1"> 80s </span>และโพสต์มิลเลนเนียลโมเดิร์นร็อกมาเต็มๆ</p>
<div id="attachment_111264" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111264" class="wp-image-111264 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1-1.jpg 1110w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-111264" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ: Buzz Magazine</p></div>
<p class="p1">อย่างไรก็ดีภายใต้ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟและอิเล็กโทรร็อกที่ฟังดูครื้นเครงสนุกสนานเรายังสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงจังของพวกเขาผ่านเนื้อเพลงที่ส่วนใหญ่ว่าด้วยเรื่องราวความกลัดกลุ้มและความกังวลใจของวัยรุ่นและไม่ว่าจะผ่านไปกี่อัลบั้มตัวตนเหล่านี้ก็ยิ่งถูกย้ำชัดขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p class="p1">แต่นั่นแหละ<span class="s1"> 17 </span>ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก วงร่วมรุ่นล้วนทยอยล้มหายตายจากกันไปทีละราย ทั้งในแง่ของการทำงาน หรือแม้แต่ในชีวิตจริง ทว่าระหว่างทาง<span class="s1"> The Killers </span>ไม่ได้หายไปเงียบๆ และใช้ชีวิตอู้ฟู่ตามวิถีที่ร็อกสตาร์ควรจะเป็น แต่ทั้ง<span class="s1"> 4 </span>หนุ่มกลับขะมักเขม้นกับการทำไซด์โปรเจกต์<span class="s1"> (</span>ผลงานเดี่ยวที่ไม่ได้ออกในนามของวง<span class="s1">) </span>ของตัวเอง</p>
<div id="attachment_111265" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-111265" class="wp-image-111265 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-2.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-111265" class="wp-caption-text">ตัวอย่างอัลบั้มเดี่ยวของสมาชิก The Killers ที่ทุกคนมีผลงานของตัวเอง</p></div>
<p class="p1">เริ่มด้วยแบรนดอนคนแรกที่ขอหยุดพักการทำงาน หลังทัวร์โปรโมตอัลบั้ม<span class="s1"><em> Day &amp; Age</em> (2008) </span>อันแสนยาวนานได้จบลง เพลงที่เขียนเอาไว้ก่อนหน้าและระหว่างทัวร์ ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขา<span class="s1"><em> Flamingo</em> (2010) </span>ก่อนที่อีก<span class="s1"> 5 </span>ปีให้หลังจะตามมาด้วยอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สอง<span class="s1"><em> The Desired Effect</em> (2015) </span>ที่ผสมผสานดนตรีนิวเวฟ ซินธ์<span class="s1">&#8211;</span>ป๊อป และโพสต์พังก์รีไววัลเอาไว้ได้อย่างกลมกล่อม</p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span>ปกติแล้วผมมีวิธีการแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาหลายวิธี ด้วยอารมณ์ที่แตกต่าง วันที่แตกต่าง เสียงที่แตกต่าง และวัตถุดิบที่แตกต่าง ถ้าวันนี้ผมรู้สึกสบายใจ ผมก็จะทำแบบนี้ แต่ถ้าไม่ มันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง งานเดี่ยวของผมคือความรู้สึกจริงๆ ของชีวิตผม ณ ตอนนั้นเลย<span class="s1">” </span>แบรนดอนอธิบาย</p>
<p class="p7">รอนนี่มือกลองก็ไม่น้อยหน้า ฟอร์มวงที่ชื่อว่า<span class="s1"> Big Talk </span>ในสไตล์โพสต์กรันจ์ ก่อนจะเข็นอัลบั้มเดี่ยวชื่อเดียวกับวงออกมาในปี<span class="s1"> 2011 </span>และ<span class="s1"><em> Straight In No Kissin&#8217;</em> </span>ในปี<span class="s1"> 2015 </span>ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์เพลงในอเมริกาไปไม่น้อย</p>
<p class="p7">ส่วนเดฟ มือกีตาร์ของวงที่กำลังพักการทำงานไปอย่างไม่มีกำหนด เพิ่งปล่อยอัลบั้มเดี่ยวแรกของตัวเองไปเมื่อปีที่แล้วชื่อว่า<span class="s1"> Prismism </span>ในสไตล์เพลงอิเล็กทรอนิกป๊อป ผสมกับซินธ์<span class="s1">&#8211;</span>ป๊อปและเสียงสังเคราะห์จำนวนมากได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดีสวนทางกับยอดขายและทัวร์ที่น้อยมากๆ จนแทบจะไม่มีเลย</p>
<p class="p7">แต่พูดก็พูดเถอะ งานของมาร์ก สโตร์นี มีกลิ่นอายความ<span class="s1"> ‘</span>ขบถ<span class="s1">’ </span>มากที่สุด เมื่อเทียบกับไซด์โปรเจกต์ของสมาชิกในวง มาร์คทำอัลบั้มเดี่ยวมากที่สุดในบรรดาสมาชิก ทั้ง<span class="s1"><em> Another Life</em> (2011) </span>และ<span class="s1"><em> Dark Arts</em> (2016) </span>สองอัลบั้มแรกนั้นเวอร์ชั่น<span class="s1"> Limited </span>ขายหมดเกลี้ยงทุกฟอร์แมต และถ้าให้สารภาพตามตรง อัลบั้มของมาร์ก ก็เป็นไซด์โปรเจกต์ที่ผู้เขียนรักมากที่สุด โดยเฉพาะอัลบั้มล่าสุด<span class="s1"><em> Filthy Apes and Lions</em> (2017) </span>เป็นงานมาสเตอร์พีซที่ฟังดีไม่มีเบื่อเลยจริงๆ<span class="s1"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111267" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/สำรอง1-2-1024x650.jpg" alt="" width="1024" height="650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/สำรอง1-2-1024x650.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/สำรอง1-2-300x191.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/สำรอง1-2-768x488.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/สำรอง1-2-600x381.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/สำรอง1-2.jpg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p7">จะเห็นว่าสมาชิกทั้งสี่ แยกย้ายกันไปทำเพลงในสไตล์ที่ตัวเองสนใจในแต่ละช่วงเวลา พวกเขาพยายามทลายกรอบการทำงานของตัวเอง ไม่ทำเพลงตามที่กระแสช่วงนั้นนิยม จึงไม่น่าแปลกใจที่อัลบั้มเดี่ยวของพวกเขาแทบจะไม่มีแทร็กที่อยู่ใน<span class="s1"> Bilboard </span>หรือชาร์ตเพลงใดๆ ก็ตาม นี่อาจเป็นคำตอบสำคัญต่อคำถามใหญ่ที่พวกเขาเคยถามเอาไว้ในเพลงที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งของวง</p>
<p class="p1"><span class="s2">“Cut the cord,</span><span class="s1"> are we human or are we dancer?</span><span class="s2">” </span><span class="s4">แท้จริงเราเป็นมนุษย์ที่มีอิสระ</span> <span class="s4">หรือเราเป็นเพียงแค่ผู้คนที่พร้อมจะทำตามทุกสิ่งที่สังคมกำหนดเหมือนๆ</span> <span class="s4">กัน</span> <span class="s4">ฉะนั้นปลดเปลื้องพันธนาการต่างๆ</span> <span class="s4">เสียเถอะ</span></p>
<p class="p1"><span class="s4">แทร็ก</span><span class="s2"> <em>Human </em></span><span class="s4">ในอัลบั้มที่</span><span class="s2"> 3 </span><span class="s4">สร้างปรากฏการณ์เอาไว้มากมาย</span> <span class="s4">ทั้งรางวัลเพลงยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารต่างๆ</span> <span class="s4">ในอเมริกา</span> <span class="s4">ขึ้นสูงสุดอันดับที่</span><span class="s2"> 6 </span><span class="s4">ใน</span><span class="s2"> Billboard </span>และเป็นเพลงที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดอันดับ<span class="s1"> 39 </span>ในปี<span class="s1"> 2009 </span>โดยแทร็กนี้แบรนดอนได้รับแรงบันดาลใจมาจากประโยคคลาสสิกของนักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกัน<span class="s1"> Hunter S. Thompson </span>ที่เคยเขียนเอาไว้ว่า</p>
<p class="p1"><span class="s1"><i>“We&#8217;re raising a generation of dancers”<br />
“</i></span>ผู้คนในยุคนี้กำลังทำสิ่งต่างๆ<i> </i>ไปในทางเดียวกันหมด<span class="s1"><i>”</i></span></p>
<p class="p1">อาจฟังดูเป็นการแก้ตัว แต่สิ่งที่ผู้ฟังรู้สึกกับ<span class="s1"> The Killers </span>ในอัลบั้มที่<span class="s1"> 4 </span>และ<span class="s1"> 5 </span>นั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาพยายามแผ้วถางหนทางใหม่ๆ เพื่อทำเพลงในแบบที่พวกเขารู้สึกและสนุกกับมันมากกว่าหยุดอยู่กับที่และทำสิ่งที่พวกเขาก้าวผ่านความสำเร็จมานานแล้ว</p>
<p class="p1">เส้นทางของ<span class="s1"> The Killers </span>นั้นราวกับว่าไม่เคยหยุดนิ่ง และทำเพลงแบบสูตรสำเร็จ จึงต้องยอมรับว่าเอาเข้าจริงวงก็ไม่ได้แคร์กลุ่มคนฟังที่เป็นแฟนเพลงยุคดั้งเดิมเท่าไหร่ สไตล์การทำเพลงที่บุกไปข้างหน้า หยิบสิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาในชีวิตเข้ามาลองอยู่เสมอดูจะเป็นสิ่งที่วงปรารถนา</p>
<p class="p1">ไม่ว่า<span class="s1"> The Killers </span>จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของภาคดนตรีไปขนาดไหน เชื่อว่าหากเราได้ยินเสียงอินโทรขึ้น และมีน้ำเสียงของแบรนดอนแทรกขึ้นมาแล้ว ต้องบอกว่ายังไงก็จำได้ และพูดให้ถึงที่สุดหากนับตั้งแต่อัลบั้ม<span class="s1"><em> Day &amp; Age</em> </span>นี่เป็นอีกครั้งที่<span class="s1"> The Killers </span>สร้างมาสเตอร์พีซให้กับตัวพวกเขาเอง<span class="s1"> 10 </span>แทร็กในอัลบั้มนี้ ควรค่าแก่การฟัง เพื่อเติมความหวังให้ชีวิต ในช่วงท้ายของปีอันโหดร้ายปีนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><b>ทลายกำแพงและก้าวออกจากพื้นที่</b><b>ที่</b><span class="s1"><b> (</b></span><b>ไม่เคย</b><span class="s1"><b>) </b></span><b>สมบูรณ์แบบของตนเอง</b></h3>
<p class="p1">ประโยคที่ว่า<span class="s1"> “</span>ไม่มีสูตรสำเร็จและความสมบูรณ์แบบสำหรับเรื่องของดนตรี<span class="s1">” </span>เหมาะที่จะอ้างอิงถึงคณะนักฆ่ากลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกครั้งที่<span class="s1"> The Killers </span>ถูกถามว่าชอบอัลบั้มไหนของวงมากที่สุด คำตอบที่ได้นั้นเหมือนกันทุกครั้ง คือ พวกเขาชอบ<span class="s1"> “</span>อัลบั้มล่าสุด<span class="s1">” </span>นั่นหมายความว่าทุกๆ ครั้งที่เริ่มทำอัลบั้มใหม่ วงเองก็พยายามไปให้ถึงความสมบูรณ์แบบที่ตั้งใจเอาไว้ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็พบว่าที่ผ่านมาเพลงของวงนั้นไม่เคยสมบูรณ์แบบ</p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span>เราแทบจะจำวิธีการทำงานของอัลบั้มแรกๆ ไม่ได้เลย รู้แค่ว่าวิธีการไม่ซ้ำ<span class="s1">” </span>รอนนี่อธิบายถึงการทำอัลบั้มในช่วงที่ผ่านมา</p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span>เราคิด<span class="s1"> (</span>ไปเอง<span class="s1">) </span>ว่าอัลบั้มนี้มันน่าจะดีที่สุดที่เคยทำมา จนไปถึงช่วงที่เริ่มทำอัลบั้มหน้า เราก็จะคิดแบบนี้อีก<span class="s1"> (</span>หัวเราะ<span class="s1">) </span>วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไอ้คำว่าเพอร์เฟกต์มันไม่มีจริงหรอก<span class="s1">” </span>แบรนดอนเสริม</p>
<p class="p1">ผลงานเพลงในชุดแรกๆ ของพวกเขาผ่านการดูแลของ<span class="s1"> Alan Moulder </span>ผู้อยู่เบื้องหลังตำนานเพลงชูเกสอย่าง<span class="s1"> The Jesus and Mary Chain </span>และ<span class="s1"> Ride </span>ไล่มาที่<span class="s1"> Stuart Price </span>ที่แทบไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ เพราะอัลบั้มของ<span class="s1"> Madonna, Pet Shop Boys </span>และ<span class="s1"> Kylie Minogue </span>ผ่านมือโปรดิวเซอร์มือฉมังผู้นี้มาแล้วทั้งสิ้น</p>
<p class="p1">จนมาถึงปัจจุบันที่ได้<span class="s1"> Jonathan Rado </span>โปรดิวเซอร์หัวก้าวหน้าเจ้าของวง<span class="s1"> Foxygen </span>และ<span class="s1"> Shawn Everett </span>จาก<span class="s1"> The War On Drugs </span>มาดูแลการผลิตอัลบั้มทุกขั้นตอน เราจึงมั่นใจได้ว่าทุกๆ กระบวนการทำเพลงนั้นนอกจากจะไม่มีสูตรสำเร็จแล้วก็แทบจะไม่มีความจำเจปะปนอยู่เลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111271" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-1024x1024.png" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-1024x1024.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45-96x96.png 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-09-at-17.35.45.png 1344w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1"><em>Imploding The Mirage</em> </span>กลับมาพร้อมกับ<span class="s1"> 3 </span>สมาชิกที่เหลือ<span class="s1"> (</span>เอาเข้าจริงมาร์กเองก็อาจจะไม่ได้มีใจเต็มที่กับวงสักเท่าไหร่ สังเกตจากในช่วง<span class="s1"> 3 </span>ปีที่ผ่านมาที่แกแทบไม่ออกทัวร์กับวงเลย สวนทางกับ<span class="s1"> Dave </span>ที่แม้จะไม่ได้มีส่วนในการทำอัลบั้มเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฟอร์มวง แต่การทัวร์ของเขาก็สม่ำเสมอกว่ามาร์กอยู่มากโข<span class="s1">) </span>และทำอัลบั้มกันในสตูดิโอถึง<span class="s1"> 3 </span>แห่ง ทั้งในลาสเวกัสและลอสแอนเจลิส</p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span>แน่นอนว่าผมอยากเล่นกีตาร์ให้กับวงที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ขณะเดียวกัน สมดุลในการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ และตอนนี้ผมก็ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงนะ ไม่ได้หายไปไหน<span class="s1">” </span>เดฟให้เหตุผลสั้นๆ แต่เชื่อว่าทำเอาเหล่าบรรดา<span class="s1"> Victims (</span>ชื่อเรียกกลุ่มแฟนคลับเดนตายของ<span class="s1"> The Killers) </span>เจ็บช้ำหลายพันราย</p>
<p class="p1"><span class="s4">อย่างไรก็ดีท่ามกลางความโกลาหลของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด</span><span class="s2">-19 </span><span class="s4">ผลงานหลายชิ้นของนักดนตรี</span><span class="s4">ต้องจำใจเลื่อนวันเปิดตัว</span> <span class="s4">วันจำหน่าย</span> <span class="s4">และแน่นอนรวมถึงวันเริ่มทัวร์คอนเสิร์ต</span> <span class="s4">รวมถึง</span> <span class="s1"><em>Imploding The Mirage</em> </span>เองก็เช่นเดียวกัน จากแผนเดิมที่ตั้งใจจะปล่อยอัลบั้มในช่วงปลายเดือนเมษายน ต้องเลื่อนวันดีเดย์มาไกลถึงวันที่<span class="s1"> 21 </span>สิงหาคมที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271cf3281" data-id="WrpBgN_iUnA" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-WrpBgN_iUnA-6a3b271cf3281" data-vid="WrpBgN_iUnA" data-src="https://www.youtube.com/embed/WrpBgN_iUnA?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/WrpBgN_iUnA/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p1">ปลายเดือนเมษายน พวกเขาเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรกของอัลบั้ม<em><span class="s1"> Caution </span></em><span class="s4">นำโด่งมาด้วยเสียงกีตาร์ชวนฝัน</span> <span class="s4">ต่อด้วยจังหวะกลองเร่งเร้าคอยสอดประสานกันไปมาอย่างต่อเนื่อง</span> <span class="s4">ทั้งสองเครื่องดนตรีรักษาความสมดุลพร้อมเริ่มต้นอัลบั้มด้วยเรื่องเล่าสมัยวัยรุ่นของแบรนดอนที่ตั้งเป้าพุ่งตรงไปยังความฝันอย่างไร้ความกังวลต่อคำเตือนใดๆ</span> <span class="s4">ทั้งสิ้น</span> <span class="s4">นับ</span>เป็นครั้งแรกที่วงตัดสินใจทำมิวสิกวิดีโอแบบ<span class="s1"> Visualizer </span>ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สามารถถ่ายทำมิวสิกวีดีโอได้อย่างปกติเนื่องจากการแพร่ระบาดของ<span class="s4">โควิด</span><span class="s1">-19</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271cf32b8" data-id="3Nx24VAjK6Q" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-3Nx24VAjK6Q-6a3b271cf32b8" data-vid="3Nx24VAjK6Q" data-src="https://www.youtube.com/embed/3Nx24VAjK6Q?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/3Nx24VAjK6Q/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p1">ตามมาด้วยซิงเกิลที่สองในต้นเดือนมิถุนายน<em><span class="s1"> Fire in Bone </span></em>ให้<span class="s4">ความหนืดและความหน่วง</span> <span class="s4">ควงคู่ไปด้วยกันทั้งในภาคร้องและภาคดนตรี</span> <span class="s4">เสียงเบสที่หนึบและหนักแน่น</span> <span class="s4">ผสานเสียงสังเคราะห์ที่ช่วยขับเน้นความหม่นหมองในช่วงต้นของเพลง</span> <span class="s4">ก่อนจะเข้าสู่ท่อนฮุกที่แบรนดอนได้ปล่อยพลังอีกครั้ง</span> <span class="s4">เป็นอีกซิงเกิลที่ฟังไม่กี่รอบก็ติดหูได้ไม่ยาก</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271cf32d6" data-id="cHNVhrQZG6E" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-cHNVhrQZG6E-6a3b271cf32d6" data-vid="cHNVhrQZG6E" data-src="https://www.youtube.com/embed/cHNVhrQZG6E?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/cHNVhrQZG6E/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p1"><span class="s1">The Killers </span>เบรกอารมณ์ความสนุก<span class="s4">เอาไว้ด้วยความไพเราะ</span> <span class="s4">ผ่านซิงเกิลที่สาม</span><span class="s2"><em> My Own Soul’s Warning</em> </span><span class="s4">แทร็กที่มีเสียงสังเคราะห์น้อยที่สุดในอัลบั้ม</span> <span class="s4">เหมือนฟังอยู่ใต้หินผาที่มีลมเย็นคอยพัดผ่าน</span> <span class="s4">กล่อมให้มีความนุ่มนวลที่เป็นผลมาจากเมโลดี้</span> <span class="s4">แต่ริฟต์กีตาร์ก็ให้ความมีชีวิตชีวาเข้ามาทดแทน</span></p>
<p class="p1">หลายแทร็กในอัลบั้มชุดนี้โดยเฉพาะกับ<span class="s1"> <em>Running Towards A Place</em> </span>ยอดเยี่ยมพอจะกลายเป็นงานอินดี้ร็อกคลาสสิกในอนาคต หรือแทร็กเด่นอื่นๆ เช่น <span class="s1"><em>Lightning Fields</em> </span>ที่เสียงร้องของ<span class="s1"> k.d. lang </span>ศิลปินคันทรี่ชาวแคนาดามีเคมีที่เข้ากับแบรนดอนมากๆ รับบทเป็นคุณแม่ของแบรนดอนได้อย่างเรียบเนียน เพราะแบรนดอนตั้งใจเขียนเพลงนี้เพื่อชื่นชมความรักที่มั่นคงยาวนานของพ่อและแม่ ในแง่นี้<span class="s1"> k.d. lang </span>จึงมาร่วมแจมเพลงนี้ในฐานะคุณนายฟลาวเวอร์สอย่างชัดเจน</p>
<p class="p1">ส่วนแทร็กที่<span class="s1"> 9<strong> ‘When the Dreams Run Dry’ </strong></span>คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทำอัลบั้มชุดนี้ด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมจริงๆ ครึ่งแรกของเพลงเราจะเห็นกลิ่นอายของ<span class="s1"> The Killers </span>ในวัยหนุ่มที่ชัดเจนมากๆ ขณะที่ครึ่งหลังเป็น<span class="s1"> The Killers </span>เวอร์ชั่นผู้ใหญ่ กร้านโลก พร้อมกระโจนเข้าหาความท้าท้ายใหม่ๆ เทคนิคหลายอย่างจึงถูกโยนใส่เข้ามาทั้งเสียงโซโล่กีตาร์ โน้ตเสียงสูงจากคีย์บอร์ด เสียงสังเคราะห์ และวิธีการร้องแบบ<span class="s1">กอสเปล </span>คลอด้วยเสียงคอรัสที่หนาและมีพลังมากๆ</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271cf32ef" data-id="hrazTo8xVds" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-hrazTo8xVds-6a3b271cf32ef" data-vid="hrazTo8xVds" data-src="https://www.youtube.com/embed/hrazTo8xVds?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/hrazTo8xVds/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p1">ไฮไลต์ของอัลบั้มกลับกลายเป็นแทร็กที่มีชื่อเดียวกับอัลบั้ม<strong><span class="s1"> ‘Imploding The Mirage’ </span></strong>และเป็นแทร็กที่<span class="s1"> 10 </span>ปิดท้ายสรุปภาพรวมของอัลบั้มทั้งหมดเอาไว้ได้ดีมากๆ<em><span class="s1"> Imploding The Mirage </span></em>พูดถึงการก้าวออกจากความกลัวของตัวเอง ผลักพรมแดนของชีวิตออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่ามันเสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่แบรนดอนผู้เขียนเนื้อเพลงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันคุ้มค่า</p>
<p class="p3"><i>“Sometimes it takes a little bit of courage and doubt to push your boundaries out beyond your imagining… While you were out there weighing odds I was imploding the mirage.”</i></p>
<p class="p1"><span class="s1"><i>“</i></span>ในบางครั้งเราอาจต้องใช้ความกล้าในการผลักเพดานความกลัวให้เหนือกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้<span class="s1"><i>…</i></span>และในขณะที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังชั่งใจอยู่<i> </i>ฉันก็ก้าวข้ามความกลัวเหล่านั้นไปเรียบร้อยแล้ว<span class="s1"><i>”</i></span></p>
<p class="p7">พูดได้ว่าเป็นแทร็กที่มีความป๊อปที่สุดในอัลบั้ม ทั้งฟังง่าย เข้าใจง่าย ให้ความรู้สึก<span class="s1"> ‘</span>ใจขึ้น<span class="s1">’ </span>อย่างที่<span class="s1"> Keane </span>กล่าวเอาไว้ เป็นอีกแทร็กที่ควรค่าแก่การฟังสดมากๆ</p>
<p class="p1">สรรเสริญเยินยอไปพอหอมปากคอมคอ สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าเสียดายใน<em><span class="s1"> Imploding The Mirage </span></em>คืออัลบั้มนี้คงจะน่าตื่นเต้นมากกว่านี้ หาก<span class="s1"> The Strokes </span>ไม่ชิงออกอัลบั้ม<span class="s1"> ‘The New Abnormal’ </span>ออกมาเสียก่อน แต่ก็นับเป็นคู่ชิงอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยมของปีที่สมน้ำสมเนื้อกันมากๆ</p>
<p class="p7"><span class="s1">“</span>ตอนจบของอัลบั้มชุดนี้จะเป็นการจบแบบ<span class="s1"> happy ending </span>เพราะผมไม่ต้องการให้คนฟังรู้สึกหดหู เราผ่านเวลาที่ยากลำบากกันมามากแล้ว ผมต้องการให้ผู้คนได้สัมผัสกับความรู้สึกว่ากำลังมีหวัง เราต้องแสดงให้ความมืดมนเห็นว่าแสงสว่างนั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งแค่ไหน ในฐานะศิลปินที่มีอัลบั้มใหม่ ยิ่งต้องมีความหวัง หวังว่าเพลงของเราจะช่วยเยียวยาผู้ฟังในช่วงเวลาที่มืดมิดเช่นนี้<span class="s1">” </span>แบรนดอนทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111266" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-3-1024x650.jpg" alt="" width="1024" height="650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-3-1024x650.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-3-300x191.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-3-768x488.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-3-600x381.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-3.jpg 1392w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">นอกจากนี้ด้วยความที่<em><span class="s1"> Imploding The Mirage </span></em>ค่อนข้างฟังง่ายหากเทียบกับอัลบั้มชุดที่<span class="s1"> 4 </span>และ<span class="s1"> 5 </span>เพราะก่อนหน้านี้แฟนเพลงขาจรนั้นแทบจะบอกเลิกรากับ<span class="s1"> The Killers </span>ไปอยู่แล้ว ก็เข้าใจได้ว่าทำอัลบั้มที่ชวนหาวนอนออกมาในอัลบั้มที่แล้ว แต่หากฟังอัลบั้มนี้จนจบแล้วยังไม่หันกลับมาสนใจพวกเขาอีกก็นับว่าใจแข็งน่าดู</p>
<p class="p1">หากจะมีข้อด้อยอยู่บ้างก็ตรงที่ไม่มีเพลงไหนในอัลบั้มที่โดดเด่นและติดหูง่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง และคงเป็นเรื่องยากที่จะก้าวขึ้นมาได้รับความนิยมในวงกว้างได้ง่ายนัก เมื่อเทียบกับสมัยที่พวกเขายังวัยรุ่น ทว่าหากไม่สนใจเรื่องแบบนั้น<span class="s1"><em> Imploding The Mirage</em> </span>นับเป็นอัลบั้มอัลเทอร์เนทีฟ ซินธ์-ป๊อปชั้นยอดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1">อ้างอิง</p>
<p class="p19"><span class="s5"><a href="https://www.nme.com/news/music/the-killers-are-outselling-entire-rest-of-uk-top-20-in-midweek-album-charts-2736425">NME</a></span></p>
<p class="p19"><span class="s5"><a href="https://pitchfork.com/reviews/albums/the-killers-imploding-the-mirage/">Pitchfork</a></span></p>
<p><span class="s5"><a href="https://www.popmatters.com/the-killers-imploding-the-mirage-2647045866.html?rebelltitem=1#rebelltitem1">Popmatters</a></span></p>
<p><span class="s5"><a href="https://www.theguardian.com/music/2020/aug/15/the-killers-imploding-the-mirage-review-boss-business-as-usual">The Guardian</a></span></p>
<p class="p19"><span class="s5"><a href="https://thesunflower.com/51938/lifestyle/review-the-killers-imploding-the-mirage-is-the-hopeful-album-that-the-world-needs/">The Sunflower</a></span></p>
<p class="p19">
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-killers/">The Killers กับบทเพลงที่ไม่เคยสมบูรณ์แบบในอัลบั้ม Imploding The Mirage</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากใจผู้หญิงในอุตสาหกรรมดนตรีของผู้ชาย กับ Her  อัลบั้มใหม่ของสามพี่น้อง Haim</title>
		<link>https://adaymagazine.com/haim-her/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 14:41:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังหูไว้หู]]></category>
		<category><![CDATA[Haim]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮม์]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีป็อปร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Women in Music Pt III]]></category>
		<category><![CDATA[wimpiii]]></category>
		<category><![CDATA[วิมปี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=102571</guid>

					<description><![CDATA[<p>7 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก นับตั้งแต่ 3 สาวตระกูล Haim (ไฮม์) ปรากฏโฉมให้โลกได้เห็นและได้ยินในดนตรีป๊อปร็อกกลิ่นอายแคลิฟอร์เนีย ที่เมื่อได้ฟังในวันฟ้าใสไร้ฝนปนแดดอ่อนๆ พลันให้นึกว่ากำลังขับรถเล่นอยู่ในซานฟรานซิสโกทุกครั้งไป และหลังจากที่ยึกยักเปลี่ยนกำหนดการวางแผงยั่วน้ำลายกันอยู่หลายรอบเพราะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เราต้องรอนานขึ้น 3 เดือน จากปลายเดือนเมษายน ในที่สุดไฮม์ก็ได้ฤกษ์ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม ‘Women in Music Pt. III’ ในปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องเป็นพาร์ตที่ 3 แล้ว พาร์ต 1 และ 2 มันไปอยู่ที่ไหน (วะ) คำตอบของตัวเลขไม่ซับซ้อน นั่นเพราะมันเป็นอัลบั้มเต็มชุดที่สามของพวกเธอ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ชื่ออัลบั้ม ที่สามสาวพูดเอาไว้ชัดเจนมากว่า Women in Music เป็นชื่อที่ตั้งเอาไว้กันคำถามโง่ๆ ของนักข่าวและคอลัมนิสต์ผู้ชายที่ไม่ให้ความสำคัญกับนักดนตรีผู้หญิง รวมถึงการไม่ให้เกียรติ และบ่อยครั้งที่ลามไปจนถึงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานดนตรีเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับไฮม์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกา &#160; จากวงดนตรีการกุศลในครอบครัวสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ แฟนเพลงจำนวนไม่น้อยรอคอยอัลบั้มนี้ของไฮม์ แต่สำหรับแฟนเพลงหน้าใหม่ที่เพิ่งรู้จักกับสาวสาวสาววงนี้ พูดอย่างกว้างๆ และรวบรัดคือไฮม์เป็นวงอเมริกันป๊อปร็อกจากแคลิฟอร์เนีย ประกอบด้วยสามศรีพี่น้องในตระกูลที่ชื่อเก๋สุดในทศวรรษนี้ ทั้งพี่ใหญ่ Este Haim–มือเบส, น้องเล็ก–Alana [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/haim-her/">จากใจผู้หญิงในอุตสาหกรรมดนตรีของผู้ชาย กับ Her  อัลบั้มใหม่ของสามพี่น้อง Haim</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>7 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก นับตั้งแต่ 3 สาวตระกูล Haim (ไฮม์) ปรากฏโฉมให้โลกได้เห็นและได้ยินในดนตรีป๊อปร็อกกลิ่นอายแคลิฟอร์เนีย ที่เมื่อได้ฟังในวันฟ้าใสไร้ฝนปนแดดอ่อนๆ พลันให้นึกว่ากำลังขับรถเล่นอยู่ในซานฟรานซิสโกทุกครั้งไป</p>
<p>และหลังจากที่ยึกยักเปลี่ยนกำหนดการวางแผงยั่วน้ำลายกันอยู่หลายรอบเพราะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เราต้องรอนานขึ้น 3 เดือน จากปลายเดือนเมษายน ในที่สุดไฮม์ก็ได้ฤกษ์ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม ‘Women in Music Pt. III’ ในปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องเป็นพาร์ตที่ 3 แล้ว พาร์ต 1 และ 2 มันไปอยู่ที่ไหน (วะ) คำตอบของตัวเลขไม่ซับซ้อน นั่นเพราะมันเป็นอัลบั้มเต็มชุดที่สามของพวกเธอ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ชื่ออัลบั้ม ที่สามสาวพูดเอาไว้ชัดเจนมากว่า Women in Music เป็นชื่อที่ตั้งเอาไว้กันคำถามโง่ๆ ของนักข่าวและคอลัมนิสต์ผู้ชายที่ไม่ให้ความสำคัญกับนักดนตรีผู้หญิง รวมถึงการไม่ให้เกียรติ และบ่อยครั้งที่ลามไปจนถึงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานดนตรีเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับไฮม์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>จากวงดนตรีการกุศลในครอบครัวสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ</b></h3>
<p>แฟนเพลงจำนวนไม่น้อยรอคอยอัลบั้มนี้ของไฮม์ แต่สำหรับแฟนเพลงหน้าใหม่ที่เพิ่งรู้จักกับสาวสาวสาววงนี้ พูดอย่างกว้างๆ และรวบรัดคือไฮม์เป็นวงอเมริกันป๊อปร็อกจากแคลิฟอร์เนีย ประกอบด้วยสามศรีพี่น้องในตระกูลที่ชื่อเก๋สุดในทศวรรษนี้ ทั้งพี่ใหญ่ Este Haim–มือเบส, น้องเล็ก–Alana Haim ที่เล่นทั้งกีตาร์และคีย์บอร์ด และฟรอนต์แมนคนกลาง Danielle Haim ที่รับจัดการส่วนที่เหลืออย่างเบ็ดเสร็จทั้งร้องนำ กีตาร์ โปรดิวเซอร์ เขียนเนื้อเพลงหลัก คิดโชว์ วางธีมของทุกๆ อัลบั้ม และอื่นๆ อีกมากมาย หนำซ้ำยังไม่นับการไปร่วมแจมกับศิลปินตัวเอ้ในอเมริกาอีกหลายเจ้าหลายค่าย อย่าง Jenny Lewis หรือแม้กระทั่งไซด์โปรเจกต์ของ Julian Casablancas ฟรอนต์แมนของ The Strokes และล่าสุดกับวงอินดี้ขวัญใจชาวนิวยอร์กอย่าง Vampire Weekend<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102709" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ไฮม์เติบโตในครอบครัวที่มีคุณพ่อ Mordechai Haim เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพในลีกอิสราเอล และคุณแม่ Donna Haim ที่ทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสามสาวมีเชื้อชาวยิวอยู่เต็มเปี่ยม และด้วยเหตุนี้เองเดเนียลจึงได้ไปอยู่ในกระบวนการ และร่วม featuring ในอัลบั้มล่าสุดของ Vampire Weekend เยอะเหลือเกิน นั่นก็เพราะฟรอนต์แมนของทั้งสองวงนี้มีเชื้อสายยิวทั้งคู่<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ดูเผินๆ เหมือนครอบครัวจะไม่ได้ส่งเสริมเส้นทางการเป็นนักดนตรีในวัยเด็กสักเท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว วงแรกเริ่มของสามสาวที่ชื่อ ‘Rockinhaim’ มีทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นสมาชิกหลักในวงด้วย โดยคุณพ่อรับตำแหน่งมือกลอง และคุณแม่รับบทมือกีตาร์ริทึม Rockinhaim รวมวงเล่นสดตามงานต่างๆ เพื่อหาเงินทำบุญให้กับโบสถ์ โรงเรียน และโรงพยาบาล โดยคัฟเวอร์เพลงจากวงดนตรีระดับตำนานอย่าง The Beatles, Van Morrison และอีกหลายวง</p>
<p>ผ่านพ้นจากช่วงวัยเด็ก เส้นทางของสาวๆ ครอบครัวไฮม์ยังคงแวะเวียนอยู่ในวงการดนตรี ก่อนที่พี่ใหญ่เอสเต้จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอและเดเนียล ได้เข้าร่วมวงชื่อ ‘Valli Girls’ และซิงเกิลแรกของวงชื่อ  <em>Always There in You</em> ถูกนำไปรวมอยู่ในอัลบั้มประกอบภาพยนตร์เรื่อง <em>The Sisterhood of the Traveling Pants</em> ร่วมกับศิลปินชื่อดังในอัลบั้มอย่าง Katy Perry และหลังจากนั้นไม่นานซิงเกิลของวงชื่อ <em>Valli Nation</em> ยังได้รับการโหวตให้เข้าร่วมในอัลบั้ม Nickelodeon Kids&#8217; Choice ที่มีศิลปินชื่อดังทั้ง Avril Lavigne เคยแจ้งเกิดจากรางวัลนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102710" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1.jpg" alt="" width="960" height="640" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-2-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>จะว่าไปแล้ว ทั้งสามสาวไฮม์ก็คล้ายจะเป็นอัจฉริยะทางดนตรีกันทั้งหมด เอสเต้พี่ใหญ่ที่เอาจริงเอาจังกับการเรียนและเลือกเรียนในสาขามานุษยวิทยาดนตรีที่ UCLA (University of California, Los Angeles) และจบการศึกษาโดยมีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีบราซิลและบัลแกเรีย ส่วนอลาน่าน้องสุดท้องก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายประเภทมากทั้งกีตาร์ คีย์บอร์ด และเพอร์คัสชั่นประเภทต่างๆ ไม่ต้องพูดถึงเดเนียลที่เธอได้แสดงให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่าการอิมโพรไวส์ท่อนโซโลสดๆ ขึ้นมาในโชว์ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเธอแม้แต่น้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ชีวิตที่คุกเคล้า</b><b> </b><b>กว่าจะมาถึง</b><b> ‘</b><b>วิมปี้</b><b>’<span class="Apple-converted-space"> </span></b></h3>
<p>Women in Music Part 3 หรือ ‘wimpiii’ (วิมปี้) ชื่อเล่นของอัลบั้มที่วงใช้เรียกเวลาโปรโมตผ่านช่องทางต่างๆ เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ถูกจับตามองว่าจะเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมของปี 2020 จากทั้ง Pitchfork ที่เป็นแพลตฟอร์มของคนฟังเพลงและข่าวสารทางดนตรี รวมถึง Vulture แมกกาซีนออนไลน์ชื่อดังในนิวยอร์ก ให้เดาก็คงเป็นเพราะอานิสงส์จากทั้งสองอัลบั้มแรกทั้ง <em>Days Are Gone</em> (2013)<span class="Apple-converted-space"> </span>และ <em>Something to Tell You</em> (2017) ที่เป็นที่หลงรักของคนฟังเพลงทั้งในและนอกกระแส รวมถึงนักวิจารณ์เองด้วย นอกจากนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าไลฟ์คอนเสิร์ตของไฮม์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่หลายๆ คนอยากมีส่วนร่วมในโชว์ของพวกเธอสักครั้ง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<div id="attachment_102711" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-102711" class="wp-image-102711 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-2-1-1024x512.jpg" alt="" width="1024" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-2-1-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-2-1-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-2-1-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-2-1-600x300.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-2-1.jpg 1640w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-102711" class="wp-caption-text">อัลบั้ม Days Are Gone (2013) และ Something to Tell You (2017)</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อครั้งปล่อย <em>Days Are Gone</em> งานเดบิวต์ฝีมือฉกาจโหดสัสเกินวัยเมื่อ 7 ปีก่อน ไฮม์ก้าวขึ้นสังเวียนคอนเสิร์ตในสภาพที่ยังคล้ายเป็นวงอินดี้มือสมัครเล่น ความเคอะเขิน และขาดๆ เกินๆ ยังมีให้เห็นแทบจะทุกเวที แต่เวลาผ่านไปไม่นาน หลังจากพวกเธอได้ผ่านเวทีใหญ่ระดับตำนานอย่าง Reading Festival และ Glastonbury ในฝั่งอังกฤษ ฝีไม้ลายมือก็เปลี่ยนไปทันตาเห็น ไฮม์กลายเป็นวงระดับต้นๆ ที่ผู้คนให้ความสนใจและรอดูไลฟ์ในคอนเสิร์ตและเทศกาลต่างๆ เป็นจำนวนมาก แซงหน้าวงที่มีภาพลักษณ์คล้ายกันในรุ่นเดียวกันอย่าง The Aces และ Muna ไปแบบไม่เห็นฝุ่น<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>สามปีให้หลัง <em>Something to Tell You</em> ถูกผลิตออกมาด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม ทั้งสามคนยังคงสนุกกับการทัวร์คอนเสิร์ตอย่างหนักหน่วง โดยที่หารู้ไม่ว่าปัญหาที่พวกเธอเจอซ้ำเดิมตลอดระยะเวลาการเป็นนักดนตรีอาชีพนั้นมันได้บั่นทอนพลังในชีวิตไปอย่างที่พวกเธอก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน</p>
<p>จริงอยู่ที่แม้ไฮม์จะเป็นวงดนตรีผู้หญิงที่ครบเครื่อง เล่นเครื่องดนตรีได้หลายอย่าง มีธีมการแสดงที่หลากหลาย แต่แม้ว่าจะมีคุณภาพแค่ไหนก็ตาม ไฮม์ก็ยังยืนยันมาตลอดว่าพวกเธอเป็นวงเล็กๆ ที่โคจรอยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีที่นำโดยผู้ชาย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ฉันเคยถูกถามว่า สีหน้าและท่าทางของฉันที่มันสุดเหวี่ยงยามที่เล่นเบสอยู่บนเวทีนั้นเป็นสีหน้าเดียวกับกันตอนที่ฉันมีเซ็กซ์หรือเปล่า” เอสเต้เปิดประเด็นถึงการถูกคุกคามเรื่องส่วนตัว ที่แม้จะเกิดอยู่บ่อยครั้ง แต่คำถามนี้เป็นคำถามที่เธอจำได้แม่นที่สุด และยืนยันว่าหากมีคำถามประเภทนี้เกิดขึ้นอีก คำตอบเดียวที่เธอจะมีให้นั่นก็คือ</p>
<p>“Go fuck yourself.”</p>
<p>ยังไม่นับรวมถึงคำถามที่พวกเธอย้ำว่าเป็น “คำถามโง่ๆ” ที่ตอบบ่อย และแทบจะทุกครั้งในยามที่ออกสตูดิโออัลบั้มใหม่ นั่นคือ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ทำไมถึงไม่มีสมาชิกผู้ชายในวงเลย”</p>
<p>“รู้สึกอย่างไรที่เป็นวงดนตรีหญิงล้วนเดียวในเทศกาลดนตรีนี้”<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“กดดันไหมที่เป็นเฮดไลน์ (ศิลปินที่สำคัญ) ในเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ”</p>
<p>คำถามในทำนองนี้สร้างความอึดอัดให้กับไฮม์เสมอมา ทั้งหมดนี้สะสมและลดทอนพลังการทำเพลงของพวกเธอไปมากพอสมควร และท้ายที่สุด ‘วัตถุดิบ’ ที่เจ็บปวดเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาเป็นอัลบั้มล่าสุด ‘WIMPII’</p>
<p>“ขนาดว่าพวกเรามีอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ มีคอนเสิร์ตที่ตั๋วขายหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่นาที ถูกเสนอชื่อเข้ารับรางวัลแกรมมี่สองอัลบั้มซ้อน แต่เราก็ยังต้องเจอกับปัญหาซ้ำซากแบบนี้อยู่ดี เรายังต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าผู้ชายอยู่ดี มันต้องทำขนาดไหนกันเหรอถึงจะ respect เราในแบบที่เราเป็นได้จริงๆ” เดเนียลพูดถึงปัญหาหลักของไฮม์ที่เจอมาตลอดในเส้นทางชีวิตดนตรี</p>
<p>ช่วงปี 2016-2018 เป็นช่วงที่ไฮม์ทั้งสามคน ต่างต้องต่อสู้กับปัญหาชีวิตที่รุมเร้าแตกต่างกันไปคนละแบบ เอสเต้ผู้พี่ตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวานในช่วงการทำอัลบั้มที่สอง โชคดีที่ยังพอมีเวลาฟื้นตัวก่อนออกทัวร์คอนเสิร์ต ส่วนอลาน่าผู้น้องได้เสียเพื่อนสนิทไปหนึ่งคนจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่เด็ก และที่ดูเหมือนจะหนักที่สุดคือเดเนียล ที่พบว่าคนรักของเธอเป็นโรคมะเร็ง และตามมาด้วยการที่เธอเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนักในช่วงเวลาหนึ่ง ส่งผลให้คอนเสิร์ตถูกยกเลิกไปหลายเดือน แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เป็นที่มาของแทร็กสำคัญๆ ในอัลบั้มใหม่ในท้ายที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102712" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-1.jpeg" alt="" width="960" height="540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-1.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-1-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-1-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>กลับมาที่ Wimpii ชื่อเล่นของอัลบั้ม ยังไปพ้องเสียงกับคำว่า Wimpy ซึ่งมีความหมายกับพวกเธอถึงสองอย่างด้วยกันคือ Wimpy ที่หมายความถึงเด็กสาวที่อ่อนแอและต้องการจะพูดอะไรสักอย่างกับคนฟัง และยังหมายถึงร้านอาหารในอเมริกาที่มีหลายสาขา เป็นร้านโปรดของพวกเธอและมักจะใช้เวลาว่างที่ร้านนี้ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารในร้านนี้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคอนเซปต์ที่มาของหน้าปกอย่างเด็กเสิร์ฟสามสาวในร้านอาหารอย่างที่เราเห็น แน่นอนว่านอกจาก ‘เสียงของผู้หญิง’ ที่เป็นแก่นหลักของไฮม์ในครั้งนี้ พวกเธอยังอยากจะทดลอง และก้าวข้าม ‘ซาวนด์’ ที่หลายๆ คนคุ้นชิน ด้วยการใส่ทั้งไอเดีย และเครื่องดนตรีใหม่ๆ เอาไว้ในบทเพลง</p>
<p>“อัลบั้มใหม่นี้จะเป็นอัลบั้มที่ส่วนตัวมากๆ เราสามคนต่อสู้กับตัวเองมาเป็นเวลานาน งานชิ้นใหม่จึงมีตัวตนของเราสูงกว่าสองอัลบั้มก่อนหลายเท่าตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราชอบความจริงที่ว่า เราอาจเสียแฟนบางกลุ่มไปกับงานชิ้นใหม่ที่เราผลิต แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะได้แฟนใหม่ๆ ในงานชิ้นถัดไปของเรา จึงสรุปได้ว่า ไม่ใช่แต่คนฟังเพลงที่มองหาไอเดียใหม่ๆ แต่คนทำเพลงก็มองหากลุ่มคนใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน” เดเนียลพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอัลบั้มใหม่</p>
<p>Wimpii ถูกคาดหวังว่าจะแสดงให้เห็นชัดเจนถึงซาวนด์ของไฮม์และแนวทางต่างๆ ที่ถูกคิดค้นออกมาอย่างจริงจังแล้วว่านี่จะเป็นแนวทางที่มั่นคงของวงไปอีกนาน กลิ่นอายเพลงป๊อปแบบแคลิฟอร์เนียที่ยังมีความเท่และดุดันอยู่ในตัว พอได้มารวมกับเครื่องดนตรีหลากประเภทและจังหวะที่หลากหลาย ยิ่งทำให้อัลบั้มน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก ในแง่นี้ต้องบอกว่าการที่ไฮม์ไม่กลัวที่จะหยิบฉวยเอาสิ่งรอบตัวมาทดลองและปล่อยปะปนไปกับทั้ง 13 แทร็กในอัลบั้มนั้นเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดมากๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>อัลบั้มที่พูดจากข้างในใจ</b><b> ‘</b><b>ผู้หญิง</b><b>’ </b><b>ถึงอุตสาหกรรมดนตรีของผู้ชาย</b></h3>
<p>ความประหลาดอย่างหนึ่งของอัลบั้มนี้คือการที่สามซิงเกิลแรกที่ถูกปล่อยตั้งแต่ไก่โห่ปีที่แล้วนั้น ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นโบนัสแทร็ก 3 เพลงสุดท้ายในอัลบั้มเต็ม (ก็ได้ฟังตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วมันจะเป็นโบนัสตรงไหนกันล่ะนี่) แต่กระนั้นก็นับว่าไม่เสียหาย เพราะหากนับจำนวนทั้ง 13 แทร็กปกติ รวมกับโบนัสแทร็กอีก 3 ถือเป็นอัลบั้มที่มีจำนวนแทร็กเยอะพอสมควร<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>วันแรกของการปล่อยอัลบั้มเต็ม ผมใช้เวลาในเช้ามืดวันรุ่งขึ้นเพื่อตั้งใจฟัง ‘วิมปี้’ ด้วยความเสียใจและเสียดายที่ต้องพลาดคอนเสิร์ตของสามสาวทั้งที่ในความเป็นจริงผมควรจะได้ตะโกนเชียร์สามสาวอย่างบ้าคลั่งอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวๆ หน้าเวทีคอนเสิร์ตเพื่อโปรโมตอัลบั้มใหม่นี้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102713" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1.jpg" alt="" width="820" height="820" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1.jpg 820w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/6-1-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /></p>
<p>หลายความรู้สึกเกิดขึ้นหลังจากฟังจบ พร้อมความปลื้มใจที่พวกเธอยังสร้างสรรค์งานเพลงดีๆ มาให้ฟังอยู่เหมือนเดิมโดยไม่โอนเอนหรือหลงไปทำงานดนตรีที่ตอนนี้กระแสเชี่ยวกรากและยากจะหยุดอย่างฮิปฮอป ดังเช่นศิลปินอื่นๆ นอกจากนี้พอได้ไล่ดูเครติต จึงพบว่าพวกเธอบรรจงเลือกผู้ร่วมงานฝีมือฉกาจมาร่วมงานโปรดิวซ์แทบทั้งสิ้น ทั้ง Rostam Batmanglij โปรดิวเซอร์ชื่อดัง และอดีตสมาชิกผู้ก่อตั้งวง Vampire Weekend รวมถึง Ariel Rechtshaid ที่โปรดิวซ์งานให้ศิลปินอย่าง Adele และ Usher มาแล้ว</p>
<p>ภาพรวมของดนตรีในชุดนี้ แม้จะไม่ต่างกับสองอัลบั้มก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง แต่กับไอเดียที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของแต่ละเพลงที่คล้ายกับว่าเป็นการนำเอาส่วนที่ดีที่สุดของเพลงฮิตต่างๆ ในอดีตมาขยายความ และตกแต่งมันเสียใหม่ในแบบของไฮม์ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและเป็นตัวเองมากที่สุด ในขณะที่ภาพรวมของเนื้อหา ไฮม์ได้เปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เป็นวงอินดี้ป๊อปวัยรุ่นโลกสวย มาพูดถึงชีวิตที่จริงจังมากขึ้น พวกเธอหันมาเขียนเรื่องครอบครัว สังคม และความรักที่ใช้สมองมากกว่าความหวือหวา ที่สำคัญพวกเธอเขียนถึงสิ่งที่ ‘ผู้หญิง’ โดยเฉพาะกับการเป็นศิลปินในสังคมอเมริกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างทั้งในแบบที่ตรงไปตรงมาและเสียดสีอย่างเจ็บแสบ</p>
<p><span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d01f03" data-id="ZjuA_o6Jzyo" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ZjuA_o6Jzyo-6a3b271d01f03" data-vid="ZjuA_o6Jzyo" data-src="https://www.youtube.com/embed/ZjuA_o6Jzyo?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ZjuA_o6Jzyo/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>Summer Girl</em> คือซิงเกิลแรกที่สดใส อบอุ่น และมีความเป็นป๊อปมิวสิกอยู่เต็มเปี่ยม ผสมกับเครื่องเป่าและเสียงเบสของเอสเต้ที่พุ่งขึ้นมาเป็นระยะๆ สร้างความเพลิดเพลินอย่างไม่น่าเชื่อ คล้ายกับว่าอัลบั้มนี้จะเป็นฤดูร้อนที่พระอาทิตย์เพิ่งสาดแสงละลายน้ำแข็งที่เกาะตัวให้กลายเป็นหยดน้ำ แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งคิดไปว่ามันจะป๊อปขนาดนั้น เพราะน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็ง อย่างไรเสียมันก็ยังมีความเยือกเย็นอยู่วันยังค่ำ ส่งให้ซิงเกิลที่สอง <em>Now I’m in It</em> นั้นงดงาม และช่วยละลายกำแพงบางอย่างที่ขวางกั้นระหว่างผู้ฟังกับพวกเธอให้เห็นเนื้อเห็นตัวกันมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d01f38" data-id="G-UnzRM24IM" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-G-UnzRM24IM-6a3b271d01f38" data-vid="G-UnzRM24IM" data-src="https://www.youtube.com/embed/G-UnzRM24IM?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/G-UnzRM24IM/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>Now I’m in It</em> เป็นแทร็กที่เดเนียลเขียนในช่วงที่เธอมีอาการซึมเศร้าอย่างหนัก ช่วงเดียวกับที่พาร์ตเนอร์ของเธอเป็นมะเร็ง หลังจากการทัวร์คอนเสิร์ตอย่างหนักหน่วง และพยายามก้าวข้ามอาการเหล่านี้ของเธอ เพลงนี้จึงถูกเขียนขึ้นมา</p>
<p>และโบนัสแทร็กสุดท้าย ซึ่งเป็นซิงเกิลที่สามที่ถูกปล่อยเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นแทร็กที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มนี้ Hallelujah คือเสียงดนตรีของหญิงสาวที่รำพึงรำพันกับนางฟ้า ถึงปัญหาที่รุมเร้าในชีวิต และอยากระบายกับพระเจ้าและส่งต่อไปให้มนุษย์บนโลกอย่างเราได้รับรู้รับฟังกัน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d01f56" data-id="fpfJFotlENk" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-fpfJFotlENk-6a3b271d01f56" data-vid="fpfJFotlENk" data-src="https://www.youtube.com/embed/fpfJFotlENk?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/fpfJFotlENk/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แทร็กนี้จะว่าไปแล้วค่อนข้างแปลกแยกออกจากดนตรีอินดี้ป๊อปในภาพรวมของอัลบั้มอย่างมาก กลิ่นอายของโฟล์กบางๆ สร้างความอาดูร ให้ความรู้สึกเหงาเปลี่ยวเดียวดาย แต่ก็ไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทีเดียว ความงดงามของตัวโน้ตแต่ละตัวถูกเปล่งประกายผ่านเสียงกีตาร์โปร่งที่เรียบง่าย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102715" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-1-1-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-1-1-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-1-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-1-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-1-1-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี แทร็กที่จะเป็นภาพตัวแทนทั้งหมดของอัลบั้มนี้อยู่ที่แทร็ก 11 คือ <em>Man From the Magazine</em> ที่มีน้ำเสียงของหญิงสาวศิลปินที่ถูกมักจะผู้ชายในอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกาดูถูก เดเนียลเล่าถึงที่มาของเพลงนี้ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ซึ่งเธอเคยเดินเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์ดนตรีแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส หลังจากเดินดูอุปกรณ์ต่างๆ อยู่พักใหญ่ เจ้าของร้านจึงถามเธอว่า “รับหนังสือหัดเล่นกีตาร์ไหมครับ” เดเนียลอธิบายต่อว่าหลายต่อหลายครั้งที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ถูกสันนิษฐานเอาเองจากคนอื่นๆ ว่าคงเล่นดนตรีไม่เป็นหรอก และลงท้ายด้วยการถามอะไรที่ดูไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ และจากเพลงนี้เองจึงเป็นที่มาของภาพที่พวกเธอเขียนข้อความบนกางเกงในและถ่ายภาพเพื่อบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“Women make the best rock music”</p>
<div id="attachment_102714" style="width: 693px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-102714" class="wp-image-102714 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-2-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><p id="caption-attachment-102714" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ: Rolling Stones</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>จะว่าไปแล้วเกือบทุกแทร็กในอัลบั้มนี้แฝงเนื้อหาสื่อให้เห็นความเป็นผู้หญิงแทบทั้งสิ้น แทร็กที่ 6 อย่าง <em>3AM</em> ก็ตอกย้ำความพยายามที่จะบอกว่าพวกเขาเข้มแข็งมากพอที่จะไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ แม้จะมีคนรักอยู่ข้างๆ ก็ตาม และในเพลงเดียวกันนี่แหละที่ไฮม์เคยถูกนักข่าวถามว่า</p>
<p>“เพลง<em> 3AM</em> นี่ใครเป็นคนเล่นเบสเหรอ?”<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แน่นอนว่ามันสร้างความเสียใจให้กับเอสเต้เป็นอย่างมาก คุณต้องเป็นนักข่าวประเภทไหนที่อาจหาญถามมือเบสที่ให้สัมภาษณ์อยู่ว่าใครเป็นคนเล่น แต่นักข่าวก็ตอบแก้เก้อไปว่าไม่ได้อ่านเครดิตมาก่อน ซึ่งเรื่องเล่านี้เอสเต้มักจะนำมาเล่าซ้ำๆ อยู่เสมอเวลาที่มีคนพูดถึง<em> 3AM</em></p>
<p>หลังจากตั้งใจฟังจนจบรอบที่สามที่สี่ ผมพบว่าความกระหายที่จะลองเมโลดี้และสไตล์ใหม่ๆ เป็นอีกหนึ่งพรสวรรค์ของไฮม์ พวกเธอลองใส่จังหวะที่รวดเร็วและมีความเป็นเรกเก้ในแทร็ก Los Angeles รวมถึงเสียงของแซ็กโซโฟนที่หวือหวาช่วยเปิดหัวอัลบั้มได้เป็นอย่างดี และ Another Try ที่มีกลิ่นอายของเพลงแนว lo-fi ผสมผสานกับ R&amp;B ผ่านแกนกลางเสียงเบสที่มั่นคงของเอสเต้ ก็ยิ่งฟังได้ไม่เบื่อ</p>
<p>วิมปี้เป็นเหมือนสิ่งที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อน เพราะบทบาทของพวกเธอไม่ได้จบอยู่แค่นักดนตรีที่มีความสามารถ หรือเอนเตอร์เทนเนอร์บนเวที หรือเป็นแค่ผู้หญิงในอุตสาหกรรมดนตรีเท่านั้น แต่เป็นอะไรที่มากไปกว่านั้น วิมปี้เป็นมนุษย์ที่มีทั้งจุดบกพร่องและความย้อนแย้งในตัว<span class="Apple-converted-space"> </span>เช่นเดียวกันกับที่อัลบั้มนี้แม้พวกเธอพยายามจะเป็นร็อก แต่ก็ยังผสมผสาน genre หลายๆ ประเภทเข้าด้วยกันจนสร้างสไตล์ที่ชัดเจนของไฮม์ ซึ่งเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงสูง เพราะการนำอะไรต่อมิอะไรมาผสมปนเปกัน ยิ่งมากเข้าก็ยิ่งยากที่จะทำให้มันลงตัว แต่ไฮม์ทำสำเร็จและดีเสียด้วย นับเป็นการผลิตผลงานเพลงที่ทั้งซื่อสัตย์และกล้าหาญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102716" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-1-1.jpg" alt="" width="824" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-1-1.jpg 824w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-1-1-258x300.jpg 258w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-1-1-768x895.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-1-1-600x699.jpg 600w" sizes="(max-width: 824px) 100vw, 824px" /></p>
<p>‘วิมปี้สร้างความประทับใจ และเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ ในการเริ่มต้นวันใหม่ หากเปรียบวิมปี้เป็นเสื้อผ้า นี่คือเสื้อผ้าที่ประณีตตั้งแต่การทอผ้า การวางแพตเทิร์นและตัดเย็บ อาจมีการนำแพตเทิร์นเก่ามาใช้บ้าง พร้อมกับการนำชิ้นส่วนจากผ้าตัวอื่นมาประกอบจนเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่ที่สร้างสรรค์และสดใสในเวลาเดียวกัน เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่คู่ควรกับการฟังในช่วงปีที่เกิดปัญหาร้อยแปดอย่างเช่นปีนี้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>หาก Haim ยังสามารถรักษาความถี่ในการออกอัลบั้มได้เหมือนเดิม เราน่าจะได้ฟังงานชุดใหม่ของเธออีกในปี 2023 และเมื่อถึงตอนนั้นเรามารอดูกันว่าพวกเธอทั้งสามคนจะนำอะไรมาเซอร์ไพรส์พวกเราอีก ที่แน่ๆ ตอนนี้อยากดูพวกเธอบนเวทีใจจะขาดแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102717" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-6-576x1024.jpg" alt="" width="576" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-6-576x1024.jpg 576w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-6-169x300.jpg 169w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-6-768x1367.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-6-600x1068.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-6.jpg 1151w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p>ไหนๆ<i> </i>ก็ไหนๆ<i> </i>จะเป็นติ่งทั้งทีต้องไปให้สุด<i> </i>หลังฟังทั้งอัลบั้มแล้ว<i> </i>ขอชวนไปติดตามพวกเธอต่อได้ใน<i> </i>แอพพลิเคชัน<i> Tiktok </i>ที่<i> @thehaimband </i>มีวีดีโอน่ารักๆ<i> </i>ของสามพี่น้องที่เรียกรอยยิ้มให้รับชมแทบวันเว้นวัน<i> </i>ฟังเพลงเบื่อๆ<i> </i>ก็มาดูความฮาแบบไม่ห่วงสวยของทั้งสามสาวกันได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://dailybruin.com/2010/02/23/rising-student-band-makes-music-family-affair">Daily Bruin</a></p>
<p><a href="https://www.lofficielusa.com/music/haim-sexism-therapy-new-album-women-in-music-part-3">L’Officiel</a></p>
<p><a href="https://www.nytimes.com/2020/06/26/arts/music/haim-women-in-music-pt-iii-review.html">New York Times</a></p>
<p><a href="https://www.rollingstone.com/music/music-features/haim-women-in-music-part-iii-interview-1014639/">Rolling Stones</a><a href="https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-52736756">BBC</a></p>
<p><a href="https://www.vulture.com/2020/01/2020-music-guide-the-most-anticipated-albums-this-year.html">Vulture</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/haim-her/">จากใจผู้หญิงในอุตสาหกรรมดนตรีของผู้ชาย กับ Her  อัลบั้มใหม่ของสามพี่น้อง Haim</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ช่วยฉุดฉันออกไปจากตรงนี้” อัลบั้มใหม่ที่มืดมนที่สุดของ ‘แจ๊สควีน’ Norah Jones</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pick-me-up-off-the-floor-norah-jones/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Jun 2020 15:26:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังหูไว้หู]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีแจ๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[Pick Me Up Off the Floor]]></category>
		<category><![CDATA[Norah Jones]]></category>
		<category><![CDATA[นอราห์ โจนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ป๊อปแจ๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[อัลบั้มใหม่ นอราห์ โจนส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=101315</guid>

					<description><![CDATA[<p>“Pick Me Up Off the Floor สะท้อนให้เห็นความร้าวรานทางจิตใจที่อยู่ในช่วงที่เจ็บปวดของชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็ยังยื่นมือช่วยให้คนอื่นหลุดพ้นจากความเจ็บปวดนี้เช่นเดียวกัน” นี่คงเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถให้ได้หลังจากได้ฟังสตูดิโออัลบั้มที่ 7 ของ Norah Jones แจ๊สควีนวัย 41 ปี ก่อนที่เธอจะเดินทางมาจนถึงอัลบั้มนี้ นอราห์ โจนส์ ที่ชื่อและนามสกุลจริงคือ Geethali Norah Jones Shankar เป็นชาวบรุกลิน-นิวยอร์กโดยกำเนิด แต่เป็นลูกครึ่งอเมริกัน-อินเดียนเบงกาลีโดยเชื้อชาติ เธอผ่านอะไรมาหลายอย่างมากเกินกว่าจะเป็นแค่ศิลปินแจ๊สธรรมดา น่าสนใจว่าอะไรบ้างที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับสมญานามว่า ‘แจ๊สควีนยุคใหม่’ แบบไร้ข้อกังขา &#160; หมุดหมายสำคัญของวงการดนตรีป๊อป-แจ๊สโลก ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 ตอนที่เธอออกอัลบั้มชุดแรก Come Away with Me ทายาทของศิลปินระดับปรมาจารย์ชาวอินเดียน-เบงกาลีอย่าง Ravi Shankar คงไม่ได้คาดคิดว่าการทำอัลบั้มเดบิวต์ของเธอนั้นจะเปลี่ยนชีวิตไปอย่างมหาศาลและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ Come Away with Me เป็นอัลบั้มเพลงป๊อป-แจ๊สอัลบั้มแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่ทำยอดขายในประเทศไปถึง 10 ล้านก๊อบปี้ และทำยอดขายทั่วโลกมากกว่า 20 ล้านก๊อบปี้ มากไปกว่านั้นในปี 2003 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pick-me-up-off-the-floor-norah-jones/">“ช่วยฉุดฉันออกไปจากตรงนี้” อัลบั้มใหม่ที่มืดมนที่สุดของ ‘แจ๊สควีน’ Norah Jones</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101454" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-1024x681.jpg" alt="" width="1024" height="681" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-1024x681.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/สำรอง2-1.jpg 1972w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>“<em>Pick Me Up Off the Floor</em> สะท้อนให้เห็นความร้าวรานทางจิตใจที่อยู่ในช่วงที่เจ็บปวดของชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็ยังยื่นมือช่วยให้คนอื่นหลุดพ้นจากความเจ็บปวดนี้เช่นเดียวกัน” นี่คงเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถให้ได้หลังจากได้ฟังสตูดิโออัลบั้มที่ 7 ของ <strong>Norah Jones</strong> แจ๊สควีนวัย 41 ปี</p>
<p>ก่อนที่เธอจะเดินทางมาจนถึงอัลบั้มนี้ นอราห์ โจนส์ ที่ชื่อและนามสกุลจริงคือ Geethali Norah Jones Shankar เป็นชาวบรุกลิน-นิวยอร์กโดยกำเนิด แต่เป็นลูกครึ่งอเมริกัน-อินเดียนเบงกาลีโดยเชื้อชาติ เธอผ่านอะไรมาหลายอย่างมากเกินกว่าจะเป็นแค่ศิลปินแจ๊สธรรมดา น่าสนใจว่าอะไรบ้างที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับสมญานามว่า ‘แจ๊สควีนยุคใหม่’ แบบไร้ข้อกังขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>หมุดหมายสำคัญของวงการดนตรี</strong><strong>ป๊อป</strong><strong>-แจ๊สโลก</strong></h3>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 ตอนที่เธอออกอัลบั้มชุดแรก <em>Come Away with Me</em> ทายาทของศิลปินระดับปรมาจารย์ชาวอินเดียน-เบงกาลีอย่าง Ravi Shankar คงไม่ได้คาดคิดว่าการทำอัลบั้มเดบิวต์ของเธอนั้นจะเปลี่ยนชีวิตไปอย่างมหาศาลและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ <em>Come Away with Me</em> เป็นอัลบั้มเพลงป๊อป-แจ๊สอัลบั้มแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่ทำยอดขายในประเทศไปถึง 10 ล้านก๊อบปี้ และทำยอดขายทั่วโลกมากกว่า 20 ล้านก๊อบปี้</p>
<p>มากไปกว่านั้นในปี 2003 นอราห์ โจนส์ กวาด GRAMMYs ไปคนเดียวถึง 8 รางวัล จากการผลิตผลงานเพียงอัลบั้มเดียว แน่นอนว่ารางวัลที่พูดถึงอยู่นี้รวมรางวัลใหญ่ทั้งศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี อัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี และบทเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี ที่ตกเป็นของ <em>Don’t Know Why</em> อีกแทร็กหนึ่งที่หากได้ยินเสียงอินโทรดังขึ้นก็คงจะร้องอ๋อกันหลายคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d046bb" data-id="tO4dxvguQDk" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-tO4dxvguQDk-6a3b271d046bb" data-vid="tO4dxvguQDk" data-src="https://www.youtube.com/embed/tO4dxvguQDk?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/tO4dxvguQDk/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>2 ปีให้หลังเธอกลับมาอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำนวนรางวัลและความสำเร็จในอัลบั้มแรกนั้นไม่ได้เกิดจาก &#8216;ความฟลุค&#8217; หรือเกิดจาก &#8216;การเห่อ&#8217; เพลงแจ๊สที่ฟังง่ายและยังไม่มีในตลาด <em>Feels like Home</em> (2004) ทำให้เราเห็นพัฒนาการของทั้งการทำงานเพลงและเนื้อหาดนตรีที่เธอเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกว่าชุดแรก อัลบั้มนี้ได้ฝากซิงเกิลสำคัญที่กลายเป็นเพลงชาติของการฟังเพลงป๊อป-แจ๊สเอาไว้อย่าง <em>Sunrise</em> แทบไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงขึ้น Billboard Chart อันดับหนึ่งตั้งแต่วันแรกของการปล่อยซิงเกิล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d046fc" data-id="fd02pGJx0s0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-fd02pGJx0s0-6a3b271d046fc" data-vid="fd02pGJx0s0" data-src="https://www.youtube.com/embed/fd02pGJx0s0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/fd02pGJx0s0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_101445" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101445" class="wp-image-101445 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-1024x512.png" alt="" width="1024" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-1024x512.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-300x150.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-768x384.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-600x300.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2.png 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-101445" class="wp-caption-text">อัลบั้ม <em>Come Away with Me</em> (2002) และ <em>Feels like Home</em> (2004)</p></div>
<p>นอกจากนี้ ในบรรดาศิลปินที่ความสามารถมาพร้อมกับคุณงามความดี จะขาดชื่อของนอราห์ โจนส์ หญิงสาวผู้เก่งกล้าคนนี้ไปไม่ได้เลย น้อยคนที่จะรู้ว่าเธอเป็นถึงบอร์ดบริหารขององค์กรการกุศล มูลนิธิ Yéle Haiti ที่ก่อตั้งโดยนักดนตรีชาวเฮติ เพื่อช่วยเหลือด้านทรัพยากรอาหารแก่ผู้ยากไร้ในเฮติและละแวกใกล้เคียง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เธอเริ่มมีชื่อเสียงและอยู่บนจุดสูงสุดของการเป็นนักดนตรีแจ๊สในวัยเพียง 27 ปี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 <em>Not Too Late</em> ถูกปล่อยออกมาในปี 2007</p>
<p>3 ปีก่อนหน้าเธอเดินทางรอบโลก พบเจอผู้คนมากมาย นอกจากการเขียนเพลงเพื่อทำอัลบั้มแล้ว เธอยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนรู้ดนตรีประเภทอื่นๆ จากสถานที่ที่เธอไป เราจึงเห็นว่าในช่วงสตูดิโออัลบั้มที่ 3 และ 4 คือ <em>The Fall</em> (2009) จะมีกลิ่นอายของดนตรีแนวเวิลด์มิวสิกอยู่ไม่น้อย ทั้งเสียงจากเพอร์คัสชั่นและเครื่องสายที่ช่วยขับเน้นเสียงเปียโนของเธอให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101446" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-1-1-700x1024.jpg" alt="" width="700" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-1-1-700x1024.jpg 700w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-1-1-205x300.jpg 205w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-1-1-768x1123.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-1-1-600x877.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-1-1.jpg 930w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p>คำชมที่ล้นหลามและคำวิจารณ์ (ในแง่ดี) ยังคงถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน สาเหตุมาจากแนวดนตรีที่แม้จะเป็นป๊อป-แจ๊สฟังง่ายแต่ก็ผสมความหลากหลายเอาไว้ได้ไม่จำเจ บุคลิกภาพของเธอที่เป็นนักดนตรีมืออาชีพ ไม่เคยมีข่าวเสียหายเหมือนกับร็อกสตาร์ในยุคเดียวกัน ความสม่ำเสมอของการออกทัวร์คอนเสิร์ต อาจกล่าวได้ว่านอราห์ โจนส์ น่าจะเป็นศิลปินไม่กี่คนที่ไม่เคยยกเลิกโชว์เลยสักครั้งในช่วงปี 2002-2009</p>
<p>ในแง่นี้จึงยากที่จะปฏิเสธว่าอิทธิพลนอราห์ โจนส์ ในช่วง 4 อัลบั้มแรกนั้นช่วยให้เส้นแบ่งของเพลงแจ๊สและเพลงป๊อปในกระแสเขยิบใกล้เข้าหากันและกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่แสนหอมหวานของอาชีพนักดนตรีเท่านั้น เพราะเช่นเดียวกับนักดนตรีอัจฉริยะหลายคนบนโลกใบนี้ เมื่อคุณเติบโตและตั้งใจทำดนตรีที่เติบโตเท่าทันกับความสามารถและความสนใจของคุณแล้วละก็ การ ‘ฟังยาก’ หรือไม่ก็ ‘ขายยาก’ คงต้องเกิดขึ้นสักอย่าง อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>จากความสูญเสียสู่การทลายกำแพงทางดนตรี</strong></h3>
<p>หนึ่งในสิ่งที่โจนส์เล่าว่าเป็นจุดพลิกผันอย่างหนึ่งในชีวิต คือการเสียชีวิตของ Arif Mardin โปรดิวเซอร์คู่บุญของเธอที่ช่วยปลุกปั้น 2 อัลบั้มแรกในชีวิตให้ไปปักหลักเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อป-แจ๊ส มาร์ดินเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน 2006 ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเพิ่งทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อสนับสนุนอัลบั้ม <em>Feels Like Home</em> เสร็จ โชคดีที่ข่าวร้ายนี้ไม่เกิดขึ้นก่อนหน้า ไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นการยกเลิกทัวร์รอบโลกของเธออย่างแน่นอน</p>
<div id="attachment_101447" style="width: 476px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101447" class="wp-image-101447 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-1-1.jpg" alt="" width="466" height="368" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-1-1.jpg 466w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-1-1-300x237.jpg 300w" sizes="(max-width: 466px) 100vw, 466px" /><p id="caption-attachment-101447" class="wp-caption-text">นอราห์ โจนส์ และมาร์ดิน โปรดิวเซอร์ผู้ล่วงลับ ในงานประจำปีของค่าย EMI</p></div>
<p>มาร์ดินเปรียบเสมือนเสาหลักของเธอในช่วงชีวิตการเป็นนักดนตรี ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้แทบจะทำให้เธอหยุดการทำสตูดิโออัลบั้มที่ 3 เอาไว้ แต่กระนั้นหลายเพลงก็ถูกเขียนขึ้นระหว่างการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือแทร็กชื่อ <em>Broken</em> ในอัลบั้ม <em>Not Too Late</em> และกลิ่นอายความเศร้าก็ยังคงไม่จางไปไหนในอัลบั้มที่ 4 ที่เธอเล่าว่าความมั่นใจแทบจะหมดไปหลังจากที่มาร์ดินเดินทางไกล</p>
<p>“หลายปีอันบ้าคลั่งและเศร้าโศกผ่านพ้นไป ฉันได้กลับบ้าน คิดถึงสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำจริงๆ นั่นคือดนตรี หลายคนชอบถามฉันซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลาว่าทำไมถึงเลือกเล่นดนตรีแจ๊ส นั่นก็เพราะมันสามารถแตกแขนงแยกย่อยได้มากมายน่ะสิ ถึงมาร์ดินจะไม่อยู่ช่วยฉันแล้ว แต่ฉันก็จะทำแจ๊สให้เป็นเพลงแดนซ์ ใส่ความเป็นร็อกเข้าไป อย่างที่ฉันได้ทำในอัลบั้ม <em>Little Broken Hearts </em>(2010) ใส่ความป๊อป เขียนเนื้อหาแบบพังก์ หรือแม้กระทั่งจะทำให้มันคลาสสิกสุดๆ อะไรก็ได้ มันได้ทุกอย่าง และถ้ายังมีชีวิตอยู่ฉันก็จะลองไปเรื่อยๆ นำสิ่งที่พบเจอมาผสมกับดนตรีที่ฉันชอบ” โจนส์เล่าถึงชีวิตที่เกิดขึ้นก่อนที่สตูดิโออัลบั้มที่ 5 จะวางแผง ซึ่งเธอเรียกความมั่นใจกลับมาอย่างเต็มเปี่ยมหลังการจากไปของมาร์ดิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้เธอจะยังรักษาความสม่ำเสมอในการออกอัลบั้มเต็มเอาไว้ได้ แต่ในแง่ของคนฟัง ไม่มากก็น้อยแม้จะเป็นศิลปินที่เรารักและชื่นชอบมากแค่ไหนก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง และเมื่อ<em> Little Broken Hearts</em> พยายามทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่กลุ่มคนฟังเดิมอาจเห็นว่ามันไม่เข้าท่าเท่าไหร่ กลายเป็นว่าผลตอบรับของอัลบั้มนี้จึงเงียบเหงามากๆ</p>
<p>แต่ในทางกลับกัน ในแง่ของเสียงวิจารณ์จากนิตยสารต่างๆ เธอกลับได้รับคำชื่นชมที่สามารถทลายกำแพงมหึมาที่เธอได้สร้างเอาไว้ มาสู่อัลบั้มแจ๊สร่วมสมัยที่มีแนวดนตรีหลากหลาย อัลบั้ม <em>Little Broken Hearts</em>, <em>Day Breaks</em> (2016) และ <em>Begin Again</em> (2019) แม้จะน่าผิดหวังในแง่ยอดขาย แต่ใครจะสนใจกันเล่า หากแจ๊สควีนผู้นี้สามารถรังสรรค์วัตถุดิบที่อยู่รอบตัว เนรมิตให้กลายเป็นอัลบั้มใหม่ขึ้นมาในความถี่เท่าเดิม และการกลับมาทุกครั้งเราแทบจะตั้งความหวังได้เลยว่าจะได้ฟังซาวนด์ใหม่ๆ กับศิลปินที่มาร่วมแจมหน้าใหม่ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดในจังหวะดนตรีใหม่ๆ ที่เปิดบทสนทนาใหม่ๆ กับเราได้อย่างไม่เคอะเขิน และไม่ต้องคอยกังวลว่ามันจะเป็นบทสนทนาเก่าที่จืดชืดเหมือนเดิมหรือเปล่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101448" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>มากไปกว่านั้น ด้วยความทะเยอทะยานของเธอที่ต้องการจะหลุดพ้นจากแนวดนตรีเดิมๆ ในแง่หนึ่งก็เพื่อทำให้เพลงของตัวเองไม่จำเจและไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่ในอีกแง่หนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการได้สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ กับนักดนตรีจากหลายแขนง</p>
<p>เธอเคยร่วมงานกับ Foo Fighters โดยที่ Dave Grohl ฟรอนต์แมนของวงและอดีตมือกลองของ Nirvana เป็นผู้เอ่ยปากชวนเพื่อไปร่วมงานในเพลง <em>Virginia Moon</em> ซิงเกิลในอัลบั้มคู่ <em>In Your Honor</em> และแทร็กดังกล่าวมีชื่อเข้าชิง GRAMMYs ในสาขาเพลงป๊อปยอดเยี่ยมแห่งปี ในปี 2006 ด้วย</p>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ ความอัจฉริยะไม่เข้าใครออกใคร เธอยังนำพาตัวเองไปในวงการการแสดงในช่วงปี 2007-2008 จนทำให้เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่เป็นศาสดาของใครหลายๆ คน อย่าง Wong Kar-wai ในภาพยนตร์เรื่อง <em>My Blueberry Night</em> ที่เธอได้แสดงร่วมกับดาราดังในฮอลลีวูดหลายคน ทั้ง Jude Law, Natalie Portman และ Rachel Weisz</p>
<p>เหล่านี้ล้วนประกอบสร้างให้เธอเก็บสะสมวัตถุดิบในชีวิต ผลิตมันผ่านบทเพลง และถ่ายทอดเป็นอัลบั้มได้อย่างความสม่ำเสมอ จนทำให้ไม่เคยรู้สึกว่าเธอหายไป และการกลับมาใหม่ในทุกๆ ครั้ง นอราห์ โจนส์ คงเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ทำให้เราแทบไม่ต้องลุ้นเลยว่าอัลบั้มใหม่จะดีหรือไม่ เพราะเธอการันตีมาตรฐานผลงานเอาไว้สูง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากหากเธอจะทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานออกมา และมาตรฐานที่ว่านั้นถูกยืนยันอีกครั้งผ่าน <em>Pick Me Up Off the Floor</em> สตูดิโออัลบั้มล่าสุดที่ผมกำลังจะชี้ชวนให้ตกหลุมรักนอราห์ โจนส์ กันอีกสักครั้ง</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>ความมืดมนที่สุดของชีวิตกับอัลบั้ม </strong><em><strong>Pick Me Up Off the Floor</strong></em></h3>
<p>“ในช่วงสิบกว่าปีที่แล้วสิ่งที่ฉันมักบอกคนอื่นอยู่เสมอคือ ฉันต้องการเป็นนักแต่งเพลงที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาฉันมักนำวิธีการแต่งเพลงของคนอื่นมาดัดแปลง แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่าเพลงเหล่านั้นเป็นของฉันเลย แต่สำหรับเพลงในงานชุดนี้มันตรงไปตรงมา ไม่เชิงว่าเป็นตัวเองมากที่สุด แต่มันซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นมากที่สุด ณ ตอนที่เขียนเพลงในอัลบั้มนี้ และแน่นอนว่ามันเป็นอัลบั้มที่ส่วนตัวที่สุดด้วย” นอราห์ โจนส์ เล่าถึงความหลังและที่มาของวิธีการเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากอดีต</p>
<p>ต้องบอกว่ามีกิจกรรมร้อยแปดพันอย่างที่สามารถทำได้ระหว่างนั่งฟังอัลบั้มใหม่ <em>Pick Me Up Off the Floor</em> แต่ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเป็นอะไร ขอเตือนให้คุณตั้งมั่นและตั้งใจกับสิ่งนั้นก่อนกดปุ่มเพลย์อัลบั้มนี้ เพราะหากแค่นึกเอาไว้ในใจว่าจะทำ แล้วเผลอกดเพลย์ไปก่อนแล้วละก็ จิตใจคุณอาจจะเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนๆ และควบคุมสติไม่ได้ ความเชื่อที่ว่าเพลงของนอราห์ โจนส์ เป็นแจ๊สแบบ easy listening เป็นมิตรกับผู้ฟังทุกที่ทุกเวลาอาจใช้ไม่ได้กับอัลบั้มนี้อีกต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101449" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6.jpeg" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6.jpeg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-96x96.jpeg 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p>เนื่องจากมนตร์บางอย่างของดนตรีที่มีเสียงเปียโนดิบกร้านหวานช้ำอยู่ลึกๆ จะขับจิตใต้สำนึกและเปิดโอกาสให้คุณได้ปลดปล่อยอารมณ์กับความรู้สึกที่อุตส่าห์เก็บงำมาเนิ่นนาน มันมืดมนและหม่นหมองที่สุดเท่าที่นอราห์ โจนส์ เคยทำเอาไว้ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อฟังจบ เอาเข้าจริงแล้วหากเราลองเทียบหน้าปกอัลบั้มนี้กับ 6 อัลบั้มที่ผ่านมาของเธอ อัลบั้มนี้ก็ ‘ดาร์ก’ ที่สุดจริงๆ</p>
<p>แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำเตือนจากการคาดเดา แต่มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วกับผมเอง ซึ่งแปรสภาพออกมาเป็นรอยฟกช้ำดำเขียวอยู่ในซอกหูนานอยู่หลายวันทีเดียว</p>
<p>“แม้ว่าจะมีความรู้สึกไม่ดีหลายอย่างที่รู้สึกบรรจุอยู่ในอัลบั้มนี้ แน่นอนว่าแฟนๆ อาจจะเซอร์ไพรส์ แต่กระบวนการที่นำเสนอและการพูดถึงความรู้สึกเหล่านี้ผ่านบทเพลงเป็นความซื่อสัตย์อีกอย่างที่ฉันจะให้กับแฟนเพลงได้ โปรดเชื่อว่ามันเป็นการกระทำที่ทำไปเพื่อจรรโลงใจ” โจนส์อธิบายราวกับเธอเองก็ยอมรับกลายๆ ว่านี่เป็นอัลบั้มที่ฟังยากที่สุดเท่าที่เธอเคยทำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d04747" data-id="Hjv2mxOiej4" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-Hjv2mxOiej4-6a3b271d04747" data-vid="Hjv2mxOiej4" data-src="https://www.youtube.com/embed/Hjv2mxOiej4?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/Hjv2mxOiej4/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em> </em><em>I’m Alive </em>เป็นซิงเกิลแรกของอัลบั้ม ครั้งแรกที่เธอได้ร่วมงานกับ Jeff Tweedy ทำให้เพลงนี้มีกลิ่นกายของดนตรีอะคูสติกคันทรีอยู่เยอะมาก และแม้ว่ามิวสิกวิดีโอพยายามทำให้บรรยากาศปาร์ตี้เคล้าไปกับเพลงอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกับบรรดาเพลงป๊อป-แจ๊ส แต่นั่นไม่ได้ให้ความหม่นของน้ำเสียงและมู้ดของดนตรีหายไปเลย นอราห์ โจนส์ มาในชุดดำ พร้อมน้ำเสียงที่คุ้นเคย จะเปลี่ยนไปก็แต่ทรงผมที่ดูสมวัยและทำให้การเดี่ยวเปียโนเป็นไปอย่างทะมัดทะแมง</p>
<p>“ใช่ ฉันยังอยู่ ฉันยังมีชีวิตอยู่” เธอย้ำประโยคนี้ในท่อนฮุกอยู่หลายต่อหลายรอบ</p>
<p><em>“Oh I watch, I think I dance and sometimes I drink. I sing my songs. I&#8217;ll hope someone sings along.”</em> ซิงเกิลแรกก็พอจะเดามู้ดแอนด์โทนของอัลบั้มกันได้ลางๆ แล้ว</p>
<p><em>I’m Alive </em>ถูกปล่อยพร้อมกับมิวสิกวิดีโอในวันที่ 13 มีนาคม ช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์โควิด-19 ในอเมริกา ส่งผลให้เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ซิงเกิลที่ 2 ซึ่งอยู่ในช่วงที่ยอดผู้ติดเชื้อในอเมริกาพุ่งสูงมาก แทร็ก <em>How I Weep </em>จึงถูกปล่อยเป็น official audio เท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d04763" data-id="HO8yy1Nj2lY" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-HO8yy1Nj2lY-6a3b271d04763" data-vid="HO8yy1Nj2lY" data-src="https://www.youtube.com/embed/HO8yy1Nj2lY?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/HO8yy1Nj2lY/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong><em>How I Weep </em>เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้ม แต่เป็นแทร็กแรกของอัลบั้มนี้ หากไล่ฟังตั้งแต่ต้นแทร็กนี้เปรียบเสมือนกับคอนดักเตอร์วงดุริยางค์ที่กำหนดจังหวะและโทนทั้งหมดของอัลบั้ม ‘ฉันร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง คร่ำครวญเจียนตาย’ น่าจะเป็นคำอธิบายที่เข้าท่าที่สุดสำหรับแทร็กนี้ เสียงของนอราห์ โจนส์ ที่อ่อนหวาน ทว่าบาดลึกเมื่อยามที่ต้องสื่อสารบทเพลงที่เจ็บปวดเช่นนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>“How I weep and I sleep and I march and I dance and I sing and I laugh…</em><br />
<em>But inside I weep for a loss that&#8217;s so deep, that it hardens and turns into stone.”</em></p>
<p><em>“ไม่ว่าในยามหลับใหล หรือแม้ในยามร่าเริงกับการเต้นรำ กระทั่งในตอนที่ฉันร้องเพลงและหัวเราะออกมาดังๆ แต่ข้างในนั้น ฉันร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง และคร่ำครวญเจียนตาย”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังจาก <em>How I Weep</em> ผ่านพ้นไป กล้ามเนื้อเริ่มกระตุกไม่หยุด เชื่อว่าหลายคนเคยเป็น ดนตรีและเนื้อร้องของเธอเริ่มเข้าไปแทนที่จิตใต้สำนึกที่ขุ่นมัว เนื่องจากปัญหาชีวิตหลายๆ อย่างที่ทับซ้อนกันอยู่ การงาน ความรัก และการเงิน ในช่วงโควิด-19 ความเครียดสารพัดนี้เริ่มปลิ้นทะลักออกมา และแม้ว่าจะมี <em>Flame Twin</em> แทร็กที่ 2 ของอัลบั้มที่เป็นเหมือนผ้าเช็ดหน้าบางๆ คอยซับน้ำตาจากแทร็กแรก ตามด้วยแทร็กที่ 3 <em>Hurts To Be Alone</em> ที่มาพร้อมกับเมโลดี้เปียโนที่คุ้นเคยเคล้ากับจังหวะกลองที่เพิ่มความเร็ว สองเพลงนี้ช่วยขับเน้นอารมณ์ที่หม่นหมองให้ไม่เศร้าจนเกินไปนัก ก่อนจะเข้าสู่แทร็กที่ 4 <em>Heartbroken, Day After</em></p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7-1-1-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7-1-1-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7-1-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7-1-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7-1-1-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></strong></p>
<p><em>Heartbroken, Day After</em> พาคุณกลับสู่ภวังค์ของความเศร้าอีกครั้งหนึ่ง เสียงคอรัสที่คลอบางๆ อยู่ทั้งเพลงมันทั้งหวานและขมในเวลาเดียวกัน ตามมาด้วย <em>Say No More</em> แทร็กที่ 5 ที่เสียงของโจนส์กังวานใสควบคู่ไปกับเครื่องเป่าหลากประเภท ดูเหมือนฟังแล้วเย็นสบาย ทว่ายังคงแฝงน้ำเสียงของความผิดหวังเอาไว้ ท่อนโซโลเปียโนกลิ่นอายฟิวชั่นแจ๊สในแทร็กนี้ทำเอาต้องวนกลับมาฟังอยู่หลายรอบ ก่อนจะเบรกพักครึ่งอัลบั้มที่แทร็กที่ 6 <em>This Life</em> จังหวะแจ๊สเนิบๆ สไตล์ที่เธอถนัดพร้อมเสียงคอรัสทรงพลัง ทว่าเนื้อหายังคงหนักอึ้ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>&#8220;Hearts frozen</em><em>, a</em><em>rms open</em><em>, h</em><em>ands shaking</em><em>, b</em><em>onds breaking</em><em>. </em><em>This life as we know it</em><em>.&#8221;</em></p>
<p><em>&#8220;ดวงใจที่เย็นยะเยือกอ้าแขนรอการกลับมาทั้งที่มือไม้ยังสั่นระรัว สุดท้ายความสัมพันธ์ก็จบลง<br />
ชีวิตมันก็เท่านี้…&#8221;</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผ่านไปครึ่งอัลบั้ม ไฮไลต์ของอัลบั้มนี้กลับอยู่ที่แทร็กที่ 7 <em>To Live </em>พูดถึงการพยายามปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระและหาสถานที่สักแห่งเพื่ออยู่อย่างสงบและใช้ชีวิตที่ต้องการ เป็นแทร็กเดียวในอัลบั้มที่ใช้วิธีการร้องแบบ gospel (การร้องประสานเสียง ส่วนใหญ่มักร้องเพื่อเฉลิมฉลองในโบสถ์และพิธีกรรมทางศาสนา) ประสานกับเปียโนและเครื่องเป่าบางๆ ที่คลอปนไปตลอดทั้งเพลง ที่สำคัญแทร็กนี้นอราห์ โจนส์ ถูกขอให้เล่นบ่อยมากในช่วง quarantine ที่เธอมักแสดงสดจากที่บ้านผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ของเธอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>Were You Watching?</em> แทร็กในลำดับที่ 9 เป็นอีกหนึ่งแทร็กที่น่าเสียดาย เพราะเป็นซิงเกิลที่ 4 ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงของการแพร่ระบาดจึงไม่ถูกผลิตเป็นมิวสิกวิดีโอ <em>Were You Watching?</em> เป็นเพลงที่มีเทมโปช้าที่สุดในอัลบั้มและเป็นเพลงเดียวที่เครื่องสายเด่นกว่าเปียโน ความช้าของเพลงช่วยให้เห็นรายละเอียดของภาคดนตรีที่ซับซ้อนมากๆ เป็นอีกแทร็กที่ฟังซ้ำได้ไม่เบื่อเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101451" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6.jpg" alt="" width="960" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-6-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><em>Stumble On My Way </em>ในแทร็กที่ 10 เป็นสมูทแจ๊สที่ฟังง่ายแม้จะยังอยู่ในโทนของความเศร้า ในโหมดของความสูญเสีย และเมื่อฟังต่อกับแทร็กที่ 11 <em>Heaven Above</em> ก็จะยิ่งเข้ากันมาก สมูทแจ๊สในจังหวะเดียวกันเพื่อปิดอัลบั้มที่ร้าวรานนี้ ก่อนจะส่งท้ายด้วยโบนัสแทร็กที่เรียบง่ายด้วยเสียงร้องและโซโลเปียโนของเธอ <em>Tryin&#8217; To Keep It Together </em>แม้จะเป็นแทร็กพิเศษ (ไม่มีใน Spotify) แต่ถูกปล่อยเป็นซิงเกิลที่ 3 ในยูทูบ และวิดีโอของเพลงนี้ก็ถ่ายทำในช่วงที่เธอกักตัวอยู่บ้านช่วงต้นเดือนเมษายน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d04782" data-id="zjl9gNwHGLk" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-zjl9gNwHGLk-6a3b271d04782" data-vid="zjl9gNwHGLk" data-src="https://www.youtube.com/embed/zjl9gNwHGLk?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/zjl9gNwHGLk/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อฟังทั้งอัลบั้มตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดอัลบั้มที่ตกผลึกของนักดนตรีแจ๊สมากประสบการณ์ที่แทบจะไม่มีน้ำเสียงของความสุขเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ฟังอัลบั้มที่อัดแน่นความร้าวรานของประสบการณ์ชีวิตเอาไว้เช่นนี้</p>
<p>แน่นอนว่า <em>Pick Me Up Off the Floor</em> คงไม่ได้ขายดีอะไรนักเมื่อเทียบกับอัลบั้มแรกๆ ของเธอที่วางอยู่บนหิ้งเพลงแจ๊สร่วมสมัย เพราะมันฟังไม่ง่ายเลย แต่ในแง่ของศิลปะ มันเป็นผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งในชีวิตของแจ๊สควีนผู้นี้ ซึ่งบันทึกเรื่องราวชีวิตนักดนตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ร้อยเรียงผ่านความคิดสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยท่วงทำนองที่นุ่มนวล ทว่าหดหู่และรุนแรงในบางจังหวะ เชื่อว่าสตูดิโออัลบั้มนี้จะเป็นอีกหนึ่งผลงานของเธอที่จะอยู่เหนือกาลเวลาและจะอยู่ในใจแฟนๆ ของโจนส์ตลอดไป</p>
<p><em> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101452" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-7-576x1024.jpg" alt="" width="576" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-7-576x1024.jpg 576w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-7-169x300.jpg 169w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-7-768x1367.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-7-600x1068.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-7.jpg 1151w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></em></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.bostonherald.com/2020/05/29/pick-me-up-off-the-floor-catches-norah-jones-experimenting/">Boston Herald</a></p>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/stevebaltin/2020/06/08/qa-norah-jones-on-her-stunning-new-album-the-artists-that-make-her-smile-and-cry-and-more/#54face02473c">Forbes</a></p>
<p><a href="https://www.independent.ie/entertainment/music/success-so-young-didnt-ruin-my-life-it-made-it-better-says-norah-jones-39265580.html">Independent</a></p>
<p><a href="https://nypost.com/2020/06/11/norah-jones-new-album-is-a-pick-me-up-for-troubling-times/">New York Post</a></p>
<p><a href="https://www.rollingstone.com/music/music-features/norah-jones-on-motherhood-perils-of-fame-sneak-attack-new-lp-119033/">Rolling Stones</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pick-me-up-off-the-floor-norah-jones/">“ช่วยฉุดฉันออกไปจากตรงนี้” อัลบั้มใหม่ที่มืดมนที่สุดของ ‘แจ๊สควีน’ Norah Jones</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่นเหมือนตาเห็น The New Abnormal ชื่ออัลบั้มใหม่ของ The Strokes ที่ไปพ้องกับภูมิทัศน์โลกหลังโควิด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-strokes-the-new-abnormal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 May 2020 15:41:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังหูไว้หู]]></category>
		<category><![CDATA[The Strokes]]></category>
		<category><![CDATA[Garage Rock Revival]]></category>
		<category><![CDATA[The New Abnormal]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96633</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาที่ความฟุ้งเฟ้อของวงการดนตรีอัลเทอร์เนทีฟโลกปลายศตวรรษที่ 20 คลาคล่ำไปด้วยดนตรีโมเดิร์นร็อกเท่ๆ หรือไม่ก็เพลงป๊อป Y2K ที่มีภาพลักษณ์ที่อู้ฟู่ เพ้อฝัน อเมริกันดรีม คล้อยไหลไปกับกระแสเศรษฐกิจที่ติดลมบน ได้เกิดแนวดนตรีร็อกรูปแบบใหม่ขึ้นมา วงร็อกรูปแบบใหม่ที่ว่ามีรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างจากสองแนวทางข้างต้น คือเน้นความเรียบง่ายของดนตรีและปฏิเสธฉากการโซโล่กีตาร์ที่แสดงความเทพผ่านความเร็วของนิ้วมือ หรือแม้กระทั่งการปฏิเสธจริตที่คล้ายกับการเสแสร้งต่อหน้ามหาชนของดนตรีอเมริกันป๊อป คล้ายกับการปฏิวัติของดนตรีพังก์ร็อก (punk rock) ที่มีต่อดนตรีฮาร์ดร็อก (hard rock) ยุคแฮร์แบนด์ของร็อกสตาร์หัวฟูในอังกฤษ อย่างไรอย่างนั้น ดนตรีแนวที่ว่านี้ถูกตั้งชื่อในหมู่สื่อมวลชนฝั่งอเมริกาว่า การาจร็อกรีไววัล (garage rock revival) ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับยุคเฟื่องฟูของโพสต์-พังก์รีไววัล (post-punk Revival) ที่ The Strokes ยืนยันมาโดยตลอดว่ามันคือสิ่งเดียวกัน   ย้อนรอยผู้สร้าง ‘การาจร็อก’ ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าเพลงอินดี้ไปตลอดกาล ช่วงแรกเริ่มของดนตรีการาจร็อกในอเมริกาและแคนาดา ในช่วงทศวรรษที่ 70 หลายต่อหลายวงดนตรีในภูมิภาคดังกล่าวพยายามลอกเลียนวงดนตรีพังก์จากฝั่งอังกฤษที่พวกเขาชื่นชอบ และนำมาผสมกับดนตรีร็อกแอนด์โรลในสไตล์อเมริกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะจุดเริ่มต้นของยุคการาจร็อกจริงๆ คือการเล่นและฝึกซ้อมดนตรีอยู่ในโรงรถที่บ้านของตัวเอง อธิบายแบบกระชับที่สุด การาจร็อกนั้นเปี่ยมไปด้วยเสียงกีตาร์ที่สาดกระจายเหมือนแซ่ แต่มีท่วงทำนองที่คลุมเครือและแปร่งๆ บ้างในบางจังหวะ มีริฟกีตาร์ที่ชวนโยก บ้างก็มีเสียงของคีย์บอร์ดหรือออร์แกนไฟฟ้าช่วยคุมเมโลดี้ บวกกับเสียงร้องที่แหบเสน่ห์ อธิบายให้เห็นภาพมากกว่านี้อีกก็คงจะเป็นเสียงร้องของชายหนุ่มซึ่งกำลังเมาได้ที่ในร้านคาราโอเกะสักแห่งย่านสีลมหลังเที่ยงคืน ซึ่งจริงๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-strokes-the-new-abnormal/">แม่นเหมือนตาเห็น The New Abnormal ชื่ออัลบั้มใหม่ของ The Strokes ที่ไปพ้องกับภูมิทัศน์โลกหลังโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-96794" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-1-1024x650.jpg" alt="" width="1024" height="650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-1-1024x650.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-1-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-1-768x487.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-1-600x381.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-1.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ในช่วงเวลาที่ความฟุ้งเฟ้อของวงการดนตรีอัลเทอร์เนทีฟโลกปลายศตวรรษที่ 20 คลาคล่ำไปด้วยดนตรีโมเดิร์นร็อกเท่ๆ หรือไม่ก็เพลงป๊อป Y2K ที่มีภาพลักษณ์ที่อู้ฟู่ เพ้อฝัน อเมริกันดรีม คล้อยไหลไปกับกระแสเศรษฐกิจที่ติดลมบน ได้เกิดแนวดนตรีร็อกรูปแบบใหม่ขึ้นมา</p>
<p>วงร็อกรูปแบบใหม่ที่ว่ามีรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างจากสองแนวทางข้างต้น คือเน้นความเรียบง่ายของดนตรีและปฏิเสธฉากการโซโล่กีตาร์ที่แสดงความเทพผ่านความเร็วของนิ้วมือ หรือแม้กระทั่งการปฏิเสธจริตที่คล้ายกับการเสแสร้งต่อหน้ามหาชนของดนตรีอเมริกันป๊อป คล้ายกับการปฏิวัติของดนตรีพังก์ร็อก (punk rock) ที่มีต่อดนตรีฮาร์ดร็อก (hard rock) ยุคแฮร์แบนด์ของร็อกสตาร์หัวฟูในอังกฤษ อย่างไรอย่างนั้น</p>
<p>ดนตรีแนวที่ว่านี้ถูกตั้งชื่อในหมู่สื่อมวลชนฝั่งอเมริกาว่า การาจร็อกรีไววัล (garage rock revival) ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับยุคเฟื่องฟูของโพสต์-พังก์รีไววัล (post-punk Revival) ที่ The Strokes ยืนยันมาโดยตลอดว่ามันคือสิ่งเดียวกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>ย้อนรอยผู้สร้าง </strong><strong>‘</strong><strong>การาจร็อก</strong><strong>’ ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าเพลงอินดี้ไปตลอดกาล</strong></h3>
<p>ช่วงแรกเริ่มของดนตรีการาจร็อกในอเมริกาและแคนาดา ในช่วงทศวรรษที่ 70 หลายต่อหลายวงดนตรีในภูมิภาคดังกล่าวพยายามลอกเลียนวงดนตรีพังก์จากฝั่งอังกฤษที่พวกเขาชื่นชอบ และนำมาผสมกับดนตรีร็อกแอนด์โรลในสไตล์อเมริกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะจุดเริ่มต้นของยุคการาจร็อกจริงๆ คือการเล่นและฝึกซ้อมดนตรีอยู่ในโรงรถที่บ้านของตัวเอง</p>
<p>อธิบายแบบกระชับที่สุด การาจร็อกนั้นเปี่ยมไปด้วยเสียงกีตาร์ที่สาดกระจายเหมือนแซ่ แต่มีท่วงทำนองที่คลุมเครือและแปร่งๆ บ้างในบางจังหวะ มีริฟกีตาร์ที่ชวนโยก บ้างก็มีเสียงของคีย์บอร์ดหรือออร์แกนไฟฟ้าช่วยคุมเมโลดี้ บวกกับเสียงร้องที่แหบเสน่ห์ อธิบายให้เห็นภาพมากกว่านี้อีกก็คงจะเป็นเสียงร้องของชายหนุ่มซึ่งกำลังเมาได้ที่ในร้านคาราโอเกะสักแห่งย่านสีลมหลังเที่ยงคืน ซึ่งจริงๆ หลายๆ คนก็สงสัยว่ามันกลายมาเป็นเสน่ห์ของดนตรีแนวนี้ได้ยังไง</p>
<p>และเมื่อเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียล วงดนตรีคลื่นลูกใหม่อย่างสโตรกส์ ที่เป็นวงอินดี้หน้าใหม่ ชัดเจนในแนวทางของการาจร็อก จึงถูกจัดประเภทอยู่ในกลุ่มวงดนตรีโพสต์-พังก์รีไววัล หรือการาจร็อกรีไววัลในฝั่งอเมริกานั่นเอง</p>
<div id="attachment_96795" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-96795" class="wp-image-96795 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-1-1024x633.jpg" alt="" width="1024" height="633" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-1-1024x633.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-1-300x186.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-1-768x475.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-1-600x371.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-96795" class="wp-caption-text">สมาชิก The Strokes ไล่จากซ้ายไปขวา Nikolai Fraiture, Albert Hammond Jr., Nick Valensi, Fabrizio Moretti และ Julian Casablancas</p></div>
<p>Julian Casablancas เด็กน้อยวัย 6 ขวบ ลูกชายของ John Casablancas นักธุรกิจชื่อดังด้านโมเดลลิ่ง เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมฝรั่งเศสในนิวยอร์ก ที่นั่นทำให้เขาได้รู้จักกับ Nikolai Fraiture ที่ปัจจุบันเป็นมือเบสของวง แม้จะยังไม่ประสีประสาเรื่องดนตรีมากนัก แต่จูเลียนเองก็เคยพูดถึงนิโคไลเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นเพื่อนวัยเด็กที่เขาจะชวนออกไปเที่ยวเป็นคนแรก แม้ว่าจะไม่ได้เป็นนักดนตรีก็ตาม เพราะเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์ ใครอยู่ใกล้ก็พลอยได้รับอานิสงส์ความเท่ไปด้วย</p>
<p>ต่อมาในวัย 13 ปี จูเลียนถูกส่งตัวไปยังโรงเรียนประจำที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาได้พบกับ Albert Hammond Jr. ผู้ซึ่งกลายมาเป็นมือกีตาร์ของสโตรกส์ ก่อนที่จูเลียนจะย้ายกลับมายังนิวยอร์กเพื่อเข้าเรียนที่ Dwight School ย่านแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สร้างความพร้อมต่อการเข้าเรียนในระดับมหา&#8217;ลัย  ที่นี่เขาได้พบกับสมาชิกของสโตรกส์สองคนที่เหลือ ทั้ง Nick Valensi และ Fabrizio Moretti และเป็นครั้งแรกที่จูเลียนคิดจะทำวงดนตรีอย่างจริงจัง ทั้งสามเริ่มเล่นดนตรีด้วยกัน ถึงอย่างนั้นจูเลียนก็เป็นคนเดียวที่เรียนไม่จบ แต่เขาเลือกจะเข้าเรียนที่ Five Towns College เพื่อศึกษาต่อเรื่องดนตรีอย่างจริงจัง</p>
<p>ในช่วงเวลาเดียวกัน Albert Hammond Jr. ย้ายจากสวิตเซอร์แลนด์กลับมายังสหรัฐอเมริกาบ้านเกิด และตั้งใจปักหลักในนิวยอร์กสักพัก จูเลียนสบโอกาสจึงชวนอัลเบิร์ตเข้าร่วมวง และแน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะชักชวนเพื่อนในวัยเด็กอย่างนิโคไล เป็นอันว่าครบองค์ประชุม ก่อนจะเริ่มทำเดโม่ 14 แทร็ก (เป็นดราฟต์แรกของอัลบั้ม <em>Is This It</em>) ที่มี<em> Last Nite</em> เพลงชาติของการาจร็อกรีไววัลรวมอยู่ในนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d06b0f" data-id="TOypSnKFHrE" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-TOypSnKFHrE-6a3b271d06b0f" data-vid="TOypSnKFHrE" data-src="https://www.youtube.com/embed/TOypSnKFHrE?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/TOypSnKFHrE/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่รู้ว่าอะไรดลใจพวกเขา สโตรกส์ตัดสินใจส่งเดโมทั้งหมดไปยังค่าย Rough Trade ในลอนดอน แทนที่จะส่งค่ายสักแห่งในอเมริกา แต่ผลปรากฏว่าพวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆ มากกว่าที่จูเลียนคิดเอาไว้ จากการที่ไฟล์ mp3 ของเพลง <em>Last Nite</em> ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ของนิตยสารชื่อดัง <em>NME</em> จนในที่สุดพวกเขาได้ออก EP (Extended Play–อัลบั้มที่มีเพลงมากกว่าซิงเกิล แต่น้อยกว่าสตูดิโออัลบั้ม) สมใจในชื่อ <em>The Modern Age</em> (2001) ประกอบไปด้วย 3 ซิงเกิล และถูกพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นอัลบั้ม<em> Is This it</em> ในปีเดียวกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>กว่า </strong><strong>2</strong><strong>0 </strong><strong>ปีในวงการดนตรี</strong><strong>กับ</strong><strong>ความซวยซ้ำซ้อน จาก </strong><strong>‘9/11’ </strong><strong>มาจนถึง </strong><strong>‘</strong><strong>ไวรัสโควิด-19</strong><strong>’</strong></h3>
<p>โดยปกติแล้วหากเราจะพูดถึงคุณูปการของศิลปิน อาจต้องพูดถึงหมุดหมายสำคัญ เช่นการแต่งเพลงที่กลายมาเป็นเพลงอมตะ อย่างกรณีของบีเทิลส์ หรือโชว์ระดับตำนาน ที่บันทึกการแสดงสดถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่างกรณีของควีนส์ แต่สำหรับสโตรกส์ ภาพจำของพวกเขาโดยเฉพาะต่อชาวอเมริกัน เป็นอะไรที่ทั้งหวานทั้งขมพอสมควร</p>
<p>สโตรกส์ปล่อยอัลบั้มแรกในปี 2001 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ในนิวยอร์ก ส่งผลให้พวกเขาต้องเลื่อนการปล่อยอัลบั้มแรก ที่กำหนดชะตาชีวิตทั้งหมดในอนาคตเอาไว้ รวมถึงทัวร์เพื่อโปรโมตก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย</p>
<p>อัลบั้มแรกในฐานะนักดนตรีที่ไม่มีการทัวร์คอนเสิร์ตคงเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย และถึงแม้จะสามารถปล่อยอัลบั้มให้ฟังผ่านทางวิทยุและทางออนไลน์ได้ แต่ก็ไม่สามารถขายฟอร์แมตทั้งเทปและซีดีที่สร้างกำไรให้กับค่ายเพลงในช่วงนั้นได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น แทร็กสำคัญในอัลบั้มอย่าง <em>New York City Cops</em> ถูกตัดออกไปเนื่องจากมีเนื้อหาและสถานที่ไปสัมพันธ์กับกับการก่อวินาศกรรม และที่เจ็บปวดที่สุดคือการถูกเปลี่ยนปกอัลบั้ม จากภาพถุงมือสีดำบนบั้นท้ายสาว กลายมาเป็นภาพถ่ายสไตล์ไซคีเดลิกของอนุภาคย่อยอะตอม เพื่อให้วางจำหน่ายได้ในอเมริกา ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สโตรกส์พบเจอในช่วงของการเทิร์นโปร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>20 ปีผ่านไป แม้จะไม่มีเหตุการณ์วินาศกรรม แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลกระทบกับพวกเขาเต็มๆ อีกครั้ง ที่น่าประหลาดใจมากๆ คือชื่ออัลบั้มที่ถูกคิดเอาไว้ราวกับว่าพวกเขาทำนายอนาคตของมนุษยชาติได้ ‘The New Abnormal’ ถูกคิดขึ้นก่อนจะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่หลายเดือน และพวกเขาก็ไม่คาดคิดว่ามันจะไปพ้องกับ ‘new normal’ ที่จะกลายเป็นภูมิทัศน์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคหลังโควิด-19 แต่ก็นับว่าโชคยังเข้าข้างพวกเขาอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากที่อัลบั้มจะไม่ถูกเลื่อนแล้ว ยอดการจองแผ่นเสียง ซีดี และเทป ก็อยู่ในจำนวนที่น่าพอใจ และพวกเขาก็มีสติพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างมืออาชีพ</p>
<p>เกือบๆ 21 ปีในวงการดนตรีของสโตรกส์ ก่อนที่อัลบั้มใหม่ (ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอัลบั้มสุดท้าย) จะถูกผลิตนั้น สโตรกส์สร้างบรรทัดฐานของดนตรีอินดี้ในยุคตั้งไข่เอาไว้มากมาย สิ่งที่พวกเขาได้บุกเบิกเอาไว้ คือการผสมผสานเสียงกีตาร์ที่ดิบกร้าน ทว่าติดหูในเวลาเดียวกัน เสียงร้องที่หยาบแห้ง และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัยรุ่นที่คึกคะนอง มั่นใจ และพร้อมจะเสียทุกอย่างที่มี เพื่อดนตรีในแบบที่พวกเขาเชื่อ</p>
<p>จังหวะที่ไหลลื่นของดนตรีในแบบสโตรกส์ได้ทลายกำแพงที่กั้นระหว่างสองแนวทางดนตรี ทั้งความเนี้ยบและเท่อย่างอัลเทอร์เนทีฟและร็อกแอนด์โรลที่มีจังหวะจะโคนได้อย่างหมดจด โดยที่อัตลักษณ์ของสโตรกส์นั้นได้ถูกหลอมรวมเอาไว้ในอัลบั้มชุดแรกของวง <em>Is This It</em></p>
<div id="attachment_96797" style="width: 1010px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-96797" class="wp-image-96797 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4.jpg" alt="" width="1000" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><p id="caption-attachment-96797" class="wp-caption-text">ปกอัลบั้ม Is This It ทั้งสองเวอร์ชั่น ปกซ้ายเวอร์ชั่นอเมริกา ปกขวาเวอร์ชั่นยุโรป</p></div>
<p><em>Is This It </em>มีความหมายกับวัยรุ่นยุค 90s ไปจนถึงมิลเลนเนียลอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาเป็นทั้งเพื่อนเล่นโลดโผนพร้อมเสี่ยงในทุกจังหวะชีวิต และก็เป็นเพื่อนยามเหงาที่เรามักนั่งเกากีตาร์อยู่ที่บ้าน จนถึงวันนี้ก็ได้กลายเป็นอัลบั้มสามัญประจำบ้านไปเป็นที่เรียบร้อย</p>
<p>ถึงกระนั้น แม้คุณูปการที่สโตรกส์ได้สร้างสรรค์เอาไว้ให้กับวงการดนตรีนั้นไม่อาจปฏิเสธ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าความยิ่งใหญ่เดียวกันนี้เอง ท้ายที่สุดมันกลับมาทิ่มแทงพวกเขาอย่างเจ็บปวด เพราะปรากฏการณ์ความสำเร็จใน 3 อัลบั้มแรกที่สูงสุดจนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมการาจร็อกที่แข็งแรง ทำให้ผู้บุกเบิกนั้นต้องออกไปแผ้วถางหนทางใหม่เสียเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากเรายก 3 อัลบั้มแรกของสโตรกส์ ทั้ง <em>Is This It</em> (2001)<em> Room on Fire </em>(2003) และ <em>First Impressions of Earth</em> (2005) เป็นเหมือนคัมภีร์ของดนตรีสไตล์การาจร็อกรีไวรัล ในยุคที่เพลงอินดี้ครองเมืองแล้วละก็ สองอัลบั้มล่าสุดก่อนการมาถึงของอัลบั้มใหม่ ทั้ง<em> Angles</em> (2011) และ<em> Comedown Machine</em> (2013) ก็เป็นผลงานที่ล้มคว่ำแบบไม่เป็นกระบวนเลยจริงๆ</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยอดขายหรือเสียงวิจารณ์ที่แทบทุกสำนักต่างก็ยกนิ้ว (กลาง) ให้อย่างพร้อมเพียงถ้วนทั่วกัน และหลังจากที่พวกเขาใช้เวลาอีกหนึ่งปีเพื่อทัวร์สนับสนุนอัลบั้มในปลายปี 2013 ไปจนถึงกลางปี 2014 บวกลบคูณหารอนาคตดูแล้ว คงเข้าใจตรงกันว่า ขืนทู่ซี้อยู่อย่างนี้ มีหวังสักวันคงกลายเป็นวงนิวยอร์กดาดๆ วงหนึ่งเป็นแน่</p>
<p>การพักวง (อย่างไม่เป็นทางการ) เพื่อไปพักผ่อนหาแรงบันดาลใจก็ฟังดูไม่เลว ถึงแม้ในความหมายของร็อกสตาร์มันคือการไปสํามะเลเทเมาและใช้เงินที่หามาได้อย่างบ้าคลั่งก็เถอะ จะดีหน่อยก็ตรงที่พวกเขาแทบจะไม่มีข่าวเสียๆ หายๆ ออกมา และแน่นอนว่าเรายังไม่เห็นการเสียดสี ด่าทอ ไม่แม้กระทั่งความขี้แซะ ออกมาจากช่องทางการสื่อสารส่วนตัวของพวกเขาเลย</p>
<div id="attachment_96796" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-96796" class="wp-image-96796 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-1-1024x645.jpg" alt="" width="1024" height="645" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-1-1024x645.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-1-300x189.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-1-768x484.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-1-600x378.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-1.jpg 1392w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-96796" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ: DIY</p></div>
<p>7 ปีที่สโตรกส์หยุดทำสตูดิโออัลบั้ม แม้จะมีทัวร์คอนเสิร์ตบ้างประปราย พร้อมกับใช้เวลาพักผ่อน แต่สมาชิกทั้ง 5 คน ต่างก็มีไซด์โปรเจกต์เป็นของตัวเอง อย่าง The Voidz วงเอกซ์เพอริเมนทัลร็อกของจูเลียน หรือโซโล่อัลบั้มในฐานะศิลปินเดี่ยวของอัลเบิร์ต และของสมาชิกอีก 3 รายก็เช่นกัน ล้วนเผยให้เห็นตัวตนอีกด้านที่ยังหลงใหลในการทำเพลง โดยไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะยังอยู่ในสปอตไลต์ของวงการเพลงหรือเปล่า อย่างที่ไซด์โปรเจกต์ของแต่ละคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันทั้งแป้กและขายไม่ได้</p>
<p>นับจากเหตุการณ์ 9/11 ในช่วงอัลบั้มแรกของพวกเขา มาจนถึงช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ถูกประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ สโตรกส์มีซีนของตัวเองที่น่าภาคภูมิใจอยู่มากมายนับไม่ถ้วน การเป็นวงดนตรีมีอายุอีกหนึ่งวงที่ผู้คนยังคงรอคอยที่จะชื่นชมการแสดงสดก็นับว่ายิ่งใหญ่มากๆ แล้ว และทั้งหมดที่ว่ามานี้ ก่อนจะชวนคุยถึงอัลบั้มใหม่ของพวกเขา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘สโตรกส์’คือ ‘พระเจ้า’ ในยุคเฟื่องฟูของการาจร็อกรีไววัลอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96798" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5.jpeg" alt="" width="960" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-96x96.jpeg 96w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<h3><strong>‘The New Abnormal’ เหล้าใหม่ในขวดเก่า ตามคำเรียกร้องของแฟนๆ </strong></h3>
<p><em>The New Abnormal</em> เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 6 ของสโตรกส์ แม้ฟังดูเหมือนพวกเขาไม่เคยหายไปไหนจากวงการดนตรี แต่อัลบั้มนี้ก็ห่างจากอัลบั้มก่อนหน้าถึง 7 ปี เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หากเทียบกับวงร็อกรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง Interpol หรือ Franz Ferdinand ที่ความถี่การออกอัลบั้มนั้นสูงกว่ามาก แต่ภาพรวมของอัลบั้มหลังจากตั้งใจฟังจนจบ เหมือนสโตรกส์กำลังพาเรากลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของพวกเขาอีกครั้ง ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันช่างเพลิดเพลินจริงๆ</p>
<p>ต้องบอกว่าที่น่าประหลาดใจมากๆ คือการที่ Pitchfork แพลตฟอร์มของคนรักดนตรี ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ และออฟไลน์ผ่านเทศกาลดนตรี ให้คะแนนอัลบั้มนี้ไว้เพียงแค่ 5.7 สวนทางกับการโหวตของแฟนเพลงที่ได้คะแนนไปถึง 9.0 แน่นอนว่าผู้โหวตทั้งหมดเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ ไม่ใช่ anonymous น่าสนใจมากกว่าอัลบั้มนี้ได้สนทนากับแฟนๆ ของสโตรกส์อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อยๆ ก็มากกว่าสองอัลบั้มก่อนหน้า</p>
<p>สโตรกส์ปล่อยซิงเกิลแรก <em>At The Door</em> ในช่วงต้นปี ที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าไม่รักมาก ก็จะเกลียดเข้าไส้เลยทีเดียว ทั้งการปล่อยเพลงช้าเป็นซิงเกิลแรกก็สร้างความผิดหวังให้กับแฟนคลับขาแดนซ์ของสโตรกส์แล้ว หนำซ้ำยังมีเพียงเสียงคีย์บอร์ดที่พลุ่งพล่านอยู่เกือบครึ่งเพลง บวกกับเสียงกีตาร์ที่ไม่ค่อยฉูดฉาด กลบด้วยเสียงสังเคราะห์จำนวนมาก แต่ยิ่งฟังมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งหลงรักมันมากเท่านั้น โดยเฉพาะมิวสิกวิดีโอที่เป็นแอนิเมชั่น แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่สโตรกส์ต้องการจะพูดมากนัก แต่การกลับมาครั้งนี้ กับซิงเกิลแรกแบบนี้ มันช่างสุขุมนุ่มลึกเหลือเกิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d06b63" data-id="9CAz_vvsK9M" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-9CAz_vvsK9M-6a3b271d06b63" data-vid="9CAz_vvsK9M" data-src="https://www.youtube.com/embed/9CAz_vvsK9M?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/9CAz_vvsK9M/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>I can’t escape it </em></p>
<p><em>Never gonna make it </em></p>
<p><em>Out of this in time </em></p>
<p><em>I guess that’s just fine.</em></p>
<p><em> </em></p>
<p>สโตรกส์ให้ภาพแรกกับเราด้วยแทร็กที่พูดถึงความแปลกแยกจากสังคม ความเปราะบางโดยเฉพาะกับมิติในครอบครัว ไม่น่าแปลกใจที่จูเลียนในวัย 41 ปี ที่เป็นทั้งสามีและพ่อ จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่านี้ผ่านเสียงร้องที่บาดลึกน่าค้นหาของเขา</p>
<p>ถึงตรงนี้ ต้องบอกอีกครั้งหว่าหากคุณรู้สึกชิงชังในซิงเกิลแรก ช่วงเวลาที่เหลือของทั้งอัลบั้ม จะเป็นความท้าทายที่จะพาคุณไปผจญภัยในเส้นเสียงที่เลี้ยวลดและคดเคี้ยว แต่ถ้าคุณรักเพลงนี้ อีกทั้ง 8 บทเพลงหลังจากนี้จะเป็นความหฤหรรษ์อย่างแท้จริง</p>
<p>ไม่รอช้า เพียงหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง พวกเขาเลือก <em>Bad Decisions</em> เป็นซิงเกิลที่สอง ด้วยความเร็วของจังหวะเพลง บวกกับไลน์กีตาร์ที่พาเรากลับไปในยุครุ่งเรืองของสโตรกส์ แทร็กนี้ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก</p>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d06b82" data-id="5fbZTnZDvPA" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-5fbZTnZDvPA-6a3b271d06b82" data-vid="5fbZTnZDvPA" data-src="https://www.youtube.com/embed/5fbZTnZDvPA?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/5fbZTnZDvPA/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><em>Bad Decisions</em> คงทำให้ใครหลายคนนึกถึงหนุ่มๆ สโตรกส์บนเวที จังหวะแบบนี้ ริฟกีตาร์ประมาณนี้ เสียงมึนๆ ของจูเลียนที่เคล้าไปกับเมโลดี้แบบออริจินัลของสโตรกส์ มันคุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ</p>
<p>สถานการณ์ของโควิด-19 ส่งผลไม่มากก็น้อย ทำให้ซิงเกิลที่สามของพวกเขา <em>Brooklyn Bridge To Chorus</em> ไม่สามารถถ่ายทำมิวสิกวิดีโอได้ และแน่นอนว่าโรคเลื่อนเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากที่ตั้งใจจะปล่อยซิงเกิลนี้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม กลับกลายว่าต้องล่วงเลยไปปล่อยในต้นเดือนเมษายน ก่อนปล่อยอัลบั้มเต็มเพียงไม่กี่วัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d06b9b" data-id="2jna3dWEnzo" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-2jna3dWEnzo-6a3b271d06b9b" data-vid="2jna3dWEnzo" data-src="https://www.youtube.com/embed/2jna3dWEnzo?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/2jna3dWEnzo/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>Brooklyn Bridge To Chorus</em> เป็นอีกแทร็กที่ครบเครื่อง และไม่แปลกใจที่ถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับที่สาม ซาวด์ดนตรีในยุคปลายปี 80s ผสมกับโน้ตกีตาร์ที่ชวนโยก คู่ขนานไปกับเสียงคีย์บอร์ดที่มีกลิ่นอายของเพลงป๊อปยุค 60s-70s หน่อยๆ และท่อนยียวนชวนหาเรื่อง “And the 80s song, yeah how did it go?&#8230; And the 80s bands, where did they go?” เป็นอีกแทร็กที่คงไม่ทำให้แฟนสโตรกส์ผิดหวังแน่ๆ</p>
<p>หลังอัลบั้มเต็มถูกปล่อย ผมฟังทั้ง 9 แทร็กในอัลบั้มอย่างเพลิดเพลิน และแทบจะพูดได้เต็มปากว่าเกินความคาดหมายไปมาก อะไรที่ทำให้สโตรกส์คัมแบ็กได้อย่างงดงามขนาดนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คำตอบนั้นแสนง่าย เมื่อเหลือบไปเห็นชื่อของโปรดิวเซอร์ในอัลบั้ม คีย์แมนคนสำคัญอย่าง ริก รูบิ้น<em> </em>ในตำนาน ผู้ปลุกปั้นมาแล้วทั้ง Linkin Park, Adele, Metallica, Slayer, System of A Down, Rage Against The Machine, Kanye West, Kendrick Lamar และอีกมากมายนับไม่ถ้วน การได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือฉมังระดับนี้เป็นครั้งแรก ก็เหมือนได้การันตีคุณภาพไประดับหนึ่งแล้ว</p>
<p>ในภาพรวมของทั้งอัลบั้ม <em>The Adults Are Talking</em> เป็นแทร็กหนึ่งที่เริ่มต้นได้สวย บีตกลองที่น่ารักกำลังดี อุ่นเครื่องเราก่อนจะเข้าสู่แทร็กสองอย่าง <em>Selfless</em> ที่ดึงจังหวะชวนดราม่าเล็กน้อย จูเลียนจากที่เป็นตัวประกอบในแทร็กแรก เสียงของเขาถูกเผยให้เห็นความหวาน พร้อมๆ กับอัลเบิร์ตที่ใช้เวลาในท่อนโซโล่ได้หมดจดสมเป็นสโตรกส์จริงๆ</p>
<p>แทร็กที่ห้า <em>Eternal Summer</em> ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในกลุ่มแฟนคลับสโตรกส์ หลายคนบอกว่าพวกเขาพยายามจะทำให้ตัวเองดูชิลล์ เพื่อกลบเกลื่อนความแก่ของตัวเอง ด้วยการใส่สไตล์ของดนตรีที่หลากหลายเข้ามาในเพลงเดียว ไล่มาตั้งแต่การาจร็อก เฮาส์ ไปจนถึงฟังก์ในบางพาร์ต เสียงประสานของสมาชิกและเสียงหลบสูงของจูเลียน เห็นชัดว่าฝีไม้ลายมือยังไม่หายไปไหน และก็ยังสามารถปล่อยของได้เรื่อยๆ ซึ่งเข้ากันมากกับแทร็กถัดไปที่เป็นซิงเกิลแรก <em>At The Door</em> ถูกบรรเลงขึ้นมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>Why Are Sundays So Depressing</em> เป็นแทร็กลำดับที่เจ็ด มาพร้อมซาวด์กีตาร์น่าหลงใหลอีกหนึ่งเพลง เอฟเฟกต์ที่อัลเบิร์ตเลือกใช้ ส่งให้เพลงมีมิติเพิ่มขึ้นมากๆ เสียงกีตาร์ริทึมที่ถูกสาด สลับกับตัวโน้ตกีตาร์ใส่เอฟเฟกต์ ก่อนจะส่งต่อไปยังแทร็กที่แปด <em>Not the Same Anymore</em> ที่เปลี่ยนบรรยากาศกันดื้อๆ กลับมาดึงดราม่ากันอีกครั้ง</p>
<p>Ode to the Mets เป็นแทร็กสุดท้ายของอัลบั้ม และกลายมาเป็นแทร็กที่ผมชอบที่สุด มันเหมือนว่าจะไม่เศร้า ตั้งใจจะไม่ฟูมฟาย แต่กลับกลายเป็นว่ามันแฝงความหม่นไว้เต็มอัตรา มากกว่าแทร็กที่แล้วที่ตั้งใจจะดราม่าเสียอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>Gone now are the old times </em></p>
<p><em>Forgotten, time to hold on the railing </em></p>
<p><em>The Rubix cube isn&#8217;t solving for us</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เนื้อหาที่หม่นหมองถูกนำเสนอผ่านเสียงที่คุ้นเคยของจูเลียน พร้อมกับริฟกีตาร์ที่เท่ที่สุดในอัลบั้มนี้</p>
<p>สโตรกส์ปิดฉาก <em>The New Abnormal</em> ได้งดงามกว่าที่คิด</p>
<p>แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อัลบั้มใหม่ของสโตรกส์ถูกปล่อยมาในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของมนุษยชาติอีกครั้ง สถานการณ์ที่เลวร้ายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่งผลให้พวกเขามีการแสดงสดก่อนเปิดตัวอัลบั้มเพียง 7 ครั้งเท่านั้น นับตั้งแต่ต้นปี</p>
<div id="attachment_96799" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-96799" class="wp-image-96799 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1024x666.jpg" alt="" width="1024" height="666" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1024x666.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-300x195.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-768x500.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-600x390.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6.jpg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-96799" class="wp-caption-text">ไลฟ์ของ The Strokes ณ กรุงลอนดอนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่มาภาพ : DIY</p></div>
<p><em>“ไลฟ์ทั้ง </em><em>90 นาทีของสโตรกส์ ทำให้เราระลึกได้ว่าทำไมชายทั้ง 5 คนนี้ ถึงเปลี่ยนโฉมวงการดนตรีในช่วงต้นศตวรรษที่ 21” </em>บรรณาธิการนิตยสาร <em>DIY</em> สรุปความถึงโชว์ของสโตรกส์ที่กรุงลอนดอนเอาไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>7 ปีที่สโตรกส์ไม่มีอัลบั้มใหม่ การกลับมาคราวนี้ส่งผลให้บัตรถูกขายหมดภายในระยะเวลาครึ่งนาที</p>
<p>ใช่ครับ ครึ่งนาทีจริงๆ เพราะผมเองก็พยายามจะจองบัตรเพื่อเข้าชมคอนเสิร์ตเหมือนกัน และถึงแม้ว่าจะมีทั้งโน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และโทรศัพท์มือถือ รอเวลาคลิกผ่านความเร็วอินเทอร์เน็ตมหาวิทยาลัยที่เพียงพอจะโหลดหนังบลูเรย์ดีๆ สักเรื่องภายในระยะเวลาไม่กี่นาที แต่บุญบารมีที่สั่งสมไว้ก็ไม่เพียงพอ เป็นอีกโชว์ที่น่าเสียดายมาก</p>
<p>แม้จะผิดหวัง แต่เชื่อว่าแฟนๆ ของสโตรกส์ในยุโรปคงจะช้ำใจยิ่งกว่า เพราะในช่วงปลายเดือนมีนาคม พวกเขามีทัวร์โปรโมตอัลบั้มใหม่หลายประเทศในยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าทัวร์ทั้งหมดถูกยกเลิก และไลฟ์คอนเสิร์ตของพวกเขาก็จบลงในวันที่ 9 มีนาคม ที่ซีแอตเทิล ประเทศบ้านเกิด ทำให้การปล่อยอัลบั้มในวันที่ 10 เมษายนนั้นเงียบเชียบแบบไม่ต้องสืบ ยังดีที่พวกเขาทั้ง 5 คน ร่วมกันไลฟ์พูดคุยเปิดตัวอัลบั้มจากบ้านของแต่ละคน ก็นับเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับร็อกสตาร์ที่ควรจะเปิดอัลบั้มแบบไฟลุกโชนอยู่ในไลฟ์เฮาส์สักแห่ง แต่ภาพแบบนี้ก็อบอุ่นไปอีกแบบ</p>
<div id="attachment_96800" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-96800" class="wp-image-96800 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7-1024x830.jpg" alt="" width="1024" height="830" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7-1024x830.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7-300x243.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7-768x622.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7-600x486.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7.jpg 2011w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-96800" class="wp-caption-text">สโตรกส์ไลฟ์ตอบคำถามแฟนๆ จากที่บ้านของตัวเองในช่วง Quarantine หลังจากที่โปรแกรมทัวร์ถูกยกเลิกทั้งหมด</p></div>
<p>สำหรับสโตรกส์ พูดให้ถึงที่สุด มันเป็นความเฟื่องฟูของดนตรีอินดี้ในช่วงเวลาหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ จุดหนึ่งที่ทำให้ vibe ต่างๆ ในโลกที่เกี่ยวข้องกับวงการดนตรีมันน่าหลงใหลและไม่จำเจได้ถึงขนาดนี้ ทั้งความมันในการเล่นสดที่ไม่สนใจความถูกต้องในแง่ของตัวโน้ตและคุณภาพของเสียง แฟชั่นที่ไม่สนใจบริบท รวมถึงเนื้อหาที่พูดถึงตั้งแต่เรื่องใต้สะดือไปจนถึงการเมืองระหว่างประเทศ เหล่านี้ช่วยให้สโตรกส์เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายๆ คน</p>
<p>กระนั้นก็ตามผมคงมิบังอาจไปบอกใครต่อใครว่าหากไม่ฟังวงนี้แล้วจะเสียใจ เสียดาย หรือเกิดความสูญเสียใดๆ เพียงแต่อยากแนะนำรสชาติของดนตรีประเภทหนึ่งที่อาจยังไม่คุ้นหูใครหลายๆ คน ไม่ต้องกลับไปเริ่มที่อัลบั้มแรกๆ ก็ได้ เพราะ <em>The New Abnormal</em> เป็นอีกอัลบั้มหนึ่งที่ควรค่าแก่การฟังในยามที่ชีวิตต้องการสีสันแบบนี้ และแม้จะไม่มีอะไรที่อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมและเหนือความคาดหมายอย่างที่พวกเขาเคยทำเอาไว้</p>
<p>แต่ทุกๆ ส่วนของอัลบั้มก็วางอยู่บนพื้นฐานของคำว่า ‘คุณภาพ’ ที่วงดนตรีมีอายุวงหนึ่งจะมอบให้เราในช่วงที่ยากลำบากเช่นนี้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://diymag.com/2020/02/21/the-strokes-roundhouse-london-live-review">DIY Magazine</a></p>
<p><a href="https://www.nme.com/photos/music-photos/the-strokes-london-roundhouse-2020-photos-review-setlist-2612225">NME</a></p>
<p><a href="https://pitchfork.com/reviews/albums/the-strokes-the-new-abnormal/">Pichfork</a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/music/2020/apr/11/the-strokes-the-new-abnormal-review-new-found-focus">The Guardian</a></p>
<p><a href="https://www.newyorker.com/magazine/2020/04/20/the-strokes-eerily-prescient-the-new-abnormal">The New Yorker</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-strokes-the-new-abnormal/">แม่นเหมือนตาเห็น The New Abnormal ชื่ออัลบั้มใหม่ของ The Strokes ที่ไปพ้องกับภูมิทัศน์โลกหลังโควิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Oh Wonder กับเพลงรักเพื่อมูฟออนในอัลบั้ม No One Else Can Wear Your Crown</title>
		<link>https://adaymagazine.com/oh-wonder/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2020 18:09:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังหูไว้หู]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[Oh Wonder]]></category>
		<category><![CDATA[อัลบั้ม]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงสากล]]></category>
		<category><![CDATA[ลอนดอนดูโอ้ป็อป]]></category>
		<category><![CDATA[Josephine Vander Gucht]]></category>
		<category><![CDATA[Anthony West]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=94274</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 1 สิงหาคมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ‘ลอนดอนดูโอ้ป๊อป’ Oh Wonder (OW) Josephine Vander Gucht และ Anthony West มาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรก ในทัวร์สนับสนุนอัลบั้มที่สองที่ชื่อว่า Ultralife Asia Tour ซึ่งกรุงเทพฯ คือหมุดหมายสุดท้ายในการทัวร์ครั้งนั้น ก่อนที่บัตรจะถูกขายหมดอย่างรวดเร็ว จนวงดูโอ้นี้ต้องเพิ่มโชว์ในวันที่ 31 กรกฎาคม สร้างความประทับใจให้กับแฟนเพลงชาวไทยหลายต่อหลายคน และเช่นเดียวกันกับ OW ที่ทั้งคู่สารภาพว่าตกหลุมรัก ‘Bangkok Scene’ เข้าไปเต็มๆ จนกระทั่งสามปีให้หลัง OW กลับมาเยือนกรุงเทพฯ ในฐานะศิลปินเป็นครั้งที่สอง และมากกว่าสามครั้งที่ดูโอ้ป๊อปคู่นี้มาใช้เวลาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว &#160; ความประทับใจที่ ‘เยาวราช Vibe’ How It Goes คือซิงเกิลที่ 6 ของอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า No One Else Can Wear Your Crown (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นวงที่ประหลาดอีกหนึ่งวง เพราะมีซิงเกิลโปรโมตอัลบั้มถึง 6 ซิงเกิล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oh-wonder/">Oh Wonder กับเพลงรักเพื่อมูฟออนในอัลบั้ม No One Else Can Wear Your Crown</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="s4">วันที่</span><span class="s8"> 1 </span><span class="s4">สิงหาคมเมื่อ</span><span class="s8"> 3 </span><span class="s4">ปีที่แล้ว</span><span class="s8"> ‘</span><span class="s4">ลอนดอนดูโอ้ป๊อป</span><span class="s8">’ Oh Wonder (OW) Josephine Vander Gucht </span><span class="s4">และ</span><span class="s8"> Anthony West<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s4">มาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรก</span> <span class="s4">ในทัวร์สนับสนุนอัลบั้มที่สองที่ชื่อว่า</span><span class="s8"> Ultralife Asia Tour </span><span class="s4">ซึ่งกรุงเทพฯ คือหมุดหมายสุดท้ายในการทัวร์ครั้งนั้น</span> <span class="s4">ก่อนที่บัตรจะถูกขายหมดอย่างรวดเร็ว</span> <span class="s4">จนวงดูโอ้นี้ต้องเพิ่มโชว์ในวันที่</span><span class="s8"> 31 </span><span class="s4">กรกฎาคม</span> <span class="s4">สร้างความประทับใจให้กับแฟนเพลงชาวไทยหลายต่อหลายคน</span></p>
<p><span class="s4">และเช่นเดียวกันกับ</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ที่ทั้งคู่สารภาพว่าตกหลุมรัก</span><span class="s8"> ‘Bangkok Scene’ </span><span class="s4">เข้าไปเต็มๆ</span> <span class="s4">จนกระทั่งสามปีให้หลัง</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">กลับมาเยือนกรุงเทพฯ ในฐานะศิลปินเป็นครั้งที่สอง</span> <span class="s4">และมากกว่าสามครั้งที่ดูโอ้ป๊อปคู่นี้มาใช้เวลาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94278" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-3.jpg" alt="" width="960" height="540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-3.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-3-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-3-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-3-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p3"><span class="s4"><b>ความประทับใจที่</b></span><span class="s8"><b> ‘</b></span><span class="s4"><b>เยาวราช</b></span><span class="s8"><b> Vibe’</b></span></h3>
<p class="p3"><span class="s6"><em>How It Goes</em> คือ</span><span class="s3">ซิงเกิลที่</span><span class="s6"> 6 </span><span class="s3">ของอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า</span><span class="s6"><em> No One Else Can Wear Your Crown</em> (</span><span class="s3">ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นวงที่ประหลาดอีกหนึ่งวง</span> <span class="s3">เพราะมีซิงเกิลโปรโมตอัลบั้มถึง</span><span class="s6"> 6 </span><span class="s3">ซิงเกิล</span> <span class="s3">ทั้งที่อัลบั้มเต็มเพิ่งถูกปล่อยเมื่อวันที่</span><span class="s6"> 7 </span><span class="s3">กุมภาพันธ์เท่านั้น</span><span class="s6">) </span><span class="s4">มิวสิกวิดีโอของซิงเกิลดังกล่าวถูกเผยแพร่กลางเดือนมีนาคม</span> <span class="s4">ในบรรยากาศที่เราคุ้นเคยกับยามราตรีของถนนเยาวราช</span> <span class="s4">ทั้งคู่กระโดดขึ้นสามล้อที่ถนนเจริญกรุงพร้อมกับดนตรีที่เริ่มบรรเลง</span> <span class="s4">เสียงของโจเซฟีนดังขึ้นพร้อมกับรถตุ๊กๆ ขับไปในถนนที่ไร้ผู้คน</span> <span class="s4">ท่ามกลางความเงียบแต่จังหวะของเพลงเคล้ากับแสงไฟบนถนนเยาวราชนำมาซึ่งความลงตัวอย่างประหลาด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d09a34" data-id="0gspY-45Tho" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-0gspY-45Tho-6a3b271d09a34" data-vid="0gspY-45Tho" data-src="https://www.youtube.com/embed/0gspY-45Tho?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/0gspY-45Tho/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s4">ทั้งคู่ถ่ายทำ</span><span class="s8">เอ็มวี</span><span class="s4">ซิงเกิลที่</span><span class="s8"> 6 </span><span class="s4">ในช่วงกลางเดือนมกราคม</span> <span class="s4">ที่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">มีโชว์</span><span class="s8"> 3 </span><span class="s4">ครั้งในวันเดียว</span> <span class="s4">ณ</span> <span class="s4">ย่านเยาวราช</span><span class="s8"> 3 </span><span class="s4">แห่งได้แก่</span><span class="s8"> Baan Rim Nam, Ba Hao </span><span class="s4">และ</span><span class="s8"> FooJohn Building </span><span class="s4">ชื่องานว่า</span><span class="s8"> BKK Chinatown Pop Up! </span><span class="s4">ซึ่งนอกจากแฟนเพลงไทยจะได้เห็นโชว์ที่ประทับใจแบบใกล้ชิดติดขอบเวทีแล้ว</span><span class="s8"> (</span><span class="s4">แม้หลายคนจะบอกว่าไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่</span> <span class="s4">เพราะเล่นแค่ที่ละ</span><span class="s8"> 30 </span><span class="s4">นาทีเท่านั้น</span> <span class="s4">คล้ายเป็น</span><span class="s8"> Gig </span><span class="s4">เล็กๆ</span> <span class="s4">มาพบปะแฟนเพลงเสียมากกว่า</span><span class="s8">) </span><span class="s4">ยังทำให้</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ยังติดใจกับความเป็นเยาวราชจนบรรจุมันเอาไว้ใน<span class="s8">เอ็มวี</span></span><span class="s4">อีกด้วย</span></p>
<div id="attachment_94279" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94279" class="wp-image-94279 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-2.jpg 1181w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-94279" class="wp-caption-text">Universal Music Thailand</p></div>
<p class="p3"><span class="s4">ไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้มนี้หรือเปล่า</span> <span class="s4">เพราะดูจากทิศทางการโปรโมตอัลบั้มแล้ว</span> <span class="s4">ก็นับว่าประสบความสำเร็จมากทั้งฝั่งยุโรปและเอเชีย</span> <span class="s4">ในความเป็นจริงแล้ว</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">มีตารางทัวร์ยาวเหยียดนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ฝั่งอเมริกา</span> <span class="s4">ตามมาด้วยฝั่งยุโรปในช่วงฤดูร้อน</span> <span class="s4">และช่วงสิ้นปีที่ฝั่งเอเชีย</span> <span class="s4">ก่อนที่หลายๆ</span> <span class="s4">คอนเสิร์ตจะถูกยกเลิกไปจนถึงปลายเดือนเมษายนเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา</span> <span class="s4">แต่แน่นอนว่า</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">กลับมีโชว์อย่างเต็มรูปแบบในกรุงเทพฯ</span> <span class="s4">อีกครั้งในวันที่</span><span class="s8"> 4 </span><span class="s4">กันยายนปีนี้</span> <span class="s4">หากสถานการณ์ต่างๆ</span> <span class="s4">ในโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น</span> <span class="s4">ซึ่งทุกคนก็หวังให้เป็นแบบนั้น</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">ในแง่นี้นับว่าในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา</span> <span class="s4">นับจากอัลบั้มที่</span><span class="s8"> 2 </span><span class="s4">อย่าง</span><span class="s8"> <em>Ultralife</em> OW </span><span class="s4">มีฐานแฟนเพลงชาวไทยอยู่ไม่น้อย</span> <span class="s4">เพราะนับตั้งแต่การทัวร์เอเชียครั้งแรก</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">เคยให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขารู้สึกอบอุ่น</span> <span class="s4">ที่แฟนเพลงชาวไทยร้องตามได้เกือบทุกเพลง</span> <span class="s4">ไม่แน่ว่าในปลายปีเราอาจจะได้เห็น</span><span class="s8"> ‘</span><span class="s4">เยาวราช</span><span class="s8"> Vibe’ </span><span class="s4">ในเพลงหรือไลฟ์วิดีโอของ</span><span class="s8"> OW อีก</span><span class="s4">ก็เป็นไปได้นะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s9"><b>ความสัมพันธ์และตัวตนของ</b></span><span class="s4"><b> OW </b></span><span class="s9"><b>ใน</b></span><span class="s4"><b> <i>Oh Wonder (2015)</i> </b></span><span class="s9"><b>และ</b></span><span class="s4"><b> <i>Ultralife (2017)</i></b></span></h3>
<p class="p13"><span class="s4">ก่อนจะพูดถึงความดีงามของอัลบั้มใหม่</span> <span class="s4">อาจต้องย้อนกลับไปให้บริบทของ</span> <span class="s8">OW</span> <span class="s4">เพิ่มสักนิด</span> <span class="s4">เพราะหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าทั้งสองคนเพิ่ง</span><span class="s9">จะ</span><span class="s4">เปิดเผย</span><span class="s4">เมื่อไม่นานมานี้ว่าทั้งคู่คบกันมานานแล้ว</span> <span class="s4">ก่อนทำอัลบั้มแรกร่วมกันเสียด้วยซ้ำ</span> <span class="s4">นั่นหมายความว่า</span> <span class="s4">ทั้ง</span> <span class="s8">Oh Wonder (2015) </span><span class="s9">และ</span><span class="s8"> Ultralife (2017) </span><span class="s9">เป็นอัลบั้มที่ถูกผลิตขึ้นจากคู่</span><span class="s9">รัก</span><span class="s9">ดูโอ้ป๊อป</span> <span class="s9">ไม่ใช่เพื่อนศิลปินอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันในช่วงแรก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94280" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-1.png" alt="" width="600" height="300" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-1.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-1-300x150.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p class="p13"><span class="s11">“</span><span class="s4">เราเพิ่งจะบอกกับแฟนเพลงว่าเราเป็นคู่รักกัน</span><span class="s4">ก็เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว</span> <span class="s4">แต่ในความเป็นจริงเราคบกันมานานถึง</span><span class="s11"> 7 </span><span class="s4">ปีแล้ว</span><span class="s11">” </span><span class="s4">โจเซฟีนให้สัมภาษณ์ทางวิทยุแห่งหนึ่งในมหานครลอนดอน</span> <span class="s4">ช่วงที่อัลบั้มใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้ว</span></p>
<p class="p13"><span class="s4">เอาเข้าจริงถามว่าแฟนเพลงช็อกไหม</span> <span class="s4">ก็น่าจะไม่</span> <span class="s4">ทั้งคู่ออกจะเป็นคู่จิ้นที่ลงตัวสำหรับแฟนเพลงเสียด้วยซ้ำ</span> <span class="s4">มากไปกว่านั้น</span> <span class="s4">การได้รู้เรื่องราวชีวิตคู่ของทั้งคู่เพิ่มขึ้น</span> <span class="s4">และได้ลองกลับไปย้อนฟังสองอัลบั้มแรก</span> เลย<span class="s4">เหมือนได้ฟังทุกแทร็กในมุมมองใหม่อีกครั้ง</span></p>
<p class="p13"><span class="s11"><i>“</i></span><span class="s4">เรามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างประหลาด</span><span class="s11"><i>” </i></span><span class="s4">โจเซฟีนนิยามชีวิตคู่ของเธอไว้แบบนั้น</span></p>
<p class="p13"><span class="s11">“</span><span class="s4">ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะดนตรีหรือเปล่า</span> <span class="s4">แต่สารภาพเลยว่าตอนที่ชวนเธอทำเพลง</span> <span class="s4">ไม่ได้ตั้งใจว่าจะคบกันในฐานะของคู่รัก</span> <span class="s4">แค่อยากทำเพลงด้วยกัน</span><span class="s11">” </span><span class="s4">แอนโธนีเสริมถึงช่วงแรกที่ทั้งคู่รู้จักกัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">นอกจากนี้</span> <span class="s4">เกือบตลอดระยะเวลาการเป็นศิลปินของทั้งคู่</span> <span class="s4">บ่อยครั้งที่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">มักจะให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า</span> <span class="s4">เพลงของเขาต่างออกไปจากวงอัลเทอร์เนทีฟ</span><span class="s4">ป๊อป</span> <span class="s4">หรือ</span> <span class="s4">ซินธ์ป็อป</span> <span class="s4">วงอื่นๆ</span> <span class="s4">ที่มีอยู่มากมายในทศวรรษนี้ยังไงบ้าง</span> <span class="s4">ซึ่งสิ่งที่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ย้ำชัดเจนเสมอมาคือ</span></p>
<p class="p1"><span class="s4">“</span><span class="s3"><i>Oh Wonder is a vehicle to comfort people</i></span><span class="s4">” </span></p>
<p class="p3"><span class="s8">OW </span><span class="s4">เห็นว่าเพลงของเขาเป็นเหมือนบทเพลงที่คอยปลอบโยนหัวใจในยามที่อ่อนล้า</span> <span class="s4">และในทั้งสองอัลบั้มแรกมันก็เป็นอย่างนั้นเสมอมา</span> <span class="s4">แต่ก็ทำให้ทั้งโจเซฟีนและแอนโธนีที่ผ่านชีวิตคู่มาด้วยกันหลายต่อหลายปี</span> <span class="s4">แม้มีดนตรีที่พวกเขารัก</span> <span class="s4">แต่ความเหนื่อยหน่ายจากการทัวร์คอนเสิร์ตและการทำเพลงก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p class="p3"><span class="s8">“</span><span class="s4">เราไม่คิดว่าสองอัลบั้มแรกมันเป็นเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่</span> <span class="s4">มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคนหนุ่มสาว</span> <span class="s4">และเราก็พูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมา</span> <span class="s4">ผมไม่ชอบที่นักวิจารณ์มักยกเราให้เป็นคนแต่งเพลงที่เก่ง</span> <span class="s4">มีคลังคำเยอะ</span> <span class="s4">อะไรทำนองนั้น</span> <span class="s4">แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือคนฟังได้รับการเยียวยาทั้งในเรื่องความรัก</span><span class="s4">และชีวิต</span><span class="s4">จากการฟังเพลงของเรา</span> <span class="s4">แต่สิ่งที่เรากำลังจะทำในอนาคตคือการเยียวยาตัวเราเองบ้าง</span><span class="s8">” </span><span class="s4">แอนโธนีให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ</span><span class="s8"><em> Face Culture</em> </span><span class="s4">เอาไว้เมื่อสองปีก่อน</span></p>
<div id="attachment_94281" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-94281" class="wp-image-94281 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-2-1024x598.jpg" alt="" width="1024" height="598" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-2-1024x598.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-2-300x175.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-2-768x448.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-2-600x350.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-2.jpg 1850w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-94281" class="wp-caption-text">Wikimedia</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p1"><span class="s4"><b><span class="s6"><em>No One Else Can Wear Your Crown</em></span> </b></span><span class="s9"><b>คือท่วงทำนองเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์</b></span><b> </b></h3>
<p class="p3"><span class="s4">ใน</span><span class="s8"> <span class="s6"><em>No One Else Can Wear Your Crown</em></span> </span><span class="s4">ก็เช่นเดียวกัน</span> <span class="s4">เนื้อหายังคงพูดถึงการเยียวยาตัวเองผ่านประสบการณ์ชีวิต</span> <span class="s4">โดยเฉพาะในมุมมองของความรัก</span> <span class="s4">แต่ที่พิเศษกว่านั้น</span> <span class="s4">ดูเหมือนว่าทั้งโจเซฟีนและแอนโธนี</span> <span class="s4">เหมือนจะยอมรับกลายๆ</span> <span class="s4">ว่า</span> <span class="s4">อัลบั้มนี้พวกเขาเขียนเนื้อเพลงขึ้นจากประสบการณ์ในชีวิต</span> <span class="s4">ก่อนที่ทั้งคู่จะมาเจอกัน</span> <span class="s4">และคิดว่าน่าจะเป็นดังที่แอนโธนีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่ากระบวนการผลิตอัลบั้มนี้มันคือการเยียวยาตัวเองอย่างแท้จริง</span> <span class="s4">แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมากกว่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-94284" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2.jpg" alt="" width="690" height="690" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2.jpg 690w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Cover-2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 690px) 100vw, 690px" /></p>
<p class="p3"><span class="s8"><em>The Gryphon</em> </span><span class="s4">หนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัยลีดส์</span><span class="s8"> (</span><span class="s4">ซึ่งเป็นเมืองที่บัตรของ</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ขายหมดไวที่สุดในสหราชอณาจักร</span><span class="s8">) </span><span class="s4">พูดถึงอัลบั้มนี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า</span><span class="s8"> <span class="s6"><em>No One Else Can Wear Your Crown </em></span></span><span class="s4">เป็นอีกหนึ่งไดอารี</span> <span class="s4">ที่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ตกลงกันไว้ว่า</span> <span class="s4">เราจะเอาเรื่องของพวกเราเอง</span> <span class="s4">ก่อนที่เราจะมูฟออนและเดินหน้าต่อมาเล่าสู่กันฟัง</span> <span class="s4">เนื้อหาเกิน</span><span class="s8"> 50 เปอร์เซ็นต์</span><span class="s4">ของอัลบั้ม</span><span class="s4">มักพูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง</span> <span class="s4">แต่มันสดใส</span> <span class="s4">และอยากทำให้ใช้ชีวิตต่อ</span> <span class="s4">นับเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ชาญฉลาดมากของ</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ที่ในแง่หนึ่งก็ฟื้นฟูความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ของตัวเอง</span><span class="s4">ไปพร้อมๆ</span> <span class="s4">กับใช้มันเป็นวัตถุดิบในการทำเพลง</span></p>
<p class="p1"><span class="s9">พอมาดูที่เนื้อเพลงก็เป็นอย่างที่</span><em><span class="s4"> The Gryphon </span></em><span class="s9">บอกเอาไว้จริงๆ</span> <span class="s9">ทั้ง</span><span class="s4"><span class="Apple-converted-space">  </span>“Yeah, I hope you&#8217;re feeling better now, better now. And they&#8217;ve lifted the dark clouds.” </span><span class="s9">และ</span><span class="s4"> “I wish I never met you but it&#8217;s a little too late.”</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">หรือท่อนที่น่าจะร้องตามกันได้ทุกคอนเสิร์ต</span></p>
<p class="p1"><span class="s4">“I never thought I&#8217;d be happy to see you with somebody new.” </span></p>
<p class="p3"><span class="s4">เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงชีวิตบัดซบเมื่อครั้งอดีต</span> <span class="s4">แต่เมื่อถูกนำมาเล่าในช่วงชีวิตปัจจุบัน</span> <span class="s4">มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทั้งหวาน</span> <span class="s4">ทั้งขม</span> <span class="s4">และตลกขบขันในเวลาเดียวกัน</span> <span class="s4">ไม่มีกลิ่นอายของความเศร้าเลยสักนิด</span> <span class="s4">ส่วนหนึ่งคงเพราะลายเซ็นของ</span><span class="s8"> OW ที่</span><span class="s4">ชัดเจน สามารถกลบเนื้อหาของการมูฟออนเหล่านี้</span><span class="s4">ด้วยเมโลดี้ที่สนุกและเย้ายวน</span> <span class="s4">เหมือนได้นอนฟังเพลงในทุ่งหญ้าสีเขียว</span> <span class="s4">พร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ</span> <span class="s4">นั่งคุยกับเพื่อนเก่าถึงเรื่องระยำตำบอนของความสัมพันธ์กับคนรักในอดีต</span></p>
<p class="p3"><span class="s8"><span class="s6"><em>อัลบั้ม No One Else Can Wear Your Crown</em></span> </span><span class="s4">เริ่มปล่อยซิงเกิลแรก</span><span class="s8"> <em>Hallelujah </em></span><span class="s4">กับอีก</span><span class="s8"> 3 </span><span class="s4">ซิงเกิลในเวลาไล่เลี่ยกันคือ</span><span class="s8"> <em>Better Now</em>,<em> I Wish I Never Met You</em> </span><span class="s4">และ</span><span class="s8"> <em>Happy</em> </span><span class="s4">ซึ่งเป็นช่วงที่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">กำลังเดินทางโปรโมตก่อนที่อัลบั้มเต็มจะถูกปล่อย</span> <span class="s4">ทั้งคู่เดินทางไปทั้งเอเชีย</span> <span class="s4">ยุโรป</span> <span class="s4">และอเมริกา</span> <span class="s4">แต่ไม่ได้เป็นโชว์เต็มรูปแบบ</span> <span class="s4">คล้ายกับว่า</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">อยากกระซิบบอกกลายๆ</span> <span class="s4">ว่า</span> <span class="s4">พวกเรากลับมาแล้วนะ</span> <span class="s4">ตื่นเต้นกันบ้างไหม</span> <span class="s4">และพร้อมจะฟังอัลบั้มเต็มของพวกเรากันหรือยัง</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">หลังการวางแผงอัลบั้มในวันที่</span><span class="s8"> 7 </span><span class="s4">กุมภาพันธ์</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ปล่อยอีกสองซิงเกิลตามออกมาหลังการปล่อยอัลบั้มเต็มคือ</span><span class="s8"> <em>In And Out Of Love</em> </span><span class="s4">และ</span><em><span class="s8"> How It Goes </span></em><span class="s4">นับเป็นวิธีการโปรโมตที่น่าสนใจ</span> <span class="s4">ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นวงดนตรีจากค่ายใหญ่อย่าง</span><span class="s8"> Universal Music </span><span class="s4">ปล่อยซิงเกิลรัวๆ</span> <span class="s4">ถึง</span><span class="s8"> 6 </span><span class="s4">เพลงในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง</span><span class="s8"> 3-4 </span><span class="s4">เดือน</span> <span class="s4">นั่นหมายความว่า</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ได้รับอิสระค่อนข้างมาก</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">มากกว่านั้น</span><span class="s8"> <span class="s6"><em>No One Else Can Wear Your Crown</em></span><i> </i></span><span class="s4">ถูกบันทึกในโฮมสตูดิโอของทั้งคู่</span> <span class="s4">ไม่ใช่ทั้งสตูดิโอใหญ่ในลอนดอน</span> <span class="s4">และไม่ใช่สตูดิโอหลักของค่ายในแคลิฟอร์เนียเช่นเดียวกัน</span> <span class="s4">ทั้ง</span><span class="s8"> 16 </span><span class="s4">แทร็กถูกผลิตและบันทึกที่บ้านของทั้งคู่</span> <span class="s4">แน่นอนว่ามันเกินความคาดหมายมากๆ</span> <span class="s4">สำหรับการบันทึกให้ได้คุณภาพเสียงในระดับนี้</span> <span class="s4">แต่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาทำได้</span> <span class="s4">และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ค่ายให้อิสระมากมายกับพวกเขาเป็นการตอบแทน</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">ไฮไลต์ของอัลบั้มที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ</span><em><span class="s8"> Hallelujah </span></em><span class="s4">ซิงเกิลแรกและเป็นแทร็กที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้ม</span> <span class="s4">แต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นออริจินัล</span> <span class="s4">เพราะเวอร์ชั่นอะคูสติกมันเหนือชั้นกว่ามาก</span><span class="s8"><i> Hallelujah </i></span><span class="s4">พูดถึงการยอมรับตัวเองในปัจจุบัน</span> <span class="s4">และไม่ปล่อยให้คนอื่นทำให้คุณมีชีวิตที่แย่ลง</span> <span class="s4">หรือทำให้คุณไม่เป็นตัวของตัวเอง</span> <span class="s4">สอดรับกับไอเดียทั้งหมดของอัลบั้มที่พูดถึง</span><span class="s8"> ‘</span><span class="s4">มงกุฎ</span><span class="s8">’ </span><span class="s4">ของคุณ</span> <span class="s4">ที่ไม่มีใครจะมาสวมมันได้</span> <span class="s4">ในแง่นี้</span> <span class="s4">หากจะต้องอุปมา</span><span class="s8"> ‘</span><span class="s4">มงกุฎ</span><span class="s8">’ </span><span class="s4">ในอัลบั้ม</span> <span class="s4">ก็คงจะหนีไม่พ้น</span><span class="s8"> ‘</span><span class="s4">ชีวิต</span><span class="s8">’ </span><span class="s4">ที่เป็นของคุณเอง</span> <span class="s4">ไม่มีใครมาใช้และแย่งมันจากคุณไปได้</span></p>
<p class="p3"><span class="s8">OW </span><span class="s4">เปลี่ยนแทร็กที่มีความเป็นซินท์ป๊อปในเวอร์ชั่นปกติ</span> <span class="s4">ไปเป็นเพลงบัลลาดเศร้าๆ</span> <span class="s4">ที่ใช้เปียโนเป็นตัวนำ</span> <span class="s4">จนเรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนโครงสร้างของเพลงเลย</span> <span class="s4">ทั้งดนตรีและวิธีการร้อง</span> <span class="s4">ยกเว้นเนื้อหาของเพลงที่ยังคงไว้แบบเดิม</span> <span class="s4">มากไปกว่านั้น</span><span class="s8"> <em>Hallelujah</em> </span><span class="s4">เป็นแทร็กเดียวในอัลบั้มที่มีเวอร์ชั่น</span><span class="s8"> unplugged </span><span class="s4">เพิ่มมาอีกหนึ่ง</span> <span class="s4">เท่ากับว่าแทร็กนี้มีอยู่ทั้งหมดถึง</span><span class="s8"> 3 </span><span class="s4">เวอร์ชั่น</span> <span class="s4">ไปพิสูจน์ด้วยตัวเองได้เลย</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d09a9e" data-id="Y00Pkm-PnXs" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-Y00Pkm-PnXs-6a3b271d09a9e" data-vid="Y00Pkm-PnXs" data-src="https://www.youtube.com/embed/Y00Pkm-PnXs?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/Y00Pkm-PnXs/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d09abd" data-id="RMstqSo6SGg" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-RMstqSo6SGg-6a3b271d09abd" data-vid="RMstqSo6SGg" data-src="https://www.youtube.com/embed/RMstqSo6SGg?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/RMstqSo6SGg/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d09ae5" data-id="pFjIUzRlNKs" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-pFjIUzRlNKs-6a3b271d09ae5" data-vid="pFjIUzRlNKs" data-src="https://www.youtube.com/embed/pFjIUzRlNKs?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/pFjIUzRlNKs/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p class="p3"><span class="s4">จุดนี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของอัลบั้ม</span> <span class="s4">เพราะไม่ว่า</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">จะใส่เวอร์ชั่นอะคูสติกของทั้ง</span><span class="s8"> 6 </span><span class="s4">จาก</span><span class="s8"> 10 </span><span class="s4">เพลงมาเพราะเสียดาย</span> <span class="s4">หรืออะไรก็แล้วแต่</span> <span class="s4">ก็นับว่าคุ้มค่ามากๆ</span> <span class="s4">ที่จะได้ฟัง</span> <span class="s4">และเห็นไอเดียที่หลากหลายแต่กระจัดกระจาย</span> <span class="s4">ทว่าน่าสนใจแบบนี้</span> <span class="s4">แน่นอนว่ามีอีกหลายแทร็กที่ควรค่าแก่การฟังมากๆ</span></p>
<p class="p3"><span class="s8"><i><span class="s6"><em>No One Else Can Wear Your Crown</em></span> </i></span><span class="s4">เริ่มแทร็กแรกด้วย</span><span class="s8"><em> Dust</em> </span><span class="s4">ที่</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">เขียนเสร็จเป็นเพลงแรก (พูดถึงความเห็นอกเห็นใจและอยู่เคียงข้างกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง)</span><span class="s8"> OW พาเราเริ่ม</span><span class="s4">ด้วยอิเล็กทรอนิกป๊อป</span> <span class="s4">ก่อนจะกระโจนเข้าสู่</span><span class="s8"> <em>Better Now</em> </span><span class="s4">ซึ่งเป็นแทร็กที่มีลายเซ็นของ</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ชัดเจนที่สุด</span> <span class="s4">ซินธ์ป๊อปที่ใส่เสียงสังเคราะห์ไม่อึดอัดจนเกินไป </span><span class="s4">เสียงของโจเซฟีน </span><span class="s4">คลอไปกับเสียงโทนต่ำของแอนโธนี</span> <span class="s4">ทำให้ติดหูได้ไม่ยาก</span> <span class="s4">เนื้อหาที่ให้กำลังใจคนใกล้ตัวสักคนหนึ่งด้วยการชงกาแฟร้อนๆ</span> <span class="s4">ให้ดื่มพร้อมกับตบบ่าเพื่อให้กำลังใจ</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d09afe" data-id="Ci16Hl4KQ70" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-Ci16Hl4KQ70-6a3b271d09afe" data-vid="Ci16Hl4KQ70" data-src="https://www.youtube.com/embed/Ci16Hl4KQ70?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/Ci16Hl4KQ70/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s4">ไปจนครึ่งทางของอัลบั้ม</span> <span class="s4">แทร็กที่ห้า</span><span class="s8"> <em>In And Out Of Love</em> </span><span class="s4">เป็นเพลงรักว่าด้วยความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่</span> <span class="s4">เราต่างเจอใครสักคนที่ใช่ในช่วงเวลาหนึ่ง</span> <span class="s4">แต่ในท้ายที่สุดคุณก็เลือกจะรอคนที่คุณอยากจะอยู่ด้วยไปทั้งชีวิต</span> <span class="s4">นี่อาจเป็นแทร็กเดียวในอัลบั้มที่ฟังครั้งแรกไม่นึกถึง</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">เลย</span> <span class="s4">เพราะเสียงเปียโนที่หม่นหมอง</span> <span class="s4">ตัดกับเสียงของโจเซฟีนที่แหบแห้งกว่าปกติ</span> <span class="s4">ดึงเราสู่ความเศร้าที่แม้ดูผิดที่ผิดทางไปพอสมควร</span> <span class="s4">แต่ก็ได้เครื่องสายฟูลแบนด์ในช่วงท้ายสร้างความอลังการให้กับแทร็กคั่นกลางอัลบั้มนี้</span> <span class="s4">นับว่าเป็นความท้าทายใหม่ของ</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">เลยทีเดียว</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">ต่อด้วย</span><span class="s8"> <em>How It Goes</em> </span><span class="s4">ในซีนเยาวราช</span> <span class="s4">เป็นอีกเพลงเพื่อเป็นกำลังใจให้คนอย่างเราๆ</span> <span class="s4">ได้ตระหนักว่า</span> <span class="s4">ชีวิตมันโอเคที่จะมีทั้งวันที่ดี</span> <span class="s4">และพร้อมรับมือกับวันที่แย่ๆ</span> <span class="s4">อย่างปกติ</span> <span class="s4">ดนตรีสังเคราะห์</span><span class="s4">เนิบๆ</span> <span class="s4">ชิลล์ๆ</span> <span class="s4">สไตล์</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ฟังได้ทุกวันไม่มีเบื่อ</span> <span class="s4">ตามมาด้วย</span><span class="s8"> <em>Drunk On You</em> </span><span class="s4">ที่หลอกให้เราเข้าใจว่าจะเป็นเพลงบัลลาดเปียโนหวานๆ</span> <span class="s4">ก่อนกระโจนเข้าท่อนฮุกด้วยเสียงสังเคราะห์และบีตที่ชวนขยับตัว</span> <span class="s4">ว่าด้วยใครสักคนที่มักติดอยู่ในหัวของคุณตั้งแต่กลางดึก หลังจากที่คุณดื่มอย่างหนักหน่วง</span> <span class="s4">และพบว่าตื่นขึ้นมาเขาคนนั้นก็ยังไม่หายไปจากความคิดคุณ</span></p>
<p class="p3"><span class="s8">OW </span><span class="s4">ใช้แทร็กสุดท้ายปิดทั้ง</span><span class="s8"> 9 </span><span class="s4">เพลงก่อนหน้าด้วย</span><span class="s8"> <em>Nebraska </em></span><span class="s4">ด้วยความตั้งใจแรกของทั้งคู่ว่าอยากเขียนเพลงที่ว่าด้วยการเป็นคู่รักกันมานานถึง</span><span class="s8"> 7 </span><span class="s4">ปี</span> <span class="s4">พร้อมๆ</span> <span class="s4">กับการทำเพลงไปด้วยกัน</span> <span class="s4">ซึ่งมันยากมากๆ</span> <span class="s4">แม้แต่การจะใช้เวลาเพียงสองสามชั่วโมงเพื่อแยกจากกัน</span> <span class="s4">จึงเป็นที่มาของเพลง</span> <span class="s4">ที่ไม่ว่าจะอยู่ไกลถึง <span class="s8">Nebraska</span></span><span class="s8"> </span><span class="s4">แต่คนที่เรารักก็ยังรออยู่ที่บ้าน</span> <span class="s4">แม้ในความเป็นจริง</span><span class="s4">ทั้งคู่จะยังไม่เคยไป</span><span class="s8"> Nebraska </span><span class="s4">ก็ตาม</span></p>
<p class="p3"><span class="s4">นับเป็นแทร็กปิดท้ายที่สมน้ำสมเนื้อกับอัลบั้มอย่างยิ่ง</span> <span class="s4">ด้วยความเป็นอัลเทอร์เนทีฟป็อป</span> <span class="s4">ผสมกับกีตาร์แบนด์</span> <span class="s4">เป็นอีกแทร็กของอัลบั้มที่หมดจดมากๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s4">ส่วนในแง่ของจำนวนเพลง</span> <span class="s4">ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า</span> <span class="s4">เป็นเพราะวงตกผลึกทั้งทางความคิดและวิธีการทำดนตรี</span> <span class="s4">หรืออาจจะขี้เกียจมากขึ้นจนมีแทร็กในภาคปกติของอัลบั้มนี้เพียง</span><span class="s8"> 10 </span><span class="s4">แทร็กทั้งอัลบั้ม</span> <span class="s4">จากอัลบั้มแรกทั้งหมด</span><span class="s8"> 15 </span><span class="s4">แทร็ก</span> <span class="s4">และอัลบั้มที่สองจำนวน</span><span class="s8"> 12 </span><span class="s4">แทร็ก</span> <span class="s4">คำตอบของคำถามนี้</span><span class="s4">จะไปอยู่ตอนที่ได้ฟังอย่างตั้งใจตั้งแต่แทร็กแรกจนจบแทร็กสุดท้าย</span><span class="s4">ก็จะเข้าใจว่า</span> <span class="s4">มันต้องเท่านี้</span> <span class="s4">มันได้เท่านี้จริงๆ</span> <span class="s4">มากกว่านี้มันเยิ่นเย้อ</span> <span class="s4">และน่าจะสร้างความเบื่อหน่ายพอสมควรที่จะย้อนกลับไปฟังใหม่ตั้งแต่แทร็กแรก</span><span class="s8"> (</span><span class="s4">เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอัลบั้มหนึ่งและสอง</span><span class="s8">) OW </span><span class="s4">จัดการกับความสะเปะสะปะได้ดีมากถึงมากที่สุด</span> <span class="s4">เพราะการเขียนเพลงเอง</span> <span class="s4">โปรดิวซ์เพลงเอง</span> <span class="s4">ดีไซน์</span><span class="s3">คอนเ</span><span class="s15">ซ</span><span class="s3">ปต์อัลบั้ม</span> <span class="s4">ไปจนถึงเล่นสดกันเองสองคน</span><span class="s4">ไม่ใช่เรื่องง่าย</span><span class="s8"> </span></p>
<p class="p3">อาจกล่าวได้ว่าความน่าสนใจของอัลบั้มนี้คือการที่ OW ตั้งใจใส่อะคูสติกเข้ามา เพื่อที่จะให้คนฟังเพลงสายลึกที่ซีเรียสกับภาคดนตรีก็ยังฟังได้ <span class="s4">และจะมอง</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">เป็นวง</span><span class="s8"> easy listening </span><span class="s4">ก็ได้เหมือนกัน</span> <span class="s4">นั่นเพราะเราเห็นความละเอียดในท่วงทำนอง</span> <span class="s4">ในตัวโน้ตของแต่ละอินโทรไปจนจบเพลง</span> <span class="s4">เราเห็นคุณภาพของการบันทึกเสียง</span><span class="s4">ที่มันถูกพัฒนามาเรื่อยๆ</span> <span class="s4">นับจากอัลบั้มแรก</span> <span class="s4">ซึ่งหากจะให้ลองจินตนาการ</span><span class="s4">ถึงสตูดิโออัลบั้มชุดถัดไปของ</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ก็คงเดาได้ไม่ยากเท่าไหร่</span> <span class="s4">แม้ในใจจะอยากให้</span><span class="s8"> OW </span><span class="s4">ลองก้าวออกไปจากคอมฟอร์ตโซนก็ตาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-94285" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s4">ป.ล</span><span class="s8"><i>. </i></span><span class="s4">นอกเหนือไปจากอัลบั้มที่คู่ควรแก่การฟังในช่วงเก็บตัวแบบนี้แล้ว</span><span class="s8"><i> OW </i></span><span class="s4">ก็ประกาศว่าพวกเขาจะแสดงสดในบ้านผ่านทาง</span><span class="s8"><a href="https://www.instagram.com/ohwondermusic/"><span class="s16"><i>อินสตาแกรม</i></span></a><i> </i></span><span class="s4">ในเวลาสองทุ่มของลอนดอน</span><i> </i><span class="s4">ซึ่งจะตรงกับเวลาตีสามในประเทศไทย</span><span class="s8"><i><span class="Apple-converted-space"> </span>OW </i></span><span class="s4">จะเล่นทุกวัน วัน</span><span class="s4">ละหนึ่งเพลง</span><i> </i><span class="s4">เป็นเวลา</span><span class="s8"><i> 37 </i></span><span class="s4">วัน</span><i> </i><span class="s4">นับตั้งแต่วันที่</span><span class="s8"> 19 </span><span class="s4">มีนาคม</span><i> </i><span class="s4">สำหรับแฟนๆ</span><i> </i><span class="s4">ของ</span><span class="s8"><i> OW </i></span><span class="s4">คงไม่น่าพลาด</span><i> </i><span class="s4">แต่สำหรับเพื่อนๆ</span><i> </i><span class="s4">ที่กำลัง w</span><span class="s8">ork from home </span><span class="s4">การปั่นงานโต้รุ่ง</span><span class="s4">หรือตื่นกลางดึกอย่างงัวเงียมาฟังเพลงบรรเลงสดจากดูโอ้ป๊อปลอนดอนคู่นี้ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวนะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s4">อ้างอิง</span></p>
<p><span class="s7"><a href="https://www.lippymag.com/post/no-one-else-can-wear-your-crown-oh-wonder-s-new-album-and-launch-gig">Lippymag</a></span></p>
<p class="p16"><span class="s7"><a href="https://pitchfork.com/reviews/albums/oh-wonder-no-one-else-can-wear-your-crown/">Pitchfork</a></span></p>
<p class="p16"><span class="s7"><a href="https://www.thegryphon.co.uk/2020/03/09/oh-wonder-no-one-else-can-wear-your-crown/">The Gryphon</a></span></p>
<p class="p16"><span class="s7"><a href="https://thesunflower.com/49191/lifestyle/review-oh-wonder-falls-short-with-repetitive-album/">The Sun Flower</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oh-wonder/">Oh Wonder กับเพลงรักเพื่อมูฟออนในอัลบั้ม No One Else Can Wear Your Crown</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Of Monster and Men : แม้ไม่เด่นไม่ดังในอัลบั้มใหม่แต่ไม่หันหลังกลับไปเพราะได้ปอกเปลือกตัวตน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/fever-dream-of-monster-and-men/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Nov 2019 11:00:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังหูไว้หู]]></category>
		<category><![CDATA[soundtrack]]></category>
		<category><![CDATA[Orchestral Folk]]></category>
		<category><![CDATA[Fever Dream Tour]]></category>
		<category><![CDATA[Little Talks]]></category>
		<category><![CDATA[Dirty Paws]]></category>
		<category><![CDATA[Nanna Bryndís Hilmarsdóttir]]></category>
		<category><![CDATA[My Head Is an Animal]]></category>
		<category><![CDATA[iceland]]></category>
		<category><![CDATA[อินดี้]]></category>
		<category><![CDATA[ไอซ์แลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[folk]]></category>
		<category><![CDATA[folk rock]]></category>
		<category><![CDATA[folk pop]]></category>
		<category><![CDATA[Fever Dream]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรีไอซ์แลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[OMAM]]></category>
		<category><![CDATA[The Hunger Games: Catching Fire]]></category>
		<category><![CDATA[Of Monster and Men]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=80033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่มาภาพ: Billboard “ในโลกของศิลปะและในหัวใจศิลปิน ไม่แปลกหากจะพูดถึงความทะเยอทะยานที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งชื่อเสียง รายได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ‘รางวัล’ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในหัวขณะที่กำลังผลิตผลงาน เพราะหากมัวแต่คิดว่าจะผลิตงานยังไงให้ได้รางวัล ผลงานเหล่านั้นในระยะยาวอาจไม่สามารถบ่งบอกและเชื่อมโยงอะไรกับตัวเองได้เลย” นี่เป็นสิ่งที่น่าพูดถึงที่สุดก่อนฟัง ‘Fever Dream’ สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของ Of Monster and Men (OMAM) ที่นอกจากจะไม่ ‘คัมแบ็ก’ ในวงการดนตรีแล้ว ทั้งยอดขายและทิศทางการโปรโมตก็เป็นปัญหามากเช่นเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ OMAM ไม่ได้คาดคิดมาก่อน &#160; ทั่วโลกต่างรู้จัก OMAM ในฐานะวงดนตรีไอซ์แลนด์ที่มีกลิ่นอายโฟล์ก ร็อก ป๊อป เมโลดี้สวยงาม ฟังง่าย สบายหู นักข่าวสายดนตรียกให้เป็นวง orchestral folk ของทศวรรษ ด้วยเนื้อหาที่ไม่สลับซับซ้อนถึงขนาดต้องปีนบันไดฟัง สอดแทรกไปด้วยเรื่องราวคติชนท้องถิ่นในไอซ์แลนด์ ที่สมาชิกปัจจุบันทั้งห้าโดยเฉพาะฟรอนต์แมน Nanna Bryndís Hilmarsdóttir เติบโตมาในวัยเด็ก เหล่านี้ต่างส่งให้ ‘My Head Is an Animal’ (2011) สตูดิโออัลบั้มแรก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fever-dream-of-monster-and-men/">Of Monster and Men : แม้ไม่เด่นไม่ดังในอัลบั้มใหม่แต่ไม่หันหลังกลับไปเพราะได้ปอกเปลือกตัวตน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-80154" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-4-1024x650.jpg" alt="" width="1024" height="650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-4-1024x650.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-4-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-4-768x488.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-4-600x381.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/1-4.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1" style="text-align: center;"><span class="s1"><a href="https://www.billboard.com/articles/business/8511439/of-monsters-men-tour-dates">ที่มาภาพ<span class="s2">: Billboard</span></a></span></p>
<p><em>“ในโลกของศิลปะและในหัวใจศิลปิน ไม่แปลกหากจะพูดถึงความทะเยอทะยานที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งชื่อเสียง รายได้ และที่สำคัญที่สุดคือ </em><em>‘รางวัล’ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในหัวขณะที่กำลังผลิตผลงาน เพราะหากมัวแต่คิดว่าจะผลิตงานยังไงให้ได้รางวัล ผลงานเหล่านั้นในระยะยาวอาจไม่สามารถบ่งบอกและเชื่อมโยงอะไรกับตัวเองได้เลย</em>”</p>
<p>นี่เป็นสิ่งที่น่าพูดถึงที่สุดก่อนฟัง ‘Fever Dream’ สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของ <strong>Of Monster and Men (OMAM)</strong> ที่นอกจากจะไม่ ‘คัมแบ็ก’ ในวงการดนตรีแล้ว ทั้งยอดขายและทิศทางการโปรโมตก็เป็นปัญหามากเช่นเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ OMAM ไม่ได้คาดคิดมาก่อน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั่วโลกต่างรู้จัก OMAM ในฐานะวงดนตรีไอซ์แลนด์ที่มีกลิ่นอายโฟล์ก ร็อก ป๊อป เมโลดี้สวยงาม ฟังง่าย สบายหู นักข่าวสายดนตรียกให้เป็นวง orchestral folk ของทศวรรษ ด้วยเนื้อหาที่ไม่สลับซับซ้อนถึงขนาดต้องปีนบันไดฟัง สอดแทรกไปด้วยเรื่องราวคติชนท้องถิ่นในไอซ์แลนด์ ที่สมาชิกปัจจุบันทั้งห้าโดยเฉพาะฟรอนต์แมน <b>Nanna Bryndís Hilmarsdóttir</b> เติบโตมาในวัยเด็ก เหล่านี้ต่างส่งให้ ‘My Head Is an Animal’ (2011) สตูดิโออัลบั้มแรก นำพาให้ OMAM โด่งดังจนฉุดไม่อยู่ เพียงชั่วข้ามคืนอัลบั้มขึ้นสูงถึงอันดับที่ 6 ใน Billboard สัปดาห์แรก และเป็นอันดับที่สูงที่สุดของวงจากไอซ์แลนด์ที่ทำได้ในชาร์ตอเมริกัน</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ยอดดาวน์โหลดของสองซิงเกิลแรกของวงก็มีจำนวนมหาศาล ทั้ง ‘Dirty Paws’ และ ‘Little Talks’ กลายเป็นแทร็กสามัญประจำเครื่องของคนฟังเพลงอินดี้หลายคนในช่วงนั้น โดยเฉพาะเพลงหลังที่มียอดการเข้าถึงเฉพาะในยูทูบมากถึง 270 ล้านวิวเข้าไปแล้ว ไม่บ่อยนักที่วงอินดี้โฟล์กป๊อปจะสร้างความนิยมได้มากขนาดนี้ เช่นเดียวกับแทร็กอื่นๆ ในอัลบั้มแรกมันได้เปล่งรัศมีให้ OMAM เป็นที่จับตามองของเหล่านักวิจารณ์จนกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการอินดี้โฟล์กทั้งในยุโรปและอเมริกาทันที</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d0c36e" data-id="ghb6eDopW8I" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ghb6eDopW8I-6a3b271d0c36e" data-vid="ghb6eDopW8I" data-src="https://www.youtube.com/embed/ghb6eDopW8I?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ghb6eDopW8I/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ควบคู่ไปกับการที่วงถูกโปรโมตอย่างหนักในอเมริกา OMAM มีผลผลิตที่ไปเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแม้กระทั่งโฆษณาไอโฟน ทำให้เป็นที่จับตามองตลอดการทัวร์มากขึ้นไปอีก แต่หากย้อนกลับไปดูชื่อเสียงของพวกเขาในบ้านเกิดที่ไอซ์แลนด์ นับว่ายังห่างไกลจากไอคอนของวงการไอซ์แลนดิกร็อกอย่าง Sigur Rós รวมถึง Björk ราชินีในวงการเพลงทดลองของยุโรปอยู่มากมายนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><em>My Head Is an Animal</em> และ <i>Beneath the Skin</i></h3>
<p><em>“วงไอซ์แลนดิกโฟล์กร็อกได้ยืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะหันมาเอาดีทางด้านดนตรีป๊อปกระแสหลักอย่างเต็มตัว”</em></p>
<p>นักวิจารณ์หลายคนพูดเอาไว้แบบนี้เมื่อครั้งที่ได้ฟัง ‘Fever Dream’ เต็มอัลบั้มเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปดูความสำเร็จในอัลบั้มแรกและผลพวงที่ตามมา ทำให้พวกเขาออกอีพีในปีเดียวกันนั้น ตามมาด้วยอัลบั้มแสดงสดของตัวเองทันที โดยไม่ต้องรอให้มีสตูดิโออัลบั้มชุดที่สองและสามเหมือนอย่างศิลปินทั่วๆ ไป เมื่อเป็นแบบนี้เราจะพูดได้ไหมว่า ท่าทีของอัลบั้มแรกนั้นแม้จะมีกลิ่นอายของความเป็นโฟล์กไอซ์แลนด์อยู่บางๆ แต่ความป๊อปของมัน ทำให้ตีตลาดทั้งอเมริกาและยุโรปได้อย่างไม่มีคู่แข่งในช่วงหลังของปี 2011</p>
<p>‘My Head Is an Animal’ มีเนื้อหาหลักพูดถึงคติชนหรือเรื่องเล่าอย่างนิทาน นิยายปรัมปรา ของไอซ์แลนด์ค่อนข้างมาก ซึ่งสร้างความแตกต่างและโดดเด่นออกมาจากตลาดเพลงในช่วงนั้นมากพอสมควร</p>
<p>“อัลบั้มแรกมีสัตว์เยอะ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พวกเราชอบเรื่องสัตว์ สัตว์ประหลาด และผี ของไอซ์แลนด์มาก เรื่องแบบนี้มีเยอะและน่าสนใจ บวกกับที่ไอซ์แลนด์อากาศหนาวและค่ำคืนจะยาวนานมาก หากได้ลองใช้ชีวิตที่นั่นคุณจะกลัวสัตว์และผีอย่างแน่นอน” แนนน่าเล่าถึงภาพรวมของเนื้อหาในอัลบั้มแรก ที่คงหายคาใจกับโทนมืดดำและหนาวเหน็บที่อยู่ในแทบจะทุกวิดีโอของอัลบั้ม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80155" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/2-2.jpg" alt="" width="1000" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/2-2.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/2-2-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/2-2-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/2-2-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p>ในแง่ของผลผลิต อีพีชื่อ ‘Into the Woods’ ถูกผลิตขึ้นเพื่อตีตลาดในอเมริกา เพราะก่อนหน้านั้น ‘My Head Is an Animal’ ยังไม่มีเวอร์ชั่นที่ผลิตในต่างประเทศ อีพีนี้จึงเป็นใบเบิกทางให้กับวง แน่นอนว่าทั้ง 4 บทเพลงในอีพีนี้หาฟังได้ในอัลบั้มแรก แต่ฮาร์ดก๊อบปี้ทั้งหลาย ทั้งซีดีและแผ่นเสียงไวนิล แม้มีเงินก็คงไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ราคาในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นเป็น 3-4 เท่าตัว ประกอบกับจำนวนการผลิตที่น้อยมากๆ ทำให้ OMAM สร้างแรร์ไอเทมของวงได้ โดยที่ยังไม่ได้แม้แต่วางแผงอัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการในต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>เช่นเดียวกับอัลบั้มพิเศษ ‘Live from Vatnagarðar’ ที่ปล่อยในปี 2013 หลังจากอัลบั้มแรกไม่ถึงสองปี หลังจากทัวร์และโปรโมตอัลบั้มอย่างหนักหน่วง จนสมาชิกของวงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแทบจะไม่ได้พัก พวกเขาให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าสมองตีบตันถึงขั้นเขียนอะไรไม่ออก แม้แต่จะกล่าวขอบคุณแฟนเพลงในโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ ก็ยังเขียนไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80156" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/3-4.jpg" alt="" width="1000" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/3-4.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/3-4-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/3-4-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/3-4-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p>แต่เมื่อก้าวมาเป็นศิลปินค่ายใหญ่ของโลกอย่าง Universal ตารางทัวร์ก็ต้องมี และความถี่ของการปล่อยงานก็ต้องตามมา วงออกอัลบั้มใหม่ ‘Beneath the Skin’ ในช่วงกลางปี 2015 แม้จะให้หลังจากอัลบั้มแรกนานถึง 4 ปี แต่หากไม่นับรวมเวลาการทัวร์รอบโลก รวมถึงการผลิตอีพีและอัลบั้มแสดงสด เวลาของพวกเขาก็มีไม่มากนักในการตกตะกอนเพื่อผลิตผลงานชิ้นที่สอง ซึ่งเป็นชิ้นสำคัญและเป็นชิ้นที่ศิลปินหลายต่อหลายคนมักเอาชื่อเสียงที่เคยโด่งดังมาทิ้งไว้ก่อนหันหลังให้กับวงการดนตรีไป</p>
<p>เสียงวิจารณ์ ‘Beneath the Skin’ ค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งคนชอบและคิดว่าเป็นการเติบโตที่เหมาะสมกับ OMAM ขณะเดียวกันความเคร่งขรึมและเนื้อหาที่หนักแน่นกว่าเดิมก็สร้างตำหนิรอยใหม่ให้กับโฟล์กไอซ์แลนด์วงนี้ไม่น้อย ทั้งอัลบั้มขับเคลื่อนด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิต ความเหงา ตัวตน และจิตวิญญาณ พร้อมด้วยเสียงดนตรีที่อัดแน่น แต่เสียงร้องของทั้งแนนน่าและ Ragnar Þórhallsson ยังคงเปี่ยมด้วยอารมณ์ การได้โปรดิวเซอร์อย่าง Rich Costey ที่ฝากผลงานไว้กับวงระดับโลกมาแล้วอย่าง Muse, Death Cab for Cutie และ Foster the People ทำให้สมาชิก OMAM ที่อาศัยอยู่ในสตูดิโอทั้งในไอซ์แลนด์และลอสแอนเจลิสจำเป็นต้องรีดเค้นความคิดสร้างสรรค์ออกมาจนหมดเพื่อผลิตอัลบั้มดังกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><i>Beneath the Skin</i> เปิดตัวด้วย ‘Crystals’ เป็นซิงเกิลแรก แต่สร้างความฮือฮาด้วยการปล่อย lyric video ที่มีนักแสดงตลกชื่อดังของไอซ์แลนด์ Siggi Sigurjóns มาเป็นแขกรับเชิญในบทเพลงที่จริงจังและไม่ตลกเลยสักนิด แม้จะเป็น lyric video แต่ราวกับว่าเขาร้องทุกท่อนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้เราเชื่อสนิทตั้งแต่ฟังจบครั้งแรกและไม่คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ lyric video ด้วยซ้ำ ตามด้วย ‘I of the Storm’ ที่ยังคงใช้วิธีการเล่าแบบเดิมคือ lyric video แต่เชิญนักแสดงละครชื่อดังชาวเดนมาร์ก Atli Freyr Demantur มาร่วมแสดงพลังในวิดีโอชิ้นนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแม้อัลบั้มจะผลิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ในแง่ของยอดขายก็ไม่ได้สร้างความผิดหวังเลยแม้แต่น้อย อัลบั้มขึ้นอันดับหนึ่งใน iTunes Chart ทั้งอเมริกาและแคนาดา</p>
<p>และหากเคยชมภาพยนตร์เรื่อง <i>The Hunger Games: Catching Fire</i> มาแล้ว ก็ต้องขอบคุณใครก็ตามที่เลือก OMAM ให้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำซาวนด์แทร็กภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะวงเองก็คงค้นพบว่าพวกเขาเหมาะกับภาพยนตร์สไตล์นี้มากแค่ไหน และก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอีกเช่นเดียวกันที่ซิงเกิล ‘Silhouettes’ ไม่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มที่สองของวง ทั้งที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวกันและน่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่แนนน่าเขียนเพลงในอัลบั้มที่สอง และอาจเป็นเพลงที่เธออาจ (เคย) เลือกที่จะบรรจุรวมอยู่ใน ‘Beneath the Skin’ เสียด้วยซ้ำ แต่คงเป็นเหตุผลด้านลิขสิทธิ์</p>
<p>อย่างที่บอกว่าทุกคนคงเคยได้ยินเพลง <i>Little Talks</i> มาแล้วเป็นร้อยๆ รอบ แม้จะชอบหรือไม่ก็ตาม ต้องยอมรับว่า OMAM ได้ผลิตเพลงอินดี้ป๊อปที่ติดหูมากๆ ซึ่งวิธีการใช้ vocal harmony สร้างอัตลักษณ์ให้กับวงได้อย่างชัดเจน รวมถึงการใช้เครื่องเป่าและเสียงประสานที่หนักแน่นของสมาชิก แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของ OMAM อาจจะทำให้ถูกจัดประเภทไปเป็นอินดี้ป๊อปอย่างไม่ค่อยแฟร์นักหากจะพูดถึง genre อย่างละเอียด เพราะวงที่แนวเพลงใกล้เคียงอย่าง The Lumineers และ Mumford &amp; Sons ที่เริ่มโด่งดังขึ้นมา ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้แทบทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ว่าอินดี้โฟล์กหรือโฟล์กร็อกก็ยังไม่ใช่ genre หลักที่เรียกว่าเป็นตำแหน่งแห่งที่ของ OMAM</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>จุกพลิกผันทางความคิดของ OMAM</h3>
<p>อาจจะบอกไม่ได้ OMAM เป็นวงที่ดังสุดจากไอซ์แลนด์ เพราะมีศิลปินอย่าง Björk และ Sigur Rós แต่ยังไงก็ตามสถิติที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่า OMAM ขายเพลงได้เยอะกว่า และ ‘Little Talks’ ก็ถูกเล่นในวิทยุช่วงซัมเมอร์นับล้านครั้ง อีกทั้งเป็นเพลงแรกจากไอซ์แลนด์ที่มีคนฟังมากกว่า 1 พันล้านครั้งบน Spotify และยังส่งผลให้อัลบั้มชุดที่สองของวงมียอดการเข้าถึงที่สูงไม่แพ้กัน</p>
<p>แต่นั่นก็เป็นช่วง 5 ปีแรกของการทำวง และอัลบั้มชุดล่าสุดถูกปล่อยออกมาในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ 9 ของการทำวงดนตรีวงนี้</p>
<p>บ่อยครั้งที่แนนน่ามักสะท้อนเรื่องราวผ่านการเดินทางรอบโลก การพบปะแฟนเพลงจากทั่วสารทิศ ผ่านบทสัมภาษณ์และคลื่นวิทยุตามที่ต่างๆ ประเด็นที่น่าสนใจที่เธอมักพูดอยู่เสมอคือ ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ที่ส่งผลกับความคิดในการเขียนเพลง</p>
<p>“เราแทบไม่มีเวลาจะตกตะกอนเรื่องราวของชีวิตเลยเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เสมือนอยู่ใจกลางพายุ ทุกอย่างรอบตัวหมุนไวมาก แต่ตัวคุณกลับอยู่นิ่ง พวกเราทัวร์เยอะมากนะ มากจนไม่มีเวลามานั่งคิดว่าทุกอย่างมันมหัศจรรย์มากๆ สถานที่ไปเล่นก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนก็เริ่มเยอะขึ้น ความสำเร็จโด่งดังมาไวมากๆ แล้วมันก็ผ่านไป เราเก็บเกี่ยวอะไรจากมันไม่ได้เลย” แนนน่าให้สัมภาษณ์กับสื่อในไอซ์แลนด์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความโด่งดังชั่วข้ามคืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-80161" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Screen-Shot-2562-11-16-at-18.44.47.png" alt="" width="1004" height="688" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Screen-Shot-2562-11-16-at-18.44.47.png 1004w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Screen-Shot-2562-11-16-at-18.44.47-300x206.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Screen-Shot-2562-11-16-at-18.44.47-768x526.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/Screen-Shot-2562-11-16-at-18.44.47-600x411.png 600w" sizes="(max-width: 1004px) 100vw, 1004px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.icelandreview.com/news/of-monsters-and-men-perform-on-jimmy-kimmel-live/">ที่มาภาพ : Iceland Review</a></p>
<p>แร็กนาร์ นักร้องอีกคนของวงเห็นในทางเดียวกันว่า “8 ปีก่อนเราแทบไม่มีความคิดว่าหน้าตาของ OMAM ตอนนี้จะเป็นยังไง แต่จนแล้วจนรอดเราอยู่มาถึงปีที่ 9 และปล่อยอัลบั้มใหม่ <i>Fever Dream</i> ออกมา ฉันดีใจมากที่เราได้ทำอัลบั้มแบบนี้ออกมา อัลบั้มที่ไม่เหมือนเดิม แปลกใหม่ สิ่งที่ฉันร้องในแทร็ก ‘Ahay’ ที่ว่า <em>‘You think you know me, but do you really?’</em> มันเป็นจริงเสียที คือในแง่หนึ่งมันก็รู้สึกดีนะที่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนเพลง”</p>
<p>นักวิจารณ์ของ <em>NME</em> พูดเอาไว้ได้น่าสนใจว่า มันอาจเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เขามักนึกถึงความสำเร็จอย่างท่วมท้นของวง MGMT ที่เริ่มด้วยชื่อเสียงที่ดังพลุแตกมาก แต่ต้องมานั่งปรับมุมมองด้านศิลปะภายในวงกันทีหลัง เช่นเดียวกับ OMAM ที่ใช้อัลบั้มใหม่นี้ปฏิเสธความคาดหวังที่ทุกคนเห็นว่าพวกเขาเป็น หลายคนชอบมองว่าวงทำเพลงเพื่อติดชาร์ตเท่านั้น แต่ว่าอัลบั้มใหม่นี้เป็นการเสนอผลงานที่แข็งแรงที่สุด เป็นการก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของวงอย่างเห็นได้ชัด และหวังว่าวงนี้จะกล้าก้าวออกไปอีกเรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“<i>Fever Dream</i> อาจเป็นการออกห่างจากสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเราเป็นโดยปกติ เพลงใน ‘My Head Is an Animal’ มีเมโลดี้ที่หอมหวาน มีเสียงผิวปาก ปรบมือ และหลายอย่างที่น่าจดจำ แน่นอนมันคือตัวตนของเราในตอนนั้น ส่วน ‘Beneath the Skin’ ก็สะท้อนตัวตนของเราเหมือนกับชื่ออัลบั้มเลย มันเป็นการครุ่นคิดเรื่องภายในเพื่อประสบการณ์ที่ลึกกว่าเดิมของเรา” แร็กนาร์พยายามอธิบายความแตกต่างของทั้งสามอัลบั้ม</p>
<p>เช่นเดียวกันกับวง นอกเหนือไปจากการทำเพลงที่ก้าวข้ามขีดจำกัด วงก็เห็นว่าตอนนี้พวกเขาได้รับอิสรภาพที่จะสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้นกว่าเดิม แม้จะดูเป็นการโยนภาระให้กับคนฟังไปสักหน่อย แต่เราอาจต้องทำความเข้าใจและลองดูว่าเอาเข้าจริงแล้วเรารู้จักพวกเขาแล้วหรือยัง</p>
<p>แนนน่าเป็นศิลปินที่ให้ความสำคัญกับวิธีคิดมากๆ เธอเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเหมือนจุดศูนย์รวมทุกอย่างที่ทำให้วงดนตรีวงหนึ่งขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้โดยไม่หยุดอยู่กับที่</p>
<p>“ความคิดสร้างสรรค์เป็นเหมือนแขนของคุณ ส่วนใหญ่เรามักจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเป็นคนสร้างสรรค์หรือไม่ แต่เราก็ทำงานตามบทบาทของตัวเองในที่ที่แตกต่างออกไปเรื่อยๆ จนเราคุ้นชินกับมัน ความสร้างสรรค์มันอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านี้แหละ ก็อาจเป็นไปได้ว่าพอเห็นศิลปินอย่าง Björk และ Sigur Rós โด่งดัง สร้างผลงานมากมาย เราก็เลยมองเห็นความเป็นไปได้สำหรับตัวเอง มันสร้างความคิดที่ว่าเราก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกัน นี่แหละมั้งที่ทำให้พวกเราอยากลองอะไรใหม่ๆ ลองอุปกรณ์ใหม่ วิธีการโปรโมตแบบใหม่ เพราะเราไม่อยากคุ้นชินกับความคิดสร้างสรรค์ของเราจนไม่กล้าใช้มันสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมา”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><i>Fever Dream</i> หมุดหมายใหม่ของ OMAM</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-80157" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/4-1.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>‘Fever Dream’ คือชื่อสตูดิโออัลบั้มใหม่ ยากมากหากจะนิยามวงดนตรีวงนี้ว่าอยู่ใน genre ใด เพราะทุกอัลบั้มมีแกนหลักของดนตรีและเส้นเรื่องของเนื้อหาที่แตกต่างกัน แต่ก้าวที่สำคัญที่สุดของวงในอัลบั้มนี้คือการละทิ้งทั้งกลองและกีตาร์อะคูสติก</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้นการที่แนนน่า หันมาเขียนเนื้อหาและดนตรีด้วยคอมพิวเตอร์เป็นหลัก จากที่เคยใช้เพียงกระดาษและกีตาร์โปร่งในการเริ่มต้นเพลงที่ผ่านมาในสองอัลบั้มแรก ทำให้โครงสร้างของเพลงและตัวอัลบั้มแปลกตาไปอย่างไม่คาดคิด ซึ่งเธอย้ำอย่างหนักแน่นว่ามันป๊อปกว่าสองอัลบั้มแรก และที่สำคัญมันคือด้านสว่างของพวกเรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ริช คอสทีย์ ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์ต่อในอัลบั้มนี้ พวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปีผลิตเพลงออกมาราว 15-16 แทร็ก ก่อนจะคัดเลือกให้เหลือ 11 แทร็กในอัลบั้มเต็ม และความที่ OMAM ผ่านจุดสูงสุดเชิงกำไรทางธุรกิจมามากแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่อัลบั้มนี้พวกเขาจะลองนำเสียงสังเคราะห์มาใช้ในหลายๆ แทร็ก ถือเป็นเรื่องใหม่ของทั้งศิลปินและโปรดิวเซอร์ที่อยากทดลองและพร้อมจะก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนไปด้วยกัน</p>
<p>“<i>Fever Dream</i> ไม่ได้มุ่งไปในทิศทางตรงข้ามกับอัลบั้มก่อนๆ แต่เป็นการเดินทางไปในทิศทางที่แตกต่าง แทนที่จะใช้แนวดนตรี orchestral folk ที่สร้างชื่อเสียงให้กับวง ตอนนี้พวกเขากลับใช้อิเล็กทรอนิกบีตและซินท์ที่นุ่มนวล ขณะเดียวกันก็เพิ่มเลเยอร์ของเพลงด้วยเสียงสังเคราะห์และเสียงคนจริงๆ ในช่วงที่ทำอัลบั้ม OMAM ได้รับอิทธิพลที่ค่อนข้างหลากหลายจากวง The National และสาวมากความสามารถอย่าง Solange ซึ่งผู้ฟังจะได้รับกลิ่นอายของเพลงร็อกที่นุ่มนวลและความสลับซับซ้อนของภาคดนตรี (sophisticate) จากอัลบั้มอยู่ไม่มากก็น้อย” คอสทีย์เล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับ OMAMในอัลบั้มล่าสุด</p>
<p>อัลบั้มนี้เริ่มต้นด้วยเพลงที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานอย่าง ‘Alligator’ ซิงเกิลแรก และจบที่เพลงช้าแต่หน่วงลึกติดหูอย่าง ‘Soothsayer’ ในภาพรวมอัลบั้มได้เรียง 11 เพลงที่งดงาม สื่อถึงอารมณ์ที่หลากหลาย ด้วยการทดลองออกจากเสียงแบบ orchestral folk ไปสู่โมเดิร์นป๊อป จึงกลายเป็นอัลบั้มแรกที่แสดงให้เห็นการเดินทางใหม่ที่หนักแน่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d0c39f" data-id="ThrK0Re1lJs" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ThrK0Re1lJs-6a3b271d0c39f" data-vid="ThrK0Re1lJs" data-src="https://www.youtube.com/embed/ThrK0Re1lJs?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ThrK0Re1lJs/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วงกลางของอัลบั้ม แทร็ก ‘Waiting for the Snow’ เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของวง บัลลาดป๊อปแสนเศร้าเคล้ากับเสียงสังเคราะห์ที่ล่องลอย ฉาบด้วยเสียงเปียโนเป็นพื้นหลัง สลับกับเสียงเต้นของหัวใจที่เป็นอิเล็กทรอนิกอันเยือกเย็น ขณะเดียวกันในช่วงกลางอัลบั้มยังมีแทร็กที่สร้างพลังงานอยู่ในโฟลว์ที่แสนสวยงามอย่าง <i>Sleepwalker</i> ที่เอฟเฟกต์ของกีตาร์ไปด้วยกันกับเสียงของแนนน่าและแร็กนาร์อย่างลงตัว รวมถึงแทร็ก ‘Róróró’ ที่แนนน่าโชว์พลังเสียงของเธออย่างเต็มที่ การันตีว่าแม้จะหลงใหลในเสียงสังเคราะห์ แต่ก็ยังมีเพลงที่หนักหน่วงและเป็นที่รอคอยต่อการฟังสดในหลายๆ โชว์ของ OMAM</p>
<p>หากมองในภาพรวม อัลบั้มใหม่ได้โชว์ประสบการณ์ของมนุษย์แบบเงียบขรึมและน่าครุ่นคิดมากกว่าเดิม แม้ OMAM จะเปลี่ยนทิศทางของดนตรีไปสู่ soundscape ที่ต่างไป แต่ใจความหลักของเนื้อหาก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิมในแกนหลัก ทั้งบรรยากาศที่โรแมนติก กลิ่นของควันไฟรอบเต็นท์ที่กำลังตั้งแคมป์ และภาพของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-80159" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-2-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-2-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/6-2.jpg 1642w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>การเปิดอัลบั้มด้วย 4 แทร็กแรกค่อนไปทางโมเดิร์นเปียโนสไตล์บัลลาด พร้อมกับกลิ่นอายโฟล์กจากไอซ์แลนด์ที่เจือจางอยู่เล็กน้อย นำเราไปสู่ความละมุน เฟดอารมณ์เข้าไปในความฝัน เป็นพื้นฐานที่ดีก่อนจะเข้าสู่แทร็กที่ 5 อย่าง <i>Vulture, Vulture</i> ที่ทรงพลังและแฝงใจความหลักของอัลบั้มนี้เอาไว้ได้อย่างดี คือการพูดถึงการหลงอยู่ในภวังค์ผ่านท่วงทำนองที่สวยงามของชีวิต ทั้งแนนน่าและแร็กนาร์สร้างสรรค์เนื้อเพลงไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เผยให้เห็นความสามารถและทักษะด้านเนื้อเพลงของวงนี้ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ขณะที่ซิงเกิลที่ 2 อย่าง <i>Wild Roses </i>ที่เพิ่งปล่อยมิวสิกวิดีโอเมื่อเดือนที่ผ่านมา เริ่มด้วยจังหวะเชื่องช้าไหลควบคู่ไปกับบีต ก่อนจะกระชากเข้าสู่ท่อนฮุกที่มีพลัง รวดเร็ว บวกกับเสียงบรรเลงที่พัฒนามาอย่างลงตัว เนื้อเสียงของแนนน่ายังคงไร้ที่ติ และพาร์ตสุดท้ายของเพลงที่ค่อยๆ จางลงให้ความรู้สึกไม่เด็ดขาด เพื่อนำเข้าสู่เพลงเรียกน้ำตาอย่าง <i>Stuck in Gravity </i>ได้ดีมาก ทั้งสองแทร็กได้ตอกย้ำการหลงอยู่ในภวังค์ท่ามกลางจักรวาลที่แสนกว้างใหญ่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a3b271d0c3b6" data-id="C9LPQmkao8c" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-C9LPQmkao8c-6a3b271d0c3b6" data-vid="C9LPQmkao8c" data-src="https://www.youtube.com/embed/C9LPQmkao8c?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/C9LPQmkao8c/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นับเป็นการปล่อยผลงานที่ละเมียดละไมที่สุดครั้งหนึ่งของวง เพราะพวกเขาได้โชว์ให้เห็นความหลากหลายด้านดนตรีและเนื้อเพลง จังหวะที่สลับไปมาอย่างลงตัว รายละเอียดในแต่ละแทร็กแฝงไว้ซึ่งประสบการณ์</p>
<p>แม้อาจจะเรียงเพลงอย่างสะเปะสะปะ สลับไปมาจนทำให้ความต่อเนื่องของอารมณ์ขาดหายไป แต่ในแง่นี้ OMAM พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาเป็นศิลปินเพียงไม่กี่วงที่สามารถรื้อถอนและลดทอนสิ่งต่างๆ ที่ไม่จำเป็นในบทเพลง แล้วเปลือยให้เหลือแต่ความงดงามของสิ่งที่ตกตะกอนตลอด 8 ปีในการทำเพลง เสียงเครื่องเป่าที่เคยเป็นตัวชูโรง เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็น OMAM ลดลงแม้แต่น้อย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-80160" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-1-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-1-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-1-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/7-1-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>และสำหรับแฟนของ OMAM รุ่นคลาสสิกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ลองให้โอกาสกับ ‘Fever Dream’ ดูสักครั้งสองครั้ง ให้เวลากับมันสัก 3-4 รอบ ความไม่ลงตัวเหล่านี้อาจทำให้คุณเห็นร่องรอยความเป็นตัวเองของวง ซึ่งข้อครหาที่ว่าวงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วพวกเขาอาจจะกำลังทำสิ่งที่เป็นตัวเองที่สุดอยู่ก็เป็นได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำการบ้านกับ </strong><strong>3 แทร็กที่ควรฟังก่อนไปคอนเสิร์ต</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=C9LPQmkao8c" target="_blank" rel="noopener"><em>Wild Roses</em></a></li>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=XUClIslXKZo" target="_blank" rel="noopener"><em>Crystals</em></a></li>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=qt7ox1M_XG4" target="_blank" rel="noopener"><em>Mountain Sound</em></a></li>
</ul>
<hr />
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><u><a href="https://www.goldenplec.com/featured/of-monsters-and-men-interview/?fbclid=IwAR2uWYAZqyUUW-IaKYn873Zknx32RQ-pl8LM4ccNAJaEZqfUSJKD5yRRxtk">Golden Plec </a></u></p>
<p><a href="https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/music/reviews/of-monsters-and-men-fever-dream-album-review-a9019161.html?fbclid=IwAR2PnKzTlbCLVyx1_vq_7GGC4TS_iVphnDOfF_LjQnHN4tyP_EhO45o7q6I">Independent</a></p>
<p><a href="https://www.indieisnotagenre.com/of-monsters-and-men-fever-dream-review/?fbclid=IwAR0_RPgq6kcKG_u4Qox-BwhKBylj3FOyyj017K1fhJoFdQKl0cGILGQOimE">Indie is not a genre</a></p>
<p><a href="https://www.sputnikmusic.com/review/79898/Of-Monsters-and-Men-Fever-Dream/?fbclid=IwAR0qoULMRAk2EniEH_bvwsAP5G2t2w8A9CjnTvPpPIERvAfCkLkudAeoIQ8">Sputnik Music</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fever-dream-of-monster-and-men/">Of Monster and Men : แม้ไม่เด่นไม่ดังในอัลบั้มใหม่แต่ไม่หันหลังกลับไปเพราะได้ปอกเปลือกตัวตน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘Delta’ ความพยายามครั้งที่ 4 ของ Mumford &#038; Sons โฟล์กร็อกสายวรรณกรรม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mumford-sons-delta-album/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Sep 2019 12:00:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Mumford & Sons]]></category>
		<category><![CDATA[Delta]]></category>
		<category><![CDATA[โฟล์กร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[folk rock]]></category>
		<category><![CDATA[Mumford & Sons Live in Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=72177</guid>

					<description><![CDATA[<p>12 ปีบนเส้นทางดนตรีอาจฟังดูไม่ค่อยคร่ำหวอดมากนัก ไม่ว่าจะในแง่ของประสบการณ์หรือชั้นเชิงของเนื้อหาและดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบ้านเกิดคุณอยู่ในเมืองหลวงของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟอย่างลอนดอน เมืองที่แทบจะมีวงดนตรีเกิดขึ้นไม่ซ้ำหน้าในแต่ละวัน แต่ก็ไม่ได้บดบังวงโฟล์กร็อกลอนดอนอย่าง Mumford &#38; Sons เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เสียงแบนโจที่โดดเด่นชัดเจนกว่าบรรดาวงร่วมรุ่นอินดี้ป๊อปได้เริ่มบรรเลงขึ้นมาแล้วละก็ คุณจะนึกถึงพวกเขาในทันที แถมการกลับมาในครั้งนี้ ลายเซ็นของท่วงทำนองดนตรีของพวกเขาก็ยังคงชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนอย่างเคย แม้ชื่อเสียงจะไม่เปรี้ยงปร้างโครมครามและเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ แต่คุณภาพและมาตรฐานของงานดนตรีที่รักษาไว้ได้ดีตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้ Mumford &#38; Sons วงจากเมืองหลวงของอังกฤษวงนี้ สามารถดำรงสถานภาพการเป็นวงดนตรีฝีมือเยี่ยม ใส่ใจกับทุกโชว์ และแน่นอนว่าได้รับการสนับสนุนจากฐานแฟนเพลงของตัวเองด้วยดีมาตลอด ยิ่งไปกว่านั้นความละเมียดละไมของพวกเขายังสามารถหอบหิ้วชื่อเสียงข้ามน้ำข้ามทะเลไปเป็นที่รักของชาวอเมริกันอีกต่างหาก โดยเฉพาะเมื่ออัลบั้มลำดับที่ 2 ของวงอย่าง Babel ออกมาแผลงฤทธิ์เมื่อปี 2012 ก็ยิ่งเสริมให้วงเป็นที่น่าจับตามองจากคนทั่วโลกมากขึ้น แม้การเดบิวต์อัลบั้มแรกอย่าง Sigh No More (2009) จะได้รางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีจาก Brit Awards รวมถึงการพาอัลบั้มขึ้นถึงอันดับ 2 ใน Billboard 200 ของฝั่งอเมริกา แต่สำหรับอัลบัม Babel (2012) พวกเขาทำสำเร็จ ด้วยการขึ้นถึงอันดับ 1 ใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mumford-sons-delta-album/">‘Delta’ ความพยายามครั้งที่ 4 ของ Mumford &#038; Sons โฟล์กร็อกสายวรรณกรรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>12 ปีบนเส้นทางดนตรีอาจฟังดูไม่ค่อยคร่ำหวอดมากนัก ไม่ว่าจะในแง่ของประสบการณ์หรือชั้นเชิงของเนื้อหาและดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบ้านเกิดคุณอยู่ในเมืองหลวงของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟอย่างลอนดอน เมืองที่แทบจะมีวงดนตรีเกิดขึ้นไม่ซ้ำหน้าในแต่ละวัน แต่ก็ไม่ได้บดบังวงโฟล์กร็อกลอนดอนอย่าง Mumford &amp; Sons เลยแม้แต่น้อย</p>
<p>เพียงแค่เสียงแบนโจที่โดดเด่นชัดเจนกว่าบรรดาวงร่วมรุ่นอินดี้ป๊อปได้เริ่มบรรเลงขึ้นมาแล้วละก็ คุณจะนึกถึงพวกเขาในทันที แถมการกลับมาในครั้งนี้ ลายเซ็นของท่วงทำนองดนตรีของพวกเขาก็ยังคงชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนอย่างเคย</p>
<p>แม้ชื่อเสียงจะไม่เปรี้ยงปร้างโครมครามและเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ แต่คุณภาพและมาตรฐานของงานดนตรีที่รักษาไว้ได้ดีตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้ Mumford &amp; Sons วงจากเมืองหลวงของอังกฤษวงนี้ สามารถดำรงสถานภาพการเป็นวงดนตรีฝีมือเยี่ยม ใส่ใจกับทุกโชว์ และแน่นอนว่าได้รับการสนับสนุนจากฐานแฟนเพลงของตัวเองด้วยดีมาตลอด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72189 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695264.jpg" alt="" width="1540" height="1064" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695264.jpg 1540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695264-300x207.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695264-768x531.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695264-1024x707.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695264-600x415.jpg 600w" sizes="(max-width: 1540px) 100vw, 1540px" /></p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้นความละเมียดละไมของพวกเขายังสามารถหอบหิ้วชื่อเสียงข้ามน้ำข้ามทะเลไปเป็นที่รักของชาวอเมริกันอีกต่างหาก โดยเฉพาะเมื่ออัลบั้มลำดับที่ 2 ของวงอย่าง <i>Babel</i> ออกมาแผลงฤทธิ์เมื่อปี 2012 ก็ยิ่งเสริมให้วงเป็นที่น่าจับตามองจากคนทั่วโลกมากขึ้น แม้การเดบิวต์อัลบั้มแรกอย่าง <i>Sigh No More</i> (2009) จะได้รางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีจาก Brit Awards รวมถึงการพาอัลบั้มขึ้นถึงอันดับ 2 ใน Billboard 200 ของฝั่งอเมริกา แต่สำหรับอัลบัม <i>Babel</i> (2012) พวกเขาทำสำเร็จ ด้วยการขึ้นถึงอันดับ 1 ใน Billboard 200 แต่ต้องอย่าลืมว่าพวกเขาเป็นวงจากลอนดอน และไม่บ่อยครั้งนักที่วงจากสหราชอาณาจักรจะขึ้นถึงจุดสูงสุดของ Billboard 200</p>
<p>แต่นี่ก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความน่าสนใจของโฟล์กร็อกวงนี้เท่านั้น ก่อนจะมาเป็น <i>Delta</i> อัลบั้มชุดล่าสุด วงโฟล์กจากอังกฤษวงนี้ก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>จาก ‘บ็อบ ดีแลน-โฟล์ก’ สู่ ‘โฟล์กร็อก’ สมัยใหม่</h3>
<p>ในปลายปี 2018 ไลน์อัพของวงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเดินทางมาจนถึงสตูดิโออัลบั้มที่ 4 แล้วก็ตาม ทั้ง Winston Marshall เจ้าของเสียงแบนโจอันเป็นเอกลักษณ์ของวง Ted Dwane มือเบสจอมลีลา Ben Lovett อัจฉริยะของวง เจ้าของหลายตำแหน่งทั้งเปียโน คีย์บอร์ด เพอร์คัสชั่น และอื่นๆ อีกมากมาย และที่ขาดไม่ได้ หัวหน้าวงอย่าง Marcus Mumford</p>
<p>เช่นเดียวกันกับแนวเพลงของวง แม้จะเดินทางมาถึงชุดที่ 4 แต่แนวทางหลักของพวกเขายังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง การทำเพลง ‘โฟล์ก’ ให้หลากหลาย ติดหู ยังคงเป็นสิ่งที่พวกเขาสนุกกับมัน</p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่ Mumford &amp; Sons มักถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ทั้งจากนักวิจารณ์และแม้กระทั่งนักดนตรีด้วยกันคือ เรื่องของความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (authenticity) ของแท้ที่ไม่เลียนแบบใคร รวมถึงการมีแนวเพลงของตัวเองที่ชัดเจน แต่มาร์คัสก็ไม่เคยเห็นว่ามันเป็นปัญหาสำหรับวงเลย เหตุผลก็คือพวกเขาได้เรียนรู้มาจาก Bob Dylan</p>
<p>“บ็อบไม่เคยสนใจความเป็น authenticity เขาสามารถเปลี่ยนชื่อ ทรงผม เลียนแบบเสียง หรือจะเป็นใครก็ได้ที่คุณโปรดปรานและอยากจะเป็น และเราไม่มีทางมาถึงจุดนี้ได้ หากไม่ได้เป็นเพราะบ็อบ ดีแลน”</p>
<div id="attachment_72184" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-72184" class="wp-image-72184 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/4.jpg" alt="" width="730" height="455" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/4.jpg 730w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/4-300x187.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/4-600x374.jpg 600w" sizes="(max-width: 730px) 100vw, 730px" /><p id="caption-attachment-72184" class="wp-caption-text">LONDON, ENGLAND &#8211; DECEMBER 10: Marcus Mumford, Winston Marshall and Ted Dwane of Mumford &amp; Sons perform live on stage at The O2 Arena on December 10, 2015 in London, England. (Photo by Samir Hussein/Redferns)</p></div>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงที่แหลมคมและรวดเร็วของแบนโจเป็นสิ่งที่ทำให้ Mumford &amp; Sons เป็นที่จดจำและแตกต่างจากวงดนตรีรุ่นราวคราวเดียวกันวงอื่น แต่ก็เป็นเพราะเสียงจากแบนโจเจ้าปัญหาอีกเช่นกันที่ทำให้ Mumford &amp; Sons ต้องเผชิญกับความไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของตัวเองที่เป็นของแท้ (inauthenticity) แต่วินสตันพูดถึงประเด็นนี้ไว้ได้น่าสนใจทีเดียว</p>
<p>“วงของเราถูกกล่าวหาเรื่อง inauthenticity เพราะว่าเครื่องดนตรี (แบนโจ) ที่ผมเล่นนั่นแหละ แต่คุณลองดูวงอื่นๆ ดู Peter Green แห่งวง Fleetwood Mac สิ เขาก็มาจากลอนดอนเหมือนกับเรา แต่ก็เล่นกีตาร์แบบบลูส์ (British blue guitarist) เก่งฉิบหาย แบบนี้มันไม่ authentic ตรงไหน เราคิดว่าถ้าเราทำสิ่งที่เรารักได้ดีมากๆ เรื่องที่มันจะเป็นอัตลักษณ์ของเราแบบแท้จริงหรือเปล่าช่างมันเถอะ เพราะผมไม่ได้มาจากเดลต้า มิสซิสซิปปี และฝึกเล่นแบนโจที่นั่น ผมเป็นคนลอนดอน!”</p>
<p>แม้อาจจะฟังดูน่าเบื่อหน่ายที่ต้องตอบคำถามเหล่านี้ แต่วินสตันก็อธิบายมันได้อย่างมีเหตุผล และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Mumford &amp; Sons ได้รับการยอมรับจากทั้งแฟนเพลงและนักดนตรีด้วยกัน ดังนั้นเครื่องสายทั้งหมดที่ถูกใส่มาในอัลบั้มจึงผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว</p>
<p>อย่างไรก็ดี Mumford &amp; Sons ได้ท้าทายอุตสาหกรรมดนตรีอย่างมากในช่วงสองอัลบั้มแรก โดยที่ตลาดดนตรีทั้งในอังกฤษและอเมริกาในขณะนั้นล้วนเป็นพื้นที่ของศิลปิน ‘อินดี้ป๊อป’ แทบทั้งสิ้น จนกระทั่งพวกเขาได้เข้าชิงรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของ Grammy ในปี 2011 ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังได้แสดงสดร่วมกับบ็อบ ดีแลน ฮีโร่ในวัยเด็กของพวกเขา เปรียบเสมือนการได้ใบรับรองจากอาจารย์ใหญ่สายโฟล์ก ทำให้พวกเขาโลดแล่นอยู่ในวงการดนตรี และตามมาด้วยรางวัลอีกมากมายในปีถัดมา</p>
<div id="attachment_72182" style="width: 717px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-72182" class="wp-image-72182" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2-1.jpg" alt="" width="707" height="520" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2-1.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/2-1-300x221.jpg 300w" sizes="(max-width: 707px) 100vw, 707px" /><p id="caption-attachment-72182" class="wp-caption-text">Time</p></div>
<p><em> </em>“อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าเราอยากจะเดินตามรอยของบ็อบ ดีแลนหรือเปล่า เพราะเขาเองก็เปลี่ยนแนวเพลงของตัวเองตั้งแต่อัลบั้มที่ 5 หลังจากที่เขารู้สึกว่าเหนื่อยหน่ายกับแนวเพลงเดิม และนั่นก็ทำให้แฟนเพลงใจหายไปตามๆ กัน เมื่อเขาใช้กีตาร์ไฟฟ้าและไม่เล่นฮาร์โมนิกาอีกแล้ว เราพูดได้เพียงว่าโฟล์กในแบบของเรามันจะหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ปิดกั้นที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ” มาร์คัสเล่าถึงอนาคตของวงเมื่อถูกถามถึงการตามรอยฮีโร่ในวัยเด็กของพวกเขา</p>
<p>ก่อนหน้านี้  Mumford &amp; Sons เคยพักวงไปในระยะสั้นๆ ก่อนที่จะกลับมาทำเพลงอีกครั้งในปี 2013 ซึ่งพวกเขาได้ทดลองใช้เครื่องดนตรีและเสียงใหม่ๆ แต่ก็ยังคงเป็นที่ถูกใจของแฟนเพลงยุคแรกเริ่ม และแน่นอนว่าเนื้อหายังคงมีเสน่ห์และชวนให้นึกถึงบ็อบ ดีแลนในเวอร์ชั่นที่ร็อกกว่านั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เริ่มจาก ‘Sigh No More’ ของโฟล์กร็อกนักอ่านวรรณกรรม</h3>
<p>ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในช่วงที่มาร์คัสอายุครบ 20 ปี เขากำลังศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวรรณกรรมคลาสสิก ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระในสกอตแลนด์</p>
<p>จะว่าโชคร้ายสำหรับเขาก็ได้ที่ท้ายที่สุดเขาเรียนไม่จบ แต่นั่นก็เป็นความโชคดีต่อวงการเพลงอย่างยิ่ง เพราะมาร์คัสหันหลังให้กับการศึกษาในระบบ เพื่อมาทำอัลบั้มอย่างจริงจัง ก่อนจะมีสตูดิโออัลบั้มแรกขึ้นมา และนั่นเป็นที่มาของหลายต่อหลายเพลงของ Mumford &amp; Sons ที่มักจะอ้างอิงถึงวรรณกรรมคลาสสิก หรือแม้กระทั่งบางท่อนที่มาร์คัสประทับใจเป็นการส่วนตัวก็ถูกบรรจุอยู่ในบทเพลงของเขา</p>
<p><em>“Sigh no more, ladies, sigh no more”</em></p>
<p>ใช่ครับ ชื่อของสตูดิโออัลบั้มแรก ‘Sigh No More’  มาจากวรรณกรรมเรื่อง <i>Much Ado About Nothing</i> ของเชกสเปียร์ รวมถึงซิงเกิลในอัลบั้มดังกล่าว ‘Roll Away Your Stone’ ก็ใช้วรรคทองจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง <i>Macbeth</i>ในตอนที่ 1 ฉาก 4 <i>“Stars, hide your fires / Let not light see my black and deep desires</i>” สมกับเป็นแฟนของเชกสเปียร์จริงๆ</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น เพลงที่หลายคนน่าจะร้องตามกันได้ไม่ยากอย่าง ‘The Cave’ ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณอย่าง <i>The Odyssey</i> โดยเฉพาะตอนที่ Odysseus เจอเมืองไซเรนระหว่างเดินทางกลับบ้าน</p>
<p><em>“</em><em>So make your siren&#8217;s call and sing all you want I will not hear what you have to say &#8216;Cause I need freedom now and I need to know how To live my life as it&#8217;s meant to be”</em></p>
<p>รวมถึงเพลงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดในช่วงแรกของการเป็นนักดนตรีของพวกเขา ‘Little Lion Man’ ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทประพันธ์โรมานซ์ <i>Yvain, the Knight of the Lion</i> ของกวีชาวฝรั่งเศส Chretien de Troyes&#8217; Yvain เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอัศวินที่กลายเป็นคนบ้า หลังเอ่ยปากสัญญาต่อภรรยาว่าจะกลับไปพบอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/X7bHe--mp1g" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>แม้กระทั่งเพลง <i>Timshel </i>และ <i>Dust Bowl Dance</i> ก็ยังได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมคลาสสิกตลอดกาลอย่าง <i>Of Mice and Men</i>, <i>East of Eden</i> และ <i>The Grapes of Wrath</i> ของ John Steinbeck คนหลังสุดนี้น่าจะคุ้นหูกันพอสมควร เพราะมีหลายเล่มที่ถูกแปลเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยเรียบร้อย</p>
<p>และด้วยความคลั่งไคล้ในงานวรรณกรรมมาร์คัสถึงกับสร้างบุ๊กคลับของตนเอง เพื่อแชร์หนังสือและวรรณกรรมกับแฟนเพลง</p>
<p>“ผมอยากอ่านให้มากขึ้นกว่านี้อีก สิ่งที่คุณเขียนมันมาจากสิ่งที่คุณอ่านนั่นแหละ นักดนตรีก็เช่นกัน เราทำเพลงแต่ละครั้งก็ได้รับอิทธิพลจากการฟังของเรา การอ่านงานให้เยอะไว้ก่อน มันต้องพัฒนาการเขียนเพลงของเราอย่างแน่นอน” มาร์คัสเล่าเหตุผลของการสร้างชมรมหนังสือของเขาเอง ซึ่งสร้างความประทับใจอยู่ไม่น้อยให้กับบรรดาแฟนเพลงที่เป็นทั้งนักอ่านและนักฟัง</p>
<p>ยังไม่รวมอีกหลายต่อหลายเพลงที่หากเล่ากันจริงจัง เกรงว่าจะไม่สามารถอธิบายความได้หมด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักอ่านวรรณกรรมคลาสสิกก็แล้วกัน</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3>จาก <i>Babel</i> ถึง <i>Delta</i> ปักหมุด ‘บริติชโฟล์กร็อก’ แนวหน้าของโลก</h3>
<p>เสียงแซ่ซ้องและชื่นชมว่า <i>Babel</i> เป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดของศิลปินสหราชอาณาจักรในปีนั้น (2012) ยอดขายก็ถึงขั้นได้รับแผ่นเสียงทองคำไปชื่นชม แน่นอนว่าพลังและความยึดมั่นต่อพัฒนาการที่ไม่หยุดยั้งทำให้วงยังออกทัวร์อย่างสม่ำเสมอและผลิตสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ออกมาคือ <i>Wilder Mind </i>(2015) ที่แม้จะค่อนข้างเงียบเหงา ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนกับสองอัลบั้มแรกที่คว้าทั้งรางวัลและยอดขาย แต่เสียงของนักวิจารณ์ก็ยังยกย่องพวกเขาในฐานะนักดนตรีที่ผลิตงานมาตรฐานออกมาโดยไม่สนใจกระแสดนตรีอินดี้ป๊อปที่กำลังถาโถมเกาะอังกฤษในขณะนั้น</p>
<p>แต่ถึง <i>Sigh No More</i>, <i>Babel</i> และ <i>Wilder Mind</i> จะสร้างชื่อและการประสบความสำเร็จขนาดไหน Mumford &amp; Sons ก็ไม่ได้คิดที่จะอนุรักษ์ความดีงามในชุดนั้นมารวมไว้ใน ‘Delta’ สตูดิโออัลบั้มที่ 4 อัลบั้มล่าสุดของพวกเขา ที่ปล่อยซิงเกิลแรกตั้งแต่ปลายปี 2018 และเริ่มออกทัวร์อย่างจริงจังในช่วงต้นปีนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-72183" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3-1.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3-1.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/3-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ไม่ใช่เพราะงานเก่ามีความป๊อปเป็นส่วมผสมที่สูงเกินสมควร หรือเพราะมันซึมซับติดหูง่ายจนเกินไป ทำให้งานดูหน่อมแน้ม ไม่เหมาะกับความเป็นโฟล์กร็อกเหมือนอย่างใครๆ เขา แต่เพราะวงต้องการสร้างความครึกครื้น จึงเลือกที่จะดึงความเป็นตัวเองสมัยวัยรุ่นกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมาร์คัสเห็นว่าแม้มันจะค่อนข้างโฉ่งฉ่างและมีความเป็นร็อกแอนด์โรลที่สะพรั่งแพรวพราว แต่มันก็ทำให้ Mumford &amp; Sons ดูกร้าวแกร่ง เข้มข้น และขึงขัง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความละเอียดอ่อน ละเมียดละไม อย่างที่พวกเขาถนัด ทำให้ <i>Delta</i> มีส่วนผสมที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับแฟนตัวยงของ Mumford &amp; Sons แต่ก็ท้าทายสำหรับผู้ฟังหน้าใหม่ที่อยากสัมผัสกับโฟล์กร็อกที่ทรานสฟอร์มกลิ่นอายดนตรีของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง</p>
<p>วงเลือก ‘Guiding Light’ เป็นซิงเกิลแรกในการเปิดตัวอัลบั้ม เสียงที่คุ้นเคยของมาร์คัสพร้อมเสียงประสานของกีตาร์โปร่ง เปียโน และแบนโจ ท่อนฮุกที่ยังเอาเราอยู่หมัดตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก<i> “Cause even when there is no star in sight, you&#8217;ll always be my only guiding light”</i> เหมือนเป็นเทรเลอร์สั้นๆ เพื่อบอกกับเราว่า พวกเขากำลังจะมีงานมาสเตอร์พีซอีกหนึ่งชิ้น</p>
<p style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/qHsEwQvnGOE" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>ไม่ผิดจากที่คาดหมายสักเท่าไหร่ เพราะซิงเกิลแรกค่อนข้างบ่งบอกตัวตนที่ชัดเจนของ Mumford &amp; Sons ได้เป็นอย่างดี ยอดวิวในยูทูบทะยานขึ้นสู่หนึ่งล้านวิวในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์</p>
<p>จริงอยู่ที่นักวิจารณ์จากหลายสำนักเห็นว่า <i>Delta</i> พยายามเข้ามาอยู่ในดนตรีเมนสตรีม ซึ่งถูกคาดว่าเป็นการปูทางไปสู่อัลบั้มถัดไป หรือเพื่อที่จะ collaborate กับศิลปินอื่นๆ ได้มากขึ้น ทั้งการทำเพลงและการทัวร์คอนเสิร์ต แต่หลายสำนักก็ยังคงชื่นชมในความลงตัวของ <i>Delta</i></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72195 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695262.jpg" alt="" width="642" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695262.jpg 642w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695262-201x300.jpg 201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__73695262-600x897.jpg 600w" sizes="(max-width: 642px) 100vw, 642px" /></p>
<p>นิตยสาร <i>NME</i> พูดถึง <i>Delta</i> ไว้ได้น่าสนใจว่า ‘คุณสามารถเอาเพลงทั้งหมด 14 เพลงใน <i>Delta</i> ไปใส่ไว้ในรวมเพลงฮิตของศิลปิน เช่น Imagine Dragons หรือ Twenty One Pilots ได้อย่างลงตัว ซึ่งมันจะเป็นสิ่งดีหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ฟัง แต่ <i>Delta</i> คือการรวบรวมเพลงของ Mumford &amp; Sons ที่ลงตัวที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา ไม่คันทรีจนเกินไป และไม่ใช่อัลบั้มทดลองจนออกทะเล <i>Delta</i> ให้บรรยากาศสบายๆ ไม่รีบร้อน บวกกับเมโลดี้ที่ชวนฝัน’</p>
<p>การตั้งใจฟัง <i>Delta</i> ครั้งแรก ค่อนข้างตื่นตาตื่นใจพอสมควร พวกเขาวางเพลย์ลิสต์ให้เดาทางยาก และสลับสับเปลี่ยนจังหวะที่แตกต่างจากสามอัลบั้มแรกเป็นอย่างมาก จากแทร็กเปิด ‘42’ ไปจนถึงคอรัสในแทร็ก ‘Woman’ และ ‘October Skies’ ทำให้รู้สึกว่างเปล่า แต่ในขณะเดียวกันก็ร้าวราน ถูกคั่นกลางด้วยแทร็ก ‘Beloved’ ที่ค่อยพาเรากลับไปยัง Mumford &amp; Sons ในยุคแรกอีกครั้ง เสียงแบนโจที่ชัดเจนบวกกับเสียงนุ่มโทนต่ำและแผดเสียงก่อนเข้าท่อนฮุก เท่านี้ก็เบาใจแล้วว่าพวกเขายังอยู่ในหนทางของโฟล์กร็อกยุคบุกเบิกก่อนจะถึงแทร็กสำคัญอย่าง ‘Picture You’ ที่พอได้ฟังหลายรอบแล้วทำให้นึกถึง Damon Albarn ที่กำลังพยายามร้องเพลงเศร้าต่อหน้าผู้คนนับหมื่นในคอนเสิร์ตด้วยแววตาที่จริงใจ</p>
<p style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/v5eo-3qVfG8" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>แม้งานใหม่ของ Mumford &amp; Sons จะรักษามาตรฐานเอาไว้ได้คงที่ แต่ความอืดและความจืดชืดในบางแทร็กทำให้นักวิจารณ์เพลงก็ไม่ได้ชอบคาแร็กเตอร์ของอัลบั้มมากนัก</p>
<p>“<i>Delta</i> ทำให้เรานึกถึงอัลบั้ม <i>X&amp;Y</i> ของ Coldplay ที่ออกมาในปี 2005 ซึ่งน่าเบื่อที่สุดที่ Coldplay เคยทำไว้ เพราะมีความยาวเยิ่นเย้อ คล้ายคลึงกับ <i>Delta</i> อย่างมากเพราะมีความยาวถึง 61 นาที ที่สำคัญคือเสียงในอัลบั้มส่วนใหญ่จะเรียบๆ และไม่หวือหวา หากฟังเข้านานๆ เหมือนยาลดกรดที่ไร้รสชาติที่กำลังละลายในแก้วนม” คอลัมนิสต์จาก <i>Pitchfork</i> พูดถึงความน่าเบื่อของ <i>Delta</i> ได้เห็นภาพทีเดียว</p>
<p>หลากหลายความเห็นต่อ <i>Delta</i> ค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่แทร็กยอดเยี่ยมของอัลบั้มจะไม่มีไม่ได้ โมเมนต์ที่โชว์ความยอดเยี่ยมและการเติบโตในเส้นทางดนตรีถูกถ่ายทอดออกมาในแทร็ก <i>Wild Heart</i> ช่วงท้ายอัลบั้มที่สุดแสนจะบัลลาด เพลงนี้เหมือนได้ปลุกรากความเป็นเพลงโฟล์กของวงอีกครั้งอย่างน่าฉงน พลังเสียงของมาร์คัสเคล้าด้วยเสียงกลอง เปียโนที่นุ่มนวล และกีตาร์อะคูสติกที่เงียบงัน แต่เปี่ยมไปด้วยตัวโน้ตชัดเจน จนไม่ต้องเร่งเสียง</p>
<p><em>“</em><em>No one is better armed</em></p>
<p><em>To tear me down with a slight of the tongue”</em></p>
<p>มาร์คัสร้องพึมพำอยู่ในลำคอ เพลงนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาด้วยความดุดัน แต่ก็เป็นความความรักที่ซับซ้อน เร่าร้อนและสานสัมพันธ์แบบเอื้อเฟื้อต่อกัน คงเป็นจุดนี้ล่ะมั้งที่ทำให้แฟนเพลงต่างก็เติบโตไปกับบทเพลงของพวกเขา ที่ถึงแม้จะสลับซับซ้อนแต่ก็เข้าถึงง่ายในเวลาเดียวกัน ทำให้เห็นว่าพวกเขาเองก็ต้องการยกระดับมาตรฐานงานเพลงของวง แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งความเป็นโฟล์กอังกฤษที่เปิดฟังได้ในทุกช่วงเวลา</p>
<p>21 พฤศจิกายน จะเป็นการทัวร์คอนเสิร์ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกของวง เพราะก่อนหน้านี้ทำได้แค่เฉียดไปเฉียดมา ใกล้ที่สุดก็ยังไกลถึงโตเกียว ประสบการณ์ทั้ง 4 อัลบั้มและการออกทัวร์ไม่ต่ำกว่าพันรายการ คงไม่ต้องอธิบายอะไรไปมากกว่านี้ ใครที่เพิ่งฟัง <i>Delta</i> จบและยังลังเลว่าควรจะไปดูสดหรือเปล่า ก็อย่าพลาดโอกาสนี้ไปเลย นานๆ ทีจะมีโฟล์กดีๆ มาเสิร์ฟถึงบ้าน ส่วนแฟนฮาร์ดคอร์สมัยบุกเบิกแทบไม่ต้องห่วง เพราะมั่นใจว่าขนเซตลิสต์มาจากทั้ง 4 อัลบั้มอย่างแน่นอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-72187 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/6.jpg" alt="" width="2880" height="1618" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/6.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/6-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/6-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/6-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/6-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>ขอให้สนุกกับการฟังเพลง แล้วพบกันที่ Mumford &amp; Sons Live in Bangkok</p>
<p><em> </em></p>
<h3>ทำการบ้านกับ 3 แทร็กที่ควรฟังก่อนไปคอนเสิร์ต</h3>
<ul>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=fNy8llTLvuA" target="_blank" rel="noopener"><em>The Cave</em></a></li>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=qHsEwQvnGOE" target="_blank" rel="noopener"><em>Guiding Light</em></a></li>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=rId6PKlDXeU" target="_blank" rel="noopener"><em>Hopeless Wanderer</em></a></li>
</ul>
<hr />
<p>อ้างอิง</p>
<p><u><a href="https://www.nme.com/news/music/mumford-sons-receive-prestigious-john-steinbeck-award-2536834">NME</a></u></p>
<p><a href="https://pitchfork.com/reviews/albums/mumford-and-sons-delta/">Pitchfork</a><u></u></p>
<p><a href="https://www.theatlantic.com/entertainment/archive/2011/03/mumford-sons-how-a-british-folk-band-became-almost-as-popular-as-justin-bieber/72215/?fbclid=IwAR3faHwT9C85gqeOJNsNktwcS1JclVwWtYwoAPzzljrBqORgyn1pEs56iXU">The Atlantic</a></p>
<p><u><a href="https://theboot.com/mumford-and-sons-delta-interview/">The Boot</a></u></p>
<p><u><a href="https://www.theguardian.com/music/2012/nov/15/mumford-sons-biggest-band-world?fbclid=IwAR3qK6RhEaRzg1T-sqKZxjmLqhv0wIfzOF2m8ZUnqhYP1yWdxnm5dPlqNKE">The Guardian</a></u></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mumford-sons-delta-album/">‘Delta’ ความพยายามครั้งที่ 4 ของ Mumford &#038; Sons โฟล์กร็อกสายวรรณกรรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไปให้ไกลกว่าหนุ่มยิวนิวยอร์ก ‘Father of the Bride’ อัลบั้มใหม่ของ Vampire Weekend</title>
		<link>https://adaymagazine.com/vampire-weekend-father-of-the-bride-recommended/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณวุฒิ บุญฤกษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2019 09:34:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Jerusalem]]></category>
		<category><![CDATA[Berlin]]></category>
		<category><![CDATA[Sunflower]]></category>
		<category><![CDATA[This Life]]></category>
		<category><![CDATA[Danielle Haim]]></category>
		<category><![CDATA[Ezra Koenig]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[Steve Lacy]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<category><![CDATA[The Internet]]></category>
		<category><![CDATA[recommended song]]></category>
		<category><![CDATA[Haim]]></category>
		<category><![CDATA[Father of the Bride]]></category>
		<category><![CDATA[Vampire Weekend]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=65134</guid>

					<description><![CDATA[<p>Holiday, oh, a holiday And the best one of the year Dozing off underneath my sheets While I cover both my ears But if I wait for a holiday Could it stop my fears? To go away on a summer&#8217;s day Never seemed so clear…   เสียงอินโทรเพลง Holiday ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/vampire-weekend-father-of-the-bride-recommended/">ไปให้ไกลกว่าหนุ่มยิวนิวยอร์ก ‘Father of the Bride’ อัลบั้มใหม่ของ Vampire Weekend</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><em>Holiday, oh, a holiday</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>And the best one of the year</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>Dozing off underneath my sheets</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>While I cover both my ears</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>But if I wait for a holiday</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>Could it stop my fears?</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>To go away on a summer&#8217;s day</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>Never seemed so clear…</em></p>
<p><em> </em></p>
<p>เสียงอินโทรเพลง<em> Holiday</em> ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม ปี 2553 ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโห่ร้องอย่างไม่ขาดสาย ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว Vampire Weekend มีฐานแฟนเพลงในไทยและเอเชียจำนวนมาก ยอดขายและตารางทัวร์ที่ถล่มทลายของสองอัลบั้มแรก ผลักให้ Vampire Weekend เป็นวงที่น่าจับตามองที่สุดในนิวยอร์กอย่างไม่ต้องสงสัย มหานครนิวยอร์กที่กว้างใหญ่ วงอินดี้ป๊อปไม่กี่วงที่จะสร้างชื่อให้เป็นที่จดจำได้ แต่กลุ่มแวมไพร์หนุ่มทำสำเร็จตั้งแต่อายุยี่สิบปลายๆ</p>
<p>ไลฟ์ในคืนนั้นสร้างความประทับใจให้แฟนๆ ชาวไทยไม่น้อยหน้าวงอื่นๆ ที่ออกทัวร์ในช่วงเดียวกัน เป็นโชว์เดือดตั้งแต่ต้นยันช่วงอังกอร์ นั่นคือภาพจำของสี่แวมไพร์หนุ่มเมื่อ 9 ปีที่แล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65331 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-1-Screenshot.jpg" alt="" width="675" height="422" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-1-Screenshot.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-1-Screenshot-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-1-Screenshot-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>หายหน้าไป 6 ปี เท้าความกันหน่อย</h3>
<p>ภาพจำของวงคงหนีไม่พ้นความสนุกสนานที่ส่วนผสมของดนตรีมันเลยเถิดจากความเป็นนิวยอร์กบ้านเกิดไปเยอะมาก ในสองอัลบั้มแรก ทั้ง <em>Vampire Weekend</em> และ <em>Contra</em> ถูกจัดให้อยู่ในลิสต์อัลบั้มยอดเยี่ยมหลายรางวัล สำคัญกว่านั้นคือการที่สื่อหลายสำนักยกย่องในแนวทางดนตรีที่พูดอย่างกว้างๆ ว่าเป็นอินดี้ป๊อปที่มีกลิ่นอายของ ‘baroque pop’ บางสำนักนิยามกลุ่มแวมไพร์หนุ่มไว้ว่าเป็น ‘world music’ ยุคใหม่เลยทีเดียว</p>
<p>กระนั้นก็ตาม นอกเหนือจากเพลงที่คุ้นหู และวางหมุดหมายสำคัญให้กับวงอินดี้ในช่วงปี 2007-2010 สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเขา กลับไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จมากนัก แม้จะยังสามารถทำอันดับใน Billboard ได้ แต่ทั้งยอดขาย และคำวิจารณ์ แน่นอนว่าเทียบกับทั้ง 2 อัลบั้มแรกไม่ได้แม้แต่น้อย</p>
<p>หากลองถามแฟนคลับของวงว่ามีเพลงฮิตอะไรบ้างในอัลบั้มนี้ คนตอบอาจต้องใช้เวลานึกค่อนข้างนาน และคงตอบยากจริงๆ ว่าเพลงอะไร ผู้เขียนก็เช่นกันครับ</p>
<p>กลับกัน หากพูดถึงสตูดิโอ 2 อัลบั้มแรก หลายคนคงเริ่มพยักหน้า กดเพลย์คงร้องตามได้เลย เอามาให้ครบทั้ง <em>A-punk, Oxford Comma, Cape Cod Kwassa Kwassa, Horchata, Holiday</em> และอื่นๆ อีกมากมาย เอาเป็นว่า ครั้งหนึ่ง 2 อัลบั้มนี้แทบจะเป็นอัลบั้มสามัญประจำ iPod กันเลยทีเดียว</p>
<p>ความผิดพลาดในอัลบั้มที่ 3 แทบทำให้ Vampire Weekend หลุดจากสารบบของวงการอินดี้ป๊อปของโลกไปอย่างกลายๆ สมาชิกหลายคนแยกย้ายกันไปทำโปรเจกต์ตัวเองในระหว่างนั้น ก่อนจะกลับมาลงมือคิดกับสตูดิโออัลบั้มที่ 4 อย่างจริงจัง ภายใต้ชื่อ <em>Father of the Bride (FOTB)</em> ในราวกลางปี 2015 พร้อมทวงบัลลังก์วงอินดี้แถวหน้าอีกครั้ง</p>
<div id="attachment_65332" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-65332" class="wp-image-65332 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-2-Rolling-Stones.jpg" alt="" width="675" height="460" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-2-Rolling-Stones.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-2-Rolling-Stones-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-2-Rolling-Stones-600x409.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-65332" class="wp-caption-text">RollingStones.com</p></div>
<p>เดิมทีสมาชิกของ ‘ผีดิบสุดสัปดาห์’ ประกอบด้วยสมาชิก 4 คนด้วยกันคือ Ezra Koenig, Chris Baio, Chris Tomson และ Rostam Batmanglij ก่อนที่ Rostam Batmanglij มือกีตาร์และเจ้าของเสียงกวนๆ จะลาออกจากวงไป เพื่อทำดนตรีในแบบฉบับของตัวเองอย่างเต็มที่ ทำให้อัลบั้ม <em>FOTB</em> เหลือสมาชิก 3 คน และใช้แบ็กอัพในการทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนวงทั่วๆ ไป</p>
<p>น้อยคนจะรู้ว่า เด็กหนุ่มที่ดูท่าทางขี้เมา และมีน้ำเสียงสุดทะเล้น ฟอร์มวงกันที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวี่ลีก สถาบันชั้นนำของโลก มากไปกว่านั้นส่วนผสมของทั้งสี่ ก็ไม่ใช่เนทีฟอเมริกัน แต่มีทั้งยิว เปอร์เซีย และอเมริกัน รวมอยู่ในวงเดียว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><em>Father of the Bride</em>: คงเพราะเป็นพ่อคนครั้งแรกในชีวิต</h3>
<p>สิ่งที่น่าสนในทั้งในอัลบั้มใหม่และวงคือ ฟรอนต์แมนของวงอย่าง Koenig ที่แทบจะเป็นทุกอย่างของ Vampire Weekend ในปัจจุบัน ไม่แปลกนักที่เราจะเห็นวงดนตรีหลายวงในโลกมีศูนย์กลางของวงอยู่ที่ฟรอนต์แมน ให้นึกไวๆ คงจะนึกถึง The Smiths, Blur และ The Verve อะไรทำนองนี้ Koenig ก็เช่นกัน เพลงเกือบทุกเพลง แนวทาง สไตล์การร้อง และลูกเล่นในโชว์แสดงสด แทบจะมาจากความคิดเขาทั้งหมด</p>
<p>Koenig เพิ่งมีลูกชายคนแรกเมื่อกลางปีที่แล้วกับ Rashida Jones ภรรยานักแสดงสาวชาวอเมริกันในช่วงที่กำลังอัดและเขียนเพลงในอัลบั้ม <em>Father of the Bride</em> พอดิบพอดี เนื้อหาหลักของอัลบั้มจึงพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่าน ทั้งเรื่องวัย การทำงาน ความรัก ความสูญเสีย</p>
<p>“วงจรชีวิตและความเปลี่ยนแปลง แทบจะเป็นประเด็นหลักของเนื้อหาในอัลบั้ม การมีลูกคนแรกมันแทบจะเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต” Koenig เล่าถึงช่วงเวลาของการเขียนเพลง และเข้าห้องอัด ซึ่งเริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้ว</p>
<p>ที่แปลกไปกว่าวงอื่นๆ คือ Koenig เป็นไอคอนอินดี้ป๊อปชาวยิว ตลอดระยะเวลาการเป็นศิลปิน เขาเผยความในใจว่า แทบจะไม่มีครั้งไหนของการโปรโมตอัลบั้มที่นักข่าวจะไม่ถามถึงเรื่องนี้ การก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อวงและ Koenig เป็นอย่างมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>Jerusalem, New York, Berlin</h3>
<p>นอกเหนือจากหน้าปกอัลบั้มที่เปลี่ยนสไตล์ไปจากเดิมจนจำไม่ได้ ถึงขนาดที่แฟนเพลงพากันคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของวงต่อภาพหน้าปกอัลบั้มที่ถูกโพสต์ในวันแรกว่า “เปลี่ยนหน้าปกใหม่เถอะ อย่าเปลี่ยนแนวเลย!” ยังมีเรื่องเนื้อหาและมุมมองต่อการทำเพลงของวงด้วย โดยเฉพาะกับฟรอนต์แมนพ่อลูกอ่อนอย่าง Koenig ที่ได้ชื่ออัลบั้มนี้ในระหว่างการเขียนเพลง <em>Father of the Bride</em> อันเกิดขึ้นจากความคิดของ Koenig ที่อาจพูดได้ว่าตกผลึกกับชีวิต และคิดถึงอนาคตของตน วงดนตรี และครอบครัว อย่างลุ่มลึกมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65333 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-3-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>หลังจากปล่อยอัลบั้มได้เดือนเศษๆ Koenig ตระเวนโปรโมตอัลบั้ม และให้สัมภาษณ์อย่างหนักหน่วง คำถามที่มักจะถูกถามบ่อยที่สุดคือ ที่มาของเพลง <em>Jerusalem, New York, Berlin</em> อาจเพราะเขาเป็นชาวยิว นิวยอร์กจะเป็นบ้านเกิดของเขา แต่อีกสองสถานที่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเขาเท่าไหร่ และคำตอบที่ตอบสื่ออยู่บ่อยๆ คือ การหลุดออกจากตัวตนของตัวเอง หลุดออกจากสถานที่เดิมๆ</p>
<p>“สามอัลบั้มที่ผ่านมา ผมรู้สึกเหมือนมีตัวตนของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งมันมากเกินไป อัลบั้มใหม่นี้จึงอยากให้คนอื่นมาร่วมด้วย อยากกลับไปสู่การทำเพลงแบบเบสิกๆ มีเสียงที่มันเล็ดลอดเข้ามาก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น มีคนมาแจม อยากให้เป็นเพลงที่รู้สึกว่าทุกคนมีส่วนร่วม หรือพูดถึงชีวิตที่ไม่ใช่ตัวผมคนเดียว” Koenig พูดถึงภาพรวมของอัลบั้ม <em>Father of the Bride</em> ที่มีน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิมอยู่มาก</p>
<div id="erdyt-6a3b271d0f9b0" data-id="sKDesEcDrcc" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-sKDesEcDrcc-6a3b271d0f9b0" data-vid="sKDesEcDrcc" data-src="https://www.youtube.com/embed/sKDesEcDrcc?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/sKDesEcDrcc/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>แม้ Koenig เลือกให้ <em>Sunflower</em> เป็นซิงเกิลแรก และเป็นเพลงที่ได้ร่วมงานกับ Steve Lacy มือกีตาร์วง The Internet ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาอยากให้การกลับมาของวงมีความคึกคัก จาก Riff กีตาร์ขึ้นลงในจังหวะที่หลายๆ คนคุ้นเคย เขายืนยันว่าไม่อยากเริ่มด้วยเพลงช้า นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ซิงเกิลที่ละเมียดหู เต็มไปด้วยรายละเอียดอย่าง <em>Harmony Hall</em> และ <em>This Life</em> กลายเป็นซิงเกิลที่สองและสาม ตามลำดับ</p>
<p>แต่หากจะต้องเลือกสักหนึ่งแทร็กในอัลบั้มนี้ที่พูดถึงภาพรวมของงานได้ดีที่สุด <em>Jerusalem, New York, Berlin</em> คงอธิบายตัวตนของ Vampire Weekend ณ ปัจจุบันได้ดีที่สุดแล้ว แน่นอนว่าในส่วนของดนตรี ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการพากลับไปยังสตูดิโอสองอัลบั้มแรก เสียงที่สะอาด ไม่รกหู คลอด้วยเปียโนและเสียงประสานหอมหวานนำไปสู่ความเข้าใจมุมมองต่อการทำเพลงของ Koenig ที่เป็นคนละคนกับเด็กหนุ่มคนนั้นเมื่อ 9 ปีก่อน</p>
<div id="erdyt-6a3b271d0f9d6" data-id="Yqw4ZeEAEJI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-Yqw4ZeEAEJI-6a3b271d0f9d6" data-vid="Yqw4ZeEAEJI" data-src="https://www.youtube.com/embed/Yqw4ZeEAEJI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/Yqw4ZeEAEJI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ส่วนผสม ‘เก่า’ และ ‘ใหม่’ เพื่อไปให้ไกลกว่านิวยอร์ก</h3>
<p>ศิลปินที่ตบเท้าเข้าร่วมฟีเจอริงในอัลบั้มใหม่มีสองคนคือ Danielle Haim และ Steve Lacy ทั้งคู่เป็นมือกีตาร์ต่างสไตล์แต่มากความสามารถ หนึ่งในสองซิงเกิลที่ทำร่วมกับ Steve Lacy ถูกปล่อยเป็นซิงเกิลแรกไปแล้วเรียบร้อย แต่ 3 แทร็กที่ทำร่วมกับ Danielle Haim จากวงสามสาว Haim น่าสนใจว่าทำไมถึงยังไม่ถูกปล่อยเป็นซิงเกิล ทั้งๆ ที่เมื่อตั้งใจฟังอย่างจริงจังไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบรอบ ต้องบอกว่าเป็นมาสเตอร์พีซของ Vampire Weekend และ Danielle Haim อย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามการปล่อยซิงเกิลแรกของวงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การเริ่มฟังอัลบั้มตั้งแต่ต้นจะดีมากๆ <em>Hold you now</em> ซึ่งเป็นแทร็กแรกเปิดอัลบั้ม Koenig กับกีตาร์โปร่ง สลับกับเสียงร้องของ Danielle Haim และไฮไลต์ของแทร็กแรกนี้อยู่ตรงการนำเอาท่อนบทสวด <em>God yu tekkem laef blong mi</em> มาจาก ‘Take My Life and Let It Be’ โดย Frances R. Havergal (1874) จากภาพยนตร์เรื่อง <em>The Thin Red Line</em> ที่ประพันธ์ไว้โดยนักทำสกอร์ภาพยนตร์ในตำนานอย่าง Hans Zimmer ทำเอาประหลาดใจมากๆ เพราะมันคือส่วนผสมของความเป็น Vampire Weekend ในยุคแรกๆ</p>
<p>ความไม่สมบูรณ์ของการอัดเสียง สิ่งที่เล็ดลอดออกมาเล็กน้อยยังประทับตราตัวตนของพวกเขาเช่นเดิม เสียงของ Koenig ที่ยังเป็นหนุ่มอยู่ตลอดกาล บวกกับความจริงจังและเสียงทุ้มหวานของ Danielle Haim ทั้งหมดนี้มีแบ็กกราวนด์เป็นสกอร์ของ Hans Zimmer คงยากที่จะอธิบายเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจาก ‘ไร้ที่ติ’</p>
<p>อัลบั้มนี้จึงเป็นอีกครั้งที่ Vampire Weekend ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต US Billboard 200 และแน่นอนว่าเป็นอัลบั้มอินดี้ป๊อปที่มียอดขายประจำสัปดาห์ดีที่สุดของปี 2019 อยู่ในระดับเดียวกับอัลบั้มรวมเพลงของวง Queen ที่ปล่อยออกมาในช่วงไล่เลี่ยกันจากภาพยนตร์เรื่อง <em>Bohemian Rhapsody</em> และ <em>Father of the Bride</em> ยังเป็นอัลบั้มยอดขายอันดับ 1 ของค่าย Columbia ในปีนี้อีกด้วย</p>
<div id="attachment_65334" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-65334" class="wp-image-65334 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-4-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-65334" class="wp-caption-text">โปสเตอร์โปรโมตอัลบั้มหน้าร้านแผ่นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน</p></div>
<p>ในช่วงเดือนนี้คงเป็นช่วงเดียวกับที่วงออกทัวร์อเมริกาอีกครั้งหลังจากห่างหายจากเวทีไปนานถึง 6 ปี แต่ดูจากเสียงตอบรับตามไลฟ์ต่างๆ ที่วงโปรโมตในโซเชียลมีเดียของตัวเองแล้ว คาดว่ายังคงท็อปฟอร์มเหมือนเดิม แน่นอนว่ายุโรปคงเป็นที่ถัดไป แฟนของ Vampire Weekend ที่นั่นคงตั้งตารออยู่จำนวนไม่น้อย</p>
<p>แฟนเพลงชาวไทยก็คงไม่ต่างกัน&#8230;</p>
<p>รอโปรโมเตอร์ใจดีอยู่นั่นเอง ระหว่างนี้ก็อย่ารอช้า ลองดูว่า <em>Father of the Bride</em> จะสมราคากับ 6 ปีที่หายไปไหม</p>
<p>ที่แน่ๆ นี่เป็นอีกอัลบั้มสามัญประจำบ้านของผมไปเรียบร้อย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65335 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-5.jpg" alt="" width="675" height="379" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-5-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/vampire-weekend-5-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ขอให้สนุกกับการฟังเพลง เชื่อว่าหลายๆ คนจะไม่ผิดหวังกับอัลบั้ม <em>Father of the Bride</em> ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>3 แทร็กที่แนะนำให้ฟังก่อนอัลบั้มใหม่</h3>
<ul>
<li><em>Oxford Comma</em></li>
<li><em>Horchata</em></li>
<li><em>Giving Up the Gun</em></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://junkee.com/ezra-koenig-vampire-weekend-interview/203410">Junkee</a></p>
<p><a href="https://www.stereogum.com/featured/vampire-weekend-ezra-koenig-interview-father-of-the-bride/?fbclid=IwAR0j99-ZPzni-dhHHFtjt031r1ule1RnMYoPLxSxWSa65O0pChYYRQwo4ew">Stereogum</a></p>
<p><a href="https://www.thecurrent.org/feature/2019/06/11/ezra-koenig-vampire-weekend-interview">The Current</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/vampire-weekend-father-of-the-bride-recommended/">ไปให้ไกลกว่าหนุ่มยิวนิวยอร์ก ‘Father of the Bride’ อัลบั้มใหม่ของ Vampire Weekend</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
