<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทรงกลด บางยี่ขัน, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author6/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author6/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 08:35:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-83/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-83/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Apr 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-83/</guid>

					<description><![CDATA[<p>11 ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ ต้องใช้แผนที่ “ผมชอบงาน Samsonite มาก” สุรชัยพูดถึงงานที่ได้รางวัลใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา ตอนทำเสร็จใหม่ๆ เขาพรินต์ออกมาดูแล้วดูอีก เขาอินกับมันจนต้องเรียกประชุมบริษัทเพื่อบอกทุกคนในทีมว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของอิลลูชั่นตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท “ถึงงานชิ้นนี้ไม่ได้รางวัล ผมก็ยังชอบมัน ยังภูมิใจกับมัน แต่จะพยายามหาคำตอบว่า ทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จ” สุรชัยขอตัวลุกออกไปนอกห้อง เขาเป็นคนชอบเก็บข้อมูล ชอบวิเคราะห์ บ้าสถิติ เขาทำแบบนี้กับงานโฆษณามาตลอด 20 ปี “ดูนี่” สุรชัยเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับอัลบั้มภาพขนาดใหญ่ 2 อัลบั้ม ด้านในเป็นภาพงานโฆษณาสิ่งพิมพ์จากทั่วโลกพรินต์ขนาดโปสการ์ดจัดเรียงอย่างเป็นระบบ อัดแน่นเต็มเล่ม เขาพยายามค้นหาความเหมือนของงานเหล่านี้ว่ามีรูปแบบอะไรซ้ำๆ บ้าง เขาพลิกให้ดูงานที่แบ่งหมวดตามวิธีวางโลโก้ วิธีเล่าเรื่อง และภาษาภาพแบบต่างๆ เขาทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 1998 ก่อนไทยจะได้รางวัลในเวทีโลกด้วยซ้ำ “นี่เป็นรีเสิร์ชแบบง่ายๆ ผมยังอีกเยอะมาก พวกนั้นเป็นความลับ” นักรีเสิร์ชแห่งวงการโฆษณาหัวเราะ พอเก็บกระเป๋าออกจากบริษัท Zoom System ที่ญี่ปุ่น เขาก็ไม่เจอโค้ชอีกเลย เวลาผ่านไป 5 &#8211; 6 ปี ชีวิตชักรวน เมื่อไปเรียนปริญญาโทก็คิดว่า เขาน่าจะเป็นโค้ชให้ตัวเองได้ แล้วเขาอยากให้โค้ชคนนี้สอนอะไร คำตอบคือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-83/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">11</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ ต้องใช้แผนที่</strong></h3>
<p>“ผมชอบงาน Samsonite มาก” สุรชัยพูดถึงงานที่ได้รางวัลใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา ตอนทำเสร็จใหม่ๆ เขาพรินต์ออกมาดูแล้วดูอีก<br />
เขาอินกับมันจนต้องเรียกประชุมบริษัทเพื่อบอกทุกคนในทีมว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของอิลลูชั่นตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท</p>
<p>“ถึงงานชิ้นนี้ไม่ได้รางวัล ผมก็ยังชอบมัน ยังภูมิใจกับมัน<br />
แต่จะพยายามหาคำตอบว่า ทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จ” สุรชัยขอตัวลุกออกไปนอกห้อง</p>
<p>เขาเป็นคนชอบเก็บข้อมูล<br />
ชอบวิเคราะห์ บ้าสถิติ เขาทำแบบนี้กับงานโฆษณามาตลอด 20 ปี</p>
<p>“ดูนี่” สุรชัยเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับอัลบั้มภาพขนาดใหญ่<br />
2 อัลบั้ม ด้านในเป็นภาพงานโฆษณาสิ่งพิมพ์จากทั่วโลกพรินต์ขนาดโปสการ์ดจัดเรียงอย่างเป็นระบบ<br />
อัดแน่นเต็มเล่ม เขาพยายามค้นหาความเหมือนของงานเหล่านี้ว่ามีรูปแบบอะไรซ้ำๆ บ้าง<br />
เขาพลิกให้ดูงานที่แบ่งหมวดตามวิธีวางโลโก้ วิธีเล่าเรื่อง และภาษาภาพแบบต่างๆ<br />
เขาทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 1998 ก่อนไทยจะได้รางวัลในเวทีโลกด้วยซ้ำ</p>
<p>“นี่เป็นรีเสิร์ชแบบง่ายๆ ผมยังอีกเยอะมาก พวกนั้นเป็นความลับ” นักรีเสิร์ชแห่งวงการโฆษณาหัวเราะ</p>
<p>พอเก็บกระเป๋าออกจากบริษัท<br />
Zoom System ที่ญี่ปุ่น เขาก็ไม่เจอโค้ชอีกเลย เวลาผ่านไป 5 &#8211; 6 ปี<br />
ชีวิตชักรวน เมื่อไปเรียนปริญญาโทก็คิดว่า เขาน่าจะเป็นโค้ชให้ตัวเองได้<br />
แล้วเขาอยากให้โค้ชคนนี้สอนอะไร คำตอบคือ<br />
เขาอยากให้ช่วยเทรนให้ประสบความสำเร็จในการประกวด<br />
เขาเลยใช้วิธีการที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กคือ ไปขุดค้น</p>
<p>“โฆษณาประกวดมีคาแรกเตอร์บางอย่างเหมือนกัน<br />
คือโฆษณาที่ไม่มีก๊อปปี้มักจะประสบความสำเร็จ ถ้าสำเร็จแสดงว่าต้องมีสูตรลับอะไรบางอย่าง<br />
แล้วมีใครรู้ความลับนั้นหรือยัง เท่าที่ผมอ่านหนังสือมา เหมือนจะยังไม่มีใครรู้<br />
ถ้าเรารู้ก็อาจจะประสบความสำเร็จ ผมเรียกมันว่าแผนที่ ในการเดินทางทั้งหมด<br />
สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ก็คือแผนที่”<br />
สุรชัยเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง</p>
<p>เขาพบว่าความสำเร็จของแอดที่ไม่มีก๊อปปี้ไม่ได้มีแค่ไอเดียกับองค์ประกอบภาพ<br />
แต่ยังมีเรื่องภาษาภาพซึ่งบอกเล่าความคิดอีกหลายชั้น<br />
เขาพยายามศึกษาว่ามีใครใช้ภาษาภาพแบบไหนพูดอะไรบ้าง<br />
ทำให้เขาเลือกทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เรื่องโฆษณาสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีก๊อปปี้</p>
<p>สุรชัยถอดรหัสให้ฟังว่า โฆษณาที่ไม่มีก๊อปปี้ไม่ใช่การเอาก๊อปปี้ออกจากรูป<br />
แต่เป็นการละลายก๊อปปี้เข้ากับวิชวล จุดสูงสุดของมันก็คือ<br />
นำพรินต์แอดที่ไม่มีก๊อปปี้นั้นมารวมกับอาร์ตไดเรกชัน งาน Samsonite คือตัวอย่าง เขาเชื่อว่าต่อไปพรินต์แอดที่อาร์ตไดเรกชันไม่น่าสนใจ<br />
จะไม่น่าสนใจอีกต่อไป</p>
<p>เขาเชื่อว่า สุดท้ายงานโฆษณาสิ่งพิมพ์จะวัดกันที่คราฟต์<br />
เขาจึงให้ความสำคัญกับคราฟต์มาก สมกับสโลแกนของอิลลูชั่นที่ว่า Craft is<br />
our blood.</p>
<p>“คนส่วนใหญ่คิดว่าเขาเปิดโฟโต้ช็อปแล้วใช้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมคิดอะไร<br />
รู้หรือเปล่าว่าผมคิดอะไรบ้างถึงได้กรังด์ปรีซ์” สุรชัยยิ้มแล้วค่อยๆ<br />
เล่าเบื้องหลังที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน</p>
<p>ตอนที่สุรชัยไปเป็นกรรมการตัดสินงาน<br />
Spikes Asia เขาถูกชะตากับกรรมการคนหนึ่งชื่อ หยาง เหยา<br />
เป็นครีเอทีฟอยู่ที่ JWT เซี่ยงไฮ้<br />
เขาพบว่าในเวทีประกวดเมื่องาน 2 ชิ้นต้องมาแข่งกันเพื่อชิงกรังด์ปรีซ์ กฎคืองานชิ้นที่ได้คะแนนมากกว่าเป็นฝ่ายชนะ<br />
ในการหาคะแนนนั้นมี 2 แบบ คือเจ้าของงานเป็นมาเฟีย กับเป็นคนที่ทุกคนรัก หยางเป็นคนประเภทหลัง<br />
คาแรกเตอร์บางอย่างของเขาทำให้สุรชัยเชื่อว่าครีเอทีฟชาวจีนคนนี้มีโอกาสได้รางวัลใหญ่</p>
<p>ปีนั้นงานของหยางเข้าชิงด้วย<br />
กรรมการปรึกษากันว่างานสไตล์พู่กันจีนชิ้นนี้ควรให้ในหมวดอาร์ตไดเรกชันหรืออิลลัสเตรชันดี<br />
จึงถามเจ้าของงานว่าเอเจนซี่ทำอะไรบ้าง หยางบอกว่า แค่ดีไซน์องค์ประกอบแต่ภาพทั้งหมดเป็นงานของศิลปิน<br />
“ผมฟังแล้วชอบเลย ครีเอทีฟคนนี้ใช้ทั้งตัวของศิลปินเว้ย<br />
ไม่ใช่ใช้แค่มือ ในเมืองไทยเขาใช้แค่มือผมนะ ไม่ได้ใช้หัวผมเลย พี่สุรชัยลบๆ ถูๆ<br />
ตรงนี้ให้หน่อย เขาไม่ได้ต้องการความคิดเห็นอะไรของผมเลย ผมรอวันที่จะได้ร่วมงานกับหยางเลย<br />
จากนั้นอีก 2 ปี เขาก็ส่งงาน Samsonite มา ผมกระโดดงับทันที”</p>
<p>สเกตช์ที่ส่งมาหาสุรชัยไอเดียดีมาก<br />
วิชวลยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่สุรชัยเห็นแล้วว่าจะขัดเกลามันไปทางไหน</p>
<p>“เขาถามว่าจะคิดราคาเท่าไหร่ ผมกลัวพลาดงานนี้มาก เลยตอบไปว่า<br />
จะทำให้ฟรี” สุรชัยซี้ดปากยาว “ขอแค่ถ้าได้รางวัลที่คานส์ช่วยสั่งซื้อรางวัลทั้งหมดมาให้ผมด้วยก็แล้วกัน<br />
ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนนะ ผมมีเงินเดือนพนักงานที่ต้องจ่าย<br />
ตอนนั้นมีทริปพาพนักงานไปดูงานที่ลูฟร์ ต้องแคนเซิลหมดเพื่อทำงานนี้”</p>
<p>ถ้าจะบอกว่าโชคดี ก็ง่ายไป</p>
<p>ตอนส่งงานประกวดหยางใส่ชื่อเขาไว้ในตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ด้วย<br />
เพราะมองว่าเขาทำงานในตำแหน่งนี้ด้วย สุรชัยเคยฝันว่าอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์โฆษณา<br />
แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ พอได้เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ครั้งแรกก็ได้กรังด์ปรีซ์เลย</p>
<p>งานชิ้นนี้ได้หลายรางวัลที่คานส์<br />
หยางถามสุรชัยว่าเคยขึ้นเวทีรับรางวัลหรือยัง พอสุรชัยบอกว่ายัง<br />
หยางก็ให้เกียรติเขาเป็นคนขึ้นไปรับรางวัลหนึ่งแทนเอเจนซี่</p>
<p>“เขาใช้คนเป็น รู้จักให้เกียรติคน” สุรชัยพูดถึงหยาง</p>
<p>แม้ว่าหยางอยากให้สุรชัยขึ้นเวทีคนเดียว<br />
เขาก็ยังดึงดันจนในที่สุดก็พาศุภชัย ลูกทีมคนสำคัญของเขาขึ้นเวทีด้วย และอย่างที่ทราบ<br />
ในปีต่อมาเขาให้ลูกน้องคนนี้เป็นผู้รับรางวัลแทนเขา”</p>
<p>“เขาใช้คนเป็น รู้จักให้เกียรติคน”<br />
ผมพูดถึงสุรชัย</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>12</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เมสซี่บอกว่าใครควรได้บัลลง ดอร์</strong></h3>
<p>ฉากหนึ่งในเรื่อง <em>อเล็กซานเดอร์มหาราช</em><br />
ทหารถามอเล็กซานเดอร์ว่า “ท่านบอกว่า<br />
ถ้าเราตีเมืองได้กว้างใหญ่ไพศาลแล้วจะให้ผมอยู่กับลูกกับเมีย ผมร่วมทำสงครามกับท่าน<br />
ผมก็ยังไม่ได้อยู่กับลูกเมียสักที” สุรชัยเล่าว่าเขาดูฉากนี้แล้วสะเทือนใจมาก<br />
บางครั้งเราก็คิดถึงแต่เป้าหมายของตัวเองเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวมาก</p>
<p>“คุณต้องการอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลหรือต้องการชีวิต”<br />
สุรชัยโยนคำถามขึ้นกลางอากาศ “บริษัทของผมก็ต้องตอบคำถามนี้<br />
พอมาถึงจุดหมายสูงสุดอย่างกรังด์ปรีซ์ ผมก็กลับมาคิดว่าทำยังไงให้คนของเรามีความสุขมากกว่านี้<br />
ยังไงทหารก็ต้องเป็นทหาร แต่ทำยังไงให้ทหารมีความสุขขึ้น<br />
เขาก็จะทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น”</p>
<p>สุรชัยบอกว่า กำไรปีหลังๆ<br />
ของอิลลูชั่นไม่ได้มากเหมือนก่อน เพราะเขาดูแลคนดีขึ้น “ผมไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นนะ” สุรชัยรีบออกตัว “คุณค่าของการทำบริษัทคืออะไร<br />
ถ้าไม่ได้ทำเพื่อดูแลคนก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะหาเงินอย่างเดียวไปทำอย่างอื่นก็ได้<br />
ผมไม่ได้รวยนะ แต่ผมมีประมาณนึงแล้ว ซึ่งผมพอใจแล้ว”</p>
<p>หลักในการทำงานอย่างหนึ่งของเขาคือ<br />
ไม่ชอบออกหน้ารับความดีความชอบเพียงผู้เดียว ทั้งที่เขาเป็นกัปตันทีม ผู้จัดการทีม<br />
และประธานสโมสร แต่ทุกครั้งเขาจะพยายามพาผู้เล่นของเขาออกมารับความดีความชอบด้วยกันเสมอ<br />
เพราะความสำเร็จของอิลลูชั่นมาจากการทำงานเป็นทีม</p>
<p>บริษัทก็เหมือนป่าที่ต้องมีต้นไม้ สัตว์ แมลง<br />
ทุกอย่างไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต้องเกื้อหนุนกัน</p>
<p>“เมสซี่บอกว่าปีนี้ใครควรได้รางวัลบัลลง<br />
ดอร์”<br />
สุรชัยตอบคำถามเรื่องที่ให้ลูกน้องรับรางวัลแทนด้วยคำถาม</p>
<p>อิเนียสต้า-ตัวเคลื่อนเกมระดับพรสวรรค์<br />
ที่เล่นเคียงข้างเมสซี่ในทีมบาร์เซโลน่า คือคำตอบของคำถามสุรชัย</p>
<p>“มันคือกฎของกีฬา<br />
ผมเป็นแค่ดาวซัลโว แล้วคนที่ส่งบอลให้ผมยิงล่ะ เราเล่นกันเป็นทีม<br />
คนไทยไม่ค่อยเข้าใจขนาดของความสำเร็จ ของทุกอย่างมีน้ำหนักของมัน<br />
ของบางอย่างไม่มีทางยกได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างเหรียญทองโอลิมปิก เห็นเล็กๆ<br />
อย่างนั้น เรายกด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ กรังด์ปรีซ์คานส์ก็เหมือนกัน<br />
คนไม่ค่อยเข้าใจว่าการทำงานให้ประสบความสำเร็จสักชิ้น คนเดียวเอาไม่อยู่นะ”<br />
สุรชัยยกตัวอย่างได้เห็นภาพ</p>
<p>“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเล่นบาสเก่งมาก<br />
ผมเชื่อว่าผมคนเดียวปราบได้ทุกทีม ก็แค่หาเพื่อนมาร่วมให้ครบทีม ผมบอกว่าจะเลี้ยง<br />
จะทำทุกอย่างเองหมดเลย สุดท้ายผมก็แพ้ แล้วเข้าใจว่า ในการทำอะไรก็แล้วแต่<br />
ไม่มีทางที่เราจะทำได้ด้วยตัวคนเดียว”</p>
<p>นอกจากวิธีดูแลเพื่อนร่วมทีมแล้ว<br />
ผมยังชอบวิธีที่เขาหาเพื่อนร่วมทีม</p>
<p>เขาเคยทำงานเป็นล่ามในงานศิลปหัตถกรรมที่ญี่ปุ่น<br />
งานนั้นเชิญช่างแกะสลักไม้จากเมืองไทยไป 2 คน คนหนึ่งเป็นคนแก่หัวหงอก<br />
อีกคนเป็นช่างหนุ่ม เขาสังเกตว่ามีคุณลุงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมาดูที่บูททุกวัน<br />
จนวันสุดท้ายถึงเดินเข้ามาขอซื้อช้างแกะสลัก<br />
เขาชี้นิ้วไปที่ช้างตัวหนึ่งในกองช้างไม้ทั้งหมด เขาอยากได้ตัวนั้น<br />
สุรชัยเลยถามเหตุผล เขาบอกว่าเขาเป็นครูสอนศิลปะในอำเภอเล็กๆ<br />
เขาดูศิลปะไทยไม่ออกหรอกว่าสวยหรือไม่สวย รู้แค่ช้างตัวนี้แกะโดยคุณลุงซึ่งเขารู้สึกว่ามีจิตใจดีมาก</p>
<p>“เขาบอกว่า<br />
คนจิตใจดีย่อมทำงานที่ดี โอ้โห” สุรชัยลากเสียงยาว “ผมไม่เคยถูกสอนมาแบบนี้เลยนะ มีแต่งานที่ดีต้ององค์ประกอบดี แนวคิดดี ดูแค่ตัวงาน<br />
ไม่ต้องดูคนสร้าง แต่คำพูดของลุงล้มทฤษฎีศิลปะของผมหมดเลย<br />
มหัศจรรย์มาก ไม่มีอะไรจะง่ายกว่านี้อีกแล้ว คุณค่าของงานไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน<br />
ต้องดูที่คนสร้างด้วย”</p>
<p>เขาชอบทำงานกับคนดี</p>
<p>“ตอนที่ฟริตจอฟ คาปรา พบว่าตัวเองเข้าใจคณิตศาสตร์ได้ดีพอๆ กับความเชื่อทางตะวันออก<br />
เขาก็ไปถามกฤษณะ มูรติ ว่า เขาควรจะเป็นอะไรดี ระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับนักปรัชญา” สุรชัยหยุดให้ผมคิด</p>
<p>“กฤษณะ มูรติ บอกว่า<br />
เป็นคนดี แล้วจากนั้นคุณจะเป็นอะไรก็ได้ มันไม่สำคัญเลย โอ้โห” สุรชัยลากเสียงยาวอีกครั้ง</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>13</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> อย่าต่อไฟจากผม<br />
จงเอาวิธีติดไฟไปจากผม</strong></h3>
<p>ญี่ปุ่นผลิตกราฟิกดีไซเนอร์และอิลลัสเตรเตอร์ปีละเป็นร้อยๆ<br />
คน แต่ประเทศไทยไม่เคยสร้างคนแบบนี้ สุรชัยเปรียบว่า ญี่ปุ่นสร้างคนแบบเป็นคลื่น<br />
มาทีเป็นแผง ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม แต่คนไทยสร้างคนแบบหัวธนู<br />
มีคนเก่งขึ้นมาคนเดียวก็พอใจแล้ว</p>
<p>สุรชัยสนใจเรื่องการสร้างคน</p>
<p>บุคคลากรคุณภาพในวงการรีทัชของเมืองไทยตอนนี้ กว่าครึ่งเป็นผลผลิตของสุรชัย</p>
<p>มีช่วงหนึ่งที่เขาสนใจเรื่องความคิดมาก<br />
นักคิดคนไหนดังเขาก็หาหนังสือมาอ่านหมด<br />
และเมื่อนักคิดนักเขียนคนโปรดของคนอย่างเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน เจ้าของทฤษฎีหมวก 6 ใบ<br />
และโทนี่ บูซาน เจ้าของ mind map มาพูดที่เมืองไทย เขาก็ไม่พลาด</p>
<p>ทั้งสองงานนั้น<br />
เขาได้ความคิดสำคัญกลับมา</p>
<p>ไม่ใช่ได้จากการฟังวิทยากรพูดบนเวที<br />
เพราะทุกอย่างที่วิทยากรพูด เขาอ่านหนังสือมาหมดแล้ว<br />
เขาค้นพบสิ่งนั้นตอนต่อแถวขอลายเซ็น</p>
<p>“ผมเปรียบสิ่งที่พวกเขาคิดเหมือนแสงสว่าง ผมอ่านหนังสือเขา<br />
ฟังเขาพูด ยืนต่อคิวรอให้เขาเซ็นหนังสือ ก็เหมือนมาต่อไฟจากเขา<br />
เอาสิ่งที่เขาคิดไปใช้” สุรชัยเล่าถึงเหตุการณ์ที่ดูแสนจะธรรมดาสามัญ</p>
<p>“ผมยืนดูคนขอลายเซ็นแล้วรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว<br />
ผมไม่ใช่แฟนคลับที่จะมาเทิดทูนเขา ผมไม่คิดจะใช้แสงสว่างจากเขาไปจนตาย<br />
เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้อยากได้แสงไฟจากเขา แต่อยากได้วิธีจุดไฟจากเขา ผมอยากรู้ว่าเขาคิดจากอะไร<br />
ผมจะได้คิดได้แบบเขา” สุรชัยไม่ได้พูดเพราะอยากแดกดัน<br />
แต่เขาพูดมันออกมาจากใจ</p>
<p>เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้รับเชิญไปบรรยายหรือสอนหนังสือ<br />
เขาพยายามจะทำให้คนฟังเห็นว่าความคิดทั้งหมดทั้งมวลของเขามีรากเหง้ามาจากอะไร</p>
<p>บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ก็เช่นกัน</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>14</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ภาพเหมือน</strong></h3>
<p>ผมถอยห่างออกมาหรี่ตามองภาพเหมือนของสุรชัยที่ผมวาดไว้ด้วยตัวหนังสือ</p>
<p>เรื่องความเหมือน<br />
ผมไม่แน่ใจ</p>
<p>เพราะเท่าที่เขียนจนถึงบรรทัดนี้<br />
ผมเล่าเรื่องราวของสุรชัยไปแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นเอง</p>
<p>ยังมีความคิดและทัศนคติในการมองโลกของสุรชัยอีกหลายต่อหลายเรื่องที่น่าเอามาเล่า<br />
ด้วยที่ทางอันจำกัด ผมเลยขอส่งท้ายด้วยเรื่องนี้</p>
<p>เขาพูดเสมอว่า<br />
งานของเขาก็แค่ทำภาพภาพเดียว เป็นงานที่ง่ายมาก ไม่ได้ทำให้ใครอยู่ใครตาย<br />
แต่เขาก็รักมัน ทุ่มเทกับมันทั้งชีวิต ผมอยากรู้ว่า คุณค่าของงานตกแต่งภาพมันอยู่ตรงไหน</p>
<p>“คุณค่ามันไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เราทำ แต่อยู่ที่ความสุขที่ได้ทำ<br />
จะทำอาชีพอะไรก็ได้ เท่าที่ศักยภาพคุณมี ผมจะไปเป็นหมอ เป็นวิศวะก็ไม่ได้<br />
เมื่อเราทำได้แค่นี้ ก็ทำให้มันดีสิวะ”</p>
<p>เขาคงไม่รู้ตัว, สุรชัย พุฒิกุลางกูร กลายเป็นโค้ชอีกคนของผมแล้ว</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-80">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-81">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-82">ตอนที่ 3</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-83/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-83/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-82/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-82/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Apr 2017 03:31:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-82/</guid>

					<description><![CDATA[<p>8 ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ “ชีวิตเราเป็นภาคขยายตัวเราตอน 1 ถึง 7 ขวบ” สุรชัยพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง เขามองว่า ความสนใจของชีวิตช่วงนั้นจะเป็นตัวกำหนดความสนใจของเราทั้งชีวิต ชีวิตของเด็กชายในจังหวัดน่านช่วงนั้นสนใจหนัง ศิลปะ และกีฬา แน่นอนว่ามันคือส่วนสำคัญต่อชีวิตของเขาในเวลาถัดมา เหตุการณ์ที่ยานอพอลโล 11 ลงดวงจันทร์ เป็นอีกเรื่องที่ส่งผลกับชีวิตของเด็กชายสุรชัยจนถึงนายสุรชัยในวันนี้ “ตอนนั้นผมอายุ 4 ขวบ จำได้ว่าวิ่งกับเพื่อนไปที่สนามแล้วชี้ว่ายานอพอลโลอยู่ตรงไหนบนฟ้า” สุรชัยย้อนนึกถึงชีวิตวัยละอ่อน “มันน่าทึ่งมากที่มนุษย์เดินทางไปที่ที่ไม่มีใครจับจองได้ ผมสนใจเรื่องที่ว่างที่ไม่มีใครจับจอง ผมชอบดูหนังเกี่ยวกับการไปขุดทอง ตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นเดินทางไกล ไปขุดกระดูกไดโนเสาร์” พอเริ่มโตเขาก็พบว่า ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปดวงจันทร์ การค้นพบอเมริกา หรือการหาดินแดนใหม่ของประเทศในยุโรป ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางเพื่อหาดินแดนใหม่ วัตถุดิบใหม่ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการโลก “มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการไปหาพื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีคนจับจอง แล้วหาสิ่งที่มีมูลค่าในนั้นเอามาพัฒนาต่อ” สุรชัยหยุดเรียบเรียงความคิด “ผมถามตัวเองว่า ในโลกปัจจุบันยังมีที่ไหนที่ยังไม่มีคนจับจอง หนังสือการตลาดเรียกพื้นที่นี้ว่า Blue Ocean เป็นทะเลที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ วิธีการทำงานของอิลลูชั่นก็เป็นแบบนั้น ทำยังไงถึงจะไปให้ถึงดินแดนนั้นแล้วจับจองให้ได้” เกาะที่อิลลูชั่นพบแล้วมีชื่อว่า CGI การจับจองเกาะ CGI ไม่ใช่การติดป้ายบอกหน้าบริษัท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-82/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">8</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ</strong></h3>
<p>“ชีวิตเราเป็นภาคขยายตัวเราตอน 1 ถึง 7 ขวบ”<br />
สุรชัยพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง</p>
<p>เขามองว่า ความสนใจของชีวิตช่วงนั้นจะเป็นตัวกำหนดความสนใจของเราทั้งชีวิต<br />
ชีวิตของเด็กชายในจังหวัดน่านช่วงนั้นสนใจหนัง ศิลปะ และกีฬา แน่นอนว่ามันคือส่วนสำคัญต่อชีวิตของเขาในเวลาถัดมา</p>
<p>เหตุการณ์ที่ยานอพอลโล<br />
11 ลงดวงจันทร์ เป็นอีกเรื่องที่ส่งผลกับชีวิตของเด็กชายสุรชัยจนถึงนายสุรชัยในวันนี้</p>
<p>“ตอนนั้นผมอายุ<br />
4 ขวบ จำได้ว่าวิ่งกับเพื่อนไปที่สนามแล้วชี้ว่ายานอพอลโลอยู่ตรงไหนบนฟ้า” สุรชัยย้อนนึกถึงชีวิตวัยละอ่อน “มันน่าทึ่งมากที่มนุษย์เดินทางไปที่ที่ไม่มีใครจับจองได้<br />
ผมสนใจเรื่องที่ว่างที่ไม่มีใครจับจอง ผมชอบดูหนังเกี่ยวกับการไปขุดทอง ตอนเด็กๆ<br />
ผมชอบเล่นเดินทางไกล ไปขุดกระดูกไดโนเสาร์”</p>
<p>พอเริ่มโตเขาก็พบว่า<br />
ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็ค้นหาดินแดนใหม่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปดวงจันทร์<br />
การค้นพบอเมริกา หรือการหาดินแดนใหม่ของประเทศในยุโรป<br />
ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางเพื่อหาดินแดนใหม่ วัตถุดิบใหม่ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ<br />
เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการโลก</p>
<p>“มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการไปหาพื้นที่ใหม่ๆ<br />
ที่ยังไม่มีคนจับจอง แล้วหาสิ่งที่มีมูลค่าในนั้นเอามาพัฒนาต่อ” สุรชัยหยุดเรียบเรียงความคิด “ผมถามตัวเองว่า ในโลกปัจจุบันยังมีที่ไหนที่ยังไม่มีคนจับจอง<br />
หนังสือการตลาดเรียกพื้นที่นี้ว่า Blue Ocean เป็นทะเลที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ<br />
วิธีการทำงานของอิลลูชั่นก็เป็นแบบนั้น<br />
ทำยังไงถึงจะไปให้ถึงดินแดนนั้นแล้วจับจองให้ได้”</p>
<p>เกาะที่อิลลูชั่นพบแล้วมีชื่อว่า<br />
CGI</p>
<p>การจับจองเกาะ CGI ไม่ใช่การติดป้ายบอกหน้าบริษัท แต่ต้องทำให้คนทั้งโลกรับรู้<br />
ซึ่งไม่มีวิธีการไหนจะดีไปกว่าการได้รางวัลในระดับโลก และการเปิดบูทที่คานส์</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>9</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> เริ่มต้นน้ำ</strong></h3>
<p>สุรชัยได้รับมรดกเป็นที่ดินริมแม่น้ำน่านจากปู่ของเขา</p>
<p>ปู่ของสุรชัยซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เพื่อทำโรงน้ำแข็ง<br />
แต่เมื่อน้ำเปลี่ยนทิศก็ไม่อาจทำโรงงานน้ำแข็งได้<br />
ที่ดินแปลงนี้เลยถูกปล่อยทิ้งร้างไว้</p>
<p>“วันนึงเรานั่งหาปลาในแม่น้ำแล้วเห็นว่าปลาลดลง<br />
อาจจะเกิดจากฤดูกาล หรือกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศทาง ถ้าเราไม่รู้ตัวล่วงหน้า<br />
อาชีพเราก็จบ” สุรชัยเริ่มต้นเล่าถึงทฤษฎีดูต้นน้ำของเขา</p>
<p>ตลอด 20 ปีของการทำงาน<br />
เขาไปดูงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา การพิมพ์<br />
และคอมพิวเตอร์ ช่วงแรกที่เขาเปิดบริษัทอิลลูชั่นของตัวเอง<br />
อาร์ตไดเรกเตอร์ทุกคนที่มาหาเขาต่างบอกว่า อยากได้คานส์ สุรชัยเลยบอกแฟนว่า<br />
ต้องพาทีมไปดูงานของจริงที่คานส์ ไม่มีเงินก็ต้องกู้</p>
<p>ตอนที่เขาเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วทำงานในบริษัทของพี่ชาย<br />
เขาโดนผู้ใหญ่ในฝ่ายบริหารบอกว่าบิลลิ่งปีนี้ต้องเพิ่มขึ้น 2 เท่า<br />
สุรชัยเลยคิดต่อว่า ถ้าเขาทำเพิ่มขึ้นได้ 2 เท่าได้แล้ว โดนบอกให้เพิ่มอีก 2 เท่าจะทำยังไง สุรชัยเลยศึกษาว่าโลกนี้มีอะไรที่ทำให้เร็วขึ้นได้บ้าง คำตอบคือ อุตสาหกรรมรถยนต์<br />
เมื่อก่อนรถ 1 คันใช้เวลาผลิตหลายเดือน เดี๋ยวนี้เหลือแค่ไม่กี่นาที<br />
เขาเลยบินไปดูพิพิธภัณฑ์ของโตโยต้าที่เมืองนาโกย่า แล้วก็พบรหัสอะไรบางอย่าง<br />
โตโยต้าเริ่มจากการเป็นโรงงานทอผ้า<br />
ด้วยความที่เข้าใจระบบกลไกดีเลยพัฒนามาผลิตรถยนต์ มีโรงงานทอผ้าอีกแห่งพบความสัมพันธ์ว่าการทอลายบนผ้าเหมือนกับจุดสี<br />
CMYK เลยเปลี่ยนมาผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับตกแต่งภาพยี่ห้อชิมาเซกิ</p>
<p>ช่วงที่เรียนที่ญี่ปุ่น<br />
บริษัทตกแต่งภาพที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นชื่อ Nippon Color<br />
Engineering กำลังทำ 3 เรื่องในเวลานั้น งานหลักคือแต่งฟิล์ม<br />
ซึ่งถือเป็นยุคปลายแล้ว งานต่อมาคือการแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ชิมาเซกิ<br />
และงานใหม่ล่าสุดคือการใช้โปรแกรม 3D สร้างโมเดลทำโลโก้ง่ายๆ<br />
สำหรับใช้ในงานโฆษณา</p>
<p>สุรชัยเห็นแล้วว่าทิศทางของงานตกแต่งภาพจะไปทางไหน</p>
<p>เขาพบรหัสลับอีกอย่าง<br />
ถ้าอยากรู้ว่าการใช้ภาพในวงการโฆษณาจะไปทางไหนให้ดูจากโฆษณารถยนต์<br />
เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีเงินเยอะ<br />
ตอนนี้งานโฆษณารถยนต์ในยุโรปไม่มีการถ่ายรูปมารีทัชแล้ว แต่ใช้ภาพจาก CGI ทั้งหมด โดยใช้ภาพจากไฟล์ที่ดีไซเนอร์ออกแบบรถเลย<br />
เลยไม่มีทางที่จะไม่เหมือน เผลอๆ เหมือนกว่าของจริงอีก</p>
<p>2 ปีก่อน สุรชัยไปดูงานของ Adobe แล้วพบว่าชีวิตนักรีทัชของเขาจบแล้ว<br />
เพราะบริษัทมหาอำนาจด้านซอฟต์แวร์ออกแบบมีแนวคิดจะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าทั่วไปใช้งานง่ายที่สุดแต่ได้คุณภาพเหมือนมืออาชีพที่สุด<br />
นั่นแปลว่าพวกมืออาชีพต้องตายแน่ๆ</p>
<p>เมื่อก่อนสุรชัยไปดูนิทรรศการเพื่อเอาความรู้ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนความรู้ก็เปลี่ยน<br />
เขาเลยเปลี่ยนใจไปเพื่อหาคีย์เวิร์ดคำเดียวจากแต่ละงาน<br />
เขาจะแกะมันให้ได้ก่อนขึ้นเครื่องกลับ</p>
<p>“ถ้าไม่อยากตาย เราก็ต้องทำในสิ่งที่ยากขึ้น&#8221;<br />
คือคีย์เวิร์ดนั้น</p>
<p>สุรชัยเป็นนักเก็บสถิติ ดูบิลลิ่งทุกสัปดาห์<br />
ดูความเคลื่อนไหวของสไตล์งาน คาดการณ์ได้ว่า<br />
บิลลิ่งเดือนไหนจะเป็นบิลลิ่งเฉลี่ยของปีหน้า เขาสนใจมันครั้งแรกตอนอยู่ญี่ปุ่น เมื่อได้ฟังข้อมูลทางวิทยุบอกประมาณว่า วันไหนฝนตกยอดขายนมจะเพิ่มเป็น<br />
2 เท่า เขาก็เริ่มสนใจในความสัมพันธ์บางอย่างที่มีอยู่ขึ้นกับว่าเขาจะหามันเจอ</p>
<p>สุรชัยเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์คือการหาความเหมือนในสิ่งที่ต่าง<br />
และหาความต่างในสิ่งที่เหมือน</p>
<p>สินค้าส่งออกหลักของฟินแลนด์คือ<br />
เยื่อกระดาษ และแบรนด์ดังของฟินแลนด์คือ โนเกีย<br />
เขาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างของสองอย่างคือการสื่อสาร เป็นการเปลี่ยนจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัล</p>
<p>คำถามที่เขาถามตัวเองมาตลอด<br />
20 ปี คือวิวัฒนาการของบริษัทรีทัชจะกลายเป็นอะไร จากทฤษฎีดูต้นน้ำและเก็บสถิติ เขามั่นใจว่ามันคือ CGI</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>10</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ผมไม่ได้ขุดหลุม แต่กำลังปลูกป่า</strong></h3>
<p>“ตอนไปญี่ปุ่นผมคิดว่าผมจะเป็นซามูไร เป็นนักรบให้กษัตริย์<br />
ไม่ได้อยากเป็นกษัตริย์” สุรชัยเล่าย้อนถึงเป้าหมายชีวิตที่วางไว้</p>
<p>เขาไม่เคยคิดจะเปิดบริษัทของตัวเอง<br />
เมื่อกลับมาก็ทำงานในบริษัทของพี่ชายที่ชื่อ Kamarart Studio งานส่วนใหญ่ของเขาเป็นกราฟิกดีไซน์ ออกแบบโบรชัวร์<br />
สื่อสารด้วยรูปกับตัวหนังสือ เขาสังเกตว่างานที่ทำมีตัวหนังสือผิดตลอด<br />
ตรวจกี่รอบก็ผิด เลยถามตัวเองว่ามีงานแบบไหนบ้างที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ<br />
ซึ่งมันก็เริ่มสอดคล้องกับความฝันอีกก้อน</p>
<p>ตอนเรียนปริญญาโท เขาเคยคิดว่าอยากสร้างบริษัทที่ครีเอทีฟเดินเข้ามาเล่าไอเดียหรือสเกตช์บนกระดาษ<br />
แล้วเขาจะทำภาพให้เป็นจริงโดยไม่ต้องใช้รูปถ่าย คล้ายเขาเนรมิตภาพนั้นขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์</p>
<p>“ผมได้อ่านหนังสือเรื่องคนปลูกป่า มีคนคนหนึ่งเดินเข้าไปในเมือง<br />
เจอชายคนแรกขุดดินอยู่ข้างทาง เขาถามว่าทำอะไรอยู่ ชายคนนั้นตอบว่า ขุดดินอยู่ เดินไปอีกหน่อยก็เจอคนกำลังขุดดิน<br />
ชายคนนี้บอกว่า กำลังปลูกต้นไม้ เดินไปอีกก็เจอคนขุดดินอีก แต่ชายคนนี้บอกว่า<br />
เขากำลังปลูกป่า 3 คนนี้ทำสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวไม่เหมือนกัน” สุรชัยเล่าได้เห็นภาพ “ภาพป่าในหัวผมชัดมาก<br />
และต่างจากคนรอบตัวมาก”</p>
<p>หลังจากที่ทำงานกับพี่ชายมา 7 &#8211; 8 ปี<br />
สุรชัยก็ตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ illusion ในปี 2001<br />
ชื่อนี้สื่อความหมายถึงวงการโฆษณาที่เป็นวงการแห่งการสร้างภาพมายา<br />
และความตั้งใจที่บริษัทของเขาจะสร้างภาพที่ไม่มีอยู่จริงให้เหมือนจริง เขาเริ่มต้นจากการทำงานรีทัช<br />
แต่มีปลายทางที่ชัดเจนรออยู่แล้วว่าจะทำ CGI</p>
<p>ยุคนั้นโปรดักชันเฮาส์ส่วนใหญ่นิยมตั้งออฟฟิศย่านทาวน์อินทาวน์<br />
แต่เขาคิดต่าง “จะให้ลูกค้ามาหาเราหรือเราไปหาลูกค้า<br />
ถ้าให้ลูกค้ามาหา เราทำงานที่บ้านก็ได้ ผมคิดว่าเราควรไปหาลูกค้า<br />
เลยเอาแผนที่กรุงเทพฯ มากางแล้วเขียนตำแหน่งเอเจนซี่ทั้งหมดลงไป<br />
ลากเส้นจากจุดที่อยู่ตรงกลาง ที่นี่คือจุดที่อยู่ตรงกลางพอดี” สุรชัยชี้นิ้วลงกับพื้น</p>
<p>ป่าของสุรชัยเลยขึ้นมาตั้งอยู่บนชั้นเพนเฮาส์ของตึกหรูย่านหลังสวน</p>
<p>เริ่มแรกบริษัทของสุรชัยตั้งอยู่ที่ชั้น<br />
25 ตอนนั้นเขามีพนักงาน 10 คน แต่เช่าพื้นที่ไว้เผื่อสำหรับพนักงาน 20 คน<br />
เพราะคิดว่าบริษัทของเขาต้องโต ภายในเวลาปีเดียวเขาก็ย้ายขึ้นมาอยู่ที่ชั้น 26<br />
ซึ่งเป็นชั้นเพนต์เฮาส์บนสุดของตึก เหมายกชั้น</p>
<p>“ผมไม่ได้รวยขึ้นนะ วันที่ผมมาอยู่ตึกแถวนี้ร้างหมด<br />
ผมชอบเดินดูที่ว่าง วันนึงได้เดินขึ้นมาดูชั้นนี้<br />
วิวมันสวยที่สุดแห่งนึงในกรุงเทพฯ เลยนะ ผมจะเอาตรงนี้แหละ เอาทั้งชั้น<br />
ใหญ่แค่ไหนก็จะเอา ผมเรียนรู้แล้วว่า ต้องทำให้ไปถึงภาพสุดท้ายที่เรามีให้เร็วที่สุด<br />
ถ้าต้องทำอะไรแลกเพื่อให้ได้มาก็ต้องทำ” สุรชัยเปรียบเทียบว่า<br />
มันก็เหมือนกับตอนที่เขาเลิกทำร้านอาหารไปเรียนคอมพิวเตอร์ที่ญี่ปุ่น</p>
<p>ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาโดยไม่เสียอะไร</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-80">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-81">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-83">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-82/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-82/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-81/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Apr 2017 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-81/</guid>

					<description><![CDATA[<p>4 ผมคือนักก๊อปปี้ตัวฉกาจ สุรชัยเรียนมาทางสายวิทย์ และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี แต่สุดท้ายเขาก็หลงเสน่ห์ศิลปะจนกลายมาเป็น 1 ใน 20 ของนักศึกษาสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นแรก ในปี 2526 ตอนเด็กๆ เขาคิดว่า วิชาศิลปะคือการวาดรูป แต่พอไปเรียนกลับพบว่า นี่คือโลกอีกใบที่เขาไม่รู้จักเลย ไม่รู้เลยว่าสีน้ำมัน สีน้ำ ต้องวาดยังไง ไม่ได้ชำนาญเหมือนเพื่อนที่มาจากช่างศิลป์หรือเพาะช่าง อดีตนักกีฬาระดับหัวแถวอย่างสุรชัยกลายเป็นศิลปินติดกลุ่มรั้งท้ายของรุ่น “เวลาผมยืนดรอว์อิ้งข้างใคร สไตล์รูปจะออกมาเหมือนคนนั้นเลย” สุรชัยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ การแปลงภาพวัตถุทรงสามมิติให้มาเป็นลายเส้นนั้นยากสำหรับเขา ไม่เหมือนการก๊อปปี้ภาพวาดของเพื่อน เห็นใครวาดสไตล์ไหนแล้วได้คะแนนดีก็ทำตาม “ตอนเด็กๆ ผมมีคุณสมบัติอย่างนึง เห็นนิดเดียวแล้วจำได้เลย ดูบาส NBA แป๊บเดียวผมทำท่าตามได้ ตาผมพิเศษมาก ดูหนังสือรวมภาพวาดของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ก็จำชุดสีได้ พอเอาไปใช้ในงานอาจารย์ก็ชมว่าสีของผมสวยมาก ผมเป็นนักก๊อปปี้ตัวฉกาจเลย” สุรชัยหัวเราะอีกรอบ แนวคิดในการวาดรูปของสุรชัยเปลี่ยนไปตอนเรียนปี 3 ช่วงนั้นเขาชอบใช้กล้อง Leica M3 ของคุณพ่อออกไปถ่ายรูป แต่ค่าฟิล์มมันแพงเขาก็เลยไม่ใช่ฟิล์ม เล็งวิวไฟน์เดอร์ ดูองค์ประกอบภาพให้ลงตัว แล้วกดชัตเตอร์ “แม่งสวยว่ะ” เขาพูดถึงภาพที่ตัวเองมองเห็นผ่านวิวไฟน์เดอร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-81/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong>4</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ผมคือนักก๊อปปี้ตัวฉกาจ</strong></h3>
<p>สุรชัยเรียนมาทางสายวิทย์ และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี แต่สุดท้ายเขาก็หลงเสน่ห์ศิลปะจนกลายมาเป็น 1 ใน 20 ของนักศึกษาสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นแรก ในปี 2526</p>
<p>ตอนเด็กๆ เขาคิดว่า วิชาศิลปะคือการวาดรูป แต่พอไปเรียนกลับพบว่า นี่คือโลกอีกใบที่เขาไม่รู้จักเลย ไม่รู้เลยว่าสีน้ำมัน สีน้ำ ต้องวาดยังไง ไม่ได้ชำนาญเหมือนเพื่อนที่มาจากช่างศิลป์หรือเพาะช่าง อดีตนักกีฬาระดับหัวแถวอย่างสุรชัยกลายเป็นศิลปินติดกลุ่มรั้งท้ายของรุ่น</p>
<p>“เวลาผมยืนดรอว์อิ้งข้างใคร สไตล์รูปจะออกมาเหมือนคนนั้นเลย” สุรชัยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ การแปลงภาพวัตถุทรงสามมิติให้มาเป็นลายเส้นนั้นยากสำหรับเขา ไม่เหมือนการก๊อปปี้ภาพวาดของเพื่อน เห็นใครวาดสไตล์ไหนแล้วได้คะแนนดีก็ทำตาม “ตอนเด็กๆ ผมมีคุณสมบัติอย่างนึง เห็นนิดเดียวแล้วจำได้เลย ดูบาส NBA แป๊บเดียวผมทำท่าตามได้ ตาผมพิเศษมาก ดูหนังสือรวมภาพวาดของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ก็จำชุดสีได้ พอเอาไปใช้ในงานอาจารย์ก็ชมว่าสีของผมสวยมาก ผมเป็นนักก๊อปปี้ตัวฉกาจเลย” สุรชัยหัวเราะอีกรอบ</p>
<p>แนวคิดในการวาดรูปของสุรชัยเปลี่ยนไปตอนเรียนปี 3 ช่วงนั้นเขาชอบใช้กล้อง Leica M3 ของคุณพ่อออกไปถ่ายรูป แต่ค่าฟิล์มมันแพงเขาก็เลยไม่ใช่ฟิล์ม เล็งวิวไฟน์เดอร์ ดูองค์ประกอบภาพให้ลงตัว แล้วกดชัตเตอร์ “แม่งสวยว่ะ” เขาพูดถึงภาพที่ตัวเองมองเห็นผ่านวิวไฟน์เดอร์ “ผมอยากวาดภาพให้ได้แบบนี้บ้าง เลยเปลี่ยนมาวาดแนวเหมือนจริงแบบซูเปอร์เรียลิสติก เขียนแก้วให้เหมือนแก้ว เขียนผ้าให้เหมือนผ้า ซึ่งเป็นเบสิกสุดๆของงานศิลปะ ใครๆ ก็เขียนได้ แต่ตรงกับจริตของผมมาก”</p>
<p>จะบอกว่าเขาเปลี่ยนจากการก๊อปสไตล์ของเพื่อนมาเป็นก๊อปของจริงก็ไม่ผิด</p>
<p>โปรเจกต์จบของเขาทำเรื่อง ‘สภาพแวดล้อมลวงตา’ งานของเขาจะแขวนโชว์บนกำแพงอิฐ เขาก็วาดภาพขนาด 3 x 3 เมตร เป็นรูปกำแพงอิฐนั้น ดูเผินๆ จะไม่เห็นว่านี้คือภาพวาด พอไปเรียนที่ญี่ปุ่นเขาก็ยังคงวาดรูปในคอนเซปต์นี้ งาน CGI ที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ก็คือการทำภาพเหมือนแบบซูเปอร์เรียลิสติกนั่นเอง</p>
<p>illusion กลายมาเป็นชื่อบริษัทของเขาในที่สุด</p>
<p>ฝีไม้ลายมือด้านศิลปะของเขาไม่ธรรมดา ได้ร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติสาขาจิตรกรรม ซึ่งคัดจากศิลปินทั่วประเทศ และในการประกวดศิลปกรรมเฉพาะนักศึกษาในเชียงใหม่ เขาก็ได้รางวัลที่ 1</p>
<p>แต่เขาไม่เลือกเป็นศิลปิน</p>
<p>“ผมไม่ชอบไลฟ์สไตล์ของศิลปินเมืองไทยที่ผมเห็นตอนนั้น อีกอย่าง ผมชอบทำงานสั้นๆ เสร็จเร็วๆ” ในที่สุดก็พบว่าตัวเองชอบงานออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยเขาเลยไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นด้วยความมุ่งมั่น รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร</p>
<p>เขาอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์โฆษณา</p>
<hr id="horizontalrule" />
<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">5</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ญี่ปุ่นห่างจากเมืองไทย 2</strong><strong> ชั่วโมง แต่ต่างกัน 40 </strong><strong>ปี</strong></h3>
<p>“ผมได้อะไรกลับจากญี่ปุ่นเยอะมาก<br />
ทุกวันนี้ยังใช้ไม่หมดเลย” สุรชัยหมายความตามนั้นจริงๆ</p>
<p>ด้วยความสนใจในงานกราฟิกดีไซน์ของญี่ปุ่นและเซน<br />
ทำให้สุรชัยตัดสินใจบินมาเรียนต่อที่โตเกียว<br />
บัณฑิตจิตรกรรมคนนี้มีเป้าหมายว่าจะกลับมาทำงานที่บริษัท<br />
การลดชั้นกลับไปเรียนระดับอาชีวะจะได้ฝึกปฏิบัติทุกวัน<br />
ซึ่งน่าจะดีกว่าการทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท<br />
สุรชัยเลือกเรียนโฆษณาซึ่งที่นั่นใช้คำที่กินความหมายกว้างกว่า Communication<br />
Design ในโรงเรียน Tokyo Design Gakuin</p>
<p>“ผมเลิกเชื่อว่าต้องเรียนให้สูงถึงจะประสบความสำเร็จ<br />
เรียนให้ถูกต้องต่างหากที่จะประสบความสำเร็จ” สุรชัยเคยเขียนอธิบายการเลือกเรียนอาชีวะไว้แบบนั้น</p>
<p>“ญี่ปุ่นห่างจากไทยแค่<br />
2 ชั่วโมง แต่ดูต่างกันตั้ง 40 ปี นี่กูเดินผ่านอุโมงค์มหัศจรรย์ออกมานี่หว่า” สุรชัยย้อนนึกถึงความรู้สึกตอนที่ไปถึงญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี<br />
1988 เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังที่ตัวเอกได้ออกเดินทางไปในอนาคต<br />
เลยเหมือนในหนังว่า จะเอาทุกอย่างที่ใช้เป็นอาวุธในการทำงานกลับมาเมืองไทย</p>
<p>สุรชัยบอกว่า<br />
เขาโชคดีมากที่ได้เจอครูดีๆ มากมาย ทีครั้งหนึ่งเขาเอางานที่วาดมาวางหน้าห้อง<br />
ครูก็ถามกลับทันทีว่าไปลอกงานใครมา เพราะคนจากประเทศร้อนไม่มีทางใช้ชุดสีแบบนี้ ว่าแล้วก็ไล่ให้เขาเข้ามิวเซียมไปดูงานไฟน์อาร์ต<br />
ดูการใช้สีและเทคนิคแบบต่างๆ เมื่อเขารู้ตัวว่าความรู้เรื่องไฟน์อาร์ตเขาว่างเปล่ามาก<br />
สุรชัยเลยต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ผ่านการมองนอกห้องเรียน<br />
เดินทางทุกซอกซอยในญี่ปุ่น เจอมิวเซียมที่ไหนเข้าฟรีก็เข้าไปทุกวัน<br />
ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>
<p>สิ่งที่มีอิทธิพลกับตัวเขาอีกอย่างในญี่ปุ่นก็คือ<br />
เพื่อนชาวจีนในโรงเรียนสอนภาษา “แม่งโคตรขยันเลย ผมทำงานเก็บขยะตามสำนักงานวันละ 2<br />
ชั่วโมงก็โอเคแล้วนะ แต่มันทำควบ 3 กะ เกือบถึงเช้า แล้วก็ตื่นมาเรียนต่อ ท่องศัพท์ได้ด้วย” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น<br />
เมื่อเห็นเพื่อนจีนใช้ชีวิตแบบสุดคุ้ม เขาก็เอาบ้าง “ผมถนัดเรียนแบบสิ่งรอบตัว”<br />
สุรชัยหัวเราะเสียงดัง เขาไม่ได้ใช้เวลาไปกับการทำงานเหมือนเพื่อนจีน<br />
แต่เขาเอาเวลาไปดูงานศิลปะ</p>
<p>ในปีแรกเพื่อนร่วมรุ่นของเขาซึ่งเพิ่งจบมัธยมกันมา<br />
ไม่มีใครดรอว์อิ้งสู้บัณฑิตจิตรกรรมอย่างเขาได้ แต่พอขึ้นปี 2 งานของน้องๆกลับพัฒนาแซงหน้าเขา “เด็กพวกนี้โตมากับสภาพแวดล้อมจริงๆ” สุรชัยวิเคราะห์<br />
“ผมเรียนวาดรูปโดยดูรูปจากหนังสือ ไม่เคยได้นั่งเก้าอี้ดีๆ ไม่เคยใช่ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบบดีๆ<br />
วัตถุดิบที่มีในหัวผมแทบจะเป็นศูนย์ แต่เด็กพวกนี้มีประสบการณ์ตรง อย่างที่ผมเรียกว่าได้เห็นสัดส่วน<br />
1 ต่อ 1 เขาจับขวดแก้วสวยๆมาเป็นสิบปี<br />
เวลาออกแบบเลยดูดีมีรสนิยม”</p>
<p>สุรชัยเล่าถึงเพื่อนร่วมคลาสออกแบบคนหนึ่งของเขา<br />
“มันบ้ามนุษย์อวกาศมาก เวลาโรงเรียนมีงานเลี้ยงสำคัญๆ แล้วตรงกับ NHK ถ่ายทอดสดเกี่ยวกับอวกาศ มันจะไม่มาเลย ต้องดูถ่ายทอด ในวิชาครีเอทีฟ ครูให้โจทย์ว่าออกแบบอะไรก็ได้<br />
มันออกแบบอะไรรู้ไหม มันออกแบบท่าเดินในอวกาศ” เขาสบถให้ในความสร้างสรรค์ของเพื่อน<br />
“ผมไม่มีทางคิดได้เลย พอถามว่าทำไมต้องเดินแบบนี้<br />
มันก็มีข้อมูลบอกว่าในเงื่อนไขแบบนี้ๆ ต้องเดินแบบนี้ การเอางานอดิเรกที่เราชอบซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้วมาดีไซน์ที่มัน&#8230;<br />
จบเลย ไม่เหมือนเมืองไทย ให้เด็กดีไซน์เรื่องวัด ก็มีแต่เงาแบบอาจารย์ปรีชา เถาทอง<br />
เพราะเราไม่มีอะไรในหัวเลย”</p>
<p>เครื่องเริ่มติด<br />
เขาก็เล่าต่ออีกเรื่อง</p>
<p>ตอนเรียนปี<br />
2 มีวิชาหนึ่งที่เก็บผลงานตั้งแต่ต้นปีรวมมาส่งเป็นพอร์ตโฟลิโอปลายปี<br />
หน้าสุดท้ายเป็นประวัติของศิลปิน<br />
สุรชัยเอารูปถ่ายติดบัตรของเขาใส่ซองพลาสติกอย่างดีแล้วแม็กรูปติดไว้กับพอร์ตอย่างเรียบร้อย<br />
งานทุกชิ้นในเล่มเขาได้เกรด A มาหมด<br />
แต่พอร์ตโฟลิโอเล่มนี้เขาได้เกรด D</p>
<p>“อาจารย์เรียกผมมาคุยเลย เขาบอกว่าครั้งนี้จะสอนให้ผมจำไปตลอดชีวิต<br />
อะไรก็ตามที่เป็นของลูกค้า มีรูปเดียว คุณห้ามทำมันเสียหายเด็ดขาด<br />
นี่คือคุณสมบัติที่จะทำให้ผมเป็นมืออาชีพในอนาคต ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ<br />
ไม่มองหน้าอาจารย์เป็นอาทิตย์ สุดท้ายสิ่งนี้ก็ฝังแน่นอยู่ในตัวผม<br />
การลงโทษบางอย่างก็สำคัญ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา<br />
ไปถามลูกค้าของผมคนไหนก็ได้ ไม่เคยมีใครเห็นงานของลูกค้าคนอื่นนะ<br />
ผมถือเป็นความลับที่สุด” สุรชัยหยิบชาร้อนขึ้นจิบ</p>
<p>ก็คงจะเป็นอย่างนั้น<br />
ขนาดผมขอดูงานชิ้นใหม่เอี่ยมที่เขาทำให้เอเจนซี่ชื่อดังอย่าง Droga5 ออสเตรเลีย และ Y&amp;R ปานามา<br />
ซึ่งเขาภูมิใจเป็นหนักหนา เขายังไม่ยอมให้ดู และไม่บอกด้วยว่าเป็นงานของสินค้าอะไร<br />
และเป็นงานรูปแบบไหน</p>
<p>ไม่เป็นไร<br />
ผมจะรอดูงานนี้ที่คานส์</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>6</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เริ่มเรียนเมื่อเลิกเรียน</strong></h3>
<p>สุรชัยมีความฝันอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์</p>
<p>ช่วงเวลา<br />
2 &#8211; 3 ปีที่อยู่ในญี่ปุ่น ฝีไม้ลายมือของเขาได้รับการพิสูจน์แล้วโดยรางวัลจากหลายเวทีประกวด<br />
เขาคิดว่าน่าจะลองเริ่มต้นอาชีพนี้ที่แดนอาทิตย์อุทัย เลยสมัครงานกับบริษัทเล็กๆ<br />
เจ้าของบริษัทถามเขาว่า ชอบกราฟิกดีไซเนอร์คนไหน สุรชัยตอบไปว่า คัตซุมิ อะซะบะ เจ้าของบริษัทเลยบอกว่ารอเดี๋ยว<br />
แล้วต่อสายหาอะซะบะเพื่อนัดให้นักออกแบบหนุ่มชาวไทยเข้าไปพบ<br />
ประมาณว่าเป็นช่างสกุลเดียวกันควรได้พบกัน</p>
<p>“การเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเป็นแค่การปรับตัวจากเด็กสู่คนทำงาน<br />
คนที่เรียนจบมาจะไม่ค่อยเก่งเมื่อเทียบกับคนไทย<br />
ไม่ว่าจะเข้าบริษัทเล็กบริษัทใหญ่ก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด นับไปเรื่อยๆ<br />
พออายุสัก 35 เขาจะเก่งกว่าคนไทยทุกคน เพราะพอเราออกจากมหาวิทยาลัยก็หยุดเรียน<br />
ถ้าคิดว่าจบมหาวิทยาลัยแล้วเริ่มเรียน ยังไงก็ชนะทุกคน” สุรชัยอธิบายต่อว่า<br />
การที่เจ้าของบริษัทนัดให้เขาไปเจอกับอะซะบะ ก็ถือเป็นการเรียนรูปแบบหนึ่ง<br />
เขาอยากให้สุรชัยได้เรียนรู้กับครูถูกคน</p>
<p>สุรชัยก็ไม่รู้เหมือนกันว่า<br />
ทำไมบริษัทนี้ถึงดูแลคนที่มาสมัครงานซึ่งก็ไม่ได้รับดีขนาดนี้</p>
<p>ที่ออฟฟิศของอะซะบะมีโต๊ะปิงปองตั้งอยู่ สุรชัยรู้ภายหลังว่าเขาเคยเป็นนักปิงปองทีมชาติญี่ปุ่นมาก่อน<br />
นั่นทำให้เขานึกถึงสถาปนิกคนโปรดอย่าง ทาดาโอะ อันโดะ ซึ่งเคยเป็นนักมวย “คนที่มีพื้นฐานกีฬาเมื่อมาทำงานศิลปะมันจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษ<br />
ผมชอบสเปซในงานของอันโดะมาก ผมไม่เคยเจอที่ไหนเลย<br />
เวทีมวยเป็นสเปซที่ต่างจากกีฬาทุกชนิด เพราะมีเชือกที่ยืดหยุ่นเป็นรั้ว<br />
จะมีสถาปนิกกี่คนที่เคยได้อยู่บนสเปซอย่างเวทีมวย” อดีตนักบาสวิเคราะห์</p>
<p>ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครอยากเป็นกราฟิกดีไซเนอร์<br />
มีแต่คนอยากเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์เพราะรู้สึกว่าใหญ่กว่า<br />
แต่อะซะบะกลับเป็นกราฟิกดีไซเนอร์จนแก่<br />
เขาบอกว่าสองอาชีพนี้เป็นงานคนละแบบที่ไม่มีตำแหน่งไหนใหญ่กว่ากัน<br />
ใครถนัดยังไงก็ควรทำอย่างนั้น</p>
<p>อะซะบะชอบงานของสุรชัย จนได้ร่วมงานกันในอนาคต<br />
แต่วันนั้นกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ของญี่ปุ่นให้คำแนะนำง่ายๆ<br />
ที่ส่งผลต่ออาชีพของสุรชัยถึงทุกวันนี้ “เขาถามว่า ทำไมผมไม่เป็นอิลลัสเตรเตอร์<br />
จะเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ทำไม ผมก็งงว่าจะมาลดชั้นผมทำไม เขาอธิบายว่า งานส่วนใหญ่ของผมเป็นงานเพนต์<br />
ผมเป็นอิลลัสเตรเตอร์ในญี่ปุ่นได้ทันที<br />
แต่ถ้าจะเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ต้องเรียนรู้ใหม่ และสิ่งที่สำคัญ<br />
ถ้าผมจะเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ผมต้องทำงานกับลูกค้า นักการตลาด ซึ่งพูดคนละภาษากับผม<br />
แต่ถ้าผมเป็นอิลลัสเตรเตอร์ ผมจะได้ทำงานกับอาร์ตไดเรกเตอร์ซึ่งพูดภาษาเดียวกับผม<br />
นั่นคือ ภาษาศิลปะ” สุรชัยรินชาจากกาเติมลงในแก้วที่ว่างเปล่า</p>
<p>วันนั้นเขายังไม่ยอมรับความคิดนี้<br />
แต่สุดท้ายเขาก็เป็นอิลลัสเตรเตอร์มา 20 ปีพอดี</p>
<p>และเป็นอิลัสเตรเตอร์อันดับ<br />
1 ของโลกด้วย</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>7</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong> ชีวิตก็เหมือนรถไฟที่เปลี่ยนรางไปเปลี่ยนรางมา</strong></h3>
<p>“ตอนจับเมาส์คอมพิวเตอร์ครั้งแรก<br />
ผมรู้สึกว่านี่มันบาสนี่หว่า นี่คือภาคต่อของบาส”<br />
สุรชัยเล่าถึงการลองใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรกในบูทที่แอปเปิ้ลเอาคอมมาให้คนลองใช้<br />
ครั้งนั้นมีหลายคนสับสนว่าต้องมองมือหรือมองเคอร์เซอร์<br />
แต่สุรชัยใช้ได้คล่องแคล่วตั้งแต่ครั้งแรก<br />
หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้คอมพิวเตอร์อีกเลย<br />
จนกระทั่งมาทำงานในร้านอาหารไทย</p>
<p>มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาถามหาคนไทยในร้านที่สุรชัยทำงาน<br />
เขาอยากหาคนที่อ่านภาษาไทยได้ไปช่วยทำคาราโอเกะภาษาไทยให้ผู้หญิงไทยร้องในบาร์<br />
พอรู้ว่าสุรชัยเรียนดีไซน์เลยชวนทำรูปกราฟิกนิ่งๆ ประกอบเพลงด้วย<br />
สุรชัยสนใจแต่ทำคอมพิวเตอร์ไม่เป็น บริษัทนี้เลยบอกว่า ไม่เป็นไร พวกเขาจะสอนให้<br />
โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมาเรียนทุกวัน</p>
<p>สุรชัยวิเคราะห์ว่า<br />
ถ้าสอนจนทำงานได้แล้ว การจ้างคนที่มีฝีมืออย่างเขาในเรตของวุฒิอาชีวะมันคุ้มกว่าการจ้างคนจบปริญญาตรีเป็นไหนๆ<br />
แล้วก็อาจจะเป็นเพราะดวงตาที่เป็นประกายพร้อมเรียนรู้ของเด็กหนุ่มจากเมืองไทย</p>
<p>ช่วงนั้นทางบ้านไม่ได้ส่งเงินให้สุรชัยแล้ว<br />
รายได้ทั้งหมดของเขามาจากการทำงานในร้านอาหาร<br />
การลาออกไปเรียนคอมพิวเตอร์จึงทำให้เขาไม่มีรายได้<br />
แต่ถ้าไม่เรียนคราวนี้ก็ไม่รู้จะมีโอกาสอีกไหม เขาใช้เวลาคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกเรียนคอมพิวเตอร์</p>
<p>นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งที่สองของเขา</p>
<p>Zoom System เป็นบริษัทเล็กๆ ตั้งอยู่ในตึกขนาด 3 คูหา ที่นี่สุรชัยได้เจอโค้ชทีเดียว<br />
6 คน พนักงานในบริษัทสอนให้เขารู้จักเครื่องแมคอินทอชรุ่นดึกดำบรรพ์<br />
และลองใช้โปรแกรมตกแต่งภาพอย่างง่ายที่ทำได้แค่สีเดียว<br />
อาร์ตไดเรกเตอร์รุ่นใหญ่คนหนึ่งเห็นเขาลองใช้คำสั่งต่างๆ อยู่หลายวัน<br />
ก็มาแนะเคล็ดลับว่า การทำรูปก็เหมือนเขียนเรียงความนั่นแหละ<br />
ถ้าเรารู้ศัพท์น้อยก็เลือกเขียนหัวข้อง่ายๆ แทนที่จะทดลองใช้เครื่องมือ<br />
ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือที่ง่ายที่สุดอันเดียว วาดรูปด้วยเทคนิคที่ง่ายที่สุด<br />
ช่วงนั้นเขาตั้งใจเรียนรู้มาก ไปตั้งแต่เช้าและกลับพร้อมคนสุดท้าย อยู่จนคนคุมห้องไว้ใจให้ถือกุญแจล็อกห้องเอง<br />
จากโปรแกรมขาวดำก็เลื่อนขั้นมาทำโปรแกรมสี<br />
ในที่สุดบริษัทนี้ก็รับเขาเป็นพนักงานประจำด้วยสัญญาจ้างงาน 6 เดือน</p>
<p>งานแรกของเขาคือทำเพลงประกอบคาราโอเกะ<br />
2 รูป ใช้เวลาทำ 3 สัปดาห์ แล้วส่งให้ทีมปรับแก้อีกสัปดาห์ พอเสร็จงานเจ้านายก็เรียกคนทั้งบริษัทมาดูผลงานของสุรชัย<br />
พอเปิดขึ้นมาสุรชัยพบว่า มันไม่เหมือนงานที่เขาส่งไป มันดูดีขึ้นมาก<br />
เพลงนี้เกี่ยวกับรถไฟในป่า เขาเปิดหารูปรถไฟในห้องสมุดมาวาด<br />
แต่รูปนั้นดันไม่ใช่รถไฟญี่ปุ่น ทีมงานเลยเอาไปแก้ใหม่ทั้งหมด</p>
<p>“ผมรู้สึกผิด<br />
เพราะผมไม่ได้มีส่วนกับงานนี้เลย ผมเลยเอาเงินเดือนไปคืนเจ้าของบริษัท ผมรับไม่ได้จริงๆ<br />
ทั้งที่นั่นคือเงินก้อนเดียวที่จะทำให้ผมมีชีวิตในญี่ปุ่นต่อไปได้” สุรชัยเว้นวรรค ถึงเขาจะไม่มีเงิน แต่ก็มีศักดิ์ศรี</p>
<p>“เจ้าของบริษัทบอกว่า<br />
ไม่เป็นไร รับเงินไปแล้วเรียนรู้ไป โอ้โห ฟังแล้วน้ำตาไหลเลย ผมนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น<br />
มันเป็นโมเมนต์ที่สุดยอดมาก” สุรชัยเล่าอย่างมีอารมณ์ร่วมเต็มที่</p>
<p>พอเข้าเดือนที่สอง<br />
อาร์ตไดเรกเตอร์รุ่นใหญ่คนเดิมบอกให้เด็กๆ เอาคอมมาตั้งข้างเครื่องสุรชัย<br />
เขากระซิบความลับให้ฟังว่า สุรชัยคือแรงบันดาลใจให้อยากเรียนรู้คอมพิวเตอร์<br />
เขาเคยรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินเรียน<br />
แต่วันหนึ่งก็มีเด็กจากประเทศโลกที่สามมาเรียนรู้เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ พอพวกเขานั่งคุยกันไปนานๆ<br />
ก็สนิทกันมากขึ้น</p>
<p>“เขารู้ว่าผมจบจิตรกรรม<br />
เลยถามว่าเมืองไทยมีศิลปินเยอะไหม ผมบอกว่าเป็นพันคน<br />
แล้วเขาก็ถามว่าวงการโฆษณาที่ผมอยากทำงานล่ะมีครีเอทีฟเยอะแค่ไหน ก็หลายอยู่ แล้ววงการคอมพิวเตอร์<br />
มีน้อยมาก เขาแนะนำผมว่า ลืมเรื่องวงการศิลปะกับโฆษณาไปเลย<br />
กลับเมืองไทยไปซื้อเครื่องแมคอินทอชแล้วขยันเหมือนตอนที่อยู่ที่นี่<br />
ผมจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำภาพด้วยคอมพิวเตอร์ 1 ใน 5 ของเมืองไทยใน 5 ปี”<br />
สุรชัยเว้นจังหวะ “มันเปลี่ยนความคิดผมเลยนะ”</p>
<p>ในญี่ปุ่นมีนิทรรศการขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนวงการโฆษณา<br />
2 งาน คือ Nippon Graphic Exhibition เป็นงานกราฟิกซึ่งสุรชัยเคยได้รางวัลจากเวทีนี้แล้ว<br />
กับ JACA Contemporary Graphic Art Exhibition<br />
เป็นงานอิลลัสเตรชันซึ่งงานของสุรชัยเคยถูกคัดมาแสดงในงานนี้ด้วย<br />
ปีนั้นอะซะบะผู้เป็นกรรมการอยู่ทั้ง 2 งาน อยากนำงานนี้มาแสดงที่เมืองไทย<br />
เลยชวนสุรชัยมาเป็นล่ามให้</p>
<p>วีซ่าของสุรชัยใกล้จะหมดแล้ว<br />
ถ้าเขากลับมาเมืองไทย เขาจะไม่ได้กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นอีก</p>
<p>ในที่สุดเขาก็เลือกกลับบ้าน<br />
เพราะมั่นใจว่าเขาไม่มีทางทำงานได้ดีในประเทศนี้แน่<br />
เขารู้จักความเป็นญี่ปุ่นแค่ภาพ องค์ประกอบ แต่ไม่ได้เข้าใจ<br />
มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและลึกซึ้งมาก</p>
<p>ก่อนกลับสุรชัยไปหาวิศวกรที่คุมซอฟต์แวร์ของบริษัทเพื่อขอก๊อปปี้โปรแกรมกลับมาด้วย วิศวกรคนนั้นเข้าใจและยินดีก๊อปปี้ให้<br />
แต่มีข้อแม้</p>
<p>“เขาให้ผมสัญญากับเขาว่า เมื่อผมเอาซอฟต์แวร์เหล่านี้ไปใช้ทำธุรกิจได้เงินแล้ว<br />
ผมต้องซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์มาใช้ มันคือจรรยาบรรณ ในฐานะที่คุณเป็นดีไซเนอร์<br />
ถ้ามีคนเอางานคุณไปใช้โดยไม่จ่ายเงิน คุณก็ไม่พอใจใช่ไหม” สุรชัยบอกว่าคำสัญญาในครั้งนั้นทำให้เขาใช้โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์มาโดยตลอด</p>
<p>สิบกว่าปีให้หลัง สุรชัยกลับไปที่บริษัทนี้อีกครั้ง แต่บริษัทย้ายไปแล้ว<br />
และเขาตามหาข้อมูลของบริษัทนี้ไม่เจอเลย เขาจึงเปรียบคนเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนเทวดาที่โผล่มาช่วยเขา</p>
<p>“จังหวะชีวิตบางทีเราก็เป็นคนเลือก เหมือนรถไฟเปลี่ยนรางไปเปลี่ยนรางมา แต่ที่จุดเปลี่ยนของผมทุกครั้ง<br />
มักจะมีคนมายืนบอกว่าควรไปทางไหน”<br />
สุรชัยสรุปความพลิกผันในชีวิตของเขาแบบนั้น</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-80">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-82">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-83">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-81/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-80/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-80/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Apr 2017 03:16:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย พุฒิกุลางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[illusion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-80/</guid>

					<description><![CDATA[<p>0 สุรชัย พุฒิกุลางกูรคือ นักคิด ผมคิดว่าอย่างนั้น เขาเฝ้าสังเกตชีวิตและครุ่นคิดกับมันจนได้ทฤษฎีที่น่าสนใจหลายเรื่อง ทุกทฤษฎีล้วนจริง ง่าย สร้างแรงบันดาลใจและเหมาะจะนำไปใช้งาน ใครกำลังสับสนในชีวิต อยู่ใกล้ๆ ความคิดของเขาไว้ แล้วจะไม่หลงทาง สุรชัยเป็นอิลัสเตรเตอร์โฆษณาที่ได้รางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เหมือนที่ธนญชัย ศรศรีวิชัย เคยเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 และอนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง เคยเป็นช่างภาพโฆษณาอันดับ 1 ผู้มี ‘ชัย’ ทั้งสาม เปรียบไปก็คล้ายนักกีฬาที่คว้าแชมป์โลก แต่สุรชัยพิเศษกว่าเพื่อนตรงที่งานของเขาน่าจะทำลายทุกสถิติของงานโฆษณาในหมวดสิ่งพิมพ์ตลอดกาล เห็นสุรชัยเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา หยิบเมาส์ปากกาวาดภาพเหมือน ผมก็อยากลองวาดภาพเหมือนตัวเขา ด้วยตัวหนังสือของผมดูบ้าง 1 งานสร้างภาพ ผมพบสุรชัย พุฒิกุลางกูร ครั้งแรกในงาน Cannes Lions International Festival of Creativity เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดและงานแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลสุดในโลก ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ตอนนี้สุรชัยและบริษัท illusion ของเขากำลังเนื้อหอมมากในระดับโลก เพราะเขากำลัง ‘สร้างภาพ’ ด้วยวิธีใหม่ ไม่ใช่การถ่ายรูปแล้วเอามารีทัช [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-80/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">0</strong></h3>
<p>สุรชัย<br />
พุฒิกุลางกูรคือ นักคิด</p>
<p>ผมคิดว่าอย่างนั้น</p>
<p>เขาเฝ้าสังเกตชีวิตและครุ่นคิดกับมันจนได้ทฤษฎีที่น่าสนใจหลายเรื่อง<br />
ทุกทฤษฎีล้วนจริง ง่าย สร้างแรงบันดาลใจและเหมาะจะนำไปใช้งาน</p>
<p>ใครกำลังสับสนในชีวิต<br />
อยู่ใกล้ๆ ความคิดของเขาไว้ แล้วจะไม่หลงทาง</p>
<p>สุรชัยเป็นอิลัสเตรเตอร์โฆษณาที่ได้รางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ<br />
1 ของโลก</p>
<p>เหมือนที่ธนญชัย<br />
ศรศรีวิชัย เคยเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1</p>
<p>และอนุชัย<br />
ศรีจรูญพู่ทอง เคยเป็นช่างภาพโฆษณาอันดับ 1</p>
<p>ผู้มี ‘ชัย’ ทั้งสาม เปรียบไปก็คล้ายนักกีฬาที่คว้าแชมป์โลก<br />
แต่สุรชัยพิเศษกว่าเพื่อนตรงที่งานของเขาน่าจะทำลายทุกสถิติของงานโฆษณาในหมวดสิ่งพิมพ์ตลอดกาล</p>
<p>เห็นสุรชัยเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา<br />
หยิบเมาส์ปากกาวาดภาพเหมือน</p>
<p>ผมก็อยากลองวาดภาพเหมือนตัวเขา<br />
ด้วยตัวหนังสือของผมดูบ้าง</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>1 </strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>งานสร้างภาพ</strong></h3>
<p>ผมพบสุรชัย พุฒิกุลางกูร ครั้งแรกในงาน Cannes Lions<br />
International Festival of Creativity เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดและงานแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลสุดในโลก<br />
ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลางปีที่ผ่านมา</p>
<p>ตอนนี้สุรชัยและบริษัท<br />
illusion ของเขากำลังเนื้อหอมมากในระดับโลก เพราะเขากำลัง ‘สร้างภาพ’ ด้วยวิธีใหม่<br />
ไม่ใช่การถ่ายรูปแล้วเอามารีทัช แต่เป็นการสร้างภาพขึ้นมาใหม่ทั้งหมดด้วยเทคนิค CGI<br />
หรือ Computer-Generated Imagery นั่นหมายความว่า ไม่ว่าครีเอทีฟจะคิดภาพแปลกประหลาดแค่ไหนมา<br />
เขาก็สามารถทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด</p>
<p>ปี<br />
2011 งานภาพที่เขาทำโฆษณากระเป๋า Samsonite ของเอเจนซี่ JWT เซี่ยงไฮ้<br />
ประเทศจีน กวาดรางวัลจากทุกเวทีทั่วโลกมาได้ถึง 11 กรังปรีซ์<br />
41 โกลด์ และซิลเวอร์ บรอนซ์ อีกนับไม่ถ้วน<br />
ถ้านับในแง่ปริมาณ นี่คือสิ่งพิมพ์ที่ได้รับรางวัลรวมมากที่สุดในโลก<br />
ถ้านับในแง่คุณภาพ ที่คือโฆษณาสิ่งพิมพ์ชิ้นแรก<br />
ที่คว้ารางวัลโกลด์ได้จากทุกเวทีประกวดที่ใหญ่และยากที่สุดในโลก</p>
<p>คุณูปการสำคัญของงานชิ้นนี้ที่ลืมไม่ได้คือ<br />
มันช่วยปลุกวงการโฆษณาสิ่งพิมพ์โลกที่เงียบเหงามานานหลายปีให้ตื่นขึ้นมาคึกคักอีกครั้ง</p>
<p>ปีที่ผ่านมาสุรชัยมางานคานส์ไลออนส์เพื่อออกบูท<br />
ถือเป็นครั้งแรกของหน่วยงานจากเมืองไทย</p>
<p>บูทขนาด<br />
2 คูหาของเขา<br />
ตั้งอยู่หน้าโซนโชว์งานโฆษณาที่ได้รางวัลหมวดสิ่งพิมพ์ โดยทำเลและขนาดแล้ว<br />
นับว่าเด่นที่สุดบูทหนึ่งของงาน มีครีเอทีฟเดินมาดูภาพเบื้องหลังรางวัลชิ้นต่างๆ ของ<br />
illusion หนาตาตลอดทั้งวัน<br />
และมีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาสอบถามความเป็นไปได้ของการทำงานร่วมกัน</p>
<p>อิลัสเตรเตอร์มือทองบอกผมว่า<br />
เขาเป็นคนชอบมองที่ว่าง เห็นทำเลตรงไหนดีก็จำไว้ ตอนมางานคานส์ไลออนส์ ครั้งแรกเมื่อปี<br />
2002 เขาพบว่าทำเลตรงนี้เตะตามาก 10 ปีผ่านไป เขาก็ได้มาตั้งบูทตรงนี้</p>
<p>“เราควรทำอะไรสักอย่างกับรางวัลกรังปรีซ์ที่ได้” สุรชัยเล่าถึงเหตุผลในการยกทีมบินมาตั้งบูทที่เมืองคานส์<br />
“คนส่วนใหญ่รู้ว่านี่คืองานของเอเจนซี่ JWT<br />
เซี่ยงไฮ้ แต่น้อยคนจะรู้ว่าโปรดักชันเฮาส์ที่ชื่ออิลลูชั่นจากกรุงเทพฯ<br />
เป็นคนทำงานนี้”</p>
<p>ผู้ก่อตั้งบริษัท illusion มองว่าวิธีหาลูกค้ามี<br />
2 อย่าง คือใช้เซลล์ออกไปหา<br />
กับใช้สื่อโฆษณาที่ดีที่สุด<br />
โดยเฉพาะงานที่อุดมไปด้วยครีเอทีฟและบุคลากรในวงการโฆษณาที่เก่งที่สุดในโลกหมื่นกว่าคน</p>
<p>พอคุยกันได้สักพัก<br />
ผมก็ถ่ายรูปเขาเพื่อเอาไปทวีตรายงานบรรยากาศ แต่เขากวักมือเรียกน้องๆ<br />
ในทีมให้มาถ่ายรูปด้วย</p>
<p>ในค่ำคืนของการประกาศรางวัล<br />
การเดินขึ้นไปรับรางวัลโกลด์บนเวทีนั้น ดูขลังไม่แพ้การรับรางวัลออสการ์<br />
สุรชัยได้รับโอกาสให้ขึ้นไปรับรางวัลอีกหน คราวนี้เขาชวน ศุภชัย อุไรรัตน์<br />
มือขวาของเขาให้ขึ้นเวทีด้วยกันเช่นเดิม<br />
แต่ปีนี้เขาให้ศุภชัยเป็นคนรับรางวัลจากมือประทาน<br />
เพราะปีที่แล้วเขาเป็นคนรับไปแล้ว</p>
<p>“รางวัลมันหนัก” สุรชัยพูดถึงเหตุผลในการให้ทีมเป็นผู้รับรางวัลแทนพร้อมเสียงหัวเราะ<br />
ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าหมายถึงอะไร</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>2 </strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ขอทานความเชื่อมั่น</strong></h3>
<p>“กรังปรีซ์ทำให้ผมปรากฏตัวบนเฟซบุ๊ก” สุรชัยบอกผมในวันที่เรานัดคุยกันที่ออฟฟิศสุดหรูของเขาบนเพนต์เฮาส์ของตึกสูงย่านหลังสวน</p>
<p>เขาเพิ่งเริ่มใช้เฟซบุ๊กไม่นาน<br />
แต่ก็ขยันเขียนประสบการณ์ชีวิตและความคิดอันแสนจะคมคายให้ได้อ่านกันเกือบทุกวัน</p>
<p>สุรชัยมองว่า<br />
ครูเป็นอาชีพที่มีคุณค่าที่สุดรองจากพ่อแม่ เขาจึงตั้งใจว่าเมื่ออายุ 55 จะเบนเข็มมาทำงานการศึกษาเต็มตัว ก็เลยสมัครเรียนปริญญาโท<br />
และวางแผนว่าต้องเรียนปริญญาเอกให้จบก่อนอายุ 55 เขาไม่ได้กลับไปเรียนเพื่อเอาความรู้มาสอน<br />
เพราะเขามีความคิดและทฤษฏีของตัวเองมากมาย<br />
ชีวิตเขาถึงมาจุดนี้ได้ด้วยวิธีคิดเหล่านี้</p>
<p>“เราไม่ฟังคนที่ยืนอยู่ในระดับเดียวกัน<br />
ผมต้องยืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าถึงมีคนฟัง<br />
ถ้าผมจบปริญญาตรีทำอะไรก็ไม่สำเร็จใครจะอยากฟัง” สุรชัยเล่าเสียงดังฟังชัด<br />
“พอผมได้กรังปรีซ์ผมก็ลาออกจากศิลปากรเลย<br />
เพราะผมมีโต๊ะให้ยืนพูดแล้ว”</p>
<p>เขาเริ่มสื่อสารสิ่งที่อยากบอกผ่านเฟซบุ๊กซึ่งเขาเคยแอนตี้ ในวัย 47<br />
เร็วกว่าแผนที่วางไว้นิดหน่อย</p>
<p>“ผมไม่ได้ว่าคนที่เล่นเฟซบุ๊กนะ ผมรู้สึกว่าคนใช้เฟซบุ๊กหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเหมือนขอทาน<br />
ทุกคนอยากมีตัวตน อยากแสดงตัวตนออกมา ก็หาอะไรมาแชร์<br />
เอาคำพูดคนอื่นมาเป็นคำพูดของตัวเอง มีคำคมเต็มไปหมด เป็นคำที่คนโพสต์ก็ไม่เข้าใจ<br />
แต่โพสต์แล้วดูดี เป็นเหมือนขอทานเคาะขัน ขอความเชื่อมั่น ซึ่งผมเคยเป็นมาก่อน”<br />
สุรชัยเล่าอย่างอารมณ์ดี</p>
<p>“ผมเริ่มได้รางวัลประกวดวาดรูปตั้งแต่ มศ.2 พอมาแข่งบาสเกตบอลก็ประสบความสำเร็จเรื่อยๆ<br />
ทีมชนะ ผมได้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยม พอเปลี่ยนมาวาดรูปประกวดก็ได้รางวัลไปเรียนที่ญี่ปุ่นส่งงานประกวดผมก็ชนะอีก<br />
ผมพยายามเล่าความสำเร็จของผมให้ทุกคนฟังเพื่อให้เขาสนใจ<br />
ผมจะได้มีตัวตนในสังคม เป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความเชื่อมั่น<br />
เหมือนไว้ผมยาวแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นศิลปินนั่นแหละ<br />
ผมเลยรู้สึกว่าการพูดแต่เรื่องรางวัลไม่ได้ต่างจากขอทานเลย” เขาเว้นจังหวะ</p>
<p>“ตอนกลับมาจากญี่ปุ่นผมทำตัวโลว์โปรไฟล์<br />
ไม่คุยโวโอ้อวดเรื่องความสำเร็จกับใคร แล้วก็ตัดผมสั้น<br />
เพราะรู้ว่าสิ่งภายนอกไม่ได้สร้างความมั่นใจให้ผม ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหรือคำชม<br />
ความมั่นใจต้องสร้างเองจากข้างใน ผมเลยตั้งหน้าตั้งตาทำงานมากกว่าออกงาน” สุรชัยหยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมาจิบ</p>
<p>ส่วนการโพสต์เรื่องราวมากมายผ่านเฟซบุ๊กตัวเอง<br />
สุรชัยไม่ได้หวังดัง เขาแค่อยากแบ่งปันความรู้ของตัวเองสู่สังคม<br />
สุรชัยวางถ้วยชาแล้วพูดต่อ “ทุกเหตุการณ์ในชีวิต<br />
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันมีจุดมุ่งหมาย กรังปรีซ์ตัวนี้ไม่ได้ทำให้ผมได้ตัวต่อไป<br />
แต่เป็นโอกาสให้ผมได้ออกมาพูด” และเป็นโอกาสให้พวกเราได้ฟัง</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><strong>3 </strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เวลาเล่นกีฬา เราพูดแค่วันนี้สนุกหรือไม่สนุก</strong></h3>
<p>ในเฟซบุ๊ก<br />
สุรชัยเขียนถึงเหตุการณ์วัยเด็กเป็นฉากๆ ได้ชัดเจน<br />
ทั้งบรรยากาศและความรู้สึกของเขาขณะนั้น</p>
<p>“ผมไม่ได้จดจำเหตุการณ์ในชีวิตเป็นเรื่องๆ ว่ามันเป็นเรื่องดีหรือเศร้า<br />
แต่จำเป็นซีเควนซ์เหมือนหนัง แค่กดปุ่มเพลย์มันก็ออกมา” เขายังคงเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น</p>
<p>สุรชัยรีเพลย์ชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า<br />
เขาโตมาในอำเภอสา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ชุมชนเล็กๆ<br />
แห่งนี้ มีไฟฟ้าจากเครื่องปั่นใช้ได้แค่วันละ 2 ชั่วโมง<br />
บ้านของเขาเป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ดตั้งแต่เครื่องก่อสร้างไปจนถึงสังฆภัณฑ์<br />
ถ้าเทียบในระดับอำเภอ บ้านเขาก็ถือว่าฐานะค่อนข้างดี</p>
<p>ภาพยนตร์คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตสุรชัยตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบัน<br />
พี่ชายของเขาป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดเลยได้รับกล้องถ่ายหนังเป็นของขวัญ<br />
กล้องฟิล์มขาวดำที่ต้องส่งฟิล์มไปล้างถึงออสเตรเลียตัวนี้ทำให้บ้านของเขาสนุกกับหนัง<br />
ทั้งถ่าย เล่น ตัดต่อ และดู<br />
อยากกระโดดขึ้นกำแพงก็แค่กระโดดลงมาแล้วกรอฟิล์มย้อนหลัง<br />
อยากหายตัวก็ให้คนยืนนิ่งๆ แล้วเขาวิ่งออกจากเฟรม จากนั้นก็เอาฟิล์มไปตัด</p>
<p>ชายผู้รู้จักกระบวนการโพสต์โปรดักชันตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนเล่าว่า<br />
หนังจีนกำลังภายในมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขามาก เขาก็เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ<br />
ที่พยายามฝึกวิทยายุทธ์อย่างที่เห็นในจอทีวี ตอนแรกเขาฝึกเอามือทิ่มทรายร้อนๆ<br />
แต่เจ็บเลยเปลี่ยนไปฝึกกำลังภายในแทน<br />
เขาฝึกกระโดดโดยการให้แม่เอาตะกั่วมาเย็บติดเป็นแถบถ่วงไว้ที่ข้อเท้า เขาจริงจังกับสิ่งนี้อยู่เป็นปี</p>
<p>อย่างที่เขาบอก<br />
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่งเสมอ</p>
<p>การเล่นฝึกกำลังภายในทำให้เขาลอยตัวเวลาเล่นบาสได้นานมาก</p>
<p>ช่วงที่เรียน<br />
ป.6 เพื่อนนักบาสของสุรชัยรวมทีมกันลงแข่งทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชนของจังหวัดน่าน<br />
เลยมาชวนเขา&#8230;ให้ออกแบบชุดแข่ง เพราะเขามีฝีมือทางศิลปะดีมาก<br />
ถึงขนาดทำโปรโมชัน ใครมาซื้อสมุดวาดเขียนที่บ้านเขา<br />
จะวาดรูปส่งครูในชั่วโมงศิลปะให้</p>
<p>“ผมนึกว่าเพื่อนจะชวนผมไปเล่น เพราะผมก็เล่นบาสดีนะ พวกมันมี 11<br />
คน แต่ทีมต้องมี 12 คน<br />
ผมเลยบอกว่า กูออกแบบให้ได้ แต่ต้องให้กูชุดนึง” สุรชัยเล่าจบก็หัวเราะ<br />
มันคือดีลแปลกประหลาด รับออกแบบเสื้อแลกกับตำแหน่งในทีมบาส</p>
<p>นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขาครั้งแรก<br />
จากทั้งหมด 3 ครั้ง<br />
ทุกครั้งเขาต้องแลกมาด้วยอะไรสักอย่างเสมอ</p>
<p>การสวมชุดแข่งที่ตัวเองออกแบบลงสนามครั้งนั้น<br />
เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นจนถูกเรียกไปติดทีมเยาวชนจังหวัดน่าน (อายุไม่เกิน 18 ปี) จากนั้นเขาก็เข้าสู่เส้นทางสายบาสเกตบอลเต็มตัว เขาเลื่อนชั้นขึ้นมาติดทีมประชาชนจังหวัดน่าน<br />
ได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมและรางวัลนักกีฬามือทองทำแต้มได้สูงสุดของทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่<br />
เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทีมในวัยเด็ก เขาคือคนทีไปได้ไกลที่สุด</p>
<p>“ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดคือได้เป็นตัวสำรอง” สุรชัยพูดถึงช่วงที่<br />
เล่นให้ทีมมงฟอร์ต ช่วงนั้นเขายังไม่เก่งมาก และยังไม่เสพติดความสำเร็จ “เวลาเป็นตัวสำรองมันมีแรงจูงใจ เราเห็นคนที่เก่งกว่า<br />
แล้วอยากเก่งกว่าเขา มันเป็นแรงขับชั้นดี มีตัวจริงเก่งกว่าผมอีกตั้งเยอะ<br />
แต่โค้ชเห็นศักยภาพบางอย่างของผม<br />
พอตัวจริงเล่นไม่ดีเขาก็ชอบเปลี่ยนผมลงไปในช่วงเวลาที่น้อยมากๆ กดดันมากๆ<br />
ซึ่งผมต้องทำแต้มให้ได้ แล้วผมก็มักจะทำได้”</p>
<p>ในนัดชิงชนะเลิศการแข่งขันระดับเยาวชนของเชียงใหม่<br />
เขาถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกมที่ทีมตามอยู่ แล้วเขาก็ทำให้ทีมตีเสมอ<br />
และแซงชนะได้ในช่วงเวลาต่อมาได้สำเร็จ “นี่ไม่ใช่แค่ภารกิจในเกมกีฬา<br />
แต่เป็นภารกิจสร้างคน คนที่ทำได้สำเร็จ ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไป แค่ผ่านโมเมนต์นี้เท่านั้น”<br />
อดีตนักชู้ตมือทองเล่าด้วยตาเป็นประกาย<br />
เขาว่าคุณสมบัติที่ชอบทำงานเครียดๆ ในเวลาสั้นๆ ยังคงติดตัวเขามาถึงวันนี้<br />
ซึ่งช่างเหมาะกับงานโฆษณาเหลือเกิน</p>
<p>สุรชัยไม่ได้เล่นบาสมานานแล้ว<br />
เพราะตอนนี้มือคืออุปกรณ์ทำงานที่สำคัญที่สุดของเขา ต้องไม่เอาไปใช้ในกิจกรรมที่มีโอกาสบาดเจ็บ<br />
ไม่งั้นอาจเสียการเสียงานได้</p>
<p>หลังจากที่ติดทีมประชาชนจังหวัดน่าน<br />
เขาก็ข้ามไปติดทีมประชาชนจังหวัดเชียงใหม่เป็นทีมใหญ่ในฝันของนักกีฬาจำนวนมาก<br />
โค้ชของเขาแนะนำว่าการติดทีมใหญ่ด้วยวัย 18 ปี<br />
และประสบการณ์เพียงเท่านี้เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี<br />
ถ้าอยากพัฒนาต่อก็ไม่ควรรับโอกาสนี้ แต่เขาเห็นต่าง เขาบอกโค้ชว่า<br />
เขาฝันไว้แค่ติดเทียมประชาชนเท่านั้น ไม่ได้ต้องการไปไกลกว่านี้<br />
เมื่อเขาตัดสินใจเล่นทีมชุดใหญ่ของเชียงใหม่ก็ ‘เสียบาส’<br />
อย่างที่โค้ชว่าไว้</p>
<p>“การเล่นบาสไม่ได้ยากมาก ถ้าเราไม่กลัวคู่ต่อสู้ก็มีโอกาสชนะ<br />
แต่ถ้าเราคิดว่าแพ้แน่เราจะเล่นไม่ได้ โค้ชคนนี้มักยัดผมลงไปเจอตัวที่ผมกลัวมัน<br />
คิดว่ามันต้องทิปเราได้แน่ๆ พอขึ้นไปมันก็ทิปเราได้จริงๆ พอกำลังใจเสียก็เล่นได้ไม่ดี<br />
สุดท้ายมาเจอศิลปะผมก็เลิกเล่นบาสไป” สุรชัยเล่าถึงชาติสุดท้ายของเขากับบาสเกตบอล<br />
แต่ถึงตอนนี้ลูกบาสไม่ได้อยู่ในมือของเขาแต่มันก็ยังอยู่ในใจ</p>
<p>“ผมบอกน้องๆ ในออฟฟิศว่า อย่าคิดว่ามาทำงาน ให้คิดว่ามาเล่นกีฬา<br />
เพราะเวลาเราเล่นกีฬา เราจะพูดแค่ว่าวันนี้สนุกหรือไม่สนุก<br />
ถ้าไม่สนุกก็เพราะเราเล่นไม่ดี ถ้าพรุ่งนี้อยากเล่นดีขึ้น<br />
ก็ต้องตั้งใจฝึกฝนมากขึ้น เราต้องเล่นเก่งขึ้นทุกวัน<br />
วิธีคิดแบบกีฬามันโคตรเวิร์กเลย ทุกสนามมีกฎของมัน เราแค่ทำตามกฏแล้วเอาชนะในเกมให้ได้<br />
ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เวลาผมเล่นบาสแล้วทำลูกออก<br />
ผมไม่เคยขว้างลูกทิ้งให้ฝ่ายตรงข้ามวิ่งไปเก็บไกลๆ ผมตั้งใจวางลูกบนเส้นทุกครั้ง<br />
เพราะนี่คือกฎ กีฬามันไม่ได้มีแต่เรื่องภายนอกแต่เป็นเรื่องสปิริตด้วย<br />
ถ้าเราเข้าใจก็เอาไปใช้กับอะไรก็ได้ ทุกวันนี้ผมยังคิดว่าตัวเองเล่นบาสอยู่เลย”</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 149 มกราคม </em><em>2556)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-81">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-82">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-83">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em style="background-color: initial;"><strong>ภาพ</strong> นิติพัฒน์ สุขสวย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-80/">สุรชัย พุฒิกุลางกูร : illustrator โฆษณาระดับโลกผู้ค้นหาดินแดนใหม่ 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-80/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเดินทางจากหมู่บ้านเล็กสู่เมืองใหญ่ตามรอยทะกิและมิทซึฮะในเรื่อง Your Name</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-94/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2017 07:19:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[your name]]></category>
		<category><![CDATA[แอนิเมชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[Cool Japan]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-94/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2016 แอนิเมชันเรื่อง Your Name ครองแชมป์รายได้อันดับหนึ่งในญี่ปุ่น กวาดรายได้ไปถึง 24,000 ล้านเยน แซงหน้า Spirited Away ขึ้นเป็นแอนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล เมื่อหนังได้รับความนิยมขนาดนี้ ผู้คนมากมายจึงออกเดินทางตามรอยฉากในเรื่อง ซึ่งมันแสนจะลงตัว เพราะผู้กำกับ ชินไค มาโกโตะ วาดฉากเกือบทั้งหมดในเรื่องขึ้นจากสถานที่จริง เป็นฉากที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วทั้งทัศนียภาพของเมืองอิโตโมริในเรื่อง ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันแสนจะยิ่งใหญ่และวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก ซึ่งตรงข้ามกับโตเกียวมหานครอันแสนจะวุ่นวาย นอกจากคนญี่ปุ่นจะเดินทางตามรอยหนังเรื่องนี้กันอย่างสนุกสนานแล้ว โครงการ Cool Japan ของสำนักนายกรัฐมนตรี ประเทศญี่ปุ่น ก็อยากชวนชาวไทยอย่างเราร่วมเดินทางด้วย ก็เลยจับมือกับสำนักพิมพ์ คาโดคาวะ ผู้พิมพ์หนังสือเรื่อง Your Name จัดทริปพิเศษขึ้นมา ซึ่งพาเราไปเจอเรื่องราวดังนี้ 1 วัดความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-ไทย ที่ ร.9 และ ร.10 เคยเสด็จมาเยือน วัดนิตไทจิ จังหวัดไอจิ การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นด้วยสถานที่ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่อง Your Name แต่น่าสนใจมาก เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองกบิลพัสดุ์ที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้ประเทศญี่ปุ่น เดิมวัดนี้ชื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-94/">การเดินทางจากหมู่บ้านเล็กสู่เมืองใหญ่ตามรอยทะกิและมิทซึฮะในเรื่อง Your Name</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2016 แอนิเมชันเรื่อง <em>Your Name</em> ครองแชมป์รายได้อันดับหนึ่งในญี่ปุ่น กวาดรายได้ไปถึง 24,000 ล้านเยน<br />
แซงหน้า <em>Spirited Away</em> ขึ้นเป็นแอนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล<br />
เมื่อหนังได้รับความนิยมขนาดนี้ ผู้คนมากมายจึงออกเดินทางตามรอยฉากในเรื่อง<br />
ซึ่งมันแสนจะลงตัว เพราะผู้กำกับ ชินไค มาโกโตะ<br />
วาดฉากเกือบทั้งหมดในเรื่องขึ้นจากสถานที่จริง<br />
เป็นฉากที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วทั้งทัศนียภาพของเมืองอิโตโมริในเรื่อง<br />
ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ<br />
ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันแสนจะยิ่งใหญ่และวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก<br />
ซึ่งตรงข้ามกับโตเกียวมหานครอันแสนจะวุ่นวาย</p>
<p>นอกจากคนญี่ปุ่นจะเดินทางตามรอยหนังเรื่องนี้กันอย่างสนุกสนานแล้ว<br />
โครงการ Cool Japan ของสำนักนายกรัฐมนตรี<br />
ประเทศญี่ปุ่น ก็อยากชวนชาวไทยอย่างเราร่วมเดินทางด้วย<br />
ก็เลยจับมือกับสำนักพิมพ์ คาโดคาวะ ผู้พิมพ์หนังสือเรื่อง <em>Your Name </em>จัดทริปพิเศษขึ้นมา ซึ่งพาเราไปเจอเรื่องราวดังนี้</p>
<p><strong>1</strong></p>
<p><strong>วัดความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-ไทย ที่<br />
ร.9 และ ร.10 เคยเสด็จมาเยือน<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2lamTDw">วัดนิตไทจิ<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดไอจิ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/yourname-01.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/yourname-02.jpg" /></p>
<p>การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นด้วยสถานที่ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่อง<br />
<em>Your Name</em> แต่น่าสนใจมาก<br />
เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองกบิลพัสดุ์ที่รัชกาลที่ 5<br />
พระราชทานให้ประเทศญี่ปุ่น เดิมวัดนี้ชื่อ นิตเซนจิ (วัดญี่ปุ่น-สยาม)<br />
แต่พอเราเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย วัดนี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็น นิตไทจิ<br />
(วัดญี่ปุ่น-ไทย) รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาปลูกต้นราชพฤกษ์ที่นี่ในปี 2506<br />
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร (ในขณะนั้น)<br />
เคยเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี<br />
2530</p>
<p>วัดนิตไทจิมีพื้นที่ 2 ส่วน คือ<br />
ฝั่ง Houantou Reidou ที่มีพระบรมสารีริกธาตุ<br />
และฝั่ง Honduo ซึ่งมีหออนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5<br />
หอระฆังขนาดใหญ่ ซึ่งบนระฆังมีสัญลักษณ์ จปร. และ ภปร.<br />
นอกจากนี้ยังเอกลักษณ์ความเป็นไทยอีกหลายอย่าง เช่น ป้ายทางเข้าวิหารหลักแบบญี่ปุ่นที่เขียนด้วยอักษรไทย<br />
ทวารบาลที่เปลี่ยนจากไม้แกะสลักรูปยักษ์สไตล์ญี่ปุ่นเป็นพระสงฆ์<br />
แล้ววัดนี้ก็ยังเป็นวัดเดียวในญี่ปุ่นที่ไม่ขึ้นกับศาสนาพุทธนิกายใดๆ<br />
แต่ละนิกายจะผลัดกันมาดูแลที่นี่ปีละ 1 นิกาย</p>
<hr />
<p><strong>2</strong></p>
<p><strong>ชิมข้าวกล่องรถไฟเมนูเดียวกับ</strong><strong>ทะกิ<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2l2Sh4q">สถานีนะงะโนะ</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดนะงะโนะ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/yourname-011.jpg" /></p>
<p>ทริปนี้เราต้องนั่งรถไฟจากจังหวัดนะงะโนะไปยังเมืองฮิดะ<br />
จังหวัดกิฟุ อาหารที่กลางวันคู่ควรกับเราที่สุดก็คือ ข้าวกล่องรถไฟเมนู Misokatsu หรือหมูทอดราดเต้าเจี้ยว<br />
ซึ่งเป็นอาหารเด็ดของย่านนี้ และเป็นเมนูเดียวกับที่ทะกิพระเอกของเรื่อง กินตอนขึ้นรถไฟไปตามหาเมืองอิโตโมริ</p>
<hr />
<p><strong>3</strong></p>
<p><strong>สถานีรถไฟที่</strong><strong>ทะกิ</strong><strong>เดินทางมาถึง<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2l2ECdO">สถานีฮิดะฟุรุคาวะ<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดกิฟุ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01-19.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1-24.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/02-17.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2-25.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/3-16.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/3-25.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>สถานที่ต้นแบบของเมืองอิโตโมริที่มิทซึฮะ นางเอกของเรื่องอาศัยอยู่คือ<br />
เมืองฮิดะ จังหวัดกิฟุ สถานีรถไฟฮิดะฟุรุคาวะคือสถานีที่ทะกิเดินทางมาถึง<br />
ในสถานีแห่งนี้มีมุมที่น่าตามไปถ่ายรูปอยู่หลายแห่ง เริ่มจาก ตัวคาแรกเตอร์ฮิดะคุโระในห้องโถงของสถานี<br />
ตามด้วยจุดเรียกแท๊กซี่หน้าสถานีซึ่งทะกิถามทางจากคนขับแท๊กซี่ และจุดที่มีโอกาสถ่ายได้มุมเดียวกับในแอนิเมชันมากที่สุดนั่นก็คือ<br />
สะพานข้ามทางรถไฟ เสียดายที่สถานีมีรถไฟผ่านน้อยมาก<br />
ดังนั้นถ้าอยากได้รถไฟจอดเหมือนในหนังต้องเล็งตารางเวลาดีๆ<br />
และน่าเสียดายขึ้นอีกนิดที่เรามาในช่วงหิมะตก<br />
ก็เลยได้ภาพสถานที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ แม้จะไม่เหมือนในหนังแต่ก็สวยไปอีกแบบ</p>
<hr />
<p><strong>4</strong></p>
<p><strong>นิทรรศการภาพร่างจากเรื่อง </strong><strong><em>Your Name<br />
</em></strong><strong><a href="http://bit.ly/2krEse0">Hida City Museum<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดกิฟุ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0199.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/name02.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/name03.jpg" /></p>
<p>ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองฮิดะมีนิทรรศการ Exhibition of Your Name แสดงภาพร่างต้นฉบับของเรื่อง <em>Your<br />
Name</em> ทั้งภาพร่างตัวละคร ร่างฉาก และสตอรี่บอร์ด แต่ที่พิเศษสุดๆ<br />
ก็คือ ภาพฉากหลังสุดสวยในเรื่อง ที่นำมาจัดแสดงแบบเดียวกับงานศิลปะในแกลเลอรี่ที่ทะกิกับรุ่นพี่โอคุเดระไปเดตกัน<br />
ส่วนที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้นิทรรศการก็คือ ร้านขายของที่ระลึกจากหนัง ซึ่งเห็นแล้วน่าขนกลับบ้านไปซะทุกอย่าง<br />
หมายเหตุไว้สักนิดว่าที่นี่ห้ามถ่ายภาพ และนิทรรศการจะสิ้นสุดในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 นี้แล้ว</p>
<hr />
<p><strong>5<br />
</strong></p>
<p><strong>ห้องสมุด</strong><strong>ที่</strong><strong>ทะกิ</strong><strong>เข้ามาหาเรื่องราวในอดีตของเมืองอิโตโมริ<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2lJpchs">ห้องสมุดประจำเมืองฮิดะ<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดกิฟุ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/02-18.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/02-25.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>ต้นแบบของห้องสมุดที่ทะกิและผองเพื่อนเข้ามาค้นหาข้อมูลเรื่องเมืองอิโตโมริในอดีตคือห้องสมุดประจำเมืองฮิดะ<br />
ซึ่งตอนนี้จัดชั้นพิเศษสำหรับวางหนังสือที่เกี่ยวกับหนังเรื่อง <em>Your Name</em> ถ้าอยากถ่ายภาพภายในห้องสมุดต้องขออนุญาตที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าก่อนนะ</p>
<hr />
<p><strong>6</strong></p>
<p><strong>หัดถักเชือกแบบ</strong><strong>มิทซึฮะ<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2lOiYty">พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นฮิดะฟุรุคาวะ ซากุระ<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดกิฟุ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/601.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/602.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/603.jpg" /></p>
<p>เมืองฮิดะ จังหวัดกิฟุ ยังคงมีวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างการถักเชือกคุมิฮิโมะแบบที่มิทซึฮะใช้มัดผม<br />
ถ้าใครสนใจก็มาลองถักได้ที่พิพิธภัณฑ์ฟุรุคาวะ ซากุระ<br />
เนื่องจากการถักเชือกแบบที่เห็นในเรื่องค่อนข้างยากและใช้เวลา ทางศูนย์จึงสอนถักเชือกแบบอื่นๆ<br />
ที่ง่ายกว่าด้วย ที่นี่มีผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นมาขายมากมาย แต่ของที่ระลึกที่ไม่ควรพลาดมี<br />
2 อย่าง ชิ้นแรกคือ เชือกคุมิฮิโมะแบบและสีเหมือนในเรื่องเป๊ะ และขวดสาเกแบบเดียวกับในเรื่อง<br />
เพียงแต่ที่นี่ขายขวดเปล่า ไม่ได้หมักสาเกมาให้แต่อย่างใด</p>
<hr />
<p><strong>7 </strong></p>
<p><strong>ศาลเจ้าของ</strong><strong>มิทซึฮะ<br />
</strong><strong style="background-color: initial;"><a href="http://bit.ly/2liy8JF">ศาลเจ้าเคตะวะกะมิยะ<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">จังหวัดกิฟุ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01-110.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01-27.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>ฉากศาลเจ้ามิยามิสุในเรื่องปรากฏให้เราเห็นหลายครั้ง<br />
ไม่ว่าจะเป็นฉากงานประเพณี ฉากที่มิทซึฮะหมักสาเกด้วยการเคี้ยวข้าว<br />
และบันไดหน้าวัดก็ยังเป็นฉากที่มิทซึฮะตะโกนบอกว่า อยากเป็นหนุ่มสุดฮอตในโตเกียว รวมถึงฉากที่ทะกิเดินทางมาตามหาเมืองอิโตโมริด้วย มีต้นแบบคือศาลเจ้าเคตะวะกะมิยะ ในเมืองฮิดะ</p>
<hr />
<p><strong>8</strong></p>
<p><strong>รวมฉากสถานีรถไฟในโตเกียว<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">โตเกียว<br />
</strong><strong style="background-color: initial;"><a href="http://bit.ly/2kIESxo">สถานีชินจุกุ</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1-19.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>สถานีชินจุกุซึ่งเป็นย่านที่อยู่ของทะกินั้นถือว่าเป็นย่านที่ตัวแทนของความวุ่นวายในเมืองใหญ่ได้ดีที่สุดย่านหนึ่งในโตเกียว<br />
ย่านนี้มีทั้งสถานที่ราชการ อาคารสูง และสถานบันเทิง<br />
เป็นย่านที่เต็มไปด้วยผู้คนที่พลุกพล่าน แต่ชินไค มาโกโตะ ก็ถ่ายทอดให้เห็นถึงความงามของย่านนี้ได้อย่างน่าประทับใจ</p>
<p><strong><a href="http://bit.ly/2liH0yX">สถานีโยโยงิ</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/257.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>มิทซึฮะเดินทางเข้ามาโตเกียวเป็นครั้งแรกเพื่อตามหาทะกิด้วยความเหน็ดเหนื่อย<br />
แล้วก็เจอทะกิอยู่ในรถไฟขบวนที่เข้ามาถึงชานชาลาโดยบังเอิญ</p>
<p><strong><a href="http://bit.ly/2koLLb4">สถานีเซนดะกะยะ</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/336.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>ตอนที่มิทซึฮะกับทะกิมองเห็นกันบนรถไฟที่แล่นขนานกัน<br />
เป็นรถไฟที่วิ่งจากสถานีโยโยงิไปยังเซนดะกะยะ ในเรื่อง มิทซึฮะลงรถไฟที่สถานีเซนดะกะยะ<br />
มีคู่หนุ่มสาวพยายามขึ้นรถไฟเลียนแบบทะกิกับมิตสึฮะ ซึ่งการขึ้นรถไฟขบวนที่แล่นขนานกันไม่ยากเท่าไหร่<br />
ที่ยากคือต้องกะตำแหน่งให้ขึ้นไปแล้วยืนบริเวณประตูที่ตรงกันพอดี</p>
<p><strong><a href="http://bit.ly/2lghOK2">สถานีชินะโนมะจิ</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4-15.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4-25.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>สะพานด้านหน้าสถานีแห่งนี้ปรากฎอยู่ในหลายฉาก<br />
เช่น ทางกลับจากที่ทำงานของทะกิ ฉากที่ทะกิเดตกับรุ่นพี่โอะคุเดระ<br />
และฉากที่มิทซึฮะมาโตเกียวเพื่อตามหาทะกิ</p>
<p><strong><a href="http://bit.ly/2kIVWDk">สถานียตสึยะ</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/534.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>เราเห็นฉากของสถานีนี้บ่อยๆ<br />
เพราะเป็นสถานีที่ใกล้บ้านทาคิที่สุด ทะกิกับมิตสึฮะเจอกันครั้งแรกที่สถานีนี้<br />
และฉากที่มิทซึฮะแกะเชือกถักจากผมให้ทะกิก็เกิดขึ้นที่ชานชาลาในสถานีนี้</p>
<p><a href="http://bit.ly/2lJComO"><strong>สถานีโตเกียว</strong></a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/630.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>ทะกิเดินทางมาที่สถานีรถไฟระดับแลนด์มาร์กของญี่ปุ่นแห่งนี้<br />
เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปยังอิโตโมริ</p>
<hr />
<p><strong>9</strong></p>
<p><strong>รวมฉากเดตระหว่าง</strong><strong>ทะกิ</strong><strong>กับรุ่นพี่โอะคุเดระ<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">โตเกียว<br />
</strong><strong style="background-color: initial;"><a href="http://bit.ly/2lPbWEd">ร้านกาแฟ Salon de The ROND</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/901.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p>ร้านสุดเก๋ที่ทั้งคู่นั่งจิบกาแฟคุยกันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ</p>
<p><strong><a href="http://bit.ly/2lijnXk">Tokyo City View</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2-15.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2-26.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/903.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/941.jpg" /></p>
<p>จุดชมวิวโตเกียวที่ทะกิกับรุ่นพี่โอะคุเดระไปเดตกันคือ<br />
Tokyo City View บนตึกรปปงงิฮิลส์<br />
ซึ่งมีแกลเลอรี่ด้วย ช่วงนี้มีนิทรรศการ StarrySky Illumination ซึ่งส่วนหนึ่งของนิทรรศการชุดนี้คือการฉายเรื่องราวบางส่วนจากเรื่อง <em>Your<br />
Name</em> บนกระจก โดยให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการเลือกเรื่องได้แบบอินเทอร์แอ็กทีฟ<br />
และที่พิเศษขึ้นไปอีกก็คือ ใน Tokyo City View Lounge มีเมนูพิเศษจากเรื่อง<em> Your Name</em> ที่เรียกว่า Comet Parfait มาให้ชิมด้วย<br />
ดาวตกและเกล็ดสีน้ำเงินบนจานรองนั้นทำจากน้ำตาล กินได้ทั้งคู่นะ<br />
เสียดายอย่างเดียวแค่ตอนนี้นิทรรศการชุดนี้จบไปแล้ว</p>
<hr />
<p><strong>10</strong></p>
<p><strong>ร้านที่เสิร์ฟอาหารเมนูเดียวกับในหนัง<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2lPDysM">The GUEST cafe &amp; diner<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">โตเกียวและจังหวัดไอจิ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/KONG1418.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/KONG1435.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10111.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ <a href="http://the-guest.com/kiminona_nagoya/">http://the-guest.com/kiminona_nagoya/</a></em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/KONG1448.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/KONG1472.jpg" /></p>
<p>ในห้าง Parco สาขาอิเคบุคุโระ<br />
มีร้านอาหารสุดพิเศษที่เปิดเป็นการชั่วคราวชื่อ The GUEST cafe &amp; diner ความพิเศษของร้านนี้คือเมนูที่ยกออกมาจากหนังและเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยมีฉากต่างๆ ในเรื่องเป็นแรงบันดาลใจ<br />
ซึ่งหลายเซ็ตเสิร์ฟพร้อมการ์ดสุดสวยจากหนัง แต่ไม่ว่ายังไง<br />
ทุกคนก็จะได้รับที่รองแก้วและกระดาษรองจานซึ่งสวยจนอยากเก็บกลับไปเป็นที่ระลึก ความพิเศษอีกอย่างก็คือ<br />
โซนขายของที่ระลึกจากหนังซึ่งมีของขายมากกว่า 120 รายการ (แต่หมดไปแล้วเยอะมาก)<br />
ตอนนี้ร้านเปิดทำการแค่ในห้าง Parco ในเมืองนะโงะยะ จังหวัดไอจิ เปิดถึงแค่ 3 เมษายน 2560 เท่านั้น ถ้าใครจะไปก็ทำใจไว้เนิ่นๆ<br />
เพราะต้องรอคิวเข้าร้านนานหลายชั่วโมงเลย</p>
<hr />
<p><strong>11 </strong></p>
<p><strong>บันไดที่</strong><strong>ทะกิ</strong><strong>และมิตสึฮะได้พบกัน<br />
</strong><strong><a href="http://bit.ly/2kwz7SE">ศาลเจ้าสุกะ<br />
</a></strong><strong style="background-color: initial;">โตเกียว</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01-111.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01-28.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>©2016 TOHO/CoMix Wave Films/KADOKAWA/JR Kikaku/AMUSE/voque ting/Lawson HMV Entertainment</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11210.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11310.jpg" /></p>
<p>บันไดที่ทะกิและมิตสึฮะได้พบกันตอนจบนั้นเป็นบันไดทางขึ้นศาลเจ้าสุกะ<br />
หลังจากที่ <em>Your Name</em> ฉาย<br />
ที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง มีคนมาถ่ายรูปตรงบันไดในมุมเดียวกับทะกิและมิตสึฮะมากมาย<br />
จนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจัดระเบียบกันเองด้วยการต่อคิวถ่ายภาพเพื่อไม่ให้บังกัน<br />
และทุกคนที่มาก็ไม่ส่งเสียงดังรบกวนบ้านเรือนที่อยู่โดยรอบ ดังนั้นนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราๆ<br />
ก็ควรทำตามนั้นนะ ตัวศาลเจ้าแม้จะไม่ปรากฏในหนังแต่ก็มีความพิเศษหลายอย่าง<br />
เริ่มตั้งแต่มิโกะ (เด็กสาวที่ทำงานในศาลเจ้า) จะทำผมทรงเดียวกับมิทซึฮะ และป้ายเอมะ (ป้ายขอพร) ก็ทำเป็นลาย Your Name มันก็เลยเป็นป้ายที่มีทั้งคนซื้อไปเขียนขอพร<br />
และซื้อไปสะสม</p>
<p>ถ้าใครอยากไปทริปตามรอยเรื่อง <em>Your Name</em> ซึ่งจัดโดยโครงการ Cool<br />
Japan ของสำนักนายกรัฐมนตรี ประเทศญี่ปุ่น เข้าไปสมัครได้ที่นี่ <a href="http://animetourism.lab-kadokawa.com/th">http://animetourism.lab-kadokawa.com/th</a> หมดเขต 28 กุมภาพันธ์ 2560 ที่สำคัญก็คือ ทริปนี้ไปฟรี!</p>
<p><strong><em>ขอบคุณ </em></strong><em style="background-color: initial;">บริษัท คาโดคาวะ อมรินทร์ จำกัด และ<br />
Anime Tourism Association</em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-94/">การเดินทางจากหมู่บ้านเล็กสู่เมืองใหญ่ตามรอยทะกิและมิทซึฮะในเรื่อง Your Name</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-78/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-78/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะสมุย]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินสู่อิสรภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวล เพ็งจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-78/</guid>

					<description><![CDATA[<p>พอกลับมาถึงบ้านที่เชียงใหม่แล้วชีวิตอาจารย์มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างครับ ผมพูดจากความรู้สึกจริงๆ เลยนะ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าผมรักภรรยามาก ปฏิบัติหน้ที่ของสามีดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงปฏิบัติได้ ในแง่ของจิตใจนะ ผมเป็นคนนุ่มนวลอ่อนโยนต่อภรรยาเสมอ แต่พอกลับมา ผมพบว่าก่อนหน้าที่ผมจะออกไปเดิน จริงๆ ผมก็ทำสิ่งที่รุนแรงกับภรรยา แต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง เช่น ภรรยาผมชอบไปทานอะไรตามประสาผู้หญิง ผมเป็นนักบวชกินง่าย ก็รู้สึกว่าจะทานอะไรให้มันยุ่งยากซับซ้อน แต่ผมไม่เคยบ่นนะ เวลาภรรยาต้องการไปทานอะไรไกลๆ ผมก็มีความรู้สึกอยู่ในใจว่า ทำไมภรรยาถึงไม่เปลี่ยนนิสัยหรือปรับตัวเองเหมือนกับตำหนิอยู่ลึกๆ ผมพบว่าความรู้สึกเช่นนี้มันไม่มีเลยเมื่อผมกลับมา ผมสำนึกว่าก่อนหน้านี้ผมหยาบคายมาก แม้ผมจะไม่พูด จะไม่ทำอะไรให้เธอรู้สึก แต่จิตที่คิดว่าภรรยาไม่ควรมาเสียเวลาหาอาหารที่มันไกลไป มันเป็นความรู้สึกที่หยาบของมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่มีความละเอียดอ่อนพอ จริงๆ แล้วเรารักเธอมากเพียงพอเราก็จะมีความสุข มีความเต็มใจ มีพลังที่จะทำอะไรบางอย่างร่วมกัน ชีวิตที่ดีงาม มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลที่เราสร้างขึ้นมาเองแล้วไปกำกับคนอื่น แต่ชีวิตคู่ที่ดีคือชีวิตที่เรามีความสุขและความรู้สึกอะไรบางอย่างร่วมกันที่ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล ไม่ต้องมีเหตุผลมาอธิบายความผิดความถูกหรอก แต่มีจิตดวงหนึ่งที่ผูกพันกัน แล้วก็มีความรู้สึกผิดร่วมกัน รู้สึกถูกร่วมกัน การผสานอารมณ์เป็นอันเดียวกันได้เป็นอะไรที่มหัศจรรย์ เมื่อก่อนภรรยาผมเป็นคนชอบเที่ยว ผมเป็นคนไม่ชอบขับรถ แต่มีหน้าที่เป็นพนักงานขับรถ เวลาจะไปเที่ยวไหน ผมก็บอกว่าอย่าขับรถไปเลย ขึ้นรถทัวร์ รถไฟ เครื่องบินไปดีกว่าแต่ภรรยาผมอยากให้ขับรถไปเองเพราะจะหยุดตรงไหนก็ได้ ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากกลับมาก็คือ ผมชวนภรรยาขับรถไปเที่ยวกัน ขับจากเชียงใหม่ไปทั่วประเทศเสียบฝั่งอ่าวไทยไปสุดที่สงขลา แล้วข้ามไปฝั่งอันดามันถึงสตูล ผมขับอยู่ 27 วันจนเป็นไข้ แต่ผมมีความสุขมาก การขับรถไปคราวนี้มีโอกาสได้เจอคนที่อาจารย์เคยพบตอนเดินบ้างไหม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-78/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พอกลับมาถึงบ้านที่เชียงใหม่แล้วชีวิตอาจารย์มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างครับ</strong></p>
<p>ผมพูดจากความรู้สึกจริงๆ เลยนะ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าผมรักภรรยามาก<br />
ปฏิบัติหน้ที่ของสามีดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงปฏิบัติได้ ในแง่ของจิตใจนะ<br />
ผมเป็นคนนุ่มนวลอ่อนโยนต่อภรรยาเสมอ แต่พอกลับมา ผมพบว่าก่อนหน้าที่ผมจะออกไปเดิน<br />
จริงๆ ผมก็ทำสิ่งที่รุนแรงกับภรรยา แต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง เช่น<br />
ภรรยาผมชอบไปทานอะไรตามประสาผู้หญิง ผมเป็นนักบวชกินง่าย<br />
ก็รู้สึกว่าจะทานอะไรให้มันยุ่งยากซับซ้อน แต่ผมไม่เคยบ่นนะ<br />
เวลาภรรยาต้องการไปทานอะไรไกลๆ ผมก็มีความรู้สึกอยู่ในใจว่า<br />
ทำไมภรรยาถึงไม่เปลี่ยนนิสัยหรือปรับตัวเองเหมือนกับตำหนิอยู่ลึกๆ<br />
ผมพบว่าความรู้สึกเช่นนี้มันไม่มีเลยเมื่อผมกลับมา<br />
ผมสำนึกว่าก่อนหน้านี้ผมหยาบคายมาก แม้ผมจะไม่พูด จะไม่ทำอะไรให้เธอรู้สึก<br />
แต่จิตที่คิดว่าภรรยาไม่ควรมาเสียเวลาหาอาหารที่มันไกลไป<br />
มันเป็นความรู้สึกที่หยาบของมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่มีความละเอียดอ่อนพอ จริงๆ<br />
แล้วเรารักเธอมากเพียงพอเราก็จะมีความสุข มีความเต็มใจ<br />
มีพลังที่จะทำอะไรบางอย่างร่วมกัน</p>
<p>ชีวิตที่ดีงาม<br />
มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลที่เราสร้างขึ้นมาเองแล้วไปกำกับคนอื่น<br />
แต่ชีวิตคู่ที่ดีคือชีวิตที่เรามีความสุขและความรู้สึกอะไรบางอย่างร่วมกันที่ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล<br />
ไม่ต้องมีเหตุผลมาอธิบายความผิดความถูกหรอก แต่มีจิตดวงหนึ่งที่ผูกพันกัน<br />
แล้วก็มีความรู้สึกผิดร่วมกัน รู้สึกถูกร่วมกัน การผสานอารมณ์เป็นอันเดียวกันได้เป็นอะไรที่มหัศจรรย์</p>
<p>เมื่อก่อนภรรยาผมเป็นคนชอบเที่ยว<br />
ผมเป็นคนไม่ชอบขับรถ แต่มีหน้าที่เป็นพนักงานขับรถ เวลาจะไปเที่ยวไหน<br />
ผมก็บอกว่าอย่าขับรถไปเลย ขึ้นรถทัวร์ รถไฟ<br />
เครื่องบินไปดีกว่าแต่ภรรยาผมอยากให้ขับรถไปเองเพราะจะหยุดตรงไหนก็ได้<br />
ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากกลับมาก็คือ ผมชวนภรรยาขับรถไปเที่ยวกัน<br />
ขับจากเชียงใหม่ไปทั่วประเทศเสียบฝั่งอ่าวไทยไปสุดที่สงขลา<br />
แล้วข้ามไปฝั่งอันดามันถึงสตูล ผมขับอยู่ 27 วันจนเป็นไข้ แต่ผมมีความสุขมาก</p>
<p><strong>การขับรถไปคราวนี้มีโอกาสได้เจอคนที่อาจารย์เคยพบตอนเดินบ้างไหม</strong></p>
<p>ผมตั้งใจขับรถพาอาจารย์สมปองไปขอบคุณคนเหล่านั้นที่ช่วงชีวิตผม<br />
เนื่องจากว่าบางจุดไม่สามารถขับรถไปได้ และคนที่ผมเจอส่วนใหญ่เจอกันบนถนน<br />
ไม่ใช่สถานที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของเขาจริงๆ ผมเลยได้เจอคนที่ผมเคยเจอแค่ 30 &#8211; 40<br />
เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมไม่กลับไป ผมจะรู้สึกสูญเสียโอกาสเป็นอย่างยิ่ง<br />
การกลับไปของผมทำให้ความสงสัยในใจของคนเหล่านั้นหมดไป</p>
<p>ตอนที่ผมเดิน<br />
ผมมีโอกาสได้พบกับเจ้าของร้านอาหารที่อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พอคุยกันสักพัก<br />
แกก็เสนอที่จะทำอาหารให้ผม ผมปฏิเสธเพราะวันนี้ผมทานแล้ว พอผมเดินไป<br />
แกก็บอกว่าข้างหน้ามีวัดบ่ออิฐอยู่ห่างไป 5 &#8211; 6 ก.ม. น่าจะไปพักได้<br />
การกลับไปเจอแกคราวนี้ ทำให้ผมรู้ว่าวันรุ่งขึ้น แกตื่นมาตั้งแต่ตี 4<br />
ทั้งที่แกไม่เคยตื่นเช้าขนาดนั้นเพราะร้านแกปิดดึก<br />
วันนั้นแกมีความรู้สึกแปลกประหลาดมาก แกบอกว่าผมตัวดำ หน้าตาดำคล้ำ<br />
แต่เวลาแกเห็นผมยิ้ม เห็นผมพูด แกรู้ว่าผมมีความสุข<br />
แล้วแกก็ไม่เคยเห็นใครมีความสุขแบบผม แกมีความสุขที่ได้เจอผม<br />
ก็เลยตื่นแต่เช้ามาทำอาหารอย่างดีจัดใส่ปิ่นโตให้ผม<br />
พอสว่างก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปวัดบ่ออิฐ ไปถึงแกเสียใจมาก<br />
เพราะพระที่วัดบอกว่าผมจากวัดไปแล้วแกเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ไม่มีโอกาสได้ให้อาหารกับผม<br />
ผมกลับไปอีกที แกบอกว่าวันนี้ต้องกินอาหารที่แกทำให้ได้นะ</p>
<p>นั่นทำให้ผมพบว่าการเดินของผมไม่ใช่เป็นการเดินที่เหลวไหล<br />
แต่มันสามารถแสดงอะไรบางอยางให้เห็นได้โดยไม่ต้องพูด เช่น เรามีความสุข<br />
เรามีความผ่องใสเบิกบานให้คนอื่นเห็น มันก็ช่วยให้เขามีความรู้สึกเชื่อมั่นในการมีชีวิตอยู่มากขึ้น<br />
ผมไม่ได้บอกว่าแค่เจ้าของร้านอาหารที่ปะทิวคนเดียวเพียงพอที่จะพิสูจน์แล้วนะ<br />
แต่หลายคนที่ผมเดินผ่านไปแล้ว วันหนึ่งผมกลับมาหาเขาอีกครั้ง<br />
บางคนก็เข้ามากอดผมด้วยความรู้สึกดีใจ<br />
บางคนเล่าให้ผมฟังว่าตอนนั้นเขากลัวกังวลยังไง บางคนเล่าว่าเมื่อผมจากไปแล้ว<br />
เขาพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไรบ้าง<br />
แล้ววันหนึ่งผมก็กลับไปพบพวกเขาแล้วบอกว่าผมเป็นอย่างที่ผมพูดนั่นแหละ<br />
นี่คือการกลับมาขอบคุณว่าผมเดินถึงเป้าหมายแล้ว ชีวิตหลังจากนี้ไป<br />
ผมจะพยายามใช้ให้เป็นประโยชน์กับทุกคน เขาเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยสร้างชีวิตแบบนี้ให้ผม</p>
<p><strong>ในเมื่อการเดินทางมันงดงามขนาดนี้<br />
อาจารย์คิดอยากจะเดินทางอีกสักครั้งไหมครับ</strong></p>
<p>ผมต้องการจะเดินไปอินเดียอีกครั้งหนึ่ง<br />
ไปเพื่อสัมผัสอินเดียที่แท้จริงในมิติเชิงจิตวิญญาณให้ลึกซึ้ง<br />
ชีวิตของผมในอินเดียมันสอนผมเยอะมาก แล้วบทเรียนของอินเดียยังไม่ยุติ ผมอยากกลับไปชีวิตแบบนักบวชหรือแบบวณิพกที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่แล้วเรียนรู้อะไรจริงๆ ในสถานที่จริงๆ ที่มีความเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย<br />
ถ้าผมมีชีวิตเหลือกลับจากอินเดีย ผมจะใช้ชีวิตส่วนที่เหลือเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์<br />
เพราะชีวิตส่วนที่เหลือของผมเป็นชีวิตที่เพื่อนมนุษย์มอบให้<br />
วันที่ผมหิวเหมือนจะขาดใจตาย แล้วมีผู้ให้อาหารผม<br />
ผมมักจะพูดเสมอว่าชีวิตที่เหลือจากนี้พี่ให้ผม<br />
ผมจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด<br />
คำพูดนี้ผมพูดซ้ำนับเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง แล้วผมไม่ได้พูดเฉพาะวาจา<br />
แต่ผมพูดจากจิตของผมจริงๆ ผมจะพยายามใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p><strong>อาจารย์จะรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยวิธีการไหนครับ</strong></p>
<p>ผมคงเดินทางตามใจตัวเองพอแล้วล่ะ<br />
ต่อไปนี้ผมอยากเดินทางไปพบกับคนที่คิดว่าการพบผมมีคุณค่าและความหมาย คน 3 กลุ่มที่ผมพบมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่าอยากไปพบคือ<br />
เด็ก คนแก่ และคนพิการ ผมเคยหยุดคุยกับเด็กที่ริมแม่น้ำปิง<br />
แล้วมีย่าหรือยายมาดุเด็กแล้วเรียกเข้าบ้าน ผมรู้สึกเลยว่าย่ายายเป็นห่วงหลาน<br />
ไม่อยากให้คุยกับคนบ้า แต่ผมรู้ว่าเด็กมีความสุขที่ได้คุยกับผม วันนั้นผมอาจจะถูกรังเกียจหรือถูกกังวลระแวง<br />
แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนรู้แล้วว่าตาประมวล แกไม่ได้น่ากลัวอะไร ถ้ามีเด็กอยากคุยกับผม<br />
ผมก็จะไป</p>
<p>ส่วนคนแก่<br />
ผมเดินไปเจอเด็ก 2 คน พอคุยกับเขา เขาชวนผมไปกินน้ำในบ้าน พ่อแม่เขาก็ออกมาคุย<br />
แล้วก็มียายนอนอยู่บนเตียง พ่อแม่ของเด็กเอาน้ำดื่มเอาขนมมาให้ผมกิน<br />
ตอนที่ผมไปลาคุณยายกลับ ผมยังจำภาพได้แม่นเลย แกนั่งอยู่บนเตียง<br />
แกล้วงมือไปข้างหลังเอาส้มสีทองผลหนึ่งที่ลูกหลานซื้อมาให้<br />
แล้วกำใส่มือเหมือนไม่ให้หลานเห็น แกใช้คำว่า เอาไปกินนะ จะได้มีแรงเดิน<br />
ผมรู้เลยว่าเป็นคำพูดที่ประเสริฐมาก แกบอกว่าตอนยายสาวๆ ก็เคยเดิน<br />
แต่ตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว ผมรู้เลยว่ามันเป็นอะไรที่ละเอียดลึกซึ้ง</p>
<p>อีกคนเป็นพระภิกษุอายุเกือบ<br />
90 ปี ทั้งวัดท่านอยู่รูปเดียว ท่านนอนอยู่กับที่ไปไหนไม่ได้ ตอนเช้าผมไปลาแก<br />
แกเอามือจับไหล่ผมแกใช้คำว่าครูอยู่ต่ออีกสักวันไม่ได้รึ ผมรู้เลยว่าหลวงพ่อรูปนี้อบอุ่นและรู้สึกดีเมื่อมีคนอยู่ด้วย<br />
ผมเลยอยู่ต่ออีกวัน ช่วยแกทำความสะอาดห้อง แกบวชมา 60 กว่าพรรษาแล้ว<br />
ผมสะเทือนใจมากตรงที่หลวงพ่อบอกว่า ท่านอยากกลั้นใจตายเพราะไม่อยากเป็นภาระ<br />
ตัวเองลุกจากเตียงไม่ได้ จะเข้าห้องน้ำก็ลำบาก ผมคุยกับแกนานมาก แกถึงกับเอากระป๋องที่ใส่กุญแจกุฏิวิหาร<br />
แกบอก ยกให้ครู ครูมาบวชอยู่ที่นี่เลย ผมอธิบายให้แกฟังว่า<br />
ภารกิจของผมคือการเดินฉะนั้นผมจึงไม่สามารถอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้<br />
แต่พอถึงที่หมายแล้ว ถ้าผมสามารถกลับมาหาแกได้ ผมก็จะกลับมา<br />
ผมไม่ได้หมายความแค่คนแก่ 2 คนนี้ แต่มีคนแก่อีกจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับชีวิตรันทด<br />
ร่างกายไม่มีพลัง ไม่มีสมรรถนะเพียงพอที่จะเคลื่อนย้ายได้อย่างที่ตัวเองเคยทำได้<br />
แต่จิตใจเขายังมี เลยอึดอัดคับข้อง เพราะเขาเคยทำได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้<br />
เขาจมอยู่ในความทุกข์ ผมอยากไปพบไปพูดคุย เพื่อให้เขารู้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของเขาทั้งหมดมันดีมาก</p>
<p>ส่วนคนพิการคงไม่ต้องพูดถึง<br />
ถ้าผมมีเวลาพอ ถ้าชีวิตยังไม่จบสิ้นในเร็ววันนี้<br />
ผมปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเดินไปพบคนเหล่านี้ไม่ว่าที่ไหนในประเทศไทย<br />
ขอให้ผมได้รู้ว่ามีคนพิการอยู่ที่อำเภอไกลมากๆ<br />
มีเด็กหรือคนแก่ที่รู้เรื่องราวของผมแล้วอยากคุยกับผม<br />
ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ผมก็จะไป ขอให้รอ อย่าเพิ่งคร่ำเครียด<br />
ชีวิตยังมีความหมายที่จะได้พบกัน</p>
<p><strong>ก่อนเดินทางไปสมุย อาจารย์ตั้งใจว่าต้องการจะเรียนรู้ชีวิต<br />
พอเดินทางถึงจุดหมายแล้ว อะไรคือความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อาจารย์ได้พบครับ</strong></p>
<p>ผมจำได้ว่าวันที่ผมปิดคอร์ส<br />
ปิดกระบวนวิชา มีนักศึกษาไปร่วมฟังบรรยายและร่วมกิจกรรมในวันนั้นเยอะมาก<br />
ผมรู้ว่าลึกๆ แล้วมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งจะขอร้องให้ผมเลิกล้มความคิดที่จะลาออก<br />
สิ่งหนึ่งที่ผมพูดกับนักศึกษาซึ่งเป็นผู้ที่ผมรักและเขาก็รักผมก็คือ<br />
ผมจากบ้านมานานแล้ว แต่ผมยังมีความจำที่ไม่เคยลืมเลือน ตอนที่ผมเป็นเด็ก<br />
ผมเคยนั่งริมทะเลแล้วมองไปในทะเลสุดขอบฟ้า ผมมีความปรารถนาที่จะไปให้ถึงสุดขอบฟ้าที่ขอบน้ำและขอบฟ้าบรรจบพบกัน<br />
ผมอยากรู้ว่ามันจะพบกันตรงไหนวันนี้ผมกลายเป็นคนแก่แล้ว ผมอยากกลับไปสมุยอีกครั้ง<br />
เพื่อไปพบกับเด็กชาวเกาะคนนั้น ไปเล่าให้เขาฟังว่าเวลาที่ผ่านมานับ 50<br />
ปีที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง</p>
<p>ความจริงมีอยู่<br />
2 อย่างก็คือ ความจริงเชิงภาววิสัย เป็นความจริงที่เป็นของมันโดยไม่เกี่ยวกับเรา<br />
แต่เราไปรับรู้มัน เช่น กลางวัน กลางคืน เราจะรับรู้หรือไม่ มันก็มีกลางวันกลางคืน<br />
ความจริงประเภทนี้มันบีบคั้นเราพอสมควร เมื่อมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด เช่น<br />
เรากลัวความมืด เราถึงไม่อยากให้มืด แต่มืดเมื่อถึงเวลามืด<br />
ความจริงอีกประเภทคือเป็นความจริงเชิงจิตวิสัย หรือเชิงจินตนาการ เช่น ผี<br />
อยู่ที่ไหนไม่รู้ แต่พอเรานึกถึงผี ผีทำให้เราหวั่นไหว ความหวาดหลัว ความมั่นคง<br />
ความไม่แน่นอนที่เราพูดถึงก็เป็นความจริงเชิงจินตนาการ<br />
ผมพบว่าเราสามารถทำให้ความจริงสองอย่างนี้มันสัมพันธ์กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ในโลกของความเป็นจริง<br />
มีความบีบคั้น ความกดดัน แต่ถ้าเรามีความจริงเชิงจินตนาการที่มีพลังพอ เราก็จะสามารถเผชิญกับความจริงของโลกได้<br />
เช่น ความตายเป็นความจริงเชิงภาววิสัย ทุกคนต้องตาย แต่มิได้หมายความว่าทุกคนต้องตกใจกลัวจนตัวสั่น<br />
เราสามารถเผชิญกับความตายด้วยจิตใจที่เบิกบานได้ ถ้าเรามีจินตนาการที่ดีพอ</p>
<p>มีหลักปรัชญาอินเดียอันหนึ่งบอกว่า<br />
มีคำ 3 คำที่เราต้องทำให้มันเกิดความหมายที่ดี คือ สัจจะ ชีวิต และ สุนทรีย์<br />
สามสิ่งนี้ต้องบาลานซ์กัน ชีวิตเราเป็นแกนอยู่ตรงกลาง ความจริงอยู่ข้างหนึ่ง<br />
ความงามอีกข้างหนึ่ง ถ้าชีวิตเอียงไปทางความจริงมาก ชีวิตเราจะเจ็บปวด ขมขื่น<br />
แห้งแล้ง เป็นชีวิตที่ไม่มีอะไรเลย ถ้าเราเอียงไปทางความงามมาก มันจะฝันเฟื่อง<br />
เลื่อนลอย เคว้งคว้าง ทำยังไงถึงจะทำให้สองสิ่งนี้มีสมดุลภาพที่ถ่วงดุลกันได้<br />
เมื่อเราเจอข้อเท็จจริงที่เจ็บปวดก็ใช้ความคิดเชิงจินตนาการช่วยให้เห็นความงาม<br />
แต่เมื่อใดที่ความงามมันพาเตลิดเปิดเปิง<br />
ก็ใช้ความจริงเป็นกรอบกำชับให้มันอยู่ในร่องในรอย</p>
<p>ชีวิตของเรา 60<br />
หรือ 70<br />
ปีเป็นช่วงเวลาพอเหมาะพอควรที่เราจะได้เรียนรู้ทั้งข้อเท็จจริงและจิตใจที่งดงาม<br />
การเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ก็ดี การมีชีวิตอยู่ก็ดี<br />
การที่จะได้ตายจากไปก็ดี เป็นความสวยงามทั้งนั้น การได้พบกัน คุยกัน รักกัน<br />
มันสุดแสนมหัศจรรย์ ความจริงที่ผมพบก็คือ<br />
ทำยังไงให้ความจริงมันอยู่บนความสมดุลระหว่างความจริงที่มันเป็นของมันเองกับความจริงที่เราสร้างขึ้นมา</p>
<p><strong>เมื่อเดินทางกลับถึงเกาะสมุย อาจารย์บอกอะไรกับเด็กชายคนนั้นครับ</strong></p>
<p>ผมได้บอกเด็กน้อยชาวเกาะว่า<br />
ขอบน้ำแห่งความเป็นจริงและขอบฟ้าแห่งจินตนาการบรรจบกันที่ในใจเราเอง</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 79 </em><em>มีนาคม </em><em>2550)</em></p>
<p><em><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-75">ตอนที่ 1</a><em><br />
</em><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-76">ตอนที่ 2</a><em><br />
</em><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-77">ตอนที่ 3</a><em><br />
</em></p>
<p><em><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-78/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-78/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มานิต อุดมคุณธรรม : นักธุรกิจผู้ลงทุนปลูกป่าด้วยความบ้าแต่น่ารัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-37/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-37/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[มานิต อุดมคุณธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Swan Lake]]></category>
		<category><![CDATA[ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-37/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครนะ หลายคนคงพูดประโยคนี้เมื่อเอ่ยชื่อ มานิต อุดมคุณธรรม หากแนะนำตัวผู้ชายคนนี้ด้วยงานที่เขาทำ หลายคนคงร้องอ๋อและอยากขยับเข้ามานั่งใกล้วงสนทนา เขาเป็นเจ้าของห้างโรบินสัน เสื้อผ้า S’FARE และ PJ Jeans และเป็นผู้บริหารระดับสูงในกิจการใหญ่ยักษ์หลายแห่ง อย่างเช่น Sports World และ HomePro อายุ 16 ปี เขาเริ่มทำธุรกิจขายเสื้อผ้าของตัวเอง นั่นทำให้เขาเรียนจบแค่ชั้น ม.6 อายุ 30 ปี เป็นเจ้าของห้างโรบินสัน อายุ 39 ปี ทำงานหนักจนสุขภาพกายและใจทรุดโทรม จนเริ่มหันมาออกกำลังกายและศึกษาธรรมะ ซ้อมวิ่งอยู่ 1 ปี เขาวิ่งมาราธอนสำเร็จ ห้างโรบินสันสนับสนุนการวิ่งในทุกรูปแบบเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เขาขายกิจการโรบินสันให้เซ็นทรัล อายุ 70 ปี เขากลับมาลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่อีกครั้ง เป็นคอนโดมิเนียมชื่อ Swan Lake ที่เขาใหญ่ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใครๆ ก็บอกว่าบ้า เพราะปลูกป่ามากกว่าปลูกอาคาร เขาคือนักธุรกิจที่ขึ้นชื่อเรื่องการคิดนอกกรอบ นั่นทำให้โรบินสันสร้างสรรค์แคมเปญทางการตลาดแปลกประหลาดมากมาย วิธีคิดในการทำโรบินสันว่าแปลกแล้ว สวอนเลคประหลาดกว่าหลายเท่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-37/">มานิต อุดมคุณธรรม : นักธุรกิจผู้ลงทุนปลูกป่าด้วยความบ้าแต่น่ารัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ใครนะ</p>
<p>หลายคนคงพูดประโยคนี้เมื่อเอ่ยชื่อ มานิต อุดมคุณธรรม</p>
<p>หากแนะนำตัวผู้ชายคนนี้ด้วยงานที่เขาทำ หลายคนคงร้องอ๋อและอยากขยับเข้ามานั่งใกล้วงสนทนา</p>
<p>เขาเป็นเจ้าของห้างโรบินสัน เสื้อผ้า S’FARE และ<br />
PJ Jeans และเป็นผู้บริหารระดับสูงในกิจการใหญ่ยักษ์หลายแห่ง อย่างเช่น Sports World และ HomePro</p>
<p>อายุ 16 ปี เขาเริ่มทำธุรกิจขายเสื้อผ้าของตัวเอง นั่นทำให้เขาเรียนจบแค่ชั้น ม.6</p>
<p>อายุ 30 ปี เป็นเจ้าของห้างโรบินสัน</p>
<p>อายุ 39 ปี ทำงานหนักจนสุขภาพกายและใจทรุดโทรม จนเริ่มหันมาออกกำลังกายและศึกษาธรรมะ</p>
<p>ซ้อมวิ่งอยู่ 1 ปี เขาวิ่งมาราธอนสำเร็จ</p>
<p>ห้างโรบินสันสนับสนุนการวิ่งในทุกรูปแบบเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน</p>
<p>ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เขาขายกิจการโรบินสันให้เซ็นทรัล</p>
<p>อายุ 70 ปี เขากลับมาลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่อีกครั้ง เป็นคอนโดมิเนียมชื่อ Swan Lake ที่เขาใหญ่ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใครๆ ก็บอกว่าบ้า เพราะปลูกป่ามากกว่าปลูกอาคาร</p>
<p>เขาคือนักธุรกิจที่ขึ้นชื่อเรื่องการคิดนอกกรอบ นั่นทำให้โรบินสันสร้างสรรค์แคมเปญทางการตลาดแปลกประหลาดมากมาย</p>
<p>วิธีคิดในการทำโรบินสันว่าแปลกแล้ว</p>
<p>สวอนเลคประหลาดกว่าหลายเท่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_4963.jpg" /></p>
<p><strong>ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของกิจการตอนอายุ 16 เป็นยังไง<br />
</strong>ตอนนั้นมีความสุขวันเดียวคือวันเสาร์ เพราะเป็นวันเดียวที่ไม่ต้องวิ่งหาเงิน ไปเข้าเช็ค เราเปิดบริษัทด้วยความตั้งใจที่ใหญ่กว่ากระแสเงินสดที่เรามี ไม่พร้อมสักอย่างเลย ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา</p>
<p><strong>เทคนิคการขายของเด็กอายุ 16 คือ<br />
</strong>จริงใจ เรากะล่อนไม่เป็น มีแต่ความตั้งใจจะหาเงินมาหมุน ความจริงใจที่มีให้ทุกคนมันดูออกนะ มันหลอกกันไม่ได้ ผมทำธุรกิจด้วยความรู้สึกเป็นมิตร เป็นเพื่อนกับเจ้าของร้าน เป็นเพื่อนกับพนักงานขาย เรามีประสบการณ์จากการเดินทางทั่วประเทศ เห็นไอเดียการจัดเสื้อผ้าโชว์ก็เอาไปแนะนำอีกร้าน พอมีลูกค้าเข้าร้าน เราก็ช่วยขายของ ร้านถึงสนับสนุนสินค้าเราเต็มที่ สินค้าเราในภาคใต้นี่ดังมาก ไม่ว่าจะทำอะไรร้านที่เป็นเพื่อนๆ กันก็สนับสนุนเต็มที่ มีช่วงนึงเรามีวิกฤตเรื่องการเงิน แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่ดี สินค้าที่เราส่งไปร้านค้าตีเช็คล่วงหน้าให้หมดเลย ยังไม่ทันขายก็เก็บเงินเขาแล้ว ซึ่งไม่มีใครทำได้ แต่เราทำได้</p>
<p><strong>ทำเสื้อผ้าอยู่ดีๆ คิดยังไงถึงเปิดห้างโรบินสัน<br />
</strong>มักใหญ่ใฝ่สูงไง (หัวเราะ)</p>
<p><strong>ตอนนั้นอายุเท่าไหร่<br />
</strong>สามสิบ มีสุภาษิตจีนว่าลูกวัวไม่กลัวเสือเพราะมันไม่รู้ว่าเสือคืออะไร มันเลยสู้ตลอด เราเปิดโรบินสันราชดำริด้วยฐานเงินที่น้อย ประสบการณ์ก็สู้คู่แข่งไม่ได้ ทำเลยิ่งสู้ใครไม่ได้เลย โรบินสันราชดำริเขาเรียกว่าสวยในซอย เพราะมันอยู่ในซอย ไม่ติดถนนเหมือนห้างอื่น</p>
<p><strong>ตอนเลือกทำเลไม่ทราบหรือว่าตรงนี้ทำเลไม่ดี<br />
</strong>ทราบ แต่เราเบี้ยน้อยหอยน้อย โอกาสมาเราก็ต้องคว้าไว้ แต่ถ้าพูดกันตอนนี้ถามว่าทำไหม ทำก็บ้าแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นไม่สนเลย คิดแค่เราต้องชนะ ต้องอยู่รอด</p>
<p><strong>เอาอะไรไปสู้เขา<br />
</strong>ความรู้เราน้อยกว่าเขา แต่เวลาเรามากกว่าเขา เขาทำงาน 8 ชั่วโมง เราก็ทำ 12 ชั่วโมง เท่ากับว่าเขาทำงาน 5 ปี แต่เราทำ 7 ปีครึ่ง เราประชุมตอนสองทุ่มสามทุ่ม บางทีประชุมถึงเที่ยงคืน เอาเวลาพักผ่อนมาทำงาน เราก็ชนะเขาได้ เราทำให้โรบินสันราชดำริมีกิจกรรม มีโปรโมชัน คาแรกเตอร์เด่นทุกทาง จนโรบินสันกลายเป็นห้างที่ขยายสาขาเร็วที่สุดในประเทศไทย</p>
<p><strong>ประสบการณ์เดินทางพบร้านค้าและลูกค้าทั่วประเทศช่วยอะไรในการทำห้างบ้าง<br />
</strong>ทำให้รู้ว่าลูกค้าต้องการของแปลกของใหม่ ถ้าของเหมือนกัน เขาจะเลือกสิ่งที่ได้ประโยชน์มากกว่า อย่างลูกค้าซื้อของครบ 600 หรือ 800 บาท เราแถมกระดาษทิชชู่ให้ลูกค้า เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ฝ่ายการตลาดบอกว่าให้กระดาษทิชชู่มันจะเป็นภาพลบกับห้างนะ แต่ผมมองว่าบวกเพราะเราอิงกับพฤติกรรมของลูกค้า เรานั่งในใจลูกค้า กระดาษทิชชู่มันคือ basic need มันคือสิ่งที่คนจำเป็นต้องใช้ ปรากฏว่าขายระเบิดเลย บางคนขนกระดาษทิชชู่ออกไปเป็นกล่องเลยนะ นี่คือผลประโยชน์ที่เราให้ลูกค้าเราทำกิจกรรมการตลาดเขย่าห้างทั้ง 6 ชั้นให้แปลกใหม่ตลอดเวลา</p>
<p><strong>ความคิดในการทำแสตมป์โรบินสัน</strong><strong>มาจากไหน<br />
</strong>เราคิดว่าอยากทำโปรโมชันแบบพรีเมียมให้ลูกค้า เลยคิดว่าถ้าซื้อสินค้า 50 บาทหรือ 100 บาท เราจะให้แสตมป์ 1 ดวง สะสมได้เยอะๆ จะเอามาแลกอะไรก็ได้ เป็นการสร้าง royalty ให้ลูกค้า</p>
<p><strong>ประสบความสำเร็จมากไหม<br />
</strong>ตอนนี้ร้านสะดวกซื้อชื่อดังก็ยังใช้วิธีนี้อยู่เลย (หัวเราะ) ตอนนั้นแสตมป์โรบินสันดังมาก ถึงขนาดมีคนลงโฆษณาประกาศรับซื้อแสตมป์โรบินสันในหนังสือพิมพ์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_5152.jpg" /></p>
<p><strong>คุณเดินแผนกไหนบ่อยที่สุด<br />
</strong>ซูเปอร์มาร์เก็ต มันคือไฮไลต์ของห้าง ลูกค้าเขาต้องการความสด ความใหม่ ความถูก นั่นคือพฤติกรรมพื้นฐาน ไม่ต้องทำเซอร์เวย์ ถ้าคุณมีของถูกและของดี ยังไงคนก็ซื้อ แค่น้ำปลาราคาต่างกัน 50 สตางค์ยังอุตส่าห์นั่งรถเมล์ไปซื้อ ห้างต้องรุกไปข้างหน้าด้วยการดูว่าเราจะหาสินค้าที่มีคุณภาพมาให้ลูกค้าได้ไหม เราเคยสนับสนุนผักออร์แกนิกที่เชียงใหม่ ตอนนั้นปวยเล้งปลูกที่ภาคเหนือได้ปีละครั้ง เราบอกให้เจ้าของหาทางปลูกให้ได้ทั้งปีแล้วโรบินสันจะรับซื้อทั้งหมด เขาเคยปลูกแล้วเจอพายุเสียหายหมดไปหลายหมื่นบาท โรบินสันจ่ายให้หมดเลย เราต้องส่งเสริมกัน มันเป็นหน้าที่ ถ้าเราจะทำทุกอย่างให้ดี เราต้องไม่เทกอย่างเดียวมันถึงจะไปได้</p>
<p><strong>ฟังเหมือนจะเป็นการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จ<br />
</strong>ความสำเร็จที่คิดไว้น่ะ ยังไม่เห็น แต่โลงลอยมาแล้ว ผมไม่เคยออกกำลังกายเลย ตอนนั้นประชุมเยอะ เครียด นอนไม่หลับ ถ้าเราไม่เปลี่ยนการใช้ชีวิตตายแน่ เลยเริ่มศึกษาธรรมะแล้วก็ออกกำลังกาย</p>
<p><strong style="background-color: initial;">ทำไมถึงเลือกวิ่ง<br />
</strong>วิ่งเป็นสิ่งที่ประหยัดที่สุด มีรองเท้าคู่เดียวกับกางเกงขาสั้นก็วิ่งได้แล้ว ไม่มีเงื่อนไข วิ่งได้ทุกแห่ง เราเลยโปรโมตเรื่องวิ่ง</p>
<p><strong>พอเริ่มวิ่งชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง<br />
</strong>การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารระดับหัวสำคัญที่สุดแล้ว หัวนำไปทางไหนเด็กมันก็ตาม หัวทำงานถึงเที่ยงคืนเด็กมันก็โดนหมด หัวเปลี่ยนว่าไม่เอาแล้ว ไม่ประชุมกลางคืนแล้ว เราประชุมแปดโมงเช้า ต่อไปเราต้องออกกำลังกาย โรบินสันมีที่อาบน้ำให้พนักงานทุกคน ไปวิ่งแล้วไม่จำเป็นต้องกลับบ้านหิ้วเสื้อผ้ามาอาบน้ำก่อนได้ เป็นนโยบายเลย ถ้าจะส่งเสริมต้องไม่ปากพูดอย่าง แต่การกระทำอีกอย่าง จะสั่งอะไรผู้นำต้องทำก่อน ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าทุกเช้าฉันไปวิ่งมาแล้วหิ้วเสื้อผ้ามาอาบน้ำนะ ช่วงนั้นลูกค้าซื้อสินค้าครบ 500 บาท เราแจกหนังสือ <i style="background-color: initial;">วิ่ง&#8230;สู่วิถีชีวิตใหม่ </i>ของคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม แจกไปเป็นแสนเล่ม</p>
<p><strong>จริงจังกับการวิ่งแค่ไหน<br />
</strong>ผมเป็น perfectionist ทำอะไรต้องดีที่สุด ถ้าจะวิ่งก็ต้องวิ่งมาราธอน จากที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนก็ไปวิ่งงานเปิดสะพานแขวน โห ปวดตั้งแต่ตาตุ่มไล่ถึงเข่าเลย หมอบอกว่าคุณวิ่งไม่ได้หรอก ร่างกายของคุณไม่พร้อม เราก็ไม่ยอมแพ้ ไปหาหมออีกที่ เขาบอกว่าถ้าเราตั้งใจจริงๆ ก็วิ่งได้นะ ต้องค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ สร้างกล้ามเนื้อ มีเวลาซ้อมอยู่ปีนึง รวมเวลาเจ็บด้วยก็เหลือสักครึ่งปี ผมลงวิ่งมาราธอน สมัครพร้อมคุณณรงค์ โชควัฒนา เราสมัคร 2 ระยะ เอาป้ายมาราธอนแปะข้างหน้า ฮาล์ฟมาราธอนอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่ไหวก็ถอดป้ายอันหน้าทิ้งสุดท้าย ผมก็เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 5 ชั่วโมง 30 นาที</p>
<p><strong>ได้อะไรจากการวิ่ง<br />
</strong>ความอดทน ความมุมานะ มันสอนเราว่าถ้าเราอยากได้พยายามจริงๆ มันก็จะได้เพราะสังขารผมมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งมาราธอน แต่ก็สู้จนได้ หลังจาก 30 กิโลฯ ไปแล้ว คุณต้องวิ่งด้วยใจ เพราะสังขารมันไปไม่ได้แล้ว ใจคุณยังไปได้ไหม ถ้าเราผ่านมาราธอนได้ เราจะรู้สึกว่าทำได้ทุกอย่างในโลก เพราะเราผ่านสิ่งที่โหดมาแล้ว มันทำให้ใจเรามีพลัง</p>
<p><strong>ตอนเหนื่อยมากๆ สร้างกำลังใจด้วยการคิดถึงเรื่องอะไร<br />
</strong>ความรับผิดชอบ มันคือความรับผิดชอบที่เราต้องวิ่งให้จบ มันไม่มีคำว่าแพ้</p>
<p><strong>เคยมีช่วงอยากทำงานน้อยลงเพื่อเอาเวลามาซ้อมวิ่งมากขึ้นไหม<br />
</strong>ไม่เลย มันมีความรับผิดชอบในเรื่องวิ่งและเรื่องงาน เราต้องดูแลลูกน้อง ดูแลธุรกิจ เราวิ่งเพื่อให้สุขภาพดี เพื่อให้ทำงานได้ดี แต่นั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้คุณเอาเรื่องวิ่งมาต่อรองกับการทำงาน มนุษย์เรามีเงื่อนไขเยอะ มันหลอกเราทุกอย่าง ถ้าเราเผลอโดนหลอก เราก็โดนมันลากลงไปจมดิน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_5147.jpg" /></p>
<p><strong>โ</strong><strong style="background-color: initial;">รบินสันทั่วประเทศจัดงานวิ่งตลอดเวลา แจกหนังสือวิ่งเป็นแสนเล่ม ทำแบบนี้ยอดขายขึ้นไหม<br />
</strong>ยอดขายเราขึ้นตลอดอยู่แล้วเพราะเรามีบริการที่ดี มีสินค้าที่ดี มีกิจกรรมที่เปลี่ยนไปในแต่ละเดือน มาห้างแล้วเจออะไรแปลกๆ ตลอดเวลา แต่ถ้าคุณคิดว่าส่งเสริมการวิ่งแล้วจะทำให้ธุรกิจดี ผมว่าคิดผิดนะ เราต้องจริงใจ ความจริงใจของมนุษย์ต้องมี ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อหวังประโยชน์เข้าตัว ถ้าคิดแบบนั้นต้องเลิกจัดงานวิ่งเลยเพราะมันไม่ได้เงินนะ</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงสนุกกับการทำสิ่งที่ไม่ได้เงิน เพราะถึงโครงการสวอนเลคขายห้องได้หมดก็ยังขาดทุน<br />
</strong>พอเราทำธุรกิจหาเงินมาถึงจุดนึง มันเริ่มกลับมาคิดถึงตัวเองเวลาทำธุรกิจ ยอดขายเรามีกราฟสต็อก เรามีกราฟการเงิน เรามีกราฟ ถ้ากราฟบอกว่ามีสต็อกเยอะเกินไปไม่ดี เราก็ส่งคนไปแก้ ร่างกายเราก็มีกราฟนะ แต่เราไม่เคยดูกราฟตัวเอง เบาหวานสูงนะ ความดันสูงนะ คอเลสเตอรอลสูงนะ เราไม่เคยบริหารตัวนี้เลย เราฝากความหวังไว้กับหมอคนเดียว ไม่สนใจสุขภาพทั้งที่มันคือเรื่องจริงจังอาจถึงชีวิตนะ ผมถามหน่อยถ้าคุณป่วย ใครจะดูแลคุณ ลูกเหรอ ป่วยหลายๆ ปีก็อาจจะมาปีละครั้งสองครั้ง เพราะมันน่าเบื่อที่จะมาเห็นภาพเรานอน นั่นคือชีวิตจริง เราถึงต้องหันกลับมาดูว่าจะบริหารชีวิตยังไงให้อายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้วยังแข็งแรงอยู่ เราเคยป่วยมาแล้ว ชนะมาแล้ว มันเป็นความมหัศจรรย์ที่ชนะได้ด้วยความมุ่งมั่น เลยคิดว่าจะทำยังไงให้มีสถานที่ที่มีธรรมชาติที่ดีร่มรื่น มีต้นไม้ มีความสงบซึ่งถ่ายเทความสงบมาที่เราได้แล้วค่อยสร้างสวอนเลค ไม่ได้คิดจะทำใหญ่ขนาดนี้นะ</p>
<p><strong>อะไรทำให้คุณปลูกต้นไม้อย่างบ้าระห่ำขนาดนี้<br />
</strong>ในอดีตไม่เคยมองธรรมชาติ ไม่เคยคิดเรื่องปลูกต้นไม้เลย จนไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่านานาชาติ ท่านชยสาโรบอกว่าอาตมาปล่อยให้โยมนั่งเฉยๆ ครึ่งชั่วโมง ยังไม่ทันเทศน์ก็รู้สึกปล่อยวางแล้วเพราะได้เห็นต้นไม้เขียวๆ จิตใจก็ร่มรื่น วัดอื่นนั่งแล้วกระวนกระวายเพราะมีแต่วัตถุ ก็เลยคิดว่าอยากทำให้ที่ตรงนี้ซึ่งตอนแรกเป็นเขาหัวโล้นร่มรื่นขึ้นมา อยากสร้างสวรรค์ให้มนุษย์คิดเรื่องปลูกป่าก่อนสร้างคอนโด</p>
<p>ตอนแรกผมไม่ได้คิดเรื่องธุรกิจเลย ขุดทะเลสาบ 7 แห่งให้เก็บน้ำ นึกถึงต้นสาละลังกาที่พระพุทธเจ้าประสูติและปรินิพพานก็ไปหามาลง 300 กว่าต้น วางคอนเซปต์ให้ร่มรื่น ตอนแรกคิดว่าที่ดินทั้งหมด 200 ไร่น่าจะทำเป็นบ้านเดี่ยวหลังละไร่ แต่จำนวนคนที่มาใช้พื้นที่นี้จะน้อย เสียดาย เลยทำเป็นคอนโดฯดีกว่า มี 280 กว่ายูนิต</p>
<p><strong>ถ้าเทียบกับโครงการอื่นถือว่ามากหรือน้อย<br />
</strong>โครงการอื่นที่ดิน 12 ไร่ ก็มีสองสามร้อยห้องแล้ว แต่เรามีที่ 200 ไร่แต่ห้องเท่ากัน ราคาขายพอๆ กัน เราถูกกว่าบางโครงการด้วยซ้ำ</p>
<p><strong>ทำไมถึงไม่แพงกว่า<br />
</strong>ต้นทุนพวกนี้เราเอาไปคิดกับลูกค้าไม่ได้ โครงการทั่วไปไม่ค่อยลงทุนกับต้นไม้ มีแต่เราที่บ้าลงต้นไม้เป็นหมื่นต้น ราคาต้นละสองหมื่นไปจนถึงแสนบาท ค่าต้นไม้ก็ 800 ล้านบาทแล้ว ถนนทุกเส้น เราพยายามให้มีต้นไม้คลุมหมดเป็นอุโมงค์ต้นไม้ ไม่ให้ความร้อนไปลงที่ผิวถนน มีอุโมงค์ต้นไม้ยาว 4 กิโลเมตร มันก็ร่มรื่น ตอนนี้อุณหภูมิในโครงการเย็นกว่าข้างนอก 3 &#8211; 4 องศา ถ้าสร้างเสร็จน่าจะถึง 5 องศา มีทางจักรยาน 5 กิโลเมตร มีปลาคาร์ฟอยู่เป็นหมื่นตัว สายไฟเอาลงใต้ดินหมด แพงกว่าปกติ 4 เท่า ต้นทุนพวกนี้เราเอาไปบวกในค่าห้องไม่ได้หรอก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_5077.jpg" /></p>
<p><strong>ถ้าโครงการนี้ขอกู้เงินจากธนาคารจะผ่านไหม<br />
</strong>ไม่ผ่านแน่ๆ (หัวเราะ) เพราะมันลงทุนเยอะไป โอกาสเจ๊งสูง ขายหมดยังไม่คุ้มทุนเลย โครงการแบบนี้อีก 30 &#8211; 40 ปีก็ไม่มีใครบ้าทำหรอก</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงบ้าทำ<br />
</strong>มันตัดสินด้วยใจ ไม่ใช่ความคุ้มทุนทางธุรกิจ คนที่มาอยู่ได้จะเข้าใจว่าชีวิตไม่ใช่การดิ้นรนหาเงินอย่างเดียว ยังมีความสงบทางใจให้ดิ้นรนไขว่คว้าด้วย เราใช้เวลาทำสิบกว่าปี ทำด้วยความอิ่มเอิบ พยายามส่งต่อความอิ่มเอิบนั้น เมื่อถึงเวลาที่เรามีแล้วก็ควรให้บ้าง ถ้าเราเป็นผู้ให้แล้วความสุขมันจะทำร้ายเราได้ยังไง ผมบอกลูกค้าว่าซื้อไปเถอะ นี่คือมรดกที่ดีที่สุดที่จะมอบให้ลูกหลาน</p>
<p><strong>ความรู้สึกตอนนี้ต่างจากตอนทำห้างไหม<br />
</strong>ตอนทำโรบินสันมีแต่ต้องชนะ ไม่ชนะเราตาย เพราะว่าทุนเราน้อย เหมือนพระเจ้าตากต้องยึดเมืองให้ได้ แพ้ไม่ได้ แต่ที่นี่ทำด้วยความสุนทรีย์ ทำด้วยความรู้สึกให้ อยากให้คนได้คำนึงถึงคุณภาพชีวิตจริงๆ ไม่ว่าคุณจะใหญ่โตแค่ไหน คุณก็หนีไม่พ้นคุณภาพชีวิตของคุณเอง เราพยายามสื่อถึง 4 อ.<br />
อากาศที่ดี อาหารที่ดี ออกกำลังกาย แล้วก็อารมณ์ ได้เห็นธรรมชาติของต้นไม้ เห็นน้ำ เห็นหงส์ เห็นเมฆ ซึ่งคุณอาจจะไม่ได้เห็นที่กรุงเทพฯ</p>
<p><strong>ทำไมถึงสนใจเรื่องความสงบภายใน<br />
</strong>มนุษย์เราทุกวันนี้ขาดเยอะนะ เราสร้างแต่ความโลภ โทสะ เอาใจตัวเอง เห็นแก่ตัว คุณเคยคิดไหมว่าจะหันมาดูจิต ถ้าจิตคุณมีปัญหาจะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายคุณอ่อนแอ ร่างกายต้องเคลื่อนไหวถึงแข็งแรง แต่จิตต้องนิ่ง แต่ทุกวันนี้เราปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านตลอด เราไม่ค่อยเห็นเพราะจิตเป็นนามธรรม เห็นแต่กาย</p>
<p><strong>การทำสวอนเลคทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง<br />
</strong>ความงกลดลง (หัวเราะ) ผมอยากทำทางจักรยานใต้ต้นไผ่ยาวร้อยกว่าเมตร ทีมงานคำนวณราคาว่าล้านเจ็ด ตอนแรกผมคิดว่าเขาคิดราคาผิดนะ (หัวเราะ) แล้วนี่ยังมีทางจักรยานรอบพื้นที่อีก แต่ไม่เป็นไร ผมมองภาพไปที่ภาพสุดท้ายว่าอยากให้ครอบครัวที่อยู่ที่นี่มีความสุข ลูกหลานได้วิ่งเล่น ดูสัตว์ตามสนามแล้วก็มีความสุขกับชีวิต เราเห็นแล้วก็มีความสุขตาม เห็นต้นไม้ออกดอกออกผลก็มีความสุข</p>
<p><strong>ชีวิตในวัย 70 ปีคืออะไร<br />
</strong>ความเบิกบาน แนวคิดในการใช้ชีวิตของผมคือ easy and simple ทำอะไรให้มันง่ายๆ ไม่มีเงื่อนไข ถ้าโทรมาแล้วผมไม่รับสาย ไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมจะโทรกลับ ถ้ามีคนชวนไปไหน ไปก็บอกไป ไม่ไปก็บอกไม่ไป ไม่ใช่ต้องไปหากลยุทธ์มาพูดถนอมน้ำใจ ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ ขอดูตารางงานก่อน ขอเลื่อนงานก่อนแล้วค่อยบอกว่าไปไม่ได้ มันทำให้คนอื่นเขาจัดตารางชีวิตยากไปด้วย ไม่ไปก็บอกไม่ไปเท่านั้นเอง คุณว่าง่ายกว่าไหมล่ะ</p>
<p><em><strong><br />
ภาพ</strong> ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-37/">มานิต อุดมคุณธรรม : นักธุรกิจผู้ลงทุนปลูกป่าด้วยความบ้าแต่น่ารัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-37/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-77/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-77/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2017 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะสมุย]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินสู่อิสรภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวล เพ็งจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-77/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในระหว่างที่เดินมีคนมองว่าอาจารย์เป็นคนบ้าเยอะไหมครับ คนในเมืองมากว่าครึ่งคงคิดว่าผมเป็นคนบ้า เนื้อตัวสกปรกเพราะน้ำไม่ค่อยได้อาบ เหงื่อโทรม เหม็น หน้าตาดำคล้ำแดด สภาพแบบนี้เขาอาจจะคิดว่าผมเป็นไม่ปกติ ผมกลับพบว่ามันมีความรู้สึกที่ดีนะ เช่น ผมเดินไปบนถนนแล้วมีวันรุ่น 3 คนขี่มอเตอร์ไซค์มาทำเสียงบรึ้นๆ เสียงดังใส่ผม ผมก็ต้องทำตัวเป็นคนบ้า ถ้าผมบอกว่าผมไม่บ้า อย่ามาแกล้ง เขาก็คงผิดหวัง อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เดินอยู่ข้างถนนกับคนเร่ร่อนต่างกันตรงไหนครับ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ มนุษย์มีเครื่องประดับอาภรณ์ทางสังคม เรามียูนิฟอร์มรูปแบบต่าง ๆ มาสวมใส่ จึงทำให้มนุษย์คนหนึ่งเป็นข้าราชการ มนุษย์คนหนึ่งเป็นพ่อค้า คนหนึ่งมีอำนาจ คนหนึ่งไม่มีอำนาจ ผมต้องการเป็นมนุษย์เฉยๆ ผมเชื่อว่าความเป็นมนุษย์มันสื่อสารกันได้ แต่เราสื่อสารกันไม่ได้เพราะคนหนึ่งเป็นพ่อค้า อีกคนเป็นลูกค้า แล้วเราก็คิดเอาประโยชน์จากกันและกัน คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คอยปราบปรามผู้ร้าย ถามว่าต่างกันตรงไหน ผมก็แยกความแตกต่างไม่ได้ แต่ประเด็นก็คือทันทีที่เราไม่มีตำแหน่งแห่งหน ไม่มีเครื่องประดับทางสังคม เรามีเนื้อตัวล่อนจ้อนทางสังคมมันทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ ถ้าผมแสดงความเป็นอาจารย์ก็หวังว่าจะได้ความเคารพจากผู้อื่นในสังคม ผมแสดงความเป็นผู้มีความรู้ก็หวังว่าจะได้การยอมรับในแง่ความคิดความเชื่อของผม แต่วันหนึ่งที่ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย ผมกลับพบว่ามันมีความงดงามในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ผมพบกับสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนเก็บขยะอยู่ริมถนน เขาเห็นผมโทรมกว่าเขาอีก แล้วก็รู้ว่าผมหิว เขาเลยบอกว่าจะซื้อข้าวให้ลุง ผมก็บอกไม่ต้องหรอก เขาก็บอกมีตังค์ เอาออกมาให้ดูด้วย แล้วเขาก็พอผมไปที่ร้านอาหารสั่งแบบที่เป็นเพิง เขาสั่งข้าวผัดให้ผม แต่เขาไม่กินเพราะวันนั้นเป็นวันพระ เขากินเจ ในขณะที่ผมนั่งกินข้าว ภรรยาก็คุยกับสามีว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-77/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในระหว่างที่เดินมีคนมองว่าอาจารย์เป็นคนบ้าเยอะไหมครับ</strong></p>
<p>คนในเมืองมากว่าครึ่งคงคิดว่าผมเป็นคนบ้า<br />
เนื้อตัวสกปรกเพราะน้ำไม่ค่อยได้อาบ เหงื่อโทรม เหม็น หน้าตาดำคล้ำแดด<br />
สภาพแบบนี้เขาอาจจะคิดว่าผมเป็นไม่ปกติ ผมกลับพบว่ามันมีความรู้สึกที่ดีนะ เช่น<br />
ผมเดินไปบนถนนแล้วมีวันรุ่น 3 คนขี่มอเตอร์ไซค์มาทำเสียงบรึ้นๆ เสียงดังใส่ผม<br />
ผมก็ต้องทำตัวเป็นคนบ้า ถ้าผมบอกว่าผมไม่บ้า อย่ามาแกล้ง เขาก็คงผิดหวัง</p>
<p><strong>อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เดินอยู่ข้างถนนกับคนเร่ร่อนต่างกันตรงไหนครับ</strong></p>
<p>นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ<br />
มนุษย์มีเครื่องประดับอาภรณ์ทางสังคม เรามียูนิฟอร์มรูปแบบต่าง ๆ มาสวมใส่<br />
จึงทำให้มนุษย์คนหนึ่งเป็นข้าราชการ มนุษย์คนหนึ่งเป็นพ่อค้า คนหนึ่งมีอำนาจ<br />
คนหนึ่งไม่มีอำนาจ ผมต้องการเป็นมนุษย์เฉยๆ ผมเชื่อว่าความเป็นมนุษย์มันสื่อสารกันได้<br />
แต่เราสื่อสารกันไม่ได้เพราะคนหนึ่งเป็นพ่อค้า อีกคนเป็นลูกค้า<br />
แล้วเราก็คิดเอาประโยชน์จากกันและกัน คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คอยปราบปรามผู้ร้าย<br />
ถามว่าต่างกันตรงไหน ผมก็แยกความแตกต่างไม่ได้ แต่ประเด็นก็คือทันทีที่เราไม่มีตำแหน่งแห่งหน<br />
ไม่มีเครื่องประดับทางสังคม<br />
เรามีเนื้อตัวล่อนจ้อนทางสังคมมันทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ ถ้าผมแสดงความเป็นอาจารย์ก็หวังว่าจะได้ความเคารพจากผู้อื่นในสังคม<br />
ผมแสดงความเป็นผู้มีความรู้ก็หวังว่าจะได้การยอมรับในแง่ความคิดความเชื่อของผม<br />
แต่วันหนึ่งที่ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย<br />
ผมกลับพบว่ามันมีความงดงามในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน</p>
<p>ผมพบกับสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนเก็บขยะอยู่ริมถนน<br />
เขาเห็นผมโทรมกว่าเขาอีก แล้วก็รู้ว่าผมหิว เขาเลยบอกว่าจะซื้อข้าวให้ลุง<br />
ผมก็บอกไม่ต้องหรอก เขาก็บอกมีตังค์ เอาออกมาให้ดูด้วย แล้วเขาก็พอผมไปที่ร้านอาหารสั่งแบบที่เป็นเพิง<br />
เขาสั่งข้าวผัดให้ผม แต่เขาไม่กินเพราะวันนั้นเป็นวันพระ เขากินเจ<br />
ในขณะที่ผมนั่งกินข้าว ภรรยาก็คุยกับสามีว่า พ่อ เพราะวันนี้เราถือศีลกินเจ<br />
เราเลยมีบุญได้พบลุง ได้ให้อาหารแก่ลุง ผมกลืนข้าวเกือบไม่ลงเลย<br />
คำพูดของเขามันง่ายๆ แต่สะเทือนใจมาก ผมบอกว่า ผมต่างหากที่ควรจะพูดว่า<br />
เพราะวันนี้ผมไม่มีสตางค์ ไม่มีเกียรติ ไม่มีสถานะทางสังคม<br />
ผมจึงมีบุญได้พบกับคุณทั้งสอง มีบุญได้กินอาหารที่คุณให้ ผมกินข้าวไปน้ำตาไหลไป<br />
นี่ไง คือความงดงามของมนุษย์ มนุษย์ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมแต่งตัวโทรม เนื้อตัวสกปรก<br />
สังคมรังเกียจ แต่มีสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเขาก็ถูกสังคมรังเกียจเหมือนกัน<br />
เขาจึงไม่รังเกียจผม ให้อาหารผม แล้วยังบอกว่าเพราะเขามีบุญถึงได้พบผม<br />
มันเป็นอะไรที่มีความหมายเชิงอารมณ์สูงมาก</p>
<p><strong>อาจารย์ได้เรียนรู้อะไรจากคนที่ถูกจัดว่าเป็นชนชั้นล่างๆ ในสังคมบ้างครับ</strong></p>
<p>มนุษย์มีความงดงามอยู่ภายใน<br />
ผมยืนยันเลย แต่สังคมที่เราอยู่ร่วมกัน บางครั้งก็โหดร้ายและรุนแรง<br />
มนุษย์อยากมีเกียรติ แต่เราไม่ให้เกียรติเขา มนุษย์อยากรักผู้อื่น<br />
แต่เราก็ไปเกลียดชังรังเกียจเขา ผมไปขอพักที่วัดกำมะเชียร จังหวัดสุพรรณบุรี<br />
ที่นั่นผมได้พบกับไอ้น้อย เขาเป็นคนที่ไปขอข้าวสาร<br />
ไปขอน้ำพริกตาแดงของพระเอามาละลายน้ำร้อนแล้วไปหาผักมาต้มให้กิน การกระทำของเขาทำให้ผมไม่รู้จะพูดยังไง<br />
ผมมาจากโลกที่มีอำนาจ มีความคิดวิจิตรตระการ<br />
มีความคิดซับซ้อนที่เรียนเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่โลกของเขาง่ายมากเลย ชื่อจริงไม่มี<br />
บัตรประชาชนไม่มี มีคนพบไอ้น้อยเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่ที่ตลาดท่าช้าง ไม่รู้ใครเอามาทิ้งเอาไว้<br />
สุดท้ายเขาก็ได้มาอยู่ที่วัด เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน<br />
รู้แค่เขามีชีวิตอยู่ แล้วคอยรับใช้พระ เขามีชีวิตที่เรียบง่ายคล้ายเป็นคนปัญญาอ่อน<br />
ผมว่านี่คือชีวิตมนุษย์ที่งดงาม เป็นเนื้อตัวของมนุษย์จริงๆ<br />
ที่ไม่ได้มีอาภรณ์ตกแต่งเลย ผมเสียดายมาก<br />
ถ้าสังคมของเราไปทำให้ความงดงามของมนุษย์มันหม่นหมองหรือถูกปกปิด<br />
มนุษย์มีอาภรณ์ประดับกายมาก<br />
บางครั้งก็แย่งชิงอาภรณ์ประดับกายกันจนทำลายความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน<br />
เราแย่งชิงทรัพย์สินเงินทองที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคภายนอกเพราะกลัวว่าจะไม่มีกิน<br />
เราเลยเก็บไว้เยอะๆ เรากลัวจะมีอันตรายเบียดเบียนผู้อื่น<br />
นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคนชนชั้นล่างๆ ระดับที่นั่งขอทานอยู่ริมถนน</p>
<p><strong>มีเรื่องแย่ๆ จากการเดินทางครั้งนี้บ้างไหมครับ</strong></p>
<p>ถ้ามองในแง่แสวงหาการยอมรับ<br />
แสวงหาความสะดวกสบาย เรื่องแย่มีเยอะ เพราะเราถูกปฏิเสธ ไม่ถูกยอมรับ<br />
ถูกทำให้ตกต่ำ ต้องไปนอนคลุกฝุ่นกับหมาข้างถนน แต่ผมไม่ได้คิดไปแสวงหาการยอมรับ<br />
แสวงหาความสะดวกสบาย เมื่อไม่ได้คิดหวังเช่นนั้น เมื่อผมถูกปฏิเสธ<br />
บางครั้งผมขอบคุณด้วยซ้ำที่ทำให้ผมมีโอกาสเช่นนี้ เช่น<br />
ผมได้นอนในศาลาที่ติดกับเมรุเผาศพ เป็นช่วงที่หมากำลังติดสัดพอดี<br />
กลางคืนหมาตัวเมียตัวผู้ฝูงหนึ่งมันก็มาผสมพันธุ์กัน มันเห่า มันกัดกัน<br />
แล้วก็มากัดกันในศาลาที่ผมนอน กัดกันจนมากระแทกผมเลยนะ เหมือนผมเป็นหมาตัวหนึ่ง<br />
ตอนแรกผมนึกจะไปไล่มัน ผมเหนื่อยอยากนอน แต่ผมก็คิดได้ว่า<br />
มันเป็นหน้าที่ของหมาที่ต้องสืบพันธุ์กันไม่ให้สูญเผ่าพันธุ์<br />
แล้วก็เป็นหน้าที่ของผมเหมือนกันที่ต้องเข้าใจและเห็นใจหมา ปีหนึ่งหมามีฤดูนี้สั้นๆ มนุษย์เรามีฤดูนี้ทั้งปี เรายังไม่เห็นใจกันเลย (หัวเราะ)</p>
<p><strong>มีคนจำนวนมากออกเดินทางเพื่อแสวงหาตัวตนของตัวเอง<br />
ทำไมเราถึงเจอตัวตนของตัวเองได้จากการเดินทางละครับ</strong></p>
<p>ตัวตนของเราไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่ตัวตนของเราเท่านั้น<br />
ตัวตนของเราคือความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย ซึ่งเราจะพบไม่ค่อยได้ถ้าเราอยู่ที่เดียว เราต้องไปหา ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ดี เราก็จะมีตัวตนที่งดงาม<br />
ถ้าเรามีคนที่รักกันพึงพอใจกัน เราก็จะมีชีวิตที่งดงามที่น่าอยู่ต่อไป<br />
แต่ถ้าอยู่กับคนที่เราเกลียดเขา เขาเกลียดเรา ความโกรธแค้นมันเร่าร้อน<br />
ถ้าฆ่าเขาได้ก็อยากฆ่า แต่ถ้าฆ่าไม่ได้ก็ฆ่าตัวเองดีกว่า ตัวตนที่สวยงามมันจึงตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่นๆ</p>
<p><strong>ภรรยาของอาจารย์คิดยังไงบ้างครับกับการเดินครั้งนี้</strong></p>
<p>ภรรยาผมเป็นห่วงมาก<br />
แต่ว่าเราไม่ได้ทำในทันทีทันใด ภรรยาผมรู้ว่าชีวิตที่ผ่านมานั้น เราอยู่กันอย่างไร<br />
มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างไร เธอจึงเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกปรารถนาของผมมาตลอด<br />
ผมพูดเสมอว่าผมจะไม่ทำอะไรที่ผมทำแล้วมีความสุข แต่ภรรยาผมมีความทุกข์<br />
ถึงผมจะไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ผมก็ยอม การลาออกจากราชการก็เช่นกัน<br />
ผมให้ภรรยาเป็นคนตัดสินว่าเมื่อไหร่ เพราะผมพร้อมจะออก ณ วินาทีไหนก็ได้<br />
แต่เธอพร้อมที่จะรับสภาพเมื่อไหร่ว่าสามีคนหนึ่งเหลวไหลหรือยังไงก็ไม่รู้ล่ะ<br />
ผมไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ถ้าภรรยาไม่อนุญาตและไม่มีความสุขกับการกระทำของผม</p>
<p>วันหนึ่งเราแวะไปซื้อสลัดผักที่ตลาด<br />
เราเคยไปซื้อหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยคุยกับน้องผู้หญิงที่เป็นคนขาย<br />
วันนั้นเธอถามเราว่า พี่ไปไหนมา ไม่เห็นแวะมาที่นี่หลายวัน ผมก็ตกใจ เพราะก่อนหน้านี้ผมกับภรรยาเพิ่งไปเที่ยวพม่ามันมาสิบกว่าวัน<br />
ผมถามเธอว่ารู้ได้ยังไง คำพูดของน้องผู้หญิงคนนี้คือ น้องยืนดูพี่ทั้งสองทุกวัน<br />
เวลาที่พี่เดินจับมือกันเข้ามาแล้วจับมือกันออกไป หนูมีความสุขมาก<br />
คำพูดเขาง่ายมากเลยนะ พอเราเดินออกมาถึงลานจอดรถ ผมจับมือภรรยาผมกำแล้วบอกว่าความรักไม่ใช่เรื่องส่วนตัว<br />
แต่เป็นความงดงามของชีวิต ถ้าเราทำให้มันปรากฏได้ วันนั้นเป็นวันเริ่มต้นเลยที่ภรรยาให้กำลังใจผม<br />
ทำให้เห็นว่าเราสามารถทำในสิ่งนี้ได้ด้วยความรักที่เรามีร่วมกัน<br />
เราต้องการให้คนเห็นว่า คนที่รักกันสามารถเกื้อกูลกันให้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้<br />
ด้วยเหตุผลนี้ภรรยาผมจึงมีความสุขที่ได้เห็นผมทำ</p>
<p><strong>อาจารย์เขียนอะไรในโปสการ์ดที่ส่งถึงภรรยาทุกวันบ้างครับ</strong></p>
<p>จริงๆ<br />
ผมเขียนได้ไม่ดีเพราะไม่มีสถานที่เหมาะจะเขียน<br />
บางวันก็นั่งข้างถนนชันเข่าขึ้นมาแล้วเขียนๆ บางวันผมไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟที่จะเขียน<br />
ก็ไม่ได้มีรายละเอียดมากเพราะเนื้อที่ในโปสการ์ดมันเล็ก<br />
ไม่สามารถที่จะพรรณนาความอะไรได้มาก<br />
วันนี้เดินจากไหนถึงไหนหรืออะไรที่รู้สึกได้ว่าเป็นความทรงจำที่ดีหรือไม่ดี<br />
ผมจะเล่าให้ฟัง ผมอยากให้เขาพบและประจักษ์แจ้งถึงความสำเร็จในเชิงจิตใจ<br />
เราตั้งเป้าหมายกันว่าเราจะร่วมเดินทางออกจากความรู้สึกหวงแหนเสียดายในสิ่งที่เรามีอยู่<br />
เราจะเดินออกจากความเกลียด ผมพยายามจะเน้นให้ภรรยาเห็นว่า<br />
วันนี้ผมข้ามพ้นอะไรบางสิ่งบางอย่างได้ เช่น ผมสามารถดีใจได้เมื่อรู้ว่าตัวเองลืมแปรงสีฟันกับยาสีฟันไว้ที่วัด ความดีใจนี้มันแสดงให้เห็นว่าเราเริ่มข้ามพ้นกับสิ่งที่ติดยึดที่มีอยู่ได้</p>
<p><strong>ที่อาจารย์บอกว่าพร้อมจะตายได้ในทุกขณะ อาจารย์ไม่ห่วงภรรยาหรือครับ</strong></p>
<p>เราเคยคุยกันว่า<br />
ชีวิตของทุกคนพร้อมจะแตกดับ ใครจะแตกดับก่อนใครไม่รู้<br />
ประเด็นไม่ใช่ว่าเราอยู่ร่วมกันนาน แต่อยู่ที่ช่วงเวลาที่เราอยู่ร่วมกัน เรามีคุณค่าความหมายของการได้อยู่ร่วมกันดีงามไหม<br />
ในสมุดบันทึกหน้าแรกของผมเขียนพุทธวนะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า<br />
แม้นจะมีชีวิตอยู่สักร้อยปี แต่จิตใจเราไม่ประจักษ์แสงอุดมธรรม<br />
(ภาวะธรรมชั้นสูงที่ทำให้จิตใจเราเบิกบาน) ก็สู้มีชีวิตอยู่เพียงราตรีเดียว<br />
แต่จิตใจได้สัมผัสรู้อุดมธรรม เราจะอยู่ด้วยกันกี่วันไม่สำคัญหรอก แต่ทุกๆ<br />
วันที่เราอยู่ เราควรจะมีความรัก ความรู้สึกดีๆ ต่อกัน<br />
อย่าปล่อยให้ความรู้สึกกังวล ระแวง สงสัย<br />
ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันเข้ามาทำลายความงดงามในการมีชีวิตคู่ ถ้าวันหนึ่งผมต้องตายก่อนหรือเธอต้องตายก่อน<br />
ผมว่าเราก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจว่าชั่วขณะที่เรามีชีวิตอยู่ร่วมกัน<br />
เรามีความรักต่อกันและกัน</p>
<p><strong>พอเดินทางถึงเกาะสมุยแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ</strong></p>
<p>จริงๆ<br />
ผมมีเจตนาจะอยู่สมุยอีกสัก 2 &#8211; 3<br />
วันเพื่อให้ซาบซึ้งกับบรรยากาศบ้านที่อยากจะกลับมา<br />
แต่น้าสาวผมบอกว่าให้ผมกลับทันทีเลยครับเพื่อให้ผมรีบกลับไปพบกับภรรยาให้เร็วที่สุด<br />
ในฐานะของผู้หญิงที่คงเห็นใจผู้หญิงด้วยกัน</p>
<p><strong>ความรู้สึกของการเดินเท้าไป 66 วัน กับการใช้เวลานั่งทัวร์กลับ 1 วัน<br />
ต่างกันยังไงบ้างครับ</strong></p>
<p>ต่างมากครับ<br />
สิ่งที่ผมปรารถนาเป็นอย่างยิ่งตอนนั่งรถขากลับก็คืออยากดูสถานที่ซึ่งผมเคยเดินผ่านด้วยความเหน็ดเหนื่อย<br />
เช่น ผมอยากดูจุดที่ผมยืนอยู่ตรงแยกสลกบาตรว่า ณ<br />
จุดนั้นผมเคยต่อสู้อย่างน่าหวั่นไหวมาก แต่รถทัวร์วิ่งเร็วจนสี่แยกสลกบาตรผ่านไปโดยผมไม่ได้ใคร่ครวญอะไรเลย<br />
ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่คิดว่าความเร็วเป็นเป็นความดี บางทีก็ไม่เสมอไป<br />
หลายครั้งความเร็วทำให้เราสูญเสียโอกาสในการใคร่ครวญพิจารณารายละเอียดบางประการ<br />
หรือเสียโอกาสในการมองเห็นความงดงามบางสิ่ง จริงๆ<br />
แล้วความช้าเป็นความดีและความงามได้</p>
<p>ตอนเดินลงจากอินทนนท์ผมพบว่า<br />
ผมคิดถึงชีวิตขาลง หลังจากผ่านวัยกลางคนแล้วชีวิตผมตอนนี้เหมือนชีวิตขาลงเป็นชีวิตที่น่ากลัว<br />
ไม่น่าประทับใจ ผมพบว่าไม่ใช่ ในชีวิตขาลง ถ้าเราลงเป็น มันจะเป็นชีวิตที่งดงาม<br />
เป็นชีวิตที่ทำให้เรามีโอกาสได้ใคร่ครวญเพ่งพินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างละเอียด<br />
แล้วในการพิจารณาอย่างละเอียดนั้นจะพบความงดงามของชีวิต<br />
เมื่อก่อนเราเคยคิดว่าดอกไม้ที่งามคือดอกไม้ที่มันเบ่งบาน<br />
แต่มาวันนี้ผมกลับพบว่าดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาแล้วก็มีความงดงามไม่น้อยกว่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน<br />
มันบอกอะไรเราเยอะมากเลย เมื่อใดก็ตามที่จิตของเราสัมผัสความงามของดอกไม้ได้ทั้งยามผลิ<br />
ยามบาน กระทั่งยามที่มันร่วงโรย นั่นแสดงว่าเราเข้าถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่แล้ว<br />
เราสามารถเบิกบานชีวิตของเราได้ทั้งยามหนุ่ม ยามกลางคนและยามแก่</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 79 </em><em>มีนาคม </em><em>2550)</em></p>
<p><em><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-75">ตอนที่ 1</a><em><br />
</em><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-76">ตอนที่ 2</a><em><br />
</em><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-78">ตอนที่ 4</a><em><br />
</em></p>
<p><em><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-77/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-77/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-76/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-76/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวล เพ็งจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะสมุย]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินสู่อิสรภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-76/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาจารย์เชื่อว่าเราสามารถหาคำตอบที่ยิ่งใหญ่ได้จากการเดินทาง ผมไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นอะไรที่ดีเลิศหรือว่าวิเศษกว่าคนอื่น นี่เป็นการกระทำของมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เวลาเราไปเที่ยว เราผ่านไปแต่ละที่ ถ้าเราเพ่งมองมันดีๆ เราจะเกิดความรู้ แต่ถ้าเราไม่เพ่งมองมัน มันจะผ่านไปแล้วก็ผ่านไป ผมไม่อยากให้ชีวิตนี้ผ่านแล้วผ่านเลย ผมเลยใช้คำว่าเดินสู่การเปลี่ยนผ่าน ผมเชื่อว่าชีวิตที่ผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ถ้าเราเรียนรู้ดีๆ มันมีบทเรียนมีคุณค่า และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำด้วยความรู้สึกเพียงว่า ถ้าผมทำได้สำเร็จ คนที่อยู่ใกล้ชิดติดกับผมก็จะได้แบ่งปันความรู้สึกดีๆ นั้นด้วย ถ้าผมมีความสามารถที่จะรู้จักคนมากก็แบ่งปันได้มาก ผมตั้งใจเพียงว่าอยากเรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจผมอย่างซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่อปฏิญญาของตัวเองว่านี่คือการเรียนรู้ครั้งใหญ่ในชีวิต เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ครั้งที่สาม ซึ่งคงเป็นครั้งสุดท้าย ชีวิตผมอาจจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว คนอินเดียบอกว่าคนเราต้องมีขั้นตอนของชีวิต ชีวิตผมกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการสละที่เรียกว่า วนปรัส หมายความว่าออกจากบ้านไปอยู่ป่า แต่ความจริงก็คือออกจากวังวนของสังคมที่มีเกียรติยศชื่อเสียง การครอบครอง ไปสู่การสละ ผมกำลังไปสู่ทางนี้ การเดินทางไกลขนาดนี้ตอนอายุ 50 ปี ถือว่าช้าไปไหมครับ ผมว่าน่าจะพอดี ถ้ารอให้เกษียณ ผมว่ามันจะประมาทเกินไป ตอนนั้นเราอาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ถ้าเร็วกว่านี้ก็ไม่มีความพร้อมด้านจิตใจ ด้านสังคม ทำไปก็ไม่ได้ผล ผมว่ามันน่าจะพอดีสำหรับชีวิตผม แต่ไม่ได้หมายความว่านี่เกณฑ์มาตรฐานของทุกคนนะ ระยะทางจากเชียงใหม่ถึงเกาะสมุยก็ไม่ใช่ปัญหา ในขณะที่เดิน ผมไม่คิดอะไรเลย ถ้าคิด มันจะมีสิ่งปรุงแต่งเข้ามา ทำให้เรารู้สึกเรื่องเร็วช้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-76/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อาจารย์เชื่อว่าเราสามารถหาคำตอบที่ยิ่งใหญ่ได้จากการเดินทาง</strong></p>
<p>ผมไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นอะไรที่ดีเลิศหรือว่าวิเศษกว่าคนอื่น<br />
นี่เป็นการกระทำของมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เวลาเราไปเที่ยว<br />
เราผ่านไปแต่ละที่ ถ้าเราเพ่งมองมันดีๆ เราจะเกิดความรู้ แต่ถ้าเราไม่เพ่งมองมัน<br />
มันจะผ่านไปแล้วก็ผ่านไป ผมไม่อยากให้ชีวิตนี้ผ่านแล้วผ่านเลย<br />
ผมเลยใช้คำว่าเดินสู่การเปลี่ยนผ่าน ผมเชื่อว่าชีวิตที่ผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นความสุข<br />
ความทุกข์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ถ้าเราเรียนรู้ดีๆ มันมีบทเรียนมีคุณค่า<br />
และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำด้วยความรู้สึกเพียงว่า ถ้าผมทำได้สำเร็จ คนที่อยู่ใกล้ชิดติดกับผมก็จะได้แบ่งปันความรู้สึกดีๆ นั้นด้วย ถ้าผมมีความสามารถที่จะรู้จักคนมากก็แบ่งปันได้มาก</p>
<p>ผมตั้งใจเพียงว่าอยากเรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจผมอย่างซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่อปฏิญญาของตัวเองว่านี่คือการเรียนรู้ครั้งใหญ่ในชีวิต<br />
เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ครั้งที่สาม ซึ่งคงเป็นครั้งสุดท้าย<br />
ชีวิตผมอาจจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว<br />
คนอินเดียบอกว่าคนเราต้องมีขั้นตอนของชีวิต<br />
ชีวิตผมกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการสละที่เรียกว่า วนปรัส<br />
หมายความว่าออกจากบ้านไปอยู่ป่า แต่ความจริงก็คือออกจากวังวนของสังคมที่มีเกียรติยศชื่อเสียง<br />
การครอบครอง ไปสู่การสละ ผมกำลังไปสู่ทางนี้</p>
<p><strong>การเดินทางไกลขนาดนี้ตอนอายุ 50 ปี ถือว่าช้าไปไหมครับ</strong></p>
<p>ผมว่าน่าจะพอดี<br />
ถ้ารอให้เกษียณ ผมว่ามันจะประมาทเกินไป ตอนนั้นเราอาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ<br />
ถ้าเร็วกว่านี้ก็ไม่มีความพร้อมด้านจิตใจ ด้านสังคม ทำไปก็ไม่ได้ผล<br />
ผมว่ามันน่าจะพอดีสำหรับชีวิตผม แต่ไม่ได้หมายความว่านี่เกณฑ์มาตรฐานของทุกคนนะ</p>
<p><strong>ระยะทางจากเชียงใหม่ถึงเกาะสมุยก็ไม่ใช่ปัญหา</strong></p>
<p>ในขณะที่เดิน<br />
ผมไม่คิดอะไรเลย ถ้าคิด มันจะมีสิ่งปรุงแต่งเข้ามา ทำให้เรารู้สึกเรื่องเร็วช้า<br />
ไกลใกล้ แต่ถ้าเราไม่คิด อย่าว่าแต่พันเลย หมื่นกิโลผมก็สามารถเดินได้<br />
นักเรียนถามผมว่าไม่เหนื่อยหรือที่เดิน ผมบอกว่าไม่<br />
ไม่เหนื่อยไม่ได้แปลว่าไม่ลำบากนะ ลำบาก แต่ผมไม่รู้สึกเหนื่อยยากจนต้องเลิก<br />
เพราะผมไม่ได้ทำอะไรที่มากไปกว่าการเดินทีละก้าว</p>
<p><strong>ก่อนออกเดินทาง อาจารย์ประเมินว่าเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้คืออะไรครับ</strong></p>
<p>ตาย<br />
นี่คือสิ่งที่ผมประเมินไว้แล้วและทำใจไว้แล้ว<br />
เป็นไปได้ที่ผมอาจจะเดินไปแล้วอาจจะเป็นลมตายเพราะเหนื่อยมาก แต่ผมไม่พูดสิ่งนี้กับคนอื่น<br />
เพราะมันจะไปสร้างการคิดปรุงแต่งของเขาขึ้นมา ผมอธิษฐานจิตก่อนเดินว่าจะใช้ร่างกาย<br />
จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ทั้งหมดที่มีเพื่อการเรียนรู้ ถ้าชีวิตจะจบลง ณ<br />
จุดใดจุดหนึ่ง ก็เป็นการจบลงด้วยจิตใจที่ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น<br />
ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่เราคิด</p>
<p>ผมยังจำภาพได้<br />
2 ครั้งที่ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น ครั้งแรกตอนที่ผมเดินขึ้นดอยอินทนนท์<br />
พอเราเดินขึ้นที่สูง จิตใจเราสู้ก็จริง แต่ร่างกายมันสู้ไม่ได้<br />
เท้าที่เคยก้าวได้ตามปกติมันหนักอึ้ง ผมรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย ใจมันสั่น จะอาเจียน หายใจไม่ออก เหงื่อโทรม เย็นสันหลังวูบ<br />
ยืนไม่ไหวก็ล้มตัวลงนอน ตั้งใจว่าชีวิตนี้พอแค่นี้ แต่พอเรานอนลงไปมันก็เริ่มคลาย<br />
ร่างกายก็เริ่มอุ่นขึ้น</p>
<p>ผมเคยขึ้นดอยอินทนนท์มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง<br />
แต่วันที่ผมเดินขึ้น<br />
ผมรูเลยว่าผมบรรลุเป้าหมายที่ไม่ใช่แค่เพียงยอดดอยซึ่งเป็นพื้นที่ทางกายภาพ<br />
ตอนที่ผมเดินขึ้นถึงยอดดอย มันมีความรู้สึกดีกับการกระทำครั้งนี้มาก<br />
เพราะผมสามารถก้าวผ่านแรงกดดันของจิตใจที่มีความกลัว กังวลว่าจะตาย จะพิการ<br />
การเดินเลยเป็นเหมือนวิถีศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เราบรรลุเป้าหมายทั้งในส่วนของทางกายภาพและจิตใจ</p>
<p>เหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งที่ราชบุรี<br />
ผมเดินบนถนนเพชรเกษมซึ่งมีรถเยอะ แล้วผมขาดน้ำ หูอื้อ หน้ามืดจะเป็นลม<br />
ผมก็คิดว่าชีวิตกำลังจะจบแล้ว ผมก็ถือคติทำใจให้เบิกบานผ่องใสอย่าไปยึดมั่นถือมั่น<br />
ทำใจว่าชีวิตนี้พอแค่นี้ ที่ผ่านมาทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นสิ่งที่เราได้มาอย่างมหัศจรรย์แล้ว<br />
แต่ปรากฏว่าไม่ตายอีก (หัวเราะ)</p>
<p><strong>ขอโทษนะครับ ถ้าบังเอิญว่าชีวิตของอาจารย์จบลงตรงนั้นจริงๆ<br />
อาจารย์คิดว่าคุ้มไหมครับกับสิ่งที่ได้รับกลับมา</strong></p>
<p>คุ้ม<br />
วูบหนึ่งที่จิตคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย ผมนึกถึงคำพูดของหลวงปู่ดุลย์ อตุโลท่านเคยกล่าวเตือนสติพระภิกษุรูปหนึ่งที่อาพาธหนักใกล้จะมรณภาพว่าที่เราปฏิบัติธรรมกันมาทั้งก็เพื่อจะนำมาใช้<br />
ณ วันนี้ ขอให้ทำใจให้ว่าง อย่ายึดมั่น ปล่อยวาง<br />
เป็นคำพูดที่ง่ายมากที่ใครก็พูดได้ แต่วันที่ผมอยู่บนถนนเพชรเกษม<br />
แล้วรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสิ้นใจตาย คำพูดนี้ก็ดังขึ้นในใจผมเลย มันใช่เลย<br />
ผมว่าคุ้มนะที่เราได้เจอเหตุการณ์ ได้เจอสภาวะของความรู้สึกมากกมาย หลายเรื่องผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นเช่นนี้<br />
มันจะมีอารมณ์ที่ดีงามได้มากขนาดนี้</p>
<p>ผมไปขออาศัยนอนในวัด<br />
พระท่านก็ให้นอนในศาลาซึ่งมีหมาอยู่เต็มเลย มันเห่าไม่ยอมให้ผมเข้าไป<br />
ผมรู้สึกว่าการเดินทางของผมไม่ควรจะเบียดเบียนคนแล้วผมไม่ควรจะเบียดเบียนการนอนอย่างเป็นสุขของหมาขี้เรื้อนพวกนี้<br />
ผมเลยนอนอยู่ริมศาลา ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อดึกมาก จำว่าได้กลิ่นเหม็นคาวๆ<br />
เหม็นมาก แล้วก็มีอะไรมากระทุ้งสีข้างผม ผมเอามือไปลูบดู<br />
มันเป็นหมาขี้เรื้อนทั้งซ้ายทั้งขวาเลย ผมดีใจมากเพราะมันไม่รังเกียจผมแล้ว<br />
ผมมีความสุขมากที่ผมยังมีชีวิตอยู่ทำให้หมาขี้เรื้อนได้มาอิงอาศัยไออุ่นจากตัวผม<br />
เวลาผมเอามือไปลูบหนังที่ไม่ค่อยมีขนของมันแล้วมันพอใจ<br />
ผมรู้สึกเลยว่าได้สัมผัสโลกที่สวยงามมาก มันมีความหมายที่ดีกับชีวิต ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดเพียงแค่ผมได้สัมผัสกับอารมณ์แบบนี้<br />
บรรยากาศแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว คุ้มค่าแล้ว หลังจากนี้มันจะเป็นอะไรก็ช่างมัน<br />
เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเป็นมนุษย์ก็คือเราสามารถมีความสุขร่วมกันได้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ</p>
<p><strong>ทำไมอาจารย์ถึงตั้งกฎเกณฑ์ให้กับตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินตลอดการเดินทางล่ะครับ</strong></p>
<p>เงินเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการครอบครอง<br />
ถ้าผมต้องการจะศึกษาเรียนรู้อะไรบางอย่าง ผมไม่ควรมีเงิน<br />
ถ้ามีเงินก็เท่ากับผมไม่ได้เผชิญอะไรเลย ผมยังใช้เงินเป็นอุปกรณ์ดำรงชีวิต<br />
เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ผมเรียนรู้ได้มากเลย ถ้ามีเงินแล้วผมอ่อนแอ ที่จังหวัดกำแพงเพชร ผมเจอนักศึกษาที่เคยจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
เขามีน้ำใจกับผมมาก ก่อนจะจากผมไปแอบเอาเงิน<br />
200 บาทใส่ในเป้ผม จะทิ้งเงินก็ไม่ใช่เรื่อง ผมก็เลยเก็บไว้ในเป้<br />
ตอนที่ผมเดินผ่านแยกสลกบาตรที่จังหวัดกำแพงเพชรในช่วงบ่าย<br />
ผมหยุดคุยกับคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่หน้าร้านขายของมีตู้แช่เครื่องดื่ม<br />
วันนั้นผมไม่ได้กินน้ำมาตั้งแต่เช้า ผมหิวน้ำมาก อยากกินน้ำมากที่สุดในชีวิตเลย<br />
จนผมเดินไปที่หน้าตู้แช่ คิดจะเอาน้ำสักขวดมาดื่ม เพราะผมมีเงินในเป้<br />
แต่ช่วงที่ผมยืนอยู่หน้าตู้<br />
ผมคิดได้ว่าเราไม่ควรทำเช่นนั้นแล้วผมก็รีบเดินออกมาจากร้าน<br />
ผมก็รู้เลยว่าทันทีที่มีอยู่ในใจทำให้อ่อนแอ ไม่สามารถต่อสู้กับแรงบีบคั้นอะไรได้<br />
เงินมันมีอะไรที่มหัศจรรย์มาก สุดท้ายผมก็เอาเงินนี้ไปให้ขอทานที่อำเภอลาดยาว<br />
เขามีความสุขมาก เงินไม่มีค่าสำหรับผม แต่มีค่ามากสำหรับเขา</p>
<p><strong>แล้วที่อาจารย์ก็ยังตั้งใจว่าจะไม่พบกับคนรู้จักด้วย</strong></p>
<p>เรื่องคนรู้จักผมเข้าใจว่ามันทำให้เราไม่ดิ้นรน<br />
ไม่อดทน ไม่เข้มแข็งพอที่จะสร้างมิตรภาพใหม่<br />
เหมือนเราไม่อยากออกจากผ้าห่มอันอบอุ่น เพราะกลัวความหนาวของข้างนอก<br />
ทันทีที่เราไม่มีเงิน ไม่มีคนรู้จัก ผมพบเลยว่ามนุษย์เราแสนงดงาม<br />
แต่มนุษย์เราทุกคนมักมีความกลัว ความระแวง สังคมที่เราอยู่ทำให้คิดเช่นนั้น เช่น<br />
เขาระแวงว่าจะมีอันตรายต่อเขา กลัวว่าเราจะนำมาซึ่งเหตุอันลำบากของชีวิตเขา<br />
ช่วงที่เดินผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านเขาดีกับผมมาก เมื่อรู้ว่าไม่มีอาหาร ไม่มีที่พัก<br />
เขาก็หาให้ สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่ แต่เมื่อเรามีเงินมีคนรู้จักซะแล้ว เงินและคนรู้จักมันไม่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสอะไรนอกไปจากที่เราคิด<br />
ผมพูดกับคนที่ให้อาหารผมกินทุกครั้งว่า อาหารมื้อนี้ผมจะจำไปตลอดนะ<br />
ผมจำได้ว่าผมนั่งอยู่ริมแม่น้ำปิงที่จังหวัดตาก ก็มีเด็กๆ มาซักถาม พูดคุย<br />
แล้วก็มีผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งเข้ามายืนฟังด้วย เด็กถามว่าลุงกินอะไร กินข้าวที่ไหน<br />
ผมก็บอกมีอะไรให้ก็กิน ไม่มีใครให้ก็ไม่เป็นไร พอแกรู้ว่าผมหิวและยังไม่กินข้าว<br />
แกบอกว่า อย่าเพิ่งไปไหนนะ อยู่ที่นี่ก่อน แกก็เดินจากไปแล้วกลับมาพร้อมกับจานข้าว<br />
บอกว่ารอก่อนนะ ได้ข้าวแล้ว เดี๋ยวไปหาแกงมาให้ แกกลับมาอีกทีพร้อมแกงปลาดุกราดข้าว<br />
ลูกสาวแกเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลย ผมนั่งกินข้าวไปร้องไห้ไป นี่พูดแบบไม่อายเลยนะ มันคือความรู้สึกประทับใจซาบซึ้งในอารมณ์ของเพื่อนมนุษย์ที่เขาเป็นห่วงเรา<br />
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราพบว่าการมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์ คุณค่าที่สำคัญมากๆ<br />
ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราคนเดียว แต่อยู่ที่เรามีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น<br />
แล้วมิตรภาพที่เรามีกับเพื่อนมนุษย์ มันมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ มีพลังมหาศาล<br />
เงื่อนไขที่ผมกำหนดไว้ทำให้ผมได้พบสิ่งเหล่านี้</p>
<p><strong>ในแต่ละวันอาจารย์จัดเรื่องอาหารน้ำดื่มยังไงครับ</strong></p>
<p>ผมไม่ได้คิดเรื่องอาหารเลย<br />
แล้วผมก็ไม่ขอด้วย ผมคิดว่าเพื่อนมนุษย์มีความใส่ใจเพื่อนมนุษย์<br />
ที่ผ่านมาถึงผมจะไม่ขอ ไม่หา แต่ก็มีคนซักถามตลอดเวลา<br />
ถ้าวันไหนผมได้ทานอาหารสักมื้อก็นับเป็นวันที่ดีมากแล้ว ตลอด 2 เดือนกว่า มีแค่ 3<br />
วันที่ผมไม่ได้ทานอะไรเลย แต่อยู่ได้ครับ ที่ขาดไม่ได้คือน้ำ<br />
ถ้าไม่มีอาหารผมก็ดื่มน้ำ แต่ถ้าไม่มีน้ำดื่มจริงๆ ถ้าเป็นริมถนนใหญ่<br />
ผมจะไปดื่มน้ำก๊อกในปั้มน้ำมัน ถ้าเป็นตามหมู่บ้านไม่มีปัญหาเลย<br />
คนชนบทเขาไม่ปล่อยเราผ่านเขาไปโดยไม่ซักถาม แม้บางครั้งถึงเขากลัว เขาก็ถาม<br />
มีหมู่บ้านหนึ่งเขารู้ว่าผมเดินมาแล้วไม่มีเงิน ผมเดินผ่านไปสักชั่วโมงกว่าก็มีเด็กหนุ่มบึ่งมอเตอร์ไซค์ซิ่งตามผมมาเลย<br />
มาถึงก็แบมือเอาเงินมาให้เป็นค่าเดินทาง<br />
พอผมจากมาเขาก็ไปบอกเพื่อนบ้านว่าลุงแก่คนหนึ่งเดินไปแล้วไม่มีเงิน<br />
เขาไปเรี่ยไรจากคนในหมู่บ้าน ผมก็ร้องไห้อีก แล้วก็บอกว่าผมไม่ใช้เงิน<br />
ให้เอาเงินไปคืนเจ้าของ เขาบอกคืนไม่ถูกเหมือนกันเพราะไม่รู้ใครบ้างเป็นเจ้าของ นั่นเป็นสิ่งดีๆ ที่ผมได้รับรู้ว่า เราไม่ได้เดินผ่านไปเฉยๆ เราทิ้งอะไรบางอย่างไว้<br />
แต่ผมไม่อยากจะทิ้งความกลัว ทิ้งความรู้สึกระแวงในตัวมนุษย์ให้เกิดขึ้น<br />
ผมอยากจะทิ้งไว้เฉพาะความรู้สึกประทับใจดีๆ</p>
<p><strong>อาจารย์เปลี่ยนจากความกลัวให้เป็นความรู้สึกประทับใจยังไงครับ</strong></p>
<p>ผมมีหลักคือจะไม่เข้าไปคุยกับผู้หญิงที่เขาอยู่คนเดียวหรือสองคนเพราะเขากลัว<br />
ถึงจะเป็นผู้ชายแก่ๆ แต่ก็กลัวว่าเป็นคนบ้าหรือเปล่า<br />
ผมจะเข้าไปคุยก็ต่อเมื่ออยู่เป็นกลุ่ม ไม่ได้เข้าไปเพื่อขอนะครับ<br />
แต่เข้าไปทำให้เขารู้สึกว่าอย่ากลัวผม พอคุยกันสักพัก เขาก็จะถามว่าผมมาจากไหน<br />
จะไปไหน ผมไม่ต้องการทิ้งความกลัวไว้ในใจของคนที่ผ่านไป<br />
คือเราเดินเพื่อกำจัดความกลัวในตัวเราเอง<br />
เราก็ไม่ควรเอาความกลัวของเราไปซุกไว้ในใจคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่<br />
ถ้าผ่านไปแล้วคิดว่าเขากลัว ผมจะพยายามยิ้ม ถ้าเขาอยากคุยก็คุยเพื่อให้รู้ว่าคนที่เขาพบไม่น่ากลัว</p>
<p>ที่อำเภอโกสัมพี<br />
จังหวัดกำแพงเพชร ผมประทับใจเด็กกลุ่มหนึ่งมาก<br />
เป็นเด็กผู้หญิงประถมปลายขี่จักรยานมา 3 คน พอเขาเห็นผมก็กลัวแล้วจะหันหลังกลับ<br />
ผมก็พยายามยิ้มให้เขาอย่างเปิดเผยมาก เขาคงรู้ว่าไม่บ้า เลยเข้ามาถามว่าลุงจะไปไหน<br />
เด็กเหล่านี้ตัวเล็กก็จริง แต่ว่ามีโทรศัพท์มือถือนะ<br />
แล้วที่นั่นก็มีสถานีวิทยุที่สามารถโทรศัพท์เข้าไปขอเพลงได้<br />
เขาถามว่าลุงต้องการฟังเพลงอะไร หนูจะขอเพลงให้ลุงฟัง<br />
เป็นกำลังใจให้ลุงในการเดินทาง คำพูดเหล่านี้ไงที่ผมคิดว่าคือความยิ่งใหญ่ของการเดินทางไปมันแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ<br />
ซึ่งได้เปลี่ยนจากความรู้สึกกลัวเป็นความรู้สึกดีๆ</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 79 </em><em>มีนาคม </em><em>2550)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-75">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-77">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-78">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-76/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-76/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-75/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-75/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Jan 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวล เพ็งจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะสมุย]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินสู่อิสรภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-75/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียนจบชั้น ป.4 ก็เดินทางออกมาจากเกาะมารับจ้างกรีดยางพารา เป็นกรรมกรรับจ้างสารพัด ในช่วงปี 2514 ที่มีการปราบปรามผู้ก่อการร้าย ครูโกมล คีมทอง และเพื่อนของอาจารย์ประมวลหลายคนเสียชีวิตลง ด้วยความกลัวตายที่เกิดขึ้นใกล้ตัวทำให้เด็กหนุ่มวัย 18 ปีตัดสินใจบวชเพราะเชื่อว่าน่าจะพาเขาออกจากความกลัวได้ จากเด็กหนุ่มที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เขาก็เปลี่ยนมาท่องตำราอย่างหนักแทน เขาเริ่มต้นเรียนรู้จากการท่องจำ ท่องแม้กระทั่งหน้าคำนำหรือเชิงอรรถท้ายหน้า เพราะเขาไม่รู่ว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ เมื่อพระอาจารย์เห็นว่าเขามีพรสวรรค์ในการท่องจำหนังสือทั้งเล่มได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน จึงส่งเสริมทุกทางให้เขาเป็นนักบวชที่ดีให้ได้ จากเด็กที่เรียนจบเพียงแค่ ป.4 เขาเรียนการศึกษานอกโรงเรียนจนจบ ม.6 แล้วเขาก็ได้ไปเรียนปรัชญาที่อินเดีย ที่นั่นเขาต้องเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งในวันแรกที่เข้าเรียน เขาฟังไม่ออก พูดไม่ได้เลยสักคำ แต่ในที่สุดเขามุมานะจนเรียนจบปริญญาโท จากนั้นเขาตัดสินใจสึกและเรียนต่อปริญญาเอกจนจบ กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนหนังสืออยู่ได้ 16 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออก เพื่อออกเดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่สู่เกาะสมุยบ้านเกิด จุดมุ่งหมายของเขาก็คือทำสมาธิขณะเดินและใคร่ครวญขบคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในขณะที่หยุด บนหลังของเขามีเป้ใบเล็กๆ 1 ใบซึ่งข้างในมีเสื้อผ้าบางๆ 1 ชุด ยา วิตามิน สมุดบันทึกและไปรษณียบัตร 100 แผ่นเพื่อเขียนส่งหาภรรยาทุกวัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-75/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์<br />
เกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียนจบชั้น ป.4 ก็เดินทางออกมาจากเกาะมารับจ้างกรีดยางพารา<br />
เป็นกรรมกรรับจ้างสารพัด ในช่วงปี 2514 ที่มีการปราบปรามผู้ก่อการร้าย ครูโกมล<br />
คีมทอง และเพื่อนของอาจารย์ประมวลหลายคนเสียชีวิตลง<br />
ด้วยความกลัวตายที่เกิดขึ้นใกล้ตัวทำให้เด็กหนุ่มวัย 18<br />
ปีตัดสินใจบวชเพราะเชื่อว่าน่าจะพาเขาออกจากความกลัวได้</p>
<p>จากเด็กหนุ่มที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ<br />
เขาก็เปลี่ยนมาท่องตำราอย่างหนักแทน เขาเริ่มต้นเรียนรู้จากการท่องจำ<br />
ท่องแม้กระทั่งหน้าคำนำหรือเชิงอรรถท้ายหน้า เพราะเขาไม่รู่ว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ<br />
เมื่อพระอาจารย์เห็นว่าเขามีพรสวรรค์ในการท่องจำหนังสือทั้งเล่มได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน<br />
จึงส่งเสริมทุกทางให้เขาเป็นนักบวชที่ดีให้ได้</p>
<p>จากเด็กที่เรียนจบเพียงแค่ ป.4<br />
เขาเรียนการศึกษานอกโรงเรียนจนจบ ม.6 แล้วเขาก็ได้ไปเรียนปรัชญาที่อินเดีย<br />
ที่นั่นเขาต้องเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งในวันแรกที่เข้าเรียน<br />
เขาฟังไม่ออก พูดไม่ได้เลยสักคำ แต่ในที่สุดเขามุมานะจนเรียนจบปริญญาโท<br />
จากนั้นเขาตัดสินใจสึกและเรียนต่อปริญญาเอกจนจบ</p>
<p>กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา<br />
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนหนังสืออยู่ได้ 16 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออก<br />
เพื่อออกเดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่สู่เกาะสมุยบ้านเกิด<br />
จุดมุ่งหมายของเขาก็คือทำสมาธิขณะเดินและใคร่ครวญขบคิดถึงสิ่งต่างๆ<br />
ที่ผ่านเข้ามาในขณะที่หยุด</p>
<p>บนหลังของเขามีเป้ใบเล็กๆ 1 ใบซึ่งข้างในมีเสื้อผ้าบางๆ 1 ชุด ยา วิตามิน สมุดบันทึกและไปรษณียบัตร 100<br />
แผ่นเพื่อเขียนส่งหาภรรยาทุกวัน กฎ 2 ข้อในการเดินทางของเขาก็คือไม่ใช้เงิน<br />
และไม่ติดต่อกับใครทั้งนั้น</p>
<p>อาจารย์ประมวลลาออกจากราชการในวันที่<br />
23 ตุลาคม 2548 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ และออกเดินทางในวันที่ 17<br />
พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันครอบรอบแต่งงาน ทั้ง 2 วันนี้ อาจารย์สมปอง เพ็งจันทร์<br />
ผู้เป็นภรรยากำหนดให้</p>
<p>อาจารย์ประมวลบันทึกเรื่องราวการเดินทางตลอดทั้ง<br />
66 วันไว้ในหนังสือชื่อ ‘<em>เดินสู่อิสรภาพ</em>’ หนังสือที่ใครอ่านแล้วต่างก็อิ่มใจด้วยความรู้สึกว่า</p>
<p>สิ่งที่เราได้รับจากการเดินทางครั้งหนึ่ง<br />
มันเต็มไปด้วยมิตรภาพและความรู้สึกดีๆ มากมายเพียงนี้เชียวหรือ</p>
<hr />
<p><strong>อาจารย์เป็นคนที่ชอบเดินทางอยู่แล้วหรือครับ</strong></p>
<p>ใช่ครับ<br />
ตอนเด็กๆ ผมเคยฝันที่จะไปให้สุดขอบฟ้าตรงจุดที่น้ำกับฟ้ามันพบกัน เด็กทะเลนี่ครับ<br />
พอเรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 ผมยังจำภาพได้นะครับ ผมขี่เรือลำเล็กๆ<br />
ออกจาบ้านที่เกาะสมุยเพื่อไปทำงาน หลังจากนั้นผมก็เดินทางมาตลอด<br />
ผมอาจจะไม่เคยเป็นเด็กเลยด้วยซ้ำ พอเรียนจบ ป.4 ผมก็เข้าสู่การทำงานหาเงิน<br />
ต้องรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่</p>
<p>หลังจากที่ผมได้บวชพระ<br />
ผมก็ฝาฝันที่จะเดินทางไปประเทศอินเดีย มีอยู่วันหนึ่งผมได้อ่านเรื่อง ‘<em>พบถิ่นอินเดีย</em>’ ท้ายเล่มมีชื่อและที่อยู่ผู้แปลคือ<br />
อาจารย์กรุณา กุศลาสัย อยู่ด้วย ผมก็ไปที่บ้านของแกตรงพรานนกเลย<br />
ตอนนั้นผมเป็นพระอยู่นะ ผมบอกว่าอ่านหนังสือแล้วอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอินเดีย<br />
เลยอยากมาคุยกับอาจารย์ ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยเดินทางจากประเทศไทยไปอินเดีย<br />
สมัยนั้นมีพระภิกษุชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อพระโลกนาถ<br />
ท่านหวังจะประกาศศาสนาไปทั่วโลกเลยประกาศรับสมัครภิกษุสามเณรใจสิงห์ร่วมเดินทางไปด้วยกัน<br />
แล้วหนึ่งในกลุ่มบุคคลนั้นมีหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ แล้วมีอาจารย์กรุณาซึ่งเป็นสามเณรตัวน้อยๆ รวมอยู่ด้วย ไปกันไม่เยอะเท่าไหร่ ถึงพม่าก็กลับบ้างเพราะมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด<br />
เจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง ความคิดไม่ตรงกันบ้าง<br />
แต่สามเณรกรุณาเดินไปถึงอินเดียแล้วได้เป็นสามเณรในอินเดีย</p>
<p>เรื่องเล่าของอาจารย์กรุณาเป็นแรงบันดาลใจว่าผมสามารถไปอินเดียได้<br />
สมัยนั้นอาจารย์กรุณาอายุน้อยกว่าผม แล้วก็ไม่ใครสนับสนุนอะไรเลย<br />
แต่ผมมีความสามารถที่จะไปได้ แล้วผมก็ตัดสินใจเดินทางไปอินเดีย</p>
<p><strong>ไปเพื่ออะไรครับ</strong></p>
<p>ตอนนั้นเป็นความใฝ่ฝันว่าอินเดียคงเป็นแหล่งของการศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง<br />
เป็นแหล่งของการเรียนรู้ที่ทำให้เราเข้าถึงความรู้ที่เราอาจจะหาไม่ได้ในประเทศไทย<br />
จุดเปลี่ยนผ่านครั้งแรกในชีวิตของผมคือเปลี่ยนจากชีวิตของเด็กชาวบ้านที่แสวงหาความสนุกสนานมาสู่ชีวิตของนักบวช<br />
เป็นการแสวงหาทางจิตวิญญาณ แสวงหาในมิติจิตใจภายใน ช่วงเวลาที่ผมได้บวชเป็นพระ<br />
แล้วผมก็อยากแสวงหาอะไรที่มากกว่านั้น<br />
และการไปอินเดียก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม<br />
ผมไปอินเดียด้วยความสำนึกรู้เลยว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถ้าชีวิตมันจะจบ ณ ที่นั้น<br />
ผมก็จะไม่มีปัญหาอะไร นั่นคือสิ่งที่ผมเตรียมการไว้แล้ว</p>
<p><strong>การเดินทางไปอินเดียมีอะไรน่ากลัวหรือครับ</strong></p>
<p>ผมไม่รู้ว่าจะเจออะไร<br />
ไม่ประมาท ก็ทำใจไว้แล้วว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็อาจจะไม่ได้กลับมาประเทศไทยอีก<br />
ผมหยิบเอาดินจากบ้านผมที่เกาะสมุยติดตัวไปอินเดียด้วยความคิดว่าถ้าวันหนึ่งผมไม่มีโอกาสได้กลับมาสู่ประเทศไทย</p>
<p><strong>บรรยากาศการเรียนรู้ที่อินเดียเป็นยังไงบ้างครับ<br />
น่ากลัวเหมือนที่คิดไว้ไหม</strong></p>
<p>ผมเรียนในระบบการศึกษาปกติครับ<br />
แต่ได้อยู่ในสังคมที่มันมีบรรยากาศ<br />
มีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเรียนรู้ได้ดีกว่าอยู่เมืองไทย<br />
ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตผม<br />
ที่เมืองไทยผมเรียนรู้ธรรมะหรือศาสนาในแง่มุมที่แคบมาก คือเรียนในแง่เรื่องส่วนตัว<br />
เรารู้ว่าความดีความงามคืออะไร<br />
แต่มันอยู่ในมุมของความคิดจิตใจที่ค่อนข้างจะไม่เกี่ยวกับคนอื่น เรานั่งอยู่เฉยๆ<br />
คนเดียวก็เป็นคนดีได้<br />
แต่ที่อินเดียสอนให้ผมรู้ว่าชีวิตเรามันยึดโยงผูกพันกับคนอื่น<br />
เราไม่มีทางพบอะไรที่ประเสริฐได้ด้วยตัวของเราคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเด็ดขาด เพราะในอินเดียมีเรื่องของความทุกข์ยากของประชาชน<br />
ความขัดแย้งทางสังคมมากมาย<br />
แล้วความเป็นพระของผมก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ตอนผมไปอยู่อินเดียใหม่ๆ<br />
ผมถูกท้าทายมาก ผมโกนหัวโล้นก็มีเพื่อนมาลูบหัวเราเล่น</p>
<p><strong>เขาไม่รู้หรือครับว่าอาจารย์เป็นนักบวช</strong></p>
<p>อาจจะรู้หรืออาจจะไม่รู้<br />
คือคนอินเดียจะไม่โกนผมหมดทั้งหัว การโกนผมถือว่าเป็นคนไม่ดี<br />
เช่นคนทำผิดที่ถูกลงโทษ<br />
การที่เราโกนหัวโล้นก็เท่ากับเรามีข้อที่ทำให้สงสัยว่าเราเป็นคนดีหรือไม่ดี<br />
เขาจึงเอามือมาจับหัวเราเล่นได้โดยไม่ลำบากใจ ในขณะที่เราถือเป็นอย่างมาก<br />
ไอ้ความรู้สึกโกรธนี่มันเป็นอะไรที่ท้าทายผมมากในตอนนั้น มันรู้สึกปั่นป่วน นั่นทำให้ผมรู้ว่าการเป็นพระไม่ใช่เป็นพระอยู่คนเดียว<br />
แต่มันต้องมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับสังคม ผมรู้เลยว่าความเป็นพระ<br />
มันถูกทำให้เกิดขึ้นมาในสังคม เพราะฉะนั้นทันทีที่เราก้าวพ้นสังคมชาวพุทธ<br />
ความเป็นพระของเราไม่มีเหลืออยู่เลย มันยังอยู่ในใจเราก็จริง แต่มันก็ค่อยๆ<br />
หมดพลัง</p>
<p>ตอนผมเรียนระดับปริญญาตรี<br />
พอกลับมาที่ห้องพัก สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือดูว่าวันนี้มีลายเซ็นใครบนจีวรบ้าง<br />
เพื่อนที่นั่งข้างหลังชอบดึงจีวรเรามาเซ็นชื่อเล่น ซักได้ก็ซัก<br />
ซักไม่ได้ก็ติดเป็นที่ระลึกไว้ คือเพื่อนเราไม่ได้โกรธเกลียดเรานะ<br />
แต่สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ต้องปรับตัว</p>
<p>แล้ววันหนึ่งผมก็ตอบตัวเองได้ว่า<br />
ความเป็นพระมันอยู่ที่ใจของเรา<br />
ความเป็นพระที่ใจเรามันหนักแน่นมั่นคงถาวรกว่าความเป็นพระที่ไปอยู่ที่จีวร สังคมอินเดียสอนความเป็นพระที่ลึกซึ้งกว่าสังคมไทย<br />
สังคมไทยเพียงแค่เราเข้าสู่วัด เขาบวชให้เรา จากเช้าเราเป็นเด็ก<br />
เที่ยงวันนั้นเราเป็นพระเป็นพระมีคนกราบไหว้เราแล้วโดยที่เรายังงงๆ อยู่เลย<br />
เพราะเราก็เป็นคนเดิม แต่เราเป็นพระในทางสังคมแล้ว แต่ในอินเดียไม่ใช่</p>
<p><strong>อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตในอินเดีย 11 ปีครับ</strong></p>
<p>ผมเรียนรู้ในห้องเรียนน้อยมาก<br />
ผมเรียนนอกห้องซะมากกว่า ตลอด 11 ปี ผมไม่เคยอยู่ที่ไหนซ้ำนานๆ เลย<br />
พอเรียนปริญญาตรีจบ ก็ย้ายไปเรียนปริญญาโทอีกเมืองหนึ่ง<br />
เรียนปริญญาเอกอีกเมืองหนึ่ง ผมมีที่ที่อยากไปเยอะแยะเลย<br />
ปัจจุบันนี้ผมก็ยังกลับไปอินเดียอยู่เสมอเพื่อเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม<br />
อินเดียเป็นเหมือนห้องอาบน้ำที่ทำให้ผมสะอาด ผมไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยมีมลพิษนะ<br />
แต่อินเดียมันความง่ายจนกระทั่งเราคิดว่าชีวิตมันแค่นี้เองเหรอ<br />
มีครั้งหนึ่งที่ผมกลับไปอินเดีย แล้วมีคนติดตามผมไปเที่ยวด้วย<br />
มีที่หนึ่งเขาเข้าไปเที่ยว ผมก็รออยู่ด้านนอกพอแกออกมาก็เห็นผมนอนหลับอยู่<br />
โดยเอารองเท้ามาหนุนตัว ข้างๆ ผมมีขอทานนอนอยู่ด้วย พอผมลุกขึ้นเอารองเท้ามาสวม<br />
แกขำผมมากเลยแกบอกว่าผมเป็นอินเดีย ผมว่าคำนี้มันใช่เลย<br />
เพราะคนไทยเราไม่ทำแบบนี้กัน แต่ในอินเดีย<br />
วัตถุชิ้นหนึ่งมันจะเป็นรองเท้าหรือหมอนหนุนก็ได้ถ้าเราต้องการ<br />
ความคิดแบบนี้ทำให้ผมกลับไปหาอินเดียเสมอ</p>
<p><strong>ตอนอยู่ที่อินเดียอาจารย์ได้เที่ยวบ่อยไหมครับ</strong></p>
<p>ผมเป็นคนหนึ่งที่น่าใช้คำว่า<br />
เที่ยวเกือบทั่วประเทศอินเดียได้ ทั้งๆ ที่มันกว้างมาก ผมชอบไปในที่ที่คนอินเดียถือว่าศักดิ์สิทธิ์<br />
เพราะผมเชื่อว่าคงจะมีท่าทีต่อสถานที่ต่อสถานที่นั้นอีกแบบ<br />
แล้วการไปสัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์มันทำให้ตัวเรามีความหมายอะไรบางอย่าง<br />
ถ้าเราไปสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่มีความหมาย ตัวเราก็จะไม่มีความหมาย<br />
ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่มันมีพลัง ทำให้คนอินเดียกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน อดทน<br />
เพียรพยายาม คนอินเดียจาริกไปยังที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการเดินเท้า<br />
ยิ่งเป็นชาวพุทธทิเบต<br />
เขาไปสถานที่สำคัญทางศาสนาด้วยการใช้ร่างกายกราบไปกับพื้นถนนเพื่อเป็นพุทธบูชา<br />
อะไรก็ตามที่เราทำเพราะมันศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้ชีวิตเรามีความหมาย เช่น<br />
ถ้าเราไม่มีข้าวกิน เราจะรู้สึกแย่มาก แต่ถ้าเราบอกว่าวันนี้เราถือศีลอด<br />
เราก็หิวเหมือนเดิม แต่การอดอาหารครั้งนี้<br />
มันจะมีความหมายอีกแบบที่ไม่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด รำคาญ โกรธเกรี้ยว</p>
<p>การเดินทางของผมในอินเดียเป็นการเดินทางที่ใช้กำลังของเราเป็นข้อกำหนด<br />
ให้ความสามารถของเราเป็นตัวกำหนดความเร็ว ทั้งร่างกาย กำลังใจ<br />
จิตใจของเราที่สำคัญนะ ว่ามีความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไป<br />
ความยุ่งยากลำบากก็เป็นการทดสอบพลังจิตใจเราว่าเราจะไปไหม<br />
ทั้งที่มันยุ่งยากขนาดนี้ การท่องเที่ยวไม่ใช่ความสนุกในความหมายของความสะดวกสบาย<br />
แต่สนุกในด้านอารมณ์ที่ได้ผจญเผชิญความยุ่งยาก</p>
<p><strong>อะไรคือความสนุกของการได้ผจญภัยกับเรื่องยุ่งยากครับ</strong></p>
<p>ผมเข้าใจว่ามนุษย์เรามีคุณสมบัติอย่างหนึ่งในด้านนามธรรมก็คือความอดทน<br />
เช่น ในเรื่อง ‘สิทธารถะ’ ของแฮร์มัน เฮสเส สิทธารถะบอกว่าเขามีความสามารถที่จะอดทนและรอคอยเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ได้<br />
ความสามารถนี้ทำให้สิ่งที่เป็นปัญหารบกวนไม่มาทำลายเรา<br />
ทุกวันนี้ผมคุยกับนักศึกษาเสมอว่า พวกคุณมีบางสิ่งบางอย่างที่งดงามประเสริฐมาก<br />
แต่พวกคุณไม่เห็นค่ามัน เพราะคุณไม่ได้ผ่านการอดทนและรอคอย<br />
สมัยที่ผมจีบผู้หญิงคนแรก ผมรอคอยมาก ตอนนั้นผมเป็นลูกจ้างกรีดยางพารา<br />
กรีดเสร็จประมาณเที่ยงวัน<br />
ผมต้องเดินจากสวนยางไปหาผู้หญิงคนที่ผมรักตั้งแต่เที่ยงไปถึงนั่นประมาณ 4 โมงเย็น เมื่อก่อนไม่มีมอเตอร์ไซค์นะครับ<br />
ต้องเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ ได้แค่เห็นหน้าผู้หญิงแล้วก็กลับเลย<br />
เพราะต้องรีบกลับไม่งั้นมืด ผมต้องกรีดยางตอนกลางคืนอีก<br />
ผมทำอย่างนี้เป็นเวลานานมาก<br />
แล้ววันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็ยิ้มให้ผมครั้งหนึ่งผมมีความสุขมาก<br />
มันเป็นรอยยิ้มที่มีค่ามหาศาล กว่าจะมีรอยยิ้มบนในหน้าของเธอ ผมต้องเดินเป็นร้อยเป็นพันกิโล แต่พวกเราทุกวันนี้อยู่ในมหาวิทยาลัย<br />
มีเพื่อนผู้หญิง มีเพื่อนผู้ชาย มีความประทับใจ มีรอยยิ้มให้กัน<br />
แต่ไม่เห็นค่าเพราะไม่เคยผ่านความยุ่งยากลำบากอะไรมาเลยบางครั้งก็ทิ้งความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันได้โดยง่าย</p>
<p>ความสามารถในการอดทนรอคอยเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและเป็นสิ่งที่เป็นคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์ ถ้าทำแบบนี้ได้ ก็จะทำให้สิ่งที่อยู่รอบตัวเราเป็นสิ่งที่งดงาม<br />
แม้ว่าสิ้งนั้นจะยุ่งยากและลำบาก</p>
<p><strong>ความคิดเรื่องการเดินเท้าจากเชียงใหม่ไปสมุย เริ่มต้นมาจากไหนครับ</strong></p>
<p>มันอยู่ในใจผมมานานแล้ว<br />
ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้วก็มีกิจวัตรสัมพันธ์กับนักศึกษาเป็นจำนวนมาก<br />
มีคนหนุ่มสาวมากมายมาให้พบรุ่นแล้วรุ่นเล่า<br />
แล้วผมก็ไม่ได้พบกับคนเหล่านั้นอย่างผ่านไปเฉยๆ แต่ผมพบอย่างละเอียด<br />
และผมพบว่ามันมีบางอย่างที่เขาจากผมไปแล้วก็จริง<br />
แต่เขาก็ทิ้งคำถามทิ้งประเด็นอะไรไว้มากมายมหาศาลในใจผม<br />
ผมไม่เคยปล่อยให้คำถามของนักศึกษาสักข้อผ่านใจของผมไปโดยไม่คิด<br />
เพราะถ้าเขาถามก็แปลว่าเขาต้องมีอะไรอยู่ในใจ ไม่ได้หมายความว่าผมตอบได้หมดนะครับ<br />
มันมีคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิตคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ผมคิดว่าควรจะหาคำตอบให้กับเขา<br />
อาจตอบไม่ได้ทุกคน แต่อย่างน้อยถ้ามีใครสักได้คำตอบที่ผมหามาได้ เช่น<br />
ผมพูดกับเขาเสมอว่า ถ้าคุณเข้าใจชีวิตที่ดี คุณจะว่าชีวิตที่มีอยู่<br />
มันมีความสุขได้ไม่ยากเลย<br />
ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่คุณมีทรัพย์สินมากมายไม่ได้เกิดจากการประสบความสำเร็จในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้<br />
แต่ความสุขคือคุณมีความพร้อมความพอใจที่จะทำอะไรบางอย่างให้กับคนอื่นได้</p>
<p><strong>ถ้าอาจารย์เลือกการเดินทางเพื่อหาคำตอบ<br />
ก็ไม่ต้องถึงกับลาออกจากราชการก็ได้นี่ครับ</strong></p>
<p>ผมต้องการชีวิตที่มันอิสระเลย<br />
ไม่งั้นแสดงว่าเราห่วงหาอาลัยอยู่กับภาระหน้าที่การงาน<br />
หลายคนเป็นห่วงว่าผมจะไปทำอะไร ผมก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมสามารถอยู่ได้<br />
เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ติดตัวผมมาแต่กำเนิด ผมเป็นเด็กที่ไม่มีการศึกษามาก่อน<br />
เป็นคนต่ำต้อยมาก่อน วันหนึ่งผมก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีคนเคารพให้เกียติ<br />
ผมรับได้ถ้ามันจะจากผมไป สิ่งที่ผมต้องการคือการไม่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย<br />
แต่ก็ยังให้บางสิ่งบางอย่างแก่เยาวชนได้ ผมบอกคนอื่นเสมอว่า<br />
ผมกำลังออกจากโรงเรียนไปสู่โลกที่เป็นห้องเรียนที่ใหญ่กว่า<br />
ถ้าเคารพและคิดถึงผมก็เชิญไปเรียนรู้ร่วมกัน<br />
ผมว่าการเดินก็คือการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าผมกับนักศึกษา</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 79 </em><em>มีนาคม </em><em>2550)<br />
</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-76">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-77">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-78">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em style="background-color: initial;"><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-75/">&#8216;เดินสู่อิสรภาพ&#8217; ไปกับประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-75/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
