<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สืบสกุล แสงสุวรรณ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/columnist04/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/columnist04/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 26 Jul 2023 14:19:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>30 ปี Jurassic Park ฝูงไดโนเสาร์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jurassic-park-30th-anniversary/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jul 2023 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[Jurassic Park]]></category>
		<category><![CDATA[Steven Spielberg]]></category>
		<category><![CDATA[สตีเวน สปีลเบิร์ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169309</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อว่าแทบทุกคนบนโลกทุกวันนี้ หากไม่นับรวมเด็กน้อยที่เพิ่งเกิดไม่กี่ปี ไม่ว่าจะอายุเท่าไรคงต้องเคยดู ‘Jurassic Park’ หนังดังจากยุค ‘90 อย่างน้อยครั้งหนึ่งหรือสักซีนสองซีน ไม่ว่าจะในรูปแบบวิดีโอจนมาเป็นวีซีดี ดีวีดี บลูเรย์ สตรีมมิง หรือดูจากฟรีทีวีที่เวียนมาฉายอยู่หลายรอบตามช่องต่างๆ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา   และสำหรับทุกคนที่ร่วมยุคสมัย ถึงจะผ่านวันเวลามานมนาน แต่ครั้งที่เข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อ 31 กรกฎาคม 2536 ตามหลังอเมริกาแค่เดือนเดียว หนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ได้ฝากความทรงจำไว้มากมาย ไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่ต่างชอบไดโนเสาร์กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ปกครองที่พาบุตรหลานไปชมก็คงตื่นตาและตื่นใจไม่รู้ลืมเช่นกัน&#160; ในช่วงที่เรื่องนี้เปิดฉาย สตีเวน สปีลเบิร์ก ไม่ใช่นามที่คนไทยไม่รู้จัก เพราะถูกนำมาแปะในการประชาสัมพันธ์พร้อมไปกับชื่อหนังอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่กำกับเองหรืออำนวยการสร้าง ไม่ต่างจากผู้กำกับที่มียุคเหลื่อมกันอย่าง แซม เพกคินพาห์ ชื่อที่ใช้รับประกันความมันของหนังบู๊ หรือผู้สร้างเจ้าของฉายา ‘เจ้าบุญทุ่ม’ อย่าง ดิโน เดอ ลอเรนติส ซึ่งหมายถึงหนังเรื่องนั้นเป็นโปรแกรมยักษ์ สปีลเบิร์กก็คือชื่อที่ถูกนำมาใช้รับประกันความบันเทิงสำหรับหนังมีอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนใคร โดยเริ่มจาก ‘Jaws’ หนังซัมเมอร์ของอเมริกาเหนือเมื่อปี 2518 ก่อนจะเข้ามาฉายบ้านเราในปีถัดมา&#160; แต่หลังจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jurassic-park-30th-anniversary/">30 ปี Jurassic Park ฝูงไดโนเสาร์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เชื่อว่าแทบทุกคนบนโลกทุกวันนี้ หากไม่นับรวมเด็กน้อยที่เพิ่งเกิดไม่กี่ปี ไม่ว่าจะอายุเท่าไรคงต้องเคยดู ‘Jurassic Park’ หนังดังจากยุค ‘90 อย่างน้อยครั้งหนึ่งหรือสักซีนสองซีน ไม่ว่าจะในรูปแบบวิดีโอจนมาเป็นวีซีดี ดีวีดี บลูเรย์ สตรีมมิง หรือดูจากฟรีทีวีที่เวียนมาฉายอยู่หลายรอบตามช่องต่างๆ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา  </p>



<p>และสำหรับทุกคนที่ร่วมยุคสมัย ถึงจะผ่านวันเวลามานมนาน แต่ครั้งที่เข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อ 31 กรกฎาคม 2536 ตามหลังอเมริกาแค่เดือนเดียว หนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ได้ฝากความทรงจำไว้มากมาย ไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่ต่างชอบไดโนเสาร์กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ปกครองที่พาบุตรหลานไปชมก็คงตื่นตาและตื่นใจไม่รู้ลืมเช่นกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-of-Jurassic-Park-C02-1-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-169343" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-of-Jurassic-Park-C02-1-1-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-of-Jurassic-Park-C02-1-1-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-of-Jurassic-Park-C02-1-1-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-of-Jurassic-Park-C02-1-1.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>ในช่วงที่เรื่องนี้เปิดฉาย สตีเวน สปีลเบิร์ก ไม่ใช่นามที่คนไทยไม่รู้จัก เพราะถูกนำมาแปะในการประชาสัมพันธ์พร้อมไปกับชื่อหนังอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่กำกับเองหรืออำนวยการสร้าง ไม่ต่างจากผู้กำกับที่มียุคเหลื่อมกันอย่าง แซม เพกคินพาห์ ชื่อที่ใช้รับประกันความมันของหนังบู๊ หรือผู้สร้างเจ้าของฉายา ‘เจ้าบุญทุ่ม’ อย่าง ดิโน เดอ ลอเรนติส ซึ่งหมายถึงหนังเรื่องนั้นเป็นโปรแกรมยักษ์ สปีลเบิร์กก็คือชื่อที่ถูกนำมาใช้รับประกันความบันเทิงสำหรับหนังมีอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนใคร โดยเริ่มจาก <em>‘Jaws’</em> หนังซัมเมอร์ของอเมริกาเหนือเมื่อปี 2518 ก่อนจะเข้ามาฉายบ้านเราในปีถัดมา&nbsp;</p>



<p>แต่หลังจาก <em>Jaws</em> ผู้ชมคนไทยก็ห่างหายไม่ได้ดูหนังใหม่ของสปีลเบิร์กอีกเลย ทั้ง <em>‘Close Encounter of the Third Kind’</em> (2520) หนังที่ทำให้ได้ชิงออสการ์ผู้กำกับครั้งแรก และ <em>‘1941’</em> (2522) หนังตลกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ความล้มเหลวครั้งแรกทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ของสปีลเบิร์ก เพราะทั้ง 2 เรื่องออกฉายในช่วงสตูดิโอใหญ่ หรือ ‘เมเจอร์’ ของฮอลลีวูดหยุดส่งหนังเข้ามาในบ้านเรา เพื่อประท้วงการขึ้นภาษีฟิล์มจากเมตรละ 2 บาทกว่า เป็น 30 บาท ของรัฐบาลชุด ‘ปฏิรูป’ เมื่อปลายปี 2519 กว่าจะได้ดูก็ต้องรอหลังจากนั้นอีก 5 ปี หนังเมเจอร์จึงเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง และทั้ง 2 เรื่องก็ไม่ต่างจาก <em>‘Star Wars’ </em>(2520) ของ จอร์จ ลูคัส เพื่อนของสปีลเบิร์ก ทั้งหมดกลายเป็นหนังเก่าต้องรีบระบายของเมเจอร์ จนกระทั่ง <em>’ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า’</em> หรือ <em>‘Raiders of the Lost Ark’</em> หนังดังประจำซัมเมอร์ปี 2524 ที่สร้างโดยลูคัสเข้ามาฉายในบ้านเราปีถัดมา รวมทั้งการมาถึงของเครื่องเล่นวิดีโอในขณะนั้น ก็สร้างเครดิตให้สปีลเบิร์กถูกจดจำในหมู่ผู้ชมชาวไทยอีกครั้ง</p>



<p>“คนแบบสปีลเบิร์กไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย” ลูคัสบอกกับนิตยสาร Time เมื่อปี 2540 “เมื่อคนพวกนี้ลงมือทำอะไรก็จะเกิดสิ่งที่น่าทึ่ง เหมือนเวลาเราพูดถึงไอน์สไตน์ หรือ ไทเกอร์ วูด เขาไปไกล&#8230;ไกลแสนไกลกว่าคนทำหนังยุคเดียวกัน” ลูคัสกล่าวถึงเพื่อนด้วยบางคำที่นำมาจาก <em>Star Wars</em> และหลังจากภาคแรก สปีลเบิร์กก็ทำขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าให้กับลูคัสฟิล์มอีก 3 ภาค จนกลายเป็นหนังภาคต่อที่เขาเคยกำกับเอาไว้มากที่สุด </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169356" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C06-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่คำกล่าวของลูคัสก็ฟังดูเหมือนอวยตามมารยาท หากไม่ได้คำนึงถึงผลตอบรับของผู้ชมกับรายได้จากหนังหลายเรื่องของสปีลเบิร์ก นับตั้งแต่ต้นจนถึงปีนั้น ไม่มีอะไรทำให้เป็นคำยกยอเกินจริง แม้ระหว่างนั้นจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไปก็ตาม&nbsp;</p>



<p>ด้วยเครดิตตั้งแต่ <em>Jaws</em> ก่อนจะตอกย้ำด้วยสถิติใหม่ด้านรายได้จาก <em>‘E.T. The Extra-Terrestrial’</em> (2525) ที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดเท่าที่โลกเคยมี ไม่ว่าสปีลเบิร์กจะขยับทำหนังเรื่องใด ล้วนแต่ได้รับความสนใจ นายทุนต่างให้ความไว้วางใจ นอกจากกำกับ ในเวลานั้นเขาเลยผันไปเป็นผู้สร้างหนังดังระดับคลาสสิกเอาไว้หลายเรื่อง เช่น <em>‘Poltergeist’</em> (2525)&nbsp; <em>‘Back to the Future’</em> (2528-2533) หรือ <em>‘Gremlins’</em> (2527-2533) เป็นตัวอย่าง&nbsp;</p>



<p>แต่ในฐานะคนทำหนัง สปีลเบิร์กก็มีความพยายามในการสลัดภาพ ‘ปีเตอร์ แพน’ ชายผู้ไม่รู้จักโตแบบที่สื่อมวลชนเรียก (รวมทั้งตัวเองในบางบทสัมภาษณ์) ด้วยหนังที่มีเนื้อหาหนักและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้ง <em>‘The Color Purple’</em> (2528) ชีวิตรันทดของสาวผิวดำที่ทำให้ได้ชิงออสการ์ผู้กำกับอีกครั้ง ตามด้วย <em>‘Empire of the Sun’</em> (2530) กับความพยายามอีกหนในการนำเสนอเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และ <em>‘Always’</em> (2532) หนังแฟนตาซีดราม่าผสมโรแมนติก</p>



<p>ทั้งหมดถูกปล่อยออกฉายในช่วงปลายปี ปลายฤดูที่สตูดิโอมักปล่อยหนังเนื้อหาซีเรียสหรือหวังชิงรางวัลออกมา แต่ทุกเรื่องก็ทำแฮตทริกในความล้มเหลว ทั้งรายได้และคำวิจารณ์ที่มีดีเลวปนกันไป ผิดกับความบันเทิงเพียวๆ ที่สปีลเบิร์กทำออกมาระหว่างผลงานเหล่านั้นอย่างภาคต่อของ <em>ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า</em> ทั้ง <em>‘Indiana Jones and the Temple of Doom’</em> (2527) และ <em>‘Indiana Jones and the Last Crusade’</em> (2532) ล้วนทำเงินถล่มทลาย</p>



<p>และราวกับต้องการประชดที่ถูกเรียกว่า ปีเตอร์ แพน หรือทำเป็นแต่หนังตลาดหลอกเด็ก พอเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 1990 สปีลเบิร์กเลยเลือกทำ <em>‘Hook’</em> (2534) หรือ ปีเตอร์ แพน ฉบับที่กลายเป็นพ่อคน นำแสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์ หนังประสบความสำเร็จด้านรายได้ เข้าชิงออสการ์ 6 สาขาแต่ชวดหมด กระทั่งในปี 2536 ก็เหมือนจะเป็นปีทองของสปีลเบิร์กอย่างแท้จริง ด้วย <em>Jurassic Park</em> หนังที่ถูกวางไว้เป็นโปรแกรมซัมเมอร์ กับ <em>Schindler&#8217;s List</em> หนังที่ฉายปลายปีเดียวกันที่ทำออกมาเพื่อหวังจะกวาดออสการ์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169354" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หากไม่รวมหนังทีวีกับ <em>ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า</em> ที่เป็นหนังผจญภัยมากกว่า ภายหลังเพียรเล่าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 มา 2 เรื่องแต่ไม่มีใครสนใจ ในที่สุดสปีลเบิร์กก็ประสบความสำเร็จด้วยหนังขาวดำ <em>Schindler&#8217;s List</em> คว้ารางวัลสำคัญบนเวทีออสการ์มาได้ถึง 7 ตัว รวมทั้งหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับของสปีลเบิร์ก ส่วน <em>Jurassic Park</em> ในคืนเดียวกันก็ได้ออสการ์ด้านเทคนิคมา 3 ตัว แต่มากกว่าเกียรติยศที่วัดด้วยตุ๊กตาทอง มันคือหนังทำเงินระดับปรากฏการณ์ที่เหนือกว่าทั้ง <em>Jaws</em> หรือ <em>E.T.</em> เป็นหนังแบบที่เคยสร้างชื่อ เป็นความบันเทิงประจำซัมเมอร์ที่น่าจดจำ เพราะมันคือช่วงเวลาแห่งการทำลายบางขอบเขตของโลกภาพยนตร์&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นับแต่มนุษย์รู้จักสื่อแขนงใหม่อย่างภาพยนตร์เมื่อกว่า 100 ปีก่อน หนึ่งในความมหัศจรรย์หาไม่ได้ในชีวิตจริงอย่างไดโนเสาร์ถูกนำขึ้นจอมาแล้วตั้งแต่ปี 2457 ทั้งในแบบไลฟ์-แอ็กชันและแอนิเมชันหรือหนังการ์ตูน นั่นคือ <em>‘Brute Force’</em> ของ ดี. ดับบลิว. กริฟฟิท ที่เล่าเรื่องของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ มีไดโนเสาร์ตัวมหึมาก้มๆ เงยๆ ให้ดูอยู่ช็อตเดียว ส่วนอีกเรื่องเป็นไดโนเสาร์ตัวเมียชื่อ <em>‘Gertie the Dinosaur’ </em>หนังการ์ตูนลายเส้นของ วินเซอร์ แม็กเคย์ ที่มาแนะนำและร่วมแสดงกับเจ้าไดโนเสาร์คอยาวด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169355" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไดโนเสาร์เริ่มมีชีวิตชีวาและมิติมากกว่านั้น ด้วยฝีมือของ วิลลิส โอ’ไบรอัน ที่ใช้เทคนิคสต็อปโมชัน หรือขยับข้อต่อแต่ละส่วนของหุ่นจำลองทีละเฟรม สร้างสรรค์ไดโนเสาร์เอาไว้ในยุคหนังเงียบเช่น<em> ‘The Ghost of Slumber Mountain’</em> (2461) และ <em>‘The Lost World’ </em>(2468) แต่ผลงานคลาสสิกที่ฮือฮาไปทั้งโลกคือ <em>‘King Kong’</em> ในปี 2476 ซึ่งมีไดโนเสาร์ปรากฏตัวอยู่หลายพันธุ์ และในเวลาต่อมาเทคนิคสต็อปโมชันของโอ’ไบรอัน ก็ได้ เรย์ แฮร์รีเฮาเซน ลูกศิษย์ของเขามารับช่วงต่อ สร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการเนรมิตทั้งสัตว์ประหลาด และไดโนเสาร์ไว้ในหนังแฟนตาซีหรือไซไฟหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ<em> ‘The Valley of Gwangi’</em> (2512) ซึ่งปรากฏร่องรอยอยู่ในบางช็อตของ <em>Jurassic Park</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C01-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-169347" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C01-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C01-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C01-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C01.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>เมื่อสปีลเบิร์กตัดสินใจซื้อสิทธิ์นิยายของ ไมเคิล ไครช์ตัน ที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ หรือต้นฉบับของ <em>Jurassic Park</em> เทคนิคที่เขาเลือกในการสร้างไดโนเสาร์ จำเป็นต้องให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากความรู้สึกในครั้งแรกที่ผู้ชมได้เห็นฉลามขาวใน <em>Jaws</em> หรือมนุษย์ต่างดาวใน <em>Close Encounter of the Third Kind</em> รวมทั้งเอเลียนใน <em>E.T.</em> สปีลเบิร์กจึงเลือก สแตน วินสตัน ที่เพิ่งสร้างผลงานเจ๋งๆ ไว้ใน <em>‘Terminator 2: Judgment Day’</em> (2534) ให้มาสร้างหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าจริงมีกลไกบังคับทั้งแบบเต็มตัวและบางส่วนเพื่อถ่ายในระยะใกล้ ส่วนภาพกว้างเขาเลือกใช้เทคนิคสต็อปโมชัน แต่มีการนำซีจีมาช่วยตกแต่งภาพ เชื่อมแต่ละเฟรมให้เคลื่อนไหวเนียนขึ้นโดยทีมงานไอแอลเอ็ม แล็บสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ของลูคัส แต่ผลที่ออกมายังไม่ได้ดังใจสปีลเบิร์ก</p>



<p>ก่อนหน้านั้น ถ้าย้อนไปมีการนำซีจีจากคอมพิวเตอร์มาใช้ในหนังก่อนแล้วหลายปี และก็เกี่ยวข้องกับ <em>Jurassic Park</em> โดยตรง เพราะเรื่องแรกที่แสดงภาพดิจิทัลหรือ ‘พิกเซล’ แบบที่เราคุ้นตากันในวันนี้ คือ <em>Westworld</em> เมื่อปี 2516 หนังที่เขียนบทและกำกับโดยอดีตคุณหมออย่าง ไครช์ตัน โดยนำมาใช้เป็นภาพแทนสายตาหุ่นยนต์คาวบอยที่แสดงโดย ยูล บรินเนอร์ นอกจากนั้นพล็อตเรื่องนี้ก็คล้ายเหลือเกินกับเรื่องราวใน <em>Jurassic Park</em> เพราะในขณะที่ <em>Jurassic Park</em> เล่าเรื่องวันสยองเมื่อเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ไดโนเสาร์หลุดออกมาจากกรง หุ่นยนต์คาวบอยใน <em>Westworld</em> ก็คือส่วนหนึ่งของสวนสนุกที่เกิดควบคุมไม่ได้ เลยทำให้กลายเป็นเครื่องจักรไล่ล่าฆ่านักท่องเที่ยว</p>



<p>แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ <em>Jurassic Park</em> เริ่มโปรเจกต์กระทั่งปิดกล้องซึ่งใช้เวลากว่า 2 ปี ก็มีหนังที่นำเทคนิคนี้มาใช้ให้เห็นบ้างแล้ว โดยในปี 2524 ไครช์ตันนำมาใช้อีกครั้งกับ <em>‘Looker’</em> เพื่อแสดงภาพสแกนร่างกายมนุษย์แบบเต็มตัว และในปี 2535 ก็มี <em>The Lawnmover Man</em> หนังเล่าเรื่องการทดลองสร้างยอดมนุษย์ที่สามารถผ่านเข้าไปได้แม้แต่ในโลกไซเบอร์ แต่ที่จัดว่าน่าจดจำที่สุดคือ <em>‘The Abyss’</em> ในปี 2532 ของ เจมส์ คาเมรอน เขานำมาใช้สร้างมวลน้ำขึ้นรูปเป็นใบหน้าแสดงอารมณ์ต่างๆ เลียนแบบนักแสดงอย่าง แมรี เอลิซาเบท มาสทรานโตนิโอ ก่อนจะนำมาใช้อีกครั้งกับหุ่นยนต์ไร้รูปใน<em> ‘The Terminator 2: Judgment Day’</em>&nbsp;</p>



<p>แต่กับสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ของ <em>Jurassic Park</em> ต่างจากทั้งหมดที่ผู้ชมเคยดู บวกกับความเข้าใจจังหวะในการสื่อสารกับคนดูของตน สปีลเบิร์กสามารถทำให้รู้สึกได้แบบเดียวกับครั้งแรกที่ได้เห็นสิ่งแปลกประหลาดจากหนังเรื่องก่อน ไม่ว่าจะเป็นฉลามขาวหรืออีที หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะจากประสบการณ์ที่ผู้ชมทั้งโรงครางฮือออกมาพร้อมกัน ด้วยตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้าของบราเคียวซอรัสตัวมหึมา ในช็อตเปิดตัวไดโนเสาร์แบบเต็มๆ ครั้งแรก คือเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นในโรงหนังทั่วโลก เทคนิคใหม่ของไอแอลเอ็ม สามารถคิดค้นสิ่งที่สปีลเบิร์กต้องการได้สำเร็จทันเวลา นอกจากนั้นยังเผื่อแผ่ไปยังหนังเรื่องอื่นอีกมากที่ตามมา&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169353" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/30th-Jurassic-Park-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>Jurassic Park</em> ทำเงินถล่มทลายในทุกประเทศที่เปิดฉาย ทุกโรง-ทุกเครือในบ้านเรา ทั้งสแตนด์อะโลนและมัลติเพล็กซ์ เปิดโรงฉายหนังเรื่องเดียวพร้อมกันหมด เป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ไม่บ่อยนักในยุคนั้น สปีลเบิร์กเขี่ย <em>E.T.</em> ของตัวเอง ขึ้นอันดับ 1 หนังทำเงินตลอดกาลหรือทำเงินมากที่สุดในโลกเรื่องใหม่ กระแสไดโนเสาร์ระบาดไปทั่ว ชื่ออย่างทีเร็กซ์หรือแร็ปเตอร์ ไปจนถึงดีเอ็นเอ หรือการโคลนนิงกลายเป็นคำที่คนทั่วไปรู้จักนับตั้งแต่นั้น&nbsp;</p>



<p>และสำหรับวงการหนังโลก ไดโนเสาร์ของสปีลเบิร์กคือการปักธงบนดินแดนใหม่ให้จินตนาการ ความเป็นไปของหนังทุกวันนี้ที่เต็มไปด้วยแฟนตาซี สิ่งที่เคยมีหรือไม่มีอยู่บนดาวดวงนี้ ทุกมุมมองที่ไม่สามารถพบในชีวิตจริง ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยเทคนิคดิจิทัล&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เราจะควบคุมชีวิตไม่ได้ ชีวิตต้องการอิสรภาพ ต้องการขยายขอบเขตจำกัด” จิระนันท์ พิตรปรีชา ถอดคำของ ดร.เอียน มัลคอล์ม หรือ เจฟ โกลด์บลัม ไว้ในตอนหนึ่งของบทแปล <em>Jurassic Park</em>&nbsp;</p>



<p>และด้วยอิสรภาพของนักฝันอย่างสปีลเบิร์ก ขอบเขตของจินตนาการในโลกภาพยนตร์จึงหายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว&nbsp;&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jurassic-park-30th-anniversary/">30 ปี Jurassic Park ฝูงไดโนเสาร์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;บทเพลง&#8217; ของ &#8216;อีสซึ่น&#8217; หนึ่งในอัลบั้มดีที่สุดของเพลงไทย กับโศกนาฏกรรมแถวสยามสแควร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/isnt-band/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[Isn&#039;t]]></category>
		<category><![CDATA[อีสซึ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=167184</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;บัตเตอร์ฟลาย&#8217; เป็นทั้งชื่อกลุ่ม ชื่อแบนด์ และชื่อบริษัทที่เริ่มต้นโดย ดนู ฮันตระกูล แห่งภาคีวัดอรุณ วงดนตรีอาวองการ์ดที่ได้รับการกล่าวขานกันในหมู่นักฟังเพลงหัวก้าวหน้า ได้ชักชวนเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกันอย่าง จิรพรรณ อังศวานนท์ แห่งวงเดอะไทรแองเกิลเลก รวมทั้งสมาชิกคนอื่น เช่น สุรสีห์ อิทธิกุล และ กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา ก่อตั้งเป็นบริษัท บัตเตอร์ฟลาย ซาวด์แอนด์ฟิล์ม เซอร์วิส จำกัด เมื่อปี 2521 โปรดักชันเฮาส์ด้านดนตรีที่ไม่เคยมีมาก่อนในบ้านเรา&#160;&#160; จากนั้นสมาชิกภาคีวัดอรุณและเดอะไทรแองเกิลเลก ทั้งอนุวัฒน์ สืบสุวรรณ, จาตุรนต์ เอมซ์บุตร, บรูซ แกสตัน และอีกหลายคนที่ล้วนเชี่ยวชาญทางเล่นและแต่งเพลงก็ตามมาสมทบ รวมถึง อัสนี โชติกุล มือกีตาร์แห่งดิโอเรียนเต็ลฟังก์ และอดีตสมาชิกผู้ก่อตั้ง &#8216;อีสซึ่น&#8217;&#160;&#160; อัสนีกับน้องชาย–วสันต์ โชติกุล เดินทางจากเมืองเลยมาเรียนหนังสือและแสวงหาโอกาสในกรุงเทพฯ ด้วยยึดอาชีพนักดนตรีอยู่ตามร้านอาหารและคลับบาร์ โดยมี จุมพฏ ปัญญามงคล รุ่นพี่จากโรงเรียนเพาะช่างของวสันต์ทำหน้าที่เป็นมือกลอง ก่อนจะขยับขยายเป็นวงดนตรี 4-5 ชิ้นในเวลาต่อมา บรรเลงเพลงฮิตจากอีกฟากโลกในลีลาทั้งร็อกและโฟล์ก&#160;&#160;&#160;&#160; ชื่อวง &#8216;อีสซึ่น&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/isnt-band/">&#8216;บทเพลง&#8217; ของ &#8216;อีสซึ่น&#8217; หนึ่งในอัลบั้มดีที่สุดของเพลงไทย กับโศกนาฏกรรมแถวสยามสแควร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8216;บัตเตอร์ฟลาย&#8217; เป็นทั้งชื่อกลุ่ม ชื่อแบนด์ และชื่อบริษัทที่เริ่มต้นโดย ดนู ฮันตระกูล แห่งภาคีวัดอรุณ วงดนตรีอาวองการ์ดที่ได้รับการกล่าวขานกันในหมู่นักฟังเพลงหัวก้าวหน้า ได้ชักชวนเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกันอย่าง จิรพรรณ อังศวานนท์ แห่งวงเดอะไทรแองเกิลเลก รวมทั้งสมาชิกคนอื่น เช่น สุรสีห์ อิทธิกุล และ กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา ก่อตั้งเป็นบริษัท บัตเตอร์ฟลาย ซาวด์แอนด์ฟิล์ม เซอร์วิส จำกัด เมื่อปี 2521 โปรดักชันเฮาส์ด้านดนตรีที่ไม่เคยมีมาก่อนในบ้านเรา&nbsp;&nbsp;</p>



<p>จากนั้นสมาชิกภาคีวัดอรุณและเดอะไทรแองเกิลเลก ทั้งอนุวัฒน์ สืบสุวรรณ, จาตุรนต์ เอมซ์บุตร, บรูซ แกสตัน และอีกหลายคนที่ล้วนเชี่ยวชาญทางเล่นและแต่งเพลงก็ตามมาสมทบ รวมถึง อัสนี โชติกุล มือกีตาร์แห่งดิโอเรียนเต็ลฟังก์ และอดีตสมาชิกผู้ก่อตั้ง &#8216;อีสซึ่น&#8217;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อัสนีกับน้องชาย–วสันต์ โชติกุล เดินทางจากเมืองเลยมาเรียนหนังสือและแสวงหาโอกาสในกรุงเทพฯ ด้วยยึดอาชีพนักดนตรีอยู่ตามร้านอาหารและคลับบาร์ โดยมี จุมพฏ ปัญญามงคล รุ่นพี่จากโรงเรียนเพาะช่างของวสันต์ทำหน้าที่เป็นมือกลอง ก่อนจะขยับขยายเป็นวงดนตรี 4-5 ชิ้นในเวลาต่อมา บรรเลงเพลงฮิตจากอีกฟากโลกในลีลาทั้งร็อกและโฟล์ก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ชื่อวง &#8216;อีสซึ่น&#8217; หรือ &#8216;Isn’t&#8217; เป็นคำที่นำ &#8216;อีสาน&#8217; ถิ่นกำเนิดของพี่น้องโชติกุลมาบิดให้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ในขณะเดียวกัน &#8216;is not&#8217; ก็มีความหมายปฏิเสธใกล้เคียงกับ ดิอิมพอสสิเบิล (The Impossible) วงสตริงดังที่สร้างชื่อจากเวทีประกวดไม่ต่างกันกับอีสซึ่น เพราะในขณะที่ดิอิมฯ เป็นแชมป์วงดนตรีสตริงคอมโบแห่งประเทศไทย 2 ปีซ้อน อีสซึ่นก็เป็นวงโฟล์กที่ชนะการประกวดรางวัลพระราชทานจากทีวีช่อง 4 หรือช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ในปัจจุบัน&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167259" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>1 ใน 3 เพลงที่ใช้ประกวดในวันนั้นของสองพี่น้องโชติกุล คือ &#8216;สาวตางาม&#8217; เพลงเก่าของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ และภายหลังชนะการประกวด วิมล จงวิไล ครูเพลงหนึ่งในกรรมการในวันนั้น ได้ชักชวนสองพี่น้อง รวมทั้งจุมพฏ ออกอัลบั้มเพลงไทยเป็นของตัวเอง อีสซึ่นจึงมี &#8216;ทัศนาจร ชีวิต และความรัก&#8217; เป็นอัลบั้มแรกเมื่อปี 2519 และสาวตางามในการประกวดก็กลายมาเป็น &#8216;แม่สาวตางาม&#8217; ในแทร็กที่ 2 ของหน้าแรก เป็นเพลงที่ผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านกับเครื่องดนตรีสากลได้อย่างกลมกลืน เสียงกีตาร์กลายเป็นเสียงซึง บทเพลงเก่าถูกอีสซึ่นเรียบเรียงให้เป็นเพลงล้ำสมัยใส่ลีดกีตาร์ยาวเหยียด&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนั้น เพลงจากอัลบั้มแรกที่ได้รับการกล่าวขานจนตกทอดมาถึงผู้ฟังรุ่นต่อมายังมีอีกหลายเพลง เช่น &#8216;ทัศนาจร&#8217; ที่นำเพลงของดิอิมฯ มาเรียบเรียงใหม่ &#8216;ชีวิตกับความหวัง&#8217; เพลงให้กำลังใจที่เริ่มต้นด้วยเสียงพูดของวสันต์ &#8216;วิญญาณในภาพถ่าย&#8217; และ &#8216;หนึ่งมิตรชิดใกล้&#8217; เพลงเก่าของครูวิมล และน่าจะเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดจากอัลบั้มแรก แต่นอกจากแม่สาวตางาม เพลงส่วนใหญ่จากอัลบั้มนี้มักไม่มีดนตรีซับซ้อน ใช้เพียงเสียงกีตาร์อะคูสติกเป็นพระเอกตามสไตล์โฟล์ก หลายเพลงจึงถูกนำไปใช้ร้องเล่นกันในหมู่เพื่อนยามเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งมักมีใครลงทุนแบกกีตาร์ไปด้วย อันเป็นวัฒนธรรมของหนุ่มสาวในยุคนั้น และเหมือนจะฉายเป็นภาพอยู่บนปกด้วย เพราะเป็นรูปสามสมาชิกกำลังเดินแบกกีตาร์อยู่ข้างโบกี้รถไฟ เพียงแต่ในเนื้อหาจากบางเพลง คนหนุ่มกับกีตาร์ คงไม่ได้สื่อถึงการท่องเที่ยวเสียทีเดียว อย่างเช่นในเนื้อเพลง &#8216;สามเกลอพเนจร&#8217; จากหน้า 2 การเดินทางยังเป็นการแสวงหาโอกาสให้กับชีวิตด้วย&nbsp;</p>



<p>&#8220;&#8230;ไม่เคยนึกท้อ ไม่ย่องานใด แผ่นดินมิไร้แหล่งงาน&#8221; หรือ &#8220;&#8230;เกิดเป็นคนอดทนพอ ไม่เคยท้อต่อสิ่งใด&#8221; และ &#8220;&#8230;เที่ยวผจญทุกแคว้นไทย ท่องเที่ยวไปตามวิสัยชายพเนจร&#8221; คือบางท่อนที่สะท้อนออกมาแบบนั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หลังจากอัลบั้มแรก ชีวิตนักดนตรีของทั้งหมดยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกเขายังเล่นที่ไนต์คลับเดิมเหมือนทุกคืน ไม่มีใครใส่ใจว่าเพลงของวงดังหรือไม่ แต่หลังจากอัลบั้มแรกยังคงมีนายทุนอยากให้อีสซึ่นทำอัลบั้มออกมาอีก นับตั้งแต่ปี 2520-2524 อีสซึ่นจึงมีอัลบั้มตามมาปีละชุด หลายเพลงยังนำทำนองเพลงฝรั่ง ทั้งวงโฟล์กไปจนถึงร็อกมาดัดแปลงใส่เนื้อไทย จากนั้นอัสนีก็ขอแยกออกไป เพราะได้รับการชักชวนจาก เรวัต พุทธินันทน์ ให้ไปเป็นมือกีตาร์ของดิโอเรียนเต็ลฟังก์&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นับแต่นั้นอีสซึ่นก็ไม่มีอัลบั้มออกมาอีก ส่วนอัสนีในเวลาต่อมา จากดิโอเรียนเต็ลฟังก์ก็กลายมาเป็นหนึ่งในทีมบัตเตอร์ฟลาย นอกจากทำเพลงโฆษณา เขายังร่วมกับบัตเตอร์ฟลายทำอัลบั้มออกมาอีกหลายชุด ทั้งในนามบัตเตอร์ฟลายที่เป็นอัลบั้มเพลงสากลแต่งเองและนำเพลงเดอะบีเทิลส์มาบรรเลง (2525-2526) อัลบั้มซาวด์แทร็กประกอบหนังเพลงรีเมกอย่าง ‘เงิน เงิน เงิน’ (2526) ผลงานยุคแรกของเอ็กซ์วายแซดอย่าง &#8216;คิดไม่ออก&#8217; (2525) เป็นต้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ในช่วงที่วงการเพลงไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากเพลงลูกกรุงมาเป็นเพลงสตริง และมีวงดังในเวลานั้นอย่างแกรนด์เอ็กซ์เพิ่งทำยอดขายเทประดับหลักล้านเป็นครั้งแรก ในปี 2525 บัตเตอร์ฟลายกลับทำอัลบั้ม &#8216;เรามาร้องเพลงกัน&#8217; ออกมาในนาม &#8216;เรวัติ พุทธินันทน์ กับคีตกวี&#8217; อัลบั้มโปรเกรสซีฟที่ลุ่มลึกด้วยเนื้อหาจากปรัชญากับศาสนา เหมือนเป็นอัลบั้ม &#8216;ปล่อยของ&#8217; กันเต็มที่ แทบไม่มีเพลงใดพอจะเป็นเพลงฮิตหรือฟังง่าย เพราะบัตเตอร์ฟลายตั้งใจทำเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์ ทั้งโปรดักชันเฮาส์และโรงเรียนดนตรีศศิลิยะของ ดนู ฮันตระกูล ที่มี จิรพรรณ อังศวานนท์ เป็นครูใหญ่&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และหลังจากออกไปสั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร ในปี 2527 อัสนี โชติกุล ก็กลับมาร่วมกับน้องชายและอีสซึ่นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะสมาชิก หากเป็นโปรดิวเซอร์ ตำแหน่งที่เพิ่งจะใช้เรียกกันในยุคนั้น ซึ่งก็มีต้นตอมาจากทีมบัตเตอร์ฟลายอีกเช่นกัน โดยเริ่มจากอัสนีกับสมาชิกคนอื่นของบัตเตอร์ฟลาย ต้องการนำบทเพลงไทยที่พวกเขาแต่งกันไว้มารวมกันเพื่อทำอัลบั้มออกมาสักชุด และในขณะนั้น สมาชิกของอีสซึ่นต่างเป็นนักเรียนของศศิลิยะอยู่พอดี ทั้งหมดจึงถูกเลือกมาทำหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงเหล่านี้ โดยใช้เวลาอัดอยู่เพียง 10 วันก็ออกมาเป็นอัลบั้ม &#8216;โดยกลุ่มบัตเตอร์ฟลาย&#8217; ที่ฟังง่าย เข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในนามคีตกวี ส่วนอีสซึ่นก็เป็นการปฏิวัติตัวเองครั้งสำคัญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&#8216;บทเพลง&#8217; ในปี 2527 ถูกวางจำหน่ายแบบเงียบเชียบ มีดีเจวิทยุไม่กี่รายการนำมาเปิด ผิดจากอัลบั้มทั้งหมดก่อนหน้าของอีสซึ่น ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเสียงที่ควบคุมโดย กฤษณ์ และ อุกฤษณ์ พลางกูร ซาวนด์ของเครื่องแต่ละชิ้นเต็มวง-สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หมดกลิ่นเพลงโฟล์กเพียวๆ ที่ออกจะดิบ เป็นโฟล์กร็อกที่มีทางดนตรีซับซ้อนขึ้น และยังคงใช้กีตาร์ 2 ตัวบรรเลงนำ แต่เพิ่มเปียโนกับซาวนด์สังเคราะห์จากซินธิไซเซอร์ ซาวนด์ใหม่แห่งยุคสมัยเข้าไปเต็มที่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ไตเติลแทร็กคือเพลงแรกจากหน้าแรกของเทปคาสเซ็ตเปิดด้วยจังหวะโจ๊ะ กระทุ้งด้วยเบสกับเสียงสับกีตาร์อะคูสติก ส่วนเนื้อเพลงก็ร้องว่า&#8230;&#8221;ไม่พูดไม่พร่ำจะทำเป็นเพลง ร้องเล่นบรรเลง ครื้นเครงกันไป&#8221; และยืนยันว่า &#8220;บทเพลงนี้&nbsp; ไม่มีความหมาย เล่นกันตามสบาย สบายกันเอง&#8221; แถมบางช่วงยังร้องไม่เป็นภาษา แต่มีทำนองราวกับเสียงจากพิธีเฉลิมฉลองของชนเผ่าอะไรสักอย่างว่า &#8220;โฮะเฮะโฮะ&#8230;โฮะเฮะโฮะ โห&#8221;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และใน &#8216;ขอมอบบทเพลง&#8217; เพลงแรกจากหน้า 2 เนื้อหาก็ยังคงแสดงความสรรเสริญให้กับเสียงเพลงแต่นุ่มนวลยิ่งขึ้น เป็นเพลงที่กล่าวถึงอานุภาพของบทเพลงที่สามารถทำให้เราซึมซับความรู้สึกมากมายจากการถ่ายทอดออกมาด้วยท่วงทำนองและเนื้อหาต่างๆ จากสรรพเสียง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&#8220;เรามาร้อง ร้องเพลงสวยงาม ด้วยถ้อยคำหวาน หวานจนซึ้งใจ เพิ่มรอยยิ้ม ยิ้มพาชื่นใจ แล้วล่องลอยไป ไปกับเสียงเพลง&#8221; ท่อนแรกจากเนื้อเพลงของจิรพรรณเขียนเอาไว้ ก่อนจะรำพันถึงบทเพลงต่างๆ ทั้งเพลงรัก เพลงที่พูดถึงคืนวันซาบซึ้งใจ เพลงที่เล่าถึงความหลัง เพลงแห่งความอาลัย ซึ่งต่างสามารถปลดปล่อยอารมณ์ของเราให้ไปไหนๆ ได้กับเสียงเพลง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>บทเพลงเกือบทั้งหมดในอัลบั้มนี้ก็เหมือนจะทำหน้าที่แบบนั้น ไม่มีการเฉพาะเจาะจงว่าเป็นเพลงของใคร จากเหตุการณ์แบบใด แต่ละเพลงบันดาลให้เป็นไปจากเนื้อหาที่ถูกเขียนขึ้นจากมุมต่างๆ ของความรู้สึกในความสัมพันธ์ ทุกเพลงแทบไม่มีคำว่า &#8216;ฉัน&#8217; หรือ &#8216;เธอ&#8217; ส่วนชื่อแต่ละแทร็กก็ล้วนเป็นนามธรรม เช่น &#8216;ใจ&#8217; &#8216;ความรัก&#8217; &#8216;คิดถึง&#8217; หรือคนรักก็ยังถูกรวมเรียกว่า &#8216;ผู้หญิงเอย&#8217; หรือเปรียบเปรยเป็น &#8216;แม่นางมะพร้าวอ่อน&#8217;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167258" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่ก็มีอยู่เพลงหนึ่งที่นำเพลงพื้นบ้านมาดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากล แบบที่เคยสร้างชื่ออย่างแม่สาวตางาม ในอัลบั้มนี้สามารถรับรู้ได้จาก &#8216;เจ้าโต&#8217; เพลงเดียวในอัลบั้มที่มีทั้งตัวละคร จุดพลิกผัน และฉากหลังระบุชัดผิดจากทุกแทร็ก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สยามสแควร์เคยเป็นชื่อและอยู่ในเนื้อเพลงของอีสซึ่น จากอัลบั้ม ‘The Isn’t 78’ (2521) โดยใช้ชื่อว่า &#8216;พบกันหน้าสยามสแควร์&#8217; คำร้อง-ทำนองโดย ธนิฐ ธนโกเศศ แหล่งนัดพบและชอปปิ้งของวัยรุ่นหนุ่มสาวมาตั้งแต่สมัยนั้น ส่วนเนื้อหาของเพลงทำนองสนุก พรรณนาถึงการนัดหมายของชายหนุ่มกับหญิงสาว ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ในเจ้าโตซึ่งเรียบเรียงโดย จาตุรนต์ เอมซ์บุตร และเขียนเนื้อโดย เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เล่าเรื่องของกระเป๋ารถเมล์ที่มีชื่อเดียวกับชื่อเพลง และบัตเตอร์ฟลายก็ตั้งใจให้เป็นเพลงเด่นหรือ &#8216;เพลงโปรโมต&#8217; ในอัลบั้มนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-167257" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/isnt-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เนื้อเพลงที่ใช้ลีลาเหมือนเพลงฉ่อยร้องเล่าถึงความรักของหนุ่มกระเป๋ารถเมล์ร้อนกับกระเป๋ารถเมล์แอร์สายปอ.8 รถเมล์หรูที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เพราะราคาแพงกว่ารถเมล์ และในกรณีนี้ก็คือสาวกระเป๋ารถแอร์ชื่อ &#8216;น้อย&#8217; ดอกฟ้าของเจ้าโตที่บังเอิญเจอกันบนท้องถนน เพราะต่างวิ่งรถเส้นเดียวกัน คือ &#8216;ท่าช้าง-ปากน้ำ&#8217; และจากการให้แลกเศษตังค์กับสาวเจ้าไปคราวนั้น ก็ทำให้&#8230; “เจ้าโตเฝ้าเพ้อชะเง้อหา รถแอร์ทุกคันที่ผ่านมา เพราะหวังพบพาเจ้าหน้ามล” แบบในเนื้อเพลงที่ขับร้องโดยมือกลองอย่างจุมพฏ ก่อนจะจบลงตรงแถวหน้าโรงหนังลิโด้ หนึ่งในอดีตโรงแฝดสามของสยามสแควร์ เมื่อเจ้าโตได้เจอรถ ปอ.8 คันนั้นอีกครั้ง มันก็บอกลูกพี่ให้ช่วยแซงขึ้นไปจนสองคนได้พบกัน แล้ว &#8216;ยืนบันไดคุยกันไปสุขใจจัง&#8217;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ชีวิตในเมืองหลวง ไกลจากเมืองเลยต้นกำเนิดของอีสซึ่น หรือหนึ่งใน &#8216;แคว้นไทย&#8217; ของ &#8216;ชายพเนจร&#8217; ในเพลง &#8216;สามเกลอพเนจร&#8217; จากอัลบั้มแรก เมืองนี้ไม่เพียงแต่สามารถเป็นแหล่งทำกิน แต่ยังมีอันตรายอยู่รอบตัว ในวันนั้นจึงเป็นครั้งสุดท้ายที่กระเป๋ารถเมล์ได้พบกับหญิงคนรัก ทั้งคู่ถูกพรากด้วยความตายที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและกะทันหัน&nbsp;</p>



<p>แม้จะถูกค่อนขอดว่านำ ‘Hotel California’ ของดิอีเกิลส์มาดัดแปลง แต่เจ้าโตก็เป็นเพลงจากอัลบั้มนี้ที่น่าจะมีคนรู้จักกันมากที่สุด และใน &#8216;ตามน้ำ&#8217; อัลบั้มล่าสุดของอีสซึ่นเมื่อปี 2555 นอกจาก &#8216;ขอมอบบทเพลง&#8217; จากอัลบั้มนี้ จุมพฏกับสมาชิกในปัจจุบันยังนำเพลงนี้มาบันทึกกันใหม่ ยืนยันว่ามันเป็นเพลงที่มีความหมายสำหรับอีสซึ่น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่สำหรับผู้ฟัง เมื่อผ่านเวลามาถึงปัจจุบัน และหยิบแผ่นเสียงหรือเทปจากวันนั้นมาเปิด ทุกแทร็กจาก &#8216;บทเพลง&#8217; ของอีสซึ่น ไม่ใช่แค่อัลบั้มที่ดีในยุคสมัยของมัน แต่สำหรับทุกคนผู้มีโสตสัมผัสสามารถเข้าถึงความงามของบทเพลง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อัลบั้มนี้คือหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของเพลงไทย เท่าที่เคยมีใครพยายามพัฒนาศิลปะแขนงนี้ในบ้านเรา&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/isnt-band/">&#8216;บทเพลง&#8217; ของ &#8216;อีสซึ่น&#8217; หนึ่งในอัลบั้มดีที่สุดของเพลงไทย กับโศกนาฏกรรมแถวสยามสแควร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘ร็อก เล็ก เล็ก’ ถึงป็อปร็อก กับครั้งสุดท้ายของไมโคร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/micro-band/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 May 2023 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโคร]]></category>
		<category><![CDATA[Micro]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=166324</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปลายเดือนพฤษภาคม ศกนี้ ไมโครกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งที่อิมแพค อารีน่า หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2553 และก็ไม่เคยมีการรวมตัวกันแบบครบวงบนเวทีใหญ่ขนาดนี้อีกเลย ความจริงคอนเสิร์ตนี้จะเริ่มกันมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน รวมทั้งมีการขายบัตรกันไปแล้ว แต่ด้วยโรคอุบัติใหม่เข้ามาแทรก เลยต้องเลื่อนกันมาจนถึงปีนี้ แต่ที่เพิ่มขึ้นจากการประกาศครั้งก่อน คือระบุว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็น “The Last” หรือครั้งสุดท้ายของไมโคร ชาวไทยรู้จักไมโครครั้งแรกจาก ‘วัยระเริง’ เมื่อปี 2527 ของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ แต่ทั้งที่ ‘ไข่ลูกเขย’ (2524) ‘คุณปู่ซู่ซ่า’ (2525) และ ‘คุณย่าเซ็กซี่’ (2525) ผลงานก่อนหน้าล้วนทำเงินให้ไฟว์สตาร์ แต่เมื่อนำเพลงร็อกมาใส่ในหนังกลับไม่ค่อยทำเงิน ไมโครจึงยังไม่มีใครรู้จักนัก ส่วนผู้ชมเรื่องนี้ก็มีไม่น้อยที่คิดไปว่าไมโครคงเป็นแค่วงดนตรีในหนัง  แต่สำหรับใครที่เคยดูรายการ &#8216;ท็อปสตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์&#8217; ของ เสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์ ในคืนหนึ่งทางช่อง 5 ที่ไมโครได้ออกทีวีเป็นครั้งแรก คงรู้ว่าทั้งหมดเป็นนักดนตรีเล่นเพลงฮาร์ดร็อกกันจริงจัง และในลีลาแบบที่คนไทยคุ้นตาในเวลาต่อมาจากการแสดงของไมโคร แต่ในเวลานั้นยังหาไม่ง่ายนัก เท่าที่มีกันอยู่และมีชื่อเสียงในตอนนั้นอย่าง เดอะฟ็อกซ์, วีไอพี หรือ คาไลโดสโคป ก็เป็นมืออาชีพ เคยเล่นตามคลับบาร์ให้จีไอมันกันมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/micro-band/">จาก ‘ร็อก เล็ก เล็ก’ ถึงป็อปร็อก กับครั้งสุดท้ายของไมโคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปลายเดือนพฤษภาคม ศกนี้ ไมโครกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งที่อิมแพค อารีน่า หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2553 และก็ไม่เคยมีการรวมตัวกันแบบครบวงบนเวทีใหญ่ขนาดนี้อีกเลย</p>



<p>ความจริงคอนเสิร์ตนี้จะเริ่มกันมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน รวมทั้งมีการขายบัตรกันไปแล้ว แต่ด้วยโรคอุบัติใหม่เข้ามาแทรก เลยต้องเลื่อนกันมาจนถึงปีนี้ แต่ที่เพิ่มขึ้นจากการประกาศครั้งก่อน คือระบุว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็น “The Last” หรือครั้งสุดท้ายของไมโคร</p>



<p>ชาวไทยรู้จักไมโครครั้งแรกจาก ‘วัยระเริง’ เมื่อปี 2527 ของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ แต่ทั้งที่ <em>‘ไข่ลูกเขย’</em> (2524) <em>‘คุณปู่ซู่ซ่า’</em> (2525) และ <em>‘คุณย่าเซ็กซี่’</em> (2525) ผลงานก่อนหน้าล้วนทำเงินให้ไฟว์สตาร์ แต่เมื่อนำเพลงร็อกมาใส่ในหนังกลับไม่ค่อยทำเงิน ไมโครจึงยังไม่มีใครรู้จักนัก ส่วนผู้ชมเรื่องนี้ก็มีไม่น้อยที่คิดไปว่าไมโครคงเป็นแค่วงดนตรีในหนัง </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="686" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1-686x1024.jpg" alt="" class="wp-image-166331" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1-686x1024.jpg 686w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1-201x300.jpg 201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1-768x1146.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1-1029x1536.jpg 1029w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1-600x895.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-3-1.jpg 1150w" sizes="(max-width: 686px) 100vw, 686px" /></figure>



<p>แต่สำหรับใครที่เคยดูรายการ &#8216;ท็อปสตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์&#8217; ของ เสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์ ในคืนหนึ่งทางช่อง 5 ที่ไมโครได้ออกทีวีเป็นครั้งแรก คงรู้ว่าทั้งหมดเป็นนักดนตรีเล่นเพลงฮาร์ดร็อกกันจริงจัง และในลีลาแบบที่คนไทยคุ้นตาในเวลาต่อมาจากการแสดงของไมโคร แต่ในเวลานั้นยังหาไม่ง่ายนัก เท่าที่มีกันอยู่และมีชื่อเสียงในตอนนั้นอย่าง เดอะฟ็อกซ์, วีไอพี หรือ คาไลโดสโคป ก็เป็นมืออาชีพ เคยเล่นตามคลับบาร์ให้จีไอมันกันมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม แต่ไมโครเป็นฮาร์ดร็อกรุ่นเล็กกว่า พวกเขาไม่เคยเล่นประจำที่ไหน ทั้งหมดไม่มีใครเป็นมืออาชีพ</p>



<p>เปี๊ยก โปสเตอร์ ก็เป็นอีกคนที่ได้ดูโชว์ของไมโครทางทีวีในคืนนั้น จึงตามทั้งหมดมาแสดงหนังกันครบทุกคน ยกเว้นนักร้องนำ เพราะเนื่องจากมีความหล่อเหลาแบบไม่ต้องบรรยาย ปู หรือ อดิสัย นกเทศ หัวหน้าวงและมือกลองเลยแนะนำให้ผู้กำกับได้รู้จักเพื่อนรุ่นน้องจากอำเภอแกลง จังหวัดระยองที่ชื่อ หนุ่ย หรือนามจริงคือ อำพล ลำกูล&nbsp;</p>



<p>ในเวลานั้นหนุ่ยก็เหมือนกับ อ้วน หรือ มานะ ประเสริฐวงศ์ มือกีตาร์ ที่เข้ามาเรียนศิลปะที่กรุงเทพฯ เลยมักวนเวียนมาสิงสู่อยู่ที่ตึกแถวของปูในซอยวัฒนวงศ์ย่านประตูน้ำกับปูและอ๊อด หรือ อดินันท์ นกเทศ น้องชายของปู ซึ่งเกิดและเติบโตมาในละแวกบ้านเดียวกัน รวมทั้งยังเล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่ยังนุ่งขาสั้นอยู่ที่ระยอง&nbsp;</p>



<p>และนอกจากปูจะเปิดร้านเสริมสวย ที่ตึกแถวแห่งนั้นเขายังทำห้องซ้อมดนตรีที่อนุญาตให้ทุกวงที่มาเช่าได้เล่นเพลงร็อกกันเต็มที่ ซึ่งในยุคนั้นหาได้ยากที่ห้องไหนจะให้เล่นเพลงพรรค์นี้ที่ต้องอัดเครื่องกันเต็มเหนี่ยว จนอาจทำให้ไฟช็อตหรือฟิวส์ขาดได้ แต่ปูก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขากับเพื่อนก็ชอบเล่นเพลงพรรค์นี้เหมือนกัน </p>



<p>เมื่อ เปี๊ยก โปสเตอร์ เห็นหนุ่ยก็ไม่ลังเลจะมอบบทนำในวัยระเริงให้ทันที แล้วเปลี่ยนนามสกุลมาเป็นลำพูนตามชื่อพระที่เปี๊ยกห้อยคออยู่ในขณะนั้น ไมโครแบบที่เรารู้จักเลยเกิดขึ้นมา เพียงแต่ในหนัง หนุ่ยกลายมาเป็นทั้งนักร้องนำและเล่นกลอง ส่วนปูก็เปลี่ยนไปแสดงเป็นมือคีย์บอร์ด แต่คนอื่นทั้ง อ้วน กบ หรือ ไกรภพ จันทร์ดี มือกีตาร์อีกราย และอ๊อดในตำแหน่งเบสกีตาร์ ล้วนทำหน้าที่ของวงแบบในหนังอยู่แล้ว ส่วน บอย หรือ สันธาน เลาหวัฒนาวิทย์ เป็นมือคีย์บอร์ดที่ตามเข้ามาหลังสุด เมื่อพวกเขานำเพลงซาวนด์แทร็กจากวัยระเริง ออกตระเวนแสดงตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งหลายเพลงต้องใช้เสียงคีย์บอร์ด บอยจึงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในหนัง  </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="658" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-2-1-1024x658.jpg" alt="" class="wp-image-166332" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-2-1-1024x658.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-2-1-300x193.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-2-1-768x494.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-2-1-600x386.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-2-1.jpg 1473w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในขณะที่วัยระเริงไม่ค่อยทำเงิน แต่ซาวด์แทร็กกลับได้รับความสนใจในหมู่ผู้ฟังพอสมควร (นำเพลงฝรั่งมาดัดแปลงอยู่หลายเพลง) ด้วยเป็นเพลงไทยสำเนียงร็อกที่ยังหายาก และผู้อยู่เบื้องหลัง-ดูแลการผลิตก็คือ เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ที่ทำเพลงประกอบให้เปี๊ยกมาตั้งแต่ <em>‘แก้ว’</em> (2523) ซึ่งในเรื่องนั้นบรรเลงโดย ดิ โอเรียนเต็ล ฟังก์ ที่เต๋อเคยเป็นสมาชิก แต่ในเรื่องนี้เขามาพร้อมกับ บัตเตอร์ฟลาย กลุ่มคนทำดนตรีที่มีส่วนสำคัญทำให้วงการเพลงไทยร่วมสมัยเปลี่ยนไปตลอดกาล โดยหนึ่งในนั้นคือ อัสนี โชติกุล  </p>



<p>อัสนีกับวสันต์-น้องชาย เป็นอดีตสมาชิกวงอิสซึนที่เพิ่งจะมี ‘บ้าหอบฟาง’ (2529) ในนามพี่น้องอัสนี-วสันต์ออกมากับไนต์สป็อต และเพลงอย่าง ‘บอกแล้ว’ กับ ‘ไม่เป็นไร’ จากอัลบั้มนี้ก็จัดว่ามีซาวด์กับบีตในระดับที่ถึงใจคอร็อกพอสมควรสำหรับเพลงไทย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เพลงฮาร์ดร็อกไปจนถึงเฮฟวีสัญชาติไทยที่โดดเด่นสุดบนแผงเทปในยุคนั้น เท่าที่มีก็คืออัลบั้มของเนื้อกับหนัง หรือเฟล็ชแอนด์สกิน ภายใต้การปลุกปั้นของ วิฑูร วทัญญู โฆษกขวัญใจชาวเฮฟวีฮาร์ดร็อกเมืองไทย แต่ซาวนด์ยังดิบและมีเนื้อหาในลักษณะเพลงใต้ดินอยู่มาก อย่างไรก็ตามวงนี้ก็คือก้าวแรกของเฮฟวีไทย ส่วน ดิ โอฬาร โปรเจกต์ ยังไม่เกิด เพราะยังใช้ชื่อ ‘โซดา’ เคยมีอัลบั้มกับแกรมมีในช่วงนั้นเช่นกัน แต่ก็เป็นเพลงป็อปไร้แววจะกลายเป็นพวก ‘หูเหล็ก’ ในเวลาต่อมา และสำหรับวงที่มีคำว่า “ร็อก” อยู่ในชื่ออย่างร็อกเคสตรา แต่อัลบั้มเพลงไทยของพวกเขาก็ห่างจากความเป็นร็อกจนแทบจะลืมไปว่าวงนี้เคยเล่นโอเปราร็อกของควีนได้เจ๋งแค่ไหน  </p>



<p>และภายหลัง <em>‘น้ำพุ’</em> (2527) ออกฉาย สำหรับแกรมมีในยุคเริ่มต้น ความดังระดับซูเปอร์สตาร์ของหนุ่ยจากเรื่องนี้ก็เพียงพอจะให้เขากับไมโครได้ออกอัลบั้มสักชุด โดยเต๋อมอบให้อัสนีเป็นผู้ดูแล จากที่มีแต่ใจรักการเล่นดนตรีร็อกกับปล่อยให้โอกาสพามาล้วนๆ ไมโครจึงได้ทำอัลบั้มแรกที่วางจำหน่ายเมื่อปลายปี 2529 และในแบบที่วงไหนในยุคนั้นยากจะได้รับ เพราะทั้งอัลบั้มมีซาวนด์สดใหม่ สร้างอีกมาตรฐานขึ้นสำหรับเพลงร็อกไทย ด้วยทีมงานในห้องอัดระดับเดียวกับบัตเตอร์ฟลาย รวมทั้งได้ซาวนด์เอนจิเนียร์ชาวตะวันตกอย่าง แกรี เอ็ดเวิร์ด มาทำการบันทึกเสียง </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1006" height="793" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-4.jpg" alt="" class="wp-image-166333" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-4.jpg 1006w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-4-300x236.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-4-768x605.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-4-600x473.jpg 600w" sizes="(max-width: 1006px) 100vw, 1006px" /></figure>



<p>“&#8230;ซึ่งเขาก็เล่นแนวเพลงร็อกอยู่แล้ว คล้ายๆ กับสกอร์เปียนส์ ป็อปร็อกทางตะวันตก ก็จับจุดเด่นของเขาขึ้นมา” อัสนี บอกไว้ใน a day ฉบับ Micro in a day เมื่อปี 2546 “คอนเซ็ปต์ก็จะเป็นป็อปร็อกต้องการที่จะสื่อเรื่องราวของวัยรุ่น การค้นหาในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพื่อนฝูง ความรัก” อัสนีกล่าวถึงเนื้อหาของเพลง ส่วนภาคดนตรี เขาต้องการนำเสนอดนตรีแบบใหม่&nbsp;</p>



<p>“ในสมัยนั้นก็เป็นการเริ่มๆ เพลงร็อกในเมืองไทย คือเพลงออกแนวเป็นดนตรีร็อกแบบไทยก็มาสรุปตรงป็อปร็อก ไม่หนักมาก มีกลอง กีตาร์ไฟฟ้า มีเสียงร้องเป็นร็อก” อัสนีกล่าว ในวัยระเริง เสียงร้องของหนุ่ยใช้เสียงของ สุรสีห์ อิทธิกุล ส่วนเนื้อหาของเพลงก็เป็นไปตามบทหนังเป็นหลัก แต่ในอัลบั้มแรกของไมโครที่มีหนุ่ยเป็นฟรอนต์แมน ทั้งหมดคือกลุ่มเพื่อนจากจังหวัดระยองที่มาจอยกับเพื่อนต่างถิ่นอีก 2 คนแถวซอยย่านประตูน้ำ แล้วก็เล่นเพลงร็อกในแบบที่ทั้งหมดหลงใหล เนื้อหาจึงสะท้อนความเป็นตัวตนของวัยรุ่นแบบพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้การเขียนเพลงของ นิติพงษ์ ห่อนาค ที่เหมาหมดเกือบทั้งอัลบั้ม (อีก 2 เพลงเป็นของ กฤษณา การุณย์ และ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์)&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ระดับป็อปร็อกอย่างที่โปรดิวเซอร์เลือกปรับวอลลุมเอาไว้ก็ยังพอฟังได้ชัดว่านอกจากบ้าหอบฟ้างของอัสนีเอง กับซาวนด์แทร็กวัยระเริงของบัตเตอร์ฟลาย ‘ร็อก เล็ก เล็ก’ คืออัลบั้มที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นอัลบั้ม “ร็อกไทย” ชุดแรกๆ ของบ้านเรา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เป็นบางทีเราก็เก๋าไปหน่อย เดินในซอยก็เต็มคับซอย เป็นบางทีเราก็กวนไปหน่อย ไม่ค่อยงามตามสายตาผู้ใหญ่” คือลักษณะจิ๊กโก๋ที่สะท้อนออกมาจากเนื้อเพลง ‘เรามันก็เป็นอย่างนี้’ หรือ “เรียนทำไม เรียนเยอะเรียนยัน เรียนทำไมไม่รู้เหมือนกัน” คือบางท่อนจาก ‘อยากได้ดี’ ที่มีนัยของขบถอยู่ในทีตามวิถีของเพลงฮาร์ดร็อก แถมยังมีการตะโกนอยู่ในเพลงด้วยว่า “เรียนเข้าไป”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่เพลงช้าหรือบัลลาดร็อกก็เป็นส่วนที่ช่วยให้อัลบั้มนี้ฮิต ทั้ง ‘รัก ปอน ปอน’ ที่กบเป็นคนร้อง และมีทำนอง ‘ต่างประเทศ’ (จาก Stacy ของ Fortune) แบบที่เขียนไว้บนปก ‘อย่าดีกว่า’ ที่ปล่อยออกมาเป็นเพลงแรกก็ดังทันที รวมทั้ง ‘อยากจะบอกใครสักคน’ หรือ ‘จำฝังใจ’ ก็ล้วนถูกขอให้เล่นกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ตามหน้าปัดวิทยุ เป็นเพลงบัลลาดสไตล์ไมโครที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นตอ ‘เพลงจิ๊กโก๋อกหัก’ ในเวลาต่อมา  </p>



<p>แต่น่าเสียดาย ทั้งหมดรวมกันอยู่ได้ไม่นาน มีอัลบั้มตามมาอีกแค่ 2 ชุด ในเดือนตุลาคม 2533 ขณะกำลังทำยอดขายได้มากที่สุดตั้งแต่ออกอัลบั้มกันมาด้วยชุด ‘เต็มถัง’ (2532) และทำให้ตลาดเพลงไทยเกลื่อนไปด้วยวงกับเพลงป็อปร็อก ไมโครกลับพบปัญหาที่ก่อกันขึ้นมาเอง พวกเขาโดน “อีโก้” กับอาการเสียศูนย์ในระดับความหนักเบาของเพลงร็อกเป็นตัวเร่งให้แตกกัน       </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="704" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1-704x1024.jpg" alt="" class="wp-image-166334" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1-704x1024.jpg 704w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1-206x300.jpg 206w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1-768x1117.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1-1056x1536.jpg 1056w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1-600x873.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/Web-Inside-1.jpg 1150w" sizes="(max-width: 704px) 100vw, 704px" /></figure>



<p>ความแตกแยกเพราะเหตุผลแรก มีร่องรอยมาตั้งแต่บนปกอัลบั้มเลยก็ว่าได้ เพราะนับแต่ปกแรกจนถึงปกสุดท้ายแบบครบคน หนุ่ยจะถูกส่งมาไว้ข้างหน้า ส่วนคนอื่นมักถูกผลักไปไว้ข้างหลังจนเบลอไปกับแบ็กกราวนด์ ซึ่งสมาชิกบางคนเคยสารภาพว่ารู้สึกไม่โอเคอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ในเวลานั้นทั้งวงยังไม่มีใครวัยเกินสามสิบ เรื่องขี้หมาแบบนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งแต่ก็สะสมให้เป็นปัญหาในเวลาที่ชื่อเสียงระดับนั้นมาถึง จนเข้าทำนอง “ไม่มีวงก็ไม่มีมึง” กับ “ไม่มีกู พวกมึงก็อยู่ไม่ได้” อะไรแบบนั้นฝังไว้ในความคิดที่มีต่อกัน </p>



<p>ส่วนอาการเสียสูญระดับของความเป็นร็อก สมาชิกไมโครยอมรับว่าในช่วงนั้น พวกเขาไม่ต้องการเป็นแค่ร็อก เล็ก เล็ก แต่อยากเป็นเฮฟวีเมทัล ในขณะที่หนุ่ยไม่ได้อยากไปถึงระดับอย่างที่เพื่อนอยากจะเป็น แล้วทั้งห้าก็ได้ทำและทำได้ตามใจหวัง เมื่อได้รางวัลจากสีสันเป็นเครื่องการันตีในความเป็นร็อกคุณภาพ แต่ในแง่ยอดขายกลับสวนทาง </p>



<p>และเมื่อแยกจากเพื่อน ในขณะยอดเทปในฐานะโซโลอาร์ติสต์ของหนุ่ยทะยานยิ่งกว่าครั้งยังเป็นไมโคร ทีมชั้นเยี่ยมของแกรมมีคงทำเพลงป็อปร็อกให้ร้องจนมีเพลงฮิตออกมาอีกหลายเพลง แต่ความสุขกับดนตรีกลับเหือดหาย หลังจาก ‘ทางไกล’ อัลบั้มสุดท้ายของไมโครชื่อในปี 2540 และในนาม อำพล ลำพูน กับ ‘อำพลเมืองดี’ ในปี 2538 ทั้ง 6 คนก็หายไปจากสาธารณะชน</p>



<p>เวลาสามารถเยียวยาได้หลายสิ่ง ไมโครทั้งหมดก็ใช้ยาขนานนี้ช่วยสมานรอยร้าวระหว่างกัน เพราะถึงไมโครจะแตก แต่ความเป็นเพื่อนยังอยู่ ในปี 2546 ทั้งหมดจึงกลับมารวมกันใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ในระดับร็อกสตาร์อีกแล้ว พวกเขาซุ่มซ้อมกันเงียบๆ อยู่ที่ห้องเรียนสอนตัดผมที่โรงเรียนเสริมสวยของปูอยู่นาน คล้ายกับครั้งยังสิงกันอยู่แถวประตูน้ำ ทั้งหมดแค่อยากเล่นดนตรีด้วยกันโดยไม่ได้คิดจะมีโอกาสโชว์เมื่อใด กระทั่งมั่นใจจึงค่อยเริ่มออกทัวร์ตามต่างจังหวัด ไม่ต่างอีกเช่นกันจากครั้งยังไม่มีอัลบั้ม และพอถึงคอนเสิร์ตใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่อิมแพค อารีนา บัตรทุกใบทั้ง 3 รอบก็โซลเอาต์ในพริบตา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>การรวมตัวกันแบบเต็มวง-ครบคนครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนชื่อคอนเสิร์ต เพราะก่อนหน้านี้ทั้งหกคนก็หยุดเล่นด้วยกันไปแล้วหลายปี ที่สำคัญเกือบทั้งหมดล้วนล่วงสู่วัยเกษียณกันแล้ว คอนเสิร์ตใหญ่ระดับนี้จึงยากจะเกิดขึ้นอีก แต่ด้วยสิ่งที่ช่วยกันก่อให้เกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์เพลงไทยด้วยป็อปร็อก</p>



<p>ครั้งสุดท้ายของบทเพลงกับการเล่าขานถึงเรื่องราวของไมโครจะไม่เคยมี </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/micro-band/">จาก ‘ร็อก เล็ก เล็ก’ ถึงป็อปร็อก กับครั้งสุดท้ายของไมโคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความหวังบนผนังกับความฝันบนโปสเตอร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/actress-in-poster/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Mar 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[Actress]]></category>
		<category><![CDATA[Poster]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165735</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อช่วงวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมามีข่าวเศร้า ราเควล เวลช์ เสียชีวิตด้วยวัย 82 ปี แต่ดูจะไม่ค่อยเป็นข่าวในบ้านเรานัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปสงสัย เพราะต้องยอมรับกัน ถึงวันนี้หากจะมีใครจดจำเธอได้ อย่างน้อยก็ต้องผ่านโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ปี เพราะเธอคนนี้คือหนึ่งในเซ็กซ์ซิมโบลและสัญลักษณ์ของการสวมใส่บิกินีที่เริ่มเฟื่องฟูในยุค 60 แต่ถ้ายังผ่านฤดูกาลกันไม่มากขนาดนั้น คนรุ่นนี้หรือรุ่นน้าที่เคยดู ‘The Shawshank Redemption’ หนังในดวงใจของใครหลายคนจากปี 2537 และเพิ่งวนกลับมาฉายทางฟรีทีวีไปเมื่อปีก่อน คงน่าจะคุ้นตาเธอผู้ล่วงลับกันได้จากภาพโปสเตอร์บนฝาผนังคุกของ ‘แอนดี’ (ทิม ร็อบบินส์) ชายที่โดนข้อหาฆ่าภรรยากับชู้จนถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต ตลอดทั้งเรื่องซึ่งต้องการสื่อสารถึงวันเวลาที่ผ่านไปในคุกของแอนดี มีโปสเตอร์ถูกผลัดเปลี่ยนบนผนังหลังกรงขังอยู่หลายใบ แต่รูปสำคัญที่สุดตามท้องเรื่อง คือภาพสาวหุ่นงามยืนตระหง่านเหม่อมองฟ้าในชุดบิกินีขนสัตว์ เป็น ‘ภาพจำ’ ของราเควล เวลช์ จาก ‘One Million Years B.C.’ เมื่อปี 2509 เพราะมันถูกนำมาใช้เป็นทางออกไปสู่อิสรภาพของแอนดีในตอนท้ายเรื่อง ส่วนภาพอื่นก่อนหน้านั้น-ตรงนั้น ในตอนเริ่มต้นที่แอนดีเพิ่งเข้ามาอยู่ในคุกได้ไม่นาน ใบแรกที่ถูกนำขึ้นประดับคือภาพของ ริตา เฮย์เวิร์ท จาก ‘Gilda’ หนังดังของเธอเมื่อปี 2489 และเรื่องนี้ที่บทหนังดัดแปลงจากเรื่องของ สตีเฟน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/actress-in-poster/">ความหวังบนผนังกับความฝันบนโปสเตอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อช่วงวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมามีข่าวเศร้า ราเควล เวลช์ เสียชีวิตด้วยวัย 82 ปี แต่ดูจะไม่ค่อยเป็นข่าวในบ้านเรานัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปสงสัย เพราะต้องยอมรับกัน ถึงวันนี้หากจะมีใครจดจำเธอได้ อย่างน้อยก็ต้องผ่านโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ปี เพราะเธอคนนี้คือหนึ่งในเซ็กซ์ซิมโบลและสัญลักษณ์ของการสวมใส่บิกินีที่เริ่มเฟื่องฟูในยุค 60</p>



<p>แต่ถ้ายังผ่านฤดูกาลกันไม่มากขนาดนั้น คนรุ่นนี้หรือรุ่นน้าที่เคยดู ‘<em>The Shawshank Redemption</em>’ หนังในดวงใจของใครหลายคนจากปี 2537 และเพิ่งวนกลับมาฉายทางฟรีทีวีไปเมื่อปีก่อน คงน่าจะคุ้นตาเธอผู้ล่วงลับกันได้จากภาพโปสเตอร์บนฝาผนังคุกของ ‘แอนดี’ (ทิม ร็อบบินส์) ชายที่โดนข้อหาฆ่าภรรยากับชู้จนถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165739" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ตลอดทั้งเรื่องซึ่งต้องการสื่อสารถึงวันเวลาที่ผ่านไปในคุกของแอนดี มีโปสเตอร์ถูกผลัดเปลี่ยนบนผนังหลังกรงขังอยู่หลายใบ แต่รูปสำคัญที่สุดตามท้องเรื่อง คือภาพสาวหุ่นงามยืนตระหง่านเหม่อมองฟ้าในชุดบิกินีขนสัตว์ เป็น ‘ภาพจำ’ ของราเควล เวลช์ จาก ‘<em>One Million Years B.C.</em>’ เมื่อปี 2509 เพราะมันถูกนำมาใช้เป็นทางออกไปสู่อิสรภาพของแอนดีในตอนท้ายเรื่อง</p>



<p>ส่วนภาพอื่นก่อนหน้านั้น-ตรงนั้น ในตอนเริ่มต้นที่แอนดีเพิ่งเข้ามาอยู่ในคุกได้ไม่นาน ใบแรกที่ถูกนำขึ้นประดับคือภาพของ ริตา เฮย์เวิร์ท จาก ‘Gilda’ หนังดังของเธอเมื่อปี 2489 และเรื่องนี้ที่บทหนังดัดแปลงจากเรื่องของ สตีเฟน คิง ก็มีชื่อดั้งเดิมว่า ‘Rita Hayworth and The Shawshank Redemption’ โปสเตอร์ของดาราสาวจึงมีความสำคัญมาตั้งแต่ยังเป็นนิยาย</p>



<p>และเมื่อหนังต้องการเล่าผ่านเวลาที่เคลื่อนไปอีก หลังจากเฮย์เวิร์ทยังเป็นโปสเตอร์ขาวดำ เป็นอีกภาพที่คนทั้งโลกจดจำเช่นกันเมื่อนึกถึง มาริลีน มอนโร นั่นคือช็อตที่เธอกำลังโดนลมจากใต้ฟุตพาทพัดจนประโปรงเปิดใน ‘<em>Seven Years Itch</em>’ เมื่อปี 2498</p>



<p>นับตั้งแต่ใบแรกที่เป็นภาพของเฮย์เวิร์ท ตามมาด้วยมอนโร จนถึงใบสุดท้ายที่เป็นภาพสีของเวลซ์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นช็อตจากภาพยนตร์ที่สร้างให้พวกเธอเป็นไอคอนและไอดอลของความเซ็กซี่จากแต่ละยุคสมัยในสไตล์ต่างกันไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165742" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-05-Gilda-Rita-Hayworth.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ใน Gilda เฮย์เวิร์ทแสดงเป็น ‘กิลดา’ ตามชื่อเรื่อง สาวอันตรายจากหนังฟิล์มนัวร์ที่สะท้อนความมืดดำในจิตใจมนุษย์ และนอกจากจะเป็นดาราดังด้วยรูปลักษณ์อันยั่วยวน ในยุคสมัยของเธอ เฮย์เวิร์ทยังมีอีกสถานะที่เรียกว่า ‘สาวพินอัพ’&nbsp;หรือสาวตามป้ายโฆษณา รวมทั้งโปสเตอร์ที่เน้นความเซ็กซี่ไปจนถึงกึ่งเปลือย ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลก และมักนิยมถูกนำไป ‘pin-up’ หรือปัก-แปะขึ้นไปบนผนัง ทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือเป็นสมบัติเอาไว้ดูคนเดียว เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการโชว์ความงามของนางแบบ โดยมีทั้งแบบรูปวาดและภาพถ่าย อาจเป็นแค่ภาพวาดของสาวในจินตนาการ ภาพที่เซตถ่ายขึ้นเพื่อขายสินค้า และภาพจากหนังอย่างเช่นภาพนี้ของเฮย์เวิร์ทบนผนังคุกของแอนดี&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ในขณะที่ ราเควล เวลช์ ไม่เป็นที่รู้จักของคนยุคนี้ ทั้งที่อยู่ในยุคสมัยใกล้กับปัจจุบันมากกว่า ในบรรดาสามสาวบนผนังคุกของแอนดี มาริลีน มอนโร น่าจะโด่งดังข้ามเวลายิ่งกว่าใคร เธอต่างจากเฮย์เวิร์ทกับเวลช์อย่างสิ้นเชิง และถึงจะมีภาพระดับเปลือย แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเพราะใส่บิกินีอย่างเวลช์ เธออาจมีความงามสไตล์สาวผมบลอนด์เหมือนเฮย์เวิร์ท แต่ก็ไม่ได้ดูลึกลับน่าค้นหาหรือเอกโซติกแบบนั้นเลย</p>



<p>ตลอดทั้งชีวิตของมอนโร เธอถูกสร้างให้เป็นคนสวยไร้เดียงสาและขี้เล่น ภาพที่โดนลมหอบจนกระโปรงเปิดแต่ไม่ได้เอียงอายด้วยตกใจ แต่กลับหัวเราะร่ารับกับเหตุการณ์ เป็นจริตหญิงสาวในแบบทั้งน่ารักและเย้ายวน ภาพนี้บนผนังคุกแอนดี จึงเป็นภาพแทนของมอนโรที่ชัดเจนที่สุดช็อตหนึ่ง</p>



<p>มอนโรจากไปตั้งแต่ปี 2505 แต่ภาพนี้ยังมีให้เห็นถึงอิทธิพลกันเรื่อยมา กลายเป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะและแฟชั่นมากมาย และหากย้อนไปเมื่อราวทศวรรษที่ 2520 สมัยยังมีการพิมพ์โปสเตอร์ดาราต่างประเทศจำหน่ายในบ้านเรา โดยมักวางขายอยู่ตามตลาดนัดหรือแผงข้างถนน ภาพนี้รวมทั้งภาพอื่นๆ ของมอนโร กลับยังมีพิมพ์ออกมาขายเคียงไปกับบรรดาดาราสาวในช่วงทศวรรษนั้น ซึ่งน่าจะเป็นยุคเฟื่องฟูของพวกเธอๆ เหล่านี้บนโปสเตอร์ในบ้านเรา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-04-Monroe-3-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-165749" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-04-Monroe-3-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-04-Monroe-3-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-04-Monroe-3-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-04-Monroe-3.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>วัฒนธรรมหรือรสนิยมในการนำภาพดาราต่างประเทศหรือ ‘ดาราฝรั่ง’ แบบที่คนไทยเรียกมาแปะผนัง น่าจะเริ่มแพร่หลายภายหลังการพิมพ์ระบบออฟเซตเริ่มพัฒนา สามารถแยกสีและขนาดได้ยิ่งกว่าเดิม ตามโรงพิมพ์ต่างๆ จึงมีการพิมพ์โปสเตอร์ออกมาขายกันอยู่หลายเจ้า แต่เอาจริงเอาจังและนมนานที่สุด คงเป็นโรงพิมพ์ หสน.ห้องภาพสุวรรณ ผู้ผลิตนิตยสาร ‘สตาร์พิกส์’ และ ‘ดาราภาพ’ ย่านบางขุนพรหมที่พิมพ์โปสเตอร์แบบนี้ขายมาตั้งแต่เมื่อกว่า 60 ปีก่อน จากนั้นจึงเริ่มพิมพ์ภาพนักร้อง วงดนตรี การ์ตูนดิสนีย์ และอื่นๆ ในเวลาต่อมา โดยมีโลโก้ SP พิมพ์อยู่บนโปสเตอร์ของโรงพิมพ์นี้ทุกใบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ไดแอน เลน, ตาตัม โอนีล, โอลิเวียร์ ฮัตซีย์, เมลิสา กิลเบิร์ต ฯลฯ คือตัวอย่างของโปสเตอร์ดาราสาวที่โรงพิมพ์นี้เคยพิมพ์ออกมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 2510 จากนั้นที่เห็นกันบ่อยเพราะคงได้รับความนิยมนำไปปิดฝาบ้านกันมาก ในความทรงจำไม่เห็นใคร นอกจาก บรูค ชีลด์ส, ฟิบี เคตส์ และ โซฟี มาร์โซ</p>



<p>ในภาพที่เป็นโปสเตอร์ของพวกเธอ นอกจากไม่ใช่แค่ภาพหรือช็อตจากหนังเหมือนดารายุคก่อนหรือในคุกของแอนดี และยังเป็นภาพในสไตล์แฟชั่น สวมใส่เสื้อผ้าหลายชิ้น ไม่ใกล้เคียงกับสาวพินอัพ อย่างไรก็ดี ถ้าไปตรวจดูกัน ทั้งสามสาวก็ไม่ใช่จะห่างไกลจากความเซ็กซี่เสียทีเดียว&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-06-Brooke-shields.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในฐานะดาราหรือนักแสดง บรูค ชีลด์ส ไม่ได้มีผลงานมากมายอะไรนัก เพราะหนังที่เธอเล่นส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังทำเงิน แต่ก็มีชื่อพอสมควรในตลาดต่างประเทศจากหนังเด่นของเธออย่าง ‘<em>The Blue Lagoon</em>’ (2523) กับ ‘<em>Endless Love</em>’ (2524) ซึ่งมีทั้งภาคต่อและรีเมก โดยเฉพาะเรื่องแรกเป็นหนังที่มีพล็อตว่าด้วยหนุ่มสาวที่เติบโตขึ้นมาด้วยกันบนเกาะร้าง ราวกับอดัมกับอีฟอะไรทำนองนั้น มันจึงมีความเซ็กซี่อยู่พอสมคววร แต่ที่ฮือฮามากกว่าคือ ‘<em>Pretty Baby’</em> (2521) หนังเรื่องที่ 2 ของเธอที่รับบทเป็นเด็กหญิงวัย 12 ขวบที่เติบโตขึ้นมาในซ่องกับคุณแม่เป็นโสเภณี</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีอีกภาพของ บรูค ชีลด์ส ที่โด่งดังในฐานะนางแบบซึ่งเธอเป็นมาตั้งแต่เด็ก และไม่แน่ใจว่าในบ้านเราเคยมีใครพิมพ์เป็นโปสเตอร์หรือไม่ คือภาพครั้งที่เธอเป็นพรีเซนเตอร์บนบิลบอร์ดและโปสเตอร์ให้กับโฆษณากางเกงยีน คาลวิน ไคลน์ เมื่อปี 2523 แต่ด้วยวัยเพียง 15 ปีกับคำโฆษณาล่อแหลมที่บอกว่าไม่มีอะไรคั่นระหว่างเธอกับ ‘คาลวิน’ ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์สำหรับเด็กหญิงวัยแค่นั้น</p>



<p>ส่วน ฟีบี เคตส์ ด้วยมีเชื้อสายทั้งจีน ฟิลิปปินส์ และรัสเซีย เธอจึงมีความสวยแปลก และน่าจะถูกใจชาวเอเชียอย่างหนุ่มสาวในบ้านเรา จึงทำให้มีภาพของเธอพิมพ์ออกมาขายหลายอริยาบท ตั้งแต่ระดับพอร์เทรตไปจนถึงฟิกเกอร์เต็มตัว ผลงานเด่นสร้างชื่อของเธอก็คือ ‘<em>วิมานรัก</em>’ หรือ ‘<em>Paradise</em>’ (2525) ซึ่งมีพล็อตคล้ายกับ The Blue Lagoon ของ บรูค ชีลด์ส เพียงแต่ย้ายจากเกาะไปอยู่กันกลางทะเลทราย และออกจะใจถึงกว่ามาก เพราะผลงานเรื่องอื่นในเวลานั้น ทั้ง ‘<em>มหา’ลัยวัยหวาน</em>’ หรือ ‘<em>Private School</em>’ (2526) และ ‘<em>ลองรัก</em>’ หรือ ‘<em>Fast Time at Ridgemont High</em>’ (2525) หนังวัยรุ่นสองเรื่องเด่นของเธอก็ล้วนแต่มีช็อตชวนใจเต้นตึกตัก โดยเฉพาะเรื่องหลังที่เธอลงทุนเปลือยอกแบบจะจะจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฉากเปลือยที่น่าจดจำที่สุดในทุกการจัดอันดับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/poster-07-Sophie-Maceau.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>และสำหรับ โซฟี มาร์โซ อีกคนที่ฮิตพิมพ์เป็นโปสเตอร์ในยุคนั้น ในบรรดาทั้งหมดที่อ้างอิงกันมา น้องคนนี้ (ในตอนนั้น) ออกจะแตกต่างจากทุกคน ทั้งไม่ได้เป็นสาวอเมริกัน แต่เป็นสาวน้อยจากฝรั่งเศสผู้น่ารักแบบสาวมัธยม โดยโด่งดังมาจาก &#8216;<em>La Boum</em>&#8216; (2523) หนังเรื่องแรกที่ทำเงินถล่มทลาย แต่จากภาพของสาวน้อยแบบในเรื่องนี้หรือบนโปสเตอร์ก็ค่อยเลือนไป เมื่อ ‘<em>Happy Easter</em>’ (2527) เข้ามาฉายในบ้านเรา นับแต่นั้นน้องหนูจาก La Boum ก็กลายเป็นอดีต เพราะเธอมีช็อตเปลือยอกให้ชมราวกับจะบอกว่า “หนูโตเป็นสาวแล้ว” และจากสิ่งที่เห็น ผู้ชมที่ว่าก็น่าจะเชื่อ</p>



<p>ทุกวันนี้แม้จะยังมีโปสเตอร์ของเธอเหล่านี้วางขายอยู่ที่โรงพิมพ์ของสตาร์พิกส์ในราคาไม่ต่างจากวันวานนัก แต่ในบรรดาโปสเตอร์ที่พิมพ์ออกมา ภาพของพวกเธอก็ไม่ใช่ประเภทโปสเตอร์ที่ขายดิบขายดี แผงที่ขายโปสเตอร์ตามตลาดนัดหรือข้างถนนก็มีเหลือไม่มาก บนผนังห้องใครในปัจจุบันจึงยากจะมีภาพแบบนี้กันอีก พร้อมกับวัฒนธรรมการปิดโปสเตอร์ดาราที่ชื่นชอบซึ่งน่าจะลดน้อยตามไปด้วย</p>



<p>‘กดดันและเวลา’ คือสิ่งที่ The Shawshank Redemption บอกผ่านคำบรรยายของเพื่อนร่วมคุก (มอร์แกน ฟรีแมน) เมื่อแอนดีเงยหน้ามองโปสเตอร์ของ ริตา เฮย์เวิร์ท จุดเริ่มต้นของความหวัง แล้วแผนของเขาก็ดำเนินไปจนถึงโปสเตอร์ของ ราเควล เวลช์ ส่วนผู้คนยุคหนึ่งกับโปสเตอร์ของพวกเธอที่เลือกมาแปะผนังคงไม่ได้มีความหมายอะไรขนาดนั้น เป็นเพียงความงามอีกประการที่เคยมีอยู่จริง ไม่ต่างจากรูปดอกไม้ ทิวทัศน์ หรือภาพสีสันสดใสตามถนนรนแคมที่เหมือนจะไร้สาระ เป็นแค่ความสวยที่มีไว้ให้ชื่นใจ ด้วยภาพใบใหญ่ของ ‘นางในฝัน’</p>



<p>แต่ก็ยังมีคนเขียนเป็นวรรคเป็นเวรได้จนมาถึงบรรทัดนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">ขอบคุณ คุณสุชาติ เตชศรีสุธี เอื้อเฟื้อข้อมูล</p>



<p style="font-size:14px">เรื่องและภาพ: สืบสกุล แสงสุวรรณ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/actress-in-poster/">ความหวังบนผนังกับความฝันบนโปสเตอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความตายแห่งยุคสมัยจากหนังไทยบางเรื่อง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/death-in-thai-fils/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[ความตาย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165279</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ในชีวิตเราทุกคนล้วนต้องเกี่ยวข้องกับความตาย เนื่องจากเป็นสัจธรรมที่ไม่เห็นต้องบอกกันให้เสียเวลา แต่กับความตายในภาพยนตร์เหมือนจะแตกต่าง เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตจากจินตนาการหรือดัดแปลงจากชีวิตจริงก็ไม่จำเป็นต้องมีความตายกันทุกเรื่อง เมื่อใครพูดถึงความตายในหนังขึ้นมา มันจึงอาจเป็นการ ‘สปอยล์’ เนื้อหาขั้นร้ายแรง หากเป็นความตายของตัวละครสำคัญ หรือพระ-นางในเรื่อง ซึ่งมักเป็น ‘ไคลแม็กซ์’ อีกต่างหาก ใครขืนทำแบบนั้นมันก็น่าเคืองอยู่ แต่ก็คงเป็นข้อห้ามเฉพาะหนังในโปรแกรมหรือเพิ่งลาโรงไปมากกว่า เพราะถ้ามัวกังวลด้วยการบอกเนื้อหาที่มีใครตาย เมื่อจะยกตัวอย่างความดีงามของหนังสยองคลาสสิกอย่าง ‘Psycho’ (2503) อาจกลายเป็นเรื่องยากไปได้ เพราะส่วนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจนจำเป็นต้องกล่าวถึง ก็เพราะกลวิธีพิเศษที่ผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก จับผู้ชมให้ติดไปกับตัวละครที่แสดงโดย เจเน็ท ลีห์ ตั้งแต่ต้น แล้วจู่ๆ ก็กำจัดทิ้งเสียดื้อๆ อย่างโหดเหี้ยม เป็นความกล้าในการช็อกอารมณ์ผู้ชมตั้งแต่ตอนครึ่งเรื่องจนทำให้ได้รับการยกย่อง และถึงผู้ชมยุคหลังจะรู้มาก่อนจากบทความมากมายที่เขียนถึงสืบเนื่องกันมา แต่ความตายที่ว่าก็ไม่ได้เป็นบ่อนทำลายความดีงามของหนัง ความคลาสสิกจึงยังถูกกล่าวขานกันเรื่อยมาจนถึงวันนี้&#160;&#160;&#160;&#160; สำหรับหนังไทยกับความตายของตัวละคร ค่านิยมของผู้สร้างและผู้ชม หากไม่ใช่คนชั่วตัวละครร้ายมักไม่อยากให้ใครตาย เพราะหนังคือความบันเทิงและควรแฮปปี้เอนดิ้ง ยกเว้นจะสร้างมาจากวรรณกรรมเก่าแก่อย่าง ‘แผลเก่า’ หรือ ‘คู่กรรม’ ซึ่งเป็นความตายที่จำเป็นต้องมี ไม่ใช่เพียงเพราะใครก็รู้กันว่า ‘ไอ้ขวัญ’ กับ ‘อีเรียม’ ต้องตายคู่อยู่ในคลองแสนแสบ ส่วน ‘โกโบริ’ ก็ต้องตายอยู่ในอ้อมแขน ‘อังศุมาลิน’ อยู่แถวสถานีรถไฟบางกอกน้อย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/death-in-thai-fils/">ความตายแห่งยุคสมัยจากหนังไทยบางเรื่อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ในชีวิตเราทุกคนล้วนต้องเกี่ยวข้องกับความตาย เนื่องจากเป็นสัจธรรมที่ไม่เห็นต้องบอกกันให้เสียเวลา</p>



<p>แต่กับความตายในภาพยนตร์เหมือนจะแตกต่าง เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตจากจินตนาการหรือดัดแปลงจากชีวิตจริงก็ไม่จำเป็นต้องมีความตายกันทุกเรื่อง เมื่อใครพูดถึงความตายในหนังขึ้นมา มันจึงอาจเป็นการ ‘สปอยล์’ เนื้อหาขั้นร้ายแรง หากเป็นความตายของตัวละครสำคัญ หรือพระ-นางในเรื่อง ซึ่งมักเป็น ‘ไคลแม็กซ์’ อีกต่างหาก ใครขืนทำแบบนั้นมันก็น่าเคืองอยู่</p>



<p>แต่ก็คงเป็นข้อห้ามเฉพาะหนังในโปรแกรมหรือเพิ่งลาโรงไปมากกว่า เพราะถ้ามัวกังวลด้วยการบอกเนื้อหาที่มีใครตาย เมื่อจะยกตัวอย่างความดีงามของหนังสยองคลาสสิกอย่าง <em>‘Psycho’</em> (2503) อาจกลายเป็นเรื่องยากไปได้ เพราะส่วนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจนจำเป็นต้องกล่าวถึง ก็เพราะกลวิธีพิเศษที่ผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก จับผู้ชมให้ติดไปกับตัวละครที่แสดงโดย เจเน็ท ลีห์ ตั้งแต่ต้น แล้วจู่ๆ ก็กำจัดทิ้งเสียดื้อๆ อย่างโหดเหี้ยม</p>



<p>เป็นความกล้าในการช็อกอารมณ์ผู้ชมตั้งแต่ตอนครึ่งเรื่องจนทำให้ได้รับการยกย่อง และถึงผู้ชมยุคหลังจะรู้มาก่อนจากบทความมากมายที่เขียนถึงสืบเนื่องกันมา แต่ความตายที่ว่าก็ไม่ได้เป็นบ่อนทำลายความดีงามของหนัง ความคลาสสิกจึงยังถูกกล่าวขานกันเรื่อยมาจนถึงวันนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สำหรับหนังไทยกับความตายของตัวละคร ค่านิยมของผู้สร้างและผู้ชม หากไม่ใช่คนชั่วตัวละครร้ายมักไม่อยากให้ใครตาย เพราะหนังคือความบันเทิงและควรแฮปปี้เอนดิ้ง ยกเว้นจะสร้างมาจากวรรณกรรมเก่าแก่อย่าง <em>‘แผลเก่า’</em> หรือ <em>‘คู่กรรม’</em> ซึ่งเป็นความตายที่จำเป็นต้องมี ไม่ใช่เพียงเพราะใครก็รู้กันว่า ‘ไอ้ขวัญ’ กับ ‘อีเรียม’ ต้องตายคู่อยู่ในคลองแสนแสบ ส่วน ‘โกโบริ’ ก็ต้องตายอยู่ในอ้อมแขน ‘อังศุมาลิน’ อยู่แถวสถานีรถไฟบางกอกน้อย แต่ถ้าไม่มีความตายแบบนั้น ประเด็นความรักที่พยายามสื่อสารคงไม่สมบูรณ์ เป็นโศกนาฏกรรมที่มักถูกนำมาใช้เพื่อให้ไปถึงความโรแมนติกมาตั้งแต่โบราณกาลเช่น <em>‘โรมิโอกับจูเลียต’</em> ของเชกสเปียร์เป็นตัวอย่าง</p>



<p>แต่นอกจากความตายเพื่อบูชารัก ถ้าลองย้อนสำรวจในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ในหนังไทยชั้นดีหรือหนังฮิตจากทศวรรษก่อนเก่าก็มีความตายที่น่าประทับใจแบบนั้นอยู่หมือนกัน และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้หนังเหล่านี้เป็นที่จดจำ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่สะท้อนความจริงหรือสัจธรรมบางประการของบ้านเมืองนี้เอาไว้เหมือนกันทุกเรื่อง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ภายหลังความตายของ มิตร ชัยบัญชา ในปี 2513 กับการเปลี่ยนแปลงจากระบบ 16 มม. มาเป็น 35 มม. ไปจนถึงเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้นของหนังไทย <em>‘เขาชื่อกานต์’</em> เมื่อปี 2516 ของผู้กำกับ ‘นิวเวฟ’ อย่าง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือหนึ่งในหัวหอกแห่งยุค ท่านมุ้ยหยิบบทประพันธ์มีรางวัลการันตีของ สุวรรณี สุคนธา มาสร้างและตั้งแต่ซีนแรก-เปิดเรื่อง ในผลงานเรื่องที่ 2 ของผู้กำกับก็ทำในสิ่งที่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นสำหรับหนังไทยในยุคนั้นที่จะปล่อยให้ตัวละครสำคัญ ถูกยิงตายตั้งแต่ยังไม่รู้จักกับผู้ชมเลยด้วยซ้ำ</p>



<p>“เขาเป็นหมอ เขาเป็นคนดี” ชายขับเรือตอบใครคนหนึ่งในหมู่ไทยมุงกลางสายฝน ในอ้อมแขนประคองร่างชายหนุ่มที่เพิ่งโดยมือปืนยิงจนตกเรือ ก่อนพวกมันจะหนีไป “หมอกานต์ใช่ไหมนั่น?” ใครอีกคนถาม “ใช่&#8230;เขาชื่อกานต์” ชายขับเรือตอบปนสะอื้น</p>



<p>หลังจากนั้นบทหนังก็พาให้ผู้ชมได้รู้จักกับ ‘กานต์’ (สรพงศ์ ชาตรี) ชายที่เลือกจะเป็นหมอในชนบทห่างไกลมากกว่าจะสุขสบายอยู่ในเมือง แต่การเลือกความต้องการนี้ กลับขัดความต้องการของคนรัก (นัยนา ชีวานันท์) เธอรังเกียจชีวิตคู่ในถิ่นกันดาร อยากมีชีวิตสุขสบายตามประสาคนเมือง ชีวิตครอบครัวจึงสั่นคลอน ส่วนความเป็นคนดีมีอุดมการณ์ ยึดความถูกต้องไม่คิดคอร์รัปชัน ผลลัพธ์ของคนประพฤติแบบนั้นก็คือเหตุการณ์ตอนเปิดเรื่อง&nbsp;</p>



<p>ความตายในลักษณะคล้ายกันยังมีให้พบในอีก 5 ปีให้หลัง กับชีวิตของ ‘ครูปิยะ’ จาก <em>‘ครูบ้านนอก’</em> หนังดังอีกเรื่องที่ออกฉายในยุคปฏิรูปเมื่อปี 2521 ซึ่งจัดว่าเป็นหนังม้ามืด ทำเงินถล่มทลาย ทั้งที่ไม่มีใครมีชื่อเสียง เป็นหน้าใหม่กันทั้งนักแสดงนำและผู้กำกับ เพราะทั้ง ปิยะ ตระกูลราษฎร์ หรือ สุรสีห์ ผาธรรม ต่างเคยมี <em>‘มนต์รักแม่น้ำมูล’</em> (2520) เป็นผลงานก่อนหน้ามาเรื่องเดียวเท่านั้น และก็ไม่ใช่หนังทำเงิน</p>



<p>เช่นเดียวกับหมอกานต์ ครูปิยะเป็นเด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันบางประการที่แตกต่างจากใคร ในขณะปาร์ตี้จบการศึกษาที่เพื่อนฝูงกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เขากลับหวนคิดไปถึงอีกฟากของแผ่นดินเดียวกันที่ผืนดินแห้งแตก ปิยะจึงเลือกไปเป็นครูที่ภาคอีสาน ในหมู่บ้านห่างไกลและแล้งนัก เด็กแถวนั้นขาดทุกอย่างในการเติบโตอย่างสมบูรณ์ เพราะลำพังผู้ปกครองเองก็ทุกข์ยากมากโข ครูปิยะจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้ความรู้แก่ศิษย์ แต่ยังพยายามช่วยเหลือชาวบ้านทุกทางอย่างเต็มกำลัง</p>



<p>และด้วยลักษณะแบบนี้ของตัวละคร ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายของครูคำหมาน คนไค เมื่อเขาเห็นความไม่ถูกต้อง อิทธิพลเถื่อนกำลังทำลายป่า แทนที่จะนิ่งเฉย มันจึงกลายเป็นจุดจบ-จากไปก่อนวัยอันควรด้วยการฆาตกรรม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/web-content-photo-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-165288" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/web-content-photo-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/web-content-photo-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/web-content-photo-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/02/web-content-photo.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<p><em>‘Butch Cassidy and the Sundance Kid’</em> (2512) เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งนำช็อตสุดท้ายของหนังมาใช้เป็นโปสเตอร์ ด้วยภาพของ พอล นิวแมน กับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ควงปืนวิ่งตรงเข้ามา แลดูเหมือนช็อตแอ็กชันหนังคาวบอยทั่วไป แต่มากกว่านั้นหลังจากได้ชมก็จะรู้ว่ามันคือจุดจบของเรื่องราวกับช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของเพื่อนสองคน ส่วนหนังไทยก็เคยมีโปสเตอร์ลักษณะนี้เหมือนกัน และออกจะแสดงความจะแจ้งของความตายเสียยิ่งกว่า ด้วยภาพของชายคนหนึ่งกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นในมุมมองพระเจ้า พร้อมกับชื่อ <em>‘คนแซ่ลี้’</em> หนังไทยเมื่อปี 2536 ของผู้กำกับ ชูชัย องอาจชัย&nbsp;</p>



<p>จากบทหนังของ วิไลลักษณ์ พูลประเสริฐ เล่าเรื่องของ ‘แจ็ค’ (จักรกฤษณ์ อำมรัตน์) ตำรวจหนุ่มที่จำต้องหนีไปใช้ชีวิตที่ประเทศเล็กๆ ในยุโรป เพื่อให้พ้นการตามล่าเอาชีวิต จากการเข้าไปทำคดีที่มีผู้มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง และเขาก็ทำได้แค่หนีตาย ก่อนจะได้พบพยานหลักฐานสำคัญเพื่อเอาผิดคนที่ตามไล่ล่า แจ็คจึงตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อตอบโต้เปิดโปง แต่ไม่ทันจะได้ทำอย่างคิด เขาก็พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้อยู่ในสภาพแบบที่ผู้ชมได้เห็นตั้งแต่บนโปสเตอร์หรือใบปิด</p>



<p>หากดูจากพล็อตอาจจะรู้สึกคุ้น เพราะเหตุการณ์ที่คล้ายกันแต่เป็นเรื่องจริงของนายตำรวจคนหนึ่งที่ต้องหนีไปอยู่ออสเตรเลียจนบัดนี้เพราะไปขัดแย้งกับผู้มีอำนาจจากการทำคดีโรฮิงญา แถมยังเกิดขึ้นห่างจากวันที่หนังเรื่องนี้ออกฉายร่วม 30 ปี เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ไม่มีแต่ในหนัง ไม่ต่างจากปัญหาคอร์รัปชันกับอิทธิพลมืดที่ทำให้ความยุติธรรมของไทยกลายเป็นกฎของชนเผ่าหนึ่งเท่านั้น</p>



<p>&nbsp;&nbsp;น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่ใช่หนังทำเงิน แต่ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ดี นับเป็นหนังเด่นเรื่องหนึ่งในทศวรรษที่หนังไทยตกต่ำ อย่างไรก็ดี ถ้าเทียบกันระหว่าง <em>‘เขาชื่อกานต์’</em> กับ <em>‘ครูบ้านนอก’</em> หนังไทยที่ให้ความสำคัญกับความตายและน่าจะเป็นหนังทำเงินมากที่สุดคงเป็น <em>‘น้ำพุ’</em> เมื่อปี 2527 ของ ยุทธนา มุกดาสนิท อดีตผู้ช่วยผู้กำกับของท่านมุ้ย ที่นำ ‘เรื่องของน้ำพุ’ ของ สุวรรณี สุคนธา กับ ‘พระจันทร์สีน้ำเงิน’ นิยายอีกเรื่องของเธอมาทำเป็นบทหนัง</p>



<p>ยุทธนาเลือกเปิดเรื่องเหมือนกับ <em>‘เขาชื่อกานต์’</em> ของท่านมุ้ย ด้วยความตายของ <em>‘น้ำพุ’</em> (อำพล ลำพูน) ลูกชายคนเดียวของอดีตบก.นิตยสารลลนา ก่อนเรื่องราวจะพาย้อนกลับไปตั้งแต่เขาเกิดจนเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น กระทั่งหวนกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“แม่: พุ แม่ขอโทษ&#8230;แม่ผิดเอง ผิดที่เลี้ยงลูกไม่เป็น&#8230;(ก้มลงกระซิบข้างหู) หลับให้สบายนะลูก&#8230;</p>



<p>แม่สั่งเสียลูกเป็นครั้งสุดท้าย&#8230;น้ำตาแม่หยดลงผสมกับคราบน้ำตาศพลูก&#8230;”</p>



<p>คัตสุดท้ายในบทหนังเขียนไว้แบบนั้น สำหรับความตายของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งอาจเป็นสมาชิกในครอบครัวของใครก็ได้ ไม่ใช่ความตายจากการรักษาความเชื่อบางอย่างแบบหมอกานต์ ครูปิยะ หรือ แจ็ค แต่เป็นมรณกรรมที่ถูกนำเสนอเพื่อเป็นอุทาหรณ์ถึงการเข้าไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ภัยมืดที่สามารถเข้าทุบทำลายทุกจิตใจที่บอบบาง</p>



<p>และปัญหานี้ก็เหมือนกับทุกความตายในหนังไทยทั้งหมดที่ยกมา มันยังวนเวียนมาทำร้ายชีวิตแล้วชีวิตเล่า ซ้ำดูจะรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน อำนาจเหนือกฎหมายที่ถูกปล่อยปละ กับปัจจุบันที่ยาเสพติดไม่ได้มีแค่แลกเกอร์ กัญชา หรือผงขาวเหมือนในหนังไทยวันวานอีก ความตายจากทุกเรื่องจึงเป็นความตายโดยไม่จำเป็น แต่กลับมีอยู่รอบตัวเรามาช้านาน จนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสัจธรรมในแบบที่ไม่ควรจะเป็น</p>



<p>เป็นทั้งความเสื่อมและความเสี่ยงที่ทำให้เราต้องรู้จัก-จำใจยอมรับการ “อยู่ให้เป็น” กันเรื่อยมา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/death-in-thai-fils/">ความตายแห่งยุคสมัยจากหนังไทยบางเรื่อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>THE REAL CHAPLIN การเมืองเป็นเรื่องตลกเงียบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-real-chaplin/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2023 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[ชาร์ลี แชปลิน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลกเงียบ]]></category>
		<category><![CDATA[วีซีดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=164760</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ยุควีซีดีระบาด ผู้ผลิตต่างควานหาหนังมาปั๊มแผ่นเพื่อสนองตลาดใหม่ของความบันเทิงราคาถูก และหนึ่งในนั้นก็คือแผ่นหนังเก่ากึ้กนำแสดงโดย ชาร์ลี แชปลิน ที่ไม่ใช่หนังเงียบเหมือนต้นฉบับ แต่กลับพากย์ไทยเสียงอีสานโดย นิคม สุนทรพิทักษ์ ที่เริ่มจากฉบับวิดีโอของบริษัท อีวีเอส&#160; หลายคนจึงอาจรู้จักแชปลินจากหนังแผ่นเวอร์ชั่นนี้ที่มีราว 60 เรื่อง และทุกเรื่องเด่นที่ได้รับการยกย่องในความอัจฉริยะของแชปลิน ไม่ว่าจะเป็น Modern Times, The Gold Rush, The Circus หรือ City Lights ฯลฯ ล้วนถูกนำมาพากย์อีสานครบหมด เป็นการเพิ่มอรรถรสและช่วยให้หนังของแชปลินข้ามเวลามาต่อกับปัจจุบันในบ้านเราอย่างเนียนๆ&#160; เพราะชาร์ลี หรือ ชาร์ลส์ แชปลิน คือชายชาวอังกฤษร่างเล็กเป็นบุคคลสำคัญอีกคนของโลก ในฐานะผู้ร่วมผลิตสินค้าให้ฮอลลีวู้ดตั้งแต่ยังเตาะแตะ เป็นผู้ก่อตั้งสตูดิโอเมเจอร์แห่งแรกๆ อย่างยูไนเต็ดอาร์ติสต์ ทำหน้าที่ช่วยให้วัฒนธรรมความบันเทิงอย่างภาพยนตร์แพร่ไปด้วยศิลปะการสร้างเสียงหัวเราะที่เขาทั้งแสดง-เขียนบท-กำกับ โดยเกือบทั้งหมดมีเพียงภาพกับเสียงดนตรีประกอบที่เขาก็มักประพันธ์เองอีกเหมือนกัน แต่ใครต่างก็ซึมซับความบันเทิงนี้ได้เหมือนกันทั้งโลก&#160; คนไทยรู้จักภาพยนตร์หลังจากมันถือกำเนิดขึ้นบนโลกได้เพียงไม่กี่ปี จึงไม่แปลกถ้าคนรุ่นปู่ทวดจะรู้จักแชปลินจากบทบาทของ &#8216;ชายจรจัด&#8217; (The Tramp) หรือ &#8216;ไอ้ตัวเล็ก&#8217; (Little Fellow) แบบที่แชปลินเรียก ที่ปรากฏตัวมาตั้งแต่ปี 2457 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-real-chaplin/">THE REAL CHAPLIN การเมืองเป็นเรื่องตลกเงียบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ยุควีซีดีระบาด ผู้ผลิตต่างควานหาหนังมาปั๊มแผ่นเพื่อสนองตลาดใหม่ของความบันเทิงราคาถูก และหนึ่งในนั้นก็คือแผ่นหนังเก่ากึ้กนำแสดงโดย ชาร์ลี แชปลิน ที่ไม่ใช่หนังเงียบเหมือนต้นฉบับ แต่กลับพากย์ไทยเสียงอีสานโดย นิคม สุนทรพิทักษ์ ที่เริ่มจากฉบับวิดีโอของบริษัท อีวีเอส&nbsp;</p>



<p>หลายคนจึงอาจรู้จักแชปลินจากหนังแผ่นเวอร์ชั่นนี้ที่มีราว 60 เรื่อง และทุกเรื่องเด่นที่ได้รับการยกย่องในความอัจฉริยะของแชปลิน ไม่ว่าจะเป็น <em>Modern Times, The Gold Rush, The Circus</em> หรือ <em>City Lights</em> ฯลฯ ล้วนถูกนำมาพากย์อีสานครบหมด เป็นการเพิ่มอรรถรสและช่วยให้หนังของแชปลินข้ามเวลามาต่อกับปัจจุบันในบ้านเราอย่างเนียนๆ&nbsp;</p>



<p>เพราะชาร์ลี หรือ ชาร์ลส์ แชปลิน คือชายชาวอังกฤษร่างเล็กเป็นบุคคลสำคัญอีกคนของโลก ในฐานะผู้ร่วมผลิตสินค้าให้ฮอลลีวู้ดตั้งแต่ยังเตาะแตะ เป็นผู้ก่อตั้งสตูดิโอเมเจอร์แห่งแรกๆ อย่างยูไนเต็ดอาร์ติสต์ ทำหน้าที่ช่วยให้วัฒนธรรมความบันเทิงอย่างภาพยนตร์แพร่ไปด้วยศิลปะการสร้างเสียงหัวเราะที่เขาทั้งแสดง-เขียนบท-กำกับ โดยเกือบทั้งหมดมีเพียงภาพกับเสียงดนตรีประกอบที่เขาก็มักประพันธ์เองอีกเหมือนกัน แต่ใครต่างก็ซึมซับความบันเทิงนี้ได้เหมือนกันทั้งโลก&nbsp;</p>



<p>คนไทยรู้จักภาพยนตร์หลังจากมันถือกำเนิดขึ้นบนโลกได้เพียงไม่กี่ปี จึงไม่แปลกถ้าคนรุ่นปู่ทวดจะรู้จักแชปลินจากบทบาทของ &#8216;ชายจรจัด&#8217; <em>(The Tramp) </em>หรือ &#8216;ไอ้ตัวเล็ก&#8217; <em>(Little Fellow) </em>แบบที่แชปลินเรียก ที่ปรากฏตัวมาตั้งแต่ปี 2457 และหากไม่นับทั้งในหนังโฆษณา โชว์คณะตลก หรือมายากล ในสารรูปแบบนั้นยังเคยมีดาราตลกอย่าง เพชร ดาราฉาย ติดกระจุกหนวด แต่งตัวและถือไม้เท้าแบบเดียวกันอยู่ใน <em>&#8216;ซูเปอร์เก๋าส์&#8217;</em> ของ สมพงษ์ ตรีบุปผา เมื่อปี 2524 ส่วนทางฟากหนังจีน ในปีก่อนหน้านั้น ก็มีสือเทียนแต่งตัวคล้ายกันแสดงเป็น <em>‘ซือแป๋ แซ่ตลก’ </em>หรือ <em>Laughing Time </em>ที่กำกับโดย จอห์น วู และก่อนหน้านั้นอีกเล็กน้อย ก็พบหนังของแชปลินเข้ามาฉายในโรงบ้านเรา ซึ่งน่าจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเป็นหนึ่งในหนังที่มีเจ้าของโรงบางแห่งขุดเอามาฉายแก้ปัญหาจอว่าง อันเนื่องจากมาตรการขึ้นภาษีฟิล์มหนังต่างประเทศเมื่อปี 2519&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่นอกจากแผ่นดีวีดีหนังของแชปลิน หนังเรื่องหรือ &#8216;feature film&#8217; ยังมี <em>‘Chaplin’ </em>(2536) อีกเรื่องที่นำอัตชีวประวัติของเขามาสร้าง และออกฉายในบ้านเราเมื่อร่วม 30 ปีมาแล้ว กำกับโดย ริชาร์ด แอทเทนโบโรห์ มี โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ มาเป็นแชปลิน แต่ก็ไม่ใช่หนังดีสำหรับนักวิจารณ์ ผิดกับ<em> ‘The Real Chaplin’ </em>ที่ออกฉายในอังกฤษเมื่อ 2 ปีก่อน กำกับโดย ปีเตอร์ มิดเดิลตัน กับ เจมส์ สปินนีย์ และมีสตรีมให้ชมกันอยู่ในขณะนี้&nbsp;</p>



<p><em>The Real Chaplin</em> เป็นหนังสารคดีความยาว 1 ชม. 54 นาที ที่ผสมทั้งเทปบันทึกเสียง ฟุตเทจจริงกับที่ถ่ายใหม่-เลียนแบบการสัมภาษณ์แชปลินตัวจริงกับคนใกล้ชิดโดยนิตยสาร<em> Life </em>จัดได้ว่าเป็นสารคดีชีวิตของแชปลินที่ดูสนุกเรื่องหนึ่ง เพราะชีวิตกับงานที่เป็นหนังขาวดำมีสีสันมากมาย และบางส่วนนั้นยังคงดังข้ามเวลาอยู่ในบ้านเรา&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่แชปลินไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องในกระแสบันเทิงปัจจุบัน กลับพบ <em>‘The Great Dictator’ </em>เมื่อปี 2483 หนังเสียงเรื่องแรกของแชปลิน ปรากฏอยู่ในบทความหลายชิ้น รวมทั้งมีการตัดเป็นคลิปให้ดูกันพร้อมซับไทยอยู่ในยูทูบ โดยในบทความเหล่านั้นก็มักกล่าวถึงเนื้อหาเดียวกันกับในคลิปนี้ ซึ่งเป็นซีเควนซ์ที่แชปลินใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของหนังเสียงที่เคยบ่ายเบี่ยงไม่อยากจะทำ ด้วยสุนทรพจน์ความยาว 6 นาทีของช่างตัดผมชาวยิวอันเป็นเหมือน &#8216;ไคลแม็กซ์&#8217; ท้ายเรื่อง และในสารคดี <em>The Real Chaplin</em> ก็นำมาเล่าเอาไว้เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>เพราะสำหรับความบันเทิงสักชิ้น มันคือรสชาติในการชม แต่ในชีวิตกับศิลปะ ถือเป็นการกระทำอันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งบนแผ่นฟิล์มก็ว่าได้&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/some-good-old-days-The-Real-Chaplin_Content_c1_20230127-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-164784" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/some-good-old-days-The-Real-Chaplin_Content_c1_20230127-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/some-good-old-days-The-Real-Chaplin_Content_c1_20230127-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/some-good-old-days-The-Real-Chaplin_Content_c1_20230127-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/some-good-old-days-The-Real-Chaplin_Content_c1_20230127.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>ในซีเควนซ์นี้ ชายที่ถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้นำเผด็จการ กล่าวถึงอะไรบางอย่างที่เหมือน &#8216;ยูโทเปีย&#8217; หรือโลกที่เขาใฝ่ฝันให้ผู้คนช่วยกันสร้างขึ้น จนต้องร้องขอออกมา และด้วยความยิ่งใหญ่ของมัน ในการรำลึกปีที่ 85 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในบ้านเรา หรือวันที่ 24 มิถุนายน 2560 มันจึงถูกเลือกขึ้นมาให้ผู้คนร่วมแชร์และชมเรื่องนี้ผ่านทางยูทูบตามเวลาที่นัดหมาย แต่คงเป็นอะไรอื่นไม่ได้ นอกจากความกลัว เมื่อถึงเวลาจึงมีคำสั่งลึกลับให้ปิดกั้นการเข้าถึง และบทความต่างๆ รวมทั้งคลิปจากเรื่องนี้อย่างที่เห็น จึงน่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการแสดงความกลัวแบบนั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตลกกับการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีถึงขั้นเป็นผู้นำประเทศให้เห็นกันอยู่แล้วแถวยูเครน แต่กับในยุคสมัยของแชปลิน ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ไม่น้อย และแชปลินก็ใช้ <em>The Great Dictator </em>แสดงแนวคิดของเขาอย่างเป็นทางการกับชาวโลก ส่วนเหตุผลในการสร้าง มากกว่าแค่หนังตลกล้อเลียน และโอกาสจะได้แสดงเป็นตัวละคร 2 คนพร้อมกัน ในปี 2481 ที่เริ่มเขียนบท แชปลินได้มองเห็นอันตรายของเผด็จการอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี จึงใช้เสียงหัวเราะเพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนัก ด้วยการนำทั้งฮิตเลอร์และเบนิโต มุสโสลินี เพื่อนซี้แห่งอิตาลีมาปั้นเป็นคู่หูเผด็จการในประเทศสมมติ ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นจริงในสงครามโลกครั้งที่ 2 และก่อนที่ชาวโลกจะได้รับรู้ในเวลาต่อมา ถึงค่ายกักกันหรือการสังหารหมู่ชาวยิวด้วยวิธีรมแก๊ส แชปลินล้วนแต่บอกเอาไว้ก่อนแล้วในหนังตลกเรื่องนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แม้จะเป็นแนวคิดถึงโลกที่เท่าเทียมและแบ่งปัน มากกว่าจะถูกจำกัดด้วยความเชื่อตามลัทธิการเมืองใด ในสารคดีเรื่องนี้ยังแสดงผลของการแสดงจุดยืนแบบนั้นที่เริ่มมาจาก <em>The Great Dictator </em>เอาไว้ เพราะภายหลังออกฉายและมีการนำกำไรจากรายได้ในยุโรปไปบริจาคชาวยิวที่กำลังหนีภัยในเยอรมนี รวมทั้งไปย้ำสปีชในเรื่องนี้อีกครั้งในพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ของ แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ เมื่อปี 2484 คำบรรยายในสารคดีเรื่องนี้ก็ใช้คำว่า “หลังจากนั้น แชปลินก็พูดๆๆ” เรื่องการเมืองไม่หยุดหย่อน&nbsp;</p>



<p>แต่ภายหลังฮิตเลอร์ถูกกำจัด สงครามใหม่ก็เริ่มต้น ในดินแดนที่ว่ากันว่าให้เสรีภาพในการพูด บางประโยคกลับเป็นปัญหา แชปลินโดนรัฐบาลอเมริกายัดข้อหาแสนคลาสสิก นั่นคือภัยความมั่นคง แล้วอะไรจะดีไปกว่าในยุคสงครามเย็นอย่างเช่นการเป็นคอมมิวนิสต์&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วนในชีวิตส่วนตัว ด้วยใครต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ในสารคดีเรื่องนี้ก็เหมือนจะชี้ไปที่ความสัมพันธ์กับเหล่าสตรีที่เป็นดาราหนังของเขา และด้วยความร่วมมือของสื่อบางจำพวกกับเจ้าหน้าที่รัฐบางประเภท จากชายที่คนทั้งโลกรัก ซูเปอร์สตาร์คนแรกๆ ของโลกกลับตกต่ำทั้งอาชีพและถูกบั่นทอนชื่อเสียง ทั้งที่ไม่รู้จุดหมาย ในที่สุดชายชาวอังกฤษก็ตัดสินใจอพยพไปจากอเมริกา&nbsp;</p>



<p>ทั้งหมดไม่ใช่ข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยรู้ ใน<em> Chaplin</em> ของแอทเทนโบโรห์ ก็นำชีวิตกับการเมืองของแชปลินมาเล่า ทุกบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของเขาต้องมีอ้างถึง แต่ <em>The Real Chaplin </em>นำเสนอเป็นรูปร่างให้จับต้องชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยฟุตเทจทั้งภาพและเสียงจริงที่เลือกมาเรียบเรียง อย่างไรก็ดี มันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะสารคดีเรื่องนี้ต้องการทำหน้าที่เหมือนชื่อเรื่อง คือค้นหาตัวตนที่แท้จริงของแชปลิน ตั้งแต่ต้นจนจบจึงมีชีวิตอีกหลากหลายแง่มุม&nbsp;</p>



<p>แต่ชีวิตที่หวังเพียงแค่สันติภาพ คือบางมุมที่ยากจะลืมเลือน เพราะใครที่มีสติก็คงหวังหรือฝันเช่นเดียวกับตัวตลกอย่าง ชาร์ลี แชปลิน เช่นกัน&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-real-chaplin/">THE REAL CHAPLIN การเมืองเป็นเรื่องตลกเงียบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แก้ว วันที่เพลงรักยังเพรียกหา ผลงานในความทรงจำของ ลินดา ค้าธัญเจริญ โดย เปี๊ยก โปสเตอร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kaew-some-good-old-days/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2022 11:25:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163700</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเครดิตเปิดเรื่องของ&#160;‘โทน’&#160;หนังเรื่องแรกของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อปี 2513 นำสมาชิกวงดิอิมพอสซิเบิ้ล มาร้องเพลง&#160;‘ปิดเทอม’&#160;ในสไตล์ที่ในทศวรรษถัดมาเรียกกันว่า &#8216;เอ็มวี&#8217; &#160; ‘ข้าวนอกนา’&#160;เมื่อปี 2518&#160;ของเปี๊ยก โปสเตอร์&#160;หนังไทยที่นำปัญหาทางสังคมจากสิ่งตกค้างของสงครามเวียดนามด้วยชีวิตเด็กลูกครึ่งผิวดำ ในซีนเปิดเรื่องก็เลือกให้เป็นภาพม้วนเทปกำลังถูกส่งเข้าไปในเครื่องเล่นตรงคอนโซลหน้ารถ&#160;ก่อนที่เสียงร้องของ ฉันทนา กิติยพันธ์&#160;จะดังขึ้นเป็นทำนองบลูส์กับเนื้อเพลง&#160;‘ข้าวนอกนา’ ซึ่งก็ยังคงนำ &#8216;ดิอิมฯ&#8217; มาบรรเลง ทั้ง 2 เรื่องเป็นเพียงบางตัวอย่างถึงความใส่ใจในเพลงประกอบของเปี๊ยก โปสเตอร์ หรือ&#160;สมบูรณ์สุข นิยมศิริ&#160;อดีตช่างเขียนใบปิดผู้ปักหลักเขตสำคัญให้ทั้งใบปิดหนังไทย สื่อประชาสัมพันธ์ของภาพยนตร์ในยุคหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมทั้งความแปลกใหม่ให้หนังไทย&#160;35 มม. มาตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว &#160; แต่ในผลงานหลายเรื่องหรือตั้งแต่เรื่องแรก ไม่ใช่แค่เพียงสร้างความแตกต่างแก่วงการหนัง&#160;กับวงการเพลงไทย&#160;หนังของเปี๊ยก&#160;โปสเตอร์&#160;ยังเคยบันทึกบางช่วงสำคัญเอาไว้&#160;สำหรับวิวัฒนาการของสิ่งที่เคยเรียกกันเชยๆ ว่า&#160;&#8216;เพลงไทยสากล&#8217;&#160;ในระยะที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความบันเทิงไร้ระบบธุรกิจมาตรฐาน&#160;มาสู่ยุคธุรกิจบันเทิงจริงจังเมื่อปลายทศวรรษที่ 2520 &#160; หนังของเปี๊ยก&#160;โปสเตอร์&#160;ทำหน้าที่ตั้งแต่บันทึกเพลงไทยที่เริ่มร้อง-บรรเลงโดยวง&#160;&#8216;สตริงคอมโบ&#8217; อย่างเพลงของดิอิมฯ ในเรื่องแรกๆ&#160;จนมาถึงเพลง&#160;&#8216;โฟล์กซอง&#8217;&#160;จาก ‘วัยอลวน’&#160;ในปี 2519&#160;ตามด้วยยุคเพลงดิสโก้ใน&#160;‘แก้ว’ เมื่อปี 2523&#160;กระทั่งเริ่มจะ&#160;&#8216;ฮาร์ดร็อก&#8217; ใน&#160;‘วัยระเริง’&#160;เมื่อปี 2527&#160;คือการลำดับจากหนังของเปี๊ยก&#160;โปสเตอร์&#160;จนพอมองเห็นสรรพเสียงของเพลงไทยว่าเดินทางกันมาอย่างไรในช่วงนั้น&#160; แต่เนื่องจากในปีที่กำลังจะผ่านไป&#160;เราสูญเสียบุคคลในวงการหนังไปมากมาย หนึ่งในนั้น-เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนก็เป็นวันลาลับของ&#160;ลินดา ค้าธัญเจริญ&#160;อดีตนางแบบที่เปี๊ยก โปสเตอร์ เลือกให้มารับบทสำคัญในหนังเรื่องแรกของเธอที่มีชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง พื้นที่ตรงนี้จึงขอกล่าวถึงเพียง&#160;‘แก้ว’ “จากประสบการณ์ชีวิตใน&#8230;ดิสโกเท็คส์ จากริมฝีปากหญิงสาวที่กล่าวถึง&#8230;คนรัก”&#160;คือถ้อยความที่ปรากฏขึ้นในตอนต้นเรื่อง&#160;เพราะในเวลานั้น&#160;&#8216;ดิสโกเท็คส์&#8217; หรือ&#160;&#8216;ดิสโกเธค&#8217; ยังเป็นทั้งชื่อแนวเพลงป๊อปและแหล่งบันเทิงฮิตสำหรับหนุ่มสาวเมืองไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaew-some-good-old-days/">แก้ว วันที่เพลงรักยังเพรียกหา ผลงานในความทรงจำของ ลินดา ค้าธัญเจริญ โดย เปี๊ยก โปสเตอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในเครดิตเปิดเรื่องของ<em>&nbsp;‘โทน’</em>&nbsp;หนังเรื่องแรกของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อปี 2513 นำสมาชิกวงดิอิมพอสซิเบิ้ล มาร้องเพลง&nbsp;<em>‘ปิดเทอม’&nbsp;</em>ในสไตล์ที่ในทศวรรษถัดมาเรียกกันว่า &#8216;เอ็มวี&#8217; &nbsp;</p>



<p><em>‘ข้าวนอกนา’</em>&nbsp;เมื่อปี 2518&nbsp;ของเปี๊ยก โปสเตอร์&nbsp;หนังไทยที่นำปัญหาทางสังคมจากสิ่งตกค้างของสงครามเวียดนามด้วยชีวิตเด็กลูกครึ่งผิวดำ ในซีนเปิดเรื่องก็เลือกให้เป็นภาพม้วนเทปกำลังถูกส่งเข้าไปในเครื่องเล่นตรงคอนโซลหน้ารถ&nbsp;ก่อนที่เสียงร้องของ ฉันทนา กิติยพันธ์&nbsp;จะดังขึ้นเป็นทำนองบลูส์กับเนื้อเพลง<em>&nbsp;‘ข้าวนอกนา’ </em>ซึ่งก็ยังคงนำ &#8216;ดิอิมฯ&#8217; มาบรรเลง</p>



<p>ทั้ง 2 เรื่องเป็นเพียงบางตัวอย่างถึงความใส่ใจในเพลงประกอบของเปี๊ยก โปสเตอร์ หรือ&nbsp;สมบูรณ์สุข นิยมศิริ&nbsp;อดีตช่างเขียนใบปิดผู้ปักหลักเขตสำคัญให้ทั้งใบปิดหนังไทย สื่อประชาสัมพันธ์ของภาพยนตร์ในยุคหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมทั้งความแปลกใหม่ให้หนังไทย&nbsp;35 มม. มาตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว &nbsp;</p>



<p>แต่ในผลงานหลายเรื่องหรือตั้งแต่เรื่องแรก ไม่ใช่แค่เพียงสร้างความแตกต่างแก่วงการหนัง&nbsp;กับวงการเพลงไทย&nbsp;หนังของเปี๊ยก&nbsp;โปสเตอร์&nbsp;ยังเคยบันทึกบางช่วงสำคัญเอาไว้&nbsp;สำหรับวิวัฒนาการของสิ่งที่เคยเรียกกันเชยๆ ว่า&nbsp;&#8216;เพลงไทยสากล&#8217;&nbsp;ในระยะที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความบันเทิงไร้ระบบธุรกิจมาตรฐาน&nbsp;มาสู่ยุคธุรกิจบันเทิงจริงจังเมื่อปลายทศวรรษที่ 2520 &nbsp;</p>



<p>หนังของเปี๊ยก&nbsp;โปสเตอร์&nbsp;ทำหน้าที่ตั้งแต่บันทึกเพลงไทยที่เริ่มร้อง-บรรเลงโดยวง&nbsp;&#8216;สตริงคอมโบ&#8217; อย่างเพลงของดิอิมฯ ในเรื่องแรกๆ&nbsp;จนมาถึงเพลง&nbsp;&#8216;โฟล์กซอง&#8217;&nbsp;จาก <em>‘วัยอลวน’</em>&nbsp;ในปี 2519&nbsp;ตามด้วยยุคเพลงดิสโก้ใน&nbsp;<em>‘แก้ว’</em> เมื่อปี 2523&nbsp;กระทั่งเริ่มจะ&nbsp;&#8216;ฮาร์ดร็อก&#8217; ใน&nbsp;<em>‘วัยระเริง’</em>&nbsp;เมื่อปี 2527&nbsp;คือการลำดับจากหนังของเปี๊ยก&nbsp;โปสเตอร์&nbsp;จนพอมองเห็นสรรพเสียงของเพลงไทยว่าเดินทางกันมาอย่างไรในช่วงนั้น&nbsp;</p>



<p>แต่เนื่องจากในปีที่กำลังจะผ่านไป&nbsp;เราสูญเสียบุคคลในวงการหนังไปมากมาย หนึ่งในนั้น-เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนก็เป็นวันลาลับของ&nbsp;ลินดา ค้าธัญเจริญ&nbsp;อดีตนางแบบที่เปี๊ยก โปสเตอร์ เลือกให้มารับบทสำคัญในหนังเรื่องแรกของเธอที่มีชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง พื้นที่ตรงนี้จึงขอกล่าวถึงเพียง&nbsp;‘<em>แก้ว’</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="789" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C-789x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-163777" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C-789x1024.jpeg 789w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C-231x300.jpeg 231w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C-768x997.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C-1184x1536.jpeg 1184w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C-600x779.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/A34257DB-AEAB-43DC-A65D-4F1094C13E3C.jpeg 1578w" sizes="(max-width: 789px) 100vw, 789px" /></figure>



<p><em>“จากประสบการณ์ชีวิตใน&#8230;ดิสโกเท็คส์ จากริมฝีปากหญิงสาวที่กล่าวถึง&#8230;คนรัก”</em>&nbsp;คือถ้อยความที่ปรากฏขึ้นในตอนต้นเรื่อง&nbsp;เพราะในเวลานั้น&nbsp;&#8216;ดิสโกเท็คส์&#8217; หรือ&nbsp;&#8216;ดิสโกเธค&#8217; ยังเป็นทั้งชื่อแนวเพลงป๊อปและแหล่งบันเทิงฮิตสำหรับหนุ่มสาวเมืองไทย</p>



<p>“ไนท์คลับสำหรับเต้นรำด้วยเพลงแสดงสดหรือแผ่นเสียง ด้วยระบบเสียงที่ซับซ้อน แสงสีมากมาย ร่วมกับเอฟเฟ็กต์อื่นๆ” &nbsp;คือคำอธิบายในพจนานุกรมของคอลลินส์สำหรับความหมายของ&nbsp;“ดิสโกเธค”&nbsp;และด้วยต้องการนำเสนอประสบการณ์ของหนุ่มสาวในสถานบันเทิงยามค่ำคืนแบบนั้น&nbsp;เปี๊ยก&nbsp;โปสเตอร์ จึงเลือกสาวเฉี่ยวสไตล์นางแบบอย่างลินดามาเป็น “แก้ว”ซึ่งออกจะแตกต่างจากความงามโดยทั่วไปของ “นางเอก” ในยุคนั้น&nbsp;เพราะเธอไม่ได้สวยสะระดับนางงามผิวพรรณเป็นสีน้ำผึ้ง&nbsp;ไม่ขาวใสมีวงหน้าน่าเอ็นดูแบบ จารุณี สุขสวัสดิ์&nbsp;หรือ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นางเอกเบอร์ต้นในช่วงนั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วน “คนรัก”&nbsp;ก็หมายถึงนักดนตรี-นักแต่งเพลงนาม“นที”&nbsp;เปี๊ยก&nbsp;โปสเตอร์&nbsp;นำ&nbsp;ทูน หิรัญทรัพย์&nbsp;หนุ่มเชื้อสายฟิลิปปินส์มารับบทนำเป็นครั้งแรก&nbsp;แม้ในช่วงนั้นและก่อนหน้าจะมีชาวตากาล็อกเข้ามาเป็นนักดนตรีตามสถานบันเทิงอยู่หลายวง&nbsp;ที่มีชื่อเสียงก็เช่น&nbsp;อาดิง ดีล่า และ โทนี อากีล่าร์&nbsp;บิดาของ คริสตินา อากีล่าร์&nbsp;เป็นตัวอย่าง แต่ทูนเพียงแค่ชอบร้องเล่น&nbsp;ไม่ใช่นักดนตรีตัวจริง&nbsp;ยืนยันโดย เล็ก วงศ์สว่าง โฆษกวิทยุชื่อดังและเจ้าของหนังสือเพลงพร้อมคอร์ดอย่าง “ไอเอสซองฮิตส์”&nbsp;ครั้งหนึ่งแกเคยบอก&nbsp;ก่อนจะเป็นนักแสดง&nbsp;เขาก็เป็นแฟนหนังสือเพลงเล่มนี้</p>



<p>และต่อมาในปี 2528&nbsp;ทูนก็เป็นนักแสดงคนแรกๆ ที่หันมาออกเทป ก่อนกระแส&nbsp;“ดาราออกเทป”&nbsp;จะเกิดขึ้นจริงจังในทศวรรษที่ 2530 โดยบุคคลที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับทูนก็คือ&nbsp;เรวัต พุทธินันทน์ ผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลงแกรมมี และคนเขียนเพลงประกอบเรื่องนี้</p>



<p>ความโมเดิร์นในบทหนัง นอกจากจะนำชีวิตที่ได้รับฟังจากนักเที่ยวในดิสโกเธคมาเป็นต้นเรื่อง&nbsp;เปี๊ยก โปสเตอร์ยังนำเสนอชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่การ&nbsp;“อยู่ก่อนแต่ง”&nbsp;กันตามห้องเช่าเริ่มมีมากขึ้น&nbsp;ผิดไปจากขนบหรือความเหมาะสมของคนรุ่นก่อน&nbsp;แต่มันก็เกิดขึ้นและมีอยู่รวมทั้งชีวิตของสาวสวยที่ยอมเป็น&nbsp;“เมียน้อย”&nbsp;เพื่อแลกกับความปลอดภัยทางเศรษฐกิจของครอบครัว&nbsp;แก้วจึงไม่ใช่นางเอกประเภทดีงามตามอย่างนางเอกหนังไทยและลินดาก็เหมาะกับภาพเหล่านั้นที่ผู้กำกับพยายามนำเสนอ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วนเพลงประกอบ&nbsp;แม้เรื่องราวจะเกี่ยวกับบทเพลงแต่กลับมีอยู่ไม่กี่เพลง&nbsp;แถมเพลงเด่นที่ผู้คนจดจำยิ่งกว่าตัวหนังก็ไม่ใช่เพลงดิสโก&nbsp;ผู้กำกับยังคงเลือกดิอิมในยุคที่เหลือเพียงร่องรอย เพราะสมาชิก&nbsp;“ดิโอเรียนเต็ลฟังก์”วงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบเรื่องนี้&nbsp;นอกจากเรวัต พุทธินันทน์&nbsp;ยังมี&nbsp;วินัย พันธุรักษ์&nbsp;อดีตสมาชิกดิอิมรวมอยู่ด้วย</p>



<p>ทั้งสองคนมาทำหน้าที่เขียนเนื้อและขับขานเพลงนี้ตามลำดับ&nbsp;ส่วนทำนองก็โดยสมาชิกของดิโอเรียนเต็ลฟังก์อย่าง&nbsp;ศรายุทธ สุปัญโญ&nbsp;ซึ่งต่อมากลายเป็นสมาชิกวงดังอย่างแกรนด์เอ็กซ์&nbsp;และเด่นที่สุดคือเสียงแซ็กโซโฟนของ&nbsp;เทวัญ ทรัพย์แสนยากร&nbsp;ที่ถูกนำมาใช้แทนเครื่องดนตรีและบทเพลงสำคัญของนทีกับแก้ว</p>



<p>ในเพลงดังเพลงนี้มีให้ได้ยินในหนังมากกว่าหนึ่งครั้ง เริ่มตั้งแต่เป็นเพียงท่วงทำนองในช่วงที่นทีกำลังแต่งขึ้น&nbsp;หลังจากได้พบกับแก้วในดิสโกเธค แล้วได้ใช้ชีวิตร่วมกันที่แฟล็ตอย่างมีความสุข&nbsp;ก่อนจะมีเหตุให้พรากจากกันไป&nbsp;จากนั้นมันก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกแบบเต็มเพลงพร้อมเนื้อร้อง&nbsp;และยังทำหน้าที่เหมือนจีพีเอสนำพาให้สองคนมาพบกันอีกครั้ง</p>



<p>ในตอนท้ายเรื่อง&nbsp;(ใครทนการสปอยล์หนังอายุ 42 ปีไม่ได้&nbsp;ขอให้ข้ามย่อหน้านี้ไป) ระหว่างงานเลี้ยงหรูหราแก้วกำลังเมามาย&nbsp;ภายหลังพยายามออกตามหานทีแต่ไร้วี่แวว กระทั่งได้ยินทำนองจากเสียงแซ็กฯของเขา&nbsp;เธอจึงแหวกผู้คนพร้อมขับขานเพลงนี้ออกมาดังๆ&nbsp;หวังให้คนรักได้ยิน แล้วแก้วก็ได้พบนทีอีกครั้ง เพียงแต่เขาไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่กำลังเอ่อน้ำตาของเธอ&nbsp;ดวงตาหลังแว่นดำมองไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้ว</p>



<p><em>“ขาดดวงใจ โอ้ชีวิตจะดำเนินอย่างไร โอ้ชีวิตดำเนินเพื่ออะไร โอ้ชีวิตไยมืดมน หนทางเลือน”</em>&nbsp;คือบางท่อนของเพลงสำเนียงแจ๊ซที่บนปกแผ่นเสียงพิมพ์ว่า&nbsp;‘เพลงรักเพรียกหา’&nbsp;เพราะมันมีหน้าที่แบบนั้น ไม่ใช่ &#8216;ความรักเพรียกหา&#8217; หรือ&nbsp;&#8216;ความรักเรียกหา&#8217;&nbsp;อย่างที่เพี้ยนกันในเวลาต่อมาจากเวอร์ชั่นอื่นหลังจากนั้น</p>



<p>แต่ในบางความทรงจำที่ยังเพี้ยนไปไม่มาก ระบุชัดว่าในวันนี้ที่ไม่เหลือดิสโกเธคที่ไหนอีก&nbsp;มันก็ยังระลึกถึงภาพของความรักในเรื่องนี้ตลอดมา&nbsp;และน่าจะตลอดไปในทุกครั้งที่เพลงนี้ถูกบรรเลง</p>



<p>ด้วยความอาลัยแด่&nbsp;&#8216;แก้ว&#8217;&nbsp;ลินดา ค้าธัญเจริญ&nbsp;(2499-2565)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaew-some-good-old-days/">แก้ว วันที่เพลงรักยังเพรียกหา ผลงานในความทรงจำของ ลินดา ค้าธัญเจริญ โดย เปี๊ยก โปสเตอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฮายาโอะ มิยาซากิ ก่อนจะกลายเป็นสายลม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hayao-miyazaki-ghibli/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2022 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[Studio Ghibli]]></category>
		<category><![CDATA[Hayao Miyasaki]]></category>
		<category><![CDATA[Ghibli]]></category>
		<category><![CDATA[some good old days]]></category>
		<category><![CDATA[Ponyo: On the Cliff By the Sea]]></category>
		<category><![CDATA[The Wind Rises]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162636</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับตั้งแต่ ‘Ponyo: On the Cliff By the Sea’ เมื่อ 13 ปีก่อน หลังจากนั้นหนังการ์ตูนของสตูดิโอจิบลิก็มีเข้ามาฉายในโรงฯ บ้านเราทุกเรื่อง และการมีภาพหรือตุ๊กตุ่น-ตุ๊กตา &#8216;โตโตโระ&#8217; โลโก้จิบลิจาก ‘My Neighbor Totoro’ (2531) ให้เห็นอยู่ทั่วไปตามตลาดนัดหรือห้างสรรพสินค้าในวันนี้ คงพอบอกได้ว่าหนังการ์ตูนของจิบลิ น่าจะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในบ้านเรา ไม่ต่างจากการ์ตูนของฟูจิโอะ ฟูจิโกะ หรือวอลต์ ดิสนีย์&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; แต่หากย้อนไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนหรือช่วงที่จิบลิเพิ่งสร้างหนังกันมาไม่กี่เรื่อง ใครเอ่ยชื่อนี้ หรือ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ คงมีน้อยคนจะรู้จัก เพราะในเวลานั้นหนังการ์ตูนญี่ปุ่นตามโรงฯ นอกจาก ‘โดราเอมอน’, ‘อิคิวซัง’ กับ ‘ดร.สลัมป์’ เมื่อกลางทศวรรษที่ 2520 และ ‘Akira’ ในปี 2533 ก็ไม่มีใครสั่งเข้ามาฉาย ชื่อเสียงของจิบลิจึงมีให้รับรู้กันเฉพาะในหมู่คนนิยมอะนิเมะซึ่งก็มีแค่กลุ่มหนึ่งเท่านั้น&#160; และถึงจะเป็นยุคหนังสือการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์ยังมีพิมพ์กันอยู่ แต่ผลงานอย่าง ‘Nausicaa of the [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hayao-miyazaki-ghibli/">ฮายาโอะ มิยาซากิ ก่อนจะกลายเป็นสายลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นับตั้งแต่<em> ‘Ponyo: On the Cliff By the Sea’</em> เมื่อ 13 ปีก่อน หลังจากนั้นหนังการ์ตูนของสตูดิโอจิบลิก็มีเข้ามาฉายในโรงฯ บ้านเราทุกเรื่อง และการมีภาพหรือตุ๊กตุ่น-ตุ๊กตา &#8216;โตโตโระ&#8217; โลโก้จิบลิจาก <em>‘My Neighbor Totoro’ </em>(2531) ให้เห็นอยู่ทั่วไปตามตลาดนัดหรือห้างสรรพสินค้าในวันนี้ คงพอบอกได้ว่าหนังการ์ตูนของจิบลิ น่าจะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในบ้านเรา ไม่ต่างจากการ์ตูนของฟูจิโอะ ฟูจิโกะ หรือวอลต์ ดิสนีย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่หากย้อนไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนหรือช่วงที่จิบลิเพิ่งสร้างหนังกันมาไม่กี่เรื่อง ใครเอ่ยชื่อนี้ หรือ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ คงมีน้อยคนจะรู้จัก เพราะในเวลานั้นหนังการ์ตูนญี่ปุ่นตามโรงฯ นอกจาก ‘โดราเอมอน’, ‘อิคิวซัง’ กับ ‘ดร.สลัมป์’ เมื่อกลางทศวรรษที่ 2520 และ ‘Akira’ ในปี 2533 ก็ไม่มีใครสั่งเข้ามาฉาย ชื่อเสียงของจิบลิจึงมีให้รับรู้กันเฉพาะในหมู่คนนิยมอะนิเมะซึ่งก็มีแค่กลุ่มหนึ่งเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>และถึงจะเป็นยุคหนังสือการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์ยังมีพิมพ์กันอยู่ แต่ผลงานอย่าง <em>‘Nausicaa of the Valley of the Wind’</em> (2527) หนังการ์ตูนเรื่องยาวแท้ๆ เรื่องแรกของมิยาซากิที่ดัดแปลงมาจากมังงะของตัวเอง ตั้งแต่นั้นจนป่านนี้ยังไม่เคยมีใครแปล เรื่องจะได้ดูหนังการ์ตูนของจิบลิจึงมีแต่ต้องไปหิ้ววิดีโอมาจากญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ก็ไม่มีแม้แต่ซับอังกฤษ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>กระทั่งกระแส &#8216;หนังอินดี้&#8217; เริ่มระบาดเมื่อราว 20 ปีก่อน หนังการ์ตูนของจิบลิก็ถูกจัดไว้ในหมวดหมู่นี้ บางเรื่องจึงเริ่มมีฉบับซับไทย-ไร้ลิขสิทธิ์มาให้ดู โดยจุดเริ่มต้นมาจากความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ของ<em> Princess Mononoke</em> (2540) จนชื่อเสียงทะลักออกมานอกเกาะญี่ปุ่น กับก่อนหน้านั้น ด้วย<em> ‘Graves of the Fireflies’ </em>(2531) ของ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ผู้กำกับรุ่นพี่ของมิยาซากิและผู้ร่วมก่อตั้งจิบลิ ก็มีผู้คนกล่าวขานกันอยู่ตามเทศกาลหนังโลกรวมทั้งไทย สองเรื่องนี้จึงมีส่วนสำคัญกระตุ้นให้คอหนังในบ้านเราสนใจอยากดูอะนิเมะขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>และเมื่อ <em>‘Spirited Away’ </em>(2544) ไปได้ออสการ์ หนังการ์ตูนของจิบลิก็กลายเป็นหนังในกระแสหลัก มาถึงวันนี้สามารถหาดูได้แทบทุกเรื่อง เช่นเดียวกับข่าวคราว ความเป็นมา หรือความคิดของผู้สร้างสตูดิโอนี้อย่าง ฮายาโอะ มิยาซากิ เช่น ลองค้นดูในลิสต์ผลงานสมัยยังทำหนังทีวี ก็พบว่าหนึ่งในนั้นอย่าง <em>&#8216;จอมโจรลูแปง&#8217; (Lupin III Part II) </em>เมื่อปี 2523 ที่เด็กไทยเคยดูทางช่อง 9 การ์ตูนเมื่อปลายทศวรรษที่ 2520 ก็คือหนึ่งในผลงานของเขา และเรื่องนี้ก็เหมือนเป็นต้นกำเนิดอีกเรื่องของสตูดิโอจิบลิก็ว่าได้ เพราะมิยาซากิร่วมกันทำกับ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="808" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06-808x1024.jpg" alt="" class="wp-image-162673" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06-808x1024.jpg 808w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06-237x300.jpg 237w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06-768x974.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06-1211x1536.jpg 1211w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06-600x761.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/some-good-old-days-Ghibli_Content-pic-06.jpg 1615w" sizes="(max-width: 808px) 100vw, 808px" /></figure>



<p>ผลงานของมิยาซากิมักโดดเด่นตรงแนวคิดอนุรักษ์จนถึงเคารพธรรมชาติ ต่อต้านสงครามหรือความขัดแย้งใด บางครั้งนำสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นหรือโลกมาปรับใช้ในการสื่อสาร แต่ในการ์ตูนแฟนตาซีเหล่านั้นก็มีความหมายมากกว่าดูเอาสนุกหรือชื่นชมความงามจากภาพเคลื่อนไหวของแอนิเมชั่นแบบดั้งเดิม และสิ่งนั้นก็น่าจะมาจากตัวตนของมิยาซากิซึ่งปีนี้อายุ 82 ปีเข้าไปแล้ว&nbsp;</p>



<p><em>‘Never Ending Man: Hayao Miyazaki’</em> เมื่อปี 2559 ความยาว 69 นาที คือสารคดีของเอ็นเอชเคที่กำกับโดย คากุ อารากาวะ (ออกอากาศทางช่อง 7 ตอนตี 4 เมื่อ 3 ปีก่อน) แต่จากสารคดีเรื่องนี้ ต่อมาได้กลายเป็น<em> ‘10 Years With Hayao Miyazaki’ </em>(2562) ที่มี 4 ตอน ความยาวเกือบ 4 ชั่วโมง เป็นบันทึกการทำงานของมิยาซากิผ่านช่วงเวลาการทำหนัง 2 เรื่องคือ <em>Ponyo</em> กับ<em> The Wind Rises</em> (2556) ผลงานล่าสุดที่ออกฉาย รวมทั้งเคยประกาศว่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนตั้งแต่สมัยก่อนจะทำ<em> Spirited Away</em> และในช่วงหนึ่งของสารคดีเรื่องนี้ก็มีกล่าวถึง มิยาซากิได้แต่ขำตัวเองที่บอกแบบนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ยังทำไม่ได้เสียที&nbsp;</p>



<p>เอ็นเอชเคสร้างสารคดีทั้ง 2 เรื่องตามข้อตกลงกับสตูดิโอ คือจิบลิอนุญาตให้เฉพาะอารากาวะกับกล้องตัวเดียวตามบันทึกมิยาซากิได้แค่เรื่องงานเท่านั้น เราจึงได้เห็นวิธีการสร้างหนังการ์ตูนของเขาผ่านคำบรรยายของอารากาวะ ตั้งแต่เริ่มจากสเกตช์ของมิยาซากิเพียงหนึ่งภาพ แล้วขยายเป็นสตอรี่บอร์ด ก่อนเป็นภาพร่างแต่ละเฟรมจนเป็นช็อต โดยระหว่างนั้น มิยาซากิก็นั่งตรวจทานทุกภาพ รวมทั้งลงมือแก้ไขด้วยตัวเองเหมือนตลอดทุกขั้นตอน&nbsp;</p>



<p>มันจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดหากหนังของเขาจะไม่มีบทหนัง แต่ให้ตัวละครกับความคิดแตกออกมาทีละภาพแล้วพาเรื่องราวให้ดำเนินไป โดยเฉพาะใน Ponyo ที่มิยาซากิตั้งใจเขียนทุกเฟรมด้วยมือล้วน ไม่ต้องพึ่งซีจี&nbsp;</p>



<p>&#8216;เราต้องเป็นพวกมองโลกตามความเป็นจริงในอุดมคติ พวกยึดหลักความจริงอย่างเดียวโดยไร้ความฝันมีเยอะแล้ว พวกยึดหลักความจริงอย่างเดียวนั้นแย่ที่สุด ผมไม่อยากให้ทีมของเราเป็นแบบนั้น&#8217; มิยาซากิเขียนโน้ตแปะข้างฝาบอกกับทีมแอนิเมเตอร์ก่อนจะลงมือทำ <em>Ponyo </em>เป็นอีกแนวคิดที่ถูกบันทึกไว้ในสารคดี เพราะมันคือส่วนหนึ่งของงาน&nbsp;</p>



<p>แต่ด้วยงานของมิยาซากิคือการสร้างจินตนาการให้เกิดเป็นเรื่องราวด้วยภาพวาด และแนวคิดของคนเราซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากชีวิตกับประสบการณ์ ในสารคดีที่หวังจะเล่าวิธีการทำงาน จึงมีชีวิตบางส่วนของชายชราคนนี้รวมอยู่ด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตอนที่สารคดีเรื่องนี้เริ่มต้น มิยาซากิมีอายุเลยวัยเกษียณไปแล้วหลายปี ผมและหนวดเคราขาวโพลน แต่ยังดูแข็งแรง คุณลุงมักสวมผ้ากันเปื้อนเดินไปมาในออฟฟิศ ที่มือมีบุหรี่ติดอยู่ตลอดแม้แต่ตอนเขียนรูป แกมีรอยยิ้มอยู่เสมอแต่ไม่พร่ำเพรื่อ หรือบางครั้งอาจเอ็ดทีมงานหากไม่ได้ภาพดังใจ หรือแม้แต่ผู้กำกับสารคดีเองยังโดนลุงคนนี้ตะเพิด เมื่อมาตามถ่ายตอนหนีไปปลีกวิเวกริมทะเล ซึ่งต่อมามิยาซากิสารภาพว่าที่อารมณ์เสีย เป็นเพราะอยากอยู่กับตัวเอง แกขี้เกียจ &#8216;ปั้นยิ้ม&#8217;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ตอนเป็นแบบนั้นแล้วผมจะฝืนยิ้มไปทำไม หนังสร้างขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้ ยิ่งเข้าสู่ขั้นตอนท้ายๆ ผมก็ยิ่งหงุดหงิด” มิยาซากิบอกแบบนั้น และเมื่ออารากาวะไปพบทาคาฮาตะ ที่กำลังเตรียมสร้าง<em> ‘Tale of Princess Kaguya’</em>&nbsp;(2556) หนังเรื่องสุดท้ายในชีวิต มิยาซากิก็ไม่อยากให้อารากาวะสัมภาษณ์รุ่นพี่ของเขา โดยเขียนโน้ตบอกให้อารากาวะทำเพียงบันทึก &#8216;การจมสู่เบื้องลึกของความสิ้นหวังที่ซ่อนเอาไว้&#8217;</p>



<p>มิยาซากิอธิบายว่ามันหมายถึงภาวะของการทำหนังการ์ตูนสักเรื่อง เพราะถ้าดูจากวิธีที่ต้องลงมือด้วยตัวเองทุกขั้นตอน แถมยังกินความนานนับปี กับภาระหนักอึ้งที่วางลงได้อย่างเชื่องช้าจนเหมือนจะไม่มีหวัง แม้สุดท้ายจะไม่เคยเป็นแบบนั้นจริง เขาหรือทาคาฮาตะต่างก็ทำมันจนสำเร็จออกมาให้ผู้คนได้ชื่นชมจนถึงตื่นตะลึง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ด้วยฝูงชนที่มาเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อรอดูหนังใหม่ของจิบลิ เด็กหญิงตัวน้อยวัยไม่เกิน 5 ขวบแถวสตูดิโอมาโค้งขอบคุณสำหรับคุณตาที่ทำ &#8216;โตโตโระ&#8217; ให้ดู รอยยิ้มของผู้ประสบภัยสึนามิเมื่อได้รับรูปวาดพร้อมลายเซ็นจากคุณลุง ฯลฯ อาจทำให้มิยาซากิผิดคำพูดอยู่แบบนั้น และกับช่วงเวลาที่เหลือน้อยลงทุกวัน แกจึงยังคงหลังขดหลังแข็งทำ<em> ‘How Do You Live?’ </em>หนังเรื่องใหม่ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าทำไว้ให้หลานของแกเก็บไว้ดูยามที่คุณปู่ไม่อยู่แล้ว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><em>“ระหว่างนี้ฉันขอเดินอีกนิด ฉันอยากจะเต้นรำอีกสักครั้ง แล้วกลายเป็นสายลม” </em>คือท่อนหนึ่งจากเนื้อเพลงประกอบ <em>Ponyo</em> โดย โจ ฮิซาอิชิ เป็นท่วงทำนองที่ใช้บรรยายความคิดตัวละครหญิงชราในบ้านพักคนชรา คุณลุงได้รับแผ่นซีดีมาแล้วก็เปิดฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า&nbsp;</p>



<p>เพราะครั้งแรกที่ได้ยิน มันทำให้แกมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hayao-miyazaki-ghibli/">ฮายาโอะ มิยาซากิ ก่อนจะกลายเป็นสายลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bram Stoker’s Dracula วิธีปลุกผีให้โลกหลอน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bram-stokers-dracula/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สืบสกุล แสงสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Oct 2022 12:38:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Some Good Old Days]]></category>
		<category><![CDATA[แดรกคูลา]]></category>
		<category><![CDATA[Francis Ford Coppola]]></category>
		<category><![CDATA[some good old days]]></category>
		<category><![CDATA[dracula]]></category>
		<category><![CDATA[Bram Stoker]]></category>
		<category><![CDATA[นางนาก]]></category>
		<category><![CDATA[นนทรีย์ นิมิบุตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=161322</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ทราบว่า Dracula นิยายสยองขวัญคลาสสิกของ บราม สโตกเกอร์ นักเขียนชาวไอริช มีฉบับแปลไทยครั้งแรกเมื่อใด แต่ฉบับเก่าแก่สุดเท่าที่เคยเห็น คือเล่มที่ใช้ชื่อว่า &#8216;ล่าผีดิบแดร็กคิวล่า&#8217; แปลโดย &#8216;กรกฎ&#8217; ตีพิมพ์เมื่อปี 2489 แต่ถึงจะเก่าแก่ขนาดนั้นก็ยังห่างจากต้นฉบับอยู่หลายสิบปี เพราะนิยายสยองขวัญเรื่องนี้ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2440 โดยผู้เขียนนำ &#8216;แวมไพร์&#8217; ปีศาจจากเรื่องเล่าโบราณมาเป็นต้นไอเดีย แต่คนไทยกับ &#8216;แดรกคูลา&#8217; หรือบางครั้งก็เรียก &#8216;ผีดิบดูดเลือด&#8217; น่าจะคุ้นกับปีศาจตนนี้ผ่านทางหนังฝรั่งเสียมากกว่า โดยเฉพาะฉบับของ คริสโตเฟอร์ ลี นักแสดงอังกฤษที่สวมบทท่านเคาต์แดรกคูลาในหนังสยองของแฮมเมอร์ฟิล์มส์ระหว่างปี 2500-2516 เอาไว้ตั้ง 7 เรื่อง&#160; แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้าในยุคหนังขาวดำ นักแสดงที่ทำให้แดรกคูลาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสร้างภาพลักษณ์มาตรฐานให้กับตัวละครนี้ในเวลาต่อมา คือฉบับของยูนิเวอร์แซลเมื่อปี 2474 ที่สวมบทโดย เบลา ลูโกซี เขารับบทแดรกคูลามาตั้งแต่ยังเป็นละครเวที และก็กลายเป็นบทบาทติดตัวไปทั้งชีวิต ทั้งที่ลูโกซีแสดงเป็นแดรกคูลาในหนังเอาไว้แค่ 2 เรื่อง&#160;&#160; ส่วนหนังไทยถึงจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกันทางวัฒนธรรมแห่งความกลัว เมื่อคราวนิยาย ‘แก้วขนเหล็ก’ กับ ‘จอมเมฆินทร์’ ของ ตรี อภิรุม ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังจอเงิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bram-stokers-dracula/">Bram Stoker’s Dracula วิธีปลุกผีให้โลกหลอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่ทราบว่า Dracula นิยายสยองขวัญคลาสสิกของ บราม สโตกเกอร์ นักเขียนชาวไอริช มีฉบับแปลไทยครั้งแรกเมื่อใด แต่ฉบับเก่าแก่สุดเท่าที่เคยเห็น คือเล่มที่ใช้ชื่อว่า <em>&#8216;ล่าผีดิบแดร็กคิวล่า&#8217; </em>แปลโดย &#8216;กรกฎ&#8217; ตีพิมพ์เมื่อปี 2489 แต่ถึงจะเก่าแก่ขนาดนั้นก็ยังห่างจากต้นฉบับอยู่หลายสิบปี เพราะนิยายสยองขวัญเรื่องนี้ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2440 โดยผู้เขียนนำ &#8216;แวมไพร์&#8217; ปีศาจจากเรื่องเล่าโบราณมาเป็นต้นไอเดีย</p>



<p>แต่คนไทยกับ &#8216;แดรกคูลา&#8217; หรือบางครั้งก็เรียก &#8216;ผีดิบดูดเลือด&#8217; น่าจะคุ้นกับปีศาจตนนี้ผ่านทางหนังฝรั่งเสียมากกว่า โดยเฉพาะฉบับของ คริสโตเฟอร์ ลี นักแสดงอังกฤษที่สวมบทท่านเคาต์แดรกคูลาในหนังสยองของแฮมเมอร์ฟิล์มส์ระหว่างปี 2500-2516 เอาไว้ตั้ง 7 เรื่อง&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้าในยุคหนังขาวดำ นักแสดงที่ทำให้แดรกคูลาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสร้างภาพลักษณ์มาตรฐานให้กับตัวละครนี้ในเวลาต่อมา คือฉบับของยูนิเวอร์แซลเมื่อปี 2474 ที่สวมบทโดย เบลา ลูโกซี เขารับบทแดรกคูลามาตั้งแต่ยังเป็นละครเวที และก็กลายเป็นบทบาทติดตัวไปทั้งชีวิต ทั้งที่ลูโกซีแสดงเป็นแดรกคูลาในหนังเอาไว้แค่ 2 เรื่อง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วนหนังไทยถึงจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกันทางวัฒนธรรมแห่งความกลัว เมื่อคราวนิยาย <em>‘แก้วขนเหล็ก’</em> กับ <em>‘จอมเมฆินทร์’</em> ของ ตรี อภิรุม ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังจอเงิน ปีศาจในเรื่องไม่ว่าจะเป็นฉบับของ สอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ (2514) สมบัติ เมทะนี (2516) หรือ ฤทธิ์ ลือชา (2526) ล้วนแต่มีต้นแบบคือแดรกคูลาจากหนังฝรั่งเหล่านั้น&nbsp; และแคแรกเตอร์แดรกคูลาเองก็ยังเคยมีฉบับสัญชาติไทย แต่มาในรูปหนังตลกชื่อ <em>‘แดร๊กคูล่าต๊อก’ </em>(2522) ที่นำแสดงโดยดาวตลกชื่อเดียวกับชื่อเรื่องในยุคที่ล้อต๊อกกำลังพีก ก่อนจะกลายมาเป็นต้นแบบตัวการ์ตูนให้กับ บอยด์ โกสิยพงศ์ ในเวลาต่อมา&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ภาพติดตาของแดรกคูลาที่ต้องหวีผมเรียบแปร้มาในชุดคลุมยาว สามารถแปลงกายเป็นค้างคาวบินไปไล่งับคอสาวๆ ก็ไม่ใช่ภาพจำแบบเดียวของแดรกคูลา เมื่อเริ่มต้นที่ถูกนำมาดัดแปลงในยุคหนังเงียบ <em>‘Nosferatu: A Symphony of Horror’ </em>หนังเยอรมันที่ออกฉายเมื่อ 100 ปีก่อน คือแดรกคูลาที่ผิดไปจากภาพเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องนี้ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของสโตกเกอร์แบบไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ &#8216;เคาท์ออร์ล็อค&#8217; หรือแดรกคูลา มีรูปลักษณ์แลดูสยอง แสดงลักษณะปีศาจหรือผีดิบในทุกมุมมอง&nbsp;</p>



<p>แต่แดรกคูลาที่ผิดแปลกกว่าทุกฉบับที่เคยมี คงต้องยกให้ฉบับของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับ<em> ‘The Godfather’</em> ทั้ง 3 ภาค และมีชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการไม่ต่างกัน ด้วยเพราะตั้งใจจะเคารพบทประพันธ์ ชื่อเต็มๆ ของ <em>The Godfather </em>จึงมีคำว่า <em>&#8216;ของ มาริโอ พูโซ&#8217; </em>ส่วนแดรกคูลาที่เข้าฉายบ้านเราเมื่อต้นปี 2536 ก็มีคำว่า <em>&#8216;ของ บราม สโตกเกอร์&#8217; </em>หรือ<em> ‘Bram Stoker’s Dracula’&nbsp;&nbsp;&nbsp;</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/some-good-old-days_Dracula_Content_c1_20221020-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-161335" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/some-good-old-days_Dracula_Content_c1_20221020-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/some-good-old-days_Dracula_Content_c1_20221020-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/some-good-old-days_Dracula_Content_c1_20221020-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/some-good-old-days_Dracula_Content_c1_20221020.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>การปรากฏตัวแต่ละครั้งของแดรกคูลาในเรื่องนี้แตกต่างกันจนหาภาพตัวตนที่แท้จริงแทบไม่ได้ โดยสิ่งที่บทหนังของ เจมส์ วี.ฮาร์ต เพิ่มเติมลงไปคือความลึกของเรื่องราวสยองขวัญที่ผู้คนรู้จักกันดี และคอปโปลาก็ครอบทั้งหมดไว้ด้วยความทะมึนมืดสไตล์โกธิคไปจนถึงอาร์ตนูโว แถมยังเป็นแดรกคูลาที่แสดงความเคารพในศาสตร์ภาพยนตร์ กลไกซึ่งใช้ภาพลวงตาสะกดให้เกิดความรู้สึกหลากหลาย รวมทั้งความกลัวเพื่อสร้างความบันเทิงมาตั้งแต่เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว&nbsp;</p>



<p>ใน Nosferatu ตั้งใจใช้การเคลื่อนที่ของแสงกับเงาสร้างความรู้สึกแบบนั้น เท่าที่ &#8216;หนังเรื่อง&#8217; ในช่วง 20 ปีแรกจะทำกันได้ และคอปโปลาก็พาผู้ชมย้อนไปยังสมัยเดียวกับที่นิยายเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์และภาพยนตร์เพิ่งเกิดขึ้นบนโลก เขาแสดงความเคารพศาสตร์นี้ด้วยการนำบางช็อตจากเรื่องนั้นมาทำขึ้นใหม่ รวมทั้งจงใจใช้วิธีสร้างภาพพิเศษเช่นหนังยุคโบราณจะสร้างสรรค์กันเพื่อตบตาผู้ชม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สำหรับ &#8216;ความลึก&#8217; ที่กล่าวถึงเมื่อ 2 ย่อหน้าก่อน ก็หมายถึงการเพิ่มเติมความสมจริงด้วยการนำประวัติบางส่วนของเจ้าชายวลาดที่ 3 หรือ วลาด แดรกคูลา (Vlad Dracula) บุคคลในประวัติศาสตร์โรมาเนียเมื่อกว่า 500 ปีก่อน ซึ่งลือกันว่าเป็นต้นแบบของแดรกคูลา มาเพิ่มความสมจริงสมจังให้ตัวละคร แล้วขยายเรื่องราวที่คอปโปลาต้องการถ่ายทอดสิ่งที่เขาเรียกว่า &#8216;ฝันร้ายอีโรติก&#8217; ด้วยความโรแมนติกกับโศกนาฏกรรมแบบเดียวกับ &#8216;โรมิโอกับจูเลียต&#8217; </p>



<p>เพียงแต่เจ้าชายวลาดกับ &#8216;มีนา&#8217; คนรักของเขาในเรื่องนี้ เป็นความรักของ &#8216;โรมิโอและจูเลียต&#8217; ในโลกหลังความตายหรือภพต่อมาหลังจากตอนจบของ วิลเลียม เชกสเปียร์</p>



<p>“ข้าข้ามมหาสมุทรแห่งกาลเวลาเพื่อมาพบเจ้า” นอกจากโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับผู้กำกับอเมริกันฝีมือดี แกรี โอลด์แมนเคยกล่าวว่า เพียงแค่ได้กล่าวประโยคนี้ก็คุ้มแล้วที่จะแสดงเป็นแดรกคูลา&nbsp;</p>



<p><em>Bram Stoker’s Dracula</em> เป็นหนึ่งในผลงานไม่กี่เรื่องของคอปโปลาที่ได้รับทั้งคำชมและทำเงิน กลายเป็นบทที่ดีที่สุดบทหนึ่งของโอลด์แมนในยุคสร้างชื่อ รวมทั้ง วิโนนา ไรเดอร์ อดีตนักแสดงสาววัย 19 ในขณะนั้นที่นำบทเรื่องนี้ไปให้คอปโปลาอ่าน และ &#8216;มีนา&#8217; ก็เป็นอีกบทที่น่าจดจำในยุครุ่งเรืองของเธอ</p>



<p>ส่วนในจอหนังบ้านเรา ภายหลังจากออกฉายในสมัยมินิเธียเตอร์ อีก 6 ปีต่อมาในยุคที่หนังไทยเลิกทำหนังผีเน้นความน่ากลัวมาเป็นสิบปี เพราะนายทุนเชื่อว่ามันจะไม่ทำเงินเท่าหนังผีตลก นนทรีย์ นิมิบุตร กลับปลุกผีที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง &#8216;แม่นาคพระโขนง&#8217; ขึ้นมาด้วยวิธีคล้ายกันกับคอปโปลาใช้ปลุกผีแดรกคูลา&nbsp;</p>



<p><em>‘นางนาก’</em> เมื่อปี 2542 ของนนทรีย์เติมความลึกด้วยความจริงจังตามแบบเรียลิสติก จากงานสร้างกับเครื่องแต่งกายให้ตรงตามสมัยที่คาดว่าเป็นต้นตอของตำนานแม่นาค และบทหนังก็ขับเน้นประเด็นความรักที่หมายถึงตัณหาราคะในโลกของคนเป็น แต่คือความห่วงหาอาวรณ์ในโลกของคนตายหรือผีให้ผู้ชมได้สัมผัส คล้ายกันกับ Dracula ฉบับนี้&nbsp;</p>



<p>แต่ก็เป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น นนทรีย์ยืนยันถึงสิ่งที่นำเสนอ เป็นความต้องการส่วนตัวที่จะค้นหาตำนานผีตนนี้ในมุมมองอย่างที่ค้นพบ และด้วยความแปลกใหม่ ทำให้กวาดรายได้ในระดับปรากฏการณ์ นับแต่นั้นมาหนังผีไทยก็เลิกเอาแต่ตลกเข้าว่ากันอีกต่อไป</p>



<p>ไม่ต่างกันทั้ง <em>นางนาก</em> และ<em> Bram Stoker’s Dracula </em>เป็นความสำเร็จแบบผีๆ ด้วยวิธีปลุกผีที่น่าจดจำ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bram-stokers-dracula/">Bram Stoker’s Dracula วิธีปลุกผีให้โลกหลอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
